แมศรีเรือน
ทิพยวาณี สนิทวงศ ณ อยุธยา
เรื่อง แมศรีเรือน นี้ เปนวรรณกรรมประเภทบทความ ซึ่งนํามา
จากบทความชุด “เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก” ในนิตยสารสตรีสาร
ภาคพิเศษสําหรับนักอานรุนเยาว มีลักษณะเปนบทความขนาดสั้น
เหมาะแกผูอานวัยเยาว
บทความนี้แสดงชีวิตของคนที่มีฐานะปานกลางในกรุงเทพฯ
เกี่ยวกับประเพณีนิยมในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ จนถึงตนรัชกาลที่ ๗
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๔๗๕ กลาวถึงความเปนไปในครอบครัว
เมื่อชายและหญิงแตงงานเปนสามีและภรรยากันแลวถือวาสามีเปน
หัวหนาครอบครัวมีหนาที่ทํามาหาเลี้ยงและรับผิดชอบทุกขสุขของคน
ในครอบครัว
ฝายภรรยาถือวาเปนผูดูแลบานเรือน เลี้ยงดูบุตรหลานและคนใน
ครอบครัวใหมีความสุขความเจริญ ผูหญิงที่ทําหนาที่ที่ดีไดรับยกยอง
วาเปน “แมศรีเรือน” เปนหญิงที่เปน “มิ่งขวัญ” ของครอบครัว
อีกนัยหนึ่ง เปนที่พึ่งใหความรมเย็น ความอุนใจแกครอบครัว
ในเรื่องนี้ผูแตงไดบรรยายภาพผูหญิงไทยซึ่งเปนแมเรือนที่อยูใน
เมืองหลวง วามีหนาที่ภารกิจตอครอบครัวอยางไร
การศึกษาบทเรียนนี้ นักเรียนควรศึกษาถึงลักษณะการเขียน
ความเรียงขนาดสั้น การใชถอยคํา สํานวนโวหาร ทั้งควรหัดพิจารณา
คุณคาทางดานความรู เกี่ยวกับคตินิยม การประกอบอาชีพของคนไทย
และอื่นๆ โดยเปรียบเทียบกับปจจุบันดวย
ครอบครัวของเราคนไทยสมัยกอนนี้ ผูชายตองเปนหัวหนา
ครอบครัว ถามาจากตระกูลดี มีวิชาความรูก็มักรับราชการ เพราะ
คนไทยเรานิยมการรับราชการ มีเงินเดือน มีบานเรือนของตนเองได
ก็มี เชาเขาก็มี อยูกับบิดามารดาก็ไมนอย ไดเปนมรดกตกทอดกัน
ก็มี ทรัพยสมบัติเหลานี้จะงอกเงยหรือหมดไปก็อยูที่ภรรยาผูเปน
แมบาน คนไทยสมัยกอนมีลูกมาก
อยางคุณยายเองก็มีพี่นองมาก ขางๆ บานคุณยายมีลูก ๑๐ คน
หลายบาน มีอยูบานหนึ่งที่อยูเยื้องกัน มีลูกมากที่สุดถึง ๑๘ คน
เพราะมีฝาแฝดดวย ๒ คู บิดารับราชการ รายจายก็ตองมากเปน
ธรรมดา เพราะลูกมากก็ตองกินมาก ยิ่งบางคนมีภรรยาหลายคน มี
ลูกมากถึง ๒๐ คนก็มี
แตแมบานเหลานี้นอกจากอยูบานเลี้ยงลูกแลว ก็มักจะทําการ
คาขาย หรือรับจางไปดวยในตัวเพื่อเพิ่มพูนรายได นอกจากเงินเดือน
ของพอบานแลว แมบานเหลานี้จะประหยัดรายจายทุกทาง ทุกอยาง
ทําเองไดก็ทํา ไมหาซื้อกันงายๆ แลวของก็ไมคอยมีจะใหซื้อกันดวย
บานเรือนสมัยกอนมักตั้งอยูริมแมน้ํา ริมคลอง ที่มีเรือสัญจร
มาก หรือบางทีบานอยูริมถนน ก็ตั้งรานขายขาวแกงขายขนมบาง
รับจางตางๆ หรือเปนตัวแทนขายสงสินคาบาง บริเวณบานสมัยกอน
กวางขวางเพราะที่ดินราคาถูก บานเรือนตั้งอยูหาสงกัน จึงมีที่ดิน
พอที่จะปลูกเครื่องสวนครัวไวกิน ปลูกผลไมไวกินเอง เชน มะมวง
ชมพู กลวยนี่ขาดไมได มะพราวและอื่นๆ เปนการทุนรายจายไป
ไดมาก ถามีมากเกินใชสอยก็ขายเอาเงินเสียบาง
คุณยาของคุณยายนั้น นอกจากเย็บสบงจีวรพระ ทําพุมและ
ดอกไมเขาพรรษาสงตามรานขายเครื่องบวชแลว ก็ยังขายขนมจีน
น้ํายา น้ําพริก ตอนเชาๆ อีกดวย เย็นก็ยังเก็บดอกจําปา จําป ดอก
ขจร ใสกระทงหรือเย็บเปนซองใบตองใสถาดออกขายอีกดวย คุณปา
ของคุณยายรวมทั้งคุณแมก็รับทําขนมและของวางทุกอยางตามแตจะ
สั่งใหทํา
บางคนฟนเทียน ธูป มวนบุหรี่ตางๆ สานปลาตะเพียนขายสง
ปนตุกตาดินเผาสําหรับแกบนหรือถวายศาลพระภูมิ ทําดอกไม
กระดาษ ดอกไมโสน รับจางปกเสื้อโขนละคร ปกยามและตาลปตร
ตามแตใครจะมีวิชาอะไรติดตัวมาบาง บางคนเปนตัวแทนขายหมาก
พลู ขายถาน ฟนแสม หรือพืชผลอยางอื่นๆ ขายของแบบไมตองขน
ขึ้นบานก็ไดกําไรแลวก็มี เรือขายปลีกมาก็ตวงใสเรือ ไดกําไรทันที
แมบานที่ทําการคาขายหรือรับจางตางๆ เหลานี้เลี้ยงลูกไปดวย
ไมไดปลอยทิ้งไวบานชองก็ดูแลควบคุมไปดวยในตัว เพราะการ
ประกอบ อาชีพอยูกับบานไมตองทิ้งบานชองไป จึงทําใหมีเวลาอบรม
ลูกและดูแลสามีไดเต็มที่ เมื่อตัดรายจายเพิ่มรายไดก็เก็บเงินไดเปน
กอบเปนกํา หลายๆ ปเขาก็พอมีเงินซื้อสวน นา หรือขยายเนื้อที่บาน
ใหกวางขวางขึ้น ทํามรดกไวใหลูกหลาน ที่ดินก็ราคาไมแพงหาซื้องาย
กิจการตางๆ เหลานี้ ถาใหญมากนักเกินกวากําลังก็จางลูกจาง
ชวย คราวสงกรานต คาขายดี มีกําไร ก็ตกรางวัลเงินสดหรือทองหยอง
ใหลูกจาง เหลือจึงเก็บสะสมไว นับวาเปน “แมศรีเรือน” คุณยายมีเพื่อน
บานเขาคาสงถาน ลูกแตละคนหนาตามอมแมมเพราะตองชวยตวงถาน
เวลาเรือถานเทียบพรอมๆ กันกลายลําลูกจางตวงไมทัน
นายและลูกๆ ก็ตองลงมือชวยตวงดวย ถึงหนาตาดําก็ไดกําไร
ทันทีถังละสตางคแลว เรือบรรทุกถานลําใหญๆ ขนาด ๔ มือลิงก็ไดบาท
หนึ่งแลว เรือหลายลําก็ไดหลายบาท บางครั้งขนจากเรือใหญลงเรือเล็ก
ไดเลย ไมตองขนขึ้นโรงก็ไดกําไรถังละสตางคแนนอน
บานที่มีลูกมากๆ ตองซื้ออาหารชองใช แบบขายสง คือ ซื้อไข
มะมวง กลวย สม กันเปนรอยๆ เพื่อจะไดทุนเงิน ถึงกินไมทันก็เก็บ
ไวกวนกินได ซื้อผาตัดเสื้อก็ซื้อยกพับ ผานุงก็ซื้อยกกุลี เปนโหลหรือ
เปนกุรุสเพื่อใหทุนเงิน จะซื้ออาหารก็บรรทุกเรือจางหรือรถเจ็กมา
ทีเดียว จายน้ําปลา ปลาราเปนไหๆ น้ําตาลก็ซื้อทั้งปบ มะพราวแกง
ก็ซื้อกันนับรอยๆ
เสื้อผาลูกที่คับแลวก็ใสลงมาเปนทอดๆ ไมมีทิ้งขวางเสียของเลย
จะไปไหนก็ยกโขยงกันไปเปนกลุม เตรียมอาหารการกินใสปนโตใส
หมอไปใหพรอม จะไดไมตองเสียสตางคซื้อกินกลางทางใหหมดเปลือง
แมศรีเรือนสมัยกอนนี้นับวาเกงมากที่ประหยัดทุกวิถีทาง แลวยังรูจัก
ทํามาหากินเพิ่มพูนรายไดอีก
ถาแมบานมีวิชาติดตัวมาบาง เชน เย็บปกถักรอย ฟนธูปเทียน
มวนบุหรี่ ทําดอกไมสดหรือแหง อาจจะเปนชางทําขนมหรืออาหาร
อะไรก็ไดที่อรอยเปนพิเศษ ก็มีชองทาสงทํามาหากินทั้งนั้น
ในสมัยกอนผูหญิงไมมีโอกาสไดรับราชการ หรือทํางานตาม
บริษัทอยางผูชาย
บางคนก็ยังอานเขียนไมไดดวยซ้ําไป ยังใชปูนหรือดินสอพอง
ขีดๆ ตามกระดานขางฝาหรือเสาเรือน ทําบัญชีสินคาไดจนร่ํารวยก็
แลวกัน งานอิสระชนิดนี้ผูชายไทยเราออกจะไมชอบเอาทีเดียว หาวา
ต่ําชาบาง ไมเหมาะกับชาติตระกูลบาง แตผูหญิงไทยไมไดคิดอยาง
นั้น บางคนหาเงินไดมากกวาสามีเสียอีก

แม่ศรีเรือน