More Related Content
PDF
PDF
PDF
PDF
2.แบบฝึกหัดการเคลื่อนที่แนวตรง PDF
แบบฝึกหัดการเคลื่อนที่แนวตรง PDF
บทที่ 2 ระบบต่างๆในร่างกายมนุษย์ หายใจ PPTX
PDF
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ๋ทางการเรียน หน่วย งานและพลังงาน What's hot
PDF
เอกสารประกอบการสอนเรื่องเสียง PDF
PPTX
PDF
ข้อสอบอัจฉริยภาพ ทางวิทยาศาสตร์ ป.6 2549 PDF
PPTX
PDF
Slแบบฝึกหัดทบทวน เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ระยะทาง และการกระจัด PDF
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ O net (โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ) PPTX
PDF
PDF
กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม PDF
เอกสารประกอบการเรียน เรื่องแผนภูมิวงกลม PDF
PDF
Power point การถ่ายทอดทางพันธุกรรม PDF
ใบงานเรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ตกแบบเสรี PDF
DOCX
ข้อสอบ เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สำหรับ นักเรียน PPTX
PDF
PDF
Viewers also liked
PPTX
PDF
PPT
Dark Matter and Dark Energy PPT
PDF
PPT
PDF
โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง ดาวฤกษ์ PDF
PPTX
PDF
Similar to ดาวฤกษ์
PDF
PDF
PPTX
เอกภพ กาแล็กซี่ และระบบสุริยะ PDF
9.ดาวในท้องฟ้าgs กลุ่มดาว PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ม.6 หน่วย1_เอกภพ.pdf PDF
PPTX
PPTX
PPTX
PDF
PDF
อุณหภูมิและสีของดาวฤกษ์55 PDF
Science in Star Wars วิทยาศาสตร์ในสตาร์วอร์ส PPS
PPTX
PDF
PDF
ดาวฤกษ์
- 1.
- 2.
- 3.
ที่มาและความ
สำาคัญ
ในปัจจุบันวิธีการศึกษาหาความรู้ได้พัฒนาไปอย่างมาก
หนึ่งในนั่นคือการใช้งาน อินเทอร์เน็ต ซึ่งมีบทบาทสำาคัญในการ
ดำารงชีวิตอย่างมากจึงมีการนำามาประยุกต์มากมาย ไม่ว่าจะในด้าน
การติดต่อ
สื่อสารหรือด้านการศึกษา เพื่อความสะดวกสบายและใช้ระยะเวลา
เพียงสั้นๆ สื่อสารสนเทศทั้งหลายจึงมีการนำาเสนอในรูปแบบของสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อที่กว้างขวางและไร้พรหมแดน ทำาให้ข้อมูล
เหล่านี้สามารถสืบค้นได้จากทั่วทุกมุมโลก และในด้านการศึกษามี
การนำามาใช้เป็นแหล่งค้นคว้าทั้งภายในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
เพื่อการเข้าถึงแหล่งความรู้นี้มากขึ้น
เนื่องจากเรื่อง ดาวฤกษ์ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาโลก
ดาราศาสตร์ และ อวกาศ เป็นหลักสูตรพื้นฐานที่นักเรียนทุกคนจะ
ต้องได้ศึกษา อีกทั้งผู้ที่สนในด้านดาราศาสตร์ก็สามารถมาสืบค้น
จากแหล่งข้อมูลนี้ได้ ทางผู้จัดทำาจึงเห็นว่า การนำาเนื้อหาที่เรียนอยู่
มาประยุกต์เป็นสื่อการเรียนรู้ จะสามารถช่วยขยายขอบเขตของ
แหล่งเรียนรู้ให้มากขึ้น
- 4.
- 5.
- 6.
ดาวฤกษ์ อยู่เป็นระบบใหญ่ หรืออาณาจักร
ดาวฤกษ์(ดาราจักร)ที่เรียกว่า กาแล็กซี
( GALAXY)
ซึ่งแต่ละกาแล็กซี มีดาวฤกษ์เป็นแสนล้านดวงใน
กาแล็กซีทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์
ขนาดใหญ่ เนื่องจากดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ร้อยละ 80
มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ แต่บรรดาดาวฤกษ์ที่
เราเห็นแสงสว่างด้วยตาเปล่าเกือบทั้งหมด มี
ขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์
ดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก ๆมัก
จะมีธาตุที่มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ ดาวพรอกซิมา
เซนเทารี ในระบบดาวแอลฟาเซนเทารี
เป็น ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่สุด
- 7.
- 8.
ดาวฤกษ์ (STARS)
• นิวเคลียร์ฟิวชั่นNuclear Fusion
เป็นการรวม
เอาธาตุเบาให้เป็นธาตุหนัก อย่างเช่น
รวมอะตอมของไฮโดรเจน 4 อะตอม
ให้เป็นอะตอมของ
ฮีเลียม 1 อะตอม แล้วคายพลังงาน
ความร้อนออกมาด้วย ตามสมการสูตร
ความสัมพันธ์ระหว่างมวล(m) และ
พลังงาน(E) ของไอน์สไตน์
E=mc2
- 10.
- 11.
- 12.
- 13.
- 14.
องค์ประกอบของดวงอาทิตย์
- ไฮโดรเจนร้อยละ 70
-ฮีเลียมร้อยละ 28
- ธาตุอื่นๆ เช่น โลหะร้อยละ 2
- มีอายุประมาณ หมื่นล้านปี ถือกำาเนิดมาแล้ว 5 พันล้านปี
- ใช้อะตอมของไฮโดรเจน ประมาณวินาทีละ 630 ล้านตัน และจะให้พลังงาน
เช่นนี้ไปอีก 5 พันล้านปี
***** ส่วนดาวซีรีอุส ในกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ (CANIS MAJOR) ซึ่งมีความ
สุกสว่างที่สุดในท้องฟ้า จะมีอายุสั้นเพียง ไม่กี่ล้านปีเท่านั้น
- สำาหรับดวงอาทิตย์จัดอยู่ในพวก ดาวขนาดเล็ก ที่เรียกว่า
ดาวแคระ มีสีเหลือง
- เมื่ออายุของดาวฤกษ์ผ่านไปราวครึ่งชีวิต ก็จะใช้ไฮโดรเจน จนหมด
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ก็จะหยุด แรงนิวเคลียร์ที่จะ ต่อต้านแรงโน้มถ่วงก็จะไม่มี
ดาวฤกษ์ก็จะเริ่มหดตัวลง
- 15.
- 16.
- 17.
• เมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็นดาวยักษ์แดง ดาวพุธดาวศุกร์ และโลกจะถูกดวง
อาทิตย์กลืนกินหมดสิ้น ดาวยักษ์แดงจะวิวัฒนาการต่อไปใจกลางจะร้อนจัดยิ่ง
ขึ้นจนเกิด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ฮีเลียมซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหม่ ฮีเลียมจะ
หลอมรวมเป็นคาร์บอน ที่แกนกลางและพร้อมกันนั้น รอบแกนกลางออกไปจะ
เกิดการหลอมรวมฮีเลียมกับไฮโดรเจน ในช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะขยายขนาด
ใหญ่ยิ่งขึ้นกว่าดาวยักษ์แดงเป็น 400 เท่าของดวงอาทิตย์ปัจจุบัน ความสว่าง
จะเป็น 10,000 เท่าในช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่ เกินแรงโน้มถ่วง
ภายใน ที่จะยึดเหนี่ยวรูปทรงไว้ได้ผิวชั้นนอกจะหลุดสู่อวกาศ กลายเป็นสสาร
ระหว่างดาว คือ แก๊สและฝุ่นธุลี สสารผิวด้านในถัดมาก็จะถูกพ่นกระจายออก
ไปพร้อมกับรอบนอกของแกนกลางบางส่วน มวลสารจะรวมตัวกันเป็นเนบิวลา
ดาวเคราะห์ เทหฟากฟ้า สว่างเรือง แกนกลางที่ยังคงสภาพอยู่ จะกลายเป็น
ดาวแคระขาว (White Dwarf) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 13,000
กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 100 ของดวงอาทิตย์ขนาดเดิม
• ดาวแคระขาว (White Dwarf) เป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กมาก เกิดจากการยุบ
ตัว มีความหนาแน่นสูงมาก จากนั้นสีจะค่อยๆ จางลงจากสีเหลือง และสีแดงใน
ที่สุดและกลายเป็นดาวฤกษ์ที่หมดพลังไม่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ จากนั้นจะค่อยๆ
ยุบตัวและมีขนาดเล็กลง จนใกล้วาระสุดท้ายของวิวัฒนาการ ดาวแคระขาว จะ
ค่อยๆ เย็นตัวลง หรี่แสงลงจนดับแสงเป็นก้อนถ่านดำา เรียกว่า ดาวแคระดำา
(black dwarf) ซึ่งเป็นซากตายของดาวฤกษ์นั่นเอง
- 19.
- 20.
ดาวฤกษ์ที่มี
มวลมาก
• ดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก จะใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้มากมีผล
ทำาให้ช่วงชีวิตของดาวฤกษ์สั้น และจบชีวิตลง ด้วย การระเบิด
อย่างรุนแรง ที่เรียกว่า ซูปเปอร์โนวา
• การเกิดซูปเปอร์โนวา จะมีแรงโน้มถ่วงทำาให้ดาวยุบตัวลงกลาย
เป็นดาวนิวตรอน(ถ้าดาวฤกษ์มีมวลมาก) หรือกลายเป็นหลุมดำา
(ถ้าดาวฤกษ์มีมวลมากมาก)ในขณะเดียวกันก็มีแรงสะท้อนที่
ทำาให้ส่วนภายนอกของดาวระเบิดเกิดธาตุหนักต่าง ๆ
ดาวยักษ์ใหญ่มีมวลสารมาก ดาวฤกษ์ที่มีมวลสารมากกว่าดวง
อาทิตย์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่าถึง 100
เท่า มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 ล้านเท่าถึง 1,000 ล้าน
เท่า เรียกว่า ดาวยักษ์ใหญ่ วาระสุดท้ายของดาวยักษ์ใหญ่นี้จะ
เกิดระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ทำาลายตัวเอง ที่เรียกว่า ซุปเปอร์โนวา
- 21.
- 23.
- 24.
ความสว่าง และอันดับความ
สว่างของดาวฤกษ์
• เมื่อเราดูดาวจากโลกจะเห็นดาวแต่ละดวงมีความสว่างต่างๆ
กัน ความสว่างที่เห็นนั้นไม่ใช่ความสว่างที่แท้จริง บางดวงที่สว่างมาก
แต่อยู่ไกลจะปรากฏแสงริบหรี่ได้ ความสว่างของดาวที่สังเกตจากโลก
ของเราเรียกว่า ความสว่างปรากฏความสว่างของดาวฤกษ์บอกได้จาก
ตัวเลขที่เรียกว่า อันดับความสว่าง (โชติมาตร) หรือ แมกนิจูด
(Magnitude)ของดาว
• ดาวที่มีอันดับความสว่างต่างกัน 1 จะสว่างมากกว่ากัน 2 เท่าครึ่ง โดย
อันดับความสว่างที่เป็นบวกหรือตัวเลขมากๆ จะมีความสว่างน้อยกว่า
ดาวที่มีอันดับความสว่างเป็นลบหรือตัวเลขน้อยๆ เช่น ดาวฤกษ์ที่มี
อันดับความสว่างเป็น -1 จะมีความสว่างมากกว่าดาวฤกษ์ที่มีอันดับ
ความสว่าง 1
- 25.
- 26.
- 27.
- 28.
- 29.
- 30.
- 32.
ระยะห่างของดาวฤกษ์ (DISTANCE
OF THESTARS)
• การวัดระยะห่างของดาวฤกษ์
ในอดีตนั้นเราคิดกันว่า
ดาวฤกษ์นั้นคงจะอยู่ไกลแสนไกล
จนไม่สามารถวัดได้ จนกระทั่งปี
ค.ศ.1838 F.W.Bessel ได้คิดวิธีวัด
ระยะทางของดวงดาวขึ้นเป็นครั้ง
แรกด้วยวิธีแพรัลแลกซ์ Parallax
กับดาวฤกษ์ชื่อว่า 61cygni ใน
ขณะเดียวกัน T.henderson ก็ใช้
วิธีเดียวกันวัดระยะดาว Alpha
- 33.
แพรัลแลกซ์ตรีโกณมิติ
• วิธีแพรัลแลกซ์ (Parallax)ใช้หลักของ
การเปลี่ยนตำาแหน่งของผู้สังเกต ยก
ตัวอย่าง เราลองยกนิ้วหัวแม่มือ ชูขึ้นไป
ข้างหน้า แล้วหลับตามองนิ้วหัวแม่มือนั้น
ที่ละข้าง เราจะเห็นว่าตำาแหน่งของนิ้ว
หัวแม่มือเรา เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบ
กับ
ฉากหลังที่อยู่ไกลกว่า
• มุมที่เกิดขึ้นจากการ เปลี่ยนตำาแหน่งนี้
เราเรียกว่า มุมพารัลแลกซ์
- 35.
ในการวัดระยะห่างของดาวดาวก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้การเปลี่ยนตำาแหน่งของ
ผู้สังเกตที่อยู่บนโลกโดยที่ ณ.ตำาแหน่ง A เราสังเกตดาวที่เราต้องการวัดระยะ
ห่างดวงหนึ่งโดยพิจารณาตำาแหน่งเมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ไกลกว่า ณ
ตำาแหน่ง a หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มาอยู่อีก
คนละฝาก ที่ตำาแหน่ง B สังเกตการ เปลี่ยนแปลงตำาแหน่งดาวดวงเก่าเมื่อเทียบ
กับดาวที่อยู่ไกลกว่า ณ ตำาแหน่ง b จะเห็นว่าดาวเปลี่ยนตำาแหน่งเมื่อ เทียบ
กับฉากหลัง หาค่าออกมาเป็นมุมกี่องศา (a) เราทราบดีว่าโลกอยู่ห่างจากดวง
อาทิตย์ 93 ล้านไมล์ (X) และเรารู้ค่าของมุม a ที่เราได้จากการวัด และระยะ
ทางที่เราต้องการหาคือค่า Y (ระยะจากดวงอาทิตย์ถึงดาวฤกษ์)
เขียนเป็นสูตรได้ว่า sine (a/2) = X/Y หรือ Y = X/ sine (a/2)
ถ้ามุมที่เราวัดได้ สมมุติว่าเท่ากับ 2 ฟิลิบดา ( 2 arc second) หรือ
2/3600 องศา (โดยทั่วไปค่ามุมจะแคบมาก)
แทนค่าสูตรจะได้ Y = 93 x 106 / sine(1/3600)
= 93 x 106 / 4.85
x 10-6
= 19.18 x 1012
ทำาให้เป็นปีแสง = 19.18 x 1012 / 6 x 1012
ค่า Y ที่คำานวนได้จะเท่ากับ 3.20 ปีแสง
- 36.
- 37.
• จากรูป Pคือ มุมแพรัลแลกซ์ของดาวฤกษ์ที่ต้องการวัดระยะห่าง มีหน่วย
เป็นฟิลิปดา และแปลงค่าเป็นหน่วยเรเดียน
- 38.
การวัดระยะห่าง ของเทหวัตถุ
การวัดระยะห่าง ของเทหวัตถุที่อยู่ใกล้โลก เช่น ดวงจันทร์ วัดโดยการ
ใช้แสงเลเซอร์ ยิงไปบนดวงจันทร์
ซึ่งบนดวงจันทร์ มีกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์ สะท้อนแสงกลับมายัง
กล้องโทรทรรศน์ บนโลก สามารถคำานวณระยะทาง ที่แสงเดินทางไป
และกลับได้ อย่างแม่นยำา โดยเฉลี่ย ระยะห่างจากโลกถึงดวงจันทร์
คือ 384,403 กม.
สำาหรับ ดาวเคราะห์อื่นๆ ใช้วิธีส่งสัญญาณเรดาร์ไปยังดาวเคราะห์ และ
ให้ดาวเคราะห์สะท้อนสัญญาณกลับมา
ดาวฤกษ์อยู่ห่างจากโลกมาก และระยะระหว่างดาวฤกษ์ด้วยกันเองก็ห่าง
ไกลกันมากเช่นกัน การบอกระยะทางของดาวฤกษ์จึงใช้หน่วยของ
ระยะทางต่างไปจากระยะทางบนโลก ดังนี้
หน่วยดาราศาสตร์ (astronomical unit )หรือ (A.U) คือ
ระยะทางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ระยะทาง 1 A.U มี
ค่า ประมาณ150 ล้านกิโลเมตร
- 39.
- 40.
พาร์เซก (parsec) เป็นระยะทางที่ได้จาก
การหาแพรัลแลกซ์ (parallax) ของ
ดวงดาว ซึ่งเป็นวิธีวัดระยะห่างของ
ดาวฤกษ์
ที่อยู่ค่อนข้างใกล้โลกได้อย่างแม่นยำากว่า
ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลมาก หลักการของแพรัล
แลกซ์คือ การเห็นดาวฤกษ์เปลี่ยน
ตำาแหน่ง เมื่อสังเกตจากโลกในเวลาที่ห่าง
กัน 6 เดือน เพราะจุดสังเกต
ดาวฤกษ์ทั้ง 2 ครั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะทาง
2 เท่าของระยะทางระหว่างโลกและดวง
- 41.
• สำาหรับ ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลกว่า
1,000 พาร์เสค เกินกว่าการใช้วิธี
แพรัลแลกซ์ สามารถหาระยะห่าง
ของดาว ได้โดยวิธีดูสเปกตรัม
เรียกว่าการใช้ แพรัลแลกซ์ เชิง
สเปกตรัม (spectroscopic
parallax)
- 42.
- 43.
เนบิวลา (nebula) คือกลุ่มแก๊สที่อยู่
ระหว่างดาวฤกษ์ เนบิวลาที่เกิดขึ้นหลัง
จากเกิดบิกแบง ประมาณ 300,000 ปี
เรียกว่า เนบิวลาดั้งเดิม ส่วนเนบิวลาที่
เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ (ซู
เปอร์โนวา) เรียกว่า เนบิวลาใหม่
เนบิวลา
(nebula)
- 45.
• เราแบ่งเนบิวล่า ออกเป็น4 กลุ่ม
ใหญ่คือ
1. Emission nebula เนบิวล่าเรือง
แสง มีแสงในตัวเอง 2.
Reflective nebula เนบิวล่าสะท้อน
แสง
3. Planetary nebulaเนบิวล่าดาว
เคราะห์
4. Dark nebula เนบิวล่ามืด
- 46.
- 47.
- 48.
- 50.
- 51.
- 52.
- 53.
- 54.
- 55.
- 56.
- 57.
- 58.
- 59.
- 60.
- 61.
- 62.
- 63.
- 64.
- 65.
- 66.
- 67.
- 68.
- 69.
- 70.
- 71.
- 72.
- 73.