โครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33202
วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร 6
ปีการศึกษา 2557
โครงงานสื่อการเรียนการสอนเรื่อง
ดาวฤกษ์
เกี่ยวกับโครง
งาน
ชื่อโครงงาน สื่อการเรียนการสอน เรื่อง
ดาวฤกษ์ (stars)
ประเภทโครงงาน โครงงานพัฒนาสื่อสารเพื่อ
การศึกษา (Educational media)
ผู้ทำาโครงงาน
1.นายสรณะ ขุนคำา เลขที่ 27 ชั้น มอ6
ห้อง 8
2.นางสาวสุนิตา อำานาคะ เลขที่ 29 ชั้น
มอ6 ห้อง 8
อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูล
วรรณ์
ที่มาและความ
สำาคัญ
ในปัจจุบันวิธีการศึกษาหาความรู้ได้พัฒนาไปอย่างมาก
หนึ่งในนั่นคือการใช้งาน อินเทอร์เน็ต ซึ่งมีบทบาทสำาคัญในการ
ดำารงชีวิตอย่างมาก จึงมีการนำามาประยุกต์มากมาย ไม่ว่าจะในด้าน
การติดต่อ
สื่อสารหรือด้านการศึกษา เพื่อความสะดวกสบายและใช้ระยะเวลา
เพียงสั้นๆ สื่อสารสนเทศทั้งหลายจึงมีการนำาเสนอในรูปแบบของสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อที่กว้างขวางและไร้พรหมแดน ทำาให้ข้อมูล
เหล่านี้สามารถสืบค้นได้จากทั่วทุกมุมโลก และในด้านการศึกษามี
การนำามาใช้เป็นแหล่งค้นคว้าทั้งภายในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
เพื่อการเข้าถึงแหล่งความรู้นี้มากขึ้น
เนื่องจากเรื่อง ดาวฤกษ์ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาโลก
ดาราศาสตร์ และ อวกาศ เป็นหลักสูตรพื้นฐานที่นักเรียนทุกคนจะ
ต้องได้ศึกษา อีกทั้งผู้ที่สนในด้านดาราศาสตร์ก็สามารถมาสืบค้น
จากแหล่งข้อมูลนี้ได้ ทางผู้จัดทำาจึงเห็นว่า การนำาเนื้อหาที่เรียนอยู่
มาประยุกต์เป็นสื่อการเรียนรู้ จะสามารถช่วยขยายขอบเขตของ
แหล่งเรียนรู้ให้มากขึ้น
วัตถุประ
สงค์
1.เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์
2.เพื่อนำาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในวิชา โลก
ดาราศาสตร์
และ อวกาศ
3.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนบน
โครงข่ายอินเทอร์เน็ต
ดาวฤกษ์ (STARS)
       ดาวฤกษ์ อยู่เป็นระบบใหญ่ หรืออาณาจักร
ดาวฤกษ์ (ดาราจักร)ที่เรียกว่า กาแล็กซี
( GALAXY)
ซึ่งแต่ละกาแล็กซี มีดาวฤกษ์เป็นแสนล้านดวงใน
กาแล็กซีทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์
ขนาดใหญ่ เนื่องจากดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ร้อยละ 80
มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ แต่บรรดาดาวฤกษ์ที่
  เราเห็นแสงสว่างด้วยตาเปล่าเกือบทั้งหมด มี
  ขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์
ดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก ๆมัก
จะมีธาตุที่มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ ดาวพรอกซิมา
เซนเทารี ในระบบดาวแอลฟาเซนเทารี
เป็น ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่สุด
ลักษณะ
ดาวฤกษ์
ดาวฤกษ์มีลักษณะเป็นทรงกลมใหญ่ของแก๊สร้อน
มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็น ธาตุไฮโดรเจน
ผลิตพลังงเมื่อเนบิวลา มีก๊าซไฮโดรเจน มากขึ้นก็จะ
เริ่มหดตัว เนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดก๊าซให้มารวม
ตัวเข้าด้วยกัน เมื่อก๊าซอัดแน่น ในใจกลางมากขึ้น
อะตอมของก๊าซไฮโดรเจนเบียดเสียดกันมากขึ้นเกิด
เป็นความร้อนแล้วเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นที่ ใจกลาง
เนบิวลา ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ว่าก็คือ นิวเคลียร์
ฟิวชั่น Fusion Nuclear Reaction
ดาวฤกษ์ (STARS)
• นิวเคลียร์ฟิวชั่น Nuclear Fusion
เป็นการรวม
เอาธาตุเบาให้เป็นธาตุหนัก อย่างเช่น
รวมอะตอมของไฮโดรเจน 4 อะตอม
ให้เป็นอะตอมของ
ฮีเลียม 1 อะตอม แล้วคายพลังงาน
ความร้อนออกมาด้วย ตามสมการสูตร
ความสัมพันธ์ระหว่างมวล(m) และ
พลังงาน(E) ของไอน์สไตน์
E=mc2
ดาวฤกษ์ทุกดวงมีลักษณะที่
เหมือนกัน 2 อย่าง คือ
1. มีพลังงาน ในตัวเอง
2. เป็นแหล่งกำาเนิดของธาตุต่าง ๆ
เช่น ธาตุฮีเลียม ลิเทียม  เบริ
เลียม
ความแตกต่างของ ดาวฤกษ์บน
ท้องฟ้า
ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าจะมีความ
แตกต่างกันในเรื่องมวล 
อุณหภูมิผิว  สี  อายุ  องค์
ประกอบทางเคมีขนาด  ระยะ
ห่าง  ความสว่าง และ ระบบ
ดาว
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์
• ดาวฤกษ์เกิดจากการยุบรวมตัวของเนบิวลา หรือ
อาจกล่าวได้ว่าเนบิวลาเป็นแหล่งกำาเนิดของ
ดาวฤกษ์ทุกประเภท การยุบตัวของเนบิวลา เกิด
จากแรงโน้มถ่วงของเนบิวลา เมื่อแก๊สยุบตัวลง
ความดันของแก๊สจะสูงขึ้น อุณหภูมิของแก๊สจะสูง
ขึ้นด้วย เมื่ออุณหภูมิแก่นกลาง สูงมากขึ้น หลาย
แสน
องศาเซลเซียส เรียกช่วงนี้ว่า ดาวฤกษ์ก่อนเกิด
(protostar)
เมื่อแรงโน้มถ่วงดึงแก๊สให้ยุบตัวลงไปอีก ความดัน
ที่แก่นกลางสูงขึ้น และอุณหภูมิ สูงขึ้น เป็น15 ล้าน
เคลวิน ทำาให้เกิดปฎิกิริยาเทอร์โม
นิวเคลียร์(Thermonuclear reaction) หลอมรวม
นิวเคลียสของไฮโดรเจน ให้เป็นนิวเคลียสฮีเลียม
ดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อย
• ดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อย เช่น ดวง
อาทิตย์
• จะใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้น้อย
มีผลทำาให้ช่วงชีวิตของดาวฤกษ์
ยาว และจบชีวิตลงด้วยการไม่
ระเบิด
• ดาวฤกษ์ที่จบชีวิตโดยการไม่
ระเบิดจะกลายเป็น ดาวแคระขาว
องค์ประกอบของดวงอาทิตย์
- ไฮโดรเจนร้อยละ 70
- ฮีเลียมร้อยละ 28
- ธาตุอื่นๆ เช่น โลหะร้อยละ 2
- มีอายุประมาณ หมื่นล้านปี ถือกำาเนิดมาแล้ว 5 พันล้านปี
- ใช้อะตอมของไฮโดรเจน ประมาณวินาทีละ 630 ล้านตัน และจะให้พลังงาน
เช่นนี้ไปอีก 5 พันล้านปี
  *****  ส่วนดาวซีรีอุส ในกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ (CANIS MAJOR) ซึ่งมีความ
สุกสว่างที่สุดในท้องฟ้า จะมีอายุสั้นเพียง ไม่กี่ล้านปีเท่านั้น
- สำาหรับดวงอาทิตย์จัดอยู่ในพวก ดาวขนาดเล็ก ที่เรียกว่า
ดาวแคระ มีสีเหลือง
- เมื่ออายุของดาวฤกษ์ผ่านไปราวครึ่งชีวิต ก็จะใช้ไฮโดรเจน จนหมด
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ก็จะหยุด แรงนิวเคลียร์ที่จะ ต่อต้านแรงโน้มถ่วงก็จะไม่มี
ดาวฤกษ์ก็จะเริ่มหดตัวลง
       
• สำาหรับดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ ของ
เรา
การหดตัวจะมีขึ้นไปเรื่อยไม่เกิดปฏิกิริยา
นิวเคลียร์ขั้นที่ 2
เพราะดาวฤกษ์มีมวลน้อยเกินไป ดาวฤกษ์จะหด
ตัวและ
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็จะค่อยหมดไปที่ละน้อย จะใน
ที่สุดกลายเป็น
ดาวแคระนำ้าตาล Brown dwarf  และดับลง
กลายเป็น 
ดาวแคระดำา Black dwarf  
     
สำาหรับดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ขนาด
ดวงอาทิตย์ขึ้นไป
การหดตัวจะทำาให้เกิด ความร้อนจุดปฏิกิริยานิวเคลียร์
ที่ผิวรอบนอกแกนกลางดาวฤกษ์ ทำาให้ผิวของดาวฤกษ์
ขยายตัวออก และผลักแกนกลางที่อุดมไปด้วย ฮีเลียม
อัดแน่น เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ ขั้นที่สองที่มี ฮีเลียม เป็น
เชื้อเพลิง ด้วยขบวนการหลอมฮีเลียมให้เป็นธาตุหนัก
อื่นๆ อีก คือ คาร์บอน และ ออกซิเจน ระหว่างช่วงเกิด
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ขั้นที่สองนี้ จะมีแรงนิวเคลียร์ถึงสองที่
คือที่แกนกลาง และผิวรอบนอกแกนกลาง ทำาให้ดาวฤกษ์
จะเริ่มพองตัวใหญ่ขึ้นหลายร้อยเท่า กลายเป็นดาวยักษ์ที่
มีอุณหภูมิผิวดาวไม่สูงนักคือราว 4,500 องศาเซลเซียส
เราเรียกว่า ดาวยักษ์แดง
ซึ่งจะขยายใหญ่เลยเส้นทางโคจรของดาวศุกร์ออกไป
กำาลังส่องสว่างกว่าดวงอาทิตย์ปัจจุบันถึง 1,000 เท่า
 ระหว่างนี้แรงนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในดาวฤกษ์มีถึงสองที่ คือ
• เมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็นดาวยักษ์แดง ดาวพุธ ดาวศุกร์ และโลกจะถูกดวง
อาทิตย์กลืนกินหมดสิ้น ดาวยักษ์แดงจะวิวัฒนาการต่อไปใจกลางจะร้อนจัดยิ่ง
ขึ้นจนเกิด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ฮีเลียมซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหม่ ฮีเลียมจะ
หลอมรวมเป็นคาร์บอน ที่แกนกลางและพร้อมกันนั้น รอบแกนกลางออกไปจะ
เกิดการหลอมรวมฮีเลียมกับไฮโดรเจน ในช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะขยายขนาด
ใหญ่ยิ่งขึ้นกว่าดาวยักษ์แดงเป็น 400 เท่าของดวงอาทิตย์ปัจจุบัน ความสว่าง
จะเป็น 10,000 เท่าในช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่ เกินแรงโน้มถ่วง
ภายใน ที่จะยึดเหนี่ยวรูปทรงไว้ได้ผิวชั้นนอกจะหลุดสู่อวกาศ กลายเป็นสสาร
ระหว่างดาว คือ แก๊สและฝุ่นธุลี สสารผิวด้านในถัดมาก็จะถูกพ่นกระจายออก
ไปพร้อมกับรอบนอกของแกนกลางบางส่วน มวลสารจะรวมตัวกันเป็นเนบิวลา
ดาวเคราะห์ เทหฟากฟ้า สว่างเรือง แกนกลางที่ยังคงสภาพอยู่ จะกลายเป็น
ดาวแคระขาว (White Dwarf) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 13,000
กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 100 ของดวงอาทิตย์ขนาดเดิม
• ดาวแคระขาว (White Dwarf) เป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กมาก เกิดจากการยุบ
ตัว มีความหนาแน่นสูงมาก จากนั้นสีจะค่อยๆ จางลงจากสีเหลือง และสีแดงใน
ที่สุดและกลายเป็นดาวฤกษ์ที่หมดพลังไม่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ จากนั้นจะค่อยๆ
ยุบตัวและมีขนาดเล็กลง จนใกล้วาระสุดท้ายของวิวัฒนาการ ดาวแคระขาว จะ
ค่อยๆ เย็นตัวลง หรี่แสงลงจนดับแสงเป็นก้อนถ่านดำา เรียกว่า ดาวแคระดำา
(black dwarf) ซึ่งเป็นซากตายของดาวฤกษ์นั่นเอง
วิวัฒนาการของดวง
อาทิตย์
ดาวฤกษ์ที่มี
มวลมาก
• ดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก จะใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้มาก มีผล
ทำาให้ช่วงชีวิตของดาวฤกษ์สั้น และจบชีวิตลง ด้วย การระเบิด
อย่างรุนแรง ที่เรียกว่า ซูปเปอร์โนวา
• การเกิดซูปเปอร์โนวา จะมีแรงโน้มถ่วงทำาให้ดาวยุบตัวลงกลาย
เป็นดาวนิวตรอน(ถ้าดาวฤกษ์มีมวลมาก) หรือกลายเป็นหลุมดำา
(ถ้าดาวฤกษ์มีมวลมากมาก)ในขณะเดียวกันก็มีแรงสะท้อนที่
ทำาให้ส่วนภายนอกของดาวระเบิดเกิดธาตุหนักต่าง ๆ
ดาวยักษ์ใหญ่มีมวลสารมาก ดาวฤกษ์ที่มีมวลสารมากกว่าดวง
อาทิตย์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่าถึง 100
เท่า มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 ล้านเท่าถึง 1,000 ล้าน
เท่า เรียกว่า ดาวยักษ์ใหญ่ วาระสุดท้ายของดาวยักษ์ใหญ่นี้จะ
เกิดระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ทำาลายตัวเอง ที่เรียกว่า ซุปเปอร์โนวา
ซูเปอร์โนวา
(Supernova)
ภาพแสดง วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มี
มวลสารต่างๆ กัน
ความสว่าง   และอันดับความ
สว่าง ของดาวฤกษ์
•                 เมื่อเราดูดาวจากโลกจะเห็นดาวแต่ละดวงมีความสว่างต่างๆ
กัน ความสว่างที่เห็นนั้นไม่ใช่ความสว่างที่แท้จริง บางดวงที่สว่างมาก
แต่อยู่ไกลจะปรากฏแสงริบหรี่ได้ ความสว่างของดาวที่สังเกตจากโลก
ของเราเรียกว่า ความสว่างปรากฏความสว่างของดาวฤกษ์บอกได้จาก
ตัวเลขที่เรียกว่า อันดับความสว่าง (โชติมาตร) หรือ แมกนิจูด
(Magnitude)ของดาว
• ดาวที่มีอันดับความสว่างต่างกัน 1 จะสว่างมากกว่ากัน 2 เท่าครึ่ง โดย
อันดับความสว่างที่เป็นบวกหรือตัวเลขมากๆ จะมีความสว่างน้อยกว่า
ดาวที่มีอันดับความสว่างเป็นลบหรือตัวเลขน้อยๆ  เช่น ดาวฤกษ์ที่มี
อันดับความสว่างเป็น -1 จะมีความสว่างมากกว่าดาวฤกษ์ที่มีอันดับ
ความสว่าง 1
ตาราง แสดงอันดับความสว่างของ
ดาวดาวบนท้องฟ้า
อันดับความ
สว่าง
ตัวอย่าง
-26.7 ดวงอาทิตย์
-4.5 ดาวศุกร์เมื่อสว่าง
ที่สุด
-3.5 ดาวศุกร์เมื่อริบหรี่
ที่สุด
-2.7 ดาวอังคารเมื่อ
สว่างที่สุด
ตาราง แสดงอันดับความสว่างของ
ดาวดาวบนท้องฟ้า
อันดับความ
สว่าง
ตัวอย่าง
-1.5 ดาวซีรีอัส
-1.4 ดาวพฤหัสบดีเมื่อ
ริบหรี่ที่สุด
-0.5 ดาวเสาร์เมื่อสว่าง
ที่สุด
-1 ดาวฤกษ์ประมาณ
20 ดวง
ตาราง แสดงอันดับความสว่างของ
ดาวดาวบนท้องฟ้า
อันดับความ
สว่าง
ตัวอย่าง
1.6 ดาวอังคารเมื่อริบหรี่
ที่สุด
2.6 ดาวพุธเมื่อริบหรี่ที่สุด
3 ดาวฤกษ์ริบหรี่ที่สุด
อาจมองเห็นได้ในเมือง
ใหญ่
6 ดาวฤกษ์ริบหรี่ที่สุด
ความสว่าง(BRIGHTNESS)
• ความสว่างของดาวฤกษ์เป็น
พลังงานแสงจาก
ดาวฤกษ์ดวงนั้นใน 1 วินาทีต่อ
หนึ่งหน่วยพื้นที่
• ความสว่างที่มีหน่วยเป็นหน่วย
ของพลังงาน
• แต่อันดับความสว่าง ไม่มีหน่วย
อันดับความสว่างของ
ดวงดาว
• อันดับความสว่างของดวงดาวแบ่ง
เป็น 2 ประเภทคือ
1.อันดับความสว่างปรากฏ
2.อันดับความสว่างที่แท้จริง
• อันดับความสว่างที่แท้จริงของดาว
เป็นอันดับความสว่างปรากฏ เมื่อ
ดาวอยู่ห่างจากโลก 10 พาร์เสค
หรือ 32.61 ปีแสง (parsec ย่อมา
จาก parallax of one second)
สีและอุณหภูมิของดาวฤกษ์
• สีของดาวฤกษ์ จะขึ้นอยู่กับ
อุณหภูมิพื้นผิวของดาวฤกษ์นั้น
กล่าวคือ ดาวที่มีอุณหภูมิพื้นผิวตำ่า
จะมีสีค่อนข้างแดง พวกที่มี
อุณหภูมิสูงจะมีสีไปทางขาวหรือ
ขาวแกม
นำ้าเงิน                 
ระยะห่างของดาวฤกษ์ (DISTANCE
OF THE STARS)
• การวัดระยะห่างของดาวฤกษ์
      ในอดีตนั้นเราคิดกันว่า
ดาวฤกษ์นั้นคงจะอยู่ไกลแสนไกล
จนไม่สามารถวัดได้ จนกระทั่งปี
ค.ศ.1838 F.W.Bessel ได้คิดวิธีวัด
ระยะทางของดวงดาวขึ้นเป็นครั้ง
แรกด้วยวิธีแพรัลแลกซ์ Parallax
กับดาวฤกษ์ชื่อว่า 61cygni ใน
ขณะเดียวกัน T.henderson ก็ใช้
วิธีเดียวกันวัดระยะดาว Alpha
แพรัลแลกซ์ตรีโกณมิติ
• วิธีแพรัลแลกซ์ (Parallax) ใช้หลักของ
การเปลี่ยนตำาแหน่งของผู้สังเกต ยก
ตัวอย่าง เราลองยกนิ้วหัวแม่มือ ชูขึ้นไป
ข้างหน้า แล้วหลับตามองนิ้วหัวแม่มือนั้น
ที่ละข้าง เราจะเห็นว่าตำาแหน่งของนิ้ว
หัวแม่มือเรา เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบ
กับ
ฉากหลังที่อยู่ไกลกว่า
• มุมที่เกิดขึ้นจากการ เปลี่ยนตำาแหน่งนี้
เราเรียกว่า มุมพารัลแลกซ์
  ในการวัดระยะห่างของดาวดาวก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้การเปลี่ยนตำาแหน่งของ
ผู้สังเกตที่อยู่บนโลก โดยที่ ณ.ตำาแหน่ง A เราสังเกตดาวที่เราต้องการวัดระยะ
ห่างดวงหนึ่งโดยพิจารณาตำาแหน่งเมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ไกลกว่า    ณ
ตำาแหน่ง a  หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มาอยู่อีก
คนละฝาก ที่ตำาแหน่ง B สังเกตการ เปลี่ยนแปลงตำาแหน่งดาวดวงเก่าเมื่อเทียบ
กับดาวที่อยู่ไกลกว่า ณ ตำาแหน่ง b   จะเห็นว่าดาวเปลี่ยนตำาแหน่งเมื่อ เทียบ
กับฉากหลัง หาค่าออกมาเป็นมุมกี่องศา (a)   เราทราบดีว่าโลกอยู่ห่างจากดวง
อาทิตย์ 93 ล้านไมล์ (X)   และเรารู้ค่าของมุม a ที่เราได้จากการวัด และระยะ
ทางที่เราต้องการหาคือค่า Y (ระยะจากดวงอาทิตย์ถึงดาวฤกษ์)
 
เขียนเป็นสูตรได้ว่า sine (a/2) = X/Y หรือ Y = X/ sine (a/2)
     ถ้ามุมที่เราวัดได้ สมมุติว่าเท่ากับ 2 ฟิลิบดา ( 2 arc second) หรือ
2/3600 องศา (โดยทั่วไปค่ามุมจะแคบมาก)
          แทนค่าสูตรจะได้ Y =  93 x 106 / sine(1/3600)
                                          = 93 x 106 / 4.85
x 10-6
                                         =   19.18 x 1012
          ทำาให้เป็นปีแสง =  19.18 x 1012 / 6 x  1012
                      
      ค่า Y ที่คำานวนได้จะเท่ากับ 3.20  ปีแสง
หากวัดมุมแพรัลแลกซ์ ได้ 1 ฟิลิปดา ดาวฤกษ์ที่
ต้องการวัดระยะห่าง จะอยู่ไกล 1 พาร์เสก = 3.261
ปีแสง
• จากรูป P คือ มุมแพรัลแลกซ์ของดาวฤกษ์ที่ต้องการวัดระยะห่าง มีหน่วย
เป็นฟิลิปดา และแปลงค่าเป็นหน่วยเรเดียน
การวัดระยะห่าง ของเทหวัตถุ
การวัดระยะห่าง ของเทหวัตถุ ที่อยู่ใกล้โลก เช่น ดวงจันทร์ วัดโดยการ
ใช้แสงเลเซอร์ ยิงไปบนดวงจันทร์
ซึ่งบนดวงจันทร์ มีกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์ สะท้อนแสงกลับมายัง
กล้องโทรทรรศน์ บนโลก สามารถคำานวณระยะทาง ที่แสงเดินทางไป
และกลับได้ อย่างแม่นยำา โดยเฉลี่ย ระยะห่างจากโลกถึงดวงจันทร์
คือ 384,403 กม.
สำาหรับ ดาวเคราะห์อื่นๆ ใช้วิธีส่งสัญญาณเรดาร์ไปยังดาวเคราะห์ และ
ให้ดาวเคราะห์สะท้อนสัญญาณกลับมา
ดาวฤกษ์อยู่ห่างจากโลกมาก และระยะระหว่างดาวฤกษ์ด้วยกันเองก็ห่าง
ไกลกันมากเช่นกัน การบอกระยะทางของดาวฤกษ์จึงใช้หน่วยของ
ระยะทางต่างไปจากระยะทางบนโลก ดังนี้
หน่วยดาราศาสตร์ (astronomical unit )หรือ (A.U) คือ
ระยะทางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ระยะทาง 1 A.U มี
ค่า ประมาณ150 ล้านกิโลเมตร
หน่วยดาราศาสตร์
(astronomical unit )หรือ (A.U)
คือ ระยะทางระหว่างโลกและดวง
อาทิตย์ ระยะทาง 1 A.U มีค่า
ประมาณ150 ล้านกิโลเมตร
พาร์เซก (parsec) เป็นระยะทางที่ได้จาก
การหา แพรัลแลกซ์ (parallax) ของ
ดวงดาว ซึ่งเป็นวิธีวัดระยะห่างของ
ดาวฤกษ์
ที่อยู่ค่อนข้างใกล้โลกได้อย่างแม่นยำากว่า
ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลมาก หลักการของแพรัล
แลกซ์คือ การเห็นดาวฤกษ์เปลี่ยน
ตำาแหน่ง เมื่อสังเกตจากโลกในเวลาที่ห่าง
กัน 6 เดือน เพราะจุดสังเกต
ดาวฤกษ์ทั้ง 2 ครั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะทาง
2 เท่าของระยะทางระหว่างโลกและดวง
• สำาหรับ ดาวฤกษ์ ที่อยู่ไกลกว่า
1,000 พาร์เสค เกินกว่าการใช้วิธี
แพรัลแลกซ์ สามารถหาระยะห่าง
ของดาว ได้โดยวิธีดูสเปกตรัม
เรียกว่าการใช้ แพรัลแลกซ์ เชิง
สเปกตรัม (spectroscopic
parallax)
เนบิวลา
(NEBULA)
เนบิวลา (nebula) คือ กลุ่มแก๊สที่อยู่
ระหว่างดาวฤกษ์ เนบิวลาที่เกิดขึ้นหลัง
จากเกิดบิกแบง ประมาณ 300,000 ปี
เรียกว่า เนบิวลาดั้งเดิม ส่วนเนบิวลาที่
เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ (ซู
เปอร์โนวา) เรียกว่า เนบิวลาใหม่
เนบิวลา
(nebula)
• เราแบ่งเนบิวล่า ออกเป็น 4 กลุ่ม
ใหญ่คือ
1. Emission nebula เนบิวล่าเรือง
แสง มีแสงในตัวเอง 2.
Reflective nebula เนบิวล่าสะท้อน
แสง
3. Planetary nebulaเนบิวล่าดาว
เคราะห์
4. Dark nebula เนบิวล่ามืด
เนบิวลาเรืองแสง (Emission Nebula)
M8
LAGOON NEBULA
เนบิวลาสว่างใหญ่ (GREAT ORION
NEBULA, M42)
อยู่บริเวณใต้เข็มขัดของนายพราน 
M17 เป็นเนบิวลาสว่าง มีความสว่างปรากฏ
ประมาณ 7.0
อยู่ห่างจากโลก 5,000 ปีแสง
M20 เนบิวลาสามแฉก เป็นเนบิวลา
สว่าง มีความสว่างปรากฏประมาณ 7.6
อยู่ห่างจากโลก 2,200 ปีแสง ทางมืด
ระหว่างแฉกเป็นก็าซและฝุ่น ที่บังแสง
ดาวฤกษ์
รูปเนบิวลา รูปตาแมว
รูปเนบิวลา นกอินทรี
ภายในเนบิวลา รูปนกอินทรี
เนบิวลาสว่างประเภทสะท้อนแสง
รอบดาวดวงล่างของกระจุกดาวลูกไก่
PLANETARY NEBULA
เนบิวลา หัวม้า
เนบิวลา THE PIPE
เป็นเนบิวลามืดที่เห็นในเมฆของดาวใน
OPHIUCHUS.
เนบิวลาปู (CRAB NEBULA) เนบิวลา
เรืองแสง
หลังจากการระเบิดของดาวฤกษ์ ใน
อดีต•
เนบิวลานายพราน (ORION NEBULA)
ภาพเนบิวลานาฬิกา
ทราย(HOURGLASS NEBULA)
มีวงแหวนที่ชัดเจนมาก
กาแล็กซี M 101
กาแล็กซี่ NGC 5866
กาแล็กซี่ ARP 220
กระจุกกาแล็กซีหัวกระสุน
กาแล็กซีแรกหลังบิ๊กแบง
ดาวพฤหัสบดี
(Jupiter)
กาแล็กซีทางช้างเผือก
กระจุกดาวเปิด
กระจุกดาวทรงกลม
(Globular Cluster)
ระบบดาว : กาแลกซี
(galaxies)
ระบบดาว:กระจุกกาแลกซี
(Cluster of Galaxies)
แหล่ง
อ้างอิง
หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน โลก ดาราศาสตร์
และ อวกาศ
http://
portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/do
l

ดาวฤกษ์