Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
EN
ปเ
Uploaded by
ประพันธ์ เวารัมย์
2,621 views
แนวข้อสอบนักทรัพย์
แนวข้อสอบนักทรัพย์
Education
◦
Read more
10
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 283 times
1
/ 159
2
/ 159
Most read
3
/ 159
4
/ 159
Most read
5
/ 159
6
/ 159
7
/ 159
8
/ 159
9
/ 159
10
/ 159
11
/ 159
12
/ 159
13
/ 159
14
/ 159
15
/ 159
16
/ 159
17
/ 159
18
/ 159
19
/ 159
20
/ 159
21
/ 159
22
/ 159
23
/ 159
Most read
24
/ 159
25
/ 159
26
/ 159
27
/ 159
28
/ 159
29
/ 159
30
/ 159
31
/ 159
32
/ 159
33
/ 159
34
/ 159
35
/ 159
36
/ 159
37
/ 159
38
/ 159
39
/ 159
40
/ 159
41
/ 159
42
/ 159
43
/ 159
44
/ 159
45
/ 159
46
/ 159
47
/ 159
48
/ 159
49
/ 159
50
/ 159
51
/ 159
52
/ 159
53
/ 159
54
/ 159
55
/ 159
56
/ 159
57
/ 159
58
/ 159
59
/ 159
60
/ 159
61
/ 159
62
/ 159
63
/ 159
64
/ 159
65
/ 159
66
/ 159
67
/ 159
68
/ 159
69
/ 159
70
/ 159
71
/ 159
72
/ 159
73
/ 159
74
/ 159
75
/ 159
76
/ 159
77
/ 159
78
/ 159
79
/ 159
80
/ 159
81
/ 159
82
/ 159
83
/ 159
84
/ 159
85
/ 159
86
/ 159
87
/ 159
88
/ 159
89
/ 159
90
/ 159
91
/ 159
92
/ 159
93
/ 159
94
/ 159
95
/ 159
96
/ 159
97
/ 159
98
/ 159
99
/ 159
100
/ 159
101
/ 159
102
/ 159
103
/ 159
104
/ 159
105
/ 159
106
/ 159
107
/ 159
108
/ 159
109
/ 159
110
/ 159
111
/ 159
112
/ 159
113
/ 159
114
/ 159
115
/ 159
116
/ 159
117
/ 159
118
/ 159
119
/ 159
120
/ 159
121
/ 159
122
/ 159
123
/ 159
124
/ 159
125
/ 159
126
/ 159
127
/ 159
128
/ 159
129
/ 159
130
/ 159
131
/ 159
132
/ 159
133
/ 159
134
/ 159
135
/ 159
136
/ 159
137
/ 159
138
/ 159
139
/ 159
140
/ 159
141
/ 159
142
/ 159
143
/ 159
144
/ 159
145
/ 159
146
/ 159
147
/ 159
148
/ 159
149
/ 159
150
/ 159
151
/ 159
152
/ 159
153
/ 159
154
/ 159
155
/ 159
156
/ 159
157
/ 159
158
/ 159
159
/ 159
More Related Content
PDF
แนวข้อสอบบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบนักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบการวางแผน แผนงาน โครงการ การบริหาร
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบบุคลากรและนักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบการวางแผน แผนงาน โครงการ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบนักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบการวางแผน แผนงาน โครงการ การบริหาร
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบบุคลากรและนักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบการวางแผน แผนงาน โครงการ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
What's hot
PDF
แนวข้อสอบตำแหน่ง บุคลากร นักทรัพยากรบุคคล (ชุดที่ 1 จำนวน 111 ข้อ)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบนักทรัพยากรบุคคล สอบท้องถิ่น ปี 2560 (เล่มที่ 10)
by
waoram
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบตำแหน่งบุคลากร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยออก
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (1)
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พรบการศึกษาแห่งชาติ2542
by
ชีวิตนี้ จงอดทนในการเผชิญกับบททดสอบ
PDF
แนวข้อสอบพัสดุ 61 ข้อ
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
ธรรมาภิบาลและจริยธรรม กศน
by
Taraya Srivilas
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการสาระทฤษฎีความรู้ (Tok) กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์ นายก...
by
Kobwit Piriyawat
PDF
ข้อสอบเก่าบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.
by
veerachai1
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบตำแหน่ง บุคลากร นักทรัพยากรบุคคล (ชุดที่ 1 จำนวน 111 ข้อ)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบนักทรัพยากรบุคคล สอบท้องถิ่น ปี 2560 (เล่มที่ 10)
by
waoram
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบตำแหน่งบุคลากร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยออก
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (1)
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พรบการศึกษาแห่งชาติ2542
by
ชีวิตนี้ จงอดทนในการเผชิญกับบททดสอบ
แนวข้อสอบพัสดุ 61 ข้อ
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
ธรรมาภิบาลและจริยธรรม กศน
by
Taraya Srivilas
แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการสาระทฤษฎีความรู้ (Tok) กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์ นายก...
by
Kobwit Piriyawat
ข้อสอบเก่าบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.
by
veerachai1
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
Viewers also liked
PDF
600ข้อสอบ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สิทธิประโยชน์ว่าด้วยการลา กทม.
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวทางนักทรัพย์ตาม พรบ.กทม.
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
การบริหารงานบุคคล กทม.
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
นักพัฒนาสังคม
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
P 05 toeic-unit_5_tense.docx
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สรุป พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารพ.ศ. 2540
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบนักทรัพย์ฯ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
งานทะเบียนและบัตร กทม
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สรุป พ.ร.บ.พลเรือน51
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
P 01 toeic-unit_1_part_of_speech
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ถอดรหัสท้องถิ่น 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 (ชุดที่ 2)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
Loadแนวข้อสอบ นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพม...
by
nawaporn khamseanwong
PDF
สรุปแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 – 2564
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบนักจัดการงานทั่วไป
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ร่างรัฐธรรมนูญ 2559
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PPT
Slide 3 (12.08 t) instrumento de mat adit. e mult. modificado
by
ANA PAULA LOPES
PPTX
UFOGNOSE work shop1
by
UFOGNOSE
PDF
WT Softball Game Notes (3-9-17)
by
West Texas A&M
600ข้อสอบ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สิทธิประโยชน์ว่าด้วยการลา กทม.
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวทางนักทรัพย์ตาม พรบ.กทม.
by
ประพันธ์ เวารัมย์
การบริหารงานบุคคล กทม.
by
ประพันธ์ เวารัมย์
นักพัฒนาสังคม
by
ประพันธ์ เวารัมย์
P 05 toeic-unit_5_tense.docx
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สรุป พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารพ.ศ. 2540
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบนักทรัพย์ฯ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
งานทะเบียนและบัตร กทม
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สรุป พ.ร.บ.พลเรือน51
by
ประพันธ์ เวารัมย์
P 01 toeic-unit_1_part_of_speech
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ถอดรหัสท้องถิ่น 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 (ชุดที่ 2)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
Loadแนวข้อสอบ นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพม...
by
nawaporn khamseanwong
สรุปแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 – 2564
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบนักจัดการงานทั่วไป
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ร่างรัฐธรรมนูญ 2559
by
ประพันธ์ เวารัมย์
Slide 3 (12.08 t) instrumento de mat adit. e mult. modificado
by
ANA PAULA LOPES
UFOGNOSE work shop1
by
UFOGNOSE
WT Softball Game Notes (3-9-17)
by
West Texas A&M
Similar to แนวข้อสอบนักทรัพย์
PDF
Final HRM
by
Khwanrutai Juntawong
PDF
Final HRM
by
Khwanrutai Juntawong
PDF
บทความ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
by
Development Science College Puey Ungphakorn,Thammasat University
DOC
8 แผนกลยุทธ์การบริหารบุคคล(พยาบาล)
by
กรรณิกา ปัญญาอมรวัฒน์
PPT
Hr Mis Nu
by
Ausda Sonngai
PPTX
การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่
by
Natepanna Yavirach
PDF
วิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา 2 2554
by
DrDanai Thienphut
PPTX
Hr Mis Nu MBA Logistics
by
Ausda Sonngai
PDF
บทที่4
by
praphol
PDF
วิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา 3/ 2554
by
DrDanai Thienphut
PDF
วุฒิสมัครนักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
นักทรัพยากรบุคคล(ปฏิบัติการ เชี่ยวชาญ)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
HOSPITAL HUMAN RESOURCE STRATEGY IN A NUTSHELL.pdf
by
ChaninLimwongse1
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
เทคนิคการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา(Eductaional Administraion )
by
Sireetorn Buanak
PPTX
Organization and Management: การจัดบุคคลเข้าทำงาน
by
TK Tof
PDF
HR and Organization Innovation@RU
by
pantapong
Final HRM
by
Khwanrutai Juntawong
Final HRM
by
Khwanrutai Juntawong
บทความ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
by
Development Science College Puey Ungphakorn,Thammasat University
8 แผนกลยุทธ์การบริหารบุคคล(พยาบาล)
by
กรรณิกา ปัญญาอมรวัฒน์
Hr Mis Nu
by
Ausda Sonngai
การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่
by
Natepanna Yavirach
วิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา 2 2554
by
DrDanai Thienphut
Hr Mis Nu MBA Logistics
by
Ausda Sonngai
บทที่4
by
praphol
วิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา 3/ 2554
by
DrDanai Thienphut
วุฒิสมัครนักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์
นักทรัพยากรบุคคล(ปฏิบัติการ เชี่ยวชาญ)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
HOSPITAL HUMAN RESOURCE STRATEGY IN A NUTSHELL.pdf
by
ChaninLimwongse1
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
เทคนิคการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา(Eductaional Administraion )
by
Sireetorn Buanak
Organization and Management: การจัดบุคคลเข้าทำงาน
by
TK Tof
HR and Organization Innovation@RU
by
pantapong
More from ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้และนักวิชาการจัดเก็บรายได้
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานธุรการ และนักจัดการงานทั่วไป สอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินครั้งที่ 2 เพื่อคัดเลือกพนักงานราชกา...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ชุดที่ 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงาน/นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สรุปแผนยุทธศาสตร์แผนกรมพัฒนาชุมชน
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ประกาศรายชื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมินฯ กำหนดวัน เวลา สถานที่ และระเบียบฯ เพื่...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบท้องถิ่น 407 ข้อ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
รวมแนวข้อสอบทีเคยออกชุดพิเศษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
หัวข้อสอบเตรียมสอบ นักวิเคราะห์นโยบายบายและแผน สังกัดท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบท้องถิ่น บรรจุแต่งตั้งสังกัดอบต. เทศบาล อบจ. และเมืองพัทยา จำนวน 211...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สรุปพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติม ถึง ฉบ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบ เตรียมสอบจังหวัดศรีสะเกษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
นักวิชาการเกษตร(ปฏิบัติการ เชี่ยวชาญ)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้และนักวิชาการจัดเก็บรายได้
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานธุรการ และนักจัดการงานทั่วไป สอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินครั้งที่ 2 เพื่อคัดเลือกพนักงานราชกา...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ชุดที่ 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงาน/นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สรุปแผนยุทธศาสตร์แผนกรมพัฒนาชุมชน
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ประกาศรายชื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมินฯ กำหนดวัน เวลา สถานที่ และระเบียบฯ เพื่...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบท้องถิ่น 407 ข้อ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
รวมแนวข้อสอบทีเคยออกชุดพิเศษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
หัวข้อสอบเตรียมสอบ นักวิเคราะห์นโยบายบายและแผน สังกัดท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบท้องถิ่น บรรจุแต่งตั้งสังกัดอบต. เทศบาล อบจ. และเมืองพัทยา จำนวน 211...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สรุปพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติม ถึง ฉบ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบ เตรียมสอบจังหวัดศรีสะเกษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
นักวิชาการเกษตร(ปฏิบัติการ เชี่ยวชาญ)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบนักทรัพย์
2.
สารบัญ เรื่อง หนา บทที่ 1
การจัดและการปรับปรุงโครงสรางและอัตรากําลัง 1 บทที่ 2 การพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบงาน 6 บทที่ 3 การวางแผนกําลังคน 12 บทที่ 4 การกําหนดตําแหนง มาตรฐานการกําหนดตําแหนง ระบบจําแนกตําแหนง 18 บทที่ 5 การวิเคราะหงานและการประเมินคุณภาพงานของตําแหนง 21 บทที่ 6 การใหไดรับเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง 24 บทที่ 7 หลักการและแนวทางในการสรรหาและเลือกสรรบุคคล 25 บทที่ 8 การบรรจุและแตงตั้ง 30 บทที่ 9 การฝกอบรมและการพัฒนาบุคคล 36 บทที่ 10 การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ 38 บทที่ 11 สิทธิประโยชนและสวัสดิการ 41 บทที่ 12 จรรยาบรรณขาราชการกรุงเทพมหานคร 42 บทที่ 13 การออกจากราชการ 52 บทที่ 14 การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Managament) 55 บทที่ 15 การพัฒนาองคการ (OD) 57 บทที่ 16 การวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติเบื้องตน 63 แนวขอสอบ ชุดที่ 1 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 68 แนวขอสอบ ชุดที่ 2 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 82 แนวขอสอบ ชุดที่ 3 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 108 แนวขอสอบ ชุดที่ 4 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 123 แนวขอสอบ ชุดที่ 5 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 129 แนวขอสอบ ชุดที่ 6 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 135 แนวขอสอบ ชุดที่ 7 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 141 แนวขอสอบ ชุดที่ 8 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 149
3.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 1 บทที่
1 การจัดและการปรับปรุงโครงสรางและอัตรากําลัง ทิศทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร จากการวิเคราะหปจจัยตางๆ เพื่อตอบสนอง ตอยุทธศาสตร “การเสริมสรางให บุคลากรของกรุงเทพมหานครมีความพรอมทั้งดานศักยภาพ คุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจ เพื่อ รวมพัฒนามหานครใหนาอยูอยางยั่งยืน” จึงกําหนดทิศทาง ดังนี้ 1. บริหารจัดการกําลังคนโดยยึดหลักธรรมาภิบาล 2. มุงสรางภาวะผูนําทั่วทั้งองคกร 3. เพิ่มกําลังคนคุณภาพ 4. จัดอัตรากําลังที่เหมาะสมกับภารกิจ 5. มีระบบการจางงานที่ยืดหยุน หลากหลาย สอดคลองกับลักษณะงาน 6. สงเสริมคุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจในการทํางาน 7. สรางวัฒนธรรมการทํางานที่มุงเนนผลลัพธการปฏิบัติงาน เปาประสงคการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร เปาประสงคหรือผลลัพธสุดทายที่พึง ประสงคของการบริหารทรัพยากรบุคคลของ กรุงเทพมหานคร จําแนกเปน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล 2. ทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีศักยภาพสูง คุณภาพชีวิตที่ดี และความ ภาคภูมิใจใน องคกร 3. ทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีคุณธรรม จริยธรรม ยุทธศาสตรการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๗ – ๒๕๖๐) แผนยุทธศาสตรการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประกอบดวย ยุทธศาสตร 5 ดาน ดังนี้ ยุทธศาสตรที่ 1 การพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลระบบการบริหารทรัพยากร บุคคล ยุทธศาสตรที่ 2 การพัฒนาขีดสมรรถนะทรัพยากรบุคคลสูความเปนเลิศ ยุทธศาสตรที่ 3 การสงเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตรที่ 4 การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทํางาน (Quality of Work Life) ยุทธศาสตรที่ 5 การสรางความเขมแข็งดานการบริหารทรัพยากรบุคคล 1. การบริหารทรัพยากรมนุษย HUMAN RESOURCE MANAGEMENT ทรัพยากรมนุษยเปนผูสรางสรรพสิ่งทุกอยางจนกระทั่งกลายเปนผลผลิต หรือการบริการตามแตละ ประเภทขององคการ ซึ่งนําไปสูความสําเร็จและการสรางภาพลักษณที่ดีแกองคการ โดยทั่วไปมนุษยแตละคนมี ลักษณะหลากหลายแตกตางกันในดาน ความรู ทักษะ ทัศนคติ ซึ่งจะเปนองคประกอบที่ทําหนาที่ในการปฏิบัติ ภารกิจตางๆ ใหองคการบรรลุเปาหมาย การดําเนินการใหมนุษยสามารถสรางสรรคงานอยางมีประสิทธิภาพนั้น ตองอาศัยคุณภาพทางการบริหารทรัพยากรมนุษยในองคการ (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 2) ดังนั้นผูบริหาร
4.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 2 องคการทุกคนสมควรตองมีความรูและความเขาใจอยางลึกซึ้งถึงหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย
เพื่อใหสามารถ บริหารทรัพยากรมนุษยใหเกิดประโยชนไดอยางมีประสิทธิภาพกอใหเกิดประสิทธิผลแกองคการ ภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย “การบริหารงานบุคคล” ซึ่งเปนคําเดิมที่เคยใชมาในอดีตนั้น เปนคําที่สื่อถึงการดําเนินกิจกรรม พื้นฐานดั้งเดิม กลาวคือ การสรรหา บรรจุ แตงตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดําเนินการทางวินัย ฯลฯ ในปจจุบันความหมายของ “คน” ในองคกรไปไกลกวานั้นมาก ดวยถือวาคนเปน “ทรัพยากร” ที่มี คาจึงเกิดคําวา “การบริหารทรัพยากรมนุษย” ขึ้น หรือในบางองคกรมองไกลกวานั้นอีก กลาวคือมองเห็น วาคนเปน “ตนทุน” ที่สําคัญขององคกร จึงเกิดคําใหมขึ้นมาวา “การบริหารทรัพยากรบุคคลที่เปนตนทุน” หรือ “การบริหารทุนมนุษย” หรือ “Human Capital Management” ขึ้นอีกหนึ่งคํา ดังนั้น คําวา “การบริหารทุนมนุษย” หรือ “การบริหารทรัพยากรมนุษย” จึงมีความหมาย ใกลเคียงกันเนื่องจากมองคนเปน “ตนทุน” หรือเปน “ทรัพยากร” ที่สําคัญขององคกร หากตนทุนมีนอย ก็ตองเติมใหเต็มหรือทําใหมีมากเพียงพอ หากตนทุนมีจุดบกพรอง ก็ตองพัฒนา แกไข หรือเพิ่มคุณคาเพื่อใหเปนพลังขับเคลื่อนอยางแทจริง หากตนทุนมีลักษณะที่เขาขายที่เรียกวา “เสื่อม” หรือพัฒนาไมขึ้นไมวาจะดวยวิธีการใด ก็ตอง หาทางปรับเปลี่ยน โยกยาย หรือแมกระทั่งตองดําเนินการผองถายออกไป ความหมายและความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย การบริหารทรัพยากรมนุษย หมายถึง กระบวนการที่ผูบริหารใชดําเนินงานดานบุคลากร ตั้งแตการ สรรหา คัดเลือก และบรรจุบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมใหปฏิบัติงานในองคการ พรอมทั้งการพัฒนา ธํารง รักษาใหสมาชิกที่ปฏิบัติงานในองคการไดเพิ่มพูนความรู ความสามารถ มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีใน การทํางาน และยังรวมไปถึงการแสวงหาวิธีการที่ทําใหสมาชิกในองคการ ที่ตองพนจากการทํางานดวยเหตุ ทุพพลภาพ เกษียณอายุหรือเหตุอื่นใดในงาน ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข ความสําคัญของการบริการทรัพยากรมนุษยนั้น มีอยูมากมายหลายประการแตโดยสวนจะเขาใจกัน เฉพาะในดานขององคกรผูไดรับผลประโยชนโดยตรงจากการบริหารงานทรัพยากรมนุษยที่มีประสิทธิภาพ อยางไรก็ตาม ธัญญา ผลอนันต (2546:17) ไดกลาวถึงความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย ที่ นอกเหนือจากดานองคกรแลว ยังมีผลตอดานบุคลากรตลอดจนสังคมสวนรวมดวย ซึ่งไดอธิบายถึงสําคัญไว ในแตละ 3 ดาน ดังตอไปนี้ (1) ดานบุคลากร ชวยใหพนักงานในองคการไดคนพบศักยภาพของตนเอง และไดพัฒนาตนเอง ใหมีความสามารถเชิงสมรรถนะในการปฏิบัติงานไดอยางเต็มที่ มีความผาสุกและความพึงพอใจในงาน เกิด ความกาวหนา สามารถทํางานที่ใหผลการดําเนินการที่ดีมีประสิทธิผล (2) ดานองคกร ชวยพัฒนาองคกร พนักงานที่มีคุณภาพก็จะดําเนินการตามแผนปฏิบัติการ ตาม แนวทางที่ผูนําระดับสูงวางไวอยางมีประสิทธิผล ทําใหเกิดผลการดําเนินงานที่เปนเลิศทั้งดานบริการและการ ผลิตสินคา องคกรก็ยอมจะเจริญกาวหนา มีความมั่นคงและขยายงานออกไปไดดวยดี (3) ดานสังคม ชวยเสริมสรางความมั่นคงใหแกสังคมและประเทศชาติ เมื่อองคกรซึ่งเปนหนวย หนึ่งของสังคมเจริญกาวหนาและมั่นคงดี ก็สงผลไปถึงสังคมโดยรวมดวยเมื่อพนักงานไดพัฒนาตนจนมี ความสามารถหารายไดมาชวยใหครอบครัวมั่นคงก็สงผลดีตอชุมชน
5.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 3 ปรัชญาการบริหารทรัพยากรมนุษย โดยปกติมนุษยจะตัดสินใจทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นตามความคิด
ความเชื่อ และคานิยมที่อยูในตัวของเขา โดยมีแนวความคิดที่เปนพื้นฐานวาสิ่งที่เลือกทําเปนสิ่งที่มีคามากที่สุด ซึ่งสิ่งที่เปนพื้นฐานของความคิดก็คือ ปรัชญาประจําตัวนั้นเอง การบริหารทรัพยากรมนุษยก็เชนกัน ผูบริหารหรือผูจัดการก็จะตองมีปรัชญาการ บริหารทรัพยากรมนุษยเปนแนวทางในการปฏิบัติ ปรัชญาการบริหารทรัพยากรมนุษยประกอบดวย 1) หลักคุณธรรม (Merit - Based) 2) หลักสมรรถนะ (Competency - Based) 3) หลักผลงาน (Performance - Based) 4) หลักการกระจายอํานาจและความรับผิดชอบ (HR Decentralization) 5) หลักคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of Work Life) 1) หลักคุณธรรม (Merit - Based) : หลักคุณธรรมหรือระบบคุณธรรมใชในการบริหารทรัพยากร บุคคลทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ หลักคุณธรรมประกอบดวย 4 หลักใหญ คือ (1) หลักความเสมอภาค คือ เสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ ไมคํานึงถึงผิวพรรณ เชื้อชาติ เพศ ฯลฯ (2) หลักความสามารถ การบริหารคนหมูมากตองมีวิธีวัดความสามารถ ซึ่งปจจุบันเปลี่ยนมา เปนหลักผลงาน และหลักสมรรถนะ (3) หลักความเปนกลาง หมายถึง การปฏิบัติหนาที่โดยไมคํานึงถึงฝายใด ขาราชการเปน กลไกรัฐ ตองทํางานตามนโยบายของรัฐบาล แตบางครั้งถูกมองวารับใชหรือเขาขางฝายใดฝายหนึ่ง ซึ่งอาจมี ผลกระทบกับความมั่นคงในอาชีพราชการ (4) หลักความมั่นคง หมายถึง การรับรองการเปนอาชีพ มีทางกาวหนา มีคาตอบแทน และสวัสดิการที่เหมาะสม ที่เกียรติและศักดิ์ศรี 2) หลักสมรรถนะ (Competency - Based) : หมายถึง ใชคนใหตรงกับความรูความสามารถ (Put the Right Man on the Right Job) โดยการศึกษา และกําหนดความรูความสามารถที่ตองการสําหรับ ตําแหนงตางๆ แลวนําไปสรรหาพัฒนาใหไดบุคคลที่เหมาะสมมาดํารงตําแหนง 3) หลักผลงาน (Performance - Based) : คือ การบริหารโดยยึดผลงานเปนหลัก หมายความวา จะใหคุณใหโทษใครใหดูที่ผลงาน ตรงนี้มาจากภาคธุรกิจ ถามวาราชการยึดผลงานอยางเดียวไดไหม คําตอบ คือคงไมได จะตองมีปจจัยอื่นๆ หรือแมแตทางธุรกิจเหมือนกันตองมองทั้ง Input ที่ใสเขาไปในการทํางาน Output ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทัศนคติ (Attitude) และวิธีการทํางานของเขา ตองโปรงใส แตอยางไรก็ตาม ก็ให เนนผลงาน ใหยึดผลงานเปนหลัก 4) หลักการกระจายอํานาจและความรับผิดชอบ (HR Decentralization) : คือใหรวมกัน รับผิดชอบ เวลาถามวาใครเปน HR Manager ใครเปน Personnel Manager ถาเปนยุคกอนคําตอบคือ หัวหนาการเจาหนาที่ แตคําตอบยุคนี้คือผูบริหารนั้นเอง หรือ Line Manager นั้นเอง ที่เปน HR Manager ในตัวเอง ตองรูหลักตองบริหารได 5) หลักคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of Work Life) : คือ ในการทํางานมี Work Life กับ Home Life ทําอยางไรใหสมดุลกัน (Balance) เปาหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย
6.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 4 เปาหมายหรือวัตถุประสงคของการบริหารทรัพยากรมนุษย
มี 4 วัตถุประสงคหลัก คือ สรรหา พัฒนา รักษาไว ใชประโยชน สรรหา คือ หาคนดีคนเกงเขามาทํางาน การสรรหาประกอบดวยการสรรหาแบบตั้งรับหรือ แบบดั้งเดิม และการสรรหาเชิงรุก พัฒนา คือ รับเขามาแลวพัฒนาใหเปนคนดี คนเกงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก การที่จะพัฒนาใหเกงขึ้นไป อีกตองรูวาเขาเปนใคร เขามีความถนัด มีจุดแข็งจุดออนอยางไร ก็ตองไปทําสิ่งที่ เรียกวา Career Planning ทํา IDP หรือ Individual Development Plan ระบบ พัฒนาเปนเรื่องที่จําเปนในการสรางคน ตองพัฒนาอยางทั่วถึงทั้งองคกร พัฒนาอยาง ตอเนื่อง เปนตน รักษาไว คือ รักษาไวใหอยูกับเราเปนเรื่องการจัดการทางกาวหนาในอาชีพ การมีคาตอบแทน ที่เหมาะสม การสรางความพึงพอใจและเปนผูรักองคกร ใชประโยชน คือ การใชคนใหตรงกับงาน ใหความเปนอิสระและมีสวนรวม ใหทํางานไดอยางเต็ม ศักยภาพ ภารกิจ 10 ประการของการบริหารทรัพยากรมนุษย หลักวิชาหรือศาสตรในเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย อาจจําแนกไดเปน 10 กลุมภารกิจ ดังนี้ 1. โครงสรางองคกร (Organization Structure) จะเกี่ยวกับการออกแบบองคกรและการจัด ระบบงานในองคกรซึ่งในราชการไทยปจจุบัน มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คือ กพร. จะชวยดูแล เกี่ยวกับการจัดตั้งปรับปรุงองคกร โครงสรางองคกร คือ แผนภูมิแสดงตําแหนงทั้งหมดในองคกร แสดงความสัมพันธของอํานาจหนาที่ ของแตละหนวยงาน หรือแสดงความเชื่อมโยงทั้งแนวตั้งและแนวนอนของตําแหนงทั้งหมด รูปแบบของการจัด องคกรรวมและของฝายบริหารทรัพยากรบุคคลเองก็ขึ้นกับปจจัยภายในและภายนอกหลายอยาง และ ไม จําเปนตองเหมือนกันในทุกองคกร นอกจากนี้การจัดทําโครงสรางองคกร จะสามารถระบุไดวาตําแหนงใดใน องคกรมีหนาที่อะไรตอไป ซึ่งจะเปนขอมูลพื้นฐานที่สําคัญในการออกแบบกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล ขององคกรใหสอดคลองตอโครงสรางองคกรไมวาจะเปนโครงสรางอํานาจหนาที่ โครงสรางการบังคับบัญชา และโครงสรางอัตรากําลัง เพื่อใหการกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลขององคกรเปนไปในทิศทางเดียวกัน และไมเปนอุปสรรคในการการปฏิบัติหนาที่ในแตละบทบาทภารกิจของทรัพยากรบุคคล 2. การวางแผนกําลังคนและการสรรหาบุคลากร (Workforce Planning and Recruitment) เกี่ยวของกับ (1) Redeployment of resource เกลี่ยทรัพยากร อาจใชวิธีเกลี่ยตําแหนง หรือเกลี่ย คนไปทํางานที่เหมาะสม (2) Retirement Bubble คือ การรักษาผูอยูในชวงวัยกําลังจะเกษียณอายุไวในองคกร จะ ถายทอดอยางไรหรือจะรักษาเขาไวไดอยางไร (3) Organization Size เปนการพิจารณาวาขนาดขององคกรควรจะมีขนาดเล็กหรือขนาด ใหญ หรืออาจวาจางจากภายนอก (4) War for Talent การรักษากําลังคนในสาขาที่ขาดแคลนหรือหายากไวในองคกร จะตองมีการสรรหาในเชิงรุก และการเพิ่มพูนแรงจูงใจ
7.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 5 3.
การฝกอบรม การพัฒนา และการจัดการความรู(HRM–Training and Development /Knowledge Management) กลุมนี้สอดคลองกับการบริหารทรัพยากรบุคคล คือ สรรหา พัฒนา รักษาไว ใชประโยชน และเพิ่มเรื่อง Knowledge Management – KM เขาไป ยุคปจจุบันพูดถึงการบริหารองค ความรู การจัดการความรู เนื่องจากความรูทุกดานไมใชเฉพาะดาน HR เทานั้น ความรูในแตละดานมีการ เคลื่อนตัวไปเร็วมาก บางเรื่องเคลื่อนตัวไปจนกระทั่งความรูเดิมที่มีอยูใชไมไดเลย จึงตองสรางบรรยากาศ แหงการเรียนรูและการแลกเปลี่ยนความรูเพื่อเปนคุณคาหลักในการทํางาน 4. การวางแผนทดแทนตําแหนง/การหมุนเวียนงาน (Succession Plan/Staff Rotation) การ บริหารทรัพยากรบุคคลในองคกรควรมีการวางแผนทดแทนตําแหนง หรือพูกงายๆ คือ มีแผนสืบทอดตําแหนง หรือการสรางตัวตายตัวแทนนั่นเอง โดยจะตองมีการพิจารณาผูที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตําแหนวนั้นๆ เครื่องมือที่ชวยในการวางแผนทดแทนตําแหนง ก็คือฐานขอมูลกําลังคน (Talent Inventory HR Database) มีการบริหารจัดการผูที่มีความรูความสามารถ (Talent Management) 5. การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) หรือ PM เปนการบริหาร ทรัพยากรบุคคลโดยยึดผลงานเปนหลัก มีการกําหนดเปาหมายและตัวชี้วัด ถือเปนกลไกสําคัญในการ ขับเคลื่อนองคกรใหทํางานบรรลุเปาหมาย 6. การกําหนดภารกิจอยางมีเปาหมายและการวัดผลงานบุคคล (Individual KPI) หลักเบื้องตนของ การบริหารผลการปฏิบัติงานนั้นใชกับองคกร กลาวคือ องคกรตองมีเปาหมายวาตองทําอะไรใหเสร็จ ใน ระดับไหน มีคุณภาพอยางไร จากนั้นก็นํามาใชกับบุคคล มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานรายบุคคล (Individual KPI) และนําผลไปใชในการใหคุณใหโทษ ตลอดจนการพัฒนาบุคคล 7. การบริหารคาตอบแทนและสวัสดิการ (Pay Administration) ตองคํานึงถึงความเสมอภาค ภายนอก (Ex-ternal Equity) และความเสมอภาคภายใน (Internal Equity) รวมถึงตองใชกลไกตลาด (Market Mechanism) เขามาพิจารณาดวย 8. การสื่อสารความรูความเขาใจทั่วทั้งองคกร ถือเปนหนาที่ของผูบริหารดานทรัพยากรบุคคล (HR Manager) ที่ตองสื่อสารเรื่องราวตางๆ ทั้งหลายที่เกี่ยวของกับบุคคลในองคกรใหทั่วถึง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ ประโยชน ทางกาวหนาหรือเงื่อนไขในการทํางาน 9. คุณภาพใหบริการ ถือเปนหนาที่ของ HR Manager ดวยที่ตองใหความสําคัญตอลูกคาหรือ ผูรับบริการและเนนย้ําหลักการเรื่องนี้ตอผูปฏิบัติงานทั่วทั้งองคกร 10. การพัฒนาและใชขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อใหองคกรทันสมัยและใชขอมูลบนฐานเดียวกัน ในการบริหารงาน
8.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 6 บทที่
2 การพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบงาน การปฏิรูประบบราชการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของระบบราชการตั้งแตบทบาทหนาที่ ภาครัฐ โครงสรางอํานาจในระดับตางๆ รูปแบบองคกร ระบบบริหารและวิธีการทํางาน ระบบบริหารงาน บุคคล กฎหมาย กฎ ระเบียบ วัฒนธรรมและคานิยม เพื่อใหระบบราชการมีสมรรถนะสูง เปนกลไกการบริหาร จัดการประเทศใหสามารถแขงขันในระดับโลกได ความเปนมาของการปฎิรูประบบราชการ วิวัฒนาการของระบบราชการไทย มีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นอยางตอเนื่อง ดังนี้ - สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1991 – 2072) มีการจัดแบง โครงสราง ในรูปของจตุสดมภ - สมัย ร.5 มีการปรับปรุงทั้งสวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น จัดตั้งกระทรวงและกรม ตางๆ ใหมีบทบาทเฉพาะดานเพื่อพัฒนาประเทศ ใหบริการสาธารณะตางๆ รองรับการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และเพื่อความอยูรอดจาการลาอาณานิคม - สมัย ร.7 เนนระบบคุณธรรม และสรางอาชีพราชการเปนอาชีพของคนไทย รองรับการ เปลี่ยนแปลง การปกครองสูระบอบประชาธิปไตย และแกปญหาวิกฤตขาราชการพลเรือน รัฐบาลปรับปรุงระบบอยางตอเนื่อง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มุงเนนให มีการปฏิรูปการเมือง การศึกษา และการปฏิรูประบบราชการ ดังนี้ มาตรา 70 บุคคลที่เปนราชการ ฯลฯ มีหนาที่ดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อ รักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความสะดวกและใหบริการประชาชน มาตรา 75 รัฐตองจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอยางอื่นใหมีประสิทธิภาพ เพื่อ ตอบสนองความตองการของประชาชน - พ.ศ.2540 รัฐบาลไดจัดทําแผนแมบทการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ.2540-2544 เพื่อ เปนกรอบทิศทางการปฏิรูประบบ และไดออกมาตรการปรับภาคราชการในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ - พ.ศ.2541 รัฐบาลไดออมาตรการควบคุมคาใชจายดานบุคคลภาครัฐใหเปนไปอยาง ประหยัด - พ.ศ.2542 รัฐบาลไดแปลงแผนแมบทการปฏิรูประบบ เปนแผนการปฏิบัติการ คือ แผน ปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ มี 5 แผนสําคัญ - พ.ศ.2545 เปนจุดเริ่มตน การพัฒนาระบบราชการ โดยนําหลักการตามแผนปฏิรูประบบ บริหารภาครัฐ ไปสูการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผนดิน ปรับโครงสรางกระทวง ทบวง กรม เหตุผลความจําเปนในการปฏิรูประบบราชการไทย จากสถานการณและสภาพปญหาตางๆ ไดแก เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน เกิดปญหาสังคมออนแอ แรงกดดันจากระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โลก (เสรีภาพ การมีสวนรวมของประชาชนในการตรวจสอบอํานาจรัฐและปกครองประเทศ) ประชาชนมอง ระบบราชการเปนระบบที่ลาหลัง ไมสามารถตอบสนองความตองไดอยางมีประสิทธิภาพ ภาคราชการมีขนาด ใหญเกินไป ทํางานในลักษณะศูนยรวมอํานาจ ทํางานโดยยึดติดกับวิธีการมากกวาผลลัพธของงาน การปฏิรูปราชการ พ.ศ.2540 เปนแรงผลักดันใหเกิดการเปลี่ยนแปลง กระแสการปฏิรูประบบราชการ และแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมในหลายประเทศทั่วโลก
9.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 7 วัตถุประสงคของการปฏิรูประบบราชการ 1.
เพื่อใหราชการเปนกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล 2. เพื่อเสริมสรางสมรรถนะของประเทศในการแขงขันระดับเวทีโลก 3. เพื่อสรางและฟนฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และสังคมตอระบบราชการ 4. เพื่อสรางวัฒนธรรมและคุณคาใหมในวงราชการ 5. เพื่อใหมีการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ โดยสรุป จุดมุงหมายสูงสุด คือ เพื่อใหประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเปนอยูดี มีความสุข สังคมไทยมี เสถียรภาพ ประเทศชาติมีเกียรติภูมิ มีความสามารถสูงในการแขงขันกับเวทีโลก กรอบการปฏิรูประบบราชการ มีการจัดทําแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ เปนไปในลักษณะองครวม เพื่อ เปลี่ยนไปสู รูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม เนนการทํางานโดยยึดผลลัพธ มีการวัดผลลัพธ และ คาใชจายอยางเปนรูปธรรม คือการทํางานเพื่อประชาชน วัดผลได มีความโปรงใสวิธีการทํางานรวดเร็วและคลองตัว แผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ ใน 5 ดาน 1. แผนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ 2. แผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเปนระบบงบประมาณแบบมุงเนนผลงานและผลลัพธ 3. แผนการปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคล 4. แผนการปรับเปลี่ยนกฎหมาย 5. แผนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและคานิยม เนื่องจากเปนระบบใหญ จําเปนตองเรงรีบดําเนินการปฏิรูปในทุกๆ ดานพรอมๆ กัน ไดมีการทบทวน และปรับปรุงแกไขออกแบบใหมใหดียิ่งขึ้น ไดดําเนินการพรอมกันทั้ง 5 ดาน และปรับปรุงใหเหมาะสมตาม สถานการณ ราชการไดอะไร 1. เปนราชการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุมคาภาษีของประชาชน ซื่อตรง และโปรงใสมี ความรับผิดชอบมีความแนนอน คงเสนคงวามองการณไกล ทันสมัย ทันโลก ทันตอเหตุการณมีความมั่นคง กลาหาญ ที่พรอมจะยืนหยัดเคียงขางประชาชน ไมยอมใหอธรรมลวงล้ําได 2. ไดรับความไววางใจ เชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชนวาเปนระบบที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและ คุณธรรม เขาใจงายและเปนเพื่อนประชาชน สรุป การปฏิรูประบบราชการ เปนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจ และระบบบริหารราชการแผนดินใน ระดับมหภาค เพื่อนําไปสูการพัฒนาโครงสราง ระบบและกลไกของภาคราชการ ใหสนองตอความเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคม ความตองการของประชาชน และเอื้อตอการพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนา เพียงพอตอ การแขงขันในเวทีโลกได กาวแรกของการดําเนินการ คือ การปรับปรุงแกไขและประกาศใชกฎหมายที่เกี่ยวของ 2 ฉบับ ไดแก กฎหมายวาดวยการ บริหารราชการแนวใหมและเรื่องการจัดกระทรวง ทบวง กรมใหม โดยไดประกาศบังคับใช กฎหมาย ในวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ถือเปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาระบบราชการ 1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มีการกําหนด นโยบาย เปาหมาย ผลสัมฤทธิ์และแผนปฏิบัติงานเพื่อใหประเมินผลการปฏิบัติราชการในแตละระดับไดอยาง ชัดเจน โดยยึดประโยชนสุขของประชาชนเปนเปาหมาย วางกรอบการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีเปนแนวทาง
10.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 8 กําหนดรูปแบบการบริหารใหมของสวนราชการใหมีกลุมภารกิจและการใชงบประมาณระหวางสวนราชการได อยางมีประสิทธิภาพ
ประหยัด ลดความสิ้นเปลือง ความซ้ําซอนและกําหนดกรอบการบริหารราชการใน ตางประเทศ 2. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เปนของระบบราชการให สอดคลองกับสภาพความเปนไปของสังคมและเจตนารมณแหงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มุงใหภาครัฐมี ประสิทธิภาพ ตอบสนองความตองการของประชาชน โดยปรับสวนราชการ ลดความซ้ําซอน ปรับระบบงานให เปนกลุมภารกิจ ยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการไดกําหนดวิสัยทัศนของการพัฒนาระบบราชการในชวง ป 2546-2550 ไววา พัฒนาระบบราชการไทยใหมีความเปนเลิศ สามารถรองรับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิ วัตน โดยยึดหลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี และประโยชนสุขของประชาชน ไดกําหนดเปาประสงคหลัก หรือผลลัพธสุดทายของการพัฒนาระบบราชไทย ไว 4 ประการ คือ 1. พัฒนาคุณภาพการใหบริการประชาชนที่ดีขึ้น มุงปรับกระบวนการใหบริการสาธารณะ มี ประสิทธิภาพ มีคุณภาพและอํานวยความสะดวกตอประชาชนใหมากขึ้น 2. ปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดใหมีความเหมาะสม ปรับราชการใหมีขนาดที่เหมาะสม เพื่อประหยัดเงินภาษีอากรของประชาชน เพื่อประชาชนจะไดรับประโยชนสูงสุด 3. ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทํางานใหอยูในระดับสูงและเทียบเทาเกณฑ สากล โดยเพิ่มขีดความสามารถของสวนราชการทั้งในสวนกลางและระดับภูมิภาค 4. ตอบสนองตอการบริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยพัฒนาใหเปนระบบราชการ ที่เปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวม ภายใตเปาประสงคหลัก รัฐบาลไดเห็นชอบแผนยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2556 - พ.ศ. 2561) สามารถแบงออกไดเปน 3 หัวขอ รวม 7 ประเด็นยุทธศาสตร ดังนี้ การยกระดับองคกรสูความเปนเลิศ ประเด็นยุทธศาสตรที่ 1 การสรางความเปนเลิศในการใหบริการประชาชน พัฒนา งานบริการของสวนราชการและหนวยงานของรัฐสูความเปนเลิศ เพื่อใหประชาชนมีความพึง พอใจตอคุณภาพการใหบริการ โดยออกแบบการบริการที่ยึดประชาชนเปนศูนยกลาง มี การนําเทคโนโลยี สารสนเทศที่เหมาะสมมาใชเพื่อใหประชาชนสามารถใชบริการได งายและหลากหลายรูปแบบ เนนการ บริการเชิงรุกที่มีปฏิสัมพันธโดยตรงระหวางภาครัฐและประชาชน การใหบริการแบบเบ็ดเสร็จอยาง แทจริง พัฒนาระบบการจัดการขอรองเรียนใหมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเสริมสรางวัฒนธรรมการบริการที่เปน เลิศ กลยุทธ ● พัฒนาระบบการใหบริการประชาชน ● เสริมสรางวัฒนธรรมการใหบริการที่เปนเลิศ ● พัฒนาระบบการจัดการขอรองเรียนและแกไขปญหาความเดือนรอนของประชาชน
11.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 9 ประเด็นยุทธศาสตรที่
2 การพัฒนาองคการใหมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย บุคลากรมีความเปนมือ อาชีพ พัฒนา สวนราชการและหนวยงานของรัฐสูองคการแหงความเปนเลิศ โดยเนนการจัดโครงสราง องคการที่มีความทันสมัย กะทัดรัด มีรูปแบบเรียบงาย (Simplicity) มีระบบการทํางานที่คลองตัว รวดเร็ว ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนในการทํางาน เนนการคิดริเริ่มสรางสรรค (Creativity) พัฒนา ขีดสมรรถนะของ บุคลากรในองคการ เนนการทํางานที่มีประสิทธิภาพ สรางคุณคาในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ ประหยัด คาใชจายในการดําเนินงานตาง ๆ และสรางความรับผิดชอบตอสังคม อนุรักษสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน กลยุทธ ● พัฒนาหนวยงานของรัฐใหมีขีดสมรรถนะสูง ● พัฒนาระบบบริหารจัดการกําลังคนและพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ ● เพิ่มผลิตภาพในการปฏิบัติราชการ โดยการลดตนทุน และสงเสริมนวัตกรรม ● สรางความรับผิดชอบตอสังคมและอนุรักษสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน ประเด็นยุทธศาสตรที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพยของภาครัฐใหเกิดประโยชนสูงสุด วางระบบการบริหารจัดการสินทรัพยของราชการอยางครบวงจร โดยคํานึงถึงคาใชจายที่ผูกมัด/ผูกพัน ติดตามมา (Ownership Cost) เพื่อ ใหเกิดประโยชนสูงสุดหรือสรางมูลคาเพิ่ม สรางโอกาส และสรางความ มั่นคงตามฐานะเศรษฐกิจของประเทศ ลดความสูญเสียสิ้นเปลืองและเปลาประโยชน รวมทั้งวางระบบและ มาตรการที่จะมุงเนนการบริหารสินทรัพยเพื่อใหเกิดผลตอบ แทนคุมคา สามารถลดตนทุนคาใชจายโดยรวม มีตนทุนที่ต่ําลงและลดความตองการของสินทรัพยใหมที่ไมจําเปน กลยุทธ ● บริหารสินทรัพยของภาครัฐอยางครบวงจรเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพ คุมคา และสะทอนตนทุนที่ แทจริงของภาครัฐ ประเด็นยุทธศาสตรที่ 4 การวางระบบการบริหารงานราชการแบบบูรณาการ สง เสริมการทํางานรวมกันภายในระบบราชการดวยกันเองเพื่อแกปญหาการแยกสวนใน การ ปฏิบัติงานระหวางหนวยงาน รวมถึงการวางระบบความสัมพันธและประสานความรวมมือระหวางราชการ บริหารสวน กลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น ในรูปแบบของการประสานความรวมมือที่หลากหลาย ภายใตวัตถุประสงคเดียวกัน คือ นําศักยภาพเฉพาะของแตละหนวยงานมาสรางคุณคาใหกับงานตาม เปาหมายที่กําหนด เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย/ยุทธศาสตรของประเทศและการใชประโยชนทรัพยากรอยาง คุมคา กลยุทธ ● ออกแบบและพัฒนาระบบการบริหารงานแบบบูรณาการ ● ปรับปรุงความสัมพันธและประสานความรวมมือระหวางราชการบริหารสวนกลาง สวนภูมิภาคและ สวนทองถิ่น
12.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 10 การพัฒนาอยางยั่งยืน ประเด็นยุทธศาสตรที่
5 การสงเสริมระบบการบริหารกิจการบานเมืองแบบรวมมือกันระหวางภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน สง เสริมใหหนวยงานราชการทบทวนบทบาทและภารกิจของตนใหมีความเหมาะสม โดยให ความสําคัญตอการมีสวนรวมของประชาชน มุงเนนการพัฒนารูปแบบความสัมพันธระหวางภาครัฐกับภาค สวนอื่น การถายโอนภารกิจบางอยางที่ภาครัฐไมจําเปนตองดําเนินงานเองใหภาคสวนอื่น รวมทั้งการสราง ความรวมมือหรือความเปนภาคีหุนสวน(Partnership) ระหวางภาครัฐและภาคสวนอื่น กลยุทธ ● ทบทวนบทบาทภารกิจและอํานาจหนาที่ของหนวยงานของรัฐใหเหมาะสม ถายโอนภารกิจงานและ กิจกรรมที่ภาครัฐไมจําเปนตองปฏิบัติเองใหภาคสวนตาง ๆ ● สงเสริมการบริหารราชการระบบเปดและการสรางเครือขาย ประเด็นยุทธศาสตรที่ 6 การยกระดับความโปรงใสและสรางความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการ แผนดิน สง เสริมและวางกลไกใหสวนราชการและหนวยงานของรัฐเปดเผยขอมูลขาวสารและ สรางความโปรงใส ในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งสงเสริมใหภาคประชาชนเขามามีสวนรวมในการตรวจสอบการทํางานของทาง ราชการ ตลอดจนการขับเคลื่อนยุทธศาสตรและมาตรการในการตอตานการทุจริตคอรรัปชั่น ใหบรรลุ ผลสัมฤทธิ์อยางเปนรูปธรรม กลยุทธ ● สงเสริมและวางกลไกสรางความโปรงใสในการปฏิบัติราชการ ● ขับเคลื่อนยุทธศาสตรและมาตรการในการตอตานคอรรัปชั่น กาวสูสากล ประเด็นยุทธศาสตรที่ 7 การสรางความพรอมของระบบราชการไทยเพื่อเขาสูการเปนประชาคมอาเซียน เตรียม ความพรอมของระบบราชการไทยเพื่อรองรับการกาวเขาสูประชาคมอาเซียน รวมทั้งประสาน พัฒนาเครือขายความรวมมือกันในการสงเสริมและยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐของ ประเทศสมาชิก อาเซียน อันจะนําไปสูความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และความเจริญผาสุกของสังคม รวมกัน กลยุทธ ● พัฒนาระบบบริหารงานของหนวยงานที่มีความสําคัญเชิงยุทธศาตรเพื่อเขาสูประชาคมอาเซียน ● เสริมสรางเครือขายความรวมมือเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐของประเทศสมาชิกอาเซียน
13.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 11 การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมในการพัฒนาระบบราชการ ความหมายและความเปนมาของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม (New
Public Management – NPM) ความหมาย การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม คือ รูปแบบการบริหารที่นํามาเพื่อปรับใชกับภาครัฐ เพื่อ ลดปญหาตาง ๆ ในการบริหารจัดการ โดยเนนการทํางานที่ยึดผลลัพธเปนหลัก มีการวัดผลลัพธ และคาใชจาย อยางเปนรูปธรรม เพื่อเปาหมายสุดทาย คือระบบราชการที่มีระบบการทํางานที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูง เทียบเทามาตรฐานสากล มีเจาหนาที่ที่มีประสิทธิภาพ ศักยภาพสูง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ อยางประหยัด คุมคา เหมาะสม ทําใหระบบราชการมีความคลองตัว ยืดหยุน สามารถปรับตัวไดทันตอการ เปลี่ยนแปลงของสังคมและประชาคมโลกสามารถตอบความตองการและนําบริการที่ดี มีคุณภาพไปสูประชาชนได NPM หมายรวมถึง “การบริหารจัดการ” และ “การจัดการภาครัฐ” หลักของ NPM ทั้ง 17 ขอนี้ จะทําใหเขาใจ หลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมอยางดี และ สามารถนําไปปฏิบัติใหเกิดผลไดอยางมีประสิทธิภาพ การประยุกตการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมกับการพัฒนาระบบราชการไทย ยึดหลัก 3 S คือ - S = Struture (โครงสราง) คือโครงสรางองคกร - S = Service (บริการ) คือการบริการหรือวิธีปฏิบัติราชการของขาราชการ - S = Size (ขนาด) คือ การกําหนดขนาดและกําลังคนใหมีความเหมาะสม จุดเนนของการประยุกตใช NPM ในการพัฒนาระบบราชการ รัฐบาลไดประยุกตแนวคิด NPM เรื่องสําคัญ ดังนี้ - ภาครัฐจะตองลดบทบาทภารกิจลง มาเปนฝายสนับสนุนและเสริมสรางพลังใหภาคเอกชน และภาคประชาชนเปนผูดําเนินการ ซึ่งจะนําไปสูการมีสวนรวมของประชาชน - เนนการปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน เปนการใหความสําคัญที่ผลสัมฤทธิ์ หรือผลผลิตและ ผลลัพธของการทํางาน - เนนเปาหมายสุดทาย คือผูรับบริการหรือประชาชน ซึ่งการกินดีอยูดีและความสงบสุข - ในมิติของการบริหารทรัพยากรบุคคล คือ จํานวนกําลังคนภาครัฐจะตองมีไมมากนักตอง เปนกําลังคนที่มีคุณภาพและสามารถใชใหเกิดประโยชนสูงสุด
14.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 12 บทที่
3 การวางแผนกําลังคน เหตุผลความจําเปนในการกําหนดมาตรการ 1.1 มาตรา 35 แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. 2542 กําหนดใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีคาใชจาย ดานบุคคลไมเกินรอยละ 40 ของงบประมาณรายจาย ประจําป โดยในปงบประมาณ พ.ศ.2547-2551 กรุงเทพมหานครมีคาใชจายดานบุคคล คิดเปนรอยละ 28.36,31.45,30.38,34.89 และ 34.91 ของงบประมาณรายจายประจําป และในปงบประมาณ พ.ศ.2552 มี ประมาณการคาใชจาย ดานบุคคลที่จะเบิกจายคิดเปนรอยละ 41.10 ของงบประมาณรายจายประจําป 1.2 สภาพกําลังคนของกรุงเทพมหานครยอนหลัง 5 ป (พ.ศ.2547-2551) โดยในสวนของ ขาราชการมีจํานวนกรอบอัตรา กําลังขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญเพิ่มขึ้นทุกปเปนจํานวน 21,758 21,998 22,717 23,382 และ 23,647 ตําแหนง ตามลําดับ สําหรับกรอบ อัตรากําลังลูกจางมีจํานวนสูงมาก โดยนับตั้งแตป พ.ศ.2547 มีจํานวนกรอบอัตรากําลังลูกจาง 55,239 61,644 57,763 และ 61,178 ตําแหนง ตามลําดับ คณะกรรมการจัดสรรกําลังคนฯ ไดพิจารณาจํานวนกําลังคนของกรุงเทพมหานครที่มีการ เพิ่มขึ้นโดยตลอดแลวเห็นวา กรุงเทพมหานครจะมีคาใชจายดานบุคคลเกินกวาที่กําหนดไวตามมาตรา 35 แหง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 จึงมีความจําเปนจะตองมีการปรับขนาด กําลังคนโดยดวนเพื่อไมใหมีคาใชจายดานบุคคลเกิดกวาที่กฎหมายกําหนดและเพื่อใหกําลังคนของ กรุงเทพมหานครมีขนาดและคุณภาพที่เหมาะสม สอดคลองกับภารกิจของกรุงเทพมหานคร แนวทางการปรับขนาดกําลังคน การปรับขนาดกําลังคนของกรุงเทพมหานครใหไดผลในทางปฏิบัติที่เปนรูปธรรม จําเปนตอง มีแนวทาง ดําเนินการที่หลากหลายและเปนระบบ ตั้งแตการปรับลดบทบาทภารกิจ การปรับเปลี่ยน กระบวนการและวิธีการทํางาน การสงเสริมกลไก การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตาง ๆ โดยการผลักดันให หนวยงานเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานดวยการพัฒนาบุคลากรใหเปนผูปฏิบัติ งานที่ทรงความรู ตลอดจนการ เสริมสรางแรงจูงใจและคุณภาพซึ่งเปนการทํางานที่มีผลเชื่อมโยงตอการใชทรัพยากรบุคคลใหคุมคาเต็ม
15.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 13 ศักยภาพ
และเกิดประโยชนสูงสุดควบคูกันไป จึงไดกําหนดมาตรการเพื่อใชในการปรับขนาดกําลังคนของ กรุงเทพมหานคร ประกอบดวย มาตรการหลัก และมาตรการสนับสนุน ดังนี้ 1. มาตรการหลัก เปนมาตรการที่กําหนดใหทุกหนวยงานปฏิบัติ แบงการดําเนินการเปน 2 ระยะ คือ มาตรการ ระยะสั้น เปนมาตรการที่ใหใชทันทีเมื่อผูบริหารใหความเห็นชอบ (ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร เห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552) และมาตรการระยะยาว เปนมาตรการที่ใหหนวยงานดําเนินการตาม ระยะเวลาที่กําหนดไวในแตละมาตรการ แนวทางการดําเนินการมาตรการหลัก ระยะสั้น มาตรการ 1. ตําแหนงขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ 1.1 โดยหลักการไมเพิ่มกรอบอัตรากําลังในภาพรวมทุกหนวยงาน ยกเวนกรณีจําเปนอันมิ อาจหลีกเลี่ยงได เนื่องจากมีการจัดตั้งหนวยงานหรือสวนราชการขึ้นใหมหรือเปนหนวยงานที่จัดตั้งไวอยูกอน แลวที่มีความจําเปนตองเพิ่ม อัตรากําลังโดยหนวยงานหรือสวนราชการที่จะเพิ่มกรอบอัตรากําลังไดตองมี ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้ 1.1.1 เปนหนวยงานหรือสวนราชการที่ทําหนาที่ใหบริการประชาชนโดยตรง (งาน บริการประชาชนโดยตรง หมายถึง งานบริการที่หนวยงานหรือสวนราชการรับคําขอจากประชาชนโดยตรง เชน ประชาชนยื่นคําขอทําบัตร ประชาชนหรือประชาชนมาขอรับการตรวจรักษาที่ศูนยบริการสาธารณสุขหรือ โรงพยาบาล เปนตน) 1.1.2 เปนหนวยงานหรือสวนราชการที่จะตองดําเนินการตามนโยบายผูวา ราชการ กรุงเทพมหานครหรือไดรับการถายโอนภารกิจมาจากราชการสวนกลางหรือตามที่กฎหมายกําหนด หากไม ดําเนินการจะทําใหเกิดผลเสีย แกกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวทางดําเนินการ ดังนี้ (1) ในเบื้องตนใหเกลี่ยอัตรากําลังจากตําแหนง ภายในสวนราชการหรือหนวยงานกอน (2) หากยังมีอัตรากําลังไมเพียงพอ ใหหนวยงาน ปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานหรือใชการจางงาน ที่หลากหลาย เชน การจางลูกจางชั่วคราว ลูกจางที่ปฏิบัติตามโครงการจางอาสา หรือจางเหมาเอกชนแลวแต กรณี
16.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 14 (3)
หากดําเนินการแลวยังมีอัตรากําลังไมเพียงพอ อีกใหเสนอเหตุผลความจําเปนให คณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของกรุงเทพมหานครพิจารณาจัดสรรอัตราวางจากหนวยงานอื่นมาให (4) หากคณะกรรมการฯ ไมสามารถจัดสรรอัตราใหไดหรือ จัดสรรแลวยังมีอัตรากําลังไม เพียงพอจึงจะสามารถนําเสนอขอเพิ่มกรอบอัตรากําลังได โดยการเพิ่มกรอบอัตรากําลังจะมีเงื่อนไข ดังนี้ - หนวยงานจะไดรับกรอบอัตรากําลังไมเกินรอยละ 50 ของกรอบอัตรากําลังที่ สํานักงาน ก.ก. วิเคราะหได สําหรับกรอบอัตรากําลังที่ยังขาดอยูอีกรอยละ 50 ใหหนวยงานแกไขปญหาดวย วิธีการอื่น เชน การสรางเครือขายในการทํางาน Project Management ไปกอนจนกวาจะมีการประกาศ ยกเลิกมาตรการ - สํานักงาน ก.ก. จะดําเนินการวิเคราะหอัตรากําลัง ใหหนวยงานอีกครั้งเมื่อยกเลิก มาตรการ หากวิเคราะหแลวปรากฏวาหนวยงานยังมีความจําเปนตองใชอัตรากําลังจึงจะกําหนดอัตรากําลัง เพิ่ม ใหมให - กรณีที่เปนตําแหนงในสายงานสนับสนุนเมื่อวิเคราะห แลวจะไมกําหนดกรอบ อัตรากําลังเปนตําแหนงขาราชการ โดยสํานักงาน ก.ก. จะกําหนดจํานวนผูปฏิบัติงานให และใหหนวยงานใช วิธีการ จางเหมาเอกชนดําเนินการ 1.2 ใหนําอัตราวางจากการเกษียณอายุราชการ เสนอใหคณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของ กรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดสรรใหในภาพรวมตามความจําเปนเรงดวน 1.3 ใหนําตําแหนงเจาหนาที่บันทึกขอมูลที่วางจากการเกษียณอายุราชการและในระหวางป มารวมไวที่ สวนกลาง (สํานักงาน ก.ก.) เพื่อนําเสนอคณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของกรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดสรรใหหนวยงานที่มีความจําเปนในการ ใชอัตรากําลังหรือหนวยงานที่จัดตั้งใหม หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติใหกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง 2. ตําแหนงลูกจางประจํา 2.1 ไมใหเพิ่มอัตรากําลังลูกจางประจําที่มีชื่อหรือลักษณะงานซ้ําซอนกับขาราชการ 2.2 กําหนดใหหนวยงานสามารถเพิ่มกรอบอัตราลูกจางประจําได ดังนี้ - ปงบประมาณ 2553 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 5 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว ของหนวยงาน - ปงบประมาณ 2554 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 3 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว ของหนวยงาน - ปงบประมาณ 2555 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 2 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว ของหนวยงาน 2.3 ใหยุบเลิกกรอบอัตราลูกจางประจําที่วางจากการเกษียณอายุและวางระหวางป (ตาย ลาออก ออก ดวยเหตุวินัย) กรณีที่หนวยงานมีความจําเปนตองใชตําแหนงที่วางใหนําตําแหนงลูกจางประจํา อื่นมาเปลี่ยนเพื่อทดแทนได 2.4 เปลี่ยนแปลงและเกลี่ยอัตรากําลังลูกจางประจําที่มีเงื่อนไขตามขอบังคับ กรุงเทพมหานครวาดวย การกําหนดอัตราจางขั้นต่ําสูดและสูงสุดของลูกจาง ไปรองรับการจางและแตงตั้ง ลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจําแทนการขอ พิจารณากําหนัดอัตราลูกจางประจําเพิ่มในแตละปงบประมาณ รวมทั้งการนําอัตรากําลังลูกจางที่เกษียณอายุราชการประจําป มาดําเนิน การรวมดวยอีกทางหนึ่ง
17.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 15 หมายเหตุ
ขอ 2.4 ปลัดกรุงเทพมหานครไดสั่งการใหหนวยงานดําเนินการตาม หนังสือที่ กท0404/435 ลงวันที่ 28 เมษายน 2552 3. ตําแหนงลูกจางชั่วคราว 3.1 การคัดเลือกลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจํา ผูที่จะไดรับการคัดเลือกตองอยูในตําแหนง ที่คัดเลือกติดตอกันมาไมนอยกวา 3 ป (นับถึงวันสิ้นปงบประมาณ) สําหรับหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขใน การคัดเลือกอื่น ๆ ใหเปนไปตามคณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือกลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจํา กําหนด 3.2 ชะลอการกําหนดอัตรากําลังลูกจางชั่วคราวเพิ่มทุกกรณี ยกเวนกรณีที่ผูบริหาร กรุงเทพมหานครเห็นวา มีเหตุพิเศษหรือมีความจําเปนเรงดวน ทั้งนี้ ตั้งแตบัดนี้เปนตนไปหรือจนกวา สถานการณดานงบประมาณจะผอนคลายภายใตบทบัญญัติ กฎหมายที่เกี่ยวของ 3.3 นํารูปแบบการจางเหมาเอกชนมาดําเนินการแทนการจางโดยพิจารณาจากความจําเปน เหมาะสมตามสภาพงาน เชน การจางเหมาทําความสะอาดภายในอาคาร การทําความสะอาดทางสาธารณะทั้ง ทางบกและทางน้ํา การรักษาความปลอดภัย เปนตน ทั้งนี้ คาดหมายวาภายในปงบประมาณ พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานครจะดําเนินการจางเอกชนหรือมีเครือขายมาดําเนินการแทนการจางลูกจางเอง ประมาณรอยละ 40 หมายเหตุ ขอ 3.2 และ 3.3 ปลัดกรุงเทพมหานครไดสั่งการใหหนวยงานดําเนินการ แลวตาม หนังสือที่ กท 0404/435 ลงวันที่ 28 เมษายน 2552 แนวทางการดําเนินการมาตรการหลัก ระยะยาว มาตรการ 1. ใหสํานักงาน ก.ก. และหนวยงานรวมกันตรวจสอบตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจรองและ ภารกิจสนับสนุนของหนวยงาน และจัดทําบัญชี แสดงตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุน กรณีที่หนวยงานใดมีตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนเกินกวา 20% ของจํานวน ตําแหนง ทั้งหมด ใหหนวยงานและสํานักงาน ก.ก. รวมกันพิจารณาและลดจํานวนตําแหนงไมใหเกินกวาที่กําหนด หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติใหหนวยงานทราบอีกครั้งหนึ่ง 2. ใหหนวยงานปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทํางาน เชน นําเทคโนโลยีมาทดแทนการใช กําลังคนหรือใชวิธีการจางงานที่หลากหลาย รูปแบบ เพื่อใหมีผูปฏิบัติงานทดแทนในภารกิจสนับสนุน 3. ใหกองการเจาหนาที่ สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร และสวนราชการที่ปฏิบัติงานการ เจาหนาที่หนวยงาน สํารวจตําแหนงที่ไมสามารถ แตงตั้งขาราชการไปดํารงตําแหนงได และเปนตําแหนงที่วาง เกินกวา 1 ป เพื่อแจงใหสํานักงาน ก.ก. ตรวจสอบ และหากพบวาปญหาที่ไมสามารถแตงตั้งขาราชการเกิด จาก การกําหนดตําแหนงไมเหมาะสมใหดําเนินการปรับปรุงตําแหนงใหมเพื่อใหสามารถแตงตั้งบรรจุราชการ ไปดํารงตําแหนงได และหากเปนตําแหนงวางที่เกิดจากปญหาอื่น ๆ เชน ยังไมเปดสอบใหแจงหนวยงานที่มี หนาที่รับผิดชอบเรงดําเนินการ ทั้งนี้เพื่อมิใหการขาดอัตรากําลังสงผลกระทบตอการปฏิบัติงานในภาพรวมของ กทม. ได 4. ใหกรุงเทพมหานครกําหนดระยะเวลาการแตงตั้ง (ยาย) ขาราชการในแตละตําแหนงใหมี กําหนดเวลาที่ชัดเจนและดําเนินการปละ 2 ครั้ง (วันที่ 1 เม.ย. และ 1 ต.ค. ของทุกป) ยกเวนกรณีมีความ จําเปนเรงดวนมิอาจเลี่ยงได
18.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 16 หมายเหตุ
ขอ 3 และขอ 4 กองการเจาหนาที่ สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร จะมีหนังสือ แนวทางปฏิบัติใหกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง 2. มาตรการสนับสนุน เปนมาตรการที่กําหนดขึ้นเพื่อใหหนวยงานมีการใชกําลังคนอยางมี ประสิทธิภาพ มียุทธศาสตรในการดําเนินการ 3 ยุทธศาสตร คือ 1. การทบทวนภารกิจ การตรวจสอบการใชตําแหนงและการจัดอัตรากําลังใหเหมาะสม สอดคลองกับภารกิจ 2. การนําหลักสมรรถนะไปใชในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล 3. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการดวยมาตรการจูงใจ การดําเนินการตามมาตรการสนับสนุนมีแนวทางการดําเนินการ ดังนี้ แนวทางการดําเนินการในปงบประมาณ พ.ศ. 2553 ยุทธศาสตร 1. การทบทวนภารกิจการตรวจสอบการใชตําแหนงและการจัดอัตรากําลังใหเหมาะสม โดยมีมาตรการ ดังนี้ - ปรับปรุงอํานาจหนาที่ของหนวยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครที่ซ้ําซอนกันใหชัดเจน - ศึกษาปญหาและแนวทางการถายโอนภารกิจจากสํานักไปสํานักงานเขต - ศึกษาหนาที่ความรับผิดชอบรายตําแหนงของแตละหนวยงาน - ตรวจสอบการใชตําแหนงสําหรับตําแหนงวางที่เกิดจากการเกษียณอายุหรือกรณีอื่น ๆ - ตรวจสอบการใชตําแหนงของหนวยงาน หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง 2. การนําหลักสมรรถนะไปใชในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมีมาตรการดังนี้ - กําหนดใหสํานักงาน ก.ก. นําหลักสมรรถนะมาใชในกระบวนการสรรหาบุคคล ขึ้นตอนการสอบ สัมภาษณโดยกําหนดหลักเกณฑการใหคะแนนและการกําหนดสัดสวนของคะแนนอยางชัดเจน - การกําหนดลักเกณฑการคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนระดับ โดยนําหลักสมรรถนะเปนสวนหนึ่งของการ ประเมินและนํามาใชใน ขั้นตอนการประเมินคุณลักษณะจากผูบังคับบัญชา - กําหนดหลักเกณฑการประเมินสมรรถนะในการสัมภาษณขั้นตอนการสอบคัดเลือก โดยกําหนด หลักเกณฑอยางชัดเจน - การคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในระดับสูงขึ้นตั้งแตระดับ 7 ขึ้นไปควร กําหนดใหการประเมิน สมรรถนะเปนองคประกอบที่ใชในการคัดเลือกดวย - จัดตั้งศูนยรวมองคความรูของหนวยงานแตละหนวยงาน เพื่อเปนแหลงรวมในการพัฒนาตนเองและ แลกเปลี่ยนองคความรูระหวางขาราชการในหนวยงาน
19.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 17 แนวทางการดําเนินการในปงบประมาณ
พ.ศ. 2554 ยุทธศาสตร 1. การนําหลักสมรรถนะไปใชในการกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมีมาตรการดังนี้ - นําหลักสมรรถนะไปใชในการประเมินศักยภาพของผูใตบังคับบัญชา - นําหลักสมรรถนะมาใชเพื่อจัดทํากรอบการพัฒนาบุคลากรใหมีศักยภาพในทุกสายงานของ กรุงเทพมหานคร - จัดตั้งศูนยรวมองคความรูของหนวยงานแตละหนวยงาน เพื่อเปนแหลงรวมในการพัฒนาตนเองและ แลกเปลี่ยนองคความรูระหวางขาราชการในหนวยงาน 2. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการดวยมาตรการจูงใจ โดยมีมาตรการดังนี้ - จัดสรรสิ่งจูงใจใหกับหนวยงานที่มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ โดยไมเพิ่ม กําลังคน - จัดทําแผนกําลังคนระดับหนวยงานเพื่อใชเปนเครื่องมือในการบริหารจัดการภายใตยุทธศาสตรของ หนวยงาน
20.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 18 บทที่
4 การกําหนดตําแหนง มาตรฐานการกําหนดตําแหนง ระบบจําแนกตําแหนง
21.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 19 มาตรฐานกําหนดตําแหนงขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ 1)
กลุมอาชีพบริหาร อํานวยการ ธุรการ งานสถิติ งานนิติการ งานการทูตและตางประเทศ -นักบริหาร -ผูตรวจราชการกรุงเทพมหานคร -ผูอํานวยการ -ผูอํานวยการเฉพาะดาน -ผูตรวจราชการ -นักจัดการงานทั่วไป -นักทรัพยากรบุคคล -นิติกร -นักปกครองเขต -เจาพนักงานเทศกิจ -เจาพนักงานปกครอง -เจาหนาที่ระบบงานคอมพิวเตอร -นักวิเคราะหนโยบายและแผน -นักวิจัยการจราจร -นักวิชาการคอมพิวเตอร -นักวิชาการพัสดุ -นักวิชาการสถิติ -นักวิเทศสัมพันธ -พนักงานเทศกิจ -เจาพนักงานธุรการ -เจาพนักงานพัสดุ -เจาพนักงานเวชสถิติ -เจาพนักงานสถิติ -พนักงานปกครอง 2) กลุมอาชีพการคลัง การเศรษฐกิจ การพาณิชยและอุตสาหกรรม -นักวิเคราะหงบประมาณ -นักวิชาการคลัง -นักวิชาการเงินและบัญชี -นักวิชาการจัดเก็บรายได -นักวิชาการตรวจสอบภายใน -นักบัญชี -เจาพนักงานการเงินและบัญชี -เจาพนักงานการคลัง -เจาพนักงานจัดเก็บรายได 3) กลุมอาชีพคมนาคม ขนสง และติดตอสื่อสาร -นักประชาสัมพันธ -นักวิชาการโสตทัศนศึกษา -เจาพนักงานประชาสัมพันธ -เจาพนักงานสื่อสาร -เจาพนักงานโสตทัศนศึกษา 4) กลุมอาชีพเกษตรกรรม -นักวิชาการเกษตร -เจาพนักงานการเกษตร 5) กลุมอาชีพวิทยาศาสตร -นักวิทยาศาสตร -เจาพนักงานวิทยาศาสตร 6) กลุมอาชีพแพทย พยาบาล และสาธารณสุข -นักกายภาพบําบัด -นักจิตวิทยา -ทันตแพทย -นักเทคนิคการแพทย -นายสัตวแพทย -พยาบาลวิชาชีพ -นายแพทย -เภสัชกร -นักโภชนาการ -นักรังสีการแพทย -นักวิชาการพยาบาล -นักวิชาการสาธารณสุข
22.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 20 -นักวิชาการสุขาภิบาล
-นักอาชีวบําบัด (ยกเลิก) -นักวิทยาศาสตรการแพทย -เจาหนาที่งานรักษาความสะอาด -เจาหนาที่อนามัย -ผูชวยทันตแพทย -เจาพนักงานทันตสาธารณสุข -เจาพนักงานเภสัชกรรม -โภชนากร -เจาพนักงานรังสีการแพทย -เจาพนักงานวิทยาศาสตรการแพทย -เจาพนักงานสาธารณสุข -พยาบาลเทคนิค -สัตวแพทย -นักเวชศาสตรการสื่อความหมาย -นักกิจกรรมบําบัด 7) กลุมอาชีพวิศวกรรม สถาปตยกรรม และชางเทคนิคตางๆ -นักจัดการงานโยธา -เจาพนักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย -มัณฑนากร -นักวิชาการชางศิลป -นักวิชาการแผนที่ -วิศวกร -วิศวกรเครื่องกล -วิศวกรไฟฟา -วิศวกรโยธา -วิศวกรสุขาภิบาล -นักเวชนิทัศน -สถาปนิก -ชางกายอุปกรณ -เจาพนักงานเครื่องคอมพิวเตอร -นายชางเขียนแบบ -นายชางเครื่องกล -นายชางเทคนิค -นายชางไฟฟา -นายชางภาพ -นายชางโยธา -นายชางศิลป -นายชางสํารวจ -พนักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย 8) กลุมอาชีพการศึกษา ศิลป สังคม และการพัฒนาชุมชน -บรรณารักษ -นักผังเมือง -นักพัฒนาการกีฬา -นักพัฒนาการทองเที่ยว -นักพัฒนาสังคม -นักวิเคราะหผังเมือง -นักวิชาการจัดหาที่ดิน -นักวิชาการละครและดนตรี -นักวิชาการวัฒนธรรม -นักวิชาการศึกษา -นักวิชาการศึกษาพิเศษ (ยกเลิก) -นักวิชาการศูนยเยาวชน -นักวิชาการสิ่งแวดลอม -นักสังคมสงเคราะห -คีตศิลปน -ดุริยางคศิลปน -เจาพนักงานพัฒนาสังคม -เจาพนักงานศูนยเยาวชน -เจาพนักงานหองสมุด
26.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 24 บทที่
6 การใหไดรับเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง เงินเดือน คาตอบแทน
27.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 25 บทที่
7 หลักการและแนวทางในการสรรหาและเลือกสรรบุคคล กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย หมายถึง องคประกอบที่ใชในการดําเนินงานตางๆ เกี่ยวกับบุคลากร ซึ่งประกอบไปดวย 1) การวางแผนทรัพยากรมนุษย การวางแผนทรัพยากรมนุษย หมายถึง การคาดคะเนความตองการกําลังคนขององคกร ลวงหนาวาตองการคนประเภทใด ระดับใด จํานวนเทาไร และตองการเมื่อไร และมีปจจัยใดบางเปนเครื่อง กําหนดการวางแผนกําลังคน การวางแผนทรัพยากรมนุษยนั้นเปนกระบวนการในการพิจารณากําหนดทิศทางและ วิเคราะหความตองการทรัพยากรมนุษยขององคการ ทั้งในปจจุบันและอนาคต เพื่อใหสอดคลองกับแผนกล ยุทธและสามารถบรรลุเปาหมายขององคการได ดังนั้นการวางแผนทรัพยากรมนุษยจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนํา ทางในการดําเนินงานดานทรัพยากรมนุษยใหถึงจุดหมายอยางมีประสิทธิภาพและไมหลงทาง 1.1) ประโยชนของการวางแผนทรัพยากรมนุษย (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 51 – 52) (1) ชวยใหองคการสามารถวางแผนพัฒนาการใชทรัพยากรมนุษยใหเกิดประโยชนสูงสุด (2) ชวยใหกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยและเปาหมายขององคการในอนาคตมีความสอดคลองกัน (3) ชวยใหกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยเปนไปอยางระบบและมีความสัมพันธตอเนื่องกัน กิจกรรมดานทรัพยากรมนุษย ไมเกิดปญหาการขาดแคลนบุคลากร (4) ชวยใหการจางพนักงานใหมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ (5) สงเสริมและพัฒนาโอกาสความเทาเทียมกันของพนักงานในหนวยงานตางๆ ขององคการ (6) เปนแนวทางสําหรับองคการที่มีหนาที่ผลิตจะไดผลิตกําลังคนใหสอดคลองกับความ ตองการของหนวยงาน 1.2) กระบวนการในการวางแผนทรัพยากรมนุษย อยางไรก็ตามการวางแผนทรัพยากรมนุษยนั้น เปนการคาดการณสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่ควรจะ เปนในอนาคตขององคกร ซึ่งการคาดการณไดอยางแมนยํานั้น ตองอาศัยกระบวนการในพิจารณาอยางรอบ ดาน เพื่อใหไดขอมูลที่เหมาะสมสอดคลองกับองคกรในอนาคต ดังนั้นพะยอม วงศสารศรี ( 2538 : 52 – 57) จึงไดสรุปขั้นตอนการวางแผนทรัพยากรมนุษยไว ดังนี้ (1) การพิจารณ าเปาหมาย และแผนขององคการ (Goals and plans of Organization) งานขั้นแรกสําหรับนักวางแผนทรัพยากรมนุษยจะกระทํา คือ การศึกษาและพิจารณาแผนกล ยุทธที่องคการไดกําหนดไวศึกษานโยบายสาธารณะ แนวโนมทางดานการเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความกาวหนาทางเทคโนโลยีตางๆ เพื่อที่จะนําผลของการศึกษาเหลานี้มาจัดวางขอมูลดานบุคคลที่ ควรจะเปนในอนาคตไดอยางเหมาะสม (2) การพิจารณาสภาพการณของทรัพยากรมนุษยในปจจุบัน(Current Human Resource Situation) สํารวจจํานวนพนักงานทั้งหมดที่มีอยู โดยจําแนกออกตามประเภทตางๆ เชน ตาม ลักษณะของงาน ตามแผนก ตามอายุ ตามระดับการศึกษา เปนตน (3) การคาดการณทรัพยากรมนุษย (Human Resource Forecast) ในขั้นนี้ นัก วางแผนทรัพยากรมนุษยจะพิจารณาถึงจํานวน และประเภทของพนักงานที่องคการตองการ พรอมทั้งจํานวน และประเภทของคนที่ตองจางใหม ในขั้นนี้จะตองพิจารณาใหละเอียด ตรวจสอบพนักงานที่จะครบเกษียณอายุ การโยกยาย การเลื่อนตําแหนง จะไดทราบจํานวนและประเภทของพนักงานที่มีอยูจริงๆ วามีจํานวนเทาไร
28.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 26 แลวนํามาเปรียบเทียบกับจํานวนที่องคการทั้งหมดก็จะสามารถรูวาองคการตองจางพนักงานใหมในกลุมใดบาง และในระยะเวลาใด (4)
การกําหนดแผนปฏิบัติการ (Implementation Programs) หลังจากไดมีการ คาดการณทรัพยากรมนุษยเปนที่เรียบรอยแลวจึงกําหนดออกมาเปนแผนปฏิบัติการของฝายทรัพยากรมนุษย เชน แผนการสรรหาพนักงาน แผนการคัดเลือกและบรรจุพนักงาน แผนการประเมินผลการปฏิบัติงาน แผนการโอนยาย การเลื่อนตําแหนง การฝกอบรม และพัฒนา เปนตน (5) การตรวจสอบและการปรับปรุง (Audit and Adjustment) ในขั้นนี้เปนการ ตรวจสอบความเหมาะสมและความกาวหนาของแผนปฏิบัติงาน การเปรียบเทียบแผนตางๆ การแกไขปรับปรุง ขอบกพรอง การเปลี่ยนแปลงแผนทรัพยากรมนุษย และถามีการเปลี่ยนแปลงแผนขององคการ การจัดทําดัชนี แรงงานที่ทันสมัยควรไดรับการพิจารณาศึกษา ทั้งนี้เพราะขอมูลที่เชื่อถือไดเปนสิ่งสําคัญของการวางแผน 2) การสรรหาและการคัดเลือก การสรรหาและการคัดเลือก หมายถึง กระบวนการการดําเนินงานขององคกรจัดทําขึ้นเพื่อ มุงจูงใจผูสมัครที่มีคุณภาพเขามาทํางานในองคกรของตน อันไดแก แหลงที่ใชในการสรรหา ระยะเวลาใน การสรรหา วิธีการที่ใชในการสรรหาบุคลากร และการตัดสินใจคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรเปนวิธีการที่จะใหไดบุคลากรมารวมงาน จึงถือเปน ขั้นตอนที่สําคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะวาการไดมาซึ่งคนดี มีความรูความสามารถเหมาะสมกับงานมาทํางานก็จะทํา ใหองคกรประสบความสําเร็จ ดังนั้นองคการแตละองคการจึงตองใหความสนใจในการสรรหาบุคคลที่มีความรู ความสามารถ จากแหลงตางๆ โดยเพื่อทําการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับตําแหนงงานใหเขามารวมงานกับ องคการไดอยางเหมาะสม การสรรหา หมายถึง กระบวนการในการแสวงหาบุคคล การชักจูงบุคคลที่มีความรู ความสามารถ มีคุณสมบัติตามที่ตองการ และมีทัศนคติที่ดีตอองคการเขามาสูองคการ โดยใหเกิดความสนใจ มาสมัครงานในตําแหนงที่ตองการกับองคการ เพื่อองคการจะไดคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุด การคัดเลือก หมายถึง กระบวนการในการหาวิธีการกลั่นกรองที่เปนมาตรฐาน เพื่อใชในการ ตัดสินใจเลือกบุคคลที่เชื่อถือวาจะใหไดบุคคลที่เหมาะสมกับตําแหนงงานมากที่สุด รวมทั้งใหเกิดความยุติธรรม ในการคัดเลือกบุคลากร Niglo Felix A (1959 : 134 - 136) อธิบายวา ในการสรรหาบุคลากรนั้น องคการมี นโยบายในการสรรหาซึ่งแบงไดเปน 2 ประเภท คือ (1) นโยบายแบบเปด ซึ่งมีสาระสําคัญคือ - เปดโอกาสใหทุกคนที่มีความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสมตามตําแหนงที่วาง เขา มางานไดโดยเสมอภาค - เปดรับสมัครงานทุกวันและเวลาที่องคการเปดทําการ ไมวาในขณะนั้นจะมีตําแหนงวาง หรือไมก็ตาม - เปดโอกาสใหบุคคลเขามาสมัครไดทุกระดับชั้น ถามีคุณสมบัติตามที่ตองการไมจํากัดวา ตองไปเริ่มตนทํางานที่ขั้นตน หรือขั้นต่ําสุดกอน สามารถเริ่มตนทํางานในขั้นสูงไดเลย - เปดโอกาสใหบุคคลที่มีความรูความสามารถ ประสบการณ และความชํานาญในงานสมัคร เขาทํางานได ถึงแมวาระดับการศึกษาจะไมถึงมาตรฐานขั้นต่ําของตําแหนงที่กําหนดเอาไว (2) นโยบายแบบปด ซึ่งมีสาระสําคัญดังนี้
29.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 27 -
เปดโอกาสใหผูสําเร็จการศึกษาตามระดับที่กําหนดไวเปนมาตรฐานเทานั้นเขามาสมัครใน ตําแหนงต่ําสุดของระดับนั้นกอน แลวจึงเลื่อนไปสูขั้นสูงตอไป - เปดรับสมัครบุคคลเขาทํางานเฉพาะตําแหนงวางเทานั้น 2.1) หลักเกณฑของการสรรหา ศิวาพร มัณฑุกานนท (2528 : 52) ไดกลาวถึงหลักเกณฑที่เปนที่นิยมใชในการบริหาร ทรัพยากรมนุษยกันอยางแพรหลายในหลายประเทศ เพื่อใชในการสรรหาผูมีความรูความสามารถในการ ปฏิบัติงานมีอยู 4 ประการ คือ (1) หลักความสามารถ (Competence) หมายถึงการยึดถือความรูความสามารถเปนเกณฑใน การเลือกสรรบุคคลเขาทํางาน การสอบแขงขัน การคัดเลือก การบรรจุแตงตั้ง การพิจารณาความดี ความชอบ และการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง (2) หลักความเสมอภาค (Equality of Opportunity) หมายถึง การเปดโอกาสเทาเทียมกัน แกผูที่คุณสมบัติตามความตองการ หรือที่กําหนดไวในการรับสมัครเขาทํางาน โดยไมคํานึงถึงชาติตระกูล ศาสนาหรือผิวพรรณ และกําหนดเงินคาตอบแทนในการปฏิบัติงาน ยึดหลักการที่วา งานที่มีลักษณะหนาที่ ความรับผิดชอบเทาเทียมกันหรือคลายคลึงกัน ควรไดรับคาตอบแทนเทากันและไดสัดสวนเทากับปริมาณงาน (3) หลักความมั่นคง (Security on Tenure) หมายถึง การมีหลักประกันที่จะสามารถยึดถือ เปนอาชีพตลอดไป จนกวาจะเกษียณอายุ หรืตราบเทาที่ยังคงรักษาระดับมาตรฐานหรือความสามารถในการ ปฏิบัติงานไวได การใหออกจากงานตองมีเหตุผล (4) หลักความเปนกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หลักขอนี้ไมมีความสําคัญ สําหรับการบริหารธุรกิจ แตมีความสําคัญมากสําหรับขาราชการ ขาราชการประจําจะตองปฏิบัติงานเพื่อ ประโยชนสวนรวมของประชาชนเทานั้น 2.2) แหลงที่มาในการสรรหาบุคลากร ณัฎฐพันธ เขจรนันทน (2547 : 93-94) ไดจําแนกแหลงที่มาในการสรรหาบุคคลได 2 แหลง คือ (1) การสรรหาบุคลากรจากภายในองคการ องคการสามารถสรรหาบุคลากรที่มีความรูทักษะ และประสบการณจากภายในองคการเพื่อเขาปฏิบัติงานในตําแหนงที่วางลง หรือตําแหนงที่เปดขึ้นใหม โดยที่ การสรรหาบุคลากรจากภายในองคการจะมีขอดีและขอเสียที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้ ขอดี ของการสรรหาบุคลากรจากภายในองคการมีดังตอไปนี้ - สรางขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติงานใหแกพนักงาน - ประหยัดคาใชจายในการสรรหาบุคลากรขององคการ ขอเสีย ของการสรรหาบุคลากรจากภายในองคการมีดังตอไปนี้ - สงผลใหเกิดการขาดแคลนความคิดสรางสรรคในการประเมินโอกาส การแกปญหา และ การสรางนวัตกรรมใหม ๆ ทางธุรกิจ - ไมสามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมเขามาปฏิบัติหนาที่ในตําแหนงที่มีความตองการ บุคลากร - กอใหเกิดปญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองคการ
30.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 28 (2)
การสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการ องคการจะทําการสรรหาบุคลากรที่มีความ เหมาะสมจากภายนอกองคการเพื่อเขาปฏิบัติงานในตําแหนงงานที่วาง โดยการสรรหาบุคลากรจากภายนอก องคการจะมีขอดี และขอเสีย ที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้ ขอดี ของการสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการมีดังตอไปนี้ - สรางความหลากหลายในการวิเคราะห โอกาส การแกปญหา และการพัฒนานวัตกรรม ทางธุรกิจ - สรางโอกาสในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสมในแตละหนาที่งาน - แกปญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรภายในองคการทั้งในดานของจํานวนและคุณสมบัติ ขอเสีย ของการสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการมีดังตอไปนี้ - สิ้นเปลืองเวลาและคาใชจายในการเตรียมการขององคการ - มีผลกระทบตอขวัญและกําลังใจของบุคลากร - ไมเปนผลดีตอบรรยากาศในการปฏิบัติงานขององคการ 2.3) ระบบการคัดเลือกบุคคล เขาทํางานซึ่งสามารถจําแนกเปน 2 ระบบใหญๆ (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 162) คือ (1) ระบบคุณธรรม (Merit System) หรือระบบความรูความสามารถ หรือระบบความดี ความสามารถ เปนวิธีการที่ตองการใหไดผูที่มีความรูความสามารถในการปฏิบัติงาน วิธีการสําคัญของระบบ คุณธรรม คือการทดสอบ (2) ระบบอุปถัมภ (Patronage System) เปนระบบที่ตรงกันขามกับระบบคุณธรรม เปน ระบบพรรคพวก ระบบชุบเลี้ยง ระบบสืบสายโลหิตเดียวกัน 2.4) กระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน การใหไดมาซึ่งบุคลากรที่เหมาะสมเขามาทํางานในองคกรถือเปนสิ่งสําคัญ เพราะหากไดคนที่ไม เหมาะสมเขามาในองคกรยอมจะกอใหเกิดความเสียหายตอตัวองคกรเอง ไมวาจะเปนการสูญเสียคาใชจาย เวลา ผลผลิต และประสิทธิภาพในการดําเนินกิจกรรมแลว ยังสงผลตอขวัญกําลังใจของบุคลากรในการ ทํางานอีกดวย ดังนั้นกระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางานนั้นจําเปนที่จะตองดําเนินการอยาง รัดกุม โดยไดลําดับขั้นตอนไวดังตอไปนี้ ขั้นตอนการสอบแขงขัน (1) กําหนดคุณสมบัติและหลักสูตรการอบรม (2) การรับสมัครสอบแขงขันทางอินเตอรเน็ต (3) การสรางขอสอบและการคัดเลือกขอสอบ (4) การกําหนดหลักเกณฑและวิธีการสอบ (5) การควบคุมสอบขอเขียน (6) การทดสอบภาคปฏิบัติ (7) การตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนง (8) ประเมินความเหมาะสมแตละตําแหนง (9) การทดสอบเชาวปญญาทางอารมณ
31.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 29 (10)
การสัมภาษณตามหลักสมรรถนะ Mondy R. Wayne et al. (1996 : 223 - 238) ไดอธิบายถึงการคัดเลือกบุคลากรสามารถ ดําเนินการดวยวิธีการดังตอไปนี้ (1) การทดสอบความสามารถสติปญญา (2) การทดสอบความรูเฉพาะตําแหนง หรือการทดสอบความสําเร็จ (3) การทดสอบใหปฏิบัติงานยอยๆ (4) การทดสอบความสนใจในงาน (5) การทดสอบบุคลิกภาพ (6) การสัมภาษณ
32.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 30 บทที่
8 การบรรจุและแตงตั้ง การบรรจุบุคลากรเปนขั้นตอนที่สําคัญเพราะการที่สถานศึกษาจะบรรจุแตงตั้งใหบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เขาดํารงตําแหนงใดก็ตาม เทากับการมอบหมายหนาที่ในการทํางานใหเหมาะสมกับความรูความสามารถของ บุคคลนั้น เปนการใชคนใหเหมาะสมกับงาน ซึ่งจะทําใหสถานศึกษาไดรับประโยชนสูงสุด การบรรจุ นั้นคือการรับบุคคลหนึ่งเขามาทํางาน โดยตองผานขั้นตอนของการสรรหาและการคัดเลือกตาม กระบวนการขั้นตอนที่กําหนดไว และมีตําแหนงวางที่จะบรรจุได ซึ่งเมื่อมีการบรรจุแลวก็จะมีการแตงตั้งบุคคล นั้นมีอํานาจหนาที่และรับผิดชอบปฏิบัติงานในตําแหนงนั้นดวย สวนการแตงตั้ง คือการสั่งใหบุคลากรคนหนึ่งมีอํานาจหนาที่และความรับผิดชอบในตําแหนงใด ตําแหนงหนึ่ง ในขณะเดียวกันจะมีผลทําใหบุคลากรผูนั้นมีสิทธิที่จะไดรับเงินเดือนตามตําแหนงนั้น และจะมี สิทธิใชฐานะแหงการดํารงตําแหนงระดับนั้นเพื่อการปฏิบัติงานตางๆ ตามกฎหมาย การบรรจุและแตงตั้งบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ดําเนินการไดโดย 1. บรรจุแตงตั้งบุคคลเขารับราชการจากผูสอบแขงขันได 2. บรรจุแตงตั้งบุคคลเขารับราชการจากผูไดรับคัดเลือก ขั้นตอนการบรรจุบุคลากร 1. การสรรหาและการคัดเลือก 2. การบรรจุชั่วคราว 3. การปฐมนิเทศ 4. การทดลองปฏิบัติงาน ———- > – การบรรจุและแตงตั้งหรือการบรรจุถาวร – ไมบรรจุหรือเลิก
38.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 36 บทที่
9 การฝกอบรมและการพัฒนาบุคคล การพัฒนาบุคคล หมายถึง กระบวนการที่จัดทําขึ้นเพื่อใหบุคลากรไดเรียนรู ปรับทัศนคติ ในการทํางาน และใหมีความชํานาญในการปฏิบัติงานมากขึ้น ดนัย เทียนพุฒ (2545 : 26) ไดใหความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย หมายถึง การดําเนินงานที่จะสงเสริมใหพนักงานมีความความสามารถ ทัศนคติ และประสบการณที่เพิ่มขึ้น เพื่อให พนักงานสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงปจจุบันไดอยางมีประสิทธิภาพและพรอมที่จะรับผิดชอบในตําแหนงที่ สูงขึ้น ทั้งนี้การพัฒนาพนักงานมิไดมีวัตถุประสงคเพียง เพื่อใหพนักงานมีความรูความชํานาญในงานปจจุบัน เทานั้น แตมีความมุงหมาย เพื่อใหพนักงานไดกาวหนาและเติบโตตอไปในอนาคตดวย ดังนั้นการพัฒนาบุคคลจะครอบคลุมใน 3 เรื่องดวยกันคือ การฝกอบรม (training) การศึกษา (education) และการพัฒนา (development) 3.1) ความสําคัญของการพัฒนาบุคคลมี 6 ประการ (กุลธน ธนาพงศธร. 2532 : 169–171) คือ (1) ชวยทําใหระบบ และวิธีการปฏิบัติงานมีสมรรถภาพดียิ่งขึ้นมีการติดตอประสานงาน ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะการพัฒนาบุคคลจะชวยเรงเราความสนใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรใหมีความสํานึก รับผิดชอบในการปฏิบัติหนาที่ของตนใหไดผลดียิ่งขึ้น (2) ชวยทําใหเกิดการประหยัด ลดความสิ้นเปลืองของวัสดุที่ใชในการปฏิบัติงานทั้งนี้ เพราะเมื่อบุคคลใดไดรับการพัฒนามาเปนอยางดีแลวยอมสามารถปฏิบัติงานไดอยางถูกตอง (3) ชวยลดระยะเวลาของการเรียนรูงานใหนอยลง อีกทั้งยังเปนการชวยลดความ เสียหายตางๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทํางานแบบลองถูกลองผิดอีกดวย (4) ชวยแบงเบาภาระหนาที่ของผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาหนวยงานตางๆ ในการตอบ คําถามหรือใหคําแนะนําแกผูใตบังคับบัญชาของตน ในกรณีที่มีบุคลากรเขาทํางานใหม หรือเขารับตําแหนง ใหมในหนวยงาน (5) ชวยกระตุนบุคลากรตางๆ ใหปฏิบัติงานเพื่อความเจริญกาวหนาในตําแหนงหนาที่ การงาน ทั้งนี้ เพราะโดยทั่วไปแลว เมื่อมีการพิจารณาเลื่อนตําแหนงใดๆ ในองคการก็ตาม มักจะคํานึงถึง ความรูความสามารถที่บุคคลนั้นจะสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงที่ไดรับการเลื่อนขึ้นได ซึ่งผูที่ไดรับการพัฒนา แลว ยอมมีโอกาสมากกวาผูที่มิไดเขารับการพัฒนา (6) ชวยทําใหบุคคลนั้นๆ มีโอกาสไดรับความรู ความคิดใหมๆ ทําใหเปนคนทันสมัยทัน ตอความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีใหมๆ ขั้นตอนการพัฒนาบุคคล มี 5 ขั้นตอน ดังตอไปนี้ (1) การสํารวจความตองการ (2) การกําหนดวัตถุประสงคของการพัฒนาบุคลากร (3) การกําหนดรูปแบบในการพัฒนาบุคลากร (4) การดําเนินการพัฒนา (5) การประเมินผล
39.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 37 นอกจากนี้
รูปแบบวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษยนั้น มีรูปแบบที่หลากหลายในการพัฒนา การเลือกใชรูปแบบใด เวลากับบุคลกรระดับใด ผูบังคับบัญชาตองพิจารณาอยางเหมาะสมเพื่อใหเกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด รูปแบบที่สําคัญไดแก (1) การศึกษาในสถาบันการศึกษา (2) การฝกอบรมกอนหรือในขณะปฏิบัติงาน (3) การปฐมนิเทศผูปฏิบัติงานใหม (4) การสอนแนะนํางาน (5) การฝกปฏิบัติหรือการดูงาน (6) การประชุมสัมมนา (7) การยายสับเปลี่ยนหมุนเวียนตําแหนง (8) การมอบหมายภารกิจใหมๆ (9) การเลื่อนตําแหนง (10)กิจกรรมอื่นๆ ที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
40.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 38 บทที่
10 การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ ในที่นี่การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการนั้นหมายถึงคาตอบแทน หรือสิ่งที่จะชวย สรางความมั่นคงในการดํารงชีวิต การบริหารคาตอบแทน หมายถึง การกําหนดปจจัยตางๆ เปนหลักเกณฑกําหนดคาจาง เงินเดือน รวมถึงการจัดสวัสดิการใหแกบุคลากร การบริหารคาตอบแทนถือเปนกลไกสําคัญในการธํารงรักษาทรัพยากรมนุษยใหอยูกับองคกร นอกจากนี้คาตอบแทนยังถูกนํามาใชเปนเครื่องมือกระตุนการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและความพึงพอใจใน การทํางานอีกดวย คาตอบแทน (Compensation) เปนคํากวางๆ หมายถึง คาแรง คาจาง เงินเดือน หรือ ผลประโยชนอื่นๆ ที่องคกรใหแกพนักงาน เพื่อตอบแทนการทํางาน หรืออาจหมายถึง คาทดแทนที่องคกรจาย เปนคาตอบแทนความสูญเสียตางๆ ของพนักงาน ซึ่งรวมทั้งจายทางตรงและทางออมเปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน ธัญญา พลอนันต (2546 : 36)ไดใหความหมายของ การบริหารคาตอบแทน วาหมายถึง การกําหนดนโยบาย การวางแผนและกิจกรรมตางๆ ที่เกี่ยวกับการจายคาตอบแทน ทั้งทางตรงและทางออม ใหแกพนักงาน ดังนั้นการบริหารคาตอบแทน จึงมีความหมายรวมถึง คาจางเงินเดือน ผลประโยชนและ บริการ และคาตอบแทนทางสังคม สวนประกอบของคาตอบแทน (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 180 – 185) คือ (1)คาตอบแทนที่เปนรูปเงิน (Money Pay) การจายคาจางเปนเงินไดถือปฏิบัติกันมาเปนปกติ วิสัย เพราะเงินคือสื่อกลางแหงการแลกเปลี่ยนที่ทุกคนทํางานก็หวังจะไดเงินมา เงินจึงเปนสินจางรางวัลลอใจ กอใหเกิดความพอใจและสงเสริมใหเกิดการทํางาน นักบริหาร จึงถือเอาเงินหรือสวัสดิการที่ตองจายใหพนักงานเปนเครื่องมือสําหรับใชในการบริหารคาตอบแทน ในรูปแบบ ของเงินเดือน และคาจาง เงินเดือน หมายถึง คาตอบแทนที่เปนรายไดประจําที่บุคลากรจะไดรับในอัตราคงที่ภายใน ชวงระยะเวลาที่กําหนด โดยรายไดนี้จะไมเปลี่ยนแปลงตามจํานวนชั่วโมงทํางาน หรือปริมาณของผลผลิตของ บุคลากร คาจาง หมายถึง คาตอบแทนที่บุคลากรไดรับโดยถือจากเกณฑระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เปนหลัก เชน คาจางรายวัน คาจางรายชั่วโมง เปนตน (2) คาตอบแทนที่เปนรูปความสําคัญของงาน (Power Pay) คาจางที่มิไดจายเปนรูปเงินทั้ง ทางตรงและทางออม คือ จายคาตอบแทนพนักงานในรูปความสําคัญของงานที่เขาปฏิบัติอยู เพราะงานนั้นคือ หัวใจของบริษัท เปนงานที่จะตองทําใหเสร็จหรือไมมีใครจะสามารถทําได เมื่อมอบอํานาจการตัดสินใจใหเขา เพื่อใหเขาทํางานใหสําเร็จ พนักงานผูนั้นจะตองตระหนักวาผลิตภัณฑที่เขาประกอบขึ้นมีความสําคัญอยาง ยิ่งยวด ซึ่งเราถือวาพนักงานผูนั้นไดรับคาจางเปนรูปความสําคัญของงาน (3) คาตอบแทนที่เปนรูปตําแหนงงานที่ไดรับเลื่อนใหสูงขึ้น (Authority Pay) ผูที่ไดรับ อํานาจและตําแหนงหนาที่ใหมที่ไดรับเลื่อนขั้นมานี้ถือวาบริษัทไดจายคาตอบแทนทางสังคมใหอยางหนึ่ง ซึ่งใน
41.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 39 บางครั้งมีความสําคัญมากกวาเงินและเปนที่ใฝหาของพนักงานที่จะกาวขึ้นไปสูระดับบริหาร
และสรางความพึง พอใจใหเกิดขึ้นแกพนักงานไดเปนอยางดี (4) คาจางในรูปสถานภาพที่ฝายบริหารยกยอง (Status Pay) ฝายบริหารจะใหความสําคัญ ยกยองแกพนักงานในตําแหนงหนาที่การงานที่เขาประจําอยูสอดคลองกับคานิยมและการยอมรับทางสังคม ทั้งนี้ยอมขึ้นอยูกับฝายบริหารวาจะมีความนึกคิดในการจายคาจางในรูปคาฐานะ คาเกียรติและศักดิ์ศรีใหเปน กําลังใจแกพนักงานของตนแคไหนเพียงใดดวย (5) คาจางในรูปองคการที่มีหลักการที่ดี (Meta-goals Pay) พนักงานที่เลือกทํางานในบริษัท ที่มั่นคงและทันสมัย ซึ่งมีวัตถุประสงคและหลักการดีเยี่ยม (Supra-goals) ก็เทากับพนักงานผูนั้นไดรับคาจาง ตอบแทนในรูปความมั่นคงและกาวหนา ไดแก (5.1) หลักความพอเพียง (Adequacy) คือ การจายคาจางขั้นต่ําใหเปนไปตาม กฎหมายกําหนด กลาวคือ จะตองพอเพียงที่ลูกจางจะยังชีพอยูไดโดยเฉลี่ยทั่วๆ ไป (5.2) หลักความยุติธรรม (Equity) ซึ่งบางครั้งรวมไปถึงจริยธรรมของมนุษยที่ยาก จะควบคุมได เพราะถือเปนการสรางความพึงพอใจและรักษาไวพนักงานใหอยูกับองคกร (5.3) หลักดุลยภาพ (Balance) หลักดุลยภาพ หมายถึง ความเหมาะสมระหวาง คาจางและผลประโยชนอื่นๆ ระหวางคาจางที่เปนเงินและที่เปนคาทางสังคม กลุมงานที่มีลักษณะคลายกันควร ไดคาจางเทากัน (5.4) หลักควบคุม (Control) การควบคุมตนทุนคาใชจายเปนสิ่งจําเปน เพราะการ ลดคาใชจายฟุมเฟอยและการประกอบการอยางมีประสิทธิภาพเปนหัวใจของการบริหาร การควบคุมจึงเปน หลักการของการวางแผนและบริหารเงินเดือน และเปนเครื่องมือนําทางไปสูจุดหมายที่ตั้งใจไวได (5.5) หลักความมั่นคง (Security) หลักความมั่นคงหรือเสถียรภาพในความหมาย ของคาจางเงินเดือนนั้น หมายถึง การปรับปรุงสิ่งที่จะมาคุมครองลูกจางตอภยันตรายและความเสี่ยงภัยตางๆ ใหดีขึ้น เชน การประกันชราภาพ เกษียณอายุ ทุพพลภาพ เจ็บปวยหรือตายเนื่องจากอุบัติเหตุในงาน การวางงาน เปนตน (5.6) หลักลอใจใหทํางาน (Incentives) ระบบคาจางที่ดีจะลอใจใหพนักงานขยัน ขันแข็งสรางงานใหบริษัทเจริญ คาจางมีความหมายโดยตรงตอการกระตุนใหลูกจางทํางานใหบรรลุมาตรฐาน และเกินมาตรฐานที่กําหนดไว (5.7) หลักการตอรองคาจางแลกคาเหนื่อย (Pay-and-Effort Bargain) หลักลอใจ ใหทํามักจะผูกพันอยางใกลชิดกับการที่ลูกจางจะเรียกรองผลตอบแทนหรือคาจางแลกกับคาเหนื่อยของเขาที่ ลงแรงไป (5.8) หลักการยอมรับ (Acceptability) หลักการที่ดีอันสุดทายไดแกหลักการ ยอมรับการวางแผนและบริหารคาจางในองคการของโลกเสรีจะตองใหพนักงานไดมีโอกาสศึกษาและรับรูดวย เขาอาจจะเห็นจุดออนและจุดแข็ง ติชมและวิพากษวิจารณ แสดงขอคิดและเสนอแนะเพื่อประมวลความพอใจ เขาดวยกันและอยางถูกตองตามหลักวิชา เพื่อวาเขาจะไดยอมรับและยึดถือปฏิบัติตอไปหากเมื่อ การยอมรับมี มากขึ้นการตอตานที่คอยๆ ลดลง
42.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 40 4.2)
วัตถุประสงคในการใหคาตอบแทน (1)เพื่อสรรหาบุคคลเขาทํางานในองคการ (To recruit people to the organization) เพราะ การกําหนดอัตราคาจาง และเงินเดือนเปนสิ่งจูงใจใหบุคคลมาสมัครทํางาน ทําใหสามารรถเลือกบุคคลที่มี ความเหมาะสมเขาปฏิบัติงาน (2)เพื่อควบคุมตอนทุนคาใชจาย (To control payroll costs) การกําหนดอัตราคาจางเปนไป ตามการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยอาศัยตารางคาจางและประเภทของงานประกอบ ซึ่งสิ่งเหลานี้จะเปน เครื่องมือใหผูบริหารสามารถควบคุมการจายเงินคาจางและเงินเดือนใหเปนไปตามกฎเกณฑที่กําหนดไว (3)เพื่อสรางความพึงพอใจใหแกผูปฏิบัติงาน (To satisfy employees) การกําหนดอัตรา คาจางเงินเดือนอยางยุติธรรมเสมอภาพ จะเปนการสรางความพึงพอใจในการทํางานของผูปฏิบัติงาน กอใหเกิดขวัญ และกําลังใจในการทํางาน (4)เพื่อจูงใจใหผูปฏิบัติงานทํากันอยางมีประสิทธิภาพ (To motivate employees to superior performance) การกําหนดอัตราคาจางและเงินเดือนที่เหมาะสม จะเปนการจูงใจใหคนงานทํางาน อยางมีประสิทธิภาพใหแกองคการ 4.3) หลักในการกําหนดคาตอบแทน การประเมินคางานเปนกระบวนการสําคัญในการกําหนดคาตอบแทน ผูมีหนาที่กําหนด คาตอบแทนจะตองทําการศึกษา วิเคราะห และประเมินคางาน ตลอดจนนําขอมูลที่มี่อยูมาใชประกอบการจัด เรียงลําดับงานตามความสําคัญ โดย ณัฏฐพันธ เขจรนันทน(2547 : 223 - 225)ไดอธิบายวาเพื่อกําหนด คาตอบแทนที่เหมาะสมและยุติธรรม โดยที่การประเมินคางาน สามารถกระทําได 2 วิธี ดังตอไปนี้ - การประเมินคางานเชิงคุณภาพ วิธีการนี้ผูทําหนาที่ประเมินคางานจะทําการจําแนก เปรียบเทียบ และจัดลําดับงานตามความสําคัญ - การประเมินคางานเชิงปริมาณ วิธีการนี้ผูทําหนาที่ประเมินคางานจะทําการวิเคราะห ความแตกตางของแตละงานในรูปของตัวเลข ขอมูลที่ไดจากการประเมินคางานถือเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดคาตอบแทนของบุคลากร เนื่องจากการประเมินคางานจะทําการเปรียบเทียบและจัดเรียงงานตามลําดับความสําคัญ โดยผูทําหนาที่ กําหนดคาตอบแทนสามารถนําขอมูลมาใชงานไดโดยตรง
43.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 41 บทที่
11 สิทธิประโยชนและสวัสดิการ
57.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 55 บทที่
14 การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Managament) หลักการของระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน เพื่อใหผูปฏิบัติงานไดปฏิบัติงานอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการพัฒนาอยางตอเนื่องซึ่งจะนําไปใชประโยชนสูงสุดตอหนวยงานและประชาชนผูรับบริการ ระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน นํามาใชสําหรับ ขาราชการพลเรือน จึงประกอบดวย 4 กระบวนการ ดังตอไป นี้ 1. การวางแผนการปฏิบัติงาน การวางแผนการปฏิบัติงานเปนชวงที่ตองใหความสําคัญกับ การกําหนดเปาหมายในระดับบุคคล เพื่อใหผลผลิตและผลลัพธของงาน ที่ไดสอดคลองและสงผลตอเปาหมายและความสําเร็จขององคกร อยาง แทจริง ดังนั้น จึงตองทําการถายทอด (Cascade) เปาหมาย การปฏิบัติงานขององคกรลงมาตามลําดับชั้น คือ จากระดับองคกร ลงสูระดับสํานัก/กอง/ฝาย /สวน /กลุม จนถึงระดับบุคคล โดยเปาหมายงานในระดับตางๆ ตองเปนปจจยหนึ่งที่นําไปสูเปาหมายเชิงกลยุทธ ขององคกร การถายทอดเปาหมายการปฏิบัติงาน ระบบ บริหารผลการปฏิบัติงาน การวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตาม ผลการปฏิบัติงาน การพัฒนา ผลการ ปฏิบัติงาน การประเมิน ผลการปฏิบัติงาน กระบวนการนี้มีความสําคัญในการชี้ใหผูปฏิบัติงานในทุกระดับ เห็น อยางชัดเจนวาเราอยูตรงไหนในองคกร ทําอะไร และสิ่งที่เราทํานั้น มีประโยชนสงผลตอเปาหมายขององคกร อยางไร ตอไปนี้ทุกๆ คน ในองคกรจะตองรับรูบทบาทและจุดยืนของตนเองวาเราก็เปนกลไกหนึ่งที่สําคัญใน การผลักดันใหองคกรของเรากาวไปขางหนา ไมใชทํางานหนักกันทุกวันแตไมรูวาทําไปเพื่ออะไร 2. การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน การพัฒนาผลการปฏิบัติงานเปนกระบวนการวางแผนการพัฒนา ความรูทักษะและสมรรถนะของ ผูปฏิบัติงานใหปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องจากปญหาหนึ่งที่พบคือ ขาราชการไมไดรับ การ พัฒนาอยางเหมาะสมหรือไมมีการกําหนดการพัฒนาอยางจริงจัง ดังนั้น จึงแกปญหานี้โดยการกําหนดใหมีการ วางแผนการพัฒนา ผลการปฏิบัติงานนี้กันใหชัดเจนเมื่อเริ่มรอบการประเมินและทําการ พัฒนาอยางตอเนื่อง ควบคูไปกับการติดตามผลการปฏิบัติงานตลอดรอบ การประเมิน อีกทั้งยังตองกําหนดการวัดและบันทึก ความสําเร็จของ กิจกรรมการพัฒนาดวยอยางชัดเจน การพัฒนานี้นอกจากจะมีประโยชนโดยตรงกับบุคลากร
58.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 56 และ
ขอมูลในการพัฒนาที่ไดรับการบันทึกไวยังสามารถใชเปนแนวทางให ผูรับผิดชอบดานการพัฒนาของ หนวยงานทราบความตองการของ การพัฒนาผูปฏิบัติงานในองคกร และสามารถวางแผนพัฒนาอยางเปน ระบบและตรงตามความตองการ 3. การติดตามผลการปฏิบัติงาน หลังจากที่มีการวางแผนการปฏิบัติงานและการวางแผนพัฒนา ผลการปฏิบัติงานแลว ผูบังคับบัญชา จะตองใชเวลาตลอดรอบการประเมินเปนโอกาสในการติดตาม ดูแล ใหคําชมเชย คําปรึกษา การสอนงาน การสังเกตปญหาและขอเสนอแนะในการแกไข รวมถึงการติดตามผลงาน ู ความสามารถ ทักษะ และ สมรรถนะในการปฏิบัติงานดวย โดยทั้งหมดนี้ จะมีการบันทึกการติดตามดูแลเอาไวการติดตามดูแลการ ปฏิบัติงานนี้ เมื่อกระทําอยางใกลชิด ตอเนื่อง เหมาะสม การสื่อสารที่มีประสิทธิผล ก็จะเกิดขึ้นทั้ง 2 ทาง ทั้ง จากหัวหนา สูลูกนองและลูกนองสูหัวหนา หัวหนา และลูกนองไดมีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นสราง ความสัมพันธ และบรรยากาศ ที่ดีในการทํางานและสรางความเขาใจในการทํางานรวมกันอยูตลอดเวลา ผล การปฏิบัติงานที่ไดก็เปนที่นาพอใจทั้ง 2 ฝาย 4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน เปนการประเมินเพื่อใหทั้งผูบังคับ บัญชาและผูใตบังคับบัญชาทราบ วาผลการปฏิบัติงานเปนอยางไร อยูใน ระดับใด เพื่อใชเปนขอมูลสําคัญประกอบการพิจารณาดานตางๆ เชน การใหรางวัลหรือการใหผลตอบแทนที่เหมาะสม การปรับปรุงผล การปฏิบัติงาน วิธีการทํางาน หรือเครื่องมือ ที่ชวยสนับสนุนการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ผลการประเมินการปฏิบัติงานยังชี้ใหเห็นถึงชองวาง ระหวาง เปาหมายที่ตั้งไวกับผลการปฏิบัติงานจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเปนขอมูล สําคัญในการหาสาเหตุซึ่งอาจมาจากทั้งระดับ บุคคล เชน สมรรถนะและ ความรูในงาน หรือระดับองคกร เชน กระบวนการทํางาน หรือเครื่องมือ ที่ชวย สนับสนุนการทํางาน เปนตน ผลการประเมินสมรรถนะ หากทําอยางถูกตองและมีการกระจายของขอมูลที่ ไดรับอยางเพียงพอแลว จะนํามาซึ่งขอมูลที่เชื่อถือไดโดยสามารถ บงชี้ถึงชุดพฤติกรรมพึงประสงคหรือ สมรรถนะที่เปนจุดเดนและจุดดอย ของผูปฏิบัติงานแตละคนไดทั้งนี้เพื่อนําไปกําหนดวิธีการปรับปรุงผลการ ปฏิบัติงานและกําหนดเปาหมายการทํางานไดอยางเหมาะสมสําหรับ การบริหารผลการปฏิบัติงานในรอบตอไป
59.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 57 บทที่
15 การพัฒนาองคการ (OD) ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงจะประสบความสําเร็จไดตองรวมถึง การพัฒนาองคการ (OD) ดวย โดยนิยามการพัฒนาองคการ หมายถึง การทําแผนเพื่อใชดําเนินการเปลี่ยนแปลงองคการใหเกิดความ มี ประสิทธิผล และใหความสําคัญดานความเปนมนุษยมากยิ่งขึ้น (More effective and more human) จะ เห็นวากระบวนทัศนของการพัฒนาองคการ (OD paradigm) คือการใหความสําคัญตอ คุณคาของมนุษยและ ความกาวหนา ขององคการควบคูกันไป เนนความรวมมือและกระบวนการมีสวนรวม ตลอดจนการมีจิต วิญญาณของการแสวงหา (Spirit of inquiry) กลาวโดยสรุป คานิยมที่ถือเปนสาระสําคัญเชิงปรัชญาของการ พัฒนาองคการไดแก 1. ใหการนับถือตอคน (Respect for people) โดยเชื่อวา มนุษยมีความรับผิดชอบมีสติปญญาและ ตองการให การใสใจและควรไดรับ การปฏิบัติ ดวยความเคารพในศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย 2. ไววางใจและชวยเหลือเจือจุน (Trust and support) กลาวคือ องคการที่ถือวามีสุขภาพดีและมี ประสิทธิผล ตองมีลักษณะของความไววางใจ มีความนาเชื่อถือ มีบรรยากาศที่เปดเผย และใหการ เกื้อกูลตอกัน 3. มีความเสมอภาคดานอํานาจ (Power equalization) ในองคการที่มีประสิทธิผลจะไมเนนการใช อํานาจและการควบคุมตามสายการบังคับบัญชา เปนประเด็นสําคัญ 4. กลาเผชิญปญหา (Confrontation) โดยไมเลี่ยง ไมประวิงเวลาหรือหนีปญหาที่เกิดขึ้น แตจะใชวิธีเผชิญ ปญหาอยางเปดเผย 5. การมีสวนรวม (Participation) โดยเฉพาะผูที่ไดรับผลกระทบหรือเกี่ยวของกับการเปลี่ยนแปลงจะ ไดรับโอกาสมีสวนรวมในการตัดสินใจ เพราะการไดมีสวนรวมยิ่งทําใหตองผูกพันตอการนําขอยุติลงสู การปฏิบัติ เทคนิคที่ใชในการพัฒนาองคกร เนื่องจากการพัฒนาองคการ เปนแผนรวมที่ใชในการเปลี่ยนแปลงสภาพการทํางานโดยมี วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาบุคลากรแตละคนขององคการ พรอมกับ ปรับปรุงใหการดําเนินงาน ตามภารกิจของ องคการมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ดังนั้นกิจกรรมของ OD ก็คือ แสวงหาทางที่สงเสริมการปฏิบัติงานขององคการ โดยการปรับปรุงคุณภาพของสภาวะแวดลอมในที่ทํางานตลอดจนเจตคติและความเปนอยูที่ดีของพนักงาน แผนพัฒนาองคการจึงประกอบดวยเทคนิคตาง ๆ หลายอยาง (บางครั้งเรียกวา กิจกรรมสอดแทรก หรือ OD interventions) ซึ่งผูเชี่ยวชาญใชเพื่อปรับปรุงการทํางานขององคการทั้งในระดับบุคคล กลุมบุคคล และ องคการโดยรวม ในที่นี้จะเลือกนําเสนอเฉพาะเทคนิคการพัฒนาองคการที่เปนที่นิยมแพรหลาย 6 เทคนิค ไดแก การสํารวจขอมูลยอนกลับ (survey feedback) การฝกอบรมเพื่อฝกการรับรู (Sensitivity training) การสรางทีมงาน (Team building) โปรแกรมสรางคุณภาพในชีวิตงาน (Quality of work life programs) การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค (Management by objectives)
60.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 58
การสรางองคการแหงการเรียนรู 1. เทคนิคการสํารวจขอมูลยอนกลับ (survey feedback) เปนวิธีการที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงดวยการรับรูขอมูลรวมกัน โดยมีฐานความเชื่อที่วา การ เปลี่ยนแปลงใด ๆ จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ พนักงานตองรับรูและ เขาใจถึงจุดแข็งและจุดออนในปจจุบันของ หนวยงานตน ซึ่งเปนหลักการและเหตุผลสําคัญของการใชเทคนิคการสํารวจขอมูลยอนกลับนี้ เทคนิคนี้ ประกอบดวย 3 ขึ้นตอนสําคัญ ขั้นแรก เปนการรวบรวมขอมูลทั้งหลายที่เปนขอวิตกกังวนของพนักงาน เชน บรรยากาศของ องคการ แบบภาวะผูนํา และสภาพความพึงพอใจตองาน เปนตน โดยใชวิธีการสัมภาษณหรือใหตอบ แบบสอบถามหรือทั้งสองอยางก็ได ขอมูลที่ไดตองพยายามหลีกเลี่ยงอคติลําเอียงและตองเก็บเปนความลับ ดวยเหตุนี้จึงนิยมใชที่ปรึกษาภายนอกดําเนินการ ขั้นที่สอง เปนการเขียนรายงานขอมูลที่ไดรับกลับมาจากพนักงานระหวางการประชุมกลุมยอย เชน สรุปคะแนนเฉลี่ยดานเจตคติของพนักงานที่วัดได เคาโครงแสดงที่มาของความรูสึกที่พนักงานมีตอองคการ หรือตอผูนําหรือตองานที่ทําอภิปรายเพื่อหาประเด็นหลัก และการบงชี้ของขอมูล ใหไดวาปญหาคืออะไร ขั้นที่สุดทาย เปนการวิเคราะหปญหาในแงที่เกี่ยวกับการสื่อสาร การตัดสินใจและกระบวนการ ตาง ๆ ขององคการ เพื่อนํามาจัดทําแผนในแตละเรื่อง การอภิปรายจะไดผลดีถาไดมีการจัดเตรียมเอกสาร ขอมูลที่เกี่ยวของเปนอยางดีมีผูนําจัดทําแผนที่มีความสามารถขอดีของเทคนิคการสํารวจขอมูลปอนกลับก็คือ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ไดขอมูลมากตามที่ตองการ ทั้งยังยืดหยุนสอดคลองกับความตองการขององคการตาง ๆ ซึ่งมีปญหาไมเหมือนกันไดดี แตมีจุดออนที่เกี่ยวกับความแมนยําเที่ยงตรงของเครื่องมือแบบสอบถามที่ใช และตองไดรับความสนับสนุนจริงจังของฝายบริหารจึงจะไดผลดี 2. การฝกอบรมเพื่อฝกการรับรู (Sensitivity training) โดยใชกลุมเล็กประมาณ 8-15 คน มาเลาประสบการณหรือเรื่องเกี่ยวกับตนใหคนอื่นฟงและ รวมแสดงความเห็นแงมุมตาง ๆ ของเรื่องนั้น เพื่อใหผูนั้นมองเห็นไดทะลุปรุโปรงจนสามารถเขาใจตนเอง เทคนิคนี้มีหลักการและเหตุผลที่อยูเบื้องหลังก็คือ ปกติคนเราจะไมยอมเปดเผยความจริง เกี่ยวกับตัวเองและมี ความซื่อตรงตอคนอื่นอยางสมบูรณ ดังนั้น เทคนิค T-group นี้จึงมีเงื่อนไขกติกาของกลุมที่ทุกคนตองพูดจา สื่อสารตอกันอยางเปดเผย และซื่อตรงตอกัน โดยไมมีความกดดันจากภายนอก ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงมักจัดนอก สถานที่ซึ่งไกลจากที่ทํางานไดหลายวัน โดยมีผูเชี่ยวชาญ ทําหนาที่อํานวยความสะดวก ประจํากลุมคอยให คําแนะนําและรักษาบรรยากาศที่ดีของกลุมอยูตลอดเวลา ภายหลังจากกลุมมีความไววางใจตอกัน และชวย แลกเปลี่ยนความเห็นตอปญหาซึ่งกันและกันทีละคน ก็จะทําใหเจาของปญหามองเห็นและเขาใจตนเองดียิ่งขึ้น โดยทําหมุนเวียนจนครบทุกคน สมาชิกนอกจากเขาใจตนเองแลวยังเขาใจถึงความรูสึกของสมาชิกคนอื่นและ เกิดสัมพันธภาพที่ดีตอกัน อยางไรก็ตาม การวัดความสําเร็จของเทคนิค T-group ที่นํามาใชเปนกิจกรรมพัฒนาองคการ นั้น มองเห็นไดยาก แมจะเกิดผลดีระหวางทํากิจกรรมกลุม ดังกลาว แตยังไมอาจสรุปไดวา สามารถถายโอนมา สูบรรยากาศการทํางานจริงขององคการไดมากนอยเพียงไร ดังนั้น เทคนิค T-group มักใชรวมกับ เทคนิคอื่น ๆ ในการพัฒนาองคการ
61.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 59 3.
เทคนิกการสรางทีมงาน (Team building) เทคนิคการสรางทีมงาน ประยุกตวิธีการและหลักการเหตุผลมาจากเทคนิค T-group ดังกลาวมาแลวโดยใหสมาชิกของกลุมทํางานวิเคราะหวา ตนทํางานรวมกันอยางไร และใหเสนอแผนการ ปรับปรุงใหดีขึ้นกวาเดิม ใหความสําคัญตอความพยายามของกลุมที่จะชวย ใหการปฏิบัติการกิจขององคการ เกิดประสิทธิผล โดยเชื่อวาถาปรับปรุงการทํางานของกลุมใหมีประสิทธิผลแลวยอมสงผลใหองคการมี ประสิทธิผลไปดวย เพราะกลุมเปนหนวยที่สําคัญขององคการ ดังนั้นในการพัฒนาองคการจึงตองเนนการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่กลุมแทนที่จะเปนรายบุคคลการสรางทีมงานเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกของกลุมยอมรับวา พวกตนมีปญหาและพยายามรวบรวมขอมูลเพื่อใหเขาใจถึงปญหานั้น ปญหาดังกลาวอาจไดมาจากการทํา กิจกรรม T-groups หรือจากเทคนิคอื่นเชน การสํารวจเจตคติหรือจากยอดตัวเลขผลผลิต เปนตน จากนั้นก็นํา ขอมูลที่ไดมาทําการแลกเปลี่ยนกันในชวงของการตรวจวินิจฉัย (Diagnostic session) เพื่อใหไดขอยุติรวมกัน วา กลุมของตนมีจุดแข็ง (Strength) และจุดออน (Weakness) อะไรบาง เมื่อทราบแลวจึงระบุประเด็นที่ตอง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พรอมทั้งกําหนดแผนดําเนินการเปลี่ยนแปลงหรือทําแผนปฏิบัติ (Action plan) ตามไป ดวย จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงตามแผน ตามดวยการประเมินความกาวหนาและหาวาปญหาดังกลาวไดรับ การแกไขหมดหรือไม ถาปญหาไดรับการแกไขสมบูรณการประชุมของทีมงานก็จบลง แตถาปญหายังคง เหลืออยูก็จะตองเริ่มตนกระบวนการใหม 4. เทคนิคโปรแกรมสรางคุณภาพในชีวิตงาน (Quality of work life programs) เนื่องจากคนเราเมื่อตองทํางานที่ซ้ําซากจําเจจะเกิดความรูสึกเบื่อหนายขึ้น ดวยเหตุนี้ องคการสวนใหญในปจจุบัน จะใหความสําคัญตอการจัดสภาพแวดลอม ที่มีคุณภาพอยางเปนระบบอยู ตลอดเวลา โดยมุงหวังใหสามารถตอบสนองความตองการของบุคคลใหไดทํางานอยางที่ตนคิดอยากจะทํา (Self- fulfilling) ดวยเหตุนี้นักพัฒนาองคการจึงพยายามสรางเงื่อนไขแวดลอมของการทํางาน ใหสงเสริม แรงจูงใจ มีความพึงพอใจ และสรางความผูกพันใหแกพนักงาน เพราะองคประกอบเหลานี้ชวยใหระดับผลงาน ขององคการสูงขึ้น ความพยายามโดยรวมในการปรับปรุงสภาพแวดลอมของการทํางานใน แนวทางดังกลาวนี้ เรียกวา “การจัดโปรแกรมคุณภาพในชีวิตงาน” หรือเรียกยอวา QWL ซึ่งเชื่อวาโปรแกรม QWL เปน แนวทางที่เพิ่มผลผลิตขององคการใหสูงขึ้น ถาใหพนักงานไดเขามามีสวนรวมในการตัดสินใจที่จะสงผลกระทบ ตอการทํางานของตน โปรแกรม QWL จึงปฏิบัติตอพนักงานทุกระดับดวยแนวคิด ความเปนประชาธิปไตย และกระตุนการมีสวนรวมในการตัดสินใจ แนวคิดของโปรแกรม QWL จึงใหความสําคัญของ “ความเปนมนุษย ในสถานที่ทํางาน” (Humanizing the workplace) การใชเทคนิค QWL ในการปรับปรุงคุณภาพในชีวิต ประกอบดวยหลายวิธี ตัวอยางเชน 4.1 ใชกิจกรรมปรับโครงสรางใหมของงาน (Work restructuring) ซึ่งเปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิธีทํางานใหมใหมี ความนาสนใจแกพนักงาน โดยสามารถทําไดหลายอยาง เชน ใชเทคนิคการจัดรูปแบบคุณสมบัติของงาน (Job characteristic model) (รายละเอียดของเทคนิคเหลานี้อานไดจากบทที่ 4 เรื่องการจูงใจในองคการ) 4.2 ใชกิจกรรมวงจรคุณภาพ (Quality circles หรือเรียกยอวา QC) เปนกิจกรรมที่แบงสมาชิกออกเปนกลุม ๆ ละ ประมาณ 10 คน เปนสมาชิกที่มาจากความสมัครใจและมีการประชุมพบปะกันอยูเสมอ (อาทิตยละครั้ง โดยประมาณ) เพื่อระบุถึงปญหาและแนวทางในการแกปญหาที่เกี่ยวกับ คุณภาพของงานและเงื่อนไขตาง ๆ ที่ เกี่ยวกับการทํางานของพวกตน ในองคการหนึ่งอาจมีทีมงาน QC หลายทีม โดยแตละทีมจะรับผิดชอบ ดูแล งานเฉพาะดาน ที่ตนสนใจและมีความถนัด เพื่อใหทีมงานเกิดผลดี สมาชิกของทีมควรผานการฝกอบรมวิธีการ
62.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 60 แกปญหา
(Problem solving) มากอน อยางไรก็ดีมีผลงานวิจัยระบุวา แมกิจกรรม QCs จะมีผลดีตอการ ปรับปรุงคุณภาพในชีวิตในชวงระยะเวลาสั้น (ราวไมเกิน 18 เดือน) แตพบวามีประสิทธิผลนอยลงถาจะใหเกิด การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว (Griffin,1988 อางใน Greenberg,1997:567) กลาวโดยสรุป เทคนิคการจัดโปรแกรมคุณภาพในชีวิตงาน หรือ QWL มีประโยชนอยางนอย 3 ประการไดแก (1) เพิ่มความพึงพอใจในงาน เกิดความผูกพันตอองคการและลดการลาออกนอยลง (2) เพิ่มผลผลิตหรือผลงาน ใหสูงขึ้น (Increased productivity) (3) เพิ่มความมีประสิทธิผลขององคการ (เชน ผลกําไรมากขึ้น การไดบรรลุเปาหมาย) 5. เทคนิคการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค (Management by objectives) เปนเทคนิคที่ทั้งผูบริหารและพนักงานรวมกันกําหนดเปาหมายขององคการแลวพยายาม ดําเนินการใหบรรลุตามเปาหมายนั้น โดยกระบวนการของการบริหาร โดยยึดวัตถุประสงค หรือ MBO แบง ออกเปน 3 ขั้นตอน ขั้นแรก ทําการเลือกเปาหมายที่ตองการใหพนักงานดําเนินการไดดีที่สุดตามความตองการของ องคการ การเลือกเปาหมายควรทํารวมกันทั้งผูบริหารและพนักงานแทนที่จะเปนการสั่งมาจาก ผูบริหาร โดย เปาหมายที่กําหนดจะตองสามารถวัดไดและมีเงื่อนไขกํากับดวย ตัวอยางเชน “จะเพิ่มผลผลิตใหสูงขึ้นกวาเดิม 15 เปอรเซ็นตภายในไตรมาสแรกของป” หรือ “จะลดอัตราการชํารุดของผลิตภัณฑลงจากเดิม 25 เปอรเซ็นต ภายในปนี้” เปนตน ในขั้นตอนนี้ทั้งผูบริหารและพนักงานจะ รวมกันจัดทําแผนปฏิบัติการ (Action plan) เพื่อใหสามารถบรรลุเปาหมายตามที่กําหนด ขั้นที่สอง เมื่อไดกําหนดเปาหมายและจัดทําแผนปฏิบัติแลวก็ถึงขั้นการนําแผนลงสูการปฏิบัติ (Implementation) ในการปฏิบัติตามแผนจําเปนตองมีการตรวจสอบความกาวหนาของการดําเนินงานอยาง สม่ําเสมอทุกระยะวาเปนไปตามที่ประมาณการตามเปาหมายหรือไม ถาเกิดปญหาขึ้นระหวางดําเนินการ ปญหาดังกลาวไดรับการแกไขหรือไม และถามีการผิดพลาดไปจากแผนไดรับการแกไขแลวหรือยัง จําเปนตอง ปรับแผนปรับวิธีดําเนินการหรือแมแตปรับเปาหมายหรือไม ขั้นสุดทาย หลังจากไดกํากับดูแลใหมีความกาวหนาไปสูเปาหมายแลว ในขั้นตอไปที่ตองทําก็ คือ การประเมินผลวาเปนไปตามเปาหมายหรือไม และบรรลุตามเปาหมายขององคการเพียงไร โดยถาพบวาไดบรรลุตาม เปาหมาย ก็สามารถริเริ่มกําหนดเปาหมายใหมที่สูงกวาเดิมขึ้นอีก แตในทางกลับกัน ถาประเมินแลวพบวา ไม สามารถบรรลุตามเปาหมายที่กําหนดได ก็กลับไปเริ่มจัดทําแผนปฏิบัติการขึ้นใหมที่สามารถ จะดําเนินการ ให บรรลุเปาหมายได ดวยเหตุที่เมื่อบรรลุเปาหมายไดแลว ระบุใหเริ่มเลือกกําหนดเปาหมายขึ้นใหมดังกลาว จึง ทําให MBO เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่อง ตลอดเวลา MBO จึงถือเปนเครื่องมือที่มีประสิทธิผลสูงที่ใชใน การวางแผนและการวางกลยุทธการ เปลี่ยนแปลงขององคการ เปนวิธีการที่ทั้งพนักงาน และองคการ รวม ทํางานเพื่อบรรลุเปาหมายเดียวกัน พนักงานโดยเฉพาะระดับลางไดมีสวนรวมมากขึ้น โดยผูบริหารระดับสูง ตองแสดงความเต็มใจ ใหการยอมรับใหการสนับสนุนและเขามารวมทุกขั้นตอนใหมากที่สุด อยางไรก็ตาม กิจกรรม MBO จะมองเห็นผลไดชัดเจนตองใชระยะเวลายาวนานพอควร โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 ป ดังนั้น MBO อาจไมเหมาะกับองคการประเภทที่ตองการเห็นผลรวดเร็ว
63.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 61 6.
เทคนิคการสรางองคการแหงการเรียนรู ในแตละทศวรรษที่ผานมามักมีการนําแนวคิดใหมมาใชพัฒนาองคการ กลาวคือ เทคนิคการ บริหารคุณภาพโดยรวมหรือ TQM ในทศวรรษ 1980 ตอมาในทศวรรษ 1990 หันมาเนนเทคนิคการปฏิรูปยก รื้อระบบ (Reengineering)และในปจจุบันกลาวถึงเรื่ององคการแหงการเรียนรู (Learning organization) โดย นักวิชาการและผูบริหารองคการตางพยายามเสนอหนทางใหมที่เหมาะสมกับโลกปจจุบันที่มีลักษณะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและตองมีการพึ่งพาระหวางกัน (Interdependence and change) ตอไปนี้จะ กลาวถึงลักษณะขององคการแหงการเรียนรูและวิธีบริหารการเรียนรู 6.1 ลักษณะขององคการแหงการเรียนรู หมายถึง องคการที่มีศักยภาพที่สามารถยืดหยุนในการ ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไดตลอดเวลา องคการก็เหมือนกับบุคคลที่ตองเรียนรูอยูเสมอไมวาจะโดยตั้งใจหรือไม ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อใหองคการสามารถดํารงอยูดวยดีอยางถาวร เมื่อเกิดปญหาขึ้น องคการจะมีแนวทาง ดําเนินการอยางใดอยางหนึ่งใน2วิธีตอไปนี้ วิธีแรก เปนการแกปญหาโดยใชประสบการณเกา (Single – loop learning) เปนการเรียนรูการแกปญหาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยวิธีการเดิมที่เคยใชไดผลในอดีต ผนวกเขากับนโยบาย ที่มีในปจจุบัน ซึ่งเปนวิธีที่ตรงกันขาม กับที่ใชในองคการแหงการเรียนรู ซึ่งเปนวิธีที่สองที่เรียกวา เปนการ แกปญหาแบบองครวม (Double – loop learning) กลาวคือ เมื่อพบวามีปญหา จะใชวิธีการที่มีการหลอม รวมวัตถุประสงคขององคการ นโยบายและแนวปฏิบัติประจํา ที่มีมาตรฐานเขาดวยกัน ในการพิจารณาหาขอ ยุติของปญหา วิธีแกปญหาแบบหลังจะมีลักษณะทาทายตอความเชื่อและปทัสถานที่มีในองคการ ในแงที่เชื่อวา สามารถแกปญหาไดอยางชนิดถอนรากถอนโคน และทําใหเกิดเปลี่ยนแปลงใหญขึ้นตอองคการเซนจ (P.M. Senge) แหงสถาบัน MIT ของสหรัฐ ไดสรุปคุณลักษณะสําคัญ 5 ประการของ องคการแหงการเรียนรูไว ดังนี้ 1. ทุกคนเห็นดวยและยึดมั่นตอวิสัยทัศนรวมกัน 2. แตละคนจะละทิ้งวิธีการคิดแบบเกาตลอดจนมาตรฐานตาง ๆ ที่เคยใชในการแกปญหาอยูประจํา 3. สมาชิกทุกคนตองคิดถึงกระบวนการขององคการในเชิงภาพรวม โดยที่กิจกรรมภารกิจ หนาที่ตลอด ดําเนินงานทั้งหลายจะเกี่ยวของ และเปนสิ่งแวดลอมซึ่งเปนสวนหนึ่งของระบบความสัมพันธระหวางกัน และกัน 4. สมาชิกใชวิธีสื่อสารตอกันอยางเปดเผย ทุกทิศทางทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยปราศจากความรูสึก หวาดกลัวตอคําวิจารณหรือ การลงโทษแตอยางใด 5. สมาชิกจะลดละตอสิ่งที่เปนผลประโยชนสวนตนของแผนกหรือของกลุมตนใหนอยลงแตจะหันมา ทํางาน รวมกันเพื่อใหสามารถบรรลุวิสัยทัศนรวมกับองคการ 6.2 การบริหารจัดการการเรียนรู (Managing learning) เพื่อใหไดคําตอบวาจะตองเปลี่ยนแปลง องคการอยางไรจึงจะทําใหเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง ผูบริหารจะตองมีบทบาทอะไรบางถาจะทําใหบริษัท ของตนกลายเปนองคการแหงการเรียนรู ซึ่งมีแนวดําเนินการดังนี้ 1. กําหนดยุทธศาสตร (Establish a strategy) ฝายบริหารจําเปนตองแสดงจุดยืนของตนอยางชัดเจนกวา ตนมุงมั่นผูกพันตอการเปลี่ยนแปลง อยางจริงจังและดําเนินการปรับปรุงอยางตอเนื่อง 2. ออกแบบโครงสรางใหมขององคการ (Redesign the organization’s structure) เนื่องจาก โครงสราง อยาง ทางการแบบเกาเปนอุปสรรคขัดขวาง ตอการเรียนรูอยางยิ่ง จึงควรแกไขใหโครงสรางเปนแบบ แนวราบ (Flat organization) ซึ่งลดระดับสายการบังคับบัญชาใหเหลือนอยลง พยายามหลอมรวม แผนกตาง ๆ ที่มีภารกิจใกลเคียงเขาดวยกัน เพิ่มการใชทีมงานแบบไขวหนาที่ (Cross-functional teams) มากขึ้น สงเสริมการทํางานที่ตองพึ่งพาระหวางกันมากขึ้น และขจัดพรมแดนระหวางบุคคลให นอยลง
64.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 62 3.
ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหมขององคการ (Reshape the organization’s culture) ดังกลาวแลววา คุณลักษณะที่สําคัญขององคการแหงการเรียนรู ก็คือ มีความกลาเสี่ยง (Risk taking) ความเปดเผย (Openness) และ ความกาวหนา (Growth) ดังนั้นฝายบริหารจึงตองกําหนดทาทีทั้งทางคําพูดและการกระทําไปในลักษณะดังกลาวจนฝง รากลึกกลายเปนวัฒนธรรมขององคการ ผูบริหารเองตอง แสดงออกใหเห็นถึงความเปนคนกลาเสี่ยงและ ยอมรับวาการผิดพลาดเปนเรื่องธรรมดา ยอมใหผลตอบแทนแกคนที่กลาฉกฉวยโอกาสที่จะเปน ประโยชนแก งานสวนรวม แมจะตองพบความผิดพลาดบางก็ตาม ฝายบริหารจําเปนตองกระตุนใหเกิดความขัดแยงที่ เกี่ยวกับงาน เพื่อใหทุกฝายไดเรียนรูรวมกันในการหาคําตอบที่ดีที่สุดแกองคการ อยางไรก็ดี แนวคิดในการสรางองคการแหงการเรียนรูซึ่งมีคุณลักษณะทั้ง 5 ประการ ดังที่ไดกลาวมาแลวยัง เปนรูปแบบเชิงอุดมคติ เนื่องจากยังไมพบ องคการใด ที่มีคุณลักษณะที่ครบถวน แตองคการแหงการเรียนรูก็ ไดบรรจุแนวคิดตาง ๆ ดานพฤติกรรมองคการ อาทิเชน TQM วัฒนธรรมองคการ องคการที่ไรพรมแดน ความ ขัดแยงเกี่ยวกับงาน และภาวะผูนําแบบเปลี่ยนสภาพ เปนตน กลาวคือองคการแหงการเรียนรูรับแนวคิดของ TQM ในประเด็นที่เนนการยึดมั่นตอการปรับปรุงอยางตอเนื่อง องคการแหงการเรียนรูมีวัฒนธรรมองคการที่ เนนเรื่อง ความกลาเสี่ยง ความเปดเผยโปรงใส และความเจริญงอกงาม เปนตน องคการแหงการเรียนรูยังเนน หลักการไรพรมแดนดวยการปรับลดระดับของสายการบังคับบัญชาใหนอยลง พรอมทั้งหลอมรวมแผนกตาง ๆ ที่เคยแยกยอยซ้ําซอนเขาดวยกัน นอกจากนี้องคการแหงการเรียนรูยังสนับสนุนและใหความสําคัญตอความ คิดเห็นที่ตางกัน การวิจารณเชิงสรางสรรคและ ความขัดแยงที่เกี่ยวกับงาน ในรูปแบบตาง ๆ และที่แนนอน
65.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 63 บทที่
16 การวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติเบื้องตน 1. ความหมายของสถิติ หมายถึง ตัวเลขที่บอกขอเท็จจริงตางๆ ซึ่งตัวเลขนี้จะอยูในลักษณะ รวบ ยอดที่ไดมาจากการวิเคราะหการเปรียบเทียบ หรือ การ คํานวณ หรือ หมายถึง ศาสตรที่เปนทั้งวิทยาศาสตร และศิลปะ ซึ่งเกี่ยวของกับ กระบวนการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 การเก็บรวบรวมขอมูล 1.2 การนําเสนอขอมูล 1.3 การวิเคราะหขอมูล 1.4 การตีความหมายของขอมูล 2. การเก็บรวบรวมขอมูล ขอมูลสถิติ หรือ ขอมูล หมายถึง ขอความจริงในเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ เรา สนใจศึกษา ซึ่งอาจเปนตัวเลข หรือขอความก็ได ขอสําคัญ ขอมูล เพียงหนวยเดียวไมถือเปนขอมูลสถิติ ประเภทของขอมูล ถาจําแนกตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล แบงได 2 ประเภท คือ 1) ขอมูลปฐมภูมิ คือ ขอมูลที่เก็บรวบรวมจากผูใหขอมูล หรือ สังเกตจากแหลงขอมูลโดยตรง เชน ดช. วีกิจ สํารวจสวนสูงของเพื่อนในชั้นเรียนโดยการเดินถามทีละคน 2) ขอมูลทุติยภูมิ คือ ขอมูลที่ไดจากขอมูลที่ผูอื่นเก็บรวบรวมไวแลว เชน จากรายงานตางๆ ของ หนวยงานราชการ องคการ หรือ เอกชน บทความจากหนังสือพิมพ วารสาร เปนตน ลักษณะของขอมูล แบงเปน 2 ลักษณะ คือ 1) ขอมูลเชิงปริมาณ เปนขอมูลที่ใชแทนขนาด หรือ ปริมาณ ซึ่งสามารถ ชั่ง ตวง วัด ออกมาเปน ตัวเลขไดโดยตรง 2) ขอมูลเชิงคุณภาพ เปนขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมาเปนตัวเลขไดโดยตรง แตวัดออกมาโดยอาศัย คุณลักษณะของสิ่งนั้นๆแตในบาง กรณี ขอมูลเชิงคุณภาพวัดออกมาเปนตัวเลขได แตตัวเลขเหลานั้นไม สามารถนํามาหาคาเฉลี่ยได เชน เบอรเสื้อ เบอรรองเทา วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล มีวิธีเก็บไดหลายวิธี คือ 1) จากทะเบียนประวัติ เปนการเก็บรวบรวมจากฝายทะเบียนตางๆ เชน ฝายทะเบียนของโรงเรียน เขต โรงพยาบาล หนวยงานของรัฐ การเก็บรวบรวมโดยทําการคัดลอกซึ่งขอมูลที่ไดมีความเชื่อถือคอนขางสูง ประหยัดเวลาและคาใชจาย 2) จากการสํารวจ บางครั้งขอมูลจากทะเบียนประวัติมีไมครบตามที่ตองการ หรือไมไดเก็บรวบรวมไว จึงจําเปนตองใชวิธีสํารวจเอง โดย ใชแบบสอบถาม หรือ การสัมภาษณ 3) จากการสังเกต ขอมูลบางประเภทใชแบบสอบถามหรือ สัมภาษณ อาจไมไดขอเท็จจริง ก็ตองใชวิธี แอบดูหรือสังเกตเอง 4) จากการทดลอง สวนใหญเปนการเก็บรวบรวมขอมูลทางวิทยาศาสตร เปนขอมูลที่ถูกตองและ เชื่อถือไดมาก ถาไมเกิดความ คลาดเคลื่อนจากการวัด หรือ การวางแผนการทดลอง
66.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 64 การนําเสนอขอมูล
การนําเสนออยางไมเปนแบบแผน เชน - การนําเสนอในรูปขอความ คือ การนําขอมูลมาเสนอเปนสวนหนึ่งของขอความ - การนําเสนอในรูปกึ่งตาราง คือ การนําเสนอขอมูลโดยแยกตัวเลขออกจากขอความ การนําเสนอขอมูลอยางเปนแบบแผน เชน - การนําเสนอดวยตาราง แผนภูมิ หรือ แผนภาพ กราฟเสน - ตารางแจกแจงความถี่ – ฮิสโตแกรม - รูปหลายเหลี่ยมของความถี่ - เสนโคงความถี่ - เสนโคงความถี่สะสม
71.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 68 แนวขอสอบ
ชุดที่ 1 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร 1. การวิเคราะหงานทําการศึกษาและคนควาในเรื่องเกี่ยวกับอะไร ก. งานนั้นมีตนทุนเทาใด ข. งานนั้นจะไดกําไรเทาใด ค. งานนั้นมีลักษณะอยางไร และตองใชความชํานาญอะไร ง. ผิดทุกขอ 2. Job Analysis เปนผลใหเกิดกิจกรรมอะไรบาง ก. การประเมินคาของงาน ข. การประเมินผลการปฏิบัติงาน ค. การประเมินความกาวหนาของงาน ง. ถูกทุกขอ 3. การเลื่อนตําแหนง (Promotion) คือการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด ก. ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ข. การเปลี่ยนแปลงทางแนวดิ่งที่เพิ่มขึ้น ค. รายไดเพิ่มขึ้นไปจากเดิม ง. ทุกขออาจเปนลักษณะหนึ่งของ Promotion 4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน หมายถึงอะไร ก. Job Evaluation ข. การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของคนงาน 2 คน ค. การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานของงานตั้งไว ง.ถูกทุกขอ 5. การวิเคราะหงานมีประโยชนมากที่สุดในเรื่องใด ก. การวางแผนการฝกอบรมพนักงาน ข. การวางแผนธุรกิจ ค.การวางแผนกําหนดเวลาการทํางาน ง. การกําหนดนโยบายการลงทุน 6. ขอมูลหรือเรื่องราวที่เกี่ยวของกับงานซึ่งจําเปนจะตองใชในการวิเคราะหงานนั้นสามารถจะหาได จากแหลงใดตอไปนี้ ก. จากคนงานผูปฏิบัติงานนั้นอยูแลว ข. จากคนงานอื่นซึ่งรูจักงานที่ปฏิบัตินั้นดีอยูแลว ค. จากบุคคลอื่นซึ่งมาเฝาสังเกตการทํางานของคนเรา ง. ถูกทุกขอ 7. การสรรหาบุคคลในระบบคุณธรรม คือขอใด ก. ระบบคุณวุฒิ ข. ระบบความรูความสามารถ ค. ระบบคุณความดี ง. ถูกทุกขอ 8. การเลื่อนขั้นเลื่อนอันดับ คือขอใด ก. การเปลี่ยนแปลงตําแหนงทางดานตั้ง ข. การเปลี่ยนแปลงในดานสูงขึ้นทั้งเงินเดือนและหนาที่ความรับผิดชอบ ค. ขอ ก.และ ข. ถูก ง. ขอ ก.และ ข. ผิด 9. การโยกยายคือขอใด
72.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 69 ก.
การเปลี่ยนแปลงตําแหนงดานนอน ข. การเปลี่ยนแปลงหนาที่ความรับผิดชอบ ค. ขอ ก.และ ข. ถูก ง. ขอ ก.และ ข. ผิด 10. ในการสรรหาบุคคลขอใดเปนกิจกรรมแรกที่ตองทํา ก. Job Specification ข. Job Description ค. Job Analysis ง. Job Evaluation 11. ภาวะการเปนผูนํา ควรมีอยูกับบุคคลใด ก. ผูบังคับบัญชาสูงสุดของหนวยงานนั้น ๆ ข. ผูทํางานทุกระดับ ค. ผูรวมงาน ง. ผิดทุกขอ 12. ผูนําประเภทนิเสธ คือผูนําในขอใด ก. ใชวิธีบริหารในทางใหผูใตบังคับบัญชาเกรงกลัว ข. ใชอํานาจหนาที่เปนเครื่องมือในการขมขูใหเกิดความกลัว ค. มีลักษณะเปนเผด็จการรวมอํานาจมากที่สุด ง. ถูกทุกขอ 13. หลักสําคัญในการทํา Job Analysis คือขอใด ก. มีวัตถุประสงคที่แนนอน ข. กําหนดวิธีการและทํางานอยางตอเนื่อง ค. กําหนดวิธีการรวบรวมขอมูล ง. ถูกทุกขอ 14. ปจจัยขอใดที่ควรนํามาใชในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เปนชางฝมือ ก. ปริมาณของงาน ข. ความคิดริเริ่มสรางสรรค ค. คุณภาพของงาน ง. ถูกทุกขอ 15. จุดมุงหมายที่สําคัญในการโยกยาย คืออะไร ก. เพื่อลงโทษคนเลวใหอยูในที่ทุรกันดาร ข. เพื่อฝกใหเกิดการเรียนรูประสบการณมากขึ้น ค. เพื่อใหไดรับเงินเดือนสูงขึ้น ง. ขอ ก. และ ค. 16. การเลื่อนขึ้นเลื่อนตําแหนง จะดําเนินการไดเมื่อใด ก. เมื่อผูไดรับการเลื่อนยินยอม ข. มีเงินงบประมาณตั้งไวพรอมแลว ค. เมื่อมีตําแหนงที่สูงกวาวางอยู ง. ถูกทุกขอ 17. ฝายที่ทําหนาที่รับผิดชอบโดยตรงตอผลสําเร็จตามวัตถุประสงคขององคการ คือขอใด ก. Line ข. Staff ค. Management ง. ถูกทั้งขอ ก. และ ข. 18. การบรรจุคนเขาทํางาน คือขอใด ก. Induction ข. Probation ค. Placement ง. Orientation 19. ตอไปนี้ขอใดไมอยูในวิธีปฏิบัติในการเสาะหาแรงงาน
73.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 70 ก.
การโฆษณา ข. การจางแรงงานชั่วคราว ค. แจกหนังสือลักษณะงาน ง. สถาบันการศึกษาตาง ๆ 20. นโยบายเกี่ยวกับการคัดเลือกคนงานนอกจากจะเลือกใหไดคนงานที่มีลักษณะเหมาะสมแลวจะตอง ก. เปนผูที่มีความตั้งใจและมีทาวาจะปฏิบัติงานอยูกับองคการไปนาน ๆ ข. เปนผูที่สามารถทํางานไดดีกวา (Potential to Work) ค. เปนผูที่ไดรับการสนับสนุนจากนายจาง ง. ขอ ก. และ ข. 21. การสัมภาษณเปนขั้นตอนหนึ่งในการ ก. คัดเลือกคนงาน ข. การทดสอบคนงาน ค. เสาะหาคนงาน ง. บรรจุคนงาน 22. Appearance ในการพิจารณาเปนหลักเกณฑสําหรับการคัดเลือกคนเขาทํางาน คือขอใด ก. ลักษณะของรางกาย ข. บุคลิกภาพ ค. กิริยาทาที ง. ความประพฤติ 23. การกําหนดแผนการเกี่ยวกับการเสาะหาคนงานนั้น ก. ควรเปนเรื่องตายตัวแนนอน เพื่อยึดเปนแนวปฏิบัติเหมือนกันหมด ข. ควรเปลี่ยนแปลงทุกระยะตามความเห็นของผูบริหาร ค. ควรทําไวอยางกวาง ๆ เพื่อครอบคลุมไดทั่วถึง ง. ควรมีการตรวจสอบและแกไขปรับปรุงตามความเจริญของสังคม 24. การกําหนดนโยบายเสาะหาแรงงานใหสอดคลองกันนโยบายของรัฐหรือสวนรวมไดแก ก. การจางคนพิการเขาทํางาน ข. การกําหนดใหมี Labor Hoarding ค. การกําหนดใหมี Labor Piration ง. ถูกทั้งขอ ข. และ ค. 25. สาเหตุที่องคกร/หนวยงานสวนใหญในปจจุบันใชวิธีการเสาะหาแรงงานจากสถาบันการศึกษา คือขอใด ก. เปนการประหยัดคาใชจาย และเวลาในการเสาะหาแรงงาน ข. ไดรับความรวมมือจากสถาบันการศึกษาเปนอยางดี เพราะตองการเผยแพรชื่อเสียงของสถาบัน ค. สามารถเสาะหาคนงานตามประเภทอาชีพที่ตองการ ง. ถูกทุกขอ 26. หลักเกณฑใดที่กําหนดไวเพื่อใหผูบังคับบัญชากับผูใตบังคับบัญชาตัดสินใจอีกครั้งวาจะทํางาน รวมกันไดหรือไม ก. ระยะทดลองงาน ข. การปฐมนิเทศ ค. การฝกอบรม ง. ไมมีขอใดถูก 27. การทดสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเขาทํางานควรถามในเรื่องใด ก. เรื่องที่สามารถวัดไดแนนอน ข. เรื่องที่ไมสามารถวัดไดแนนอน ค. เรื่องที่เปนความลับตองปกปด ง. ผิดทุกขอ 28. การสัมภาษณที่จงใจใหผูถูกสัมภาษณอยูในสภาพที่ตะขิดตะขวงใจ และจะเอาตัวรอดโดยวิธีใด คือขอใด ก. Serious Interview ข. Press Interview ค. Stress Interview (การสัมภาษณแบบตึงเครียด) ง. Crievance Interview 29. การสัมภาษณเปนวิธีการคัดเลือกที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเหตุใด
74.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 71 ก.
เปนการเจรจาโตตอบทําใหเห็นลักษณะทาทางของผูถูกสัมภาษณประกอบดวย ข. เสียคาใชจายและเวลานอยเมื่อเปรียบเทียบกับการทดสอบ ค. ไมมีหลักฐานที่แสดงถึงผลการพิจารณาคือผลการสัมภาษณที่เห็นไดแนชัด ง. เปนวิธีที่ประหยัดในกรณีมีผูสมัครจํานวนมาก 30. ประโยชนของการสอบคัดเลือก คือขอใด ก. เปนการชวยใหนายจางไดมีโอกาสประชาสัมพันธองคการดวย ข. ใชไดกับคนงานจํานวนมาก ๆ ทําใหประหยัดเวลาและคาใชจาย ค. เปนการวัดผลที่แนนอนและไดมาตรฐาน ทําใหไมเกิดอคติกับผูสมัคร ง. ทําใหองคการมีอิสระในการคัดเลือกผูสมัครอยางเต็มที่ 31. หลักในการคัดเลือกผูเขารับการฝกในแตละครั้ง คือขอใด ก. ตองเลือกคนงานที่มีพื้นฐานคลาย ๆ กัน เขารับการฝกอบรมรวมกัน ข. ควรเปนพนักงานที่อยูในองคการเดียวกัน ค. ควรเปนพนักงานองคการที่อยูในระดับเดียวกัน และมีความตองการฝกอบรมเหมือนกัน ง. เลือกคนที่มีพื้นฐานเดียวกันหรือตางกันก็ได แตตองมี Training Need เหมือนกัน 32. วิธีอบรมใดที่สามารถใชอบรมไดทั้งระดับผูบริหารและคนงาน ก. Job-Rotation ข. In-Basket Technique ค. Demotion ง. Job Instruction 33. ขอใดแสดงใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพการทํางาน ก. Transfer ข. Promotion ค. Demotion ง. ถูกทุกขอ 34. ขอใดไมจัดอยูในประเภท On-the-Job-Training ก. การสอบงาน (Coaching) ข. การแนะนํางาน (Job Instruction) ค. การศึกษากรณีพิเศษ (Special Study) ง. การเรียนปฏิบัติงาน (Job Rotation) 35. ในการทดสอบกระบวนการขั้นแรกสุดที่จะชวยใหการทดสอบเปนไปอยางถูกตอง จะตองทําสิ่งใดกอน ก. เลือกชนิดของการทดสอบ ข. สัมภาษณ ค. วิเคราะหปริมาณ ง. วิเคราะหงาน 36. เครื่องชวยชี้ใหเห็นถึงกิจการทั้งหมดของตําแหนงที่จะตองทําใหเสร็จสิ้น คือขอใด ก. Job Discription ข. Job Specification ค. Job Classification ง. Job Design 37. การประเมินคางานไมนิยมใชหาคาจางของงานประเภทใด ก. งานของพนักงานระดับลาง ข. งานประเภทชางฝมือ ค. งานตําแหนงบริหารระดับสูง ง. ไมมีขอใดถูก 38. ขอใดเปนการจายคาจางที่เขาหลัก Management by Objection ก. เงินเดือน ข. คาจางรายวัน ค. คาจางรายชิ้น ง. เงินคาลวงเวลา 39. ขอใดตอไปนี้ถือเปนคาตอบแทนแรงงานที่ไดรับจากนายจาง
75.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 72 ก.
ความภูมิใจที่ไดเปนพนักงานบริษัทที่มีชื่อเสียง ข. สถานที่ทํางานที่สวย สะอาด เจริญตา เจริญใจ ค. เครื่องมือเครื่องใชสํานักงานที่ทันสมัย ง. ถูกทุกขอ 40. สภาองคการนายจางแหงประเทศไทยที่จดทะเบียนถูกตองตามกฎหมายในปจจุบันมีกี่สภา ก. 1 สภา ข. 2 สภา ค. 3 สภา ง. ไมมี 41. การจัดการ การพัฒนา การจายคาตอบแทน การผสมผสานขัดเกลา ทาทีและการทํานุบํารุงพนักงาน เปนเรื่องเกี่ยวกับขอใดตอไปนี้นอยที่สุด ก. การจัดการทรัพยากรมนุษย ข. การบริหารงานบุคลากร ค. การจัดการงานการเจาหนาที่ ง. ถูกทุกขอ 42. การบริหารงานบุคคลเปนหนาที่ของผูใดในองคการธุรกิจ ก. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ข. ผูจัดการใหญ ค. ผูจัดการฝายบุคคล ง. ถูกทุกขอ 43. หนาที่ใดที่ถือวาเปนพื้นฐานของหนาที่อื่น ๆ ที่ตองดําเนินการกอน หลังจากนั้นจึงจะมีหนาที่อื่น ๆ ติดตามมา ก. การจัดองคการ ข. การจัดคนเขาทํางาน ค. การวางแผน ง. การควบคุม 44. ความสามารถของผูบริหารในการพยากรณเหตุการณแวดลอม เชน สภาพสังคม เศรษฐกิจ และ การเมืองการปกครองนั้น ถือวาเปนปจจัยที่สําคัญในการปฏิบัติหนาที่ใด ก. การจัดองคการ ข. การจัดคนเขาทํางาน ค. การวางแผน ง. การอํานวยการ 45. ในสภาวการณที่เศรษฐกิจตําต่ําเชนในปจจุบันนี้ ผูริหารควรจะบริหารงานโดยเนนหนักในหนาที่ใด ก. การวางแผน ข. การจัดคนเขาทํางาน ค. การอํานวยการ ง. การสรางสรรคสิ่งใหม ๆ 46. ตามที่นักวิชาการบางทานไดกลาววา หนาที่ของผูบริหารเปนกระบวนการสากลนั้นหมายถึงขอใด ก. หนาที่ทางการบริหารจะตองถูกดําเนินการ ไมวาจะเปนใครก็ตามตองทําหนาที่นั้น ๆ เสมอ ข. หนาที่ทางการบริหารสามารถพิสูจนไดตามหลักวิทยาศาสตร ค. หนาที่ทางการบริหารเปนของคนทุกเชื้อชาติ ไมไดมาจากซีกโลกใดซีกโลกหนึ่ง ง. หนาที่ทางการบริหารเปนสิ่งที่ทุกคนยอมรับวาองคประกอบเหมือนกัน 47. โดยทั่วไปเทาที่นิยมปฏิบัติกันมักจะแบงระดับของผูบริหารออกเปน 3 ระดับ คือขอใด ก. ผูบริหารระดับลางหรือระดับปฏิบัติการ กลาง และผูบริหารระดับสูง ข. ผูบริหารระดับที่ปรึกษา กลาง และผูบริหารระดับสูง ค. ผูบริหารระดับลาง ผูบริหารระดับสูง และคณะกรรมการ ง. ผูบริหารระดับลาง ระดับที่ปรึกษา และคณะกรรมการ 48. ธุรกิจโดยทั่วปกกําหนดวัตถุประสงคไวดังนี้ ยกเวนขอใด ก. เพื่อหาผลกําไร ข. เพื่อหาความมั่งคั่ง ค. เพื่อหาความเจริญกาวหนา ง. เพื่อรักษาวัฒนธรรมขององคการ
76.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 73 49.
ผูศึกษาคนหวาสภาพแวดลอมในการทํางานที่มีผลตอผลผลิตที่รูจักกันในนาม “The Hawthorne Experiments” คือขอใด ก. Max Weber ข. Elton Mayo ค. Henry Gantt ง. Harole Koontz 50. ขอใดเปนผลงานของ Fayol ก. ศึกษาการเคลื่อนไหวในการทํางาน ข. เขียนหนังสือชื่อ “General and Industrial Management” ค. ใชหลักวิทยาศาสตรในการคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน ง. ใชหลักแบงงานกันทําเพื่อประสิทธิภาพในการทํางาน 51. ผูบริหารไมอาจมอบหมายสิ่งใดใหผูใตบังคับบัญชาทําได ก. ความรับผิดชอบ ข. งาน ค. อํานาจ ง. หนาที่ 52. จริยธรรม (Ethics) คือขอใด ก. ขอปฏิบัติในการละเวนความชั่ว กระทําความดี ข. การประพฤติปฏิบัติโดยตระหนักถึงผิดชอบชั่วดี ค. การปฏิบัติโดยยึดทางสายกลางของพระพุทธเจา ง. การไมฉอโกงหรือเบียดเบียนผูอื่น ถือสันโดษ 53. แผนงาน (Plan) คือขอใด ก. วัตถุประสงคในการทํางานใหสําเร็จลุลวง ข. วิถีทางเพื่อนําไปสูเปาหมายที่ตั้งไว ค.แนวปฏิบัติในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ง. เปาหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององคการ 54. แผนงานในระดับลางองคการ เรียกวา ก. แผนกลยุทธ ข. แผนหลักขององคการ ค. แผนยุทธวิธี ค. แผนตามหนาที่ 55. การประเมินผลงานที่เรียกวา “360 องศา” หมายถึงขอใด ก. ผูประเมิน คือ เพื่อนรวมงานและผูบังคับบัญชา ข. ผูประเมิน คือ ผูใตบังคับบัญชา และผูบังคับบัญชา ค. ผูบังคับบัญชา เพื่อนรวมงาน ผูใตบังคับบัญชา หรือผูที่เกี่ยวของอื่น ๆ กับผูถูกประเมิน ง. ผูประเมินคือ ลูกคา ผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชา และเพื่อนรวมงานเทานั้น 56. การเปรียบประยุกตเพื่อความเปนเลิศ หรือที่เรียกวา “Benchmarking” หมายถึงการบริหารที่มุงเนน ในดานใด ก. เปรียบเทียบการทํางานขององคการของเรากับองคการอื่น ๆ ข. การประยุกตเทคนิคสมัยใหมในการบริหารงานมาใชกับองคการ ค. การเปรียบเทียบและการประยุกตเทคนิคสมัยใหมในการบริหารงานมาใชกับองคการ ง. การเปรียบเทียบการทํางาน/การบริหารที่ดีเลิศ และนําเอาวิธีการดังกลาวมาประยุกตใชกับกิจการ ของตน รวมทั้งวิธีการของคูแขงดวยเชนกัน
77.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 74 57.
Empowerment หรือการใหอํานาจเบ็ดเสร็จ/การเสริมอํานาจแกผูใตบังคับบัญชา แตกตางจากการ มอบอํานาจหนาที่ (Delegation on Authority) อยางไร ก. มีการใหทรัพยากร เชน คน เงิน และเครื่องมือไปใชดวย ข. มีการกําหนดกรอบอํานาจจากผูบังคับบัญชาไวอยางชัดเจน ค. นอกจากทรัพยากรที่ไดมอบใหไปแลว ยังสามารถปฏิบัติงานไดโดยไมตองนํากลับมาขออนุมัติจาก ผูบังคับบัญชาอีก ตราบใดที่ยังอยูภายใตกรอบที่ไดรับมอบหมายมา ง. มีกรมอบหมายทรัพยากร มอบอํานาจหนาที่ แตการตัดสินใจขั้นสุดทายตองใหผูบังคับบัญชาอนุมัติ 58. ขอใดที่ไมใชคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของ Specialized Staff ก. จะทําหนาที่ใหความชวยเหลือแนะนําเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ข. ทําหนาที่ใหแกหนวยงานทุกระดับ ค. ทําหนาที่ใหแกหนวยงานใดหนวยงานหนึ่งเทานั้น ง. ฝายบริหารงานบุคคลและฝายประชาสัมพันธ 59. กอนที่จะทําแผนงาน ผูบริหารควรจะตองพิจารณาถึงสิ่งใดตอไปนี้ตามลําดับ ก. วิสัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย และกลยุทธ ข. ภารกิจ วิสัยทัศน และเปาหมาย ค. เปาหมาย วิสัยทัศน ภารกิจ และกลยุทธ ง. วิสัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย และนโยบาย 60. แผนหลัก (Strategic of Corporate Plan) หมายถึงขอใด ก. แผนหลักที่มีการกําหนดวัตถุประสงคไวกวาง ๆ มักจะจัดทําโดยผูบริหารระดับสูง ข. มักจะจัดทําโดยผูบริหารระดับกลางและระดับลาง และเปนแผนในการทางปฏิบัติของหนวยงานนั้น ค. นโยบายทางธุรกิจ (Business Policy) ง. กลยุทธทางธุรกิจ (Business Strategy) 61. หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา หรือที่เรียกวา Unity of Command หมายถึงขอใด ก. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติแตละคนหรือผูใตบังคับบัญชาควรจะไดรับคําสั่งจาก ผูบังคับบัญชาไดมากกวา 1 คน ข. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติควรมีเอกภาพในการรับผิดชอบอยางเต็มที่ ค. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติแตละคนควรจะไดรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียว ง. ระบบ matrix System 62. โครงการสรางองคการ (Organization Structure) หมายถึงขอใด ก. โครงสรางองคการที่เปนทางการเทานั้นไมรวมถึงองคการที่ไมเปนทางการซึ่งไมมีรูปแบบที่ชัดเจน ข. องคการที่ผูบริหารทุกระดับเปนผูรับผิดชอบในการกําหนดโครงสราง ค. รูปแบบของความสัมพันธระหวางตําแหนงและผูดํารงตําแหนงนั้น ๆ ง. ถูกทุกขอ 63. หากเปนการพิจารณาเกี่ยวกับ “ใครตองรายงานตอใคร” หรือ “ใครคือผูบังคับบัญชาของเรา” ก. Work Specialization ข. Departmentalization ค. Chain of Command ค. Scalar Principles
78.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 75 64.
งบประมาณ (Budget) คือขอใด ก. แผนงานอยางหนึ่งซึ่งแสดงการคาดหมายผลที่จะไดไวลวงหนาออกมาในรูปของตัวเลข ข. แผนการรับและแผนการจายเงิน ค. เครื่องมือในการควบคุมของผูบริหาร ง. ถูกทุกขอ 65. องคการธุรกิจจะตองพยายามสรางสรรคเพื่อกอใหเกิดคุณคาและประโยชนตาง ๆ แก Stakeholder ที่ธุรกิจดําเนินการเกี่ยวของอยู คําวา Stakeholder หมายถึงขอใด ก. ผุถือหุนหรือเจาของกิจการ ข. ชุมชนที่ธุรกิจตั้งอยูรวมทั้งหนวยงานและเจาหนาที่ของรัฐ ค. ผูสงวัตถุดิบ ง. ถูกทุกขอ 66. ในการบริหารงานตองคํานึงถึงหลักประสิทธิภาพ (Efficiency) และหลักประสิทธิผล (Effectiveness) หลักประสิทธิภาพ หมายถึงขอใด ก. การพิจารณาถึงผลสําเร็จที่ธุรกิจสามารถกระทําไดตามเปาหมายที่ไดตั้งไว ข. การพิจารณาถึงทุนที่ลงไป และผลลัพธที่ไดวามีความคุมคามากนอยเพียงใด ค. การพิจารณาถึงปจจัยตาง ๆ ที่ลงทุนไปวามีตนทุนต่ําสุดหรือไม ง. การพิจารณาถึงผลสัมฤทธิ์ที่ไดรับวาเปนไปตามแผนหรือไม 67. ขอใดตอไปนี้ไมใชขอมูลภายนอกที่จําเปนตองนํามาพิจารณาประกอบการวางแผน ก. การประหยัดของประชาชนในชาติ ข. ปญหาโจรผูรายและปญหาผูติดยาเสพติด ค. นโยบายของรัฐในการประหยัดเงินตราตางประเทศ ง. ผิดทั้งหมด 68. การปรับลดขนาดขององคการ (Downsizing) หมายถึงขอใด ก. การตัดลดจํานวนพนักงานใหแหลือเทาที่จําเปน ข. วิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารงาน ค. การลดขนาดองคการใหเล็กกะทัดรัด ง. ถูกทุกขอ 69. แผนภูมิองคการ (Organization Chart) จะแสงถึงสิ่งใด ก. ความสัมพันธระหวางกิจกรรมตาง ๆ ข. คําบรรยายลักษณะงาน ค. รายละเอียดระบุคุณสมบัติของตําแหนงงาน ง. หนาที่และภารกิจในองคการนั้น ๆ 70. ผูประกอบการ (Entrepreneur) คือขอใด ก. ผูกอตั้งกิจกร ข. ผูจัดการ ค. เจาของกิจการ ง. ผูกอตั้งและดูแลกิจการ 71. โครงสรางองคการที่ใหความสําคัญกับความสัมพันธแบบไมเปนทางการ เปนรูปแบบการบริหารงาน แบบใด ก. แบบทรัพยากรมนุษย ข. แบบดั้งเดิม ค. แบบมนุษยสัมพันธ ง. แบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
79.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 76 72.
ขอใดไมสงผลกระทบตอโครงสรางองคการโดยตรง ก. สภาพเศรษฐกิจ ข. เทคโนโลยี ค. สังคมและวัฒนธรรม ง. ไมมีขอใดถูกตอง 73. ในการควบคุมผลการปฏิบัติงานนั้น เครื่องมือที่เรียกวา Break-Even Point หมายถึงอะไร ก. จุดที่ทําใหเกิดกําไร ข. จุดที่ทําใหเกิดการขาดทุน ค. จุดที่ปริมาณการขายต่ํากวาคาใชจาย ง. จุดที่ไมมีกําไรและขาดทุน 74. การจายคาจางแบบรายชิ้น เปนแนวความคิดของผูใด ก. Maslow ข. Taylor ค. McGregor ง. Barnard 75. ปจจุบันแนวโนมขององคการธุรกิจ จํานวนผูใตบังคับบัญชาที่แตละคนตองดูแลมีแนวโนมอยางไร ก. เทากับอดีต คือจํานวนเทากันไมแตกตางกัน ข. นอยกวาเดิม เชน จาก 5 คน ลดลงเหลือ 3 คน ค. มากขึ้นกวาเดิม เชน จาก 5 คน เปน 8 – 12 คน ง. มากบาง นอยบาง แลวแตธุรกิจ 76. การจัดแผนกงานโดยใชหนาที่เปนหลักมีขอดี ยกเวนขอใด ก. เปนการปฏิบัติตามหลักการแบงงานตามความชํานาญเฉพาะดาน ข. ผูบริหารแตละแผนกจะมีความเชี่ยวชาญในหลาย ๆ เรื่อง ค. งายตอการอบรมฝกหัด ง. เปนการควบคุมอยางกวดขัน 77. หากธุรกิจแหงหนึ่งมีการจัดแผนกเปนแผนกเครื่องปรุงอาหาร แผนกนมผงเลี้ยงทารก แผนกกาแฟ แผนกยารักษาโรค ถือวาเปนการจัดแบงแผนกงานตาม......เปนหลัก ก. หนาที่ ข. ผลิตภัณฑ ค. ลูกคา ง. ภูมิศาสตร 78. การใชสิทธิอํานาจเบ็ดเสร็จ หรือที่เรียกวา Empowement นั้น หมายถึงขอใด ก. ผูบังคับบัญชามอบหมายอํานาจใหแกผูใตบังคับบัญชารับไปดําเนินการอยางเต็มที่ภายใตกรอบที่ กําหนด ข. ผูใตบังคับบัญชาสามารถดําเนินการตัดสินใจโดยไมตองนํากลับมาขออนุมัติครั้งสุดทายอีก ค. ธุรกิจมอบหมายทรัพยากรใหแกผูใตบังคับบัญชาตามความจําเปนและเหมาะสม ง. ถูกทุกขอ 79. หากธุรกิจของเราแบงแผนกงานออกเปนสถาบันการศึกษา หนวยงานราชการ ผูอุปโภคบริโภค และ โรงงานอุตสาหกรรมนั้น จะถือวาเราแบงแผนกงานโดยยึดหลัก ก. หนาที่ ข. ผลิตภัณฑ ค. ลูกคา ง. ภูมิศาสตร 80. ระดับของการกระจายอํานาจในองคการจะมีมากนอยเพียงใดจะสังเกตดูไดจากปจจัยตอไปนี้ ยกเวน ขอใด ก. การตัดสินใจสวนใหญกระทําการโดยผูบริหารรอง ๆ ลงมา ข. ผูบริหารระดับรอง ๆ ลงมาเปนผูตัดสินใจเกี่ยวกับปญหาที่มีความสําคัญมาก ค. การตัดสินใจของผูบริหารระดับรองนั้น มีผลกระทบกระเทือนตอหนาที่ตาง ๆ มากขึ้น ง. กําหนดใหทําการตรวจสอบเกี่ยวกับการตัดสินใจมีมากขึ้น
80.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 77 81.
การที่มหาวิทยาลัยมีการจัดตั้งสาขาวิชาวิทยบริการในตางจังหวัด และเปดทําการสอนผานระบบ ดาวเทียมและสายใยแกว (Fiber Optic) ซึ่งเปนการใหบริการทางวิชาการในสวนภูมิภาคนั้น สามารถ สรุปไดวาเปนรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงองคการในลักษณะของ ก. การเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรของการเจริญเติบโตและการเสื่อมสลาย ข. การปรับปรุงรูปแบบองคการใหม ๆ ค. การเปลี่ยนแปลงโครงสรางองคการเนื่องจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงดวยเทคโนโลยี ง. ขอ ก. และ ข. ถูก 82. ขอใดที่ไมใชหลักการบริหารตามทฤษฎี Z ของ William G. Ouchi ก. การจางงานตลอดชีพ (Lifetime Employment) ข. การประเมินผลลาชาและการเลื่อนตําแหนงลาชา (Slow Evaluation and Promotion) ค. การควบคุมแบบไมเปนทางการ (Informal Control) ง. การตัดสินใจรวมกัน (Collective Decision-Making) 83. ตามหลักการบริหารงานเชิงคุณภาพเบ็ดเสร็จ (Total Quality Management – TQM) คําวา Internal Customer หมายถึงขอใด ก. ผูซื้อสินคาที่เปนหนวยงานขององคการธุรกิจ ข. ผูซื้อสินคาที่ใกลชิดกับบริษัทหรือลูกคาประจํา ค. หนวยงานฝายตาง ๆ ในองคการ ง. ผูซื้อสินคาหรือผูใชบริการโดยทั่วไป 84. การจัดองคการโดยมีโครงสรางแบบแมทริกซนั้น หมายถึงขอใด ก. มีผูบังคับบัญชาสองคนคือ ผูบังคับบัญชาตามความชํานาญเฉพาะดาน และผูบังคับบัญชาขั้นตน ข. มีผูบังคับบัญชาสองคนคือ ผูบังคับบัญชา (ตามความชํานาญ) เฉพาะดาน และ ผูบริหารโครงการ ค. มีหัวหนาตั้งแต 2 คนขึ้นไป ง. องคการที่มีรูปแบบการบริหารงานแบบเปนทางการที่ดูแลอยางเครงครัด 85. การที่ผูบังคับบัญชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่ง หรือสั่งใหบุคคลอื่น ปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่งก็ไดนั้น เรียกวา ก. ความรับผิดชอบ ข. การมอบอํานาจ ค. การมอบหมายงาน ง. อํานาจหนาที่ 86. ผูที่กําหนดวา “ที่มาที่แทจริงของอํานาจหนาที่ในการบริหารนั้น มาจากการที่ผูใตบังคับบัญชายอมรับ ใหผูบังคับบัญชามีสิทธิหือมีอํานาจเหนือตน” หรือทฤษฎีวาดวยการยอมรับ (Acceptance Theory) คือขอใด ก. Henri Fayol ข. Frederick W. Tayor’ ค. Chester I. Barnard ง. Max Weber 87. เหตุผลที่ทําใหผูบริหารยินดีมอบอํานาจหนาที่ใหแกผูใตบังคับบัญชา คือขอใด ก. ผูบริหารมีภารกิจมากเกินกําลังที่จะดําเนินการไดโดยลําพังผูเดียว ข. เพื่อพัฒนาผูอยูใตบังคับบัญชาใหเกิดทักษะ และมีความรับผิดชอบตองาน ค. เพื่อเปดโอกาสใหผูใตบังคับบัญชามีโอกาสเรียนรูงาน ง. ถูกทุกขอ
81.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 78 88.
อุปสรรคสําคัญในการมอบอํานาจหนาที่มีสาเหตุมาจากสิ่งเหลานี้ ยกเวนขอใด ก. ผูบังคับบัญชาตองการรวมอํานาจ ข. ผูบังคับบัญชาไมทราบวาเรื่องใดมีความสําคัญตอการทํางานหรือควรมอบใหคนอื่น ๆ ทํา ค. ผูบังคับบัญชาไมเห็นคุณคาของการมอบอํานาจ ง. ผิดทั้งหมด 89. ทฤษฎีการบริหารสมัยใหม คือขอใด ก. นักบริหารควรมีความชํานาญเฉพาะดาน (Specialist) ข. นักบริหารควรมีความรูหลาย ๆ ดาน (Generalist) ค. นักบริหารควรลอยตัวอยูเหนือปญหาที่เกิดขึ้น ง. นักบริหารไมควรสวนกระแสทางการเมืองและเศรษฐกิจ 90. โครงสรางขององคการที่แสดงความสัมพันธระหวางหนวยงานเปนเสนประ แสดงวา ก. เปนหนวยงานหลัก ข. เปนหนวยงานเสริม ค. เปนหนวยงานเฉพาะ ง. เปนหนวยงานยอย 91. ทฤษฎีภาวะผูนําของ Hersey & Blanchard เปนทฤษฎีภาวะผูนําในกลุมใด ก. แบบคุณลักษณะ ข. แบบพฤติกรรม ค. แบบตามสถานการณ ง. แบบดั้งเดิม 92. งบประมาณของภาครัฐบาลที่เริ่มจากการตั้งประมาณการรายจายกอน คือขอใด ก. งบประมาณรายได-รายจาย ข. งบประมาณเงินทุน ค. งบประมาณรายป ง. งบประมาณฐานศูนย 93. ปจจัยที่มีผลกระทบตอการออกแบบขององคการ คือขอใด ก. กลยุทธ ข. สิ่งแวดลอม ค. ขนาดขององคการ ง. ขอ ก. และ ข. ถูก 94. ขอใดไมใชเครื่องมือในการควบคุม ก. งบประมาณ ข. มาตรฐาน ค. วิธีปฏิบัติงาน ง. Gantt Chart 95. การบริหารงานที่อาศัยความมีเหตุผลโดยไมคํานึงถึงตัวบุคคล เปนรูปแบบของระบบการบริหารงาน ในองคการที่เรียกวาอะไร ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบราชการ ค. ระบบสังคมศาสตร ง. ระบบราชการในอุดมคติ 96. การสรรหาบุคคลเขาทํางาน ไมไดเนนความสนใจเกี่ยวกับความรูความสามารถของผูสมัครวาจะมี ความเหมาะสมกับงานหรือไมเทาไร เปนระบบสรรหาแบบใด ก. ระบบอุปถัมภ ข. ระบบคุณธรรม ค. ระบบเกรงใจ ง. ระบบพึ่งพาอาศัยกันได 97. จํานวนผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาคนหนึ่งตองรับผิดชอบควบคุมบังคับบัญชา หมายถึงขอใด ก. Hierarchy ข. Chain of Command ค. Span of Control ง. Supervise
82.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 79 98.
ผูจัดการบริษัทแหนงหนึ่ง ใชวิธีการดูแลผูใตบังคับบัญชาโดยการปลอยใหลูกนองแบงงานกันเอง โดย จัดหาวัตถุดิบใหและคอยใหขอมูลเพิ่มเติม และไมพยายามติชมลูกนอง ผูจัดการผูนี้เปนผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบเผด็จการ ข. ผูนําแบบประชาธิปไตย ค. ผูนําแบบเสรีนิยม ง. ผูนําแบบมีสวนรวม 99. เมื่อตนเดือนมกราคม 2549 บริษัทผลิตรองเทาแหงหนึ่งไดเรงผลิตสินคาตามรูปแบบของแฟชั่น จํานวนมาก เนื่องจากตลาดมีความตองการสูงและมีการแขงขันกันมาก ทําใหในสิ้นป 2549 ปรากฎวา มีสินคาคงเหลือในสต็อกเปนจํานวนมาก สาเหตุเนื่องมาจากขอใด ก. ผูบริหารขาดการมอบหมายงานที่ดี ข. ขาดการประสานงานที่ดี ค. ขาดการวางแผนที่ดี ง. ขาดความรูดานรูปแบบแฟชั่น 100. ขั้นตอนใดของการวางแผนที่สําคัญที่สุด ก. การจัดทําแผนงานหรือการเขียนแผน ข. การปฏิบัติตามแผน ค. การติดตาม ง. การประเมินผล เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ค 2. ตอบ ก 3. ตอบ ง 4. ตอบ ค 5. ตอบ ก 6. ตอบ ง 7. ตอบ ง 8. ตอบ ค 9. ตอบ ค 10. ตอบ ค 11. ตอบ ก 12. ตอบ ง 13. ตอบ ง 14. ตอบ ค 15. ตอบ ข 16. ตอบ ง 17. ตอบ ก 18. ตอบ ค 19. ตอบ ค 20. ตอบ ง 21. ตอบ ก 22. ตอบ ค 23. ตอบ ง 24. ตอบ ง
83.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 80 25.
ตอบ ง 26. ตอบ ก 27. ตอบ ก 28. ตอบ ค 29. ตอบ ก 30. ตอบ ค 31. ตอบ ก 32. ตอบ ก 33. ตอบ ง 34. ตอบ ค 35. ตอบ ก 36. ตอบ ก 37. ตอบ ค 38. ตอบ ค 39. ตอบ ง 40. ตอบ ก 41. ตอบ ก 42. ตอบ ง 43. ตอบ ค 44. ตอบ ค 45. ตอบ ง 46. ตอบ ก 47. ตอบ ก 48. ตอบ ง 49. ตอบ ข 50. ตอบ ข 51. ตอบ ก 52. ตอบ ข 53. ตอบ ข 54. ตอบ ง 55. ตอบ ค 56. ตอบ ง 57. ตอบ ค 58. ตอบ ค 59. ตอบ ง 60. ตอบ ก 61. ตอบ ค 62. ตอบ ค
84.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 81 63.
ตอบ ค 64. ตอบ ง 65. ตอบ ง 66. ตอบ ค 67. ตอบ ง 68. ตอบ ง 69. ตอบ ก 70. ตอบ ค 71. ตอบ ค 72. ตอบ ง 73. ตอบ ง 74. ตอบ ข 75. ตอบ ค 76. ตอบ ข 77. ตอบ ข 78. ตอบ ง 79. ตอบ ค 80. ตอบ ง 81. ตอบ ค 82. ตอบ ง 83. ตอบ ค 84. ตอบ ข 85. ตอบ ง 86. ตอบ ค 87. ตอบ ง 88. ตอบ ง 89. ตอบ ข 90. ตอบ ข 91. ตอบ ค 92. ตอบ ง 93. ตอบ ง 94. ตอบ ง 95. ตอบ ก 96. ตอบ ก 97. ตอบ ค 98. ตอบ ค 99. ตอบ ค 100. ตอบ ก
85.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 82 แนวขอสอบ
ชุดที่ 2 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. กระบวนการคิดวิเคราะหขั้นตอนควรทําอยางไร ก. จัดขอมูลเขาระบบ ข. ทําความเขาใจกับประเด็นปญหา ค. พิจารณาความเชื่อถือของขอมูล ง. รวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของ 2. การปรับใช Balanced Scorecard ในองคกรรัฐแบงเปน 4 มุมมอง ไดแกอะไรบาง ก. แผนปฏิบัติงาน การเงิน นวัตกรรม รายงานการปฏิบัติงาน ข. องคประกอบภายในองคกร การเงิน เทคโนโลยี สิ่งแวดลอม ค. ผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร การเงิน นวัตกรรม ระบบตรวจสอบ ง. องคประกอบภายในองคกร ผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร นวัตกรรม การเงิน 3. ขอใดไมใชหลักเกณฑการกําหนดตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก ก. สามารถวัได มีความคงเสนคงวา ข. มีความยืดหยุน ขอมูลมีความพรอมเล็กนอย ค. ชัดเจน มีอิทธิพลตอสิ่งที่จะจัด ง. สามารถสื่อสารได เที่ยงตรงตลอดเวลา 4. ผูนําตามสถานการณควรมีคุณสมบัติการปฏิบัติงานอยางไร ก. ออกคําสั่งใหผูปฏิบัติอยางทันเวลา ข. ตัดสินใจโดยใชเหตุผลของตนเปนเกณฑ ค. ชวยผูใตบังคับบัญชาใหรูสึกวาตัวเองมีคา ง. พิจารณาความกาวหนาของตัวผูนําเปนอันดับแรกในการทํางาน 5. ขอใดไมใชหนาที่ของผูนําระดับตน ก. กําหนดวัตถุประสงค ข. ประสานงานและใหความรวมมือผูใตบังคับบัญชา ค. มีมนุษยสัมพันธกับผูรวมงาน ง. วางนโยบายการทํางานขององคกร 6. กระบวนการวางแผนเริ่มจากกําหนดเปาหมาย ลําดับตอมาควรทําอะไร ก. กําหนดทางเลือก ข. เลือกทางที่ดีที่สุด ค. ปฏิบัติตามแผน ง. ประเมินผลและปรับปรุง 7. การวางแผนกลยุทธที่ดีตองมีลักษณะอยางไร ก. มีความซับซอน ข. คนทั่วไปเขาใจยาก ค. มีจุดแข็งมาก ง. บรรลุเปาหมาย 8. แผนกลยุทธระยะยาวกําหนดระยะเวลาไวประมาณกี่ป ก. 5 ป ข. 8 ป ค. 15 – 20 ป ค. 20 ปขึ้นไป
86.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 83 9.
การประนีประนอมแบบใดที่ความขัดแยงจบลงไดยาก ก.หันหนาเขาหากัน ข. หลบฉาก ค. ใชอํานาจควบคุม ง. ถูกทุกขอ 10. มุมมองดานกระบวนการภายในของ Balanced Scorecatd ดูผลสัมฤทธิ์ที่อะไร ก. ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ ข. ระบบการพัฒนา ค. การบริการชั้นเยี่ยม ง. จํานวนผูรับบริการมากขึ้น 11. วิสัยทัศนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มุงพัฒนาไป ทางไหน ก. สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน ข. บานเมืองมีธรรมะ ค. เกษตรกรกาวหนาไกล ง. เศรษฐกิจรุงเรืองถวนทั่ว 12. การทํารีเอ็นจิเนียริ่งเปนเครื่องมือที่ใชในระดับใด ก. ระดับบริหาร ข. ระดับปฏิบัติการ ค. ระดับที่ปรึกษา ง. ระดับใดก็ได 13. ขอใดไมใชมุมมองของ Balanced Scorecard ก. มุมมองดานองคประกอบภายในองคกร ข. มุมมองดานผูมีสวนเกี่ยวของ ค. มุมมองดานนวัตกรรม ง. มุมมองดานปจจัยการบริหาร 14. การบริหารคุณภาพทั้งระบบ (TQM) การควบคุมคุณภาพเปนหนาที่ของใคร ก. หัวหนางาน ข. พนักงานทุกคน ค. เจาหนาที่ตรวจสอบ ง. ผูควบคุมคุณภาพ 15. กระบวนการสรางวิสัยทัศนควรเริ่มจากการทําสิ่งใด ก. วิเคราะหองคกร ข. ระบุภารกิจใหชัดเจน ค. เขียนวิสัยทัศน ง. ระบุวัตถุประสงคใหชัดเจน 16. ขอใดเปนจุดออนในการวิเคราะห SWOT ก. ปญหาเศรษฐกิจ ข. การขาดแคลนวัตถุดิบ ค. อุปสรรคจากกฎหมาย ง. ความชํานาญดานการตลาดนอย 17. กรณีที่ผูบริหารงดเวนการสรางผลลัพธที่ไมพึงปรารถนาเมื่อพนักงานทําผิดเปนการเสริมแรงอยางไร ก. การเสริมแรงทางบวก ข. การเสริมแรงทางลบ ค. การเสริมแรงทางออม ง. การเสริมแรงทางตรง 18. การเขียนตัวชี้วัดผลการปฏบัติงานเชิงปริมาณ เพื่อเหตุผลใด ก. ใชเปนแนวทางการนําไปใช ข. ใชเปนหลักการวางแผน ค. ใชเปนเกณฑการตรวจสอบ ง. ใชเปนเกณฑตัดสินผลการปฏิบัติงานจริง 19. ตัวอยางตัวชี้วัดผลงานดานการเรียนรู ไดแกขอใด ก. อัตราผูใชสื่อวีดีทัศนมี 50% ข. การใหบริการหลังการขายดี 60% ค. ผูใชบริการมีความพอใจมาก 90% ง. หองสมุดมีครูมาใชบริการ 70%
87.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 84 20.
ขอควรปฏิบัติในการออกคําสั่งมีอยางไร ก. ออกคําสั่งในเรื่องเดิม ซ้ําซาก ข. ออกคําสั่งแมเปนเรื่องเล็กนอยก็ตาม ค. ออกคําสั่งในลักษณะบังคับ ง. ออกคําสั่งชัดเจน มีความหมายเดียว 21. ขอใดไมใชความจําเปนในการพัฒนาบุคลากร ก. กอใหเกิดทัศนคติที่ดี ข. เพิ่มขวัญและกําลังใจ ค. ลดอุบัติเหตุ ง. เพิ่มตนทุนการผลิตขึ้น 22. การบริการแบบมุงผลสัมฤทธิ์ มีการประเมินผลงานโดยใชอะไรเปนตัวสะทอนผลงานออกมา ก. ตัวพฤติกรรม ข. ตัวจุดประสงค ค. ตัวชี้วัด ง. ตัวขอกําหนด 23. แผนกลยุทธควรกําหนดสิ่งใดใหมีความชัดเจน ก. รายละเอียดกิจกรรม ข. ชื่อกิจกรรม ค. ถอยแถลงพันธกิจ ง. วิธีปฏิบัติงาน 24. การวางแผนกลยุทธที่เนนจุดมุงหมายรวมของหนวยงานละสถานศึกษาดูไดจากสวนไหน ก. จากวิสัยทัศน ข. จากพันธกิจ ค. จากวัตถุประสงคและเปาหมาย ง. จากผลลัพธของการดําเนินการ 25. บ ทบาทการใชอํานาจของผูบริหารโดยยึดวัตถุประสงคในการควบคุมมีลักษณะเปนอยางไร ก. นายสั่งการ ข. พี่เลี้ยง ค. ผูบริการ ง. ผูดูแลอยูหาง ๆ 26. รูปแบบการบริหารความขัดแยงกับปญหาที่ไมใหญโตและมีโอกาสที่จะชนะหากเผชิญหนากัน ควรใช วิธีการใดที่เหมาะสม ก. การยอม ข. การตอสู ค. การหลีกเลี่ยง ง. การรวมมือ 27. แนวคิดสําคัญของการบริหารคุณภาพทั้งระบบคืออะไร ก. คุณภาพเกิดจากคนสราง ข. คุณภาพเปนจุดหมายของงาน ค. คุณภาพเปนสิ่งที่คอย ๆ สรางตามจุดตาง ๆ ของการทํางาน ง. คุณภาพเปนสิ่งที่ตองสรางใหเกิดขึ้นในทุกจุดของการทํางาน 28. ขอใดเปนองคประกอบที่สําคัญของการบริหารคุณภาพทั้งระบบ ก. ผูรับบริการ ข. กระบวนการทํางาน ค. การปรับปรุงอยางตอเนื่อง ง. การทบทวนงาน 29. การที่องคกรมีความเปนทางการมากเทาไรกลับเปนอุปสรรคตอการมีประสิทธิผลมากเพียงนั้นเพราะ เหตุใด ก. เพราะผูบริการมักยึดติดระเบียบแบบแผนตามตัวหนังสือ ข. เพราะผูปฏิบัติตองทําตามขั้นตอนของทางราชการ ค. เพราะจะทําใหงานมีสายการบังคับบัญชายาวทําใหเสียเวลา ง. เพราะขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย
88.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 85 30.
การเพิ่มความคาดหวังของพนักงานใหมีความมั่นใจและมีความสามารถที่จะทํางานใหสําเร็จได ควรใช วิธีการอยางไร ก. กําหนดการตอบแทนใหชัดเจน ข. ศึกาความตองการของพนักงาน ค. คัดเลือกพนักงานที่มีความสามารถ ง. ปรับผลตอบแทน 31. บุคคลที่ตองการความเจริญกาวหนา จะใหความสําคัญกับคุณคาดานไหน ก. ความทาทายของงาน ข. ความมั่นคงของงาน ค. ประมาณงานจํานวนมาก ง. สภาพแวดลอมในองคกร 32. การทํางานเปนทีมมีประโยชนอยางไร ก. ไดผลิตผลมากกวาที่กําหนดไว ข. ผลการทํางานจะสูงกวาทํางานคนเดียว ค. มีความขัดแยงกับภายนอกเล็กนอย เพราะทีมงานคอยชวยเหลือ ง. ไดกําลังคนมาชวยจํานวนมาก 33. ขอใดไมใชสิ่งที่กําหนดขวัญของกลุม ก. ความกาวหนาและความพยายามไปสูเปาหมาย ข. ความรูสึกเปนกลุมพวกเดียวกัน ค. ยอมรับในเปาหมาย ง. แตละคนในกลุมมีงานเฉพาะตามเปาหมายของตน 34. การที่ผูบริหารจายโบนัสใหพนักงานทุกสิ้นปโดยจายใหมากนอยตามกําไรที่ไดรับแตละป โดยกําหนด จายทุกสิ้นเดือนธันวาคม จัดเปนการเสริมแรงลักษณะใด ก. แบบอัตราตายตัว ข. แบบอัตราไมตายตัว ค. แบบชวงเวลาตายตัว ง. แบบชวงเวลาไมตายตัว 35. การกระจายอํานาจทําไดอยางไร ก. การแบงอํานาจ การมอบอํานาจ ข. การโอนอํานาจ การถายอํานาจ ค. การสงอํานาจ การใหเอกชนดําเนินการ ง. ถูกทุกขอ 36. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีแนวทางการดําเนินการอยางไร ก. การทําใหสังคมมีความยุติธรรม เปนสังคมที่นาอยู ข. การทําใหการเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม ค. การทําใหการเมืองมีความเขมแข็ง มีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณและตั้งใจทํางานเพื่อชาติ ง. เพื่อนําหลักธรรมาภิบาลมาใชบริหารงานอยางจริงจัง 37. ขอใดเปนแนวคิดพื้นฐานของการนําเอาระบบคุณภาพทั้งระบบมาใช ก. การปรับปรุงคุณภาพทั้งระบบตองการความรวมมือจากองคกรภายนอก ข. พนักงานมักหลบเลี่ยงงานจึงตองควบคุมตลอดเวลา ค. การสรางคุณภาพใชเงินนอยกวาการแกปญหาความผิดพลาด ง. คุณภาพของสินคาขึ้นอยูกับสถานการณของตลาดโลก
89.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 86 38.
การเลื่อนขั้น การยกยองชมเชย เปนการใชอํานาจของผูบังคับบัญชาในลักษณะอยางไร ก. อํานาจการใชกําลัง ข. อํานาจตามกฎหมาย ค. อํานาจความเปนผูเชี่ยวชาญ ง. อํานาจในการใหรางวัล 39. อํานาจในการใชกําลังบังคับไดแกการกระทําขอใด ก. การใหวันหยุด ข. การใหงานทําที่ดี ค. การไลออก ง. การใหคําแนะนํา 40. ความมุงมั่นและตั้งใจปฏิบัติงานอยางเต็มความสามารถ บรรลุผลสําเร็จ สอดคลองตามกฎ ระเบียบ ขอบังคับขององคกร ปฏิบัติงานอยางมีจิตสํานึกตอหนาที่ สังคม ประชาชานและประเทศชาติ โดย คํานึงถึงผลประโยชนของผูรับบริการและสวนรวมเปนสําคัญ เปนการแสดงใหเห็นถึงการนําหลักการ บริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดีดานใด ก. ดานความมีสวนรวม ข. ดานคุณธรรม ค. ดานความรับผิดชอบ ง. ดานนิติธรรม 41. การเขียนวัตถุประสงคโครงการตองเขียนใหสัมพันธกับอะไร ก. ความตองการของผูบริหาร ข. ความตองการขององคกร ค. สภาพที่ตองการใหเกิดขึ้น ง. สภาพสังคมในอนาคต 42. ผูบริหารมีบทบาทอยางไร ในการปฏิบัติตามแผน ก. สังเกตการณทํางานของบุคลากรอยูหาง ๆ ข. สงเสริมและสนับสนุนใหบุคลากรทํางานอยางมีความสุข ค. มอบหมายใหผูอื่นดูแลงานแทนเปนระยะ ง. ควบคุมการทํางานทุกขั้นตอนอยางใกลชิด 43. ขอใดเปนการเปลี่ยนแปลงของบริบทการพัฒนาและสถานะของประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ก. การเปลี่ยนแปลงของดานการเมืองแบบปรับใหญ ข. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางกาวกระโดด ค. การเปลี่ยนแปลงทางพืชผลการเกษตรเปนอุตสาหกรรม ง. การเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเปนสังคมเมือง 44. ขอใดไมใชหลักของการบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ก. หลักนิติธรรม ข. หลักคุณธรรม ค. หลักการมีสวนรวม ง. หลักการสมานฉันท 45. การกระจายอํานาจชวยพัฒนาขวัญและแรงจูงใจของผูปฏิบัติงานอยางไร ก. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชอํานาจได ไมมีขอบเขต ข. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชอํานาจตามความชอบใจ ค. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชความคิดใหม ๆ ในการบริหารงาน ง. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคขอคําปรึกษาจากผูเชี่ยวชาญในการบริหารงาน 46. ขอใดเปนอุปสรรคของการสื่อสารที่เกิดจากตัวผูสงสาร ก. ขาวสารไมจูงใจ ข. ขาดความรูในขาวสารที่สงออกไป ค. ขาดรายละเอียดที่สําคัญ ง. การเรียบเรียงขาวไมเปนระเบียบ
90.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 87 47.
ขอใดเปนการแกไขปญหาความขัดแยงในระบบราชการที่พบไดบอย ก. การจัดหาทรัพยากรเพิ่มขึ้น ข. การเปลี่ยนโครงสรางองคกร ค. การโยกยาย สับเปลี่ยน ง. การใชอํานาจตามกฎหมาย 48. องคกรที่ขาดประสิทธิภาพ เมื่อเกิดความขัดแยง คนสวนใหญจะทําอยางไร ก. เปดเผยใหผูอื่นทราบ ข. เก็บไวในใจ ค. แสดงออกเชิงสรางสรรค ค. ไมถือสาหาความยกโทษใหกัน 49. ผูบริหารองคกรแบบไมมีประสิทธิภาพจะควบคุมงานอยางไร ก. ควบคุมเรื่องเล็ก ๆ นอย ๆ สวนเรื่องหลักใหคนอื่นทํา ข. สัมพันธภาพโดยทั่วไปถูกเปดเผย ค. ทําความผิดครั้งเดียวก็ไลออก ง. ปรับตัวเขากับสภาพแววลอมไดงาย 50. หลักของการกําหนดรูปแบบใหมจะคํานึงถึงอะไรเปนสําคัญมากที่สุด ก. การประสานความรวมมือ ข. การวัดผลการปฏิบัติงาน ค. การกําหนดรูปแบบที่งาย ง. ผูรับบริการ 51. การทํารีเอ็นจีเนียริ่งจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทํางานอยางไร ก. ยึดกฎระเบียบเดิมเปนหลัก ข. ใชความเชื่อคานิยมแบบเดิม ค. เริ่มตนใหมหมด ง. ออกแบบกระบวนงานใหมตามหลักการเดิม 52. ขอใดเปนอุปสรรคของการสื่อสารจากผูรับสาร ก. ระบบการติดตอสื่อสารไมสะดวก ข. ภาษาที่ผูรับสารไมเขาใจ ค. บรรยากาศที่หวาดระแวงกัน ง. มีการเลือกรับสารเฉพาะที่ตนตองการ 53. การเพิ่มความเชื่อมโยงเพื่อทําใหพนักงานมั่นใจวาจะไดอะไรตอบแทนหากทํางานไดสําเร็จทําได อยางไร ก. สรางความชัดเจนในความสัมพันธระหวางผลงานและผลตอบแทน ข. สนับสนุนพนักงานใหใชความสามารถเต็มที่ ค. ศึกษาความตองการของพนักงาน ง. กําหนดเปาหมายของงานใหชัดเจน 54. ขอใดจัดเปนตัวชี้วัดประเภทปจจัยนําเขา ก. จํานวนผูเขารับการอบรม ข. จํานวนนักเรียนที่สอบได ค. จํานวนสิ่งบกพรองที่ไดแกไข ง. จํานวนอุปกรณการผลิต 55. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มีแนวปฏิบัติในการพัฒนา มุงเนนที่สิ่งใด ก. คนเปนศูนยกลางการพัฒนา ข. เศรษฐกิจเปนศูนยกลางการพัฒนา ค. การเมืองเปนศูนยกลางการพัฒนา ง. สังคมเปนศูนยกลางการพัฒนา
91.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 88 56.
การบริหารเชิงกลยุทธมีความสําคัญอยางไร ก. ทําใหกําจัดการใชทรัพยากรการบริหารไดงาย ข. ทําใหผูบริหารใชความสามารถในการทํางานไดอยางเต็มที่ ค. สรางความสอดคลองกับแนวการปฏบัติขององคกรภายนอก ง. ชวยใหองคกรกําหนดทิศทางในอนาคตไดอยางชัดเจน 57. กรณีสิ้นสุดแผนงานที่วางไวแตไมบรรลุวัตถุประสงคควรทําอยางไรตอไป ก. ประเมินผลใหม ข. ปฏิบัติตามแผน ค. มอบหมายผูรับผิดชอบ ง. ปรับปรุง พัฒนา 58. การถายโอนอํานาจหนาที่การตัดสินใจจากสวนกลางศูนยรวมอํานาจไปสูหนวยงานระดับลางในสาย การบังคับบัญชาของรัฐบาล เพื่อสะดวกในการดําเนินกิจการเรียกวาอะไร ก. การมอบอํานาจ ข. การใหอํานาจ ค. การแบงอํานาจ ง. การขยายอํานาจ 59. โครงการที่ตั้งวัตถุประสงคการดําเนินงานไว แลวผลลัพธของโครงการที่ไดมาบรรลุวัตถุประสงคใน ระดับสูงแสดงวาโครงการนั้นเปนอยางไร ก. มีประสิทธิภาพมาก ข. มีประสิทธิผลมาก ค. มีความยืดหยุนมาก ง. ผลลัพธอยูในเกณฑใชได 60. ขอใดไมใชความสําคัญของการจัดองคกร ก. มีการกําหนดงานและผูรับผิดชอบไวชัดเจน ข. ขจัดความซ้ําซอนสิ้นเปลืองของงานทุกอยาง ค. บุคลากรมีขวัญดีเพราะมีความชัดเจนในหนาที่ ง. ผูบริหารระดับสูงทราบวิธีการหาบุคคลที่เหมาะสมมาทําหนาที่ชัดเจน 61. วัฒนธรรมองคกรมีความสําคัญอยางไร ก. ชวยใหองคกรมีสมาชิกจํานวนมาก ข. ชวยทําใหองคกรมีกําไร ค. ชวยใหสมาชิกมีเรื่องปรึกษากัน ง. ชวยเสริมสรางความผูกพันในหมูสมาชิก 62. การพัฒนาวัฒนธรรมองคกรควรเริ่มตนจากอะไร ก. ประเมินวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั้น ข. กําหนดรูปแบบวัฒนธรรมใหม ค. สรางวัฒนธรรมใหม ง. นําวัฒนธรรมใหมไปใช 63. รูปแบบการบริหารที่ใชไดในองคกรหนึ่งไมจําเปนตองใชไดผลในอีกองคกรหนึ่ง เปนแนวคิดการบริหาร แบบใด ก. ตามสถานที่ ข. ตามสถานการณ ค. ตามเวลา ง. ตามความคิดแบบดั้งเดิม 64. ภาวะผูนําตามหลักพฤติกรรมนิยมจะแสดงบทบาทในการทํางานอยางไร ก. ประชุมรับฟงความคิดเห็นของผูตาม ข. ผูนํากําหนดบทบาทวางแผนงาน ค. ผูนําสรางความสัมพันธที่ดีกับผูรวมงาน ง. ผูนําวางตัวเองใหนานับถือ
92.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 89 65.
ความสําคัญของการบริหารราชการแบบมีสวนรวมอยูที่อะไร ก. ความพรอมของหนวยงานราชการ ข. การศึกษาของผูเกี่ยวของ ค. การเชิญชวนใหทุกฝายเขามามีสวนรวม ง. ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ 66. การบริหารจัดการศึกษาตามยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ กระบวนการแรกที่ตองดําเนินการ คืออะไร ก. สรางองคกรแหงการเรียนรู ข. ประเมินผลการปฏิบัติราชการที่โปรงใส ค. พัฒนากระบวนทัศน ง. บริหารราชการแนวใหม 67. การกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลักควรเปนหนาที่ของใคร ก. ผูปฏิบัติงาน ข. ผูเกี่ยวของกับงาน ค. ผูบริหารระดับลาง ง. ผูบริหารระดับสูง 68. ผูนําเปยมวิสัยทัศนมีอะไรเปนลักษณะเดน ก. มีวิสัยทัศน ข. รูจักสรางวิสัยทัศน ค. มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัสนใหเปนผล ง. มีความเปนเลิศในการอธิบายวิสัยทัศนใหคนเขาใจ 69. หากผูใตบังคับบัญชามีความพรอมระดับสูง ผูนําควรปฏิบัติดวยอยางไร ก. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหบางกรณี ข. มอบความรับผิดชอบใหเต็มที่แกการตัดสินใจตองรอผูบังคับบัญชา ค. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจตามคําแนะนําของผูบังคับบัญชา ง. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 70. แนวทางการดําเนินการตามหลักความคุมคาควรทําอยางไร ก. ประหยัดทรัพยากรดวยการใชแตของเดิมจนหมดกอน ข. เลือกใชเฉพาะอุปกรณที่ทันสมัย ค. รับฟงความคิดเห็นจากคนภายในเรื่องการปรับปรุงงาน ง. ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 71. ขอใดไมใชลักษณะขององคกรที่บริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. มีระบบสนับสนุนการทํางานเรื่องระเบียบ สถานที่ ข. เจาหนาที่ทุกคนรูจักรับผิดชอบตอผลงานที่กําหนดไว ค. ผูบริหารทุกระดับมีเปาหมายที่ชัดเจน ง. ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 72. ขั้นตอนแรกของการจัดทําระบบติดตามผลปฏิบัติงานคืออะไร ก. เลือกวิธีเก็บรวบรวมขอมูล ข. กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด ค. ใชประโยชนจากขอมูลการวัดผล ง. กําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน 73. แนวโนมอนาคตองคกรจําเปนตองปรับตัวเองอยางไร ก. มีระบบมากขึ้น ข. ยืดหยุนมากขึ้น ค. มีระเบียบมากขึ้น ง. ปรับเปลี่ยนยากขึ้น
93.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 90 74.
องคประกอบที่สําคัญของการวางแผนคืออะไร ก. การระบุวัตถุประสงค ข. การทํากิจกรรม ค. การดําเนินการตามแผน ง. การคาดการณถึงความสําเร็จในอนาคต 75. แผนมหภาคไดแกแผนอะไร ก. แผนพัฒนาทองถิ่น ข. แผนการขุดลอกคลอง ค. แผนการตัดถนน ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 76. ทฤษฎีเกี่ยวกับมนุษยที่นํามาใชกับการบริหารแบบใชโรงเรียนเปนฐานควรใชทฤษฎีอะไรจึงจะ เหมาะสม ก. ทฤษฎี X ข. ทฤษฎี Y ค. ทฤษฎี TQM ง. ทฤษฎีลําดับความตองการของมนุษย 77. ประโยชนที่ไดจากการบริหารโรงเรียนแบบใชโรงเรียนเปนฐานขอใดที่เห็นไดชัดเจนที่สุด ก. ประหยัดารใชงบประมาณ ข. เกิดความคิดสรางสรรค ค. ครูมีขวัญและกําลังใจดี ง. สนองความตองการของโรงเรียน 78. ขั้นตอนสุดทายของกระบวนการคิดวิเคราะหคืออะไร ก. การประเมินขอสรุป ข. การสรุป ค. การตั้งสมมติฐาน ง. การพิจารณาความนาเชื่อถือของขอมูล 79. การควบคุมงานมีความมุงหมายอะไร ก. เพื่อหาขอบกพรองของงาน ข. เพื่อตรวจสอบความกาวหนาของงาน ค. เพื่อทําใหอุปสรรคของงานลดลง ง. เพื่อยืนยันความถูกตองและแผนงาน 80. การพัฒนาระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศทําไดอยางไร ก. จัดระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศเชื่อมโยงกับสถานศึกษาอื่น ข. ติดตอนําเครื่องคอมพิวเตอรมาใชในสถานศึกาษาเพิ่มขึ้น ค. แนะนําคณะกรรมการสถานศึกษาขึ้นพื้นฐานใหใชขอมูลสารสนเทศ ง. ประชาสัมพันธการใชสารสนเทศ 81. การสรางทีมงานมีวัตุประสงคอยางไร ก. เพื่อแสวงหาวิธีแกปญหารวมกัน ข. เพื่อแขงขันกับทีมงานอื่น ๆ ที่กําลังตื่นตัว ค. เพื่อจะไดขอมูลเชิงลบของแตละบุคคล ง. เพื่อการเพิ่มความมีศักยภาพของบุคคล 82. การที่ผูบริหารจะตองใชดุลยพินิจ ประสบการณ ความรู ความสามารถ ความกลาหาญ บนจุดมุงหมาย ที่กําหนดไว เปนลักษณะของอะไร ก. การมีวิจารณญาณ ข. การตัดสินใจ ค. การใชดุลยพินิจ ง. การพิจารณา 83. ขอใดไมใชการกําหนดดัชนีบงชี้คุณภาพ ก. อิงเปาหมายในอุดมคติขององคกร ข. อิงบรรทัดฐานกลาง ค. อิงองคกรอื่นที่คลายกัน ง. อิงองคกรอื่นที่ตางกัน
94.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 91 84.
การบริหารคุณภาพแบบ KPI ตองกําหนดอะไร ก. แนวปฏบัติ ข. ระเบียบขั้นตอน ค. ปจจัยและจําแนกปจจัย ง. วัตถุประสงคหลักและรอง 85. หลักการของการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพเปนอยางไร ก. มีกฎเกณฑตายตัว ข. ไมมีหลักเกณฑตายตัว ข. เปนหลักการที่เจาะจง ง. เปนหลักเกณฑที่แนนอน 86. ขอใดเปนสิ่งที่เกิดขึ้นกอนการพัฒนาองคกร ก. แตละคนยอมรับซึ่งกันและกัน ข. มองโลกในแงดี ค. เชื่อถือมนุษยดวยกัน ง. เปนหลักเกณฑที่แนนอน 87. ตามพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 กลางถึงขอมูลเกี่ยวกับการ ติดตอสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร ซึ่งแสดงถึงแหลงกําเนิดตนทาง ปลางทาง เสนทาง วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการติดตอสื่อสารของระบบคอมพิมเตอร ซึ่ง นาจะตรงกับความหมายของคําใด ก. ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร ข. ระบบคอมพิวเตอร ค. ขอมูลคอมพิวเตอร ง. แหลงศึกษาคอมพิวเตอร 88. ตําแหนงของผูบริหารมีความสัมพันธกับอํานาจตามขอใดมากที่สุด ก. อํานาจในการอางอิง ข. อํานาจความเปนผูชํานาญ ค. อํานาจตามกฎหมาย ง. อํานาจการใชกําลังบังคับ 89. ผูบริหารที่นิยมการปกครองแบบอัตตาธิปไตยชอบใชอํานาจอยางไร ก. ใหรางวัล ลงโทษ ข. อางอิงถึงบุคคลอื่น ค. ตามระเบียบที่ทางราชการกําหนด ง. ปรึกษาหารือ วากลาวตักเตือน 90. การนําหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาจัดการความรูในสถานศึกษามีหลักปฏิบัติอยางไร ก. ทํางานเปนทีม ข. เรียนรูทุกวันทุกสถานที่ ค. พึ่งพาตนเองเพื่อการเรียนรู ง. สงเสริมแนวทางการเรียนรู 91. ขอใดไมใชการวัดผลการปฏบัติงานของการบริหารแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. ความประหยัด ข. ความมีประสิทธิภาพ ค. ความมีประสิทธิผล ง. ความสะดวกสบายของผูปฏิบัติงาน 92. ขั้นตอนเริ่มแรกของการเทียบงาน (Bench marking) คืออะไร ก. ศึกษารายละเอียดขององคกร ข. หาองคกรที่ปฏิบัติงานดีที่สุด ค. การวางแผนยกระดับการปฏิบัติงาน ง. ติดตามดูผลการเทียบงาน 93. การตรวจสอบคุณภาพการใหบริการตรวจสอบไดจากแหลงใด ก. จากบุคลากรในองคกร ข. จากประชาชนที่มาติดตอ ค. จากความเห็นของหัวหนางาน ง. จากคนภายในและภายนอกองคกร 94. สิ่งแรกที่จําเปนตองมีในการจัดตั้งองคกรใด ๆ คืออะไร ก. กําหนดทรัพยากร ข. กําหนดภาระงาน ค. วัตถุประสงคในการจัดตั้ง ง. การประเมินผลการปฏิบัติ
95.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 92 95.
การรื้อปรับระบบ (Reengineering) เริ่มตนดวยอะไร ก. การสรางแนวคิดใหม ข. การอบรมใหความรูใหม ค. การทบทวนใหม ง. การกําหนดรูปแบบใหม 96. ตามความเชื่อของแอนเดอเฟอร ถาความตองการทางนามธรรมไมไดรับการตอบสนองอยางเพียงพอ บุคคลจะปรารถนาในความตองการทางอะไรมาขึ้น ก. พฤติกรรม ข. จิตใจ ค. นามธรรม ง. รูปธรรม 97. การพัฒนาระบบการบริหารมุงผลสัมฤทธิ์เริ่มตนที่อะไร ก. การกําหนดปจจัยของความสําเร็จ ข. การกําหนดตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก ค. การกําหนดแหลงขอมูล ง. การวิเคราะหวิสัยทัศนและพันธกิจ 98. ทักษะการบริหารงานดานใดที่ผูบริหารควรมีมากที่สุด ก. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ ข. ทักษะดานเทคนิค ค. ทักษะดานความคิดรวบยอด ง. ทักษะดานการเจรจา 99. ทักษะการบริหารงานดานใดที่จะชวยใหผูบริหารไดรับความรวมมือและเกิดการประสานงานที่ดี ก. ทักษะดานความคิดรวบยอด ข. ทักษะดานเทคนิค ค. ทักษะดานการนําเสนอ ง. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ 100. เงื่อนไขในการดําเนินกิจกรรมของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นอยูกับเงื่อนไขดานใด ก. เงื่อนไขดานสังคม เงื่อนไขดานเศรษฐกิจ ข. เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานคุณธรรม ค. เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานความสามารถ ง. เงื่อนไขดานคุณธรรม เงื่อนไขดานปจจัยภายใน 101. การพัฒนาบุคลากรโดยกระบวนการบริหารสามารถทําไดดวยแนวทางอยางไร ก. การบริหารงานโดยมีสวนรวม ข. การบริหารงานแบบราชการ ค. การบริหารงานแบบเผด็จการ ง. การบริหารงานแบบผอนผัน 102. ความผูกพันกับงานมีตัวแปรที่เกี่ยวของอะไรบาง ก. ลักษณะบุคคล โอกาส สถานที่ ข. ลักษณะบุคคล สถานการณ คนงาน ค. ลักษณะบุคคล สถานการณ ผลตอบแทนของงาน ง. ผลตอบแทนของงาน คนงาน วัตถุประสงคของงาน 103. ผูนําแบบมุงสัมพันธจะแสดงออกอยางไร ก. คํานึงถึงความรูสึกของผูใตบังคับบัญชาเปนระดับรองลงมา ข. พึงพอใจกับการทํางานใหบรรลุความสําเร็จ ค. คํานึงถึงงานกอนสิ่งอื่น ยอมรับตนเองจากความสําเร็จของงาน ง. พยายามสรางสถานการณแวดลอมที่เปนมิตร 104. ขอใดจะทําใหผูปฏิบัติงานเกิดความพอใจและเกิดแรงจูงใจ ก. ไดทํางานที่ทาทาย ข. ไมมีภาวะอันตราย ค. ไมถูกเสียงดังรบกวน ง. สภาพแวดลอมที่เย็นสบาย
96.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 93 105.
ขอเสียของการทํางานเปนทีมที่พบเห็นบอยในสังคมไทยคืออะไร ก. ทีมตองรอสมาชิกชวยกันตัดสินใจ ข. ทีมตอตานผูบริหาร ค. ทีมทําใหองคกรตองเสียคาใชจายบํารุงทีม ง. ทีมทําใหเกิดการกินแรงกัน 106. การวางแผนงานทั่วไปตางจากการวางแผนกลยุทธอยางไร ก. การวางแผนทั่วไปแกปญหาขององคกร การวางแผนกลยุทธแกปญานอกองคกร ข. การวางแผนทั่วไปใชงบประมาณนอย การวางแผนกลยุทธใชงบประมาณสูง ค. การวางแผนทั่วไปเปนการปกปองกันปญหาขององคกร การวางแผนกลยุทธเปนการพัฒนาผลผลิตของ องคกร ง. การวางแผนทั่วไปมักแกปญหาพัฒนาองคกร การวางแผนกลยุทธเปนการวางแผนในภาพรวมของ องคกร 107. Balanced Scorecard เปนเครื่องมืองในการบริหารหนวยงานโดยอาศัยอะไรเปนหลัก ก. การตั้งวัตถุประสงค ข. การดําเนินการ ค. การวางแผนงาน ง. การวัดและประเมินผล 108. กรณีสิ้นสุดแผนงานที่วางไวแลวบรรลุวัตถุประสงคควรทําอยางไร ก. อยูเฉย ๆ ข. ปรับปรุงการทํางาน ค. ยกระดับมาตรฐาน ง. วางแผนพัฒนาใหม 109. ขอใดเปนแรงจูงใจภายนอก ก. เงินเดือน ข. ความเปนไปไดที่จะกาวหนา ค. ความมั่นคงของงาน ง. นโยบายการบริหารงานของหนวยงาน 110. หลักของการบริหาร โดยยึดวัตถุประสงคคืออะไร ก. พิจารณาผลงานเปนหลักในการวัดผลสําเร็จของงาน ข. เนนแนวคิดการทํางานแบบแยกกันทํา ค. มีแผนการควบคุมงานเปนบางเวลา ง. เนนเทคนิคการทํางานมากกวาวัตถุประสงค 111. ขั้นตอนสุดทายของการบริหารคุณภาพภายใตหลักซิกซิกมา เพื่อปองกันไมใหปญหาเดิมกลับมาอีกและ รักษาระดับมาตรฐานคุณภาพไวคืออะไร ก. การปรับปรุงกระบวนการ ข. การควบคุมกระบวนการ ค. การวิเคราะหปญหา ง. การปฏิบัติการแกปญหา 112. การบริหารความขัดแยงแบบพบกันครึ่งทาง แตละฝายเสียบางไดบาง เหมาะกับสถานการณที่เปาหมาย ของทั้งสองฝายตางมีความสําคัญและทั้งสองฝายมีอํานาจพอ ๆ กัน หรือทั้งสองฝายตองการบรรลุขอตกลง ชั่วคราวในเวลาที่มีอยูจํากัดขณะนั้น ควรใชวิธีการแกปญหาแบบใด ก. แบบรวมมือ ข. แบบตอสู ค. แบบประนีประนอม ค. แบบยอม
97.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 94 113.
ความเชื่อของคนที่วา หากทุมเทกําลังความสามารถลงไปดวยความคาดหวังวาจะประสบความสําเร็จเปน การพยายามหาคําตอบใหกับตัวเองวาอยางไร ก. จะทําอยางไร ข. จะทําไดดีแคไหน ค. ทําไดหรือไม ง. ใครจะชวยทํา 114. เมื่อคนทํางานแลวเกิดผลงานที่จะโยงไปสูการไดรางวัล หรือผลตอบแทนอยางใดอยางหนึ่ง เปนการตอบ คําถามใหกับตัวอยางไร ก. ทําไปทําไม ข. ทําแลวจะไดอะไรหรือไม ค. ใครจะใหรางวัล ง. รางวัลคืออะไร 115. การตรวจสอบผลการปฏิบัติงานเปนการทบทวนการปฏิบัติงานขององคกรเพื่อประเมินดานใด ก. ความคุมคา ความประหยัด ความมีประสิทธิภาพ ข. ความคุมคา ความมีประสิทธิผล ความมีประสิทธิภาพ ค. ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความบรรลุวัตถุประสงค ง. ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความประหยัด 116. บรรยากาศขององคกรจะเปนอยางไรดูไดจากอะไร ก. จํานวนรายได ข. ปริมาณผลผลิต ค. ความพึงพอใจของคนงาน ง. กําไรจากสินคา 117. องคกรตาง ๆ จะประกอบดวยพลังสําคัญ 2 สวนที่สงผลตอการทํางานโดยตรงคือพลังอะไร ก. พลังอํานาจ พลังใจ ข. พลังใจ พลังตัวบุคคล ค. พลังดานบุคคล พลังแรงงาน ง. พลังดานบุคคล พลังสิ่งแวดลอม 118. ผูนําการเปลี่ยนแปลง จะทําใหเกิดการเปลี่ยนไปในทางที่ดีกับใคร ก. องคกรและผูบังคับบัญชา ข. องคกรและผูใตบังคับบัญชา ค. ผูบังคับบัญชาและผูใตบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ 119. สิ่งสําคัญของการบริหารที่ตองควบคุมมีอะไร ก. ผลผลิต คุณภาพงาน งบประมาณ การบัญชี ข. ผลผลิต เวลา วัสดุอุปกรณ คาใชจาย ค. ปริมาณงาน เวลา วัสดุอุปกรณ คาใชจาย ง. ปริมาณงาน เวลา คุณภาพงาน คาใชจาย 120. ผูบริหารสามารถนําเอาทฤษฎีของมาสโลวไปใชในการทํางานไดอยางไร ก. ใชความปรารถนาเปนตัวกําหนดรางวัลใหคนงาน ข. ใหเงินเดือนเปนผลตอบแทนสูง ๆ แกพนักงาน ค. พยายามทําความเขาใจความตองการของคนงานอยางเปนระบบ ง. ตอบสนองความตองการของพนักงานตามที่เขาตองการ 121. กรณีที่ผูนําเห็นควรกําหนดเปาหมายที่ทาทาย พยายามใหมีการปรับปรุงงานอยางตอเนื่องและคาดหวังให ผูใตบังคับบัญชาทํางานอยางเต็มศักยภาพ จัดวาผูนําคนนั้นแสดงบทบาทอยางไร ก. แบบสั่งงาน ข. แบบสนับสนุนงาน ค. แบบเนนความสําเร็จของงาน ง. แบบรวมงาน
98.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 95 122.
ขั้นตอนสุดทายของการวางแผนกลยุทธคืออะไร ก. กําหนดยุทธศาสตร ข. กําหนดแผนปฏิบัติการ ค. วิเคราะหศักยภาพ ง. ทําประเด็นยุทธศาสตร 123. ขอใดไมใชลักษณะสําคัญของการบริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. เปนการจัดหาใหไดทรัพยากรบริหารมาอยางประหยัด ข. เปนการบริหารทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ ค. ไดผลงานที่บรรลุเปาหมายขององคกร ง. เปนที่พึงพอใจของทุกฝายที่เกี่ยวของ 124. การที่ผูบริหารซึ่งมีอํานาจสูงสุดในหนวยงานหรือสวนกลางจัดสรร ถายโอนอํานาจหนาที่การตัดสินใจไปยัง ระดับลางขององคกร เพื่อจะไดตัดสินใจไดรวดเร็ว ไมตองผานขั้นตอนลําดับชั้นขึ้นไป จัดเปนการกระจาย อํานาจลักษณะใด ก. การโอนอํานาจ ข. การขยายอํานาจ ค. การแบงอํานาจ ง. การมอบอํานาจ 125. การบริหาร โดยยึดวัตถุประสงคจะเกิดประโยชนสูงสุดขึ้นอยูกับอะไร ก. การปฏิบัติของผูรวมงาน ข. ความรูความสามารถของผูบริหาร ค. ความรูความสามารถของพนักงาน ง. การติดตามการปฏิบัติงาน 126. ขอใดไมใชลักษณะการบริหารงานโดยใชทฤษฎี Z ก. ดูแลเอาใจใสคนงานทุกดาน ข. มีความรับผิดชอบรวมกัน ค. เนนความสามารถเฉพาะดาน ง. ประเมินและเลื่อนตําแหนงแบบคอยเปนคอยไป 127. ตัวอยางการมอบอํานาจ ไดแกขอใด ก. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหครูทํางานแทน ข. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหรองผูอํานายการปฏิบัติหนาที่แทน ค. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหคณะกรรมการดําเนินการแทน ง. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหบุคลากรปฏิบัติหนาที่แทน 128. มุมมองของ Balanced Scorecard ดานการเงิน งบประมาณ และการจัดสรรทรัพยากร ไดแกอะไร ก. การปฎิบัติอยางมีกลยุทธ ข. ความคิดริเรมสรางสรรคในอนาคต ค. การทํางานที่ปราศจากการทุจริต ง. พฤติกรรมองคกร วัฒนธรรมองคกร 129. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธคืออะไร ก. มนุษยแตละคนแตกตางกัน ข. มนุษยชอบมีอิสระ ค. มนุษยมีพฤติกรรมคลายกัน ง. มนุษยมีศักดิ์ศรีไมเทากัน 130. ขอใดแสดงใหเห็นถึงบรรยากาศแบบเปด ก. มีความขัดแยงกันในการทํางาน ข. สมาชิกขาดขวัญกําลังใจ ค. ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เปนสมาชิกขององคกร ง. เปนบรรยากาศที่ไมพึงประสงคมากที่สุด
99.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 96 131.
เครื่องมือชวยผูบริหารในระบบราชการ ใหสามารถรับทราบขอมูลการปฏิบัติงานที่สําคัญขององคกรได อยางสะดวกและรวดเร็ว เปนการกระตุนใหผูบริหารใหความสําคัญกับการบรรลุวิสัยทัศนขององคกร โดย ไมตองเสียเวลาไปกับขอมูลจํานวนมากคืออะไร ก. TQM ข. Balanced Scorecard ค. PDCA ง. PERT 132. การวางแผนจะไมสามารถใชเปนเครื่องมือทางการบริหารของผูบริหารไดเลย หากมิไดทําสิ่งใด ก. นําแผนไปเผยแพร ข. นําแผนไปปฏิบัติ ค. รายงานใหผูบังคับบัญชาทราบ ง. กําหนดกิจกรรมในแผน 133. หลักสําคัญของการพัฒนาองคกร ขอใดจึงจะทําใหองคการประสบความสําเร็จไดงาย ก. อาศัยบุคคลภายนอกมาชวยเหลือการเปลี่ยนแปลง ข. มีเงินทุนสนับสนุนการดําเนินงานตามโครงการ ค. ไดรับความรวมมือจากสมาชิกภายในองคกร ง. ไดรับความรวมมือจากผูบริหารระดับสูงขององคกร 134. ตัวอยางการแบงอํานาจไดแกขอใด ก. คณะรัฐมนตรีมอบใหกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษา ข. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ค. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยัง อบต. ง. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังชุมชน 135. แนวทางการสรางความมีสวนรวมของประชาชนทําไดอยางไร ก. เชิญชวนเฉพาะคนที่พรอมจะเสียสละเขามารวมกับองคกร ข. ใหรางวัลตอบแทนแกคนที่เขารวมทุกคนทุกครั้ง ค. ทําประกันชีวิตใหกับผูเขารวมงานทุกคน ง. สรางหลักประกันความปลอดภัยของผูเขารวมแสดงความคิดเห็นวิพากษวิจารณการดําเนินงานของ องคกร 136. การเสริมสรางประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ดวยการพัฒนากอนมอบหมายการปฏิบัติหนาที่ทํา อยางไร ก. การมอบหมายงานใหปฏิบัติ ข. การปฐมนิเทศ ค. การทดสอบภาคปฏิบัติ ง. การประเมินผลความสามารถ 137. การมอบอํานาจที่ถูกตองควรทําอยางไร ก. กลาวดวยวาจา ข. ทําเปนหนังสือตามระเบียบ ค. ทําเปนหนังสือแบบเขียนเอง ง. ทําเปนสัญญามีขอบังคับ 138. กิจกรรมพัฒนาบุคลากรทั้งหมดในองคกร (Total Personal Development) หรือ TPD มีลักษณะ อยางไร ก. สํารวจความตองการพัฒนาของบุคลากรทั้งหมดภายในองคกร ข. ศึกษาลักษณะของบุคลากรทุกคนในองคกร ค. สนองความตองการของทุกคนในองคกร ง. พาพนักงานไปฝกอบรมเพื่อพัฒนาตัวเองใหทันสมัย
100.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 97 139.
ขอใดไมใชแนวคิดพื้นฐานในการทํางานเปนทีม ก. มนุษยทุกคนมีคุณคาและพัฒนาได ข. มนุษยทุกคนมีศักยภาพและความสามารถที่แตกตางกัน ค. ทีมงานจะมีประสิทธิภาพหรือไมอยูที่เงินสนับสนุน ง. งานจะสมบูรณหากรวมกันทํางานเปนทีม 140. ตัวชี้วัดหลักความคุมคาดูไดจากอะไร ก. ความพึงพอใจของผูบริหาร ข. ความพึงพอใจของผูบังคับบัญชา ค. ความพึงพอใจของผูบังคับบัญชา ง. ความพึงพอใจของผูปฏิบัติงาน 141. การปฏิบัติงานขององคกรจะมีผลสัมฤทธิ์เพียงใดพิจารณาจากอะไร ก. ผลลัพธที่ไดจากการปฏิบัติตามแผนงาน ข. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงกับเปาหมายที่กําหนด ค. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่คาดวาจะไดรับ ง. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่ใชงบประมาณแลวไดผลประโยชน 142. การวัดผลความคืบหนาของการบรรลุวัตถุประสงคสามารถวัดไดจากอะไร ก. สิ่งที่เกิดขึ้นจากวัตถุประสงคที่กําหนด ข. ขอกําหนดของหนวยงานที่ระบุถึงความสําเร็จ ค. ตัวชี้วัดพันธกิจของหนวยงาน ง. ตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก 143. ระบบสมรรถนะ ชวยสรรหาและคัดเลือกบุคลากรอยางไร ก. ชวยใหทราบบุคลิกการทํางานของบุคคลอยางถูกตอง ข. ชวยใหการสัมภาษณเปนไปอยางราบรื่น ค. คัดเลือกบุคลากรเขาทํางานไดถูกตองตามระดับ ง. คาใชจายในการสรางคนเขาดํารงตามตําแหนงงาน 144. ประโยชนที่ไดจากการควบคุมงานคืออะไร ก. ลดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน ข. ทําใหผูปฏิบัติงานจริงใจผูบังคับบัญชา ค. เกิดการทํางานเปนทีม ง. ไดกําไรเพิ่มขึ้น 145. ขอใดไมใชหลักในการควบคุมที่ดี ก. ควรมีการกําหนดเปาหมาย ข. ควรมีลักษณะประหยัด ค. ควรมีลักษณะตายตัว ง. ควรคํานึงถึงลักษณะและความตองการของงาน 146. ความสําเร็จของการบริหารราชการแบบมีสวนรวมอยูที่อะไร ก. ความพรอมของหนวยงานราชการ ข. การศึกษาของผูเกี่ยวของ ค. การเชิญชวนใหทุกฝายเขามามีสวนรวม ง. ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ
101.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 98 147.
การบริหารจัดการศึกษาตามยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ กระบวนการเเรกที่ตองดําเนินการคือ อะไร ก. สรางองคกรแหงการเรียนรู ข. ประเมินผลการปฏิบัติราชการที่โปรงใส ค. พัฒนากระบวนทัศน ง. บริหารราชการแนวใหม 148. การกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลักความเปนหนาที่ของใคร ก. ผูปฏิบัติงาน ข. ผูเกี่ยวของกับงาน ค. ผูบริหารระดับลาง ง. ผูบริหารระดับสูง 149. ผูนําเปยมวิสัยทัศนมีอะไรเปนลักษณะเดน ก. วิสัยทัศน ข. รูจักสรางวิสัยทัศน ค. มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล ง. มีความเปนเลิศในการอธิบายวิสัยทัศนใหคนเขาใจ 150. หากผูใตบังคับบัญชามีความพรอมระดับสูง ผูนําควรปฏิบัติตัวอยางไร ก. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหบางกรณี ข. มอบความรับผิดชอบใหเต็มที่แกการตัดสินใจตองรอผูบังคับบัญชา ค. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจตามคําแนะนําของผูบังคับบัญชา ง. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 151. แนวทางการดําเนินการตามหลักความคุมคาควรทําอยางไร ก. ประหยัดทรัพยากรดวยการใชแตของเดิมจนหมดกอน ข. เลือกใชเฉพาะอุปกรณที่ทันสมัย ค. รับฟงความคิดเห็นจากคนภายในเรื่องการปรับปรุงงาน ง. ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 152. ขอใดไมใชลักษณะขององคกรที่บริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. มีระบบสนับสนุนการทํางานเรื่องระเบียบ สถานที่ ข. เจาหนาที่ทุกคนรูจักรับผิดชอบตอผลงานที่กําหนดไว ค. ผูบริหารทุกระดับมีเปาหมายที่ชัดเจน ง. ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 153. ขั้นตอนแรกของการจัดทําระบบติดตามผลปฏิบัติงานคืออะไร ก. เลือกวิธีเก็บรวบรวมขอมูล ข. กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด ค. ใชประโยชนจากขอมูลการวัดผล ง. กําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน 154. แนวโนมอนาคตองคกรจําเปนตองปรับตัวเองอยางไร ก. มีระบบมากขึ้น ข. ยืดหยุนมากขึ้น ค. มีระเบียบมากขึ้น ง. ปรับเปลี่ยนยากขึ้น 155. การยื่นหนังสือขอลาออกเพื่อไปดํารงตําแหนงทางการเมืองผูบังคับบัญชาตองมีคําสั่งอนุญาตใหลาออก เมื่อใด ก. ตั้งแตวันถัดไป ข. ตั้งแตวันที่ 3 ของวันที่ลาออก ค. ตั้งแตวันที่ 5 ของวันที่ลาออก ง. ตั้งแตวันที่ลาออก
102.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 99 156.
ขอใดไมใชเปาหมายของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการ บริหารกิจการบานเมืองที่ดี ก. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ข. เกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน ค. เสริมสรางความมั่นคงใหกับประเทศ ง. ไมมีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเปน 157. Good Governance ตรงกับบัญญัติศัพทไทยคําใด ก. ธรรมรัฐ ข. ธรรมาภิบาล ค. ระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ง. ถูกทุกขอ 158. ขอใดเปนหลักการสรางระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ก. หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปรงใส ข. หลักความซื่อสัตย หลักกลายืนหยัด หลักความโปรงใส ค. หลักความมีสวนรวม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุมคา ง. ขอ ก และขอ ค 159. การปฏิบัติงานของภาครัฐที่ใหประชาชนนตรวจสอบไดตรงกับหลักการระบบบริหาร กิจการบานเมืองและ สังคมที่ดีขอใด ก. หลักความมีสวนรวม ข. หลักความโปรงใส ค. หลักนิติธรรม ง. หลักความรับผิดชอบ 160. การทบทวนปรับปรุงกฎระเบียบ บเพื่อใหเกิดความเปนธรรมทันสมัยรัดกุมรวดเร็ว เขาใจงายและมีการ เผยแพรใชจัดอยูในหลักการสรางระบบ บริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ในขอใด ก. หลักความคุมคา ข. หลักนิติธรรม ค. หลักคุณธรรม ง. หลักความรับผิดชอบ 161. ขอใดคือขั้นตอนแรกของการวางแผนกลยุทธ ก. การกําหนดวิสัยทัศน ข. การวิเคราะหองคการ ค. การวิเคราะหภารกิจหรือพันธกิจ ง. การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน 162. การวางแผนกลยุทธ การวางแผนกลยุทธ เปนการวางแผนเพื่อนําองคกร ขอใดตอไปนี้คือขั้นตอนที่ถูกตอง ก. การวิเคราะหองคการ (SWOT) - การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน - การคนหาอุปสรรค และปญหา ในการดําเนินงาน – การวิเคราะหภารกิจ – กําหนดวิสัยทัศน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดกิจกรรม – กําหนดโครงการ – กําหนดงาน ข. การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การวิเคราะหสภาพแวดลอม – การคนหาอุปสรรคและปญหา – การ วิเคราะหภารกิจ - กําหนดวิสัยทัศน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดโครงการ – กําหนดกิจกรรม - กําหนดงาน
103.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 100 ค.
การวิเคราะหภารกิจ – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต - การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การกําหนดวิสัยทัศน – การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – กําหนดกลยุทธ – กําหนด นโยบาย – กําหนดกิจกรรม – จัดทําแผนกลยุทธ ง. การวิเคราะหภารกิจ - การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต – การ คนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – การกําหนดกลยุทธ – การจัดทําแผนกลยุทธ – การ กําหนดนโยบาย – การกําหนดกิจกรรม 163. ความหมาย Weakness ในวิธีการ SWOT Analysis คืออะไร ก. จุดออนภายใน/ภายนอก องคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย ข. จุดออนภายในองคกร ที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย ค. จุดออนภายนอกองคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย ง. บุคลากรภายในองคกรมีความสามารถไมเพียงพอ 164. การวิเคราะหบริบทสวนปจจัยภายใน เกี่ยวของกับเรื่องใดมากที่สุด ก. Balance Scorecard ข. Blueprint for change ค. Knowledge Management ง. 7Ss 165. ขอใดคือการเรียงลําดับจากภาพกวาง ๆ ไปสูรายละเอียด ก. นโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรม ข. แผนงาน นโยบาย โครงการ กิจกรรม ค. แผนงาน โครงการ นโยบาย กิจกรรม ง. นโยบาย โครงการ แผนงาน กิจกรรม 166. ผูบริหารมีทักษะขอใดสําคัญที่สุด ก. การวางแผน ข. การตัดสินใจ ค. การจัดองคกร ง. การสื่อสาร 167. คํากลาวใดมีอยูในวิสัยทัศนประเทศไทย ก. สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน ข. สังคมเปยมคุณธรรมจริยธรรม ค. สังคมมีคุณภาพ ประชาชนสมานฉันท ง. สังคมสมานฉันท มีดุลยภาพทุก ๆ ดาน 168. หลักการมอบหมายงานเปนอยางไร ก. มอบเฉพาะงานที่ไมสําคัญ ข. มอบคนที่พิจารณาแลววามีความรับผิดชอบสูง ค. มอบใหแลวไมตองมีการกํากับ ติดตาม ง. มอบใหเหมาะสมกับความรูความสามารถและกําลังของผูรับมอบ 169. การตัดสินใจอยูขั้นตอนใดของกระบวนการบริหาร ก. การวางแผน ข. การดําเนินงานตามแผน ค. การกํากับติดตาม ง. อยูทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหาร 170. ความสามารถในการกําหนดทิศทาง หรือแนวทางการพัฒนาองคกร ี่เปนรูปธรรมเปนที่ยอมรับ และเปนไป ไดในทางปฏิบัติ การยอมรับ การยอมรับแนวคิด/วิธีการใหม ๆ เพื่อการพัฒนางาน เปนความหมายของ สมรรถนะขอใด ก. การมีวิสัยทัศน ข. การวิเคราะหและสังเคราะห ค. การมุงผลสัมฤทธิ์ ง. ถูกทุกของ
104.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 101 171.
วิสัยทัศนที่ดีควรมีลักษณะอยางไร ก. จํางาย กระชับ ไดใจความ ข. ชัดเจน เขาใจงาย ค. เปนไปได วัดได ทาทาย และแสดงความมุงมั่นของทุกคนในองคกร และนําไปสูการปฏิบัติ ง. ผูบริหารเปนคนคิด 172. หัวใจของการกําหนดวิสัยทัศนคือ ก. ทําใหทุกคนในองคกรเปนเจาของ มีสวนรวมรับผิดชอบ ข. นําสูการปฏิบัติใหไดภายในปเดียว หรือใชเวลาใหนอยที่สุด ค. กําหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ง. สั้น ๆ กระชับ ไดใจความสามประเด็น คือ องคกรคุณภาพมาตรฐานสากล พัฒนาตอเนื่องโดยใช เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการประชาชนที่มารับบริการ 173. ขอใดคือสิ่งที่จะทําใหวิสัยทัศนเปนจริง ก. Mission ข. Goal ค. Objictive ง. Target 174. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยขอใดทําไดยากที่สุด ก. ความรู ข. พฤติกรรมสวนบุคคล ค. พฤติกรรมของกลุม ง. ทัศนคติ 175. การจูงใจของผูบริหารใหบุคลากรในโรงเรียนปฏิบัติงานวิธีใดที่งาย ประหยัด และใชไดทุกที่ทุกเวลา ก. ใหเลื่อนขั้น ข. ใหโล เกียรติคุณบัตร ค. ใหคํายกยอง ชมเชย ง. ใหสวัสดิการ 176. ขอใดคือสังคมออนไลนที่นิยมใชที่สุดในปจจุบัน ก. Face book ข. Hi 5 ค. Twitter ง. Ning.com 177. การหมุนเวียนการทํางาน ตรงกับขอใด ก. Job rotation ข. On the job training ค. Project assignment ง. Self directed Study 178. ทรัพยากรทางการบริหาร ขอใดเปนบทบาทหนาที่โดยตรงของผูบริหาร ก. Man ข. Money ค. Material ง. Management 179. ทรัพยากรทางการบริหาร ขอใดสําคัญที่สุด ก. Man ข. Money ค. Material ง. Management 180. ขอใดเรียงลําดับกิจกรรมในการปรับปรุงงาน 5 ประการตามหลัก 5 ส. ไดถูกตอง ก. สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สรางนิสัย ข. สะดวก สะอาด สะสาง สุขนิสัย สุขลักษณะ ค. สะดวก สะสาง สะอาด สุขนิสัย สุขลักษณะ ง. สะอาด สะสาง สะดวก สุขนิสัย สุขลักษณะ
105.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 102 181.
การแยกสิ่งที่ไมไดใชออกไปเปนกิจกรรมใดของหลักการ 5 ส. ก. สะสาง ข. สะดวก ค. สะอาด ง. สุขลักษณะ 182. การเทียบเคียงผลงาน เกี่ยวของกับขอใดมากที่สุด ก. Coaching ข. Benchmarking ค. Following ง. Balance Scorecard 183. การบริหารกิจการบานเมืองที่ดี หมายถึง การบริหารราชการเพื่อบรรลุเปาหมายใด ก. ประโยชนสุขของประชาชน ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรัฐ ง. ถูกทุกขอ 184. ในการบริหารราชการเพื่อประโยชนสุขของประชาชน จะตองมีแนวทางในการบริหารราชการอยางไร ก. การดําเนินการจะตองมีการศึกษาและประชาพิจารณปองกันผลกระทบตอประชาชน ข. หากเกิดปญหาและอุปสรรคจากการดําเนินการใหสวนราชการดําเนินการแกไขปญหาโดยเร็ว ค. เปนหนาที่ของสวนราชการตองคอยวัดความพึงพอใจของประชาชน ง. ถูกทุกขอ 185. เปาหมายการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี มีสาระสําคัญที่สุดคือขอใด ก. เกิดประโยชนสุขของประชาชน ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ค. มีประสิทธิภาพและความคุมคา ง. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ข ทําความเขาใจกับประเด็นปญหา 2. ตอบ ง องคประกอบภายในองคก รผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร นวัตกรรม การเงิน 3. ตอบ ข มีความยืดหยุน ขอมูลมีความพรอมเล็กนอย 4. ตอบ ค ชวยผูใตบังคับบัญชาใหรูสึกวาตัวเองมีคา 5. ตอบ ง วางนโยบายการทํางานขององคกร 6. ตอบ ก กําหนดทางเลือก 7. ตอบ ง บรรลุเปาหมาย 8. ตอบ ค 15 – 20 ป 9. ตอบ ค ใชอํานาจควบคุม 10. ตอบ ก ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ 11. ตอบ ก สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน 12. ตอบ ข ระดับปฏิบัติการ 13. ตอบ ง มุมมองดานปจจัยการบริหาร 14. ตอบ ข พนักงานทุกคน 15. ตอบ ง ระบุวัตถุประสงคใหชัดเจน 16. ตอบ ง ความชํานาญดานการตลาดนอย 17. ตอบ ข การเสริมแรงทางลบ
106.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 103 18.
ตอบ ง ใชเปนเกณฑตัดสินผลการปฏิบัติงานจริง 19. ตอบ ก อัตราผูใชสื่อวีดีทัศนมี 50% 20. ตอบ ง ออกคําสั่งชัดเจน มีความหมายเดียว 21. ตอบ ง เพิ่มตนทุนการผลิตขึ้น 22. ตอบ ง ตัวขอกําหนด 23. ตอบ ค ถอยแถลงพันธกิจ 24. ตอบ ค จากวัตถุประสงคและเปาหมาย 25. ตอบ ข พี่เลี้ยง 26. ตอบ ค การหลีกเลี่ยง 27. ตอบ ง คุณภาพสิ่งสิ่งที่ตองสรางใหเกิดขึ้นในทุกจุดของการทํางาน 28. ตอบ ค การปรับปรุงอยางตอเนื่อง 29. ตอบ ก เพราะผูบริหารมักยึดติดระเบียบแบบแผนตามตัวหนังสือ 30. ตอบ ค คัดเลือกพนักงานที่มีความสามารถ 31. ตอบ ก ความทาทายของงาน 32. ตอบ ข ผลการทํางานจะสูงกวาทํางานคนเดียว 33. ตอบ ง แตละคนในกลุม มีงานเฉพาะตามเปาหมายของตน 34. ตอบ ค แบบชวงเวลาตายตัว 35. ตอบ ก การแบงอํานาจ การมอบอํานาจ 36. ตอบ ข การทําใหการเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม 37. ตอบ ค การสรางคุณภาพใชเงินนอยกวาการแกปญหาความผิดพลาด 38. ตอบ ง อํานาจในการใหรางวัล 39. ตอบ ค การไลออก 40. ตอบ ค ดานความรับผิดชอบ. 41. ตอบ ข ความตองการขององคกร 42. ตอบ ข สงเสริมและสนับสนุนใหบุคลากรทํางานอยางมีความสุข 43. ตอบ ข การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางกาวกระโดด 44. ตอบ ง หลักการสมานฉันท 45. ตอบ ค เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภาพใชความคิดใหมๆในการบริหารงาน 46. ตอบ ข ขาดความรูในขาวสารที่สงออกไป 47. ตอบ ค การโยกยายสับเปลี่ยน 48. ตอบ ข เก็บไวในใจ 49. ตอบ ค ทําความผิดครั้งเดียวก็ไลออก 50. ตอบ ง ผูรับบริหาร 51. ตอบ ค เริ่มตนใหมหมด 52. ตอบ ง มีการเลือกรับสาร เฉพาะที่ตนตองการ 53. ตอบ ก สรางความชัดเจนในความสัมพันธระหวางผลงานและผลตอบแทน 54. ตอบ ง จํานวนอุปกรณการผลิต 55. ตอบ ง สังคมเปนศูนยกลางการพัฒนา
107.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 104 56.
ตอบ ง ชวยใหองคกรกําหนดทิศทางในอนาคตไดอยางชัดเจน 57. ตอบ ง ปรับปรุงพัฒนา 58. ตอบ ค การแบงอํานาจ 59. ตอบ ข มีประสิทธิผลมาก 60. ตอบ ข ขจัดความซ้ําซอนสิ้นเปลืองของงานทุกอยาง 61. ตอบ ง ชวยสงเสริมความผูกพันในหมูสมาชิก 62. ตอบ ก ประเมินวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั้น 63. ตอบ ข ตามสถานการณ 64. ตอบ ข ผูนํากําหนดบทบาทวางแผนงาน 65. ตอบ ง ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ 66. ตอบ ค พัฒนากระบวนทัศน 67. ตอบ ง ผูบริหารระดับสูง 68. ตอบ ค มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล 69. ตอบ ง มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 70. ตอบ ง ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 71. ตอบ ง ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 72. ตอบ ข กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด 73. ตอบ ข ยืดหยุนมากขึ้น 74. ตอบ ง การคาดการณถึงความสําเร็จในอนาคต 75. ตอบ ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 76. ตอบ ข ทฤษฎี Y 77. ตอบ ง สนองตามความตองการของโรงเรียน 78. ตอบ ก การประเมินขอสรุป 79. ตอบ ข เพื่อตรวจสอบความกาวหนาของงาน 80. ตอบ ก จัดระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศเชื่อมโยงกับสถานศึกษาอื่น 81. ตอบ ก เพื่อแสวงหาวิธีแกปญหารวมกัน 82. ตอบ ข การตัดสินใจ 83. ตอบ ง อิงองคกรอื่นที่ตางกัน 84. ตอบ ค ปจจัยและจําแนกปจจัย 85. ตอบ ข ไมมีหลักเกณฑตายตัว 86. ตอบ ง ใชประโยชนเฉพาะคน 87. ตอบ ก ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร 88. ตอบ ค อํานาจตามกฎหมาย 89. ตอบ ก ใหรางวัล ลงโทษ 90. ตอบ ค พึ่งพาตนเองเพื่อการเรียนรู 91. ตอบ ง วามสะดวกสบายของผูปฏิบัติงาน 92. ตอบ ข หาองคกรที่ปฏิบัติงานดีที่สุด 93. ตอบ ง ากคนภายในและภายนอกองคกร
108.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 105 94.
ตอบ ค วัตถุประสงคในการจัดตั้ง 95. ตอบ ค การทบทวนใหม 96. ตอบ ง รูปธรรม 97. ตอบ ง การวิเคราะหวิสัยทัศนและพันธกิจ 98. ตอบ ค ทักษะดานความคิดรวบยอด 99. ตอบ ง ทักษะดานมนุษยสัมพันธ 100. ตอบ ข เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานคุณธรรม 101. ตอบ ก การบริหารโดยมีสวนรวม 102. ตอบ ค ลักษณะบุคคล สถานการณ ผลตอบแทนของงาน 103. ตอบ ง พยายามสรางสถานการณแวดลอมที่เปนมิตร 104. ตอบ ก ไดทํางานที่ทาทาย 105. ตอบ ง ทีมทําใหเกิดการกินแรงกัน 106. ตอบ ง การวางแผนทั่วไปมุงแกปญหาพัฒนาองคกร การวางแผนกลยุทธเปนการวางแผนใน ภาพรวมขององคการ 107. ตอบ ง การวัดและประเมินผล 108. ตอบ ค ยกระดับมาตรฐาน 109. ตอบ ข ความเปนไปไดที่จะกาวหนา 110. ตอบ ก พิจารณาผลงานเปนหลักในการวัดผลสําเร็จของงาน 111. ตอบ ข การควบคุมกระบวนการ 112. ตอบ ค แบบประนีประนอม 113. ตอบ ค ทําไดหรือไม 114. ตอบ ข ทําแลวจะไดอะไรหรือไม 115. ตอบ ง ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความประหยัด 116. ตอบ ค ความพึงพอใจของคนงาน 117. ตอบ ง พลังดานบุคคล พลังสิ่งแวดลอม 118. ตอบ ข องคกรและผูใตบังคับบัญชา 119. ตอบ ง ปริมาณงาน เวลา คุณภาพงาน คาใชจาย 120. ตอบ ง ตอบสนองความตองการของพนักงานตามที่เขาตองการ 121. ตอบ ค แบบเนนความสําเร็จของงาน 122. ตอบ ข กําหนดแผนปฏิบัติการ 123. ตอบ ง เปนที่พึงพอใจของทุกฝายที่เกี่ยวของ 124. ตอบ ง การมอบอํานาจ 125. ตอบ ข ความรูความสามารถของผูบริหาร 126. ตอบ ค เนนความสามารถเฉพาะดาน 127. ตอบ ข ผูอํานวยการสถานศึกษา ใหรองผูอํานวยการ ปฏิบัติหนาที่แทน 128. ตอบ ค การทํางานที่ปราศจากการทุจริต 129. ตอบ ก มนุษยแตละคนแตกตางกัน 130. ตอบ ค ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เปนสมาชิกขององคกร
109.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 106 131.
ตอบ ข Balanced scorecard 132. ตอบ ข นําแผนไปปฏิบัติ 133. ตอบ ง ไดรับความรวมมือจากผูบริหารระดับสูงขององคกร 134. ตอบ ข การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา 135. ตอบ ง สรางหลักประกันความปลอดภัยของผูเขารวมแสดงความคิดเห็นวิพากษวิจารณการ ดําเนินงานขององคกร 136. ตอบ ข การปฐมนิเทศ 137. ตอบ ข ทําเปนหนังสือตามระเบียบ 138. ตอบ ก สํารวจความตองการพัฒนาของบุคลากรทั้งหมดภายในองคกร 139. ตอบ ค ทีมงานจะมีประสิทธิภาพหรือไมอยูที่เงินสนับสนุน 140. ตอบ ค ความพึงพอใจของผูรับบริการ 141. ตอบ ข การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงกับเปาหมายที่กําหนด 142. ตอบ ง ตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก 143. ตอบ ค ชวยคัดเลือกบุคลากรเขาทํางานไดถูกตองตามระดับ 144. ตอบ ก ลดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน 145. ตอบ ค ควรมีลักษณะตายตัว 146. ตอบ ง ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ 147. ตอบ ค พัฒนากระบวนทัศน 148. ตอบ ง ผูบริหารระดับสูง 149. ตอบ ค มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล 150. ตอบ ง มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 151. ตอบ ง ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 152. ตอบ ง ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 153. ตอบ ข กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด 154. ตอบ ข ยืดหยุนมากขึ้น 155. ตอบ ง ตั้งแตวันที่ลาออก 156. ตอบ ค เสริมสรางความมั่นคงใหกับประเทศ 157. ตอบ ง ถูกทุกขอ 158. ตอบ ง ขอ ก และขอ ค 159. ตอบ ข หลักความโปรงใส 160. ตอบ ข หลักนิติธรรม 161. ตอบ ค การวิเคราะหภารกิจหรือพันธกิจ 162. ตอบ ค การวิเคราะหภารกิจ – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต - การวิเคราะหองคการ (Swot) – การกําหนดวิสัยทัศน – การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดนโยบาย – กําหนดกิจกรรม – จัดทําแผนกลยุทธ 163. ตอบ ข จุดออนภายในองคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย 164. ตอบ ง Ss 165. ตอบ ก นโยบาย แผนงาน โครงการกิจกรรม
110.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 107 166.
ตอบ ข การตัดสินใจ 167. ตอบ ก สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน 168. ตอบ ง มอบใหเหมาะสมกับความรูความสามารถและกําลังของผูรับมอบ 169. ตอบ ง อยูทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหาร 170. ตอบ ก การมีวิสัยทัศน 171. ตอบ ค เปนไปได วัดได ทาทาย และแสดงความมุงมั่นของทุกคนในองคกรและนําไปสูการปฏิบัติ 172. ตอบ ก ทําใหทุกคนในองคกรเปนเจาของ มีสวนรวมรับผิดชอบ 173. ตอบ ก Mission 174. ตอบ ง ทัศนคติ 175. ตอบ 176. ตอบ ก Face book 177. ตอบ ข On the job training 178. ตอบ ง Management 179. ตอบ ก Man 180. ตอบ ก สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สรางนิสัย 181. ตอบ ก สะสาง 182. ตอบ ข Benchmarking 183. ตอบ ง ถูกทุกขอ 184. ตอบ ง ถูกทุกขอ 185. ตอบ ก เกิดประโยชนสุขของประชาชน
111.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 108 แนวขอสอบ
ชุดที่ 3 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร คําสั่งใหทานเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. ขอใดตอไปนี้แสดงใหเห็นหลักในการบริหารงานบุคคลมากที่สุด ก. Equal work for equal pay ข. Equal pay for equal work ค. ผูชายผูหญิงหรือเด็กหากทํางานไดเทากันควรไดคาจางเทากัน ง. ถูกทุกขอที่กลาวมา 2. หลักสําคัญหรือปรัชญาในการบริหารงานบุคคลที่วา put the right man in the right place นั้น ไดมาจากแนวความคิดของชนชาติใด ก. ชาวอเมริกัน ข. ชาวอินเดีย ค. ชาวอียิปต ง. ผิดทุกขอ 3. การบริหารงานบุคคลโดยหลักการบริหารแลวถือเปนหนาที่ของผูใด ก. ผูจัดการใหญ ข. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ค. ผูจัดการระดับกลาง ง. ถูกทุกขอ 4. การบริหารงานบุคคลเปนวิชาที่เกี่ยวกับอะไร ก. การบริหารทรัพยากรมนุษย ข. การบริหารทรัพยากรคน ค. การบริหารทรัพยากรบุคคล ง. ถูกทุกขอ 5. การบริหารงานบุคคลในอดีตหรือสมัยกอน ๆ มีจุดมุงหมายที่สําคัญเพื่อใหบรรลุขอใดเปนสําคัญ ก. วัตถุประสงคของงาน ข. วัตถุประสงคของพนักงาน ค. วัตถุประสงคของสังคม ง. ถูกทุกขอ 6. การบริหารงานบุคคลเปนวิชาที่เกี่ยวกับอะไร ก. การเลือกพนักงาน ข. การฝกอบรมหรือพัฒนาบุคคล ค. การปลูกใจเจาหนาที่ ง. ถูกทุกขอ 7. งานนั้นแตละชิ้นจะตองทําอะไรทําโดยวิธีการอยางไรและเมื่อใดหนาที่และความรับผิดชอบมีขอบเขต แคไหนและใครก็ตามที่มาทํางานนี้จะตองปฏิบัติตามใหไดคือลักษณะของ ก. Job description ข. Job analysis ค. Job evaluation ง. ผิดทุกขอ 8. ขอใดตอไปนี้มีความสําคัญในฐานะเปนหลักเองของการบริหารงานบุคคลที่มากที่สุด ก. การฝกอบรมพนักงาน ข. การประเมินผลการปฏิบัติงาน ค. การวิเคราะหงาน ง. การประเมินคาของงาน 9. Job evaluation คือการประเมินวางานนั้น ก. มีคุณภาพเพียงใด ข. มีคาเปนตัวเงินเทาใด ค. มีปริมาณมากนอยเพียงใด ง. มีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด 10. Job analysis สามารถใชประโยชนในเรื่องอะไร ก. การแกปญหาขอพิพาทแรงงาน ข. การแนะแนวอาชีพ ค. การคิดคาตอบแทนในการทํางาน ง. ถูกทุกขอ
112.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 109 11.
การกําหนดคุณสมบัติของผูที่จะมาปฏิบัติงานเปนผลที่ไดมาจากอะไร ก. Job description ข. Job evaluation ค. Job personalization ง. Job qualification 12. ขอใดคือหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ก. หลักความกตัญูกตเวที ข. หลักความเปนกลางทางการเมือง ค. หลักความซื่อสัตยสุจริต ง. ถูกทุกขอ 13. ขอใดไมใชหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ ก. หลักความรูความสามารถ ข. หลักระบบญาติ ค. หลักระบบพรรคพวก ง. ผิดทุกขอ 14. ขอใดไมใชหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ก.หลักเสรีภาพ ข. หลักความเปนกลางทางการเมือง ค. หลักความเสมอภาคในโอกาส ง. ผิดทุกขอ 15. หลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภนิยมใชองคการชนิดใด ก. งคการทางการบริหาร ข. องคการทางการเมือง ค. องคการทางเศรษฐกิจ ง. ถูกทุกขอ 16. การจัดหาบุคคลเพื่อเขาปฏิบัติงานในองคการธุรกิจโดยทั่วไปจะหาจากแหลงใดบาง ก. ภายในองคการ ข. ภายนอกองคการ ค. รอบ ๆ องคการ ง. ถูกทุกขอ 17. จํานวนผูปฏิบัติงานในองคการธุรกิจควรมีเทาใดนั้นหามาไดจากอะไร ก. การวิเคราะหปริมาณคน ข. การวิเคราะหคุณภาพคน ค. การวิเคราะหงาน ง. ผิดทุกขอ 18. นโยบายการเสาะหาคนงานจากภายนอกองคการในระดับการวาจางขั้นต่ําเทานั้น หมายถึง องคการมี นโยบายจะหาคนงานจากแหลงใด ก. จากภายใน ข. จากภายนอก ค. จากรอบ ๆ องคการ ง. ผิดทุกขอ 19. การวางตําแหนงงานและการคัดเลือกดวยตนเองเปนวิธีการเจาะหาแรงงานจากแหลงใด ก. จากภายในองคการ ข. จากภายนอกองคการ ค. จากรอบ ๆ องคการ ง. ทั้งขอ ข และ ค 20. แรงของผูสมัครงานที่องคการธุรกิจไมตองเสียคาใชจายมากในการเสาะหาคือ ก. Raiding ข. Walk-ins ค. New blood ง. ผิดทุกขอ 21 ขอใดไมใชหลักเกณฑที่ใชในการพิจารณาสําหรับการคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน ก. เพศ ข. อายุ ค. ฐานะทางครอบครัว ง. ผิดทุกขอ 22. ทักษะหรือความสันทัด ขอใดที่จําเปนสําหรับผูบริหารในระดับกลาง ก. Human - relations skill ข. Technical skill ค. Conceptual skill ง. ถูกทุกขอ
113.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 110 23.
ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ทําหนาที่อะไร ก. Staff ของผูจัดการองคการ ข. Line ของฝายการเจาหนาที่เอง ค. ขอ ก และ ข ง. Line ของผูจัดการเอง 24. ขอใดไมใชนโยบายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ก. การผลิตบุคคล ข. การจัดหาบุคคล ค. การพัฒนาบุคคล ง. การทํานุบํารุงบุคคล 25. ในองคการธุรกิจขนาดใหญใครเปนผูกําหนดจํานวนผูปฏิบัติงาน ก. ประธานองคการ ข. ผูจัดการใหญ ค. ผูถือหุน ง. ผิดทุกขอ 26. การแสวงหาบุคคล (Recruitment) เขามาปฏิบัติงาน เปนขั้นตอนที่ไดมีการจัดทําขอใดตอไปนี้แลว ก. Job analysis ข. Work load analysis ค. Work force analysis ง. ถูกทุกขอ 27. คําวา 10 man - year (คน - ป) หมายถึงอะไร ก. คน 10 คนทํางานคนละ 10 ป ข. คน 1 คนทํางาน 1 ป ค. คน 5 คน ทํางานคนละ 5 ป ง. ผิดทุกขอ 28. การตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ โดยพนักงาน 1 คน ตองใชเวลาโดยเฉลี่ย 10.8 นาที หมายถึง ตองใช แรงงานกี่ man-hour ก. 9.0 ข. 0.9 ค. 90.0 ง. ผิดทุกขอ 29. จากขอมูลในขอ 28 หากมีใบสําคัญที่จะตองตรวจสอบ 20,000 ใบ ในแตละเดือน ตองใชแรงงานกี่ man-hour ก. 1,200 ข. 2,400 ค. 3,600 ง. ผิดทุกขอ 30. จากขอมูลในขอ 28 และ 29 ขางตน ถามวาจะตองใชพนักงานกี่คนตรวจสอบใบสําคัญดังกลาว โดย กําหนดใหพนักงานแตละคนทํางานวันละ 6 ชั่วโมงเดือนละ 30 วัน ก. 15 ข. 20 ค. 25 ง. ผิดทุกขอ 31. ขอใดตอไปนี้ไมใชลักษณะของการโยกยาย ก. การเปลี่ยนตําแหนงหนาที่ในหนวยงานเดิม ข. ชื่อของตําแหนงเปลี่ยนไป ค. การมีรายไดสูงขึ้น ง. ถูกทุกขอ 32. การเสาะหาบุคคลแบบ New blood มีผลดีอยางไร ก. ประหยัดรายจายไดมากขึ้น ข. พนักงานขององคการมีขวัญดีมากขึ้น ค. องคการมีโอกาสไดความคิดและประสบการณใหม ง. ถูกทุกขอ 33. การประเมินผลการปฏิบัติงานหมายถึงอะไร ก. Job evoluation ข. Performance appraisal ค. Job assessment ง. ถูกทุกขอ
114.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 111 34.
การประเมินผลการปฏิบัติงานคืออะไร ก. การเปรียบเทียบผลงานของบุคคล 2 คน ข. การประเมินคาของงาน ค. การเปรียบเทียบผลงานของบุคคลกับผลงานของหนวยงาน ง. ผิดทุกขอ 35. การประเมินผลการปฏิบัติงานสามารถนําไปใชไดกับบุคคลใดบาง ก. พนักงานทุกคน ข. นักบริหารทุกคนทุกระดับ ค. เฉพาะผูใตบังคับบัญชาเทานั้น ง. ก และ ค 36. ผูใดไมมีหนาที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานเจาหนาที่ ก. ตัวพนักงานเจาหนาที่เอง ข. ผูบังคับบัญชาที่อยูใกลชิดที่สุด ค. ผูบังคับบัญชาระดับสูง ง. คณะกรรมการประเมินผล 37. ปจจัยที่ไมควรนํามาประเมินผลการปฏิบัติงานของผูบริหารระดับสูง ก. ความขยันหมั่นเพียร ข. ความคิดริเริ่มสรางสรรค ค. มนุษยสัมพันธ ง. ผิดทุกขอ 38. ปจจัยที่ไมควรนํามาประเมินผลการปฏิบัติงานของคนงานชางฝมือ คือ ก. ความรอบรูในการทํางาน ข. คุณภาพของงาน ค. ขยันหมั่นเพียรในการทํางาน ง. ขอ ก และ ค 39. ทักษะขอใดที่จําเปนมากที่สุด สําหรับผูบริหารในระดับลาง ก. ทักษะทางดานวิธีการทํางาน ข. ทักษะทางดานมนุษยสัมพันธ ค. ทักษะทางดานความคิดรวบยอด ง. ผิดทุกขอ 40. Raiding หมายถึงอะไร ก. การจัดหาคนงานชนิด new blood ข. การเสาะหาแรงงานจากแหลงภายนอก ค. การแยงซื้อตัวคนงานโดยใหคาตอบแทนสูงกวาเดิม ง. ถูกทุกขอ 41. ขบวนการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานที่ดีนั้น ควรประกอบดวยขั้นตอนกี่ขั้นตอน ก. กี่ตอนก็ไดตามความเหมาะสม ข. 5 ขั้นตอน ค. 6 ขั้นตอน ง. 7 ขั้นตอน 42. การสัมภาษณเพื่อทําใหเกิดความรูในตัวผูสมัคร เปนขั้นตอนที่ปฏิบัติเมื่อใดในขบวนการคัดเลือกคน เขาทํางาน ก. เมื่อบุคคลเริ่มสมัครเขาทํางาน ข. เมื่อสอบขอเขียนแลว ค. เมื่อสอบทดลองการปฏิบัติงานแลว ง. ผิดทุกขอ 43. วิธีการทดสอบขอใดตอไปนี้มีการใชนอยลง เพราะมักทําใหเกิดความไมยุติธรรมในการคัดเลือก ก. การทดสอบขอเขียน ข. การสัมภาษณ ค. การทดสอบเชาวปญญา ง. การทดสอบการปฏิบัติงาน 44. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง หมายถึงอะไร ก. การมีรายไดสูงขึ้น ข. Demotion ค. อํานาจหนาที่ความรับผิดชอบยังคงเดิม ง. ผิดทุกขอ
115.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 112 45.
ตามหลักความเปนจริงแลว การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงยอมเปนที่พึงปรารถนาของผูใด ก. พนักงานทั้งหมดทุกคน ข. พนักงานสวนใหญ ค. พนักงานสวนนอย ง. ถูกทุกขอ 46. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง จะกระทําไดเมื่อใดบาง ก. พนักงานผูไดรับเลื่อนเต็มใจ ข. มีงบประมาณพอสําหรับจายเปนเงินเดือนให ค. พนักงานผูรวมงานเต็มใจ ง. ผิดทุกขอ 47. โดยทั่วไปบุคคลที่เขาทํางานในองคการตาง ๆ ตองการคาตอบแทนการทํางานในรูปใดเปนประการ สําคัญ ก. ความพอใจในการทํางาน ข. อาชีพเปนหลักฐาน ค. สิ่งของเครื่องใชตาง ๆ ในการยังชีพ ง. ผิดทุกขอ 48. ปญหาเกี่ยวกับการจายเงินเดือนและคาจาง จะตองไดรับการพิจารณาจากทัศนะของผูเกี่ยวของกี่ฝาย ก. 2 ฝาย ข. 3 ฝาย ค. 4 ฝาย ง. ผิดทุกขอ 49. รายไดของคนงานที่ตองถูกหักบัญชีและภาระผูกพันบางอยางกอน เหลือเปนรายไดสุทธิเพื่อนําไปใช จายนั้น เรียกวาอะไร ก. Earning ข. Real wage ค. Money wage ง. ผิดทุกขอ 50. ประโยชนจากการวิเคราะหงานขอใดสําคัญที่สุด ก. ทําใหพนักงานเขาใจหนาที่และความรับผิดชอบดียิ่งขึ้น ข. เปนขอมูลทําใหมีการแบงงานที่มีปริมาณเทากัน ค. ชวยใหหัวหนาและลูกนองแกปญหาการทํางานไดดีขึ้น ง. สามารถชวยใหพนักงานปรับปรุงการทํางานใหดีขึ้น 51. Job Description คือ ก. การอธิบายหนาที่และความรับผิดชอบของงานหนึ่ง ๆ ข. สรางความเขาใจอันดีระหวางหัวหนางาน ค. หาคนงานในตําแหนงที่ถูกตอง ง. ถูกทุกขอ 52. Job Specification คือ ก. การกําหนดคุณสมบัติใหต่ําสุดของงาน ข. การแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ค. แสดงถึงการศึกษา ประสบการณ และลักษณะสวนตัวของบุคคลที่เหมาะสมกับงาน ง. ถูกทุกขอ 53. การสรรหาบุคคลในองคการขอใดที่ดีที่สุด ก. หารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลไดงาย ข. ใชไดทันทีไมตองเสียเวลาฝกอบรมกอนอีก ค. เปนการบํารุงขวัญคนงาน ง. ชวยสงเสริมการพัฒนาตนเอง
116.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 113 54.
การสรรหาบุคคลที่ใชอยูในปจจุบัน คือ ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบอุปถัมภ ค. ใชไดทั้งขอ ก และ ข ง. ผิดทุกขอ 55. Job Evaluation คือ การประเมินงานเกี่ยวกับอะไร ก. งานมีผลการปฏิบัติงานมากนอยเพียงใด ข. งานมีปริมาณมากนอยเพียงใด ค. งานมีคุณภาพมากนอยเพียงใด ง. ผิดทุกขอ 56. ขอใดที่ทําใหองคกรไดทราบวาเขาทํางานมีคุณคาตรงกับความตองการที่ตั้งใจไวมากที่สุด ก. Job Analysis ข. Job Evaluation ค. Performance Appraisal ง. Job Description 57. อุปสรรคของการประเมินผลงานขอใดสําคัญที่สุด ก. การมีสมมติฐานที่ผิด ๆ ข. อุปสรรคทางดานความคิด ค. อุปสรรคทางเทคนิค ง. ถูกทุกขอ 58. วิธีการประเมินผลงานปจจุบันใชวิธีใดบาง ก. ตั้งคณะกรรมการประเมินผล ข. ใหหัวหนาประเมินผล ค. ใหเจาตัวประเมินผล ง. ใชทุกขอ 59. การบริหารการเปลี่ยนแปลงมีทั้งดาน ก. Vertical line ข. Horizontal line ค. ขอ ก และ ข ผิด ง. ขอ ก และ ข ถูก 60. การเปลี่ยนแปลงแบบ Vertical line เปนการ ก. เปลี่ยนแปลงทางตั้ง ข. เปลี่ยนแปลงทั้งเงินและเงินเดือนสูงขึ้น ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด 61. การเปลี่ยนแปลงแบบ Horizontal line คือ ก. การเปลี่ยนแปลงแนวราบ ข. งานและเงินเทาเดิม ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด 62. เหตุที่ทําใหมีการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพราะ ก. จากปจจัยภายนอก ข. การเปลี่ยนแปลงการจัดองคกร ค. การเจริญเติบโตขององคการ ง. ถูกทุกขอ 63. ขอใดเปนหนาที่ที่สําคัญที่สุดของภาวการณเปนผูนํา ก. เปนผูมีคุณธรรม ข. เปนผูรักษาความสัมพันธระหวางผูใตบังคับบัญชากับผูบังคับบัญชา ค. เปนผูวางนโยบาย ง. เปนผูบริหารที่ดี 64. ขอใดบางที่มิใชการวิเคราะหงาน ก. การสังเกต ศึกษา และทํารายงาน ข. หาขอมูลเกี่ยวกับลักษณะงาน ค. เพื่อทราบวางานนั้นตองใชความรูความสามารถ ง. ผิดทุกขอ
117.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 114 65.
วัตถุประสงคของการทํา Job Evaluation ในองคการ ก. หาอัตราคาจางที่ยุติธรรมกับงานในแตละตําแหนงในองคการ ข. เพื่อปรับอัตราคาจางที่จายอยูในปจจุบันใหเทากับคาจางที่ไดจากการประเมิน ค. เพื่อพิจารณาขึ้นเงินเดือนพนักงาน ง. เพื่อเปนเกณฑในการเลื่อนตําแหนง 66. คําถามที่ไมควรใชในการสัมภาษณ ก. คําถามนํา ข. คําถามที่สรางความกดดัน ค. คําถามสั้น ๆ ค. คําถามเรื่องสวนตัว 67. ผูที่จะทําหนาที่เปนผูสัมภาษณผูสมัครงานคือใคร ก. ตองเปนบุคลากรจากแผนกบุคคล ข. ตองเปนผูบังคับบัญชาจากหนวยงานเทานั้น ค. ตองเปนตัวแทนจากคณะกรรมการบริหาร ง. ผิดทุกขอ 68. ขอใดไมควรนํามาพิจารณาประกอบการสัมภาษณ ก. ภาษาที่ใชสัมภาษณ ข. ความรูสึกสวนตัวของผูสัมภาษณ ค. สภาพแวดลอมในขณะสัมภาษณ ง. หัวขอที่จะพูดคุยในการสัมภาษณ 69. เมื่อพบวาพนักงานทําผิดระเบียบวินัย ควรดําเนินการอยางไร ก. ลงโทษทันทีตามหลัก Hot Stove ข. ปลอยใหเหตุการณสงบแลวจึงพิจารณาลงโทษ ค. พิจารณาลงโทษตามลําดับจากเบาไปหนัก ง. ขอ ก และ ค 70. หนังสือสัญญาสภาพการจาง เปนขอตกลงรวมกันระหวางนายจางและลูกจางในเรื่องใด ก. ผลประโยชนตาง ๆ ที่ลูกจางไดรับ ข. ระยะทดลองงาน และเงื่อนไขการบรรจุ ค. ระเบียบขอบังคับ ง. ทั้ง ก ข และ ค เปนรายละเอียดที่ระบุในสภาพการจาง 71. การสัมภาษณ “Stress Interview” เนนความสําคัญในขอใด ก. ผูสัมภาษณหลายคน สัมภาษณผูสมัครงานคนเดียวไปพรอม ๆ กัน ข. ผูสัมภาษณคนเดียว สัมภาษณผูสมัครงานหลาย ๆ คนพรอม ๆ กัน ค. ผูสัมภาษณหลายคน ผลัดกันสัมภาษณผูสมัครคนหนึ่งโดยแบงเวลาใหสัมภาษณไดทีละคนในแตละ วัน ง. ไมมีขอใดถูก 72. พนักงานถูกจับฐานฆาคนตาย กรณีนี้เปนการทําผิดวินัยของบริษัทในขอใด ก. ดานพฤติกรรมการทํางาน ข. ดานความประพฤติ ค. ดานกิจกรรมภายนอก ง. ไมถือวาผิดวินัยเพราะเปนเรื่องความผิดตามกฎหมายอาญา 73. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับ พ.ร.บ. กองทุนเงินประกันสังคม ก. ปจจุบันใชบังคับแลว แตยังคุมครองไมครบถวนในสาระสําคัญตามวัตถุประสงคหลักของกองทุน ข. ผูจายสมทบกองทุน ไดแก รัฐบาล นายจาง และลูกจาง ค. พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไมคุมครองถึงขาราชการประจํา ง. ถูกทุกขอ
118.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 115 74.
ผูริเริ่มนโยบายทางดานการบริหารงานบุคคล และผูสั่งการใหเปนไปตามนโยบายการบริหารงานบุคคล คือใคร ก. ฝายบุคคลเปนผูริเริ่มและเสนอแนะ สวนการใชหรือการสั่งการเปนเรื่องของผูบังคับบัญชาในสาย งาน ข. ผูบริหารระดับสูงเปนผูริเริ่ม สวนการสั่งการเปนหนาที่ของฝายบุคคล ค. ทั้งการริเริ่มเสนอแนะและการสั่งการเปนหนาที่ของฝายบุคคล ง. สายงานตรง (Line) หรือผูบังคับบัญชาตามสายงานเปนผูริเริ่ม สวนการใชหรือสั่งการเปนหนาที่ ของฝายบุคคล 75. ขอใดหมายถึงกิจการเลิกจาง โดยพนักงานไมมีความผิด ก. Resignation ข. Discharge ค. Lay Off ง. Time Off 76. เมื่อคุณอยากทราบวาผูสมัครมีความละเอียดรอบคอบหรือไม คุณควรถามคําถามในขอใด ก. เพื่อนสนิทของคุณมีนิสัยอยางไร ข. เวลาที่คุณวาง คุณมักทําอะไร ค. หนังสือพิมพฉบับตอนเชา พาดหัวขาวอะไรบาง ง. เมื่อวานคุณใชเงินไปกี่บาท ซื้ออะไรบาง 77. แบบฟอรมใบสมัครที่ดีควรมีลักษณะอยางไร ก. ถามขอมูลพอประมาณเพื่อประหยัดเวลาในการกรอกแบบฟอรม ข. ถามรายละเอียดที่เปนเรื่องลับเฉพาะสวนบุคคล ค. ขอความสวนใหญควรเปนลักษณะถามความคิดเห็นของผูสมัคร ง. ไมมีขอใดถูก 78. คาตอบแทนที่นิยมจายใหกับผูบริหาร ก. Stock Option ข. Commission ค. Piece Work Plan ง. ถูกทุกขอ 79. ขอใดเปนการจายคาจางที่เขาหลัก M.B.O. ก. จายโบนัสคิดตามผลกําไร ข. จายเปนเงินเดือน ค. เงินคาลวงเวลา ง. เงินประจําตําแหนง 80. อัตราคาจางรายวันที่จะจายใหกับพนักงานระดับ Unskilled Worker ที่ทํางานในเขต กทม. ใน ปจจุบันโดยไมผิด พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธคือขอใด ก. ไมนอยกวา 100 บาท/วัน ข. ไมนอยกวา 120 บาท/วัน ค. ไมนอยกวา 140 บาท/วัน ง. ไมนอยกวา 162 บาท/วัน 81. การสรรหาบุคคลคือ ก. การหาคนที่บรรจุตรงกับลักษณะงาน ข. การหาคนที่บรรจุในจํานวนที่พอดีกับปริมาณงาน ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด 82. องคประกอบแหงความสามารถของบุคคลขอไหนที่องคกรตองการมากที่สุด ก. ความสามารถทางรางกาย ข. ความสามารถทางการศึกษาและระดับสติปญญา ค. ความสามารถทางจิตใจ ง. ความสามารถในทางฝมือและความสนใจในงาน
119.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 116 83.
การปรับปรุงตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการปรับปรุงตนเอง ก. ใหเขากับผูรวมงานได ข. ผูบังคับบัญชาได ค. ผูใตบังคับบัญชาได ง. ถูกทุกขอ 84. ผูนําระบบใดเปนผูนําที่ดีที่สุด ก. ผูนําแบบประชาธิปไตย ข. ผูนําแบบเสรีนิยม ค. ผูนําแบบบงการ ง. ผูนําแบบจูงใจ 85. การปฏิบัติตนใหเปนผูนําไดนั้น ควรมีหลักคือ ก. ใหความเสมอภาคแกทุกคน ข. มีจิตใจเมตตากรุณา ค. อยาทําตนเปนคนเห็นแกได ง. ถูกทุกขอ 86. การเสาะหาแรงงานคือ ก. คนหาบรรจุในตําแหนงหนาที่การงานใหเหมาะสม ข. เพื่อเปนการปรับปรุงองคการ ค. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ง. ถูกทุกขอ 87. ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการเสาะหาแรงงาน ก. ตลาดแรงงาน ข. ขอจํากัดของรัฐบาล ค. ความตองการของนายจาง ง. ถูกทุกขอ 88. การบริหารงานบุคคล เกี่ยวของกับอะไรมากที่สุด ก. พฤติกรรมองคการ ข. โครงสรางองคการ ค. พฤติกรรมบุคคล ง. ผิดทุกขอ เฉลยคําตอบ 1.ตอบ ง หลักหรือปรัชญาในการบริหารงานบุคคลในปจจุบัน จะจัดการกับคนเขามาเพื่อใหไดคนที่ เหมาะสมกับงาน และการพิจารณาเรื่องการจายคาตอบแทนที่ยุติธรรมสําหรับงานที่เทากัน ไมวาจะเปนเด็ก ผูหญิงหรือผูชาย เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการทํางาน 2. ตอบ ง ตอบหลักสําคัญหรือปรัชญา ในการบริหารงานบุคคลที่วา put the right man in the right place นั้นไดมาจากแนวความคิดของชาวอังกฤษ 3. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลเปนหนาที่ทางการบริหารประการหนึ่งของผูบริหารทุกคนซึ่งหนาที่ในการ บริหารงานมี 5 ประการคือการวางแผน การจัดองคการ การจัดคนเขาทํางาน การสั่งการ และ การควบคุม 4. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลเปนกระบวนการวางนโยบายระเบียบและกรรมวิธีในการดําเนินการ เกี่ยวกับตัวบุคคลที่ปฏิบัติงานในองคการโดยใหไดบุคคลที่เหมาะสมและบํารุงรักษาไวซึ่ง ทรัพยากรดานมนุษยที่มีประสิทธิภาพใหมีปริมาณเพียงพอเพื่อใหการปฏิบัติงานบรรลุสําเร็จ ตามเปาหมาย 5. ตอบ ก การบริหารงานบุคคลในอดีตมีจุดมุงหมายสําคัญเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคขององคการเทานั้น
120.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 117 6.
ตอบ ง การบริหารงานบุคคลนั้นเปนวิชาที่เกี่ยวกับคน เพราะการจะทํางานขององคการใหบรรลุผล สําเร็จดวยดีนั้น ตองอาศัยคนเปนผูปฏิบัติงานดานตาง ๆ ซึ่งตองดําเนินการเกี่ยวกับการวาจาง คน โดยแสวงหา คัดเลือก อบรม และพัฒนา ตลอดจนการประเมินผลและการจายคาตอบแทน ตาง ๆ เพื่อใหองคการไดคนที่มีคุณสมบัติตรงตามความตองการและมีประสิทธิภาพสูง เปน ทรัพยากรที่มีคุณคาตลอดเวลา 7. ตอบ ข การวิเคราะหงาน (Job analysisX คือ กระบวนการที่ทําขึ้นโดยการสังเกตศึกษาและทํา รายงานเพื่อหาขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของงานอยางใดอยางหนึ่งทําใหรูวางานนั้นจะตองใช ความรูความชํานาญความสามารถและความรับผิดชอบอยางไรผูปฏิบัติงานจึงจะทํางานนั้น ให สําเร็จลงได 8. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 7 9. ตอบ ข การประเมินคาหรือราคาของงาน (Job evaluation) คือ วิธีการที่มีหลักเกณฑในการกําหนด คาจางหรือเงินเดือนของงานแตละงาน เมื่อเทียบกับงานตําแหนงตาง ๆ ในองคการ เพื่อทําให อัตราคาจางสําหรับงานทั้งองคการมีสวนสัมพันธกันเปนอยางดี 10. ตอบ ง นอกจากนี้ สามารถทําใหพนักงานเขาใจหนาที่และความรับผิดชอบในงานที่ตนทําอยูดียิ่งขึ้น ชวยทําใหงานที่หวังไวบรรลุผล ไมมีอะไรมาทําใหเสียหาย และกอใหขวัญในการทํางานเสื่อม 11. ตอบ ก การกําหนดลักษณะงาน (Job specification) เปนสวนหนึ่งของทําเนียบหนาที่การงาน การ พรรณนาลักษณะงาน (Job description) เปนการกําหนดคุณสมบัติขั้นต่ําสําหรับการ ปฏิบัติงานโดยจะมีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน 12. ตอบ ข หลักเกณฑในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ไดแก 1. หลักความสามารถน 2. หลักความเสมอภาค 3. หลักความมั่นคง 4. หลักความเปนกลางทางการเมือง 13. ตอบ ก หลักระบบอุปถัมภหมายถึงปฏิบัติการในประการตางๆเกี่ยวกับการแตงตั้งบุคคลหรือการเลื่อน ขั้นโดยเห็นแกหนากันโดยมิไดคํานึงถึงหลักความรูความสามารถหลักอาวุโสและประสบการณ แตจะคํานึงถึงเรื่องสมัครพรรคพวกหรือเครือญาติมากกวาอยางอื่น 14. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 12 15. ตอบ ข โดยการแตงตั้งในระบบอุปถัมภจะมีเหตุผลดังนี้ 1. เพื่อเปนรางวัลตอบแทนการชวยเหลือทางการเมือง 2. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง 3. เพื่อประโยชนในการควบคุม 16. ตอบ ง แหลงผูสมัครงานขั้นพื้นฐานมีอยู 2 แหลงคือ 1. แตงภายในไดแกบุคคลซึ่งทํางานอยูแลวในกิจการแหงนั้น 2. แหลงภายนอก ไดแกบุคคลซึ่งในขณะนั้นไมมีสวนเกี่ยวของ กับกิจการ 17. ตอบ ก การวิเคราะหปริมาณคุณ (Work Force Analysis) คือ การคํานวณคนงานที่จะตองใชตอ จํานวนงานตลอดเดือนโดยการนําการหยุด การขาด การลาของพนักงานแตละคนมารวมใน การคํานวณดวย เพื่อที่จะทําใหทราบถึงจํานวนแรงงานที่จะตองใชอยางแทจริง
121.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 118 18.
ตอบ ก นโยบายที่สําคัญ ที่สุดประการหนึ่งในการเสาะหาคนงาน คือ การสงเสริมจากภายใน สําหรับ วัตถุประสงคในการปฏิบัติทั้งหมดแลว นโยบายดังกลาวนี้หมายความวา โครงการตาง ๆ จะ เพียงแตจะหาคนงานจากภายนอกองคการในระดับการวาจางชั้นตนเทานั้น 19. ตอบ ก การเสาะหาแรงงาน จากภายในมีวิธีการสําคัญอยู 3 อยางคือ 1. การวางตําแหนงงานและการคัดเลือกดวยตนเอง 2. ความชํานาญ 3. หลักฐานอางอิง 20. ตอบ ข ผูเสาะหางานที่มาเอง (Walk - ins) ไดแก บุคคลที่มายังองคการเพื่อหางานทํา ซึ่งเปนแหลง ของผูสมัครงานที่องคการไมตองเสียคาใชจายมาก และมักจะมีเปนจํานวนมาก 21. ตอบ ง หลักเกณฑสําหรับการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานไดแก ทักษะหรือความสามารถในการทํางาน ความชํานาญ อายุ เพศ การศึกษาและการอบรม ลักษณะของรางกาย รูปรางลักษณะ ความคิดริเริ่ม ความถนัด ความมั่นคงและความรับผิดชอบ (สําหรับงานที่ตองรับผิดชอบใน ทรัพยสินจะตองพิจารณาประวัติเรื่องฐานะทางการเงินและความรับผิดชอบในครอบครัวดวย) ทาทีที่มีตอนายจาง และบุคลิกภาพ 22. ตอบ ก ทักษะสามารถแบงได 3 ประเภทคือ 1. ทักษะทางดานเทคนิคหรือวิธีการทํางาน (Technical skill) สําหรับผูบริหารระดับต่ํา 2. ทักษะทางดานมนุษยสัมพันธ (Human Relation Skill) สําหรับผูบริหารระดับกลาง 3. ทักษะทางดานความคิดรวบยอด (Conceptual Skill) สําหรับผูบริหารระดับสูง 23. ตอบ ค ผูจัดการฝายการเจาหนาที่หรือฝายบุคคล จะทําหนาที่ละ (Line) ในฝายตน และยังคอยให ความชวยเหลือหรือคําแนะนําปรึกษา (Staff) แกผูบริหารอื่น ๆ ในองคการ 24. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 6 25. ตอบ ง เมื่อองคการเติบโตขยายตัวออกไป มีจํานวนพนักงานมากขึ้น เกี่ยวของกับบุคคลหลายวงการ อาชีพ จากหลายระดับหรือจากพื้นฐานะที่แตกตางกัน ทําใหผูบริหารจําเปนตองมีหนวยงาน ดานบุคลากรคอยใหการชวยเหลือ และใหคําแนะนําปรึกษาในการบริหารงานดานบุคคล 26. ตอบ ง การคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน (Recruitment) ซึ่งจะนําเอาความรูที่ไดจากจํานวนและชนิด (คือความรูทางดาน Job Analysis, Job Description, Job Specification, Work load Analysis และ Work Force Analysis) มาเปนสวนประกอบในการคัดเลือกคนเขาทํางาน 27. ตอบ ค เปนการทํา Work load Analysis 10 คน - ป หมายความวา คน 10 คน ทํางานคนละ 1 ป คน 1 คน ทํางาน 10 ป หรือคน 5 คนทํางานคนละ 5 ป หรือคน 2 คน ทํางานคนละ 5 ป 28. ตอบ ง ในเวลา 10.8 นาที ตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ ใชพนักงาน 1 คน ในเวลา 60 นาที ตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ ใชพนักงาน . = 0.18 คน 29. ตอบ ค ใบสําคัญ 1 ใบ เวลา 1 ชม. ใชพนักงาน 0.18 คน ใบสําคัญ 20,000 ใบ เวลา 1 ชม. ใชพนักงาน 0.18 X 20,000 = 3,600 คน/ชม. 30. ตอบ ข ใบสําคัญ 20,000 ใบ ในเวลา 1 ชั่วโมง ใชพนักงาน 3,600 คน ใบสําคัญ 20,000 ใบ ในเวลา 6 X 30 ชั่วโมง ใชพนักงาน , = 20 คน 31. ตอบ ค การโยกยาย (Transferred) หมายถึง การเปลี่ยนตําแหนงตามแนวนอน กลาวคือ จะตองมี อัตราเงินเดือนเทากัน และมีปริมาณงานและความรับผิดชอบใกลเคียงกับตําแหนงเดิม
122.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 119 32.
ตอบ ค new blood เปนวิธีการเสาะหาพนักงานจากแหลงภายนอกองคการ ทําใหองคการมีโอกาส ไดความคิดและประสบการณใหมๆ 33. ตอบ ข การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) เปนการพิจารณาคุณคาของ ผลงานที่ไดรับ เปนการเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับความตองการที่ตั้งไวและใชในการ พิจารณากําหนดอัตราคาจางตอบแทนในตําแหนงตาง ๆ วาสมควรจะจายใหมากหรือนอย เพียงใด 34. ตอบ ข ดูคําอธิบายขอ 33 35. ตอบ ก การประเมินผลงานควรกระทํากับพนักงานทุกคนในองคการ การประเมินผลงานเปน รายบุคคล จะชวยใหทราบความสามารถพิเศษ ลักษณะเดนและจุดออน ของพนักงานแต ละคน จะเปนประโยชนในการเลือกใชคนใหเหมาะสมกับความสามารถของเขา 36. ตอบ ค ผูที่มีหนาที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานควรเปนผูบังคับบัญชาที่อยู ใกลชิดที่สุด หรืออาจเปนตัวพนักงานเปนผูประเมินตนเองหรือคณะกรรมการประเมินผล 37. ตอบ ก การประเมินผลการปฏิบัติงานของผูบริหารระดับสูง ควรถือความสามารถ ในการตัดสินใจ และความคิดริเริ่มสรางสรรคหรือความสามารถในการแกปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นไดในทันทีเปน หลักในการประเมิน 38. ตอบ ค การประเมินผลการปฏิบัติงานของชางฝมือ ควรถือคุณภาพของงาน ความคิดสรางสรรค และ ความรอบรูในงาน เปนหลักประเมิน 39. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 22 40. ตอบ ค Raiding คือ การเสาะหาแรงงาน โดยวิธีจางลูกจางที่มาจากบริษัทอื่นที่เปนคูแขงขัน อาจใช วิธีการประมูลซื้อตัว ซึ่งเปนวิธีที่ขาดจรรยาบรรณ 41. ตอบ ง ขบวนการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานที่เปนรูปแบบประกอบดวย 7 ขั้นตอนตามลําดับ คือ 1. การสัมภาษณเพื่อกลั่นกรองในขั้นแรก 2. การกรอกใบสมัคร 3. การทดสอบ 4. การสัมภาษณเพื่อทําใหเกิดความรูในตัวผูสมัคร 5. การตรวจสอบพื้นภูมิของผูสมัคร 6. การตรวจรางกาย 7. การตัดสินใจวาจางทํางาน 42. ตอบ ข ดูคําอธิบายขอ 41 43. ตอบ ก การทดสอบขอเขียน เปนวิธีการที่ใชกันเปนประจําและมีความสําคัญตอการตัดสินใจคัดเลือก อยางไรก็ตามการใชวิธีการนี้ไดลดนอยลง เพราะวาการทดสอบดังกลาว อาจทําใหเกิดความไม ยุติธรรม ซึ่งทําใหมีความแตกตางเกิดขึ้น 44. ตอบ ก การเลื่อนตําแหนง (Promotion) คือ การเปลี่ยนแปลงตําแหนงตามแนวดิ่ง มีความรับผิดชอบ มากขึ้น มีสถานภาพสูงขึ้น และรับคาจางเงินเดือนสูงขึ้นดวย 45. ตอบ ข ตอบการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงเปนที่พึงปรารถนาของพนักงานเกือบทุกคนหรือเปน สวนมาก 46. ตอบ ก การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง จะเกิดขึ้นไดเมื่อพนักงานผูไดรับการเลื่อนเต็มใจ เพื่อ หลีกเลี่ยงปญหาจากผูไมประสงคจะรับการเลื่อนตําแหนง
123.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 120 47.
ตอบ ข โดยทั่วไปแลวบุคคลที่เขาทํางานในองคการตาง ๆ มีวัตถุประสงคจะทํางานเปนหลักฐาน มีอาชีพเปนหลักแหลง และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ตองการผลตอบแทนเปน เงินเดือนหรือคาจางเพื่อนําไปใชจายเลี้ยงตนเองและครอบครัว 48. ตอบ ข การจายเงินเดือนและคาจาง จําเปนจะตองพิจารณาจากทัศนะของผูเกี่ยวของรวม 3 ฝาย ดวยกัน คือ 1. รัฐหรือสังคมสวนรวม 2. คนงานหรือสมาคมคนงาน 3. นายจาง 49. ตอบ ง ที่ถูกตองคือ Take - home pay เปนรายไดที่คนงานหรือพนักงานเหลือกลับไปบานจริง คือ เปนรายไดทั้งหมดที่ตองหักภาษีเงินไดและภาระผูกพันบางอยางออกเสียกอนเหลือ เปนรายไดที่แทจริง 50. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 7 ประกอบ 51. ตอบ ง ทําเนียบหนาที่การงาน (Job Description) คือ การอธิบายหนาที่และความรับผิดชอบของ งานหนึ่ง ๆ เพื่อสรางความเขาใจอันดีระหวางหัวหนาหนวยงานกับฝายพนักงานการเจาหนาที่ เกี่ยวกับงานในตําแหนงและประเภทของบุคคลที่จะปฏิบัติงานนั้น 52. ตอบ ง การกําหนดลักษณะของงาน (Job specification) เปนสวนหนึ่งของทําเนียบหนาที่การงาน เปนการกําหนดคุณสมบัติขั้นต่ําสุดสําหรับการปฏิบัติงาน โดยจะมีการแสดงรายละเอียด เกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบดวย การศึกษา ประสบการณ และลักษณะ สวนตัวของคน ซึ่งทําใหรูวาบุคคลประเภทใดจึงจะเหมาะสมกับงานแตละอยาง 53 ตอบ ค การสรรหาโดยวิธีนี้นับวาเปนผลดีในดานสงเสริมกําลังใจในการทํางานและทําใหมีความภักดี ตอองคการมากขึ้น 54. ตอบ ค ระบบในการสรรหาบุคคลที่ไดรับความนิยมอยู 2 ระบบ คือ ระบบคุณธรรมและระบบอุปถัมภ ซึ่งแตละระบบก็มีขอดี ขอเสีย และความเหมาะสมอยูในตัวของมันเอง 55. ตอบ ง Job Evaluation คือ การประเมินคาของงาน วางานนั้นมีคาตอบแทนคิดเปนตัวเงินเทาใด 56. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 33 57. ตอบ ง 58. ตอบ ง วิธีการประเมินผลงานสามารถกระทําไดหลายวิธี เชน หัวหนาใกลชิดคนเดียว, เจาตัวประมาณ เอง, การตั้งคณะกรรมการ เปนตน 59. ตอบ ง การบริหารการเปลี่ยนแปลง ไดแก การโยกยายตําแหนงซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงตามแนวนอน (Horizontal Move) และการเลื่อนตําแหนง การลดขั้น และการปลดออกจากงาน ซึ่งเปนการ เปลี่ยนแปลงตามแนวดิ่ง (Vertical Move) 60. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 44 61. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 31 62. ตอบ ง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เกิดจากปจจัย 2 ประการคือ 1. ปจจัยภายนอก ไดแก ความเจริญกาวหนาทางวิทยาการ สภาวะเศรษฐกิจสังคม และ การเมือง 2. ปจจัยภายใน ไดแก องคการอรูปนัย ความเจริญเติบโตขององคการ 63. ตอบ ง หนาที่ที่สําคัญที่สุดของภาวการณเปนผูนํา คือ เปนนักบริหารที่ดี เพราะภาวะผูนําเปนปจจัย สําคัญอยางยิ่งตอการบริหารงานบุคคล ผูนําเปนดุจดวงประทีปขององคการ เปนจุดรวมแหง พลังของสมาชิกในองคการ ดังนั้น ผูนําจึงเปน เสมือนหลักชัยในการดําเนินการ
124.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 121 64.
ตอบ ง ดูคําอธิบายขอ 7 65. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 9 66. ตอบ ก คําถามนําที่ถามวา “ใช” หรือ “ไมใช” ไมควรนํามาใชในการสัมภาษณ ควรจะเปนคําถามที่ ชักจูงชวนใหผูถูกสัมภาษณพูดและคุยไดเต็มที่และโดยเต็มใจไมปดบัง หรือพูดคุยแบบกันเอง ใหไดขอมูลมากที่สุด 67. ตอบ ง ในการสัมภาษณผูสมัครงานนั้น ควรสัมภาษณโดยตัวแทนจากหลาย ๆ ฝาย เชน บุคลากรฝาย บุคคล และจากฝายที่เปนผูรับคนงานโดยตรง 68. ตอบ ค ปจจัยที่ใชประกอบการสัมภาษณ ไดแก 1. ภาษาที่ใชสัมภาษณ 2. ความรูสึกสวนตัวของผูสัมภาษณ 3. ความรูความชํานาญของผูสัมภาษณ 4. กลไกลอื่น ๆ เชน บันทึกขอมูลตาง ๆ ที่ไดจากการสอบของผูถูกสัมภาษณ 69. ตอบ ง ควรดําเนินการโดย 1. ควรเปนไปในลักษณะที่ใหผูกระทําความผิดไดปรับปรุงแกไข 2. ควรเพิ่มการลงโทษใหมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลําดับความผิดจากเบาไปหนัก 3. ใชกฎ Hot Stove 70. ตอบ ง นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ระบุในสภาพการจางงาน เชน อัตราเงินเดือนที่ตกลงกัน การปรับเงินเดือนหลังจากการบรรจุ และบทลงโทษกรณีที่ทําผิด เปนตน 71. ตอบ ง การสัมภาษณแบบตึงเครียด (Stress Interview) เปนเทคนิคอยางหนึ่งในการสัมภาษณ โดย การทําใหเกิดแรงกดดัน เพื่อที่จะทําใหผูถูกสัมภาษณตกอยูในสภาพที่ตะขิดตะขวงใจ และผู สัมภาษณไดสามารถสังเกตพฤติกรรมของผูถูกสัมภาษณวามีเทคนิคหรือเชาวปญญาที่จะเอา ตัวรอดโดยวิธีใดในการสัมภาษณ 72. ตอบ ค การกระทําที่เกิดภายนอกองคการ ไดแก การถูกกฎหมายยึดคาจาง หรือทรัพยสิน, ทํางานให บริษัทที่เปนคูแขงขัน, การดําเนินการประทวงโดยไมมีอํานาจ และการกระทําความผิดทาง อาญา เปนตน 73. ตอบ ง ดูคําอธิบายขอ 70 74. ตอบ ก 75. ตอบ ก Resignation หมายถึง การลาออกจากตําแหนงโดยสมัครใจของพนักงาน 76. ตอบ ง เปนคําถามที่ตองการทราบวา คุณจดจํารายละเอียดในการใชจายเงินของคุณไดมากนอย เพียงใด 77. ตอบ ง แบบฟอรมใบสมัครที่ดี จะตองสามารถเก็บขอมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผูสมัครไวอยาง ครบถวน เชน จํานวนปที่ศึกษาอยูในโรงเรียน งานในอดีตที่เคยทํามา งานครั้งสุดทายทําอยูได กี่เดือน เหตุผลที่ออกจากงานครั้งสุดทาย เงินเดือนที่ไดรับเพิ่มขึ้นจากงานที่ทําทั้งหมดในอดีต และประสบการณจากการทํางาน เปนตน 78. ตอบ ก Stock Option เปนการจายคาตอบแทนใหผูบริหาร โดยใหมีสิทธิ์ซื้อหุนขององคการได ใน บางประเทศเงินที่นําไปซื้อหุนถือวาเปนการลงทุน ไมตองเสียภาษี 79. ตอบ ก การจายโบนัสคิดตามผลกําไร เปนการจายตามการบริหารโดยดูผลลัพธ 80. ตอบ ง
125.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 122 81.
ตอบ ค การสรรหาบุคคล หมายถึง การสรรหาบุคคลและการคัดเลือกบุคคล ที่มีคุณสมบัติและคุณวุฒิ ที่เหมาะสมกับตําแหนงในงานองคการ ในการจัดหาบุคคลจะตองพิจารณาถึงชนิด (Kind) และ จํานวน (Number) 82. ตอบ ง ความสามารถในทางฝมือและความสนใจในงาน นับวามีความสําคัญมากเพราะเปนที่พึง ประสงคของทุกองคการ 83. ตอบ ง การปรับปรุงตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการที่จะปรับปรุงตนเองใหเขากับ ผูรวมงาน ผูบังคับบัญชา และผูใตบังคับบัญชา หรือกับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวของกับองคการ หรือหนวยงานได 84. ตอบ ก ผูนําแบบประชาธิปไตย เปนแบบอยางที่จัดวาดีที่สุด และอํานวยผลในการบริหารงานมาก ที่สุด ผูนําแบบนี้เรียกวา เปนพวกใจกวางคือถืออํานาจของกลุมเหนือกวาตนเอง 85. ตอบ ง นอกจากนี้ยังควรมีความสุภาพเรียบรอย ไมถือตัว เปนตน 86. ตอบ ก การเสาะหาแรงงาน คือ การคนหาบุคคลตาง ๆ ที่มีความสนใจในการที่จะมาสมัครงานใน ตําแหนงที่วางอยูภายในองคการ หรือคาดวาจะวางในอนาคตขางหนา 87. ตอบ ง นอกจากนี้ยังมีปจจัยอื่น ๆ อีก เชน “ขอจํากัดของสหภาพแรงงาน และความพอใจของผูมา สมัครงาน” 88. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 4, 6
126.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 123 แนวขอสอบ
ชุดที่ 4 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคล / บุคลากร จงเลือกคําตอบขอที่ทานเห็นวาถูกตองที่สุด 1. ลักษณะของขาราชการพลเรือนหมายถึงขอใด ก. เปนอาชีพ ข. ทํางานอยางมีระบบ ค. มีระดับการบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ 2. ขาราชการตองวางตัวเปนกลาง หมายถึงขอใด ก. ทํางานพอเหมาะไมมากไมนอย ข. ทํางานเฉพาะงานของตัวเอง ค. ไมยุงเกี่ยวงานของแผนกอื่น ง. ไมยุงเกี่ยวกับการเมือง 3. การบริหารงานบุคคล หมายถึงขอใด ก. การบริหารระบบใหดีขึ้น ข. การสรรหาบุคคลที่มีความสามารถ ค. การวางตัวบุคคลใหเหมาะสม ง. ถูกทุกขอ 4. การบริหารงานบุคคลระบบอุปถัมภมีกําเนิดในประเทศใด ก. ญี่ปุน ข. อินเดีย ค. ไทย ง. จีน 5. การบริหารงานบุคคลอยางมีระบบและชัดเจนเกิดขึ้นในชวงใด ก. กอนปฏิวัติอุตสาหกรรม ข. ระหวางปฏิวัติอุตสาหกรรม ค. หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ง. หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 6. โดยทั่วไปญี่ปุนใชการบริหารงานบุคคลแบบใด ก. พี่ปกครองนอง ข. พอปกครองลูก ค. ครูปกครองศิษย ง. รวบอํานาจ 7. การปฏิวัติอุตสาหกรรมทําใหเกิดผลกระทบตอใครมากที่สุด ก. ชางฝมือกับครูฝก ข. คนกับเครื่องจักร ค. ลูกจางกับนายจาง ง. ลูกจางกับลูกจาง 8. ทรัพยากรการบริหารงานมีอะไรบาง ก. เงิน ข. คน ค. อุปกรณ ง. ถูกทุกขอ 9. องคประกอบที่สําคัญขององคการคือขอใด ก. การบริหาร ข. งานและเงิน ค. งานและคน ง. เงินและอุปกรณ 10. ระบบการเลนพรรคเลนพวก จัดวาอยูในระบบใด ก. ระบบรวมอํานาจ ข. ระบบอุปถัมภ ค. ระบบคุณธรรม ง.ระบบสายเลือด
127.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 124 11.
ใครเปนผูวางรากฐานการใหเงินเดือนแกขาราชการเปนคนแรก ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 12. อังกฤษจัดตั้งคณะกรรมการขาราชการพลเรือนขึ้นเปนครั้งแรกใน ค.ศ. ใด ก. 1840 ข. 1850 ค. 1855 ง. 1860 13. ผูที่คิดวาควรเปดโอกาสใหทุก ๆ คนเขามารับราชการอยางเสมอภาคคือใคร ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 14. การบริหารงานบุคคลตามแบบตะวันตกเกิดขึ้นครั้งแรกในไทยตรงกับรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 2 ค. รัชกาลที่ 3 ง. รัชกาลที่ 4 15. การบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ หมายถึงขอใด ก. การบรรจุแตงตั้งไมคํานึงถึงความสามารถ ข. เปดโอกาสใหทุกคนมีสิทธิเทาเทียมกัน ค. ความมั่นคงในการทํางานมีมาก ง. ถูกทุกขอ 16. การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม หมายถึงขอใด ก. มีความเสมอภาคทางการบรรจุแตงตั้ง ข. มีอิทธิพลทางการเมืองเขาแทรกแซง ค. ใชระบบการปกครองแบบศักดินา ง. ถูกทุกขอ 17. การบริหารงานบุคคลของไทยมีรากฐานมาจากรูประบบอะไร ก. คุณธรรม ข. อุปถัมภ ค. พอปกครองลูก ง. ถูกทุกขอ 18. พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนของไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 4 ค. รัชกาลที่ 5 ง. รัชกาลที่ 7 19. แผนงานเปรียบเสมือนอะไรในการบริหารงานบุคคล ก. เครื่องชั่ง ข. นาฬิกา ค.เข็มทิศ ง. ไมบรรทัด 20. ขั้นแรกของกระบวนการวางแผนบุคคล Scientific Method คือขอใด ก. กําหนดวิธีการแกปญหา ข. กําหนดแนวทางแกปญหา ค. ปฏิบัติตามแผน ง. กําหนดขอบเขตของปญหา 21. FrankE. Fisher กลาวถึงกระบวนการวางแผนงานบุคคลวามีอยูกี่ขั้นตอน ก. 2 ขั้น ข. 3 ขั้น ค. 4 ขั้น ง. 5 ขั้น 22. การจําแนกชั้นและตําแหนงมีกี่ระบบ ก. 2 ระบบ ข. 3 ระบบ ค. 4 ระบบ ง. 5 ระบบ
128.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 125 23.
การจําแนกตามชั้นยศ ยึดเอาอะไรเปนหลัก ก. คุณวุฒิ ข. ตัวบุคคล ค. ความสามารถ ง. ความรับผิดชอบ 24. การจําแนกตําแหนง ยึดเอาอะไรเปนหลัก ก. คุณวุฒิ ข. ตัวบุคคล ค. ความสามารถ ง. ความรับผิดชอบ 25. ปจจุบันระดับมาตรฐานกลางของไทยที่สํานักงาน ก.พ. สรางขึ้นมีกี่ระดับ ก. 10 ระดับ ข. 11 ระดับ ค. 12 ระดับ ง. 13 ระดับ 26. ตําแหนงหัวหนางานระดับแผนกเทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด ก. 1-2 ข. 3-4 ค. 5-6 ง. 7-8 27. ตําแหนงอธิบดี เทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด ก. 7 ข. 8 ค. 9 ง. 10 28. ตําแหนงรองอธิบดี เทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด ก. 7 ข. 8 ค. 9 ง. 10 29. คาตอบแทน (Compensation) หมายถึงอะไร ก. เงินเดือน ข. คาพาหนะ ค. เบี้ยเลี้ยง ง. ถูกทุกขอ 30. คาจางคิดในลักษณะใด ก. รายเดือน ข. รายวัน ค. รายชั่วโมง ง. ถูกทุกขอ 31. กระบวนการสรรหาบุคคลแบงออกเปนกี่ขั้นตอน ก. 3 ขั้น ข. 4 ขั้น ค. 5 ขั้น ง. 6 ขั้น 32. การประกาศรับสมัครที่ปฏิบัติการทั่วไปมีอยูกี่วิธี ก. 2 วิธี ข. 3 วิธี ค. 4 วิธี ง. 5 วิธี 33. การทดสอบแบบปฏิบัติงาน (Performance Test) เหมาะสําหรับการสรรหาบุคคลอาชีพใด ก. เสมียนพิมพดีด ข. ทนายความ ค. นักวิชาการ ง. ครูผูสอน 34. กอนที่บุคคลจะไดรับการบรรจุและแตงตั้งเปนขาราชการโดยสมบูรณตองผานขบวนการใดกอน ก. การทําผลงาน ข. การสืบประวัติ ค. การทดลองปฏิบัติงาน ง. การประเมินผลงาน
129.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 126 35.
ขอใดเปนความหมายของการฝกอบรม ก. เพิ่มประสบการณการทํางาน ข. พัฒนาทักษะการทํางาน ค. เพิ่มสมรรถภาพของพนักงาน ง. ถูกทุกขอ 36. จําเปนหรือไมที่ตองฝกอบรมขาราชการเปนประจํา ก. จําเปน เพื่อเพิ่มความรูในการทํางาน ข. จําเปน เพราะการอบรมเปนสวนหนึ่งของการทํางาน ค. ไมจําเปน เพราะทําใหเสียงบประมาณ ง. ไมจําเปน เพราะทําใหเสียเวลา 37. การฝกอบรมกอนเขารับราชการควรจัดทําในชวงใด ก. หลังทดลองปฏิบัติราชการ ข. กอนทดลองปฏิบัติราชการ ค. กอนการสอบคัดเลือก ง. กอนไดรับการบรรจุและแตงตั้ง 38. การปฐมนิเทศ (Orientation) มีจุดมุงหมายอยางไร ก. เตรียมบุคคลใหรูจักงาน ข. แนะนําบุคคลใหรูจักหนวยงาน ค. แนะนําบุคคลใหรูจักขาราชการ ง. ถูกทุกขอ 39. ขั้นแรกของการดําเนินการฝกอบรมคือขอใด ก. วิเคราะหงานของผูเขารับการอบรม ข. หาขอมูลเกี่ยวกับผูเขารับการอบรม ค. สํารวจความตองการ ง. วางโปรแกรมการฝกอบรม 40. การเลื่อนตําแหนงโดยวิธีใด ทําใหเกิดความเฉื่อยชาทางการปฏิบัติงาน ก. การสอบ ข. การทดลองงาน ค. การเปรียบเทียบผลงาน ง. การใชระบบอาวุโส 41. การโอน หมายถึงขอใด ก. การเปลี่ยนงานในกรมเดียวกัน ข. การเปลี่ยนตําแหนงงานใหสูงขึ้น ค. การเปลี่ยนงานขามจังหวัด ง. การเปลี่ยนงานระหวางกรม 42. การยาย หมายถึงขอใด ก. การเปลี่ยนงานในกรมเดียวกัน ข. การเปลี่ยนตําแหนงงานใหสูงขึ้น ค. การเปลี่ยนงานขามจังหวัด ง. การเปลี่ยนงานระหวางกรม 43. ขอใดไมใชเหตุผลในการ โอน - ยาย ก. เพื่อติดตามครอบครัว ข. เพื่อศึกษาตอ ค. เพื่อความสะดวกของตนเอง ง. ไดรับการกดดันภายในหนวยงาน 44. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบเผด็จ ก. การเรียกประชุมยอย ๆ ข. ใจรอน ฉุนเฉียว ค. ไมยอมรับความคิดเห็นผูอื่น ง. ไมยอมใหลูกนองลากิจสวนตัว 45. ขอใดสําคัญที่สุดในการวางแผนบุคลากร ก. บุคคลมีความพอใจกับงาน ข. บุคคลมีคุณวุฒิตรงกับงาน ค. บุคคลพอเพียงกับงาน ง. บุคคลมีความพอใจกับคาตอบแทน 46. การเลื่อนขั้น โดยวิธีเวียนเทียนเปนการบริหารงานแบบใด ก. ตามสบาย ข. เผด็จการ ค. ระบบคุณธรรม ง. ระบบอุปถัมภ
130.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 127 47.
โทษทางวินัยของขาราชการพลเรือนสถานใดหนักที่สุด ก. ตัดเงินเดือน ข. ปลดออก ค. ภาคทัณฑ ง. ไลออก 48. การขอรับบําเหน็จบํานาญ เหตุรับราชการนานตองมีเวลาสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบกี่ป ก. 15 ป ข. 20 ป ค. 25 ป ง. 30 ป 49. ขาราชการพลเรือนปฏิบัติหนาที่จนไดรับอันตรายถึงพิการ จะไดรับบําเหน็จบํานาญประเภทใด ก. บําเหน็จบํานาญปกติ ข. บําเหน็จบํานาญพิเศษ ค. บําเหน็จบํานาญตกทอด ง. บําเหน็จบํานาญเพื่อดํารงชีวิต 50. เงินกอนที่บุตรภรรยาสามีจะไดรับหลังจากขาราชการเสียชีวิตเรียกวาอะไร ก. บําเหน็จบํานาญปกติ ข. บําเหน็จบํานาญพิเศษ ค. บําเหน็จบํานาญตกทอด ง. บําเหน็จบํานาญเพื่อดํารงชีวิต เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ง 2. ตอบ ง 3. ตอบ ง 4. ตอบ ง 5. ตอบ ค 6. ตอบ ข 7. ตอบ ค 8. ตอบ ง 9. ตอบ ค 10. ตอบ ข 11. ตอบ ง 12. ตอบ ค 13. ตอบ ค 14. ตอบ ง 15. ตอบ ก 16. ตอบ ก 17. ตอบ ข 18. ตอบ ง 19. ตอบ ค 20. ตอบ ง 21. ตอบ ข 22. ตอบ ก 23. ตอบ ข 24. ตอบ ง
131.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 128 25.
ตอบ ข 26. ตอบ ข 27. ตอบ ง 28. ตอบ ค 29. ตอบ ง 30. ตอบ ง 31. ตอบ ค 32. ตอบ ข 33. ตอบ ก 34. ตอบ ค 35. ตอบ ง 36. ตอบ ก 37. ตอบ ข 38. ตอบ ข 39. ตอบ ค 40. ตอบ ง 41. ตอบ ง 42. ตอบ ก 43. ตอบ ค 44. ตอบ ค 45. ตอบ ก 46. ตอบ ง 47. ตอบ ข 48. ตอบ ค 49. ตอบ ก 50. ตอบ ง
132.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 129 แนวขอสอบ
ชุดที่ 5 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคลมุงเนนสิ่งใดมากที่สุด 1. การบริหารงานบุคคลมุงเนนสิ่งใดมากที่สุด ก. ตัวปญหา ข.ตัวคน ค. งาน ง. เงิน 2. สิ่งใดควรเกิดขึ้นเปนอันดับแรก ก. การวางแผน ข. การประเมินตัวบุคคล ค. การวิเคราะหปญหา ง. การวางนโยบาย 3. ขบวนการบริหารงานบุคคลมีขบวนการคลายกับวิชาใดมากที่สุด ก. สังคมศาสตร ข. ประวัติศาสตร ค. คณิตศาสตร ง. วิทยาศาสตร 4. ใครไดรับสมญานามวาเปน “บิดาแหงการบริหาร” ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 5. สมัยแรกไทยเราคัดเลือกบุคคลเขารับราชการโดยวิธีใด ก. สอบแขงขัน ข. สอบคัดเลือก ค. สอบสัมภาษณ ง. ไมมีขอถูก 6. บุคคลที่ไดรับการแตงตั้งเปนขาราชการไทยในสมัยแรก ๆ สวนมากเปนบุคคลประเภทใด ก. ชาวนา ข. ชาวบานทั่วๆไป ค. ผูมีความรู ง. ลูกทานหลานเธอ 7. แตเดิมคาตอบแทนของขาราชการคืออะไร ก. คาธรรมเนียมตาง ๆ ข. คาจาง ค. เบี้ยเลี้ยง ง. เงินเดือน 8. ขาราชการกระทรวงใดที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนเปนกระทรวงแรก ก. กระทรวงกลาโหม ข. กระทรวงยุติธรรม ค. กระทรวงเกษตร ง. กระทรวงการคลัง 9. คําวา “ศักดินา” หมายถึงขอใด ก. กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ข. กรรมสิทธิ์ในที่นา ค. กรรมสิทธิในการทํานา ง. ถูกทุกขอ 10. ขอใดเปนฐานะของขาราชการโดยตําแหนง ก. ยกกระบัตร ข. เจาพระยา ค. ขุน ง. หมื่น 11. ขอใดเปนฐานะของขาราชการโดยราชทินนาม ก. ยกกระบัตร ข. เจาพระยา ค. เสนาบดี ง. ขุนนาง 12. การเลิกชั้นประจําตัวขาราชการโดยไมมีชั้นพิเศษ – เอก – โท – ตรี - จัตวา เกิดขึ้นใน พ. ศ. ใด ก. 2514 ข. 2515 ค. 2518 ง. 2521 13. ผูที่จะเขารับราชการไทยไดตองมีอายุอยูในชวงใด ก. 20 - 60 ป ข. 20 - 65 ป ค. 18 - 60 ป ง. 18 - 65 ป
133.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 130 14.
บุคคลประเภทใดเปนขาราชการพลเรือนไมได ก. เปนโรคตาแดง ข. เปนโรคเรื้อน ค. เปนกามโรค ง. เปนโรคความดันโลหิตสูง 15. การกําหนดความตองการดานบุคลากรคํานึงถึงสิ่งใด ก. คุณภาพ ข. โครงสราง ค. ปริมาณ ง. ถูกทุกขอ 16. First class หมายถึงขาราชการประเภทใด ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา 17. Second class หมายถึงขาราชการประเภทใด ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา 18. Third class หมายถึงขาราชการประเภทใด ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา 19. “Legal Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ 20. “Symbolic Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ 21. “Charismatic Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ 22. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบพระเดช ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป 23. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบพระคุณ ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป 24. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบเผด็จการ ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป 25. บุคคลประเภทใดจะเปนผูนําไดดีที่สุด ก. มีฐานะดี ข. มีมนุษยสัมพันธดี ค. มีความเฉลียวฉลาด ง. มีความรับผิดชอบสูง
134.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 131 26.
ขอใดเปนพฤติกรรมปลีกยอย (Molecular behavior) ก. เด็กเกงมุงหวังเรียนแพทยวิศวะ ข. คนไทยมีความออนนอม ค. เด็กเกงบางคนชอบเก็บตัว ง. ชาวพุทธไปวัดทุกวันพระ 27. ขอใดเปนกลุมแบบนอกพิธีตามแนวนอน ก. กลุมหัวหนากองกระทรวงตาง ๆ ข. กลุมขาราชการกระทรวงมหาดไทย ค. กลุมครูโรงเรียนเอกชน ง. กลุมขาราชการหญิง 28. ใครเปนคนตั้งทฤษฎีจูงใจ ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 29. ขอใดเปนกลุมแบบนอกพิธีการตามแนวดิ่ง ก. กลุมหัวหนาแผนกกรมตาง ๆ ข. กลุมขาราชการชั้นพิเศษ ค. กลุมขาราชการแผนกวิจัยวัดผล ง. กลุมขาราชการระดับ 5 30. Theory x กลาวไววา ก. คนสวนมากขยัน ข. คนสวนมากชอบทํางาน ค. คนสวนมากไมชอบทํางาน ง. ถูกทุกขอ 31. Theory y กลาวไววา ก. คนงานชอบใชกําลังกายในการทํางาน ข. คนงานชอบทํางานแบบสบาย ๆ ค. คนงานชอบหลบหลีกงาน ง. คนงานไมชอบใชสมอง 32. การเลือกแรงจูงใจมาใช ในการบริหารงานควรปฏิบัติอยางไร ก. ใชบอย ๆ ข. ใชนาน ๆ ครั้ง ค. ใชใหเหมาะสมกับงาน ง. ใชกับคนงานเพียงบางสวน 33. พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฉบับแรกประกาศใชเมื่อใด ก. 1 ม.ค. 2472 ข. 1 เม.ย. 2472 ค. 1 พ.ค. 2475 ง. 1 เม.ย. 2475 34. ขอใดไมใชประโยชนของการจูงใจ ก. สรางเสริมความสามัคคี ข. ทําใหเกิดความเชื่อมั่นในการทํางาน ค. ทําใหงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ง. ทําใหเกิดความตองการไมมีสิ้นสุด 35. ควรหรือไมที่จะใหผูรวมงานทราบนโยบายหรือแผนงานขององคการ ก. ควร เพราะจะทําใหทุกคนทํางานนอยลง ข. ควร เพราะจะทําใหทุกคนมีสวนรวมในงาน ค. ไมควร เพราะนโยบายเปนเรื่องของผูบริหาร ง. ไมควร เพราะนโยบายเปนความลับ 36. ขอใดเปนแรงจูงใจแบบนิเสธ ก. การขึ้นเงินเดือน ข. การเพิ่มกฎขอบังคับ ค. การใหคําชมเชย ง. การประกวดผลงาน 37. ก.ร.พ. ยอมาจากอะไร ก. คณะกรรมการรักษาพระองค ข. คณะกรรมการรักษาพระนคร ค. คณะกรรมการรักษาพลเรือน ง. คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติ
135.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 132 38.
ทุกคนในองคการควรไดรับการยกยองในผลสําเร็จของงานรวมกันหรือไม ก. ควร เพราะจะทําใหทุกคนสามัคคีกัน ข. ควร เพราะจะทําใหทุกคนมีแรงจูงใจ ค. ไมควร เพราะจะทําใหเสียการปกครอง ค. ไมควร เพราะจะทําใหเกิดการสไตรคได 39. ปจจุบันเราได พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฉบับ พ. ศ. ใด ก. 2476 ข. 2510 ค. 2515 ง. 2518 40. คณะกรรมการขาราชการพลเรือนประกอบดวยผูทรงคุณวุฒิในหลักราชการจํานวนเทาใด ก. 10-15 คน ข. 11-15 คน ค. 12-15 คน ง. 15-20 คน 41. ใครเปนประธานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ก. นายกรัฐมนตรี ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ค. รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม ง. รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี 42. เลขาธิการ ก.พ. ดํารงตําแหนงใด ในคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ก. รองประธานกรรมการ ข. เลขานุการ ค. กรรมการ ง. ผูทรงคุณวุฒิ 43. สํานักงาน ก.พ. มีฐานะเทียบเทาอะไร ก. กระทรวง ข. ทบวง ค. กรม ง. กอง 44. สํานักงาน ก.พ. สังกัดกระทรวงใด ก. มหาดไทย ข. การคลัง ค. สํานักนายกรัฐมนตรี ง. ไมมีขอถูก 45. ใครทําหนาที่เปนหัวหนาสํานักงาน ก.พ. ก. นายกรัฐมนตรี ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวง ค. เลขาธิการประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ง. เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน 46. การฝกอบรมและสัมมนาเปนการเพิ่มสมรรถภาพดานใดในองคการ ก. การเงิน ข. ความคิดสรางสรรค ค. คุณภาพของงาน ง. คุณภาพของคน 47. การประเมินผลงาน มีความหมายเหมือนกับขอใดมากที่สุด ก. การตัดสินใจ ข. การตีความ ค. การขยายความ ง. การตีคุณคา 48. การประเมินผลการปฏิบัติงานเกี่ยวของกับสิ่งใดมากที่สุด ก. ความสามารถในการทํางาน ข. ความเหมาะสมกับงาน ค. คุณภาพของงาน ง. ความยากงายของงาน
136.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 133 49.
การประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหารงานควรกระทําตอนใด ก. กอนปฏิบัติงาน ข. ระหวางการปฏิบัติงาน ค. หลังการปฏิบัติงาน ง. ถูกทุกขอ 50. การประเมินผลการปฏิบัติงานควรปฏิบัติอยางไร ก. ดูเปนระยะ ๆ ข. ดูผลงาน ค. ดูประวัติสวนตัว ง. ดูจากตําแหนงงาน เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ข 2. ตอบ ก 3. ตอบ ค 4. ตอบ ก 5. ตอบ ค 6. ตอบ ง 7. ตอบ ก 8. ตอบ ค 9. ตอบ ก 10. ตอบ ข 11. ตอบ ค 12. ตอบ ง 13. ตอบ ค 14. ตอบ ข 15. ตอบ ข 16. ตอบ ก 17. ตอบ ข 18. ตอบ ค 19. ตอบ ง 20. ตอบ ข 21. ตอบ ก 22. ตอบ ค 23. ตอบ ก 24. ตอบ ง 25. ตอบ ก 26. ตอบ ง 27. ตอบ ค 28. ตอบ ก 29. ตอบ ก 30. ตอบ ง
137.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 134 31.
ตอบ ค 32. ตอบ ก 33. ตอบ ข 34. ตอบ ค 35. ตอบ ง 36. ตอบ ก 37. ตอบ ค 38. ตอบ ง 39. ตอบ ง 40. ตอบ ง 41. ตอบ ก 42. ตอบ ก 43. ตอบ ค 44. ตอบ ง 45. ตอบ ก 46. ตอบ ก 47. ตอบ ค 48. ตอบ ง 49. ตอบ ง 50. ตอบ ข
138.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 135 แนวขอสอบ
ชุดที่ 6 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การประเมินผลการปฏิบัติงาน 1. การประเมินผลการปฏิบัติงานเปนหนาที่ของใคร ก. พนักงาน ข. ผูบังคับบัญชา ค. นักวิจัย ง. นักวิชาการ 2. การวัดผลกับการประเมินผลตางกันในขอใด ก. การวัดผลเปนระบบกวาการประมวลผล ข. การวัดผลเปนสวนหนึ่งของการประเมินผล ค. การประเมินผลเปนสวนหนึ่งของการวัดผล ง. ประเมินผลไมตองมีเครื่องมือ 3. ใครเปนผูวางระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานอยางมีหลักเกณฑเปนคนแรก ก. Waater D. Scott ข. Taylor ค. Augustus ง. Jackson 4. การประเมินผลงานกับการประเมินผลการปฏิบัติงานตางกันในเรื่องใดมากที่สุด ก. ระยะเวลา ข. งบประมาณ ค. ขั้นตอน ง. คนประเมิน 5. เดิมสหรัฐอเมริกากําหนดเกษียณอายุของขาราชการเมื่อมีอายุครบกี่ป ก. 60 ป ข. 65 ป ค. 70 ป ง. 75 ป 6. การกําหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานควรกระทําตอนใด ก. กอนการประเมิน ข. ระหวางการประเมิน ค. หลังการประเมิน ง. ถูกทุกขอ 7. ขอใดแสดงถึงผลงานออกมาในทางลบ ก. การขึ้นเงินเดือน ข. การฝกอบรม ค. การเลื่อนตําแหนง ง. การบรรจุแตงตั้ง 8. การกําหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานสําหรับงานที่มีผลผลิตเปนชิ้นอันควรกระทําอยางไร ก. กําหนดจํานวนชิ้น ข. กําหนดระยะเวลา ค. กําหนดคุณภาพ ง. ถูกทุกขอ 9. ขอใดคือมาตรฐานของการปฏิบัติงาน ก. งานตําแหนงนี้ตองใชคนที่มีความรูสูง ข. ตําแหนงนี้งานละเอียดมาก ค. พิมพได 30 - 50 หนาตอชั่วโมง ง. ถูกทุกขอ 10. การประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการเปนการกระทําผิด พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตราใด ก. มาตรา 68 ข. มาตรา 70 ค. มาตรา 71 ง. มาตรา 73
139.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 136 11.
วิธีกําหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานแบบ “Engineering Standard” หมายถึงขอใด ก. ใชวิธีวิทยาศาสตร ข. ใชขอมูลยอนหลัง ค. เฝาสังเกตดวยตนเอง ง. ใชเปรียบเทียบกับคนอื่น 12. ขั้นแรกของการกําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน คือขอใด ก. วางเงื่อนไขตําแหนง ข. ติดตามดูการปฏิบัติงาน ค. วิเคราะหงานหลักของตําแหนง ง. ศึกษาขอมูลยอนหลัง 13. วิธีกําหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานแบบ “Historical Standard” หมายถึงขอใดใ ก. ใชวิธีวิทยาศาสตร ข. ใชขอมูลยอนหลัง ค. เฝาสังเกตดวยตนเอง ง. ใชเปรียบเทียบกับคนอื่น 14. การละทิ้งหนาที่ราชการโดยไมมีเหตุผลอันสมควรเปนเหตุใหเสียหายแกทางราชการอยางรายแรง เปนการ กระทําผิดพ พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตราใด ก. มาตรา 70 ข. มาตรา 71 ค. มาตรา73 ง. มาตรา 75 15. มาตรา 81 ใน พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ. ศ. 2518 เปนการกลาวถึงการกระทําผิดเกี่ยวกับ เรื่องอะไร ก. การขัดคําสั่ง ข. การเปดเผยความลับทางราชการ ค. การกระทําผิดอาญาจนไดรับโทษจําคุก ง. การรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา 16. มาตรฐานของการปฏิบัติงาน หมายถึงขอใด ก. ระยะเวลาของการปฏิบัติงาน ข. ระยะเวลาของการทดลองงาน ค. ระดับผลการปฏิบัติงานที่กําหนดไว ง. ถูกทุกขอ 17. ขาราชการในสิงคโปรจะเกษียณอายุเมื่ออายุครบกี่ป ก. 50 ป ข. 55 ป ค. 60 ป ง. 70 ป 18. ปจจุบันขาราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอายุ 55 ป จะมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญตองมีอายุ ราชการไมนอยกวาเทาใด ก. 15 ป ข. 20 ป ค. 25 ป ง. 30 ป 19. ในอังกฤษขาราชการจะเกษียณอายุเมื่อใด ก. อายุครบ 55 ป ข. อายุครบ 60 ป ค. อายุครบ 65 ป ง. ไมมีกําหนดเกษียณอายุไว 20. ขาราชการไทยจะไดรับเงินบําเหน็จบํานาญเพราะเหตุทดแทนในกรณีใด ก. ปวยจนพิการ ข. ยุบหรือเลิกตําแหนง ค. มีอายุครบ 50 ปบริบูรณ ง. ถูกทุกขอ 21. การขอรับบําเหน็จบํานาญดวยเหตุรับราชการนานตองมีเวลาสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบกี่ป ก. 20 ป ข. 25 ป ค. 30 ป ง. 40 ป 22. ขาราชการพลเรือนมีสิทธิลาปวยในปหนึ่งไมเกินกี่วัน ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน 23. ขาราชการหญิงจะลาคลอดบุตรไดไมเกินกี่วัน ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน
140.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 137 24.
ขาราชการพลเรือนมีสิทธิลากิจสวนตัวไดไมเกินกี่วัน ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน 25. การลาพักผอนประจําปสําหรับขาราชการพลเรือนมีสิทธิลาไดปหนึ่งกี่วัน ก. 5 วัน ข. 10 วัน ค. 15 วัน ง. 30 วัน 26. ขาราชการชายมีสิทธิลาอุปสมบทไดไมเกินกี่วัน ก. 60 วัน ข. 90 วัน ค. 120 วัน ง. 150 วัน 27. การลาไปตางประเทศที่มีอาณาเขตติดตอกับประเทศไทยมีสิทธิลาไดกี่วัน ก. ไมเกิน 30 วัน ข. ไมเกิน 45 วัน ค. ไมเกิน 60 วัน ง. ไมเกิน 90 วัน 28. ใครไมมีสิทธิเบิกคารักษาพยาบาล ก. บิดา มารดา ข. บุตร ค. คูสมรส ง. พี่ นอง 29. สถานพยาบาลเอกชนขาราชการจะเบิกคารักษาพยาบาลไดในกรณีใด ก. เปนคนไขใน ข. เปนคนไขประจํา ค. รับการรักษาเกิน 30 วัน ง. ถูกทุกขอ 30. ขาราชการประเภทใดมีสิทธิไดรับคาเชาบาน ก. เปนขาราชการวิสามัญ ข. ผูเริ่มเขารับราชการครั้งแรก ค. เปนคนโสด ง. ไมมีขอถูก 31. การลงโทษทางวินัยไมควรใหเปนไปตามขอใด ก. ทําตามระเบียบแบบแผน ข. ทําตามความเปนจริง ค. ทําโดยพยาบาทหรือโทสะ ง. ทําดวยความสม่ําเสมอ 32. จุดมุงหมายหลักของการลงโทษทางวินัยของขาราชการคือขอใด ก. เพื่อรักษาความสามัคคี ข. เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย คง เพื่อสรางขวัญและกําลังใจ ง. เพื่อใหเปนตัวอยางที่ดี 33. ขอใดถือวาเปนการปฏิบัติที่ผิด ก. ผูบังคับบัญชาเขมงวดเกินไป ข. ผูบังคับบัญชาสั่งงานลูกนองกอน ค. ผูบังคับบัญชาปกปดความผิดของลูกนอง ง. ถูกทุกขอ 34. ความผิดครั้งแรกหรือความผิดเล็กนอยผูบังคับบัญชาควรปฏิบัติอยางไร ก. เรียกมาดา ข. เรียกมาตักเตือน ค. เสนอเรื่องตอผูบังคับบัญชาชั้นสูงตอไป ง. เฉย ๆ 35. การลงโทษสถานใดจะกระทําตอขาราชการพลเรือนไมได ก. ภาคทัณฑ ข. ตัดขั้นเงินเดือน ค. ปลดออก ง. กักบริเวณ 36. โทษของขาราชการพลเรือนขอใดจัดวาเปนสถานหนัก ก. ภาคทัณฑ ข. ปลดออก ค. ไลออก ง. ใหออก
141.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 138 37.
ในสหรัฐอเมริกาไมมีโทษสถานใดสําหรับขาราชการที่กระทําผิด ก. ตักเตือน ข. ใหพักงาน ค. ปลดออก ง. ตัดเงินเดือน 38. สําหรับขาราชการไทย หามใชวิธีลงโทษแบบใด ก. การตัดเงินเดือน ข. การลดขั้นเงินเดือน ค. การยายตําแหนง ง. การไลออก 39. ขอใดถือวาเปนการกระทําผิดวินัย ก. มาทํางานสายเนือง ๆ ข. ลากิจบอย ๆ ค. ลาปวยไปทําธุระสวนตัว ง. ลาปวยโดยไมสงใบรับรองแพทย 40. การลากิจสวนตัวตองปฏิบัติอยางไร ก. สงใบลากอนวันลา ข. สงใบลาหลังวันลา ค. แจงดวยวาจากอนแลวสงใบลาทีหลัง ง. ถูกทุกขอ 41. วินัยของขาราชการประเภทใดเขมงวดที่สุด ก. ขาราชการพลเรือน ข. ขาราชการตํารวจ ค. ขาราชการทหาร ง. ขาราชการตุลาการ 42. ขอใดเปนการกระทําผิดวินัยของขาราชการ ก. ไปสอนพิเศษตามบาน ข. ตั้งฟารมเลี้ยงกุง ค. ขับเท็กซี่เวลากลางคืน ง. เปนกรรมการหรือผูจัดการบริษัท 43. หนวยงานใดทําหนาที่เกี่ยวกับการรองทุกข ก. ผูบริหาร ข. สหภาพแรงงาน ค. ที่ปรึกษฝายงานบุคคล ง. ถูกทุกขอ 44. กฎหมายคุมครองแรงงานกําหนดใหนายจางที่มีลูกจางตั้งแตกี่คนขึ้นไปตองจดทะเบียนไวกับกรมแรงงาน ก. 10 คน ข. 20 คน ค. 50 คน ง. 100 คน 45. กฎหมายวาดวยการคุมครองแรงงานเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก. ขั้นตอนในการเจรจาตอรอง ข. การระงับขอพิพาทแรงงาน ค. การตั้งกติกาของการจัดตั้งองคการ ง. ขอกําหนดที่นายจางตองปฏิบัติตอลูกจาง 46. กฎหมายวาดวยการแรงงานสัมพันธเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก. การกําหนดกติกาของการจัดตั้งองคการ ข. การกําหนดคาจางแรงงาน ค. การกําหนดขอตอรอง ง. ถูกทุกขอ 47. ขอใดจัดวาเปนธรรมเนียมปฏิบัติ ก. การตอรองระหวางนายจางกับลูกจาง ข. การกําหนดอัตราจางขั้นต่ําสุด ค. การจัดงานรื่นเริงประจําป ง. ถูกทุกขอ 48. ในกิจการที่ไมมีสหภาพแรงงานควรปฏิบัติอยางไร ก. ใหมีธรรมเนียมปฏิบัติ ข. ใหมีสัญญาการจาง ค. ใหมีหัวหนาลูกจาง ง. ถูกทุกขอ 49. คณะกรรมการลูกจางในประเทศไทยกําเนิดขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ใด ก. 2515 ข. 2516 ค. 2517 ง. 2518
142.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 139 50.
พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธเกิดขึ้นใน พ. ศ. ใด ก. 2515 ข. 2516 ค. 2517 ง. 2518 เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ข 2. ตอบ ข 3. ตอบ ก 4. ตอบ ก 5. ตอบ ค 6. ตอบ ก 7. ตอบ ข 8. ตอบ ง 9. ตอบ ค 10. ตอบ ก 11. ตอบ ก 12. ตอบ ค 13. ตอบ ข 14. ตอบ ง 15. ตอบ ค 16. ตอบ ค 17. ตอบ ค 18. ตอบ ข 19. ตอบ ง 20. ตอบ ข 21. ตอบ ข 22. ตอบ ค 23. ตอบ ง 24. ตอบ ข 25. ตอบ ข 26. ตอบ ค 27. ตอบ ข 28. ตอบ ง 29. ตอบ ก 30. ตอบ ง 31. ตอบ ค 32. ตอบ ข 33. ตอบ ค 34. ตอบ ข
143.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 140 35.
ตอบ ง 36. ตอบ ค 37. ตอบ ง 38. ตอบ ค 39. ตอบ ค 40. ตอบ ก 41. ตอบ ค 42. ตอบ ง 43. ตอบ ง 44. ตอบ ข 45. ตอบ ง 46. ตอบ ก 47. ตอบ ค 48. ตอบ ข 49. ตอบ ก 50. ตอบ ง
144.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 141 แนวขอสอบ
ชุดที่ 7 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร ความรูเกี่ยวกับงานบริหารงานบุคคล (บุคลากร) 1. หลักฐานที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่ชัดเจนตอจากสมัยโบราณนั้น คนพบในชวงเวลาใด ก. ชวงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ข. ชวงมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ค. ชวงมีการนําเครื่องจักรมาใช ง. ไมมีขอใดถูก 2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธของผูใดบาง ก. ลูกจางกับลูกจาง ข. ลูกจางกับชางฝกหัด ค. ชางฝมือกับชางฝกหัด ง. ลูกจางกับนายจาง 3. ความสัมพันธที่เปลี่ยนแปลงไปในขอ 2 เปนไปในทางใด ก. ทางบวก คือ สนิทสนมกันมากขึ้น ข. ทางลบ คือ หางเหินกันและเปนที่มาของการกอตั้งสหภาพ ค. ไมดีนัก คือ ผูประกอบการรวยขึ้น สวนผูใชฝมือจนลง ง. ทําใหคนซึ่งเคยมีความรูสึกกับเจาของงานฉันทพี่นอง ตองออกไปทํางานในสถานที่ของโรงงาน อุตสาหกรรมหางไกลออกไปเกิดความวาเหว 4. ลักษณะของการบริหารงานบุคคลในอดีต อาจแยกออกไดเปนกี่ลักษณะ ก. 2 ลักษณะ ข. 3 ลักษณะ ค. 4 ลักษณะ ง. อาจมีเพิ่มเติมไดมากกวานี้ตามธรรมชาติของสังคมศาสตร 5. ลักษณะของการบริหารงานบุคคลที่เนนอํานาจนิยม คือ ขอใดตอไปนี้ ก. ผูบริหารคํานึงถึงความสําคัญของทรัพยากรบุคคลในระดับสูง ข. ผูบริหารคํานึงถึงความสําคัญของมนุษยในระดับต่ํา ค. ผูบริหารไมคํานึงถึงการลงทุนดานเครื่องจักรแตลงทุนดวยคน ง. ผูบริหารเชื่อวาอํานาจยอมมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี 6. เปนที่ยอมรับทั่วไปวาประเทศญี่ปุนใชการบริหารงานบุคคลแบบใด ก. แบบอํานาจนิยม ข. แบบบิดาปกครองบุตร ค. แบบเนนความเปนวิชาชีพ ง. แบบเนนระบบราชการ 7. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการฝายพลเรือนมีจุดเริ่มตนที่ชัดเจนเมื่อใด ก. เมื่อประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2500 ข. เมื่อประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 ค. สมัยรัชกาลที่ 6 ง. สมัยประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือนเพื่อจัดตั้ง ก.ร.พ. 8. องคประกอบที่สําคัญขององคการ คือ ก. ปจจัยบุคคล ข. งาน ค. ทรัพยากรการบริหาร ง. งานและคน
145.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 142 9.
ทรัพยากรการบริหาร ไดแกอะไรบาง ก. คนและการจัดการ ข. เงิน ค. วัสดุอุปกรณ ง. ถูกทุกขอ 10. ในบรรดาทรัพยากรการบริหารทั้งหลายจากขอ 9 ทรัพยากรใดถือวาเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุด ก. วัสดุอุปกรณ ข. เงิน ค. การจัดการ ง. คน 11. ปจจัยภายในองคการที่มีความสําคัญตอการบริหารงานบุคคล ไดแกอะไรบาง ก. การจูงใจในรูปของทรัพย ข. เทคนิควิทยาการและเทคโนโลยี ค. ลักษณะของการจัดการและสายการบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ 12. ปจจัยภายนอกองคการที่มีความสําคัญตอการบริหารงานบุคคล ไดแกอะไรบาง ก. กฎหมายและระเบียบขอบังคับกับของรัฐบาล ข. สภาพของตลาด ค. แรงกดดันจากสหภาพแรงงาน ง. ถูกทุกขอ 13. POSDCORB หมายถึงขอใดตอไปนี้ ก. ชื่อของปราชญทางดานการบริหาร ข. กระบวนการที่ผูบริหารจะตองปฏิบัติ ค. วิธีการจัดการตามแนวทางของโจเซฟ คิงเบอรรี่ ง. คํายอของการจัดองคการและการประสานงาน 14. นอกจากคําวา Personnel Administration ซึ่งหมายถึงการบริหารงานบุคคลแลวยังมีการใชคําอื่น ๆ ใน ความหมายเดียวกันอีก คือ ก. Labor Relation ข. Industrial Relations ค. Manpower Management ง. ถูกทุกขอ 15. เปาหมายสําคัญของการบริหารงานบุคคล คืออะไร ก. แสวงหาบุคคลผูมีความรู ความสามารถสําหรับองคการ ข. เสาะหาบุคคลดีมีความรู ความสามารถใหแกองคการทั่ว ๆ ไป ค. สรรหาและธํารงรักษาและพัฒนาบุคคลผูมีความสามารถ มีความรูเปนคนดีใหแกหนวยงาน ง. ขอ ก. และ ข. ถูก 16. การจัดองคการ หมายถึงขอใดตอไปนี้ ก. การกําหนดสถานที่ อุปกรณและตัวอาคารใหมีระเบียบพรอมที่จะดําเนินงานตามเปาหมายได ข. การจัดแบงสถานที่ราชการหรือเอกชน ใหอยูในหมวดหมูอยางเปนระเบียบไมสับสน ค. การกําหนดโครงสราง อํานาจหนาที่ การแบงสวนคน และการจัดสายงานเพื่อใหบรรลุเปาหมาย ง. การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หนวยงานธุรกิจหรือเอกชน ใหมีความรัดกุมและปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 17. เมื่อผูบริหารปฏิบัติหนาที่ตามกระบวนการ POSDCORB นั้น ผูบริหารควรเนนที่อะไรในขณะที่เขา บริหารงาน ก. เงิน ข. คน ค. สายการบังคับบัญชา ง. ระบบ
146.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 143 18.
ผูใดกลาววา การบริหารงานบุคคล เมื่อพิจารณาในทุกแงทุกมุมแลวก็จะพบวา คนเปนสวนสําคัญที่สุดของ การบริหาร ก. โจเซฟ คิงเบอรี่ ข. ลอเร็นซ แอปปลี ค. ฟลิกซ ไนโกร ง. สุกิจ จุลละนันทน 19. คํายอขอใดตอไปนี้ถูกตองที่สุด ก. POSDCORB ข. PoDscoRB ค. PoscDoRB ง. PoscoRB 20. เชื่อกันวามีการบริหารงานบุคคลเกิดขึ้นในประเทศใดเปนประเทศแรก ก. สหรัฐอเมริกา ข. จีน ค. อาหรับ ง. อียิปต 21. เปาประสงคของการบริหารคืออะไร ก. การประสานความพยายามของคน ข. การประสานความหมายของงาน ค. การประสานความพยายามของคนเพื่อบรรลุเปาหมาย ง. การบรรลุวัตถุประสงครวมกัน 22. ภารกิจหลักของการบริหารงานบุคคลคืออะไร ก. กําหนดความตองการดานบุคลากรของหนวยงาน ข. การตอบสนองความตองการของหนวยงาน ค. การธํารงรักษา พัฒนาและบริการ ง. ถูกทุกขอ 23. การบริหารงานบุคคลซึ่งมีความสําคัญมากตอการบริหาร ถูกจัดอยูในกระบวนการบริหารตามความนิยมใน ลําดับใด ก. อันดับแรก ข. อันดับสอง ค. อันดับสุดทาย ง. อันดับสาม 24. การกําหนดความตองการดานบุคลากร ตองพิจารณาอะไรบาง ก. ปริมาณ ข. คุณภาพ ค. โครงสรางคาตอบแทน ง. ถูกทุกขอ 25. การสรรหาตางจากการเลือกสรรอยางไร ก. การสรรหาเปนกระบวนการคัดเลือก ตางกับการเลือกสรรเปนกระบวนการดึงใหผูสนใจมากรอกใบ สมัครงาน ข. การเลือกสรรเปนกระบวนการคัดเลือกและบรรจุคนเขาทํางาน ตางกับการสรรหาที่เปนกระบวนการดึง ใหผูสนใจในงานมากรอกใบสมัคร ค. กระบวนการสรรหามีจุดสิ้นสุดที่การบรรจุ สวนกระบวนการเลือกสรรมีจุดสิ้นสุดที่การกรอกใบสมัคร งาน ง. ไมมีขอใดถูก 26. การตอบสนองความตองการดานบุคลากรตองทําอะไรบาง ก. การสรรหา ข. การเลือกสรร ค. การเตรียมบุคลากรใหม ง. ถูกทุกขอ
147.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 144 27.
การธํารงรักษา พัฒนาและบุคลากรตองทําอะไรบาง ก. การพัฒนาและฝกอบรมบุคลากร ข. การประเมินการปฏิบัติงาน ค. การจัดสวัสดิการ ง. ถูกทุกขอ 28. การเตรียมบุคลากรใหม สําหรับหนวยงานตองดําเนินการอะไรบาง ก. การปฐมนิเทศ ข. การมอบหมายงาน ค. การนิเทศงาน ง. ถูกทุกขอ 29. การจัดองคการบริหารงานบุคคลนั้น มักจะมีหลายฝายประกอบกันเปนหนวยรับผิดชอบงานแตละสวน ซึ่ง มีพนักงานสัมพันธการจัดหาบุคคลเขาทํางาน การพัฒนาการบริหาร การวางแผนบุคลากร สุขภาพ และ ความปลอดภัย การพัฒนาบุคคล ทะเบียนประวัติ ยังขาดสวนงานอีกสวนหนึ่งซึ่งมีความสําคัญมากที่สุดคือ สวนงานใด ก. การฝกอบรม ข. สวัสดิการ ค. การบริการ ง. คาตอบแทน 30. ไดมีการยอมรับวา หนวยงานที่ทําหนาที่ดานการบริหารงานบุคคลมีสิทธิอํานาจในแงใด ก. ตัดสินใจสั่งการในการบริหารทั่วไป ข. ใหคําปรึกษาแนะนําเรื่องบุคคล คง เปนหนวยงานฝายปฏิบัติ ง. ไมมีขอใดถูก 31. การมอบหมายอํานาจตามหนาที่ โดยผูบริหารงานสูงสุดตอหนวยงานที่ปรึกษามีขอดีอะไร ก. งานคลองตัวรวดเร็ว ข. มีเอกภาพในการบังคับบัญชา ค. งานบรรลุผลและผูปฏิบัติเปนตัวผูคิดและผูทํา ง. ไมมีขอใดถูก 32. ผูบริหารบุคคลมีความจําเปนที่จะตองแสดงบทบาทที่สําคัญในจุดประสงคขององคการคือ ก. งานและคน ข. งานและเงิน ค. คนและเงิน ง. งาน 33. การบริหารงานบุคคลในฝายราชการพลเรือนของไทยมีวิวัฒนาการตั้งแตสมัยใด ก. อาณาจักรลานนา ข. อาณาจักรสุวรรณภูมิ ค. อาณาจักรสุโขทัย ง. อาณาจักรเม็งราย 34. การใชวิธีการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงโดยคํานึงถึงความพอใจของผูบังคับบัญชา เปนวิธีการที่อยูในระบบ การบริหารงานบุคคลระบบใด ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบชอบพอ ค. ระบบอุปถัมภ ง. ระบบสายเลือด 35. การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมยึดหลักขอใด ก. หลักความเสมอภาค ข. หลักความสามารถ ค. หลักความมั่นคงและหลักความเปนกลางทางการเมือง ง. ถูกทุกขอ 36. การบริหารงานบุคคลแผนใหมนําแนวคิดในการบริหารอะไรเพิ่มเติมจากการใชระบบคุณธรรม ก. มุงพัฒนาฝกอบรมตัวบุคคล ข. เพิ่มพูนสมรรถภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคน ค. นําวิทยาการบริหารตาง ๆ มาประยุกตใชใหเกิดผลดี ง. ถูกทุกขอ
148.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 145 37.
หลักการบริหารงานบุคคล โดยทั่วไปยึดระบบอะไร ก. ระบบอุปถัมภ ข. ระบบคุณธรรม ค. ขอ ก. และ ข. ถูก ง. ไมมีขอใดถูก 38. แหลงกําเนิดของระบบอุปถัมภ คือขอใด ก. เอเชีย ข. อเมริกา ค. ยุโรป ง. จีน 39. ระบบเลี้ยง ระบบเลนพวก ระบบชอบพอเปนพิเศษจัดวาอยูในระบบใด ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบอุปถัมภ ค. ระบบสายเลือด ง. ถูกทุกขอ 40. กฎหมายที่วางรากฐานการบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือน โดยยึดระบบคุณธรรม ก. Pendletion ข. Tennessee Valley Authority ค. Civil Service Article ง. AFFirmative Action Act 41. แนวทางในการวางแผนบุคลากร วิธีจากบนลงลางจะบงบอกถึง ก. มีการเชื่อมโยงแผนงานบุคลากรใหเขากับหนวยงาน ข. หนวยงานและบุคลากรมีความสําคัญ ค. ความรูความสามารถและขีดความสามารถของบุคลากร ง. นโยบายมีความสําคัญ 42. เทคนิคการคาดคะเนความตองการดานแรงงานที่เรียกวา การคาดคะเนโดยผูเชี่ยวชาญแสดงใหเห็นถึง ก. ความสัมพันธของปจจัยหลาย ๆ อยางกับการจางงาน ข. ความรูและประสบการณของกลุมบุคคล ค. ความสัมพันธของอดีตกับปจจัยที่เกี่ยวของโดยตรงกับการจางแรงงาน ง. กิจกรรมตาง ๆ รวมทั้งกิจกรรมทางดานบุคลากรในรอบป 43. อะไรเปนความสําคัญของการวางแผนบุคลากร ก. ความสอดคลองกับเปาหมายขององคการ ข. ความสอดคลองกับกฎหมายแรงงาน ค. บุคคลสําคัญกวาวัตถุ ง. บุคคลมีความพอใจในการทํางาน 44. คําวาตําแหนงงาน (Position) หมายถึง ก. หนาที่อยางหนึ่งหรือหลาย ๆ อยางที่บุคคลจะตองกระทําในองคการ ข. จํานวนของแรงงานเฉพาะอยาง ค. กิจกรรมของงานแตละอยางที่จะทําใหงานนั้น ๆ สําเร็จลุลวงไป ง. กลุมงานที่เหมือน ๆ กันไมวางานนั้นจะอยูที่ใดในองคการ 45. การพรรณนาลักษณะงาน (Job Description) หมายถึง ก. กระบวนการรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวกับงานกิจกรรม วิธีปฏิบัติงาน คุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ข. ขอความที่แสดงวาผูปฏิบัติงานทํางานอะไร ทําอยางไร และทําไมจึงทําอยางนั้น ค. กระบวนการที่จัดทําขึ้นเพื่อเปรียบเทียบคาของงานตาง ๆ ในองคการ ง. ถูกทุกขอ
149.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 146 46.
การวางแผนการเลื่อนตําแหนงฝายบริหารขององคการจะตองพิจารณาเรื่องใด ก. โอกาสของการเลื่อนตําแหนง ข. การโอนยายบุคลากร ค. การแบงสวนงานกันทํา ง. สถานที่ตั้งของงาน 47. การวัดประสิทธิภาพของระบบขอมูลจะตอง ก. ใหระบบนั้นไมมีการเปลี่ยนแปลงบอย ๆ ข. ใหผูออกแบบระบบขอมูลเขาใจ ค. ใหผูบริหารงานระดับสูงใชเก็บขอมูล ง. ใหผูใชและผูบริหารระดับสูงยอมรับ 48. การพัฒนาบุคลากรใหสามารถใชแรงงานไดหลายหนาที่เทาที่จะกระทําได ในกรณีที่งานบางสวนลดนอยลง ใหยายบุคลากรไปทําหนาที่ในสวนงานอื่น วิธีการดังกลาวนี้เปน ก. การวางแผนงานการเลื่อนตําแหนง ข. การรักษาจํานวนบุคลากร ค. การลดจํานวนบุคลากร ง. การคัดเลือกเพื่อเลื่อนตําแหนง 49. ขอใดเปนปจจัยที่มีอิทธิพลตอการวางแผนบุคลากรและการคาดคะเนความตองการดานแรงงาน ก. แผนงานประจําปขององคการ ข. ปจจัยทางดานเศรษฐกิจเทคโนโลยีและทรัพยากรขององคการ ค. วัตถุประสงคทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององคการ ง. อัตราการหมุนเวียนของแรงงาน การขาดงาน และการสูญเสียดานแรงงานขององคการ 50. สมมุติวาเมื่อสามปที่แลว ยอดขายสินคาขององคการแหงหนึ่งปแรกขายได 6,000 หนวย ใชพนักงานขาย 10 คนปที่สอง ขายได 9,000 หนวย ใชพนักงานขาย 15 คุณและปที่สามขายได 12,000 หนวย ใช พนักงานขาย 20 คน ปหนาคาดวายอดขายจะมีจํานวน 14,400 หนวย ดังนั้นจึงจะใชพนักงานขาย 24 คน วิธีการคาดคะเนความตองการจํานวนพนักงานขายดังกลาวเรียกวา ก. การคาดคะเนโดยใชปจจัยสําคัญ ข. การคาดคะเนโดยการใชแนวโนม ค. การคาดคะเนโดยใชงานเปนมาตรฐาน ง. การวางแผนโดยงบประมาณ
150.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 147 เฉลยคําตอบ 1.
ตอบ ก 2. ตอบ ง 3. ตอบ ข 4. ตอบ ง 5. ตอบ ข 6. ตอบ ข 7. ตอบ ง 8. ตอบ ง 9. ตอบ ง 10. ตอบ ง 11. ตอบ ง 12. ตอบ ง 13. ตอบ ข 14. ตอบ ง 15. ตอบ ค 16. ตอบ ค 17. ตอบ ข 18. ตอบ ก 19. ตอบ ก 20. ตอบ ข 21. ตอบ ค 22. ตอบ ง 23. ตอบ ง 24. ตอบ ง 25. ตอบ ข 26. ตอบ ง 27. ตอบ ง 28. ตอบ ง 29. ตอบ ง 30. ตอบ ข 31. ตอบ ก 32. ตอบ ก 33. ตอบ ค 34. ตอบ ค 35. ตอบ ง 36. ตอบ ง 37. ตอบ ค
151.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 148 38.
ตอบ ง 39. ตอบ ข 40. ตอบ ก 41. ตอบ ง 42. ตอบ ข 43. ตอบ ง 44. ตอบ ก 45. ตอบ ข 46. ตอบ ก 47. ตอบ ง 48. ตอบ ข 49. ตอบ ง 50. ตอบ ข
152.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 149 แนวขอสอบ
ชุดที่ 8 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การสัมภาษณ 1. การสัมภาษณ หมายถึงขอใด ก. การสนทนาที่มีเปาหมายหรือวัตถุประสงค ข. การพบปะพูดคุยกันของบุคคลสองคนโดยมีการนัดหมายกันไว ค. กระบวนการที่บุคคลแลกเปลี่ยนขาวสารขอมูลการ ง. ถูกทุกขอ 2. ทานคิดวาหลักของการตั้งคําถามที่ใชในการสัมภาษณที่ดีควรมีลักษณะเชนไร ก. คําถามที่ตั้งควรมีลักษณะยาวพอประมาณ ข. ควรตั้งคําถามในรูปของการสนทนา ค. ควรตั้งคําถามไวหลายคําถามที่มีความแตกตางกัน ง. ถูกขอ ค. ขอเดียว 3. ระหวางบุคลากรใหมรอการบรรจุถาวร องคการควรดําเนินการอยางไร ก. จัดใหหมุนเวียนงาน ข. จัดใหมีการปฐมนิเทศ ค. จัดใหทดลองงาน ง. ถูกทั้งขอ ข และ ค 4. ระยะเวลาในการทดลองงานมักจะใชระยะเวลานานเทาใด ก. 1 - 12 เดือน ข. 1 - 18 เดือน ค. 1 - 24 เดือน ง. 1 - 30 เดือน 5. ลักษณะของแบบทดสอบที่มีความเชื่อถือไดคือขอใด ก. แบบทดสอบที่ทําใหทุกคนมีโอกาสที่จะตอบถูก ถามีความรูเรื่องในเรื่องที่จะออกขอสอบนั้น ๆ ข. แบบทดสอบที่คิดไดตรงตามเนื้อหาที่ตองการจะวัด ค. แบบทดสอบที่สามารถใหคะแนนคงที่แนนอน แมวาจะทดสอบกี่ครั้งก็ตาม ง. แบบทดสอบที่สามารถประมาณสถานภาพหรือความสําเร็จในอนาคตได 6. สําหรับองคการที่มีโครงการวาจางที่สมบูรณ กระบวนการคัดเลือกมักจะเริ่มและสิ้นสุดลงเชนไร ก. เริ่มดวยการสอบคัดเลือก สิ้นสุดดวยการบรรจุ ข. เริ่มดวยการกรอกใบสมัคร สิ้นสุดดวยการตรวจสุขภาพ ค. เริ่มดวยการตอนรับใบสมัคร สิ้นสุดดวยการตรวจสอบประวัติ ง. เริ่มดวยการสัมภาษณขั้นตน สิ้นสุดดวยการสัมภาษณเพื่อบรรจุ 7. การทดสอบแบบใดตอไปนี้ที่ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะเกี่ยวกับอาชีพ ก. การทดสอบความชํานิชํานาญ ข. การทดสอบความถนัดทางธรรมชาติ ค. การทดสอบความสนใจเกี่ยวกับอาชีพ ง. การทดสอบเชาวน 8. ผูที่รับผิดชอบในการปฐมนิเทศโดยทั่วไปคือใคร ก. ผูจัดการทั่วไป ข. ผูจัดการฝายผลิต ค. ผูบริหารระดับสูง ง. เจาหนาที่ฝายบุคลากร
153.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 150 9.
จุดมุงหมายในการปฐมนิเทศ คืออะไร ก. เพื่อสรางขวัญและสรางความคุนเคยตอสภาพแวดลอมในการทํางาน ข. เพื่อใหผูเขามาใหมมีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับประโยชนและบริหารตาง ๆ ที่องคการจัดให ค. เพื่อใหผูเขามาใหมมีความรูความเขาใจในนโยบายและหนาที่ของหนวยงานในองคการ ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 10. การสัมภาษณแบบลึก คืออะไร ก. การสัมภาษณที่ตองการทราบพฤติกรรมของผูที่ถูกสัมภาษณ ข. การสัมภาษณที่ไดมีการตระเตรียมคําถามที่จะใชในการสัมภาษณไวลวงหนา ค. การสัมภาษณที่ผูที่ทําการสัมภาษณมุงจะไดขอเท็จจริงจากผูที่ถูกสัมภาษณ ง. ไมมีขอใดถูก 11. ขอใดตอไปนี้เปนขอที่ควรระวังเกี่ยวกับการประเมินการสัมภาษณ ก. อยาใชความลําเอียง ความชอบไมชอบ ในการตัดสินใจเปนผลใหการประเมินไกลจากความเปนจริง ข. อยาประเมินผูเขารับการสัมภาษณจากขาวสารขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณตามลําพัง ค. อยาประเมินผลการสัมภาษณจากความรูสึกผิวเผินและทําการตัดสินใจ ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 12. การจัดหาบุคคลโดยทั่วไปเปนหนาที่ของใคร ก. ผูบริหารระดับสูงของหนวยงานชวยอํานวยการ ข. ผูบริหารงานระดับสูงของหนวยงานหลัก ค. ผูจัดการการวาจาง ง. ผูบริหารทุก ๆ คน 13. การสอบคัดเลือกจําแนกได 2 ประเภท คือการจําแนกตามวิธีการจัดการ และการจําแนกตามจุดมุงหมาย ทานคิดวาการทดสอบขอใดตอไปนี้ เปนการทดสอบที่จําแนกตามจุดมุงหมาย ก. การทดสอบสัมฤทธิ์ผล ข. การทดสอบเชาวน ค. การทดสอบความถนัดทางธรรมชาติ ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 14. ขอใดตอไปนี้คือลักษณะของการสัมภาษณแบบ Street Interview ก. การสัมภาษณที่ไมมีเกณฑมาตรฐานตายตัว ข. การที่พยายามทําใหผูที่ถูกสัมภาษณโกรธ ค. การกําหนดคําถามหรือหัวขอที่จะใชในการสัมภาษณไวกอน ง. การที่ปลอยใหผูที่ถูกสัมภาษณอธิบายแนวคิดของตนเองไปเรื่อย ๆ 15. ทานพอจะบอกไดไหมวาวิธีมั่นใจวิธีหนึ่งที่จะบอกวาผูสมัครที่ไมไดรับการฝกฝนมากอนจะทํางานไดเปนที่ พึงพอใจ โดยวิธีการดังกลาวสามารถแกปญหาเวลาและคาใชจายไดดวยวิธีการนั้น คือขอใด ก. การสัมภาษณ การสอบคัดเลือก และการตรวจสอบประวัติ ข. การสอบคัดเลือก การตรวจสุขภาพ การบรรจุ ค. การสัมภาษณ การตรวจสอบใบสมัคร และการตรวจสุขภาพ ง. การกรอกใบสมัคร การสัมภาษณ และการสอบคัดเลือก
154.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 151 16.
ทานพอจะบอกไดไหมวา โดยทั่วไปวัตถุประสงคของการสัมภาษณนักจะมุงไปในเรื่องอะไร ก. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูที่ถูกสัมภาษณ ข. ใหขอเท็จจริงแกผูที่ถูกสัมภาษณ ค. หาขอเท็จจริงจากผูที่ถูกสัมภาษณ ง. ถูกทุกขอ 17. วิธีการที่ใชในการคัดผูสมัครขั้นตนที่นิยมกันก็คือขอใด ก. การใชการสัมภาษณในการคัดขั้นตอน ข. การกรอกใบสมัครในการคัดขั้นตน ค. การสัมภาษณขั้นตน ง. ทั้ง 3 วิธี 18. ทานคิดวาวิธีการสรรหาบุคลากรภายนอกองคการโดยเฉพาะระดับบริหาร วิธีใดเปนวิธีที่นิยมกันมากใน กรณีของประเทศที่พัฒนาแลว ก. การติดตอกับสถาบันการศึกษา ข. การสงเจาหนาที่ขององคการแสวงหาตามแหลงตาง ๆ ค. การใชบริษัทรับจางปรึกษาทางบริหาร ง. การติดตอระหวางบุคคล 19. โดยปกติเมื่อองคการมีนโยบายจะสรรหาบุคคลจากภายนอกองคการจะตองดําเนินการเชนไร ก. วิเคราะหแหลงจัดหาแรงงานในที่ตาง ๆ ข. ทําการคัคผูสมัครขั้นตนในชวงของกระบวนการสรรหา ค. จัดใหมีตัวแทนขององคการอยูในตลาดแรงงาน ง. ถูกทุกขอ 20. วั ตถุประสงคของการวางแผนทางดานกําลังคนโดยทั่วไปคืออะไร ก. เพื่อปองกันหรือหลีกเลี่ยงที่จะไมใหมีการขาดแคลนคนที่จะมาทํางาน ข. เพื่อปองกันที่จะไมใหมีคนในองคการมากเกินไป ค. เพื่อจะไดคนที่มีความรูความสามารถที่เหมาะสม ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 21. ในกระบวนการของการประเมินการปฏิบัติงานนั้น ขั้นตอนแรกคือขอใด ก. กําหนดผูที่จะทําการประเมิน ข. กําหนดวิธีการ ค. กําหนดเกณฑที่จะใชวัด ง. กําหนดนโยบายของการประเมิน 22. Helo Effect ในความหมายการของการประเมินการปฏิบัติงานคือขอใด ก. การใชอุปทานหรือความยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปนหลัก ข. การที่ผูประเมินมีแนวโนมที่จะประเมินเขาหาศูนยกลาง ค. การมีมาตรฐานที่ไมชัดเจนขอ ง. ขอ ก. และ ข. 23. ในวิธีการประเมินตอไปนี้ วิธีไหนสิ้นเปลืองเวลามากที่สุด ก. ศูนยการประเมิน ข. ตรวจสอบเพิ่มเติม ค. แบบเขียนคําบรรยาย ง. แบบเนนพฤติกรรมที่สําคัญ 24. วัตถุประสงคของการอภิปรายผลการประเมินการปฏิบัติคือขอใด ก. เปนการใหขอมูลยอนกลับแกผูถูกประเมิน ข. เปนแนวทางในการใหคําปรึกษาแกผูถูกประเมิน ค. เปนแนวทางในการเลื่อนตําแหนง เลื่อนเงินเดือน ง. ถูกทั้งขอ ก และ ข
155.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 152 25.
ขอใดเปนขอถูกตองเกี่ยวกับวิธีการประเมินแบบเนนเหตุการณวิกฤต ก. ไดหลักฐานที่เปนจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของผูถูกประเมิน ข. หลีกเลี่ยงการวิจารณที่คุณลักษณะสวนตัวของผูถูกประเมิน ค. ไดหลักฐานที่เปนเท็จเกี่ยวกับพฤติกรรมของผูถูกประเมิน ง. ถูกทั้งขอ ก และ ข 26. ในวิธีการประเมินแบบบังคับเลือก โดยทั่วไปจะประกอบดวยกลุมขอความแตละกลุมขอความจะ ประกอบดวยประโยคคกี่ประโยค ก. 1 ประโยค ข. 2 ประโยค ค. 3 ประโยค ง. 4 ประโยค 27. ขอใดจัดอยูในวิธีการประเมินแบบตรวจรายการ ก. วิธีการประเมินแบบถวงน้ําหนักรายการ ข. วิธีการประเมินแบบเนนเหตุการณวิกฤต ค. วิธีการประเมินแบบบังคับเลือก ง. ขอ ก และ ค. 28. ขอใดไมใชปจจัยที่ตองพึงระวังในการประเมินการปฏิบัติงาน ก. การขัดหลักฐานอยางเพียงพอ ข. ความแตกตางของตัวผูทําการประเมิน ค. อิทธิพลของลักษณะงาน ง. ความเชื่อถือได 29. วัตถุประสงคของการประเมินการปฏิบัติงานคือขอใด ก. เพื่อชวยใหผูปฏิบัติงานทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ ข. เพื่อเปนการระบุตัวบุคคลที่ควรจะไดรับการเลื่อนขั้น ค. เพื่อสรางความเปนมาตรฐานเดียวกันในการทํางาน ง. ขอ ก และ ข 30. วิธีการประเมินการปฏิบัติงานที่มุงประเมินศักยภาพของบุคคลคือขอใด ก. วิธีการประเมินแบบศูนยการประเมิน ข. วิธีการประเมินแบบถวงน้ําหนักรายการ ค. วิธีการประเมินแบบจับคูเปรียบเทียบ ง. วิธีการประเมินแบบเขียนคําบรรยาย 31. เหตุผลที่ทางฝายผูปฏิบัติงานอยากใหจายคาตอบแทนในรูปของเงินเดือนมากกวาในรูปของคาจางคือ ก. ผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปคาจางจะถูกปลดกอนผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปของเงินเดือน ข. ผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปของเงินเดือน มักไดคาตอบแทนอัตราสูงกวาผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูป คาจาง ค. ผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนเทานั้นที่ไดเงินคาลวงเวลาหากทํางานเกินกวาเวลามาตรฐาน ง. มีความรูสึกกันวา ผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนมีสถานภาพดีกวาผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนคาจาง
156.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 153 32.
สิ่งตอไปนี้ไมควรนํามาพิจารณาใชเปนหลักและนโยบายของคาตอบแทน ก. งานเทากันคาตอบแทนตองเทากัน ข. ควรแยกงานออกจากผูปฏิบัติงาน กลาวคือผูปฏิบัติงานคนหนึ่งกับผูปฏิบัติงานอีกคนหนึ่งจะไดรับ คาตอบแทนไมเทากันทั้ง ๆ ที่ทํางานในตําแหนงเดียวกัน ค. มีความสัมพันธกับอัตราคาตอบแทนในตลาดแรงงาน ง. พนักงานและสหภาพแรงงานตองรับรูกระบวนการตาง ๆ ที่นํามาใชในการกําหนดคาตอบแทน 33. คาตอบแทนเปนปจจัยที่มีความสําคัญขององคการและบุคลากร เพราะวา ก. มีความสัมพันธกับความรูความชํานาญของผูปฏิบัติงาน ข. มีผลโดยตรงตอการครองชีพของบุคลากร ค. เปนตนทุนอยางหนึ่งของการดําเนินงานขององคการ ง. มีผลโดยตรงตอประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน 34. คาตอบแทน หมายถึง ก. การจายเปนตัวเงินใหกับการทํางาน ข. การจายใหกับการทํางานทั้งทางตรงและทางออม ค. คาจางและเงินเดือน ง. เงินที่จายใหตามผลงานหรือเวลา 35. เงื่อนไขของการใชคาจางแบบจูงใจเหมาะกับงานที่มีลักษณะดังนี้ ก. เมื่อทําการผลิตมากขึ้น ตนทุนตอหนวยของงานควรลดลง ข. ทํางานมากขึ้น คาจางของพนักงานตองเพิ่มขึ้น ค. วัดประสิทธิภาพของงานได ง. ผูบริหารสนับสนุน 36. ตอไปนี้เปนตัวอยางของการคิดคาจางแบบจูงใจใน 1 วัน ทํางาน 8 ชั่วโมง ใน 1 สัปดาห ทํางาน 6 วัน อัตราคาจางชั่วโมงละ 10 บาท คาจางรวมสัปดาหละ 480 บาท คาจางจูงใจดังตัวอยางขางตนนั้นเปนวิธี คิดแบบ ก. คิดตามเวลาที่ประหยัดได ข. คิดโบนัสตามประสิทธิภาพ ค. คิดตามจํานวนชิ้นของงาน ง. คิดตามงานที่ทําในวัน 37. ปรากฎการณที่เรียกวา การจํากัดผลผลิตเปนปญหาที่เกิดขึ้นกับ ก. การคิดคาจางแบบปกติ ข. การคิดคาจางสําหรับงานวิชาชีพ ค. การคิดคาจางแบบจูงใจ ง. การคิดคาจางสําหรับพนักงานขาย 38. คาตอบแทนสําหรับนักบริหารในองคการธุรกิจแบเปน ก. เงินเดือน โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ การมีสวนแบงในกําไร ข. โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ คานายหนา การมีสวนแบงในกําไร ค. เงินเดือน คานายหนา โบนัท สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ ง. เงินเดือน โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ การมีสวนแบงในกําไร 39. ขอใดไมใชวิธีการประเมินคางาน ก. การเปรียบเทียบปจจัย ข. ระบบการใหคะแนน ค. การจัดลําดับความสําคัญของงาน ง. การเลือกรายการ
157.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 154 40.
การกําหนดใหมีชวงของอัตราคาตอบแทนสําหรับงานเดียวกันก็เพราะ ก. อิทธิพลของสหภาพแรงงาน ข. ความสามารถในการจายองคการตางกัน ค. ทัศนคติของฝายบริหารเปนปจจัยในการกําหนด ง. บุคคลยอมมีความแตกตางกันในการปฏิบัติงาน เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ง 2. ตอบ ข 3. ตอบ ง 4. ตอบ ค 5. ตอบ ค 6. ตอบ ง 7. ตอบ ก 8. ตอบ ง 9. ตอบ ง 10. ตอบ ค 11. ตอบ ง 12. ตอบ ค 13. ตอบ ง 14. ตอบ ข 15. ตอบ ง 16. ตอบ ง 17. ตอบ ง 18. ตอบ ค 19. ตอบ ง 20. ตอบ ง 21. ตอบ ง 22. ตอบ ก 23. ตอบ ง 24. ตอบ ก 25. ตอบ ง 26. ตอบ ง 27. ตอบ ก 28. ตอบ ง 29. ตอบ ง 30. ตอบ ก 31. ตอบ ง
158.
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 155 32.
ตอบ ข 33. ตอบ ง 34. ตอบ ข 35. ตอบ ก 36. ตอบ ง 37. ตอบ ค 38. ตอบ ง 39. ตอบ ง 40. ตอบ ง
159.
คําเตือน หามนําไฟลนี้ไปแชร คัดลอก ปรับเปลี่ยนแกไขใดๆ
ทั้งสิ้น หากไมไดรับอนุญาติ หรือหากมีการจําหนายตอ ทางเราจะดําเนินคดีทันที หลังจากไดรับแจง ไฟลนี้จะวางจําหนายกับ PUIFAIBOOK ที่เดียวเทานั้น หากทานพบเห็นการซื้อขาย/แชร ในชองทางอื่นสามารถแจงมายังทางเราทันที ทานจะไดรับแพ็กเกจอานหนังสือฟรีกับทางเรา 2 ป
Download