Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

คำสอนหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

9 views

Published on

คำสอนของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

คำสอนหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

  1. 1. ตื่นนอนปั๊บจับพุทโธตลอดเวลา กิริยาเคลื่อนไหวไปไหนๆในเวลาที่ตั้งจิต จิตยังหารากฐานไม่ได้ เอาขนาดนั้นเทียวนะ ตั้งใจลงกับคาบริกรรม ไปไหนไม่ให้เคลื่อนคลาดไปเลยทีเดียว ตื่นนอนปั๊บพุทโธ ติดเลย จนกระทั่งได้เห็นชัดเจนว่าจิตของเรานี้ เวลามันละเอียดจริงๆนี้คาบริกรรมไม่ปรากฏนะ นั่นมันเกิดขึ้นแล้วในตัวของเรา เวลามันยุ่งเหยิงวุ่นวาย เอาคาบริกรรมติดแนบไว้เลย ไม่ยอมให้มันคิด ไม่เสียดายความคิดใดๆทั้งนั้น ให้มีแต่ความคิดคือว่า พุทโธ ๆ ซึ่งเป็นความคิดทางด้านธรรมะอยู่กับใจ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  2. 2. นี่สอนให้บรรดาลูกหลานมีหลักใจ.. โดยอาศัยหลักธรรม เข้าเป็นเครื่องสนับสนุน เป็นเครื่องป้องกันตัว เป็นเครื่องรักษาตัว เป็นธรรมอบอุ่นใจ เวลาก่อนนอนอย่างน้อยให้ไหว้พระ อิติปิโส ฯ สฺวากฺขาโต หรือ อรห สวากฺโต ฯ สุปฏิปนฺโน ฯ แล้วเวลานอนให้ระลึกถึง คาบริกรรมภาวนา เพื่อให้เป็นพลังของจิต เช่น "พุทโธ ๆ ๆ" เป็นต้น เรานั่งสมาธิอย่างน้อยได้สักห้านาที ให้นั่งนึกอยู่กับ "พุทโธ ๆ ๆ" ที่นี้เวลานอนลงไป ก็ให้นึก "พุทโธ ๆ ๆ" จนกระทั่งหลับ นี่ใจเราก็แช่มชื่นเบิกบาน หลับฝันไปก็ไม่ฝันร้าย ฝันน่ากลัวต่าง ๆ นานา จิตใจก็มีพลัง.. การภาวนานี่ทาให้จิตมีพลัง หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  3. 3. จิต เป็นสิ่งที่ลึกลับมาก เพราะ กิเลส พาให้ลึกลับ กิเลสมันเอาจิต เข้าไปหมกไปซ่อนไว้ ในสถานที่ ที่เราไม่อาจเอื้อมรู้ได้ เห็นได้ ถูกกิเลสจอมปลอม ปิดบังไว้หมด ตัวมัน ออกหน้าออกตา หลอกไว้ตลอดเวลา จึงไม่เห็นโทษของตน ไม่เห็นโทษของกิเลส ที่พาให้เกิด-ให้ตาย เอาให้จริง ให้จัง นักปฏิบัติ! อยู่ที่ไหน ให้ถือความเพียร เป็นสาคัญ ให้ถือว่า กิเลส เป็นข้าศึกของเราอยู่เสมอ ผู้นั้นแหละ จะพ้นจากแหล่ง แห่งทุกข์นี้ไปได้ โดยไม่ต้องสงสัย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  4. 4. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แต่กิเลสมันไม่ค่อยมีความอิ่มมันหิวกระหายอยู่เป็นนิจ คนเราถ้ามีกิเลสเต็มตัวแล้ว…มันก็เหมือนหมูเราดี ๆ นี่เอง กินแล้วนอน ๆ จนอ้วนพีเขาก็นาไปขึ้นเขียงสับหั่นเท่านั้น… ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมเขาจึงไม่เลี้ยงกิเลส เขาทาลายกิเลสกันทั้งนั้น… พระอริยเจ้าทั้งหลายในอดีตที่ผ่านมาท่านรู้ทัน กิเลส… เมื่อกิเลสโยนมา ธรรมะโผนไป กิเลสโหดร้าย ธรรมะโหดดี .. อยากทราบต้องออกแนวรบ… นักปฏิบัติคือ นักรบ เป็นต้องเป็น ตายต้องตาย จึงจะเอา กิเลสอยู่… กิเลสมีเท่าไหร่ ธรรมะต้องมีเท่านั้น…”
  5. 5. ท่านั่งก็มีสติ เดินจงกรมก็มีสติ อิริยาบถทั้ง ๔ มีสติ นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรตลอดเวลา และยิ่งนั่งภาวนาที่จะเอาจริงเอาจังต่อกันแล้ว สติยิ่งเป็นของสาคัญมากทีเดียว มีเหตุมีผลอย่างไร จะแสดงขึ้นมาให้เราเห็นในเวลานั่ง นั่งนานเป็นอย่างไร ไม่ใช่นั่งทนเอาเฉยๆ นะ" หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  6. 6. ธรรมะ..ท่านสอนให้ดูตัวเอง ระวังตัวเอง จะได้เห็นความบกพร่องของตนเอง แล้วแก้ไขตัวเองไปเรื่อยๆจนสมบูรณ์ได้” หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  7. 7. หลักพุทธศาสนาจริงๆ อยู่กับภาวนานะ… ภาวนาน่ะ ต้องภาวนา..และ.. การให้ทาน รักษาศีลนี้เป็นบริวารของการภาวนา เมื่อจิตมีความหนักแน่นในภาวนาเป็นหลักเป็นเกณฑ์แล้ว การให้ทานก็หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ รักษาศีล การกุศลอย่างใดก็ตามจะมีความหนักแน่นขึ้นเป็นลาดับ เพราะอานาจแห่งการภาวนาเป็นแม่เหล็กเครื่องดึงดูด ให้มีกาลังในการสร้างความดี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  8. 8. "ท่านผู้ให้ศีลให้พรตามขั้นของภูมิจิตภูมิธรรมจะพุ่งออกมาในเวลานั้นนะ เพราะฉะนั้นเวลาให้พรจึงไม่อยากให้อะไรเข้ามายุ่งนะ เวลาท่านให้พร จิตที่พุ่งด้วยอานาจแห่งความเมตตาทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาพร้อมกันหมด สาหรับผู้ทาบุญให้ทานมากน้อยก็เป็นภาชนะสาหรับรับรองพรที่ท่านให้ เพราะฉะนั้นเวลาให้พรจึงไม่ให้อะไรเข้ามายุ่ง ให้จาเอาไว้นะ นี่ละธรรมแท้เป็นอย่างงั้นนะ ไม่เป็นอย่างอื่นว่างั้นเถอะ นี่จะให้พรละนะ" หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน…
  9. 9. เพราะฉะนั้นการเดินจงกรมจึงเป็นท่าแห่งความเพียรท่าหนึ่ง ขอให้มีสติเป็นสาคัญ เดินมากเดินน้อยสติติดแนบอยู่นั้น นั่งก็เหมือนกัน นี่เราพูดถึงขั้นเริ่มแรกของสติ และขั้นต่อไปสติก็สาคัญจนกระทั่งวาระสุดท้าย สติยิ่งแก่กล้าสามารถถึงกับที่ท่านพูดว่ามหาสติมหาปัญญา คือเป็นตัวของตัวเต็มที่แล้ว สามารถที่จะฟัดฟันกับกิเลสได้ทุกประเภท ไม่มีข้อยกเว้นเลย ลงสติได้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาสติเป็นมหาปัญญาแล้ว กิเลสมีเท่าไรพังลงๆ โดยไม่เหลือ แต่ที่มันยังไม่ถึงขั้นนั้น เราต้องได้ใช้ความพยายามให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย" หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
  10. 10. “ผู้มีสติปัญญาย่อมรู้ธรมชั้นละเอียดอ่อนได้ไม่ยากนัก สามารถรู้เล่ห์เหลี่ยมกิเลสภายในจิตใจไม่ว่าซอกไหนมุมใด ท่านจะจับออกมาสับโขกอย่างไม่ปราณี…” กิเลสเป็นตัวโรคร้ายและไม่สามารถมองมันเห็นด้วยตาเปล่า หรือกล้องส่อง เมื่อใครมีกิเลสส่วนใดชนิดใดแล้ว ภายในตัวกิเลสมันจะกัดกินใจของบุคคลนั้น อย่างไม่มีวันพอ จนตายนั่นแหละมันจึงจะปล่อย” ธรรมะเป็นอาวุธสาคัญที่กิเลสหวั่นไหวเกรงกลัว เพราะรู้ทันกลอุบายของมัน ..ผู้ปฏิบัติจะมีความอิ่มแห้งธรรมเหมือนอิ่มอาหารจะเข้าใจกันเองไม่ต้องถาม …เพราะธรรมเป็นของอิ่มของพอ… หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

×