หนังสือเรียน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง
(สค21002)
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
สาระการพัฒนาสังคม
หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
หามจำหนาย
หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
ลิขสิทธิ์เปนของ สำนักงาน กศน. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002)
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
เอกสารทางวิชาการหมายเลข 38/2554
คำนำ
สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดดำเนินการ
จัดทำหนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้นเพื่อสำหรับใชในการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษา
นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนา
ผูเรียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญา และศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษา
ตอในระดับที่สูงขึ้นและสามารถดำรงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข โดย
ผูเรียนสามารถนำหนังสือเรียนไปใชในการเรียนการศึกษาดวยตัวเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้ง
แบบฝกหัดเพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา และเมื่อศึกษาหนังสือเรียนนี้ ดวยการ
นำความรูไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิ่น จากแหลงเรียนที่รู
และจากสื่ออื่นๆ
ในการดำเนินการจัดทำหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือดวยดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูที่เกี่ยวของ
หลายทาน ซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดหนังสือเรียนที่
สอดคลองกับหลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนที่อยูนอกระบบโรงเรียนอยางแทจริง
สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณที่ปรึกษา คณะ
ผูเรียบเรียง ตลอดจนคณะผูจัดทำทุกทานที่ใหความรวมมือดวยดีไว ณ.โอกาสนี้
สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียน
ชุดนี้จะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด
สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ
ขอบคุณยิ่ง
สำนักงาน กศน.
สารบัญ
หนา
คำนำ
คำแนะนำการใชหนังสือเรียน
โครงสรางรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง สค 21002
ขอบขายเนื้อหา
บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย 1
บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย 69
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 89
บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย 115
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน 139
บรรณานุกรม
คณะผูจัดทำ
คำแนะนำในการใชหนังสือเรียน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับมัธยม
ศึกษาตอนตนเปนหนังสือเรียนที่จัดทำขึ้น สำหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบใชประกอบ
การศึกษารายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) จำนวน 2 หนวยกิต 80 ชั่วโมง
ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง
ผูเรียนควรปฎิบัติดังนี้
1) ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอ สาระสำคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
และขอบขายเนื้อหา
2) ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่อง
เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในตอนนั้นๆ อีกครั้ง โดยผูเรียน
สามารถนำไปตรวจสอบ กับครู เพื่อนๆ ที่เรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได
3) หนังสือเลมนี้มี 5 บท ดังนี้
บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย
บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกัน
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน
โครงสรางรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
สาระสำคัญ
ประเทศไทยเปนประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย
ทรงเปนประมุข มีประชากรอาศัยอยูหลายเชื้อชาติ มีภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ
ที่แตกตางกัน การใหความรูเกี่ยวกับความสำคัญ หลักธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม คานิยม
ของประเทศตางๆ ตลอดจนความเปนมา หลักการ ความสำคัญของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย หลักการอยูรวมกัน และหลักสิทธิมนุษยชน จะทำใหคนในสังกัดสามารถ
นำหลักการ คำสอนและกฎระเบียบตางๆ ของสังคมมาปรับใชในการใชในการดำเนินชีวิต
ของตนไดอยางถูกตอง มีความสุข อันจะสงผลตอความสันติสุขของสังคม
ผลการเรียนที่คาดหวัง
1. อธิบายความเปนมา ความสำคัญ หลักคำสอน ศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี
คานิยมของประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชียได
2. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ในสังคมที่มีความ
หลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี
3. อนุรักษและสืบสานประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนปฏิบัติคามคานิยมที่พึง
ประสงคของไทย และอธิบายวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของชาติตางๆ
ในเอเชีย
4. อธิบายความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โครงสราง สาระสำคัญของ
รัฐธรรมนูญได
5. อธิบายจุดเดนของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน
ได
6. อธิบายสิทธิ เสรีภาพและคุณธรรม จริยธรรม การอยูรวมกันตามวิถีทาง
ประชาธิปไตยได
7. อธิบายการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และมีสวนรวมการเมืองการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได
8. อธิบายหลักสิทธิมนุษยชน ตระหนักถึงประโยชนและมีสวนรวมตามหลักสิทธิ
มนุษยชนได
ขอบขายเนื้อหา
บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย
บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน
สื่อประกอบการเรียนรู
1. ซีดีศาสนาสากล
2. ซีดีวัฒนธรรม ประเพณีไทยและประเทศตางๆในเอเชีย
3. เอกสารที่เกี่ยวของกับศาสนา วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง สิทธิมนุษยชน
4. อินเทอรเน็ต
5. แหลงเรียนรู ภูมิปญญาในทองถิ่น
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 1
สาระสำคัญ
เนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเปนมาของศาสนาตางๆในประเทศไทยและประเทศในทวีป
เอเซีย หลักธรรมสำคัญของศาสนาตางๆ การอยูรวมกับคนตางศาสนาไดอยางมีความสุข กรณี
ตัวอยางของบุคคลตัวอยางในแตละศาสนา
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. ประวัติ ความสำคัญ หลักคำสอน ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ของประเทศใน
ทวีปเอเซีย
2. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก
หลายทางศาสนา
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 ความเปนมาของศาสนาในประเทศไทย
เรื่องที่ 2 ความเปนมาของศาสนาในทวีปเอเซีย
เรื่องที่ 3 หลักธรรมของศาสนาตางๆ
สื่อการเรียนรู
1. ใบงาน
2. หนังสือเรียน
บทที่ 1
ศาสนาในประเทศไทยและในทวีปเอเชีย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน2
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 3
เรื่องที่ 1 ความเปนมาของศาสนาในประเทศไทย
ศาสนาในประเทศไทยที่รัฐบาลใหการอุปถัมภ ดูแลมีทั้งสิ้น 5 ศาสนา ไดแก ศาสนา
พุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกซ ซึ่งทุกศาสนาลวนมี
องคประกอบหลักที่สำคัญๆ 5 ประการ คือ
1. ศาสดา หมายถึง ผูทีคนพบศาสนาและเผยแผคำสั่งสอน หรือหลักธรรมของ
ศาสนา
2. ศาสนธรรม หรือหลักธรรมของศาสนา เปนคำสั่งสอนของแตละศาสนา
3. ศาสนิกชน หมายถึง บุคคลและปวงชนที่ใหการยอมรับนับถือในคำสั่งสอนของ
ศาสนานั้นๆ
4. ศาสนาสถาน หมายถึง สถานที่อยูอาศัยของนักบวช ใชเปนที่ประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนา รวมถึงการเปนที่ที่ใหศาสนิกชนไปปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา
5. ศาสนพิธี หมายถึง พิธีทางศาสนาตางๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากศาสดาโดยตรงหรือ
จากการคิดคนของผูปฏิบัติ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความตองการขจัดความไมรู
ความกลัว ความอัตคัด สนองความตองการในสิ่งที่ตนขาดแคลน จึงจำเปนตอง
มีวัตถุประสงคของการศึกษาคนควา ปฏิบัติตามหลักของศาสนา
ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจำชาติ และมีผูนับถือจำนวนมากที่สุดใน
ประเทศ รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม คริสต และฮินดู การศึกษาความเปนมาของศาสนา
ดังกลาวในประเทศไทย มีความสำคัญและจำเปน เพราะทำใหเกิดความเขาใจในศาสนาที่ตน
นับถือและเพื่อรวมศาสนาอื่นๆในประเทศ อันจะสงผลใหสามารถอยูรวมกันไดอยางมีความสุข
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน4
1.1 ศาสนาพุทธในประเทศไทย
พุทธประวัติ
ศาสดาผูที่คนพบศาสนาและเผยแผคำสั่งสอนหรือหลักธรรมของศาสนาพุทธ คือ
พระพุทธเจา
พระพุทธเจา พระนามเดิมวา "สิทธัตถะ" เปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธทนะ
และพระนางสิริมหามายาแหงกรุงกบิลพัสดุแควนสักกะ พระองคทรงถือกำเนิดในศากยวงศ
สกุลโคตมะ พระองคประสูติในวันศุกร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (เดือนวิสาขะ) ปจอ กอน
พุทธศักราช 80 ป ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยูระหวางกรุงกบิลพัสดุ แควนสักกะกับกรุง
เทวทหะ แควนโกลิยะ (ปจจุบันคือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล) ทั้งนี้ เปนเพราะธรรมเนียม
ที่สตรีจะตองไปคลอดบุตรที่บานบิดามารดาของตน พระนางสิริมหามายาจึงตองเดินทางไป
กรุงเทวทหะ
หลังจากประสูติได 5 วัน พระเจาสุทโธทนะโปรดใหประชุมพระประยูรญาติ และเชิญ
พราหมณผูเรียนไตรเพท จำนวน 108 คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระ
ประยูรญาติไดพรอมใจกันถวายพระนามวา "สิทธัตถะ" มีความหมายวา "ผูมีความสำเร็จสม
ประสงคทุกสิ่งทุกอยางที่ตนตั้งใจจะทำ" สวนพราหมณเหลานั้น คัดเลือกกันเองเฉพาะผูที่
ทรงวิทยาคุณประเสริฐกวาพราหมณทั้งหมดได 8 คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ
7 คนแรก ตางก็ทำนายไว 2 ประการ คือ "ถาพระราชกุมารเสด็จอยูครองเรือนก็จักเปนพระเจา
จักรพรรดิผูทรงธรรม หรือถาเสด็จออกผนวชเปนพรรพชิตจักเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา
ผูไมมีกิเลสในโลก" สวนโกณทัญญะพราหมณ ผูมีอายุนอยกวาทุกคน ไดทำนายเพียงอยางเดียว
วา พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเปนบรรพชิต แลวตรัสรูเปนพระอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจาผูไมกิเลสในโลก" เมื่อเจาชายสิทธัตถะ ประสูติได 7 วัน พระราชมารดา
ก็เสด็จสวรรคต พระเจาสุทโธทนะทรงมอบหมายใหพระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเปน
พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เปนผูถวายอภิบาลเลี้ยงดูเมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญ
มีพระชนมายุได 8 พรรษา ไดทรงศึกษาในสำนักอาจารยวิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแผขจรไกล
ไปยังแควนตางๆ เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหลานี้ไดอยางวองไวและเชี่ยวชาญจน
หมดความสามารถของพระอาจารย
ดวยพระราชบิดามีพระราชประสงคมั่นคงที่จะใหเจาชายสิทธัตถะทรงครองเพศ
ฆราวาสเปนพระจักรพรรดิผูทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดลอมดวย
ความบันเทิงนานาประการแกพระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยใหมั่งคงในทางโลก เมื่อเจาชาย
สิทธัตถะเจริญพระชนมได 16 พรรษา พระเจาสุทโธทนะมีพระราชดำริวาพระราชโอรส
สมควรจะไดอภิเษกสมรส จึงโปรดใหสรางประสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น 3 หลัง สำหรับให
พระราชโอรสไดประทับอยางเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง 3 คือ ฤดูรอน ฤดูฝนและฤดูหนาว
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 5
และทรงสูขอพระนางพิมพายโสธรา พระราชธิดาของพระเจาสุปปพุทธะและพระนางอมิตา
แหงเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงศใหอภิเษกดวย เจาชายสิทธัตถะไดเสวยสุขสมบัติ
จนพระชนมายุได 29 พรรษา พระนางพิมพายโสธราจึงประสูติพระโอรส พระองคมีพระราช
หฤทัยสิเนหาในพระโอรสเปนอยางยิ่ง เมื่อพระองคทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรส
พระองคตรัสวา “ราหุล ชาโต พันธนา ชาต” แปลวา “บวงเกิดแลว เครื่องจองจำเกิดแลว”
ถึงแมเจาชายสิทธัตถะจะทรงพรั่งพรอมดวยสุขสมบัติมหาศาล ก็มิไดพอพระทัย
ในชีวิตคฤหัสถ พระองคยังทรงมีพระทัยฝกใฝใครครวญถึงสัจธรรมที่จะเปนเครื่องนำทางซึ่ง
ความพนทุกขอยูเสมอ พระองคไดเคยเสด็จประพาสอุทยาน ไดทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง 4 คือ
คนแก คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองคจึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศ
บรรพชิต มีพระทัยแนวแนที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเปนทางดับทุกข
ถาวรพนจากวัฏสงสารไมกลับมาเวียนวายตายเกิดอีก พระองคจึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช
โดยพระองคทรงมากัณฐกะ พรอมดวยนายฉันนะ มุงสูแมน้ำอโนมานที แควนมัลละ รวม
ระยะทาง 30 โยชน (ประมาณ 480 กิโลเมตร) เสด็จขามฝงแมน้ำอโนมานทีแลวทรงอธิษฐาน
เพศเปนบรรพชิต และทรงมอบหมายใหนายฉันนะนำเครื่องอาภรณและมากัณฐกะกลับนคร
กบิลพัสดุ
การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแลว สมณสิทธัตถะไดทรงศึกษาใน
สำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห แควนมคธ
พระองคไดทรงประพฤติพรหมจรรยในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงไดสมาบัติ
คือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตน
ฌาน สวนการประพฤติพรหมจรรยในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงไดสมาบัติ ๘ คือ
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ 1 คือ ปฐมฌานนั้น พระองคทรงไดขณะกำลัง
ประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยูใตตนหวาเนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล
(แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แลวพระองคทรง
ทราบวามิใชหนทางพนทุกข บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุงหวัง พระองคจึงทรงลาอาจารย
ทั้งสอง เสด็จไปใกลบริเวณแมน้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมกรุงราชคฤห แควนมคธ
เมื่อพระองคทรงหันมาศึกษาคนควาดวยพระปญญาอันยิ่งดวยพระองคเองแทนการ
ศึกษาเลาเรียนในสำนักอาจารย ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกลลามแมน้ำเนรัญชรานั้น พระองคไดทรง
บำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอยางยิ่งยวดในลักษณะตางๆ เชน การอดพระกระยาหาร
การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปสสาสะ (ลมหายใจ) การกดพระทนต
การกดพระตาลุ (เพดาน) ดวยพระชิวหา (ลิ้น) เปนตน พระมหาบุรุษไดทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
เปนเวลาถึง 6 ป ก็ยังมิไดคนพบสัจธรรมอันเปนทางหลุดพนจากทุกข พระองคจึงทรงเลิกการ
บำเพ็ญทุกรกิริยา แลวกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายใหแข็งแรง ในการคิดคน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน6
วิธีใหม ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ไดมีปญจวัคคีย คือ พราหมณทั้ง
5 คน ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหามานะ และอัสสชิ เปนผูคอยปฏิบัติรับใช ดวย
หวังวาพระมหาบุรุษตรัสรูแลวพวกตนจะไดรับการสั่งสอนถายทอดความรูบาง และเมื่อ
พระมหาบุรุษเลิกลมการบำเพ็ยทุกรกิริยา ปญจวัคคียก็ไดชวนกันละทิ้งพระองคไปอยู ณ ปา
อิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เปนผลใหพระองคไดประทับอยูตามลำพังในที่อันสงบเงียบ
ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองคไดทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือ การปฏิบัติใน
ความพอเหมาะพอควร นั่นเอง
พระพุทธเจาทรงตรัสรู เวลารุงอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 (เดือนวิสาขะ) ประกา กอน
พุทธศักราช 45 ป นางสุชาดาไดนำขาวธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหา
บุรุษประทับที่โคนตนอชปาลนิโครธ (ตนไทร) ดวยอาการอันสงบ นางคิดวาเปนเทวดา จึง
ถวายขาวมธุปายาส แลวพระองคเสด็จไปสูทาสุปดิษฐริมฝงแมน้ำเนรัญชรา หลังจากเสวยแลว
พระองคทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานวา “ถาเราจักสามารถตรัสรูไดในวันนี้ ก็ขอใหถาด
ทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไปไกลถึง 80 ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน” ในเวลาเย็น
พระองคเสด็จกลับมายังตนโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญาชื่อ โสตถิยะไดถวายปูลาดที่ประทับ ณ
ใตตนโพธิ์ พระองคประทับหันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานวา
“แมวาเลือดในกายของเราจะเหือดแหงไปเหลือแตหนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถายังไมบรรลุ
ธรรมวิเศษแลว จะไมยอมหยุดความเพียรเปนอันขาด” เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเชนนั้นแลว
พระองคก็ทรงสำรวมจิตใหสงบแนวแน มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัย
แนวแนเปนสมาธิบริสุทธิ์ผุดผองปราศจากกิเลสปราศจากความเศราหมอง มีความตั้งมั่น
ไมหวั่นไหว
ในปฐมยามแหงราตรี พระองคทรงตรัสรูปุพเพนิวาสญาณ คือ ญาณที่ระลึกถึงชาติ
ตางๆในปางกอน ตอมาในมัชฌิมยามคือยามกลางแหงราตรี พระองคทรงตรัสรูจุตูปปาตญาณ
คือ ญาณกำหนดรูการเกิดของสัตวทั้งหลาย และในยามสุดทายคือปจฉิมยาม พระองคทรง
ตรัสรูอาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรูในการสิ้นไปแหงอาสาวกิเลสทั้งหลาย พระองคทรงตรัสรู
อริยสัจ 4 คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค วันที่พระองคทรงตรัสรูในวันเพ็ญเดือน 6 ประกา
พระชนมายุได 35 พรรษา นับแตวันที่ออกผนวชจนถึงวันตรัสรูธรรม รวมเปนเวลา 6 ป
หลังจากตรัสรูแลว พระองคทรงเสวยวิมุตติสุข ณ บริเวณตนพระศรีมหาโพธิ์ เปน
เวลา 7 สัปดาห ทรงรำพึงวา ธรรมะของพระองคเปนเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปจะรู พระองค
นอมพระทัยที่จะไมประกาศศาสนา แตเมื่อพิจารณาแลวเห็นสภาวธรรมวา สติปญญาของบุคคล
เปรียบเสมือนดอกบัว 4 เหลา คือ พวกที่ฟงธรรมแลวรูเขาใจโดยงาย คือ บัวที่อยูพนน้ำ
พวกที่ฟงธรรมที่อธิบายขยายความแลวจะรูธรรม คือ บัวที่อยูปริ่มน้ำ พวกที่ฟงธรรมแลวตองใช
ระยะเวลานานไตรตรองทบทวนไปมาจึงจะเขาใจ เหมือนบัวที่อยูใตน้ำ และพวกสุดทายคือ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 7
พวกที่ฟงธรรมแลวทำอยางไรก็ไมเขาใจเหมือนบัวที่อยูใตตมเปนอาหารเตา ปู ปลา จากนั้นดวย
พระเมตตาของพระองคจึงประกาศเผยแผศาสนา พระองคทรงพิจารณาจะสอนพระธรรม
ใหกับใครกอนเปนคนแรก ครั้งแรกคิดจะสอนพระธรรมแกอาฬารดาบส แตอาจารยทั้งสอง
ทานตายแลว พระองคจะเผยแผธรรมแกปญจวัคคียทั้ง 5 ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน พระองค
ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (เดือนอาสาฬหะ) เรียกวา ธรรมจักกัปปวัตตน
สูตร ทานโกณทัญญะฟงธรรมแลวเกิดดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาบัน จึงทูลขออุปสมบท
เรียกการบวชครั้งนี้วา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เปนพระสงฆที่พระพุทธเจาบวชให ค่ำ เดือน 8
เปนวันที่พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ ครบ เรียกวา อาสาฬหบูชา
เปนครั้งแรก
การเผยแผศาสนา เมื่อพระพุทธเจาไดโปรดปญจวัคคีย และสาวกอื่นๆ ซึ่งเลื่อมใส
นับถือศาสนาพุทธ ตอมาพระพุทธเจาทรงอนุญาตใหพุทธสาวก สามารถบวชใหกับผูที่เลื่อมใส
ในศาสนาพุทธได เรียกวิธีบวชเชนนี้วา "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ การบวชดวยการปฏิญาณ
ตนเปนผูถึงไตรสรณคมน พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ เชน
ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน ประเทศเนปาล เปนตนมา พระพุทธเจาประกาศเผยแผ
คำสอนจนเกิดพุทธบริษัท 4 อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และพุทธบริษัท 4 นี้ จะ
ทำหนาที่เผยแผคำสอนของพระพุทธเจาและสืบทอดพระพุทธศาสนาใหคงอยูตอไป
เมื่อพระพุทธเจามีพระชนมายุ 80 พรรษา พระองคเสด็จจำพรรษาสุดทาย ณ เมือง
เวสาลี ในวาระนั้น พระพุทธองคทรงชราภาพและประชวรหนัก พระองคไดทรงดำเนินจาก
เวสาลีสูเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จดับขันปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระองคเสวยอาหารมื้อสุดทาย
ที่นายจุนทะปรุงดวยเนื้อสุกรถวาย พระองคเสวยและใหนำอาหารนั้นไปฝง ทรงมีอาการ
ประชวร ถายเปนพระโลหิต
กอนที่พระองคจะเสด็จปรินิพพาน ซึ่งหมายถึงการไมมาเวียนวายตายเกิดในวัฏสงสาร
พระองคทรงมีพระดำรัสกับพระอานนท ซึ่งเปนพุทธอนุชาและเปนพระอุปฏฐากของ
พระพุทธเจา ความวา “โย โว อานฺท ธมฺม จ วินฺโย มหาเทสิโต ปฺญตโต โส โว มมจฺจเยน
สตฺถา” แปลวา “ดูกอนอานนท ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเปนศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราลวงลับไปแลว”
และพระพุทธองคไดแสดงปจฉิมโอวาทแกพระภิกษุสงฆวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย
นี่เปนวาจาครั้งสุดทาย ที่เราจะกลาวแกทานทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและ
เสื่อมไปเปนธรรมดา ทานทั้งหลายจงทำความรอดพนใหบริบูรณถึงที่สุดดวยความไมประมาท
เถิด"
พระพุทธเจา ประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน ในวันเดือนกัน คือ วันเพ็ญเดือน 6 เรียกวา
วัน “วิสาขบูชา”
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน8
วันวิสาขบูชา
ประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน
การเผยแผพุทธศาสนาเขาสูประเทศไทย
พระพุทธศาสนาเผยแผเขามาในประเทศไทย ประมาณป พ.ศ. 270 หลังจาก
พระพุทธเจาเสด็จปรินิพพาน พระเจาอโศกมหาราชสถาปนาศาสนาพุทธเปนปกแผนและสง
พระเถระไปเผยแผพระพุทธศาสนายังประเทศตางๆ รวมทั้งประเทศไทย พระเถระที่เขามามี
2 รูป คือ พระโสณเถระ และพระอุตตระเถระ ซึ่งเปนนิกายเถรวาท ขณะนั้นไทยอยูบนดินแดน
ที่เรียกวาสุวรรณภูมิ มีขอบเขตประเทศที่รวมกันคือ ไทย พมา เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย
และสันนิษฐานวาใจกลางอยูที่จังหวัดนครปฐม มีหลักฐานคือพระปฐมเจดียและรูปธรรมจักร
กวางหมอบ สมัยนี้เรียกวา สมัยทวารวดี
ตอมา สมัยอาณาจักรอายลาว ศาสนาพุทธนิกายมหายานเผยแผมายังอาณาจักรนี้เพราะ
พระเจามิ่งตี่ กษัตริยจีน ทรงรับพระพุทธศาสนา ไปเผยแผในประเทศจีนและสงฑูตมาเจริญ
สัมพันธไมตรีกับอาณาจักรอายลาว จึงทำใหไทยนับถือศาสนาพุทธแบบมหายานเปนครั้งแรก
แทนการนับถือเทวดาแบบดั้งเดิม
ในพุทธศตวรรษที่ 13 พ.ศ. 1300 สมันอาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตรา ไดเจริญ
รุงเรือง และนำพระพุทธศาสนาแบบมหายานเขามาเผยแผ ดังมีหลักฐานที่ปรากฏอยูคือพระ
บรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี และพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ในพุทธศตวรรษที่ 15 พ.ศ. 1500 อาณาจักรลพบุรี เจริญรุงเรือง ในขณะเดียวกัน
อาณาจักรขอมก็เจริญรุงเรืองดวย ในสมัยราชวงศสุริยวรมัน เรืองอำนาจ พระองครับเอา
พุทธศาสนาแบบมหายานผสมผสานกับศาสนาพราหมณ และทรงสรางศาสนาสถานเปน
พระปรางคและปราสาทอาณาจักรลพบุรีของไทย รับอิทธิพลนี้มาดวย มีภาษาสันสกฤตเปน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 9
ภาษาหลักของศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลในภาษาไทย วรรณคดีไทย จะเห็นสิ่งกอสราง
คือ พระปรางคสามยอดจังหวัดลพบุรี ประสาทหินพิมายที่จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหิน
พนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมย สวนพระพุทธรูปไดรับอิทธิพลของขอม เชน ศิลปะแบบขอม
พุทธศตวรรษที่ 16 พ.ศ. 1600 อาณาจักรพุกามประเทศพมาเจริญรุงเรือง กษัตริย
ผูปกครองชื่อ พระเจาอนุรุทธิ์มหาราช กษัตริยพุกามเรืองอำนาจทรงรวบรวมเอาพมากับมอญ
เขาเปนอาณาจักรเดียวกัน และแผขยายอาณาจักรถึงลานนา ลานชาง คือ เชียงใหม ลำพูน
เชียงราย จึงรับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท หลักฐานที่ปรากฏ คือ การกอสรางเจดียแบบพมา
ซึ่งปรากฏอยูตามวัดตางๆ
ตอมาสมัยสุโขทัย เจริญรุงเรืองเปนปกแผน มีอาณาจักรของไทย คือ อาณาจักรลานนา
และอาณาจักรสุโขทัย พอขุนรามคำแหงมหาราชทรงสดับกิตติศัพทของพระสงฆลังกา ซึ่ง
เผยแผศาสนาอยูที่นครศรีธรรมราช จึงนิมนตมาที่สุโขทัยนับเปนจุดสำคัญที่ทำใหพุทธศาสนา
ดำรงมั่นคงมาในประเทศไทยสืบมาจนทุกวันนี้ พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศไดเขามาเผยแผ
ในประเทศไทยถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช ในสมัยที่ 2 คือ
สมัยพระยาลิไท กษัตริยทุกพระองคปกครองบานเมืองดวยความสงบรมเย็น ประชาชนอยูดวย
ความผาสุก ศิลปะสุโขทัยมีความงดงามโดยเฉพาะพระพุทธรูปไมมีศิลปะสมัยใดงามเสมือน
สมัยลานนา พ.ศ. 1839 พระยามังรายทรงสรางราชธานี ชื่อ นพบุรีศรีนครพิงค
เชียงใหม ตั้งถิ่นฐานที่ลุมแมน้ำปง สนับสนุนใหพุทธศาสนารุงเรืองในเมืองเชียงราย ลำพูน
ลำปาง แพร นาน พะเยา ในสมัยพระเจาติโลกราชแหงเชียงใหมทำการสังคายนาพระไตรปฎก
เปนครั้งแรกในประเทศไทย
สมัยกรุงศรีอยุธยา พุทธศาสนาสมัยนี้ไดรับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเปนอันมาก
พิธีกรรมตางๆจึงปะปนกับพิธีพราหมณ ประชาชนทำบุญกุศล สรางวัด บำรุงศาสนา พระมหา
กษัตริยที่ทรงผนวช คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและทรงริเริ่มใหเจานายและขาราชการ
บวชเรียน ทรงรจนาหนังสือมหาชาติคำหลวงขึ้นในป พ.ศ. 2025 และในสมัยพระเจาทรงธรรม
ไดพบรอยพระพุทธบาทที่ จ. สระบุรี จึงโปรดใหสรางมณฑป วรรณคดีในสมัยนี้ไดแก กาพย
มหาชาติ ในสมัยพระเจาอยูหัวบรมโกษฐ พ.ศ. 2275-2300 พุทธศาสนาไดเจริญรุงเรืองมาก
พระเจาแผนดินของลังกามีพระราชสาสนมาทูลของพระภิกษุสงฆไปเผยแผศาสนาที่ลังกา
เพราะศาสนาพุทธที่เรียกวาลังกาวงศนั้นเสื่อมลง ไทยจึงสงพระอุบาลีไปประกาศศาสนาและ
เผยแผ ศาสนาจนรุงเรืองอีกครั้ง และเรียกศาสนาพุทธในครั้งนี้วา นิกายสยามวงศ
สมัยกรุงธนบุรี ป 2310 กรุงศรีอยุธยาถูกพมายกทัพเขาตีจนบานเมืองแตกยับเยิน
วัดวาอารามถูกทำลายยอยยับ พระเจาตากสินมหาราชทรงเปนผูนำในการกอบกูอิสรภาพ ทรงตั้ง
เมืองหลวงที่กรุงธนบุรีและทรงบูรณปฏิสังขรณวัดวาอาราม และสรางวัดเพิ่มเติมอีกมากและ
ไดอัญเชิญ พระแกวมรกตจากเวียงจันทนมายังประเทศไทย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน10
สมัยรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325-2352) พระองคยายเมืองหลวงมาตั้งที่
กรุงเทพมหานคร และทรงปฏิสังขรณวัดตางๆ คือ การสรางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และโปรดใหมีการ
สังคายนาพระไตรปฎกครั้งที่ 9 และถือเปนครั้งที่ 2 ในดินแดนประเทศไทยปจจุบัน
รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352-2367) ทรงบูรณะวัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศนเทพวราราม
และฟนฟูประเพณีวิสาขบูชา
รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2367-2394) ทรงสราง
3 วัด คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดเทพธิดาราม และวัดราชนัดดาราม และทรงบูรณะปฏิสังขรณ
วัดมีจำนวนมากถึง 50 วัด พระองคเชิดชูกำเนิดธรรมยุติกนิกายในป 2376 เนื่องจากพระองค
เลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญซึ่งเปนรูปแบบนิกายธรรมยุต มีวัดบวรนิเวศนเปนศูนยกลาง
ทรงสรางพระไตรปฎกเปนจำนวนมากยิ่งกวารัชกาลใดๆ
ตอมาสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2394-2411) ทรง
สรางพระไตรปฎก ปฏิสังขรณวัด กำเนิดการบำเพ็ญกุศลพิธีมาฆบูชา เปนครั้งแรกที่วัด
พระศรีศาสดาราม และสงสมณฑูตไปลังกา
สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2411-2453) ทรง
สรางพระไตรปฎกแปลจากอักษรขอม เปนอักษรไทย ปฏิสังขรณวัดตางๆ ทรงตราพระราช
บัญญัติคณะสงฆและสถาปนาการศึกษาสำหรับพระสงฆ 2 แหง คือ มหามกุฎราชวิทยาลัย
ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุ
สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2453-2468) ทรง
ประกาศใชพุทธศักราชทางราชการตั้งแตวันที่ 1 เมษายน 2456 เปนตนมา ทรงสรางโรงเรียน
และบูรณะวัดตางๆทรงพระราชนิพนธหนังสือทางพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจาตรัสรูอะไร
และเทศนาเสือปา
สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2468-2477) ทรง
พิมพพระไตรปฎก เรียกวา "พระไตรปฎกสยามรัฐ" มีตราชางเปนเครื่องหมายเผยแพร ทรง
ประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก ทรงเพิ่มหลักสูตรจริยศึกษา (อบรมใหมี
ศีลธรรมดีงามขึ้น แตเดิมมีเพียงหลักสูตรพุทธิศึกษา (ใหมีปญญาความรู) และพลศึกษา (ฝกหัด
ใหเปนผูมีรางกายสมบูรณ)
สมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล (พ.ศ. 2477-2489) มีการ
แปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย ทรงตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 เลิกการปกครอง
สงฆแบบมหาเถรสมาคมที่ใชมาตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5
สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489-ปจจุบัน)
มีการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ในป พ.ศ. 2500 มีการสรางพุทธมณฑลไวที่ตำบลศาลายา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 11
จังหวัดนครปฐม มีการสงพระสงฆไปเผยแผศาสนาพุทธในตางประเทศ เสด็จออกผนวชที่วัด
บวรนิเวศ วรวิหาร และมีโรงเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย
1.2 ศาสนาอิสลามในประเทศไทย
ประวัติศาสดา
ศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ ทานนบีมุฮัมมัด เปนบุตรของอับดุลลอหแหงอารเบีย
ทานไดรับมอบหมายใหเผยแผสาสนของอัลลอฮพระผูเปนเจา
ทานศาสดามุฮัมมัด เกิดที่มหานครมักกะห (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร ที่ 17 (บางก็วา
12) เดือนร็อบีอุลเอาวัล ในป ค.ศ. 570 (พ.ศ. 1113) ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด
มีรัศมีสวางไสวและมีกลิ่นหอมเปนศุภนิมิตบงถึงความพิเศษของทารก ปที่ทานเกิดนั้นเปนปที่
อุปราชอับร็อฮะหแหงอบิสสิเนีย (เอธิโอเปยปจจุบัน) กรีฑาทัพชางเขาโจมตีมหานครมักกะห
เพื่อทำลายกะอบะหอันศักดิ์สิทธิ์ แตอัลลอหไดทรงพิทักษมักกะห ดวยการสงกองทัพนกที่คาบ
กรวดหินลงมาทิ้งบนกองทัพนี้ จนไพรพลตองลมตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไมที่ถูก
หนอน กัดกิน อุปราชอัมร็อฮะหจึงจำตองถอยทัพกลับไป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน12
ในปเดียวกันนั้นมีแผนดินไหวเกิดขึ้นในเปอรเซีย เปนเหตุใหราชวังอะนูชิรวานของ
จักรพรรดิเปอรเชียสั่นสะเทือนถึงรากเหงาและพังทลายลง ยังผลใหไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหาร
บูชาไฟของพวกโซโรแอสเตอรที่ลุกอยูเปนพันปนั้นตองดับลงไปดวย
เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได 20 ป กิตติศัพทแหงคุณธรรม และความสามารถในการคาขาย
ก็เขาถึงหูของคอดีญะหเศรษฐีนีหมาย ผูมีเกียรติจากตระกูลอะซัดแหงเผากุเรช นางจึงเชิญ
ใหทานเปนผูจัดการในการคาของนาง โดยใหทานนำสินคาไปขายยังประเทศซีเรีย ในฐานะ
หัวหนากองคาราวาน ปรากฏผลวาการคาดำเนินไปดวยความเรียบรอย และไดกำไรเกินความ
คาดหมาย จึงทำใหนางพอใจในความสามารถและความซื้อสัตยของทานเปนอยางมาก
เมื่ออายุ 30 ป ทานไดเขารวมเปนสมาชิกในสหพันธ ฟุฎล อันเปนองคการพิทักษ
สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกขบำรุงสุขใหประชาชน กิจการประจำวันของทาน ก็คือ
ประกอบแตกุศลกรรมปลดทุกขขจัดความเดือดรอน ชวยเหลือผูตกยาก บำรุงสาธารณกุศล
เมื่ออายุ 40 ป ทานไดรับวา วะฮยู (การวิวรณ) จากอัลลอหพระผูเปนเจาในถ้ำฮิรออ
ซึ่งอยูบนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะห โดยฑูตญิบรีลเปนผูนำมาบอกเปนครั้งแรก เรียกรองให
ทานรับหนาที่เปนผูเผยแผศาสนาของอัลลอหดั่งที่ศาสดามูซา (โมเสส) อีซา (เยซู) เคยทำมา
นั่นคือประกาศใหมวลมนุษยนับถือพระเจาเพียงองคเดียว ทาไดรับพระโองการติดตอกันเปน
เวลา 23 ป พระโองการเหลานี้รวบรวมขึ้นเปนเลมเรียกวา คัมภีรอัลลกุรอาน
ในตอนแรกทานเผยแผศาสนาแกวงศญาติและเพื่อนใกลชิดเปนภายในกอน ทาน
ค็อดีญะหเองไดสละทรัพยสินเงินทองของทานไปมากมาย และทานอบูฎอลิบก็ไดปกปอง
หลานชายของตนดวยชีวิต ตอมาทานไดรับโองการจากพระเจาใหประกาศเผยแผศาสนา
โดยเปดเผย ทำใหญาติพี่นองในตระกูลเดียวกันชาวกุเรชและอาหรับเผาอื่นๆที่เคยนับถือทาน
พากันโกรธแคน ตั้งตนเปนศัตรูกับทานอยางรุนแรงถึงกับวางแผนสังหารทานหลายครั้ง แตก็
ไมสำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไมสามารถทำธุรกิจกับผูใด จนตองอดอยาก เพราะขาดรายได
และไมมีเงินที่จะซื้ออาหาร อบูซุฟยานแหงตระกูลอุมัยยะหและอบูญะฮัล คือ สองในจำนวน
หัวหนามุชริกูนที่ไดพยายามทำลายลางศาสนาอิสลาม
เมื่อชาวมุชริกูนเอาชนะรัฐอิสลามไมไดก็ไดมีการทำสัญญาสงบศึกกันในเดือน
มีนาคม ค.ศ. 628 เรียกสัญญาสงบศึกครั้งนั้นวา สัญญาฮุดัยบียะห
ตอมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 629 ชาวมักกะหไดละเมิดสัญญาสงบศึกในเดือน
มกราคม ป ค.ศ. 630 ทานนบีจึงนำทหาร 10,000 คน เขายึดเมืองมักกะห ทานจึงประกาศ
นิรโทษกรรมใหชาวมักกะหเกือบทั้งหมด ยกเวนบางคน ในจำนวนนั้นมีอัลฮะกัม แหงตระกูล
อุมัยยะหที่ทานนบีประกาศใหทุกคนคว่ำบาตรเขา การนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีผลใหชาวมักกะห
ซาบซึ้งในความเมตตาของทาน จึงพากันหลั่งไหลเขานับถือศาสนาอิสลามเปนจำนวนมาก ทาน
นบีมูฮัมมัด ไดสิ้นชีวิตที่เมืองมดีนะห เมื่อวันจันทรที่ 12 ป ค.ศ. 632 รวมอายุได 63 ป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 13
การเผยแผศาสนาอิสลามเขามาสูประเทศไทย
จากบันทึกทางประวัติศาสตรของมุสลิม ชนชาติเปอรเซียและชนชาติอาหรับ ได
เดินทางมาทางทะเลมาทำการคาขายกับเมืองไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย แตไมมีผูใดรับราชการใน
ราชสำนักไทยนอกจากชาวมุสลิมในทองถิ่นภาคใต นับตั้งแตนครศรีธรรมราชลงไปจรด
ปลายแหลมมลายู สิงคโปรและมะละกานั้นเจาผูครองนครแทบทุกเมืองเปนชาวมุสลิมมา
แตเดิม ไมปรากฏวาทางกรุงสุโขทัยสงคนทางสุโขทัยไปปกครองแมแตคนเดียว และเมืองตางๆ
ทางภาคใตเปนประเทศราชของกรุงสุโขทัย ตองสงดอกไมเงิน ดอกไมทอง เปนเครื่อง
บรรณาการตามกำหนด หากเมืองใดแข็งเมือง ทางเมืองหลวงจะยกกองทัพไปปราบเปน
ครั้งคราวและอยูรวมกันอยางมีความปกติสุข เปนเวลาหลายรอยป
เจาพระยาบวรราชนายกตำแหนงวางจางมหาดไทย นับวาทานเปนผูนำศาสนาอิสลาม
นิกายชีอะหเขามาสูประเทศไทย และเปนจุฬาราชมนตรีคนแรก เมื่อทานถึงแกกรรม ศพทาน
ฝงไวที่สุสานบริเวณทากายี ปจจุบันเปนมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ทานเปน
ตนตระกูลอะหมัดจุฬา จุฬารัตน บุญนาค ศรีเพ็ญ บุรานนท ศุภมิตร ในสมัยพระเจาทรงธรรม
มีชาวเปอรเซียชื่อวา ทานโมกอล อพยพครอบครัวและบริวารมาจากเมืองสาเลห เกาะชวากลาง
เนื่องจากถูกชาติโปรตุเกสรุกราน ทานสะสมกำลังสรางปอมคายที่บานหัวเขาแดง จังหวัด
สงขลา เพราะตองปองกันตัวจากโจรสลัด เจาพระยานครศรีธรรมราชซึ่งมีหนาที่ดูแลหัวเมือง
ภาคใตไดรายงานเรื่องนี้ใหกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง พระเจาทรงธรรมโปรดเกลาฯ แตงตั้งให
ทานโมกอลเปนขาหลวงผูสำเร็จราชการเมืองสงขลา เมื่อทานโมกอลถึงแกอสัญกรรม บุตรชาย
คือทานสุลัยมานเปนผูสำเร็จราชการตอมา และเมื่อเจาพระยากลาโหมศรสุริยวงศปราบดาภิเษก
โดยทำการประหารพระเชษฐาธิราช คือ พระเจาทรงธรรมและพระโอรสสิ้นชีวิตและสถาปนา
ตนเปนกษัตริย ทรงพระนามวาพระเจาปราสาททอง ทานสุลัยมานจงรักภักดีตอพระเจาหลวง
จึงไมเห็นดวย แลวประกาศแข็งเมือง เมื่อ พ.ศ. 2173 สถาปนาตนเปนสุลตาน ชื่อ สุลตาน
สุลัยมานชาห ตลอดสมัยปรับปรุงเมืองสงขลาเปนเมืองทาสำคัญ มีกำลังทหารเขมแข็งทั้งทางน้ำ
และทางบก กรุงศรีอยุธยาเคยยกกองทัพไปปราบ2ครั้ง แตเอาชนะไมได สุลตานสุลัยมานชาห
ปกครองสงขลาอยู 46 ป สรางความเจริญกาวหนา ทั้งดานการคามีโกดังสินคามากมายและ
การทางคมนาคม ทำใหไมตองออมเรือไปยังสิงคโปร ทำใหยนระยะทางไดมาก ทานถึง
แกกรรม เมื่อ พ.ศ. 2211 ศพทานฝงไว ณ สุสานบริเวณเขาแดง ปจจุบันขึ้นทะเบียนเปน
โบราณสถานของชาติ คนทั่วไปนับถือทานมาก เรียกทานวา ดาโตะมะหรุม หมายถึง ดาโตะ
ผูลวงลับนั่นเอง ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชดำริวาในพระราชอาณาจักรของพระองค
ไมควรมีกษัตริยองคอื่นอีก จึงยกทัพไปปราบนครสงขลา ซึ่งสุลตานมุตตาฟาบุตรของสุลตาน
สุลัยมานชาหครองอยูและรบชนะ สมเด็จพระนารายณมหาราชจึงใหทานสุลตานมุตตาฟาและ
ครอบครัวยายไปอยูเมืองไชยา และสลายเมืองสงขลาเสีย สมเด็จพระนารายณมิไดถือโทษ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน14
สุลตานมุตตาฟาเพราะถือวาเปนชวงผลัดแผนดิน ตอมาพระองคโปรดเกลาฯ ใหสุลตาน
มุตตาฟาเปนพระไชยา ภาษาถิ่นนามวายามีตำแหนงเปน “พระยาพิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม”
ที่ไชยา เกิดเปนหมูบางสงขลา มีการปกหลักประตูเมือง เรียกวา เสาประโคน อยูกลางเมือง
เปนหลักฐานมาจนทุกวันนี้ สวนนองชายของพระชายาคือ ทานหะซัน และทานรูเซ็น โปรด
เกลาฯ ใหรับราชการในกรุงศรีอยุธยา พรอมกับบุตรชายคนโตคือเตาฟค ทานหะซันชำนาญการ
เดินเรือและทหารเรือ จึงโปรดเกลาฯ เปนพระยาราชบังสัน วาที่แมทัพเรือของกรุงศรีอยุธยา
และตำแหนงนี้ไดสืบทอดตอเนื่องในสายสกุลของทาน นับวาโชคดีของประเทศไทย ที่ตลอด
ระยะเวลาของกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร จนถึงสมัยของสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 มีขาราชการตำแหนงสำคัญๆนับถือศาสนาอิสลามไมขาดสาย
เชน ตำแหนงลักษมณา เปนภาษามาเลเซีย แปลวา นายพลเรือ ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุง
รัตนโกสินทร เปนตำแหนงที่แตงตั้งเฉพาะคนมุสลิมเทานั้น
เปนที่นาสังเกตอีกอยางหนึ่งวา ศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่และนิกายชีอะหในประเทศ
ไทยอยูรวมกันมาตั้งแตสมัยพระเจาทรงธรรมแหงกรุงศรีอยุธยา นิกายซุนหนี่นั้นมีมาแตเดิมใน
แผนดินสุวรรณภูมิ สวนนิกายชีอะหนั้น ไดเขามาพรอมกับทานเฉกอะหมัดสมัยพระเจา
ทรงธรรม ทั้งสองนิกายนี้ผูกมิตรกันโดยมีการแตงงานระหวางกัน
หัวเมืองชายแดนภาคใตตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ดินแดนของไทยครอบคลุมถึงหลาย
หัวเมืองในประเทศมาเลเซียปจจุบัน คือ ไทรบุรี (เคดาห) กลันตัน ตรังกานู ปะลิศ สวน
ดินแดนในเขตประเทศไทยปจจุบัน มีปตตานีเปนเมืองใหญครอบคลุมไปถึงยะลา นราธิวาส
สตูล ตกอยูในประเทศราชของไทย ตองสงดอกไมเงินดอกไมทองเปนบรรณาการมายัง
กรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด บางครั้งเมื่อมีการผลัดแผนดินโดยการปราบดาภิเษก เจาเมือง
เหลานั้นมักถือ โอกาสแข็งเมืองตั้งตนเปนอิสระบอยครั้งทางกรุงศรีอยุธยาตองสงกองทัพ
ไปปราบ เมื่อปราบแลวไดกวาดตอนคนมากรุงศรีอยุธยาดวย เชน ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัด
นครศรีอยุธยา มีชาวมุสลิม เชื้อสายปตตานีจำนวนมาก สวนชาวมุสลิมแขกเทศหรือแขกแพ
เชื้อสายเปอรเซียหรืออาหรับ มีภูมิลำเนาอยูแถบหัวแหลมหรือทากายี เปนชาวมุสลิมชีอะห
เชื้อสายเปอรเซีย
ในปจจุบันชาวมุสลิมในประเทศไทยสามารถอยูรวมกับคนไทยพุทธได โดยมีกิจกรรม
ที่สำคัญๆ รวมกันคือการติดตอคาขาย การศึกษา รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับปรากฏขอความ
สำคัญ คือพระมหากษัตริยไทย ทรงเปนอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา แตในปจจุบันมีปญหา
ที่ 3 จังหวัดภาคใต คือ ยะลา ปตตานี นราธิวาส ซึ่งไมไดเกิดจากปญหาความแตกตางทาง
ศาสนา แตเกิดจากคนบางกลุมยังไมเขาใจกันดีเพียงพอจึงเกิดการปะทะกัน และรัฐบาลไทย
ทุกสมัย พยายามแกไขปญหานี้โดยตลอด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 15
ในป พ.ศ. 1847-1921 อิบนีบาตูเตาะห ชาวโมร็อกโก เชื้อสายอาหรับทำการเผยแพร
ศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่ขึ้นทางเกาะสุมาตรา ตะวันตกเฉียงเหนือ โดยทำใหราชาซอและห
ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม เพราะในคัมภีรอัลกุรอานนั้นมีบทบัญญัติทั้งทางโลก ทางธรรม
มีหลักวิชาเศรษฐศาสตร นิติศาสตร วิทยาศาสตร ปรัชญา การเมือง การสังคม การอาชีพ
การคาขาย การแพทย การเปนหนี้สิน การบริโภคอาหาร การสมรส การหยาราง การครองเรือน
การแบงมรดก การศึกษา การทูต การสงคราม และกิจวัตรประจำวันของบุคคลแตละคน ดังนั้น
เมื่อมีพระราชาศรัทธาในศาสนาจึงเผยแผศาสนาอิสลามไปในหมูพสกนิกร และจัดระบบ
การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การสมรส การครองเรือน ตามพระราชบัญญัติ
พระคัมภีรอัลกุรอาน และพระราชาธิบดี เปลี่ยนจากราชาซอและหมาเปนสุลตานซอและห ที่
เขมแข็งและเด็ดขาด และจากนั้นศาสนาอิสลามเผยแผไปยังรัฐใกลเคียงจนกลายเปนรัฐอิสลาม
และขยายขึ้นมาจากตอนเหนือของมลายูเขามาสูตอนใตของประเทศไทยและปรากฏหลักฐาน
วาเจาผูครองนครทางภาคใตของประเทศไทยจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช นับถือศาสนาอิสลาม
ทั้งสิ้น ศาสนาอิสลามจากอินเดียใตเขามาสูมาเลเซียภาคใตของประเทศไทย สุมาตรา ชวา
บอรเนียว แบบพิธีของศาสนาอิสลามในสวนนี้ของโลกเปนแบบอินโด-เปอรเซียนเชนเดียวกับ
ในอินเดียและเปอรเซีย ซึ่งตางจากศาสนาอิสลามในอาระเบีย ประมาณคริสตศตวรรษที่ 9
อิสลาม ไดมาถึงฝงมะละกา เมื่อมารโคโปโลเดินทางเรือผานชวา เขาเขียนวาผูคนตามเมืองทา
เปนมุสลิมทั้งสิ้น
1.3 ศาสนาคริสตในประเทศไทย
ประวัติศาสดา
ศาสดาของศาสนาคริสต คือ พระเยซู เกิดในชนชาติฮีบรู หรือยิว หรือ อิสราเอล
พระเยซูคริสตถือเปนพระบุตรของพระเจามาบังเกิดในชาตินี้ เมื่อจัดศาสนาของพระเจา คือ
พระยะโฮวาคริสตมีรากศัพทมาจากภาษาโรมันหรือภาษากรีกที่แปลมาจากคำวา เมสสิอาหใน
ภาษฮีบรู แปลวาผูปลดเปลื้องทุกขภัย
พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเล็ม ในปาเลสไตน เมื่อ พ.ศ.
543 แตไปเติบโตที่เมืองนาซเรท แควนกาลินี หางจากนครยูซาเล็ม ประมาณ 55 ไมล มารดา
ของพระเยซูชื่อมาเรีย หรือมารีย บิดาชื่อ โยเซฟ อาชีพชางไม ตามประวัติ มาเรียมารดาพระ
เยซูนั้นตั้งครรภมากอนขณะที่โจเซฟยังเปนคูหมั้นมิไดอยูกินดวยกัน รอนถึงเทวทูตของพระเจา
หรือพระยะโฮวาห คือเทวาคาเบรียลตองมาเขาฝนบอกโยเซฟใหรูวาบุตรในครรภของมาเรียเปน
บุตรของพระเจาเปนผูมีบุญมากใหตั้งชื่อวาพระเยซูตอไปคนผูนี้จะชวยไถบาปใหชาวยิวรอดพน
จากความทุกขทั้งปวง โยเซฟปฏิบัติตามคำของฑูตแหงพระเจา รับมาเรียมาอยูดวยกันโดยมิได
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน16
สมสูเยี่ยงสามีภรรยา พระเยซูไดรับการเลี้ยงดูอยางดี มีความรูภาษากรีกแตกฉาน ศึกษา
พระคัมภีรเกา ไดมอบตัวเปนศิษยของโยฮัน ผูแตกฉานในคัมภีรของยิว เมื่อเยซูเติบโตเปน
ผูใหญ มีนิสัยใฝสงบ ชอบอยูในวิเวก ใฝใจทางศาสนา
เมื่ออายุได 30 ป ไดรับศีลลางบาปจากจอหน โดยอาบน้ำลางบาปที่แมน้ำจอรแดน
ตั้งแตนั้นมาถือวาพระเยซูไดสำเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนาคริสตเปนศาสดาบำเพ็ญพรต
อดอาหาร เพื่อการคิดพิจารณาธรรมอยูในปาสงัดถึง40วัน จากนั้นจึงออกประกาศศาสนาเผยแผ
ศาสนาอยู3ป พระเยซูสั่งสอนไปทั่วประเทศปาเลสไตนหรืออิสราเอลประมาณ3ป มีผูนับถือ
พระเยซูมากขึ้นแตก็ทำใหพวกปุโรหิต พวกธรรมาจารยและพวกฟารซีเกลียดชังขณะที่พระเยซู
พรอมสาวก 12 คน กำลังรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดทาย ทหารโรมันก็จูโจมเขาจับพระเยซู
และสาวกในขอหาเปนกบฏตอซีซารโรมัน ตั้งตนเปนบุตรพระเจาเปนพระเมสสิอาห ถูกตัดสิน
ใหลงโทษประหารชีวิต โดยการตรึงกับไมกางเขนไว 3 วัน ไดสิ้นพระชนมและเสด็จไปสู
สวรรค พระเยซูไดเลือกอัครสาวก 12 คน เปนหลักสืบศาสนาตอไป โดยมีนักบุญเปโตร
(Saint Peter) เปนหัวหนา ผูรับตำแหนงนักบุญเปโตรตอๆมา จนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จ
พระสันตะปาปา
ประเทศไทยมีศาสนาคริสตที่สำคัญอยู 2 นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนด
ดังนี้
1.) นิกายโรมันคาทอลิก คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกนับถือพระแมมารีและ
นักบุญตางๆ มีศูนยกลางอยูที่กรุงวาติกัน กรุงโรม มีพระสันตะปาปาเปนประมุข
โดยสืบทอดมาตั้งแตสมัยอัครสาวกกลุมแรก โดยถือวา นักบุญเปโตรหรือ
นักบุญปเตอร คือ พระสันตะปาปาพระองคแรก ททรงไปสั่งสอนที่กรุงโรม
ขณะนั้นเทียบไดกับนครนครหลวงของโลก ทรงเผยแผคำสอนอยู 25 ป
ทำใหกรุงโรมเปนศูนยกลางของศาสนา จึงเกิดคำวาโรมันคาทอลิก พระองค
ไดรับ การยินยอมจากพระเจาใหปกครองศาสนาจักรทั้งมวล และสืบทอดมาถึง
พระสันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องคปจจุบัน เปนองคที่ 265 คาทอลิกนั้นจะมี
นักบวชที่เรียกวา บาทหลวง และซีสเตอร (แมชี) ชาวไทยจะเรียนผูนับถือ
นิกายนี้วา “คริสตรัง” ตามเสียงอานภาษาโปรตุเกสผูเผยแพร ยุคแรกๆมีผูนับถือ
นิกายนี้ประมาณ 1,000 ลานคน นิกายนี้ถือวา พระ (บาทหลวง) เปนสื่อกลาง
ของพระเจา
2.) นิกายโปรเตสแตนต แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกในชวงคริสตศตวรรษ
ที่ 16 เปนนิกายที่ถือวาศรัทธาของแตละคนที่มีตอพระเจาสำคัญกวาพิธีกรรม
ซึ่งยังแตกยอยออกเปนหลายรอยนิกาย เนื่องจากมีความเห็นแตกตางเกี่ยวกับ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 17
พระคัมภีร และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้มีเพียงไมกางเขนเปนเครื่องหมาย
แหงศาสนาเทานั้น มีผูนับถือรวมกันทุกนิกายยอยประมาณ 500 ลานคน
การเผยแผนิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย
คริสตศาสนาที่เผยแผในไทยเปนครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตรัชสมัย
สมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่มาเผยแพรคือ
นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะโดมินิกัน (Dominican) คณะฟรังซิสกัน (Franciscan) และ
คณะเยซูอิต (Jesuit) บาทหลวงสวนมากมาจากโปรตุเกส และสเปน โดยเดินทางมาพรอมกับ
ทหารและพอคา
ระยะแรกที่ยังถูกปดกั้นทางศาสนา มิชชันนารี จึงเนนการดูแลกลุมคนชาติเดียวกัน
กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ประเทศไทยไดมีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส
ตรังกับรัชสมัยพระเจาหลุยสที่ 4 ทำใหมีจำนวนบาทหลวงเขามาเผยแผศาสนามากขึ้น และการ
แสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บางก็อยูจนแกหรือตลอดชีวิตก็มี
ดานสังคมสังเคราะห มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ดานศาสนา มีการตั้งโรงเรียนสำหรับ
สามเณรคริสเตียน เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลบวชใหนักบวชไทยรุนแรก
และจัดตั้ง คณะภคิณี คณะรักไมกางเขน
เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชแลว คริสตศาสนากลับไมไดรับความ
สะดวกในการเผยแผศาสนาเชนเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกหามประกาศศาสนา ถูกหาม
เขียนหนังสือศาสนาเปนภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพมาเขามารุกรานประเทศไทย
บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร
คริสตศาสนายุติในชวงเสียเอกราชใหพมา
กระทั่งพระเจาตากสินมหาราชกอบกูเอกราชสำเร็จ แมการเผยแผคริสตศาสนาเริ่มตน
ขึ้นใหม แตเพราะประเทศกำลังอยูในภาวะสรางบานเมืองขึ้นใหม จึงไมกาวหนาเทาที่ควร
เมื่อเขาสูราชวงศจักรีแลว ชาวคริสตอพยพเขามามากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว พระองคทรงเปดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศ
พระราชกฤษฎีกาใหทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว แมวาสัมพันธภาพระหวางไทย
กับฝรั่งเศสไมดีนัก แตพระองคก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเปนนิติบุคคล
ดานสังคมสงเคราะหในรัชสมัยนี้ ทรงพระราชทานเงินทุนในการกอสรางโรงเรียน
เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแหง เชน
โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต โรงเรียนเซ็นตฟรังซิสซาเวียร และโรงพยาบาลเซนตหลุยส
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน18
การเผยแพรคริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนตในประเทศไทย
คณะเผยแพรของนิกายโปรเตสแตนตกลุมแรกที่เขามาประเทศไทยตามหลักฐานที่ปรากฏ
คือ ศิษยาภิบาล 2 ทาน ศาสนาจารย คารล ออกัสตัส เฟรดเดอริค กุตสลาฟ เอ็ม.ดี (Rev.
Carl Friedrich Augustus Gutzlaff) ชาวเยอรมัน จากสมาคมเนเธอรแลนดมิชชันนารี (Neth-
erlands Missionary Society) และศาสนาจารยจาคอบ ทอมลิน (Rev. Jacob Tomlin) ชาว
อังกฤษ จากสมาคมลอนดอนมิชชันนารี (London Missionary Society) มาถึงประเทศไทยเมื่อ
23 สิงหาคม พ.ศ. 2371 (ค.ศ. 1828) ทั้งสองทานชวยกันเผยแพรศาสนาดวยความเขมแข็ง
ตอมาจึงมีศาสนาจารยจาก คณะอเมริกันบอรด (The American Board of Commis-
sioners for Foreign Missions หรือ A.B.C.F.M.) เขามา
ในบรรดานักเผยแพรศาสนานั้น ผูที่มีชื่อเสียงคือ หมอสอนศาสนาแดน บีช บรัดเลย
เอ็ม ดี (Rev. Dan Beach Bradley,M.D.) หรือหมอบรัดเลย (คนไทยมักเรียกวา หมอบลัดเล)
ซึ่งเปน เพรสไบทีเรียนในคณะอเมริกันบอรด เขามากรุงเทพฯ (ขณะนั้นเรียกวา บางกอก)
พรอมภรรยา เมื่อ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835)
ตลอดเวลาที่ทานอยูในประเทศไทยไดสรางคุณประโยชนมากมาย โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ทางการแพทยและการพิมพ ทั้งรักษาผูปวยไขทรพิษและอหิวาตกโรค นำการผาตัดเขามา
ครั้งแรก การทดลองปลูกฝดาษในประเทศไทย ริเริ่มการสรางโรงพิมพ เริ่มจากจัดพิมพ
ใบประกาศหามคาฝนและจัดพิมพหนังสือ “บางกอกกาลันเดอร” ซึ่งเปนจดหมายเหตุรายวัน
กลาวไดวา ความเชื่อมั่นของชาวไทยตอการเผยแพรคริสตศาสนา เกิดจากคณะสมาคมอเมริกัน
มิชชันนารีนำความเจริญเขามาควบคูไปกับการเผยแพรศาสนา
มิชชันนารีที่สำคัญอีก 2 กลุม ไดแก คณะอเมริกันแบ็พติสมิชชัน (The Americam
Baptist Mission) เปนผูกอตั้ง คริสตจักรโปรเตสแตนตแหงแรกในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณ
กลางป พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) และจัดพิมพหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมทั้งออก
หนังสือพิมพ สยามสมัย”
คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนบอรด (The American Presbyterian Board) เปนอีกกลุม
หนึ่งที่นำความเจริญสูประเทศไทย เชน ดร.เฮาส (Samuel R. House) นากรใชอีเทอรเปน
ยาสลบครั้งแรกในประเทศไทย ขณะที่ศาสนาจารยแมตตูนและภรรยา (Rev. and Mrs. Stephen
Mattoon) ริเริ่มเปดโรงเรียนแบบเชาไปเย็นกลับ ซึ่งตอมาไดรวมกับโรงเรียนประจำของมิชชัน
และพัฒนาตอมาเปนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปจจุบัน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 19
1.4 ศาสนาพราหมณ - ฮินดูในประเทศไทย
ประวัติศาสนา
ศาสนาพราหมณ ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ไมมีศาสนา แตนับถือเทพเจาหลายองค
ศาสนานี้ เกิดในประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ปกอนพุทธศักราช โดยเกิดในสมัยพวก
อารยันอพยพเขามาอยูในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 1,400 ปกอนพุทธศักราช ถือวาเปน
ศาสนาที่เกาแกที่สุดในโลก แตเดิมศาสนานี้เรียกวา สนาตนธรรม หมายถึง ธรรมอันเปนนิตย
คือไมสิ้นสุด ไมรูจักตาย แปลเอาความหมายคือ พระวิษณุหรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา วิษณุธรรม
พระวิษณุและพระนารายณเปนองคเดียวกัน
พระวิษณุไดสอนธรรมะและวิธีปฏิบัติธรรมแกพระพรหมธาดา และพระพรหมธาดา
ผูไดสอนสันตกุมารผูเปนบุตรอีกชั้นหนึ่ง ตอมาทั้งสองทาก็ไดสั่งสอนแกพระนารถมุนี ผูเปน
เทพฤๅษีเพื่อใหเผยแพรตอไปยังนานาโลก
สำหรับในโลกมนุษย พระอุปเทศกะ คือ ผูแสดงเรื่องราวทางศาสนา รองลงมาจาก
นารถมุนี คือ พระกปลมุนี ผูเกิดมาเปนมนุษย มีตัวตนอยูในโลก ไดแสวงธรรมครั้งแรกที่
วินทุอาศรม ตอมาไดตั้งอาศรมขึ้นที่ปลายแมน้ำคงคาที่เรียกวา กันคงคาสาคร ดังนั้น ในเดือน
ธันวาคม และมกราคมของทุกปจะมีประชาชนจำนวนมากไปจาริกแสวงบุญ ณ ที่ดังกลาว
พระปรมาตมันเปนพระเจาสูงสุด มีอุปาสยเทพอยูสามองค คือ พระพรหม พระวิษณุ
และพระศิวะ พระปรมาตมันไมมีรูปและไมมีตัวตน จึงกลาวกันวา เปนนิรังการ หรือนิรากาล
คือไมมีอาการ หรือปราศจากอาการ
ตอมาเมื่อพระปรมาตมันประสงคจะสรางโลกก็เลยกลายเปนสาการภาพ คือ เกิดภาวะ
อันมีอาการและเปนสามรูป ไดแก พระพรหมธาดา พระวิษณุ และพระศิวะ
พระพรหม เปนผูสรางโลกตางๆ
พระวิษณุ เปนผูคุมครองโลกตางๆ
พระศิวะ เปนผูสังหารหรือทำลายโลกตางๆ
เทพเจาของศาสนาพราหมณ-ฮินดู
มีอยูเปนจำนวนมาก เปนศาสนาประเภทพหุเทวนิยมนับถือพระเจาหลายองค แตละ
เทวสถานมีเทพเจาแตละองค ดูไมออกวาองคไหนสำคัญกวาหรือสูงกวา แตละกลุมนับถือแตละ
องค บางทีในครอบครัวเดียวกัน แตละคนในครอบครัวก็นับถือเทพตางๆกันไป
คัมภีรพระเวท เปนคัมภีรที่ประมวลความรูตางๆ อันเปนความรูทางศาสนาและสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไดแกบทสรรเสริญ บทสวดออนวอนพิธีกรรมเพื่อการบูชายัญ เวทมนตรคาถา และ
กวีนิพนธอันไพเราะเกี่ยวกับธรรมชาติ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน20
ชาวอารยันเมื่อไดครอบครองอินเดียอยางมั่นคงแลว ไดรวบรวมคัมภีรพระเวทตาม
ความเชื่อในศาสนาของพวกตน คำวา “เวทะ” หรือ “เวท” แปลวา “ความรู” อันหมายถึง
ความรูที่ไมไดเขียนไวเปนตำรา แตเปนความรูที่เกิดขึ้นเอง เปนทิพยที่ออกมาจากพระพรหม
ความรูหรือเวทะเกิดขึ้นได 2 ทาง ดังนี้
1.) ศรุติ การไดยิน ไดฟง หมายถึง การไดยินเสียงที่เปนทิพย ผูที่ไดยินเสียงทิพย
คือ ฤษี ผูศักดิ์สิทธิ์ พวกฤษีทั้งไดเห็นและทั้งไดยินพระเวท เมื่อไดยินแลวจดจำ
ไวอยางแมนยำ ตัวอยางเชน พระเวททั้ง 4
2.) สมฤติ เปนคัมภีรที่แตงเพิ่มเติมภายหลัง เพื่ออธิบายความหรือประกอบพระเวท
ตลอดจนเรื่องที่อางวาไดจดจำมาจากคำบอกเลาตอกันมาเชน คัมภีรธรรมศาสตร
คัมภีรอิติทาส และคัมภีรปุราณะ เปนตน ความรู หรือเวทะ ที่สำคัญที่สุดคือ
คัมภีรไตรเวท
คัมภีรพระเวทเดิม ไดแก ฤคเวท ซึ่งนับไดวาเปนหนังสือที่เกาแกที่สุด ตอมาพวก
พราหมณผูมีหนาที่ทำพิธีตางๆ ไดคิดนำบทสวดตางๆ ในคัมภีรฤคเวทมารวมไวเปนหมวดๆ
เพื่อใหสะดวกแกการคน จึงไดเกิดมียชุรเวทและสามเวทขึ้นตามลำดับ คัมภีรพระเวทจึงหมาย
รวมทั้ง 3 คัมภีร และเรียกชื่อวา “ไตรเวท” และหลังจากนี้ไปเปนเวลาหลายรอยป พวก
พราหมณไดแตงคัมภีรขึ้นมาอีกเลมหนึ่งเรียกวา “อถรรพเวท” รวมกันกับคัมภีรเกาเปน 4 คัมภีร
แตคงเรียกรวมกันวา “ไตรเวท” เหมือนเดิม
คัมภีรไตรเวท มีอยู 4 คัมภีร ดังนี้
1. คัมภีรฤคเวท (Rig Veda) เปนคัมภีรที่วาดวยการสวดสรรเสริญและออนวอน
เทพเจาตางๆ
2. คัมภีรยชุรเวท (Yajur Veda) เปนคูมือพิธีกรรมของพราหมณ เปนบทรอยแกว
อธิบายพิธีประกอบพิธีกรรมและบวงสรวง
3. คัมภีรสามเวท (Sama Veda) เปนคัมภีรรวบรวมบทสวดมนต โดยนำมาจาก
ฤคเวทเปนสวนมาก แตงขึ้นใหมมีประมาณ 78 บท ใชสำหรับสวดในพิธีถวาย
น้ำโสมและขับกลอมเทพเจา
4. คัมภีรอถรรพเวท (Athava Veda) เปนคัมภีรที่แตงขึ้นใหมในปลายสมัย
พราหมณเปนคาถาอาคม มนตขลังศักดิ์สิทธิ์ สำหรับทำพิธีขับไลเสนียดจัญไร
และอัปมงคลใหกลับมาเปนสวัสดิมงคล นำความชั่วรายไปบังเกิดแกศัตรู
คัมภีรทั้ง 4 นี้ องคประกอบเหมือนกัน 4 หมวด ตอไปนี้
1. มันตระ เปนหมวดที่รวบรวมมนตตางๆ สำหรับเปนบทบริกรรมและขับกลอม
ออนวอนสดุดีเทพเจา เนื่องในพิธีกรรม บวงสรวง ทำพลีกรรมบูชา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 21
2. พราหมณะ หมวดนี้เปนบทรอยแกวหรือเรียงความ อธิบายระเบียบการประกอบ
พิธีกรรมตางๆ ไวอยางละเอียด
3. อารัญญกะ เปนบทรอยแกว ใชเปนตำราคูมือการปฏิบัติของพราหมณผูประสงค
ดำเนินตนเปนวานปรัชสถ ชฎิลหรือปริพาชก เพื่อหาความสุขสงบ ตัดความ
กังวลจากการอยูครองเรือน
4. อุปนิษัท เปนคัมภีรที่มีแนวคิดทางปรัชญาอยางลึกซึ้ง เปนตอนสุดทายแหง
พระเวท คัมภีรนี้เนนเรื่องอาตมัน เทพเจา โลก และมนุษย ถือวาเปนคัมภีร
เลมสุดทายของการศึกษา เปนบทสนทนาโตตอบ ไดอธิบายถึงธรรมชาติ และ
จักรวาล วิญญาณของมนุษย การเวียนวายตายเกิด กฎแหงกรรม และหลักปฏิบัติ
ปรัชญาสังคม ซึ่งเปนการอธิบายสาระสำคัญของคัมภีรพระเวททั้งหมด ดังนี้
1.) ปรมาตมัน คือ วิญญาณดั้งเดิมหรือความเจริญสูงสุดของโลกและชีวิต
หรือจักรวาลซึ่งเรียกวา พรหมัน สรรพสิ่งมาจากพรหมัน และในที่สุดก็จะ
กลับคืนสูความเปนเอกภาพกับพรหมันปรมาตกับพรหมจึงเปนสิ่งเดียวกัน
2.) อาตมันหรือชีวาตมัน เปนสวนอัตตายอย หรือวิญญาณยอย ซึ่งปรากฏแยก
ออกมาอยูในแตละคน ดังนั้นการที่อาตมัน หรือชีวาตมันยอยนี้ไปรวมกับ
พรหมัน หรือปรมาตมันไดจึงจะพนจากทุกข ไมมีการเวียนวายตายเกิด
อีกตอไป
3.) เรื่องกรรม การที่ชีวาตมันจะกลับคืนสูพรหมันเปนเอกภาพอมตะไดนั้น
ผูนั้นจะตองบำเพ็ญเพียรทำกรรมดีและประกอบพิธีกรรมตางๆที่เรียกวา
โยคะ คือ กรรมโยคะ ทำกรรมดี ภักติโยคะ มีความภักดีในเทพเจา และ
ชญานโยคะ การศึกษาจนเขาใจพระเวทอยางถูกตอง
คัมภีรของศาสนาพราหมณ-ฮินดู คือ ไตรเวทหรือไตรเพท
การเผยแพรของศาสนาพราหมณในประเทศไทย
ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือ ชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดยเขามา
ที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมากสันนิษฐานวา
ศาสนาพราหมณนี้นาจะเขามากอนสมัยสุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพเจาเปนจำนวน
มาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชน รูปสลักพระนารายณ 4 กร ถือสังข จักร
คทา ดอกบัวสวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือเกาไป
กวานั้น (ปจจุบันอยูที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติกรุงเทพมหานคร)
นอกจากนี้ ไดพบรูปสลักพระนารายณทำดวยศิลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี
โบราณสถานที่สำคัญที่ขุดพบ เชน ปราสาทพนมรุง จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทหินพิมาย จังหวัด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน22
นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ
ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้น ควบคูไปกับพุทธศาสนาใน
สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ
สวนมากเปนรูปหลอสำริด
นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลว ในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ
ของศาสนาพราหมณ เชน ตำรับทาวศรีจุฬาลักษณหรือนางนพมาศ หรือแมแตประเพณี
ลอยกระทง เพื่อขอสมาลาโทษพระแมคงคา นาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน
ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี
เชนเดียวกับสุโขทัย พระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ
เขามา เชน พิธีแชงน้ำ พิธีทำน้ำอภิเษกกอนขึ้นครองราสมบัติ พิธีบรมราชาภิเษก พระราช
พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนตน โดย
เฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตรมาก ถึงขนาดทรงสรางเทวรูป
หุมดวยทองคำทรงเครื่องลงยาราชาวดีสำหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองคในพิธีตรียัมปวาย
พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจาถึงเทวสถานทุกๆป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน
พิธีตางๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดรับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริยและปฏิบัติ
ตอกันมา คือ
1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชพิธีนี้มีความสำคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทำการ
คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผน ที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเพิ่ม
พิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ
1.1 ขั้นเตรียมพิธี มีการทำพิธีเสกน้ำ การทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฎ ดวง
พระราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล
1.2 ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต
1.3 ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวาย
สิริราชสมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ
1.4 ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรม
ราชินีแลวเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภก
ในพระพุทธศาสนา พรอมทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิพระเจา
อยูหัวองคกอน และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 23
2. การทำน้ำอภิเษก
พระมหากษัตริยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง
พระมุรธาภิเษก และทรงรับน้ำอภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตำราพราหมณ
น้ำอภิเษกนี้ใชน้ำจากปญจมหานที คือ คงคา ยมุนา มหิ อจิรวดี แลสรภู ซึ่งทำเปนน้ำที่ไหล
มาจากเขาไกลลาส อันเปนที่สถิตของพระศิวะ สมัยรัตนโกสินทร ตั้งแตรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาล
ที่ 4 ใชน้ำ 4 สระ ในเขตสุพรรณบุรี คือ สระเกษ สระแกว สระคงคา และสระยมุนา และ
ไดเพิ่มน้ำจากแมน้ำสำคัญในประเทศ 5 สาย คือ
น้ำในแมน้ำบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก
น้ำในแมน้ำเจาพระยา ตักที่ตำบลบางแกว เขตอางทอง
น้ำในแมน้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม
น้ำในแมน้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี
3. พระราชพิธีจองเปรียง
คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจาตรีมูรติ กระทำในเดือนสิบสองหรือ
เดือนอายโดยพราหมณ เปนผูทำพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา
15 วัน สวนพราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ำมหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง
ตอมสมัยรัชกาลที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนตเย็น
แลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆ
เจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ำสังขและเจิมเสาโคมชัย จึงยกโคมขึ้น เสา
โคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ำปูนขาว มีหงสติด
ลูกกระพรวน นอกจากนี้มีเสาโคมบริวารประมาณ 100 ตน ยอดฉัตรมีผาสีขาวสามชั้น
4. พระราชพิธีตรียัมปวาย
เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมของพราหมณ เชื่อกันวาเทพเจาเสด็จมาเยี่ยม
โลกทุกป จึงจัดพิธีตอนรับใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลว ในสมัยรัตนโกสินทร
ไดจัดกันอยางใหญโตมาก กระทำพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา
“พิธีโลชิงชา” เดิมพิธีนี้กระทำในเดือนอาย ตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่
5. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล
แดเดิมมาเปนพิธีพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทำใหเกิดเปน 2 ตอน
คือ พิธีพืชมงคล เปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนำพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็น
ที่ทองสนามหลวงจนกระทั่งรุงเชามีการเลี้ยงพระตอ สวนพิธีจรดนังคัลเปนพิธีของพราหมณ
กระทำในตอนบาย ปจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณที่เขามามีอิทธิพลตอสังคมไทยเริ่มลด
บทบาทลงไปมากเ พราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและพิธีกรรม
ทั่วๆไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฏิบัติสืบกันมา ไดแก พิธี
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน24
โกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธีตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยังคงมีผูนิยมกระทำกัน
ทั่วไปในสังคม สวนพระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล
แรกนาขวัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพิธีทำน้ำอภิเษก เปนตน
สำหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดู ซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็มี
ผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปนเจา
ตรีมูรติทั้ง 3 องค ยังคงอิทธิพลควบคูไปกับการนับถือพุทธศาสนา ประกอบกับในโบสถของ
พวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆ ไปกับรูปปนของพระผูเปนเจา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความ
เชื่อในเรื่องอวตารของพระวิษณุ ทำใหคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวด
ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารวมพิธีกรรมของฮินดู จึงเขาลักษณะที่วา
นับถือทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป
กิจกรรมที่ 1
ใหผูเรียนศึกษารายละเอียดและนำมาอภิปลายรวมกันในเรื่องตอไปนี้
1.) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช กับพระพุทธศาสนา
2.) บุคคลที่มีชื่อเสียง และมีผลงานในการเผยแพรศาสนาคริสตในประเทศไทย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 25
เรื่องที่ 2 ความเปนมาของศาสนาในทวีปเอเชีย
ทวีปเอเชียเปนแหลงกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลก เชน ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม
ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และยูดาห ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือศาสนา
ฮินดูกวา 500 ลานคนในอินเดีย รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามมีผูนับถือประมาณ 450 ลานคน
นอกจากนี้ยังมีลัทธิเตา ลัทธิขงจื๊อที่แพรหลายในจีน ลัทธิชินโตในญี่ปุน
ประเทศฝงแผนดินใหญในทวีปเอเชีย จะนับถือศาสนาพุทธเปนสวนมาก ประเทศ
เหลานั้นคือ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พมา และสิงคโปร สวนทางดานคาบสมุทรมลายูและ
หมูเกาะอินโดนีเซีย จะนับถือศาสนาอิสลาม ไดแก ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน
สำหรับประเทศฟลิปปนส นับถือศาสนาคริสต ประเทศติมอรตะวันออกนั้นก็นับถือศาสนา
คริสตเปนหลักเหมือนกัน ดังตารางจำแนกดังตอไปนี้
สถานที่ ศาสนา
หมูเกาะอันดามัน
และนิโคบาร (อินเดีย)
ประเทศบูรไน
ประเทศพมา
ประเทศกัมพูชา
เกาะคริสตมาส
(ออสเตรเลีย)
ศาสนาพราหมณ- ฮินดู (71%), พระพุทธศาสนา คริสตศาสนา
ความเชื่อเรืองวิญญาณ ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข
ศาสนาอิสลาม (67%) พระพุทธศาสนา (13%) คริสตศาสนา
(10%) อื่นๆ (ความเชื่อพื้นเมือง ฯลฯ) (10%)
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (89%) ศาสนาอิสลาม (4%)
คริสตศาสนา (4%) ความเชื่อเรื่องวิญญาณ (1%) อื่นๆ (2%)
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (95%), ศาสนาอิสลาม
คริสตศาสนา ความเชื่อเรื่องวิญญาณ อื่นๆ (5%)
พระพุทธศาสนา (36%) ศาสนาอิสลาม (25%)
คริสตศาสนา (18%) ลัทธิเตา (15%) อื่นๆ (6%)
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน26
สถานที่ ศาสนา
หมูเกาะโคโคส
(ออสเตรเลีย)
ติมอรตะวันออก
ประเทศอินโดนีเซีย
ประเทศลาว
ประเทศมาเลเซีย
ประเทศปาปวนิวกีนี
ประเทศฟลิปปนส
ศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย (80%) อื่นๆ (20%)
คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (90%) ศาสนาอิสลาม (5%)
คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต(3%) อื่นๆ(พระพุทธศาสนา
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู อื่นๆ) (2%)
ศาสนาอิสลาม(86%) คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต(5.7%)
คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (3%), ศาสนาพราหมณ-ฮินดู
(1.8%) อื่นๆ รวมพระพุทธศาสนา หรือไมระบุ (3.4%)
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท(65%) wihความเชื่อเรื่องวิญญาณ
(32.9%) คริสตศาสนา (1.3%) อื่นๆ (0.8%)
ศาสนาอิสลาม(60.4%) พระพุทธศาสนานิกายมหายาน(19.2%)
คริสตศาสนา (9.1%) ศาสนาพราหมณ-ฮินดู (6.1%), ความเชื่อ
เรื่องวิญญาณ (5.2%)
คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (27%) ศาสนาอีวานจีลิค
ลูเทอแรน (20%) ศาสนาเธอะ ยูไนเต็ด เชิรช (12%) ศาสนา
คริสต นิกายเซเวนเดย แอดเวนติสต (10%) pentecostal (9%)
ศาสนาคริสต นิกายอีแวนเจลิค (7%) Anglican (3%) อื่นๆ
Christian (8%) อื่นๆ (4%)
คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (80%) ศาสนาอิสลาม (5%)
ศาสนาคริสต นิกายอีแวนเจลิค (2.8%) Lglesia ni Cristo (2.2%)
Philippine Independent Church (Aglipayan) (2%) อื่นๆ (Tra-
ditional beliefs พระพุทธศาสนา Judaism ไรศาสนา อื่นๆ)
(5%)
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 27
สถานที่ ศาสนา
ประเทศสิงคโปร
South China Sea
Islands
พระพุทธศาสนา (42.5%) ศาสนาอิสลาม (15%) ลัทธิเตา (8%)
คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (4.5%) ศาสนาพราหมณ -
ฮินดู (4%) ไรศาสนา (15%) Christian (10%) อื่นๆ (1%)
พระพุทธศาสนา คริสตศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาอิสลาม
ลัทธิเตา ไรศาสนา
2.1 พุทธศาสนาในเอเชีย
พุทธศาสนานิกายใหญ 2 นิกาย คือ เถรวาท กับมหายาน
เถรวาท แปลวา “วาทะของพระเถระ” หมายถึง พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม พยายาม
รักษาพระธรรมวินัยตามแบบอยางที่พระเถระ อรหันตสาวกของพระพุทธเจา เชน พระมหา
กัสสปะพระอุบาลี และพระอานนททำสังคายนา คือรวบรวมจัดระเบียบพระธรรมไว ตามหลัก
ของนิกายนี้จะไมพยายามปรับเปลี่ยนแกไขนิกายนี้ บางทีเรียกวา ทักษิณนิกาย แปลวา นิกาย
ฝายใต เพราะนิกายนี้ตั้งอยูทางภาคใตของประเทศอินเดีย จึงไดรับนามตามทิศทางที่ตั้งอยู
อีกอยางมีชื่อที่ฝายมหายานตั้งใหวา หินยาน แปลวา ยานเล็กหรือยานเลว เพราะนำสัตวใหเขา
วัฏสงสารไมไดเหมือนมหายาน นามนี้ไดมาในสมัยแขงขันกันระหวางนิกาย จึงมีการยก
ฝายหนึ่ง กดฝายหนึ่ง และเมื่อป พ.ศ. 2493 มีการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลกครั้ง
ที่1 ในประเทศลังกา ซึ่งผูแทนที่นับถือพระพุทธศาสนาทุกฝายไดรวมมือกันเพื่อใหพุทธศาสนา
เขมแข็งขึ้น ที่ประชุมจึงลงมติใหเลิกใชคำวา หินยาน ใหใชคำวาเถรวาทแทนตั้งแตนั้นมา
ประชุมพุทธศาสนาโลก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน28
ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทคือ ไทย พมา ลังกา ลาว และเขมร
พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนี้ใชพระไตรปฎกเปนภาษาบาลีอานขอความตรงกัน แมจะพิมพ
ตัวอักษรตางกัน
มหายาน แปลวา ยานใหญ เปนนามตั้งขึ้นเพื่อแสดงวาพุทธศาสนาแบบนี้สามารถชวย
ใหสัตวขามพนวัฏสงสารไดมาก มีการแกไขดัดแปลงพระธรรมวินัย นิกายนี้เกิดขึ้นเมื่อ
พระพุทธเจาปรินิพพานแลว 100 ป มีการสังคายนาครั้งที่ 2 เพื่อแกไขความประพฤติทางวินัย
บางขอและความแตกแยกความคิดเห็น ซึ่งในภายหลังบางสวนกลายเปนมหายานไป นิกาย
มหายานมีนามเรียกวา “อุตตรนิกาย” แปลวา นิกายฝายเหนือ เพราะตั้งอยูภาคเหนือของอินเดีย
บางเรียกวา อาจาริยวาท แปลวา วาทะของพระอาจารยเปนคำคูกับเถรวาท หมายถึง วาทะของ
พระเถระรุนแรกที่ทันเห็นพระพุทธเจา สวนอาจาริยวาท หมายถึง วาทะของอาจารยรุนตอๆมา
ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน คือ ทิเบต เวียดนาม จีน เกาหลีและญี่ปุน
นอกจากนี้ยังมีประเทศสิกขิม ภูฏาน ทิเบต ทั้งนิกายเถรวาทและมหายาน ตางมีหลักธรรม
สวนใหญที่เขากันได คือ อริยสัจ เมื่อมีการจัดตั้งพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก เปนองครวมของ
พระพุทธศาสนาทุกนิกายเขาดวยกันจะสงผลใหเกิดความรวมมือ รวมใจกันทำงาน เพื่อ
พระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น
ตามหลักฐานของประเทศลังกาวาหลังจากทำสังคายนาพระไตรปฎกครั้งที่ 3 พระ
โมคคัลลีบุตรติสสเถระ ภายใตพระราชูปถัมภของพระเจาอโศกมหาราช ติสสเถระดาบสได
ดำริวา พระพุทธศาสนาควรตั้งโดยชอบในปจจันตประเทศทั้งหลาย จึงไดสงสมณทูตไปสูที่
ตางๆดังนี้คือ
1. พระมัธณัมติกเถระ ไปกัษมีระ คันธาระ
2. พระมหาเทวเถระ ไปมหิสัณฑละ แควนไมสอร
3. พระรักขิตเถระ ไปวนวาสีปเทส ทางทิศเหนือ แควนกันทระ
4. พระโยนกธัมมรักขิตเถระ ไปอรันตปเทศ แควนคุชราต
5. พระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปมหารัฐ แควนมรถะ
6. พระมหารักขิตเถระ ไปโยนกปเทศ อาณาจักรกรีก
7. พระมัชฌิมเถระ ไปหิมวันตปเทศ แขวงหิมาลัย ทิศเหนือ
8. พระมหามหินทเถระ ไปตามพปณณิ เกาะลังกา
9. พระโสณเถระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ (เอเชียนอาคเนย)
ดินแดนสุวรรณภูมินั้นตามหลักฐานของจีน หลักฐานของปโตเลมีที่เดินทางมาสูเอเชีย
อาคเนยในอดีตกาล คือ ดินแดนสุวรรณภูมิประกอบกับวัฒนธรรมอินเดีย โบราณวัตถุ โบราณ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 29
สถาน เทวรูป ศิลาจารึก โบราณตางๆเปนศูนยกลางที่พระอุตตระเถระมาเผยแผศาสนาพุทธ
กลาวไดวาศาสนาพุทธรุงเรืองมาตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 3และรุงเรืองมาตั้งแตตนคริสตศตวรรษ
มา
ดินแดนสุวรรณภูมิมีหลักฐานวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแยกเปน 6 มณฑล คือ
1. ภาคตะวันออก ประเทศจัมปา ดินแดนของจามในอดีต มีหลักฐานเปน
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปกรรมแบบอมราวดี ที่เมืองดุงเคือง จังหวัดกวางนาม
พุทธศตวรรษที่ 3 หรือที่ 4
2. ภาคตะวันออกกลาง ประเทศกัมพูชาปจจุบัน มีศิลาจารึกเกาแกที่สุดในคริสต
ศตวรรษที่ 2-3 และพระพุทธรูปจำนวนมาก
3. ภาคตะวันตกตอนกลาง (ดินแดนมอญกับเขมร) ดินแดนประเทศไทยปจจุบัน
มีวงลอจารึกวา “เย ธมฺมา...” ที่โบราณสถานของนครปฐมพบศิลปกรรมแบบ
อมราวดี คริสตศตวรรษที่ 3 หรือ 4 มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่จังหวัดนครราชสีมา
4. ภาคตะวันตกประเทศมอญ ประเทศพมาปจจุบัน มีลานทองหลายแผนจารึกวา
“เย ธมฺมา...” อยูที่มาซา และมองกานใกลเมืองโปรม
5. แหลมมลายูมีหลักฐานของจีนกลาววามีรัฐเล็กๆถือตามวัฒนธรรมอินเดีย ตั้งแต
คริสตศตวรรษที่ 2
6. หมูเกาะมีศิลาจารึกหลายแหง ที่เมืองกุไต และที่ภาคตะวันตกของหมูเกาะชวา
ภูมิภาคทั้ง 6 แหง เปนศูนยกลางที่พระโสภณเถรไดเพาะหวานพืชสัมมาทิฏฐิ คือ
พระพุทธศาสนาใหลงรากแกว จนปจจุบันนี้ประชาชนของประเทศเหลานี้นับถือศาสนา พุทธ
เปนศาสนาชนะทุกขในโลกนี้
การเผยแผพระพุทธศาสนาประเทศตางๆในทวีปเอเชีย
1. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศลังกา เมื่อพระเจาอโศกมหาราชเสด็จขึ้นครอง
ราชสมบัตินั้น ประมาณ พ.ศ. 218 ตอมาอีก 16 ป หรือ 17 ป คือระหวาง
พ.ศ. 233-235 จึงมีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 เมื่อทำสังคายนาเสร็จแลว พระเจา
อโศกไดทรงสงมณทูตไปเผยแพรพระพุทธศาสนาในประเทศตางๆ รวมหลาย
สายดวยกันโดยเฉพาะไดทรงสงพระมหินทเถระ ผูเปนพระราชบุตรไปประกาศ
ศาสนาในลังกาทวีป ซึ่งเปนผลใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในประเทศ
ลังกาจวบจนปจจุบันนี้
2. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศพมา พุทธศาสนิกชนชาวพมามีความเชื่อกันวา
พระโสณะกับพระอุตตระ สมณทูตของพระเจาอโศกซึ่งเดินทางไปเผยแผพระ
พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมินั้นก็คือไปสูเมืองสะเทิม (Thaton) ของพมานั้นเอง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน30
เปนแตวาในสมัยนั้นเปนอาณาจักรมอญหรือตะเลงกลาวคือ มอญหรือตะเลง
ครอบครองเมืองพะโค (หรือเปกู หรือหงสาวดี) และเมืองสะเทิม (หรือ
สุธัมมาวดี) แตนักประวัติศาสตรบางคนก็กลาววาพระพุทธศาสนาไปสูประเทศ
พมา ภายหลังพุทธปรินิพพานแลวประมาณพันปเศษ คือจับเอาประวัติศาสตร
ตอนที่พระเจาอโนรธามังชอหรืออนุรุทธะ นับถือพระพุทธศาสนาและเผยแผ
พระพุทธศาสนา
3. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศไทย พุทธศาสนิกชนชาวไทยก็เชื่อคลายชาวพมา
วาพระพุทธศาสนาไปสูประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พระโสณะและพระอุตตระ
เดินทางไปประกาศศาสนาที่สุวรรณภูมิ และเชื่อวาบริเวณพระปฐมเจดีย และ
ใกลเคียงจะเปนสุวรรณภูมิ เพราะไดขุดพบโบราณวัตถุรุนราวคราวเดียวกับสมัย
พระเจาอโศกหลายอยาง ตกลงวาถาเชื่อตามนี้ พระพุทธศาสนาก็ไปสูประเทศ
พมาและไทยไมเกิน พ.ศ. 300 แตนักประวัติศาสตรบางคนก็เชื่อวา พระพุทธ
ศาสนาไปสูประเทศไทยประมาณคริสตศตวรรษที่1 หรือ 2 คือ ประมาณ พ.ศ.
544 ถึง พ.ศ. 743
4. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศกัมพูชา ตามรายงานของผูแทนกัมพูชาตอพุทธ
ศาสนิกสัมพันธแหงโลกพระพุทธศาสนาไปสูประเทศนั้นประมาณศตวรรษที่ 3
แหงคริสตศักราช คือเมื่อ พ.ศ. 743 ปลวงมาแลว ผูใชนามวา อาร.ซี.มชุมดา
(R.C.Majumdar) ไดเขียนเรื่องนี้ไววาการคนพบทางโบราณคดีกับประวัติศาสตร
ฝายจีนยืนยันตรงกันวา ปลายศตวรรษที่ 5 แหงคริสตศักราช คือประมาณ พ.ศ.
1000 นั้น พระพุทธศาสนาไดเจริญอยูแลวในกัมพูชา แมวาจะไมแพรหลายไป
ทั่วประเทศ ฉะนั้นจึงพอสันนิษฐานไดวา พระพุทธศาสนาคงเขาไปสูกัมพูชา
ในป พ.ศ. 743 เปนตนไป
5. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศเวียดนามหรือจัมปา ภาคใตของฝงทะเลตะวันออก
ของแหลมอินโดจีน ซึ่งเรียกวาอันนัมนั้น ปจจุบันเรียกวาเวียดนาม สมัยกอน
เรียกวาจัมปา มีหลักฐานวาพระพุทธศาสนาไดไปประดิษฐฐานอยูในเวียดนาม
กอนคริสตศตวรรษที่ 3 คือกอน พ.ศ. 744 ถึง 843 เหตุผลก็คือการพบ
พระพุทธรูปสำริดสมัยอมราวดีในประเทศนั้น และหลักฐานจากประวัติศาสตร
ฝายจีน
6. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศจีน ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 6 จนถึงพุทธศตวรรษที่
13 จีนเปนศูนยกลางที่สำคัญของศาสนาพุทธ เมื่อ พ.ศ. 604 สมัยราชวงศฮั่น
พระเจามิ่งตี่ทรงสงทูตไปสืบพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียและไดพระพุทธรูป
พรอมคัมภีรพระพุทธศาสนา มีการสรางวัดมาขาว ซึ่งยังคงอยูถึงปจจุบัน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 31
พุทธศาสนาเจริญรุงเรืองมาในสมัยราชวงศถัง เมืองฉางอานเปนศูนยกลาง
สำคัญของพุทธศาสนาและเปนแหลงเผยแผศาสนาพุทธไปยังเกาหลี และญี่ปุน
ตอมาในปลายราชวงศถัง พ.ศ. 1388 จักรพรรดิหวูซุง ประกาศใหศาสนาจาก
ตางชาติไดแก ศาสนาคริสต ศาสนาโซโรอัสเตอร และศาสนาพุทธเปนศาสนา
ที่ผิดกฎหมาย และหันไปสนับสนุนลัทธิเตาแทน ในสมัยมีการทำลายวัด บังคับ
ใหพระภิกษุสงฆสึก ความรุงโรจนของพุทธศาสนาจึงสิ้นสุด แตพุทธศาสนา
นิกายสุขาวดี และนิกายฌานยังคงรุงเรืองมากลายเปนนิกายเซนในญี่ปุน และ
นิกายฌาน มีอิทธิพลในราชวงศซอง
7. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศเกาหลี พระพุทธศาสนาพรอมทั้งขอเขียนตางๆ
ในภาษาจีนเขาสูประเทศเกาหลีประมาณป ค.ศ. 372 หรือ พ.ศ. 915 เมื่อราชทูต
จีนนำคัมภีรและภาพวาดไปยังอาณาจักรโคกุรยอ ศาสนาพุทธรุงเรืองในเกาหลี
นิกายเซนในพุทธศตวรรษที่ 12 จนกระทั่งถึงยุคของการฟนฟูลัทธิขงจื้อในสมัย
ราชวงศโซซอน ตั้งแตตั้ง พ.ศ. 1935 ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง
8. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศญี่ปุนญี่ปุนไดรับพุทธศาสนาเมื่อราวพุทธศตวรรษ
ที่11 โดยพระภิกษุชาวเกาหลีนำคัมภและศิลปะทางพุทธศาสนาเขาสูญี่ปุน เมื่อ
ศาสนาพุทธเสื่อมลงในอินเดีย เอเชียกลาง จีน และญี่ปุนยังคงรักษาศาสนา
พุทธไวได ตั้งแต พ.ศ. 1253 เปนตนมา มีการสรางวัดและรูปเคารพจำนวนมาก
ในเมืองหลวง คือเมืองนารา พุทธศิลปแบบญี่ปุนรุงเรืองในชวงพุทธศตวรรษ
ที่ 13-18 ในราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 พุทธศาสนานิกายเซนรุงเรืองรวมทั้ง
ศิลปะที่สืบเนื่องจากนิกายเซนดวย พุทธศาสนายังคงรุงเรืองในญี่ปุนจนถึง
ปจจุบัน
9. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศทิเบต และในประเทศภูฏาน สิกขิม ประมาณ พ.ศ.
944 ถึง 1043 มีผูนำคัมภีรพระพุทธศาสนาจากอินเดียไปสูทิเบต แตไมไดรับ
ความสนใจ จนประทั่งถึงกลางศตวรรษที่ 7 ประมาณ ค.ศ. 1194 เปนตนไป
พระพุทธศาสนาจึงเจริญในประเทศทิเบต สิกขิมและภูฏาน
2.2 ศาสนาอิสลามในทวีปเอเชีย
ประเทศสำคัญๆ ในเอเชียที่นับถือศาสนาอิสลามคือ สาธารณรัฐประชาชน
บังกลาเทศ แตเดิมเปนชมพูทวีปเชนเดียวกับอินเดียและปากีสถาน เปนดินแดนที่รุงเรืองดวย
ศาสนา พราหมณและศาสนาพุทธ ตอมามีพอคาอาหรับนำศาสนาอิสลามมาเผยแผ ปจจุบัน
ประเทศบังคลาเทศมีประชาชน 140 ลานคน ประชาชน 88.3% นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนา
ฮินดู 10.5% นอกนั้นเปนศาสนาอื่นๆเชนเดียวกับประเทศปากีสถาน มีประชากร 159.6 ลานคน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน32
ประชาชน 97% นับถือศาสนาอิสลาม ประเทศอินเดียประชากรมีจำนวนพันลานคนนับถือ
ศาสนาอิสลาม จำนวน 11.67% ประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่เปนเกาะ มีประชากร 215 ลานคน
จำนวน 181 ลานคนนับถือศาสนาอิสลาม อินโดนีเซียเปนประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม
มากที่สุดในโลก รองลงมาคือปากีสถาน 141 ลานคน อินเดีย 124 ลานคน บังคลาเทศ 111
ลานคน ตุรกี อียิปต อิหรานและไนจีเรียมี 63-61 ลานคน และมาเลเซียมีผูนับถือ 12 ลานคน
จากประชากร 22 ลานคน
ดังนั้น กลาวโดยสรุป กลุมประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียกลางจำนวน 15
ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม และไมใชแตประเทศที่ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง
ประเทศตางๆเหลานี้คืออัฟกานิสถาน อาเซอรไบจัน บังกลาเทศ บรูไน อินโดนีเซีย อิหราน
คาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มีลดีฟส ปากีสถาน สาธารณรัฐทาจิสถาน ตุรกี
เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน
ประเทศในทวีปเอเชียที่ประชากรมุสลิมเปนชาวอาหรับใชภาษากลาง คือ บาหเรน
สาธารณรัฐอิรัก รัฐคูเวต สาธารณรัฐเลบานอน ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐ
อาหรับซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส สาธารณรัฐเยเมน
นอกจากนี้ยังมีประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน มีประชากร 15 ลานคนนับถือศาสนา
อิสลามรอยละ 47 ที่เหลือรอยละ 44 นับถือศาสนาคริสตนิกายกรีกออรโธด็อกซ สาธารณรัฐ
เลบานอนประชาชนรอยละ 59.7 นับถือศาสนาอิสลาม สาธารณรัฐมัลดีฟสประชาชนนับถือ
ศาสนาอิสลาม รัฐสุลตานโอมาน ประชาชนรอยละ 85% นับถือศาสนาอิสลาม รัฐกาตาร
ประชาชนรอยละ 90 นับถือศาสนาอิสลาม
2.3 การเผยแพรศาสนาคริสตในเอเชีย
ศาสนาคริสตเผยแผในทวีปเอเชียในสมัยโบราณมาพรอมกับการคา แตเนื่องจาก
อารยธรรมในเอเชียมีความเขมแข็งมาก การเผยแผศาสนาครั้งนั้นจึงทำไดนอย ตอมาอารยธรรม
ตะวันตกมีความเขมแข็งทั้งความเจริญดานวัตถุ การทหาร เศรษฐกิจ และประเพณีตางๆตองการ
มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเกิดการลาอาณานิคมเขามาทางเอเชีย ประเทศที่มีความเขมแข็ง
ทางทะเลคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และตอมาเมื่อมีการพัฒนาการคมนาคมทางอากาศ ประเทศที่เริ่ม
แผอิทธิพลขึ้นมาคืออเมริกา รัสเซีย ศาสนาคริสตจึงมีอิทธิพลในทวีปเอเชียมากขึ้น ที่สำคัญคือ
ประเทศฟลิปปนสซึ่งอยูในความยึดครองของอเมริกาในชวงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชน
ฟลิปปนสนับถือศาสนาคริสตรอยละ 84 และเกาหลีใต มีผูนับถือศาสนาคริสตมากขึ้น
เวียดนามและติมอรตะวันออกนับถือศาสนาคริสตเกือบทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ใน
ประเทศอื่นๆคือ มาเลเซีย ไทย ญี่ปุน อินเดียมีผูนับถือศาสนาคริสตอยูบาง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 33
2.4 ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ในเอเชีย
ศาสนาพราหทณ-ฮินดู เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในโลกแลวยังเปนตนแบบของ
อารยธรรม วัฒนธรรมของโลก เมื่อศึกษาประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดู และศาสนาพุทธใน
อินเดีย จะเห็นความรุงโรจนของศาสนาทั้งสองศาสนาแตกตางกันตามยุคสมัย ตามอิทธิพล
ที่สำคัญคือ กษัตริยปกติแลวศาสนาพราหมณ-ฮินดูรุงเรืองในอินเดียมาโดยตลอด จนมาถึง
สมัยพุทธกาล และตอมาศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศก
มหาราช และตอมาพุทธศาสนาเสื่อมลงอีก ศาสนาพราหมณ-ฮินดูจึงยังคงรุงเรืองอยูในอินเดีย
มาโดยตลอด
ในสมัยโบราณประเทศอินเดียเปนประเทศที่เขมแข็งทางวัฒนธรรม เปนประเทศมหา
อำนาจประเทศหนึ่งในสมัยนั้น ไดติดตอคาขายกับอินโดนีเซีย ซึ่งศาสนาฮินดู-พราหมณเขามา
สูอินโดนิเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียเปนประเทศที่เปนหมูเกาะ คราวใดที่ประเทศที่มาติดตอ
คาขายมีอิทธิพลทำใหเจาผูครองประเทศศรัทธาเลื่อมใสนับถือ จะทำใหคนในประเทศนับถือ
ไปดวย ตอมาศาสนาพราหมณ-ฮินดูเสื่อมลง มีศาสนาพุทธมาแทนศาสนาพุทธเสื่อมลงแลว
และในปจจุบันคนในอินโดนีเซียสวนใหญจะนับถือศาสนาอิสลาม
กิจกรรมที่ 2
ใหผูเรียนคนควาขอมูลเพื่อเขียนรายงานและความหนาแนนของจำนวนประชากรของ
ประเทศตางๆที่นับถือศาสนาตางๆในทวีปเอเชีย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน34
โบสถคริสต ศาสนสถาน พราหมณ-ฮินดู
โบสถพุทธ โบสถอิสลาม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 35
เรื่องที่ 3 หลักธรรมของศาสนาตางๆ
3.1 หลักธรรมของศาสนาพุทธ
หลักธรรมของศาสนาพุทธ หรืออาจกลาวสั้นๆวา ศาสนธรรม ไดจัดไวเปนหมวดหมู
3 หมวดดวยกัน เรียกหมวดหมูที่จำแนกจัดในกระจาดหรือตะกรา คือ คำวา “ปฎก” แปล
ไดอีกอยางวา คัมภีร ดังนั้น พระไตรปฎก หมายความวา เปนที่รวบรวมคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจาไวเปนหมวดหมูไมใหกระจัดกระจายคลายกระจาดหรือตะกราเปนที่ใสสิ่งของ
และ ไตร แปลวา 3
ดังนั้น ใน 3 ปฎก ประกอบดวย
1. พระวินัยปฎก วาดวยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี
2. พระสุตตันตปฎก วาดวยพระธรรมเทศนาทั่วๆไป
3. พระอภิธรรมปฎก วาดวยธรรมะลวน หรือธรรมะที่สำคัญ
ในสมัยของพระพุทธเจายังไมมีพระไตรปฎก แตเรียกธรรมที่พระองคประทานไว
มากมายตางกาลเวลา สถานที่ พระสาวกทองจำกันไวไดและจัดระเบียบหมวดหมูเปนปฎกตางๆ
เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว จึงไดมีการสังคายนาหรือตรวจชำระ จัดระเบียบคำสอนของ
พระองคเปนหมวดหมู ดวยการทอง การจารึกในตัวหนังสือ ดวยการพิมพเปนเลม
หลักธรรมสำหรับชาวพุทธ
หลักศาสนาพุทธ เชื่อเรื่องการเวียนวายตายเกิดของสัตวโลก ชีวิตเปนทุกขเปนไปตาม
กฎแหงกรรม ทำดีไดดี ทำชั่วไดชั่ว ภพภูมิที่เวียนวายตายเกิด ภพภูมิของสัตวโลกมี 3 ภูมิ
คือ มนุษยโลก เทวโลก และนรกภูมิ จนกวาสัตวโลกนั้นจะขจัดกิเลสหมดสิ้น และเขาสูโลก
พระนิพพาน ไมมีการเวียนวายตายเกิดอีก
การปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาพุทธนั้นควรเปนไปตามลำดับชั้น คือ
1. การปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะ
2. การปฏิบัติตนตามศีล 5
3. การปฏิบัติตนเพื่อความพนทุกข
1. การปฏิบัติตนเปนพุทธมามกะ หรือเรียกวา การปฏิบัติตนถึง ไตรสรณคมณ
นั่นคือ ปฏิญาณวา จะนับถือพระรัตนตรัย โดย
พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน36
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต
ทุติยัมป พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง
ทุติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง
ทุติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง
ตะติยัมป พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม
ตะติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม
ตะติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม
2. การปฏิบัติตนตามศีล 5 ศีล 5 เปนพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน พึงประพฤติ
ปฏิบัติคือ
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ
แปลวา งดเวนการฆา เบียดเบียนทำรายรางกายคนและสัตว
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ
แปลวา งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เขาไมให
3. กาเมสุมิจฉา จารา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ
แปลวา งดเวนจากการประพฤติผิดในกาม
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ
แปลวา งดเวนจากการพูดปด พูดสอเสียด พูดเพอเจอ
5. สุราเมระยะ มัชชะปะมาทัฏฐานะ เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ
แปลวา งดเวนจากสุรา ยาเสพติดทั้งปวง
ศีล 5 มีประโยชน คือ
1. เพื่อความสงบสุขของสังคม คือการปองกันการลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น
อันจะสงผลใหเกิดการทะเลาะเบาะแวง ความหวาดระแวงและความวุนวายใน
สังคม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 37
2. เพื่อพัฒนาจิตใจของผูประพฤติปฏิบัติตามศีล เพราะศีล 5 บัญญัติขึ้นมาเพื่อ
ควบคุมไมใหมีการแสดงออกทางกายหรือวาจา ไปในทางที่ตอบสนองอำนาจ
ของกิเลส ในการใหศีลนั้นตอนสุดทายพระจะกลาววา
สีเลนะ สุคะตัง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย
คำกลาวนี้ แสดงถึงอานิสงสของการรักษาศีล คือ ศีลทำใหผูประพฤติปฏิบัติ
เขาถึงสุคติ คือ ไปในทางที่ดี ศีลกอใหเกิดโภคทรัพย และศีลนำมาใหไดถึง
ความดับ หรือพระนิพพาน
3. การปฏิบัติตนเพื่อความพนทุกข ชาวพุทธควรศึกษาธรรมที่สำคัญๆ คือ อริยสัจ
4 อิทธิบาท 4 ทิศ 6 สัปปุริสธรรม 7 อบายมุข 6 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ
4 และชาวพุทธควรบริหารจิตตามหลักพุทธศาสนา
3.1 อริยสัจ 4 คือ ธรรมที่พระพุทธเจาทรงตรัสรูอริยสัจ 4 คือ ความจริง 4
ประการ คือ
1.) ทุกข คือ ความไมสบายกาย ไมสบายใจ อันเนื่องมาจากสภาพที่
ทนไดยาก คือ สภาวะที่บีบคั้นจิตใจ ความขัดแยง ความไมสม
ปรารถนา การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ
2.) สมุทัย คือ เหตุที่ทำใหเกิดความทุกข จากตัณหา หรือความอยาก
ความตองการ มีสาเหตุมาจาก
กามตัณหาคือ ความอยากไดในสิ่งที่ปรารถนา เชน อยากไดบาน
ภวตัณหา คือ ความอยากเปนโนน อยากเปนนี่
วิภวตัณหา คือ ความไมอยากเปนนั่น ความไมอยากเปนนี่
3.) นิโรธ หมายถึงความดับทุกข คือการดับตัณหา ความอยากใหสิ้นไป
ถาเราตัดความอยากไดมากเทาใด ทุกขก็มีนอยลงไปดวย และถาเรา
ดับไดความสุขจะเกิดขึ้น
4.) มรรค หมายถึง ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ไดแก การเดินทาง
สายกลางหรือเรียกอยางหนึ่งวา มรรค มีสวนประกอบ 8 ประการ
คือ
1.) สัมมาทิฎฐิ คือ ความเห็นชอบ
2.) สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ
3.) สัมมาวาจา คือ ความเจรจาชอบ
4.) สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ
5.) สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน38
6.) สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ
7.) สัมมาสติ คือ การระลึกชอบ
8.) สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจชอบ
3.2 อิทธิบาท 4 เปนธรรมะที่ปฏิบัติตนในสิ่งที่มุงหมายใหพบความสำเร็จ
เปนธรรมะที่ใชกับการศึกษา เลาเรียน การทำงาน อาชีพตางๆ อิทธิบาท
หมายถึง ธรรมที่ใหบรรลุความสำเร็จ มาจากคำวา อิทธิ คือความสำเร็จ
บาท คือทางวิถีนำไปสู ดังนั้น อิทธิบาท จึงแปลวา วิถีแหงความสำเร็จ
ประกอบดวย
1.) ฉันทะ คือ ความพอใจรักใครสิ่งนั้น เชน รักใครในการงานที่ทำ
ในวิชาที่เรียน
2.) วิริยะ คือ เพียรหมั่นประกอบในสิ่งนั้น มีกำลังใจ เขมแข็ง อดทน
หนักเอาเบาสู
3.) จิตตะ คือ เอาใจใสสิ่งนั้น ไมวางธุระ ตั้งใจ จิตใจจดจอกับงาน
4.) วิมังสา คือ หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ปรับปรุงพัฒนา
แกไข สิ่งนั้นได
3.3 ทิศ 6 คือ สิ่งที่ทุกคนที่อยูรวมกันในสังคมพึงปฏิบัติตอกันในทางที่ดีงาม
รายละเอียด คือ
1. ทิศเบื้องหนา ไดแก บิดา มารดา เปนผูอุปการะบุตร ธิดามากอน
นับตั้งแตปฏิสนธิในครรภมารดา และประคบประหงมเลี้ยงดู
บุตรธิดาควรบำรุงบิดา มารดา ดังนี้
1.) ทานไดเลี้ยงเรามาแลว ใหเลี้ยงทานตอบ
2.) ชวยทำกิจของทาน (ใหสำเร็จดวยดี)
3.) ดำรงวงศสกุล (ใหเปนที่นับถือ)
4.) ประพฤติตนใหเปนคนควรรับทรัพยมรดก
5.) เมื่อทานลวงลับไปแลว ทำบุญอุทิศให
และบิดามารดาควรอนุเคราะหบุตร ธิดา 5 ประการ คือ
1.) หามมิใหทำชั่ว
2.) ใหตั้งอยูในความดี
3.) ใหศึกษาศิลปวิทยา
4.) หาคูครองที่สมควรให
5.) มอบทรัพยใหตามเวลาอันควร
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 39
2. ทิศเบื้องขวา ไดแก อาจารยเพราะอาจารยเปนผูอบรมสั่งสอนศิษยใหรู
วิชาการตางๆ และบาปบุญคุณโทษ
ศิษยควรปฏิบัติตออาจารยดังนี้
1.) ดวยการลุกขึ้นตอนรับ ตอนรับดวยความเต็มใจ
2.) ดวยเขาไปยืนคอยรับใช เมื่อทานมีกิจธุระไหววาน
3.) ดวยการเชื่อฟง
4.) ดวยการอุปฏฐาก ดูแลรักษาชวยเหลือตามควร
อาจารยควรอนุเคราะหศิษย คือ
1.) แนะนำดี ใหประพฤติดี ประพฤติชอบ
2.) ใหเรียนดี ใหเขาใจดี และถูกตอง
3.) บอกศิลปะใหสิ้นเชิงไมปดบังอำพราง
4.) ยกยองใหปรากฏในเพื่อนฝูง
5.) ทำความปองกันในทิศทั้งหลาย
(คือจะไปทางทิศไหนก็ไมอดอยาก)
3. ทิศเบื้องหลัง ไดแก สามี ภรรยา เพราะสามี ภรรยาเปนผูมาทีหลังจึงยกไว
เปนทิศเบื้องหลัง สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้คือ
1.) ยกยองนับถือวาเปนภรรยา
2.) ดวยการไมดูหมิ่น
3.) ดวยการไมประพฤตินอกใจ
4.) ดวยการมอบความเปนใหญให
5.) ดวยการใหเครื่องแตงตัว
ภรรยาพึงอนุเคราะหสามีดังตอไปนี้ คือ
1.) จัดการงานดี คือขยันหมั่นทำกิจการในบาน
2.) สงเคราะหคนขางเคียงของสามีดี ตอนรับพูดจาปราศรัย
3.) ไมประพฤตินอกใจ
4.) รูจักรักษาทรัพยที่สามีหามาได รูจักเก็บออม
5.) ขยัน ไมเกียจครานในกิจการทั้งปวง
4. ทิศเบื้องซาย ไดแก มิตรสหาย เพราะเปนผูชวยเหลือในกิจธุระตางๆที่
เกิดขึ้นใหสำเร็จ เหมือนกับมือซาย ชวยประคองมือขวาใหทำงาน การปฏิบัติตนตอมิตร คือ
1.) ดวยการใหปน แบงปนทรัพยสินใหมิตรตามควร
2.) ดวยการเจรจาถอยคำไพเราะ พูดจาออนหวานมีสาระ
3.) ดวยการประพฤติประโยชน ชวยเหลือแนะนำสิ่งที่เปนประโยชน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน40
4.) ดวยความเปนผูมีตนเสมอ ทำตัวเสมอกันกับมิตร ไมแสดงกิริยา
เยอหยิ่งจองหองกับมิตร
5.) ดวยไมกลาวใหคลาดจากความจริง จิตใจ ซื่อตรง สุจริต มีความ
จริงใจ ไมหวาดระแวงตอมิตร
มิตรพึงอนุเคราะหเพื่อนตอบ ดังตอไปนี้ คือ
1.) รักษามิตรผูประมาทแลว สกัดกั้นอันตรายไมใหเกิดขึ้น
2.) รักษามิตรของผูประมาทแลว รักษาทรัพยไมใหเกิดอันตราย
3.) เมื่อมีภัยเอาเปนที่พึ่งได เปนที่พึ่งพิงได
4.) ไมละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อมิตรเสื่อมลาภ ยศ ทรัพยสมบัติ ใหความ
ชวยเหลือไมทอดทิ้ง
5.) นับถือตลอดถึงวงศญาติมิตร ใหความรักใครนับถือญาติพี่นอง
ของมิตรเหมือนญาติตนเองดวย
5. ทิศเบื้องลาง ไดแก บาว ไพร กรรมกร เพราะเปนผูที่ต่ำกวา จึงยอมตน
เปนคนรับใช นายพึงบำรุงดังตอไปนี้ คือ
1.) ดวยการจัดการงานใหทำตามสมควรแกกำลังความสามารถ
2.) ดวยการใหอาหารและรางวัล
3.) ดวยการพยาบาลเวลาเจ็บไข
4.) ดวยการปลอยในสมัย ผอนผัน ใหหยุดงานตามเทศกาล ตามความ
สมควร
คนรับใชบาวไพร ควรปฏิบัติตนดังตอไปนี้
1.) ลุกขึ้นทำงานกอนนาย
2.) เลิกงานทีหลังนาย
3.) ถือเอาแตของที่นายให
4.) ทำงานใหดีขึ้น
5.) นำคุณของนายไปสรรเสริญ
6. ทิศเบื้องบน ไดแก สมณพราหมณ ผูที่เปนที่เคารพสักการะทั่วไป เปนผูปฏิบัติ
ธรรม เปนอริยสาวกพระพุทธเจา เราควรปฏิบัติตอสมณพราหมณ ดังนี้คือ
1.) ดวยกายกรรม ทำสิ่งที่เปนประโยชน
2.) ดวยวจีกรรม พูดมีสัมมาคารวะ
3.) ดวยมโนกรรม คิดสิ่งใดประกอบดวยเมตตา
4.) ดวยความเปนผูไมปดประตู ตอนรับ ถวายอาหารให
5.) ดวยอามิสทาน ถวายปจจัย 4
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 41
สมณพราหมณ ควรอนุเคราะหตอบดังนี้คือ
1.) หามไมใหกระทำชั่ว
2.) ใหตั้งอยูในความดี
3.) อนุเคราะหดวยน้ำใจอันงาม
4.) ใหไดฟงในสิ่งที่ยังไมเคยฟง
5.) ทำสิ่งที่เคยฝงแลวใหแจมแจง
6.) บอกทางสวรรคให
3.4 สัปปุริสธรรม 7 คือ ธรรมของคนดี 7 อยาง คือ
1.) ความเปนผูรูจักเหตุ (ธัมมัญุตา)
2.) ความเปนผูรูจักผล (อัตกัญุตา)
3.) ความเปนผูรูจักตน (อัตตัญุตา)
4.) ความเปนผูรูจักประมาณ (มัตตัญุตา)
5.) ความเปนผูรูจักกาล (กาลัญุตา)
6.) ความเปนผูรูจักชุมชน (ปริสัญุตา)
7.) ความเปนผูรูจักเลือกบุคคล (ปุคคลปโรปรัญุตา)
3.5 อบายมุข 6 ละเวนจากอบายมุข 6 คือ
1. การดื่มน้ำเมา
2. เที่ยวกลางคืน
3. เที่ยวดูการละเลน
4. เลนการพนัน
5. คบคนชั่วเปนมิตร
6. เกียจครานการทำงาน
3.6 พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมะของผูใหญที่ควรปฏิบัติ คือ
1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข
2. กรุณา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นพนจากความทุกข
3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผูอื่นไดดี
4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไมลำเอียง ทำใหเปนกลาง ใครทำดี
ยอมไดดี
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน42
3.7 สังคหวัตถุ 4 คือ ธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจผูอื่น
1. ทาน การให การเสียสละ เอื้อเฟอเผื่อแผ
2. ปยวาจา การพูดดวยถอยคำที่ไพเราะ
3. อัตถจริยา การสงเคราะหทุกชนิด หรือการประพฤติในสิ่งที่เปน
ประโยชนตอผูอื่น
4. สมานัตตตา การเปนผูสม่ำเสมอ มีความประพฤติเสมอตนเสมอ
ปลาย
สรุป หลักธรรมที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ คือ การละความชั่ว การทำความดี การทำจิตใจ
ใหแจมใส และการทำสมาธิภาวนา
การละความชั่ว คือ การไมทำบาป อกุศลทั้งมวล การถือศีล 5 หรือศีลอื่นๆ ตาม
บทบาทหนาที่ของตนเอง การทำความดี มีความกตัญูกตเวทีตอผูมีคุณ ตอสังคม สวนรวม
ประเทศชาติ ความขยันหมั่นเพียรในการงาน อาชีพ ไมเอาเปรียบคดโกงผูอื่น และการทำจิตใจ
ใหแจมใส ไมคิดทุกข โศกเศรา อันเกิดจากการเสื่อมของสังขาร โรคภัยไขเจ็บ ความอยากมี
อยากเปนอยากไดตางๆ รวมทั้งการสูญเสียสิ่งที่รักตางๆโดยใชหลักการทำสมาธิภาวนา
การเจริญภาวนา
การเจริญภาวนาเปนการพัฒนาจิตบริหารจิต หลักพระพุทธศาสนาเปนการสราง
บุญบารมีที่สูงที่สุด และยิ่งใหญที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดวาเปนแกนแท
การเจริญภาวนามี 2 อยาง คือ สมถภาวนา และวิปสสนาภาวนา
1. สมถภาวนา ไดแก การทำจิตใจใหเปนสมาธิ คือ ทำจิตใหตั้งมั่นอยูในอารมณ
เดียว ไมฟุงซาน วิธีภาวนามีหลายชนิด พระพุทธองคบัญญัติเปนแบบอยางไว
40 ประการ เรียกวา กรรมฐาน 40 ที่นิยม คือการหายใจเขา บริกรรมพุทธ
หายใจออก บริกรรมโธ เรียกวา อานาปานสติ ผูใดจะปฏิบัติภาวนาจะตองรักษา
ศีลใหบริสุทธิ์ตามฐานะ เชน เปนฆารวาสถือศีล 5 ศีล 8 เปนเณร ถือศีล 10
เปนพระถือศีล 227 ขอ เพราะในการปฏิบัติสมถภาวนานั้นศีลเปนพื้นฐาน
ที่สำคัญ อานิสงสของสมาธิมากกวารักษาศีลเทียบกันไมได พระพุทธองค
ไดตรัสวา “แมไดอุปสมบทเปนพระภิกษุรักษาศีล 227 ขอ ไมเคยขาด
ไมดางพรอยมานานถึง 100 ป ก็ยังไดกุศลนอยกวาผูที่ทำสมาธิเพียงใหจิต
สงบนาน เพียงชั่วไกกระพือปก ชางกระดิกหู” คำวาจิตสงบในที่นี้ หมายถึง
จิตที่มีอารมณเดียวเพียงชั่ววูบ แมกระนั้นยังมีอานิสงสมากมาย แตอยางไรก็ดี
การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธิ แมจะไดบุญอานิสงสมากมายมหาศาลอยางไร
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 43
ก็ไมใชบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนาการเจริญวิปสสนา (การเจริญ
ปญญา) จึงจะเปนการสรางกุศลที่สุดยอดในพระพุทธศาสนาโดยแท
2. วิปสสนาภาวนา (การเจริญปญญา) เมื่อจิตของผูบำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยูในสมาธิ
จิตของผูบำเพ็ญเพียรยอมมีกำลังอยูในสภาพที่นิ่มนวล ควรแกการวิปสสนา
ภาวนาตอไป
อารมณของวิปสสนาแตกตางจากอารมณของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุงใหจิตตั้งมั่น
อยูในอารมณหนึ่งแตอารมณเดียว โดยแนนิ่งอยูเชนนั้นไมนึกคิดอะไร แตวิปสสนาไมใชใหจิต
ตั้งมั่นอยูในอารมณเดียวนิ่งอยูเชนนั้น แตเปนจิตที่คิดใครครวญ หาเหตุและผลในสภาวธรรม
ทั้งหลายและสิ่งที่เปนอารมณของวิปสสนานั้นมีแตเพียงอยางเดียว คือ ขันธ 5 ซึ่งนิยมเรียกวา
รูป-นาม โดยรูปมี 1 นามนั้นมี 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งนามนั้นเปนเพียง
สังขารธรรมเกิดจากการปรุงแตง แตเพราะอวิชชา คือ ไมรูเทาสภาวธรรมจึงทำใหเกิดความ
ยึดมั่นเปนตัวเปนตน การเจริญวิปสสนามีจิตพิจารณา เห็นสภาวธรรมทั้งหลาย คือ ขันธ 5
เปนอาการของพระไตรลักษณ คือเปนอนิจจัง คือไมเที่ยง ทุกขัง คือลวนเปนทุกข อยูใน
สภาพเดิมไมได ตองแปรเปลี่ยนไป และอนัตตา ไดแก ความไมใชตัวตน ไมใชสัตว บุคคล
ไมใชสิ่งของ สรรพสิ่งทั้งหลายเพียงชั่วคราวเทานั้น เมื่อนานไปยอมเปลี่ยนแปลงกลับไปสู
สภาวะเดิม สมาธิและวิปสสนาเปนทั้งเหตุ และผลของกันและกันและอุปการะซึ่งกันและกัน
จะมีวิปสสนาปญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิไมไดเลย
การเจริญวิปสสนาอยางงายๆ ประจำวัน
1. มีจิตใครครวญถึง มรณสติกรรมฐาน คือ ใครครวญถึงความตายเปนอารมณเพื่อ
ไมใหประมาทในชีวิต ไมมัวเมา เรงทำความดีและบุญกุศล เกรงกลัวตอบาป
ที่จะติดตามไปในภพหนา
2. มีจิตใครครวญถึง อสุภกรรมฐาน ไดแก สิ่งที่ไมสวย ไมงาม เชน ศากศพ
รางกายคนที่เปนบอเกิดแหงตัณหา ราคะ กามกิเลส วาเปนของสวยงามเปนที่
เจริญตา เจริญใจ ไมวารางกายของตนเอง และของผูอื่นก็ตาม แทจริงแลวเปน
อนิจจัง คือไมเที่ยงแทแนนอน วัน เวลา ยอมพรากจากความสวยงาม จนเขาสูวัย
ชราซึ่งจะมองหาความสวยงามใดๆหลงเหลืออยูไมไดเลย
3. มีจิตใครครวญถึง กายคตานุสสติกรรมฐาน เรียกกันวา กายคตาสติกรรมฐาน
จิตใครครวญ ผม ขน เล็บ หนัง ฟน พิจารณาใหเห็นความโสโครกของรางกาย
เพื่อใหนำไปสูการละสักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดในรางกายของตน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน44
4. มีจิตใจใครครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือ การพิจารณาวารางกายของเราและ
ของผูอื่นไมใชตัวของเราแตอยางใดเลย เปนแตเพียงธาตุ 4 ที่มาประชุมเกาะกุม
รวมกันเพียงชั่วคราว ถึงเวลาเกาแกแลวแตกสลายตายไป กลับไปสูความเปน
ธาตุตางๆในโลกตามเดิม
แบบอยางชาวพุทธที่ดี
หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล
พระประวัติ
หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ประสูติเมื่อวันจันทรที่ 17 กุมภาพันธ พ.ศ. 2438
เปนพระธิดาในสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผูไดรับการยกยองวาเปน
บิดาแหงประวัติศาสตรไทย และหมอมเฉื่อย พระองคสิ้นชีพิตักษัยดวยโรคชรา เมื่อวันที่ 11
สิงหาคม พ.ศ. 2533 รวมพระชันษาได 95 พรรษา
กรณียกิจดานพระพุทธศาสนา สามารถสรุปไดดังนี้
1. ทรงเปนที่ปรึกษาชมรมพุทธศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยเสด็จไป
ประทานความรูดานพระพุทธศาสนาสัปดาหละ 2 ครั้ง และเปนที่ปรึกษาชมรม
พุทธศาสนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
2. ทรงเปนองคปาฐกถาและบรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา ทั้งในและ
ตางประเทศ
3. ทรงเปนกรรมการบริหารและอุปนายกพุทธสมาคมแหงประเทศไทยในพระ
บรม ราชูปถัมภ
4. ทรงเปนรองประธานองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (พ.ส.ล.) ใน พ.ศ.
2496 และประธานองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลกใน พ.ศ. 2507
5. ทรงมีงานนิพนธทางพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เชน หนังสือชื่อ ศาสนาคุณ
หนังสือสอนศาสนาพระพุทธศาสนาสำหรับเยาวชน เปนตน
แบบอยางชาวพุทธที่ดี
(1) ทรงเปนอุบาสิกาที่เครงครัด ตระหนักในหนาที่ของอุบาสิกา ดวยการศึกษา
ปฏิบัติธรรม
(2) ทรงเปนพหูสูต โดยศึกษาบาลีจนมีความรูความเขาใจเปนอยางดี และมีผลงาน
วิชาการดานอื่นๆอีก ทั้งดานสังคมสงเคราะห ประวัติศาสตร โบราณคดีเปนตน
(3) ทรงเปนแบบอยางพลเมืองที่ดี ดวยการจงรักภักดีและพิทัพษสมบัติล้ำคาของ
ชาติ กลาวคือเมื่อพระบิดาสิ้นพระชนมมีชาวตางชาติเสนอซื้อผลงานนิพนธทาง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 45
วิชาการของพระบิดาดวยราคาสูง แตพระองคทรงแจงความจำนงบริจาคหนังสือ
ใหแกรัฐบาลเพื่อเก็บไวเปนสมบัติของชาติ และเปนคลังความรูของประชาชน
รัฐบาลในขณะนั้นจึงสรางหองสมุดขึ้นรองรับ เรียกวา หอดำรง
3.2 หลักธรรมของศาสนาอิสลาม
อิสลามเปนคำภาษาอาหรับ แปลวา การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อยาง
บริบูรณแกอัลลอฮ พระผูเปนเจา ดวยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค
บรรดาศาสนฑูตในอีดตลวนแตไดรับมอบหมายใหสอนศาสนาอิสลามแกมนุษยชาติ
ศาสนาฑูตทานสุดทาย คือ มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลหแหงอารเบีย ไดรับมอบหมายใหเผยแผ
สาสนของอัลลอฮ ในชวงป ค.ศ. 610-632 เฉกเชนบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีลเปน
สื่อระหวางอัลลหพระผูเปนเจาและมุฮัมมัด พระโองการแหงพระผูเปนเจาที่ทะยอยลงมาในเวลา
23 ปจันทรคติ ไดรับการรวบรวมขึ้นเปนเลมชื่อวา อัลกุรอาน ซึ่งเปนธรรมนูญแหงชีวิตมนุษย
เพื่อที่จะไดครองตนบนโลกนี้อยางถูกตอง กอนกลับคืนสูพระผูเปนเจา
สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งปวงมีจุดประสงคหลัก 3 ประการ คือ
1. เปนอุดมการณที่สอนมนุษยใหศรัทธาในอัลลอหพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว
ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค
ศรัทธา ในพระโองการแหงพระองค ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษยฟน
คืนชีพอีกครั้งเพื่อรับคำพิพากษาและรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได
ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไววางใจตอพระองค เพราะพระองคคือที่พึ่งพา
ของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตาของพระองค และ
พระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง
2. เปนธรรมนูญสำหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม
เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือ
นิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบรา
ฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย
ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือ
รับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทำลายสังคม แมวาใน
รูปแบบใดก็ตาม
3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อกาครองตนอยางมีเกียรติ เนนความอดกลั้น ความ
ซื่อสัตว ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเมตตากรุณา ความกตัญูกตเวที ความ
สะอาดของกายและใจ ความกลาหาญ การใหอภัย ความเทาเทียมและความ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน46
เสมอภาคระหวางมนุษย การเคารพสิทธิของผูอื่น สั่งสอนใหละเวนความตรหนี่
ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การ
ทรยศและอกตัญู การลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น
ศาสนาอิสลามไมใชศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนาอื่น หรือศาสนาที่มนุษย
ประดิษฐขึ้นอยางเชนศาสนาอื่นๆ ที่มีอยูในโลก อิสลาเปนศาสนาของพระผูเปนเจาที่เปนทาง
นำในการดำรงชีวิตทุกดานแกมนุษยทุกคน ไมยกเวนอายุ เพศ เผาพันธุ หรือฐานันดร
หลักคำสอน
ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนอาหรับ โดยมีความเชื่อตามโบราณเดิมเกี่ยวกับหิน
ศักดิ์สิทธิ์ เรียกวา หินกาบะห อำนาจลึกลับ ผีสางเทวดา เวทมนตรคาถา พอมด หมอผี คำ
ทำนาย การเสี่ยงทาย การนับถือภูเขา ตนไม น้ำพุ บูชาดวงอาทิตย ดวงจันทร ดวงดาวตางๆ
อิสลสามมาจากคำวา อัสละมะ แปลวา สันติ การยอมนอบนอมตน ชาวมุสลิมมุงตามความ
คิดเห็นของพระเจาโดยไมเห็นแกชีวิต มีความเชื่อศรัทธา 6 ประการ
1. ศรัทธาในพระเจา
2. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห คือ เทวทูตของพระเจา ซึ่งเปนคนกลางทำหนาที่
สื่อสารระหวางศาสดามุฮัมมัดกับพระเจาบันทึกความดีความชั่วของมนุษย ถอด
วิญญาณออกจากรางเวลามนุษยตาย และสัมภาษณผูตาย ณ หลุมฝงศพ
3. ศรัทธาในคัมภีรอัลกุรอาน เปนคัมภีรสุดทายที่พระเจาสั่งตรงผานพระมุฮัมมัด
ลงมาใหมนุษยโลก
4. ศรัทธาตอบรรดาศาสนฑูต
5. ศรัทธาตอวันพิพากษาโลก เรียกวันนี้วา วันกียามะห
6. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจา มีทั้งกฎตายตัวและไมตายตัว
กฎตายตัว คือ กำหนดเพศพันธุ กฎไมตายตัว คือ ทำดี ไดดี ทำชั่วไดชั่ว
หลักคำสอนของศาสนาอิสลา แบงไว 3 หมวด ดังนี้
1. หลักการศรัทธา
อิสลามสอนวา ถาหากมนุษยพิจารณาดวยสติปญญาและสามัญสำนึก จะพบวา
จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู มิไดอุบัติขึ้นดวยตนเอง เปนที่แนชัดวาสิ่งเหลานี้ได
ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผูสรางดวยอำนาจและความรูที่ไรขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑที่ไมมี
การเปลี่ยนแปลงไวทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลดวยระบบที่ละเอียดออน ไมมีสรรพ
สิ่งใดถูกสรางขึ้นมาอยางไรสาระ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 47
พระผูเปนเจาผูทรงเมตตา ทรงสรางมนุษยขึ้นมาอยางประเสริฐ จะเปนไปได
อยางไรที่พระองคจะปลอยใหมนุษยดำเนินชีวิตอยูไปตามลำพังโดยไมทรงเหลียวแล หรือปลอย
ใหสังคมมนุษยดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง
พระองคทรงขจัดความสงสัยเหลานี้ ดวยการประทานกฎการปฏิบัติตางๆ ผาน
บรรดาศาสดาใหมาสั่งสอนและแนะนำมนุษยไปสูการปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แนนอน
มนุษยอาจมองไมเห็นผล หรือไดรับประโยชนจากการทำความดี หรือไดรับโทษจากการทำชั่ว
ของตน
จากจุดนี้ทำใหเขาใจไดทันทีวา ตองมีสถานที่อื่นอีก อันเปนสถานที่ตรวจสอบ
การกระทำของมนุษยอยางละเอียดถี่ถวน ถาเปนความดีพวกเขาจะไดรับรางวัลเปนผลตอบแทน
แตถาเปนความชั่วจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาไดเชิญชวนมนุษยไปสูหลักการ
ศรัทธาและความเชื่อมั่นที่สัตยจริง พรอมพยายามผลักดันมนุษยใหหลุดพนจากความโงเขลา
เบาปญญา
1.1 หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนหนี่
1) ศรัทธาวาอัลลอหเปนพระเจา
2) ศรัทธาในบรรดาคัมภีรตางๆ ที่อัลลอหประทานลงมาในอดีต เชน
เตารอตอินญีลซะบูรและอัลกุรอาน
3) ศรัทธาในบรรดาศาสนฑูตตางๆที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย
และนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เปนศาสนฑูตคน
สุดทาย
4) ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห บาวผูรับใชอัลลอห
5) ศรัทธาในวันสิ้นสุดทาย คือหลังจากสิ้นโลกแลว มนุษยจะฟนขึ้น
เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ไดทำไปบนโลกนี้
6) ศรัทธาในกฎสภาวะ
1.2 หลักศรัทธาอิสลามแนวชีอะห
1) เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาวาอัลลอหทรงเปนพระผูเปนเจาเพียง
พระองคเดียว ไมมีพระเจาอื่นใดนอกเหนือจากพระองค
2) อะดาละห (ความยุติธรรม) คือศรัทธาวาอัลลอหทรงยุติธรรมยิ่ง
3) นุบูวะห (ศาสดาพยากรณ) คือศรัทธาวาอัลลอหไดทรงสงศาสนฑูต
ตางๆที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย หนึ่งในจำนวนนั้น คือ
นบีมุฮัมมัด
4) อิมามะห (การเปนผูนำ) ศรัทธาวาผูนำสูงสุดในศาสนาจะตองเปน
ผูที่รับการแตงตั้งจากศาสนฑูตมุฮัมมัดเทานั้น จะเลือกหรือแตงตั้ง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน48
กันเองไมได ผูนำเหลานั้นมี 12 คน คือ อะลีย บินอะปฏอลิบ และ
บุตรหลานของอะลีห และฟาฏิมะห อีก 11 คน
5) มะอาด (การกลับคืน) วันสิ้นโลกและวันกียามัต ศรัทธาในวันฟน
คืนชีพ คือ หลังจากสิ้นโลกแลว มนุษยจะฟนขึ้นเพื่อรับการตอบ
สนองความดีความชั่วที่ไดทำไปบนโลกนี้
2. หลักจริยธรรม
ศาสนาสอนวาในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเปนที่ยอมรับของ
สังคม จงทำตนใหเปนผูดำรงอยูในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสูการมีบุคลิกภาพที่ดี เปนคนที่
รูจักหนาที่ หวงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตยตอผูอื่น รูจักปกปองสิทธิของตน ไมละเมิด
สิทธิของผูอื่น เปนผูมีความเสียสละ ไมเห็นแกตัว และหมั่นใฝหาความรู ทั้งหมดที่กลาวมานี้
เปนคุณสมบัติของผูมีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณทั้งหมดอยูที่ความยุติธรรม
3. หลักการปฏิบัติ
ศาสนาสอนวากิจการงานตางๆที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม
ขณะเดียวกันตองออกหางจากการงานที่ไมดี ที่สรางความเสื่อมเสียอยางสิ้นเชิง
สวนการประกอบคุณงามความดีอื่นๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คลาย
คลึงกับสิ่งเหลานี้ เปนการแสดงใหเห็นถึงการเปนบาวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของ
พระองค กฎเกณฑและคำสอนของศาสนา ทำหนาที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย ทั้ง
ที่เปนหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและจริยธรรม
เราอาจกลาวไดวาผูที่ละเมิดคำสั่งตางๆของศาสนา มิไดถือวาเขาเปนผูที่ศรัทธา
อยางแทจริง หากแตเขากระทำการตางๆ ไปตามอารมณและความตองการใฝต่ำของเขาเทานั้น
ศาสนาอิสลามในความหมายของอัลกุรอานนั้น หมายถึง “แนวทางในการ
ดำเนินชีวิตที่มนุษยจะปราศจากมันไมได” สวนความแตกตางระหวางศาสนากับกฎของสังคม
นั้น คือ ศาสนาไดถูกประทานมาจากพระผูเปนเจา สวนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของ
มนุษย อีกนัยหนึ่งศาสนาอิสลามหมายถึงการดำเนินของสังคมที่เคารพตออัลลอห และเชื่อฟง
ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค
อัลลอหตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามวา “แทจริง ศาสนา ณ อัลลอห คือ อิสลาม
บรรดาผูที่ไดรับคัมภีรไดขัดแยงกัน นอกจากภายหลังที่ความรูมาปรากฏแกพวกเขา ทั้งนี้เนื่อง
จากความอิจฉาระหวางพวกเขาและผูใดปฏิเสธโองการตางๆของอัลลอห แนนอนอัลลอหทรง
สอบสวนอยางรวดเร็ว (อัลกุรอานอาลิอิมรอน)
หลักการปฏิบัติตางๆมีดังนี้
1. วาญิบ คือหลักปฏิบัติภาคบังคบที่มุกัลกัฟ (มุสลิมผูอยูในศาสนนิติภาวะ)
ทุกคนตองปฏิบัติตาม ผูที่ไมปฏิบัติตามจะตองถูกลงฑัณฑ เชนการปฏิบัติ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 49
ตามฐานบัญญัติของอิสลาม (รุกน) ตางๆ การศึกษาวิยาการอิสลาม การ
ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เปนตน
2. ฮะรอมคือกฎบัญญัติหามที่มุกัลลัฟทุกคนตองละเวน ผูที่ไมละเวนจะตอง
ถูกลงฑัณฑ
3. ฮะลาล คือกฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟกระทำไดอันไดแกการนึกคิดวาจา
และการกระทำที่ศาสนาไดอนุมัติให เชน การรับประทานเนื้อปศุสัตวที่
ไดรบการเชือดอยางถูกตอง การคาขายโดยสุจริต วิธีการสมรสกับสตรี
ตามกฎเกณฑที่ไดระบุไว เปนตน
4. มุสตะฮับ หรือที่เรียกกันติดปากวา ซุนนะห (ซุนนะห, ซุนนัต) คือกฎ
บัญญัติชักชวนมุสลิมและมุกัลลัฟกระทำ หากไมปฏิบัติก็ไมได เปนการ
ฝาฝนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับหลักจริยธรรม เชน การใช
น้ำหอม การขลิบเล็บใหสั้นเสมอ การนมาซนอกเหนือจากการนมาซ
ภาคบังคับ
5. มักรูห คือกฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟกระทำได แตพึงละเวน คำวามักรูห
ในภาษาอาหรับมีความหมายวานารังเกียจ โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับหลัก
จริยธรรม เชน การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นนารำคาญ การสวมเสื้อผา
อาภรณที่ขัดตอกาลเทศะ เปนตน
6. มุบาฮ คือสิ่งที่กฎบัญญัติไมไดระบุเจาะจง จึงเปนความอิสระสำหรับ
มุกัลลัฟที่จะเลือกกระทำหรือละเวน เชน การเลือกพาหนะ อุปกรณ
เครื่องใช หรือการเลนกีฬาที่ไมขัดตอบทบัญญัติหาม
หลักปฏิบัตทางศาสนาอิสลาม
1. ดำรงนมาซ วันละ 5 เวลา
2. จายซะกาต
3. จายคุมส นั่นคือ จายภาษี 1 ใน 5 ใหแกผูครองอิสลาม
4. บำเพ็ญอัจญ หากมีความสามารถทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย
5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกป
6. ญิฮาด นั่นคือ การปกปองและเผยแผศาสนาดวยทรัพยและชีวิต
7. สั่งใชในสิ่งที่ดี
8. สั่งหามไมใหทำชั่ว
9. การภักดีตอบรรดาอิมามอันเปนผูนำที่ศาสนากำหนด
10. การตัดขาดจากศรัตรูของบรรดาอิมามอันเปนผูนำที่ศาสนากำหนด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน50
11. การปฏิญาณตนวาไมมีพระเจาอื่นใดนอกจากอัลลอห และมุฮัมมัดเปนศาสนฑูต
ของอัลลอห
แบบอยางของอิสลามิกชนที่ดี
บุคคลตัวอยาง วันอัลหมัด อัลฟาตอนี “เสือมักกะฮ”
วันอัลหมัด อัลฟาตอนี “เสือมักกะฮ” เกิดที่หมูบานยามู ยะหริ่ง ปตตานี เมื่อ 10
เมษายน 2399 เมื่ออายุ 4 ขวบ ทานไดตามบิดามารดาไปเมืองเมกกะ เรียนภาษาอาหรับและ
ศาสนาอิสลามจนอายุได 12 ป จึงเดินทางไปเรียนวิชาแพทยและเภสัชกรรมสมัยใหม ที่เยรู
ซาเล็ม เปนเวลา 2 ป จากนั้น ทานจึงกลับไปศึกษาดานศาสนาตอที่เมกกะและที่กรุงไคโร
ประเทศอียิปต ทานเดินทางไปศึกษาโดยมีเงินเพียงเล็กนอย สวมเสื้อผาชุดเดียว ทูนอัลกุรอาน
ไวบนศีรษะขณะวายน้ำขามแมน้ำไนลจนถึงเมืองไคโร
ขณะที่ทานอาศัยอยูมัสยิดในเมืองไคโรเพื่อการศึกษา ทานยังชีพดวยการรับบริจาค
อาหารและเสื้อผาจากผูมาละหมาด ทานเปนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใตคนแรกที่เขาศึกษาใน
อัล-อัซฮาร ทานเปนผูมีความสามารถ ไดแขงขันบรรยายปราศรัย ขับกลอนอาหรับโตตอบกัน
จนไดรางวัลชนะเลิศจากพระราชาเมืองเมกกะ และทานกลาววา ชื่อ อัลหมัด อัลฟาตอนี ชาง
เหมาะสมกับเขาเหลือเกิน เพราะคำวา ฟาฏอนี ในภาษาอาหรับแปลวา “ผูฉลาด” ทานเปนผูมี
ความรูและมีทักษะในการใชภาษาอาหรับเปนที่รูจัก และไดรับฉายาวา “harimau Mekak”
(เสือมักกะฮ)
3.3 หลักธรรมของศาสนาคริสต
คริสตศาสนา(Chirstianity) เปนศาสนาแหงความรัก เพราะพระเจาทรงรักมนุษยทรง
รักประชาชนของพระองค ทรงสรางสัตวตางๆขึ้นมเพื่อรับใชเปนอาหารแกมนุษย และทรง
ใหมนุษยลงสูนรกเมื่อไมศรัทธาในพระเจา
ศาสนาคริสต เปนศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจาองคเดียว เชื่อวาพระเจาเปนผูสราง
โลกและทุกสิ่งทุกอยางรวมถึงมนุษย โดยใชเวลาเพียง 6 วัน และหยุดพักในวันที่7 พระเจาใน
ศาสนาคริสตคือ พระยาเวห (นิกายโรมันคาทอลิก, นิกายออรโธด็อกซ) หรือพระยโฮวาห
(นิกายโปรเตสแตนต) มีพระเยซูคริสตเปนศาสดา คริสตศาสนาเชื่อในพระเจาหนึ่งเดียว ซึ่ง
ดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ“ตรีเอกภพ” หรือตรีเอกานุภาพ”(Trinity) คือพระบิดา
พระบุตรและพระจิต (พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีรคือพระคริสตธรรมคัมภีรหรือคัมภีร
ไบเบิล(TheBible) ศาสนาคริสตมีผูนับถือประมาณ2,000ลานคน ถือวาเปนศาสนาที่มีจำนวน
ผูนับถือมากที่สุดในโลก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 51
ศาสนาคริตสมีรากฐานมาจากศาสนายูดาย(หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อ
บางสวนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีรไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรูจักในชื่อ พันธสัญญาเดิม
ที่เรียกวาเบญจบรรณ/ปญจบรรพ(Pebtatench) ไดรับการนับถือเปนพระคัมภีรของศาสนายูดาย
และศาสนาอิสลามดวยเชนกัน โดยในพระธรรมหลายตอนไดพยากรณถึงพระเมสสิยาห(Mes-
siah) ที่ชาวคริสตเชื่อวา คือ พระเยซู เชน หนังสือประกาศ อิสยาห บทที่ 53 เปนตน
คริสตชนนั้นมีความเชื่อวา พระเยซูคริสตเปนพระบุตรของพระเจาที่มาบังเกิดเปน
มนุษยจากหญิงพรหมจรรย (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจา เพื่อไถมนุษยใหพนจาก
ความบาปโดยการสิ้นพระชนมที่กางเขน และทรงฟนขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น
และเสด็จสูสวรรค ประทับเบื้องขวาพระหัตถของพระบิดา ผูที่เชื่อและไววางใจในพระองคจะ
ไดรับการอภัยโทษบาป และจะเขาสูการพิพากษาในวันสุดทายเหมือนกันทุกคน แตจะเปนการ
พิพากษาเพื่อรับบำเหน็จรางวัลแทนในวันสิ้นโลก และไดเขาสูชีวิตนิรันดรในแผนดินสวรรค
แตถาผูใดไมเชื่อและไมนับถือพระเจา จะถูกตัดสินใหลงนรกชั่วนิรันดร
หลักคำสอนพระธรรมคำสอนปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร(คัมภรไบเบิล)ผูนับถือ
คริสตศาสนาทุกคนตองยึดมั่นในหลักปฏิบัติสำคัญของคริสตศาสนาเรียกวาบัญญัติ10ประการ
คือ
1) จงนมัสการพระเจาเพียงพระองคเดียว พึงทำความเคารพตอพระเปนเจา
2) จงอยาออกนามพระเจาอยางพลอยๆ โดยไมสมเหตุสมผล
3) จงฉลองวันพระอันเปนวันศักดิ์สิทธิ์
4) จงอยางบูชารูปเคารพ
5) จงเคารพนับถือบิดามารดาของตน
6) จงอยาฆาคน
7) จงอยาลวงประเวณีในคูครองของผูอื่น
8) จงอยาลักขโมย
9) จงอยาพูดเท็จ
10) จงอยามักไดในทรัพยของเขา
หลักคำสอนของพระเยซูสวนใหญจะอยูบนพื้นฐานของบัญญัติ10ประการของศาสนา
ยูดาย โดยขยายอธิบายความเพิ่มเติม หรืออนุรักษคำสอนเดิมไว เชน สอนใหมีเมตตากรุณา
ตอกัน สอนใหรักกันในระหวางพี่นอง สอนใหทำความดี สอนใหเห็นแกบุญทรัพยมากกวา
สินทรัพย สอนใหแสวงหาคุณธรรมยิ่งกวาสิ่งอื่น สอนหลักการคบหาซึ่งกันและกัน สอนให
ตอตานความอยุติธรรม สอนเรื่องจิตใจวาเปนรากฐานแหงความดีความชั่ว สอนถึงความกรุณา
ของพระเจา สอนถึงความขัดแยงกันระหวางพระเจากับเงิน สอนใหรักษาศีล รักษาธรรม
สอนวิธีไปสวรรค สอนเรื่องความสุขจากการทำใจใหอิสระ ฯลฯ เปนตน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน52
นักบวช/ผูสืบทอดศาสนา ผูสืบทอดคริสตศาสนาคือสาวกพระบาทหลวงหมอสอน
ศาสนา และคริสตศาสนิกชน ผูเลื่อมใสในคริสตศาสนา
ศาสนสถาน ศาสนสถานที่ใชประกอบกิจกรรมสำคัญทางศาสนาของคริสตศาสนิกชน
คือ โบสถ วิหาร
สัญลักษณ สัญลักษณ คือ เครื่องหมายแสดงความเปนคริสตศาสนิกชนทุกนิกาย ใช
เครื่องหมายไมกางเขนเหมือนกันหมด ไมกางเขนเปนหลักใชประหารนักโทษชาวปาเลสไตน
ในสมัยโบราณนักโทษที่ถูกตัดสินประหารจะถูกตรึงไมกางเขนแลวนำไปปกตั้งไวกลางแดด
ใหไดรับความทุกขทรมานจากความรอน และความหิวกระหายจนกวาจะตาย พระเยซูสิ้น
พระชนมโดยถูกตรึงไมกางเขน จึงถือเอาไมกางเขนเปนสัญลักษณแสดงถึงความเสียสละที่
ยิ่งใหญเปนนิรันดรของพระองค
พิธีกรรมสำคัญในคริสตศาสนา
พิธีกรรมในศาสนานี้ มีสำคัญๆ อยู 7 พิธี เรียกวา พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ มีดังนี้
1) ศีลลางบาปหรือการรับบัพติสมา เปนพิธีแรกที่คริสตชนตองรับ โดยบาทหลวง
จะใชน้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะพรอมเจิมน้ำมันที่หนาผาก
2) ศีลอภัยบาป เปนการสารภาพบาปกับพระเจาโดยผานบาทหลวง บาทหลวงจะ
เปนผูตักเตือนสั่งสอนไมใหทำบาปนั้นอีก และทำการอภัยบาปใหในนาม
พระเจา
3) ศีลมหาสนิทเปนพิธีกรรมรับศีลโดยรับขนมปงและเหลาองุนมารับประทานโดย
เชื่อวาพระกายและพระโลหิตของพระเยซู
4) ศีลกำลัง เปนพิธีรับศีลโดยการเจิมหนาผาก เพื่อยืนยันความเชื่อวาจะนับถือ
ศาสนาคริสตตลอดไป และไดรับพระพรของพระจิตเจา ทำใหเขมแข็งในความ
เชื่อมากขึ้น
5) ศีลสมรส เปนพิธีประกอบการแตงงาน โดยบาทหลวงเปนพยาน เปนการแสดง
ความสัมพันธวาจะรักกกันจนกวาชีวิตจะหาไม
6) ศีลบวช สงวนไวเฉพาะผูที่จะบวชเปนบาทหลวง และเปนชายเทานั้น
7) ศีลเจิมคนไข เปนพิธีเจิมคนไขโดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันลงบนหนาผาก และ
มือทั้งสองขางของผูปวย ใหระลึกวา พระเจาจะอยูกับตน และใหพลังบรรเทา
อาการเจ็บปวย
สำหรับนิกายโรมันคาทอลกและนิกายออรโธด็อกซจะมีพิธีกรรมทั้ง7พิธี แตสำหรับ
นิกายโปรเตสแตนท จะมีเพียง 2 พิธี คือ พิธีบัพติสมา และ พิธีมหาสนิท
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 53
แบบอยางของคริสเตียนที่ดี
มารติน ลูเธอร คิง
มารติน ลูเธอรคิง เกิดในครอบครัวที่ปูติดสุรา มีหนี้สินมากมาย แตพอของคิงใฝดี
ในชีวิต อดทนเรียนตอในมหาวิทยาลัย และเปนศาสนาจารยประจำโบสถ สามารถสรางฐานะ
ไดดวยตนเองจนกลายเปนบุคคลชั้นสูงของคนผิวดำในแอตแลนตา แตในสังคมขณะนั้นยัง
แยกผิวสี คนดำเปนทาสและถูกเฆี่ยนตี คิงเปนเด็กฉลาดและราเริง เปนหัวหนากลุมของเพื่อน
เขาไดรับการฝกใหอดกลั้นและมีระเบียบวินัย เขาตองไปโรงเรียนสอนศาสนาและโบสถในวัน
อาทิตย บายสงหนังสือพิมพ นอนแตหัวค่ำและตื่นเชา เรียนคัมภีรไบเบิล ตองสวดมนตกอน
รับประทานอาหาร คิงอยากเรียนแพทย แตเมื่อไดรับการดูหมิ่นจากคนผิวขาว เขาจึงเรียน
ทนายความที่มหาวิทยาลัยมอรเฮาร เขาฝกเปนนักพูด ไดรางวัลในการประกวดวาทศิลป เปน
นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม และเขาตัดสินใจเปนนักเทศน เขาเขียนบทความลงในหนังสือ
พิมพเรียกรองใหคนผิวดำเขมแข็งจนประธานาธิบดีลินคอนบีจอหนสันยินยอมออกกฎหมาย
วาดวยสิทธิมนุษยชน ดร.มารติน ลูเธอร คิง จูเนียร ไดรางวัลโนเบล และเขาเสียชีวิตลงดวย
น้ำมือชาวผิวขาว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 1968
3.4 หลักธรรม-คำสอน ของศาสนาพราหมณ-ฮินดู
คำสอนสำคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู เปนศาสนาที่เกาแกที่สุด มีหลักธรรมสำคัญๆ ดังนี้
1. หลักธรรม 10 ประการ
1) ธฤติ ไดแกความพอใจ ความกลา ความมั่นคง ซึ่งหมายถึงการพากเพียร
จนไดรับความสำเร็จ
2) กษมา ไดแก ความอดทน นั่นคือพากเพียรและอดทนโดยยึดความเมตตา
กรุณาเปนที่ตั้ง
3) ทมะ ไดแก การขมจิตใจของตนดวยเมตตร และมีสติอยูเสมอ
4) อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทำโจรกรรม
5) เศาจะ ไดแก การกระทำตนใหบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ
6) อินทรียนครหะ ไดแก การหมั่นตรวจสอบอินทรีย 10 ประการ ใหไดรับ
การตอบสนองที่ถูกตอง
7) ธี ไดแก ปญญา สติ มติ ความคิด ความมั่นคงยืนนาน นั้นคือมีปญญา
และรูจักระเบียบวิธีตางๆ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน54
8) วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา
9) สัตยา ไดแก ความจริง คือซื่อสัตยตอกันและกัน
10) อโกธะ ไดแก ความไมโกรธ
2. หลักอาศรม (ขั้นตอนแหงชีวิต) 4 คือ
1) พรหมจารี ขั้นตอนเปนนักศึกษา
2) คฤหัสถ ขั้นตอนเปนผูครองเรือน
3) วานปรัสถ ขั้นตอนละบานเรือนเขาปาหาความสงบวิเวก
4) สันยาสี ขั้นตอนสละเพศฆราวาสออกบวช บำเพ็ญพรต เพื่อหาความสุข
ที่แทจริงของชีวิต
3. หลักเปาหมายของชีวิต 4 ประการ คือ
1) กามะ การหาความสุขทางโลกอยางถูกตองสมดุล
2) ธรรมะ ปฏิบัติหนาที่ตามวรรณะไดถูกตอง
3) อรรถะ สรางฐานะทางครอบครัวใหมั่นคงในทางเศรษฐกิจ
4) โมกษะ แสวงหาทางหลุดพน
บุคคลตัวอยางในศาสนาพราหมณ-ฮินดู
มหาตมะคานธี เปนบุคคลตัวอยางของศาสนาพราหมณ-ฮินดูไดอยางดีทานมหาตมะ
คานธีเปนชาวอินเดีย ไดรับการศึกษากฎหมายจากประเทศอังกฤษ แตทานยังคงไวซึ่งความเปน
ผูอนุรักษวัฒนธรรมชาวอินเดียไวได ทานเปนผูนำของชาวอินเดียในการตอสูเพื่อเอกราชของ
ชาวอินเดียดวยวิธีการอหิงสา คือการตอตานอยางสงบ อดอาหาร เปนบุคคลตัวอยางที่ใชชีวิต
อยางสมถะ เรียบงาย เปนวีรบุรุษของชาวอินเดียที่สามารถตอสูเอาอธิปไตยคืนจากอังกฤษได
สาเหตุที่ทานเริ่มการตอสูเกิดจากเมื่อทานไปทำงานที่ประเทศแอฟริกา ทานโดยสารรถไฟชั้น
หนึ่ง แตพนักงานรถไฟไมใหทานนั่งชั้น 1 เพราะที่นั่งเอาไวสำหรับคนผิวขาว ทานจึงโดนไล
ลงจากรถไฟ ทานนั่งอยูที่สถานีรถไฟทั้งคืน ครุนคิดในเรื่องนี้ และทานสามารถรวมกลุมชาว
อินเดียตอตานชาวผิวขาวในแอฟริกา เมื่อทานมาอยูที่อินเดีย แตเดิมทานสนับสนุนการทำงาน
ของอังกฤษ แตเมื่ออังกฤษออกกฎหมายตรวจรูปพรรณ หญิงอินเดียตองถอดเสื้อผาตอหนา
เจาหนาที่อังกฤษ ทานจึงเริ่มตนนำอินเดียสูอังกฤษจนไดรับชัยชนะ ดวยวิธีอหิงสา ตอสูดวย
ความสงบ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 55
กิจกรรมที่ 3
3.1 ใหผูเรียนยกตัวอยางบุคคลในชุมชนของทาน ที่นำหลักธรรมทางศาสนามา
ปฏิบัติและเปนที่ยอมรับของสังคมและชุมชน
3.2 ผูเรียนยึดหลักธรรมขอใดในศาสนาที่ตนเองนับถือในการแกไขปญหาชีวิต
และพัฒนาชีวิต
3.3 ใหผูเรียนอธิบายหนาที่และการปฏิบัติที่ดีตามหลักศาสนาของตน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน56
เรื่องที่ 4 หลักธรรมในแตละศาสนาที่ทำให
อยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข
4.1 ศาสนาพุทธ ไดแก พรหมวิหาร 4 และ ฆราวาสธรรม
พรหมวิหาร 4
วิหาร แปลวา ที่อยู พรหม แปลวา ประเสริฐ คำวาพรหมวิหาร หมายความวา
เอาใจจับอยูในอารมณแหงความประเสริฐ หรือเอาใจไปขังไวในความดีที่สุด ซึ่งมี คุณธรรม 4
ประการ คือ
1. เมตตา
2. กรุณา
3. มุทิตา
4. อุเบกขา
เมตตาแปลวา ความรัก หมายถึงรักที่มุงเพื่อปรารถนาดี โดยไมหวังผลตอบแทนใดๆ
จึงจะตรงกับคำวาเมตตาในที่นี้ ถาหวังผลตอบแทนจะเปนเมตตาที่เจือดวยกิเลส
ไมตรงตอเมตตา ในพรหมวิหารนี้
ลักษณะของเมตตา ควรสรางความรูสึกคุมอารมณไวตลอดวัน วา เราจะเมตตา
สงเคราะหเพื่อนที่เกิด แก เจ็บ ตาย จะไมสรางความลำบากใหแกสรรพสัตวทั้งหลาย ความ
ทุกขที่เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผูอื่นเสมอดวยรักตนเอง
กรุณา แปลวา ความสงสาร หมายถึงความปรานี ปรารถนาใหผูอื่นพนทุกข ความ
สงสารปรานีนี้ก็ไมหวังผลตอบแทนเชนเดียวกัน สงเคราะหสรรพสัตวที่มีความทุกขใหหมด
ทุกขตามกำลังกาย กำลังปญญา กำลังทรัพย
ลักษณะของกรุณา การสงเคราะหทั้งทางดานวัตถุ โดยธรรม วา ผูที่จะสงเคราะหนั้น
ขัดของทางใด หรือถาหาใหไมได ก็ชี้ชองบอกทาง
มุทิตา แปลวามีจิตออนโยนหมายถึงจิตที่ไมมีความอิจฉาริษยาเจือปนมีอารมณสดชื่น
แจมใสตลอดเวลา คิดอยูเสมอวา ถาคนทั้งโลกมีความโชคดีดวยทรัพย มีปญญาเฉลียวฉลาด
เหมือนกันทุกคนแลว โลกนี้จะเต็มไปดวยความสุข สงบ ปราศจากอันตรายทั้งปวง คิดยินดี
โดยอารมณพลอยยินดีนี้ไมเนื่องเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหารคือ
ไมหวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
อุเบกขา แปลวาความวางเฉย นั่นคือมีการวางเฉยตออารมณที่มากระทบ ความวางเฉย
ในพรหมวิหารนี้ หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรม ไมลำเอียงตอผูใดผูหนึ่ง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 57
- คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ ศีลยอมบริสุทธิ์
- คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ ยอมมีฌานสมาบัติ
- คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปญญาเกิด
ฆราวาสธรรม
หมายถึง การปฏิบัติตนเปนฆราวาสที่ดี ซึ่งเปนธรรมสำหรับผูครองเรือนมี4ประการ
คือ
1) สัจจะ ความจริงใจ ความจริงจัง ตลอดจนความซื่อตรงตอกันและกัน สรุปรวม
คือ “ความรับผิดชอบ” เปนหลักสำคัญที่จะใหเกิดความไววางใจและไมตรีจิตสนิทตอกัน ขาด
สัจจะเมื่อใด ยอมเปนเหตุใหเกิดความหวาดระแวงแคลงใจกัน เปนจุดเริ่มตนแหงความราวฉาน
ซึ่งยากนักที่จะประสานใหคืนดีไดดังเดิม ซึ่งถามีความรับผิดชอบในตนเอง หรือแมแตรับผิด
ชอบผูอื่น ก็จะสงผลใหเกิดความผาสุกได
คนมีสัจจะจึงมักจะแสดงความรับผิดชอบออกมา 4 ดาน คือ
1.1 ดานหนาที่และการงาน ทำงานชิ้นนั้นใหสำเร็จไมวาจะเกิดอุปสรรคใดๆ
ก็ตาม หรือแมแตสภาพแวดลอมจะไมเอื้ออำนวยก็ตาม
1.2 ดานคำพูด พูดอยางไร ทำอยางนั้น และทำอยางไร ก็พูดอยางนั้น
1.3 ดานการคบคน จริงใจ ไมมีเหลี่ยมคู วากันตรงๆ ซื่อๆ จริงใจ ไมลำเอียง
ไมมีอคติ 4 ประการ ไดแก
1. ไมลำเอียงเพราะรัก
2. ไมลำเอียงเพราะชัง
3. ไมลำเอียงเพราะโง
4. ไมลำเอียงเพราะกลัว
1.4 ดานศีลธรรมความดียึดหลักคุณธรรมไมผิดศีลผิดธรรม ผิดประเพณี และ
ผิดกฎหมายบานเมือง
2) ทมะ การรูจักขมจิตขมใจตนเอง มีความกระตือรือรนในการเคี่ยวเข็ญฝกตนเอง
บังคับควบคุมอารมณ ขมใจระงับความรูสึกตอเหตุบกพรองของกันและกันอยางไมมีขอแม
เงื่อนไข เพื่อใหตนเองมีทั้งความรูความสามารถและความดีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ รูจักฝกฝน
ปรับปรุงตน แกไขขอบกพรอง ปรับนิสัยและอัธยาศัย ไมเปนคนดื้อดานเอาแตใจ และอารมณ
ของตน
3) ขันติ ความอดทน อดกลั้น ตอความหนักและความรายแรงทั้งหลาย ชีวิตของ
ผูอยูรวมกัน นอกจากมีขอแตกตางขัดแยงทางอุปนิสัย การอบรม และความตองการบางอยาง
ซึ่งจะตองหาทางปรับปรุงเขาหากัน บางรายอาจจะมีเหตุลวงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝายใด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน58
ฝายหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปนถอยคำหรือกิริยาอาการ จะโดยตั้งใจหรือไมก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเชนนี้
อีกฝายหนึ่งจะตองรูจักอดกลั้นระงับใจ ไมกอเหตุใหเรื่องลุกลามกวางขยายตอไป ความรายจึง
จะระงับลงไป นอกจากนี้ยังจะตองมีความอดทนตอความลำบากตรากตรำ และเรื่องหนักใจ
ตางๆ ในการประกอบการงานอาชีพ เปนตน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน
ไมตีโพย ตีพาย แตมีสติอดกลั้น คิดอุบายใชปญญาหาทางแกไขเหตุการณใหลุลวงไปดวยดี
ชีวิตของ คูครองที่ขาดความอดทน ยอมไมอาจประคับประคองพากันใหรอดพนเหตุรายตางๆ
อันเปน ประดุจมรสุมแหงชีวิตไปได
ความอดทนพื้นฐานใน 4 เรื่องตอไปนี้ เปนสิ่งที่ตองเจอในชีวิต ของเราโดยทั่วไป คือ
3.1 ตองอดทนตอธรรมชาติที่ไมเอื้ออำนวย ทนทั้งแดด ลม ฝน สิ่งแวดลอม
ที่ไมเอื้ออำนวย เปนตน
3.2 ตองทนตอทุกขเวทนา คือการทนตอสภาพสังขารของตนเชนการเจ็บปวย
ก็ไมโวยวายคร่ำครวญจนเกินเหตุ เปนตน
3.3 ตองอดทนตอการกระทบกระทั่งคือการอดทนกับคนอื่นรวมถึงอดทนกับ
ตนเองในเรื่องที่ไมไดดั่งใจตนเอง การกระทบกระทั่งจิตใจตนเองดวย
3.4 ตองอดทนตอกิเลส คือ การอดทนตอนิสัยไมดีของเราเอง ไมใหระบาด
ไปติดคนอื่น และตองอดทนตอการยั่วยุของอบายมุข ซึ่งเปนสิ่งแวดลอม
ภายนอก ที่พยายามกระตุนกิเลสในใจตนเอง อดทนตออบายมุข 6 คือ
การดื่มสุรา การเที่ยว กลางคืน การเที่ยวในสถานบันเทิงเริงรมย การเลน
พนัน การคบคนชั่วเปนมิตร และการเกียจครานตอหนาที่การงาน
4) จาคะ ความเสียสละ ความเผื่อแผแบงปนตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟอตอกัน
นึกถึงสวนรวมของครอบครัวเปนใหญ ชีวิตบุคคลที่จะมีความสุขจะตองรูจักความเปนผูใหดวย
มิใชเปนผูรับฝายเดียว การใหในที่นี้ มิใชหมายแตเพียงการเผื่อแผแบงปนสิ่งของอันเปนเรื่องที่
มองเห็นและเขาใจไดงายๆเทานั้น แตยังหมายถึงการใหน้ำใจแกกัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟอ
ตอกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขสวนตัวได เชน ในคราวที่คูครองประสบ
ความทุกข ความเจ็บไข หรือประสบปญหาทางธุรกิจ เปนตน ก็เสียสละความสุขความพอใจ
ของตนขวนขวายชวยเหลือเอาใจใสดูแลเปนที่พึ่งอาศัย เปนกำลังสงเสริม หรือชวยใหกำลังใจ
ไดโดยประการใดประการหนึ่งตามความเหมาะสม รวมความวาเปนผูจิตใจกวางขวางเอื้อเฟอ
เผื่อแผเสียสละไมคับแคบเห็นแกตัว ชีวิตครอบครัวที่ขาดจาคะก็คลายกับการลงทุนที่ปราศจาก
ผลกำไรมาเพิ่มเติม สวนที่มีมาแตเดิมก็คงที่หรือหมดไป เหมือนตนไมที่มิไดรับการบำรุง ก็มี
แตอับเฉา รวงโรย ไมมีความสดชื่นงอกงาม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 59
4.2 ศาสนาอิสลาม
มีหลักธรรมที่ทำใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข เพราะยึดหลักจริยธรรม
เปนธรรมนูญสำหรับมนุษยที่ครอบคลุมทุกดานทั้งสวนตัว ครอบครัวสังคมสอนใหมนุษยอยู
กันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง รุกรานสิทธิผูอื่น ไมลัก
ขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี ทำอนาจาร ไมดื่มของมึนเมา ไมบอนทำลายสังคม
ไมวารูปแบบใด และศาสนาอิสลามถือวาพี่นองมุสลิมทั่วโลกเปนครอบครัวกัน เปนน้ำหนึ่ง
ใจเดียวกัน สามัคคีกันและรักกัน
ศาสนาอิสลามมีวิธีฝกตนใหอดทนดวยการถือศีลอด และรักผูอื่นดวยการบริจาคทาน
เรียกวา ซะกาด
การถือศีลอด
การถือศีลอด คือ งดเวนจากการกระทำตางๆ ดังตอไปนี้ตั้งแตแสงอรุณขึ้นจนถึงตะวัน
ตกในเดือนรอมะฎอน (เดือนที่ 9 ขอ ฮิจเราะหศักราช) เปนเวลา 1 เดือน คือ
1. งดการกินและการดื่ม
2. งดการมีเพศสัมพันธ
3. งดการใชวัตถุภายนอกเขาใจอวัยวะภายใน
4. งดการแสดงอารมณรายและความผิดตางๆ พรอมทั้งกระทำในสิ่งตางๆ ดัง
ตอไปนี้
- ทำนมัสการพระเจาใหมากกวาวันธรรมดา ถาเปนการถือศีล
รอมะฎอน ใหทำละหมาดตะรอวีห จำนวน 20 ร็อกอะฮ
- อานคัมภีรอัลกุรอานใหมาก
- สำรวมอารมณและจิตใจใหดี
- ทำทานแกผูยากไรและบริจาคเพื่อการกุศล
- กลาว “ซิกริ” อันเปนบทรำลึกถึงพระเจา
- ใหนั่งสงบสติสงบจิต “อิตติกาฟ” ในมัสยิด
การถือศีลอดมีเปาหมายเพื่อเปนการฝกฝนใหตัวเองมีจิตผูกพัน และยำเกรงตอพระเจา
เพื่อการดำเนินชีวิตในทุกดานตามคำบัญชาของพระองค อันเปนผลดีทำใหเกิดปกติสุข ทั้ง
สวนตัวและสวนสังคม
นอกจากนั้น ประโยชนของการถือศีลอดยังเปนผลดีในดานสุขภาพอนามัยอีกดวย
เพราะการถือศีลอดเปนการอดอาหารในชวงเวลาที่ถูกกำหนดไวอยางตายตัวนั้น จะทำให
รางกายไดละลายสวนเกินของไขมันที่สะสมเอาไว อันเปนบอเกิดของโรครายหลายประการดวย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน60
การถือศีลอดทำใหเกิดการประหยัดทั้งอาหารของโลกและสิ่งฟุมเฟอยตางๆ ในหนึ่ง
เดือนที่ถือศีลอด คาอาหารที่ลดลงจะเปนจำนวนมหาศาล เทากับเดือนถือศีลอดนั้นมุสลิมชวย
ทำใหโลกประหยัดโดยตรง
ซะกาด
ซะกาต ในศาสนาอิสลาม หมายถึง ทานประจำ ซึ่งศาสนาบังคับใหผูมีทรัพยสินมาก
เกินจำนวนที่กำหนดไว (ในศาสนา) จายแกผูควรไดรับ (ตามอัตราที่ศาสนากำหนด)
ที่มาของการบริจาคซะกาต
1. คำสอนในศาสนาที่ใหมุสลิมทุกคนถือวาบรรดาทรัพยสินทั้งหลายที่หามาไดนั้น
คือของฝากจากอัลเลาะหเจา ใหจายสวนหนึ่งแกคนยากคนจน
2. ชีวิตจริงของพระศาสดามะหะหมัด เคยผานความยากจนมากอน
วัตถุประสงคของการบริจาคซะกาด
1. เพือชำระจิตใจของผูบริจาคใหบริสุทธิ์ ไมตกเปนทาสแหงวัตถุดวยความโลภ
และเห็นแกตัว
2. เพื่อปลูกฝงใหมุสลิมทั้งหลายเปนผูมีจิตใจเมตตากรุณา เอื้อเฟอเผื่อแผซึ่งกัน
และกัน
3. เพื่อลดชองวางระหวางชนชั้นในสังคมดวยวิธีการสังคมสงเคราะห
ลักษณะของการบริจาคซะกาดที่ถือไดวาไดบุญกุศลตามความมุงหมาย ไดแก
1. ทรัพยสินที่บริจาคตองไดมาดวยความสุจริต
2. ตองเต็มใจในการบริจาค ไมหวังสิ่งตอบแทน ไมเจตนาเพื่ออวดความมั่งมีและ
ไมลำเลิกบุญคุณ
อัตราการบริจาคซะกาด
1. ซะกาดพืชผล อันไดแก การเพาะปลูกที่นำผลผลิตมาเปนอาหารหลักในทองถิ่น
นั้น เชน ขาว ขาวสาลี เปนตน เมื่อมีจำนวนผลิตได 650 กก. ตองจายซะกาด
10% สำหรับการเพาะปลูกที่อาศัยฝน และเพียง 5% สำหรับการเพาะปลูกที่ใช
น้ำจากแรงงาน
2. ทองคำ เงิน และเงินตรา เมื่อมีจำนวนเหลือใชเพียงเทาทองคำหนัก 5.6 บาท
เก็บไวครอบครองครบรอบปก็ตองบริจาคออกไป 2.5% จากทั้งหมดที่มีอยู
3. รายไดจากการคาเจาของสินคาตองคิดหักในอัตรา2.5%ในทุกรอบปบริจาคเปน
ซะกาด ทั้งนี้ทรัพยสินจะตองไมนอยกวาเทียบน้ำหนักทองคำเทากับ 4.67 บาท
4. ขุมทรัพยเหมืองแร เมื่อไดขุดกรุสมบัติแผนดิน หรือเหมืองแรไดสัมปทาน จะ
ตองซะกาด 20% หรือ 1 ใน 5 จากทรัพยสินทั้งหมดที่ได
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 61
5. ปศุสัตว ผูที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตวคือวัวควายอูฐแพะจะตองบริจาคในอัตรา
ที่แนนอนเปนซะกาดออกไป เชน มีวัว ควาย ครบ 30 ตัว ใหบริจาคลูกวัวอายุ
1 ขวบ ครบ 100 ตัว บริจาคลูกวัวอายุ 2 ขวบ 1 ตัวและ 1 ขวบ 2 ตัว เปนตน
4.3 ศาสนาคริสต
ไดแก หลักความรักซึ่งกอใหเกิดความรักสามัคคีของคนในโลก ทั้งนี้เพราะ หลัก
ความรักเปนคำสอนทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดของศาสนาคริสต ความรักในที่นี้มิใชความรัก
อยางหนุมสาวอันประกอบดวยกิเลสตัณหาและอารมณปรารถนาอันเห็นแกตัว แตหมายถึง
ความเปนมิตรและความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข พระคริสตธรรมทั้งพระคริสตธรรมใหม
และพระคริสตธรรมเกา ตางก็มีคำสอนที่เนนเรื่องความรัก ซึ่งมีอยู 2 ประเภท ไดแกความรัก
ระหวางมนุษยกับพระเจา และความรักระหวางมนุษยกับมนุษย
ในพระคริสตธรรมเกา ความรักเปนเรื่องของความผูกพันระหวางพระเจากับชนชาติ
อิสราเอล โดยที่พระเจาทรงเปนผูใหความรักแกชนชาติอิสราเอลกอน จากนั้นชาวอิสราเอลจึง
สนองตอบความรักของพระเจา พระคริสตธรรมเกาไดบันทึกหลักความรักระหวางมนุษยกับ
มนุษยไววา
“จงอยาเกลียดชังพี่นองของเจาอยูในใจ แตเจาจงตักเตือนเพื่อนบานของเจาเพื่อจะ
ไมตองรับโทษเพราะเขา เจาอยาแคนหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่นองของเจา แตจงรัก
เพื่อนบานเหมือนรักตนเอง”
ในพระคริสตธรรมใหม คำสอนเรื่องหลักคาวมรักระหวางมนุษยกับพระเจาไดเปลี่ยน
ไปโดยใหพระเยซูเปนสัญลักษณของความรักสูงสุดที่พระเจาทรงมีตอมนุษย เห็นไดจากการที่
พระเยซูทรงยอมสิ้นพระชนมบนไมกางเขน เพื่อใหผูมีศรัทธาในพระองคจะไดพนจากความ
ผิดบาป เจตนารมณของพระเยซูที่ทรงยอมสละพระชนมชีพเพื่อไถบาปของมวลชนนั้น ปรากฏ
อยูในคำอธิษฐานของพระองคกอนที่ทหารโรมันจะเขาจับกุม และพระคริสตธรรมใหมได
บันทึกความสำคัญของความรักระหวางมนุษยกับมนุษยวา
“มีธรรมาจารยคนหนึ่ง เมื่อมาถึงไดยินเขาไลเลียงกันและเห็นวาพระองคทรงตอบเขา
ไดดี จึงทูลถามพระองควา“ธรรมบัญญัติขอใดเปนเอกเปนใหญกวาธรรมบัญญัติทั้งปวง” พระ
เยซูจึงตรัสตอบคนนั้นวา “ธรรมบัญญัติเอกนั้นคือวา โอ ชนอิสราเอลจงฟงเถิด พระเจาของเรา
ทั้งหลายทรงเปนพระเจาองคเดียว และพวกทานจงรักพระเจาดวยสุดจิตสุดใจของทาน ดวยสุด
ความคิดและดวยสิ้นสุดกำลังของทาน และธรรมบัญญัติที่สองนั้น คือ จงรักเพื่อนบานเหมือน
รักตนเอง ธรรมบัญญัติอื่นที่ใหญกวาธรรมบัญญัติทั้งสองนี้ ไมมี”
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน62
คำวา “เพื่อนบาน” นี้หมายถึงเพื่อนมนุษยทั่วไป พระเยซูทรงสอนใหมนุษเผื่อแผ
ความรักไปรอบดาน ไมเลือกที่รักผลักที่ชัง หลักคำสอนสำคัญนี้มีอยูในบทเทศนาบนภูเขา
ความรักระหวางมนุษยกับมนุษยแสดงออกไดโดยความเมตตา กรุณา และความเสียสละ สวน
ความรักที่มนุษยมีตอพระเจาแสดงออกโดยความศรัทธา ความศรัทธาสรุปได 5 ประการ คือ
1. ศรัทธาวา พระเจาคือ พระเยโฮวาห เปนพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว
2. ศรัทธาวา พระเจาทรงรักมนุษยอยางเทาเทียมกัน
3. ศรัทธาวา พระเยซูเปนบุตรของพระเจา
4. ศรัทธาวา พระเยซูเปนพระผูชวยใหรอด
5. ศรัทธาวา ในแผนดินสวรรคหรืออาณาจักรของพระเจาที่กำลังจะมาถึง
หลักความรักและหลักอาณาจักของพระเจามีความสัมพันธกัน กลาวคือ มนุษยจะ
สามารถเขาถึงอาณาจักรของพระเจาไดก็โดยอาศัยความรักเปนคุณธรรมนำทาง และอาณาจักร
ของพระเจาก็เปนอาณาจักรที่บริบูรณดวยรัก
4.4 ศาสนาพราหมณ - ฮินดู
ศาสนาพราหมณ - ฮินดู ยึดหลักปรมาตมัน มีความหมายดังนี้
หลักปรมาตมัน
คำวา ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งยิ่งใหญอันเปนที่รวมของทุกสิ่งทุกอยางในสากลโลก ซึ่ง
เรียกชื่อสิ่งนี้วา พรหม ปรมารมันกับพรหมจึงเปนสิ่งเดียวกัน และมีลักษณะดังตอไปนี้
1) เปนสิ่งที่เกิดขึ้นเอง
2) เปนนามธรรม สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เรียกวาอาตมัน เปนสิ่งที่มอง
ไมเห็นดวยตา
3) เปนศูนยรวมแหงวิญญาณทั้งปวง
4) สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลกลวนเปนสวนยอยที่แยกออกมาจากพรหม
5) เปนตัวความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว (โลกและสิ่งอื่นๆลวนเปนมายา ภาพลวงที่
มีอยูชั่วครั้งชั่วคราวเทานั้น)
6) เปนผูประทานวิญญาณ ความคิด และความสันติ
7) เปนสิ่งที่ดำรงอยูในสภาพเดิมตลอดกาล
วิญญาณของสัตวดลกทั้งหลาย (อาตมัน) คือสวนที่แยกออกมาจากวิญญาณรวมของ
พรหม (ปรมาตมัน) วิญญาณยอยแตละดวงเหลานี้เมื่อแยกออกมาแลวยอมเขาสิงสถิตในสิ่งมี
ชีวิตรูปแบบตางๆกัน เชน ในรางกายมนุษย เทวดา สัตวและพืช มีสภาพดีบาง เลวบาง สุดแต
ผลกรรมที่ทำไว ซึ่งถือวาเปนทุกขทั้งสิ้น ตราบใดที่วิญญาณเหลานี้ยังไมสิ้นกรรม ยอมตอง
เวียนวายตายเกิดผจญทุกขอยูตลอดไป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 63
ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งทุกอยางในสากลโลกเปนสิ่งเดียวกัน จึงควรอยูดวยกันดวยสันติและ
สงบสุขได
กิจกรรมที่ 4
ใหครูแบงผูเรียนออกเปน3กลุม แลวอภิปรายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรม
ที่เกิดกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ กลุมละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณ
ความเดือดรอนในปจจุบันแลวนำมาเสนอในการพบกลุม
กิจกรรมที่ 5
ใหผูเรียนอานเรื่องตอไปนี้ แลวอภิปราย พรอมยกตัวอยางอื่นๆ จากหนาหนังสือพิมพ
ที่แสดงโทษผิดศีล ไมรักษาศีล 5
เพียงเสี้ยวที่บัดซบ
เสียงปรบมือ ดังกึกกองในหองประชุม เมื่อพิธีกรประกาศรายชื่อของแมดีเดนประจำ
ปการศึกษา 2540 มือของแมเย็นเฉียบเมื่อตอนจับมือของผม ผมประคองแมออกไปรับรางวัล
จากผูอำนวยการวิทยาลัย น้ำตาแหงความปลื้มปติของแมเออลนขอบตา เมื่อพิธีกรอานประวัติ
ของแม
“...มีความวิริยะอุสาหะในการเลี้ยงดูลูก ทำหนาที่เปนทั้งพอและแม อบรมพร่ำสอน
ใหลูกประพฤติตนเปนคนดี ... สำหรับลูกนั้นมีความประพฤติดี บำเพ็ญตนเปนประโยชนตอ
สังคมเปนที่รักของครู-อาจารยและเพื่อนๆในวิทยาลัย” คำสรรเสริญเยินยอมากมายจนทำให
หัวใจของผมพองโต
“ลูกแม วันนี้เปนวันที่แมมีความสุขที่สุด ถึงพอจะทิ้งแมไป แตแมก็ทำหนาที่ไดดี
ที่สุด” แมนำโลที่ไดรับไปวางไวบนหลังตู ยืนพิจารณาอานขอคาวมซ้ำแลวซ้ำอีก
“ดูแมเจาสิ ภาคภูมิใจในตัวเจามากเลยนะ หลังจากพอเจาไปมีเมียใหม แมก็ทุมเท
ความรักใหเจาจนหมด ไมยอมแตงงานใหมก็เพื่อไมใหเกิดปหาตอเจา ตองรักแมใหมากๆนะ”
คุณตาวัยเจ็ดสิบปพูดเตือนหลานชาย ดวงตาฝาฟาง มองดูหลานดวยความรักที่ไมแตกตางจาก
ผูเปนแม
“ผมจะรักษาความดีนี้ไวตลอดไป คุณตาเชื่อไหม กวาอาจารยจะคัดเลือกไดแมดีเดน
ตองดูความประพฤติของลูกกอน ดูการยอมรับจากอาจารยทุกคน ตลอดทั้งพี่ๆ และเพื่อนๆ ใน
วิทยาลัย”
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน64
เชาวันใหม ผมเดินเขาวิทยาลัยอยางสงาผาเผย รุนพี่ รุนนอง และเพื่อนๆมองผมดวย
ความชื่นชม ผมกลายเปนดาวรุงโดยไมรูตัว
“เฮย ไอทศ หุบปากเสียบาง ยิ้มอยูไดทั้งวัน” เพื่อนในหองเรียนแซวขึ้นหลังจาก
อาจารยที่ปรึกษาแสดงความชื่นชมในชั่วโมงโฮมรูม
“พี่ทศ วางไหม คืนนี้จะโทรไปคุยดวยนะ” สาวรุนนองชื่อแปงหนาตาสะสวยเปนที่
หมายปองของหนุมๆ เริ่มทอดสะพานใหผม
“โทรดึกๆหนอยนะ กลัวตากับแมจะบน” ผมทิ้งทายใหหลอนเพื่อสานสัมพันธตอไป
“ไอนอย จะมัวแตเรียนอยางเดียวไมไดหรอกนะ เพื่อนฝูงมันก็ตองคบบาง มีการ
สังสรรคกันบางตามประสาเด็กหนุมๆ” รุนพี่สาขาเดียวกันเอยขึ้นหลังจากเลิกเรียน
“ผมกลัวตาและแมจะเปนหวงครับพี่”
“โธเอย!แกเปนผูชายอกสามศอกนะไมใชกะเทย” กลุมพี่หลายๆคนสัพยอกผมพรอม
เสียงหัวเราะเยาะในที ... คำพูดของพวกเขาทำใหผมเก็บไปครุนคิดจนนอนไมหลับทั้งคืน ผม
ยอมรับวาตัวเองคอนขางออนแอในดานจิตใจมีอะไรมากระทบจิตใจไมไดจนบางครั้งก็เหมือน
กับเปนคนแบทุกขหรือแบกทั้งโลกไวคนเดียว
“เปนลูกผูชายตองเขมแข็งนะลูก จิตใจตองหนักแนน” แมจะสอนบอยครั้งที่เวลาเห็น
ผมแสดงความออนแอ
“แมจะไปราชการ 1 สัปดาห ลูกตองรีบกลับบานเพื่อมาดูแลตานะลูก” แมกำชับผม
กอนที่จะขึ้นรถไปตางจังหวัด
“วันนี้ตองทำรายงานสงอาจารย คืนนี้เราระดมสมองกันที่บานไอมืดนะ เออ...แลว
ไอทศมันจะไปหรือเปลา” สายตาทุกคูจองมาที่ทศเปนตาเดียวกัน
“เออ...ขาตองรีบกลับบาน มีตา...” เสียงโหฮาปาดังลั่นทั้งหอง
“ตัดมันออกจากกลุมเลย เรื่องมากไปได รำคาญวะ”
‘เออ... ไปก็ไปวะ เดี๋ยวจะโทรบอกตากอน” ผมพูดขึ้นเพื่อตัดความรำคาญ
บานสองชั้น ในซอยเปลี่ยวที่พวกเพื่อนๆนักกันระดมสมองเพื่อทำรายงานนั้น ผม
มองดูรอบๆ บริเวณบานที่มีตนไมและหญาขึ้นเต็มไปหมด ภายในบานปลอยใหรกรุงรัง กลิ่น
เหม็นอับคละคลุงไปหมดจนผมตองใชมือปดจมูก
“อยาทำเปนผูดีเลย ไอทศ นี่หละคือที่ระดมสมองแก เอย ไมใช ระดมสมองเวยเพื่อน
ขอโทษ... ขอโทษขาพูดผิดไป” สายตาของรุนพี่และเพื่อนๆ หลายคนดูแปลไป เหมือนมีอะไร
ซอนเรนและปกปดผมอยู
เสียงวิทยุเปดดังลั่นทั่วบาน ผมมองออกไปนอกหนาตางเห็นทุงนาเวิ้งวางสุดลูกหูลูกตา
ผมคิดในใจวา ถามีบานขางเคียงคงไมมีใครยอมทนฟงเสียงพวกนี้ได
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 65
“เฮยทศมานั่งตรงนี้ยืนเซอยูได”รุนพี่กวักมือเรียกผมเดินเขาไปสมทบมองเห็นเหลา
และแกววางเตรียมพรอมไวแลว
“จะเริ่มทำงานกันเมื่อไหร” ผมเอยถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนแตละคนนั่งเปนกลุม รองรำ
ทำเพลง บางก็ดิ้นตามจังหวะอยางเมามัน บางก็ตั้งวงดื่มเหลา
“เฮย... ไอโยง เอาปศาจแดงใหมันกินดวย จะไดลับประสาทมัน” แคปซูลสีแดงถูก
ยืนใหผม เมื่อผมปฏิเสธเสียงเพื่อนๆ ก็ดังขึ้น
“มันเปนกะเทย ไปเอากระโปรงมาใหมันนุงดวย”
“แกเกิดเปนผูชายมันก็ตองมีทั้งบูและบุน ไมลองไมรู แกจะเกิดมาเสียชาตินะ”
“ชวยเชียรมันหนอยเพื่อนๆ” เสียงปรบมือและเสียงลุนดังลั่น ความคิดของผมขณะนั้น
มันสับสนไปหมด
“พี่จะกินเปนตัวอยาง” รุนพี่นำเจาปศาจแดงหยอนลงในปากตามดวยน้ำโซดา
“เห็นไหม พี่ยังไมเปนอะไรเลย กินเขาไปแลวความวิตกกังวลตางๆจะหมดไป”
มือของผมเริ่มสั่นเทาตอนรับยาจากรุนพี่ ผมครุนคิดถึงแม แตคิดในใจวา
“แมครับ ผมขอลองครั้งเดียวเพื่อศักดิ์ศรีของลูกผูชาย”
การทดลองของผมในครั้งนั้น มันคือความคิดที่เปนเพียงเสี้ยวที่บัดซบ ที่ทำใหชีวิต
ของผมตองจมปลักอยูกับสิ่งเสพติดชนิดที่ถอนตัวไมขึ้น พอวางทุกครั้งผมจะตองมามั่วสุมกับ
พวกเขา ผมเสพทุกอยางตั้งแตยากระตุนประสาท ยากลอมประสาท จนขณะนี้ผมกาวหนาถึง
ขั้นตองฉีดมอรฟนและเฮโรอินเขากลามเนื้อ หรืออาจเสพโดยยัดไสในบุหรี่ จุดบุหรี่แลวจิ้มสูบ
บางครั้งก็แตะจมูกสูดดม รางกายของผมเริ่มซูบผอมเหลือง ออนเพลีย อารมณเปลี่ยนแปลงงาย
คุมดีคุมราย บางครั้งผมทำอะไรลงไปโดยที่ไมรูสึกตัว
เชาวันรุงขึ้น ผมลืมตาตื่นขึ้นมามองดูรอบๆที่ถูกรายลอมดวยซี่กรงเหล็ก ผมมองดู
เจาหนาที่ตำรวจเดินกันขวักไขวไปมา
“ตื่นแลวเหรอ รูตัวหรือเปลาวาทำอะไรลงไป” นายรยอยเวรยืนถามผมที่หนาประตู
“หมวดครับ ผมจำอะไรไมไดเลยจริงๆ” ผมใชกำปนทุบศีรษะที่เริ่มจะปวดรุนแรงขึ้น
ทุกที
“เมื่อคืนนี้แกใชคอนทุนตามรางกายของตาแกเอง จนถึงแกชีวิต กมดูเสื้อแกสิ คราบ
เลือดยังติดเต็มไปหมด”
ผมรีบกมดูเสื้อสีขาวของตัวเอง หัวใจของผมเริ่มตนไมเปนจังหวะสมองสับสนจับตน
ชนปลายไมถูก กอนที่ผมจะลำดับเหตุการณตางๆนั้น ภาพที่ปรากฏขึ้นขางหนาผมคือรางของ
แมที่วิ่งกระเซอะกระซิง ผมเผารุงรัง แตสิ่งที่ผมตองตกใจมากที่สุดในชีวิตคือภาพของสองมือ
แมกอดโล พรอมตะโกนเสียงดังวา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน66
“ฉันคือแมดีเดนประจำปดูโลที่ฉันไดรับสิ...แสดงวาลูกของฉันเปนคนดี...ดีจริงๆนะ
...” แมวิ่งชูโลใหคนนั้นคนนี้ดู เสียงตำรวจพูดกันบนโรงพักชัดเจนและกองไปในหูของผม
ทั้งสองขางวา
“เปนบาเพราะลูกแทๆ ... นาสงสารจัง”
(จากรวมเรื่องสั้นสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม กระทรวงศึกษาธิการ)
กิจกรรมที่ 6
ใหผูเรียนแบงกลุมละ 5-7 คน อภิปรายประโยชนของการมีหลักคุณธรรม จริยธรรม
ประจำใจ วาเกิดผลตอตนเองอยางไร และใหตัวแทนออกมารายงานกลุมใหญ
ใหผูเรียนแสวงหาบุคคลในชุมชนที่ทานเห็นวาเปนคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม แลว
เขียนภาพประกอบ แสดงถึงความดีงามของบุคคลนั้นๆ
กิจกรรมที่ 7
ใหครูแบงผูเรียนออกเปน 3 กลุม แลวอภิปรายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรม
ที่เกิดกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ กลุมละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณ
ความเดือดรอนในปจจุบัน แลวนำมาเสนอในการพบกลุม
กิจกรรมที่ 8
1. ใหผูเรียนฝกนั่งทำจิตใจใหสงบ โดยตั้งมั่นอยูกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เชน ลมหายใจ
เขาออก แลวเปรียบเทียบความรูสึกในขณะที่ทำจิตใจใหสงบกับความรูสึกใน
ยามที่เสียใจหรือดีใจ วามีสภาพตางกันอยางไร แลวนำมาอภิปรายรวมกันใน
การพบกลุม
2. สภาพจิตที่เปนสมาธิกับสภาพจิตของบุคคลที่อยูในภาวะเหมอลอย ตางกันหรือ
เหมือนกันอยางไร
3. ศึกษาคนควาขาวอาชญากรรมตามสื่อสารมวลชน แลวใหผูเรียนวิเคระหถึง
สาเหตุของการเกิดอาชญากรรมนั้นๆ แลวเปรียบเทียบวา ถาเปนผูเรียนจะมีวิธี
การปองกันแกไขเพื่อไมใหเกิดเหตุการณดังกลาวไดอยางไร
4. ใหผูเรียนเลาประสบการณเหตุการณวิกฤติอันตรายที่เกิดขึ้นกับตนเองและผูเรียน
ไดใชสติมาแกไขชวงวิกฤตดังกลาวอยางไร ถาหากขาดสติในชวงวิกฤตนั้นจะ
สงผลตอตัวเองอยางไรในปจจุบัน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 67
สาระสำคัญ
วัฒนธรรม ประเพณีไทยและในประเทศเอเชีย เปนสิ่งที่มีคุณคาสำหรับชาวไทย และ
ประชาชนชาติอื่นๆในทวีปเอเชีย เพราะเปนสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สงผลใหเอเชีย
มีเอกลักษณของตนเองในปจจุบันที่สังคมโลกสื่อสารไรพรมแดนวัฒนธรรมและประเพณีของ
เอเชีย จึงเปนสิ่งที่นาสนใจศึกษา คนควา รวมทั้งการเขามาทองเที่ยวเพื่อการพักผอนหยอนใจ
การอนุรักษสืบสาน ตลอดจนการสงเสริมคานิยมที่พึงประสงคใหเกิดขึ้นในประเทศไทย และ
เอเชียเปนสิ่งสำคัญและจำเปนในสังคมปจจุบันเพราะจะเปนการเสริมสรางวัฒนธรรมประเพณี
ของไทยและเอเชียใหดำรงสืบตอไป
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศใน
ทวีปเอเชีย
2. ตระหนักถึงความสำคัญในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศ
ในทวีปเอเชีย
3. มีสวนรวมในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและ
ประเทศในทวีปเอเชีย
4. ประพฤติตนตามคานิยม จริยธรรมที่พึงประสงคของสังคมไทย
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย
เรื่องที่ 2 การอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
เรื่องที่ 3 แนวทางการอนุรักษและการสานวัฒนธรรม ประเพณี
เรื่องที่ 4 คานิยมที่พึงประสงค
บทที่ 2
วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน68
สื่อการเรียนรู
1. วีซีดี วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ของไทยและประเทศตางๆในเอเชีย
2. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ของไทยและประเทศ
ตางๆในเอเชีย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 69
เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย
1. วัฒนธรรม ประเพณีของไทย
1.1 วัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรมในภาษาไทยเกิดมาจากการรวมคำ 2 คำ คือ วัฒนะ หมายถึงความเจริญ
งอกงามรุงเรือง และคำวา ธรรม หมายถึง การกระทำหรือขอปฏิบัติ รวมแลวแปลวา วัฒนธรรม
คือขอปฏิบัติเพื่อใหเกิดความเจริญงอกงาม พระยาอนุมานราชธนกลาววา วัฒนธรรมคือสิ่งที่
มนุษย เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตหรือสรางขึ้นเพื่อความสวยงามในวิถีชีวิตของสวนรวม
วัฒนธรรม คือ วิถีทางแหงชีวิตมนุษยในสวนรวมที่ถายทอดกันไดเรียกกันได เอาอยางกันได
กลาวโดยสรุปแลว วัฒนธรรมหมายถึงทุกสิ่งทุกอยางที่มนุษยสรางขึ้นไวเพื่อนำเอาไปชวย
พัฒนา ชีวิตความเปนอยูในสังคม ซึ่งจะรวมถึงชวยแกปญหาและชวยสนองความตองการของ
สังคม
ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติพ.ศ.2485ไดแบงประเภทของวัฒนธรรมไทย
ไว 4 ประเภท คือ
1. คติธรรมคือวัฒนธรรมเกี่ยวกับหลักในการดำเนินชีวิตสวนใหญเปนเรื่องความ
เชื่อซึ่งเปนเรื่องของจิตใจที่ไดมาจากศาสนา
2. เนติธรรม คือ วัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบ ประเพณีที่ยอมรับนับถือ
วามีความสำคัญพอๆกับกฎหมาย
3. วัตถุธรรมหมายถึงวัฒนธรรมทางวัตถุเชนเครื่องนุงหมบานเรือนยารักษาโรค
เครื่องมือเครื่องใชตางๆ
4. สหธรรมหมายถึงวัฒนธรรมทางสังคมคือคุณธรรมตางๆที่ทำใหคนอยูรวมกัน
อยางมีความสุข รวมทั้งระเบียบ มารยาทตางๆ การแตงกายในโอกาสตางๆ
กลาวโดยสรุป วัฒนธรรมมี 2 ประเภท คือ วัฒนธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมที่ไมใช
วัตถุ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติแบงเนื้อหาวัฒนธรรมเปน 5 ประเภท คือ
1. ศิลปกรรม ไดแก ภาษา วรรณกรรม การละคร นาฏศิลป ดนตรี จิตรกรรม
สถาปตยกรรมรม ประติมากรรม และศิลปะการแสดง
2. มนุษยศาสตร ไดแก คุณธรรม จริยธรรม คานิยม กฎหมาย ขนบธรรมเนียม
ประเพณี กฎหมาย การปกครอง ประวัติศาสตร โบราณคดี ปรัชญา ศาสนา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน70
3. การชางฝมือ ไดแก การเย็บปกถักรอย การแกะสลัก การทอ การจักสาน การทำ
เครื่องถม เครื่องเงิน เครื่องทอง
4. กีฬาและนันทนาการ ไดแก มวยไทย กระบี่ กระบอง ตระกรอ การละเลน
พื้นเมือง
5. คหกรรม ไดแก ระเบียบในเรื่องการกินอยู มารยาทในสังคม การแตงกาย การ
ตกแตง เคหสถาน การดูแลเด็ก เปนตน
ลักษณะของวัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรมไทยไดรับการพัฒนามาโดยลำดับ จากอิทธิพลสิ่งแวดลอมทางสังคมและ
สิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ ประกอบกับความสามารถของคนไทยกอใหเกิดการสรางสรรค
การหลอหลอมรวมกันจนมีลักษณะเดนๆดังตอไปนี้ คือ
1. การมีพุทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ วิถีคนไทยเกี่ยวของกับพุทธศาสนา
อยางลึกซึ้ง กิจกรรมตางๆลวนนำศาสนามาเกี่ยวของ วิธีคิด การดำเนินชีวิตที่
คนไทย มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ ใจดี ลวนมาจากคำสั่งสอนทางศาสนา โดยเฉพาะ
คนไทยในชนบทที่ชีวิตเรียบงายไมตองตอสูแขงขันมากยังคงมีวิถีชีวิตแบบพุทธ
2. การมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขสังคมไทยมีมีพระมหากษัตริยทรง
เปนพระประมุขสืบทอดมาตั้งแตสมัยโบราณมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้นคนไทย
ทุกคนจึงถวายความจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และพระมหากษัตริยจะมี
พระราช กรณียกิจตางๆที่ทรงคุณประโยชนตอชาวไทย
3. อักษรไทยภาษาไทย สังคมไทยมีอักษรใชมาตั้งแตกรุงสุโขทัยและไดรับการ
พัฒนาอักษรไทยโดยพอขุนรามคำแหงมหาราชจัดเปนเอกลักษณที่นาภาคภูมิใจ
เชน คำวา พอ แม พี่ นอง ฯลฯ เปนตน
4. วัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเปนไทย บานเรือนไทยที่มีเอกลักษณเหมาะสม
กับสภาพธรรมชาติของเมืองไทย เรือนไทยสูงโปรง หลังคาลาดชัน ทำใหเย็น
สบาย อาหารไทยมีลักษณะเฉพาะมีแกงน้ำพริกกวยเตี๋ยวผัดไทยตมยำกุงฯลฯ
ลวนแตอรอยและแพรหลายไปในตางชาติ ยาไทยยังมีใชอยูถึงปจจุบัน เชน
ยาเขียว ยาลม เปนตน ยาที่กลาวมายังเปนที่นิยมมีสรรพคุณในการรักษาได
ศิลปกรรมไทยเปนวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเพียรพยายามในการปรับปรุง
คุณภาพชีวิตของคนไทยตั้งแตอดีต คือ วรรณคดีไทย แสดงออกในทางตัว
หนังสือ เชน รามเกียรติ์ พระอภัยมณี ดนตรีไทย ยังทรงคุณคาวัฒนธรรมไทย
สื่อถึงความไพเราะออนหวานใชดนตรีไทยทั้งระนาด กลอง ซอดวง ซออู ฯลฯ
ครบทั้งดีด สี ตี เปา เพลงไทย เปนการรอยกรองบทเพลงรวมกับดนตรีไทย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 71
สืบทอดมาจนถึงปจจุบันเชนเพลงลาวคำหอมเขมรไทรโยคฯลฯจิตรกรรมไทย
การวาดเขียนบนผนังโบสถ มีสีสวยงาม มักวาดเปนพุทธประวัติ สำหรับ
จิตรกรรมไทยตองคอยซอมแซมทะนุบำรุงรักษา ประติมากรรมไทย มีการปน
หลอพระพุทธรูป และการตกแตงลายปูนปนในพระพุทธศาสนา สถาปตยกรรม
ไทย การออกแบบโบสถ วิหาร พระราชวังตางๆ
1.2 ประเพณีไทย
ประเพณีไทยเปนวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนสิ่งที่แสดงถึงวิถีชีวิตของ คนไทย
ทั้งในอดีตและปจจุบัน ประเพณีแสดงถึงความเจริญรุงเรืองของประเทศไทยที่สืบเนื่องมา เปน
สิ่งที่คนไทยควรศึกษาทำความเขาใจและชวยกันอนุรักษ โดยปกติแลวศาสนาและความเชื่อ
มีอิทธิพลตอประเพณีไทยสำหรับประเพณีไทยจำแนกออกเปน2ประเภทคือพระราชประเพณี
และประเพณีในทองถิ่นตางๆ
พระราชประเพณีที่สำคัญๆ คือ
พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒนสัตยา ไดรับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ ทำในโอกาสที่
พระเจาแผนดินขึ้นครองราชสมบัติ เปนการแสดงออกของจิตใจขาราชการชั้นผูใหญที่ทรง
อำนาจอยูในแผนดินจะมีความยินยอมพรอมใจ พระราชประเพณีนี้ไดลมเลิกตั้งแตสมัย
เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเปนระบอบประชาธิปไตย การถือน้ำพิพัฒนสัตยานี้ใชน้ำเปน
สื่อกลางเอาคมศาสตราวุธตางๆวาคาถาแลวเสียบลงในน้ำแลวนำไปแจกกันดื่มและในวันที่25
มีนาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงฟนฟูการถือน้ำในวันพระราชทานตรา
รามาธิบดีแกทหารหาญของชาติซึ่งเปนสิ่งที่นาปลื้มใจที่พระองคพยายามรักษาพระราชประเพณี
ดั้งเดิมไว
พระราชพิธีทอดพระกฐินหลวง โดยการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ขบวน
พยุหยาตราอยางแบบโบราณ ปจจุบันทำในวาระสำคัญๆ เปนการอนุรักษโบราณประเพณีไว
มีการซอมฝพาย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส เรืออนันตนาคราช ฯลฯ ความสวยงาม วิจิตร
ตระการตาของพระราชพิธีนี้ไมมีประเทศใดเสมอเหมือน สวนมากการทอดกฐินหลวงทำเปน
ประจำทุกปเสด็จทรงชลมารคเปนปกติ
ประเพณีตางๆในทองถิ่นของไทย
ประเพณีตรุษสงกรานต มีทุกทองถิ่นในวันขึ้นปใหมของไทย มีประเพณีสรงน้ำพระ
ทำบุญไหวพระรดน้ำของพรผูสูงอายุตรงกับวันที่13เมษายนของทุกปแตละทองถิ่นจะแตกตาง
กันในรายละเอียดปลีกยอย สำหรับประเพณีตรุษสงกรานตในภาคเหนือยังคงสวยงามนาชม
สมควรอนุรักษ วัฒนธรรมการรดน้ำดำหัวใหดำรงสืบตอไป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน72
ประเพณีลอยกระทง ทำในเดือน 12 ประเพณีนี้เกิดขึ้นตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัย มีวัตถุ
ประสงคคือตกแตงกระทงดวยวัสดุดอกไมจุดธูปเทียนลอยกระทงลงแมน้ำลำคลองเพื่อขอโทษ
พระแมคงคาที่ประชาชนไดอาศัยดื่มกิน และเพื่อไหวพระพุทธเจาปางประทับอยูใตเกษียรสมุทร
ประเพณีทำบุญวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา แหเทียนวันเขาพรรษา
วันออกพรรษา ทำบุญวันธรรมสวนะ ถวายผาอาบน้ำฝน ทอดผาปา ทอดกฐิน เทศนมหาชาติ
เปนประเพณีสำคัญของชาวพุทธ
ประเพณีการแตงงาน การสงตัวคูสมรส การตาย การบวช การเกิด ขึ้นบานใหม การ
ทำบุญ ฉลองในโอกาสตางๆ ตั้งศาลพระภูมิ เปนประเพณีสวนตัว สวนบุคคล ซึ่งแตกตาไปตาม
ภาคและทองถิ่น
นอกจากนั้นยังมีประเพณีสำคัญๆของภาคตางๆอีกเชนฮีตสิบสองดองสิบสี่ของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ บายศรีสูขวัญของภาคเหนือและภาคตะวันอกเฉียงเหนือ ประเพณีแห
ผีตาโขนของจังหวัดเลย แหเทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี ประเพณีทำบุญเดือนสิบของ
ภาคใต เปนตน
2. วัฒนธรรมประเพณีของประเทศในทวีปเอเชีย
ประเทศในเอเชียสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายไดจึงขึ้นอยูกับผลิตผล
ทางการเกษตร แตมีบางประเทศมีความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เชน ญี่ปุน และบาง
ประเทศเจริญกาวหนาทางการผลิตน้ำมัน เชน ประเทศอิรัก อิหราน คูเวต
ในการศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของประเทศในเอเชีย ควรรูเรื่องราวที่เกี่ยวกับ
ลักษณะสำคัญของประชากร และสิ่งที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมประเพณี ดังนี้
2.1 ลักษณะสำคัญทางประชากร
ประชากรที่อยูในภูมิภาคนี้มีหลายเผาดวยกัน คือ
1) ออสตราลอยด เปนพวกที่อยูในหมูเกาะ ตั้งถิ่นฐานในแหลมมาลายู หมูเกาะ
อินโดนีเซียนิวกินีจนถึงทวีปออสเตรเลียมีรูปรางเตี้ยผิวคล้ำผมหยิกจมูกใหญ
2) นิโกรลอยด อพยพเขามาในขณะที่พวกออสตราลอยดมีความเจริญในภูมิภาค
นี้แลว พวกนี้มีลักษณะผิวดำ จมูกใหญ ริมฝปากหนา ผมหยิก ในปจจุบันยังมีอยู
ในรัฐเปรัคกลันตันของมาเลเซียภาคใตของอินเดีย(ดราวิเดียน)ไดแกเงาะซาไก
เซมัง ปาปวน
3) เมลานีซอยด สันนิษฐานวาเปนเผาผสมระหวางนิโกรลอยด และออสตราลอยด
ปจจุบันพวกนี้ไมมีอยูในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต แตมีอยูมากตามหมูเกาะ
ในมหาสมุทรแปซิฟก หมูเกาะนิวกินีและออสเตรเลีย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 73
4) มองโกลอยดอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชียเขามาอยูบนผืนแผนดินใหญ
ประชากรสวนใหญในปจจุบันเปนพวกเชื้อสายมองโกลอยดเชนมอญเขมรไทย
ลาว เปนตน
จากลักษณะทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร และการอพยพของชนเผาตางๆ ทำใหเกิด
การผสมผสานของเผาพันธุตางๆ จนปจจุบันแทบแยกไมออกวาใครมาจาก
เผาพันธุใ แทจริง
นอกจากนี้ยังมีประชากรที่อพยพมาจากเอเชียตะวันออกคือจีนและมาจากเอเชีย
ใต คือ อินเดีย เขามาอยูในภูมิภาคนี้
5) คอเคซอยดเปนพวกผิวขาวหนาตารูปรางสูงใหญอยางชาวยุโรป แตตาและผม
สีดำ สวนใหญอาศัยอยูในเอเชียตะวันออก และทางภาคเหนือของอินเดีย ไดแก
ชาว อาหรับ ชาวปากีสถาน ชาวอินเดีย และประชากรในเนปาล และภูฎาน
2.2 สิ่งที่มีอิทธิพลสำคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย
สิ่งที่มีอิทธิพลสำคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย คือ ภาษาและอิทธิพลของ
อารยธรรมภายนอก หรืออารยธรรมจากตางชาติ
1) วัฒนธรรมทางภาษา
ลักษณะสำคัญทางภาษาในภูมิภาคนี้มีประชากรหลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม
จึงทำใหมีภาษาพูด ภาษาเขียนแตกตางกันไปหลายกลุม คือ
1. ภาษามาลาโย - โพรีเนเชียน ไดแก ภาษาพูดกันในแหลมมาลายู หมูเกาะ
อินโดนีเชีย และภาษาตากาลอก ในหมูเกาะฟลิปปนส
2. ภาษาออสโตร - เอเชียติก ไดแกภาษามอญ เขมร เวียดนาม
3. ภาษาทิเบโต - ไชนิส ไดแก ภาษาพมา ภาษาไทย
4. ภาษาอื่นๆ เชน ภาษาฮินดี ภาษาจีน ภาษาอาหรับ ภาษาของชาวตะวันตก
โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งใชในการติดตอระหวางประเทศทางการศึกษา
และการคา
สำหรับภาษาเขียนหรือตัวหนังสือมี 4 ลักษณะ คือ
1. ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือของอินเดียภาคใต ใชกันมากในประเทศที่
นับถือพระพุทธศาสนา เชน พมา ไทย ลาว กัมพูชา
2. ดัดแปลงมาจากภาษาอาหรับใชกันมากในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม
เชน มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย
3. ตัวหนังสือที่อาศัยแบบของตัวหนังสือจีน มีทั้งที่ดัดแปลงมาใช และนำตัว
หนังสือจีน มาใชโดยตรง มีใชกันมากในประเทศเวียดนาม สวนกลุมที่ใช
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน74
ภาษาจีนเปนภาษาพูด เชน สิงคโปร กลุมพอคาชาวจีนในทุกประเทศนิยม
ใชภาษาจีนเปนทั้งภาษาเขียนและภาษาพูด
4. ตัวหนังสือโรมัน ใชกันมากในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟลิปปนส
สวนในเวียดนามก็เคยนำมาใชเหมือนกัน แตปจจุบันนิยมใชในชนบท
บางกลุมเทานั้น
2) อิทธิพลของอารยธรรมภายนอก หรืออารยธรรมจากตางชาติ ไดแก
อารยธรรมอินเดีย
มีหลายดาน เชน กฎหมาย อักษรศาสตร ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี
การปกครอง การเกษตร เปนตน
ดานศาสนา อินเดียนำศาสนาพราหมณและพุทธศาสนาเขามาเผยแพร
ดานการปกครอง มีการปกครองแบบเทวราชา การประกอบพิธีกรรมตางๆ
ของพระมหากษัตริย ใชหลักคัมภีรของพระมนูธรรมศาสตร เปนหลักในการ
ปกครองของภูมิภาคนี้
ดานอักษรศาสตร ไดแก วรรณคดี สันสกฤต ภาษาบาลี เขามาใช
ดานศิลปกรรม สวนใหญเปนเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เชน วิหาร โบสถ
อารยธรรมจีน
จีนเขามาติดตอคาขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตตั้งแตอดีตและเขามา
มีอิทธิพลทางดานการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ แตอิทธิพลดังกลาวมีไมมาก ทางดาน
การเมือง จีนอยูในฐานะประเทศมหาอำนาจ อาณาจักรตางๆที่เปนเมืองขึ้นตองสงบรรณาการ
ใหจีน3ปตอครั้งเพื่อใหจีนคุมครองจากการถูกรุกรานของอาณาจักรอื่น สวนทางดานเศรษฐกิจ
จีนไดทำการคากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สินคาที่สำคัญไดแก ผาไหม เครื่องปน
ดินเผา เปนตน การคาของจีนทำใหอาณาจักรที่เปนเสนทางผานมีความเจริญมั่นคงขึ้น ทางดาน
วัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลทางดานนี้นอยมากจีนจะเผยแพรวัฒนธรรมไปยังประเทศของตนเทานั้น
อาณาจักรเวียดนามเคยตกเปนประเทศราชของจีนเปนเวลานานจึงรับวัฒนธรรมของจีนไวมาก
เชน การนับถือลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ประเพณีการแตงกาย การทำศพ และการใชชีวิตประจำวัน
อารยธรรมอาหรับ
ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาอิสลามมาจากตะวันออกกลางไดแผเขามาใน
อินเดียทำใหชาวอินเดียสวนหนึ่งหันมานับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะพอคาจากอินเดียตอนใต
ซึ่งติดตอคาขายในบริเวณหมูเกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใตอยูเปนประจำไดนำศาสนาอิสลาม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 75
เขามาเผยแผในภูมิภาคนี้ ผูนำทางการเมืองของรัฐในหมูเกาะตางๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต
เวลานั้นตองการตอตานอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรมัชปาทิต อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา
ซึ่งกำลังแผอำนาจอยูจึงหันมานับถือศาสนาอิสลามเพราะใหประโยชนทางการคากับพวกพอคามุสลิม
ตามหลักของศาสนาอิสลามที่วาทุกคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นเปนพี่นองกันชวยเหลือเกื้อกูล
กัน จึงทำใหศาสนาอิสลามเปนที่นิยมของกษัตริย ชนชั้นสูงและสามัญชนดวย
อารยธรรมตะวันตก
ชาติตะวันตกเริ่มเขามาในภูมิภาคนี้ โดยมีจุดประสงคที่จะทำการคาและเผยแผ
ศาสนา สินคาที่ชาวยุโรปตองการไดแก พริกไทย และเครื่องเทศตางๆ ในระยะแรกๆนั้น ความ
สนใจของชาวยุโรปจะจำกัดอยูเฉพาะบริเวณหมูเกาะและบริเวณชายฝง ตลอดจนดินแดนใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต เกือบทั้งหมด
เดิมอาณาจักรตางๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตมีความแตกตางกันทาง
ดานเชื้อชาติและภาษาหลังจากที่ไดรับอารยธรรมอินเดีย จีน และอาหรับแลว อารยธรรมใหม
ที่เกิดจากการผสมผสานกัน ทำใหประชาชนมีสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่คลายคลึงกัน
และยึดมั่นเปนเอกลักษณประจำชาติ นอกจากนี้ภายในภูมิภาคก็ยังมีการแขงขันกันทางดาน
การเมืองสังคมและเศรษฐกิจจนขาดความสามัคคีไมสามารถที่จะตอตานการขยายตัวของชาติ
ตะวันตกได ในที่สุดก็ตกเปนอาณานิคมของชาติตะวันตก
(ขอมูลจากหนังสือสำหรับเยาวชนชุดประเทศเพื่อนบานของไทย
ของกรมวัฒนธรรมสัมพันธ กรมสารนิเทศ กระทรวงการตางประเทศ)
เพี่อใหเกิดความรูวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับประเทศตางๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี
รายละเอียดวัฒนธรรมประเพณีที่เขมแข็ง คือ วัฒนธรรมประเพณีของอินเดีย จีน อาหรับ และ
ตะวันตก
2.3 วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศอินเดีย จีน อาหรับ และตะวันตก
1) วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศอินเดีย
อินเดียเปนแหลงอารยธรรมใหญของเอเชีย ประชากรสวนใหญของ
ประเทศอินเดียนับถือศาสนาฮินดูและมีศาสนาอื่นเชนศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน
ศาสนาคริสต โดยทั่วไปประชาชนระหวางศาสนาจะใหความเคารพซึ่งกันและกันชาวอินเดีย
ถือวัฒนธรรม ซึ่งจัดเปนวัฒนธรรมที่เขมแข็งและเครงครัด อาทิ สตรีนิยมสวมซาหรี หรือ
สัลวารกามิซการใหเกียรติสตรีและการเคารพบูชาเทพเจาเปนตนคนอินเดียมีนิสัยรักสงบและ
สุภาพ แตคอนขางอยากรูอยากเห็นรวมทั้งจะไมทำรายสัตวทุกชนิด (ยกเวนงานเทศกาลของ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน76
บางศาสนา) โดยเฉพาะวัว ซึ่งถือเปนสัตวเทพเจา ซึ่งอาจเห็นอยูตามทองถนนเปนกิจวัตร สวน
สัตวเล็กๆ อยางกระรอกและนก จะมีใหเห็นอยูเสมอ แมจะเปนเมืองใหญก็ตาม การที่อินเดีย
ที่ประชาชนจำนวนมาก เมื่อเทียบกับทรัพยากรของประเทศ ทำใหการดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพและ
ครอบครัวเปนสิ่งจำเปน กอใหเกิดวัฒนธรรมที่มีมาชานานและซึมซับอยูในวิถีชีวิตของชาว
อินเดีย ซึ่งก็คือการตอรองและการแขงขัน เราจะเห็นไดวาตั้งแตพอคาจนถึงคนขับรถสามลอ
มักขอราคาเพิ่มดวยเงื่อนไขตางๆนานา สวนผูซื้อก็มักขอลดราคาอยูเสมอ สำหรับดานการ
แขงขันเห็นเดนชัดมากขึ้นจากการที่ปจจุบันนักศึกษาคร่ำเครงกับการเรียนเพื่อสอบเขามหา
วิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งแตละปมีผูสอนนับแสนนับลานคน แตรับไดเพียงปละไมกี่คนเทานั้น การ
ศึกษาจึงเปนหนึ่งในการแขงขันที่เขมแข็งเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินเดียในทุก
วันนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 77
วัฒนธรรมของอินเดียที่สำคัญๆ พอจะยกมาเปนตัวอยาง คือ
1. การถอดรองเทากอนเขาศาสนสถานทุกแหง
2. หามนำเครื่องหนัง โดยเฉพาะหนังวัวเขาไปในศาสนสถานทุกแหง
3. หามถายรูปภายในศาสนสถาน หากตองการใหขออนุญาตกอน
4. การไปเยือนศาสนสถานสามารถชมสิ่งตางๆไดตามสบาย และอาจอยูรวม
ประกอบพิธีกรรมได แตควรแตงกายใหสุภาพ หากไปวัดซิกขควรมีหมวก
หรือผาคลุมศีรษะ สวมเสื้อแขนยาว และกระโปรงยาว และควรบริจาคเงินใน
กลองรับบริจาคดวย
5. หากมีการเลี้ยงอาหารแบบใชมือเปบ ควรใชมือขวาเทานั้น
6. อยานั่งหันฝาเทาชี้ไปทางใครอยางเด็ดขาดเพราะเปนการดูหมิ่น และไมควรใช
นิ้วชี้สิ่งใดโดยเฉพาะบุคคลใหใชการผายมือแทน
7. การขยับคอสายศีรษะไปมาเล็กนอย หมายถึง " YES"
8. ควรใหเกียรติสตรีและไมถูกเนื้อตองตัวสตรีการขึ้นรถประจำทางสาธารณะโดย
ทั่วไปผูชายจะขึ้นและลงดานหลังเทานั้น สวนดานหนาเปนของสตรี
9. ไมควรขึ้นรถประจำทางที่มีคนแออัดเพราะอาจมีมิจฉาชีพปะปนอยู สวนผูหญิง
อาจถูกลวนลามได
10. การใชบริการบางอยางควรสังเกตใหดีเพราะอาจมีการแยกหญิง-ชายซึ่งอาจทำ
ใหเกิดการลวงละเมิดโดยไมตั้งใจได
11. สตรีไมควรสวมกางเกงขาสั้นเสื้อแขนกุดสายเดี่ยวหรือเอวลอยเพราะนอกจาก
จะถูกมองมากกวาปกติ (ปกติชาวตางชาติจะเปนเปาสายตาจากความชางสงสัย
ของชาวอินเดียอยูแลว) ยังอาจเปนเปาหมายของอาชญากรรมได
2) วัฒนธรรม ประเพณีของจีน
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เปนประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเปนอันดับ
หนึ่งของโลก ประชากรรอยละ 93 เปนชาวฮั่น ที่เหลือเปนชนกลุมนอย
ในสมัยโบราณ จีนนับเปนดินแดนที่มีศาสนาและปรัชญารุงเรืองเฟองฟูอยู
มากมาย โดยลัทธิความเชื่อเดิมนั้นมีอยูสองอยางคือ ลัทธิเตา และลัทธิขงจื้อ ซึ่งเนนหลัก
จริยธรรมมากกวาที่จะเปนหลักศาสนาที่แทจริงสวนพุทธศาสนานั้นจีนเพิ่งรับมาจากอินเดียใน
ชวงคริสตศตวรรษแรกนี้เทานั้นครั้นมาถึงยุคคอมมิวนิสตศาสนากลับถูกวาเปนปฎิปกษตอลัทธิ
ทางการเมืองโดยตรง ตอมาทางการก็ไดยอมผอนปรนใหกับการนับถือศาสนาและความเชื่อ
ตางๆของประชาชนมากขึ้น ทำใหลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม (ในเขต
ตะวันตกของจีน) และศาสนาคริสตจึงไดกลับมาเฟองฟูขึ้นอีกครั้ง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน78
วัฒนธรรม ประเพณีจีนที่สำคัญ
ความเชื่อ
คนจีนนิยมมีลูกชายมากกวาลูกหญิง เพราะลูกชายเปนผูสืบนามสกุล คือ แซ การ
เรียกชื่อสกุลของจีนตรงขามกับภาษาไทย คือตนเปนชื่อสกุล ชื่อตัวใชเรียกกันในหมูญาติ และ
เพื่อนสนิท นามสกุลเปนลักษณะพิเศษเชื้อตระกูลการสืบทอดพงศเผา ตอมาเปนพันๆป ดังนั้น
วัฒนธรรมจีนจึงมีจิตสำนึกการบูชาบรรพบุรุษ เปนแกนแทของวัฒนธรรมนี้
ตราบจนปจจุบัน ชาวจีนโพนทะเลที่อาศัยอยูตางประเทศยังคงรักษาประเพณีที่จะ
กลับมาสืบหาบานเกิดและบรรพบุรุษที่แผนดินใหญจีน หลายปมานี้ในฐานะที่เปนผลิตผลจาก
ประวัติศาสตรที่มีลักษณะพิเศษของสังคมโบราณจีน วัฒนธรรมเกี่ยวกับนามสกุลและเชื้อ
ตระกูลของจีนไดกลายเปน คลังสมบัติขนาดใหญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตรอันยาวนาน
ของชนชาติจีนจากแงมุมใหม เชน การศึกษาแหลงกำเนิด การแบงแยกและการผสมผสาน
ของนามสกุลนั้น สามารถเพิ่มความเขาใจการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมที่แตกตางกันในสมัย
โบราณใหลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งการศึกษาสิ่งของที่เปนรูปธรรมตางๆ เชน หนังสือลำดับญาติของ
วงศตระกูลระบบการสืบชวงวงศตระกูลฯลฯสามารถสะทอนถึงบทบาททางประวัติศาสตรของ
ความสัมพันธทางสายเลือดที่มีตอพัฒนาการของสังคมโบราณและชีวิตสังคม อยางไรก็ตาม
ลักษณะพิเศษหลายประการของสังคมโบราณจีน เชน ระบบรวมศูนยอำนาจ โครงสรางของ
สังคมแบบครอบครัว คานิยมทางดานศีลธรรมและจริยธรรมและหลักความประพฤติที่ถือความ
ซื่อสัตยตอกษัตริยและการกตัญูตอพอแมเปนบรรทัดฐาน เปนตน ลวนแสดงออกมาใน
วัฒนธรรมชื่อและนามสกุลอยางเต็มที่ และก็เปนสาเหตุอีกประการหนึ่งที่วัฒนธรรมนามสกุล
ไดรับความสนใจอยางมากจากวงวิชาการ
วัฒนธรรมการใหความสำคัญตระกูลสงผลมาถึงปจจุบัน การประกอบอาชีพ ความ
มั่นคง ทางเศรษฐกิจ เกิดจากการสนับสนุน สงเสริมเปนเครือขายของตระกูลตางๆ
สิ่งสำคัญอีกอยางคือ ชาวจีนมีเครือขายคนรูจัก กลาวกันวาชาวจีนที่ไรเครือขายคนรูจัก
เปนผูที่เปนจีนเพียงครึ่งเดียว จึงจำเปนตองทำความรูจักกับผูคน และชาวตางชาติ ดังนั้นจีน
จึงใหความสำคัญของวัฒนธรรมนี้ดวยการเชื้อเชิญ
อาหาร
เปนวัฒนธรรมที่เขมแข็งเผยแพรไปทั่วโลกและเปนที่ยอมรับวาอาหารจีนมีรสชาติ
อรอย อาหารจีนจะตองถึงพรอมสีสัน รสชาติ และหนาตา มีอาหารอยูเพียงไมกี่อยางเทานั้น
ที่ปรุงอยางเดียวๆโดดๆสิ่งสำคัญคือสวนประกอบตางๆจะตองกลมกลืนเขากันไดกับเครื่องปรุง
รสจำพวกซี่อิ๊ว กระเทียม ขิง น้ำสม น้ำมันงา แปง ถั่วเหลือง และหอมแดง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 79
ประเพณีการแตงงาน
สิ่งแรกที่บอกถึงพิธีการแตงงานของชาวจีนก็คือสีแดง สำหรับชาวจีนสีแดงหมายถึง
ความผาสุกและความมั่งคั่ง ปจจุบันเจาสาวจีนจะเลือกชุดแตงงานสีขาวตามสไตลตะวันตก
แตสำหรับสมัยกอนแลวสีแดง จะปรากฏใหเห็นทุกที่ในงานแตงงานตั้งแตเสื้อผา ของตกแตง
แมกระทั่งของขวัญ
พิธีแตงงานของชาวจีนโบราณมักจะถูกจัดโดยผูเปนพอแมจะเปนฝายเลือกเจาสาว
ใหกับบุตรของตน นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนตางๆ ที่ตองปฏิบัติตามเปนลำดับ ตั้งแตการเจรจา
ตอรอง การสูขอ การวาจางซินแสมาตรวจดูดวงของคูบาวสาววาสมพงษกันหรือไม จนไปถึง
การตกแตง เรือนหอ ตองเปนสีแดง เพื่อความเปนสิริมงคล จะมีการจัดหาชายหนุมและ
หญิงสาวมาทำการเตรียมเตียงใหกับเจาสาว
นอกจากนี้ยังมีขบวนแหรับเจาสาวจากบานของเจาสาวมาที่บานของเจาบาว ตามดวย
พิธีแตงงาน การสักการะบูชาฟาดิน การถวายสัตยปฏิญาณ และการมอบของขวัญใหแกกัน
หลังจากนั้นก็จะเปนงานเลี้ยงฉลองซึ่งถือเปนเรื่องสำคัญไมแพพิธีแตงงาน ซึ่งเต็มไปดวย
แขกเหรื่อญาติสนิทมิตรสหายและคนรูจัก อาหารชั้นดีและสุรา จนกระทั้งเจาบาวเจาสาวพรอม
ที่จะยายเขาสูเรือนหอ หลังจากนั้นเจาสาวก็จะกลับไปเยี่ยมบานเดิมของเธอเปนเวลาสามวัน
กอนที่จะยายกลับมาอยูกับเจาบาวเปนการถาวรพรอมกับมีพิธีฉลองยิ่งใหญอีกครั้ง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน80
3) วัฒนธรรม ประเพณีของชาติอาหรับ
ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลตอชีวิตความเปนอยูของ “ชนชาติอาหรับ” และการ
แพรขยาย วัฒนธรรมประเพณีจากศาสนาอิสลาม จนทำใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาอิสลาม
ที่มีจำนวน ผูนับถือมากที่สุดในอเชีย วัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญๆ ไดแก
การแตงกาย ผูหญิงมุสลิม แตงกายมิดชิด มีผาคลุมรางกาย และแตละชาติอาจ
แตกตาง กันบางในรายละเอียด
การถือศีลอด ชาวมุสลิมจะถือศีลอดในชวงเดือนรอมะฎอน และชาวมุสลิม
ทั่วโลก รวมกันปฏิบัติศาสนกิจ และเฉลิมฉลองวาระสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมะฏอน
อันประเสริฐหลังจากมีผูพบเห็นจันทรเสี้ยวหรือฮิลาสเมื่อค่ำคืนที่ผานมา ทำใหวันนี้เปนวันแรก
ของเดือนเชาวาลฮิจเราะหหรือวันอิฎิ้ลฟตริโดยในวันนี้พี่นองมุสลิมจะปฎิบัติตนตามแบบอยาง
ของทานนบีมุฮัมมัดศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยจะจายซะกาตฟตเราะห ซึ่งเปนการนำ
อาหารหลักไปจายใหกับคนยากจน และทุกคนอาบน้ำชำระรางกายตั้งแตหัวจรดเทา และ
แตงกายดวยเสื้อผาที่สวยงาม ทานอินทผลัมกอนเดินทางไปยังที่ละหมาดหรือมุศ็อลลา รวม
ละหมาดอิฎิ้ลฟตริ และเดินทางกลับในอีกทาง โดยเมื่อมีการพบปะกันจะมีการกลาวทักทาย
กันดวยวา “ตะก็อบบะลั้ล ลอฮุมินนาวะมินกุ”
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 81
4) วัฒนธรรมตะวันตกกับประเทศตางๆในทวีปเอเชีย
วัฒนธรรมตะวันตกแมแบบมาจากอารยธรรมกรีก และโรมัน (เกร โค-โรมัน)
อารยธรรมนี้มีแหลงกำเนิดในบริเวณทะเลดิเตอรเรเนียน และไดรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต
การเผยแพรวัฒนธรรมตะวันตก สืบเนื่องมาจากความตองการคาขายและการ
เผยแผ ศาสนาซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกที่สำคัญๆ ไดแก
การแตงกาย แบบสากลนิยมใชทั่วไป ทุกประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะคนชั้นสูง
ในเอเชีย นักปกครอง นักธุรกิจ นิยมแตงกายแบบตะวันตก มีชุดสากล กางเกง เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด
มีบางประเทศที่มีวัฒนธรรมของตัวเองเขมแข็งยังใสชุดประจำชาติอยู คือ อินเดีย พมา
อินโดนีเซีย และประเทศอาหรับ
การศึกษา วัฒนธรรมตะวันตก เห็นความสำคัญของการศึกษาทุกแขนง และมี
ความเจริญกาวหนาที่สำคัญ คือ การศึกษาที่ปูพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สงผลให
วิทยาศาสตรโลกกาวหนา
อาหาร อาหารของวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปทั่วโลก ใหความสำคัญ
อาหารที่มีคุณคาที่มีสวนปรุงจากแปงสาลี นม เนย เนื้อสัตวตางๆ รวมทั้งเครื่องดื่ม อันไดแก
ไวน เปนตน
วัฒนธรรมประเพณี ไดรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต เชน ประเพณีเทศกาล
เฉลิมฉลองวันคริสตมาส เทศกาลอีสเตอร และพิธีแตงงาน ประเทศที่ไดรับอิทธิพลวัฒนธรรม
ตะวันตกคอนขางมาก คือ ประเทศสิงคโปร ประเทศสิงคโปรเปนเกาะเล็กๆ ปกครองแบบ
ประชาธิปไตย ประชาชนมีหลายเชื้อชาติ ไดแก จีน มาเลย ประชาชนสวนมากนับถือศาสนา
คริสต
ประเทศสิงคโปรมีระบบการศึกษาที่ดี ประชาชนไดรับการศึกษาสูง และ
ประกอบ อาชีพ การคาธุรกิจ ประชาชนมีรายไดตอหัวสูง ชาวสิงคโปรเรียกประเทศของเขาวา
"Intelligence Island"
ปจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปในประเทศตางๆในเอเชีย ทั้งดาน
อาหาร ดนตรี การแตงกาย การปกครองระบอบประชาธิปไตย วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
เชน ความเจริญกาวหนาทางการแพทย การอุตสาหกรรม โทรคมนาคมตางๆ เปนตน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน82
เรื่องที่ 2 การอนุรักษ
และการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
ตามที่กลาวมาแลววาสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตางๆมีการ
เปลี่ยนแปลง อยูตลอดเวลาดวยอิทธิพลของประเทศตางๆมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
ดวยอิทธิพลของประเทศที่มีอารยธรรมเขมแข็ง สงผลใหชีวิตความเปนอยูของประชาชน
เปลี่ยนไป ทั้งภาษา การแตงกาย อาหาร ดังนี้ ประเทศตางๆมีแนวทางในการอนุรักษ และ
สืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองไว โดยระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐ และเอกชน
นอกจากนั้นโดยสภาพธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณีที่ไมดีจะคอยๆสูญหายไปจากสังคม
คงเหลือแตวัฒนธรรมที่เขมแข็งเขามาแทนที่ การดำรงคงไววัฒนธรรมประเพณีเพราะแสดงถึง
ความเปนชาติเกาแกที่มีมรดกตกทอดมาถึงลูกหลานนั้น จำเปนตองใชวิธีการรณรงคอยาง
สม่ำเสมอ และประพฤติปฏิบัติจนเปนประเพณีมาชานาน มีความภูมิใจในชาติตัวเอง
ในเอเชีย ประเทศที่มีความเจริญและมีวัฒนธรรมประเพณีที่แข็งแกรง สามารถอนุรักษ
และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของตนเอาไว เชน ประเทศเกาหลี จะยังคงอนุรักษวัฒนธรรม
ทางดานการแตงกาย อาหาร และการแสดง สวนประทศญี่ปุนจะคงเอกลักษณของตนในดาน
เครื่องแตงกาย ภาษา และอาหาร เปนตน
2.1 การอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย
ชาติไทยมีความมั่นคงสืบทอดมาตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน เปนเพราะบรรพบุรุษ
ไดรักษาไวใหลูกหลานอยูอาศัย ซึ่งจะปลอยใหสูญเสียไปยอมไมได นอกจากรักชาติแลวจะตอง
รักษาเกียรติภูมิของชาติไวดวย และวัฒนธรรมประเพณีของชาติเปนลักษณะเฉพาะที่แสดงถึง
ความเปนชาติไทย ที่เราคนไทยทุกคนตองอนุรักษและชวยกันสืบสานเพื่อใหคงอยูตอไปถึง
ลูกหลาน
ชาติที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยแตโบราณ คือ อินเดียและจีน และจากการ
ศึกษาในอดีตพบวาชาติที่มีอารยธรรมเกาแกและมีอิทธิพลตอประเทศตางๆ รวมทั้งประเทศไทย
ดวย คือ ประเทศอินเดีย มีความเจริญมากอน 4,000 ป เราพบที่เมืองโมหันโจดาโร มีระบบ
ระบายน้ำเสียที่ดี มีอักษรใชแลว เปนอารยธรรมที่ยิ่งใหญกอนกรีกและโรมัน อารยธรรมของ
อินเดีย ซึ่งเปนแหลงอารยธรรม ศาสนาฮินดู ที่แพรหลายมากอนพุทธศาสนา และตอมาอินเดีย
เปนแหลงอารยธรรมของศาสนาพุทธ และจีนเปนประเทศที่เจริญรุงเรืองดวยอารยธรรมเกาแก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 83
ที่สุดแหงหนึ่งของโลก โดยอารยธรรมนี้เกิดบริเวณลุมมน้ำฮวงโหราว 4,000ปมาแลว และจีน
เปนประเทศที่คาขายกับประเทศตางๆมาในอดีต อิทธิพลของอารยธรรมจีนที่สงผลกับไทย คือ
เครื่องปนดินเผา วรรณคดีเรื่องสามกก นาฎกรรมจีน หุนจีน งิ้ว การบูชาบรรพบุรุษ
ตอมาอารยธรรมของชาติตะวันตกที่สงผลตอสังคมไทย คือ ความกาวหนา
ของเทคโนโลยีและการศึกษา รวมทั้งภาษา คานิยม การบันเทิง นันทนาการตางๆ ยิ่งปจจุบัน
ความเจริญในการคมนาคมขนสง สื่อสารตางๆ รวดเร็วเปนโลกไรพรมแดนสงผลใหอารยธรรม
ตะวันตกเขามาสูสังคมไทยอยางรวดเร็ว ยิ่งในปจจุบันอารยธรรมตางๆในเอเชียที่เขมแข็งเริ่มมี
อิทธิพลตอสังคมไทย ที่สำคัญคือ ญี่ปุน เกาหลี
จากการศึกษาประวัติความเปนมาของวัฒนธรรมไทย จะพบวา มีการ
เปลี่ยนแปลงตลอดมาทุกยุค ทุกสมัย แตอยางไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยที่ยังคงอยูสืบทอด
มาจนถึงปจจุบัน แสดงถึงความดี ความมีประโยชนตอสังคมไทย จึงยังคงสิ่งเหลานั้นอยู
ที่สำคัญ คือ อาหารไทย ภาษาไทย การแตงกายไทย มารยาทไทย ประเพณีไทย และการมี
ศาสนาพุทธเปนศาสนาประจำชาติ การมีพระมหากษัตริยเปนสถาบันที่สำคัญของประเทศไทย
2.2 เหตุผลและความจำเปน
ในการอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำใหตองอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม
ประเพณี
การเปลี่ยนแปลงเปนลักษณะธรรมชาติของสังคมมนุษยและยอมเกิดขึ้นใน
ทุกสังคม แตจะเร็วหรือชา ขึ้นอยูกับกาลเวลา และอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงก็ได
ประเภทของการเปลี่ยนแปลง เราอาจจำแนกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม
ออกเปน 2 ประเภท คือ
1) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสรางของ
สังคมและระบบความสัมพันธของกลุมคน เชน ความสัมพันธใน
ครอบครัวระหวางพอ แม ลูก นายจาง เปนตน
2) การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนิน
ชีวิต ความรู ความคิด คานิยม อุดมการณ และบรรทัดฐานทางสังคม
ซึ่งรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆของสังคม โดยรับวัฒนธรรมของ
ตนเองบางอยาง
ปจจัยที่เปนสาเหตุที่ทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม มีปจจัยหลัก
2 ประการ ดังนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน84
1) ปจจัยภายในสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสาเหตุภายในสังคม
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสมาชิกหรือสิ่งแวดลอมภายในสังคม
นั่นเองเชน การที่สังคมมีประชากรเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ยอมทำใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงในดานการตั้งถิ่นฐานที่อยูอาศัย เกิดการบุกรุกที่ดิน และ
การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เปนตน
2) ปจจัยภายนอกสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสาเหตุภายนอกสังคม
เนื่องจากปจจุบันมีการติดตอสัมพันธกับสังคมอื่นๆมากขึ้น สังคมไทย
ไดรับอิทธิพล มาจากสังคมตะวันตกและยังรับวัฒนธรรมแบบตะวันตก
อีกมากมาย ไดแก การแตงกาย ดนตรี สถาปตยกรรมและสิ่งประดิษฐ
ตางๆ เปนตน
เหตุผลความจำเปนในการอนุรักษสืบสานวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเปนเครื่องวัด เครื่องกำหนดความเจริญ หรือความเสื่อมของสังคม
ในทำนองเดียวกัน วัฒนธรรมยังกำหนดชีวิตความเปนอยูของประชาชนในสังคม ดังนั้น
วัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูและความเจริญกาวหนาของชาติมาก
ความสำคัญของวัฒนธรรม มีอยูหลายประการคือ
1. วัฒนธรรมชวยแกปญหาและสนองความตองการตางๆของมนุษย มนุษยพน
จากอันตราย สามารถเอาชนะธรรมชาติได เพราะมนุษยสรางวัฒนธรรมขึ้นมา
ชวย
2. วัฒนธรรมชวยเหนี่ยวรั้งสมาชิกในสังคมใหมีความเปนหนึ่งอันเดียวกัน และ
สังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกพันเปนพวกเดียวกัน
3. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติ ชาติที่มีวัฒนธรรมสูงยอมไดรับ
การยกยอง และเปนหลักประกันความมั่นคงของชาติ
4. วัฒนธรรมเปนเครื่องกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ชวยใหผูคนอยูรวมกัน
อยางสันติสุข
5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติมีความรุงเรืองถาวร โดยเฉพาะอยางยิ่ง หาก
ชาตินั้นมีวัฒนธรรมที่ดี มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ยึดมั่นในหลัก
ขยัน ประหยัด อดทน ความมีระเยียบวินัยที่ดีงาม สังคมนั้นจะมีความเจริญ
รุงเรือง
6. วัฒนธรรมประเพณี เปนสิ่งที่นาสนใจ มีผลตออุตสาหกรรมการทองเที่ยวมาก
ปจจุบันอุตสาหกรรมนี้เปนจุดดึงดูดนักทองเที่ยว สงผลใหภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 85
เรื่องที่ 3 แนวทางการอนุรักษ
และการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
แนวทางการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
1. การอนุรักษวัฒนธรรมและประเพณี ควรเริ่มตนจากการปลูกจิตสำนึกใหเยาวชน
และประชาชน ทุกคนตระหนักถึงคุณคาและความสำคัญของวัฒนธรรมที่ถือ
เปนหนาที่ของทุกคนที่ชวยกันอนุรักษโดยการศึกษาวัฒนธรรมใหเขาใจ จะได
ชวยกันรวมมือรักษา
2. รวมกันเผยแพรวัฒนธรรมและประเพณี โดยการศึกษาเรียนรูและสืบทอด
วัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเอง ตัวอยางคือการเรียนรูดนตรี การเลนดนตรี
การศึกษาเพลง ฟงเพลง และรองเพลงประจำชาติ ประจำทองถิ่น เปนตน
3. เริ่มตนจากครอบครัว โดยรวมมือกันในครอบครัว ชุมชน สังคม จัดตั้งชมรม
สมาคม สถาบันเพื่อจัดกิจกรรมอนุรักษสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีในทองถิ่น
และชาติ
4. สื่อตางๆ ในสังคมเห็นความสำคัญที่จะศึกษาและถายทอดวัฒนธรรมเปน
ประจำสม่ำเสมอ
5. ทุกคนตองรวมมือกันหวงแหนรักษาวัฒนธรรมอันดีงามใหคงอยู มิให
แปรเปลี่ยน เชน ประเพณีสงกรานต ตองรวมมือกันทำกิจกรรมอันดีงาม คือ
สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผูสูงอายุ ไมควรสาดน้ำใสกันแบบไมสุภาพเรียบรอย
และรุนแรง
6. การรวมมือรักษา และถายทอดภูมิปญญา ใหไปสูสังคมและรุนบุตรหลาน
ภูมิปญญา หมายถึง ความรู ความสามารถ ความคิด ความเชื่อที่กลุมคนเรียนรู
จากประสบการณ สั่งสมไวในการดำรงชีพ มีกรพัฒนา เปลี่ยนแปลง สืบทอด
กันมา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูกับกลุมคนอื่นที่มีการติดตอสัมพันธกัน แลวนำมา
ปรับใชใหเปนประโยชนสำหรับตนเอง ตัวอยางภูมิปญญา การปลูกพืชพันธุ
พื้นเมือง การทำน้ำปลา การปนปูน เปนตน
7. แนวทางการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนและของประเทศตางๆ
ในทวีปเอเชียมีหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำหนาที่สงเสริมสนับสนุนการ
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหวางชุมชนและประเทศตางๆ ตัวอยางคือ เรามีการ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน86
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแสดง การละเลนของประเทศตางๆ ที่หอประชุม
วัฒนธรรม แหงชาติ
โดยเฉพาะอยางยิ่งปจจุบันวัฒนธรรมประเพณีของเอเชียเปนที่ดึงดูดนักทองเที่ยว
จากทั่วโลกที่นิยมศึกษาทองเที่ยว เพราะมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่นาสนใจ นาศึกษาเรียนรู
นักทองเที่ยวสนใจวัฒนธรรมประเพณีตางๆในประเทศเอเชียที่นาสนใจแตกตางกันไป ตัวอยาง
เชน นาฏศิลปไทย อินเดีย ญี่ปุน อินโดนีเซีย และทุกประเทศตางอนุรักษสืบสานวัฒนธรรม
ของตนเอง โดยมีหลักสูตรสอนในโรงเรียนสถาบันตางๆ เพื่อใหวัฒนธรรมคงอยู ซึ่งสงผลตอ
เอกลักษณของชาติตนเอง เปนความภาคภูมิใจ และที่สำคัญคือทำใหอุตสาหกรรมการทองเที่ยว
เจริญเติบโต มีเงินตราไหลเขาสูประเทศไดเปนอยางดี
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 87
เรื่องที่ 4 คานิยมที่พึงประสงค
คานิยมที่ดีงามของชาติตางๆในเอเชีย
คานิยมที่ควรสงเสริมพัฒนาใหเกิดขึ้นใน ประเทศตางๆในเอเชีย คือ
1. ความสุภาพออนโยน เปนนิสัยที่ดีของประชาชนในทวีปเอเชีย
2. ความสามารถในการสรางสรรควัฒนธรรมดานศิลปะสาขาตางๆ ซึ่งมีความ
สวยงาม มีสุนทรียคงความเปนวัฒนธรรมเอเชียไวอยางโดดเดน
3. ความสะอาด ความเปนระเบียบเรียบรอยของบานเมืองเพื่อใหเปนแหลง
ทองเที่ยว ที่มีคุณคา
4. ความซื่อสัตย ความขยันในการประกอบอาชีพ และตรงตอเวลา
คานิยมสำคัญที่กลาวมานี้ ลวนเปนพื้นฐานใหความเปนชาติมั่นคงและคงเอกลักษณ
วัฒนธรรมประเพณีที่สงผลใหเอเชียยังคงเปนแรงดึงดูดใจที่มีเสนหในการเรียนรูศิลปวัฒนธรรม
ประเพณี และอุตสาหกรรมการทองเที่ยวสืบตอไปนานเทานาน
คานิยมในสังคมไทย
คานิยม คือ สิ่งที่กลุมสังคมหนึ่งๆเห็นวาเปนสิ่งที่นานิยม นากระทำนายกยอง เปนสิ่ง
ที่ถูกตอง ดีงาม เหมาะสมที่จะยึดถือพึงปฎิบัติรวมกันในสังคม
คานิยมเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรม เนื่องจากมีการเรียนรูปลูกฝงและถายทอดจาก
สมาชิกรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง สังคมแตละสังคมจึงมีคานิยมตางกันไป คานิยมชวยใหการ
ดำเนินชีวิตในสังคมมีความสอดคลองสัมพันธกัน และทำใหการดำเนินชีวิตของสมาชิก
มีเปาหมาย ชวยสรางความเปนปกแผนใหแกสังคม อยางไรก็ดี คานิยมเปนสิ่งที่มีการเ
ปลี่ยนแปลงได ในปจจุบันนี้สังคมไทยมีคานิยมใหมๆ เกิดขึ้นมาก เชน คานิยมในการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติ คานิยมในการนำเทคโนโลยีใหมๆ มาใชในชีวิตประจำวัน เปนตน
คานิยมที่ควรปลูกฝงในสังคมไทย ไดแก
1) การรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย
2) ความเอื้อเฟอเผื่อแผ
3) ความกตัญูกดเวที
4) ความซื่อสัตย สุจริต
5) การเคารพผูอาวุโส
6) การนิยมใชของไทย
7) การประหยัด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน88
กิจกรรมที่ 9
1. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5-6 คน คนควาวัฒนธรรม ประเพณีทองถิ่นในประเทศ
ไทยแตละภาค พรอมแนวทางการอนุรักษวัฒนธรรม ประเพณีนั้นๆ แลวนำมา
แลกเปลี่ยนเรียนรูดวยการนำเสนอแลวใหผูเรียนชวยกันใหขอคิดเห็นเพิ่มเติม
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
2. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5-6 คนคนควาวัฒนธรรม ประเพณีที่สำคัญของประเทศ
ตางๆ ในเอเชีย พรอมทั้งแนวทางอนุรักษวัฒนธรรมประเพณีของประเทศนั้นๆ
แลวนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรูดวยการนำเสนอ แลวใหผูเรียนชวยกันใหขอคิดเห็น
เพิ่มเติม
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
3. ใหผูเรียนอภิปรายปญหาคานิยมของประเทศและชุมชน พรอมทั้งใหขอเสนอ
แนะ วิธีการสรางเสริมคานิยม ความซื่อสัตย ความสามัคคีใหเกิดขึ้นในชุมชน
และสังคมไดอยางไร
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 89
สาระสำคัญ
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข
มีรัฐธรรมนูญซึ่งเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศที่ประชาชนชาวไทยควรมีความรู
ความเขาใจเกี่ยวกับความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โตรงสรางและสาระสำคัญของ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ตลอดจนการศึกษาจุดเดนของรัฐธรรมนูญในสวนที่
เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน เพื่อการปฎิบัติตนไดอยางถูกตองตามที่
รัฐธรรมนูญกำหนด
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายความเปนมา หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทยได
2. มีความรู ความเขาใจ โครงสรางและบอกสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแหงราช
อาณาจักรไทย
3. อธิบายจุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหนาที่ของประชาชนได
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 ความเปนมา หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทย
เรื่องที่ 2 โครงสรางและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
เรื่องที่ 3 จุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชน
สื่อการเรียนรู
1. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
3. บทความตางๆ
4. หนังสือพิมพ
บทที่ 3
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน90
เรื่องที่ 1 ความเปนมา หลักการและเจตนารมณ
ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
1.1 ความเปนมาของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญ (Constitution) หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถาแปล
ตามความคำ จะหมายถึงการปกครองรัฐอยางถูกตองเปนธรรม (รัฐ + ธรรม + มนูญ)
ในความหมายอยางแคบ“รัฐธรรมนูญ” ตองมีลักษณะเปนลายลักษณอักษรและไมใช
สิ่งเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ” มี
ความหมายกวางกวาและจะเปนรูปแบบลายลักษณอักษรหรือจารีตประเพณีก็ได
สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเปนประเทศแรกๆ ที่รางรัฐธรรมนูญขึ้นมาในภาษาของ
ประเทศทั้งสอง คำวา รัฐธรรมนูญ ตางใชคำวา (Constitution ซึ่งแปลวา การสถาปนา หรือการ
จัดตั้ง ซึ่งหมายถึงการสถาปนาหรือการจัดตั้งรัฐนั่นเอง โดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เปน
ลายลักษณอักษรแตประเทศอังกฤษไมมีรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรมีแตจารีตประเพณี
หรือ “ธรรมเนียมทางการปกครอง” ที่กระจายอยูตามกฎหมาย คำพิพากษาตางๆ รวมทั้ง
ธรรมเนียมปฎิบัติที่สืบทอดกันมา จนกลายเปนจารีตประเพณี ซึ่งถือเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตรของชาตินั่นเอง
(ที่มา http://www.sale2thai.com/constiution.htm 13 # <เมื่อวันที่ 11 กมภาพันธ 2552>)
หลวงประดิษฐมนูธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค) ไดอธิบายวา “กฎหมายธรรมนูญการ
ปกครองแผนดิน เปนกฎหมายที่บัญญัติถึงระเบียบแหงอำนาจสูงสุดในแผนดินทั้งหลาย
และวิธีการดำเนินการทั่วไปแหงอำนาจสูงสุดในประเทศ”
ศาสตราจารยหยุด แสงอุทัย ทานอธิบายวา หมายถึง “กฎหมายที่กำหนดระเบียบแหง
อำนาจสูงสุดในรัฐและความสัมพันธระหวางอำนาจเหลานี้ตอกันและกัน”
(ที่มา http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter1/Lesson1.htm#13 <เมื่อวันที่ 11
กุมภาพันธ 2552>)
ประเทศไทยเริ่มใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อเกิด
การปฏิวัติโดยคณะราษฎร เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญา
สิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตย โดยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขที่ทรง
อยูใตรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
รัชกาลที่ 7 แหงราชวงศจักรี
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 91
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชทาน
รัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดนำขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย ใหทรงลงพระ
ปรมาภิไธย นอกจากนี้พระองคก็ทรงมีพะระราชประสงคมาแตเดิมแลววาจะพระราชทาน
รัฐธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึง
เปนการสอดคลองกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบ
เรียบรอยของบานเมือง และความสุขของประชาชนเปนสำคัญ ยิ่งกวาการดำรงไวซึ่งพระราช
อำนาจของพระองค
รัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรไดนำขึ้นทูลเกลาฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยมี2ฉบับ
คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475
กองกำลังของคณะราษฎร ถาย ณ บริเวณหนาวังปารุสกวัน
ตอมาเมื่อเกิดความขัดแยงระหวางพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวกับคณะราษฎร
จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2
มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ความละเอียดดังนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน92
(สำเนาพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ)
ปปร
บานโนล
แครนลีประเทศอังกฤษ
เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกไดทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใชกำลัง
ทหารในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แลวไดมีหนังสือมาอัญเชิญขาพเจาใหดำรง
อยูใตตำแหนงพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ ขาพเจาไดรับคำเชิญดังนั้น เพราะเขาใจวา
พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอยางประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช
การปกครองตามหลักนั้น เพื่อใหประชาราษฎรไดมีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการ
ปกครองประเทศและนโยบายตางๆ อันแนผลไดเสียแกประชาชนทั่วไป ขาพเจามีความ
เลื่อมใสในวิธีการเชนนั้นอยูแลว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของ
ประเทศสยามใหเปนไปตามรูปแบบนั้น โดยมิไดมีการกระทบกระเทือนอันรายแรง เมื่อมา
มีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแลว และเมื่อมีผูกอการรุยแรงนั้นอางวามีความประสงคจะสถาปนา
รัฐธรรมนูญขึ้นเทานั้น ก็เปนไมผิดกับหลักการที่ขาพเจามีความประสงคอยูเหมือนกัน
ขาพเจาจึงเห็นสมควรโนมตามความประสงคของผูกอการยึดอำนาจนั้นได
เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ ขาพเจาไดพยายามชวยเหลือในการที่จะรักษาความ
สงบราบคาบเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นเปนไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเปนได
แตความพยายามของขาพเจาไรผล โดยเหตุที่ผูกอการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ไดกระทำใหเกิด มีความเสรีภาพในบานเมืองอยางบริบูรณขึ้นไม และมิไดฟงความคิดเห็น
ของราษฎรโดยแทจริง และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นไดวาอำนาจที่จะ ดำเนิน
นโยบายตางๆ นั้นจะตกอยูแกคณะผูกอการและผูที่สนับสนุนเปนพวกพองเทานั้น
มิไดตกอยูแกผูแทนซึ่งราษฎรเปนผูเลือก เชนในฉบับชั่วคราวแสดงใหเห็นวา ถาผูได
ไมไดรับความผิดชอบของผูกอการจะไมใหเปนเปนผูแทนราษฎรเลย ฉบับถาวรไดมีการ
เปลี่ยนแปลงใหดีขึ้นตามคำรองขอของขาพเจาไดยินยอมใหมีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดย
หวังวาสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งขาพเจาตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรูการงานและชำนาญ
ในวิธีการดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วๆ ไป ไมจำกัดวาเปนพวกใดคณะใด เพื่อจะได
ชวยเหลือนำทางใหแกสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แตครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิก
ประเภทที่ 2 ขึ้น ขาพเจาหาไดมีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอา
แตเฉพาะผูที่เปนพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิไดคำนึงถึงความชำนาญ นอกจากนี้คณะผูกอการ
บางสวนไดมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอยางใหญหลวง
จึงเกิดแตกราวกันขึ้นเองในคณะผูกอการและพวกพอง จนตองมีการปดสภาและงดใช
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 93
รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของรัฐบาลซึ่งถือตำแหนงอยูในเวลานั้น ทั้งนี้
เปนเหตุใหมีการปนปวนในการเมือง ตอมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเขายึดอำนาจ
โดยกำลังทหารเปนครั้งที่ 2 และตั้งแตนั้นมา ความหวังที่จะใหการเปลี่ยนแปลงตางๆ
เปนไปโดยราบรื่นก็ลดนอยลง
เนื่องจากเหตุที่คณะผูกอการมิไดกระทำใหมีเสรีภาพในการเมืองอันแทจริง และ
ประชาชนมิไดมีโอกาสออกเสียงกอนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญตางๆ จึงเปนเหตุใหมี
การขบถขึ้น ถึงกับตองตอสูฆาฟนกันเองในระหวางคนไทย
เมื่อขาพเจาไดขอรองใหเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียใหเขารูปประชาธิปไตย
อันแทจริงเพื่อใหเปนที่พอใจแกประชาชน คณะรัฐบาล และพวกซึ่งกุมอำนาจอยู
บริบูรณในเวลานี้ก็ไมยอม ขาพเจาไดขอรองใหราษฎรไดมีโอกาสออกเสียงกอนที่จะ
เปลี่ยนแปลง หลักการและนโยบายอันสำคัญมีผลไดเสียแกพลเมือง รัฐบาลก็ไมยินยอม
และแมแตการประชุมในสภาผูแทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เชนเรื่องคำรองขอตางๆ ของ
ขาพเจา สมาชิกก็ไมไดมีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถองแทและละเอียดลออเสียกอน
เพราะถูกเรงรัดใหลงมติอยางรีบดวนภายในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลไดออก
กฎหมาย ใชวิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาวาทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรม
ของโลก คือไมใหโอกาสตอสูคดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอยางลับไมเปดเผย
ซึ่งเปนวิธีการที่ขาพเจาไมเคยใชในเมื่ออำนาจอันสิทธิ์ขาดยังอยูในมือของขาพเจา และ
ขาพเจาไดรองขอใหเลิกวิธีนี้ รัฐบาลก็ไมยอม
ขาพเจาเห็นวาคณะรัฐบาลและพวกพอง ใชวิธีการปกครองซึ่งไมถูกตองตาม
หลักการของเสรีภาพในตัว บุคคลและหลักความยุติธรรมจามความเขาใจและยึดถือ
ของขาพเจา ขาพเจาไมสามารถที่จะยินยอมใหผูใดคณะใดใชวิธีการปกครองอยางนั้น
ในนามขาพเจาตอไปได
ขาพเจาเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของขาพเจาอยูแตเดิมใหแกราษฎรโดยทั่วไป
แตขาพเจาไมยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใช
อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ขาพเจาเห็นวาความประสงคของขาพเจาที่จะใหราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียง
ในนโยบายของประเทศโดยแทจริง ไมเปนผลสำเร็จ และเมื่อขาพเจารูสึกวาบัดนี้เปนอัน
หมดหนทางที่ขาพเจาจะชวยเหลือหรือใหความคุมครองแกประชาชนไดตอไปแลว ขาพเจา
จึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหนงพระมหากษัตริยแตบัดนี้เปนตนไป ขาพเจา
ขอสละสิทธิของขาพเจาทั้งปวง ซึ่งเปนของขาพเจาในฐานที่เปนพระมหากษัตริย แตขาพเจา
สงวนสิทธิทั้งปวงอันเปนของขาพเจาแตเดิมมากอนที่ขาพเจาไดรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน94
ขาพเจาไมมีความประสงคที่จะบงนามผูหนึ่งผูใด ใหเปนผูรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ
ตอไป ตามที่ขาพเจามีสิทธิที่จะทำไดตามกฏมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ
อนึ่ง ขาพเจาไมมีความประสงคที่จะใหผูใดกอการไมสงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน
ของขาพเจา หากมีใครอางใชนามของขาพเจา พึงเขาใจวามิไดเปนไปโดยความยินยอม
เห็นชอบหรือสนับสนุนของขาพเจา
ขาพเจามีความเสียใจเปนอยางยิ่ง ที่ไมสามารถจะยังประโยชนใหแกประชาชนและ
ประเทศชาติของขาพเจาตอไปไดตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบตอกันมาตั้งแต
บรรพบุรุษ ยังไดแตตั้งสัตยอธิษฐานขอใหประเทศสยามจงไดประสบความเจริญและขอ
ประชาชนชาวสยามจงไดมีความสุขสบาย
(พระปรมาภิธัย) ประชาธิปก ปร
วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
เวลา 13 นาฬิกา 55 นาที
ที่มา http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ <เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2552>
จากพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ มีขอความที่ถือวาเปนหลักการสำคัญของการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยวา “ขาพเจาเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของขาพเจาอยู
แตเดิม ใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด
คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใชอำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชา
ราษฎร”
นับแตป พ.ศ. 2475 เปนตนมาจนถึงป พ.ศ. 2552 ประเทศไทยมีการประกาศใช
รัฐธรรมนูญมาแลว รวม 18 ฉบับ ดังนี้
1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
ประกาศใชเมื่อวันที่10ธันวาคมพ.ศ.2475มีทั้งหมด39มาตราแบงเปน6หมวด
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
ไดมีการยกเลิกไปเมื่ออนุกรรมการรางรัฐธรรมนูญซึ่งมีพระยามโปกรณนิติธาดา
เปนประธาน ไดรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยามเสร็จ และประกาศใช
รัฐธรรมนูญฉบับใหมในปเดียวกัน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 95
2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
ประกาศใชเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ดังนั้นจึงถือวาวันที่ 10 ธันวาคม
ของทุกปเปนวันรัฐธรรมนูญรัฐบาลใหหยุดราชการได1วันมีทั้งหมด68มาตรา
ประกอบดวยบททั่วไปและหมวดตางๆ อีก 7 หมวด รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผล
บังคับใชนานถึง 14 ป มีการแกไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยนามประเทศ พุทธศักราช 2482
ใหเรียกวาประเทศไทยและบทแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด
ที่ใชคำวา “สยาม” ใหใชคำวา “ไทย” แทน
ครั้งที่ 2 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช 2483
ใหยกเลิกความในมาตรา65แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
ใหยืดอายุเวลาการมีสมาชิกประเภทที่ 2 ออกไปเปน 20 ป
ครั้งที่ 3 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎร พุทธศักราช 2485 ใหยกเลิกความในมาตรา 18 ของ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ถามีเหตุขัดของทำการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมได เมื่ออายุสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ครบสี่ปแลวใชขยายเวลาเ ลือกตั้งออกไปเปนคราวละไมเกินสองป
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ไมมีบทบัญญัติหาม
ขาราชการประจำยุงเกี่ยวการเมือง จึงเปนผลใหบุคคลสำคัญของคณะราษฎรที่เปนขาราชการ
ประจำสามารถเขาคุมตำแหนงทางการเมืองทั้งในสภาผูแทนราษฎรและในคณะรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญไมรับรองสิทธิในการตั้งพรรคการเมืองจึงทำใหไมสามารถรวมพลังเพื่อเสรีใน
เรื่องอื่นๆ ไดรัฐบาลยังไดออกพระราชบัญญัติปองกันรัฐธรรมนูญ มีผลใหบุคคลจำนวนหนึ่ง
ถูกจับกุมและลงโทษเพราะละเมิดพระราชบัญญัติดังกลาง ตอมา พ.ศ. 2489 ซึ่งเปนชวงสมัยที่
พันตรีควงอภัยวงศเปนนายกรัฐมนตรีและนายปรีดีพนมยงคเปนผูสำเร็จราชการแทนพระองค
บุคคลทั้งสองพิจารณาวาสมควรจะเลิกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม
พุทธศักราช 2475 และไดปรับปรุงแกไขใหมเพราะไดใชรัฐธรรมนูญมาแลว 14 ป เหตุการณ
บานเมืองเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงไดมีรัฐธรรมนูญฉบับใหมเปนฉบับที่ 3
3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
ประกาศใชเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีทั้งหมดรวม 96 มาตรา
รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีแนวทางในการดำเนินการปกครองเปนประชาธิปไตย
มากกวารัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 กลาวคือ สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง ให
ประชาชนมีเสรีภาพรวมกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน96
เปนการใหโอกาสรวมกลุมเพื่อรักษาประโยชนของตนและถวงดุลอำนาจของ
กลุมอื่นอีกประการหนึ่งคือใหแยกขาราชการการเมืองออกจากขาราชการประจำ
การแยกขาราชการการเมืองออกจากขาราชประจำทำความไมพอใจแกกลุมขาราชการ
ที่มีบทบาททางการเมืองนับแตมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ประกอบในระยะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเอก
ผิน ชุณหะวัน นำทหารกอการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
ไดยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 3 หลังจากที่ประกาศใชไดเพียง 18 เดือน
4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490
ประกาศใชในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยมีการอางเหตุผลในการเปลี่ยน
รัฐธรรมนูญฉบับที่3วา “เพราะประเทศชาติอยูในภาวะวิกฤติประชาชนไดรับ
ความลำบากเพราะขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ราคาสินคาสูงขึ้น มี
ความเสื่อมทรามในศีลธรรมรัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูเปนเหตุใหประเทศชาติ
ทรุดโทรม จึงขอใหยกเลิกและมาใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมที่จะชวยจรรโลงชาติ
และบำบัดยุคเข็ญใหเขาสูภาวะปกติ” มีทั้งหมด 98 มาตรา
5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
เกิดขึ้นโดย สภารางรัฐธรรมนูญ ประกาศใชบังคับเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492
มีทั้งหมด188มาตราซึ่งนับวาเปนรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่ง
แตในที่สุด ก็ถูก ฉีกทิ้ง" เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 โดยการทำ
รัฐประหารภายใตการนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมอายุการประกาศ
และบังคับใช 2 ป 8 เดือน 6 วัน
6. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช
2495
หลังจากที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ถูกใชได
เพียง 2 ปเศษ ก็มีการทำรัฐประหาร เพื่อนำเอารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 กลับมา
ใชอีกครั้งโดยอางวารัฐธรรมนูญพ.ศ.2492นั้นใหสิทธิเสรีภาพมากเกินไปทำให
ไมสามารถปองกันภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสตได จึงไดเกิดการรัฐประหาร
นำรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2475 ฉบับแกไขเพิ่มเติม (พ.ศ. 2482 กับ พ.ศ.
2483)มาใชแทนเปนการชั่วคราวไปพลางกอนและใหสภาผูแทนราษฎรประชุม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 97
ปรึกษาเพื่อแกไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวใหสมบูรณยิ่งขึ้น เพื่อใชเปน
รัฐธรรมนูญฉบับถาวรตอไป ซึ่งก็ไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาราง
รัฐธรรมนูญ จำนวน 24 คน เมื่อไดดำเนินการเสร็จแลว จึงไดเสนอตอผูแทน
ราษฎร และสภามีมติเห็นชอบ จึงไดประกาศมีผลใชบังคับตั้งแตวันที่ 8 มีนาคม
2495 ประกอบดวยบทบัญญัติทั้งหมด 123 มาตรา โดยมีบทบัญญัติเดิมของ
รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 อยูเพียง 41 มาตราเทานั้น นอกนั้นอีก 82 มาตรา
เปนบทบัญญัติที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวนั้น สวนใหญก็นำ
มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 นี้จึงมีลักษณะผสม
ผสานกันระหวางรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับขางตน นั่นเอง ในระหวางที่มีการใช
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปไดประมาณ 5 ป ไดเกิดการเลือกตั้งที่มีความไมบริสุทธิ์
และเปนธรรม โดยการเจาหนาที่ผูดำเนินการเลือกตั้งไมสุจริต มีการโกงการ
เลือกตั้งใหแกผูสมัครพรรคเสรีมนังคศิลาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย
เฉพาะตามหนวยเลือกตั้งหลายหนวยเลือกตั้งหลายหนวยในจังหวัดพระนคร
กรณีนี้เปนสาเหตุสำคัญที่ทำใหคณะรัฐประหารภายใตการนำของจอมพล
สฤษดิ์ ธนะรัชต ไดทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 16 กันยายน
2500และประกาศยุบเลิกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้ง2ประเภทแตก็มิไดยกเลิก
รัฐธรรมนูญ ทวายังคงใหใชรัฐธรรมนูญตอไป ในขณะเดียวกัน ก็กำหนดใหมี
การเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 ภายใน 90 วัน เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบรอย
แลวกลับปรากฏวาการบริหารราชการแผนดินก็ไมเปนไปโดยราบรื่นนักในที่สุด
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จึงไดถูก “ฉีกทิ้ง” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยการทำ
รัฐประหารอีกครั้งหนึ่งของคณะรัฐประหารชุดเดิมซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต
ในฐานะผูบัญชาการทหารสูงสุด และผูบัญชาการทหารบกเปนหัวหนาคณะ
ปฏิวัติรวมอายุการประกาศและบังคับใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2475 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ทั้งสิ้น 6 ป 7 เดือน 12 วัน
7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
ประกาศใชเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2502 หลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ยกเลิก
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช
2495 (ฉบับที่ 6) และประกาศใหสมาชิกภาพแหงสภาผูแทนราษฎร และคณะ
รัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยคณะปฏิวัติทำหนาที่บริหารประเทศ โดยจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต ผูที่เปนทั้งหัวหนาคณะปฏิวัติและเปนผูบัญชาการสูงสุด ไมมีการ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน98
แบงแยกอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการใหออกจากกัน
คณะปฏิวัติเปนผูสั่งการ เปนผูใชอำนาจ ประเทศไทยจึงมีการปกครองโดย
ปราศจากรัฐธรรมนูญเปนเวลา101วันนับตั้งแตวันที่20ตุลาคม2501จนถึงวันที่
28 มกราคม 2502 จึงไดประกาศใชธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร
พุทธศักราช 2502 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญไทยที่สั้นที่สุด คือ มีเพียง 20 มาตรา
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแมจะดชื่อวาเปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อรอการ
รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แตถูกใชเปนเวลายาวนานรวมถึง 9 ป 4 เดือน 20 วัน
จนกระทั่งถูกยกเลิกอยาง “สันติ” เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญรางรัฐธรรมนูญฉบับ
ถาวรแลวเสร็จและประกาศบังคับใชเปนรัฐธรรมนูญฉบับใหม เมื่อวันที่ 20
มิถุนายน 2511
8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
ประกาศใชเมื่อวันที่20มิถุนายน2511มีทั้งหมด183มาตราถือเปนรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 2 ของไทย ซึ่งถูกยกรางโดยสภารางรัฐธรรมนูญเปนรัฐธรรมนูญที่ใช
เวลาในการยกรางจัดทำยาวนานที่สุดถึง 9 ปเศษ แตทวากลับมีอายุการใชงาน
เพียง 3 ป 4 เดือน 27 วัน กลาวคือ หลังจากใชบังคับไดไมนานนัก เพราะ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชขาราชการประจำเปนเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของ
รัฐบาล โดยฝายวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจที่สำคัญเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ยังหามมิใหสมาชิก
ผูแทนราษฏรเปนรัฐมนตรีในคณะเดียวกันดวย จึงเทากับกีดกันมิใหผูแทน
ราษฏร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเขามามีสวนรวมในการใชอำนาจบริหารอันเปน
ความปรารถนาของนักการเมืองทุกคนจึงสรางความไมพอใจใหแกผูแทนราษฎร
เปนอยางมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อปรากฏวา รัฐบาลไมสนับสนุนจัดสรร
งบประมาณแผนดินใหแกผูแทนราษฏรในรูปของงบประมาณจังหวัด อันเปน
ขอเรียกรองของผูแทนราษฎรเพื่อพวกเขาจะไดเงินงบพัฒนาจังหวัดไปใชใหเกิด
ประโยชนในการเลือกตั้งครั้งตอไปจึงทำใหผูแทนราษฎรรวมหัวกันพยายาม
จะตัดเงินงบประมาณที่รัฐบาลเสนอขออนุมัติจากสภาทุกปทำใหตองมีการเจรจา
ตอรองกันอยางหนักกวาจะตกลงกันได ดวยเหตุนี้ รางพระราชบัญญัติ
งบประมาณของรัฐบาล จึงประกาศใชลาชาทุกป คณะทหารและบรรดา
ขาราชการประจำที่ไมชอบตอการบริหารงานแบบประชาธิปไตยดังนั้นเมื่อวันที่
17 พฤศจิกายน 2514 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ก็จึงถูก “ฉีกทิ้ง” อีกครั้งหนึ่ง โดย
การทำรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเปนนายกรัฐมนตรี
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 99
และผูบัญชาการสูงสุดในขณะนั้น และก็ไดนำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ 7
มาแกไขปรับปรุงรายละเอียดใหมเล็กนอยกอนประกาศใชบังคับ
9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
ประกาศใชเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 มีทั้งหมด 23 มาตรา รัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้ไดนำเอาอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 17 มาบัญญัติไว
อีกดวย ขณะที่มีเวลาใชบังคับอยูเพียง 1 ป 9 เดือน 22 วัน ตองถูกยกเลิกไป
เมื่อเกิดเหตุการณ วันมหาวิปโยค เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 สืบเนื่องจาก
การที่มีกลุมบุคคลไมพอใจที่รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ใชเวลา
รางรัฐธรรมนูญฉบับใหมนานเกินไปทั้งๆที่เคยรางรัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแลว
กลุมดังกลาวประกอบดวยผูนำนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เริ่มรณรงค
เรียกรองใหรัฐบาลประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยเร็ว ปรากฏวา รัฐบาล
กลับตอบโตการเรียกรองดังกลาว โดยการจับกุมกลุมผูเรียกรองรัฐธรรมนูญ
จำนวน13คนโดยตั้งขอหาวาเปนการทำลายความสงบเรียบรอยภายในประเทศ
และมีการกระทำอันเปนคอมมิวนิสต รวมทั้งใชอำนาจตามมาตรา 17 แหง
รัฐธรรมนูญฉบับที่9ควบคุมผูตองหาดังกลาวในระหวางการสอบสวนโดยไมมี
กำหนด ทำใหศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศไทย ตองออกมาเคลื่อนไหว
ใหรัฐบาลปลอยตัวผูตองหาทั้งหมดโดยไมมีเงื่อนไข และขอใหรัฐบาลประกาศ
ใชรัฐธรรมนูญใหมภายใน 1 ปดวย แตรัฐบาลไมยอมปฏิบัติตามขอเรียกรอง
นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนจึงไดเดินทางมาชุมนุมกันณมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร จำนวนเรือนแสน วันที่13 ตุลาคม 2516 ในตอนบายๆ ฝูงชนก็ได
เดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรผานถนนราชดำเนินไปชุมนุมอยูที่
บริเวณพระบรมรูปทรงมา จนกระทั่ง ชวงเชามืดของวันที่ 14 ตุลาคม 2516
กลุมผูชุมนุมจำนวนหนึ่ง ปะทะกับกองกำลังของเจาหนาที่ตำรวจอยาง รุนแรง
ที่ขางพระตำหนักจิตรลดา เหตุการณลุกลามใหญโต จนในที่สุด ก็นำไปสูการ
จลาจลครั้งสำคัญในประวัติศาสตรไทย โดยมีผูเสียชีวิตนับรอย และบาดเจ็บอีก
เปนจำนวนมาก ขณะที่สถานที่ราชการตางๆ อันเปนสัญลักษณของอำนาจ
เผด็จการ ก็ไดถูกประชาชนเผาทำลายไปหลายแหงดวยเชนกัน
10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
ประกาศใชเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น 238 มาตรา เปน
รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ไดชื่อวาเปนประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะวามีบท
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน100
บัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางกาวหนาและเปนแบบเสรีนิยมมากขึ้นในหลาย
เรื่องดวยกัน เริ่มตน ในหมวด 1 บททั่วไป ไดมีบทบัญญัติหามมิใหมีการ
นิรโทษกรรมแกผูกระทำการลมลงสถาบันกษัตริย หรือรัฐธรรมนูญ และ
หมวด 2 พระมหากษัตริย ไดบัญญัติขึ้นเปนครั้งแรกวา ในการสืบราชสัตติวงศ
นั้นในกรณีที่ไมมีพระราชโอรส รัฐสภาอาจใหความเห็นชอบในการให
พระราชธิดาสืบราชสัตติวงศได นอกจากนั้น ยังมีบทบัญญัติอันเปนการเพิ่ม
หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และประโยชนของประชาชนไวมากกวา
รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผานๆมากอนหนานั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไดรับการแกไข
เพิ่มเติม 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2518 ในเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง
วุฒิสมาชิกจากเดิมใหประธานองคมนตรี เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ
เปลี่ยนมาเปนนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแกไขเพิ่มเติมเพียง
ครั้งเดียวและมีระยะเวลาการใชเพียง2ปก็ถูก“ฉีกทิ้ง”โดยประกาศของ “คณะ
ปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ซึ่งมีพล.ร.อ.สงัดชลออยูผูบัญชาการทหารสูงสุด
และผูบัญชาการทหารเรือ เปนหัวหนาคณะปฏิรูป เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
หลังจากปฏิวัติลมรัฐบาล อันเนื่องมาจากเหตุการณนองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม
2519แลวคณะปฏิวัติก็ไดแตงตั้งนายธานินทรกรัยวิเชียรขึ้นเปนนายกรัฐมนตรี
พรอมๆ กับประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 โดยมีบัญญัติเพียง 29
มาตราเทานั้น ตอมาเกิดการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูป การปกครองแผนดิน
ชุดเดิมในชื่อใหมวา “คณะปฏิวัติ” ในวันที่20ตุลาคม2520ซึ่งมีหัวหนาคนเดิม
คือ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ดังนั้นอายุการบังคับใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงแค
1 ป เทานั้น
12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดจากการทำรัฐประหารของคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20
ตุลาคม2520 โดยคณะปฏิวัติใหเหตุผลในการปฏิวัติวา “เพราะภัยคุกคามของ
คอมมิวนิสต” หลังจากยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 11 แลว คณะปฏิวัติไดจัดตั้ง
คณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ตามหลักการที่คณะปฏิวัติ
กำหนดไว จากนั้น คณะปฏิวัติจึงไดประกาศใชธรรมนูญการปกครอง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 รัฐธรรมนูญฉบับนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 101
มีบทบัญญัติ 32 มาตรา และถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 เนื่องจาก
การประกาศใชธรรมนูญฉบับใหมคือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาไทยพุทธศักราช
2521 อันเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ของประเทศไทย
13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
เปนผลจากการรางของคณะกรรมาธิการรางรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติ
แหงชาติ ตามขอกำหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช
2520 ซึ่งรางรัฐธรรมนูญใหมขึ้นเพื่อใชแทนรัฐธรรมนูญเกา และสภานิติบัญญัติ
แหงชาติไดใหความเห็นชอบ แลวประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ ตั้งแตวันที่ 22
ธันวาคม 2521 มีทั้งหมด 206 มาตรา สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นับวา
เปนประชาธิปไตยพอสมควร หากไมนับบทบัญญัติเฉพาะกาลที่มีผลใชบังคับ
อยูในชวง 4 ปแรกของการใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดมีความพยายามที่จะแกไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยูหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดทายก็ประสบความสำเร็จ
เมื่อป พ.ศ. 2528 วาดวยเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยแกไขจากแบบรวมเขต
รวมเบอร หรือคณะเบอรเดียว มาเปนการเลือกตั้งแบบผสมเขตละไมเกิน 3 คน
การแกไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ถือวาเปนการแกไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ขณะที่การแกไข
เพิ่มเติมอีกครั้ง คือ ครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นในป พ.ศ. 2532 เกี่ยวกับเรื่องประธาน
รัฐสภา โดยแกไขใหประธานสภาผูแทนราษฎรดำรงตำแหนงเปนประธาน
รัฐสภารัฐธรรมนูญฉบับที่13ไดใชบังคับเปนเวลาคอนขางยาวนานถึง12ปเศษ
แตก็ถูก “ยกเลิก” โดยคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (ร.ส.ช.)
ภายใตการนำของพลเอกสุนทรคงสมพงษไดเขาทำการยึดอำนาจการปกครอง
ประเทศจากรัฐบาลของนายกฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23
กุมภาพันธ 2534
14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534
ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (ร.ส.ช.) ไดทำการยึด
อำนาจแลว ก็กำหนดใหรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ
วุฒิสภา สภาผูแทนราษฎรคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยชี้แจงถึงเหตุผลและ
ความจำเปนของการเขายึดและและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ โดย
กลาวหารัฐบาลและผูบริหารประเทศวา “มีพฤติการณการฉอราษฎรบังหลวง
ขาราชการการเมืองใชอำนาจกดขี่ขมเหงขาราชการประจำผูซื่อสัตยสุจริตรัฐบาล
เปนเผด็จการทางรัฐสภาการทำลายสถาบันการทหารและการบิดเบือนคดีลมลาง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน102
สถาบันกษัตริย” ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ประกาศ
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 มีทั้งหมด 33 มาตรา มีระยะเวลาการใชบังคับ 9 เดือน
8 วัน ก็ถูกยกเลิกไป จากผลการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534
15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
มักจะถูกเรียกขานกับวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับ ร.ส.ช.” เพราะเปนผลงานการ
ยกรางและจัดทำของสภานิติบัญญัติแหงชาติ อันประกอบดวยสมาชิกจำนวน
292 คน ซึ่งพระมหากรัษตริยทรงแตงตั้งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภา
รักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ประกาศใชเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 มี
ทั้งหมด 233 มาตรา ในการรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 นี้มีประเด็นปญหาทาง
กฎหมายรัฐธรรมนูญหลายประเด็น อันกอใหเกิดความขัดแยงทางความคิด
ระหวางคณะกรรมาธิการ พิจารณารางรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแหงชาติ
กับสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวา นายกรัฐมนตรีตองเปน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร เพราะประชาชนตางเขาใจกันดีวา การกำหนดให
บุคคลภายนอกเขามาเปนนายกรัฐมนตรีไดนั้น เทากับวาเปนการเปดโอกาสให
มีการสืบทอดอำนาจใหกับคณะร.ส.ช.ออกไปไดอีกในที่สุดเมื่อรัฐธรรมนูญนี้
มีผลบังคับใช บทบัญญัติมาตรา 159 ก็ไดเปดโอกาสใหเชิญบุคคลภายนอก
มาเปนนายกรัฐมนตรีได และหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้
เนื่องดวยปญหาบางประการ ทำใหพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากในฐานะ
พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ไดเชิญนายทหารในคญะ ร.ส.ช. คือ พลเอก
สุจินดา คราประยูร ใหมาเปนนายกรัฐมนตรี พรอมกับเหตุผลที่วา “เสียสัตย
เพื่อชาติ” ซึ่งนับวาเปนการทวนกระแสกับความรูสึกของประชาชน ไมนอย
เพื่อที่จะควบคุมสถานการณเอาไวรัฐบาลก็เลยออกคำสั่งใหทหารและตำรวจเขา
สลายการชุมนุมของกลุมประชาชนซึ่งรวมตัวกันประทวงอยูที่บริเวณอนุสาวรีย
ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน ในชวงระหวาง วันที่ 17 ถึง 20 พฤษภาคม
พ.ศ. 2535 แตทวากลับเปนการนำสูเหตุการณนองเลือดที่เรียกกันวา เหตุการณ
พฤษภาทมิฬ ในที่สุด ซึ่งตอมาสถานการณตางๆ ก็บีบรัด จนทำใหพลเอก
สุจินดาตองลาออกจาก ตำแหนงนายกรัฐมนตรีไปอยางจำยอม รัฐบาลชั่วคราว
ภายหลังเหตุการณดังกลาว และบรรดาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในขณะนั้น
ไดดำเนินการแกไข วิกฤตการณอันสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ โดยเสนอใหมี
การแกไขรัฐธรรมนูญ รวม 4 ฉบับ ซึ่งนับวาเปนความสำเร็จครั้งแรกที่สมาชิก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 103
สภาผูแทนราษฎรไดแสดงเจตนาเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการแกไข
รัฐธรรมนูญไปสูความเปนประชาธิปไตยใหมากยิ่งขึ้น แตทวาความสำเร็จใน
ครั้งนี้ ก็เปนผลสืบเนื่อง มาจากการสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการเมือง
ไทย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่15มีระยะเวลาใชบังคับรวมทั้งสิ้น5ป10เดือน
2 วัน ไดถูก “ยกเลิก” เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยการประกาศใชรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 มีทั้งหมด 336 มาตรา รัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 16 นี้ ถือเปนรัฐธรรมนูญที่ริเริ่มขึ้นโดยพรรคชาติไทย มีนายบรรหาร
ศิลปอาชา เปนนายกรัฐมนตรีในคณะนั้น ไดแตงตั้งคณะกรรมการปฏิรูป
การเมืองเขามาดำเนิน และไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาราง
รัฐธรรมนูญขึ้นมา และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน
โดย 76 คน เปนตัวแทนของแตละจังหวัด และอีก 23 คน มาจากผู
เชี่ยวชาญหรือผูมีประสบการณ ซึ่งถือวาเปนรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
ฉบับเดียวของประเทศไทย โดยกอนนหนานี้ 15 ฉบับมาจากคณะรัฐมนตรีที่มา
จากการแตงตั้ง หรือรัฐบาลทหารเจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 คือการ
ปฏิรูปการเมือง โดยมีเปาหมาย 3 ประการ คือ
1) ขยายสิทธิ เสรีภาพ และสวนรวมของพลเมือง
2) การเพิ่มการตรวจสอบการใชอำนาจรัฐโดยประชาชน เพื่อใหเกิด
ความสุจริตและโปรงใสในระบอบการเมือง
3) การทำใหระบบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ไดสิ้นสุดลงดวยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน
พ.ศ. 2549 สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปนนายกรัฐมนตรี โดยคณะปฏิรูปการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข นำโดย
พลเอกสนธิบุญยกลินผูบัญชาการทหารบกไดออกประกาศรัฐธรรมนูญแหงราช
อาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 ทั้งนี้ คณะปฏิรูปฯ ไดออก
ประกาศคงบทบัญญัติบางหมวดของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2549 ไวภายหลัง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน104
17. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
ประกาศใชเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 มีทั้งหมด 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราวที่หัวหนาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนผูสนองพระบรมราชโองการ หลังจากที่ได
กระทำการรัฐประหารเปนผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 สิ้นสุดลง
เมื่อมีการประกาศใชแหงราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 24
สิงหาคม 2550
18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปจจุบัน)
ประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีทั้งหมด 309 มาตรา ดำเนินการยกราง
โดยสภารางรัฐธรรมนูญ (สสร.) ระหวาง พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ภายหลังการ
รัฐประหารในประเทศโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เมื่อรางเสร็จ และไดรับความ
เห็นชอบฝายนิติบัญญัติแลวไดมีการเผยแพรใหประชาชนทราบและจัดใหมีการ
ลงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบ หรือไมเห็นชอบในการรางรัฐธรรมนูญจาก
ประชาชนทั้งประเทศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผลปรากฏวามีผูลงมติ
เห็นชอบ รอยละ 57.81 และไมเห็นชอบ รอยละ 42.19 รัฐธรรมนูญแหงราช
อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังคงมีผลบังคับใชในปจจุบัน ทามกลางเสียง
เรียกรองใหมีการแกไขแตตกลงกันไมไดวาจะแกไขประเด็นใดบางซึ่งเปนเรื่อง
ที่ตองรอดูกันตอไปวาจะเปนอยางไร
จากความเปนมาของรัฐธรรมนูญที้ง 18 ฉบับ เมื่อศึกษาใหดีจะพบวามีที่มาใน 2
ลักษณะ คือ
1. มุงใชเปนการถาวร มักใชชื่อวา “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร”
2. มุงใชบังคับเปนการชั่วคราว มักใชชื่อวา “ธรรมนูญการปกครอง”
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใชบังคับเปนเวลานาน เชน ธรรมนูญการปกครอง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ใช
บังคับเปนเวลา 9 ปเศษ แตรัฐธรรมนูญฉบับใชบังคับในระยะสั้นๆ เพราะเปนรัฐธรรมนูญที่มี
หลักการสอดคลองกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตไมสอดคลองกับโครงสราง
อำนาจทางการเมืองของประชาชนอยางแทจริง ทวาตกอยูในมือของกลุมขาราชการประจำ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 105
โดยเฉพาะอยางยิ่งคณะนายทหารระดับสูง ดวยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุงจะใชบังคับเปนการถาวร
จึงมักจะถูกยกเลิกโดยการทำรัฐประหาร โดยคณะผูนำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหารซึ่ง
มีชื่อเรียกแตกตางกันไป เชน คณะปฏิวัติ คณะปฎิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอย
ยึดอำนาจไดสำเร็จที่จะประกาศใชรัฐธรรมนูญที่มุงจะใชบังคับเปนการถาวรแลวก็จะมีการ
เลือกตั้ง และตามดวยการจัดตั้งรัฐบาลใหมตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แลวก็
ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพรอมทั้งจัดใหมีการรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหมอีกครั้ง
มีการรางแลวรางอีก หมุนเวียนเปนวงจรการเมืองของรัฐบาลไทยมาอยางตอเนื่องเปนเวลานาน
นับหลาย สิบปนับตั้งแตเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เปนตนมา
แมจะเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเปนเหตุการณที่ประชาชนเขารวมเรียกรอง
รัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยมากที่สุดเปนประวัติการณ หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจร
ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เพราะขณะทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองนั้น จอมพล
ถนอมดำรงตำแหนงเปนนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และเมื่อมีการประกาศใช
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พรอมกับเตรียมรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามวงจรการเมืองของ
ไทยที่เคยเปนมา ก็เกิดกระบวนการเรียกรองรัฐธรรมนูญ จนนำไปสูเหตุการณนองเลือดเมื่อ
วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนทำใหจอมพลถนอม กิตติขจร ตองลาออกจากตำแหนงนายกรัฐมนตรี
และเดินทางออกนอกประเทศไทย และแมตอมาจะมีการรางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ที่เปน
รัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักการที่เปนประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่งแตในที่สุดก็มีการทำรัฐประหารอีก
และก็เกิดเหตุการณนองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำใหวงจรการเมืองไทยหมุนกลับไป
สูวงจรเดิม คือ รัฐประหาร ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
จัดใหมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และทำรัฐประหารยกเลิก
รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซ้ำซาก วนเวียนอยูในวังวนตอไปไมจบไมสิ้น
ดวยเหตุนี้กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยที่ผานมาจึงมีสภาพชะงักงัน
ในขั้นตอนของการพัฒนาไปสูเปาหมายอุดมการณประชาธิปไตยตลอดมา วัฏจักรของความ
ไมตอเนื่องดังกลาวขางตน มีสภาพเปนวงจร ดังภาพ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน106
จนกระทั้งเกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพื่อแกไขปญหาของระบบการเมืองไทย
ทั้งระบบหลังการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. 2534 และเกิดเหตุการณนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ
เดือนพฤษภาคม2535ในที่สุดกระบวนการปฏิรูปการเมืองก็ไดนำไปสูการรางรัฐธรรมนูญพ.ศ.
2540 ซึ่งถือวาเปนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งใชมาจนถึงเหตุการณการปฏิรูปการปกครอง
ในป พ.ศ. 2549 และนำไปสูการรางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และจัดใหมีการลงประชามติรับราง
รัฐธรรมนูญเปนครั้งแรกของประเทศไทย และใชมาจึงถึงปจจุบัน
1.2 หลักการและเจตนารมณ
ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
จากการศึกษาความเปนมาของรัฐธรรมนูญนั้นพบวา มีความสัมพันธกับการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแตปพ.ศ.2475และไมวาจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม
กระแสการเรียกรองใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเรียกรองใหรัฐธรรมนูญ
มีความเปนประชาธิปไตย ก็เกิดขึ้นอยางตอเนื่องและมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ หากศึกษา
ถึงมูลเหตุของการเรียกรองใหมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญใน
ประเทศไทยนั้น พบวาการประกาศใชรัฐธรรมนูญมีเปาหมายสำคัญอยางนอย 2 ประการ คือ
รัฐธรรมนูญฉบับถาวร
การเรียกรองรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง
การกบฎ
การตอตาน
รัฐบาลของคณะยึด วิกฤตการณในสภา
อำนาจธรรมนูญชั่วคราว วิกฤตศรัทธา
ปฏิวัติ
รัฐประหาร
ปฏิรูป
 
 
 
 
   
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 107
1. เปนหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผูปกครองจะละเมิด
มิได
2. เปนบทบัญญัติที่กลางถึงขอบเขตอำนาจหนาที่ของผูปกครอง และปองกัน
มิใหผูปกครองใชอำนาจตามอำเภอใจ
ดังนั้นในการประกาศใชรัฐธรรมนูญแตละฉบับคณะผูยกรางจึงไดเขียนหลักการและ
เจตนารมณในการจัดทำไวทุกครั้ง ซึ่งหลักการและเจตนารมณที่คณะผูยกรางเขียนไวนั้น
ชวยใหคนรุนหลังไดมีความรูความเขาใจในเนื้อหาที่มาของรัฐธรรมนูญแตละฉบับวา มีมา
อยางไรรวมทั้งสภาพสังคมในชวงเวลานั้นดวย ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอยางหลักการและ
เจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง
แผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช 2475” และรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ดังนี้
1. หลักการและเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติ
ธรรมนูญ การปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475"” สรุปสาระ
สำคัญ คือ
1) ประกาศวาอำนาจสูงสุดของประเทศเปนของราษฎร (มาตรา 1) ซึ่งแสดง
ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธิปไตย
2) พระมหากษัตริยเปนประมุขของประเทศ กิจการสำคัญของรัฐทำในนาม
ของพระมหากษัตริย
3) เปนการปกครองแบบสมัชชา โดยกำหนดให คณะกรรมการราษฎร ซึ่งมี
จำนวน 15 คน ทำหนาที่บริหารราชการแผนดินดำเนินการใหเปนไปตาม
วัตถุประสงคของสภาผูแทนราษฎร
4) เริ่มมีรัฐสภาขึ้นเปนครั้งแรก โดยกำหนดใหเปนสภาเดียว คือ สภา
ผูแทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจสูงสุด กลาวคือ
- ตรากฎหมาย
- ควบคุมดูแลราชการ กิจการของประเทศ
- มีอำนาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และ
ขาราชการทุกระดับชั้นได โดยคณะกรรมการราษฎร ไมมีอำนาจ
ที่จะยุบสภาผูแทนราษฎร
- วินิจฉัยการกระทำของพระมหากษัตริย
5) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดกำหนดอายุของผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และผูมี
สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว 20 ปบริบูรณเทากัน สวนวิธีการเลือกตั้งเปนการ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน108
เลือกตั้งทางออม คือ ใหราษฎรเลือกผูแทนตำบลแลวผูแทนตำบล ก็เลือก
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง
6) ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย แตไมมีหลักประกันความ
อิสระของผูพิพากษา
2. หลักการและเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหงราช
อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สรุปสาระสำคัญไดดังนี้
1) คุมครอง สงเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนอยางเต็มที
2) ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน
3) การเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรม และจริยธรรม
4) ทำใหองคกรตรวจสอบมีความอิสระ เขมแข็ง และทำงานอยางมี
ประสิทธิภาพ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 109
เรื่องที่2 โครงสรางและสาระสำคัญ
ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
โครงสรางและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับ มีวิวัฒนาการมาเปนลำดับ
จากการศึกษาพบวามีโครงสรางและ สาระสำคัญที่บัญญัติไว ดังนี้
1) ประมุขแหงรัฐ สวนนี้จะระบุถึงองคพระมหากษัตริยและพระราชอำนาจ
ของพระองค การแตงตั้งผูสำเร็จราชการ และการสืบราชสันตติวงศ
2) ระบอบการปกครอง สวนนี้จะระบุรูปแบบของรัฐและลักษณะการปกครองไว
กลาวคือ ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
3) สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและหนาที่ สวนนี้รัฐธรรมนูญระบุไวโดยในสวน
ของสิทธิ เชน ลัทธิ เชน สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล เปนตน
ในสวนของความเสมอภาค เชน การไมเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ
สีผิวรายไดและสภาพรางกายเปนตนในสวนของหนาที่เชนประชาชนมีหนาที่
ตองไปเลือกตั้งมีหนาที่ตองเสียภาษีและมีหนาที่ตองรักษาชาติศาสนาพระมหา
กษัตริย เปนตน
4) แนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ สวนนี้จะระบุแนวนโยบายที่จะทำใหประเทศ
มีความมั่นคง มีความเจริญเติบโต มีสันติสุข และประชาชนมีมาตรฐานการ
ครองชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เชน การรักษาธรรมชาติ การสรางความเขมแข็ง
ของชุมชน การกระจายรายไดที่เปนธรรม เปนตน
5) อำนาจอธิปไตย สวนนี้จะกำหนดสถาบันที่ใชอำนาจอธิปไตย ไดแก ฝาย
บริหารฝายนิติบัญญัติ และฝายตุลาการ รวมถึงความสัมพันธระหวางสถาบัน
ทั้งสามสถาบัน
6) การตรวจสอบการใชอำนาจรัฐ สวนนี้จะระบุกลไกที่ใชสำหรับตรวจสอบการ
ทำงานของรัฐเพื่อใหเกิดความโปรงใสและความบริสุทธิ์ยุติธรรม เ ชน ศาล
รัฐธรรมนูญ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะ
กรรมการการเลือกตั้ง เปนตน
รัฐธรรมนูญแตละฉบับจะกำหนดโครงสรางและสาระสำคัญแตกตางกันไป การจะตัด
หรือเพิ่มเรื่องใดเขาไปในรัฐธรรมนูญเปนเรื่องของความจำเปนในขณะนั้นๆ ซึ่งผูเรียนไมตอง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน110
ยึดถือตายตัวเพราะสิ่งเหลานี้ เปนความเหมาะสมของสถานการณในแตละยุคสมัย โดยจะตอง
พิจารณาบริบทของสภาพสังคมโดยรวมของทั้งประเทศและสถานการณของโลกประกอบดวย
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเปนฉบับที่มีผลบังคับใชใน
ปจจุบันแบงโครงสรางออกเปน 15 หมวด ดังนี้
หมวด 1 บททั่วไป
หมวด 2 พระมหากษัตริย
หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
หมวด 4 หนาที่ของชนชาวไทย
หมวด 5 แนวนโยบาลพื้นฐานแหงรัฐ
หมวด 6 รัฐสภา
หมวด 7 การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
หมวด 8 การเงิน การคลัง และงบประมาณ
หมวด 9 คณะรัฐมนตรี
หมวด 10 ศาล
หมวด 11 องคกรตามรัฐธรรมนูญ
หมวด 12 การตรวจสอบการใชอำนาจรัฐ
หมวด 13 จริยธรรมของผูดำรงตำแหนงทางการเมือง
และเจาหนาที่ของรัฐ
หมวด 14 การปกครองสวนทองถิ่น
หมวด 15 การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
บทเฉพาะกาล
เพื่อใหมีความรูความเขาใจเพิ่มมากขึ้น ผูเรียนสามารถศึกษารายละเอียดของ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เพิ่มเติมได
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 111
เรื่องที่ 3 จุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ
สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชน
สิทธิและเสรีภาพ เปนรากฐานสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
การที่จะรูวาการปกครองของประเทศใดมีความเปนประชาธิปไตยไดมากนอยเพียงใด ตองดู
ที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศนั้นๆ เปนสำคัญ ถาประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมาก
ความเปนประชาธิปไตยของประเทศนั้นก็มีมาก หากสิทธิ เสรีภาพของประชาชนถูกจำกัด
หรือถูก ริดรอนโดยผูมีอำนาจในการปกครอง ประชาธิปไตยก็จะมีไมได ดวยเหตุนี้กฎหมาย
รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับ จึงไดบัญญัติ คุมครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไวและมีการ
บัญญัติเพิ่มและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญที่ยังคงมีผลบังคับใชในปจจุบัน ไดบัญญัติไวเรื่องสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชนไวอยางชัดเจนและเปนหมวดหมู ปรากฎอยูในหมวดที่ 3 ดังนี้
สวนที่ 1 บททั่วไป
สวนที่ 2 ความเสมอภาค
สวนที่ 3 สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล
สวนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
สวนที่ 5 สิทธิในทรัพยสิน
สวนที่ 6 สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
สวนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
สวนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
สวนที่ 9 สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
สวนที่ 10 สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน
สวนที่ 11 เสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม
สวนที่ 12 สิทธิชุมชน
สวนที่ 13 สิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ
ผูเรียนสามารถศึกษารายละเอียดของสิทธิและเสรีภาพไดในเอกสารรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3
นอกจากจะบัญญัติสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวแลวรัฐธรรมนูญก็ยังไดบัญญัติ
หนาที่ของประชาชนไวเชนกัน ดังตัวอยางหนาที่ของประชาชนชาวไทย ในหมวด 4 ของ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งบัญญัติไว ดังนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน112
1. บุคคลมีหนาที่พิทักษรักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
(มาตรา 70)
2. บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตาม
กฎหมาย (มาตรา 71)
3. บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไปใชสิทธิหรือไมไปใชสิทธิโดย
ไมแจงเหตุอันสมควรที่ทำใหไมอาจไปใชสิทธิได ยอมไดรับสิทธิหรือเสียสิทธิ
ตามที่กฏหมายบัญญัติ การแจงเหตุที่ทำใหไมอาจไปเลือกตั้งและการอำนวย
ความสะดวกใ นการไปเลือกตั้งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 72)
4. บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติ
สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปกปอง
และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่น และอนุรักษ
ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73)
5. บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน ลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดำเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย
เพื่อรักษาประโยชนสวนรวม อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชน
ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ในการปฏิบัติหนาที่
และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวของกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งตอง
วางตน ปน กลางทางการเมือง (มาตรา 74)
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 113
กิจกรรมที่ 10
1. เมื่อนักศึกษาไดศึกษาความเปนมาของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแลว
ใหนักศึกษาลำดับวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยตามระยะเวลา
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
2. จากพระราชหัตถเลขาที่ทรงของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรง
คาดหวังวา ประเทศไทยควรจะมีรูปแบบการปกครองเปนอยางไร และปจจุบัน
ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองตามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
ทรงคาดหวังไวแลวหรือไม ถามี มีในเรื่องใดบาง
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน114
3. ใหนักศึกษาวิเคราะหวิถีชีวิตของนักศึกษาวา มีเรื่องใดบางในชีวิตของนักศึกษา
ที่มีความเกี่ยวของกับบทบัญญัติในรัฐธรรรนูญฉบับที่ใชอยูปจจุบัน และความ
เกี่ยวของนั้นเปนสิ่งที่นักศึกษามีความพึงพอใจแลวหรือตองการใหมีการเปลี่ยนแปลง
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
4. หากนักศึกษาจะนำหลักการสำคัญของระบบประชาธิปไตยมาใชในครอบครัว
นักศึกษาจะนำหลัการนั้นมาใชและมีวิธีปฏิบัติอยางไรกับสมาชิกในครอบครัว
จึงจะไดชื่อวาเปนครอบครัวประชาธิปไตยที่มองเห็นและสัมผัสไดอยางเปน
รูปธรรม
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 115
สาระสำคัญ
การอยูรวมกันในสังคมที่มีความแตกตางทั้งความคิด อาชีพ สถานะทางสังคม และ
สภาพแวดลอม การศึกษาเรียนรู การพัฒนาการทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมือง
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนสวนหนึ่งที่จะ
ทำให สังคมอยูไดอยางสงบสุขตามวิถีประชาธิปไตย
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายสาเหตุและความเปนมาของการปฏิรูปการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง พ.ศ. 2475 ได
2. อธิบายการมีสวนรวมทางการเมืองและการอยูรวมกันอยางสันติในระบอบ
ประชา ธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 พัฒนาการทางการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อการปกครอง ในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
เรื่องที่ 2 การมีสวนรวมทางการเมืองและการอยูรวมกันอยางสันติ ในระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
สื่อประกอบการเรียนรู
1. ซีดี เหตุการณสำคัญการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
2. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
3. บทความทางหนังสือพิมพ
บทที่ 4
พัฒนาการทางการเมือง
และการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน116
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 117
เรื่องที่ 1 พัฒนาการทางการปฏิรูปการเมือง
เพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
1.1 พัฒนาการทางความคิดและเหตุการณสำคัญ
กอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย
ไดรับอิทธิพลทางความคิดมาจากการติดตอกับกลุมประเทศทางตะวันตก โดยในกลุมประเทศ
ทางยุโรปและสหรัฐอเมริกาไดมีการปฏิรูปการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตยในป พ.ศ.
2319 (ค.ศ. 1776) และเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในป พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789)
ประเทศไทยเริ่มติดตอทางการคากับประเทศอังกฤษเมื่อพ.ศ.2367ในรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว หลังจากนั้นก็มีกลุมมิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาเขามาเผยแพร
คริสตศาสนา คนไทยจึงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษ ศึกษาวิทยาการตางๆ โดยเฉพาะพระภิกษุ เจาฟา
มงกุฎกลุมพระบรมวงศานุวงศและกลุมขาราชการก็ศึกษาวิชาการตางๆดวยดังนั้นสังคมไทย
บางกลุมจึงไดมีคานิยมโลกทัศนตามวิทยาการตะวันตกในหลายๆดาน รวมทั้งแนวความคิด
ในเรื่อง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่คอยๆ กอตัวขึ้น
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวเมื่อพระองคเสด็จขึ้นครองราชย
ในปพ.ศ.2394จากการที่พระองคไดรับการศึกษาตามแนวทางของตะวันตกดวยทำใหพระองค
ทรงตระหนักวาถึงเวลาที่ประเทศไทยจะตองยอมเปดสันติภาพกับประเทศตะวันตกในลักษณะ
ใหมและปรับปรุงบานเมืองใหกาวหนาเยี่ยงอารยประเทศทั้งนี้เพราะเพื่อนบานกำลังถูกคุกคาม
ดวยลัทธิจักรวรรดินิยม จึงทรงเปลี่ยนนโยบายตางประเทศของไทยมาเปนการยอมทำ
สนธิสัญญาตามเงื่อนไขของประเทศตะวันตก และพยายามรักษาไมตรีนั้นไวเพื่อความอยูรอด
ของประเทศ
ตอมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดสงพระราชโอรสไป
ศึกษาในตางประเทศจำนวนมาก ทั้งประเทศอังกฤษ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเดนมารก
และในปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวขึ้นครองราชยตรงกับร.ศ.103(พ.ศ.2427)
มีเจานายและขาราชการ จำนวนหนึ่งที่รับราชการ ณ สถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน และกรุง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน118
ปารีส ไดรวมกันลงชื่อในเอกสารกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ราชการแผนดินร.ศ.103ทูลเกลาฯถวายณวันพฤหัสบดีแรม8ค่ำเดือน2ปวอกฉอศอศักราช
124 ตรงกับวันที่ 9 เดือนมกราคม พ.ศ. 2427
กราบบังคมทูลมีสาระสำคัญของคำกราบบังคมทูล 3 ขอ คือ
1. ภัยอันตรายจะมาถึงบานเมือง เนื่องจากการปกครองในขณะนั้น คือ ภัยอันตราย
ที่จะมีมาจากประเทศที่มีอำนาจมากกวาประเทศไทย ถามหาอำนาจในยุโรป
ประสงคจะไดเมืองใดเปนอาณานิคม ก็จะตองอางเหตุผลวาเปนภารกิจของชาว
ผิวขาวที่มีมนุษยชาติ ตองการใหมนุษยมีความสุขความเจริญ ไดรับความ
ยุติธรรมเสมอกัน ประเทศที่มีการปกครองแบบเกานอกจากจะกีดขวางความ
เจริญของประเทศในเอเชียแลวยังกีดขวางความเจริญของประเทศที่เจริญรุงเรือง
แลวดวยแลวสรุปวารัฐบาลที่มีการปกครองแบบเกาจัดการบานเมืองไมเรียบรอย
เกิดอันตรายทำใหอันตรายนั้นมาถึงชาวยุโรป นับวาเปนชองทางที่ชาวยุโรป
จะเขาจัดการใหหมดอันตราย และอีกประการหนึ่ง ถาปดประเทศไมใหคาขาย
ก็จะเขามาเปดประเทศคาขายใหเกิดประโยชน ทั้งหมดเปนเหตุผลที่ประเทศ
ในยุโรป จะยึดเอาเปนอาณานิคม
2. การที่จะรักษาบานเมืองใหพนอันตรายตองอาศัยการเปลี่ยนแปลงการบำรุงรักษา
บานเมืองแนวเดียวกับที่ญี่ปุนไดทำตามแนวการปกครองของประเทศยุโรปและ
การปองกันอันตรายที่จะบังเกิดขึ้นอยูหลายทาง แตคิดวาใชไมไดคือ
1) การใชความออนหวานเพื่อใหมหาอำนาจสงสารประเทศญี่ปุนไดใชความ
ออนหวานมานานแลว จนเห็นวาไมไดประโยชน จึงไดจัดการเปลี่ยน
การบริหารประเทศใหยุโรปนับถือ จึงเห็นวาการใชความออนหวานนั้น
ใชไมได
2) การตอสูดวยกำลังทหารซึ่งก็เปนความคิดที่ถูกตอง กำลังทหารของไทย
มีไมเพียงพอ ทั้งยังตองอาศัยซื้ออาวุธจากตางประเทศ หากไดรบกัน
จริงๆ กับประเทศในยุโรป ประเทศในยุโรปที่เปนมิตร ประเทศของคู
สงคราม กับประเทศไทยก็จะไมขายอาวุธใหประเทศไทยเปนแน
3) การอาศัยประโยชนที่ประเทศไทยมีเขตแดนติดตอกับประเทศที่เปน
อาณานิคมของประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ และ
ประเทศฝรั่งเศสอาจทำใหประเทศไทยเปนรัฐกันชน (Buffer State) และก็
คงใหมีอาณาเขตแดนเพียงเปนกำแพงกั้นระหวางอาณานิคม ประเทศไทย
ก็จะเดือดรอนเพราะเหตุนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 119
4) การจัดการบานเมืองเพียงเฉพาะเรื่อง ไมไดจัดใหเรียบรอยตั้งแตฐานราก
ไมใชการแกปญหา
5) สัญญาทางพระราชไมตรีที่ทำไวกับตางประเทศ ไมมีหลักประกันวาจะ
คุมครองประเทศไทยได ตัวอยางที่สหรัฐอเมริกาสัญญาจะชวยประเทศ
จีนครั้นมีปญหาเขาจริงสหรัฐอเมริกาก็มิไดชวย และถาประเทศไทยไมทำ
สัญญาใหผลประโยชนแกตางประเทศ ประเทศนั้นๆ ก็จะเขามากดขี่ให
ประเทศไทยทำสัญญาอยูนั่นเอง
6) การคาขายและผลประโยชนของชาวยุโรปที่มีอยูในประเทศไทย ไมอาจ
ชวยคุมครองประเทศไทยได ถาจะมีชาติที่หวังผลประโยชนมากขี้นมา
เบียดเบียน
7) คำกลาวที่วา ประเทศไทยรักษาเอกราชมาไดก็คงจะรักษาไดอยางเดิม
คำกลาวอยางนั้นใชไมไดในสถานการณปจจุบันซึ่งเปนเวลาที่ประเทศใน
ยุโรปกำลังแสวงหาเมืองขึ้น และประเทศที่ไมมีความเจริญก็ตกเปนอาณา
นิคมไปหมดแลว ถาประเทศไทยไมแกไขก็อาจจะเปนไปเหมือนกับ
ประเทศที่กลาวมา
8) กฎหมายระหวางประเทศจะคุมครองประเทศที่เจริญและมีขนบ
ธรรมเนียมคลายคลึงกับประเทศญี่ปุนไดแกไขกฎหมายใหคลายกับ
ยุโรปก็จะไดรับความคุมครองประเทศไทยก็ตองปรับปรุงการจัดบานเมือง
ใหเปนที่ยอมรับเชนเดียวกับประเทศญี่ปุน มิฉะนั้นกฎหมายระหวาง
ประเทศก็ไมชวยประเทศไทยใหพนอันตราย
3. การที่จะจัดการตามขอ 2 ใหสำเร็จ ตองลงมือจัดใหเปนจริงทุกประการ
และในหนังสือกราบบังคมของคณะผูกอการ ร.ศ.103 ไดเสนอความเห็นที่เรียกวา
การจัดการบานเมืองตามแบบยุโรป รวม 7 ขอ คือ
1. ใหเปลี่ยนการปกครองจากแอบโสรูทโมนากี (Absolute Monarchy) ใหเปน
การปกครองที่เรียกวา คอนสติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy)
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนประธานของบานเมือง มีขาราชการ
รับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนสมเด็จพระเจาแผนดินทุกพระองคใน
ยุโรป ที่มิตองทรงราชการเองทั่วไปทุกอยาง
2. การทำนุบำรุงแผนดินตองมีพวกคาบิเนต (Carbinet) รับผิดชอบและตองมี
พระราชประเพณีจัดสืบสันติวงศใหเปนที่รูทั่วกัน เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแผนดิน
จะไดไมยุงยาก และปองกันไมใหผูใดแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเองดวย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน120
3. ตองหาทางปองกันคอรัปชั่นใหขาราชการมีเงินเดือนพอใชตามฐานานุรูป
4. ตองใหประชาชนมีความสุขเสมอกัน มีกฎหมายใหความยุติธรรมแกประชาชน
ทั่วไป
5. ใหเปลี่ยนแปลงแกไขขนบธรรมเนียม และกฎหมายที่ใชไมไดที่กีดขวางความ
เจริญของบานเมือง
6. ใหมีเสรีภาพในทางความคิดเห็น และใหแสดงออกไดในที่ประชุมหรือใน
หนังสือพิมพ การพูดไมจริงจะตองมีโทษตามกฎหมาย
7. ขาราชการทุกระดับชั้นตองเลือกเอาคนที่มีความรู มีความประพฤติดี อายุ 20
ปขึ้นไป ผูที่เคยทำชั่วถอดยศศักดิ์ หรือเคยประพฤติผิดกฎหมาย ไมควรรับเขา
ราชการอีก และถาไดขาราชการที่รูขนบธรรมเนียมยุโรปไดยิ่งดี
ดังนั้น จะเห็นไดวาการพัฒนาการปกครองของประเทศ จึงเริ่มขึ้นมาตั้งแตสมัย
รัชกาลที่ 5 จนมาถึงป 2455 ไดมีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่เรียกวา “กบฏ
ร.ศ. 130” ในรัชสมัยของพระบาททสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพวกนายทหารบก
ทหารเรือ และพลเรือน รวมประมาณ 100 คนเรียกตัวเองวา คณะ ร.ศ. 130 ไดวางแผน
การปฏิวัติการปกครองหวังใหพระมหากษัตริยพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทย
คณะ ร.ศ. 130 ไดกำหนดวันปฏิวัติเปนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2455 อันเปนวันขึ้นปใหมของ
ไทยสมัยนั้น แตคณะกอการคณะนี้ไดถูกจับกุมเสียกอนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ พ.ศ. 2454
1.2 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
เหตุการณที่เกิดขึ้นจึงเปนวิวัฒนาการทางความคิดของคนไทยในเรื่องระบอบ
ประชาธิปไตยที่คอยๆ กอตัวและมีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ และนับจาก กบฏ ร.ศ. 130 เมื่อ
ป พ.ศ. 2445 เวลาผานไปอีก 20 ป จนถึงป พ.ศ. 2475 (วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงได
เกิดเหตุการณเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของประเทศไทยขึ้น โดยคณะบุคคลที่
เรียกวา “คณะราฎร” ประกอบดวยทหารและพลเรือน ไดยึดอำนาจการปกครองจากพระมหา
กษัตริย คือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่เจ็ด และเปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุขอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อป พ.ศ. 2475 มีดังนี้
1. คนรุนใหมที่ไดรับจากการศึกษาประเทศตะวันตก ไดรับอิทธิพลของลัทธิเสรี
นิยม และแบบแผนประชาธิปไตยของตะวันตก จึงตองการนำมาปรับปรุง
ประเทศชาติ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 121
2. เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลไมสามารถแกไขได
3. ประเทศญี่ปุนและจีนไดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแลว ทำใหประชาชน
ตองการเห็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายในบานเมืองเร็วขึ้น
4. เกิดความขัดแยงระหวางพระราชวงศกับกลุมที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง ซึ่งไมพอใจที่พระราชวงศชั้นสูงมีอำนาจและดำรงตำแหนงเหนือกวา
ทั้งในราชการฝายทหารและพลเรือน ทำใหกลุมผูจะทำการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง ไมมีโอกาสมีสวนรวมในการแกไขปรับปรุงบานเมือง
5. พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไมอาจทรงใชอำนาจสิทธิ์เด็ดขาดในการ
ปกครอง ทำใหผูที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองรูสึกวาพระองคตกอยูใตอำนาจ
อิทธิพลของพระราชวงศชั้นสูง โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อพระบรมวงศานุวงวศได
ยับยั้งพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ จึงทำใหเกิดความไมพอใจใน
พระบรมวงศานุวงศและ การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยเพิ่มขึ้น
1.3 พัฒนาการทางการเมืองและการปกครอง
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยไดกาวเขาสูระบอบ
การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แตแนวคิด ความรู ความ
เขาใจในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังจำกัดอยูเฉพาะกลุมปญญาชนที่ไดรับการ
ศึกษาจากตะวันตกเทานั้น จึงมีความขัดแยงทางความคิดทั้งในกลุมผูปกครอง ขาราชการและ
ประชาชน จนเกิดเปน กบฎ ปฏิวัติและรัฐประหารสลับกันไปมา (ปญหาทางการเมืองและการ
ปกครองของประเทศไทยหลังป พ.ศ. 2475 ที่ไมมีเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาล
หรือผูปกครองประเทศมักไมเปนไปตามกติกา หรือระเบียบแบบแผนโดยสันติวิธี ตรงกันขาม
มักเกิดการแยงชิงอำนาจดวยการใชกำลังอยูเนืองๆ ไมวาจะเปนไปในรูปของการจลาจล กบฏ
ปฏิวัติหรือรัฐประหาร) ความหมายของคำเหลานี้เหมือนกันในแงที่วาเปนการใชกำลังอาวุธ
ยึดอำนาจทางการเมืองแตมีความหมายตางกันในดานผลของการใชกำลังความรุนแรงนั้นกลาว
คือ หากการยึดอำนาจครั้งใดที่ผูกอการทำการไมสำเร็จจะถูกเรียกวา “กบฏ” หากการยึด
อำนาจนั้นสำเร็จและเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกวารัฐประหาร นับแตป พ.ศ. 2475 เปนตนมา
ประเทศไทย มีการพัฒนาการทางการเมืองและการปกครองโดยเรียงลำดับตามระยะเวลาของ
เหตุการณสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นได ดังนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน122
1. พ.ศ. 2476 : การรัฐประหารครั้งที่ 1
โดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณนิติธาดา
นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย นับเปนการกระทำรัฐประหารครั้งแรกใน
ประวัติศาสตรการเมืองไทย ดวยการเปลี่ยนรัฐบาลและยึดอำนาจภยาในกลุม
คณะราษฎรดวยกันเอง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476
2. พ.ศ. 2476 : กบฎครั้งที่ 1 กบฏวรเดช
ความขัดแยงระหวางคณะราษฎรและกลุมผูนิยมระบอบเกา ในป พ.ศ. 2476
ทำใหพระวรวงศเธอพระองคเจาบวรเดชและพวกกอการกบฏในเดือนตุลาคม
พ.ศ. 2476 เพื่อตั้งรัฐบาลใหม  มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย แตถูกฝายรัฐบาลในขณะนั้นปราบได การกบฏครั้งนี้มี
ผลกระทบ กระเทือนตอพระราชฐานะของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจายูหัว
ทั้งๆ ที่ทรงวางพระองคเปนกลาง เพราะคณะราษฎรเขาใจวาพระองคทรง
สนับสนุนการกบฏความสัมพันธระหวางรัชกาลที่7และคณะราษฎรจึงราวฉาน
ยิ่งขึ้น ในตน พ.ศ. 2477 รัชกาลที่ 7 ไดเสด็จไปรักษาพระเนตรที่ประเทศ
สหราชอาณาจักร และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
3. พ.ศ. 2478 : กบฏครั้งที่ 2 กบฏนายสิบ
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2478 เมื่อทหารชั้นประทวนในกองพันตางๆ ซึ่งมี
สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เปนหัวหนา ไดรวมกันกอการเพื่อเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพ และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ
และหลวงพิบูลสงครามไวเปนประกัน แตรัฐบาลสามารถจับกุมผูคิดกอการ
เอาไวไดหัวหนาฝายกบฏถูกประหารชีวิตโดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะ
ตอมา
4. พ.ศ. 2482 : กบฏครั้งที่ 3 กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือ กบฏ 18 ศพ
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2482 เนื่องจากความขัดแยงระหวาง หลวงพิบูล
สงครามกับพระยาทรงสุรเดชตั้งแตกอนการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475
การสนับสนุนพระยามโนปกรณนิติธาดา เหตุการณครั้งกบฏวรเดช และ
เหตุการณพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามติดตอกันหลายครั้ง (ลอบยิง
2ครั้งวางยาพิษ1ครั้ง)การกอกบฏครั้งนี้เปนความพยายามที่จะลมลางรัฐบาลใน
ขณะนั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหกลับไปสูระบอบสมบูรณาญา
สิทธิราชย ดังเดิม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 123
5. พ.ศ. 2490 : การรัฐประหารครั้งที่ 2
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยคณะนายทหารกลุมหนึ่งมี พลโทผิน
ชุณหะวัน เปนหัวหนา ไดเขายึดอำนาจรัฐบาลที่มีพลเรือตรี ถวัลย ธำรงนาวา
สวัสดิ์ เปนนายกรัฐมนตรีไดสำเร็จ แลวมอบใหนายควง อภัยวงศ เปนนายก
รัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลตอไป ขณะเดียวกันไดแตงตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เปนผูบัญชาการทหารแหงประเทศไทย
6. พ.ศ. 2491 : กบฏครั้งที่ 4 กบฏเสนาธิการ
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหาร เมื่อ 8
พฤศจิกายน 2490 ไดบังคับใหนายควง อภัยวงศ ลาออกจากตำแหนงนายก
รัฐมนตรี แลวมอบใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม เขาดำรงตำแหนงตอไป
และนำมาสู “กบฏเสนาธิการ” 1 ตุลาคม 2491 ซึ่งพลตรีสมบูรณ ศรานุชิต
และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เปนหัวหนาคณะและนายทหารกลุมหนึ่งวางแผน
ที่จะเขายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และ
ไดใหทหารเขาเลนการเมืองตอไป แตรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปน
นายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจับกุมผูคิดกบฏไดสำเร็จ
7. พ.ศ. 2492 : กบฏครั้งที่ 5 กบฏวังหลวง
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2492 นายปรีดี พนมยงค กับคณะนายทหารเรือ
และพลเรือนกลุมหนึ่ง ไดนำกำลังเขายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเปนกอง
บัญชาการ ประกาศถอดถอนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหาร
ผูใหญหลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดรับการแตงตั้งเปนผูอำนวยการ
ปราบปราม มีการสูรบกันในพระนครอยางรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝาย
กอการกบฏไดสำเร็จ นายปรีดี พนมยงค ตองหลบพนีออกนอกประเทศ
อีกครั้งหนี่ง ความพยายามยึดอำนาจครั้งนั้นถูกเรียกวา “กบฏวังหลวง”
8. พ.ศ. 2494 : กบฏครั้งที่ 6 กบฏแมนฮัตตัน
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 เมื่อนาวาตรีมนัส จารุภา ผูบังคับการเรือ
รบหลวงสุโขทัยใชปนจี้จอมพลป.พิบูลสงครามไปกักขังไวในเรือรบศรีอยุธยา
นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหนาผูกอการไดสั่งใหหนวยทหารเรือมุงเขาสู
พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสนประพันธ เปนนายก
รัฐมนตรี เกิดการสูรบกันระหวางทหารเรือกับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูล
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน124
สงคราม สามารถหลบหนีออกมาได และฝายรัฐบาลไดปราบปรามฝายกบฏ
จนเปนผลสำเร็จ
9. พ.ศ. 2494 : การรัฐประหารครั้งที่ 3
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดทำ
รัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไมสามารถควบคุมเสียงขางมากใน
รัฐสสภาได
10. พ.ศ. 2497 : กบฏครั้งที่ 7 กบฏสันติภาพ
เกิดขึ้นในยุคที่โลกตกอยูในสภาวะสงครามเย็น และประเทศไทยเปนยุคของ
อัศวินตำรวจ รัฐบาลที่ไดอำนาจมาจากการกระทำรัฐประหารตั้งแตวันที่ 8
พฤศจิกายน 2490 นับเปนรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายทำสงครามกับฝาย
คอมมิวนิสตอยางเต็มที่ ดวยการรื้อฟนกฎหมายคอมมิวนิสต 2495 และกวาดจับ
ผูมีความคิดเห็นแตกตางจากรัฐบาลครั้งใหญที่รูจักกันในนาม “กบฏสันติภาพ”
ในป พ.ศ. 2497
11. พ.ศ. 2500 : การรัฐประหารครั้งที่ 4
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนาคณะ
นำกำลังเขายึดอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เปนนายกรัฐมนตรี
ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลไดรับการคัดคานจากประชาชน
อยางหนัก หลังการยึดอำนาจจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผา
ศรียานนทตองหลบหนีออกไปนอกประเทศและตั้งนายพจนสารสินเปนนายก
รัฐมนตรี
12. พ.ศ. 2501 : การรัฐประหารครั้งที่ 5
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนา
ไดชื่อวาการปฏิวัติเงียบเพราะเปนการยึดอำนาจของตนเอง หลังการรัฐประหาร
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดเขาดำรงตำแหนงนายกรัฐมนตรี ประกาศยกเลิก
รัฐธรรมนูญยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมืองและใหสภาผูแทนราษฎรและ
คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 125
13. พ.ศ. 2514 : การรัฐประหารครั้งที่ 6
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรง
ตำแหนงนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และผูบัญชาการ
ทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารตัวเอง ประกาศยเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผูแทน
ราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแหงชาติ ขึ้นทำหนาที่ฝายนิติบัญญัติ และให
รางรัฐธรรมนูญใหเสร็จภายในระยะเวลา 3 ป
14. พ.ศ. 2514 : วันมหาวิปโยค
การปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516 นับเปนจุดเปลี่ยนสำคัญใน
ประวัติศาสตรการเมืองไทย เมื่อการเรียกรองใหมีรัฐธรรมนูญของนิสิต
นักศึกษา และประชาชนกลุมหนึ่ง ไดแผขยายกลายเปนพลังประชาชน
จำนวนมาก จนเกิดการปะทะสูรบกันระหวางรัฐบาลกับประชาชน เปนผลให
จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก
ณรงค กิตติขจร ตองหลบหนีออกนอกประเทศ ไดนายกพระราชทาน คือ
นายสัญญา ธรรมศักดิ์
15. พ.ศ. 2519 : การรัฐประหารครั้งที่ 7
ความตื่นตัวทางประชาธิปไตยที่กำลังเบงบานตองหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อ
พลเอกสงัด ชลออยู และคณะนายทหารเขายึดอำนาจ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไมสามารถแกไข
ปญหาได หลังการรัฐประหารไดมอบใหนายธานินทร กรัยวิเชียร ดำรงตำแหนง
นายกรัฐมนตรี
16. พ.ศ. 2520 : กบฏครั้งที่ 8 กบฏ 26 มีนาคม 2520
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2520 นำโดยพลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหาร
กลุมหนึ่ง ไดนำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เขายึดสถานที่
สำคัญ ฝายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใตการนำของพลเรือเอกสงัด ชลออยู
ไดปราบปรามฝายกบฏเปนผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิต
ตามคำสั่งนายกรับมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน126
17. พ.ศ. 2520 : การรัฐประหารครั้งที่ 8
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู ใหทำการ
รัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร กรัยวิเชียร โดยใหเหตุผลวา การบริหาร าน
ของรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร ไมอาจแกไขปญหาสำคัญของประเทศ
ทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรม ใหลุลวงไปอยางมีประสิทธิภาพ
ทั้งการปดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนทาทีของรัฐบาล
ในเหตุการณลอบวางระเบิดใกลพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจา
อยูหัว ที่จังหวัดยะลา และตั้งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท เปนนายกรัฐมนตรี
18. พ.ศ. 2524 : กบฏครั้งที่ 9 กบฏยังเติรก
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 นำโดยพลเอกสัณห จิตรปฏิมา ดวยการ
สนับสนุนของคณะนายทหารหนุมโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และ
พันเอกประจักษสวางจิตรไดพยายามใชกำลังทหารในบังคับบัญชาเขายึดอำนาจ
ปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท เปนนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก
เกิดความแตกแยกในกองทัพบก แตการปฏิวัติลมเหลว ฝายกบฏยอมจำนนและ
ถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได
ตอมารัฐบาลไดออกกฎหมายนิรโทษกรรมแกผูมีสวนเกี่ยวของการกบฏในครั้งนี้
19. พ.ศ. 2528 : กบฏครั้งที่ 10 กบฏทหารนอกราชการ
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528 โดยคณะนายทหารนอกราชการที่พยายาม
ยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท แตดำเนินการไมสำเร็จ
ผูกอการ คือ พันเอกมนูญ รูปขจร และนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร ไดลี้ภัยไป
สิงคโปรและเดินทางไปอยูในประเทศเยอรมนีตะวันตก
20. พ.ศ. 2534 : การรัฐประหารครั้งที่ 9
เกิดขึ้นเมื่อวันที่23กุมภาพันธ2534นำโดยพลเอกสุนทรคงสมพงษผูบัญชาการ
ทหารสูงสุดหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ(รสช.)ยึดอำนาจจาก
รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และแตงตั้งนาย
อานันทปนยารชุนขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีทวารัฐบาลที่มีอายุเพียง1ปของรสช.
ก็ตองประสบกับอุปสรรคในการเรียกรองรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยจาก
ประชาชนอันนำมาสูการชุมนุมเรียกรองทางการเมืองที่กลายเปนชนวนเหตุของ
เหตุการณพฤษภาทมิฬในป 2535 ภายหลังการเลือกตั้งที่พลเอกสุจินดา
คราประยูร ขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีในเวลาตอมา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 127
21. พ.ศ. 2549 : การรัฐประหารครั้งที่ 10
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผูบัญชาการ
ทหารบกทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของพันตำรวจโททักษิณชินวัตร
เรียกตนเองวาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหา
กษัตริยทรงเปนประมุข
จากพัฒนาการทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง ป พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยางบอยครั้ง รวมทั้งเปนที่มาของ
รัฐธรรมนูญฉบับตางๆ ดวย จะเห็นวามีพัฒนาการในทางที่ใหสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน
มากขึ้น แมวาบางยุคสมัยจะถูกกลาวหาวาเปนเผด็จการก็ตาม เราก็จะเห็นพัฒนาการทาง
การเมืองในภาคประชาชนที่คอยๆกอตัวขึ้นในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศจนคลายกับเปนความ
ขัดแยงทางสังคม โดยเฉพาะอยางยิ่งหลังเหตุการณรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ไดทำใหเกิดความ
คิดเห็นที่แตกตางของประชาชนทั้งประเทศอยางไมเคยเกิดขึ้นมากอน จนหลายฝายวิตกวา
จะนำไปสูสงครามการเมือง แตเมื่อมองในดานดีจะพบวาในเหตุการณดังกลาวไดกอใหเกิด
ความตื่นตัวของภาคประชาชน ในดานการเมืองทั้งประเทศอยางที่ไมเคยมีมากอน ความคิดเห็น
ทางการเมืองตางกันที่เกิดขึ้นในเวลานี้เปนเรื่องใหมและยังไมมีความคิดเห็นที่ตรงกัน ตอง
อาศัยระยะเวลาและการเรียนรูของผูคนทั้งประเทศที่จะตองอดทนเรียนรูและอยูรวมกันใหได
ทามกลาง ความแตกตางและปรับความคิดเขาหากันใหถึงจุดที่พอจะยอมรับกันได
สถานการณความแตกตางทางความคิดที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 จึง
เปนโอกาสอันดีของผูคนในยุคสมัยนี้ที่จะรวมกันหาคำตอบและทางออกของเหตุการณวาเราจะ
รวมกันหาทางออกของเหตุการณดวยสันติวิธีหรือดวยความรุนแรง ซึ่งเราทุกคนในเวลานี้
ลวนมีสวนรวมในการหาคำตอบและทางออกดวยกันทุกคน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน128
เรื่องที่ 2 การมีสวนรวมทางการเมือง
และการอยูรวมกันอยางสันติใน
ในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
2.1 การมีสวนรวมทางการเมือง
การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีหลักการพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ คือ
1. หลักการอำนาจอธิปไตยเปนของปวงชนประชาชนแสดงออกซึ่งการเปนเจาของ
โดยใชอำนาจที่มีตามกระบวนการเลือกตั้งอยางอิสระและทั่วถึงในการใหไดมาซึ่งตัวผูปกครอง
และผูแทนของตน รวมทั้งประชาชนมีอำนาจในการคัดคานและถอดถอนผูปกครองและ
ผูแทนที่ประชาชนเห็นวามิไดบริหารประเทศในทางที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวม เชน มี
พฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือคอรรัปชั่น (Corruption)
2. หลักเสรีภาพ ประชาชนทุกคนมีความสามารถในการกระทำหรืองดเวนการ
กระทำอยางใด อยางหนึ่งตามที่บุคคลตองการ ตราบเทาที่การกระทำของเขานั้นไมไปละเมิด
ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือละเมิดตอความสงบเรียบรอยของสังคมและความมั่นคง
ของประเทศชาติ
3. หลักความเสมอภาคการเปดโอกาสใหประชาชนทุกคนสามารถเขาถึงทรัพยากร
และคุณคาตางๆ ของสังคมที่มีอยูจำกัดอยางเทาเทียมกัน โดยไมถูกกีดกันดวยสาเหตุแหงความ
แตกตางทางชั้นวรรณะ ทางสังคม ชาติพันธุ วัฒนธรรมความเปนอยู ฐานะทางเศรษฐกิจ
หรือดวยสาเหตุอื่น
4. หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม การใหความคุมครองสิทธิขั้น
พื้นฐานของประชาชนทงใหเรื่องสิทธิเสรีภาพในทรัพยสิน การแสดงออก การดำรงชีพ ฯลฯ
อยางเสมอหนากัน โดยผูปกครองไมสามารถใชอำนาจใดๆ ลิดรอนเพิกถอนสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชนไดและไมสามารถใชอภิสิทธิ์อยูเหนือกฎหมาย หรือเหนือกวาประชาชนคนอื่นๆ ได
5. หลักการเสียงขางมาก (Majority rule) ควบคูไปกับการเคารพในสิทธิของ
เสียงขางนอย (Minority Rights) การตัดสินใจใดๆ ที่สงผลกระทบตอประชาชนหมูมาก
ไมวาจะเปนการเลือกตั้งผูแทนของประชาชนเขาสูระบบการเมือง การตัดสินใจของฝาย
นิติบัญญัติ ฝายบริหารหรือฝายตุลาการ ยอมตองถือเอาเสียงขางมากที่มีตอเรื่องนั้นๆ เปน
เกณฑในการตัดสินทางเลือก โดยถือวาเสียงขางมากเปนตัวแทนที่สะทอนความตองการ/
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 129
ขอเรียกรองของประชาชนหมูมาก หลักการนี้ตองควบคูไปกับการเคารพคุมครองสิทธิเสียง
ขางนอยดวย ทั้งนี้ก็เพื่อเปนหลักประกันวาฝายเสียงขางมากจะไมใชวิธีการ “พวกมากลากไป”
ตามผลประโยชน ความเห็นหรือกระแสความนิยมของพวกตนอยางสุดโตง แตตองดำเนินการ
เพื่อประโยชนของประชาชนทั้งหมดเพื่อสรางสังคมที่ประชาชนเสียงขางนอย รวมทั้งชน
กลุมนอย ผูดอยโอกาสตางๆ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุข โดยไมมีการเอาเปรียบกันและ
สรางความขัดแยงในสังคมมากเกินไป
คานิยมทัศนคติที่สงเสริมประชาธิปไตยระบอบประชาธิปไตยนอกจากจะเปนระบอบ
การเมืองแลว ยังเปนระบอบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมดวย ดังนั้นจึงไมใชอยูที่รัฐธรรมนูญ
กฎหมายการเลือกตั้งและการตอรองทางการเมืองเทานั้น หากอยูที่สมาชิกในสังคมจะตอง
ชวยกันหลอหลอม สรางคานิยม วิถีชีวิตที่เปนประชาธิปไตยมาตั้งแตในครอบครัว โรงเรียน
ที่ทำงานชุมชนเพื่อจะนำไปสูหรือการปกปองระบอบประชาธิปไตยทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจ
และสังคม
จากหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยดังกลาวแลว จะเห็นวาการมีสวนรวม
ทางการเมืองของประชาชนเปนสิ่งที่มีความสำคัญมาก หากปราศจากการมีสวนรวมของ
ประชาชนในทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตยนั้นจะไมตางจากระบอบเผด็จการ ดังนั้น
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงไดบัญญัติการมีสวนรวมโดยตรงของ
ประชาชนไวใน หมวด 7 มาตรา 163 - มาตรา 165 ดังนี้
หมวด ๗
การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งไมนอยกวาหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอ
ตอประธานรัฐสภาเพื่อใหรัฐสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓
และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนูญนี้
คำรองขอตามวรรคหนึ่งตองจัดทำรางพระราชบัญญัติเสนอมาดวย
หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาตองให
ผูแทนของ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการ
ของรางพระราชบัญญัติ และคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติ
ดังกลาว จะตองประกอบดวยผูแทนของประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอราง
พระราชบัญญัตินั้นจำนวน ไมนอยกวาหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดดวย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน130
มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไมนอยกวาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อ
รองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา
๒๗๐ ออกจากตำแหนงได
คำรองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดำรงตำแหนงดังกลาวกระทำ
ความผิดเปนขอๆ ใหชัดเจน
หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเขาชื่อรองขอตามวรรคหนึ่ง ใหเปน
ไปตามพระราชบัญญัติประกอบดวยรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต
มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งยอมมีสิทธิออกเสียงประชามติ
การจัดใหมีการออกเสียงประชามติใหกระทำไดในเหตุ ดังตอไปนี้
(๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นวากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสีย
ของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
อาจจะปรึกษาประธานสภา ผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได
(๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติใหมีการออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพื่อมีขอยุติ
โดยเสียงขางมากของผูมีสิทธิออกเสียงประชามติในปญหาที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ
หรือเปนการออกเสียงเพื่อใหคำปรึกษาแกคณะรัฐมนตรีก็ได เวนแตจะมีกฎหมาย
บัญญัติไวเปนการเฉพาะ
การออกเสียงประชามติตองเปนการใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการ
ตามที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือ
แยงตอรัฐธรรมนูญหรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล จะกระทำมิได
กอนการออกเสียงประชามติ รัฐตองดำเนินการใหขมูลอยางเพียงพอ และใหบุคคลฝายที่
เห็นชอบ
และไมเห็นชอบกับกิจการนั้นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนไดอยาง
เทาเทียมกัน
หลักเกณฑและวิธีการออกเสียงประชามติใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอยางนอยตองกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ
วิธีการออกเสียงประชามติระยะเวลาในการดำเนินการ และจำนวนเสียงประชามติ
เพื่อมีขอยุติ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 131
นอกจากการมีสวนรวมโดยตรงทางการเมืองแลวสิ่งที่มีความสำคัญเปนอยางมากก็คือ
การเลือกตัวแทนของตนในทุกระดับ จะตองเลือกคนที่มีความเหมาะสมกับตำแหนงนั้นๆ ซึ่ง
ปจจุบันจะมีการเลือกตั้งตัวแทนประชาชนเกือบทุกระดับ แตประชาชนสวนใหญยังมิได
แยกแยะวาการเลือกตั้งนั้นๆ เลือกเขาไปทำหนาที่อะไร ประชาชนมักจะเลือกจากผูที่ตนเอง
มีความคุนเคย สนิทสนม หรือมีพระคุณ หรือมากกวานั้นที่มีการกลาวหากันแตขาดพยาน
หลักฐานก็คือเลือกผูที่ใหเงินตน (ที่เรียกวาซื้อเสียง)
หากประชาชนสามารถเลือกตั้งตัวแทนของตนเองไดเหมาะสมกับตำแหนงที่ไดมาจากการ
เลือกตั้งแลว จะสามารถพลิกโฉมการเมืองไทยไดมากกวาที่เปนอยูทุกวันนี้
กิจกรรมที่ 11
ใหผูเรียนวิเคราะหการพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยตามความเขาใจ
โดยใชขอมูลประกอบ
2.2 การอยูรวมกันอยางสันติในระบอบประชาธิปไตย
จากหลักการของระบอบประชาธิปไตยเห็นไดวาประชาชนตองมีบทบาทและมีสวนรวม
ในทางการเมืองมากกวาระบอบเผด็จการ และในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักสิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนทุกคนอยางเทาเทียม ในสังคมที่มีขนาดใหญ หากทุกคนยึดแตหลักการ
พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเทานั้น เชื่อวาความวุนวายและไรระเบียบของสังคมยอม
เกิดขึ้น ในสังคมไทย แนวคิดของระบอบประชาธิปไตยเปนสิ่งที่เรารับมาจากประเทศทาง
ตะวันตก ซึ่งมีขอดีในเรื่องวินัย สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค สวนวิถีของสังคมไทย
ที่เปนสังคมพุทธ มีขอดีในเรื่องความอบอุน การเคารพผูอาวุโส ความกตัญู เปนขอดี
ที่เราตองนำมาใชใหถูกตอง ดังนั้นการจะอยูรวมกันอยางสันติในระบอบประชาธิปไตยของ
สังคมไทยคงมิใชการยึดหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเทานั้นแตตองมองรากฐาน
ของคนไทยดวยวามีวิถีชีวิตอยางไร
วิถีชีวิตไทย
สังคมไทยในอดีตปกครองดวยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยจนถึงป พ.ศ. 2475
เมื่อคณะราษฎรไดทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเปนระบอบประชาธิปไตย
เวลาที่ผานมา 70 กวาป วิถีชีวิตของชนชาวไทยไดปรับตนเองใหเขากับระบอบการปกครอง
แบบประชาธิปไตยอยางไร
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน132
การศึกษาเพื่อใหเกิดความเขาใจวิถีชีวิตไทยภายใตระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
นักศึกษาควรจะมีความรูความเขาใจในความหมายของคำหลักที่เกี่ยวของกอน ไดแกคำวา
“วิถีชีวิต” “ระบอบ” และ “ประชาธิปไตย” เพื่อเปนพื้นฐานในการวิเคราะหตอไป ซึ่ง
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใหความหมายของคำดังกลาวไว ดังนี้
วิถีชีวิต หมายถึง ทางดำเนินชีวิต เชน วิถีชีวิตชาวบาน
ระบอบ หมายถึง แบบอยาง ธรรมเนียม เชน ทำถูกระบอบ ระเบียบ การปกครอง เชน
การปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
ประชาธิปไตย(ประชาทิปะไต/ประชาทิบปะไต)หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติ
ปวงชน เปนใหญ การถือเสียงขางมากเปนใหญ
จากความหมายของคำหลักทั้งสามคำดังกลาวขางตน เมื่อนำความหมายมารวมกัน
“วิถีชีวิตไทยภายใตการปกครองระบอบประชาธิปไตย” จึงหมายถึง การดำเนินชีวิตของชน
ชาวไทยโดยการถือเสียงขางมากเปนใหญ
เราจะทำการศึกษาตอไปวา การดำเนินชีวิตของคนไทยนั้นไดถือเสียงขางมากใน
เรื่องใดบางและขอดีขอเสียของการถือเสียงขางมากเปนใหญมีอะไรบางโดยการพิจารณาชจาก
ลักษณะของสังคมไทยในปจจุบัน
ลักษณะที่สำคัญของสังคมไทย
ประเทศไทยตั้งอยูบนคาบสมุทรอินโดจีนที่เรียกวา “สุวรรณภูมิ” มีพื้นที่ประมาณ
513.115 ตารางกิโลเมตร มีกลุมชนชาติไทยและกลุมชาติพันธุอื่นๆ อีกมากกวา 50 ชาติพันธุ
เชน จีน ลาว มอญ เขมร กูย ฝรั่ง แขก ซาไก ทมิฬ ฯลฯ มาอาศัยอยูในประเทศไทย มีภาษาไทย
เปนของตนเอง มีประวัติศาสตรการตั้งถิ่นฐานที่ยาวนาน ประชากรสวนใหญประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข จนถึงป พ.ศ. 2475 เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง
ระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เวลาผานไปเกือบ 80 ป จนถึงปจจุบัน เมื่อวิเคราะหลักษณะ
ของสังคมไทยในปจจุบัน เราจะพบวาลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. สังคมไทยเปนสังคมที่เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย
สังคมไทยปกครองโดยเฉพาะพระมหากษัตริยมาตั้งแตสมัยสุโขทัย ที่เรียกวา
สมบูรณาญาสิทธิราชย จนมาถึงการปกครองในระบอบประชิปไตย พระมหา
กษัตริยทรงเปนทั้งองคพระประมุข เปนขวัญและกำลังใจใหกับประชาชน และ
ทรงเปนศูนยรวมแหงความสามัคคีของคนในชาติ สถาบันพระมหากษัตริย
จึงไดรับ การเคารพเทิดทูนอยางสูงในสังคมไทย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 133
2. สังคมไทยยึดมั่นในพระพุทธศาสนา
วัดมีความสัมพันธกับชุมชนมาก ในอดีตวัดเปนแหลงการศึกษาของฆารวาส
และภิกษุสามเณร เปนสถานที่อบรมขัดเกลาจิตใจ โดยใชธรรมะเปนเครื่องชี้นำ
ในการดำเนินชีวิต โดยมีพระภิกษุเปนผูอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน
ใหเปนคนดีมีศีลธรรม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน134
3. สังคมไทยเปนสังคมเกษตร
อาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพที่เปนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งในปจจุบันมีการ
นำเทคโนโลยีมาใชในการเกษตรมากขึ้น ทำใหมีการพัฒนาเปนเกษตร
อุตสาหกรรม จากพื้นฐานการมีอาชีพเกษตรกรรม ทำใหคนไทยรักความเปนอยู
ที่เรียบงาย ไมทะเยอทะยานเกินฐานะ มีจิตใจออนโยน เอื้อเฟอเผื่อแผ
4. สังคมไทยใหการเคารพผูอาวุโส
การแสดงความเคารพ การใหเกียรติผูอาวุโส มีผลตอการแสดงออกของคน
ในสังคมในดานกิริยาวาจาความเคารพและความเกรงใจทำใหเด็กๆหรือผูนอย
รูจักออนนอมถอมตนตอผูใหญ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 135
5. สังคมไทยเปนสังคมระบบเครือญาติ
สังคมไทยเปนสังคมที่อยูรวมกันเปนครอบครัวขนาดใหญ มีความสัมพันธกัน
อยางใกลชิด ทำใหมีความผูกพันและหวงใยในทุกขสุขของกันและกัน อุปการะ
เกื้อกูลกัน ซึ่งสมาชิกในครอบครัวทุกคนถือเปนหนาที่ที่ตองประพฤติปฏิบัติ
ตอกัน
6. สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว
เนื่องจากมีการเปดรับวัฒนธรรมตางชาติเขามามากและระบบเศรษฐกิจเปนแบบ
ทุนนิยม โดนยเฉพาะเมืองใหญ เชน กรุงเทพฯ เชียงใหม ภูเก็ต เปนตน แตใน
ชนบทจะมีการเปลี่ยนแปลงชากวาเมืองใหญ ทำใหมีขนบธรรมเนียมประเพณี
ที่ดีงามคงอยู
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน136
หากเราสามารถใชชีวิตโดยการประยุกตใชหลักการของระบอบประชาธิปไตย ทั้ง
5 หลัก (หนา 130) ใหเขากับสภาพสังคมและวิถีชีวิตไทยไดอยางสมดุล เชื่อวาสังคมไทยจะ
สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติมีสิทธิเสรีภาพและความอบอุนในรูปแบบของวิถีชีวิตไดโดยมี
แนวทางของการเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยโดยพิจารณาจากบทบาทหนาที่ของตนเอง
ที่มีตอสวนเกี่ยวของ ดังนี้
1. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอตนเอง ไดแก
1.1 ยึดมั่นในคุณธรรมและศีลธรรม
1.2 พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองใหมีความรู ฉลาด ทันโลกทันเหตุการณ
1.3 ประกอบอาชีพที่ซื่อสัตยดวยความขยันหมั่นเพียร
1.4 สนใจติดตามขาวความเปนไปในทางการเมืองการปกครองเศรษฐกิจและ
สังคม
2. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอครอบครัว
2.1 ทำหนาที่สมาชิกในครอบครัวใหสมบูรณ
2.2 ชวยกิจกรรมงานตางๆ ในครอบครัวอยางเต็มใจ
2.3 ชวยกันดูแลประหยัดคาใชจายในครอบครัว
2.4 รับฟงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในครอบครัว
2.5 ไมทำใหสมาชิกในครอบครัวรูสึกวาถูกทอดทิ้ง
3. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอสังคมและประเทศชาติ
3.1 ดานเศรษฐกิจ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 137
1) ประกอบอาชีพที่เกิดผลดีทางเศรษฐกิจตอชุมชนและประเทศชาติ
2) เสียภาษีอากรใหแกรัฐอยางถูกตอง
3) ประหยัดการใชจาย
3.2 ดานการเมือง
1) สนใจติดตามขาวคราวความเปนไปทางดานการเมืองในประเทศ
2) สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย
3) เขารวมในกิจกรรมตางๆ
ที่มีอยูในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย
4) เคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
5) สนใจติดตามความเปนไปและปญหาทางดานสังคมของชุมชน
3.3 ดานสังคม
1) ยึดมั่นในระเบียบวินัยและปฏิบัติตามกฎหมายของบานเมือง
2) ยอมรับความแตกตางในดานบุคคล
3) มีความรูสึกเปนสวนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติ
4) ใหความชวยเหลือในการทำงานเพื่อสังคม
หากแตละบุคคลสามารถปฏิบัติตามบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบไดอยางครบถวน
ก็ไดชื่อวาเปน “พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย”
กิจกรรมที่ 12
1. ใหผูเรียนวิเคราะหและเขียนบอกลักษณะสำคัญของสังคมในปจจุบัน โดย
เปรียบเทียบกับลักษณะของสังคมไทยตามที่มีผูวิเคราะหไวแลว เพื่อพิจารณาวา
มีลักษณะใดบางที่เปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไปแลวและลักษณะใดบางที่ยังคงอยู
พรอมกับบอก ความรูสึกของผูเรียนที่มีตอสภาพสังคมในปจจุบัน
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน138
2. ผูเรียนวิเคราะหบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบของผูเรียนที่ปฏิบัติตอสมาชิก
ในครอบครัววาเปนไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยหรือไมบทบาท
หนาที่ดังกลาวมีเรื่องใดบางที่ควรสงเสริม และมีเรื่องใดบางที่ควรละทิ้ง
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
3. ในฐานะที่ผูเรียนเปนหนวยหนึ่งของสังคมและประเทศ ผูเรียนจะปฏิบัติตน
อยางไรจึงจะไดชื่อวา เปนพลเมืองดีของประเทศที่มีการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 139
บทที่ 5
สิทธิมนุษยชน
สาระสำคัญ
มนุษยทุกคนเกิดมามีเกียรติ ศักดิ์ศรีเทาเทียมกัน ยอมจะไดรับความคุมครองจากรัฐ
ตามมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550
ไดบัญญัติสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไวเพื่อปกปองคุมครองประชาชนทุกคนมิใหถูกละเมิดสิทธิ
และรักษาสิทธิของตนได
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายที่มาของแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนได
2. อธิบายหลักสิทธิมนุษยชนสากลได
3. ยกตัวอยางแนวทางในการคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชนได
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 กำเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน
เรื่องที่ 2 การคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน
สื่อประกอบการเรียนรู
1. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
2. เอกสารสิทธิมนุษยชนสากล
3. บทความทางวิชาการ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน140
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 141
เรื่องที่ 1 กำเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน
(Human Rights)
1.1 ความเปนมาของสิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชนคืออะไร
ไดมีผูใหความหมายของสิทธิมนุษยชนไววาหมายถึงสิทธิตางๆที่แสดงถึงคุณคาแหง
ความเปนมนุษย
หากสิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิตางๆ ที่แสดงถึงคุณคาความเปนมนุษยแลว แตใน
สภาพขอเท็จจริงทางสังคมมนุษยกลับมิไดรับสิทธิหรือการปฏิบัติที่แสดงถึงคุณคาความเปน
มนุษย จึงเกิดพัฒนาการในเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้น
ความตื่นตัวในเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในประเทศที่ปกครองในระบอบประชา
ธิปไตย สิทธิมนุษยชนมีที่มาอยางไร วไล ณ ปอมเพชร. http:/www.action4change.com/ เมื่อ
วันที่ 5 มีนาคม 2553) ไดศึกษาคนควาและเรียบเรียงถึงความเปนมาของสิทธิมนุษยชนไววา
สิทธิมนุษยชน ไดมีพัฒนาการมาจากความพยายามของมนุษยที่จะให ศักดิ์ศรีของ
มนุษยชนไดรับการเคารพและจากการตอสูเพื่อเสรีภาพและความเสมอภาค ที่เกิดขึ้นในดินแดน
ตางๆทั่วโลก แนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เกิดจากบรรดานักคิดที่มาจากหลากหลาย
ประเพณีทางวัฒนธรรมและศาสนา ตอมาผูบริหารประเทศและนักกฎหมาย ตางก็มีบทบาท
ในการสงเสริมแนวความคิดดังกลาว และรางขึ้นเปนเอกสารที่ใชปกปองสิทธิของบุคคล และ
คอยๆ กลายเปนบทบัญญัติและรัฐธรรมนูญของชาติตางๆ
ในชวงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการดำเนินการจัดตั้งองคการสหประชาชาติขึ้น
บรรดาผูนำของประเทศสมาชิกดั้งเดิม50ประเทศไดรวมลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ(The
Charter of the United Nations) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ซึ่ง
ประกาศเปาหมายหลักขององคการสหประชาชาติซึ่งไดถือกำเนิดขึ้นอยางเปนทางการในวันที่
24 ตุลาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488) วา “เพื่อปกปองคนรุนตอไปจากภัยพิบัติสงคราม และเพื่อ
ยืนยันความศรัทธาในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในศักดิ์ศรีและคุณคาของมนุษย และในสิทธิ
อันเทาเทียมกันของบุรุษและสตรี” มาตรา 1 ของกฎบัตรสหประชาชาติระบุวา จุดมุงหมาย
ประการหนึ่งของสหประชาชาติ คือ “เพื่อบรรลุความรวมมือ ระหวางชาติในการสงเสริมและ
สนับสนุนใหมีการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษยทุกคน โดย
ไมคำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือ ศาสนา”
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน142
ดวยเหตุที่กฎบัตรสหประชาชาติเปนสนธิสัญญาที่บรรดาประเทศสมาชิกองคการ
สหประชาชาติรวมลงนาม จึงถือวามีขอผูกพันทางกฎหมายที่บรรดาสมาชิกจะตองปฏิบัติตาม
รวมถึงการสงเสริมสิทธิมนุษยชน และการรวมมือกับสหประชาชาติตลอดจนนานาประเทศ
เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่บัญญัติไวในกฎบัตร อยางไรก็ตาม กฎบัตรสหประชาชาติมิไดมี
รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยตรง หรือกลไกที่จะชวยใหประเทศสมาชิกปกปองสิทธิ
มนุษยชน ครั้น ป ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) องคการสหประชาชาติไดจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชน (Committee on Hunan Rights) ขึ้น มีหนาที่รางกฎเกณฑระหวางประเทศเกี่ยวกับ
เรื่องสิทธิมนุษยชน จึงเกิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaratioon of
Human Rights) ซึ่งสหประชาชาติไดมีมติรับรอง เมื่อวันที้ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491)
ปฏิญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซึ่งบรรดาประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติ
ไดรวมรับรองเมื่อค.ศ.1948(พ.ศ.2491) ถือเปนมาตรฐานในการปฏิบัติตอกันของมวลมนุษย
และของบรรดานานาชาติ ถึงแมวาปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนจะมิไดมีผลบังคับทาง
กฎหมายเชนเดียวกับสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือขอตกลงระหวางประเทศ แตปฏิญญาสากล
ฉบับนี้ นับวามีพลังสำคัญทางศีลธรรม จริยธรรม และมีอิทธิพลทางการเมืองไปทั่วโลก และ
ถือเปนหลักเกณฑสำคัญในการปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่บรรดาประเทศทั่วโลกยอมรับ
ขอความในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนเปนพื้นฐานในการดำเนินงานขององคการสห
ประชาชาติ และมีอิทธิพลสำคัญตอการรางรัฐธรรมนูญของบรรดาประเทศที่มีการราง
รัฐธรรมนูญในเวลาตอมา โดยเฉพาะอยางยิ่งบรรดาประเทศอาณานิคมไดอางปฏิญญาสากล
วาดวยสิทธิมนุษยชนในการประกาศอิสรภาพ ชวง ค.ศ. 1950 ถึง 1960 (พ.ศ. 2493-2503) และ
หลายประเทศนำขอความในปฏิญญามาใชในการรางรัฐธรรมนูญของตน รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ก็มีขอความที่สอดคลองกับปฏิญญาสากลฯ เชน ในมาตรา 4วา
: “ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง”
เมื่อสหประชาชาติมีมติรับรองปฏิญญสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน องคการสห
ประชาชาติประกอบดวยประเทศสมาชิกเพียง 58 ประเทศ จากนั้นมาจำนวนประเทศสมาชิก
เพิ่มขึ้น จนมีจำนวนเกินกวาสามเทาของสมาชิกเดิม อิทธิพลของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิ
มนุษยชนขยายมากขึ้นจนเปนที่ยอมรับในระดับสากล และเปนที่อางอิงถึงเมื่อมีปญหาเกี่ยวกับ
สิทธิมนุษยชนในประเทศทั้งหลายทั่วโลก เมื่อพิจารณาดูมาตราตางๆของปฏิญญาสากลวาดวย
สิทธิมนุษยชนจะเห็นวา มาตราแรกแสดงถึงความเปนสากลของสิทธิมนุษยชน โดยกลาวถึง
ความเทาเทียมกันัของศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษยทุกคน ปรากฏในคำปรารภซึ่งเริ่มดวยขอความ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 143
ที่เนนการยอมรับ “ศักดิ์ศรีประจำตัวและสิทธิซึ่งเทาเทียมกัน และไมอาจโอนใหแกกันไดของ
สมาชิกทั้งมวลของครอบครัวมนุษย”
สิทธิที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน จำแนกออกไดอยางกวางๆ 2
ประเภท คือ ประเภทแรก เกี่ยวกับสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรวมถึงสิทธิใน
ชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงของบุคคล อิสรภาพจากความเปนทาสและการถูกทรมาน
ความเสมอภาคในทางกฎหมาย การคุมครองเมื่อถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศ สิทธิที่จะไดรับการ
พิจารณาคดีอยางเปนธรรม การมีสวนรวมทางการเมือง สิทธิในการสมรสและการตั้งครอบครัว
เสรีภาพขั้นพื้นฐานในทางความคิด มโนธรรม และศาสนา การแสดงความคิดเห็น และการ
แสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและเขารวมสมาคมอยางสันติ สิทธิในการมีสวนในรัฐบาล
ของประเทศตนโดยทางตรงหรือโดยการสงผูแทนที่ไดรับการเลือกตั้งอยางเสรี สวนสิทธิ
ประเภทที่สอง คือสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิในการทำงาน
การไดรับคาตอบแทนเทากันสำหรับงานที่เทากัน สิทธิในการกอตั้งและเขารวมสหภาพแรงงาน
สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม สิทธิในการศึกษา และสิทธิในการเขารวมใชชีวิต
ทางวัฒนธรรมอยางเสรี
ลักษณะเฉพาะของสิทธิมนุษยชนที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน มี
ดังตอไปนี้
1. เปนสิทธิที่ติดตัวมากับมนุษย(Inherent) เมื่อคนเกิดมาจะมีสิทธิมนุษยชนติดตัว
มาดวย เพราะมีความเปนมนุษย ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงเปนสิทธิที่ติดตัวแตละ
คนมา ไมมีการใหหรือซื้อ หรือสืบทอดมา
2. เปนสิทธิที่เปนสากล(Universal) คือเปนสิทธิของมนุษยทุกคนเหมือนกันไมวา
จะมีเชื้อชาติ เพศ หรือนับถือศาสนาใด ไมวาจะเปนผูที่มาจากพื้นฐานทางสังคม
หรือการเมืองอยางใด มนุษยทุกคนเกิดมามีอิสระเสรี มีความเทาเทียมกันใน
ศักดิ์ศรีและสิทธิ
3. เปนสิทธิที่ไมอาจถายโอนใหแกกันได(Inalienable) คือไมมีใครจะมาแยงชิงเอา
สิทธิมนุษยชนไปจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งได ถึงแมวากฎหมายของประเทศจะ
ไมยอมรับรองสิทธิมนุษยชนหรือแมวาจะละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตามประชาชน
ของประเทศนั้นก็ยังมีสิทธิมนุษยชนอยู ตัวอยางเชน ในสมัยคาทาสทาสทุกคน
มีสิทธิมนุษยชน ถึงแมวาสิทธิเหลานั้นจะถูกละเมิดก็ตาม
4. เปนสิทธิที่ไมถูกแยกออกจากกัน (Indivisible) กลาวคือ เพื่อที่จะมีชีวิตอยูอยาง
มีศักดิ์ศรี มนุษยทุกคนยอมมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพ มีความมั่นคงและมีมาตรฐาน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน144
การดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับความเปนมนุษย ดังนั้นสิทธิตางๆของมนุษยชนจะ
ตองไมถูกแยกออกจากกัน
ตอมาหลักการของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ไดมีการแปลเจตนาและขยาย
ขอความใหละเอียดยิ่งขึ้น ดวยการรางเปนกติการะหวางประเทศที่มีผลบังคับทางกฎหมายและ
สหประชาชาติมีมติรับรอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509) คือ กติการะหวาง
ประเทศวาดวยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and
Political Rights - ICCPR) การที่สหประชาชาติมีมติรับรองกติการะหวางประเทศดังกลาวนี้
ทำใหบรรดานานาประเทศสมาชิกขององคการสหประชาชาติไมเพียงแตเห็นชอบดวยกับสิทธิ
ตางๆที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แตยังถือเปนมาตรการในการปฏิบัติตาม
ดวย หมายความวาบรรดาประเทศที่ใหสัตยาบรรณ(Ratify) หรือรับรองกติการะหวางประเทศ
ดังกลาวจะตองปฏิบัติตามขอความในกติการะหวางประเทศ มีขอผูกพันที่จะตองเคารพและ
ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกติการะหวางประเทศ และรวมไปถึงตองสงรายงานการปฏิบัติตาม
กติการะหวางประเทศใหแกสหประชาชาติเปนประจำดวย เมื่อกติการะหวางประเทศทั้งสอง
ฉบับมีผลในการบังคับใชน ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) ไดเขาเปนภาคี จนปจจุบันนับได 134
ประเทศ
นอกจากกติการะหวางประเทศทั้งสองฉบับที่กลาวมาแลวนี้ ยังมีอนุสัญญา (Conven
tions) คำประกาศ (Declarations) ขอเสนอแนะ (Recommendations) ที่เกี่ยวกับรายละเอียด
ของสิทธิมนุษยชนตามเจตนารมณของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน และกติการะหวาง
ประเทศทั้งสองฉบับ คำประกาศและขอเสนอแนะคือเปนมาตรฐานสากลสำหรับบรรดา
ประเทศสมาชิกขององคการสหประชาชาติ แตไมมีผลผูกพันทางกฎหมายเชนเดียวกับอนุสัญญา
ซึ่งมีผลบังคับใหประเทศที่เปนภาคีของอนุสัญญาตองปฏิบัติตาม ตัวอยางของอนุสัญญาวาดวย
สิทธิมนุษยชน เชน อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก (Convention on The Rights of the Child)
อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination
of all Forms of Discrimination Against Women)
อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2523)
ที่ไดมีมติรับรองของสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2520)
ปจจุบันนี้ ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติกวา 180 ประเทศ ใหสัตยาบรรณรับรอง
อนุสัญญาดังกลาว และบรรดาประเทศภาคีของอนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก ตางก็หาวิถีทางที่จะ
ปฏิบัติตามขอผูกมัดของอนุสัญญา โดยถือวา เด็กเปนผูที่จะตองไดรับการดูแล ปกปอง และ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 145
เนนถึงความสำคัญของชีวิต ครอบครัวของเด็กดวย (โปรดดูรายละเอิยดในอนุสัญญาวาดวย
สิทธิเด็ก ในภาคผนวก)
อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ ไดรับการรับรองจาก
สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) และมีผลบังคับใชใน
วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) ในปจจุบัน ประเทศภาคีของอนุสัญญาดังกลาวนับ
ไดกวา150ประเทศ จุดประสงคของอนุสัญญาฉบับนี้คือความเสมอภาคระหวางชายและหญิง
และเพื่อปองกันการเลือกปฏิบัติตอสตรี โดยเฉพาะอยางยิ่งการเลือกปฏิบัติในรูปแบบของการ
บังคับใหแตงงาน ความรุนแรงในครอบครัว โอกาสในการศึกษา การดูแลดานสาธารณสุข
ตลอดจนการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน
ที่กลาวมาทั้งหมดนี้ เปนความเปนมาของสิทธิมนุษยชนสากล ความเปน “สากล”
เริ่มเห็นไดชัดเจนจากปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปนมาตรฐานระดับนานาชาติที่
เกี่ยวกับการปกปองศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน ตอมาจึงเกิดกติกาสัญญาระหวางชาติ ตลอดจน
อนุสัญญาฉบับตางๆ ซึ่งมีขอผูกพันในทางกฎหมายที่จะตองปฏิบัติตามบทบัญญัติในกติกา
ระหวางประเทศ และอนุสัญญาที่แตละประเทศไดเขารวมเปนภาคี
ความเปน “สากล” ของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แสดงไวอยางชัดเจนใน
ปฏิญญาขอที่1 ซึ่งเนนถึงความเทาเทียมกันของศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษยทุกคน และในขอที่
2 ซึ่งกลาวถึงความชอบธรรมของมนุษยทุกคนในสิทธิและเสรีภาพที่ระบุไวในปฏิญญาฯ ดย
ไมมีการจำแนกความแตกตางในเรื่องใดทั้งสิ้น
สหประชาชาติและองคกรตางๆ ในระบบของสหประชาชาติ เชน ยูเนสโก และ
ยูนิเซฟ เปนตน ไดหาวิถีทางที่จะใหบรรดาประเทศสมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแหง
สิทธิมนุษยชน แตความพยายามตางๆยอมไรผล ถาปราศจากความรวมมือของแตละประเทศ
สำหรับประเทศไทย สิทธิมนุษยชนหมายความถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษย ความเสมอภาค
เสรีภาพ และอิสรภาพในชีวิตและรางกายซึ่งเปนสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย และเปนสิทธิ
ที่ไดรับการรับรองหรือคุมครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.
2540) กฎหมายที่เกี่ยวของและตามหลักสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแนวปฏิบัติของ
กฎหมายระหวางประเทศ และขอตกลงระหวางประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะตอง
ปฏิบัติตาม แตกระนั้นก็ตามสิทธิมนุษยชนก็ยังมีการละเมิดกันอยูโดยทั่วไปในสังคมไทย และ
ถาหากไมหาทางปองกันและแกไข แนวโนมของการละเมิดก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ยากแก
การแกไข และยังทำลายชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพพจนของประเทศดวย อยางไรก็ตาม
ถาคนไทยเขาใจความหมายของสิทธิมนุษยชนอยางถูกตอง ถาเรายอมรับวามนุษยทุกคนเกิด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน146
มามีเสรีภาพ และมีความเสมอภาคในศักดิ์ศรีและสิทธิ และถามีการปฏิบัติตอกันดวยความรัก
และเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกันฉันพี่นอง คนในสังคมไทยที่มีความแตกตางหลากหลาย
ก็จะสามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียน และละเมิดสิทธิของกันและกัน
1.2 พัฒนาการของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
นพนิธิสุริยhttp://gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 ไดศึกษาพัฒนาการ
ของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไววา
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาสูระบอบ
การปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติ
ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 แมธรรมนูญการปกครองฉบับแรก
ของไทยจะมิไดกลาวถึงหรือรับรองสิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนเลย แตจากคำ
ประกาศของคณะราษฎรที่ประกาศวา
1. ตองรักษาความเปนเอกราชทั้งหลาย ไดแก เอกราชในทางการเมือง การศาล
การเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศใหมั่นคง
2. ตองรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ใหการประทุษรายตอกันลดนอยลง
ใหมาก
3. ตองบำรุงความสุขสมบูรณในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะจัดหางานให
ทุกคนทำ และจะตองวางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมละเลยใหราษฎร
อดอยาก
4. ตองใหราษฎรมีสิทธิเสมอภาค
5. ตองใหราษฎรมีอิสรภาพ มีความเปนอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไมขัดหลักดังกลาว
ขางตน
การไดนำหลักการของสิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติและระบุรับรองใหราษฎร
มีสิทธิเสมอภาคกัน แสดงใหเห็นการตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกลาว จึงวิเคราะห
ไดวา เปาหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสูระบอบประชาธิไตยโดยคณะราษฎรเปน
จุดเริ่มตนของความเคลื่อนไหวในดานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอยางชัดเจน และเปน
รูปธรรมครั้งแรก
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ของไทย คือ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ..ศ. 2475
ไดปรากฏบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิ เสรีภาพ แกประชาชนชาวไทยไวในหมวดที่ 2
วาดวยสิทธิและหนาที่ของชนชาวสยาม ซึ่งมีสาระสำคัญใหการรับรองหลักความเสมอหนากัน
ในกฎหมาย เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในรางกาย เคหสถาน ทรัพยสิน การพูด
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 147
การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุม การตั้งสมาคม และการอาชีพ โดยบท
บัญญัติดังกลาวถือเปนการใหความรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางเปนทางการใน
รัฐธรรมเปนครั้งแรก
ขณะเดียวกันนั้น สยามประเทศไดมีการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวน
การยุติธรรม เพื่อใหทัดเทียมนานาอารยประเทศและเปนที่ยอมรับของรัฐตางชาติ ดวยความ
มุงหมายที่จะเรียกรองเอกราชทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทย แนวความคิดในการคุมครอง
สิทธิมนุษยชนจึงปรากฏอยูในกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครอง
สิทธิมนุษยชนไวโดยตรงและโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองและคุมครองสิทธิของ
ผูตองหาและจำเลยในคดีอาญา ซึ่งแตกตางจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเดิมอยางสิ้นเชิง
ตอมาวันที่ 10 พฤษภาคมพ.ศ.2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทย พ.ศ. 2489 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และเปนครั้งแรกที่มีการบัญญัติรับรองสิทธิ
ของประชาชนในการเสนอเรื่องราวรองทุกขและเสรีภาพในการจัดตั้งคณะพรรคการเมือง
ในรัฐธรรมนูญ สวนเสรีภาพในการประชุมโดยเปดผยในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดเปลี่ยน
เปนเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ
ในระหวางที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับ ป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสที่สำคัญ
คือ เกิดการรวมตัวของกรรมกรในชื่อวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซึ่งเปนการ
รวมตัวกันของกรรมกรจากิจการสาขาตางๆ เชน โรงเลื่อย โรงสี รถไฟ เปนตน เนื่องจาก
กรรมกรเหลานี้ถูกกดขี่คาจางแรงงานอยางมาก อันเปนผลมาจากการเติบโตของภาค
อุตสาหกรรมอยางรวดเร็ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น
เปนการรวมตัวกันเพื่อเรียกรองตอสังคมและรัฐ ใหสนองความตองการที่จำเปนของตน ทำให
สังคมตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน อันเปนการแสดงออกถึงการคุมครองสิทธิ
มนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการกระทำของเอกชนดวย
ในป พ.ศ. 2491 สหประชาติไดประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.
1948 อันเปนชวงเวลาที่ประเทศไทยกำลังรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 คือ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 จึงไดรับอิทธิพลจากการประกาศใชปฏิญญา
สากลของสหประชาชาติ มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพเปนจำนวนมากและ
ละเอียดกวารัฐธรรมฉบับกอนๆ
หลักการในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ที่ไดรับการ
บรรจุลงไวในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นอกเหนือจากสิทธิที่เคยรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับ
กอนๆ ไดแกหลักการไดรับความคุมครองอยางเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ไมวาบุคคล
นั้นจะมีกำเนิดหรือนับถือศาสนาแตกตางกันก็ตาม (มาตรา 26) สิทธิของประชาชนที่ไมถูก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน148
เกณฑแรงงาน ทั้งนี้เวนแตในกรณีที่เปนการปองกันภัยพิบัติสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน
เฉพาะเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการรบหรือภาวะสงครามหรือในสถานการณฉุกเฉินเทานั้น
(มาตรา 32) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางไปรษณียหรือทางอื่นที่ชอบดวยกฎหมาย
(มาตรา40) เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูและการประกอบอาชีพ (มาตรา41) สิทธิของบุคคล
ที่จะไดรับความคุมครองในครอบครัวของตน (มาตรา43) ตลอดจนการใหการรับรองแกบุคคล
ซึ่งเปนทหาร ตำรวจ ขาราชการประจำอื่น และพนักงานเทศบาล ที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตาม
รัฐธรรมนูญเหมือนดังพลเมืองคนอื่นๆ (มาตรา42)ปรากฏการณที่สำคัญอีกประการคือมีการ
นำเอาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญ เชน
หลักที่วา “บุคคลจะไมตองรับโทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทำการอัน
กฎหมายซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเปนความผิด และกำหนดโทษไว
และโทษที่จะลงแกบุคคลนั้นจะหนักกวาโทษที่กำหนดไวในกฎหมายซึ่งใชอยู
ในเวลาที่กระทำความผิดมิได” (มาตรา 29) ซึ่งเปนหลักพื้นฐานที่สำคัญในการ
ดำเนินคดีอาญา และไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับตอมาจนถึงปจจุบัน
หลักความคุมครองผูตองหาและจำเลยที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวา ไมมี
ความผิดกอนที่จะมีคำพิพากษอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาใน
การประกันและการเรียกหลักประกันพอสมควรแกกรณีดวย (มาตรา 30) และ
สิทธิที่จะไมถูกจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคลไมวากรณีใดๆ เวนแตจะมี
กฎหมายบัญญัติไวใหสามารถกระทำได (มาตรา 31)
นอกากนี้แลว การกำหนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในหมวด 5 อันเปนหมวดที่วาดวย
แนวทางสำหรับการตรากฎหมาย และการบริหารราชการตามนโยบาย ซึ่งแมจะไมกอใหเกิด
สิทธิในการฟองรองรัฐหากรัฐไมปฏิบัติตาม แตก็เปนการกำหนดหนาที่แกรัฐซึ่งมีความเกี่ยวพัน
กับการสงเสริมและพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆมา
ในทางปฏิบัติ สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจัง
เพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณบานเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทัศนคติของ
ผูปกครอง เจาหนาที่รัฐ และประชาชนผูเปนเจาของสิทธินั่นเอง เพราะตอมาธรรมนูญการ
ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญัติรับรองสิทธิ
เสรีภาพแตอยางใด และการประกาศใชธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการ ไมมีบทบัญญัติมาตราใดที่ใหการรับรอง
สิทธิและเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระทั่งภายหลังเกิดเหตุการณเรียกรองประชา
ธิปไตยโดยนิสิต นักศึกษา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราช
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 149
อาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซึ่งไดรับการยอมรับวาเปนรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ดีที่สุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการใหความคุมครอง
สิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งในดานที่มีการจำกัดอำนาจรัฐที่จะเขามาแทรกแซง
อันมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และในดานการเพิ่มหนาที่ใหแกรัฐในการ
ใหบริการแกประชาชนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชน ชายและหญิงมีสิทธิเทาเทียมกัน (มาตรา
28) สิทธิทางการเมืองในการใชสิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียงประชามติ (มาตรา 29) สิทธิ
ที่จะไมถูกปดโรงพิมพหรือหามทำการพิมพ เวนแตมีคำพิพากษาถึงที่สุดใหปดโรงพิมพหรือ
หามทำการพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทางวิชาการ (มาตรา 42) การกำหนดใหพรรคการ
เมืองตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดยเปดเผย (มาตรา 45) และเสรีภาพในการ
เดินทางภายในราชอาณาจักร (มาตรา 47) นอกจากนี้แลวสิทธิในทางกระบวนการยุติธรรม
ทางอาญาของผูตองหาและจำเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดวย
ไดแก สิทธิที่จะไดรับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็วและเปนธรรม สิทธิที่
จะไดรับการชวยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิที่จะไมใหถอยคำเปน
ปฏิปกษตอตนเอง อันจะทำใหตนถูกฟองเปนคดีอาญา และถอยคำของบุคคลที่เกิดจากการถูก
ทรมาน ขูเข็ญ หรือใชกำลังบังคับหรือการกระทำใดๆ ที่ทำใหถอยคำนั้นเปนไปโดยไมสมัคร
ใจ ไมอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได (มาตรา 35) และสิทธิที่จะไดคาทดแทน หากปรากฏ
ในภายหลังวาบุคคลนั้นมิไดเปนผูกระทำความผิด (มาตรา 36)
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทย พุทธศักราช 2519 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ
ไวเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย” นับวาเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิ เสรีภาพกวางขวางมาก แตไมมีการกำหนดวา
เปนสิทธิ เสรีภาพชนิดใด ตอมา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ
การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ซึ่งไมมีบทบัญญัติใดเลย
ที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักร 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13
ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นำบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพมา
บัญญัติไวอีก โดยมีสาระสำคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช2517 แตตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองความเสมอภาคของชายและหญิงเสรีภาพ
ในทางวิชาการ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพออกไป
ภายหลังจากหัวหนารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดกระทำการยึดและควบคุม
การปกครองประเทศไวเปนผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 และประกาศยกเลิก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน150
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2521แลว ไดประกาศใชธรรมนูญการปกครอง
ราชอาณาจักร พุทธศักราช 2524 แทน โดยใหไวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งไมปรากฏมีบท
บัญญัติใดเลยที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน
ตอมาในป2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2534 โดยเพิ่มหมวดที่ 3 วาดวยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตามที่ประกาศไวใน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 เมื่อวันที่ 10
กุมภาพันธ2538 ซึ่งนำเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไวในรัฐธรรมนูย
แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2517 มาบัญญัติไวอีกครั้ง แตไดตัดเสรีภาพในทางวิชาการ
ออก และเพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิในการไดรรับบริการทางสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน(มาตรา
41) สิทธิในการเสนอเรื่องราวรองทุกข (มาตรา 48) และสิทธิในการรับทราบขอมูล
หรือขาวสารหนวยงานราชการ (มาตรา 48 ทวิ)
ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
แมจะถูกขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลา แตการคุมครองสิทธิมนุษยชน
โดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออก
กฎหมายที่ไมเปนการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป การตรวจสอบการ
ทำงานของฝายบริหาร โดยฝายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทำงานของเจาหนาที่ฝายปกครอง
โดยฝายบริหาร เพื่อมิใหเจาหนาที่ใชอำนาจในทางที่มิชอบดวยกฎหมายและเปนการละเมิด
สิทธิของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีขององคกรตุลาการ โดยยึดหลักกฎหมายเพื่อ
อำนวยความยุติธรรมแกประชาชน เหลานี้นับวาเปนกลไกการคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจะ
มิไดมีความมุงหมายใหเปนผลโดยตรงก็ตาม
การดำเนินการขององคกรรัฐเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอมกับ
การจัดตั้งสำนักงานคุมครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชนของประชาชน (สคช.) สังกัดกรม
อัยการ เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สำนักงานคุมครองสิทธิและชวยเหลือ
ทางกฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดำเนินงานขององคกรมีขอบเขตจำกัดสืบเนื่องจาก
กรอบอำนาจหนาที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายตางๆ สวนการดำเนินงานขององคกร
พัฒนาเอกชนเพิ่งมีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค 14 ตุลาคม
2516 และ 6 ตุลาคม 2519 องคกรแรกที่ถูกกอตั้งเมื่อ พ.ศ. 2519 คือ สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพ
ของประชาชน และในปเดียวกันนั้นก็มีการกอตั้ง “กลุมประสานงนศาสนาเพื่อสังคม” (กศส.)
หลังจากนั้นก็มีการรวมตัวกันของบุคคลทั้งในรูปองคกร สมาคม มูลนิธิ คณะกรรมการ คณะ
ทำงาน กลุม ศูนย สถาบันตางๆ เพื่อทำหนาที่ในการสงเสริมและคุมครองสิทธิ เสรีภาพ ตลอด
จนสิทธิมนุษยชนในแงตางๆ แกประชาชน เชน สิทธิของจำเลยหรือผูตองหาในกระบวนการ
ยุติธรรมสิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผูใชแรงงานและสิทธิทางการเมืองเปนตน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 151
จากการกำเนิดและความเปนมาของสิทธิมนุษยชนในตางประเทศและประเทศไทย
จนถึงปจจุบัน สามารถแบงพัฒนาการในเรื่องสิทธมนุษชน ไดเปน 3 ระยะ ไดแก
ระยะที่หนึ่ง ระยะแหงการเริ่มตน เปนยุคที่สภาพทางสังคมมีการกดขี่ขมเหง
ไมเคาเคารพตอศักดิ์ศรีประจำตัวของมนุษย มีการเอารัดเอาเปรียบ แกงแยง
และไมมีกฎหมายหรือกฎเกณฑที่ชัดเจนในการใหหลักประกันเรื่องสิทธิแก
ประชาชน
ระยะที่สอง ระยะแหงการเรียนรู เปนชวงที่ผูคนในสังคมเรียกรองถามหาสิทธิ
และเสรีภาพ มีความขัดแยงระหวางผูปกครองกับกลุมคนในประเทศ มีการ
ตอสู ในระยะนี้เริ่มมีกฎหมายหรือกลไกในการคุมครองสิทธิมนุษยชน ผูคน
เริ่มเรียนรูถึงสิทธิของตนเอง โดยชวงทายของระยะนี้ผูคนใหความสำคัญของ
สิทธิตนเอง แตอาจละเลยหรือมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผูอื่นบาง
ระยะที่สาม ระยะแหงการเคารพสิทธิมนุษยชน เปนชวงที่ประชาชนมีการรวม
กลุมกันเพื่อเหตุผลในการปกปองและพิทักษสิทธิมนุษยชน มีการรณรงคให
ตระหนักถึงการเคารพสิทธิของผูอื่น การใชอำนาจหรือใชสิทธิมีการคำนึงถึง
สิทธิ เสรีภาพของประชาชน การใชสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเปนไปอยาง
กวางขวาง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน152
เรื่องที่ 2 การคุมครองตนเเองและผูอื่น
ตามหลักสิทธิมนุษยชน
หากจะกลาวถึงการคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน คำถามคือ การ
คุมครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มจากที่ไหน?
หากเราจะหาคำตอบจากกวางไปหาแคบ ไดแก รัฐบาล สังคม สถานที่ทำงาน
ครอบครัว และปจเจกบุคคล
หากเราจะหาคำตอบจากแคบขยายไปกวาง ก็ตองเริ่มจาก ปจเจกบุคคล ครอบครัว
สถานที่ทำงาน สังคม และรัฐบาล
หมายความวา การสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มตนกับทุกๆภาคสวน
โดยเฉพาะอยางยิ่ง การปลูกฝงมโนธรรมสำนึกในแตละปจเจกชน
หลักการพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน มีดังนี้
1. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแตเกิด
2. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิซึ่งเสมอกันของมนุษยทุกคน
3. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไมอาจโอนใหแกกันได
4. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไมอาจแบงแยกได
จากหลักการพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงมองเเห็นเปาหมายของการดำเนินการ
เรื่องสิทธิมนุษยชนวา เปาหมายนั้นก็คือ เพื่อใหมวลมนุษยชาติมีอิสรภาพ ไดรับความเปนธรรม
และอาศัยอยูรวมกันอยางสันติ
หากมนุษยทุกคนจะไดรับการคุมครองตามสิทธิมนุษยชน จะตองมีเสรีภาพในชีวิต
เรื่องใดบาง จึงจะไดรับสิทธิตางๆตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน เสรีภาพที่มนุษย
ทุกคนตองไดรับเพื่อใหไดรับสิทธิตางๆตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน คือ
1. เสรีภาพในการแสดงออก
2. เสรีภาพในความเชื่อ
3. เสรีภาพจากความหวาดกลัว และอิสรภาพที่พึงปรารถนา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 153
การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ตัวอยางการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่เกิดขึ้น เชน
1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน ไดแก การประทุษรายตอ
ชีวิต รางกาย เสรีภาพ อนามัย ทรัพยสิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอยาง
ไมเปนธรรมจากผูที่มีสถานภาพทางสังคมหรือทงเศรษฐกิจที่ดีกวา เปนตน
2. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เชน การใชอำนาจที่ไมเปนธรรมหรือการ
ใชอำนาจโดยมีทัศนคติเชิงอำนาจนิยม ไมวาจะเปนการละเมิดทางนโยบายของ
รัฐ การออกกฎหมายหรือบริหารราชการที่มีผลกระทบตอสิทธิ เสรีภาพ รวม
ตลอดถึงวิถีชีวิตของชุมชน เปนตน
แนวทางการคุมครองตนเองและผูอื่นจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
1. ไมเปนผูกระทำความรุนแรงใดๆ ตอบุคคลอื่น
2. ไมยอมใหบุคคลอื่นกระทำความรุนแรงตอตนเอง
3. ไมเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการละเมิดสิทธิตอบุคคลอื่น ควรแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ
หรือใหความชวยเหลือตามสมควรในสวนที่ทำได
4. มีการรวมกลุมในภาคประชาชนอยางเปนระบบและจัดตั้งเปนองคกร มูลนิธิ
ฯลฯ เพื่อปกปอง คุมครองผูออนแอกวาในสังคม เพื่อใหเกิดพลังในการ
ตรวจสอบ เรียกรอง ใหรัฐมีการจัดทำกฎหมายที่เกิดประโยชนตอสวนรวม
5. รณรงคใหมีการเห็นคุณคาและความสำคัญของการปกปองและสงเสริมสิทธิ
มนุษยชน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน154
กิจกรรมที่ 13
1. ใหศึกษาและสรุปความเปนมาของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
2. ใหหาตัวอยางการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีบุคคลถูกละเมิดจากเอกชน และ
แนวทางในการแกไข
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
3. ใหหาตัวอยางการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีบุคคลถูกละเมิดจากภาครัฐ และ
แนวทางการแกไข
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 155
บรรณานุกรม
การศาสนา, กรม. เอกสารเผยแพรเกี่ยวกับองคการศาสนาตางๆ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพกรมการ
ศาสนา, มปพ.
การศึกษานอกโรงเรียน,กรม. ชุดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนตน.
กรุงเทพฯ : เอกพิมพไทย จำกัด, มปพ.
____________________ชุดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย.
กรุงเทพฯ : เอกพิมพไทย จำกัด, มปพ.
จมื่นอรดรุณารักษ (แจม สุนทรเวช). พระราชประเพณี (ตอน 3). กรุงเทพฯ : องคการการคา
ของคุรุสภา, 2514.
ชุลีพร สุสุวรรณ และสุทธิราภรณ บริสุทธิ์. ความรูรอบตัวขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพทิพยสิทธิ์, 2544.
เดือนคำดี. ศาสนาเบื้องตน. กรุงเทพฯ:ภาควิชาปรัชญาและศาสนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
2531.
มหามกุฎราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ. พระสูตรและอรรถกถาแปลงทุกขกนิกายชาดก เลมที่
3 ภาคที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหามกุฎราชวิทยาลัยฒ 2534.
ทองสืบ ศุภมารค. พระพุทธศาสนาในกัมพูชา. กรุงเทพฯ : สภาวิจัยแหงชาติ, 2544.
ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ:อมรินทรพริ้นติ้งกรุฟจำกัด,2531.
____________________มุสลิมในประเทศไทย. ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : โครงการหอสมุดกลาง
อิสลาม, 25469
บรรเทิงพานจิตร. ประเพณีวัฒนธรรมไทยและคติความเชื่อ. กรุงเทพฯ:โอเดียนสโตร.2549.
วศิน อิสทสระ. พุทธโอวาทกอนปรินิพพาน. ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : ศิลปะสยามบรรจุภัณฑและ
การพิมพ จำกัด, 2548.
สุชีพ ปุญญานุภาพ. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2534.
สมโพธิผลเต็ม(น.อ.)ปรัชญาคมคำกลอน100เรื่องแรก. กรุงเทพฯ:ทรงสิริวรรณจำกัด,2545.
เว็บไซต http://www.k-tc.co.th/festival.php สืบคนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553.
เว็บไซต http://www.larnbuddhism.com/grammathan/promvihan.html เรื่อง “พรหมวิหาร 4”
สืบคนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน156
เว็บไซตhttp://www.th.wikipedia.org/wikiเรื่อง“ประวัติพุทธศาสนา”จากวิกิพีเดียสารานุกรม
เสรี สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553
เว็บไซต http://www.wlc2chaina.com/about_china.html บทความเรื่องประเพณี วัฒนธรรมจีน
สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553.
เว็บไซต http://www.e-learning.mfu.ac.th/mflu/16041010/chapter1/Lesson1.htm#13 รวม
บทความของพงศเพ็ญ ศกุนตาภัย. เรื่องรัฐธรรมนูญและการปกครอง. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2534. สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553
เว็บไซต http://www.riis3.royin.go.th/dictionary.asp สืบคนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2553.
เว็บไซตhttp://www.gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 บทความของนายนพนิธิ
สุริยะ เรื่อง “วิวัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตอนที่ 2” สืบคนเมื่อวันที่ 3
มีนาคม 2553.
เว็บไซต http://www.kittibodee.blogspot.com/2009/02/blog-post-20.html. โดย กิติตบดี ไยพูล.
2552. บทความเรื่อง “สิทธิมนุษยชน : การบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน” สืบคน
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 157
คณะผูจัดทำ
ที่ปรึกษา
1. นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน.
2. ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ รองเลขาธิการ กศน.
3. นายวัชรินทร จำป รองเลขาธิการ กศน.
4. ดร.ทองอยู แกวไทรฮะ ที่ปรึกษาดานการพัฒนาหลักสูตร กศน.
5. นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ ผูอำนวยการกลุมพัฒนาการศึกษา
นอกโรงเรียน
ผูเขียนและเรียบเรียง
1. นางพรทิพย เข็มทอง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางสาวาสนา โกสียวัฒนา สถาบันการศึกษาทางไกล
3. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขาราชการบำนาญ สำนักงาน กศน.
ผูบรรณาธิการและพัฒนาปรับปรุง
1. นางพรทิพย เข็มทอง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางสาววาสนา โกสียวัฒนา สถาบันการศึกษาทางไกล
3. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขาราชการบำนาญ สำนักงาน กศน.
4. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
คณะทำงาน
1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวศริญญา กุลประดิษฐ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
5. นางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ผูพิมพตนฉบับ
1. นางปยวดี คะเนสม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพิพัฒน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวชาลีนี ธรรมธิษา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
5. นางสาวอริศรา บานชี กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ผูออกแบบปก
1. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง ม.ต้น สค21002

  • 1.
    หนังสือเรียน รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน สาระการพัฒนาสังคม หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หามจำหนาย หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ลิขสิทธิ์เปนของสำนักงาน กศน. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
  • 2.
  • 3.
    คำนำ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดดำเนินการ จัดทำหนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้นเพื่อสำหรับใชในการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนา ผูเรียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญา และศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษา ตอในระดับที่สูงขึ้นและสามารถดำรงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข โดย ผูเรียนสามารถนำหนังสือเรียนไปใชในการเรียนการศึกษาดวยตัวเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้ง แบบฝกหัดเพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา และเมื่อศึกษาหนังสือเรียนนี้ ดวยการ นำความรูไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิ่น จากแหลงเรียนที่รู และจากสื่ออื่นๆ ในการดำเนินการจัดทำหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือดวยดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูที่เกี่ยวของ หลายทาน ซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดหนังสือเรียนที่ สอดคลองกับหลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนที่อยูนอกระบบโรงเรียนอยางแทจริง สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณที่ปรึกษา คณะ ผูเรียบเรียง ตลอดจนคณะผูจัดทำทุกทานที่ใหความรวมมือดวยดีไว ณ.โอกาสนี้ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียน ชุดนี้จะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ ขอบคุณยิ่ง สำนักงาน กศน.
  • 4.
    สารบัญ หนา คำนำ คำแนะนำการใชหนังสือเรียน โครงสรางรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง สค 21002 ขอบขายเนื้อหา บทที่1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย 1 บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย 69 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 89 บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย 115 อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน 139 บรรณานุกรม คณะผูจัดทำ
  • 5.
    คำแนะนำในการใชหนังสือเรียน หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับมัธยม ศึกษาตอนตนเปนหนังสือเรียนที่จัดทำขึ้นสำหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบใชประกอบ การศึกษารายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) จำนวน 2 หนวยกิต 80 ชั่วโมง ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ผูเรียนควรปฎิบัติดังนี้ 1) ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอ สาระสำคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขายเนื้อหา 2) ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่อง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในตอนนั้นๆ อีกครั้ง โดยผูเรียน สามารถนำไปตรวจสอบ กับครู เพื่อนๆ ที่เรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได 3) หนังสือเลมนี้มี 5 บท ดังนี้ บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกัน ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน
  • 6.
    โครงสรางรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับมัธยมศึกษาตอนตน สาระสำคัญ ประเทศไทยเปนประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุข มีประชากรอาศัยอยูหลายเชื้อชาติ มีภาษาศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่แตกตางกัน การใหความรูเกี่ยวกับความสำคัญ หลักธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม คานิยม ของประเทศตางๆ ตลอดจนความเปนมา หลักการ ความสำคัญของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย หลักการอยูรวมกัน และหลักสิทธิมนุษยชน จะทำใหคนในสังกัดสามารถ นำหลักการ คำสอนและกฎระเบียบตางๆ ของสังคมมาปรับใชในการใชในการดำเนินชีวิต ของตนไดอยางถูกตอง มีความสุข อันจะสงผลตอความสันติสุขของสังคม ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. อธิบายความเปนมา ความสำคัญ หลักคำสอน ศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชียได 2. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ในสังคมที่มีความ หลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี 3. อนุรักษและสืบสานประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนปฏิบัติคามคานิยมที่พึง ประสงคของไทย และอธิบายวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของชาติตางๆ ในเอเชีย 4. อธิบายความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โครงสราง สาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญได 5. อธิบายจุดเดนของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน ได 6. อธิบายสิทธิ เสรีภาพและคุณธรรม จริยธรรม การอยูรวมกันตามวิถีทาง ประชาธิปไตยได 7. อธิบายการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และมีสวนรวมการเมืองการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได 8. อธิบายหลักสิทธิมนุษยชน ตระหนักถึงประโยชนและมีสวนรวมตามหลักสิทธิ มนุษยชนได
  • 7.
    ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย บทที่2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน สื่อประกอบการเรียนรู 1. ซีดีศาสนาสากล 2. ซีดีวัฒนธรรม ประเพณีไทยและประเทศตางๆในเอเชีย 3. เอกสารที่เกี่ยวของกับศาสนา วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง สิทธิมนุษยชน 4. อินเทอรเน็ต 5. แหลงเรียนรู ภูมิปญญาในทองถิ่น
  • 9.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 1 สาระสำคัญ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเปนมาของศาสนาตางๆในประเทศไทยและประเทศในทวีป เอเซีย หลักธรรมสำคัญของศาสนาตางๆ การอยูรวมกับคนตางศาสนาไดอยางมีความสุข กรณี ตัวอยางของบุคคลตัวอยางในแตละศาสนา ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. ประวัติ ความสำคัญ หลักคำสอน ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ของประเทศใน ทวีปเอเซีย 2. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก หลายทางศาสนา ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมาของศาสนาในประเทศไทย เรื่องที่ 2 ความเปนมาของศาสนาในทวีปเอเซีย เรื่องที่ 3 หลักธรรมของศาสนาตางๆ สื่อการเรียนรู 1. ใบงาน 2. หนังสือเรียน บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในทวีปเอเชีย
  • 10.
  • 11.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 3 เรื่องที่ 1 ความเปนมาของศาสนาในประเทศไทย ศาสนาในประเทศไทยที่รัฐบาลใหการอุปถัมภ ดูแลมีทั้งสิ้น 5 ศาสนา ไดแก ศาสนา พุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกซ ซึ่งทุกศาสนาลวนมี องคประกอบหลักที่สำคัญๆ 5 ประการ คือ 1. ศาสดา หมายถึง ผูทีคนพบศาสนาและเผยแผคำสั่งสอน หรือหลักธรรมของ ศาสนา 2. ศาสนธรรม หรือหลักธรรมของศาสนา เปนคำสั่งสอนของแตละศาสนา 3. ศาสนิกชน หมายถึง บุคคลและปวงชนที่ใหการยอมรับนับถือในคำสั่งสอนของ ศาสนานั้นๆ 4. ศาสนาสถาน หมายถึง สถานที่อยูอาศัยของนักบวช ใชเปนที่ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา รวมถึงการเปนที่ที่ใหศาสนิกชนไปปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา 5. ศาสนพิธี หมายถึง พิธีทางศาสนาตางๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากศาสดาโดยตรงหรือ จากการคิดคนของผูปฏิบัติ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความตองการขจัดความไมรู ความกลัว ความอัตคัด สนองความตองการในสิ่งที่ตนขาดแคลน จึงจำเปนตอง มีวัตถุประสงคของการศึกษาคนควา ปฏิบัติตามหลักของศาสนา ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจำชาติ และมีผูนับถือจำนวนมากที่สุดใน ประเทศ รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม คริสต และฮินดู การศึกษาความเปนมาของศาสนา ดังกลาวในประเทศไทย มีความสำคัญและจำเปน เพราะทำใหเกิดความเขาใจในศาสนาที่ตน นับถือและเพื่อรวมศาสนาอื่นๆในประเทศ อันจะสงผลใหสามารถอยูรวมกันไดอยางมีความสุข
  • 12.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน4 1.1 ศาสนาพุทธในประเทศไทย พุทธประวัติ ศาสดาผูที่คนพบศาสนาและเผยแผคำสั่งสอนหรือหลักธรรมของศาสนาพุทธ คือ พระพุทธเจา พระพุทธเจา พระนามเดิมวา "สิทธัตถะ" เปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายาแหงกรุงกบิลพัสดุแควนสักกะ พระองคทรงถือกำเนิดในศากยวงศ สกุลโคตมะ พระองคประสูติในวันศุกร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (เดือนวิสาขะ) ปจอ กอน พุทธศักราช 80 ป ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยูระหวางกรุงกบิลพัสดุ แควนสักกะกับกรุง เทวทหะ แควนโกลิยะ (ปจจุบันคือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล) ทั้งนี้ เปนเพราะธรรมเนียม ที่สตรีจะตองไปคลอดบุตรที่บานบิดามารดาของตน พระนางสิริมหามายาจึงตองเดินทางไป กรุงเทวทหะ หลังจากประสูติได 5 วัน พระเจาสุทโธทนะโปรดใหประชุมพระประยูรญาติ และเชิญ พราหมณผูเรียนไตรเพท จำนวน 108 คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระ ประยูรญาติไดพรอมใจกันถวายพระนามวา "สิทธัตถะ" มีความหมายวา "ผูมีความสำเร็จสม ประสงคทุกสิ่งทุกอยางที่ตนตั้งใจจะทำ" สวนพราหมณเหลานั้น คัดเลือกกันเองเฉพาะผูที่ ทรงวิทยาคุณประเสริฐกวาพราหมณทั้งหมดได 8 คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ 7 คนแรก ตางก็ทำนายไว 2 ประการ คือ "ถาพระราชกุมารเสด็จอยูครองเรือนก็จักเปนพระเจา จักรพรรดิผูทรงธรรม หรือถาเสด็จออกผนวชเปนพรรพชิตจักเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ผูไมมีกิเลสในโลก" สวนโกณทัญญะพราหมณ ผูมีอายุนอยกวาทุกคน ไดทำนายเพียงอยางเดียว วา พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเปนบรรพชิต แลวตรัสรูเปนพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจาผูไมกิเลสในโลก" เมื่อเจาชายสิทธัตถะ ประสูติได 7 วัน พระราชมารดา ก็เสด็จสวรรคต พระเจาสุทโธทนะทรงมอบหมายใหพระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเปน พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เปนผูถวายอภิบาลเลี้ยงดูเมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญ มีพระชนมายุได 8 พรรษา ไดทรงศึกษาในสำนักอาจารยวิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแผขจรไกล ไปยังแควนตางๆ เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหลานี้ไดอยางวองไวและเชี่ยวชาญจน หมดความสามารถของพระอาจารย ดวยพระราชบิดามีพระราชประสงคมั่นคงที่จะใหเจาชายสิทธัตถะทรงครองเพศ ฆราวาสเปนพระจักรพรรดิผูทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดลอมดวย ความบันเทิงนานาประการแกพระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยใหมั่งคงในทางโลก เมื่อเจาชาย สิทธัตถะเจริญพระชนมได 16 พรรษา พระเจาสุทโธทนะมีพระราชดำริวาพระราชโอรส สมควรจะไดอภิเษกสมรส จึงโปรดใหสรางประสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น 3 หลัง สำหรับให พระราชโอรสไดประทับอยางเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง 3 คือ ฤดูรอน ฤดูฝนและฤดูหนาว
  • 13.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 5 และทรงสูขอพระนางพิมพายโสธรา พระราชธิดาของพระเจาสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แหงเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงศใหอภิเษกดวย เจาชายสิทธัตถะไดเสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุได 29 พรรษา พระนางพิมพายโสธราจึงประสูติพระโอรส พระองคมีพระราช หฤทัยสิเนหาในพระโอรสเปนอยางยิ่ง เมื่อพระองคทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรส พระองคตรัสวา “ราหุล ชาโต พันธนา ชาต” แปลวา “บวงเกิดแลว เครื่องจองจำเกิดแลว” ถึงแมเจาชายสิทธัตถะจะทรงพรั่งพรอมดวยสุขสมบัติมหาศาล ก็มิไดพอพระทัย ในชีวิตคฤหัสถ พระองคยังทรงมีพระทัยฝกใฝใครครวญถึงสัจธรรมที่จะเปนเครื่องนำทางซึ่ง ความพนทุกขอยูเสมอ พระองคไดเคยเสด็จประพาสอุทยาน ไดทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองคจึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศ บรรพชิต มีพระทัยแนวแนที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเปนทางดับทุกข ถาวรพนจากวัฏสงสารไมกลับมาเวียนวายตายเกิดอีก พระองคจึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช โดยพระองคทรงมากัณฐกะ พรอมดวยนายฉันนะ มุงสูแมน้ำอโนมานที แควนมัลละ รวม ระยะทาง 30 โยชน (ประมาณ 480 กิโลเมตร) เสด็จขามฝงแมน้ำอโนมานทีแลวทรงอธิษฐาน เพศเปนบรรพชิต และทรงมอบหมายใหนายฉันนะนำเครื่องอาภรณและมากัณฐกะกลับนคร กบิลพัสดุ การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแลว สมณสิทธัตถะไดทรงศึกษาใน สำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห แควนมคธ พระองคไดทรงประพฤติพรหมจรรยในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงไดสมาบัติ คือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตน ฌาน สวนการประพฤติพรหมจรรยในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงไดสมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ 1 คือ ปฐมฌานนั้น พระองคทรงไดขณะกำลัง ประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยูใตตนหวาเนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล (แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แลวพระองคทรง ทราบวามิใชหนทางพนทุกข บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุงหวัง พระองคจึงทรงลาอาจารย ทั้งสอง เสด็จไปใกลบริเวณแมน้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมกรุงราชคฤห แควนมคธ เมื่อพระองคทรงหันมาศึกษาคนควาดวยพระปญญาอันยิ่งดวยพระองคเองแทนการ ศึกษาเลาเรียนในสำนักอาจารย ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกลลามแมน้ำเนรัญชรานั้น พระองคไดทรง บำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอยางยิ่งยวดในลักษณะตางๆ เชน การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปสสาสะ (ลมหายใจ) การกดพระทนต การกดพระตาลุ (เพดาน) ดวยพระชิวหา (ลิ้น) เปนตน พระมหาบุรุษไดทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เปนเวลาถึง 6 ป ก็ยังมิไดคนพบสัจธรรมอันเปนทางหลุดพนจากทุกข พระองคจึงทรงเลิกการ บำเพ็ญทุกรกิริยา แลวกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายใหแข็งแรง ในการคิดคน
  • 14.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน6 วิธีใหม ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ไดมีปญจวัคคีย คือ พราหมณทั้ง 5 คน ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหามานะ และอัสสชิ เปนผูคอยปฏิบัติรับใช ดวย หวังวาพระมหาบุรุษตรัสรูแลวพวกตนจะไดรับการสั่งสอนถายทอดความรูบาง และเมื่อ พระมหาบุรุษเลิกลมการบำเพ็ยทุกรกิริยา ปญจวัคคียก็ไดชวนกันละทิ้งพระองคไปอยู ณ ปา อิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เปนผลใหพระองคไดประทับอยูตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองคไดทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือ การปฏิบัติใน ความพอเหมาะพอควร นั่นเอง พระพุทธเจาทรงตรัสรู เวลารุงอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 (เดือนวิสาขะ) ประกา กอน พุทธศักราช 45 ป นางสุชาดาไดนำขาวธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหา บุรุษประทับที่โคนตนอชปาลนิโครธ (ตนไทร) ดวยอาการอันสงบ นางคิดวาเปนเทวดา จึง ถวายขาวมธุปายาส แลวพระองคเสด็จไปสูทาสุปดิษฐริมฝงแมน้ำเนรัญชรา หลังจากเสวยแลว พระองคทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานวา “ถาเราจักสามารถตรัสรูไดในวันนี้ ก็ขอใหถาด ทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไปไกลถึง 80 ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน” ในเวลาเย็น พระองคเสด็จกลับมายังตนโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญาชื่อ โสตถิยะไดถวายปูลาดที่ประทับ ณ ใตตนโพธิ์ พระองคประทับหันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานวา “แมวาเลือดในกายของเราจะเหือดแหงไปเหลือแตหนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถายังไมบรรลุ ธรรมวิเศษแลว จะไมยอมหยุดความเพียรเปนอันขาด” เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเชนนั้นแลว พระองคก็ทรงสำรวมจิตใหสงบแนวแน มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัย แนวแนเปนสมาธิบริสุทธิ์ผุดผองปราศจากกิเลสปราศจากความเศราหมอง มีความตั้งมั่น ไมหวั่นไหว ในปฐมยามแหงราตรี พระองคทรงตรัสรูปุพเพนิวาสญาณ คือ ญาณที่ระลึกถึงชาติ ตางๆในปางกอน ตอมาในมัชฌิมยามคือยามกลางแหงราตรี พระองคทรงตรัสรูจุตูปปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรูการเกิดของสัตวทั้งหลาย และในยามสุดทายคือปจฉิมยาม พระองคทรง ตรัสรูอาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรูในการสิ้นไปแหงอาสาวกิเลสทั้งหลาย พระองคทรงตรัสรู อริยสัจ 4 คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค วันที่พระองคทรงตรัสรูในวันเพ็ญเดือน 6 ประกา พระชนมายุได 35 พรรษา นับแตวันที่ออกผนวชจนถึงวันตรัสรูธรรม รวมเปนเวลา 6 ป หลังจากตรัสรูแลว พระองคทรงเสวยวิมุตติสุข ณ บริเวณตนพระศรีมหาโพธิ์ เปน เวลา 7 สัปดาห ทรงรำพึงวา ธรรมะของพระองคเปนเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปจะรู พระองค นอมพระทัยที่จะไมประกาศศาสนา แตเมื่อพิจารณาแลวเห็นสภาวธรรมวา สติปญญาของบุคคล เปรียบเสมือนดอกบัว 4 เหลา คือ พวกที่ฟงธรรมแลวรูเขาใจโดยงาย คือ บัวที่อยูพนน้ำ พวกที่ฟงธรรมที่อธิบายขยายความแลวจะรูธรรม คือ บัวที่อยูปริ่มน้ำ พวกที่ฟงธรรมแลวตองใช ระยะเวลานานไตรตรองทบทวนไปมาจึงจะเขาใจ เหมือนบัวที่อยูใตน้ำ และพวกสุดทายคือ
  • 15.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 7 พวกที่ฟงธรรมแลวทำอยางไรก็ไมเขาใจเหมือนบัวที่อยูใตตมเปนอาหารเตา ปู ปลา จากนั้นดวย พระเมตตาของพระองคจึงประกาศเผยแผศาสนา พระองคทรงพิจารณาจะสอนพระธรรม ใหกับใครกอนเปนคนแรก ครั้งแรกคิดจะสอนพระธรรมแกอาฬารดาบส แตอาจารยทั้งสอง ทานตายแลว พระองคจะเผยแผธรรมแกปญจวัคคียทั้ง 5 ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน พระองค ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (เดือนอาสาฬหะ) เรียกวา ธรรมจักกัปปวัตตน สูตร ทานโกณทัญญะฟงธรรมแลวเกิดดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาบัน จึงทูลขออุปสมบท เรียกการบวชครั้งนี้วา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เปนพระสงฆที่พระพุทธเจาบวชให ค่ำ เดือน 8 เปนวันที่พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ ครบ เรียกวา อาสาฬหบูชา เปนครั้งแรก การเผยแผศาสนา เมื่อพระพุทธเจาไดโปรดปญจวัคคีย และสาวกอื่นๆ ซึ่งเลื่อมใส นับถือศาสนาพุทธ ตอมาพระพุทธเจาทรงอนุญาตใหพุทธสาวก สามารถบวชใหกับผูที่เลื่อมใส ในศาสนาพุทธได เรียกวิธีบวชเชนนี้วา "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ การบวชดวยการปฏิญาณ ตนเปนผูถึงไตรสรณคมน พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ เชน ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน ประเทศเนปาล เปนตนมา พระพุทธเจาประกาศเผยแผ คำสอนจนเกิดพุทธบริษัท 4 อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และพุทธบริษัท 4 นี้ จะ ทำหนาที่เผยแผคำสอนของพระพุทธเจาและสืบทอดพระพุทธศาสนาใหคงอยูตอไป เมื่อพระพุทธเจามีพระชนมายุ 80 พรรษา พระองคเสด็จจำพรรษาสุดทาย ณ เมือง เวสาลี ในวาระนั้น พระพุทธองคทรงชราภาพและประชวรหนัก พระองคไดทรงดำเนินจาก เวสาลีสูเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จดับขันปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระองคเสวยอาหารมื้อสุดทาย ที่นายจุนทะปรุงดวยเนื้อสุกรถวาย พระองคเสวยและใหนำอาหารนั้นไปฝง ทรงมีอาการ ประชวร ถายเปนพระโลหิต กอนที่พระองคจะเสด็จปรินิพพาน ซึ่งหมายถึงการไมมาเวียนวายตายเกิดในวัฏสงสาร พระองคทรงมีพระดำรัสกับพระอานนท ซึ่งเปนพุทธอนุชาและเปนพระอุปฏฐากของ พระพุทธเจา ความวา “โย โว อานฺท ธมฺม จ วินฺโย มหาเทสิโต ปฺญตโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา” แปลวา “ดูกอนอานนท ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเปนศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราลวงลับไปแลว” และพระพุทธองคไดแสดงปจฉิมโอวาทแกพระภิกษุสงฆวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย นี่เปนวาจาครั้งสุดทาย ที่เราจะกลาวแกทานทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและ เสื่อมไปเปนธรรมดา ทานทั้งหลายจงทำความรอดพนใหบริบูรณถึงที่สุดดวยความไมประมาท เถิด" พระพุทธเจา ประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน ในวันเดือนกัน คือ วันเพ็ญเดือน 6 เรียกวา วัน “วิสาขบูชา”
  • 16.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน8 วันวิสาขบูชา ประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน การเผยแผพุทธศาสนาเขาสูประเทศไทย พระพุทธศาสนาเผยแผเขามาในประเทศไทย ประมาณป พ.ศ. 270 หลังจาก พระพุทธเจาเสด็จปรินิพพาน พระเจาอโศกมหาราชสถาปนาศาสนาพุทธเปนปกแผนและสง พระเถระไปเผยแผพระพุทธศาสนายังประเทศตางๆ รวมทั้งประเทศไทย พระเถระที่เขามามี 2 รูป คือ พระโสณเถระ และพระอุตตระเถระ ซึ่งเปนนิกายเถรวาท ขณะนั้นไทยอยูบนดินแดน ที่เรียกวาสุวรรณภูมิ มีขอบเขตประเทศที่รวมกันคือ ไทย พมา เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และสันนิษฐานวาใจกลางอยูที่จังหวัดนครปฐม มีหลักฐานคือพระปฐมเจดียและรูปธรรมจักร กวางหมอบ สมัยนี้เรียกวา สมัยทวารวดี ตอมา สมัยอาณาจักรอายลาว ศาสนาพุทธนิกายมหายานเผยแผมายังอาณาจักรนี้เพราะ พระเจามิ่งตี่ กษัตริยจีน ทรงรับพระพุทธศาสนา ไปเผยแผในประเทศจีนและสงฑูตมาเจริญ สัมพันธไมตรีกับอาณาจักรอายลาว จึงทำใหไทยนับถือศาสนาพุทธแบบมหายานเปนครั้งแรก แทนการนับถือเทวดาแบบดั้งเดิม ในพุทธศตวรรษที่ 13 พ.ศ. 1300 สมันอาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตรา ไดเจริญ รุงเรือง และนำพระพุทธศาสนาแบบมหายานเขามาเผยแผ ดังมีหลักฐานที่ปรากฏอยูคือพระ บรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี และพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในพุทธศตวรรษที่ 15 พ.ศ. 1500 อาณาจักรลพบุรี เจริญรุงเรือง ในขณะเดียวกัน อาณาจักรขอมก็เจริญรุงเรืองดวย ในสมัยราชวงศสุริยวรมัน เรืองอำนาจ พระองครับเอา พุทธศาสนาแบบมหายานผสมผสานกับศาสนาพราหมณ และทรงสรางศาสนาสถานเปน พระปรางคและปราสาทอาณาจักรลพบุรีของไทย รับอิทธิพลนี้มาดวย มีภาษาสันสกฤตเปน
  • 17.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 9 ภาษาหลักของศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลในภาษาไทย วรรณคดีไทย จะเห็นสิ่งกอสราง คือ พระปรางคสามยอดจังหวัดลพบุรี ประสาทหินพิมายที่จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหิน พนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมย สวนพระพุทธรูปไดรับอิทธิพลของขอม เชน ศิลปะแบบขอม พุทธศตวรรษที่ 16 พ.ศ. 1600 อาณาจักรพุกามประเทศพมาเจริญรุงเรือง กษัตริย ผูปกครองชื่อ พระเจาอนุรุทธิ์มหาราช กษัตริยพุกามเรืองอำนาจทรงรวบรวมเอาพมากับมอญ เขาเปนอาณาจักรเดียวกัน และแผขยายอาณาจักรถึงลานนา ลานชาง คือ เชียงใหม ลำพูน เชียงราย จึงรับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท หลักฐานที่ปรากฏ คือ การกอสรางเจดียแบบพมา ซึ่งปรากฏอยูตามวัดตางๆ ตอมาสมัยสุโขทัย เจริญรุงเรืองเปนปกแผน มีอาณาจักรของไทย คือ อาณาจักรลานนา และอาณาจักรสุโขทัย พอขุนรามคำแหงมหาราชทรงสดับกิตติศัพทของพระสงฆลังกา ซึ่ง เผยแผศาสนาอยูที่นครศรีธรรมราช จึงนิมนตมาที่สุโขทัยนับเปนจุดสำคัญที่ทำใหพุทธศาสนา ดำรงมั่นคงมาในประเทศไทยสืบมาจนทุกวันนี้ พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศไดเขามาเผยแผ ในประเทศไทยถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช ในสมัยที่ 2 คือ สมัยพระยาลิไท กษัตริยทุกพระองคปกครองบานเมืองดวยความสงบรมเย็น ประชาชนอยูดวย ความผาสุก ศิลปะสุโขทัยมีความงดงามโดยเฉพาะพระพุทธรูปไมมีศิลปะสมัยใดงามเสมือน สมัยลานนา พ.ศ. 1839 พระยามังรายทรงสรางราชธานี ชื่อ นพบุรีศรีนครพิงค เชียงใหม ตั้งถิ่นฐานที่ลุมแมน้ำปง สนับสนุนใหพุทธศาสนารุงเรืองในเมืองเชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร นาน พะเยา ในสมัยพระเจาติโลกราชแหงเชียงใหมทำการสังคายนาพระไตรปฎก เปนครั้งแรกในประเทศไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา พุทธศาสนาสมัยนี้ไดรับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเปนอันมาก พิธีกรรมตางๆจึงปะปนกับพิธีพราหมณ ประชาชนทำบุญกุศล สรางวัด บำรุงศาสนา พระมหา กษัตริยที่ทรงผนวช คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและทรงริเริ่มใหเจานายและขาราชการ บวชเรียน ทรงรจนาหนังสือมหาชาติคำหลวงขึ้นในป พ.ศ. 2025 และในสมัยพระเจาทรงธรรม ไดพบรอยพระพุทธบาทที่ จ. สระบุรี จึงโปรดใหสรางมณฑป วรรณคดีในสมัยนี้ไดแก กาพย มหาชาติ ในสมัยพระเจาอยูหัวบรมโกษฐ พ.ศ. 2275-2300 พุทธศาสนาไดเจริญรุงเรืองมาก พระเจาแผนดินของลังกามีพระราชสาสนมาทูลของพระภิกษุสงฆไปเผยแผศาสนาที่ลังกา เพราะศาสนาพุทธที่เรียกวาลังกาวงศนั้นเสื่อมลง ไทยจึงสงพระอุบาลีไปประกาศศาสนาและ เผยแผ ศาสนาจนรุงเรืองอีกครั้ง และเรียกศาสนาพุทธในครั้งนี้วา นิกายสยามวงศ สมัยกรุงธนบุรี ป 2310 กรุงศรีอยุธยาถูกพมายกทัพเขาตีจนบานเมืองแตกยับเยิน วัดวาอารามถูกทำลายยอยยับ พระเจาตากสินมหาราชทรงเปนผูนำในการกอบกูอิสรภาพ ทรงตั้ง เมืองหลวงที่กรุงธนบุรีและทรงบูรณปฏิสังขรณวัดวาอาราม และสรางวัดเพิ่มเติมอีกมากและ ไดอัญเชิญ พระแกวมรกตจากเวียงจันทนมายังประเทศไทย
  • 18.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน10 สมัยรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325-2352) พระองคยายเมืองหลวงมาตั้งที่ กรุงเทพมหานคร และทรงปฏิสังขรณวัดตางๆ คือ การสรางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และโปรดใหมีการ สังคายนาพระไตรปฎกครั้งที่ 9 และถือเปนครั้งที่ 2 ในดินแดนประเทศไทยปจจุบัน รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352-2367) ทรงบูรณะวัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศนเทพวราราม และฟนฟูประเพณีวิสาขบูชา รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2367-2394) ทรงสราง 3 วัด คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดเทพธิดาราม และวัดราชนัดดาราม และทรงบูรณะปฏิสังขรณ วัดมีจำนวนมากถึง 50 วัด พระองคเชิดชูกำเนิดธรรมยุติกนิกายในป 2376 เนื่องจากพระองค เลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญซึ่งเปนรูปแบบนิกายธรรมยุต มีวัดบวรนิเวศนเปนศูนยกลาง ทรงสรางพระไตรปฎกเปนจำนวนมากยิ่งกวารัชกาลใดๆ ตอมาสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2394-2411) ทรง สรางพระไตรปฎก ปฏิสังขรณวัด กำเนิดการบำเพ็ญกุศลพิธีมาฆบูชา เปนครั้งแรกที่วัด พระศรีศาสดาราม และสงสมณฑูตไปลังกา สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2411-2453) ทรง สรางพระไตรปฎกแปลจากอักษรขอม เปนอักษรไทย ปฏิสังขรณวัดตางๆ ทรงตราพระราช บัญญัติคณะสงฆและสถาปนาการศึกษาสำหรับพระสงฆ 2 แหง คือ มหามกุฎราชวิทยาลัย ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุ สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2453-2468) ทรง ประกาศใชพุทธศักราชทางราชการตั้งแตวันที่ 1 เมษายน 2456 เปนตนมา ทรงสรางโรงเรียน และบูรณะวัดตางๆทรงพระราชนิพนธหนังสือทางพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจาตรัสรูอะไร และเทศนาเสือปา สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2468-2477) ทรง พิมพพระไตรปฎก เรียกวา "พระไตรปฎกสยามรัฐ" มีตราชางเปนเครื่องหมายเผยแพร ทรง ประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก ทรงเพิ่มหลักสูตรจริยศึกษา (อบรมใหมี ศีลธรรมดีงามขึ้น แตเดิมมีเพียงหลักสูตรพุทธิศึกษา (ใหมีปญญาความรู) และพลศึกษา (ฝกหัด ใหเปนผูมีรางกายสมบูรณ) สมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล (พ.ศ. 2477-2489) มีการ แปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย ทรงตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 เลิกการปกครอง สงฆแบบมหาเถรสมาคมที่ใชมาตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489-ปจจุบัน) มีการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ในป พ.ศ. 2500 มีการสรางพุทธมณฑลไวที่ตำบลศาลายา
  • 19.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 11 จังหวัดนครปฐม มีการสงพระสงฆไปเผยแผศาสนาพุทธในตางประเทศ เสด็จออกผนวชที่วัด บวรนิเวศ วรวิหาร และมีโรงเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย 1.2 ศาสนาอิสลามในประเทศไทย ประวัติศาสดา ศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ ทานนบีมุฮัมมัด เปนบุตรของอับดุลลอหแหงอารเบีย ทานไดรับมอบหมายใหเผยแผสาสนของอัลลอฮพระผูเปนเจา ทานศาสดามุฮัมมัด เกิดที่มหานครมักกะห (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร ที่ 17 (บางก็วา 12) เดือนร็อบีอุลเอาวัล ในป ค.ศ. 570 (พ.ศ. 1113) ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด มีรัศมีสวางไสวและมีกลิ่นหอมเปนศุภนิมิตบงถึงความพิเศษของทารก ปที่ทานเกิดนั้นเปนปที่ อุปราชอับร็อฮะหแหงอบิสสิเนีย (เอธิโอเปยปจจุบัน) กรีฑาทัพชางเขาโจมตีมหานครมักกะห เพื่อทำลายกะอบะหอันศักดิ์สิทธิ์ แตอัลลอหไดทรงพิทักษมักกะห ดวยการสงกองทัพนกที่คาบ กรวดหินลงมาทิ้งบนกองทัพนี้ จนไพรพลตองลมตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไมที่ถูก หนอน กัดกิน อุปราชอัมร็อฮะหจึงจำตองถอยทัพกลับไป
  • 20.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน12 ในปเดียวกันนั้นมีแผนดินไหวเกิดขึ้นในเปอรเซีย เปนเหตุใหราชวังอะนูชิรวานของ จักรพรรดิเปอรเชียสั่นสะเทือนถึงรากเหงาและพังทลายลง ยังผลใหไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหาร บูชาไฟของพวกโซโรแอสเตอรที่ลุกอยูเปนพันปนั้นตองดับลงไปดวย เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได 20 ป กิตติศัพทแหงคุณธรรม และความสามารถในการคาขาย ก็เขาถึงหูของคอดีญะหเศรษฐีนีหมาย ผูมีเกียรติจากตระกูลอะซัดแหงเผากุเรช นางจึงเชิญ ใหทานเปนผูจัดการในการคาของนาง โดยใหทานนำสินคาไปขายยังประเทศซีเรีย ในฐานะ หัวหนากองคาราวาน ปรากฏผลวาการคาดำเนินไปดวยความเรียบรอย และไดกำไรเกินความ คาดหมาย จึงทำใหนางพอใจในความสามารถและความซื้อสัตยของทานเปนอยางมาก เมื่ออายุ 30 ป ทานไดเขารวมเปนสมาชิกในสหพันธ ฟุฎล อันเปนองคการพิทักษ สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกขบำรุงสุขใหประชาชน กิจการประจำวันของทาน ก็คือ ประกอบแตกุศลกรรมปลดทุกขขจัดความเดือดรอน ชวยเหลือผูตกยาก บำรุงสาธารณกุศล เมื่ออายุ 40 ป ทานไดรับวา วะฮยู (การวิวรณ) จากอัลลอหพระผูเปนเจาในถ้ำฮิรออ ซึ่งอยูบนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะห โดยฑูตญิบรีลเปนผูนำมาบอกเปนครั้งแรก เรียกรองให ทานรับหนาที่เปนผูเผยแผศาสนาของอัลลอหดั่งที่ศาสดามูซา (โมเสส) อีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศใหมวลมนุษยนับถือพระเจาเพียงองคเดียว ทาไดรับพระโองการติดตอกันเปน เวลา 23 ป พระโองการเหลานี้รวบรวมขึ้นเปนเลมเรียกวา คัมภีรอัลลกุรอาน ในตอนแรกทานเผยแผศาสนาแกวงศญาติและเพื่อนใกลชิดเปนภายในกอน ทาน ค็อดีญะหเองไดสละทรัพยสินเงินทองของทานไปมากมาย และทานอบูฎอลิบก็ไดปกปอง หลานชายของตนดวยชีวิต ตอมาทานไดรับโองการจากพระเจาใหประกาศเผยแผศาสนา โดยเปดเผย ทำใหญาติพี่นองในตระกูลเดียวกันชาวกุเรชและอาหรับเผาอื่นๆที่เคยนับถือทาน พากันโกรธแคน ตั้งตนเปนศัตรูกับทานอยางรุนแรงถึงกับวางแผนสังหารทานหลายครั้ง แตก็ ไมสำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไมสามารถทำธุรกิจกับผูใด จนตองอดอยาก เพราะขาดรายได และไมมีเงินที่จะซื้ออาหาร อบูซุฟยานแหงตระกูลอุมัยยะหและอบูญะฮัล คือ สองในจำนวน หัวหนามุชริกูนที่ไดพยายามทำลายลางศาสนาอิสลาม เมื่อชาวมุชริกูนเอาชนะรัฐอิสลามไมไดก็ไดมีการทำสัญญาสงบศึกกันในเดือน มีนาคม ค.ศ. 628 เรียกสัญญาสงบศึกครั้งนั้นวา สัญญาฮุดัยบียะห ตอมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 629 ชาวมักกะหไดละเมิดสัญญาสงบศึกในเดือน มกราคม ป ค.ศ. 630 ทานนบีจึงนำทหาร 10,000 คน เขายึดเมืองมักกะห ทานจึงประกาศ นิรโทษกรรมใหชาวมักกะหเกือบทั้งหมด ยกเวนบางคน ในจำนวนนั้นมีอัลฮะกัม แหงตระกูล อุมัยยะหที่ทานนบีประกาศใหทุกคนคว่ำบาตรเขา การนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีผลใหชาวมักกะห ซาบซึ้งในความเมตตาของทาน จึงพากันหลั่งไหลเขานับถือศาสนาอิสลามเปนจำนวนมาก ทาน นบีมูฮัมมัด ไดสิ้นชีวิตที่เมืองมดีนะห เมื่อวันจันทรที่ 12 ป ค.ศ. 632 รวมอายุได 63 ป
  • 21.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 13 การเผยแผศาสนาอิสลามเขามาสูประเทศไทย จากบันทึกทางประวัติศาสตรของมุสลิม ชนชาติเปอรเซียและชนชาติอาหรับ ได เดินทางมาทางทะเลมาทำการคาขายกับเมืองไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย แตไมมีผูใดรับราชการใน ราชสำนักไทยนอกจากชาวมุสลิมในทองถิ่นภาคใต นับตั้งแตนครศรีธรรมราชลงไปจรด ปลายแหลมมลายู สิงคโปรและมะละกานั้นเจาผูครองนครแทบทุกเมืองเปนชาวมุสลิมมา แตเดิม ไมปรากฏวาทางกรุงสุโขทัยสงคนทางสุโขทัยไปปกครองแมแตคนเดียว และเมืองตางๆ ทางภาคใตเปนประเทศราชของกรุงสุโขทัย ตองสงดอกไมเงิน ดอกไมทอง เปนเครื่อง บรรณาการตามกำหนด หากเมืองใดแข็งเมือง ทางเมืองหลวงจะยกกองทัพไปปราบเปน ครั้งคราวและอยูรวมกันอยางมีความปกติสุข เปนเวลาหลายรอยป เจาพระยาบวรราชนายกตำแหนงวางจางมหาดไทย นับวาทานเปนผูนำศาสนาอิสลาม นิกายชีอะหเขามาสูประเทศไทย และเปนจุฬาราชมนตรีคนแรก เมื่อทานถึงแกกรรม ศพทาน ฝงไวที่สุสานบริเวณทากายี ปจจุบันเปนมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ทานเปน ตนตระกูลอะหมัดจุฬา จุฬารัตน บุญนาค ศรีเพ็ญ บุรานนท ศุภมิตร ในสมัยพระเจาทรงธรรม มีชาวเปอรเซียชื่อวา ทานโมกอล อพยพครอบครัวและบริวารมาจากเมืองสาเลห เกาะชวากลาง เนื่องจากถูกชาติโปรตุเกสรุกราน ทานสะสมกำลังสรางปอมคายที่บานหัวเขาแดง จังหวัด สงขลา เพราะตองปองกันตัวจากโจรสลัด เจาพระยานครศรีธรรมราชซึ่งมีหนาที่ดูแลหัวเมือง ภาคใตไดรายงานเรื่องนี้ใหกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง พระเจาทรงธรรมโปรดเกลาฯ แตงตั้งให ทานโมกอลเปนขาหลวงผูสำเร็จราชการเมืองสงขลา เมื่อทานโมกอลถึงแกอสัญกรรม บุตรชาย คือทานสุลัยมานเปนผูสำเร็จราชการตอมา และเมื่อเจาพระยากลาโหมศรสุริยวงศปราบดาภิเษก โดยทำการประหารพระเชษฐาธิราช คือ พระเจาทรงธรรมและพระโอรสสิ้นชีวิตและสถาปนา ตนเปนกษัตริย ทรงพระนามวาพระเจาปราสาททอง ทานสุลัยมานจงรักภักดีตอพระเจาหลวง จึงไมเห็นดวย แลวประกาศแข็งเมือง เมื่อ พ.ศ. 2173 สถาปนาตนเปนสุลตาน ชื่อ สุลตาน สุลัยมานชาห ตลอดสมัยปรับปรุงเมืองสงขลาเปนเมืองทาสำคัญ มีกำลังทหารเขมแข็งทั้งทางน้ำ และทางบก กรุงศรีอยุธยาเคยยกกองทัพไปปราบ2ครั้ง แตเอาชนะไมได สุลตานสุลัยมานชาห ปกครองสงขลาอยู 46 ป สรางความเจริญกาวหนา ทั้งดานการคามีโกดังสินคามากมายและ การทางคมนาคม ทำใหไมตองออมเรือไปยังสิงคโปร ทำใหยนระยะทางไดมาก ทานถึง แกกรรม เมื่อ พ.ศ. 2211 ศพทานฝงไว ณ สุสานบริเวณเขาแดง ปจจุบันขึ้นทะเบียนเปน โบราณสถานของชาติ คนทั่วไปนับถือทานมาก เรียกทานวา ดาโตะมะหรุม หมายถึง ดาโตะ ผูลวงลับนั่นเอง ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชดำริวาในพระราชอาณาจักรของพระองค ไมควรมีกษัตริยองคอื่นอีก จึงยกทัพไปปราบนครสงขลา ซึ่งสุลตานมุตตาฟาบุตรของสุลตาน สุลัยมานชาหครองอยูและรบชนะ สมเด็จพระนารายณมหาราชจึงใหทานสุลตานมุตตาฟาและ ครอบครัวยายไปอยูเมืองไชยา และสลายเมืองสงขลาเสีย สมเด็จพระนารายณมิไดถือโทษ
  • 22.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน14 สุลตานมุตตาฟาเพราะถือวาเปนชวงผลัดแผนดิน ตอมาพระองคโปรดเกลาฯ ใหสุลตาน มุตตาฟาเปนพระไชยา ภาษาถิ่นนามวายามีตำแหนงเปน “พระยาพิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม” ที่ไชยา เกิดเปนหมูบางสงขลา มีการปกหลักประตูเมือง เรียกวา เสาประโคน อยูกลางเมือง เปนหลักฐานมาจนทุกวันนี้ สวนนองชายของพระชายาคือ ทานหะซัน และทานรูเซ็น โปรด เกลาฯ ใหรับราชการในกรุงศรีอยุธยา พรอมกับบุตรชายคนโตคือเตาฟค ทานหะซันชำนาญการ เดินเรือและทหารเรือ จึงโปรดเกลาฯ เปนพระยาราชบังสัน วาที่แมทัพเรือของกรุงศรีอยุธยา และตำแหนงนี้ไดสืบทอดตอเนื่องในสายสกุลของทาน นับวาโชคดีของประเทศไทย ที่ตลอด ระยะเวลาของกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร จนถึงสมัยของสมเด็จพระ จอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 มีขาราชการตำแหนงสำคัญๆนับถือศาสนาอิสลามไมขาดสาย เชน ตำแหนงลักษมณา เปนภาษามาเลเซีย แปลวา นายพลเรือ ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุง รัตนโกสินทร เปนตำแหนงที่แตงตั้งเฉพาะคนมุสลิมเทานั้น เปนที่นาสังเกตอีกอยางหนึ่งวา ศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่และนิกายชีอะหในประเทศ ไทยอยูรวมกันมาตั้งแตสมัยพระเจาทรงธรรมแหงกรุงศรีอยุธยา นิกายซุนหนี่นั้นมีมาแตเดิมใน แผนดินสุวรรณภูมิ สวนนิกายชีอะหนั้น ไดเขามาพรอมกับทานเฉกอะหมัดสมัยพระเจา ทรงธรรม ทั้งสองนิกายนี้ผูกมิตรกันโดยมีการแตงงานระหวางกัน หัวเมืองชายแดนภาคใตตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ดินแดนของไทยครอบคลุมถึงหลาย หัวเมืองในประเทศมาเลเซียปจจุบัน คือ ไทรบุรี (เคดาห) กลันตัน ตรังกานู ปะลิศ สวน ดินแดนในเขตประเทศไทยปจจุบัน มีปตตานีเปนเมืองใหญครอบคลุมไปถึงยะลา นราธิวาส สตูล ตกอยูในประเทศราชของไทย ตองสงดอกไมเงินดอกไมทองเปนบรรณาการมายัง กรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด บางครั้งเมื่อมีการผลัดแผนดินโดยการปราบดาภิเษก เจาเมือง เหลานั้นมักถือ โอกาสแข็งเมืองตั้งตนเปนอิสระบอยครั้งทางกรุงศรีอยุธยาตองสงกองทัพ ไปปราบ เมื่อปราบแลวไดกวาดตอนคนมากรุงศรีอยุธยาดวย เชน ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัด นครศรีอยุธยา มีชาวมุสลิม เชื้อสายปตตานีจำนวนมาก สวนชาวมุสลิมแขกเทศหรือแขกแพ เชื้อสายเปอรเซียหรืออาหรับ มีภูมิลำเนาอยูแถบหัวแหลมหรือทากายี เปนชาวมุสลิมชีอะห เชื้อสายเปอรเซีย ในปจจุบันชาวมุสลิมในประเทศไทยสามารถอยูรวมกับคนไทยพุทธได โดยมีกิจกรรม ที่สำคัญๆ รวมกันคือการติดตอคาขาย การศึกษา รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับปรากฏขอความ สำคัญ คือพระมหากษัตริยไทย ทรงเปนอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา แตในปจจุบันมีปญหา ที่ 3 จังหวัดภาคใต คือ ยะลา ปตตานี นราธิวาส ซึ่งไมไดเกิดจากปญหาความแตกตางทาง ศาสนา แตเกิดจากคนบางกลุมยังไมเขาใจกันดีเพียงพอจึงเกิดการปะทะกัน และรัฐบาลไทย ทุกสมัย พยายามแกไขปญหานี้โดยตลอด
  • 23.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 15 ในป พ.ศ. 1847-1921 อิบนีบาตูเตาะห ชาวโมร็อกโก เชื้อสายอาหรับทำการเผยแพร ศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่ขึ้นทางเกาะสุมาตรา ตะวันตกเฉียงเหนือ โดยทำใหราชาซอและห ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม เพราะในคัมภีรอัลกุรอานนั้นมีบทบัญญัติทั้งทางโลก ทางธรรม มีหลักวิชาเศรษฐศาสตร นิติศาสตร วิทยาศาสตร ปรัชญา การเมือง การสังคม การอาชีพ การคาขาย การแพทย การเปนหนี้สิน การบริโภคอาหาร การสมรส การหยาราง การครองเรือน การแบงมรดก การศึกษา การทูต การสงคราม และกิจวัตรประจำวันของบุคคลแตละคน ดังนั้น เมื่อมีพระราชาศรัทธาในศาสนาจึงเผยแผศาสนาอิสลามไปในหมูพสกนิกร และจัดระบบ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การสมรส การครองเรือน ตามพระราชบัญญัติ พระคัมภีรอัลกุรอาน และพระราชาธิบดี เปลี่ยนจากราชาซอและหมาเปนสุลตานซอและห ที่ เขมแข็งและเด็ดขาด และจากนั้นศาสนาอิสลามเผยแผไปยังรัฐใกลเคียงจนกลายเปนรัฐอิสลาม และขยายขึ้นมาจากตอนเหนือของมลายูเขามาสูตอนใตของประเทศไทยและปรากฏหลักฐาน วาเจาผูครองนครทางภาคใตของประเทศไทยจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช นับถือศาสนาอิสลาม ทั้งสิ้น ศาสนาอิสลามจากอินเดียใตเขามาสูมาเลเซียภาคใตของประเทศไทย สุมาตรา ชวา บอรเนียว แบบพิธีของศาสนาอิสลามในสวนนี้ของโลกเปนแบบอินโด-เปอรเซียนเชนเดียวกับ ในอินเดียและเปอรเซีย ซึ่งตางจากศาสนาอิสลามในอาระเบีย ประมาณคริสตศตวรรษที่ 9 อิสลาม ไดมาถึงฝงมะละกา เมื่อมารโคโปโลเดินทางเรือผานชวา เขาเขียนวาผูคนตามเมืองทา เปนมุสลิมทั้งสิ้น 1.3 ศาสนาคริสตในประเทศไทย ประวัติศาสดา ศาสดาของศาสนาคริสต คือ พระเยซู เกิดในชนชาติฮีบรู หรือยิว หรือ อิสราเอล พระเยซูคริสตถือเปนพระบุตรของพระเจามาบังเกิดในชาตินี้ เมื่อจัดศาสนาของพระเจา คือ พระยะโฮวาคริสตมีรากศัพทมาจากภาษาโรมันหรือภาษากรีกที่แปลมาจากคำวา เมสสิอาหใน ภาษฮีบรู แปลวาผูปลดเปลื้องทุกขภัย พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเล็ม ในปาเลสไตน เมื่อ พ.ศ. 543 แตไปเติบโตที่เมืองนาซเรท แควนกาลินี หางจากนครยูซาเล็ม ประมาณ 55 ไมล มารดา ของพระเยซูชื่อมาเรีย หรือมารีย บิดาชื่อ โยเซฟ อาชีพชางไม ตามประวัติ มาเรียมารดาพระ เยซูนั้นตั้งครรภมากอนขณะที่โจเซฟยังเปนคูหมั้นมิไดอยูกินดวยกัน รอนถึงเทวทูตของพระเจา หรือพระยะโฮวาห คือเทวาคาเบรียลตองมาเขาฝนบอกโยเซฟใหรูวาบุตรในครรภของมาเรียเปน บุตรของพระเจาเปนผูมีบุญมากใหตั้งชื่อวาพระเยซูตอไปคนผูนี้จะชวยไถบาปใหชาวยิวรอดพน จากความทุกขทั้งปวง โยเซฟปฏิบัติตามคำของฑูตแหงพระเจา รับมาเรียมาอยูดวยกันโดยมิได
  • 24.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน16 สมสูเยี่ยงสามีภรรยา พระเยซูไดรับการเลี้ยงดูอยางดี มีความรูภาษากรีกแตกฉาน ศึกษา พระคัมภีรเกา ไดมอบตัวเปนศิษยของโยฮัน ผูแตกฉานในคัมภีรของยิว เมื่อเยซูเติบโตเปน ผูใหญ มีนิสัยใฝสงบ ชอบอยูในวิเวก ใฝใจทางศาสนา เมื่ออายุได 30 ป ไดรับศีลลางบาปจากจอหน โดยอาบน้ำลางบาปที่แมน้ำจอรแดน ตั้งแตนั้นมาถือวาพระเยซูไดสำเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนาคริสตเปนศาสดาบำเพ็ญพรต อดอาหาร เพื่อการคิดพิจารณาธรรมอยูในปาสงัดถึง40วัน จากนั้นจึงออกประกาศศาสนาเผยแผ ศาสนาอยู3ป พระเยซูสั่งสอนไปทั่วประเทศปาเลสไตนหรืออิสราเอลประมาณ3ป มีผูนับถือ พระเยซูมากขึ้นแตก็ทำใหพวกปุโรหิต พวกธรรมาจารยและพวกฟารซีเกลียดชังขณะที่พระเยซู พรอมสาวก 12 คน กำลังรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดทาย ทหารโรมันก็จูโจมเขาจับพระเยซู และสาวกในขอหาเปนกบฏตอซีซารโรมัน ตั้งตนเปนบุตรพระเจาเปนพระเมสสิอาห ถูกตัดสิน ใหลงโทษประหารชีวิต โดยการตรึงกับไมกางเขนไว 3 วัน ไดสิ้นพระชนมและเสด็จไปสู สวรรค พระเยซูไดเลือกอัครสาวก 12 คน เปนหลักสืบศาสนาตอไป โดยมีนักบุญเปโตร (Saint Peter) เปนหัวหนา ผูรับตำแหนงนักบุญเปโตรตอๆมา จนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จ พระสันตะปาปา ประเทศไทยมีศาสนาคริสตที่สำคัญอยู 2 นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนด ดังนี้ 1.) นิกายโรมันคาทอลิก คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกนับถือพระแมมารีและ นักบุญตางๆ มีศูนยกลางอยูที่กรุงวาติกัน กรุงโรม มีพระสันตะปาปาเปนประมุข โดยสืบทอดมาตั้งแตสมัยอัครสาวกกลุมแรก โดยถือวา นักบุญเปโตรหรือ นักบุญปเตอร คือ พระสันตะปาปาพระองคแรก ททรงไปสั่งสอนที่กรุงโรม ขณะนั้นเทียบไดกับนครนครหลวงของโลก ทรงเผยแผคำสอนอยู 25 ป ทำใหกรุงโรมเปนศูนยกลางของศาสนา จึงเกิดคำวาโรมันคาทอลิก พระองค ไดรับ การยินยอมจากพระเจาใหปกครองศาสนาจักรทั้งมวล และสืบทอดมาถึง พระสันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องคปจจุบัน เปนองคที่ 265 คาทอลิกนั้นจะมี นักบวชที่เรียกวา บาทหลวง และซีสเตอร (แมชี) ชาวไทยจะเรียนผูนับถือ นิกายนี้วา “คริสตรัง” ตามเสียงอานภาษาโปรตุเกสผูเผยแพร ยุคแรกๆมีผูนับถือ นิกายนี้ประมาณ 1,000 ลานคน นิกายนี้ถือวา พระ (บาทหลวง) เปนสื่อกลาง ของพระเจา 2.) นิกายโปรเตสแตนต แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกในชวงคริสตศตวรรษ ที่ 16 เปนนิกายที่ถือวาศรัทธาของแตละคนที่มีตอพระเจาสำคัญกวาพิธีกรรม ซึ่งยังแตกยอยออกเปนหลายรอยนิกาย เนื่องจากมีความเห็นแตกตางเกี่ยวกับ
  • 25.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 17 พระคัมภีร และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้มีเพียงไมกางเขนเปนเครื่องหมาย แหงศาสนาเทานั้น มีผูนับถือรวมกันทุกนิกายยอยประมาณ 500 ลานคน การเผยแผนิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย คริสตศาสนาที่เผยแผในไทยเปนครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตรัชสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่มาเผยแพรคือ นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะโดมินิกัน (Dominican) คณะฟรังซิสกัน (Franciscan) และ คณะเยซูอิต (Jesuit) บาทหลวงสวนมากมาจากโปรตุเกส และสเปน โดยเดินทางมาพรอมกับ ทหารและพอคา ระยะแรกที่ยังถูกปดกั้นทางศาสนา มิชชันนารี จึงเนนการดูแลกลุมคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ประเทศไทยไดมีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรังกับรัชสมัยพระเจาหลุยสที่ 4 ทำใหมีจำนวนบาทหลวงเขามาเผยแผศาสนามากขึ้น และการ แสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บางก็อยูจนแกหรือตลอดชีวิตก็มี ดานสังคมสังเคราะห มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ดานศาสนา มีการตั้งโรงเรียนสำหรับ สามเณรคริสเตียน เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลบวชใหนักบวชไทยรุนแรก และจัดตั้ง คณะภคิณี คณะรักไมกางเขน เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชแลว คริสตศาสนากลับไมไดรับความ สะดวกในการเผยแผศาสนาเชนเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกหามประกาศศาสนา ถูกหาม เขียนหนังสือศาสนาเปนภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพมาเขามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร คริสตศาสนายุติในชวงเสียเอกราชใหพมา กระทั่งพระเจาตากสินมหาราชกอบกูเอกราชสำเร็จ แมการเผยแผคริสตศาสนาเริ่มตน ขึ้นใหม แตเพราะประเทศกำลังอยูในภาวะสรางบานเมืองขึ้นใหม จึงไมกาวหนาเทาที่ควร เมื่อเขาสูราชวงศจักรีแลว ชาวคริสตอพยพเขามามากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว พระองคทรงเปดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศ พระราชกฤษฎีกาใหทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว แมวาสัมพันธภาพระหวางไทย กับฝรั่งเศสไมดีนัก แตพระองคก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเปนนิติบุคคล ดานสังคมสงเคราะหในรัชสมัยนี้ ทรงพระราชทานเงินทุนในการกอสรางโรงเรียน เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแหง เชน โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต โรงเรียนเซ็นตฟรังซิสซาเวียร และโรงพยาบาลเซนตหลุยส
  • 26.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน18 การเผยแพรคริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนตในประเทศไทย คณะเผยแพรของนิกายโปรเตสแตนตกลุมแรกที่เขามาประเทศไทยตามหลักฐานที่ปรากฏ คือ ศิษยาภิบาล 2 ทาน ศาสนาจารย คารล ออกัสตัส เฟรดเดอริค กุตสลาฟ เอ็ม.ดี (Rev. Carl Friedrich Augustus Gutzlaff) ชาวเยอรมัน จากสมาคมเนเธอรแลนดมิชชันนารี (Neth- erlands Missionary Society) และศาสนาจารยจาคอบ ทอมลิน (Rev. Jacob Tomlin) ชาว อังกฤษ จากสมาคมลอนดอนมิชชันนารี (London Missionary Society) มาถึงประเทศไทยเมื่อ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2371 (ค.ศ. 1828) ทั้งสองทานชวยกันเผยแพรศาสนาดวยความเขมแข็ง ตอมาจึงมีศาสนาจารยจาก คณะอเมริกันบอรด (The American Board of Commis- sioners for Foreign Missions หรือ A.B.C.F.M.) เขามา ในบรรดานักเผยแพรศาสนานั้น ผูที่มีชื่อเสียงคือ หมอสอนศาสนาแดน บีช บรัดเลย เอ็ม ดี (Rev. Dan Beach Bradley,M.D.) หรือหมอบรัดเลย (คนไทยมักเรียกวา หมอบลัดเล) ซึ่งเปน เพรสไบทีเรียนในคณะอเมริกันบอรด เขามากรุงเทพฯ (ขณะนั้นเรียกวา บางกอก) พรอมภรรยา เมื่อ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835) ตลอดเวลาที่ทานอยูในประเทศไทยไดสรางคุณประโยชนมากมาย โดยเฉพาะอยางยิ่ง ทางการแพทยและการพิมพ ทั้งรักษาผูปวยไขทรพิษและอหิวาตกโรค นำการผาตัดเขามา ครั้งแรก การทดลองปลูกฝดาษในประเทศไทย ริเริ่มการสรางโรงพิมพ เริ่มจากจัดพิมพ ใบประกาศหามคาฝนและจัดพิมพหนังสือ “บางกอกกาลันเดอร” ซึ่งเปนจดหมายเหตุรายวัน กลาวไดวา ความเชื่อมั่นของชาวไทยตอการเผยแพรคริสตศาสนา เกิดจากคณะสมาคมอเมริกัน มิชชันนารีนำความเจริญเขามาควบคูไปกับการเผยแพรศาสนา มิชชันนารีที่สำคัญอีก 2 กลุม ไดแก คณะอเมริกันแบ็พติสมิชชัน (The Americam Baptist Mission) เปนผูกอตั้ง คริสตจักรโปรเตสแตนตแหงแรกในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณ กลางป พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) และจัดพิมพหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมทั้งออก หนังสือพิมพ สยามสมัย” คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนบอรด (The American Presbyterian Board) เปนอีกกลุม หนึ่งที่นำความเจริญสูประเทศไทย เชน ดร.เฮาส (Samuel R. House) นากรใชอีเทอรเปน ยาสลบครั้งแรกในประเทศไทย ขณะที่ศาสนาจารยแมตตูนและภรรยา (Rev. and Mrs. Stephen Mattoon) ริเริ่มเปดโรงเรียนแบบเชาไปเย็นกลับ ซึ่งตอมาไดรวมกับโรงเรียนประจำของมิชชัน และพัฒนาตอมาเปนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปจจุบัน
  • 27.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 19 1.4 ศาสนาพราหมณ - ฮินดูในประเทศไทย ประวัติศาสนา ศาสนาพราหมณ ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ไมมีศาสนา แตนับถือเทพเจาหลายองค ศาสนานี้ เกิดในประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ปกอนพุทธศักราช โดยเกิดในสมัยพวก อารยันอพยพเขามาอยูในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 1,400 ปกอนพุทธศักราช ถือวาเปน ศาสนาที่เกาแกที่สุดในโลก แตเดิมศาสนานี้เรียกวา สนาตนธรรม หมายถึง ธรรมอันเปนนิตย คือไมสิ้นสุด ไมรูจักตาย แปลเอาความหมายคือ พระวิษณุหรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา วิษณุธรรม พระวิษณุและพระนารายณเปนองคเดียวกัน พระวิษณุไดสอนธรรมะและวิธีปฏิบัติธรรมแกพระพรหมธาดา และพระพรหมธาดา ผูไดสอนสันตกุมารผูเปนบุตรอีกชั้นหนึ่ง ตอมาทั้งสองทาก็ไดสั่งสอนแกพระนารถมุนี ผูเปน เทพฤๅษีเพื่อใหเผยแพรตอไปยังนานาโลก สำหรับในโลกมนุษย พระอุปเทศกะ คือ ผูแสดงเรื่องราวทางศาสนา รองลงมาจาก นารถมุนี คือ พระกปลมุนี ผูเกิดมาเปนมนุษย มีตัวตนอยูในโลก ไดแสวงธรรมครั้งแรกที่ วินทุอาศรม ตอมาไดตั้งอาศรมขึ้นที่ปลายแมน้ำคงคาที่เรียกวา กันคงคาสาคร ดังนั้น ในเดือน ธันวาคม และมกราคมของทุกปจะมีประชาชนจำนวนมากไปจาริกแสวงบุญ ณ ที่ดังกลาว พระปรมาตมันเปนพระเจาสูงสุด มีอุปาสยเทพอยูสามองค คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ พระปรมาตมันไมมีรูปและไมมีตัวตน จึงกลาวกันวา เปนนิรังการ หรือนิรากาล คือไมมีอาการ หรือปราศจากอาการ ตอมาเมื่อพระปรมาตมันประสงคจะสรางโลกก็เลยกลายเปนสาการภาพ คือ เกิดภาวะ อันมีอาการและเปนสามรูป ไดแก พระพรหมธาดา พระวิษณุ และพระศิวะ พระพรหม เปนผูสรางโลกตางๆ พระวิษณุ เปนผูคุมครองโลกตางๆ พระศิวะ เปนผูสังหารหรือทำลายโลกตางๆ เทพเจาของศาสนาพราหมณ-ฮินดู มีอยูเปนจำนวนมาก เปนศาสนาประเภทพหุเทวนิยมนับถือพระเจาหลายองค แตละ เทวสถานมีเทพเจาแตละองค ดูไมออกวาองคไหนสำคัญกวาหรือสูงกวา แตละกลุมนับถือแตละ องค บางทีในครอบครัวเดียวกัน แตละคนในครอบครัวก็นับถือเทพตางๆกันไป คัมภีรพระเวท เปนคัมภีรที่ประมวลความรูตางๆ อันเปนความรูทางศาสนาและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไดแกบทสรรเสริญ บทสวดออนวอนพิธีกรรมเพื่อการบูชายัญ เวทมนตรคาถา และ กวีนิพนธอันไพเราะเกี่ยวกับธรรมชาติ
  • 28.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน20 ชาวอารยันเมื่อไดครอบครองอินเดียอยางมั่นคงแลว ไดรวบรวมคัมภีรพระเวทตาม ความเชื่อในศาสนาของพวกตน คำวา “เวทะ” หรือ “เวท” แปลวา “ความรู” อันหมายถึง ความรูที่ไมไดเขียนไวเปนตำรา แตเปนความรูที่เกิดขึ้นเอง เปนทิพยที่ออกมาจากพระพรหม ความรูหรือเวทะเกิดขึ้นได 2 ทาง ดังนี้ 1.) ศรุติ การไดยิน ไดฟง หมายถึง การไดยินเสียงที่เปนทิพย ผูที่ไดยินเสียงทิพย คือ ฤษี ผูศักดิ์สิทธิ์ พวกฤษีทั้งไดเห็นและทั้งไดยินพระเวท เมื่อไดยินแลวจดจำ ไวอยางแมนยำ ตัวอยางเชน พระเวททั้ง 4 2.) สมฤติ เปนคัมภีรที่แตงเพิ่มเติมภายหลัง เพื่ออธิบายความหรือประกอบพระเวท ตลอดจนเรื่องที่อางวาไดจดจำมาจากคำบอกเลาตอกันมาเชน คัมภีรธรรมศาสตร คัมภีรอิติทาส และคัมภีรปุราณะ เปนตน ความรู หรือเวทะ ที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีรไตรเวท คัมภีรพระเวทเดิม ไดแก ฤคเวท ซึ่งนับไดวาเปนหนังสือที่เกาแกที่สุด ตอมาพวก พราหมณผูมีหนาที่ทำพิธีตางๆ ไดคิดนำบทสวดตางๆ ในคัมภีรฤคเวทมารวมไวเปนหมวดๆ เพื่อใหสะดวกแกการคน จึงไดเกิดมียชุรเวทและสามเวทขึ้นตามลำดับ คัมภีรพระเวทจึงหมาย รวมทั้ง 3 คัมภีร และเรียกชื่อวา “ไตรเวท” และหลังจากนี้ไปเปนเวลาหลายรอยป พวก พราหมณไดแตงคัมภีรขึ้นมาอีกเลมหนึ่งเรียกวา “อถรรพเวท” รวมกันกับคัมภีรเกาเปน 4 คัมภีร แตคงเรียกรวมกันวา “ไตรเวท” เหมือนเดิม คัมภีรไตรเวท มีอยู 4 คัมภีร ดังนี้ 1. คัมภีรฤคเวท (Rig Veda) เปนคัมภีรที่วาดวยการสวดสรรเสริญและออนวอน เทพเจาตางๆ 2. คัมภีรยชุรเวท (Yajur Veda) เปนคูมือพิธีกรรมของพราหมณ เปนบทรอยแกว อธิบายพิธีประกอบพิธีกรรมและบวงสรวง 3. คัมภีรสามเวท (Sama Veda) เปนคัมภีรรวบรวมบทสวดมนต โดยนำมาจาก ฤคเวทเปนสวนมาก แตงขึ้นใหมมีประมาณ 78 บท ใชสำหรับสวดในพิธีถวาย น้ำโสมและขับกลอมเทพเจา 4. คัมภีรอถรรพเวท (Athava Veda) เปนคัมภีรที่แตงขึ้นใหมในปลายสมัย พราหมณเปนคาถาอาคม มนตขลังศักดิ์สิทธิ์ สำหรับทำพิธีขับไลเสนียดจัญไร และอัปมงคลใหกลับมาเปนสวัสดิมงคล นำความชั่วรายไปบังเกิดแกศัตรู คัมภีรทั้ง 4 นี้ องคประกอบเหมือนกัน 4 หมวด ตอไปนี้ 1. มันตระ เปนหมวดที่รวบรวมมนตตางๆ สำหรับเปนบทบริกรรมและขับกลอม ออนวอนสดุดีเทพเจา เนื่องในพิธีกรรม บวงสรวง ทำพลีกรรมบูชา
  • 29.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 21 2. พราหมณะ หมวดนี้เปนบทรอยแกวหรือเรียงความ อธิบายระเบียบการประกอบ พิธีกรรมตางๆ ไวอยางละเอียด 3. อารัญญกะ เปนบทรอยแกว ใชเปนตำราคูมือการปฏิบัติของพราหมณผูประสงค ดำเนินตนเปนวานปรัชสถ ชฎิลหรือปริพาชก เพื่อหาความสุขสงบ ตัดความ กังวลจากการอยูครองเรือน 4. อุปนิษัท เปนคัมภีรที่มีแนวคิดทางปรัชญาอยางลึกซึ้ง เปนตอนสุดทายแหง พระเวท คัมภีรนี้เนนเรื่องอาตมัน เทพเจา โลก และมนุษย ถือวาเปนคัมภีร เลมสุดทายของการศึกษา เปนบทสนทนาโตตอบ ไดอธิบายถึงธรรมชาติ และ จักรวาล วิญญาณของมนุษย การเวียนวายตายเกิด กฎแหงกรรม และหลักปฏิบัติ ปรัชญาสังคม ซึ่งเปนการอธิบายสาระสำคัญของคัมภีรพระเวททั้งหมด ดังนี้ 1.) ปรมาตมัน คือ วิญญาณดั้งเดิมหรือความเจริญสูงสุดของโลกและชีวิต หรือจักรวาลซึ่งเรียกวา พรหมัน สรรพสิ่งมาจากพรหมัน และในที่สุดก็จะ กลับคืนสูความเปนเอกภาพกับพรหมันปรมาตกับพรหมจึงเปนสิ่งเดียวกัน 2.) อาตมันหรือชีวาตมัน เปนสวนอัตตายอย หรือวิญญาณยอย ซึ่งปรากฏแยก ออกมาอยูในแตละคน ดังนั้นการที่อาตมัน หรือชีวาตมันยอยนี้ไปรวมกับ พรหมัน หรือปรมาตมันไดจึงจะพนจากทุกข ไมมีการเวียนวายตายเกิด อีกตอไป 3.) เรื่องกรรม การที่ชีวาตมันจะกลับคืนสูพรหมันเปนเอกภาพอมตะไดนั้น ผูนั้นจะตองบำเพ็ญเพียรทำกรรมดีและประกอบพิธีกรรมตางๆที่เรียกวา โยคะ คือ กรรมโยคะ ทำกรรมดี ภักติโยคะ มีความภักดีในเทพเจา และ ชญานโยคะ การศึกษาจนเขาใจพระเวทอยางถูกตอง คัมภีรของศาสนาพราหมณ-ฮินดู คือ ไตรเวทหรือไตรเพท การเผยแพรของศาสนาพราหมณในประเทศไทย ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือ ชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดยเขามา ที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมากสันนิษฐานวา ศาสนาพราหมณนี้นาจะเขามากอนสมัยสุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพเจาเปนจำนวน มาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชน รูปสลักพระนารายณ 4 กร ถือสังข จักร คทา ดอกบัวสวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือเกาไป กวานั้น (ปจจุบันอยูที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติกรุงเทพมหานคร) นอกจากนี้ ไดพบรูปสลักพระนารายณทำดวยศิลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี โบราณสถานที่สำคัญที่ขุดพบ เชน ปราสาทพนมรุง จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทหินพิมาย จังหวัด
  • 30.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน22 นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้น ควบคูไปกับพุทธศาสนาใน สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวนมากเปนรูปหลอสำริด นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลว ในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ เชน ตำรับทาวศรีจุฬาลักษณหรือนางนพมาศ หรือแมแตประเพณี ลอยกระทง เพื่อขอสมาลาโทษพระแมคงคา นาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี เชนเดียวกับสุโขทัย พระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ เขามา เชน พิธีแชงน้ำ พิธีทำน้ำอภิเษกกอนขึ้นครองราสมบัติ พิธีบรมราชาภิเษก พระราช พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนตน โดย เฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตรมาก ถึงขนาดทรงสรางเทวรูป หุมดวยทองคำทรงเครื่องลงยาราชาวดีสำหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองคในพิธีตรียัมปวาย พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจาถึงเทวสถานทุกๆป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน พิธีตางๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดรับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริยและปฏิบัติ ตอกันมา คือ 1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีนี้มีความสำคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทำการ คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผน ที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเพิ่ม พิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1.1 ขั้นเตรียมพิธี มีการทำพิธีเสกน้ำ การทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฎ ดวง พระราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล 1.2 ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต 1.3 ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวาย สิริราชสมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ 1.4 ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรม ราชินีแลวเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภก ในพระพุทธศาสนา พรอมทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิพระเจา อยูหัวองคกอน และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร
  • 31.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 23 2. การทำน้ำอภิเษก พระมหากษัตริยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง พระมุรธาภิเษก และทรงรับน้ำอภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตำราพราหมณ น้ำอภิเษกนี้ใชน้ำจากปญจมหานที คือ คงคา ยมุนา มหิ อจิรวดี แลสรภู ซึ่งทำเปนน้ำที่ไหล มาจากเขาไกลลาส อันเปนที่สถิตของพระศิวะ สมัยรัตนโกสินทร ตั้งแตรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาล ที่ 4 ใชน้ำ 4 สระ ในเขตสุพรรณบุรี คือ สระเกษ สระแกว สระคงคา และสระยมุนา และ ไดเพิ่มน้ำจากแมน้ำสำคัญในประเทศ 5 สาย คือ น้ำในแมน้ำบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก น้ำในแมน้ำเจาพระยา ตักที่ตำบลบางแกว เขตอางทอง น้ำในแมน้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม น้ำในแมน้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี 3. พระราชพิธีจองเปรียง คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจาตรีมูรติ กระทำในเดือนสิบสองหรือ เดือนอายโดยพราหมณ เปนผูทำพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 15 วัน สวนพราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ำมหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมสมัยรัชกาลที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนตเย็น แลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆ เจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ำสังขและเจิมเสาโคมชัย จึงยกโคมขึ้น เสา โคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ำปูนขาว มีหงสติด ลูกกระพรวน นอกจากนี้มีเสาโคมบริวารประมาณ 100 ตน ยอดฉัตรมีผาสีขาวสามชั้น 4. พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมของพราหมณ เชื่อกันวาเทพเจาเสด็จมาเยี่ยม โลกทุกป จึงจัดพิธีตอนรับใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลว ในสมัยรัตนโกสินทร ไดจัดกันอยางใหญโตมาก กระทำพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา “พิธีโลชิงชา” เดิมพิธีนี้กระทำในเดือนอาย ตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่ 5. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แดเดิมมาเปนพิธีพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทำใหเกิดเปน 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคล เปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนำพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็น ที่ทองสนามหลวงจนกระทั่งรุงเชามีการเลี้ยงพระตอ สวนพิธีจรดนังคัลเปนพิธีของพราหมณ กระทำในตอนบาย ปจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณที่เขามามีอิทธิพลตอสังคมไทยเริ่มลด บทบาทลงไปมากเ พราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและพิธีกรรม ทั่วๆไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฏิบัติสืบกันมา ไดแก พิธี
  • 32.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน24 โกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธีตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยังคงมีผูนิยมกระทำกัน ทั่วไปในสังคม สวนพระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพิธีทำน้ำอภิเษก เปนตน สำหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดู ซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็มี ผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปนเจา ตรีมูรติทั้ง 3 องค ยังคงอิทธิพลควบคูไปกับการนับถือพุทธศาสนา ประกอบกับในโบสถของ พวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆ ไปกับรูปปนของพระผูเปนเจา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความ เชื่อในเรื่องอวตารของพระวิษณุ ทำใหคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวด ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารวมพิธีกรรมของฮินดู จึงเขาลักษณะที่วา นับถือทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนศึกษารายละเอียดและนำมาอภิปลายรวมกันในเรื่องตอไปนี้ 1.) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช กับพระพุทธศาสนา 2.) บุคคลที่มีชื่อเสียง และมีผลงานในการเผยแพรศาสนาคริสตในประเทศไทย
  • 33.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 25 เรื่องที่ 2 ความเปนมาของศาสนาในทวีปเอเชีย ทวีปเอเชียเปนแหลงกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลก เชน ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และยูดาห ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือศาสนา ฮินดูกวา 500 ลานคนในอินเดีย รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามมีผูนับถือประมาณ 450 ลานคน นอกจากนี้ยังมีลัทธิเตา ลัทธิขงจื๊อที่แพรหลายในจีน ลัทธิชินโตในญี่ปุน ประเทศฝงแผนดินใหญในทวีปเอเชีย จะนับถือศาสนาพุทธเปนสวนมาก ประเทศ เหลานั้นคือ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พมา และสิงคโปร สวนทางดานคาบสมุทรมลายูและ หมูเกาะอินโดนีเซีย จะนับถือศาสนาอิสลาม ไดแก ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับประเทศฟลิปปนส นับถือศาสนาคริสต ประเทศติมอรตะวันออกนั้นก็นับถือศาสนา คริสตเปนหลักเหมือนกัน ดังตารางจำแนกดังตอไปนี้ สถานที่ ศาสนา หมูเกาะอันดามัน และนิโคบาร (อินเดีย) ประเทศบูรไน ประเทศพมา ประเทศกัมพูชา เกาะคริสตมาส (ออสเตรเลีย) ศาสนาพราหมณ- ฮินดู (71%), พระพุทธศาสนา คริสตศาสนา ความเชื่อเรืองวิญญาณ ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข ศาสนาอิสลาม (67%) พระพุทธศาสนา (13%) คริสตศาสนา (10%) อื่นๆ (ความเชื่อพื้นเมือง ฯลฯ) (10%) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (89%) ศาสนาอิสลาม (4%) คริสตศาสนา (4%) ความเชื่อเรื่องวิญญาณ (1%) อื่นๆ (2%) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (95%), ศาสนาอิสลาม คริสตศาสนา ความเชื่อเรื่องวิญญาณ อื่นๆ (5%) พระพุทธศาสนา (36%) ศาสนาอิสลาม (25%) คริสตศาสนา (18%) ลัทธิเตา (15%) อื่นๆ (6%)
  • 34.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน26 สถานที่ ศาสนา หมูเกาะโคโคส (ออสเตรเลีย) ติมอรตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศปาปวนิวกีนี ประเทศฟลิปปนส ศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย (80%) อื่นๆ (20%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (90%) ศาสนาอิสลาม (5%) คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต(3%) อื่นๆ(พระพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ-ฮินดู อื่นๆ) (2%) ศาสนาอิสลาม(86%) คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต(5.7%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (3%), ศาสนาพราหมณ-ฮินดู (1.8%) อื่นๆ รวมพระพุทธศาสนา หรือไมระบุ (3.4%) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท(65%) wihความเชื่อเรื่องวิญญาณ (32.9%) คริสตศาสนา (1.3%) อื่นๆ (0.8%) ศาสนาอิสลาม(60.4%) พระพุทธศาสนานิกายมหายาน(19.2%) คริสตศาสนา (9.1%) ศาสนาพราหมณ-ฮินดู (6.1%), ความเชื่อ เรื่องวิญญาณ (5.2%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (27%) ศาสนาอีวานจีลิค ลูเทอแรน (20%) ศาสนาเธอะ ยูไนเต็ด เชิรช (12%) ศาสนา คริสต นิกายเซเวนเดย แอดเวนติสต (10%) pentecostal (9%) ศาสนาคริสต นิกายอีแวนเจลิค (7%) Anglican (3%) อื่นๆ Christian (8%) อื่นๆ (4%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (80%) ศาสนาอิสลาม (5%) ศาสนาคริสต นิกายอีแวนเจลิค (2.8%) Lglesia ni Cristo (2.2%) Philippine Independent Church (Aglipayan) (2%) อื่นๆ (Tra- ditional beliefs พระพุทธศาสนา Judaism ไรศาสนา อื่นๆ) (5%)
  • 35.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 27 สถานที่ ศาสนา ประเทศสิงคโปร South China Sea Islands พระพุทธศาสนา (42.5%) ศาสนาอิสลาม (15%) ลัทธิเตา (8%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (4.5%) ศาสนาพราหมณ - ฮินดู (4%) ไรศาสนา (15%) Christian (10%) อื่นๆ (1%) พระพุทธศาสนา คริสตศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาอิสลาม ลัทธิเตา ไรศาสนา 2.1 พุทธศาสนาในเอเชีย พุทธศาสนานิกายใหญ 2 นิกาย คือ เถรวาท กับมหายาน เถรวาท แปลวา “วาทะของพระเถระ” หมายถึง พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม พยายาม รักษาพระธรรมวินัยตามแบบอยางที่พระเถระ อรหันตสาวกของพระพุทธเจา เชน พระมหา กัสสปะพระอุบาลี และพระอานนททำสังคายนา คือรวบรวมจัดระเบียบพระธรรมไว ตามหลัก ของนิกายนี้จะไมพยายามปรับเปลี่ยนแกไขนิกายนี้ บางทีเรียกวา ทักษิณนิกาย แปลวา นิกาย ฝายใต เพราะนิกายนี้ตั้งอยูทางภาคใตของประเทศอินเดีย จึงไดรับนามตามทิศทางที่ตั้งอยู อีกอยางมีชื่อที่ฝายมหายานตั้งใหวา หินยาน แปลวา ยานเล็กหรือยานเลว เพราะนำสัตวใหเขา วัฏสงสารไมไดเหมือนมหายาน นามนี้ไดมาในสมัยแขงขันกันระหวางนิกาย จึงมีการยก ฝายหนึ่ง กดฝายหนึ่ง และเมื่อป พ.ศ. 2493 มีการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลกครั้ง ที่1 ในประเทศลังกา ซึ่งผูแทนที่นับถือพระพุทธศาสนาทุกฝายไดรวมมือกันเพื่อใหพุทธศาสนา เขมแข็งขึ้น ที่ประชุมจึงลงมติใหเลิกใชคำวา หินยาน ใหใชคำวาเถรวาทแทนตั้งแตนั้นมา ประชุมพุทธศาสนาโลก
  • 36.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน28 ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทคือ ไทย พมา ลังกา ลาว และเขมร พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนี้ใชพระไตรปฎกเปนภาษาบาลีอานขอความตรงกัน แมจะพิมพ ตัวอักษรตางกัน มหายาน แปลวา ยานใหญ เปนนามตั้งขึ้นเพื่อแสดงวาพุทธศาสนาแบบนี้สามารถชวย ใหสัตวขามพนวัฏสงสารไดมาก มีการแกไขดัดแปลงพระธรรมวินัย นิกายนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระพุทธเจาปรินิพพานแลว 100 ป มีการสังคายนาครั้งที่ 2 เพื่อแกไขความประพฤติทางวินัย บางขอและความแตกแยกความคิดเห็น ซึ่งในภายหลังบางสวนกลายเปนมหายานไป นิกาย มหายานมีนามเรียกวา “อุตตรนิกาย” แปลวา นิกายฝายเหนือ เพราะตั้งอยูภาคเหนือของอินเดีย บางเรียกวา อาจาริยวาท แปลวา วาทะของพระอาจารยเปนคำคูกับเถรวาท หมายถึง วาทะของ พระเถระรุนแรกที่ทันเห็นพระพุทธเจา สวนอาจาริยวาท หมายถึง วาทะของอาจารยรุนตอๆมา ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน คือ ทิเบต เวียดนาม จีน เกาหลีและญี่ปุน นอกจากนี้ยังมีประเทศสิกขิม ภูฏาน ทิเบต ทั้งนิกายเถรวาทและมหายาน ตางมีหลักธรรม สวนใหญที่เขากันได คือ อริยสัจ เมื่อมีการจัดตั้งพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก เปนองครวมของ พระพุทธศาสนาทุกนิกายเขาดวยกันจะสงผลใหเกิดความรวมมือ รวมใจกันทำงาน เพื่อ พระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น ตามหลักฐานของประเทศลังกาวาหลังจากทำสังคายนาพระไตรปฎกครั้งที่ 3 พระ โมคคัลลีบุตรติสสเถระ ภายใตพระราชูปถัมภของพระเจาอโศกมหาราช ติสสเถระดาบสได ดำริวา พระพุทธศาสนาควรตั้งโดยชอบในปจจันตประเทศทั้งหลาย จึงไดสงสมณทูตไปสูที่ ตางๆดังนี้คือ 1. พระมัธณัมติกเถระ ไปกัษมีระ คันธาระ 2. พระมหาเทวเถระ ไปมหิสัณฑละ แควนไมสอร 3. พระรักขิตเถระ ไปวนวาสีปเทส ทางทิศเหนือ แควนกันทระ 4. พระโยนกธัมมรักขิตเถระ ไปอรันตปเทศ แควนคุชราต 5. พระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปมหารัฐ แควนมรถะ 6. พระมหารักขิตเถระ ไปโยนกปเทศ อาณาจักรกรีก 7. พระมัชฌิมเถระ ไปหิมวันตปเทศ แขวงหิมาลัย ทิศเหนือ 8. พระมหามหินทเถระ ไปตามพปณณิ เกาะลังกา 9. พระโสณเถระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ (เอเชียนอาคเนย) ดินแดนสุวรรณภูมินั้นตามหลักฐานของจีน หลักฐานของปโตเลมีที่เดินทางมาสูเอเชีย อาคเนยในอดีตกาล คือ ดินแดนสุวรรณภูมิประกอบกับวัฒนธรรมอินเดีย โบราณวัตถุ โบราณ
  • 37.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 29 สถาน เทวรูป ศิลาจารึก โบราณตางๆเปนศูนยกลางที่พระอุตตระเถระมาเผยแผศาสนาพุทธ กลาวไดวาศาสนาพุทธรุงเรืองมาตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 3และรุงเรืองมาตั้งแตตนคริสตศตวรรษ มา ดินแดนสุวรรณภูมิมีหลักฐานวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแยกเปน 6 มณฑล คือ 1. ภาคตะวันออก ประเทศจัมปา ดินแดนของจามในอดีต มีหลักฐานเปน พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปกรรมแบบอมราวดี ที่เมืองดุงเคือง จังหวัดกวางนาม พุทธศตวรรษที่ 3 หรือที่ 4 2. ภาคตะวันออกกลาง ประเทศกัมพูชาปจจุบัน มีศิลาจารึกเกาแกที่สุดในคริสต ศตวรรษที่ 2-3 และพระพุทธรูปจำนวนมาก 3. ภาคตะวันตกตอนกลาง (ดินแดนมอญกับเขมร) ดินแดนประเทศไทยปจจุบัน มีวงลอจารึกวา “เย ธมฺมา...” ที่โบราณสถานของนครปฐมพบศิลปกรรมแบบ อมราวดี คริสตศตวรรษที่ 3 หรือ 4 มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่จังหวัดนครราชสีมา 4. ภาคตะวันตกประเทศมอญ ประเทศพมาปจจุบัน มีลานทองหลายแผนจารึกวา “เย ธมฺมา...” อยูที่มาซา และมองกานใกลเมืองโปรม 5. แหลมมลายูมีหลักฐานของจีนกลาววามีรัฐเล็กๆถือตามวัฒนธรรมอินเดีย ตั้งแต คริสตศตวรรษที่ 2 6. หมูเกาะมีศิลาจารึกหลายแหง ที่เมืองกุไต และที่ภาคตะวันตกของหมูเกาะชวา ภูมิภาคทั้ง 6 แหง เปนศูนยกลางที่พระโสภณเถรไดเพาะหวานพืชสัมมาทิฏฐิ คือ พระพุทธศาสนาใหลงรากแกว จนปจจุบันนี้ประชาชนของประเทศเหลานี้นับถือศาสนา พุทธ เปนศาสนาชนะทุกขในโลกนี้ การเผยแผพระพุทธศาสนาประเทศตางๆในทวีปเอเชีย 1. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศลังกา เมื่อพระเจาอโศกมหาราชเสด็จขึ้นครอง ราชสมบัตินั้น ประมาณ พ.ศ. 218 ตอมาอีก 16 ป หรือ 17 ป คือระหวาง พ.ศ. 233-235 จึงมีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 เมื่อทำสังคายนาเสร็จแลว พระเจา อโศกไดทรงสงมณทูตไปเผยแพรพระพุทธศาสนาในประเทศตางๆ รวมหลาย สายดวยกันโดยเฉพาะไดทรงสงพระมหินทเถระ ผูเปนพระราชบุตรไปประกาศ ศาสนาในลังกาทวีป ซึ่งเปนผลใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในประเทศ ลังกาจวบจนปจจุบันนี้ 2. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศพมา พุทธศาสนิกชนชาวพมามีความเชื่อกันวา พระโสณะกับพระอุตตระ สมณทูตของพระเจาอโศกซึ่งเดินทางไปเผยแผพระ พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมินั้นก็คือไปสูเมืองสะเทิม (Thaton) ของพมานั้นเอง
  • 38.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน30 เปนแตวาในสมัยนั้นเปนอาณาจักรมอญหรือตะเลงกลาวคือ มอญหรือตะเลง ครอบครองเมืองพะโค (หรือเปกู หรือหงสาวดี) และเมืองสะเทิม (หรือ สุธัมมาวดี) แตนักประวัติศาสตรบางคนก็กลาววาพระพุทธศาสนาไปสูประเทศ พมา ภายหลังพุทธปรินิพพานแลวประมาณพันปเศษ คือจับเอาประวัติศาสตร ตอนที่พระเจาอโนรธามังชอหรืออนุรุทธะ นับถือพระพุทธศาสนาและเผยแผ พระพุทธศาสนา 3. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศไทย พุทธศาสนิกชนชาวไทยก็เชื่อคลายชาวพมา วาพระพุทธศาสนาไปสูประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พระโสณะและพระอุตตระ เดินทางไปประกาศศาสนาที่สุวรรณภูมิ และเชื่อวาบริเวณพระปฐมเจดีย และ ใกลเคียงจะเปนสุวรรณภูมิ เพราะไดขุดพบโบราณวัตถุรุนราวคราวเดียวกับสมัย พระเจาอโศกหลายอยาง ตกลงวาถาเชื่อตามนี้ พระพุทธศาสนาก็ไปสูประเทศ พมาและไทยไมเกิน พ.ศ. 300 แตนักประวัติศาสตรบางคนก็เชื่อวา พระพุทธ ศาสนาไปสูประเทศไทยประมาณคริสตศตวรรษที่1 หรือ 2 คือ ประมาณ พ.ศ. 544 ถึง พ.ศ. 743 4. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศกัมพูชา ตามรายงานของผูแทนกัมพูชาตอพุทธ ศาสนิกสัมพันธแหงโลกพระพุทธศาสนาไปสูประเทศนั้นประมาณศตวรรษที่ 3 แหงคริสตศักราช คือเมื่อ พ.ศ. 743 ปลวงมาแลว ผูใชนามวา อาร.ซี.มชุมดา (R.C.Majumdar) ไดเขียนเรื่องนี้ไววาการคนพบทางโบราณคดีกับประวัติศาสตร ฝายจีนยืนยันตรงกันวา ปลายศตวรรษที่ 5 แหงคริสตศักราช คือประมาณ พ.ศ. 1000 นั้น พระพุทธศาสนาไดเจริญอยูแลวในกัมพูชา แมวาจะไมแพรหลายไป ทั่วประเทศ ฉะนั้นจึงพอสันนิษฐานไดวา พระพุทธศาสนาคงเขาไปสูกัมพูชา ในป พ.ศ. 743 เปนตนไป 5. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศเวียดนามหรือจัมปา ภาคใตของฝงทะเลตะวันออก ของแหลมอินโดจีน ซึ่งเรียกวาอันนัมนั้น ปจจุบันเรียกวาเวียดนาม สมัยกอน เรียกวาจัมปา มีหลักฐานวาพระพุทธศาสนาไดไปประดิษฐฐานอยูในเวียดนาม กอนคริสตศตวรรษที่ 3 คือกอน พ.ศ. 744 ถึง 843 เหตุผลก็คือการพบ พระพุทธรูปสำริดสมัยอมราวดีในประเทศนั้น และหลักฐานจากประวัติศาสตร ฝายจีน 6. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศจีน ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 6 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 จีนเปนศูนยกลางที่สำคัญของศาสนาพุทธ เมื่อ พ.ศ. 604 สมัยราชวงศฮั่น พระเจามิ่งตี่ทรงสงทูตไปสืบพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียและไดพระพุทธรูป พรอมคัมภีรพระพุทธศาสนา มีการสรางวัดมาขาว ซึ่งยังคงอยูถึงปจจุบัน
  • 39.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 31 พุทธศาสนาเจริญรุงเรืองมาในสมัยราชวงศถัง เมืองฉางอานเปนศูนยกลาง สำคัญของพุทธศาสนาและเปนแหลงเผยแผศาสนาพุทธไปยังเกาหลี และญี่ปุน ตอมาในปลายราชวงศถัง พ.ศ. 1388 จักรพรรดิหวูซุง ประกาศใหศาสนาจาก ตางชาติไดแก ศาสนาคริสต ศาสนาโซโรอัสเตอร และศาสนาพุทธเปนศาสนา ที่ผิดกฎหมาย และหันไปสนับสนุนลัทธิเตาแทน ในสมัยมีการทำลายวัด บังคับ ใหพระภิกษุสงฆสึก ความรุงโรจนของพุทธศาสนาจึงสิ้นสุด แตพุทธศาสนา นิกายสุขาวดี และนิกายฌานยังคงรุงเรืองมากลายเปนนิกายเซนในญี่ปุน และ นิกายฌาน มีอิทธิพลในราชวงศซอง 7. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศเกาหลี พระพุทธศาสนาพรอมทั้งขอเขียนตางๆ ในภาษาจีนเขาสูประเทศเกาหลีประมาณป ค.ศ. 372 หรือ พ.ศ. 915 เมื่อราชทูต จีนนำคัมภีรและภาพวาดไปยังอาณาจักรโคกุรยอ ศาสนาพุทธรุงเรืองในเกาหลี นิกายเซนในพุทธศตวรรษที่ 12 จนกระทั่งถึงยุคของการฟนฟูลัทธิขงจื้อในสมัย ราชวงศโซซอน ตั้งแตตั้ง พ.ศ. 1935 ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง 8. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศญี่ปุนญี่ปุนไดรับพุทธศาสนาเมื่อราวพุทธศตวรรษ ที่11 โดยพระภิกษุชาวเกาหลีนำคัมภและศิลปะทางพุทธศาสนาเขาสูญี่ปุน เมื่อ ศาสนาพุทธเสื่อมลงในอินเดีย เอเชียกลาง จีน และญี่ปุนยังคงรักษาศาสนา พุทธไวได ตั้งแต พ.ศ. 1253 เปนตนมา มีการสรางวัดและรูปเคารพจำนวนมาก ในเมืองหลวง คือเมืองนารา พุทธศิลปแบบญี่ปุนรุงเรืองในชวงพุทธศตวรรษ ที่ 13-18 ในราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 พุทธศาสนานิกายเซนรุงเรืองรวมทั้ง ศิลปะที่สืบเนื่องจากนิกายเซนดวย พุทธศาสนายังคงรุงเรืองในญี่ปุนจนถึง ปจจุบัน 9. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศทิเบต และในประเทศภูฏาน สิกขิม ประมาณ พ.ศ. 944 ถึง 1043 มีผูนำคัมภีรพระพุทธศาสนาจากอินเดียไปสูทิเบต แตไมไดรับ ความสนใจ จนประทั่งถึงกลางศตวรรษที่ 7 ประมาณ ค.ศ. 1194 เปนตนไป พระพุทธศาสนาจึงเจริญในประเทศทิเบต สิกขิมและภูฏาน 2.2 ศาสนาอิสลามในทวีปเอเชีย ประเทศสำคัญๆ ในเอเชียที่นับถือศาสนาอิสลามคือ สาธารณรัฐประชาชน บังกลาเทศ แตเดิมเปนชมพูทวีปเชนเดียวกับอินเดียและปากีสถาน เปนดินแดนที่รุงเรืองดวย ศาสนา พราหมณและศาสนาพุทธ ตอมามีพอคาอาหรับนำศาสนาอิสลามมาเผยแผ ปจจุบัน ประเทศบังคลาเทศมีประชาชน 140 ลานคน ประชาชน 88.3% นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนา ฮินดู 10.5% นอกนั้นเปนศาสนาอื่นๆเชนเดียวกับประเทศปากีสถาน มีประชากร 159.6 ลานคน
  • 40.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน32 ประชาชน 97% นับถือศาสนาอิสลาม ประเทศอินเดียประชากรมีจำนวนพันลานคนนับถือ ศาสนาอิสลาม จำนวน 11.67% ประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่เปนเกาะ มีประชากร 215 ลานคน จำนวน 181 ลานคนนับถือศาสนาอิสลาม อินโดนีเซียเปนประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม มากที่สุดในโลก รองลงมาคือปากีสถาน 141 ลานคน อินเดีย 124 ลานคน บังคลาเทศ 111 ลานคน ตุรกี อียิปต อิหรานและไนจีเรียมี 63-61 ลานคน และมาเลเซียมีผูนับถือ 12 ลานคน จากประชากร 22 ลานคน ดังนั้น กลาวโดยสรุป กลุมประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียกลางจำนวน 15 ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม และไมใชแตประเทศที่ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง ประเทศตางๆเหลานี้คืออัฟกานิสถาน อาเซอรไบจัน บังกลาเทศ บรูไน อินโดนีเซีย อิหราน คาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มีลดีฟส ปากีสถาน สาธารณรัฐทาจิสถาน ตุรกี เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน ประเทศในทวีปเอเชียที่ประชากรมุสลิมเปนชาวอาหรับใชภาษากลาง คือ บาหเรน สาธารณรัฐอิรัก รัฐคูเวต สาธารณรัฐเลบานอน ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐ อาหรับซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส สาธารณรัฐเยเมน นอกจากนี้ยังมีประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน มีประชากร 15 ลานคนนับถือศาสนา อิสลามรอยละ 47 ที่เหลือรอยละ 44 นับถือศาสนาคริสตนิกายกรีกออรโธด็อกซ สาธารณรัฐ เลบานอนประชาชนรอยละ 59.7 นับถือศาสนาอิสลาม สาธารณรัฐมัลดีฟสประชาชนนับถือ ศาสนาอิสลาม รัฐสุลตานโอมาน ประชาชนรอยละ 85% นับถือศาสนาอิสลาม รัฐกาตาร ประชาชนรอยละ 90 นับถือศาสนาอิสลาม 2.3 การเผยแพรศาสนาคริสตในเอเชีย ศาสนาคริสตเผยแผในทวีปเอเชียในสมัยโบราณมาพรอมกับการคา แตเนื่องจาก อารยธรรมในเอเชียมีความเขมแข็งมาก การเผยแผศาสนาครั้งนั้นจึงทำไดนอย ตอมาอารยธรรม ตะวันตกมีความเขมแข็งทั้งความเจริญดานวัตถุ การทหาร เศรษฐกิจ และประเพณีตางๆตองการ มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเกิดการลาอาณานิคมเขามาทางเอเชีย ประเทศที่มีความเขมแข็ง ทางทะเลคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และตอมาเมื่อมีการพัฒนาการคมนาคมทางอากาศ ประเทศที่เริ่ม แผอิทธิพลขึ้นมาคืออเมริกา รัสเซีย ศาสนาคริสตจึงมีอิทธิพลในทวีปเอเชียมากขึ้น ที่สำคัญคือ ประเทศฟลิปปนสซึ่งอยูในความยึดครองของอเมริกาในชวงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชน ฟลิปปนสนับถือศาสนาคริสตรอยละ 84 และเกาหลีใต มีผูนับถือศาสนาคริสตมากขึ้น เวียดนามและติมอรตะวันออกนับถือศาสนาคริสตเกือบทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ใน ประเทศอื่นๆคือ มาเลเซีย ไทย ญี่ปุน อินเดียมีผูนับถือศาสนาคริสตอยูบาง
  • 41.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 33 2.4 ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ในเอเชีย ศาสนาพราหทณ-ฮินดู เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในโลกแลวยังเปนตนแบบของ อารยธรรม วัฒนธรรมของโลก เมื่อศึกษาประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดู และศาสนาพุทธใน อินเดีย จะเห็นความรุงโรจนของศาสนาทั้งสองศาสนาแตกตางกันตามยุคสมัย ตามอิทธิพล ที่สำคัญคือ กษัตริยปกติแลวศาสนาพราหมณ-ฮินดูรุงเรืองในอินเดียมาโดยตลอด จนมาถึง สมัยพุทธกาล และตอมาศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศก มหาราช และตอมาพุทธศาสนาเสื่อมลงอีก ศาสนาพราหมณ-ฮินดูจึงยังคงรุงเรืองอยูในอินเดีย มาโดยตลอด ในสมัยโบราณประเทศอินเดียเปนประเทศที่เขมแข็งทางวัฒนธรรม เปนประเทศมหา อำนาจประเทศหนึ่งในสมัยนั้น ไดติดตอคาขายกับอินโดนีเซีย ซึ่งศาสนาฮินดู-พราหมณเขามา สูอินโดนิเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียเปนประเทศที่เปนหมูเกาะ คราวใดที่ประเทศที่มาติดตอ คาขายมีอิทธิพลทำใหเจาผูครองประเทศศรัทธาเลื่อมใสนับถือ จะทำใหคนในประเทศนับถือ ไปดวย ตอมาศาสนาพราหมณ-ฮินดูเสื่อมลง มีศาสนาพุทธมาแทนศาสนาพุทธเสื่อมลงแลว และในปจจุบันคนในอินโดนีเซียสวนใหญจะนับถือศาสนาอิสลาม กิจกรรมที่ 2 ใหผูเรียนคนควาขอมูลเพื่อเขียนรายงานและความหนาแนนของจำนวนประชากรของ ประเทศตางๆที่นับถือศาสนาตางๆในทวีปเอเชีย
  • 42.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน34 โบสถคริสต ศาสนสถาน พราหมณ-ฮินดู โบสถพุทธ โบสถอิสลาม
  • 43.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 35 เรื่องที่ 3 หลักธรรมของศาสนาตางๆ 3.1 หลักธรรมของศาสนาพุทธ หลักธรรมของศาสนาพุทธ หรืออาจกลาวสั้นๆวา ศาสนธรรม ไดจัดไวเปนหมวดหมู 3 หมวดดวยกัน เรียกหมวดหมูที่จำแนกจัดในกระจาดหรือตะกรา คือ คำวา “ปฎก” แปล ไดอีกอยางวา คัมภีร ดังนั้น พระไตรปฎก หมายความวา เปนที่รวบรวมคำสั่งสอนของ พระพุทธเจาไวเปนหมวดหมูไมใหกระจัดกระจายคลายกระจาดหรือตะกราเปนที่ใสสิ่งของ และ ไตร แปลวา 3 ดังนั้น ใน 3 ปฎก ประกอบดวย 1. พระวินัยปฎก วาดวยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี 2. พระสุตตันตปฎก วาดวยพระธรรมเทศนาทั่วๆไป 3. พระอภิธรรมปฎก วาดวยธรรมะลวน หรือธรรมะที่สำคัญ ในสมัยของพระพุทธเจายังไมมีพระไตรปฎก แตเรียกธรรมที่พระองคประทานไว มากมายตางกาลเวลา สถานที่ พระสาวกทองจำกันไวไดและจัดระเบียบหมวดหมูเปนปฎกตางๆ เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว จึงไดมีการสังคายนาหรือตรวจชำระ จัดระเบียบคำสอนของ พระองคเปนหมวดหมู ดวยการทอง การจารึกในตัวหนังสือ ดวยการพิมพเปนเลม หลักธรรมสำหรับชาวพุทธ หลักศาสนาพุทธ เชื่อเรื่องการเวียนวายตายเกิดของสัตวโลก ชีวิตเปนทุกขเปนไปตาม กฎแหงกรรม ทำดีไดดี ทำชั่วไดชั่ว ภพภูมิที่เวียนวายตายเกิด ภพภูมิของสัตวโลกมี 3 ภูมิ คือ มนุษยโลก เทวโลก และนรกภูมิ จนกวาสัตวโลกนั้นจะขจัดกิเลสหมดสิ้น และเขาสูโลก พระนิพพาน ไมมีการเวียนวายตายเกิดอีก การปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาพุทธนั้นควรเปนไปตามลำดับชั้น คือ 1. การปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะ 2. การปฏิบัติตนตามศีล 5 3. การปฏิบัติตนเพื่อความพนทุกข 1. การปฏิบัติตนเปนพุทธมามกะ หรือเรียกวา การปฏิบัติตนถึง ไตรสรณคมณ นั่นคือ ปฏิญาณวา จะนับถือพระรัตนตรัย โดย พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต
  • 44.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน36 ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต ทุติยัมป พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง ทุติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง ทุติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง ตะติยัมป พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม ตะติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม ตะติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม 2. การปฏิบัติตนตามศีล 5 ศีล 5 เปนพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน พึงประพฤติ ปฏิบัติคือ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนการฆา เบียดเบียนทำรายรางกายคนและสัตว 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เขาไมให 3. กาเมสุมิจฉา จารา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากการพูดปด พูดสอเสียด พูดเพอเจอ 5. สุราเมระยะ มัชชะปะมาทัฏฐานะ เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากสุรา ยาเสพติดทั้งปวง ศีล 5 มีประโยชน คือ 1. เพื่อความสงบสุขของสังคม คือการปองกันการลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น อันจะสงผลใหเกิดการทะเลาะเบาะแวง ความหวาดระแวงและความวุนวายใน สังคม
  • 45.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 37 2. เพื่อพัฒนาจิตใจของผูประพฤติปฏิบัติตามศีล เพราะศีล 5 บัญญัติขึ้นมาเพื่อ ควบคุมไมใหมีการแสดงออกทางกายหรือวาจา ไปในทางที่ตอบสนองอำนาจ ของกิเลส ในการใหศีลนั้นตอนสุดทายพระจะกลาววา สีเลนะ สุคะตัง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย คำกลาวนี้ แสดงถึงอานิสงสของการรักษาศีล คือ ศีลทำใหผูประพฤติปฏิบัติ เขาถึงสุคติ คือ ไปในทางที่ดี ศีลกอใหเกิดโภคทรัพย และศีลนำมาใหไดถึง ความดับ หรือพระนิพพาน 3. การปฏิบัติตนเพื่อความพนทุกข ชาวพุทธควรศึกษาธรรมที่สำคัญๆ คือ อริยสัจ 4 อิทธิบาท 4 ทิศ 6 สัปปุริสธรรม 7 อบายมุข 6 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 และชาวพุทธควรบริหารจิตตามหลักพุทธศาสนา 3.1 อริยสัจ 4 คือ ธรรมที่พระพุทธเจาทรงตรัสรูอริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ คือ 1.) ทุกข คือ ความไมสบายกาย ไมสบายใจ อันเนื่องมาจากสภาพที่ ทนไดยาก คือ สภาวะที่บีบคั้นจิตใจ ความขัดแยง ความไมสม ปรารถนา การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ 2.) สมุทัย คือ เหตุที่ทำใหเกิดความทุกข จากตัณหา หรือความอยาก ความตองการ มีสาเหตุมาจาก กามตัณหาคือ ความอยากไดในสิ่งที่ปรารถนา เชน อยากไดบาน ภวตัณหา คือ ความอยากเปนโนน อยากเปนนี่ วิภวตัณหา คือ ความไมอยากเปนนั่น ความไมอยากเปนนี่ 3.) นิโรธ หมายถึงความดับทุกข คือการดับตัณหา ความอยากใหสิ้นไป ถาเราตัดความอยากไดมากเทาใด ทุกขก็มีนอยลงไปดวย และถาเรา ดับไดความสุขจะเกิดขึ้น 4.) มรรค หมายถึง ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ไดแก การเดินทาง สายกลางหรือเรียกอยางหนึ่งวา มรรค มีสวนประกอบ 8 ประการ คือ 1.) สัมมาทิฎฐิ คือ ความเห็นชอบ 2.) สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ 3.) สัมมาวาจา คือ ความเจรจาชอบ 4.) สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ 5.) สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ
  • 46.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน38 6.) สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ 7.) สัมมาสติ คือ การระลึกชอบ 8.) สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจชอบ 3.2 อิทธิบาท 4 เปนธรรมะที่ปฏิบัติตนในสิ่งที่มุงหมายใหพบความสำเร็จ เปนธรรมะที่ใชกับการศึกษา เลาเรียน การทำงาน อาชีพตางๆ อิทธิบาท หมายถึง ธรรมที่ใหบรรลุความสำเร็จ มาจากคำวา อิทธิ คือความสำเร็จ บาท คือทางวิถีนำไปสู ดังนั้น อิทธิบาท จึงแปลวา วิถีแหงความสำเร็จ ประกอบดวย 1.) ฉันทะ คือ ความพอใจรักใครสิ่งนั้น เชน รักใครในการงานที่ทำ ในวิชาที่เรียน 2.) วิริยะ คือ เพียรหมั่นประกอบในสิ่งนั้น มีกำลังใจ เขมแข็ง อดทน หนักเอาเบาสู 3.) จิตตะ คือ เอาใจใสสิ่งนั้น ไมวางธุระ ตั้งใจ จิตใจจดจอกับงาน 4.) วิมังสา คือ หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ปรับปรุงพัฒนา แกไข สิ่งนั้นได 3.3 ทิศ 6 คือ สิ่งที่ทุกคนที่อยูรวมกันในสังคมพึงปฏิบัติตอกันในทางที่ดีงาม รายละเอียด คือ 1. ทิศเบื้องหนา ไดแก บิดา มารดา เปนผูอุปการะบุตร ธิดามากอน นับตั้งแตปฏิสนธิในครรภมารดา และประคบประหงมเลี้ยงดู บุตรธิดาควรบำรุงบิดา มารดา ดังนี้ 1.) ทานไดเลี้ยงเรามาแลว ใหเลี้ยงทานตอบ 2.) ชวยทำกิจของทาน (ใหสำเร็จดวยดี) 3.) ดำรงวงศสกุล (ใหเปนที่นับถือ) 4.) ประพฤติตนใหเปนคนควรรับทรัพยมรดก 5.) เมื่อทานลวงลับไปแลว ทำบุญอุทิศให และบิดามารดาควรอนุเคราะหบุตร ธิดา 5 ประการ คือ 1.) หามมิใหทำชั่ว 2.) ใหตั้งอยูในความดี 3.) ใหศึกษาศิลปวิทยา 4.) หาคูครองที่สมควรให 5.) มอบทรัพยใหตามเวลาอันควร
  • 47.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 39 2. ทิศเบื้องขวา ไดแก อาจารยเพราะอาจารยเปนผูอบรมสั่งสอนศิษยใหรู วิชาการตางๆ และบาปบุญคุณโทษ ศิษยควรปฏิบัติตออาจารยดังนี้ 1.) ดวยการลุกขึ้นตอนรับ ตอนรับดวยความเต็มใจ 2.) ดวยเขาไปยืนคอยรับใช เมื่อทานมีกิจธุระไหววาน 3.) ดวยการเชื่อฟง 4.) ดวยการอุปฏฐาก ดูแลรักษาชวยเหลือตามควร อาจารยควรอนุเคราะหศิษย คือ 1.) แนะนำดี ใหประพฤติดี ประพฤติชอบ 2.) ใหเรียนดี ใหเขาใจดี และถูกตอง 3.) บอกศิลปะใหสิ้นเชิงไมปดบังอำพราง 4.) ยกยองใหปรากฏในเพื่อนฝูง 5.) ทำความปองกันในทิศทั้งหลาย (คือจะไปทางทิศไหนก็ไมอดอยาก) 3. ทิศเบื้องหลัง ไดแก สามี ภรรยา เพราะสามี ภรรยาเปนผูมาทีหลังจึงยกไว เปนทิศเบื้องหลัง สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้คือ 1.) ยกยองนับถือวาเปนภรรยา 2.) ดวยการไมดูหมิ่น 3.) ดวยการไมประพฤตินอกใจ 4.) ดวยการมอบความเปนใหญให 5.) ดวยการใหเครื่องแตงตัว ภรรยาพึงอนุเคราะหสามีดังตอไปนี้ คือ 1.) จัดการงานดี คือขยันหมั่นทำกิจการในบาน 2.) สงเคราะหคนขางเคียงของสามีดี ตอนรับพูดจาปราศรัย 3.) ไมประพฤตินอกใจ 4.) รูจักรักษาทรัพยที่สามีหามาได รูจักเก็บออม 5.) ขยัน ไมเกียจครานในกิจการทั้งปวง 4. ทิศเบื้องซาย ไดแก มิตรสหาย เพราะเปนผูชวยเหลือในกิจธุระตางๆที่ เกิดขึ้นใหสำเร็จ เหมือนกับมือซาย ชวยประคองมือขวาใหทำงาน การปฏิบัติตนตอมิตร คือ 1.) ดวยการใหปน แบงปนทรัพยสินใหมิตรตามควร 2.) ดวยการเจรจาถอยคำไพเราะ พูดจาออนหวานมีสาระ 3.) ดวยการประพฤติประโยชน ชวยเหลือแนะนำสิ่งที่เปนประโยชน
  • 48.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน40 4.) ดวยความเปนผูมีตนเสมอ ทำตัวเสมอกันกับมิตร ไมแสดงกิริยา เยอหยิ่งจองหองกับมิตร 5.) ดวยไมกลาวใหคลาดจากความจริง จิตใจ ซื่อตรง สุจริต มีความ จริงใจ ไมหวาดระแวงตอมิตร มิตรพึงอนุเคราะหเพื่อนตอบ ดังตอไปนี้ คือ 1.) รักษามิตรผูประมาทแลว สกัดกั้นอันตรายไมใหเกิดขึ้น 2.) รักษามิตรของผูประมาทแลว รักษาทรัพยไมใหเกิดอันตราย 3.) เมื่อมีภัยเอาเปนที่พึ่งได เปนที่พึ่งพิงได 4.) ไมละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อมิตรเสื่อมลาภ ยศ ทรัพยสมบัติ ใหความ ชวยเหลือไมทอดทิ้ง 5.) นับถือตลอดถึงวงศญาติมิตร ใหความรักใครนับถือญาติพี่นอง ของมิตรเหมือนญาติตนเองดวย 5. ทิศเบื้องลาง ไดแก บาว ไพร กรรมกร เพราะเปนผูที่ต่ำกวา จึงยอมตน เปนคนรับใช นายพึงบำรุงดังตอไปนี้ คือ 1.) ดวยการจัดการงานใหทำตามสมควรแกกำลังความสามารถ 2.) ดวยการใหอาหารและรางวัล 3.) ดวยการพยาบาลเวลาเจ็บไข 4.) ดวยการปลอยในสมัย ผอนผัน ใหหยุดงานตามเทศกาล ตามความ สมควร คนรับใชบาวไพร ควรปฏิบัติตนดังตอไปนี้ 1.) ลุกขึ้นทำงานกอนนาย 2.) เลิกงานทีหลังนาย 3.) ถือเอาแตของที่นายให 4.) ทำงานใหดีขึ้น 5.) นำคุณของนายไปสรรเสริญ 6. ทิศเบื้องบน ไดแก สมณพราหมณ ผูที่เปนที่เคารพสักการะทั่วไป เปนผูปฏิบัติ ธรรม เปนอริยสาวกพระพุทธเจา เราควรปฏิบัติตอสมณพราหมณ ดังนี้คือ 1.) ดวยกายกรรม ทำสิ่งที่เปนประโยชน 2.) ดวยวจีกรรม พูดมีสัมมาคารวะ 3.) ดวยมโนกรรม คิดสิ่งใดประกอบดวยเมตตา 4.) ดวยความเปนผูไมปดประตู ตอนรับ ถวายอาหารให 5.) ดวยอามิสทาน ถวายปจจัย 4
  • 49.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 41 สมณพราหมณ ควรอนุเคราะหตอบดังนี้คือ 1.) หามไมใหกระทำชั่ว 2.) ใหตั้งอยูในความดี 3.) อนุเคราะหดวยน้ำใจอันงาม 4.) ใหไดฟงในสิ่งที่ยังไมเคยฟง 5.) ทำสิ่งที่เคยฝงแลวใหแจมแจง 6.) บอกทางสวรรคให 3.4 สัปปุริสธรรม 7 คือ ธรรมของคนดี 7 อยาง คือ 1.) ความเปนผูรูจักเหตุ (ธัมมัญุตา) 2.) ความเปนผูรูจักผล (อัตกัญุตา) 3.) ความเปนผูรูจักตน (อัตตัญุตา) 4.) ความเปนผูรูจักประมาณ (มัตตัญุตา) 5.) ความเปนผูรูจักกาล (กาลัญุตา) 6.) ความเปนผูรูจักชุมชน (ปริสัญุตา) 7.) ความเปนผูรูจักเลือกบุคคล (ปุคคลปโรปรัญุตา) 3.5 อบายมุข 6 ละเวนจากอบายมุข 6 คือ 1. การดื่มน้ำเมา 2. เที่ยวกลางคืน 3. เที่ยวดูการละเลน 4. เลนการพนัน 5. คบคนชั่วเปนมิตร 6. เกียจครานการทำงาน 3.6 พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมะของผูใหญที่ควรปฏิบัติ คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข 2. กรุณา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นพนจากความทุกข 3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผูอื่นไดดี 4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไมลำเอียง ทำใหเปนกลาง ใครทำดี ยอมไดดี
  • 50.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน42 3.7 สังคหวัตถุ 4 คือ ธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจผูอื่น 1. ทาน การให การเสียสละ เอื้อเฟอเผื่อแผ 2. ปยวาจา การพูดดวยถอยคำที่ไพเราะ 3. อัตถจริยา การสงเคราะหทุกชนิด หรือการประพฤติในสิ่งที่เปน ประโยชนตอผูอื่น 4. สมานัตตตา การเปนผูสม่ำเสมอ มีความประพฤติเสมอตนเสมอ ปลาย สรุป หลักธรรมที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ คือ การละความชั่ว การทำความดี การทำจิตใจ ใหแจมใส และการทำสมาธิภาวนา การละความชั่ว คือ การไมทำบาป อกุศลทั้งมวล การถือศีล 5 หรือศีลอื่นๆ ตาม บทบาทหนาที่ของตนเอง การทำความดี มีความกตัญูกตเวทีตอผูมีคุณ ตอสังคม สวนรวม ประเทศชาติ ความขยันหมั่นเพียรในการงาน อาชีพ ไมเอาเปรียบคดโกงผูอื่น และการทำจิตใจ ใหแจมใส ไมคิดทุกข โศกเศรา อันเกิดจากการเสื่อมของสังขาร โรคภัยไขเจ็บ ความอยากมี อยากเปนอยากไดตางๆ รวมทั้งการสูญเสียสิ่งที่รักตางๆโดยใชหลักการทำสมาธิภาวนา การเจริญภาวนา การเจริญภาวนาเปนการพัฒนาจิตบริหารจิต หลักพระพุทธศาสนาเปนการสราง บุญบารมีที่สูงที่สุด และยิ่งใหญที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดวาเปนแกนแท การเจริญภาวนามี 2 อยาง คือ สมถภาวนา และวิปสสนาภาวนา 1. สมถภาวนา ไดแก การทำจิตใจใหเปนสมาธิ คือ ทำจิตใหตั้งมั่นอยูในอารมณ เดียว ไมฟุงซาน วิธีภาวนามีหลายชนิด พระพุทธองคบัญญัติเปนแบบอยางไว 40 ประการ เรียกวา กรรมฐาน 40 ที่นิยม คือการหายใจเขา บริกรรมพุทธ หายใจออก บริกรรมโธ เรียกวา อานาปานสติ ผูใดจะปฏิบัติภาวนาจะตองรักษา ศีลใหบริสุทธิ์ตามฐานะ เชน เปนฆารวาสถือศีล 5 ศีล 8 เปนเณร ถือศีล 10 เปนพระถือศีล 227 ขอ เพราะในการปฏิบัติสมถภาวนานั้นศีลเปนพื้นฐาน ที่สำคัญ อานิสงสของสมาธิมากกวารักษาศีลเทียบกันไมได พระพุทธองค ไดตรัสวา “แมไดอุปสมบทเปนพระภิกษุรักษาศีล 227 ขอ ไมเคยขาด ไมดางพรอยมานานถึง 100 ป ก็ยังไดกุศลนอยกวาผูที่ทำสมาธิเพียงใหจิต สงบนาน เพียงชั่วไกกระพือปก ชางกระดิกหู” คำวาจิตสงบในที่นี้ หมายถึง จิตที่มีอารมณเดียวเพียงชั่ววูบ แมกระนั้นยังมีอานิสงสมากมาย แตอยางไรก็ดี การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธิ แมจะไดบุญอานิสงสมากมายมหาศาลอยางไร
  • 51.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 43 ก็ไมใชบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนาการเจริญวิปสสนา (การเจริญ ปญญา) จึงจะเปนการสรางกุศลที่สุดยอดในพระพุทธศาสนาโดยแท 2. วิปสสนาภาวนา (การเจริญปญญา) เมื่อจิตของผูบำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยูในสมาธิ จิตของผูบำเพ็ญเพียรยอมมีกำลังอยูในสภาพที่นิ่มนวล ควรแกการวิปสสนา ภาวนาตอไป อารมณของวิปสสนาแตกตางจากอารมณของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุงใหจิตตั้งมั่น อยูในอารมณหนึ่งแตอารมณเดียว โดยแนนิ่งอยูเชนนั้นไมนึกคิดอะไร แตวิปสสนาไมใชใหจิต ตั้งมั่นอยูในอารมณเดียวนิ่งอยูเชนนั้น แตเปนจิตที่คิดใครครวญ หาเหตุและผลในสภาวธรรม ทั้งหลายและสิ่งที่เปนอารมณของวิปสสนานั้นมีแตเพียงอยางเดียว คือ ขันธ 5 ซึ่งนิยมเรียกวา รูป-นาม โดยรูปมี 1 นามนั้นมี 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งนามนั้นเปนเพียง สังขารธรรมเกิดจากการปรุงแตง แตเพราะอวิชชา คือ ไมรูเทาสภาวธรรมจึงทำใหเกิดความ ยึดมั่นเปนตัวเปนตน การเจริญวิปสสนามีจิตพิจารณา เห็นสภาวธรรมทั้งหลาย คือ ขันธ 5 เปนอาการของพระไตรลักษณ คือเปนอนิจจัง คือไมเที่ยง ทุกขัง คือลวนเปนทุกข อยูใน สภาพเดิมไมได ตองแปรเปลี่ยนไป และอนัตตา ไดแก ความไมใชตัวตน ไมใชสัตว บุคคล ไมใชสิ่งของ สรรพสิ่งทั้งหลายเพียงชั่วคราวเทานั้น เมื่อนานไปยอมเปลี่ยนแปลงกลับไปสู สภาวะเดิม สมาธิและวิปสสนาเปนทั้งเหตุ และผลของกันและกันและอุปการะซึ่งกันและกัน จะมีวิปสสนาปญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิไมไดเลย การเจริญวิปสสนาอยางงายๆ ประจำวัน 1. มีจิตใครครวญถึง มรณสติกรรมฐาน คือ ใครครวญถึงความตายเปนอารมณเพื่อ ไมใหประมาทในชีวิต ไมมัวเมา เรงทำความดีและบุญกุศล เกรงกลัวตอบาป ที่จะติดตามไปในภพหนา 2. มีจิตใครครวญถึง อสุภกรรมฐาน ไดแก สิ่งที่ไมสวย ไมงาม เชน ศากศพ รางกายคนที่เปนบอเกิดแหงตัณหา ราคะ กามกิเลส วาเปนของสวยงามเปนที่ เจริญตา เจริญใจ ไมวารางกายของตนเอง และของผูอื่นก็ตาม แทจริงแลวเปน อนิจจัง คือไมเที่ยงแทแนนอน วัน เวลา ยอมพรากจากความสวยงาม จนเขาสูวัย ชราซึ่งจะมองหาความสวยงามใดๆหลงเหลืออยูไมไดเลย 3. มีจิตใครครวญถึง กายคตานุสสติกรรมฐาน เรียกกันวา กายคตาสติกรรมฐาน จิตใครครวญ ผม ขน เล็บ หนัง ฟน พิจารณาใหเห็นความโสโครกของรางกาย เพื่อใหนำไปสูการละสักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดในรางกายของตน
  • 52.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน44 4. มีจิตใจใครครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือ การพิจารณาวารางกายของเราและ ของผูอื่นไมใชตัวของเราแตอยางใดเลย เปนแตเพียงธาตุ 4 ที่มาประชุมเกาะกุม รวมกันเพียงชั่วคราว ถึงเวลาเกาแกแลวแตกสลายตายไป กลับไปสูความเปน ธาตุตางๆในโลกตามเดิม แบบอยางชาวพุทธที่ดี หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล พระประวัติ หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ประสูติเมื่อวันจันทรที่ 17 กุมภาพันธ พ.ศ. 2438 เปนพระธิดาในสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผูไดรับการยกยองวาเปน บิดาแหงประวัติศาสตรไทย และหมอมเฉื่อย พระองคสิ้นชีพิตักษัยดวยโรคชรา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2533 รวมพระชันษาได 95 พรรษา กรณียกิจดานพระพุทธศาสนา สามารถสรุปไดดังนี้ 1. ทรงเปนที่ปรึกษาชมรมพุทธศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยเสด็จไป ประทานความรูดานพระพุทธศาสนาสัปดาหละ 2 ครั้ง และเปนที่ปรึกษาชมรม พุทธศาสนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 2. ทรงเปนองคปาฐกถาและบรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา ทั้งในและ ตางประเทศ 3. ทรงเปนกรรมการบริหารและอุปนายกพุทธสมาคมแหงประเทศไทยในพระ บรม ราชูปถัมภ 4. ทรงเปนรองประธานองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (พ.ส.ล.) ใน พ.ศ. 2496 และประธานองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลกใน พ.ศ. 2507 5. ทรงมีงานนิพนธทางพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เชน หนังสือชื่อ ศาสนาคุณ หนังสือสอนศาสนาพระพุทธศาสนาสำหรับเยาวชน เปนตน แบบอยางชาวพุทธที่ดี (1) ทรงเปนอุบาสิกาที่เครงครัด ตระหนักในหนาที่ของอุบาสิกา ดวยการศึกษา ปฏิบัติธรรม (2) ทรงเปนพหูสูต โดยศึกษาบาลีจนมีความรูความเขาใจเปนอยางดี และมีผลงาน วิชาการดานอื่นๆอีก ทั้งดานสังคมสงเคราะห ประวัติศาสตร โบราณคดีเปนตน (3) ทรงเปนแบบอยางพลเมืองที่ดี ดวยการจงรักภักดีและพิทัพษสมบัติล้ำคาของ ชาติ กลาวคือเมื่อพระบิดาสิ้นพระชนมมีชาวตางชาติเสนอซื้อผลงานนิพนธทาง
  • 53.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 45 วิชาการของพระบิดาดวยราคาสูง แตพระองคทรงแจงความจำนงบริจาคหนังสือ ใหแกรัฐบาลเพื่อเก็บไวเปนสมบัติของชาติ และเปนคลังความรูของประชาชน รัฐบาลในขณะนั้นจึงสรางหองสมุดขึ้นรองรับ เรียกวา หอดำรง 3.2 หลักธรรมของศาสนาอิสลาม อิสลามเปนคำภาษาอาหรับ แปลวา การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อยาง บริบูรณแกอัลลอฮ พระผูเปนเจา ดวยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค บรรดาศาสนฑูตในอีดตลวนแตไดรับมอบหมายใหสอนศาสนาอิสลามแกมนุษยชาติ ศาสนาฑูตทานสุดทาย คือ มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลหแหงอารเบีย ไดรับมอบหมายใหเผยแผ สาสนของอัลลอฮ ในชวงป ค.ศ. 610-632 เฉกเชนบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีลเปน สื่อระหวางอัลลหพระผูเปนเจาและมุฮัมมัด พระโองการแหงพระผูเปนเจาที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปจันทรคติ ไดรับการรวบรวมขึ้นเปนเลมชื่อวา อัลกุรอาน ซึ่งเปนธรรมนูญแหงชีวิตมนุษย เพื่อที่จะไดครองตนบนโลกนี้อยางถูกตอง กอนกลับคืนสูพระผูเปนเจา สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งปวงมีจุดประสงคหลัก 3 ประการ คือ 1. เปนอุดมการณที่สอนมนุษยใหศรัทธาในอัลลอหพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค ศรัทธา ในพระโองการแหงพระองค ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษยฟน คืนชีพอีกครั้งเพื่อรับคำพิพากษาและรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไววางใจตอพระองค เพราะพระองคคือที่พึ่งพา ของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตาของพระองค และ พระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง 2. เปนธรรมนูญสำหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือ นิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบรา ฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือ รับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทำลายสังคม แมวาใน รูปแบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อกาครองตนอยางมีเกียรติ เนนความอดกลั้น ความ ซื่อสัตว ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเมตตากรุณา ความกตัญูกตเวที ความ สะอาดของกายและใจ ความกลาหาญ การใหอภัย ความเทาเทียมและความ
  • 54.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน46 เสมอภาคระหวางมนุษย การเคารพสิทธิของผูอื่น สั่งสอนใหละเวนความตรหนี่ ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การ ทรยศและอกตัญู การลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น ศาสนาอิสลามไมใชศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนาอื่น หรือศาสนาที่มนุษย ประดิษฐขึ้นอยางเชนศาสนาอื่นๆ ที่มีอยูในโลก อิสลาเปนศาสนาของพระผูเปนเจาที่เปนทาง นำในการดำรงชีวิตทุกดานแกมนุษยทุกคน ไมยกเวนอายุ เพศ เผาพันธุ หรือฐานันดร หลักคำสอน ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนอาหรับ โดยมีความเชื่อตามโบราณเดิมเกี่ยวกับหิน ศักดิ์สิทธิ์ เรียกวา หินกาบะห อำนาจลึกลับ ผีสางเทวดา เวทมนตรคาถา พอมด หมอผี คำ ทำนาย การเสี่ยงทาย การนับถือภูเขา ตนไม น้ำพุ บูชาดวงอาทิตย ดวงจันทร ดวงดาวตางๆ อิสลสามมาจากคำวา อัสละมะ แปลวา สันติ การยอมนอบนอมตน ชาวมุสลิมมุงตามความ คิดเห็นของพระเจาโดยไมเห็นแกชีวิต มีความเชื่อศรัทธา 6 ประการ 1. ศรัทธาในพระเจา 2. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห คือ เทวทูตของพระเจา ซึ่งเปนคนกลางทำหนาที่ สื่อสารระหวางศาสดามุฮัมมัดกับพระเจาบันทึกความดีความชั่วของมนุษย ถอด วิญญาณออกจากรางเวลามนุษยตาย และสัมภาษณผูตาย ณ หลุมฝงศพ 3. ศรัทธาในคัมภีรอัลกุรอาน เปนคัมภีรสุดทายที่พระเจาสั่งตรงผานพระมุฮัมมัด ลงมาใหมนุษยโลก 4. ศรัทธาตอบรรดาศาสนฑูต 5. ศรัทธาตอวันพิพากษาโลก เรียกวันนี้วา วันกียามะห 6. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจา มีทั้งกฎตายตัวและไมตายตัว กฎตายตัว คือ กำหนดเพศพันธุ กฎไมตายตัว คือ ทำดี ไดดี ทำชั่วไดชั่ว หลักคำสอนของศาสนาอิสลา แบงไว 3 หมวด ดังนี้ 1. หลักการศรัทธา อิสลามสอนวา ถาหากมนุษยพิจารณาดวยสติปญญาและสามัญสำนึก จะพบวา จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู มิไดอุบัติขึ้นดวยตนเอง เปนที่แนชัดวาสิ่งเหลานี้ได ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผูสรางดวยอำนาจและความรูที่ไรขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑที่ไมมี การเปลี่ยนแปลงไวทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลดวยระบบที่ละเอียดออน ไมมีสรรพ สิ่งใดถูกสรางขึ้นมาอยางไรสาระ
  • 55.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 47 พระผูเปนเจาผูทรงเมตตา ทรงสรางมนุษยขึ้นมาอยางประเสริฐ จะเปนไปได อยางไรที่พระองคจะปลอยใหมนุษยดำเนินชีวิตอยูไปตามลำพังโดยไมทรงเหลียวแล หรือปลอย ใหสังคมมนุษยดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง พระองคทรงขจัดความสงสัยเหลานี้ ดวยการประทานกฎการปฏิบัติตางๆ ผาน บรรดาศาสดาใหมาสั่งสอนและแนะนำมนุษยไปสูการปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แนนอน มนุษยอาจมองไมเห็นผล หรือไดรับประโยชนจากการทำความดี หรือไดรับโทษจากการทำชั่ว ของตน จากจุดนี้ทำใหเขาใจไดทันทีวา ตองมีสถานที่อื่นอีก อันเปนสถานที่ตรวจสอบ การกระทำของมนุษยอยางละเอียดถี่ถวน ถาเปนความดีพวกเขาจะไดรับรางวัลเปนผลตอบแทน แตถาเปนความชั่วจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาไดเชิญชวนมนุษยไปสูหลักการ ศรัทธาและความเชื่อมั่นที่สัตยจริง พรอมพยายามผลักดันมนุษยใหหลุดพนจากความโงเขลา เบาปญญา 1.1 หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนหนี่ 1) ศรัทธาวาอัลลอหเปนพระเจา 2) ศรัทธาในบรรดาคัมภีรตางๆ ที่อัลลอหประทานลงมาในอดีต เชน เตารอตอินญีลซะบูรและอัลกุรอาน 3) ศรัทธาในบรรดาศาสนฑูตตางๆที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย และนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เปนศาสนฑูตคน สุดทาย 4) ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห บาวผูรับใชอัลลอห 5) ศรัทธาในวันสิ้นสุดทาย คือหลังจากสิ้นโลกแลว มนุษยจะฟนขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ไดทำไปบนโลกนี้ 6) ศรัทธาในกฎสภาวะ 1.2 หลักศรัทธาอิสลามแนวชีอะห 1) เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาวาอัลลอหทรงเปนพระผูเปนเจาเพียง พระองคเดียว ไมมีพระเจาอื่นใดนอกเหนือจากพระองค 2) อะดาละห (ความยุติธรรม) คือศรัทธาวาอัลลอหทรงยุติธรรมยิ่ง 3) นุบูวะห (ศาสดาพยากรณ) คือศรัทธาวาอัลลอหไดทรงสงศาสนฑูต ตางๆที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย หนึ่งในจำนวนนั้น คือ นบีมุฮัมมัด 4) อิมามะห (การเปนผูนำ) ศรัทธาวาผูนำสูงสุดในศาสนาจะตองเปน ผูที่รับการแตงตั้งจากศาสนฑูตมุฮัมมัดเทานั้น จะเลือกหรือแตงตั้ง
  • 56.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน48 กันเองไมได ผูนำเหลานั้นมี 12 คน คือ อะลีย บินอะปฏอลิบ และ บุตรหลานของอะลีห และฟาฏิมะห อีก 11 คน 5) มะอาด (การกลับคืน) วันสิ้นโลกและวันกียามัต ศรัทธาในวันฟน คืนชีพ คือ หลังจากสิ้นโลกแลว มนุษยจะฟนขึ้นเพื่อรับการตอบ สนองความดีความชั่วที่ไดทำไปบนโลกนี้ 2. หลักจริยธรรม ศาสนาสอนวาในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเปนที่ยอมรับของ สังคม จงทำตนใหเปนผูดำรงอยูในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสูการมีบุคลิกภาพที่ดี เปนคนที่ รูจักหนาที่ หวงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตยตอผูอื่น รูจักปกปองสิทธิของตน ไมละเมิด สิทธิของผูอื่น เปนผูมีความเสียสละ ไมเห็นแกตัว และหมั่นใฝหาความรู ทั้งหมดที่กลาวมานี้ เปนคุณสมบัติของผูมีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณทั้งหมดอยูที่ความยุติธรรม 3. หลักการปฏิบัติ ศาสนาสอนวากิจการงานตางๆที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันตองออกหางจากการงานที่ไมดี ที่สรางความเสื่อมเสียอยางสิ้นเชิง สวนการประกอบคุณงามความดีอื่นๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คลาย คลึงกับสิ่งเหลานี้ เปนการแสดงใหเห็นถึงการเปนบาวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของ พระองค กฎเกณฑและคำสอนของศาสนา ทำหนาที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย ทั้ง ที่เปนหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและจริยธรรม เราอาจกลาวไดวาผูที่ละเมิดคำสั่งตางๆของศาสนา มิไดถือวาเขาเปนผูที่ศรัทธา อยางแทจริง หากแตเขากระทำการตางๆ ไปตามอารมณและความตองการใฝต่ำของเขาเทานั้น ศาสนาอิสลามในความหมายของอัลกุรอานนั้น หมายถึง “แนวทางในการ ดำเนินชีวิตที่มนุษยจะปราศจากมันไมได” สวนความแตกตางระหวางศาสนากับกฎของสังคม นั้น คือ ศาสนาไดถูกประทานมาจากพระผูเปนเจา สวนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของ มนุษย อีกนัยหนึ่งศาสนาอิสลามหมายถึงการดำเนินของสังคมที่เคารพตออัลลอห และเชื่อฟง ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค อัลลอหตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามวา “แทจริง ศาสนา ณ อัลลอห คือ อิสลาม บรรดาผูที่ไดรับคัมภีรไดขัดแยงกัน นอกจากภายหลังที่ความรูมาปรากฏแกพวกเขา ทั้งนี้เนื่อง จากความอิจฉาระหวางพวกเขาและผูใดปฏิเสธโองการตางๆของอัลลอห แนนอนอัลลอหทรง สอบสวนอยางรวดเร็ว (อัลกุรอานอาลิอิมรอน) หลักการปฏิบัติตางๆมีดังนี้ 1. วาญิบ คือหลักปฏิบัติภาคบังคบที่มุกัลกัฟ (มุสลิมผูอยูในศาสนนิติภาวะ) ทุกคนตองปฏิบัติตาม ผูที่ไมปฏิบัติตามจะตองถูกลงฑัณฑ เชนการปฏิบัติ
  • 57.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 49 ตามฐานบัญญัติของอิสลาม (รุกน) ตางๆ การศึกษาวิยาการอิสลาม การ ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เปนตน 2. ฮะรอมคือกฎบัญญัติหามที่มุกัลลัฟทุกคนตองละเวน ผูที่ไมละเวนจะตอง ถูกลงฑัณฑ 3. ฮะลาล คือกฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟกระทำไดอันไดแกการนึกคิดวาจา และการกระทำที่ศาสนาไดอนุมัติให เชน การรับประทานเนื้อปศุสัตวที่ ไดรบการเชือดอยางถูกตอง การคาขายโดยสุจริต วิธีการสมรสกับสตรี ตามกฎเกณฑที่ไดระบุไว เปนตน 4. มุสตะฮับ หรือที่เรียกกันติดปากวา ซุนนะห (ซุนนะห, ซุนนัต) คือกฎ บัญญัติชักชวนมุสลิมและมุกัลลัฟกระทำ หากไมปฏิบัติก็ไมได เปนการ ฝาฝนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับหลักจริยธรรม เชน การใช น้ำหอม การขลิบเล็บใหสั้นเสมอ การนมาซนอกเหนือจากการนมาซ ภาคบังคับ 5. มักรูห คือกฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟกระทำได แตพึงละเวน คำวามักรูห ในภาษาอาหรับมีความหมายวานารังเกียจ โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับหลัก จริยธรรม เชน การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นนารำคาญ การสวมเสื้อผา อาภรณที่ขัดตอกาลเทศะ เปนตน 6. มุบาฮ คือสิ่งที่กฎบัญญัติไมไดระบุเจาะจง จึงเปนความอิสระสำหรับ มุกัลลัฟที่จะเลือกกระทำหรือละเวน เชน การเลือกพาหนะ อุปกรณ เครื่องใช หรือการเลนกีฬาที่ไมขัดตอบทบัญญัติหาม หลักปฏิบัตทางศาสนาอิสลาม 1. ดำรงนมาซ วันละ 5 เวลา 2. จายซะกาต 3. จายคุมส นั่นคือ จายภาษี 1 ใน 5 ใหแกผูครองอิสลาม 4. บำเพ็ญอัจญ หากมีความสามารถทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย 5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกป 6. ญิฮาด นั่นคือ การปกปองและเผยแผศาสนาดวยทรัพยและชีวิต 7. สั่งใชในสิ่งที่ดี 8. สั่งหามไมใหทำชั่ว 9. การภักดีตอบรรดาอิมามอันเปนผูนำที่ศาสนากำหนด 10. การตัดขาดจากศรัตรูของบรรดาอิมามอันเปนผูนำที่ศาสนากำหนด
  • 58.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน50 11. การปฏิญาณตนวาไมมีพระเจาอื่นใดนอกจากอัลลอห และมุฮัมมัดเปนศาสนฑูต ของอัลลอห แบบอยางของอิสลามิกชนที่ดี บุคคลตัวอยาง วันอัลหมัด อัลฟาตอนี “เสือมักกะฮ” วันอัลหมัด อัลฟาตอนี “เสือมักกะฮ” เกิดที่หมูบานยามู ยะหริ่ง ปตตานี เมื่อ 10 เมษายน 2399 เมื่ออายุ 4 ขวบ ทานไดตามบิดามารดาไปเมืองเมกกะ เรียนภาษาอาหรับและ ศาสนาอิสลามจนอายุได 12 ป จึงเดินทางไปเรียนวิชาแพทยและเภสัชกรรมสมัยใหม ที่เยรู ซาเล็ม เปนเวลา 2 ป จากนั้น ทานจึงกลับไปศึกษาดานศาสนาตอที่เมกกะและที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต ทานเดินทางไปศึกษาโดยมีเงินเพียงเล็กนอย สวมเสื้อผาชุดเดียว ทูนอัลกุรอาน ไวบนศีรษะขณะวายน้ำขามแมน้ำไนลจนถึงเมืองไคโร ขณะที่ทานอาศัยอยูมัสยิดในเมืองไคโรเพื่อการศึกษา ทานยังชีพดวยการรับบริจาค อาหารและเสื้อผาจากผูมาละหมาด ทานเปนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใตคนแรกที่เขาศึกษาใน อัล-อัซฮาร ทานเปนผูมีความสามารถ ไดแขงขันบรรยายปราศรัย ขับกลอนอาหรับโตตอบกัน จนไดรางวัลชนะเลิศจากพระราชาเมืองเมกกะ และทานกลาววา ชื่อ อัลหมัด อัลฟาตอนี ชาง เหมาะสมกับเขาเหลือเกิน เพราะคำวา ฟาฏอนี ในภาษาอาหรับแปลวา “ผูฉลาด” ทานเปนผูมี ความรูและมีทักษะในการใชภาษาอาหรับเปนที่รูจัก และไดรับฉายาวา “harimau Mekak” (เสือมักกะฮ) 3.3 หลักธรรมของศาสนาคริสต คริสตศาสนา(Chirstianity) เปนศาสนาแหงความรัก เพราะพระเจาทรงรักมนุษยทรง รักประชาชนของพระองค ทรงสรางสัตวตางๆขึ้นมเพื่อรับใชเปนอาหารแกมนุษย และทรง ใหมนุษยลงสูนรกเมื่อไมศรัทธาในพระเจา ศาสนาคริสต เปนศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจาองคเดียว เชื่อวาพระเจาเปนผูสราง โลกและทุกสิ่งทุกอยางรวมถึงมนุษย โดยใชเวลาเพียง 6 วัน และหยุดพักในวันที่7 พระเจาใน ศาสนาคริสตคือ พระยาเวห (นิกายโรมันคาทอลิก, นิกายออรโธด็อกซ) หรือพระยโฮวาห (นิกายโปรเตสแตนต) มีพระเยซูคริสตเปนศาสดา คริสตศาสนาเชื่อในพระเจาหนึ่งเดียว ซึ่ง ดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ“ตรีเอกภพ” หรือตรีเอกานุภาพ”(Trinity) คือพระบิดา พระบุตรและพระจิต (พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีรคือพระคริสตธรรมคัมภีรหรือคัมภีร ไบเบิล(TheBible) ศาสนาคริสตมีผูนับถือประมาณ2,000ลานคน ถือวาเปนศาสนาที่มีจำนวน ผูนับถือมากที่สุดในโลก
  • 59.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 51 ศาสนาคริตสมีรากฐานมาจากศาสนายูดาย(หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อ บางสวนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีรไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรูจักในชื่อ พันธสัญญาเดิม ที่เรียกวาเบญจบรรณ/ปญจบรรพ(Pebtatench) ไดรับการนับถือเปนพระคัมภีรของศาสนายูดาย และศาสนาอิสลามดวยเชนกัน โดยในพระธรรมหลายตอนไดพยากรณถึงพระเมสสิยาห(Mes- siah) ที่ชาวคริสตเชื่อวา คือ พระเยซู เชน หนังสือประกาศ อิสยาห บทที่ 53 เปนตน คริสตชนนั้นมีความเชื่อวา พระเยซูคริสตเปนพระบุตรของพระเจาที่มาบังเกิดเปน มนุษยจากหญิงพรหมจรรย (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจา เพื่อไถมนุษยใหพนจาก ความบาปโดยการสิ้นพระชนมที่กางเขน และทรงฟนขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น และเสด็จสูสวรรค ประทับเบื้องขวาพระหัตถของพระบิดา ผูที่เชื่อและไววางใจในพระองคจะ ไดรับการอภัยโทษบาป และจะเขาสูการพิพากษาในวันสุดทายเหมือนกันทุกคน แตจะเปนการ พิพากษาเพื่อรับบำเหน็จรางวัลแทนในวันสิ้นโลก และไดเขาสูชีวิตนิรันดรในแผนดินสวรรค แตถาผูใดไมเชื่อและไมนับถือพระเจา จะถูกตัดสินใหลงนรกชั่วนิรันดร หลักคำสอนพระธรรมคำสอนปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร(คัมภรไบเบิล)ผูนับถือ คริสตศาสนาทุกคนตองยึดมั่นในหลักปฏิบัติสำคัญของคริสตศาสนาเรียกวาบัญญัติ10ประการ คือ 1) จงนมัสการพระเจาเพียงพระองคเดียว พึงทำความเคารพตอพระเปนเจา 2) จงอยาออกนามพระเจาอยางพลอยๆ โดยไมสมเหตุสมผล 3) จงฉลองวันพระอันเปนวันศักดิ์สิทธิ์ 4) จงอยางบูชารูปเคารพ 5) จงเคารพนับถือบิดามารดาของตน 6) จงอยาฆาคน 7) จงอยาลวงประเวณีในคูครองของผูอื่น 8) จงอยาลักขโมย 9) จงอยาพูดเท็จ 10) จงอยามักไดในทรัพยของเขา หลักคำสอนของพระเยซูสวนใหญจะอยูบนพื้นฐานของบัญญัติ10ประการของศาสนา ยูดาย โดยขยายอธิบายความเพิ่มเติม หรืออนุรักษคำสอนเดิมไว เชน สอนใหมีเมตตากรุณา ตอกัน สอนใหรักกันในระหวางพี่นอง สอนใหทำความดี สอนใหเห็นแกบุญทรัพยมากกวา สินทรัพย สอนใหแสวงหาคุณธรรมยิ่งกวาสิ่งอื่น สอนหลักการคบหาซึ่งกันและกัน สอนให ตอตานความอยุติธรรม สอนเรื่องจิตใจวาเปนรากฐานแหงความดีความชั่ว สอนถึงความกรุณา ของพระเจา สอนถึงความขัดแยงกันระหวางพระเจากับเงิน สอนใหรักษาศีล รักษาธรรม สอนวิธีไปสวรรค สอนเรื่องความสุขจากการทำใจใหอิสระ ฯลฯ เปนตน
  • 60.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน52 นักบวช/ผูสืบทอดศาสนา ผูสืบทอดคริสตศาสนาคือสาวกพระบาทหลวงหมอสอน ศาสนา และคริสตศาสนิกชน ผูเลื่อมใสในคริสตศาสนา ศาสนสถาน ศาสนสถานที่ใชประกอบกิจกรรมสำคัญทางศาสนาของคริสตศาสนิกชน คือ โบสถ วิหาร สัญลักษณ สัญลักษณ คือ เครื่องหมายแสดงความเปนคริสตศาสนิกชนทุกนิกาย ใช เครื่องหมายไมกางเขนเหมือนกันหมด ไมกางเขนเปนหลักใชประหารนักโทษชาวปาเลสไตน ในสมัยโบราณนักโทษที่ถูกตัดสินประหารจะถูกตรึงไมกางเขนแลวนำไปปกตั้งไวกลางแดด ใหไดรับความทุกขทรมานจากความรอน และความหิวกระหายจนกวาจะตาย พระเยซูสิ้น พระชนมโดยถูกตรึงไมกางเขน จึงถือเอาไมกางเขนเปนสัญลักษณแสดงถึงความเสียสละที่ ยิ่งใหญเปนนิรันดรของพระองค พิธีกรรมสำคัญในคริสตศาสนา พิธีกรรมในศาสนานี้ มีสำคัญๆ อยู 7 พิธี เรียกวา พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ มีดังนี้ 1) ศีลลางบาปหรือการรับบัพติสมา เปนพิธีแรกที่คริสตชนตองรับ โดยบาทหลวง จะใชน้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะพรอมเจิมน้ำมันที่หนาผาก 2) ศีลอภัยบาป เปนการสารภาพบาปกับพระเจาโดยผานบาทหลวง บาทหลวงจะ เปนผูตักเตือนสั่งสอนไมใหทำบาปนั้นอีก และทำการอภัยบาปใหในนาม พระเจา 3) ศีลมหาสนิทเปนพิธีกรรมรับศีลโดยรับขนมปงและเหลาองุนมารับประทานโดย เชื่อวาพระกายและพระโลหิตของพระเยซู 4) ศีลกำลัง เปนพิธีรับศีลโดยการเจิมหนาผาก เพื่อยืนยันความเชื่อวาจะนับถือ ศาสนาคริสตตลอดไป และไดรับพระพรของพระจิตเจา ทำใหเขมแข็งในความ เชื่อมากขึ้น 5) ศีลสมรส เปนพิธีประกอบการแตงงาน โดยบาทหลวงเปนพยาน เปนการแสดง ความสัมพันธวาจะรักกกันจนกวาชีวิตจะหาไม 6) ศีลบวช สงวนไวเฉพาะผูที่จะบวชเปนบาทหลวง และเปนชายเทานั้น 7) ศีลเจิมคนไข เปนพิธีเจิมคนไขโดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันลงบนหนาผาก และ มือทั้งสองขางของผูปวย ใหระลึกวา พระเจาจะอยูกับตน และใหพลังบรรเทา อาการเจ็บปวย สำหรับนิกายโรมันคาทอลกและนิกายออรโธด็อกซจะมีพิธีกรรมทั้ง7พิธี แตสำหรับ นิกายโปรเตสแตนท จะมีเพียง 2 พิธี คือ พิธีบัพติสมา และ พิธีมหาสนิท
  • 61.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 53 แบบอยางของคริสเตียนที่ดี มารติน ลูเธอร คิง มารติน ลูเธอรคิง เกิดในครอบครัวที่ปูติดสุรา มีหนี้สินมากมาย แตพอของคิงใฝดี ในชีวิต อดทนเรียนตอในมหาวิทยาลัย และเปนศาสนาจารยประจำโบสถ สามารถสรางฐานะ ไดดวยตนเองจนกลายเปนบุคคลชั้นสูงของคนผิวดำในแอตแลนตา แตในสังคมขณะนั้นยัง แยกผิวสี คนดำเปนทาสและถูกเฆี่ยนตี คิงเปนเด็กฉลาดและราเริง เปนหัวหนากลุมของเพื่อน เขาไดรับการฝกใหอดกลั้นและมีระเบียบวินัย เขาตองไปโรงเรียนสอนศาสนาและโบสถในวัน อาทิตย บายสงหนังสือพิมพ นอนแตหัวค่ำและตื่นเชา เรียนคัมภีรไบเบิล ตองสวดมนตกอน รับประทานอาหาร คิงอยากเรียนแพทย แตเมื่อไดรับการดูหมิ่นจากคนผิวขาว เขาจึงเรียน ทนายความที่มหาวิทยาลัยมอรเฮาร เขาฝกเปนนักพูด ไดรางวัลในการประกวดวาทศิลป เปน นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม และเขาตัดสินใจเปนนักเทศน เขาเขียนบทความลงในหนังสือ พิมพเรียกรองใหคนผิวดำเขมแข็งจนประธานาธิบดีลินคอนบีจอหนสันยินยอมออกกฎหมาย วาดวยสิทธิมนุษยชน ดร.มารติน ลูเธอร คิง จูเนียร ไดรางวัลโนเบล และเขาเสียชีวิตลงดวย น้ำมือชาวผิวขาว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 1968 3.4 หลักธรรม-คำสอน ของศาสนาพราหมณ-ฮินดู คำสอนสำคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาพราหมณ-ฮินดู เปนศาสนาที่เกาแกที่สุด มีหลักธรรมสำคัญๆ ดังนี้ 1. หลักธรรม 10 ประการ 1) ธฤติ ไดแกความพอใจ ความกลา ความมั่นคง ซึ่งหมายถึงการพากเพียร จนไดรับความสำเร็จ 2) กษมา ไดแก ความอดทน นั่นคือพากเพียรและอดทนโดยยึดความเมตตา กรุณาเปนที่ตั้ง 3) ทมะ ไดแก การขมจิตใจของตนดวยเมตตร และมีสติอยูเสมอ 4) อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทำโจรกรรม 5) เศาจะ ไดแก การกระทำตนใหบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ 6) อินทรียนครหะ ไดแก การหมั่นตรวจสอบอินทรีย 10 ประการ ใหไดรับ การตอบสนองที่ถูกตอง 7) ธี ไดแก ปญญา สติ มติ ความคิด ความมั่นคงยืนนาน นั้นคือมีปญญา และรูจักระเบียบวิธีตางๆ
  • 62.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน54 8) วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา 9) สัตยา ไดแก ความจริง คือซื่อสัตยตอกันและกัน 10) อโกธะ ไดแก ความไมโกรธ 2. หลักอาศรม (ขั้นตอนแหงชีวิต) 4 คือ 1) พรหมจารี ขั้นตอนเปนนักศึกษา 2) คฤหัสถ ขั้นตอนเปนผูครองเรือน 3) วานปรัสถ ขั้นตอนละบานเรือนเขาปาหาความสงบวิเวก 4) สันยาสี ขั้นตอนสละเพศฆราวาสออกบวช บำเพ็ญพรต เพื่อหาความสุข ที่แทจริงของชีวิต 3. หลักเปาหมายของชีวิต 4 ประการ คือ 1) กามะ การหาความสุขทางโลกอยางถูกตองสมดุล 2) ธรรมะ ปฏิบัติหนาที่ตามวรรณะไดถูกตอง 3) อรรถะ สรางฐานะทางครอบครัวใหมั่นคงในทางเศรษฐกิจ 4) โมกษะ แสวงหาทางหลุดพน บุคคลตัวอยางในศาสนาพราหมณ-ฮินดู มหาตมะคานธี เปนบุคคลตัวอยางของศาสนาพราหมณ-ฮินดูไดอยางดีทานมหาตมะ คานธีเปนชาวอินเดีย ไดรับการศึกษากฎหมายจากประเทศอังกฤษ แตทานยังคงไวซึ่งความเปน ผูอนุรักษวัฒนธรรมชาวอินเดียไวได ทานเปนผูนำของชาวอินเดียในการตอสูเพื่อเอกราชของ ชาวอินเดียดวยวิธีการอหิงสา คือการตอตานอยางสงบ อดอาหาร เปนบุคคลตัวอยางที่ใชชีวิต อยางสมถะ เรียบงาย เปนวีรบุรุษของชาวอินเดียที่สามารถตอสูเอาอธิปไตยคืนจากอังกฤษได สาเหตุที่ทานเริ่มการตอสูเกิดจากเมื่อทานไปทำงานที่ประเทศแอฟริกา ทานโดยสารรถไฟชั้น หนึ่ง แตพนักงานรถไฟไมใหทานนั่งชั้น 1 เพราะที่นั่งเอาไวสำหรับคนผิวขาว ทานจึงโดนไล ลงจากรถไฟ ทานนั่งอยูที่สถานีรถไฟทั้งคืน ครุนคิดในเรื่องนี้ และทานสามารถรวมกลุมชาว อินเดียตอตานชาวผิวขาวในแอฟริกา เมื่อทานมาอยูที่อินเดีย แตเดิมทานสนับสนุนการทำงาน ของอังกฤษ แตเมื่ออังกฤษออกกฎหมายตรวจรูปพรรณ หญิงอินเดียตองถอดเสื้อผาตอหนา เจาหนาที่อังกฤษ ทานจึงเริ่มตนนำอินเดียสูอังกฤษจนไดรับชัยชนะ ดวยวิธีอหิงสา ตอสูดวย ความสงบ
  • 63.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 55 กิจกรรมที่ 3 3.1 ใหผูเรียนยกตัวอยางบุคคลในชุมชนของทาน ที่นำหลักธรรมทางศาสนามา ปฏิบัติและเปนที่ยอมรับของสังคมและชุมชน 3.2 ผูเรียนยึดหลักธรรมขอใดในศาสนาที่ตนเองนับถือในการแกไขปญหาชีวิต และพัฒนาชีวิต 3.3 ใหผูเรียนอธิบายหนาที่และการปฏิบัติที่ดีตามหลักศาสนาของตน
  • 64.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน56 เรื่องที่ 4 หลักธรรมในแตละศาสนาที่ทำให อยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข 4.1 ศาสนาพุทธ ไดแก พรหมวิหาร 4 และ ฆราวาสธรรม พรหมวิหาร 4 วิหาร แปลวา ที่อยู พรหม แปลวา ประเสริฐ คำวาพรหมวิหาร หมายความวา เอาใจจับอยูในอารมณแหงความประเสริฐ หรือเอาใจไปขังไวในความดีที่สุด ซึ่งมี คุณธรรม 4 ประการ คือ 1. เมตตา 2. กรุณา 3. มุทิตา 4. อุเบกขา เมตตาแปลวา ความรัก หมายถึงรักที่มุงเพื่อปรารถนาดี โดยไมหวังผลตอบแทนใดๆ จึงจะตรงกับคำวาเมตตาในที่นี้ ถาหวังผลตอบแทนจะเปนเมตตาที่เจือดวยกิเลส ไมตรงตอเมตตา ในพรหมวิหารนี้ ลักษณะของเมตตา ควรสรางความรูสึกคุมอารมณไวตลอดวัน วา เราจะเมตตา สงเคราะหเพื่อนที่เกิด แก เจ็บ ตาย จะไมสรางความลำบากใหแกสรรพสัตวทั้งหลาย ความ ทุกขที่เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผูอื่นเสมอดวยรักตนเอง กรุณา แปลวา ความสงสาร หมายถึงความปรานี ปรารถนาใหผูอื่นพนทุกข ความ สงสารปรานีนี้ก็ไมหวังผลตอบแทนเชนเดียวกัน สงเคราะหสรรพสัตวที่มีความทุกขใหหมด ทุกขตามกำลังกาย กำลังปญญา กำลังทรัพย ลักษณะของกรุณา การสงเคราะหทั้งทางดานวัตถุ โดยธรรม วา ผูที่จะสงเคราะหนั้น ขัดของทางใด หรือถาหาใหไมได ก็ชี้ชองบอกทาง มุทิตา แปลวามีจิตออนโยนหมายถึงจิตที่ไมมีความอิจฉาริษยาเจือปนมีอารมณสดชื่น แจมใสตลอดเวลา คิดอยูเสมอวา ถาคนทั้งโลกมีความโชคดีดวยทรัพย มีปญญาเฉลียวฉลาด เหมือนกันทุกคนแลว โลกนี้จะเต็มไปดวยความสุข สงบ ปราศจากอันตรายทั้งปวง คิดยินดี โดยอารมณพลอยยินดีนี้ไมเนื่องเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหารคือ ไมหวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น อุเบกขา แปลวาความวางเฉย นั่นคือมีการวางเฉยตออารมณที่มากระทบ ความวางเฉย ในพรหมวิหารนี้ หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรม ไมลำเอียงตอผูใดผูหนึ่ง
  • 65.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 57 - คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ ศีลยอมบริสุทธิ์ - คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ ยอมมีฌานสมาบัติ - คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปญญาเกิด ฆราวาสธรรม หมายถึง การปฏิบัติตนเปนฆราวาสที่ดี ซึ่งเปนธรรมสำหรับผูครองเรือนมี4ประการ คือ 1) สัจจะ ความจริงใจ ความจริงจัง ตลอดจนความซื่อตรงตอกันและกัน สรุปรวม คือ “ความรับผิดชอบ” เปนหลักสำคัญที่จะใหเกิดความไววางใจและไมตรีจิตสนิทตอกัน ขาด สัจจะเมื่อใด ยอมเปนเหตุใหเกิดความหวาดระแวงแคลงใจกัน เปนจุดเริ่มตนแหงความราวฉาน ซึ่งยากนักที่จะประสานใหคืนดีไดดังเดิม ซึ่งถามีความรับผิดชอบในตนเอง หรือแมแตรับผิด ชอบผูอื่น ก็จะสงผลใหเกิดความผาสุกได คนมีสัจจะจึงมักจะแสดงความรับผิดชอบออกมา 4 ดาน คือ 1.1 ดานหนาที่และการงาน ทำงานชิ้นนั้นใหสำเร็จไมวาจะเกิดอุปสรรคใดๆ ก็ตาม หรือแมแตสภาพแวดลอมจะไมเอื้ออำนวยก็ตาม 1.2 ดานคำพูด พูดอยางไร ทำอยางนั้น และทำอยางไร ก็พูดอยางนั้น 1.3 ดานการคบคน จริงใจ ไมมีเหลี่ยมคู วากันตรงๆ ซื่อๆ จริงใจ ไมลำเอียง ไมมีอคติ 4 ประการ ไดแก 1. ไมลำเอียงเพราะรัก 2. ไมลำเอียงเพราะชัง 3. ไมลำเอียงเพราะโง 4. ไมลำเอียงเพราะกลัว 1.4 ดานศีลธรรมความดียึดหลักคุณธรรมไมผิดศีลผิดธรรม ผิดประเพณี และ ผิดกฎหมายบานเมือง 2) ทมะ การรูจักขมจิตขมใจตนเอง มีความกระตือรือรนในการเคี่ยวเข็ญฝกตนเอง บังคับควบคุมอารมณ ขมใจระงับความรูสึกตอเหตุบกพรองของกันและกันอยางไมมีขอแม เงื่อนไข เพื่อใหตนเองมีทั้งความรูความสามารถและความดีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ รูจักฝกฝน ปรับปรุงตน แกไขขอบกพรอง ปรับนิสัยและอัธยาศัย ไมเปนคนดื้อดานเอาแตใจ และอารมณ ของตน 3) ขันติ ความอดทน อดกลั้น ตอความหนักและความรายแรงทั้งหลาย ชีวิตของ ผูอยูรวมกัน นอกจากมีขอแตกตางขัดแยงทางอุปนิสัย การอบรม และความตองการบางอยาง ซึ่งจะตองหาทางปรับปรุงเขาหากัน บางรายอาจจะมีเหตุลวงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝายใด
  • 66.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน58 ฝายหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปนถอยคำหรือกิริยาอาการ จะโดยตั้งใจหรือไมก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเชนนี้ อีกฝายหนึ่งจะตองรูจักอดกลั้นระงับใจ ไมกอเหตุใหเรื่องลุกลามกวางขยายตอไป ความรายจึง จะระงับลงไป นอกจากนี้ยังจะตองมีความอดทนตอความลำบากตรากตรำ และเรื่องหนักใจ ตางๆ ในการประกอบการงานอาชีพ เปนตน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน ไมตีโพย ตีพาย แตมีสติอดกลั้น คิดอุบายใชปญญาหาทางแกไขเหตุการณใหลุลวงไปดวยดี ชีวิตของ คูครองที่ขาดความอดทน ยอมไมอาจประคับประคองพากันใหรอดพนเหตุรายตางๆ อันเปน ประดุจมรสุมแหงชีวิตไปได ความอดทนพื้นฐานใน 4 เรื่องตอไปนี้ เปนสิ่งที่ตองเจอในชีวิต ของเราโดยทั่วไป คือ 3.1 ตองอดทนตอธรรมชาติที่ไมเอื้ออำนวย ทนทั้งแดด ลม ฝน สิ่งแวดลอม ที่ไมเอื้ออำนวย เปนตน 3.2 ตองทนตอทุกขเวทนา คือการทนตอสภาพสังขารของตนเชนการเจ็บปวย ก็ไมโวยวายคร่ำครวญจนเกินเหตุ เปนตน 3.3 ตองอดทนตอการกระทบกระทั่งคือการอดทนกับคนอื่นรวมถึงอดทนกับ ตนเองในเรื่องที่ไมไดดั่งใจตนเอง การกระทบกระทั่งจิตใจตนเองดวย 3.4 ตองอดทนตอกิเลส คือ การอดทนตอนิสัยไมดีของเราเอง ไมใหระบาด ไปติดคนอื่น และตองอดทนตอการยั่วยุของอบายมุข ซึ่งเปนสิ่งแวดลอม ภายนอก ที่พยายามกระตุนกิเลสในใจตนเอง อดทนตออบายมุข 6 คือ การดื่มสุรา การเที่ยว กลางคืน การเที่ยวในสถานบันเทิงเริงรมย การเลน พนัน การคบคนชั่วเปนมิตร และการเกียจครานตอหนาที่การงาน 4) จาคะ ความเสียสละ ความเผื่อแผแบงปนตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟอตอกัน นึกถึงสวนรวมของครอบครัวเปนใหญ ชีวิตบุคคลที่จะมีความสุขจะตองรูจักความเปนผูใหดวย มิใชเปนผูรับฝายเดียว การใหในที่นี้ มิใชหมายแตเพียงการเผื่อแผแบงปนสิ่งของอันเปนเรื่องที่ มองเห็นและเขาใจไดงายๆเทานั้น แตยังหมายถึงการใหน้ำใจแกกัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟอ ตอกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขสวนตัวได เชน ในคราวที่คูครองประสบ ความทุกข ความเจ็บไข หรือประสบปญหาทางธุรกิจ เปนตน ก็เสียสละความสุขความพอใจ ของตนขวนขวายชวยเหลือเอาใจใสดูแลเปนที่พึ่งอาศัย เปนกำลังสงเสริม หรือชวยใหกำลังใจ ไดโดยประการใดประการหนึ่งตามความเหมาะสม รวมความวาเปนผูจิตใจกวางขวางเอื้อเฟอ เผื่อแผเสียสละไมคับแคบเห็นแกตัว ชีวิตครอบครัวที่ขาดจาคะก็คลายกับการลงทุนที่ปราศจาก ผลกำไรมาเพิ่มเติม สวนที่มีมาแตเดิมก็คงที่หรือหมดไป เหมือนตนไมที่มิไดรับการบำรุง ก็มี แตอับเฉา รวงโรย ไมมีความสดชื่นงอกงาม
  • 67.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 59 4.2 ศาสนาอิสลาม มีหลักธรรมที่ทำใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข เพราะยึดหลักจริยธรรม เปนธรรมนูญสำหรับมนุษยที่ครอบคลุมทุกดานทั้งสวนตัว ครอบครัวสังคมสอนใหมนุษยอยู กันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง รุกรานสิทธิผูอื่น ไมลัก ขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี ทำอนาจาร ไมดื่มของมึนเมา ไมบอนทำลายสังคม ไมวารูปแบบใด และศาสนาอิสลามถือวาพี่นองมุสลิมทั่วโลกเปนครอบครัวกัน เปนน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน สามัคคีกันและรักกัน ศาสนาอิสลามมีวิธีฝกตนใหอดทนดวยการถือศีลอด และรักผูอื่นดวยการบริจาคทาน เรียกวา ซะกาด การถือศีลอด การถือศีลอด คือ งดเวนจากการกระทำตางๆ ดังตอไปนี้ตั้งแตแสงอรุณขึ้นจนถึงตะวัน ตกในเดือนรอมะฎอน (เดือนที่ 9 ขอ ฮิจเราะหศักราช) เปนเวลา 1 เดือน คือ 1. งดการกินและการดื่ม 2. งดการมีเพศสัมพันธ 3. งดการใชวัตถุภายนอกเขาใจอวัยวะภายใน 4. งดการแสดงอารมณรายและความผิดตางๆ พรอมทั้งกระทำในสิ่งตางๆ ดัง ตอไปนี้ - ทำนมัสการพระเจาใหมากกวาวันธรรมดา ถาเปนการถือศีล รอมะฎอน ใหทำละหมาดตะรอวีห จำนวน 20 ร็อกอะฮ - อานคัมภีรอัลกุรอานใหมาก - สำรวมอารมณและจิตใจใหดี - ทำทานแกผูยากไรและบริจาคเพื่อการกุศล - กลาว “ซิกริ” อันเปนบทรำลึกถึงพระเจา - ใหนั่งสงบสติสงบจิต “อิตติกาฟ” ในมัสยิด การถือศีลอดมีเปาหมายเพื่อเปนการฝกฝนใหตัวเองมีจิตผูกพัน และยำเกรงตอพระเจา เพื่อการดำเนินชีวิตในทุกดานตามคำบัญชาของพระองค อันเปนผลดีทำใหเกิดปกติสุข ทั้ง สวนตัวและสวนสังคม นอกจากนั้น ประโยชนของการถือศีลอดยังเปนผลดีในดานสุขภาพอนามัยอีกดวย เพราะการถือศีลอดเปนการอดอาหารในชวงเวลาที่ถูกกำหนดไวอยางตายตัวนั้น จะทำให รางกายไดละลายสวนเกินของไขมันที่สะสมเอาไว อันเปนบอเกิดของโรครายหลายประการดวย
  • 68.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน60 การถือศีลอดทำใหเกิดการประหยัดทั้งอาหารของโลกและสิ่งฟุมเฟอยตางๆ ในหนึ่ง เดือนที่ถือศีลอด คาอาหารที่ลดลงจะเปนจำนวนมหาศาล เทากับเดือนถือศีลอดนั้นมุสลิมชวย ทำใหโลกประหยัดโดยตรง ซะกาด ซะกาต ในศาสนาอิสลาม หมายถึง ทานประจำ ซึ่งศาสนาบังคับใหผูมีทรัพยสินมาก เกินจำนวนที่กำหนดไว (ในศาสนา) จายแกผูควรไดรับ (ตามอัตราที่ศาสนากำหนด) ที่มาของการบริจาคซะกาต 1. คำสอนในศาสนาที่ใหมุสลิมทุกคนถือวาบรรดาทรัพยสินทั้งหลายที่หามาไดนั้น คือของฝากจากอัลเลาะหเจา ใหจายสวนหนึ่งแกคนยากคนจน 2. ชีวิตจริงของพระศาสดามะหะหมัด เคยผานความยากจนมากอน วัตถุประสงคของการบริจาคซะกาด 1. เพือชำระจิตใจของผูบริจาคใหบริสุทธิ์ ไมตกเปนทาสแหงวัตถุดวยความโลภ และเห็นแกตัว 2. เพื่อปลูกฝงใหมุสลิมทั้งหลายเปนผูมีจิตใจเมตตากรุณา เอื้อเฟอเผื่อแผซึ่งกัน และกัน 3. เพื่อลดชองวางระหวางชนชั้นในสังคมดวยวิธีการสังคมสงเคราะห ลักษณะของการบริจาคซะกาดที่ถือไดวาไดบุญกุศลตามความมุงหมาย ไดแก 1. ทรัพยสินที่บริจาคตองไดมาดวยความสุจริต 2. ตองเต็มใจในการบริจาค ไมหวังสิ่งตอบแทน ไมเจตนาเพื่ออวดความมั่งมีและ ไมลำเลิกบุญคุณ อัตราการบริจาคซะกาด 1. ซะกาดพืชผล อันไดแก การเพาะปลูกที่นำผลผลิตมาเปนอาหารหลักในทองถิ่น นั้น เชน ขาว ขาวสาลี เปนตน เมื่อมีจำนวนผลิตได 650 กก. ตองจายซะกาด 10% สำหรับการเพาะปลูกที่อาศัยฝน และเพียง 5% สำหรับการเพาะปลูกที่ใช น้ำจากแรงงาน 2. ทองคำ เงิน และเงินตรา เมื่อมีจำนวนเหลือใชเพียงเทาทองคำหนัก 5.6 บาท เก็บไวครอบครองครบรอบปก็ตองบริจาคออกไป 2.5% จากทั้งหมดที่มีอยู 3. รายไดจากการคาเจาของสินคาตองคิดหักในอัตรา2.5%ในทุกรอบปบริจาคเปน ซะกาด ทั้งนี้ทรัพยสินจะตองไมนอยกวาเทียบน้ำหนักทองคำเทากับ 4.67 บาท 4. ขุมทรัพยเหมืองแร เมื่อไดขุดกรุสมบัติแผนดิน หรือเหมืองแรไดสัมปทาน จะ ตองซะกาด 20% หรือ 1 ใน 5 จากทรัพยสินทั้งหมดที่ได
  • 69.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 61 5. ปศุสัตว ผูที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตวคือวัวควายอูฐแพะจะตองบริจาคในอัตรา ที่แนนอนเปนซะกาดออกไป เชน มีวัว ควาย ครบ 30 ตัว ใหบริจาคลูกวัวอายุ 1 ขวบ ครบ 100 ตัว บริจาคลูกวัวอายุ 2 ขวบ 1 ตัวและ 1 ขวบ 2 ตัว เปนตน 4.3 ศาสนาคริสต ไดแก หลักความรักซึ่งกอใหเกิดความรักสามัคคีของคนในโลก ทั้งนี้เพราะ หลัก ความรักเปนคำสอนทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดของศาสนาคริสต ความรักในที่นี้มิใชความรัก อยางหนุมสาวอันประกอบดวยกิเลสตัณหาและอารมณปรารถนาอันเห็นแกตัว แตหมายถึง ความเปนมิตรและความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข พระคริสตธรรมทั้งพระคริสตธรรมใหม และพระคริสตธรรมเกา ตางก็มีคำสอนที่เนนเรื่องความรัก ซึ่งมีอยู 2 ประเภท ไดแกความรัก ระหวางมนุษยกับพระเจา และความรักระหวางมนุษยกับมนุษย ในพระคริสตธรรมเกา ความรักเปนเรื่องของความผูกพันระหวางพระเจากับชนชาติ อิสราเอล โดยที่พระเจาทรงเปนผูใหความรักแกชนชาติอิสราเอลกอน จากนั้นชาวอิสราเอลจึง สนองตอบความรักของพระเจา พระคริสตธรรมเกาไดบันทึกหลักความรักระหวางมนุษยกับ มนุษยไววา “จงอยาเกลียดชังพี่นองของเจาอยูในใจ แตเจาจงตักเตือนเพื่อนบานของเจาเพื่อจะ ไมตองรับโทษเพราะเขา เจาอยาแคนหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่นองของเจา แตจงรัก เพื่อนบานเหมือนรักตนเอง” ในพระคริสตธรรมใหม คำสอนเรื่องหลักคาวมรักระหวางมนุษยกับพระเจาไดเปลี่ยน ไปโดยใหพระเยซูเปนสัญลักษณของความรักสูงสุดที่พระเจาทรงมีตอมนุษย เห็นไดจากการที่ พระเยซูทรงยอมสิ้นพระชนมบนไมกางเขน เพื่อใหผูมีศรัทธาในพระองคจะไดพนจากความ ผิดบาป เจตนารมณของพระเยซูที่ทรงยอมสละพระชนมชีพเพื่อไถบาปของมวลชนนั้น ปรากฏ อยูในคำอธิษฐานของพระองคกอนที่ทหารโรมันจะเขาจับกุม และพระคริสตธรรมใหมได บันทึกความสำคัญของความรักระหวางมนุษยกับมนุษยวา “มีธรรมาจารยคนหนึ่ง เมื่อมาถึงไดยินเขาไลเลียงกันและเห็นวาพระองคทรงตอบเขา ไดดี จึงทูลถามพระองควา“ธรรมบัญญัติขอใดเปนเอกเปนใหญกวาธรรมบัญญัติทั้งปวง” พระ เยซูจึงตรัสตอบคนนั้นวา “ธรรมบัญญัติเอกนั้นคือวา โอ ชนอิสราเอลจงฟงเถิด พระเจาของเรา ทั้งหลายทรงเปนพระเจาองคเดียว และพวกทานจงรักพระเจาดวยสุดจิตสุดใจของทาน ดวยสุด ความคิดและดวยสิ้นสุดกำลังของทาน และธรรมบัญญัติที่สองนั้น คือ จงรักเพื่อนบานเหมือน รักตนเอง ธรรมบัญญัติอื่นที่ใหญกวาธรรมบัญญัติทั้งสองนี้ ไมมี”
  • 70.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน62 คำวา “เพื่อนบาน” นี้หมายถึงเพื่อนมนุษยทั่วไป พระเยซูทรงสอนใหมนุษเผื่อแผ ความรักไปรอบดาน ไมเลือกที่รักผลักที่ชัง หลักคำสอนสำคัญนี้มีอยูในบทเทศนาบนภูเขา ความรักระหวางมนุษยกับมนุษยแสดงออกไดโดยความเมตตา กรุณา และความเสียสละ สวน ความรักที่มนุษยมีตอพระเจาแสดงออกโดยความศรัทธา ความศรัทธาสรุปได 5 ประการ คือ 1. ศรัทธาวา พระเจาคือ พระเยโฮวาห เปนพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว 2. ศรัทธาวา พระเจาทรงรักมนุษยอยางเทาเทียมกัน 3. ศรัทธาวา พระเยซูเปนบุตรของพระเจา 4. ศรัทธาวา พระเยซูเปนพระผูชวยใหรอด 5. ศรัทธาวา ในแผนดินสวรรคหรืออาณาจักรของพระเจาที่กำลังจะมาถึง หลักความรักและหลักอาณาจักของพระเจามีความสัมพันธกัน กลาวคือ มนุษยจะ สามารถเขาถึงอาณาจักรของพระเจาไดก็โดยอาศัยความรักเปนคุณธรรมนำทาง และอาณาจักร ของพระเจาก็เปนอาณาจักรที่บริบูรณดวยรัก 4.4 ศาสนาพราหมณ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ - ฮินดู ยึดหลักปรมาตมัน มีความหมายดังนี้ หลักปรมาตมัน คำวา ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งยิ่งใหญอันเปนที่รวมของทุกสิ่งทุกอยางในสากลโลก ซึ่ง เรียกชื่อสิ่งนี้วา พรหม ปรมารมันกับพรหมจึงเปนสิ่งเดียวกัน และมีลักษณะดังตอไปนี้ 1) เปนสิ่งที่เกิดขึ้นเอง 2) เปนนามธรรม สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เรียกวาอาตมัน เปนสิ่งที่มอง ไมเห็นดวยตา 3) เปนศูนยรวมแหงวิญญาณทั้งปวง 4) สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลกลวนเปนสวนยอยที่แยกออกมาจากพรหม 5) เปนตัวความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว (โลกและสิ่งอื่นๆลวนเปนมายา ภาพลวงที่ มีอยูชั่วครั้งชั่วคราวเทานั้น) 6) เปนผูประทานวิญญาณ ความคิด และความสันติ 7) เปนสิ่งที่ดำรงอยูในสภาพเดิมตลอดกาล วิญญาณของสัตวดลกทั้งหลาย (อาตมัน) คือสวนที่แยกออกมาจากวิญญาณรวมของ พรหม (ปรมาตมัน) วิญญาณยอยแตละดวงเหลานี้เมื่อแยกออกมาแลวยอมเขาสิงสถิตในสิ่งมี ชีวิตรูปแบบตางๆกัน เชน ในรางกายมนุษย เทวดา สัตวและพืช มีสภาพดีบาง เลวบาง สุดแต ผลกรรมที่ทำไว ซึ่งถือวาเปนทุกขทั้งสิ้น ตราบใดที่วิญญาณเหลานี้ยังไมสิ้นกรรม ยอมตอง เวียนวายตายเกิดผจญทุกขอยูตลอดไป
  • 71.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 63 ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งทุกอยางในสากลโลกเปนสิ่งเดียวกัน จึงควรอยูดวยกันดวยสันติและ สงบสุขได กิจกรรมที่ 4 ใหครูแบงผูเรียนออกเปน3กลุม แลวอภิปรายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรม ที่เกิดกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ กลุมละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณ ความเดือดรอนในปจจุบันแลวนำมาเสนอในการพบกลุม กิจกรรมที่ 5 ใหผูเรียนอานเรื่องตอไปนี้ แลวอภิปราย พรอมยกตัวอยางอื่นๆ จากหนาหนังสือพิมพ ที่แสดงโทษผิดศีล ไมรักษาศีล 5 เพียงเสี้ยวที่บัดซบ เสียงปรบมือ ดังกึกกองในหองประชุม เมื่อพิธีกรประกาศรายชื่อของแมดีเดนประจำ ปการศึกษา 2540 มือของแมเย็นเฉียบเมื่อตอนจับมือของผม ผมประคองแมออกไปรับรางวัล จากผูอำนวยการวิทยาลัย น้ำตาแหงความปลื้มปติของแมเออลนขอบตา เมื่อพิธีกรอานประวัติ ของแม “...มีความวิริยะอุสาหะในการเลี้ยงดูลูก ทำหนาที่เปนทั้งพอและแม อบรมพร่ำสอน ใหลูกประพฤติตนเปนคนดี ... สำหรับลูกนั้นมีความประพฤติดี บำเพ็ญตนเปนประโยชนตอ สังคมเปนที่รักของครู-อาจารยและเพื่อนๆในวิทยาลัย” คำสรรเสริญเยินยอมากมายจนทำให หัวใจของผมพองโต “ลูกแม วันนี้เปนวันที่แมมีความสุขที่สุด ถึงพอจะทิ้งแมไป แตแมก็ทำหนาที่ไดดี ที่สุด” แมนำโลที่ไดรับไปวางไวบนหลังตู ยืนพิจารณาอานขอคาวมซ้ำแลวซ้ำอีก “ดูแมเจาสิ ภาคภูมิใจในตัวเจามากเลยนะ หลังจากพอเจาไปมีเมียใหม แมก็ทุมเท ความรักใหเจาจนหมด ไมยอมแตงงานใหมก็เพื่อไมใหเกิดปหาตอเจา ตองรักแมใหมากๆนะ” คุณตาวัยเจ็ดสิบปพูดเตือนหลานชาย ดวงตาฝาฟาง มองดูหลานดวยความรักที่ไมแตกตางจาก ผูเปนแม “ผมจะรักษาความดีนี้ไวตลอดไป คุณตาเชื่อไหม กวาอาจารยจะคัดเลือกไดแมดีเดน ตองดูความประพฤติของลูกกอน ดูการยอมรับจากอาจารยทุกคน ตลอดทั้งพี่ๆ และเพื่อนๆ ใน วิทยาลัย”
  • 72.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน64 เชาวันใหม ผมเดินเขาวิทยาลัยอยางสงาผาเผย รุนพี่ รุนนอง และเพื่อนๆมองผมดวย ความชื่นชม ผมกลายเปนดาวรุงโดยไมรูตัว “เฮย ไอทศ หุบปากเสียบาง ยิ้มอยูไดทั้งวัน” เพื่อนในหองเรียนแซวขึ้นหลังจาก อาจารยที่ปรึกษาแสดงความชื่นชมในชั่วโมงโฮมรูม “พี่ทศ วางไหม คืนนี้จะโทรไปคุยดวยนะ” สาวรุนนองชื่อแปงหนาตาสะสวยเปนที่ หมายปองของหนุมๆ เริ่มทอดสะพานใหผม “โทรดึกๆหนอยนะ กลัวตากับแมจะบน” ผมทิ้งทายใหหลอนเพื่อสานสัมพันธตอไป “ไอนอย จะมัวแตเรียนอยางเดียวไมไดหรอกนะ เพื่อนฝูงมันก็ตองคบบาง มีการ สังสรรคกันบางตามประสาเด็กหนุมๆ” รุนพี่สาขาเดียวกันเอยขึ้นหลังจากเลิกเรียน “ผมกลัวตาและแมจะเปนหวงครับพี่” “โธเอย!แกเปนผูชายอกสามศอกนะไมใชกะเทย” กลุมพี่หลายๆคนสัพยอกผมพรอม เสียงหัวเราะเยาะในที ... คำพูดของพวกเขาทำใหผมเก็บไปครุนคิดจนนอนไมหลับทั้งคืน ผม ยอมรับวาตัวเองคอนขางออนแอในดานจิตใจมีอะไรมากระทบจิตใจไมไดจนบางครั้งก็เหมือน กับเปนคนแบทุกขหรือแบกทั้งโลกไวคนเดียว “เปนลูกผูชายตองเขมแข็งนะลูก จิตใจตองหนักแนน” แมจะสอนบอยครั้งที่เวลาเห็น ผมแสดงความออนแอ “แมจะไปราชการ 1 สัปดาห ลูกตองรีบกลับบานเพื่อมาดูแลตานะลูก” แมกำชับผม กอนที่จะขึ้นรถไปตางจังหวัด “วันนี้ตองทำรายงานสงอาจารย คืนนี้เราระดมสมองกันที่บานไอมืดนะ เออ...แลว ไอทศมันจะไปหรือเปลา” สายตาทุกคูจองมาที่ทศเปนตาเดียวกัน “เออ...ขาตองรีบกลับบาน มีตา...” เสียงโหฮาปาดังลั่นทั้งหอง “ตัดมันออกจากกลุมเลย เรื่องมากไปได รำคาญวะ” ‘เออ... ไปก็ไปวะ เดี๋ยวจะโทรบอกตากอน” ผมพูดขึ้นเพื่อตัดความรำคาญ บานสองชั้น ในซอยเปลี่ยวที่พวกเพื่อนๆนักกันระดมสมองเพื่อทำรายงานนั้น ผม มองดูรอบๆ บริเวณบานที่มีตนไมและหญาขึ้นเต็มไปหมด ภายในบานปลอยใหรกรุงรัง กลิ่น เหม็นอับคละคลุงไปหมดจนผมตองใชมือปดจมูก “อยาทำเปนผูดีเลย ไอทศ นี่หละคือที่ระดมสมองแก เอย ไมใช ระดมสมองเวยเพื่อน ขอโทษ... ขอโทษขาพูดผิดไป” สายตาของรุนพี่และเพื่อนๆ หลายคนดูแปลไป เหมือนมีอะไร ซอนเรนและปกปดผมอยู เสียงวิทยุเปดดังลั่นทั่วบาน ผมมองออกไปนอกหนาตางเห็นทุงนาเวิ้งวางสุดลูกหูลูกตา ผมคิดในใจวา ถามีบานขางเคียงคงไมมีใครยอมทนฟงเสียงพวกนี้ได
  • 73.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 65 “เฮยทศมานั่งตรงนี้ยืนเซอยูได”รุนพี่กวักมือเรียกผมเดินเขาไปสมทบมองเห็นเหลา และแกววางเตรียมพรอมไวแลว “จะเริ่มทำงานกันเมื่อไหร” ผมเอยถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนแตละคนนั่งเปนกลุม รองรำ ทำเพลง บางก็ดิ้นตามจังหวะอยางเมามัน บางก็ตั้งวงดื่มเหลา “เฮย... ไอโยง เอาปศาจแดงใหมันกินดวย จะไดลับประสาทมัน” แคปซูลสีแดงถูก ยืนใหผม เมื่อผมปฏิเสธเสียงเพื่อนๆ ก็ดังขึ้น “มันเปนกะเทย ไปเอากระโปรงมาใหมันนุงดวย” “แกเกิดเปนผูชายมันก็ตองมีทั้งบูและบุน ไมลองไมรู แกจะเกิดมาเสียชาตินะ” “ชวยเชียรมันหนอยเพื่อนๆ” เสียงปรบมือและเสียงลุนดังลั่น ความคิดของผมขณะนั้น มันสับสนไปหมด “พี่จะกินเปนตัวอยาง” รุนพี่นำเจาปศาจแดงหยอนลงในปากตามดวยน้ำโซดา “เห็นไหม พี่ยังไมเปนอะไรเลย กินเขาไปแลวความวิตกกังวลตางๆจะหมดไป” มือของผมเริ่มสั่นเทาตอนรับยาจากรุนพี่ ผมครุนคิดถึงแม แตคิดในใจวา “แมครับ ผมขอลองครั้งเดียวเพื่อศักดิ์ศรีของลูกผูชาย” การทดลองของผมในครั้งนั้น มันคือความคิดที่เปนเพียงเสี้ยวที่บัดซบ ที่ทำใหชีวิต ของผมตองจมปลักอยูกับสิ่งเสพติดชนิดที่ถอนตัวไมขึ้น พอวางทุกครั้งผมจะตองมามั่วสุมกับ พวกเขา ผมเสพทุกอยางตั้งแตยากระตุนประสาท ยากลอมประสาท จนขณะนี้ผมกาวหนาถึง ขั้นตองฉีดมอรฟนและเฮโรอินเขากลามเนื้อ หรืออาจเสพโดยยัดไสในบุหรี่ จุดบุหรี่แลวจิ้มสูบ บางครั้งก็แตะจมูกสูดดม รางกายของผมเริ่มซูบผอมเหลือง ออนเพลีย อารมณเปลี่ยนแปลงงาย คุมดีคุมราย บางครั้งผมทำอะไรลงไปโดยที่ไมรูสึกตัว เชาวันรุงขึ้น ผมลืมตาตื่นขึ้นมามองดูรอบๆที่ถูกรายลอมดวยซี่กรงเหล็ก ผมมองดู เจาหนาที่ตำรวจเดินกันขวักไขวไปมา “ตื่นแลวเหรอ รูตัวหรือเปลาวาทำอะไรลงไป” นายรยอยเวรยืนถามผมที่หนาประตู “หมวดครับ ผมจำอะไรไมไดเลยจริงๆ” ผมใชกำปนทุบศีรษะที่เริ่มจะปวดรุนแรงขึ้น ทุกที “เมื่อคืนนี้แกใชคอนทุนตามรางกายของตาแกเอง จนถึงแกชีวิต กมดูเสื้อแกสิ คราบ เลือดยังติดเต็มไปหมด” ผมรีบกมดูเสื้อสีขาวของตัวเอง หัวใจของผมเริ่มตนไมเปนจังหวะสมองสับสนจับตน ชนปลายไมถูก กอนที่ผมจะลำดับเหตุการณตางๆนั้น ภาพที่ปรากฏขึ้นขางหนาผมคือรางของ แมที่วิ่งกระเซอะกระซิง ผมเผารุงรัง แตสิ่งที่ผมตองตกใจมากที่สุดในชีวิตคือภาพของสองมือ แมกอดโล พรอมตะโกนเสียงดังวา
  • 74.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน66 “ฉันคือแมดีเดนประจำปดูโลที่ฉันไดรับสิ...แสดงวาลูกของฉันเปนคนดี...ดีจริงๆนะ ...” แมวิ่งชูโลใหคนนั้นคนนี้ดู เสียงตำรวจพูดกันบนโรงพักชัดเจนและกองไปในหูของผม ทั้งสองขางวา “เปนบาเพราะลูกแทๆ ... นาสงสารจัง” (จากรวมเรื่องสั้นสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม กระทรวงศึกษาธิการ) กิจกรรมที่ 6 ใหผูเรียนแบงกลุมละ 5-7 คน อภิปรายประโยชนของการมีหลักคุณธรรม จริยธรรม ประจำใจ วาเกิดผลตอตนเองอยางไร และใหตัวแทนออกมารายงานกลุมใหญ ใหผูเรียนแสวงหาบุคคลในชุมชนที่ทานเห็นวาเปนคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม แลว เขียนภาพประกอบ แสดงถึงความดีงามของบุคคลนั้นๆ กิจกรรมที่ 7 ใหครูแบงผูเรียนออกเปน 3 กลุม แลวอภิปรายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรม ที่เกิดกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ กลุมละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณ ความเดือดรอนในปจจุบัน แลวนำมาเสนอในการพบกลุม กิจกรรมที่ 8 1. ใหผูเรียนฝกนั่งทำจิตใจใหสงบ โดยตั้งมั่นอยูกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เชน ลมหายใจ เขาออก แลวเปรียบเทียบความรูสึกในขณะที่ทำจิตใจใหสงบกับความรูสึกใน ยามที่เสียใจหรือดีใจ วามีสภาพตางกันอยางไร แลวนำมาอภิปรายรวมกันใน การพบกลุม 2. สภาพจิตที่เปนสมาธิกับสภาพจิตของบุคคลที่อยูในภาวะเหมอลอย ตางกันหรือ เหมือนกันอยางไร 3. ศึกษาคนควาขาวอาชญากรรมตามสื่อสารมวลชน แลวใหผูเรียนวิเคระหถึง สาเหตุของการเกิดอาชญากรรมนั้นๆ แลวเปรียบเทียบวา ถาเปนผูเรียนจะมีวิธี การปองกันแกไขเพื่อไมใหเกิดเหตุการณดังกลาวไดอยางไร 4. ใหผูเรียนเลาประสบการณเหตุการณวิกฤติอันตรายที่เกิดขึ้นกับตนเองและผูเรียน ไดใชสติมาแกไขชวงวิกฤตดังกลาวอยางไร ถาหากขาดสติในชวงวิกฤตนั้นจะ สงผลตอตัวเองอยางไรในปจจุบัน
  • 75.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 67 สาระสำคัญ วัฒนธรรม ประเพณีไทยและในประเทศเอเชีย เปนสิ่งที่มีคุณคาสำหรับชาวไทย และ ประชาชนชาติอื่นๆในทวีปเอเชีย เพราะเปนสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สงผลใหเอเชีย มีเอกลักษณของตนเองในปจจุบันที่สังคมโลกสื่อสารไรพรมแดนวัฒนธรรมและประเพณีของ เอเชีย จึงเปนสิ่งที่นาสนใจศึกษา คนควา รวมทั้งการเขามาทองเที่ยวเพื่อการพักผอนหยอนใจ การอนุรักษสืบสาน ตลอดจนการสงเสริมคานิยมที่พึงประสงคใหเกิดขึ้นในประเทศไทย และ เอเชียเปนสิ่งสำคัญและจำเปนในสังคมปจจุบันเพราะจะเปนการเสริมสรางวัฒนธรรมประเพณี ของไทยและเอเชียใหดำรงสืบตอไป ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศใน ทวีปเอเชีย 2. ตระหนักถึงความสำคัญในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศ ในทวีปเอเชีย 3. มีสวนรวมในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและ ประเทศในทวีปเอเชีย 4. ประพฤติตนตามคานิยม จริยธรรมที่พึงประสงคของสังคมไทย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย เรื่องที่ 2 การอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องที่ 3 แนวทางการอนุรักษและการสานวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องที่ 4 คานิยมที่พึงประสงค บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย
  • 76.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน68 สื่อการเรียนรู 1. วีซีดี วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ของไทยและประเทศตางๆในเอเชีย 2. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ของไทยและประเทศ ตางๆในเอเชีย
  • 77.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 69 เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย 1. วัฒนธรรม ประเพณีของไทย 1.1 วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในภาษาไทยเกิดมาจากการรวมคำ 2 คำ คือ วัฒนะ หมายถึงความเจริญ งอกงามรุงเรือง และคำวา ธรรม หมายถึง การกระทำหรือขอปฏิบัติ รวมแลวแปลวา วัฒนธรรม คือขอปฏิบัติเพื่อใหเกิดความเจริญงอกงาม พระยาอนุมานราชธนกลาววา วัฒนธรรมคือสิ่งที่ มนุษย เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตหรือสรางขึ้นเพื่อความสวยงามในวิถีชีวิตของสวนรวม วัฒนธรรม คือ วิถีทางแหงชีวิตมนุษยในสวนรวมที่ถายทอดกันไดเรียกกันได เอาอยางกันได กลาวโดยสรุปแลว วัฒนธรรมหมายถึงทุกสิ่งทุกอยางที่มนุษยสรางขึ้นไวเพื่อนำเอาไปชวย พัฒนา ชีวิตความเปนอยูในสังคม ซึ่งจะรวมถึงชวยแกปญหาและชวยสนองความตองการของ สังคม ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติพ.ศ.2485ไดแบงประเภทของวัฒนธรรมไทย ไว 4 ประเภท คือ 1. คติธรรมคือวัฒนธรรมเกี่ยวกับหลักในการดำเนินชีวิตสวนใหญเปนเรื่องความ เชื่อซึ่งเปนเรื่องของจิตใจที่ไดมาจากศาสนา 2. เนติธรรม คือ วัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบ ประเพณีที่ยอมรับนับถือ วามีความสำคัญพอๆกับกฎหมาย 3. วัตถุธรรมหมายถึงวัฒนธรรมทางวัตถุเชนเครื่องนุงหมบานเรือนยารักษาโรค เครื่องมือเครื่องใชตางๆ 4. สหธรรมหมายถึงวัฒนธรรมทางสังคมคือคุณธรรมตางๆที่ทำใหคนอยูรวมกัน อยางมีความสุข รวมทั้งระเบียบ มารยาทตางๆ การแตงกายในโอกาสตางๆ กลาวโดยสรุป วัฒนธรรมมี 2 ประเภท คือ วัฒนธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมที่ไมใช วัตถุ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติแบงเนื้อหาวัฒนธรรมเปน 5 ประเภท คือ 1. ศิลปกรรม ไดแก ภาษา วรรณกรรม การละคร นาฏศิลป ดนตรี จิตรกรรม สถาปตยกรรมรม ประติมากรรม และศิลปะการแสดง 2. มนุษยศาสตร ไดแก คุณธรรม จริยธรรม คานิยม กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี กฎหมาย การปกครอง ประวัติศาสตร โบราณคดี ปรัชญา ศาสนา
  • 78.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน70 3. การชางฝมือ ไดแก การเย็บปกถักรอย การแกะสลัก การทอ การจักสาน การทำ เครื่องถม เครื่องเงิน เครื่องทอง 4. กีฬาและนันทนาการ ไดแก มวยไทย กระบี่ กระบอง ตระกรอ การละเลน พื้นเมือง 5. คหกรรม ไดแก ระเบียบในเรื่องการกินอยู มารยาทในสังคม การแตงกาย การ ตกแตง เคหสถาน การดูแลเด็ก เปนตน ลักษณะของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยไดรับการพัฒนามาโดยลำดับ จากอิทธิพลสิ่งแวดลอมทางสังคมและ สิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ ประกอบกับความสามารถของคนไทยกอใหเกิดการสรางสรรค การหลอหลอมรวมกันจนมีลักษณะเดนๆดังตอไปนี้ คือ 1. การมีพุทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ วิถีคนไทยเกี่ยวของกับพุทธศาสนา อยางลึกซึ้ง กิจกรรมตางๆลวนนำศาสนามาเกี่ยวของ วิธีคิด การดำเนินชีวิตที่ คนไทย มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ ใจดี ลวนมาจากคำสั่งสอนทางศาสนา โดยเฉพาะ คนไทยในชนบทที่ชีวิตเรียบงายไมตองตอสูแขงขันมากยังคงมีวิถีชีวิตแบบพุทธ 2. การมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขสังคมไทยมีมีพระมหากษัตริยทรง เปนพระประมุขสืบทอดมาตั้งแตสมัยโบราณมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้นคนไทย ทุกคนจึงถวายความจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และพระมหากษัตริยจะมี พระราช กรณียกิจตางๆที่ทรงคุณประโยชนตอชาวไทย 3. อักษรไทยภาษาไทย สังคมไทยมีอักษรใชมาตั้งแตกรุงสุโขทัยและไดรับการ พัฒนาอักษรไทยโดยพอขุนรามคำแหงมหาราชจัดเปนเอกลักษณที่นาภาคภูมิใจ เชน คำวา พอ แม พี่ นอง ฯลฯ เปนตน 4. วัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเปนไทย บานเรือนไทยที่มีเอกลักษณเหมาะสม กับสภาพธรรมชาติของเมืองไทย เรือนไทยสูงโปรง หลังคาลาดชัน ทำใหเย็น สบาย อาหารไทยมีลักษณะเฉพาะมีแกงน้ำพริกกวยเตี๋ยวผัดไทยตมยำกุงฯลฯ ลวนแตอรอยและแพรหลายไปในตางชาติ ยาไทยยังมีใชอยูถึงปจจุบัน เชน ยาเขียว ยาลม เปนตน ยาที่กลาวมายังเปนที่นิยมมีสรรพคุณในการรักษาได ศิลปกรรมไทยเปนวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเพียรพยายามในการปรับปรุง คุณภาพชีวิตของคนไทยตั้งแตอดีต คือ วรรณคดีไทย แสดงออกในทางตัว หนังสือ เชน รามเกียรติ์ พระอภัยมณี ดนตรีไทย ยังทรงคุณคาวัฒนธรรมไทย สื่อถึงความไพเราะออนหวานใชดนตรีไทยทั้งระนาด กลอง ซอดวง ซออู ฯลฯ ครบทั้งดีด สี ตี เปา เพลงไทย เปนการรอยกรองบทเพลงรวมกับดนตรีไทย
  • 79.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 71 สืบทอดมาจนถึงปจจุบันเชนเพลงลาวคำหอมเขมรไทรโยคฯลฯจิตรกรรมไทย การวาดเขียนบนผนังโบสถ มีสีสวยงาม มักวาดเปนพุทธประวัติ สำหรับ จิตรกรรมไทยตองคอยซอมแซมทะนุบำรุงรักษา ประติมากรรมไทย มีการปน หลอพระพุทธรูป และการตกแตงลายปูนปนในพระพุทธศาสนา สถาปตยกรรม ไทย การออกแบบโบสถ วิหาร พระราชวังตางๆ 1.2 ประเพณีไทย ประเพณีไทยเปนวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนสิ่งที่แสดงถึงวิถีชีวิตของ คนไทย ทั้งในอดีตและปจจุบัน ประเพณีแสดงถึงความเจริญรุงเรืองของประเทศไทยที่สืบเนื่องมา เปน สิ่งที่คนไทยควรศึกษาทำความเขาใจและชวยกันอนุรักษ โดยปกติแลวศาสนาและความเชื่อ มีอิทธิพลตอประเพณีไทยสำหรับประเพณีไทยจำแนกออกเปน2ประเภทคือพระราชประเพณี และประเพณีในทองถิ่นตางๆ พระราชประเพณีที่สำคัญๆ คือ พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒนสัตยา ไดรับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ ทำในโอกาสที่ พระเจาแผนดินขึ้นครองราชสมบัติ เปนการแสดงออกของจิตใจขาราชการชั้นผูใหญที่ทรง อำนาจอยูในแผนดินจะมีความยินยอมพรอมใจ พระราชประเพณีนี้ไดลมเลิกตั้งแตสมัย เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเปนระบอบประชาธิปไตย การถือน้ำพิพัฒนสัตยานี้ใชน้ำเปน สื่อกลางเอาคมศาสตราวุธตางๆวาคาถาแลวเสียบลงในน้ำแลวนำไปแจกกันดื่มและในวันที่25 มีนาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงฟนฟูการถือน้ำในวันพระราชทานตรา รามาธิบดีแกทหารหาญของชาติซึ่งเปนสิ่งที่นาปลื้มใจที่พระองคพยายามรักษาพระราชประเพณี ดั้งเดิมไว พระราชพิธีทอดพระกฐินหลวง โดยการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ขบวน พยุหยาตราอยางแบบโบราณ ปจจุบันทำในวาระสำคัญๆ เปนการอนุรักษโบราณประเพณีไว มีการซอมฝพาย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส เรืออนันตนาคราช ฯลฯ ความสวยงาม วิจิตร ตระการตาของพระราชพิธีนี้ไมมีประเทศใดเสมอเหมือน สวนมากการทอดกฐินหลวงทำเปน ประจำทุกปเสด็จทรงชลมารคเปนปกติ ประเพณีตางๆในทองถิ่นของไทย ประเพณีตรุษสงกรานต มีทุกทองถิ่นในวันขึ้นปใหมของไทย มีประเพณีสรงน้ำพระ ทำบุญไหวพระรดน้ำของพรผูสูงอายุตรงกับวันที่13เมษายนของทุกปแตละทองถิ่นจะแตกตาง กันในรายละเอียดปลีกยอย สำหรับประเพณีตรุษสงกรานตในภาคเหนือยังคงสวยงามนาชม สมควรอนุรักษ วัฒนธรรมการรดน้ำดำหัวใหดำรงสืบตอไป
  • 80.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน72 ประเพณีลอยกระทง ทำในเดือน 12 ประเพณีนี้เกิดขึ้นตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัย มีวัตถุ ประสงคคือตกแตงกระทงดวยวัสดุดอกไมจุดธูปเทียนลอยกระทงลงแมน้ำลำคลองเพื่อขอโทษ พระแมคงคาที่ประชาชนไดอาศัยดื่มกิน และเพื่อไหวพระพุทธเจาปางประทับอยูใตเกษียรสมุทร ประเพณีทำบุญวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา แหเทียนวันเขาพรรษา วันออกพรรษา ทำบุญวันธรรมสวนะ ถวายผาอาบน้ำฝน ทอดผาปา ทอดกฐิน เทศนมหาชาติ เปนประเพณีสำคัญของชาวพุทธ ประเพณีการแตงงาน การสงตัวคูสมรส การตาย การบวช การเกิด ขึ้นบานใหม การ ทำบุญ ฉลองในโอกาสตางๆ ตั้งศาลพระภูมิ เปนประเพณีสวนตัว สวนบุคคล ซึ่งแตกตาไปตาม ภาคและทองถิ่น นอกจากนั้นยังมีประเพณีสำคัญๆของภาคตางๆอีกเชนฮีตสิบสองดองสิบสี่ของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ บายศรีสูขวัญของภาคเหนือและภาคตะวันอกเฉียงเหนือ ประเพณีแห ผีตาโขนของจังหวัดเลย แหเทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี ประเพณีทำบุญเดือนสิบของ ภาคใต เปนตน 2. วัฒนธรรมประเพณีของประเทศในทวีปเอเชีย ประเทศในเอเชียสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายไดจึงขึ้นอยูกับผลิตผล ทางการเกษตร แตมีบางประเทศมีความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เชน ญี่ปุน และบาง ประเทศเจริญกาวหนาทางการผลิตน้ำมัน เชน ประเทศอิรัก อิหราน คูเวต ในการศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของประเทศในเอเชีย ควรรูเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ลักษณะสำคัญของประชากร และสิ่งที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมประเพณี ดังนี้ 2.1 ลักษณะสำคัญทางประชากร ประชากรที่อยูในภูมิภาคนี้มีหลายเผาดวยกัน คือ 1) ออสตราลอยด เปนพวกที่อยูในหมูเกาะ ตั้งถิ่นฐานในแหลมมาลายู หมูเกาะ อินโดนีเซียนิวกินีจนถึงทวีปออสเตรเลียมีรูปรางเตี้ยผิวคล้ำผมหยิกจมูกใหญ 2) นิโกรลอยด อพยพเขามาในขณะที่พวกออสตราลอยดมีความเจริญในภูมิภาค นี้แลว พวกนี้มีลักษณะผิวดำ จมูกใหญ ริมฝปากหนา ผมหยิก ในปจจุบันยังมีอยู ในรัฐเปรัคกลันตันของมาเลเซียภาคใตของอินเดีย(ดราวิเดียน)ไดแกเงาะซาไก เซมัง ปาปวน 3) เมลานีซอยด สันนิษฐานวาเปนเผาผสมระหวางนิโกรลอยด และออสตราลอยด ปจจุบันพวกนี้ไมมีอยูในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต แตมีอยูมากตามหมูเกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟก หมูเกาะนิวกินีและออสเตรเลีย
  • 81.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 73 4) มองโกลอยดอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชียเขามาอยูบนผืนแผนดินใหญ ประชากรสวนใหญในปจจุบันเปนพวกเชื้อสายมองโกลอยดเชนมอญเขมรไทย ลาว เปนตน จากลักษณะทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร และการอพยพของชนเผาตางๆ ทำใหเกิด การผสมผสานของเผาพันธุตางๆ จนปจจุบันแทบแยกไมออกวาใครมาจาก เผาพันธุใ แทจริง นอกจากนี้ยังมีประชากรที่อพยพมาจากเอเชียตะวันออกคือจีนและมาจากเอเชีย ใต คือ อินเดีย เขามาอยูในภูมิภาคนี้ 5) คอเคซอยดเปนพวกผิวขาวหนาตารูปรางสูงใหญอยางชาวยุโรป แตตาและผม สีดำ สวนใหญอาศัยอยูในเอเชียตะวันออก และทางภาคเหนือของอินเดีย ไดแก ชาว อาหรับ ชาวปากีสถาน ชาวอินเดีย และประชากรในเนปาล และภูฎาน 2.2 สิ่งที่มีอิทธิพลสำคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย สิ่งที่มีอิทธิพลสำคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย คือ ภาษาและอิทธิพลของ อารยธรรมภายนอก หรืออารยธรรมจากตางชาติ 1) วัฒนธรรมทางภาษา ลักษณะสำคัญทางภาษาในภูมิภาคนี้มีประชากรหลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม จึงทำใหมีภาษาพูด ภาษาเขียนแตกตางกันไปหลายกลุม คือ 1. ภาษามาลาโย - โพรีเนเชียน ไดแก ภาษาพูดกันในแหลมมาลายู หมูเกาะ อินโดนีเชีย และภาษาตากาลอก ในหมูเกาะฟลิปปนส 2. ภาษาออสโตร - เอเชียติก ไดแกภาษามอญ เขมร เวียดนาม 3. ภาษาทิเบโต - ไชนิส ไดแก ภาษาพมา ภาษาไทย 4. ภาษาอื่นๆ เชน ภาษาฮินดี ภาษาจีน ภาษาอาหรับ ภาษาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งใชในการติดตอระหวางประเทศทางการศึกษา และการคา สำหรับภาษาเขียนหรือตัวหนังสือมี 4 ลักษณะ คือ 1. ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือของอินเดียภาคใต ใชกันมากในประเทศที่ นับถือพระพุทธศาสนา เชน พมา ไทย ลาว กัมพูชา 2. ดัดแปลงมาจากภาษาอาหรับใชกันมากในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม เชน มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย 3. ตัวหนังสือที่อาศัยแบบของตัวหนังสือจีน มีทั้งที่ดัดแปลงมาใช และนำตัว หนังสือจีน มาใชโดยตรง มีใชกันมากในประเทศเวียดนาม สวนกลุมที่ใช
  • 82.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน74 ภาษาจีนเปนภาษาพูด เชน สิงคโปร กลุมพอคาชาวจีนในทุกประเทศนิยม ใชภาษาจีนเปนทั้งภาษาเขียนและภาษาพูด 4. ตัวหนังสือโรมัน ใชกันมากในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟลิปปนส สวนในเวียดนามก็เคยนำมาใชเหมือนกัน แตปจจุบันนิยมใชในชนบท บางกลุมเทานั้น 2) อิทธิพลของอารยธรรมภายนอก หรืออารยธรรมจากตางชาติ ไดแก อารยธรรมอินเดีย มีหลายดาน เชน กฎหมาย อักษรศาสตร ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี การปกครอง การเกษตร เปนตน ดานศาสนา อินเดียนำศาสนาพราหมณและพุทธศาสนาเขามาเผยแพร ดานการปกครอง มีการปกครองแบบเทวราชา การประกอบพิธีกรรมตางๆ ของพระมหากษัตริย ใชหลักคัมภีรของพระมนูธรรมศาสตร เปนหลักในการ ปกครองของภูมิภาคนี้ ดานอักษรศาสตร ไดแก วรรณคดี สันสกฤต ภาษาบาลี เขามาใช ดานศิลปกรรม สวนใหญเปนเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เชน วิหาร โบสถ อารยธรรมจีน จีนเขามาติดตอคาขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตตั้งแตอดีตและเขามา มีอิทธิพลทางดานการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ แตอิทธิพลดังกลาวมีไมมาก ทางดาน การเมือง จีนอยูในฐานะประเทศมหาอำนาจ อาณาจักรตางๆที่เปนเมืองขึ้นตองสงบรรณาการ ใหจีน3ปตอครั้งเพื่อใหจีนคุมครองจากการถูกรุกรานของอาณาจักรอื่น สวนทางดานเศรษฐกิจ จีนไดทำการคากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สินคาที่สำคัญไดแก ผาไหม เครื่องปน ดินเผา เปนตน การคาของจีนทำใหอาณาจักรที่เปนเสนทางผานมีความเจริญมั่นคงขึ้น ทางดาน วัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลทางดานนี้นอยมากจีนจะเผยแพรวัฒนธรรมไปยังประเทศของตนเทานั้น อาณาจักรเวียดนามเคยตกเปนประเทศราชของจีนเปนเวลานานจึงรับวัฒนธรรมของจีนไวมาก เชน การนับถือลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ประเพณีการแตงกาย การทำศพ และการใชชีวิตประจำวัน อารยธรรมอาหรับ ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาอิสลามมาจากตะวันออกกลางไดแผเขามาใน อินเดียทำใหชาวอินเดียสวนหนึ่งหันมานับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะพอคาจากอินเดียตอนใต ซึ่งติดตอคาขายในบริเวณหมูเกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใตอยูเปนประจำไดนำศาสนาอิสลาม
  • 83.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 75 เขามาเผยแผในภูมิภาคนี้ ผูนำทางการเมืองของรัฐในหมูเกาะตางๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต เวลานั้นตองการตอตานอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรมัชปาทิต อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา ซึ่งกำลังแผอำนาจอยูจึงหันมานับถือศาสนาอิสลามเพราะใหประโยชนทางการคากับพวกพอคามุสลิม ตามหลักของศาสนาอิสลามที่วาทุกคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นเปนพี่นองกันชวยเหลือเกื้อกูล กัน จึงทำใหศาสนาอิสลามเปนที่นิยมของกษัตริย ชนชั้นสูงและสามัญชนดวย อารยธรรมตะวันตก ชาติตะวันตกเริ่มเขามาในภูมิภาคนี้ โดยมีจุดประสงคที่จะทำการคาและเผยแผ ศาสนา สินคาที่ชาวยุโรปตองการไดแก พริกไทย และเครื่องเทศตางๆ ในระยะแรกๆนั้น ความ สนใจของชาวยุโรปจะจำกัดอยูเฉพาะบริเวณหมูเกาะและบริเวณชายฝง ตลอดจนดินแดนใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต เกือบทั้งหมด เดิมอาณาจักรตางๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตมีความแตกตางกันทาง ดานเชื้อชาติและภาษาหลังจากที่ไดรับอารยธรรมอินเดีย จีน และอาหรับแลว อารยธรรมใหม ที่เกิดจากการผสมผสานกัน ทำใหประชาชนมีสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่คลายคลึงกัน และยึดมั่นเปนเอกลักษณประจำชาติ นอกจากนี้ภายในภูมิภาคก็ยังมีการแขงขันกันทางดาน การเมืองสังคมและเศรษฐกิจจนขาดความสามัคคีไมสามารถที่จะตอตานการขยายตัวของชาติ ตะวันตกได ในที่สุดก็ตกเปนอาณานิคมของชาติตะวันตก (ขอมูลจากหนังสือสำหรับเยาวชนชุดประเทศเพื่อนบานของไทย ของกรมวัฒนธรรมสัมพันธ กรมสารนิเทศ กระทรวงการตางประเทศ) เพี่อใหเกิดความรูวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับประเทศตางๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี รายละเอียดวัฒนธรรมประเพณีที่เขมแข็ง คือ วัฒนธรรมประเพณีของอินเดีย จีน อาหรับ และ ตะวันตก 2.3 วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศอินเดีย จีน อาหรับ และตะวันตก 1) วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศอินเดีย อินเดียเปนแหลงอารยธรรมใหญของเอเชีย ประชากรสวนใหญของ ประเทศอินเดียนับถือศาสนาฮินดูและมีศาสนาอื่นเชนศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ศาสนาคริสต โดยทั่วไปประชาชนระหวางศาสนาจะใหความเคารพซึ่งกันและกันชาวอินเดีย ถือวัฒนธรรม ซึ่งจัดเปนวัฒนธรรมที่เขมแข็งและเครงครัด อาทิ สตรีนิยมสวมซาหรี หรือ สัลวารกามิซการใหเกียรติสตรีและการเคารพบูชาเทพเจาเปนตนคนอินเดียมีนิสัยรักสงบและ สุภาพ แตคอนขางอยากรูอยากเห็นรวมทั้งจะไมทำรายสัตวทุกชนิด (ยกเวนงานเทศกาลของ
  • 84.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน76 บางศาสนา) โดยเฉพาะวัว ซึ่งถือเปนสัตวเทพเจา ซึ่งอาจเห็นอยูตามทองถนนเปนกิจวัตร สวน สัตวเล็กๆ อยางกระรอกและนก จะมีใหเห็นอยูเสมอ แมจะเปนเมืองใหญก็ตาม การที่อินเดีย ที่ประชาชนจำนวนมาก เมื่อเทียบกับทรัพยากรของประเทศ ทำใหการดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพและ ครอบครัวเปนสิ่งจำเปน กอใหเกิดวัฒนธรรมที่มีมาชานานและซึมซับอยูในวิถีชีวิตของชาว อินเดีย ซึ่งก็คือการตอรองและการแขงขัน เราจะเห็นไดวาตั้งแตพอคาจนถึงคนขับรถสามลอ มักขอราคาเพิ่มดวยเงื่อนไขตางๆนานา สวนผูซื้อก็มักขอลดราคาอยูเสมอ สำหรับดานการ แขงขันเห็นเดนชัดมากขึ้นจากการที่ปจจุบันนักศึกษาคร่ำเครงกับการเรียนเพื่อสอบเขามหา วิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งแตละปมีผูสอนนับแสนนับลานคน แตรับไดเพียงปละไมกี่คนเทานั้น การ ศึกษาจึงเปนหนึ่งในการแขงขันที่เขมแข็งเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินเดียในทุก วันนี้
  • 85.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 77 วัฒนธรรมของอินเดียที่สำคัญๆ พอจะยกมาเปนตัวอยาง คือ 1. การถอดรองเทากอนเขาศาสนสถานทุกแหง 2. หามนำเครื่องหนัง โดยเฉพาะหนังวัวเขาไปในศาสนสถานทุกแหง 3. หามถายรูปภายในศาสนสถาน หากตองการใหขออนุญาตกอน 4. การไปเยือนศาสนสถานสามารถชมสิ่งตางๆไดตามสบาย และอาจอยูรวม ประกอบพิธีกรรมได แตควรแตงกายใหสุภาพ หากไปวัดซิกขควรมีหมวก หรือผาคลุมศีรษะ สวมเสื้อแขนยาว และกระโปรงยาว และควรบริจาคเงินใน กลองรับบริจาคดวย 5. หากมีการเลี้ยงอาหารแบบใชมือเปบ ควรใชมือขวาเทานั้น 6. อยานั่งหันฝาเทาชี้ไปทางใครอยางเด็ดขาดเพราะเปนการดูหมิ่น และไมควรใช นิ้วชี้สิ่งใดโดยเฉพาะบุคคลใหใชการผายมือแทน 7. การขยับคอสายศีรษะไปมาเล็กนอย หมายถึง " YES" 8. ควรใหเกียรติสตรีและไมถูกเนื้อตองตัวสตรีการขึ้นรถประจำทางสาธารณะโดย ทั่วไปผูชายจะขึ้นและลงดานหลังเทานั้น สวนดานหนาเปนของสตรี 9. ไมควรขึ้นรถประจำทางที่มีคนแออัดเพราะอาจมีมิจฉาชีพปะปนอยู สวนผูหญิง อาจถูกลวนลามได 10. การใชบริการบางอยางควรสังเกตใหดีเพราะอาจมีการแยกหญิง-ชายซึ่งอาจทำ ใหเกิดการลวงละเมิดโดยไมตั้งใจได 11. สตรีไมควรสวมกางเกงขาสั้นเสื้อแขนกุดสายเดี่ยวหรือเอวลอยเพราะนอกจาก จะถูกมองมากกวาปกติ (ปกติชาวตางชาติจะเปนเปาสายตาจากความชางสงสัย ของชาวอินเดียอยูแลว) ยังอาจเปนเปาหมายของอาชญากรรมได 2) วัฒนธรรม ประเพณีของจีน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เปนประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเปนอันดับ หนึ่งของโลก ประชากรรอยละ 93 เปนชาวฮั่น ที่เหลือเปนชนกลุมนอย ในสมัยโบราณ จีนนับเปนดินแดนที่มีศาสนาและปรัชญารุงเรืองเฟองฟูอยู มากมาย โดยลัทธิความเชื่อเดิมนั้นมีอยูสองอยางคือ ลัทธิเตา และลัทธิขงจื้อ ซึ่งเนนหลัก จริยธรรมมากกวาที่จะเปนหลักศาสนาที่แทจริงสวนพุทธศาสนานั้นจีนเพิ่งรับมาจากอินเดียใน ชวงคริสตศตวรรษแรกนี้เทานั้นครั้นมาถึงยุคคอมมิวนิสตศาสนากลับถูกวาเปนปฎิปกษตอลัทธิ ทางการเมืองโดยตรง ตอมาทางการก็ไดยอมผอนปรนใหกับการนับถือศาสนาและความเชื่อ ตางๆของประชาชนมากขึ้น ทำใหลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม (ในเขต ตะวันตกของจีน) และศาสนาคริสตจึงไดกลับมาเฟองฟูขึ้นอีกครั้ง
  • 86.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน78 วัฒนธรรม ประเพณีจีนที่สำคัญ ความเชื่อ คนจีนนิยมมีลูกชายมากกวาลูกหญิง เพราะลูกชายเปนผูสืบนามสกุล คือ แซ การ เรียกชื่อสกุลของจีนตรงขามกับภาษาไทย คือตนเปนชื่อสกุล ชื่อตัวใชเรียกกันในหมูญาติ และ เพื่อนสนิท นามสกุลเปนลักษณะพิเศษเชื้อตระกูลการสืบทอดพงศเผา ตอมาเปนพันๆป ดังนั้น วัฒนธรรมจีนจึงมีจิตสำนึกการบูชาบรรพบุรุษ เปนแกนแทของวัฒนธรรมนี้ ตราบจนปจจุบัน ชาวจีนโพนทะเลที่อาศัยอยูตางประเทศยังคงรักษาประเพณีที่จะ กลับมาสืบหาบานเกิดและบรรพบุรุษที่แผนดินใหญจีน หลายปมานี้ในฐานะที่เปนผลิตผลจาก ประวัติศาสตรที่มีลักษณะพิเศษของสังคมโบราณจีน วัฒนธรรมเกี่ยวกับนามสกุลและเชื้อ ตระกูลของจีนไดกลายเปน คลังสมบัติขนาดใหญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตรอันยาวนาน ของชนชาติจีนจากแงมุมใหม เชน การศึกษาแหลงกำเนิด การแบงแยกและการผสมผสาน ของนามสกุลนั้น สามารถเพิ่มความเขาใจการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมที่แตกตางกันในสมัย โบราณใหลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งการศึกษาสิ่งของที่เปนรูปธรรมตางๆ เชน หนังสือลำดับญาติของ วงศตระกูลระบบการสืบชวงวงศตระกูลฯลฯสามารถสะทอนถึงบทบาททางประวัติศาสตรของ ความสัมพันธทางสายเลือดที่มีตอพัฒนาการของสังคมโบราณและชีวิตสังคม อยางไรก็ตาม ลักษณะพิเศษหลายประการของสังคมโบราณจีน เชน ระบบรวมศูนยอำนาจ โครงสรางของ สังคมแบบครอบครัว คานิยมทางดานศีลธรรมและจริยธรรมและหลักความประพฤติที่ถือความ ซื่อสัตยตอกษัตริยและการกตัญูตอพอแมเปนบรรทัดฐาน เปนตน ลวนแสดงออกมาใน วัฒนธรรมชื่อและนามสกุลอยางเต็มที่ และก็เปนสาเหตุอีกประการหนึ่งที่วัฒนธรรมนามสกุล ไดรับความสนใจอยางมากจากวงวิชาการ วัฒนธรรมการใหความสำคัญตระกูลสงผลมาถึงปจจุบัน การประกอบอาชีพ ความ มั่นคง ทางเศรษฐกิจ เกิดจากการสนับสนุน สงเสริมเปนเครือขายของตระกูลตางๆ สิ่งสำคัญอีกอยางคือ ชาวจีนมีเครือขายคนรูจัก กลาวกันวาชาวจีนที่ไรเครือขายคนรูจัก เปนผูที่เปนจีนเพียงครึ่งเดียว จึงจำเปนตองทำความรูจักกับผูคน และชาวตางชาติ ดังนั้นจีน จึงใหความสำคัญของวัฒนธรรมนี้ดวยการเชื้อเชิญ อาหาร เปนวัฒนธรรมที่เขมแข็งเผยแพรไปทั่วโลกและเปนที่ยอมรับวาอาหารจีนมีรสชาติ อรอย อาหารจีนจะตองถึงพรอมสีสัน รสชาติ และหนาตา มีอาหารอยูเพียงไมกี่อยางเทานั้น ที่ปรุงอยางเดียวๆโดดๆสิ่งสำคัญคือสวนประกอบตางๆจะตองกลมกลืนเขากันไดกับเครื่องปรุง รสจำพวกซี่อิ๊ว กระเทียม ขิง น้ำสม น้ำมันงา แปง ถั่วเหลือง และหอมแดง
  • 87.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 79 ประเพณีการแตงงาน สิ่งแรกที่บอกถึงพิธีการแตงงานของชาวจีนก็คือสีแดง สำหรับชาวจีนสีแดงหมายถึง ความผาสุกและความมั่งคั่ง ปจจุบันเจาสาวจีนจะเลือกชุดแตงงานสีขาวตามสไตลตะวันตก แตสำหรับสมัยกอนแลวสีแดง จะปรากฏใหเห็นทุกที่ในงานแตงงานตั้งแตเสื้อผา ของตกแตง แมกระทั่งของขวัญ พิธีแตงงานของชาวจีนโบราณมักจะถูกจัดโดยผูเปนพอแมจะเปนฝายเลือกเจาสาว ใหกับบุตรของตน นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนตางๆ ที่ตองปฏิบัติตามเปนลำดับ ตั้งแตการเจรจา ตอรอง การสูขอ การวาจางซินแสมาตรวจดูดวงของคูบาวสาววาสมพงษกันหรือไม จนไปถึง การตกแตง เรือนหอ ตองเปนสีแดง เพื่อความเปนสิริมงคล จะมีการจัดหาชายหนุมและ หญิงสาวมาทำการเตรียมเตียงใหกับเจาสาว นอกจากนี้ยังมีขบวนแหรับเจาสาวจากบานของเจาสาวมาที่บานของเจาบาว ตามดวย พิธีแตงงาน การสักการะบูชาฟาดิน การถวายสัตยปฏิญาณ และการมอบของขวัญใหแกกัน หลังจากนั้นก็จะเปนงานเลี้ยงฉลองซึ่งถือเปนเรื่องสำคัญไมแพพิธีแตงงาน ซึ่งเต็มไปดวย แขกเหรื่อญาติสนิทมิตรสหายและคนรูจัก อาหารชั้นดีและสุรา จนกระทั้งเจาบาวเจาสาวพรอม ที่จะยายเขาสูเรือนหอ หลังจากนั้นเจาสาวก็จะกลับไปเยี่ยมบานเดิมของเธอเปนเวลาสามวัน กอนที่จะยายกลับมาอยูกับเจาบาวเปนการถาวรพรอมกับมีพิธีฉลองยิ่งใหญอีกครั้ง
  • 88.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน80 3) วัฒนธรรม ประเพณีของชาติอาหรับ ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลตอชีวิตความเปนอยูของ “ชนชาติอาหรับ” และการ แพรขยาย วัฒนธรรมประเพณีจากศาสนาอิสลาม จนทำใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาอิสลาม ที่มีจำนวน ผูนับถือมากที่สุดในอเชีย วัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญๆ ไดแก การแตงกาย ผูหญิงมุสลิม แตงกายมิดชิด มีผาคลุมรางกาย และแตละชาติอาจ แตกตาง กันบางในรายละเอียด การถือศีลอด ชาวมุสลิมจะถือศีลอดในชวงเดือนรอมะฎอน และชาวมุสลิม ทั่วโลก รวมกันปฏิบัติศาสนกิจ และเฉลิมฉลองวาระสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมะฏอน อันประเสริฐหลังจากมีผูพบเห็นจันทรเสี้ยวหรือฮิลาสเมื่อค่ำคืนที่ผานมา ทำใหวันนี้เปนวันแรก ของเดือนเชาวาลฮิจเราะหหรือวันอิฎิ้ลฟตริโดยในวันนี้พี่นองมุสลิมจะปฎิบัติตนตามแบบอยาง ของทานนบีมุฮัมมัดศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยจะจายซะกาตฟตเราะห ซึ่งเปนการนำ อาหารหลักไปจายใหกับคนยากจน และทุกคนอาบน้ำชำระรางกายตั้งแตหัวจรดเทา และ แตงกายดวยเสื้อผาที่สวยงาม ทานอินทผลัมกอนเดินทางไปยังที่ละหมาดหรือมุศ็อลลา รวม ละหมาดอิฎิ้ลฟตริ และเดินทางกลับในอีกทาง โดยเมื่อมีการพบปะกันจะมีการกลาวทักทาย กันดวยวา “ตะก็อบบะลั้ล ลอฮุมินนาวะมินกุ”
  • 89.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 81 4) วัฒนธรรมตะวันตกกับประเทศตางๆในทวีปเอเชีย วัฒนธรรมตะวันตกแมแบบมาจากอารยธรรมกรีก และโรมัน (เกร โค-โรมัน) อารยธรรมนี้มีแหลงกำเนิดในบริเวณทะเลดิเตอรเรเนียน และไดรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต การเผยแพรวัฒนธรรมตะวันตก สืบเนื่องมาจากความตองการคาขายและการ เผยแผ ศาสนาซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกที่สำคัญๆ ไดแก การแตงกาย แบบสากลนิยมใชทั่วไป ทุกประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะคนชั้นสูง ในเอเชีย นักปกครอง นักธุรกิจ นิยมแตงกายแบบตะวันตก มีชุดสากล กางเกง เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด มีบางประเทศที่มีวัฒนธรรมของตัวเองเขมแข็งยังใสชุดประจำชาติอยู คือ อินเดีย พมา อินโดนีเซีย และประเทศอาหรับ การศึกษา วัฒนธรรมตะวันตก เห็นความสำคัญของการศึกษาทุกแขนง และมี ความเจริญกาวหนาที่สำคัญ คือ การศึกษาที่ปูพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สงผลให วิทยาศาสตรโลกกาวหนา อาหาร อาหารของวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปทั่วโลก ใหความสำคัญ อาหารที่มีคุณคาที่มีสวนปรุงจากแปงสาลี นม เนย เนื้อสัตวตางๆ รวมทั้งเครื่องดื่ม อันไดแก ไวน เปนตน วัฒนธรรมประเพณี ไดรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต เชน ประเพณีเทศกาล เฉลิมฉลองวันคริสตมาส เทศกาลอีสเตอร และพิธีแตงงาน ประเทศที่ไดรับอิทธิพลวัฒนธรรม ตะวันตกคอนขางมาก คือ ประเทศสิงคโปร ประเทศสิงคโปรเปนเกาะเล็กๆ ปกครองแบบ ประชาธิปไตย ประชาชนมีหลายเชื้อชาติ ไดแก จีน มาเลย ประชาชนสวนมากนับถือศาสนา คริสต ประเทศสิงคโปรมีระบบการศึกษาที่ดี ประชาชนไดรับการศึกษาสูง และ ประกอบ อาชีพ การคาธุรกิจ ประชาชนมีรายไดตอหัวสูง ชาวสิงคโปรเรียกประเทศของเขาวา "Intelligence Island" ปจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปในประเทศตางๆในเอเชีย ทั้งดาน อาหาร ดนตรี การแตงกาย การปกครองระบอบประชาธิปไตย วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เชน ความเจริญกาวหนาทางการแพทย การอุตสาหกรรม โทรคมนาคมตางๆ เปนตน
  • 90.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน82 เรื่องที่ 2 การอนุรักษ และการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี ตามที่กลาวมาแลววาสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตางๆมีการ เปลี่ยนแปลง อยูตลอดเวลาดวยอิทธิพลของประเทศตางๆมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา ดวยอิทธิพลของประเทศที่มีอารยธรรมเขมแข็ง สงผลใหชีวิตความเปนอยูของประชาชน เปลี่ยนไป ทั้งภาษา การแตงกาย อาหาร ดังนี้ ประเทศตางๆมีแนวทางในการอนุรักษ และ สืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองไว โดยระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐ และเอกชน นอกจากนั้นโดยสภาพธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณีที่ไมดีจะคอยๆสูญหายไปจากสังคม คงเหลือแตวัฒนธรรมที่เขมแข็งเขามาแทนที่ การดำรงคงไววัฒนธรรมประเพณีเพราะแสดงถึง ความเปนชาติเกาแกที่มีมรดกตกทอดมาถึงลูกหลานนั้น จำเปนตองใชวิธีการรณรงคอยาง สม่ำเสมอ และประพฤติปฏิบัติจนเปนประเพณีมาชานาน มีความภูมิใจในชาติตัวเอง ในเอเชีย ประเทศที่มีความเจริญและมีวัฒนธรรมประเพณีที่แข็งแกรง สามารถอนุรักษ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของตนเอาไว เชน ประเทศเกาหลี จะยังคงอนุรักษวัฒนธรรม ทางดานการแตงกาย อาหาร และการแสดง สวนประทศญี่ปุนจะคงเอกลักษณของตนในดาน เครื่องแตงกาย ภาษา และอาหาร เปนตน 2.1 การอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย ชาติไทยมีความมั่นคงสืบทอดมาตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน เปนเพราะบรรพบุรุษ ไดรักษาไวใหลูกหลานอยูอาศัย ซึ่งจะปลอยใหสูญเสียไปยอมไมได นอกจากรักชาติแลวจะตอง รักษาเกียรติภูมิของชาติไวดวย และวัฒนธรรมประเพณีของชาติเปนลักษณะเฉพาะที่แสดงถึง ความเปนชาติไทย ที่เราคนไทยทุกคนตองอนุรักษและชวยกันสืบสานเพื่อใหคงอยูตอไปถึง ลูกหลาน ชาติที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยแตโบราณ คือ อินเดียและจีน และจากการ ศึกษาในอดีตพบวาชาติที่มีอารยธรรมเกาแกและมีอิทธิพลตอประเทศตางๆ รวมทั้งประเทศไทย ดวย คือ ประเทศอินเดีย มีความเจริญมากอน 4,000 ป เราพบที่เมืองโมหันโจดาโร มีระบบ ระบายน้ำเสียที่ดี มีอักษรใชแลว เปนอารยธรรมที่ยิ่งใหญกอนกรีกและโรมัน อารยธรรมของ อินเดีย ซึ่งเปนแหลงอารยธรรม ศาสนาฮินดู ที่แพรหลายมากอนพุทธศาสนา และตอมาอินเดีย เปนแหลงอารยธรรมของศาสนาพุทธ และจีนเปนประเทศที่เจริญรุงเรืองดวยอารยธรรมเกาแก
  • 91.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 83 ที่สุดแหงหนึ่งของโลก โดยอารยธรรมนี้เกิดบริเวณลุมมน้ำฮวงโหราว 4,000ปมาแลว และจีน เปนประเทศที่คาขายกับประเทศตางๆมาในอดีต อิทธิพลของอารยธรรมจีนที่สงผลกับไทย คือ เครื่องปนดินเผา วรรณคดีเรื่องสามกก นาฎกรรมจีน หุนจีน งิ้ว การบูชาบรรพบุรุษ ตอมาอารยธรรมของชาติตะวันตกที่สงผลตอสังคมไทย คือ ความกาวหนา ของเทคโนโลยีและการศึกษา รวมทั้งภาษา คานิยม การบันเทิง นันทนาการตางๆ ยิ่งปจจุบัน ความเจริญในการคมนาคมขนสง สื่อสารตางๆ รวดเร็วเปนโลกไรพรมแดนสงผลใหอารยธรรม ตะวันตกเขามาสูสังคมไทยอยางรวดเร็ว ยิ่งในปจจุบันอารยธรรมตางๆในเอเชียที่เขมแข็งเริ่มมี อิทธิพลตอสังคมไทย ที่สำคัญคือ ญี่ปุน เกาหลี จากการศึกษาประวัติความเปนมาของวัฒนธรรมไทย จะพบวา มีการ เปลี่ยนแปลงตลอดมาทุกยุค ทุกสมัย แตอยางไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยที่ยังคงอยูสืบทอด มาจนถึงปจจุบัน แสดงถึงความดี ความมีประโยชนตอสังคมไทย จึงยังคงสิ่งเหลานั้นอยู ที่สำคัญ คือ อาหารไทย ภาษาไทย การแตงกายไทย มารยาทไทย ประเพณีไทย และการมี ศาสนาพุทธเปนศาสนาประจำชาติ การมีพระมหากษัตริยเปนสถาบันที่สำคัญของประเทศไทย 2.2 เหตุผลและความจำเปน ในการอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี สาเหตุการเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำใหตองอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี การเปลี่ยนแปลงเปนลักษณะธรรมชาติของสังคมมนุษยและยอมเกิดขึ้นใน ทุกสังคม แตจะเร็วหรือชา ขึ้นอยูกับกาลเวลา และอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงก็ได ประเภทของการเปลี่ยนแปลง เราอาจจำแนกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม ออกเปน 2 ประเภท คือ 1) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสรางของ สังคมและระบบความสัมพันธของกลุมคน เชน ความสัมพันธใน ครอบครัวระหวางพอ แม ลูก นายจาง เปนตน 2) การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนิน ชีวิต ความรู ความคิด คานิยม อุดมการณ และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆของสังคม โดยรับวัฒนธรรมของ ตนเองบางอยาง ปจจัยที่เปนสาเหตุที่ทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม มีปจจัยหลัก 2 ประการ ดังนี้
  • 92.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน84 1) ปจจัยภายในสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสาเหตุภายในสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสมาชิกหรือสิ่งแวดลอมภายในสังคม นั่นเองเชน การที่สังคมมีประชากรเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ยอมทำใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงในดานการตั้งถิ่นฐานที่อยูอาศัย เกิดการบุกรุกที่ดิน และ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เปนตน 2) ปจจัยภายนอกสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสาเหตุภายนอกสังคม เนื่องจากปจจุบันมีการติดตอสัมพันธกับสังคมอื่นๆมากขึ้น สังคมไทย ไดรับอิทธิพล มาจากสังคมตะวันตกและยังรับวัฒนธรรมแบบตะวันตก อีกมากมาย ไดแก การแตงกาย ดนตรี สถาปตยกรรมและสิ่งประดิษฐ ตางๆ เปนตน เหตุผลความจำเปนในการอนุรักษสืบสานวัฒนธรรม วัฒนธรรมเปนเครื่องวัด เครื่องกำหนดความเจริญ หรือความเสื่อมของสังคม ในทำนองเดียวกัน วัฒนธรรมยังกำหนดชีวิตความเปนอยูของประชาชนในสังคม ดังนั้น วัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูและความเจริญกาวหนาของชาติมาก ความสำคัญของวัฒนธรรม มีอยูหลายประการคือ 1. วัฒนธรรมชวยแกปญหาและสนองความตองการตางๆของมนุษย มนุษยพน จากอันตราย สามารถเอาชนะธรรมชาติได เพราะมนุษยสรางวัฒนธรรมขึ้นมา ชวย 2. วัฒนธรรมชวยเหนี่ยวรั้งสมาชิกในสังคมใหมีความเปนหนึ่งอันเดียวกัน และ สังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกพันเปนพวกเดียวกัน 3. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติ ชาติที่มีวัฒนธรรมสูงยอมไดรับ การยกยอง และเปนหลักประกันความมั่นคงของชาติ 4. วัฒนธรรมเปนเครื่องกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ชวยใหผูคนอยูรวมกัน อยางสันติสุข 5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติมีความรุงเรืองถาวร โดยเฉพาะอยางยิ่ง หาก ชาตินั้นมีวัฒนธรรมที่ดี มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ยึดมั่นในหลัก ขยัน ประหยัด อดทน ความมีระเยียบวินัยที่ดีงาม สังคมนั้นจะมีความเจริญ รุงเรือง 6. วัฒนธรรมประเพณี เปนสิ่งที่นาสนใจ มีผลตออุตสาหกรรมการทองเที่ยวมาก ปจจุบันอุตสาหกรรมนี้เปนจุดดึงดูดนักทองเที่ยว สงผลใหภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น
  • 93.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 85 เรื่องที่ 3 แนวทางการอนุรักษ และการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี แนวทางการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี 1. การอนุรักษวัฒนธรรมและประเพณี ควรเริ่มตนจากการปลูกจิตสำนึกใหเยาวชน และประชาชน ทุกคนตระหนักถึงคุณคาและความสำคัญของวัฒนธรรมที่ถือ เปนหนาที่ของทุกคนที่ชวยกันอนุรักษโดยการศึกษาวัฒนธรรมใหเขาใจ จะได ชวยกันรวมมือรักษา 2. รวมกันเผยแพรวัฒนธรรมและประเพณี โดยการศึกษาเรียนรูและสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเอง ตัวอยางคือการเรียนรูดนตรี การเลนดนตรี การศึกษาเพลง ฟงเพลง และรองเพลงประจำชาติ ประจำทองถิ่น เปนตน 3. เริ่มตนจากครอบครัว โดยรวมมือกันในครอบครัว ชุมชน สังคม จัดตั้งชมรม สมาคม สถาบันเพื่อจัดกิจกรรมอนุรักษสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีในทองถิ่น และชาติ 4. สื่อตางๆ ในสังคมเห็นความสำคัญที่จะศึกษาและถายทอดวัฒนธรรมเปน ประจำสม่ำเสมอ 5. ทุกคนตองรวมมือกันหวงแหนรักษาวัฒนธรรมอันดีงามใหคงอยู มิให แปรเปลี่ยน เชน ประเพณีสงกรานต ตองรวมมือกันทำกิจกรรมอันดีงาม คือ สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผูสูงอายุ ไมควรสาดน้ำใสกันแบบไมสุภาพเรียบรอย และรุนแรง 6. การรวมมือรักษา และถายทอดภูมิปญญา ใหไปสูสังคมและรุนบุตรหลาน ภูมิปญญา หมายถึง ความรู ความสามารถ ความคิด ความเชื่อที่กลุมคนเรียนรู จากประสบการณ สั่งสมไวในการดำรงชีพ มีกรพัฒนา เปลี่ยนแปลง สืบทอด กันมา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูกับกลุมคนอื่นที่มีการติดตอสัมพันธกัน แลวนำมา ปรับใชใหเปนประโยชนสำหรับตนเอง ตัวอยางภูมิปญญา การปลูกพืชพันธุ พื้นเมือง การทำน้ำปลา การปนปูน เปนตน 7. แนวทางการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนและของประเทศตางๆ ในทวีปเอเชียมีหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำหนาที่สงเสริมสนับสนุนการ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหวางชุมชนและประเทศตางๆ ตัวอยางคือ เรามีการ
  • 94.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน86 แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแสดง การละเลนของประเทศตางๆ ที่หอประชุม วัฒนธรรม แหงชาติ โดยเฉพาะอยางยิ่งปจจุบันวัฒนธรรมประเพณีของเอเชียเปนที่ดึงดูดนักทองเที่ยว จากทั่วโลกที่นิยมศึกษาทองเที่ยว เพราะมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่นาสนใจ นาศึกษาเรียนรู นักทองเที่ยวสนใจวัฒนธรรมประเพณีตางๆในประเทศเอเชียที่นาสนใจแตกตางกันไป ตัวอยาง เชน นาฏศิลปไทย อินเดีย ญี่ปุน อินโดนีเซีย และทุกประเทศตางอนุรักษสืบสานวัฒนธรรม ของตนเอง โดยมีหลักสูตรสอนในโรงเรียนสถาบันตางๆ เพื่อใหวัฒนธรรมคงอยู ซึ่งสงผลตอ เอกลักษณของชาติตนเอง เปนความภาคภูมิใจ และที่สำคัญคือทำใหอุตสาหกรรมการทองเที่ยว เจริญเติบโต มีเงินตราไหลเขาสูประเทศไดเปนอยางดี
  • 95.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 87 เรื่องที่ 4 คานิยมที่พึงประสงค คานิยมที่ดีงามของชาติตางๆในเอเชีย คานิยมที่ควรสงเสริมพัฒนาใหเกิดขึ้นใน ประเทศตางๆในเอเชีย คือ 1. ความสุภาพออนโยน เปนนิสัยที่ดีของประชาชนในทวีปเอเชีย 2. ความสามารถในการสรางสรรควัฒนธรรมดานศิลปะสาขาตางๆ ซึ่งมีความ สวยงาม มีสุนทรียคงความเปนวัฒนธรรมเอเชียไวอยางโดดเดน 3. ความสะอาด ความเปนระเบียบเรียบรอยของบานเมืองเพื่อใหเปนแหลง ทองเที่ยว ที่มีคุณคา 4. ความซื่อสัตย ความขยันในการประกอบอาชีพ และตรงตอเวลา คานิยมสำคัญที่กลาวมานี้ ลวนเปนพื้นฐานใหความเปนชาติมั่นคงและคงเอกลักษณ วัฒนธรรมประเพณีที่สงผลใหเอเชียยังคงเปนแรงดึงดูดใจที่มีเสนหในการเรียนรูศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอุตสาหกรรมการทองเที่ยวสืบตอไปนานเทานาน คานิยมในสังคมไทย คานิยม คือ สิ่งที่กลุมสังคมหนึ่งๆเห็นวาเปนสิ่งที่นานิยม นากระทำนายกยอง เปนสิ่ง ที่ถูกตอง ดีงาม เหมาะสมที่จะยึดถือพึงปฎิบัติรวมกันในสังคม คานิยมเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรม เนื่องจากมีการเรียนรูปลูกฝงและถายทอดจาก สมาชิกรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง สังคมแตละสังคมจึงมีคานิยมตางกันไป คานิยมชวยใหการ ดำเนินชีวิตในสังคมมีความสอดคลองสัมพันธกัน และทำใหการดำเนินชีวิตของสมาชิก มีเปาหมาย ชวยสรางความเปนปกแผนใหแกสังคม อยางไรก็ดี คานิยมเปนสิ่งที่มีการเ ปลี่ยนแปลงได ในปจจุบันนี้สังคมไทยมีคานิยมใหมๆ เกิดขึ้นมาก เชน คานิยมในการอนุรักษ ทรัพยากรธรรมชาติ คานิยมในการนำเทคโนโลยีใหมๆ มาใชในชีวิตประจำวัน เปนตน คานิยมที่ควรปลูกฝงในสังคมไทย ไดแก 1) การรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย 2) ความเอื้อเฟอเผื่อแผ 3) ความกตัญูกดเวที 4) ความซื่อสัตย สุจริต 5) การเคารพผูอาวุโส 6) การนิยมใชของไทย 7) การประหยัด
  • 96.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน88 กิจกรรมที่ 9 1. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5-6 คน คนควาวัฒนธรรม ประเพณีทองถิ่นในประเทศ ไทยแตละภาค พรอมแนวทางการอนุรักษวัฒนธรรม ประเพณีนั้นๆ แลวนำมา แลกเปลี่ยนเรียนรูดวยการนำเสนอแลวใหผูเรียนชวยกันใหขอคิดเห็นเพิ่มเติม …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5-6 คนคนควาวัฒนธรรม ประเพณีที่สำคัญของประเทศ ตางๆ ในเอเชีย พรอมทั้งแนวทางอนุรักษวัฒนธรรมประเพณีของประเทศนั้นๆ แลวนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรูดวยการนำเสนอ แลวใหผูเรียนชวยกันใหขอคิดเห็น เพิ่มเติม …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ใหผูเรียนอภิปรายปญหาคานิยมของประเทศและชุมชน พรอมทั้งใหขอเสนอ แนะ วิธีการสรางเสริมคานิยม ความซื่อสัตย ความสามัคคีใหเกิดขึ้นในชุมชน และสังคมไดอยางไร …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
  • 97.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 89 สาระสำคัญ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข มีรัฐธรรมนูญซึ่งเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศที่ประชาชนชาวไทยควรมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โตรงสรางและสาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ตลอดจนการศึกษาจุดเดนของรัฐธรรมนูญในสวนที่ เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน เพื่อการปฎิบัติตนไดอยางถูกตองตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายความเปนมา หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทยได 2. มีความรู ความเขาใจ โครงสรางและบอกสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย 3. อธิบายจุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหนาที่ของประชาชนได ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมา หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย เรื่องที่ 2 โครงสรางและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 3 จุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชน สื่อการเรียนรู 1. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 3. บทความตางๆ 4. หนังสือพิมพ บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
  • 98.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน90 เรื่องที่ 1 ความเปนมา หลักการและเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 1.1 ความเปนมาของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญ (Constitution) หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถาแปล ตามความคำ จะหมายถึงการปกครองรัฐอยางถูกตองเปนธรรม (รัฐ + ธรรม + มนูญ) ในความหมายอยางแคบ“รัฐธรรมนูญ” ตองมีลักษณะเปนลายลักษณอักษรและไมใช สิ่งเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ” มี ความหมายกวางกวาและจะเปนรูปแบบลายลักษณอักษรหรือจารีตประเพณีก็ได สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเปนประเทศแรกๆ ที่รางรัฐธรรมนูญขึ้นมาในภาษาของ ประเทศทั้งสอง คำวา รัฐธรรมนูญ ตางใชคำวา (Constitution ซึ่งแปลวา การสถาปนา หรือการ จัดตั้ง ซึ่งหมายถึงการสถาปนาหรือการจัดตั้งรัฐนั่นเอง โดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เปน ลายลักษณอักษรแตประเทศอังกฤษไมมีรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรมีแตจารีตประเพณี หรือ “ธรรมเนียมทางการปกครอง” ที่กระจายอยูตามกฎหมาย คำพิพากษาตางๆ รวมทั้ง ธรรมเนียมปฎิบัติที่สืบทอดกันมา จนกลายเปนจารีตประเพณี ซึ่งถือเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตรของชาตินั่นเอง (ที่มา http://www.sale2thai.com/constiution.htm 13 # <เมื่อวันที่ 11 กมภาพันธ 2552>) หลวงประดิษฐมนูธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค) ไดอธิบายวา “กฎหมายธรรมนูญการ ปกครองแผนดิน เปนกฎหมายที่บัญญัติถึงระเบียบแหงอำนาจสูงสุดในแผนดินทั้งหลาย และวิธีการดำเนินการทั่วไปแหงอำนาจสูงสุดในประเทศ” ศาสตราจารยหยุด แสงอุทัย ทานอธิบายวา หมายถึง “กฎหมายที่กำหนดระเบียบแหง อำนาจสูงสุดในรัฐและความสัมพันธระหวางอำนาจเหลานี้ตอกันและกัน” (ที่มา http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter1/Lesson1.htm#13 <เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2552>) ประเทศไทยเริ่มใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อเกิด การปฏิวัติโดยคณะราษฎร เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตย โดยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขที่ทรง อยูใตรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7 แหงราชวงศจักรี
  • 99.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 91 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดนำขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย ใหทรงลงพระ ปรมาภิไธย นอกจากนี้พระองคก็ทรงมีพะระราชประสงคมาแตเดิมแลววาจะพระราชทาน รัฐธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึง เปนการสอดคลองกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบ เรียบรอยของบานเมือง และความสุขของประชาชนเปนสำคัญ ยิ่งกวาการดำรงไวซึ่งพระราช อำนาจของพระองค รัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรไดนำขึ้นทูลเกลาฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยมี2ฉบับ คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 กองกำลังของคณะราษฎร ถาย ณ บริเวณหนาวังปารุสกวัน ตอมาเมื่อเกิดความขัดแยงระหวางพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวกับคณะราษฎร จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ความละเอียดดังนี้
  • 100.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน92 (สำเนาพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ) ปปร บานโนล แครนลีประเทศอังกฤษ เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกไดทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใชกำลัง ทหารในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แลวไดมีหนังสือมาอัญเชิญขาพเจาใหดำรง อยูใตตำแหนงพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ ขาพเจาไดรับคำเชิญดังนั้น เพราะเขาใจวา พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอยางประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช การปกครองตามหลักนั้น เพื่อใหประชาราษฎรไดมีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการ ปกครองประเทศและนโยบายตางๆ อันแนผลไดเสียแกประชาชนทั่วไป ขาพเจามีความ เลื่อมใสในวิธีการเชนนั้นอยูแลว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของ ประเทศสยามใหเปนไปตามรูปแบบนั้น โดยมิไดมีการกระทบกระเทือนอันรายแรง เมื่อมา มีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแลว และเมื่อมีผูกอการรุยแรงนั้นอางวามีความประสงคจะสถาปนา รัฐธรรมนูญขึ้นเทานั้น ก็เปนไมผิดกับหลักการที่ขาพเจามีความประสงคอยูเหมือนกัน ขาพเจาจึงเห็นสมควรโนมตามความประสงคของผูกอการยึดอำนาจนั้นได เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ ขาพเจาไดพยายามชวยเหลือในการที่จะรักษาความ สงบราบคาบเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นเปนไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเปนได แตความพยายามของขาพเจาไรผล โดยเหตุที่ผูกอการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไดกระทำใหเกิด มีความเสรีภาพในบานเมืองอยางบริบูรณขึ้นไม และมิไดฟงความคิดเห็น ของราษฎรโดยแทจริง และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นไดวาอำนาจที่จะ ดำเนิน นโยบายตางๆ นั้นจะตกอยูแกคณะผูกอการและผูที่สนับสนุนเปนพวกพองเทานั้น มิไดตกอยูแกผูแทนซึ่งราษฎรเปนผูเลือก เชนในฉบับชั่วคราวแสดงใหเห็นวา ถาผูได ไมไดรับความผิดชอบของผูกอการจะไมใหเปนเปนผูแทนราษฎรเลย ฉบับถาวรไดมีการ เปลี่ยนแปลงใหดีขึ้นตามคำรองขอของขาพเจาไดยินยอมใหมีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดย หวังวาสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งขาพเจาตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรูการงานและชำนาญ ในวิธีการดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วๆ ไป ไมจำกัดวาเปนพวกใดคณะใด เพื่อจะได ชวยเหลือนำทางใหแกสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แตครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิก ประเภทที่ 2 ขึ้น ขาพเจาหาไดมีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอา แตเฉพาะผูที่เปนพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิไดคำนึงถึงความชำนาญ นอกจากนี้คณะผูกอการ บางสวนไดมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอยางใหญหลวง จึงเกิดแตกราวกันขึ้นเองในคณะผูกอการและพวกพอง จนตองมีการปดสภาและงดใช
  • 101.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 93 รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของรัฐบาลซึ่งถือตำแหนงอยูในเวลานั้น ทั้งนี้ เปนเหตุใหมีการปนปวนในการเมือง ตอมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเขายึดอำนาจ โดยกำลังทหารเปนครั้งที่ 2 และตั้งแตนั้นมา ความหวังที่จะใหการเปลี่ยนแปลงตางๆ เปนไปโดยราบรื่นก็ลดนอยลง เนื่องจากเหตุที่คณะผูกอการมิไดกระทำใหมีเสรีภาพในการเมืองอันแทจริง และ ประชาชนมิไดมีโอกาสออกเสียงกอนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญตางๆ จึงเปนเหตุใหมี การขบถขึ้น ถึงกับตองตอสูฆาฟนกันเองในระหวางคนไทย เมื่อขาพเจาไดขอรองใหเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียใหเขารูปประชาธิปไตย อันแทจริงเพื่อใหเปนที่พอใจแกประชาชน คณะรัฐบาล และพวกซึ่งกุมอำนาจอยู บริบูรณในเวลานี้ก็ไมยอม ขาพเจาไดขอรองใหราษฎรไดมีโอกาสออกเสียงกอนที่จะ เปลี่ยนแปลง หลักการและนโยบายอันสำคัญมีผลไดเสียแกพลเมือง รัฐบาลก็ไมยินยอม และแมแตการประชุมในสภาผูแทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เชนเรื่องคำรองขอตางๆ ของ ขาพเจา สมาชิกก็ไมไดมีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถองแทและละเอียดลออเสียกอน เพราะถูกเรงรัดใหลงมติอยางรีบดวนภายในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลไดออก กฎหมาย ใชวิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาวาทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรม ของโลก คือไมใหโอกาสตอสูคดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอยางลับไมเปดเผย ซึ่งเปนวิธีการที่ขาพเจาไมเคยใชในเมื่ออำนาจอันสิทธิ์ขาดยังอยูในมือของขาพเจา และ ขาพเจาไดรองขอใหเลิกวิธีนี้ รัฐบาลก็ไมยอม ขาพเจาเห็นวาคณะรัฐบาลและพวกพอง ใชวิธีการปกครองซึ่งไมถูกตองตาม หลักการของเสรีภาพในตัว บุคคลและหลักความยุติธรรมจามความเขาใจและยึดถือ ของขาพเจา ขาพเจาไมสามารถที่จะยินยอมใหผูใดคณะใดใชวิธีการปกครองอยางนั้น ในนามขาพเจาตอไปได ขาพเจาเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของขาพเจาอยูแตเดิมใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใช อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชาราษฎร บัดนี้ ขาพเจาเห็นวาความประสงคของขาพเจาที่จะใหราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียง ในนโยบายของประเทศโดยแทจริง ไมเปนผลสำเร็จ และเมื่อขาพเจารูสึกวาบัดนี้เปนอัน หมดหนทางที่ขาพเจาจะชวยเหลือหรือใหความคุมครองแกประชาชนไดตอไปแลว ขาพเจา จึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหนงพระมหากษัตริยแตบัดนี้เปนตนไป ขาพเจา ขอสละสิทธิของขาพเจาทั้งปวง ซึ่งเปนของขาพเจาในฐานที่เปนพระมหากษัตริย แตขาพเจา สงวนสิทธิทั้งปวงอันเปนของขาพเจาแตเดิมมากอนที่ขาพเจาไดรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ
  • 102.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน94 ขาพเจาไมมีความประสงคที่จะบงนามผูหนึ่งผูใด ใหเปนผูรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ ตอไป ตามที่ขาพเจามีสิทธิที่จะทำไดตามกฏมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ อนึ่ง ขาพเจาไมมีความประสงคที่จะใหผูใดกอการไมสงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน ของขาพเจา หากมีใครอางใชนามของขาพเจา พึงเขาใจวามิไดเปนไปโดยความยินยอม เห็นชอบหรือสนับสนุนของขาพเจา ขาพเจามีความเสียใจเปนอยางยิ่ง ที่ไมสามารถจะยังประโยชนใหแกประชาชนและ ประเทศชาติของขาพเจาตอไปไดตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบตอกันมาตั้งแต บรรพบุรุษ ยังไดแตตั้งสัตยอธิษฐานขอใหประเทศสยามจงไดประสบความเจริญและขอ ประชาชนชาวสยามจงไดมีความสุขสบาย (พระปรมาภิธัย) ประชาธิปก ปร วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เวลา 13 นาฬิกา 55 นาที ที่มา http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ <เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2552> จากพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ มีขอความที่ถือวาเปนหลักการสำคัญของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยวา “ขาพเจาเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของขาพเจาอยู แตเดิม ใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใชอำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชา ราษฎร” นับแตป พ.ศ. 2475 เปนตนมาจนถึงป พ.ศ. 2552 ประเทศไทยมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญมาแลว รวม 18 ฉบับ ดังนี้ 1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ประกาศใชเมื่อวันที่10ธันวาคมพ.ศ.2475มีทั้งหมด39มาตราแบงเปน6หมวด พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ไดมีการยกเลิกไปเมื่ออนุกรรมการรางรัฐธรรมนูญซึ่งมีพระยามโปกรณนิติธาดา เปนประธาน ไดรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยามเสร็จ และประกาศใช รัฐธรรมนูญฉบับใหมในปเดียวกัน
  • 103.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 95 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศใชเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ดังนั้นจึงถือวาวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปเปนวันรัฐธรรมนูญรัฐบาลใหหยุดราชการได1วันมีทั้งหมด68มาตรา ประกอบดวยบททั่วไปและหมวดตางๆ อีก 7 หมวด รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผล บังคับใชนานถึง 14 ป มีการแกไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยนามประเทศ พุทธศักราช 2482 ใหเรียกวาประเทศไทยและบทแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ที่ใชคำวา “สยาม” ใหใชคำวา “ไทย” แทน ครั้งที่ 2 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช 2483 ใหยกเลิกความในมาตรา65แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ใหยืดอายุเวลาการมีสมาชิกประเภทที่ 2 ออกไปเปน 20 ป ครั้งที่ 3 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร พุทธศักราช 2485 ใหยกเลิกความในมาตรา 18 ของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ถามีเหตุขัดของทำการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมได เมื่ออายุสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ครบสี่ปแลวใชขยายเวลาเ ลือกตั้งออกไปเปนคราวละไมเกินสองป รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ไมมีบทบัญญัติหาม ขาราชการประจำยุงเกี่ยวการเมือง จึงเปนผลใหบุคคลสำคัญของคณะราษฎรที่เปนขาราชการ ประจำสามารถเขาคุมตำแหนงทางการเมืองทั้งในสภาผูแทนราษฎรและในคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไมรับรองสิทธิในการตั้งพรรคการเมืองจึงทำใหไมสามารถรวมพลังเพื่อเสรีใน เรื่องอื่นๆ ไดรัฐบาลยังไดออกพระราชบัญญัติปองกันรัฐธรรมนูญ มีผลใหบุคคลจำนวนหนึ่ง ถูกจับกุมและลงโทษเพราะละเมิดพระราชบัญญัติดังกลาง ตอมา พ.ศ. 2489 ซึ่งเปนชวงสมัยที่ พันตรีควงอภัยวงศเปนนายกรัฐมนตรีและนายปรีดีพนมยงคเปนผูสำเร็จราชการแทนพระองค บุคคลทั้งสองพิจารณาวาสมควรจะเลิกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และไดปรับปรุงแกไขใหมเพราะไดใชรัฐธรรมนูญมาแลว 14 ป เหตุการณ บานเมืองเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงไดมีรัฐธรรมนูญฉบับใหมเปนฉบับที่ 3 3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศใชเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีทั้งหมดรวม 96 มาตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีแนวทางในการดำเนินการปกครองเปนประชาธิปไตย มากกวารัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 กลาวคือ สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง ให ประชาชนมีเสรีภาพรวมกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได
  • 104.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน96 เปนการใหโอกาสรวมกลุมเพื่อรักษาประโยชนของตนและถวงดุลอำนาจของ กลุมอื่นอีกประการหนึ่งคือใหแยกขาราชการการเมืองออกจากขาราชการประจำ การแยกขาราชการการเมืองออกจากขาราชประจำทำความไมพอใจแกกลุมขาราชการ ที่มีบทบาททางการเมืองนับแตมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประกอบในระยะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเอก ผิน ชุณหะวัน นำทหารกอการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ไดยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 3 หลังจากที่ประกาศใชไดเพียง 18 เดือน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ประกาศใชในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยมีการอางเหตุผลในการเปลี่ยน รัฐธรรมนูญฉบับที่3วา “เพราะประเทศชาติอยูในภาวะวิกฤติประชาชนไดรับ ความลำบากเพราะขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ราคาสินคาสูงขึ้น มี ความเสื่อมทรามในศีลธรรมรัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูเปนเหตุใหประเทศชาติ ทรุดโทรม จึงขอใหยกเลิกและมาใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมที่จะชวยจรรโลงชาติ และบำบัดยุคเข็ญใหเขาสูภาวะปกติ” มีทั้งหมด 98 มาตรา 5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เกิดขึ้นโดย สภารางรัฐธรรมนูญ ประกาศใชบังคับเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492 มีทั้งหมด188มาตราซึ่งนับวาเปนรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่ง แตในที่สุด ก็ถูก ฉีกทิ้ง" เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 โดยการทำ รัฐประหารภายใตการนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมอายุการประกาศ และบังคับใช 2 ป 8 เดือน 6 วัน 6. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 หลังจากที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ถูกใชได เพียง 2 ปเศษ ก็มีการทำรัฐประหาร เพื่อนำเอารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 กลับมา ใชอีกครั้งโดยอางวารัฐธรรมนูญพ.ศ.2492นั้นใหสิทธิเสรีภาพมากเกินไปทำให ไมสามารถปองกันภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสตได จึงไดเกิดการรัฐประหาร นำรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2475 ฉบับแกไขเพิ่มเติม (พ.ศ. 2482 กับ พ.ศ. 2483)มาใชแทนเปนการชั่วคราวไปพลางกอนและใหสภาผูแทนราษฎรประชุม
  • 105.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 97 ปรึกษาเพื่อแกไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวใหสมบูรณยิ่งขึ้น เพื่อใชเปน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรตอไป ซึ่งก็ไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาราง รัฐธรรมนูญ จำนวน 24 คน เมื่อไดดำเนินการเสร็จแลว จึงไดเสนอตอผูแทน ราษฎร และสภามีมติเห็นชอบ จึงไดประกาศมีผลใชบังคับตั้งแตวันที่ 8 มีนาคม 2495 ประกอบดวยบทบัญญัติทั้งหมด 123 มาตรา โดยมีบทบัญญัติเดิมของ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 อยูเพียง 41 มาตราเทานั้น นอกนั้นอีก 82 มาตรา เปนบทบัญญัติที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวนั้น สวนใหญก็นำ มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 นี้จึงมีลักษณะผสม ผสานกันระหวางรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับขางตน นั่นเอง ในระหวางที่มีการใช รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปไดประมาณ 5 ป ไดเกิดการเลือกตั้งที่มีความไมบริสุทธิ์ และเปนธรรม โดยการเจาหนาที่ผูดำเนินการเลือกตั้งไมสุจริต มีการโกงการ เลือกตั้งใหแกผูสมัครพรรคเสรีมนังคศิลาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย เฉพาะตามหนวยเลือกตั้งหลายหนวยเลือกตั้งหลายหนวยในจังหวัดพระนคร กรณีนี้เปนสาเหตุสำคัญที่ทำใหคณะรัฐประหารภายใตการนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต ไดทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500และประกาศยุบเลิกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้ง2ประเภทแตก็มิไดยกเลิก รัฐธรรมนูญ ทวายังคงใหใชรัฐธรรมนูญตอไป ในขณะเดียวกัน ก็กำหนดใหมี การเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 ภายใน 90 วัน เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบรอย แลวกลับปรากฏวาการบริหารราชการแผนดินก็ไมเปนไปโดยราบรื่นนักในที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จึงไดถูก “ฉีกทิ้ง” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยการทำ รัฐประหารอีกครั้งหนึ่งของคณะรัฐประหารชุดเดิมซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ในฐานะผูบัญชาการทหารสูงสุด และผูบัญชาการทหารบกเปนหัวหนาคณะ ปฏิวัติรวมอายุการประกาศและบังคับใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ทั้งสิ้น 6 ป 7 เดือน 12 วัน 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศใชเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2502 หลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ยกเลิก รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 (ฉบับที่ 6) และประกาศใหสมาชิกภาพแหงสภาผูแทนราษฎร และคณะ รัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยคณะปฏิวัติทำหนาที่บริหารประเทศ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ผูที่เปนทั้งหัวหนาคณะปฏิวัติและเปนผูบัญชาการสูงสุด ไมมีการ
  • 106.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน98 แบงแยกอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการใหออกจากกัน คณะปฏิวัติเปนผูสั่งการ เปนผูใชอำนาจ ประเทศไทยจึงมีการปกครองโดย ปราศจากรัฐธรรมนูญเปนเวลา101วันนับตั้งแตวันที่20ตุลาคม2501จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2502 จึงไดประกาศใชธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญไทยที่สั้นที่สุด คือ มีเพียง 20 มาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแมจะดชื่อวาเปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อรอการ รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แตถูกใชเปนเวลายาวนานรวมถึง 9 ป 4 เดือน 20 วัน จนกระทั่งถูกยกเลิกอยาง “สันติ” เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญรางรัฐธรรมนูญฉบับ ถาวรแลวเสร็จและประกาศบังคับใชเปนรัฐธรรมนูญฉบับใหม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศใชเมื่อวันที่20มิถุนายน2511มีทั้งหมด183มาตราถือเปนรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 ของไทย ซึ่งถูกยกรางโดยสภารางรัฐธรรมนูญเปนรัฐธรรมนูญที่ใช เวลาในการยกรางจัดทำยาวนานที่สุดถึง 9 ปเศษ แตทวากลับมีอายุการใชงาน เพียง 3 ป 4 เดือน 27 วัน กลาวคือ หลังจากใชบังคับไดไมนานนัก เพราะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชขาราชการประจำเปนเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของ รัฐบาล โดยฝายวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจที่สำคัญเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ยังหามมิใหสมาชิก ผูแทนราษฏรเปนรัฐมนตรีในคณะเดียวกันดวย จึงเทากับกีดกันมิใหผูแทน ราษฏร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเขามามีสวนรวมในการใชอำนาจบริหารอันเปน ความปรารถนาของนักการเมืองทุกคนจึงสรางความไมพอใจใหแกผูแทนราษฎร เปนอยางมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อปรากฏวา รัฐบาลไมสนับสนุนจัดสรร งบประมาณแผนดินใหแกผูแทนราษฏรในรูปของงบประมาณจังหวัด อันเปน ขอเรียกรองของผูแทนราษฎรเพื่อพวกเขาจะไดเงินงบพัฒนาจังหวัดไปใชใหเกิด ประโยชนในการเลือกตั้งครั้งตอไปจึงทำใหผูแทนราษฎรรวมหัวกันพยายาม จะตัดเงินงบประมาณที่รัฐบาลเสนอขออนุมัติจากสภาทุกปทำใหตองมีการเจรจา ตอรองกันอยางหนักกวาจะตกลงกันได ดวยเหตุนี้ รางพระราชบัญญัติ งบประมาณของรัฐบาล จึงประกาศใชลาชาทุกป คณะทหารและบรรดา ขาราชการประจำที่ไมชอบตอการบริหารงานแบบประชาธิปไตยดังนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ก็จึงถูก “ฉีกทิ้ง” อีกครั้งหนึ่ง โดย การทำรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเปนนายกรัฐมนตรี
  • 107.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 99 และผูบัญชาการสูงสุดในขณะนั้น และก็ไดนำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มาแกไขปรับปรุงรายละเอียดใหมเล็กนอยกอนประกาศใชบังคับ 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใชเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 มีทั้งหมด 23 มาตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไดนำเอาอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 17 มาบัญญัติไว อีกดวย ขณะที่มีเวลาใชบังคับอยูเพียง 1 ป 9 เดือน 22 วัน ตองถูกยกเลิกไป เมื่อเกิดเหตุการณ วันมหาวิปโยค เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 สืบเนื่องจาก การที่มีกลุมบุคคลไมพอใจที่รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ใชเวลา รางรัฐธรรมนูญฉบับใหมนานเกินไปทั้งๆที่เคยรางรัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแลว กลุมดังกลาวประกอบดวยผูนำนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เริ่มรณรงค เรียกรองใหรัฐบาลประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยเร็ว ปรากฏวา รัฐบาล กลับตอบโตการเรียกรองดังกลาว โดยการจับกุมกลุมผูเรียกรองรัฐธรรมนูญ จำนวน13คนโดยตั้งขอหาวาเปนการทำลายความสงบเรียบรอยภายในประเทศ และมีการกระทำอันเปนคอมมิวนิสต รวมทั้งใชอำนาจตามมาตรา 17 แหง รัฐธรรมนูญฉบับที่9ควบคุมผูตองหาดังกลาวในระหวางการสอบสวนโดยไมมี กำหนด ทำใหศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศไทย ตองออกมาเคลื่อนไหว ใหรัฐบาลปลอยตัวผูตองหาทั้งหมดโดยไมมีเงื่อนไข และขอใหรัฐบาลประกาศ ใชรัฐธรรมนูญใหมภายใน 1 ปดวย แตรัฐบาลไมยอมปฏิบัติตามขอเรียกรอง นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนจึงไดเดินทางมาชุมนุมกันณมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร จำนวนเรือนแสน วันที่13 ตุลาคม 2516 ในตอนบายๆ ฝูงชนก็ได เดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรผานถนนราชดำเนินไปชุมนุมอยูที่ บริเวณพระบรมรูปทรงมา จนกระทั่ง ชวงเชามืดของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 กลุมผูชุมนุมจำนวนหนึ่ง ปะทะกับกองกำลังของเจาหนาที่ตำรวจอยาง รุนแรง ที่ขางพระตำหนักจิตรลดา เหตุการณลุกลามใหญโต จนในที่สุด ก็นำไปสูการ จลาจลครั้งสำคัญในประวัติศาสตรไทย โดยมีผูเสียชีวิตนับรอย และบาดเจ็บอีก เปนจำนวนมาก ขณะที่สถานที่ราชการตางๆ อันเปนสัญลักษณของอำนาจ เผด็จการ ก็ไดถูกประชาชนเผาทำลายไปหลายแหงดวยเชนกัน 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ประกาศใชเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น 238 มาตรา เปน รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ไดชื่อวาเปนประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะวามีบท
  • 108.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน100 บัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางกาวหนาและเปนแบบเสรีนิยมมากขึ้นในหลาย เรื่องดวยกัน เริ่มตน ในหมวด 1 บททั่วไป ไดมีบทบัญญัติหามมิใหมีการ นิรโทษกรรมแกผูกระทำการลมลงสถาบันกษัตริย หรือรัฐธรรมนูญ และ หมวด 2 พระมหากษัตริย ไดบัญญัติขึ้นเปนครั้งแรกวา ในการสืบราชสัตติวงศ นั้นในกรณีที่ไมมีพระราชโอรส รัฐสภาอาจใหความเห็นชอบในการให พระราชธิดาสืบราชสัตติวงศได นอกจากนั้น ยังมีบทบัญญัติอันเปนการเพิ่ม หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และประโยชนของประชาชนไวมากกวา รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผานๆมากอนหนานั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไดรับการแกไข เพิ่มเติม 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2518 ในเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง วุฒิสมาชิกจากเดิมใหประธานองคมนตรี เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ เปลี่ยนมาเปนนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแกไขเพิ่มเติมเพียง ครั้งเดียวและมีระยะเวลาการใชเพียง2ปก็ถูก“ฉีกทิ้ง”โดยประกาศของ “คณะ ปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ซึ่งมีพล.ร.อ.สงัดชลออยูผูบัญชาการทหารสูงสุด และผูบัญชาการทหารเรือ เปนหัวหนาคณะปฏิรูป เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 หลังจากปฏิวัติลมรัฐบาล อันเนื่องมาจากเหตุการณนองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519แลวคณะปฏิวัติก็ไดแตงตั้งนายธานินทรกรัยวิเชียรขึ้นเปนนายกรัฐมนตรี พรอมๆ กับประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 โดยมีบัญญัติเพียง 29 มาตราเทานั้น ตอมาเกิดการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูป การปกครองแผนดิน ชุดเดิมในชื่อใหมวา “คณะปฏิวัติ” ในวันที่20ตุลาคม2520ซึ่งมีหัวหนาคนเดิม คือ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ดังนั้นอายุการบังคับใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงแค 1 ป เทานั้น 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดจากการทำรัฐประหารของคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม2520 โดยคณะปฏิวัติใหเหตุผลในการปฏิวัติวา “เพราะภัยคุกคามของ คอมมิวนิสต” หลังจากยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 11 แลว คณะปฏิวัติไดจัดตั้ง คณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ตามหลักการที่คณะปฏิวัติ กำหนดไว จากนั้น คณะปฏิวัติจึงไดประกาศใชธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 รัฐธรรมนูญฉบับนี้
  • 109.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 101 มีบทบัญญัติ 32 มาตรา และถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 เนื่องจาก การประกาศใชธรรมนูญฉบับใหมคือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาไทยพุทธศักราช 2521 อันเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ของประเทศไทย 13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 เปนผลจากการรางของคณะกรรมาธิการรางรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติ แหงชาติ ตามขอกำหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ซึ่งรางรัฐธรรมนูญใหมขึ้นเพื่อใชแทนรัฐธรรมนูญเกา และสภานิติบัญญัติ แหงชาติไดใหความเห็นชอบ แลวประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ ตั้งแตวันที่ 22 ธันวาคม 2521 มีทั้งหมด 206 มาตรา สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นับวา เปนประชาธิปไตยพอสมควร หากไมนับบทบัญญัติเฉพาะกาลที่มีผลใชบังคับ อยูในชวง 4 ปแรกของการใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดมีความพยายามที่จะแกไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยูหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดทายก็ประสบความสำเร็จ เมื่อป พ.ศ. 2528 วาดวยเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยแกไขจากแบบรวมเขต รวมเบอร หรือคณะเบอรเดียว มาเปนการเลือกตั้งแบบผสมเขตละไมเกิน 3 คน การแกไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ถือวาเปนการแกไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ขณะที่การแกไข เพิ่มเติมอีกครั้ง คือ ครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นในป พ.ศ. 2532 เกี่ยวกับเรื่องประธาน รัฐสภา โดยแกไขใหประธานสภาผูแทนราษฎรดำรงตำแหนงเปนประธาน รัฐสภารัฐธรรมนูญฉบับที่13ไดใชบังคับเปนเวลาคอนขางยาวนานถึง12ปเศษ แตก็ถูก “ยกเลิก” โดยคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (ร.ส.ช.) ภายใตการนำของพลเอกสุนทรคงสมพงษไดเขาทำการยึดอำนาจการปกครอง ประเทศจากรัฐบาลของนายกฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (ร.ส.ช.) ไดทำการยึด อำนาจแลว ก็กำหนดใหรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ วุฒิสภา สภาผูแทนราษฎรคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยชี้แจงถึงเหตุผลและ ความจำเปนของการเขายึดและและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ โดย กลาวหารัฐบาลและผูบริหารประเทศวา “มีพฤติการณการฉอราษฎรบังหลวง ขาราชการการเมืองใชอำนาจกดขี่ขมเหงขาราชการประจำผูซื่อสัตยสุจริตรัฐบาล เปนเผด็จการทางรัฐสภาการทำลายสถาบันการทหารและการบิดเบือนคดีลมลาง
  • 110.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน102 สถาบันกษัตริย” ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ประกาศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 มีทั้งหมด 33 มาตรา มีระยะเวลาการใชบังคับ 9 เดือน 8 วัน ก็ถูกยกเลิกไป จากผลการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มักจะถูกเรียกขานกับวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับ ร.ส.ช.” เพราะเปนผลงานการ ยกรางและจัดทำของสภานิติบัญญัติแหงชาติ อันประกอบดวยสมาชิกจำนวน 292 คน ซึ่งพระมหากรัษตริยทรงแตงตั้งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภา รักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ประกาศใชเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 มี ทั้งหมด 233 มาตรา ในการรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 นี้มีประเด็นปญหาทาง กฎหมายรัฐธรรมนูญหลายประเด็น อันกอใหเกิดความขัดแยงทางความคิด ระหวางคณะกรรมาธิการ พิจารณารางรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแหงชาติ กับสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวา นายกรัฐมนตรีตองเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร เพราะประชาชนตางเขาใจกันดีวา การกำหนดให บุคคลภายนอกเขามาเปนนายกรัฐมนตรีไดนั้น เทากับวาเปนการเปดโอกาสให มีการสืบทอดอำนาจใหกับคณะร.ส.ช.ออกไปไดอีกในที่สุดเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ มีผลบังคับใช บทบัญญัติมาตรา 159 ก็ไดเปดโอกาสใหเชิญบุคคลภายนอก มาเปนนายกรัฐมนตรีได และหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องดวยปญหาบางประการ ทำใหพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากในฐานะ พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ไดเชิญนายทหารในคญะ ร.ส.ช. คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ใหมาเปนนายกรัฐมนตรี พรอมกับเหตุผลที่วา “เสียสัตย เพื่อชาติ” ซึ่งนับวาเปนการทวนกระแสกับความรูสึกของประชาชน ไมนอย เพื่อที่จะควบคุมสถานการณเอาไวรัฐบาลก็เลยออกคำสั่งใหทหารและตำรวจเขา สลายการชุมนุมของกลุมประชาชนซึ่งรวมตัวกันประทวงอยูที่บริเวณอนุสาวรีย ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน ในชวงระหวาง วันที่ 17 ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 แตทวากลับเปนการนำสูเหตุการณนองเลือดที่เรียกกันวา เหตุการณ พฤษภาทมิฬ ในที่สุด ซึ่งตอมาสถานการณตางๆ ก็บีบรัด จนทำใหพลเอก สุจินดาตองลาออกจาก ตำแหนงนายกรัฐมนตรีไปอยางจำยอม รัฐบาลชั่วคราว ภายหลังเหตุการณดังกลาว และบรรดาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในขณะนั้น ไดดำเนินการแกไข วิกฤตการณอันสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ โดยเสนอใหมี การแกไขรัฐธรรมนูญ รวม 4 ฉบับ ซึ่งนับวาเปนความสำเร็จครั้งแรกที่สมาชิก
  • 111.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 103 สภาผูแทนราษฎรไดแสดงเจตนาเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการแกไข รัฐธรรมนูญไปสูความเปนประชาธิปไตยใหมากยิ่งขึ้น แตทวาความสำเร็จใน ครั้งนี้ ก็เปนผลสืบเนื่อง มาจากการสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการเมือง ไทย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่15มีระยะเวลาใชบังคับรวมทั้งสิ้น5ป10เดือน 2 วัน ไดถูก “ยกเลิก” เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยการประกาศใชรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 มีทั้งหมด 336 มาตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 นี้ ถือเปนรัฐธรรมนูญที่ริเริ่มขึ้นโดยพรรคชาติไทย มีนายบรรหาร ศิลปอาชา เปนนายกรัฐมนตรีในคณะนั้น ไดแตงตั้งคณะกรรมการปฏิรูป การเมืองเขามาดำเนิน และไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาราง รัฐธรรมนูญขึ้นมา และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน โดย 76 คน เปนตัวแทนของแตละจังหวัด และอีก 23 คน มาจากผู เชี่ยวชาญหรือผูมีประสบการณ ซึ่งถือวาเปนรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ฉบับเดียวของประเทศไทย โดยกอนนหนานี้ 15 ฉบับมาจากคณะรัฐมนตรีที่มา จากการแตงตั้ง หรือรัฐบาลทหารเจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 คือการ ปฏิรูปการเมือง โดยมีเปาหมาย 3 ประการ คือ 1) ขยายสิทธิ เสรีภาพ และสวนรวมของพลเมือง 2) การเพิ่มการตรวจสอบการใชอำนาจรัฐโดยประชาชน เพื่อใหเกิด ความสุจริตและโปรงใสในระบอบการเมือง 3) การทำใหระบบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ไดสิ้นสุดลงดวยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปนนายกรัฐมนตรี โดยคณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข นำโดย พลเอกสนธิบุญยกลินผูบัญชาการทหารบกไดออกประกาศรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 ทั้งนี้ คณะปฏิรูปฯ ไดออก ประกาศคงบทบัญญัติบางหมวดของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2549 ไวภายหลัง
  • 112.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน104 17. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 มีทั้งหมด 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวที่หัวหนาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนผูสนองพระบรมราชโองการ หลังจากที่ได กระทำการรัฐประหารเปนผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 สิ้นสุดลง เมื่อมีการประกาศใชแหงราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปจจุบัน) ประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีทั้งหมด 309 มาตรา ดำเนินการยกราง โดยสภารางรัฐธรรมนูญ (สสร.) ระหวาง พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ภายหลังการ รัฐประหารในประเทศโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เมื่อรางเสร็จ และไดรับความ เห็นชอบฝายนิติบัญญัติแลวไดมีการเผยแพรใหประชาชนทราบและจัดใหมีการ ลงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบ หรือไมเห็นชอบในการรางรัฐธรรมนูญจาก ประชาชนทั้งประเทศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผลปรากฏวามีผูลงมติ เห็นชอบ รอยละ 57.81 และไมเห็นชอบ รอยละ 42.19 รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังคงมีผลบังคับใชในปจจุบัน ทามกลางเสียง เรียกรองใหมีการแกไขแตตกลงกันไมไดวาจะแกไขประเด็นใดบางซึ่งเปนเรื่อง ที่ตองรอดูกันตอไปวาจะเปนอยางไร จากความเปนมาของรัฐธรรมนูญที้ง 18 ฉบับ เมื่อศึกษาใหดีจะพบวามีที่มาใน 2 ลักษณะ คือ 1. มุงใชเปนการถาวร มักใชชื่อวา “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร” 2. มุงใชบังคับเปนการชั่วคราว มักใชชื่อวา “ธรรมนูญการปกครอง” รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใชบังคับเปนเวลานาน เชน ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ใช บังคับเปนเวลา 9 ปเศษ แตรัฐธรรมนูญฉบับใชบังคับในระยะสั้นๆ เพราะเปนรัฐธรรมนูญที่มี หลักการสอดคลองกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตไมสอดคลองกับโครงสราง อำนาจทางการเมืองของประชาชนอยางแทจริง ทวาตกอยูในมือของกลุมขาราชการประจำ
  • 113.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 105 โดยเฉพาะอยางยิ่งคณะนายทหารระดับสูง ดวยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุงจะใชบังคับเปนการถาวร จึงมักจะถูกยกเลิกโดยการทำรัฐประหาร โดยคณะผูนำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหารซึ่ง มีชื่อเรียกแตกตางกันไป เชน คณะปฏิวัติ คณะปฎิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอย ยึดอำนาจไดสำเร็จที่จะประกาศใชรัฐธรรมนูญที่มุงจะใชบังคับเปนการถาวรแลวก็จะมีการ เลือกตั้ง และตามดวยการจัดตั้งรัฐบาลใหมตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แลวก็ ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพรอมทั้งจัดใหมีการรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหมอีกครั้ง มีการรางแลวรางอีก หมุนเวียนเปนวงจรการเมืองของรัฐบาลไทยมาอยางตอเนื่องเปนเวลานาน นับหลาย สิบปนับตั้งแตเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เปนตนมา แมจะเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเปนเหตุการณที่ประชาชนเขารวมเรียกรอง รัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยมากที่สุดเปนประวัติการณ หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เพราะขณะทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองนั้น จอมพล ถนอมดำรงตำแหนงเปนนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และเมื่อมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พรอมกับเตรียมรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามวงจรการเมืองของ ไทยที่เคยเปนมา ก็เกิดกระบวนการเรียกรองรัฐธรรมนูญ จนนำไปสูเหตุการณนองเลือดเมื่อ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนทำใหจอมพลถนอม กิตติขจร ตองลาออกจากตำแหนงนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศไทย และแมตอมาจะมีการรางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ที่เปน รัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักการที่เปนประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่งแตในที่สุดก็มีการทำรัฐประหารอีก และก็เกิดเหตุการณนองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำใหวงจรการเมืองไทยหมุนกลับไป สูวงจรเดิม คือ รัฐประหาร ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร จัดใหมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และทำรัฐประหารยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซ้ำซาก วนเวียนอยูในวังวนตอไปไมจบไมสิ้น ดวยเหตุนี้กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยที่ผานมาจึงมีสภาพชะงักงัน ในขั้นตอนของการพัฒนาไปสูเปาหมายอุดมการณประชาธิปไตยตลอดมา วัฏจักรของความ ไมตอเนื่องดังกลาวขางตน มีสภาพเปนวงจร ดังภาพ
  • 114.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน106 จนกระทั้งเกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพื่อแกไขปญหาของระบบการเมืองไทย ทั้งระบบหลังการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. 2534 และเกิดเหตุการณนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ เดือนพฤษภาคม2535ในที่สุดกระบวนการปฏิรูปการเมืองก็ไดนำไปสูการรางรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 ซึ่งถือวาเปนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งใชมาจนถึงเหตุการณการปฏิรูปการปกครอง ในป พ.ศ. 2549 และนำไปสูการรางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และจัดใหมีการลงประชามติรับราง รัฐธรรมนูญเปนครั้งแรกของประเทศไทย และใชมาจึงถึงปจจุบัน 1.2 หลักการและเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย จากการศึกษาความเปนมาของรัฐธรรมนูญนั้นพบวา มีความสัมพันธกับการ เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแตปพ.ศ.2475และไมวาจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม กระแสการเรียกรองใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเรียกรองใหรัฐธรรมนูญ มีความเปนประชาธิปไตย ก็เกิดขึ้นอยางตอเนื่องและมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ หากศึกษา ถึงมูลเหตุของการเรียกรองใหมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญใน ประเทศไทยนั้น พบวาการประกาศใชรัฐธรรมนูญมีเปาหมายสำคัญอยางนอย 2 ประการ คือ รัฐธรรมนูญฉบับถาวร การเรียกรองรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การกบฎ การตอตาน รัฐบาลของคณะยึด วิกฤตการณในสภา อำนาจธรรมนูญชั่วคราว วิกฤตศรัทธา ปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป            
  • 115.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 107 1. เปนหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผูปกครองจะละเมิด มิได 2. เปนบทบัญญัติที่กลางถึงขอบเขตอำนาจหนาที่ของผูปกครอง และปองกัน มิใหผูปกครองใชอำนาจตามอำเภอใจ ดังนั้นในการประกาศใชรัฐธรรมนูญแตละฉบับคณะผูยกรางจึงไดเขียนหลักการและ เจตนารมณในการจัดทำไวทุกครั้ง ซึ่งหลักการและเจตนารมณที่คณะผูยกรางเขียนไวนั้น ชวยใหคนรุนหลังไดมีความรูความเขาใจในเนื้อหาที่มาของรัฐธรรมนูญแตละฉบับวา มีมา อยางไรรวมทั้งสภาพสังคมในชวงเวลานั้นดวย ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอยางหลักการและ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง แผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช 2475” และรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ดังนี้ 1. หลักการและเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติ ธรรมนูญ การปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475"” สรุปสาระ สำคัญ คือ 1) ประกาศวาอำนาจสูงสุดของประเทศเปนของราษฎร (มาตรา 1) ซึ่งแสดง ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน ระบอบประชาธิปไตย 2) พระมหากษัตริยเปนประมุขของประเทศ กิจการสำคัญของรัฐทำในนาม ของพระมหากษัตริย 3) เปนการปกครองแบบสมัชชา โดยกำหนดให คณะกรรมการราษฎร ซึ่งมี จำนวน 15 คน ทำหนาที่บริหารราชการแผนดินดำเนินการใหเปนไปตาม วัตถุประสงคของสภาผูแทนราษฎร 4) เริ่มมีรัฐสภาขึ้นเปนครั้งแรก โดยกำหนดใหเปนสภาเดียว คือ สภา ผูแทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจสูงสุด กลาวคือ - ตรากฎหมาย - ควบคุมดูแลราชการ กิจการของประเทศ - มีอำนาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และ ขาราชการทุกระดับชั้นได โดยคณะกรรมการราษฎร ไมมีอำนาจ ที่จะยุบสภาผูแทนราษฎร - วินิจฉัยการกระทำของพระมหากษัตริย 5) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดกำหนดอายุของผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และผูมี สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว 20 ปบริบูรณเทากัน สวนวิธีการเลือกตั้งเปนการ
  • 116.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน108 เลือกตั้งทางออม คือ ใหราษฎรเลือกผูแทนตำบลแลวผูแทนตำบล ก็เลือก สมาชิกสภาผูแทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง 6) ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย แตไมมีหลักประกันความ อิสระของผูพิพากษา 2. หลักการและเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สรุปสาระสำคัญไดดังนี้ 1) คุมครอง สงเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนอยางเต็มที 2) ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน 3) การเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรม และจริยธรรม 4) ทำใหองคกรตรวจสอบมีความอิสระ เขมแข็ง และทำงานอยางมี ประสิทธิภาพ
  • 117.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 109 เรื่องที่2 โครงสรางและสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โครงสรางและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับ มีวิวัฒนาการมาเปนลำดับ จากการศึกษาพบวามีโครงสรางและ สาระสำคัญที่บัญญัติไว ดังนี้ 1) ประมุขแหงรัฐ สวนนี้จะระบุถึงองคพระมหากษัตริยและพระราชอำนาจ ของพระองค การแตงตั้งผูสำเร็จราชการ และการสืบราชสันตติวงศ 2) ระบอบการปกครอง สวนนี้จะระบุรูปแบบของรัฐและลักษณะการปกครองไว กลาวคือ ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 3) สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและหนาที่ สวนนี้รัฐธรรมนูญระบุไวโดยในสวน ของสิทธิ เชน ลัทธิ เชน สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล เปนตน ในสวนของความเสมอภาค เชน การไมเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ สีผิวรายไดและสภาพรางกายเปนตนในสวนของหนาที่เชนประชาชนมีหนาที่ ตองไปเลือกตั้งมีหนาที่ตองเสียภาษีและมีหนาที่ตองรักษาชาติศาสนาพระมหา กษัตริย เปนตน 4) แนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ สวนนี้จะระบุแนวนโยบายที่จะทำใหประเทศ มีความมั่นคง มีความเจริญเติบโต มีสันติสุข และประชาชนมีมาตรฐานการ ครองชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เชน การรักษาธรรมชาติ การสรางความเขมแข็ง ของชุมชน การกระจายรายไดที่เปนธรรม เปนตน 5) อำนาจอธิปไตย สวนนี้จะกำหนดสถาบันที่ใชอำนาจอธิปไตย ไดแก ฝาย บริหารฝายนิติบัญญัติ และฝายตุลาการ รวมถึงความสัมพันธระหวางสถาบัน ทั้งสามสถาบัน 6) การตรวจสอบการใชอำนาจรัฐ สวนนี้จะระบุกลไกที่ใชสำหรับตรวจสอบการ ทำงานของรัฐเพื่อใหเกิดความโปรงใสและความบริสุทธิ์ยุติธรรม เ ชน ศาล รัฐธรรมนูญ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะ กรรมการการเลือกตั้ง เปนตน รัฐธรรมนูญแตละฉบับจะกำหนดโครงสรางและสาระสำคัญแตกตางกันไป การจะตัด หรือเพิ่มเรื่องใดเขาไปในรัฐธรรมนูญเปนเรื่องของความจำเปนในขณะนั้นๆ ซึ่งผูเรียนไมตอง
  • 118.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน110 ยึดถือตายตัวเพราะสิ่งเหลานี้ เปนความเหมาะสมของสถานการณในแตละยุคสมัย โดยจะตอง พิจารณาบริบทของสภาพสังคมโดยรวมของทั้งประเทศและสถานการณของโลกประกอบดวย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเปนฉบับที่มีผลบังคับใชใน ปจจุบันแบงโครงสรางออกเปน 15 หมวด ดังนี้ หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด 4 หนาที่ของชนชาวไทย หมวด 5 แนวนโยบาลพื้นฐานแหงรัฐ หมวด 6 รัฐสภา หมวด 7 การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน หมวด 8 การเงิน การคลัง และงบประมาณ หมวด 9 คณะรัฐมนตรี หมวด 10 ศาล หมวด 11 องคกรตามรัฐธรรมนูญ หมวด 12 การตรวจสอบการใชอำนาจรัฐ หมวด 13 จริยธรรมของผูดำรงตำแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ หมวด 14 การปกครองสวนทองถิ่น หมวด 15 การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล เพื่อใหมีความรูความเขาใจเพิ่มมากขึ้น ผูเรียนสามารถศึกษารายละเอียดของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เพิ่มเติมได
  • 119.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 111 เรื่องที่ 3 จุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชน สิทธิและเสรีภาพ เปนรากฐานสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย การที่จะรูวาการปกครองของประเทศใดมีความเปนประชาธิปไตยไดมากนอยเพียงใด ตองดู ที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศนั้นๆ เปนสำคัญ ถาประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมาก ความเปนประชาธิปไตยของประเทศนั้นก็มีมาก หากสิทธิ เสรีภาพของประชาชนถูกจำกัด หรือถูก ริดรอนโดยผูมีอำนาจในการปกครอง ประชาธิปไตยก็จะมีไมได ดวยเหตุนี้กฎหมาย รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับ จึงไดบัญญัติ คุมครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไวและมีการ บัญญัติเพิ่มและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญที่ยังคงมีผลบังคับใชในปจจุบัน ไดบัญญัติไวเรื่องสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนไวอยางชัดเจนและเปนหมวดหมู ปรากฎอยูในหมวดที่ 3 ดังนี้ สวนที่ 1 บททั่วไป สวนที่ 2 ความเสมอภาค สวนที่ 3 สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล สวนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สวนที่ 5 สิทธิในทรัพยสิน สวนที่ 6 สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ สวนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สวนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา สวนที่ 9 สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สวนที่ 10 สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน สวนที่ 11 เสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม สวนที่ 12 สิทธิชุมชน สวนที่ 13 สิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ ผูเรียนสามารถศึกษารายละเอียดของสิทธิและเสรีภาพไดในเอกสารรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3 นอกจากจะบัญญัติสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวแลวรัฐธรรมนูญก็ยังไดบัญญัติ หนาที่ของประชาชนไวเชนกัน ดังตัวอยางหนาที่ของประชาชนชาวไทย ในหมวด 4 ของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งบัญญัติไว ดังนี้
  • 120.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน112 1. บุคคลมีหนาที่พิทักษรักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ (มาตรา 70) 2. บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตาม กฎหมาย (มาตรา 71) 3. บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไปใชสิทธิหรือไมไปใชสิทธิโดย ไมแจงเหตุอันสมควรที่ทำใหไมอาจไปใชสิทธิได ยอมไดรับสิทธิหรือเสียสิทธิ ตามที่กฏหมายบัญญัติ การแจงเหตุที่ทำใหไมอาจไปเลือกตั้งและการอำนวย ความสะดวกใ นการไปเลือกตั้งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 72) 4. บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติ สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่น และอนุรักษ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73) 5. บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน ลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดำเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชนสวนรวม อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชน ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ในการปฏิบัติหนาที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวของกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งตอง วางตน ปน กลางทางการเมือง (มาตรา 74)
  • 121.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 113 กิจกรรมที่ 10 1. เมื่อนักศึกษาไดศึกษาความเปนมาของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแลว ใหนักศึกษาลำดับวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยตามระยะเวลา …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. จากพระราชหัตถเลขาที่ทรงของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรง คาดหวังวา ประเทศไทยควรจะมีรูปแบบการปกครองเปนอยางไร และปจจุบัน ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองตามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงคาดหวังไวแลวหรือไม ถามี มีในเรื่องใดบาง …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
  • 122.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน114 3. ใหนักศึกษาวิเคราะหวิถีชีวิตของนักศึกษาวา มีเรื่องใดบางในชีวิตของนักศึกษา ที่มีความเกี่ยวของกับบทบัญญัติในรัฐธรรรนูญฉบับที่ใชอยูปจจุบัน และความ เกี่ยวของนั้นเปนสิ่งที่นักศึกษามีความพึงพอใจแลวหรือตองการใหมีการเปลี่ยนแปลง …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 4. หากนักศึกษาจะนำหลักการสำคัญของระบบประชาธิปไตยมาใชในครอบครัว นักศึกษาจะนำหลัการนั้นมาใชและมีวิธีปฏิบัติอยางไรกับสมาชิกในครอบครัว จึงจะไดชื่อวาเปนครอบครัวประชาธิปไตยที่มองเห็นและสัมผัสไดอยางเปน รูปธรรม …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
  • 123.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 115 สาระสำคัญ การอยูรวมกันในสังคมที่มีความแตกตางทั้งความคิด อาชีพ สถานะทางสังคม และ สภาพแวดลอม การศึกษาเรียนรู การพัฒนาการทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมือง การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนสวนหนึ่งที่จะ ทำให สังคมอยูไดอยางสงบสุขตามวิถีประชาธิปไตย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายสาเหตุและความเปนมาของการปฏิรูปการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ. 2475 ได 2. อธิบายการมีสวนรวมทางการเมืองและการอยูรวมกันอยางสันติในระบอบ ประชา ธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 พัฒนาการทางการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เรื่องที่ 2 การมีสวนรวมทางการเมืองและการอยูรวมกันอยางสันติ ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข สื่อประกอบการเรียนรู 1. ซีดี เหตุการณสำคัญการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 2. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต 3. บทความทางหนังสือพิมพ บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมือง และการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
  • 124.
  • 125.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 117 เรื่องที่ 1 พัฒนาการทางการปฏิรูปการเมือง เพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 1.1 พัฒนาการทางความคิดและเหตุการณสำคัญ กอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ไดรับอิทธิพลทางความคิดมาจากการติดตอกับกลุมประเทศทางตะวันตก โดยในกลุมประเทศ ทางยุโรปและสหรัฐอเมริกาไดมีการปฏิรูปการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตยในป พ.ศ. 2319 (ค.ศ. 1776) และเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในป พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) ประเทศไทยเริ่มติดตอทางการคากับประเทศอังกฤษเมื่อพ.ศ.2367ในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว หลังจากนั้นก็มีกลุมมิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาเขามาเผยแพร คริสตศาสนา คนไทยจึงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษ ศึกษาวิทยาการตางๆ โดยเฉพาะพระภิกษุ เจาฟา มงกุฎกลุมพระบรมวงศานุวงศและกลุมขาราชการก็ศึกษาวิชาการตางๆดวยดังนั้นสังคมไทย บางกลุมจึงไดมีคานิยมโลกทัศนตามวิทยาการตะวันตกในหลายๆดาน รวมทั้งแนวความคิด ในเรื่อง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่คอยๆ กอตัวขึ้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวเมื่อพระองคเสด็จขึ้นครองราชย ในปพ.ศ.2394จากการที่พระองคไดรับการศึกษาตามแนวทางของตะวันตกดวยทำใหพระองค ทรงตระหนักวาถึงเวลาที่ประเทศไทยจะตองยอมเปดสันติภาพกับประเทศตะวันตกในลักษณะ ใหมและปรับปรุงบานเมืองใหกาวหนาเยี่ยงอารยประเทศทั้งนี้เพราะเพื่อนบานกำลังถูกคุกคาม ดวยลัทธิจักรวรรดินิยม จึงทรงเปลี่ยนนโยบายตางประเทศของไทยมาเปนการยอมทำ สนธิสัญญาตามเงื่อนไขของประเทศตะวันตก และพยายามรักษาไมตรีนั้นไวเพื่อความอยูรอด ของประเทศ ตอมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดสงพระราชโอรสไป ศึกษาในตางประเทศจำนวนมาก ทั้งประเทศอังกฤษ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเดนมารก และในปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวขึ้นครองราชยตรงกับร.ศ.103(พ.ศ.2427) มีเจานายและขาราชการ จำนวนหนึ่งที่รับราชการ ณ สถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน และกรุง
  • 126.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน118 ปารีส ไดรวมกันลงชื่อในเอกสารกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ราชการแผนดินร.ศ.103ทูลเกลาฯถวายณวันพฤหัสบดีแรม8ค่ำเดือน2ปวอกฉอศอศักราช 124 ตรงกับวันที่ 9 เดือนมกราคม พ.ศ. 2427 กราบบังคมทูลมีสาระสำคัญของคำกราบบังคมทูล 3 ขอ คือ 1. ภัยอันตรายจะมาถึงบานเมือง เนื่องจากการปกครองในขณะนั้น คือ ภัยอันตราย ที่จะมีมาจากประเทศที่มีอำนาจมากกวาประเทศไทย ถามหาอำนาจในยุโรป ประสงคจะไดเมืองใดเปนอาณานิคม ก็จะตองอางเหตุผลวาเปนภารกิจของชาว ผิวขาวที่มีมนุษยชาติ ตองการใหมนุษยมีความสุขความเจริญ ไดรับความ ยุติธรรมเสมอกัน ประเทศที่มีการปกครองแบบเกานอกจากจะกีดขวางความ เจริญของประเทศในเอเชียแลวยังกีดขวางความเจริญของประเทศที่เจริญรุงเรือง แลวดวยแลวสรุปวารัฐบาลที่มีการปกครองแบบเกาจัดการบานเมืองไมเรียบรอย เกิดอันตรายทำใหอันตรายนั้นมาถึงชาวยุโรป นับวาเปนชองทางที่ชาวยุโรป จะเขาจัดการใหหมดอันตราย และอีกประการหนึ่ง ถาปดประเทศไมใหคาขาย ก็จะเขามาเปดประเทศคาขายใหเกิดประโยชน ทั้งหมดเปนเหตุผลที่ประเทศ ในยุโรป จะยึดเอาเปนอาณานิคม 2. การที่จะรักษาบานเมืองใหพนอันตรายตองอาศัยการเปลี่ยนแปลงการบำรุงรักษา บานเมืองแนวเดียวกับที่ญี่ปุนไดทำตามแนวการปกครองของประเทศยุโรปและ การปองกันอันตรายที่จะบังเกิดขึ้นอยูหลายทาง แตคิดวาใชไมไดคือ 1) การใชความออนหวานเพื่อใหมหาอำนาจสงสารประเทศญี่ปุนไดใชความ ออนหวานมานานแลว จนเห็นวาไมไดประโยชน จึงไดจัดการเปลี่ยน การบริหารประเทศใหยุโรปนับถือ จึงเห็นวาการใชความออนหวานนั้น ใชไมได 2) การตอสูดวยกำลังทหารซึ่งก็เปนความคิดที่ถูกตอง กำลังทหารของไทย มีไมเพียงพอ ทั้งยังตองอาศัยซื้ออาวุธจากตางประเทศ หากไดรบกัน จริงๆ กับประเทศในยุโรป ประเทศในยุโรปที่เปนมิตร ประเทศของคู สงคราม กับประเทศไทยก็จะไมขายอาวุธใหประเทศไทยเปนแน 3) การอาศัยประโยชนที่ประเทศไทยมีเขตแดนติดตอกับประเทศที่เปน อาณานิคมของประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ และ ประเทศฝรั่งเศสอาจทำใหประเทศไทยเปนรัฐกันชน (Buffer State) และก็ คงใหมีอาณาเขตแดนเพียงเปนกำแพงกั้นระหวางอาณานิคม ประเทศไทย ก็จะเดือดรอนเพราะเหตุนี้
  • 127.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 119 4) การจัดการบานเมืองเพียงเฉพาะเรื่อง ไมไดจัดใหเรียบรอยตั้งแตฐานราก ไมใชการแกปญหา 5) สัญญาทางพระราชไมตรีที่ทำไวกับตางประเทศ ไมมีหลักประกันวาจะ คุมครองประเทศไทยได ตัวอยางที่สหรัฐอเมริกาสัญญาจะชวยประเทศ จีนครั้นมีปญหาเขาจริงสหรัฐอเมริกาก็มิไดชวย และถาประเทศไทยไมทำ สัญญาใหผลประโยชนแกตางประเทศ ประเทศนั้นๆ ก็จะเขามากดขี่ให ประเทศไทยทำสัญญาอยูนั่นเอง 6) การคาขายและผลประโยชนของชาวยุโรปที่มีอยูในประเทศไทย ไมอาจ ชวยคุมครองประเทศไทยได ถาจะมีชาติที่หวังผลประโยชนมากขี้นมา เบียดเบียน 7) คำกลาวที่วา ประเทศไทยรักษาเอกราชมาไดก็คงจะรักษาไดอยางเดิม คำกลาวอยางนั้นใชไมไดในสถานการณปจจุบันซึ่งเปนเวลาที่ประเทศใน ยุโรปกำลังแสวงหาเมืองขึ้น และประเทศที่ไมมีความเจริญก็ตกเปนอาณา นิคมไปหมดแลว ถาประเทศไทยไมแกไขก็อาจจะเปนไปเหมือนกับ ประเทศที่กลาวมา 8) กฎหมายระหวางประเทศจะคุมครองประเทศที่เจริญและมีขนบ ธรรมเนียมคลายคลึงกับประเทศญี่ปุนไดแกไขกฎหมายใหคลายกับ ยุโรปก็จะไดรับความคุมครองประเทศไทยก็ตองปรับปรุงการจัดบานเมือง ใหเปนที่ยอมรับเชนเดียวกับประเทศญี่ปุน มิฉะนั้นกฎหมายระหวาง ประเทศก็ไมชวยประเทศไทยใหพนอันตราย 3. การที่จะจัดการตามขอ 2 ใหสำเร็จ ตองลงมือจัดใหเปนจริงทุกประการ และในหนังสือกราบบังคมของคณะผูกอการ ร.ศ.103 ไดเสนอความเห็นที่เรียกวา การจัดการบานเมืองตามแบบยุโรป รวม 7 ขอ คือ 1. ใหเปลี่ยนการปกครองจากแอบโสรูทโมนากี (Absolute Monarchy) ใหเปน การปกครองที่เรียกวา คอนสติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนประธานของบานเมือง มีขาราชการ รับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนสมเด็จพระเจาแผนดินทุกพระองคใน ยุโรป ที่มิตองทรงราชการเองทั่วไปทุกอยาง 2. การทำนุบำรุงแผนดินตองมีพวกคาบิเนต (Carbinet) รับผิดชอบและตองมี พระราชประเพณีจัดสืบสันติวงศใหเปนที่รูทั่วกัน เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแผนดิน จะไดไมยุงยาก และปองกันไมใหผูใดแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเองดวย
  • 128.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน120 3. ตองหาทางปองกันคอรัปชั่นใหขาราชการมีเงินเดือนพอใชตามฐานานุรูป 4. ตองใหประชาชนมีความสุขเสมอกัน มีกฎหมายใหความยุติธรรมแกประชาชน ทั่วไป 5. ใหเปลี่ยนแปลงแกไขขนบธรรมเนียม และกฎหมายที่ใชไมไดที่กีดขวางความ เจริญของบานเมือง 6. ใหมีเสรีภาพในทางความคิดเห็น และใหแสดงออกไดในที่ประชุมหรือใน หนังสือพิมพ การพูดไมจริงจะตองมีโทษตามกฎหมาย 7. ขาราชการทุกระดับชั้นตองเลือกเอาคนที่มีความรู มีความประพฤติดี อายุ 20 ปขึ้นไป ผูที่เคยทำชั่วถอดยศศักดิ์ หรือเคยประพฤติผิดกฎหมาย ไมควรรับเขา ราชการอีก และถาไดขาราชการที่รูขนบธรรมเนียมยุโรปไดยิ่งดี ดังนั้น จะเห็นไดวาการพัฒนาการปกครองของประเทศ จึงเริ่มขึ้นมาตั้งแตสมัย รัชกาลที่ 5 จนมาถึงป 2455 ไดมีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่เรียกวา “กบฏ ร.ศ. 130” ในรัชสมัยของพระบาททสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพวกนายทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน รวมประมาณ 100 คนเรียกตัวเองวา คณะ ร.ศ. 130 ไดวางแผน การปฏิวัติการปกครองหวังใหพระมหากษัตริยพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทย คณะ ร.ศ. 130 ไดกำหนดวันปฏิวัติเปนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2455 อันเปนวันขึ้นปใหมของ ไทยสมัยนั้น แตคณะกอการคณะนี้ไดถูกจับกุมเสียกอนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ พ.ศ. 2454 1.2 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เหตุการณที่เกิดขึ้นจึงเปนวิวัฒนาการทางความคิดของคนไทยในเรื่องระบอบ ประชาธิปไตยที่คอยๆ กอตัวและมีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ และนับจาก กบฏ ร.ศ. 130 เมื่อ ป พ.ศ. 2445 เวลาผานไปอีก 20 ป จนถึงป พ.ศ. 2475 (วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงได เกิดเหตุการณเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของประเทศไทยขึ้น โดยคณะบุคคลที่ เรียกวา “คณะราฎร” ประกอบดวยทหารและพลเรือน ไดยึดอำนาจการปกครองจากพระมหา กษัตริย คือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่เจ็ด และเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุขอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อป พ.ศ. 2475 มีดังนี้ 1. คนรุนใหมที่ไดรับจากการศึกษาประเทศตะวันตก ไดรับอิทธิพลของลัทธิเสรี นิยม และแบบแผนประชาธิปไตยของตะวันตก จึงตองการนำมาปรับปรุง ประเทศชาติ
  • 129.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 121 2. เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลไมสามารถแกไขได 3. ประเทศญี่ปุนและจีนไดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแลว ทำใหประชาชน ตองการเห็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายในบานเมืองเร็วขึ้น 4. เกิดความขัดแยงระหวางพระราชวงศกับกลุมที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง ซึ่งไมพอใจที่พระราชวงศชั้นสูงมีอำนาจและดำรงตำแหนงเหนือกวา ทั้งในราชการฝายทหารและพลเรือน ทำใหกลุมผูจะทำการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง ไมมีโอกาสมีสวนรวมในการแกไขปรับปรุงบานเมือง 5. พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไมอาจทรงใชอำนาจสิทธิ์เด็ดขาดในการ ปกครอง ทำใหผูที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองรูสึกวาพระองคตกอยูใตอำนาจ อิทธิพลของพระราชวงศชั้นสูง โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อพระบรมวงศานุวงวศได ยับยั้งพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ จึงทำใหเกิดความไมพอใจใน พระบรมวงศานุวงศและ การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยเพิ่มขึ้น 1.3 พัฒนาการทางการเมืองและการปกครอง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยไดกาวเขาสูระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แตแนวคิด ความรู ความ เขาใจในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังจำกัดอยูเฉพาะกลุมปญญาชนที่ไดรับการ ศึกษาจากตะวันตกเทานั้น จึงมีความขัดแยงทางความคิดทั้งในกลุมผูปกครอง ขาราชการและ ประชาชน จนเกิดเปน กบฎ ปฏิวัติและรัฐประหารสลับกันไปมา (ปญหาทางการเมืองและการ ปกครองของประเทศไทยหลังป พ.ศ. 2475 ที่ไมมีเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาล หรือผูปกครองประเทศมักไมเปนไปตามกติกา หรือระเบียบแบบแผนโดยสันติวิธี ตรงกันขาม มักเกิดการแยงชิงอำนาจดวยการใชกำลังอยูเนืองๆ ไมวาจะเปนไปในรูปของการจลาจล กบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหาร) ความหมายของคำเหลานี้เหมือนกันในแงที่วาเปนการใชกำลังอาวุธ ยึดอำนาจทางการเมืองแตมีความหมายตางกันในดานผลของการใชกำลังความรุนแรงนั้นกลาว คือ หากการยึดอำนาจครั้งใดที่ผูกอการทำการไมสำเร็จจะถูกเรียกวา “กบฏ” หากการยึด อำนาจนั้นสำเร็จและเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกวารัฐประหาร นับแตป พ.ศ. 2475 เปนตนมา ประเทศไทย มีการพัฒนาการทางการเมืองและการปกครองโดยเรียงลำดับตามระยะเวลาของ เหตุการณสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นได ดังนี้
  • 130.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน122 1. พ.ศ. 2476 : การรัฐประหารครั้งที่ 1 โดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณนิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย นับเปนการกระทำรัฐประหารครั้งแรกใน ประวัติศาสตรการเมืองไทย ดวยการเปลี่ยนรัฐบาลและยึดอำนาจภยาในกลุม คณะราษฎรดวยกันเอง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 2. พ.ศ. 2476 : กบฎครั้งที่ 1 กบฏวรเดช ความขัดแยงระหวางคณะราษฎรและกลุมผูนิยมระบอบเกา ในป พ.ศ. 2476 ทำใหพระวรวงศเธอพระองคเจาบวรเดชและพวกกอการกบฏในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 เพื่อตั้งรัฐบาลใหม  มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย แตถูกฝายรัฐบาลในขณะนั้นปราบได การกบฏครั้งนี้มี ผลกระทบ กระเทือนตอพระราชฐานะของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจายูหัว ทั้งๆ ที่ทรงวางพระองคเปนกลาง เพราะคณะราษฎรเขาใจวาพระองคทรง สนับสนุนการกบฏความสัมพันธระหวางรัชกาลที่7และคณะราษฎรจึงราวฉาน ยิ่งขึ้น ในตน พ.ศ. 2477 รัชกาลที่ 7 ไดเสด็จไปรักษาพระเนตรที่ประเทศ สหราชอาณาจักร และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 3. พ.ศ. 2478 : กบฏครั้งที่ 2 กบฏนายสิบ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2478 เมื่อทหารชั้นประทวนในกองพันตางๆ ซึ่งมี สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เปนหัวหนา ไดรวมกันกอการเพื่อเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพ และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ และหลวงพิบูลสงครามไวเปนประกัน แตรัฐบาลสามารถจับกุมผูคิดกอการ เอาไวไดหัวหนาฝายกบฏถูกประหารชีวิตโดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะ ตอมา 4. พ.ศ. 2482 : กบฏครั้งที่ 3 กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือ กบฏ 18 ศพ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2482 เนื่องจากความขัดแยงระหวาง หลวงพิบูล สงครามกับพระยาทรงสุรเดชตั้งแตกอนการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 การสนับสนุนพระยามโนปกรณนิติธาดา เหตุการณครั้งกบฏวรเดช และ เหตุการณพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามติดตอกันหลายครั้ง (ลอบยิง 2ครั้งวางยาพิษ1ครั้ง)การกอกบฏครั้งนี้เปนความพยายามที่จะลมลางรัฐบาลใน ขณะนั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหกลับไปสูระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย ดังเดิม
  • 131.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 123 5. พ.ศ. 2490 : การรัฐประหารครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยคณะนายทหารกลุมหนึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัน เปนหัวหนา ไดเขายึดอำนาจรัฐบาลที่มีพลเรือตรี ถวัลย ธำรงนาวา สวัสดิ์ เปนนายกรัฐมนตรีไดสำเร็จ แลวมอบใหนายควง อภัยวงศ เปนนายก รัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลตอไป ขณะเดียวกันไดแตงตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนผูบัญชาการทหารแหงประเทศไทย 6. พ.ศ. 2491 : กบฏครั้งที่ 4 กบฏเสนาธิการ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 ไดบังคับใหนายควง อภัยวงศ ลาออกจากตำแหนงนายก รัฐมนตรี แลวมอบใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม เขาดำรงตำแหนงตอไป และนำมาสู “กบฏเสนาธิการ” 1 ตุลาคม 2491 ซึ่งพลตรีสมบูรณ ศรานุชิต และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เปนหัวหนาคณะและนายทหารกลุมหนึ่งวางแผน ที่จะเขายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และ ไดใหทหารเขาเลนการเมืองตอไป แตรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปน นายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจับกุมผูคิดกบฏไดสำเร็จ 7. พ.ศ. 2492 : กบฏครั้งที่ 5 กบฏวังหลวง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2492 นายปรีดี พนมยงค กับคณะนายทหารเรือ และพลเรือนกลุมหนึ่ง ไดนำกำลังเขายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเปนกอง บัญชาการ ประกาศถอดถอนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหาร ผูใหญหลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดรับการแตงตั้งเปนผูอำนวยการ ปราบปราม มีการสูรบกันในพระนครอยางรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝาย กอการกบฏไดสำเร็จ นายปรีดี พนมยงค ตองหลบพนีออกนอกประเทศ อีกครั้งหนี่ง ความพยายามยึดอำนาจครั้งนั้นถูกเรียกวา “กบฏวังหลวง” 8. พ.ศ. 2494 : กบฏครั้งที่ 6 กบฏแมนฮัตตัน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 เมื่อนาวาตรีมนัส จารุภา ผูบังคับการเรือ รบหลวงสุโขทัยใชปนจี้จอมพลป.พิบูลสงครามไปกักขังไวในเรือรบศรีอยุธยา นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหนาผูกอการไดสั่งใหหนวยทหารเรือมุงเขาสู พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสนประพันธ เปนนายก รัฐมนตรี เกิดการสูรบกันระหวางทหารเรือกับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูล
  • 132.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน124 สงคราม สามารถหลบหนีออกมาได และฝายรัฐบาลไดปราบปรามฝายกบฏ จนเปนผลสำเร็จ 9. พ.ศ. 2494 : การรัฐประหารครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดทำ รัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไมสามารถควบคุมเสียงขางมากใน รัฐสสภาได 10. พ.ศ. 2497 : กบฏครั้งที่ 7 กบฏสันติภาพ เกิดขึ้นในยุคที่โลกตกอยูในสภาวะสงครามเย็น และประเทศไทยเปนยุคของ อัศวินตำรวจ รัฐบาลที่ไดอำนาจมาจากการกระทำรัฐประหารตั้งแตวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 นับเปนรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายทำสงครามกับฝาย คอมมิวนิสตอยางเต็มที่ ดวยการรื้อฟนกฎหมายคอมมิวนิสต 2495 และกวาดจับ ผูมีความคิดเห็นแตกตางจากรัฐบาลครั้งใหญที่รูจักกันในนาม “กบฏสันติภาพ” ในป พ.ศ. 2497 11. พ.ศ. 2500 : การรัฐประหารครั้งที่ 4 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนาคณะ นำกำลังเขายึดอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เปนนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลไดรับการคัดคานจากประชาชน อยางหนัก หลังการยึดอำนาจจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผา ศรียานนทตองหลบหนีออกไปนอกประเทศและตั้งนายพจนสารสินเปนนายก รัฐมนตรี 12. พ.ศ. 2501 : การรัฐประหารครั้งที่ 5 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนา ไดชื่อวาการปฏิวัติเงียบเพราะเปนการยึดอำนาจของตนเอง หลังการรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดเขาดำรงตำแหนงนายกรัฐมนตรี ประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมืองและใหสภาผูแทนราษฎรและ คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลง
  • 133.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 125 13. พ.ศ. 2514 : การรัฐประหารครั้งที่ 6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรง ตำแหนงนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และผูบัญชาการ ทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารตัวเอง ประกาศยเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผูแทน ราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแหงชาติ ขึ้นทำหนาที่ฝายนิติบัญญัติ และให รางรัฐธรรมนูญใหเสร็จภายในระยะเวลา 3 ป 14. พ.ศ. 2514 : วันมหาวิปโยค การปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516 นับเปนจุดเปลี่ยนสำคัญใน ประวัติศาสตรการเมืองไทย เมื่อการเรียกรองใหมีรัฐธรรมนูญของนิสิต นักศึกษา และประชาชนกลุมหนึ่ง ไดแผขยายกลายเปนพลังประชาชน จำนวนมาก จนเกิดการปะทะสูรบกันระหวางรัฐบาลกับประชาชน เปนผลให จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค กิตติขจร ตองหลบหนีออกนอกประเทศ ไดนายกพระราชทาน คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ 15. พ.ศ. 2519 : การรัฐประหารครั้งที่ 7 ความตื่นตัวทางประชาธิปไตยที่กำลังเบงบานตองหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อ พลเอกสงัด ชลออยู และคณะนายทหารเขายึดอำนาจ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไมสามารถแกไข ปญหาได หลังการรัฐประหารไดมอบใหนายธานินทร กรัยวิเชียร ดำรงตำแหนง นายกรัฐมนตรี 16. พ.ศ. 2520 : กบฏครั้งที่ 8 กบฏ 26 มีนาคม 2520 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2520 นำโดยพลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหาร กลุมหนึ่ง ไดนำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เขายึดสถานที่ สำคัญ ฝายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใตการนำของพลเรือเอกสงัด ชลออยู ไดปราบปรามฝายกบฏเปนผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิต ตามคำสั่งนายกรับมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520
  • 134.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน126 17. พ.ศ. 2520 : การรัฐประหารครั้งที่ 8 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู ใหทำการ รัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร กรัยวิเชียร โดยใหเหตุผลวา การบริหาร าน ของรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร ไมอาจแกไขปญหาสำคัญของประเทศ ทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรม ใหลุลวงไปอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งการปดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนทาทีของรัฐบาล ในเหตุการณลอบวางระเบิดใกลพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว ที่จังหวัดยะลา และตั้งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท เปนนายกรัฐมนตรี 18. พ.ศ. 2524 : กบฏครั้งที่ 9 กบฏยังเติรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 นำโดยพลเอกสัณห จิตรปฏิมา ดวยการ สนับสนุนของคณะนายทหารหนุมโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และ พันเอกประจักษสวางจิตรไดพยายามใชกำลังทหารในบังคับบัญชาเขายึดอำนาจ ปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท เปนนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกิดความแตกแยกในกองทัพบก แตการปฏิวัติลมเหลว ฝายกบฏยอมจำนนและ ถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได ตอมารัฐบาลไดออกกฎหมายนิรโทษกรรมแกผูมีสวนเกี่ยวของการกบฏในครั้งนี้ 19. พ.ศ. 2528 : กบฏครั้งที่ 10 กบฏทหารนอกราชการ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528 โดยคณะนายทหารนอกราชการที่พยายาม ยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท แตดำเนินการไมสำเร็จ ผูกอการ คือ พันเอกมนูญ รูปขจร และนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร ไดลี้ภัยไป สิงคโปรและเดินทางไปอยูในประเทศเยอรมนีตะวันตก 20. พ.ศ. 2534 : การรัฐประหารครั้งที่ 9 เกิดขึ้นเมื่อวันที่23กุมภาพันธ2534นำโดยพลเอกสุนทรคงสมพงษผูบัญชาการ ทหารสูงสุดหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ(รสช.)ยึดอำนาจจาก รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และแตงตั้งนาย อานันทปนยารชุนขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีทวารัฐบาลที่มีอายุเพียง1ปของรสช. ก็ตองประสบกับอุปสรรคในการเรียกรองรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยจาก ประชาชนอันนำมาสูการชุมนุมเรียกรองทางการเมืองที่กลายเปนชนวนเหตุของ เหตุการณพฤษภาทมิฬในป 2535 ภายหลังการเลือกตั้งที่พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีในเวลาตอมา
  • 135.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 127 21. พ.ศ. 2549 : การรัฐประหารครั้งที่ 10 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผูบัญชาการ ทหารบกทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของพันตำรวจโททักษิณชินวัตร เรียกตนเองวาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหา กษัตริยทรงเปนประมุข จากพัฒนาการทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ป พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยางบอยครั้ง รวมทั้งเปนที่มาของ รัฐธรรมนูญฉบับตางๆ ดวย จะเห็นวามีพัฒนาการในทางที่ใหสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน มากขึ้น แมวาบางยุคสมัยจะถูกกลาวหาวาเปนเผด็จการก็ตาม เราก็จะเห็นพัฒนาการทาง การเมืองในภาคประชาชนที่คอยๆกอตัวขึ้นในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศจนคลายกับเปนความ ขัดแยงทางสังคม โดยเฉพาะอยางยิ่งหลังเหตุการณรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ไดทำใหเกิดความ คิดเห็นที่แตกตางของประชาชนทั้งประเทศอยางไมเคยเกิดขึ้นมากอน จนหลายฝายวิตกวา จะนำไปสูสงครามการเมือง แตเมื่อมองในดานดีจะพบวาในเหตุการณดังกลาวไดกอใหเกิด ความตื่นตัวของภาคประชาชน ในดานการเมืองทั้งประเทศอยางที่ไมเคยมีมากอน ความคิดเห็น ทางการเมืองตางกันที่เกิดขึ้นในเวลานี้เปนเรื่องใหมและยังไมมีความคิดเห็นที่ตรงกัน ตอง อาศัยระยะเวลาและการเรียนรูของผูคนทั้งประเทศที่จะตองอดทนเรียนรูและอยูรวมกันใหได ทามกลาง ความแตกตางและปรับความคิดเขาหากันใหถึงจุดที่พอจะยอมรับกันได สถานการณความแตกตางทางความคิดที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 จึง เปนโอกาสอันดีของผูคนในยุคสมัยนี้ที่จะรวมกันหาคำตอบและทางออกของเหตุการณวาเราจะ รวมกันหาทางออกของเหตุการณดวยสันติวิธีหรือดวยความรุนแรง ซึ่งเราทุกคนในเวลานี้ ลวนมีสวนรวมในการหาคำตอบและทางออกดวยกันทุกคน
  • 136.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน128 เรื่องที่ 2 การมีสวนรวมทางการเมือง และการอยูรวมกันอยางสันติใน ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 2.1 การมีสวนรวมทางการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีหลักการพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ คือ 1. หลักการอำนาจอธิปไตยเปนของปวงชนประชาชนแสดงออกซึ่งการเปนเจาของ โดยใชอำนาจที่มีตามกระบวนการเลือกตั้งอยางอิสระและทั่วถึงในการใหไดมาซึ่งตัวผูปกครอง และผูแทนของตน รวมทั้งประชาชนมีอำนาจในการคัดคานและถอดถอนผูปกครองและ ผูแทนที่ประชาชนเห็นวามิไดบริหารประเทศในทางที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวม เชน มี พฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือคอรรัปชั่น (Corruption) 2. หลักเสรีภาพ ประชาชนทุกคนมีความสามารถในการกระทำหรืองดเวนการ กระทำอยางใด อยางหนึ่งตามที่บุคคลตองการ ตราบเทาที่การกระทำของเขานั้นไมไปละเมิด ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือละเมิดตอความสงบเรียบรอยของสังคมและความมั่นคง ของประเทศชาติ 3. หลักความเสมอภาคการเปดโอกาสใหประชาชนทุกคนสามารถเขาถึงทรัพยากร และคุณคาตางๆ ของสังคมที่มีอยูจำกัดอยางเทาเทียมกัน โดยไมถูกกีดกันดวยสาเหตุแหงความ แตกตางทางชั้นวรรณะ ทางสังคม ชาติพันธุ วัฒนธรรมความเปนอยู ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือดวยสาเหตุอื่น 4. หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม การใหความคุมครองสิทธิขั้น พื้นฐานของประชาชนทงใหเรื่องสิทธิเสรีภาพในทรัพยสิน การแสดงออก การดำรงชีพ ฯลฯ อยางเสมอหนากัน โดยผูปกครองไมสามารถใชอำนาจใดๆ ลิดรอนเพิกถอนสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนไดและไมสามารถใชอภิสิทธิ์อยูเหนือกฎหมาย หรือเหนือกวาประชาชนคนอื่นๆ ได 5. หลักการเสียงขางมาก (Majority rule) ควบคูไปกับการเคารพในสิทธิของ เสียงขางนอย (Minority Rights) การตัดสินใจใดๆ ที่สงผลกระทบตอประชาชนหมูมาก ไมวาจะเปนการเลือกตั้งผูแทนของประชาชนเขาสูระบบการเมือง การตัดสินใจของฝาย นิติบัญญัติ ฝายบริหารหรือฝายตุลาการ ยอมตองถือเอาเสียงขางมากที่มีตอเรื่องนั้นๆ เปน เกณฑในการตัดสินทางเลือก โดยถือวาเสียงขางมากเปนตัวแทนที่สะทอนความตองการ/
  • 137.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 129 ขอเรียกรองของประชาชนหมูมาก หลักการนี้ตองควบคูไปกับการเคารพคุมครองสิทธิเสียง ขางนอยดวย ทั้งนี้ก็เพื่อเปนหลักประกันวาฝายเสียงขางมากจะไมใชวิธีการ “พวกมากลากไป” ตามผลประโยชน ความเห็นหรือกระแสความนิยมของพวกตนอยางสุดโตง แตตองดำเนินการ เพื่อประโยชนของประชาชนทั้งหมดเพื่อสรางสังคมที่ประชาชนเสียงขางนอย รวมทั้งชน กลุมนอย ผูดอยโอกาสตางๆ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุข โดยไมมีการเอาเปรียบกันและ สรางความขัดแยงในสังคมมากเกินไป คานิยมทัศนคติที่สงเสริมประชาธิปไตยระบอบประชาธิปไตยนอกจากจะเปนระบอบ การเมืองแลว ยังเปนระบอบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมดวย ดังนั้นจึงไมใชอยูที่รัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้งและการตอรองทางการเมืองเทานั้น หากอยูที่สมาชิกในสังคมจะตอง ชวยกันหลอหลอม สรางคานิยม วิถีชีวิตที่เปนประชาธิปไตยมาตั้งแตในครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงานชุมชนเพื่อจะนำไปสูหรือการปกปองระบอบประชาธิปไตยทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจ และสังคม จากหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยดังกลาวแลว จะเห็นวาการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนเปนสิ่งที่มีความสำคัญมาก หากปราศจากการมีสวนรวมของ ประชาชนในทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตยนั้นจะไมตางจากระบอบเผด็จการ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงไดบัญญัติการมีสวนรวมโดยตรงของ ประชาชนไวใน หมวด 7 มาตรา 163 - มาตรา 165 ดังนี้ หมวด ๗ การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งไมนอยกวาหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอ ตอประธานรัฐสภาเพื่อใหรัฐสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนูญนี้ คำรองขอตามวรรคหนึ่งตองจัดทำรางพระราชบัญญัติเสนอมาดวย หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาตองให ผูแทนของ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการ ของรางพระราชบัญญัติ และคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติ ดังกลาว จะตองประกอบดวยผูแทนของประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอราง พระราชบัญญัตินั้นจำนวน ไมนอยกวาหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดดวย
  • 138.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน130 มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไมนอยกวาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อ รองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหนงได คำรองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดำรงตำแหนงดังกลาวกระทำ ความผิดเปนขอๆ ใหชัดเจน หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเขาชื่อรองขอตามวรรคหนึ่ง ใหเปน ไปตามพระราชบัญญัติประกอบดวยรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งยอมมีสิทธิออกเสียงประชามติ การจัดใหมีการออกเสียงประชามติใหกระทำไดในเหตุ ดังตอไปนี้ (๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นวากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสีย ของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจจะปรึกษาประธานสภา ผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจา นุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได (๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติใหมีการออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพื่อมีขอยุติ โดยเสียงขางมากของผูมีสิทธิออกเสียงประชามติในปญหาที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ หรือเปนการออกเสียงเพื่อใหคำปรึกษาแกคณะรัฐมนตรีก็ได เวนแตจะมีกฎหมาย บัญญัติไวเปนการเฉพาะ การออกเสียงประชามติตองเปนการใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการ ตามที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือ แยงตอรัฐธรรมนูญหรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล จะกระทำมิได กอนการออกเสียงประชามติ รัฐตองดำเนินการใหขมูลอยางเพียงพอ และใหบุคคลฝายที่ เห็นชอบ และไมเห็นชอบกับกิจการนั้นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนไดอยาง เทาเทียมกัน หลักเกณฑและวิธีการออกเสียงประชามติใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอยางนอยตองกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ วิธีการออกเสียงประชามติระยะเวลาในการดำเนินการ และจำนวนเสียงประชามติ เพื่อมีขอยุติ
  • 139.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 131 นอกจากการมีสวนรวมโดยตรงทางการเมืองแลวสิ่งที่มีความสำคัญเปนอยางมากก็คือ การเลือกตัวแทนของตนในทุกระดับ จะตองเลือกคนที่มีความเหมาะสมกับตำแหนงนั้นๆ ซึ่ง ปจจุบันจะมีการเลือกตั้งตัวแทนประชาชนเกือบทุกระดับ แตประชาชนสวนใหญยังมิได แยกแยะวาการเลือกตั้งนั้นๆ เลือกเขาไปทำหนาที่อะไร ประชาชนมักจะเลือกจากผูที่ตนเอง มีความคุนเคย สนิทสนม หรือมีพระคุณ หรือมากกวานั้นที่มีการกลาวหากันแตขาดพยาน หลักฐานก็คือเลือกผูที่ใหเงินตน (ที่เรียกวาซื้อเสียง) หากประชาชนสามารถเลือกตั้งตัวแทนของตนเองไดเหมาะสมกับตำแหนงที่ไดมาจากการ เลือกตั้งแลว จะสามารถพลิกโฉมการเมืองไทยไดมากกวาที่เปนอยูทุกวันนี้ กิจกรรมที่ 11 ใหผูเรียนวิเคราะหการพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยตามความเขาใจ โดยใชขอมูลประกอบ 2.2 การอยูรวมกันอยางสันติในระบอบประชาธิปไตย จากหลักการของระบอบประชาธิปไตยเห็นไดวาประชาชนตองมีบทบาทและมีสวนรวม ในทางการเมืองมากกวาระบอบเผด็จการ และในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนทุกคนอยางเทาเทียม ในสังคมที่มีขนาดใหญ หากทุกคนยึดแตหลักการ พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเทานั้น เชื่อวาความวุนวายและไรระเบียบของสังคมยอม เกิดขึ้น ในสังคมไทย แนวคิดของระบอบประชาธิปไตยเปนสิ่งที่เรารับมาจากประเทศทาง ตะวันตก ซึ่งมีขอดีในเรื่องวินัย สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค สวนวิถีของสังคมไทย ที่เปนสังคมพุทธ มีขอดีในเรื่องความอบอุน การเคารพผูอาวุโส ความกตัญู เปนขอดี ที่เราตองนำมาใชใหถูกตอง ดังนั้นการจะอยูรวมกันอยางสันติในระบอบประชาธิปไตยของ สังคมไทยคงมิใชการยึดหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเทานั้นแตตองมองรากฐาน ของคนไทยดวยวามีวิถีชีวิตอยางไร วิถีชีวิตไทย สังคมไทยในอดีตปกครองดวยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยจนถึงป พ.ศ. 2475 เมื่อคณะราษฎรไดทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเปนระบอบประชาธิปไตย เวลาที่ผานมา 70 กวาป วิถีชีวิตของชนชาวไทยไดปรับตนเองใหเขากับระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตยอยางไร
  • 140.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน132 การศึกษาเพื่อใหเกิดความเขาใจวิถีชีวิตไทยภายใตระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย นักศึกษาควรจะมีความรูความเขาใจในความหมายของคำหลักที่เกี่ยวของกอน ไดแกคำวา “วิถีชีวิต” “ระบอบ” และ “ประชาธิปไตย” เพื่อเปนพื้นฐานในการวิเคราะหตอไป ซึ่ง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใหความหมายของคำดังกลาวไว ดังนี้ วิถีชีวิต หมายถึง ทางดำเนินชีวิต เชน วิถีชีวิตชาวบาน ระบอบ หมายถึง แบบอยาง ธรรมเนียม เชน ทำถูกระบอบ ระเบียบ การปกครอง เชน การปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ประชาธิปไตย(ประชาทิปะไต/ประชาทิบปะไต)หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติ ปวงชน เปนใหญ การถือเสียงขางมากเปนใหญ จากความหมายของคำหลักทั้งสามคำดังกลาวขางตน เมื่อนำความหมายมารวมกัน “วิถีชีวิตไทยภายใตการปกครองระบอบประชาธิปไตย” จึงหมายถึง การดำเนินชีวิตของชน ชาวไทยโดยการถือเสียงขางมากเปนใหญ เราจะทำการศึกษาตอไปวา การดำเนินชีวิตของคนไทยนั้นไดถือเสียงขางมากใน เรื่องใดบางและขอดีขอเสียของการถือเสียงขางมากเปนใหญมีอะไรบางโดยการพิจารณาชจาก ลักษณะของสังคมไทยในปจจุบัน ลักษณะที่สำคัญของสังคมไทย ประเทศไทยตั้งอยูบนคาบสมุทรอินโดจีนที่เรียกวา “สุวรรณภูมิ” มีพื้นที่ประมาณ 513.115 ตารางกิโลเมตร มีกลุมชนชาติไทยและกลุมชาติพันธุอื่นๆ อีกมากกวา 50 ชาติพันธุ เชน จีน ลาว มอญ เขมร กูย ฝรั่ง แขก ซาไก ทมิฬ ฯลฯ มาอาศัยอยูในประเทศไทย มีภาษาไทย เปนของตนเอง มีประวัติศาสตรการตั้งถิ่นฐานที่ยาวนาน ประชากรสวนใหญประกอบอาชีพ เกษตรกรรม มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข จนถึงป พ.ศ. 2475 เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เวลาผานไปเกือบ 80 ป จนถึงปจจุบัน เมื่อวิเคราะหลักษณะ ของสังคมไทยในปจจุบัน เราจะพบวาลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. สังคมไทยเปนสังคมที่เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย สังคมไทยปกครองโดยเฉพาะพระมหากษัตริยมาตั้งแตสมัยสุโขทัย ที่เรียกวา สมบูรณาญาสิทธิราชย จนมาถึงการปกครองในระบอบประชิปไตย พระมหา กษัตริยทรงเปนทั้งองคพระประมุข เปนขวัญและกำลังใจใหกับประชาชน และ ทรงเปนศูนยรวมแหงความสามัคคีของคนในชาติ สถาบันพระมหากษัตริย จึงไดรับ การเคารพเทิดทูนอยางสูงในสังคมไทย
  • 141.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 133 2. สังคมไทยยึดมั่นในพระพุทธศาสนา วัดมีความสัมพันธกับชุมชนมาก ในอดีตวัดเปนแหลงการศึกษาของฆารวาส และภิกษุสามเณร เปนสถานที่อบรมขัดเกลาจิตใจ โดยใชธรรมะเปนเครื่องชี้นำ ในการดำเนินชีวิต โดยมีพระภิกษุเปนผูอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน ใหเปนคนดีมีศีลธรรม
  • 142.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน134 3. สังคมไทยเปนสังคมเกษตร อาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพที่เปนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งในปจจุบันมีการ นำเทคโนโลยีมาใชในการเกษตรมากขึ้น ทำใหมีการพัฒนาเปนเกษตร อุตสาหกรรม จากพื้นฐานการมีอาชีพเกษตรกรรม ทำใหคนไทยรักความเปนอยู ที่เรียบงาย ไมทะเยอทะยานเกินฐานะ มีจิตใจออนโยน เอื้อเฟอเผื่อแผ 4. สังคมไทยใหการเคารพผูอาวุโส การแสดงความเคารพ การใหเกียรติผูอาวุโส มีผลตอการแสดงออกของคน ในสังคมในดานกิริยาวาจาความเคารพและความเกรงใจทำใหเด็กๆหรือผูนอย รูจักออนนอมถอมตนตอผูใหญ
  • 143.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 135 5. สังคมไทยเปนสังคมระบบเครือญาติ สังคมไทยเปนสังคมที่อยูรวมกันเปนครอบครัวขนาดใหญ มีความสัมพันธกัน อยางใกลชิด ทำใหมีความผูกพันและหวงใยในทุกขสุขของกันและกัน อุปการะ เกื้อกูลกัน ซึ่งสมาชิกในครอบครัวทุกคนถือเปนหนาที่ที่ตองประพฤติปฏิบัติ ตอกัน 6. สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว เนื่องจากมีการเปดรับวัฒนธรรมตางชาติเขามามากและระบบเศรษฐกิจเปนแบบ ทุนนิยม โดนยเฉพาะเมืองใหญ เชน กรุงเทพฯ เชียงใหม ภูเก็ต เปนตน แตใน ชนบทจะมีการเปลี่ยนแปลงชากวาเมืองใหญ ทำใหมีขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงามคงอยู
  • 144.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน136 หากเราสามารถใชชีวิตโดยการประยุกตใชหลักการของระบอบประชาธิปไตย ทั้ง 5 หลัก (หนา 130) ใหเขากับสภาพสังคมและวิถีชีวิตไทยไดอยางสมดุล เชื่อวาสังคมไทยจะ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติมีสิทธิเสรีภาพและความอบอุนในรูปแบบของวิถีชีวิตไดโดยมี แนวทางของการเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยโดยพิจารณาจากบทบาทหนาที่ของตนเอง ที่มีตอสวนเกี่ยวของ ดังนี้ 1. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอตนเอง ไดแก 1.1 ยึดมั่นในคุณธรรมและศีลธรรม 1.2 พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองใหมีความรู ฉลาด ทันโลกทันเหตุการณ 1.3 ประกอบอาชีพที่ซื่อสัตยดวยความขยันหมั่นเพียร 1.4 สนใจติดตามขาวความเปนไปในทางการเมืองการปกครองเศรษฐกิจและ สังคม 2. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอครอบครัว 2.1 ทำหนาที่สมาชิกในครอบครัวใหสมบูรณ 2.2 ชวยกิจกรรมงานตางๆ ในครอบครัวอยางเต็มใจ 2.3 ชวยกันดูแลประหยัดคาใชจายในครอบครัว 2.4 รับฟงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในครอบครัว 2.5 ไมทำใหสมาชิกในครอบครัวรูสึกวาถูกทอดทิ้ง 3. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอสังคมและประเทศชาติ 3.1 ดานเศรษฐกิจ
  • 145.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 137 1) ประกอบอาชีพที่เกิดผลดีทางเศรษฐกิจตอชุมชนและประเทศชาติ 2) เสียภาษีอากรใหแกรัฐอยางถูกตอง 3) ประหยัดการใชจาย 3.2 ดานการเมือง 1) สนใจติดตามขาวคราวความเปนไปทางดานการเมืองในประเทศ 2) สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย 3) เขารวมในกิจกรรมตางๆ ที่มีอยูในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย 4) เคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น 5) สนใจติดตามความเปนไปและปญหาทางดานสังคมของชุมชน 3.3 ดานสังคม 1) ยึดมั่นในระเบียบวินัยและปฏิบัติตามกฎหมายของบานเมือง 2) ยอมรับความแตกตางในดานบุคคล 3) มีความรูสึกเปนสวนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติ 4) ใหความชวยเหลือในการทำงานเพื่อสังคม หากแตละบุคคลสามารถปฏิบัติตามบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบไดอยางครบถวน ก็ไดชื่อวาเปน “พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย” กิจกรรมที่ 12 1. ใหผูเรียนวิเคราะหและเขียนบอกลักษณะสำคัญของสังคมในปจจุบัน โดย เปรียบเทียบกับลักษณะของสังคมไทยตามที่มีผูวิเคราะหไวแลว เพื่อพิจารณาวา มีลักษณะใดบางที่เปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไปแลวและลักษณะใดบางที่ยังคงอยู พรอมกับบอก ความรูสึกของผูเรียนที่มีตอสภาพสังคมในปจจุบัน …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
  • 146.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน138 2. ผูเรียนวิเคราะหบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบของผูเรียนที่ปฏิบัติตอสมาชิก ในครอบครัววาเปนไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยหรือไมบทบาท หนาที่ดังกลาวมีเรื่องใดบางที่ควรสงเสริม และมีเรื่องใดบางที่ควรละทิ้ง …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ในฐานะที่ผูเรียนเปนหนวยหนึ่งของสังคมและประเทศ ผูเรียนจะปฏิบัติตน อยางไรจึงจะไดชื่อวา เปนพลเมืองดีของประเทศที่มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
  • 147.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 139 บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน สาระสำคัญ มนุษยทุกคนเกิดมามีเกียรติ ศักดิ์ศรีเทาเทียมกัน ยอมจะไดรับความคุมครองจากรัฐ ตามมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550 ไดบัญญัติสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไวเพื่อปกปองคุมครองประชาชนทุกคนมิใหถูกละเมิดสิทธิ และรักษาสิทธิของตนได ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายที่มาของแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนได 2. อธิบายหลักสิทธิมนุษยชนสากลได 3. ยกตัวอยางแนวทางในการคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชนได ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 กำเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 2 การคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน สื่อประกอบการเรียนรู 1. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต 2. เอกสารสิทธิมนุษยชนสากล 3. บทความทางวิชาการ
  • 148.
  • 149.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 141 เรื่องที่ 1 กำเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน (Human Rights) 1.1 ความเปนมาของสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนคืออะไร ไดมีผูใหความหมายของสิทธิมนุษยชนไววาหมายถึงสิทธิตางๆที่แสดงถึงคุณคาแหง ความเปนมนุษย หากสิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิตางๆ ที่แสดงถึงคุณคาความเปนมนุษยแลว แตใน สภาพขอเท็จจริงทางสังคมมนุษยกลับมิไดรับสิทธิหรือการปฏิบัติที่แสดงถึงคุณคาความเปน มนุษย จึงเกิดพัฒนาการในเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้น ความตื่นตัวในเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในประเทศที่ปกครองในระบอบประชา ธิปไตย สิทธิมนุษยชนมีที่มาอยางไร วไล ณ ปอมเพชร. http:/www.action4change.com/ เมื่อ วันที่ 5 มีนาคม 2553) ไดศึกษาคนควาและเรียบเรียงถึงความเปนมาของสิทธิมนุษยชนไววา สิทธิมนุษยชน ไดมีพัฒนาการมาจากความพยายามของมนุษยที่จะให ศักดิ์ศรีของ มนุษยชนไดรับการเคารพและจากการตอสูเพื่อเสรีภาพและความเสมอภาค ที่เกิดขึ้นในดินแดน ตางๆทั่วโลก แนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เกิดจากบรรดานักคิดที่มาจากหลากหลาย ประเพณีทางวัฒนธรรมและศาสนา ตอมาผูบริหารประเทศและนักกฎหมาย ตางก็มีบทบาท ในการสงเสริมแนวความคิดดังกลาว และรางขึ้นเปนเอกสารที่ใชปกปองสิทธิของบุคคล และ คอยๆ กลายเปนบทบัญญัติและรัฐธรรมนูญของชาติตางๆ ในชวงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการดำเนินการจัดตั้งองคการสหประชาชาติขึ้น บรรดาผูนำของประเทศสมาชิกดั้งเดิม50ประเทศไดรวมลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ(The Charter of the United Nations) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ซึ่ง ประกาศเปาหมายหลักขององคการสหประชาชาติซึ่งไดถือกำเนิดขึ้นอยางเปนทางการในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488) วา “เพื่อปกปองคนรุนตอไปจากภัยพิบัติสงคราม และเพื่อ ยืนยันความศรัทธาในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในศักดิ์ศรีและคุณคาของมนุษย และในสิทธิ อันเทาเทียมกันของบุรุษและสตรี” มาตรา 1 ของกฎบัตรสหประชาชาติระบุวา จุดมุงหมาย ประการหนึ่งของสหประชาชาติ คือ “เพื่อบรรลุความรวมมือ ระหวางชาติในการสงเสริมและ สนับสนุนใหมีการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษยทุกคน โดย ไมคำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือ ศาสนา”
  • 150.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน142 ดวยเหตุที่กฎบัตรสหประชาชาติเปนสนธิสัญญาที่บรรดาประเทศสมาชิกองคการ สหประชาชาติรวมลงนาม จึงถือวามีขอผูกพันทางกฎหมายที่บรรดาสมาชิกจะตองปฏิบัติตาม รวมถึงการสงเสริมสิทธิมนุษยชน และการรวมมือกับสหประชาชาติตลอดจนนานาประเทศ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่บัญญัติไวในกฎบัตร อยางไรก็ตาม กฎบัตรสหประชาชาติมิไดมี รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยตรง หรือกลไกที่จะชวยใหประเทศสมาชิกปกปองสิทธิ มนุษยชน ครั้น ป ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) องคการสหประชาชาติไดจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน (Committee on Hunan Rights) ขึ้น มีหนาที่รางกฎเกณฑระหวางประเทศเกี่ยวกับ เรื่องสิทธิมนุษยชน จึงเกิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaratioon of Human Rights) ซึ่งสหประชาชาติไดมีมติรับรอง เมื่อวันที้ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ปฏิญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซึ่งบรรดาประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติ ไดรวมรับรองเมื่อค.ศ.1948(พ.ศ.2491) ถือเปนมาตรฐานในการปฏิบัติตอกันของมวลมนุษย และของบรรดานานาชาติ ถึงแมวาปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนจะมิไดมีผลบังคับทาง กฎหมายเชนเดียวกับสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือขอตกลงระหวางประเทศ แตปฏิญญาสากล ฉบับนี้ นับวามีพลังสำคัญทางศีลธรรม จริยธรรม และมีอิทธิพลทางการเมืองไปทั่วโลก และ ถือเปนหลักเกณฑสำคัญในการปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่บรรดาประเทศทั่วโลกยอมรับ ขอความในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนเปนพื้นฐานในการดำเนินงานขององคการสห ประชาชาติ และมีอิทธิพลสำคัญตอการรางรัฐธรรมนูญของบรรดาประเทศที่มีการราง รัฐธรรมนูญในเวลาตอมา โดยเฉพาะอยางยิ่งบรรดาประเทศอาณานิคมไดอางปฏิญญาสากล วาดวยสิทธิมนุษยชนในการประกาศอิสรภาพ ชวง ค.ศ. 1950 ถึง 1960 (พ.ศ. 2493-2503) และ หลายประเทศนำขอความในปฏิญญามาใชในการรางรัฐธรรมนูญของตน รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ก็มีขอความที่สอดคลองกับปฏิญญาสากลฯ เชน ในมาตรา 4วา : “ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง” เมื่อสหประชาชาติมีมติรับรองปฏิญญสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน องคการสห ประชาชาติประกอบดวยประเทศสมาชิกเพียง 58 ประเทศ จากนั้นมาจำนวนประเทศสมาชิก เพิ่มขึ้น จนมีจำนวนเกินกวาสามเทาของสมาชิกเดิม อิทธิพลของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิ มนุษยชนขยายมากขึ้นจนเปนที่ยอมรับในระดับสากล และเปนที่อางอิงถึงเมื่อมีปญหาเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนในประเทศทั้งหลายทั่วโลก เมื่อพิจารณาดูมาตราตางๆของปฏิญญาสากลวาดวย สิทธิมนุษยชนจะเห็นวา มาตราแรกแสดงถึงความเปนสากลของสิทธิมนุษยชน โดยกลาวถึง ความเทาเทียมกันัของศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษยทุกคน ปรากฏในคำปรารภซึ่งเริ่มดวยขอความ
  • 151.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 143 ที่เนนการยอมรับ “ศักดิ์ศรีประจำตัวและสิทธิซึ่งเทาเทียมกัน และไมอาจโอนใหแกกันไดของ สมาชิกทั้งมวลของครอบครัวมนุษย” สิทธิที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน จำแนกออกไดอยางกวางๆ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เกี่ยวกับสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรวมถึงสิทธิใน ชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงของบุคคล อิสรภาพจากความเปนทาสและการถูกทรมาน ความเสมอภาคในทางกฎหมาย การคุมครองเมื่อถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศ สิทธิที่จะไดรับการ พิจารณาคดีอยางเปนธรรม การมีสวนรวมทางการเมือง สิทธิในการสมรสและการตั้งครอบครัว เสรีภาพขั้นพื้นฐานในทางความคิด มโนธรรม และศาสนา การแสดงความคิดเห็น และการ แสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและเขารวมสมาคมอยางสันติ สิทธิในการมีสวนในรัฐบาล ของประเทศตนโดยทางตรงหรือโดยการสงผูแทนที่ไดรับการเลือกตั้งอยางเสรี สวนสิทธิ ประเภทที่สอง คือสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิในการทำงาน การไดรับคาตอบแทนเทากันสำหรับงานที่เทากัน สิทธิในการกอตั้งและเขารวมสหภาพแรงงาน สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม สิทธิในการศึกษา และสิทธิในการเขารวมใชชีวิต ทางวัฒนธรรมอยางเสรี ลักษณะเฉพาะของสิทธิมนุษยชนที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน มี ดังตอไปนี้ 1. เปนสิทธิที่ติดตัวมากับมนุษย(Inherent) เมื่อคนเกิดมาจะมีสิทธิมนุษยชนติดตัว มาดวย เพราะมีความเปนมนุษย ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงเปนสิทธิที่ติดตัวแตละ คนมา ไมมีการใหหรือซื้อ หรือสืบทอดมา 2. เปนสิทธิที่เปนสากล(Universal) คือเปนสิทธิของมนุษยทุกคนเหมือนกันไมวา จะมีเชื้อชาติ เพศ หรือนับถือศาสนาใด ไมวาจะเปนผูที่มาจากพื้นฐานทางสังคม หรือการเมืองอยางใด มนุษยทุกคนเกิดมามีอิสระเสรี มีความเทาเทียมกันใน ศักดิ์ศรีและสิทธิ 3. เปนสิทธิที่ไมอาจถายโอนใหแกกันได(Inalienable) คือไมมีใครจะมาแยงชิงเอา สิทธิมนุษยชนไปจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งได ถึงแมวากฎหมายของประเทศจะ ไมยอมรับรองสิทธิมนุษยชนหรือแมวาจะละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตามประชาชน ของประเทศนั้นก็ยังมีสิทธิมนุษยชนอยู ตัวอยางเชน ในสมัยคาทาสทาสทุกคน มีสิทธิมนุษยชน ถึงแมวาสิทธิเหลานั้นจะถูกละเมิดก็ตาม 4. เปนสิทธิที่ไมถูกแยกออกจากกัน (Indivisible) กลาวคือ เพื่อที่จะมีชีวิตอยูอยาง มีศักดิ์ศรี มนุษยทุกคนยอมมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพ มีความมั่นคงและมีมาตรฐาน
  • 152.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน144 การดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับความเปนมนุษย ดังนั้นสิทธิตางๆของมนุษยชนจะ ตองไมถูกแยกออกจากกัน ตอมาหลักการของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ไดมีการแปลเจตนาและขยาย ขอความใหละเอียดยิ่งขึ้น ดวยการรางเปนกติการะหวางประเทศที่มีผลบังคับทางกฎหมายและ สหประชาชาติมีมติรับรอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509) คือ กติการะหวาง ประเทศวาดวยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) การที่สหประชาชาติมีมติรับรองกติการะหวางประเทศดังกลาวนี้ ทำใหบรรดานานาประเทศสมาชิกขององคการสหประชาชาติไมเพียงแตเห็นชอบดวยกับสิทธิ ตางๆที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แตยังถือเปนมาตรการในการปฏิบัติตาม ดวย หมายความวาบรรดาประเทศที่ใหสัตยาบรรณ(Ratify) หรือรับรองกติการะหวางประเทศ ดังกลาวจะตองปฏิบัติตามขอความในกติการะหวางประเทศ มีขอผูกพันที่จะตองเคารพและ ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกติการะหวางประเทศ และรวมไปถึงตองสงรายงานการปฏิบัติตาม กติการะหวางประเทศใหแกสหประชาชาติเปนประจำดวย เมื่อกติการะหวางประเทศทั้งสอง ฉบับมีผลในการบังคับใชน ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) ไดเขาเปนภาคี จนปจจุบันนับได 134 ประเทศ นอกจากกติการะหวางประเทศทั้งสองฉบับที่กลาวมาแลวนี้ ยังมีอนุสัญญา (Conven tions) คำประกาศ (Declarations) ขอเสนอแนะ (Recommendations) ที่เกี่ยวกับรายละเอียด ของสิทธิมนุษยชนตามเจตนารมณของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน และกติการะหวาง ประเทศทั้งสองฉบับ คำประกาศและขอเสนอแนะคือเปนมาตรฐานสากลสำหรับบรรดา ประเทศสมาชิกขององคการสหประชาชาติ แตไมมีผลผูกพันทางกฎหมายเชนเดียวกับอนุสัญญา ซึ่งมีผลบังคับใหประเทศที่เปนภาคีของอนุสัญญาตองปฏิบัติตาม ตัวอยางของอนุสัญญาวาดวย สิทธิมนุษยชน เชน อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก (Convention on The Rights of the Child) อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination Against Women) อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2523) ที่ไดมีมติรับรองของสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2520) ปจจุบันนี้ ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติกวา 180 ประเทศ ใหสัตยาบรรณรับรอง อนุสัญญาดังกลาว และบรรดาประเทศภาคีของอนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก ตางก็หาวิถีทางที่จะ ปฏิบัติตามขอผูกมัดของอนุสัญญา โดยถือวา เด็กเปนผูที่จะตองไดรับการดูแล ปกปอง และ
  • 153.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 145 เนนถึงความสำคัญของชีวิต ครอบครัวของเด็กดวย (โปรดดูรายละเอิยดในอนุสัญญาวาดวย สิทธิเด็ก ในภาคผนวก) อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ ไดรับการรับรองจาก สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) และมีผลบังคับใชใน วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) ในปจจุบัน ประเทศภาคีของอนุสัญญาดังกลาวนับ ไดกวา150ประเทศ จุดประสงคของอนุสัญญาฉบับนี้คือความเสมอภาคระหวางชายและหญิง และเพื่อปองกันการเลือกปฏิบัติตอสตรี โดยเฉพาะอยางยิ่งการเลือกปฏิบัติในรูปแบบของการ บังคับใหแตงงาน ความรุนแรงในครอบครัว โอกาสในการศึกษา การดูแลดานสาธารณสุข ตลอดจนการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน ที่กลาวมาทั้งหมดนี้ เปนความเปนมาของสิทธิมนุษยชนสากล ความเปน “สากล” เริ่มเห็นไดชัดเจนจากปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปนมาตรฐานระดับนานาชาติที่ เกี่ยวกับการปกปองศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน ตอมาจึงเกิดกติกาสัญญาระหวางชาติ ตลอดจน อนุสัญญาฉบับตางๆ ซึ่งมีขอผูกพันในทางกฎหมายที่จะตองปฏิบัติตามบทบัญญัติในกติกา ระหวางประเทศ และอนุสัญญาที่แตละประเทศไดเขารวมเปนภาคี ความเปน “สากล” ของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แสดงไวอยางชัดเจนใน ปฏิญญาขอที่1 ซึ่งเนนถึงความเทาเทียมกันของศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษยทุกคน และในขอที่ 2 ซึ่งกลาวถึงความชอบธรรมของมนุษยทุกคนในสิทธิและเสรีภาพที่ระบุไวในปฏิญญาฯ ดย ไมมีการจำแนกความแตกตางในเรื่องใดทั้งสิ้น สหประชาชาติและองคกรตางๆ ในระบบของสหประชาชาติ เชน ยูเนสโก และ ยูนิเซฟ เปนตน ไดหาวิถีทางที่จะใหบรรดาประเทศสมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแหง สิทธิมนุษยชน แตความพยายามตางๆยอมไรผล ถาปราศจากความรวมมือของแตละประเทศ สำหรับประเทศไทย สิทธิมนุษยชนหมายความถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษย ความเสมอภาค เสรีภาพ และอิสรภาพในชีวิตและรางกายซึ่งเปนสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย และเปนสิทธิ ที่ไดรับการรับรองหรือคุมครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) กฎหมายที่เกี่ยวของและตามหลักสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแนวปฏิบัติของ กฎหมายระหวางประเทศ และขอตกลงระหวางประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะตอง ปฏิบัติตาม แตกระนั้นก็ตามสิทธิมนุษยชนก็ยังมีการละเมิดกันอยูโดยทั่วไปในสังคมไทย และ ถาหากไมหาทางปองกันและแกไข แนวโนมของการละเมิดก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ยากแก การแกไข และยังทำลายชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพพจนของประเทศดวย อยางไรก็ตาม ถาคนไทยเขาใจความหมายของสิทธิมนุษยชนอยางถูกตอง ถาเรายอมรับวามนุษยทุกคนเกิด
  • 154.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน146 มามีเสรีภาพ และมีความเสมอภาคในศักดิ์ศรีและสิทธิ และถามีการปฏิบัติตอกันดวยความรัก และเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกันฉันพี่นอง คนในสังคมไทยที่มีความแตกตางหลากหลาย ก็จะสามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียน และละเมิดสิทธิของกันและกัน 1.2 พัฒนาการของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย นพนิธิสุริยhttp://gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 ไดศึกษาพัฒนาการ ของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไววา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาสูระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 แมธรรมนูญการปกครองฉบับแรก ของไทยจะมิไดกลาวถึงหรือรับรองสิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนเลย แตจากคำ ประกาศของคณะราษฎรที่ประกาศวา 1. ตองรักษาความเปนเอกราชทั้งหลาย ไดแก เอกราชในทางการเมือง การศาล การเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศใหมั่นคง 2. ตองรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ใหการประทุษรายตอกันลดนอยลง ใหมาก 3. ตองบำรุงความสุขสมบูรณในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะจัดหางานให ทุกคนทำ และจะตองวางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมละเลยใหราษฎร อดอยาก 4. ตองใหราษฎรมีสิทธิเสมอภาค 5. ตองใหราษฎรมีอิสรภาพ มีความเปนอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไมขัดหลักดังกลาว ขางตน การไดนำหลักการของสิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติและระบุรับรองใหราษฎร มีสิทธิเสมอภาคกัน แสดงใหเห็นการตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกลาว จึงวิเคราะห ไดวา เปาหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสูระบอบประชาธิไตยโดยคณะราษฎรเปน จุดเริ่มตนของความเคลื่อนไหวในดานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอยางชัดเจน และเปน รูปธรรมครั้งแรก รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ของไทย คือ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ..ศ. 2475 ไดปรากฏบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิ เสรีภาพ แกประชาชนชาวไทยไวในหมวดที่ 2 วาดวยสิทธิและหนาที่ของชนชาวสยาม ซึ่งมีสาระสำคัญใหการรับรองหลักความเสมอหนากัน ในกฎหมาย เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในรางกาย เคหสถาน ทรัพยสิน การพูด
  • 155.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 147 การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุม การตั้งสมาคม และการอาชีพ โดยบท บัญญัติดังกลาวถือเปนการใหความรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางเปนทางการใน รัฐธรรมเปนครั้งแรก ขณะเดียวกันนั้น สยามประเทศไดมีการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวน การยุติธรรม เพื่อใหทัดเทียมนานาอารยประเทศและเปนที่ยอมรับของรัฐตางชาติ ดวยความ มุงหมายที่จะเรียกรองเอกราชทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทย แนวความคิดในการคุมครอง สิทธิมนุษยชนจึงปรากฏอยูในกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครอง สิทธิมนุษยชนไวโดยตรงและโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองและคุมครองสิทธิของ ผูตองหาและจำเลยในคดีอาญา ซึ่งแตกตางจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเดิมอยางสิ้นเชิง ตอมาวันที่ 10 พฤษภาคมพ.ศ.2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2489 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และเปนครั้งแรกที่มีการบัญญัติรับรองสิทธิ ของประชาชนในการเสนอเรื่องราวรองทุกขและเสรีภาพในการจัดตั้งคณะพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญ สวนเสรีภาพในการประชุมโดยเปดผยในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดเปลี่ยน เปนเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ในระหวางที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับ ป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสที่สำคัญ คือ เกิดการรวมตัวของกรรมกรในชื่อวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซึ่งเปนการ รวมตัวกันของกรรมกรจากิจการสาขาตางๆ เชน โรงเลื่อย โรงสี รถไฟ เปนตน เนื่องจาก กรรมกรเหลานี้ถูกกดขี่คาจางแรงงานอยางมาก อันเปนผลมาจากการเติบโตของภาค อุตสาหกรรมอยางรวดเร็ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เปนการรวมตัวกันเพื่อเรียกรองตอสังคมและรัฐ ใหสนองความตองการที่จำเปนของตน ทำให สังคมตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน อันเปนการแสดงออกถึงการคุมครองสิทธิ มนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการกระทำของเอกชนดวย ในป พ.ศ. 2491 สหประชาติไดประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 อันเปนชวงเวลาที่ประเทศไทยกำลังรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 คือ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 จึงไดรับอิทธิพลจากการประกาศใชปฏิญญา สากลของสหประชาชาติ มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพเปนจำนวนมากและ ละเอียดกวารัฐธรรมฉบับกอนๆ หลักการในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ที่ไดรับการ บรรจุลงไวในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นอกเหนือจากสิทธิที่เคยรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ ไดแกหลักการไดรับความคุมครองอยางเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ไมวาบุคคล นั้นจะมีกำเนิดหรือนับถือศาสนาแตกตางกันก็ตาม (มาตรา 26) สิทธิของประชาชนที่ไมถูก
  • 156.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน148 เกณฑแรงงาน ทั้งนี้เวนแตในกรณีที่เปนการปองกันภัยพิบัติสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน เฉพาะเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการรบหรือภาวะสงครามหรือในสถานการณฉุกเฉินเทานั้น (มาตรา 32) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางไปรษณียหรือทางอื่นที่ชอบดวยกฎหมาย (มาตรา40) เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูและการประกอบอาชีพ (มาตรา41) สิทธิของบุคคล ที่จะไดรับความคุมครองในครอบครัวของตน (มาตรา43) ตลอดจนการใหการรับรองแกบุคคล ซึ่งเปนทหาร ตำรวจ ขาราชการประจำอื่น และพนักงานเทศบาล ที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตาม รัฐธรรมนูญเหมือนดังพลเมืองคนอื่นๆ (มาตรา42)ปรากฏการณที่สำคัญอีกประการคือมีการ นำเอาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญ เชน หลักที่วา “บุคคลจะไมตองรับโทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทำการอัน กฎหมายซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเปนความผิด และกำหนดโทษไว และโทษที่จะลงแกบุคคลนั้นจะหนักกวาโทษที่กำหนดไวในกฎหมายซึ่งใชอยู ในเวลาที่กระทำความผิดมิได” (มาตรา 29) ซึ่งเปนหลักพื้นฐานที่สำคัญในการ ดำเนินคดีอาญา และไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับตอมาจนถึงปจจุบัน หลักความคุมครองผูตองหาและจำเลยที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวา ไมมี ความผิดกอนที่จะมีคำพิพากษอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาใน การประกันและการเรียกหลักประกันพอสมควรแกกรณีดวย (มาตรา 30) และ สิทธิที่จะไมถูกจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคลไมวากรณีใดๆ เวนแตจะมี กฎหมายบัญญัติไวใหสามารถกระทำได (มาตรา 31) นอกากนี้แลว การกำหนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในหมวด 5 อันเปนหมวดที่วาดวย แนวทางสำหรับการตรากฎหมาย และการบริหารราชการตามนโยบาย ซึ่งแมจะไมกอใหเกิด สิทธิในการฟองรองรัฐหากรัฐไมปฏิบัติตาม แตก็เปนการกำหนดหนาที่แกรัฐซึ่งมีความเกี่ยวพัน กับการสงเสริมและพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆมา ในทางปฏิบัติ สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจัง เพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณบานเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทัศนคติของ ผูปกครอง เจาหนาที่รัฐ และประชาชนผูเปนเจาของสิทธินั่นเอง เพราะตอมาธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญัติรับรองสิทธิ เสรีภาพแตอยางใด และการประกาศใชธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการ ไมมีบทบัญญัติมาตราใดที่ใหการรับรอง สิทธิและเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระทั่งภายหลังเกิดเหตุการณเรียกรองประชา ธิปไตยโดยนิสิต นักศึกษา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราช
  • 157.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 149 อาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซึ่งไดรับการยอมรับวาเปนรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ดีที่สุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการใหความคุมครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งในดานที่มีการจำกัดอำนาจรัฐที่จะเขามาแทรกแซง อันมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และในดานการเพิ่มหนาที่ใหแกรัฐในการ ใหบริการแกประชาชนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชน ชายและหญิงมีสิทธิเทาเทียมกัน (มาตรา 28) สิทธิทางการเมืองในการใชสิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียงประชามติ (มาตรา 29) สิทธิ ที่จะไมถูกปดโรงพิมพหรือหามทำการพิมพ เวนแตมีคำพิพากษาถึงที่สุดใหปดโรงพิมพหรือ หามทำการพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทางวิชาการ (มาตรา 42) การกำหนดใหพรรคการ เมืองตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดยเปดเผย (มาตรา 45) และเสรีภาพในการ เดินทางภายในราชอาณาจักร (มาตรา 47) นอกจากนี้แลวสิทธิในทางกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาของผูตองหาและจำเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดวย ไดแก สิทธิที่จะไดรับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็วและเปนธรรม สิทธิที่ จะไดรับการชวยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิที่จะไมใหถอยคำเปน ปฏิปกษตอตนเอง อันจะทำใหตนถูกฟองเปนคดีอาญา และถอยคำของบุคคลที่เกิดจากการถูก ทรมาน ขูเข็ญ หรือใชกำลังบังคับหรือการกระทำใดๆ ที่ทำใหถอยคำนั้นเปนไปโดยไมสมัคร ใจ ไมอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได (มาตรา 35) และสิทธิที่จะไดคาทดแทน หากปรากฏ ในภายหลังวาบุคคลนั้นมิไดเปนผูกระทำความผิด (มาตรา 36) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2519 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ ไวเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติ แหงกฎหมาย” นับวาเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิ เสรีภาพกวางขวางมาก แตไมมีการกำหนดวา เปนสิทธิ เสรีภาพชนิดใด ตอมา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ซึ่งไมมีบทบัญญัติใดเลย ที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักร 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นำบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพมา บัญญัติไวอีก โดยมีสาระสำคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2517 แตตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองความเสมอภาคของชายและหญิงเสรีภาพ ในทางวิชาการ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพออกไป ภายหลังจากหัวหนารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดกระทำการยึดและควบคุม การปกครองประเทศไวเปนผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 และประกาศยกเลิก
  • 158.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน150 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2521แลว ไดประกาศใชธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักร พุทธศักราช 2524 แทน โดยใหไวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งไมปรากฏมีบท บัญญัติใดเลยที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน ตอมาในป2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 โดยเพิ่มหมวดที่ 3 วาดวยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตามที่ประกาศไวใน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ2538 ซึ่งนำเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไวในรัฐธรรมนูย แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2517 มาบัญญัติไวอีกครั้ง แตไดตัดเสรีภาพในทางวิชาการ ออก และเพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิในการไดรรับบริการทางสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน(มาตรา 41) สิทธิในการเสนอเรื่องราวรองทุกข (มาตรา 48) และสิทธิในการรับทราบขอมูล หรือขาวสารหนวยงานราชการ (มาตรา 48 ทวิ) ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แมจะถูกขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลา แตการคุมครองสิทธิมนุษยชน โดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออก กฎหมายที่ไมเปนการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป การตรวจสอบการ ทำงานของฝายบริหาร โดยฝายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทำงานของเจาหนาที่ฝายปกครอง โดยฝายบริหาร เพื่อมิใหเจาหนาที่ใชอำนาจในทางที่มิชอบดวยกฎหมายและเปนการละเมิด สิทธิของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีขององคกรตุลาการ โดยยึดหลักกฎหมายเพื่อ อำนวยความยุติธรรมแกประชาชน เหลานี้นับวาเปนกลไกการคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจะ มิไดมีความมุงหมายใหเปนผลโดยตรงก็ตาม การดำเนินการขององคกรรัฐเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอมกับ การจัดตั้งสำนักงานคุมครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชนของประชาชน (สคช.) สังกัดกรม อัยการ เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สำนักงานคุมครองสิทธิและชวยเหลือ ทางกฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดำเนินงานขององคกรมีขอบเขตจำกัดสืบเนื่องจาก กรอบอำนาจหนาที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายตางๆ สวนการดำเนินงานขององคกร พัฒนาเอกชนเพิ่งมีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 องคกรแรกที่ถูกกอตั้งเมื่อ พ.ศ. 2519 คือ สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และในปเดียวกันนั้นก็มีการกอตั้ง “กลุมประสานงนศาสนาเพื่อสังคม” (กศส.) หลังจากนั้นก็มีการรวมตัวกันของบุคคลทั้งในรูปองคกร สมาคม มูลนิธิ คณะกรรมการ คณะ ทำงาน กลุม ศูนย สถาบันตางๆ เพื่อทำหนาที่ในการสงเสริมและคุมครองสิทธิ เสรีภาพ ตลอด จนสิทธิมนุษยชนในแงตางๆ แกประชาชน เชน สิทธิของจำเลยหรือผูตองหาในกระบวนการ ยุติธรรมสิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผูใชแรงงานและสิทธิทางการเมืองเปนตน
  • 159.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 151 จากการกำเนิดและความเปนมาของสิทธิมนุษยชนในตางประเทศและประเทศไทย จนถึงปจจุบัน สามารถแบงพัฒนาการในเรื่องสิทธมนุษชน ไดเปน 3 ระยะ ไดแก ระยะที่หนึ่ง ระยะแหงการเริ่มตน เปนยุคที่สภาพทางสังคมมีการกดขี่ขมเหง ไมเคาเคารพตอศักดิ์ศรีประจำตัวของมนุษย มีการเอารัดเอาเปรียบ แกงแยง และไมมีกฎหมายหรือกฎเกณฑที่ชัดเจนในการใหหลักประกันเรื่องสิทธิแก ประชาชน ระยะที่สอง ระยะแหงการเรียนรู เปนชวงที่ผูคนในสังคมเรียกรองถามหาสิทธิ และเสรีภาพ มีความขัดแยงระหวางผูปกครองกับกลุมคนในประเทศ มีการ ตอสู ในระยะนี้เริ่มมีกฎหมายหรือกลไกในการคุมครองสิทธิมนุษยชน ผูคน เริ่มเรียนรูถึงสิทธิของตนเอง โดยชวงทายของระยะนี้ผูคนใหความสำคัญของ สิทธิตนเอง แตอาจละเลยหรือมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผูอื่นบาง ระยะที่สาม ระยะแหงการเคารพสิทธิมนุษยชน เปนชวงที่ประชาชนมีการรวม กลุมกันเพื่อเหตุผลในการปกปองและพิทักษสิทธิมนุษยชน มีการรณรงคให ตระหนักถึงการเคารพสิทธิของผูอื่น การใชอำนาจหรือใชสิทธิมีการคำนึงถึง สิทธิ เสรีภาพของประชาชน การใชสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเปนไปอยาง กวางขวาง
  • 160.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน152 เรื่องที่ 2 การคุมครองตนเเองและผูอื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน หากจะกลาวถึงการคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน คำถามคือ การ คุมครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มจากที่ไหน? หากเราจะหาคำตอบจากกวางไปหาแคบ ไดแก รัฐบาล สังคม สถานที่ทำงาน ครอบครัว และปจเจกบุคคล หากเราจะหาคำตอบจากแคบขยายไปกวาง ก็ตองเริ่มจาก ปจเจกบุคคล ครอบครัว สถานที่ทำงาน สังคม และรัฐบาล หมายความวา การสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มตนกับทุกๆภาคสวน โดยเฉพาะอยางยิ่ง การปลูกฝงมโนธรรมสำนึกในแตละปจเจกชน หลักการพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน มีดังนี้ 1. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแตเกิด 2. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิซึ่งเสมอกันของมนุษยทุกคน 3. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไมอาจโอนใหแกกันได 4. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไมอาจแบงแยกได จากหลักการพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงมองเเห็นเปาหมายของการดำเนินการ เรื่องสิทธิมนุษยชนวา เปาหมายนั้นก็คือ เพื่อใหมวลมนุษยชาติมีอิสรภาพ ไดรับความเปนธรรม และอาศัยอยูรวมกันอยางสันติ หากมนุษยทุกคนจะไดรับการคุมครองตามสิทธิมนุษยชน จะตองมีเสรีภาพในชีวิต เรื่องใดบาง จึงจะไดรับสิทธิตางๆตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน เสรีภาพที่มนุษย ทุกคนตองไดรับเพื่อใหไดรับสิทธิตางๆตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน คือ 1. เสรีภาพในการแสดงออก 2. เสรีภาพในความเชื่อ 3. เสรีภาพจากความหวาดกลัว และอิสรภาพที่พึงปรารถนา
  • 161.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 153 การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตัวอยางการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่เกิดขึ้น เชน 1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน ไดแก การประทุษรายตอ ชีวิต รางกาย เสรีภาพ อนามัย ทรัพยสิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอยาง ไมเปนธรรมจากผูที่มีสถานภาพทางสังคมหรือทงเศรษฐกิจที่ดีกวา เปนตน 2. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เชน การใชอำนาจที่ไมเปนธรรมหรือการ ใชอำนาจโดยมีทัศนคติเชิงอำนาจนิยม ไมวาจะเปนการละเมิดทางนโยบายของ รัฐ การออกกฎหมายหรือบริหารราชการที่มีผลกระทบตอสิทธิ เสรีภาพ รวม ตลอดถึงวิถีชีวิตของชุมชน เปนตน แนวทางการคุมครองตนเองและผูอื่นจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 1. ไมเปนผูกระทำความรุนแรงใดๆ ตอบุคคลอื่น 2. ไมยอมใหบุคคลอื่นกระทำความรุนแรงตอตนเอง 3. ไมเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการละเมิดสิทธิตอบุคคลอื่น ควรแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ หรือใหความชวยเหลือตามสมควรในสวนที่ทำได 4. มีการรวมกลุมในภาคประชาชนอยางเปนระบบและจัดตั้งเปนองคกร มูลนิธิ ฯลฯ เพื่อปกปอง คุมครองผูออนแอกวาในสังคม เพื่อใหเกิดพลังในการ ตรวจสอบ เรียกรอง ใหรัฐมีการจัดทำกฎหมายที่เกิดประโยชนตอสวนรวม 5. รณรงคใหมีการเห็นคุณคาและความสำคัญของการปกปองและสงเสริมสิทธิ มนุษยชน
  • 162.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน154 กิจกรรมที่ 13 1. ใหศึกษาและสรุปความเปนมาของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ใหหาตัวอยางการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีบุคคลถูกละเมิดจากเอกชน และ แนวทางในการแกไข …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ใหหาตัวอยางการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีบุคคลถูกละเมิดจากภาครัฐ และ แนวทางการแกไข …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
  • 163.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 155 บรรณานุกรม การศาสนา, กรม. เอกสารเผยแพรเกี่ยวกับองคการศาสนาตางๆ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพกรมการ ศาสนา, มปพ. การศึกษานอกโรงเรียน,กรม. ชุดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนตน. กรุงเทพฯ : เอกพิมพไทย จำกัด, มปพ. ____________________ชุดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : เอกพิมพไทย จำกัด, มปพ. จมื่นอรดรุณารักษ (แจม สุนทรเวช). พระราชประเพณี (ตอน 3). กรุงเทพฯ : องคการการคา ของคุรุสภา, 2514. ชุลีพร สุสุวรรณ และสุทธิราภรณ บริสุทธิ์. ความรูรอบตัวขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพทิพยสิทธิ์, 2544. เดือนคำดี. ศาสนาเบื้องตน. กรุงเทพฯ:ภาควิชาปรัชญาและศาสนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 2531. มหามกุฎราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ. พระสูตรและอรรถกถาแปลงทุกขกนิกายชาดก เลมที่ 3 ภาคที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหามกุฎราชวิทยาลัยฒ 2534. ทองสืบ ศุภมารค. พระพุทธศาสนาในกัมพูชา. กรุงเทพฯ : สภาวิจัยแหงชาติ, 2544. ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ:อมรินทรพริ้นติ้งกรุฟจำกัด,2531. ____________________มุสลิมในประเทศไทย. ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : โครงการหอสมุดกลาง อิสลาม, 25469 บรรเทิงพานจิตร. ประเพณีวัฒนธรรมไทยและคติความเชื่อ. กรุงเทพฯ:โอเดียนสโตร.2549. วศิน อิสทสระ. พุทธโอวาทกอนปรินิพพาน. ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : ศิลปะสยามบรรจุภัณฑและ การพิมพ จำกัด, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2534. สมโพธิผลเต็ม(น.อ.)ปรัชญาคมคำกลอน100เรื่องแรก. กรุงเทพฯ:ทรงสิริวรรณจำกัด,2545. เว็บไซต http://www.k-tc.co.th/festival.php สืบคนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553. เว็บไซต http://www.larnbuddhism.com/grammathan/promvihan.html เรื่อง “พรหมวิหาร 4” สืบคนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553.
  • 164.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน156 เว็บไซตhttp://www.th.wikipedia.org/wikiเรื่อง“ประวัติพุทธศาสนา”จากวิกิพีเดียสารานุกรม เสรี สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 เว็บไซต http://www.wlc2chaina.com/about_china.html บทความเรื่องประเพณี วัฒนธรรมจีน สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553. เว็บไซต http://www.e-learning.mfu.ac.th/mflu/16041010/chapter1/Lesson1.htm#13 รวม บทความของพงศเพ็ญ ศกุนตาภัย. เรื่องรัฐธรรมนูญและการปกครอง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2534. สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 เว็บไซต http://www.riis3.royin.go.th/dictionary.asp สืบคนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2553. เว็บไซตhttp://www.gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 บทความของนายนพนิธิ สุริยะ เรื่อง “วิวัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตอนที่ 2” สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553. เว็บไซต http://www.kittibodee.blogspot.com/2009/02/blog-post-20.html. โดย กิติตบดี ไยพูล. 2552. บทความเรื่อง “สิทธิมนุษยชน : การบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน” สืบคน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553
  • 165.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 157 คณะผูจัดทำ ที่ปรึกษา 1. นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน. 2. ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ รองเลขาธิการ กศน. 3. นายวัชรินทร จำป รองเลขาธิการ กศน. 4. ดร.ทองอยู แกวไทรฮะ ที่ปรึกษาดานการพัฒนาหลักสูตร กศน. 5. นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ ผูอำนวยการกลุมพัฒนาการศึกษา นอกโรงเรียน ผูเขียนและเรียบเรียง 1. นางพรทิพย เข็มทอง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางสาวาสนา โกสียวัฒนา สถาบันการศึกษาทางไกล 3. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขาราชการบำนาญ สำนักงาน กศน. ผูบรรณาธิการและพัฒนาปรับปรุง 1. นางพรทิพย เข็มทอง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางสาววาสนา โกสียวัฒนา สถาบันการศึกษาทางไกล 3. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขาราชการบำนาญ สำนักงาน กศน. 4. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน คณะทำงาน 1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศริญญา กุลประดิษฐ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน ผูพิมพตนฉบับ 1. นางปยวดี คะเนสม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพิพัฒน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวชาลีนี ธรรมธิษา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวอริศรา บานชี กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน ผูออกแบบปก 1. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน