Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Thidarat Termphon
95,538 views
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง ม.ต้น สค21002
Education
Education
◦
Read more
40
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 210 times
1
/ 165
2
/ 165
3
/ 165
4
/ 165
5
/ 165
6
/ 165
7
/ 165
8
/ 165
9
/ 165
10
/ 165
11
/ 165
12
/ 165
13
/ 165
14
/ 165
15
/ 165
16
/ 165
17
/ 165
Most read
18
/ 165
19
/ 165
Most read
20
/ 165
Most read
21
/ 165
22
/ 165
23
/ 165
24
/ 165
25
/ 165
26
/ 165
27
/ 165
28
/ 165
29
/ 165
30
/ 165
31
/ 165
32
/ 165
33
/ 165
34
/ 165
35
/ 165
36
/ 165
37
/ 165
38
/ 165
39
/ 165
40
/ 165
41
/ 165
42
/ 165
43
/ 165
44
/ 165
45
/ 165
46
/ 165
47
/ 165
48
/ 165
49
/ 165
50
/ 165
51
/ 165
52
/ 165
53
/ 165
54
/ 165
55
/ 165
56
/ 165
57
/ 165
58
/ 165
59
/ 165
60
/ 165
61
/ 165
62
/ 165
63
/ 165
64
/ 165
65
/ 165
66
/ 165
67
/ 165
68
/ 165
69
/ 165
70
/ 165
71
/ 165
72
/ 165
73
/ 165
74
/ 165
75
/ 165
76
/ 165
77
/ 165
78
/ 165
79
/ 165
80
/ 165
81
/ 165
82
/ 165
83
/ 165
84
/ 165
85
/ 165
86
/ 165
87
/ 165
88
/ 165
89
/ 165
90
/ 165
91
/ 165
92
/ 165
93
/ 165
94
/ 165
95
/ 165
96
/ 165
97
/ 165
98
/ 165
99
/ 165
100
/ 165
101
/ 165
102
/ 165
103
/ 165
104
/ 165
105
/ 165
106
/ 165
107
/ 165
108
/ 165
109
/ 165
110
/ 165
111
/ 165
112
/ 165
113
/ 165
114
/ 165
115
/ 165
116
/ 165
117
/ 165
118
/ 165
119
/ 165
120
/ 165
121
/ 165
122
/ 165
123
/ 165
124
/ 165
125
/ 165
126
/ 165
127
/ 165
128
/ 165
129
/ 165
130
/ 165
131
/ 165
132
/ 165
133
/ 165
134
/ 165
135
/ 165
136
/ 165
137
/ 165
138
/ 165
139
/ 165
140
/ 165
141
/ 165
142
/ 165
143
/ 165
144
/ 165
145
/ 165
146
/ 165
147
/ 165
148
/ 165
149
/ 165
150
/ 165
151
/ 165
152
/ 165
153
/ 165
154
/ 165
155
/ 165
156
/ 165
157
/ 165
158
/ 165
159
/ 165
160
/ 165
161
/ 165
162
/ 165
163
/ 165
164
/ 165
165
/ 165
More Related Content
PDF
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
by
Thidarat Termphon
PDF
สังคมศึกษา ม.ปลาย สค31001
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ม.ต้น สค21003
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21002
by
Thidarat Termphon
PDF
รายวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน รหัสวิชา ส 21101
by
spk906
DOCX
แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 4 ส32102.docx
by
ssuser6a0d4f
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
PDF
ใบงาน 1
by
piboon7516
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
by
Thidarat Termphon
สังคมศึกษา ม.ปลาย สค31001
by
Thidarat Termphon
การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ม.ต้น สค21003
by
Thidarat Termphon
ทักษะการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21002
by
Thidarat Termphon
รายวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน รหัสวิชา ส 21101
by
spk906
แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 4 ส32102.docx
by
ssuser6a0d4f
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
ใบงาน 1
by
piboon7516
What's hot
PDF
สังคมศึกษา ม.ต้น สค21001
by
Thidarat Termphon
PDF
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ต้น ทช21002
by
Thidarat Termphon
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ต้น ทช21001
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง ม.ต้น อช21003
by
Thidarat Termphon
PDF
ช่องทางการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21001
by
Thidarat Termphon
PDF
Eฎภาษาไทย ม.ต้น พท21001
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนาตนอง ชุมชน สังคม ม.ปลาย สค31003
by
Thidarat Termphon
PDF
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
PDF
ช่่องทางการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร21001
by
Thidarat Termphon
PDF
คณิตศาสตร์ ม.ต้น พค21001
by
Thidarat Termphon
PDF
หลักการเกษตรอินทรีย์ ม.ต้น อช02007
by
Thidarat Termphon
PDF
ชุดวิชาการใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน 2 พว22002
by
Kasem Boonlaor
PDF
โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร 02006
by
Thidarat Termphon
PDF
ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ม.ต้น พต.21001
by
Thidarat Termphon
PDF
ใบงานการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคง ม.ปลาย
by
pongtum
PDF
ศิลปศึกษา ม.ปลาย ทช31003
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร21001
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการเรียนรู้ ม ต้น ทร21001
by
Kasem Boonlaor
PDF
การเงินเพื่อชีวิต 3 สค32029
by
Kasem Boonlaor
สังคมศึกษา ม.ต้น สค21001
by
Thidarat Termphon
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ต้น ทช21002
by
Thidarat Termphon
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ต้น ทช21001
by
Thidarat Termphon
การพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง ม.ต้น อช21003
by
Thidarat Termphon
ช่องทางการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21001
by
Thidarat Termphon
Eฎภาษาไทย ม.ต้น พท21001
by
Thidarat Termphon
การพัฒนาตนอง ชุมชน สังคม ม.ปลาย สค31003
by
Thidarat Termphon
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
ช่่องทางการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31001
by
Thidarat Termphon
ทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร21001
by
Thidarat Termphon
คณิตศาสตร์ ม.ต้น พค21001
by
Thidarat Termphon
หลักการเกษตรอินทรีย์ ม.ต้น อช02007
by
Thidarat Termphon
ชุดวิชาการใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน 2 พว22002
by
Kasem Boonlaor
โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร 02006
by
Thidarat Termphon
ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ม.ต้น พต.21001
by
Thidarat Termphon
ใบงานการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคง ม.ปลาย
by
pongtum
ศิลปศึกษา ม.ปลาย ทช31003
by
Thidarat Termphon
ทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร21001
by
Thidarat Termphon
ทักษะการเรียนรู้ ม ต้น ทร21001
by
Kasem Boonlaor
การเงินเพื่อชีวิต 3 สค32029
by
Kasem Boonlaor
Viewers also liked
PDF
ภาษาไทย ม.ปลาย พท31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31002
by
Thidarat Termphon
PDF
ภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ม.ปลาย พต31001
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนอาชีพให้มีความมั่่นคง ม.ปลาย อช31003
by
Thidarat Termphon
PDF
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ปลาย ทช31001
by
Thidarat Termphon
PDF
คณิตศาสตร์ ม.ปลาย พค31001
by
Thidarat Termphon
PDF
การทำนา ม.ต้น อช0201
by
Thidarat Termphon
PDF
วิทยาศาสตร์ ม.ปลาย พว31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย ทร31001
by
Thidarat Termphon
PDF
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ปลาย ทช31002
by
Thidarat Termphon
ภาษาไทย ม.ปลาย พท31001
by
Thidarat Termphon
ทักษะการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31002
by
Thidarat Termphon
ภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ม.ปลาย พต31001
by
Thidarat Termphon
การพัฒนอาชีพให้มีความมั่่นคง ม.ปลาย อช31003
by
Thidarat Termphon
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ปลาย ทช31001
by
Thidarat Termphon
คณิตศาสตร์ ม.ปลาย พค31001
by
Thidarat Termphon
การทำนา ม.ต้น อช0201
by
Thidarat Termphon
วิทยาศาสตร์ ม.ปลาย พว31001
by
Thidarat Termphon
ทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย ทร31001
by
Thidarat Termphon
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ปลาย ทช31002
by
Thidarat Termphon
Similar to ศาสนาและหน้าที่พลเมือง ม.ต้น สค21002
PDF
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
PDF
ความรู้เรื่องศาสนาแผ่นพับ
by
niralai
PDF
ข้อสอบ O net สังคม ปี51
by
mina612
PDF
คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ความหมายและประเภทของศาสนา
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
PDF
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
PDF
O net สังคมฯ2552
by
jaikwangnoey60628
PDF
1
by
Sky Aloha'
PDF
วิชาสังคม
by
supamatinthong
PDF
B2e11e1b9030c180a860a8450d5eceff
by
june41
PDF
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
PDF
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
PDF
งานสังคม
by
MMp'New Aukkaradet
PDF
M6 social-2551
by
mcf_cnx1
PDF
O net ปี 51
by
CHIIRAINBOW
PDF
สังคม
by
Sittichai Kumpang
PDF
1สังคม
by
Nontt' Panich
PDF
สังคม
by
yyyim
PDF
สังคม
by
Aoy Amm Mee
PDF
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
ความรู้เรื่องศาสนาแผ่นพับ
by
niralai
ข้อสอบ O net สังคม ปี51
by
mina612
คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ความหมายและประเภทของศาสนา
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
O net สังคมฯ2552
by
jaikwangnoey60628
1
by
Sky Aloha'
วิชาสังคม
by
supamatinthong
B2e11e1b9030c180a860a8450d5eceff
by
june41
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
งานสังคม
by
MMp'New Aukkaradet
M6 social-2551
by
mcf_cnx1
O net ปี 51
by
CHIIRAINBOW
สังคม
by
Sittichai Kumpang
1สังคม
by
Nontt' Panich
สังคม
by
yyyim
สังคม
by
Aoy Amm Mee
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง ม.ต้น สค21002
1.
หนังสือเรียน รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน สาระการพัฒนาสังคม หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หามจำหนาย หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ลิขสิทธิ์เปนของ
สำนักงาน กศน. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
2.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน เอกสารทางวิชาการหมายเลข
38/2554
3.
คำนำ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดดำเนินการ จัดทำหนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้นเพื่อสำหรับใชในการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนา ผูเรียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญา และศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษา ตอในระดับที่สูงขึ้นและสามารถดำรงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข โดย ผูเรียนสามารถนำหนังสือเรียนไปใชในการเรียนการศึกษาดวยตัวเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้ง แบบฝกหัดเพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา และเมื่อศึกษาหนังสือเรียนนี้ ดวยการ นำความรูไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิ่น จากแหลงเรียนที่รู และจากสื่ออื่นๆ ในการดำเนินการจัดทำหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือดวยดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูที่เกี่ยวของ หลายทาน ซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดหนังสือเรียนที่ สอดคลองกับหลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนที่อยูนอกระบบโรงเรียนอยางแทจริง สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณที่ปรึกษา คณะ ผูเรียบเรียง ตลอดจนคณะผูจัดทำทุกทานที่ใหความรวมมือดวยดีไว ณ.โอกาสนี้ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียน ชุดนี้จะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ ขอบคุณยิ่ง สำนักงาน กศน.
4.
สารบัญ หนา คำนำ คำแนะนำการใชหนังสือเรียน โครงสรางรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง สค 21002 ขอบขายเนื้อหา บทที่
1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย 1 บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย 69 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 89 บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย 115 อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน 139 บรรณานุกรม คณะผูจัดทำ
5.
คำแนะนำในการใชหนังสือเรียน หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับมัธยม ศึกษาตอนตนเปนหนังสือเรียนที่จัดทำขึ้น
สำหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบใชประกอบ การศึกษารายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค 21002) จำนวน 2 หนวยกิต 80 ชั่วโมง ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ผูเรียนควรปฎิบัติดังนี้ 1) ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอ สาระสำคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขายเนื้อหา 2) ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่อง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในตอนนั้นๆ อีกครั้ง โดยผูเรียน สามารถนำไปตรวจสอบ กับครู เพื่อนๆ ที่เรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได 3) หนังสือเลมนี้มี 5 บท ดังนี้ บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกัน ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน
6.
โครงสรางรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับมัธยมศึกษาตอนตน สาระสำคัญ ประเทศไทยเปนประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุข มีประชากรอาศัยอยูหลายเชื้อชาติ มีภาษา
ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่แตกตางกัน การใหความรูเกี่ยวกับความสำคัญ หลักธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม คานิยม ของประเทศตางๆ ตลอดจนความเปนมา หลักการ ความสำคัญของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย หลักการอยูรวมกัน และหลักสิทธิมนุษยชน จะทำใหคนในสังกัดสามารถ นำหลักการ คำสอนและกฎระเบียบตางๆ ของสังคมมาปรับใชในการใชในการดำเนินชีวิต ของตนไดอยางถูกตอง มีความสุข อันจะสงผลตอความสันติสุขของสังคม ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. อธิบายความเปนมา ความสำคัญ หลักคำสอน ศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชียได 2. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ในสังคมที่มีความ หลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี 3. อนุรักษและสืบสานประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนปฏิบัติคามคานิยมที่พึง ประสงคของไทย และอธิบายวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของชาติตางๆ ในเอเชีย 4. อธิบายความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โครงสราง สาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญได 5. อธิบายจุดเดนของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน ได 6. อธิบายสิทธิ เสรีภาพและคุณธรรม จริยธรรม การอยูรวมกันตามวิถีทาง ประชาธิปไตยได 7. อธิบายการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และมีสวนรวมการเมืองการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได 8. อธิบายหลักสิทธิมนุษยชน ตระหนักถึงประโยชนและมีสวนรวมตามหลักสิทธิ มนุษยชนได
7.
ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในเอเชีย บทที่
2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของไทยและเอเชีย บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน สื่อประกอบการเรียนรู 1. ซีดีศาสนาสากล 2. ซีดีวัฒนธรรม ประเพณีไทยและประเทศตางๆในเอเชีย 3. เอกสารที่เกี่ยวของกับศาสนา วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง สิทธิมนุษยชน 4. อินเทอรเน็ต 5. แหลงเรียนรู ภูมิปญญาในทองถิ่น
9.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 1 สาระสำคัญ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเปนมาของศาสนาตางๆในประเทศไทยและประเทศในทวีป เอเซีย หลักธรรมสำคัญของศาสนาตางๆ การอยูรวมกับคนตางศาสนาไดอยางมีความสุข กรณี ตัวอยางของบุคคลตัวอยางในแตละศาสนา ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. ประวัติ ความสำคัญ หลักคำสอน ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ของประเทศใน ทวีปเอเซีย 2. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก หลายทางศาสนา ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมาของศาสนาในประเทศไทย เรื่องที่ 2 ความเปนมาของศาสนาในทวีปเอเซีย เรื่องที่ 3 หลักธรรมของศาสนาตางๆ สื่อการเรียนรู 1. ใบงาน 2. หนังสือเรียน บทที่ 1 ศาสนาในประเทศไทยและในทวีปเอเชีย
10.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน2
11.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 3 เรื่องที่ 1 ความเปนมาของศาสนาในประเทศไทย ศาสนาในประเทศไทยที่รัฐบาลใหการอุปถัมภ ดูแลมีทั้งสิ้น 5 ศาสนา ไดแก ศาสนา พุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกซ ซึ่งทุกศาสนาลวนมี องคประกอบหลักที่สำคัญๆ 5 ประการ คือ 1. ศาสดา หมายถึง ผูทีคนพบศาสนาและเผยแผคำสั่งสอน หรือหลักธรรมของ ศาสนา 2. ศาสนธรรม หรือหลักธรรมของศาสนา เปนคำสั่งสอนของแตละศาสนา 3. ศาสนิกชน หมายถึง บุคคลและปวงชนที่ใหการยอมรับนับถือในคำสั่งสอนของ ศาสนานั้นๆ 4. ศาสนาสถาน หมายถึง สถานที่อยูอาศัยของนักบวช ใชเปนที่ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา รวมถึงการเปนที่ที่ใหศาสนิกชนไปปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา 5. ศาสนพิธี หมายถึง พิธีทางศาสนาตางๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากศาสดาโดยตรงหรือ จากการคิดคนของผูปฏิบัติ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความตองการขจัดความไมรู ความกลัว ความอัตคัด สนองความตองการในสิ่งที่ตนขาดแคลน จึงจำเปนตอง มีวัตถุประสงคของการศึกษาคนควา ปฏิบัติตามหลักของศาสนา ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจำชาติ และมีผูนับถือจำนวนมากที่สุดใน ประเทศ รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม คริสต และฮินดู การศึกษาความเปนมาของศาสนา ดังกลาวในประเทศไทย มีความสำคัญและจำเปน เพราะทำใหเกิดความเขาใจในศาสนาที่ตน นับถือและเพื่อรวมศาสนาอื่นๆในประเทศ อันจะสงผลใหสามารถอยูรวมกันไดอยางมีความสุข
12.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน4 1.1 ศาสนาพุทธในประเทศไทย พุทธประวัติ ศาสดาผูที่คนพบศาสนาและเผยแผคำสั่งสอนหรือหลักธรรมของศาสนาพุทธ คือ พระพุทธเจา พระพุทธเจา พระนามเดิมวา "สิทธัตถะ" เปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายาแหงกรุงกบิลพัสดุแควนสักกะ พระองคทรงถือกำเนิดในศากยวงศ สกุลโคตมะ พระองคประสูติในวันศุกร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (เดือนวิสาขะ) ปจอ กอน พุทธศักราช 80 ป ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยูระหวางกรุงกบิลพัสดุ แควนสักกะกับกรุง เทวทหะ แควนโกลิยะ (ปจจุบันคือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล) ทั้งนี้ เปนเพราะธรรมเนียม ที่สตรีจะตองไปคลอดบุตรที่บานบิดามารดาของตน พระนางสิริมหามายาจึงตองเดินทางไป กรุงเทวทหะ หลังจากประสูติได 5 วัน พระเจาสุทโธทนะโปรดใหประชุมพระประยูรญาติ และเชิญ พราหมณผูเรียนไตรเพท จำนวน 108 คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระ ประยูรญาติไดพรอมใจกันถวายพระนามวา "สิทธัตถะ" มีความหมายวา "ผูมีความสำเร็จสม ประสงคทุกสิ่งทุกอยางที่ตนตั้งใจจะทำ" สวนพราหมณเหลานั้น คัดเลือกกันเองเฉพาะผูที่ ทรงวิทยาคุณประเสริฐกวาพราหมณทั้งหมดได 8 คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ 7 คนแรก ตางก็ทำนายไว 2 ประการ คือ "ถาพระราชกุมารเสด็จอยูครองเรือนก็จักเปนพระเจา จักรพรรดิผูทรงธรรม หรือถาเสด็จออกผนวชเปนพรรพชิตจักเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ผูไมมีกิเลสในโลก" สวนโกณทัญญะพราหมณ ผูมีอายุนอยกวาทุกคน ไดทำนายเพียงอยางเดียว วา พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเปนบรรพชิต แลวตรัสรูเปนพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจาผูไมกิเลสในโลก" เมื่อเจาชายสิทธัตถะ ประสูติได 7 วัน พระราชมารดา ก็เสด็จสวรรคต พระเจาสุทโธทนะทรงมอบหมายใหพระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเปน พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เปนผูถวายอภิบาลเลี้ยงดูเมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญ มีพระชนมายุได 8 พรรษา ไดทรงศึกษาในสำนักอาจารยวิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแผขจรไกล ไปยังแควนตางๆ เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหลานี้ไดอยางวองไวและเชี่ยวชาญจน หมดความสามารถของพระอาจารย ดวยพระราชบิดามีพระราชประสงคมั่นคงที่จะใหเจาชายสิทธัตถะทรงครองเพศ ฆราวาสเปนพระจักรพรรดิผูทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดลอมดวย ความบันเทิงนานาประการแกพระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยใหมั่งคงในทางโลก เมื่อเจาชาย สิทธัตถะเจริญพระชนมได 16 พรรษา พระเจาสุทโธทนะมีพระราชดำริวาพระราชโอรส สมควรจะไดอภิเษกสมรส จึงโปรดใหสรางประสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น 3 หลัง สำหรับให พระราชโอรสไดประทับอยางเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง 3 คือ ฤดูรอน ฤดูฝนและฤดูหนาว
13.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 5 และทรงสูขอพระนางพิมพายโสธรา พระราชธิดาของพระเจาสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แหงเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงศใหอภิเษกดวย เจาชายสิทธัตถะไดเสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุได 29 พรรษา พระนางพิมพายโสธราจึงประสูติพระโอรส พระองคมีพระราช หฤทัยสิเนหาในพระโอรสเปนอยางยิ่ง เมื่อพระองคทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรส พระองคตรัสวา “ราหุล ชาโต พันธนา ชาต” แปลวา “บวงเกิดแลว เครื่องจองจำเกิดแลว” ถึงแมเจาชายสิทธัตถะจะทรงพรั่งพรอมดวยสุขสมบัติมหาศาล ก็มิไดพอพระทัย ในชีวิตคฤหัสถ พระองคยังทรงมีพระทัยฝกใฝใครครวญถึงสัจธรรมที่จะเปนเครื่องนำทางซึ่ง ความพนทุกขอยูเสมอ พระองคไดเคยเสด็จประพาสอุทยาน ไดทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองคจึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศ บรรพชิต มีพระทัยแนวแนที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเปนทางดับทุกข ถาวรพนจากวัฏสงสารไมกลับมาเวียนวายตายเกิดอีก พระองคจึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช โดยพระองคทรงมากัณฐกะ พรอมดวยนายฉันนะ มุงสูแมน้ำอโนมานที แควนมัลละ รวม ระยะทาง 30 โยชน (ประมาณ 480 กิโลเมตร) เสด็จขามฝงแมน้ำอโนมานทีแลวทรงอธิษฐาน เพศเปนบรรพชิต และทรงมอบหมายใหนายฉันนะนำเครื่องอาภรณและมากัณฐกะกลับนคร กบิลพัสดุ การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแลว สมณสิทธัตถะไดทรงศึกษาใน สำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห แควนมคธ พระองคไดทรงประพฤติพรหมจรรยในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงไดสมาบัติ คือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตน ฌาน สวนการประพฤติพรหมจรรยในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงไดสมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ 1 คือ ปฐมฌานนั้น พระองคทรงไดขณะกำลัง ประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยูใตตนหวาเนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล (แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แลวพระองคทรง ทราบวามิใชหนทางพนทุกข บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุงหวัง พระองคจึงทรงลาอาจารย ทั้งสอง เสด็จไปใกลบริเวณแมน้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมกรุงราชคฤห แควนมคธ เมื่อพระองคทรงหันมาศึกษาคนควาดวยพระปญญาอันยิ่งดวยพระองคเองแทนการ ศึกษาเลาเรียนในสำนักอาจารย ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกลลามแมน้ำเนรัญชรานั้น พระองคไดทรง บำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอยางยิ่งยวดในลักษณะตางๆ เชน การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปสสาสะ (ลมหายใจ) การกดพระทนต การกดพระตาลุ (เพดาน) ดวยพระชิวหา (ลิ้น) เปนตน พระมหาบุรุษไดทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เปนเวลาถึง 6 ป ก็ยังมิไดคนพบสัจธรรมอันเปนทางหลุดพนจากทุกข พระองคจึงทรงเลิกการ บำเพ็ญทุกรกิริยา แลวกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายใหแข็งแรง ในการคิดคน
14.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน6 วิธีใหม ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ไดมีปญจวัคคีย คือ พราหมณทั้ง 5 คน ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหามานะ และอัสสชิ เปนผูคอยปฏิบัติรับใช ดวย หวังวาพระมหาบุรุษตรัสรูแลวพวกตนจะไดรับการสั่งสอนถายทอดความรูบาง และเมื่อ พระมหาบุรุษเลิกลมการบำเพ็ยทุกรกิริยา ปญจวัคคียก็ไดชวนกันละทิ้งพระองคไปอยู ณ ปา อิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เปนผลใหพระองคไดประทับอยูตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองคไดทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือ การปฏิบัติใน ความพอเหมาะพอควร นั่นเอง พระพุทธเจาทรงตรัสรู เวลารุงอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 (เดือนวิสาขะ) ประกา กอน พุทธศักราช 45 ป นางสุชาดาไดนำขาวธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหา บุรุษประทับที่โคนตนอชปาลนิโครธ (ตนไทร) ดวยอาการอันสงบ นางคิดวาเปนเทวดา จึง ถวายขาวมธุปายาส แลวพระองคเสด็จไปสูทาสุปดิษฐริมฝงแมน้ำเนรัญชรา หลังจากเสวยแลว พระองคทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานวา “ถาเราจักสามารถตรัสรูไดในวันนี้ ก็ขอใหถาด ทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไปไกลถึง 80 ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน” ในเวลาเย็น พระองคเสด็จกลับมายังตนโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญาชื่อ โสตถิยะไดถวายปูลาดที่ประทับ ณ ใตตนโพธิ์ พระองคประทับหันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานวา “แมวาเลือดในกายของเราจะเหือดแหงไปเหลือแตหนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถายังไมบรรลุ ธรรมวิเศษแลว จะไมยอมหยุดความเพียรเปนอันขาด” เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเชนนั้นแลว พระองคก็ทรงสำรวมจิตใหสงบแนวแน มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัย แนวแนเปนสมาธิบริสุทธิ์ผุดผองปราศจากกิเลสปราศจากความเศราหมอง มีความตั้งมั่น ไมหวั่นไหว ในปฐมยามแหงราตรี พระองคทรงตรัสรูปุพเพนิวาสญาณ คือ ญาณที่ระลึกถึงชาติ ตางๆในปางกอน ตอมาในมัชฌิมยามคือยามกลางแหงราตรี พระองคทรงตรัสรูจุตูปปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรูการเกิดของสัตวทั้งหลาย และในยามสุดทายคือปจฉิมยาม พระองคทรง ตรัสรูอาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรูในการสิ้นไปแหงอาสาวกิเลสทั้งหลาย พระองคทรงตรัสรู อริยสัจ 4 คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค วันที่พระองคทรงตรัสรูในวันเพ็ญเดือน 6 ประกา พระชนมายุได 35 พรรษา นับแตวันที่ออกผนวชจนถึงวันตรัสรูธรรม รวมเปนเวลา 6 ป หลังจากตรัสรูแลว พระองคทรงเสวยวิมุตติสุข ณ บริเวณตนพระศรีมหาโพธิ์ เปน เวลา 7 สัปดาห ทรงรำพึงวา ธรรมะของพระองคเปนเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปจะรู พระองค นอมพระทัยที่จะไมประกาศศาสนา แตเมื่อพิจารณาแลวเห็นสภาวธรรมวา สติปญญาของบุคคล เปรียบเสมือนดอกบัว 4 เหลา คือ พวกที่ฟงธรรมแลวรูเขาใจโดยงาย คือ บัวที่อยูพนน้ำ พวกที่ฟงธรรมที่อธิบายขยายความแลวจะรูธรรม คือ บัวที่อยูปริ่มน้ำ พวกที่ฟงธรรมแลวตองใช ระยะเวลานานไตรตรองทบทวนไปมาจึงจะเขาใจ เหมือนบัวที่อยูใตน้ำ และพวกสุดทายคือ
15.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 7 พวกที่ฟงธรรมแลวทำอยางไรก็ไมเขาใจเหมือนบัวที่อยูใตตมเปนอาหารเตา ปู ปลา จากนั้นดวย พระเมตตาของพระองคจึงประกาศเผยแผศาสนา พระองคทรงพิจารณาจะสอนพระธรรม ใหกับใครกอนเปนคนแรก ครั้งแรกคิดจะสอนพระธรรมแกอาฬารดาบส แตอาจารยทั้งสอง ทานตายแลว พระองคจะเผยแผธรรมแกปญจวัคคียทั้ง 5 ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน พระองค ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (เดือนอาสาฬหะ) เรียกวา ธรรมจักกัปปวัตตน สูตร ทานโกณทัญญะฟงธรรมแลวเกิดดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาบัน จึงทูลขออุปสมบท เรียกการบวชครั้งนี้วา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เปนพระสงฆที่พระพุทธเจาบวชให ค่ำ เดือน 8 เปนวันที่พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ ครบ เรียกวา อาสาฬหบูชา เปนครั้งแรก การเผยแผศาสนา เมื่อพระพุทธเจาไดโปรดปญจวัคคีย และสาวกอื่นๆ ซึ่งเลื่อมใส นับถือศาสนาพุทธ ตอมาพระพุทธเจาทรงอนุญาตใหพุทธสาวก สามารถบวชใหกับผูที่เลื่อมใส ในศาสนาพุทธได เรียกวิธีบวชเชนนี้วา "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ การบวชดวยการปฏิญาณ ตนเปนผูถึงไตรสรณคมน พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ เชน ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน ประเทศเนปาล เปนตนมา พระพุทธเจาประกาศเผยแผ คำสอนจนเกิดพุทธบริษัท 4 อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และพุทธบริษัท 4 นี้ จะ ทำหนาที่เผยแผคำสอนของพระพุทธเจาและสืบทอดพระพุทธศาสนาใหคงอยูตอไป เมื่อพระพุทธเจามีพระชนมายุ 80 พรรษา พระองคเสด็จจำพรรษาสุดทาย ณ เมือง เวสาลี ในวาระนั้น พระพุทธองคทรงชราภาพและประชวรหนัก พระองคไดทรงดำเนินจาก เวสาลีสูเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จดับขันปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระองคเสวยอาหารมื้อสุดทาย ที่นายจุนทะปรุงดวยเนื้อสุกรถวาย พระองคเสวยและใหนำอาหารนั้นไปฝง ทรงมีอาการ ประชวร ถายเปนพระโลหิต กอนที่พระองคจะเสด็จปรินิพพาน ซึ่งหมายถึงการไมมาเวียนวายตายเกิดในวัฏสงสาร พระองคทรงมีพระดำรัสกับพระอานนท ซึ่งเปนพุทธอนุชาและเปนพระอุปฏฐากของ พระพุทธเจา ความวา “โย โว อานฺท ธมฺม จ วินฺโย มหาเทสิโต ปฺญตโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา” แปลวา “ดูกอนอานนท ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเปนศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราลวงลับไปแลว” และพระพุทธองคไดแสดงปจฉิมโอวาทแกพระภิกษุสงฆวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย นี่เปนวาจาครั้งสุดทาย ที่เราจะกลาวแกทานทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและ เสื่อมไปเปนธรรมดา ทานทั้งหลายจงทำความรอดพนใหบริบูรณถึงที่สุดดวยความไมประมาท เถิด" พระพุทธเจา ประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน ในวันเดือนกัน คือ วันเพ็ญเดือน 6 เรียกวา วัน “วิสาขบูชา”
16.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน8 วันวิสาขบูชา ประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน การเผยแผพุทธศาสนาเขาสูประเทศไทย พระพุทธศาสนาเผยแผเขามาในประเทศไทย ประมาณป พ.ศ. 270 หลังจาก พระพุทธเจาเสด็จปรินิพพาน พระเจาอโศกมหาราชสถาปนาศาสนาพุทธเปนปกแผนและสง พระเถระไปเผยแผพระพุทธศาสนายังประเทศตางๆ รวมทั้งประเทศไทย พระเถระที่เขามามี 2 รูป คือ พระโสณเถระ และพระอุตตระเถระ ซึ่งเปนนิกายเถรวาท ขณะนั้นไทยอยูบนดินแดน ที่เรียกวาสุวรรณภูมิ มีขอบเขตประเทศที่รวมกันคือ ไทย พมา เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และสันนิษฐานวาใจกลางอยูที่จังหวัดนครปฐม มีหลักฐานคือพระปฐมเจดียและรูปธรรมจักร กวางหมอบ สมัยนี้เรียกวา สมัยทวารวดี ตอมา สมัยอาณาจักรอายลาว ศาสนาพุทธนิกายมหายานเผยแผมายังอาณาจักรนี้เพราะ พระเจามิ่งตี่ กษัตริยจีน ทรงรับพระพุทธศาสนา ไปเผยแผในประเทศจีนและสงฑูตมาเจริญ สัมพันธไมตรีกับอาณาจักรอายลาว จึงทำใหไทยนับถือศาสนาพุทธแบบมหายานเปนครั้งแรก แทนการนับถือเทวดาแบบดั้งเดิม ในพุทธศตวรรษที่ 13 พ.ศ. 1300 สมันอาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตรา ไดเจริญ รุงเรือง และนำพระพุทธศาสนาแบบมหายานเขามาเผยแผ ดังมีหลักฐานที่ปรากฏอยูคือพระ บรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี และพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในพุทธศตวรรษที่ 15 พ.ศ. 1500 อาณาจักรลพบุรี เจริญรุงเรือง ในขณะเดียวกัน อาณาจักรขอมก็เจริญรุงเรืองดวย ในสมัยราชวงศสุริยวรมัน เรืองอำนาจ พระองครับเอา พุทธศาสนาแบบมหายานผสมผสานกับศาสนาพราหมณ และทรงสรางศาสนาสถานเปน พระปรางคและปราสาทอาณาจักรลพบุรีของไทย รับอิทธิพลนี้มาดวย มีภาษาสันสกฤตเปน
17.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 9 ภาษาหลักของศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลในภาษาไทย วรรณคดีไทย จะเห็นสิ่งกอสราง คือ พระปรางคสามยอดจังหวัดลพบุรี ประสาทหินพิมายที่จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหิน พนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมย สวนพระพุทธรูปไดรับอิทธิพลของขอม เชน ศิลปะแบบขอม พุทธศตวรรษที่ 16 พ.ศ. 1600 อาณาจักรพุกามประเทศพมาเจริญรุงเรือง กษัตริย ผูปกครองชื่อ พระเจาอนุรุทธิ์มหาราช กษัตริยพุกามเรืองอำนาจทรงรวบรวมเอาพมากับมอญ เขาเปนอาณาจักรเดียวกัน และแผขยายอาณาจักรถึงลานนา ลานชาง คือ เชียงใหม ลำพูน เชียงราย จึงรับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท หลักฐานที่ปรากฏ คือ การกอสรางเจดียแบบพมา ซึ่งปรากฏอยูตามวัดตางๆ ตอมาสมัยสุโขทัย เจริญรุงเรืองเปนปกแผน มีอาณาจักรของไทย คือ อาณาจักรลานนา และอาณาจักรสุโขทัย พอขุนรามคำแหงมหาราชทรงสดับกิตติศัพทของพระสงฆลังกา ซึ่ง เผยแผศาสนาอยูที่นครศรีธรรมราช จึงนิมนตมาที่สุโขทัยนับเปนจุดสำคัญที่ทำใหพุทธศาสนา ดำรงมั่นคงมาในประเทศไทยสืบมาจนทุกวันนี้ พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศไดเขามาเผยแผ ในประเทศไทยถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช ในสมัยที่ 2 คือ สมัยพระยาลิไท กษัตริยทุกพระองคปกครองบานเมืองดวยความสงบรมเย็น ประชาชนอยูดวย ความผาสุก ศิลปะสุโขทัยมีความงดงามโดยเฉพาะพระพุทธรูปไมมีศิลปะสมัยใดงามเสมือน สมัยลานนา พ.ศ. 1839 พระยามังรายทรงสรางราชธานี ชื่อ นพบุรีศรีนครพิงค เชียงใหม ตั้งถิ่นฐานที่ลุมแมน้ำปง สนับสนุนใหพุทธศาสนารุงเรืองในเมืองเชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร นาน พะเยา ในสมัยพระเจาติโลกราชแหงเชียงใหมทำการสังคายนาพระไตรปฎก เปนครั้งแรกในประเทศไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา พุทธศาสนาสมัยนี้ไดรับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเปนอันมาก พิธีกรรมตางๆจึงปะปนกับพิธีพราหมณ ประชาชนทำบุญกุศล สรางวัด บำรุงศาสนา พระมหา กษัตริยที่ทรงผนวช คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและทรงริเริ่มใหเจานายและขาราชการ บวชเรียน ทรงรจนาหนังสือมหาชาติคำหลวงขึ้นในป พ.ศ. 2025 และในสมัยพระเจาทรงธรรม ไดพบรอยพระพุทธบาทที่ จ. สระบุรี จึงโปรดใหสรางมณฑป วรรณคดีในสมัยนี้ไดแก กาพย มหาชาติ ในสมัยพระเจาอยูหัวบรมโกษฐ พ.ศ. 2275-2300 พุทธศาสนาไดเจริญรุงเรืองมาก พระเจาแผนดินของลังกามีพระราชสาสนมาทูลของพระภิกษุสงฆไปเผยแผศาสนาที่ลังกา เพราะศาสนาพุทธที่เรียกวาลังกาวงศนั้นเสื่อมลง ไทยจึงสงพระอุบาลีไปประกาศศาสนาและ เผยแผ ศาสนาจนรุงเรืองอีกครั้ง และเรียกศาสนาพุทธในครั้งนี้วา นิกายสยามวงศ สมัยกรุงธนบุรี ป 2310 กรุงศรีอยุธยาถูกพมายกทัพเขาตีจนบานเมืองแตกยับเยิน วัดวาอารามถูกทำลายยอยยับ พระเจาตากสินมหาราชทรงเปนผูนำในการกอบกูอิสรภาพ ทรงตั้ง เมืองหลวงที่กรุงธนบุรีและทรงบูรณปฏิสังขรณวัดวาอาราม และสรางวัดเพิ่มเติมอีกมากและ ไดอัญเชิญ พระแกวมรกตจากเวียงจันทนมายังประเทศไทย
18.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน10 สมัยรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325-2352) พระองคยายเมืองหลวงมาตั้งที่ กรุงเทพมหานคร และทรงปฏิสังขรณวัดตางๆ คือ การสรางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และโปรดใหมีการ สังคายนาพระไตรปฎกครั้งที่ 9 และถือเปนครั้งที่ 2 ในดินแดนประเทศไทยปจจุบัน รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352-2367) ทรงบูรณะวัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศนเทพวราราม และฟนฟูประเพณีวิสาขบูชา รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2367-2394) ทรงสราง 3 วัด คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดเทพธิดาราม และวัดราชนัดดาราม และทรงบูรณะปฏิสังขรณ วัดมีจำนวนมากถึง 50 วัด พระองคเชิดชูกำเนิดธรรมยุติกนิกายในป 2376 เนื่องจากพระองค เลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญซึ่งเปนรูปแบบนิกายธรรมยุต มีวัดบวรนิเวศนเปนศูนยกลาง ทรงสรางพระไตรปฎกเปนจำนวนมากยิ่งกวารัชกาลใดๆ ตอมาสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2394-2411) ทรง สรางพระไตรปฎก ปฏิสังขรณวัด กำเนิดการบำเพ็ญกุศลพิธีมาฆบูชา เปนครั้งแรกที่วัด พระศรีศาสดาราม และสงสมณฑูตไปลังกา สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2411-2453) ทรง สรางพระไตรปฎกแปลจากอักษรขอม เปนอักษรไทย ปฏิสังขรณวัดตางๆ ทรงตราพระราช บัญญัติคณะสงฆและสถาปนาการศึกษาสำหรับพระสงฆ 2 แหง คือ มหามกุฎราชวิทยาลัย ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุ สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2453-2468) ทรง ประกาศใชพุทธศักราชทางราชการตั้งแตวันที่ 1 เมษายน 2456 เปนตนมา ทรงสรางโรงเรียน และบูรณะวัดตางๆทรงพระราชนิพนธหนังสือทางพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจาตรัสรูอะไร และเทศนาเสือปา สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. 2468-2477) ทรง พิมพพระไตรปฎก เรียกวา "พระไตรปฎกสยามรัฐ" มีตราชางเปนเครื่องหมายเผยแพร ทรง ประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก ทรงเพิ่มหลักสูตรจริยศึกษา (อบรมใหมี ศีลธรรมดีงามขึ้น แตเดิมมีเพียงหลักสูตรพุทธิศึกษา (ใหมีปญญาความรู) และพลศึกษา (ฝกหัด ใหเปนผูมีรางกายสมบูรณ) สมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล (พ.ศ. 2477-2489) มีการ แปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย ทรงตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 เลิกการปกครอง สงฆแบบมหาเถรสมาคมที่ใชมาตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489-ปจจุบัน) มีการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ในป พ.ศ. 2500 มีการสรางพุทธมณฑลไวที่ตำบลศาลายา
19.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 11 จังหวัดนครปฐม มีการสงพระสงฆไปเผยแผศาสนาพุทธในตางประเทศ เสด็จออกผนวชที่วัด บวรนิเวศ วรวิหาร และมีโรงเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย 1.2 ศาสนาอิสลามในประเทศไทย ประวัติศาสดา ศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ ทานนบีมุฮัมมัด เปนบุตรของอับดุลลอหแหงอารเบีย ทานไดรับมอบหมายใหเผยแผสาสนของอัลลอฮพระผูเปนเจา ทานศาสดามุฮัมมัด เกิดที่มหานครมักกะห (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร ที่ 17 (บางก็วา 12) เดือนร็อบีอุลเอาวัล ในป ค.ศ. 570 (พ.ศ. 1113) ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด มีรัศมีสวางไสวและมีกลิ่นหอมเปนศุภนิมิตบงถึงความพิเศษของทารก ปที่ทานเกิดนั้นเปนปที่ อุปราชอับร็อฮะหแหงอบิสสิเนีย (เอธิโอเปยปจจุบัน) กรีฑาทัพชางเขาโจมตีมหานครมักกะห เพื่อทำลายกะอบะหอันศักดิ์สิทธิ์ แตอัลลอหไดทรงพิทักษมักกะห ดวยการสงกองทัพนกที่คาบ กรวดหินลงมาทิ้งบนกองทัพนี้ จนไพรพลตองลมตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไมที่ถูก หนอน กัดกิน อุปราชอัมร็อฮะหจึงจำตองถอยทัพกลับไป
20.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน12 ในปเดียวกันนั้นมีแผนดินไหวเกิดขึ้นในเปอรเซีย เปนเหตุใหราชวังอะนูชิรวานของ จักรพรรดิเปอรเชียสั่นสะเทือนถึงรากเหงาและพังทลายลง ยังผลใหไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหาร บูชาไฟของพวกโซโรแอสเตอรที่ลุกอยูเปนพันปนั้นตองดับลงไปดวย เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได 20 ป กิตติศัพทแหงคุณธรรม และความสามารถในการคาขาย ก็เขาถึงหูของคอดีญะหเศรษฐีนีหมาย ผูมีเกียรติจากตระกูลอะซัดแหงเผากุเรช นางจึงเชิญ ใหทานเปนผูจัดการในการคาของนาง โดยใหทานนำสินคาไปขายยังประเทศซีเรีย ในฐานะ หัวหนากองคาราวาน ปรากฏผลวาการคาดำเนินไปดวยความเรียบรอย และไดกำไรเกินความ คาดหมาย จึงทำใหนางพอใจในความสามารถและความซื้อสัตยของทานเปนอยางมาก เมื่ออายุ 30 ป ทานไดเขารวมเปนสมาชิกในสหพันธ ฟุฎล อันเปนองคการพิทักษ สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกขบำรุงสุขใหประชาชน กิจการประจำวันของทาน ก็คือ ประกอบแตกุศลกรรมปลดทุกขขจัดความเดือดรอน ชวยเหลือผูตกยาก บำรุงสาธารณกุศล เมื่ออายุ 40 ป ทานไดรับวา วะฮยู (การวิวรณ) จากอัลลอหพระผูเปนเจาในถ้ำฮิรออ ซึ่งอยูบนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะห โดยฑูตญิบรีลเปนผูนำมาบอกเปนครั้งแรก เรียกรองให ทานรับหนาที่เปนผูเผยแผศาสนาของอัลลอหดั่งที่ศาสดามูซา (โมเสส) อีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศใหมวลมนุษยนับถือพระเจาเพียงองคเดียว ทาไดรับพระโองการติดตอกันเปน เวลา 23 ป พระโองการเหลานี้รวบรวมขึ้นเปนเลมเรียกวา คัมภีรอัลลกุรอาน ในตอนแรกทานเผยแผศาสนาแกวงศญาติและเพื่อนใกลชิดเปนภายในกอน ทาน ค็อดีญะหเองไดสละทรัพยสินเงินทองของทานไปมากมาย และทานอบูฎอลิบก็ไดปกปอง หลานชายของตนดวยชีวิต ตอมาทานไดรับโองการจากพระเจาใหประกาศเผยแผศาสนา โดยเปดเผย ทำใหญาติพี่นองในตระกูลเดียวกันชาวกุเรชและอาหรับเผาอื่นๆที่เคยนับถือทาน พากันโกรธแคน ตั้งตนเปนศัตรูกับทานอยางรุนแรงถึงกับวางแผนสังหารทานหลายครั้ง แตก็ ไมสำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไมสามารถทำธุรกิจกับผูใด จนตองอดอยาก เพราะขาดรายได และไมมีเงินที่จะซื้ออาหาร อบูซุฟยานแหงตระกูลอุมัยยะหและอบูญะฮัล คือ สองในจำนวน หัวหนามุชริกูนที่ไดพยายามทำลายลางศาสนาอิสลาม เมื่อชาวมุชริกูนเอาชนะรัฐอิสลามไมไดก็ไดมีการทำสัญญาสงบศึกกันในเดือน มีนาคม ค.ศ. 628 เรียกสัญญาสงบศึกครั้งนั้นวา สัญญาฮุดัยบียะห ตอมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 629 ชาวมักกะหไดละเมิดสัญญาสงบศึกในเดือน มกราคม ป ค.ศ. 630 ทานนบีจึงนำทหาร 10,000 คน เขายึดเมืองมักกะห ทานจึงประกาศ นิรโทษกรรมใหชาวมักกะหเกือบทั้งหมด ยกเวนบางคน ในจำนวนนั้นมีอัลฮะกัม แหงตระกูล อุมัยยะหที่ทานนบีประกาศใหทุกคนคว่ำบาตรเขา การนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีผลใหชาวมักกะห ซาบซึ้งในความเมตตาของทาน จึงพากันหลั่งไหลเขานับถือศาสนาอิสลามเปนจำนวนมาก ทาน นบีมูฮัมมัด ไดสิ้นชีวิตที่เมืองมดีนะห เมื่อวันจันทรที่ 12 ป ค.ศ. 632 รวมอายุได 63 ป
21.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 13 การเผยแผศาสนาอิสลามเขามาสูประเทศไทย จากบันทึกทางประวัติศาสตรของมุสลิม ชนชาติเปอรเซียและชนชาติอาหรับ ได เดินทางมาทางทะเลมาทำการคาขายกับเมืองไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย แตไมมีผูใดรับราชการใน ราชสำนักไทยนอกจากชาวมุสลิมในทองถิ่นภาคใต นับตั้งแตนครศรีธรรมราชลงไปจรด ปลายแหลมมลายู สิงคโปรและมะละกานั้นเจาผูครองนครแทบทุกเมืองเปนชาวมุสลิมมา แตเดิม ไมปรากฏวาทางกรุงสุโขทัยสงคนทางสุโขทัยไปปกครองแมแตคนเดียว และเมืองตางๆ ทางภาคใตเปนประเทศราชของกรุงสุโขทัย ตองสงดอกไมเงิน ดอกไมทอง เปนเครื่อง บรรณาการตามกำหนด หากเมืองใดแข็งเมือง ทางเมืองหลวงจะยกกองทัพไปปราบเปน ครั้งคราวและอยูรวมกันอยางมีความปกติสุข เปนเวลาหลายรอยป เจาพระยาบวรราชนายกตำแหนงวางจางมหาดไทย นับวาทานเปนผูนำศาสนาอิสลาม นิกายชีอะหเขามาสูประเทศไทย และเปนจุฬาราชมนตรีคนแรก เมื่อทานถึงแกกรรม ศพทาน ฝงไวที่สุสานบริเวณทากายี ปจจุบันเปนมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ทานเปน ตนตระกูลอะหมัดจุฬา จุฬารัตน บุญนาค ศรีเพ็ญ บุรานนท ศุภมิตร ในสมัยพระเจาทรงธรรม มีชาวเปอรเซียชื่อวา ทานโมกอล อพยพครอบครัวและบริวารมาจากเมืองสาเลห เกาะชวากลาง เนื่องจากถูกชาติโปรตุเกสรุกราน ทานสะสมกำลังสรางปอมคายที่บานหัวเขาแดง จังหวัด สงขลา เพราะตองปองกันตัวจากโจรสลัด เจาพระยานครศรีธรรมราชซึ่งมีหนาที่ดูแลหัวเมือง ภาคใตไดรายงานเรื่องนี้ใหกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง พระเจาทรงธรรมโปรดเกลาฯ แตงตั้งให ทานโมกอลเปนขาหลวงผูสำเร็จราชการเมืองสงขลา เมื่อทานโมกอลถึงแกอสัญกรรม บุตรชาย คือทานสุลัยมานเปนผูสำเร็จราชการตอมา และเมื่อเจาพระยากลาโหมศรสุริยวงศปราบดาภิเษก โดยทำการประหารพระเชษฐาธิราช คือ พระเจาทรงธรรมและพระโอรสสิ้นชีวิตและสถาปนา ตนเปนกษัตริย ทรงพระนามวาพระเจาปราสาททอง ทานสุลัยมานจงรักภักดีตอพระเจาหลวง จึงไมเห็นดวย แลวประกาศแข็งเมือง เมื่อ พ.ศ. 2173 สถาปนาตนเปนสุลตาน ชื่อ สุลตาน สุลัยมานชาห ตลอดสมัยปรับปรุงเมืองสงขลาเปนเมืองทาสำคัญ มีกำลังทหารเขมแข็งทั้งทางน้ำ และทางบก กรุงศรีอยุธยาเคยยกกองทัพไปปราบ2ครั้ง แตเอาชนะไมได สุลตานสุลัยมานชาห ปกครองสงขลาอยู 46 ป สรางความเจริญกาวหนา ทั้งดานการคามีโกดังสินคามากมายและ การทางคมนาคม ทำใหไมตองออมเรือไปยังสิงคโปร ทำใหยนระยะทางไดมาก ทานถึง แกกรรม เมื่อ พ.ศ. 2211 ศพทานฝงไว ณ สุสานบริเวณเขาแดง ปจจุบันขึ้นทะเบียนเปน โบราณสถานของชาติ คนทั่วไปนับถือทานมาก เรียกทานวา ดาโตะมะหรุม หมายถึง ดาโตะ ผูลวงลับนั่นเอง ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชดำริวาในพระราชอาณาจักรของพระองค ไมควรมีกษัตริยองคอื่นอีก จึงยกทัพไปปราบนครสงขลา ซึ่งสุลตานมุตตาฟาบุตรของสุลตาน สุลัยมานชาหครองอยูและรบชนะ สมเด็จพระนารายณมหาราชจึงใหทานสุลตานมุตตาฟาและ ครอบครัวยายไปอยูเมืองไชยา และสลายเมืองสงขลาเสีย สมเด็จพระนารายณมิไดถือโทษ
22.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน14 สุลตานมุตตาฟาเพราะถือวาเปนชวงผลัดแผนดิน ตอมาพระองคโปรดเกลาฯ ใหสุลตาน มุตตาฟาเปนพระไชยา ภาษาถิ่นนามวายามีตำแหนงเปน “พระยาพิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม” ที่ไชยา เกิดเปนหมูบางสงขลา มีการปกหลักประตูเมือง เรียกวา เสาประโคน อยูกลางเมือง เปนหลักฐานมาจนทุกวันนี้ สวนนองชายของพระชายาคือ ทานหะซัน และทานรูเซ็น โปรด เกลาฯ ใหรับราชการในกรุงศรีอยุธยา พรอมกับบุตรชายคนโตคือเตาฟค ทานหะซันชำนาญการ เดินเรือและทหารเรือ จึงโปรดเกลาฯ เปนพระยาราชบังสัน วาที่แมทัพเรือของกรุงศรีอยุธยา และตำแหนงนี้ไดสืบทอดตอเนื่องในสายสกุลของทาน นับวาโชคดีของประเทศไทย ที่ตลอด ระยะเวลาของกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร จนถึงสมัยของสมเด็จพระ จอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 มีขาราชการตำแหนงสำคัญๆนับถือศาสนาอิสลามไมขาดสาย เชน ตำแหนงลักษมณา เปนภาษามาเลเซีย แปลวา นายพลเรือ ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุง รัตนโกสินทร เปนตำแหนงที่แตงตั้งเฉพาะคนมุสลิมเทานั้น เปนที่นาสังเกตอีกอยางหนึ่งวา ศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่และนิกายชีอะหในประเทศ ไทยอยูรวมกันมาตั้งแตสมัยพระเจาทรงธรรมแหงกรุงศรีอยุธยา นิกายซุนหนี่นั้นมีมาแตเดิมใน แผนดินสุวรรณภูมิ สวนนิกายชีอะหนั้น ไดเขามาพรอมกับทานเฉกอะหมัดสมัยพระเจา ทรงธรรม ทั้งสองนิกายนี้ผูกมิตรกันโดยมีการแตงงานระหวางกัน หัวเมืองชายแดนภาคใตตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ดินแดนของไทยครอบคลุมถึงหลาย หัวเมืองในประเทศมาเลเซียปจจุบัน คือ ไทรบุรี (เคดาห) กลันตัน ตรังกานู ปะลิศ สวน ดินแดนในเขตประเทศไทยปจจุบัน มีปตตานีเปนเมืองใหญครอบคลุมไปถึงยะลา นราธิวาส สตูล ตกอยูในประเทศราชของไทย ตองสงดอกไมเงินดอกไมทองเปนบรรณาการมายัง กรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด บางครั้งเมื่อมีการผลัดแผนดินโดยการปราบดาภิเษก เจาเมือง เหลานั้นมักถือ โอกาสแข็งเมืองตั้งตนเปนอิสระบอยครั้งทางกรุงศรีอยุธยาตองสงกองทัพ ไปปราบ เมื่อปราบแลวไดกวาดตอนคนมากรุงศรีอยุธยาดวย เชน ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัด นครศรีอยุธยา มีชาวมุสลิม เชื้อสายปตตานีจำนวนมาก สวนชาวมุสลิมแขกเทศหรือแขกแพ เชื้อสายเปอรเซียหรืออาหรับ มีภูมิลำเนาอยูแถบหัวแหลมหรือทากายี เปนชาวมุสลิมชีอะห เชื้อสายเปอรเซีย ในปจจุบันชาวมุสลิมในประเทศไทยสามารถอยูรวมกับคนไทยพุทธได โดยมีกิจกรรม ที่สำคัญๆ รวมกันคือการติดตอคาขาย การศึกษา รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับปรากฏขอความ สำคัญ คือพระมหากษัตริยไทย ทรงเปนอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา แตในปจจุบันมีปญหา ที่ 3 จังหวัดภาคใต คือ ยะลา ปตตานี นราธิวาส ซึ่งไมไดเกิดจากปญหาความแตกตางทาง ศาสนา แตเกิดจากคนบางกลุมยังไมเขาใจกันดีเพียงพอจึงเกิดการปะทะกัน และรัฐบาลไทย ทุกสมัย พยายามแกไขปญหานี้โดยตลอด
23.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 15 ในป พ.ศ. 1847-1921 อิบนีบาตูเตาะห ชาวโมร็อกโก เชื้อสายอาหรับทำการเผยแพร ศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่ขึ้นทางเกาะสุมาตรา ตะวันตกเฉียงเหนือ โดยทำใหราชาซอและห ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม เพราะในคัมภีรอัลกุรอานนั้นมีบทบัญญัติทั้งทางโลก ทางธรรม มีหลักวิชาเศรษฐศาสตร นิติศาสตร วิทยาศาสตร ปรัชญา การเมือง การสังคม การอาชีพ การคาขาย การแพทย การเปนหนี้สิน การบริโภคอาหาร การสมรส การหยาราง การครองเรือน การแบงมรดก การศึกษา การทูต การสงคราม และกิจวัตรประจำวันของบุคคลแตละคน ดังนั้น เมื่อมีพระราชาศรัทธาในศาสนาจึงเผยแผศาสนาอิสลามไปในหมูพสกนิกร และจัดระบบ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การสมรส การครองเรือน ตามพระราชบัญญัติ พระคัมภีรอัลกุรอาน และพระราชาธิบดี เปลี่ยนจากราชาซอและหมาเปนสุลตานซอและห ที่ เขมแข็งและเด็ดขาด และจากนั้นศาสนาอิสลามเผยแผไปยังรัฐใกลเคียงจนกลายเปนรัฐอิสลาม และขยายขึ้นมาจากตอนเหนือของมลายูเขามาสูตอนใตของประเทศไทยและปรากฏหลักฐาน วาเจาผูครองนครทางภาคใตของประเทศไทยจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช นับถือศาสนาอิสลาม ทั้งสิ้น ศาสนาอิสลามจากอินเดียใตเขามาสูมาเลเซียภาคใตของประเทศไทย สุมาตรา ชวา บอรเนียว แบบพิธีของศาสนาอิสลามในสวนนี้ของโลกเปนแบบอินโด-เปอรเซียนเชนเดียวกับ ในอินเดียและเปอรเซีย ซึ่งตางจากศาสนาอิสลามในอาระเบีย ประมาณคริสตศตวรรษที่ 9 อิสลาม ไดมาถึงฝงมะละกา เมื่อมารโคโปโลเดินทางเรือผานชวา เขาเขียนวาผูคนตามเมืองทา เปนมุสลิมทั้งสิ้น 1.3 ศาสนาคริสตในประเทศไทย ประวัติศาสดา ศาสดาของศาสนาคริสต คือ พระเยซู เกิดในชนชาติฮีบรู หรือยิว หรือ อิสราเอล พระเยซูคริสตถือเปนพระบุตรของพระเจามาบังเกิดในชาตินี้ เมื่อจัดศาสนาของพระเจา คือ พระยะโฮวาคริสตมีรากศัพทมาจากภาษาโรมันหรือภาษากรีกที่แปลมาจากคำวา เมสสิอาหใน ภาษฮีบรู แปลวาผูปลดเปลื้องทุกขภัย พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเล็ม ในปาเลสไตน เมื่อ พ.ศ. 543 แตไปเติบโตที่เมืองนาซเรท แควนกาลินี หางจากนครยูซาเล็ม ประมาณ 55 ไมล มารดา ของพระเยซูชื่อมาเรีย หรือมารีย บิดาชื่อ โยเซฟ อาชีพชางไม ตามประวัติ มาเรียมารดาพระ เยซูนั้นตั้งครรภมากอนขณะที่โจเซฟยังเปนคูหมั้นมิไดอยูกินดวยกัน รอนถึงเทวทูตของพระเจา หรือพระยะโฮวาห คือเทวาคาเบรียลตองมาเขาฝนบอกโยเซฟใหรูวาบุตรในครรภของมาเรียเปน บุตรของพระเจาเปนผูมีบุญมากใหตั้งชื่อวาพระเยซูตอไปคนผูนี้จะชวยไถบาปใหชาวยิวรอดพน จากความทุกขทั้งปวง โยเซฟปฏิบัติตามคำของฑูตแหงพระเจา รับมาเรียมาอยูดวยกันโดยมิได
24.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน16 สมสูเยี่ยงสามีภรรยา พระเยซูไดรับการเลี้ยงดูอยางดี มีความรูภาษากรีกแตกฉาน ศึกษา พระคัมภีรเกา ไดมอบตัวเปนศิษยของโยฮัน ผูแตกฉานในคัมภีรของยิว เมื่อเยซูเติบโตเปน ผูใหญ มีนิสัยใฝสงบ ชอบอยูในวิเวก ใฝใจทางศาสนา เมื่ออายุได 30 ป ไดรับศีลลางบาปจากจอหน โดยอาบน้ำลางบาปที่แมน้ำจอรแดน ตั้งแตนั้นมาถือวาพระเยซูไดสำเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนาคริสตเปนศาสดาบำเพ็ญพรต อดอาหาร เพื่อการคิดพิจารณาธรรมอยูในปาสงัดถึง40วัน จากนั้นจึงออกประกาศศาสนาเผยแผ ศาสนาอยู3ป พระเยซูสั่งสอนไปทั่วประเทศปาเลสไตนหรืออิสราเอลประมาณ3ป มีผูนับถือ พระเยซูมากขึ้นแตก็ทำใหพวกปุโรหิต พวกธรรมาจารยและพวกฟารซีเกลียดชังขณะที่พระเยซู พรอมสาวก 12 คน กำลังรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดทาย ทหารโรมันก็จูโจมเขาจับพระเยซู และสาวกในขอหาเปนกบฏตอซีซารโรมัน ตั้งตนเปนบุตรพระเจาเปนพระเมสสิอาห ถูกตัดสิน ใหลงโทษประหารชีวิต โดยการตรึงกับไมกางเขนไว 3 วัน ไดสิ้นพระชนมและเสด็จไปสู สวรรค พระเยซูไดเลือกอัครสาวก 12 คน เปนหลักสืบศาสนาตอไป โดยมีนักบุญเปโตร (Saint Peter) เปนหัวหนา ผูรับตำแหนงนักบุญเปโตรตอๆมา จนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จ พระสันตะปาปา ประเทศไทยมีศาสนาคริสตที่สำคัญอยู 2 นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนด ดังนี้ 1.) นิกายโรมันคาทอลิก คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกนับถือพระแมมารีและ นักบุญตางๆ มีศูนยกลางอยูที่กรุงวาติกัน กรุงโรม มีพระสันตะปาปาเปนประมุข โดยสืบทอดมาตั้งแตสมัยอัครสาวกกลุมแรก โดยถือวา นักบุญเปโตรหรือ นักบุญปเตอร คือ พระสันตะปาปาพระองคแรก ททรงไปสั่งสอนที่กรุงโรม ขณะนั้นเทียบไดกับนครนครหลวงของโลก ทรงเผยแผคำสอนอยู 25 ป ทำใหกรุงโรมเปนศูนยกลางของศาสนา จึงเกิดคำวาโรมันคาทอลิก พระองค ไดรับ การยินยอมจากพระเจาใหปกครองศาสนาจักรทั้งมวล และสืบทอดมาถึง พระสันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องคปจจุบัน เปนองคที่ 265 คาทอลิกนั้นจะมี นักบวชที่เรียกวา บาทหลวง และซีสเตอร (แมชี) ชาวไทยจะเรียนผูนับถือ นิกายนี้วา “คริสตรัง” ตามเสียงอานภาษาโปรตุเกสผูเผยแพร ยุคแรกๆมีผูนับถือ นิกายนี้ประมาณ 1,000 ลานคน นิกายนี้ถือวา พระ (บาทหลวง) เปนสื่อกลาง ของพระเจา 2.) นิกายโปรเตสแตนต แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกในชวงคริสตศตวรรษ ที่ 16 เปนนิกายที่ถือวาศรัทธาของแตละคนที่มีตอพระเจาสำคัญกวาพิธีกรรม ซึ่งยังแตกยอยออกเปนหลายรอยนิกาย เนื่องจากมีความเห็นแตกตางเกี่ยวกับ
25.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 17 พระคัมภีร และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้มีเพียงไมกางเขนเปนเครื่องหมาย แหงศาสนาเทานั้น มีผูนับถือรวมกันทุกนิกายยอยประมาณ 500 ลานคน การเผยแผนิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย คริสตศาสนาที่เผยแผในไทยเปนครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตรัชสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่มาเผยแพรคือ นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะโดมินิกัน (Dominican) คณะฟรังซิสกัน (Franciscan) และ คณะเยซูอิต (Jesuit) บาทหลวงสวนมากมาจากโปรตุเกส และสเปน โดยเดินทางมาพรอมกับ ทหารและพอคา ระยะแรกที่ยังถูกปดกั้นทางศาสนา มิชชันนารี จึงเนนการดูแลกลุมคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ประเทศไทยไดมีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรังกับรัชสมัยพระเจาหลุยสที่ 4 ทำใหมีจำนวนบาทหลวงเขามาเผยแผศาสนามากขึ้น และการ แสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บางก็อยูจนแกหรือตลอดชีวิตก็มี ดานสังคมสังเคราะห มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ดานศาสนา มีการตั้งโรงเรียนสำหรับ สามเณรคริสเตียน เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลบวชใหนักบวชไทยรุนแรก และจัดตั้ง คณะภคิณี คณะรักไมกางเขน เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชแลว คริสตศาสนากลับไมไดรับความ สะดวกในการเผยแผศาสนาเชนเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกหามประกาศศาสนา ถูกหาม เขียนหนังสือศาสนาเปนภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพมาเขามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร คริสตศาสนายุติในชวงเสียเอกราชใหพมา กระทั่งพระเจาตากสินมหาราชกอบกูเอกราชสำเร็จ แมการเผยแผคริสตศาสนาเริ่มตน ขึ้นใหม แตเพราะประเทศกำลังอยูในภาวะสรางบานเมืองขึ้นใหม จึงไมกาวหนาเทาที่ควร เมื่อเขาสูราชวงศจักรีแลว ชาวคริสตอพยพเขามามากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว พระองคทรงเปดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศ พระราชกฤษฎีกาใหทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว แมวาสัมพันธภาพระหวางไทย กับฝรั่งเศสไมดีนัก แตพระองคก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเปนนิติบุคคล ดานสังคมสงเคราะหในรัชสมัยนี้ ทรงพระราชทานเงินทุนในการกอสรางโรงเรียน เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแหง เชน โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต โรงเรียนเซ็นตฟรังซิสซาเวียร และโรงพยาบาลเซนตหลุยส
26.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน18 การเผยแพรคริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนตในประเทศไทย คณะเผยแพรของนิกายโปรเตสแตนตกลุมแรกที่เขามาประเทศไทยตามหลักฐานที่ปรากฏ คือ ศิษยาภิบาล 2 ทาน ศาสนาจารย คารล ออกัสตัส เฟรดเดอริค กุตสลาฟ เอ็ม.ดี (Rev. Carl Friedrich Augustus Gutzlaff) ชาวเยอรมัน จากสมาคมเนเธอรแลนดมิชชันนารี (Neth- erlands Missionary Society) และศาสนาจารยจาคอบ ทอมลิน (Rev. Jacob Tomlin) ชาว อังกฤษ จากสมาคมลอนดอนมิชชันนารี (London Missionary Society) มาถึงประเทศไทยเมื่อ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2371 (ค.ศ. 1828) ทั้งสองทานชวยกันเผยแพรศาสนาดวยความเขมแข็ง ตอมาจึงมีศาสนาจารยจาก คณะอเมริกันบอรด (The American Board of Commis- sioners for Foreign Missions หรือ A.B.C.F.M.) เขามา ในบรรดานักเผยแพรศาสนานั้น ผูที่มีชื่อเสียงคือ หมอสอนศาสนาแดน บีช บรัดเลย เอ็ม ดี (Rev. Dan Beach Bradley,M.D.) หรือหมอบรัดเลย (คนไทยมักเรียกวา หมอบลัดเล) ซึ่งเปน เพรสไบทีเรียนในคณะอเมริกันบอรด เขามากรุงเทพฯ (ขณะนั้นเรียกวา บางกอก) พรอมภรรยา เมื่อ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835) ตลอดเวลาที่ทานอยูในประเทศไทยไดสรางคุณประโยชนมากมาย โดยเฉพาะอยางยิ่ง ทางการแพทยและการพิมพ ทั้งรักษาผูปวยไขทรพิษและอหิวาตกโรค นำการผาตัดเขามา ครั้งแรก การทดลองปลูกฝดาษในประเทศไทย ริเริ่มการสรางโรงพิมพ เริ่มจากจัดพิมพ ใบประกาศหามคาฝนและจัดพิมพหนังสือ “บางกอกกาลันเดอร” ซึ่งเปนจดหมายเหตุรายวัน กลาวไดวา ความเชื่อมั่นของชาวไทยตอการเผยแพรคริสตศาสนา เกิดจากคณะสมาคมอเมริกัน มิชชันนารีนำความเจริญเขามาควบคูไปกับการเผยแพรศาสนา มิชชันนารีที่สำคัญอีก 2 กลุม ไดแก คณะอเมริกันแบ็พติสมิชชัน (The Americam Baptist Mission) เปนผูกอตั้ง คริสตจักรโปรเตสแตนตแหงแรกในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณ กลางป พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) และจัดพิมพหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมทั้งออก หนังสือพิมพ สยามสมัย” คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนบอรด (The American Presbyterian Board) เปนอีกกลุม หนึ่งที่นำความเจริญสูประเทศไทย เชน ดร.เฮาส (Samuel R. House) นากรใชอีเทอรเปน ยาสลบครั้งแรกในประเทศไทย ขณะที่ศาสนาจารยแมตตูนและภรรยา (Rev. and Mrs. Stephen Mattoon) ริเริ่มเปดโรงเรียนแบบเชาไปเย็นกลับ ซึ่งตอมาไดรวมกับโรงเรียนประจำของมิชชัน และพัฒนาตอมาเปนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปจจุบัน
27.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 19 1.4 ศาสนาพราหมณ - ฮินดูในประเทศไทย ประวัติศาสนา ศาสนาพราหมณ ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ไมมีศาสนา แตนับถือเทพเจาหลายองค ศาสนานี้ เกิดในประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ปกอนพุทธศักราช โดยเกิดในสมัยพวก อารยันอพยพเขามาอยูในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 1,400 ปกอนพุทธศักราช ถือวาเปน ศาสนาที่เกาแกที่สุดในโลก แตเดิมศาสนานี้เรียกวา สนาตนธรรม หมายถึง ธรรมอันเปนนิตย คือไมสิ้นสุด ไมรูจักตาย แปลเอาความหมายคือ พระวิษณุหรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา วิษณุธรรม พระวิษณุและพระนารายณเปนองคเดียวกัน พระวิษณุไดสอนธรรมะและวิธีปฏิบัติธรรมแกพระพรหมธาดา และพระพรหมธาดา ผูไดสอนสันตกุมารผูเปนบุตรอีกชั้นหนึ่ง ตอมาทั้งสองทาก็ไดสั่งสอนแกพระนารถมุนี ผูเปน เทพฤๅษีเพื่อใหเผยแพรตอไปยังนานาโลก สำหรับในโลกมนุษย พระอุปเทศกะ คือ ผูแสดงเรื่องราวทางศาสนา รองลงมาจาก นารถมุนี คือ พระกปลมุนี ผูเกิดมาเปนมนุษย มีตัวตนอยูในโลก ไดแสวงธรรมครั้งแรกที่ วินทุอาศรม ตอมาไดตั้งอาศรมขึ้นที่ปลายแมน้ำคงคาที่เรียกวา กันคงคาสาคร ดังนั้น ในเดือน ธันวาคม และมกราคมของทุกปจะมีประชาชนจำนวนมากไปจาริกแสวงบุญ ณ ที่ดังกลาว พระปรมาตมันเปนพระเจาสูงสุด มีอุปาสยเทพอยูสามองค คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ พระปรมาตมันไมมีรูปและไมมีตัวตน จึงกลาวกันวา เปนนิรังการ หรือนิรากาล คือไมมีอาการ หรือปราศจากอาการ ตอมาเมื่อพระปรมาตมันประสงคจะสรางโลกก็เลยกลายเปนสาการภาพ คือ เกิดภาวะ อันมีอาการและเปนสามรูป ไดแก พระพรหมธาดา พระวิษณุ และพระศิวะ พระพรหม เปนผูสรางโลกตางๆ พระวิษณุ เปนผูคุมครองโลกตางๆ พระศิวะ เปนผูสังหารหรือทำลายโลกตางๆ เทพเจาของศาสนาพราหมณ-ฮินดู มีอยูเปนจำนวนมาก เปนศาสนาประเภทพหุเทวนิยมนับถือพระเจาหลายองค แตละ เทวสถานมีเทพเจาแตละองค ดูไมออกวาองคไหนสำคัญกวาหรือสูงกวา แตละกลุมนับถือแตละ องค บางทีในครอบครัวเดียวกัน แตละคนในครอบครัวก็นับถือเทพตางๆกันไป คัมภีรพระเวท เปนคัมภีรที่ประมวลความรูตางๆ อันเปนความรูทางศาสนาและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไดแกบทสรรเสริญ บทสวดออนวอนพิธีกรรมเพื่อการบูชายัญ เวทมนตรคาถา และ กวีนิพนธอันไพเราะเกี่ยวกับธรรมชาติ
28.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน20 ชาวอารยันเมื่อไดครอบครองอินเดียอยางมั่นคงแลว ไดรวบรวมคัมภีรพระเวทตาม ความเชื่อในศาสนาของพวกตน คำวา “เวทะ” หรือ “เวท” แปลวา “ความรู” อันหมายถึง ความรูที่ไมไดเขียนไวเปนตำรา แตเปนความรูที่เกิดขึ้นเอง เปนทิพยที่ออกมาจากพระพรหม ความรูหรือเวทะเกิดขึ้นได 2 ทาง ดังนี้ 1.) ศรุติ การไดยิน ไดฟง หมายถึง การไดยินเสียงที่เปนทิพย ผูที่ไดยินเสียงทิพย คือ ฤษี ผูศักดิ์สิทธิ์ พวกฤษีทั้งไดเห็นและทั้งไดยินพระเวท เมื่อไดยินแลวจดจำ ไวอยางแมนยำ ตัวอยางเชน พระเวททั้ง 4 2.) สมฤติ เปนคัมภีรที่แตงเพิ่มเติมภายหลัง เพื่ออธิบายความหรือประกอบพระเวท ตลอดจนเรื่องที่อางวาไดจดจำมาจากคำบอกเลาตอกันมาเชน คัมภีรธรรมศาสตร คัมภีรอิติทาส และคัมภีรปุราณะ เปนตน ความรู หรือเวทะ ที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีรไตรเวท คัมภีรพระเวทเดิม ไดแก ฤคเวท ซึ่งนับไดวาเปนหนังสือที่เกาแกที่สุด ตอมาพวก พราหมณผูมีหนาที่ทำพิธีตางๆ ไดคิดนำบทสวดตางๆ ในคัมภีรฤคเวทมารวมไวเปนหมวดๆ เพื่อใหสะดวกแกการคน จึงไดเกิดมียชุรเวทและสามเวทขึ้นตามลำดับ คัมภีรพระเวทจึงหมาย รวมทั้ง 3 คัมภีร และเรียกชื่อวา “ไตรเวท” และหลังจากนี้ไปเปนเวลาหลายรอยป พวก พราหมณไดแตงคัมภีรขึ้นมาอีกเลมหนึ่งเรียกวา “อถรรพเวท” รวมกันกับคัมภีรเกาเปน 4 คัมภีร แตคงเรียกรวมกันวา “ไตรเวท” เหมือนเดิม คัมภีรไตรเวท มีอยู 4 คัมภีร ดังนี้ 1. คัมภีรฤคเวท (Rig Veda) เปนคัมภีรที่วาดวยการสวดสรรเสริญและออนวอน เทพเจาตางๆ 2. คัมภีรยชุรเวท (Yajur Veda) เปนคูมือพิธีกรรมของพราหมณ เปนบทรอยแกว อธิบายพิธีประกอบพิธีกรรมและบวงสรวง 3. คัมภีรสามเวท (Sama Veda) เปนคัมภีรรวบรวมบทสวดมนต โดยนำมาจาก ฤคเวทเปนสวนมาก แตงขึ้นใหมมีประมาณ 78 บท ใชสำหรับสวดในพิธีถวาย น้ำโสมและขับกลอมเทพเจา 4. คัมภีรอถรรพเวท (Athava Veda) เปนคัมภีรที่แตงขึ้นใหมในปลายสมัย พราหมณเปนคาถาอาคม มนตขลังศักดิ์สิทธิ์ สำหรับทำพิธีขับไลเสนียดจัญไร และอัปมงคลใหกลับมาเปนสวัสดิมงคล นำความชั่วรายไปบังเกิดแกศัตรู คัมภีรทั้ง 4 นี้ องคประกอบเหมือนกัน 4 หมวด ตอไปนี้ 1. มันตระ เปนหมวดที่รวบรวมมนตตางๆ สำหรับเปนบทบริกรรมและขับกลอม ออนวอนสดุดีเทพเจา เนื่องในพิธีกรรม บวงสรวง ทำพลีกรรมบูชา
29.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 21 2. พราหมณะ หมวดนี้เปนบทรอยแกวหรือเรียงความ อธิบายระเบียบการประกอบ พิธีกรรมตางๆ ไวอยางละเอียด 3. อารัญญกะ เปนบทรอยแกว ใชเปนตำราคูมือการปฏิบัติของพราหมณผูประสงค ดำเนินตนเปนวานปรัชสถ ชฎิลหรือปริพาชก เพื่อหาความสุขสงบ ตัดความ กังวลจากการอยูครองเรือน 4. อุปนิษัท เปนคัมภีรที่มีแนวคิดทางปรัชญาอยางลึกซึ้ง เปนตอนสุดทายแหง พระเวท คัมภีรนี้เนนเรื่องอาตมัน เทพเจา โลก และมนุษย ถือวาเปนคัมภีร เลมสุดทายของการศึกษา เปนบทสนทนาโตตอบ ไดอธิบายถึงธรรมชาติ และ จักรวาล วิญญาณของมนุษย การเวียนวายตายเกิด กฎแหงกรรม และหลักปฏิบัติ ปรัชญาสังคม ซึ่งเปนการอธิบายสาระสำคัญของคัมภีรพระเวททั้งหมด ดังนี้ 1.) ปรมาตมัน คือ วิญญาณดั้งเดิมหรือความเจริญสูงสุดของโลกและชีวิต หรือจักรวาลซึ่งเรียกวา พรหมัน สรรพสิ่งมาจากพรหมัน และในที่สุดก็จะ กลับคืนสูความเปนเอกภาพกับพรหมันปรมาตกับพรหมจึงเปนสิ่งเดียวกัน 2.) อาตมันหรือชีวาตมัน เปนสวนอัตตายอย หรือวิญญาณยอย ซึ่งปรากฏแยก ออกมาอยูในแตละคน ดังนั้นการที่อาตมัน หรือชีวาตมันยอยนี้ไปรวมกับ พรหมัน หรือปรมาตมันไดจึงจะพนจากทุกข ไมมีการเวียนวายตายเกิด อีกตอไป 3.) เรื่องกรรม การที่ชีวาตมันจะกลับคืนสูพรหมันเปนเอกภาพอมตะไดนั้น ผูนั้นจะตองบำเพ็ญเพียรทำกรรมดีและประกอบพิธีกรรมตางๆที่เรียกวา โยคะ คือ กรรมโยคะ ทำกรรมดี ภักติโยคะ มีความภักดีในเทพเจา และ ชญานโยคะ การศึกษาจนเขาใจพระเวทอยางถูกตอง คัมภีรของศาสนาพราหมณ-ฮินดู คือ ไตรเวทหรือไตรเพท การเผยแพรของศาสนาพราหมณในประเทศไทย ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือ ชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดยเขามา ที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมากสันนิษฐานวา ศาสนาพราหมณนี้นาจะเขามากอนสมัยสุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพเจาเปนจำนวน มาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชน รูปสลักพระนารายณ 4 กร ถือสังข จักร คทา ดอกบัวสวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือเกาไป กวานั้น (ปจจุบันอยูที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติกรุงเทพมหานคร) นอกจากนี้ ไดพบรูปสลักพระนารายณทำดวยศิลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี โบราณสถานที่สำคัญที่ขุดพบ เชน ปราสาทพนมรุง จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทหินพิมาย จังหวัด
30.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน22 นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้น ควบคูไปกับพุทธศาสนาใน สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวนมากเปนรูปหลอสำริด นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลว ในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ เชน ตำรับทาวศรีจุฬาลักษณหรือนางนพมาศ หรือแมแตประเพณี ลอยกระทง เพื่อขอสมาลาโทษพระแมคงคา นาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี เชนเดียวกับสุโขทัย พระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ เขามา เชน พิธีแชงน้ำ พิธีทำน้ำอภิเษกกอนขึ้นครองราสมบัติ พิธีบรมราชาภิเษก พระราช พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนตน โดย เฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตรมาก ถึงขนาดทรงสรางเทวรูป หุมดวยทองคำทรงเครื่องลงยาราชาวดีสำหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองคในพิธีตรียัมปวาย พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจาถึงเทวสถานทุกๆป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน พิธีตางๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดรับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริยและปฏิบัติ ตอกันมา คือ 1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีนี้มีความสำคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทำการ คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผน ที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเพิ่ม พิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1.1 ขั้นเตรียมพิธี มีการทำพิธีเสกน้ำ การทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฎ ดวง พระราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล 1.2 ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต 1.3 ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวาย สิริราชสมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ 1.4 ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรม ราชินีแลวเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภก ในพระพุทธศาสนา พรอมทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิพระเจา อยูหัวองคกอน และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร
31.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 23 2. การทำน้ำอภิเษก พระมหากษัตริยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง พระมุรธาภิเษก และทรงรับน้ำอภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตำราพราหมณ น้ำอภิเษกนี้ใชน้ำจากปญจมหานที คือ คงคา ยมุนา มหิ อจิรวดี แลสรภู ซึ่งทำเปนน้ำที่ไหล มาจากเขาไกลลาส อันเปนที่สถิตของพระศิวะ สมัยรัตนโกสินทร ตั้งแตรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาล ที่ 4 ใชน้ำ 4 สระ ในเขตสุพรรณบุรี คือ สระเกษ สระแกว สระคงคา และสระยมุนา และ ไดเพิ่มน้ำจากแมน้ำสำคัญในประเทศ 5 สาย คือ น้ำในแมน้ำบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก น้ำในแมน้ำเจาพระยา ตักที่ตำบลบางแกว เขตอางทอง น้ำในแมน้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม น้ำในแมน้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี 3. พระราชพิธีจองเปรียง คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจาตรีมูรติ กระทำในเดือนสิบสองหรือ เดือนอายโดยพราหมณ เปนผูทำพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 15 วัน สวนพราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ำมหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมสมัยรัชกาลที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนตเย็น แลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆ เจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ำสังขและเจิมเสาโคมชัย จึงยกโคมขึ้น เสา โคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ำปูนขาว มีหงสติด ลูกกระพรวน นอกจากนี้มีเสาโคมบริวารประมาณ 100 ตน ยอดฉัตรมีผาสีขาวสามชั้น 4. พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมของพราหมณ เชื่อกันวาเทพเจาเสด็จมาเยี่ยม โลกทุกป จึงจัดพิธีตอนรับใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลว ในสมัยรัตนโกสินทร ไดจัดกันอยางใหญโตมาก กระทำพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา “พิธีโลชิงชา” เดิมพิธีนี้กระทำในเดือนอาย ตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่ 5. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แดเดิมมาเปนพิธีพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทำใหเกิดเปน 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคล เปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนำพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็น ที่ทองสนามหลวงจนกระทั่งรุงเชามีการเลี้ยงพระตอ สวนพิธีจรดนังคัลเปนพิธีของพราหมณ กระทำในตอนบาย ปจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณที่เขามามีอิทธิพลตอสังคมไทยเริ่มลด บทบาทลงไปมากเ พราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและพิธีกรรม ทั่วๆไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฏิบัติสืบกันมา ไดแก พิธี
32.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน24 โกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธีตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยังคงมีผูนิยมกระทำกัน ทั่วไปในสังคม สวนพระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพิธีทำน้ำอภิเษก เปนตน สำหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดู ซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็มี ผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปนเจา ตรีมูรติทั้ง 3 องค ยังคงอิทธิพลควบคูไปกับการนับถือพุทธศาสนา ประกอบกับในโบสถของ พวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆ ไปกับรูปปนของพระผูเปนเจา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความ เชื่อในเรื่องอวตารของพระวิษณุ ทำใหคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวด ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารวมพิธีกรรมของฮินดู จึงเขาลักษณะที่วา นับถือทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนศึกษารายละเอียดและนำมาอภิปลายรวมกันในเรื่องตอไปนี้ 1.) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช กับพระพุทธศาสนา 2.) บุคคลที่มีชื่อเสียง และมีผลงานในการเผยแพรศาสนาคริสตในประเทศไทย
33.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 25 เรื่องที่ 2 ความเปนมาของศาสนาในทวีปเอเชีย ทวีปเอเชียเปนแหลงกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลก เชน ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และยูดาห ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือศาสนา ฮินดูกวา 500 ลานคนในอินเดีย รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามมีผูนับถือประมาณ 450 ลานคน นอกจากนี้ยังมีลัทธิเตา ลัทธิขงจื๊อที่แพรหลายในจีน ลัทธิชินโตในญี่ปุน ประเทศฝงแผนดินใหญในทวีปเอเชีย จะนับถือศาสนาพุทธเปนสวนมาก ประเทศ เหลานั้นคือ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พมา และสิงคโปร สวนทางดานคาบสมุทรมลายูและ หมูเกาะอินโดนีเซีย จะนับถือศาสนาอิสลาม ไดแก ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับประเทศฟลิปปนส นับถือศาสนาคริสต ประเทศติมอรตะวันออกนั้นก็นับถือศาสนา คริสตเปนหลักเหมือนกัน ดังตารางจำแนกดังตอไปนี้ สถานที่ ศาสนา หมูเกาะอันดามัน และนิโคบาร (อินเดีย) ประเทศบูรไน ประเทศพมา ประเทศกัมพูชา เกาะคริสตมาส (ออสเตรเลีย) ศาสนาพราหมณ- ฮินดู (71%), พระพุทธศาสนา คริสตศาสนา ความเชื่อเรืองวิญญาณ ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข ศาสนาอิสลาม (67%) พระพุทธศาสนา (13%) คริสตศาสนา (10%) อื่นๆ (ความเชื่อพื้นเมือง ฯลฯ) (10%) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (89%) ศาสนาอิสลาม (4%) คริสตศาสนา (4%) ความเชื่อเรื่องวิญญาณ (1%) อื่นๆ (2%) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (95%), ศาสนาอิสลาม คริสตศาสนา ความเชื่อเรื่องวิญญาณ อื่นๆ (5%) พระพุทธศาสนา (36%) ศาสนาอิสลาม (25%) คริสตศาสนา (18%) ลัทธิเตา (15%) อื่นๆ (6%)
34.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน26 สถานที่ ศาสนา หมูเกาะโคโคส (ออสเตรเลีย) ติมอรตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศปาปวนิวกีนี ประเทศฟลิปปนส ศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย (80%) อื่นๆ (20%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (90%) ศาสนาอิสลาม (5%) คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต(3%) อื่นๆ(พระพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ-ฮินดู อื่นๆ) (2%) ศาสนาอิสลาม(86%) คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต(5.7%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (3%), ศาสนาพราหมณ-ฮินดู (1.8%) อื่นๆ รวมพระพุทธศาสนา หรือไมระบุ (3.4%) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท(65%) wihความเชื่อเรื่องวิญญาณ (32.9%) คริสตศาสนา (1.3%) อื่นๆ (0.8%) ศาสนาอิสลาม(60.4%) พระพุทธศาสนานิกายมหายาน(19.2%) คริสตศาสนา (9.1%) ศาสนาพราหมณ-ฮินดู (6.1%), ความเชื่อ เรื่องวิญญาณ (5.2%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (27%) ศาสนาอีวานจีลิค ลูเทอแรน (20%) ศาสนาเธอะ ยูไนเต็ด เชิรช (12%) ศาสนา คริสต นิกายเซเวนเดย แอดเวนติสต (10%) pentecostal (9%) ศาสนาคริสต นิกายอีแวนเจลิค (7%) Anglican (3%) อื่นๆ Christian (8%) อื่นๆ (4%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (80%) ศาสนาอิสลาม (5%) ศาสนาคริสต นิกายอีแวนเจลิค (2.8%) Lglesia ni Cristo (2.2%) Philippine Independent Church (Aglipayan) (2%) อื่นๆ (Tra- ditional beliefs พระพุทธศาสนา Judaism ไรศาสนา อื่นๆ) (5%)
35.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 27 สถานที่ ศาสนา ประเทศสิงคโปร South China Sea Islands พระพุทธศาสนา (42.5%) ศาสนาอิสลาม (15%) ลัทธิเตา (8%) คริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก (4.5%) ศาสนาพราหมณ - ฮินดู (4%) ไรศาสนา (15%) Christian (10%) อื่นๆ (1%) พระพุทธศาสนา คริสตศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาอิสลาม ลัทธิเตา ไรศาสนา 2.1 พุทธศาสนาในเอเชีย พุทธศาสนานิกายใหญ 2 นิกาย คือ เถรวาท กับมหายาน เถรวาท แปลวา “วาทะของพระเถระ” หมายถึง พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม พยายาม รักษาพระธรรมวินัยตามแบบอยางที่พระเถระ อรหันตสาวกของพระพุทธเจา เชน พระมหา กัสสปะพระอุบาลี และพระอานนททำสังคายนา คือรวบรวมจัดระเบียบพระธรรมไว ตามหลัก ของนิกายนี้จะไมพยายามปรับเปลี่ยนแกไขนิกายนี้ บางทีเรียกวา ทักษิณนิกาย แปลวา นิกาย ฝายใต เพราะนิกายนี้ตั้งอยูทางภาคใตของประเทศอินเดีย จึงไดรับนามตามทิศทางที่ตั้งอยู อีกอยางมีชื่อที่ฝายมหายานตั้งใหวา หินยาน แปลวา ยานเล็กหรือยานเลว เพราะนำสัตวใหเขา วัฏสงสารไมไดเหมือนมหายาน นามนี้ไดมาในสมัยแขงขันกันระหวางนิกาย จึงมีการยก ฝายหนึ่ง กดฝายหนึ่ง และเมื่อป พ.ศ. 2493 มีการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลกครั้ง ที่1 ในประเทศลังกา ซึ่งผูแทนที่นับถือพระพุทธศาสนาทุกฝายไดรวมมือกันเพื่อใหพุทธศาสนา เขมแข็งขึ้น ที่ประชุมจึงลงมติใหเลิกใชคำวา หินยาน ใหใชคำวาเถรวาทแทนตั้งแตนั้นมา ประชุมพุทธศาสนาโลก
36.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน28 ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทคือ ไทย พมา ลังกา ลาว และเขมร พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนี้ใชพระไตรปฎกเปนภาษาบาลีอานขอความตรงกัน แมจะพิมพ ตัวอักษรตางกัน มหายาน แปลวา ยานใหญ เปนนามตั้งขึ้นเพื่อแสดงวาพุทธศาสนาแบบนี้สามารถชวย ใหสัตวขามพนวัฏสงสารไดมาก มีการแกไขดัดแปลงพระธรรมวินัย นิกายนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระพุทธเจาปรินิพพานแลว 100 ป มีการสังคายนาครั้งที่ 2 เพื่อแกไขความประพฤติทางวินัย บางขอและความแตกแยกความคิดเห็น ซึ่งในภายหลังบางสวนกลายเปนมหายานไป นิกาย มหายานมีนามเรียกวา “อุตตรนิกาย” แปลวา นิกายฝายเหนือ เพราะตั้งอยูภาคเหนือของอินเดีย บางเรียกวา อาจาริยวาท แปลวา วาทะของพระอาจารยเปนคำคูกับเถรวาท หมายถึง วาทะของ พระเถระรุนแรกที่ทันเห็นพระพุทธเจา สวนอาจาริยวาท หมายถึง วาทะของอาจารยรุนตอๆมา ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน คือ ทิเบต เวียดนาม จีน เกาหลีและญี่ปุน นอกจากนี้ยังมีประเทศสิกขิม ภูฏาน ทิเบต ทั้งนิกายเถรวาทและมหายาน ตางมีหลักธรรม สวนใหญที่เขากันได คือ อริยสัจ เมื่อมีการจัดตั้งพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก เปนองครวมของ พระพุทธศาสนาทุกนิกายเขาดวยกันจะสงผลใหเกิดความรวมมือ รวมใจกันทำงาน เพื่อ พระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น ตามหลักฐานของประเทศลังกาวาหลังจากทำสังคายนาพระไตรปฎกครั้งที่ 3 พระ โมคคัลลีบุตรติสสเถระ ภายใตพระราชูปถัมภของพระเจาอโศกมหาราช ติสสเถระดาบสได ดำริวา พระพุทธศาสนาควรตั้งโดยชอบในปจจันตประเทศทั้งหลาย จึงไดสงสมณทูตไปสูที่ ตางๆดังนี้คือ 1. พระมัธณัมติกเถระ ไปกัษมีระ คันธาระ 2. พระมหาเทวเถระ ไปมหิสัณฑละ แควนไมสอร 3. พระรักขิตเถระ ไปวนวาสีปเทส ทางทิศเหนือ แควนกันทระ 4. พระโยนกธัมมรักขิตเถระ ไปอรันตปเทศ แควนคุชราต 5. พระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปมหารัฐ แควนมรถะ 6. พระมหารักขิตเถระ ไปโยนกปเทศ อาณาจักรกรีก 7. พระมัชฌิมเถระ ไปหิมวันตปเทศ แขวงหิมาลัย ทิศเหนือ 8. พระมหามหินทเถระ ไปตามพปณณิ เกาะลังกา 9. พระโสณเถระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ (เอเชียนอาคเนย) ดินแดนสุวรรณภูมินั้นตามหลักฐานของจีน หลักฐานของปโตเลมีที่เดินทางมาสูเอเชีย อาคเนยในอดีตกาล คือ ดินแดนสุวรรณภูมิประกอบกับวัฒนธรรมอินเดีย โบราณวัตถุ โบราณ
37.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 29 สถาน เทวรูป ศิลาจารึก โบราณตางๆเปนศูนยกลางที่พระอุตตระเถระมาเผยแผศาสนาพุทธ กลาวไดวาศาสนาพุทธรุงเรืองมาตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 3และรุงเรืองมาตั้งแตตนคริสตศตวรรษ มา ดินแดนสุวรรณภูมิมีหลักฐานวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแยกเปน 6 มณฑล คือ 1. ภาคตะวันออก ประเทศจัมปา ดินแดนของจามในอดีต มีหลักฐานเปน พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปกรรมแบบอมราวดี ที่เมืองดุงเคือง จังหวัดกวางนาม พุทธศตวรรษที่ 3 หรือที่ 4 2. ภาคตะวันออกกลาง ประเทศกัมพูชาปจจุบัน มีศิลาจารึกเกาแกที่สุดในคริสต ศตวรรษที่ 2-3 และพระพุทธรูปจำนวนมาก 3. ภาคตะวันตกตอนกลาง (ดินแดนมอญกับเขมร) ดินแดนประเทศไทยปจจุบัน มีวงลอจารึกวา “เย ธมฺมา...” ที่โบราณสถานของนครปฐมพบศิลปกรรมแบบ อมราวดี คริสตศตวรรษที่ 3 หรือ 4 มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่จังหวัดนครราชสีมา 4. ภาคตะวันตกประเทศมอญ ประเทศพมาปจจุบัน มีลานทองหลายแผนจารึกวา “เย ธมฺมา...” อยูที่มาซา และมองกานใกลเมืองโปรม 5. แหลมมลายูมีหลักฐานของจีนกลาววามีรัฐเล็กๆถือตามวัฒนธรรมอินเดีย ตั้งแต คริสตศตวรรษที่ 2 6. หมูเกาะมีศิลาจารึกหลายแหง ที่เมืองกุไต และที่ภาคตะวันตกของหมูเกาะชวา ภูมิภาคทั้ง 6 แหง เปนศูนยกลางที่พระโสภณเถรไดเพาะหวานพืชสัมมาทิฏฐิ คือ พระพุทธศาสนาใหลงรากแกว จนปจจุบันนี้ประชาชนของประเทศเหลานี้นับถือศาสนา พุทธ เปนศาสนาชนะทุกขในโลกนี้ การเผยแผพระพุทธศาสนาประเทศตางๆในทวีปเอเชีย 1. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศลังกา เมื่อพระเจาอโศกมหาราชเสด็จขึ้นครอง ราชสมบัตินั้น ประมาณ พ.ศ. 218 ตอมาอีก 16 ป หรือ 17 ป คือระหวาง พ.ศ. 233-235 จึงมีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 เมื่อทำสังคายนาเสร็จแลว พระเจา อโศกไดทรงสงมณทูตไปเผยแพรพระพุทธศาสนาในประเทศตางๆ รวมหลาย สายดวยกันโดยเฉพาะไดทรงสงพระมหินทเถระ ผูเปนพระราชบุตรไปประกาศ ศาสนาในลังกาทวีป ซึ่งเปนผลใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในประเทศ ลังกาจวบจนปจจุบันนี้ 2. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศพมา พุทธศาสนิกชนชาวพมามีความเชื่อกันวา พระโสณะกับพระอุตตระ สมณทูตของพระเจาอโศกซึ่งเดินทางไปเผยแผพระ พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมินั้นก็คือไปสูเมืองสะเทิม (Thaton) ของพมานั้นเอง
38.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน30 เปนแตวาในสมัยนั้นเปนอาณาจักรมอญหรือตะเลงกลาวคือ มอญหรือตะเลง ครอบครองเมืองพะโค (หรือเปกู หรือหงสาวดี) และเมืองสะเทิม (หรือ สุธัมมาวดี) แตนักประวัติศาสตรบางคนก็กลาววาพระพุทธศาสนาไปสูประเทศ พมา ภายหลังพุทธปรินิพพานแลวประมาณพันปเศษ คือจับเอาประวัติศาสตร ตอนที่พระเจาอโนรธามังชอหรืออนุรุทธะ นับถือพระพุทธศาสนาและเผยแผ พระพุทธศาสนา 3. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศไทย พุทธศาสนิกชนชาวไทยก็เชื่อคลายชาวพมา วาพระพุทธศาสนาไปสูประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พระโสณะและพระอุตตระ เดินทางไปประกาศศาสนาที่สุวรรณภูมิ และเชื่อวาบริเวณพระปฐมเจดีย และ ใกลเคียงจะเปนสุวรรณภูมิ เพราะไดขุดพบโบราณวัตถุรุนราวคราวเดียวกับสมัย พระเจาอโศกหลายอยาง ตกลงวาถาเชื่อตามนี้ พระพุทธศาสนาก็ไปสูประเทศ พมาและไทยไมเกิน พ.ศ. 300 แตนักประวัติศาสตรบางคนก็เชื่อวา พระพุทธ ศาสนาไปสูประเทศไทยประมาณคริสตศตวรรษที่1 หรือ 2 คือ ประมาณ พ.ศ. 544 ถึง พ.ศ. 743 4. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศกัมพูชา ตามรายงานของผูแทนกัมพูชาตอพุทธ ศาสนิกสัมพันธแหงโลกพระพุทธศาสนาไปสูประเทศนั้นประมาณศตวรรษที่ 3 แหงคริสตศักราช คือเมื่อ พ.ศ. 743 ปลวงมาแลว ผูใชนามวา อาร.ซี.มชุมดา (R.C.Majumdar) ไดเขียนเรื่องนี้ไววาการคนพบทางโบราณคดีกับประวัติศาสตร ฝายจีนยืนยันตรงกันวา ปลายศตวรรษที่ 5 แหงคริสตศักราช คือประมาณ พ.ศ. 1000 นั้น พระพุทธศาสนาไดเจริญอยูแลวในกัมพูชา แมวาจะไมแพรหลายไป ทั่วประเทศ ฉะนั้นจึงพอสันนิษฐานไดวา พระพุทธศาสนาคงเขาไปสูกัมพูชา ในป พ.ศ. 743 เปนตนไป 5. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศเวียดนามหรือจัมปา ภาคใตของฝงทะเลตะวันออก ของแหลมอินโดจีน ซึ่งเรียกวาอันนัมนั้น ปจจุบันเรียกวาเวียดนาม สมัยกอน เรียกวาจัมปา มีหลักฐานวาพระพุทธศาสนาไดไปประดิษฐฐานอยูในเวียดนาม กอนคริสตศตวรรษที่ 3 คือกอน พ.ศ. 744 ถึง 843 เหตุผลก็คือการพบ พระพุทธรูปสำริดสมัยอมราวดีในประเทศนั้น และหลักฐานจากประวัติศาสตร ฝายจีน 6. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศจีน ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 6 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 จีนเปนศูนยกลางที่สำคัญของศาสนาพุทธ เมื่อ พ.ศ. 604 สมัยราชวงศฮั่น พระเจามิ่งตี่ทรงสงทูตไปสืบพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียและไดพระพุทธรูป พรอมคัมภีรพระพุทธศาสนา มีการสรางวัดมาขาว ซึ่งยังคงอยูถึงปจจุบัน
39.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 31 พุทธศาสนาเจริญรุงเรืองมาในสมัยราชวงศถัง เมืองฉางอานเปนศูนยกลาง สำคัญของพุทธศาสนาและเปนแหลงเผยแผศาสนาพุทธไปยังเกาหลี และญี่ปุน ตอมาในปลายราชวงศถัง พ.ศ. 1388 จักรพรรดิหวูซุง ประกาศใหศาสนาจาก ตางชาติไดแก ศาสนาคริสต ศาสนาโซโรอัสเตอร และศาสนาพุทธเปนศาสนา ที่ผิดกฎหมาย และหันไปสนับสนุนลัทธิเตาแทน ในสมัยมีการทำลายวัด บังคับ ใหพระภิกษุสงฆสึก ความรุงโรจนของพุทธศาสนาจึงสิ้นสุด แตพุทธศาสนา นิกายสุขาวดี และนิกายฌานยังคงรุงเรืองมากลายเปนนิกายเซนในญี่ปุน และ นิกายฌาน มีอิทธิพลในราชวงศซอง 7. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศเกาหลี พระพุทธศาสนาพรอมทั้งขอเขียนตางๆ ในภาษาจีนเขาสูประเทศเกาหลีประมาณป ค.ศ. 372 หรือ พ.ศ. 915 เมื่อราชทูต จีนนำคัมภีรและภาพวาดไปยังอาณาจักรโคกุรยอ ศาสนาพุทธรุงเรืองในเกาหลี นิกายเซนในพุทธศตวรรษที่ 12 จนกระทั่งถึงยุคของการฟนฟูลัทธิขงจื้อในสมัย ราชวงศโซซอน ตั้งแตตั้ง พ.ศ. 1935 ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง 8. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศญี่ปุนญี่ปุนไดรับพุทธศาสนาเมื่อราวพุทธศตวรรษ ที่11 โดยพระภิกษุชาวเกาหลีนำคัมภและศิลปะทางพุทธศาสนาเขาสูญี่ปุน เมื่อ ศาสนาพุทธเสื่อมลงในอินเดีย เอเชียกลาง จีน และญี่ปุนยังคงรักษาศาสนา พุทธไวได ตั้งแต พ.ศ. 1253 เปนตนมา มีการสรางวัดและรูปเคารพจำนวนมาก ในเมืองหลวง คือเมืองนารา พุทธศิลปแบบญี่ปุนรุงเรืองในชวงพุทธศตวรรษ ที่ 13-18 ในราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 พุทธศาสนานิกายเซนรุงเรืองรวมทั้ง ศิลปะที่สืบเนื่องจากนิกายเซนดวย พุทธศาสนายังคงรุงเรืองในญี่ปุนจนถึง ปจจุบัน 9. พระพุทธศาสนาไปสูประเทศทิเบต และในประเทศภูฏาน สิกขิม ประมาณ พ.ศ. 944 ถึง 1043 มีผูนำคัมภีรพระพุทธศาสนาจากอินเดียไปสูทิเบต แตไมไดรับ ความสนใจ จนประทั่งถึงกลางศตวรรษที่ 7 ประมาณ ค.ศ. 1194 เปนตนไป พระพุทธศาสนาจึงเจริญในประเทศทิเบต สิกขิมและภูฏาน 2.2 ศาสนาอิสลามในทวีปเอเชีย ประเทศสำคัญๆ ในเอเชียที่นับถือศาสนาอิสลามคือ สาธารณรัฐประชาชน บังกลาเทศ แตเดิมเปนชมพูทวีปเชนเดียวกับอินเดียและปากีสถาน เปนดินแดนที่รุงเรืองดวย ศาสนา พราหมณและศาสนาพุทธ ตอมามีพอคาอาหรับนำศาสนาอิสลามมาเผยแผ ปจจุบัน ประเทศบังคลาเทศมีประชาชน 140 ลานคน ประชาชน 88.3% นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนา ฮินดู 10.5% นอกนั้นเปนศาสนาอื่นๆเชนเดียวกับประเทศปากีสถาน มีประชากร 159.6 ลานคน
40.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน32 ประชาชน 97% นับถือศาสนาอิสลาม ประเทศอินเดียประชากรมีจำนวนพันลานคนนับถือ ศาสนาอิสลาม จำนวน 11.67% ประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่เปนเกาะ มีประชากร 215 ลานคน จำนวน 181 ลานคนนับถือศาสนาอิสลาม อินโดนีเซียเปนประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม มากที่สุดในโลก รองลงมาคือปากีสถาน 141 ลานคน อินเดีย 124 ลานคน บังคลาเทศ 111 ลานคน ตุรกี อียิปต อิหรานและไนจีเรียมี 63-61 ลานคน และมาเลเซียมีผูนับถือ 12 ลานคน จากประชากร 22 ลานคน ดังนั้น กลาวโดยสรุป กลุมประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียกลางจำนวน 15 ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม และไมใชแตประเทศที่ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง ประเทศตางๆเหลานี้คืออัฟกานิสถาน อาเซอรไบจัน บังกลาเทศ บรูไน อินโดนีเซีย อิหราน คาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มีลดีฟส ปากีสถาน สาธารณรัฐทาจิสถาน ตุรกี เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน ประเทศในทวีปเอเชียที่ประชากรมุสลิมเปนชาวอาหรับใชภาษากลาง คือ บาหเรน สาธารณรัฐอิรัก รัฐคูเวต สาธารณรัฐเลบานอน ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐ อาหรับซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส สาธารณรัฐเยเมน นอกจากนี้ยังมีประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน มีประชากร 15 ลานคนนับถือศาสนา อิสลามรอยละ 47 ที่เหลือรอยละ 44 นับถือศาสนาคริสตนิกายกรีกออรโธด็อกซ สาธารณรัฐ เลบานอนประชาชนรอยละ 59.7 นับถือศาสนาอิสลาม สาธารณรัฐมัลดีฟสประชาชนนับถือ ศาสนาอิสลาม รัฐสุลตานโอมาน ประชาชนรอยละ 85% นับถือศาสนาอิสลาม รัฐกาตาร ประชาชนรอยละ 90 นับถือศาสนาอิสลาม 2.3 การเผยแพรศาสนาคริสตในเอเชีย ศาสนาคริสตเผยแผในทวีปเอเชียในสมัยโบราณมาพรอมกับการคา แตเนื่องจาก อารยธรรมในเอเชียมีความเขมแข็งมาก การเผยแผศาสนาครั้งนั้นจึงทำไดนอย ตอมาอารยธรรม ตะวันตกมีความเขมแข็งทั้งความเจริญดานวัตถุ การทหาร เศรษฐกิจ และประเพณีตางๆตองการ มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเกิดการลาอาณานิคมเขามาทางเอเชีย ประเทศที่มีความเขมแข็ง ทางทะเลคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และตอมาเมื่อมีการพัฒนาการคมนาคมทางอากาศ ประเทศที่เริ่ม แผอิทธิพลขึ้นมาคืออเมริกา รัสเซีย ศาสนาคริสตจึงมีอิทธิพลในทวีปเอเชียมากขึ้น ที่สำคัญคือ ประเทศฟลิปปนสซึ่งอยูในความยึดครองของอเมริกาในชวงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชน ฟลิปปนสนับถือศาสนาคริสตรอยละ 84 และเกาหลีใต มีผูนับถือศาสนาคริสตมากขึ้น เวียดนามและติมอรตะวันออกนับถือศาสนาคริสตเกือบทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ใน ประเทศอื่นๆคือ มาเลเซีย ไทย ญี่ปุน อินเดียมีผูนับถือศาสนาคริสตอยูบาง
41.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 33 2.4 ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ในเอเชีย ศาสนาพราหทณ-ฮินดู เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในโลกแลวยังเปนตนแบบของ อารยธรรม วัฒนธรรมของโลก เมื่อศึกษาประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดู และศาสนาพุทธใน อินเดีย จะเห็นความรุงโรจนของศาสนาทั้งสองศาสนาแตกตางกันตามยุคสมัย ตามอิทธิพล ที่สำคัญคือ กษัตริยปกติแลวศาสนาพราหมณ-ฮินดูรุงเรืองในอินเดียมาโดยตลอด จนมาถึง สมัยพุทธกาล และตอมาศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศก มหาราช และตอมาพุทธศาสนาเสื่อมลงอีก ศาสนาพราหมณ-ฮินดูจึงยังคงรุงเรืองอยูในอินเดีย มาโดยตลอด ในสมัยโบราณประเทศอินเดียเปนประเทศที่เขมแข็งทางวัฒนธรรม เปนประเทศมหา อำนาจประเทศหนึ่งในสมัยนั้น ไดติดตอคาขายกับอินโดนีเซีย ซึ่งศาสนาฮินดู-พราหมณเขามา สูอินโดนิเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียเปนประเทศที่เปนหมูเกาะ คราวใดที่ประเทศที่มาติดตอ คาขายมีอิทธิพลทำใหเจาผูครองประเทศศรัทธาเลื่อมใสนับถือ จะทำใหคนในประเทศนับถือ ไปดวย ตอมาศาสนาพราหมณ-ฮินดูเสื่อมลง มีศาสนาพุทธมาแทนศาสนาพุทธเสื่อมลงแลว และในปจจุบันคนในอินโดนีเซียสวนใหญจะนับถือศาสนาอิสลาม กิจกรรมที่ 2 ใหผูเรียนคนควาขอมูลเพื่อเขียนรายงานและความหนาแนนของจำนวนประชากรของ ประเทศตางๆที่นับถือศาสนาตางๆในทวีปเอเชีย
42.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน34 โบสถคริสต ศาสนสถาน พราหมณ-ฮินดู โบสถพุทธ โบสถอิสลาม
43.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 35 เรื่องที่ 3 หลักธรรมของศาสนาตางๆ 3.1 หลักธรรมของศาสนาพุทธ หลักธรรมของศาสนาพุทธ หรืออาจกลาวสั้นๆวา ศาสนธรรม ไดจัดไวเปนหมวดหมู 3 หมวดดวยกัน เรียกหมวดหมูที่จำแนกจัดในกระจาดหรือตะกรา คือ คำวา “ปฎก” แปล ไดอีกอยางวา คัมภีร ดังนั้น พระไตรปฎก หมายความวา เปนที่รวบรวมคำสั่งสอนของ พระพุทธเจาไวเปนหมวดหมูไมใหกระจัดกระจายคลายกระจาดหรือตะกราเปนที่ใสสิ่งของ และ ไตร แปลวา 3 ดังนั้น ใน 3 ปฎก ประกอบดวย 1. พระวินัยปฎก วาดวยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี 2. พระสุตตันตปฎก วาดวยพระธรรมเทศนาทั่วๆไป 3. พระอภิธรรมปฎก วาดวยธรรมะลวน หรือธรรมะที่สำคัญ ในสมัยของพระพุทธเจายังไมมีพระไตรปฎก แตเรียกธรรมที่พระองคประทานไว มากมายตางกาลเวลา สถานที่ พระสาวกทองจำกันไวไดและจัดระเบียบหมวดหมูเปนปฎกตางๆ เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว จึงไดมีการสังคายนาหรือตรวจชำระ จัดระเบียบคำสอนของ พระองคเปนหมวดหมู ดวยการทอง การจารึกในตัวหนังสือ ดวยการพิมพเปนเลม หลักธรรมสำหรับชาวพุทธ หลักศาสนาพุทธ เชื่อเรื่องการเวียนวายตายเกิดของสัตวโลก ชีวิตเปนทุกขเปนไปตาม กฎแหงกรรม ทำดีไดดี ทำชั่วไดชั่ว ภพภูมิที่เวียนวายตายเกิด ภพภูมิของสัตวโลกมี 3 ภูมิ คือ มนุษยโลก เทวโลก และนรกภูมิ จนกวาสัตวโลกนั้นจะขจัดกิเลสหมดสิ้น และเขาสูโลก พระนิพพาน ไมมีการเวียนวายตายเกิดอีก การปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาพุทธนั้นควรเปนไปตามลำดับชั้น คือ 1. การปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะ 2. การปฏิบัติตนตามศีล 5 3. การปฏิบัติตนเพื่อความพนทุกข 1. การปฏิบัติตนเปนพุทธมามกะ หรือเรียกวา การปฏิบัติตนถึง ไตรสรณคมณ นั่นคือ ปฏิญาณวา จะนับถือพระรัตนตรัย โดย พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต
44.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน36 ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิต ทุติยัมป พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง ทุติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง ทุติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สอง ตะติยัมป พุทธธัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจาเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม ตะติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระธรรมเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม ตะติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แปลวา ขาพเจาขอถึงพระสงฆเปนที่พึ่งในการดำเนินชีวิตแมครั้งที่สาม 2. การปฏิบัติตนตามศีล 5 ศีล 5 เปนพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน พึงประพฤติ ปฏิบัติคือ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนการฆา เบียดเบียนทำรายรางกายคนและสัตว 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เขาไมให 3. กาเมสุมิจฉา จารา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากการพูดปด พูดสอเสียด พูดเพอเจอ 5. สุราเมระยะ มัชชะปะมาทัฏฐานะ เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ แปลวา งดเวนจากสุรา ยาเสพติดทั้งปวง ศีล 5 มีประโยชน คือ 1. เพื่อความสงบสุขของสังคม คือการปองกันการลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น อันจะสงผลใหเกิดการทะเลาะเบาะแวง ความหวาดระแวงและความวุนวายใน สังคม
45.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 37 2. เพื่อพัฒนาจิตใจของผูประพฤติปฏิบัติตามศีล เพราะศีล 5 บัญญัติขึ้นมาเพื่อ ควบคุมไมใหมีการแสดงออกทางกายหรือวาจา ไปในทางที่ตอบสนองอำนาจ ของกิเลส ในการใหศีลนั้นตอนสุดทายพระจะกลาววา สีเลนะ สุคะตัง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย คำกลาวนี้ แสดงถึงอานิสงสของการรักษาศีล คือ ศีลทำใหผูประพฤติปฏิบัติ เขาถึงสุคติ คือ ไปในทางที่ดี ศีลกอใหเกิดโภคทรัพย และศีลนำมาใหไดถึง ความดับ หรือพระนิพพาน 3. การปฏิบัติตนเพื่อความพนทุกข ชาวพุทธควรศึกษาธรรมที่สำคัญๆ คือ อริยสัจ 4 อิทธิบาท 4 ทิศ 6 สัปปุริสธรรม 7 อบายมุข 6 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 และชาวพุทธควรบริหารจิตตามหลักพุทธศาสนา 3.1 อริยสัจ 4 คือ ธรรมที่พระพุทธเจาทรงตรัสรูอริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ คือ 1.) ทุกข คือ ความไมสบายกาย ไมสบายใจ อันเนื่องมาจากสภาพที่ ทนไดยาก คือ สภาวะที่บีบคั้นจิตใจ ความขัดแยง ความไมสม ปรารถนา การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ 2.) สมุทัย คือ เหตุที่ทำใหเกิดความทุกข จากตัณหา หรือความอยาก ความตองการ มีสาเหตุมาจาก กามตัณหาคือ ความอยากไดในสิ่งที่ปรารถนา เชน อยากไดบาน ภวตัณหา คือ ความอยากเปนโนน อยากเปนนี่ วิภวตัณหา คือ ความไมอยากเปนนั่น ความไมอยากเปนนี่ 3.) นิโรธ หมายถึงความดับทุกข คือการดับตัณหา ความอยากใหสิ้นไป ถาเราตัดความอยากไดมากเทาใด ทุกขก็มีนอยลงไปดวย และถาเรา ดับไดความสุขจะเกิดขึ้น 4.) มรรค หมายถึง ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ไดแก การเดินทาง สายกลางหรือเรียกอยางหนึ่งวา มรรค มีสวนประกอบ 8 ประการ คือ 1.) สัมมาทิฎฐิ คือ ความเห็นชอบ 2.) สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ 3.) สัมมาวาจา คือ ความเจรจาชอบ 4.) สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ 5.) สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ
46.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน38 6.) สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ 7.) สัมมาสติ คือ การระลึกชอบ 8.) สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจชอบ 3.2 อิทธิบาท 4 เปนธรรมะที่ปฏิบัติตนในสิ่งที่มุงหมายใหพบความสำเร็จ เปนธรรมะที่ใชกับการศึกษา เลาเรียน การทำงาน อาชีพตางๆ อิทธิบาท หมายถึง ธรรมที่ใหบรรลุความสำเร็จ มาจากคำวา อิทธิ คือความสำเร็จ บาท คือทางวิถีนำไปสู ดังนั้น อิทธิบาท จึงแปลวา วิถีแหงความสำเร็จ ประกอบดวย 1.) ฉันทะ คือ ความพอใจรักใครสิ่งนั้น เชน รักใครในการงานที่ทำ ในวิชาที่เรียน 2.) วิริยะ คือ เพียรหมั่นประกอบในสิ่งนั้น มีกำลังใจ เขมแข็ง อดทน หนักเอาเบาสู 3.) จิตตะ คือ เอาใจใสสิ่งนั้น ไมวางธุระ ตั้งใจ จิตใจจดจอกับงาน 4.) วิมังสา คือ หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ปรับปรุงพัฒนา แกไข สิ่งนั้นได 3.3 ทิศ 6 คือ สิ่งที่ทุกคนที่อยูรวมกันในสังคมพึงปฏิบัติตอกันในทางที่ดีงาม รายละเอียด คือ 1. ทิศเบื้องหนา ไดแก บิดา มารดา เปนผูอุปการะบุตร ธิดามากอน นับตั้งแตปฏิสนธิในครรภมารดา และประคบประหงมเลี้ยงดู บุตรธิดาควรบำรุงบิดา มารดา ดังนี้ 1.) ทานไดเลี้ยงเรามาแลว ใหเลี้ยงทานตอบ 2.) ชวยทำกิจของทาน (ใหสำเร็จดวยดี) 3.) ดำรงวงศสกุล (ใหเปนที่นับถือ) 4.) ประพฤติตนใหเปนคนควรรับทรัพยมรดก 5.) เมื่อทานลวงลับไปแลว ทำบุญอุทิศให และบิดามารดาควรอนุเคราะหบุตร ธิดา 5 ประการ คือ 1.) หามมิใหทำชั่ว 2.) ใหตั้งอยูในความดี 3.) ใหศึกษาศิลปวิทยา 4.) หาคูครองที่สมควรให 5.) มอบทรัพยใหตามเวลาอันควร
47.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 39 2. ทิศเบื้องขวา ไดแก อาจารยเพราะอาจารยเปนผูอบรมสั่งสอนศิษยใหรู วิชาการตางๆ และบาปบุญคุณโทษ ศิษยควรปฏิบัติตออาจารยดังนี้ 1.) ดวยการลุกขึ้นตอนรับ ตอนรับดวยความเต็มใจ 2.) ดวยเขาไปยืนคอยรับใช เมื่อทานมีกิจธุระไหววาน 3.) ดวยการเชื่อฟง 4.) ดวยการอุปฏฐาก ดูแลรักษาชวยเหลือตามควร อาจารยควรอนุเคราะหศิษย คือ 1.) แนะนำดี ใหประพฤติดี ประพฤติชอบ 2.) ใหเรียนดี ใหเขาใจดี และถูกตอง 3.) บอกศิลปะใหสิ้นเชิงไมปดบังอำพราง 4.) ยกยองใหปรากฏในเพื่อนฝูง 5.) ทำความปองกันในทิศทั้งหลาย (คือจะไปทางทิศไหนก็ไมอดอยาก) 3. ทิศเบื้องหลัง ไดแก สามี ภรรยา เพราะสามี ภรรยาเปนผูมาทีหลังจึงยกไว เปนทิศเบื้องหลัง สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้คือ 1.) ยกยองนับถือวาเปนภรรยา 2.) ดวยการไมดูหมิ่น 3.) ดวยการไมประพฤตินอกใจ 4.) ดวยการมอบความเปนใหญให 5.) ดวยการใหเครื่องแตงตัว ภรรยาพึงอนุเคราะหสามีดังตอไปนี้ คือ 1.) จัดการงานดี คือขยันหมั่นทำกิจการในบาน 2.) สงเคราะหคนขางเคียงของสามีดี ตอนรับพูดจาปราศรัย 3.) ไมประพฤตินอกใจ 4.) รูจักรักษาทรัพยที่สามีหามาได รูจักเก็บออม 5.) ขยัน ไมเกียจครานในกิจการทั้งปวง 4. ทิศเบื้องซาย ไดแก มิตรสหาย เพราะเปนผูชวยเหลือในกิจธุระตางๆที่ เกิดขึ้นใหสำเร็จ เหมือนกับมือซาย ชวยประคองมือขวาใหทำงาน การปฏิบัติตนตอมิตร คือ 1.) ดวยการใหปน แบงปนทรัพยสินใหมิตรตามควร 2.) ดวยการเจรจาถอยคำไพเราะ พูดจาออนหวานมีสาระ 3.) ดวยการประพฤติประโยชน ชวยเหลือแนะนำสิ่งที่เปนประโยชน
48.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน40 4.) ดวยความเปนผูมีตนเสมอ ทำตัวเสมอกันกับมิตร ไมแสดงกิริยา เยอหยิ่งจองหองกับมิตร 5.) ดวยไมกลาวใหคลาดจากความจริง จิตใจ ซื่อตรง สุจริต มีความ จริงใจ ไมหวาดระแวงตอมิตร มิตรพึงอนุเคราะหเพื่อนตอบ ดังตอไปนี้ คือ 1.) รักษามิตรผูประมาทแลว สกัดกั้นอันตรายไมใหเกิดขึ้น 2.) รักษามิตรของผูประมาทแลว รักษาทรัพยไมใหเกิดอันตราย 3.) เมื่อมีภัยเอาเปนที่พึ่งได เปนที่พึ่งพิงได 4.) ไมละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อมิตรเสื่อมลาภ ยศ ทรัพยสมบัติ ใหความ ชวยเหลือไมทอดทิ้ง 5.) นับถือตลอดถึงวงศญาติมิตร ใหความรักใครนับถือญาติพี่นอง ของมิตรเหมือนญาติตนเองดวย 5. ทิศเบื้องลาง ไดแก บาว ไพร กรรมกร เพราะเปนผูที่ต่ำกวา จึงยอมตน เปนคนรับใช นายพึงบำรุงดังตอไปนี้ คือ 1.) ดวยการจัดการงานใหทำตามสมควรแกกำลังความสามารถ 2.) ดวยการใหอาหารและรางวัล 3.) ดวยการพยาบาลเวลาเจ็บไข 4.) ดวยการปลอยในสมัย ผอนผัน ใหหยุดงานตามเทศกาล ตามความ สมควร คนรับใชบาวไพร ควรปฏิบัติตนดังตอไปนี้ 1.) ลุกขึ้นทำงานกอนนาย 2.) เลิกงานทีหลังนาย 3.) ถือเอาแตของที่นายให 4.) ทำงานใหดีขึ้น 5.) นำคุณของนายไปสรรเสริญ 6. ทิศเบื้องบน ไดแก สมณพราหมณ ผูที่เปนที่เคารพสักการะทั่วไป เปนผูปฏิบัติ ธรรม เปนอริยสาวกพระพุทธเจา เราควรปฏิบัติตอสมณพราหมณ ดังนี้คือ 1.) ดวยกายกรรม ทำสิ่งที่เปนประโยชน 2.) ดวยวจีกรรม พูดมีสัมมาคารวะ 3.) ดวยมโนกรรม คิดสิ่งใดประกอบดวยเมตตา 4.) ดวยความเปนผูไมปดประตู ตอนรับ ถวายอาหารให 5.) ดวยอามิสทาน ถวายปจจัย 4
49.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 41 สมณพราหมณ ควรอนุเคราะหตอบดังนี้คือ 1.) หามไมใหกระทำชั่ว 2.) ใหตั้งอยูในความดี 3.) อนุเคราะหดวยน้ำใจอันงาม 4.) ใหไดฟงในสิ่งที่ยังไมเคยฟง 5.) ทำสิ่งที่เคยฝงแลวใหแจมแจง 6.) บอกทางสวรรคให 3.4 สัปปุริสธรรม 7 คือ ธรรมของคนดี 7 อยาง คือ 1.) ความเปนผูรูจักเหตุ (ธัมมัญุตา) 2.) ความเปนผูรูจักผล (อัตกัญุตา) 3.) ความเปนผูรูจักตน (อัตตัญุตา) 4.) ความเปนผูรูจักประมาณ (มัตตัญุตา) 5.) ความเปนผูรูจักกาล (กาลัญุตา) 6.) ความเปนผูรูจักชุมชน (ปริสัญุตา) 7.) ความเปนผูรูจักเลือกบุคคล (ปุคคลปโรปรัญุตา) 3.5 อบายมุข 6 ละเวนจากอบายมุข 6 คือ 1. การดื่มน้ำเมา 2. เที่ยวกลางคืน 3. เที่ยวดูการละเลน 4. เลนการพนัน 5. คบคนชั่วเปนมิตร 6. เกียจครานการทำงาน 3.6 พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมะของผูใหญที่ควรปฏิบัติ คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข 2. กรุณา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นพนจากความทุกข 3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผูอื่นไดดี 4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไมลำเอียง ทำใหเปนกลาง ใครทำดี ยอมไดดี
50.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน42 3.7 สังคหวัตถุ 4 คือ ธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจผูอื่น 1. ทาน การให การเสียสละ เอื้อเฟอเผื่อแผ 2. ปยวาจา การพูดดวยถอยคำที่ไพเราะ 3. อัตถจริยา การสงเคราะหทุกชนิด หรือการประพฤติในสิ่งที่เปน ประโยชนตอผูอื่น 4. สมานัตตตา การเปนผูสม่ำเสมอ มีความประพฤติเสมอตนเสมอ ปลาย สรุป หลักธรรมที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ คือ การละความชั่ว การทำความดี การทำจิตใจ ใหแจมใส และการทำสมาธิภาวนา การละความชั่ว คือ การไมทำบาป อกุศลทั้งมวล การถือศีล 5 หรือศีลอื่นๆ ตาม บทบาทหนาที่ของตนเอง การทำความดี มีความกตัญูกตเวทีตอผูมีคุณ ตอสังคม สวนรวม ประเทศชาติ ความขยันหมั่นเพียรในการงาน อาชีพ ไมเอาเปรียบคดโกงผูอื่น และการทำจิตใจ ใหแจมใส ไมคิดทุกข โศกเศรา อันเกิดจากการเสื่อมของสังขาร โรคภัยไขเจ็บ ความอยากมี อยากเปนอยากไดตางๆ รวมทั้งการสูญเสียสิ่งที่รักตางๆโดยใชหลักการทำสมาธิภาวนา การเจริญภาวนา การเจริญภาวนาเปนการพัฒนาจิตบริหารจิต หลักพระพุทธศาสนาเปนการสราง บุญบารมีที่สูงที่สุด และยิ่งใหญที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดวาเปนแกนแท การเจริญภาวนามี 2 อยาง คือ สมถภาวนา และวิปสสนาภาวนา 1. สมถภาวนา ไดแก การทำจิตใจใหเปนสมาธิ คือ ทำจิตใหตั้งมั่นอยูในอารมณ เดียว ไมฟุงซาน วิธีภาวนามีหลายชนิด พระพุทธองคบัญญัติเปนแบบอยางไว 40 ประการ เรียกวา กรรมฐาน 40 ที่นิยม คือการหายใจเขา บริกรรมพุทธ หายใจออก บริกรรมโธ เรียกวา อานาปานสติ ผูใดจะปฏิบัติภาวนาจะตองรักษา ศีลใหบริสุทธิ์ตามฐานะ เชน เปนฆารวาสถือศีล 5 ศีล 8 เปนเณร ถือศีล 10 เปนพระถือศีล 227 ขอ เพราะในการปฏิบัติสมถภาวนานั้นศีลเปนพื้นฐาน ที่สำคัญ อานิสงสของสมาธิมากกวารักษาศีลเทียบกันไมได พระพุทธองค ไดตรัสวา “แมไดอุปสมบทเปนพระภิกษุรักษาศีล 227 ขอ ไมเคยขาด ไมดางพรอยมานานถึง 100 ป ก็ยังไดกุศลนอยกวาผูที่ทำสมาธิเพียงใหจิต สงบนาน เพียงชั่วไกกระพือปก ชางกระดิกหู” คำวาจิตสงบในที่นี้ หมายถึง จิตที่มีอารมณเดียวเพียงชั่ววูบ แมกระนั้นยังมีอานิสงสมากมาย แตอยางไรก็ดี การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธิ แมจะไดบุญอานิสงสมากมายมหาศาลอยางไร
51.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 43 ก็ไมใชบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนาการเจริญวิปสสนา (การเจริญ ปญญา) จึงจะเปนการสรางกุศลที่สุดยอดในพระพุทธศาสนาโดยแท 2. วิปสสนาภาวนา (การเจริญปญญา) เมื่อจิตของผูบำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยูในสมาธิ จิตของผูบำเพ็ญเพียรยอมมีกำลังอยูในสภาพที่นิ่มนวล ควรแกการวิปสสนา ภาวนาตอไป อารมณของวิปสสนาแตกตางจากอารมณของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุงใหจิตตั้งมั่น อยูในอารมณหนึ่งแตอารมณเดียว โดยแนนิ่งอยูเชนนั้นไมนึกคิดอะไร แตวิปสสนาไมใชใหจิต ตั้งมั่นอยูในอารมณเดียวนิ่งอยูเชนนั้น แตเปนจิตที่คิดใครครวญ หาเหตุและผลในสภาวธรรม ทั้งหลายและสิ่งที่เปนอารมณของวิปสสนานั้นมีแตเพียงอยางเดียว คือ ขันธ 5 ซึ่งนิยมเรียกวา รูป-นาม โดยรูปมี 1 นามนั้นมี 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งนามนั้นเปนเพียง สังขารธรรมเกิดจากการปรุงแตง แตเพราะอวิชชา คือ ไมรูเทาสภาวธรรมจึงทำใหเกิดความ ยึดมั่นเปนตัวเปนตน การเจริญวิปสสนามีจิตพิจารณา เห็นสภาวธรรมทั้งหลาย คือ ขันธ 5 เปนอาการของพระไตรลักษณ คือเปนอนิจจัง คือไมเที่ยง ทุกขัง คือลวนเปนทุกข อยูใน สภาพเดิมไมได ตองแปรเปลี่ยนไป และอนัตตา ไดแก ความไมใชตัวตน ไมใชสัตว บุคคล ไมใชสิ่งของ สรรพสิ่งทั้งหลายเพียงชั่วคราวเทานั้น เมื่อนานไปยอมเปลี่ยนแปลงกลับไปสู สภาวะเดิม สมาธิและวิปสสนาเปนทั้งเหตุ และผลของกันและกันและอุปการะซึ่งกันและกัน จะมีวิปสสนาปญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิไมไดเลย การเจริญวิปสสนาอยางงายๆ ประจำวัน 1. มีจิตใครครวญถึง มรณสติกรรมฐาน คือ ใครครวญถึงความตายเปนอารมณเพื่อ ไมใหประมาทในชีวิต ไมมัวเมา เรงทำความดีและบุญกุศล เกรงกลัวตอบาป ที่จะติดตามไปในภพหนา 2. มีจิตใครครวญถึง อสุภกรรมฐาน ไดแก สิ่งที่ไมสวย ไมงาม เชน ศากศพ รางกายคนที่เปนบอเกิดแหงตัณหา ราคะ กามกิเลส วาเปนของสวยงามเปนที่ เจริญตา เจริญใจ ไมวารางกายของตนเอง และของผูอื่นก็ตาม แทจริงแลวเปน อนิจจัง คือไมเที่ยงแทแนนอน วัน เวลา ยอมพรากจากความสวยงาม จนเขาสูวัย ชราซึ่งจะมองหาความสวยงามใดๆหลงเหลืออยูไมไดเลย 3. มีจิตใครครวญถึง กายคตานุสสติกรรมฐาน เรียกกันวา กายคตาสติกรรมฐาน จิตใครครวญ ผม ขน เล็บ หนัง ฟน พิจารณาใหเห็นความโสโครกของรางกาย เพื่อใหนำไปสูการละสักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดในรางกายของตน
52.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน44 4. มีจิตใจใครครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือ การพิจารณาวารางกายของเราและ ของผูอื่นไมใชตัวของเราแตอยางใดเลย เปนแตเพียงธาตุ 4 ที่มาประชุมเกาะกุม รวมกันเพียงชั่วคราว ถึงเวลาเกาแกแลวแตกสลายตายไป กลับไปสูความเปน ธาตุตางๆในโลกตามเดิม แบบอยางชาวพุทธที่ดี หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล พระประวัติ หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ประสูติเมื่อวันจันทรที่ 17 กุมภาพันธ พ.ศ. 2438 เปนพระธิดาในสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผูไดรับการยกยองวาเปน บิดาแหงประวัติศาสตรไทย และหมอมเฉื่อย พระองคสิ้นชีพิตักษัยดวยโรคชรา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2533 รวมพระชันษาได 95 พรรษา กรณียกิจดานพระพุทธศาสนา สามารถสรุปไดดังนี้ 1. ทรงเปนที่ปรึกษาชมรมพุทธศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยเสด็จไป ประทานความรูดานพระพุทธศาสนาสัปดาหละ 2 ครั้ง และเปนที่ปรึกษาชมรม พุทธศาสนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 2. ทรงเปนองคปาฐกถาและบรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา ทั้งในและ ตางประเทศ 3. ทรงเปนกรรมการบริหารและอุปนายกพุทธสมาคมแหงประเทศไทยในพระ บรม ราชูปถัมภ 4. ทรงเปนรองประธานองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (พ.ส.ล.) ใน พ.ศ. 2496 และประธานองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลกใน พ.ศ. 2507 5. ทรงมีงานนิพนธทางพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เชน หนังสือชื่อ ศาสนาคุณ หนังสือสอนศาสนาพระพุทธศาสนาสำหรับเยาวชน เปนตน แบบอยางชาวพุทธที่ดี (1) ทรงเปนอุบาสิกาที่เครงครัด ตระหนักในหนาที่ของอุบาสิกา ดวยการศึกษา ปฏิบัติธรรม (2) ทรงเปนพหูสูต โดยศึกษาบาลีจนมีความรูความเขาใจเปนอยางดี และมีผลงาน วิชาการดานอื่นๆอีก ทั้งดานสังคมสงเคราะห ประวัติศาสตร โบราณคดีเปนตน (3) ทรงเปนแบบอยางพลเมืองที่ดี ดวยการจงรักภักดีและพิทัพษสมบัติล้ำคาของ ชาติ กลาวคือเมื่อพระบิดาสิ้นพระชนมมีชาวตางชาติเสนอซื้อผลงานนิพนธทาง
53.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 45 วิชาการของพระบิดาดวยราคาสูง แตพระองคทรงแจงความจำนงบริจาคหนังสือ ใหแกรัฐบาลเพื่อเก็บไวเปนสมบัติของชาติ และเปนคลังความรูของประชาชน รัฐบาลในขณะนั้นจึงสรางหองสมุดขึ้นรองรับ เรียกวา หอดำรง 3.2 หลักธรรมของศาสนาอิสลาม อิสลามเปนคำภาษาอาหรับ แปลวา การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อยาง บริบูรณแกอัลลอฮ พระผูเปนเจา ดวยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค บรรดาศาสนฑูตในอีดตลวนแตไดรับมอบหมายใหสอนศาสนาอิสลามแกมนุษยชาติ ศาสนาฑูตทานสุดทาย คือ มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลหแหงอารเบีย ไดรับมอบหมายใหเผยแผ สาสนของอัลลอฮ ในชวงป ค.ศ. 610-632 เฉกเชนบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีลเปน สื่อระหวางอัลลหพระผูเปนเจาและมุฮัมมัด พระโองการแหงพระผูเปนเจาที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปจันทรคติ ไดรับการรวบรวมขึ้นเปนเลมชื่อวา อัลกุรอาน ซึ่งเปนธรรมนูญแหงชีวิตมนุษย เพื่อที่จะไดครองตนบนโลกนี้อยางถูกตอง กอนกลับคืนสูพระผูเปนเจา สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งปวงมีจุดประสงคหลัก 3 ประการ คือ 1. เปนอุดมการณที่สอนมนุษยใหศรัทธาในอัลลอหพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค ศรัทธา ในพระโองการแหงพระองค ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษยฟน คืนชีพอีกครั้งเพื่อรับคำพิพากษาและรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไววางใจตอพระองค เพราะพระองคคือที่พึ่งพา ของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตาของพระองค และ พระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง 2. เปนธรรมนูญสำหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือ นิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบรา ฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือ รับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทำลายสังคม แมวาใน รูปแบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อกาครองตนอยางมีเกียรติ เนนความอดกลั้น ความ ซื่อสัตว ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเมตตากรุณา ความกตัญูกตเวที ความ สะอาดของกายและใจ ความกลาหาญ การใหอภัย ความเทาเทียมและความ
54.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน46 เสมอภาคระหวางมนุษย การเคารพสิทธิของผูอื่น สั่งสอนใหละเวนความตรหนี่ ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การ ทรยศและอกตัญู การลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น ศาสนาอิสลามไมใชศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนาอื่น หรือศาสนาที่มนุษย ประดิษฐขึ้นอยางเชนศาสนาอื่นๆ ที่มีอยูในโลก อิสลาเปนศาสนาของพระผูเปนเจาที่เปนทาง นำในการดำรงชีวิตทุกดานแกมนุษยทุกคน ไมยกเวนอายุ เพศ เผาพันธุ หรือฐานันดร หลักคำสอน ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนอาหรับ โดยมีความเชื่อตามโบราณเดิมเกี่ยวกับหิน ศักดิ์สิทธิ์ เรียกวา หินกาบะห อำนาจลึกลับ ผีสางเทวดา เวทมนตรคาถา พอมด หมอผี คำ ทำนาย การเสี่ยงทาย การนับถือภูเขา ตนไม น้ำพุ บูชาดวงอาทิตย ดวงจันทร ดวงดาวตางๆ อิสลสามมาจากคำวา อัสละมะ แปลวา สันติ การยอมนอบนอมตน ชาวมุสลิมมุงตามความ คิดเห็นของพระเจาโดยไมเห็นแกชีวิต มีความเชื่อศรัทธา 6 ประการ 1. ศรัทธาในพระเจา 2. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห คือ เทวทูตของพระเจา ซึ่งเปนคนกลางทำหนาที่ สื่อสารระหวางศาสดามุฮัมมัดกับพระเจาบันทึกความดีความชั่วของมนุษย ถอด วิญญาณออกจากรางเวลามนุษยตาย และสัมภาษณผูตาย ณ หลุมฝงศพ 3. ศรัทธาในคัมภีรอัลกุรอาน เปนคัมภีรสุดทายที่พระเจาสั่งตรงผานพระมุฮัมมัด ลงมาใหมนุษยโลก 4. ศรัทธาตอบรรดาศาสนฑูต 5. ศรัทธาตอวันพิพากษาโลก เรียกวันนี้วา วันกียามะห 6. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจา มีทั้งกฎตายตัวและไมตายตัว กฎตายตัว คือ กำหนดเพศพันธุ กฎไมตายตัว คือ ทำดี ไดดี ทำชั่วไดชั่ว หลักคำสอนของศาสนาอิสลา แบงไว 3 หมวด ดังนี้ 1. หลักการศรัทธา อิสลามสอนวา ถาหากมนุษยพิจารณาดวยสติปญญาและสามัญสำนึก จะพบวา จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู มิไดอุบัติขึ้นดวยตนเอง เปนที่แนชัดวาสิ่งเหลานี้ได ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผูสรางดวยอำนาจและความรูที่ไรขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑที่ไมมี การเปลี่ยนแปลงไวทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลดวยระบบที่ละเอียดออน ไมมีสรรพ สิ่งใดถูกสรางขึ้นมาอยางไรสาระ
55.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 47 พระผูเปนเจาผูทรงเมตตา ทรงสรางมนุษยขึ้นมาอยางประเสริฐ จะเปนไปได อยางไรที่พระองคจะปลอยใหมนุษยดำเนินชีวิตอยูไปตามลำพังโดยไมทรงเหลียวแล หรือปลอย ใหสังคมมนุษยดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง พระองคทรงขจัดความสงสัยเหลานี้ ดวยการประทานกฎการปฏิบัติตางๆ ผาน บรรดาศาสดาใหมาสั่งสอนและแนะนำมนุษยไปสูการปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แนนอน มนุษยอาจมองไมเห็นผล หรือไดรับประโยชนจากการทำความดี หรือไดรับโทษจากการทำชั่ว ของตน จากจุดนี้ทำใหเขาใจไดทันทีวา ตองมีสถานที่อื่นอีก อันเปนสถานที่ตรวจสอบ การกระทำของมนุษยอยางละเอียดถี่ถวน ถาเปนความดีพวกเขาจะไดรับรางวัลเปนผลตอบแทน แตถาเปนความชั่วจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาไดเชิญชวนมนุษยไปสูหลักการ ศรัทธาและความเชื่อมั่นที่สัตยจริง พรอมพยายามผลักดันมนุษยใหหลุดพนจากความโงเขลา เบาปญญา 1.1 หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนหนี่ 1) ศรัทธาวาอัลลอหเปนพระเจา 2) ศรัทธาในบรรดาคัมภีรตางๆ ที่อัลลอหประทานลงมาในอดีต เชน เตารอตอินญีลซะบูรและอัลกุรอาน 3) ศรัทธาในบรรดาศาสนฑูตตางๆที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย และนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เปนศาสนฑูตคน สุดทาย 4) ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห บาวผูรับใชอัลลอห 5) ศรัทธาในวันสิ้นสุดทาย คือหลังจากสิ้นโลกแลว มนุษยจะฟนขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ไดทำไปบนโลกนี้ 6) ศรัทธาในกฎสภาวะ 1.2 หลักศรัทธาอิสลามแนวชีอะห 1) เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาวาอัลลอหทรงเปนพระผูเปนเจาเพียง พระองคเดียว ไมมีพระเจาอื่นใดนอกเหนือจากพระองค 2) อะดาละห (ความยุติธรรม) คือศรัทธาวาอัลลอหทรงยุติธรรมยิ่ง 3) นุบูวะห (ศาสดาพยากรณ) คือศรัทธาวาอัลลอหไดทรงสงศาสนฑูต ตางๆที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย หนึ่งในจำนวนนั้น คือ นบีมุฮัมมัด 4) อิมามะห (การเปนผูนำ) ศรัทธาวาผูนำสูงสุดในศาสนาจะตองเปน ผูที่รับการแตงตั้งจากศาสนฑูตมุฮัมมัดเทานั้น จะเลือกหรือแตงตั้ง
56.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน48 กันเองไมได ผูนำเหลานั้นมี 12 คน คือ อะลีย บินอะปฏอลิบ และ บุตรหลานของอะลีห และฟาฏิมะห อีก 11 คน 5) มะอาด (การกลับคืน) วันสิ้นโลกและวันกียามัต ศรัทธาในวันฟน คืนชีพ คือ หลังจากสิ้นโลกแลว มนุษยจะฟนขึ้นเพื่อรับการตอบ สนองความดีความชั่วที่ไดทำไปบนโลกนี้ 2. หลักจริยธรรม ศาสนาสอนวาในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเปนที่ยอมรับของ สังคม จงทำตนใหเปนผูดำรงอยูในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสูการมีบุคลิกภาพที่ดี เปนคนที่ รูจักหนาที่ หวงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตยตอผูอื่น รูจักปกปองสิทธิของตน ไมละเมิด สิทธิของผูอื่น เปนผูมีความเสียสละ ไมเห็นแกตัว และหมั่นใฝหาความรู ทั้งหมดที่กลาวมานี้ เปนคุณสมบัติของผูมีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณทั้งหมดอยูที่ความยุติธรรม 3. หลักการปฏิบัติ ศาสนาสอนวากิจการงานตางๆที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันตองออกหางจากการงานที่ไมดี ที่สรางความเสื่อมเสียอยางสิ้นเชิง สวนการประกอบคุณงามความดีอื่นๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คลาย คลึงกับสิ่งเหลานี้ เปนการแสดงใหเห็นถึงการเปนบาวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของ พระองค กฎเกณฑและคำสอนของศาสนา ทำหนาที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย ทั้ง ที่เปนหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและจริยธรรม เราอาจกลาวไดวาผูที่ละเมิดคำสั่งตางๆของศาสนา มิไดถือวาเขาเปนผูที่ศรัทธา อยางแทจริง หากแตเขากระทำการตางๆ ไปตามอารมณและความตองการใฝต่ำของเขาเทานั้น ศาสนาอิสลามในความหมายของอัลกุรอานนั้น หมายถึง “แนวทางในการ ดำเนินชีวิตที่มนุษยจะปราศจากมันไมได” สวนความแตกตางระหวางศาสนากับกฎของสังคม นั้น คือ ศาสนาไดถูกประทานมาจากพระผูเปนเจา สวนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของ มนุษย อีกนัยหนึ่งศาสนาอิสลามหมายถึงการดำเนินของสังคมที่เคารพตออัลลอห และเชื่อฟง ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค อัลลอหตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามวา “แทจริง ศาสนา ณ อัลลอห คือ อิสลาม บรรดาผูที่ไดรับคัมภีรไดขัดแยงกัน นอกจากภายหลังที่ความรูมาปรากฏแกพวกเขา ทั้งนี้เนื่อง จากความอิจฉาระหวางพวกเขาและผูใดปฏิเสธโองการตางๆของอัลลอห แนนอนอัลลอหทรง สอบสวนอยางรวดเร็ว (อัลกุรอานอาลิอิมรอน) หลักการปฏิบัติตางๆมีดังนี้ 1. วาญิบ คือหลักปฏิบัติภาคบังคบที่มุกัลกัฟ (มุสลิมผูอยูในศาสนนิติภาวะ) ทุกคนตองปฏิบัติตาม ผูที่ไมปฏิบัติตามจะตองถูกลงฑัณฑ เชนการปฏิบัติ
57.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 49 ตามฐานบัญญัติของอิสลาม (รุกน) ตางๆ การศึกษาวิยาการอิสลาม การ ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เปนตน 2. ฮะรอมคือกฎบัญญัติหามที่มุกัลลัฟทุกคนตองละเวน ผูที่ไมละเวนจะตอง ถูกลงฑัณฑ 3. ฮะลาล คือกฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟกระทำไดอันไดแกการนึกคิดวาจา และการกระทำที่ศาสนาไดอนุมัติให เชน การรับประทานเนื้อปศุสัตวที่ ไดรบการเชือดอยางถูกตอง การคาขายโดยสุจริต วิธีการสมรสกับสตรี ตามกฎเกณฑที่ไดระบุไว เปนตน 4. มุสตะฮับ หรือที่เรียกกันติดปากวา ซุนนะห (ซุนนะห, ซุนนัต) คือกฎ บัญญัติชักชวนมุสลิมและมุกัลลัฟกระทำ หากไมปฏิบัติก็ไมได เปนการ ฝาฝนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับหลักจริยธรรม เชน การใช น้ำหอม การขลิบเล็บใหสั้นเสมอ การนมาซนอกเหนือจากการนมาซ ภาคบังคับ 5. มักรูห คือกฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟกระทำได แตพึงละเวน คำวามักรูห ในภาษาอาหรับมีความหมายวานารังเกียจ โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับหลัก จริยธรรม เชน การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นนารำคาญ การสวมเสื้อผา อาภรณที่ขัดตอกาลเทศะ เปนตน 6. มุบาฮ คือสิ่งที่กฎบัญญัติไมไดระบุเจาะจง จึงเปนความอิสระสำหรับ มุกัลลัฟที่จะเลือกกระทำหรือละเวน เชน การเลือกพาหนะ อุปกรณ เครื่องใช หรือการเลนกีฬาที่ไมขัดตอบทบัญญัติหาม หลักปฏิบัตทางศาสนาอิสลาม 1. ดำรงนมาซ วันละ 5 เวลา 2. จายซะกาต 3. จายคุมส นั่นคือ จายภาษี 1 ใน 5 ใหแกผูครองอิสลาม 4. บำเพ็ญอัจญ หากมีความสามารถทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย 5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกป 6. ญิฮาด นั่นคือ การปกปองและเผยแผศาสนาดวยทรัพยและชีวิต 7. สั่งใชในสิ่งที่ดี 8. สั่งหามไมใหทำชั่ว 9. การภักดีตอบรรดาอิมามอันเปนผูนำที่ศาสนากำหนด 10. การตัดขาดจากศรัตรูของบรรดาอิมามอันเปนผูนำที่ศาสนากำหนด
58.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน50 11. การปฏิญาณตนวาไมมีพระเจาอื่นใดนอกจากอัลลอห และมุฮัมมัดเปนศาสนฑูต ของอัลลอห แบบอยางของอิสลามิกชนที่ดี บุคคลตัวอยาง วันอัลหมัด อัลฟาตอนี “เสือมักกะฮ” วันอัลหมัด อัลฟาตอนี “เสือมักกะฮ” เกิดที่หมูบานยามู ยะหริ่ง ปตตานี เมื่อ 10 เมษายน 2399 เมื่ออายุ 4 ขวบ ทานไดตามบิดามารดาไปเมืองเมกกะ เรียนภาษาอาหรับและ ศาสนาอิสลามจนอายุได 12 ป จึงเดินทางไปเรียนวิชาแพทยและเภสัชกรรมสมัยใหม ที่เยรู ซาเล็ม เปนเวลา 2 ป จากนั้น ทานจึงกลับไปศึกษาดานศาสนาตอที่เมกกะและที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต ทานเดินทางไปศึกษาโดยมีเงินเพียงเล็กนอย สวมเสื้อผาชุดเดียว ทูนอัลกุรอาน ไวบนศีรษะขณะวายน้ำขามแมน้ำไนลจนถึงเมืองไคโร ขณะที่ทานอาศัยอยูมัสยิดในเมืองไคโรเพื่อการศึกษา ทานยังชีพดวยการรับบริจาค อาหารและเสื้อผาจากผูมาละหมาด ทานเปนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใตคนแรกที่เขาศึกษาใน อัล-อัซฮาร ทานเปนผูมีความสามารถ ไดแขงขันบรรยายปราศรัย ขับกลอนอาหรับโตตอบกัน จนไดรางวัลชนะเลิศจากพระราชาเมืองเมกกะ และทานกลาววา ชื่อ อัลหมัด อัลฟาตอนี ชาง เหมาะสมกับเขาเหลือเกิน เพราะคำวา ฟาฏอนี ในภาษาอาหรับแปลวา “ผูฉลาด” ทานเปนผูมี ความรูและมีทักษะในการใชภาษาอาหรับเปนที่รูจัก และไดรับฉายาวา “harimau Mekak” (เสือมักกะฮ) 3.3 หลักธรรมของศาสนาคริสต คริสตศาสนา(Chirstianity) เปนศาสนาแหงความรัก เพราะพระเจาทรงรักมนุษยทรง รักประชาชนของพระองค ทรงสรางสัตวตางๆขึ้นมเพื่อรับใชเปนอาหารแกมนุษย และทรง ใหมนุษยลงสูนรกเมื่อไมศรัทธาในพระเจา ศาสนาคริสต เปนศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจาองคเดียว เชื่อวาพระเจาเปนผูสราง โลกและทุกสิ่งทุกอยางรวมถึงมนุษย โดยใชเวลาเพียง 6 วัน และหยุดพักในวันที่7 พระเจาใน ศาสนาคริสตคือ พระยาเวห (นิกายโรมันคาทอลิก, นิกายออรโธด็อกซ) หรือพระยโฮวาห (นิกายโปรเตสแตนต) มีพระเยซูคริสตเปนศาสดา คริสตศาสนาเชื่อในพระเจาหนึ่งเดียว ซึ่ง ดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ“ตรีเอกภพ” หรือตรีเอกานุภาพ”(Trinity) คือพระบิดา พระบุตรและพระจิต (พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีรคือพระคริสตธรรมคัมภีรหรือคัมภีร ไบเบิล(TheBible) ศาสนาคริสตมีผูนับถือประมาณ2,000ลานคน ถือวาเปนศาสนาที่มีจำนวน ผูนับถือมากที่สุดในโลก
59.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 51 ศาสนาคริตสมีรากฐานมาจากศาสนายูดาย(หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อ บางสวนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีรไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรูจักในชื่อ พันธสัญญาเดิม ที่เรียกวาเบญจบรรณ/ปญจบรรพ(Pebtatench) ไดรับการนับถือเปนพระคัมภีรของศาสนายูดาย และศาสนาอิสลามดวยเชนกัน โดยในพระธรรมหลายตอนไดพยากรณถึงพระเมสสิยาห(Mes- siah) ที่ชาวคริสตเชื่อวา คือ พระเยซู เชน หนังสือประกาศ อิสยาห บทที่ 53 เปนตน คริสตชนนั้นมีความเชื่อวา พระเยซูคริสตเปนพระบุตรของพระเจาที่มาบังเกิดเปน มนุษยจากหญิงพรหมจรรย (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจา เพื่อไถมนุษยใหพนจาก ความบาปโดยการสิ้นพระชนมที่กางเขน และทรงฟนขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น และเสด็จสูสวรรค ประทับเบื้องขวาพระหัตถของพระบิดา ผูที่เชื่อและไววางใจในพระองคจะ ไดรับการอภัยโทษบาป และจะเขาสูการพิพากษาในวันสุดทายเหมือนกันทุกคน แตจะเปนการ พิพากษาเพื่อรับบำเหน็จรางวัลแทนในวันสิ้นโลก และไดเขาสูชีวิตนิรันดรในแผนดินสวรรค แตถาผูใดไมเชื่อและไมนับถือพระเจา จะถูกตัดสินใหลงนรกชั่วนิรันดร หลักคำสอนพระธรรมคำสอนปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร(คัมภรไบเบิล)ผูนับถือ คริสตศาสนาทุกคนตองยึดมั่นในหลักปฏิบัติสำคัญของคริสตศาสนาเรียกวาบัญญัติ10ประการ คือ 1) จงนมัสการพระเจาเพียงพระองคเดียว พึงทำความเคารพตอพระเปนเจา 2) จงอยาออกนามพระเจาอยางพลอยๆ โดยไมสมเหตุสมผล 3) จงฉลองวันพระอันเปนวันศักดิ์สิทธิ์ 4) จงอยางบูชารูปเคารพ 5) จงเคารพนับถือบิดามารดาของตน 6) จงอยาฆาคน 7) จงอยาลวงประเวณีในคูครองของผูอื่น 8) จงอยาลักขโมย 9) จงอยาพูดเท็จ 10) จงอยามักไดในทรัพยของเขา หลักคำสอนของพระเยซูสวนใหญจะอยูบนพื้นฐานของบัญญัติ10ประการของศาสนา ยูดาย โดยขยายอธิบายความเพิ่มเติม หรืออนุรักษคำสอนเดิมไว เชน สอนใหมีเมตตากรุณา ตอกัน สอนใหรักกันในระหวางพี่นอง สอนใหทำความดี สอนใหเห็นแกบุญทรัพยมากกวา สินทรัพย สอนใหแสวงหาคุณธรรมยิ่งกวาสิ่งอื่น สอนหลักการคบหาซึ่งกันและกัน สอนให ตอตานความอยุติธรรม สอนเรื่องจิตใจวาเปนรากฐานแหงความดีความชั่ว สอนถึงความกรุณา ของพระเจา สอนถึงความขัดแยงกันระหวางพระเจากับเงิน สอนใหรักษาศีล รักษาธรรม สอนวิธีไปสวรรค สอนเรื่องความสุขจากการทำใจใหอิสระ ฯลฯ เปนตน
60.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน52 นักบวช/ผูสืบทอดศาสนา ผูสืบทอดคริสตศาสนาคือสาวกพระบาทหลวงหมอสอน ศาสนา และคริสตศาสนิกชน ผูเลื่อมใสในคริสตศาสนา ศาสนสถาน ศาสนสถานที่ใชประกอบกิจกรรมสำคัญทางศาสนาของคริสตศาสนิกชน คือ โบสถ วิหาร สัญลักษณ สัญลักษณ คือ เครื่องหมายแสดงความเปนคริสตศาสนิกชนทุกนิกาย ใช เครื่องหมายไมกางเขนเหมือนกันหมด ไมกางเขนเปนหลักใชประหารนักโทษชาวปาเลสไตน ในสมัยโบราณนักโทษที่ถูกตัดสินประหารจะถูกตรึงไมกางเขนแลวนำไปปกตั้งไวกลางแดด ใหไดรับความทุกขทรมานจากความรอน และความหิวกระหายจนกวาจะตาย พระเยซูสิ้น พระชนมโดยถูกตรึงไมกางเขน จึงถือเอาไมกางเขนเปนสัญลักษณแสดงถึงความเสียสละที่ ยิ่งใหญเปนนิรันดรของพระองค พิธีกรรมสำคัญในคริสตศาสนา พิธีกรรมในศาสนานี้ มีสำคัญๆ อยู 7 พิธี เรียกวา พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ มีดังนี้ 1) ศีลลางบาปหรือการรับบัพติสมา เปนพิธีแรกที่คริสตชนตองรับ โดยบาทหลวง จะใชน้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะพรอมเจิมน้ำมันที่หนาผาก 2) ศีลอภัยบาป เปนการสารภาพบาปกับพระเจาโดยผานบาทหลวง บาทหลวงจะ เปนผูตักเตือนสั่งสอนไมใหทำบาปนั้นอีก และทำการอภัยบาปใหในนาม พระเจา 3) ศีลมหาสนิทเปนพิธีกรรมรับศีลโดยรับขนมปงและเหลาองุนมารับประทานโดย เชื่อวาพระกายและพระโลหิตของพระเยซู 4) ศีลกำลัง เปนพิธีรับศีลโดยการเจิมหนาผาก เพื่อยืนยันความเชื่อวาจะนับถือ ศาสนาคริสตตลอดไป และไดรับพระพรของพระจิตเจา ทำใหเขมแข็งในความ เชื่อมากขึ้น 5) ศีลสมรส เปนพิธีประกอบการแตงงาน โดยบาทหลวงเปนพยาน เปนการแสดง ความสัมพันธวาจะรักกกันจนกวาชีวิตจะหาไม 6) ศีลบวช สงวนไวเฉพาะผูที่จะบวชเปนบาทหลวง และเปนชายเทานั้น 7) ศีลเจิมคนไข เปนพิธีเจิมคนไขโดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันลงบนหนาผาก และ มือทั้งสองขางของผูปวย ใหระลึกวา พระเจาจะอยูกับตน และใหพลังบรรเทา อาการเจ็บปวย สำหรับนิกายโรมันคาทอลกและนิกายออรโธด็อกซจะมีพิธีกรรมทั้ง7พิธี แตสำหรับ นิกายโปรเตสแตนท จะมีเพียง 2 พิธี คือ พิธีบัพติสมา และ พิธีมหาสนิท
61.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 53 แบบอยางของคริสเตียนที่ดี มารติน ลูเธอร คิง มารติน ลูเธอรคิง เกิดในครอบครัวที่ปูติดสุรา มีหนี้สินมากมาย แตพอของคิงใฝดี ในชีวิต อดทนเรียนตอในมหาวิทยาลัย และเปนศาสนาจารยประจำโบสถ สามารถสรางฐานะ ไดดวยตนเองจนกลายเปนบุคคลชั้นสูงของคนผิวดำในแอตแลนตา แตในสังคมขณะนั้นยัง แยกผิวสี คนดำเปนทาสและถูกเฆี่ยนตี คิงเปนเด็กฉลาดและราเริง เปนหัวหนากลุมของเพื่อน เขาไดรับการฝกใหอดกลั้นและมีระเบียบวินัย เขาตองไปโรงเรียนสอนศาสนาและโบสถในวัน อาทิตย บายสงหนังสือพิมพ นอนแตหัวค่ำและตื่นเชา เรียนคัมภีรไบเบิล ตองสวดมนตกอน รับประทานอาหาร คิงอยากเรียนแพทย แตเมื่อไดรับการดูหมิ่นจากคนผิวขาว เขาจึงเรียน ทนายความที่มหาวิทยาลัยมอรเฮาร เขาฝกเปนนักพูด ไดรางวัลในการประกวดวาทศิลป เปน นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม และเขาตัดสินใจเปนนักเทศน เขาเขียนบทความลงในหนังสือ พิมพเรียกรองใหคนผิวดำเขมแข็งจนประธานาธิบดีลินคอนบีจอหนสันยินยอมออกกฎหมาย วาดวยสิทธิมนุษยชน ดร.มารติน ลูเธอร คิง จูเนียร ไดรางวัลโนเบล และเขาเสียชีวิตลงดวย น้ำมือชาวผิวขาว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 1968 3.4 หลักธรรม-คำสอน ของศาสนาพราหมณ-ฮินดู คำสอนสำคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาพราหมณ-ฮินดู เปนศาสนาที่เกาแกที่สุด มีหลักธรรมสำคัญๆ ดังนี้ 1. หลักธรรม 10 ประการ 1) ธฤติ ไดแกความพอใจ ความกลา ความมั่นคง ซึ่งหมายถึงการพากเพียร จนไดรับความสำเร็จ 2) กษมา ไดแก ความอดทน นั่นคือพากเพียรและอดทนโดยยึดความเมตตา กรุณาเปนที่ตั้ง 3) ทมะ ไดแก การขมจิตใจของตนดวยเมตตร และมีสติอยูเสมอ 4) อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทำโจรกรรม 5) เศาจะ ไดแก การกระทำตนใหบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ 6) อินทรียนครหะ ไดแก การหมั่นตรวจสอบอินทรีย 10 ประการ ใหไดรับ การตอบสนองที่ถูกตอง 7) ธี ไดแก ปญญา สติ มติ ความคิด ความมั่นคงยืนนาน นั้นคือมีปญญา และรูจักระเบียบวิธีตางๆ
62.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน54 8) วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา 9) สัตยา ไดแก ความจริง คือซื่อสัตยตอกันและกัน 10) อโกธะ ไดแก ความไมโกรธ 2. หลักอาศรม (ขั้นตอนแหงชีวิต) 4 คือ 1) พรหมจารี ขั้นตอนเปนนักศึกษา 2) คฤหัสถ ขั้นตอนเปนผูครองเรือน 3) วานปรัสถ ขั้นตอนละบานเรือนเขาปาหาความสงบวิเวก 4) สันยาสี ขั้นตอนสละเพศฆราวาสออกบวช บำเพ็ญพรต เพื่อหาความสุข ที่แทจริงของชีวิต 3. หลักเปาหมายของชีวิต 4 ประการ คือ 1) กามะ การหาความสุขทางโลกอยางถูกตองสมดุล 2) ธรรมะ ปฏิบัติหนาที่ตามวรรณะไดถูกตอง 3) อรรถะ สรางฐานะทางครอบครัวใหมั่นคงในทางเศรษฐกิจ 4) โมกษะ แสวงหาทางหลุดพน บุคคลตัวอยางในศาสนาพราหมณ-ฮินดู มหาตมะคานธี เปนบุคคลตัวอยางของศาสนาพราหมณ-ฮินดูไดอยางดีทานมหาตมะ คานธีเปนชาวอินเดีย ไดรับการศึกษากฎหมายจากประเทศอังกฤษ แตทานยังคงไวซึ่งความเปน ผูอนุรักษวัฒนธรรมชาวอินเดียไวได ทานเปนผูนำของชาวอินเดียในการตอสูเพื่อเอกราชของ ชาวอินเดียดวยวิธีการอหิงสา คือการตอตานอยางสงบ อดอาหาร เปนบุคคลตัวอยางที่ใชชีวิต อยางสมถะ เรียบงาย เปนวีรบุรุษของชาวอินเดียที่สามารถตอสูเอาอธิปไตยคืนจากอังกฤษได สาเหตุที่ทานเริ่มการตอสูเกิดจากเมื่อทานไปทำงานที่ประเทศแอฟริกา ทานโดยสารรถไฟชั้น หนึ่ง แตพนักงานรถไฟไมใหทานนั่งชั้น 1 เพราะที่นั่งเอาไวสำหรับคนผิวขาว ทานจึงโดนไล ลงจากรถไฟ ทานนั่งอยูที่สถานีรถไฟทั้งคืน ครุนคิดในเรื่องนี้ และทานสามารถรวมกลุมชาว อินเดียตอตานชาวผิวขาวในแอฟริกา เมื่อทานมาอยูที่อินเดีย แตเดิมทานสนับสนุนการทำงาน ของอังกฤษ แตเมื่ออังกฤษออกกฎหมายตรวจรูปพรรณ หญิงอินเดียตองถอดเสื้อผาตอหนา เจาหนาที่อังกฤษ ทานจึงเริ่มตนนำอินเดียสูอังกฤษจนไดรับชัยชนะ ดวยวิธีอหิงสา ตอสูดวย ความสงบ
63.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 55 กิจกรรมที่ 3 3.1 ใหผูเรียนยกตัวอยางบุคคลในชุมชนของทาน ที่นำหลักธรรมทางศาสนามา ปฏิบัติและเปนที่ยอมรับของสังคมและชุมชน 3.2 ผูเรียนยึดหลักธรรมขอใดในศาสนาที่ตนเองนับถือในการแกไขปญหาชีวิต และพัฒนาชีวิต 3.3 ใหผูเรียนอธิบายหนาที่และการปฏิบัติที่ดีตามหลักศาสนาของตน
64.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน56 เรื่องที่ 4 หลักธรรมในแตละศาสนาที่ทำให อยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข 4.1 ศาสนาพุทธ ไดแก พรหมวิหาร 4 และ ฆราวาสธรรม พรหมวิหาร 4 วิหาร แปลวา ที่อยู พรหม แปลวา ประเสริฐ คำวาพรหมวิหาร หมายความวา เอาใจจับอยูในอารมณแหงความประเสริฐ หรือเอาใจไปขังไวในความดีที่สุด ซึ่งมี คุณธรรม 4 ประการ คือ 1. เมตตา 2. กรุณา 3. มุทิตา 4. อุเบกขา เมตตาแปลวา ความรัก หมายถึงรักที่มุงเพื่อปรารถนาดี โดยไมหวังผลตอบแทนใดๆ จึงจะตรงกับคำวาเมตตาในที่นี้ ถาหวังผลตอบแทนจะเปนเมตตาที่เจือดวยกิเลส ไมตรงตอเมตตา ในพรหมวิหารนี้ ลักษณะของเมตตา ควรสรางความรูสึกคุมอารมณไวตลอดวัน วา เราจะเมตตา สงเคราะหเพื่อนที่เกิด แก เจ็บ ตาย จะไมสรางความลำบากใหแกสรรพสัตวทั้งหลาย ความ ทุกขที่เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผูอื่นเสมอดวยรักตนเอง กรุณา แปลวา ความสงสาร หมายถึงความปรานี ปรารถนาใหผูอื่นพนทุกข ความ สงสารปรานีนี้ก็ไมหวังผลตอบแทนเชนเดียวกัน สงเคราะหสรรพสัตวที่มีความทุกขใหหมด ทุกขตามกำลังกาย กำลังปญญา กำลังทรัพย ลักษณะของกรุณา การสงเคราะหทั้งทางดานวัตถุ โดยธรรม วา ผูที่จะสงเคราะหนั้น ขัดของทางใด หรือถาหาใหไมได ก็ชี้ชองบอกทาง มุทิตา แปลวามีจิตออนโยนหมายถึงจิตที่ไมมีความอิจฉาริษยาเจือปนมีอารมณสดชื่น แจมใสตลอดเวลา คิดอยูเสมอวา ถาคนทั้งโลกมีความโชคดีดวยทรัพย มีปญญาเฉลียวฉลาด เหมือนกันทุกคนแลว โลกนี้จะเต็มไปดวยความสุข สงบ ปราศจากอันตรายทั้งปวง คิดยินดี โดยอารมณพลอยยินดีนี้ไมเนื่องเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหารคือ ไมหวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น อุเบกขา แปลวาความวางเฉย นั่นคือมีการวางเฉยตออารมณที่มากระทบ ความวางเฉย ในพรหมวิหารนี้ หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรม ไมลำเอียงตอผูใดผูหนึ่ง
65.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 57 - คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ ศีลยอมบริสุทธิ์ - คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ ยอมมีฌานสมาบัติ - คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปญญาเกิด ฆราวาสธรรม หมายถึง การปฏิบัติตนเปนฆราวาสที่ดี ซึ่งเปนธรรมสำหรับผูครองเรือนมี4ประการ คือ 1) สัจจะ ความจริงใจ ความจริงจัง ตลอดจนความซื่อตรงตอกันและกัน สรุปรวม คือ “ความรับผิดชอบ” เปนหลักสำคัญที่จะใหเกิดความไววางใจและไมตรีจิตสนิทตอกัน ขาด สัจจะเมื่อใด ยอมเปนเหตุใหเกิดความหวาดระแวงแคลงใจกัน เปนจุดเริ่มตนแหงความราวฉาน ซึ่งยากนักที่จะประสานใหคืนดีไดดังเดิม ซึ่งถามีความรับผิดชอบในตนเอง หรือแมแตรับผิด ชอบผูอื่น ก็จะสงผลใหเกิดความผาสุกได คนมีสัจจะจึงมักจะแสดงความรับผิดชอบออกมา 4 ดาน คือ 1.1 ดานหนาที่และการงาน ทำงานชิ้นนั้นใหสำเร็จไมวาจะเกิดอุปสรรคใดๆ ก็ตาม หรือแมแตสภาพแวดลอมจะไมเอื้ออำนวยก็ตาม 1.2 ดานคำพูด พูดอยางไร ทำอยางนั้น และทำอยางไร ก็พูดอยางนั้น 1.3 ดานการคบคน จริงใจ ไมมีเหลี่ยมคู วากันตรงๆ ซื่อๆ จริงใจ ไมลำเอียง ไมมีอคติ 4 ประการ ไดแก 1. ไมลำเอียงเพราะรัก 2. ไมลำเอียงเพราะชัง 3. ไมลำเอียงเพราะโง 4. ไมลำเอียงเพราะกลัว 1.4 ดานศีลธรรมความดียึดหลักคุณธรรมไมผิดศีลผิดธรรม ผิดประเพณี และ ผิดกฎหมายบานเมือง 2) ทมะ การรูจักขมจิตขมใจตนเอง มีความกระตือรือรนในการเคี่ยวเข็ญฝกตนเอง บังคับควบคุมอารมณ ขมใจระงับความรูสึกตอเหตุบกพรองของกันและกันอยางไมมีขอแม เงื่อนไข เพื่อใหตนเองมีทั้งความรูความสามารถและความดีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ รูจักฝกฝน ปรับปรุงตน แกไขขอบกพรอง ปรับนิสัยและอัธยาศัย ไมเปนคนดื้อดานเอาแตใจ และอารมณ ของตน 3) ขันติ ความอดทน อดกลั้น ตอความหนักและความรายแรงทั้งหลาย ชีวิตของ ผูอยูรวมกัน นอกจากมีขอแตกตางขัดแยงทางอุปนิสัย การอบรม และความตองการบางอยาง ซึ่งจะตองหาทางปรับปรุงเขาหากัน บางรายอาจจะมีเหตุลวงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝายใด
66.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน58 ฝายหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปนถอยคำหรือกิริยาอาการ จะโดยตั้งใจหรือไมก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเชนนี้ อีกฝายหนึ่งจะตองรูจักอดกลั้นระงับใจ ไมกอเหตุใหเรื่องลุกลามกวางขยายตอไป ความรายจึง จะระงับลงไป นอกจากนี้ยังจะตองมีความอดทนตอความลำบากตรากตรำ และเรื่องหนักใจ ตางๆ ในการประกอบการงานอาชีพ เปนตน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน ไมตีโพย ตีพาย แตมีสติอดกลั้น คิดอุบายใชปญญาหาทางแกไขเหตุการณใหลุลวงไปดวยดี ชีวิตของ คูครองที่ขาดความอดทน ยอมไมอาจประคับประคองพากันใหรอดพนเหตุรายตางๆ อันเปน ประดุจมรสุมแหงชีวิตไปได ความอดทนพื้นฐานใน 4 เรื่องตอไปนี้ เปนสิ่งที่ตองเจอในชีวิต ของเราโดยทั่วไป คือ 3.1 ตองอดทนตอธรรมชาติที่ไมเอื้ออำนวย ทนทั้งแดด ลม ฝน สิ่งแวดลอม ที่ไมเอื้ออำนวย เปนตน 3.2 ตองทนตอทุกขเวทนา คือการทนตอสภาพสังขารของตนเชนการเจ็บปวย ก็ไมโวยวายคร่ำครวญจนเกินเหตุ เปนตน 3.3 ตองอดทนตอการกระทบกระทั่งคือการอดทนกับคนอื่นรวมถึงอดทนกับ ตนเองในเรื่องที่ไมไดดั่งใจตนเอง การกระทบกระทั่งจิตใจตนเองดวย 3.4 ตองอดทนตอกิเลส คือ การอดทนตอนิสัยไมดีของเราเอง ไมใหระบาด ไปติดคนอื่น และตองอดทนตอการยั่วยุของอบายมุข ซึ่งเปนสิ่งแวดลอม ภายนอก ที่พยายามกระตุนกิเลสในใจตนเอง อดทนตออบายมุข 6 คือ การดื่มสุรา การเที่ยว กลางคืน การเที่ยวในสถานบันเทิงเริงรมย การเลน พนัน การคบคนชั่วเปนมิตร และการเกียจครานตอหนาที่การงาน 4) จาคะ ความเสียสละ ความเผื่อแผแบงปนตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟอตอกัน นึกถึงสวนรวมของครอบครัวเปนใหญ ชีวิตบุคคลที่จะมีความสุขจะตองรูจักความเปนผูใหดวย มิใชเปนผูรับฝายเดียว การใหในที่นี้ มิใชหมายแตเพียงการเผื่อแผแบงปนสิ่งของอันเปนเรื่องที่ มองเห็นและเขาใจไดงายๆเทานั้น แตยังหมายถึงการใหน้ำใจแกกัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟอ ตอกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขสวนตัวได เชน ในคราวที่คูครองประสบ ความทุกข ความเจ็บไข หรือประสบปญหาทางธุรกิจ เปนตน ก็เสียสละความสุขความพอใจ ของตนขวนขวายชวยเหลือเอาใจใสดูแลเปนที่พึ่งอาศัย เปนกำลังสงเสริม หรือชวยใหกำลังใจ ไดโดยประการใดประการหนึ่งตามความเหมาะสม รวมความวาเปนผูจิตใจกวางขวางเอื้อเฟอ เผื่อแผเสียสละไมคับแคบเห็นแกตัว ชีวิตครอบครัวที่ขาดจาคะก็คลายกับการลงทุนที่ปราศจาก ผลกำไรมาเพิ่มเติม สวนที่มีมาแตเดิมก็คงที่หรือหมดไป เหมือนตนไมที่มิไดรับการบำรุง ก็มี แตอับเฉา รวงโรย ไมมีความสดชื่นงอกงาม
67.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 59 4.2 ศาสนาอิสลาม มีหลักธรรมที่ทำใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข เพราะยึดหลักจริยธรรม เปนธรรมนูญสำหรับมนุษยที่ครอบคลุมทุกดานทั้งสวนตัว ครอบครัวสังคมสอนใหมนุษยอยู กันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง รุกรานสิทธิผูอื่น ไมลัก ขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี ทำอนาจาร ไมดื่มของมึนเมา ไมบอนทำลายสังคม ไมวารูปแบบใด และศาสนาอิสลามถือวาพี่นองมุสลิมทั่วโลกเปนครอบครัวกัน เปนน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน สามัคคีกันและรักกัน ศาสนาอิสลามมีวิธีฝกตนใหอดทนดวยการถือศีลอด และรักผูอื่นดวยการบริจาคทาน เรียกวา ซะกาด การถือศีลอด การถือศีลอด คือ งดเวนจากการกระทำตางๆ ดังตอไปนี้ตั้งแตแสงอรุณขึ้นจนถึงตะวัน ตกในเดือนรอมะฎอน (เดือนที่ 9 ขอ ฮิจเราะหศักราช) เปนเวลา 1 เดือน คือ 1. งดการกินและการดื่ม 2. งดการมีเพศสัมพันธ 3. งดการใชวัตถุภายนอกเขาใจอวัยวะภายใน 4. งดการแสดงอารมณรายและความผิดตางๆ พรอมทั้งกระทำในสิ่งตางๆ ดัง ตอไปนี้ - ทำนมัสการพระเจาใหมากกวาวันธรรมดา ถาเปนการถือศีล รอมะฎอน ใหทำละหมาดตะรอวีห จำนวน 20 ร็อกอะฮ - อานคัมภีรอัลกุรอานใหมาก - สำรวมอารมณและจิตใจใหดี - ทำทานแกผูยากไรและบริจาคเพื่อการกุศล - กลาว “ซิกริ” อันเปนบทรำลึกถึงพระเจา - ใหนั่งสงบสติสงบจิต “อิตติกาฟ” ในมัสยิด การถือศีลอดมีเปาหมายเพื่อเปนการฝกฝนใหตัวเองมีจิตผูกพัน และยำเกรงตอพระเจา เพื่อการดำเนินชีวิตในทุกดานตามคำบัญชาของพระองค อันเปนผลดีทำใหเกิดปกติสุข ทั้ง สวนตัวและสวนสังคม นอกจากนั้น ประโยชนของการถือศีลอดยังเปนผลดีในดานสุขภาพอนามัยอีกดวย เพราะการถือศีลอดเปนการอดอาหารในชวงเวลาที่ถูกกำหนดไวอยางตายตัวนั้น จะทำให รางกายไดละลายสวนเกินของไขมันที่สะสมเอาไว อันเปนบอเกิดของโรครายหลายประการดวย
68.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน60 การถือศีลอดทำใหเกิดการประหยัดทั้งอาหารของโลกและสิ่งฟุมเฟอยตางๆ ในหนึ่ง เดือนที่ถือศีลอด คาอาหารที่ลดลงจะเปนจำนวนมหาศาล เทากับเดือนถือศีลอดนั้นมุสลิมชวย ทำใหโลกประหยัดโดยตรง ซะกาด ซะกาต ในศาสนาอิสลาม หมายถึง ทานประจำ ซึ่งศาสนาบังคับใหผูมีทรัพยสินมาก เกินจำนวนที่กำหนดไว (ในศาสนา) จายแกผูควรไดรับ (ตามอัตราที่ศาสนากำหนด) ที่มาของการบริจาคซะกาต 1. คำสอนในศาสนาที่ใหมุสลิมทุกคนถือวาบรรดาทรัพยสินทั้งหลายที่หามาไดนั้น คือของฝากจากอัลเลาะหเจา ใหจายสวนหนึ่งแกคนยากคนจน 2. ชีวิตจริงของพระศาสดามะหะหมัด เคยผานความยากจนมากอน วัตถุประสงคของการบริจาคซะกาด 1. เพือชำระจิตใจของผูบริจาคใหบริสุทธิ์ ไมตกเปนทาสแหงวัตถุดวยความโลภ และเห็นแกตัว 2. เพื่อปลูกฝงใหมุสลิมทั้งหลายเปนผูมีจิตใจเมตตากรุณา เอื้อเฟอเผื่อแผซึ่งกัน และกัน 3. เพื่อลดชองวางระหวางชนชั้นในสังคมดวยวิธีการสังคมสงเคราะห ลักษณะของการบริจาคซะกาดที่ถือไดวาไดบุญกุศลตามความมุงหมาย ไดแก 1. ทรัพยสินที่บริจาคตองไดมาดวยความสุจริต 2. ตองเต็มใจในการบริจาค ไมหวังสิ่งตอบแทน ไมเจตนาเพื่ออวดความมั่งมีและ ไมลำเลิกบุญคุณ อัตราการบริจาคซะกาด 1. ซะกาดพืชผล อันไดแก การเพาะปลูกที่นำผลผลิตมาเปนอาหารหลักในทองถิ่น นั้น เชน ขาว ขาวสาลี เปนตน เมื่อมีจำนวนผลิตได 650 กก. ตองจายซะกาด 10% สำหรับการเพาะปลูกที่อาศัยฝน และเพียง 5% สำหรับการเพาะปลูกที่ใช น้ำจากแรงงาน 2. ทองคำ เงิน และเงินตรา เมื่อมีจำนวนเหลือใชเพียงเทาทองคำหนัก 5.6 บาท เก็บไวครอบครองครบรอบปก็ตองบริจาคออกไป 2.5% จากทั้งหมดที่มีอยู 3. รายไดจากการคาเจาของสินคาตองคิดหักในอัตรา2.5%ในทุกรอบปบริจาคเปน ซะกาด ทั้งนี้ทรัพยสินจะตองไมนอยกวาเทียบน้ำหนักทองคำเทากับ 4.67 บาท 4. ขุมทรัพยเหมืองแร เมื่อไดขุดกรุสมบัติแผนดิน หรือเหมืองแรไดสัมปทาน จะ ตองซะกาด 20% หรือ 1 ใน 5 จากทรัพยสินทั้งหมดที่ได
69.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 61 5. ปศุสัตว ผูที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตวคือวัวควายอูฐแพะจะตองบริจาคในอัตรา ที่แนนอนเปนซะกาดออกไป เชน มีวัว ควาย ครบ 30 ตัว ใหบริจาคลูกวัวอายุ 1 ขวบ ครบ 100 ตัว บริจาคลูกวัวอายุ 2 ขวบ 1 ตัวและ 1 ขวบ 2 ตัว เปนตน 4.3 ศาสนาคริสต ไดแก หลักความรักซึ่งกอใหเกิดความรักสามัคคีของคนในโลก ทั้งนี้เพราะ หลัก ความรักเปนคำสอนทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดของศาสนาคริสต ความรักในที่นี้มิใชความรัก อยางหนุมสาวอันประกอบดวยกิเลสตัณหาและอารมณปรารถนาอันเห็นแกตัว แตหมายถึง ความเปนมิตรและความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข พระคริสตธรรมทั้งพระคริสตธรรมใหม และพระคริสตธรรมเกา ตางก็มีคำสอนที่เนนเรื่องความรัก ซึ่งมีอยู 2 ประเภท ไดแกความรัก ระหวางมนุษยกับพระเจา และความรักระหวางมนุษยกับมนุษย ในพระคริสตธรรมเกา ความรักเปนเรื่องของความผูกพันระหวางพระเจากับชนชาติ อิสราเอล โดยที่พระเจาทรงเปนผูใหความรักแกชนชาติอิสราเอลกอน จากนั้นชาวอิสราเอลจึง สนองตอบความรักของพระเจา พระคริสตธรรมเกาไดบันทึกหลักความรักระหวางมนุษยกับ มนุษยไววา “จงอยาเกลียดชังพี่นองของเจาอยูในใจ แตเจาจงตักเตือนเพื่อนบานของเจาเพื่อจะ ไมตองรับโทษเพราะเขา เจาอยาแคนหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่นองของเจา แตจงรัก เพื่อนบานเหมือนรักตนเอง” ในพระคริสตธรรมใหม คำสอนเรื่องหลักคาวมรักระหวางมนุษยกับพระเจาไดเปลี่ยน ไปโดยใหพระเยซูเปนสัญลักษณของความรักสูงสุดที่พระเจาทรงมีตอมนุษย เห็นไดจากการที่ พระเยซูทรงยอมสิ้นพระชนมบนไมกางเขน เพื่อใหผูมีศรัทธาในพระองคจะไดพนจากความ ผิดบาป เจตนารมณของพระเยซูที่ทรงยอมสละพระชนมชีพเพื่อไถบาปของมวลชนนั้น ปรากฏ อยูในคำอธิษฐานของพระองคกอนที่ทหารโรมันจะเขาจับกุม และพระคริสตธรรมใหมได บันทึกความสำคัญของความรักระหวางมนุษยกับมนุษยวา “มีธรรมาจารยคนหนึ่ง เมื่อมาถึงไดยินเขาไลเลียงกันและเห็นวาพระองคทรงตอบเขา ไดดี จึงทูลถามพระองควา“ธรรมบัญญัติขอใดเปนเอกเปนใหญกวาธรรมบัญญัติทั้งปวง” พระ เยซูจึงตรัสตอบคนนั้นวา “ธรรมบัญญัติเอกนั้นคือวา โอ ชนอิสราเอลจงฟงเถิด พระเจาของเรา ทั้งหลายทรงเปนพระเจาองคเดียว และพวกทานจงรักพระเจาดวยสุดจิตสุดใจของทาน ดวยสุด ความคิดและดวยสิ้นสุดกำลังของทาน และธรรมบัญญัติที่สองนั้น คือ จงรักเพื่อนบานเหมือน รักตนเอง ธรรมบัญญัติอื่นที่ใหญกวาธรรมบัญญัติทั้งสองนี้ ไมมี”
70.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน62 คำวา “เพื่อนบาน” นี้หมายถึงเพื่อนมนุษยทั่วไป พระเยซูทรงสอนใหมนุษเผื่อแผ ความรักไปรอบดาน ไมเลือกที่รักผลักที่ชัง หลักคำสอนสำคัญนี้มีอยูในบทเทศนาบนภูเขา ความรักระหวางมนุษยกับมนุษยแสดงออกไดโดยความเมตตา กรุณา และความเสียสละ สวน ความรักที่มนุษยมีตอพระเจาแสดงออกโดยความศรัทธา ความศรัทธาสรุปได 5 ประการ คือ 1. ศรัทธาวา พระเจาคือ พระเยโฮวาห เปนพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว 2. ศรัทธาวา พระเจาทรงรักมนุษยอยางเทาเทียมกัน 3. ศรัทธาวา พระเยซูเปนบุตรของพระเจา 4. ศรัทธาวา พระเยซูเปนพระผูชวยใหรอด 5. ศรัทธาวา ในแผนดินสวรรคหรืออาณาจักรของพระเจาที่กำลังจะมาถึง หลักความรักและหลักอาณาจักของพระเจามีความสัมพันธกัน กลาวคือ มนุษยจะ สามารถเขาถึงอาณาจักรของพระเจาไดก็โดยอาศัยความรักเปนคุณธรรมนำทาง และอาณาจักร ของพระเจาก็เปนอาณาจักรที่บริบูรณดวยรัก 4.4 ศาสนาพราหมณ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ - ฮินดู ยึดหลักปรมาตมัน มีความหมายดังนี้ หลักปรมาตมัน คำวา ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งยิ่งใหญอันเปนที่รวมของทุกสิ่งทุกอยางในสากลโลก ซึ่ง เรียกชื่อสิ่งนี้วา พรหม ปรมารมันกับพรหมจึงเปนสิ่งเดียวกัน และมีลักษณะดังตอไปนี้ 1) เปนสิ่งที่เกิดขึ้นเอง 2) เปนนามธรรม สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เรียกวาอาตมัน เปนสิ่งที่มอง ไมเห็นดวยตา 3) เปนศูนยรวมแหงวิญญาณทั้งปวง 4) สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลกลวนเปนสวนยอยที่แยกออกมาจากพรหม 5) เปนตัวความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว (โลกและสิ่งอื่นๆลวนเปนมายา ภาพลวงที่ มีอยูชั่วครั้งชั่วคราวเทานั้น) 6) เปนผูประทานวิญญาณ ความคิด และความสันติ 7) เปนสิ่งที่ดำรงอยูในสภาพเดิมตลอดกาล วิญญาณของสัตวดลกทั้งหลาย (อาตมัน) คือสวนที่แยกออกมาจากวิญญาณรวมของ พรหม (ปรมาตมัน) วิญญาณยอยแตละดวงเหลานี้เมื่อแยกออกมาแลวยอมเขาสิงสถิตในสิ่งมี ชีวิตรูปแบบตางๆกัน เชน ในรางกายมนุษย เทวดา สัตวและพืช มีสภาพดีบาง เลวบาง สุดแต ผลกรรมที่ทำไว ซึ่งถือวาเปนทุกขทั้งสิ้น ตราบใดที่วิญญาณเหลานี้ยังไมสิ้นกรรม ยอมตอง เวียนวายตายเกิดผจญทุกขอยูตลอดไป
71.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 63 ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งทุกอยางในสากลโลกเปนสิ่งเดียวกัน จึงควรอยูดวยกันดวยสันติและ สงบสุขได กิจกรรมที่ 4 ใหครูแบงผูเรียนออกเปน3กลุม แลวอภิปรายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรม ที่เกิดกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ กลุมละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณ ความเดือดรอนในปจจุบันแลวนำมาเสนอในการพบกลุม กิจกรรมที่ 5 ใหผูเรียนอานเรื่องตอไปนี้ แลวอภิปราย พรอมยกตัวอยางอื่นๆ จากหนาหนังสือพิมพ ที่แสดงโทษผิดศีล ไมรักษาศีล 5 เพียงเสี้ยวที่บัดซบ เสียงปรบมือ ดังกึกกองในหองประชุม เมื่อพิธีกรประกาศรายชื่อของแมดีเดนประจำ ปการศึกษา 2540 มือของแมเย็นเฉียบเมื่อตอนจับมือของผม ผมประคองแมออกไปรับรางวัล จากผูอำนวยการวิทยาลัย น้ำตาแหงความปลื้มปติของแมเออลนขอบตา เมื่อพิธีกรอานประวัติ ของแม “...มีความวิริยะอุสาหะในการเลี้ยงดูลูก ทำหนาที่เปนทั้งพอและแม อบรมพร่ำสอน ใหลูกประพฤติตนเปนคนดี ... สำหรับลูกนั้นมีความประพฤติดี บำเพ็ญตนเปนประโยชนตอ สังคมเปนที่รักของครู-อาจารยและเพื่อนๆในวิทยาลัย” คำสรรเสริญเยินยอมากมายจนทำให หัวใจของผมพองโต “ลูกแม วันนี้เปนวันที่แมมีความสุขที่สุด ถึงพอจะทิ้งแมไป แตแมก็ทำหนาที่ไดดี ที่สุด” แมนำโลที่ไดรับไปวางไวบนหลังตู ยืนพิจารณาอานขอคาวมซ้ำแลวซ้ำอีก “ดูแมเจาสิ ภาคภูมิใจในตัวเจามากเลยนะ หลังจากพอเจาไปมีเมียใหม แมก็ทุมเท ความรักใหเจาจนหมด ไมยอมแตงงานใหมก็เพื่อไมใหเกิดปหาตอเจา ตองรักแมใหมากๆนะ” คุณตาวัยเจ็ดสิบปพูดเตือนหลานชาย ดวงตาฝาฟาง มองดูหลานดวยความรักที่ไมแตกตางจาก ผูเปนแม “ผมจะรักษาความดีนี้ไวตลอดไป คุณตาเชื่อไหม กวาอาจารยจะคัดเลือกไดแมดีเดน ตองดูความประพฤติของลูกกอน ดูการยอมรับจากอาจารยทุกคน ตลอดทั้งพี่ๆ และเพื่อนๆ ใน วิทยาลัย”
72.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน64 เชาวันใหม ผมเดินเขาวิทยาลัยอยางสงาผาเผย รุนพี่ รุนนอง และเพื่อนๆมองผมดวย ความชื่นชม ผมกลายเปนดาวรุงโดยไมรูตัว “เฮย ไอทศ หุบปากเสียบาง ยิ้มอยูไดทั้งวัน” เพื่อนในหองเรียนแซวขึ้นหลังจาก อาจารยที่ปรึกษาแสดงความชื่นชมในชั่วโมงโฮมรูม “พี่ทศ วางไหม คืนนี้จะโทรไปคุยดวยนะ” สาวรุนนองชื่อแปงหนาตาสะสวยเปนที่ หมายปองของหนุมๆ เริ่มทอดสะพานใหผม “โทรดึกๆหนอยนะ กลัวตากับแมจะบน” ผมทิ้งทายใหหลอนเพื่อสานสัมพันธตอไป “ไอนอย จะมัวแตเรียนอยางเดียวไมไดหรอกนะ เพื่อนฝูงมันก็ตองคบบาง มีการ สังสรรคกันบางตามประสาเด็กหนุมๆ” รุนพี่สาขาเดียวกันเอยขึ้นหลังจากเลิกเรียน “ผมกลัวตาและแมจะเปนหวงครับพี่” “โธเอย!แกเปนผูชายอกสามศอกนะไมใชกะเทย” กลุมพี่หลายๆคนสัพยอกผมพรอม เสียงหัวเราะเยาะในที ... คำพูดของพวกเขาทำใหผมเก็บไปครุนคิดจนนอนไมหลับทั้งคืน ผม ยอมรับวาตัวเองคอนขางออนแอในดานจิตใจมีอะไรมากระทบจิตใจไมไดจนบางครั้งก็เหมือน กับเปนคนแบทุกขหรือแบกทั้งโลกไวคนเดียว “เปนลูกผูชายตองเขมแข็งนะลูก จิตใจตองหนักแนน” แมจะสอนบอยครั้งที่เวลาเห็น ผมแสดงความออนแอ “แมจะไปราชการ 1 สัปดาห ลูกตองรีบกลับบานเพื่อมาดูแลตานะลูก” แมกำชับผม กอนที่จะขึ้นรถไปตางจังหวัด “วันนี้ตองทำรายงานสงอาจารย คืนนี้เราระดมสมองกันที่บานไอมืดนะ เออ...แลว ไอทศมันจะไปหรือเปลา” สายตาทุกคูจองมาที่ทศเปนตาเดียวกัน “เออ...ขาตองรีบกลับบาน มีตา...” เสียงโหฮาปาดังลั่นทั้งหอง “ตัดมันออกจากกลุมเลย เรื่องมากไปได รำคาญวะ” ‘เออ... ไปก็ไปวะ เดี๋ยวจะโทรบอกตากอน” ผมพูดขึ้นเพื่อตัดความรำคาญ บานสองชั้น ในซอยเปลี่ยวที่พวกเพื่อนๆนักกันระดมสมองเพื่อทำรายงานนั้น ผม มองดูรอบๆ บริเวณบานที่มีตนไมและหญาขึ้นเต็มไปหมด ภายในบานปลอยใหรกรุงรัง กลิ่น เหม็นอับคละคลุงไปหมดจนผมตองใชมือปดจมูก “อยาทำเปนผูดีเลย ไอทศ นี่หละคือที่ระดมสมองแก เอย ไมใช ระดมสมองเวยเพื่อน ขอโทษ... ขอโทษขาพูดผิดไป” สายตาของรุนพี่และเพื่อนๆ หลายคนดูแปลไป เหมือนมีอะไร ซอนเรนและปกปดผมอยู เสียงวิทยุเปดดังลั่นทั่วบาน ผมมองออกไปนอกหนาตางเห็นทุงนาเวิ้งวางสุดลูกหูลูกตา ผมคิดในใจวา ถามีบานขางเคียงคงไมมีใครยอมทนฟงเสียงพวกนี้ได
73.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 65 “เฮยทศมานั่งตรงนี้ยืนเซอยูได”รุนพี่กวักมือเรียกผมเดินเขาไปสมทบมองเห็นเหลา และแกววางเตรียมพรอมไวแลว “จะเริ่มทำงานกันเมื่อไหร” ผมเอยถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนแตละคนนั่งเปนกลุม รองรำ ทำเพลง บางก็ดิ้นตามจังหวะอยางเมามัน บางก็ตั้งวงดื่มเหลา “เฮย... ไอโยง เอาปศาจแดงใหมันกินดวย จะไดลับประสาทมัน” แคปซูลสีแดงถูก ยืนใหผม เมื่อผมปฏิเสธเสียงเพื่อนๆ ก็ดังขึ้น “มันเปนกะเทย ไปเอากระโปรงมาใหมันนุงดวย” “แกเกิดเปนผูชายมันก็ตองมีทั้งบูและบุน ไมลองไมรู แกจะเกิดมาเสียชาตินะ” “ชวยเชียรมันหนอยเพื่อนๆ” เสียงปรบมือและเสียงลุนดังลั่น ความคิดของผมขณะนั้น มันสับสนไปหมด “พี่จะกินเปนตัวอยาง” รุนพี่นำเจาปศาจแดงหยอนลงในปากตามดวยน้ำโซดา “เห็นไหม พี่ยังไมเปนอะไรเลย กินเขาไปแลวความวิตกกังวลตางๆจะหมดไป” มือของผมเริ่มสั่นเทาตอนรับยาจากรุนพี่ ผมครุนคิดถึงแม แตคิดในใจวา “แมครับ ผมขอลองครั้งเดียวเพื่อศักดิ์ศรีของลูกผูชาย” การทดลองของผมในครั้งนั้น มันคือความคิดที่เปนเพียงเสี้ยวที่บัดซบ ที่ทำใหชีวิต ของผมตองจมปลักอยูกับสิ่งเสพติดชนิดที่ถอนตัวไมขึ้น พอวางทุกครั้งผมจะตองมามั่วสุมกับ พวกเขา ผมเสพทุกอยางตั้งแตยากระตุนประสาท ยากลอมประสาท จนขณะนี้ผมกาวหนาถึง ขั้นตองฉีดมอรฟนและเฮโรอินเขากลามเนื้อ หรืออาจเสพโดยยัดไสในบุหรี่ จุดบุหรี่แลวจิ้มสูบ บางครั้งก็แตะจมูกสูดดม รางกายของผมเริ่มซูบผอมเหลือง ออนเพลีย อารมณเปลี่ยนแปลงงาย คุมดีคุมราย บางครั้งผมทำอะไรลงไปโดยที่ไมรูสึกตัว เชาวันรุงขึ้น ผมลืมตาตื่นขึ้นมามองดูรอบๆที่ถูกรายลอมดวยซี่กรงเหล็ก ผมมองดู เจาหนาที่ตำรวจเดินกันขวักไขวไปมา “ตื่นแลวเหรอ รูตัวหรือเปลาวาทำอะไรลงไป” นายรยอยเวรยืนถามผมที่หนาประตู “หมวดครับ ผมจำอะไรไมไดเลยจริงๆ” ผมใชกำปนทุบศีรษะที่เริ่มจะปวดรุนแรงขึ้น ทุกที “เมื่อคืนนี้แกใชคอนทุนตามรางกายของตาแกเอง จนถึงแกชีวิต กมดูเสื้อแกสิ คราบ เลือดยังติดเต็มไปหมด” ผมรีบกมดูเสื้อสีขาวของตัวเอง หัวใจของผมเริ่มตนไมเปนจังหวะสมองสับสนจับตน ชนปลายไมถูก กอนที่ผมจะลำดับเหตุการณตางๆนั้น ภาพที่ปรากฏขึ้นขางหนาผมคือรางของ แมที่วิ่งกระเซอะกระซิง ผมเผารุงรัง แตสิ่งที่ผมตองตกใจมากที่สุดในชีวิตคือภาพของสองมือ แมกอดโล พรอมตะโกนเสียงดังวา
74.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน66 “ฉันคือแมดีเดนประจำปดูโลที่ฉันไดรับสิ...แสดงวาลูกของฉันเปนคนดี...ดีจริงๆนะ ...” แมวิ่งชูโลใหคนนั้นคนนี้ดู เสียงตำรวจพูดกันบนโรงพักชัดเจนและกองไปในหูของผม ทั้งสองขางวา “เปนบาเพราะลูกแทๆ ... นาสงสารจัง” (จากรวมเรื่องสั้นสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม กระทรวงศึกษาธิการ) กิจกรรมที่ 6 ใหผูเรียนแบงกลุมละ 5-7 คน อภิปรายประโยชนของการมีหลักคุณธรรม จริยธรรม ประจำใจ วาเกิดผลตอตนเองอยางไร และใหตัวแทนออกมารายงานกลุมใหญ ใหผูเรียนแสวงหาบุคคลในชุมชนที่ทานเห็นวาเปนคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม แลว เขียนภาพประกอบ แสดงถึงความดีงามของบุคคลนั้นๆ กิจกรรมที่ 7 ใหครูแบงผูเรียนออกเปน 3 กลุม แลวอภิปรายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรม ที่เกิดกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ กลุมละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณ ความเดือดรอนในปจจุบัน แลวนำมาเสนอในการพบกลุม กิจกรรมที่ 8 1. ใหผูเรียนฝกนั่งทำจิตใจใหสงบ โดยตั้งมั่นอยูกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เชน ลมหายใจ เขาออก แลวเปรียบเทียบความรูสึกในขณะที่ทำจิตใจใหสงบกับความรูสึกใน ยามที่เสียใจหรือดีใจ วามีสภาพตางกันอยางไร แลวนำมาอภิปรายรวมกันใน การพบกลุม 2. สภาพจิตที่เปนสมาธิกับสภาพจิตของบุคคลที่อยูในภาวะเหมอลอย ตางกันหรือ เหมือนกันอยางไร 3. ศึกษาคนควาขาวอาชญากรรมตามสื่อสารมวลชน แลวใหผูเรียนวิเคระหถึง สาเหตุของการเกิดอาชญากรรมนั้นๆ แลวเปรียบเทียบวา ถาเปนผูเรียนจะมีวิธี การปองกันแกไขเพื่อไมใหเกิดเหตุการณดังกลาวไดอยางไร 4. ใหผูเรียนเลาประสบการณเหตุการณวิกฤติอันตรายที่เกิดขึ้นกับตนเองและผูเรียน ไดใชสติมาแกไขชวงวิกฤตดังกลาวอยางไร ถาหากขาดสติในชวงวิกฤตนั้นจะ สงผลตอตัวเองอยางไรในปจจุบัน
75.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 67 สาระสำคัญ วัฒนธรรม ประเพณีไทยและในประเทศเอเชีย เปนสิ่งที่มีคุณคาสำหรับชาวไทย และ ประชาชนชาติอื่นๆในทวีปเอเชีย เพราะเปนสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สงผลใหเอเชีย มีเอกลักษณของตนเองในปจจุบันที่สังคมโลกสื่อสารไรพรมแดนวัฒนธรรมและประเพณีของ เอเชีย จึงเปนสิ่งที่นาสนใจศึกษา คนควา รวมทั้งการเขามาทองเที่ยวเพื่อการพักผอนหยอนใจ การอนุรักษสืบสาน ตลอดจนการสงเสริมคานิยมที่พึงประสงคใหเกิดขึ้นในประเทศไทย และ เอเชียเปนสิ่งสำคัญและจำเปนในสังคมปจจุบันเพราะจะเปนการเสริมสรางวัฒนธรรมประเพณี ของไทยและเอเชียใหดำรงสืบตอไป ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศใน ทวีปเอเชีย 2. ตระหนักถึงความสำคัญในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศ ในทวีปเอเชีย 3. มีสวนรวมในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและ ประเทศในทวีปเอเชีย 4. ประพฤติตนตามคานิยม จริยธรรมที่พึงประสงคของสังคมไทย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย เรื่องที่ 2 การอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องที่ 3 แนวทางการอนุรักษและการสานวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องที่ 4 คานิยมที่พึงประสงค บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย
76.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน68 สื่อการเรียนรู 1. วีซีดี วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ของไทยและประเทศตางๆในเอเชีย 2. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต วัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ของไทยและประเทศ ตางๆในเอเชีย
77.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 69 เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย 1. วัฒนธรรม ประเพณีของไทย 1.1 วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในภาษาไทยเกิดมาจากการรวมคำ 2 คำ คือ วัฒนะ หมายถึงความเจริญ งอกงามรุงเรือง และคำวา ธรรม หมายถึง การกระทำหรือขอปฏิบัติ รวมแลวแปลวา วัฒนธรรม คือขอปฏิบัติเพื่อใหเกิดความเจริญงอกงาม พระยาอนุมานราชธนกลาววา วัฒนธรรมคือสิ่งที่ มนุษย เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตหรือสรางขึ้นเพื่อความสวยงามในวิถีชีวิตของสวนรวม วัฒนธรรม คือ วิถีทางแหงชีวิตมนุษยในสวนรวมที่ถายทอดกันไดเรียกกันได เอาอยางกันได กลาวโดยสรุปแลว วัฒนธรรมหมายถึงทุกสิ่งทุกอยางที่มนุษยสรางขึ้นไวเพื่อนำเอาไปชวย พัฒนา ชีวิตความเปนอยูในสังคม ซึ่งจะรวมถึงชวยแกปญหาและชวยสนองความตองการของ สังคม ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติพ.ศ.2485ไดแบงประเภทของวัฒนธรรมไทย ไว 4 ประเภท คือ 1. คติธรรมคือวัฒนธรรมเกี่ยวกับหลักในการดำเนินชีวิตสวนใหญเปนเรื่องความ เชื่อซึ่งเปนเรื่องของจิตใจที่ไดมาจากศาสนา 2. เนติธรรม คือ วัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบ ประเพณีที่ยอมรับนับถือ วามีความสำคัญพอๆกับกฎหมาย 3. วัตถุธรรมหมายถึงวัฒนธรรมทางวัตถุเชนเครื่องนุงหมบานเรือนยารักษาโรค เครื่องมือเครื่องใชตางๆ 4. สหธรรมหมายถึงวัฒนธรรมทางสังคมคือคุณธรรมตางๆที่ทำใหคนอยูรวมกัน อยางมีความสุข รวมทั้งระเบียบ มารยาทตางๆ การแตงกายในโอกาสตางๆ กลาวโดยสรุป วัฒนธรรมมี 2 ประเภท คือ วัฒนธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมที่ไมใช วัตถุ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติแบงเนื้อหาวัฒนธรรมเปน 5 ประเภท คือ 1. ศิลปกรรม ไดแก ภาษา วรรณกรรม การละคร นาฏศิลป ดนตรี จิตรกรรม สถาปตยกรรมรม ประติมากรรม และศิลปะการแสดง 2. มนุษยศาสตร ไดแก คุณธรรม จริยธรรม คานิยม กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี กฎหมาย การปกครอง ประวัติศาสตร โบราณคดี ปรัชญา ศาสนา
78.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน70 3. การชางฝมือ ไดแก การเย็บปกถักรอย การแกะสลัก การทอ การจักสาน การทำ เครื่องถม เครื่องเงิน เครื่องทอง 4. กีฬาและนันทนาการ ไดแก มวยไทย กระบี่ กระบอง ตระกรอ การละเลน พื้นเมือง 5. คหกรรม ไดแก ระเบียบในเรื่องการกินอยู มารยาทในสังคม การแตงกาย การ ตกแตง เคหสถาน การดูแลเด็ก เปนตน ลักษณะของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยไดรับการพัฒนามาโดยลำดับ จากอิทธิพลสิ่งแวดลอมทางสังคมและ สิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ ประกอบกับความสามารถของคนไทยกอใหเกิดการสรางสรรค การหลอหลอมรวมกันจนมีลักษณะเดนๆดังตอไปนี้ คือ 1. การมีพุทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ วิถีคนไทยเกี่ยวของกับพุทธศาสนา อยางลึกซึ้ง กิจกรรมตางๆลวนนำศาสนามาเกี่ยวของ วิธีคิด การดำเนินชีวิตที่ คนไทย มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ ใจดี ลวนมาจากคำสั่งสอนทางศาสนา โดยเฉพาะ คนไทยในชนบทที่ชีวิตเรียบงายไมตองตอสูแขงขันมากยังคงมีวิถีชีวิตแบบพุทธ 2. การมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขสังคมไทยมีมีพระมหากษัตริยทรง เปนพระประมุขสืบทอดมาตั้งแตสมัยโบราณมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้นคนไทย ทุกคนจึงถวายความจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และพระมหากษัตริยจะมี พระราช กรณียกิจตางๆที่ทรงคุณประโยชนตอชาวไทย 3. อักษรไทยภาษาไทย สังคมไทยมีอักษรใชมาตั้งแตกรุงสุโขทัยและไดรับการ พัฒนาอักษรไทยโดยพอขุนรามคำแหงมหาราชจัดเปนเอกลักษณที่นาภาคภูมิใจ เชน คำวา พอ แม พี่ นอง ฯลฯ เปนตน 4. วัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเปนไทย บานเรือนไทยที่มีเอกลักษณเหมาะสม กับสภาพธรรมชาติของเมืองไทย เรือนไทยสูงโปรง หลังคาลาดชัน ทำใหเย็น สบาย อาหารไทยมีลักษณะเฉพาะมีแกงน้ำพริกกวยเตี๋ยวผัดไทยตมยำกุงฯลฯ ลวนแตอรอยและแพรหลายไปในตางชาติ ยาไทยยังมีใชอยูถึงปจจุบัน เชน ยาเขียว ยาลม เปนตน ยาที่กลาวมายังเปนที่นิยมมีสรรพคุณในการรักษาได ศิลปกรรมไทยเปนวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเพียรพยายามในการปรับปรุง คุณภาพชีวิตของคนไทยตั้งแตอดีต คือ วรรณคดีไทย แสดงออกในทางตัว หนังสือ เชน รามเกียรติ์ พระอภัยมณี ดนตรีไทย ยังทรงคุณคาวัฒนธรรมไทย สื่อถึงความไพเราะออนหวานใชดนตรีไทยทั้งระนาด กลอง ซอดวง ซออู ฯลฯ ครบทั้งดีด สี ตี เปา เพลงไทย เปนการรอยกรองบทเพลงรวมกับดนตรีไทย
79.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 71 สืบทอดมาจนถึงปจจุบันเชนเพลงลาวคำหอมเขมรไทรโยคฯลฯจิตรกรรมไทย การวาดเขียนบนผนังโบสถ มีสีสวยงาม มักวาดเปนพุทธประวัติ สำหรับ จิตรกรรมไทยตองคอยซอมแซมทะนุบำรุงรักษา ประติมากรรมไทย มีการปน หลอพระพุทธรูป และการตกแตงลายปูนปนในพระพุทธศาสนา สถาปตยกรรม ไทย การออกแบบโบสถ วิหาร พระราชวังตางๆ 1.2 ประเพณีไทย ประเพณีไทยเปนวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนสิ่งที่แสดงถึงวิถีชีวิตของ คนไทย ทั้งในอดีตและปจจุบัน ประเพณีแสดงถึงความเจริญรุงเรืองของประเทศไทยที่สืบเนื่องมา เปน สิ่งที่คนไทยควรศึกษาทำความเขาใจและชวยกันอนุรักษ โดยปกติแลวศาสนาและความเชื่อ มีอิทธิพลตอประเพณีไทยสำหรับประเพณีไทยจำแนกออกเปน2ประเภทคือพระราชประเพณี และประเพณีในทองถิ่นตางๆ พระราชประเพณีที่สำคัญๆ คือ พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒนสัตยา ไดรับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ ทำในโอกาสที่ พระเจาแผนดินขึ้นครองราชสมบัติ เปนการแสดงออกของจิตใจขาราชการชั้นผูใหญที่ทรง อำนาจอยูในแผนดินจะมีความยินยอมพรอมใจ พระราชประเพณีนี้ไดลมเลิกตั้งแตสมัย เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเปนระบอบประชาธิปไตย การถือน้ำพิพัฒนสัตยานี้ใชน้ำเปน สื่อกลางเอาคมศาสตราวุธตางๆวาคาถาแลวเสียบลงในน้ำแลวนำไปแจกกันดื่มและในวันที่25 มีนาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงฟนฟูการถือน้ำในวันพระราชทานตรา รามาธิบดีแกทหารหาญของชาติซึ่งเปนสิ่งที่นาปลื้มใจที่พระองคพยายามรักษาพระราชประเพณี ดั้งเดิมไว พระราชพิธีทอดพระกฐินหลวง โดยการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ขบวน พยุหยาตราอยางแบบโบราณ ปจจุบันทำในวาระสำคัญๆ เปนการอนุรักษโบราณประเพณีไว มีการซอมฝพาย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส เรืออนันตนาคราช ฯลฯ ความสวยงาม วิจิตร ตระการตาของพระราชพิธีนี้ไมมีประเทศใดเสมอเหมือน สวนมากการทอดกฐินหลวงทำเปน ประจำทุกปเสด็จทรงชลมารคเปนปกติ ประเพณีตางๆในทองถิ่นของไทย ประเพณีตรุษสงกรานต มีทุกทองถิ่นในวันขึ้นปใหมของไทย มีประเพณีสรงน้ำพระ ทำบุญไหวพระรดน้ำของพรผูสูงอายุตรงกับวันที่13เมษายนของทุกปแตละทองถิ่นจะแตกตาง กันในรายละเอียดปลีกยอย สำหรับประเพณีตรุษสงกรานตในภาคเหนือยังคงสวยงามนาชม สมควรอนุรักษ วัฒนธรรมการรดน้ำดำหัวใหดำรงสืบตอไป
80.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน72 ประเพณีลอยกระทง ทำในเดือน 12 ประเพณีนี้เกิดขึ้นตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัย มีวัตถุ ประสงคคือตกแตงกระทงดวยวัสดุดอกไมจุดธูปเทียนลอยกระทงลงแมน้ำลำคลองเพื่อขอโทษ พระแมคงคาที่ประชาชนไดอาศัยดื่มกิน และเพื่อไหวพระพุทธเจาปางประทับอยูใตเกษียรสมุทร ประเพณีทำบุญวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา แหเทียนวันเขาพรรษา วันออกพรรษา ทำบุญวันธรรมสวนะ ถวายผาอาบน้ำฝน ทอดผาปา ทอดกฐิน เทศนมหาชาติ เปนประเพณีสำคัญของชาวพุทธ ประเพณีการแตงงาน การสงตัวคูสมรส การตาย การบวช การเกิด ขึ้นบานใหม การ ทำบุญ ฉลองในโอกาสตางๆ ตั้งศาลพระภูมิ เปนประเพณีสวนตัว สวนบุคคล ซึ่งแตกตาไปตาม ภาคและทองถิ่น นอกจากนั้นยังมีประเพณีสำคัญๆของภาคตางๆอีกเชนฮีตสิบสองดองสิบสี่ของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ บายศรีสูขวัญของภาคเหนือและภาคตะวันอกเฉียงเหนือ ประเพณีแห ผีตาโขนของจังหวัดเลย แหเทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี ประเพณีทำบุญเดือนสิบของ ภาคใต เปนตน 2. วัฒนธรรมประเพณีของประเทศในทวีปเอเชีย ประเทศในเอเชียสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายไดจึงขึ้นอยูกับผลิตผล ทางการเกษตร แตมีบางประเทศมีความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เชน ญี่ปุน และบาง ประเทศเจริญกาวหนาทางการผลิตน้ำมัน เชน ประเทศอิรัก อิหราน คูเวต ในการศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของประเทศในเอเชีย ควรรูเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ลักษณะสำคัญของประชากร และสิ่งที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมประเพณี ดังนี้ 2.1 ลักษณะสำคัญทางประชากร ประชากรที่อยูในภูมิภาคนี้มีหลายเผาดวยกัน คือ 1) ออสตราลอยด เปนพวกที่อยูในหมูเกาะ ตั้งถิ่นฐานในแหลมมาลายู หมูเกาะ อินโดนีเซียนิวกินีจนถึงทวีปออสเตรเลียมีรูปรางเตี้ยผิวคล้ำผมหยิกจมูกใหญ 2) นิโกรลอยด อพยพเขามาในขณะที่พวกออสตราลอยดมีความเจริญในภูมิภาค นี้แลว พวกนี้มีลักษณะผิวดำ จมูกใหญ ริมฝปากหนา ผมหยิก ในปจจุบันยังมีอยู ในรัฐเปรัคกลันตันของมาเลเซียภาคใตของอินเดีย(ดราวิเดียน)ไดแกเงาะซาไก เซมัง ปาปวน 3) เมลานีซอยด สันนิษฐานวาเปนเผาผสมระหวางนิโกรลอยด และออสตราลอยด ปจจุบันพวกนี้ไมมีอยูในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต แตมีอยูมากตามหมูเกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟก หมูเกาะนิวกินีและออสเตรเลีย
81.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 73 4) มองโกลอยดอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชียเขามาอยูบนผืนแผนดินใหญ ประชากรสวนใหญในปจจุบันเปนพวกเชื้อสายมองโกลอยดเชนมอญเขมรไทย ลาว เปนตน จากลักษณะทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร และการอพยพของชนเผาตางๆ ทำใหเกิด การผสมผสานของเผาพันธุตางๆ จนปจจุบันแทบแยกไมออกวาใครมาจาก เผาพันธุใ แทจริง นอกจากนี้ยังมีประชากรที่อพยพมาจากเอเชียตะวันออกคือจีนและมาจากเอเชีย ใต คือ อินเดีย เขามาอยูในภูมิภาคนี้ 5) คอเคซอยดเปนพวกผิวขาวหนาตารูปรางสูงใหญอยางชาวยุโรป แตตาและผม สีดำ สวนใหญอาศัยอยูในเอเชียตะวันออก และทางภาคเหนือของอินเดีย ไดแก ชาว อาหรับ ชาวปากีสถาน ชาวอินเดีย และประชากรในเนปาล และภูฎาน 2.2 สิ่งที่มีอิทธิพลสำคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย สิ่งที่มีอิทธิพลสำคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย คือ ภาษาและอิทธิพลของ อารยธรรมภายนอก หรืออารยธรรมจากตางชาติ 1) วัฒนธรรมทางภาษา ลักษณะสำคัญทางภาษาในภูมิภาคนี้มีประชากรหลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม จึงทำใหมีภาษาพูด ภาษาเขียนแตกตางกันไปหลายกลุม คือ 1. ภาษามาลาโย - โพรีเนเชียน ไดแก ภาษาพูดกันในแหลมมาลายู หมูเกาะ อินโดนีเชีย และภาษาตากาลอก ในหมูเกาะฟลิปปนส 2. ภาษาออสโตร - เอเชียติก ไดแกภาษามอญ เขมร เวียดนาม 3. ภาษาทิเบโต - ไชนิส ไดแก ภาษาพมา ภาษาไทย 4. ภาษาอื่นๆ เชน ภาษาฮินดี ภาษาจีน ภาษาอาหรับ ภาษาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งใชในการติดตอระหวางประเทศทางการศึกษา และการคา สำหรับภาษาเขียนหรือตัวหนังสือมี 4 ลักษณะ คือ 1. ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือของอินเดียภาคใต ใชกันมากในประเทศที่ นับถือพระพุทธศาสนา เชน พมา ไทย ลาว กัมพูชา 2. ดัดแปลงมาจากภาษาอาหรับใชกันมากในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม เชน มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย 3. ตัวหนังสือที่อาศัยแบบของตัวหนังสือจีน มีทั้งที่ดัดแปลงมาใช และนำตัว หนังสือจีน มาใชโดยตรง มีใชกันมากในประเทศเวียดนาม สวนกลุมที่ใช
82.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน74 ภาษาจีนเปนภาษาพูด เชน สิงคโปร กลุมพอคาชาวจีนในทุกประเทศนิยม ใชภาษาจีนเปนทั้งภาษาเขียนและภาษาพูด 4. ตัวหนังสือโรมัน ใชกันมากในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟลิปปนส สวนในเวียดนามก็เคยนำมาใชเหมือนกัน แตปจจุบันนิยมใชในชนบท บางกลุมเทานั้น 2) อิทธิพลของอารยธรรมภายนอก หรืออารยธรรมจากตางชาติ ไดแก อารยธรรมอินเดีย มีหลายดาน เชน กฎหมาย อักษรศาสตร ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี การปกครอง การเกษตร เปนตน ดานศาสนา อินเดียนำศาสนาพราหมณและพุทธศาสนาเขามาเผยแพร ดานการปกครอง มีการปกครองแบบเทวราชา การประกอบพิธีกรรมตางๆ ของพระมหากษัตริย ใชหลักคัมภีรของพระมนูธรรมศาสตร เปนหลักในการ ปกครองของภูมิภาคนี้ ดานอักษรศาสตร ไดแก วรรณคดี สันสกฤต ภาษาบาลี เขามาใช ดานศิลปกรรม สวนใหญเปนเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เชน วิหาร โบสถ อารยธรรมจีน จีนเขามาติดตอคาขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตตั้งแตอดีตและเขามา มีอิทธิพลทางดานการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ แตอิทธิพลดังกลาวมีไมมาก ทางดาน การเมือง จีนอยูในฐานะประเทศมหาอำนาจ อาณาจักรตางๆที่เปนเมืองขึ้นตองสงบรรณาการ ใหจีน3ปตอครั้งเพื่อใหจีนคุมครองจากการถูกรุกรานของอาณาจักรอื่น สวนทางดานเศรษฐกิจ จีนไดทำการคากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สินคาที่สำคัญไดแก ผาไหม เครื่องปน ดินเผา เปนตน การคาของจีนทำใหอาณาจักรที่เปนเสนทางผานมีความเจริญมั่นคงขึ้น ทางดาน วัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลทางดานนี้นอยมากจีนจะเผยแพรวัฒนธรรมไปยังประเทศของตนเทานั้น อาณาจักรเวียดนามเคยตกเปนประเทศราชของจีนเปนเวลานานจึงรับวัฒนธรรมของจีนไวมาก เชน การนับถือลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ประเพณีการแตงกาย การทำศพ และการใชชีวิตประจำวัน อารยธรรมอาหรับ ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาอิสลามมาจากตะวันออกกลางไดแผเขามาใน อินเดียทำใหชาวอินเดียสวนหนึ่งหันมานับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะพอคาจากอินเดียตอนใต ซึ่งติดตอคาขายในบริเวณหมูเกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใตอยูเปนประจำไดนำศาสนาอิสลาม
83.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 75 เขามาเผยแผในภูมิภาคนี้ ผูนำทางการเมืองของรัฐในหมูเกาะตางๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต เวลานั้นตองการตอตานอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรมัชปาทิต อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา ซึ่งกำลังแผอำนาจอยูจึงหันมานับถือศาสนาอิสลามเพราะใหประโยชนทางการคากับพวกพอคามุสลิม ตามหลักของศาสนาอิสลามที่วาทุกคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นเปนพี่นองกันชวยเหลือเกื้อกูล กัน จึงทำใหศาสนาอิสลามเปนที่นิยมของกษัตริย ชนชั้นสูงและสามัญชนดวย อารยธรรมตะวันตก ชาติตะวันตกเริ่มเขามาในภูมิภาคนี้ โดยมีจุดประสงคที่จะทำการคาและเผยแผ ศาสนา สินคาที่ชาวยุโรปตองการไดแก พริกไทย และเครื่องเทศตางๆ ในระยะแรกๆนั้น ความ สนใจของชาวยุโรปจะจำกัดอยูเฉพาะบริเวณหมูเกาะและบริเวณชายฝง ตลอดจนดินแดนใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต เกือบทั้งหมด เดิมอาณาจักรตางๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตมีความแตกตางกันทาง ดานเชื้อชาติและภาษาหลังจากที่ไดรับอารยธรรมอินเดีย จีน และอาหรับแลว อารยธรรมใหม ที่เกิดจากการผสมผสานกัน ทำใหประชาชนมีสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่คลายคลึงกัน และยึดมั่นเปนเอกลักษณประจำชาติ นอกจากนี้ภายในภูมิภาคก็ยังมีการแขงขันกันทางดาน การเมืองสังคมและเศรษฐกิจจนขาดความสามัคคีไมสามารถที่จะตอตานการขยายตัวของชาติ ตะวันตกได ในที่สุดก็ตกเปนอาณานิคมของชาติตะวันตก (ขอมูลจากหนังสือสำหรับเยาวชนชุดประเทศเพื่อนบานของไทย ของกรมวัฒนธรรมสัมพันธ กรมสารนิเทศ กระทรวงการตางประเทศ) เพี่อใหเกิดความรูวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับประเทศตางๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี รายละเอียดวัฒนธรรมประเพณีที่เขมแข็ง คือ วัฒนธรรมประเพณีของอินเดีย จีน อาหรับ และ ตะวันตก 2.3 วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศอินเดีย จีน อาหรับ และตะวันตก 1) วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศอินเดีย อินเดียเปนแหลงอารยธรรมใหญของเอเชีย ประชากรสวนใหญของ ประเทศอินเดียนับถือศาสนาฮินดูและมีศาสนาอื่นเชนศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ศาสนาคริสต โดยทั่วไปประชาชนระหวางศาสนาจะใหความเคารพซึ่งกันและกันชาวอินเดีย ถือวัฒนธรรม ซึ่งจัดเปนวัฒนธรรมที่เขมแข็งและเครงครัด อาทิ สตรีนิยมสวมซาหรี หรือ สัลวารกามิซการใหเกียรติสตรีและการเคารพบูชาเทพเจาเปนตนคนอินเดียมีนิสัยรักสงบและ สุภาพ แตคอนขางอยากรูอยากเห็นรวมทั้งจะไมทำรายสัตวทุกชนิด (ยกเวนงานเทศกาลของ
84.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน76 บางศาสนา) โดยเฉพาะวัว ซึ่งถือเปนสัตวเทพเจา ซึ่งอาจเห็นอยูตามทองถนนเปนกิจวัตร สวน สัตวเล็กๆ อยางกระรอกและนก จะมีใหเห็นอยูเสมอ แมจะเปนเมืองใหญก็ตาม การที่อินเดีย ที่ประชาชนจำนวนมาก เมื่อเทียบกับทรัพยากรของประเทศ ทำใหการดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพและ ครอบครัวเปนสิ่งจำเปน กอใหเกิดวัฒนธรรมที่มีมาชานานและซึมซับอยูในวิถีชีวิตของชาว อินเดีย ซึ่งก็คือการตอรองและการแขงขัน เราจะเห็นไดวาตั้งแตพอคาจนถึงคนขับรถสามลอ มักขอราคาเพิ่มดวยเงื่อนไขตางๆนานา สวนผูซื้อก็มักขอลดราคาอยูเสมอ สำหรับดานการ แขงขันเห็นเดนชัดมากขึ้นจากการที่ปจจุบันนักศึกษาคร่ำเครงกับการเรียนเพื่อสอบเขามหา วิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งแตละปมีผูสอนนับแสนนับลานคน แตรับไดเพียงปละไมกี่คนเทานั้น การ ศึกษาจึงเปนหนึ่งในการแขงขันที่เขมแข็งเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินเดียในทุก วันนี้
85.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 77 วัฒนธรรมของอินเดียที่สำคัญๆ พอจะยกมาเปนตัวอยาง คือ 1. การถอดรองเทากอนเขาศาสนสถานทุกแหง 2. หามนำเครื่องหนัง โดยเฉพาะหนังวัวเขาไปในศาสนสถานทุกแหง 3. หามถายรูปภายในศาสนสถาน หากตองการใหขออนุญาตกอน 4. การไปเยือนศาสนสถานสามารถชมสิ่งตางๆไดตามสบาย และอาจอยูรวม ประกอบพิธีกรรมได แตควรแตงกายใหสุภาพ หากไปวัดซิกขควรมีหมวก หรือผาคลุมศีรษะ สวมเสื้อแขนยาว และกระโปรงยาว และควรบริจาคเงินใน กลองรับบริจาคดวย 5. หากมีการเลี้ยงอาหารแบบใชมือเปบ ควรใชมือขวาเทานั้น 6. อยานั่งหันฝาเทาชี้ไปทางใครอยางเด็ดขาดเพราะเปนการดูหมิ่น และไมควรใช นิ้วชี้สิ่งใดโดยเฉพาะบุคคลใหใชการผายมือแทน 7. การขยับคอสายศีรษะไปมาเล็กนอย หมายถึง " YES" 8. ควรใหเกียรติสตรีและไมถูกเนื้อตองตัวสตรีการขึ้นรถประจำทางสาธารณะโดย ทั่วไปผูชายจะขึ้นและลงดานหลังเทานั้น สวนดานหนาเปนของสตรี 9. ไมควรขึ้นรถประจำทางที่มีคนแออัดเพราะอาจมีมิจฉาชีพปะปนอยู สวนผูหญิง อาจถูกลวนลามได 10. การใชบริการบางอยางควรสังเกตใหดีเพราะอาจมีการแยกหญิง-ชายซึ่งอาจทำ ใหเกิดการลวงละเมิดโดยไมตั้งใจได 11. สตรีไมควรสวมกางเกงขาสั้นเสื้อแขนกุดสายเดี่ยวหรือเอวลอยเพราะนอกจาก จะถูกมองมากกวาปกติ (ปกติชาวตางชาติจะเปนเปาสายตาจากความชางสงสัย ของชาวอินเดียอยูแลว) ยังอาจเปนเปาหมายของอาชญากรรมได 2) วัฒนธรรม ประเพณีของจีน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เปนประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเปนอันดับ หนึ่งของโลก ประชากรรอยละ 93 เปนชาวฮั่น ที่เหลือเปนชนกลุมนอย ในสมัยโบราณ จีนนับเปนดินแดนที่มีศาสนาและปรัชญารุงเรืองเฟองฟูอยู มากมาย โดยลัทธิความเชื่อเดิมนั้นมีอยูสองอยางคือ ลัทธิเตา และลัทธิขงจื้อ ซึ่งเนนหลัก จริยธรรมมากกวาที่จะเปนหลักศาสนาที่แทจริงสวนพุทธศาสนานั้นจีนเพิ่งรับมาจากอินเดียใน ชวงคริสตศตวรรษแรกนี้เทานั้นครั้นมาถึงยุคคอมมิวนิสตศาสนากลับถูกวาเปนปฎิปกษตอลัทธิ ทางการเมืองโดยตรง ตอมาทางการก็ไดยอมผอนปรนใหกับการนับถือศาสนาและความเชื่อ ตางๆของประชาชนมากขึ้น ทำใหลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม (ในเขต ตะวันตกของจีน) และศาสนาคริสตจึงไดกลับมาเฟองฟูขึ้นอีกครั้ง
86.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน78 วัฒนธรรม ประเพณีจีนที่สำคัญ ความเชื่อ คนจีนนิยมมีลูกชายมากกวาลูกหญิง เพราะลูกชายเปนผูสืบนามสกุล คือ แซ การ เรียกชื่อสกุลของจีนตรงขามกับภาษาไทย คือตนเปนชื่อสกุล ชื่อตัวใชเรียกกันในหมูญาติ และ เพื่อนสนิท นามสกุลเปนลักษณะพิเศษเชื้อตระกูลการสืบทอดพงศเผา ตอมาเปนพันๆป ดังนั้น วัฒนธรรมจีนจึงมีจิตสำนึกการบูชาบรรพบุรุษ เปนแกนแทของวัฒนธรรมนี้ ตราบจนปจจุบัน ชาวจีนโพนทะเลที่อาศัยอยูตางประเทศยังคงรักษาประเพณีที่จะ กลับมาสืบหาบานเกิดและบรรพบุรุษที่แผนดินใหญจีน หลายปมานี้ในฐานะที่เปนผลิตผลจาก ประวัติศาสตรที่มีลักษณะพิเศษของสังคมโบราณจีน วัฒนธรรมเกี่ยวกับนามสกุลและเชื้อ ตระกูลของจีนไดกลายเปน คลังสมบัติขนาดใหญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตรอันยาวนาน ของชนชาติจีนจากแงมุมใหม เชน การศึกษาแหลงกำเนิด การแบงแยกและการผสมผสาน ของนามสกุลนั้น สามารถเพิ่มความเขาใจการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมที่แตกตางกันในสมัย โบราณใหลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งการศึกษาสิ่งของที่เปนรูปธรรมตางๆ เชน หนังสือลำดับญาติของ วงศตระกูลระบบการสืบชวงวงศตระกูลฯลฯสามารถสะทอนถึงบทบาททางประวัติศาสตรของ ความสัมพันธทางสายเลือดที่มีตอพัฒนาการของสังคมโบราณและชีวิตสังคม อยางไรก็ตาม ลักษณะพิเศษหลายประการของสังคมโบราณจีน เชน ระบบรวมศูนยอำนาจ โครงสรางของ สังคมแบบครอบครัว คานิยมทางดานศีลธรรมและจริยธรรมและหลักความประพฤติที่ถือความ ซื่อสัตยตอกษัตริยและการกตัญูตอพอแมเปนบรรทัดฐาน เปนตน ลวนแสดงออกมาใน วัฒนธรรมชื่อและนามสกุลอยางเต็มที่ และก็เปนสาเหตุอีกประการหนึ่งที่วัฒนธรรมนามสกุล ไดรับความสนใจอยางมากจากวงวิชาการ วัฒนธรรมการใหความสำคัญตระกูลสงผลมาถึงปจจุบัน การประกอบอาชีพ ความ มั่นคง ทางเศรษฐกิจ เกิดจากการสนับสนุน สงเสริมเปนเครือขายของตระกูลตางๆ สิ่งสำคัญอีกอยางคือ ชาวจีนมีเครือขายคนรูจัก กลาวกันวาชาวจีนที่ไรเครือขายคนรูจัก เปนผูที่เปนจีนเพียงครึ่งเดียว จึงจำเปนตองทำความรูจักกับผูคน และชาวตางชาติ ดังนั้นจีน จึงใหความสำคัญของวัฒนธรรมนี้ดวยการเชื้อเชิญ อาหาร เปนวัฒนธรรมที่เขมแข็งเผยแพรไปทั่วโลกและเปนที่ยอมรับวาอาหารจีนมีรสชาติ อรอย อาหารจีนจะตองถึงพรอมสีสัน รสชาติ และหนาตา มีอาหารอยูเพียงไมกี่อยางเทานั้น ที่ปรุงอยางเดียวๆโดดๆสิ่งสำคัญคือสวนประกอบตางๆจะตองกลมกลืนเขากันไดกับเครื่องปรุง รสจำพวกซี่อิ๊ว กระเทียม ขิง น้ำสม น้ำมันงา แปง ถั่วเหลือง และหอมแดง
87.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 79 ประเพณีการแตงงาน สิ่งแรกที่บอกถึงพิธีการแตงงานของชาวจีนก็คือสีแดง สำหรับชาวจีนสีแดงหมายถึง ความผาสุกและความมั่งคั่ง ปจจุบันเจาสาวจีนจะเลือกชุดแตงงานสีขาวตามสไตลตะวันตก แตสำหรับสมัยกอนแลวสีแดง จะปรากฏใหเห็นทุกที่ในงานแตงงานตั้งแตเสื้อผา ของตกแตง แมกระทั่งของขวัญ พิธีแตงงานของชาวจีนโบราณมักจะถูกจัดโดยผูเปนพอแมจะเปนฝายเลือกเจาสาว ใหกับบุตรของตน นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนตางๆ ที่ตองปฏิบัติตามเปนลำดับ ตั้งแตการเจรจา ตอรอง การสูขอ การวาจางซินแสมาตรวจดูดวงของคูบาวสาววาสมพงษกันหรือไม จนไปถึง การตกแตง เรือนหอ ตองเปนสีแดง เพื่อความเปนสิริมงคล จะมีการจัดหาชายหนุมและ หญิงสาวมาทำการเตรียมเตียงใหกับเจาสาว นอกจากนี้ยังมีขบวนแหรับเจาสาวจากบานของเจาสาวมาที่บานของเจาบาว ตามดวย พิธีแตงงาน การสักการะบูชาฟาดิน การถวายสัตยปฏิญาณ และการมอบของขวัญใหแกกัน หลังจากนั้นก็จะเปนงานเลี้ยงฉลองซึ่งถือเปนเรื่องสำคัญไมแพพิธีแตงงาน ซึ่งเต็มไปดวย แขกเหรื่อญาติสนิทมิตรสหายและคนรูจัก อาหารชั้นดีและสุรา จนกระทั้งเจาบาวเจาสาวพรอม ที่จะยายเขาสูเรือนหอ หลังจากนั้นเจาสาวก็จะกลับไปเยี่ยมบานเดิมของเธอเปนเวลาสามวัน กอนที่จะยายกลับมาอยูกับเจาบาวเปนการถาวรพรอมกับมีพิธีฉลองยิ่งใหญอีกครั้ง
88.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน80 3) วัฒนธรรม ประเพณีของชาติอาหรับ ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลตอชีวิตความเปนอยูของ “ชนชาติอาหรับ” และการ แพรขยาย วัฒนธรรมประเพณีจากศาสนาอิสลาม จนทำใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาอิสลาม ที่มีจำนวน ผูนับถือมากที่สุดในอเชีย วัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญๆ ไดแก การแตงกาย ผูหญิงมุสลิม แตงกายมิดชิด มีผาคลุมรางกาย และแตละชาติอาจ แตกตาง กันบางในรายละเอียด การถือศีลอด ชาวมุสลิมจะถือศีลอดในชวงเดือนรอมะฎอน และชาวมุสลิม ทั่วโลก รวมกันปฏิบัติศาสนกิจ และเฉลิมฉลองวาระสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมะฏอน อันประเสริฐหลังจากมีผูพบเห็นจันทรเสี้ยวหรือฮิลาสเมื่อค่ำคืนที่ผานมา ทำใหวันนี้เปนวันแรก ของเดือนเชาวาลฮิจเราะหหรือวันอิฎิ้ลฟตริโดยในวันนี้พี่นองมุสลิมจะปฎิบัติตนตามแบบอยาง ของทานนบีมุฮัมมัดศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยจะจายซะกาตฟตเราะห ซึ่งเปนการนำ อาหารหลักไปจายใหกับคนยากจน และทุกคนอาบน้ำชำระรางกายตั้งแตหัวจรดเทา และ แตงกายดวยเสื้อผาที่สวยงาม ทานอินทผลัมกอนเดินทางไปยังที่ละหมาดหรือมุศ็อลลา รวม ละหมาดอิฎิ้ลฟตริ และเดินทางกลับในอีกทาง โดยเมื่อมีการพบปะกันจะมีการกลาวทักทาย กันดวยวา “ตะก็อบบะลั้ล ลอฮุมินนาวะมินกุ”
89.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 81 4) วัฒนธรรมตะวันตกกับประเทศตางๆในทวีปเอเชีย วัฒนธรรมตะวันตกแมแบบมาจากอารยธรรมกรีก และโรมัน (เกร โค-โรมัน) อารยธรรมนี้มีแหลงกำเนิดในบริเวณทะเลดิเตอรเรเนียน และไดรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต การเผยแพรวัฒนธรรมตะวันตก สืบเนื่องมาจากความตองการคาขายและการ เผยแผ ศาสนาซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกที่สำคัญๆ ไดแก การแตงกาย แบบสากลนิยมใชทั่วไป ทุกประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะคนชั้นสูง ในเอเชีย นักปกครอง นักธุรกิจ นิยมแตงกายแบบตะวันตก มีชุดสากล กางเกง เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด มีบางประเทศที่มีวัฒนธรรมของตัวเองเขมแข็งยังใสชุดประจำชาติอยู คือ อินเดีย พมา อินโดนีเซีย และประเทศอาหรับ การศึกษา วัฒนธรรมตะวันตก เห็นความสำคัญของการศึกษาทุกแขนง และมี ความเจริญกาวหนาที่สำคัญ คือ การศึกษาที่ปูพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สงผลให วิทยาศาสตรโลกกาวหนา อาหาร อาหารของวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปทั่วโลก ใหความสำคัญ อาหารที่มีคุณคาที่มีสวนปรุงจากแปงสาลี นม เนย เนื้อสัตวตางๆ รวมทั้งเครื่องดื่ม อันไดแก ไวน เปนตน วัฒนธรรมประเพณี ไดรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต เชน ประเพณีเทศกาล เฉลิมฉลองวันคริสตมาส เทศกาลอีสเตอร และพิธีแตงงาน ประเทศที่ไดรับอิทธิพลวัฒนธรรม ตะวันตกคอนขางมาก คือ ประเทศสิงคโปร ประเทศสิงคโปรเปนเกาะเล็กๆ ปกครองแบบ ประชาธิปไตย ประชาชนมีหลายเชื้อชาติ ไดแก จีน มาเลย ประชาชนสวนมากนับถือศาสนา คริสต ประเทศสิงคโปรมีระบบการศึกษาที่ดี ประชาชนไดรับการศึกษาสูง และ ประกอบ อาชีพ การคาธุรกิจ ประชาชนมีรายไดตอหัวสูง ชาวสิงคโปรเรียกประเทศของเขาวา "Intelligence Island" ปจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปในประเทศตางๆในเอเชีย ทั้งดาน อาหาร ดนตรี การแตงกาย การปกครองระบอบประชาธิปไตย วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เชน ความเจริญกาวหนาทางการแพทย การอุตสาหกรรม โทรคมนาคมตางๆ เปนตน
90.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน82 เรื่องที่ 2 การอนุรักษ และการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี ตามที่กลาวมาแลววาสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตางๆมีการ เปลี่ยนแปลง อยูตลอดเวลาดวยอิทธิพลของประเทศตางๆมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา ดวยอิทธิพลของประเทศที่มีอารยธรรมเขมแข็ง สงผลใหชีวิตความเปนอยูของประชาชน เปลี่ยนไป ทั้งภาษา การแตงกาย อาหาร ดังนี้ ประเทศตางๆมีแนวทางในการอนุรักษ และ สืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองไว โดยระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐ และเอกชน นอกจากนั้นโดยสภาพธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณีที่ไมดีจะคอยๆสูญหายไปจากสังคม คงเหลือแตวัฒนธรรมที่เขมแข็งเขามาแทนที่ การดำรงคงไววัฒนธรรมประเพณีเพราะแสดงถึง ความเปนชาติเกาแกที่มีมรดกตกทอดมาถึงลูกหลานนั้น จำเปนตองใชวิธีการรณรงคอยาง สม่ำเสมอ และประพฤติปฏิบัติจนเปนประเพณีมาชานาน มีความภูมิใจในชาติตัวเอง ในเอเชีย ประเทศที่มีความเจริญและมีวัฒนธรรมประเพณีที่แข็งแกรง สามารถอนุรักษ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของตนเอาไว เชน ประเทศเกาหลี จะยังคงอนุรักษวัฒนธรรม ทางดานการแตงกาย อาหาร และการแสดง สวนประทศญี่ปุนจะคงเอกลักษณของตนในดาน เครื่องแตงกาย ภาษา และอาหาร เปนตน 2.1 การอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย ชาติไทยมีความมั่นคงสืบทอดมาตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน เปนเพราะบรรพบุรุษ ไดรักษาไวใหลูกหลานอยูอาศัย ซึ่งจะปลอยใหสูญเสียไปยอมไมได นอกจากรักชาติแลวจะตอง รักษาเกียรติภูมิของชาติไวดวย และวัฒนธรรมประเพณีของชาติเปนลักษณะเฉพาะที่แสดงถึง ความเปนชาติไทย ที่เราคนไทยทุกคนตองอนุรักษและชวยกันสืบสานเพื่อใหคงอยูตอไปถึง ลูกหลาน ชาติที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยแตโบราณ คือ อินเดียและจีน และจากการ ศึกษาในอดีตพบวาชาติที่มีอารยธรรมเกาแกและมีอิทธิพลตอประเทศตางๆ รวมทั้งประเทศไทย ดวย คือ ประเทศอินเดีย มีความเจริญมากอน 4,000 ป เราพบที่เมืองโมหันโจดาโร มีระบบ ระบายน้ำเสียที่ดี มีอักษรใชแลว เปนอารยธรรมที่ยิ่งใหญกอนกรีกและโรมัน อารยธรรมของ อินเดีย ซึ่งเปนแหลงอารยธรรม ศาสนาฮินดู ที่แพรหลายมากอนพุทธศาสนา และตอมาอินเดีย เปนแหลงอารยธรรมของศาสนาพุทธ และจีนเปนประเทศที่เจริญรุงเรืองดวยอารยธรรมเกาแก
91.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 83 ที่สุดแหงหนึ่งของโลก โดยอารยธรรมนี้เกิดบริเวณลุมมน้ำฮวงโหราว 4,000ปมาแลว และจีน เปนประเทศที่คาขายกับประเทศตางๆมาในอดีต อิทธิพลของอารยธรรมจีนที่สงผลกับไทย คือ เครื่องปนดินเผา วรรณคดีเรื่องสามกก นาฎกรรมจีน หุนจีน งิ้ว การบูชาบรรพบุรุษ ตอมาอารยธรรมของชาติตะวันตกที่สงผลตอสังคมไทย คือ ความกาวหนา ของเทคโนโลยีและการศึกษา รวมทั้งภาษา คานิยม การบันเทิง นันทนาการตางๆ ยิ่งปจจุบัน ความเจริญในการคมนาคมขนสง สื่อสารตางๆ รวดเร็วเปนโลกไรพรมแดนสงผลใหอารยธรรม ตะวันตกเขามาสูสังคมไทยอยางรวดเร็ว ยิ่งในปจจุบันอารยธรรมตางๆในเอเชียที่เขมแข็งเริ่มมี อิทธิพลตอสังคมไทย ที่สำคัญคือ ญี่ปุน เกาหลี จากการศึกษาประวัติความเปนมาของวัฒนธรรมไทย จะพบวา มีการ เปลี่ยนแปลงตลอดมาทุกยุค ทุกสมัย แตอยางไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยที่ยังคงอยูสืบทอด มาจนถึงปจจุบัน แสดงถึงความดี ความมีประโยชนตอสังคมไทย จึงยังคงสิ่งเหลานั้นอยู ที่สำคัญ คือ อาหารไทย ภาษาไทย การแตงกายไทย มารยาทไทย ประเพณีไทย และการมี ศาสนาพุทธเปนศาสนาประจำชาติ การมีพระมหากษัตริยเปนสถาบันที่สำคัญของประเทศไทย 2.2 เหตุผลและความจำเปน ในการอนุรักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี สาเหตุการเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำใหตองอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี การเปลี่ยนแปลงเปนลักษณะธรรมชาติของสังคมมนุษยและยอมเกิดขึ้นใน ทุกสังคม แตจะเร็วหรือชา ขึ้นอยูกับกาลเวลา และอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงก็ได ประเภทของการเปลี่ยนแปลง เราอาจจำแนกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม ออกเปน 2 ประเภท คือ 1) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสรางของ สังคมและระบบความสัมพันธของกลุมคน เชน ความสัมพันธใน ครอบครัวระหวางพอ แม ลูก นายจาง เปนตน 2) การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนิน ชีวิต ความรู ความคิด คานิยม อุดมการณ และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆของสังคม โดยรับวัฒนธรรมของ ตนเองบางอยาง ปจจัยที่เปนสาเหตุที่ทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม มีปจจัยหลัก 2 ประการ ดังนี้
92.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน84 1) ปจจัยภายในสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสาเหตุภายในสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสมาชิกหรือสิ่งแวดลอมภายในสังคม นั่นเองเชน การที่สังคมมีประชากรเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ยอมทำใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงในดานการตั้งถิ่นฐานที่อยูอาศัย เกิดการบุกรุกที่ดิน และ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เปนตน 2) ปจจัยภายนอกสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสาเหตุภายนอกสังคม เนื่องจากปจจุบันมีการติดตอสัมพันธกับสังคมอื่นๆมากขึ้น สังคมไทย ไดรับอิทธิพล มาจากสังคมตะวันตกและยังรับวัฒนธรรมแบบตะวันตก อีกมากมาย ไดแก การแตงกาย ดนตรี สถาปตยกรรมและสิ่งประดิษฐ ตางๆ เปนตน เหตุผลความจำเปนในการอนุรักษสืบสานวัฒนธรรม วัฒนธรรมเปนเครื่องวัด เครื่องกำหนดความเจริญ หรือความเสื่อมของสังคม ในทำนองเดียวกัน วัฒนธรรมยังกำหนดชีวิตความเปนอยูของประชาชนในสังคม ดังนั้น วัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูและความเจริญกาวหนาของชาติมาก ความสำคัญของวัฒนธรรม มีอยูหลายประการคือ 1. วัฒนธรรมชวยแกปญหาและสนองความตองการตางๆของมนุษย มนุษยพน จากอันตราย สามารถเอาชนะธรรมชาติได เพราะมนุษยสรางวัฒนธรรมขึ้นมา ชวย 2. วัฒนธรรมชวยเหนี่ยวรั้งสมาชิกในสังคมใหมีความเปนหนึ่งอันเดียวกัน และ สังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกพันเปนพวกเดียวกัน 3. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติ ชาติที่มีวัฒนธรรมสูงยอมไดรับ การยกยอง และเปนหลักประกันความมั่นคงของชาติ 4. วัฒนธรรมเปนเครื่องกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ชวยใหผูคนอยูรวมกัน อยางสันติสุข 5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติมีความรุงเรืองถาวร โดยเฉพาะอยางยิ่ง หาก ชาตินั้นมีวัฒนธรรมที่ดี มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ยึดมั่นในหลัก ขยัน ประหยัด อดทน ความมีระเยียบวินัยที่ดีงาม สังคมนั้นจะมีความเจริญ รุงเรือง 6. วัฒนธรรมประเพณี เปนสิ่งที่นาสนใจ มีผลตออุตสาหกรรมการทองเที่ยวมาก ปจจุบันอุตสาหกรรมนี้เปนจุดดึงดูดนักทองเที่ยว สงผลใหภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น
93.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 85 เรื่องที่ 3 แนวทางการอนุรักษ และการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี แนวทางการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี 1. การอนุรักษวัฒนธรรมและประเพณี ควรเริ่มตนจากการปลูกจิตสำนึกใหเยาวชน และประชาชน ทุกคนตระหนักถึงคุณคาและความสำคัญของวัฒนธรรมที่ถือ เปนหนาที่ของทุกคนที่ชวยกันอนุรักษโดยการศึกษาวัฒนธรรมใหเขาใจ จะได ชวยกันรวมมือรักษา 2. รวมกันเผยแพรวัฒนธรรมและประเพณี โดยการศึกษาเรียนรูและสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเอง ตัวอยางคือการเรียนรูดนตรี การเลนดนตรี การศึกษาเพลง ฟงเพลง และรองเพลงประจำชาติ ประจำทองถิ่น เปนตน 3. เริ่มตนจากครอบครัว โดยรวมมือกันในครอบครัว ชุมชน สังคม จัดตั้งชมรม สมาคม สถาบันเพื่อจัดกิจกรรมอนุรักษสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีในทองถิ่น และชาติ 4. สื่อตางๆ ในสังคมเห็นความสำคัญที่จะศึกษาและถายทอดวัฒนธรรมเปน ประจำสม่ำเสมอ 5. ทุกคนตองรวมมือกันหวงแหนรักษาวัฒนธรรมอันดีงามใหคงอยู มิให แปรเปลี่ยน เชน ประเพณีสงกรานต ตองรวมมือกันทำกิจกรรมอันดีงาม คือ สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผูสูงอายุ ไมควรสาดน้ำใสกันแบบไมสุภาพเรียบรอย และรุนแรง 6. การรวมมือรักษา และถายทอดภูมิปญญา ใหไปสูสังคมและรุนบุตรหลาน ภูมิปญญา หมายถึง ความรู ความสามารถ ความคิด ความเชื่อที่กลุมคนเรียนรู จากประสบการณ สั่งสมไวในการดำรงชีพ มีกรพัฒนา เปลี่ยนแปลง สืบทอด กันมา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูกับกลุมคนอื่นที่มีการติดตอสัมพันธกัน แลวนำมา ปรับใชใหเปนประโยชนสำหรับตนเอง ตัวอยางภูมิปญญา การปลูกพืชพันธุ พื้นเมือง การทำน้ำปลา การปนปูน เปนตน 7. แนวทางการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนและของประเทศตางๆ ในทวีปเอเชียมีหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำหนาที่สงเสริมสนับสนุนการ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหวางชุมชนและประเทศตางๆ ตัวอยางคือ เรามีการ
94.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน86 แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแสดง การละเลนของประเทศตางๆ ที่หอประชุม วัฒนธรรม แหงชาติ โดยเฉพาะอยางยิ่งปจจุบันวัฒนธรรมประเพณีของเอเชียเปนที่ดึงดูดนักทองเที่ยว จากทั่วโลกที่นิยมศึกษาทองเที่ยว เพราะมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่นาสนใจ นาศึกษาเรียนรู นักทองเที่ยวสนใจวัฒนธรรมประเพณีตางๆในประเทศเอเชียที่นาสนใจแตกตางกันไป ตัวอยาง เชน นาฏศิลปไทย อินเดีย ญี่ปุน อินโดนีเซีย และทุกประเทศตางอนุรักษสืบสานวัฒนธรรม ของตนเอง โดยมีหลักสูตรสอนในโรงเรียนสถาบันตางๆ เพื่อใหวัฒนธรรมคงอยู ซึ่งสงผลตอ เอกลักษณของชาติตนเอง เปนความภาคภูมิใจ และที่สำคัญคือทำใหอุตสาหกรรมการทองเที่ยว เจริญเติบโต มีเงินตราไหลเขาสูประเทศไดเปนอยางดี
95.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 87 เรื่องที่ 4 คานิยมที่พึงประสงค คานิยมที่ดีงามของชาติตางๆในเอเชีย คานิยมที่ควรสงเสริมพัฒนาใหเกิดขึ้นใน ประเทศตางๆในเอเชีย คือ 1. ความสุภาพออนโยน เปนนิสัยที่ดีของประชาชนในทวีปเอเชีย 2. ความสามารถในการสรางสรรควัฒนธรรมดานศิลปะสาขาตางๆ ซึ่งมีความ สวยงาม มีสุนทรียคงความเปนวัฒนธรรมเอเชียไวอยางโดดเดน 3. ความสะอาด ความเปนระเบียบเรียบรอยของบานเมืองเพื่อใหเปนแหลง ทองเที่ยว ที่มีคุณคา 4. ความซื่อสัตย ความขยันในการประกอบอาชีพ และตรงตอเวลา คานิยมสำคัญที่กลาวมานี้ ลวนเปนพื้นฐานใหความเปนชาติมั่นคงและคงเอกลักษณ วัฒนธรรมประเพณีที่สงผลใหเอเชียยังคงเปนแรงดึงดูดใจที่มีเสนหในการเรียนรูศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอุตสาหกรรมการทองเที่ยวสืบตอไปนานเทานาน คานิยมในสังคมไทย คานิยม คือ สิ่งที่กลุมสังคมหนึ่งๆเห็นวาเปนสิ่งที่นานิยม นากระทำนายกยอง เปนสิ่ง ที่ถูกตอง ดีงาม เหมาะสมที่จะยึดถือพึงปฎิบัติรวมกันในสังคม คานิยมเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรม เนื่องจากมีการเรียนรูปลูกฝงและถายทอดจาก สมาชิกรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง สังคมแตละสังคมจึงมีคานิยมตางกันไป คานิยมชวยใหการ ดำเนินชีวิตในสังคมมีความสอดคลองสัมพันธกัน และทำใหการดำเนินชีวิตของสมาชิก มีเปาหมาย ชวยสรางความเปนปกแผนใหแกสังคม อยางไรก็ดี คานิยมเปนสิ่งที่มีการเ ปลี่ยนแปลงได ในปจจุบันนี้สังคมไทยมีคานิยมใหมๆ เกิดขึ้นมาก เชน คานิยมในการอนุรักษ ทรัพยากรธรรมชาติ คานิยมในการนำเทคโนโลยีใหมๆ มาใชในชีวิตประจำวัน เปนตน คานิยมที่ควรปลูกฝงในสังคมไทย ไดแก 1) การรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย 2) ความเอื้อเฟอเผื่อแผ 3) ความกตัญูกดเวที 4) ความซื่อสัตย สุจริต 5) การเคารพผูอาวุโส 6) การนิยมใชของไทย 7) การประหยัด
96.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน88 กิจกรรมที่ 9 1. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5-6 คน คนควาวัฒนธรรม ประเพณีทองถิ่นในประเทศ ไทยแตละภาค พรอมแนวทางการอนุรักษวัฒนธรรม ประเพณีนั้นๆ แลวนำมา แลกเปลี่ยนเรียนรูดวยการนำเสนอแลวใหผูเรียนชวยกันใหขอคิดเห็นเพิ่มเติม …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5-6 คนคนควาวัฒนธรรม ประเพณีที่สำคัญของประเทศ ตางๆ ในเอเชีย พรอมทั้งแนวทางอนุรักษวัฒนธรรมประเพณีของประเทศนั้นๆ แลวนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรูดวยการนำเสนอ แลวใหผูเรียนชวยกันใหขอคิดเห็น เพิ่มเติม …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ใหผูเรียนอภิปรายปญหาคานิยมของประเทศและชุมชน พรอมทั้งใหขอเสนอ แนะ วิธีการสรางเสริมคานิยม ความซื่อสัตย ความสามัคคีใหเกิดขึ้นในชุมชน และสังคมไดอยางไร …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
97.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 89 สาระสำคัญ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข มีรัฐธรรมนูญซึ่งเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศที่ประชาชนชาวไทยควรมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โตรงสรางและสาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ตลอดจนการศึกษาจุดเดนของรัฐธรรมนูญในสวนที่ เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชน เพื่อการปฎิบัติตนไดอยางถูกตองตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายความเปนมา หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทยได 2. มีความรู ความเขาใจ โครงสรางและบอกสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย 3. อธิบายจุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหนาที่ของประชาชนได ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมา หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย เรื่องที่ 2 โครงสรางและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 3 จุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชน สื่อการเรียนรู 1. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 3. บทความตางๆ 4. หนังสือพิมพ บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
98.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน90 เรื่องที่ 1 ความเปนมา หลักการและเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 1.1 ความเปนมาของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญ (Constitution) หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถาแปล ตามความคำ จะหมายถึงการปกครองรัฐอยางถูกตองเปนธรรม (รัฐ + ธรรม + มนูญ) ในความหมายอยางแคบ“รัฐธรรมนูญ” ตองมีลักษณะเปนลายลักษณอักษรและไมใช สิ่งเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ” มี ความหมายกวางกวาและจะเปนรูปแบบลายลักษณอักษรหรือจารีตประเพณีก็ได สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเปนประเทศแรกๆ ที่รางรัฐธรรมนูญขึ้นมาในภาษาของ ประเทศทั้งสอง คำวา รัฐธรรมนูญ ตางใชคำวา (Constitution ซึ่งแปลวา การสถาปนา หรือการ จัดตั้ง ซึ่งหมายถึงการสถาปนาหรือการจัดตั้งรัฐนั่นเอง โดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เปน ลายลักษณอักษรแตประเทศอังกฤษไมมีรัฐธรรมนูญที่เปนลายลักษณอักษรมีแตจารีตประเพณี หรือ “ธรรมเนียมทางการปกครอง” ที่กระจายอยูตามกฎหมาย คำพิพากษาตางๆ รวมทั้ง ธรรมเนียมปฎิบัติที่สืบทอดกันมา จนกลายเปนจารีตประเพณี ซึ่งถือเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตรของชาตินั่นเอง (ที่มา http://www.sale2thai.com/constiution.htm 13 # <เมื่อวันที่ 11 กมภาพันธ 2552>) หลวงประดิษฐมนูธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค) ไดอธิบายวา “กฎหมายธรรมนูญการ ปกครองแผนดิน เปนกฎหมายที่บัญญัติถึงระเบียบแหงอำนาจสูงสุดในแผนดินทั้งหลาย และวิธีการดำเนินการทั่วไปแหงอำนาจสูงสุดในประเทศ” ศาสตราจารยหยุด แสงอุทัย ทานอธิบายวา หมายถึง “กฎหมายที่กำหนดระเบียบแหง อำนาจสูงสุดในรัฐและความสัมพันธระหวางอำนาจเหลานี้ตอกันและกัน” (ที่มา http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter1/Lesson1.htm#13 <เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2552>) ประเทศไทยเริ่มใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อเกิด การปฏิวัติโดยคณะราษฎร เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตย โดยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขที่ทรง อยูใตรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7 แหงราชวงศจักรี
99.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 91 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดนำขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย ใหทรงลงพระ ปรมาภิไธย นอกจากนี้พระองคก็ทรงมีพะระราชประสงคมาแตเดิมแลววาจะพระราชทาน รัฐธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึง เปนการสอดคลองกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบ เรียบรอยของบานเมือง และความสุขของประชาชนเปนสำคัญ ยิ่งกวาการดำรงไวซึ่งพระราช อำนาจของพระองค รัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรไดนำขึ้นทูลเกลาฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยมี2ฉบับ คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 กองกำลังของคณะราษฎร ถาย ณ บริเวณหนาวังปารุสกวัน ตอมาเมื่อเกิดความขัดแยงระหวางพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวกับคณะราษฎร จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ความละเอียดดังนี้
100.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน92 (สำเนาพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ) ปปร บานโนล แครนลีประเทศอังกฤษ เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกไดทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใชกำลัง ทหารในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แลวไดมีหนังสือมาอัญเชิญขาพเจาใหดำรง อยูใตตำแหนงพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ ขาพเจาไดรับคำเชิญดังนั้น เพราะเขาใจวา พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอยางประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช การปกครองตามหลักนั้น เพื่อใหประชาราษฎรไดมีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการ ปกครองประเทศและนโยบายตางๆ อันแนผลไดเสียแกประชาชนทั่วไป ขาพเจามีความ เลื่อมใสในวิธีการเชนนั้นอยูแลว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของ ประเทศสยามใหเปนไปตามรูปแบบนั้น โดยมิไดมีการกระทบกระเทือนอันรายแรง เมื่อมา มีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแลว และเมื่อมีผูกอการรุยแรงนั้นอางวามีความประสงคจะสถาปนา รัฐธรรมนูญขึ้นเทานั้น ก็เปนไมผิดกับหลักการที่ขาพเจามีความประสงคอยูเหมือนกัน ขาพเจาจึงเห็นสมควรโนมตามความประสงคของผูกอการยึดอำนาจนั้นได เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ ขาพเจาไดพยายามชวยเหลือในการที่จะรักษาความ สงบราบคาบเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นเปนไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเปนได แตความพยายามของขาพเจาไรผล โดยเหตุที่ผูกอการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไดกระทำใหเกิด มีความเสรีภาพในบานเมืองอยางบริบูรณขึ้นไม และมิไดฟงความคิดเห็น ของราษฎรโดยแทจริง และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นไดวาอำนาจที่จะ ดำเนิน นโยบายตางๆ นั้นจะตกอยูแกคณะผูกอการและผูที่สนับสนุนเปนพวกพองเทานั้น มิไดตกอยูแกผูแทนซึ่งราษฎรเปนผูเลือก เชนในฉบับชั่วคราวแสดงใหเห็นวา ถาผูได ไมไดรับความผิดชอบของผูกอการจะไมใหเปนเปนผูแทนราษฎรเลย ฉบับถาวรไดมีการ เปลี่ยนแปลงใหดีขึ้นตามคำรองขอของขาพเจาไดยินยอมใหมีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดย หวังวาสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งขาพเจาตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรูการงานและชำนาญ ในวิธีการดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วๆ ไป ไมจำกัดวาเปนพวกใดคณะใด เพื่อจะได ชวยเหลือนำทางใหแกสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แตครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิก ประเภทที่ 2 ขึ้น ขาพเจาหาไดมีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอา แตเฉพาะผูที่เปนพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิไดคำนึงถึงความชำนาญ นอกจากนี้คณะผูกอการ บางสวนไดมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอยางใหญหลวง จึงเกิดแตกราวกันขึ้นเองในคณะผูกอการและพวกพอง จนตองมีการปดสภาและงดใช
101.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 93 รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของรัฐบาลซึ่งถือตำแหนงอยูในเวลานั้น ทั้งนี้ เปนเหตุใหมีการปนปวนในการเมือง ตอมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเขายึดอำนาจ โดยกำลังทหารเปนครั้งที่ 2 และตั้งแตนั้นมา ความหวังที่จะใหการเปลี่ยนแปลงตางๆ เปนไปโดยราบรื่นก็ลดนอยลง เนื่องจากเหตุที่คณะผูกอการมิไดกระทำใหมีเสรีภาพในการเมืองอันแทจริง และ ประชาชนมิไดมีโอกาสออกเสียงกอนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญตางๆ จึงเปนเหตุใหมี การขบถขึ้น ถึงกับตองตอสูฆาฟนกันเองในระหวางคนไทย เมื่อขาพเจาไดขอรองใหเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียใหเขารูปประชาธิปไตย อันแทจริงเพื่อใหเปนที่พอใจแกประชาชน คณะรัฐบาล และพวกซึ่งกุมอำนาจอยู บริบูรณในเวลานี้ก็ไมยอม ขาพเจาไดขอรองใหราษฎรไดมีโอกาสออกเสียงกอนที่จะ เปลี่ยนแปลง หลักการและนโยบายอันสำคัญมีผลไดเสียแกพลเมือง รัฐบาลก็ไมยินยอม และแมแตการประชุมในสภาผูแทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เชนเรื่องคำรองขอตางๆ ของ ขาพเจา สมาชิกก็ไมไดมีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถองแทและละเอียดลออเสียกอน เพราะถูกเรงรัดใหลงมติอยางรีบดวนภายในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลไดออก กฎหมาย ใชวิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาวาทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรม ของโลก คือไมใหโอกาสตอสูคดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอยางลับไมเปดเผย ซึ่งเปนวิธีการที่ขาพเจาไมเคยใชในเมื่ออำนาจอันสิทธิ์ขาดยังอยูในมือของขาพเจา และ ขาพเจาไดรองขอใหเลิกวิธีนี้ รัฐบาลก็ไมยอม ขาพเจาเห็นวาคณะรัฐบาลและพวกพอง ใชวิธีการปกครองซึ่งไมถูกตองตาม หลักการของเสรีภาพในตัว บุคคลและหลักความยุติธรรมจามความเขาใจและยึดถือ ของขาพเจา ขาพเจาไมสามารถที่จะยินยอมใหผูใดคณะใดใชวิธีการปกครองอยางนั้น ในนามขาพเจาตอไปได ขาพเจาเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของขาพเจาอยูแตเดิมใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใช อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชาราษฎร บัดนี้ ขาพเจาเห็นวาความประสงคของขาพเจาที่จะใหราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียง ในนโยบายของประเทศโดยแทจริง ไมเปนผลสำเร็จ และเมื่อขาพเจารูสึกวาบัดนี้เปนอัน หมดหนทางที่ขาพเจาจะชวยเหลือหรือใหความคุมครองแกประชาชนไดตอไปแลว ขาพเจา จึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหนงพระมหากษัตริยแตบัดนี้เปนตนไป ขาพเจา ขอสละสิทธิของขาพเจาทั้งปวง ซึ่งเปนของขาพเจาในฐานที่เปนพระมหากษัตริย แตขาพเจา สงวนสิทธิทั้งปวงอันเปนของขาพเจาแตเดิมมากอนที่ขาพเจาไดรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ
102.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน94 ขาพเจาไมมีความประสงคที่จะบงนามผูหนึ่งผูใด ใหเปนผูรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ ตอไป ตามที่ขาพเจามีสิทธิที่จะทำไดตามกฏมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศ อนึ่ง ขาพเจาไมมีความประสงคที่จะใหผูใดกอการไมสงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน ของขาพเจา หากมีใครอางใชนามของขาพเจา พึงเขาใจวามิไดเปนไปโดยความยินยอม เห็นชอบหรือสนับสนุนของขาพเจา ขาพเจามีความเสียใจเปนอยางยิ่ง ที่ไมสามารถจะยังประโยชนใหแกประชาชนและ ประเทศชาติของขาพเจาตอไปไดตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบตอกันมาตั้งแต บรรพบุรุษ ยังไดแตตั้งสัตยอธิษฐานขอใหประเทศสยามจงไดประสบความเจริญและขอ ประชาชนชาวสยามจงไดมีความสุขสบาย (พระปรมาภิธัย) ประชาธิปก ปร วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เวลา 13 นาฬิกา 55 นาที ที่มา http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ <เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2552> จากพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ มีขอความที่ถือวาเปนหลักการสำคัญของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยวา “ขาพเจาเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของขาพเจาอยู แตเดิม ใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใชอำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชา ราษฎร” นับแตป พ.ศ. 2475 เปนตนมาจนถึงป พ.ศ. 2552 ประเทศไทยมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญมาแลว รวม 18 ฉบับ ดังนี้ 1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ประกาศใชเมื่อวันที่10ธันวาคมพ.ศ.2475มีทั้งหมด39มาตราแบงเปน6หมวด พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ไดมีการยกเลิกไปเมื่ออนุกรรมการรางรัฐธรรมนูญซึ่งมีพระยามโปกรณนิติธาดา เปนประธาน ไดรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยามเสร็จ และประกาศใช รัฐธรรมนูญฉบับใหมในปเดียวกัน
103.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 95 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศใชเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ดังนั้นจึงถือวาวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปเปนวันรัฐธรรมนูญรัฐบาลใหหยุดราชการได1วันมีทั้งหมด68มาตรา ประกอบดวยบททั่วไปและหมวดตางๆ อีก 7 หมวด รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผล บังคับใชนานถึง 14 ป มีการแกไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยนามประเทศ พุทธศักราช 2482 ใหเรียกวาประเทศไทยและบทแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ที่ใชคำวา “สยาม” ใหใชคำวา “ไทย” แทน ครั้งที่ 2 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช 2483 ใหยกเลิกความในมาตรา65แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ใหยืดอายุเวลาการมีสมาชิกประเภทที่ 2 ออกไปเปน 20 ป ครั้งที่ 3 รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร พุทธศักราช 2485 ใหยกเลิกความในมาตรา 18 ของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ถามีเหตุขัดของทำการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมได เมื่ออายุสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ครบสี่ปแลวใชขยายเวลาเ ลือกตั้งออกไปเปนคราวละไมเกินสองป รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ไมมีบทบัญญัติหาม ขาราชการประจำยุงเกี่ยวการเมือง จึงเปนผลใหบุคคลสำคัญของคณะราษฎรที่เปนขาราชการ ประจำสามารถเขาคุมตำแหนงทางการเมืองทั้งในสภาผูแทนราษฎรและในคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไมรับรองสิทธิในการตั้งพรรคการเมืองจึงทำใหไมสามารถรวมพลังเพื่อเสรีใน เรื่องอื่นๆ ไดรัฐบาลยังไดออกพระราชบัญญัติปองกันรัฐธรรมนูญ มีผลใหบุคคลจำนวนหนึ่ง ถูกจับกุมและลงโทษเพราะละเมิดพระราชบัญญัติดังกลาง ตอมา พ.ศ. 2489 ซึ่งเปนชวงสมัยที่ พันตรีควงอภัยวงศเปนนายกรัฐมนตรีและนายปรีดีพนมยงคเปนผูสำเร็จราชการแทนพระองค บุคคลทั้งสองพิจารณาวาสมควรจะเลิกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และไดปรับปรุงแกไขใหมเพราะไดใชรัฐธรรมนูญมาแลว 14 ป เหตุการณ บานเมืองเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงไดมีรัฐธรรมนูญฉบับใหมเปนฉบับที่ 3 3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศใชเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีทั้งหมดรวม 96 มาตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีแนวทางในการดำเนินการปกครองเปนประชาธิปไตย มากกวารัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 กลาวคือ สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง ให ประชาชนมีเสรีภาพรวมกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได
104.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน96 เปนการใหโอกาสรวมกลุมเพื่อรักษาประโยชนของตนและถวงดุลอำนาจของ กลุมอื่นอีกประการหนึ่งคือใหแยกขาราชการการเมืองออกจากขาราชการประจำ การแยกขาราชการการเมืองออกจากขาราชประจำทำความไมพอใจแกกลุมขาราชการ ที่มีบทบาททางการเมืองนับแตมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประกอบในระยะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเอก ผิน ชุณหะวัน นำทหารกอการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ไดยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 3 หลังจากที่ประกาศใชไดเพียง 18 เดือน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ประกาศใชในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยมีการอางเหตุผลในการเปลี่ยน รัฐธรรมนูญฉบับที่3วา “เพราะประเทศชาติอยูในภาวะวิกฤติประชาชนไดรับ ความลำบากเพราะขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ราคาสินคาสูงขึ้น มี ความเสื่อมทรามในศีลธรรมรัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูเปนเหตุใหประเทศชาติ ทรุดโทรม จึงขอใหยกเลิกและมาใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมที่จะชวยจรรโลงชาติ และบำบัดยุคเข็ญใหเขาสูภาวะปกติ” มีทั้งหมด 98 มาตรา 5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เกิดขึ้นโดย สภารางรัฐธรรมนูญ ประกาศใชบังคับเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492 มีทั้งหมด188มาตราซึ่งนับวาเปนรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่ง แตในที่สุด ก็ถูก ฉีกทิ้ง" เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 โดยการทำ รัฐประหารภายใตการนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมอายุการประกาศ และบังคับใช 2 ป 8 เดือน 6 วัน 6. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 หลังจากที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ถูกใชได เพียง 2 ปเศษ ก็มีการทำรัฐประหาร เพื่อนำเอารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 กลับมา ใชอีกครั้งโดยอางวารัฐธรรมนูญพ.ศ.2492นั้นใหสิทธิเสรีภาพมากเกินไปทำให ไมสามารถปองกันภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสตได จึงไดเกิดการรัฐประหาร นำรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2475 ฉบับแกไขเพิ่มเติม (พ.ศ. 2482 กับ พ.ศ. 2483)มาใชแทนเปนการชั่วคราวไปพลางกอนและใหสภาผูแทนราษฎรประชุม
105.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 97 ปรึกษาเพื่อแกไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวใหสมบูรณยิ่งขึ้น เพื่อใชเปน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรตอไป ซึ่งก็ไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาราง รัฐธรรมนูญ จำนวน 24 คน เมื่อไดดำเนินการเสร็จแลว จึงไดเสนอตอผูแทน ราษฎร และสภามีมติเห็นชอบ จึงไดประกาศมีผลใชบังคับตั้งแตวันที่ 8 มีนาคม 2495 ประกอบดวยบทบัญญัติทั้งหมด 123 มาตรา โดยมีบทบัญญัติเดิมของ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 อยูเพียง 41 มาตราเทานั้น นอกนั้นอีก 82 มาตรา เปนบทบัญญัติที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวนั้น สวนใหญก็นำ มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 นี้จึงมีลักษณะผสม ผสานกันระหวางรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับขางตน นั่นเอง ในระหวางที่มีการใช รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปไดประมาณ 5 ป ไดเกิดการเลือกตั้งที่มีความไมบริสุทธิ์ และเปนธรรม โดยการเจาหนาที่ผูดำเนินการเลือกตั้งไมสุจริต มีการโกงการ เลือกตั้งใหแกผูสมัครพรรคเสรีมนังคศิลาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย เฉพาะตามหนวยเลือกตั้งหลายหนวยเลือกตั้งหลายหนวยในจังหวัดพระนคร กรณีนี้เปนสาเหตุสำคัญที่ทำใหคณะรัฐประหารภายใตการนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต ไดทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500และประกาศยุบเลิกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้ง2ประเภทแตก็มิไดยกเลิก รัฐธรรมนูญ ทวายังคงใหใชรัฐธรรมนูญตอไป ในขณะเดียวกัน ก็กำหนดใหมี การเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 ภายใน 90 วัน เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบรอย แลวกลับปรากฏวาการบริหารราชการแผนดินก็ไมเปนไปโดยราบรื่นนักในที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จึงไดถูก “ฉีกทิ้ง” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยการทำ รัฐประหารอีกครั้งหนึ่งของคณะรัฐประหารชุดเดิมซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ในฐานะผูบัญชาการทหารสูงสุด และผูบัญชาการทหารบกเปนหัวหนาคณะ ปฏิวัติรวมอายุการประกาศและบังคับใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ทั้งสิ้น 6 ป 7 เดือน 12 วัน 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศใชเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2502 หลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ยกเลิก รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 (ฉบับที่ 6) และประกาศใหสมาชิกภาพแหงสภาผูแทนราษฎร และคณะ รัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยคณะปฏิวัติทำหนาที่บริหารประเทศ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ผูที่เปนทั้งหัวหนาคณะปฏิวัติและเปนผูบัญชาการสูงสุด ไมมีการ
106.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน98 แบงแยกอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการใหออกจากกัน คณะปฏิวัติเปนผูสั่งการ เปนผูใชอำนาจ ประเทศไทยจึงมีการปกครองโดย ปราศจากรัฐธรรมนูญเปนเวลา101วันนับตั้งแตวันที่20ตุลาคม2501จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2502 จึงไดประกาศใชธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญไทยที่สั้นที่สุด คือ มีเพียง 20 มาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแมจะดชื่อวาเปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อรอการ รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แตถูกใชเปนเวลายาวนานรวมถึง 9 ป 4 เดือน 20 วัน จนกระทั่งถูกยกเลิกอยาง “สันติ” เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญรางรัฐธรรมนูญฉบับ ถาวรแลวเสร็จและประกาศบังคับใชเปนรัฐธรรมนูญฉบับใหม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศใชเมื่อวันที่20มิถุนายน2511มีทั้งหมด183มาตราถือเปนรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 ของไทย ซึ่งถูกยกรางโดยสภารางรัฐธรรมนูญเปนรัฐธรรมนูญที่ใช เวลาในการยกรางจัดทำยาวนานที่สุดถึง 9 ปเศษ แตทวากลับมีอายุการใชงาน เพียง 3 ป 4 เดือน 27 วัน กลาวคือ หลังจากใชบังคับไดไมนานนัก เพราะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชขาราชการประจำเปนเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของ รัฐบาล โดยฝายวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจที่สำคัญเทาเทียมกับสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ยังหามมิใหสมาชิก ผูแทนราษฏรเปนรัฐมนตรีในคณะเดียวกันดวย จึงเทากับกีดกันมิใหผูแทน ราษฏร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเขามามีสวนรวมในการใชอำนาจบริหารอันเปน ความปรารถนาของนักการเมืองทุกคนจึงสรางความไมพอใจใหแกผูแทนราษฎร เปนอยางมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อปรากฏวา รัฐบาลไมสนับสนุนจัดสรร งบประมาณแผนดินใหแกผูแทนราษฏรในรูปของงบประมาณจังหวัด อันเปน ขอเรียกรองของผูแทนราษฎรเพื่อพวกเขาจะไดเงินงบพัฒนาจังหวัดไปใชใหเกิด ประโยชนในการเลือกตั้งครั้งตอไปจึงทำใหผูแทนราษฎรรวมหัวกันพยายาม จะตัดเงินงบประมาณที่รัฐบาลเสนอขออนุมัติจากสภาทุกปทำใหตองมีการเจรจา ตอรองกันอยางหนักกวาจะตกลงกันได ดวยเหตุนี้ รางพระราชบัญญัติ งบประมาณของรัฐบาล จึงประกาศใชลาชาทุกป คณะทหารและบรรดา ขาราชการประจำที่ไมชอบตอการบริหารงานแบบประชาธิปไตยดังนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ก็จึงถูก “ฉีกทิ้ง” อีกครั้งหนึ่ง โดย การทำรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเปนนายกรัฐมนตรี
107.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 99 และผูบัญชาการสูงสุดในขณะนั้น และก็ไดนำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มาแกไขปรับปรุงรายละเอียดใหมเล็กนอยกอนประกาศใชบังคับ 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใชเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 มีทั้งหมด 23 มาตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไดนำเอาอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 17 มาบัญญัติไว อีกดวย ขณะที่มีเวลาใชบังคับอยูเพียง 1 ป 9 เดือน 22 วัน ตองถูกยกเลิกไป เมื่อเกิดเหตุการณ วันมหาวิปโยค เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 สืบเนื่องจาก การที่มีกลุมบุคคลไมพอใจที่รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ใชเวลา รางรัฐธรรมนูญฉบับใหมนานเกินไปทั้งๆที่เคยรางรัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแลว กลุมดังกลาวประกอบดวยผูนำนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เริ่มรณรงค เรียกรองใหรัฐบาลประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยเร็ว ปรากฏวา รัฐบาล กลับตอบโตการเรียกรองดังกลาว โดยการจับกุมกลุมผูเรียกรองรัฐธรรมนูญ จำนวน13คนโดยตั้งขอหาวาเปนการทำลายความสงบเรียบรอยภายในประเทศ และมีการกระทำอันเปนคอมมิวนิสต รวมทั้งใชอำนาจตามมาตรา 17 แหง รัฐธรรมนูญฉบับที่9ควบคุมผูตองหาดังกลาวในระหวางการสอบสวนโดยไมมี กำหนด ทำใหศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศไทย ตองออกมาเคลื่อนไหว ใหรัฐบาลปลอยตัวผูตองหาทั้งหมดโดยไมมีเงื่อนไข และขอใหรัฐบาลประกาศ ใชรัฐธรรมนูญใหมภายใน 1 ปดวย แตรัฐบาลไมยอมปฏิบัติตามขอเรียกรอง นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนจึงไดเดินทางมาชุมนุมกันณมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร จำนวนเรือนแสน วันที่13 ตุลาคม 2516 ในตอนบายๆ ฝูงชนก็ได เดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรผานถนนราชดำเนินไปชุมนุมอยูที่ บริเวณพระบรมรูปทรงมา จนกระทั่ง ชวงเชามืดของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 กลุมผูชุมนุมจำนวนหนึ่ง ปะทะกับกองกำลังของเจาหนาที่ตำรวจอยาง รุนแรง ที่ขางพระตำหนักจิตรลดา เหตุการณลุกลามใหญโต จนในที่สุด ก็นำไปสูการ จลาจลครั้งสำคัญในประวัติศาสตรไทย โดยมีผูเสียชีวิตนับรอย และบาดเจ็บอีก เปนจำนวนมาก ขณะที่สถานที่ราชการตางๆ อันเปนสัญลักษณของอำนาจ เผด็จการ ก็ไดถูกประชาชนเผาทำลายไปหลายแหงดวยเชนกัน 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ประกาศใชเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น 238 มาตรา เปน รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ไดชื่อวาเปนประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะวามีบท
108.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน100 บัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางกาวหนาและเปนแบบเสรีนิยมมากขึ้นในหลาย เรื่องดวยกัน เริ่มตน ในหมวด 1 บททั่วไป ไดมีบทบัญญัติหามมิใหมีการ นิรโทษกรรมแกผูกระทำการลมลงสถาบันกษัตริย หรือรัฐธรรมนูญ และ หมวด 2 พระมหากษัตริย ไดบัญญัติขึ้นเปนครั้งแรกวา ในการสืบราชสัตติวงศ นั้นในกรณีที่ไมมีพระราชโอรส รัฐสภาอาจใหความเห็นชอบในการให พระราชธิดาสืบราชสัตติวงศได นอกจากนั้น ยังมีบทบัญญัติอันเปนการเพิ่ม หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และประโยชนของประชาชนไวมากกวา รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผานๆมากอนหนานั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไดรับการแกไข เพิ่มเติม 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2518 ในเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง วุฒิสมาชิกจากเดิมใหประธานองคมนตรี เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ เปลี่ยนมาเปนนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแกไขเพิ่มเติมเพียง ครั้งเดียวและมีระยะเวลาการใชเพียง2ปก็ถูก“ฉีกทิ้ง”โดยประกาศของ “คณะ ปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ซึ่งมีพล.ร.อ.สงัดชลออยูผูบัญชาการทหารสูงสุด และผูบัญชาการทหารเรือ เปนหัวหนาคณะปฏิรูป เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 หลังจากปฏิวัติลมรัฐบาล อันเนื่องมาจากเหตุการณนองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519แลวคณะปฏิวัติก็ไดแตงตั้งนายธานินทรกรัยวิเชียรขึ้นเปนนายกรัฐมนตรี พรอมๆ กับประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 โดยมีบัญญัติเพียง 29 มาตราเทานั้น ตอมาเกิดการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูป การปกครองแผนดิน ชุดเดิมในชื่อใหมวา “คณะปฏิวัติ” ในวันที่20ตุลาคม2520ซึ่งมีหัวหนาคนเดิม คือ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ดังนั้นอายุการบังคับใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงแค 1 ป เทานั้น 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดจากการทำรัฐประหารของคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม2520 โดยคณะปฏิวัติใหเหตุผลในการปฏิวัติวา “เพราะภัยคุกคามของ คอมมิวนิสต” หลังจากยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 11 แลว คณะปฏิวัติไดจัดตั้ง คณะกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ตามหลักการที่คณะปฏิวัติ กำหนดไว จากนั้น คณะปฏิวัติจึงไดประกาศใชธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 รัฐธรรมนูญฉบับนี้
109.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 101 มีบทบัญญัติ 32 มาตรา และถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 เนื่องจาก การประกาศใชธรรมนูญฉบับใหมคือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาไทยพุทธศักราช 2521 อันเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ของประเทศไทย 13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 เปนผลจากการรางของคณะกรรมาธิการรางรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติ แหงชาติ ตามขอกำหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ซึ่งรางรัฐธรรมนูญใหมขึ้นเพื่อใชแทนรัฐธรรมนูญเกา และสภานิติบัญญัติ แหงชาติไดใหความเห็นชอบ แลวประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ ตั้งแตวันที่ 22 ธันวาคม 2521 มีทั้งหมด 206 มาตรา สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นับวา เปนประชาธิปไตยพอสมควร หากไมนับบทบัญญัติเฉพาะกาลที่มีผลใชบังคับ อยูในชวง 4 ปแรกของการใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดมีความพยายามที่จะแกไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยูหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดทายก็ประสบความสำเร็จ เมื่อป พ.ศ. 2528 วาดวยเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยแกไขจากแบบรวมเขต รวมเบอร หรือคณะเบอรเดียว มาเปนการเลือกตั้งแบบผสมเขตละไมเกิน 3 คน การแกไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ถือวาเปนการแกไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ขณะที่การแกไข เพิ่มเติมอีกครั้ง คือ ครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นในป พ.ศ. 2532 เกี่ยวกับเรื่องประธาน รัฐสภา โดยแกไขใหประธานสภาผูแทนราษฎรดำรงตำแหนงเปนประธาน รัฐสภารัฐธรรมนูญฉบับที่13ไดใชบังคับเปนเวลาคอนขางยาวนานถึง12ปเศษ แตก็ถูก “ยกเลิก” โดยคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (ร.ส.ช.) ภายใตการนำของพลเอกสุนทรคงสมพงษไดเขาทำการยึดอำนาจการปกครอง ประเทศจากรัฐบาลของนายกฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (ร.ส.ช.) ไดทำการยึด อำนาจแลว ก็กำหนดใหรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ วุฒิสภา สภาผูแทนราษฎรคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยชี้แจงถึงเหตุผลและ ความจำเปนของการเขายึดและและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ โดย กลาวหารัฐบาลและผูบริหารประเทศวา “มีพฤติการณการฉอราษฎรบังหลวง ขาราชการการเมืองใชอำนาจกดขี่ขมเหงขาราชการประจำผูซื่อสัตยสุจริตรัฐบาล เปนเผด็จการทางรัฐสภาการทำลายสถาบันการทหารและการบิดเบือนคดีลมลาง
110.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน102 สถาบันกษัตริย” ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ประกาศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 มีทั้งหมด 33 มาตรา มีระยะเวลาการใชบังคับ 9 เดือน 8 วัน ก็ถูกยกเลิกไป จากผลการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มักจะถูกเรียกขานกับวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับ ร.ส.ช.” เพราะเปนผลงานการ ยกรางและจัดทำของสภานิติบัญญัติแหงชาติ อันประกอบดวยสมาชิกจำนวน 292 คน ซึ่งพระมหากรัษตริยทรงแตงตั้งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภา รักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ประกาศใชเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 มี ทั้งหมด 233 มาตรา ในการรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 นี้มีประเด็นปญหาทาง กฎหมายรัฐธรรมนูญหลายประเด็น อันกอใหเกิดความขัดแยงทางความคิด ระหวางคณะกรรมาธิการ พิจารณารางรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแหงชาติ กับสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวา นายกรัฐมนตรีตองเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร เพราะประชาชนตางเขาใจกันดีวา การกำหนดให บุคคลภายนอกเขามาเปนนายกรัฐมนตรีไดนั้น เทากับวาเปนการเปดโอกาสให มีการสืบทอดอำนาจใหกับคณะร.ส.ช.ออกไปไดอีกในที่สุดเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ มีผลบังคับใช บทบัญญัติมาตรา 159 ก็ไดเปดโอกาสใหเชิญบุคคลภายนอก มาเปนนายกรัฐมนตรีได และหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องดวยปญหาบางประการ ทำใหพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากในฐานะ พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ไดเชิญนายทหารในคญะ ร.ส.ช. คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ใหมาเปนนายกรัฐมนตรี พรอมกับเหตุผลที่วา “เสียสัตย เพื่อชาติ” ซึ่งนับวาเปนการทวนกระแสกับความรูสึกของประชาชน ไมนอย เพื่อที่จะควบคุมสถานการณเอาไวรัฐบาลก็เลยออกคำสั่งใหทหารและตำรวจเขา สลายการชุมนุมของกลุมประชาชนซึ่งรวมตัวกันประทวงอยูที่บริเวณอนุสาวรีย ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน ในชวงระหวาง วันที่ 17 ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 แตทวากลับเปนการนำสูเหตุการณนองเลือดที่เรียกกันวา เหตุการณ พฤษภาทมิฬ ในที่สุด ซึ่งตอมาสถานการณตางๆ ก็บีบรัด จนทำใหพลเอก สุจินดาตองลาออกจาก ตำแหนงนายกรัฐมนตรีไปอยางจำยอม รัฐบาลชั่วคราว ภายหลังเหตุการณดังกลาว และบรรดาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในขณะนั้น ไดดำเนินการแกไข วิกฤตการณอันสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ โดยเสนอใหมี การแกไขรัฐธรรมนูญ รวม 4 ฉบับ ซึ่งนับวาเปนความสำเร็จครั้งแรกที่สมาชิก
111.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 103 สภาผูแทนราษฎรไดแสดงเจตนาเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการแกไข รัฐธรรมนูญไปสูความเปนประชาธิปไตยใหมากยิ่งขึ้น แตทวาความสำเร็จใน ครั้งนี้ ก็เปนผลสืบเนื่อง มาจากการสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการเมือง ไทย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่15มีระยะเวลาใชบังคับรวมทั้งสิ้น5ป10เดือน 2 วัน ไดถูก “ยกเลิก” เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยการประกาศใชรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 มีทั้งหมด 336 มาตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 นี้ ถือเปนรัฐธรรมนูญที่ริเริ่มขึ้นโดยพรรคชาติไทย มีนายบรรหาร ศิลปอาชา เปนนายกรัฐมนตรีในคณะนั้น ไดแตงตั้งคณะกรรมการปฏิรูป การเมืองเขามาดำเนิน และไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาราง รัฐธรรมนูญขึ้นมา และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน โดย 76 คน เปนตัวแทนของแตละจังหวัด และอีก 23 คน มาจากผู เชี่ยวชาญหรือผูมีประสบการณ ซึ่งถือวาเปนรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ฉบับเดียวของประเทศไทย โดยกอนนหนานี้ 15 ฉบับมาจากคณะรัฐมนตรีที่มา จากการแตงตั้ง หรือรัฐบาลทหารเจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 คือการ ปฏิรูปการเมือง โดยมีเปาหมาย 3 ประการ คือ 1) ขยายสิทธิ เสรีภาพ และสวนรวมของพลเมือง 2) การเพิ่มการตรวจสอบการใชอำนาจรัฐโดยประชาชน เพื่อใหเกิด ความสุจริตและโปรงใสในระบอบการเมือง 3) การทำใหระบบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ไดสิ้นสุดลงดวยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปนนายกรัฐมนตรี โดยคณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข นำโดย พลเอกสนธิบุญยกลินผูบัญชาการทหารบกไดออกประกาศรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 ทั้งนี้ คณะปฏิรูปฯ ไดออก ประกาศคงบทบัญญัติบางหมวดของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2549 ไวภายหลัง
112.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน104 17. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 มีทั้งหมด 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวที่หัวหนาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนผูสนองพระบรมราชโองการ หลังจากที่ได กระทำการรัฐประหารเปนผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 สิ้นสุดลง เมื่อมีการประกาศใชแหงราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปจจุบัน) ประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีทั้งหมด 309 มาตรา ดำเนินการยกราง โดยสภารางรัฐธรรมนูญ (สสร.) ระหวาง พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ภายหลังการ รัฐประหารในประเทศโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เมื่อรางเสร็จ และไดรับความ เห็นชอบฝายนิติบัญญัติแลวไดมีการเผยแพรใหประชาชนทราบและจัดใหมีการ ลงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบ หรือไมเห็นชอบในการรางรัฐธรรมนูญจาก ประชาชนทั้งประเทศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผลปรากฏวามีผูลงมติ เห็นชอบ รอยละ 57.81 และไมเห็นชอบ รอยละ 42.19 รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังคงมีผลบังคับใชในปจจุบัน ทามกลางเสียง เรียกรองใหมีการแกไขแตตกลงกันไมไดวาจะแกไขประเด็นใดบางซึ่งเปนเรื่อง ที่ตองรอดูกันตอไปวาจะเปนอยางไร จากความเปนมาของรัฐธรรมนูญที้ง 18 ฉบับ เมื่อศึกษาใหดีจะพบวามีที่มาใน 2 ลักษณะ คือ 1. มุงใชเปนการถาวร มักใชชื่อวา “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร” 2. มุงใชบังคับเปนการชั่วคราว มักใชชื่อวา “ธรรมนูญการปกครอง” รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใชบังคับเปนเวลานาน เชน ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ใช บังคับเปนเวลา 9 ปเศษ แตรัฐธรรมนูญฉบับใชบังคับในระยะสั้นๆ เพราะเปนรัฐธรรมนูญที่มี หลักการสอดคลองกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตไมสอดคลองกับโครงสราง อำนาจทางการเมืองของประชาชนอยางแทจริง ทวาตกอยูในมือของกลุมขาราชการประจำ
113.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 105 โดยเฉพาะอยางยิ่งคณะนายทหารระดับสูง ดวยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุงจะใชบังคับเปนการถาวร จึงมักจะถูกยกเลิกโดยการทำรัฐประหาร โดยคณะผูนำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหารซึ่ง มีชื่อเรียกแตกตางกันไป เชน คณะปฏิวัติ คณะปฎิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอย ยึดอำนาจไดสำเร็จที่จะประกาศใชรัฐธรรมนูญที่มุงจะใชบังคับเปนการถาวรแลวก็จะมีการ เลือกตั้ง และตามดวยการจัดตั้งรัฐบาลใหมตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แลวก็ ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพรอมทั้งจัดใหมีการรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหมอีกครั้ง มีการรางแลวรางอีก หมุนเวียนเปนวงจรการเมืองของรัฐบาลไทยมาอยางตอเนื่องเปนเวลานาน นับหลาย สิบปนับตั้งแตเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เปนตนมา แมจะเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเปนเหตุการณที่ประชาชนเขารวมเรียกรอง รัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยมากที่สุดเปนประวัติการณ หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เพราะขณะทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองนั้น จอมพล ถนอมดำรงตำแหนงเปนนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และเมื่อมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พรอมกับเตรียมรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามวงจรการเมืองของ ไทยที่เคยเปนมา ก็เกิดกระบวนการเรียกรองรัฐธรรมนูญ จนนำไปสูเหตุการณนองเลือดเมื่อ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนทำใหจอมพลถนอม กิตติขจร ตองลาออกจากตำแหนงนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศไทย และแมตอมาจะมีการรางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ที่เปน รัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักการที่เปนประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่งแตในที่สุดก็มีการทำรัฐประหารอีก และก็เกิดเหตุการณนองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำใหวงจรการเมืองไทยหมุนกลับไป สูวงจรเดิม คือ รัฐประหาร ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร จัดใหมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และทำรัฐประหารยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซ้ำซาก วนเวียนอยูในวังวนตอไปไมจบไมสิ้น ดวยเหตุนี้กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยที่ผานมาจึงมีสภาพชะงักงัน ในขั้นตอนของการพัฒนาไปสูเปาหมายอุดมการณประชาธิปไตยตลอดมา วัฏจักรของความ ไมตอเนื่องดังกลาวขางตน มีสภาพเปนวงจร ดังภาพ
114.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน106 จนกระทั้งเกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพื่อแกไขปญหาของระบบการเมืองไทย ทั้งระบบหลังการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. 2534 และเกิดเหตุการณนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ เดือนพฤษภาคม2535ในที่สุดกระบวนการปฏิรูปการเมืองก็ไดนำไปสูการรางรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 ซึ่งถือวาเปนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งใชมาจนถึงเหตุการณการปฏิรูปการปกครอง ในป พ.ศ. 2549 และนำไปสูการรางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และจัดใหมีการลงประชามติรับราง รัฐธรรมนูญเปนครั้งแรกของประเทศไทย และใชมาจึงถึงปจจุบัน 1.2 หลักการและเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย จากการศึกษาความเปนมาของรัฐธรรมนูญนั้นพบวา มีความสัมพันธกับการ เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแตปพ.ศ.2475และไมวาจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม กระแสการเรียกรองใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเรียกรองใหรัฐธรรมนูญ มีความเปนประชาธิปไตย ก็เกิดขึ้นอยางตอเนื่องและมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ หากศึกษา ถึงมูลเหตุของการเรียกรองใหมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญใน ประเทศไทยนั้น พบวาการประกาศใชรัฐธรรมนูญมีเปาหมายสำคัญอยางนอย 2 ประการ คือ รัฐธรรมนูญฉบับถาวร การเรียกรองรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การกบฎ การตอตาน รัฐบาลของคณะยึด วิกฤตการณในสภา อำนาจธรรมนูญชั่วคราว วิกฤตศรัทธา ปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป
115.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 107 1. เปนหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผูปกครองจะละเมิด มิได 2. เปนบทบัญญัติที่กลางถึงขอบเขตอำนาจหนาที่ของผูปกครอง และปองกัน มิใหผูปกครองใชอำนาจตามอำเภอใจ ดังนั้นในการประกาศใชรัฐธรรมนูญแตละฉบับคณะผูยกรางจึงไดเขียนหลักการและ เจตนารมณในการจัดทำไวทุกครั้ง ซึ่งหลักการและเจตนารมณที่คณะผูยกรางเขียนไวนั้น ชวยใหคนรุนหลังไดมีความรูความเขาใจในเนื้อหาที่มาของรัฐธรรมนูญแตละฉบับวา มีมา อยางไรรวมทั้งสภาพสังคมในชวงเวลานั้นดวย ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอยางหลักการและ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง แผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช 2475” และรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ดังนี้ 1. หลักการและเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติ ธรรมนูญ การปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475"” สรุปสาระ สำคัญ คือ 1) ประกาศวาอำนาจสูงสุดของประเทศเปนของราษฎร (มาตรา 1) ซึ่งแสดง ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน ระบอบประชาธิปไตย 2) พระมหากษัตริยเปนประมุขของประเทศ กิจการสำคัญของรัฐทำในนาม ของพระมหากษัตริย 3) เปนการปกครองแบบสมัชชา โดยกำหนดให คณะกรรมการราษฎร ซึ่งมี จำนวน 15 คน ทำหนาที่บริหารราชการแผนดินดำเนินการใหเปนไปตาม วัตถุประสงคของสภาผูแทนราษฎร 4) เริ่มมีรัฐสภาขึ้นเปนครั้งแรก โดยกำหนดใหเปนสภาเดียว คือ สภา ผูแทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจสูงสุด กลาวคือ - ตรากฎหมาย - ควบคุมดูแลราชการ กิจการของประเทศ - มีอำนาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และ ขาราชการทุกระดับชั้นได โดยคณะกรรมการราษฎร ไมมีอำนาจ ที่จะยุบสภาผูแทนราษฎร - วินิจฉัยการกระทำของพระมหากษัตริย 5) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดกำหนดอายุของผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และผูมี สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว 20 ปบริบูรณเทากัน สวนวิธีการเลือกตั้งเปนการ
116.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน108 เลือกตั้งทางออม คือ ใหราษฎรเลือกผูแทนตำบลแลวผูแทนตำบล ก็เลือก สมาชิกสภาผูแทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง 6) ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย แตไมมีหลักประกันความ อิสระของผูพิพากษา 2. หลักการและเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สรุปสาระสำคัญไดดังนี้ 1) คุมครอง สงเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนอยางเต็มที 2) ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน 3) การเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรม และจริยธรรม 4) ทำใหองคกรตรวจสอบมีความอิสระ เขมแข็ง และทำงานอยางมี ประสิทธิภาพ
117.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 109 เรื่องที่2 โครงสรางและสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โครงสรางและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับ มีวิวัฒนาการมาเปนลำดับ จากการศึกษาพบวามีโครงสรางและ สาระสำคัญที่บัญญัติไว ดังนี้ 1) ประมุขแหงรัฐ สวนนี้จะระบุถึงองคพระมหากษัตริยและพระราชอำนาจ ของพระองค การแตงตั้งผูสำเร็จราชการ และการสืบราชสันตติวงศ 2) ระบอบการปกครอง สวนนี้จะระบุรูปแบบของรัฐและลักษณะการปกครองไว กลาวคือ ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 3) สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและหนาที่ สวนนี้รัฐธรรมนูญระบุไวโดยในสวน ของสิทธิ เชน ลัทธิ เชน สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล เปนตน ในสวนของความเสมอภาค เชน การไมเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ สีผิวรายไดและสภาพรางกายเปนตนในสวนของหนาที่เชนประชาชนมีหนาที่ ตองไปเลือกตั้งมีหนาที่ตองเสียภาษีและมีหนาที่ตองรักษาชาติศาสนาพระมหา กษัตริย เปนตน 4) แนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ สวนนี้จะระบุแนวนโยบายที่จะทำใหประเทศ มีความมั่นคง มีความเจริญเติบโต มีสันติสุข และประชาชนมีมาตรฐานการ ครองชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เชน การรักษาธรรมชาติ การสรางความเขมแข็ง ของชุมชน การกระจายรายไดที่เปนธรรม เปนตน 5) อำนาจอธิปไตย สวนนี้จะกำหนดสถาบันที่ใชอำนาจอธิปไตย ไดแก ฝาย บริหารฝายนิติบัญญัติ และฝายตุลาการ รวมถึงความสัมพันธระหวางสถาบัน ทั้งสามสถาบัน 6) การตรวจสอบการใชอำนาจรัฐ สวนนี้จะระบุกลไกที่ใชสำหรับตรวจสอบการ ทำงานของรัฐเพื่อใหเกิดความโปรงใสและความบริสุทธิ์ยุติธรรม เ ชน ศาล รัฐธรรมนูญ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะ กรรมการการเลือกตั้ง เปนตน รัฐธรรมนูญแตละฉบับจะกำหนดโครงสรางและสาระสำคัญแตกตางกันไป การจะตัด หรือเพิ่มเรื่องใดเขาไปในรัฐธรรมนูญเปนเรื่องของความจำเปนในขณะนั้นๆ ซึ่งผูเรียนไมตอง
118.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน110 ยึดถือตายตัวเพราะสิ่งเหลานี้ เปนความเหมาะสมของสถานการณในแตละยุคสมัย โดยจะตอง พิจารณาบริบทของสภาพสังคมโดยรวมของทั้งประเทศและสถานการณของโลกประกอบดวย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเปนฉบับที่มีผลบังคับใชใน ปจจุบันแบงโครงสรางออกเปน 15 หมวด ดังนี้ หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด 4 หนาที่ของชนชาวไทย หมวด 5 แนวนโยบาลพื้นฐานแหงรัฐ หมวด 6 รัฐสภา หมวด 7 การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน หมวด 8 การเงิน การคลัง และงบประมาณ หมวด 9 คณะรัฐมนตรี หมวด 10 ศาล หมวด 11 องคกรตามรัฐธรรมนูญ หมวด 12 การตรวจสอบการใชอำนาจรัฐ หมวด 13 จริยธรรมของผูดำรงตำแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ หมวด 14 การปกครองสวนทองถิ่น หมวด 15 การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล เพื่อใหมีความรูความเขาใจเพิ่มมากขึ้น ผูเรียนสามารถศึกษารายละเอียดของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เพิ่มเติมได
119.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 111 เรื่องที่ 3 จุดเดนของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชน สิทธิและเสรีภาพ เปนรากฐานสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย การที่จะรูวาการปกครองของประเทศใดมีความเปนประชาธิปไตยไดมากนอยเพียงใด ตองดู ที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศนั้นๆ เปนสำคัญ ถาประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมาก ความเปนประชาธิปไตยของประเทศนั้นก็มีมาก หากสิทธิ เสรีภาพของประชาชนถูกจำกัด หรือถูก ริดรอนโดยผูมีอำนาจในการปกครอง ประชาธิปไตยก็จะมีไมได ดวยเหตุนี้กฎหมาย รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับ จึงไดบัญญัติ คุมครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไวและมีการ บัญญัติเพิ่มและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญที่ยังคงมีผลบังคับใชในปจจุบัน ไดบัญญัติไวเรื่องสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนไวอยางชัดเจนและเปนหมวดหมู ปรากฎอยูในหมวดที่ 3 ดังนี้ สวนที่ 1 บททั่วไป สวนที่ 2 ความเสมอภาค สวนที่ 3 สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล สวนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สวนที่ 5 สิทธิในทรัพยสิน สวนที่ 6 สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ สวนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สวนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา สวนที่ 9 สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สวนที่ 10 สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน สวนที่ 11 เสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม สวนที่ 12 สิทธิชุมชน สวนที่ 13 สิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ ผูเรียนสามารถศึกษารายละเอียดของสิทธิและเสรีภาพไดในเอกสารรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3 นอกจากจะบัญญัติสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวแลวรัฐธรรมนูญก็ยังไดบัญญัติ หนาที่ของประชาชนไวเชนกัน ดังตัวอยางหนาที่ของประชาชนชาวไทย ในหมวด 4 ของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งบัญญัติไว ดังนี้
120.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน112 1. บุคคลมีหนาที่พิทักษรักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ (มาตรา 70) 2. บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตาม กฎหมาย (มาตรา 71) 3. บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไปใชสิทธิหรือไมไปใชสิทธิโดย ไมแจงเหตุอันสมควรที่ทำใหไมอาจไปใชสิทธิได ยอมไดรับสิทธิหรือเสียสิทธิ ตามที่กฏหมายบัญญัติ การแจงเหตุที่ทำใหไมอาจไปเลือกตั้งและการอำนวย ความสะดวกใ นการไปเลือกตั้งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 72) 4. บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติ สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่น และอนุรักษ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73) 5. บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน ลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดำเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชนสวนรวม อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชน ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ในการปฏิบัติหนาที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวของกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งตอง วางตน ปน กลางทางการเมือง (มาตรา 74)
121.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 113 กิจกรรมที่ 10 1. เมื่อนักศึกษาไดศึกษาความเปนมาของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแลว ใหนักศึกษาลำดับวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยตามระยะเวลา …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. จากพระราชหัตถเลขาที่ทรงของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรง คาดหวังวา ประเทศไทยควรจะมีรูปแบบการปกครองเปนอยางไร และปจจุบัน ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองตามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงคาดหวังไวแลวหรือไม ถามี มีในเรื่องใดบาง …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
122.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน114 3. ใหนักศึกษาวิเคราะหวิถีชีวิตของนักศึกษาวา มีเรื่องใดบางในชีวิตของนักศึกษา ที่มีความเกี่ยวของกับบทบัญญัติในรัฐธรรรนูญฉบับที่ใชอยูปจจุบัน และความ เกี่ยวของนั้นเปนสิ่งที่นักศึกษามีความพึงพอใจแลวหรือตองการใหมีการเปลี่ยนแปลง …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 4. หากนักศึกษาจะนำหลักการสำคัญของระบบประชาธิปไตยมาใชในครอบครัว นักศึกษาจะนำหลัการนั้นมาใชและมีวิธีปฏิบัติอยางไรกับสมาชิกในครอบครัว จึงจะไดชื่อวาเปนครอบครัวประชาธิปไตยที่มองเห็นและสัมผัสไดอยางเปน รูปธรรม …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
123.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 115 สาระสำคัญ การอยูรวมกันในสังคมที่มีความแตกตางทั้งความคิด อาชีพ สถานะทางสังคม และ สภาพแวดลอม การศึกษาเรียนรู การพัฒนาการทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมือง การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนสวนหนึ่งที่จะ ทำให สังคมอยูไดอยางสงบสุขตามวิถีประชาธิปไตย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายสาเหตุและความเปนมาของการปฏิรูปการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ. 2475 ได 2. อธิบายการมีสวนรวมทางการเมืองและการอยูรวมกันอยางสันติในระบอบ ประชา ธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 พัฒนาการทางการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เรื่องที่ 2 การมีสวนรวมทางการเมืองและการอยูรวมกันอยางสันติ ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข สื่อประกอบการเรียนรู 1. ซีดี เหตุการณสำคัญการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 2. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต 3. บทความทางหนังสือพิมพ บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมือง และการอยูรวมกันในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
124.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน116
125.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 117 เรื่องที่ 1 พัฒนาการทางการปฏิรูปการเมือง เพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 1.1 พัฒนาการทางความคิดและเหตุการณสำคัญ กอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ไดรับอิทธิพลทางความคิดมาจากการติดตอกับกลุมประเทศทางตะวันตก โดยในกลุมประเทศ ทางยุโรปและสหรัฐอเมริกาไดมีการปฏิรูปการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตยในป พ.ศ. 2319 (ค.ศ. 1776) และเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในป พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) ประเทศไทยเริ่มติดตอทางการคากับประเทศอังกฤษเมื่อพ.ศ.2367ในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว หลังจากนั้นก็มีกลุมมิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาเขามาเผยแพร คริสตศาสนา คนไทยจึงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษ ศึกษาวิทยาการตางๆ โดยเฉพาะพระภิกษุ เจาฟา มงกุฎกลุมพระบรมวงศานุวงศและกลุมขาราชการก็ศึกษาวิชาการตางๆดวยดังนั้นสังคมไทย บางกลุมจึงไดมีคานิยมโลกทัศนตามวิทยาการตะวันตกในหลายๆดาน รวมทั้งแนวความคิด ในเรื่อง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่คอยๆ กอตัวขึ้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวเมื่อพระองคเสด็จขึ้นครองราชย ในปพ.ศ.2394จากการที่พระองคไดรับการศึกษาตามแนวทางของตะวันตกดวยทำใหพระองค ทรงตระหนักวาถึงเวลาที่ประเทศไทยจะตองยอมเปดสันติภาพกับประเทศตะวันตกในลักษณะ ใหมและปรับปรุงบานเมืองใหกาวหนาเยี่ยงอารยประเทศทั้งนี้เพราะเพื่อนบานกำลังถูกคุกคาม ดวยลัทธิจักรวรรดินิยม จึงทรงเปลี่ยนนโยบายตางประเทศของไทยมาเปนการยอมทำ สนธิสัญญาตามเงื่อนไขของประเทศตะวันตก และพยายามรักษาไมตรีนั้นไวเพื่อความอยูรอด ของประเทศ ตอมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดสงพระราชโอรสไป ศึกษาในตางประเทศจำนวนมาก ทั้งประเทศอังกฤษ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเดนมารก และในปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวขึ้นครองราชยตรงกับร.ศ.103(พ.ศ.2427) มีเจานายและขาราชการ จำนวนหนึ่งที่รับราชการ ณ สถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน และกรุง
126.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน118 ปารีส ไดรวมกันลงชื่อในเอกสารกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ราชการแผนดินร.ศ.103ทูลเกลาฯถวายณวันพฤหัสบดีแรม8ค่ำเดือน2ปวอกฉอศอศักราช 124 ตรงกับวันที่ 9 เดือนมกราคม พ.ศ. 2427 กราบบังคมทูลมีสาระสำคัญของคำกราบบังคมทูล 3 ขอ คือ 1. ภัยอันตรายจะมาถึงบานเมือง เนื่องจากการปกครองในขณะนั้น คือ ภัยอันตราย ที่จะมีมาจากประเทศที่มีอำนาจมากกวาประเทศไทย ถามหาอำนาจในยุโรป ประสงคจะไดเมืองใดเปนอาณานิคม ก็จะตองอางเหตุผลวาเปนภารกิจของชาว ผิวขาวที่มีมนุษยชาติ ตองการใหมนุษยมีความสุขความเจริญ ไดรับความ ยุติธรรมเสมอกัน ประเทศที่มีการปกครองแบบเกานอกจากจะกีดขวางความ เจริญของประเทศในเอเชียแลวยังกีดขวางความเจริญของประเทศที่เจริญรุงเรือง แลวดวยแลวสรุปวารัฐบาลที่มีการปกครองแบบเกาจัดการบานเมืองไมเรียบรอย เกิดอันตรายทำใหอันตรายนั้นมาถึงชาวยุโรป นับวาเปนชองทางที่ชาวยุโรป จะเขาจัดการใหหมดอันตราย และอีกประการหนึ่ง ถาปดประเทศไมใหคาขาย ก็จะเขามาเปดประเทศคาขายใหเกิดประโยชน ทั้งหมดเปนเหตุผลที่ประเทศ ในยุโรป จะยึดเอาเปนอาณานิคม 2. การที่จะรักษาบานเมืองใหพนอันตรายตองอาศัยการเปลี่ยนแปลงการบำรุงรักษา บานเมืองแนวเดียวกับที่ญี่ปุนไดทำตามแนวการปกครองของประเทศยุโรปและ การปองกันอันตรายที่จะบังเกิดขึ้นอยูหลายทาง แตคิดวาใชไมไดคือ 1) การใชความออนหวานเพื่อใหมหาอำนาจสงสารประเทศญี่ปุนไดใชความ ออนหวานมานานแลว จนเห็นวาไมไดประโยชน จึงไดจัดการเปลี่ยน การบริหารประเทศใหยุโรปนับถือ จึงเห็นวาการใชความออนหวานนั้น ใชไมได 2) การตอสูดวยกำลังทหารซึ่งก็เปนความคิดที่ถูกตอง กำลังทหารของไทย มีไมเพียงพอ ทั้งยังตองอาศัยซื้ออาวุธจากตางประเทศ หากไดรบกัน จริงๆ กับประเทศในยุโรป ประเทศในยุโรปที่เปนมิตร ประเทศของคู สงคราม กับประเทศไทยก็จะไมขายอาวุธใหประเทศไทยเปนแน 3) การอาศัยประโยชนที่ประเทศไทยมีเขตแดนติดตอกับประเทศที่เปน อาณานิคมของประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ และ ประเทศฝรั่งเศสอาจทำใหประเทศไทยเปนรัฐกันชน (Buffer State) และก็ คงใหมีอาณาเขตแดนเพียงเปนกำแพงกั้นระหวางอาณานิคม ประเทศไทย ก็จะเดือดรอนเพราะเหตุนี้
127.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 119 4) การจัดการบานเมืองเพียงเฉพาะเรื่อง ไมไดจัดใหเรียบรอยตั้งแตฐานราก ไมใชการแกปญหา 5) สัญญาทางพระราชไมตรีที่ทำไวกับตางประเทศ ไมมีหลักประกันวาจะ คุมครองประเทศไทยได ตัวอยางที่สหรัฐอเมริกาสัญญาจะชวยประเทศ จีนครั้นมีปญหาเขาจริงสหรัฐอเมริกาก็มิไดชวย และถาประเทศไทยไมทำ สัญญาใหผลประโยชนแกตางประเทศ ประเทศนั้นๆ ก็จะเขามากดขี่ให ประเทศไทยทำสัญญาอยูนั่นเอง 6) การคาขายและผลประโยชนของชาวยุโรปที่มีอยูในประเทศไทย ไมอาจ ชวยคุมครองประเทศไทยได ถาจะมีชาติที่หวังผลประโยชนมากขี้นมา เบียดเบียน 7) คำกลาวที่วา ประเทศไทยรักษาเอกราชมาไดก็คงจะรักษาไดอยางเดิม คำกลาวอยางนั้นใชไมไดในสถานการณปจจุบันซึ่งเปนเวลาที่ประเทศใน ยุโรปกำลังแสวงหาเมืองขึ้น และประเทศที่ไมมีความเจริญก็ตกเปนอาณา นิคมไปหมดแลว ถาประเทศไทยไมแกไขก็อาจจะเปนไปเหมือนกับ ประเทศที่กลาวมา 8) กฎหมายระหวางประเทศจะคุมครองประเทศที่เจริญและมีขนบ ธรรมเนียมคลายคลึงกับประเทศญี่ปุนไดแกไขกฎหมายใหคลายกับ ยุโรปก็จะไดรับความคุมครองประเทศไทยก็ตองปรับปรุงการจัดบานเมือง ใหเปนที่ยอมรับเชนเดียวกับประเทศญี่ปุน มิฉะนั้นกฎหมายระหวาง ประเทศก็ไมชวยประเทศไทยใหพนอันตราย 3. การที่จะจัดการตามขอ 2 ใหสำเร็จ ตองลงมือจัดใหเปนจริงทุกประการ และในหนังสือกราบบังคมของคณะผูกอการ ร.ศ.103 ไดเสนอความเห็นที่เรียกวา การจัดการบานเมืองตามแบบยุโรป รวม 7 ขอ คือ 1. ใหเปลี่ยนการปกครองจากแอบโสรูทโมนากี (Absolute Monarchy) ใหเปน การปกครองที่เรียกวา คอนสติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนประธานของบานเมือง มีขาราชการ รับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนสมเด็จพระเจาแผนดินทุกพระองคใน ยุโรป ที่มิตองทรงราชการเองทั่วไปทุกอยาง 2. การทำนุบำรุงแผนดินตองมีพวกคาบิเนต (Carbinet) รับผิดชอบและตองมี พระราชประเพณีจัดสืบสันติวงศใหเปนที่รูทั่วกัน เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแผนดิน จะไดไมยุงยาก และปองกันไมใหผูใดแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเองดวย
128.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน120 3. ตองหาทางปองกันคอรัปชั่นใหขาราชการมีเงินเดือนพอใชตามฐานานุรูป 4. ตองใหประชาชนมีความสุขเสมอกัน มีกฎหมายใหความยุติธรรมแกประชาชน ทั่วไป 5. ใหเปลี่ยนแปลงแกไขขนบธรรมเนียม และกฎหมายที่ใชไมไดที่กีดขวางความ เจริญของบานเมือง 6. ใหมีเสรีภาพในทางความคิดเห็น และใหแสดงออกไดในที่ประชุมหรือใน หนังสือพิมพ การพูดไมจริงจะตองมีโทษตามกฎหมาย 7. ขาราชการทุกระดับชั้นตองเลือกเอาคนที่มีความรู มีความประพฤติดี อายุ 20 ปขึ้นไป ผูที่เคยทำชั่วถอดยศศักดิ์ หรือเคยประพฤติผิดกฎหมาย ไมควรรับเขา ราชการอีก และถาไดขาราชการที่รูขนบธรรมเนียมยุโรปไดยิ่งดี ดังนั้น จะเห็นไดวาการพัฒนาการปกครองของประเทศ จึงเริ่มขึ้นมาตั้งแตสมัย รัชกาลที่ 5 จนมาถึงป 2455 ไดมีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่เรียกวา “กบฏ ร.ศ. 130” ในรัชสมัยของพระบาททสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพวกนายทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน รวมประมาณ 100 คนเรียกตัวเองวา คณะ ร.ศ. 130 ไดวางแผน การปฏิวัติการปกครองหวังใหพระมหากษัตริยพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทย คณะ ร.ศ. 130 ไดกำหนดวันปฏิวัติเปนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2455 อันเปนวันขึ้นปใหมของ ไทยสมัยนั้น แตคณะกอการคณะนี้ไดถูกจับกุมเสียกอนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ พ.ศ. 2454 1.2 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เหตุการณที่เกิดขึ้นจึงเปนวิวัฒนาการทางความคิดของคนไทยในเรื่องระบอบ ประชาธิปไตยที่คอยๆ กอตัวและมีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ และนับจาก กบฏ ร.ศ. 130 เมื่อ ป พ.ศ. 2445 เวลาผานไปอีก 20 ป จนถึงป พ.ศ. 2475 (วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงได เกิดเหตุการณเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของประเทศไทยขึ้น โดยคณะบุคคลที่ เรียกวา “คณะราฎร” ประกอบดวยทหารและพลเรือน ไดยึดอำนาจการปกครองจากพระมหา กษัตริย คือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่เจ็ด และเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุขอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อป พ.ศ. 2475 มีดังนี้ 1. คนรุนใหมที่ไดรับจากการศึกษาประเทศตะวันตก ไดรับอิทธิพลของลัทธิเสรี นิยม และแบบแผนประชาธิปไตยของตะวันตก จึงตองการนำมาปรับปรุง ประเทศชาติ
129.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 121 2. เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลไมสามารถแกไขได 3. ประเทศญี่ปุนและจีนไดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแลว ทำใหประชาชน ตองการเห็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายในบานเมืองเร็วขึ้น 4. เกิดความขัดแยงระหวางพระราชวงศกับกลุมที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง ซึ่งไมพอใจที่พระราชวงศชั้นสูงมีอำนาจและดำรงตำแหนงเหนือกวา ทั้งในราชการฝายทหารและพลเรือน ทำใหกลุมผูจะทำการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง ไมมีโอกาสมีสวนรวมในการแกไขปรับปรุงบานเมือง 5. พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไมอาจทรงใชอำนาจสิทธิ์เด็ดขาดในการ ปกครอง ทำใหผูที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองรูสึกวาพระองคตกอยูใตอำนาจ อิทธิพลของพระราชวงศชั้นสูง โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อพระบรมวงศานุวงวศได ยับยั้งพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ จึงทำใหเกิดความไมพอใจใน พระบรมวงศานุวงศและ การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยเพิ่มขึ้น 1.3 พัฒนาการทางการเมืองและการปกครอง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยไดกาวเขาสูระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แตแนวคิด ความรู ความ เขาใจในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังจำกัดอยูเฉพาะกลุมปญญาชนที่ไดรับการ ศึกษาจากตะวันตกเทานั้น จึงมีความขัดแยงทางความคิดทั้งในกลุมผูปกครอง ขาราชการและ ประชาชน จนเกิดเปน กบฎ ปฏิวัติและรัฐประหารสลับกันไปมา (ปญหาทางการเมืองและการ ปกครองของประเทศไทยหลังป พ.ศ. 2475 ที่ไมมีเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาล หรือผูปกครองประเทศมักไมเปนไปตามกติกา หรือระเบียบแบบแผนโดยสันติวิธี ตรงกันขาม มักเกิดการแยงชิงอำนาจดวยการใชกำลังอยูเนืองๆ ไมวาจะเปนไปในรูปของการจลาจล กบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหาร) ความหมายของคำเหลานี้เหมือนกันในแงที่วาเปนการใชกำลังอาวุธ ยึดอำนาจทางการเมืองแตมีความหมายตางกันในดานผลของการใชกำลังความรุนแรงนั้นกลาว คือ หากการยึดอำนาจครั้งใดที่ผูกอการทำการไมสำเร็จจะถูกเรียกวา “กบฏ” หากการยึด อำนาจนั้นสำเร็จและเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกวารัฐประหาร นับแตป พ.ศ. 2475 เปนตนมา ประเทศไทย มีการพัฒนาการทางการเมืองและการปกครองโดยเรียงลำดับตามระยะเวลาของ เหตุการณสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นได ดังนี้
130.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน122 1. พ.ศ. 2476 : การรัฐประหารครั้งที่ 1 โดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณนิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย นับเปนการกระทำรัฐประหารครั้งแรกใน ประวัติศาสตรการเมืองไทย ดวยการเปลี่ยนรัฐบาลและยึดอำนาจภยาในกลุม คณะราษฎรดวยกันเอง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 2. พ.ศ. 2476 : กบฎครั้งที่ 1 กบฏวรเดช ความขัดแยงระหวางคณะราษฎรและกลุมผูนิยมระบอบเกา ในป พ.ศ. 2476 ทำใหพระวรวงศเธอพระองคเจาบวรเดชและพวกกอการกบฏในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 เพื่อตั้งรัฐบาลใหม มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย แตถูกฝายรัฐบาลในขณะนั้นปราบได การกบฏครั้งนี้มี ผลกระทบ กระเทือนตอพระราชฐานะของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจายูหัว ทั้งๆ ที่ทรงวางพระองคเปนกลาง เพราะคณะราษฎรเขาใจวาพระองคทรง สนับสนุนการกบฏความสัมพันธระหวางรัชกาลที่7และคณะราษฎรจึงราวฉาน ยิ่งขึ้น ในตน พ.ศ. 2477 รัชกาลที่ 7 ไดเสด็จไปรักษาพระเนตรที่ประเทศ สหราชอาณาจักร และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 3. พ.ศ. 2478 : กบฏครั้งที่ 2 กบฏนายสิบ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2478 เมื่อทหารชั้นประทวนในกองพันตางๆ ซึ่งมี สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เปนหัวหนา ไดรวมกันกอการเพื่อเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพ และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ และหลวงพิบูลสงครามไวเปนประกัน แตรัฐบาลสามารถจับกุมผูคิดกอการ เอาไวไดหัวหนาฝายกบฏถูกประหารชีวิตโดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะ ตอมา 4. พ.ศ. 2482 : กบฏครั้งที่ 3 กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือ กบฏ 18 ศพ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2482 เนื่องจากความขัดแยงระหวาง หลวงพิบูล สงครามกับพระยาทรงสุรเดชตั้งแตกอนการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 การสนับสนุนพระยามโนปกรณนิติธาดา เหตุการณครั้งกบฏวรเดช และ เหตุการณพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามติดตอกันหลายครั้ง (ลอบยิง 2ครั้งวางยาพิษ1ครั้ง)การกอกบฏครั้งนี้เปนความพยายามที่จะลมลางรัฐบาลใน ขณะนั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหกลับไปสูระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย ดังเดิม
131.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 123 5. พ.ศ. 2490 : การรัฐประหารครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยคณะนายทหารกลุมหนึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัน เปนหัวหนา ไดเขายึดอำนาจรัฐบาลที่มีพลเรือตรี ถวัลย ธำรงนาวา สวัสดิ์ เปนนายกรัฐมนตรีไดสำเร็จ แลวมอบใหนายควง อภัยวงศ เปนนายก รัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลตอไป ขณะเดียวกันไดแตงตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนผูบัญชาการทหารแหงประเทศไทย 6. พ.ศ. 2491 : กบฏครั้งที่ 4 กบฏเสนาธิการ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 ไดบังคับใหนายควง อภัยวงศ ลาออกจากตำแหนงนายก รัฐมนตรี แลวมอบใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม เขาดำรงตำแหนงตอไป และนำมาสู “กบฏเสนาธิการ” 1 ตุลาคม 2491 ซึ่งพลตรีสมบูรณ ศรานุชิต และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เปนหัวหนาคณะและนายทหารกลุมหนึ่งวางแผน ที่จะเขายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และ ไดใหทหารเขาเลนการเมืองตอไป แตรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปน นายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจับกุมผูคิดกบฏไดสำเร็จ 7. พ.ศ. 2492 : กบฏครั้งที่ 5 กบฏวังหลวง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2492 นายปรีดี พนมยงค กับคณะนายทหารเรือ และพลเรือนกลุมหนึ่ง ไดนำกำลังเขายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเปนกอง บัญชาการ ประกาศถอดถอนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหาร ผูใหญหลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดรับการแตงตั้งเปนผูอำนวยการ ปราบปราม มีการสูรบกันในพระนครอยางรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝาย กอการกบฏไดสำเร็จ นายปรีดี พนมยงค ตองหลบพนีออกนอกประเทศ อีกครั้งหนี่ง ความพยายามยึดอำนาจครั้งนั้นถูกเรียกวา “กบฏวังหลวง” 8. พ.ศ. 2494 : กบฏครั้งที่ 6 กบฏแมนฮัตตัน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 เมื่อนาวาตรีมนัส จารุภา ผูบังคับการเรือ รบหลวงสุโขทัยใชปนจี้จอมพลป.พิบูลสงครามไปกักขังไวในเรือรบศรีอยุธยา นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหนาผูกอการไดสั่งใหหนวยทหารเรือมุงเขาสู พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสนประพันธ เปนนายก รัฐมนตรี เกิดการสูรบกันระหวางทหารเรือกับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูล
132.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน124 สงคราม สามารถหลบหนีออกมาได และฝายรัฐบาลไดปราบปรามฝายกบฏ จนเปนผลสำเร็จ 9. พ.ศ. 2494 : การรัฐประหารครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดทำ รัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไมสามารถควบคุมเสียงขางมากใน รัฐสสภาได 10. พ.ศ. 2497 : กบฏครั้งที่ 7 กบฏสันติภาพ เกิดขึ้นในยุคที่โลกตกอยูในสภาวะสงครามเย็น และประเทศไทยเปนยุคของ อัศวินตำรวจ รัฐบาลที่ไดอำนาจมาจากการกระทำรัฐประหารตั้งแตวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 นับเปนรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายทำสงครามกับฝาย คอมมิวนิสตอยางเต็มที่ ดวยการรื้อฟนกฎหมายคอมมิวนิสต 2495 และกวาดจับ ผูมีความคิดเห็นแตกตางจากรัฐบาลครั้งใหญที่รูจักกันในนาม “กบฏสันติภาพ” ในป พ.ศ. 2497 11. พ.ศ. 2500 : การรัฐประหารครั้งที่ 4 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนาคณะ นำกำลังเขายึดอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เปนนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลไดรับการคัดคานจากประชาชน อยางหนัก หลังการยึดอำนาจจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผา ศรียานนทตองหลบหนีออกไปนอกประเทศและตั้งนายพจนสารสินเปนนายก รัฐมนตรี 12. พ.ศ. 2501 : การรัฐประหารครั้งที่ 5 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนา ไดชื่อวาการปฏิวัติเงียบเพราะเปนการยึดอำนาจของตนเอง หลังการรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดเขาดำรงตำแหนงนายกรัฐมนตรี ประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมืองและใหสภาผูแทนราษฎรและ คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลง
133.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 125 13. พ.ศ. 2514 : การรัฐประหารครั้งที่ 6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรง ตำแหนงนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และผูบัญชาการ ทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารตัวเอง ประกาศยเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผูแทน ราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแหงชาติ ขึ้นทำหนาที่ฝายนิติบัญญัติ และให รางรัฐธรรมนูญใหเสร็จภายในระยะเวลา 3 ป 14. พ.ศ. 2514 : วันมหาวิปโยค การปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516 นับเปนจุดเปลี่ยนสำคัญใน ประวัติศาสตรการเมืองไทย เมื่อการเรียกรองใหมีรัฐธรรมนูญของนิสิต นักศึกษา และประชาชนกลุมหนึ่ง ไดแผขยายกลายเปนพลังประชาชน จำนวนมาก จนเกิดการปะทะสูรบกันระหวางรัฐบาลกับประชาชน เปนผลให จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค กิตติขจร ตองหลบหนีออกนอกประเทศ ไดนายกพระราชทาน คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ 15. พ.ศ. 2519 : การรัฐประหารครั้งที่ 7 ความตื่นตัวทางประชาธิปไตยที่กำลังเบงบานตองหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อ พลเอกสงัด ชลออยู และคณะนายทหารเขายึดอำนาจ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไมสามารถแกไข ปญหาได หลังการรัฐประหารไดมอบใหนายธานินทร กรัยวิเชียร ดำรงตำแหนง นายกรัฐมนตรี 16. พ.ศ. 2520 : กบฏครั้งที่ 8 กบฏ 26 มีนาคม 2520 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2520 นำโดยพลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหาร กลุมหนึ่ง ไดนำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เขายึดสถานที่ สำคัญ ฝายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใตการนำของพลเรือเอกสงัด ชลออยู ไดปราบปรามฝายกบฏเปนผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิต ตามคำสั่งนายกรับมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520
134.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน126 17. พ.ศ. 2520 : การรัฐประหารครั้งที่ 8 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู ใหทำการ รัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร กรัยวิเชียร โดยใหเหตุผลวา การบริหาร าน ของรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร ไมอาจแกไขปญหาสำคัญของประเทศ ทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรม ใหลุลวงไปอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งการปดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนทาทีของรัฐบาล ในเหตุการณลอบวางระเบิดใกลพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว ที่จังหวัดยะลา และตั้งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท เปนนายกรัฐมนตรี 18. พ.ศ. 2524 : กบฏครั้งที่ 9 กบฏยังเติรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 นำโดยพลเอกสัณห จิตรปฏิมา ดวยการ สนับสนุนของคณะนายทหารหนุมโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และ พันเอกประจักษสวางจิตรไดพยายามใชกำลังทหารในบังคับบัญชาเขายึดอำนาจ ปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท เปนนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกิดความแตกแยกในกองทัพบก แตการปฏิวัติลมเหลว ฝายกบฏยอมจำนนและ ถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได ตอมารัฐบาลไดออกกฎหมายนิรโทษกรรมแกผูมีสวนเกี่ยวของการกบฏในครั้งนี้ 19. พ.ศ. 2528 : กบฏครั้งที่ 10 กบฏทหารนอกราชการ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528 โดยคณะนายทหารนอกราชการที่พยายาม ยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท แตดำเนินการไมสำเร็จ ผูกอการ คือ พันเอกมนูญ รูปขจร และนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร ไดลี้ภัยไป สิงคโปรและเดินทางไปอยูในประเทศเยอรมนีตะวันตก 20. พ.ศ. 2534 : การรัฐประหารครั้งที่ 9 เกิดขึ้นเมื่อวันที่23กุมภาพันธ2534นำโดยพลเอกสุนทรคงสมพงษผูบัญชาการ ทหารสูงสุดหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ(รสช.)ยึดอำนาจจาก รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และแตงตั้งนาย อานันทปนยารชุนขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีทวารัฐบาลที่มีอายุเพียง1ปของรสช. ก็ตองประสบกับอุปสรรคในการเรียกรองรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยจาก ประชาชนอันนำมาสูการชุมนุมเรียกรองทางการเมืองที่กลายเปนชนวนเหตุของ เหตุการณพฤษภาทมิฬในป 2535 ภายหลังการเลือกตั้งที่พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีในเวลาตอมา
135.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 127 21. พ.ศ. 2549 : การรัฐประหารครั้งที่ 10 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผูบัญชาการ ทหารบกทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของพันตำรวจโททักษิณชินวัตร เรียกตนเองวาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหา กษัตริยทรงเปนประมุข จากพัฒนาการทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ป พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยางบอยครั้ง รวมทั้งเปนที่มาของ รัฐธรรมนูญฉบับตางๆ ดวย จะเห็นวามีพัฒนาการในทางที่ใหสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน มากขึ้น แมวาบางยุคสมัยจะถูกกลาวหาวาเปนเผด็จการก็ตาม เราก็จะเห็นพัฒนาการทาง การเมืองในภาคประชาชนที่คอยๆกอตัวขึ้นในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศจนคลายกับเปนความ ขัดแยงทางสังคม โดยเฉพาะอยางยิ่งหลังเหตุการณรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ไดทำใหเกิดความ คิดเห็นที่แตกตางของประชาชนทั้งประเทศอยางไมเคยเกิดขึ้นมากอน จนหลายฝายวิตกวา จะนำไปสูสงครามการเมือง แตเมื่อมองในดานดีจะพบวาในเหตุการณดังกลาวไดกอใหเกิด ความตื่นตัวของภาคประชาชน ในดานการเมืองทั้งประเทศอยางที่ไมเคยมีมากอน ความคิดเห็น ทางการเมืองตางกันที่เกิดขึ้นในเวลานี้เปนเรื่องใหมและยังไมมีความคิดเห็นที่ตรงกัน ตอง อาศัยระยะเวลาและการเรียนรูของผูคนทั้งประเทศที่จะตองอดทนเรียนรูและอยูรวมกันใหได ทามกลาง ความแตกตางและปรับความคิดเขาหากันใหถึงจุดที่พอจะยอมรับกันได สถานการณความแตกตางทางความคิดที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 จึง เปนโอกาสอันดีของผูคนในยุคสมัยนี้ที่จะรวมกันหาคำตอบและทางออกของเหตุการณวาเราจะ รวมกันหาทางออกของเหตุการณดวยสันติวิธีหรือดวยความรุนแรง ซึ่งเราทุกคนในเวลานี้ ลวนมีสวนรวมในการหาคำตอบและทางออกดวยกันทุกคน
136.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน128 เรื่องที่ 2 การมีสวนรวมทางการเมือง และการอยูรวมกันอยางสันติใน ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 2.1 การมีสวนรวมทางการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีหลักการพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ คือ 1. หลักการอำนาจอธิปไตยเปนของปวงชนประชาชนแสดงออกซึ่งการเปนเจาของ โดยใชอำนาจที่มีตามกระบวนการเลือกตั้งอยางอิสระและทั่วถึงในการใหไดมาซึ่งตัวผูปกครอง และผูแทนของตน รวมทั้งประชาชนมีอำนาจในการคัดคานและถอดถอนผูปกครองและ ผูแทนที่ประชาชนเห็นวามิไดบริหารประเทศในทางที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวม เชน มี พฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือคอรรัปชั่น (Corruption) 2. หลักเสรีภาพ ประชาชนทุกคนมีความสามารถในการกระทำหรืองดเวนการ กระทำอยางใด อยางหนึ่งตามที่บุคคลตองการ ตราบเทาที่การกระทำของเขานั้นไมไปละเมิด ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือละเมิดตอความสงบเรียบรอยของสังคมและความมั่นคง ของประเทศชาติ 3. หลักความเสมอภาคการเปดโอกาสใหประชาชนทุกคนสามารถเขาถึงทรัพยากร และคุณคาตางๆ ของสังคมที่มีอยูจำกัดอยางเทาเทียมกัน โดยไมถูกกีดกันดวยสาเหตุแหงความ แตกตางทางชั้นวรรณะ ทางสังคม ชาติพันธุ วัฒนธรรมความเปนอยู ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือดวยสาเหตุอื่น 4. หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม การใหความคุมครองสิทธิขั้น พื้นฐานของประชาชนทงใหเรื่องสิทธิเสรีภาพในทรัพยสิน การแสดงออก การดำรงชีพ ฯลฯ อยางเสมอหนากัน โดยผูปกครองไมสามารถใชอำนาจใดๆ ลิดรอนเพิกถอนสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนไดและไมสามารถใชอภิสิทธิ์อยูเหนือกฎหมาย หรือเหนือกวาประชาชนคนอื่นๆ ได 5. หลักการเสียงขางมาก (Majority rule) ควบคูไปกับการเคารพในสิทธิของ เสียงขางนอย (Minority Rights) การตัดสินใจใดๆ ที่สงผลกระทบตอประชาชนหมูมาก ไมวาจะเปนการเลือกตั้งผูแทนของประชาชนเขาสูระบบการเมือง การตัดสินใจของฝาย นิติบัญญัติ ฝายบริหารหรือฝายตุลาการ ยอมตองถือเอาเสียงขางมากที่มีตอเรื่องนั้นๆ เปน เกณฑในการตัดสินทางเลือก โดยถือวาเสียงขางมากเปนตัวแทนที่สะทอนความตองการ/
137.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 129 ขอเรียกรองของประชาชนหมูมาก หลักการนี้ตองควบคูไปกับการเคารพคุมครองสิทธิเสียง ขางนอยดวย ทั้งนี้ก็เพื่อเปนหลักประกันวาฝายเสียงขางมากจะไมใชวิธีการ “พวกมากลากไป” ตามผลประโยชน ความเห็นหรือกระแสความนิยมของพวกตนอยางสุดโตง แตตองดำเนินการ เพื่อประโยชนของประชาชนทั้งหมดเพื่อสรางสังคมที่ประชาชนเสียงขางนอย รวมทั้งชน กลุมนอย ผูดอยโอกาสตางๆ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุข โดยไมมีการเอาเปรียบกันและ สรางความขัดแยงในสังคมมากเกินไป คานิยมทัศนคติที่สงเสริมประชาธิปไตยระบอบประชาธิปไตยนอกจากจะเปนระบอบ การเมืองแลว ยังเปนระบอบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมดวย ดังนั้นจึงไมใชอยูที่รัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้งและการตอรองทางการเมืองเทานั้น หากอยูที่สมาชิกในสังคมจะตอง ชวยกันหลอหลอม สรางคานิยม วิถีชีวิตที่เปนประชาธิปไตยมาตั้งแตในครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงานชุมชนเพื่อจะนำไปสูหรือการปกปองระบอบประชาธิปไตยทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจ และสังคม จากหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยดังกลาวแลว จะเห็นวาการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนเปนสิ่งที่มีความสำคัญมาก หากปราศจากการมีสวนรวมของ ประชาชนในทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตยนั้นจะไมตางจากระบอบเผด็จการ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงไดบัญญัติการมีสวนรวมโดยตรงของ ประชาชนไวใน หมวด 7 มาตรา 163 - มาตรา 165 ดังนี้ หมวด ๗ การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งไมนอยกวาหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอ ตอประธานรัฐสภาเพื่อใหรัฐสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนูญนี้ คำรองขอตามวรรคหนึ่งตองจัดทำรางพระราชบัญญัติเสนอมาดวย หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาตองให ผูแทนของ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการ ของรางพระราชบัญญัติ และคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติ ดังกลาว จะตองประกอบดวยผูแทนของประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอราง พระราชบัญญัตินั้นจำนวน ไมนอยกวาหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดดวย
138.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน130 มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไมนอยกวาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อ รองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหนงได คำรองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดำรงตำแหนงดังกลาวกระทำ ความผิดเปนขอๆ ใหชัดเจน หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเขาชื่อรองขอตามวรรคหนึ่ง ใหเปน ไปตามพระราชบัญญัติประกอบดวยรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งยอมมีสิทธิออกเสียงประชามติ การจัดใหมีการออกเสียงประชามติใหกระทำไดในเหตุ ดังตอไปนี้ (๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นวากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสีย ของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจจะปรึกษาประธานสภา ผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจา นุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได (๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติใหมีการออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพื่อมีขอยุติ โดยเสียงขางมากของผูมีสิทธิออกเสียงประชามติในปญหาที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ หรือเปนการออกเสียงเพื่อใหคำปรึกษาแกคณะรัฐมนตรีก็ได เวนแตจะมีกฎหมาย บัญญัติไวเปนการเฉพาะ การออกเสียงประชามติตองเปนการใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการ ตามที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือ แยงตอรัฐธรรมนูญหรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล จะกระทำมิได กอนการออกเสียงประชามติ รัฐตองดำเนินการใหขมูลอยางเพียงพอ และใหบุคคลฝายที่ เห็นชอบ และไมเห็นชอบกับกิจการนั้นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนไดอยาง เทาเทียมกัน หลักเกณฑและวิธีการออกเสียงประชามติใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอยางนอยตองกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ วิธีการออกเสียงประชามติระยะเวลาในการดำเนินการ และจำนวนเสียงประชามติ เพื่อมีขอยุติ
139.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 131 นอกจากการมีสวนรวมโดยตรงทางการเมืองแลวสิ่งที่มีความสำคัญเปนอยางมากก็คือ การเลือกตัวแทนของตนในทุกระดับ จะตองเลือกคนที่มีความเหมาะสมกับตำแหนงนั้นๆ ซึ่ง ปจจุบันจะมีการเลือกตั้งตัวแทนประชาชนเกือบทุกระดับ แตประชาชนสวนใหญยังมิได แยกแยะวาการเลือกตั้งนั้นๆ เลือกเขาไปทำหนาที่อะไร ประชาชนมักจะเลือกจากผูที่ตนเอง มีความคุนเคย สนิทสนม หรือมีพระคุณ หรือมากกวานั้นที่มีการกลาวหากันแตขาดพยาน หลักฐานก็คือเลือกผูที่ใหเงินตน (ที่เรียกวาซื้อเสียง) หากประชาชนสามารถเลือกตั้งตัวแทนของตนเองไดเหมาะสมกับตำแหนงที่ไดมาจากการ เลือกตั้งแลว จะสามารถพลิกโฉมการเมืองไทยไดมากกวาที่เปนอยูทุกวันนี้ กิจกรรมที่ 11 ใหผูเรียนวิเคราะหการพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยตามความเขาใจ โดยใชขอมูลประกอบ 2.2 การอยูรวมกันอยางสันติในระบอบประชาธิปไตย จากหลักการของระบอบประชาธิปไตยเห็นไดวาประชาชนตองมีบทบาทและมีสวนรวม ในทางการเมืองมากกวาระบอบเผด็จการ และในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนทุกคนอยางเทาเทียม ในสังคมที่มีขนาดใหญ หากทุกคนยึดแตหลักการ พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเทานั้น เชื่อวาความวุนวายและไรระเบียบของสังคมยอม เกิดขึ้น ในสังคมไทย แนวคิดของระบอบประชาธิปไตยเปนสิ่งที่เรารับมาจากประเทศทาง ตะวันตก ซึ่งมีขอดีในเรื่องวินัย สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค สวนวิถีของสังคมไทย ที่เปนสังคมพุทธ มีขอดีในเรื่องความอบอุน การเคารพผูอาวุโส ความกตัญู เปนขอดี ที่เราตองนำมาใชใหถูกตอง ดังนั้นการจะอยูรวมกันอยางสันติในระบอบประชาธิปไตยของ สังคมไทยคงมิใชการยึดหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเทานั้นแตตองมองรากฐาน ของคนไทยดวยวามีวิถีชีวิตอยางไร วิถีชีวิตไทย สังคมไทยในอดีตปกครองดวยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยจนถึงป พ.ศ. 2475 เมื่อคณะราษฎรไดทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเปนระบอบประชาธิปไตย เวลาที่ผานมา 70 กวาป วิถีชีวิตของชนชาวไทยไดปรับตนเองใหเขากับระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตยอยางไร
140.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน132 การศึกษาเพื่อใหเกิดความเขาใจวิถีชีวิตไทยภายใตระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย นักศึกษาควรจะมีความรูความเขาใจในความหมายของคำหลักที่เกี่ยวของกอน ไดแกคำวา “วิถีชีวิต” “ระบอบ” และ “ประชาธิปไตย” เพื่อเปนพื้นฐานในการวิเคราะหตอไป ซึ่ง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใหความหมายของคำดังกลาวไว ดังนี้ วิถีชีวิต หมายถึง ทางดำเนินชีวิต เชน วิถีชีวิตชาวบาน ระบอบ หมายถึง แบบอยาง ธรรมเนียม เชน ทำถูกระบอบ ระเบียบ การปกครอง เชน การปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ประชาธิปไตย(ประชาทิปะไต/ประชาทิบปะไต)หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติ ปวงชน เปนใหญ การถือเสียงขางมากเปนใหญ จากความหมายของคำหลักทั้งสามคำดังกลาวขางตน เมื่อนำความหมายมารวมกัน “วิถีชีวิตไทยภายใตการปกครองระบอบประชาธิปไตย” จึงหมายถึง การดำเนินชีวิตของชน ชาวไทยโดยการถือเสียงขางมากเปนใหญ เราจะทำการศึกษาตอไปวา การดำเนินชีวิตของคนไทยนั้นไดถือเสียงขางมากใน เรื่องใดบางและขอดีขอเสียของการถือเสียงขางมากเปนใหญมีอะไรบางโดยการพิจารณาชจาก ลักษณะของสังคมไทยในปจจุบัน ลักษณะที่สำคัญของสังคมไทย ประเทศไทยตั้งอยูบนคาบสมุทรอินโดจีนที่เรียกวา “สุวรรณภูมิ” มีพื้นที่ประมาณ 513.115 ตารางกิโลเมตร มีกลุมชนชาติไทยและกลุมชาติพันธุอื่นๆ อีกมากกวา 50 ชาติพันธุ เชน จีน ลาว มอญ เขมร กูย ฝรั่ง แขก ซาไก ทมิฬ ฯลฯ มาอาศัยอยูในประเทศไทย มีภาษาไทย เปนของตนเอง มีประวัติศาสตรการตั้งถิ่นฐานที่ยาวนาน ประชากรสวนใหญประกอบอาชีพ เกษตรกรรม มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข จนถึงป พ.ศ. 2475 เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เวลาผานไปเกือบ 80 ป จนถึงปจจุบัน เมื่อวิเคราะหลักษณะ ของสังคมไทยในปจจุบัน เราจะพบวาลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. สังคมไทยเปนสังคมที่เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย สังคมไทยปกครองโดยเฉพาะพระมหากษัตริยมาตั้งแตสมัยสุโขทัย ที่เรียกวา สมบูรณาญาสิทธิราชย จนมาถึงการปกครองในระบอบประชิปไตย พระมหา กษัตริยทรงเปนทั้งองคพระประมุข เปนขวัญและกำลังใจใหกับประชาชน และ ทรงเปนศูนยรวมแหงความสามัคคีของคนในชาติ สถาบันพระมหากษัตริย จึงไดรับ การเคารพเทิดทูนอยางสูงในสังคมไทย
141.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 133 2. สังคมไทยยึดมั่นในพระพุทธศาสนา วัดมีความสัมพันธกับชุมชนมาก ในอดีตวัดเปนแหลงการศึกษาของฆารวาส และภิกษุสามเณร เปนสถานที่อบรมขัดเกลาจิตใจ โดยใชธรรมะเปนเครื่องชี้นำ ในการดำเนินชีวิต โดยมีพระภิกษุเปนผูอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน ใหเปนคนดีมีศีลธรรม
142.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน134 3. สังคมไทยเปนสังคมเกษตร อาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพที่เปนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งในปจจุบันมีการ นำเทคโนโลยีมาใชในการเกษตรมากขึ้น ทำใหมีการพัฒนาเปนเกษตร อุตสาหกรรม จากพื้นฐานการมีอาชีพเกษตรกรรม ทำใหคนไทยรักความเปนอยู ที่เรียบงาย ไมทะเยอทะยานเกินฐานะ มีจิตใจออนโยน เอื้อเฟอเผื่อแผ 4. สังคมไทยใหการเคารพผูอาวุโส การแสดงความเคารพ การใหเกียรติผูอาวุโส มีผลตอการแสดงออกของคน ในสังคมในดานกิริยาวาจาความเคารพและความเกรงใจทำใหเด็กๆหรือผูนอย รูจักออนนอมถอมตนตอผูใหญ
143.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 135 5. สังคมไทยเปนสังคมระบบเครือญาติ สังคมไทยเปนสังคมที่อยูรวมกันเปนครอบครัวขนาดใหญ มีความสัมพันธกัน อยางใกลชิด ทำใหมีความผูกพันและหวงใยในทุกขสุขของกันและกัน อุปการะ เกื้อกูลกัน ซึ่งสมาชิกในครอบครัวทุกคนถือเปนหนาที่ที่ตองประพฤติปฏิบัติ ตอกัน 6. สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว เนื่องจากมีการเปดรับวัฒนธรรมตางชาติเขามามากและระบบเศรษฐกิจเปนแบบ ทุนนิยม โดนยเฉพาะเมืองใหญ เชน กรุงเทพฯ เชียงใหม ภูเก็ต เปนตน แตใน ชนบทจะมีการเปลี่ยนแปลงชากวาเมืองใหญ ทำใหมีขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงามคงอยู
144.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน136 หากเราสามารถใชชีวิตโดยการประยุกตใชหลักการของระบอบประชาธิปไตย ทั้ง 5 หลัก (หนา 130) ใหเขากับสภาพสังคมและวิถีชีวิตไทยไดอยางสมดุล เชื่อวาสังคมไทยจะ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติมีสิทธิเสรีภาพและความอบอุนในรูปแบบของวิถีชีวิตไดโดยมี แนวทางของการเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยโดยพิจารณาจากบทบาทหนาที่ของตนเอง ที่มีตอสวนเกี่ยวของ ดังนี้ 1. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอตนเอง ไดแก 1.1 ยึดมั่นในคุณธรรมและศีลธรรม 1.2 พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองใหมีความรู ฉลาด ทันโลกทันเหตุการณ 1.3 ประกอบอาชีพที่ซื่อสัตยดวยความขยันหมั่นเพียร 1.4 สนใจติดตามขาวความเปนไปในทางการเมืองการปกครองเศรษฐกิจและ สังคม 2. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอครอบครัว 2.1 ทำหนาที่สมาชิกในครอบครัวใหสมบูรณ 2.2 ชวยกิจกรรมงานตางๆ ในครอบครัวอยางเต็มใจ 2.3 ชวยกันดูแลประหยัดคาใชจายในครอบครัว 2.4 รับฟงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในครอบครัว 2.5 ไมทำใหสมาชิกในครอบครัวรูสึกวาถูกทอดทิ้ง 3. บทบาทหนาที่และความรับผิดชอบตอสังคมและประเทศชาติ 3.1 ดานเศรษฐกิจ
145.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 137 1) ประกอบอาชีพที่เกิดผลดีทางเศรษฐกิจตอชุมชนและประเทศชาติ 2) เสียภาษีอากรใหแกรัฐอยางถูกตอง 3) ประหยัดการใชจาย 3.2 ดานการเมือง 1) สนใจติดตามขาวคราวความเปนไปทางดานการเมืองในประเทศ 2) สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย 3) เขารวมในกิจกรรมตางๆ ที่มีอยูในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย 4) เคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น 5) สนใจติดตามความเปนไปและปญหาทางดานสังคมของชุมชน 3.3 ดานสังคม 1) ยึดมั่นในระเบียบวินัยและปฏิบัติตามกฎหมายของบานเมือง 2) ยอมรับความแตกตางในดานบุคคล 3) มีความรูสึกเปนสวนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติ 4) ใหความชวยเหลือในการทำงานเพื่อสังคม หากแตละบุคคลสามารถปฏิบัติตามบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบไดอยางครบถวน ก็ไดชื่อวาเปน “พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย” กิจกรรมที่ 12 1. ใหผูเรียนวิเคราะหและเขียนบอกลักษณะสำคัญของสังคมในปจจุบัน โดย เปรียบเทียบกับลักษณะของสังคมไทยตามที่มีผูวิเคราะหไวแลว เพื่อพิจารณาวา มีลักษณะใดบางที่เปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไปแลวและลักษณะใดบางที่ยังคงอยู พรอมกับบอก ความรูสึกของผูเรียนที่มีตอสภาพสังคมในปจจุบัน …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
146.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน138 2. ผูเรียนวิเคราะหบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบของผูเรียนที่ปฏิบัติตอสมาชิก ในครอบครัววาเปนไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยหรือไมบทบาท หนาที่ดังกลาวมีเรื่องใดบางที่ควรสงเสริม และมีเรื่องใดบางที่ควรละทิ้ง …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ในฐานะที่ผูเรียนเปนหนวยหนึ่งของสังคมและประเทศ ผูเรียนจะปฏิบัติตน อยางไรจึงจะไดชื่อวา เปนพลเมืองดีของประเทศที่มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
147.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 139 บทที่ 5 สิทธิมนุษยชน สาระสำคัญ มนุษยทุกคนเกิดมามีเกียรติ ศักดิ์ศรีเทาเทียมกัน ยอมจะไดรับความคุมครองจากรัฐ ตามมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550 ไดบัญญัติสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไวเพื่อปกปองคุมครองประชาชนทุกคนมิใหถูกละเมิดสิทธิ และรักษาสิทธิของตนได ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายที่มาของแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนได 2. อธิบายหลักสิทธิมนุษยชนสากลได 3. ยกตัวอยางแนวทางในการคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชนได ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 กำเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 2 การคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน สื่อประกอบการเรียนรู 1. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต 2. เอกสารสิทธิมนุษยชนสากล 3. บทความทางวิชาการ
148.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน140
149.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 141 เรื่องที่ 1 กำเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน (Human Rights) 1.1 ความเปนมาของสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนคืออะไร ไดมีผูใหความหมายของสิทธิมนุษยชนไววาหมายถึงสิทธิตางๆที่แสดงถึงคุณคาแหง ความเปนมนุษย หากสิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิตางๆ ที่แสดงถึงคุณคาความเปนมนุษยแลว แตใน สภาพขอเท็จจริงทางสังคมมนุษยกลับมิไดรับสิทธิหรือการปฏิบัติที่แสดงถึงคุณคาความเปน มนุษย จึงเกิดพัฒนาการในเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้น ความตื่นตัวในเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในประเทศที่ปกครองในระบอบประชา ธิปไตย สิทธิมนุษยชนมีที่มาอยางไร วไล ณ ปอมเพชร. http:/www.action4change.com/ เมื่อ วันที่ 5 มีนาคม 2553) ไดศึกษาคนควาและเรียบเรียงถึงความเปนมาของสิทธิมนุษยชนไววา สิทธิมนุษยชน ไดมีพัฒนาการมาจากความพยายามของมนุษยที่จะให ศักดิ์ศรีของ มนุษยชนไดรับการเคารพและจากการตอสูเพื่อเสรีภาพและความเสมอภาค ที่เกิดขึ้นในดินแดน ตางๆทั่วโลก แนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เกิดจากบรรดานักคิดที่มาจากหลากหลาย ประเพณีทางวัฒนธรรมและศาสนา ตอมาผูบริหารประเทศและนักกฎหมาย ตางก็มีบทบาท ในการสงเสริมแนวความคิดดังกลาว และรางขึ้นเปนเอกสารที่ใชปกปองสิทธิของบุคคล และ คอยๆ กลายเปนบทบัญญัติและรัฐธรรมนูญของชาติตางๆ ในชวงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการดำเนินการจัดตั้งองคการสหประชาชาติขึ้น บรรดาผูนำของประเทศสมาชิกดั้งเดิม50ประเทศไดรวมลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ(The Charter of the United Nations) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ซึ่ง ประกาศเปาหมายหลักขององคการสหประชาชาติซึ่งไดถือกำเนิดขึ้นอยางเปนทางการในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488) วา “เพื่อปกปองคนรุนตอไปจากภัยพิบัติสงคราม และเพื่อ ยืนยันความศรัทธาในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในศักดิ์ศรีและคุณคาของมนุษย และในสิทธิ อันเทาเทียมกันของบุรุษและสตรี” มาตรา 1 ของกฎบัตรสหประชาชาติระบุวา จุดมุงหมาย ประการหนึ่งของสหประชาชาติ คือ “เพื่อบรรลุความรวมมือ ระหวางชาติในการสงเสริมและ สนับสนุนใหมีการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษยทุกคน โดย ไมคำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือ ศาสนา”
150.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน142 ดวยเหตุที่กฎบัตรสหประชาชาติเปนสนธิสัญญาที่บรรดาประเทศสมาชิกองคการ สหประชาชาติรวมลงนาม จึงถือวามีขอผูกพันทางกฎหมายที่บรรดาสมาชิกจะตองปฏิบัติตาม รวมถึงการสงเสริมสิทธิมนุษยชน และการรวมมือกับสหประชาชาติตลอดจนนานาประเทศ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่บัญญัติไวในกฎบัตร อยางไรก็ตาม กฎบัตรสหประชาชาติมิไดมี รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยตรง หรือกลไกที่จะชวยใหประเทศสมาชิกปกปองสิทธิ มนุษยชน ครั้น ป ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) องคการสหประชาชาติไดจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน (Committee on Hunan Rights) ขึ้น มีหนาที่รางกฎเกณฑระหวางประเทศเกี่ยวกับ เรื่องสิทธิมนุษยชน จึงเกิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaratioon of Human Rights) ซึ่งสหประชาชาติไดมีมติรับรอง เมื่อวันที้ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ปฏิญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซึ่งบรรดาประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติ ไดรวมรับรองเมื่อค.ศ.1948(พ.ศ.2491) ถือเปนมาตรฐานในการปฏิบัติตอกันของมวลมนุษย และของบรรดานานาชาติ ถึงแมวาปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนจะมิไดมีผลบังคับทาง กฎหมายเชนเดียวกับสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือขอตกลงระหวางประเทศ แตปฏิญญาสากล ฉบับนี้ นับวามีพลังสำคัญทางศีลธรรม จริยธรรม และมีอิทธิพลทางการเมืองไปทั่วโลก และ ถือเปนหลักเกณฑสำคัญในการปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่บรรดาประเทศทั่วโลกยอมรับ ขอความในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนเปนพื้นฐานในการดำเนินงานขององคการสห ประชาชาติ และมีอิทธิพลสำคัญตอการรางรัฐธรรมนูญของบรรดาประเทศที่มีการราง รัฐธรรมนูญในเวลาตอมา โดยเฉพาะอยางยิ่งบรรดาประเทศอาณานิคมไดอางปฏิญญาสากล วาดวยสิทธิมนุษยชนในการประกาศอิสรภาพ ชวง ค.ศ. 1950 ถึง 1960 (พ.ศ. 2493-2503) และ หลายประเทศนำขอความในปฏิญญามาใชในการรางรัฐธรรมนูญของตน รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ก็มีขอความที่สอดคลองกับปฏิญญาสากลฯ เชน ในมาตรา 4วา : “ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง” เมื่อสหประชาชาติมีมติรับรองปฏิญญสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน องคการสห ประชาชาติประกอบดวยประเทศสมาชิกเพียง 58 ประเทศ จากนั้นมาจำนวนประเทศสมาชิก เพิ่มขึ้น จนมีจำนวนเกินกวาสามเทาของสมาชิกเดิม อิทธิพลของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิ มนุษยชนขยายมากขึ้นจนเปนที่ยอมรับในระดับสากล และเปนที่อางอิงถึงเมื่อมีปญหาเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนในประเทศทั้งหลายทั่วโลก เมื่อพิจารณาดูมาตราตางๆของปฏิญญาสากลวาดวย สิทธิมนุษยชนจะเห็นวา มาตราแรกแสดงถึงความเปนสากลของสิทธิมนุษยชน โดยกลาวถึง ความเทาเทียมกันัของศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษยทุกคน ปรากฏในคำปรารภซึ่งเริ่มดวยขอความ
151.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 143 ที่เนนการยอมรับ “ศักดิ์ศรีประจำตัวและสิทธิซึ่งเทาเทียมกัน และไมอาจโอนใหแกกันไดของ สมาชิกทั้งมวลของครอบครัวมนุษย” สิทธิที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน จำแนกออกไดอยางกวางๆ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เกี่ยวกับสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรวมถึงสิทธิใน ชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงของบุคคล อิสรภาพจากความเปนทาสและการถูกทรมาน ความเสมอภาคในทางกฎหมาย การคุมครองเมื่อถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศ สิทธิที่จะไดรับการ พิจารณาคดีอยางเปนธรรม การมีสวนรวมทางการเมือง สิทธิในการสมรสและการตั้งครอบครัว เสรีภาพขั้นพื้นฐานในทางความคิด มโนธรรม และศาสนา การแสดงความคิดเห็น และการ แสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและเขารวมสมาคมอยางสันติ สิทธิในการมีสวนในรัฐบาล ของประเทศตนโดยทางตรงหรือโดยการสงผูแทนที่ไดรับการเลือกตั้งอยางเสรี สวนสิทธิ ประเภทที่สอง คือสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิในการทำงาน การไดรับคาตอบแทนเทากันสำหรับงานที่เทากัน สิทธิในการกอตั้งและเขารวมสหภาพแรงงาน สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม สิทธิในการศึกษา และสิทธิในการเขารวมใชชีวิต ทางวัฒนธรรมอยางเสรี ลักษณะเฉพาะของสิทธิมนุษยชนที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน มี ดังตอไปนี้ 1. เปนสิทธิที่ติดตัวมากับมนุษย(Inherent) เมื่อคนเกิดมาจะมีสิทธิมนุษยชนติดตัว มาดวย เพราะมีความเปนมนุษย ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงเปนสิทธิที่ติดตัวแตละ คนมา ไมมีการใหหรือซื้อ หรือสืบทอดมา 2. เปนสิทธิที่เปนสากล(Universal) คือเปนสิทธิของมนุษยทุกคนเหมือนกันไมวา จะมีเชื้อชาติ เพศ หรือนับถือศาสนาใด ไมวาจะเปนผูที่มาจากพื้นฐานทางสังคม หรือการเมืองอยางใด มนุษยทุกคนเกิดมามีอิสระเสรี มีความเทาเทียมกันใน ศักดิ์ศรีและสิทธิ 3. เปนสิทธิที่ไมอาจถายโอนใหแกกันได(Inalienable) คือไมมีใครจะมาแยงชิงเอา สิทธิมนุษยชนไปจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งได ถึงแมวากฎหมายของประเทศจะ ไมยอมรับรองสิทธิมนุษยชนหรือแมวาจะละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตามประชาชน ของประเทศนั้นก็ยังมีสิทธิมนุษยชนอยู ตัวอยางเชน ในสมัยคาทาสทาสทุกคน มีสิทธิมนุษยชน ถึงแมวาสิทธิเหลานั้นจะถูกละเมิดก็ตาม 4. เปนสิทธิที่ไมถูกแยกออกจากกัน (Indivisible) กลาวคือ เพื่อที่จะมีชีวิตอยูอยาง มีศักดิ์ศรี มนุษยทุกคนยอมมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพ มีความมั่นคงและมีมาตรฐาน
152.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน144 การดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับความเปนมนุษย ดังนั้นสิทธิตางๆของมนุษยชนจะ ตองไมถูกแยกออกจากกัน ตอมาหลักการของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ไดมีการแปลเจตนาและขยาย ขอความใหละเอียดยิ่งขึ้น ดวยการรางเปนกติการะหวางประเทศที่มีผลบังคับทางกฎหมายและ สหประชาชาติมีมติรับรอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509) คือ กติการะหวาง ประเทศวาดวยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) การที่สหประชาชาติมีมติรับรองกติการะหวางประเทศดังกลาวนี้ ทำใหบรรดานานาประเทศสมาชิกขององคการสหประชาชาติไมเพียงแตเห็นชอบดวยกับสิทธิ ตางๆที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แตยังถือเปนมาตรการในการปฏิบัติตาม ดวย หมายความวาบรรดาประเทศที่ใหสัตยาบรรณ(Ratify) หรือรับรองกติการะหวางประเทศ ดังกลาวจะตองปฏิบัติตามขอความในกติการะหวางประเทศ มีขอผูกพันที่จะตองเคารพและ ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกติการะหวางประเทศ และรวมไปถึงตองสงรายงานการปฏิบัติตาม กติการะหวางประเทศใหแกสหประชาชาติเปนประจำดวย เมื่อกติการะหวางประเทศทั้งสอง ฉบับมีผลในการบังคับใชน ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) ไดเขาเปนภาคี จนปจจุบันนับได 134 ประเทศ นอกจากกติการะหวางประเทศทั้งสองฉบับที่กลาวมาแลวนี้ ยังมีอนุสัญญา (Conven tions) คำประกาศ (Declarations) ขอเสนอแนะ (Recommendations) ที่เกี่ยวกับรายละเอียด ของสิทธิมนุษยชนตามเจตนารมณของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน และกติการะหวาง ประเทศทั้งสองฉบับ คำประกาศและขอเสนอแนะคือเปนมาตรฐานสากลสำหรับบรรดา ประเทศสมาชิกขององคการสหประชาชาติ แตไมมีผลผูกพันทางกฎหมายเชนเดียวกับอนุสัญญา ซึ่งมีผลบังคับใหประเทศที่เปนภาคีของอนุสัญญาตองปฏิบัติตาม ตัวอยางของอนุสัญญาวาดวย สิทธิมนุษยชน เชน อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก (Convention on The Rights of the Child) อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination Against Women) อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2523) ที่ไดมีมติรับรองของสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2520) ปจจุบันนี้ ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติกวา 180 ประเทศ ใหสัตยาบรรณรับรอง อนุสัญญาดังกลาว และบรรดาประเทศภาคีของอนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก ตางก็หาวิถีทางที่จะ ปฏิบัติตามขอผูกมัดของอนุสัญญา โดยถือวา เด็กเปนผูที่จะตองไดรับการดูแล ปกปอง และ
153.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 145 เนนถึงความสำคัญของชีวิต ครอบครัวของเด็กดวย (โปรดดูรายละเอิยดในอนุสัญญาวาดวย สิทธิเด็ก ในภาคผนวก) อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ ไดรับการรับรองจาก สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) และมีผลบังคับใชใน วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) ในปจจุบัน ประเทศภาคีของอนุสัญญาดังกลาวนับ ไดกวา150ประเทศ จุดประสงคของอนุสัญญาฉบับนี้คือความเสมอภาคระหวางชายและหญิง และเพื่อปองกันการเลือกปฏิบัติตอสตรี โดยเฉพาะอยางยิ่งการเลือกปฏิบัติในรูปแบบของการ บังคับใหแตงงาน ความรุนแรงในครอบครัว โอกาสในการศึกษา การดูแลดานสาธารณสุข ตลอดจนการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน ที่กลาวมาทั้งหมดนี้ เปนความเปนมาของสิทธิมนุษยชนสากล ความเปน “สากล” เริ่มเห็นไดชัดเจนจากปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปนมาตรฐานระดับนานาชาติที่ เกี่ยวกับการปกปองศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน ตอมาจึงเกิดกติกาสัญญาระหวางชาติ ตลอดจน อนุสัญญาฉบับตางๆ ซึ่งมีขอผูกพันในทางกฎหมายที่จะตองปฏิบัติตามบทบัญญัติในกติกา ระหวางประเทศ และอนุสัญญาที่แตละประเทศไดเขารวมเปนภาคี ความเปน “สากล” ของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แสดงไวอยางชัดเจนใน ปฏิญญาขอที่1 ซึ่งเนนถึงความเทาเทียมกันของศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษยทุกคน และในขอที่ 2 ซึ่งกลาวถึงความชอบธรรมของมนุษยทุกคนในสิทธิและเสรีภาพที่ระบุไวในปฏิญญาฯ ดย ไมมีการจำแนกความแตกตางในเรื่องใดทั้งสิ้น สหประชาชาติและองคกรตางๆ ในระบบของสหประชาชาติ เชน ยูเนสโก และ ยูนิเซฟ เปนตน ไดหาวิถีทางที่จะใหบรรดาประเทศสมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแหง สิทธิมนุษยชน แตความพยายามตางๆยอมไรผล ถาปราศจากความรวมมือของแตละประเทศ สำหรับประเทศไทย สิทธิมนุษยชนหมายความถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษย ความเสมอภาค เสรีภาพ และอิสรภาพในชีวิตและรางกายซึ่งเปนสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย และเปนสิทธิ ที่ไดรับการรับรองหรือคุมครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) กฎหมายที่เกี่ยวของและตามหลักสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแนวปฏิบัติของ กฎหมายระหวางประเทศ และขอตกลงระหวางประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะตอง ปฏิบัติตาม แตกระนั้นก็ตามสิทธิมนุษยชนก็ยังมีการละเมิดกันอยูโดยทั่วไปในสังคมไทย และ ถาหากไมหาทางปองกันและแกไข แนวโนมของการละเมิดก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ยากแก การแกไข และยังทำลายชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพพจนของประเทศดวย อยางไรก็ตาม ถาคนไทยเขาใจความหมายของสิทธิมนุษยชนอยางถูกตอง ถาเรายอมรับวามนุษยทุกคนเกิด
154.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน146 มามีเสรีภาพ และมีความเสมอภาคในศักดิ์ศรีและสิทธิ และถามีการปฏิบัติตอกันดวยความรัก และเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกันฉันพี่นอง คนในสังคมไทยที่มีความแตกตางหลากหลาย ก็จะสามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียน และละเมิดสิทธิของกันและกัน 1.2 พัฒนาการของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย นพนิธิสุริยhttp://gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 ไดศึกษาพัฒนาการ ของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไววา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาสูระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 แมธรรมนูญการปกครองฉบับแรก ของไทยจะมิไดกลาวถึงหรือรับรองสิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนเลย แตจากคำ ประกาศของคณะราษฎรที่ประกาศวา 1. ตองรักษาความเปนเอกราชทั้งหลาย ไดแก เอกราชในทางการเมือง การศาล การเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศใหมั่นคง 2. ตองรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ใหการประทุษรายตอกันลดนอยลง ใหมาก 3. ตองบำรุงความสุขสมบูรณในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะจัดหางานให ทุกคนทำ และจะตองวางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมละเลยใหราษฎร อดอยาก 4. ตองใหราษฎรมีสิทธิเสมอภาค 5. ตองใหราษฎรมีอิสรภาพ มีความเปนอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไมขัดหลักดังกลาว ขางตน การไดนำหลักการของสิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติและระบุรับรองใหราษฎร มีสิทธิเสมอภาคกัน แสดงใหเห็นการตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกลาว จึงวิเคราะห ไดวา เปาหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสูระบอบประชาธิไตยโดยคณะราษฎรเปน จุดเริ่มตนของความเคลื่อนไหวในดานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอยางชัดเจน และเปน รูปธรรมครั้งแรก รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ของไทย คือ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ..ศ. 2475 ไดปรากฏบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิ เสรีภาพ แกประชาชนชาวไทยไวในหมวดที่ 2 วาดวยสิทธิและหนาที่ของชนชาวสยาม ซึ่งมีสาระสำคัญใหการรับรองหลักความเสมอหนากัน ในกฎหมาย เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในรางกาย เคหสถาน ทรัพยสิน การพูด
155.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 147 การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุม การตั้งสมาคม และการอาชีพ โดยบท บัญญัติดังกลาวถือเปนการใหความรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางเปนทางการใน รัฐธรรมเปนครั้งแรก ขณะเดียวกันนั้น สยามประเทศไดมีการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวน การยุติธรรม เพื่อใหทัดเทียมนานาอารยประเทศและเปนที่ยอมรับของรัฐตางชาติ ดวยความ มุงหมายที่จะเรียกรองเอกราชทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทย แนวความคิดในการคุมครอง สิทธิมนุษยชนจึงปรากฏอยูในกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครอง สิทธิมนุษยชนไวโดยตรงและโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองและคุมครองสิทธิของ ผูตองหาและจำเลยในคดีอาญา ซึ่งแตกตางจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเดิมอยางสิ้นเชิง ตอมาวันที่ 10 พฤษภาคมพ.ศ.2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2489 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และเปนครั้งแรกที่มีการบัญญัติรับรองสิทธิ ของประชาชนในการเสนอเรื่องราวรองทุกขและเสรีภาพในการจัดตั้งคณะพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญ สวนเสรีภาพในการประชุมโดยเปดผยในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดเปลี่ยน เปนเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ในระหวางที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับ ป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสที่สำคัญ คือ เกิดการรวมตัวของกรรมกรในชื่อวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซึ่งเปนการ รวมตัวกันของกรรมกรจากิจการสาขาตางๆ เชน โรงเลื่อย โรงสี รถไฟ เปนตน เนื่องจาก กรรมกรเหลานี้ถูกกดขี่คาจางแรงงานอยางมาก อันเปนผลมาจากการเติบโตของภาค อุตสาหกรรมอยางรวดเร็ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เปนการรวมตัวกันเพื่อเรียกรองตอสังคมและรัฐ ใหสนองความตองการที่จำเปนของตน ทำให สังคมตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน อันเปนการแสดงออกถึงการคุมครองสิทธิ มนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการกระทำของเอกชนดวย ในป พ.ศ. 2491 สหประชาติไดประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 อันเปนชวงเวลาที่ประเทศไทยกำลังรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 คือ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 จึงไดรับอิทธิพลจากการประกาศใชปฏิญญา สากลของสหประชาชาติ มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพเปนจำนวนมากและ ละเอียดกวารัฐธรรมฉบับกอนๆ หลักการในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ที่ไดรับการ บรรจุลงไวในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นอกเหนือจากสิทธิที่เคยรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ ไดแกหลักการไดรับความคุมครองอยางเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ไมวาบุคคล นั้นจะมีกำเนิดหรือนับถือศาสนาแตกตางกันก็ตาม (มาตรา 26) สิทธิของประชาชนที่ไมถูก
156.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน148 เกณฑแรงงาน ทั้งนี้เวนแตในกรณีที่เปนการปองกันภัยพิบัติสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน เฉพาะเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการรบหรือภาวะสงครามหรือในสถานการณฉุกเฉินเทานั้น (มาตรา 32) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางไปรษณียหรือทางอื่นที่ชอบดวยกฎหมาย (มาตรา40) เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูและการประกอบอาชีพ (มาตรา41) สิทธิของบุคคล ที่จะไดรับความคุมครองในครอบครัวของตน (มาตรา43) ตลอดจนการใหการรับรองแกบุคคล ซึ่งเปนทหาร ตำรวจ ขาราชการประจำอื่น และพนักงานเทศบาล ที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตาม รัฐธรรมนูญเหมือนดังพลเมืองคนอื่นๆ (มาตรา42)ปรากฏการณที่สำคัญอีกประการคือมีการ นำเอาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญ เชน หลักที่วา “บุคคลจะไมตองรับโทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทำการอัน กฎหมายซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเปนความผิด และกำหนดโทษไว และโทษที่จะลงแกบุคคลนั้นจะหนักกวาโทษที่กำหนดไวในกฎหมายซึ่งใชอยู ในเวลาที่กระทำความผิดมิได” (มาตรา 29) ซึ่งเปนหลักพื้นฐานที่สำคัญในการ ดำเนินคดีอาญา และไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับตอมาจนถึงปจจุบัน หลักความคุมครองผูตองหาและจำเลยที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวา ไมมี ความผิดกอนที่จะมีคำพิพากษอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาใน การประกันและการเรียกหลักประกันพอสมควรแกกรณีดวย (มาตรา 30) และ สิทธิที่จะไมถูกจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคลไมวากรณีใดๆ เวนแตจะมี กฎหมายบัญญัติไวใหสามารถกระทำได (มาตรา 31) นอกากนี้แลว การกำหนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในหมวด 5 อันเปนหมวดที่วาดวย แนวทางสำหรับการตรากฎหมาย และการบริหารราชการตามนโยบาย ซึ่งแมจะไมกอใหเกิด สิทธิในการฟองรองรัฐหากรัฐไมปฏิบัติตาม แตก็เปนการกำหนดหนาที่แกรัฐซึ่งมีความเกี่ยวพัน กับการสงเสริมและพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆมา ในทางปฏิบัติ สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจัง เพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณบานเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทัศนคติของ ผูปกครอง เจาหนาที่รัฐ และประชาชนผูเปนเจาของสิทธินั่นเอง เพราะตอมาธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญัติรับรองสิทธิ เสรีภาพแตอยางใด และการประกาศใชธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการ ไมมีบทบัญญัติมาตราใดที่ใหการรับรอง สิทธิและเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระทั่งภายหลังเกิดเหตุการณเรียกรองประชา ธิปไตยโดยนิสิต นักศึกษา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราช
157.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 149 อาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซึ่งไดรับการยอมรับวาเปนรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ดีที่สุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการใหความคุมครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งในดานที่มีการจำกัดอำนาจรัฐที่จะเขามาแทรกแซง อันมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และในดานการเพิ่มหนาที่ใหแกรัฐในการ ใหบริการแกประชาชนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชน ชายและหญิงมีสิทธิเทาเทียมกัน (มาตรา 28) สิทธิทางการเมืองในการใชสิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียงประชามติ (มาตรา 29) สิทธิ ที่จะไมถูกปดโรงพิมพหรือหามทำการพิมพ เวนแตมีคำพิพากษาถึงที่สุดใหปดโรงพิมพหรือ หามทำการพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทางวิชาการ (มาตรา 42) การกำหนดใหพรรคการ เมืองตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดยเปดเผย (มาตรา 45) และเสรีภาพในการ เดินทางภายในราชอาณาจักร (มาตรา 47) นอกจากนี้แลวสิทธิในทางกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาของผูตองหาและจำเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดวย ไดแก สิทธิที่จะไดรับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็วและเปนธรรม สิทธิที่ จะไดรับการชวยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิที่จะไมใหถอยคำเปน ปฏิปกษตอตนเอง อันจะทำใหตนถูกฟองเปนคดีอาญา และถอยคำของบุคคลที่เกิดจากการถูก ทรมาน ขูเข็ญ หรือใชกำลังบังคับหรือการกระทำใดๆ ที่ทำใหถอยคำนั้นเปนไปโดยไมสมัคร ใจ ไมอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได (มาตรา 35) และสิทธิที่จะไดคาทดแทน หากปรากฏ ในภายหลังวาบุคคลนั้นมิไดเปนผูกระทำความผิด (มาตรา 36) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2519 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ ไวเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติ แหงกฎหมาย” นับวาเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิ เสรีภาพกวางขวางมาก แตไมมีการกำหนดวา เปนสิทธิ เสรีภาพชนิดใด ตอมา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ซึ่งไมมีบทบัญญัติใดเลย ที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักร 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นำบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพมา บัญญัติไวอีก โดยมีสาระสำคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2517 แตตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองความเสมอภาคของชายและหญิงเสรีภาพ ในทางวิชาการ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพออกไป ภายหลังจากหัวหนารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดกระทำการยึดและควบคุม การปกครองประเทศไวเปนผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 และประกาศยกเลิก
158.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน150 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2521แลว ไดประกาศใชธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักร พุทธศักราช 2524 แทน โดยใหไวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งไมปรากฏมีบท บัญญัติใดเลยที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน ตอมาในป2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 โดยเพิ่มหมวดที่ 3 วาดวยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตามที่ประกาศไวใน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ2538 ซึ่งนำเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไวในรัฐธรรมนูย แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2517 มาบัญญัติไวอีกครั้ง แตไดตัดเสรีภาพในทางวิชาการ ออก และเพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิในการไดรรับบริการทางสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน(มาตรา 41) สิทธิในการเสนอเรื่องราวรองทุกข (มาตรา 48) และสิทธิในการรับทราบขอมูล หรือขาวสารหนวยงานราชการ (มาตรา 48 ทวิ) ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แมจะถูกขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลา แตการคุมครองสิทธิมนุษยชน โดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออก กฎหมายที่ไมเปนการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป การตรวจสอบการ ทำงานของฝายบริหาร โดยฝายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทำงานของเจาหนาที่ฝายปกครอง โดยฝายบริหาร เพื่อมิใหเจาหนาที่ใชอำนาจในทางที่มิชอบดวยกฎหมายและเปนการละเมิด สิทธิของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีขององคกรตุลาการ โดยยึดหลักกฎหมายเพื่อ อำนวยความยุติธรรมแกประชาชน เหลานี้นับวาเปนกลไกการคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจะ มิไดมีความมุงหมายใหเปนผลโดยตรงก็ตาม การดำเนินการขององคกรรัฐเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอมกับ การจัดตั้งสำนักงานคุมครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชนของประชาชน (สคช.) สังกัดกรม อัยการ เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สำนักงานคุมครองสิทธิและชวยเหลือ ทางกฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดำเนินงานขององคกรมีขอบเขตจำกัดสืบเนื่องจาก กรอบอำนาจหนาที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายตางๆ สวนการดำเนินงานขององคกร พัฒนาเอกชนเพิ่งมีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 องคกรแรกที่ถูกกอตั้งเมื่อ พ.ศ. 2519 คือ สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และในปเดียวกันนั้นก็มีการกอตั้ง “กลุมประสานงนศาสนาเพื่อสังคม” (กศส.) หลังจากนั้นก็มีการรวมตัวกันของบุคคลทั้งในรูปองคกร สมาคม มูลนิธิ คณะกรรมการ คณะ ทำงาน กลุม ศูนย สถาบันตางๆ เพื่อทำหนาที่ในการสงเสริมและคุมครองสิทธิ เสรีภาพ ตลอด จนสิทธิมนุษยชนในแงตางๆ แกประชาชน เชน สิทธิของจำเลยหรือผูตองหาในกระบวนการ ยุติธรรมสิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผูใชแรงงานและสิทธิทางการเมืองเปนตน
159.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 151 จากการกำเนิดและความเปนมาของสิทธิมนุษยชนในตางประเทศและประเทศไทย จนถึงปจจุบัน สามารถแบงพัฒนาการในเรื่องสิทธมนุษชน ไดเปน 3 ระยะ ไดแก ระยะที่หนึ่ง ระยะแหงการเริ่มตน เปนยุคที่สภาพทางสังคมมีการกดขี่ขมเหง ไมเคาเคารพตอศักดิ์ศรีประจำตัวของมนุษย มีการเอารัดเอาเปรียบ แกงแยง และไมมีกฎหมายหรือกฎเกณฑที่ชัดเจนในการใหหลักประกันเรื่องสิทธิแก ประชาชน ระยะที่สอง ระยะแหงการเรียนรู เปนชวงที่ผูคนในสังคมเรียกรองถามหาสิทธิ และเสรีภาพ มีความขัดแยงระหวางผูปกครองกับกลุมคนในประเทศ มีการ ตอสู ในระยะนี้เริ่มมีกฎหมายหรือกลไกในการคุมครองสิทธิมนุษยชน ผูคน เริ่มเรียนรูถึงสิทธิของตนเอง โดยชวงทายของระยะนี้ผูคนใหความสำคัญของ สิทธิตนเอง แตอาจละเลยหรือมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผูอื่นบาง ระยะที่สาม ระยะแหงการเคารพสิทธิมนุษยชน เปนชวงที่ประชาชนมีการรวม กลุมกันเพื่อเหตุผลในการปกปองและพิทักษสิทธิมนุษยชน มีการรณรงคให ตระหนักถึงการเคารพสิทธิของผูอื่น การใชอำนาจหรือใชสิทธิมีการคำนึงถึง สิทธิ เสรีภาพของประชาชน การใชสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเปนไปอยาง กวางขวาง
160.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน152 เรื่องที่ 2 การคุมครองตนเเองและผูอื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน หากจะกลาวถึงการคุมครองตนเองและผูอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน คำถามคือ การ คุมครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มจากที่ไหน? หากเราจะหาคำตอบจากกวางไปหาแคบ ไดแก รัฐบาล สังคม สถานที่ทำงาน ครอบครัว และปจเจกบุคคล หากเราจะหาคำตอบจากแคบขยายไปกวาง ก็ตองเริ่มจาก ปจเจกบุคคล ครอบครัว สถานที่ทำงาน สังคม และรัฐบาล หมายความวา การสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มตนกับทุกๆภาคสวน โดยเฉพาะอยางยิ่ง การปลูกฝงมโนธรรมสำนึกในแตละปจเจกชน หลักการพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน มีดังนี้ 1. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแตเกิด 2. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิซึ่งเสมอกันของมนุษยทุกคน 3. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไมอาจโอนใหแกกันได 4. สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไมอาจแบงแยกได จากหลักการพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงมองเเห็นเปาหมายของการดำเนินการ เรื่องสิทธิมนุษยชนวา เปาหมายนั้นก็คือ เพื่อใหมวลมนุษยชาติมีอิสรภาพ ไดรับความเปนธรรม และอาศัยอยูรวมกันอยางสันติ หากมนุษยทุกคนจะไดรับการคุมครองตามสิทธิมนุษยชน จะตองมีเสรีภาพในชีวิต เรื่องใดบาง จึงจะไดรับสิทธิตางๆตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน เสรีภาพที่มนุษย ทุกคนตองไดรับเพื่อใหไดรับสิทธิตางๆตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน คือ 1. เสรีภาพในการแสดงออก 2. เสรีภาพในความเชื่อ 3. เสรีภาพจากความหวาดกลัว และอิสรภาพที่พึงปรารถนา
161.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 153 การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตัวอยางการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่เกิดขึ้น เชน 1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน ไดแก การประทุษรายตอ ชีวิต รางกาย เสรีภาพ อนามัย ทรัพยสิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอยาง ไมเปนธรรมจากผูที่มีสถานภาพทางสังคมหรือทงเศรษฐกิจที่ดีกวา เปนตน 2. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เชน การใชอำนาจที่ไมเปนธรรมหรือการ ใชอำนาจโดยมีทัศนคติเชิงอำนาจนิยม ไมวาจะเปนการละเมิดทางนโยบายของ รัฐ การออกกฎหมายหรือบริหารราชการที่มีผลกระทบตอสิทธิ เสรีภาพ รวม ตลอดถึงวิถีชีวิตของชุมชน เปนตน แนวทางการคุมครองตนเองและผูอื่นจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 1. ไมเปนผูกระทำความรุนแรงใดๆ ตอบุคคลอื่น 2. ไมยอมใหบุคคลอื่นกระทำความรุนแรงตอตนเอง 3. ไมเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการละเมิดสิทธิตอบุคคลอื่น ควรแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ หรือใหความชวยเหลือตามสมควรในสวนที่ทำได 4. มีการรวมกลุมในภาคประชาชนอยางเปนระบบและจัดตั้งเปนองคกร มูลนิธิ ฯลฯ เพื่อปกปอง คุมครองผูออนแอกวาในสังคม เพื่อใหเกิดพลังในการ ตรวจสอบ เรียกรอง ใหรัฐมีการจัดทำกฎหมายที่เกิดประโยชนตอสวนรวม 5. รณรงคใหมีการเห็นคุณคาและความสำคัญของการปกปองและสงเสริมสิทธิ มนุษยชน
162.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน154 กิจกรรมที่ 13 1. ใหศึกษาและสรุปความเปนมาของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ใหหาตัวอยางการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีบุคคลถูกละเมิดจากเอกชน และ แนวทางในการแกไข …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ใหหาตัวอยางการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีบุคคลถูกละเมิดจากภาครัฐ และ แนวทางการแกไข …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………..
163.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 155 บรรณานุกรม การศาสนา, กรม. เอกสารเผยแพรเกี่ยวกับองคการศาสนาตางๆ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพกรมการ ศาสนา, มปพ. การศึกษานอกโรงเรียน,กรม. ชุดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนตน. กรุงเทพฯ : เอกพิมพไทย จำกัด, มปพ. ____________________ชุดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : เอกพิมพไทย จำกัด, มปพ. จมื่นอรดรุณารักษ (แจม สุนทรเวช). พระราชประเพณี (ตอน 3). กรุงเทพฯ : องคการการคา ของคุรุสภา, 2514. ชุลีพร สุสุวรรณ และสุทธิราภรณ บริสุทธิ์. ความรูรอบตัวขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพทิพยสิทธิ์, 2544. เดือนคำดี. ศาสนาเบื้องตน. กรุงเทพฯ:ภาควิชาปรัชญาและศาสนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 2531. มหามกุฎราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ. พระสูตรและอรรถกถาแปลงทุกขกนิกายชาดก เลมที่ 3 ภาคที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหามกุฎราชวิทยาลัยฒ 2534. ทองสืบ ศุภมารค. พระพุทธศาสนาในกัมพูชา. กรุงเทพฯ : สภาวิจัยแหงชาติ, 2544. ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ:อมรินทรพริ้นติ้งกรุฟจำกัด,2531. ____________________มุสลิมในประเทศไทย. ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : โครงการหอสมุดกลาง อิสลาม, 25469 บรรเทิงพานจิตร. ประเพณีวัฒนธรรมไทยและคติความเชื่อ. กรุงเทพฯ:โอเดียนสโตร.2549. วศิน อิสทสระ. พุทธโอวาทกอนปรินิพพาน. ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : ศิลปะสยามบรรจุภัณฑและ การพิมพ จำกัด, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2534. สมโพธิผลเต็ม(น.อ.)ปรัชญาคมคำกลอน100เรื่องแรก. กรุงเทพฯ:ทรงสิริวรรณจำกัด,2545. เว็บไซต http://www.k-tc.co.th/festival.php สืบคนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553. เว็บไซต http://www.larnbuddhism.com/grammathan/promvihan.html เรื่อง “พรหมวิหาร 4” สืบคนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553.
164.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน156 เว็บไซตhttp://www.th.wikipedia.org/wikiเรื่อง“ประวัติพุทธศาสนา”จากวิกิพีเดียสารานุกรม เสรี สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 เว็บไซต http://www.wlc2chaina.com/about_china.html บทความเรื่องประเพณี วัฒนธรรมจีน สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553. เว็บไซต http://www.e-learning.mfu.ac.th/mflu/16041010/chapter1/Lesson1.htm#13 รวม บทความของพงศเพ็ญ ศกุนตาภัย. เรื่องรัฐธรรมนูญและการปกครอง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2534. สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 เว็บไซต http://www.riis3.royin.go.th/dictionary.asp สืบคนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2553. เว็บไซตhttp://www.gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 บทความของนายนพนิธิ สุริยะ เรื่อง “วิวัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตอนที่ 2” สืบคนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553. เว็บไซต http://www.kittibodee.blogspot.com/2009/02/blog-post-20.html. โดย กิติตบดี ไยพูล. 2552. บทความเรื่อง “สิทธิมนุษยชน : การบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน” สืบคน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553
165.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค
21002) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 157 คณะผูจัดทำ ที่ปรึกษา 1. นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน. 2. ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ รองเลขาธิการ กศน. 3. นายวัชรินทร จำป รองเลขาธิการ กศน. 4. ดร.ทองอยู แกวไทรฮะ ที่ปรึกษาดานการพัฒนาหลักสูตร กศน. 5. นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ ผูอำนวยการกลุมพัฒนาการศึกษา นอกโรงเรียน ผูเขียนและเรียบเรียง 1. นางพรทิพย เข็มทอง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางสาวาสนา โกสียวัฒนา สถาบันการศึกษาทางไกล 3. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขาราชการบำนาญ สำนักงาน กศน. ผูบรรณาธิการและพัฒนาปรับปรุง 1. นางพรทิพย เข็มทอง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางสาววาสนา โกสียวัฒนา สถาบันการศึกษาทางไกล 3. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขาราชการบำนาญ สำนักงาน กศน. 4. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน คณะทำงาน 1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศริญญา กุลประดิษฐ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน ผูพิมพตนฉบับ 1. นางปยวดี คะเนสม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพิพัฒน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวชาลีนี ธรรมธิษา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวอริศรา บานชี กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน ผูออกแบบปก 1. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
Download