ชื่อสามัญ : Rosella, Jamaican Sorel, Roselle, Rozelle, Sorrel, Red Sorrel,
Kharkade,Karkade,Vinuela,Cabitutu
ชื่อวิทยาศาสตร์ : HibiscussabdariffaLinn.
วงศ์ : จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)
ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ : ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง (ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง),
แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง
แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจาบู้(ปะหล่อง),
กระเจี๊ยบ, ส้มเก็ง ส้มพอเหมาะ (ภาคเหนือ), ส้มพอดี (ภาคอีสาน),
กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง) เป็นต้น
มีถิ่นกาเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศ
ไทยมีแหล่งผลิตที่สาคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และ
ฉะเชิงเทรา
ต้นกระเจี๊ยบแดง จัดเป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ 50-180 เซนติเมตร มีอยู่หลายสาย
พันธุ์ ลาต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
ใบกระเจี๊ยบแดง มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีหลายลักษณะ ลักษณะคล้ายรูปฝ่ามือ 3 แฉก หรือ
5 แฉก ใบเว้าลึกหรือเรียบ หรือใบเป็นรูปรีแหลม หรือรูปเรียวแหลม ขอบใบมีจักเป็นฟัน
เลื่อย ใบมีความกว้างและความยาวใกล้เคียงกันประมาณ 8-15 เซนติเมตร และก้านใบมี
ความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร
ดอกกระเจี๊ยบแดง ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกตามซอกใบ มีกลีบดองสีชมพูหรือสีเหลือง
บริเวณกลางดอกจะมีสีเข้มกว่าคือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ก้านดอก
สั้น มีริ้วประดับเรียวยาวปลายแหลมมี 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ด
ไว้มีสีแดงเข้มและหักง่าย เมือดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร
ผลกระเจี๊ยบแดง ลักษณะของผลเป็นรูปรีมีปลายแหลม ผลมีความยาวประมาณ 2.5
เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ดสีน้าตาล ลักษณะ
คล้ายรูปไตอยู่จานวนมากประมาณ 30-35 เมล็ดต่อผล และผลยังมีกลีบเลี้ยงหนาสีแดง
ฉ่าน้าหุ้มผลอยู่ เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก (Calyx) หรือที่คน
ทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง
 กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
1. เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้าหนักด้วย
2. ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด
3. น้ากระเจี๊ยบทาให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง
4. ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี
5. น้ากระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง
6. ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ
7. เพิ่มการหลั่งน้าดีจากตับ
8. เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย
 ใบ แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก
 ดอก แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้น
เลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลาไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก
 ผล ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้า รักษาแผลในกระเพาะ
 เมล็ด บารุงธาตุ บารุงกาลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด
นอกจากนี้ได้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด ดังนี้คือ แก้อ่อนเพลีย บารุง
กาลัง บารุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้า แก้ความดันโลหิตสูง
กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาไส้ ลดไขมันในเลือด บารุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย
แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน
นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตารับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถ่ายพยาธิ
ตัวจี๊ด
โดยนาเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง
ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้าเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะ
น้าสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะ
หายไป
ดอก
พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin,
gossypetin
น้ากระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นามาต้มกับน้า เติมน้าตาล ดื่มแก้ร้อนใน
กระหายน้า และช่วยป้ องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนามาทาขนมเยล
ลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็ นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยว
กาลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบารุง
สายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบารุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
น้ากระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นาไปแต่งสีอาหารตาม
ต้องการ
 กระเจี๊ยบแดงอาจทาให้เกิดอาการท้องเสียได้ในผู้ป่วยบางราย เพราะมีฤทธิ์เป็นยา
ระบาย
 น้ากระเจี๊ยบมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ แม่ว่าจะมีความเป็นพิษต่ามาก แต่ก็ไม่ควร
ดื่มในปริมาณเข้มข้นและติดต่อกันนาน ๆ เพราะจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพ
1. ให้เตรียมกระเจี๊ยบประมาณ 1 กามือ และพุทราจีน 1 กามือ
2. นามาล้างน้าให้สะอาด แล้วบีบพุทราจีนให้แตก ให้รวมกันลงในภาชนะแล้วเติม
น้าเปล่า 2 ลิตร
3. ต้มให้เดือดสักพักแล้วยกลง กรองเอาเนื้ออกให้เหลือแต่น้า
4. เติมน้าตาลเพื่อปรุงรส หรือจะใช้ใบหญ้าหวาน หรือลาไยตากแห้งแทนก็ได้ เพราะ
จะได้ความหวานจากธรรมชาติที่ไม่ทาให้น้าตาลในเลือดสูง หรือไม่ต้องใส่เลยก็ได้
เมื่อได้รสตามชอบใจแล้ว ก็ให้นามาเก็บใส่ขวดแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นเอาไว้ดื่ม
5. สาเหตุที่ใส่พุทราผสมลงไปนั้น เป็นเพราะว่าการต้มกระเจี๊ยบแดงกินแบบเดี่ยว ๆ
เป็นระยะเวลานาน ๆ อาจจะทาให้ไตเสื่อมได้ จึงต้องมีพุทราจีนตากแห้งผสมลงไป
ด้วย เพื่อเป็นตัวแก้และเป็นตัวช่วยบารุงไตไปด้วยในตัว
กระเจี๊ยบเขียว
ชื่อสามัญ : Okra,Lady’s Finger, Gombo, Gumbo, Bendee, Quimbamto
แต่ในอินเดียจะเรียกกระเจี๊ยบเขียวว่า บินดี (Bhindi) ส่วนประเทศในแถบเมดิ
เตอร์เรเนียนจะเรียกว่า บามี (Bamies)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Abelmoschus esculentus(L.) Moench
วงศ์ : จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)
ชื่อท้องถิ่น : กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ
มะเขือมอญมะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้
มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น
สาหรับในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่
แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร
สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี
ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว
ต้นกระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกาเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน และสันนิฐาน
ว่าน่าจะมีการนาเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ.2416 โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุ
ประมาณ 1ปี มีความสูงประมาณ 0.5-2.4 เมตร ลาต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว แต่บางครั้งก็
มีจุดประม่วง ตามลาต้นจะมีขนอ่อนหยาบ ๆ ขึ้นปกคลุม เช่นเดียวกับใบและผล
เจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อน หรือที่อุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศาเซลเซียส
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว
ใบกระเจี๊ยบเขียว มีใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ ลักษณะของใบคล้ายรูปฝ่ามือเรียง
สลับกัน ใบมักเว้าเป็น 3 แฉก มีความกว้างประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบหยัก
แหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีเส้นใบออกจากโคนใบ 3-7 เส้น ใบมีขนหยาบ ก้านใบยาว
ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว
ดอกกระเจี๊ยบเขียว มีดอกสีเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีสีม่วงออกแดงเข้ม รูป
ไข่กลับหรือค่อนข้างกลม ออกดอกตามง่ามใบ มีริ้วประดับเป็นเส้นสีเขียวประมาณ 8-10
เส้น เรียงเป็นวงรอบโคนกลีบเลี้ยง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีเกสร
ตัวผู้จานวนมาก มีก้านชูอับเรณูรวมกันลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร
หุ้มเกสรตัวเมียไว้ อับเรณูเล็กจานวนมากติดอยู่รอบหลอด ก้านเกสรตัวเมียมีลักษณะเรียว
ยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยอดเกสรตัวเมียเป็นแผ่นกลมมีขนาดเล็กสีม่วงแดง ยื่นพ้น
ปากหลอดดอก
ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว
ผลกระเจี๊ยบเขียว หรือ ฝักกระเจี๊ยบเขียว ผลมีลักษณะเป็นฝัก โดยฝักคล้ายกับนิ้วมือ
ผู้หญิง ฝักมีสีเขียวทรงเรียวยาว มักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยม
เป็นสัน โดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวอยู่ 5 เหลี่ยม ตามฝักจะมีขนอ่อน ๆ อยู่ทั่วฝัก ฝัก
อ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้าตาล ในฝักมีน้าเมือกข้นเหนียวอยู่มาก และมีเมล็ด
ลักษณะกลมอยู่มาก ขนาดประมาณ 3-6 มิลลิเมตร ฝักอ่อนมีรสหวานกรอบอร่อย ส่วน
ฝักแก่จะมีเนื้อเหนียวไม่เป็นที่นิยมในการรับประทาน
สรรพคุณของกระเจี๊ยบเขียว
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและ
ลาไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) ช่วย
เคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลาไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็นปกติ เป็นยา
บารุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้ด้วย แต่ต้อง
รับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน
คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบเขียว
+ รับประทานฝักกระเจี๊ยบ 10 -15 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนสามารถลดอาการ
ท้องผูก
+ รับประทาน 3 – 5 ฝัก ก่อนอาหารทุกวันสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
+ รับประทาน 10 – 15 ฝัก ทุกวันสามารถบารุงตับ
+ รับประทาน 5 ฝัก ก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกันทุกวันสามารถกาจัดพยาธิตัวจี๊ด
+ รับประทาน 30 – 40 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนสามารถดีท็อกซ์ลาไส้อุจจาระ
ตกค้าง
+ รับประทานสม่าเสมอ เป็นเส้นใยอาหารธรรมชาติมีแคลเซียมและวิตามินสูง
+ รับประทานประจา มีโฟเลตสูงช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บารุงสมอง และ
พัฒนาการทารก ในครรภ์ 40 ฝักแห้ง มีโฟเลต เทียบเท่าที่คนต้องการในหนึ่งวัน 10 ฝัก มีโฟ
เลตเท่ากับ 25% ของความต้องการในหนึ่งวัน
เมนู กระเจี๊ยบเขียว
•ยากระเจี๊ยบเขียว
•แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว
•ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว
•กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้ งทอด
•แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว
•
•แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว
•แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้
•ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว
•กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่
•กระเจี๊ยบเขียวผัดขิงอ่อน
•กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด
•สลัดกระเจี๊ยบเขียว
ตัวอย่างชิ้นงาน P5 2-58

ตัวอย่างชิ้นงาน P5 2-58

  • 3.
    ชื่อสามัญ : Rosella,Jamaican Sorel, Roselle, Rozelle, Sorrel, Red Sorrel, Kharkade,Karkade,Vinuela,Cabitutu ชื่อวิทยาศาสตร์ : HibiscussabdariffaLinn. วงศ์ : จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ : ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง (ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจาบู้(ปะหล่อง), กระเจี๊ยบ, ส้มเก็ง ส้มพอเหมาะ (ภาคเหนือ), ส้มพอดี (ภาคอีสาน), กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง) เป็นต้น มีถิ่นกาเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศ ไทยมีแหล่งผลิตที่สาคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และ ฉะเชิงเทรา
  • 4.
    ต้นกระเจี๊ยบแดง จัดเป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ 50-180เซนติเมตร มีอยู่หลายสาย พันธุ์ ลาต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
  • 5.
    ใบกระเจี๊ยบแดง มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีหลายลักษณะลักษณะคล้ายรูปฝ่ามือ 3 แฉก หรือ 5 แฉก ใบเว้าลึกหรือเรียบ หรือใบเป็นรูปรีแหลม หรือรูปเรียวแหลม ขอบใบมีจักเป็นฟัน เลื่อย ใบมีความกว้างและความยาวใกล้เคียงกันประมาณ 8-15 เซนติเมตร และก้านใบมี ความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร
  • 6.
    ดอกกระเจี๊ยบแดง ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกตามซอกใบมีกลีบดองสีชมพูหรือสีเหลือง บริเวณกลางดอกจะมีสีเข้มกว่าคือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ก้านดอก สั้น มีริ้วประดับเรียวยาวปลายแหลมมี 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ด ไว้มีสีแดงเข้มและหักง่าย เมือดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร
  • 7.
    ผลกระเจี๊ยบแดง ลักษณะของผลเป็นรูปรีมีปลายแหลม ผลมีความยาวประมาณ2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ดสีน้าตาล ลักษณะ คล้ายรูปไตอยู่จานวนมากประมาณ 30-35 เมล็ดต่อผล และผลยังมีกลีบเลี้ยงหนาสีแดง ฉ่าน้าหุ้มผลอยู่ เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก (Calyx) หรือที่คน ทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง
  • 8.
     กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล 1.เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้าหนักด้วย 2. ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด 3. น้ากระเจี๊ยบทาให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง 4. ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี 5. น้ากระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง 6. ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ 7. เพิ่มการหลั่งน้าดีจากตับ 8. เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย
  • 9.
     ใบ แก้โรคพยาธิตัวจี๊ดยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก  ดอก แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้น เลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลาไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก  ผล ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้า รักษาแผลในกระเพาะ  เมล็ด บารุงธาตุ บารุงกาลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ได้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด ดังนี้คือ แก้อ่อนเพลีย บารุง กาลัง บารุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้า แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาไส้ ลดไขมันในเลือด บารุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตารับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถ่ายพยาธิ ตัวจี๊ด
  • 10.
    โดยนาเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้าเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะ น้าสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะ หายไป
  • 11.
    ดอก พบ Protocatechuic acid,hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin
  • 12.
    น้ากระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นามาต้มกับน้าเติมน้าตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้า และช่วยป้ องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนามาทาขนมเยล ลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็ นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยว กาลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบารุง สายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบารุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ากระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นาไปแต่งสีอาหารตาม ต้องการ
  • 13.
     กระเจี๊ยบแดงอาจทาให้เกิดอาการท้องเสียได้ในผู้ป่วยบางราย เพราะมีฤทธิ์เป็นยา ระบาย น้ากระเจี๊ยบมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ แม่ว่าจะมีความเป็นพิษต่ามาก แต่ก็ไม่ควร ดื่มในปริมาณเข้มข้นและติดต่อกันนาน ๆ เพราะจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพ
  • 14.
    1. ให้เตรียมกระเจี๊ยบประมาณ 1กามือ และพุทราจีน 1 กามือ 2. นามาล้างน้าให้สะอาด แล้วบีบพุทราจีนให้แตก ให้รวมกันลงในภาชนะแล้วเติม น้าเปล่า 2 ลิตร 3. ต้มให้เดือดสักพักแล้วยกลง กรองเอาเนื้ออกให้เหลือแต่น้า 4. เติมน้าตาลเพื่อปรุงรส หรือจะใช้ใบหญ้าหวาน หรือลาไยตากแห้งแทนก็ได้ เพราะ จะได้ความหวานจากธรรมชาติที่ไม่ทาให้น้าตาลในเลือดสูง หรือไม่ต้องใส่เลยก็ได้ เมื่อได้รสตามชอบใจแล้ว ก็ให้นามาเก็บใส่ขวดแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นเอาไว้ดื่ม 5. สาเหตุที่ใส่พุทราผสมลงไปนั้น เป็นเพราะว่าการต้มกระเจี๊ยบแดงกินแบบเดี่ยว ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ อาจจะทาให้ไตเสื่อมได้ จึงต้องมีพุทราจีนตากแห้งผสมลงไป ด้วย เพื่อเป็นตัวแก้และเป็นตัวช่วยบารุงไตไปด้วยในตัว
  • 16.
    กระเจี๊ยบเขียว ชื่อสามัญ : Okra,Lady’sFinger, Gombo, Gumbo, Bendee, Quimbamto แต่ในอินเดียจะเรียกกระเจี๊ยบเขียวว่า บินดี (Bhindi) ส่วนประเทศในแถบเมดิ เตอร์เรเนียนจะเรียกว่า บามี (Bamies) ชื่อวิทยาศาสตร์: Abelmoschus esculentus(L.) Moench วงศ์ : จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE) ชื่อท้องถิ่น : กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญมะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น สาหรับในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่ แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี
  • 17.
    ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว ต้นกระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกาเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดานและสันนิฐาน ว่าน่าจะมีการนาเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ.2416 โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุ ประมาณ 1ปี มีความสูงประมาณ 0.5-2.4 เมตร ลาต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว แต่บางครั้งก็ มีจุดประม่วง ตามลาต้นจะมีขนอ่อนหยาบ ๆ ขึ้นปกคลุม เช่นเดียวกับใบและผล เจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อน หรือที่อุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศาเซลเซียส ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
  • 18.
    ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว ใบกระเจี๊ยบเขียว มีใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ ลักษณะของใบคล้ายรูปฝ่ามือเรียง สลับกันใบมักเว้าเป็น 3 แฉก มีความกว้างประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบหยัก แหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีเส้นใบออกจากโคนใบ 3-7 เส้น ใบมีขนหยาบ ก้านใบยาว
  • 19.
    ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว ดอกกระเจี๊ยบเขียว มีดอกสีเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีสีม่วงออกแดงเข้มรูป ไข่กลับหรือค่อนข้างกลม ออกดอกตามง่ามใบ มีริ้วประดับเป็นเส้นสีเขียวประมาณ 8-10 เส้น เรียงเป็นวงรอบโคนกลีบเลี้ยง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีเกสร ตัวผู้จานวนมาก มีก้านชูอับเรณูรวมกันลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร หุ้มเกสรตัวเมียไว้ อับเรณูเล็กจานวนมากติดอยู่รอบหลอด ก้านเกสรตัวเมียมีลักษณะเรียว ยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยอดเกสรตัวเมียเป็นแผ่นกลมมีขนาดเล็กสีม่วงแดง ยื่นพ้น ปากหลอดดอก
  • 20.
    ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว ผลกระเจี๊ยบเขียว หรือ ฝักกระเจี๊ยบเขียวผลมีลักษณะเป็นฝัก โดยฝักคล้ายกับนิ้วมือ ผู้หญิง ฝักมีสีเขียวทรงเรียวยาว มักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยม เป็นสัน โดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวอยู่ 5 เหลี่ยม ตามฝักจะมีขนอ่อน ๆ อยู่ทั่วฝัก ฝัก อ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้าตาล ในฝักมีน้าเมือกข้นเหนียวอยู่มาก และมีเมล็ด ลักษณะกลมอยู่มาก ขนาดประมาณ 3-6 มิลลิเมตร ฝักอ่อนมีรสหวานกรอบอร่อย ส่วน ฝักแก่จะมีเนื้อเหนียวไม่เป็นที่นิยมในการรับประทาน
  • 21.
    สรรพคุณของกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและ ลาไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน(Pectin) และกัม (Gum) ช่วย เคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลาไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็นปกติ เป็นยา บารุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้ด้วย แต่ต้อง รับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน
  • 22.
    คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบเขียว + รับประทานฝักกระเจี๊ยบ 10-15 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนสามารถลดอาการ ท้องผูก + รับประทาน 3 – 5 ฝัก ก่อนอาหารทุกวันสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร + รับประทาน 10 – 15 ฝัก ทุกวันสามารถบารุงตับ + รับประทาน 5 ฝัก ก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกันทุกวันสามารถกาจัดพยาธิตัวจี๊ด + รับประทาน 30 – 40 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนสามารถดีท็อกซ์ลาไส้อุจจาระ ตกค้าง + รับประทานสม่าเสมอ เป็นเส้นใยอาหารธรรมชาติมีแคลเซียมและวิตามินสูง + รับประทานประจา มีโฟเลตสูงช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บารุงสมอง และ พัฒนาการทารก ในครรภ์ 40 ฝักแห้ง มีโฟเลต เทียบเท่าที่คนต้องการในหนึ่งวัน 10 ฝัก มีโฟ เลตเท่ากับ 25% ของความต้องการในหนึ่งวัน
  • 23.
    เมนู กระเจี๊ยบเขียว •ยากระเจี๊ยบเขียว •แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว •ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว •กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้ งทอด •แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว • •แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว •แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้ •ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว •กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่ •กระเจี๊ยบเขียวผัดขิงอ่อน •กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด •สลัดกระเจี๊ยบเขียว