Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

คำสอนบูรพาจารย์

41 views

Published on

คำสอนของบูรพาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

คำสอนบูรพาจารย์

  1. 1. คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี การจาแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่างๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทากรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรม ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน หลวงปู่ขาว อนาลโย
  2. 2. ผู้หวังพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร.. อย่าไปห่วงปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น อย่าไปห่วงฤทธิ์ ห่วงเดช ในสองข้อ*ข้างต้น จงเคารพ "อนุสาสนีปาฏิหาริยะ" เถิด เพราะอย่าเดิน "ทางคู่" ผู้หวังปาฏิหาริย์ต่างๆ ไป "ทางคู่" ไม่ไปง่ายหรอก..อย่างง่ายก็พระศรีอาริยเมตไตย ทีนี้ปาฏิหาริย์มันเป็นโลกีย์ปาฏิหาริย์ก็มี พระเทวทัตก็เป็นโลกีย์ปาฏิหาริย์ พวกฤาษีก็เป็นโลกีย์ปาฏิหาริย์ เช่น เขาลุยไฟได้อย่างนี้..เราจะไปอัศจรรย์ทาไม? พวกเรานี่ไม่ว่าแต่ลุยไฟ"นอนอยู่ในไฟ"ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง อย่าว่าแต่ลุยไฟน่ะ นอนอยู่ในไฟก็ยังไม่พ้นทุกข์ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
  3. 3. เมื่อถึงเวลานั้น เราจะรู้ได้ว่า จิตที่เราทาสมาธิไว้นั้นมีประโยชน์เพียงใด เพราะว่าเวลาที่จิตของเราจะออกจากร่างนั้น สมาธินี้จะรวมประชุมให้ผลประโยชน์แก่เราอย่างเต็มที่ เมื่อร่างกายแตกดับไปแต่ใจของเรานั้น ไม่ได้แตกดับไปตามร่างกาย หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร
  4. 4. จับผิดผู้อื่นเมื่อใด ก็คือ..กวาดขยะเน่าเข้าบ้านเมื่อนั้น หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป
  5. 5. อารมณ์ชั่ว เปรียบเหมือนกับเศษอาหารที่เขาคายออกแล้ว ถ้าเป็นคนอดอยากยากจนจริงๆจาเป็นจะต้องขอเขากิน ก็ควรกลืนกินแต่อารมณ์ที่ดี เปรียบเหมือนอาหารที่ไม่เป็นเศษของใคร ท่านพ่อลี ธัมมธโร
  6. 6. กิเลส.... พระพุทธเจ้าสอนให้ละทิ้ง ได้ละทิ้งหรือยัง ไม่ทิ้งเดี๋ยวนี้จะเอาไปทิ้งที่ไหน ไม่ตั้งเดี๋ยวนี้ไปตั้งที่ไหน ไม่เพียรพยายามเดี๋ยวนี้จะไปเพียรเมื่อใดเวลาใด โกหกพกลมตลอดเวลา ใจไม่จริงคนไม่จริง เกิดมาทาไม เป็นชายทาไมใจไม่แก่กล้าสามารถเหมือนพระพุทธเจ้า เป็นหญิงทาไมไม่แก่กล้าสามารถ เกิดมาตายเสียดีกว่าเปลืองข้าวสุก
  7. 7. อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต ย่อมส่งออกนอก เพื่อรับอารมณ์นั้นๆโดยธรรมชาติของมันเอง ก็แต่ว่าถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว จิตเกิดหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นเป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆเป็นทุกข์ ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้วแต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม จบอริยสัจจ์ ๔” หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
  8. 8. กิเลสเกิดที่จิต นิพพานก็เกิดที่จิต กิเลสเป็นอกาลิโก ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เป็นอกาลิโกเช่นกัน กิเลสไม่ตาย เราตาย ผลงานของกิเลสก็คือความทุกข์ มรดกของกิเลสก็คือความทุกข์ อยู่กับกิเลสอย่างหยาบเหมือนถูกภูเขาทับ อยู่กับกิเลสอย่างกลางเหมือนถูกเสี้ยนหนามตา อยู่กับกิเลสอย่างละเอียดเหมือนผงเข้าตา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  9. 9. ถ้าจะมีใครบอกว่า โยนทิ้งเถอะ แล้วจะดีอย่างนั้น เป็นประโยชน์อย่างนี้ เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละ เพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้ จนเหนื่อยอ่อนเพลียเต็มที จนแบกไม่ไหวแล้วก็เลยปล่อยมันตกลง ตอนที่ปล่อยให้มันตกลงนี้แหละ ก็จะเกิดความรู้เรื่องการปล่อยวางขึ้นมาเลย เราจะรู้สึกเบาสบาย แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า การแบกก้อนหินนั้นมันหนักเพียงใด แต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้นเราไม่รู้หรอกว่า การปล่อยวางมีประโยชน์เพียงใด
  10. 10. คิดถึงอายุของตนวันนี้อายุเท่าใด วันไหนจะตาย ตายไปด้วยอะไร ตายแล้วถืออะไรไป หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

×