สารบัญ
เรื่อง หนา
บทที่ 1 การจัดและการปรับปรุงโครงสรางและอัตรากําลัง 1
บทที่ 2 การพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบงาน 6
บทที่ 3 การวางแผนกําลังคน 12
บทที่ 4 การกําหนดตําแหนง มาตรฐานการกําหนดตําแหนง ระบบจําแนกตําแหนง 18
บทที่ 5 การวิเคราะหงานและการประเมินคุณภาพงานของตําแหนง 21
บทที่ 6 การใหไดรับเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง 24
บทที่ 7 หลักการและแนวทางในการสรรหาและเลือกสรรบุคคล 25
บทที่ 8 การบรรจุและแตงตั้ง 30
บทที่ 9 การฝกอบรมและการพัฒนาบุคคล 36
บทที่ 10 การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ 38
บทที่ 11 สิทธิประโยชนและสวัสดิการ 41
บทที่ 12 จรรยาบรรณขาราชการกรุงเทพมหานคร 42
บทที่ 13 การออกจากราชการ 52
บทที่ 14 การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Managament) 55
บทที่ 15 การพัฒนาองคการ (OD) 57
บทที่ 16 การวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติเบื้องตน 63
แนวขอสอบ ชุดที่ 1 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 68
แนวขอสอบ ชุดที่ 2 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 82
แนวขอสอบ ชุดที่ 3 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 108
แนวขอสอบ ชุดที่ 4 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 123
แนวขอสอบ ชุดที่ 5 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 129
แนวขอสอบ ชุดที่ 6 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 135
แนวขอสอบ ชุดที่ 7 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 141
แนวขอสอบ ชุดที่ 8 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 149
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 1
บทที่ 1
การจัดและการปรับปรุงโครงสรางและอัตรากําลัง
ทิศทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร จากการวิเคราะหปจจัยตางๆ เพื่อตอบสนอง
ตอยุทธศาสตร “การเสริมสรางให บุคลากรของกรุงเทพมหานครมีความพรอมทั้งดานศักยภาพ คุณภาพชีวิต
และความภาคภูมิใจ เพื่อ รวมพัฒนามหานครใหนาอยูอยางยั่งยืน” จึงกําหนดทิศทาง ดังนี้
1. บริหารจัดการกําลังคนโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
2. มุงสรางภาวะผูนําทั่วทั้งองคกร
3. เพิ่มกําลังคนคุณภาพ
4. จัดอัตรากําลังที่เหมาะสมกับภารกิจ
5. มีระบบการจางงานที่ยืดหยุน หลากหลาย สอดคลองกับลักษณะงาน
6. สงเสริมคุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจในการทํางาน
7. สรางวัฒนธรรมการทํางานที่มุงเนนผลลัพธการปฏิบัติงาน
เปาประสงคการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร เปาประสงคหรือผลลัพธสุดทายที่พึง
ประสงคของการบริหารทรัพยากรบุคคลของ กรุงเทพมหานคร จําแนกเปน 3 ประเด็นหลัก คือ
1. ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล
2. ทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีศักยภาพสูง คุณภาพชีวิตที่ดี และความ ภาคภูมิใจใน
องคกร
3. ทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีคุณธรรม จริยธรรม
ยุทธศาสตรการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๗ – ๒๕๖๐)
แผนยุทธศาสตรการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประกอบดวย
ยุทธศาสตร 5 ดาน ดังนี้
ยุทธศาสตรที่ 1 การพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลระบบการบริหารทรัพยากร บุคคล
ยุทธศาสตรที่ 2 การพัฒนาขีดสมรรถนะทรัพยากรบุคคลสูความเปนเลิศ
ยุทธศาสตรที่ 3 การสงเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล
ยุทธศาสตรที่ 4 การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทํางาน (Quality of Work Life)
ยุทธศาสตรที่ 5 การสรางความเขมแข็งดานการบริหารทรัพยากรบุคคล
1. การบริหารทรัพยากรมนุษย HUMAN RESOURCE MANAGEMENT
ทรัพยากรมนุษยเปนผูสรางสรรพสิ่งทุกอยางจนกระทั่งกลายเปนผลผลิต หรือการบริการตามแตละ
ประเภทขององคการ ซึ่งนําไปสูความสําเร็จและการสรางภาพลักษณที่ดีแกองคการ โดยทั่วไปมนุษยแตละคนมี
ลักษณะหลากหลายแตกตางกันในดาน ความรู ทักษะ ทัศนคติ ซึ่งจะเปนองคประกอบที่ทําหนาที่ในการปฏิบัติ
ภารกิจตางๆ ใหองคการบรรลุเปาหมาย การดําเนินการใหมนุษยสามารถสรางสรรคงานอยางมีประสิทธิภาพนั้น
ตองอาศัยคุณภาพทางการบริหารทรัพยากรมนุษยในองคการ (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 2) ดังนั้นผูบริหาร
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 2
องคการทุกคนสมควรตองมีความรูและความเขาใจอยางลึกซึ้งถึงหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย เพื่อใหสามารถ
บริหารทรัพยากรมนุษยใหเกิดประโยชนไดอยางมีประสิทธิภาพกอใหเกิดประสิทธิผลแกองคการ
ภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย
“การบริหารงานบุคคล” ซึ่งเปนคําเดิมที่เคยใชมาในอดีตนั้น เปนคําที่สื่อถึงการดําเนินกิจกรรม
พื้นฐานดั้งเดิม กลาวคือ การสรรหา บรรจุ แตงตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดําเนินการทางวินัย ฯลฯ
ในปจจุบันความหมายของ “คน” ในองคกรไปไกลกวานั้นมาก ดวยถือวาคนเปน “ทรัพยากร” ที่มี
คาจึงเกิดคําวา “การบริหารทรัพยากรมนุษย” ขึ้น หรือในบางองคกรมองไกลกวานั้นอีก กลาวคือมองเห็น
วาคนเปน “ตนทุน” ที่สําคัญขององคกร จึงเกิดคําใหมขึ้นมาวา “การบริหารทรัพยากรบุคคลที่เปนตนทุน”
หรือ “การบริหารทุนมนุษย” หรือ “Human Capital Management” ขึ้นอีกหนึ่งคํา
ดังนั้น คําวา “การบริหารทุนมนุษย” หรือ “การบริหารทรัพยากรมนุษย” จึงมีความหมาย
ใกลเคียงกันเนื่องจากมองคนเปน “ตนทุน” หรือเปน “ทรัพยากร” ที่สําคัญขององคกร
หากตนทุนมีนอย ก็ตองเติมใหเต็มหรือทําใหมีมากเพียงพอ
หากตนทุนมีจุดบกพรอง ก็ตองพัฒนา แกไข หรือเพิ่มคุณคาเพื่อใหเปนพลังขับเคลื่อนอยางแทจริง
หากตนทุนมีลักษณะที่เขาขายที่เรียกวา “เสื่อม” หรือพัฒนาไมขึ้นไมวาจะดวยวิธีการใด ก็ตอง
หาทางปรับเปลี่ยน โยกยาย หรือแมกระทั่งตองดําเนินการผองถายออกไป
ความหมายและความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย
การบริหารทรัพยากรมนุษย หมายถึง กระบวนการที่ผูบริหารใชดําเนินงานดานบุคลากร ตั้งแตการ
สรรหา คัดเลือก และบรรจุบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมใหปฏิบัติงานในองคการ พรอมทั้งการพัฒนา ธํารง
รักษาใหสมาชิกที่ปฏิบัติงานในองคการไดเพิ่มพูนความรู ความสามารถ มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีใน
การทํางาน และยังรวมไปถึงการแสวงหาวิธีการที่ทําใหสมาชิกในองคการ ที่ตองพนจากการทํางานดวยเหตุ
ทุพพลภาพ เกษียณอายุหรือเหตุอื่นใดในงาน ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข
ความสําคัญของการบริการทรัพยากรมนุษยนั้น มีอยูมากมายหลายประการแตโดยสวนจะเขาใจกัน
เฉพาะในดานขององคกรผูไดรับผลประโยชนโดยตรงจากการบริหารงานทรัพยากรมนุษยที่มีประสิทธิภาพ
อยางไรก็ตาม ธัญญา ผลอนันต (2546:17) ไดกลาวถึงความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย ที่
นอกเหนือจากดานองคกรแลว ยังมีผลตอดานบุคลากรตลอดจนสังคมสวนรวมดวย ซึ่งไดอธิบายถึงสําคัญไว
ในแตละ 3 ดาน ดังตอไปนี้
(1) ดานบุคลากร ชวยใหพนักงานในองคการไดคนพบศักยภาพของตนเอง และไดพัฒนาตนเอง
ใหมีความสามารถเชิงสมรรถนะในการปฏิบัติงานไดอยางเต็มที่ มีความผาสุกและความพึงพอใจในงาน เกิด
ความกาวหนา สามารถทํางานที่ใหผลการดําเนินการที่ดีมีประสิทธิผล
(2) ดานองคกร ชวยพัฒนาองคกร พนักงานที่มีคุณภาพก็จะดําเนินการตามแผนปฏิบัติการ ตาม
แนวทางที่ผูนําระดับสูงวางไวอยางมีประสิทธิผล ทําใหเกิดผลการดําเนินงานที่เปนเลิศทั้งดานบริการและการ
ผลิตสินคา องคกรก็ยอมจะเจริญกาวหนา มีความมั่นคงและขยายงานออกไปไดดวยดี
(3) ดานสังคม ชวยเสริมสรางความมั่นคงใหแกสังคมและประเทศชาติ เมื่อองคกรซึ่งเปนหนวย
หนึ่งของสังคมเจริญกาวหนาและมั่นคงดี ก็สงผลไปถึงสังคมโดยรวมดวยเมื่อพนักงานไดพัฒนาตนจนมี
ความสามารถหารายไดมาชวยใหครอบครัวมั่นคงก็สงผลดีตอชุมชน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 3
ปรัชญาการบริหารทรัพยากรมนุษย
โดยปกติมนุษยจะตัดสินใจทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นตามความคิด ความเชื่อ และคานิยมที่อยูในตัวของเขา
โดยมีแนวความคิดที่เปนพื้นฐานวาสิ่งที่เลือกทําเปนสิ่งที่มีคามากที่สุด ซึ่งสิ่งที่เปนพื้นฐานของความคิดก็คือ
ปรัชญาประจําตัวนั้นเอง การบริหารทรัพยากรมนุษยก็เชนกัน ผูบริหารหรือผูจัดการก็จะตองมีปรัชญาการ
บริหารทรัพยากรมนุษยเปนแนวทางในการปฏิบัติ
ปรัชญาการบริหารทรัพยากรมนุษยประกอบดวย
1) หลักคุณธรรม (Merit - Based)
2) หลักสมรรถนะ (Competency - Based)
3) หลักผลงาน (Performance - Based)
4) หลักการกระจายอํานาจและความรับผิดชอบ (HR Decentralization)
5) หลักคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of Work Life)
1) หลักคุณธรรม (Merit - Based) : หลักคุณธรรมหรือระบบคุณธรรมใชในการบริหารทรัพยากร
บุคคลทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ หลักคุณธรรมประกอบดวย 4 หลักใหญ คือ
(1) หลักความเสมอภาค คือ เสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ ไมคํานึงถึงผิวพรรณ เชื้อชาติ เพศ
ฯลฯ
(2) หลักความสามารถ การบริหารคนหมูมากตองมีวิธีวัดความสามารถ ซึ่งปจจุบันเปลี่ยนมา
เปนหลักผลงาน และหลักสมรรถนะ
(3) หลักความเปนกลาง หมายถึง การปฏิบัติหนาที่โดยไมคํานึงถึงฝายใด ขาราชการเปน
กลไกรัฐ ตองทํางานตามนโยบายของรัฐบาล แตบางครั้งถูกมองวารับใชหรือเขาขางฝายใดฝายหนึ่ง ซึ่งอาจมี
ผลกระทบกับความมั่นคงในอาชีพราชการ
(4) หลักความมั่นคง หมายถึง การรับรองการเปนอาชีพ มีทางกาวหนา มีคาตอบแทน
และสวัสดิการที่เหมาะสม ที่เกียรติและศักดิ์ศรี
2) หลักสมรรถนะ (Competency - Based) : หมายถึง ใชคนใหตรงกับความรูความสามารถ (Put
the Right Man on the Right Job) โดยการศึกษา และกําหนดความรูความสามารถที่ตองการสําหรับ
ตําแหนงตางๆ แลวนําไปสรรหาพัฒนาใหไดบุคคลที่เหมาะสมมาดํารงตําแหนง
3) หลักผลงาน (Performance - Based) : คือ การบริหารโดยยึดผลงานเปนหลัก หมายความวา
จะใหคุณใหโทษใครใหดูที่ผลงาน ตรงนี้มาจากภาคธุรกิจ ถามวาราชการยึดผลงานอยางเดียวไดไหม คําตอบ
คือคงไมได จะตองมีปจจัยอื่นๆ หรือแมแตทางธุรกิจเหมือนกันตองมองทั้ง Input ที่ใสเขาไปในการทํางาน
Output ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทัศนคติ (Attitude) และวิธีการทํางานของเขา ตองโปรงใส แตอยางไรก็ตาม ก็ให
เนนผลงาน ใหยึดผลงานเปนหลัก
4) หลักการกระจายอํานาจและความรับผิดชอบ (HR Decentralization) : คือใหรวมกัน
รับผิดชอบ เวลาถามวาใครเปน HR Manager ใครเปน Personnel Manager ถาเปนยุคกอนคําตอบคือ
หัวหนาการเจาหนาที่ แตคําตอบยุคนี้คือผูบริหารนั้นเอง หรือ Line Manager นั้นเอง ที่เปน HR Manager
ในตัวเอง ตองรูหลักตองบริหารได
5) หลักคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of Work Life) : คือ ในการทํางานมี Work Life กับ
Home Life ทําอยางไรใหสมดุลกัน (Balance)
เปาหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 4
เปาหมายหรือวัตถุประสงคของการบริหารทรัพยากรมนุษย มี 4 วัตถุประสงคหลัก คือ สรรหา พัฒนา
รักษาไว ใชประโยชน
สรรหา คือ หาคนดีคนเกงเขามาทํางาน การสรรหาประกอบดวยการสรรหาแบบตั้งรับหรือ
แบบดั้งเดิม และการสรรหาเชิงรุก
พัฒนา คือ รับเขามาแลวพัฒนาใหเปนคนดี คนเกงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก การที่จะพัฒนาใหเกงขึ้นไป
อีกตองรูวาเขาเปนใคร เขามีความถนัด มีจุดแข็งจุดออนอยางไร ก็ตองไปทําสิ่งที่
เรียกวา Career Planning ทํา IDP หรือ Individual Development Plan ระบบ
พัฒนาเปนเรื่องที่จําเปนในการสรางคน ตองพัฒนาอยางทั่วถึงทั้งองคกร พัฒนาอยาง
ตอเนื่อง เปนตน
รักษาไว คือ รักษาไวใหอยูกับเราเปนเรื่องการจัดการทางกาวหนาในอาชีพ การมีคาตอบแทน
ที่เหมาะสม การสรางความพึงพอใจและเปนผูรักองคกร
ใชประโยชน คือ การใชคนใหตรงกับงาน ใหความเปนอิสระและมีสวนรวม ใหทํางานไดอยางเต็ม
ศักยภาพ
ภารกิจ 10 ประการของการบริหารทรัพยากรมนุษย
หลักวิชาหรือศาสตรในเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย อาจจําแนกไดเปน 10 กลุมภารกิจ ดังนี้
1. โครงสรางองคกร (Organization Structure) จะเกี่ยวกับการออกแบบองคกรและการจัด
ระบบงานในองคกรซึ่งในราชการไทยปจจุบัน มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คือ กพร. จะชวยดูแล
เกี่ยวกับการจัดตั้งปรับปรุงองคกร
โครงสรางองคกร คือ แผนภูมิแสดงตําแหนงทั้งหมดในองคกร แสดงความสัมพันธของอํานาจหนาที่
ของแตละหนวยงาน หรือแสดงความเชื่อมโยงทั้งแนวตั้งและแนวนอนของตําแหนงทั้งหมด รูปแบบของการจัด
องคกรรวมและของฝายบริหารทรัพยากรบุคคลเองก็ขึ้นกับปจจัยภายในและภายนอกหลายอยาง และ ไม
จําเปนตองเหมือนกันในทุกองคกร นอกจากนี้การจัดทําโครงสรางองคกร จะสามารถระบุไดวาตําแหนงใดใน
องคกรมีหนาที่อะไรตอไป ซึ่งจะเปนขอมูลพื้นฐานที่สําคัญในการออกแบบกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล
ขององคกรใหสอดคลองตอโครงสรางองคกรไมวาจะเปนโครงสรางอํานาจหนาที่ โครงสรางการบังคับบัญชา
และโครงสรางอัตรากําลัง เพื่อใหการกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลขององคกรเปนไปในทิศทางเดียวกัน
และไมเปนอุปสรรคในการการปฏิบัติหนาที่ในแตละบทบาทภารกิจของทรัพยากรบุคคล
2. การวางแผนกําลังคนและการสรรหาบุคลากร (Workforce Planning and Recruitment)
เกี่ยวของกับ
(1) Redeployment of resource เกลี่ยทรัพยากร อาจใชวิธีเกลี่ยตําแหนง หรือเกลี่ย
คนไปทํางานที่เหมาะสม
(2) Retirement Bubble คือ การรักษาผูอยูในชวงวัยกําลังจะเกษียณอายุไวในองคกร จะ
ถายทอดอยางไรหรือจะรักษาเขาไวไดอยางไร
(3) Organization Size เปนการพิจารณาวาขนาดขององคกรควรจะมีขนาดเล็กหรือขนาด
ใหญ หรืออาจวาจางจากภายนอก
(4) War for Talent การรักษากําลังคนในสาขาที่ขาดแคลนหรือหายากไวในองคกร
จะตองมีการสรรหาในเชิงรุก และการเพิ่มพูนแรงจูงใจ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 5
3. การฝกอบรม การพัฒนา และการจัดการความรู(HRM–Training and Development
/Knowledge Management) กลุมนี้สอดคลองกับการบริหารทรัพยากรบุคคล คือ สรรหา พัฒนา รักษาไว
ใชประโยชน และเพิ่มเรื่อง Knowledge Management – KM เขาไป ยุคปจจุบันพูดถึงการบริหารองค
ความรู การจัดการความรู เนื่องจากความรูทุกดานไมใชเฉพาะดาน HR เทานั้น ความรูในแตละดานมีการ
เคลื่อนตัวไปเร็วมาก บางเรื่องเคลื่อนตัวไปจนกระทั่งความรูเดิมที่มีอยูใชไมไดเลย จึงตองสรางบรรยากาศ
แหงการเรียนรูและการแลกเปลี่ยนความรูเพื่อเปนคุณคาหลักในการทํางาน
4. การวางแผนทดแทนตําแหนง/การหมุนเวียนงาน (Succession Plan/Staff Rotation) การ
บริหารทรัพยากรบุคคลในองคกรควรมีการวางแผนทดแทนตําแหนง หรือพูกงายๆ คือ มีแผนสืบทอดตําแหนง
หรือการสรางตัวตายตัวแทนนั่นเอง โดยจะตองมีการพิจารณาผูที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตําแหนวนั้นๆ
เครื่องมือที่ชวยในการวางแผนทดแทนตําแหนง ก็คือฐานขอมูลกําลังคน (Talent Inventory HR Database)
มีการบริหารจัดการผูที่มีความรูความสามารถ (Talent Management)
5. การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) หรือ PM เปนการบริหาร
ทรัพยากรบุคคลโดยยึดผลงานเปนหลัก มีการกําหนดเปาหมายและตัวชี้วัด ถือเปนกลไกสําคัญในการ
ขับเคลื่อนองคกรใหทํางานบรรลุเปาหมาย
6. การกําหนดภารกิจอยางมีเปาหมายและการวัดผลงานบุคคล (Individual KPI) หลักเบื้องตนของ
การบริหารผลการปฏิบัติงานนั้นใชกับองคกร กลาวคือ องคกรตองมีเปาหมายวาตองทําอะไรใหเสร็จ ใน
ระดับไหน มีคุณภาพอยางไร จากนั้นก็นํามาใชกับบุคคล มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานรายบุคคล (Individual
KPI) และนําผลไปใชในการใหคุณใหโทษ ตลอดจนการพัฒนาบุคคล
7. การบริหารคาตอบแทนและสวัสดิการ (Pay Administration) ตองคํานึงถึงความเสมอภาค
ภายนอก (Ex-ternal Equity) และความเสมอภาคภายใน (Internal Equity) รวมถึงตองใชกลไกตลาด
(Market Mechanism) เขามาพิจารณาดวย
8. การสื่อสารความรูความเขาใจทั่วทั้งองคกร ถือเปนหนาที่ของผูบริหารดานทรัพยากรบุคคล (HR
Manager) ที่ตองสื่อสารเรื่องราวตางๆ ทั้งหลายที่เกี่ยวของกับบุคคลในองคกรใหทั่วถึง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ
ประโยชน ทางกาวหนาหรือเงื่อนไขในการทํางาน
9. คุณภาพใหบริการ ถือเปนหนาที่ของ HR Manager ดวยที่ตองใหความสําคัญตอลูกคาหรือ
ผูรับบริการและเนนย้ําหลักการเรื่องนี้ตอผูปฏิบัติงานทั่วทั้งองคกร
10. การพัฒนาและใชขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อใหองคกรทันสมัยและใชขอมูลบนฐานเดียวกัน
ในการบริหารงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 6
บทที่ 2
การพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบงาน
การปฏิรูประบบราชการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของระบบราชการตั้งแตบทบาทหนาที่
ภาครัฐ โครงสรางอํานาจในระดับตางๆ รูปแบบองคกร ระบบบริหารและวิธีการทํางาน ระบบบริหารงาน
บุคคล กฎหมาย กฎ ระเบียบ วัฒนธรรมและคานิยม เพื่อใหระบบราชการมีสมรรถนะสูง เปนกลไกการบริหาร
จัดการประเทศใหสามารถแขงขันในระดับโลกได
ความเปนมาของการปฎิรูประบบราชการ วิวัฒนาการของระบบราชการไทย มีการเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นอยางตอเนื่อง ดังนี้
- สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1991 – 2072) มีการจัดแบง
โครงสราง ในรูปของจตุสดมภ
- สมัย ร.5 มีการปรับปรุงทั้งสวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น จัดตั้งกระทรวงและกรม
ตางๆ ใหมีบทบาทเฉพาะดานเพื่อพัฒนาประเทศ ใหบริการสาธารณะตางๆ รองรับการเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และเพื่อความอยูรอดจาการลาอาณานิคม
- สมัย ร.7 เนนระบบคุณธรรม และสรางอาชีพราชการเปนอาชีพของคนไทย รองรับการ
เปลี่ยนแปลง การปกครองสูระบอบประชาธิปไตย และแกปญหาวิกฤตขาราชการพลเรือน
รัฐบาลปรับปรุงระบบอยางตอเนื่อง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มุงเนนให
มีการปฏิรูปการเมือง การศึกษา และการปฏิรูประบบราชการ ดังนี้
 มาตรา 70 บุคคลที่เปนราชการ ฯลฯ มีหนาที่ดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อ
รักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความสะดวกและใหบริการประชาชน
 มาตรา 75 รัฐตองจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอยางอื่นใหมีประสิทธิภาพ เพื่อ
ตอบสนองความตองการของประชาชน
- พ.ศ.2540 รัฐบาลไดจัดทําแผนแมบทการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ.2540-2544 เพื่อ
เปนกรอบทิศทางการปฏิรูประบบ และไดออกมาตรการปรับภาคราชการในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ
- พ.ศ.2541 รัฐบาลไดออมาตรการควบคุมคาใชจายดานบุคคลภาครัฐใหเปนไปอยาง
ประหยัด
- พ.ศ.2542 รัฐบาลไดแปลงแผนแมบทการปฏิรูประบบ เปนแผนการปฏิบัติการ คือ แผน
ปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ มี 5 แผนสําคัญ
- พ.ศ.2545 เปนจุดเริ่มตน การพัฒนาระบบราชการ โดยนําหลักการตามแผนปฏิรูประบบ
บริหารภาครัฐ ไปสูการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผนดิน ปรับโครงสรางกระทวง ทบวง กรม
เหตุผลความจําเปนในการปฏิรูประบบราชการไทย จากสถานการณและสภาพปญหาตางๆ ไดแก
เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน เกิดปญหาสังคมออนแอ แรงกดดันจากระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม
โลก (เสรีภาพ การมีสวนรวมของประชาชนในการตรวจสอบอํานาจรัฐและปกครองประเทศ) ประชาชนมอง
ระบบราชการเปนระบบที่ลาหลัง ไมสามารถตอบสนองความตองไดอยางมีประสิทธิภาพ ภาคราชการมีขนาด
ใหญเกินไป ทํางานในลักษณะศูนยรวมอํานาจ ทํางานโดยยึดติดกับวิธีการมากกวาผลลัพธของงาน
การปฏิรูปราชการ พ.ศ.2540 เปนแรงผลักดันใหเกิดการเปลี่ยนแปลง กระแสการปฏิรูประบบราชการ
และแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมในหลายประเทศทั่วโลก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 7
วัตถุประสงคของการปฏิรูประบบราชการ
1. เพื่อใหราชการเปนกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล
2. เพื่อเสริมสรางสมรรถนะของประเทศในการแขงขันระดับเวทีโลก
3. เพื่อสรางและฟนฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และสังคมตอระบบราชการ
4. เพื่อสรางวัฒนธรรมและคุณคาใหมในวงราชการ
5. เพื่อใหมีการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ
โดยสรุป จุดมุงหมายสูงสุด คือ เพื่อใหประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเปนอยูดี มีความสุข สังคมไทยมี
เสถียรภาพ ประเทศชาติมีเกียรติภูมิ มีความสามารถสูงในการแขงขันกับเวทีโลก
กรอบการปฏิรูประบบราชการ มีการจัดทําแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ เปนไปในลักษณะองครวม เพื่อ
เปลี่ยนไปสู รูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม เนนการทํางานโดยยึดผลลัพธ มีการวัดผลลัพธ และ
คาใชจายอยางเปนรูปธรรม คือการทํางานเพื่อประชาชน วัดผลได มีความโปรงใสวิธีการทํางานรวดเร็วและคลองตัว
แผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ ใน 5 ดาน
1. แผนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ
2. แผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเปนระบบงบประมาณแบบมุงเนนผลงานและผลลัพธ
3. แผนการปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคล
4. แผนการปรับเปลี่ยนกฎหมาย
5. แผนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและคานิยม
เนื่องจากเปนระบบใหญ จําเปนตองเรงรีบดําเนินการปฏิรูปในทุกๆ ดานพรอมๆ กัน ไดมีการทบทวน
และปรับปรุงแกไขออกแบบใหมใหดียิ่งขึ้น ไดดําเนินการพรอมกันทั้ง 5 ดาน และปรับปรุงใหเหมาะสมตาม
สถานการณ
ราชการไดอะไร
1. เปนราชการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุมคาภาษีของประชาชน ซื่อตรง และโปรงใสมี
ความรับผิดชอบมีความแนนอน คงเสนคงวามองการณไกล ทันสมัย ทันโลก ทันตอเหตุการณมีความมั่นคง
กลาหาญ ที่พรอมจะยืนหยัดเคียงขางประชาชน ไมยอมใหอธรรมลวงล้ําได
2. ไดรับความไววางใจ เชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชนวาเปนระบบที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและ
คุณธรรม เขาใจงายและเปนเพื่อนประชาชน
สรุป การปฏิรูประบบราชการ เปนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจ และระบบบริหารราชการแผนดินใน
ระดับมหภาค เพื่อนําไปสูการพัฒนาโครงสราง ระบบและกลไกของภาคราชการ ใหสนองตอความเปลี่ยนแปลง
ทางเศรษฐกิจ สังคม ความตองการของประชาชน และเอื้อตอการพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนา เพียงพอตอ
การแขงขันในเวทีโลกได
กาวแรกของการดําเนินการ
คือ การปรับปรุงแกไขและประกาศใชกฎหมายที่เกี่ยวของ 2 ฉบับ ไดแก กฎหมายวาดวยการ
บริหารราชการแนวใหมและเรื่องการจัดกระทรวง ทบวง กรมใหม โดยไดประกาศบังคับใช กฎหมาย ในวันที่ 3
ตุลาคม 2545 ถือเปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาระบบราชการ
1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มีการกําหนด
นโยบาย เปาหมาย ผลสัมฤทธิ์และแผนปฏิบัติงานเพื่อใหประเมินผลการปฏิบัติราชการในแตละระดับไดอยาง
ชัดเจน โดยยึดประโยชนสุขของประชาชนเปนเปาหมาย วางกรอบการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีเปนแนวทาง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 8
กําหนดรูปแบบการบริหารใหมของสวนราชการใหมีกลุมภารกิจและการใชงบประมาณระหวางสวนราชการได
อยางมีประสิทธิภาพ ประหยัด ลดความสิ้นเปลือง ความซ้ําซอนและกําหนดกรอบการบริหารราชการใน
ตางประเทศ
2. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เปนของระบบราชการให
สอดคลองกับสภาพความเปนไปของสังคมและเจตนารมณแหงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มุงใหภาครัฐมี
ประสิทธิภาพ ตอบสนองความตองการของประชาชน โดยปรับสวนราชการ ลดความซ้ําซอน ปรับระบบงานให
เปนกลุมภารกิจ
ยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการไดกําหนดวิสัยทัศนของการพัฒนาระบบราชการในชวง ป
2546-2550 ไววา พัฒนาระบบราชการไทยใหมีความเปนเลิศ สามารถรองรับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิ
วัตน โดยยึดหลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี และประโยชนสุขของประชาชน ไดกําหนดเปาประสงคหลัก
หรือผลลัพธสุดทายของการพัฒนาระบบราชไทย ไว 4 ประการ คือ
1. พัฒนาคุณภาพการใหบริการประชาชนที่ดีขึ้น มุงปรับกระบวนการใหบริการสาธารณะ มี
ประสิทธิภาพ มีคุณภาพและอํานวยความสะดวกตอประชาชนใหมากขึ้น
2. ปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดใหมีความเหมาะสม ปรับราชการใหมีขนาดที่เหมาะสม
เพื่อประหยัดเงินภาษีอากรของประชาชน เพื่อประชาชนจะไดรับประโยชนสูงสุด
3. ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทํางานใหอยูในระดับสูงและเทียบเทาเกณฑ
สากล โดยเพิ่มขีดความสามารถของสวนราชการทั้งในสวนกลางและระดับภูมิภาค
4. ตอบสนองตอการบริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยพัฒนาใหเปนระบบราชการ
ที่เปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวม
ภายใตเปาประสงคหลัก รัฐบาลไดเห็นชอบแผนยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการไทย
(พ.ศ. 2556 - พ.ศ. 2561) สามารถแบงออกไดเปน 3 หัวขอ รวม 7 ประเด็นยุทธศาสตร ดังนี้
การยกระดับองคกรสูความเปนเลิศ
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 1 การสรางความเปนเลิศในการใหบริการประชาชน
พัฒนา งานบริการของสวนราชการและหนวยงานของรัฐสูความเปนเลิศ เพื่อใหประชาชนมีความพึง
พอใจตอคุณภาพการใหบริการ โดยออกแบบการบริการที่ยึดประชาชนเปนศูนยกลาง มี การนําเทคโนโลยี
สารสนเทศที่เหมาะสมมาใชเพื่อใหประชาชนสามารถใชบริการได งายและหลากหลายรูปแบบ เนนการ
บริการเชิงรุกที่มีปฏิสัมพันธโดยตรงระหวางภาครัฐและประชาชน การใหบริการแบบเบ็ดเสร็จอยาง
แทจริง พัฒนาระบบการจัดการขอรองเรียนใหมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเสริมสรางวัฒนธรรมการบริการที่เปน
เลิศ
กลยุทธ
● พัฒนาระบบการใหบริการประชาชน
● เสริมสรางวัฒนธรรมการใหบริการที่เปนเลิศ
● พัฒนาระบบการจัดการขอรองเรียนและแกไขปญหาความเดือนรอนของประชาชน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 9
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 2 การพัฒนาองคการใหมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย บุคลากรมีความเปนมือ
อาชีพ
พัฒนา สวนราชการและหนวยงานของรัฐสูองคการแหงความเปนเลิศ โดยเนนการจัดโครงสราง
องคการที่มีความทันสมัย กะทัดรัด มีรูปแบบเรียบงาย (Simplicity) มีระบบการทํางานที่คลองตัว รวดเร็ว
ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนในการทํางาน เนนการคิดริเริ่มสรางสรรค (Creativity) พัฒนา ขีดสมรรถนะของ
บุคลากรในองคการ เนนการทํางานที่มีประสิทธิภาพ สรางคุณคาในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ ประหยัด
คาใชจายในการดําเนินงานตาง ๆ และสรางความรับผิดชอบตอสังคม อนุรักษสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน
กลยุทธ
● พัฒนาหนวยงานของรัฐใหมีขีดสมรรถนะสูง
● พัฒนาระบบบริหารจัดการกําลังคนและพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ
● เพิ่มผลิตภาพในการปฏิบัติราชการ โดยการลดตนทุน และสงเสริมนวัตกรรม
● สรางความรับผิดชอบตอสังคมและอนุรักษสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพยของภาครัฐใหเกิดประโยชนสูงสุด
วางระบบการบริหารจัดการสินทรัพยของราชการอยางครบวงจร โดยคํานึงถึงคาใชจายที่ผูกมัด/ผูกพัน
ติดตามมา (Ownership Cost) เพื่อ ใหเกิดประโยชนสูงสุดหรือสรางมูลคาเพิ่ม สรางโอกาส และสรางความ
มั่นคงตามฐานะเศรษฐกิจของประเทศ ลดความสูญเสียสิ้นเปลืองและเปลาประโยชน รวมทั้งวางระบบและ
มาตรการที่จะมุงเนนการบริหารสินทรัพยเพื่อใหเกิดผลตอบ แทนคุมคา สามารถลดตนทุนคาใชจายโดยรวม
มีตนทุนที่ต่ําลงและลดความตองการของสินทรัพยใหมที่ไมจําเปน
กลยุทธ
● บริหารสินทรัพยของภาครัฐอยางครบวงจรเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพ คุมคา และสะทอนตนทุนที่
แทจริงของภาครัฐ
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 4 การวางระบบการบริหารงานราชการแบบบูรณาการ
สง เสริมการทํางานรวมกันภายในระบบราชการดวยกันเองเพื่อแกปญหาการแยกสวนใน การ
ปฏิบัติงานระหวางหนวยงาน รวมถึงการวางระบบความสัมพันธและประสานความรวมมือระหวางราชการ
บริหารสวน กลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น ในรูปแบบของการประสานความรวมมือที่หลากหลาย
ภายใตวัตถุประสงคเดียวกัน คือ นําศักยภาพเฉพาะของแตละหนวยงานมาสรางคุณคาใหกับงานตาม
เปาหมายที่กําหนด เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย/ยุทธศาสตรของประเทศและการใชประโยชนทรัพยากรอยาง
คุมคา
กลยุทธ
● ออกแบบและพัฒนาระบบการบริหารงานแบบบูรณาการ
● ปรับปรุงความสัมพันธและประสานความรวมมือระหวางราชการบริหารสวนกลาง สวนภูมิภาคและ
สวนทองถิ่น
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 10
การพัฒนาอยางยั่งยืน
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 5 การสงเสริมระบบการบริหารกิจการบานเมืองแบบรวมมือกันระหวางภาครัฐ
ภาคเอกชนและภาคประชาชน
สง เสริมใหหนวยงานราชการทบทวนบทบาทและภารกิจของตนใหมีความเหมาะสม โดยให
ความสําคัญตอการมีสวนรวมของประชาชน มุงเนนการพัฒนารูปแบบความสัมพันธระหวางภาครัฐกับภาค
สวนอื่น การถายโอนภารกิจบางอยางที่ภาครัฐไมจําเปนตองดําเนินงานเองใหภาคสวนอื่น รวมทั้งการสราง
ความรวมมือหรือความเปนภาคีหุนสวน(Partnership) ระหวางภาครัฐและภาคสวนอื่น
กลยุทธ
● ทบทวนบทบาทภารกิจและอํานาจหนาที่ของหนวยงานของรัฐใหเหมาะสม ถายโอนภารกิจงานและ
กิจกรรมที่ภาครัฐไมจําเปนตองปฏิบัติเองใหภาคสวนตาง ๆ
● สงเสริมการบริหารราชการระบบเปดและการสรางเครือขาย
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 6 การยกระดับความโปรงใสและสรางความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการ
แผนดิน
สง เสริมและวางกลไกใหสวนราชการและหนวยงานของรัฐเปดเผยขอมูลขาวสารและ สรางความโปรงใส
ในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งสงเสริมใหภาคประชาชนเขามามีสวนรวมในการตรวจสอบการทํางานของทาง
ราชการ ตลอดจนการขับเคลื่อนยุทธศาสตรและมาตรการในการตอตานการทุจริตคอรรัปชั่น ใหบรรลุ
ผลสัมฤทธิ์อยางเปนรูปธรรม
กลยุทธ
● สงเสริมและวางกลไกสรางความโปรงใสในการปฏิบัติราชการ
● ขับเคลื่อนยุทธศาสตรและมาตรการในการตอตานคอรรัปชั่น
กาวสูสากล
ประเด็นยุทธศาสตรที่ 7 การสรางความพรอมของระบบราชการไทยเพื่อเขาสูการเปนประชาคมอาเซียน
เตรียม ความพรอมของระบบราชการไทยเพื่อรองรับการกาวเขาสูประชาคมอาเซียน รวมทั้งประสาน
พัฒนาเครือขายความรวมมือกันในการสงเสริมและยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐของ ประเทศสมาชิก
อาเซียน อันจะนําไปสูความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และความเจริญผาสุกของสังคม
รวมกัน
กลยุทธ
● พัฒนาระบบบริหารงานของหนวยงานที่มีความสําคัญเชิงยุทธศาตรเพื่อเขาสูประชาคมอาเซียน
● เสริมสรางเครือขายความรวมมือเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐของประเทศสมาชิกอาเซียน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 11
การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมในการพัฒนาระบบราชการ
ความหมายและความเปนมาของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม
(New Public Management – NPM)
ความหมาย การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม คือ รูปแบบการบริหารที่นํามาเพื่อปรับใชกับภาครัฐ เพื่อ
ลดปญหาตาง ๆ ในการบริหารจัดการ โดยเนนการทํางานที่ยึดผลลัพธเปนหลัก มีการวัดผลลัพธ และคาใชจาย
อยางเปนรูปธรรม เพื่อเปาหมายสุดทาย คือระบบราชการที่มีระบบการทํางานที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูง
เทียบเทามาตรฐานสากล มีเจาหนาที่ที่มีประสิทธิภาพ ศักยภาพสูง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ
อยางประหยัด คุมคา เหมาะสม ทําใหระบบราชการมีความคลองตัว ยืดหยุน สามารถปรับตัวไดทันตอการ
เปลี่ยนแปลงของสังคมและประชาคมโลกสามารถตอบความตองการและนําบริการที่ดี มีคุณภาพไปสูประชาชนได
NPM หมายรวมถึง “การบริหารจัดการ” และ “การจัดการภาครัฐ”
หลักของ NPM ทั้ง 17 ขอนี้ จะทําใหเขาใจ หลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมอยางดี และ
สามารถนําไปปฏิบัติใหเกิดผลไดอยางมีประสิทธิภาพ
การประยุกตการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมกับการพัฒนาระบบราชการไทย ยึดหลัก 3 S คือ
- S = Struture (โครงสราง) คือโครงสรางองคกร
- S = Service (บริการ) คือการบริการหรือวิธีปฏิบัติราชการของขาราชการ
- S = Size (ขนาด) คือ การกําหนดขนาดและกําลังคนใหมีความเหมาะสม
จุดเนนของการประยุกตใช NPM ในการพัฒนาระบบราชการ รัฐบาลไดประยุกตแนวคิด NPM เรื่องสําคัญ
ดังนี้
- ภาครัฐจะตองลดบทบาทภารกิจลง มาเปนฝายสนับสนุนและเสริมสรางพลังใหภาคเอกชน
และภาคประชาชนเปนผูดําเนินการ ซึ่งจะนําไปสูการมีสวนรวมของประชาชน
- เนนการปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน เปนการใหความสําคัญที่ผลสัมฤทธิ์ หรือผลผลิตและ
ผลลัพธของการทํางาน
- เนนเปาหมายสุดทาย คือผูรับบริการหรือประชาชน ซึ่งการกินดีอยูดีและความสงบสุข
- ในมิติของการบริหารทรัพยากรบุคคล คือ จํานวนกําลังคนภาครัฐจะตองมีไมมากนักตอง
เปนกําลังคนที่มีคุณภาพและสามารถใชใหเกิดประโยชนสูงสุด
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 12
บทที่ 3
การวางแผนกําลังคน
เหตุผลความจําเปนในการกําหนดมาตรการ
1.1 มาตรา 35 แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.
2542 กําหนดใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีคาใชจาย ดานบุคคลไมเกินรอยละ 40 ของงบประมาณรายจาย
ประจําป โดยในปงบประมาณ พ.ศ.2547-2551 กรุงเทพมหานครมีคาใชจายดานบุคคล คิดเปนรอยละ
28.36,31.45,30.38,34.89 และ 34.91 ของงบประมาณรายจายประจําป และในปงบประมาณ พ.ศ.2552 มี
ประมาณการคาใชจาย ดานบุคคลที่จะเบิกจายคิดเปนรอยละ 41.10 ของงบประมาณรายจายประจําป
1.2 สภาพกําลังคนของกรุงเทพมหานครยอนหลัง 5 ป (พ.ศ.2547-2551) โดยในสวนของ
ขาราชการมีจํานวนกรอบอัตรา กําลังขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญเพิ่มขึ้นทุกปเปนจํานวน 21,758
21,998 22,717 23,382 และ 23,647 ตําแหนง ตามลําดับ สําหรับกรอบ อัตรากําลังลูกจางมีจํานวนสูงมาก
โดยนับตั้งแตป พ.ศ.2547 มีจํานวนกรอบอัตรากําลังลูกจาง 55,239 61,644 57,763 และ 61,178 ตําแหนง
ตามลําดับ
คณะกรรมการจัดสรรกําลังคนฯ ไดพิจารณาจํานวนกําลังคนของกรุงเทพมหานครที่มีการ
เพิ่มขึ้นโดยตลอดแลวเห็นวา กรุงเทพมหานครจะมีคาใชจายดานบุคคลเกินกวาที่กําหนดไวตามมาตรา 35 แหง
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 จึงมีความจําเปนจะตองมีการปรับขนาด
กําลังคนโดยดวนเพื่อไมใหมีคาใชจายดานบุคคลเกิดกวาที่กฎหมายกําหนดและเพื่อใหกําลังคนของ
กรุงเทพมหานครมีขนาดและคุณภาพที่เหมาะสม สอดคลองกับภารกิจของกรุงเทพมหานคร
แนวทางการปรับขนาดกําลังคน
การปรับขนาดกําลังคนของกรุงเทพมหานครใหไดผลในทางปฏิบัติที่เปนรูปธรรม จําเปนตอง
มีแนวทาง ดําเนินการที่หลากหลายและเปนระบบ ตั้งแตการปรับลดบทบาทภารกิจ การปรับเปลี่ยน
กระบวนการและวิธีการทํางาน การสงเสริมกลไก การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตาง ๆ โดยการผลักดันให
หนวยงานเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานดวยการพัฒนาบุคลากรใหเปนผูปฏิบัติ งานที่ทรงความรู ตลอดจนการ
เสริมสรางแรงจูงใจและคุณภาพซึ่งเปนการทํางานที่มีผลเชื่อมโยงตอการใชทรัพยากรบุคคลใหคุมคาเต็ม
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 13
ศักยภาพ และเกิดประโยชนสูงสุดควบคูกันไป จึงไดกําหนดมาตรการเพื่อใชในการปรับขนาดกําลังคนของ
กรุงเทพมหานคร ประกอบดวย มาตรการหลัก และมาตรการสนับสนุน ดังนี้
1. มาตรการหลัก เปนมาตรการที่กําหนดใหทุกหนวยงานปฏิบัติ แบงการดําเนินการเปน 2 ระยะ คือ
มาตรการ ระยะสั้น เปนมาตรการที่ใหใชทันทีเมื่อผูบริหารใหความเห็นชอบ (ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร
เห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552) และมาตรการระยะยาว เปนมาตรการที่ใหหนวยงานดําเนินการตาม
ระยะเวลาที่กําหนดไวในแตละมาตรการ
แนวทางการดําเนินการมาตรการหลัก ระยะสั้น
มาตรการ
1. ตําแหนงขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ
1.1 โดยหลักการไมเพิ่มกรอบอัตรากําลังในภาพรวมทุกหนวยงาน ยกเวนกรณีจําเปนอันมิ
อาจหลีกเลี่ยงได เนื่องจากมีการจัดตั้งหนวยงานหรือสวนราชการขึ้นใหมหรือเปนหนวยงานที่จัดตั้งไวอยูกอน
แลวที่มีความจําเปนตองเพิ่ม อัตรากําลังโดยหนวยงานหรือสวนราชการที่จะเพิ่มกรอบอัตรากําลังไดตองมี
ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้
1.1.1 เปนหนวยงานหรือสวนราชการที่ทําหนาที่ใหบริการประชาชนโดยตรง (งาน
บริการประชาชนโดยตรง หมายถึง งานบริการที่หนวยงานหรือสวนราชการรับคําขอจากประชาชนโดยตรง
เชน ประชาชนยื่นคําขอทําบัตร ประชาชนหรือประชาชนมาขอรับการตรวจรักษาที่ศูนยบริการสาธารณสุขหรือ
โรงพยาบาล เปนตน)
1.1.2 เปนหนวยงานหรือสวนราชการที่จะตองดําเนินการตามนโยบายผูวา ราชการ
กรุงเทพมหานครหรือไดรับการถายโอนภารกิจมาจากราชการสวนกลางหรือตามที่กฎหมายกําหนด หากไม
ดําเนินการจะทําใหเกิดผลเสีย แกกรุงเทพมหานคร
โดยมีแนวทางดําเนินการ ดังนี้
(1) ในเบื้องตนใหเกลี่ยอัตรากําลังจากตําแหนง ภายในสวนราชการหรือหนวยงานกอน
(2) หากยังมีอัตรากําลังไมเพียงพอ ใหหนวยงาน ปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานหรือใชการจางงาน
ที่หลากหลาย เชน การจางลูกจางชั่วคราว ลูกจางที่ปฏิบัติตามโครงการจางอาสา หรือจางเหมาเอกชนแลวแต
กรณี
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 14
(3) หากดําเนินการแลวยังมีอัตรากําลังไมเพียงพอ อีกใหเสนอเหตุผลความจําเปนให
คณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของกรุงเทพมหานครพิจารณาจัดสรรอัตราวางจากหนวยงานอื่นมาให
(4) หากคณะกรรมการฯ ไมสามารถจัดสรรอัตราใหไดหรือ จัดสรรแลวยังมีอัตรากําลังไม
เพียงพอจึงจะสามารถนําเสนอขอเพิ่มกรอบอัตรากําลังได โดยการเพิ่มกรอบอัตรากําลังจะมีเงื่อนไข ดังนี้
- หนวยงานจะไดรับกรอบอัตรากําลังไมเกินรอยละ 50 ของกรอบอัตรากําลังที่
สํานักงาน ก.ก. วิเคราะหได สําหรับกรอบอัตรากําลังที่ยังขาดอยูอีกรอยละ 50 ใหหนวยงานแกไขปญหาดวย
วิธีการอื่น เชน การสรางเครือขายในการทํางาน Project Management ไปกอนจนกวาจะมีการประกาศ
ยกเลิกมาตรการ
- สํานักงาน ก.ก. จะดําเนินการวิเคราะหอัตรากําลัง ใหหนวยงานอีกครั้งเมื่อยกเลิก
มาตรการ หากวิเคราะหแลวปรากฏวาหนวยงานยังมีความจําเปนตองใชอัตรากําลังจึงจะกําหนดอัตรากําลัง
เพิ่ม ใหมให
- กรณีที่เปนตําแหนงในสายงานสนับสนุนเมื่อวิเคราะห แลวจะไมกําหนดกรอบ
อัตรากําลังเปนตําแหนงขาราชการ โดยสํานักงาน ก.ก. จะกําหนดจํานวนผูปฏิบัติงานให และใหหนวยงานใช
วิธีการ จางเหมาเอกชนดําเนินการ
1.2 ใหนําอัตราวางจากการเกษียณอายุราชการ เสนอใหคณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของ
กรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดสรรใหในภาพรวมตามความจําเปนเรงดวน
1.3 ใหนําตําแหนงเจาหนาที่บันทึกขอมูลที่วางจากการเกษียณอายุราชการและในระหวางป
มารวมไวที่ สวนกลาง (สํานักงาน ก.ก.) เพื่อนําเสนอคณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของกรุงเทพมหานคร
พิจารณาจัดสรรใหหนวยงานที่มีความจําเปนในการ ใชอัตรากําลังหรือหนวยงานที่จัดตั้งใหม
หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติใหกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง
2. ตําแหนงลูกจางประจํา
2.1 ไมใหเพิ่มอัตรากําลังลูกจางประจําที่มีชื่อหรือลักษณะงานซ้ําซอนกับขาราชการ
2.2 กําหนดใหหนวยงานสามารถเพิ่มกรอบอัตราลูกจางประจําได ดังนี้
- ปงบประมาณ 2553 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 5 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว
ของหนวยงาน
- ปงบประมาณ 2554 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 3 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว
ของหนวยงาน
- ปงบประมาณ 2555 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 2 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว
ของหนวยงาน
2.3 ใหยุบเลิกกรอบอัตราลูกจางประจําที่วางจากการเกษียณอายุและวางระหวางป (ตาย
ลาออก ออก ดวยเหตุวินัย) กรณีที่หนวยงานมีความจําเปนตองใชตําแหนงที่วางใหนําตําแหนงลูกจางประจํา
อื่นมาเปลี่ยนเพื่อทดแทนได
2.4 เปลี่ยนแปลงและเกลี่ยอัตรากําลังลูกจางประจําที่มีเงื่อนไขตามขอบังคับ
กรุงเทพมหานครวาดวย การกําหนดอัตราจางขั้นต่ําสูดและสูงสุดของลูกจาง ไปรองรับการจางและแตงตั้ง
ลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจําแทนการขอ พิจารณากําหนัดอัตราลูกจางประจําเพิ่มในแตละปงบประมาณ
รวมทั้งการนําอัตรากําลังลูกจางที่เกษียณอายุราชการประจําป มาดําเนิน การรวมดวยอีกทางหนึ่ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 15
หมายเหตุ ขอ 2.4 ปลัดกรุงเทพมหานครไดสั่งการใหหนวยงานดําเนินการตาม หนังสือที่
กท0404/435 ลงวันที่ 28 เมษายน 2552
3. ตําแหนงลูกจางชั่วคราว
3.1 การคัดเลือกลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจํา ผูที่จะไดรับการคัดเลือกตองอยูในตําแหนง
ที่คัดเลือกติดตอกันมาไมนอยกวา 3 ป (นับถึงวันสิ้นปงบประมาณ) สําหรับหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขใน
การคัดเลือกอื่น ๆ ใหเปนไปตามคณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือกลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจํา
กําหนด
3.2 ชะลอการกําหนดอัตรากําลังลูกจางชั่วคราวเพิ่มทุกกรณี ยกเวนกรณีที่ผูบริหาร
กรุงเทพมหานครเห็นวา มีเหตุพิเศษหรือมีความจําเปนเรงดวน ทั้งนี้ ตั้งแตบัดนี้เปนตนไปหรือจนกวา
สถานการณดานงบประมาณจะผอนคลายภายใตบทบัญญัติ กฎหมายที่เกี่ยวของ
3.3 นํารูปแบบการจางเหมาเอกชนมาดําเนินการแทนการจางโดยพิจารณาจากความจําเปน
เหมาะสมตามสภาพงาน เชน การจางเหมาทําความสะอาดภายในอาคาร การทําความสะอาดทางสาธารณะทั้ง
ทางบกและทางน้ํา การรักษาความปลอดภัย เปนตน ทั้งนี้ คาดหมายวาภายในปงบประมาณ
พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานครจะดําเนินการจางเอกชนหรือมีเครือขายมาดําเนินการแทนการจางลูกจางเอง
ประมาณรอยละ 40
หมายเหตุ ขอ 3.2 และ 3.3 ปลัดกรุงเทพมหานครไดสั่งการใหหนวยงานดําเนินการ แลวตาม
หนังสือที่ กท 0404/435 ลงวันที่ 28 เมษายน 2552
แนวทางการดําเนินการมาตรการหลัก ระยะยาว
มาตรการ
1. ใหสํานักงาน ก.ก. และหนวยงานรวมกันตรวจสอบตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจรองและ
ภารกิจสนับสนุนของหนวยงาน และจัดทําบัญชี แสดงตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุน
กรณีที่หนวยงานใดมีตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนเกินกวา 20% ของจํานวน ตําแหนง
ทั้งหมด ใหหนวยงานและสํานักงาน ก.ก. รวมกันพิจารณาและลดจํานวนตําแหนงไมใหเกินกวาที่กําหนด
หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติใหหนวยงานทราบอีกครั้งหนึ่ง
2. ใหหนวยงานปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทํางาน เชน นําเทคโนโลยีมาทดแทนการใช
กําลังคนหรือใชวิธีการจางงานที่หลากหลาย รูปแบบ เพื่อใหมีผูปฏิบัติงานทดแทนในภารกิจสนับสนุน
3. ใหกองการเจาหนาที่ สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร และสวนราชการที่ปฏิบัติงานการ
เจาหนาที่หนวยงาน สํารวจตําแหนงที่ไมสามารถ แตงตั้งขาราชการไปดํารงตําแหนงได และเปนตําแหนงที่วาง
เกินกวา 1 ป เพื่อแจงใหสํานักงาน ก.ก. ตรวจสอบ และหากพบวาปญหาที่ไมสามารถแตงตั้งขาราชการเกิด
จาก การกําหนดตําแหนงไมเหมาะสมใหดําเนินการปรับปรุงตําแหนงใหมเพื่อใหสามารถแตงตั้งบรรจุราชการ
ไปดํารงตําแหนงได และหากเปนตําแหนงวางที่เกิดจากปญหาอื่น ๆ เชน ยังไมเปดสอบใหแจงหนวยงานที่มี
หนาที่รับผิดชอบเรงดําเนินการ ทั้งนี้เพื่อมิใหการขาดอัตรากําลังสงผลกระทบตอการปฏิบัติงานในภาพรวมของ
กทม. ได
4. ใหกรุงเทพมหานครกําหนดระยะเวลาการแตงตั้ง (ยาย) ขาราชการในแตละตําแหนงใหมี
กําหนดเวลาที่ชัดเจนและดําเนินการปละ 2 ครั้ง (วันที่ 1 เม.ย. และ 1 ต.ค. ของทุกป) ยกเวนกรณีมีความ
จําเปนเรงดวนมิอาจเลี่ยงได
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 16
หมายเหตุ ขอ 3 และขอ 4 กองการเจาหนาที่ สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร จะมีหนังสือ
แนวทางปฏิบัติใหกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง
2. มาตรการสนับสนุน เปนมาตรการที่กําหนดขึ้นเพื่อใหหนวยงานมีการใชกําลังคนอยางมี
ประสิทธิภาพ มียุทธศาสตรในการดําเนินการ 3 ยุทธศาสตร คือ
1. การทบทวนภารกิจ การตรวจสอบการใชตําแหนงและการจัดอัตรากําลังใหเหมาะสม
สอดคลองกับภารกิจ
2. การนําหลักสมรรถนะไปใชในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล
3. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการดวยมาตรการจูงใจ
การดําเนินการตามมาตรการสนับสนุนมีแนวทางการดําเนินการ ดังนี้
แนวทางการดําเนินการในปงบประมาณ พ.ศ. 2553
ยุทธศาสตร
1. การทบทวนภารกิจการตรวจสอบการใชตําแหนงและการจัดอัตรากําลังใหเหมาะสม โดยมีมาตรการ
ดังนี้
- ปรับปรุงอํานาจหนาที่ของหนวยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครที่ซ้ําซอนกันใหชัดเจน
- ศึกษาปญหาและแนวทางการถายโอนภารกิจจากสํานักไปสํานักงานเขต
- ศึกษาหนาที่ความรับผิดชอบรายตําแหนงของแตละหนวยงาน
- ตรวจสอบการใชตําแหนงสําหรับตําแหนงวางที่เกิดจากการเกษียณอายุหรือกรณีอื่น ๆ
- ตรวจสอบการใชตําแหนงของหนวยงาน
หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง
2. การนําหลักสมรรถนะไปใชในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมีมาตรการดังนี้
- กําหนดใหสํานักงาน ก.ก. นําหลักสมรรถนะมาใชในกระบวนการสรรหาบุคคล ขึ้นตอนการสอบ
สัมภาษณโดยกําหนดหลักเกณฑการใหคะแนนและการกําหนดสัดสวนของคะแนนอยางชัดเจน
- การกําหนดลักเกณฑการคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนระดับ โดยนําหลักสมรรถนะเปนสวนหนึ่งของการ
ประเมินและนํามาใชใน ขั้นตอนการประเมินคุณลักษณะจากผูบังคับบัญชา
- กําหนดหลักเกณฑการประเมินสมรรถนะในการสัมภาษณขั้นตอนการสอบคัดเลือก โดยกําหนด
หลักเกณฑอยางชัดเจน
- การคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในระดับสูงขึ้นตั้งแตระดับ 7 ขึ้นไปควร
กําหนดใหการประเมิน สมรรถนะเปนองคประกอบที่ใชในการคัดเลือกดวย
- จัดตั้งศูนยรวมองคความรูของหนวยงานแตละหนวยงาน เพื่อเปนแหลงรวมในการพัฒนาตนเองและ
แลกเปลี่ยนองคความรูระหวางขาราชการในหนวยงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 17
แนวทางการดําเนินการในปงบประมาณ พ.ศ. 2554
ยุทธศาสตร
1. การนําหลักสมรรถนะไปใชในการกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมีมาตรการดังนี้
- นําหลักสมรรถนะไปใชในการประเมินศักยภาพของผูใตบังคับบัญชา
- นําหลักสมรรถนะมาใชเพื่อจัดทํากรอบการพัฒนาบุคลากรใหมีศักยภาพในทุกสายงานของ
กรุงเทพมหานคร
- จัดตั้งศูนยรวมองคความรูของหนวยงานแตละหนวยงาน เพื่อเปนแหลงรวมในการพัฒนาตนเองและ
แลกเปลี่ยนองคความรูระหวางขาราชการในหนวยงาน
2. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการดวยมาตรการจูงใจ โดยมีมาตรการดังนี้
- จัดสรรสิ่งจูงใจใหกับหนวยงานที่มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ โดยไมเพิ่ม
กําลังคน
- จัดทําแผนกําลังคนระดับหนวยงานเพื่อใชเปนเครื่องมือในการบริหารจัดการภายใตยุทธศาสตรของ
หนวยงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 18
บทที่ 4
การกําหนดตําแหนง มาตรฐานการกําหนดตําแหนง ระบบจําแนกตําแหนง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 19
มาตรฐานกําหนดตําแหนงขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ
1) กลุมอาชีพบริหาร อํานวยการ ธุรการ งานสถิติ งานนิติการ
งานการทูตและตางประเทศ
-นักบริหาร -ผูตรวจราชการกรุงเทพมหานคร
-ผูอํานวยการ -ผูอํานวยการเฉพาะดาน
-ผูตรวจราชการ -นักจัดการงานทั่วไป
-นักทรัพยากรบุคคล -นิติกร
-นักปกครองเขต -เจาพนักงานเทศกิจ
-เจาพนักงานปกครอง -เจาหนาที่ระบบงานคอมพิวเตอร
-นักวิเคราะหนโยบายและแผน -นักวิจัยการจราจร
-นักวิชาการคอมพิวเตอร -นักวิชาการพัสดุ
-นักวิชาการสถิติ -นักวิเทศสัมพันธ
-พนักงานเทศกิจ -เจาพนักงานธุรการ
-เจาพนักงานพัสดุ -เจาพนักงานเวชสถิติ
-เจาพนักงานสถิติ -พนักงานปกครอง
2) กลุมอาชีพการคลัง การเศรษฐกิจ การพาณิชยและอุตสาหกรรม
-นักวิเคราะหงบประมาณ -นักวิชาการคลัง
-นักวิชาการเงินและบัญชี -นักวิชาการจัดเก็บรายได
-นักวิชาการตรวจสอบภายใน -นักบัญชี
-เจาพนักงานการเงินและบัญชี -เจาพนักงานการคลัง
-เจาพนักงานจัดเก็บรายได
3) กลุมอาชีพคมนาคม ขนสง และติดตอสื่อสาร
-นักประชาสัมพันธ -นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
-เจาพนักงานประชาสัมพันธ -เจาพนักงานสื่อสาร
-เจาพนักงานโสตทัศนศึกษา
4) กลุมอาชีพเกษตรกรรม
-นักวิชาการเกษตร -เจาพนักงานการเกษตร
5) กลุมอาชีพวิทยาศาสตร
-นักวิทยาศาสตร -เจาพนักงานวิทยาศาสตร
6) กลุมอาชีพแพทย พยาบาล และสาธารณสุข
-นักกายภาพบําบัด -นักจิตวิทยา
-ทันตแพทย -นักเทคนิคการแพทย
-นายสัตวแพทย -พยาบาลวิชาชีพ
-นายแพทย -เภสัชกร
-นักโภชนาการ -นักรังสีการแพทย
-นักวิชาการพยาบาล -นักวิชาการสาธารณสุข
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 20
-นักวิชาการสุขาภิบาล -นักอาชีวบําบัด (ยกเลิก)
-นักวิทยาศาสตรการแพทย -เจาหนาที่งานรักษาความสะอาด
-เจาหนาที่อนามัย -ผูชวยทันตแพทย
-เจาพนักงานทันตสาธารณสุข -เจาพนักงานเภสัชกรรม
-โภชนากร -เจาพนักงานรังสีการแพทย
-เจาพนักงานวิทยาศาสตรการแพทย -เจาพนักงานสาธารณสุข
-พยาบาลเทคนิค -สัตวแพทย
-นักเวชศาสตรการสื่อความหมาย -นักกิจกรรมบําบัด
7) กลุมอาชีพวิศวกรรม สถาปตยกรรม และชางเทคนิคตางๆ
-นักจัดการงานโยธา -เจาพนักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย
-มัณฑนากร -นักวิชาการชางศิลป
-นักวิชาการแผนที่ -วิศวกร
-วิศวกรเครื่องกล -วิศวกรไฟฟา
-วิศวกรโยธา -วิศวกรสุขาภิบาล
-นักเวชนิทัศน -สถาปนิก
-ชางกายอุปกรณ -เจาพนักงานเครื่องคอมพิวเตอร
-นายชางเขียนแบบ -นายชางเครื่องกล
-นายชางเทคนิค -นายชางไฟฟา
-นายชางภาพ -นายชางโยธา
-นายชางศิลป -นายชางสํารวจ
-พนักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย
8) กลุมอาชีพการศึกษา ศิลป สังคม และการพัฒนาชุมชน
-บรรณารักษ -นักผังเมือง
-นักพัฒนาการกีฬา -นักพัฒนาการทองเที่ยว
-นักพัฒนาสังคม -นักวิเคราะหผังเมือง
-นักวิชาการจัดหาที่ดิน -นักวิชาการละครและดนตรี
-นักวิชาการวัฒนธรรม -นักวิชาการศึกษา
-นักวิชาการศึกษาพิเศษ (ยกเลิก) -นักวิชาการศูนยเยาวชน
-นักวิชาการสิ่งแวดลอม -นักสังคมสงเคราะห
-คีตศิลปน -ดุริยางคศิลปน
-เจาพนักงานพัฒนาสังคม -เจาพนักงานศูนยเยาวชน
-เจาพนักงานหองสมุด
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 24
บทที่ 6
การใหไดรับเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง
เงินเดือน คาตอบแทน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 25
บทที่ 7
หลักการและแนวทางในการสรรหาและเลือกสรรบุคคล
กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย หมายถึง องคประกอบที่ใชในการดําเนินงานตางๆ
เกี่ยวกับบุคลากร ซึ่งประกอบไปดวย
1) การวางแผนทรัพยากรมนุษย
การวางแผนทรัพยากรมนุษย หมายถึง การคาดคะเนความตองการกําลังคนขององคกร
ลวงหนาวาตองการคนประเภทใด ระดับใด จํานวนเทาไร และตองการเมื่อไร และมีปจจัยใดบางเปนเครื่อง
กําหนดการวางแผนกําลังคน
การวางแผนทรัพยากรมนุษยนั้นเปนกระบวนการในการพิจารณากําหนดทิศทางและ
วิเคราะหความตองการทรัพยากรมนุษยขององคการ ทั้งในปจจุบันและอนาคต เพื่อใหสอดคลองกับแผนกล
ยุทธและสามารถบรรลุเปาหมายขององคการได ดังนั้นการวางแผนทรัพยากรมนุษยจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนํา
ทางในการดําเนินงานดานทรัพยากรมนุษยใหถึงจุดหมายอยางมีประสิทธิภาพและไมหลงทาง
1.1) ประโยชนของการวางแผนทรัพยากรมนุษย (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 51 – 52)
(1) ชวยใหองคการสามารถวางแผนพัฒนาการใชทรัพยากรมนุษยใหเกิดประโยชนสูงสุด
(2) ชวยใหกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยและเปาหมายขององคการในอนาคตมีความสอดคลองกัน
(3) ชวยใหกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยเปนไปอยางระบบและมีความสัมพันธตอเนื่องกัน
กิจกรรมดานทรัพยากรมนุษย ไมเกิดปญหาการขาดแคลนบุคลากร
(4) ชวยใหการจางพนักงานใหมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
(5) สงเสริมและพัฒนาโอกาสความเทาเทียมกันของพนักงานในหนวยงานตางๆ ขององคการ
(6) เปนแนวทางสําหรับองคการที่มีหนาที่ผลิตจะไดผลิตกําลังคนใหสอดคลองกับความ
ตองการของหนวยงาน
1.2) กระบวนการในการวางแผนทรัพยากรมนุษย
อยางไรก็ตามการวางแผนทรัพยากรมนุษยนั้น เปนการคาดการณสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่ควรจะ
เปนในอนาคตขององคกร ซึ่งการคาดการณไดอยางแมนยํานั้น ตองอาศัยกระบวนการในพิจารณาอยางรอบ
ดาน เพื่อใหไดขอมูลที่เหมาะสมสอดคลองกับองคกรในอนาคต ดังนั้นพะยอม วงศสารศรี ( 2538 : 52 –
57) จึงไดสรุปขั้นตอนการวางแผนทรัพยากรมนุษยไว ดังนี้
(1) การพิจารณ าเปาหมาย และแผนขององคการ (Goals and plans of
Organization) งานขั้นแรกสําหรับนักวางแผนทรัพยากรมนุษยจะกระทํา คือ การศึกษาและพิจารณาแผนกล
ยุทธที่องคการไดกําหนดไวศึกษานโยบายสาธารณะ แนวโนมทางดานการเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคม
ตลอดจนความกาวหนาทางเทคโนโลยีตางๆ เพื่อที่จะนําผลของการศึกษาเหลานี้มาจัดวางขอมูลดานบุคคลที่
ควรจะเปนในอนาคตไดอยางเหมาะสม
(2) การพิจารณาสภาพการณของทรัพยากรมนุษยในปจจุบัน(Current Human
Resource Situation) สํารวจจํานวนพนักงานทั้งหมดที่มีอยู โดยจําแนกออกตามประเภทตางๆ เชน ตาม
ลักษณะของงาน ตามแผนก ตามอายุ ตามระดับการศึกษา เปนตน
(3) การคาดการณทรัพยากรมนุษย (Human Resource Forecast) ในขั้นนี้ นัก
วางแผนทรัพยากรมนุษยจะพิจารณาถึงจํานวน และประเภทของพนักงานที่องคการตองการ พรอมทั้งจํานวน
และประเภทของคนที่ตองจางใหม ในขั้นนี้จะตองพิจารณาใหละเอียด ตรวจสอบพนักงานที่จะครบเกษียณอายุ
การโยกยาย การเลื่อนตําแหนง จะไดทราบจํานวนและประเภทของพนักงานที่มีอยูจริงๆ วามีจํานวนเทาไร
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 26
แลวนํามาเปรียบเทียบกับจํานวนที่องคการทั้งหมดก็จะสามารถรูวาองคการตองจางพนักงานใหมในกลุมใดบาง
และในระยะเวลาใด
(4) การกําหนดแผนปฏิบัติการ (Implementation Programs) หลังจากไดมีการ
คาดการณทรัพยากรมนุษยเปนที่เรียบรอยแลวจึงกําหนดออกมาเปนแผนปฏิบัติการของฝายทรัพยากรมนุษย
เชน แผนการสรรหาพนักงาน แผนการคัดเลือกและบรรจุพนักงาน แผนการประเมินผลการปฏิบัติงาน
แผนการโอนยาย การเลื่อนตําแหนง การฝกอบรม และพัฒนา เปนตน
(5) การตรวจสอบและการปรับปรุง (Audit and Adjustment) ในขั้นนี้เปนการ
ตรวจสอบความเหมาะสมและความกาวหนาของแผนปฏิบัติงาน การเปรียบเทียบแผนตางๆ การแกไขปรับปรุง
ขอบกพรอง การเปลี่ยนแปลงแผนทรัพยากรมนุษย และถามีการเปลี่ยนแปลงแผนขององคการ การจัดทําดัชนี
แรงงานที่ทันสมัยควรไดรับการพิจารณาศึกษา ทั้งนี้เพราะขอมูลที่เชื่อถือไดเปนสิ่งสําคัญของการวางแผน
2) การสรรหาและการคัดเลือก
การสรรหาและการคัดเลือก หมายถึง กระบวนการการดําเนินงานขององคกรจัดทําขึ้นเพื่อ
มุงจูงใจผูสมัครที่มีคุณภาพเขามาทํางานในองคกรของตน อันไดแก แหลงที่ใชในการสรรหา ระยะเวลาใน
การสรรหา วิธีการที่ใชในการสรรหาบุคลากร และการตัดสินใจคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน
การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรเปนวิธีการที่จะใหไดบุคลากรมารวมงาน จึงถือเปน
ขั้นตอนที่สําคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะวาการไดมาซึ่งคนดี มีความรูความสามารถเหมาะสมกับงานมาทํางานก็จะทํา
ใหองคกรประสบความสําเร็จ ดังนั้นองคการแตละองคการจึงตองใหความสนใจในการสรรหาบุคคลที่มีความรู
ความสามารถ จากแหลงตางๆ โดยเพื่อทําการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับตําแหนงงานใหเขามารวมงานกับ
องคการไดอยางเหมาะสม
การสรรหา หมายถึง กระบวนการในการแสวงหาบุคคล การชักจูงบุคคลที่มีความรู
ความสามารถ มีคุณสมบัติตามที่ตองการ และมีทัศนคติที่ดีตอองคการเขามาสูองคการ โดยใหเกิดความสนใจ
มาสมัครงานในตําแหนงที่ตองการกับองคการ เพื่อองคการจะไดคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุด
การคัดเลือก หมายถึง กระบวนการในการหาวิธีการกลั่นกรองที่เปนมาตรฐาน เพื่อใชในการ
ตัดสินใจเลือกบุคคลที่เชื่อถือวาจะใหไดบุคคลที่เหมาะสมกับตําแหนงงานมากที่สุด รวมทั้งใหเกิดความยุติธรรม
ในการคัดเลือกบุคลากร
Niglo Felix A (1959 : 134 - 136) อธิบายวา ในการสรรหาบุคลากรนั้น องคการมี
นโยบายในการสรรหาซึ่งแบงไดเปน 2 ประเภท คือ
(1) นโยบายแบบเปด ซึ่งมีสาระสําคัญคือ
- เปดโอกาสใหทุกคนที่มีความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสมตามตําแหนงที่วาง เขา
มางานไดโดยเสมอภาค
- เปดรับสมัครงานทุกวันและเวลาที่องคการเปดทําการ ไมวาในขณะนั้นจะมีตําแหนงวาง
หรือไมก็ตาม
- เปดโอกาสใหบุคคลเขามาสมัครไดทุกระดับชั้น ถามีคุณสมบัติตามที่ตองการไมจํากัดวา
ตองไปเริ่มตนทํางานที่ขั้นตน หรือขั้นต่ําสุดกอน สามารถเริ่มตนทํางานในขั้นสูงไดเลย
- เปดโอกาสใหบุคคลที่มีความรูความสามารถ ประสบการณ และความชํานาญในงานสมัคร
เขาทํางานได ถึงแมวาระดับการศึกษาจะไมถึงมาตรฐานขั้นต่ําของตําแหนงที่กําหนดเอาไว
(2) นโยบายแบบปด ซึ่งมีสาระสําคัญดังนี้
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 27
- เปดโอกาสใหผูสําเร็จการศึกษาตามระดับที่กําหนดไวเปนมาตรฐานเทานั้นเขามาสมัครใน
ตําแหนงต่ําสุดของระดับนั้นกอน แลวจึงเลื่อนไปสูขั้นสูงตอไป
- เปดรับสมัครบุคคลเขาทํางานเฉพาะตําแหนงวางเทานั้น
2.1) หลักเกณฑของการสรรหา
ศิวาพร มัณฑุกานนท (2528 : 52) ไดกลาวถึงหลักเกณฑที่เปนที่นิยมใชในการบริหาร
ทรัพยากรมนุษยกันอยางแพรหลายในหลายประเทศ เพื่อใชในการสรรหาผูมีความรูความสามารถในการ
ปฏิบัติงานมีอยู 4 ประการ คือ
(1) หลักความสามารถ (Competence) หมายถึงการยึดถือความรูความสามารถเปนเกณฑใน
การเลือกสรรบุคคลเขาทํางาน การสอบแขงขัน การคัดเลือก การบรรจุแตงตั้ง การพิจารณาความดี
ความชอบ และการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง
(2) หลักความเสมอภาค (Equality of Opportunity) หมายถึง การเปดโอกาสเทาเทียมกัน
แกผูที่คุณสมบัติตามความตองการ หรือที่กําหนดไวในการรับสมัครเขาทํางาน โดยไมคํานึงถึงชาติตระกูล
ศาสนาหรือผิวพรรณ และกําหนดเงินคาตอบแทนในการปฏิบัติงาน ยึดหลักการที่วา งานที่มีลักษณะหนาที่
ความรับผิดชอบเทาเทียมกันหรือคลายคลึงกัน ควรไดรับคาตอบแทนเทากันและไดสัดสวนเทากับปริมาณงาน
(3) หลักความมั่นคง (Security on Tenure) หมายถึง การมีหลักประกันที่จะสามารถยึดถือ
เปนอาชีพตลอดไป จนกวาจะเกษียณอายุ หรืตราบเทาที่ยังคงรักษาระดับมาตรฐานหรือความสามารถในการ
ปฏิบัติงานไวได การใหออกจากงานตองมีเหตุผล
(4) หลักความเปนกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หลักขอนี้ไมมีความสําคัญ
สําหรับการบริหารธุรกิจ แตมีความสําคัญมากสําหรับขาราชการ ขาราชการประจําจะตองปฏิบัติงานเพื่อ
ประโยชนสวนรวมของประชาชนเทานั้น
2.2) แหลงที่มาในการสรรหาบุคลากร
ณัฎฐพันธ เขจรนันทน (2547 : 93-94) ไดจําแนกแหลงที่มาในการสรรหาบุคคลได 2 แหลง
คือ
(1) การสรรหาบุคลากรจากภายในองคการ องคการสามารถสรรหาบุคลากรที่มีความรูทักษะ
และประสบการณจากภายในองคการเพื่อเขาปฏิบัติงานในตําแหนงที่วางลง หรือตําแหนงที่เปดขึ้นใหม โดยที่
การสรรหาบุคลากรจากภายในองคการจะมีขอดีและขอเสียที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้
ขอดี ของการสรรหาบุคลากรจากภายในองคการมีดังตอไปนี้
- สรางขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติงานใหแกพนักงาน
- ประหยัดคาใชจายในการสรรหาบุคลากรขององคการ
ขอเสีย ของการสรรหาบุคลากรจากภายในองคการมีดังตอไปนี้
- สงผลใหเกิดการขาดแคลนความคิดสรางสรรคในการประเมินโอกาส การแกปญหา และ
การสรางนวัตกรรมใหม ๆ ทางธุรกิจ
- ไมสามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมเขามาปฏิบัติหนาที่ในตําแหนงที่มีความตองการ
บุคลากร
- กอใหเกิดปญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองคการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 28
(2) การสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการ องคการจะทําการสรรหาบุคลากรที่มีความ
เหมาะสมจากภายนอกองคการเพื่อเขาปฏิบัติงานในตําแหนงงานที่วาง โดยการสรรหาบุคลากรจากภายนอก
องคการจะมีขอดี และขอเสีย ที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้
ขอดี ของการสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการมีดังตอไปนี้
- สรางความหลากหลายในการวิเคราะห โอกาส การแกปญหา และการพัฒนานวัตกรรม
ทางธุรกิจ
- สรางโอกาสในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสมในแตละหนาที่งาน
- แกปญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรภายในองคการทั้งในดานของจํานวนและคุณสมบัติ
ขอเสีย ของการสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการมีดังตอไปนี้
- สิ้นเปลืองเวลาและคาใชจายในการเตรียมการขององคการ
- มีผลกระทบตอขวัญและกําลังใจของบุคลากร
- ไมเปนผลดีตอบรรยากาศในการปฏิบัติงานขององคการ
2.3) ระบบการคัดเลือกบุคคล เขาทํางานซึ่งสามารถจําแนกเปน 2 ระบบใหญๆ (พะยอม
วงศสารศรี. 2538 : 162) คือ
(1) ระบบคุณธรรม (Merit System) หรือระบบความรูความสามารถ หรือระบบความดี
ความสามารถ เปนวิธีการที่ตองการใหไดผูที่มีความรูความสามารถในการปฏิบัติงาน วิธีการสําคัญของระบบ
คุณธรรม คือการทดสอบ
(2) ระบบอุปถัมภ (Patronage System) เปนระบบที่ตรงกันขามกับระบบคุณธรรม เปน
ระบบพรรคพวก ระบบชุบเลี้ยง ระบบสืบสายโลหิตเดียวกัน
2.4) กระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน
การใหไดมาซึ่งบุคลากรที่เหมาะสมเขามาทํางานในองคกรถือเปนสิ่งสําคัญ เพราะหากไดคนที่ไม
เหมาะสมเขามาในองคกรยอมจะกอใหเกิดความเสียหายตอตัวองคกรเอง ไมวาจะเปนการสูญเสียคาใชจาย
เวลา ผลผลิต และประสิทธิภาพในการดําเนินกิจกรรมแลว ยังสงผลตอขวัญกําลังใจของบุคลากรในการ
ทํางานอีกดวย ดังนั้นกระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางานนั้นจําเปนที่จะตองดําเนินการอยาง
รัดกุม โดยไดลําดับขั้นตอนไวดังตอไปนี้
ขั้นตอนการสอบแขงขัน
(1) กําหนดคุณสมบัติและหลักสูตรการอบรม
(2) การรับสมัครสอบแขงขันทางอินเตอรเน็ต
(3) การสรางขอสอบและการคัดเลือกขอสอบ
(4) การกําหนดหลักเกณฑและวิธีการสอบ
(5) การควบคุมสอบขอเขียน
(6) การทดสอบภาคปฏิบัติ
(7) การตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนง
(8) ประเมินความเหมาะสมแตละตําแหนง
(9) การทดสอบเชาวปญญาทางอารมณ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 29
(10) การสัมภาษณตามหลักสมรรถนะ
Mondy R. Wayne et al. (1996 : 223 - 238) ไดอธิบายถึงการคัดเลือกบุคลากรสามารถ
ดําเนินการดวยวิธีการดังตอไปนี้
(1) การทดสอบความสามารถสติปญญา
(2) การทดสอบความรูเฉพาะตําแหนง หรือการทดสอบความสําเร็จ
(3) การทดสอบใหปฏิบัติงานยอยๆ
(4) การทดสอบความสนใจในงาน
(5) การทดสอบบุคลิกภาพ
(6) การสัมภาษณ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 30
บทที่ 8
การบรรจุและแตงตั้ง
การบรรจุบุคลากรเปนขั้นตอนที่สําคัญเพราะการที่สถานศึกษาจะบรรจุแตงตั้งใหบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เขาดํารงตําแหนงใดก็ตาม เทากับการมอบหมายหนาที่ในการทํางานใหเหมาะสมกับความรูความสามารถของ
บุคคลนั้น เปนการใชคนใหเหมาะสมกับงาน ซึ่งจะทําใหสถานศึกษาไดรับประโยชนสูงสุด
การบรรจุ นั้นคือการรับบุคคลหนึ่งเขามาทํางาน โดยตองผานขั้นตอนของการสรรหาและการคัดเลือกตาม
กระบวนการขั้นตอนที่กําหนดไว และมีตําแหนงวางที่จะบรรจุได ซึ่งเมื่อมีการบรรจุแลวก็จะมีการแตงตั้งบุคคล
นั้นมีอํานาจหนาที่และรับผิดชอบปฏิบัติงานในตําแหนงนั้นดวย
สวนการแตงตั้ง คือการสั่งใหบุคลากรคนหนึ่งมีอํานาจหนาที่และความรับผิดชอบในตําแหนงใด
ตําแหนงหนึ่ง ในขณะเดียวกันจะมีผลทําใหบุคลากรผูนั้นมีสิทธิที่จะไดรับเงินเดือนตามตําแหนงนั้น และจะมี
สิทธิใชฐานะแหงการดํารงตําแหนงระดับนั้นเพื่อการปฏิบัติงานตางๆ ตามกฎหมาย
การบรรจุและแตงตั้งบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ดําเนินการไดโดย
1. บรรจุแตงตั้งบุคคลเขารับราชการจากผูสอบแขงขันได
2. บรรจุแตงตั้งบุคคลเขารับราชการจากผูไดรับคัดเลือก
ขั้นตอนการบรรจุบุคลากร
1. การสรรหาและการคัดเลือก
2. การบรรจุชั่วคราว
3. การปฐมนิเทศ
4. การทดลองปฏิบัติงาน ———- >
– การบรรจุและแตงตั้งหรือการบรรจุถาวร
– ไมบรรจุหรือเลิก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 36
บทที่ 9
การฝกอบรมและการพัฒนาบุคคล
การพัฒนาบุคคล หมายถึง กระบวนการที่จัดทําขึ้นเพื่อใหบุคลากรไดเรียนรู ปรับทัศนคติ
ในการทํางาน และใหมีความชํานาญในการปฏิบัติงานมากขึ้น
ดนัย เทียนพุฒ (2545 : 26) ไดใหความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย หมายถึง
การดําเนินงานที่จะสงเสริมใหพนักงานมีความความสามารถ ทัศนคติ และประสบการณที่เพิ่มขึ้น เพื่อให
พนักงานสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงปจจุบันไดอยางมีประสิทธิภาพและพรอมที่จะรับผิดชอบในตําแหนงที่
สูงขึ้น ทั้งนี้การพัฒนาพนักงานมิไดมีวัตถุประสงคเพียง เพื่อใหพนักงานมีความรูความชํานาญในงานปจจุบัน
เทานั้น แตมีความมุงหมาย เพื่อใหพนักงานไดกาวหนาและเติบโตตอไปในอนาคตดวย
ดังนั้นการพัฒนาบุคคลจะครอบคลุมใน 3 เรื่องดวยกันคือ การฝกอบรม (training)
การศึกษา (education) และการพัฒนา (development)
3.1) ความสําคัญของการพัฒนาบุคคลมี 6 ประการ (กุลธน ธนาพงศธร. 2532 : 169–171) คือ
(1) ชวยทําใหระบบ และวิธีการปฏิบัติงานมีสมรรถภาพดียิ่งขึ้นมีการติดตอประสานงาน
ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะการพัฒนาบุคคลจะชวยเรงเราความสนใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรใหมีความสํานึก
รับผิดชอบในการปฏิบัติหนาที่ของตนใหไดผลดียิ่งขึ้น
(2) ชวยทําใหเกิดการประหยัด ลดความสิ้นเปลืองของวัสดุที่ใชในการปฏิบัติงานทั้งนี้
เพราะเมื่อบุคคลใดไดรับการพัฒนามาเปนอยางดีแลวยอมสามารถปฏิบัติงานไดอยางถูกตอง
(3) ชวยลดระยะเวลาของการเรียนรูงานใหนอยลง อีกทั้งยังเปนการชวยลดความ
เสียหายตางๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทํางานแบบลองถูกลองผิดอีกดวย
(4) ชวยแบงเบาภาระหนาที่ของผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาหนวยงานตางๆ ในการตอบ
คําถามหรือใหคําแนะนําแกผูใตบังคับบัญชาของตน ในกรณีที่มีบุคลากรเขาทํางานใหม หรือเขารับตําแหนง
ใหมในหนวยงาน
(5) ชวยกระตุนบุคลากรตางๆ ใหปฏิบัติงานเพื่อความเจริญกาวหนาในตําแหนงหนาที่
การงาน ทั้งนี้ เพราะโดยทั่วไปแลว เมื่อมีการพิจารณาเลื่อนตําแหนงใดๆ ในองคการก็ตาม มักจะคํานึงถึง
ความรูความสามารถที่บุคคลนั้นจะสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงที่ไดรับการเลื่อนขึ้นได ซึ่งผูที่ไดรับการพัฒนา
แลว ยอมมีโอกาสมากกวาผูที่มิไดเขารับการพัฒนา
(6) ชวยทําใหบุคคลนั้นๆ มีโอกาสไดรับความรู ความคิดใหมๆ ทําใหเปนคนทันสมัยทัน
ตอความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีใหมๆ
ขั้นตอนการพัฒนาบุคคล มี 5 ขั้นตอน ดังตอไปนี้
(1) การสํารวจความตองการ
(2) การกําหนดวัตถุประสงคของการพัฒนาบุคลากร
(3) การกําหนดรูปแบบในการพัฒนาบุคลากร
(4) การดําเนินการพัฒนา
(5) การประเมินผล
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 37
นอกจากนี้ รูปแบบวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษยนั้น มีรูปแบบที่หลากหลายในการพัฒนา
การเลือกใชรูปแบบใด เวลากับบุคลกรระดับใด ผูบังคับบัญชาตองพิจารณาอยางเหมาะสมเพื่อใหเกิด
ประสิทธิภาพมากที่สุด รูปแบบที่สําคัญไดแก
(1) การศึกษาในสถาบันการศึกษา
(2) การฝกอบรมกอนหรือในขณะปฏิบัติงาน
(3) การปฐมนิเทศผูปฏิบัติงานใหม
(4) การสอนแนะนํางาน
(5) การฝกปฏิบัติหรือการดูงาน
(6) การประชุมสัมมนา
(7) การยายสับเปลี่ยนหมุนเวียนตําแหนง
(8) การมอบหมายภารกิจใหมๆ
(9) การเลื่อนตําแหนง
(10)กิจกรรมอื่นๆ ที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 38
บทที่ 10
การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ
ในที่นี่การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการนั้นหมายถึงคาตอบแทน หรือสิ่งที่จะชวย
สรางความมั่นคงในการดํารงชีวิต
การบริหารคาตอบแทน หมายถึง การกําหนดปจจัยตางๆ เปนหลักเกณฑกําหนดคาจาง
เงินเดือน รวมถึงการจัดสวัสดิการใหแกบุคลากร
การบริหารคาตอบแทนถือเปนกลไกสําคัญในการธํารงรักษาทรัพยากรมนุษยใหอยูกับองคกร
นอกจากนี้คาตอบแทนยังถูกนํามาใชเปนเครื่องมือกระตุนการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและความพึงพอใจใน
การทํางานอีกดวย
คาตอบแทน (Compensation) เปนคํากวางๆ หมายถึง คาแรง คาจาง เงินเดือน หรือ
ผลประโยชนอื่นๆ ที่องคกรใหแกพนักงาน เพื่อตอบแทนการทํางาน หรืออาจหมายถึง คาทดแทนที่องคกรจาย
เปนคาตอบแทนความสูญเสียตางๆ ของพนักงาน ซึ่งรวมทั้งจายทางตรงและทางออมเปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน
ธัญญา พลอนันต (2546 : 36)ไดใหความหมายของ การบริหารคาตอบแทน วาหมายถึง
การกําหนดนโยบาย การวางแผนและกิจกรรมตางๆ ที่เกี่ยวกับการจายคาตอบแทน ทั้งทางตรงและทางออม
ใหแกพนักงาน
ดังนั้นการบริหารคาตอบแทน จึงมีความหมายรวมถึง คาจางเงินเดือน ผลประโยชนและ
บริการ และคาตอบแทนทางสังคม
สวนประกอบของคาตอบแทน (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 180 – 185) คือ
(1)คาตอบแทนที่เปนรูปเงิน (Money Pay) การจายคาจางเปนเงินไดถือปฏิบัติกันมาเปนปกติ
วิสัย เพราะเงินคือสื่อกลางแหงการแลกเปลี่ยนที่ทุกคนทํางานก็หวังจะไดเงินมา
เงินจึงเปนสินจางรางวัลลอใจ กอใหเกิดความพอใจและสงเสริมใหเกิดการทํางาน นักบริหาร
จึงถือเอาเงินหรือสวัสดิการที่ตองจายใหพนักงานเปนเครื่องมือสําหรับใชในการบริหารคาตอบแทน ในรูปแบบ
ของเงินเดือน และคาจาง
เงินเดือน หมายถึง คาตอบแทนที่เปนรายไดประจําที่บุคลากรจะไดรับในอัตราคงที่ภายใน
ชวงระยะเวลาที่กําหนด โดยรายไดนี้จะไมเปลี่ยนแปลงตามจํานวนชั่วโมงทํางาน หรือปริมาณของผลผลิตของ
บุคลากร
คาจาง หมายถึง คาตอบแทนที่บุคลากรไดรับโดยถือจากเกณฑระยะเวลาในการปฏิบัติงาน
เปนหลัก เชน คาจางรายวัน คาจางรายชั่วโมง เปนตน
(2) คาตอบแทนที่เปนรูปความสําคัญของงาน (Power Pay) คาจางที่มิไดจายเปนรูปเงินทั้ง
ทางตรงและทางออม คือ จายคาตอบแทนพนักงานในรูปความสําคัญของงานที่เขาปฏิบัติอยู เพราะงานนั้นคือ
หัวใจของบริษัท เปนงานที่จะตองทําใหเสร็จหรือไมมีใครจะสามารถทําได เมื่อมอบอํานาจการตัดสินใจใหเขา
เพื่อใหเขาทํางานใหสําเร็จ พนักงานผูนั้นจะตองตระหนักวาผลิตภัณฑที่เขาประกอบขึ้นมีความสําคัญอยาง
ยิ่งยวด ซึ่งเราถือวาพนักงานผูนั้นไดรับคาจางเปนรูปความสําคัญของงาน
(3) คาตอบแทนที่เปนรูปตําแหนงงานที่ไดรับเลื่อนใหสูงขึ้น (Authority Pay) ผูที่ไดรับ
อํานาจและตําแหนงหนาที่ใหมที่ไดรับเลื่อนขั้นมานี้ถือวาบริษัทไดจายคาตอบแทนทางสังคมใหอยางหนึ่ง ซึ่งใน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 39
บางครั้งมีความสําคัญมากกวาเงินและเปนที่ใฝหาของพนักงานที่จะกาวขึ้นไปสูระดับบริหาร และสรางความพึง
พอใจใหเกิดขึ้นแกพนักงานไดเปนอยางดี
(4) คาจางในรูปสถานภาพที่ฝายบริหารยกยอง (Status Pay) ฝายบริหารจะใหความสําคัญ
ยกยองแกพนักงานในตําแหนงหนาที่การงานที่เขาประจําอยูสอดคลองกับคานิยมและการยอมรับทางสังคม
ทั้งนี้ยอมขึ้นอยูกับฝายบริหารวาจะมีความนึกคิดในการจายคาจางในรูปคาฐานะ คาเกียรติและศักดิ์ศรีใหเปน
กําลังใจแกพนักงานของตนแคไหนเพียงใดดวย
(5) คาจางในรูปองคการที่มีหลักการที่ดี (Meta-goals Pay) พนักงานที่เลือกทํางานในบริษัท
ที่มั่นคงและทันสมัย ซึ่งมีวัตถุประสงคและหลักการดีเยี่ยม (Supra-goals) ก็เทากับพนักงานผูนั้นไดรับคาจาง
ตอบแทนในรูปความมั่นคงและกาวหนา ไดแก
(5.1) หลักความพอเพียง (Adequacy) คือ การจายคาจางขั้นต่ําใหเปนไปตาม
กฎหมายกําหนด กลาวคือ จะตองพอเพียงที่ลูกจางจะยังชีพอยูไดโดยเฉลี่ยทั่วๆ ไป
(5.2) หลักความยุติธรรม (Equity) ซึ่งบางครั้งรวมไปถึงจริยธรรมของมนุษยที่ยาก
จะควบคุมได เพราะถือเปนการสรางความพึงพอใจและรักษาไวพนักงานใหอยูกับองคกร
(5.3) หลักดุลยภาพ (Balance) หลักดุลยภาพ หมายถึง ความเหมาะสมระหวาง
คาจางและผลประโยชนอื่นๆ ระหวางคาจางที่เปนเงินและที่เปนคาทางสังคม กลุมงานที่มีลักษณะคลายกันควร
ไดคาจางเทากัน
(5.4) หลักควบคุม (Control) การควบคุมตนทุนคาใชจายเปนสิ่งจําเปน เพราะการ
ลดคาใชจายฟุมเฟอยและการประกอบการอยางมีประสิทธิภาพเปนหัวใจของการบริหาร การควบคุมจึงเปน
หลักการของการวางแผนและบริหารเงินเดือน และเปนเครื่องมือนําทางไปสูจุดหมายที่ตั้งใจไวได
(5.5) หลักความมั่นคง (Security) หลักความมั่นคงหรือเสถียรภาพในความหมาย
ของคาจางเงินเดือนนั้น หมายถึง การปรับปรุงสิ่งที่จะมาคุมครองลูกจางตอภยันตรายและความเสี่ยงภัยตางๆ
ใหดีขึ้น เชน การประกันชราภาพ เกษียณอายุ ทุพพลภาพ เจ็บปวยหรือตายเนื่องจากอุบัติเหตุในงาน
การวางงาน เปนตน
(5.6) หลักลอใจใหทํางาน (Incentives) ระบบคาจางที่ดีจะลอใจใหพนักงานขยัน
ขันแข็งสรางงานใหบริษัทเจริญ คาจางมีความหมายโดยตรงตอการกระตุนใหลูกจางทํางานใหบรรลุมาตรฐาน
และเกินมาตรฐานที่กําหนดไว
(5.7) หลักการตอรองคาจางแลกคาเหนื่อย (Pay-and-Effort Bargain) หลักลอใจ
ใหทํามักจะผูกพันอยางใกลชิดกับการที่ลูกจางจะเรียกรองผลตอบแทนหรือคาจางแลกกับคาเหนื่อยของเขาที่
ลงแรงไป
(5.8) หลักการยอมรับ (Acceptability) หลักการที่ดีอันสุดทายไดแกหลักการ
ยอมรับการวางแผนและบริหารคาจางในองคการของโลกเสรีจะตองใหพนักงานไดมีโอกาสศึกษาและรับรูดวย
เขาอาจจะเห็นจุดออนและจุดแข็ง ติชมและวิพากษวิจารณ แสดงขอคิดและเสนอแนะเพื่อประมวลความพอใจ
เขาดวยกันและอยางถูกตองตามหลักวิชา เพื่อวาเขาจะไดยอมรับและยึดถือปฏิบัติตอไปหากเมื่อ การยอมรับมี
มากขึ้นการตอตานที่คอยๆ ลดลง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 40
4.2) วัตถุประสงคในการใหคาตอบแทน
(1)เพื่อสรรหาบุคคลเขาทํางานในองคการ (To recruit people to the organization) เพราะ
การกําหนดอัตราคาจาง และเงินเดือนเปนสิ่งจูงใจใหบุคคลมาสมัครทํางาน ทําใหสามารรถเลือกบุคคลที่มี
ความเหมาะสมเขาปฏิบัติงาน
(2)เพื่อควบคุมตอนทุนคาใชจาย (To control payroll costs) การกําหนดอัตราคาจางเปนไป
ตามการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยอาศัยตารางคาจางและประเภทของงานประกอบ ซึ่งสิ่งเหลานี้จะเปน
เครื่องมือใหผูบริหารสามารถควบคุมการจายเงินคาจางและเงินเดือนใหเปนไปตามกฎเกณฑที่กําหนดไว
(3)เพื่อสรางความพึงพอใจใหแกผูปฏิบัติงาน (To satisfy employees) การกําหนดอัตรา
คาจางเงินเดือนอยางยุติธรรมเสมอภาพ จะเปนการสรางความพึงพอใจในการทํางานของผูปฏิบัติงาน
กอใหเกิดขวัญ และกําลังใจในการทํางาน
(4)เพื่อจูงใจใหผูปฏิบัติงานทํากันอยางมีประสิทธิภาพ (To motivate employees to
superior performance) การกําหนดอัตราคาจางและเงินเดือนที่เหมาะสม จะเปนการจูงใจใหคนงานทํางาน
อยางมีประสิทธิภาพใหแกองคการ
4.3) หลักในการกําหนดคาตอบแทน
การประเมินคางานเปนกระบวนการสําคัญในการกําหนดคาตอบแทน ผูมีหนาที่กําหนด
คาตอบแทนจะตองทําการศึกษา วิเคราะห และประเมินคางาน ตลอดจนนําขอมูลที่มี่อยูมาใชประกอบการจัด
เรียงลําดับงานตามความสําคัญ โดย ณัฏฐพันธ เขจรนันทน(2547 : 223 - 225)ไดอธิบายวาเพื่อกําหนด
คาตอบแทนที่เหมาะสมและยุติธรรม โดยที่การประเมินคางาน สามารถกระทําได 2 วิธี ดังตอไปนี้
- การประเมินคางานเชิงคุณภาพ วิธีการนี้ผูทําหนาที่ประเมินคางานจะทําการจําแนก
เปรียบเทียบ และจัดลําดับงานตามความสําคัญ
- การประเมินคางานเชิงปริมาณ วิธีการนี้ผูทําหนาที่ประเมินคางานจะทําการวิเคราะห
ความแตกตางของแตละงานในรูปของตัวเลข
ขอมูลที่ไดจากการประเมินคางานถือเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดคาตอบแทนของบุคลากร
เนื่องจากการประเมินคางานจะทําการเปรียบเทียบและจัดเรียงงานตามลําดับความสําคัญ โดยผูทําหนาที่
กําหนดคาตอบแทนสามารถนําขอมูลมาใชงานไดโดยตรง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 41
บทที่ 11
สิทธิประโยชนและสวัสดิการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 55
บทที่ 14
การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Managament)
หลักการของระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน เพื่อใหผูปฏิบัติงานไดปฏิบัติงานอยางมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล และการพัฒนาอยางตอเนื่องซึ่งจะนําไปใชประโยชนสูงสุดตอหนวยงานและประชาชนผูรับบริการ
ระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน นํามาใชสําหรับ ขาราชการพลเรือน จึงประกอบดวย 4 กระบวนการ ดังตอไป
นี้
1. การวางแผนการปฏิบัติงาน
การวางแผนการปฏิบัติงานเปนชวงที่ตองใหความสําคัญกับ การกําหนดเปาหมายในระดับบุคคล
เพื่อใหผลผลิตและผลลัพธของงาน ที่ไดสอดคลองและสงผลตอเปาหมายและความสําเร็จขององคกร อยาง
แทจริง ดังนั้น จึงตองทําการถายทอด (Cascade) เปาหมาย การปฏิบัติงานขององคกรลงมาตามลําดับชั้น คือ
จากระดับองคกร ลงสูระดับสํานัก/กอง/ฝาย /สวน /กลุม จนถึงระดับบุคคล โดยเปาหมายงานในระดับตางๆ
ตองเปนปจจยหนึ่งที่นําไปสูเปาหมายเชิงกลยุทธ ขององคกร การถายทอดเปาหมายการปฏิบัติงาน ระบบ
บริหารผลการปฏิบัติงาน การวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตาม ผลการปฏิบัติงาน การพัฒนา ผลการ
ปฏิบัติงาน การประเมิน ผลการปฏิบัติงาน กระบวนการนี้มีความสําคัญในการชี้ใหผูปฏิบัติงานในทุกระดับ เห็น
อยางชัดเจนวาเราอยูตรงไหนในองคกร ทําอะไร และสิ่งที่เราทํานั้น มีประโยชนสงผลตอเปาหมายขององคกร
อยางไร ตอไปนี้ทุกๆ คน ในองคกรจะตองรับรูบทบาทและจุดยืนของตนเองวาเราก็เปนกลไกหนึ่งที่สําคัญใน
การผลักดันใหองคกรของเรากาวไปขางหนา ไมใชทํางานหนักกันทุกวันแตไมรูวาทําไปเพื่ออะไร
2. การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน
การพัฒนาผลการปฏิบัติงานเปนกระบวนการวางแผนการพัฒนา ความรูทักษะและสมรรถนะของ
ผูปฏิบัติงานใหปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องจากปญหาหนึ่งที่พบคือ ขาราชการไมไดรับ การ
พัฒนาอยางเหมาะสมหรือไมมีการกําหนดการพัฒนาอยางจริงจัง ดังนั้น จึงแกปญหานี้โดยการกําหนดใหมีการ
วางแผนการพัฒนา ผลการปฏิบัติงานนี้กันใหชัดเจนเมื่อเริ่มรอบการประเมินและทําการ พัฒนาอยางตอเนื่อง
ควบคูไปกับการติดตามผลการปฏิบัติงานตลอดรอบ การประเมิน อีกทั้งยังตองกําหนดการวัดและบันทึก
ความสําเร็จของ กิจกรรมการพัฒนาดวยอยางชัดเจน การพัฒนานี้นอกจากจะมีประโยชนโดยตรงกับบุคลากร
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 56
และ ขอมูลในการพัฒนาที่ไดรับการบันทึกไวยังสามารถใชเปนแนวทางให ผูรับผิดชอบดานการพัฒนาของ
หนวยงานทราบความตองการของ การพัฒนาผูปฏิบัติงานในองคกร และสามารถวางแผนพัฒนาอยางเปน
ระบบและตรงตามความตองการ
3. การติดตามผลการปฏิบัติงาน
หลังจากที่มีการวางแผนการปฏิบัติงานและการวางแผนพัฒนา ผลการปฏิบัติงานแลว ผูบังคับบัญชา
จะตองใชเวลาตลอดรอบการประเมินเปนโอกาสในการติดตาม ดูแล ใหคําชมเชย คําปรึกษา การสอนงาน
การสังเกตปญหาและขอเสนอแนะในการแกไข รวมถึงการติดตามผลงาน ู ความสามารถ ทักษะ และ
สมรรถนะในการปฏิบัติงานดวย โดยทั้งหมดนี้ จะมีการบันทึกการติดตามดูแลเอาไวการติดตามดูแลการ
ปฏิบัติงานนี้ เมื่อกระทําอยางใกลชิด ตอเนื่อง เหมาะสม การสื่อสารที่มีประสิทธิผล ก็จะเกิดขึ้นทั้ง 2 ทาง ทั้ง
จากหัวหนา สูลูกนองและลูกนองสูหัวหนา หัวหนา และลูกนองไดมีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นสราง
ความสัมพันธ และบรรยากาศ ที่ดีในการทํางานและสรางความเขาใจในการทํางานรวมกันอยูตลอดเวลา ผล
การปฏิบัติงานที่ไดก็เปนที่นาพอใจทั้ง 2 ฝาย
4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน
การประเมินผลการปฏิบัติงาน เปนการประเมินเพื่อใหทั้งผูบังคับ บัญชาและผูใตบังคับบัญชาทราบ
วาผลการปฏิบัติงานเปนอยางไร อยูใน ระดับใด เพื่อใชเปนขอมูลสําคัญประกอบการพิจารณาดานตางๆ เชน
การใหรางวัลหรือการใหผลตอบแทนที่เหมาะสม การปรับปรุงผล การปฏิบัติงาน วิธีการทํางาน หรือเครื่องมือ
ที่ชวยสนับสนุนการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ผลการประเมินการปฏิบัติงานยังชี้ใหเห็นถึงชองวาง ระหวาง
เปาหมายที่ตั้งไวกับผลการปฏิบัติงานจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเปนขอมูล สําคัญในการหาสาเหตุซึ่งอาจมาจากทั้งระดับ
บุคคล เชน สมรรถนะและ ความรูในงาน หรือระดับองคกร เชน กระบวนการทํางาน หรือเครื่องมือ ที่ชวย
สนับสนุนการทํางาน เปนตน ผลการประเมินสมรรถนะ หากทําอยางถูกตองและมีการกระจายของขอมูลที่
ไดรับอยางเพียงพอแลว จะนํามาซึ่งขอมูลที่เชื่อถือไดโดยสามารถ บงชี้ถึงชุดพฤติกรรมพึงประสงคหรือ
สมรรถนะที่เปนจุดเดนและจุดดอย ของผูปฏิบัติงานแตละคนไดทั้งนี้เพื่อนําไปกําหนดวิธีการปรับปรุงผลการ
ปฏิบัติงานและกําหนดเปาหมายการทํางานไดอยางเหมาะสมสําหรับ การบริหารผลการปฏิบัติงานในรอบตอไป
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 57
บทที่ 15
การพัฒนาองคการ (OD)
ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงจะประสบความสําเร็จไดตองรวมถึง การพัฒนาองคการ (OD)
ดวย โดยนิยามการพัฒนาองคการ หมายถึง การทําแผนเพื่อใชดําเนินการเปลี่ยนแปลงองคการใหเกิดความ มี
ประสิทธิผล และใหความสําคัญดานความเปนมนุษยมากยิ่งขึ้น (More effective and more human) จะ
เห็นวากระบวนทัศนของการพัฒนาองคการ (OD paradigm) คือการใหความสําคัญตอ คุณคาของมนุษยและ
ความกาวหนา ขององคการควบคูกันไป เนนความรวมมือและกระบวนการมีสวนรวม ตลอดจนการมีจิต
วิญญาณของการแสวงหา (Spirit of inquiry) กลาวโดยสรุป คานิยมที่ถือเปนสาระสําคัญเชิงปรัชญาของการ
พัฒนาองคการไดแก
1. ใหการนับถือตอคน (Respect for people) โดยเชื่อวา มนุษยมีความรับผิดชอบมีสติปญญาและ
ตองการให การใสใจและควรไดรับ การปฏิบัติ ดวยความเคารพในศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย
2. ไววางใจและชวยเหลือเจือจุน (Trust and support) กลาวคือ องคการที่ถือวามีสุขภาพดีและมี
ประสิทธิผล ตองมีลักษณะของความไววางใจ มีความนาเชื่อถือ มีบรรยากาศที่เปดเผย และใหการ
เกื้อกูลตอกัน
3. มีความเสมอภาคดานอํานาจ (Power equalization) ในองคการที่มีประสิทธิผลจะไมเนนการใช
อํานาจและการควบคุมตามสายการบังคับบัญชา เปนประเด็นสําคัญ
4. กลาเผชิญปญหา (Confrontation) โดยไมเลี่ยง ไมประวิงเวลาหรือหนีปญหาที่เกิดขึ้น แตจะใชวิธีเผชิญ
ปญหาอยางเปดเผย
5. การมีสวนรวม (Participation) โดยเฉพาะผูที่ไดรับผลกระทบหรือเกี่ยวของกับการเปลี่ยนแปลงจะ
ไดรับโอกาสมีสวนรวมในการตัดสินใจ เพราะการไดมีสวนรวมยิ่งทําใหตองผูกพันตอการนําขอยุติลงสู
การปฏิบัติ
เทคนิคที่ใชในการพัฒนาองคกร
เนื่องจากการพัฒนาองคการ เปนแผนรวมที่ใชในการเปลี่ยนแปลงสภาพการทํางานโดยมี
วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาบุคลากรแตละคนขององคการ พรอมกับ ปรับปรุงใหการดําเนินงาน ตามภารกิจของ
องคการมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ดังนั้นกิจกรรมของ OD ก็คือ แสวงหาทางที่สงเสริมการปฏิบัติงานขององคการ
โดยการปรับปรุงคุณภาพของสภาวะแวดลอมในที่ทํางานตลอดจนเจตคติและความเปนอยูที่ดีของพนักงาน
แผนพัฒนาองคการจึงประกอบดวยเทคนิคตาง ๆ หลายอยาง (บางครั้งเรียกวา กิจกรรมสอดแทรก หรือ OD
interventions) ซึ่งผูเชี่ยวชาญใชเพื่อปรับปรุงการทํางานขององคการทั้งในระดับบุคคล กลุมบุคคล และ
องคการโดยรวม ในที่นี้จะเลือกนําเสนอเฉพาะเทคนิคการพัฒนาองคการที่เปนที่นิยมแพรหลาย 6 เทคนิค
ไดแก
 การสํารวจขอมูลยอนกลับ (survey feedback)
 การฝกอบรมเพื่อฝกการรับรู (Sensitivity training)
 การสรางทีมงาน (Team building)
 โปรแกรมสรางคุณภาพในชีวิตงาน (Quality of work life programs)
 การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค (Management by objectives)
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 58
 การสรางองคการแหงการเรียนรู
1. เทคนิคการสํารวจขอมูลยอนกลับ (survey feedback)
เปนวิธีการที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงดวยการรับรูขอมูลรวมกัน โดยมีฐานความเชื่อที่วา การ
เปลี่ยนแปลงใด ๆ จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ พนักงานตองรับรูและ เขาใจถึงจุดแข็งและจุดออนในปจจุบันของ
หนวยงานตน ซึ่งเปนหลักการและเหตุผลสําคัญของการใชเทคนิคการสํารวจขอมูลยอนกลับนี้ เทคนิคนี้
ประกอบดวย 3 ขึ้นตอนสําคัญ
ขั้นแรก เปนการรวบรวมขอมูลทั้งหลายที่เปนขอวิตกกังวนของพนักงาน เชน บรรยากาศของ
องคการ แบบภาวะผูนํา และสภาพความพึงพอใจตองาน เปนตน โดยใชวิธีการสัมภาษณหรือใหตอบ
แบบสอบถามหรือทั้งสองอยางก็ได ขอมูลที่ไดตองพยายามหลีกเลี่ยงอคติลําเอียงและตองเก็บเปนความลับ
ดวยเหตุนี้จึงนิยมใชที่ปรึกษาภายนอกดําเนินการ
ขั้นที่สอง เปนการเขียนรายงานขอมูลที่ไดรับกลับมาจากพนักงานระหวางการประชุมกลุมยอย
เชน สรุปคะแนนเฉลี่ยดานเจตคติของพนักงานที่วัดได เคาโครงแสดงที่มาของความรูสึกที่พนักงานมีตอองคการ
หรือตอผูนําหรือตองานที่ทําอภิปรายเพื่อหาประเด็นหลัก และการบงชี้ของขอมูล ใหไดวาปญหาคืออะไร
ขั้นที่สุดทาย เปนการวิเคราะหปญหาในแงที่เกี่ยวกับการสื่อสาร การตัดสินใจและกระบวนการ
ตาง ๆ ขององคการ เพื่อนํามาจัดทําแผนในแตละเรื่อง การอภิปรายจะไดผลดีถาไดมีการจัดเตรียมเอกสาร
ขอมูลที่เกี่ยวของเปนอยางดีมีผูนําจัดทําแผนที่มีความสามารถขอดีของเทคนิคการสํารวจขอมูลปอนกลับก็คือ
มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ไดขอมูลมากตามที่ตองการ ทั้งยังยืดหยุนสอดคลองกับความตองการขององคการตาง
ๆ ซึ่งมีปญหาไมเหมือนกันไดดี แตมีจุดออนที่เกี่ยวกับความแมนยําเที่ยงตรงของเครื่องมือแบบสอบถามที่ใช
และตองไดรับความสนับสนุนจริงจังของฝายบริหารจึงจะไดผลดี
2. การฝกอบรมเพื่อฝกการรับรู (Sensitivity training)
โดยใชกลุมเล็กประมาณ 8-15 คน มาเลาประสบการณหรือเรื่องเกี่ยวกับตนใหคนอื่นฟงและ
รวมแสดงความเห็นแงมุมตาง ๆ ของเรื่องนั้น เพื่อใหผูนั้นมองเห็นไดทะลุปรุโปรงจนสามารถเขาใจตนเอง
เทคนิคนี้มีหลักการและเหตุผลที่อยูเบื้องหลังก็คือ ปกติคนเราจะไมยอมเปดเผยความจริง เกี่ยวกับตัวเองและมี
ความซื่อตรงตอคนอื่นอยางสมบูรณ ดังนั้น เทคนิค T-group นี้จึงมีเงื่อนไขกติกาของกลุมที่ทุกคนตองพูดจา
สื่อสารตอกันอยางเปดเผย และซื่อตรงตอกัน โดยไมมีความกดดันจากภายนอก ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงมักจัดนอก
สถานที่ซึ่งไกลจากที่ทํางานไดหลายวัน โดยมีผูเชี่ยวชาญ ทําหนาที่อํานวยความสะดวก ประจํากลุมคอยให
คําแนะนําและรักษาบรรยากาศที่ดีของกลุมอยูตลอดเวลา ภายหลังจากกลุมมีความไววางใจตอกัน และชวย
แลกเปลี่ยนความเห็นตอปญหาซึ่งกันและกันทีละคน ก็จะทําใหเจาของปญหามองเห็นและเขาใจตนเองดียิ่งขึ้น
โดยทําหมุนเวียนจนครบทุกคน สมาชิกนอกจากเขาใจตนเองแลวยังเขาใจถึงความรูสึกของสมาชิกคนอื่นและ
เกิดสัมพันธภาพที่ดีตอกัน
อยางไรก็ตาม การวัดความสําเร็จของเทคนิค T-group ที่นํามาใชเปนกิจกรรมพัฒนาองคการ
นั้น มองเห็นไดยาก แมจะเกิดผลดีระหวางทํากิจกรรมกลุม ดังกลาว แตยังไมอาจสรุปไดวา สามารถถายโอนมา
สูบรรยากาศการทํางานจริงขององคการไดมากนอยเพียงไร ดังนั้น เทคนิค T-group มักใชรวมกับ เทคนิคอื่น
ๆ ในการพัฒนาองคการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 59
3. เทคนิกการสรางทีมงาน (Team building)
เทคนิคการสรางทีมงาน ประยุกตวิธีการและหลักการเหตุผลมาจากเทคนิค T-group
ดังกลาวมาแลวโดยใหสมาชิกของกลุมทํางานวิเคราะหวา ตนทํางานรวมกันอยางไร และใหเสนอแผนการ
ปรับปรุงใหดีขึ้นกวาเดิม ใหความสําคัญตอความพยายามของกลุมที่จะชวย ใหการปฏิบัติการกิจขององคการ
เกิดประสิทธิผล โดยเชื่อวาถาปรับปรุงการทํางานของกลุมใหมีประสิทธิผลแลวยอมสงผลใหองคการมี
ประสิทธิผลไปดวย เพราะกลุมเปนหนวยที่สําคัญขององคการ ดังนั้นในการพัฒนาองคการจึงตองเนนการ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่กลุมแทนที่จะเปนรายบุคคลการสรางทีมงานเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกของกลุมยอมรับวา
พวกตนมีปญหาและพยายามรวบรวมขอมูลเพื่อใหเขาใจถึงปญหานั้น ปญหาดังกลาวอาจไดมาจากการทํา
กิจกรรม T-groups หรือจากเทคนิคอื่นเชน การสํารวจเจตคติหรือจากยอดตัวเลขผลผลิต เปนตน จากนั้นก็นํา
ขอมูลที่ไดมาทําการแลกเปลี่ยนกันในชวงของการตรวจวินิจฉัย (Diagnostic session) เพื่อใหไดขอยุติรวมกัน
วา กลุมของตนมีจุดแข็ง (Strength) และจุดออน (Weakness) อะไรบาง เมื่อทราบแลวจึงระบุประเด็นที่ตอง
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พรอมทั้งกําหนดแผนดําเนินการเปลี่ยนแปลงหรือทําแผนปฏิบัติ (Action plan) ตามไป
ดวย จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงตามแผน ตามดวยการประเมินความกาวหนาและหาวาปญหาดังกลาวไดรับ
การแกไขหมดหรือไม ถาปญหาไดรับการแกไขสมบูรณการประชุมของทีมงานก็จบลง แตถาปญหายังคง
เหลืออยูก็จะตองเริ่มตนกระบวนการใหม
4. เทคนิคโปรแกรมสรางคุณภาพในชีวิตงาน (Quality of work life programs)
เนื่องจากคนเราเมื่อตองทํางานที่ซ้ําซากจําเจจะเกิดความรูสึกเบื่อหนายขึ้น ดวยเหตุนี้
องคการสวนใหญในปจจุบัน จะใหความสําคัญตอการจัดสภาพแวดลอม ที่มีคุณภาพอยางเปนระบบอยู
ตลอดเวลา โดยมุงหวังใหสามารถตอบสนองความตองการของบุคคลใหไดทํางานอยางที่ตนคิดอยากจะทํา
(Self- fulfilling) ดวยเหตุนี้นักพัฒนาองคการจึงพยายามสรางเงื่อนไขแวดลอมของการทํางาน ใหสงเสริม
แรงจูงใจ มีความพึงพอใจ และสรางความผูกพันใหแกพนักงาน เพราะองคประกอบเหลานี้ชวยใหระดับผลงาน
ขององคการสูงขึ้น ความพยายามโดยรวมในการปรับปรุงสภาพแวดลอมของการทํางานใน แนวทางดังกลาวนี้
เรียกวา “การจัดโปรแกรมคุณภาพในชีวิตงาน” หรือเรียกยอวา QWL ซึ่งเชื่อวาโปรแกรม QWL เปน
แนวทางที่เพิ่มผลผลิตขององคการใหสูงขึ้น ถาใหพนักงานไดเขามามีสวนรวมในการตัดสินใจที่จะสงผลกระทบ
ตอการทํางานของตน โปรแกรม QWL จึงปฏิบัติตอพนักงานทุกระดับดวยแนวคิด ความเปนประชาธิปไตย
และกระตุนการมีสวนรวมในการตัดสินใจ แนวคิดของโปรแกรม QWL จึงใหความสําคัญของ “ความเปนมนุษย
ในสถานที่ทํางาน” (Humanizing the workplace) การใชเทคนิค QWL ในการปรับปรุงคุณภาพในชีวิต
ประกอบดวยหลายวิธี ตัวอยางเชน
4.1 ใชกิจกรรมปรับโครงสรางใหมของงาน (Work restructuring) ซึ่งเปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิธีทํางานใหมใหมี
ความนาสนใจแกพนักงาน โดยสามารถทําไดหลายอยาง เชน ใชเทคนิคการจัดรูปแบบคุณสมบัติของงาน (Job
characteristic model) (รายละเอียดของเทคนิคเหลานี้อานไดจากบทที่ 4 เรื่องการจูงใจในองคการ)
4.2 ใชกิจกรรมวงจรคุณภาพ (Quality circles หรือเรียกยอวา QC) เปนกิจกรรมที่แบงสมาชิกออกเปนกลุม ๆ ละ
ประมาณ 10 คน เปนสมาชิกที่มาจากความสมัครใจและมีการประชุมพบปะกันอยูเสมอ (อาทิตยละครั้ง
โดยประมาณ) เพื่อระบุถึงปญหาและแนวทางในการแกปญหาที่เกี่ยวกับ คุณภาพของงานและเงื่อนไขตาง ๆ ที่
เกี่ยวกับการทํางานของพวกตน ในองคการหนึ่งอาจมีทีมงาน QC หลายทีม โดยแตละทีมจะรับผิดชอบ ดูแล
งานเฉพาะดาน ที่ตนสนใจและมีความถนัด เพื่อใหทีมงานเกิดผลดี สมาชิกของทีมควรผานการฝกอบรมวิธีการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 60
แกปญหา (Problem solving) มากอน อยางไรก็ดีมีผลงานวิจัยระบุวา แมกิจกรรม QCs จะมีผลดีตอการ
ปรับปรุงคุณภาพในชีวิตในชวงระยะเวลาสั้น (ราวไมเกิน 18 เดือน) แตพบวามีประสิทธิผลนอยลงถาจะใหเกิด
การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว (Griffin,1988 อางใน Greenberg,1997:567)
กลาวโดยสรุป เทคนิคการจัดโปรแกรมคุณภาพในชีวิตงาน หรือ QWL มีประโยชนอยางนอย 3
ประการไดแก
(1) เพิ่มความพึงพอใจในงาน เกิดความผูกพันตอองคการและลดการลาออกนอยลง
(2) เพิ่มผลผลิตหรือผลงาน ใหสูงขึ้น (Increased productivity)
(3) เพิ่มความมีประสิทธิผลขององคการ (เชน ผลกําไรมากขึ้น การไดบรรลุเปาหมาย)
5. เทคนิคการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค (Management by objectives)
เปนเทคนิคที่ทั้งผูบริหารและพนักงานรวมกันกําหนดเปาหมายขององคการแลวพยายาม
ดําเนินการใหบรรลุตามเปาหมายนั้น โดยกระบวนการของการบริหาร โดยยึดวัตถุประสงค หรือ MBO แบง
ออกเปน 3 ขั้นตอน
ขั้นแรก ทําการเลือกเปาหมายที่ตองการใหพนักงานดําเนินการไดดีที่สุดตามความตองการของ
องคการ การเลือกเปาหมายควรทํารวมกันทั้งผูบริหารและพนักงานแทนที่จะเปนการสั่งมาจาก ผูบริหาร โดย
เปาหมายที่กําหนดจะตองสามารถวัดไดและมีเงื่อนไขกํากับดวย ตัวอยางเชน “จะเพิ่มผลผลิตใหสูงขึ้นกวาเดิม
15 เปอรเซ็นตภายในไตรมาสแรกของป” หรือ “จะลดอัตราการชํารุดของผลิตภัณฑลงจากเดิม 25 เปอรเซ็นต
ภายในปนี้” เปนตน ในขั้นตอนนี้ทั้งผูบริหารและพนักงานจะ รวมกันจัดทําแผนปฏิบัติการ (Action plan)
เพื่อใหสามารถบรรลุเปาหมายตามที่กําหนด
ขั้นที่สอง เมื่อไดกําหนดเปาหมายและจัดทําแผนปฏิบัติแลวก็ถึงขั้นการนําแผนลงสูการปฏิบัติ
(Implementation) ในการปฏิบัติตามแผนจําเปนตองมีการตรวจสอบความกาวหนาของการดําเนินงานอยาง
สม่ําเสมอทุกระยะวาเปนไปตามที่ประมาณการตามเปาหมายหรือไม ถาเกิดปญหาขึ้นระหวางดําเนินการ
ปญหาดังกลาวไดรับการแกไขหรือไม และถามีการผิดพลาดไปจากแผนไดรับการแกไขแลวหรือยัง จําเปนตอง
ปรับแผนปรับวิธีดําเนินการหรือแมแตปรับเปาหมายหรือไม
ขั้นสุดทาย หลังจากไดกํากับดูแลใหมีความกาวหนาไปสูเปาหมายแลว ในขั้นตอไปที่ตองทําก็
คือ การประเมินผลวาเปนไปตามเปาหมายหรือไม และบรรลุตามเปาหมายขององคการเพียงไร โดยถาพบวาไดบรรลุตาม
เปาหมาย ก็สามารถริเริ่มกําหนดเปาหมายใหมที่สูงกวาเดิมขึ้นอีก แตในทางกลับกัน ถาประเมินแลวพบวา ไม
สามารถบรรลุตามเปาหมายที่กําหนดได ก็กลับไปเริ่มจัดทําแผนปฏิบัติการขึ้นใหมที่สามารถ จะดําเนินการ ให
บรรลุเปาหมายได ดวยเหตุที่เมื่อบรรลุเปาหมายไดแลว ระบุใหเริ่มเลือกกําหนดเปาหมายขึ้นใหมดังกลาว จึง
ทําให MBO เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่อง ตลอดเวลา MBO จึงถือเปนเครื่องมือที่มีประสิทธิผลสูงที่ใชใน
การวางแผนและการวางกลยุทธการ เปลี่ยนแปลงขององคการ เปนวิธีการที่ทั้งพนักงาน และองคการ รวม
ทํางานเพื่อบรรลุเปาหมายเดียวกัน พนักงานโดยเฉพาะระดับลางไดมีสวนรวมมากขึ้น โดยผูบริหารระดับสูง
ตองแสดงความเต็มใจ ใหการยอมรับใหการสนับสนุนและเขามารวมทุกขั้นตอนใหมากที่สุด อยางไรก็ตาม
กิจกรรม MBO จะมองเห็นผลไดชัดเจนตองใชระยะเวลายาวนานพอควร โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 ป ดังนั้น
MBO อาจไมเหมาะกับองคการประเภทที่ตองการเห็นผลรวดเร็ว
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 61
6. เทคนิคการสรางองคการแหงการเรียนรู
ในแตละทศวรรษที่ผานมามักมีการนําแนวคิดใหมมาใชพัฒนาองคการ กลาวคือ เทคนิคการ
บริหารคุณภาพโดยรวมหรือ TQM ในทศวรรษ 1980 ตอมาในทศวรรษ 1990 หันมาเนนเทคนิคการปฏิรูปยก
รื้อระบบ (Reengineering)และในปจจุบันกลาวถึงเรื่ององคการแหงการเรียนรู (Learning organization) โดย
นักวิชาการและผูบริหารองคการตางพยายามเสนอหนทางใหมที่เหมาะสมกับโลกปจจุบันที่มีลักษณะ
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและตองมีการพึ่งพาระหวางกัน (Interdependence and change) ตอไปนี้จะ
กลาวถึงลักษณะขององคการแหงการเรียนรูและวิธีบริหารการเรียนรู
6.1 ลักษณะขององคการแหงการเรียนรู หมายถึง องคการที่มีศักยภาพที่สามารถยืดหยุนในการ
ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไดตลอดเวลา องคการก็เหมือนกับบุคคลที่ตองเรียนรูอยูเสมอไมวาจะโดยตั้งใจหรือไม
ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อใหองคการสามารถดํารงอยูดวยดีอยางถาวร เมื่อเกิดปญหาขึ้น องคการจะมีแนวทาง
ดําเนินการอยางใดอยางหนึ่งใน2วิธีตอไปนี้ วิธีแรก เปนการแกปญหาโดยใชประสบการณเกา (Single – loop
learning) เปนการเรียนรูการแกปญหาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยวิธีการเดิมที่เคยใชไดผลในอดีต ผนวกเขากับนโยบาย
ที่มีในปจจุบัน ซึ่งเปนวิธีที่ตรงกันขาม กับที่ใชในองคการแหงการเรียนรู ซึ่งเปนวิธีที่สองที่เรียกวา เปนการ
แกปญหาแบบองครวม (Double – loop learning) กลาวคือ เมื่อพบวามีปญหา จะใชวิธีการที่มีการหลอม
รวมวัตถุประสงคขององคการ นโยบายและแนวปฏิบัติประจํา ที่มีมาตรฐานเขาดวยกัน ในการพิจารณาหาขอ
ยุติของปญหา วิธีแกปญหาแบบหลังจะมีลักษณะทาทายตอความเชื่อและปทัสถานที่มีในองคการ ในแงที่เชื่อวา
สามารถแกปญหาไดอยางชนิดถอนรากถอนโคน และทําใหเกิดเปลี่ยนแปลงใหญขึ้นตอองคการเซนจ (P.M.
Senge) แหงสถาบัน MIT ของสหรัฐ ไดสรุปคุณลักษณะสําคัญ 5 ประการของ องคการแหงการเรียนรูไว ดังนี้
1. ทุกคนเห็นดวยและยึดมั่นตอวิสัยทัศนรวมกัน
2. แตละคนจะละทิ้งวิธีการคิดแบบเกาตลอดจนมาตรฐานตาง ๆ ที่เคยใชในการแกปญหาอยูประจํา
3. สมาชิกทุกคนตองคิดถึงกระบวนการขององคการในเชิงภาพรวม โดยที่กิจกรรมภารกิจ หนาที่ตลอด
ดําเนินงานทั้งหลายจะเกี่ยวของ และเปนสิ่งแวดลอมซึ่งเปนสวนหนึ่งของระบบความสัมพันธระหวางกัน
และกัน
4. สมาชิกใชวิธีสื่อสารตอกันอยางเปดเผย ทุกทิศทางทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยปราศจากความรูสึก
หวาดกลัวตอคําวิจารณหรือ การลงโทษแตอยางใด
5. สมาชิกจะลดละตอสิ่งที่เปนผลประโยชนสวนตนของแผนกหรือของกลุมตนใหนอยลงแตจะหันมา
ทํางาน รวมกันเพื่อใหสามารถบรรลุวิสัยทัศนรวมกับองคการ
6.2 การบริหารจัดการการเรียนรู (Managing learning) เพื่อใหไดคําตอบวาจะตองเปลี่ยนแปลง
องคการอยางไรจึงจะทําใหเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง ผูบริหารจะตองมีบทบาทอะไรบางถาจะทําใหบริษัท
ของตนกลายเปนองคการแหงการเรียนรู ซึ่งมีแนวดําเนินการดังนี้
1. กําหนดยุทธศาสตร (Establish a strategy) ฝายบริหารจําเปนตองแสดงจุดยืนของตนอยางชัดเจนกวา
ตนมุงมั่นผูกพันตอการเปลี่ยนแปลง อยางจริงจังและดําเนินการปรับปรุงอยางตอเนื่อง
2. ออกแบบโครงสรางใหมขององคการ (Redesign the organization’s structure) เนื่องจาก โครงสราง
อยาง ทางการแบบเกาเปนอุปสรรคขัดขวาง ตอการเรียนรูอยางยิ่ง จึงควรแกไขใหโครงสรางเปนแบบ
แนวราบ (Flat organization) ซึ่งลดระดับสายการบังคับบัญชาใหเหลือนอยลง พยายามหลอมรวม
แผนกตาง ๆ ที่มีภารกิจใกลเคียงเขาดวยกัน เพิ่มการใชทีมงานแบบไขวหนาที่ (Cross-functional
teams) มากขึ้น สงเสริมการทํางานที่ตองพึ่งพาระหวางกันมากขึ้น และขจัดพรมแดนระหวางบุคคลให
นอยลง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 62
3. ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหมขององคการ (Reshape the organization’s culture) ดังกลาวแลววา
คุณลักษณะที่สําคัญขององคการแหงการเรียนรู ก็คือ มีความกลาเสี่ยง (Risk taking) ความเปดเผย
(Openness) และ ความกาวหนา (Growth)
ดังนั้นฝายบริหารจึงตองกําหนดทาทีทั้งทางคําพูดและการกระทําไปในลักษณะดังกลาวจนฝง
รากลึกกลายเปนวัฒนธรรมขององคการ ผูบริหารเองตอง แสดงออกใหเห็นถึงความเปนคนกลาเสี่ยงและ
ยอมรับวาการผิดพลาดเปนเรื่องธรรมดา ยอมใหผลตอบแทนแกคนที่กลาฉกฉวยโอกาสที่จะเปน ประโยชนแก
งานสวนรวม แมจะตองพบความผิดพลาดบางก็ตาม ฝายบริหารจําเปนตองกระตุนใหเกิดความขัดแยงที่
เกี่ยวกับงาน เพื่อใหทุกฝายไดเรียนรูรวมกันในการหาคําตอบที่ดีที่สุดแกองคการ
อยางไรก็ดี แนวคิดในการสรางองคการแหงการเรียนรูซึ่งมีคุณลักษณะทั้ง 5 ประการ ดังที่ไดกลาวมาแลวยัง
เปนรูปแบบเชิงอุดมคติ เนื่องจากยังไมพบ องคการใด ที่มีคุณลักษณะที่ครบถวน แตองคการแหงการเรียนรูก็
ไดบรรจุแนวคิดตาง ๆ ดานพฤติกรรมองคการ อาทิเชน TQM วัฒนธรรมองคการ องคการที่ไรพรมแดน ความ
ขัดแยงเกี่ยวกับงาน และภาวะผูนําแบบเปลี่ยนสภาพ เปนตน กลาวคือองคการแหงการเรียนรูรับแนวคิดของ
TQM ในประเด็นที่เนนการยึดมั่นตอการปรับปรุงอยางตอเนื่อง องคการแหงการเรียนรูมีวัฒนธรรมองคการที่
เนนเรื่อง ความกลาเสี่ยง ความเปดเผยโปรงใส และความเจริญงอกงาม เปนตน องคการแหงการเรียนรูยังเนน
หลักการไรพรมแดนดวยการปรับลดระดับของสายการบังคับบัญชาใหนอยลง พรอมทั้งหลอมรวมแผนกตาง ๆ
ที่เคยแยกยอยซ้ําซอนเขาดวยกัน นอกจากนี้องคการแหงการเรียนรูยังสนับสนุนและใหความสําคัญตอความ
คิดเห็นที่ตางกัน การวิจารณเชิงสรางสรรคและ ความขัดแยงที่เกี่ยวกับงาน ในรูปแบบตาง ๆ และที่แนนอน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 63
บทที่ 16
การวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติเบื้องตน
1. ความหมายของสถิติ หมายถึง ตัวเลขที่บอกขอเท็จจริงตางๆ ซึ่งตัวเลขนี้จะอยูในลักษณะ รวบ
ยอดที่ไดมาจากการวิเคราะหการเปรียบเทียบ หรือ การ คํานวณ หรือ หมายถึง ศาสตรที่เปนทั้งวิทยาศาสตร
และศิลปะ ซึ่งเกี่ยวของกับ กระบวนการ 4 ขั้นตอน ดังนี้
1.1 การเก็บรวบรวมขอมูล
1.2 การนําเสนอขอมูล
1.3 การวิเคราะหขอมูล
1.4 การตีความหมายของขอมูล
2. การเก็บรวบรวมขอมูล ขอมูลสถิติ หรือ ขอมูล หมายถึง ขอความจริงในเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ เรา
สนใจศึกษา ซึ่งอาจเปนตัวเลข หรือขอความก็ได ขอสําคัญ ขอมูล เพียงหนวยเดียวไมถือเปนขอมูลสถิติ
ประเภทของขอมูล ถาจําแนกตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล แบงได 2 ประเภท คือ
1) ขอมูลปฐมภูมิ คือ ขอมูลที่เก็บรวบรวมจากผูใหขอมูล หรือ สังเกตจากแหลงขอมูลโดยตรง เชน
ดช. วีกิจ สํารวจสวนสูงของเพื่อนในชั้นเรียนโดยการเดินถามทีละคน
2) ขอมูลทุติยภูมิ คือ ขอมูลที่ไดจากขอมูลที่ผูอื่นเก็บรวบรวมไวแลว เชน จากรายงานตางๆ ของ
หนวยงานราชการ องคการ หรือ เอกชน บทความจากหนังสือพิมพ วารสาร เปนตน
ลักษณะของขอมูล แบงเปน 2 ลักษณะ คือ
1) ขอมูลเชิงปริมาณ เปนขอมูลที่ใชแทนขนาด หรือ ปริมาณ ซึ่งสามารถ ชั่ง ตวง วัด ออกมาเปน
ตัวเลขไดโดยตรง
2) ขอมูลเชิงคุณภาพ เปนขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมาเปนตัวเลขไดโดยตรง แตวัดออกมาโดยอาศัย
คุณลักษณะของสิ่งนั้นๆแตในบาง กรณี ขอมูลเชิงคุณภาพวัดออกมาเปนตัวเลขได แตตัวเลขเหลานั้นไม
สามารถนํามาหาคาเฉลี่ยได เชน เบอรเสื้อ เบอรรองเทา
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล มีวิธีเก็บไดหลายวิธี คือ
1) จากทะเบียนประวัติ เปนการเก็บรวบรวมจากฝายทะเบียนตางๆ เชน ฝายทะเบียนของโรงเรียน
เขต โรงพยาบาล หนวยงานของรัฐ การเก็บรวบรวมโดยทําการคัดลอกซึ่งขอมูลที่ไดมีความเชื่อถือคอนขางสูง
ประหยัดเวลาและคาใชจาย
2) จากการสํารวจ บางครั้งขอมูลจากทะเบียนประวัติมีไมครบตามที่ตองการ หรือไมไดเก็บรวบรวมไว
จึงจําเปนตองใชวิธีสํารวจเอง โดย ใชแบบสอบถาม หรือ การสัมภาษณ
3) จากการสังเกต ขอมูลบางประเภทใชแบบสอบถามหรือ สัมภาษณ อาจไมไดขอเท็จจริง ก็ตองใชวิธี
แอบดูหรือสังเกตเอง
4) จากการทดลอง สวนใหญเปนการเก็บรวบรวมขอมูลทางวิทยาศาสตร เปนขอมูลที่ถูกตองและ
เชื่อถือไดมาก ถาไมเกิดความ คลาดเคลื่อนจากการวัด หรือ การวางแผนการทดลอง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 64
การนําเสนอขอมูล การนําเสนออยางไมเปนแบบแผน เชน
- การนําเสนอในรูปขอความ คือ การนําขอมูลมาเสนอเปนสวนหนึ่งของขอความ
- การนําเสนอในรูปกึ่งตาราง คือ การนําเสนอขอมูลโดยแยกตัวเลขออกจากขอความ
การนําเสนอขอมูลอยางเปนแบบแผน เชน
- การนําเสนอดวยตาราง แผนภูมิ หรือ แผนภาพ กราฟเสน
- ตารางแจกแจงความถี่
– ฮิสโตแกรม
- รูปหลายเหลี่ยมของความถี่
- เสนโคงความถี่
- เสนโคงความถี่สะสม
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 68
แนวขอสอบ ชุดที่ 1
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
1. การวิเคราะหงานทําการศึกษาและคนควาในเรื่องเกี่ยวกับอะไร
ก. งานนั้นมีตนทุนเทาใด
ข. งานนั้นจะไดกําไรเทาใด
ค. งานนั้นมีลักษณะอยางไร และตองใชความชํานาญอะไร
ง. ผิดทุกขอ
2. Job Analysis เปนผลใหเกิดกิจกรรมอะไรบาง
ก. การประเมินคาของงาน ข. การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ค. การประเมินความกาวหนาของงาน ง. ถูกทุกขอ
3. การเลื่อนตําแหนง (Promotion) คือการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด
ก. ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
ข. การเปลี่ยนแปลงทางแนวดิ่งที่เพิ่มขึ้น
ค. รายไดเพิ่มขึ้นไปจากเดิม
ง. ทุกขออาจเปนลักษณะหนึ่งของ Promotion
4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน หมายถึงอะไร
ก. Job Evaluation
ข. การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของคนงาน 2 คน
ค. การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานของงานตั้งไว
ง.ถูกทุกขอ
5. การวิเคราะหงานมีประโยชนมากที่สุดในเรื่องใด
ก. การวางแผนการฝกอบรมพนักงาน ข. การวางแผนธุรกิจ
ค.การวางแผนกําหนดเวลาการทํางาน ง. การกําหนดนโยบายการลงทุน
6. ขอมูลหรือเรื่องราวที่เกี่ยวของกับงานซึ่งจําเปนจะตองใชในการวิเคราะหงานนั้นสามารถจะหาได
จากแหลงใดตอไปนี้
ก. จากคนงานผูปฏิบัติงานนั้นอยูแลว
ข. จากคนงานอื่นซึ่งรูจักงานที่ปฏิบัตินั้นดีอยูแลว
ค. จากบุคคลอื่นซึ่งมาเฝาสังเกตการทํางานของคนเรา
ง. ถูกทุกขอ
7. การสรรหาบุคคลในระบบคุณธรรม คือขอใด
ก. ระบบคุณวุฒิ ข. ระบบความรูความสามารถ
ค. ระบบคุณความดี ง. ถูกทุกขอ
8. การเลื่อนขั้นเลื่อนอันดับ คือขอใด
ก. การเปลี่ยนแปลงตําแหนงทางดานตั้ง
ข. การเปลี่ยนแปลงในดานสูงขึ้นทั้งเงินเดือนและหนาที่ความรับผิดชอบ
ค. ขอ ก.และ ข. ถูก ง. ขอ ก.และ ข. ผิด
9. การโยกยายคือขอใด
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 69
ก. การเปลี่ยนแปลงตําแหนงดานนอน
ข. การเปลี่ยนแปลงหนาที่ความรับผิดชอบ
ค. ขอ ก.และ ข. ถูก
ง. ขอ ก.และ ข. ผิด
10. ในการสรรหาบุคคลขอใดเปนกิจกรรมแรกที่ตองทํา
ก. Job Specification ข. Job Description
ค. Job Analysis ง. Job Evaluation
11. ภาวะการเปนผูนํา ควรมีอยูกับบุคคลใด
ก. ผูบังคับบัญชาสูงสุดของหนวยงานนั้น ๆ ข. ผูทํางานทุกระดับ
ค. ผูรวมงาน ง. ผิดทุกขอ
12. ผูนําประเภทนิเสธ คือผูนําในขอใด
ก. ใชวิธีบริหารในทางใหผูใตบังคับบัญชาเกรงกลัว
ข. ใชอํานาจหนาที่เปนเครื่องมือในการขมขูใหเกิดความกลัว
ค. มีลักษณะเปนเผด็จการรวมอํานาจมากที่สุด
ง. ถูกทุกขอ
13. หลักสําคัญในการทํา Job Analysis คือขอใด
ก. มีวัตถุประสงคที่แนนอน
ข. กําหนดวิธีการและทํางานอยางตอเนื่อง
ค. กําหนดวิธีการรวบรวมขอมูล ง. ถูกทุกขอ
14. ปจจัยขอใดที่ควรนํามาใชในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เปนชางฝมือ
ก. ปริมาณของงาน ข. ความคิดริเริ่มสรางสรรค
ค. คุณภาพของงาน ง. ถูกทุกขอ
15. จุดมุงหมายที่สําคัญในการโยกยาย คืออะไร
ก. เพื่อลงโทษคนเลวใหอยูในที่ทุรกันดาร
ข. เพื่อฝกใหเกิดการเรียนรูประสบการณมากขึ้น
ค. เพื่อใหไดรับเงินเดือนสูงขึ้น ง. ขอ ก. และ ค.
16. การเลื่อนขึ้นเลื่อนตําแหนง จะดําเนินการไดเมื่อใด
ก. เมื่อผูไดรับการเลื่อนยินยอม ข. มีเงินงบประมาณตั้งไวพรอมแลว
ค. เมื่อมีตําแหนงที่สูงกวาวางอยู ง. ถูกทุกขอ
17. ฝายที่ทําหนาที่รับผิดชอบโดยตรงตอผลสําเร็จตามวัตถุประสงคขององคการ คือขอใด
ก. Line ข. Staff
ค. Management ง. ถูกทั้งขอ ก. และ ข.
18. การบรรจุคนเขาทํางาน คือขอใด
ก. Induction ข. Probation
ค. Placement ง. Orientation
19. ตอไปนี้ขอใดไมอยูในวิธีปฏิบัติในการเสาะหาแรงงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 70
ก. การโฆษณา ข. การจางแรงงานชั่วคราว
ค. แจกหนังสือลักษณะงาน ง. สถาบันการศึกษาตาง ๆ
20. นโยบายเกี่ยวกับการคัดเลือกคนงานนอกจากจะเลือกใหไดคนงานที่มีลักษณะเหมาะสมแลวจะตอง
ก. เปนผูที่มีความตั้งใจและมีทาวาจะปฏิบัติงานอยูกับองคการไปนาน ๆ
ข. เปนผูที่สามารถทํางานไดดีกวา (Potential to Work)
ค. เปนผูที่ไดรับการสนับสนุนจากนายจาง ง. ขอ ก. และ ข.
21. การสัมภาษณเปนขั้นตอนหนึ่งในการ
ก. คัดเลือกคนงาน ข. การทดสอบคนงาน
ค. เสาะหาคนงาน ง. บรรจุคนงาน
22. Appearance ในการพิจารณาเปนหลักเกณฑสําหรับการคัดเลือกคนเขาทํางาน คือขอใด
ก. ลักษณะของรางกาย ข. บุคลิกภาพ
ค. กิริยาทาที ง. ความประพฤติ
23. การกําหนดแผนการเกี่ยวกับการเสาะหาคนงานนั้น
ก. ควรเปนเรื่องตายตัวแนนอน เพื่อยึดเปนแนวปฏิบัติเหมือนกันหมด
ข. ควรเปลี่ยนแปลงทุกระยะตามความเห็นของผูบริหาร
ค. ควรทําไวอยางกวาง ๆ เพื่อครอบคลุมไดทั่วถึง
ง. ควรมีการตรวจสอบและแกไขปรับปรุงตามความเจริญของสังคม
24. การกําหนดนโยบายเสาะหาแรงงานใหสอดคลองกันนโยบายของรัฐหรือสวนรวมไดแก
ก. การจางคนพิการเขาทํางาน ข. การกําหนดใหมี Labor Hoarding
ค. การกําหนดใหมี Labor Piration ง. ถูกทั้งขอ ข. และ ค.
25. สาเหตุที่องคกร/หนวยงานสวนใหญในปจจุบันใชวิธีการเสาะหาแรงงานจากสถาบันการศึกษา
คือขอใด
ก. เปนการประหยัดคาใชจาย และเวลาในการเสาะหาแรงงาน
ข. ไดรับความรวมมือจากสถาบันการศึกษาเปนอยางดี เพราะตองการเผยแพรชื่อเสียงของสถาบัน
ค. สามารถเสาะหาคนงานตามประเภทอาชีพที่ตองการ
ง. ถูกทุกขอ
26. หลักเกณฑใดที่กําหนดไวเพื่อใหผูบังคับบัญชากับผูใตบังคับบัญชาตัดสินใจอีกครั้งวาจะทํางาน
รวมกันไดหรือไม
ก. ระยะทดลองงาน ข. การปฐมนิเทศ
ค. การฝกอบรม ง. ไมมีขอใดถูก
27. การทดสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเขาทํางานควรถามในเรื่องใด
ก. เรื่องที่สามารถวัดไดแนนอน ข. เรื่องที่ไมสามารถวัดไดแนนอน
ค. เรื่องที่เปนความลับตองปกปด ง. ผิดทุกขอ
28. การสัมภาษณที่จงใจใหผูถูกสัมภาษณอยูในสภาพที่ตะขิดตะขวงใจ และจะเอาตัวรอดโดยวิธีใด
คือขอใด
ก. Serious Interview ข. Press Interview
ค. Stress Interview (การสัมภาษณแบบตึงเครียด) ง. Crievance Interview
29. การสัมภาษณเปนวิธีการคัดเลือกที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเหตุใด
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 71
ก. เปนการเจรจาโตตอบทําใหเห็นลักษณะทาทางของผูถูกสัมภาษณประกอบดวย
ข. เสียคาใชจายและเวลานอยเมื่อเปรียบเทียบกับการทดสอบ
ค. ไมมีหลักฐานที่แสดงถึงผลการพิจารณาคือผลการสัมภาษณที่เห็นไดแนชัด
ง. เปนวิธีที่ประหยัดในกรณีมีผูสมัครจํานวนมาก
30. ประโยชนของการสอบคัดเลือก คือขอใด
ก. เปนการชวยใหนายจางไดมีโอกาสประชาสัมพันธองคการดวย
ข. ใชไดกับคนงานจํานวนมาก ๆ ทําใหประหยัดเวลาและคาใชจาย
ค. เปนการวัดผลที่แนนอนและไดมาตรฐาน ทําใหไมเกิดอคติกับผูสมัคร
ง. ทําใหองคการมีอิสระในการคัดเลือกผูสมัครอยางเต็มที่
31. หลักในการคัดเลือกผูเขารับการฝกในแตละครั้ง คือขอใด
ก. ตองเลือกคนงานที่มีพื้นฐานคลาย ๆ กัน เขารับการฝกอบรมรวมกัน
ข. ควรเปนพนักงานที่อยูในองคการเดียวกัน
ค. ควรเปนพนักงานองคการที่อยูในระดับเดียวกัน และมีความตองการฝกอบรมเหมือนกัน
ง. เลือกคนที่มีพื้นฐานเดียวกันหรือตางกันก็ได แตตองมี Training Need เหมือนกัน
32. วิธีอบรมใดที่สามารถใชอบรมไดทั้งระดับผูบริหารและคนงาน
ก. Job-Rotation ข. In-Basket Technique
ค. Demotion ง. Job Instruction
33. ขอใดแสดงใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพการทํางาน
ก. Transfer ข. Promotion
ค. Demotion ง. ถูกทุกขอ
34. ขอใดไมจัดอยูในประเภท On-the-Job-Training
ก. การสอบงาน (Coaching) ข. การแนะนํางาน (Job Instruction)
ค. การศึกษากรณีพิเศษ (Special Study) ง. การเรียนปฏิบัติงาน (Job Rotation)
35. ในการทดสอบกระบวนการขั้นแรกสุดที่จะชวยใหการทดสอบเปนไปอยางถูกตอง จะตองทําสิ่งใดกอน
ก. เลือกชนิดของการทดสอบ ข. สัมภาษณ
ค. วิเคราะหปริมาณ ง. วิเคราะหงาน
36. เครื่องชวยชี้ใหเห็นถึงกิจการทั้งหมดของตําแหนงที่จะตองทําใหเสร็จสิ้น คือขอใด
ก. Job Discription ข. Job Specification
ค. Job Classification ง. Job Design
37. การประเมินคางานไมนิยมใชหาคาจางของงานประเภทใด
ก. งานของพนักงานระดับลาง ข. งานประเภทชางฝมือ
ค. งานตําแหนงบริหารระดับสูง ง. ไมมีขอใดถูก
38. ขอใดเปนการจายคาจางที่เขาหลัก Management by Objection
ก. เงินเดือน ข. คาจางรายวัน
ค. คาจางรายชิ้น ง. เงินคาลวงเวลา
39. ขอใดตอไปนี้ถือเปนคาตอบแทนแรงงานที่ไดรับจากนายจาง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 72
ก. ความภูมิใจที่ไดเปนพนักงานบริษัทที่มีชื่อเสียง
ข. สถานที่ทํางานที่สวย สะอาด เจริญตา เจริญใจ
ค. เครื่องมือเครื่องใชสํานักงานที่ทันสมัย ง. ถูกทุกขอ
40. สภาองคการนายจางแหงประเทศไทยที่จดทะเบียนถูกตองตามกฎหมายในปจจุบันมีกี่สภา
ก. 1 สภา ข. 2 สภา
ค. 3 สภา ง. ไมมี
41. การจัดการ การพัฒนา การจายคาตอบแทน การผสมผสานขัดเกลา ทาทีและการทํานุบํารุงพนักงาน
เปนเรื่องเกี่ยวกับขอใดตอไปนี้นอยที่สุด
ก. การจัดการทรัพยากรมนุษย ข. การบริหารงานบุคลากร
ค. การจัดการงานการเจาหนาที่ ง. ถูกทุกขอ
42. การบริหารงานบุคคลเปนหนาที่ของผูใดในองคการธุรกิจ
ก. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ข. ผูจัดการใหญ
ค. ผูจัดการฝายบุคคล ง. ถูกทุกขอ
43. หนาที่ใดที่ถือวาเปนพื้นฐานของหนาที่อื่น ๆ ที่ตองดําเนินการกอน หลังจากนั้นจึงจะมีหนาที่อื่น ๆ
ติดตามมา
ก. การจัดองคการ ข. การจัดคนเขาทํางาน
ค. การวางแผน ง. การควบคุม
44. ความสามารถของผูบริหารในการพยากรณเหตุการณแวดลอม เชน สภาพสังคม เศรษฐกิจ และ
การเมืองการปกครองนั้น ถือวาเปนปจจัยที่สําคัญในการปฏิบัติหนาที่ใด
ก. การจัดองคการ ข. การจัดคนเขาทํางาน
ค. การวางแผน ง. การอํานวยการ
45. ในสภาวการณที่เศรษฐกิจตําต่ําเชนในปจจุบันนี้ ผูริหารควรจะบริหารงานโดยเนนหนักในหนาที่ใด
ก. การวางแผน ข. การจัดคนเขาทํางาน
ค. การอํานวยการ ง. การสรางสรรคสิ่งใหม ๆ
46. ตามที่นักวิชาการบางทานไดกลาววา หนาที่ของผูบริหารเปนกระบวนการสากลนั้นหมายถึงขอใด
ก. หนาที่ทางการบริหารจะตองถูกดําเนินการ ไมวาจะเปนใครก็ตามตองทําหนาที่นั้น ๆ เสมอ
ข. หนาที่ทางการบริหารสามารถพิสูจนไดตามหลักวิทยาศาสตร
ค. หนาที่ทางการบริหารเปนของคนทุกเชื้อชาติ ไมไดมาจากซีกโลกใดซีกโลกหนึ่ง
ง. หนาที่ทางการบริหารเปนสิ่งที่ทุกคนยอมรับวาองคประกอบเหมือนกัน
47. โดยทั่วไปเทาที่นิยมปฏิบัติกันมักจะแบงระดับของผูบริหารออกเปน 3 ระดับ คือขอใด
ก. ผูบริหารระดับลางหรือระดับปฏิบัติการ กลาง และผูบริหารระดับสูง
ข. ผูบริหารระดับที่ปรึกษา กลาง และผูบริหารระดับสูง
ค. ผูบริหารระดับลาง ผูบริหารระดับสูง และคณะกรรมการ
ง. ผูบริหารระดับลาง ระดับที่ปรึกษา และคณะกรรมการ
48. ธุรกิจโดยทั่วปกกําหนดวัตถุประสงคไวดังนี้ ยกเวนขอใด
ก. เพื่อหาผลกําไร ข. เพื่อหาความมั่งคั่ง
ค. เพื่อหาความเจริญกาวหนา ง. เพื่อรักษาวัฒนธรรมขององคการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 73
49. ผูศึกษาคนหวาสภาพแวดลอมในการทํางานที่มีผลตอผลผลิตที่รูจักกันในนาม “The Hawthorne
Experiments” คือขอใด
ก. Max Weber ข. Elton Mayo
ค. Henry Gantt ง. Harole Koontz
50. ขอใดเปนผลงานของ Fayol
ก. ศึกษาการเคลื่อนไหวในการทํางาน
ข. เขียนหนังสือชื่อ “General and Industrial Management”
ค. ใชหลักวิทยาศาสตรในการคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน
ง. ใชหลักแบงงานกันทําเพื่อประสิทธิภาพในการทํางาน
51. ผูบริหารไมอาจมอบหมายสิ่งใดใหผูใตบังคับบัญชาทําได
ก. ความรับผิดชอบ ข. งาน ค. อํานาจ ง. หนาที่
52. จริยธรรม (Ethics) คือขอใด
ก. ขอปฏิบัติในการละเวนความชั่ว กระทําความดี
ข. การประพฤติปฏิบัติโดยตระหนักถึงผิดชอบชั่วดี
ค. การปฏิบัติโดยยึดทางสายกลางของพระพุทธเจา
ง. การไมฉอโกงหรือเบียดเบียนผูอื่น ถือสันโดษ
53. แผนงาน (Plan) คือขอใด
ก. วัตถุประสงคในการทํางานใหสําเร็จลุลวง
ข. วิถีทางเพื่อนําไปสูเปาหมายที่ตั้งไว
ค.แนวปฏิบัติในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
ง. เปาหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององคการ
54. แผนงานในระดับลางองคการ เรียกวา
ก. แผนกลยุทธ ข. แผนหลักขององคการ
ค. แผนยุทธวิธี ค. แผนตามหนาที่
55. การประเมินผลงานที่เรียกวา “360 องศา” หมายถึงขอใด
ก. ผูประเมิน คือ เพื่อนรวมงานและผูบังคับบัญชา
ข. ผูประเมิน คือ ผูใตบังคับบัญชา และผูบังคับบัญชา
ค. ผูบังคับบัญชา เพื่อนรวมงาน ผูใตบังคับบัญชา หรือผูที่เกี่ยวของอื่น ๆ กับผูถูกประเมิน
ง. ผูประเมินคือ ลูกคา ผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชา และเพื่อนรวมงานเทานั้น
56. การเปรียบประยุกตเพื่อความเปนเลิศ หรือที่เรียกวา “Benchmarking” หมายถึงการบริหารที่มุงเนน
ในดานใด
ก. เปรียบเทียบการทํางานขององคการของเรากับองคการอื่น ๆ
ข. การประยุกตเทคนิคสมัยใหมในการบริหารงานมาใชกับองคการ
ค. การเปรียบเทียบและการประยุกตเทคนิคสมัยใหมในการบริหารงานมาใชกับองคการ
ง. การเปรียบเทียบการทํางาน/การบริหารที่ดีเลิศ และนําเอาวิธีการดังกลาวมาประยุกตใชกับกิจการ
ของตน รวมทั้งวิธีการของคูแขงดวยเชนกัน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 74
57. Empowerment หรือการใหอํานาจเบ็ดเสร็จ/การเสริมอํานาจแกผูใตบังคับบัญชา แตกตางจากการ
มอบอํานาจหนาที่ (Delegation on Authority) อยางไร
ก. มีการใหทรัพยากร เชน คน เงิน และเครื่องมือไปใชดวย
ข. มีการกําหนดกรอบอํานาจจากผูบังคับบัญชาไวอยางชัดเจน
ค. นอกจากทรัพยากรที่ไดมอบใหไปแลว ยังสามารถปฏิบัติงานไดโดยไมตองนํากลับมาขออนุมัติจาก
ผูบังคับบัญชาอีก ตราบใดที่ยังอยูภายใตกรอบที่ไดรับมอบหมายมา
ง. มีกรมอบหมายทรัพยากร มอบอํานาจหนาที่ แตการตัดสินใจขั้นสุดทายตองใหผูบังคับบัญชาอนุมัติ
58. ขอใดที่ไมใชคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของ Specialized Staff
ก. จะทําหนาที่ใหความชวยเหลือแนะนําเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
ข. ทําหนาที่ใหแกหนวยงานทุกระดับ
ค. ทําหนาที่ใหแกหนวยงานใดหนวยงานหนึ่งเทานั้น
ง. ฝายบริหารงานบุคคลและฝายประชาสัมพันธ
59. กอนที่จะทําแผนงาน ผูบริหารควรจะตองพิจารณาถึงสิ่งใดตอไปนี้ตามลําดับ
ก. วิสัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย และกลยุทธ
ข. ภารกิจ วิสัยทัศน และเปาหมาย
ค. เปาหมาย วิสัยทัศน ภารกิจ และกลยุทธ
ง. วิสัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย และนโยบาย
60. แผนหลัก (Strategic of Corporate Plan) หมายถึงขอใด
ก. แผนหลักที่มีการกําหนดวัตถุประสงคไวกวาง ๆ มักจะจัดทําโดยผูบริหารระดับสูง
ข. มักจะจัดทําโดยผูบริหารระดับกลางและระดับลาง และเปนแผนในการทางปฏิบัติของหนวยงานนั้น
ค. นโยบายทางธุรกิจ (Business Policy) ง. กลยุทธทางธุรกิจ (Business Strategy)
61. หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา หรือที่เรียกวา Unity of Command หมายถึงขอใด
ก. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติแตละคนหรือผูใตบังคับบัญชาควรจะไดรับคําสั่งจาก
ผูบังคับบัญชาไดมากกวา 1 คน
ข. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติควรมีเอกภาพในการรับผิดชอบอยางเต็มที่
ค. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติแตละคนควรจะไดรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียว
ง. ระบบ matrix System
62. โครงการสรางองคการ (Organization Structure) หมายถึงขอใด
ก. โครงสรางองคการที่เปนทางการเทานั้นไมรวมถึงองคการที่ไมเปนทางการซึ่งไมมีรูปแบบที่ชัดเจน
ข. องคการที่ผูบริหารทุกระดับเปนผูรับผิดชอบในการกําหนดโครงสราง
ค. รูปแบบของความสัมพันธระหวางตําแหนงและผูดํารงตําแหนงนั้น ๆ
ง. ถูกทุกขอ
63. หากเปนการพิจารณาเกี่ยวกับ “ใครตองรายงานตอใคร” หรือ “ใครคือผูบังคับบัญชาของเรา”
ก. Work Specialization ข. Departmentalization
ค. Chain of Command ค. Scalar Principles
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 75
64. งบประมาณ (Budget) คือขอใด
ก. แผนงานอยางหนึ่งซึ่งแสดงการคาดหมายผลที่จะไดไวลวงหนาออกมาในรูปของตัวเลข
ข. แผนการรับและแผนการจายเงิน
ค. เครื่องมือในการควบคุมของผูบริหาร ง. ถูกทุกขอ
65. องคการธุรกิจจะตองพยายามสรางสรรคเพื่อกอใหเกิดคุณคาและประโยชนตาง ๆ แก Stakeholder
ที่ธุรกิจดําเนินการเกี่ยวของอยู คําวา Stakeholder หมายถึงขอใด
ก. ผุถือหุนหรือเจาของกิจการ
ข. ชุมชนที่ธุรกิจตั้งอยูรวมทั้งหนวยงานและเจาหนาที่ของรัฐ
ค. ผูสงวัตถุดิบ
ง. ถูกทุกขอ
66. ในการบริหารงานตองคํานึงถึงหลักประสิทธิภาพ (Efficiency) และหลักประสิทธิผล (Effectiveness)
หลักประสิทธิภาพ หมายถึงขอใด
ก. การพิจารณาถึงผลสําเร็จที่ธุรกิจสามารถกระทําไดตามเปาหมายที่ไดตั้งไว
ข. การพิจารณาถึงทุนที่ลงไป และผลลัพธที่ไดวามีความคุมคามากนอยเพียงใด
ค. การพิจารณาถึงปจจัยตาง ๆ ที่ลงทุนไปวามีตนทุนต่ําสุดหรือไม
ง. การพิจารณาถึงผลสัมฤทธิ์ที่ไดรับวาเปนไปตามแผนหรือไม
67. ขอใดตอไปนี้ไมใชขอมูลภายนอกที่จําเปนตองนํามาพิจารณาประกอบการวางแผน
ก. การประหยัดของประชาชนในชาติ
ข. ปญหาโจรผูรายและปญหาผูติดยาเสพติด
ค. นโยบายของรัฐในการประหยัดเงินตราตางประเทศ
ง. ผิดทั้งหมด
68. การปรับลดขนาดขององคการ (Downsizing) หมายถึงขอใด
ก. การตัดลดจํานวนพนักงานใหแหลือเทาที่จําเปน
ข. วิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารงาน
ค. การลดขนาดองคการใหเล็กกะทัดรัด ง. ถูกทุกขอ
69. แผนภูมิองคการ (Organization Chart) จะแสงถึงสิ่งใด
ก. ความสัมพันธระหวางกิจกรรมตาง ๆ ข. คําบรรยายลักษณะงาน
ค. รายละเอียดระบุคุณสมบัติของตําแหนงงาน
ง. หนาที่และภารกิจในองคการนั้น ๆ
70. ผูประกอบการ (Entrepreneur) คือขอใด
ก. ผูกอตั้งกิจกร ข. ผูจัดการ
ค. เจาของกิจการ ง. ผูกอตั้งและดูแลกิจการ
71. โครงสรางองคการที่ใหความสําคัญกับความสัมพันธแบบไมเปนทางการ เปนรูปแบบการบริหารงาน
แบบใด
ก. แบบทรัพยากรมนุษย ข. แบบดั้งเดิม
ค. แบบมนุษยสัมพันธ ง. แบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 76
72. ขอใดไมสงผลกระทบตอโครงสรางองคการโดยตรง
ก. สภาพเศรษฐกิจ ข. เทคโนโลยี
ค. สังคมและวัฒนธรรม ง. ไมมีขอใดถูกตอง
73. ในการควบคุมผลการปฏิบัติงานนั้น เครื่องมือที่เรียกวา Break-Even Point หมายถึงอะไร
ก. จุดที่ทําใหเกิดกําไร ข. จุดที่ทําใหเกิดการขาดทุน
ค. จุดที่ปริมาณการขายต่ํากวาคาใชจาย ง. จุดที่ไมมีกําไรและขาดทุน
74. การจายคาจางแบบรายชิ้น เปนแนวความคิดของผูใด
ก. Maslow ข. Taylor
ค. McGregor ง. Barnard
75. ปจจุบันแนวโนมขององคการธุรกิจ จํานวนผูใตบังคับบัญชาที่แตละคนตองดูแลมีแนวโนมอยางไร
ก. เทากับอดีต คือจํานวนเทากันไมแตกตางกัน
ข. นอยกวาเดิม เชน จาก 5 คน ลดลงเหลือ 3 คน
ค. มากขึ้นกวาเดิม เชน จาก 5 คน เปน 8 – 12 คน
ง. มากบาง นอยบาง แลวแตธุรกิจ
76. การจัดแผนกงานโดยใชหนาที่เปนหลักมีขอดี ยกเวนขอใด
ก. เปนการปฏิบัติตามหลักการแบงงานตามความชํานาญเฉพาะดาน
ข. ผูบริหารแตละแผนกจะมีความเชี่ยวชาญในหลาย ๆ เรื่อง
ค. งายตอการอบรมฝกหัด ง. เปนการควบคุมอยางกวดขัน
77. หากธุรกิจแหงหนึ่งมีการจัดแผนกเปนแผนกเครื่องปรุงอาหาร แผนกนมผงเลี้ยงทารก แผนกกาแฟ
แผนกยารักษาโรค ถือวาเปนการจัดแบงแผนกงานตาม......เปนหลัก
ก. หนาที่ ข. ผลิตภัณฑ
ค. ลูกคา ง. ภูมิศาสตร
78. การใชสิทธิอํานาจเบ็ดเสร็จ หรือที่เรียกวา Empowement นั้น หมายถึงขอใด
ก. ผูบังคับบัญชามอบหมายอํานาจใหแกผูใตบังคับบัญชารับไปดําเนินการอยางเต็มที่ภายใตกรอบที่
กําหนด
ข. ผูใตบังคับบัญชาสามารถดําเนินการตัดสินใจโดยไมตองนํากลับมาขออนุมัติครั้งสุดทายอีก
ค. ธุรกิจมอบหมายทรัพยากรใหแกผูใตบังคับบัญชาตามความจําเปนและเหมาะสม
ง. ถูกทุกขอ
79. หากธุรกิจของเราแบงแผนกงานออกเปนสถาบันการศึกษา หนวยงานราชการ ผูอุปโภคบริโภค และ
โรงงานอุตสาหกรรมนั้น จะถือวาเราแบงแผนกงานโดยยึดหลัก
ก. หนาที่ ข. ผลิตภัณฑ
ค. ลูกคา ง. ภูมิศาสตร
80. ระดับของการกระจายอํานาจในองคการจะมีมากนอยเพียงใดจะสังเกตดูไดจากปจจัยตอไปนี้ ยกเวน
ขอใด
ก. การตัดสินใจสวนใหญกระทําการโดยผูบริหารรอง ๆ ลงมา
ข. ผูบริหารระดับรอง ๆ ลงมาเปนผูตัดสินใจเกี่ยวกับปญหาที่มีความสําคัญมาก
ค. การตัดสินใจของผูบริหารระดับรองนั้น มีผลกระทบกระเทือนตอหนาที่ตาง ๆ มากขึ้น
ง. กําหนดใหทําการตรวจสอบเกี่ยวกับการตัดสินใจมีมากขึ้น
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 77
81. การที่มหาวิทยาลัยมีการจัดตั้งสาขาวิชาวิทยบริการในตางจังหวัด และเปดทําการสอนผานระบบ
ดาวเทียมและสายใยแกว (Fiber Optic) ซึ่งเปนการใหบริการทางวิชาการในสวนภูมิภาคนั้น สามารถ
สรุปไดวาเปนรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงองคการในลักษณะของ
ก. การเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรของการเจริญเติบโตและการเสื่อมสลาย
ข. การปรับปรุงรูปแบบองคการใหม ๆ
ค. การเปลี่ยนแปลงโครงสรางองคการเนื่องจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงดวยเทคโนโลยี
ง. ขอ ก. และ ข. ถูก
82. ขอใดที่ไมใชหลักการบริหารตามทฤษฎี Z ของ William G. Ouchi
ก. การจางงานตลอดชีพ (Lifetime Employment)
ข. การประเมินผลลาชาและการเลื่อนตําแหนงลาชา (Slow Evaluation and Promotion)
ค. การควบคุมแบบไมเปนทางการ (Informal Control)
ง. การตัดสินใจรวมกัน (Collective Decision-Making)
83. ตามหลักการบริหารงานเชิงคุณภาพเบ็ดเสร็จ (Total Quality Management – TQM) คําวา
Internal Customer หมายถึงขอใด
ก. ผูซื้อสินคาที่เปนหนวยงานขององคการธุรกิจ
ข. ผูซื้อสินคาที่ใกลชิดกับบริษัทหรือลูกคาประจํา
ค. หนวยงานฝายตาง ๆ ในองคการ ง. ผูซื้อสินคาหรือผูใชบริการโดยทั่วไป
84. การจัดองคการโดยมีโครงสรางแบบแมทริกซนั้น หมายถึงขอใด
ก. มีผูบังคับบัญชาสองคนคือ ผูบังคับบัญชาตามความชํานาญเฉพาะดาน และผูบังคับบัญชาขั้นตน
ข. มีผูบังคับบัญชาสองคนคือ ผูบังคับบัญชา (ตามความชํานาญ) เฉพาะดาน และ ผูบริหารโครงการ
ค. มีหัวหนาตั้งแต 2 คนขึ้นไป
ง. องคการที่มีรูปแบบการบริหารงานแบบเปนทางการที่ดูแลอยางเครงครัด
85. การที่ผูบังคับบัญชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่ง หรือสั่งใหบุคคลอื่น
ปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่งก็ไดนั้น เรียกวา
ก. ความรับผิดชอบ ข. การมอบอํานาจ
ค. การมอบหมายงาน ง. อํานาจหนาที่
86. ผูที่กําหนดวา “ที่มาที่แทจริงของอํานาจหนาที่ในการบริหารนั้น มาจากการที่ผูใตบังคับบัญชายอมรับ
ใหผูบังคับบัญชามีสิทธิหือมีอํานาจเหนือตน” หรือทฤษฎีวาดวยการยอมรับ (Acceptance Theory)
คือขอใด
ก. Henri Fayol ข. Frederick W. Tayor’
ค. Chester I. Barnard ง. Max Weber
87. เหตุผลที่ทําใหผูบริหารยินดีมอบอํานาจหนาที่ใหแกผูใตบังคับบัญชา คือขอใด
ก. ผูบริหารมีภารกิจมากเกินกําลังที่จะดําเนินการไดโดยลําพังผูเดียว
ข. เพื่อพัฒนาผูอยูใตบังคับบัญชาใหเกิดทักษะ และมีความรับผิดชอบตองาน
ค. เพื่อเปดโอกาสใหผูใตบังคับบัญชามีโอกาสเรียนรูงาน
ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 78
88. อุปสรรคสําคัญในการมอบอํานาจหนาที่มีสาเหตุมาจากสิ่งเหลานี้ ยกเวนขอใด
ก. ผูบังคับบัญชาตองการรวมอํานาจ
ข. ผูบังคับบัญชาไมทราบวาเรื่องใดมีความสําคัญตอการทํางานหรือควรมอบใหคนอื่น ๆ ทํา
ค. ผูบังคับบัญชาไมเห็นคุณคาของการมอบอํานาจ
ง. ผิดทั้งหมด
89. ทฤษฎีการบริหารสมัยใหม คือขอใด
ก. นักบริหารควรมีความชํานาญเฉพาะดาน (Specialist)
ข. นักบริหารควรมีความรูหลาย ๆ ดาน (Generalist)
ค. นักบริหารควรลอยตัวอยูเหนือปญหาที่เกิดขึ้น
ง. นักบริหารไมควรสวนกระแสทางการเมืองและเศรษฐกิจ
90. โครงสรางขององคการที่แสดงความสัมพันธระหวางหนวยงานเปนเสนประ แสดงวา
ก. เปนหนวยงานหลัก ข. เปนหนวยงานเสริม
ค. เปนหนวยงานเฉพาะ ง. เปนหนวยงานยอย
91. ทฤษฎีภาวะผูนําของ Hersey & Blanchard เปนทฤษฎีภาวะผูนําในกลุมใด
ก. แบบคุณลักษณะ ข. แบบพฤติกรรม
ค. แบบตามสถานการณ ง. แบบดั้งเดิม
92. งบประมาณของภาครัฐบาลที่เริ่มจากการตั้งประมาณการรายจายกอน คือขอใด
ก. งบประมาณรายได-รายจาย ข. งบประมาณเงินทุน
ค. งบประมาณรายป ง. งบประมาณฐานศูนย
93. ปจจัยที่มีผลกระทบตอการออกแบบขององคการ คือขอใด
ก. กลยุทธ ข. สิ่งแวดลอม
ค. ขนาดขององคการ ง. ขอ ก. และ ข. ถูก
94. ขอใดไมใชเครื่องมือในการควบคุม
ก. งบประมาณ ข. มาตรฐาน
ค. วิธีปฏิบัติงาน ง. Gantt Chart
95. การบริหารงานที่อาศัยความมีเหตุผลโดยไมคํานึงถึงตัวบุคคล เปนรูปแบบของระบบการบริหารงาน
ในองคการที่เรียกวาอะไร
ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบราชการ
ค. ระบบสังคมศาสตร ง. ระบบราชการในอุดมคติ
96. การสรรหาบุคคลเขาทํางาน ไมไดเนนความสนใจเกี่ยวกับความรูความสามารถของผูสมัครวาจะมี
ความเหมาะสมกับงานหรือไมเทาไร เปนระบบสรรหาแบบใด
ก. ระบบอุปถัมภ ข. ระบบคุณธรรม
ค. ระบบเกรงใจ ง. ระบบพึ่งพาอาศัยกันได
97. จํานวนผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาคนหนึ่งตองรับผิดชอบควบคุมบังคับบัญชา หมายถึงขอใด
ก. Hierarchy ข. Chain of Command
ค. Span of Control ง. Supervise
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 79
98. ผูจัดการบริษัทแหนงหนึ่ง ใชวิธีการดูแลผูใตบังคับบัญชาโดยการปลอยใหลูกนองแบงงานกันเอง โดย
จัดหาวัตถุดิบใหและคอยใหขอมูลเพิ่มเติม และไมพยายามติชมลูกนอง ผูจัดการผูนี้เปนผูนําแบบใด
ก. ผูนําแบบเผด็จการ ข. ผูนําแบบประชาธิปไตย
ค. ผูนําแบบเสรีนิยม ง. ผูนําแบบมีสวนรวม
99. เมื่อตนเดือนมกราคม 2549 บริษัทผลิตรองเทาแหงหนึ่งไดเรงผลิตสินคาตามรูปแบบของแฟชั่น
จํานวนมาก เนื่องจากตลาดมีความตองการสูงและมีการแขงขันกันมาก ทําใหในสิ้นป 2549 ปรากฎวา
มีสินคาคงเหลือในสต็อกเปนจํานวนมาก สาเหตุเนื่องมาจากขอใด
ก. ผูบริหารขาดการมอบหมายงานที่ดี ข. ขาดการประสานงานที่ดี
ค. ขาดการวางแผนที่ดี ง. ขาดความรูดานรูปแบบแฟชั่น
100. ขั้นตอนใดของการวางแผนที่สําคัญที่สุด
ก. การจัดทําแผนงานหรือการเขียนแผน ข. การปฏิบัติตามแผน
ค. การติดตาม ง. การประเมินผล
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ค
2. ตอบ ก
3. ตอบ ง
4. ตอบ ค
5. ตอบ ก
6. ตอบ ง
7. ตอบ ง
8. ตอบ ค
9. ตอบ ค
10. ตอบ ค
11. ตอบ ก
12. ตอบ ง
13. ตอบ ง
14. ตอบ ค
15. ตอบ ข
16. ตอบ ง
17. ตอบ ก
18. ตอบ ค
19. ตอบ ค
20. ตอบ ง
21. ตอบ ก
22. ตอบ ค
23. ตอบ ง
24. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 80
25. ตอบ ง
26. ตอบ ก
27. ตอบ ก
28. ตอบ ค
29. ตอบ ก
30. ตอบ ค
31. ตอบ ก
32. ตอบ ก
33. ตอบ ง
34. ตอบ ค
35. ตอบ ก
36. ตอบ ก
37. ตอบ ค
38. ตอบ ค
39. ตอบ ง
40. ตอบ ก
41. ตอบ ก
42. ตอบ ง
43. ตอบ ค
44. ตอบ ค
45. ตอบ ง
46. ตอบ ก
47. ตอบ ก
48. ตอบ ง
49. ตอบ ข
50. ตอบ ข
51. ตอบ ก
52. ตอบ ข
53. ตอบ ข
54. ตอบ ง
55. ตอบ ค
56. ตอบ ง
57. ตอบ ค
58. ตอบ ค
59. ตอบ ง
60. ตอบ ก
61. ตอบ ค
62. ตอบ ค
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 81
63. ตอบ ค
64. ตอบ ง
65. ตอบ ง
66. ตอบ ค
67. ตอบ ง
68. ตอบ ง
69. ตอบ ก
70. ตอบ ค
71. ตอบ ค
72. ตอบ ง
73. ตอบ ง
74. ตอบ ข
75. ตอบ ค
76. ตอบ ข
77. ตอบ ข
78. ตอบ ง
79. ตอบ ค
80. ตอบ ง
81. ตอบ ค
82. ตอบ ง
83. ตอบ ค
84. ตอบ ข
85. ตอบ ง
86. ตอบ ค
87. ตอบ ง
88. ตอบ ง
89. ตอบ ข
90. ตอบ ข
91. ตอบ ค
92. ตอบ ง
93. ตอบ ง
94. ตอบ ง
95. ตอบ ก
96. ตอบ ก
97. ตอบ ค
98. ตอบ ค
99. ตอบ ค
100. ตอบ ก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 82
แนวขอสอบ ชุดที่ 2
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. กระบวนการคิดวิเคราะหขั้นตอนควรทําอยางไร
ก. จัดขอมูลเขาระบบ ข. ทําความเขาใจกับประเด็นปญหา
ค. พิจารณาความเชื่อถือของขอมูล ง. รวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของ
2. การปรับใช Balanced Scorecard ในองคกรรัฐแบงเปน 4 มุมมอง ไดแกอะไรบาง
ก. แผนปฏิบัติงาน การเงิน นวัตกรรม รายงานการปฏิบัติงาน
ข. องคประกอบภายในองคกร การเงิน เทคโนโลยี สิ่งแวดลอม
ค. ผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร การเงิน นวัตกรรม ระบบตรวจสอบ
ง. องคประกอบภายในองคกร ผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร นวัตกรรม การเงิน
3. ขอใดไมใชหลักเกณฑการกําหนดตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก
ก. สามารถวัได มีความคงเสนคงวา
ข. มีความยืดหยุน ขอมูลมีความพรอมเล็กนอย
ค. ชัดเจน มีอิทธิพลตอสิ่งที่จะจัด
ง. สามารถสื่อสารได เที่ยงตรงตลอดเวลา
4. ผูนําตามสถานการณควรมีคุณสมบัติการปฏิบัติงานอยางไร
ก. ออกคําสั่งใหผูปฏิบัติอยางทันเวลา
ข. ตัดสินใจโดยใชเหตุผลของตนเปนเกณฑ
ค. ชวยผูใตบังคับบัญชาใหรูสึกวาตัวเองมีคา
ง. พิจารณาความกาวหนาของตัวผูนําเปนอันดับแรกในการทํางาน
5. ขอใดไมใชหนาที่ของผูนําระดับตน
ก. กําหนดวัตถุประสงค
ข. ประสานงานและใหความรวมมือผูใตบังคับบัญชา
ค. มีมนุษยสัมพันธกับผูรวมงาน
ง. วางนโยบายการทํางานขององคกร
6. กระบวนการวางแผนเริ่มจากกําหนดเปาหมาย ลําดับตอมาควรทําอะไร
ก. กําหนดทางเลือก ข. เลือกทางที่ดีที่สุด
ค. ปฏิบัติตามแผน ง. ประเมินผลและปรับปรุง
7. การวางแผนกลยุทธที่ดีตองมีลักษณะอยางไร
ก. มีความซับซอน ข. คนทั่วไปเขาใจยาก
ค. มีจุดแข็งมาก ง. บรรลุเปาหมาย
8. แผนกลยุทธระยะยาวกําหนดระยะเวลาไวประมาณกี่ป
ก. 5 ป ข. 8 ป
ค. 15 – 20 ป ค. 20 ปขึ้นไป
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 83
9. การประนีประนอมแบบใดที่ความขัดแยงจบลงไดยาก
ก.หันหนาเขาหากัน ข. หลบฉาก
ค. ใชอํานาจควบคุม ง. ถูกทุกขอ
10. มุมมองดานกระบวนการภายในของ Balanced Scorecatd ดูผลสัมฤทธิ์ที่อะไร
ก. ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ ข. ระบบการพัฒนา
ค. การบริการชั้นเยี่ยม ง. จํานวนผูรับบริการมากขึ้น
11. วิสัยทัศนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มุงพัฒนาไป
ทางไหน
ก. สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน ข. บานเมืองมีธรรมะ
ค. เกษตรกรกาวหนาไกล ง. เศรษฐกิจรุงเรืองถวนทั่ว
12. การทํารีเอ็นจิเนียริ่งเปนเครื่องมือที่ใชในระดับใด
ก. ระดับบริหาร ข. ระดับปฏิบัติการ
ค. ระดับที่ปรึกษา ง. ระดับใดก็ได
13. ขอใดไมใชมุมมองของ Balanced Scorecard
ก. มุมมองดานองคประกอบภายในองคกร
ข. มุมมองดานผูมีสวนเกี่ยวของ
ค. มุมมองดานนวัตกรรม
ง. มุมมองดานปจจัยการบริหาร
14. การบริหารคุณภาพทั้งระบบ (TQM) การควบคุมคุณภาพเปนหนาที่ของใคร
ก. หัวหนางาน ข. พนักงานทุกคน
ค. เจาหนาที่ตรวจสอบ ง. ผูควบคุมคุณภาพ
15. กระบวนการสรางวิสัยทัศนควรเริ่มจากการทําสิ่งใด
ก. วิเคราะหองคกร ข. ระบุภารกิจใหชัดเจน
ค. เขียนวิสัยทัศน ง. ระบุวัตถุประสงคใหชัดเจน
16. ขอใดเปนจุดออนในการวิเคราะห SWOT
ก. ปญหาเศรษฐกิจ ข. การขาดแคลนวัตถุดิบ
ค. อุปสรรคจากกฎหมาย ง. ความชํานาญดานการตลาดนอย
17. กรณีที่ผูบริหารงดเวนการสรางผลลัพธที่ไมพึงปรารถนาเมื่อพนักงานทําผิดเปนการเสริมแรงอยางไร
ก. การเสริมแรงทางบวก ข. การเสริมแรงทางลบ
ค. การเสริมแรงทางออม ง. การเสริมแรงทางตรง
18. การเขียนตัวชี้วัดผลการปฏบัติงานเชิงปริมาณ เพื่อเหตุผลใด
ก. ใชเปนแนวทางการนําไปใช ข. ใชเปนหลักการวางแผน
ค. ใชเปนเกณฑการตรวจสอบ ง. ใชเปนเกณฑตัดสินผลการปฏิบัติงานจริง
19. ตัวอยางตัวชี้วัดผลงานดานการเรียนรู ไดแกขอใด
ก. อัตราผูใชสื่อวีดีทัศนมี 50% ข. การใหบริการหลังการขายดี 60%
ค. ผูใชบริการมีความพอใจมาก 90% ง. หองสมุดมีครูมาใชบริการ 70%
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 84
20. ขอควรปฏิบัติในการออกคําสั่งมีอยางไร
ก. ออกคําสั่งในเรื่องเดิม ซ้ําซาก ข. ออกคําสั่งแมเปนเรื่องเล็กนอยก็ตาม
ค. ออกคําสั่งในลักษณะบังคับ ง. ออกคําสั่งชัดเจน มีความหมายเดียว
21. ขอใดไมใชความจําเปนในการพัฒนาบุคลากร
ก. กอใหเกิดทัศนคติที่ดี ข. เพิ่มขวัญและกําลังใจ
ค. ลดอุบัติเหตุ ง. เพิ่มตนทุนการผลิตขึ้น
22. การบริการแบบมุงผลสัมฤทธิ์ มีการประเมินผลงานโดยใชอะไรเปนตัวสะทอนผลงานออกมา
ก. ตัวพฤติกรรม ข. ตัวจุดประสงค
ค. ตัวชี้วัด ง. ตัวขอกําหนด
23. แผนกลยุทธควรกําหนดสิ่งใดใหมีความชัดเจน
ก. รายละเอียดกิจกรรม ข. ชื่อกิจกรรม
ค. ถอยแถลงพันธกิจ ง. วิธีปฏิบัติงาน
24. การวางแผนกลยุทธที่เนนจุดมุงหมายรวมของหนวยงานละสถานศึกษาดูไดจากสวนไหน
ก. จากวิสัยทัศน ข. จากพันธกิจ
ค. จากวัตถุประสงคและเปาหมาย ง. จากผลลัพธของการดําเนินการ
25. บ ทบาทการใชอํานาจของผูบริหารโดยยึดวัตถุประสงคในการควบคุมมีลักษณะเปนอยางไร
ก. นายสั่งการ ข. พี่เลี้ยง
ค. ผูบริการ ง. ผูดูแลอยูหาง ๆ
26. รูปแบบการบริหารความขัดแยงกับปญหาที่ไมใหญโตและมีโอกาสที่จะชนะหากเผชิญหนากัน ควรใช
วิธีการใดที่เหมาะสม
ก. การยอม ข. การตอสู
ค. การหลีกเลี่ยง ง. การรวมมือ
27. แนวคิดสําคัญของการบริหารคุณภาพทั้งระบบคืออะไร
ก. คุณภาพเกิดจากคนสราง
ข. คุณภาพเปนจุดหมายของงาน
ค. คุณภาพเปนสิ่งที่คอย ๆ สรางตามจุดตาง ๆ ของการทํางาน
ง. คุณภาพเปนสิ่งที่ตองสรางใหเกิดขึ้นในทุกจุดของการทํางาน
28. ขอใดเปนองคประกอบที่สําคัญของการบริหารคุณภาพทั้งระบบ
ก. ผูรับบริการ ข. กระบวนการทํางาน
ค. การปรับปรุงอยางตอเนื่อง ง. การทบทวนงาน
29. การที่องคกรมีความเปนทางการมากเทาไรกลับเปนอุปสรรคตอการมีประสิทธิผลมากเพียงนั้นเพราะ
เหตุใด
ก. เพราะผูบริการมักยึดติดระเบียบแบบแผนตามตัวหนังสือ
ข. เพราะผูปฏิบัติตองทําตามขั้นตอนของทางราชการ
ค. เพราะจะทําใหงานมีสายการบังคับบัญชายาวทําใหเสียเวลา
ง. เพราะขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 85
30. การเพิ่มความคาดหวังของพนักงานใหมีความมั่นใจและมีความสามารถที่จะทํางานใหสําเร็จได ควรใช
วิธีการอยางไร
ก. กําหนดการตอบแทนใหชัดเจน ข. ศึกาความตองการของพนักงาน
ค. คัดเลือกพนักงานที่มีความสามารถ ง. ปรับผลตอบแทน
31. บุคคลที่ตองการความเจริญกาวหนา จะใหความสําคัญกับคุณคาดานไหน
ก. ความทาทายของงาน ข. ความมั่นคงของงาน
ค. ประมาณงานจํานวนมาก ง. สภาพแวดลอมในองคกร
32. การทํางานเปนทีมมีประโยชนอยางไร
ก. ไดผลิตผลมากกวาที่กําหนดไว
ข. ผลการทํางานจะสูงกวาทํางานคนเดียว
ค. มีความขัดแยงกับภายนอกเล็กนอย เพราะทีมงานคอยชวยเหลือ
ง. ไดกําลังคนมาชวยจํานวนมาก
33. ขอใดไมใชสิ่งที่กําหนดขวัญของกลุม
ก. ความกาวหนาและความพยายามไปสูเปาหมาย
ข. ความรูสึกเปนกลุมพวกเดียวกัน
ค. ยอมรับในเปาหมาย
ง. แตละคนในกลุมมีงานเฉพาะตามเปาหมายของตน
34. การที่ผูบริหารจายโบนัสใหพนักงานทุกสิ้นปโดยจายใหมากนอยตามกําไรที่ไดรับแตละป โดยกําหนด
จายทุกสิ้นเดือนธันวาคม จัดเปนการเสริมแรงลักษณะใด
ก. แบบอัตราตายตัว ข. แบบอัตราไมตายตัว
ค. แบบชวงเวลาตายตัว ง. แบบชวงเวลาไมตายตัว
35. การกระจายอํานาจทําไดอยางไร
ก. การแบงอํานาจ การมอบอํานาจ
ข. การโอนอํานาจ การถายอํานาจ
ค. การสงอํานาจ การใหเอกชนดําเนินการ
ง. ถูกทุกขอ
36. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีแนวทางการดําเนินการอยางไร
ก. การทําใหสังคมมีความยุติธรรม เปนสังคมที่นาอยู
ข. การทําใหการเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม
ค. การทําใหการเมืองมีความเขมแข็ง มีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณและตั้งใจทํางานเพื่อชาติ
ง. เพื่อนําหลักธรรมาภิบาลมาใชบริหารงานอยางจริงจัง
37. ขอใดเปนแนวคิดพื้นฐานของการนําเอาระบบคุณภาพทั้งระบบมาใช
ก. การปรับปรุงคุณภาพทั้งระบบตองการความรวมมือจากองคกรภายนอก
ข. พนักงานมักหลบเลี่ยงงานจึงตองควบคุมตลอดเวลา
ค. การสรางคุณภาพใชเงินนอยกวาการแกปญหาความผิดพลาด
ง. คุณภาพของสินคาขึ้นอยูกับสถานการณของตลาดโลก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 86
38. การเลื่อนขั้น การยกยองชมเชย เปนการใชอํานาจของผูบังคับบัญชาในลักษณะอยางไร
ก. อํานาจการใชกําลัง ข. อํานาจตามกฎหมาย
ค. อํานาจความเปนผูเชี่ยวชาญ ง. อํานาจในการใหรางวัล
39. อํานาจในการใชกําลังบังคับไดแกการกระทําขอใด
ก. การใหวันหยุด ข. การใหงานทําที่ดี
ค. การไลออก ง. การใหคําแนะนํา
40. ความมุงมั่นและตั้งใจปฏิบัติงานอยางเต็มความสามารถ บรรลุผลสําเร็จ สอดคลองตามกฎ ระเบียบ
ขอบังคับขององคกร ปฏิบัติงานอยางมีจิตสํานึกตอหนาที่ สังคม ประชาชานและประเทศชาติ โดย
คํานึงถึงผลประโยชนของผูรับบริการและสวนรวมเปนสําคัญ เปนการแสดงใหเห็นถึงการนําหลักการ
บริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดีดานใด
ก. ดานความมีสวนรวม ข. ดานคุณธรรม
ค. ดานความรับผิดชอบ ง. ดานนิติธรรม
41. การเขียนวัตถุประสงคโครงการตองเขียนใหสัมพันธกับอะไร
ก. ความตองการของผูบริหาร ข. ความตองการขององคกร
ค. สภาพที่ตองการใหเกิดขึ้น ง. สภาพสังคมในอนาคต
42. ผูบริหารมีบทบาทอยางไร ในการปฏิบัติตามแผน
ก. สังเกตการณทํางานของบุคลากรอยูหาง ๆ
ข. สงเสริมและสนับสนุนใหบุคลากรทํางานอยางมีความสุข
ค. มอบหมายใหผูอื่นดูแลงานแทนเปนระยะ
ง. ควบคุมการทํางานทุกขั้นตอนอยางใกลชิด
43. ขอใดเปนการเปลี่ยนแปลงของบริบทการพัฒนาและสถานะของประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559)
ก. การเปลี่ยนแปลงของดานการเมืองแบบปรับใหญ
ข. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางกาวกระโดด
ค. การเปลี่ยนแปลงทางพืชผลการเกษตรเปนอุตสาหกรรม
ง. การเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเปนสังคมเมือง
44. ขอใดไมใชหลักของการบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี
ก. หลักนิติธรรม ข. หลักคุณธรรม
ค. หลักการมีสวนรวม ง. หลักการสมานฉันท
45. การกระจายอํานาจชวยพัฒนาขวัญและแรงจูงใจของผูปฏิบัติงานอยางไร
ก. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชอํานาจได ไมมีขอบเขต
ข. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชอํานาจตามความชอบใจ
ค. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชความคิดใหม ๆ ในการบริหารงาน
ง. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคขอคําปรึกษาจากผูเชี่ยวชาญในการบริหารงาน
46. ขอใดเปนอุปสรรคของการสื่อสารที่เกิดจากตัวผูสงสาร
ก. ขาวสารไมจูงใจ ข. ขาดความรูในขาวสารที่สงออกไป
ค. ขาดรายละเอียดที่สําคัญ ง. การเรียบเรียงขาวไมเปนระเบียบ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 87
47. ขอใดเปนการแกไขปญหาความขัดแยงในระบบราชการที่พบไดบอย
ก. การจัดหาทรัพยากรเพิ่มขึ้น ข. การเปลี่ยนโครงสรางองคกร
ค. การโยกยาย สับเปลี่ยน ง. การใชอํานาจตามกฎหมาย
48. องคกรที่ขาดประสิทธิภาพ เมื่อเกิดความขัดแยง คนสวนใหญจะทําอยางไร
ก. เปดเผยใหผูอื่นทราบ ข. เก็บไวในใจ
ค. แสดงออกเชิงสรางสรรค ค. ไมถือสาหาความยกโทษใหกัน
49. ผูบริหารองคกรแบบไมมีประสิทธิภาพจะควบคุมงานอยางไร
ก. ควบคุมเรื่องเล็ก ๆ นอย ๆ สวนเรื่องหลักใหคนอื่นทํา
ข. สัมพันธภาพโดยทั่วไปถูกเปดเผย
ค. ทําความผิดครั้งเดียวก็ไลออก
ง. ปรับตัวเขากับสภาพแววลอมไดงาย
50. หลักของการกําหนดรูปแบบใหมจะคํานึงถึงอะไรเปนสําคัญมากที่สุด
ก. การประสานความรวมมือ ข. การวัดผลการปฏิบัติงาน
ค. การกําหนดรูปแบบที่งาย ง. ผูรับบริการ
51. การทํารีเอ็นจีเนียริ่งจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทํางานอยางไร
ก. ยึดกฎระเบียบเดิมเปนหลัก
ข. ใชความเชื่อคานิยมแบบเดิม
ค. เริ่มตนใหมหมด
ง. ออกแบบกระบวนงานใหมตามหลักการเดิม
52. ขอใดเปนอุปสรรคของการสื่อสารจากผูรับสาร
ก. ระบบการติดตอสื่อสารไมสะดวก ข. ภาษาที่ผูรับสารไมเขาใจ
ค. บรรยากาศที่หวาดระแวงกัน ง. มีการเลือกรับสารเฉพาะที่ตนตองการ
53. การเพิ่มความเชื่อมโยงเพื่อทําใหพนักงานมั่นใจวาจะไดอะไรตอบแทนหากทํางานไดสําเร็จทําได
อยางไร
ก. สรางความชัดเจนในความสัมพันธระหวางผลงานและผลตอบแทน
ข. สนับสนุนพนักงานใหใชความสามารถเต็มที่
ค. ศึกษาความตองการของพนักงาน
ง. กําหนดเปาหมายของงานใหชัดเจน
54. ขอใดจัดเปนตัวชี้วัดประเภทปจจัยนําเขา
ก. จํานวนผูเขารับการอบรม ข. จํานวนนักเรียนที่สอบได
ค. จํานวนสิ่งบกพรองที่ไดแกไข ง. จํานวนอุปกรณการผลิต
55. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มีแนวปฏิบัติในการพัฒนา
มุงเนนที่สิ่งใด
ก. คนเปนศูนยกลางการพัฒนา ข. เศรษฐกิจเปนศูนยกลางการพัฒนา
ค. การเมืองเปนศูนยกลางการพัฒนา ง. สังคมเปนศูนยกลางการพัฒนา
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 88
56. การบริหารเชิงกลยุทธมีความสําคัญอยางไร
ก. ทําใหกําจัดการใชทรัพยากรการบริหารไดงาย
ข. ทําใหผูบริหารใชความสามารถในการทํางานไดอยางเต็มที่
ค. สรางความสอดคลองกับแนวการปฏบัติขององคกรภายนอก
ง. ชวยใหองคกรกําหนดทิศทางในอนาคตไดอยางชัดเจน
57. กรณีสิ้นสุดแผนงานที่วางไวแตไมบรรลุวัตถุประสงคควรทําอยางไรตอไป
ก. ประเมินผลใหม ข. ปฏิบัติตามแผน
ค. มอบหมายผูรับผิดชอบ ง. ปรับปรุง พัฒนา
58. การถายโอนอํานาจหนาที่การตัดสินใจจากสวนกลางศูนยรวมอํานาจไปสูหนวยงานระดับลางในสาย
การบังคับบัญชาของรัฐบาล เพื่อสะดวกในการดําเนินกิจการเรียกวาอะไร
ก. การมอบอํานาจ ข. การใหอํานาจ
ค. การแบงอํานาจ ง. การขยายอํานาจ
59. โครงการที่ตั้งวัตถุประสงคการดําเนินงานไว แลวผลลัพธของโครงการที่ไดมาบรรลุวัตถุประสงคใน
ระดับสูงแสดงวาโครงการนั้นเปนอยางไร
ก. มีประสิทธิภาพมาก ข. มีประสิทธิผลมาก
ค. มีความยืดหยุนมาก ง. ผลลัพธอยูในเกณฑใชได
60. ขอใดไมใชความสําคัญของการจัดองคกร
ก. มีการกําหนดงานและผูรับผิดชอบไวชัดเจน
ข. ขจัดความซ้ําซอนสิ้นเปลืองของงานทุกอยาง
ค. บุคลากรมีขวัญดีเพราะมีความชัดเจนในหนาที่
ง. ผูบริหารระดับสูงทราบวิธีการหาบุคคลที่เหมาะสมมาทําหนาที่ชัดเจน
61. วัฒนธรรมองคกรมีความสําคัญอยางไร
ก. ชวยใหองคกรมีสมาชิกจํานวนมาก ข. ชวยทําใหองคกรมีกําไร
ค. ชวยใหสมาชิกมีเรื่องปรึกษากัน ง. ชวยเสริมสรางความผูกพันในหมูสมาชิก
62. การพัฒนาวัฒนธรรมองคกรควรเริ่มตนจากอะไร
ก. ประเมินวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั้น ข. กําหนดรูปแบบวัฒนธรรมใหม
ค. สรางวัฒนธรรมใหม ง. นําวัฒนธรรมใหมไปใช
63. รูปแบบการบริหารที่ใชไดในองคกรหนึ่งไมจําเปนตองใชไดผลในอีกองคกรหนึ่ง เปนแนวคิดการบริหาร
แบบใด
ก. ตามสถานที่ ข. ตามสถานการณ
ค. ตามเวลา ง. ตามความคิดแบบดั้งเดิม
64. ภาวะผูนําตามหลักพฤติกรรมนิยมจะแสดงบทบาทในการทํางานอยางไร
ก. ประชุมรับฟงความคิดเห็นของผูตาม
ข. ผูนํากําหนดบทบาทวางแผนงาน
ค. ผูนําสรางความสัมพันธที่ดีกับผูรวมงาน
ง. ผูนําวางตัวเองใหนานับถือ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 89
65. ความสําคัญของการบริหารราชการแบบมีสวนรวมอยูที่อะไร
ก. ความพรอมของหนวยงานราชการ
ข. การศึกษาของผูเกี่ยวของ
ค. การเชิญชวนใหทุกฝายเขามามีสวนรวม
ง. ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ
66. การบริหารจัดการศึกษาตามยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ กระบวนการแรกที่ตองดําเนินการ
คืออะไร
ก. สรางองคกรแหงการเรียนรู ข. ประเมินผลการปฏิบัติราชการที่โปรงใส
ค. พัฒนากระบวนทัศน ง. บริหารราชการแนวใหม
67. การกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลักควรเปนหนาที่ของใคร
ก. ผูปฏิบัติงาน ข. ผูเกี่ยวของกับงาน
ค. ผูบริหารระดับลาง ง. ผูบริหารระดับสูง
68. ผูนําเปยมวิสัยทัศนมีอะไรเปนลักษณะเดน
ก. มีวิสัยทัศน
ข. รูจักสรางวิสัยทัศน
ค. มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัสนใหเปนผล
ง. มีความเปนเลิศในการอธิบายวิสัยทัศนใหคนเขาใจ
69. หากผูใตบังคับบัญชามีความพรอมระดับสูง ผูนําควรปฏิบัติดวยอยางไร
ก. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหบางกรณี
ข. มอบความรับผิดชอบใหเต็มที่แกการตัดสินใจตองรอผูบังคับบัญชา
ค. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจตามคําแนะนําของผูบังคับบัญชา
ง. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่
70. แนวทางการดําเนินการตามหลักความคุมคาควรทําอยางไร
ก. ประหยัดทรัพยากรดวยการใชแตของเดิมจนหมดกอน
ข. เลือกใชเฉพาะอุปกรณที่ทันสมัย
ค. รับฟงความคิดเห็นจากคนภายในเรื่องการปรับปรุงงาน
ง. ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา
71. ขอใดไมใชลักษณะขององคกรที่บริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์
ก. มีระบบสนับสนุนการทํางานเรื่องระเบียบ สถานที่
ข. เจาหนาที่ทุกคนรูจักรับผิดชอบตอผลงานที่กําหนดไว
ค. ผูบริหารทุกระดับมีเปาหมายที่ชัดเจน
ง. ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ
72. ขั้นตอนแรกของการจัดทําระบบติดตามผลปฏิบัติงานคืออะไร
ก. เลือกวิธีเก็บรวบรวมขอมูล ข. กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด
ค. ใชประโยชนจากขอมูลการวัดผล ง. กําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน
73. แนวโนมอนาคตองคกรจําเปนตองปรับตัวเองอยางไร
ก. มีระบบมากขึ้น ข. ยืดหยุนมากขึ้น
ค. มีระเบียบมากขึ้น ง. ปรับเปลี่ยนยากขึ้น
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 90
74. องคประกอบที่สําคัญของการวางแผนคืออะไร
ก. การระบุวัตถุประสงค ข. การทํากิจกรรม
ค. การดําเนินการตามแผน ง. การคาดการณถึงความสําเร็จในอนาคต
75. แผนมหภาคไดแกแผนอะไร
ก. แผนพัฒนาทองถิ่น ข. แผนการขุดลอกคลอง
ค. แผนการตัดถนน ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
76. ทฤษฎีเกี่ยวกับมนุษยที่นํามาใชกับการบริหารแบบใชโรงเรียนเปนฐานควรใชทฤษฎีอะไรจึงจะ
เหมาะสม
ก. ทฤษฎี X ข. ทฤษฎี Y
ค. ทฤษฎี TQM ง. ทฤษฎีลําดับความตองการของมนุษย
77. ประโยชนที่ไดจากการบริหารโรงเรียนแบบใชโรงเรียนเปนฐานขอใดที่เห็นไดชัดเจนที่สุด
ก. ประหยัดารใชงบประมาณ ข. เกิดความคิดสรางสรรค
ค. ครูมีขวัญและกําลังใจดี ง. สนองความตองการของโรงเรียน
78. ขั้นตอนสุดทายของกระบวนการคิดวิเคราะหคืออะไร
ก. การประเมินขอสรุป ข. การสรุป
ค. การตั้งสมมติฐาน ง. การพิจารณาความนาเชื่อถือของขอมูล
79. การควบคุมงานมีความมุงหมายอะไร
ก. เพื่อหาขอบกพรองของงาน ข. เพื่อตรวจสอบความกาวหนาของงาน
ค. เพื่อทําใหอุปสรรคของงานลดลง ง. เพื่อยืนยันความถูกตองและแผนงาน
80. การพัฒนาระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศทําไดอยางไร
ก. จัดระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศเชื่อมโยงกับสถานศึกษาอื่น
ข. ติดตอนําเครื่องคอมพิวเตอรมาใชในสถานศึกาษาเพิ่มขึ้น
ค. แนะนําคณะกรรมการสถานศึกษาขึ้นพื้นฐานใหใชขอมูลสารสนเทศ
ง. ประชาสัมพันธการใชสารสนเทศ
81. การสรางทีมงานมีวัตุประสงคอยางไร
ก. เพื่อแสวงหาวิธีแกปญหารวมกัน
ข. เพื่อแขงขันกับทีมงานอื่น ๆ ที่กําลังตื่นตัว
ค. เพื่อจะไดขอมูลเชิงลบของแตละบุคคล
ง. เพื่อการเพิ่มความมีศักยภาพของบุคคล
82. การที่ผูบริหารจะตองใชดุลยพินิจ ประสบการณ ความรู ความสามารถ ความกลาหาญ บนจุดมุงหมาย
ที่กําหนดไว เปนลักษณะของอะไร
ก. การมีวิจารณญาณ ข. การตัดสินใจ
ค. การใชดุลยพินิจ ง. การพิจารณา
83. ขอใดไมใชการกําหนดดัชนีบงชี้คุณภาพ
ก. อิงเปาหมายในอุดมคติขององคกร ข. อิงบรรทัดฐานกลาง
ค. อิงองคกรอื่นที่คลายกัน ง. อิงองคกรอื่นที่ตางกัน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 91
84. การบริหารคุณภาพแบบ KPI ตองกําหนดอะไร
ก. แนวปฏบัติ ข. ระเบียบขั้นตอน
ค. ปจจัยและจําแนกปจจัย ง. วัตถุประสงคหลักและรอง
85. หลักการของการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพเปนอยางไร
ก. มีกฎเกณฑตายตัว ข. ไมมีหลักเกณฑตายตัว
ข. เปนหลักการที่เจาะจง ง. เปนหลักเกณฑที่แนนอน
86. ขอใดเปนสิ่งที่เกิดขึ้นกอนการพัฒนาองคกร
ก. แตละคนยอมรับซึ่งกันและกัน ข. มองโลกในแงดี
ค. เชื่อถือมนุษยดวยกัน ง. เปนหลักเกณฑที่แนนอน
87. ตามพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 กลางถึงขอมูลเกี่ยวกับการ
ติดตอสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร ซึ่งแสดงถึงแหลงกําเนิดตนทาง ปลางทาง เสนทาง วันที่ ปริมาณ
ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการติดตอสื่อสารของระบบคอมพิมเตอร ซึ่ง
นาจะตรงกับความหมายของคําใด
ก. ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร ข. ระบบคอมพิวเตอร
ค. ขอมูลคอมพิวเตอร ง. แหลงศึกษาคอมพิวเตอร
88. ตําแหนงของผูบริหารมีความสัมพันธกับอํานาจตามขอใดมากที่สุด
ก. อํานาจในการอางอิง ข. อํานาจความเปนผูชํานาญ
ค. อํานาจตามกฎหมาย ง. อํานาจการใชกําลังบังคับ
89. ผูบริหารที่นิยมการปกครองแบบอัตตาธิปไตยชอบใชอํานาจอยางไร
ก. ใหรางวัล ลงโทษ ข. อางอิงถึงบุคคลอื่น
ค. ตามระเบียบที่ทางราชการกําหนด ง. ปรึกษาหารือ วากลาวตักเตือน
90. การนําหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาจัดการความรูในสถานศึกษามีหลักปฏิบัติอยางไร
ก. ทํางานเปนทีม ข. เรียนรูทุกวันทุกสถานที่
ค. พึ่งพาตนเองเพื่อการเรียนรู ง. สงเสริมแนวทางการเรียนรู
91. ขอใดไมใชการวัดผลการปฏบัติงานของการบริหารแบบมุงผลสัมฤทธิ์
ก. ความประหยัด ข. ความมีประสิทธิภาพ
ค. ความมีประสิทธิผล ง. ความสะดวกสบายของผูปฏิบัติงาน
92. ขั้นตอนเริ่มแรกของการเทียบงาน (Bench marking) คืออะไร
ก. ศึกษารายละเอียดขององคกร ข. หาองคกรที่ปฏิบัติงานดีที่สุด
ค. การวางแผนยกระดับการปฏิบัติงาน ง. ติดตามดูผลการเทียบงาน
93. การตรวจสอบคุณภาพการใหบริการตรวจสอบไดจากแหลงใด
ก. จากบุคลากรในองคกร ข. จากประชาชนที่มาติดตอ
ค. จากความเห็นของหัวหนางาน ง. จากคนภายในและภายนอกองคกร
94. สิ่งแรกที่จําเปนตองมีในการจัดตั้งองคกรใด ๆ คืออะไร
ก. กําหนดทรัพยากร ข. กําหนดภาระงาน
ค. วัตถุประสงคในการจัดตั้ง ง. การประเมินผลการปฏิบัติ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 92
95. การรื้อปรับระบบ (Reengineering) เริ่มตนดวยอะไร
ก. การสรางแนวคิดใหม ข. การอบรมใหความรูใหม
ค. การทบทวนใหม ง. การกําหนดรูปแบบใหม
96. ตามความเชื่อของแอนเดอเฟอร ถาความตองการทางนามธรรมไมไดรับการตอบสนองอยางเพียงพอ
บุคคลจะปรารถนาในความตองการทางอะไรมาขึ้น
ก. พฤติกรรม ข. จิตใจ
ค. นามธรรม ง. รูปธรรม
97. การพัฒนาระบบการบริหารมุงผลสัมฤทธิ์เริ่มตนที่อะไร
ก. การกําหนดปจจัยของความสําเร็จ ข. การกําหนดตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก
ค. การกําหนดแหลงขอมูล ง. การวิเคราะหวิสัยทัศนและพันธกิจ
98. ทักษะการบริหารงานดานใดที่ผูบริหารควรมีมากที่สุด
ก. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ ข. ทักษะดานเทคนิค
ค. ทักษะดานความคิดรวบยอด ง. ทักษะดานการเจรจา
99. ทักษะการบริหารงานดานใดที่จะชวยใหผูบริหารไดรับความรวมมือและเกิดการประสานงานที่ดี
ก. ทักษะดานความคิดรวบยอด ข. ทักษะดานเทคนิค
ค. ทักษะดานการนําเสนอ ง. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ
100. เงื่อนไขในการดําเนินกิจกรรมของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นอยูกับเงื่อนไขดานใด
ก. เงื่อนไขดานสังคม เงื่อนไขดานเศรษฐกิจ
ข. เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานคุณธรรม
ค. เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานความสามารถ
ง. เงื่อนไขดานคุณธรรม เงื่อนไขดานปจจัยภายใน
101. การพัฒนาบุคลากรโดยกระบวนการบริหารสามารถทําไดดวยแนวทางอยางไร
ก. การบริหารงานโดยมีสวนรวม ข. การบริหารงานแบบราชการ
ค. การบริหารงานแบบเผด็จการ ง. การบริหารงานแบบผอนผัน
102. ความผูกพันกับงานมีตัวแปรที่เกี่ยวของอะไรบาง
ก. ลักษณะบุคคล โอกาส สถานที่
ข. ลักษณะบุคคล สถานการณ คนงาน
ค. ลักษณะบุคคล สถานการณ ผลตอบแทนของงาน
ง. ผลตอบแทนของงาน คนงาน วัตถุประสงคของงาน
103. ผูนําแบบมุงสัมพันธจะแสดงออกอยางไร
ก. คํานึงถึงความรูสึกของผูใตบังคับบัญชาเปนระดับรองลงมา
ข. พึงพอใจกับการทํางานใหบรรลุความสําเร็จ
ค. คํานึงถึงงานกอนสิ่งอื่น ยอมรับตนเองจากความสําเร็จของงาน
ง. พยายามสรางสถานการณแวดลอมที่เปนมิตร
104. ขอใดจะทําใหผูปฏิบัติงานเกิดความพอใจและเกิดแรงจูงใจ
ก. ไดทํางานที่ทาทาย ข. ไมมีภาวะอันตราย
ค. ไมถูกเสียงดังรบกวน ง. สภาพแวดลอมที่เย็นสบาย
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 93
105. ขอเสียของการทํางานเปนทีมที่พบเห็นบอยในสังคมไทยคืออะไร
ก. ทีมตองรอสมาชิกชวยกันตัดสินใจ
ข. ทีมตอตานผูบริหาร
ค. ทีมทําใหองคกรตองเสียคาใชจายบํารุงทีม
ง. ทีมทําใหเกิดการกินแรงกัน
106. การวางแผนงานทั่วไปตางจากการวางแผนกลยุทธอยางไร
ก. การวางแผนทั่วไปแกปญหาขององคกร การวางแผนกลยุทธแกปญานอกองคกร
ข. การวางแผนทั่วไปใชงบประมาณนอย การวางแผนกลยุทธใชงบประมาณสูง
ค. การวางแผนทั่วไปเปนการปกปองกันปญหาขององคกร การวางแผนกลยุทธเปนการพัฒนาผลผลิตของ
องคกร
ง. การวางแผนทั่วไปมักแกปญหาพัฒนาองคกร การวางแผนกลยุทธเปนการวางแผนในภาพรวมของ
องคกร
107. Balanced Scorecard เปนเครื่องมืองในการบริหารหนวยงานโดยอาศัยอะไรเปนหลัก
ก. การตั้งวัตถุประสงค ข. การดําเนินการ
ค. การวางแผนงาน ง. การวัดและประเมินผล
108. กรณีสิ้นสุดแผนงานที่วางไวแลวบรรลุวัตถุประสงคควรทําอยางไร
ก. อยูเฉย ๆ ข. ปรับปรุงการทํางาน
ค. ยกระดับมาตรฐาน ง. วางแผนพัฒนาใหม
109. ขอใดเปนแรงจูงใจภายนอก
ก. เงินเดือน ข. ความเปนไปไดที่จะกาวหนา
ค. ความมั่นคงของงาน ง. นโยบายการบริหารงานของหนวยงาน
110. หลักของการบริหาร โดยยึดวัตถุประสงคคืออะไร
ก. พิจารณาผลงานเปนหลักในการวัดผลสําเร็จของงาน
ข. เนนแนวคิดการทํางานแบบแยกกันทํา
ค. มีแผนการควบคุมงานเปนบางเวลา
ง. เนนเทคนิคการทํางานมากกวาวัตถุประสงค
111. ขั้นตอนสุดทายของการบริหารคุณภาพภายใตหลักซิกซิกมา เพื่อปองกันไมใหปญหาเดิมกลับมาอีกและ
รักษาระดับมาตรฐานคุณภาพไวคืออะไร
ก. การปรับปรุงกระบวนการ ข. การควบคุมกระบวนการ
ค. การวิเคราะหปญหา ง. การปฏิบัติการแกปญหา
112. การบริหารความขัดแยงแบบพบกันครึ่งทาง แตละฝายเสียบางไดบาง เหมาะกับสถานการณที่เปาหมาย
ของทั้งสองฝายตางมีความสําคัญและทั้งสองฝายมีอํานาจพอ ๆ กัน หรือทั้งสองฝายตองการบรรลุขอตกลง
ชั่วคราวในเวลาที่มีอยูจํากัดขณะนั้น ควรใชวิธีการแกปญหาแบบใด
ก. แบบรวมมือ ข. แบบตอสู
ค. แบบประนีประนอม ค. แบบยอม
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 94
113. ความเชื่อของคนที่วา หากทุมเทกําลังความสามารถลงไปดวยความคาดหวังวาจะประสบความสําเร็จเปน
การพยายามหาคําตอบใหกับตัวเองวาอยางไร
ก. จะทําอยางไร ข. จะทําไดดีแคไหน
ค. ทําไดหรือไม ง. ใครจะชวยทํา
114. เมื่อคนทํางานแลวเกิดผลงานที่จะโยงไปสูการไดรางวัล หรือผลตอบแทนอยางใดอยางหนึ่ง เปนการตอบ
คําถามใหกับตัวอยางไร
ก. ทําไปทําไม ข. ทําแลวจะไดอะไรหรือไม
ค. ใครจะใหรางวัล ง. รางวัลคืออะไร
115. การตรวจสอบผลการปฏิบัติงานเปนการทบทวนการปฏิบัติงานขององคกรเพื่อประเมินดานใด
ก. ความคุมคา ความประหยัด ความมีประสิทธิภาพ
ข. ความคุมคา ความมีประสิทธิผล ความมีประสิทธิภาพ
ค. ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความบรรลุวัตถุประสงค
ง. ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความประหยัด
116. บรรยากาศขององคกรจะเปนอยางไรดูไดจากอะไร
ก. จํานวนรายได ข. ปริมาณผลผลิต
ค. ความพึงพอใจของคนงาน ง. กําไรจากสินคา
117. องคกรตาง ๆ จะประกอบดวยพลังสําคัญ 2 สวนที่สงผลตอการทํางานโดยตรงคือพลังอะไร
ก. พลังอํานาจ พลังใจ ข. พลังใจ พลังตัวบุคคล
ค. พลังดานบุคคล พลังแรงงาน ง. พลังดานบุคคล พลังสิ่งแวดลอม
118. ผูนําการเปลี่ยนแปลง จะทําใหเกิดการเปลี่ยนไปในทางที่ดีกับใคร
ก. องคกรและผูบังคับบัญชา ข. องคกรและผูใตบังคับบัญชา
ค. ผูบังคับบัญชาและผูใตบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ
119. สิ่งสําคัญของการบริหารที่ตองควบคุมมีอะไร
ก. ผลผลิต คุณภาพงาน งบประมาณ การบัญชี
ข. ผลผลิต เวลา วัสดุอุปกรณ คาใชจาย
ค. ปริมาณงาน เวลา วัสดุอุปกรณ คาใชจาย
ง. ปริมาณงาน เวลา คุณภาพงาน คาใชจาย
120. ผูบริหารสามารถนําเอาทฤษฎีของมาสโลวไปใชในการทํางานไดอยางไร
ก. ใชความปรารถนาเปนตัวกําหนดรางวัลใหคนงาน
ข. ใหเงินเดือนเปนผลตอบแทนสูง ๆ แกพนักงาน
ค. พยายามทําความเขาใจความตองการของคนงานอยางเปนระบบ
ง. ตอบสนองความตองการของพนักงานตามที่เขาตองการ
121. กรณีที่ผูนําเห็นควรกําหนดเปาหมายที่ทาทาย พยายามใหมีการปรับปรุงงานอยางตอเนื่องและคาดหวังให
ผูใตบังคับบัญชาทํางานอยางเต็มศักยภาพ จัดวาผูนําคนนั้นแสดงบทบาทอยางไร
ก. แบบสั่งงาน ข. แบบสนับสนุนงาน
ค. แบบเนนความสําเร็จของงาน ง. แบบรวมงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 95
122. ขั้นตอนสุดทายของการวางแผนกลยุทธคืออะไร
ก. กําหนดยุทธศาสตร ข. กําหนดแผนปฏิบัติการ
ค. วิเคราะหศักยภาพ ง. ทําประเด็นยุทธศาสตร
123. ขอใดไมใชลักษณะสําคัญของการบริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์
ก. เปนการจัดหาใหไดทรัพยากรบริหารมาอยางประหยัด
ข. เปนการบริหารทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ
ค. ไดผลงานที่บรรลุเปาหมายขององคกร
ง. เปนที่พึงพอใจของทุกฝายที่เกี่ยวของ
124. การที่ผูบริหารซึ่งมีอํานาจสูงสุดในหนวยงานหรือสวนกลางจัดสรร ถายโอนอํานาจหนาที่การตัดสินใจไปยัง
ระดับลางขององคกร เพื่อจะไดตัดสินใจไดรวดเร็ว ไมตองผานขั้นตอนลําดับชั้นขึ้นไป จัดเปนการกระจาย
อํานาจลักษณะใด
ก. การโอนอํานาจ ข. การขยายอํานาจ
ค. การแบงอํานาจ ง. การมอบอํานาจ
125. การบริหาร โดยยึดวัตถุประสงคจะเกิดประโยชนสูงสุดขึ้นอยูกับอะไร
ก. การปฏิบัติของผูรวมงาน ข. ความรูความสามารถของผูบริหาร
ค. ความรูความสามารถของพนักงาน ง. การติดตามการปฏิบัติงาน
126. ขอใดไมใชลักษณะการบริหารงานโดยใชทฤษฎี Z
ก. ดูแลเอาใจใสคนงานทุกดาน
ข. มีความรับผิดชอบรวมกัน
ค. เนนความสามารถเฉพาะดาน
ง. ประเมินและเลื่อนตําแหนงแบบคอยเปนคอยไป
127. ตัวอยางการมอบอํานาจ ไดแกขอใด
ก. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหครูทํางานแทน
ข. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหรองผูอํานายการปฏิบัติหนาที่แทน
ค. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหคณะกรรมการดําเนินการแทน
ง. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหบุคลากรปฏิบัติหนาที่แทน
128. มุมมองของ Balanced Scorecard ดานการเงิน งบประมาณ และการจัดสรรทรัพยากร ไดแกอะไร
ก. การปฎิบัติอยางมีกลยุทธ ข. ความคิดริเรมสรางสรรคในอนาคต
ค. การทํางานที่ปราศจากการทุจริต ง. พฤติกรรมองคกร วัฒนธรรมองคกร
129. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธคืออะไร
ก. มนุษยแตละคนแตกตางกัน ข. มนุษยชอบมีอิสระ
ค. มนุษยมีพฤติกรรมคลายกัน ง. มนุษยมีศักดิ์ศรีไมเทากัน
130. ขอใดแสดงใหเห็นถึงบรรยากาศแบบเปด
ก. มีความขัดแยงกันในการทํางาน
ข. สมาชิกขาดขวัญกําลังใจ
ค. ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เปนสมาชิกขององคกร
ง. เปนบรรยากาศที่ไมพึงประสงคมากที่สุด
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 96
131. เครื่องมือชวยผูบริหารในระบบราชการ ใหสามารถรับทราบขอมูลการปฏิบัติงานที่สําคัญขององคกรได
อยางสะดวกและรวดเร็ว เปนการกระตุนใหผูบริหารใหความสําคัญกับการบรรลุวิสัยทัศนขององคกร โดย
ไมตองเสียเวลาไปกับขอมูลจํานวนมากคืออะไร
ก. TQM ข. Balanced Scorecard
ค. PDCA ง. PERT
132. การวางแผนจะไมสามารถใชเปนเครื่องมือทางการบริหารของผูบริหารไดเลย หากมิไดทําสิ่งใด
ก. นําแผนไปเผยแพร ข. นําแผนไปปฏิบัติ
ค. รายงานใหผูบังคับบัญชาทราบ ง. กําหนดกิจกรรมในแผน
133. หลักสําคัญของการพัฒนาองคกร ขอใดจึงจะทําใหองคการประสบความสําเร็จไดงาย
ก. อาศัยบุคคลภายนอกมาชวยเหลือการเปลี่ยนแปลง
ข. มีเงินทุนสนับสนุนการดําเนินงานตามโครงการ
ค. ไดรับความรวมมือจากสมาชิกภายในองคกร
ง. ไดรับความรวมมือจากผูบริหารระดับสูงขององคกร
134. ตัวอยางการแบงอํานาจไดแกขอใด
ก. คณะรัฐมนตรีมอบใหกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษา
ข. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ค. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยัง อบต.
ง. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังชุมชน
135. แนวทางการสรางความมีสวนรวมของประชาชนทําไดอยางไร
ก. เชิญชวนเฉพาะคนที่พรอมจะเสียสละเขามารวมกับองคกร
ข. ใหรางวัลตอบแทนแกคนที่เขารวมทุกคนทุกครั้ง
ค. ทําประกันชีวิตใหกับผูเขารวมงานทุกคน
ง. สรางหลักประกันความปลอดภัยของผูเขารวมแสดงความคิดเห็นวิพากษวิจารณการดําเนินงานของ
องคกร
136. การเสริมสรางประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ดวยการพัฒนากอนมอบหมายการปฏิบัติหนาที่ทํา
อยางไร
ก. การมอบหมายงานใหปฏิบัติ ข. การปฐมนิเทศ
ค. การทดสอบภาคปฏิบัติ ง. การประเมินผลความสามารถ
137. การมอบอํานาจที่ถูกตองควรทําอยางไร
ก. กลาวดวยวาจา ข. ทําเปนหนังสือตามระเบียบ
ค. ทําเปนหนังสือแบบเขียนเอง ง. ทําเปนสัญญามีขอบังคับ
138. กิจกรรมพัฒนาบุคลากรทั้งหมดในองคกร (Total Personal Development) หรือ TPD มีลักษณะ
อยางไร
ก. สํารวจความตองการพัฒนาของบุคลากรทั้งหมดภายในองคกร
ข. ศึกษาลักษณะของบุคลากรทุกคนในองคกร
ค. สนองความตองการของทุกคนในองคกร
ง. พาพนักงานไปฝกอบรมเพื่อพัฒนาตัวเองใหทันสมัย
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 97
139. ขอใดไมใชแนวคิดพื้นฐานในการทํางานเปนทีม
ก. มนุษยทุกคนมีคุณคาและพัฒนาได
ข. มนุษยทุกคนมีศักยภาพและความสามารถที่แตกตางกัน
ค. ทีมงานจะมีประสิทธิภาพหรือไมอยูที่เงินสนับสนุน
ง. งานจะสมบูรณหากรวมกันทํางานเปนทีม
140. ตัวชี้วัดหลักความคุมคาดูไดจากอะไร
ก. ความพึงพอใจของผูบริหาร ข. ความพึงพอใจของผูบังคับบัญชา
ค. ความพึงพอใจของผูบังคับบัญชา ง. ความพึงพอใจของผูปฏิบัติงาน
141. การปฏิบัติงานขององคกรจะมีผลสัมฤทธิ์เพียงใดพิจารณาจากอะไร
ก. ผลลัพธที่ไดจากการปฏิบัติตามแผนงาน
ข. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงกับเปาหมายที่กําหนด
ค. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่คาดวาจะไดรับ
ง. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่ใชงบประมาณแลวไดผลประโยชน
142. การวัดผลความคืบหนาของการบรรลุวัตถุประสงคสามารถวัดไดจากอะไร
ก. สิ่งที่เกิดขึ้นจากวัตถุประสงคที่กําหนด
ข. ขอกําหนดของหนวยงานที่ระบุถึงความสําเร็จ
ค. ตัวชี้วัดพันธกิจของหนวยงาน
ง. ตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก
143. ระบบสมรรถนะ ชวยสรรหาและคัดเลือกบุคลากรอยางไร
ก. ชวยใหทราบบุคลิกการทํางานของบุคคลอยางถูกตอง
ข. ชวยใหการสัมภาษณเปนไปอยางราบรื่น
ค. คัดเลือกบุคลากรเขาทํางานไดถูกตองตามระดับ
ง. คาใชจายในการสรางคนเขาดํารงตามตําแหนงงาน
144. ประโยชนที่ไดจากการควบคุมงานคืออะไร
ก. ลดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน ข. ทําใหผูปฏิบัติงานจริงใจผูบังคับบัญชา
ค. เกิดการทํางานเปนทีม ง. ไดกําไรเพิ่มขึ้น
145. ขอใดไมใชหลักในการควบคุมที่ดี
ก. ควรมีการกําหนดเปาหมาย
ข. ควรมีลักษณะประหยัด
ค. ควรมีลักษณะตายตัว
ง. ควรคํานึงถึงลักษณะและความตองการของงาน
146. ความสําเร็จของการบริหารราชการแบบมีสวนรวมอยูที่อะไร
ก. ความพรอมของหนวยงานราชการ
ข. การศึกษาของผูเกี่ยวของ
ค. การเชิญชวนใหทุกฝายเขามามีสวนรวม
ง. ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 98
147. การบริหารจัดการศึกษาตามยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ กระบวนการเเรกที่ตองดําเนินการคือ
อะไร
ก. สรางองคกรแหงการเรียนรู ข. ประเมินผลการปฏิบัติราชการที่โปรงใส
ค. พัฒนากระบวนทัศน ง. บริหารราชการแนวใหม
148. การกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลักความเปนหนาที่ของใคร
ก. ผูปฏิบัติงาน ข. ผูเกี่ยวของกับงาน
ค. ผูบริหารระดับลาง ง. ผูบริหารระดับสูง
149. ผูนําเปยมวิสัยทัศนมีอะไรเปนลักษณะเดน
ก. วิสัยทัศน
ข. รูจักสรางวิสัยทัศน
ค. มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล
ง. มีความเปนเลิศในการอธิบายวิสัยทัศนใหคนเขาใจ
150. หากผูใตบังคับบัญชามีความพรอมระดับสูง ผูนําควรปฏิบัติตัวอยางไร
ก. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหบางกรณี
ข. มอบความรับผิดชอบใหเต็มที่แกการตัดสินใจตองรอผูบังคับบัญชา
ค. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจตามคําแนะนําของผูบังคับบัญชา
ง. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่
151. แนวทางการดําเนินการตามหลักความคุมคาควรทําอยางไร
ก. ประหยัดทรัพยากรดวยการใชแตของเดิมจนหมดกอน
ข. เลือกใชเฉพาะอุปกรณที่ทันสมัย
ค. รับฟงความคิดเห็นจากคนภายในเรื่องการปรับปรุงงาน
ง. ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา
152. ขอใดไมใชลักษณะขององคกรที่บริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์
ก. มีระบบสนับสนุนการทํางานเรื่องระเบียบ สถานที่
ข. เจาหนาที่ทุกคนรูจักรับผิดชอบตอผลงานที่กําหนดไว
ค. ผูบริหารทุกระดับมีเปาหมายที่ชัดเจน
ง. ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ
153. ขั้นตอนแรกของการจัดทําระบบติดตามผลปฏิบัติงานคืออะไร
ก. เลือกวิธีเก็บรวบรวมขอมูล ข. กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด
ค. ใชประโยชนจากขอมูลการวัดผล ง. กําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน
154. แนวโนมอนาคตองคกรจําเปนตองปรับตัวเองอยางไร
ก. มีระบบมากขึ้น ข. ยืดหยุนมากขึ้น
ค. มีระเบียบมากขึ้น ง. ปรับเปลี่ยนยากขึ้น
155. การยื่นหนังสือขอลาออกเพื่อไปดํารงตําแหนงทางการเมืองผูบังคับบัญชาตองมีคําสั่งอนุญาตใหลาออก
เมื่อใด
ก. ตั้งแตวันถัดไป ข. ตั้งแตวันที่ 3 ของวันที่ลาออก
ค. ตั้งแตวันที่ 5 ของวันที่ลาออก ง. ตั้งแตวันที่ลาออก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 99
156. ขอใดไมใชเปาหมายของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการ
บริหารกิจการบานเมืองที่ดี
ก. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ
ข. เกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน
ค. เสริมสรางความมั่นคงใหกับประเทศ
ง. ไมมีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเปน
157. Good Governance ตรงกับบัญญัติศัพทไทยคําใด
ก. ธรรมรัฐ
ข. ธรรมาภิบาล
ค. ระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี
ง. ถูกทุกขอ
158. ขอใดเปนหลักการสรางระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี
ก. หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปรงใส
ข. หลักความซื่อสัตย หลักกลายืนหยัด หลักความโปรงใส
ค. หลักความมีสวนรวม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุมคา
ง. ขอ ก และขอ ค
159. การปฏิบัติงานของภาครัฐที่ใหประชาชนนตรวจสอบไดตรงกับหลักการระบบบริหาร กิจการบานเมืองและ
สังคมที่ดีขอใด
ก. หลักความมีสวนรวม ข. หลักความโปรงใส
ค. หลักนิติธรรม ง. หลักความรับผิดชอบ
160. การทบทวนปรับปรุงกฎระเบียบ บเพื่อใหเกิดความเปนธรรมทันสมัยรัดกุมรวดเร็ว เขาใจงายและมีการ
เผยแพรใชจัดอยูในหลักการสรางระบบ บริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ในขอใด
ก. หลักความคุมคา ข. หลักนิติธรรม
ค. หลักคุณธรรม ง. หลักความรับผิดชอบ
161. ขอใดคือขั้นตอนแรกของการวางแผนกลยุทธ
ก. การกําหนดวิสัยทัศน
ข. การวิเคราะหองคการ
ค. การวิเคราะหภารกิจหรือพันธกิจ
ง. การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน
162. การวางแผนกลยุทธ การวางแผนกลยุทธ เปนการวางแผนเพื่อนําองคกร ขอใดตอไปนี้คือขั้นตอนที่ถูกตอง
ก. การวิเคราะหองคการ (SWOT) - การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน - การคนหาอุปสรรค และปญหา
ในการดําเนินงาน – การวิเคราะหภารกิจ – กําหนดวิสัยทัศน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดกิจกรรม –
กําหนดโครงการ – กําหนดงาน
ข. การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การวิเคราะหสภาพแวดลอม – การคนหาอุปสรรคและปญหา – การ
วิเคราะหภารกิจ - กําหนดวิสัยทัศน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดโครงการ – กําหนดกิจกรรม -
กําหนดงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 100
ค. การวิเคราะหภารกิจ – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต - การวิเคราะหองคการ (SWOT) –
การกําหนดวิสัยทัศน – การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – กําหนดกลยุทธ – กําหนด
นโยบาย – กําหนดกิจกรรม – จัดทําแผนกลยุทธ
ง. การวิเคราะหภารกิจ - การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต – การ
คนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – การกําหนดกลยุทธ – การจัดทําแผนกลยุทธ – การ
กําหนดนโยบาย – การกําหนดกิจกรรม
163. ความหมาย Weakness ในวิธีการ SWOT Analysis คืออะไร
ก. จุดออนภายใน/ภายนอก องคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย
ข. จุดออนภายในองคกร ที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย
ค. จุดออนภายนอกองคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย
ง. บุคลากรภายในองคกรมีความสามารถไมเพียงพอ
164. การวิเคราะหบริบทสวนปจจัยภายใน เกี่ยวของกับเรื่องใดมากที่สุด
ก. Balance Scorecard ข. Blueprint for change
ค. Knowledge Management ง. 7Ss
165. ขอใดคือการเรียงลําดับจากภาพกวาง ๆ ไปสูรายละเอียด
ก. นโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรม ข. แผนงาน นโยบาย โครงการ กิจกรรม
ค. แผนงาน โครงการ นโยบาย กิจกรรม ง. นโยบาย โครงการ แผนงาน กิจกรรม
166. ผูบริหารมีทักษะขอใดสําคัญที่สุด
ก. การวางแผน ข. การตัดสินใจ
ค. การจัดองคกร ง. การสื่อสาร
167. คํากลาวใดมีอยูในวิสัยทัศนประเทศไทย
ก. สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน ข. สังคมเปยมคุณธรรมจริยธรรม
ค. สังคมมีคุณภาพ ประชาชนสมานฉันท ง. สังคมสมานฉันท มีดุลยภาพทุก ๆ ดาน
168. หลักการมอบหมายงานเปนอยางไร
ก. มอบเฉพาะงานที่ไมสําคัญ
ข. มอบคนที่พิจารณาแลววามีความรับผิดชอบสูง
ค. มอบใหแลวไมตองมีการกํากับ ติดตาม
ง. มอบใหเหมาะสมกับความรูความสามารถและกําลังของผูรับมอบ
169. การตัดสินใจอยูขั้นตอนใดของกระบวนการบริหาร
ก. การวางแผน ข. การดําเนินงานตามแผน
ค. การกํากับติดตาม ง. อยูทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหาร
170. ความสามารถในการกําหนดทิศทาง หรือแนวทางการพัฒนาองคกร ี่เปนรูปธรรมเปนที่ยอมรับ และเปนไป
ไดในทางปฏิบัติ การยอมรับ การยอมรับแนวคิด/วิธีการใหม ๆ เพื่อการพัฒนางาน เปนความหมายของ
สมรรถนะขอใด
ก. การมีวิสัยทัศน ข. การวิเคราะหและสังเคราะห
ค. การมุงผลสัมฤทธิ์ ง. ถูกทุกของ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 101
171. วิสัยทัศนที่ดีควรมีลักษณะอยางไร
ก. จํางาย กระชับ ไดใจความ
ข. ชัดเจน เขาใจงาย
ค. เปนไปได วัดได ทาทาย และแสดงความมุงมั่นของทุกคนในองคกร และนําไปสูการปฏิบัติ
ง. ผูบริหารเปนคนคิด
172. หัวใจของการกําหนดวิสัยทัศนคือ
ก. ทําใหทุกคนในองคกรเปนเจาของ มีสวนรวมรับผิดชอบ
ข. นําสูการปฏิบัติใหไดภายในปเดียว หรือใชเวลาใหนอยที่สุด
ค. กําหนดระยะเวลาที่ชัดเจน
ง. สั้น ๆ กระชับ ไดใจความสามประเด็น คือ องคกรคุณภาพมาตรฐานสากล พัฒนาตอเนื่องโดยใช
เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการประชาชนที่มารับบริการ
173. ขอใดคือสิ่งที่จะทําใหวิสัยทัศนเปนจริง
ก. Mission ข. Goal
ค. Objictive ง. Target
174. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยขอใดทําไดยากที่สุด
ก. ความรู ข. พฤติกรรมสวนบุคคล
ค. พฤติกรรมของกลุม ง. ทัศนคติ
175. การจูงใจของผูบริหารใหบุคลากรในโรงเรียนปฏิบัติงานวิธีใดที่งาย ประหยัด และใชไดทุกที่ทุกเวลา
ก. ใหเลื่อนขั้น ข. ใหโล เกียรติคุณบัตร
ค. ใหคํายกยอง ชมเชย ง. ใหสวัสดิการ
176. ขอใดคือสังคมออนไลนที่นิยมใชที่สุดในปจจุบัน
ก. Face book ข. Hi 5
ค. Twitter ง. Ning.com
177. การหมุนเวียนการทํางาน ตรงกับขอใด
ก. Job rotation ข. On the job training
ค. Project assignment ง. Self directed Study
178. ทรัพยากรทางการบริหาร ขอใดเปนบทบาทหนาที่โดยตรงของผูบริหาร
ก. Man ข. Money
ค. Material ง. Management
179. ทรัพยากรทางการบริหาร ขอใดสําคัญที่สุด
ก. Man ข. Money
ค. Material ง. Management
180. ขอใดเรียงลําดับกิจกรรมในการปรับปรุงงาน 5 ประการตามหลัก 5 ส. ไดถูกตอง
ก. สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สรางนิสัย
ข. สะดวก สะอาด สะสาง สุขนิสัย สุขลักษณะ
ค. สะดวก สะสาง สะอาด สุขนิสัย สุขลักษณะ
ง. สะอาด สะสาง สะดวก สุขนิสัย สุขลักษณะ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 102
181. การแยกสิ่งที่ไมไดใชออกไปเปนกิจกรรมใดของหลักการ 5 ส.
ก. สะสาง ข. สะดวก
ค. สะอาด ง. สุขลักษณะ
182. การเทียบเคียงผลงาน เกี่ยวของกับขอใดมากที่สุด
ก. Coaching ข. Benchmarking
ค. Following ง. Balance Scorecard
183. การบริหารกิจการบานเมืองที่ดี หมายถึง การบริหารราชการเพื่อบรรลุเปาหมายใด
ก. ประโยชนสุขของประชาชน
ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ
ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรัฐ
ง. ถูกทุกขอ
184. ในการบริหารราชการเพื่อประโยชนสุขของประชาชน จะตองมีแนวทางในการบริหารราชการอยางไร
ก. การดําเนินการจะตองมีการศึกษาและประชาพิจารณปองกันผลกระทบตอประชาชน
ข. หากเกิดปญหาและอุปสรรคจากการดําเนินการใหสวนราชการดําเนินการแกไขปญหาโดยเร็ว
ค. เปนหนาที่ของสวนราชการตองคอยวัดความพึงพอใจของประชาชน
ง. ถูกทุกขอ
185. เปาหมายการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี มีสาระสําคัญที่สุดคือขอใด
ก. เกิดประโยชนสุขของประชาชน ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ
ค. มีประสิทธิภาพและความคุมคา ง. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ข ทําความเขาใจกับประเด็นปญหา
2. ตอบ ง องคประกอบภายในองคก รผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร นวัตกรรม การเงิน
3. ตอบ ข มีความยืดหยุน ขอมูลมีความพรอมเล็กนอย
4. ตอบ ค ชวยผูใตบังคับบัญชาใหรูสึกวาตัวเองมีคา
5. ตอบ ง วางนโยบายการทํางานขององคกร
6. ตอบ ก กําหนดทางเลือก
7. ตอบ ง บรรลุเปาหมาย
8. ตอบ ค 15 – 20 ป
9. ตอบ ค ใชอํานาจควบคุม
10. ตอบ ก ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ
11. ตอบ ก สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน
12. ตอบ ข ระดับปฏิบัติการ
13. ตอบ ง มุมมองดานปจจัยการบริหาร
14. ตอบ ข พนักงานทุกคน
15. ตอบ ง ระบุวัตถุประสงคใหชัดเจน
16. ตอบ ง ความชํานาญดานการตลาดนอย
17. ตอบ ข การเสริมแรงทางลบ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 103
18. ตอบ ง ใชเปนเกณฑตัดสินผลการปฏิบัติงานจริง
19. ตอบ ก อัตราผูใชสื่อวีดีทัศนมี 50%
20. ตอบ ง ออกคําสั่งชัดเจน มีความหมายเดียว
21. ตอบ ง เพิ่มตนทุนการผลิตขึ้น
22. ตอบ ง ตัวขอกําหนด
23. ตอบ ค ถอยแถลงพันธกิจ
24. ตอบ ค จากวัตถุประสงคและเปาหมาย
25. ตอบ ข พี่เลี้ยง
26. ตอบ ค การหลีกเลี่ยง
27. ตอบ ง คุณภาพสิ่งสิ่งที่ตองสรางใหเกิดขึ้นในทุกจุดของการทํางาน
28. ตอบ ค การปรับปรุงอยางตอเนื่อง
29. ตอบ ก เพราะผูบริหารมักยึดติดระเบียบแบบแผนตามตัวหนังสือ
30. ตอบ ค คัดเลือกพนักงานที่มีความสามารถ
31. ตอบ ก ความทาทายของงาน
32. ตอบ ข ผลการทํางานจะสูงกวาทํางานคนเดียว
33. ตอบ ง แตละคนในกลุม มีงานเฉพาะตามเปาหมายของตน
34. ตอบ ค แบบชวงเวลาตายตัว
35. ตอบ ก การแบงอํานาจ การมอบอํานาจ
36. ตอบ ข การทําใหการเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม
37. ตอบ ค การสรางคุณภาพใชเงินนอยกวาการแกปญหาความผิดพลาด
38. ตอบ ง อํานาจในการใหรางวัล
39. ตอบ ค การไลออก
40. ตอบ ค ดานความรับผิดชอบ.
41. ตอบ ข ความตองการขององคกร
42. ตอบ ข สงเสริมและสนับสนุนใหบุคลากรทํางานอยางมีความสุข
43. ตอบ ข การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางกาวกระโดด
44. ตอบ ง หลักการสมานฉันท
45. ตอบ ค เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภาพใชความคิดใหมๆในการบริหารงาน
46. ตอบ ข ขาดความรูในขาวสารที่สงออกไป
47. ตอบ ค การโยกยายสับเปลี่ยน
48. ตอบ ข เก็บไวในใจ
49. ตอบ ค ทําความผิดครั้งเดียวก็ไลออก
50. ตอบ ง ผูรับบริหาร
51. ตอบ ค เริ่มตนใหมหมด
52. ตอบ ง มีการเลือกรับสาร เฉพาะที่ตนตองการ
53. ตอบ ก สรางความชัดเจนในความสัมพันธระหวางผลงานและผลตอบแทน
54. ตอบ ง จํานวนอุปกรณการผลิต
55. ตอบ ง สังคมเปนศูนยกลางการพัฒนา
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 104
56. ตอบ ง ชวยใหองคกรกําหนดทิศทางในอนาคตไดอยางชัดเจน
57. ตอบ ง ปรับปรุงพัฒนา
58. ตอบ ค การแบงอํานาจ
59. ตอบ ข มีประสิทธิผลมาก
60. ตอบ ข ขจัดความซ้ําซอนสิ้นเปลืองของงานทุกอยาง
61. ตอบ ง ชวยสงเสริมความผูกพันในหมูสมาชิก
62. ตอบ ก ประเมินวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั้น
63. ตอบ ข ตามสถานการณ
64. ตอบ ข ผูนํากําหนดบทบาทวางแผนงาน
65. ตอบ ง ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ
66. ตอบ ค พัฒนากระบวนทัศน
67. ตอบ ง ผูบริหารระดับสูง
68. ตอบ ค มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล
69. ตอบ ง มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่
70. ตอบ ง ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา
71. ตอบ ง ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ
72. ตอบ ข กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด
73. ตอบ ข ยืดหยุนมากขึ้น
74. ตอบ ง การคาดการณถึงความสําเร็จในอนาคต
75. ตอบ ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
76. ตอบ ข ทฤษฎี Y
77. ตอบ ง สนองตามความตองการของโรงเรียน
78. ตอบ ก การประเมินขอสรุป
79. ตอบ ข เพื่อตรวจสอบความกาวหนาของงาน
80. ตอบ ก จัดระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศเชื่อมโยงกับสถานศึกษาอื่น
81. ตอบ ก เพื่อแสวงหาวิธีแกปญหารวมกัน
82. ตอบ ข การตัดสินใจ
83. ตอบ ง อิงองคกรอื่นที่ตางกัน
84. ตอบ ค ปจจัยและจําแนกปจจัย
85. ตอบ ข ไมมีหลักเกณฑตายตัว
86. ตอบ ง ใชประโยชนเฉพาะคน
87. ตอบ ก ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร
88. ตอบ ค อํานาจตามกฎหมาย
89. ตอบ ก ใหรางวัล ลงโทษ
90. ตอบ ค พึ่งพาตนเองเพื่อการเรียนรู
91. ตอบ ง วามสะดวกสบายของผูปฏิบัติงาน
92. ตอบ ข หาองคกรที่ปฏิบัติงานดีที่สุด
93. ตอบ ง ากคนภายในและภายนอกองคกร
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 105
94. ตอบ ค วัตถุประสงคในการจัดตั้ง
95. ตอบ ค การทบทวนใหม
96. ตอบ ง รูปธรรม
97. ตอบ ง การวิเคราะหวิสัยทัศนและพันธกิจ
98. ตอบ ค ทักษะดานความคิดรวบยอด
99. ตอบ ง ทักษะดานมนุษยสัมพันธ
100. ตอบ ข เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานคุณธรรม
101. ตอบ ก การบริหารโดยมีสวนรวม
102. ตอบ ค ลักษณะบุคคล สถานการณ ผลตอบแทนของงาน
103. ตอบ ง พยายามสรางสถานการณแวดลอมที่เปนมิตร
104. ตอบ ก ไดทํางานที่ทาทาย
105. ตอบ ง ทีมทําใหเกิดการกินแรงกัน
106. ตอบ ง การวางแผนทั่วไปมุงแกปญหาพัฒนาองคกร การวางแผนกลยุทธเปนการวางแผนใน
ภาพรวมขององคการ
107. ตอบ ง การวัดและประเมินผล
108. ตอบ ค ยกระดับมาตรฐาน
109. ตอบ ข ความเปนไปไดที่จะกาวหนา
110. ตอบ ก พิจารณาผลงานเปนหลักในการวัดผลสําเร็จของงาน
111. ตอบ ข การควบคุมกระบวนการ
112. ตอบ ค แบบประนีประนอม
113. ตอบ ค ทําไดหรือไม
114. ตอบ ข ทําแลวจะไดอะไรหรือไม
115. ตอบ ง ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความประหยัด
116. ตอบ ค ความพึงพอใจของคนงาน
117. ตอบ ง พลังดานบุคคล พลังสิ่งแวดลอม
118. ตอบ ข องคกรและผูใตบังคับบัญชา
119. ตอบ ง ปริมาณงาน เวลา คุณภาพงาน คาใชจาย
120. ตอบ ง ตอบสนองความตองการของพนักงานตามที่เขาตองการ
121. ตอบ ค แบบเนนความสําเร็จของงาน
122. ตอบ ข กําหนดแผนปฏิบัติการ
123. ตอบ ง เปนที่พึงพอใจของทุกฝายที่เกี่ยวของ
124. ตอบ ง การมอบอํานาจ
125. ตอบ ข ความรูความสามารถของผูบริหาร
126. ตอบ ค เนนความสามารถเฉพาะดาน
127. ตอบ ข ผูอํานวยการสถานศึกษา ใหรองผูอํานวยการ ปฏิบัติหนาที่แทน
128. ตอบ ค การทํางานที่ปราศจากการทุจริต
129. ตอบ ก มนุษยแตละคนแตกตางกัน
130. ตอบ ค ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เปนสมาชิกขององคกร
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 106
131. ตอบ ข Balanced scorecard
132. ตอบ ข นําแผนไปปฏิบัติ
133. ตอบ ง ไดรับความรวมมือจากผูบริหารระดับสูงขององคกร
134. ตอบ ข การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
135. ตอบ ง สรางหลักประกันความปลอดภัยของผูเขารวมแสดงความคิดเห็นวิพากษวิจารณการ
ดําเนินงานขององคกร
136. ตอบ ข การปฐมนิเทศ
137. ตอบ ข ทําเปนหนังสือตามระเบียบ
138. ตอบ ก สํารวจความตองการพัฒนาของบุคลากรทั้งหมดภายในองคกร
139. ตอบ ค ทีมงานจะมีประสิทธิภาพหรือไมอยูที่เงินสนับสนุน
140. ตอบ ค ความพึงพอใจของผูรับบริการ
141. ตอบ ข การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงกับเปาหมายที่กําหนด
142. ตอบ ง ตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก
143. ตอบ ค ชวยคัดเลือกบุคลากรเขาทํางานไดถูกตองตามระดับ
144. ตอบ ก ลดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน
145. ตอบ ค ควรมีลักษณะตายตัว
146. ตอบ ง ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ
147. ตอบ ค พัฒนากระบวนทัศน
148. ตอบ ง ผูบริหารระดับสูง
149. ตอบ ค มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล
150. ตอบ ง มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่
151. ตอบ ง ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา
152. ตอบ ง ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ
153. ตอบ ข กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด
154. ตอบ ข ยืดหยุนมากขึ้น
155. ตอบ ง ตั้งแตวันที่ลาออก
156. ตอบ ค เสริมสรางความมั่นคงใหกับประเทศ
157. ตอบ ง ถูกทุกขอ
158. ตอบ ง ขอ ก และขอ ค
159. ตอบ ข หลักความโปรงใส
160. ตอบ ข หลักนิติธรรม
161. ตอบ ค การวิเคราะหภารกิจหรือพันธกิจ
162. ตอบ ค การวิเคราะหภารกิจ – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต - การวิเคราะหองคการ
(Swot) – การกําหนดวิสัยทัศน – การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน –
กําหนดกลยุทธ – กําหนดนโยบาย – กําหนดกิจกรรม – จัดทําแผนกลยุทธ
163. ตอบ ข จุดออนภายในองคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย
164. ตอบ ง Ss
165. ตอบ ก นโยบาย แผนงาน โครงการกิจกรรม
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 107
166. ตอบ ข การตัดสินใจ
167. ตอบ ก สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน
168. ตอบ ง มอบใหเหมาะสมกับความรูความสามารถและกําลังของผูรับมอบ
169. ตอบ ง อยูทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหาร
170. ตอบ ก การมีวิสัยทัศน
171. ตอบ ค เปนไปได วัดได ทาทาย และแสดงความมุงมั่นของทุกคนในองคกรและนําไปสูการปฏิบัติ
172. ตอบ ก ทําใหทุกคนในองคกรเปนเจาของ มีสวนรวมรับผิดชอบ
173. ตอบ ก Mission
174. ตอบ ง ทัศนคติ
175. ตอบ
176. ตอบ ก Face book
177. ตอบ ข On the job training
178. ตอบ ง Management
179. ตอบ ก Man
180. ตอบ ก สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สรางนิสัย
181. ตอบ ก สะสาง
182. ตอบ ข Benchmarking
183. ตอบ ง ถูกทุกขอ
184. ตอบ ง ถูกทุกขอ
185. ตอบ ก เกิดประโยชนสุขของประชาชน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 108
แนวขอสอบ ชุดที่ 3
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
คําสั่งใหทานเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. ขอใดตอไปนี้แสดงใหเห็นหลักในการบริหารงานบุคคลมากที่สุด
ก. Equal work for equal pay ข. Equal pay for equal work
ค. ผูชายผูหญิงหรือเด็กหากทํางานไดเทากันควรไดคาจางเทากัน
ง. ถูกทุกขอที่กลาวมา
2. หลักสําคัญหรือปรัชญาในการบริหารงานบุคคลที่วา put the right man in the right place นั้น
ไดมาจากแนวความคิดของชนชาติใด
ก. ชาวอเมริกัน ข. ชาวอินเดีย
ค. ชาวอียิปต ง. ผิดทุกขอ
3. การบริหารงานบุคคลโดยหลักการบริหารแลวถือเปนหนาที่ของผูใด
ก. ผูจัดการใหญ ข. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่
ค. ผูจัดการระดับกลาง ง. ถูกทุกขอ
4. การบริหารงานบุคคลเปนวิชาที่เกี่ยวกับอะไร
ก. การบริหารทรัพยากรมนุษย ข. การบริหารทรัพยากรคน
ค. การบริหารทรัพยากรบุคคล ง. ถูกทุกขอ
5. การบริหารงานบุคคลในอดีตหรือสมัยกอน ๆ มีจุดมุงหมายที่สําคัญเพื่อใหบรรลุขอใดเปนสําคัญ
ก. วัตถุประสงคของงาน ข. วัตถุประสงคของพนักงาน
ค. วัตถุประสงคของสังคม ง. ถูกทุกขอ
6. การบริหารงานบุคคลเปนวิชาที่เกี่ยวกับอะไร
ก. การเลือกพนักงาน ข. การฝกอบรมหรือพัฒนาบุคคล
ค. การปลูกใจเจาหนาที่ ง. ถูกทุกขอ
7. งานนั้นแตละชิ้นจะตองทําอะไรทําโดยวิธีการอยางไรและเมื่อใดหนาที่และความรับผิดชอบมีขอบเขต
แคไหนและใครก็ตามที่มาทํางานนี้จะตองปฏิบัติตามใหไดคือลักษณะของ
ก. Job description ข. Job analysis
ค. Job evaluation ง. ผิดทุกขอ
8. ขอใดตอไปนี้มีความสําคัญในฐานะเปนหลักเองของการบริหารงานบุคคลที่มากที่สุด
ก. การฝกอบรมพนักงาน ข. การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ค. การวิเคราะหงาน ง. การประเมินคาของงาน
9. Job evaluation คือการประเมินวางานนั้น
ก. มีคุณภาพเพียงใด ข. มีคาเปนตัวเงินเทาใด
ค. มีปริมาณมากนอยเพียงใด ง. มีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด
10. Job analysis สามารถใชประโยชนในเรื่องอะไร
ก. การแกปญหาขอพิพาทแรงงาน ข. การแนะแนวอาชีพ
ค. การคิดคาตอบแทนในการทํางาน ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 109
11. การกําหนดคุณสมบัติของผูที่จะมาปฏิบัติงานเปนผลที่ไดมาจากอะไร
ก. Job description ข. Job evaluation
ค. Job personalization ง. Job qualification
12. ขอใดคือหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม
ก. หลักความกตัญูกตเวที ข. หลักความเปนกลางทางการเมือง
ค. หลักความซื่อสัตยสุจริต ง. ถูกทุกขอ
13. ขอใดไมใชหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ
ก. หลักความรูความสามารถ ข. หลักระบบญาติ
ค. หลักระบบพรรคพวก ง. ผิดทุกขอ
14. ขอใดไมใชหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม
ก.หลักเสรีภาพ ข. หลักความเปนกลางทางการเมือง
ค. หลักความเสมอภาคในโอกาส ง. ผิดทุกขอ
15. หลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภนิยมใชองคการชนิดใด
ก. งคการทางการบริหาร ข. องคการทางการเมือง
ค. องคการทางเศรษฐกิจ ง. ถูกทุกขอ
16. การจัดหาบุคคลเพื่อเขาปฏิบัติงานในองคการธุรกิจโดยทั่วไปจะหาจากแหลงใดบาง
ก. ภายในองคการ ข. ภายนอกองคการ
ค. รอบ ๆ องคการ ง. ถูกทุกขอ
17. จํานวนผูปฏิบัติงานในองคการธุรกิจควรมีเทาใดนั้นหามาไดจากอะไร
ก. การวิเคราะหปริมาณคน ข. การวิเคราะหคุณภาพคน
ค. การวิเคราะหงาน ง. ผิดทุกขอ
18. นโยบายการเสาะหาคนงานจากภายนอกองคการในระดับการวาจางขั้นต่ําเทานั้น หมายถึง องคการมี
นโยบายจะหาคนงานจากแหลงใด
ก. จากภายใน ข. จากภายนอก
ค. จากรอบ ๆ องคการ ง. ผิดทุกขอ
19. การวางตําแหนงงานและการคัดเลือกดวยตนเองเปนวิธีการเจาะหาแรงงานจากแหลงใด
ก. จากภายในองคการ ข. จากภายนอกองคการ
ค. จากรอบ ๆ องคการ ง. ทั้งขอ ข และ ค
20. แรงของผูสมัครงานที่องคการธุรกิจไมตองเสียคาใชจายมากในการเสาะหาคือ
ก. Raiding ข. Walk-ins
ค. New blood ง. ผิดทุกขอ
21 ขอใดไมใชหลักเกณฑที่ใชในการพิจารณาสําหรับการคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน
ก. เพศ ข. อายุ
ค. ฐานะทางครอบครัว ง. ผิดทุกขอ
22. ทักษะหรือความสันทัด ขอใดที่จําเปนสําหรับผูบริหารในระดับกลาง
ก. Human - relations skill ข. Technical skill
ค. Conceptual skill ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 110
23. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ทําหนาที่อะไร
ก. Staff ของผูจัดการองคการ ข. Line ของฝายการเจาหนาที่เอง
ค. ขอ ก และ ข ง. Line ของผูจัดการเอง
24. ขอใดไมใชนโยบายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ก. การผลิตบุคคล ข. การจัดหาบุคคล
ค. การพัฒนาบุคคล ง. การทํานุบํารุงบุคคล
25. ในองคการธุรกิจขนาดใหญใครเปนผูกําหนดจํานวนผูปฏิบัติงาน
ก. ประธานองคการ ข. ผูจัดการใหญ
ค. ผูถือหุน ง. ผิดทุกขอ
26. การแสวงหาบุคคล (Recruitment) เขามาปฏิบัติงาน เปนขั้นตอนที่ไดมีการจัดทําขอใดตอไปนี้แลว
ก. Job analysis ข. Work load analysis
ค. Work force analysis ง. ถูกทุกขอ
27. คําวา 10 man - year (คน - ป) หมายถึงอะไร
ก. คน 10 คนทํางานคนละ 10 ป ข. คน 1 คนทํางาน 1 ป
ค. คน 5 คน ทํางานคนละ 5 ป ง. ผิดทุกขอ
28. การตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ โดยพนักงาน 1 คน ตองใชเวลาโดยเฉลี่ย 10.8 นาที หมายถึง ตองใช
แรงงานกี่ man-hour
ก. 9.0 ข. 0.9
ค. 90.0 ง. ผิดทุกขอ
29. จากขอมูลในขอ 28 หากมีใบสําคัญที่จะตองตรวจสอบ 20,000 ใบ ในแตละเดือน ตองใชแรงงานกี่
man-hour
ก. 1,200 ข. 2,400
ค. 3,600 ง. ผิดทุกขอ
30. จากขอมูลในขอ 28 และ 29 ขางตน ถามวาจะตองใชพนักงานกี่คนตรวจสอบใบสําคัญดังกลาว โดย
กําหนดใหพนักงานแตละคนทํางานวันละ 6 ชั่วโมงเดือนละ 30 วัน
ก. 15 ข. 20
ค. 25 ง. ผิดทุกขอ
31. ขอใดตอไปนี้ไมใชลักษณะของการโยกยาย
ก. การเปลี่ยนตําแหนงหนาที่ในหนวยงานเดิม
ข. ชื่อของตําแหนงเปลี่ยนไป
ค. การมีรายไดสูงขึ้น ง. ถูกทุกขอ
32. การเสาะหาบุคคลแบบ New blood มีผลดีอยางไร
ก. ประหยัดรายจายไดมากขึ้น ข. พนักงานขององคการมีขวัญดีมากขึ้น
ค. องคการมีโอกาสไดความคิดและประสบการณใหม
ง. ถูกทุกขอ
33. การประเมินผลการปฏิบัติงานหมายถึงอะไร
ก. Job evoluation ข. Performance appraisal
ค. Job assessment ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 111
34. การประเมินผลการปฏิบัติงานคืออะไร
ก. การเปรียบเทียบผลงานของบุคคล 2 คน ข. การประเมินคาของงาน
ค. การเปรียบเทียบผลงานของบุคคลกับผลงานของหนวยงาน
ง. ผิดทุกขอ
35. การประเมินผลการปฏิบัติงานสามารถนําไปใชไดกับบุคคลใดบาง
ก. พนักงานทุกคน ข. นักบริหารทุกคนทุกระดับ
ค. เฉพาะผูใตบังคับบัญชาเทานั้น ง. ก และ ค
36. ผูใดไมมีหนาที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานเจาหนาที่
ก. ตัวพนักงานเจาหนาที่เอง ข. ผูบังคับบัญชาที่อยูใกลชิดที่สุด
ค. ผูบังคับบัญชาระดับสูง ง. คณะกรรมการประเมินผล
37. ปจจัยที่ไมควรนํามาประเมินผลการปฏิบัติงานของผูบริหารระดับสูง
ก. ความขยันหมั่นเพียร ข. ความคิดริเริ่มสรางสรรค
ค. มนุษยสัมพันธ ง. ผิดทุกขอ
38. ปจจัยที่ไมควรนํามาประเมินผลการปฏิบัติงานของคนงานชางฝมือ คือ
ก. ความรอบรูในการทํางาน ข. คุณภาพของงาน
ค. ขยันหมั่นเพียรในการทํางาน ง. ขอ ก และ ค
39. ทักษะขอใดที่จําเปนมากที่สุด สําหรับผูบริหารในระดับลาง
ก. ทักษะทางดานวิธีการทํางาน ข. ทักษะทางดานมนุษยสัมพันธ
ค. ทักษะทางดานความคิดรวบยอด ง. ผิดทุกขอ
40. Raiding หมายถึงอะไร
ก. การจัดหาคนงานชนิด new blood
ข. การเสาะหาแรงงานจากแหลงภายนอก
ค. การแยงซื้อตัวคนงานโดยใหคาตอบแทนสูงกวาเดิม
ง. ถูกทุกขอ
41. ขบวนการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานที่ดีนั้น ควรประกอบดวยขั้นตอนกี่ขั้นตอน
ก. กี่ตอนก็ไดตามความเหมาะสม ข. 5 ขั้นตอน
ค. 6 ขั้นตอน ง. 7 ขั้นตอน
42. การสัมภาษณเพื่อทําใหเกิดความรูในตัวผูสมัคร เปนขั้นตอนที่ปฏิบัติเมื่อใดในขบวนการคัดเลือกคน
เขาทํางาน
ก. เมื่อบุคคลเริ่มสมัครเขาทํางาน ข. เมื่อสอบขอเขียนแลว
ค. เมื่อสอบทดลองการปฏิบัติงานแลว ง. ผิดทุกขอ
43. วิธีการทดสอบขอใดตอไปนี้มีการใชนอยลง เพราะมักทําใหเกิดความไมยุติธรรมในการคัดเลือก
ก. การทดสอบขอเขียน ข. การสัมภาษณ
ค. การทดสอบเชาวปญญา ง. การทดสอบการปฏิบัติงาน
44. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง หมายถึงอะไร
ก. การมีรายไดสูงขึ้น ข. Demotion
ค. อํานาจหนาที่ความรับผิดชอบยังคงเดิม ง. ผิดทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 112
45. ตามหลักความเปนจริงแลว การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงยอมเปนที่พึงปรารถนาของผูใด
ก. พนักงานทั้งหมดทุกคน ข. พนักงานสวนใหญ
ค. พนักงานสวนนอย ง. ถูกทุกขอ
46. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง จะกระทําไดเมื่อใดบาง
ก. พนักงานผูไดรับเลื่อนเต็มใจ
ข. มีงบประมาณพอสําหรับจายเปนเงินเดือนให
ค. พนักงานผูรวมงานเต็มใจ
ง. ผิดทุกขอ
47. โดยทั่วไปบุคคลที่เขาทํางานในองคการตาง ๆ ตองการคาตอบแทนการทํางานในรูปใดเปนประการ
สําคัญ
ก. ความพอใจในการทํางาน ข. อาชีพเปนหลักฐาน
ค. สิ่งของเครื่องใชตาง ๆ ในการยังชีพ ง. ผิดทุกขอ
48. ปญหาเกี่ยวกับการจายเงินเดือนและคาจาง จะตองไดรับการพิจารณาจากทัศนะของผูเกี่ยวของกี่ฝาย
ก. 2 ฝาย ข. 3 ฝาย
ค. 4 ฝาย ง. ผิดทุกขอ
49. รายไดของคนงานที่ตองถูกหักบัญชีและภาระผูกพันบางอยางกอน เหลือเปนรายไดสุทธิเพื่อนําไปใช
จายนั้น เรียกวาอะไร
ก. Earning ข. Real wage
ค. Money wage ง. ผิดทุกขอ
50. ประโยชนจากการวิเคราะหงานขอใดสําคัญที่สุด
ก. ทําใหพนักงานเขาใจหนาที่และความรับผิดชอบดียิ่งขึ้น
ข. เปนขอมูลทําใหมีการแบงงานที่มีปริมาณเทากัน
ค. ชวยใหหัวหนาและลูกนองแกปญหาการทํางานไดดีขึ้น
ง. สามารถชวยใหพนักงานปรับปรุงการทํางานใหดีขึ้น
51. Job Description คือ
ก. การอธิบายหนาที่และความรับผิดชอบของงานหนึ่ง ๆ
ข. สรางความเขาใจอันดีระหวางหัวหนางาน
ค. หาคนงานในตําแหนงที่ถูกตอง ง. ถูกทุกขอ
52. Job Specification คือ
ก. การกําหนดคุณสมบัติใหต่ําสุดของงาน
ข. การแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน
ค. แสดงถึงการศึกษา ประสบการณ และลักษณะสวนตัวของบุคคลที่เหมาะสมกับงาน
ง. ถูกทุกขอ
53. การสรรหาบุคคลในองคการขอใดที่ดีที่สุด
ก. หารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลไดงาย
ข. ใชไดทันทีไมตองเสียเวลาฝกอบรมกอนอีก
ค. เปนการบํารุงขวัญคนงาน ง. ชวยสงเสริมการพัฒนาตนเอง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 113
54. การสรรหาบุคคลที่ใชอยูในปจจุบัน คือ
ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบอุปถัมภ
ค. ใชไดทั้งขอ ก และ ข ง. ผิดทุกขอ
55. Job Evaluation คือ การประเมินงานเกี่ยวกับอะไร
ก. งานมีผลการปฏิบัติงานมากนอยเพียงใด ข. งานมีปริมาณมากนอยเพียงใด
ค. งานมีคุณภาพมากนอยเพียงใด ง. ผิดทุกขอ
56. ขอใดที่ทําใหองคกรไดทราบวาเขาทํางานมีคุณคาตรงกับความตองการที่ตั้งใจไวมากที่สุด
ก. Job Analysis ข. Job Evaluation
ค. Performance Appraisal ง. Job Description
57. อุปสรรคของการประเมินผลงานขอใดสําคัญที่สุด
ก. การมีสมมติฐานที่ผิด ๆ ข. อุปสรรคทางดานความคิด
ค. อุปสรรคทางเทคนิค ง. ถูกทุกขอ
58. วิธีการประเมินผลงานปจจุบันใชวิธีใดบาง
ก. ตั้งคณะกรรมการประเมินผล ข. ใหหัวหนาประเมินผล
ค. ใหเจาตัวประเมินผล ง. ใชทุกขอ
59. การบริหารการเปลี่ยนแปลงมีทั้งดาน
ก. Vertical line ข. Horizontal line
ค. ขอ ก และ ข ผิด ง. ขอ ก และ ข ถูก
60. การเปลี่ยนแปลงแบบ Vertical line เปนการ
ก. เปลี่ยนแปลงทางตั้ง
ข. เปลี่ยนแปลงทั้งเงินและเงินเดือนสูงขึ้น
ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด
61. การเปลี่ยนแปลงแบบ Horizontal line คือ
ก. การเปลี่ยนแปลงแนวราบ ข. งานและเงินเทาเดิม
ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด
62. เหตุที่ทําใหมีการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพราะ
ก. จากปจจัยภายนอก ข. การเปลี่ยนแปลงการจัดองคกร
ค. การเจริญเติบโตขององคการ ง. ถูกทุกขอ
63. ขอใดเปนหนาที่ที่สําคัญที่สุดของภาวการณเปนผูนํา
ก. เปนผูมีคุณธรรม
ข. เปนผูรักษาความสัมพันธระหวางผูใตบังคับบัญชากับผูบังคับบัญชา
ค. เปนผูวางนโยบาย ง. เปนผูบริหารที่ดี
64. ขอใดบางที่มิใชการวิเคราะหงาน
ก. การสังเกต ศึกษา และทํารายงาน
ข. หาขอมูลเกี่ยวกับลักษณะงาน
ค. เพื่อทราบวางานนั้นตองใชความรูความสามารถ
ง. ผิดทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 114
65. วัตถุประสงคของการทํา Job Evaluation ในองคการ
ก. หาอัตราคาจางที่ยุติธรรมกับงานในแตละตําแหนงในองคการ
ข. เพื่อปรับอัตราคาจางที่จายอยูในปจจุบันใหเทากับคาจางที่ไดจากการประเมิน
ค. เพื่อพิจารณาขึ้นเงินเดือนพนักงาน ง. เพื่อเปนเกณฑในการเลื่อนตําแหนง
66. คําถามที่ไมควรใชในการสัมภาษณ
ก. คําถามนํา ข. คําถามที่สรางความกดดัน
ค. คําถามสั้น ๆ ค. คําถามเรื่องสวนตัว
67. ผูที่จะทําหนาที่เปนผูสัมภาษณผูสมัครงานคือใคร
ก. ตองเปนบุคลากรจากแผนกบุคคล ข. ตองเปนผูบังคับบัญชาจากหนวยงานเทานั้น
ค. ตองเปนตัวแทนจากคณะกรรมการบริหาร ง. ผิดทุกขอ
68. ขอใดไมควรนํามาพิจารณาประกอบการสัมภาษณ
ก. ภาษาที่ใชสัมภาษณ ข. ความรูสึกสวนตัวของผูสัมภาษณ
ค. สภาพแวดลอมในขณะสัมภาษณ ง. หัวขอที่จะพูดคุยในการสัมภาษณ
69. เมื่อพบวาพนักงานทําผิดระเบียบวินัย ควรดําเนินการอยางไร
ก. ลงโทษทันทีตามหลัก Hot Stove
ข. ปลอยใหเหตุการณสงบแลวจึงพิจารณาลงโทษ
ค. พิจารณาลงโทษตามลําดับจากเบาไปหนัก ง. ขอ ก และ ค
70. หนังสือสัญญาสภาพการจาง เปนขอตกลงรวมกันระหวางนายจางและลูกจางในเรื่องใด
ก. ผลประโยชนตาง ๆ ที่ลูกจางไดรับ
ข. ระยะทดลองงาน และเงื่อนไขการบรรจุ
ค. ระเบียบขอบังคับ
ง. ทั้ง ก ข และ ค เปนรายละเอียดที่ระบุในสภาพการจาง
71. การสัมภาษณ “Stress Interview” เนนความสําคัญในขอใด
ก. ผูสัมภาษณหลายคน สัมภาษณผูสมัครงานคนเดียวไปพรอม ๆ กัน
ข. ผูสัมภาษณคนเดียว สัมภาษณผูสมัครงานหลาย ๆ คนพรอม ๆ กัน
ค. ผูสัมภาษณหลายคน ผลัดกันสัมภาษณผูสมัครคนหนึ่งโดยแบงเวลาใหสัมภาษณไดทีละคนในแตละ
วัน
ง. ไมมีขอใดถูก
72. พนักงานถูกจับฐานฆาคนตาย กรณีนี้เปนการทําผิดวินัยของบริษัทในขอใด
ก. ดานพฤติกรรมการทํางาน ข. ดานความประพฤติ
ค. ดานกิจกรรมภายนอก
ง. ไมถือวาผิดวินัยเพราะเปนเรื่องความผิดตามกฎหมายอาญา
73. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับ พ.ร.บ. กองทุนเงินประกันสังคม
ก. ปจจุบันใชบังคับแลว แตยังคุมครองไมครบถวนในสาระสําคัญตามวัตถุประสงคหลักของกองทุน
ข. ผูจายสมทบกองทุน ไดแก รัฐบาล นายจาง และลูกจาง
ค. พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไมคุมครองถึงขาราชการประจํา
ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 115
74. ผูริเริ่มนโยบายทางดานการบริหารงานบุคคล และผูสั่งการใหเปนไปตามนโยบายการบริหารงานบุคคล
คือใคร
ก. ฝายบุคคลเปนผูริเริ่มและเสนอแนะ สวนการใชหรือการสั่งการเปนเรื่องของผูบังคับบัญชาในสาย
งาน
ข. ผูบริหารระดับสูงเปนผูริเริ่ม สวนการสั่งการเปนหนาที่ของฝายบุคคล
ค. ทั้งการริเริ่มเสนอแนะและการสั่งการเปนหนาที่ของฝายบุคคล
ง. สายงานตรง (Line) หรือผูบังคับบัญชาตามสายงานเปนผูริเริ่ม สวนการใชหรือสั่งการเปนหนาที่
ของฝายบุคคล
75. ขอใดหมายถึงกิจการเลิกจาง โดยพนักงานไมมีความผิด
ก. Resignation ข. Discharge ค. Lay Off ง. Time Off
76. เมื่อคุณอยากทราบวาผูสมัครมีความละเอียดรอบคอบหรือไม คุณควรถามคําถามในขอใด
ก. เพื่อนสนิทของคุณมีนิสัยอยางไร ข. เวลาที่คุณวาง คุณมักทําอะไร
ค. หนังสือพิมพฉบับตอนเชา พาดหัวขาวอะไรบาง
ง. เมื่อวานคุณใชเงินไปกี่บาท ซื้ออะไรบาง
77. แบบฟอรมใบสมัครที่ดีควรมีลักษณะอยางไร
ก. ถามขอมูลพอประมาณเพื่อประหยัดเวลาในการกรอกแบบฟอรม
ข. ถามรายละเอียดที่เปนเรื่องลับเฉพาะสวนบุคคล
ค. ขอความสวนใหญควรเปนลักษณะถามความคิดเห็นของผูสมัคร
ง. ไมมีขอใดถูก
78. คาตอบแทนที่นิยมจายใหกับผูบริหาร
ก. Stock Option ข. Commission
ค. Piece Work Plan ง. ถูกทุกขอ
79. ขอใดเปนการจายคาจางที่เขาหลัก M.B.O.
ก. จายโบนัสคิดตามผลกําไร ข. จายเปนเงินเดือน
ค. เงินคาลวงเวลา ง. เงินประจําตําแหนง
80. อัตราคาจางรายวันที่จะจายใหกับพนักงานระดับ Unskilled Worker ที่ทํางานในเขต กทม. ใน
ปจจุบันโดยไมผิด พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธคือขอใด
ก. ไมนอยกวา 100 บาท/วัน ข. ไมนอยกวา 120 บาท/วัน
ค. ไมนอยกวา 140 บาท/วัน ง. ไมนอยกวา 162 บาท/วัน
81. การสรรหาบุคคลคือ
ก. การหาคนที่บรรจุตรงกับลักษณะงาน
ข. การหาคนที่บรรจุในจํานวนที่พอดีกับปริมาณงาน
ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด
82. องคประกอบแหงความสามารถของบุคคลขอไหนที่องคกรตองการมากที่สุด
ก. ความสามารถทางรางกาย
ข. ความสามารถทางการศึกษาและระดับสติปญญา
ค. ความสามารถทางจิตใจ
ง. ความสามารถในทางฝมือและความสนใจในงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 116
83. การปรับปรุงตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการปรับปรุงตนเอง
ก. ใหเขากับผูรวมงานได ข. ผูบังคับบัญชาได
ค. ผูใตบังคับบัญชาได ง. ถูกทุกขอ
84. ผูนําระบบใดเปนผูนําที่ดีที่สุด
ก. ผูนําแบบประชาธิปไตย ข. ผูนําแบบเสรีนิยม
ค. ผูนําแบบบงการ ง. ผูนําแบบจูงใจ
85. การปฏิบัติตนใหเปนผูนําไดนั้น ควรมีหลักคือ
ก. ใหความเสมอภาคแกทุกคน ข. มีจิตใจเมตตากรุณา
ค. อยาทําตนเปนคนเห็นแกได ง. ถูกทุกขอ
86. การเสาะหาแรงงานคือ
ก. คนหาบรรจุในตําแหนงหนาที่การงานใหเหมาะสม
ข. เพื่อเปนการปรับปรุงองคการ
ค. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
ง. ถูกทุกขอ
87. ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการเสาะหาแรงงาน
ก. ตลาดแรงงาน ข. ขอจํากัดของรัฐบาล
ค. ความตองการของนายจาง ง. ถูกทุกขอ
88. การบริหารงานบุคคล เกี่ยวของกับอะไรมากที่สุด
ก. พฤติกรรมองคการ ข. โครงสรางองคการ
ค. พฤติกรรมบุคคล ง. ผิดทุกขอ
เฉลยคําตอบ
1.ตอบ ง หลักหรือปรัชญาในการบริหารงานบุคคลในปจจุบัน จะจัดการกับคนเขามาเพื่อใหไดคนที่
เหมาะสมกับงาน และการพิจารณาเรื่องการจายคาตอบแทนที่ยุติธรรมสําหรับงานที่เทากัน
ไมวาจะเปนเด็ก ผูหญิงหรือผูชาย เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการทํางาน
2. ตอบ ง ตอบหลักสําคัญหรือปรัชญา ในการบริหารงานบุคคลที่วา put the right man in the right
place นั้นไดมาจากแนวความคิดของชาวอังกฤษ
3. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลเปนหนาที่ทางการบริหารประการหนึ่งของผูบริหารทุกคนซึ่งหนาที่ในการ
บริหารงานมี 5 ประการคือการวางแผน การจัดองคการ การจัดคนเขาทํางาน การสั่งการ และ
การควบคุม
4. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลเปนกระบวนการวางนโยบายระเบียบและกรรมวิธีในการดําเนินการ
เกี่ยวกับตัวบุคคลที่ปฏิบัติงานในองคการโดยใหไดบุคคลที่เหมาะสมและบํารุงรักษาไวซึ่ง
ทรัพยากรดานมนุษยที่มีประสิทธิภาพใหมีปริมาณเพียงพอเพื่อใหการปฏิบัติงานบรรลุสําเร็จ
ตามเปาหมาย
5. ตอบ ก การบริหารงานบุคคลในอดีตมีจุดมุงหมายสําคัญเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคขององคการเทานั้น
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 117
6. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลนั้นเปนวิชาที่เกี่ยวกับคน เพราะการจะทํางานขององคการใหบรรลุผล
สําเร็จดวยดีนั้น ตองอาศัยคนเปนผูปฏิบัติงานดานตาง ๆ ซึ่งตองดําเนินการเกี่ยวกับการวาจาง
คน โดยแสวงหา คัดเลือก อบรม และพัฒนา ตลอดจนการประเมินผลและการจายคาตอบแทน
ตาง ๆ เพื่อใหองคการไดคนที่มีคุณสมบัติตรงตามความตองการและมีประสิทธิภาพสูง เปน
ทรัพยากรที่มีคุณคาตลอดเวลา
7. ตอบ ข การวิเคราะหงาน (Job analysisX คือ กระบวนการที่ทําขึ้นโดยการสังเกตศึกษาและทํา
รายงานเพื่อหาขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของงานอยางใดอยางหนึ่งทําใหรูวางานนั้นจะตองใช
ความรูความชํานาญความสามารถและความรับผิดชอบอยางไรผูปฏิบัติงานจึงจะทํางานนั้น ให
สําเร็จลงได
8. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 7
9. ตอบ ข การประเมินคาหรือราคาของงาน (Job evaluation) คือ วิธีการที่มีหลักเกณฑในการกําหนด
คาจางหรือเงินเดือนของงานแตละงาน เมื่อเทียบกับงานตําแหนงตาง ๆ ในองคการ เพื่อทําให
อัตราคาจางสําหรับงานทั้งองคการมีสวนสัมพันธกันเปนอยางดี
10. ตอบ ง นอกจากนี้ สามารถทําใหพนักงานเขาใจหนาที่และความรับผิดชอบในงานที่ตนทําอยูดียิ่งขึ้น
ชวยทําใหงานที่หวังไวบรรลุผล ไมมีอะไรมาทําใหเสียหาย และกอใหขวัญในการทํางานเสื่อม
11. ตอบ ก การกําหนดลักษณะงาน (Job specification) เปนสวนหนึ่งของทําเนียบหนาที่การงาน การ
พรรณนาลักษณะงาน (Job description) เปนการกําหนดคุณสมบัติขั้นต่ําสําหรับการ
ปฏิบัติงานโดยจะมีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน
12. ตอบ ข หลักเกณฑในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ไดแก
1. หลักความสามารถน
2. หลักความเสมอภาค
3. หลักความมั่นคง
4. หลักความเปนกลางทางการเมือง
13. ตอบ ก หลักระบบอุปถัมภหมายถึงปฏิบัติการในประการตางๆเกี่ยวกับการแตงตั้งบุคคลหรือการเลื่อน
ขั้นโดยเห็นแกหนากันโดยมิไดคํานึงถึงหลักความรูความสามารถหลักอาวุโสและประสบการณ
แตจะคํานึงถึงเรื่องสมัครพรรคพวกหรือเครือญาติมากกวาอยางอื่น
14. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 12
15. ตอบ ข โดยการแตงตั้งในระบบอุปถัมภจะมีเหตุผลดังนี้
1. เพื่อเปนรางวัลตอบแทนการชวยเหลือทางการเมือง
2. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง
3. เพื่อประโยชนในการควบคุม
16. ตอบ ง แหลงผูสมัครงานขั้นพื้นฐานมีอยู 2 แหลงคือ
1. แตงภายในไดแกบุคคลซึ่งทํางานอยูแลวในกิจการแหงนั้น
2. แหลงภายนอก ไดแกบุคคลซึ่งในขณะนั้นไมมีสวนเกี่ยวของ กับกิจการ
17. ตอบ ก การวิเคราะหปริมาณคุณ (Work Force Analysis) คือ การคํานวณคนงานที่จะตองใชตอ
จํานวนงานตลอดเดือนโดยการนําการหยุด การขาด การลาของพนักงานแตละคนมารวมใน
การคํานวณดวย เพื่อที่จะทําใหทราบถึงจํานวนแรงงานที่จะตองใชอยางแทจริง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 118
18. ตอบ ก นโยบายที่สําคัญ ที่สุดประการหนึ่งในการเสาะหาคนงาน คือ การสงเสริมจากภายใน สําหรับ
วัตถุประสงคในการปฏิบัติทั้งหมดแลว นโยบายดังกลาวนี้หมายความวา โครงการตาง ๆ จะ
เพียงแตจะหาคนงานจากภายนอกองคการในระดับการวาจางชั้นตนเทานั้น
19. ตอบ ก การเสาะหาแรงงาน จากภายในมีวิธีการสําคัญอยู 3 อยางคือ
1. การวางตําแหนงงานและการคัดเลือกดวยตนเอง
2. ความชํานาญ
3. หลักฐานอางอิง
20. ตอบ ข ผูเสาะหางานที่มาเอง (Walk - ins) ไดแก บุคคลที่มายังองคการเพื่อหางานทํา ซึ่งเปนแหลง
ของผูสมัครงานที่องคการไมตองเสียคาใชจายมาก และมักจะมีเปนจํานวนมาก
21. ตอบ ง หลักเกณฑสําหรับการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานไดแก ทักษะหรือความสามารถในการทํางาน
ความชํานาญ อายุ เพศ การศึกษาและการอบรม ลักษณะของรางกาย รูปรางลักษณะ
ความคิดริเริ่ม ความถนัด ความมั่นคงและความรับผิดชอบ (สําหรับงานที่ตองรับผิดชอบใน
ทรัพยสินจะตองพิจารณาประวัติเรื่องฐานะทางการเงินและความรับผิดชอบในครอบครัวดวย)
ทาทีที่มีตอนายจาง และบุคลิกภาพ
22. ตอบ ก ทักษะสามารถแบงได 3 ประเภทคือ
1. ทักษะทางดานเทคนิคหรือวิธีการทํางาน (Technical skill) สําหรับผูบริหารระดับต่ํา
2. ทักษะทางดานมนุษยสัมพันธ (Human Relation Skill) สําหรับผูบริหารระดับกลาง
3. ทักษะทางดานความคิดรวบยอด (Conceptual Skill) สําหรับผูบริหารระดับสูง
23. ตอบ ค ผูจัดการฝายการเจาหนาที่หรือฝายบุคคล จะทําหนาที่ละ (Line) ในฝายตน และยังคอยให
ความชวยเหลือหรือคําแนะนําปรึกษา (Staff) แกผูบริหารอื่น ๆ ในองคการ
24. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 6
25. ตอบ ง เมื่อองคการเติบโตขยายตัวออกไป มีจํานวนพนักงานมากขึ้น เกี่ยวของกับบุคคลหลายวงการ
อาชีพ จากหลายระดับหรือจากพื้นฐานะที่แตกตางกัน ทําใหผูบริหารจําเปนตองมีหนวยงาน
ดานบุคลากรคอยใหการชวยเหลือ และใหคําแนะนําปรึกษาในการบริหารงานดานบุคคล
26. ตอบ ง การคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน (Recruitment) ซึ่งจะนําเอาความรูที่ไดจากจํานวนและชนิด
(คือความรูทางดาน Job Analysis, Job Description, Job Specification, Work load
Analysis และ Work Force Analysis) มาเปนสวนประกอบในการคัดเลือกคนเขาทํางาน
27. ตอบ ค เปนการทํา Work load Analysis 10 คน - ป หมายความวา คน 10 คน ทํางานคนละ 1 ป
คน 1 คน ทํางาน 10 ป หรือคน 5 คนทํางานคนละ 5 ป หรือคน 2 คน ทํางานคนละ 5 ป
28. ตอบ ง ในเวลา 10.8 นาที ตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ ใชพนักงาน 1 คน
ในเวลา 60 นาที ตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ ใชพนักงาน
	 	 . 	
= 0.18 คน
29. ตอบ ค ใบสําคัญ 1 ใบ เวลา 1 ชม. ใชพนักงาน 0.18 คน
ใบสําคัญ 20,000 ใบ เวลา 1 ชม. ใชพนักงาน 0.18 X 20,000 = 3,600 คน/ชม.
30. ตอบ ข ใบสําคัญ 20,000 ใบ ในเวลา 1 ชั่วโมง ใชพนักงาน 3,600 คน
ใบสําคัญ 20,000 ใบ ในเวลา 6 X 30 ชั่วโมง ใชพนักงาน
, 	
= 20 คน
31. ตอบ ค การโยกยาย (Transferred) หมายถึง การเปลี่ยนตําแหนงตามแนวนอน กลาวคือ จะตองมี
อัตราเงินเดือนเทากัน และมีปริมาณงานและความรับผิดชอบใกลเคียงกับตําแหนงเดิม
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 119
32. ตอบ ค new blood เปนวิธีการเสาะหาพนักงานจากแหลงภายนอกองคการ ทําใหองคการมีโอกาส
ไดความคิดและประสบการณใหมๆ
33. ตอบ ข การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) เปนการพิจารณาคุณคาของ
ผลงานที่ไดรับ เปนการเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับความตองการที่ตั้งไวและใชในการ
พิจารณากําหนดอัตราคาจางตอบแทนในตําแหนงตาง ๆ วาสมควรจะจายใหมากหรือนอย
เพียงใด
34. ตอบ ข ดูคําอธิบายขอ 33
35. ตอบ ก การประเมินผลงานควรกระทํากับพนักงานทุกคนในองคการ การประเมินผลงานเปน
รายบุคคล จะชวยใหทราบความสามารถพิเศษ ลักษณะเดนและจุดออน ของพนักงานแต
ละคน จะเปนประโยชนในการเลือกใชคนใหเหมาะสมกับความสามารถของเขา
36. ตอบ ค ผูที่มีหนาที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานควรเปนผูบังคับบัญชาที่อยู
ใกลชิดที่สุด หรืออาจเปนตัวพนักงานเปนผูประเมินตนเองหรือคณะกรรมการประเมินผล
37. ตอบ ก การประเมินผลการปฏิบัติงานของผูบริหารระดับสูง ควรถือความสามารถ ในการตัดสินใจ
และความคิดริเริ่มสรางสรรคหรือความสามารถในการแกปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นไดในทันทีเปน
หลักในการประเมิน
38. ตอบ ค การประเมินผลการปฏิบัติงานของชางฝมือ ควรถือคุณภาพของงาน ความคิดสรางสรรค และ
ความรอบรูในงาน เปนหลักประเมิน
39. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 22
40. ตอบ ค Raiding คือ การเสาะหาแรงงาน โดยวิธีจางลูกจางที่มาจากบริษัทอื่นที่เปนคูแขงขัน อาจใช
วิธีการประมูลซื้อตัว ซึ่งเปนวิธีที่ขาดจรรยาบรรณ
41. ตอบ ง ขบวนการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานที่เปนรูปแบบประกอบดวย 7 ขั้นตอนตามลําดับ คือ
1. การสัมภาษณเพื่อกลั่นกรองในขั้นแรก
2. การกรอกใบสมัคร
3. การทดสอบ
4. การสัมภาษณเพื่อทําใหเกิดความรูในตัวผูสมัคร
5. การตรวจสอบพื้นภูมิของผูสมัคร
6. การตรวจรางกาย
7. การตัดสินใจวาจางทํางาน
42. ตอบ ข ดูคําอธิบายขอ 41
43. ตอบ ก การทดสอบขอเขียน เปนวิธีการที่ใชกันเปนประจําและมีความสําคัญตอการตัดสินใจคัดเลือก
อยางไรก็ตามการใชวิธีการนี้ไดลดนอยลง เพราะวาการทดสอบดังกลาว อาจทําใหเกิดความไม
ยุติธรรม ซึ่งทําใหมีความแตกตางเกิดขึ้น
44. ตอบ ก การเลื่อนตําแหนง (Promotion) คือ การเปลี่ยนแปลงตําแหนงตามแนวดิ่ง มีความรับผิดชอบ
มากขึ้น มีสถานภาพสูงขึ้น และรับคาจางเงินเดือนสูงขึ้นดวย
45. ตอบ ข ตอบการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงเปนที่พึงปรารถนาของพนักงานเกือบทุกคนหรือเปน
สวนมาก
46. ตอบ ก การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง จะเกิดขึ้นไดเมื่อพนักงานผูไดรับการเลื่อนเต็มใจ เพื่อ
หลีกเลี่ยงปญหาจากผูไมประสงคจะรับการเลื่อนตําแหนง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 120
47. ตอบ ข โดยทั่วไปแลวบุคคลที่เขาทํางานในองคการตาง ๆ มีวัตถุประสงคจะทํางานเปนหลักฐาน
มีอาชีพเปนหลักแหลง และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ตองการผลตอบแทนเปน
เงินเดือนหรือคาจางเพื่อนําไปใชจายเลี้ยงตนเองและครอบครัว
48. ตอบ ข การจายเงินเดือนและคาจาง จําเปนจะตองพิจารณาจากทัศนะของผูเกี่ยวของรวม 3 ฝาย
ดวยกัน คือ
1. รัฐหรือสังคมสวนรวม 2. คนงานหรือสมาคมคนงาน 3. นายจาง
49. ตอบ ง ที่ถูกตองคือ Take - home pay เปนรายไดที่คนงานหรือพนักงานเหลือกลับไปบานจริง
คือ เปนรายไดทั้งหมดที่ตองหักภาษีเงินไดและภาระผูกพันบางอยางออกเสียกอนเหลือ
เปนรายไดที่แทจริง
50. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 7 ประกอบ
51. ตอบ ง ทําเนียบหนาที่การงาน (Job Description) คือ การอธิบายหนาที่และความรับผิดชอบของ
งานหนึ่ง ๆ เพื่อสรางความเขาใจอันดีระหวางหัวหนาหนวยงานกับฝายพนักงานการเจาหนาที่
เกี่ยวกับงานในตําแหนงและประเภทของบุคคลที่จะปฏิบัติงานนั้น
52. ตอบ ง การกําหนดลักษณะของงาน (Job specification) เปนสวนหนึ่งของทําเนียบหนาที่การงาน
เปนการกําหนดคุณสมบัติขั้นต่ําสุดสําหรับการปฏิบัติงาน โดยจะมีการแสดงรายละเอียด
เกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบดวย การศึกษา ประสบการณ และลักษณะ
สวนตัวของคน ซึ่งทําใหรูวาบุคคลประเภทใดจึงจะเหมาะสมกับงานแตละอยาง
53 ตอบ ค การสรรหาโดยวิธีนี้นับวาเปนผลดีในดานสงเสริมกําลังใจในการทํางานและทําใหมีความภักดี
ตอองคการมากขึ้น
54. ตอบ ค ระบบในการสรรหาบุคคลที่ไดรับความนิยมอยู 2 ระบบ คือ ระบบคุณธรรมและระบบอุปถัมภ
ซึ่งแตละระบบก็มีขอดี ขอเสีย และความเหมาะสมอยูในตัวของมันเอง
55. ตอบ ง Job Evaluation คือ การประเมินคาของงาน วางานนั้นมีคาตอบแทนคิดเปนตัวเงินเทาใด
56. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 33
57. ตอบ ง
58. ตอบ ง วิธีการประเมินผลงานสามารถกระทําไดหลายวิธี เชน หัวหนาใกลชิดคนเดียว, เจาตัวประมาณ
เอง, การตั้งคณะกรรมการ เปนตน
59. ตอบ ง การบริหารการเปลี่ยนแปลง ไดแก การโยกยายตําแหนงซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงตามแนวนอน
(Horizontal Move) และการเลื่อนตําแหนง การลดขั้น และการปลดออกจากงาน ซึ่งเปนการ
เปลี่ยนแปลงตามแนวดิ่ง (Vertical Move)
60. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 44
61. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 31
62. ตอบ ง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เกิดจากปจจัย 2 ประการคือ
1. ปจจัยภายนอก ไดแก ความเจริญกาวหนาทางวิทยาการ สภาวะเศรษฐกิจสังคม และ
การเมือง
2. ปจจัยภายใน ไดแก องคการอรูปนัย ความเจริญเติบโตขององคการ
63. ตอบ ง หนาที่ที่สําคัญที่สุดของภาวการณเปนผูนํา คือ เปนนักบริหารที่ดี เพราะภาวะผูนําเปนปจจัย
สําคัญอยางยิ่งตอการบริหารงานบุคคล ผูนําเปนดุจดวงประทีปขององคการ เปนจุดรวมแหง
พลังของสมาชิกในองคการ ดังนั้น ผูนําจึงเปน เสมือนหลักชัยในการดําเนินการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 121
64. ตอบ ง ดูคําอธิบายขอ 7
65. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 9
66. ตอบ ก คําถามนําที่ถามวา “ใช” หรือ “ไมใช” ไมควรนํามาใชในการสัมภาษณ ควรจะเปนคําถามที่
ชักจูงชวนใหผูถูกสัมภาษณพูดและคุยไดเต็มที่และโดยเต็มใจไมปดบัง หรือพูดคุยแบบกันเอง
ใหไดขอมูลมากที่สุด
67. ตอบ ง ในการสัมภาษณผูสมัครงานนั้น ควรสัมภาษณโดยตัวแทนจากหลาย ๆ ฝาย เชน บุคลากรฝาย
บุคคล และจากฝายที่เปนผูรับคนงานโดยตรง
68. ตอบ ค ปจจัยที่ใชประกอบการสัมภาษณ ไดแก
1. ภาษาที่ใชสัมภาษณ
2. ความรูสึกสวนตัวของผูสัมภาษณ
3. ความรูความชํานาญของผูสัมภาษณ
4. กลไกลอื่น ๆ เชน บันทึกขอมูลตาง ๆ ที่ไดจากการสอบของผูถูกสัมภาษณ
69. ตอบ ง ควรดําเนินการโดย
1. ควรเปนไปในลักษณะที่ใหผูกระทําความผิดไดปรับปรุงแกไข
2. ควรเพิ่มการลงโทษใหมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลําดับความผิดจากเบาไปหนัก
3. ใชกฎ Hot Stove
70. ตอบ ง นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ระบุในสภาพการจางงาน เชน อัตราเงินเดือนที่ตกลงกัน
การปรับเงินเดือนหลังจากการบรรจุ และบทลงโทษกรณีที่ทําผิด เปนตน
71. ตอบ ง การสัมภาษณแบบตึงเครียด (Stress Interview) เปนเทคนิคอยางหนึ่งในการสัมภาษณ โดย
การทําใหเกิดแรงกดดัน เพื่อที่จะทําใหผูถูกสัมภาษณตกอยูในสภาพที่ตะขิดตะขวงใจ และผู
สัมภาษณไดสามารถสังเกตพฤติกรรมของผูถูกสัมภาษณวามีเทคนิคหรือเชาวปญญาที่จะเอา
ตัวรอดโดยวิธีใดในการสัมภาษณ
72. ตอบ ค การกระทําที่เกิดภายนอกองคการ ไดแก การถูกกฎหมายยึดคาจาง หรือทรัพยสิน, ทํางานให
บริษัทที่เปนคูแขงขัน, การดําเนินการประทวงโดยไมมีอํานาจ และการกระทําความผิดทาง
อาญา เปนตน
73. ตอบ ง ดูคําอธิบายขอ 70
74. ตอบ ก
75. ตอบ ก Resignation หมายถึง การลาออกจากตําแหนงโดยสมัครใจของพนักงาน
76. ตอบ ง เปนคําถามที่ตองการทราบวา คุณจดจํารายละเอียดในการใชจายเงินของคุณไดมากนอย
เพียงใด
77. ตอบ ง แบบฟอรมใบสมัครที่ดี จะตองสามารถเก็บขอมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผูสมัครไวอยาง
ครบถวน เชน จํานวนปที่ศึกษาอยูในโรงเรียน งานในอดีตที่เคยทํามา งานครั้งสุดทายทําอยูได
กี่เดือน เหตุผลที่ออกจากงานครั้งสุดทาย เงินเดือนที่ไดรับเพิ่มขึ้นจากงานที่ทําทั้งหมดในอดีต
และประสบการณจากการทํางาน เปนตน
78. ตอบ ก Stock Option เปนการจายคาตอบแทนใหผูบริหาร โดยใหมีสิทธิ์ซื้อหุนขององคการได ใน
บางประเทศเงินที่นําไปซื้อหุนถือวาเปนการลงทุน ไมตองเสียภาษี
79. ตอบ ก การจายโบนัสคิดตามผลกําไร เปนการจายตามการบริหารโดยดูผลลัพธ
80. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 122
81. ตอบ ค การสรรหาบุคคล หมายถึง การสรรหาบุคคลและการคัดเลือกบุคคล ที่มีคุณสมบัติและคุณวุฒิ
ที่เหมาะสมกับตําแหนงในงานองคการ ในการจัดหาบุคคลจะตองพิจารณาถึงชนิด (Kind) และ
จํานวน (Number)
82. ตอบ ง ความสามารถในทางฝมือและความสนใจในงาน นับวามีความสําคัญมากเพราะเปนที่พึง
ประสงคของทุกองคการ
83. ตอบ ง การปรับปรุงตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการที่จะปรับปรุงตนเองใหเขากับ
ผูรวมงาน ผูบังคับบัญชา และผูใตบังคับบัญชา หรือกับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวของกับองคการ
หรือหนวยงานได
84. ตอบ ก ผูนําแบบประชาธิปไตย เปนแบบอยางที่จัดวาดีที่สุด และอํานวยผลในการบริหารงานมาก
ที่สุด ผูนําแบบนี้เรียกวา เปนพวกใจกวางคือถืออํานาจของกลุมเหนือกวาตนเอง
85. ตอบ ง นอกจากนี้ยังควรมีความสุภาพเรียบรอย ไมถือตัว เปนตน
86. ตอบ ก การเสาะหาแรงงาน คือ การคนหาบุคคลตาง ๆ ที่มีความสนใจในการที่จะมาสมัครงานใน
ตําแหนงที่วางอยูภายในองคการ หรือคาดวาจะวางในอนาคตขางหนา
87. ตอบ ง นอกจากนี้ยังมีปจจัยอื่น ๆ อีก เชน “ขอจํากัดของสหภาพแรงงาน และความพอใจของผูมา
สมัครงาน”
88. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 4, 6
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 123
แนวขอสอบ ชุดที่ 4
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
การบริหารงานบุคคล / บุคลากร
จงเลือกคําตอบขอที่ทานเห็นวาถูกตองที่สุด
1. ลักษณะของขาราชการพลเรือนหมายถึงขอใด
ก. เปนอาชีพ ข. ทํางานอยางมีระบบ
ค. มีระดับการบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ
2. ขาราชการตองวางตัวเปนกลาง หมายถึงขอใด
ก. ทํางานพอเหมาะไมมากไมนอย ข. ทํางานเฉพาะงานของตัวเอง
ค. ไมยุงเกี่ยวงานของแผนกอื่น ง. ไมยุงเกี่ยวกับการเมือง
3. การบริหารงานบุคคล หมายถึงขอใด
ก. การบริหารระบบใหดีขึ้น ข. การสรรหาบุคคลที่มีความสามารถ
ค. การวางตัวบุคคลใหเหมาะสม ง. ถูกทุกขอ
4. การบริหารงานบุคคลระบบอุปถัมภมีกําเนิดในประเทศใด
ก. ญี่ปุน ข. อินเดีย
ค. ไทย ง. จีน
5. การบริหารงานบุคคลอยางมีระบบและชัดเจนเกิดขึ้นในชวงใด
ก. กอนปฏิวัติอุตสาหกรรม ข. ระหวางปฏิวัติอุตสาหกรรม
ค. หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ง. หลังสงครามโลกครั้งที่ 1
6. โดยทั่วไปญี่ปุนใชการบริหารงานบุคคลแบบใด
ก. พี่ปกครองนอง ข. พอปกครองลูก
ค. ครูปกครองศิษย ง. รวบอํานาจ
7. การปฏิวัติอุตสาหกรรมทําใหเกิดผลกระทบตอใครมากที่สุด
ก. ชางฝมือกับครูฝก ข. คนกับเครื่องจักร
ค. ลูกจางกับนายจาง ง. ลูกจางกับลูกจาง
8. ทรัพยากรการบริหารงานมีอะไรบาง
ก. เงิน ข. คน
ค. อุปกรณ ง. ถูกทุกขอ
9. องคประกอบที่สําคัญขององคการคือขอใด
ก. การบริหาร ข. งานและเงิน
ค. งานและคน ง. เงินและอุปกรณ
10. ระบบการเลนพรรคเลนพวก จัดวาอยูในระบบใด
ก. ระบบรวมอํานาจ ข. ระบบอุปถัมภ
ค. ระบบคุณธรรม ง.ระบบสายเลือด
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 124
11. ใครเปนผูวางรากฐานการใหเงินเดือนแกขาราชการเปนคนแรก
ก. Maslow ข. Taylor
ค. Jackson ง. Augustus
12. อังกฤษจัดตั้งคณะกรรมการขาราชการพลเรือนขึ้นเปนครั้งแรกใน ค.ศ. ใด
ก. 1840 ข. 1850
ค. 1855 ง. 1860
13. ผูที่คิดวาควรเปดโอกาสใหทุก ๆ คนเขามารับราชการอยางเสมอภาคคือใคร
ก. Maslow ข. Taylor
ค. Jackson ง. Augustus
14. การบริหารงานบุคคลตามแบบตะวันตกเกิดขึ้นครั้งแรกในไทยตรงกับรัชกาลใด
ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 2
ค. รัชกาลที่ 3 ง. รัชกาลที่ 4
15. การบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ หมายถึงขอใด
ก. การบรรจุแตงตั้งไมคํานึงถึงความสามารถ
ข. เปดโอกาสใหทุกคนมีสิทธิเทาเทียมกัน
ค. ความมั่นคงในการทํางานมีมาก
ง. ถูกทุกขอ
16. การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม หมายถึงขอใด
ก. มีความเสมอภาคทางการบรรจุแตงตั้ง ข. มีอิทธิพลทางการเมืองเขาแทรกแซง
ค. ใชระบบการปกครองแบบศักดินา ง. ถูกทุกขอ
17. การบริหารงานบุคคลของไทยมีรากฐานมาจากรูประบบอะไร
ก. คุณธรรม ข. อุปถัมภ
ค. พอปกครองลูก ง. ถูกทุกขอ
18. พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนของไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลใด
ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 4
ค. รัชกาลที่ 5 ง. รัชกาลที่ 7
19. แผนงานเปรียบเสมือนอะไรในการบริหารงานบุคคล
ก. เครื่องชั่ง ข. นาฬิกา
ค.เข็มทิศ ง. ไมบรรทัด
20. ขั้นแรกของกระบวนการวางแผนบุคคล Scientific Method คือขอใด
ก. กําหนดวิธีการแกปญหา ข. กําหนดแนวทางแกปญหา
ค. ปฏิบัติตามแผน ง. กําหนดขอบเขตของปญหา
21. FrankE. Fisher กลาวถึงกระบวนการวางแผนงานบุคคลวามีอยูกี่ขั้นตอน
ก. 2 ขั้น ข. 3 ขั้น
ค. 4 ขั้น ง. 5 ขั้น
22. การจําแนกชั้นและตําแหนงมีกี่ระบบ
ก. 2 ระบบ ข. 3 ระบบ
ค. 4 ระบบ ง. 5 ระบบ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 125
23. การจําแนกตามชั้นยศ ยึดเอาอะไรเปนหลัก
ก. คุณวุฒิ ข. ตัวบุคคล
ค. ความสามารถ ง. ความรับผิดชอบ
24. การจําแนกตําแหนง ยึดเอาอะไรเปนหลัก
ก. คุณวุฒิ ข. ตัวบุคคล
ค. ความสามารถ ง. ความรับผิดชอบ
25. ปจจุบันระดับมาตรฐานกลางของไทยที่สํานักงาน ก.พ. สรางขึ้นมีกี่ระดับ
ก. 10 ระดับ ข. 11 ระดับ
ค. 12 ระดับ ง. 13 ระดับ
26. ตําแหนงหัวหนางานระดับแผนกเทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด
ก. 1-2 ข. 3-4
ค. 5-6 ง. 7-8
27. ตําแหนงอธิบดี เทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด
ก. 7 ข. 8
ค. 9 ง. 10
28. ตําแหนงรองอธิบดี เทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด
ก. 7 ข. 8
ค. 9 ง. 10
29. คาตอบแทน (Compensation) หมายถึงอะไร
ก. เงินเดือน ข. คาพาหนะ
ค. เบี้ยเลี้ยง ง. ถูกทุกขอ
30. คาจางคิดในลักษณะใด
ก. รายเดือน ข. รายวัน
ค. รายชั่วโมง ง. ถูกทุกขอ
31. กระบวนการสรรหาบุคคลแบงออกเปนกี่ขั้นตอน
ก. 3 ขั้น ข. 4 ขั้น
ค. 5 ขั้น ง. 6 ขั้น
32. การประกาศรับสมัครที่ปฏิบัติการทั่วไปมีอยูกี่วิธี
ก. 2 วิธี ข. 3 วิธี
ค. 4 วิธี ง. 5 วิธี
33. การทดสอบแบบปฏิบัติงาน (Performance Test) เหมาะสําหรับการสรรหาบุคคลอาชีพใด
ก. เสมียนพิมพดีด ข. ทนายความ
ค. นักวิชาการ ง. ครูผูสอน
34. กอนที่บุคคลจะไดรับการบรรจุและแตงตั้งเปนขาราชการโดยสมบูรณตองผานขบวนการใดกอน
ก. การทําผลงาน ข. การสืบประวัติ
ค. การทดลองปฏิบัติงาน ง. การประเมินผลงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 126
35. ขอใดเปนความหมายของการฝกอบรม
ก. เพิ่มประสบการณการทํางาน ข. พัฒนาทักษะการทํางาน
ค. เพิ่มสมรรถภาพของพนักงาน ง. ถูกทุกขอ
36. จําเปนหรือไมที่ตองฝกอบรมขาราชการเปนประจํา
ก. จําเปน เพื่อเพิ่มความรูในการทํางาน
ข. จําเปน เพราะการอบรมเปนสวนหนึ่งของการทํางาน
ค. ไมจําเปน เพราะทําใหเสียงบประมาณ
ง. ไมจําเปน เพราะทําใหเสียเวลา
37. การฝกอบรมกอนเขารับราชการควรจัดทําในชวงใด
ก. หลังทดลองปฏิบัติราชการ ข. กอนทดลองปฏิบัติราชการ
ค. กอนการสอบคัดเลือก ง. กอนไดรับการบรรจุและแตงตั้ง
38. การปฐมนิเทศ (Orientation) มีจุดมุงหมายอยางไร
ก. เตรียมบุคคลใหรูจักงาน ข. แนะนําบุคคลใหรูจักหนวยงาน
ค. แนะนําบุคคลใหรูจักขาราชการ ง. ถูกทุกขอ
39. ขั้นแรกของการดําเนินการฝกอบรมคือขอใด
ก. วิเคราะหงานของผูเขารับการอบรม ข. หาขอมูลเกี่ยวกับผูเขารับการอบรม
ค. สํารวจความตองการ ง. วางโปรแกรมการฝกอบรม
40. การเลื่อนตําแหนงโดยวิธีใด ทําใหเกิดความเฉื่อยชาทางการปฏิบัติงาน
ก. การสอบ ข. การทดลองงาน
ค. การเปรียบเทียบผลงาน ง. การใชระบบอาวุโส
41. การโอน หมายถึงขอใด
ก. การเปลี่ยนงานในกรมเดียวกัน ข. การเปลี่ยนตําแหนงงานใหสูงขึ้น
ค. การเปลี่ยนงานขามจังหวัด ง. การเปลี่ยนงานระหวางกรม
42. การยาย หมายถึงขอใด
ก. การเปลี่ยนงานในกรมเดียวกัน ข. การเปลี่ยนตําแหนงงานใหสูงขึ้น
ค. การเปลี่ยนงานขามจังหวัด ง. การเปลี่ยนงานระหวางกรม
43. ขอใดไมใชเหตุผลในการ โอน - ยาย
ก. เพื่อติดตามครอบครัว ข. เพื่อศึกษาตอ
ค. เพื่อความสะดวกของตนเอง ง. ไดรับการกดดันภายในหนวยงาน
44. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบเผด็จ
ก. การเรียกประชุมยอย ๆ ข. ใจรอน ฉุนเฉียว
ค. ไมยอมรับความคิดเห็นผูอื่น ง. ไมยอมใหลูกนองลากิจสวนตัว
45. ขอใดสําคัญที่สุดในการวางแผนบุคลากร
ก. บุคคลมีความพอใจกับงาน ข. บุคคลมีคุณวุฒิตรงกับงาน
ค. บุคคลพอเพียงกับงาน ง. บุคคลมีความพอใจกับคาตอบแทน
46. การเลื่อนขั้น โดยวิธีเวียนเทียนเปนการบริหารงานแบบใด
ก. ตามสบาย ข. เผด็จการ
ค. ระบบคุณธรรม ง. ระบบอุปถัมภ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 127
47. โทษทางวินัยของขาราชการพลเรือนสถานใดหนักที่สุด
ก. ตัดเงินเดือน ข. ปลดออก
ค. ภาคทัณฑ ง. ไลออก
48. การขอรับบําเหน็จบํานาญ เหตุรับราชการนานตองมีเวลาสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบกี่ป
ก. 15 ป ข. 20 ป
ค. 25 ป ง. 30 ป
49. ขาราชการพลเรือนปฏิบัติหนาที่จนไดรับอันตรายถึงพิการ จะไดรับบําเหน็จบํานาญประเภทใด
ก. บําเหน็จบํานาญปกติ ข. บําเหน็จบํานาญพิเศษ
ค. บําเหน็จบํานาญตกทอด ง. บําเหน็จบํานาญเพื่อดํารงชีวิต
50. เงินกอนที่บุตรภรรยาสามีจะไดรับหลังจากขาราชการเสียชีวิตเรียกวาอะไร
ก. บําเหน็จบํานาญปกติ ข. บําเหน็จบํานาญพิเศษ
ค. บําเหน็จบํานาญตกทอด ง. บําเหน็จบํานาญเพื่อดํารงชีวิต
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ง
2. ตอบ ง
3. ตอบ ง
4. ตอบ ง
5. ตอบ ค
6. ตอบ ข
7. ตอบ ค
8. ตอบ ง
9. ตอบ ค
10. ตอบ ข
11. ตอบ ง
12. ตอบ ค
13. ตอบ ค
14. ตอบ ง
15. ตอบ ก
16. ตอบ ก
17. ตอบ ข
18. ตอบ ง
19. ตอบ ค
20. ตอบ ง
21. ตอบ ข
22. ตอบ ก
23. ตอบ ข
24. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 128
25. ตอบ ข
26. ตอบ ข
27. ตอบ ง
28. ตอบ ค
29. ตอบ ง
30. ตอบ ง
31. ตอบ ค
32. ตอบ ข
33. ตอบ ก
34. ตอบ ค
35. ตอบ ง
36. ตอบ ก
37. ตอบ ข
38. ตอบ ข
39. ตอบ ค
40. ตอบ ง
41. ตอบ ง
42. ตอบ ก
43. ตอบ ค
44. ตอบ ค
45. ตอบ ก
46. ตอบ ง
47. ตอบ ข
48. ตอบ ค
49. ตอบ ก
50. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 129
แนวขอสอบ ชุดที่ 5
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
การบริหารงานบุคคลมุงเนนสิ่งใดมากที่สุด
1. การบริหารงานบุคคลมุงเนนสิ่งใดมากที่สุด
ก. ตัวปญหา ข.ตัวคน ค. งาน ง. เงิน
2. สิ่งใดควรเกิดขึ้นเปนอันดับแรก
ก. การวางแผน ข. การประเมินตัวบุคคล
ค. การวิเคราะหปญหา ง. การวางนโยบาย
3. ขบวนการบริหารงานบุคคลมีขบวนการคลายกับวิชาใดมากที่สุด
ก. สังคมศาสตร ข. ประวัติศาสตร
ค. คณิตศาสตร ง. วิทยาศาสตร
4. ใครไดรับสมญานามวาเปน “บิดาแหงการบริหาร”
ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus
5. สมัยแรกไทยเราคัดเลือกบุคคลเขารับราชการโดยวิธีใด
ก. สอบแขงขัน ข. สอบคัดเลือก ค. สอบสัมภาษณ ง. ไมมีขอถูก
6. บุคคลที่ไดรับการแตงตั้งเปนขาราชการไทยในสมัยแรก ๆ สวนมากเปนบุคคลประเภทใด
ก. ชาวนา ข. ชาวบานทั่วๆไป
ค. ผูมีความรู ง. ลูกทานหลานเธอ
7. แตเดิมคาตอบแทนของขาราชการคืออะไร
ก. คาธรรมเนียมตาง ๆ ข. คาจาง
ค. เบี้ยเลี้ยง ง. เงินเดือน
8. ขาราชการกระทรวงใดที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนเปนกระทรวงแรก
ก. กระทรวงกลาโหม ข. กระทรวงยุติธรรม
ค. กระทรวงเกษตร ง. กระทรวงการคลัง
9. คําวา “ศักดินา” หมายถึงขอใด
ก. กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ข. กรรมสิทธิ์ในที่นา
ค. กรรมสิทธิในการทํานา ง. ถูกทุกขอ
10. ขอใดเปนฐานะของขาราชการโดยตําแหนง
ก. ยกกระบัตร ข. เจาพระยา ค. ขุน ง. หมื่น
11. ขอใดเปนฐานะของขาราชการโดยราชทินนาม
ก. ยกกระบัตร ข. เจาพระยา ค. เสนาบดี ง. ขุนนาง
12. การเลิกชั้นประจําตัวขาราชการโดยไมมีชั้นพิเศษ – เอก – โท – ตรี - จัตวา เกิดขึ้นใน พ. ศ. ใด
ก. 2514 ข. 2515 ค. 2518 ง. 2521
13. ผูที่จะเขารับราชการไทยไดตองมีอายุอยูในชวงใด
ก. 20 - 60 ป ข. 20 - 65 ป ค. 18 - 60 ป ง. 18 - 65 ป
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 130
14. บุคคลประเภทใดเปนขาราชการพลเรือนไมได
ก. เปนโรคตาแดง ข. เปนโรคเรื้อน
ค. เปนกามโรค ง. เปนโรคความดันโลหิตสูง
15. การกําหนดความตองการดานบุคลากรคํานึงถึงสิ่งใด
ก. คุณภาพ ข. โครงสราง
ค. ปริมาณ ง. ถูกทุกขอ
16. First class หมายถึงขาราชการประเภทใด
ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท
ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา
17. Second class หมายถึงขาราชการประเภทใด
ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท
ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา
18. Third class หมายถึงขาราชการประเภทใด
ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท
ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา
19. “Legal Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด
ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ
ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ
20. “Symbolic Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด
ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ
ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ
21. “Charismatic Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด
ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ
ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ
22. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบพระเดช
ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย
ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป
23. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบพระคุณ
ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย
ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป
24. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบเผด็จการ
ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย
ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป
25. บุคคลประเภทใดจะเปนผูนําไดดีที่สุด
ก. มีฐานะดี ข. มีมนุษยสัมพันธดี
ค. มีความเฉลียวฉลาด ง. มีความรับผิดชอบสูง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 131
26. ขอใดเปนพฤติกรรมปลีกยอย (Molecular behavior)
ก. เด็กเกงมุงหวังเรียนแพทยวิศวะ ข. คนไทยมีความออนนอม
ค. เด็กเกงบางคนชอบเก็บตัว ง. ชาวพุทธไปวัดทุกวันพระ
27. ขอใดเปนกลุมแบบนอกพิธีตามแนวนอน
ก. กลุมหัวหนากองกระทรวงตาง ๆ ข. กลุมขาราชการกระทรวงมหาดไทย
ค. กลุมครูโรงเรียนเอกชน ง. กลุมขาราชการหญิง
28. ใครเปนคนตั้งทฤษฎีจูงใจ
ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus
29. ขอใดเปนกลุมแบบนอกพิธีการตามแนวดิ่ง
ก. กลุมหัวหนาแผนกกรมตาง ๆ ข. กลุมขาราชการชั้นพิเศษ
ค. กลุมขาราชการแผนกวิจัยวัดผล ง. กลุมขาราชการระดับ 5
30. Theory x กลาวไววา
ก. คนสวนมากขยัน ข. คนสวนมากชอบทํางาน
ค. คนสวนมากไมชอบทํางาน ง. ถูกทุกขอ
31. Theory y กลาวไววา
ก. คนงานชอบใชกําลังกายในการทํางาน ข. คนงานชอบทํางานแบบสบาย ๆ
ค. คนงานชอบหลบหลีกงาน ง. คนงานไมชอบใชสมอง
32. การเลือกแรงจูงใจมาใช ในการบริหารงานควรปฏิบัติอยางไร
ก. ใชบอย ๆ ข. ใชนาน ๆ ครั้ง
ค. ใชใหเหมาะสมกับงาน ง. ใชกับคนงานเพียงบางสวน
33. พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฉบับแรกประกาศใชเมื่อใด
ก. 1 ม.ค. 2472 ข. 1 เม.ย. 2472
ค. 1 พ.ค. 2475 ง. 1 เม.ย. 2475
34. ขอใดไมใชประโยชนของการจูงใจ
ก. สรางเสริมความสามัคคี ข. ทําใหเกิดความเชื่อมั่นในการทํางาน
ค. ทําใหงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ง. ทําใหเกิดความตองการไมมีสิ้นสุด
35. ควรหรือไมที่จะใหผูรวมงานทราบนโยบายหรือแผนงานขององคการ
ก. ควร เพราะจะทําใหทุกคนทํางานนอยลง
ข. ควร เพราะจะทําใหทุกคนมีสวนรวมในงาน
ค. ไมควร เพราะนโยบายเปนเรื่องของผูบริหาร
ง. ไมควร เพราะนโยบายเปนความลับ
36. ขอใดเปนแรงจูงใจแบบนิเสธ
ก. การขึ้นเงินเดือน ข. การเพิ่มกฎขอบังคับ
ค. การใหคําชมเชย ง. การประกวดผลงาน
37. ก.ร.พ. ยอมาจากอะไร
ก. คณะกรรมการรักษาพระองค ข. คณะกรรมการรักษาพระนคร
ค. คณะกรรมการรักษาพลเรือน ง. คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 132
38. ทุกคนในองคการควรไดรับการยกยองในผลสําเร็จของงานรวมกันหรือไม
ก. ควร เพราะจะทําใหทุกคนสามัคคีกัน
ข. ควร เพราะจะทําใหทุกคนมีแรงจูงใจ
ค. ไมควร เพราะจะทําใหเสียการปกครอง
ค. ไมควร เพราะจะทําใหเกิดการสไตรคได
39. ปจจุบันเราได พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฉบับ พ. ศ. ใด
ก. 2476 ข. 2510
ค. 2515 ง. 2518
40. คณะกรรมการขาราชการพลเรือนประกอบดวยผูทรงคุณวุฒิในหลักราชการจํานวนเทาใด
ก. 10-15 คน ข. 11-15 คน
ค. 12-15 คน ง. 15-20 คน
41. ใครเปนประธานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
ก. นายกรัฐมนตรี ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย
ค. รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม ง. รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
42. เลขาธิการ ก.พ. ดํารงตําแหนงใด ในคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
ก. รองประธานกรรมการ ข. เลขานุการ
ค. กรรมการ ง. ผูทรงคุณวุฒิ
43. สํานักงาน ก.พ. มีฐานะเทียบเทาอะไร
ก. กระทรวง ข. ทบวง
ค. กรม ง. กอง
44. สํานักงาน ก.พ. สังกัดกระทรวงใด
ก. มหาดไทย ข. การคลัง
ค. สํานักนายกรัฐมนตรี ง. ไมมีขอถูก
45. ใครทําหนาที่เปนหัวหนาสํานักงาน ก.พ.
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวง
ค. เลขาธิการประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
ง. เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
46. การฝกอบรมและสัมมนาเปนการเพิ่มสมรรถภาพดานใดในองคการ
ก. การเงิน ข. ความคิดสรางสรรค
ค. คุณภาพของงาน ง. คุณภาพของคน
47. การประเมินผลงาน มีความหมายเหมือนกับขอใดมากที่สุด
ก. การตัดสินใจ ข. การตีความ
ค. การขยายความ ง. การตีคุณคา
48. การประเมินผลการปฏิบัติงานเกี่ยวของกับสิ่งใดมากที่สุด
ก. ความสามารถในการทํางาน ข. ความเหมาะสมกับงาน
ค. คุณภาพของงาน ง. ความยากงายของงาน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 133
49. การประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหารงานควรกระทําตอนใด
ก. กอนปฏิบัติงาน ข. ระหวางการปฏิบัติงาน
ค. หลังการปฏิบัติงาน ง. ถูกทุกขอ
50. การประเมินผลการปฏิบัติงานควรปฏิบัติอยางไร
ก. ดูเปนระยะ ๆ ข. ดูผลงาน
ค. ดูประวัติสวนตัว ง. ดูจากตําแหนงงาน
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ข
2. ตอบ ก
3. ตอบ ค
4. ตอบ ก
5. ตอบ ค
6. ตอบ ง
7. ตอบ ก
8. ตอบ ค
9. ตอบ ก
10. ตอบ ข
11. ตอบ ค
12. ตอบ ง
13. ตอบ ค
14. ตอบ ข
15. ตอบ ข
16. ตอบ ก
17. ตอบ ข
18. ตอบ ค
19. ตอบ ง
20. ตอบ ข
21. ตอบ ก
22. ตอบ ค
23. ตอบ ก
24. ตอบ ง
25. ตอบ ก
26. ตอบ ง
27. ตอบ ค
28. ตอบ ก
29. ตอบ ก
30. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 134
31. ตอบ ค
32. ตอบ ก
33. ตอบ ข
34. ตอบ ค
35. ตอบ ง
36. ตอบ ก
37. ตอบ ค
38. ตอบ ง
39. ตอบ ง
40. ตอบ ง
41. ตอบ ก
42. ตอบ ก
43. ตอบ ค
44. ตอบ ง
45. ตอบ ก
46. ตอบ ก
47. ตอบ ค
48. ตอบ ง
49. ตอบ ง
50. ตอบ ข
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 135
แนวขอสอบ ชุดที่ 6
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
การประเมินผลการปฏิบัติงาน
1. การประเมินผลการปฏิบัติงานเปนหนาที่ของใคร
ก. พนักงาน ข. ผูบังคับบัญชา
ค. นักวิจัย ง. นักวิชาการ
2. การวัดผลกับการประเมินผลตางกันในขอใด
ก. การวัดผลเปนระบบกวาการประมวลผล
ข. การวัดผลเปนสวนหนึ่งของการประเมินผล
ค. การประเมินผลเปนสวนหนึ่งของการวัดผล
ง. ประเมินผลไมตองมีเครื่องมือ
3. ใครเปนผูวางระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานอยางมีหลักเกณฑเปนคนแรก
ก. Waater D. Scott ข. Taylor
ค. Augustus ง. Jackson
4. การประเมินผลงานกับการประเมินผลการปฏิบัติงานตางกันในเรื่องใดมากที่สุด
ก. ระยะเวลา ข. งบประมาณ
ค. ขั้นตอน ง. คนประเมิน
5. เดิมสหรัฐอเมริกากําหนดเกษียณอายุของขาราชการเมื่อมีอายุครบกี่ป
ก. 60 ป ข. 65 ป
ค. 70 ป ง. 75 ป
6. การกําหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานควรกระทําตอนใด
ก. กอนการประเมิน ข. ระหวางการประเมิน
ค. หลังการประเมิน ง. ถูกทุกขอ
7. ขอใดแสดงถึงผลงานออกมาในทางลบ
ก. การขึ้นเงินเดือน ข. การฝกอบรม
ค. การเลื่อนตําแหนง ง. การบรรจุแตงตั้ง
8. การกําหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานสําหรับงานที่มีผลผลิตเปนชิ้นอันควรกระทําอยางไร
ก. กําหนดจํานวนชิ้น ข. กําหนดระยะเวลา
ค. กําหนดคุณภาพ ง. ถูกทุกขอ
9. ขอใดคือมาตรฐานของการปฏิบัติงาน
ก. งานตําแหนงนี้ตองใชคนที่มีความรูสูง ข. ตําแหนงนี้งานละเอียดมาก
ค. พิมพได 30 - 50 หนาตอชั่วโมง ง. ถูกทุกขอ
10. การประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการเปนการกระทําผิด พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2518
มาตราใด
ก. มาตรา 68 ข. มาตรา 70
ค. มาตรา 71 ง. มาตรา 73
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 136
11. วิธีกําหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานแบบ “Engineering Standard” หมายถึงขอใด
ก. ใชวิธีวิทยาศาสตร ข. ใชขอมูลยอนหลัง
ค. เฝาสังเกตดวยตนเอง ง. ใชเปรียบเทียบกับคนอื่น
12. ขั้นแรกของการกําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน คือขอใด
ก. วางเงื่อนไขตําแหนง ข. ติดตามดูการปฏิบัติงาน
ค. วิเคราะหงานหลักของตําแหนง ง. ศึกษาขอมูลยอนหลัง
13. วิธีกําหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานแบบ “Historical Standard” หมายถึงขอใดใ
ก. ใชวิธีวิทยาศาสตร ข. ใชขอมูลยอนหลัง
ค. เฝาสังเกตดวยตนเอง ง. ใชเปรียบเทียบกับคนอื่น
14. การละทิ้งหนาที่ราชการโดยไมมีเหตุผลอันสมควรเปนเหตุใหเสียหายแกทางราชการอยางรายแรง เปนการ
กระทําผิดพ พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตราใด
ก. มาตรา 70 ข. มาตรา 71
ค. มาตรา73 ง. มาตรา 75
15. มาตรา 81 ใน พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ. ศ. 2518 เปนการกลาวถึงการกระทําผิดเกี่ยวกับ
เรื่องอะไร
ก. การขัดคําสั่ง ข. การเปดเผยความลับทางราชการ
ค. การกระทําผิดอาญาจนไดรับโทษจําคุก ง. การรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา
16. มาตรฐานของการปฏิบัติงาน หมายถึงขอใด
ก. ระยะเวลาของการปฏิบัติงาน ข. ระยะเวลาของการทดลองงาน
ค. ระดับผลการปฏิบัติงานที่กําหนดไว ง. ถูกทุกขอ
17. ขาราชการในสิงคโปรจะเกษียณอายุเมื่ออายุครบกี่ป
ก. 50 ป ข. 55 ป ค. 60 ป ง. 70 ป
18. ปจจุบันขาราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอายุ 55 ป จะมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญตองมีอายุ
ราชการไมนอยกวาเทาใด
ก. 15 ป ข. 20 ป ค. 25 ป ง. 30 ป
19. ในอังกฤษขาราชการจะเกษียณอายุเมื่อใด
ก. อายุครบ 55 ป ข. อายุครบ 60 ป
ค. อายุครบ 65 ป ง. ไมมีกําหนดเกษียณอายุไว
20. ขาราชการไทยจะไดรับเงินบําเหน็จบํานาญเพราะเหตุทดแทนในกรณีใด
ก. ปวยจนพิการ ข. ยุบหรือเลิกตําแหนง
ค. มีอายุครบ 50 ปบริบูรณ ง. ถูกทุกขอ
21. การขอรับบําเหน็จบํานาญดวยเหตุรับราชการนานตองมีเวลาสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบกี่ป
ก. 20 ป ข. 25 ป ค. 30 ป ง. 40 ป
22. ขาราชการพลเรือนมีสิทธิลาปวยในปหนึ่งไมเกินกี่วัน
ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน
23. ขาราชการหญิงจะลาคลอดบุตรไดไมเกินกี่วัน
ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 137
24. ขาราชการพลเรือนมีสิทธิลากิจสวนตัวไดไมเกินกี่วัน
ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน
25. การลาพักผอนประจําปสําหรับขาราชการพลเรือนมีสิทธิลาไดปหนึ่งกี่วัน
ก. 5 วัน ข. 10 วัน ค. 15 วัน ง. 30 วัน
26. ขาราชการชายมีสิทธิลาอุปสมบทไดไมเกินกี่วัน
ก. 60 วัน ข. 90 วัน ค. 120 วัน ง. 150 วัน
27. การลาไปตางประเทศที่มีอาณาเขตติดตอกับประเทศไทยมีสิทธิลาไดกี่วัน
ก. ไมเกิน 30 วัน ข. ไมเกิน 45 วัน
ค. ไมเกิน 60 วัน ง. ไมเกิน 90 วัน
28. ใครไมมีสิทธิเบิกคารักษาพยาบาล
ก. บิดา มารดา ข. บุตร ค. คูสมรส ง. พี่ นอง
29. สถานพยาบาลเอกชนขาราชการจะเบิกคารักษาพยาบาลไดในกรณีใด
ก. เปนคนไขใน ข. เปนคนไขประจํา
ค. รับการรักษาเกิน 30 วัน ง. ถูกทุกขอ
30. ขาราชการประเภทใดมีสิทธิไดรับคาเชาบาน
ก. เปนขาราชการวิสามัญ ข. ผูเริ่มเขารับราชการครั้งแรก
ค. เปนคนโสด ง. ไมมีขอถูก
31. การลงโทษทางวินัยไมควรใหเปนไปตามขอใด
ก. ทําตามระเบียบแบบแผน ข. ทําตามความเปนจริง
ค. ทําโดยพยาบาทหรือโทสะ ง. ทําดวยความสม่ําเสมอ
32. จุดมุงหมายหลักของการลงโทษทางวินัยของขาราชการคือขอใด
ก. เพื่อรักษาความสามัคคี ข. เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
คง เพื่อสรางขวัญและกําลังใจ ง. เพื่อใหเปนตัวอยางที่ดี
33. ขอใดถือวาเปนการปฏิบัติที่ผิด
ก. ผูบังคับบัญชาเขมงวดเกินไป ข. ผูบังคับบัญชาสั่งงานลูกนองกอน
ค. ผูบังคับบัญชาปกปดความผิดของลูกนอง ง. ถูกทุกขอ
34. ความผิดครั้งแรกหรือความผิดเล็กนอยผูบังคับบัญชาควรปฏิบัติอยางไร
ก. เรียกมาดา
ข. เรียกมาตักเตือน
ค. เสนอเรื่องตอผูบังคับบัญชาชั้นสูงตอไป
ง. เฉย ๆ
35. การลงโทษสถานใดจะกระทําตอขาราชการพลเรือนไมได
ก. ภาคทัณฑ ข. ตัดขั้นเงินเดือน
ค. ปลดออก ง. กักบริเวณ
36. โทษของขาราชการพลเรือนขอใดจัดวาเปนสถานหนัก
ก. ภาคทัณฑ ข. ปลดออก
ค. ไลออก ง. ใหออก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 138
37. ในสหรัฐอเมริกาไมมีโทษสถานใดสําหรับขาราชการที่กระทําผิด
ก. ตักเตือน ข. ใหพักงาน
ค. ปลดออก ง. ตัดเงินเดือน
38. สําหรับขาราชการไทย หามใชวิธีลงโทษแบบใด
ก. การตัดเงินเดือน ข. การลดขั้นเงินเดือน
ค. การยายตําแหนง ง. การไลออก
39. ขอใดถือวาเปนการกระทําผิดวินัย
ก. มาทํางานสายเนือง ๆ ข. ลากิจบอย ๆ
ค. ลาปวยไปทําธุระสวนตัว ง. ลาปวยโดยไมสงใบรับรองแพทย
40. การลากิจสวนตัวตองปฏิบัติอยางไร
ก. สงใบลากอนวันลา ข. สงใบลาหลังวันลา
ค. แจงดวยวาจากอนแลวสงใบลาทีหลัง ง. ถูกทุกขอ
41. วินัยของขาราชการประเภทใดเขมงวดที่สุด
ก. ขาราชการพลเรือน ข. ขาราชการตํารวจ
ค. ขาราชการทหาร ง. ขาราชการตุลาการ
42. ขอใดเปนการกระทําผิดวินัยของขาราชการ
ก. ไปสอนพิเศษตามบาน ข. ตั้งฟารมเลี้ยงกุง
ค. ขับเท็กซี่เวลากลางคืน ง. เปนกรรมการหรือผูจัดการบริษัท
43. หนวยงานใดทําหนาที่เกี่ยวกับการรองทุกข
ก. ผูบริหาร ข. สหภาพแรงงาน
ค. ที่ปรึกษฝายงานบุคคล ง. ถูกทุกขอ
44. กฎหมายคุมครองแรงงานกําหนดใหนายจางที่มีลูกจางตั้งแตกี่คนขึ้นไปตองจดทะเบียนไวกับกรมแรงงาน
ก. 10 คน ข. 20 คน ค. 50 คน ง. 100 คน
45. กฎหมายวาดวยการคุมครองแรงงานเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ก. ขั้นตอนในการเจรจาตอรอง ข. การระงับขอพิพาทแรงงาน
ค. การตั้งกติกาของการจัดตั้งองคการ
ง. ขอกําหนดที่นายจางตองปฏิบัติตอลูกจาง
46. กฎหมายวาดวยการแรงงานสัมพันธเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ก. การกําหนดกติกาของการจัดตั้งองคการ ข. การกําหนดคาจางแรงงาน
ค. การกําหนดขอตอรอง ง. ถูกทุกขอ
47. ขอใดจัดวาเปนธรรมเนียมปฏิบัติ
ก. การตอรองระหวางนายจางกับลูกจาง ข. การกําหนดอัตราจางขั้นต่ําสุด
ค. การจัดงานรื่นเริงประจําป ง. ถูกทุกขอ
48. ในกิจการที่ไมมีสหภาพแรงงานควรปฏิบัติอยางไร
ก. ใหมีธรรมเนียมปฏิบัติ ข. ใหมีสัญญาการจาง
ค. ใหมีหัวหนาลูกจาง ง. ถูกทุกขอ
49. คณะกรรมการลูกจางในประเทศไทยกําเนิดขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ใด
ก. 2515 ข. 2516 ค. 2517 ง. 2518
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 139
50. พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธเกิดขึ้นใน พ. ศ. ใด
ก. 2515 ข. 2516 ค. 2517 ง. 2518
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ข
2. ตอบ ข
3. ตอบ ก
4. ตอบ ก
5. ตอบ ค
6. ตอบ ก
7. ตอบ ข
8. ตอบ ง
9. ตอบ ค
10. ตอบ ก
11. ตอบ ก
12. ตอบ ค
13. ตอบ ข
14. ตอบ ง
15. ตอบ ค
16. ตอบ ค
17. ตอบ ค
18. ตอบ ข
19. ตอบ ง
20. ตอบ ข
21. ตอบ ข
22. ตอบ ค
23. ตอบ ง
24. ตอบ ข
25. ตอบ ข
26. ตอบ ค
27. ตอบ ข
28. ตอบ ง
29. ตอบ ก
30. ตอบ ง
31. ตอบ ค
32. ตอบ ข
33. ตอบ ค
34. ตอบ ข
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 140
35. ตอบ ง
36. ตอบ ค
37. ตอบ ง
38. ตอบ ค
39. ตอบ ค
40. ตอบ ก
41. ตอบ ค
42. ตอบ ง
43. ตอบ ง
44. ตอบ ข
45. ตอบ ง
46. ตอบ ก
47. ตอบ ค
48. ตอบ ข
49. ตอบ ก
50. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 141
แนวขอสอบ ชุดที่ 7
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
ความรูเกี่ยวกับงานบริหารงานบุคคล (บุคลากร)
1. หลักฐานที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่ชัดเจนตอจากสมัยโบราณนั้น คนพบในชวงเวลาใด
ก. ชวงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ข. ชวงมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ค. ชวงมีการนําเครื่องจักรมาใช ง. ไมมีขอใดถูก
2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธของผูใดบาง
ก. ลูกจางกับลูกจาง ข. ลูกจางกับชางฝกหัด
ค. ชางฝมือกับชางฝกหัด ง. ลูกจางกับนายจาง
3. ความสัมพันธที่เปลี่ยนแปลงไปในขอ 2 เปนไปในทางใด
ก. ทางบวก คือ สนิทสนมกันมากขึ้น
ข. ทางลบ คือ หางเหินกันและเปนที่มาของการกอตั้งสหภาพ
ค. ไมดีนัก คือ ผูประกอบการรวยขึ้น สวนผูใชฝมือจนลง
ง. ทําใหคนซึ่งเคยมีความรูสึกกับเจาของงานฉันทพี่นอง ตองออกไปทํางานในสถานที่ของโรงงาน
อุตสาหกรรมหางไกลออกไปเกิดความวาเหว
4. ลักษณะของการบริหารงานบุคคลในอดีต อาจแยกออกไดเปนกี่ลักษณะ
ก. 2 ลักษณะ ข. 3 ลักษณะ
ค. 4 ลักษณะ
ง. อาจมีเพิ่มเติมไดมากกวานี้ตามธรรมชาติของสังคมศาสตร
5. ลักษณะของการบริหารงานบุคคลที่เนนอํานาจนิยม คือ ขอใดตอไปนี้
ก. ผูบริหารคํานึงถึงความสําคัญของทรัพยากรบุคคลในระดับสูง
ข. ผูบริหารคํานึงถึงความสําคัญของมนุษยในระดับต่ํา
ค. ผูบริหารไมคํานึงถึงการลงทุนดานเครื่องจักรแตลงทุนดวยคน
ง. ผูบริหารเชื่อวาอํานาจยอมมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี
6. เปนที่ยอมรับทั่วไปวาประเทศญี่ปุนใชการบริหารงานบุคคลแบบใด
ก. แบบอํานาจนิยม ข. แบบบิดาปกครองบุตร
ค. แบบเนนความเปนวิชาชีพ ง. แบบเนนระบบราชการ
7. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการฝายพลเรือนมีจุดเริ่มตนที่ชัดเจนเมื่อใด
ก. เมื่อประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2500
ข. เมื่อประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2471
ค. สมัยรัชกาลที่ 6
ง. สมัยประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือนเพื่อจัดตั้ง ก.ร.พ.
8. องคประกอบที่สําคัญขององคการ คือ
ก. ปจจัยบุคคล ข. งาน
ค. ทรัพยากรการบริหาร ง. งานและคน
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 142
9. ทรัพยากรการบริหาร ไดแกอะไรบาง
ก. คนและการจัดการ ข. เงิน
ค. วัสดุอุปกรณ ง. ถูกทุกขอ
10. ในบรรดาทรัพยากรการบริหารทั้งหลายจากขอ 9 ทรัพยากรใดถือวาเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุด
ก. วัสดุอุปกรณ ข. เงิน
ค. การจัดการ ง. คน
11. ปจจัยภายในองคการที่มีความสําคัญตอการบริหารงานบุคคล ไดแกอะไรบาง
ก. การจูงใจในรูปของทรัพย
ข. เทคนิควิทยาการและเทคโนโลยี
ค. ลักษณะของการจัดการและสายการบังคับบัญชา
ง. ถูกทุกขอ
12. ปจจัยภายนอกองคการที่มีความสําคัญตอการบริหารงานบุคคล ไดแกอะไรบาง
ก. กฎหมายและระเบียบขอบังคับกับของรัฐบาล ข. สภาพของตลาด
ค. แรงกดดันจากสหภาพแรงงาน ง. ถูกทุกขอ
13. POSDCORB หมายถึงขอใดตอไปนี้
ก. ชื่อของปราชญทางดานการบริหาร ข. กระบวนการที่ผูบริหารจะตองปฏิบัติ
ค. วิธีการจัดการตามแนวทางของโจเซฟ คิงเบอรรี่
ง. คํายอของการจัดองคการและการประสานงาน
14. นอกจากคําวา Personnel Administration ซึ่งหมายถึงการบริหารงานบุคคลแลวยังมีการใชคําอื่น ๆ ใน
ความหมายเดียวกันอีก คือ
ก. Labor Relation ข. Industrial Relations
ค. Manpower Management ง. ถูกทุกขอ
15. เปาหมายสําคัญของการบริหารงานบุคคล คืออะไร
ก. แสวงหาบุคคลผูมีความรู ความสามารถสําหรับองคการ
ข. เสาะหาบุคคลดีมีความรู ความสามารถใหแกองคการทั่ว ๆ ไป
ค. สรรหาและธํารงรักษาและพัฒนาบุคคลผูมีความสามารถ มีความรูเปนคนดีใหแกหนวยงาน
ง. ขอ ก. และ ข. ถูก
16. การจัดองคการ หมายถึงขอใดตอไปนี้
ก. การกําหนดสถานที่ อุปกรณและตัวอาคารใหมีระเบียบพรอมที่จะดําเนินงานตามเปาหมายได
ข. การจัดแบงสถานที่ราชการหรือเอกชน ใหอยูในหมวดหมูอยางเปนระเบียบไมสับสน
ค. การกําหนดโครงสราง อํานาจหนาที่ การแบงสวนคน และการจัดสายงานเพื่อใหบรรลุเปาหมาย
ง. การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หนวยงานธุรกิจหรือเอกชน ใหมีความรัดกุมและปฏิบัติงานไดอยางมี
ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
17. เมื่อผูบริหารปฏิบัติหนาที่ตามกระบวนการ POSDCORB นั้น ผูบริหารควรเนนที่อะไรในขณะที่เขา
บริหารงาน
ก. เงิน ข. คน
ค. สายการบังคับบัญชา ง. ระบบ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 143
18. ผูใดกลาววา การบริหารงานบุคคล เมื่อพิจารณาในทุกแงทุกมุมแลวก็จะพบวา คนเปนสวนสําคัญที่สุดของ
การบริหาร
ก. โจเซฟ คิงเบอรี่ ข. ลอเร็นซ แอปปลี
ค. ฟลิกซ ไนโกร ง. สุกิจ จุลละนันทน
19. คํายอขอใดตอไปนี้ถูกตองที่สุด
ก. POSDCORB ข. PoDscoRB
ค. PoscDoRB ง. PoscoRB
20. เชื่อกันวามีการบริหารงานบุคคลเกิดขึ้นในประเทศใดเปนประเทศแรก
ก. สหรัฐอเมริกา ข. จีน
ค. อาหรับ ง. อียิปต
21. เปาประสงคของการบริหารคืออะไร
ก. การประสานความพยายามของคน ข. การประสานความหมายของงาน
ค. การประสานความพยายามของคนเพื่อบรรลุเปาหมาย
ง. การบรรลุวัตถุประสงครวมกัน
22. ภารกิจหลักของการบริหารงานบุคคลคืออะไร
ก. กําหนดความตองการดานบุคลากรของหนวยงาน
ข. การตอบสนองความตองการของหนวยงาน
ค. การธํารงรักษา พัฒนาและบริการ ง. ถูกทุกขอ
23. การบริหารงานบุคคลซึ่งมีความสําคัญมากตอการบริหาร ถูกจัดอยูในกระบวนการบริหารตามความนิยมใน
ลําดับใด
ก. อันดับแรก ข. อันดับสอง
ค. อันดับสุดทาย ง. อันดับสาม
24. การกําหนดความตองการดานบุคลากร ตองพิจารณาอะไรบาง
ก. ปริมาณ ข. คุณภาพ
ค. โครงสรางคาตอบแทน ง. ถูกทุกขอ
25. การสรรหาตางจากการเลือกสรรอยางไร
ก. การสรรหาเปนกระบวนการคัดเลือก ตางกับการเลือกสรรเปนกระบวนการดึงใหผูสนใจมากรอกใบ
สมัครงาน
ข. การเลือกสรรเปนกระบวนการคัดเลือกและบรรจุคนเขาทํางาน ตางกับการสรรหาที่เปนกระบวนการดึง
ใหผูสนใจในงานมากรอกใบสมัคร
ค. กระบวนการสรรหามีจุดสิ้นสุดที่การบรรจุ สวนกระบวนการเลือกสรรมีจุดสิ้นสุดที่การกรอกใบสมัคร
งาน
ง. ไมมีขอใดถูก
26. การตอบสนองความตองการดานบุคลากรตองทําอะไรบาง
ก. การสรรหา ข. การเลือกสรร
ค. การเตรียมบุคลากรใหม ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 144
27. การธํารงรักษา พัฒนาและบุคลากรตองทําอะไรบาง
ก. การพัฒนาและฝกอบรมบุคลากร ข. การประเมินการปฏิบัติงาน
ค. การจัดสวัสดิการ ง. ถูกทุกขอ
28. การเตรียมบุคลากรใหม สําหรับหนวยงานตองดําเนินการอะไรบาง
ก. การปฐมนิเทศ ข. การมอบหมายงาน
ค. การนิเทศงาน ง. ถูกทุกขอ
29. การจัดองคการบริหารงานบุคคลนั้น มักจะมีหลายฝายประกอบกันเปนหนวยรับผิดชอบงานแตละสวน ซึ่ง
มีพนักงานสัมพันธการจัดหาบุคคลเขาทํางาน การพัฒนาการบริหาร การวางแผนบุคลากร สุขภาพ และ
ความปลอดภัย การพัฒนาบุคคล ทะเบียนประวัติ ยังขาดสวนงานอีกสวนหนึ่งซึ่งมีความสําคัญมากที่สุดคือ
สวนงานใด
ก. การฝกอบรม ข. สวัสดิการ
ค. การบริการ ง. คาตอบแทน
30. ไดมีการยอมรับวา หนวยงานที่ทําหนาที่ดานการบริหารงานบุคคลมีสิทธิอํานาจในแงใด
ก. ตัดสินใจสั่งการในการบริหารทั่วไป ข. ใหคําปรึกษาแนะนําเรื่องบุคคล
คง เปนหนวยงานฝายปฏิบัติ ง. ไมมีขอใดถูก
31. การมอบหมายอํานาจตามหนาที่ โดยผูบริหารงานสูงสุดตอหนวยงานที่ปรึกษามีขอดีอะไร
ก. งานคลองตัวรวดเร็ว ข. มีเอกภาพในการบังคับบัญชา
ค. งานบรรลุผลและผูปฏิบัติเปนตัวผูคิดและผูทํา
ง. ไมมีขอใดถูก
32. ผูบริหารบุคคลมีความจําเปนที่จะตองแสดงบทบาทที่สําคัญในจุดประสงคขององคการคือ
ก. งานและคน ข. งานและเงิน
ค. คนและเงิน ง. งาน
33. การบริหารงานบุคคลในฝายราชการพลเรือนของไทยมีวิวัฒนาการตั้งแตสมัยใด
ก. อาณาจักรลานนา ข. อาณาจักรสุวรรณภูมิ
ค. อาณาจักรสุโขทัย ง. อาณาจักรเม็งราย
34. การใชวิธีการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงโดยคํานึงถึงความพอใจของผูบังคับบัญชา เปนวิธีการที่อยูในระบบ
การบริหารงานบุคคลระบบใด
ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบชอบพอ
ค. ระบบอุปถัมภ ง. ระบบสายเลือด
35. การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมยึดหลักขอใด
ก. หลักความเสมอภาค ข. หลักความสามารถ
ค. หลักความมั่นคงและหลักความเปนกลางทางการเมือง
ง. ถูกทุกขอ
36. การบริหารงานบุคคลแผนใหมนําแนวคิดในการบริหารอะไรเพิ่มเติมจากการใชระบบคุณธรรม
ก. มุงพัฒนาฝกอบรมตัวบุคคล
ข. เพิ่มพูนสมรรถภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคน
ค. นําวิทยาการบริหารตาง ๆ มาประยุกตใชใหเกิดผลดี
ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 145
37. หลักการบริหารงานบุคคล โดยทั่วไปยึดระบบอะไร
ก. ระบบอุปถัมภ ข. ระบบคุณธรรม
ค. ขอ ก. และ ข. ถูก ง. ไมมีขอใดถูก
38. แหลงกําเนิดของระบบอุปถัมภ คือขอใด
ก. เอเชีย ข. อเมริกา
ค. ยุโรป ง. จีน
39. ระบบเลี้ยง ระบบเลนพวก ระบบชอบพอเปนพิเศษจัดวาอยูในระบบใด
ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบอุปถัมภ
ค. ระบบสายเลือด ง. ถูกทุกขอ
40. กฎหมายที่วางรากฐานการบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือน โดยยึดระบบคุณธรรม
ก. Pendletion ข. Tennessee Valley Authority
ค. Civil Service Article ง. AFFirmative Action Act
41. แนวทางในการวางแผนบุคลากร วิธีจากบนลงลางจะบงบอกถึง
ก. มีการเชื่อมโยงแผนงานบุคลากรใหเขากับหนวยงาน
ข. หนวยงานและบุคลากรมีความสําคัญ
ค. ความรูความสามารถและขีดความสามารถของบุคลากร
ง. นโยบายมีความสําคัญ
42. เทคนิคการคาดคะเนความตองการดานแรงงานที่เรียกวา การคาดคะเนโดยผูเชี่ยวชาญแสดงใหเห็นถึง
ก. ความสัมพันธของปจจัยหลาย ๆ อยางกับการจางงาน
ข. ความรูและประสบการณของกลุมบุคคล
ค. ความสัมพันธของอดีตกับปจจัยที่เกี่ยวของโดยตรงกับการจางแรงงาน
ง. กิจกรรมตาง ๆ รวมทั้งกิจกรรมทางดานบุคลากรในรอบป
43. อะไรเปนความสําคัญของการวางแผนบุคลากร
ก. ความสอดคลองกับเปาหมายขององคการ
ข. ความสอดคลองกับกฎหมายแรงงาน
ค. บุคคลสําคัญกวาวัตถุ
ง. บุคคลมีความพอใจในการทํางาน
44. คําวาตําแหนงงาน (Position) หมายถึง
ก. หนาที่อยางหนึ่งหรือหลาย ๆ อยางที่บุคคลจะตองกระทําในองคการ
ข. จํานวนของแรงงานเฉพาะอยาง
ค. กิจกรรมของงานแตละอยางที่จะทําใหงานนั้น ๆ สําเร็จลุลวงไป
ง. กลุมงานที่เหมือน ๆ กันไมวางานนั้นจะอยูที่ใดในองคการ
45. การพรรณนาลักษณะงาน (Job Description) หมายถึง
ก. กระบวนการรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวกับงานกิจกรรม วิธีปฏิบัติงาน คุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน
ข. ขอความที่แสดงวาผูปฏิบัติงานทํางานอะไร ทําอยางไร และทําไมจึงทําอยางนั้น
ค. กระบวนการที่จัดทําขึ้นเพื่อเปรียบเทียบคาของงานตาง ๆ ในองคการ
ง. ถูกทุกขอ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 146
46. การวางแผนการเลื่อนตําแหนงฝายบริหารขององคการจะตองพิจารณาเรื่องใด
ก. โอกาสของการเลื่อนตําแหนง ข. การโอนยายบุคลากร
ค. การแบงสวนงานกันทํา ง. สถานที่ตั้งของงาน
47. การวัดประสิทธิภาพของระบบขอมูลจะตอง
ก. ใหระบบนั้นไมมีการเปลี่ยนแปลงบอย ๆ
ข. ใหผูออกแบบระบบขอมูลเขาใจ
ค. ใหผูบริหารงานระดับสูงใชเก็บขอมูล
ง. ใหผูใชและผูบริหารระดับสูงยอมรับ
48. การพัฒนาบุคลากรใหสามารถใชแรงงานไดหลายหนาที่เทาที่จะกระทําได ในกรณีที่งานบางสวนลดนอยลง
ใหยายบุคลากรไปทําหนาที่ในสวนงานอื่น วิธีการดังกลาวนี้เปน
ก. การวางแผนงานการเลื่อนตําแหนง
ข. การรักษาจํานวนบุคลากร
ค. การลดจํานวนบุคลากร
ง. การคัดเลือกเพื่อเลื่อนตําแหนง
49. ขอใดเปนปจจัยที่มีอิทธิพลตอการวางแผนบุคลากรและการคาดคะเนความตองการดานแรงงาน
ก. แผนงานประจําปขององคการ
ข. ปจจัยทางดานเศรษฐกิจเทคโนโลยีและทรัพยากรขององคการ
ค. วัตถุประสงคทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององคการ
ง. อัตราการหมุนเวียนของแรงงาน การขาดงาน และการสูญเสียดานแรงงานขององคการ
50. สมมุติวาเมื่อสามปที่แลว ยอดขายสินคาขององคการแหงหนึ่งปแรกขายได 6,000 หนวย ใชพนักงานขาย
10 คนปที่สอง ขายได 9,000 หนวย ใชพนักงานขาย 15 คุณและปที่สามขายได 12,000 หนวย ใช
พนักงานขาย 20 คน ปหนาคาดวายอดขายจะมีจํานวน 14,400 หนวย ดังนั้นจึงจะใชพนักงานขาย 24 คน
วิธีการคาดคะเนความตองการจํานวนพนักงานขายดังกลาวเรียกวา
ก. การคาดคะเนโดยใชปจจัยสําคัญ
ข. การคาดคะเนโดยการใชแนวโนม
ค. การคาดคะเนโดยใชงานเปนมาตรฐาน
ง. การวางแผนโดยงบประมาณ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 147
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ก
2. ตอบ ง
3. ตอบ ข
4. ตอบ ง
5. ตอบ ข
6. ตอบ ข
7. ตอบ ง
8. ตอบ ง
9. ตอบ ง
10. ตอบ ง
11. ตอบ ง
12. ตอบ ง
13. ตอบ ข
14. ตอบ ง
15. ตอบ ค
16. ตอบ ค
17. ตอบ ข
18. ตอบ ก
19. ตอบ ก
20. ตอบ ข
21. ตอบ ค
22. ตอบ ง
23. ตอบ ง
24. ตอบ ง
25. ตอบ ข
26. ตอบ ง
27. ตอบ ง
28. ตอบ ง
29. ตอบ ง
30. ตอบ ข
31. ตอบ ก
32. ตอบ ก
33. ตอบ ค
34. ตอบ ค
35. ตอบ ง
36. ตอบ ง
37. ตอบ ค
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 148
38. ตอบ ง
39. ตอบ ข
40. ตอบ ก
41. ตอบ ง
42. ตอบ ข
43. ตอบ ง
44. ตอบ ก
45. ตอบ ข
46. ตอบ ก
47. ตอบ ง
48. ตอบ ข
49. ตอบ ง
50. ตอบ ข
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 149
แนวขอสอบ ชุดที่ 8
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร
การสัมภาษณ
1. การสัมภาษณ หมายถึงขอใด
ก. การสนทนาที่มีเปาหมายหรือวัตถุประสงค
ข. การพบปะพูดคุยกันของบุคคลสองคนโดยมีการนัดหมายกันไว
ค. กระบวนการที่บุคคลแลกเปลี่ยนขาวสารขอมูลการ
ง. ถูกทุกขอ
2. ทานคิดวาหลักของการตั้งคําถามที่ใชในการสัมภาษณที่ดีควรมีลักษณะเชนไร
ก. คําถามที่ตั้งควรมีลักษณะยาวพอประมาณ
ข. ควรตั้งคําถามในรูปของการสนทนา
ค. ควรตั้งคําถามไวหลายคําถามที่มีความแตกตางกัน
ง. ถูกขอ ค. ขอเดียว
3. ระหวางบุคลากรใหมรอการบรรจุถาวร องคการควรดําเนินการอยางไร
ก. จัดใหหมุนเวียนงาน ข. จัดใหมีการปฐมนิเทศ
ค. จัดใหทดลองงาน ง. ถูกทั้งขอ ข และ ค
4. ระยะเวลาในการทดลองงานมักจะใชระยะเวลานานเทาใด
ก. 1 - 12 เดือน ข. 1 - 18 เดือน
ค. 1 - 24 เดือน ง. 1 - 30 เดือน
5. ลักษณะของแบบทดสอบที่มีความเชื่อถือไดคือขอใด
ก. แบบทดสอบที่ทําใหทุกคนมีโอกาสที่จะตอบถูก ถามีความรูเรื่องในเรื่องที่จะออกขอสอบนั้น ๆ
ข. แบบทดสอบที่คิดไดตรงตามเนื้อหาที่ตองการจะวัด
ค. แบบทดสอบที่สามารถใหคะแนนคงที่แนนอน แมวาจะทดสอบกี่ครั้งก็ตาม
ง. แบบทดสอบที่สามารถประมาณสถานภาพหรือความสําเร็จในอนาคตได
6. สําหรับองคการที่มีโครงการวาจางที่สมบูรณ กระบวนการคัดเลือกมักจะเริ่มและสิ้นสุดลงเชนไร
ก. เริ่มดวยการสอบคัดเลือก สิ้นสุดดวยการบรรจุ
ข. เริ่มดวยการกรอกใบสมัคร สิ้นสุดดวยการตรวจสุขภาพ
ค. เริ่มดวยการตอนรับใบสมัคร สิ้นสุดดวยการตรวจสอบประวัติ
ง. เริ่มดวยการสัมภาษณขั้นตน สิ้นสุดดวยการสัมภาษณเพื่อบรรจุ
7. การทดสอบแบบใดตอไปนี้ที่ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะเกี่ยวกับอาชีพ
ก. การทดสอบความชํานิชํานาญ ข. การทดสอบความถนัดทางธรรมชาติ
ค. การทดสอบความสนใจเกี่ยวกับอาชีพ ง. การทดสอบเชาวน
8. ผูที่รับผิดชอบในการปฐมนิเทศโดยทั่วไปคือใคร
ก. ผูจัดการทั่วไป ข. ผูจัดการฝายผลิต
ค. ผูบริหารระดับสูง ง. เจาหนาที่ฝายบุคลากร
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 150
9. จุดมุงหมายในการปฐมนิเทศ คืออะไร
ก. เพื่อสรางขวัญและสรางความคุนเคยตอสภาพแวดลอมในการทํางาน
ข. เพื่อใหผูเขามาใหมมีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับประโยชนและบริหารตาง ๆ ที่องคการจัดให
ค. เพื่อใหผูเขามาใหมมีความรูความเขาใจในนโยบายและหนาที่ของหนวยงานในองคการ
ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค.
10. การสัมภาษณแบบลึก คืออะไร
ก. การสัมภาษณที่ตองการทราบพฤติกรรมของผูที่ถูกสัมภาษณ
ข. การสัมภาษณที่ไดมีการตระเตรียมคําถามที่จะใชในการสัมภาษณไวลวงหนา
ค. การสัมภาษณที่ผูที่ทําการสัมภาษณมุงจะไดขอเท็จจริงจากผูที่ถูกสัมภาษณ
ง. ไมมีขอใดถูก
11. ขอใดตอไปนี้เปนขอที่ควรระวังเกี่ยวกับการประเมินการสัมภาษณ
ก. อยาใชความลําเอียง ความชอบไมชอบ ในการตัดสินใจเปนผลใหการประเมินไกลจากความเปนจริง
ข. อยาประเมินผูเขารับการสัมภาษณจากขาวสารขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณตามลําพัง
ค. อยาประเมินผลการสัมภาษณจากความรูสึกผิวเผินและทําการตัดสินใจ
ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค.
12. การจัดหาบุคคลโดยทั่วไปเปนหนาที่ของใคร
ก. ผูบริหารระดับสูงของหนวยงานชวยอํานวยการ
ข. ผูบริหารงานระดับสูงของหนวยงานหลัก
ค. ผูจัดการการวาจาง
ง. ผูบริหารทุก ๆ คน
13. การสอบคัดเลือกจําแนกได 2 ประเภท คือการจําแนกตามวิธีการจัดการ และการจําแนกตามจุดมุงหมาย
ทานคิดวาการทดสอบขอใดตอไปนี้ เปนการทดสอบที่จําแนกตามจุดมุงหมาย
ก. การทดสอบสัมฤทธิ์ผล
ข. การทดสอบเชาวน
ค. การทดสอบความถนัดทางธรรมชาติ
ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค.
14. ขอใดตอไปนี้คือลักษณะของการสัมภาษณแบบ Street Interview
ก. การสัมภาษณที่ไมมีเกณฑมาตรฐานตายตัว
ข. การที่พยายามทําใหผูที่ถูกสัมภาษณโกรธ
ค. การกําหนดคําถามหรือหัวขอที่จะใชในการสัมภาษณไวกอน
ง. การที่ปลอยใหผูที่ถูกสัมภาษณอธิบายแนวคิดของตนเองไปเรื่อย ๆ
15. ทานพอจะบอกไดไหมวาวิธีมั่นใจวิธีหนึ่งที่จะบอกวาผูสมัครที่ไมไดรับการฝกฝนมากอนจะทํางานไดเปนที่
พึงพอใจ โดยวิธีการดังกลาวสามารถแกปญหาเวลาและคาใชจายไดดวยวิธีการนั้น คือขอใด
ก. การสัมภาษณ การสอบคัดเลือก และการตรวจสอบประวัติ
ข. การสอบคัดเลือก การตรวจสุขภาพ การบรรจุ
ค. การสัมภาษณ การตรวจสอบใบสมัคร และการตรวจสุขภาพ
ง. การกรอกใบสมัคร การสัมภาษณ และการสอบคัดเลือก
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 151
16. ทานพอจะบอกไดไหมวา โดยทั่วไปวัตถุประสงคของการสัมภาษณนักจะมุงไปในเรื่องอะไร
ก. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูที่ถูกสัมภาษณ
ข. ใหขอเท็จจริงแกผูที่ถูกสัมภาษณ
ค. หาขอเท็จจริงจากผูที่ถูกสัมภาษณ ง. ถูกทุกขอ
17. วิธีการที่ใชในการคัดผูสมัครขั้นตนที่นิยมกันก็คือขอใด
ก. การใชการสัมภาษณในการคัดขั้นตอน ข. การกรอกใบสมัครในการคัดขั้นตน
ค. การสัมภาษณขั้นตน ง. ทั้ง 3 วิธี
18. ทานคิดวาวิธีการสรรหาบุคลากรภายนอกองคการโดยเฉพาะระดับบริหาร วิธีใดเปนวิธีที่นิยมกันมากใน
กรณีของประเทศที่พัฒนาแลว
ก. การติดตอกับสถาบันการศึกษา
ข. การสงเจาหนาที่ขององคการแสวงหาตามแหลงตาง ๆ
ค. การใชบริษัทรับจางปรึกษาทางบริหาร
ง. การติดตอระหวางบุคคล
19. โดยปกติเมื่อองคการมีนโยบายจะสรรหาบุคคลจากภายนอกองคการจะตองดําเนินการเชนไร
ก. วิเคราะหแหลงจัดหาแรงงานในที่ตาง ๆ
ข. ทําการคัคผูสมัครขั้นตนในชวงของกระบวนการสรรหา
ค. จัดใหมีตัวแทนขององคการอยูในตลาดแรงงาน
ง. ถูกทุกขอ
20. วั ตถุประสงคของการวางแผนทางดานกําลังคนโดยทั่วไปคืออะไร
ก. เพื่อปองกันหรือหลีกเลี่ยงที่จะไมใหมีการขาดแคลนคนที่จะมาทํางาน
ข. เพื่อปองกันที่จะไมใหมีคนในองคการมากเกินไป
ค. เพื่อจะไดคนที่มีความรูความสามารถที่เหมาะสม
ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค.
21. ในกระบวนการของการประเมินการปฏิบัติงานนั้น ขั้นตอนแรกคือขอใด
ก. กําหนดผูที่จะทําการประเมิน ข. กําหนดวิธีการ
ค. กําหนดเกณฑที่จะใชวัด ง. กําหนดนโยบายของการประเมิน
22. Helo Effect ในความหมายการของการประเมินการปฏิบัติงานคือขอใด
ก. การใชอุปทานหรือความยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปนหลัก
ข. การที่ผูประเมินมีแนวโนมที่จะประเมินเขาหาศูนยกลาง
ค. การมีมาตรฐานที่ไมชัดเจนขอ ง. ขอ ก. และ ข.
23. ในวิธีการประเมินตอไปนี้ วิธีไหนสิ้นเปลืองเวลามากที่สุด
ก. ศูนยการประเมิน ข. ตรวจสอบเพิ่มเติม
ค. แบบเขียนคําบรรยาย ง. แบบเนนพฤติกรรมที่สําคัญ
24. วัตถุประสงคของการอภิปรายผลการประเมินการปฏิบัติคือขอใด
ก. เปนการใหขอมูลยอนกลับแกผูถูกประเมิน
ข. เปนแนวทางในการใหคําปรึกษาแกผูถูกประเมิน
ค. เปนแนวทางในการเลื่อนตําแหนง เลื่อนเงินเดือน
ง. ถูกทั้งขอ ก และ ข
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 152
25. ขอใดเปนขอถูกตองเกี่ยวกับวิธีการประเมินแบบเนนเหตุการณวิกฤต
ก. ไดหลักฐานที่เปนจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของผูถูกประเมิน
ข. หลีกเลี่ยงการวิจารณที่คุณลักษณะสวนตัวของผูถูกประเมิน
ค. ไดหลักฐานที่เปนเท็จเกี่ยวกับพฤติกรรมของผูถูกประเมิน
ง. ถูกทั้งขอ ก และ ข
26. ในวิธีการประเมินแบบบังคับเลือก โดยทั่วไปจะประกอบดวยกลุมขอความแตละกลุมขอความจะ
ประกอบดวยประโยคคกี่ประโยค
ก. 1 ประโยค ข. 2 ประโยค
ค. 3 ประโยค ง. 4 ประโยค
27. ขอใดจัดอยูในวิธีการประเมินแบบตรวจรายการ
ก. วิธีการประเมินแบบถวงน้ําหนักรายการ
ข. วิธีการประเมินแบบเนนเหตุการณวิกฤต
ค. วิธีการประเมินแบบบังคับเลือก
ง. ขอ ก และ ค.
28. ขอใดไมใชปจจัยที่ตองพึงระวังในการประเมินการปฏิบัติงาน
ก. การขัดหลักฐานอยางเพียงพอ ข. ความแตกตางของตัวผูทําการประเมิน
ค. อิทธิพลของลักษณะงาน ง. ความเชื่อถือได
29. วัตถุประสงคของการประเมินการปฏิบัติงานคือขอใด
ก. เพื่อชวยใหผูปฏิบัติงานทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ
ข. เพื่อเปนการระบุตัวบุคคลที่ควรจะไดรับการเลื่อนขั้น
ค. เพื่อสรางความเปนมาตรฐานเดียวกันในการทํางาน
ง. ขอ ก และ ข
30. วิธีการประเมินการปฏิบัติงานที่มุงประเมินศักยภาพของบุคคลคือขอใด
ก. วิธีการประเมินแบบศูนยการประเมิน
ข. วิธีการประเมินแบบถวงน้ําหนักรายการ
ค. วิธีการประเมินแบบจับคูเปรียบเทียบ
ง. วิธีการประเมินแบบเขียนคําบรรยาย
31. เหตุผลที่ทางฝายผูปฏิบัติงานอยากใหจายคาตอบแทนในรูปของเงินเดือนมากกวาในรูปของคาจางคือ
ก. ผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปคาจางจะถูกปลดกอนผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปของเงินเดือน
ข. ผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปของเงินเดือน มักไดคาตอบแทนอัตราสูงกวาผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูป
คาจาง
ค. ผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนเทานั้นที่ไดเงินคาลวงเวลาหากทํางานเกินกวาเวลามาตรฐาน
ง. มีความรูสึกกันวา ผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนมีสถานภาพดีกวาผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนคาจาง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 153
32. สิ่งตอไปนี้ไมควรนํามาพิจารณาใชเปนหลักและนโยบายของคาตอบแทน
ก. งานเทากันคาตอบแทนตองเทากัน
ข. ควรแยกงานออกจากผูปฏิบัติงาน กลาวคือผูปฏิบัติงานคนหนึ่งกับผูปฏิบัติงานอีกคนหนึ่งจะไดรับ
คาตอบแทนไมเทากันทั้ง ๆ ที่ทํางานในตําแหนงเดียวกัน
ค. มีความสัมพันธกับอัตราคาตอบแทนในตลาดแรงงาน
ง. พนักงานและสหภาพแรงงานตองรับรูกระบวนการตาง ๆ ที่นํามาใชในการกําหนดคาตอบแทน
33. คาตอบแทนเปนปจจัยที่มีความสําคัญขององคการและบุคลากร เพราะวา
ก. มีความสัมพันธกับความรูความชํานาญของผูปฏิบัติงาน
ข. มีผลโดยตรงตอการครองชีพของบุคลากร
ค. เปนตนทุนอยางหนึ่งของการดําเนินงานขององคการ
ง. มีผลโดยตรงตอประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน
34. คาตอบแทน หมายถึง
ก. การจายเปนตัวเงินใหกับการทํางาน
ข. การจายใหกับการทํางานทั้งทางตรงและทางออม
ค. คาจางและเงินเดือน ง. เงินที่จายใหตามผลงานหรือเวลา
35. เงื่อนไขของการใชคาจางแบบจูงใจเหมาะกับงานที่มีลักษณะดังนี้
ก. เมื่อทําการผลิตมากขึ้น ตนทุนตอหนวยของงานควรลดลง
ข. ทํางานมากขึ้น คาจางของพนักงานตองเพิ่มขึ้น
ค. วัดประสิทธิภาพของงานได ง. ผูบริหารสนับสนุน
36. ตอไปนี้เปนตัวอยางของการคิดคาจางแบบจูงใจใน 1 วัน ทํางาน 8 ชั่วโมง ใน 1 สัปดาห ทํางาน 6 วัน
อัตราคาจางชั่วโมงละ 10 บาท คาจางรวมสัปดาหละ 480 บาท คาจางจูงใจดังตัวอยางขางตนนั้นเปนวิธี
คิดแบบ
ก. คิดตามเวลาที่ประหยัดได ข. คิดโบนัสตามประสิทธิภาพ
ค. คิดตามจํานวนชิ้นของงาน ง. คิดตามงานที่ทําในวัน
37. ปรากฎการณที่เรียกวา การจํากัดผลผลิตเปนปญหาที่เกิดขึ้นกับ
ก. การคิดคาจางแบบปกติ ข. การคิดคาจางสําหรับงานวิชาชีพ
ค. การคิดคาจางแบบจูงใจ ง. การคิดคาจางสําหรับพนักงานขาย
38. คาตอบแทนสําหรับนักบริหารในองคการธุรกิจแบเปน
ก. เงินเดือน โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ การมีสวนแบงในกําไร
ข. โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ คานายหนา การมีสวนแบงในกําไร
ค. เงินเดือน คานายหนา โบนัท สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ
ง. เงินเดือน โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ การมีสวนแบงในกําไร
39. ขอใดไมใชวิธีการประเมินคางาน
ก. การเปรียบเทียบปจจัย ข. ระบบการใหคะแนน
ค. การจัดลําดับความสําคัญของงาน ง. การเลือกรายการ
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 154
40. การกําหนดใหมีชวงของอัตราคาตอบแทนสําหรับงานเดียวกันก็เพราะ
ก. อิทธิพลของสหภาพแรงงาน
ข. ความสามารถในการจายองคการตางกัน
ค. ทัศนคติของฝายบริหารเปนปจจัยในการกําหนด
ง. บุคคลยอมมีความแตกตางกันในการปฏิบัติงาน
เฉลยคําตอบ
1. ตอบ ง
2. ตอบ ข
3. ตอบ ง
4. ตอบ ค
5. ตอบ ค
6. ตอบ ง
7. ตอบ ก
8. ตอบ ง
9. ตอบ ง
10. ตอบ ค
11. ตอบ ง
12. ตอบ ค
13. ตอบ ง
14. ตอบ ข
15. ตอบ ง
16. ตอบ ง
17. ตอบ ง
18. ตอบ ค
19. ตอบ ง
20. ตอบ ง
21. ตอบ ง
22. ตอบ ก
23. ตอบ ง
24. ตอบ ก
25. ตอบ ง
26. ตอบ ง
27. ตอบ ก
28. ตอบ ง
29. ตอบ ง
30. ตอบ ก
31. ตอบ ง
คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 155
32. ตอบ ข
33. ตอบ ง
34. ตอบ ข
35. ตอบ ก
36. ตอบ ง
37. ตอบ ค
38. ตอบ ง
39. ตอบ ง
40. ตอบ ง
คําเตือน
หามนําไฟลนี้ไปแชร คัดลอก ปรับเปลี่ยนแกไขใดๆ ทั้งสิ้น
หากไมไดรับอนุญาติ
หรือหากมีการจําหนายตอ ทางเราจะดําเนินคดีทันที
หลังจากไดรับแจง
ไฟลนี้จะวางจําหนายกับ PUIFAIBOOK ที่เดียวเทานั้น
หากทานพบเห็นการซื้อขาย/แชร ในชองทางอื่นสามารถแจงมายังทางเราทันที
ทานจะไดรับแพ็กเกจอานหนังสือฟรีกับทางเรา 2 ป

แนวข้อสอบนักทรัพย์

  • 2.
    สารบัญ เรื่อง หนา บทที่ 1การจัดและการปรับปรุงโครงสรางและอัตรากําลัง 1 บทที่ 2 การพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบงาน 6 บทที่ 3 การวางแผนกําลังคน 12 บทที่ 4 การกําหนดตําแหนง มาตรฐานการกําหนดตําแหนง ระบบจําแนกตําแหนง 18 บทที่ 5 การวิเคราะหงานและการประเมินคุณภาพงานของตําแหนง 21 บทที่ 6 การใหไดรับเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง 24 บทที่ 7 หลักการและแนวทางในการสรรหาและเลือกสรรบุคคล 25 บทที่ 8 การบรรจุและแตงตั้ง 30 บทที่ 9 การฝกอบรมและการพัฒนาบุคคล 36 บทที่ 10 การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ 38 บทที่ 11 สิทธิประโยชนและสวัสดิการ 41 บทที่ 12 จรรยาบรรณขาราชการกรุงเทพมหานคร 42 บทที่ 13 การออกจากราชการ 52 บทที่ 14 การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Managament) 55 บทที่ 15 การพัฒนาองคการ (OD) 57 บทที่ 16 การวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติเบื้องตน 63 แนวขอสอบ ชุดที่ 1 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 68 แนวขอสอบ ชุดที่ 2 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 82 แนวขอสอบ ชุดที่ 3 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 108 แนวขอสอบ ชุดที่ 4 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 123 แนวขอสอบ ชุดที่ 5 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 129 แนวขอสอบ ชุดที่ 6 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 135 แนวขอสอบ ชุดที่ 7 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 141 แนวขอสอบ ชุดที่ 8 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 149
  • 3.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 1 บทที่1 การจัดและการปรับปรุงโครงสรางและอัตรากําลัง ทิศทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร จากการวิเคราะหปจจัยตางๆ เพื่อตอบสนอง ตอยุทธศาสตร “การเสริมสรางให บุคลากรของกรุงเทพมหานครมีความพรอมทั้งดานศักยภาพ คุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจ เพื่อ รวมพัฒนามหานครใหนาอยูอยางยั่งยืน” จึงกําหนดทิศทาง ดังนี้ 1. บริหารจัดการกําลังคนโดยยึดหลักธรรมาภิบาล 2. มุงสรางภาวะผูนําทั่วทั้งองคกร 3. เพิ่มกําลังคนคุณภาพ 4. จัดอัตรากําลังที่เหมาะสมกับภารกิจ 5. มีระบบการจางงานที่ยืดหยุน หลากหลาย สอดคลองกับลักษณะงาน 6. สงเสริมคุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจในการทํางาน 7. สรางวัฒนธรรมการทํางานที่มุงเนนผลลัพธการปฏิบัติงาน เปาประสงคการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร เปาประสงคหรือผลลัพธสุดทายที่พึง ประสงคของการบริหารทรัพยากรบุคคลของ กรุงเทพมหานคร จําแนกเปน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล 2. ทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีศักยภาพสูง คุณภาพชีวิตที่ดี และความ ภาคภูมิใจใน องคกร 3. ทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครมีคุณธรรม จริยธรรม ยุทธศาสตรการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๗ – ๒๕๖๐) แผนยุทธศาสตรการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประกอบดวย ยุทธศาสตร 5 ดาน ดังนี้ ยุทธศาสตรที่ 1 การพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลระบบการบริหารทรัพยากร บุคคล ยุทธศาสตรที่ 2 การพัฒนาขีดสมรรถนะทรัพยากรบุคคลสูความเปนเลิศ ยุทธศาสตรที่ 3 การสงเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตรที่ 4 การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทํางาน (Quality of Work Life) ยุทธศาสตรที่ 5 การสรางความเขมแข็งดานการบริหารทรัพยากรบุคคล 1. การบริหารทรัพยากรมนุษย HUMAN RESOURCE MANAGEMENT ทรัพยากรมนุษยเปนผูสรางสรรพสิ่งทุกอยางจนกระทั่งกลายเปนผลผลิต หรือการบริการตามแตละ ประเภทขององคการ ซึ่งนําไปสูความสําเร็จและการสรางภาพลักษณที่ดีแกองคการ โดยทั่วไปมนุษยแตละคนมี ลักษณะหลากหลายแตกตางกันในดาน ความรู ทักษะ ทัศนคติ ซึ่งจะเปนองคประกอบที่ทําหนาที่ในการปฏิบัติ ภารกิจตางๆ ใหองคการบรรลุเปาหมาย การดําเนินการใหมนุษยสามารถสรางสรรคงานอยางมีประสิทธิภาพนั้น ตองอาศัยคุณภาพทางการบริหารทรัพยากรมนุษยในองคการ (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 2) ดังนั้นผูบริหาร
  • 4.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 2 องคการทุกคนสมควรตองมีความรูและความเขาใจอยางลึกซึ้งถึงหลักการบริหารทรัพยากรมนุษยเพื่อใหสามารถ บริหารทรัพยากรมนุษยใหเกิดประโยชนไดอยางมีประสิทธิภาพกอใหเกิดประสิทธิผลแกองคการ ภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย “การบริหารงานบุคคล” ซึ่งเปนคําเดิมที่เคยใชมาในอดีตนั้น เปนคําที่สื่อถึงการดําเนินกิจกรรม พื้นฐานดั้งเดิม กลาวคือ การสรรหา บรรจุ แตงตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดําเนินการทางวินัย ฯลฯ ในปจจุบันความหมายของ “คน” ในองคกรไปไกลกวานั้นมาก ดวยถือวาคนเปน “ทรัพยากร” ที่มี คาจึงเกิดคําวา “การบริหารทรัพยากรมนุษย” ขึ้น หรือในบางองคกรมองไกลกวานั้นอีก กลาวคือมองเห็น วาคนเปน “ตนทุน” ที่สําคัญขององคกร จึงเกิดคําใหมขึ้นมาวา “การบริหารทรัพยากรบุคคลที่เปนตนทุน” หรือ “การบริหารทุนมนุษย” หรือ “Human Capital Management” ขึ้นอีกหนึ่งคํา ดังนั้น คําวา “การบริหารทุนมนุษย” หรือ “การบริหารทรัพยากรมนุษย” จึงมีความหมาย ใกลเคียงกันเนื่องจากมองคนเปน “ตนทุน” หรือเปน “ทรัพยากร” ที่สําคัญขององคกร หากตนทุนมีนอย ก็ตองเติมใหเต็มหรือทําใหมีมากเพียงพอ หากตนทุนมีจุดบกพรอง ก็ตองพัฒนา แกไข หรือเพิ่มคุณคาเพื่อใหเปนพลังขับเคลื่อนอยางแทจริง หากตนทุนมีลักษณะที่เขาขายที่เรียกวา “เสื่อม” หรือพัฒนาไมขึ้นไมวาจะดวยวิธีการใด ก็ตอง หาทางปรับเปลี่ยน โยกยาย หรือแมกระทั่งตองดําเนินการผองถายออกไป ความหมายและความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย การบริหารทรัพยากรมนุษย หมายถึง กระบวนการที่ผูบริหารใชดําเนินงานดานบุคลากร ตั้งแตการ สรรหา คัดเลือก และบรรจุบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมใหปฏิบัติงานในองคการ พรอมทั้งการพัฒนา ธํารง รักษาใหสมาชิกที่ปฏิบัติงานในองคการไดเพิ่มพูนความรู ความสามารถ มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีใน การทํางาน และยังรวมไปถึงการแสวงหาวิธีการที่ทําใหสมาชิกในองคการ ที่ตองพนจากการทํางานดวยเหตุ ทุพพลภาพ เกษียณอายุหรือเหตุอื่นใดในงาน ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข ความสําคัญของการบริการทรัพยากรมนุษยนั้น มีอยูมากมายหลายประการแตโดยสวนจะเขาใจกัน เฉพาะในดานขององคกรผูไดรับผลประโยชนโดยตรงจากการบริหารงานทรัพยากรมนุษยที่มีประสิทธิภาพ อยางไรก็ตาม ธัญญา ผลอนันต (2546:17) ไดกลาวถึงความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย ที่ นอกเหนือจากดานองคกรแลว ยังมีผลตอดานบุคลากรตลอดจนสังคมสวนรวมดวย ซึ่งไดอธิบายถึงสําคัญไว ในแตละ 3 ดาน ดังตอไปนี้ (1) ดานบุคลากร ชวยใหพนักงานในองคการไดคนพบศักยภาพของตนเอง และไดพัฒนาตนเอง ใหมีความสามารถเชิงสมรรถนะในการปฏิบัติงานไดอยางเต็มที่ มีความผาสุกและความพึงพอใจในงาน เกิด ความกาวหนา สามารถทํางานที่ใหผลการดําเนินการที่ดีมีประสิทธิผล (2) ดานองคกร ชวยพัฒนาองคกร พนักงานที่มีคุณภาพก็จะดําเนินการตามแผนปฏิบัติการ ตาม แนวทางที่ผูนําระดับสูงวางไวอยางมีประสิทธิผล ทําใหเกิดผลการดําเนินงานที่เปนเลิศทั้งดานบริการและการ ผลิตสินคา องคกรก็ยอมจะเจริญกาวหนา มีความมั่นคงและขยายงานออกไปไดดวยดี (3) ดานสังคม ชวยเสริมสรางความมั่นคงใหแกสังคมและประเทศชาติ เมื่อองคกรซึ่งเปนหนวย หนึ่งของสังคมเจริญกาวหนาและมั่นคงดี ก็สงผลไปถึงสังคมโดยรวมดวยเมื่อพนักงานไดพัฒนาตนจนมี ความสามารถหารายไดมาชวยใหครอบครัวมั่นคงก็สงผลดีตอชุมชน
  • 5.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 3 ปรัชญาการบริหารทรัพยากรมนุษย โดยปกติมนุษยจะตัดสินใจทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นตามความคิดความเชื่อ และคานิยมที่อยูในตัวของเขา โดยมีแนวความคิดที่เปนพื้นฐานวาสิ่งที่เลือกทําเปนสิ่งที่มีคามากที่สุด ซึ่งสิ่งที่เปนพื้นฐานของความคิดก็คือ ปรัชญาประจําตัวนั้นเอง การบริหารทรัพยากรมนุษยก็เชนกัน ผูบริหารหรือผูจัดการก็จะตองมีปรัชญาการ บริหารทรัพยากรมนุษยเปนแนวทางในการปฏิบัติ ปรัชญาการบริหารทรัพยากรมนุษยประกอบดวย 1) หลักคุณธรรม (Merit - Based) 2) หลักสมรรถนะ (Competency - Based) 3) หลักผลงาน (Performance - Based) 4) หลักการกระจายอํานาจและความรับผิดชอบ (HR Decentralization) 5) หลักคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of Work Life) 1) หลักคุณธรรม (Merit - Based) : หลักคุณธรรมหรือระบบคุณธรรมใชในการบริหารทรัพยากร บุคคลทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ หลักคุณธรรมประกอบดวย 4 หลักใหญ คือ (1) หลักความเสมอภาค คือ เสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ ไมคํานึงถึงผิวพรรณ เชื้อชาติ เพศ ฯลฯ (2) หลักความสามารถ การบริหารคนหมูมากตองมีวิธีวัดความสามารถ ซึ่งปจจุบันเปลี่ยนมา เปนหลักผลงาน และหลักสมรรถนะ (3) หลักความเปนกลาง หมายถึง การปฏิบัติหนาที่โดยไมคํานึงถึงฝายใด ขาราชการเปน กลไกรัฐ ตองทํางานตามนโยบายของรัฐบาล แตบางครั้งถูกมองวารับใชหรือเขาขางฝายใดฝายหนึ่ง ซึ่งอาจมี ผลกระทบกับความมั่นคงในอาชีพราชการ (4) หลักความมั่นคง หมายถึง การรับรองการเปนอาชีพ มีทางกาวหนา มีคาตอบแทน และสวัสดิการที่เหมาะสม ที่เกียรติและศักดิ์ศรี 2) หลักสมรรถนะ (Competency - Based) : หมายถึง ใชคนใหตรงกับความรูความสามารถ (Put the Right Man on the Right Job) โดยการศึกษา และกําหนดความรูความสามารถที่ตองการสําหรับ ตําแหนงตางๆ แลวนําไปสรรหาพัฒนาใหไดบุคคลที่เหมาะสมมาดํารงตําแหนง 3) หลักผลงาน (Performance - Based) : คือ การบริหารโดยยึดผลงานเปนหลัก หมายความวา จะใหคุณใหโทษใครใหดูที่ผลงาน ตรงนี้มาจากภาคธุรกิจ ถามวาราชการยึดผลงานอยางเดียวไดไหม คําตอบ คือคงไมได จะตองมีปจจัยอื่นๆ หรือแมแตทางธุรกิจเหมือนกันตองมองทั้ง Input ที่ใสเขาไปในการทํางาน Output ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทัศนคติ (Attitude) และวิธีการทํางานของเขา ตองโปรงใส แตอยางไรก็ตาม ก็ให เนนผลงาน ใหยึดผลงานเปนหลัก 4) หลักการกระจายอํานาจและความรับผิดชอบ (HR Decentralization) : คือใหรวมกัน รับผิดชอบ เวลาถามวาใครเปน HR Manager ใครเปน Personnel Manager ถาเปนยุคกอนคําตอบคือ หัวหนาการเจาหนาที่ แตคําตอบยุคนี้คือผูบริหารนั้นเอง หรือ Line Manager นั้นเอง ที่เปน HR Manager ในตัวเอง ตองรูหลักตองบริหารได 5) หลักคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of Work Life) : คือ ในการทํางานมี Work Life กับ Home Life ทําอยางไรใหสมดุลกัน (Balance) เปาหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย
  • 6.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 4 เปาหมายหรือวัตถุประสงคของการบริหารทรัพยากรมนุษยมี 4 วัตถุประสงคหลัก คือ สรรหา พัฒนา รักษาไว ใชประโยชน สรรหา คือ หาคนดีคนเกงเขามาทํางาน การสรรหาประกอบดวยการสรรหาแบบตั้งรับหรือ แบบดั้งเดิม และการสรรหาเชิงรุก พัฒนา คือ รับเขามาแลวพัฒนาใหเปนคนดี คนเกงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก การที่จะพัฒนาใหเกงขึ้นไป อีกตองรูวาเขาเปนใคร เขามีความถนัด มีจุดแข็งจุดออนอยางไร ก็ตองไปทําสิ่งที่ เรียกวา Career Planning ทํา IDP หรือ Individual Development Plan ระบบ พัฒนาเปนเรื่องที่จําเปนในการสรางคน ตองพัฒนาอยางทั่วถึงทั้งองคกร พัฒนาอยาง ตอเนื่อง เปนตน รักษาไว คือ รักษาไวใหอยูกับเราเปนเรื่องการจัดการทางกาวหนาในอาชีพ การมีคาตอบแทน ที่เหมาะสม การสรางความพึงพอใจและเปนผูรักองคกร ใชประโยชน คือ การใชคนใหตรงกับงาน ใหความเปนอิสระและมีสวนรวม ใหทํางานไดอยางเต็ม ศักยภาพ ภารกิจ 10 ประการของการบริหารทรัพยากรมนุษย หลักวิชาหรือศาสตรในเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย อาจจําแนกไดเปน 10 กลุมภารกิจ ดังนี้ 1. โครงสรางองคกร (Organization Structure) จะเกี่ยวกับการออกแบบองคกรและการจัด ระบบงานในองคกรซึ่งในราชการไทยปจจุบัน มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คือ กพร. จะชวยดูแล เกี่ยวกับการจัดตั้งปรับปรุงองคกร โครงสรางองคกร คือ แผนภูมิแสดงตําแหนงทั้งหมดในองคกร แสดงความสัมพันธของอํานาจหนาที่ ของแตละหนวยงาน หรือแสดงความเชื่อมโยงทั้งแนวตั้งและแนวนอนของตําแหนงทั้งหมด รูปแบบของการจัด องคกรรวมและของฝายบริหารทรัพยากรบุคคลเองก็ขึ้นกับปจจัยภายในและภายนอกหลายอยาง และ ไม จําเปนตองเหมือนกันในทุกองคกร นอกจากนี้การจัดทําโครงสรางองคกร จะสามารถระบุไดวาตําแหนงใดใน องคกรมีหนาที่อะไรตอไป ซึ่งจะเปนขอมูลพื้นฐานที่สําคัญในการออกแบบกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล ขององคกรใหสอดคลองตอโครงสรางองคกรไมวาจะเปนโครงสรางอํานาจหนาที่ โครงสรางการบังคับบัญชา และโครงสรางอัตรากําลัง เพื่อใหการกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลขององคกรเปนไปในทิศทางเดียวกัน และไมเปนอุปสรรคในการการปฏิบัติหนาที่ในแตละบทบาทภารกิจของทรัพยากรบุคคล 2. การวางแผนกําลังคนและการสรรหาบุคลากร (Workforce Planning and Recruitment) เกี่ยวของกับ (1) Redeployment of resource เกลี่ยทรัพยากร อาจใชวิธีเกลี่ยตําแหนง หรือเกลี่ย คนไปทํางานที่เหมาะสม (2) Retirement Bubble คือ การรักษาผูอยูในชวงวัยกําลังจะเกษียณอายุไวในองคกร จะ ถายทอดอยางไรหรือจะรักษาเขาไวไดอยางไร (3) Organization Size เปนการพิจารณาวาขนาดขององคกรควรจะมีขนาดเล็กหรือขนาด ใหญ หรืออาจวาจางจากภายนอก (4) War for Talent การรักษากําลังคนในสาขาที่ขาดแคลนหรือหายากไวในองคกร จะตองมีการสรรหาในเชิงรุก และการเพิ่มพูนแรงจูงใจ
  • 7.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 5 3.การฝกอบรม การพัฒนา และการจัดการความรู(HRM–Training and Development /Knowledge Management) กลุมนี้สอดคลองกับการบริหารทรัพยากรบุคคล คือ สรรหา พัฒนา รักษาไว ใชประโยชน และเพิ่มเรื่อง Knowledge Management – KM เขาไป ยุคปจจุบันพูดถึงการบริหารองค ความรู การจัดการความรู เนื่องจากความรูทุกดานไมใชเฉพาะดาน HR เทานั้น ความรูในแตละดานมีการ เคลื่อนตัวไปเร็วมาก บางเรื่องเคลื่อนตัวไปจนกระทั่งความรูเดิมที่มีอยูใชไมไดเลย จึงตองสรางบรรยากาศ แหงการเรียนรูและการแลกเปลี่ยนความรูเพื่อเปนคุณคาหลักในการทํางาน 4. การวางแผนทดแทนตําแหนง/การหมุนเวียนงาน (Succession Plan/Staff Rotation) การ บริหารทรัพยากรบุคคลในองคกรควรมีการวางแผนทดแทนตําแหนง หรือพูกงายๆ คือ มีแผนสืบทอดตําแหนง หรือการสรางตัวตายตัวแทนนั่นเอง โดยจะตองมีการพิจารณาผูที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตําแหนวนั้นๆ เครื่องมือที่ชวยในการวางแผนทดแทนตําแหนง ก็คือฐานขอมูลกําลังคน (Talent Inventory HR Database) มีการบริหารจัดการผูที่มีความรูความสามารถ (Talent Management) 5. การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) หรือ PM เปนการบริหาร ทรัพยากรบุคคลโดยยึดผลงานเปนหลัก มีการกําหนดเปาหมายและตัวชี้วัด ถือเปนกลไกสําคัญในการ ขับเคลื่อนองคกรใหทํางานบรรลุเปาหมาย 6. การกําหนดภารกิจอยางมีเปาหมายและการวัดผลงานบุคคล (Individual KPI) หลักเบื้องตนของ การบริหารผลการปฏิบัติงานนั้นใชกับองคกร กลาวคือ องคกรตองมีเปาหมายวาตองทําอะไรใหเสร็จ ใน ระดับไหน มีคุณภาพอยางไร จากนั้นก็นํามาใชกับบุคคล มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานรายบุคคล (Individual KPI) และนําผลไปใชในการใหคุณใหโทษ ตลอดจนการพัฒนาบุคคล 7. การบริหารคาตอบแทนและสวัสดิการ (Pay Administration) ตองคํานึงถึงความเสมอภาค ภายนอก (Ex-ternal Equity) และความเสมอภาคภายใน (Internal Equity) รวมถึงตองใชกลไกตลาด (Market Mechanism) เขามาพิจารณาดวย 8. การสื่อสารความรูความเขาใจทั่วทั้งองคกร ถือเปนหนาที่ของผูบริหารดานทรัพยากรบุคคล (HR Manager) ที่ตองสื่อสารเรื่องราวตางๆ ทั้งหลายที่เกี่ยวของกับบุคคลในองคกรใหทั่วถึง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ ประโยชน ทางกาวหนาหรือเงื่อนไขในการทํางาน 9. คุณภาพใหบริการ ถือเปนหนาที่ของ HR Manager ดวยที่ตองใหความสําคัญตอลูกคาหรือ ผูรับบริการและเนนย้ําหลักการเรื่องนี้ตอผูปฏิบัติงานทั่วทั้งองคกร 10. การพัฒนาและใชขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อใหองคกรทันสมัยและใชขอมูลบนฐานเดียวกัน ในการบริหารงาน
  • 8.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 6 บทที่2 การพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบงาน การปฏิรูประบบราชการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของระบบราชการตั้งแตบทบาทหนาที่ ภาครัฐ โครงสรางอํานาจในระดับตางๆ รูปแบบองคกร ระบบบริหารและวิธีการทํางาน ระบบบริหารงาน บุคคล กฎหมาย กฎ ระเบียบ วัฒนธรรมและคานิยม เพื่อใหระบบราชการมีสมรรถนะสูง เปนกลไกการบริหาร จัดการประเทศใหสามารถแขงขันในระดับโลกได ความเปนมาของการปฎิรูประบบราชการ วิวัฒนาการของระบบราชการไทย มีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นอยางตอเนื่อง ดังนี้ - สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1991 – 2072) มีการจัดแบง โครงสราง ในรูปของจตุสดมภ - สมัย ร.5 มีการปรับปรุงทั้งสวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น จัดตั้งกระทรวงและกรม ตางๆ ใหมีบทบาทเฉพาะดานเพื่อพัฒนาประเทศ ใหบริการสาธารณะตางๆ รองรับการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และเพื่อความอยูรอดจาการลาอาณานิคม - สมัย ร.7 เนนระบบคุณธรรม และสรางอาชีพราชการเปนอาชีพของคนไทย รองรับการ เปลี่ยนแปลง การปกครองสูระบอบประชาธิปไตย และแกปญหาวิกฤตขาราชการพลเรือน รัฐบาลปรับปรุงระบบอยางตอเนื่อง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มุงเนนให มีการปฏิรูปการเมือง การศึกษา และการปฏิรูประบบราชการ ดังนี้  มาตรา 70 บุคคลที่เปนราชการ ฯลฯ มีหนาที่ดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อ รักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความสะดวกและใหบริการประชาชน  มาตรา 75 รัฐตองจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอยางอื่นใหมีประสิทธิภาพ เพื่อ ตอบสนองความตองการของประชาชน - พ.ศ.2540 รัฐบาลไดจัดทําแผนแมบทการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ.2540-2544 เพื่อ เปนกรอบทิศทางการปฏิรูประบบ และไดออกมาตรการปรับภาคราชการในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ - พ.ศ.2541 รัฐบาลไดออมาตรการควบคุมคาใชจายดานบุคคลภาครัฐใหเปนไปอยาง ประหยัด - พ.ศ.2542 รัฐบาลไดแปลงแผนแมบทการปฏิรูประบบ เปนแผนการปฏิบัติการ คือ แผน ปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ มี 5 แผนสําคัญ - พ.ศ.2545 เปนจุดเริ่มตน การพัฒนาระบบราชการ โดยนําหลักการตามแผนปฏิรูประบบ บริหารภาครัฐ ไปสูการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผนดิน ปรับโครงสรางกระทวง ทบวง กรม เหตุผลความจําเปนในการปฏิรูประบบราชการไทย จากสถานการณและสภาพปญหาตางๆ ไดแก เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน เกิดปญหาสังคมออนแอ แรงกดดันจากระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โลก (เสรีภาพ การมีสวนรวมของประชาชนในการตรวจสอบอํานาจรัฐและปกครองประเทศ) ประชาชนมอง ระบบราชการเปนระบบที่ลาหลัง ไมสามารถตอบสนองความตองไดอยางมีประสิทธิภาพ ภาคราชการมีขนาด ใหญเกินไป ทํางานในลักษณะศูนยรวมอํานาจ ทํางานโดยยึดติดกับวิธีการมากกวาผลลัพธของงาน การปฏิรูปราชการ พ.ศ.2540 เปนแรงผลักดันใหเกิดการเปลี่ยนแปลง กระแสการปฏิรูประบบราชการ และแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมในหลายประเทศทั่วโลก
  • 9.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 7 วัตถุประสงคของการปฏิรูประบบราชการ 1.เพื่อใหราชการเปนกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล 2. เพื่อเสริมสรางสมรรถนะของประเทศในการแขงขันระดับเวทีโลก 3. เพื่อสรางและฟนฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และสังคมตอระบบราชการ 4. เพื่อสรางวัฒนธรรมและคุณคาใหมในวงราชการ 5. เพื่อใหมีการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ โดยสรุป จุดมุงหมายสูงสุด คือ เพื่อใหประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเปนอยูดี มีความสุข สังคมไทยมี เสถียรภาพ ประเทศชาติมีเกียรติภูมิ มีความสามารถสูงในการแขงขันกับเวทีโลก กรอบการปฏิรูประบบราชการ มีการจัดทําแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ เปนไปในลักษณะองครวม เพื่อ เปลี่ยนไปสู รูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม เนนการทํางานโดยยึดผลลัพธ มีการวัดผลลัพธ และ คาใชจายอยางเปนรูปธรรม คือการทํางานเพื่อประชาชน วัดผลได มีความโปรงใสวิธีการทํางานรวดเร็วและคลองตัว แผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ ใน 5 ดาน 1. แผนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ 2. แผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเปนระบบงบประมาณแบบมุงเนนผลงานและผลลัพธ 3. แผนการปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคล 4. แผนการปรับเปลี่ยนกฎหมาย 5. แผนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและคานิยม เนื่องจากเปนระบบใหญ จําเปนตองเรงรีบดําเนินการปฏิรูปในทุกๆ ดานพรอมๆ กัน ไดมีการทบทวน และปรับปรุงแกไขออกแบบใหมใหดียิ่งขึ้น ไดดําเนินการพรอมกันทั้ง 5 ดาน และปรับปรุงใหเหมาะสมตาม สถานการณ ราชการไดอะไร 1. เปนราชการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุมคาภาษีของประชาชน ซื่อตรง และโปรงใสมี ความรับผิดชอบมีความแนนอน คงเสนคงวามองการณไกล ทันสมัย ทันโลก ทันตอเหตุการณมีความมั่นคง กลาหาญ ที่พรอมจะยืนหยัดเคียงขางประชาชน ไมยอมใหอธรรมลวงล้ําได 2. ไดรับความไววางใจ เชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชนวาเปนระบบที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและ คุณธรรม เขาใจงายและเปนเพื่อนประชาชน สรุป การปฏิรูประบบราชการ เปนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจ และระบบบริหารราชการแผนดินใน ระดับมหภาค เพื่อนําไปสูการพัฒนาโครงสราง ระบบและกลไกของภาคราชการ ใหสนองตอความเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคม ความตองการของประชาชน และเอื้อตอการพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนา เพียงพอตอ การแขงขันในเวทีโลกได กาวแรกของการดําเนินการ คือ การปรับปรุงแกไขและประกาศใชกฎหมายที่เกี่ยวของ 2 ฉบับ ไดแก กฎหมายวาดวยการ บริหารราชการแนวใหมและเรื่องการจัดกระทรวง ทบวง กรมใหม โดยไดประกาศบังคับใช กฎหมาย ในวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ถือเปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาระบบราชการ 1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มีการกําหนด นโยบาย เปาหมาย ผลสัมฤทธิ์และแผนปฏิบัติงานเพื่อใหประเมินผลการปฏิบัติราชการในแตละระดับไดอยาง ชัดเจน โดยยึดประโยชนสุขของประชาชนเปนเปาหมาย วางกรอบการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีเปนแนวทาง
  • 10.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 8 กําหนดรูปแบบการบริหารใหมของสวนราชการใหมีกลุมภารกิจและการใชงบประมาณระหวางสวนราชการได อยางมีประสิทธิภาพประหยัด ลดความสิ้นเปลือง ความซ้ําซอนและกําหนดกรอบการบริหารราชการใน ตางประเทศ 2. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เปนของระบบราชการให สอดคลองกับสภาพความเปนไปของสังคมและเจตนารมณแหงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มุงใหภาครัฐมี ประสิทธิภาพ ตอบสนองความตองการของประชาชน โดยปรับสวนราชการ ลดความซ้ําซอน ปรับระบบงานให เปนกลุมภารกิจ ยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการไดกําหนดวิสัยทัศนของการพัฒนาระบบราชการในชวง ป 2546-2550 ไววา พัฒนาระบบราชการไทยใหมีความเปนเลิศ สามารถรองรับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิ วัตน โดยยึดหลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี และประโยชนสุขของประชาชน ไดกําหนดเปาประสงคหลัก หรือผลลัพธสุดทายของการพัฒนาระบบราชไทย ไว 4 ประการ คือ 1. พัฒนาคุณภาพการใหบริการประชาชนที่ดีขึ้น มุงปรับกระบวนการใหบริการสาธารณะ มี ประสิทธิภาพ มีคุณภาพและอํานวยความสะดวกตอประชาชนใหมากขึ้น 2. ปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดใหมีความเหมาะสม ปรับราชการใหมีขนาดที่เหมาะสม เพื่อประหยัดเงินภาษีอากรของประชาชน เพื่อประชาชนจะไดรับประโยชนสูงสุด 3. ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทํางานใหอยูในระดับสูงและเทียบเทาเกณฑ สากล โดยเพิ่มขีดความสามารถของสวนราชการทั้งในสวนกลางและระดับภูมิภาค 4. ตอบสนองตอการบริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยพัฒนาใหเปนระบบราชการ ที่เปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวม ภายใตเปาประสงคหลัก รัฐบาลไดเห็นชอบแผนยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2556 - พ.ศ. 2561) สามารถแบงออกไดเปน 3 หัวขอ รวม 7 ประเด็นยุทธศาสตร ดังนี้ การยกระดับองคกรสูความเปนเลิศ ประเด็นยุทธศาสตรที่ 1 การสรางความเปนเลิศในการใหบริการประชาชน พัฒนา งานบริการของสวนราชการและหนวยงานของรัฐสูความเปนเลิศ เพื่อใหประชาชนมีความพึง พอใจตอคุณภาพการใหบริการ โดยออกแบบการบริการที่ยึดประชาชนเปนศูนยกลาง มี การนําเทคโนโลยี สารสนเทศที่เหมาะสมมาใชเพื่อใหประชาชนสามารถใชบริการได งายและหลากหลายรูปแบบ เนนการ บริการเชิงรุกที่มีปฏิสัมพันธโดยตรงระหวางภาครัฐและประชาชน การใหบริการแบบเบ็ดเสร็จอยาง แทจริง พัฒนาระบบการจัดการขอรองเรียนใหมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเสริมสรางวัฒนธรรมการบริการที่เปน เลิศ กลยุทธ ● พัฒนาระบบการใหบริการประชาชน ● เสริมสรางวัฒนธรรมการใหบริการที่เปนเลิศ ● พัฒนาระบบการจัดการขอรองเรียนและแกไขปญหาความเดือนรอนของประชาชน
  • 11.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 9 ประเด็นยุทธศาสตรที่2 การพัฒนาองคการใหมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย บุคลากรมีความเปนมือ อาชีพ พัฒนา สวนราชการและหนวยงานของรัฐสูองคการแหงความเปนเลิศ โดยเนนการจัดโครงสราง องคการที่มีความทันสมัย กะทัดรัด มีรูปแบบเรียบงาย (Simplicity) มีระบบการทํางานที่คลองตัว รวดเร็ว ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนในการทํางาน เนนการคิดริเริ่มสรางสรรค (Creativity) พัฒนา ขีดสมรรถนะของ บุคลากรในองคการ เนนการทํางานที่มีประสิทธิภาพ สรางคุณคาในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ ประหยัด คาใชจายในการดําเนินงานตาง ๆ และสรางความรับผิดชอบตอสังคม อนุรักษสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน กลยุทธ ● พัฒนาหนวยงานของรัฐใหมีขีดสมรรถนะสูง ● พัฒนาระบบบริหารจัดการกําลังคนและพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ ● เพิ่มผลิตภาพในการปฏิบัติราชการ โดยการลดตนทุน และสงเสริมนวัตกรรม ● สรางความรับผิดชอบตอสังคมและอนุรักษสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน ประเด็นยุทธศาสตรที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพยของภาครัฐใหเกิดประโยชนสูงสุด วางระบบการบริหารจัดการสินทรัพยของราชการอยางครบวงจร โดยคํานึงถึงคาใชจายที่ผูกมัด/ผูกพัน ติดตามมา (Ownership Cost) เพื่อ ใหเกิดประโยชนสูงสุดหรือสรางมูลคาเพิ่ม สรางโอกาส และสรางความ มั่นคงตามฐานะเศรษฐกิจของประเทศ ลดความสูญเสียสิ้นเปลืองและเปลาประโยชน รวมทั้งวางระบบและ มาตรการที่จะมุงเนนการบริหารสินทรัพยเพื่อใหเกิดผลตอบ แทนคุมคา สามารถลดตนทุนคาใชจายโดยรวม มีตนทุนที่ต่ําลงและลดความตองการของสินทรัพยใหมที่ไมจําเปน กลยุทธ ● บริหารสินทรัพยของภาครัฐอยางครบวงจรเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพ คุมคา และสะทอนตนทุนที่ แทจริงของภาครัฐ ประเด็นยุทธศาสตรที่ 4 การวางระบบการบริหารงานราชการแบบบูรณาการ สง เสริมการทํางานรวมกันภายในระบบราชการดวยกันเองเพื่อแกปญหาการแยกสวนใน การ ปฏิบัติงานระหวางหนวยงาน รวมถึงการวางระบบความสัมพันธและประสานความรวมมือระหวางราชการ บริหารสวน กลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น ในรูปแบบของการประสานความรวมมือที่หลากหลาย ภายใตวัตถุประสงคเดียวกัน คือ นําศักยภาพเฉพาะของแตละหนวยงานมาสรางคุณคาใหกับงานตาม เปาหมายที่กําหนด เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย/ยุทธศาสตรของประเทศและการใชประโยชนทรัพยากรอยาง คุมคา กลยุทธ ● ออกแบบและพัฒนาระบบการบริหารงานแบบบูรณาการ ● ปรับปรุงความสัมพันธและประสานความรวมมือระหวางราชการบริหารสวนกลาง สวนภูมิภาคและ สวนทองถิ่น
  • 12.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 10 การพัฒนาอยางยั่งยืน ประเด็นยุทธศาสตรที่5 การสงเสริมระบบการบริหารกิจการบานเมืองแบบรวมมือกันระหวางภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน สง เสริมใหหนวยงานราชการทบทวนบทบาทและภารกิจของตนใหมีความเหมาะสม โดยให ความสําคัญตอการมีสวนรวมของประชาชน มุงเนนการพัฒนารูปแบบความสัมพันธระหวางภาครัฐกับภาค สวนอื่น การถายโอนภารกิจบางอยางที่ภาครัฐไมจําเปนตองดําเนินงานเองใหภาคสวนอื่น รวมทั้งการสราง ความรวมมือหรือความเปนภาคีหุนสวน(Partnership) ระหวางภาครัฐและภาคสวนอื่น กลยุทธ ● ทบทวนบทบาทภารกิจและอํานาจหนาที่ของหนวยงานของรัฐใหเหมาะสม ถายโอนภารกิจงานและ กิจกรรมที่ภาครัฐไมจําเปนตองปฏิบัติเองใหภาคสวนตาง ๆ ● สงเสริมการบริหารราชการระบบเปดและการสรางเครือขาย ประเด็นยุทธศาสตรที่ 6 การยกระดับความโปรงใสและสรางความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการ แผนดิน สง เสริมและวางกลไกใหสวนราชการและหนวยงานของรัฐเปดเผยขอมูลขาวสารและ สรางความโปรงใส ในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งสงเสริมใหภาคประชาชนเขามามีสวนรวมในการตรวจสอบการทํางานของทาง ราชการ ตลอดจนการขับเคลื่อนยุทธศาสตรและมาตรการในการตอตานการทุจริตคอรรัปชั่น ใหบรรลุ ผลสัมฤทธิ์อยางเปนรูปธรรม กลยุทธ ● สงเสริมและวางกลไกสรางความโปรงใสในการปฏิบัติราชการ ● ขับเคลื่อนยุทธศาสตรและมาตรการในการตอตานคอรรัปชั่น กาวสูสากล ประเด็นยุทธศาสตรที่ 7 การสรางความพรอมของระบบราชการไทยเพื่อเขาสูการเปนประชาคมอาเซียน เตรียม ความพรอมของระบบราชการไทยเพื่อรองรับการกาวเขาสูประชาคมอาเซียน รวมทั้งประสาน พัฒนาเครือขายความรวมมือกันในการสงเสริมและยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐของ ประเทศสมาชิก อาเซียน อันจะนําไปสูความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และความเจริญผาสุกของสังคม รวมกัน กลยุทธ ● พัฒนาระบบบริหารงานของหนวยงานที่มีความสําคัญเชิงยุทธศาตรเพื่อเขาสูประชาคมอาเซียน ● เสริมสรางเครือขายความรวมมือเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐของประเทศสมาชิกอาเซียน
  • 13.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 11 การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมในการพัฒนาระบบราชการ ความหมายและความเปนมาของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม (NewPublic Management – NPM) ความหมาย การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม คือ รูปแบบการบริหารที่นํามาเพื่อปรับใชกับภาครัฐ เพื่อ ลดปญหาตาง ๆ ในการบริหารจัดการ โดยเนนการทํางานที่ยึดผลลัพธเปนหลัก มีการวัดผลลัพธ และคาใชจาย อยางเปนรูปธรรม เพื่อเปาหมายสุดทาย คือระบบราชการที่มีระบบการทํางานที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูง เทียบเทามาตรฐานสากล มีเจาหนาที่ที่มีประสิทธิภาพ ศักยภาพสูง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ อยางประหยัด คุมคา เหมาะสม ทําใหระบบราชการมีความคลองตัว ยืดหยุน สามารถปรับตัวไดทันตอการ เปลี่ยนแปลงของสังคมและประชาคมโลกสามารถตอบความตองการและนําบริการที่ดี มีคุณภาพไปสูประชาชนได NPM หมายรวมถึง “การบริหารจัดการ” และ “การจัดการภาครัฐ” หลักของ NPM ทั้ง 17 ขอนี้ จะทําใหเขาใจ หลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมอยางดี และ สามารถนําไปปฏิบัติใหเกิดผลไดอยางมีประสิทธิภาพ การประยุกตการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหมกับการพัฒนาระบบราชการไทย ยึดหลัก 3 S คือ - S = Struture (โครงสราง) คือโครงสรางองคกร - S = Service (บริการ) คือการบริการหรือวิธีปฏิบัติราชการของขาราชการ - S = Size (ขนาด) คือ การกําหนดขนาดและกําลังคนใหมีความเหมาะสม จุดเนนของการประยุกตใช NPM ในการพัฒนาระบบราชการ รัฐบาลไดประยุกตแนวคิด NPM เรื่องสําคัญ ดังนี้ - ภาครัฐจะตองลดบทบาทภารกิจลง มาเปนฝายสนับสนุนและเสริมสรางพลังใหภาคเอกชน และภาคประชาชนเปนผูดําเนินการ ซึ่งจะนําไปสูการมีสวนรวมของประชาชน - เนนการปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน เปนการใหความสําคัญที่ผลสัมฤทธิ์ หรือผลผลิตและ ผลลัพธของการทํางาน - เนนเปาหมายสุดทาย คือผูรับบริการหรือประชาชน ซึ่งการกินดีอยูดีและความสงบสุข - ในมิติของการบริหารทรัพยากรบุคคล คือ จํานวนกําลังคนภาครัฐจะตองมีไมมากนักตอง เปนกําลังคนที่มีคุณภาพและสามารถใชใหเกิดประโยชนสูงสุด
  • 14.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 12 บทที่3 การวางแผนกําลังคน เหตุผลความจําเปนในการกําหนดมาตรการ 1.1 มาตรา 35 แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. 2542 กําหนดใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีคาใชจาย ดานบุคคลไมเกินรอยละ 40 ของงบประมาณรายจาย ประจําป โดยในปงบประมาณ พ.ศ.2547-2551 กรุงเทพมหานครมีคาใชจายดานบุคคล คิดเปนรอยละ 28.36,31.45,30.38,34.89 และ 34.91 ของงบประมาณรายจายประจําป และในปงบประมาณ พ.ศ.2552 มี ประมาณการคาใชจาย ดานบุคคลที่จะเบิกจายคิดเปนรอยละ 41.10 ของงบประมาณรายจายประจําป 1.2 สภาพกําลังคนของกรุงเทพมหานครยอนหลัง 5 ป (พ.ศ.2547-2551) โดยในสวนของ ขาราชการมีจํานวนกรอบอัตรา กําลังขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญเพิ่มขึ้นทุกปเปนจํานวน 21,758 21,998 22,717 23,382 และ 23,647 ตําแหนง ตามลําดับ สําหรับกรอบ อัตรากําลังลูกจางมีจํานวนสูงมาก โดยนับตั้งแตป พ.ศ.2547 มีจํานวนกรอบอัตรากําลังลูกจาง 55,239 61,644 57,763 และ 61,178 ตําแหนง ตามลําดับ คณะกรรมการจัดสรรกําลังคนฯ ไดพิจารณาจํานวนกําลังคนของกรุงเทพมหานครที่มีการ เพิ่มขึ้นโดยตลอดแลวเห็นวา กรุงเทพมหานครจะมีคาใชจายดานบุคคลเกินกวาที่กําหนดไวตามมาตรา 35 แหง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 จึงมีความจําเปนจะตองมีการปรับขนาด กําลังคนโดยดวนเพื่อไมใหมีคาใชจายดานบุคคลเกิดกวาที่กฎหมายกําหนดและเพื่อใหกําลังคนของ กรุงเทพมหานครมีขนาดและคุณภาพที่เหมาะสม สอดคลองกับภารกิจของกรุงเทพมหานคร แนวทางการปรับขนาดกําลังคน การปรับขนาดกําลังคนของกรุงเทพมหานครใหไดผลในทางปฏิบัติที่เปนรูปธรรม จําเปนตอง มีแนวทาง ดําเนินการที่หลากหลายและเปนระบบ ตั้งแตการปรับลดบทบาทภารกิจ การปรับเปลี่ยน กระบวนการและวิธีการทํางาน การสงเสริมกลไก การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตาง ๆ โดยการผลักดันให หนวยงานเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานดวยการพัฒนาบุคลากรใหเปนผูปฏิบัติ งานที่ทรงความรู ตลอดจนการ เสริมสรางแรงจูงใจและคุณภาพซึ่งเปนการทํางานที่มีผลเชื่อมโยงตอการใชทรัพยากรบุคคลใหคุมคาเต็ม
  • 15.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 13 ศักยภาพและเกิดประโยชนสูงสุดควบคูกันไป จึงไดกําหนดมาตรการเพื่อใชในการปรับขนาดกําลังคนของ กรุงเทพมหานคร ประกอบดวย มาตรการหลัก และมาตรการสนับสนุน ดังนี้ 1. มาตรการหลัก เปนมาตรการที่กําหนดใหทุกหนวยงานปฏิบัติ แบงการดําเนินการเปน 2 ระยะ คือ มาตรการ ระยะสั้น เปนมาตรการที่ใหใชทันทีเมื่อผูบริหารใหความเห็นชอบ (ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร เห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552) และมาตรการระยะยาว เปนมาตรการที่ใหหนวยงานดําเนินการตาม ระยะเวลาที่กําหนดไวในแตละมาตรการ แนวทางการดําเนินการมาตรการหลัก ระยะสั้น มาตรการ 1. ตําแหนงขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ 1.1 โดยหลักการไมเพิ่มกรอบอัตรากําลังในภาพรวมทุกหนวยงาน ยกเวนกรณีจําเปนอันมิ อาจหลีกเลี่ยงได เนื่องจากมีการจัดตั้งหนวยงานหรือสวนราชการขึ้นใหมหรือเปนหนวยงานที่จัดตั้งไวอยูกอน แลวที่มีความจําเปนตองเพิ่ม อัตรากําลังโดยหนวยงานหรือสวนราชการที่จะเพิ่มกรอบอัตรากําลังไดตองมี ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้ 1.1.1 เปนหนวยงานหรือสวนราชการที่ทําหนาที่ใหบริการประชาชนโดยตรง (งาน บริการประชาชนโดยตรง หมายถึง งานบริการที่หนวยงานหรือสวนราชการรับคําขอจากประชาชนโดยตรง เชน ประชาชนยื่นคําขอทําบัตร ประชาชนหรือประชาชนมาขอรับการตรวจรักษาที่ศูนยบริการสาธารณสุขหรือ โรงพยาบาล เปนตน) 1.1.2 เปนหนวยงานหรือสวนราชการที่จะตองดําเนินการตามนโยบายผูวา ราชการ กรุงเทพมหานครหรือไดรับการถายโอนภารกิจมาจากราชการสวนกลางหรือตามที่กฎหมายกําหนด หากไม ดําเนินการจะทําใหเกิดผลเสีย แกกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวทางดําเนินการ ดังนี้ (1) ในเบื้องตนใหเกลี่ยอัตรากําลังจากตําแหนง ภายในสวนราชการหรือหนวยงานกอน (2) หากยังมีอัตรากําลังไมเพียงพอ ใหหนวยงาน ปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานหรือใชการจางงาน ที่หลากหลาย เชน การจางลูกจางชั่วคราว ลูกจางที่ปฏิบัติตามโครงการจางอาสา หรือจางเหมาเอกชนแลวแต กรณี
  • 16.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 14 (3)หากดําเนินการแลวยังมีอัตรากําลังไมเพียงพอ อีกใหเสนอเหตุผลความจําเปนให คณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของกรุงเทพมหานครพิจารณาจัดสรรอัตราวางจากหนวยงานอื่นมาให (4) หากคณะกรรมการฯ ไมสามารถจัดสรรอัตราใหไดหรือ จัดสรรแลวยังมีอัตรากําลังไม เพียงพอจึงจะสามารถนําเสนอขอเพิ่มกรอบอัตรากําลังได โดยการเพิ่มกรอบอัตรากําลังจะมีเงื่อนไข ดังนี้ - หนวยงานจะไดรับกรอบอัตรากําลังไมเกินรอยละ 50 ของกรอบอัตรากําลังที่ สํานักงาน ก.ก. วิเคราะหได สําหรับกรอบอัตรากําลังที่ยังขาดอยูอีกรอยละ 50 ใหหนวยงานแกไขปญหาดวย วิธีการอื่น เชน การสรางเครือขายในการทํางาน Project Management ไปกอนจนกวาจะมีการประกาศ ยกเลิกมาตรการ - สํานักงาน ก.ก. จะดําเนินการวิเคราะหอัตรากําลัง ใหหนวยงานอีกครั้งเมื่อยกเลิก มาตรการ หากวิเคราะหแลวปรากฏวาหนวยงานยังมีความจําเปนตองใชอัตรากําลังจึงจะกําหนดอัตรากําลัง เพิ่ม ใหมให - กรณีที่เปนตําแหนงในสายงานสนับสนุนเมื่อวิเคราะห แลวจะไมกําหนดกรอบ อัตรากําลังเปนตําแหนงขาราชการ โดยสํานักงาน ก.ก. จะกําหนดจํานวนผูปฏิบัติงานให และใหหนวยงานใช วิธีการ จางเหมาเอกชนดําเนินการ 1.2 ใหนําอัตราวางจากการเกษียณอายุราชการ เสนอใหคณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของ กรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดสรรใหในภาพรวมตามความจําเปนเรงดวน 1.3 ใหนําตําแหนงเจาหนาที่บันทึกขอมูลที่วางจากการเกษียณอายุราชการและในระหวางป มารวมไวที่ สวนกลาง (สํานักงาน ก.ก.) เพื่อนําเสนอคณะกรรมการจัดสรรกําลังคนของกรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดสรรใหหนวยงานที่มีความจําเปนในการ ใชอัตรากําลังหรือหนวยงานที่จัดตั้งใหม หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติใหกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง 2. ตําแหนงลูกจางประจํา 2.1 ไมใหเพิ่มอัตรากําลังลูกจางประจําที่มีชื่อหรือลักษณะงานซ้ําซอนกับขาราชการ 2.2 กําหนดใหหนวยงานสามารถเพิ่มกรอบอัตราลูกจางประจําได ดังนี้ - ปงบประมาณ 2553 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 5 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว ของหนวยงาน - ปงบประมาณ 2554 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 3 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว ของหนวยงาน - ปงบประมาณ 2555 ใหเพิ่มไดไมเกินรอยละ 2 ของกรอบอัตรากําลังลูกจาง ชั่วคราว ของหนวยงาน 2.3 ใหยุบเลิกกรอบอัตราลูกจางประจําที่วางจากการเกษียณอายุและวางระหวางป (ตาย ลาออก ออก ดวยเหตุวินัย) กรณีที่หนวยงานมีความจําเปนตองใชตําแหนงที่วางใหนําตําแหนงลูกจางประจํา อื่นมาเปลี่ยนเพื่อทดแทนได 2.4 เปลี่ยนแปลงและเกลี่ยอัตรากําลังลูกจางประจําที่มีเงื่อนไขตามขอบังคับ กรุงเทพมหานครวาดวย การกําหนดอัตราจางขั้นต่ําสูดและสูงสุดของลูกจาง ไปรองรับการจางและแตงตั้ง ลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจําแทนการขอ พิจารณากําหนัดอัตราลูกจางประจําเพิ่มในแตละปงบประมาณ รวมทั้งการนําอัตรากําลังลูกจางที่เกษียณอายุราชการประจําป มาดําเนิน การรวมดวยอีกทางหนึ่ง
  • 17.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 15 หมายเหตุขอ 2.4 ปลัดกรุงเทพมหานครไดสั่งการใหหนวยงานดําเนินการตาม หนังสือที่ กท0404/435 ลงวันที่ 28 เมษายน 2552 3. ตําแหนงลูกจางชั่วคราว 3.1 การคัดเลือกลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจํา ผูที่จะไดรับการคัดเลือกตองอยูในตําแหนง ที่คัดเลือกติดตอกันมาไมนอยกวา 3 ป (นับถึงวันสิ้นปงบประมาณ) สําหรับหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขใน การคัดเลือกอื่น ๆ ใหเปนไปตามคณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือกลูกจางชั่วคราวเปนลูกจางประจํา กําหนด 3.2 ชะลอการกําหนดอัตรากําลังลูกจางชั่วคราวเพิ่มทุกกรณี ยกเวนกรณีที่ผูบริหาร กรุงเทพมหานครเห็นวา มีเหตุพิเศษหรือมีความจําเปนเรงดวน ทั้งนี้ ตั้งแตบัดนี้เปนตนไปหรือจนกวา สถานการณดานงบประมาณจะผอนคลายภายใตบทบัญญัติ กฎหมายที่เกี่ยวของ 3.3 นํารูปแบบการจางเหมาเอกชนมาดําเนินการแทนการจางโดยพิจารณาจากความจําเปน เหมาะสมตามสภาพงาน เชน การจางเหมาทําความสะอาดภายในอาคาร การทําความสะอาดทางสาธารณะทั้ง ทางบกและทางน้ํา การรักษาความปลอดภัย เปนตน ทั้งนี้ คาดหมายวาภายในปงบประมาณ พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานครจะดําเนินการจางเอกชนหรือมีเครือขายมาดําเนินการแทนการจางลูกจางเอง ประมาณรอยละ 40 หมายเหตุ ขอ 3.2 และ 3.3 ปลัดกรุงเทพมหานครไดสั่งการใหหนวยงานดําเนินการ แลวตาม หนังสือที่ กท 0404/435 ลงวันที่ 28 เมษายน 2552 แนวทางการดําเนินการมาตรการหลัก ระยะยาว มาตรการ 1. ใหสํานักงาน ก.ก. และหนวยงานรวมกันตรวจสอบตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจรองและ ภารกิจสนับสนุนของหนวยงาน และจัดทําบัญชี แสดงตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุน กรณีที่หนวยงานใดมีตําแหนงที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนเกินกวา 20% ของจํานวน ตําแหนง ทั้งหมด ใหหนวยงานและสํานักงาน ก.ก. รวมกันพิจารณาและลดจํานวนตําแหนงไมใหเกินกวาที่กําหนด หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติใหหนวยงานทราบอีกครั้งหนึ่ง 2. ใหหนวยงานปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทํางาน เชน นําเทคโนโลยีมาทดแทนการใช กําลังคนหรือใชวิธีการจางงานที่หลากหลาย รูปแบบ เพื่อใหมีผูปฏิบัติงานทดแทนในภารกิจสนับสนุน 3. ใหกองการเจาหนาที่ สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร และสวนราชการที่ปฏิบัติงานการ เจาหนาที่หนวยงาน สํารวจตําแหนงที่ไมสามารถ แตงตั้งขาราชการไปดํารงตําแหนงได และเปนตําแหนงที่วาง เกินกวา 1 ป เพื่อแจงใหสํานักงาน ก.ก. ตรวจสอบ และหากพบวาปญหาที่ไมสามารถแตงตั้งขาราชการเกิด จาก การกําหนดตําแหนงไมเหมาะสมใหดําเนินการปรับปรุงตําแหนงใหมเพื่อใหสามารถแตงตั้งบรรจุราชการ ไปดํารงตําแหนงได และหากเปนตําแหนงวางที่เกิดจากปญหาอื่น ๆ เชน ยังไมเปดสอบใหแจงหนวยงานที่มี หนาที่รับผิดชอบเรงดําเนินการ ทั้งนี้เพื่อมิใหการขาดอัตรากําลังสงผลกระทบตอการปฏิบัติงานในภาพรวมของ กทม. ได 4. ใหกรุงเทพมหานครกําหนดระยะเวลาการแตงตั้ง (ยาย) ขาราชการในแตละตําแหนงใหมี กําหนดเวลาที่ชัดเจนและดําเนินการปละ 2 ครั้ง (วันที่ 1 เม.ย. และ 1 ต.ค. ของทุกป) ยกเวนกรณีมีความ จําเปนเรงดวนมิอาจเลี่ยงได
  • 18.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 16 หมายเหตุขอ 3 และขอ 4 กองการเจาหนาที่ สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร จะมีหนังสือ แนวทางปฏิบัติใหกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง 2. มาตรการสนับสนุน เปนมาตรการที่กําหนดขึ้นเพื่อใหหนวยงานมีการใชกําลังคนอยางมี ประสิทธิภาพ มียุทธศาสตรในการดําเนินการ 3 ยุทธศาสตร คือ 1. การทบทวนภารกิจ การตรวจสอบการใชตําแหนงและการจัดอัตรากําลังใหเหมาะสม สอดคลองกับภารกิจ 2. การนําหลักสมรรถนะไปใชในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล 3. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการดวยมาตรการจูงใจ การดําเนินการตามมาตรการสนับสนุนมีแนวทางการดําเนินการ ดังนี้ แนวทางการดําเนินการในปงบประมาณ พ.ศ. 2553 ยุทธศาสตร 1. การทบทวนภารกิจการตรวจสอบการใชตําแหนงและการจัดอัตรากําลังใหเหมาะสม โดยมีมาตรการ ดังนี้ - ปรับปรุงอํานาจหนาที่ของหนวยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครที่ซ้ําซอนกันใหชัดเจน - ศึกษาปญหาและแนวทางการถายโอนภารกิจจากสํานักไปสํานักงานเขต - ศึกษาหนาที่ความรับผิดชอบรายตําแหนงของแตละหนวยงาน - ตรวจสอบการใชตําแหนงสําหรับตําแหนงวางที่เกิดจากการเกษียณอายุหรือกรณีอื่น ๆ - ตรวจสอบการใชตําแหนงของหนวยงาน หมายเหตุ สํานักงาน ก.ก. จะมีหนังสือแจงแนวทางปฏิบัติกับหนวยงานอีกครั้งหนึ่ง 2. การนําหลักสมรรถนะไปใชในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมีมาตรการดังนี้ - กําหนดใหสํานักงาน ก.ก. นําหลักสมรรถนะมาใชในกระบวนการสรรหาบุคคล ขึ้นตอนการสอบ สัมภาษณโดยกําหนดหลักเกณฑการใหคะแนนและการกําหนดสัดสวนของคะแนนอยางชัดเจน - การกําหนดลักเกณฑการคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนระดับ โดยนําหลักสมรรถนะเปนสวนหนึ่งของการ ประเมินและนํามาใชใน ขั้นตอนการประเมินคุณลักษณะจากผูบังคับบัญชา - กําหนดหลักเกณฑการประเมินสมรรถนะในการสัมภาษณขั้นตอนการสอบคัดเลือก โดยกําหนด หลักเกณฑอยางชัดเจน - การคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในระดับสูงขึ้นตั้งแตระดับ 7 ขึ้นไปควร กําหนดใหการประเมิน สมรรถนะเปนองคประกอบที่ใชในการคัดเลือกดวย - จัดตั้งศูนยรวมองคความรูของหนวยงานแตละหนวยงาน เพื่อเปนแหลงรวมในการพัฒนาตนเองและ แลกเปลี่ยนองคความรูระหวางขาราชการในหนวยงาน
  • 19.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 17 แนวทางการดําเนินการในปงบประมาณพ.ศ. 2554 ยุทธศาสตร 1. การนําหลักสมรรถนะไปใชในการกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมีมาตรการดังนี้ - นําหลักสมรรถนะไปใชในการประเมินศักยภาพของผูใตบังคับบัญชา - นําหลักสมรรถนะมาใชเพื่อจัดทํากรอบการพัฒนาบุคลากรใหมีศักยภาพในทุกสายงานของ กรุงเทพมหานคร - จัดตั้งศูนยรวมองคความรูของหนวยงานแตละหนวยงาน เพื่อเปนแหลงรวมในการพัฒนาตนเองและ แลกเปลี่ยนองคความรูระหวางขาราชการในหนวยงาน 2. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการดวยมาตรการจูงใจ โดยมีมาตรการดังนี้ - จัดสรรสิ่งจูงใจใหกับหนวยงานที่มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ โดยไมเพิ่ม กําลังคน - จัดทําแผนกําลังคนระดับหนวยงานเพื่อใชเปนเครื่องมือในการบริหารจัดการภายใตยุทธศาสตรของ หนวยงาน
  • 20.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 18 บทที่4 การกําหนดตําแหนง มาตรฐานการกําหนดตําแหนง ระบบจําแนกตําแหนง
  • 21.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 19 มาตรฐานกําหนดตําแหนงขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ 1)กลุมอาชีพบริหาร อํานวยการ ธุรการ งานสถิติ งานนิติการ งานการทูตและตางประเทศ -นักบริหาร -ผูตรวจราชการกรุงเทพมหานคร -ผูอํานวยการ -ผูอํานวยการเฉพาะดาน -ผูตรวจราชการ -นักจัดการงานทั่วไป -นักทรัพยากรบุคคล -นิติกร -นักปกครองเขต -เจาพนักงานเทศกิจ -เจาพนักงานปกครอง -เจาหนาที่ระบบงานคอมพิวเตอร -นักวิเคราะหนโยบายและแผน -นักวิจัยการจราจร -นักวิชาการคอมพิวเตอร -นักวิชาการพัสดุ -นักวิชาการสถิติ -นักวิเทศสัมพันธ -พนักงานเทศกิจ -เจาพนักงานธุรการ -เจาพนักงานพัสดุ -เจาพนักงานเวชสถิติ -เจาพนักงานสถิติ -พนักงานปกครอง 2) กลุมอาชีพการคลัง การเศรษฐกิจ การพาณิชยและอุตสาหกรรม -นักวิเคราะหงบประมาณ -นักวิชาการคลัง -นักวิชาการเงินและบัญชี -นักวิชาการจัดเก็บรายได -นักวิชาการตรวจสอบภายใน -นักบัญชี -เจาพนักงานการเงินและบัญชี -เจาพนักงานการคลัง -เจาพนักงานจัดเก็บรายได 3) กลุมอาชีพคมนาคม ขนสง และติดตอสื่อสาร -นักประชาสัมพันธ -นักวิชาการโสตทัศนศึกษา -เจาพนักงานประชาสัมพันธ -เจาพนักงานสื่อสาร -เจาพนักงานโสตทัศนศึกษา 4) กลุมอาชีพเกษตรกรรม -นักวิชาการเกษตร -เจาพนักงานการเกษตร 5) กลุมอาชีพวิทยาศาสตร -นักวิทยาศาสตร -เจาพนักงานวิทยาศาสตร 6) กลุมอาชีพแพทย พยาบาล และสาธารณสุข -นักกายภาพบําบัด -นักจิตวิทยา -ทันตแพทย -นักเทคนิคการแพทย -นายสัตวแพทย -พยาบาลวิชาชีพ -นายแพทย -เภสัชกร -นักโภชนาการ -นักรังสีการแพทย -นักวิชาการพยาบาล -นักวิชาการสาธารณสุข
  • 22.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 20 -นักวิชาการสุขาภิบาล-นักอาชีวบําบัด (ยกเลิก) -นักวิทยาศาสตรการแพทย -เจาหนาที่งานรักษาความสะอาด -เจาหนาที่อนามัย -ผูชวยทันตแพทย -เจาพนักงานทันตสาธารณสุข -เจาพนักงานเภสัชกรรม -โภชนากร -เจาพนักงานรังสีการแพทย -เจาพนักงานวิทยาศาสตรการแพทย -เจาพนักงานสาธารณสุข -พยาบาลเทคนิค -สัตวแพทย -นักเวชศาสตรการสื่อความหมาย -นักกิจกรรมบําบัด 7) กลุมอาชีพวิศวกรรม สถาปตยกรรม และชางเทคนิคตางๆ -นักจัดการงานโยธา -เจาพนักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย -มัณฑนากร -นักวิชาการชางศิลป -นักวิชาการแผนที่ -วิศวกร -วิศวกรเครื่องกล -วิศวกรไฟฟา -วิศวกรโยธา -วิศวกรสุขาภิบาล -นักเวชนิทัศน -สถาปนิก -ชางกายอุปกรณ -เจาพนักงานเครื่องคอมพิวเตอร -นายชางเขียนแบบ -นายชางเครื่องกล -นายชางเทคนิค -นายชางไฟฟา -นายชางภาพ -นายชางโยธา -นายชางศิลป -นายชางสํารวจ -พนักงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย 8) กลุมอาชีพการศึกษา ศิลป สังคม และการพัฒนาชุมชน -บรรณารักษ -นักผังเมือง -นักพัฒนาการกีฬา -นักพัฒนาการทองเที่ยว -นักพัฒนาสังคม -นักวิเคราะหผังเมือง -นักวิชาการจัดหาที่ดิน -นักวิชาการละครและดนตรี -นักวิชาการวัฒนธรรม -นักวิชาการศึกษา -นักวิชาการศึกษาพิเศษ (ยกเลิก) -นักวิชาการศูนยเยาวชน -นักวิชาการสิ่งแวดลอม -นักสังคมสงเคราะห -คีตศิลปน -ดุริยางคศิลปน -เจาพนักงานพัฒนาสังคม -เจาพนักงานศูนยเยาวชน -เจาพนักงานหองสมุด
  • 26.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 24 บทที่6 การใหไดรับเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง เงินเดือน คาตอบแทน
  • 27.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 25 บทที่7 หลักการและแนวทางในการสรรหาและเลือกสรรบุคคล กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย หมายถึง องคประกอบที่ใชในการดําเนินงานตางๆ เกี่ยวกับบุคลากร ซึ่งประกอบไปดวย 1) การวางแผนทรัพยากรมนุษย การวางแผนทรัพยากรมนุษย หมายถึง การคาดคะเนความตองการกําลังคนขององคกร ลวงหนาวาตองการคนประเภทใด ระดับใด จํานวนเทาไร และตองการเมื่อไร และมีปจจัยใดบางเปนเครื่อง กําหนดการวางแผนกําลังคน การวางแผนทรัพยากรมนุษยนั้นเปนกระบวนการในการพิจารณากําหนดทิศทางและ วิเคราะหความตองการทรัพยากรมนุษยขององคการ ทั้งในปจจุบันและอนาคต เพื่อใหสอดคลองกับแผนกล ยุทธและสามารถบรรลุเปาหมายขององคการได ดังนั้นการวางแผนทรัพยากรมนุษยจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนํา ทางในการดําเนินงานดานทรัพยากรมนุษยใหถึงจุดหมายอยางมีประสิทธิภาพและไมหลงทาง 1.1) ประโยชนของการวางแผนทรัพยากรมนุษย (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 51 – 52) (1) ชวยใหองคการสามารถวางแผนพัฒนาการใชทรัพยากรมนุษยใหเกิดประโยชนสูงสุด (2) ชวยใหกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยและเปาหมายขององคการในอนาคตมีความสอดคลองกัน (3) ชวยใหกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยเปนไปอยางระบบและมีความสัมพันธตอเนื่องกัน กิจกรรมดานทรัพยากรมนุษย ไมเกิดปญหาการขาดแคลนบุคลากร (4) ชวยใหการจางพนักงานใหมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ (5) สงเสริมและพัฒนาโอกาสความเทาเทียมกันของพนักงานในหนวยงานตางๆ ขององคการ (6) เปนแนวทางสําหรับองคการที่มีหนาที่ผลิตจะไดผลิตกําลังคนใหสอดคลองกับความ ตองการของหนวยงาน 1.2) กระบวนการในการวางแผนทรัพยากรมนุษย อยางไรก็ตามการวางแผนทรัพยากรมนุษยนั้น เปนการคาดการณสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่ควรจะ เปนในอนาคตขององคกร ซึ่งการคาดการณไดอยางแมนยํานั้น ตองอาศัยกระบวนการในพิจารณาอยางรอบ ดาน เพื่อใหไดขอมูลที่เหมาะสมสอดคลองกับองคกรในอนาคต ดังนั้นพะยอม วงศสารศรี ( 2538 : 52 – 57) จึงไดสรุปขั้นตอนการวางแผนทรัพยากรมนุษยไว ดังนี้ (1) การพิจารณ าเปาหมาย และแผนขององคการ (Goals and plans of Organization) งานขั้นแรกสําหรับนักวางแผนทรัพยากรมนุษยจะกระทํา คือ การศึกษาและพิจารณาแผนกล ยุทธที่องคการไดกําหนดไวศึกษานโยบายสาธารณะ แนวโนมทางดานการเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความกาวหนาทางเทคโนโลยีตางๆ เพื่อที่จะนําผลของการศึกษาเหลานี้มาจัดวางขอมูลดานบุคคลที่ ควรจะเปนในอนาคตไดอยางเหมาะสม (2) การพิจารณาสภาพการณของทรัพยากรมนุษยในปจจุบัน(Current Human Resource Situation) สํารวจจํานวนพนักงานทั้งหมดที่มีอยู โดยจําแนกออกตามประเภทตางๆ เชน ตาม ลักษณะของงาน ตามแผนก ตามอายุ ตามระดับการศึกษา เปนตน (3) การคาดการณทรัพยากรมนุษย (Human Resource Forecast) ในขั้นนี้ นัก วางแผนทรัพยากรมนุษยจะพิจารณาถึงจํานวน และประเภทของพนักงานที่องคการตองการ พรอมทั้งจํานวน และประเภทของคนที่ตองจางใหม ในขั้นนี้จะตองพิจารณาใหละเอียด ตรวจสอบพนักงานที่จะครบเกษียณอายุ การโยกยาย การเลื่อนตําแหนง จะไดทราบจํานวนและประเภทของพนักงานที่มีอยูจริงๆ วามีจํานวนเทาไร
  • 28.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 26 แลวนํามาเปรียบเทียบกับจํานวนที่องคการทั้งหมดก็จะสามารถรูวาองคการตองจางพนักงานใหมในกลุมใดบาง และในระยะเวลาใด (4)การกําหนดแผนปฏิบัติการ (Implementation Programs) หลังจากไดมีการ คาดการณทรัพยากรมนุษยเปนที่เรียบรอยแลวจึงกําหนดออกมาเปนแผนปฏิบัติการของฝายทรัพยากรมนุษย เชน แผนการสรรหาพนักงาน แผนการคัดเลือกและบรรจุพนักงาน แผนการประเมินผลการปฏิบัติงาน แผนการโอนยาย การเลื่อนตําแหนง การฝกอบรม และพัฒนา เปนตน (5) การตรวจสอบและการปรับปรุง (Audit and Adjustment) ในขั้นนี้เปนการ ตรวจสอบความเหมาะสมและความกาวหนาของแผนปฏิบัติงาน การเปรียบเทียบแผนตางๆ การแกไขปรับปรุง ขอบกพรอง การเปลี่ยนแปลงแผนทรัพยากรมนุษย และถามีการเปลี่ยนแปลงแผนขององคการ การจัดทําดัชนี แรงงานที่ทันสมัยควรไดรับการพิจารณาศึกษา ทั้งนี้เพราะขอมูลที่เชื่อถือไดเปนสิ่งสําคัญของการวางแผน 2) การสรรหาและการคัดเลือก การสรรหาและการคัดเลือก หมายถึง กระบวนการการดําเนินงานขององคกรจัดทําขึ้นเพื่อ มุงจูงใจผูสมัครที่มีคุณภาพเขามาทํางานในองคกรของตน อันไดแก แหลงที่ใชในการสรรหา ระยะเวลาใน การสรรหา วิธีการที่ใชในการสรรหาบุคลากร และการตัดสินใจคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรเปนวิธีการที่จะใหไดบุคลากรมารวมงาน จึงถือเปน ขั้นตอนที่สําคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะวาการไดมาซึ่งคนดี มีความรูความสามารถเหมาะสมกับงานมาทํางานก็จะทํา ใหองคกรประสบความสําเร็จ ดังนั้นองคการแตละองคการจึงตองใหความสนใจในการสรรหาบุคคลที่มีความรู ความสามารถ จากแหลงตางๆ โดยเพื่อทําการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับตําแหนงงานใหเขามารวมงานกับ องคการไดอยางเหมาะสม การสรรหา หมายถึง กระบวนการในการแสวงหาบุคคล การชักจูงบุคคลที่มีความรู ความสามารถ มีคุณสมบัติตามที่ตองการ และมีทัศนคติที่ดีตอองคการเขามาสูองคการ โดยใหเกิดความสนใจ มาสมัครงานในตําแหนงที่ตองการกับองคการ เพื่อองคการจะไดคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุด การคัดเลือก หมายถึง กระบวนการในการหาวิธีการกลั่นกรองที่เปนมาตรฐาน เพื่อใชในการ ตัดสินใจเลือกบุคคลที่เชื่อถือวาจะใหไดบุคคลที่เหมาะสมกับตําแหนงงานมากที่สุด รวมทั้งใหเกิดความยุติธรรม ในการคัดเลือกบุคลากร Niglo Felix A (1959 : 134 - 136) อธิบายวา ในการสรรหาบุคลากรนั้น องคการมี นโยบายในการสรรหาซึ่งแบงไดเปน 2 ประเภท คือ (1) นโยบายแบบเปด ซึ่งมีสาระสําคัญคือ - เปดโอกาสใหทุกคนที่มีความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสมตามตําแหนงที่วาง เขา มางานไดโดยเสมอภาค - เปดรับสมัครงานทุกวันและเวลาที่องคการเปดทําการ ไมวาในขณะนั้นจะมีตําแหนงวาง หรือไมก็ตาม - เปดโอกาสใหบุคคลเขามาสมัครไดทุกระดับชั้น ถามีคุณสมบัติตามที่ตองการไมจํากัดวา ตองไปเริ่มตนทํางานที่ขั้นตน หรือขั้นต่ําสุดกอน สามารถเริ่มตนทํางานในขั้นสูงไดเลย - เปดโอกาสใหบุคคลที่มีความรูความสามารถ ประสบการณ และความชํานาญในงานสมัคร เขาทํางานได ถึงแมวาระดับการศึกษาจะไมถึงมาตรฐานขั้นต่ําของตําแหนงที่กําหนดเอาไว (2) นโยบายแบบปด ซึ่งมีสาระสําคัญดังนี้
  • 29.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 27 -เปดโอกาสใหผูสําเร็จการศึกษาตามระดับที่กําหนดไวเปนมาตรฐานเทานั้นเขามาสมัครใน ตําแหนงต่ําสุดของระดับนั้นกอน แลวจึงเลื่อนไปสูขั้นสูงตอไป - เปดรับสมัครบุคคลเขาทํางานเฉพาะตําแหนงวางเทานั้น 2.1) หลักเกณฑของการสรรหา ศิวาพร มัณฑุกานนท (2528 : 52) ไดกลาวถึงหลักเกณฑที่เปนที่นิยมใชในการบริหาร ทรัพยากรมนุษยกันอยางแพรหลายในหลายประเทศ เพื่อใชในการสรรหาผูมีความรูความสามารถในการ ปฏิบัติงานมีอยู 4 ประการ คือ (1) หลักความสามารถ (Competence) หมายถึงการยึดถือความรูความสามารถเปนเกณฑใน การเลือกสรรบุคคลเขาทํางาน การสอบแขงขัน การคัดเลือก การบรรจุแตงตั้ง การพิจารณาความดี ความชอบ และการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง (2) หลักความเสมอภาค (Equality of Opportunity) หมายถึง การเปดโอกาสเทาเทียมกัน แกผูที่คุณสมบัติตามความตองการ หรือที่กําหนดไวในการรับสมัครเขาทํางาน โดยไมคํานึงถึงชาติตระกูล ศาสนาหรือผิวพรรณ และกําหนดเงินคาตอบแทนในการปฏิบัติงาน ยึดหลักการที่วา งานที่มีลักษณะหนาที่ ความรับผิดชอบเทาเทียมกันหรือคลายคลึงกัน ควรไดรับคาตอบแทนเทากันและไดสัดสวนเทากับปริมาณงาน (3) หลักความมั่นคง (Security on Tenure) หมายถึง การมีหลักประกันที่จะสามารถยึดถือ เปนอาชีพตลอดไป จนกวาจะเกษียณอายุ หรืตราบเทาที่ยังคงรักษาระดับมาตรฐานหรือความสามารถในการ ปฏิบัติงานไวได การใหออกจากงานตองมีเหตุผล (4) หลักความเปนกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หลักขอนี้ไมมีความสําคัญ สําหรับการบริหารธุรกิจ แตมีความสําคัญมากสําหรับขาราชการ ขาราชการประจําจะตองปฏิบัติงานเพื่อ ประโยชนสวนรวมของประชาชนเทานั้น 2.2) แหลงที่มาในการสรรหาบุคลากร ณัฎฐพันธ เขจรนันทน (2547 : 93-94) ไดจําแนกแหลงที่มาในการสรรหาบุคคลได 2 แหลง คือ (1) การสรรหาบุคลากรจากภายในองคการ องคการสามารถสรรหาบุคลากรที่มีความรูทักษะ และประสบการณจากภายในองคการเพื่อเขาปฏิบัติงานในตําแหนงที่วางลง หรือตําแหนงที่เปดขึ้นใหม โดยที่ การสรรหาบุคลากรจากภายในองคการจะมีขอดีและขอเสียที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้ ขอดี ของการสรรหาบุคลากรจากภายในองคการมีดังตอไปนี้ - สรางขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติงานใหแกพนักงาน - ประหยัดคาใชจายในการสรรหาบุคลากรขององคการ ขอเสีย ของการสรรหาบุคลากรจากภายในองคการมีดังตอไปนี้ - สงผลใหเกิดการขาดแคลนความคิดสรางสรรคในการประเมินโอกาส การแกปญหา และ การสรางนวัตกรรมใหม ๆ ทางธุรกิจ - ไมสามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมเขามาปฏิบัติหนาที่ในตําแหนงที่มีความตองการ บุคลากร - กอใหเกิดปญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองคการ
  • 30.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 28 (2)การสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการ องคการจะทําการสรรหาบุคลากรที่มีความ เหมาะสมจากภายนอกองคการเพื่อเขาปฏิบัติงานในตําแหนงงานที่วาง โดยการสรรหาบุคลากรจากภายนอก องคการจะมีขอดี และขอเสีย ที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้ ขอดี ของการสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการมีดังตอไปนี้ - สรางความหลากหลายในการวิเคราะห โอกาส การแกปญหา และการพัฒนานวัตกรรม ทางธุรกิจ - สรางโอกาสในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสมในแตละหนาที่งาน - แกปญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรภายในองคการทั้งในดานของจํานวนและคุณสมบัติ ขอเสีย ของการสรรหาบุคลากรจากภายนอกองคการมีดังตอไปนี้ - สิ้นเปลืองเวลาและคาใชจายในการเตรียมการขององคการ - มีผลกระทบตอขวัญและกําลังใจของบุคลากร - ไมเปนผลดีตอบรรยากาศในการปฏิบัติงานขององคการ 2.3) ระบบการคัดเลือกบุคคล เขาทํางานซึ่งสามารถจําแนกเปน 2 ระบบใหญๆ (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 162) คือ (1) ระบบคุณธรรม (Merit System) หรือระบบความรูความสามารถ หรือระบบความดี ความสามารถ เปนวิธีการที่ตองการใหไดผูที่มีความรูความสามารถในการปฏิบัติงาน วิธีการสําคัญของระบบ คุณธรรม คือการทดสอบ (2) ระบบอุปถัมภ (Patronage System) เปนระบบที่ตรงกันขามกับระบบคุณธรรม เปน ระบบพรรคพวก ระบบชุบเลี้ยง ระบบสืบสายโลหิตเดียวกัน 2.4) กระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน การใหไดมาซึ่งบุคลากรที่เหมาะสมเขามาทํางานในองคกรถือเปนสิ่งสําคัญ เพราะหากไดคนที่ไม เหมาะสมเขามาในองคกรยอมจะกอใหเกิดความเสียหายตอตัวองคกรเอง ไมวาจะเปนการสูญเสียคาใชจาย เวลา ผลผลิต และประสิทธิภาพในการดําเนินกิจกรรมแลว ยังสงผลตอขวัญกําลังใจของบุคลากรในการ ทํางานอีกดวย ดังนั้นกระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางานนั้นจําเปนที่จะตองดําเนินการอยาง รัดกุม โดยไดลําดับขั้นตอนไวดังตอไปนี้ ขั้นตอนการสอบแขงขัน (1) กําหนดคุณสมบัติและหลักสูตรการอบรม (2) การรับสมัครสอบแขงขันทางอินเตอรเน็ต (3) การสรางขอสอบและการคัดเลือกขอสอบ (4) การกําหนดหลักเกณฑและวิธีการสอบ (5) การควบคุมสอบขอเขียน (6) การทดสอบภาคปฏิบัติ (7) การตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนง (8) ประเมินความเหมาะสมแตละตําแหนง (9) การทดสอบเชาวปญญาทางอารมณ
  • 31.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 29 (10)การสัมภาษณตามหลักสมรรถนะ Mondy R. Wayne et al. (1996 : 223 - 238) ไดอธิบายถึงการคัดเลือกบุคลากรสามารถ ดําเนินการดวยวิธีการดังตอไปนี้ (1) การทดสอบความสามารถสติปญญา (2) การทดสอบความรูเฉพาะตําแหนง หรือการทดสอบความสําเร็จ (3) การทดสอบใหปฏิบัติงานยอยๆ (4) การทดสอบความสนใจในงาน (5) การทดสอบบุคลิกภาพ (6) การสัมภาษณ
  • 32.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 30 บทที่8 การบรรจุและแตงตั้ง การบรรจุบุคลากรเปนขั้นตอนที่สําคัญเพราะการที่สถานศึกษาจะบรรจุแตงตั้งใหบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เขาดํารงตําแหนงใดก็ตาม เทากับการมอบหมายหนาที่ในการทํางานใหเหมาะสมกับความรูความสามารถของ บุคคลนั้น เปนการใชคนใหเหมาะสมกับงาน ซึ่งจะทําใหสถานศึกษาไดรับประโยชนสูงสุด การบรรจุ นั้นคือการรับบุคคลหนึ่งเขามาทํางาน โดยตองผานขั้นตอนของการสรรหาและการคัดเลือกตาม กระบวนการขั้นตอนที่กําหนดไว และมีตําแหนงวางที่จะบรรจุได ซึ่งเมื่อมีการบรรจุแลวก็จะมีการแตงตั้งบุคคล นั้นมีอํานาจหนาที่และรับผิดชอบปฏิบัติงานในตําแหนงนั้นดวย สวนการแตงตั้ง คือการสั่งใหบุคลากรคนหนึ่งมีอํานาจหนาที่และความรับผิดชอบในตําแหนงใด ตําแหนงหนึ่ง ในขณะเดียวกันจะมีผลทําใหบุคลากรผูนั้นมีสิทธิที่จะไดรับเงินเดือนตามตําแหนงนั้น และจะมี สิทธิใชฐานะแหงการดํารงตําแหนงระดับนั้นเพื่อการปฏิบัติงานตางๆ ตามกฎหมาย การบรรจุและแตงตั้งบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ดําเนินการไดโดย 1. บรรจุแตงตั้งบุคคลเขารับราชการจากผูสอบแขงขันได 2. บรรจุแตงตั้งบุคคลเขารับราชการจากผูไดรับคัดเลือก ขั้นตอนการบรรจุบุคลากร 1. การสรรหาและการคัดเลือก 2. การบรรจุชั่วคราว 3. การปฐมนิเทศ 4. การทดลองปฏิบัติงาน ———- > – การบรรจุและแตงตั้งหรือการบรรจุถาวร – ไมบรรจุหรือเลิก
  • 38.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 36 บทที่9 การฝกอบรมและการพัฒนาบุคคล การพัฒนาบุคคล หมายถึง กระบวนการที่จัดทําขึ้นเพื่อใหบุคลากรไดเรียนรู ปรับทัศนคติ ในการทํางาน และใหมีความชํานาญในการปฏิบัติงานมากขึ้น ดนัย เทียนพุฒ (2545 : 26) ไดใหความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย หมายถึง การดําเนินงานที่จะสงเสริมใหพนักงานมีความความสามารถ ทัศนคติ และประสบการณที่เพิ่มขึ้น เพื่อให พนักงานสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงปจจุบันไดอยางมีประสิทธิภาพและพรอมที่จะรับผิดชอบในตําแหนงที่ สูงขึ้น ทั้งนี้การพัฒนาพนักงานมิไดมีวัตถุประสงคเพียง เพื่อใหพนักงานมีความรูความชํานาญในงานปจจุบัน เทานั้น แตมีความมุงหมาย เพื่อใหพนักงานไดกาวหนาและเติบโตตอไปในอนาคตดวย ดังนั้นการพัฒนาบุคคลจะครอบคลุมใน 3 เรื่องดวยกันคือ การฝกอบรม (training) การศึกษา (education) และการพัฒนา (development) 3.1) ความสําคัญของการพัฒนาบุคคลมี 6 ประการ (กุลธน ธนาพงศธร. 2532 : 169–171) คือ (1) ชวยทําใหระบบ และวิธีการปฏิบัติงานมีสมรรถภาพดียิ่งขึ้นมีการติดตอประสานงาน ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะการพัฒนาบุคคลจะชวยเรงเราความสนใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรใหมีความสํานึก รับผิดชอบในการปฏิบัติหนาที่ของตนใหไดผลดียิ่งขึ้น (2) ชวยทําใหเกิดการประหยัด ลดความสิ้นเปลืองของวัสดุที่ใชในการปฏิบัติงานทั้งนี้ เพราะเมื่อบุคคลใดไดรับการพัฒนามาเปนอยางดีแลวยอมสามารถปฏิบัติงานไดอยางถูกตอง (3) ชวยลดระยะเวลาของการเรียนรูงานใหนอยลง อีกทั้งยังเปนการชวยลดความ เสียหายตางๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทํางานแบบลองถูกลองผิดอีกดวย (4) ชวยแบงเบาภาระหนาที่ของผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาหนวยงานตางๆ ในการตอบ คําถามหรือใหคําแนะนําแกผูใตบังคับบัญชาของตน ในกรณีที่มีบุคลากรเขาทํางานใหม หรือเขารับตําแหนง ใหมในหนวยงาน (5) ชวยกระตุนบุคลากรตางๆ ใหปฏิบัติงานเพื่อความเจริญกาวหนาในตําแหนงหนาที่ การงาน ทั้งนี้ เพราะโดยทั่วไปแลว เมื่อมีการพิจารณาเลื่อนตําแหนงใดๆ ในองคการก็ตาม มักจะคํานึงถึง ความรูความสามารถที่บุคคลนั้นจะสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงที่ไดรับการเลื่อนขึ้นได ซึ่งผูที่ไดรับการพัฒนา แลว ยอมมีโอกาสมากกวาผูที่มิไดเขารับการพัฒนา (6) ชวยทําใหบุคคลนั้นๆ มีโอกาสไดรับความรู ความคิดใหมๆ ทําใหเปนคนทันสมัยทัน ตอความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีใหมๆ ขั้นตอนการพัฒนาบุคคล มี 5 ขั้นตอน ดังตอไปนี้ (1) การสํารวจความตองการ (2) การกําหนดวัตถุประสงคของการพัฒนาบุคลากร (3) การกําหนดรูปแบบในการพัฒนาบุคลากร (4) การดําเนินการพัฒนา (5) การประเมินผล
  • 39.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 37 นอกจากนี้รูปแบบวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษยนั้น มีรูปแบบที่หลากหลายในการพัฒนา การเลือกใชรูปแบบใด เวลากับบุคลกรระดับใด ผูบังคับบัญชาตองพิจารณาอยางเหมาะสมเพื่อใหเกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด รูปแบบที่สําคัญไดแก (1) การศึกษาในสถาบันการศึกษา (2) การฝกอบรมกอนหรือในขณะปฏิบัติงาน (3) การปฐมนิเทศผูปฏิบัติงานใหม (4) การสอนแนะนํางาน (5) การฝกปฏิบัติหรือการดูงาน (6) การประชุมสัมมนา (7) การยายสับเปลี่ยนหมุนเวียนตําแหนง (8) การมอบหมายภารกิจใหมๆ (9) การเลื่อนตําแหนง (10)กิจกรรมอื่นๆ ที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
  • 40.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 38 บทที่10 การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ ในที่นี่การเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการนั้นหมายถึงคาตอบแทน หรือสิ่งที่จะชวย สรางความมั่นคงในการดํารงชีวิต การบริหารคาตอบแทน หมายถึง การกําหนดปจจัยตางๆ เปนหลักเกณฑกําหนดคาจาง เงินเดือน รวมถึงการจัดสวัสดิการใหแกบุคลากร การบริหารคาตอบแทนถือเปนกลไกสําคัญในการธํารงรักษาทรัพยากรมนุษยใหอยูกับองคกร นอกจากนี้คาตอบแทนยังถูกนํามาใชเปนเครื่องมือกระตุนการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและความพึงพอใจใน การทํางานอีกดวย คาตอบแทน (Compensation) เปนคํากวางๆ หมายถึง คาแรง คาจาง เงินเดือน หรือ ผลประโยชนอื่นๆ ที่องคกรใหแกพนักงาน เพื่อตอบแทนการทํางาน หรืออาจหมายถึง คาทดแทนที่องคกรจาย เปนคาตอบแทนความสูญเสียตางๆ ของพนักงาน ซึ่งรวมทั้งจายทางตรงและทางออมเปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน ธัญญา พลอนันต (2546 : 36)ไดใหความหมายของ การบริหารคาตอบแทน วาหมายถึง การกําหนดนโยบาย การวางแผนและกิจกรรมตางๆ ที่เกี่ยวกับการจายคาตอบแทน ทั้งทางตรงและทางออม ใหแกพนักงาน ดังนั้นการบริหารคาตอบแทน จึงมีความหมายรวมถึง คาจางเงินเดือน ผลประโยชนและ บริการ และคาตอบแทนทางสังคม สวนประกอบของคาตอบแทน (พะยอม วงศสารศรี. 2538 : 180 – 185) คือ (1)คาตอบแทนที่เปนรูปเงิน (Money Pay) การจายคาจางเปนเงินไดถือปฏิบัติกันมาเปนปกติ วิสัย เพราะเงินคือสื่อกลางแหงการแลกเปลี่ยนที่ทุกคนทํางานก็หวังจะไดเงินมา เงินจึงเปนสินจางรางวัลลอใจ กอใหเกิดความพอใจและสงเสริมใหเกิดการทํางาน นักบริหาร จึงถือเอาเงินหรือสวัสดิการที่ตองจายใหพนักงานเปนเครื่องมือสําหรับใชในการบริหารคาตอบแทน ในรูปแบบ ของเงินเดือน และคาจาง เงินเดือน หมายถึง คาตอบแทนที่เปนรายไดประจําที่บุคลากรจะไดรับในอัตราคงที่ภายใน ชวงระยะเวลาที่กําหนด โดยรายไดนี้จะไมเปลี่ยนแปลงตามจํานวนชั่วโมงทํางาน หรือปริมาณของผลผลิตของ บุคลากร คาจาง หมายถึง คาตอบแทนที่บุคลากรไดรับโดยถือจากเกณฑระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เปนหลัก เชน คาจางรายวัน คาจางรายชั่วโมง เปนตน (2) คาตอบแทนที่เปนรูปความสําคัญของงาน (Power Pay) คาจางที่มิไดจายเปนรูปเงินทั้ง ทางตรงและทางออม คือ จายคาตอบแทนพนักงานในรูปความสําคัญของงานที่เขาปฏิบัติอยู เพราะงานนั้นคือ หัวใจของบริษัท เปนงานที่จะตองทําใหเสร็จหรือไมมีใครจะสามารถทําได เมื่อมอบอํานาจการตัดสินใจใหเขา เพื่อใหเขาทํางานใหสําเร็จ พนักงานผูนั้นจะตองตระหนักวาผลิตภัณฑที่เขาประกอบขึ้นมีความสําคัญอยาง ยิ่งยวด ซึ่งเราถือวาพนักงานผูนั้นไดรับคาจางเปนรูปความสําคัญของงาน (3) คาตอบแทนที่เปนรูปตําแหนงงานที่ไดรับเลื่อนใหสูงขึ้น (Authority Pay) ผูที่ไดรับ อํานาจและตําแหนงหนาที่ใหมที่ไดรับเลื่อนขั้นมานี้ถือวาบริษัทไดจายคาตอบแทนทางสังคมใหอยางหนึ่ง ซึ่งใน
  • 41.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 39 บางครั้งมีความสําคัญมากกวาเงินและเปนที่ใฝหาของพนักงานที่จะกาวขึ้นไปสูระดับบริหารและสรางความพึง พอใจใหเกิดขึ้นแกพนักงานไดเปนอยางดี (4) คาจางในรูปสถานภาพที่ฝายบริหารยกยอง (Status Pay) ฝายบริหารจะใหความสําคัญ ยกยองแกพนักงานในตําแหนงหนาที่การงานที่เขาประจําอยูสอดคลองกับคานิยมและการยอมรับทางสังคม ทั้งนี้ยอมขึ้นอยูกับฝายบริหารวาจะมีความนึกคิดในการจายคาจางในรูปคาฐานะ คาเกียรติและศักดิ์ศรีใหเปน กําลังใจแกพนักงานของตนแคไหนเพียงใดดวย (5) คาจางในรูปองคการที่มีหลักการที่ดี (Meta-goals Pay) พนักงานที่เลือกทํางานในบริษัท ที่มั่นคงและทันสมัย ซึ่งมีวัตถุประสงคและหลักการดีเยี่ยม (Supra-goals) ก็เทากับพนักงานผูนั้นไดรับคาจาง ตอบแทนในรูปความมั่นคงและกาวหนา ไดแก (5.1) หลักความพอเพียง (Adequacy) คือ การจายคาจางขั้นต่ําใหเปนไปตาม กฎหมายกําหนด กลาวคือ จะตองพอเพียงที่ลูกจางจะยังชีพอยูไดโดยเฉลี่ยทั่วๆ ไป (5.2) หลักความยุติธรรม (Equity) ซึ่งบางครั้งรวมไปถึงจริยธรรมของมนุษยที่ยาก จะควบคุมได เพราะถือเปนการสรางความพึงพอใจและรักษาไวพนักงานใหอยูกับองคกร (5.3) หลักดุลยภาพ (Balance) หลักดุลยภาพ หมายถึง ความเหมาะสมระหวาง คาจางและผลประโยชนอื่นๆ ระหวางคาจางที่เปนเงินและที่เปนคาทางสังคม กลุมงานที่มีลักษณะคลายกันควร ไดคาจางเทากัน (5.4) หลักควบคุม (Control) การควบคุมตนทุนคาใชจายเปนสิ่งจําเปน เพราะการ ลดคาใชจายฟุมเฟอยและการประกอบการอยางมีประสิทธิภาพเปนหัวใจของการบริหาร การควบคุมจึงเปน หลักการของการวางแผนและบริหารเงินเดือน และเปนเครื่องมือนําทางไปสูจุดหมายที่ตั้งใจไวได (5.5) หลักความมั่นคง (Security) หลักความมั่นคงหรือเสถียรภาพในความหมาย ของคาจางเงินเดือนนั้น หมายถึง การปรับปรุงสิ่งที่จะมาคุมครองลูกจางตอภยันตรายและความเสี่ยงภัยตางๆ ใหดีขึ้น เชน การประกันชราภาพ เกษียณอายุ ทุพพลภาพ เจ็บปวยหรือตายเนื่องจากอุบัติเหตุในงาน การวางงาน เปนตน (5.6) หลักลอใจใหทํางาน (Incentives) ระบบคาจางที่ดีจะลอใจใหพนักงานขยัน ขันแข็งสรางงานใหบริษัทเจริญ คาจางมีความหมายโดยตรงตอการกระตุนใหลูกจางทํางานใหบรรลุมาตรฐาน และเกินมาตรฐานที่กําหนดไว (5.7) หลักการตอรองคาจางแลกคาเหนื่อย (Pay-and-Effort Bargain) หลักลอใจ ใหทํามักจะผูกพันอยางใกลชิดกับการที่ลูกจางจะเรียกรองผลตอบแทนหรือคาจางแลกกับคาเหนื่อยของเขาที่ ลงแรงไป (5.8) หลักการยอมรับ (Acceptability) หลักการที่ดีอันสุดทายไดแกหลักการ ยอมรับการวางแผนและบริหารคาจางในองคการของโลกเสรีจะตองใหพนักงานไดมีโอกาสศึกษาและรับรูดวย เขาอาจจะเห็นจุดออนและจุดแข็ง ติชมและวิพากษวิจารณ แสดงขอคิดและเสนอแนะเพื่อประมวลความพอใจ เขาดวยกันและอยางถูกตองตามหลักวิชา เพื่อวาเขาจะไดยอมรับและยึดถือปฏิบัติตอไปหากเมื่อ การยอมรับมี มากขึ้นการตอตานที่คอยๆ ลดลง
  • 42.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 40 4.2)วัตถุประสงคในการใหคาตอบแทน (1)เพื่อสรรหาบุคคลเขาทํางานในองคการ (To recruit people to the organization) เพราะ การกําหนดอัตราคาจาง และเงินเดือนเปนสิ่งจูงใจใหบุคคลมาสมัครทํางาน ทําใหสามารรถเลือกบุคคลที่มี ความเหมาะสมเขาปฏิบัติงาน (2)เพื่อควบคุมตอนทุนคาใชจาย (To control payroll costs) การกําหนดอัตราคาจางเปนไป ตามการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยอาศัยตารางคาจางและประเภทของงานประกอบ ซึ่งสิ่งเหลานี้จะเปน เครื่องมือใหผูบริหารสามารถควบคุมการจายเงินคาจางและเงินเดือนใหเปนไปตามกฎเกณฑที่กําหนดไว (3)เพื่อสรางความพึงพอใจใหแกผูปฏิบัติงาน (To satisfy employees) การกําหนดอัตรา คาจางเงินเดือนอยางยุติธรรมเสมอภาพ จะเปนการสรางความพึงพอใจในการทํางานของผูปฏิบัติงาน กอใหเกิดขวัญ และกําลังใจในการทํางาน (4)เพื่อจูงใจใหผูปฏิบัติงานทํากันอยางมีประสิทธิภาพ (To motivate employees to superior performance) การกําหนดอัตราคาจางและเงินเดือนที่เหมาะสม จะเปนการจูงใจใหคนงานทํางาน อยางมีประสิทธิภาพใหแกองคการ 4.3) หลักในการกําหนดคาตอบแทน การประเมินคางานเปนกระบวนการสําคัญในการกําหนดคาตอบแทน ผูมีหนาที่กําหนด คาตอบแทนจะตองทําการศึกษา วิเคราะห และประเมินคางาน ตลอดจนนําขอมูลที่มี่อยูมาใชประกอบการจัด เรียงลําดับงานตามความสําคัญ โดย ณัฏฐพันธ เขจรนันทน(2547 : 223 - 225)ไดอธิบายวาเพื่อกําหนด คาตอบแทนที่เหมาะสมและยุติธรรม โดยที่การประเมินคางาน สามารถกระทําได 2 วิธี ดังตอไปนี้ - การประเมินคางานเชิงคุณภาพ วิธีการนี้ผูทําหนาที่ประเมินคางานจะทําการจําแนก เปรียบเทียบ และจัดลําดับงานตามความสําคัญ - การประเมินคางานเชิงปริมาณ วิธีการนี้ผูทําหนาที่ประเมินคางานจะทําการวิเคราะห ความแตกตางของแตละงานในรูปของตัวเลข ขอมูลที่ไดจากการประเมินคางานถือเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดคาตอบแทนของบุคลากร เนื่องจากการประเมินคางานจะทําการเปรียบเทียบและจัดเรียงงานตามลําดับความสําคัญ โดยผูทําหนาที่ กําหนดคาตอบแทนสามารถนําขอมูลมาใชงานไดโดยตรง
  • 43.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 41 บทที่11 สิทธิประโยชนและสวัสดิการ
  • 57.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 55 บทที่14 การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Managament) หลักการของระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน เพื่อใหผูปฏิบัติงานไดปฏิบัติงานอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการพัฒนาอยางตอเนื่องซึ่งจะนําไปใชประโยชนสูงสุดตอหนวยงานและประชาชนผูรับบริการ ระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน นํามาใชสําหรับ ขาราชการพลเรือน จึงประกอบดวย 4 กระบวนการ ดังตอไป นี้ 1. การวางแผนการปฏิบัติงาน การวางแผนการปฏิบัติงานเปนชวงที่ตองใหความสําคัญกับ การกําหนดเปาหมายในระดับบุคคล เพื่อใหผลผลิตและผลลัพธของงาน ที่ไดสอดคลองและสงผลตอเปาหมายและความสําเร็จขององคกร อยาง แทจริง ดังนั้น จึงตองทําการถายทอด (Cascade) เปาหมาย การปฏิบัติงานขององคกรลงมาตามลําดับชั้น คือ จากระดับองคกร ลงสูระดับสํานัก/กอง/ฝาย /สวน /กลุม จนถึงระดับบุคคล โดยเปาหมายงานในระดับตางๆ ตองเปนปจจยหนึ่งที่นําไปสูเปาหมายเชิงกลยุทธ ขององคกร การถายทอดเปาหมายการปฏิบัติงาน ระบบ บริหารผลการปฏิบัติงาน การวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตาม ผลการปฏิบัติงาน การพัฒนา ผลการ ปฏิบัติงาน การประเมิน ผลการปฏิบัติงาน กระบวนการนี้มีความสําคัญในการชี้ใหผูปฏิบัติงานในทุกระดับ เห็น อยางชัดเจนวาเราอยูตรงไหนในองคกร ทําอะไร และสิ่งที่เราทํานั้น มีประโยชนสงผลตอเปาหมายขององคกร อยางไร ตอไปนี้ทุกๆ คน ในองคกรจะตองรับรูบทบาทและจุดยืนของตนเองวาเราก็เปนกลไกหนึ่งที่สําคัญใน การผลักดันใหองคกรของเรากาวไปขางหนา ไมใชทํางานหนักกันทุกวันแตไมรูวาทําไปเพื่ออะไร 2. การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน การพัฒนาผลการปฏิบัติงานเปนกระบวนการวางแผนการพัฒนา ความรูทักษะและสมรรถนะของ ผูปฏิบัติงานใหปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องจากปญหาหนึ่งที่พบคือ ขาราชการไมไดรับ การ พัฒนาอยางเหมาะสมหรือไมมีการกําหนดการพัฒนาอยางจริงจัง ดังนั้น จึงแกปญหานี้โดยการกําหนดใหมีการ วางแผนการพัฒนา ผลการปฏิบัติงานนี้กันใหชัดเจนเมื่อเริ่มรอบการประเมินและทําการ พัฒนาอยางตอเนื่อง ควบคูไปกับการติดตามผลการปฏิบัติงานตลอดรอบ การประเมิน อีกทั้งยังตองกําหนดการวัดและบันทึก ความสําเร็จของ กิจกรรมการพัฒนาดวยอยางชัดเจน การพัฒนานี้นอกจากจะมีประโยชนโดยตรงกับบุคลากร
  • 58.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 56 และขอมูลในการพัฒนาที่ไดรับการบันทึกไวยังสามารถใชเปนแนวทางให ผูรับผิดชอบดานการพัฒนาของ หนวยงานทราบความตองการของ การพัฒนาผูปฏิบัติงานในองคกร และสามารถวางแผนพัฒนาอยางเปน ระบบและตรงตามความตองการ 3. การติดตามผลการปฏิบัติงาน หลังจากที่มีการวางแผนการปฏิบัติงานและการวางแผนพัฒนา ผลการปฏิบัติงานแลว ผูบังคับบัญชา จะตองใชเวลาตลอดรอบการประเมินเปนโอกาสในการติดตาม ดูแล ใหคําชมเชย คําปรึกษา การสอนงาน การสังเกตปญหาและขอเสนอแนะในการแกไข รวมถึงการติดตามผลงาน ู ความสามารถ ทักษะ และ สมรรถนะในการปฏิบัติงานดวย โดยทั้งหมดนี้ จะมีการบันทึกการติดตามดูแลเอาไวการติดตามดูแลการ ปฏิบัติงานนี้ เมื่อกระทําอยางใกลชิด ตอเนื่อง เหมาะสม การสื่อสารที่มีประสิทธิผล ก็จะเกิดขึ้นทั้ง 2 ทาง ทั้ง จากหัวหนา สูลูกนองและลูกนองสูหัวหนา หัวหนา และลูกนองไดมีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นสราง ความสัมพันธ และบรรยากาศ ที่ดีในการทํางานและสรางความเขาใจในการทํางานรวมกันอยูตลอดเวลา ผล การปฏิบัติงานที่ไดก็เปนที่นาพอใจทั้ง 2 ฝาย 4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน เปนการประเมินเพื่อใหทั้งผูบังคับ บัญชาและผูใตบังคับบัญชาทราบ วาผลการปฏิบัติงานเปนอยางไร อยูใน ระดับใด เพื่อใชเปนขอมูลสําคัญประกอบการพิจารณาดานตางๆ เชน การใหรางวัลหรือการใหผลตอบแทนที่เหมาะสม การปรับปรุงผล การปฏิบัติงาน วิธีการทํางาน หรือเครื่องมือ ที่ชวยสนับสนุนการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ผลการประเมินการปฏิบัติงานยังชี้ใหเห็นถึงชองวาง ระหวาง เปาหมายที่ตั้งไวกับผลการปฏิบัติงานจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเปนขอมูล สําคัญในการหาสาเหตุซึ่งอาจมาจากทั้งระดับ บุคคล เชน สมรรถนะและ ความรูในงาน หรือระดับองคกร เชน กระบวนการทํางาน หรือเครื่องมือ ที่ชวย สนับสนุนการทํางาน เปนตน ผลการประเมินสมรรถนะ หากทําอยางถูกตองและมีการกระจายของขอมูลที่ ไดรับอยางเพียงพอแลว จะนํามาซึ่งขอมูลที่เชื่อถือไดโดยสามารถ บงชี้ถึงชุดพฤติกรรมพึงประสงคหรือ สมรรถนะที่เปนจุดเดนและจุดดอย ของผูปฏิบัติงานแตละคนไดทั้งนี้เพื่อนําไปกําหนดวิธีการปรับปรุงผลการ ปฏิบัติงานและกําหนดเปาหมายการทํางานไดอยางเหมาะสมสําหรับ การบริหารผลการปฏิบัติงานในรอบตอไป
  • 59.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 57 บทที่15 การพัฒนาองคการ (OD) ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงจะประสบความสําเร็จไดตองรวมถึง การพัฒนาองคการ (OD) ดวย โดยนิยามการพัฒนาองคการ หมายถึง การทําแผนเพื่อใชดําเนินการเปลี่ยนแปลงองคการใหเกิดความ มี ประสิทธิผล และใหความสําคัญดานความเปนมนุษยมากยิ่งขึ้น (More effective and more human) จะ เห็นวากระบวนทัศนของการพัฒนาองคการ (OD paradigm) คือการใหความสําคัญตอ คุณคาของมนุษยและ ความกาวหนา ขององคการควบคูกันไป เนนความรวมมือและกระบวนการมีสวนรวม ตลอดจนการมีจิต วิญญาณของการแสวงหา (Spirit of inquiry) กลาวโดยสรุป คานิยมที่ถือเปนสาระสําคัญเชิงปรัชญาของการ พัฒนาองคการไดแก 1. ใหการนับถือตอคน (Respect for people) โดยเชื่อวา มนุษยมีความรับผิดชอบมีสติปญญาและ ตองการให การใสใจและควรไดรับ การปฏิบัติ ดวยความเคารพในศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย 2. ไววางใจและชวยเหลือเจือจุน (Trust and support) กลาวคือ องคการที่ถือวามีสุขภาพดีและมี ประสิทธิผล ตองมีลักษณะของความไววางใจ มีความนาเชื่อถือ มีบรรยากาศที่เปดเผย และใหการ เกื้อกูลตอกัน 3. มีความเสมอภาคดานอํานาจ (Power equalization) ในองคการที่มีประสิทธิผลจะไมเนนการใช อํานาจและการควบคุมตามสายการบังคับบัญชา เปนประเด็นสําคัญ 4. กลาเผชิญปญหา (Confrontation) โดยไมเลี่ยง ไมประวิงเวลาหรือหนีปญหาที่เกิดขึ้น แตจะใชวิธีเผชิญ ปญหาอยางเปดเผย 5. การมีสวนรวม (Participation) โดยเฉพาะผูที่ไดรับผลกระทบหรือเกี่ยวของกับการเปลี่ยนแปลงจะ ไดรับโอกาสมีสวนรวมในการตัดสินใจ เพราะการไดมีสวนรวมยิ่งทําใหตองผูกพันตอการนําขอยุติลงสู การปฏิบัติ เทคนิคที่ใชในการพัฒนาองคกร เนื่องจากการพัฒนาองคการ เปนแผนรวมที่ใชในการเปลี่ยนแปลงสภาพการทํางานโดยมี วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาบุคลากรแตละคนขององคการ พรอมกับ ปรับปรุงใหการดําเนินงาน ตามภารกิจของ องคการมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ดังนั้นกิจกรรมของ OD ก็คือ แสวงหาทางที่สงเสริมการปฏิบัติงานขององคการ โดยการปรับปรุงคุณภาพของสภาวะแวดลอมในที่ทํางานตลอดจนเจตคติและความเปนอยูที่ดีของพนักงาน แผนพัฒนาองคการจึงประกอบดวยเทคนิคตาง ๆ หลายอยาง (บางครั้งเรียกวา กิจกรรมสอดแทรก หรือ OD interventions) ซึ่งผูเชี่ยวชาญใชเพื่อปรับปรุงการทํางานขององคการทั้งในระดับบุคคล กลุมบุคคล และ องคการโดยรวม ในที่นี้จะเลือกนําเสนอเฉพาะเทคนิคการพัฒนาองคการที่เปนที่นิยมแพรหลาย 6 เทคนิค ไดแก  การสํารวจขอมูลยอนกลับ (survey feedback)  การฝกอบรมเพื่อฝกการรับรู (Sensitivity training)  การสรางทีมงาน (Team building)  โปรแกรมสรางคุณภาพในชีวิตงาน (Quality of work life programs)  การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค (Management by objectives)
  • 60.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 58 การสรางองคการแหงการเรียนรู 1. เทคนิคการสํารวจขอมูลยอนกลับ (survey feedback) เปนวิธีการที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงดวยการรับรูขอมูลรวมกัน โดยมีฐานความเชื่อที่วา การ เปลี่ยนแปลงใด ๆ จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ พนักงานตองรับรูและ เขาใจถึงจุดแข็งและจุดออนในปจจุบันของ หนวยงานตน ซึ่งเปนหลักการและเหตุผลสําคัญของการใชเทคนิคการสํารวจขอมูลยอนกลับนี้ เทคนิคนี้ ประกอบดวย 3 ขึ้นตอนสําคัญ ขั้นแรก เปนการรวบรวมขอมูลทั้งหลายที่เปนขอวิตกกังวนของพนักงาน เชน บรรยากาศของ องคการ แบบภาวะผูนํา และสภาพความพึงพอใจตองาน เปนตน โดยใชวิธีการสัมภาษณหรือใหตอบ แบบสอบถามหรือทั้งสองอยางก็ได ขอมูลที่ไดตองพยายามหลีกเลี่ยงอคติลําเอียงและตองเก็บเปนความลับ ดวยเหตุนี้จึงนิยมใชที่ปรึกษาภายนอกดําเนินการ ขั้นที่สอง เปนการเขียนรายงานขอมูลที่ไดรับกลับมาจากพนักงานระหวางการประชุมกลุมยอย เชน สรุปคะแนนเฉลี่ยดานเจตคติของพนักงานที่วัดได เคาโครงแสดงที่มาของความรูสึกที่พนักงานมีตอองคการ หรือตอผูนําหรือตองานที่ทําอภิปรายเพื่อหาประเด็นหลัก และการบงชี้ของขอมูล ใหไดวาปญหาคืออะไร ขั้นที่สุดทาย เปนการวิเคราะหปญหาในแงที่เกี่ยวกับการสื่อสาร การตัดสินใจและกระบวนการ ตาง ๆ ขององคการ เพื่อนํามาจัดทําแผนในแตละเรื่อง การอภิปรายจะไดผลดีถาไดมีการจัดเตรียมเอกสาร ขอมูลที่เกี่ยวของเปนอยางดีมีผูนําจัดทําแผนที่มีความสามารถขอดีของเทคนิคการสํารวจขอมูลปอนกลับก็คือ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ไดขอมูลมากตามที่ตองการ ทั้งยังยืดหยุนสอดคลองกับความตองการขององคการตาง ๆ ซึ่งมีปญหาไมเหมือนกันไดดี แตมีจุดออนที่เกี่ยวกับความแมนยําเที่ยงตรงของเครื่องมือแบบสอบถามที่ใช และตองไดรับความสนับสนุนจริงจังของฝายบริหารจึงจะไดผลดี 2. การฝกอบรมเพื่อฝกการรับรู (Sensitivity training) โดยใชกลุมเล็กประมาณ 8-15 คน มาเลาประสบการณหรือเรื่องเกี่ยวกับตนใหคนอื่นฟงและ รวมแสดงความเห็นแงมุมตาง ๆ ของเรื่องนั้น เพื่อใหผูนั้นมองเห็นไดทะลุปรุโปรงจนสามารถเขาใจตนเอง เทคนิคนี้มีหลักการและเหตุผลที่อยูเบื้องหลังก็คือ ปกติคนเราจะไมยอมเปดเผยความจริง เกี่ยวกับตัวเองและมี ความซื่อตรงตอคนอื่นอยางสมบูรณ ดังนั้น เทคนิค T-group นี้จึงมีเงื่อนไขกติกาของกลุมที่ทุกคนตองพูดจา สื่อสารตอกันอยางเปดเผย และซื่อตรงตอกัน โดยไมมีความกดดันจากภายนอก ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงมักจัดนอก สถานที่ซึ่งไกลจากที่ทํางานไดหลายวัน โดยมีผูเชี่ยวชาญ ทําหนาที่อํานวยความสะดวก ประจํากลุมคอยให คําแนะนําและรักษาบรรยากาศที่ดีของกลุมอยูตลอดเวลา ภายหลังจากกลุมมีความไววางใจตอกัน และชวย แลกเปลี่ยนความเห็นตอปญหาซึ่งกันและกันทีละคน ก็จะทําใหเจาของปญหามองเห็นและเขาใจตนเองดียิ่งขึ้น โดยทําหมุนเวียนจนครบทุกคน สมาชิกนอกจากเขาใจตนเองแลวยังเขาใจถึงความรูสึกของสมาชิกคนอื่นและ เกิดสัมพันธภาพที่ดีตอกัน อยางไรก็ตาม การวัดความสําเร็จของเทคนิค T-group ที่นํามาใชเปนกิจกรรมพัฒนาองคการ นั้น มองเห็นไดยาก แมจะเกิดผลดีระหวางทํากิจกรรมกลุม ดังกลาว แตยังไมอาจสรุปไดวา สามารถถายโอนมา สูบรรยากาศการทํางานจริงขององคการไดมากนอยเพียงไร ดังนั้น เทคนิค T-group มักใชรวมกับ เทคนิคอื่น ๆ ในการพัฒนาองคการ
  • 61.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 59 3.เทคนิกการสรางทีมงาน (Team building) เทคนิคการสรางทีมงาน ประยุกตวิธีการและหลักการเหตุผลมาจากเทคนิค T-group ดังกลาวมาแลวโดยใหสมาชิกของกลุมทํางานวิเคราะหวา ตนทํางานรวมกันอยางไร และใหเสนอแผนการ ปรับปรุงใหดีขึ้นกวาเดิม ใหความสําคัญตอความพยายามของกลุมที่จะชวย ใหการปฏิบัติการกิจขององคการ เกิดประสิทธิผล โดยเชื่อวาถาปรับปรุงการทํางานของกลุมใหมีประสิทธิผลแลวยอมสงผลใหองคการมี ประสิทธิผลไปดวย เพราะกลุมเปนหนวยที่สําคัญขององคการ ดังนั้นในการพัฒนาองคการจึงตองเนนการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่กลุมแทนที่จะเปนรายบุคคลการสรางทีมงานเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกของกลุมยอมรับวา พวกตนมีปญหาและพยายามรวบรวมขอมูลเพื่อใหเขาใจถึงปญหานั้น ปญหาดังกลาวอาจไดมาจากการทํา กิจกรรม T-groups หรือจากเทคนิคอื่นเชน การสํารวจเจตคติหรือจากยอดตัวเลขผลผลิต เปนตน จากนั้นก็นํา ขอมูลที่ไดมาทําการแลกเปลี่ยนกันในชวงของการตรวจวินิจฉัย (Diagnostic session) เพื่อใหไดขอยุติรวมกัน วา กลุมของตนมีจุดแข็ง (Strength) และจุดออน (Weakness) อะไรบาง เมื่อทราบแลวจึงระบุประเด็นที่ตอง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พรอมทั้งกําหนดแผนดําเนินการเปลี่ยนแปลงหรือทําแผนปฏิบัติ (Action plan) ตามไป ดวย จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงตามแผน ตามดวยการประเมินความกาวหนาและหาวาปญหาดังกลาวไดรับ การแกไขหมดหรือไม ถาปญหาไดรับการแกไขสมบูรณการประชุมของทีมงานก็จบลง แตถาปญหายังคง เหลืออยูก็จะตองเริ่มตนกระบวนการใหม 4. เทคนิคโปรแกรมสรางคุณภาพในชีวิตงาน (Quality of work life programs) เนื่องจากคนเราเมื่อตองทํางานที่ซ้ําซากจําเจจะเกิดความรูสึกเบื่อหนายขึ้น ดวยเหตุนี้ องคการสวนใหญในปจจุบัน จะใหความสําคัญตอการจัดสภาพแวดลอม ที่มีคุณภาพอยางเปนระบบอยู ตลอดเวลา โดยมุงหวังใหสามารถตอบสนองความตองการของบุคคลใหไดทํางานอยางที่ตนคิดอยากจะทํา (Self- fulfilling) ดวยเหตุนี้นักพัฒนาองคการจึงพยายามสรางเงื่อนไขแวดลอมของการทํางาน ใหสงเสริม แรงจูงใจ มีความพึงพอใจ และสรางความผูกพันใหแกพนักงาน เพราะองคประกอบเหลานี้ชวยใหระดับผลงาน ขององคการสูงขึ้น ความพยายามโดยรวมในการปรับปรุงสภาพแวดลอมของการทํางานใน แนวทางดังกลาวนี้ เรียกวา “การจัดโปรแกรมคุณภาพในชีวิตงาน” หรือเรียกยอวา QWL ซึ่งเชื่อวาโปรแกรม QWL เปน แนวทางที่เพิ่มผลผลิตขององคการใหสูงขึ้น ถาใหพนักงานไดเขามามีสวนรวมในการตัดสินใจที่จะสงผลกระทบ ตอการทํางานของตน โปรแกรม QWL จึงปฏิบัติตอพนักงานทุกระดับดวยแนวคิด ความเปนประชาธิปไตย และกระตุนการมีสวนรวมในการตัดสินใจ แนวคิดของโปรแกรม QWL จึงใหความสําคัญของ “ความเปนมนุษย ในสถานที่ทํางาน” (Humanizing the workplace) การใชเทคนิค QWL ในการปรับปรุงคุณภาพในชีวิต ประกอบดวยหลายวิธี ตัวอยางเชน 4.1 ใชกิจกรรมปรับโครงสรางใหมของงาน (Work restructuring) ซึ่งเปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิธีทํางานใหมใหมี ความนาสนใจแกพนักงาน โดยสามารถทําไดหลายอยาง เชน ใชเทคนิคการจัดรูปแบบคุณสมบัติของงาน (Job characteristic model) (รายละเอียดของเทคนิคเหลานี้อานไดจากบทที่ 4 เรื่องการจูงใจในองคการ) 4.2 ใชกิจกรรมวงจรคุณภาพ (Quality circles หรือเรียกยอวา QC) เปนกิจกรรมที่แบงสมาชิกออกเปนกลุม ๆ ละ ประมาณ 10 คน เปนสมาชิกที่มาจากความสมัครใจและมีการประชุมพบปะกันอยูเสมอ (อาทิตยละครั้ง โดยประมาณ) เพื่อระบุถึงปญหาและแนวทางในการแกปญหาที่เกี่ยวกับ คุณภาพของงานและเงื่อนไขตาง ๆ ที่ เกี่ยวกับการทํางานของพวกตน ในองคการหนึ่งอาจมีทีมงาน QC หลายทีม โดยแตละทีมจะรับผิดชอบ ดูแล งานเฉพาะดาน ที่ตนสนใจและมีความถนัด เพื่อใหทีมงานเกิดผลดี สมาชิกของทีมควรผานการฝกอบรมวิธีการ
  • 62.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 60 แกปญหา(Problem solving) มากอน อยางไรก็ดีมีผลงานวิจัยระบุวา แมกิจกรรม QCs จะมีผลดีตอการ ปรับปรุงคุณภาพในชีวิตในชวงระยะเวลาสั้น (ราวไมเกิน 18 เดือน) แตพบวามีประสิทธิผลนอยลงถาจะใหเกิด การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว (Griffin,1988 อางใน Greenberg,1997:567) กลาวโดยสรุป เทคนิคการจัดโปรแกรมคุณภาพในชีวิตงาน หรือ QWL มีประโยชนอยางนอย 3 ประการไดแก (1) เพิ่มความพึงพอใจในงาน เกิดความผูกพันตอองคการและลดการลาออกนอยลง (2) เพิ่มผลผลิตหรือผลงาน ใหสูงขึ้น (Increased productivity) (3) เพิ่มความมีประสิทธิผลขององคการ (เชน ผลกําไรมากขึ้น การไดบรรลุเปาหมาย) 5. เทคนิคการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค (Management by objectives) เปนเทคนิคที่ทั้งผูบริหารและพนักงานรวมกันกําหนดเปาหมายขององคการแลวพยายาม ดําเนินการใหบรรลุตามเปาหมายนั้น โดยกระบวนการของการบริหาร โดยยึดวัตถุประสงค หรือ MBO แบง ออกเปน 3 ขั้นตอน ขั้นแรก ทําการเลือกเปาหมายที่ตองการใหพนักงานดําเนินการไดดีที่สุดตามความตองการของ องคการ การเลือกเปาหมายควรทํารวมกันทั้งผูบริหารและพนักงานแทนที่จะเปนการสั่งมาจาก ผูบริหาร โดย เปาหมายที่กําหนดจะตองสามารถวัดไดและมีเงื่อนไขกํากับดวย ตัวอยางเชน “จะเพิ่มผลผลิตใหสูงขึ้นกวาเดิม 15 เปอรเซ็นตภายในไตรมาสแรกของป” หรือ “จะลดอัตราการชํารุดของผลิตภัณฑลงจากเดิม 25 เปอรเซ็นต ภายในปนี้” เปนตน ในขั้นตอนนี้ทั้งผูบริหารและพนักงานจะ รวมกันจัดทําแผนปฏิบัติการ (Action plan) เพื่อใหสามารถบรรลุเปาหมายตามที่กําหนด ขั้นที่สอง เมื่อไดกําหนดเปาหมายและจัดทําแผนปฏิบัติแลวก็ถึงขั้นการนําแผนลงสูการปฏิบัติ (Implementation) ในการปฏิบัติตามแผนจําเปนตองมีการตรวจสอบความกาวหนาของการดําเนินงานอยาง สม่ําเสมอทุกระยะวาเปนไปตามที่ประมาณการตามเปาหมายหรือไม ถาเกิดปญหาขึ้นระหวางดําเนินการ ปญหาดังกลาวไดรับการแกไขหรือไม และถามีการผิดพลาดไปจากแผนไดรับการแกไขแลวหรือยัง จําเปนตอง ปรับแผนปรับวิธีดําเนินการหรือแมแตปรับเปาหมายหรือไม ขั้นสุดทาย หลังจากไดกํากับดูแลใหมีความกาวหนาไปสูเปาหมายแลว ในขั้นตอไปที่ตองทําก็ คือ การประเมินผลวาเปนไปตามเปาหมายหรือไม และบรรลุตามเปาหมายขององคการเพียงไร โดยถาพบวาไดบรรลุตาม เปาหมาย ก็สามารถริเริ่มกําหนดเปาหมายใหมที่สูงกวาเดิมขึ้นอีก แตในทางกลับกัน ถาประเมินแลวพบวา ไม สามารถบรรลุตามเปาหมายที่กําหนดได ก็กลับไปเริ่มจัดทําแผนปฏิบัติการขึ้นใหมที่สามารถ จะดําเนินการ ให บรรลุเปาหมายได ดวยเหตุที่เมื่อบรรลุเปาหมายไดแลว ระบุใหเริ่มเลือกกําหนดเปาหมายขึ้นใหมดังกลาว จึง ทําให MBO เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่อง ตลอดเวลา MBO จึงถือเปนเครื่องมือที่มีประสิทธิผลสูงที่ใชใน การวางแผนและการวางกลยุทธการ เปลี่ยนแปลงขององคการ เปนวิธีการที่ทั้งพนักงาน และองคการ รวม ทํางานเพื่อบรรลุเปาหมายเดียวกัน พนักงานโดยเฉพาะระดับลางไดมีสวนรวมมากขึ้น โดยผูบริหารระดับสูง ตองแสดงความเต็มใจ ใหการยอมรับใหการสนับสนุนและเขามารวมทุกขั้นตอนใหมากที่สุด อยางไรก็ตาม กิจกรรม MBO จะมองเห็นผลไดชัดเจนตองใชระยะเวลายาวนานพอควร โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 ป ดังนั้น MBO อาจไมเหมาะกับองคการประเภทที่ตองการเห็นผลรวดเร็ว
  • 63.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 61 6.เทคนิคการสรางองคการแหงการเรียนรู ในแตละทศวรรษที่ผานมามักมีการนําแนวคิดใหมมาใชพัฒนาองคการ กลาวคือ เทคนิคการ บริหารคุณภาพโดยรวมหรือ TQM ในทศวรรษ 1980 ตอมาในทศวรรษ 1990 หันมาเนนเทคนิคการปฏิรูปยก รื้อระบบ (Reengineering)และในปจจุบันกลาวถึงเรื่ององคการแหงการเรียนรู (Learning organization) โดย นักวิชาการและผูบริหารองคการตางพยายามเสนอหนทางใหมที่เหมาะสมกับโลกปจจุบันที่มีลักษณะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและตองมีการพึ่งพาระหวางกัน (Interdependence and change) ตอไปนี้จะ กลาวถึงลักษณะขององคการแหงการเรียนรูและวิธีบริหารการเรียนรู 6.1 ลักษณะขององคการแหงการเรียนรู หมายถึง องคการที่มีศักยภาพที่สามารถยืดหยุนในการ ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไดตลอดเวลา องคการก็เหมือนกับบุคคลที่ตองเรียนรูอยูเสมอไมวาจะโดยตั้งใจหรือไม ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อใหองคการสามารถดํารงอยูดวยดีอยางถาวร เมื่อเกิดปญหาขึ้น องคการจะมีแนวทาง ดําเนินการอยางใดอยางหนึ่งใน2วิธีตอไปนี้ วิธีแรก เปนการแกปญหาโดยใชประสบการณเกา (Single – loop learning) เปนการเรียนรูการแกปญหาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยวิธีการเดิมที่เคยใชไดผลในอดีต ผนวกเขากับนโยบาย ที่มีในปจจุบัน ซึ่งเปนวิธีที่ตรงกันขาม กับที่ใชในองคการแหงการเรียนรู ซึ่งเปนวิธีที่สองที่เรียกวา เปนการ แกปญหาแบบองครวม (Double – loop learning) กลาวคือ เมื่อพบวามีปญหา จะใชวิธีการที่มีการหลอม รวมวัตถุประสงคขององคการ นโยบายและแนวปฏิบัติประจํา ที่มีมาตรฐานเขาดวยกัน ในการพิจารณาหาขอ ยุติของปญหา วิธีแกปญหาแบบหลังจะมีลักษณะทาทายตอความเชื่อและปทัสถานที่มีในองคการ ในแงที่เชื่อวา สามารถแกปญหาไดอยางชนิดถอนรากถอนโคน และทําใหเกิดเปลี่ยนแปลงใหญขึ้นตอองคการเซนจ (P.M. Senge) แหงสถาบัน MIT ของสหรัฐ ไดสรุปคุณลักษณะสําคัญ 5 ประการของ องคการแหงการเรียนรูไว ดังนี้ 1. ทุกคนเห็นดวยและยึดมั่นตอวิสัยทัศนรวมกัน 2. แตละคนจะละทิ้งวิธีการคิดแบบเกาตลอดจนมาตรฐานตาง ๆ ที่เคยใชในการแกปญหาอยูประจํา 3. สมาชิกทุกคนตองคิดถึงกระบวนการขององคการในเชิงภาพรวม โดยที่กิจกรรมภารกิจ หนาที่ตลอด ดําเนินงานทั้งหลายจะเกี่ยวของ และเปนสิ่งแวดลอมซึ่งเปนสวนหนึ่งของระบบความสัมพันธระหวางกัน และกัน 4. สมาชิกใชวิธีสื่อสารตอกันอยางเปดเผย ทุกทิศทางทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยปราศจากความรูสึก หวาดกลัวตอคําวิจารณหรือ การลงโทษแตอยางใด 5. สมาชิกจะลดละตอสิ่งที่เปนผลประโยชนสวนตนของแผนกหรือของกลุมตนใหนอยลงแตจะหันมา ทํางาน รวมกันเพื่อใหสามารถบรรลุวิสัยทัศนรวมกับองคการ 6.2 การบริหารจัดการการเรียนรู (Managing learning) เพื่อใหไดคําตอบวาจะตองเปลี่ยนแปลง องคการอยางไรจึงจะทําใหเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง ผูบริหารจะตองมีบทบาทอะไรบางถาจะทําใหบริษัท ของตนกลายเปนองคการแหงการเรียนรู ซึ่งมีแนวดําเนินการดังนี้ 1. กําหนดยุทธศาสตร (Establish a strategy) ฝายบริหารจําเปนตองแสดงจุดยืนของตนอยางชัดเจนกวา ตนมุงมั่นผูกพันตอการเปลี่ยนแปลง อยางจริงจังและดําเนินการปรับปรุงอยางตอเนื่อง 2. ออกแบบโครงสรางใหมขององคการ (Redesign the organization’s structure) เนื่องจาก โครงสราง อยาง ทางการแบบเกาเปนอุปสรรคขัดขวาง ตอการเรียนรูอยางยิ่ง จึงควรแกไขใหโครงสรางเปนแบบ แนวราบ (Flat organization) ซึ่งลดระดับสายการบังคับบัญชาใหเหลือนอยลง พยายามหลอมรวม แผนกตาง ๆ ที่มีภารกิจใกลเคียงเขาดวยกัน เพิ่มการใชทีมงานแบบไขวหนาที่ (Cross-functional teams) มากขึ้น สงเสริมการทํางานที่ตองพึ่งพาระหวางกันมากขึ้น และขจัดพรมแดนระหวางบุคคลให นอยลง
  • 64.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 62 3.ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหมขององคการ (Reshape the organization’s culture) ดังกลาวแลววา คุณลักษณะที่สําคัญขององคการแหงการเรียนรู ก็คือ มีความกลาเสี่ยง (Risk taking) ความเปดเผย (Openness) และ ความกาวหนา (Growth) ดังนั้นฝายบริหารจึงตองกําหนดทาทีทั้งทางคําพูดและการกระทําไปในลักษณะดังกลาวจนฝง รากลึกกลายเปนวัฒนธรรมขององคการ ผูบริหารเองตอง แสดงออกใหเห็นถึงความเปนคนกลาเสี่ยงและ ยอมรับวาการผิดพลาดเปนเรื่องธรรมดา ยอมใหผลตอบแทนแกคนที่กลาฉกฉวยโอกาสที่จะเปน ประโยชนแก งานสวนรวม แมจะตองพบความผิดพลาดบางก็ตาม ฝายบริหารจําเปนตองกระตุนใหเกิดความขัดแยงที่ เกี่ยวกับงาน เพื่อใหทุกฝายไดเรียนรูรวมกันในการหาคําตอบที่ดีที่สุดแกองคการ อยางไรก็ดี แนวคิดในการสรางองคการแหงการเรียนรูซึ่งมีคุณลักษณะทั้ง 5 ประการ ดังที่ไดกลาวมาแลวยัง เปนรูปแบบเชิงอุดมคติ เนื่องจากยังไมพบ องคการใด ที่มีคุณลักษณะที่ครบถวน แตองคการแหงการเรียนรูก็ ไดบรรจุแนวคิดตาง ๆ ดานพฤติกรรมองคการ อาทิเชน TQM วัฒนธรรมองคการ องคการที่ไรพรมแดน ความ ขัดแยงเกี่ยวกับงาน และภาวะผูนําแบบเปลี่ยนสภาพ เปนตน กลาวคือองคการแหงการเรียนรูรับแนวคิดของ TQM ในประเด็นที่เนนการยึดมั่นตอการปรับปรุงอยางตอเนื่อง องคการแหงการเรียนรูมีวัฒนธรรมองคการที่ เนนเรื่อง ความกลาเสี่ยง ความเปดเผยโปรงใส และความเจริญงอกงาม เปนตน องคการแหงการเรียนรูยังเนน หลักการไรพรมแดนดวยการปรับลดระดับของสายการบังคับบัญชาใหนอยลง พรอมทั้งหลอมรวมแผนกตาง ๆ ที่เคยแยกยอยซ้ําซอนเขาดวยกัน นอกจากนี้องคการแหงการเรียนรูยังสนับสนุนและใหความสําคัญตอความ คิดเห็นที่ตางกัน การวิจารณเชิงสรางสรรคและ ความขัดแยงที่เกี่ยวกับงาน ในรูปแบบตาง ๆ และที่แนนอน
  • 65.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 63 บทที่16 การวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติเบื้องตน 1. ความหมายของสถิติ หมายถึง ตัวเลขที่บอกขอเท็จจริงตางๆ ซึ่งตัวเลขนี้จะอยูในลักษณะ รวบ ยอดที่ไดมาจากการวิเคราะหการเปรียบเทียบ หรือ การ คํานวณ หรือ หมายถึง ศาสตรที่เปนทั้งวิทยาศาสตร และศิลปะ ซึ่งเกี่ยวของกับ กระบวนการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 การเก็บรวบรวมขอมูล 1.2 การนําเสนอขอมูล 1.3 การวิเคราะหขอมูล 1.4 การตีความหมายของขอมูล 2. การเก็บรวบรวมขอมูล ขอมูลสถิติ หรือ ขอมูล หมายถึง ขอความจริงในเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ เรา สนใจศึกษา ซึ่งอาจเปนตัวเลข หรือขอความก็ได ขอสําคัญ ขอมูล เพียงหนวยเดียวไมถือเปนขอมูลสถิติ ประเภทของขอมูล ถาจําแนกตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล แบงได 2 ประเภท คือ 1) ขอมูลปฐมภูมิ คือ ขอมูลที่เก็บรวบรวมจากผูใหขอมูล หรือ สังเกตจากแหลงขอมูลโดยตรง เชน ดช. วีกิจ สํารวจสวนสูงของเพื่อนในชั้นเรียนโดยการเดินถามทีละคน 2) ขอมูลทุติยภูมิ คือ ขอมูลที่ไดจากขอมูลที่ผูอื่นเก็บรวบรวมไวแลว เชน จากรายงานตางๆ ของ หนวยงานราชการ องคการ หรือ เอกชน บทความจากหนังสือพิมพ วารสาร เปนตน ลักษณะของขอมูล แบงเปน 2 ลักษณะ คือ 1) ขอมูลเชิงปริมาณ เปนขอมูลที่ใชแทนขนาด หรือ ปริมาณ ซึ่งสามารถ ชั่ง ตวง วัด ออกมาเปน ตัวเลขไดโดยตรง 2) ขอมูลเชิงคุณภาพ เปนขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมาเปนตัวเลขไดโดยตรง แตวัดออกมาโดยอาศัย คุณลักษณะของสิ่งนั้นๆแตในบาง กรณี ขอมูลเชิงคุณภาพวัดออกมาเปนตัวเลขได แตตัวเลขเหลานั้นไม สามารถนํามาหาคาเฉลี่ยได เชน เบอรเสื้อ เบอรรองเทา วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล มีวิธีเก็บไดหลายวิธี คือ 1) จากทะเบียนประวัติ เปนการเก็บรวบรวมจากฝายทะเบียนตางๆ เชน ฝายทะเบียนของโรงเรียน เขต โรงพยาบาล หนวยงานของรัฐ การเก็บรวบรวมโดยทําการคัดลอกซึ่งขอมูลที่ไดมีความเชื่อถือคอนขางสูง ประหยัดเวลาและคาใชจาย 2) จากการสํารวจ บางครั้งขอมูลจากทะเบียนประวัติมีไมครบตามที่ตองการ หรือไมไดเก็บรวบรวมไว จึงจําเปนตองใชวิธีสํารวจเอง โดย ใชแบบสอบถาม หรือ การสัมภาษณ 3) จากการสังเกต ขอมูลบางประเภทใชแบบสอบถามหรือ สัมภาษณ อาจไมไดขอเท็จจริง ก็ตองใชวิธี แอบดูหรือสังเกตเอง 4) จากการทดลอง สวนใหญเปนการเก็บรวบรวมขอมูลทางวิทยาศาสตร เปนขอมูลที่ถูกตองและ เชื่อถือไดมาก ถาไมเกิดความ คลาดเคลื่อนจากการวัด หรือ การวางแผนการทดลอง
  • 66.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 64 การนําเสนอขอมูลการนําเสนออยางไมเปนแบบแผน เชน - การนําเสนอในรูปขอความ คือ การนําขอมูลมาเสนอเปนสวนหนึ่งของขอความ - การนําเสนอในรูปกึ่งตาราง คือ การนําเสนอขอมูลโดยแยกตัวเลขออกจากขอความ การนําเสนอขอมูลอยางเปนแบบแผน เชน - การนําเสนอดวยตาราง แผนภูมิ หรือ แผนภาพ กราฟเสน - ตารางแจกแจงความถี่ – ฮิสโตแกรม - รูปหลายเหลี่ยมของความถี่ - เสนโคงความถี่ - เสนโคงความถี่สะสม
  • 71.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 68 แนวขอสอบชุดที่ 1 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร 1. การวิเคราะหงานทําการศึกษาและคนควาในเรื่องเกี่ยวกับอะไร ก. งานนั้นมีตนทุนเทาใด ข. งานนั้นจะไดกําไรเทาใด ค. งานนั้นมีลักษณะอยางไร และตองใชความชํานาญอะไร ง. ผิดทุกขอ 2. Job Analysis เปนผลใหเกิดกิจกรรมอะไรบาง ก. การประเมินคาของงาน ข. การประเมินผลการปฏิบัติงาน ค. การประเมินความกาวหนาของงาน ง. ถูกทุกขอ 3. การเลื่อนตําแหนง (Promotion) คือการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด ก. ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ข. การเปลี่ยนแปลงทางแนวดิ่งที่เพิ่มขึ้น ค. รายไดเพิ่มขึ้นไปจากเดิม ง. ทุกขออาจเปนลักษณะหนึ่งของ Promotion 4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน หมายถึงอะไร ก. Job Evaluation ข. การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของคนงาน 2 คน ค. การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานของงานตั้งไว ง.ถูกทุกขอ 5. การวิเคราะหงานมีประโยชนมากที่สุดในเรื่องใด ก. การวางแผนการฝกอบรมพนักงาน ข. การวางแผนธุรกิจ ค.การวางแผนกําหนดเวลาการทํางาน ง. การกําหนดนโยบายการลงทุน 6. ขอมูลหรือเรื่องราวที่เกี่ยวของกับงานซึ่งจําเปนจะตองใชในการวิเคราะหงานนั้นสามารถจะหาได จากแหลงใดตอไปนี้ ก. จากคนงานผูปฏิบัติงานนั้นอยูแลว ข. จากคนงานอื่นซึ่งรูจักงานที่ปฏิบัตินั้นดีอยูแลว ค. จากบุคคลอื่นซึ่งมาเฝาสังเกตการทํางานของคนเรา ง. ถูกทุกขอ 7. การสรรหาบุคคลในระบบคุณธรรม คือขอใด ก. ระบบคุณวุฒิ ข. ระบบความรูความสามารถ ค. ระบบคุณความดี ง. ถูกทุกขอ 8. การเลื่อนขั้นเลื่อนอันดับ คือขอใด ก. การเปลี่ยนแปลงตําแหนงทางดานตั้ง ข. การเปลี่ยนแปลงในดานสูงขึ้นทั้งเงินเดือนและหนาที่ความรับผิดชอบ ค. ขอ ก.และ ข. ถูก ง. ขอ ก.และ ข. ผิด 9. การโยกยายคือขอใด
  • 72.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 69 ก.การเปลี่ยนแปลงตําแหนงดานนอน ข. การเปลี่ยนแปลงหนาที่ความรับผิดชอบ ค. ขอ ก.และ ข. ถูก ง. ขอ ก.และ ข. ผิด 10. ในการสรรหาบุคคลขอใดเปนกิจกรรมแรกที่ตองทํา ก. Job Specification ข. Job Description ค. Job Analysis ง. Job Evaluation 11. ภาวะการเปนผูนํา ควรมีอยูกับบุคคลใด ก. ผูบังคับบัญชาสูงสุดของหนวยงานนั้น ๆ ข. ผูทํางานทุกระดับ ค. ผูรวมงาน ง. ผิดทุกขอ 12. ผูนําประเภทนิเสธ คือผูนําในขอใด ก. ใชวิธีบริหารในทางใหผูใตบังคับบัญชาเกรงกลัว ข. ใชอํานาจหนาที่เปนเครื่องมือในการขมขูใหเกิดความกลัว ค. มีลักษณะเปนเผด็จการรวมอํานาจมากที่สุด ง. ถูกทุกขอ 13. หลักสําคัญในการทํา Job Analysis คือขอใด ก. มีวัตถุประสงคที่แนนอน ข. กําหนดวิธีการและทํางานอยางตอเนื่อง ค. กําหนดวิธีการรวบรวมขอมูล ง. ถูกทุกขอ 14. ปจจัยขอใดที่ควรนํามาใชในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เปนชางฝมือ ก. ปริมาณของงาน ข. ความคิดริเริ่มสรางสรรค ค. คุณภาพของงาน ง. ถูกทุกขอ 15. จุดมุงหมายที่สําคัญในการโยกยาย คืออะไร ก. เพื่อลงโทษคนเลวใหอยูในที่ทุรกันดาร ข. เพื่อฝกใหเกิดการเรียนรูประสบการณมากขึ้น ค. เพื่อใหไดรับเงินเดือนสูงขึ้น ง. ขอ ก. และ ค. 16. การเลื่อนขึ้นเลื่อนตําแหนง จะดําเนินการไดเมื่อใด ก. เมื่อผูไดรับการเลื่อนยินยอม ข. มีเงินงบประมาณตั้งไวพรอมแลว ค. เมื่อมีตําแหนงที่สูงกวาวางอยู ง. ถูกทุกขอ 17. ฝายที่ทําหนาที่รับผิดชอบโดยตรงตอผลสําเร็จตามวัตถุประสงคขององคการ คือขอใด ก. Line ข. Staff ค. Management ง. ถูกทั้งขอ ก. และ ข. 18. การบรรจุคนเขาทํางาน คือขอใด ก. Induction ข. Probation ค. Placement ง. Orientation 19. ตอไปนี้ขอใดไมอยูในวิธีปฏิบัติในการเสาะหาแรงงาน
  • 73.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 70 ก.การโฆษณา ข. การจางแรงงานชั่วคราว ค. แจกหนังสือลักษณะงาน ง. สถาบันการศึกษาตาง ๆ 20. นโยบายเกี่ยวกับการคัดเลือกคนงานนอกจากจะเลือกใหไดคนงานที่มีลักษณะเหมาะสมแลวจะตอง ก. เปนผูที่มีความตั้งใจและมีทาวาจะปฏิบัติงานอยูกับองคการไปนาน ๆ ข. เปนผูที่สามารถทํางานไดดีกวา (Potential to Work) ค. เปนผูที่ไดรับการสนับสนุนจากนายจาง ง. ขอ ก. และ ข. 21. การสัมภาษณเปนขั้นตอนหนึ่งในการ ก. คัดเลือกคนงาน ข. การทดสอบคนงาน ค. เสาะหาคนงาน ง. บรรจุคนงาน 22. Appearance ในการพิจารณาเปนหลักเกณฑสําหรับการคัดเลือกคนเขาทํางาน คือขอใด ก. ลักษณะของรางกาย ข. บุคลิกภาพ ค. กิริยาทาที ง. ความประพฤติ 23. การกําหนดแผนการเกี่ยวกับการเสาะหาคนงานนั้น ก. ควรเปนเรื่องตายตัวแนนอน เพื่อยึดเปนแนวปฏิบัติเหมือนกันหมด ข. ควรเปลี่ยนแปลงทุกระยะตามความเห็นของผูบริหาร ค. ควรทําไวอยางกวาง ๆ เพื่อครอบคลุมไดทั่วถึง ง. ควรมีการตรวจสอบและแกไขปรับปรุงตามความเจริญของสังคม 24. การกําหนดนโยบายเสาะหาแรงงานใหสอดคลองกันนโยบายของรัฐหรือสวนรวมไดแก ก. การจางคนพิการเขาทํางาน ข. การกําหนดใหมี Labor Hoarding ค. การกําหนดใหมี Labor Piration ง. ถูกทั้งขอ ข. และ ค. 25. สาเหตุที่องคกร/หนวยงานสวนใหญในปจจุบันใชวิธีการเสาะหาแรงงานจากสถาบันการศึกษา คือขอใด ก. เปนการประหยัดคาใชจาย และเวลาในการเสาะหาแรงงาน ข. ไดรับความรวมมือจากสถาบันการศึกษาเปนอยางดี เพราะตองการเผยแพรชื่อเสียงของสถาบัน ค. สามารถเสาะหาคนงานตามประเภทอาชีพที่ตองการ ง. ถูกทุกขอ 26. หลักเกณฑใดที่กําหนดไวเพื่อใหผูบังคับบัญชากับผูใตบังคับบัญชาตัดสินใจอีกครั้งวาจะทํางาน รวมกันไดหรือไม ก. ระยะทดลองงาน ข. การปฐมนิเทศ ค. การฝกอบรม ง. ไมมีขอใดถูก 27. การทดสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเขาทํางานควรถามในเรื่องใด ก. เรื่องที่สามารถวัดไดแนนอน ข. เรื่องที่ไมสามารถวัดไดแนนอน ค. เรื่องที่เปนความลับตองปกปด ง. ผิดทุกขอ 28. การสัมภาษณที่จงใจใหผูถูกสัมภาษณอยูในสภาพที่ตะขิดตะขวงใจ และจะเอาตัวรอดโดยวิธีใด คือขอใด ก. Serious Interview ข. Press Interview ค. Stress Interview (การสัมภาษณแบบตึงเครียด) ง. Crievance Interview 29. การสัมภาษณเปนวิธีการคัดเลือกที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเหตุใด
  • 74.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 71 ก.เปนการเจรจาโตตอบทําใหเห็นลักษณะทาทางของผูถูกสัมภาษณประกอบดวย ข. เสียคาใชจายและเวลานอยเมื่อเปรียบเทียบกับการทดสอบ ค. ไมมีหลักฐานที่แสดงถึงผลการพิจารณาคือผลการสัมภาษณที่เห็นไดแนชัด ง. เปนวิธีที่ประหยัดในกรณีมีผูสมัครจํานวนมาก 30. ประโยชนของการสอบคัดเลือก คือขอใด ก. เปนการชวยใหนายจางไดมีโอกาสประชาสัมพันธองคการดวย ข. ใชไดกับคนงานจํานวนมาก ๆ ทําใหประหยัดเวลาและคาใชจาย ค. เปนการวัดผลที่แนนอนและไดมาตรฐาน ทําใหไมเกิดอคติกับผูสมัคร ง. ทําใหองคการมีอิสระในการคัดเลือกผูสมัครอยางเต็มที่ 31. หลักในการคัดเลือกผูเขารับการฝกในแตละครั้ง คือขอใด ก. ตองเลือกคนงานที่มีพื้นฐานคลาย ๆ กัน เขารับการฝกอบรมรวมกัน ข. ควรเปนพนักงานที่อยูในองคการเดียวกัน ค. ควรเปนพนักงานองคการที่อยูในระดับเดียวกัน และมีความตองการฝกอบรมเหมือนกัน ง. เลือกคนที่มีพื้นฐานเดียวกันหรือตางกันก็ได แตตองมี Training Need เหมือนกัน 32. วิธีอบรมใดที่สามารถใชอบรมไดทั้งระดับผูบริหารและคนงาน ก. Job-Rotation ข. In-Basket Technique ค. Demotion ง. Job Instruction 33. ขอใดแสดงใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพการทํางาน ก. Transfer ข. Promotion ค. Demotion ง. ถูกทุกขอ 34. ขอใดไมจัดอยูในประเภท On-the-Job-Training ก. การสอบงาน (Coaching) ข. การแนะนํางาน (Job Instruction) ค. การศึกษากรณีพิเศษ (Special Study) ง. การเรียนปฏิบัติงาน (Job Rotation) 35. ในการทดสอบกระบวนการขั้นแรกสุดที่จะชวยใหการทดสอบเปนไปอยางถูกตอง จะตองทําสิ่งใดกอน ก. เลือกชนิดของการทดสอบ ข. สัมภาษณ ค. วิเคราะหปริมาณ ง. วิเคราะหงาน 36. เครื่องชวยชี้ใหเห็นถึงกิจการทั้งหมดของตําแหนงที่จะตองทําใหเสร็จสิ้น คือขอใด ก. Job Discription ข. Job Specification ค. Job Classification ง. Job Design 37. การประเมินคางานไมนิยมใชหาคาจางของงานประเภทใด ก. งานของพนักงานระดับลาง ข. งานประเภทชางฝมือ ค. งานตําแหนงบริหารระดับสูง ง. ไมมีขอใดถูก 38. ขอใดเปนการจายคาจางที่เขาหลัก Management by Objection ก. เงินเดือน ข. คาจางรายวัน ค. คาจางรายชิ้น ง. เงินคาลวงเวลา 39. ขอใดตอไปนี้ถือเปนคาตอบแทนแรงงานที่ไดรับจากนายจาง
  • 75.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 72 ก.ความภูมิใจที่ไดเปนพนักงานบริษัทที่มีชื่อเสียง ข. สถานที่ทํางานที่สวย สะอาด เจริญตา เจริญใจ ค. เครื่องมือเครื่องใชสํานักงานที่ทันสมัย ง. ถูกทุกขอ 40. สภาองคการนายจางแหงประเทศไทยที่จดทะเบียนถูกตองตามกฎหมายในปจจุบันมีกี่สภา ก. 1 สภา ข. 2 สภา ค. 3 สภา ง. ไมมี 41. การจัดการ การพัฒนา การจายคาตอบแทน การผสมผสานขัดเกลา ทาทีและการทํานุบํารุงพนักงาน เปนเรื่องเกี่ยวกับขอใดตอไปนี้นอยที่สุด ก. การจัดการทรัพยากรมนุษย ข. การบริหารงานบุคลากร ค. การจัดการงานการเจาหนาที่ ง. ถูกทุกขอ 42. การบริหารงานบุคคลเปนหนาที่ของผูใดในองคการธุรกิจ ก. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ข. ผูจัดการใหญ ค. ผูจัดการฝายบุคคล ง. ถูกทุกขอ 43. หนาที่ใดที่ถือวาเปนพื้นฐานของหนาที่อื่น ๆ ที่ตองดําเนินการกอน หลังจากนั้นจึงจะมีหนาที่อื่น ๆ ติดตามมา ก. การจัดองคการ ข. การจัดคนเขาทํางาน ค. การวางแผน ง. การควบคุม 44. ความสามารถของผูบริหารในการพยากรณเหตุการณแวดลอม เชน สภาพสังคม เศรษฐกิจ และ การเมืองการปกครองนั้น ถือวาเปนปจจัยที่สําคัญในการปฏิบัติหนาที่ใด ก. การจัดองคการ ข. การจัดคนเขาทํางาน ค. การวางแผน ง. การอํานวยการ 45. ในสภาวการณที่เศรษฐกิจตําต่ําเชนในปจจุบันนี้ ผูริหารควรจะบริหารงานโดยเนนหนักในหนาที่ใด ก. การวางแผน ข. การจัดคนเขาทํางาน ค. การอํานวยการ ง. การสรางสรรคสิ่งใหม ๆ 46. ตามที่นักวิชาการบางทานไดกลาววา หนาที่ของผูบริหารเปนกระบวนการสากลนั้นหมายถึงขอใด ก. หนาที่ทางการบริหารจะตองถูกดําเนินการ ไมวาจะเปนใครก็ตามตองทําหนาที่นั้น ๆ เสมอ ข. หนาที่ทางการบริหารสามารถพิสูจนไดตามหลักวิทยาศาสตร ค. หนาที่ทางการบริหารเปนของคนทุกเชื้อชาติ ไมไดมาจากซีกโลกใดซีกโลกหนึ่ง ง. หนาที่ทางการบริหารเปนสิ่งที่ทุกคนยอมรับวาองคประกอบเหมือนกัน 47. โดยทั่วไปเทาที่นิยมปฏิบัติกันมักจะแบงระดับของผูบริหารออกเปน 3 ระดับ คือขอใด ก. ผูบริหารระดับลางหรือระดับปฏิบัติการ กลาง และผูบริหารระดับสูง ข. ผูบริหารระดับที่ปรึกษา กลาง และผูบริหารระดับสูง ค. ผูบริหารระดับลาง ผูบริหารระดับสูง และคณะกรรมการ ง. ผูบริหารระดับลาง ระดับที่ปรึกษา และคณะกรรมการ 48. ธุรกิจโดยทั่วปกกําหนดวัตถุประสงคไวดังนี้ ยกเวนขอใด ก. เพื่อหาผลกําไร ข. เพื่อหาความมั่งคั่ง ค. เพื่อหาความเจริญกาวหนา ง. เพื่อรักษาวัฒนธรรมขององคการ
  • 76.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 73 49.ผูศึกษาคนหวาสภาพแวดลอมในการทํางานที่มีผลตอผลผลิตที่รูจักกันในนาม “The Hawthorne Experiments” คือขอใด ก. Max Weber ข. Elton Mayo ค. Henry Gantt ง. Harole Koontz 50. ขอใดเปนผลงานของ Fayol ก. ศึกษาการเคลื่อนไหวในการทํางาน ข. เขียนหนังสือชื่อ “General and Industrial Management” ค. ใชหลักวิทยาศาสตรในการคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน ง. ใชหลักแบงงานกันทําเพื่อประสิทธิภาพในการทํางาน 51. ผูบริหารไมอาจมอบหมายสิ่งใดใหผูใตบังคับบัญชาทําได ก. ความรับผิดชอบ ข. งาน ค. อํานาจ ง. หนาที่ 52. จริยธรรม (Ethics) คือขอใด ก. ขอปฏิบัติในการละเวนความชั่ว กระทําความดี ข. การประพฤติปฏิบัติโดยตระหนักถึงผิดชอบชั่วดี ค. การปฏิบัติโดยยึดทางสายกลางของพระพุทธเจา ง. การไมฉอโกงหรือเบียดเบียนผูอื่น ถือสันโดษ 53. แผนงาน (Plan) คือขอใด ก. วัตถุประสงคในการทํางานใหสําเร็จลุลวง ข. วิถีทางเพื่อนําไปสูเปาหมายที่ตั้งไว ค.แนวปฏิบัติในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ง. เปาหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององคการ 54. แผนงานในระดับลางองคการ เรียกวา ก. แผนกลยุทธ ข. แผนหลักขององคการ ค. แผนยุทธวิธี ค. แผนตามหนาที่ 55. การประเมินผลงานที่เรียกวา “360 องศา” หมายถึงขอใด ก. ผูประเมิน คือ เพื่อนรวมงานและผูบังคับบัญชา ข. ผูประเมิน คือ ผูใตบังคับบัญชา และผูบังคับบัญชา ค. ผูบังคับบัญชา เพื่อนรวมงาน ผูใตบังคับบัญชา หรือผูที่เกี่ยวของอื่น ๆ กับผูถูกประเมิน ง. ผูประเมินคือ ลูกคา ผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชา และเพื่อนรวมงานเทานั้น 56. การเปรียบประยุกตเพื่อความเปนเลิศ หรือที่เรียกวา “Benchmarking” หมายถึงการบริหารที่มุงเนน ในดานใด ก. เปรียบเทียบการทํางานขององคการของเรากับองคการอื่น ๆ ข. การประยุกตเทคนิคสมัยใหมในการบริหารงานมาใชกับองคการ ค. การเปรียบเทียบและการประยุกตเทคนิคสมัยใหมในการบริหารงานมาใชกับองคการ ง. การเปรียบเทียบการทํางาน/การบริหารที่ดีเลิศ และนําเอาวิธีการดังกลาวมาประยุกตใชกับกิจการ ของตน รวมทั้งวิธีการของคูแขงดวยเชนกัน
  • 77.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 74 57.Empowerment หรือการใหอํานาจเบ็ดเสร็จ/การเสริมอํานาจแกผูใตบังคับบัญชา แตกตางจากการ มอบอํานาจหนาที่ (Delegation on Authority) อยางไร ก. มีการใหทรัพยากร เชน คน เงิน และเครื่องมือไปใชดวย ข. มีการกําหนดกรอบอํานาจจากผูบังคับบัญชาไวอยางชัดเจน ค. นอกจากทรัพยากรที่ไดมอบใหไปแลว ยังสามารถปฏิบัติงานไดโดยไมตองนํากลับมาขออนุมัติจาก ผูบังคับบัญชาอีก ตราบใดที่ยังอยูภายใตกรอบที่ไดรับมอบหมายมา ง. มีกรมอบหมายทรัพยากร มอบอํานาจหนาที่ แตการตัดสินใจขั้นสุดทายตองใหผูบังคับบัญชาอนุมัติ 58. ขอใดที่ไมใชคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของ Specialized Staff ก. จะทําหนาที่ใหความชวยเหลือแนะนําเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ข. ทําหนาที่ใหแกหนวยงานทุกระดับ ค. ทําหนาที่ใหแกหนวยงานใดหนวยงานหนึ่งเทานั้น ง. ฝายบริหารงานบุคคลและฝายประชาสัมพันธ 59. กอนที่จะทําแผนงาน ผูบริหารควรจะตองพิจารณาถึงสิ่งใดตอไปนี้ตามลําดับ ก. วิสัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย และกลยุทธ ข. ภารกิจ วิสัยทัศน และเปาหมาย ค. เปาหมาย วิสัยทัศน ภารกิจ และกลยุทธ ง. วิสัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย และนโยบาย 60. แผนหลัก (Strategic of Corporate Plan) หมายถึงขอใด ก. แผนหลักที่มีการกําหนดวัตถุประสงคไวกวาง ๆ มักจะจัดทําโดยผูบริหารระดับสูง ข. มักจะจัดทําโดยผูบริหารระดับกลางและระดับลาง และเปนแผนในการทางปฏิบัติของหนวยงานนั้น ค. นโยบายทางธุรกิจ (Business Policy) ง. กลยุทธทางธุรกิจ (Business Strategy) 61. หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา หรือที่เรียกวา Unity of Command หมายถึงขอใด ก. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติแตละคนหรือผูใตบังคับบัญชาควรจะไดรับคําสั่งจาก ผูบังคับบัญชาไดมากกวา 1 คน ข. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติควรมีเอกภาพในการรับผิดชอบอยางเต็มที่ ค. การกระทํากิจกรรมใด ๆ ผูปฏิบัติแตละคนควรจะไดรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียว ง. ระบบ matrix System 62. โครงการสรางองคการ (Organization Structure) หมายถึงขอใด ก. โครงสรางองคการที่เปนทางการเทานั้นไมรวมถึงองคการที่ไมเปนทางการซึ่งไมมีรูปแบบที่ชัดเจน ข. องคการที่ผูบริหารทุกระดับเปนผูรับผิดชอบในการกําหนดโครงสราง ค. รูปแบบของความสัมพันธระหวางตําแหนงและผูดํารงตําแหนงนั้น ๆ ง. ถูกทุกขอ 63. หากเปนการพิจารณาเกี่ยวกับ “ใครตองรายงานตอใคร” หรือ “ใครคือผูบังคับบัญชาของเรา” ก. Work Specialization ข. Departmentalization ค. Chain of Command ค. Scalar Principles
  • 78.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 75 64.งบประมาณ (Budget) คือขอใด ก. แผนงานอยางหนึ่งซึ่งแสดงการคาดหมายผลที่จะไดไวลวงหนาออกมาในรูปของตัวเลข ข. แผนการรับและแผนการจายเงิน ค. เครื่องมือในการควบคุมของผูบริหาร ง. ถูกทุกขอ 65. องคการธุรกิจจะตองพยายามสรางสรรคเพื่อกอใหเกิดคุณคาและประโยชนตาง ๆ แก Stakeholder ที่ธุรกิจดําเนินการเกี่ยวของอยู คําวา Stakeholder หมายถึงขอใด ก. ผุถือหุนหรือเจาของกิจการ ข. ชุมชนที่ธุรกิจตั้งอยูรวมทั้งหนวยงานและเจาหนาที่ของรัฐ ค. ผูสงวัตถุดิบ ง. ถูกทุกขอ 66. ในการบริหารงานตองคํานึงถึงหลักประสิทธิภาพ (Efficiency) และหลักประสิทธิผล (Effectiveness) หลักประสิทธิภาพ หมายถึงขอใด ก. การพิจารณาถึงผลสําเร็จที่ธุรกิจสามารถกระทําไดตามเปาหมายที่ไดตั้งไว ข. การพิจารณาถึงทุนที่ลงไป และผลลัพธที่ไดวามีความคุมคามากนอยเพียงใด ค. การพิจารณาถึงปจจัยตาง ๆ ที่ลงทุนไปวามีตนทุนต่ําสุดหรือไม ง. การพิจารณาถึงผลสัมฤทธิ์ที่ไดรับวาเปนไปตามแผนหรือไม 67. ขอใดตอไปนี้ไมใชขอมูลภายนอกที่จําเปนตองนํามาพิจารณาประกอบการวางแผน ก. การประหยัดของประชาชนในชาติ ข. ปญหาโจรผูรายและปญหาผูติดยาเสพติด ค. นโยบายของรัฐในการประหยัดเงินตราตางประเทศ ง. ผิดทั้งหมด 68. การปรับลดขนาดขององคการ (Downsizing) หมายถึงขอใด ก. การตัดลดจํานวนพนักงานใหแหลือเทาที่จําเปน ข. วิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารงาน ค. การลดขนาดองคการใหเล็กกะทัดรัด ง. ถูกทุกขอ 69. แผนภูมิองคการ (Organization Chart) จะแสงถึงสิ่งใด ก. ความสัมพันธระหวางกิจกรรมตาง ๆ ข. คําบรรยายลักษณะงาน ค. รายละเอียดระบุคุณสมบัติของตําแหนงงาน ง. หนาที่และภารกิจในองคการนั้น ๆ 70. ผูประกอบการ (Entrepreneur) คือขอใด ก. ผูกอตั้งกิจกร ข. ผูจัดการ ค. เจาของกิจการ ง. ผูกอตั้งและดูแลกิจการ 71. โครงสรางองคการที่ใหความสําคัญกับความสัมพันธแบบไมเปนทางการ เปนรูปแบบการบริหารงาน แบบใด ก. แบบทรัพยากรมนุษย ข. แบบดั้งเดิม ค. แบบมนุษยสัมพันธ ง. แบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • 79.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 76 72.ขอใดไมสงผลกระทบตอโครงสรางองคการโดยตรง ก. สภาพเศรษฐกิจ ข. เทคโนโลยี ค. สังคมและวัฒนธรรม ง. ไมมีขอใดถูกตอง 73. ในการควบคุมผลการปฏิบัติงานนั้น เครื่องมือที่เรียกวา Break-Even Point หมายถึงอะไร ก. จุดที่ทําใหเกิดกําไร ข. จุดที่ทําใหเกิดการขาดทุน ค. จุดที่ปริมาณการขายต่ํากวาคาใชจาย ง. จุดที่ไมมีกําไรและขาดทุน 74. การจายคาจางแบบรายชิ้น เปนแนวความคิดของผูใด ก. Maslow ข. Taylor ค. McGregor ง. Barnard 75. ปจจุบันแนวโนมขององคการธุรกิจ จํานวนผูใตบังคับบัญชาที่แตละคนตองดูแลมีแนวโนมอยางไร ก. เทากับอดีต คือจํานวนเทากันไมแตกตางกัน ข. นอยกวาเดิม เชน จาก 5 คน ลดลงเหลือ 3 คน ค. มากขึ้นกวาเดิม เชน จาก 5 คน เปน 8 – 12 คน ง. มากบาง นอยบาง แลวแตธุรกิจ 76. การจัดแผนกงานโดยใชหนาที่เปนหลักมีขอดี ยกเวนขอใด ก. เปนการปฏิบัติตามหลักการแบงงานตามความชํานาญเฉพาะดาน ข. ผูบริหารแตละแผนกจะมีความเชี่ยวชาญในหลาย ๆ เรื่อง ค. งายตอการอบรมฝกหัด ง. เปนการควบคุมอยางกวดขัน 77. หากธุรกิจแหงหนึ่งมีการจัดแผนกเปนแผนกเครื่องปรุงอาหาร แผนกนมผงเลี้ยงทารก แผนกกาแฟ แผนกยารักษาโรค ถือวาเปนการจัดแบงแผนกงานตาม......เปนหลัก ก. หนาที่ ข. ผลิตภัณฑ ค. ลูกคา ง. ภูมิศาสตร 78. การใชสิทธิอํานาจเบ็ดเสร็จ หรือที่เรียกวา Empowement นั้น หมายถึงขอใด ก. ผูบังคับบัญชามอบหมายอํานาจใหแกผูใตบังคับบัญชารับไปดําเนินการอยางเต็มที่ภายใตกรอบที่ กําหนด ข. ผูใตบังคับบัญชาสามารถดําเนินการตัดสินใจโดยไมตองนํากลับมาขออนุมัติครั้งสุดทายอีก ค. ธุรกิจมอบหมายทรัพยากรใหแกผูใตบังคับบัญชาตามความจําเปนและเหมาะสม ง. ถูกทุกขอ 79. หากธุรกิจของเราแบงแผนกงานออกเปนสถาบันการศึกษา หนวยงานราชการ ผูอุปโภคบริโภค และ โรงงานอุตสาหกรรมนั้น จะถือวาเราแบงแผนกงานโดยยึดหลัก ก. หนาที่ ข. ผลิตภัณฑ ค. ลูกคา ง. ภูมิศาสตร 80. ระดับของการกระจายอํานาจในองคการจะมีมากนอยเพียงใดจะสังเกตดูไดจากปจจัยตอไปนี้ ยกเวน ขอใด ก. การตัดสินใจสวนใหญกระทําการโดยผูบริหารรอง ๆ ลงมา ข. ผูบริหารระดับรอง ๆ ลงมาเปนผูตัดสินใจเกี่ยวกับปญหาที่มีความสําคัญมาก ค. การตัดสินใจของผูบริหารระดับรองนั้น มีผลกระทบกระเทือนตอหนาที่ตาง ๆ มากขึ้น ง. กําหนดใหทําการตรวจสอบเกี่ยวกับการตัดสินใจมีมากขึ้น
  • 80.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 77 81.การที่มหาวิทยาลัยมีการจัดตั้งสาขาวิชาวิทยบริการในตางจังหวัด และเปดทําการสอนผานระบบ ดาวเทียมและสายใยแกว (Fiber Optic) ซึ่งเปนการใหบริการทางวิชาการในสวนภูมิภาคนั้น สามารถ สรุปไดวาเปนรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงองคการในลักษณะของ ก. การเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรของการเจริญเติบโตและการเสื่อมสลาย ข. การปรับปรุงรูปแบบองคการใหม ๆ ค. การเปลี่ยนแปลงโครงสรางองคการเนื่องจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงดวยเทคโนโลยี ง. ขอ ก. และ ข. ถูก 82. ขอใดที่ไมใชหลักการบริหารตามทฤษฎี Z ของ William G. Ouchi ก. การจางงานตลอดชีพ (Lifetime Employment) ข. การประเมินผลลาชาและการเลื่อนตําแหนงลาชา (Slow Evaluation and Promotion) ค. การควบคุมแบบไมเปนทางการ (Informal Control) ง. การตัดสินใจรวมกัน (Collective Decision-Making) 83. ตามหลักการบริหารงานเชิงคุณภาพเบ็ดเสร็จ (Total Quality Management – TQM) คําวา Internal Customer หมายถึงขอใด ก. ผูซื้อสินคาที่เปนหนวยงานขององคการธุรกิจ ข. ผูซื้อสินคาที่ใกลชิดกับบริษัทหรือลูกคาประจํา ค. หนวยงานฝายตาง ๆ ในองคการ ง. ผูซื้อสินคาหรือผูใชบริการโดยทั่วไป 84. การจัดองคการโดยมีโครงสรางแบบแมทริกซนั้น หมายถึงขอใด ก. มีผูบังคับบัญชาสองคนคือ ผูบังคับบัญชาตามความชํานาญเฉพาะดาน และผูบังคับบัญชาขั้นตน ข. มีผูบังคับบัญชาสองคนคือ ผูบังคับบัญชา (ตามความชํานาญ) เฉพาะดาน และ ผูบริหารโครงการ ค. มีหัวหนาตั้งแต 2 คนขึ้นไป ง. องคการที่มีรูปแบบการบริหารงานแบบเปนทางการที่ดูแลอยางเครงครัด 85. การที่ผูบังคับบัญชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่ง หรือสั่งใหบุคคลอื่น ปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่งก็ไดนั้น เรียกวา ก. ความรับผิดชอบ ข. การมอบอํานาจ ค. การมอบหมายงาน ง. อํานาจหนาที่ 86. ผูที่กําหนดวา “ที่มาที่แทจริงของอํานาจหนาที่ในการบริหารนั้น มาจากการที่ผูใตบังคับบัญชายอมรับ ใหผูบังคับบัญชามีสิทธิหือมีอํานาจเหนือตน” หรือทฤษฎีวาดวยการยอมรับ (Acceptance Theory) คือขอใด ก. Henri Fayol ข. Frederick W. Tayor’ ค. Chester I. Barnard ง. Max Weber 87. เหตุผลที่ทําใหผูบริหารยินดีมอบอํานาจหนาที่ใหแกผูใตบังคับบัญชา คือขอใด ก. ผูบริหารมีภารกิจมากเกินกําลังที่จะดําเนินการไดโดยลําพังผูเดียว ข. เพื่อพัฒนาผูอยูใตบังคับบัญชาใหเกิดทักษะ และมีความรับผิดชอบตองาน ค. เพื่อเปดโอกาสใหผูใตบังคับบัญชามีโอกาสเรียนรูงาน ง. ถูกทุกขอ
  • 81.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 78 88.อุปสรรคสําคัญในการมอบอํานาจหนาที่มีสาเหตุมาจากสิ่งเหลานี้ ยกเวนขอใด ก. ผูบังคับบัญชาตองการรวมอํานาจ ข. ผูบังคับบัญชาไมทราบวาเรื่องใดมีความสําคัญตอการทํางานหรือควรมอบใหคนอื่น ๆ ทํา ค. ผูบังคับบัญชาไมเห็นคุณคาของการมอบอํานาจ ง. ผิดทั้งหมด 89. ทฤษฎีการบริหารสมัยใหม คือขอใด ก. นักบริหารควรมีความชํานาญเฉพาะดาน (Specialist) ข. นักบริหารควรมีความรูหลาย ๆ ดาน (Generalist) ค. นักบริหารควรลอยตัวอยูเหนือปญหาที่เกิดขึ้น ง. นักบริหารไมควรสวนกระแสทางการเมืองและเศรษฐกิจ 90. โครงสรางขององคการที่แสดงความสัมพันธระหวางหนวยงานเปนเสนประ แสดงวา ก. เปนหนวยงานหลัก ข. เปนหนวยงานเสริม ค. เปนหนวยงานเฉพาะ ง. เปนหนวยงานยอย 91. ทฤษฎีภาวะผูนําของ Hersey & Blanchard เปนทฤษฎีภาวะผูนําในกลุมใด ก. แบบคุณลักษณะ ข. แบบพฤติกรรม ค. แบบตามสถานการณ ง. แบบดั้งเดิม 92. งบประมาณของภาครัฐบาลที่เริ่มจากการตั้งประมาณการรายจายกอน คือขอใด ก. งบประมาณรายได-รายจาย ข. งบประมาณเงินทุน ค. งบประมาณรายป ง. งบประมาณฐานศูนย 93. ปจจัยที่มีผลกระทบตอการออกแบบขององคการ คือขอใด ก. กลยุทธ ข. สิ่งแวดลอม ค. ขนาดขององคการ ง. ขอ ก. และ ข. ถูก 94. ขอใดไมใชเครื่องมือในการควบคุม ก. งบประมาณ ข. มาตรฐาน ค. วิธีปฏิบัติงาน ง. Gantt Chart 95. การบริหารงานที่อาศัยความมีเหตุผลโดยไมคํานึงถึงตัวบุคคล เปนรูปแบบของระบบการบริหารงาน ในองคการที่เรียกวาอะไร ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบราชการ ค. ระบบสังคมศาสตร ง. ระบบราชการในอุดมคติ 96. การสรรหาบุคคลเขาทํางาน ไมไดเนนความสนใจเกี่ยวกับความรูความสามารถของผูสมัครวาจะมี ความเหมาะสมกับงานหรือไมเทาไร เปนระบบสรรหาแบบใด ก. ระบบอุปถัมภ ข. ระบบคุณธรรม ค. ระบบเกรงใจ ง. ระบบพึ่งพาอาศัยกันได 97. จํานวนผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาคนหนึ่งตองรับผิดชอบควบคุมบังคับบัญชา หมายถึงขอใด ก. Hierarchy ข. Chain of Command ค. Span of Control ง. Supervise
  • 82.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 79 98.ผูจัดการบริษัทแหนงหนึ่ง ใชวิธีการดูแลผูใตบังคับบัญชาโดยการปลอยใหลูกนองแบงงานกันเอง โดย จัดหาวัตถุดิบใหและคอยใหขอมูลเพิ่มเติม และไมพยายามติชมลูกนอง ผูจัดการผูนี้เปนผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบเผด็จการ ข. ผูนําแบบประชาธิปไตย ค. ผูนําแบบเสรีนิยม ง. ผูนําแบบมีสวนรวม 99. เมื่อตนเดือนมกราคม 2549 บริษัทผลิตรองเทาแหงหนึ่งไดเรงผลิตสินคาตามรูปแบบของแฟชั่น จํานวนมาก เนื่องจากตลาดมีความตองการสูงและมีการแขงขันกันมาก ทําใหในสิ้นป 2549 ปรากฎวา มีสินคาคงเหลือในสต็อกเปนจํานวนมาก สาเหตุเนื่องมาจากขอใด ก. ผูบริหารขาดการมอบหมายงานที่ดี ข. ขาดการประสานงานที่ดี ค. ขาดการวางแผนที่ดี ง. ขาดความรูดานรูปแบบแฟชั่น 100. ขั้นตอนใดของการวางแผนที่สําคัญที่สุด ก. การจัดทําแผนงานหรือการเขียนแผน ข. การปฏิบัติตามแผน ค. การติดตาม ง. การประเมินผล เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ค 2. ตอบ ก 3. ตอบ ง 4. ตอบ ค 5. ตอบ ก 6. ตอบ ง 7. ตอบ ง 8. ตอบ ค 9. ตอบ ค 10. ตอบ ค 11. ตอบ ก 12. ตอบ ง 13. ตอบ ง 14. ตอบ ค 15. ตอบ ข 16. ตอบ ง 17. ตอบ ก 18. ตอบ ค 19. ตอบ ค 20. ตอบ ง 21. ตอบ ก 22. ตอบ ค 23. ตอบ ง 24. ตอบ ง
  • 83.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 80 25.ตอบ ง 26. ตอบ ก 27. ตอบ ก 28. ตอบ ค 29. ตอบ ก 30. ตอบ ค 31. ตอบ ก 32. ตอบ ก 33. ตอบ ง 34. ตอบ ค 35. ตอบ ก 36. ตอบ ก 37. ตอบ ค 38. ตอบ ค 39. ตอบ ง 40. ตอบ ก 41. ตอบ ก 42. ตอบ ง 43. ตอบ ค 44. ตอบ ค 45. ตอบ ง 46. ตอบ ก 47. ตอบ ก 48. ตอบ ง 49. ตอบ ข 50. ตอบ ข 51. ตอบ ก 52. ตอบ ข 53. ตอบ ข 54. ตอบ ง 55. ตอบ ค 56. ตอบ ง 57. ตอบ ค 58. ตอบ ค 59. ตอบ ง 60. ตอบ ก 61. ตอบ ค 62. ตอบ ค
  • 84.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 81 63.ตอบ ค 64. ตอบ ง 65. ตอบ ง 66. ตอบ ค 67. ตอบ ง 68. ตอบ ง 69. ตอบ ก 70. ตอบ ค 71. ตอบ ค 72. ตอบ ง 73. ตอบ ง 74. ตอบ ข 75. ตอบ ค 76. ตอบ ข 77. ตอบ ข 78. ตอบ ง 79. ตอบ ค 80. ตอบ ง 81. ตอบ ค 82. ตอบ ง 83. ตอบ ค 84. ตอบ ข 85. ตอบ ง 86. ตอบ ค 87. ตอบ ง 88. ตอบ ง 89. ตอบ ข 90. ตอบ ข 91. ตอบ ค 92. ตอบ ง 93. ตอบ ง 94. ตอบ ง 95. ตอบ ก 96. ตอบ ก 97. ตอบ ค 98. ตอบ ค 99. ตอบ ค 100. ตอบ ก
  • 85.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 82 แนวขอสอบชุดที่ 2 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. กระบวนการคิดวิเคราะหขั้นตอนควรทําอยางไร ก. จัดขอมูลเขาระบบ ข. ทําความเขาใจกับประเด็นปญหา ค. พิจารณาความเชื่อถือของขอมูล ง. รวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของ 2. การปรับใช Balanced Scorecard ในองคกรรัฐแบงเปน 4 มุมมอง ไดแกอะไรบาง ก. แผนปฏิบัติงาน การเงิน นวัตกรรม รายงานการปฏิบัติงาน ข. องคประกอบภายในองคกร การเงิน เทคโนโลยี สิ่งแวดลอม ค. ผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร การเงิน นวัตกรรม ระบบตรวจสอบ ง. องคประกอบภายในองคกร ผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร นวัตกรรม การเงิน 3. ขอใดไมใชหลักเกณฑการกําหนดตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก ก. สามารถวัได มีความคงเสนคงวา ข. มีความยืดหยุน ขอมูลมีความพรอมเล็กนอย ค. ชัดเจน มีอิทธิพลตอสิ่งที่จะจัด ง. สามารถสื่อสารได เที่ยงตรงตลอดเวลา 4. ผูนําตามสถานการณควรมีคุณสมบัติการปฏิบัติงานอยางไร ก. ออกคําสั่งใหผูปฏิบัติอยางทันเวลา ข. ตัดสินใจโดยใชเหตุผลของตนเปนเกณฑ ค. ชวยผูใตบังคับบัญชาใหรูสึกวาตัวเองมีคา ง. พิจารณาความกาวหนาของตัวผูนําเปนอันดับแรกในการทํางาน 5. ขอใดไมใชหนาที่ของผูนําระดับตน ก. กําหนดวัตถุประสงค ข. ประสานงานและใหความรวมมือผูใตบังคับบัญชา ค. มีมนุษยสัมพันธกับผูรวมงาน ง. วางนโยบายการทํางานขององคกร 6. กระบวนการวางแผนเริ่มจากกําหนดเปาหมาย ลําดับตอมาควรทําอะไร ก. กําหนดทางเลือก ข. เลือกทางที่ดีที่สุด ค. ปฏิบัติตามแผน ง. ประเมินผลและปรับปรุง 7. การวางแผนกลยุทธที่ดีตองมีลักษณะอยางไร ก. มีความซับซอน ข. คนทั่วไปเขาใจยาก ค. มีจุดแข็งมาก ง. บรรลุเปาหมาย 8. แผนกลยุทธระยะยาวกําหนดระยะเวลาไวประมาณกี่ป ก. 5 ป ข. 8 ป ค. 15 – 20 ป ค. 20 ปขึ้นไป
  • 86.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 83 9.การประนีประนอมแบบใดที่ความขัดแยงจบลงไดยาก ก.หันหนาเขาหากัน ข. หลบฉาก ค. ใชอํานาจควบคุม ง. ถูกทุกขอ 10. มุมมองดานกระบวนการภายในของ Balanced Scorecatd ดูผลสัมฤทธิ์ที่อะไร ก. ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ ข. ระบบการพัฒนา ค. การบริการชั้นเยี่ยม ง. จํานวนผูรับบริการมากขึ้น 11. วิสัยทัศนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มุงพัฒนาไป ทางไหน ก. สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน ข. บานเมืองมีธรรมะ ค. เกษตรกรกาวหนาไกล ง. เศรษฐกิจรุงเรืองถวนทั่ว 12. การทํารีเอ็นจิเนียริ่งเปนเครื่องมือที่ใชในระดับใด ก. ระดับบริหาร ข. ระดับปฏิบัติการ ค. ระดับที่ปรึกษา ง. ระดับใดก็ได 13. ขอใดไมใชมุมมองของ Balanced Scorecard ก. มุมมองดานองคประกอบภายในองคกร ข. มุมมองดานผูมีสวนเกี่ยวของ ค. มุมมองดานนวัตกรรม ง. มุมมองดานปจจัยการบริหาร 14. การบริหารคุณภาพทั้งระบบ (TQM) การควบคุมคุณภาพเปนหนาที่ของใคร ก. หัวหนางาน ข. พนักงานทุกคน ค. เจาหนาที่ตรวจสอบ ง. ผูควบคุมคุณภาพ 15. กระบวนการสรางวิสัยทัศนควรเริ่มจากการทําสิ่งใด ก. วิเคราะหองคกร ข. ระบุภารกิจใหชัดเจน ค. เขียนวิสัยทัศน ง. ระบุวัตถุประสงคใหชัดเจน 16. ขอใดเปนจุดออนในการวิเคราะห SWOT ก. ปญหาเศรษฐกิจ ข. การขาดแคลนวัตถุดิบ ค. อุปสรรคจากกฎหมาย ง. ความชํานาญดานการตลาดนอย 17. กรณีที่ผูบริหารงดเวนการสรางผลลัพธที่ไมพึงปรารถนาเมื่อพนักงานทําผิดเปนการเสริมแรงอยางไร ก. การเสริมแรงทางบวก ข. การเสริมแรงทางลบ ค. การเสริมแรงทางออม ง. การเสริมแรงทางตรง 18. การเขียนตัวชี้วัดผลการปฏบัติงานเชิงปริมาณ เพื่อเหตุผลใด ก. ใชเปนแนวทางการนําไปใช ข. ใชเปนหลักการวางแผน ค. ใชเปนเกณฑการตรวจสอบ ง. ใชเปนเกณฑตัดสินผลการปฏิบัติงานจริง 19. ตัวอยางตัวชี้วัดผลงานดานการเรียนรู ไดแกขอใด ก. อัตราผูใชสื่อวีดีทัศนมี 50% ข. การใหบริการหลังการขายดี 60% ค. ผูใชบริการมีความพอใจมาก 90% ง. หองสมุดมีครูมาใชบริการ 70%
  • 87.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 84 20.ขอควรปฏิบัติในการออกคําสั่งมีอยางไร ก. ออกคําสั่งในเรื่องเดิม ซ้ําซาก ข. ออกคําสั่งแมเปนเรื่องเล็กนอยก็ตาม ค. ออกคําสั่งในลักษณะบังคับ ง. ออกคําสั่งชัดเจน มีความหมายเดียว 21. ขอใดไมใชความจําเปนในการพัฒนาบุคลากร ก. กอใหเกิดทัศนคติที่ดี ข. เพิ่มขวัญและกําลังใจ ค. ลดอุบัติเหตุ ง. เพิ่มตนทุนการผลิตขึ้น 22. การบริการแบบมุงผลสัมฤทธิ์ มีการประเมินผลงานโดยใชอะไรเปนตัวสะทอนผลงานออกมา ก. ตัวพฤติกรรม ข. ตัวจุดประสงค ค. ตัวชี้วัด ง. ตัวขอกําหนด 23. แผนกลยุทธควรกําหนดสิ่งใดใหมีความชัดเจน ก. รายละเอียดกิจกรรม ข. ชื่อกิจกรรม ค. ถอยแถลงพันธกิจ ง. วิธีปฏิบัติงาน 24. การวางแผนกลยุทธที่เนนจุดมุงหมายรวมของหนวยงานละสถานศึกษาดูไดจากสวนไหน ก. จากวิสัยทัศน ข. จากพันธกิจ ค. จากวัตถุประสงคและเปาหมาย ง. จากผลลัพธของการดําเนินการ 25. บ ทบาทการใชอํานาจของผูบริหารโดยยึดวัตถุประสงคในการควบคุมมีลักษณะเปนอยางไร ก. นายสั่งการ ข. พี่เลี้ยง ค. ผูบริการ ง. ผูดูแลอยูหาง ๆ 26. รูปแบบการบริหารความขัดแยงกับปญหาที่ไมใหญโตและมีโอกาสที่จะชนะหากเผชิญหนากัน ควรใช วิธีการใดที่เหมาะสม ก. การยอม ข. การตอสู ค. การหลีกเลี่ยง ง. การรวมมือ 27. แนวคิดสําคัญของการบริหารคุณภาพทั้งระบบคืออะไร ก. คุณภาพเกิดจากคนสราง ข. คุณภาพเปนจุดหมายของงาน ค. คุณภาพเปนสิ่งที่คอย ๆ สรางตามจุดตาง ๆ ของการทํางาน ง. คุณภาพเปนสิ่งที่ตองสรางใหเกิดขึ้นในทุกจุดของการทํางาน 28. ขอใดเปนองคประกอบที่สําคัญของการบริหารคุณภาพทั้งระบบ ก. ผูรับบริการ ข. กระบวนการทํางาน ค. การปรับปรุงอยางตอเนื่อง ง. การทบทวนงาน 29. การที่องคกรมีความเปนทางการมากเทาไรกลับเปนอุปสรรคตอการมีประสิทธิผลมากเพียงนั้นเพราะ เหตุใด ก. เพราะผูบริการมักยึดติดระเบียบแบบแผนตามตัวหนังสือ ข. เพราะผูปฏิบัติตองทําตามขั้นตอนของทางราชการ ค. เพราะจะทําใหงานมีสายการบังคับบัญชายาวทําใหเสียเวลา ง. เพราะขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • 88.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 85 30.การเพิ่มความคาดหวังของพนักงานใหมีความมั่นใจและมีความสามารถที่จะทํางานใหสําเร็จได ควรใช วิธีการอยางไร ก. กําหนดการตอบแทนใหชัดเจน ข. ศึกาความตองการของพนักงาน ค. คัดเลือกพนักงานที่มีความสามารถ ง. ปรับผลตอบแทน 31. บุคคลที่ตองการความเจริญกาวหนา จะใหความสําคัญกับคุณคาดานไหน ก. ความทาทายของงาน ข. ความมั่นคงของงาน ค. ประมาณงานจํานวนมาก ง. สภาพแวดลอมในองคกร 32. การทํางานเปนทีมมีประโยชนอยางไร ก. ไดผลิตผลมากกวาที่กําหนดไว ข. ผลการทํางานจะสูงกวาทํางานคนเดียว ค. มีความขัดแยงกับภายนอกเล็กนอย เพราะทีมงานคอยชวยเหลือ ง. ไดกําลังคนมาชวยจํานวนมาก 33. ขอใดไมใชสิ่งที่กําหนดขวัญของกลุม ก. ความกาวหนาและความพยายามไปสูเปาหมาย ข. ความรูสึกเปนกลุมพวกเดียวกัน ค. ยอมรับในเปาหมาย ง. แตละคนในกลุมมีงานเฉพาะตามเปาหมายของตน 34. การที่ผูบริหารจายโบนัสใหพนักงานทุกสิ้นปโดยจายใหมากนอยตามกําไรที่ไดรับแตละป โดยกําหนด จายทุกสิ้นเดือนธันวาคม จัดเปนการเสริมแรงลักษณะใด ก. แบบอัตราตายตัว ข. แบบอัตราไมตายตัว ค. แบบชวงเวลาตายตัว ง. แบบชวงเวลาไมตายตัว 35. การกระจายอํานาจทําไดอยางไร ก. การแบงอํานาจ การมอบอํานาจ ข. การโอนอํานาจ การถายอํานาจ ค. การสงอํานาจ การใหเอกชนดําเนินการ ง. ถูกทุกขอ 36. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีแนวทางการดําเนินการอยางไร ก. การทําใหสังคมมีความยุติธรรม เปนสังคมที่นาอยู ข. การทําใหการเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม ค. การทําใหการเมืองมีความเขมแข็ง มีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณและตั้งใจทํางานเพื่อชาติ ง. เพื่อนําหลักธรรมาภิบาลมาใชบริหารงานอยางจริงจัง 37. ขอใดเปนแนวคิดพื้นฐานของการนําเอาระบบคุณภาพทั้งระบบมาใช ก. การปรับปรุงคุณภาพทั้งระบบตองการความรวมมือจากองคกรภายนอก ข. พนักงานมักหลบเลี่ยงงานจึงตองควบคุมตลอดเวลา ค. การสรางคุณภาพใชเงินนอยกวาการแกปญหาความผิดพลาด ง. คุณภาพของสินคาขึ้นอยูกับสถานการณของตลาดโลก
  • 89.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 86 38.การเลื่อนขั้น การยกยองชมเชย เปนการใชอํานาจของผูบังคับบัญชาในลักษณะอยางไร ก. อํานาจการใชกําลัง ข. อํานาจตามกฎหมาย ค. อํานาจความเปนผูเชี่ยวชาญ ง. อํานาจในการใหรางวัล 39. อํานาจในการใชกําลังบังคับไดแกการกระทําขอใด ก. การใหวันหยุด ข. การใหงานทําที่ดี ค. การไลออก ง. การใหคําแนะนํา 40. ความมุงมั่นและตั้งใจปฏิบัติงานอยางเต็มความสามารถ บรรลุผลสําเร็จ สอดคลองตามกฎ ระเบียบ ขอบังคับขององคกร ปฏิบัติงานอยางมีจิตสํานึกตอหนาที่ สังคม ประชาชานและประเทศชาติ โดย คํานึงถึงผลประโยชนของผูรับบริการและสวนรวมเปนสําคัญ เปนการแสดงใหเห็นถึงการนําหลักการ บริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดีดานใด ก. ดานความมีสวนรวม ข. ดานคุณธรรม ค. ดานความรับผิดชอบ ง. ดานนิติธรรม 41. การเขียนวัตถุประสงคโครงการตองเขียนใหสัมพันธกับอะไร ก. ความตองการของผูบริหาร ข. ความตองการขององคกร ค. สภาพที่ตองการใหเกิดขึ้น ง. สภาพสังคมในอนาคต 42. ผูบริหารมีบทบาทอยางไร ในการปฏิบัติตามแผน ก. สังเกตการณทํางานของบุคลากรอยูหาง ๆ ข. สงเสริมและสนับสนุนใหบุคลากรทํางานอยางมีความสุข ค. มอบหมายใหผูอื่นดูแลงานแทนเปนระยะ ง. ควบคุมการทํางานทุกขั้นตอนอยางใกลชิด 43. ขอใดเปนการเปลี่ยนแปลงของบริบทการพัฒนาและสถานะของประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ก. การเปลี่ยนแปลงของดานการเมืองแบบปรับใหญ ข. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางกาวกระโดด ค. การเปลี่ยนแปลงทางพืชผลการเกษตรเปนอุตสาหกรรม ง. การเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเปนสังคมเมือง 44. ขอใดไมใชหลักของการบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ก. หลักนิติธรรม ข. หลักคุณธรรม ค. หลักการมีสวนรวม ง. หลักการสมานฉันท 45. การกระจายอํานาจชวยพัฒนาขวัญและแรงจูงใจของผูปฏิบัติงานอยางไร ก. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชอํานาจได ไมมีขอบเขต ข. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชอํานาจตามความชอบใจ ค. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคใชความคิดใหม ๆ ในการบริหารงาน ง. เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภูมิภาคขอคําปรึกษาจากผูเชี่ยวชาญในการบริหารงาน 46. ขอใดเปนอุปสรรคของการสื่อสารที่เกิดจากตัวผูสงสาร ก. ขาวสารไมจูงใจ ข. ขาดความรูในขาวสารที่สงออกไป ค. ขาดรายละเอียดที่สําคัญ ง. การเรียบเรียงขาวไมเปนระเบียบ
  • 90.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 87 47.ขอใดเปนการแกไขปญหาความขัดแยงในระบบราชการที่พบไดบอย ก. การจัดหาทรัพยากรเพิ่มขึ้น ข. การเปลี่ยนโครงสรางองคกร ค. การโยกยาย สับเปลี่ยน ง. การใชอํานาจตามกฎหมาย 48. องคกรที่ขาดประสิทธิภาพ เมื่อเกิดความขัดแยง คนสวนใหญจะทําอยางไร ก. เปดเผยใหผูอื่นทราบ ข. เก็บไวในใจ ค. แสดงออกเชิงสรางสรรค ค. ไมถือสาหาความยกโทษใหกัน 49. ผูบริหารองคกรแบบไมมีประสิทธิภาพจะควบคุมงานอยางไร ก. ควบคุมเรื่องเล็ก ๆ นอย ๆ สวนเรื่องหลักใหคนอื่นทํา ข. สัมพันธภาพโดยทั่วไปถูกเปดเผย ค. ทําความผิดครั้งเดียวก็ไลออก ง. ปรับตัวเขากับสภาพแววลอมไดงาย 50. หลักของการกําหนดรูปแบบใหมจะคํานึงถึงอะไรเปนสําคัญมากที่สุด ก. การประสานความรวมมือ ข. การวัดผลการปฏิบัติงาน ค. การกําหนดรูปแบบที่งาย ง. ผูรับบริการ 51. การทํารีเอ็นจีเนียริ่งจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทํางานอยางไร ก. ยึดกฎระเบียบเดิมเปนหลัก ข. ใชความเชื่อคานิยมแบบเดิม ค. เริ่มตนใหมหมด ง. ออกแบบกระบวนงานใหมตามหลักการเดิม 52. ขอใดเปนอุปสรรคของการสื่อสารจากผูรับสาร ก. ระบบการติดตอสื่อสารไมสะดวก ข. ภาษาที่ผูรับสารไมเขาใจ ค. บรรยากาศที่หวาดระแวงกัน ง. มีการเลือกรับสารเฉพาะที่ตนตองการ 53. การเพิ่มความเชื่อมโยงเพื่อทําใหพนักงานมั่นใจวาจะไดอะไรตอบแทนหากทํางานไดสําเร็จทําได อยางไร ก. สรางความชัดเจนในความสัมพันธระหวางผลงานและผลตอบแทน ข. สนับสนุนพนักงานใหใชความสามารถเต็มที่ ค. ศึกษาความตองการของพนักงาน ง. กําหนดเปาหมายของงานใหชัดเจน 54. ขอใดจัดเปนตัวชี้วัดประเภทปจจัยนําเขา ก. จํานวนผูเขารับการอบรม ข. จํานวนนักเรียนที่สอบได ค. จํานวนสิ่งบกพรองที่ไดแกไข ง. จํานวนอุปกรณการผลิต 55. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มีแนวปฏิบัติในการพัฒนา มุงเนนที่สิ่งใด ก. คนเปนศูนยกลางการพัฒนา ข. เศรษฐกิจเปนศูนยกลางการพัฒนา ค. การเมืองเปนศูนยกลางการพัฒนา ง. สังคมเปนศูนยกลางการพัฒนา
  • 91.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 88 56.การบริหารเชิงกลยุทธมีความสําคัญอยางไร ก. ทําใหกําจัดการใชทรัพยากรการบริหารไดงาย ข. ทําใหผูบริหารใชความสามารถในการทํางานไดอยางเต็มที่ ค. สรางความสอดคลองกับแนวการปฏบัติขององคกรภายนอก ง. ชวยใหองคกรกําหนดทิศทางในอนาคตไดอยางชัดเจน 57. กรณีสิ้นสุดแผนงานที่วางไวแตไมบรรลุวัตถุประสงคควรทําอยางไรตอไป ก. ประเมินผลใหม ข. ปฏิบัติตามแผน ค. มอบหมายผูรับผิดชอบ ง. ปรับปรุง พัฒนา 58. การถายโอนอํานาจหนาที่การตัดสินใจจากสวนกลางศูนยรวมอํานาจไปสูหนวยงานระดับลางในสาย การบังคับบัญชาของรัฐบาล เพื่อสะดวกในการดําเนินกิจการเรียกวาอะไร ก. การมอบอํานาจ ข. การใหอํานาจ ค. การแบงอํานาจ ง. การขยายอํานาจ 59. โครงการที่ตั้งวัตถุประสงคการดําเนินงานไว แลวผลลัพธของโครงการที่ไดมาบรรลุวัตถุประสงคใน ระดับสูงแสดงวาโครงการนั้นเปนอยางไร ก. มีประสิทธิภาพมาก ข. มีประสิทธิผลมาก ค. มีความยืดหยุนมาก ง. ผลลัพธอยูในเกณฑใชได 60. ขอใดไมใชความสําคัญของการจัดองคกร ก. มีการกําหนดงานและผูรับผิดชอบไวชัดเจน ข. ขจัดความซ้ําซอนสิ้นเปลืองของงานทุกอยาง ค. บุคลากรมีขวัญดีเพราะมีความชัดเจนในหนาที่ ง. ผูบริหารระดับสูงทราบวิธีการหาบุคคลที่เหมาะสมมาทําหนาที่ชัดเจน 61. วัฒนธรรมองคกรมีความสําคัญอยางไร ก. ชวยใหองคกรมีสมาชิกจํานวนมาก ข. ชวยทําใหองคกรมีกําไร ค. ชวยใหสมาชิกมีเรื่องปรึกษากัน ง. ชวยเสริมสรางความผูกพันในหมูสมาชิก 62. การพัฒนาวัฒนธรรมองคกรควรเริ่มตนจากอะไร ก. ประเมินวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั้น ข. กําหนดรูปแบบวัฒนธรรมใหม ค. สรางวัฒนธรรมใหม ง. นําวัฒนธรรมใหมไปใช 63. รูปแบบการบริหารที่ใชไดในองคกรหนึ่งไมจําเปนตองใชไดผลในอีกองคกรหนึ่ง เปนแนวคิดการบริหาร แบบใด ก. ตามสถานที่ ข. ตามสถานการณ ค. ตามเวลา ง. ตามความคิดแบบดั้งเดิม 64. ภาวะผูนําตามหลักพฤติกรรมนิยมจะแสดงบทบาทในการทํางานอยางไร ก. ประชุมรับฟงความคิดเห็นของผูตาม ข. ผูนํากําหนดบทบาทวางแผนงาน ค. ผูนําสรางความสัมพันธที่ดีกับผูรวมงาน ง. ผูนําวางตัวเองใหนานับถือ
  • 92.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 89 65.ความสําคัญของการบริหารราชการแบบมีสวนรวมอยูที่อะไร ก. ความพรอมของหนวยงานราชการ ข. การศึกษาของผูเกี่ยวของ ค. การเชิญชวนใหทุกฝายเขามามีสวนรวม ง. ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ 66. การบริหารจัดการศึกษาตามยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ กระบวนการแรกที่ตองดําเนินการ คืออะไร ก. สรางองคกรแหงการเรียนรู ข. ประเมินผลการปฏิบัติราชการที่โปรงใส ค. พัฒนากระบวนทัศน ง. บริหารราชการแนวใหม 67. การกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลักควรเปนหนาที่ของใคร ก. ผูปฏิบัติงาน ข. ผูเกี่ยวของกับงาน ค. ผูบริหารระดับลาง ง. ผูบริหารระดับสูง 68. ผูนําเปยมวิสัยทัศนมีอะไรเปนลักษณะเดน ก. มีวิสัยทัศน ข. รูจักสรางวิสัยทัศน ค. มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัสนใหเปนผล ง. มีความเปนเลิศในการอธิบายวิสัยทัศนใหคนเขาใจ 69. หากผูใตบังคับบัญชามีความพรอมระดับสูง ผูนําควรปฏิบัติดวยอยางไร ก. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหบางกรณี ข. มอบความรับผิดชอบใหเต็มที่แกการตัดสินใจตองรอผูบังคับบัญชา ค. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจตามคําแนะนําของผูบังคับบัญชา ง. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 70. แนวทางการดําเนินการตามหลักความคุมคาควรทําอยางไร ก. ประหยัดทรัพยากรดวยการใชแตของเดิมจนหมดกอน ข. เลือกใชเฉพาะอุปกรณที่ทันสมัย ค. รับฟงความคิดเห็นจากคนภายในเรื่องการปรับปรุงงาน ง. ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 71. ขอใดไมใชลักษณะขององคกรที่บริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. มีระบบสนับสนุนการทํางานเรื่องระเบียบ สถานที่ ข. เจาหนาที่ทุกคนรูจักรับผิดชอบตอผลงานที่กําหนดไว ค. ผูบริหารทุกระดับมีเปาหมายที่ชัดเจน ง. ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 72. ขั้นตอนแรกของการจัดทําระบบติดตามผลปฏิบัติงานคืออะไร ก. เลือกวิธีเก็บรวบรวมขอมูล ข. กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด ค. ใชประโยชนจากขอมูลการวัดผล ง. กําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน 73. แนวโนมอนาคตองคกรจําเปนตองปรับตัวเองอยางไร ก. มีระบบมากขึ้น ข. ยืดหยุนมากขึ้น ค. มีระเบียบมากขึ้น ง. ปรับเปลี่ยนยากขึ้น
  • 93.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 90 74.องคประกอบที่สําคัญของการวางแผนคืออะไร ก. การระบุวัตถุประสงค ข. การทํากิจกรรม ค. การดําเนินการตามแผน ง. การคาดการณถึงความสําเร็จในอนาคต 75. แผนมหภาคไดแกแผนอะไร ก. แผนพัฒนาทองถิ่น ข. แผนการขุดลอกคลอง ค. แผนการตัดถนน ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 76. ทฤษฎีเกี่ยวกับมนุษยที่นํามาใชกับการบริหารแบบใชโรงเรียนเปนฐานควรใชทฤษฎีอะไรจึงจะ เหมาะสม ก. ทฤษฎี X ข. ทฤษฎี Y ค. ทฤษฎี TQM ง. ทฤษฎีลําดับความตองการของมนุษย 77. ประโยชนที่ไดจากการบริหารโรงเรียนแบบใชโรงเรียนเปนฐานขอใดที่เห็นไดชัดเจนที่สุด ก. ประหยัดารใชงบประมาณ ข. เกิดความคิดสรางสรรค ค. ครูมีขวัญและกําลังใจดี ง. สนองความตองการของโรงเรียน 78. ขั้นตอนสุดทายของกระบวนการคิดวิเคราะหคืออะไร ก. การประเมินขอสรุป ข. การสรุป ค. การตั้งสมมติฐาน ง. การพิจารณาความนาเชื่อถือของขอมูล 79. การควบคุมงานมีความมุงหมายอะไร ก. เพื่อหาขอบกพรองของงาน ข. เพื่อตรวจสอบความกาวหนาของงาน ค. เพื่อทําใหอุปสรรคของงานลดลง ง. เพื่อยืนยันความถูกตองและแผนงาน 80. การพัฒนาระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศทําไดอยางไร ก. จัดระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศเชื่อมโยงกับสถานศึกษาอื่น ข. ติดตอนําเครื่องคอมพิวเตอรมาใชในสถานศึกาษาเพิ่มขึ้น ค. แนะนําคณะกรรมการสถานศึกษาขึ้นพื้นฐานใหใชขอมูลสารสนเทศ ง. ประชาสัมพันธการใชสารสนเทศ 81. การสรางทีมงานมีวัตุประสงคอยางไร ก. เพื่อแสวงหาวิธีแกปญหารวมกัน ข. เพื่อแขงขันกับทีมงานอื่น ๆ ที่กําลังตื่นตัว ค. เพื่อจะไดขอมูลเชิงลบของแตละบุคคล ง. เพื่อการเพิ่มความมีศักยภาพของบุคคล 82. การที่ผูบริหารจะตองใชดุลยพินิจ ประสบการณ ความรู ความสามารถ ความกลาหาญ บนจุดมุงหมาย ที่กําหนดไว เปนลักษณะของอะไร ก. การมีวิจารณญาณ ข. การตัดสินใจ ค. การใชดุลยพินิจ ง. การพิจารณา 83. ขอใดไมใชการกําหนดดัชนีบงชี้คุณภาพ ก. อิงเปาหมายในอุดมคติขององคกร ข. อิงบรรทัดฐานกลาง ค. อิงองคกรอื่นที่คลายกัน ง. อิงองคกรอื่นที่ตางกัน
  • 94.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 91 84.การบริหารคุณภาพแบบ KPI ตองกําหนดอะไร ก. แนวปฏบัติ ข. ระเบียบขั้นตอน ค. ปจจัยและจําแนกปจจัย ง. วัตถุประสงคหลักและรอง 85. หลักการของการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพเปนอยางไร ก. มีกฎเกณฑตายตัว ข. ไมมีหลักเกณฑตายตัว ข. เปนหลักการที่เจาะจง ง. เปนหลักเกณฑที่แนนอน 86. ขอใดเปนสิ่งที่เกิดขึ้นกอนการพัฒนาองคกร ก. แตละคนยอมรับซึ่งกันและกัน ข. มองโลกในแงดี ค. เชื่อถือมนุษยดวยกัน ง. เปนหลักเกณฑที่แนนอน 87. ตามพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 กลางถึงขอมูลเกี่ยวกับการ ติดตอสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร ซึ่งแสดงถึงแหลงกําเนิดตนทาง ปลางทาง เสนทาง วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการติดตอสื่อสารของระบบคอมพิมเตอร ซึ่ง นาจะตรงกับความหมายของคําใด ก. ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร ข. ระบบคอมพิวเตอร ค. ขอมูลคอมพิวเตอร ง. แหลงศึกษาคอมพิวเตอร 88. ตําแหนงของผูบริหารมีความสัมพันธกับอํานาจตามขอใดมากที่สุด ก. อํานาจในการอางอิง ข. อํานาจความเปนผูชํานาญ ค. อํานาจตามกฎหมาย ง. อํานาจการใชกําลังบังคับ 89. ผูบริหารที่นิยมการปกครองแบบอัตตาธิปไตยชอบใชอํานาจอยางไร ก. ใหรางวัล ลงโทษ ข. อางอิงถึงบุคคลอื่น ค. ตามระเบียบที่ทางราชการกําหนด ง. ปรึกษาหารือ วากลาวตักเตือน 90. การนําหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาจัดการความรูในสถานศึกษามีหลักปฏิบัติอยางไร ก. ทํางานเปนทีม ข. เรียนรูทุกวันทุกสถานที่ ค. พึ่งพาตนเองเพื่อการเรียนรู ง. สงเสริมแนวทางการเรียนรู 91. ขอใดไมใชการวัดผลการปฏบัติงานของการบริหารแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. ความประหยัด ข. ความมีประสิทธิภาพ ค. ความมีประสิทธิผล ง. ความสะดวกสบายของผูปฏิบัติงาน 92. ขั้นตอนเริ่มแรกของการเทียบงาน (Bench marking) คืออะไร ก. ศึกษารายละเอียดขององคกร ข. หาองคกรที่ปฏิบัติงานดีที่สุด ค. การวางแผนยกระดับการปฏิบัติงาน ง. ติดตามดูผลการเทียบงาน 93. การตรวจสอบคุณภาพการใหบริการตรวจสอบไดจากแหลงใด ก. จากบุคลากรในองคกร ข. จากประชาชนที่มาติดตอ ค. จากความเห็นของหัวหนางาน ง. จากคนภายในและภายนอกองคกร 94. สิ่งแรกที่จําเปนตองมีในการจัดตั้งองคกรใด ๆ คืออะไร ก. กําหนดทรัพยากร ข. กําหนดภาระงาน ค. วัตถุประสงคในการจัดตั้ง ง. การประเมินผลการปฏิบัติ
  • 95.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 92 95.การรื้อปรับระบบ (Reengineering) เริ่มตนดวยอะไร ก. การสรางแนวคิดใหม ข. การอบรมใหความรูใหม ค. การทบทวนใหม ง. การกําหนดรูปแบบใหม 96. ตามความเชื่อของแอนเดอเฟอร ถาความตองการทางนามธรรมไมไดรับการตอบสนองอยางเพียงพอ บุคคลจะปรารถนาในความตองการทางอะไรมาขึ้น ก. พฤติกรรม ข. จิตใจ ค. นามธรรม ง. รูปธรรม 97. การพัฒนาระบบการบริหารมุงผลสัมฤทธิ์เริ่มตนที่อะไร ก. การกําหนดปจจัยของความสําเร็จ ข. การกําหนดตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก ค. การกําหนดแหลงขอมูล ง. การวิเคราะหวิสัยทัศนและพันธกิจ 98. ทักษะการบริหารงานดานใดที่ผูบริหารควรมีมากที่สุด ก. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ ข. ทักษะดานเทคนิค ค. ทักษะดานความคิดรวบยอด ง. ทักษะดานการเจรจา 99. ทักษะการบริหารงานดานใดที่จะชวยใหผูบริหารไดรับความรวมมือและเกิดการประสานงานที่ดี ก. ทักษะดานความคิดรวบยอด ข. ทักษะดานเทคนิค ค. ทักษะดานการนําเสนอ ง. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ 100. เงื่อนไขในการดําเนินกิจกรรมของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นอยูกับเงื่อนไขดานใด ก. เงื่อนไขดานสังคม เงื่อนไขดานเศรษฐกิจ ข. เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานคุณธรรม ค. เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานความสามารถ ง. เงื่อนไขดานคุณธรรม เงื่อนไขดานปจจัยภายใน 101. การพัฒนาบุคลากรโดยกระบวนการบริหารสามารถทําไดดวยแนวทางอยางไร ก. การบริหารงานโดยมีสวนรวม ข. การบริหารงานแบบราชการ ค. การบริหารงานแบบเผด็จการ ง. การบริหารงานแบบผอนผัน 102. ความผูกพันกับงานมีตัวแปรที่เกี่ยวของอะไรบาง ก. ลักษณะบุคคล โอกาส สถานที่ ข. ลักษณะบุคคล สถานการณ คนงาน ค. ลักษณะบุคคล สถานการณ ผลตอบแทนของงาน ง. ผลตอบแทนของงาน คนงาน วัตถุประสงคของงาน 103. ผูนําแบบมุงสัมพันธจะแสดงออกอยางไร ก. คํานึงถึงความรูสึกของผูใตบังคับบัญชาเปนระดับรองลงมา ข. พึงพอใจกับการทํางานใหบรรลุความสําเร็จ ค. คํานึงถึงงานกอนสิ่งอื่น ยอมรับตนเองจากความสําเร็จของงาน ง. พยายามสรางสถานการณแวดลอมที่เปนมิตร 104. ขอใดจะทําใหผูปฏิบัติงานเกิดความพอใจและเกิดแรงจูงใจ ก. ไดทํางานที่ทาทาย ข. ไมมีภาวะอันตราย ค. ไมถูกเสียงดังรบกวน ง. สภาพแวดลอมที่เย็นสบาย
  • 96.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 93 105.ขอเสียของการทํางานเปนทีมที่พบเห็นบอยในสังคมไทยคืออะไร ก. ทีมตองรอสมาชิกชวยกันตัดสินใจ ข. ทีมตอตานผูบริหาร ค. ทีมทําใหองคกรตองเสียคาใชจายบํารุงทีม ง. ทีมทําใหเกิดการกินแรงกัน 106. การวางแผนงานทั่วไปตางจากการวางแผนกลยุทธอยางไร ก. การวางแผนทั่วไปแกปญหาขององคกร การวางแผนกลยุทธแกปญานอกองคกร ข. การวางแผนทั่วไปใชงบประมาณนอย การวางแผนกลยุทธใชงบประมาณสูง ค. การวางแผนทั่วไปเปนการปกปองกันปญหาขององคกร การวางแผนกลยุทธเปนการพัฒนาผลผลิตของ องคกร ง. การวางแผนทั่วไปมักแกปญหาพัฒนาองคกร การวางแผนกลยุทธเปนการวางแผนในภาพรวมของ องคกร 107. Balanced Scorecard เปนเครื่องมืองในการบริหารหนวยงานโดยอาศัยอะไรเปนหลัก ก. การตั้งวัตถุประสงค ข. การดําเนินการ ค. การวางแผนงาน ง. การวัดและประเมินผล 108. กรณีสิ้นสุดแผนงานที่วางไวแลวบรรลุวัตถุประสงคควรทําอยางไร ก. อยูเฉย ๆ ข. ปรับปรุงการทํางาน ค. ยกระดับมาตรฐาน ง. วางแผนพัฒนาใหม 109. ขอใดเปนแรงจูงใจภายนอก ก. เงินเดือน ข. ความเปนไปไดที่จะกาวหนา ค. ความมั่นคงของงาน ง. นโยบายการบริหารงานของหนวยงาน 110. หลักของการบริหาร โดยยึดวัตถุประสงคคืออะไร ก. พิจารณาผลงานเปนหลักในการวัดผลสําเร็จของงาน ข. เนนแนวคิดการทํางานแบบแยกกันทํา ค. มีแผนการควบคุมงานเปนบางเวลา ง. เนนเทคนิคการทํางานมากกวาวัตถุประสงค 111. ขั้นตอนสุดทายของการบริหารคุณภาพภายใตหลักซิกซิกมา เพื่อปองกันไมใหปญหาเดิมกลับมาอีกและ รักษาระดับมาตรฐานคุณภาพไวคืออะไร ก. การปรับปรุงกระบวนการ ข. การควบคุมกระบวนการ ค. การวิเคราะหปญหา ง. การปฏิบัติการแกปญหา 112. การบริหารความขัดแยงแบบพบกันครึ่งทาง แตละฝายเสียบางไดบาง เหมาะกับสถานการณที่เปาหมาย ของทั้งสองฝายตางมีความสําคัญและทั้งสองฝายมีอํานาจพอ ๆ กัน หรือทั้งสองฝายตองการบรรลุขอตกลง ชั่วคราวในเวลาที่มีอยูจํากัดขณะนั้น ควรใชวิธีการแกปญหาแบบใด ก. แบบรวมมือ ข. แบบตอสู ค. แบบประนีประนอม ค. แบบยอม
  • 97.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 94 113.ความเชื่อของคนที่วา หากทุมเทกําลังความสามารถลงไปดวยความคาดหวังวาจะประสบความสําเร็จเปน การพยายามหาคําตอบใหกับตัวเองวาอยางไร ก. จะทําอยางไร ข. จะทําไดดีแคไหน ค. ทําไดหรือไม ง. ใครจะชวยทํา 114. เมื่อคนทํางานแลวเกิดผลงานที่จะโยงไปสูการไดรางวัล หรือผลตอบแทนอยางใดอยางหนึ่ง เปนการตอบ คําถามใหกับตัวอยางไร ก. ทําไปทําไม ข. ทําแลวจะไดอะไรหรือไม ค. ใครจะใหรางวัล ง. รางวัลคืออะไร 115. การตรวจสอบผลการปฏิบัติงานเปนการทบทวนการปฏิบัติงานขององคกรเพื่อประเมินดานใด ก. ความคุมคา ความประหยัด ความมีประสิทธิภาพ ข. ความคุมคา ความมีประสิทธิผล ความมีประสิทธิภาพ ค. ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความบรรลุวัตถุประสงค ง. ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความประหยัด 116. บรรยากาศขององคกรจะเปนอยางไรดูไดจากอะไร ก. จํานวนรายได ข. ปริมาณผลผลิต ค. ความพึงพอใจของคนงาน ง. กําไรจากสินคา 117. องคกรตาง ๆ จะประกอบดวยพลังสําคัญ 2 สวนที่สงผลตอการทํางานโดยตรงคือพลังอะไร ก. พลังอํานาจ พลังใจ ข. พลังใจ พลังตัวบุคคล ค. พลังดานบุคคล พลังแรงงาน ง. พลังดานบุคคล พลังสิ่งแวดลอม 118. ผูนําการเปลี่ยนแปลง จะทําใหเกิดการเปลี่ยนไปในทางที่ดีกับใคร ก. องคกรและผูบังคับบัญชา ข. องคกรและผูใตบังคับบัญชา ค. ผูบังคับบัญชาและผูใตบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ 119. สิ่งสําคัญของการบริหารที่ตองควบคุมมีอะไร ก. ผลผลิต คุณภาพงาน งบประมาณ การบัญชี ข. ผลผลิต เวลา วัสดุอุปกรณ คาใชจาย ค. ปริมาณงาน เวลา วัสดุอุปกรณ คาใชจาย ง. ปริมาณงาน เวลา คุณภาพงาน คาใชจาย 120. ผูบริหารสามารถนําเอาทฤษฎีของมาสโลวไปใชในการทํางานไดอยางไร ก. ใชความปรารถนาเปนตัวกําหนดรางวัลใหคนงาน ข. ใหเงินเดือนเปนผลตอบแทนสูง ๆ แกพนักงาน ค. พยายามทําความเขาใจความตองการของคนงานอยางเปนระบบ ง. ตอบสนองความตองการของพนักงานตามที่เขาตองการ 121. กรณีที่ผูนําเห็นควรกําหนดเปาหมายที่ทาทาย พยายามใหมีการปรับปรุงงานอยางตอเนื่องและคาดหวังให ผูใตบังคับบัญชาทํางานอยางเต็มศักยภาพ จัดวาผูนําคนนั้นแสดงบทบาทอยางไร ก. แบบสั่งงาน ข. แบบสนับสนุนงาน ค. แบบเนนความสําเร็จของงาน ง. แบบรวมงาน
  • 98.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 95 122.ขั้นตอนสุดทายของการวางแผนกลยุทธคืออะไร ก. กําหนดยุทธศาสตร ข. กําหนดแผนปฏิบัติการ ค. วิเคราะหศักยภาพ ง. ทําประเด็นยุทธศาสตร 123. ขอใดไมใชลักษณะสําคัญของการบริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. เปนการจัดหาใหไดทรัพยากรบริหารมาอยางประหยัด ข. เปนการบริหารทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ ค. ไดผลงานที่บรรลุเปาหมายขององคกร ง. เปนที่พึงพอใจของทุกฝายที่เกี่ยวของ 124. การที่ผูบริหารซึ่งมีอํานาจสูงสุดในหนวยงานหรือสวนกลางจัดสรร ถายโอนอํานาจหนาที่การตัดสินใจไปยัง ระดับลางขององคกร เพื่อจะไดตัดสินใจไดรวดเร็ว ไมตองผานขั้นตอนลําดับชั้นขึ้นไป จัดเปนการกระจาย อํานาจลักษณะใด ก. การโอนอํานาจ ข. การขยายอํานาจ ค. การแบงอํานาจ ง. การมอบอํานาจ 125. การบริหาร โดยยึดวัตถุประสงคจะเกิดประโยชนสูงสุดขึ้นอยูกับอะไร ก. การปฏิบัติของผูรวมงาน ข. ความรูความสามารถของผูบริหาร ค. ความรูความสามารถของพนักงาน ง. การติดตามการปฏิบัติงาน 126. ขอใดไมใชลักษณะการบริหารงานโดยใชทฤษฎี Z ก. ดูแลเอาใจใสคนงานทุกดาน ข. มีความรับผิดชอบรวมกัน ค. เนนความสามารถเฉพาะดาน ง. ประเมินและเลื่อนตําแหนงแบบคอยเปนคอยไป 127. ตัวอยางการมอบอํานาจ ไดแกขอใด ก. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหครูทํางานแทน ข. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหรองผูอํานายการปฏิบัติหนาที่แทน ค. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหคณะกรรมการดําเนินการแทน ง. ผูอํานายการสถานศึกษา ใหบุคลากรปฏิบัติหนาที่แทน 128. มุมมองของ Balanced Scorecard ดานการเงิน งบประมาณ และการจัดสรรทรัพยากร ไดแกอะไร ก. การปฎิบัติอยางมีกลยุทธ ข. ความคิดริเรมสรางสรรคในอนาคต ค. การทํางานที่ปราศจากการทุจริต ง. พฤติกรรมองคกร วัฒนธรรมองคกร 129. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธคืออะไร ก. มนุษยแตละคนแตกตางกัน ข. มนุษยชอบมีอิสระ ค. มนุษยมีพฤติกรรมคลายกัน ง. มนุษยมีศักดิ์ศรีไมเทากัน 130. ขอใดแสดงใหเห็นถึงบรรยากาศแบบเปด ก. มีความขัดแยงกันในการทํางาน ข. สมาชิกขาดขวัญกําลังใจ ค. ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เปนสมาชิกขององคกร ง. เปนบรรยากาศที่ไมพึงประสงคมากที่สุด
  • 99.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 96 131.เครื่องมือชวยผูบริหารในระบบราชการ ใหสามารถรับทราบขอมูลการปฏิบัติงานที่สําคัญขององคกรได อยางสะดวกและรวดเร็ว เปนการกระตุนใหผูบริหารใหความสําคัญกับการบรรลุวิสัยทัศนขององคกร โดย ไมตองเสียเวลาไปกับขอมูลจํานวนมากคืออะไร ก. TQM ข. Balanced Scorecard ค. PDCA ง. PERT 132. การวางแผนจะไมสามารถใชเปนเครื่องมือทางการบริหารของผูบริหารไดเลย หากมิไดทําสิ่งใด ก. นําแผนไปเผยแพร ข. นําแผนไปปฏิบัติ ค. รายงานใหผูบังคับบัญชาทราบ ง. กําหนดกิจกรรมในแผน 133. หลักสําคัญของการพัฒนาองคกร ขอใดจึงจะทําใหองคการประสบความสําเร็จไดงาย ก. อาศัยบุคคลภายนอกมาชวยเหลือการเปลี่ยนแปลง ข. มีเงินทุนสนับสนุนการดําเนินงานตามโครงการ ค. ไดรับความรวมมือจากสมาชิกภายในองคกร ง. ไดรับความรวมมือจากผูบริหารระดับสูงขององคกร 134. ตัวอยางการแบงอํานาจไดแกขอใด ก. คณะรัฐมนตรีมอบใหกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษา ข. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ค. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยัง อบต. ง. การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังชุมชน 135. แนวทางการสรางความมีสวนรวมของประชาชนทําไดอยางไร ก. เชิญชวนเฉพาะคนที่พรอมจะเสียสละเขามารวมกับองคกร ข. ใหรางวัลตอบแทนแกคนที่เขารวมทุกคนทุกครั้ง ค. ทําประกันชีวิตใหกับผูเขารวมงานทุกคน ง. สรางหลักประกันความปลอดภัยของผูเขารวมแสดงความคิดเห็นวิพากษวิจารณการดําเนินงานของ องคกร 136. การเสริมสรางประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ดวยการพัฒนากอนมอบหมายการปฏิบัติหนาที่ทํา อยางไร ก. การมอบหมายงานใหปฏิบัติ ข. การปฐมนิเทศ ค. การทดสอบภาคปฏิบัติ ง. การประเมินผลความสามารถ 137. การมอบอํานาจที่ถูกตองควรทําอยางไร ก. กลาวดวยวาจา ข. ทําเปนหนังสือตามระเบียบ ค. ทําเปนหนังสือแบบเขียนเอง ง. ทําเปนสัญญามีขอบังคับ 138. กิจกรรมพัฒนาบุคลากรทั้งหมดในองคกร (Total Personal Development) หรือ TPD มีลักษณะ อยางไร ก. สํารวจความตองการพัฒนาของบุคลากรทั้งหมดภายในองคกร ข. ศึกษาลักษณะของบุคลากรทุกคนในองคกร ค. สนองความตองการของทุกคนในองคกร ง. พาพนักงานไปฝกอบรมเพื่อพัฒนาตัวเองใหทันสมัย
  • 100.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 97 139.ขอใดไมใชแนวคิดพื้นฐานในการทํางานเปนทีม ก. มนุษยทุกคนมีคุณคาและพัฒนาได ข. มนุษยทุกคนมีศักยภาพและความสามารถที่แตกตางกัน ค. ทีมงานจะมีประสิทธิภาพหรือไมอยูที่เงินสนับสนุน ง. งานจะสมบูรณหากรวมกันทํางานเปนทีม 140. ตัวชี้วัดหลักความคุมคาดูไดจากอะไร ก. ความพึงพอใจของผูบริหาร ข. ความพึงพอใจของผูบังคับบัญชา ค. ความพึงพอใจของผูบังคับบัญชา ง. ความพึงพอใจของผูปฏิบัติงาน 141. การปฏิบัติงานขององคกรจะมีผลสัมฤทธิ์เพียงใดพิจารณาจากอะไร ก. ผลลัพธที่ไดจากการปฏิบัติตามแผนงาน ข. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงกับเปาหมายที่กําหนด ค. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่คาดวาจะไดรับ ง. การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่ใชงบประมาณแลวไดผลประโยชน 142. การวัดผลความคืบหนาของการบรรลุวัตถุประสงคสามารถวัดไดจากอะไร ก. สิ่งที่เกิดขึ้นจากวัตถุประสงคที่กําหนด ข. ขอกําหนดของหนวยงานที่ระบุถึงความสําเร็จ ค. ตัวชี้วัดพันธกิจของหนวยงาน ง. ตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก 143. ระบบสมรรถนะ ชวยสรรหาและคัดเลือกบุคลากรอยางไร ก. ชวยใหทราบบุคลิกการทํางานของบุคคลอยางถูกตอง ข. ชวยใหการสัมภาษณเปนไปอยางราบรื่น ค. คัดเลือกบุคลากรเขาทํางานไดถูกตองตามระดับ ง. คาใชจายในการสรางคนเขาดํารงตามตําแหนงงาน 144. ประโยชนที่ไดจากการควบคุมงานคืออะไร ก. ลดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน ข. ทําใหผูปฏิบัติงานจริงใจผูบังคับบัญชา ค. เกิดการทํางานเปนทีม ง. ไดกําไรเพิ่มขึ้น 145. ขอใดไมใชหลักในการควบคุมที่ดี ก. ควรมีการกําหนดเปาหมาย ข. ควรมีลักษณะประหยัด ค. ควรมีลักษณะตายตัว ง. ควรคํานึงถึงลักษณะและความตองการของงาน 146. ความสําเร็จของการบริหารราชการแบบมีสวนรวมอยูที่อะไร ก. ความพรอมของหนวยงานราชการ ข. การศึกษาของผูเกี่ยวของ ค. การเชิญชวนใหทุกฝายเขามามีสวนรวม ง. ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ
  • 101.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 98 147.การบริหารจัดการศึกษาตามยุทธศาสตรการพัฒนาระบบราชการ กระบวนการเเรกที่ตองดําเนินการคือ อะไร ก. สรางองคกรแหงการเรียนรู ข. ประเมินผลการปฏิบัติราชการที่โปรงใส ค. พัฒนากระบวนทัศน ง. บริหารราชการแนวใหม 148. การกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลักความเปนหนาที่ของใคร ก. ผูปฏิบัติงาน ข. ผูเกี่ยวของกับงาน ค. ผูบริหารระดับลาง ง. ผูบริหารระดับสูง 149. ผูนําเปยมวิสัยทัศนมีอะไรเปนลักษณะเดน ก. วิสัยทัศน ข. รูจักสรางวิสัยทัศน ค. มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล ง. มีความเปนเลิศในการอธิบายวิสัยทัศนใหคนเขาใจ 150. หากผูใตบังคับบัญชามีความพรอมระดับสูง ผูนําควรปฏิบัติตัวอยางไร ก. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหบางกรณี ข. มอบความรับผิดชอบใหเต็มที่แกการตัดสินใจตองรอผูบังคับบัญชา ค. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจตามคําแนะนําของผูบังคับบัญชา ง. มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 151. แนวทางการดําเนินการตามหลักความคุมคาควรทําอยางไร ก. ประหยัดทรัพยากรดวยการใชแตของเดิมจนหมดกอน ข. เลือกใชเฉพาะอุปกรณที่ทันสมัย ค. รับฟงความคิดเห็นจากคนภายในเรื่องการปรับปรุงงาน ง. ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 152. ขอใดไมใชลักษณะขององคกรที่บริหารงานแบบมุงผลสัมฤทธิ์ ก. มีระบบสนับสนุนการทํางานเรื่องระเบียบ สถานที่ ข. เจาหนาที่ทุกคนรูจักรับผิดชอบตอผลงานที่กําหนดไว ค. ผูบริหารทุกระดับมีเปาหมายที่ชัดเจน ง. ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 153. ขั้นตอนแรกของการจัดทําระบบติดตามผลปฏิบัติงานคืออะไร ก. เลือกวิธีเก็บรวบรวมขอมูล ข. กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด ค. ใชประโยชนจากขอมูลการวัดผล ง. กําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน 154. แนวโนมอนาคตองคกรจําเปนตองปรับตัวเองอยางไร ก. มีระบบมากขึ้น ข. ยืดหยุนมากขึ้น ค. มีระเบียบมากขึ้น ง. ปรับเปลี่ยนยากขึ้น 155. การยื่นหนังสือขอลาออกเพื่อไปดํารงตําแหนงทางการเมืองผูบังคับบัญชาตองมีคําสั่งอนุญาตใหลาออก เมื่อใด ก. ตั้งแตวันถัดไป ข. ตั้งแตวันที่ 3 ของวันที่ลาออก ค. ตั้งแตวันที่ 5 ของวันที่ลาออก ง. ตั้งแตวันที่ลาออก
  • 102.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 99 156.ขอใดไมใชเปาหมายของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการ บริหารกิจการบานเมืองที่ดี ก. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ข. เกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน ค. เสริมสรางความมั่นคงใหกับประเทศ ง. ไมมีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเปน 157. Good Governance ตรงกับบัญญัติศัพทไทยคําใด ก. ธรรมรัฐ ข. ธรรมาภิบาล ค. ระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ง. ถูกทุกขอ 158. ขอใดเปนหลักการสรางระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ก. หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปรงใส ข. หลักความซื่อสัตย หลักกลายืนหยัด หลักความโปรงใส ค. หลักความมีสวนรวม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุมคา ง. ขอ ก และขอ ค 159. การปฏิบัติงานของภาครัฐที่ใหประชาชนนตรวจสอบไดตรงกับหลักการระบบบริหาร กิจการบานเมืองและ สังคมที่ดีขอใด ก. หลักความมีสวนรวม ข. หลักความโปรงใส ค. หลักนิติธรรม ง. หลักความรับผิดชอบ 160. การทบทวนปรับปรุงกฎระเบียบ บเพื่อใหเกิดความเปนธรรมทันสมัยรัดกุมรวดเร็ว เขาใจงายและมีการ เผยแพรใชจัดอยูในหลักการสรางระบบ บริหารกิจการบานเมืองและสังคมที่ดี ในขอใด ก. หลักความคุมคา ข. หลักนิติธรรม ค. หลักคุณธรรม ง. หลักความรับผิดชอบ 161. ขอใดคือขั้นตอนแรกของการวางแผนกลยุทธ ก. การกําหนดวิสัยทัศน ข. การวิเคราะหองคการ ค. การวิเคราะหภารกิจหรือพันธกิจ ง. การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน 162. การวางแผนกลยุทธ การวางแผนกลยุทธ เปนการวางแผนเพื่อนําองคกร ขอใดตอไปนี้คือขั้นตอนที่ถูกตอง ก. การวิเคราะหองคการ (SWOT) - การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน - การคนหาอุปสรรค และปญหา ในการดําเนินงาน – การวิเคราะหภารกิจ – กําหนดวิสัยทัศน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดกิจกรรม – กําหนดโครงการ – กําหนดงาน ข. การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การวิเคราะหสภาพแวดลอม – การคนหาอุปสรรคและปญหา – การ วิเคราะหภารกิจ - กําหนดวิสัยทัศน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดโครงการ – กําหนดกิจกรรม - กําหนดงาน
  • 103.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 100 ค.การวิเคราะหภารกิจ – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต - การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การกําหนดวิสัยทัศน – การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – กําหนดกลยุทธ – กําหนด นโยบาย – กําหนดกิจกรรม – จัดทําแผนกลยุทธ ง. การวิเคราะหภารกิจ - การวิเคราะหองคการ (SWOT) – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต – การ คนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – การกําหนดกลยุทธ – การจัดทําแผนกลยุทธ – การ กําหนดนโยบาย – การกําหนดกิจกรรม 163. ความหมาย Weakness ในวิธีการ SWOT Analysis คืออะไร ก. จุดออนภายใน/ภายนอก องคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย ข. จุดออนภายในองคกร ที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย ค. จุดออนภายนอกองคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย ง. บุคลากรภายในองคกรมีความสามารถไมเพียงพอ 164. การวิเคราะหบริบทสวนปจจัยภายใน เกี่ยวของกับเรื่องใดมากที่สุด ก. Balance Scorecard ข. Blueprint for change ค. Knowledge Management ง. 7Ss 165. ขอใดคือการเรียงลําดับจากภาพกวาง ๆ ไปสูรายละเอียด ก. นโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรม ข. แผนงาน นโยบาย โครงการ กิจกรรม ค. แผนงาน โครงการ นโยบาย กิจกรรม ง. นโยบาย โครงการ แผนงาน กิจกรรม 166. ผูบริหารมีทักษะขอใดสําคัญที่สุด ก. การวางแผน ข. การตัดสินใจ ค. การจัดองคกร ง. การสื่อสาร 167. คํากลาวใดมีอยูในวิสัยทัศนประเทศไทย ก. สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน ข. สังคมเปยมคุณธรรมจริยธรรม ค. สังคมมีคุณภาพ ประชาชนสมานฉันท ง. สังคมสมานฉันท มีดุลยภาพทุก ๆ ดาน 168. หลักการมอบหมายงานเปนอยางไร ก. มอบเฉพาะงานที่ไมสําคัญ ข. มอบคนที่พิจารณาแลววามีความรับผิดชอบสูง ค. มอบใหแลวไมตองมีการกํากับ ติดตาม ง. มอบใหเหมาะสมกับความรูความสามารถและกําลังของผูรับมอบ 169. การตัดสินใจอยูขั้นตอนใดของกระบวนการบริหาร ก. การวางแผน ข. การดําเนินงานตามแผน ค. การกํากับติดตาม ง. อยูทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหาร 170. ความสามารถในการกําหนดทิศทาง หรือแนวทางการพัฒนาองคกร ี่เปนรูปธรรมเปนที่ยอมรับ และเปนไป ไดในทางปฏิบัติ การยอมรับ การยอมรับแนวคิด/วิธีการใหม ๆ เพื่อการพัฒนางาน เปนความหมายของ สมรรถนะขอใด ก. การมีวิสัยทัศน ข. การวิเคราะหและสังเคราะห ค. การมุงผลสัมฤทธิ์ ง. ถูกทุกของ
  • 104.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 101 171.วิสัยทัศนที่ดีควรมีลักษณะอยางไร ก. จํางาย กระชับ ไดใจความ ข. ชัดเจน เขาใจงาย ค. เปนไปได วัดได ทาทาย และแสดงความมุงมั่นของทุกคนในองคกร และนําไปสูการปฏิบัติ ง. ผูบริหารเปนคนคิด 172. หัวใจของการกําหนดวิสัยทัศนคือ ก. ทําใหทุกคนในองคกรเปนเจาของ มีสวนรวมรับผิดชอบ ข. นําสูการปฏิบัติใหไดภายในปเดียว หรือใชเวลาใหนอยที่สุด ค. กําหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ง. สั้น ๆ กระชับ ไดใจความสามประเด็น คือ องคกรคุณภาพมาตรฐานสากล พัฒนาตอเนื่องโดยใช เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการประชาชนที่มารับบริการ 173. ขอใดคือสิ่งที่จะทําใหวิสัยทัศนเปนจริง ก. Mission ข. Goal ค. Objictive ง. Target 174. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยขอใดทําไดยากที่สุด ก. ความรู ข. พฤติกรรมสวนบุคคล ค. พฤติกรรมของกลุม ง. ทัศนคติ 175. การจูงใจของผูบริหารใหบุคลากรในโรงเรียนปฏิบัติงานวิธีใดที่งาย ประหยัด และใชไดทุกที่ทุกเวลา ก. ใหเลื่อนขั้น ข. ใหโล เกียรติคุณบัตร ค. ใหคํายกยอง ชมเชย ง. ใหสวัสดิการ 176. ขอใดคือสังคมออนไลนที่นิยมใชที่สุดในปจจุบัน ก. Face book ข. Hi 5 ค. Twitter ง. Ning.com 177. การหมุนเวียนการทํางาน ตรงกับขอใด ก. Job rotation ข. On the job training ค. Project assignment ง. Self directed Study 178. ทรัพยากรทางการบริหาร ขอใดเปนบทบาทหนาที่โดยตรงของผูบริหาร ก. Man ข. Money ค. Material ง. Management 179. ทรัพยากรทางการบริหาร ขอใดสําคัญที่สุด ก. Man ข. Money ค. Material ง. Management 180. ขอใดเรียงลําดับกิจกรรมในการปรับปรุงงาน 5 ประการตามหลัก 5 ส. ไดถูกตอง ก. สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สรางนิสัย ข. สะดวก สะอาด สะสาง สุขนิสัย สุขลักษณะ ค. สะดวก สะสาง สะอาด สุขนิสัย สุขลักษณะ ง. สะอาด สะสาง สะดวก สุขนิสัย สุขลักษณะ
  • 105.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 102 181.การแยกสิ่งที่ไมไดใชออกไปเปนกิจกรรมใดของหลักการ 5 ส. ก. สะสาง ข. สะดวก ค. สะอาด ง. สุขลักษณะ 182. การเทียบเคียงผลงาน เกี่ยวของกับขอใดมากที่สุด ก. Coaching ข. Benchmarking ค. Following ง. Balance Scorecard 183. การบริหารกิจการบานเมืองที่ดี หมายถึง การบริหารราชการเพื่อบรรลุเปาหมายใด ก. ประโยชนสุขของประชาชน ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรัฐ ง. ถูกทุกขอ 184. ในการบริหารราชการเพื่อประโยชนสุขของประชาชน จะตองมีแนวทางในการบริหารราชการอยางไร ก. การดําเนินการจะตองมีการศึกษาและประชาพิจารณปองกันผลกระทบตอประชาชน ข. หากเกิดปญหาและอุปสรรคจากการดําเนินการใหสวนราชการดําเนินการแกไขปญหาโดยเร็ว ค. เปนหนาที่ของสวนราชการตองคอยวัดความพึงพอใจของประชาชน ง. ถูกทุกขอ 185. เปาหมายการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี มีสาระสําคัญที่สุดคือขอใด ก. เกิดประโยชนสุขของประชาชน ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ค. มีประสิทธิภาพและความคุมคา ง. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ข ทําความเขาใจกับประเด็นปญหา 2. ตอบ ง องคประกอบภายในองคก รผูมีสวนเกี่ยวของกับองคกร นวัตกรรม การเงิน 3. ตอบ ข มีความยืดหยุน ขอมูลมีความพรอมเล็กนอย 4. ตอบ ค ชวยผูใตบังคับบัญชาใหรูสึกวาตัวเองมีคา 5. ตอบ ง วางนโยบายการทํางานขององคกร 6. ตอบ ก กําหนดทางเลือก 7. ตอบ ง บรรลุเปาหมาย 8. ตอบ ค 15 – 20 ป 9. ตอบ ค ใชอํานาจควบคุม 10. ตอบ ก ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ 11. ตอบ ก สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน 12. ตอบ ข ระดับปฏิบัติการ 13. ตอบ ง มุมมองดานปจจัยการบริหาร 14. ตอบ ข พนักงานทุกคน 15. ตอบ ง ระบุวัตถุประสงคใหชัดเจน 16. ตอบ ง ความชํานาญดานการตลาดนอย 17. ตอบ ข การเสริมแรงทางลบ
  • 106.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 103 18.ตอบ ง ใชเปนเกณฑตัดสินผลการปฏิบัติงานจริง 19. ตอบ ก อัตราผูใชสื่อวีดีทัศนมี 50% 20. ตอบ ง ออกคําสั่งชัดเจน มีความหมายเดียว 21. ตอบ ง เพิ่มตนทุนการผลิตขึ้น 22. ตอบ ง ตัวขอกําหนด 23. ตอบ ค ถอยแถลงพันธกิจ 24. ตอบ ค จากวัตถุประสงคและเปาหมาย 25. ตอบ ข พี่เลี้ยง 26. ตอบ ค การหลีกเลี่ยง 27. ตอบ ง คุณภาพสิ่งสิ่งที่ตองสรางใหเกิดขึ้นในทุกจุดของการทํางาน 28. ตอบ ค การปรับปรุงอยางตอเนื่อง 29. ตอบ ก เพราะผูบริหารมักยึดติดระเบียบแบบแผนตามตัวหนังสือ 30. ตอบ ค คัดเลือกพนักงานที่มีความสามารถ 31. ตอบ ก ความทาทายของงาน 32. ตอบ ข ผลการทํางานจะสูงกวาทํางานคนเดียว 33. ตอบ ง แตละคนในกลุม มีงานเฉพาะตามเปาหมายของตน 34. ตอบ ค แบบชวงเวลาตายตัว 35. ตอบ ก การแบงอํานาจ การมอบอํานาจ 36. ตอบ ข การทําใหการเมืองมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม 37. ตอบ ค การสรางคุณภาพใชเงินนอยกวาการแกปญหาความผิดพลาด 38. ตอบ ง อํานาจในการใหรางวัล 39. ตอบ ค การไลออก 40. ตอบ ค ดานความรับผิดชอบ. 41. ตอบ ข ความตองการขององคกร 42. ตอบ ข สงเสริมและสนับสนุนใหบุคลากรทํางานอยางมีความสุข 43. ตอบ ข การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางกาวกระโดด 44. ตอบ ง หลักการสมานฉันท 45. ตอบ ค เปดโอกาสใหผูบริหารระดับภาพใชความคิดใหมๆในการบริหารงาน 46. ตอบ ข ขาดความรูในขาวสารที่สงออกไป 47. ตอบ ค การโยกยายสับเปลี่ยน 48. ตอบ ข เก็บไวในใจ 49. ตอบ ค ทําความผิดครั้งเดียวก็ไลออก 50. ตอบ ง ผูรับบริหาร 51. ตอบ ค เริ่มตนใหมหมด 52. ตอบ ง มีการเลือกรับสาร เฉพาะที่ตนตองการ 53. ตอบ ก สรางความชัดเจนในความสัมพันธระหวางผลงานและผลตอบแทน 54. ตอบ ง จํานวนอุปกรณการผลิต 55. ตอบ ง สังคมเปนศูนยกลางการพัฒนา
  • 107.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 104 56.ตอบ ง ชวยใหองคกรกําหนดทิศทางในอนาคตไดอยางชัดเจน 57. ตอบ ง ปรับปรุงพัฒนา 58. ตอบ ค การแบงอํานาจ 59. ตอบ ข มีประสิทธิผลมาก 60. ตอบ ข ขจัดความซ้ําซอนสิ้นเปลืองของงานทุกอยาง 61. ตอบ ง ชวยสงเสริมความผูกพันในหมูสมาชิก 62. ตอบ ก ประเมินวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั้น 63. ตอบ ข ตามสถานการณ 64. ตอบ ข ผูนํากําหนดบทบาทวางแผนงาน 65. ตอบ ง ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ 66. ตอบ ค พัฒนากระบวนทัศน 67. ตอบ ง ผูบริหารระดับสูง 68. ตอบ ค มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล 69. ตอบ ง มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 70. ตอบ ง ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 71. ตอบ ง ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 72. ตอบ ข กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด 73. ตอบ ข ยืดหยุนมากขึ้น 74. ตอบ ง การคาดการณถึงความสําเร็จในอนาคต 75. ตอบ ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 76. ตอบ ข ทฤษฎี Y 77. ตอบ ง สนองตามความตองการของโรงเรียน 78. ตอบ ก การประเมินขอสรุป 79. ตอบ ข เพื่อตรวจสอบความกาวหนาของงาน 80. ตอบ ก จัดระบบเครือขายขอมูลสารสนเทศเชื่อมโยงกับสถานศึกษาอื่น 81. ตอบ ก เพื่อแสวงหาวิธีแกปญหารวมกัน 82. ตอบ ข การตัดสินใจ 83. ตอบ ง อิงองคกรอื่นที่ตางกัน 84. ตอบ ค ปจจัยและจําแนกปจจัย 85. ตอบ ข ไมมีหลักเกณฑตายตัว 86. ตอบ ง ใชประโยชนเฉพาะคน 87. ตอบ ก ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร 88. ตอบ ค อํานาจตามกฎหมาย 89. ตอบ ก ใหรางวัล ลงโทษ 90. ตอบ ค พึ่งพาตนเองเพื่อการเรียนรู 91. ตอบ ง วามสะดวกสบายของผูปฏิบัติงาน 92. ตอบ ข หาองคกรที่ปฏิบัติงานดีที่สุด 93. ตอบ ง ากคนภายในและภายนอกองคกร
  • 108.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 105 94.ตอบ ค วัตถุประสงคในการจัดตั้ง 95. ตอบ ค การทบทวนใหม 96. ตอบ ง รูปธรรม 97. ตอบ ง การวิเคราะหวิสัยทัศนและพันธกิจ 98. ตอบ ค ทักษะดานความคิดรวบยอด 99. ตอบ ง ทักษะดานมนุษยสัมพันธ 100. ตอบ ข เงื่อนไขดานความรู เงื่อนไขดานคุณธรรม 101. ตอบ ก การบริหารโดยมีสวนรวม 102. ตอบ ค ลักษณะบุคคล สถานการณ ผลตอบแทนของงาน 103. ตอบ ง พยายามสรางสถานการณแวดลอมที่เปนมิตร 104. ตอบ ก ไดทํางานที่ทาทาย 105. ตอบ ง ทีมทําใหเกิดการกินแรงกัน 106. ตอบ ง การวางแผนทั่วไปมุงแกปญหาพัฒนาองคกร การวางแผนกลยุทธเปนการวางแผนใน ภาพรวมขององคการ 107. ตอบ ง การวัดและประเมินผล 108. ตอบ ค ยกระดับมาตรฐาน 109. ตอบ ข ความเปนไปไดที่จะกาวหนา 110. ตอบ ก พิจารณาผลงานเปนหลักในการวัดผลสําเร็จของงาน 111. ตอบ ข การควบคุมกระบวนการ 112. ตอบ ค แบบประนีประนอม 113. ตอบ ค ทําไดหรือไม 114. ตอบ ข ทําแลวจะไดอะไรหรือไม 115. ตอบ ง ความมีประสิทธิภาพ ความมีประสิทธิผล ความประหยัด 116. ตอบ ค ความพึงพอใจของคนงาน 117. ตอบ ง พลังดานบุคคล พลังสิ่งแวดลอม 118. ตอบ ข องคกรและผูใตบังคับบัญชา 119. ตอบ ง ปริมาณงาน เวลา คุณภาพงาน คาใชจาย 120. ตอบ ง ตอบสนองความตองการของพนักงานตามที่เขาตองการ 121. ตอบ ค แบบเนนความสําเร็จของงาน 122. ตอบ ข กําหนดแผนปฏิบัติการ 123. ตอบ ง เปนที่พึงพอใจของทุกฝายที่เกี่ยวของ 124. ตอบ ง การมอบอํานาจ 125. ตอบ ข ความรูความสามารถของผูบริหาร 126. ตอบ ค เนนความสามารถเฉพาะดาน 127. ตอบ ข ผูอํานวยการสถานศึกษา ใหรองผูอํานวยการ ปฏิบัติหนาที่แทน 128. ตอบ ค การทํางานที่ปราศจากการทุจริต 129. ตอบ ก มนุษยแตละคนแตกตางกัน 130. ตอบ ค ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เปนสมาชิกขององคกร
  • 109.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 106 131.ตอบ ข Balanced scorecard 132. ตอบ ข นําแผนไปปฏิบัติ 133. ตอบ ง ไดรับความรวมมือจากผูบริหารระดับสูงขององคกร 134. ตอบ ข การถายโอนอํานาจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา 135. ตอบ ง สรางหลักประกันความปลอดภัยของผูเขารวมแสดงความคิดเห็นวิพากษวิจารณการ ดําเนินงานขององคกร 136. ตอบ ข การปฐมนิเทศ 137. ตอบ ข ทําเปนหนังสือตามระเบียบ 138. ตอบ ก สํารวจความตองการพัฒนาของบุคลากรทั้งหมดภายในองคกร 139. ตอบ ค ทีมงานจะมีประสิทธิภาพหรือไมอยูที่เงินสนับสนุน 140. ตอบ ค ความพึงพอใจของผูรับบริการ 141. ตอบ ข การเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงกับเปาหมายที่กําหนด 142. ตอบ ง ตัวชี้วัดผลการดําเนินงานหลัก 143. ตอบ ค ชวยคัดเลือกบุคลากรเขาทํางานไดถูกตองตามระดับ 144. ตอบ ก ลดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน 145. ตอบ ค ควรมีลักษณะตายตัว 146. ตอบ ง ความรวมมือของทุกฝายที่เกี่ยวของ 147. ตอบ ค พัฒนากระบวนทัศน 148. ตอบ ง ผูบริหารระดับสูง 149. ตอบ ค มีความเปนเลิศในการเปลี่ยนวิสัยทัศนใหเปนผล 150. ตอบ ง มอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการทํางานใหเต็มที่ 151. ตอบ ง ปฏิบัติงานอยางประหยัดทรัพยากรและเวลา 152. ตอบ ง ผลงานบรรลุตามเปาหมายที่วางไวทุกประการ 153. ตอบ ข กําหนดผลสัมฤทธิ์ที่ตองการวัด 154. ตอบ ข ยืดหยุนมากขึ้น 155. ตอบ ง ตั้งแตวันที่ลาออก 156. ตอบ ค เสริมสรางความมั่นคงใหกับประเทศ 157. ตอบ ง ถูกทุกขอ 158. ตอบ ง ขอ ก และขอ ค 159. ตอบ ข หลักความโปรงใส 160. ตอบ ข หลักนิติธรรม 161. ตอบ ค การวิเคราะหภารกิจหรือพันธกิจ 162. ตอบ ค การวิเคราะหภารกิจ – การวิเคราะหสภาพแวดลอมในอนาคต - การวิเคราะหองคการ (Swot) – การกําหนดวิสัยทัศน – การคนหาอุปสรรคและปญหาในการดําเนินงาน – กําหนดกลยุทธ – กําหนดนโยบาย – กําหนดกิจกรรม – จัดทําแผนกลยุทธ 163. ตอบ ข จุดออนภายในองคกรที่อาจทําใหองคกรไมบรรลุเปาหมาย 164. ตอบ ง Ss 165. ตอบ ก นโยบาย แผนงาน โครงการกิจกรรม
  • 110.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 107 166.ตอบ ข การตัดสินใจ 167. ตอบ ก สังคมอยูเย็นเปนสุขรวมกัน 168. ตอบ ง มอบใหเหมาะสมกับความรูความสามารถและกําลังของผูรับมอบ 169. ตอบ ง อยูทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหาร 170. ตอบ ก การมีวิสัยทัศน 171. ตอบ ค เปนไปได วัดได ทาทาย และแสดงความมุงมั่นของทุกคนในองคกรและนําไปสูการปฏิบัติ 172. ตอบ ก ทําใหทุกคนในองคกรเปนเจาของ มีสวนรวมรับผิดชอบ 173. ตอบ ก Mission 174. ตอบ ง ทัศนคติ 175. ตอบ 176. ตอบ ก Face book 177. ตอบ ข On the job training 178. ตอบ ง Management 179. ตอบ ก Man 180. ตอบ ก สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สรางนิสัย 181. ตอบ ก สะสาง 182. ตอบ ข Benchmarking 183. ตอบ ง ถูกทุกขอ 184. ตอบ ง ถูกทุกขอ 185. ตอบ ก เกิดประโยชนสุขของประชาชน
  • 111.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 108 แนวขอสอบชุดที่ 3 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร คําสั่งใหทานเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. ขอใดตอไปนี้แสดงใหเห็นหลักในการบริหารงานบุคคลมากที่สุด ก. Equal work for equal pay ข. Equal pay for equal work ค. ผูชายผูหญิงหรือเด็กหากทํางานไดเทากันควรไดคาจางเทากัน ง. ถูกทุกขอที่กลาวมา 2. หลักสําคัญหรือปรัชญาในการบริหารงานบุคคลที่วา put the right man in the right place นั้น ไดมาจากแนวความคิดของชนชาติใด ก. ชาวอเมริกัน ข. ชาวอินเดีย ค. ชาวอียิปต ง. ผิดทุกขอ 3. การบริหารงานบุคคลโดยหลักการบริหารแลวถือเปนหนาที่ของผูใด ก. ผูจัดการใหญ ข. ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ค. ผูจัดการระดับกลาง ง. ถูกทุกขอ 4. การบริหารงานบุคคลเปนวิชาที่เกี่ยวกับอะไร ก. การบริหารทรัพยากรมนุษย ข. การบริหารทรัพยากรคน ค. การบริหารทรัพยากรบุคคล ง. ถูกทุกขอ 5. การบริหารงานบุคคลในอดีตหรือสมัยกอน ๆ มีจุดมุงหมายที่สําคัญเพื่อใหบรรลุขอใดเปนสําคัญ ก. วัตถุประสงคของงาน ข. วัตถุประสงคของพนักงาน ค. วัตถุประสงคของสังคม ง. ถูกทุกขอ 6. การบริหารงานบุคคลเปนวิชาที่เกี่ยวกับอะไร ก. การเลือกพนักงาน ข. การฝกอบรมหรือพัฒนาบุคคล ค. การปลูกใจเจาหนาที่ ง. ถูกทุกขอ 7. งานนั้นแตละชิ้นจะตองทําอะไรทําโดยวิธีการอยางไรและเมื่อใดหนาที่และความรับผิดชอบมีขอบเขต แคไหนและใครก็ตามที่มาทํางานนี้จะตองปฏิบัติตามใหไดคือลักษณะของ ก. Job description ข. Job analysis ค. Job evaluation ง. ผิดทุกขอ 8. ขอใดตอไปนี้มีความสําคัญในฐานะเปนหลักเองของการบริหารงานบุคคลที่มากที่สุด ก. การฝกอบรมพนักงาน ข. การประเมินผลการปฏิบัติงาน ค. การวิเคราะหงาน ง. การประเมินคาของงาน 9. Job evaluation คือการประเมินวางานนั้น ก. มีคุณภาพเพียงใด ข. มีคาเปนตัวเงินเทาใด ค. มีปริมาณมากนอยเพียงใด ง. มีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด 10. Job analysis สามารถใชประโยชนในเรื่องอะไร ก. การแกปญหาขอพิพาทแรงงาน ข. การแนะแนวอาชีพ ค. การคิดคาตอบแทนในการทํางาน ง. ถูกทุกขอ
  • 112.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 109 11.การกําหนดคุณสมบัติของผูที่จะมาปฏิบัติงานเปนผลที่ไดมาจากอะไร ก. Job description ข. Job evaluation ค. Job personalization ง. Job qualification 12. ขอใดคือหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ก. หลักความกตัญูกตเวที ข. หลักความเปนกลางทางการเมือง ค. หลักความซื่อสัตยสุจริต ง. ถูกทุกขอ 13. ขอใดไมใชหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ ก. หลักความรูความสามารถ ข. หลักระบบญาติ ค. หลักระบบพรรคพวก ง. ผิดทุกขอ 14. ขอใดไมใชหลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ก.หลักเสรีภาพ ข. หลักความเปนกลางทางการเมือง ค. หลักความเสมอภาคในโอกาส ง. ผิดทุกขอ 15. หลักในการบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภนิยมใชองคการชนิดใด ก. งคการทางการบริหาร ข. องคการทางการเมือง ค. องคการทางเศรษฐกิจ ง. ถูกทุกขอ 16. การจัดหาบุคคลเพื่อเขาปฏิบัติงานในองคการธุรกิจโดยทั่วไปจะหาจากแหลงใดบาง ก. ภายในองคการ ข. ภายนอกองคการ ค. รอบ ๆ องคการ ง. ถูกทุกขอ 17. จํานวนผูปฏิบัติงานในองคการธุรกิจควรมีเทาใดนั้นหามาไดจากอะไร ก. การวิเคราะหปริมาณคน ข. การวิเคราะหคุณภาพคน ค. การวิเคราะหงาน ง. ผิดทุกขอ 18. นโยบายการเสาะหาคนงานจากภายนอกองคการในระดับการวาจางขั้นต่ําเทานั้น หมายถึง องคการมี นโยบายจะหาคนงานจากแหลงใด ก. จากภายใน ข. จากภายนอก ค. จากรอบ ๆ องคการ ง. ผิดทุกขอ 19. การวางตําแหนงงานและการคัดเลือกดวยตนเองเปนวิธีการเจาะหาแรงงานจากแหลงใด ก. จากภายในองคการ ข. จากภายนอกองคการ ค. จากรอบ ๆ องคการ ง. ทั้งขอ ข และ ค 20. แรงของผูสมัครงานที่องคการธุรกิจไมตองเสียคาใชจายมากในการเสาะหาคือ ก. Raiding ข. Walk-ins ค. New blood ง. ผิดทุกขอ 21 ขอใดไมใชหลักเกณฑที่ใชในการพิจารณาสําหรับการคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน ก. เพศ ข. อายุ ค. ฐานะทางครอบครัว ง. ผิดทุกขอ 22. ทักษะหรือความสันทัด ขอใดที่จําเปนสําหรับผูบริหารในระดับกลาง ก. Human - relations skill ข. Technical skill ค. Conceptual skill ง. ถูกทุกขอ
  • 113.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 110 23.ผูจัดการฝายการเจาหนาที่ ทําหนาที่อะไร ก. Staff ของผูจัดการองคการ ข. Line ของฝายการเจาหนาที่เอง ค. ขอ ก และ ข ง. Line ของผูจัดการเอง 24. ขอใดไมใชนโยบายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ก. การผลิตบุคคล ข. การจัดหาบุคคล ค. การพัฒนาบุคคล ง. การทํานุบํารุงบุคคล 25. ในองคการธุรกิจขนาดใหญใครเปนผูกําหนดจํานวนผูปฏิบัติงาน ก. ประธานองคการ ข. ผูจัดการใหญ ค. ผูถือหุน ง. ผิดทุกขอ 26. การแสวงหาบุคคล (Recruitment) เขามาปฏิบัติงาน เปนขั้นตอนที่ไดมีการจัดทําขอใดตอไปนี้แลว ก. Job analysis ข. Work load analysis ค. Work force analysis ง. ถูกทุกขอ 27. คําวา 10 man - year (คน - ป) หมายถึงอะไร ก. คน 10 คนทํางานคนละ 10 ป ข. คน 1 คนทํางาน 1 ป ค. คน 5 คน ทํางานคนละ 5 ป ง. ผิดทุกขอ 28. การตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ โดยพนักงาน 1 คน ตองใชเวลาโดยเฉลี่ย 10.8 นาที หมายถึง ตองใช แรงงานกี่ man-hour ก. 9.0 ข. 0.9 ค. 90.0 ง. ผิดทุกขอ 29. จากขอมูลในขอ 28 หากมีใบสําคัญที่จะตองตรวจสอบ 20,000 ใบ ในแตละเดือน ตองใชแรงงานกี่ man-hour ก. 1,200 ข. 2,400 ค. 3,600 ง. ผิดทุกขอ 30. จากขอมูลในขอ 28 และ 29 ขางตน ถามวาจะตองใชพนักงานกี่คนตรวจสอบใบสําคัญดังกลาว โดย กําหนดใหพนักงานแตละคนทํางานวันละ 6 ชั่วโมงเดือนละ 30 วัน ก. 15 ข. 20 ค. 25 ง. ผิดทุกขอ 31. ขอใดตอไปนี้ไมใชลักษณะของการโยกยาย ก. การเปลี่ยนตําแหนงหนาที่ในหนวยงานเดิม ข. ชื่อของตําแหนงเปลี่ยนไป ค. การมีรายไดสูงขึ้น ง. ถูกทุกขอ 32. การเสาะหาบุคคลแบบ New blood มีผลดีอยางไร ก. ประหยัดรายจายไดมากขึ้น ข. พนักงานขององคการมีขวัญดีมากขึ้น ค. องคการมีโอกาสไดความคิดและประสบการณใหม ง. ถูกทุกขอ 33. การประเมินผลการปฏิบัติงานหมายถึงอะไร ก. Job evoluation ข. Performance appraisal ค. Job assessment ง. ถูกทุกขอ
  • 114.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 111 34.การประเมินผลการปฏิบัติงานคืออะไร ก. การเปรียบเทียบผลงานของบุคคล 2 คน ข. การประเมินคาของงาน ค. การเปรียบเทียบผลงานของบุคคลกับผลงานของหนวยงาน ง. ผิดทุกขอ 35. การประเมินผลการปฏิบัติงานสามารถนําไปใชไดกับบุคคลใดบาง ก. พนักงานทุกคน ข. นักบริหารทุกคนทุกระดับ ค. เฉพาะผูใตบังคับบัญชาเทานั้น ง. ก และ ค 36. ผูใดไมมีหนาที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานเจาหนาที่ ก. ตัวพนักงานเจาหนาที่เอง ข. ผูบังคับบัญชาที่อยูใกลชิดที่สุด ค. ผูบังคับบัญชาระดับสูง ง. คณะกรรมการประเมินผล 37. ปจจัยที่ไมควรนํามาประเมินผลการปฏิบัติงานของผูบริหารระดับสูง ก. ความขยันหมั่นเพียร ข. ความคิดริเริ่มสรางสรรค ค. มนุษยสัมพันธ ง. ผิดทุกขอ 38. ปจจัยที่ไมควรนํามาประเมินผลการปฏิบัติงานของคนงานชางฝมือ คือ ก. ความรอบรูในการทํางาน ข. คุณภาพของงาน ค. ขยันหมั่นเพียรในการทํางาน ง. ขอ ก และ ค 39. ทักษะขอใดที่จําเปนมากที่สุด สําหรับผูบริหารในระดับลาง ก. ทักษะทางดานวิธีการทํางาน ข. ทักษะทางดานมนุษยสัมพันธ ค. ทักษะทางดานความคิดรวบยอด ง. ผิดทุกขอ 40. Raiding หมายถึงอะไร ก. การจัดหาคนงานชนิด new blood ข. การเสาะหาแรงงานจากแหลงภายนอก ค. การแยงซื้อตัวคนงานโดยใหคาตอบแทนสูงกวาเดิม ง. ถูกทุกขอ 41. ขบวนการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานที่ดีนั้น ควรประกอบดวยขั้นตอนกี่ขั้นตอน ก. กี่ตอนก็ไดตามความเหมาะสม ข. 5 ขั้นตอน ค. 6 ขั้นตอน ง. 7 ขั้นตอน 42. การสัมภาษณเพื่อทําใหเกิดความรูในตัวผูสมัคร เปนขั้นตอนที่ปฏิบัติเมื่อใดในขบวนการคัดเลือกคน เขาทํางาน ก. เมื่อบุคคลเริ่มสมัครเขาทํางาน ข. เมื่อสอบขอเขียนแลว ค. เมื่อสอบทดลองการปฏิบัติงานแลว ง. ผิดทุกขอ 43. วิธีการทดสอบขอใดตอไปนี้มีการใชนอยลง เพราะมักทําใหเกิดความไมยุติธรรมในการคัดเลือก ก. การทดสอบขอเขียน ข. การสัมภาษณ ค. การทดสอบเชาวปญญา ง. การทดสอบการปฏิบัติงาน 44. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง หมายถึงอะไร ก. การมีรายไดสูงขึ้น ข. Demotion ค. อํานาจหนาที่ความรับผิดชอบยังคงเดิม ง. ผิดทุกขอ
  • 115.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 112 45.ตามหลักความเปนจริงแลว การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงยอมเปนที่พึงปรารถนาของผูใด ก. พนักงานทั้งหมดทุกคน ข. พนักงานสวนใหญ ค. พนักงานสวนนอย ง. ถูกทุกขอ 46. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง จะกระทําไดเมื่อใดบาง ก. พนักงานผูไดรับเลื่อนเต็มใจ ข. มีงบประมาณพอสําหรับจายเปนเงินเดือนให ค. พนักงานผูรวมงานเต็มใจ ง. ผิดทุกขอ 47. โดยทั่วไปบุคคลที่เขาทํางานในองคการตาง ๆ ตองการคาตอบแทนการทํางานในรูปใดเปนประการ สําคัญ ก. ความพอใจในการทํางาน ข. อาชีพเปนหลักฐาน ค. สิ่งของเครื่องใชตาง ๆ ในการยังชีพ ง. ผิดทุกขอ 48. ปญหาเกี่ยวกับการจายเงินเดือนและคาจาง จะตองไดรับการพิจารณาจากทัศนะของผูเกี่ยวของกี่ฝาย ก. 2 ฝาย ข. 3 ฝาย ค. 4 ฝาย ง. ผิดทุกขอ 49. รายไดของคนงานที่ตองถูกหักบัญชีและภาระผูกพันบางอยางกอน เหลือเปนรายไดสุทธิเพื่อนําไปใช จายนั้น เรียกวาอะไร ก. Earning ข. Real wage ค. Money wage ง. ผิดทุกขอ 50. ประโยชนจากการวิเคราะหงานขอใดสําคัญที่สุด ก. ทําใหพนักงานเขาใจหนาที่และความรับผิดชอบดียิ่งขึ้น ข. เปนขอมูลทําใหมีการแบงงานที่มีปริมาณเทากัน ค. ชวยใหหัวหนาและลูกนองแกปญหาการทํางานไดดีขึ้น ง. สามารถชวยใหพนักงานปรับปรุงการทํางานใหดีขึ้น 51. Job Description คือ ก. การอธิบายหนาที่และความรับผิดชอบของงานหนึ่ง ๆ ข. สรางความเขาใจอันดีระหวางหัวหนางาน ค. หาคนงานในตําแหนงที่ถูกตอง ง. ถูกทุกขอ 52. Job Specification คือ ก. การกําหนดคุณสมบัติใหต่ําสุดของงาน ข. การแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ค. แสดงถึงการศึกษา ประสบการณ และลักษณะสวนตัวของบุคคลที่เหมาะสมกับงาน ง. ถูกทุกขอ 53. การสรรหาบุคคลในองคการขอใดที่ดีที่สุด ก. หารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลไดงาย ข. ใชไดทันทีไมตองเสียเวลาฝกอบรมกอนอีก ค. เปนการบํารุงขวัญคนงาน ง. ชวยสงเสริมการพัฒนาตนเอง
  • 116.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 113 54.การสรรหาบุคคลที่ใชอยูในปจจุบัน คือ ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบอุปถัมภ ค. ใชไดทั้งขอ ก และ ข ง. ผิดทุกขอ 55. Job Evaluation คือ การประเมินงานเกี่ยวกับอะไร ก. งานมีผลการปฏิบัติงานมากนอยเพียงใด ข. งานมีปริมาณมากนอยเพียงใด ค. งานมีคุณภาพมากนอยเพียงใด ง. ผิดทุกขอ 56. ขอใดที่ทําใหองคกรไดทราบวาเขาทํางานมีคุณคาตรงกับความตองการที่ตั้งใจไวมากที่สุด ก. Job Analysis ข. Job Evaluation ค. Performance Appraisal ง. Job Description 57. อุปสรรคของการประเมินผลงานขอใดสําคัญที่สุด ก. การมีสมมติฐานที่ผิด ๆ ข. อุปสรรคทางดานความคิด ค. อุปสรรคทางเทคนิค ง. ถูกทุกขอ 58. วิธีการประเมินผลงานปจจุบันใชวิธีใดบาง ก. ตั้งคณะกรรมการประเมินผล ข. ใหหัวหนาประเมินผล ค. ใหเจาตัวประเมินผล ง. ใชทุกขอ 59. การบริหารการเปลี่ยนแปลงมีทั้งดาน ก. Vertical line ข. Horizontal line ค. ขอ ก และ ข ผิด ง. ขอ ก และ ข ถูก 60. การเปลี่ยนแปลงแบบ Vertical line เปนการ ก. เปลี่ยนแปลงทางตั้ง ข. เปลี่ยนแปลงทั้งเงินและเงินเดือนสูงขึ้น ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด 61. การเปลี่ยนแปลงแบบ Horizontal line คือ ก. การเปลี่ยนแปลงแนวราบ ข. งานและเงินเทาเดิม ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด 62. เหตุที่ทําใหมีการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพราะ ก. จากปจจัยภายนอก ข. การเปลี่ยนแปลงการจัดองคกร ค. การเจริญเติบโตขององคการ ง. ถูกทุกขอ 63. ขอใดเปนหนาที่ที่สําคัญที่สุดของภาวการณเปนผูนํา ก. เปนผูมีคุณธรรม ข. เปนผูรักษาความสัมพันธระหวางผูใตบังคับบัญชากับผูบังคับบัญชา ค. เปนผูวางนโยบาย ง. เปนผูบริหารที่ดี 64. ขอใดบางที่มิใชการวิเคราะหงาน ก. การสังเกต ศึกษา และทํารายงาน ข. หาขอมูลเกี่ยวกับลักษณะงาน ค. เพื่อทราบวางานนั้นตองใชความรูความสามารถ ง. ผิดทุกขอ
  • 117.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 114 65.วัตถุประสงคของการทํา Job Evaluation ในองคการ ก. หาอัตราคาจางที่ยุติธรรมกับงานในแตละตําแหนงในองคการ ข. เพื่อปรับอัตราคาจางที่จายอยูในปจจุบันใหเทากับคาจางที่ไดจากการประเมิน ค. เพื่อพิจารณาขึ้นเงินเดือนพนักงาน ง. เพื่อเปนเกณฑในการเลื่อนตําแหนง 66. คําถามที่ไมควรใชในการสัมภาษณ ก. คําถามนํา ข. คําถามที่สรางความกดดัน ค. คําถามสั้น ๆ ค. คําถามเรื่องสวนตัว 67. ผูที่จะทําหนาที่เปนผูสัมภาษณผูสมัครงานคือใคร ก. ตองเปนบุคลากรจากแผนกบุคคล ข. ตองเปนผูบังคับบัญชาจากหนวยงานเทานั้น ค. ตองเปนตัวแทนจากคณะกรรมการบริหาร ง. ผิดทุกขอ 68. ขอใดไมควรนํามาพิจารณาประกอบการสัมภาษณ ก. ภาษาที่ใชสัมภาษณ ข. ความรูสึกสวนตัวของผูสัมภาษณ ค. สภาพแวดลอมในขณะสัมภาษณ ง. หัวขอที่จะพูดคุยในการสัมภาษณ 69. เมื่อพบวาพนักงานทําผิดระเบียบวินัย ควรดําเนินการอยางไร ก. ลงโทษทันทีตามหลัก Hot Stove ข. ปลอยใหเหตุการณสงบแลวจึงพิจารณาลงโทษ ค. พิจารณาลงโทษตามลําดับจากเบาไปหนัก ง. ขอ ก และ ค 70. หนังสือสัญญาสภาพการจาง เปนขอตกลงรวมกันระหวางนายจางและลูกจางในเรื่องใด ก. ผลประโยชนตาง ๆ ที่ลูกจางไดรับ ข. ระยะทดลองงาน และเงื่อนไขการบรรจุ ค. ระเบียบขอบังคับ ง. ทั้ง ก ข และ ค เปนรายละเอียดที่ระบุในสภาพการจาง 71. การสัมภาษณ “Stress Interview” เนนความสําคัญในขอใด ก. ผูสัมภาษณหลายคน สัมภาษณผูสมัครงานคนเดียวไปพรอม ๆ กัน ข. ผูสัมภาษณคนเดียว สัมภาษณผูสมัครงานหลาย ๆ คนพรอม ๆ กัน ค. ผูสัมภาษณหลายคน ผลัดกันสัมภาษณผูสมัครคนหนึ่งโดยแบงเวลาใหสัมภาษณไดทีละคนในแตละ วัน ง. ไมมีขอใดถูก 72. พนักงานถูกจับฐานฆาคนตาย กรณีนี้เปนการทําผิดวินัยของบริษัทในขอใด ก. ดานพฤติกรรมการทํางาน ข. ดานความประพฤติ ค. ดานกิจกรรมภายนอก ง. ไมถือวาผิดวินัยเพราะเปนเรื่องความผิดตามกฎหมายอาญา 73. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับ พ.ร.บ. กองทุนเงินประกันสังคม ก. ปจจุบันใชบังคับแลว แตยังคุมครองไมครบถวนในสาระสําคัญตามวัตถุประสงคหลักของกองทุน ข. ผูจายสมทบกองทุน ไดแก รัฐบาล นายจาง และลูกจาง ค. พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไมคุมครองถึงขาราชการประจํา ง. ถูกทุกขอ
  • 118.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 115 74.ผูริเริ่มนโยบายทางดานการบริหารงานบุคคล และผูสั่งการใหเปนไปตามนโยบายการบริหารงานบุคคล คือใคร ก. ฝายบุคคลเปนผูริเริ่มและเสนอแนะ สวนการใชหรือการสั่งการเปนเรื่องของผูบังคับบัญชาในสาย งาน ข. ผูบริหารระดับสูงเปนผูริเริ่ม สวนการสั่งการเปนหนาที่ของฝายบุคคล ค. ทั้งการริเริ่มเสนอแนะและการสั่งการเปนหนาที่ของฝายบุคคล ง. สายงานตรง (Line) หรือผูบังคับบัญชาตามสายงานเปนผูริเริ่ม สวนการใชหรือสั่งการเปนหนาที่ ของฝายบุคคล 75. ขอใดหมายถึงกิจการเลิกจาง โดยพนักงานไมมีความผิด ก. Resignation ข. Discharge ค. Lay Off ง. Time Off 76. เมื่อคุณอยากทราบวาผูสมัครมีความละเอียดรอบคอบหรือไม คุณควรถามคําถามในขอใด ก. เพื่อนสนิทของคุณมีนิสัยอยางไร ข. เวลาที่คุณวาง คุณมักทําอะไร ค. หนังสือพิมพฉบับตอนเชา พาดหัวขาวอะไรบาง ง. เมื่อวานคุณใชเงินไปกี่บาท ซื้ออะไรบาง 77. แบบฟอรมใบสมัครที่ดีควรมีลักษณะอยางไร ก. ถามขอมูลพอประมาณเพื่อประหยัดเวลาในการกรอกแบบฟอรม ข. ถามรายละเอียดที่เปนเรื่องลับเฉพาะสวนบุคคล ค. ขอความสวนใหญควรเปนลักษณะถามความคิดเห็นของผูสมัคร ง. ไมมีขอใดถูก 78. คาตอบแทนที่นิยมจายใหกับผูบริหาร ก. Stock Option ข. Commission ค. Piece Work Plan ง. ถูกทุกขอ 79. ขอใดเปนการจายคาจางที่เขาหลัก M.B.O. ก. จายโบนัสคิดตามผลกําไร ข. จายเปนเงินเดือน ค. เงินคาลวงเวลา ง. เงินประจําตําแหนง 80. อัตราคาจางรายวันที่จะจายใหกับพนักงานระดับ Unskilled Worker ที่ทํางานในเขต กทม. ใน ปจจุบันโดยไมผิด พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธคือขอใด ก. ไมนอยกวา 100 บาท/วัน ข. ไมนอยกวา 120 บาท/วัน ค. ไมนอยกวา 140 บาท/วัน ง. ไมนอยกวา 162 บาท/วัน 81. การสรรหาบุคคลคือ ก. การหาคนที่บรรจุตรงกับลักษณะงาน ข. การหาคนที่บรรจุในจํานวนที่พอดีกับปริมาณงาน ค. ขอ ก และ ข ถูก ง. ขอ ก และ ข ผิด 82. องคประกอบแหงความสามารถของบุคคลขอไหนที่องคกรตองการมากที่สุด ก. ความสามารถทางรางกาย ข. ความสามารถทางการศึกษาและระดับสติปญญา ค. ความสามารถทางจิตใจ ง. ความสามารถในทางฝมือและความสนใจในงาน
  • 119.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 116 83.การปรับปรุงตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการปรับปรุงตนเอง ก. ใหเขากับผูรวมงานได ข. ผูบังคับบัญชาได ค. ผูใตบังคับบัญชาได ง. ถูกทุกขอ 84. ผูนําระบบใดเปนผูนําที่ดีที่สุด ก. ผูนําแบบประชาธิปไตย ข. ผูนําแบบเสรีนิยม ค. ผูนําแบบบงการ ง. ผูนําแบบจูงใจ 85. การปฏิบัติตนใหเปนผูนําไดนั้น ควรมีหลักคือ ก. ใหความเสมอภาคแกทุกคน ข. มีจิตใจเมตตากรุณา ค. อยาทําตนเปนคนเห็นแกได ง. ถูกทุกขอ 86. การเสาะหาแรงงานคือ ก. คนหาบรรจุในตําแหนงหนาที่การงานใหเหมาะสม ข. เพื่อเปนการปรับปรุงองคการ ค. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ง. ถูกทุกขอ 87. ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการเสาะหาแรงงาน ก. ตลาดแรงงาน ข. ขอจํากัดของรัฐบาล ค. ความตองการของนายจาง ง. ถูกทุกขอ 88. การบริหารงานบุคคล เกี่ยวของกับอะไรมากที่สุด ก. พฤติกรรมองคการ ข. โครงสรางองคการ ค. พฤติกรรมบุคคล ง. ผิดทุกขอ เฉลยคําตอบ 1.ตอบ ง หลักหรือปรัชญาในการบริหารงานบุคคลในปจจุบัน จะจัดการกับคนเขามาเพื่อใหไดคนที่ เหมาะสมกับงาน และการพิจารณาเรื่องการจายคาตอบแทนที่ยุติธรรมสําหรับงานที่เทากัน ไมวาจะเปนเด็ก ผูหญิงหรือผูชาย เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการทํางาน 2. ตอบ ง ตอบหลักสําคัญหรือปรัชญา ในการบริหารงานบุคคลที่วา put the right man in the right place นั้นไดมาจากแนวความคิดของชาวอังกฤษ 3. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลเปนหนาที่ทางการบริหารประการหนึ่งของผูบริหารทุกคนซึ่งหนาที่ในการ บริหารงานมี 5 ประการคือการวางแผน การจัดองคการ การจัดคนเขาทํางาน การสั่งการ และ การควบคุม 4. ตอบ ง การบริหารงานบุคคลเปนกระบวนการวางนโยบายระเบียบและกรรมวิธีในการดําเนินการ เกี่ยวกับตัวบุคคลที่ปฏิบัติงานในองคการโดยใหไดบุคคลที่เหมาะสมและบํารุงรักษาไวซึ่ง ทรัพยากรดานมนุษยที่มีประสิทธิภาพใหมีปริมาณเพียงพอเพื่อใหการปฏิบัติงานบรรลุสําเร็จ ตามเปาหมาย 5. ตอบ ก การบริหารงานบุคคลในอดีตมีจุดมุงหมายสําคัญเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคขององคการเทานั้น
  • 120.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 117 6.ตอบ ง การบริหารงานบุคคลนั้นเปนวิชาที่เกี่ยวกับคน เพราะการจะทํางานขององคการใหบรรลุผล สําเร็จดวยดีนั้น ตองอาศัยคนเปนผูปฏิบัติงานดานตาง ๆ ซึ่งตองดําเนินการเกี่ยวกับการวาจาง คน โดยแสวงหา คัดเลือก อบรม และพัฒนา ตลอดจนการประเมินผลและการจายคาตอบแทน ตาง ๆ เพื่อใหองคการไดคนที่มีคุณสมบัติตรงตามความตองการและมีประสิทธิภาพสูง เปน ทรัพยากรที่มีคุณคาตลอดเวลา 7. ตอบ ข การวิเคราะหงาน (Job analysisX คือ กระบวนการที่ทําขึ้นโดยการสังเกตศึกษาและทํา รายงานเพื่อหาขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของงานอยางใดอยางหนึ่งทําใหรูวางานนั้นจะตองใช ความรูความชํานาญความสามารถและความรับผิดชอบอยางไรผูปฏิบัติงานจึงจะทํางานนั้น ให สําเร็จลงได 8. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 7 9. ตอบ ข การประเมินคาหรือราคาของงาน (Job evaluation) คือ วิธีการที่มีหลักเกณฑในการกําหนด คาจางหรือเงินเดือนของงานแตละงาน เมื่อเทียบกับงานตําแหนงตาง ๆ ในองคการ เพื่อทําให อัตราคาจางสําหรับงานทั้งองคการมีสวนสัมพันธกันเปนอยางดี 10. ตอบ ง นอกจากนี้ สามารถทําใหพนักงานเขาใจหนาที่และความรับผิดชอบในงานที่ตนทําอยูดียิ่งขึ้น ชวยทําใหงานที่หวังไวบรรลุผล ไมมีอะไรมาทําใหเสียหาย และกอใหขวัญในการทํางานเสื่อม 11. ตอบ ก การกําหนดลักษณะงาน (Job specification) เปนสวนหนึ่งของทําเนียบหนาที่การงาน การ พรรณนาลักษณะงาน (Job description) เปนการกําหนดคุณสมบัติขั้นต่ําสําหรับการ ปฏิบัติงานโดยจะมีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน 12. ตอบ ข หลักเกณฑในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ไดแก 1. หลักความสามารถน 2. หลักความเสมอภาค 3. หลักความมั่นคง 4. หลักความเปนกลางทางการเมือง 13. ตอบ ก หลักระบบอุปถัมภหมายถึงปฏิบัติการในประการตางๆเกี่ยวกับการแตงตั้งบุคคลหรือการเลื่อน ขั้นโดยเห็นแกหนากันโดยมิไดคํานึงถึงหลักความรูความสามารถหลักอาวุโสและประสบการณ แตจะคํานึงถึงเรื่องสมัครพรรคพวกหรือเครือญาติมากกวาอยางอื่น 14. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 12 15. ตอบ ข โดยการแตงตั้งในระบบอุปถัมภจะมีเหตุผลดังนี้ 1. เพื่อเปนรางวัลตอบแทนการชวยเหลือทางการเมือง 2. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง 3. เพื่อประโยชนในการควบคุม 16. ตอบ ง แหลงผูสมัครงานขั้นพื้นฐานมีอยู 2 แหลงคือ 1. แตงภายในไดแกบุคคลซึ่งทํางานอยูแลวในกิจการแหงนั้น 2. แหลงภายนอก ไดแกบุคคลซึ่งในขณะนั้นไมมีสวนเกี่ยวของ กับกิจการ 17. ตอบ ก การวิเคราะหปริมาณคุณ (Work Force Analysis) คือ การคํานวณคนงานที่จะตองใชตอ จํานวนงานตลอดเดือนโดยการนําการหยุด การขาด การลาของพนักงานแตละคนมารวมใน การคํานวณดวย เพื่อที่จะทําใหทราบถึงจํานวนแรงงานที่จะตองใชอยางแทจริง
  • 121.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 118 18.ตอบ ก นโยบายที่สําคัญ ที่สุดประการหนึ่งในการเสาะหาคนงาน คือ การสงเสริมจากภายใน สําหรับ วัตถุประสงคในการปฏิบัติทั้งหมดแลว นโยบายดังกลาวนี้หมายความวา โครงการตาง ๆ จะ เพียงแตจะหาคนงานจากภายนอกองคการในระดับการวาจางชั้นตนเทานั้น 19. ตอบ ก การเสาะหาแรงงาน จากภายในมีวิธีการสําคัญอยู 3 อยางคือ 1. การวางตําแหนงงานและการคัดเลือกดวยตนเอง 2. ความชํานาญ 3. หลักฐานอางอิง 20. ตอบ ข ผูเสาะหางานที่มาเอง (Walk - ins) ไดแก บุคคลที่มายังองคการเพื่อหางานทํา ซึ่งเปนแหลง ของผูสมัครงานที่องคการไมตองเสียคาใชจายมาก และมักจะมีเปนจํานวนมาก 21. ตอบ ง หลักเกณฑสําหรับการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานไดแก ทักษะหรือความสามารถในการทํางาน ความชํานาญ อายุ เพศ การศึกษาและการอบรม ลักษณะของรางกาย รูปรางลักษณะ ความคิดริเริ่ม ความถนัด ความมั่นคงและความรับผิดชอบ (สําหรับงานที่ตองรับผิดชอบใน ทรัพยสินจะตองพิจารณาประวัติเรื่องฐานะทางการเงินและความรับผิดชอบในครอบครัวดวย) ทาทีที่มีตอนายจาง และบุคลิกภาพ 22. ตอบ ก ทักษะสามารถแบงได 3 ประเภทคือ 1. ทักษะทางดานเทคนิคหรือวิธีการทํางาน (Technical skill) สําหรับผูบริหารระดับต่ํา 2. ทักษะทางดานมนุษยสัมพันธ (Human Relation Skill) สําหรับผูบริหารระดับกลาง 3. ทักษะทางดานความคิดรวบยอด (Conceptual Skill) สําหรับผูบริหารระดับสูง 23. ตอบ ค ผูจัดการฝายการเจาหนาที่หรือฝายบุคคล จะทําหนาที่ละ (Line) ในฝายตน และยังคอยให ความชวยเหลือหรือคําแนะนําปรึกษา (Staff) แกผูบริหารอื่น ๆ ในองคการ 24. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 6 25. ตอบ ง เมื่อองคการเติบโตขยายตัวออกไป มีจํานวนพนักงานมากขึ้น เกี่ยวของกับบุคคลหลายวงการ อาชีพ จากหลายระดับหรือจากพื้นฐานะที่แตกตางกัน ทําใหผูบริหารจําเปนตองมีหนวยงาน ดานบุคลากรคอยใหการชวยเหลือ และใหคําแนะนําปรึกษาในการบริหารงานดานบุคคล 26. ตอบ ง การคัดเลือกบุคคลเขาทํางาน (Recruitment) ซึ่งจะนําเอาความรูที่ไดจากจํานวนและชนิด (คือความรูทางดาน Job Analysis, Job Description, Job Specification, Work load Analysis และ Work Force Analysis) มาเปนสวนประกอบในการคัดเลือกคนเขาทํางาน 27. ตอบ ค เปนการทํา Work load Analysis 10 คน - ป หมายความวา คน 10 คน ทํางานคนละ 1 ป คน 1 คน ทํางาน 10 ป หรือคน 5 คนทํางานคนละ 5 ป หรือคน 2 คน ทํางานคนละ 5 ป 28. ตอบ ง ในเวลา 10.8 นาที ตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ ใชพนักงาน 1 คน ในเวลา 60 นาที ตรวจสอบใบสําคัญ 1 ใบ ใชพนักงาน . = 0.18 คน 29. ตอบ ค ใบสําคัญ 1 ใบ เวลา 1 ชม. ใชพนักงาน 0.18 คน ใบสําคัญ 20,000 ใบ เวลา 1 ชม. ใชพนักงาน 0.18 X 20,000 = 3,600 คน/ชม. 30. ตอบ ข ใบสําคัญ 20,000 ใบ ในเวลา 1 ชั่วโมง ใชพนักงาน 3,600 คน ใบสําคัญ 20,000 ใบ ในเวลา 6 X 30 ชั่วโมง ใชพนักงาน , = 20 คน 31. ตอบ ค การโยกยาย (Transferred) หมายถึง การเปลี่ยนตําแหนงตามแนวนอน กลาวคือ จะตองมี อัตราเงินเดือนเทากัน และมีปริมาณงานและความรับผิดชอบใกลเคียงกับตําแหนงเดิม
  • 122.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 119 32.ตอบ ค new blood เปนวิธีการเสาะหาพนักงานจากแหลงภายนอกองคการ ทําใหองคการมีโอกาส ไดความคิดและประสบการณใหมๆ 33. ตอบ ข การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) เปนการพิจารณาคุณคาของ ผลงานที่ไดรับ เปนการเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับความตองการที่ตั้งไวและใชในการ พิจารณากําหนดอัตราคาจางตอบแทนในตําแหนงตาง ๆ วาสมควรจะจายใหมากหรือนอย เพียงใด 34. ตอบ ข ดูคําอธิบายขอ 33 35. ตอบ ก การประเมินผลงานควรกระทํากับพนักงานทุกคนในองคการ การประเมินผลงานเปน รายบุคคล จะชวยใหทราบความสามารถพิเศษ ลักษณะเดนและจุดออน ของพนักงานแต ละคน จะเปนประโยชนในการเลือกใชคนใหเหมาะสมกับความสามารถของเขา 36. ตอบ ค ผูที่มีหนาที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานควรเปนผูบังคับบัญชาที่อยู ใกลชิดที่สุด หรืออาจเปนตัวพนักงานเปนผูประเมินตนเองหรือคณะกรรมการประเมินผล 37. ตอบ ก การประเมินผลการปฏิบัติงานของผูบริหารระดับสูง ควรถือความสามารถ ในการตัดสินใจ และความคิดริเริ่มสรางสรรคหรือความสามารถในการแกปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นไดในทันทีเปน หลักในการประเมิน 38. ตอบ ค การประเมินผลการปฏิบัติงานของชางฝมือ ควรถือคุณภาพของงาน ความคิดสรางสรรค และ ความรอบรูในงาน เปนหลักประเมิน 39. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 22 40. ตอบ ค Raiding คือ การเสาะหาแรงงาน โดยวิธีจางลูกจางที่มาจากบริษัทอื่นที่เปนคูแขงขัน อาจใช วิธีการประมูลซื้อตัว ซึ่งเปนวิธีที่ขาดจรรยาบรรณ 41. ตอบ ง ขบวนการคัดเลือกบุคคลเขาทํางานที่เปนรูปแบบประกอบดวย 7 ขั้นตอนตามลําดับ คือ 1. การสัมภาษณเพื่อกลั่นกรองในขั้นแรก 2. การกรอกใบสมัคร 3. การทดสอบ 4. การสัมภาษณเพื่อทําใหเกิดความรูในตัวผูสมัคร 5. การตรวจสอบพื้นภูมิของผูสมัคร 6. การตรวจรางกาย 7. การตัดสินใจวาจางทํางาน 42. ตอบ ข ดูคําอธิบายขอ 41 43. ตอบ ก การทดสอบขอเขียน เปนวิธีการที่ใชกันเปนประจําและมีความสําคัญตอการตัดสินใจคัดเลือก อยางไรก็ตามการใชวิธีการนี้ไดลดนอยลง เพราะวาการทดสอบดังกลาว อาจทําใหเกิดความไม ยุติธรรม ซึ่งทําใหมีความแตกตางเกิดขึ้น 44. ตอบ ก การเลื่อนตําแหนง (Promotion) คือ การเปลี่ยนแปลงตําแหนงตามแนวดิ่ง มีความรับผิดชอบ มากขึ้น มีสถานภาพสูงขึ้น และรับคาจางเงินเดือนสูงขึ้นดวย 45. ตอบ ข ตอบการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงเปนที่พึงปรารถนาของพนักงานเกือบทุกคนหรือเปน สวนมาก 46. ตอบ ก การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนง จะเกิดขึ้นไดเมื่อพนักงานผูไดรับการเลื่อนเต็มใจ เพื่อ หลีกเลี่ยงปญหาจากผูไมประสงคจะรับการเลื่อนตําแหนง
  • 123.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 120 47.ตอบ ข โดยทั่วไปแลวบุคคลที่เขาทํางานในองคการตาง ๆ มีวัตถุประสงคจะทํางานเปนหลักฐาน มีอาชีพเปนหลักแหลง และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ตองการผลตอบแทนเปน เงินเดือนหรือคาจางเพื่อนําไปใชจายเลี้ยงตนเองและครอบครัว 48. ตอบ ข การจายเงินเดือนและคาจาง จําเปนจะตองพิจารณาจากทัศนะของผูเกี่ยวของรวม 3 ฝาย ดวยกัน คือ 1. รัฐหรือสังคมสวนรวม 2. คนงานหรือสมาคมคนงาน 3. นายจาง 49. ตอบ ง ที่ถูกตองคือ Take - home pay เปนรายไดที่คนงานหรือพนักงานเหลือกลับไปบานจริง คือ เปนรายไดทั้งหมดที่ตองหักภาษีเงินไดและภาระผูกพันบางอยางออกเสียกอนเหลือ เปนรายไดที่แทจริง 50. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 7 ประกอบ 51. ตอบ ง ทําเนียบหนาที่การงาน (Job Description) คือ การอธิบายหนาที่และความรับผิดชอบของ งานหนึ่ง ๆ เพื่อสรางความเขาใจอันดีระหวางหัวหนาหนวยงานกับฝายพนักงานการเจาหนาที่ เกี่ยวกับงานในตําแหนงและประเภทของบุคคลที่จะปฏิบัติงานนั้น 52. ตอบ ง การกําหนดลักษณะของงาน (Job specification) เปนสวนหนึ่งของทําเนียบหนาที่การงาน เปนการกําหนดคุณสมบัติขั้นต่ําสุดสําหรับการปฏิบัติงาน โดยจะมีการแสดงรายละเอียด เกี่ยวกับคุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบดวย การศึกษา ประสบการณ และลักษณะ สวนตัวของคน ซึ่งทําใหรูวาบุคคลประเภทใดจึงจะเหมาะสมกับงานแตละอยาง 53 ตอบ ค การสรรหาโดยวิธีนี้นับวาเปนผลดีในดานสงเสริมกําลังใจในการทํางานและทําใหมีความภักดี ตอองคการมากขึ้น 54. ตอบ ค ระบบในการสรรหาบุคคลที่ไดรับความนิยมอยู 2 ระบบ คือ ระบบคุณธรรมและระบบอุปถัมภ ซึ่งแตละระบบก็มีขอดี ขอเสีย และความเหมาะสมอยูในตัวของมันเอง 55. ตอบ ง Job Evaluation คือ การประเมินคาของงาน วางานนั้นมีคาตอบแทนคิดเปนตัวเงินเทาใด 56. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 33 57. ตอบ ง 58. ตอบ ง วิธีการประเมินผลงานสามารถกระทําไดหลายวิธี เชน หัวหนาใกลชิดคนเดียว, เจาตัวประมาณ เอง, การตั้งคณะกรรมการ เปนตน 59. ตอบ ง การบริหารการเปลี่ยนแปลง ไดแก การโยกยายตําแหนงซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงตามแนวนอน (Horizontal Move) และการเลื่อนตําแหนง การลดขั้น และการปลดออกจากงาน ซึ่งเปนการ เปลี่ยนแปลงตามแนวดิ่ง (Vertical Move) 60. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 44 61. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 31 62. ตอบ ง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เกิดจากปจจัย 2 ประการคือ 1. ปจจัยภายนอก ไดแก ความเจริญกาวหนาทางวิทยาการ สภาวะเศรษฐกิจสังคม และ การเมือง 2. ปจจัยภายใน ไดแก องคการอรูปนัย ความเจริญเติบโตขององคการ 63. ตอบ ง หนาที่ที่สําคัญที่สุดของภาวการณเปนผูนํา คือ เปนนักบริหารที่ดี เพราะภาวะผูนําเปนปจจัย สําคัญอยางยิ่งตอการบริหารงานบุคคล ผูนําเปนดุจดวงประทีปขององคการ เปนจุดรวมแหง พลังของสมาชิกในองคการ ดังนั้น ผูนําจึงเปน เสมือนหลักชัยในการดําเนินการ
  • 124.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 121 64.ตอบ ง ดูคําอธิบายขอ 7 65. ตอบ ก ดูคําอธิบายขอ 9 66. ตอบ ก คําถามนําที่ถามวา “ใช” หรือ “ไมใช” ไมควรนํามาใชในการสัมภาษณ ควรจะเปนคําถามที่ ชักจูงชวนใหผูถูกสัมภาษณพูดและคุยไดเต็มที่และโดยเต็มใจไมปดบัง หรือพูดคุยแบบกันเอง ใหไดขอมูลมากที่สุด 67. ตอบ ง ในการสัมภาษณผูสมัครงานนั้น ควรสัมภาษณโดยตัวแทนจากหลาย ๆ ฝาย เชน บุคลากรฝาย บุคคล และจากฝายที่เปนผูรับคนงานโดยตรง 68. ตอบ ค ปจจัยที่ใชประกอบการสัมภาษณ ไดแก 1. ภาษาที่ใชสัมภาษณ 2. ความรูสึกสวนตัวของผูสัมภาษณ 3. ความรูความชํานาญของผูสัมภาษณ 4. กลไกลอื่น ๆ เชน บันทึกขอมูลตาง ๆ ที่ไดจากการสอบของผูถูกสัมภาษณ 69. ตอบ ง ควรดําเนินการโดย 1. ควรเปนไปในลักษณะที่ใหผูกระทําความผิดไดปรับปรุงแกไข 2. ควรเพิ่มการลงโทษใหมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลําดับความผิดจากเบาไปหนัก 3. ใชกฎ Hot Stove 70. ตอบ ง นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ระบุในสภาพการจางงาน เชน อัตราเงินเดือนที่ตกลงกัน การปรับเงินเดือนหลังจากการบรรจุ และบทลงโทษกรณีที่ทําผิด เปนตน 71. ตอบ ง การสัมภาษณแบบตึงเครียด (Stress Interview) เปนเทคนิคอยางหนึ่งในการสัมภาษณ โดย การทําใหเกิดแรงกดดัน เพื่อที่จะทําใหผูถูกสัมภาษณตกอยูในสภาพที่ตะขิดตะขวงใจ และผู สัมภาษณไดสามารถสังเกตพฤติกรรมของผูถูกสัมภาษณวามีเทคนิคหรือเชาวปญญาที่จะเอา ตัวรอดโดยวิธีใดในการสัมภาษณ 72. ตอบ ค การกระทําที่เกิดภายนอกองคการ ไดแก การถูกกฎหมายยึดคาจาง หรือทรัพยสิน, ทํางานให บริษัทที่เปนคูแขงขัน, การดําเนินการประทวงโดยไมมีอํานาจ และการกระทําความผิดทาง อาญา เปนตน 73. ตอบ ง ดูคําอธิบายขอ 70 74. ตอบ ก 75. ตอบ ก Resignation หมายถึง การลาออกจากตําแหนงโดยสมัครใจของพนักงาน 76. ตอบ ง เปนคําถามที่ตองการทราบวา คุณจดจํารายละเอียดในการใชจายเงินของคุณไดมากนอย เพียงใด 77. ตอบ ง แบบฟอรมใบสมัครที่ดี จะตองสามารถเก็บขอมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผูสมัครไวอยาง ครบถวน เชน จํานวนปที่ศึกษาอยูในโรงเรียน งานในอดีตที่เคยทํามา งานครั้งสุดทายทําอยูได กี่เดือน เหตุผลที่ออกจากงานครั้งสุดทาย เงินเดือนที่ไดรับเพิ่มขึ้นจากงานที่ทําทั้งหมดในอดีต และประสบการณจากการทํางาน เปนตน 78. ตอบ ก Stock Option เปนการจายคาตอบแทนใหผูบริหาร โดยใหมีสิทธิ์ซื้อหุนขององคการได ใน บางประเทศเงินที่นําไปซื้อหุนถือวาเปนการลงทุน ไมตองเสียภาษี 79. ตอบ ก การจายโบนัสคิดตามผลกําไร เปนการจายตามการบริหารโดยดูผลลัพธ 80. ตอบ ง
  • 125.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 122 81.ตอบ ค การสรรหาบุคคล หมายถึง การสรรหาบุคคลและการคัดเลือกบุคคล ที่มีคุณสมบัติและคุณวุฒิ ที่เหมาะสมกับตําแหนงในงานองคการ ในการจัดหาบุคคลจะตองพิจารณาถึงชนิด (Kind) และ จํานวน (Number) 82. ตอบ ง ความสามารถในทางฝมือและความสนใจในงาน นับวามีความสําคัญมากเพราะเปนที่พึง ประสงคของทุกองคการ 83. ตอบ ง การปรับปรุงตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการที่จะปรับปรุงตนเองใหเขากับ ผูรวมงาน ผูบังคับบัญชา และผูใตบังคับบัญชา หรือกับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวของกับองคการ หรือหนวยงานได 84. ตอบ ก ผูนําแบบประชาธิปไตย เปนแบบอยางที่จัดวาดีที่สุด และอํานวยผลในการบริหารงานมาก ที่สุด ผูนําแบบนี้เรียกวา เปนพวกใจกวางคือถืออํานาจของกลุมเหนือกวาตนเอง 85. ตอบ ง นอกจากนี้ยังควรมีความสุภาพเรียบรอย ไมถือตัว เปนตน 86. ตอบ ก การเสาะหาแรงงาน คือ การคนหาบุคคลตาง ๆ ที่มีความสนใจในการที่จะมาสมัครงานใน ตําแหนงที่วางอยูภายในองคการ หรือคาดวาจะวางในอนาคตขางหนา 87. ตอบ ง นอกจากนี้ยังมีปจจัยอื่น ๆ อีก เชน “ขอจํากัดของสหภาพแรงงาน และความพอใจของผูมา สมัครงาน” 88. ตอบ ค ดูคําอธิบายขอ 4, 6
  • 126.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 123 แนวขอสอบชุดที่ 4 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคล / บุคลากร จงเลือกคําตอบขอที่ทานเห็นวาถูกตองที่สุด 1. ลักษณะของขาราชการพลเรือนหมายถึงขอใด ก. เปนอาชีพ ข. ทํางานอยางมีระบบ ค. มีระดับการบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ 2. ขาราชการตองวางตัวเปนกลาง หมายถึงขอใด ก. ทํางานพอเหมาะไมมากไมนอย ข. ทํางานเฉพาะงานของตัวเอง ค. ไมยุงเกี่ยวงานของแผนกอื่น ง. ไมยุงเกี่ยวกับการเมือง 3. การบริหารงานบุคคล หมายถึงขอใด ก. การบริหารระบบใหดีขึ้น ข. การสรรหาบุคคลที่มีความสามารถ ค. การวางตัวบุคคลใหเหมาะสม ง. ถูกทุกขอ 4. การบริหารงานบุคคลระบบอุปถัมภมีกําเนิดในประเทศใด ก. ญี่ปุน ข. อินเดีย ค. ไทย ง. จีน 5. การบริหารงานบุคคลอยางมีระบบและชัดเจนเกิดขึ้นในชวงใด ก. กอนปฏิวัติอุตสาหกรรม ข. ระหวางปฏิวัติอุตสาหกรรม ค. หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ง. หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 6. โดยทั่วไปญี่ปุนใชการบริหารงานบุคคลแบบใด ก. พี่ปกครองนอง ข. พอปกครองลูก ค. ครูปกครองศิษย ง. รวบอํานาจ 7. การปฏิวัติอุตสาหกรรมทําใหเกิดผลกระทบตอใครมากที่สุด ก. ชางฝมือกับครูฝก ข. คนกับเครื่องจักร ค. ลูกจางกับนายจาง ง. ลูกจางกับลูกจาง 8. ทรัพยากรการบริหารงานมีอะไรบาง ก. เงิน ข. คน ค. อุปกรณ ง. ถูกทุกขอ 9. องคประกอบที่สําคัญขององคการคือขอใด ก. การบริหาร ข. งานและเงิน ค. งานและคน ง. เงินและอุปกรณ 10. ระบบการเลนพรรคเลนพวก จัดวาอยูในระบบใด ก. ระบบรวมอํานาจ ข. ระบบอุปถัมภ ค. ระบบคุณธรรม ง.ระบบสายเลือด
  • 127.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 124 11.ใครเปนผูวางรากฐานการใหเงินเดือนแกขาราชการเปนคนแรก ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 12. อังกฤษจัดตั้งคณะกรรมการขาราชการพลเรือนขึ้นเปนครั้งแรกใน ค.ศ. ใด ก. 1840 ข. 1850 ค. 1855 ง. 1860 13. ผูที่คิดวาควรเปดโอกาสใหทุก ๆ คนเขามารับราชการอยางเสมอภาคคือใคร ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 14. การบริหารงานบุคคลตามแบบตะวันตกเกิดขึ้นครั้งแรกในไทยตรงกับรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 2 ค. รัชกาลที่ 3 ง. รัชกาลที่ 4 15. การบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ หมายถึงขอใด ก. การบรรจุแตงตั้งไมคํานึงถึงความสามารถ ข. เปดโอกาสใหทุกคนมีสิทธิเทาเทียมกัน ค. ความมั่นคงในการทํางานมีมาก ง. ถูกทุกขอ 16. การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม หมายถึงขอใด ก. มีความเสมอภาคทางการบรรจุแตงตั้ง ข. มีอิทธิพลทางการเมืองเขาแทรกแซง ค. ใชระบบการปกครองแบบศักดินา ง. ถูกทุกขอ 17. การบริหารงานบุคคลของไทยมีรากฐานมาจากรูประบบอะไร ก. คุณธรรม ข. อุปถัมภ ค. พอปกครองลูก ง. ถูกทุกขอ 18. พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนของไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 4 ค. รัชกาลที่ 5 ง. รัชกาลที่ 7 19. แผนงานเปรียบเสมือนอะไรในการบริหารงานบุคคล ก. เครื่องชั่ง ข. นาฬิกา ค.เข็มทิศ ง. ไมบรรทัด 20. ขั้นแรกของกระบวนการวางแผนบุคคล Scientific Method คือขอใด ก. กําหนดวิธีการแกปญหา ข. กําหนดแนวทางแกปญหา ค. ปฏิบัติตามแผน ง. กําหนดขอบเขตของปญหา 21. FrankE. Fisher กลาวถึงกระบวนการวางแผนงานบุคคลวามีอยูกี่ขั้นตอน ก. 2 ขั้น ข. 3 ขั้น ค. 4 ขั้น ง. 5 ขั้น 22. การจําแนกชั้นและตําแหนงมีกี่ระบบ ก. 2 ระบบ ข. 3 ระบบ ค. 4 ระบบ ง. 5 ระบบ
  • 128.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 125 23.การจําแนกตามชั้นยศ ยึดเอาอะไรเปนหลัก ก. คุณวุฒิ ข. ตัวบุคคล ค. ความสามารถ ง. ความรับผิดชอบ 24. การจําแนกตําแหนง ยึดเอาอะไรเปนหลัก ก. คุณวุฒิ ข. ตัวบุคคล ค. ความสามารถ ง. ความรับผิดชอบ 25. ปจจุบันระดับมาตรฐานกลางของไทยที่สํานักงาน ก.พ. สรางขึ้นมีกี่ระดับ ก. 10 ระดับ ข. 11 ระดับ ค. 12 ระดับ ง. 13 ระดับ 26. ตําแหนงหัวหนางานระดับแผนกเทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด ก. 1-2 ข. 3-4 ค. 5-6 ง. 7-8 27. ตําแหนงอธิบดี เทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด ก. 7 ข. 8 ค. 9 ง. 10 28. ตําแหนงรองอธิบดี เทียบไดกับมาตรฐานกลางระดับใด ก. 7 ข. 8 ค. 9 ง. 10 29. คาตอบแทน (Compensation) หมายถึงอะไร ก. เงินเดือน ข. คาพาหนะ ค. เบี้ยเลี้ยง ง. ถูกทุกขอ 30. คาจางคิดในลักษณะใด ก. รายเดือน ข. รายวัน ค. รายชั่วโมง ง. ถูกทุกขอ 31. กระบวนการสรรหาบุคคลแบงออกเปนกี่ขั้นตอน ก. 3 ขั้น ข. 4 ขั้น ค. 5 ขั้น ง. 6 ขั้น 32. การประกาศรับสมัครที่ปฏิบัติการทั่วไปมีอยูกี่วิธี ก. 2 วิธี ข. 3 วิธี ค. 4 วิธี ง. 5 วิธี 33. การทดสอบแบบปฏิบัติงาน (Performance Test) เหมาะสําหรับการสรรหาบุคคลอาชีพใด ก. เสมียนพิมพดีด ข. ทนายความ ค. นักวิชาการ ง. ครูผูสอน 34. กอนที่บุคคลจะไดรับการบรรจุและแตงตั้งเปนขาราชการโดยสมบูรณตองผานขบวนการใดกอน ก. การทําผลงาน ข. การสืบประวัติ ค. การทดลองปฏิบัติงาน ง. การประเมินผลงาน
  • 129.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 126 35.ขอใดเปนความหมายของการฝกอบรม ก. เพิ่มประสบการณการทํางาน ข. พัฒนาทักษะการทํางาน ค. เพิ่มสมรรถภาพของพนักงาน ง. ถูกทุกขอ 36. จําเปนหรือไมที่ตองฝกอบรมขาราชการเปนประจํา ก. จําเปน เพื่อเพิ่มความรูในการทํางาน ข. จําเปน เพราะการอบรมเปนสวนหนึ่งของการทํางาน ค. ไมจําเปน เพราะทําใหเสียงบประมาณ ง. ไมจําเปน เพราะทําใหเสียเวลา 37. การฝกอบรมกอนเขารับราชการควรจัดทําในชวงใด ก. หลังทดลองปฏิบัติราชการ ข. กอนทดลองปฏิบัติราชการ ค. กอนการสอบคัดเลือก ง. กอนไดรับการบรรจุและแตงตั้ง 38. การปฐมนิเทศ (Orientation) มีจุดมุงหมายอยางไร ก. เตรียมบุคคลใหรูจักงาน ข. แนะนําบุคคลใหรูจักหนวยงาน ค. แนะนําบุคคลใหรูจักขาราชการ ง. ถูกทุกขอ 39. ขั้นแรกของการดําเนินการฝกอบรมคือขอใด ก. วิเคราะหงานของผูเขารับการอบรม ข. หาขอมูลเกี่ยวกับผูเขารับการอบรม ค. สํารวจความตองการ ง. วางโปรแกรมการฝกอบรม 40. การเลื่อนตําแหนงโดยวิธีใด ทําใหเกิดความเฉื่อยชาทางการปฏิบัติงาน ก. การสอบ ข. การทดลองงาน ค. การเปรียบเทียบผลงาน ง. การใชระบบอาวุโส 41. การโอน หมายถึงขอใด ก. การเปลี่ยนงานในกรมเดียวกัน ข. การเปลี่ยนตําแหนงงานใหสูงขึ้น ค. การเปลี่ยนงานขามจังหวัด ง. การเปลี่ยนงานระหวางกรม 42. การยาย หมายถึงขอใด ก. การเปลี่ยนงานในกรมเดียวกัน ข. การเปลี่ยนตําแหนงงานใหสูงขึ้น ค. การเปลี่ยนงานขามจังหวัด ง. การเปลี่ยนงานระหวางกรม 43. ขอใดไมใชเหตุผลในการ โอน - ยาย ก. เพื่อติดตามครอบครัว ข. เพื่อศึกษาตอ ค. เพื่อความสะดวกของตนเอง ง. ไดรับการกดดันภายในหนวยงาน 44. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบเผด็จ ก. การเรียกประชุมยอย ๆ ข. ใจรอน ฉุนเฉียว ค. ไมยอมรับความคิดเห็นผูอื่น ง. ไมยอมใหลูกนองลากิจสวนตัว 45. ขอใดสําคัญที่สุดในการวางแผนบุคลากร ก. บุคคลมีความพอใจกับงาน ข. บุคคลมีคุณวุฒิตรงกับงาน ค. บุคคลพอเพียงกับงาน ง. บุคคลมีความพอใจกับคาตอบแทน 46. การเลื่อนขั้น โดยวิธีเวียนเทียนเปนการบริหารงานแบบใด ก. ตามสบาย ข. เผด็จการ ค. ระบบคุณธรรม ง. ระบบอุปถัมภ
  • 130.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 127 47.โทษทางวินัยของขาราชการพลเรือนสถานใดหนักที่สุด ก. ตัดเงินเดือน ข. ปลดออก ค. ภาคทัณฑ ง. ไลออก 48. การขอรับบําเหน็จบํานาญ เหตุรับราชการนานตองมีเวลาสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบกี่ป ก. 15 ป ข. 20 ป ค. 25 ป ง. 30 ป 49. ขาราชการพลเรือนปฏิบัติหนาที่จนไดรับอันตรายถึงพิการ จะไดรับบําเหน็จบํานาญประเภทใด ก. บําเหน็จบํานาญปกติ ข. บําเหน็จบํานาญพิเศษ ค. บําเหน็จบํานาญตกทอด ง. บําเหน็จบํานาญเพื่อดํารงชีวิต 50. เงินกอนที่บุตรภรรยาสามีจะไดรับหลังจากขาราชการเสียชีวิตเรียกวาอะไร ก. บําเหน็จบํานาญปกติ ข. บําเหน็จบํานาญพิเศษ ค. บําเหน็จบํานาญตกทอด ง. บําเหน็จบํานาญเพื่อดํารงชีวิต เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ง 2. ตอบ ง 3. ตอบ ง 4. ตอบ ง 5. ตอบ ค 6. ตอบ ข 7. ตอบ ค 8. ตอบ ง 9. ตอบ ค 10. ตอบ ข 11. ตอบ ง 12. ตอบ ค 13. ตอบ ค 14. ตอบ ง 15. ตอบ ก 16. ตอบ ก 17. ตอบ ข 18. ตอบ ง 19. ตอบ ค 20. ตอบ ง 21. ตอบ ข 22. ตอบ ก 23. ตอบ ข 24. ตอบ ง
  • 131.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 128 25.ตอบ ข 26. ตอบ ข 27. ตอบ ง 28. ตอบ ค 29. ตอบ ง 30. ตอบ ง 31. ตอบ ค 32. ตอบ ข 33. ตอบ ก 34. ตอบ ค 35. ตอบ ง 36. ตอบ ก 37. ตอบ ข 38. ตอบ ข 39. ตอบ ค 40. ตอบ ง 41. ตอบ ง 42. ตอบ ก 43. ตอบ ค 44. ตอบ ค 45. ตอบ ก 46. ตอบ ง 47. ตอบ ข 48. ตอบ ค 49. ตอบ ก 50. ตอบ ง
  • 132.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 129 แนวขอสอบชุดที่ 5 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคลมุงเนนสิ่งใดมากที่สุด 1. การบริหารงานบุคคลมุงเนนสิ่งใดมากที่สุด ก. ตัวปญหา ข.ตัวคน ค. งาน ง. เงิน 2. สิ่งใดควรเกิดขึ้นเปนอันดับแรก ก. การวางแผน ข. การประเมินตัวบุคคล ค. การวิเคราะหปญหา ง. การวางนโยบาย 3. ขบวนการบริหารงานบุคคลมีขบวนการคลายกับวิชาใดมากที่สุด ก. สังคมศาสตร ข. ประวัติศาสตร ค. คณิตศาสตร ง. วิทยาศาสตร 4. ใครไดรับสมญานามวาเปน “บิดาแหงการบริหาร” ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 5. สมัยแรกไทยเราคัดเลือกบุคคลเขารับราชการโดยวิธีใด ก. สอบแขงขัน ข. สอบคัดเลือก ค. สอบสัมภาษณ ง. ไมมีขอถูก 6. บุคคลที่ไดรับการแตงตั้งเปนขาราชการไทยในสมัยแรก ๆ สวนมากเปนบุคคลประเภทใด ก. ชาวนา ข. ชาวบานทั่วๆไป ค. ผูมีความรู ง. ลูกทานหลานเธอ 7. แตเดิมคาตอบแทนของขาราชการคืออะไร ก. คาธรรมเนียมตาง ๆ ข. คาจาง ค. เบี้ยเลี้ยง ง. เงินเดือน 8. ขาราชการกระทรวงใดที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนเปนกระทรวงแรก ก. กระทรวงกลาโหม ข. กระทรวงยุติธรรม ค. กระทรวงเกษตร ง. กระทรวงการคลัง 9. คําวา “ศักดินา” หมายถึงขอใด ก. กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ข. กรรมสิทธิ์ในที่นา ค. กรรมสิทธิในการทํานา ง. ถูกทุกขอ 10. ขอใดเปนฐานะของขาราชการโดยตําแหนง ก. ยกกระบัตร ข. เจาพระยา ค. ขุน ง. หมื่น 11. ขอใดเปนฐานะของขาราชการโดยราชทินนาม ก. ยกกระบัตร ข. เจาพระยา ค. เสนาบดี ง. ขุนนาง 12. การเลิกชั้นประจําตัวขาราชการโดยไมมีชั้นพิเศษ – เอก – โท – ตรี - จัตวา เกิดขึ้นใน พ. ศ. ใด ก. 2514 ข. 2515 ค. 2518 ง. 2521 13. ผูที่จะเขารับราชการไทยไดตองมีอายุอยูในชวงใด ก. 20 - 60 ป ข. 20 - 65 ป ค. 18 - 60 ป ง. 18 - 65 ป
  • 133.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 130 14.บุคคลประเภทใดเปนขาราชการพลเรือนไมได ก. เปนโรคตาแดง ข. เปนโรคเรื้อน ค. เปนกามโรค ง. เปนโรคความดันโลหิตสูง 15. การกําหนดความตองการดานบุคลากรคํานึงถึงสิ่งใด ก. คุณภาพ ข. โครงสราง ค. ปริมาณ ง. ถูกทุกขอ 16. First class หมายถึงขาราชการประเภทใด ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา 17. Second class หมายถึงขาราชการประเภทใด ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา 18. Third class หมายถึงขาราชการประเภทใด ก. ขาราชการชั้นเอก ข. ขาราชการชั้นโท ค. ขาราชการชั้นตรี ง. ขาราชการชั้นจัตวา 19. “Legal Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ 20. “Symbolic Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ 21. “Charismatic Leadership” คือลักษณะของผูนําแบบใด ก. ผูนําแบบพระเดช ข. ผูนําแบบพระคุณ ค. ผูนําแบบพอพระ ง. ผูนําแบบเผด็จการ 22. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบพระเดช ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป 23. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบพระคุณ ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป 24. ขอใดเปนลักษณะของผูนําแบบเผด็จการ ก. ใชความสามารถสวนตัว ข. ใชอํานาจทางกฎหมาย ค. รวบอํานาจแตเพียงผูเดียว ง. ใหเสรีแกลูกนองมากเกินไป 25. บุคคลประเภทใดจะเปนผูนําไดดีที่สุด ก. มีฐานะดี ข. มีมนุษยสัมพันธดี ค. มีความเฉลียวฉลาด ง. มีความรับผิดชอบสูง
  • 134.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 131 26.ขอใดเปนพฤติกรรมปลีกยอย (Molecular behavior) ก. เด็กเกงมุงหวังเรียนแพทยวิศวะ ข. คนไทยมีความออนนอม ค. เด็กเกงบางคนชอบเก็บตัว ง. ชาวพุทธไปวัดทุกวันพระ 27. ขอใดเปนกลุมแบบนอกพิธีตามแนวนอน ก. กลุมหัวหนากองกระทรวงตาง ๆ ข. กลุมขาราชการกระทรวงมหาดไทย ค. กลุมครูโรงเรียนเอกชน ง. กลุมขาราชการหญิง 28. ใครเปนคนตั้งทฤษฎีจูงใจ ก. Maslow ข. Taylor ค. Jackson ง. Augustus 29. ขอใดเปนกลุมแบบนอกพิธีการตามแนวดิ่ง ก. กลุมหัวหนาแผนกกรมตาง ๆ ข. กลุมขาราชการชั้นพิเศษ ค. กลุมขาราชการแผนกวิจัยวัดผล ง. กลุมขาราชการระดับ 5 30. Theory x กลาวไววา ก. คนสวนมากขยัน ข. คนสวนมากชอบทํางาน ค. คนสวนมากไมชอบทํางาน ง. ถูกทุกขอ 31. Theory y กลาวไววา ก. คนงานชอบใชกําลังกายในการทํางาน ข. คนงานชอบทํางานแบบสบาย ๆ ค. คนงานชอบหลบหลีกงาน ง. คนงานไมชอบใชสมอง 32. การเลือกแรงจูงใจมาใช ในการบริหารงานควรปฏิบัติอยางไร ก. ใชบอย ๆ ข. ใชนาน ๆ ครั้ง ค. ใชใหเหมาะสมกับงาน ง. ใชกับคนงานเพียงบางสวน 33. พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฉบับแรกประกาศใชเมื่อใด ก. 1 ม.ค. 2472 ข. 1 เม.ย. 2472 ค. 1 พ.ค. 2475 ง. 1 เม.ย. 2475 34. ขอใดไมใชประโยชนของการจูงใจ ก. สรางเสริมความสามัคคี ข. ทําใหเกิดความเชื่อมั่นในการทํางาน ค. ทําใหงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ง. ทําใหเกิดความตองการไมมีสิ้นสุด 35. ควรหรือไมที่จะใหผูรวมงานทราบนโยบายหรือแผนงานขององคการ ก. ควร เพราะจะทําใหทุกคนทํางานนอยลง ข. ควร เพราะจะทําใหทุกคนมีสวนรวมในงาน ค. ไมควร เพราะนโยบายเปนเรื่องของผูบริหาร ง. ไมควร เพราะนโยบายเปนความลับ 36. ขอใดเปนแรงจูงใจแบบนิเสธ ก. การขึ้นเงินเดือน ข. การเพิ่มกฎขอบังคับ ค. การใหคําชมเชย ง. การประกวดผลงาน 37. ก.ร.พ. ยอมาจากอะไร ก. คณะกรรมการรักษาพระองค ข. คณะกรรมการรักษาพระนคร ค. คณะกรรมการรักษาพลเรือน ง. คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติ
  • 135.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 132 38.ทุกคนในองคการควรไดรับการยกยองในผลสําเร็จของงานรวมกันหรือไม ก. ควร เพราะจะทําใหทุกคนสามัคคีกัน ข. ควร เพราะจะทําใหทุกคนมีแรงจูงใจ ค. ไมควร เพราะจะทําใหเสียการปกครอง ค. ไมควร เพราะจะทําใหเกิดการสไตรคได 39. ปจจุบันเราได พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฉบับ พ. ศ. ใด ก. 2476 ข. 2510 ค. 2515 ง. 2518 40. คณะกรรมการขาราชการพลเรือนประกอบดวยผูทรงคุณวุฒิในหลักราชการจํานวนเทาใด ก. 10-15 คน ข. 11-15 คน ค. 12-15 คน ง. 15-20 คน 41. ใครเปนประธานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ก. นายกรัฐมนตรี ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ค. รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม ง. รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี 42. เลขาธิการ ก.พ. ดํารงตําแหนงใด ในคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ก. รองประธานกรรมการ ข. เลขานุการ ค. กรรมการ ง. ผูทรงคุณวุฒิ 43. สํานักงาน ก.พ. มีฐานะเทียบเทาอะไร ก. กระทรวง ข. ทบวง ค. กรม ง. กอง 44. สํานักงาน ก.พ. สังกัดกระทรวงใด ก. มหาดไทย ข. การคลัง ค. สํานักนายกรัฐมนตรี ง. ไมมีขอถูก 45. ใครทําหนาที่เปนหัวหนาสํานักงาน ก.พ. ก. นายกรัฐมนตรี ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวง ค. เลขาธิการประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ง. เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน 46. การฝกอบรมและสัมมนาเปนการเพิ่มสมรรถภาพดานใดในองคการ ก. การเงิน ข. ความคิดสรางสรรค ค. คุณภาพของงาน ง. คุณภาพของคน 47. การประเมินผลงาน มีความหมายเหมือนกับขอใดมากที่สุด ก. การตัดสินใจ ข. การตีความ ค. การขยายความ ง. การตีคุณคา 48. การประเมินผลการปฏิบัติงานเกี่ยวของกับสิ่งใดมากที่สุด ก. ความสามารถในการทํางาน ข. ความเหมาะสมกับงาน ค. คุณภาพของงาน ง. ความยากงายของงาน
  • 136.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 133 49.การประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหารงานควรกระทําตอนใด ก. กอนปฏิบัติงาน ข. ระหวางการปฏิบัติงาน ค. หลังการปฏิบัติงาน ง. ถูกทุกขอ 50. การประเมินผลการปฏิบัติงานควรปฏิบัติอยางไร ก. ดูเปนระยะ ๆ ข. ดูผลงาน ค. ดูประวัติสวนตัว ง. ดูจากตําแหนงงาน เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ข 2. ตอบ ก 3. ตอบ ค 4. ตอบ ก 5. ตอบ ค 6. ตอบ ง 7. ตอบ ก 8. ตอบ ค 9. ตอบ ก 10. ตอบ ข 11. ตอบ ค 12. ตอบ ง 13. ตอบ ค 14. ตอบ ข 15. ตอบ ข 16. ตอบ ก 17. ตอบ ข 18. ตอบ ค 19. ตอบ ง 20. ตอบ ข 21. ตอบ ก 22. ตอบ ค 23. ตอบ ก 24. ตอบ ง 25. ตอบ ก 26. ตอบ ง 27. ตอบ ค 28. ตอบ ก 29. ตอบ ก 30. ตอบ ง
  • 137.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 134 31.ตอบ ค 32. ตอบ ก 33. ตอบ ข 34. ตอบ ค 35. ตอบ ง 36. ตอบ ก 37. ตอบ ค 38. ตอบ ง 39. ตอบ ง 40. ตอบ ง 41. ตอบ ก 42. ตอบ ก 43. ตอบ ค 44. ตอบ ง 45. ตอบ ก 46. ตอบ ก 47. ตอบ ค 48. ตอบ ง 49. ตอบ ง 50. ตอบ ข
  • 138.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 135 แนวขอสอบชุดที่ 6 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การประเมินผลการปฏิบัติงาน 1. การประเมินผลการปฏิบัติงานเปนหนาที่ของใคร ก. พนักงาน ข. ผูบังคับบัญชา ค. นักวิจัย ง. นักวิชาการ 2. การวัดผลกับการประเมินผลตางกันในขอใด ก. การวัดผลเปนระบบกวาการประมวลผล ข. การวัดผลเปนสวนหนึ่งของการประเมินผล ค. การประเมินผลเปนสวนหนึ่งของการวัดผล ง. ประเมินผลไมตองมีเครื่องมือ 3. ใครเปนผูวางระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานอยางมีหลักเกณฑเปนคนแรก ก. Waater D. Scott ข. Taylor ค. Augustus ง. Jackson 4. การประเมินผลงานกับการประเมินผลการปฏิบัติงานตางกันในเรื่องใดมากที่สุด ก. ระยะเวลา ข. งบประมาณ ค. ขั้นตอน ง. คนประเมิน 5. เดิมสหรัฐอเมริกากําหนดเกษียณอายุของขาราชการเมื่อมีอายุครบกี่ป ก. 60 ป ข. 65 ป ค. 70 ป ง. 75 ป 6. การกําหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานควรกระทําตอนใด ก. กอนการประเมิน ข. ระหวางการประเมิน ค. หลังการประเมิน ง. ถูกทุกขอ 7. ขอใดแสดงถึงผลงานออกมาในทางลบ ก. การขึ้นเงินเดือน ข. การฝกอบรม ค. การเลื่อนตําแหนง ง. การบรรจุแตงตั้ง 8. การกําหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานสําหรับงานที่มีผลผลิตเปนชิ้นอันควรกระทําอยางไร ก. กําหนดจํานวนชิ้น ข. กําหนดระยะเวลา ค. กําหนดคุณภาพ ง. ถูกทุกขอ 9. ขอใดคือมาตรฐานของการปฏิบัติงาน ก. งานตําแหนงนี้ตองใชคนที่มีความรูสูง ข. ตําแหนงนี้งานละเอียดมาก ค. พิมพได 30 - 50 หนาตอชั่วโมง ง. ถูกทุกขอ 10. การประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการเปนการกระทําผิด พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตราใด ก. มาตรา 68 ข. มาตรา 70 ค. มาตรา 71 ง. มาตรา 73
  • 139.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 136 11.วิธีกําหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานแบบ “Engineering Standard” หมายถึงขอใด ก. ใชวิธีวิทยาศาสตร ข. ใชขอมูลยอนหลัง ค. เฝาสังเกตดวยตนเอง ง. ใชเปรียบเทียบกับคนอื่น 12. ขั้นแรกของการกําหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน คือขอใด ก. วางเงื่อนไขตําแหนง ข. ติดตามดูการปฏิบัติงาน ค. วิเคราะหงานหลักของตําแหนง ง. ศึกษาขอมูลยอนหลัง 13. วิธีกําหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานแบบ “Historical Standard” หมายถึงขอใดใ ก. ใชวิธีวิทยาศาสตร ข. ใชขอมูลยอนหลัง ค. เฝาสังเกตดวยตนเอง ง. ใชเปรียบเทียบกับคนอื่น 14. การละทิ้งหนาที่ราชการโดยไมมีเหตุผลอันสมควรเปนเหตุใหเสียหายแกทางราชการอยางรายแรง เปนการ กระทําผิดพ พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตราใด ก. มาตรา 70 ข. มาตรา 71 ค. มาตรา73 ง. มาตรา 75 15. มาตรา 81 ใน พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ. ศ. 2518 เปนการกลาวถึงการกระทําผิดเกี่ยวกับ เรื่องอะไร ก. การขัดคําสั่ง ข. การเปดเผยความลับทางราชการ ค. การกระทําผิดอาญาจนไดรับโทษจําคุก ง. การรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา 16. มาตรฐานของการปฏิบัติงาน หมายถึงขอใด ก. ระยะเวลาของการปฏิบัติงาน ข. ระยะเวลาของการทดลองงาน ค. ระดับผลการปฏิบัติงานที่กําหนดไว ง. ถูกทุกขอ 17. ขาราชการในสิงคโปรจะเกษียณอายุเมื่ออายุครบกี่ป ก. 50 ป ข. 55 ป ค. 60 ป ง. 70 ป 18. ปจจุบันขาราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอายุ 55 ป จะมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญตองมีอายุ ราชการไมนอยกวาเทาใด ก. 15 ป ข. 20 ป ค. 25 ป ง. 30 ป 19. ในอังกฤษขาราชการจะเกษียณอายุเมื่อใด ก. อายุครบ 55 ป ข. อายุครบ 60 ป ค. อายุครบ 65 ป ง. ไมมีกําหนดเกษียณอายุไว 20. ขาราชการไทยจะไดรับเงินบําเหน็จบํานาญเพราะเหตุทดแทนในกรณีใด ก. ปวยจนพิการ ข. ยุบหรือเลิกตําแหนง ค. มีอายุครบ 50 ปบริบูรณ ง. ถูกทุกขอ 21. การขอรับบําเหน็จบํานาญดวยเหตุรับราชการนานตองมีเวลาสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบกี่ป ก. 20 ป ข. 25 ป ค. 30 ป ง. 40 ป 22. ขาราชการพลเรือนมีสิทธิลาปวยในปหนึ่งไมเกินกี่วัน ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน 23. ขาราชการหญิงจะลาคลอดบุตรไดไมเกินกี่วัน ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน
  • 140.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 137 24.ขาราชการพลเรือนมีสิทธิลากิจสวนตัวไดไมเกินกี่วัน ก. 30 วัน ข. 45 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน 25. การลาพักผอนประจําปสําหรับขาราชการพลเรือนมีสิทธิลาไดปหนึ่งกี่วัน ก. 5 วัน ข. 10 วัน ค. 15 วัน ง. 30 วัน 26. ขาราชการชายมีสิทธิลาอุปสมบทไดไมเกินกี่วัน ก. 60 วัน ข. 90 วัน ค. 120 วัน ง. 150 วัน 27. การลาไปตางประเทศที่มีอาณาเขตติดตอกับประเทศไทยมีสิทธิลาไดกี่วัน ก. ไมเกิน 30 วัน ข. ไมเกิน 45 วัน ค. ไมเกิน 60 วัน ง. ไมเกิน 90 วัน 28. ใครไมมีสิทธิเบิกคารักษาพยาบาล ก. บิดา มารดา ข. บุตร ค. คูสมรส ง. พี่ นอง 29. สถานพยาบาลเอกชนขาราชการจะเบิกคารักษาพยาบาลไดในกรณีใด ก. เปนคนไขใน ข. เปนคนไขประจํา ค. รับการรักษาเกิน 30 วัน ง. ถูกทุกขอ 30. ขาราชการประเภทใดมีสิทธิไดรับคาเชาบาน ก. เปนขาราชการวิสามัญ ข. ผูเริ่มเขารับราชการครั้งแรก ค. เปนคนโสด ง. ไมมีขอถูก 31. การลงโทษทางวินัยไมควรใหเปนไปตามขอใด ก. ทําตามระเบียบแบบแผน ข. ทําตามความเปนจริง ค. ทําโดยพยาบาทหรือโทสะ ง. ทําดวยความสม่ําเสมอ 32. จุดมุงหมายหลักของการลงโทษทางวินัยของขาราชการคือขอใด ก. เพื่อรักษาความสามัคคี ข. เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย คง เพื่อสรางขวัญและกําลังใจ ง. เพื่อใหเปนตัวอยางที่ดี 33. ขอใดถือวาเปนการปฏิบัติที่ผิด ก. ผูบังคับบัญชาเขมงวดเกินไป ข. ผูบังคับบัญชาสั่งงานลูกนองกอน ค. ผูบังคับบัญชาปกปดความผิดของลูกนอง ง. ถูกทุกขอ 34. ความผิดครั้งแรกหรือความผิดเล็กนอยผูบังคับบัญชาควรปฏิบัติอยางไร ก. เรียกมาดา ข. เรียกมาตักเตือน ค. เสนอเรื่องตอผูบังคับบัญชาชั้นสูงตอไป ง. เฉย ๆ 35. การลงโทษสถานใดจะกระทําตอขาราชการพลเรือนไมได ก. ภาคทัณฑ ข. ตัดขั้นเงินเดือน ค. ปลดออก ง. กักบริเวณ 36. โทษของขาราชการพลเรือนขอใดจัดวาเปนสถานหนัก ก. ภาคทัณฑ ข. ปลดออก ค. ไลออก ง. ใหออก
  • 141.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 138 37.ในสหรัฐอเมริกาไมมีโทษสถานใดสําหรับขาราชการที่กระทําผิด ก. ตักเตือน ข. ใหพักงาน ค. ปลดออก ง. ตัดเงินเดือน 38. สําหรับขาราชการไทย หามใชวิธีลงโทษแบบใด ก. การตัดเงินเดือน ข. การลดขั้นเงินเดือน ค. การยายตําแหนง ง. การไลออก 39. ขอใดถือวาเปนการกระทําผิดวินัย ก. มาทํางานสายเนือง ๆ ข. ลากิจบอย ๆ ค. ลาปวยไปทําธุระสวนตัว ง. ลาปวยโดยไมสงใบรับรองแพทย 40. การลากิจสวนตัวตองปฏิบัติอยางไร ก. สงใบลากอนวันลา ข. สงใบลาหลังวันลา ค. แจงดวยวาจากอนแลวสงใบลาทีหลัง ง. ถูกทุกขอ 41. วินัยของขาราชการประเภทใดเขมงวดที่สุด ก. ขาราชการพลเรือน ข. ขาราชการตํารวจ ค. ขาราชการทหาร ง. ขาราชการตุลาการ 42. ขอใดเปนการกระทําผิดวินัยของขาราชการ ก. ไปสอนพิเศษตามบาน ข. ตั้งฟารมเลี้ยงกุง ค. ขับเท็กซี่เวลากลางคืน ง. เปนกรรมการหรือผูจัดการบริษัท 43. หนวยงานใดทําหนาที่เกี่ยวกับการรองทุกข ก. ผูบริหาร ข. สหภาพแรงงาน ค. ที่ปรึกษฝายงานบุคคล ง. ถูกทุกขอ 44. กฎหมายคุมครองแรงงานกําหนดใหนายจางที่มีลูกจางตั้งแตกี่คนขึ้นไปตองจดทะเบียนไวกับกรมแรงงาน ก. 10 คน ข. 20 คน ค. 50 คน ง. 100 คน 45. กฎหมายวาดวยการคุมครองแรงงานเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก. ขั้นตอนในการเจรจาตอรอง ข. การระงับขอพิพาทแรงงาน ค. การตั้งกติกาของการจัดตั้งองคการ ง. ขอกําหนดที่นายจางตองปฏิบัติตอลูกจาง 46. กฎหมายวาดวยการแรงงานสัมพันธเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก. การกําหนดกติกาของการจัดตั้งองคการ ข. การกําหนดคาจางแรงงาน ค. การกําหนดขอตอรอง ง. ถูกทุกขอ 47. ขอใดจัดวาเปนธรรมเนียมปฏิบัติ ก. การตอรองระหวางนายจางกับลูกจาง ข. การกําหนดอัตราจางขั้นต่ําสุด ค. การจัดงานรื่นเริงประจําป ง. ถูกทุกขอ 48. ในกิจการที่ไมมีสหภาพแรงงานควรปฏิบัติอยางไร ก. ใหมีธรรมเนียมปฏิบัติ ข. ใหมีสัญญาการจาง ค. ใหมีหัวหนาลูกจาง ง. ถูกทุกขอ 49. คณะกรรมการลูกจางในประเทศไทยกําเนิดขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ใด ก. 2515 ข. 2516 ค. 2517 ง. 2518
  • 142.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 139 50.พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธเกิดขึ้นใน พ. ศ. ใด ก. 2515 ข. 2516 ค. 2517 ง. 2518 เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ข 2. ตอบ ข 3. ตอบ ก 4. ตอบ ก 5. ตอบ ค 6. ตอบ ก 7. ตอบ ข 8. ตอบ ง 9. ตอบ ค 10. ตอบ ก 11. ตอบ ก 12. ตอบ ค 13. ตอบ ข 14. ตอบ ง 15. ตอบ ค 16. ตอบ ค 17. ตอบ ค 18. ตอบ ข 19. ตอบ ง 20. ตอบ ข 21. ตอบ ข 22. ตอบ ค 23. ตอบ ง 24. ตอบ ข 25. ตอบ ข 26. ตอบ ค 27. ตอบ ข 28. ตอบ ง 29. ตอบ ก 30. ตอบ ง 31. ตอบ ค 32. ตอบ ข 33. ตอบ ค 34. ตอบ ข
  • 143.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 140 35.ตอบ ง 36. ตอบ ค 37. ตอบ ง 38. ตอบ ค 39. ตอบ ค 40. ตอบ ก 41. ตอบ ค 42. ตอบ ง 43. ตอบ ง 44. ตอบ ข 45. ตอบ ง 46. ตอบ ก 47. ตอบ ค 48. ตอบ ข 49. ตอบ ก 50. ตอบ ง
  • 144.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 141 แนวขอสอบชุดที่ 7 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร ความรูเกี่ยวกับงานบริหารงานบุคคล (บุคลากร) 1. หลักฐานที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่ชัดเจนตอจากสมัยโบราณนั้น คนพบในชวงเวลาใด ก. ชวงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ข. ชวงมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ค. ชวงมีการนําเครื่องจักรมาใช ง. ไมมีขอใดถูก 2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธของผูใดบาง ก. ลูกจางกับลูกจาง ข. ลูกจางกับชางฝกหัด ค. ชางฝมือกับชางฝกหัด ง. ลูกจางกับนายจาง 3. ความสัมพันธที่เปลี่ยนแปลงไปในขอ 2 เปนไปในทางใด ก. ทางบวก คือ สนิทสนมกันมากขึ้น ข. ทางลบ คือ หางเหินกันและเปนที่มาของการกอตั้งสหภาพ ค. ไมดีนัก คือ ผูประกอบการรวยขึ้น สวนผูใชฝมือจนลง ง. ทําใหคนซึ่งเคยมีความรูสึกกับเจาของงานฉันทพี่นอง ตองออกไปทํางานในสถานที่ของโรงงาน อุตสาหกรรมหางไกลออกไปเกิดความวาเหว 4. ลักษณะของการบริหารงานบุคคลในอดีต อาจแยกออกไดเปนกี่ลักษณะ ก. 2 ลักษณะ ข. 3 ลักษณะ ค. 4 ลักษณะ ง. อาจมีเพิ่มเติมไดมากกวานี้ตามธรรมชาติของสังคมศาสตร 5. ลักษณะของการบริหารงานบุคคลที่เนนอํานาจนิยม คือ ขอใดตอไปนี้ ก. ผูบริหารคํานึงถึงความสําคัญของทรัพยากรบุคคลในระดับสูง ข. ผูบริหารคํานึงถึงความสําคัญของมนุษยในระดับต่ํา ค. ผูบริหารไมคํานึงถึงการลงทุนดานเครื่องจักรแตลงทุนดวยคน ง. ผูบริหารเชื่อวาอํานาจยอมมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี 6. เปนที่ยอมรับทั่วไปวาประเทศญี่ปุนใชการบริหารงานบุคคลแบบใด ก. แบบอํานาจนิยม ข. แบบบิดาปกครองบุตร ค. แบบเนนความเปนวิชาชีพ ง. แบบเนนระบบราชการ 7. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการฝายพลเรือนมีจุดเริ่มตนที่ชัดเจนเมื่อใด ก. เมื่อประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2500 ข. เมื่อประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 ค. สมัยรัชกาลที่ 6 ง. สมัยประกาศใช พ.ร.บ. ขาราชการพลเรือนเพื่อจัดตั้ง ก.ร.พ. 8. องคประกอบที่สําคัญขององคการ คือ ก. ปจจัยบุคคล ข. งาน ค. ทรัพยากรการบริหาร ง. งานและคน
  • 145.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 142 9.ทรัพยากรการบริหาร ไดแกอะไรบาง ก. คนและการจัดการ ข. เงิน ค. วัสดุอุปกรณ ง. ถูกทุกขอ 10. ในบรรดาทรัพยากรการบริหารทั้งหลายจากขอ 9 ทรัพยากรใดถือวาเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุด ก. วัสดุอุปกรณ ข. เงิน ค. การจัดการ ง. คน 11. ปจจัยภายในองคการที่มีความสําคัญตอการบริหารงานบุคคล ไดแกอะไรบาง ก. การจูงใจในรูปของทรัพย ข. เทคนิควิทยาการและเทคโนโลยี ค. ลักษณะของการจัดการและสายการบังคับบัญชา ง. ถูกทุกขอ 12. ปจจัยภายนอกองคการที่มีความสําคัญตอการบริหารงานบุคคล ไดแกอะไรบาง ก. กฎหมายและระเบียบขอบังคับกับของรัฐบาล ข. สภาพของตลาด ค. แรงกดดันจากสหภาพแรงงาน ง. ถูกทุกขอ 13. POSDCORB หมายถึงขอใดตอไปนี้ ก. ชื่อของปราชญทางดานการบริหาร ข. กระบวนการที่ผูบริหารจะตองปฏิบัติ ค. วิธีการจัดการตามแนวทางของโจเซฟ คิงเบอรรี่ ง. คํายอของการจัดองคการและการประสานงาน 14. นอกจากคําวา Personnel Administration ซึ่งหมายถึงการบริหารงานบุคคลแลวยังมีการใชคําอื่น ๆ ใน ความหมายเดียวกันอีก คือ ก. Labor Relation ข. Industrial Relations ค. Manpower Management ง. ถูกทุกขอ 15. เปาหมายสําคัญของการบริหารงานบุคคล คืออะไร ก. แสวงหาบุคคลผูมีความรู ความสามารถสําหรับองคการ ข. เสาะหาบุคคลดีมีความรู ความสามารถใหแกองคการทั่ว ๆ ไป ค. สรรหาและธํารงรักษาและพัฒนาบุคคลผูมีความสามารถ มีความรูเปนคนดีใหแกหนวยงาน ง. ขอ ก. และ ข. ถูก 16. การจัดองคการ หมายถึงขอใดตอไปนี้ ก. การกําหนดสถานที่ อุปกรณและตัวอาคารใหมีระเบียบพรอมที่จะดําเนินงานตามเปาหมายได ข. การจัดแบงสถานที่ราชการหรือเอกชน ใหอยูในหมวดหมูอยางเปนระเบียบไมสับสน ค. การกําหนดโครงสราง อํานาจหนาที่ การแบงสวนคน และการจัดสายงานเพื่อใหบรรลุเปาหมาย ง. การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หนวยงานธุรกิจหรือเอกชน ใหมีความรัดกุมและปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 17. เมื่อผูบริหารปฏิบัติหนาที่ตามกระบวนการ POSDCORB นั้น ผูบริหารควรเนนที่อะไรในขณะที่เขา บริหารงาน ก. เงิน ข. คน ค. สายการบังคับบัญชา ง. ระบบ
  • 146.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 143 18.ผูใดกลาววา การบริหารงานบุคคล เมื่อพิจารณาในทุกแงทุกมุมแลวก็จะพบวา คนเปนสวนสําคัญที่สุดของ การบริหาร ก. โจเซฟ คิงเบอรี่ ข. ลอเร็นซ แอปปลี ค. ฟลิกซ ไนโกร ง. สุกิจ จุลละนันทน 19. คํายอขอใดตอไปนี้ถูกตองที่สุด ก. POSDCORB ข. PoDscoRB ค. PoscDoRB ง. PoscoRB 20. เชื่อกันวามีการบริหารงานบุคคลเกิดขึ้นในประเทศใดเปนประเทศแรก ก. สหรัฐอเมริกา ข. จีน ค. อาหรับ ง. อียิปต 21. เปาประสงคของการบริหารคืออะไร ก. การประสานความพยายามของคน ข. การประสานความหมายของงาน ค. การประสานความพยายามของคนเพื่อบรรลุเปาหมาย ง. การบรรลุวัตถุประสงครวมกัน 22. ภารกิจหลักของการบริหารงานบุคคลคืออะไร ก. กําหนดความตองการดานบุคลากรของหนวยงาน ข. การตอบสนองความตองการของหนวยงาน ค. การธํารงรักษา พัฒนาและบริการ ง. ถูกทุกขอ 23. การบริหารงานบุคคลซึ่งมีความสําคัญมากตอการบริหาร ถูกจัดอยูในกระบวนการบริหารตามความนิยมใน ลําดับใด ก. อันดับแรก ข. อันดับสอง ค. อันดับสุดทาย ง. อันดับสาม 24. การกําหนดความตองการดานบุคลากร ตองพิจารณาอะไรบาง ก. ปริมาณ ข. คุณภาพ ค. โครงสรางคาตอบแทน ง. ถูกทุกขอ 25. การสรรหาตางจากการเลือกสรรอยางไร ก. การสรรหาเปนกระบวนการคัดเลือก ตางกับการเลือกสรรเปนกระบวนการดึงใหผูสนใจมากรอกใบ สมัครงาน ข. การเลือกสรรเปนกระบวนการคัดเลือกและบรรจุคนเขาทํางาน ตางกับการสรรหาที่เปนกระบวนการดึง ใหผูสนใจในงานมากรอกใบสมัคร ค. กระบวนการสรรหามีจุดสิ้นสุดที่การบรรจุ สวนกระบวนการเลือกสรรมีจุดสิ้นสุดที่การกรอกใบสมัคร งาน ง. ไมมีขอใดถูก 26. การตอบสนองความตองการดานบุคลากรตองทําอะไรบาง ก. การสรรหา ข. การเลือกสรร ค. การเตรียมบุคลากรใหม ง. ถูกทุกขอ
  • 147.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 144 27.การธํารงรักษา พัฒนาและบุคลากรตองทําอะไรบาง ก. การพัฒนาและฝกอบรมบุคลากร ข. การประเมินการปฏิบัติงาน ค. การจัดสวัสดิการ ง. ถูกทุกขอ 28. การเตรียมบุคลากรใหม สําหรับหนวยงานตองดําเนินการอะไรบาง ก. การปฐมนิเทศ ข. การมอบหมายงาน ค. การนิเทศงาน ง. ถูกทุกขอ 29. การจัดองคการบริหารงานบุคคลนั้น มักจะมีหลายฝายประกอบกันเปนหนวยรับผิดชอบงานแตละสวน ซึ่ง มีพนักงานสัมพันธการจัดหาบุคคลเขาทํางาน การพัฒนาการบริหาร การวางแผนบุคลากร สุขภาพ และ ความปลอดภัย การพัฒนาบุคคล ทะเบียนประวัติ ยังขาดสวนงานอีกสวนหนึ่งซึ่งมีความสําคัญมากที่สุดคือ สวนงานใด ก. การฝกอบรม ข. สวัสดิการ ค. การบริการ ง. คาตอบแทน 30. ไดมีการยอมรับวา หนวยงานที่ทําหนาที่ดานการบริหารงานบุคคลมีสิทธิอํานาจในแงใด ก. ตัดสินใจสั่งการในการบริหารทั่วไป ข. ใหคําปรึกษาแนะนําเรื่องบุคคล คง เปนหนวยงานฝายปฏิบัติ ง. ไมมีขอใดถูก 31. การมอบหมายอํานาจตามหนาที่ โดยผูบริหารงานสูงสุดตอหนวยงานที่ปรึกษามีขอดีอะไร ก. งานคลองตัวรวดเร็ว ข. มีเอกภาพในการบังคับบัญชา ค. งานบรรลุผลและผูปฏิบัติเปนตัวผูคิดและผูทํา ง. ไมมีขอใดถูก 32. ผูบริหารบุคคลมีความจําเปนที่จะตองแสดงบทบาทที่สําคัญในจุดประสงคขององคการคือ ก. งานและคน ข. งานและเงิน ค. คนและเงิน ง. งาน 33. การบริหารงานบุคคลในฝายราชการพลเรือนของไทยมีวิวัฒนาการตั้งแตสมัยใด ก. อาณาจักรลานนา ข. อาณาจักรสุวรรณภูมิ ค. อาณาจักรสุโขทัย ง. อาณาจักรเม็งราย 34. การใชวิธีการเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงโดยคํานึงถึงความพอใจของผูบังคับบัญชา เปนวิธีการที่อยูในระบบ การบริหารงานบุคคลระบบใด ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบชอบพอ ค. ระบบอุปถัมภ ง. ระบบสายเลือด 35. การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมยึดหลักขอใด ก. หลักความเสมอภาค ข. หลักความสามารถ ค. หลักความมั่นคงและหลักความเปนกลางทางการเมือง ง. ถูกทุกขอ 36. การบริหารงานบุคคลแผนใหมนําแนวคิดในการบริหารอะไรเพิ่มเติมจากการใชระบบคุณธรรม ก. มุงพัฒนาฝกอบรมตัวบุคคล ข. เพิ่มพูนสมรรถภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคน ค. นําวิทยาการบริหารตาง ๆ มาประยุกตใชใหเกิดผลดี ง. ถูกทุกขอ
  • 148.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 145 37.หลักการบริหารงานบุคคล โดยทั่วไปยึดระบบอะไร ก. ระบบอุปถัมภ ข. ระบบคุณธรรม ค. ขอ ก. และ ข. ถูก ง. ไมมีขอใดถูก 38. แหลงกําเนิดของระบบอุปถัมภ คือขอใด ก. เอเชีย ข. อเมริกา ค. ยุโรป ง. จีน 39. ระบบเลี้ยง ระบบเลนพวก ระบบชอบพอเปนพิเศษจัดวาอยูในระบบใด ก. ระบบคุณธรรม ข. ระบบอุปถัมภ ค. ระบบสายเลือด ง. ถูกทุกขอ 40. กฎหมายที่วางรากฐานการบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือน โดยยึดระบบคุณธรรม ก. Pendletion ข. Tennessee Valley Authority ค. Civil Service Article ง. AFFirmative Action Act 41. แนวทางในการวางแผนบุคลากร วิธีจากบนลงลางจะบงบอกถึง ก. มีการเชื่อมโยงแผนงานบุคลากรใหเขากับหนวยงาน ข. หนวยงานและบุคลากรมีความสําคัญ ค. ความรูความสามารถและขีดความสามารถของบุคลากร ง. นโยบายมีความสําคัญ 42. เทคนิคการคาดคะเนความตองการดานแรงงานที่เรียกวา การคาดคะเนโดยผูเชี่ยวชาญแสดงใหเห็นถึง ก. ความสัมพันธของปจจัยหลาย ๆ อยางกับการจางงาน ข. ความรูและประสบการณของกลุมบุคคล ค. ความสัมพันธของอดีตกับปจจัยที่เกี่ยวของโดยตรงกับการจางแรงงาน ง. กิจกรรมตาง ๆ รวมทั้งกิจกรรมทางดานบุคลากรในรอบป 43. อะไรเปนความสําคัญของการวางแผนบุคลากร ก. ความสอดคลองกับเปาหมายขององคการ ข. ความสอดคลองกับกฎหมายแรงงาน ค. บุคคลสําคัญกวาวัตถุ ง. บุคคลมีความพอใจในการทํางาน 44. คําวาตําแหนงงาน (Position) หมายถึง ก. หนาที่อยางหนึ่งหรือหลาย ๆ อยางที่บุคคลจะตองกระทําในองคการ ข. จํานวนของแรงงานเฉพาะอยาง ค. กิจกรรมของงานแตละอยางที่จะทําใหงานนั้น ๆ สําเร็จลุลวงไป ง. กลุมงานที่เหมือน ๆ กันไมวางานนั้นจะอยูที่ใดในองคการ 45. การพรรณนาลักษณะงาน (Job Description) หมายถึง ก. กระบวนการรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวกับงานกิจกรรม วิธีปฏิบัติงาน คุณสมบัติของผูปฏิบัติงาน ข. ขอความที่แสดงวาผูปฏิบัติงานทํางานอะไร ทําอยางไร และทําไมจึงทําอยางนั้น ค. กระบวนการที่จัดทําขึ้นเพื่อเปรียบเทียบคาของงานตาง ๆ ในองคการ ง. ถูกทุกขอ
  • 149.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 146 46.การวางแผนการเลื่อนตําแหนงฝายบริหารขององคการจะตองพิจารณาเรื่องใด ก. โอกาสของการเลื่อนตําแหนง ข. การโอนยายบุคลากร ค. การแบงสวนงานกันทํา ง. สถานที่ตั้งของงาน 47. การวัดประสิทธิภาพของระบบขอมูลจะตอง ก. ใหระบบนั้นไมมีการเปลี่ยนแปลงบอย ๆ ข. ใหผูออกแบบระบบขอมูลเขาใจ ค. ใหผูบริหารงานระดับสูงใชเก็บขอมูล ง. ใหผูใชและผูบริหารระดับสูงยอมรับ 48. การพัฒนาบุคลากรใหสามารถใชแรงงานไดหลายหนาที่เทาที่จะกระทําได ในกรณีที่งานบางสวนลดนอยลง ใหยายบุคลากรไปทําหนาที่ในสวนงานอื่น วิธีการดังกลาวนี้เปน ก. การวางแผนงานการเลื่อนตําแหนง ข. การรักษาจํานวนบุคลากร ค. การลดจํานวนบุคลากร ง. การคัดเลือกเพื่อเลื่อนตําแหนง 49. ขอใดเปนปจจัยที่มีอิทธิพลตอการวางแผนบุคลากรและการคาดคะเนความตองการดานแรงงาน ก. แผนงานประจําปขององคการ ข. ปจจัยทางดานเศรษฐกิจเทคโนโลยีและทรัพยากรขององคการ ค. วัตถุประสงคทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององคการ ง. อัตราการหมุนเวียนของแรงงาน การขาดงาน และการสูญเสียดานแรงงานขององคการ 50. สมมุติวาเมื่อสามปที่แลว ยอดขายสินคาขององคการแหงหนึ่งปแรกขายได 6,000 หนวย ใชพนักงานขาย 10 คนปที่สอง ขายได 9,000 หนวย ใชพนักงานขาย 15 คุณและปที่สามขายได 12,000 หนวย ใช พนักงานขาย 20 คน ปหนาคาดวายอดขายจะมีจํานวน 14,400 หนวย ดังนั้นจึงจะใชพนักงานขาย 24 คน วิธีการคาดคะเนความตองการจํานวนพนักงานขายดังกลาวเรียกวา ก. การคาดคะเนโดยใชปจจัยสําคัญ ข. การคาดคะเนโดยการใชแนวโนม ค. การคาดคะเนโดยใชงานเปนมาตรฐาน ง. การวางแผนโดยงบประมาณ
  • 150.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 147 เฉลยคําตอบ 1.ตอบ ก 2. ตอบ ง 3. ตอบ ข 4. ตอบ ง 5. ตอบ ข 6. ตอบ ข 7. ตอบ ง 8. ตอบ ง 9. ตอบ ง 10. ตอบ ง 11. ตอบ ง 12. ตอบ ง 13. ตอบ ข 14. ตอบ ง 15. ตอบ ค 16. ตอบ ค 17. ตอบ ข 18. ตอบ ก 19. ตอบ ก 20. ตอบ ข 21. ตอบ ค 22. ตอบ ง 23. ตอบ ง 24. ตอบ ง 25. ตอบ ข 26. ตอบ ง 27. ตอบ ง 28. ตอบ ง 29. ตอบ ง 30. ตอบ ข 31. ตอบ ก 32. ตอบ ก 33. ตอบ ค 34. ตอบ ค 35. ตอบ ง 36. ตอบ ง 37. ตอบ ค
  • 151.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 148 38.ตอบ ง 39. ตอบ ข 40. ตอบ ก 41. ตอบ ง 42. ตอบ ข 43. ตอบ ง 44. ตอบ ก 45. ตอบ ข 46. ตอบ ก 47. ตอบ ง 48. ตอบ ข 49. ตอบ ง 50. ตอบ ข
  • 152.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 149 แนวขอสอบชุดที่ 8 นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรุงเทพมหานคร การสัมภาษณ 1. การสัมภาษณ หมายถึงขอใด ก. การสนทนาที่มีเปาหมายหรือวัตถุประสงค ข. การพบปะพูดคุยกันของบุคคลสองคนโดยมีการนัดหมายกันไว ค. กระบวนการที่บุคคลแลกเปลี่ยนขาวสารขอมูลการ ง. ถูกทุกขอ 2. ทานคิดวาหลักของการตั้งคําถามที่ใชในการสัมภาษณที่ดีควรมีลักษณะเชนไร ก. คําถามที่ตั้งควรมีลักษณะยาวพอประมาณ ข. ควรตั้งคําถามในรูปของการสนทนา ค. ควรตั้งคําถามไวหลายคําถามที่มีความแตกตางกัน ง. ถูกขอ ค. ขอเดียว 3. ระหวางบุคลากรใหมรอการบรรจุถาวร องคการควรดําเนินการอยางไร ก. จัดใหหมุนเวียนงาน ข. จัดใหมีการปฐมนิเทศ ค. จัดใหทดลองงาน ง. ถูกทั้งขอ ข และ ค 4. ระยะเวลาในการทดลองงานมักจะใชระยะเวลานานเทาใด ก. 1 - 12 เดือน ข. 1 - 18 เดือน ค. 1 - 24 เดือน ง. 1 - 30 เดือน 5. ลักษณะของแบบทดสอบที่มีความเชื่อถือไดคือขอใด ก. แบบทดสอบที่ทําใหทุกคนมีโอกาสที่จะตอบถูก ถามีความรูเรื่องในเรื่องที่จะออกขอสอบนั้น ๆ ข. แบบทดสอบที่คิดไดตรงตามเนื้อหาที่ตองการจะวัด ค. แบบทดสอบที่สามารถใหคะแนนคงที่แนนอน แมวาจะทดสอบกี่ครั้งก็ตาม ง. แบบทดสอบที่สามารถประมาณสถานภาพหรือความสําเร็จในอนาคตได 6. สําหรับองคการที่มีโครงการวาจางที่สมบูรณ กระบวนการคัดเลือกมักจะเริ่มและสิ้นสุดลงเชนไร ก. เริ่มดวยการสอบคัดเลือก สิ้นสุดดวยการบรรจุ ข. เริ่มดวยการกรอกใบสมัคร สิ้นสุดดวยการตรวจสุขภาพ ค. เริ่มดวยการตอนรับใบสมัคร สิ้นสุดดวยการตรวจสอบประวัติ ง. เริ่มดวยการสัมภาษณขั้นตน สิ้นสุดดวยการสัมภาษณเพื่อบรรจุ 7. การทดสอบแบบใดตอไปนี้ที่ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะเกี่ยวกับอาชีพ ก. การทดสอบความชํานิชํานาญ ข. การทดสอบความถนัดทางธรรมชาติ ค. การทดสอบความสนใจเกี่ยวกับอาชีพ ง. การทดสอบเชาวน 8. ผูที่รับผิดชอบในการปฐมนิเทศโดยทั่วไปคือใคร ก. ผูจัดการทั่วไป ข. ผูจัดการฝายผลิต ค. ผูบริหารระดับสูง ง. เจาหนาที่ฝายบุคลากร
  • 153.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 150 9.จุดมุงหมายในการปฐมนิเทศ คืออะไร ก. เพื่อสรางขวัญและสรางความคุนเคยตอสภาพแวดลอมในการทํางาน ข. เพื่อใหผูเขามาใหมมีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับประโยชนและบริหารตาง ๆ ที่องคการจัดให ค. เพื่อใหผูเขามาใหมมีความรูความเขาใจในนโยบายและหนาที่ของหนวยงานในองคการ ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 10. การสัมภาษณแบบลึก คืออะไร ก. การสัมภาษณที่ตองการทราบพฤติกรรมของผูที่ถูกสัมภาษณ ข. การสัมภาษณที่ไดมีการตระเตรียมคําถามที่จะใชในการสัมภาษณไวลวงหนา ค. การสัมภาษณที่ผูที่ทําการสัมภาษณมุงจะไดขอเท็จจริงจากผูที่ถูกสัมภาษณ ง. ไมมีขอใดถูก 11. ขอใดตอไปนี้เปนขอที่ควรระวังเกี่ยวกับการประเมินการสัมภาษณ ก. อยาใชความลําเอียง ความชอบไมชอบ ในการตัดสินใจเปนผลใหการประเมินไกลจากความเปนจริง ข. อยาประเมินผูเขารับการสัมภาษณจากขาวสารขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณตามลําพัง ค. อยาประเมินผลการสัมภาษณจากความรูสึกผิวเผินและทําการตัดสินใจ ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 12. การจัดหาบุคคลโดยทั่วไปเปนหนาที่ของใคร ก. ผูบริหารระดับสูงของหนวยงานชวยอํานวยการ ข. ผูบริหารงานระดับสูงของหนวยงานหลัก ค. ผูจัดการการวาจาง ง. ผูบริหารทุก ๆ คน 13. การสอบคัดเลือกจําแนกได 2 ประเภท คือการจําแนกตามวิธีการจัดการ และการจําแนกตามจุดมุงหมาย ทานคิดวาการทดสอบขอใดตอไปนี้ เปนการทดสอบที่จําแนกตามจุดมุงหมาย ก. การทดสอบสัมฤทธิ์ผล ข. การทดสอบเชาวน ค. การทดสอบความถนัดทางธรรมชาติ ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 14. ขอใดตอไปนี้คือลักษณะของการสัมภาษณแบบ Street Interview ก. การสัมภาษณที่ไมมีเกณฑมาตรฐานตายตัว ข. การที่พยายามทําใหผูที่ถูกสัมภาษณโกรธ ค. การกําหนดคําถามหรือหัวขอที่จะใชในการสัมภาษณไวกอน ง. การที่ปลอยใหผูที่ถูกสัมภาษณอธิบายแนวคิดของตนเองไปเรื่อย ๆ 15. ทานพอจะบอกไดไหมวาวิธีมั่นใจวิธีหนึ่งที่จะบอกวาผูสมัครที่ไมไดรับการฝกฝนมากอนจะทํางานไดเปนที่ พึงพอใจ โดยวิธีการดังกลาวสามารถแกปญหาเวลาและคาใชจายไดดวยวิธีการนั้น คือขอใด ก. การสัมภาษณ การสอบคัดเลือก และการตรวจสอบประวัติ ข. การสอบคัดเลือก การตรวจสุขภาพ การบรรจุ ค. การสัมภาษณ การตรวจสอบใบสมัคร และการตรวจสุขภาพ ง. การกรอกใบสมัคร การสัมภาษณ และการสอบคัดเลือก
  • 154.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 151 16.ทานพอจะบอกไดไหมวา โดยทั่วไปวัตถุประสงคของการสัมภาษณนักจะมุงไปในเรื่องอะไร ก. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูที่ถูกสัมภาษณ ข. ใหขอเท็จจริงแกผูที่ถูกสัมภาษณ ค. หาขอเท็จจริงจากผูที่ถูกสัมภาษณ ง. ถูกทุกขอ 17. วิธีการที่ใชในการคัดผูสมัครขั้นตนที่นิยมกันก็คือขอใด ก. การใชการสัมภาษณในการคัดขั้นตอน ข. การกรอกใบสมัครในการคัดขั้นตน ค. การสัมภาษณขั้นตน ง. ทั้ง 3 วิธี 18. ทานคิดวาวิธีการสรรหาบุคลากรภายนอกองคการโดยเฉพาะระดับบริหาร วิธีใดเปนวิธีที่นิยมกันมากใน กรณีของประเทศที่พัฒนาแลว ก. การติดตอกับสถาบันการศึกษา ข. การสงเจาหนาที่ขององคการแสวงหาตามแหลงตาง ๆ ค. การใชบริษัทรับจางปรึกษาทางบริหาร ง. การติดตอระหวางบุคคล 19. โดยปกติเมื่อองคการมีนโยบายจะสรรหาบุคคลจากภายนอกองคการจะตองดําเนินการเชนไร ก. วิเคราะหแหลงจัดหาแรงงานในที่ตาง ๆ ข. ทําการคัคผูสมัครขั้นตนในชวงของกระบวนการสรรหา ค. จัดใหมีตัวแทนขององคการอยูในตลาดแรงงาน ง. ถูกทุกขอ 20. วั ตถุประสงคของการวางแผนทางดานกําลังคนโดยทั่วไปคืออะไร ก. เพื่อปองกันหรือหลีกเลี่ยงที่จะไมใหมีการขาดแคลนคนที่จะมาทํางาน ข. เพื่อปองกันที่จะไมใหมีคนในองคการมากเกินไป ค. เพื่อจะไดคนที่มีความรูความสามารถที่เหมาะสม ง. ถูกทั้งขอ ก. ข. และ ค. 21. ในกระบวนการของการประเมินการปฏิบัติงานนั้น ขั้นตอนแรกคือขอใด ก. กําหนดผูที่จะทําการประเมิน ข. กําหนดวิธีการ ค. กําหนดเกณฑที่จะใชวัด ง. กําหนดนโยบายของการประเมิน 22. Helo Effect ในความหมายการของการประเมินการปฏิบัติงานคือขอใด ก. การใชอุปทานหรือความยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปนหลัก ข. การที่ผูประเมินมีแนวโนมที่จะประเมินเขาหาศูนยกลาง ค. การมีมาตรฐานที่ไมชัดเจนขอ ง. ขอ ก. และ ข. 23. ในวิธีการประเมินตอไปนี้ วิธีไหนสิ้นเปลืองเวลามากที่สุด ก. ศูนยการประเมิน ข. ตรวจสอบเพิ่มเติม ค. แบบเขียนคําบรรยาย ง. แบบเนนพฤติกรรมที่สําคัญ 24. วัตถุประสงคของการอภิปรายผลการประเมินการปฏิบัติคือขอใด ก. เปนการใหขอมูลยอนกลับแกผูถูกประเมิน ข. เปนแนวทางในการใหคําปรึกษาแกผูถูกประเมิน ค. เปนแนวทางในการเลื่อนตําแหนง เลื่อนเงินเดือน ง. ถูกทั้งขอ ก และ ข
  • 155.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 152 25.ขอใดเปนขอถูกตองเกี่ยวกับวิธีการประเมินแบบเนนเหตุการณวิกฤต ก. ไดหลักฐานที่เปนจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของผูถูกประเมิน ข. หลีกเลี่ยงการวิจารณที่คุณลักษณะสวนตัวของผูถูกประเมิน ค. ไดหลักฐานที่เปนเท็จเกี่ยวกับพฤติกรรมของผูถูกประเมิน ง. ถูกทั้งขอ ก และ ข 26. ในวิธีการประเมินแบบบังคับเลือก โดยทั่วไปจะประกอบดวยกลุมขอความแตละกลุมขอความจะ ประกอบดวยประโยคคกี่ประโยค ก. 1 ประโยค ข. 2 ประโยค ค. 3 ประโยค ง. 4 ประโยค 27. ขอใดจัดอยูในวิธีการประเมินแบบตรวจรายการ ก. วิธีการประเมินแบบถวงน้ําหนักรายการ ข. วิธีการประเมินแบบเนนเหตุการณวิกฤต ค. วิธีการประเมินแบบบังคับเลือก ง. ขอ ก และ ค. 28. ขอใดไมใชปจจัยที่ตองพึงระวังในการประเมินการปฏิบัติงาน ก. การขัดหลักฐานอยางเพียงพอ ข. ความแตกตางของตัวผูทําการประเมิน ค. อิทธิพลของลักษณะงาน ง. ความเชื่อถือได 29. วัตถุประสงคของการประเมินการปฏิบัติงานคือขอใด ก. เพื่อชวยใหผูปฏิบัติงานทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ ข. เพื่อเปนการระบุตัวบุคคลที่ควรจะไดรับการเลื่อนขั้น ค. เพื่อสรางความเปนมาตรฐานเดียวกันในการทํางาน ง. ขอ ก และ ข 30. วิธีการประเมินการปฏิบัติงานที่มุงประเมินศักยภาพของบุคคลคือขอใด ก. วิธีการประเมินแบบศูนยการประเมิน ข. วิธีการประเมินแบบถวงน้ําหนักรายการ ค. วิธีการประเมินแบบจับคูเปรียบเทียบ ง. วิธีการประเมินแบบเขียนคําบรรยาย 31. เหตุผลที่ทางฝายผูปฏิบัติงานอยากใหจายคาตอบแทนในรูปของเงินเดือนมากกวาในรูปของคาจางคือ ก. ผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปคาจางจะถูกปลดกอนผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปของเงินเดือน ข. ผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูปของเงินเดือน มักไดคาตอบแทนอัตราสูงกวาผูที่ไดรับคาตอบแทนในรูป คาจาง ค. ผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนเทานั้นที่ไดเงินคาลวงเวลาหากทํางานเกินกวาเวลามาตรฐาน ง. มีความรูสึกกันวา ผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือนมีสถานภาพดีกวาผูที่ไดรับคาตอบแทนเปนคาจาง
  • 156.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 153 32.สิ่งตอไปนี้ไมควรนํามาพิจารณาใชเปนหลักและนโยบายของคาตอบแทน ก. งานเทากันคาตอบแทนตองเทากัน ข. ควรแยกงานออกจากผูปฏิบัติงาน กลาวคือผูปฏิบัติงานคนหนึ่งกับผูปฏิบัติงานอีกคนหนึ่งจะไดรับ คาตอบแทนไมเทากันทั้ง ๆ ที่ทํางานในตําแหนงเดียวกัน ค. มีความสัมพันธกับอัตราคาตอบแทนในตลาดแรงงาน ง. พนักงานและสหภาพแรงงานตองรับรูกระบวนการตาง ๆ ที่นํามาใชในการกําหนดคาตอบแทน 33. คาตอบแทนเปนปจจัยที่มีความสําคัญขององคการและบุคลากร เพราะวา ก. มีความสัมพันธกับความรูความชํานาญของผูปฏิบัติงาน ข. มีผลโดยตรงตอการครองชีพของบุคลากร ค. เปนตนทุนอยางหนึ่งของการดําเนินงานขององคการ ง. มีผลโดยตรงตอประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน 34. คาตอบแทน หมายถึง ก. การจายเปนตัวเงินใหกับการทํางาน ข. การจายใหกับการทํางานทั้งทางตรงและทางออม ค. คาจางและเงินเดือน ง. เงินที่จายใหตามผลงานหรือเวลา 35. เงื่อนไขของการใชคาจางแบบจูงใจเหมาะกับงานที่มีลักษณะดังนี้ ก. เมื่อทําการผลิตมากขึ้น ตนทุนตอหนวยของงานควรลดลง ข. ทํางานมากขึ้น คาจางของพนักงานตองเพิ่มขึ้น ค. วัดประสิทธิภาพของงานได ง. ผูบริหารสนับสนุน 36. ตอไปนี้เปนตัวอยางของการคิดคาจางแบบจูงใจใน 1 วัน ทํางาน 8 ชั่วโมง ใน 1 สัปดาห ทํางาน 6 วัน อัตราคาจางชั่วโมงละ 10 บาท คาจางรวมสัปดาหละ 480 บาท คาจางจูงใจดังตัวอยางขางตนนั้นเปนวิธี คิดแบบ ก. คิดตามเวลาที่ประหยัดได ข. คิดโบนัสตามประสิทธิภาพ ค. คิดตามจํานวนชิ้นของงาน ง. คิดตามงานที่ทําในวัน 37. ปรากฎการณที่เรียกวา การจํากัดผลผลิตเปนปญหาที่เกิดขึ้นกับ ก. การคิดคาจางแบบปกติ ข. การคิดคาจางสําหรับงานวิชาชีพ ค. การคิดคาจางแบบจูงใจ ง. การคิดคาจางสําหรับพนักงานขาย 38. คาตอบแทนสําหรับนักบริหารในองคการธุรกิจแบเปน ก. เงินเดือน โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ การมีสวนแบงในกําไร ข. โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ คานายหนา การมีสวนแบงในกําไร ค. เงินเดือน คานายหนา โบนัท สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ ง. เงินเดือน โบนัส สิทธิในการซื้อหุนราคาพิเศษ การมีสวนแบงในกําไร 39. ขอใดไมใชวิธีการประเมินคางาน ก. การเปรียบเทียบปจจัย ข. ระบบการใหคะแนน ค. การจัดลําดับความสําคัญของงาน ง. การเลือกรายการ
  • 157.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 154 40.การกําหนดใหมีชวงของอัตราคาตอบแทนสําหรับงานเดียวกันก็เพราะ ก. อิทธิพลของสหภาพแรงงาน ข. ความสามารถในการจายองคการตางกัน ค. ทัศนคติของฝายบริหารเปนปจจัยในการกําหนด ง. บุคคลยอมมีความแตกตางกันในการปฏิบัติงาน เฉลยคําตอบ 1. ตอบ ง 2. ตอบ ข 3. ตอบ ง 4. ตอบ ค 5. ตอบ ค 6. ตอบ ง 7. ตอบ ก 8. ตอบ ง 9. ตอบ ง 10. ตอบ ค 11. ตอบ ง 12. ตอบ ค 13. ตอบ ง 14. ตอบ ข 15. ตอบ ง 16. ตอบ ง 17. ตอบ ง 18. ตอบ ค 19. ตอบ ง 20. ตอบ ง 21. ตอบ ง 22. ตอบ ก 23. ตอบ ง 24. ตอบ ก 25. ตอบ ง 26. ตอบ ง 27. ตอบ ก 28. ตอบ ง 29. ตอบ ง 30. ตอบ ก 31. ตอบ ง
  • 158.
    คูมือเตรียมสอบ กรุงเทพมหานคร 155 32.ตอบ ข 33. ตอบ ง 34. ตอบ ข 35. ตอบ ก 36. ตอบ ง 37. ตอบ ค 38. ตอบ ง 39. ตอบ ง 40. ตอบ ง
  • 159.
    คําเตือน หามนําไฟลนี้ไปแชร คัดลอก ปรับเปลี่ยนแกไขใดๆทั้งสิ้น หากไมไดรับอนุญาติ หรือหากมีการจําหนายตอ ทางเราจะดําเนินคดีทันที หลังจากไดรับแจง ไฟลนี้จะวางจําหนายกับ PUIFAIBOOK ที่เดียวเทานั้น หากทานพบเห็นการซื้อขาย/แชร ในชองทางอื่นสามารถแจงมายังทางเราทันที ทานจะไดรับแพ็กเกจอานหนังสือฟรีกับทางเรา 2 ป