Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo viriyoung

22 views

Published on

คำสอนหลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo viriyoung

  1. 1. หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร
  2. 2. ใจนี้อาจสามารถที่จะไปเกิดได้ทุกหนแห่ง อาจจะไปเกิดในนรก อาจจะไปเกิดเป็นเปรต อาจจะไปเกิดเป็นอสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ จะไปเกิดเป็นเทวบุตร เทวดา ใจจะไปเกิดได้ทั้งนั้น การที่จะไปเกิดในที่นั้นๆ อาศัยกรรม เป็นผู้นาให้เป็นไป กรรมนั้นได้แก่การกระทา เมื่อบุคคลสร้างบุญกุศล สร้างความดี มีจิตเป็นเมตตาต่างๆ เหล่านี้แล้ว อันนี้ก็เป็นทางไปสู่สวรรค์
  3. 3. ผู้ที่ มีใจร้าย มีการที่ ทาบุคคลผู้อื่นให้เกิดความเดือดร้อน ทั้งโกง ทั้งพยายามฆ่า หรือพยายามทาร้ายต่างๆ เหล่านี้เรียกว่าพวกบาป อันนี้ก็ถือว่าเป็นกรรมที่ไม่ดีที่จะต้องทาให้จิตนี้จะต้องไปเกิดในนรกเป็นต้น ส่วนผู้ที่ได้มาทาสมาธิทาจิตใจนั้น อย่างต่าที่สุดก็ต้องไปเกิดเป็นพรหม เรียกว่าพรหมชั้นต่า พรหมชั้นต่า ไปจนกระทั่ง ถึงพรหมชั้นสูง
  4. 4. พรหมนั้นคือสถานที่สูงกว่าสวรรค์ สวรรค์ยังชั้นต่า พอถึงขั้นพรหม ก็เรียกว่าชั้นสูง การไปเกิดเป็นพรหมได้ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นได้สร้างสมาธิให้แก่ตน ไปเกิดเป็นพรหมนั้น มีพรหมตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๑๖ สุดแล้วแต่ว่า จิตนั้นจะมีความละเอียดแค่ไหน
  5. 5. ความสูงของใจนั้นอยู่ที่การฝึกฝน การฝึกฝนนั้นอยู่ที่ความขยันหมั่นเพียรของแต่ละบุคคล ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ความอดทน เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทน เป็นเครื่องแผดเผากองกิเลส ความอดทน เป็นกาลังของผู้บาเพ็ญพรต ความอดทน ย่อมนาความสุขมาให้ อดทน หมายถึง อดทนต่อการทาความดี อดทนต่อการจาศีล อดทนต่อการภาวนา อดทนต่อการทาบุญกุศลทั่วไป ความอดทนเหล่านั้นถือว่า เป็นความอดทนที่นาความสุขมาให้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตัวของเรา
  6. 6. ที่พระพุทธเจ้าแสดงว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตน ที่พระองค์ทรงแสดงนั้น ก็เพื่อให้เข้าใจว่า รูปนี้มันเป็นเพียงธาตุทั้ง ๔ ดิน น้า ไฟ ลม เท่านั้น แต่เราก็พากันหลงรักหลงชังมัน แต่แท้ที่จริงนั้น คือธาตุทั้ง ๔ ธาตุทั้ง ๔ ส่วนใดที่แข็งๆ อยู่ในร่างกายอันนี้ก็เรียกว่าธาตุดิน ส่วนใดที่เหลวๆ ก็เรียกว่าธาตุน้า ส่วนใดที่พัดไปพัดมาก็เรียกว่าธาตุลม ส่วนใดที่ทาร่างกายให้อบอุ่นก็เรียกว่าธาตุไฟ ทั้ง ๔ อย่างประชุมพร้อมกันเข้าก็เป็นร่างกาย
  7. 7. เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า รูปัง ภิกขเว อนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปนี้ไม่ใช่ตน การที่เราถือเป็นตัวเป็นตนแล้วเกิดกิเลสเกิดขึ้นมานั้น เป็นเรื่องของการสมมุติ เราได้สมมุติกันขึ้น เมื่อเราสมมุติแล้ว เราก็ได้ไปหลงสิ่งที่เราสมมุติขึ้นมานั้น นั่นแหละ เรียกว่า โมหะ
  8. 8. การที่เราศึกษาพระพุทธศาสนานั้น เราต้องการการบรรลุเป็นพรอริยบุคคล การบรรลุเป็นพระอริยบุคคลนั้น คือ บรรลุเป็นพระโสดา เรียกว่าพระอริยบุคคลชั้น ๑ พระสกิทาคา เรียกว่าพระอริยบุคคลชั้น ๒ พระอนาคา เรียกว่าพระอริยบุคคลชั้น ๓ พระอรหันต์ เรียกว่าพระอริยบุคคลชั้น ๔ ก็เรียกว่าชั้นสุดท้าย อันนี้เรียกว่าพระพุทธศาสนา
  9. 9. ที่จะได้เกิดเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมานี้ เกิดขึ้นมาจากพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระบรมศาสดา แต่การที่จะเป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ได้นั้น ก็ต่อเมื่อจะต้องมาบาเพ็ญวิปัสสนา ถ้าไม่บาเพ็ญวิปัสสนานั้นไปถึงนั้นไม่ได้ ก็ยังต้องเร่ร่อนกันไปก่อน
  10. 10. ถ้าหากเราทาแค่ทาบุญทาทาน ทาสมาธิไปพอเพียง เป็นพิธีเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์นี่ กลับมาเป็นมนุษย์บ้าง ไปเกิดในชั้นสวรรค์บ้าง อะไรอย่างนี้ ท่องเที่ยวไปตามเรื่อง ถ้าพลาดพลั้งไปทาความผิดเข้า ก็ตกนรกไปบ้าง อะไรอย่างนี้ มันก็ไม่แน่
  11. 11. เพราะฉะนั้น สิ่งที่แน่นอนนั้น คือการดาเนินจิตเข้าสู่วิปัสสนา เพื่อความเป็นอริยบุคคล อริยบุคคลชั้นแรก เรียกว่าท่านพระโสดาบันนี้ ท่านก็ไม่มี การที่ต้องไปตกนรกแล้ว คือหมายความว่า ท่านเป็นบุคคลผู้เที่ยงแท้ ที่จะต้องไปสู่ความบรรลุในขั้นสุดท้าย อริยบุคคล
  12. 12. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสว่า "จิตของคนนี้เจือปนไปด้วยกิเลส" อันนี้ถูกต้อง แต่กิเลสนี้ เกิดขึ้นมาจากอะไร เกิดขึ้นมาจาก "ตัณหา" คือ ความรัก ความชัง ความรัก ความกาหนัดยินดี ความชื่นชมยินดี อะไรต่างๆ ในจิตใจของคนเรานี้ อันนี้ก็เรียกว่า อาสวกิเลส

×