ก
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
นางสาวธิดาวัลย์ อ่่าแจ้ง
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร
บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์
ภาควิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ปีการศึกษา 2560
ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ข
ชื่อ : นางสาวธิดาวัลย์ อ่่าแจ้ง
ชื่อวิทยานิพนธ์ : รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
สาขาวิชา : การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรธนา เทพจิต
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรประภา มโนมัทธ์
ปีการศึกษา : 2560
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการศึกษาศักยภาพที่พึงประสงค์ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 2) ก่าหนดรูปแบบการพัฒนา
ศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม 3) น่าเสนอคู่มือ
การพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมการวิจัยครั้งนี้
เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณประชากรของการ
วิจัย มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ตอบ
แบบสอบถาม ได้แก่บริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 ใน
เขตพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และ
สมุทรปราการ จ่านวน 318 ตัวอย่าง ค่านวณโดยใช้อัตราส่วน 15% ของประชากรแต่ละจังหวัด
ได้จ่านวนตัวอย่างทั้งหมด 48 บริษัท โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายกลุ่มที่ 3 คือผู้ทรงคุณวุฒิใน
การสนทนากลุ่ม เพื่อให้ความเห็นชอบรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยได้น่าแบบสอบถามไปให้ผู้เกี่ยวข้องกับการท่ามาตรฐานระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ISO14001 ของแต่ละบริษัทเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 355
คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม
และการประชุมกลุ่มย่อยผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า ทุกรายการลักษณะของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมมีความคาดหวังในระดับสูง
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าวิธีการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจน
และง่ายต่อการเข้าใจมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่า ความรู้และทักษะเป็นสิ่งส่าคัญต่อการให้บริการ ผลการ
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส่ารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) เพื่อก่าหนดรูปแบบการ
พัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม พบว่าทุกองค์ประกอบ
มีค่าความผันแปรมากกว่า 1 สามารถจ่าแนกองค์ประกอบหลักได้ 5 ด้าน รวมทั้งหมด 32 ปัจจัย
ได้แก่ (1) ด้านความรู้ มี 5 องค์ประกอบ (2) ด้านทักษะมี 2 องค์ประกอบ (3) ด้านคุณลักษณะมี
2 องค์ประกอบ (4) ด้านจรรยาบรรณมี 1 องค์ประกอบ (5) ด้านเทคนิคในการพัฒนามี
2 องค์ประกอบ จากนั้นได้จัดท่าเป็นคู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ค
ภาคอุตสาหกรรม และได้น่าไปทดลองใช้กับที่ปรึกษา จ่านวน 32 คน พบว่าที่ปรึกษามีความรู้เพิ่มขึ้น
อย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
(วิทยานิพนธ์มีจ่านวนทั้งสิ้น 257 หน้า)
ค่าส่าคัญ : ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษา ศักยภาพ
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก
ง
Name : Miss Thidawan Amjang
Thesis Title : A Potential Development Model of Environmental Management
System Consultants in the Industrial Sector
Major Field : Industrial Business and Human Resource Development
King Mongkut’s University of Technology North Bangkok
Thesis Advisor : Assistant Professor Dr.Suwattana Thepchit
Co-advisor : Assistant Professor Dr.Siraprapa Manomat
Academic Year : 2017
Abstract
This research aims to study the desired potentiality of environmental
management system consultants in an industrial sector with 3 main objectives
(1) studying characteristics of environmental management system consultants being
expected by industrial entrepreneurs (2) designing a potential development model
for industrial environmental management system consultants (3) proposing a handbook
on potential development of industrial environmental management system consultants.
A mixed research methodology of qualitative and quantitative was employed.
The research population included 3 groups of people: group 1-environmental
management experts; group 2-questionnaire respondents i.e. companies of certified
environmental standards ISO14001 located within region 6 which comprised of 318
samples from provinces of Bangkok, Nonthaburi, PathumThani, NakornPathom,
SamutSakhon, and SamutSongkhram and through a proportion of 15% of each
provincial population and a simple random method resulting in 48 sampling
companies; group 3-the scholars. A group discussion was conducted on the
consensus of the potential development model for environmental management
system consultants. The questionnaire was later submitted to each company’s
related persons who were involved in the environmental standard management,
ISO 14001, in which a total of 355 responses was obtained. The data collecting tools
was a structural in-depth interview, questionnaire, and group discussions. The findings
reveal the sample groups’ opinions that all characteristics lists of environmental
management system consultants are the ones being highly expected by industrial
entrepreneurs. Upon considering on each aspect, it is found that the one of consultants’
knowledge transferring method of clear and easy to comprehend to the service
receivers gets the highest mean, followed by their abilities in being an expert in the
field. These show that the consultants’ knowledge and skills are crucial in providing
services. The exploratory factor analysis (EFA) used for setting the potential model
shows that all elements demonstrate the variance value of more than 1. The main
จ
elements can be categorized into 5 aspects with 32 factors: (1) knowledge of 5
elements (2) skills of 2 elements (3) characteristics of 2 elements (4) ethics of 1
element (5) development technique of 2 elements. The potential development
handbook is later formed and tried with 32 industrial environmental management
system consultants in which the result shows that they gain knowledge at a
statistical significant level of .05.
(Total 257 pages)
Keywords : Environmental Management System, Consultant, Potential
Advisor
ฉ
กิตติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ส่าเร็จลุล่วงได้โดยได้รับความอนุเคราะห์และกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.สุวรรธนา เทพจิต ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรประภา
มโนมัธย์ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ที่ได้ให้ทั้งความรู้ ให้ค่าปรึกษาแนะน่าทั้งส่วนที่เป็นงานวิจัย และ
ส่วนที่เป็นวิชาความรู้ในสายอาชีพ พร้อมทั้งตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนท่าให้งานวิจัยมี
ความสมบูรณ์
ผู้วิจัยขอขอบคุณคณะกรรมการสอบ อาจารย์ประจ่าภาควิชาพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและ
ทรัพยากรมนุษย์ทุกท่านที่ให้ทั้งวิชาความรู้ และให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนช่วยเหลือส่าหรับ
การศึกษาในครั้งนี้
นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังได้รับความกรุณาจากนักวิชาการจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
ประยุกต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
และจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีปทุม สถาบันไทยเยอรมัน ศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน
อาทิ สมาคมหอการค้าไทย ที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอิสระที่สละเวลาในการให้สัมภาษณ์
และ ให้ความเห็นในกระบวนการต่าง ๆ ของการท่าวิจัยในครั้งนี้
สุดท้าย ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดามารดา และครอบครัวที่คอยให้ก่าลังใจและสนับสนุน
รวมถึงเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อนร่วมรุ่น MIE ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณลักษณ์
เหล่าทวีทรัพย์ ดร.เธียรศักดิ์ ชูชีพ เพื่อนร่วมรุ่น AS ดร.วนิดา เลิศพิพัฒนานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร และเพื่อน ๆ XDBR ทุกท่านที่เป็นก่าลังใจส่าคัญ ให้การช่วยเหลือและ
สนับสนุนตลอดมา ท่าให้เกิดวิทยานิพนธ์ที่มีคุณค่า ผู้วิจัยหวังว่าวิทยานิพนธ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อ
ส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป
ธิดาวัลย์ อ่่าแจ้ง
ช
สารบัญ
หน้า
บทคัดย่อภาษาไทย ข
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ง
กิตติกรรมประกาศ จ
สารบัญตาราง ฌ
สารบัญภาพ ฏ
บทที่ 1 บทนํา 1
1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา 1
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4
1.3 ขอบเขตของการวิจัย 4
1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 6
1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9
2.1 แนวคิดและทฤษฏีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 9
2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theories) 16
2.3 แนวคิดและทฤษฏีด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานสากล ISO
14001 22
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของบุคลากรที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา 34
2.5 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 41
บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย 47
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 47
3.2 ขั้นตอนในการดําเนินการวิจัย 48
3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 49
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 49
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 51
บทที่ 4 ผลการวิจัย 53
4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 53
4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม 55
4.3 สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ 95
4.4 สรุปผลการวิเคราะห์จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) 97
4.5 วิเคราะห์ผลการนําคู่มือไปทดลองใช้ 103
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายและข้อเสนอแนะ 105
5.1 สรุปผลการวิจัย 105
5.2 อภิปรายผล 106
5.3 ข้อเสนอแนะ 111
บรรณานุกรม 113
ซ
สารบัญ (ต่อ)
หน้า
ภาคผนวก ก 119
แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อการวิจัย 120
แบบสอบถามเพื่อการวิจัย 124
แบบประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถาม 134
แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ 143
ภาคผนวก ข 157
ผลการวิเคราะห์กลุ่มประชากรและตัวอย่าง 158
ผลการหาค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม 160
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทํา Try-Out แบบสอบถามเพื่อการวิจัย 168
ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของรูปแบบที่ได้จากการวิจัย 175
ผลการวิเคราะห์สถิติ t-test จากการใช้คู่มือ 188
ภาคผนวก ค 191
หนังสือขอความอนุเคราะห์ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเข้าสัมภาษณ์เชิงลึก 192
หนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม 199
หนังสือเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม 204
รายนามผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม 213
หนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ 215
ภาคผนวก ง 217
คู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 218
เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตร Environmental Management System 234
ข้อสอบก่อนและหลังการอบรม 255
ประวัติผู้วิจัย 257
ฌ
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
4-1 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ 55
4-2 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามอายุ 55
4-3 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตาม
วุฒิการศึกษาสูงสุด 55
4-4 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตาม
ประสบการณ์ทํางาน 56
4-5 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์
ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 56
4-6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 57
4-7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 58
4-8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรอง
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 59
4-9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับ
การรับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์ (Knowledge) 60
4-10ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี
และเทคนิค ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
(Knowledge) 61
4-11ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 62
4-12ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษา
ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Skills) 62
4-13ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา
(ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Attributes) 64
ญ
สารบัญตาราง (ต่อ)
ตารางที่ หน้า
4-14ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ จรรยาบรรณของที่ปรึกษา
ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคม ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Ethics) 65
4-15ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนา
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 66
4-16การวัดความเหมาะสมของปัจจัยสําคัญ ที่เป็นลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังด้วย KMO and
Bartlett’s Test 67
4-17ค่าความร่วมกัน (Communalities) ของลักษณะที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 68
4-18ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยสําคัญ ลักษณะของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังจัดการ
สิ่งแวดล้อม 69
4-19ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดลักษณะของ
ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 69
4-20การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของ
ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ด้วย KMO and
Bartlett’s Test 70
4-21ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 71
4-22ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์ 73
4-23ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความรู้
ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 74
4-24การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test 78
4-25ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 78
4-26ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของทักษะ
ที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 80
ฎ
สารบัญตาราง (ต่อ)
ตารางที่ หน้า
4-27ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความสําคัญ
ของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 81
4-28การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test 83
4-29ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 83
4-30ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของคุณลักษณะ
ที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 85
4-31ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความสําคัญ
ของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 86
4-32การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test 88
4-33ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 89
4-34ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของจรรยาบรรณ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 89
4-35ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย
ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 90
4-36การวัดความเหมาะสมของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วย KMO and Bartlett’s Test 91
4-37ค่าความร่วมกัน (Communalities) ของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 92
4-38ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยของเทคนิควิธีในการพัฒนา
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 93
4-39ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยของเทคนิค
วิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 94
4-40สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ 96
4-41รายละเอียดของรูปแบบพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ได้ทําการปรับปรุงหลังจากประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) 98
4-42ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังอบรมของที่ปรึกษา 103
ฏ
สารบัญภาพ
ภาพที่ หน้า
1-1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 6
2-1 ทฤษฎีที่เป็นรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 10
2-2 ความสัมพันธ์ของวงจร PDCA กับกรอบของมาตรฐานสากล 23
2-3 แนวคิดของความสามารถของที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพ 39
4-1 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ในภาคอุตสาหกรรม 97
1
บทที่ 1
บทนํา
1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา
การเติบโตและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทําให้ความต้องการปัจจัยการผลิตที่มาจาก
ทรัพยากรธรรมชาติขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติทดแทน
การนําไปใช้ไม่สามารถดําเนินการได้อย่างสมบูรณ์ส่งผลกระทบให้เกิดความขาดแคลนปัจจัยการผลิต
ที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติและเกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามองค์กรธุรกิจ
อุตสาหกรรมพยายามแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยการกําหนดงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูและ
รักษาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐและประชาสังคมได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมต่อกลไกการดูแล
รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แม้ว่าทุกภาคส่วนได้ให้ตระหนักและร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดความ
สมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ผลการศึกษาของการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ระบุว่า ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ อาทิ
การใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับศักยภาพ การขยายตัวของเมืองและการพัฒนาพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มี
แนวโน้มเพิ่มขึ้นการบริหารจัดการน้ําที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ การปล่อยน้ําเสียออกจากชุมชนหรือจาก
โรงงาน นอกจากนี้ผลการศึกษาดังกล่าวได้นําเสนอว่าปัญหามลพิษที่สําคัญที่ต้องเตรียมการรับมือและ
เร่งแก้ไขในพื้นที่วิกฤติ ได้แก่ ปัญหาโอโซน (O3) ในเขตเมือง และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ใน
เขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง (มาบตาพุด) พื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ปัญหาการขยายตัวของสินค้า
อิเล็กทรอนิกส์และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทําให้มีปริมาณการใช้อุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ส่งผลให้เกิดอุบัติภัยและการเจ็บป่วยอันเนื่องจาก
สารเคมี
นอกเหนือปัญหาโดยตรงที่เป็นผลจากกระบวนการผลิตและสินค้าอุตสาหกรรม รายงานฉบับ
ดังกล่าวได้นําเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบเชิงสังคมได้แก่ การทําลายระบบนิเวศอันเนื่องจากการนํา
ทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อพัฒนาด้านต่าง ๆ ในประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม
ด้านเกษตรกรรม โดยไม่ได้คํานึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทําให้ระบบนิเวศเกิดความแปรปรวน
สําหรับสาเหตุของปัญหาน่าจะเกิดจากการขาดการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม การกําหนดมาตรการและกลไกการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น
แบบแยกส่วน และเน้นการแก้ไขมากกว่าการป้องกัน และกลไกทางกฎหมายในการจัดการมลพิษ
ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
มลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งความบกพร่องดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางและ
มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต่างได้รับแรงกดดันด้านธุรกิจและมุ่งมั่นต่อ
การยกระดับการผลิตเพื่อความได้เปรียบเชิงแข่งขันและละเลยต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม จนกระทั้งเกิด
 
2
เป็นปัญหาระดับโลกและได้ประชาคมโลกได้รวมตัวกําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
โดยการผูกโยงกับต้นทุนการดําเนินงาน อาทิ ภาษีคาร์บอนจากสินค้านําเข้าในประเทศสหรัฐอเมริกา
ค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่งและการบินของสหภาพยุโรป และมีเรื่องของ
พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัม (Rotterdam
Convention) ว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสําหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมี
ป้องกันกําจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ อนุสัญญาบาเซล (Basel
Convention) ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียและการกําจัด อนุสัญญา
สตอกโฮล์ม (Stockholm Convention) ว่าด้วยสารพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistance Organic
Pollutants หรือ POPs) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธี
สารเกียวโต เป็นต้น หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวและพัฒนาองค์กรให้ทันต่อกติกาด้าน
สิ่งแวดล้อม อาจจะได้รับผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจ
แรงกดดันดังกล่าวเป็นประเด็นท้าทายต่อประเทศอุตสาหกรรมใหม่และเป็นอุปสรรคสําคัญของ
การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมสําคัญของโลกมาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียอย่างไรก็ดี
ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียยังคงมีปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม อาทิ
การมีเครือข่ายของห่วงโซ่การผลิตภายในภูมิภาค ต้นทุนการผลิตที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
นอกจากนี้ขนาดของตลาดของผู้บริโภคสินค้าอุตสาหกรรมในภูมิภาคกําลังเกิดการขยายตัวอย่าง
ต่อเนื่องเพราะมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางการค้า ทําให้เกิดการเคลื่อนย้าย
ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยการผลิตของภาคอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมการผลิตของ
ไทยยังคงมีปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการขยายตัว ทําให้ผู้ประกอบการมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตด้วยการเตรียมความพร้อมในการพัฒนากระบวนการการผลิตสินค้า
อุตสาหกรรมโดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่จะก่อให้เกิดมลพิษ โดยการพัฒนาและการใช้ประโยชน์
ปัจจัยการผลิตที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติโดยการป้องกันผลกระทบและการรักษาความสมดุลของ
ระบบนิเวศ การจัดการปัญหามลพิษต่าง ๆ ปัญหาสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่
มีถิ่นฐานในเขตอุตสาหกรรม (แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 : 14-22)
กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้แสดงบทบาทสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมของไทย
มีทิศทางด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อกฎระเบียบและมาตรการระดับโลกเพื่อให้สามารถ
แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ในเชิงระบบและมีความยั่งยืน โดยการประกาศแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ
การดําเนินการผลิตต่าง ๆ อาทิ การกําหนดชนิดและขนาดของโรงงาน กําหนดวิธีการควบคุม
การปล่อยของเสีย มลพิษ หรือ สิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีข้อกําหนดของผู้ควบคุมดูแล
ผู้ปฏิบัติงานประจําและหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมดูแลสําหรับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อม
เป็นพิษ การทําฉลากเขียว ฉลากคาร์บอน การดําเนินการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean
Development Mechanism) นอกจากนี้ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้พัฒนา
กระบวนทัศน์ทางความคิดด้านการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการ
กระตุ้นให้ผู้ประกอบการขอรับการรับรองคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โรงงานสีเขียวหรือ ISO
3
14000 เป็นแนวทางสากลที่องค์การค้าโลกได้นําเสนอให้ผู้ประกอบการปรับใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทาง
การค้าและลดปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม
สถานประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมจํานวนมากเล็งเห็นประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจจาก
การได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมว่าสามารถนํามาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและ
สร้างภาพพจน์ที่ดี ให้กับองค์กร ทั้งนี้สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้พยายาม
ส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพโดยประกาศใช้ “อนุกรม
มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก. ISO 14000” เป็นแนวทางขอการรับรองระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม คือ มาตรฐาน ISO 14001 (ศิริพงษ์, 2550 : 271-274) อย่างไรก็ดีผลการวิจัยของบุษกร
(2557) ระบุว่า ปัญหาอุปสรรคของการของการรับรองมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมของ
องค์กรธุรกิจอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บุคลากรขาดความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการขอ
การรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม ขั้นตอนการขอการรับรองมีความยุ่งยาก ขาดข้อมูลข่าวสารและ
การเข้าถึงแหล่งข้อมูลมีความยุ่งยาก สําหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ผู้ประกอบการควรได้รับ
การสนับสนุนด้านการให้คําปรึกษาและการจัดระบบดําเนินงาน
ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทยกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจุบันระบบการให้คําปรึกษาธุรกิจโดย
ส่วนใหญ่ดําเนินการในรูปแบบบริษัท และมีบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังในสาขา
การให้คําปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จํานวน 226 บริษัท นอกจากนี้ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ (2544)
ได้นําเสนอว่าผู้ประกอบการธุรกิจให้คําปรึกษาส่วนใหญ่มีจุดอ่อนทางด้านการขาดบุคลากรที่มีความรู้
ความชํานาญในการบริการให้คําปรึกษาและประสบการณ์ ที่ตรงกับลักษณะงานการให้บริการให้
คําปรึกษา การใช้ทีมงานที่ปรึกษาจากภายนอกองค์กรในการร่วมดําเนินงานการให้คําปรึกษาควบคุม
ปฏิบัติงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและบุคลากรที่ปรึกษาได้รับงานมากเกินไป ทําให้พบความ
ผิดพลาดในการทํางานบ่อยครั้ง
สํานักพัฒนาหน่วยบริการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้พยายามแก้ไขปัญหาการ
ส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืนโดยการจัดทําสมรรถนะร่วมที่ปรึกษา
อุตสาหกรรม หรือ I3C (Industrial Consultant’s Common Competency) เป็นระบบสมรรถนะ
ที่แสดงความพร้อมของที่ปรึกษาอุตสาหกรรม สมรรถนะร่วมที่ปรึกษาอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
หมวดสมรรถนะ 5 หมวด ได้แก่ ทักษะคุณสมบัติเฉพาะตน ความสามารถในการให้บริการ ความรู้
ทั่วไป และจรรยาบรรณ อย่างไรก็ดีระบบสมรรถนะที่ปรึกษาดังกล่าวมิได้มีการดําเนินการศึกษา
เจาะลึกถึงสมรรถนะระดับหน้าที่ (Functional Competencies)
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Office : ILO) ได้กําหนดแนวทางใน
การพัฒนาอาชีพที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการโดยระบุคุณลักษณะของที่ปรึกษาด้านการบริหาร
จัดการไว้ 2 ส่วนที่จะต้องมีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ชัด คือ ด้านความรู้ความสามารถทาง
สติปัญญา และคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติที่สําคัญ 7 ด้านคือ 1) ความสามารถทาง
สติปัญญา สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว ช่างสังเกต ประเมินผลได้ดี มีเหตุผล 2) ความสามารถใน
การเข้าใจผู้อื่นและทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ เช่น รับฟังและเคารพผู้อื่น มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ง่าย
ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และน่าเชื่อถือ 3) ความสามารถในการสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ 4) วุฒิภาวะ
ทางอารมณ์และการแสดงออก สามารถควบคุมตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ ไม่อคติ ปรับตัวได้ในแต่ละ
สภาวะ และมีความมั่นคงในการแสดงออก 5) ความกระตือรือร้นและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ
4
ความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าทํา ในระดับที่เหมาะสม 6) จรรยาบรรณและการยึดมั่นทําในสิ่งที่
ถูกต้อง รวมถึงการให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ 7) สุขภาพอนามัย ที่พร้อมในการทํางาน
อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ยังได้กําหนดคุณสมบัติทางการศึกษาของที่ปรึกษาด้านการบริการจัดการ
ขั้นพื้นฐานคือระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์
ทํางานไม่น้อยกว่า 5-10 ปี และมีประสบการณ์ในการทํางานด้านที่ปรึกษามาแล้ว สําหรับแนวทาง
การพัฒนาที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการนั้น ได้มีการกําหนดสมรรถนะของที่ปรึกษา ตามแนวคิด
ของ Boyatzis (1982) ประกอบด้วย ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล ทัศนคติ ความถนัด ความรู้ และทักษะ
โดยมีรูปแบบการพัฒนาและฝึกอบรมที่หลากหลาย สําหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเป็นที่ปรึกษาจะต้องทํา
การประเมินความรู้ความสามารถเบื้องต้นในแต่ละบุคคลเพื่อวางแผนการพัฒนา การฝึกปฏิบัติตาม
กรณีศึกษาที่ได้รับมอบหมาย การโค้ชโดยผู้เชี่ยวชาญในการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง หลังจากนั้น ก็จะมี
แผนการพัฒนายกระดับความสามารถ โดยการเพิ่มความรู้ความสามารถ เช่น มอบหมายให้ทํางาน
ใหม่ๆเพิ่ม การยกระดับทักษะและกระบวนการให้คําปรึกษาให้หลากหลายขึ้น การสัมมนาเชิง
ปฏิบัติการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ การทําวิจัยและพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ เป็นต้น
จากเหตุผลดังกล่าวทําให้ผู้วิจัยเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังแนวทาง
การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้เป็นผู้มีสมรรถนะระดับหน้าที่และศักยภาพที่พึงประสงค์โดยดําเนินการ
วิจัย เรื่อง “การศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาค
อุตสาหกรรม”โดยมีความคาดหวังว่าผลการศึกษาจะเป็นจุดเริ่มต้นและกลไกสําคัญในการขับเคลื่อน
อุตสาหกรรมไทยสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐาน และเพิ่มความ
แข็งแกร่งของวิชาชีพที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาที่ทํางานภายใต้องค์กรในนามนิติบุคคล หรือที่
ปรึกษาอิสระ ให้เกิดความทัดเทียมและมีความสามารถในระดับสากล สามารถรองรับการขยายตัวของ
อุตสาหกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน
1.2 วัตถุประสงค์ของงานวิจัย
1.2.1 เพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการใน
ภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
1.2.2 เพื่อกําหนดรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1.2.3 เพื่อนําเสนอคู่มือการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ
ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังเพื่อนํามาสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษา โดยได้ออกแบบ
ให้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยกําหนดขอบเขตการวิจัยไว้ ดังนี้
1.3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหาประกอบด้วย แนวคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แนวคิดทฤษฏี
ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความรู้ด้าน
5
อุตสาหกรรม ด้านทักษะ ด้านคุณลักษณะของบุคคลที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และแนวคิดในด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001
1.3.2 ขอบเขตด้านพื้นที่ ศึกษาเฉพาะอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร และ
เขตปริมณฑล ซึ่งได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ
จังหวัดปทุมธานี
1.3.3 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.3.3.1 กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญซึ่ง
ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาครัฐ และเอกชน ที่มีประสบการณ์ใน
การทํางานด้านการให้คําปรึกษา ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
เพื่อให้ได้ข้อมูลปัญหาและอุปสรรคตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพ ของที่ปรึกษา รวม 7 คน
1.3.3.2 กลุ่มที่.2.กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ประชากรคือบริษัทที่ได้รับการรับรอง
มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและ
ปริมณฑล ซึ่งได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานีจังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัด
สมุทรปราการ ข้อมูลจากสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สืบค้น
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 ซึ่งมีจํานวนทั้งสิ้น 375 บริษัท และจํานวนตัวอย่างของประชากร คือ 48
ตัวอย่าง (หน่วยวิเคราะห์ระดับองค์กร โดยคัดเลือกผู้ตอบแบบสอบถามในฐานะผู้แทนองค์กรละ 10
คน รวมไม่น้อยกว่า 400 คน)
1.3.3.3 กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อ
ให้ความเห็นชอบรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการบริหารงานสิ่งแวดล้อม
โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการ จํานวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษา ด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมจํานวน 4 คน และกลุ่มผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์ จํานวน 2 คน
รวมไม่น้อยกว่า 9 คน
1.3.2 ขอบเขตด้านระยะเวลาผู้วิจัยกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินการวิจัย เริ่มตั้งแต่
ภาคการศึกษาที่ 2/2558 ถึงภาคการศึกษาที่ 2/2560
1.3.3 กรอบแนวคิดการวิจัย ผู้วิจัยกําหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนา
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1.3.3.1 ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ผู้วิจัย ศึกษาตามแนวทางของมาตรฐานของ
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม สากล ISO 14001
1.3.3.2 ด้านศักยภาพของที่ปรึกษา ผู้วิจัย ศึกษาด้านความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ความรู้ทางด้านอุตสาหกรรม และ ทักษะต่าง ๆ ที่มีความจําเป็นใน
การเป็นที่ปรึกษา ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 รวมถึงคุณลักษณะบุคคลที่เป็นที่
ปรึกษาตามทฤษฏีของ David C. McClelland
1.3.3.3 ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้วิจัยศึกษา รูปแบบในการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ แบบองค์รวม คือ การพัฒนาบุคคล (Individual Development) การพัฒนาวิชาชีพ (Career
Development) และการพัฒนาองค์การ (Organization Development)
6
1.4 นิยา
1.4
ให้ความรู
การสร้าง
เมื่อพบปั
1.4
การจัดกา
ที่องค์กร
แหล่งกํา
และข้อกํ
1.4
ที่สําคัญ
หน้าที่ได้
ทางด้านอ
1.4
จรรยาบร
1.5 ประ
1.5
ศักยภาพ
ความสาม
ามศัพท์เฉพา
.1 ที่ปรึกษา
รู้ด้านระบบก
งระบบ การนํ
ปัญหา หรือ ข้อ
.2 ระบบการ
ารกับมลพิษท
รเป็นผู้กระทํา
เนิดจนครบวัฎ
ําหนดที่เกี่ยวข
.3 การพัฒนา
ซึ่งทําให้ผู้ปร
้อย่างเป็นมาต
อุตสาหกรรมท
.4 รูปแบบกา
รรณ ในการป
ะโยชน์ของกา
.1 องค์กรภา
พที่ปรึกษาด้า
มารถในการต
ภา
าะ
ระบบการจั
ารจัดการสิ่งแ
นําไปปฏิบัติ ก
อบกพร่อง
รจัดการสิ่งแว
ทางด้านสิ่งแว
า หรือที่องค์
ฎจักรชีวิตของ
ข้อง รวมถึงพั
าศักยภาพ หม
ระกอบอาชีพที
ตรฐาน ซึ่งปร
ทักษะในการเ
ารพัฒนาศักย
ปฏิบัติงานของ
ารวิจัย
าครัฐ และเอก
านระบบการจ
ตอบสนองควา
พที่ 1-1 กรอ
ัดการสิ่งแวด
แวดล้อม แก่ผู้
การตรวจสอบ
วดล้อม หมาย
ดล้อมที่เกิดขึ้
กรมีอิทธิพลต
งสิ่งนั้น โดยเน้
ันธสัญญาต่าง
มายถึง การพัฒ
ที่ปรึกษาด้าน
ะกอบด้วย คว
เป็นที่ปรึกษา
ยภาพ หมายถึ
ที่ปรึกษาด้าน
กชน หรือ ที่ป
จัดการสิ่งแวด
มต้องการของ
อบแนวคิดใน
ล้อม หมายถึ
ผู้ประกอบการ
บและติดตามผ
ยถึง มาตรฐาน
้นจากผลิตภัณ
ต่อการเกิด โ
น้นการปฏิบัติใ
ง ๆ ที่มีระหว่า
ฒนาองค์ประ
นระบบการจัด
วามรู้เฉพาะด้
และคุณลักษ
ถึง แนวทางใน
นระบบการจัด
ปรึกษาอิสระ ส
ดล้อม เพื่อเพิ
งภาคอุตสาหก
การวิจัย
ถึง ผู้ให้คําปรึ
รอุตสาหกรรม
ผลการนําไปป
นสากล ISO
ณฑ์ กระบวนก
โดยมีการจัดก
ให้สอดคล้อง
างองค์กรกับผู้
กอบที่เป็นคว
ดการสิ่งแวดล้
ด้านระบบการ
ษณะที่พึงประส
นการพัฒนาค
ดการสิ่งแวดล้อ
สามารถนําไป
พิ่มความสาม
กรรม
รึกษาแนะนําแ
ม ตั้งแต่เริ่มต้น
ปฏิบัติ และก
14001 ที่มี
การผลิต หรือ
การอย่างเป็น
กับข้อกําหนด
ผู้มีส่วนได้ส่วน
ามสามารถแล
ล้อม มีความส
รจัดการสิ่งแวด
สงค์ของการเป็
ความรู้ ทักษะ
อม
ปเป็นแนวทาง
ารถในการแข
และฝึกอบรม
นการวางแผน
การดําเนินการ
มีแนวทางของ
อกิจกรรมใด ๆ
นระบบ ตั้งแต
ดของกฎหมาย
นเสีย
ละคุณลักษณะ
สามารถปฏิบัติ
ดล้อม ความรู
ป็นที่ปรึกษา
ะ คุณลักษณะ
งในการพัฒนา
ข่งขันใน และ
ม
น
ร
ง
ๆ
ต่
ย
ะ
ติ
รู้
ะ
า
ะ
7
1.5.2 องค์กรหรือบุคลากรที่สนใจสามารถนํารูปแบบและคู่มือการพัฒนาศักยภาพ ที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไปขยายผล ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านอื่น ๆ ได้อีก เช่น
ด้านการระบบบริหารงานคุณภาพ ด้านการบริหารงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นต้น
1.5.3 สถานศึกษาภาครัฐ และเอกชน สามารถนําไปเป็นแนวทางในการวางแผนการพัฒนา
บุคลากรด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมต่อไป
9
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาวิจัย เรื่อง ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งต่างประเทศ และ
ในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เนื้อหาในเรื่องเกี่ยวกับ วรรณกรรม แนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยเพื่อเป็น
กรอบความคิดหลัก ในการดําเนินการการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย
2.1 แนวคิดและทฤษฏีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
2.1.1 แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
2.1.2 ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
2.1.3 แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency)
2.1.5 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์
2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theories)
2.2.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory)
2.2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้สําหรับผู้ใหญ่ (Adult Learning)
2.2.3 ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Bloom (Bloom’s Taxonomy)
2.3 แนวคิดและทฤษฏีด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของบุคลากรที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา
2.5 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 แนวคิดและทฤษฏีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
2.1.1 แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ความหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้มีนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ให้คํานิยามไว้
หลากหลาย อาทิเช่น Johns (1989) มีความเห็นว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีความสําคัญใน
กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ และถือเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน ระหว่างการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ
Swanson (1995) ได้ให้ความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่า การพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์เป็นกระบวนการหนึ่ง เพื่อให้เกิดการพัฒนาให้มนุษย์ได้แสดงออกมาถึงความเชี่ยวชาญ โดยผ่าน
การพัฒนาองค์กร และการพัฒนาอบรมบุคลากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงผลการดําเนินงาน
Nadler (1970) ให้ความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นกลุ่มหนึ่งของกิจกรรม
ในองค์กรที่จะต้องดําเนินการด้วยการกําหนดช่วงเวลาและมีการออกแบบเพื่อทําให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
Jones (1981) ให้ความหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นการเพิ่มความสามารถที่
เกี่ยวกับการทํางานของบุคคลอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการบรรลุความสําเร็จทั้งขององค์กรและ
เป้าหมายของตัวบุคคล
 
10
De
เป็นกิจก
บุคลากร
อนาคต
ผู้วิ
อย่างเป็น
2.1
กา
ของการพ
ดังภาพที่
ภาพที่
ปร
Theory)
ต้องอยู่ภ
1.
องค์กร ซึ
ทางด้าน
บุคลากร
ให้สอดค
ท
ส่งผลให้
ดําเนินก
ทดแทน
: ROI แล้
เป็
คํานึงถึงข
esimone, W
รรมหนึ่งที่ถูก
รในองค์กร ให้
วิจัย สรุปได้ว่
นระบบเพื่อให้
.2 ทฤษฏีที่เกี
ารพัฒนาทรัพ
พัฒนาทรัพยา
ที่ 2-1
2-1 ทฤษฎีที
ระกอบด้วย ท
) ทฤษฏีด้านจิ
ายใต้กรอบขอ
. ทฤษฏีทางด้
ซึ่งเป็นตัวชี้วั
เศรษฐศาสต
แล้วได้ผลตอ
ล้องกับทิศทา
1.1 ทฤษฏี
ฤษฎีนี้กล่าวถึ
้เราต้องพิจาร
ารใด ๆ ที่อา
โดยการตัดสิน
ล้วพิจารณาว่า
1.2 ทฤษฎี
ป็นทฤษฏีที่มุ่ง
ข้อได้เปรียบใน
Werner and
กวางแผนอย่าง
ห้มีโอกาสในก
ว่า การพัฒนา
ห้เกิดการพัฒน
กี่ยวข้องกับกา
พยากรมนุษย์
ากรมนุษย์โดย
ที่เป็นรากฐานข
ทฤษฏีทางด้า
จิตวิทยา (Psy
องจริยธรรม (
ด้านเศรษฐศาส
ัดความอยู่รอ
ร์มาวิเคราะห์
อบแทนตรงตา
างขององค์กร
การใช้ทรัพยา
ถึง ความจํากั
รณาอย่างรอบ
าจเผชิญกับปั
นใจต้องคาดก
าการเลือกใช้ท
ฎีการใช้ทรัพยา
งเน้นผลตอบแ
นการแข่งขันอ
Harris (200
งเป็นระบบ โด
ารเรียนรู้ทักษ
าทรัพยากรมน
นาเปลี่ยนแปล
ารพัฒนาทรัพ
ได้ใช้ทฤษฏีห
ยนําเสนอออก
ของการพัฒน
นเศรษฐศาสต
ychological
(Ethics)
สตร์ (Econo
อดขององค์กร
ห์ตัวเลขทางก
ามวัตถุประสง
ซึ่งมีทฤษฏีทา
ากรที่มีอยู่อย่า
กัดของทุกๆสิ่
บคอบว่า จะใ
ญหาทรัพยา
การณ์ถึงผลตอ
ทรัพยากรนั้นจ
ากรอย่างยั่งยื
แทนที่ได้รับใน
อย่างยั่งยืน (S
02 : 3) ให้คว
ดยองค์กรออก
ษะที่จําเป็น ส
นุษย์ถือเป็นก
ลงความรู้ความ
ยากรมนุษย์
หลัก 3 กลุ่มท
กมาในรูปของ
นาทรัพยากรม
ตร์ (Econom
Theory)แล
mic Theor
รการพัฒนาท
ารเงิน หรือ ท
งค์ขององค์กรห
างเศรษฐศาสต
างจํากัด (Sca
สิ่ง ไม่ว่าจะเป็
ใช้ทรัพยากร
กรไม่เพียงพ
อบแทนจากกา
จะคุ้มค่ากับกา
น (Sustaina
นเป้าหมายระ
Sustainable
วามหมาย การ
กแบบขึ้นเพื่อ
สําหรับการดํา
ระบวนการที่
มสามารถของ
ทฤษฏีมาประ
งโต๊ะสามขา
นุษย์ (Swans
mic Theory
ะทั้งสามทฤษ
y) ถือว่าเป็น
ทรัพยากรมนุ
ทางด้านต้นทุ
หรือไม่ เพื่อจ
ตร์หลัก 3 ทฤ
are Resource
ปนความจํากัด
อย่างไรให้เกิ
อ ก็ต้องตัดสิ
ารลงทุน หรือ
ารลงทุนหรือไ
ble Resourc
ะยะยาว ดังนั้น
Advantage
รพัฒนาทรัพย
อการเตรียมคว
าเนินงานในปั
ต้องออกแบบ
บุคคลและอง
กอบกันเป็นท
(Three-leg
son and Ho
y) ทฤษฏีระ
ษฎีนั้นเมื่อบูรณ
นพื้นฐานของก
นุษย์จึงต้องมีก
ทุน กําไร ที่ใช้ใ
ะได้พัฒนาปรั
ฤษฎีที่เกี่ยวข้อ
e Theory)
ดของเงินวัสด
ดประโยชน์สู
นใจเลือกทรั
Return On
ไม่
ce Theory)
นการลงทุนที่
e) โดยการใช้เ
ยากรมนุษย์ว่า
วามพร้อมของ
ปัจจุบันและใน
บและวางแผน
งค์กร
ทฤษฏีพื้นฐาน
gged Stool
olton, 1991)
ะบบ (System
ณาการกันแล้ว
การขับเคลื่อน
การนําทฤษฏี
ช้ในการพัฒนา
รับปรุงกลยุทธ
อง คือ
ดุ เวลา อื่น ๆ
สูงสุดหากการ
ัพยากรอื่นมา
Investmen
เกิดขึ้นจึงต้อง
้เทคโนโลยีเข้า
า
ง
น
น
น
l)
m
ว
น
ฏี
า
ธ์
ๆ
ร
า
t
ง
า
11
มาช่วยในการทํางานเพื่อปรับปรุงกระบวนการทํางานและสร้างความสามารถในการแข่งขันสําหรับ
อุตสาหกรรมใหม่ให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
1.3 ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) องค์การสามารถสร้างความแตกต่างได้
โดยการพัฒนาสร้างคุณค่าให้กับทรัพยากรมนุษย์ ในทุกด้าน ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพอนามัยและ
ทางการแพทย์ ซึ่งจะต้องมีการประเมินความคุ้มค่ากับการลงทุนที่เกิดขึ้นกับการศึกษา และทาง
การแพทย์ ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกนํามาใช้มากที่สุด การศึกษาจะเป็นการวิเคราะห์
ประสิทธิภาพของต้นทุน (Cost-effectiveness Analysis) ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง การเรียนรู้
ของบุคลากรที่เพิ่มขึ้น กับ ผลผลิตของบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น
ผลตอบแทนที่สะท้อนกลับไปยังพนักงานย่อมเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทฤษฎีทุนมนุษย์จะวิเคราะห์บน
พื้นฐานของผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (ROI : Return on Investment) ผลลัพธ์ของ
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรือโครงการใด ๆ ก็ตาม จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
คํานึงถึงการเพิ่มมูลค่าของมนุษย์ที่เป็นบุคลากรในองค์กร
2. ทฤษฏีระบบ (System Theory) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดทั่วไป หลักการ เครื่องมือ
การแก้ปัญหา เครื่องมือสนับสนุน โดยนํารูปแบบของระบบต่าง ๆ เชื่อมโยงกับการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ซี่งประกอบไปด้วย 3 ทฤษฎีย่อย ได้แก่
2.1 ทฤษฎีระบบทั่วไป (General System Theory) แนวคิดหลักของทฤษฎีระบบทั่วไป
จะเป็นเรื่องของปัจจัยที่ป้อนเข้ากระบวนการ (Input) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Output) และผลสะท้อนกลับ
(Feedback) กิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดีต้องเป็นระบบเปิดมากกว่าที่จะเป็นระบบปิด
ระบบเปิดจะนําเรื่องของสภาพแวดล้อมผลสะท้อนกลับมาพิจารณาในการออกแบบกิจกรรมการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย
2.2 ทฤษฎีความสับสน (Chaos Theory) เป็นแนวคิดที่บอกถึงปรากฏการณ์บางอย่าง
อาจจะไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์เสมอไปทําให้ไม่สามารถทํานายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
ซึ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน
2.3 ทฤษฎีแห่งอนาคต (Future Theory) เป็นทฤษฎีที่มุ่งเน้นให้คาดการณ์ หรือ ทํานาย
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทําให้กิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จําเป็นต้องออกแบบวางแผนให้
รองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นได้
3. ทฤษฏีด้านจิตวิทยา (Psychological-theory) เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับกระบวนการทาง
ความคิด แล้วทําให้เกิดเป็นพฤติกรรมของบุคคล โดยประกอบไปด้วยเรื่องการเรียนรู้ การจูงใจและ
สร้างแรงกระตุ้น กระบวนการทางด้านสารสนเทศ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม ทฤษฎีด้านจิตวิทยา
ประกอบด้วย 3 ทฤษฎีย่อย ได้แก่
3.1 ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt Psychology) กล่าวว่าแต่ละบุคคลมีความสามารถ
ในการกระทําในบางสิ่งได้แตกต่างกันเนื่องจากมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันดังนั้นการศึกษาคุณค่าของ
สิ่งใด ๆ จึงต้องมองให้เข้าใจถึงภาพรวม และมุมกว้างก่อนมองมุมแคบ จึงจะทําให้เข้าใจความหมาย
ของสิ่งนั้น ๆ ได้
3.2 ทฤษฎีจิตวิทยาด้านพฤติกรรม (Behavioral Psychology) ทฤษฎีนี้มุ่งเน้นการพัฒนา
พฤติกรรมของทรัพยากรมนุษย์โดยพิจารณาจากการตอบสนองของพฤติกรรม เช่น การกระตุ้น
การส่งเสริมสนับสนุนการบังคับการลงโทษโปรแกรมการเรียนรู้
12
3.3 ทฤษฎีจิตวิทยาด้านการรับรู้ (Cognitive Psychology) ทฤษฎีนี้เป็นการบูรณาการ
ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์และทฤษฎีจิตวิทยาด้านพฤติกรรมเข้าด้วยกันเพื่อที่จะอธิบายว่าแต่ละบุคคล
มีการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความคิดความเข้าใจการรับรู้มาจากสิ่งที่กระตุ้นซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์
ของแต่บุคคล ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องคํานึงถึงประสบการณ์การรับรู้หรือสิ่งที่จะมา
สร้างแรงกระตุ้นจูงใจให้เกิดการเรียนรู้เพื่อนําไปสู่การปรับปรุงผลการปฏิบัติงาน
2.1.3 แนวคิด เกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency)
แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ เกิดจากการนําเสนอบทความทางวิชาการของ David C.
McClelland นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1960 โดยกล่าวถึง ความสัมพันธ์
ระหว่างคุณลักษณะที่ดีของบุคคล (Excellence Performer) ในองค์กร กับระดับทักษะ ความรู้
ความสามารถ ว่าการวัด IQ และการทดสอบบุคลิกภาพ ยังไม่เหมาะสมที่จะนํามาทํานาย
ความสามารถ หรือสมรถนะของบุคคลได้แมคเคิลแลนด์ได้เขียนบทความในหัวข้อ “Testing for
competence rather than for intelligence” เพื่อเผยแพร่แนวคิดและได้สร้างแบบประเมินที่
เรียกว่า Behavioral Event Interview (BEI) ใช้เป็นเครื่องมือสําหรับประเมินและค้นหาบุคคลที่มีผล
การปฏิบัติงานดีที่เรียกว่า สมรรถนะ (Competency) และได้ให้คําจํากัดความว่า สมรรถนะ หมายถึง
คุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้บุคคลสามารถสร้าง
ผลการปฏิบัติงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ให้สูงกว่าหรือเหนือกว่ามาตรฐานหรือเป้าหมายที่กําหนดไว้
Boyatzis (1982) ให้คําจํากัดความว่า สมรรถนะ คือ คุณลักษณะพื้นฐาน (Underlying
characteristic) ของบุคคล ซึ่งได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) อุปนิสัย (Trait) ทักษะ (Skill) จินตภาพ
ส่วนตน (Self-Image) หรือ บทบาททางสังคม (Social Role) หรือ องค์ความรู้ (Body of
Knowledge) ซึ่งบุคคลจําเป็นต้องนําไปใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิผลที่เหนือกว่ามาตรฐาน
Woodruffe (1992 : 17) ให้ความหมายว่า สมรรถนะ คือ รูปแบบพฤติกรรมที่จําเป็นต่อ
บุคคลทําให้นําไปสู่การดําเนินงานของตนเอง และตามหน้าที่รับผิดชอบอย่างมีความสามารถ
The Chartered Institute of Personal and Development (CIPD, 2009 : 1) ให้
ความหมายว่าสมรรถนะ คือ พฤติกรรมการแสดงออกที่บุคลากรต้องมี หรือ ต้องได้รับ เพื่อใช้ใน
สถานการณ์หนึ่ง ๆ ให้บรรลุผลการดําเนินงานในระดับสูง
Spencer and Spencer (1993) ให้ความหมายว่า “สมรรถนะ หมายถึง คุณลักษณะพื้นฐาน
(Underlying Characteristic) ที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) อุปนิสัย (Trait)
อัตตมโนทัศน์ (Self-Concept) ความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skill) ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ จะ
เป็นตัวผลักดันหรือมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Relationship) ให้บุคคลสามารถ ปฏิบัติงาน
ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ/หรือสูงกว่าเกณฑ์
อ้างอิง (Criterion-Reference)
Arnauld de Nadaillac (2003) ให้ความหมายว่าสมรรถนะ คือสิ่งที่ต้องลงมือปฏิบัติและทํา
ให้เกิดขึ้น เป็นความสามารถที่ใช้ เพื่อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทําให้
เกิดความรู้ (Knowledge) การเรียนรู้ทักษะ (Know-how) และเจตคติ/ลักษณะนิสัยหรือบุคลิกภาพ
ต่าง ๆ (Attitude) ที่ช่วยให้สามารถเผชิญและแก้ไข สถานการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้จริง
David and William (2004) กล่าวว่าสมรรถนะหมายถึง “คุณลักษณะที่ทุกคนมีและใช้ได้
อย่างเหมาะสม เพื่อผลักดันให้ผลการปฏิบัติงานบรรลุตาม เป้าหมาย ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ได้แก่
13
ความรู้ ทักษะ บุคลิกภาพ แรงจูงใจทางสังคมลักษณะ นิสัยส่วนบุคคล ตลอดจนรูปแบบความคิดและ
วิธีการคิด ความรู้สึกและการกระทํา”
Kirschner, et al. (1997 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย, 2557) ได้ให้นิยาม สมรรถนะ ว่าหมายถึง
ความรู้และทักษะทั้งปวงที่บุคคลมีอยู่ในตน และสามารถนามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล เพื่อบรรลุเป้าหมายแน่นอนอย่างหนึ่งในบริบทหรือสถานการณ์ที่หลากหลาย หรือ
สมรรถนะ หมายถึง ความสามารถที่จะทาให้เกิดความพึงพอใจและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผลใน
สถานการณ์เฉพาะอย่างหนึ่ง ซึ่งการที่จะกระทาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในสถานการณ์นั้น
ต้องใช้วิจารณญาณ ค่านิยม และความเชื่อมั่นในตนเองด้วย ดังนั้น สมรรถนะ (C) จึงเป็นฟังก์ชั่นของ
ความรู้ (K) ทักษะ (Sk) และสถานการณ์ (S) นั่นคือ C = f (K, Sk, S)
อุกฤษณ์ (2543) กล่าวว่า “สมรรถนะ หมายถึง ความสามารถความ ชํานาญด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็น
องค์ประกอบที่สําคัญที่ทําให้บุคคลสามารถกระทําการหรืองดเว้นการ กระทําในกิจการใด ๆ ให้
ประสบความสําเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งความสามารถเหล่านี้ได้มาจากการ เรียนรู้ ประสบการณ์
การฝึกฝน และการปฏิบัติจนเป็นนิสัย”
องค์ประกอบของสมรรถนะ
McClelland (1973 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย, 2557) กล่าวว่า สมรรถนะ ประกอบด้วย
องค์ประกอบ 5 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skills) นั้น ถือว่าเป็นส่วนที่
คนแต่ละคนสามารถพัฒนาให้มีขึ้นได้ไม่ยากนักด้วยการศึกษาค้นคว้า (ทําให้เกิดความรู้ Knowledge)
และการฝึกฝนปฏิบัติ (ทําให้เกิดทักษะ Skills) ในส่วนนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “Hard Skills”
ในขณะที่องค์ประกอบส่วนที่เหลือ คือ Self.-.concept (เจตคติ ค่านิยม และความเห็นเกี่ยวกับ
ภาพลักษณ์ของตนเอง) รวมทั้ง Trait (บุคลิกลักษณะประจําของแต่ละบุคคล) และ Motive (แรงจูงใจ
หรือแรงขับภายในของแต่ละบุคคล) เป็นสิ่งที่พัฒนายาก เพราะเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล
ส่วนนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “Soft Skills” แนวคิดดังกล่าวอธิบายด้วยโมเดลภูเขาน้ําแข็ง
(Iceberg Model) ได้ว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปรียบได้กับภูเขาน้ําแข็ง ส่วนที่เห็นได้ง่ายและ
พัฒนาได้ง่าย คือ ส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ํา นั่นคือ องค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่บุคคลมีอยู่ และส่วนที่
มองเห็นได้ยากอยู่ใต้ผิวน้า ได้แก่ แรงจูงใจ อุปนิสัย ภาพลักษณ์ภายในและบทบาทที่แสดงออกต่อ
สังคม ส่วนที่อยู่ใต้น้ํามีผลต่อพฤติกรรมในการทํางานของบุคคลและเป็นส่วนที่พัฒนาได้ยาก
ซึ่ง McClelland ได้อธิบายความหมายขององค์ประกอบทั้ง 5 ส่วน ไว้ดังนี้
1. ทักษะ (Skills) คือ สิ่งที่บุคคลกระทําได้ดีและฝึกปฏิบัติเป็นประจําจนเกิดความชํานาญ เช่น
ทักษะของหมอฟันในการอุดฟันโดยไม่ทําให้คนไข้รู้สึกเสียวเส้นประสาท หรือเจ็บ
2. ความรู้ (Knowledge) คือ ความรู้เฉพาะด้านของบุคคล เช่น ความรู้ภาษาอังกฤษ ความรู้
ด้านการบริหารต้นทุน เป็นต้น
3. เจตคติ ค่านิยม และความเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตน หรือสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าตนเองเป็น
(Self-concept) เช่น Self-concept ของคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงจะเชื่อว่าตนเองสามารถ
แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เป็นต้น
4. บุคลิกลักษณะประจําของแต่ละบุคคล (Trait) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น เช่น
เขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ หรือเขามีลักษณะเป็นผู้นํา เป็นต้น
14
5. แรงจูงใจหรือแรงขับภายใน (Motive) เป็นพลังที่ทําให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่
เป็นเป้าหมายของเขา เช่น บุคคลที่มุ่งผลสําเร็จ (Achievement Orientation) มักชอบตั้งเป้าหมายที่
ท้าทายและพยายามทํางานให้สําเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ ตลอดจนพยายามปรับปรุงวิธีการทํางานของ
ตนเองตลอดเวลา
Boyatzis (1982 : 229-234) กล่าวว่า รูปแบบของสมรรถนะหมายถึงองค์ประกอบที่สําคัญ
5 องค์ประกอบ ดังนี้
1. แรงจูงใจ (Motives) คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการกาหนดเป้าหมายหรือสภาพการณ์ โดยปรากฏ
ในรูปแบบที่หลากหลายที่ผลักดันและนําไปสู่พฤติกรรมของแต่ละบุคคล
2. ลักษณะเฉพาะ (Traits) คือ ลักษณะเฉพาะหรืออุปนิสัยของแต่ละคนในการตอบสนองต่อ
สิ่งกระตุ้นที่เหมือนกัน แรงจูงใจและลักษณะเฉพาะตัวเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่มีสติและไม่มีสติ
3. ภาพลักษณ์ (Self-image) คือ ความเข้าใจตนเองและการประเมินความเข้าใจ คําจํากัดความนี้
มาพร้อมกับการสร้างแนวความคิดและการนับถือตนเอง
4. บทบาททางสังคม (Social Role) คือ สิ่งที่บุคคลต้องการสื่อให้ผู้อื่นในสังคมเห็นว่าตัวเขามี
บทบาทต่อสังคมอย่างไร เช่น การเป็นผู้นําทีมงาน ความมีจริยธรรม
5. ทักษะ (Skill) คือ ความสามารถในการแสดงพฤติกรรมที่เป็นระบบและต่อเนื่องจนบรรลุ
เป้าหมายการทํางาน
Spencer and Spencer (1993 : 9-12) อธิบายว่า ภายใต้ความหมายของคุณลักษณะเฉพาะ
สมรรถนะ ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สาคัญ 5 องค์ประกอบ คือ
1. แรงจูงใจ (Motives) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่บุคคลมักเฝ้าคิดถึงตลอดเวลา หรือมักต้องการ
ตลอดเวลาซึ่งนําไปสู่การกระทําของบุคคล หรือเป้าหมายเฉพาะบางเรื่อง ขณะเดียวกันก็ชี้ทางและ
คัดสรรพฤติกรรมให้แตกต่างจากเป้าหมายหรือพฤติกรรมอื่น ๆ
2. ลักษณะเฉพาะ (Traits) หมายถึง ลักษณะทางกายภาพและการตอบสนองที่ทําสม่ําเสมอ
กับสถานการณ์หรือข่าวสารที่ได้รับ
3. มโนทัศน์ในตน (Self-concept) หมายถึง ภาพลักษณ์ของตัวเอง คุณค่า ความเชื่อหรือ
เจตคติของบุคคล
4. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ข่าวสารหรือข้อมูลที่บุคคลมีอยู่ในเรื่องเฉพาะนั้น ๆ
5. ทักษะ (Skills) หมายถึง ความสามารถที่จะแสดงออกหรือกระทําในเรื่องงานทั้งที่เป็นงาน
ด้านจิตใจหรือกายภาพ
Kaplan and Norton (2004 : 231-232) แบ่งองค์ประกอบของสมรรถนะเป็น 3 องค์ประกอบ
ดังนี้
1. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความรู้ที่เหมาะสมต่องานที่องค์การกําหนด เช่น
รู้เรื่องในงานที่รับผิดชอบ รู้เรื่องผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
2. ทักษะ (Skill) หมายถึง ทักษะที่สอดคล้องกับความรู้ เช่น ทักษะในการต่อรอง ทักษะใน
การให้คําปรึกษา และทักษะในการบริหารโครงการ เป็นต้น
3. ค่านิยม (Values) หมายถึง กลุ่มของคุณลักษณะพิเศษหรือพฤติกรรมที่สร้างผลงานที่
โดดเด่น งานบางอย่างต้องทําเป็นทีม บางอย่างต้องทําคนเดียว การสร้างค่านิยมให้กลมกลืนกับงานจึง
เป็นสิ่งจําเป็น
15
ผู้วิจัย สรุปได้ว่า สมรรถนะคือ องค์ประกอบของความรู้ ทักษะความสามารถ และคุณลักษณะ
อื่น ๆ ที่ทําให้บุคคลสามารถกระทํากิจกรรมใด ๆ ให้เกิดผลลัพธ์ได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
ภายใต้สภาวะการณ์ต่าง ๆ
2.1.4 แนวคิดเกี่ยวกับ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์
คําว่า “ศักยภาพ” ภาษาอังกฤษใช้คําว่า “Potential” ความหมายตามราชบัณฑิตยสถาน
(2538 : 780) หมายถึง“ภาวะแฝงอํานาจหรือคุณสมบัติที่มีแฝงอยู่ในสิ่งต่าง ๆ อาจทําให้พัฒนา หรือ
ทําให้ปรากฏเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้” นอกจากนี้ ได้มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ความหมายของคําว่า
ศักยภาพ ไว้ใกล้เคียงและสอดคล้องกัน เช่น
เพชรน้อย (2539 : 6-7) ได้ศึกษาและให้คําจํากัดความ สรุปได้ว่า ศักยภาพ หมายถึง
พลังความหมายที่แฝงอยู่และสามารถทําให้ปรากฏได้ความสามารถที่แสดงหรือปรากฏ เป็นได้ทั้ง
เครื่องชี้หรือสะท้อนศักยภาพในอดีต และเป็นเครื่องบ่งบอกศักยภาพในอนาคต การปรากฏของพลัง
ศักยภาพของสิ่งใด ๆ จะเป็นเช่นใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างน้อย 2 ส่วนคือ พลังความสามารถของสิ่งนั้น
และเงื่อนไขบริบทที่เป็นไปได้ทั้งตัวขัดขวางหรือ ตัวหนุนเสริม การปรากฏออกมาของศักยภาพนั้น
ที่สําคัญคือ เงื่อนไขเชิงบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
วิวัฒน์ชัย (2532 : 42) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ศักยภาพ หมายถึง ความสามารถหรือความ
พร้อมในตัวของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่จะเอื้ออํานวยต่อการพัฒนา การปรับปรุง การจัดการ หรือ
การเข้ามาทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ขึ้น
Victoria Neufeldt (1990 : 460 อ้างถึงใน วิภา, 2551) ให้ความหมายว่า ศักยภาพระดับ
บุคคล คือ พลังหรืออํานาจที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้น ๆ เมื่อได้รับการกระตุ้นจากสิ่งภายนอกแล้วจะ
สามารถดึงออกมาใช้ หรือแสดงออกมาได้
Longman (1987 : 805) ให้ความหมายว่า ศักยภาพระดับบุคคล คือ พลังความสามารถของ
บุคคล ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวตนของเขา หากได้มีการกระตุ้นจากบุคคลหรือสิ่งแวดล้อม ก็จะสามารถ
แสดงพลังและความสามารถที่มีอยู่ให้ออกมาได้ หรือ สามารถยับยั้งพลังที่มีอยู่ไม่ให้ปรากฏ
Shafritz and Rosenbloom (1998 : 359) ให้ความหมายว่า ศักยภาพระดับบุคคล หมายถึง
ความสามารถที่ยังไม่ได้ทําให้เกิดบรรลุผลซึ่งความสามารถนี้ ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของแต่ละบุคคล
ที่มีอยู่
วิชุกร (2541 : 24) ให้นิยามของคําว่า ศักยภาพระดับบุคคล หมายถึง สภาวะความสมบูรณ์ทั้ง
ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ของบุคคลที่พร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยวิธีการ
เพื่อให้เกิดการกระทําที่มีแนวโน้มจะทําให้เกิดความสําเร็จความพร้อมจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ
ประสบการณ์ทางสังคม ความรู้เดิม ความสนใจ หรือ แรงจูงใจ
กมลรัตน์ (2524 : 229-230) กล่าวว่า ศักยภาพระดับบุคคล คือ ความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและ
จิตใจ ที่มีความพร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทางด้านร่างกาย ได้แก่ วุฒิภาวะ ซึ่งหมายถึง
การเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของร่างกายและจิตใจ ได้แก่ ความพอใจที่จะสนองต่อสิ่งเร้า หรือ พอใจจะ
กระทําสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นองค์ประกอบที่จะทําให้เกิดศักยภาพในระดับบุคคล วุฒิภาวะ หมายถึง
ความเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ รวมถึงประสบการณ์ทางสังคม หรือ
ความรู้เดิม ผู้มีประสบการณ์เดิมมาก ย่อมมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ได้ดีกว่า ผู้มีประสบการณ์เดิมน้อย
16
จากความหมายของผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัย สรุปได้ว่า ศักยภาพของบุคคล หมายถึง สิ่งที่แฝงอยู่ใน
ตัวบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะอื่น ๆ ซึ่งเมื่อได้รับการพัฒนา
อย่างเป็นระบบแบบแผน ก็จะสามารถนําออกมาใช้หรือแสดงให้ประจักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theories)
2.2.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้เน้นการกําหนดให้บุคคลต้อง
กระทําในสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทํา เป็นทฤษฎีการจูงใจที่พัฒนามาจากทฤษฎีการเรียนรู้ของ B.F.
Skinner มีหลักสําคัญว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้โดยวิธีการให้รางวัลหรือวิธีการ
เสริมแรง เรียกทฤษฎีนี้ในทางจิตวิทยาว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หรือ
การวางเงื่อนไขปฏิบัติการ (Operant Conditioning) ซึ่งให้ความสําคัญกับผลกรรม (Consequence
of Behavior) หรือผลต่อเนื่องเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า การเสริมแรง
(Reinforcement)
Skinner อธิบายว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเชิงบวก
และเชิงลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ เขาเชื่อว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวกพฤติกรรมนั้น
ย่อมเกิดขึ้นซ้ําบ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งให้ผลเป็นลบมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อไป กรอบความคิด
ในเรื่องนี้ของ Skinner มีองค์ประกอบสําคัญ 3 ส่วน คือ สิ่งเร้า (สถานการณ์) การตอบสนอง
(พฤติกรรม) ผลกรรม (บวกหรือลบ)
ทฤษฎีการเสริมแรงในส่วนที่เป็นการจูงใจคือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการ
ให้นาน ๆ หรือทําให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล Skinner ชี้แนะว่า หัวหน้า
งานสามารถควบคุมและปรับพฤติกรรมหรือการปฏิบัติงานของพนักงานได้โดยที่พนักงานไม่มี
ความรู้สึกว่าถูกควบคุม แต่การจะทําได้เช่นนั้นจะต้อง ใช้ประเภทของการเสริมแรงให้ถูกซึ่งมี 4 แบบ
คือ การเสริมแรงบวก การเสริมแรงลบ การลบพฤติกรรม และการทําโทษ การเสริมแรงบวก
(Positive Reinforcement) เป็นการเสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดยการให้ผลกรรมเป็นตัว
เสริมแรงบวก คือสิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือพอใจเป็นรางวัล เมื่อบุคคลนั้นมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการ
เป็นที่ต้องการการเสริมแรงบวกเป็นตัวจูงใจที่ใช้ได้ผลที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
การเสริมแรงลบ (Negative or Avoidance Reinforcement) เสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดย
บุคคลสามารถหลีกเลี่ยงผลกรรมทางลบได้เมื่อมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ ทําให้เกิดการ
เรียนรู้พฤติกรรมป้องกันหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจหรือการทําโทษ การลบพฤติกรรม (Extinction)
เป็นการลดหรือลบพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่ต้องการอีกต่อไป โดยการงดการเสริมแรงเมื่อ
เกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น การทําโทษ (Punishment) เป็นการกําหนดผลกรรมทางลบให้แก่พฤติกรรมที่
ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นที่ต้องการ เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจโดยตรง การลงโทษอาจทําให้พฤติกรรมที่
ไม่พึงประสงค์ลดน้อยลง แต่อาจสร้างพฤติกรรมที่มีปัญหาอย่างอื่นขึ้น เช่น การเสียขวัญ ทํางาน
ด้อยลง การขัดขืนและต่อต้าน เป็นวิธีการที่มีข้อโต้แย้งกันมากและเป็นวิธีจูงใจการทํางานที่มี
ประสิทธิภาพน้อยที่สุด สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งในทฤษฎีการเสริมแรงคือ เราจะเสริมแรง
พฤติกรรมเมื่อไรมีสองแนวสําคัญ ได้แก่ การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง และการเสริมแรงเป็นครั้งคราว
การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Reinforcement) เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่บุคคลมี
พฤติกรรมหรือการปฏิบัติซึ่งเป็นที่ต้องการเกิดขึ้น การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Intermittent
17
Reinforcement) การเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผ่านไป เรียกว่า ตารางระยะเวลา (Interval
Schedule) หรือขึ้นอยู่กับจํานวนครั้งที่เกิดขึ้นของพฤติกรรมซึ่งเป็นที่ต้องการ เรียกว่าตารางจํานวน
ครั้ง (Ratio Schedule) เมื่อเลือกใช้เป็นการเสริมแรงเป็นครั้งคราวจากสองแบบนี้ จะได้ทางเลือกใน
การเสริมแรงถึง 4 ตารางการเสริมแรง คือ (1) ตารางระยะเวลาแน่นอน (Fix Interval Schedule)
(2) ตารางระยะเวลาผันแปร (Variable Interval Schedule) (3) ตารางจํานวนครั้งแน่นอน (Fix
Ratio Schedule) (4) ตารางจํานวนครั้งผันแปร (Variable Ratio Schedule)
2.2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้สําหรับผู้ใหญ่ (Adult Learning) ทฤษฎีนี้พัฒนามาจากแนวความคิด
ของเดิมของ Edward (1982) จากการเขียนเกี่ยวกับ “การเรียนรู้ของผู้ใหญ่” โดยศึกษาถึงความสามารถ
ในการเรียนรู้ และเน้นให้เห็นว่าผู้ใหญ่นั้นสามารถเรียนรู้ได้ จากนั้น Linderman ได้เขียนหนังสือชื่อ
“ความหมายของการศึกษาผู้ใหญ่” แนวความคิดของลินเดอร์แมนนั้นได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจาก
นักปรัชญาการศึกษาชื่อ John Dewey พูดถึงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ จะเริ่มเริ่มต้นจากสถานการณ์
ต่าง ๆ (Situations) มากกว่าเริ่มจากเนื้อหาวิชา แตกต่างกับวิธีการเรียนการสอนโดยทั่ว ๆ ไปมักจะ
เริ่มต้นจากครูและเนื้อหาวิชาเป็นอันดับแรก และมองดูผู้เรียนเป็นส่วนที่สอง การศึกษาของผู้ใหญ่นั้น
หลักสูตรควรสร้างขึ้นมาจากความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนเป็นหลักสําคัญ ผู้เรียนจะพบว่า
ตัวเองมีสถานการณ์เฉพาะ อันเกี่ยวกับหน้าที่การงาน งานอดิเรก หรือ สันทนาการ ชีวิตครอบครัว
ชีวิตในชุมชน สถานการณ์ต่าง ๆ นี้ ก็จะช่วยให้ผู้เรียนได้ปรับตัว ส่วนด้านตําราและผู้สอนนั้นถือว่ามี
หน้าที่และบทบาทรองลงไป
แหล่งความรู้ที่มีคุณค่าสูงสุดในการศึกษาผู้ใหญ่คือ ประสบการณ์ของผู้เรียนเอง และมีข้อคิดที่
สําคัญว่า “ถ้าหากการศึกษาคือชีวิตแล้ว ชีวิตก็คือการศึกษา” (If Education is Life, then Life is
Education) และก็สรุปได้ว่า ประสบการณ์นั้นคือตําราที่มีชีวิตจิตใจสําหรับนักศึกษาผู้ใหญ่จาก
แนวความคิดของลินเดอร์แมน ทําให้ได้ข้อสันนิษฐานที่สําคัญ ๆ และเป็นกุญแจสําคัญสําหรับ
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ รวมทั้งการวิจัยในระยะต่อ ๆ มา ทําให้ Knowles (1973) ได้พัฒนาแนวคิด
Andragogy เป็นข้อพิจารณาของการเรียนรู้ประกอบด้วยหลักการ 5 ประการคือ
1. ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มีแนวคิดและความเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นอิสระ และมั่นใจใน
ตนเอง ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มีความสามารถที่จะรับผิดชอบในการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ได้
ด้วยตนเอง
2. หลักการการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ อยู่ที่ประสบการณ์ที่มีและสั่งสมไว้จากประสบการณ์ชีวิต
ซึ่งแนวคิดนี้จะสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนภายใต้กรอบทฤษฎี Constructivism ซึ่งผู้เรียนจะต้อง
สร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์การเรียนรู้ในอดีตและปัจจุบัน
3. ความพร้อมและเป้าหมายในการการเรียนของผู้ใหญ่จะเชื่อมโยงต่อการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงและพัฒนางานรวมทั้งสถานภาพทางสังคมของผู้ใหญ่เอง ดังนั้นความต้องการใน
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใหญ่มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการเรียน ซึ่งผู้ใหญ่ตั้งเป้าไว้ว่า
จะเรียนเพื่ออะไร จะนําไปปรับปรุงและประยุกต์ใช้ในชีวิตพวกเขาได้มากน้อยเพียงใด
4. การเปลี่ยนแปลงมุมมองและทัศนคติของผู้ใหญ่ขึ้นอยู่กับการบรรลุวุฒิภาวะของบุคคลนั้น ๆ
ผู้ใหญ่ต้องการที่จะรู้ว่าทําไมพวกเขาจะต้องเรียนในสิ่งที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ และหากพวกเขาเรียนแล้ว
จะเกิดประโยชน์และนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างไรทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติของผู้ใหญ่นั้นต้องการ
เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นประโยชน์และสําคัญต่อตนเองนั่นเอง และผู้ใหญ่จะทําได้ดีมากหากได้มีการ
18
เชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนกับสิ่งที่เป็นความต้องการของกลุ่มผู้เรียน นอกจากนั้นผู้ใหญ่ยังมีความเชื่อ
ว่าเนื้อหากิจกรรมการเรียนที่ถูกเตรียมให้จะต้องมีความลึกซึ้ง ท้าทายมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเคยมี
ประสบการณ์กิจกรรมการเรียนที่ทําได้เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน
5. ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะมีแรงจูงใจที่จะเรียน และมีแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก
และอาจจะรวมถึง การเพิ่มความพึงพอใจในงานที่ทําหรือรับผิดชอบ เพิ่มความมั่นใจในตนเอง
เพิ่มคุณภาพของชีวิตในขณะดําเนินการเรื่องกระบวนการเรียนการสอน การให้ความนับถือในความ
เป็นผู้ใหญ่ของผู้เรียนเป็นเรื่องจําเป็นไม่ว่าพวกเขาจะมีอายุมากน้อยเพียงใด ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะ
ตอบสนองและมีส่วนร่วมในการเรียนเป็นอย่างดีหากบรรยากาศในการเรียนนั้นเอื้ออํานวยให้เกิด
ความสุขและมีความรู้สึกปลอดภัย มีการสร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ไม่เป็น
ทางการมากเกินไป ผู้เรียนและผู้สอนให้ความนับถือซึ่งกัน จะนํามาซึ่งบรรยากาศที่ดีในกิจกรรม
การเรียนการสอนและส่งผลในการสร้างสายสัมพันธ์ในขุมชนการเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จึงมีความสัมพันธ์กับหลักการ Andragogy คือ ประกอบด้วย
การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed
Learning) และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)
1. การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) มี 3 องค์ประกอบที่สําคัญ คือ
(1) ความรู้ในเรื่อง แนวคิด ความแท้จริงของสรรพสิ่ง ข้อมูลและรายละเอียดรวมถึงประสบการณ์ใน
ลักษณะต่าง ๆ (2) ความรู้ในอดีตที่จะประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ในปัจจุบันรวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่ต่อเนื่องกันมา และ (3) การแสดงออกหรือวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องเรียนที่ทําให้ความรู้
เพิ่มพูลทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ นับว่าเป็นหัวใจของ Andragogy
2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning) การเรียนรู้ในแนวคิดนี้ อยู่บนพื้นฐาน
ความเชื่อที่ว่า ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่นั้นอาจจะเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ได้
คุณลักษณะของการเรียน แบบนี้จะครอบคลุมถึงการที่ผู้เรียนมีอิสระต่อตนเอง มีความคิดที่จะริเริ่มทํา
อะไรด้วยตนเอง อย่างอุตสาหะ มีความมั่นใจ และมีวินัยในตนเอง รวมทั้งมีความปรารถนาที่จะเรียนรู้
มากยิ่งขึ้น ผู้เรียนที่มีลักษณะดังกล่าวจะสามารถบริหารจัดการเวลา มีการวางแผนและเตรียมการ
เพื่อให้เกิดความสําเร็จในสิ่งที่ตั้งใจไว้ คนในกลุ่มนี้จะมีความสนุกสนานกับการมีส่วนร่วมใน
ประสบการณ์การเรียนจึงเป็นลักษณะที่สําคัญอีกประการหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
3. การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning Theory) แนวคิดทฤษฎี
การเรียนนี้ได้รับการพัฒนาโดย Jack (1991) เป็นแนวคิดที่อยู่บนหลักการเดียวกับทฤษฎีการเรียน
Constructivism เป้าหมายของทฤษฎีการเรียนนี้คือให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทําไมคนเรามองโลกใน
แบบอย่างที่เราเป็น และทําอย่างไรเราจึงจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของเราให้บรรลุถึงความเป็นจริง
โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้นั่นเอง แนวทางปฏิบัติของทฤษฎีการเรียนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่
เข้าใจประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ว่ามีความเชื่อและมีเหตุผลเกี่ยวกับการมีประสบการณ์ในชีวิตของ
ตนอย่างไร และถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เคยมี แล้วการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เคยเชื่อนั้น
จะต้อง ผ่านกระบวนการอะไรบ้าง หากผู้เรียนเห็นว่าแนวคิด หรือสิ่งที่เคยเชื่อและสร้างความหมาย
นั้นไม่ถูกต้องไม่สมเหตุสมผล ทําให้ผู้เรียนผู้ใหญ่สามารถที่จะคิด สร้างความหมาย สร้างคุณค่าและ
สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวของตัวเองแทนที่จะคิดได้เพียงแค่คิดตามในสิ่งที่ผู้อื่นคิดและ
เตรียมไว้ให้แล้ว
19
2.2.3 ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Bloom (Bloom’s Taxonomy) ในปี 1956บลูมและคณะได้กล่าว
ไว้ในตํารา Taxonomy of Educational Objectives : Handbook I : Cognitive Domain (พิศิษฐ
, 2558) ถึงการใช้พฤติกรรมของสมองในด้านการคิดทําความเข้าใจในบทเรียนในส่วนของเนื้อหาวิชาที่
ต้องใช้ปัญญาหรือพุทธิพิสัยเป็นหลักในการเรียนรู้ โดยได้มีการจําแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น
3 ส่วนหลัก คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมการเรียนรู้ด้าน
จิตพิสัย (Affective Domain) และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
ในแต่ละด้านมีการแบ่งระดับ ดังต่อไปนี้
พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) แบ่งเป็น 6 ระดับได้แก่
1. ความรู้ (Knowledge) เป็นความสามารถในการจดจําแนกประสบการณ์ต่าง ๆ และระลึก
เรื่องราวนั้น ๆ ออกมาได้ถูกต้องแม่นยํา
2. ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถบ่งบอกใจความสําคัญของเรื่องราวโดย
การแปลความหลัก ตีความได้ สรุปใจความสําคัญได้
3. การนําความรู้ไปประยุกต์ (Application) เป็นความสามารถในการนําหลักการ กฎเกณฑ์
และวิธีดําเนินการต่าง ๆ ของเรื่องที่ได้รู้มา นําไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ได้
4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวที่สมบูรณ์ให้กระจาย
ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้อย่างชัดเจน
5. การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อยเข้าเป็นเรื่องราว
เดียวกันโดยปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น
6. การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการวินิจฉัยหรือตัดสินกระทําสิ่งหนึ่ง
สิ่งใดลงไปการประเมินเกี่ยวข้องกับการใช้เกณฑ์คือ มาตรฐานในการวัดที่กําหนดไว้
ต่อมากลุ่มนักวิชาการ 3 สาขา คือ นักวิชาการจิตวิทยาด้านพุทธพิสัย (Cognitive Psychologists)
นักพัฒนาหลักสูตรและวิจัยการสอน (Curriculum Theorists and Educational Researchers)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบและการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Testing and Assessment
Specialists) ได้ร่วมกันพัฒนาแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับวิชาการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นตํารา
เล่มใหม่ในปี 2001 จุดที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การเพิ่มมิติด้านลักษณะความรู้เพื่อช่วยให้การกําหนด
วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น มีการปรับรูปแบบคําที่ใช้จากคํานามเป็นคํากิริยา ได้มีการ
แบ่งมิติการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยของผู้เรียน ออกเป็น 2 มิติหลัก คือ มิติของตัวความรู้ ซึ่งมี 4 ลักษณะ
ย่อย ประกอบด้วย
1. ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง (Factual Knowledge) หมายถึงความรู้ที่เป็นข้อความจริงเฉพาะ
เรื่อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคําศัพท์เฉพาะ (Knowledge of Terminology) ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับ
ระบบการใช้ถ้อยคํา หรือสัญลักษณ์เฉพาะของศาสตร์แต่ละสาขา และความรู้เกี่ยวกับเทคนิค
รายละเอียดเฉพาะเรื่อง (Knowledge of Specific Details and Elements)
2. ความรู้ที่เป็นมโนทัศน์ (Conceptual Knowledge) คือความรู้ที่แสดงความสามารถในการ
จัดแยกหมวดหมู่สิ่งของต่าง ๆ ออกเป็นประเภท ความสามารถในการอธิบายลักษณะร่วมของสิ่ง
ต่าง ๆ และเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยได้ โดยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทคือ ความรู้
ในการแบ่งแยกจัดกลุ่มจัดประเภท (Knowledge of Classifications and Categories) ความรู้ใน
20
หลักการร่วมและสรุปทั่วไป (Knowledge of Principles and Generalizations) ความรู้ในด้าน
ทฤษฏี โมเดลและโครงสร้าง (Knowledge of Theories, Models, and Structures)
3. ความรู้ที่เป็นกระบวนการขั้นตอน (Procedural Knowledge) เป็นความรู้เกี่ยวกับ
กระบวนการหรือขั้นตอนของการกระทํากิจกรรมต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ความรู้เกี่ยวกับ
เทคนิคเฉพาะและโครงแบบขั้นตอนการดําเนินการเรื่องใด ๆ (Knowledge of Subject-specifics
Skills and Algorithms) ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการดําเนินการ เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
(Knowledge of Subject-specific Technique and Methods) ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์การตัดสินใจ
ใด ๆ เมื่อใช้กระบวนการที่เหมาะสม (Knowledge of Criteria for Determining when to use
Appropriate Procedures)
4. ความรู้ในส่วนของการหยั่งรู้วิธีคิดของตนเอง (Metacognitive Knowledge) เป็นส่วนที่
เกี่ยวกับวิธีคิดของสมองและการที่ผู้เรียนควรจะล่วงรู้ถึงวิธีคิดของสมองของตนเอง มี 3 ส่วนย่อย คือ
ความรู้เกี่ยวกับกลวิธีของสมองในการเรียนรู้ การคิด และการแก้ปัญหา (Strategic Knowledge)
ซึ่งผู้เรียนต้องเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ของสมอง เพื่อนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความรู้เกี่ยวกับ
ภารกิจวิธีคิดของสมองภายใต้สภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขที่ต่างกัน (Knowledge about Cognitive
Tasks, Including Appropriate Contextual and Condition Knowledge) ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะ
ทางการคิดของแต่ละบุคคล (Self Knowledge) สามารถรับรู้ข้อดีข้อเสียในการใช้สมองเพื่อการคิด
ของตนเอง
มิติของการพฤติกรรม การคิดของสมอง (Cognitive Process) มีรายละเอียดดังนี้
1. การจํา (Remembering) หมายถึง สามารถจดจําเนื้อหาสาระที่ได้เรียนรู้มาไว้ในสมอง
พฤติกรรมนี้ มุ่งเน้นการวัดความสามารถในการจัดเก็บข้อความรู้ (Retention) ไว้ในตัวผู้เรียน แบ่งได้
2 ส่วน คือ การจําได้ (Recognizing) หมายถึงสามารถจดจําสาระต่าง ๆ ในลักษณะของการระบุแยก
ได้ว่าหมายถึง หรือมีความหมายอย่างไร อีกส่วนคือ การระลึกได้ (Recalling) หมายถึง การที่บุคคล
สามารถย้อนระลึกถึงสาระต่าง ๆ ที่เคยประสบมาได้ โดยไม่มีสิ่งเร้าใด ๆ มาช่วยกระตุ้นความจําใน
ขณะนั้น เป็นส่วนความจําของสมองในระยะยาว
2. ความเข้าใจ (Understanding) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการสื่อสารข้อความรู้ที่
ตนได้รับรู้มาให้บุคคลอื่นได้รับทราบถึงความรู้นั้น ด้วยวิธีการสื่อสารของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใช้
ถ้อยคํา ภาษาเขียน ท่าทาง สัญลักษณ์ รูปภาพหรือวิธีการอื่นใดของตนเอง มี 7 ส่วนย่อย คือ
การตีความ (Interpreting) การยกตัวอย่าง (Exemplifying) การจัดประเภท (Classifying) การสรุป
ความ (Summarizing) การอ้างพาดพิง (Inferring) การเปรียบเทียบ (Comparing) การอธิบาย
(Explaining)
3. การปรับใช้ (Applying) หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการนําความรู้ที่ตนได้เรียนรู้ไป
ใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ หรือในชีวิตจริง ซึ่งต้องเป็นสถานการณ์ใหม่ ๆ ต่างไปจากเดิม
ที่เคยเจอ การปรับใช้แบ่งเป็น 2 ส่วน ย่อย คือ การลงมือกระทําตามขั้นตอน (Executing) หมายถึง
การกระทําที่บุคคลลงมือปฏิบิตแก้ปัญหาใด ๆ ไปตามขั้นตอนที่เรียนรู้มา โดยมีลักษณะบางส่วนของ
ปัญหาที่คุ้นเคยมาก่อน ลักษณะการดําเนินการมุ่งเน้นไปในทางด้านทักษะและโครงสร้างขั้นตอน
การดําเนินการเป็นสําคัญ อีกส่วนคือ การประยุกต์ (Implementing) หมายถึง ความสามารถของ
บุคคลที่คิดดําเนินการแก้ปัญหาที่ตนต้องประสบโดยปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ไม่คุ้นเคย หรือมีลักษณะ
21
บางส่วนแตกต่างไปตากที่เคยเรียนรู้มา สภาพการแก้ปัญหาไม่มีแบบแผนของคําตอบที่แน่นอนตายตัว
หรืออาจมีแบบแผนมากกว่าหนึ่งแบบ แต่วิธีการที่เลือกนําเสนอนั้นควรเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล
ประสิทธิภาพและดําเนินการได้จริง
4. การวิเคราะห์ (Analyzing) เป็นความสามารถของบุคคลในการพิจารณาแยกแยะเรื่องราว
หรือปรากฏการณ์ใด ๆ แล้วสามารถหยั่งถึงเบื้องหลัง ความเป็นมา หรือเป็นไปหรือส่วนประกอบที่
เป็นรายละเอียดที่ประกอบเข้าด้วยกันเป็นสิ่งนั้น โดยการพิจารณาดังกล่าวเกิดจากบุคคลใช้ปัญญา
ของตนคิดหาเหตุผล หรือ คําตอบด้วยตัวเอง โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่ตนสามารถรับรู้ได้
การวิเคราะห์เป็นความสามารถด้านสมองที่มีความจําเป็นมากในกรณีที่ต้องสอนให้คนรู้จักคิด รู้จักหา
เหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งย่อยได้ 3 ลักษณะคือ การบ่งชี้ลักษณะ
สําคัญ (Differentiating) คือ การที่บุคคลสามารถระบุได้ว่าสาระใดบ้างที่สําคัญ และบ่งชี้ได้อย่าง
ชัดเจนการบ่งชี้ความสัมพันธ์ (Organizing) คือ การที่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงความต่อเนื่อง
ของเรื่องราว ปรากฏการณ์หรือการใช้เหตุผลใด ๆ อธิบายถึงความสัมพันธ์นั้น ๆ และสุดท้าย การบ่งชี้
คุณลักษณะภายใน (Attributing) คือการที่บุคคลสามารถหยั่งเห็นถึงแนวคิด ข้ออคติ เจตนาหรือ
ความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ภายในของปรากฏการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้น
5. การประเมิน (Evaluating) หมายถึง การพิจารณาตัดสินใจที่เกี่ยวกับคุณค่าที่ให้กับกิจกรรม
สิ่งของ การกระทํา หรือปรากฏการณ์ใด ๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กําหนด ทั้งนี้ การประเมินจะเกิดขึ้น
นั้นต้องเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ การตรวจสอบ (Checking)
คือ พิจารณาว่าขั้นตอนการดําเนินกิจกรรมใด ๆ กับผลลัพธ์ที่ได้ มีความสอดคล้องกันหรือมีคุณสมบัติ
ตรงตามเกณฑ์ที่กําหนดหรือไม่ การพิจารณาตัดสินใจ (Critiquing or Judging) คือการลงข้อประเมิน
ให้กับผลผลิต หรือกระบวนการใด ๆ ว่าเป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานภายนอก ที่ได้รับการกําหนด
ล่วงหน้าหรือไม่อย่างไร
6. การสร้างสรรค์ (Creating) เป็นความสามารถของบุคคลที่จะคิด พัฒนาประดิษฐ์ สร้าง หรือ
กระทําสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น โดยผลงานดังกล่าวนั้น เกิดจากความคิดของตัวผู้สร้างเองมิได้ลอกเลียนงานของ
บุคคลใด ๆ มา หรือการสร้างสรรค์โดยเอาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นส่วนย่อยมาผูกประสานให้เกิดขึ้นเป็น
ผลงานชิ้นใหม่ที่แตกต่างจากเดิม แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยคือ การกระทําใหม่ (Generating or
Hypothesizing) คือการที่สามารถให้ข้อเสนอแนะชี้แนะในแนวทางการพัฒนา สร้างสรรค์หรือเห็น
แนวทาง ขั้นตอนในการกระทําสิ่งใหม่ให้กับปัญหา หรือ ขั้นตอนการดําเนินการใด ๆ ที่มีอยู่ โดยอาศัย
แนวทางพื้นฐานเดิมแล้วต่อยอดเพื่อให้ได้สิ่งใหม่แตกต่างไปจากเดิม ส่วนที่สองคือ การวางแผน
(Planning) คือ ความสามารถในการจัดลําดับขั้นตอนหรือกําหนดสิ่งที่จะต้องดําเนินการ เพื่อ
แก้ปัญหา หรือกระทําการบางอย่างให้ลุล่วงไป เพื่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ ส่วนสุดท้าย การสร้าง
และพัฒนา (Producing) คือ ความสามารถในการใช้สมองของต้น คิดค้น เขียน สร้าง วาด หรือ
พัฒนาสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น โดยการกระทําดังกล่าวผู้สร้างใช้ความคิด ความสามารถของตนเองเป็นสําคัญ
ไม่ได้ลอกเลียนแบบผลงานผู้อื่นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นลักษณะของ ค่านิยม ความรู้สึก
ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่
22
ตลอดเวลา จะทําให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ จะประกอบด้วย
พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่
1. การรับรู้ (Receiving Phenomena) เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้า
อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดง
ออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2. การตอบสนอง (Responds to Phenomena) เป็นการกระทําที่แสดงออกมาในรูปของ
ความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม (Valuing) เป็นการเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม ซึ่งจะแสดง
ออกมาในรูปของการยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนกลายเป็น
ความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น
4. การจัดระบบ (Organization) เป็นการสร้างแนวคิดและจัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้น ซึ่งจะ
รวบรวมค่านิยมเหล่านั้น โดยอาศัยความสัมพันธ์กับสิ่งที่ยึดถือ เพื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณาในเรื่อง
ต่าง ๆ ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไป แต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับค่านิยมใหม่ หรืออาจจะยอมรับค่านิยม
ใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่าไปก็ได้
5. คุณลักษณะ (Internalizes Values) เป็นการนําค่านิยมที่ยึดถือนั้นมาใช้ เป็นตัวควบคุม
พฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจําตัวของตน ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม
พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมที่บ่งถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชํานาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและ
คุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้
1. การรับรู้ (Perception) เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ
การเลือกหาตัวแบบที่สนใจ
2. กระทําตามแบบ (Set) เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายาม
ทําซ้ํา เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนํา
3. การหาความถูกต้อง (Guided Response) เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้
ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ หากแต่เมื่อได้กระทําซ้ํา ๆ แล้ว ก็พยายามที่จะหาความถูก
ต้องในการปฏิบัติ ซึ่งจะพัฒนาเป็นรูปแบบของตัวเอง อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับตัวแบบเดิมก็ได้
4. การกระทําอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจ (Mechanism) หลังจากที่ได้ตัดสินใจเลือก
รูปแบบที่เป็นของตัวเองก็จะมีการกระทําตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อน
ได้ เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ว่องไว นั่นคือ เกิดทักษะขึ้นแล้ว
การที่จะทําให้ผู้เรียนเกิดทักษะได้จะต้องอาศัยการฝึกฝนในเรื่องนั้น ๆ และกระทําอย่างสม่ําเสมอ
5. การกระทําได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Complex Overt Response (Expert)) เป็นพฤติกรรม
สุดท้ายที่จะได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติสิ่งนั้น ๆ ได้คล่องแคล่วว่องไว โดยอัตโนมัติ
ดูเป็นไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง
2.3 แนวคิดและทฤษฏีด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001
มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นมาตรฐานสากล (International Standard) สําหรับ
ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กรประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1996 ซึ่งมีข้อกําหนดด้านระบบ
การจัดการสิ่
การพัฒนา ร
ปรับปรุงมาต
มาตรฐานฉบั
องค์กรที่ต้องก
ระบบ และเพิ
การเพิ่มควา
การดําเนินกา
บรรลุผลลัพธ์
ตัวกําหนดแน
มาตรฐ
ขนาดเล็กหรื
Aspect)
ดําเนินการได้
นอกจากนี้โค
มาตรฐานสา
องค์กร มีแนว
ISO
Systems หรื
ISO
(Environme
งแวดล้อม ที่
ะบบการจัดก
รฐาน ครั้งที่ส
ับล่าสุด คือ
การ ให้มีระบ
พิ่มสมรรถนะ
ามสามารถใ
ารให้สอดคล้อ
ธ์ทางธุรกิจ แล
นวทางการปฏิ
ภาพที่ 2-2
ฐานสากลฉบับ
รือขนาดใหญ่
จากกิจกรร
ด้ โดยพิจารณา
รงสร้างของข้
กลด้านอื่น ๆ
วทางการดําเนิ
14001 ม
รือ EMS)
14004 ม
ental Manag
องค์กรใด ๆ
การสิ่งแวดล้อม
สอง เป็น ISO
ISO 14001
บบริหารจัดก
ด้านสิ่งแวดล้
นการแข่งขัน
องกับข้อกําหน
ละความยั่งยืน
บัติ ตามภาพท
ความสัมพัน
(มาตรฐาน
บนี้ สามารถป
โดยมุ่งเน้นให
มผลิตภัณฑ์
าทั้งวัฎจักรชีวิ
ข้อกําหนดในม
ๆ ได้อย่างมีป
นินการที่ชัดเจ
าตรฐานระบบ
มาตรฐานระบ
ement Syst
ก็สามารถนํา
ม หลังจากปร
14001 Vers
: 2015 มา
ารกับความรับ
ล้อมด้วยการใ
น การได้รับ
นดของกฏหมา
นขององค์กรโด
ที่ 2-2
นธ์ของวงจร P
ISO 14001)
ประยุกต์ใช้ได้กั
ห้พิจารณาปร
และบริการ ท
วิตของผลิตภัณ
มาตรฐานฉบับ
ระสิทธิภาพด
จน ยังมีชุดของ
บการจัดการสิ
บบการจัดการ
tems-Gener
ไปประยุกต์ใ
ระกาศใช้ครั้ง
sion 2004 แ
าตรฐานสากล
บผิดชอบด้าน
ช้ทรัพยากรใ
ความไว้วาง
ายรวมถึงพันธ
ดยใช้แนวคิดข
DCA กับกรอ
กับทุกองค์กร
ระเด็นปัญหา
ที่องค์กรพิจา
ณฑ์และกระบ
บนี้ ก็ยังสามา
ด้วยเช่นกันแล
งมาตรฐาน IS
สิ่งแวดล้อม (
รสิ่งแวดล้อม
al Guideline
ช้ เพื่อการปฏิ
แรก เมื่อปี 1
และครั้งที่สาม
ฉบับนี้ มีวัตถุ
นสิ่งแวดล้อมข
ห้เกิดประสิท
ใจจากผู้มีส่ว
ธะสัญญาที่เกี่ย
องการของ ว
บของมาตรฐา
ทุกประเภทธุ
าสิ่งแวดล้อม
ารณาแล้วว่า
บวนการ (Life
รถนําไปบูรณ
ละเพื่อให้การ
SO 14000 อีก
Environmen
แนวทางทั่วไ
es on Imple
ฏิบัติ การควบ
996 ไปแล้ว
ม ในปี 2015 ซ
ถุประสงค์เพื่อใ
ขององค์กรตน
ทธิภาพ การล
วนได้เสียขอ
ยวข้อง เพื่อให
งจรเดมมิ่ง P
านสากล
ธุรกิจ ไม่ว่าจะ
(Environ
สามารถควบ
e Cycle Pers
ณาการ (Integ
รนําไปประยุก
กดังนี้
ntal Mana
ไป สําหรับกา
ementation)
23
บคุม และ
ก็ได้มีการ
ซึ่งถือเป็น
ใช้สําหรับ
อย่างเป็น
ดของเสีย
ององค์กร
ห้สามารถ
DCA เป็น
เป็นธุรกิจ
nmental
บคุม หรือ
spective)
grate) กับ
กต์ใช้ของ
agement
รนําไปใช้
)
24
ISO 14031 แนวทาง สําหรับการประเมินสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานฉบับนี้มีแนว
ทางการกําหนดตัวชี้วัดที่ สมรรถนะที่เหมาะสม และสามารถประเมินเทียบกับเกณฑ์ที่ทางฝ่ายบริหาร
กําหนดไว้ได้ และข้อมูลนี้ สามารถนําไปใช้ในการรายงานผลสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและ
ภายนอก
ISO 14020 มาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อม และคําประกาศสิ่งแวดล้อม-หลักการทั่วไป
(Environmental Labels and Declaratins-General Princicles)
ISO 14064 มาตรฐานสากลว่าด้วยเรื่อง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse
Gases) เป็นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
ISO 14064 part 1 ข้อกําหนดและข้อแนะนําระดับองค์กรสําหรับการวัดปริมาณและการ
รายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก
ISO 14064 part 2 ข้อกําหนดและข้อแนะนําโครงการสําหรับการวัดปริมาณ การติดตาม
ตรวจสอบและการรายงานผลการปลดปล่อย หรือการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก
ISO 14064 part 3 ข้อกําหนดและข้อแนะนําสําหรับการตรวจสอบความใช้ได้และการทวน
สอบก๊าซเรือนกระจก
ISO 14063 แนวทางและตัวอย่าง การสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม
ISO Guide 64 แนวทางในกําหนดประเด็นสิ่งแวดล้อมในมาตรฐานสินค้า
ข้อกําหนดของมาตรฐาน ISO 14001:2015 (Environmental Management Systems-
EMS) ประกอบด้วยข้อกําหนดทั้งหมด 10 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. ขอบเขต (Scope)
มาตรฐานสากลฉบับนี้ระบุข้อกําหนดสําหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่องค์กรสามารถใช้
สร้างความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้มีเจตนาให้องค์กรนําไปใช้เพื่อมีการจัดการกับ
ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมกับเสาหลักด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
มาตรฐานนี้ ช่วยองค์กรให้บรรลุผลที่คาดหวังจากระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งให้คุณค่ากับ
สิ่งแวดล้อม องค์กรและผู้มีส่วนร่วม ความสอดคล้องต่อนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลที่
ต้องการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย
1. การสร้างความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม
2. ความสอดคล้องต่อข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง
3. การบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม
มาตรฐานนี้สามารถใช้ได้กับทุกองค์กรไม่จํากัดขนาด ประเภทและลักษณะพื้นฐาน
การประยุกต์ใช้กับประเด็นสิ่งแวดล้อมของกระบวนการ ผลิตภัณฑ์และบริการที่องค์กรพิจารณา
การควบคุมหรือการมีอิทธิพลถึงด้วยมุมมองวงจรชีวิต ทั้งนี้มาตรฐานนี้ไม่ใช่เกณฑ์วัดความสามารถ
ด้านสิ่งแวดล้อม
มาตรฐานนี้ใช้ทั้งหมดหรือบางส่วนของการปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
การกล่าวอ้างถึงความสอดคล้องต่อข้อกําหนดของมาตรฐานฉบับนี้จะไม่สามารถยอมรับได้หาก
ไม่ผสานข้อกําหนดทั้งหมดกับการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร รวมทั้งทําให้สมบูรณ์โดยไม่ละเว้น
ข้อกําหนดใด ๆ
25
2. การอ้างอิง (Normative References) สําหรับมาตรฐานฉบับนี้ไม่มีมาตรฐานใด ๆ ใช้ใน
การอ้างอิง
3. คําศัพท์นิยาม (Terms and Definitions) ในมาตรฐานฉบับนี้ มีคําศัพท์และคํานิยามแบ่ง
ออกเป็น 4 ลักษณะ คือ คําเกี่ยวกับองค์กรและความเป็นผู้นํา คําเกี่ยวกับการวางแผน คําเกี่ยวกับ
การสนับสนุนและการดําเนินงานคําเกี่ยวกับการประเมินความสามารถและการปรับปรุง
4. บริบทขององค์กร (Context of the Organization)
4.1 ความเข้าใจองค์กรและบริบทขององค์กร (Understanding the Organization and
Its Context) องค์กรต้องพิจารณาเรื่องภายนอกและภายใน (External and Internal Issues)
ที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมาย (Purpose) และผลจากการบรรลุผลที่คาดหวัง (Intended Outcomes)
ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่องดังกล่าวนี้ต้องรวมถึงสภาวะแวดล้อมที่ได้รับผลจากองค์กรหรือ
อาจมีผลต่อองค์กร
4.2 ความเข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย (Understanding
the Needs and Expectations of Interested Parties)
องค์กรต้องพิจารณา
1. ผู้มีส่วนร่วม (Interested Parties) ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
2. ความต้องการ (Needs) และความคาดหวัง (Expectation) ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ข้อกําหนด)
ของผู้มีส่วนร่วม และ
3. ความต้องการและความคาดหวังที่ซึ่งกลายเป็นข้อกําหนด
4.3 การพิจารณากําหนดขอบข่ายระบบการบริหารสิ่งแวดล้อม (Determining the Scope
of the Environmental Management System) องค์กรต้องพิจารณาอาณาเขต (Boundaries)
และการประยุกต์ใช้ (Applicability) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อกําหนดขอบเขตองค์กรต้อง
พิจารณาเรื่องต่อไปนี้เพื่อกําหนดขอบเขต
4.3.1 เรื่องภายนอกและภายใน จากข้อ 4.1
4.3.2 ข้อกําหนดที่ต้องทําให้สอดคล้อง (Compliance obligations) จากข้อ 4.2
4.3.3 หน่วยงานในองค์กร (Organizational Unit) หน้าที่ (Function) และอาณาเขต
ทางภูมิศาสตร์ (Physicalboundaries)
4.3.4 กิจกรรม (Activities) ผลิตภัณฑ์และบริการ
4.3.5 อํานาจ (Authority) และความสามารถในการควบคุมและการมีอิทธิพล
เมื่อระบุขอบเขต ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องครอบคลุมกิจกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการ
ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ขอบเขตนั้น ขอบเขตต้องเป็นเอกสารและพร้อมแสดงต่อผู้มีส่วนร่วม
4.4 ระบบการบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System)
เพื่อบรรลุผลที่ต้องการและส่งเสริมความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental
Performance) องค์กรต้องจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม นําไปปฏิบัติ รักษาไว้ และปรับปรุง
อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีกระบวนการที่จําเป็นและความสัมพันธ์ของกระบวนการตามข้อกําหนดของ
มาตรฐานนี้องค์กรต้องพิจารณาความรู้ (Knowledge) ที่ได้จากข้อ 4.1 และ 4.2 เมื่อจัดทําและรักษา
ไว้ซึ่งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
5. ความเป็นผู้นํา (Leadership)
26
5.1 ความเป็นผู้นําและความมุ่งมั่น (Leadership and Commitment)
ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงความเป็นผู้นาและความมุ่งมั่นต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโดย
1. รับผิดชอบต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
2. มั่นใจว่ามีการกําหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเหมาะกับทิศทางกลยุทธ์
(Strategic Direction) และบริบทขององค์กร
3. มั่นใจว่าการประยุกต์ใช้ข้อกําหนดในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับกระบวนการทาง
ธุรกิจขององค์กร (Organization’s Business Processes)
4. มั่นใจว่าทรัพยากรที่จําเป็นต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมีเพียงพอ
5. สื่อสารถึงความสําคัญของประสิทธิผล (Effective) และความสอดคล้อง (Conform) ต่อ
ข้อกําหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
6. มั่นใจว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมบรรลุผลที่คาดหวัง (Intended Outcomes)
7. กํากับและสนับสนุนให้บุคลากรมีส่วนร่วมต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
8. ส่งเสริม (Promoting) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
9. สนับสนุนให้ผู้บริหารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแสดงความเป็นผู้นําในส่วนที่ตนรับผิดชอบ
หมายเหตุ (Note) อ้างถึงคําว่า “ธุรกิจ (Business)” ในมาตรฐานฉบับนี้มีความหมายอย่าง
กว้าง ๆ คือ กิจกรรมที่เป็นหลักต่อจุดมุ่งหมายของการดํารงอยู่ขององค์กร (Purposes of the
Organization Existence)
5.2 นโยบายสิ่งแวดล้อม (Environmental Policy)
ผู้บริหารระดับสูงต้องกําหนด นําไปใช้ และรักษาไว้ซึ่งนโยบายสิ่งแวดล้อมภายในขอบเขตของ
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ซึ่ง
1. เหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย (Purpose) และบริบท (Context) ขององค์กร รวมถึงลักษณะ
ขนาด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของกิจกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการ
2. เป็นกรอบในการกําหนดวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม
3. แสดงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการป้องกันมลภาวะ และความมุ่งมั่นต่อ
ข้อกําหนดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบริบทองค์กร
หมายเหตุ ความมุ่งมั่นเฉพาะที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม อาจรวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
บรรเทาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพ (Protection of
biodiversity) และระบบนิเวศ
4. แสดงความมุ่งมั่นต่อความสอดคล้องต่อข้อกําหนด
5. แสดงความมุ่งมั่นต่อการปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริม
ความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) นโยบายสิ่งแวดล้อมต้องเป็น
เอกสารสารสนเทศ ถูกสื่อสารภายในองค์กร พร้อมแสดงต่อผู้มีส่วนร่วม
5.3 บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และอํานาจหน้าที่ในองค์กร (Organizational Roles,
Responsibilities and Authorities)
ผู้บริหารระดับสูงต้องมั่นใจว่ามีการมอบหมายหน้าที่และอํานาจตามตําาแหน่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งมีการสื่อสารในองค์กร
ผู้บริหารระดับสูงต้องมอบหมายหน้าที่และอํานาจเพื่อให้
27
1. มั่นใจว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามข้อกําหนดในมาตรฐานฉบับนี้
2. ให้มีการรายงานความสามารถของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงความสามารถด้าน
สิ่งแวดล้อมต่อผู้บริหารระดับสูง
6. การวางแผน (Planning)
6.1 การปฏิบัติการเพื่อดําเนินการกับความเสี่ยงและโอกาส
6.1.1 ทั่วไป (General)
องค์กรต้องจัดทํากระบวนการที่จําเป็น นําไปใช้และรักษาเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกําหนด 6.1.1
ถึง 6.1.4 ในการวางแผนสําหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องจาก
ข้อ 4.1 ข้อกําหนดจากข้อ 4.2 ขอบเขตของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและพิจารณาความเสี่ยงและ
โอกาสที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิ่งแวดล้อม (ดูข้อ 6.1.2) ข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง (ดูข้อ 6.1.3)
ตลอดจนเรื่องและข้อกําหนดอื่น ๆ จากที่ระบุในข้อ 4.1 และ 4.2 ที่จําเป็นเพื่อให้ความมั่นใจว่าระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมจะบรรลุผลที่คาดหวังป้องกันหรือลดผลที่ไม่คาดหวัง รวมทั้งผลต่อองค์กรจาก
สภาวะแวดล้อมภายนอกที่อาจเกิดขึ้น และบรรลุการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ภายในขอบเขตของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณาเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
ตลอดจนสิ่งที่อาจเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
องค์กรต้องรักษาเอกสารข้อมูลที่จําเป็นสําหรับความเสี่ยงและโอกาสที่จําเป็น กระบวนการที่
จําเป็นจากข้อ 6.1.1 ถึง 6.1.4 ที่เข้มงวดเพียงพอต่อการทําให้ความมั่นใจว่ากระบวนการได้รับการ
ปฏิบัติตามแผนที่กําหนด
6.1.2 ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspect)
ภายใต้ขอบเขตของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมจาก
กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่สามารถควบคุมและมีอิทธิพลถึง รวมทั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่
เกี่ยวข้องซึ่งพิจารณาด้วยมุมมองของวงจรชีวิต
เมื่อพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องคํานึงถึง
1. การเปลี่ยนแปลง รวมถึงการพัฒนาตามแผนหรือพัฒนาใหม่ และกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และ
บริการใหม่หรือดัดแปลง
2. สภาวะผิดปกติและเหตุฉุกเฉินที่ระบุได้
องค์กรต้องพิจารณาประเด็นที่มีผลกระทบหรือสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อ
สิ่งแวดล้อมด้วยเกณฑ์ที่กําหนดขึ้น นั่นคือประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ
องค์กรต้องสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญแก่ระดับและหน่วยงานภายในองค์กรตาม
ความเหมาะสม
องค์กรต้องมีเอกสารข้อมูลแสดงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ
หมายเหตุประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญอาจส่งผลในเชิงของความเสี่ยงหรือโอกาสที่
เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม (ภัยคุกคาม-Threat) หรือเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
(โอกาส-Opportunities)
6.1.3 พันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม (Compliance obligations) องค์กร ต้อง
28
6.1.3.1 พิจารณาและเข้าถึงข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องเกี่ยวกับประเด็น
สิ่งแวดล้อมขององค์กร
6.1.3.2 พิจารณาแนวทางการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องข้อกําหนดที่เกี่ยวข้องนี้
6.1.3.3 จัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม นําไปปฏิบัติ รักษาไว้และปรับปรุง
อย่างต่อเนื่องโดยคํานึงถึงข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องนี้
องค์กรต้องรักษาเอกสารข้อมูลแสดงถึงความสอดคล้องต่อข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องสามารถเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสแก่องค์กร
6.1.4 การวางแผนปฏิบัติการ (Planning Action)
องค์กรต้องวางแผน
1. กิจกรรมเพื่อระบุ
1.1 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ
1.2 ข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง
1.3 ความเสี่ยงและโอกาสที่ระบุได้จาก 6.1.1
2. วิธีการ (How to)
2.1 ที่เข้ากันได้และการนําไปดําเนินการกับกระบวนการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
(ดูข้อ 6.2, ข้อ 7, ข้อ 8 และ 9.1) หรือกระบวนการทางธุรกิจอื่น ๆ
2.2 ประเมินประสิทธิผลของการดําเนินการดังกล่าว (ดูข้อ 9.1) ในการวางแผนนี้ องค์กร
ต้องพิจารณาทางเลือกเชิงเทคโนโลยี การเงิน ข้อกําหนดของการดําเนินงานและธุรกิจ
6.2 วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และการวางแผนเพื่อให้บรรลุ (Environmental
Objectives and Planning to Achieve them)
6.2.1 วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Objectives)
องค์กรต้องกําหนดวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมในหน่วยงานและระดับที่เกี่ยวข้องโดยคํานึงถึง
ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญขององค์กรข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องตลอดจนพิจารณาถึงความ
เสี่ยงและโอกาสวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมต้อง
1. สอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อม
2. สามารถวัดได้(ถ้าปฏิบัติได้)
3. ติดตามผลได้ (Monitored)
4. ได้รับการสื่อสาร
5. ได้รับการปรับปรุงตามความเหมาะสม
องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลของวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม
6.2.2 การวางแผนกิจกรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Planning
Actions to Achieve Environmental Objectives)
ในการวางแผนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณา
1. สิ่งที่ต้องทํา
2. ทรัพยากรที่ต้องการ
3. ผู้รับผิดชอบดําเนินการ
4. กําหนดเวลาแล้วเสร็จ
29
5. วิธีการประเมินผล รวมถึงตัวชี้วัดเพื่อติดตามความคืบหน้าในการบรรลุวัตถุประสงค์
สิ่งแวดล้อม (ดูข้อ 9.1.1)
องค์กรต้องพิจารณาวิธีการดําเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมที่สามารถบูรณาการ
ด้วยกันได้กับกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร
7. สนับสนุน (Support)
7.1 ทรัพยากร (Resources)
องค์กรต้องพิจารณาและจัดสรรทรัพยากรที่จําเป็นต่อการการจัดทํา นําไปปฏิบัติรักษาและ
ปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
7.2 ความสามารถ (Competence)
องค์กรต้อง
1. พิจารณาความสามารถที่จําเป็นของบุคคลในงานที่องค์กรควบคุมและมีผลต่อความสามารถ
ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการสอดคล้องข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง
2. มั่นใจว่าบุคลากรเหล่านั้นมีความสามารถบนพื้นฐานของการศึกษา (Education) การอบรม
(Training) หรือประสบการณ์ (Experience) ที่เหมาะสม
3. พิจารณาการฝึกอบรมที่จําเป็นต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
4. ทําให้บุคคลมีความสามารถที่จําเป็นและประเมินผลการดําเนินการนั้นตามความเหมาะสม
หมายเหตุ การดําเนินการที่เหมาะสม ได้แก่ การให้การอบรม การสอนงาน การมอบหมายงาน
รวมถึงการจ้างบุคลากรที่มีความสามารถ
องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลที่เป็นหลักฐานของความสามารถ
7.3 ความตระหนัก (Awareness)
องค์กรต้องมั่นใจว่าบุคลากรในงานที่องค์กรควบคุมต้องตระหนักถึง
1. นโยบายสิ่งแวดล้อม
2. ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญและผลกระทบที่มีอยู่หรือมีโอกาสจะเกิดเนื่องจากการ
ทํางาน
3. การมีส่วนร่วมต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมรวมถึงประโยชน์จาก
ความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม
4. ผลของการกระทําที่ไม่สอดคล้องกับข้อกําหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและ
ข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง
7.4 การสื่อสาร (Communication)
7.4.1 ทั่วไป (General)
องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติใช้และรักษาไว้ซึ่งกระบวนการสื่อสารภายในและภายนอกที่
เกี่ยวข้องกับระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
1. สิ่งที่จะสื่อ
2. ช่วงเวลาที่สื่อ
3. ผู้รับการสื่อสาร
4. วิธีการสื่อ
30
ในการจัดทํากระบวนการสื่อสารองค์กรต้องพิจารณาข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องและมั่นใจว่า
การสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับข้อมูลตั้งต้นในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและ
เชื่อถือได้
องค์กรต้องตอบสนองการสื่อสารที่เกี่ยวข้องของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และต้องเก็บ
รักษาเอกสารข้อมูลการสื่อสารเป็นหลักฐานตามความเหมาะสม
7.4.2 การสื่อสารภายในประเทศ
องค์กรต้อง
1. สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมระหว่างระดับและหน้าที่ต่าง ๆ
ภายในองค์กร, รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสม
2. มั่นใจว่ากระบวนการสื่อสารทําให้บุคลากรในงานที่องค์กรควบคุมส่วนสนับสนุน
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
7.4.3 การสื่อสารภายนอก (External Communication)
องค์กรต้องสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่ภายนอกตามวิธีการ
สื่อสารขององค์กรและข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง
7.5 เอกสาร สารสนเทศ (Documented Information)
7.5.1 ทั่วไป (General)
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรต้องประกอบด้วย
1. เอกสารข้อมูลที่บังคับตามมาตรฐานฉบับนี้
2. เอกสารข้อมูลที่องค์กรพิจารณาว่าจําเป็นต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
หมายเหตุระดับของเอกสารขอ้มูลในระบบการจดัการสิ่งแวดลอ้มอาจแตกต่างกันเนื่องจาก
ขนาดขององค์กรและประเภทของกิจกรรม กระบวนการและบริการความจําเป็นในการบรรลุ
ข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง ความซับซ้อนของกระบวนการและความสัมพันธ์ของกระบวนการ
ความสามารถของบุคลากรในงานที่องค์กรควบคุม
7.5.2 การจัดทําและทําให้ทันสมัย
ในการจัดทําและปรับเอกสารข้อมูลให้ทันสมัย องค์กรต้องทําให้เหมาะสมในเรื่องดังนี้
1. การชี้บ่ง และแสดงรายละเอียด (เช่น ชื่อ วันที่ผู้แต่ง หรือเลขที่อ้างอิง)
2. รูปแบบ เช่น ภาษารุ่นของซอฟแวร์ภาพและสื่อเช่น กระดาษ อิเล็กทรอนิกส์
3. การทบทวน และอนุมัติที่เพียงพอและเหมาะสม
7.5.3 การควบคุม เอกสารสารสนเทศ (Control of Documented Information)
เอกสารข้อมูลที่ต้องการใช้ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและที่บังคับตามมาตรฐานฉบับนี้ต้องได้รับ
การควบคุมโดย
7.5.3.1 พร้อมใช้และเหมาะสมต่อการใช้งานในสถานที่และเวลาที่จําเป็น
7.5.3.2 ได้รับการป้องกัน (Protect) ที่เหมาะสม (ได้แก่ การรั่วไหลของข้อมูล
การใช้งานที่ไม่เหมาะสมและขาดความสมบูรณ์)
ในการควบคุมเอกสารข้อมูล องค์กรต้องกําหนดกิจกรรมต่อไปนี้ตามความเหมาะสม
1. การแจกจ่าย การเข้าถึง การสืบค้น การใช้งาน
2. การเก็บ การรักษาสภาพ รวมทั้งคงสภาพให้เข้าใจได้
31
3. การควบคุมการเปลี่ยนแปลง เช่น การควบคุมการแก้ไข
4. ระยะเวลาการเก็บ และการทําลาย
เอกสารข้อมูลจากภายนอกที่องค์กรพิจารณาว่าจําเป็นต่อการวางแผนและการดําเนินงานใน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการชี้บ่งอย่างเหมาะสมและได้รับการควบคุม
หมายเหตุ การเข้าถึงคือการอนุญาตให้รับรู้เอกสาร ข้อมูลเท่านั้น หรือการอนุญาตและให้
อํานาจทั้งในการรับรู้และแก้ไขเอกสารข้อมูล
8. การดําเนินการ (Operation)
8.1 การวางแผนและการควบคุมการดําเนินการ (Operational Planning and Control)
องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติ ควบคุมและรักษาไว้ซึ่งกระบวนการที่จําเป็นเพื่อบรรลุ
ข้อกําหนดระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และนํากิจกรรมที่ได้รับการพิจารณาจาก 6.1 และ 6.2 ไป
ปฏิบัติโดยจัดทําเกณฑ์สําหรับควบคุมกระบวนการและควบคุมกระบวนการตามเกณฑ์สําหรับควบคุม
กระบวนการนั้น
หมายเหตุ การควบคุมสามารถรวมถึงการควบคุมเชิงวิศวกรรม และขั้นตอนการทํางาน
การควบคุมสามารถนําไปใช้ตามลําดับ เช่น การยกเลิกการทดแทน การจัดการรวมทั้งสามารถใช้
วิธีการเดียวหรือใช้ร่วมกัน
องค์กรต้องควบคุมให้มีการเปลี่ยนแปลงตามแผนและการทบทวนผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด รวมทั้งมีการจัดการเพื่อลดผลข้างเคียงด้านลบใด ๆ ตามความจําเป็น
องค์กรต้องมั่นใจว่ากระบวนการภายนอกได้รับการควบคุมหรือการชี้นําโดยกําหนดวิธีการและ
ระดับของการควบคุมหรือชี้นํากระบวนการเหล่านี้ไว้ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
เพื่อสอดคล้องกับมุมมองวงจรชีวิต (Life Cycle Perspective) องค์กรต้อง
1. กําหนดการควบคุมกระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นไปตาม
ข้อกําหนดตามความเหมาะสม โดยพิจารณาในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต
2. พิจารณาข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมสําหรับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการตามความเหมาะสม
3. สื่อสารข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องแก่ผู้จัดหาภายนอกรวมทั้งผู้รับเหมา
4. พิจารณาความจําเป็นของการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญที่อาจ
เกิดขึ้น
เนื่องจากการขนส่งหรือส่งมอบ การใช้งาน การกําจัดเมื่อเสื่อมสภาพและทิ้งผลิตภัณฑ์และ
บริการในที่สุด องค์กรต้องเก็บเอกสารสารข้อมูลที่จําเป็นเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการได้ดําเนินตาม
แผน
8.2 การเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
องค์กรต้องจัดทําขั้นตอนที่จําเป็นต่อการเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
ตามที่ระบุได้
จากข้อ 6.1.1 รวมถึงนําขั้นตอนไปปฏิบัติและรักษาไว้
องค์กรต้อง
1. เตรียมการตอบสนองโดยวางแผนเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเหตุฉุกเฉิน
2. ตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น
32
3. ดําเนินการเพื่อป้องกันหรือบรรเทาสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังเหตุฉุกเฉินเพื่อให้เหมาะสมกับ
ความรุนแรงของเหตุฉุกเฉินและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
4. ซักซ้อมวิธีการตอบสนองที่วางแผนไว้เป็นระยะ ๆ
5. ทบทวนและแก้ไขกระบวนการและแผนตอบสนองที่วางแผนไว้เป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหลัง
การเกิดเหตุหรือการซ้อม
6. นําเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องและฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน
แก่ผู้มีส่วนร่วมและบุคลากรในงานที่องค์กรควบคุมตามความเหมาะสม
องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลเพื่อแสดงความมั่นใจว่ากระบวนการได้รับการควบคุมตาม
แผน
9. การประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation)
9.1 การเฝ้าระวัง การวัด การวิเคราะห์ และการประเมิน
9.1.1 ทั่ว ไป
องค์กรต้องเฝ้าตรวจ วัด วิเคราะห์และประเมินผลความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม
องค์กรต้องพิจารณา
1. สิ่งที่ต้องการเฝ้าตรวจและวัด
2. วิธีการเฝ้าตรวจ วัด วิเคราะห์และการประเมินผลตามความเหมาะสมเพื่อให้มั่นใจกับผลที่ได้
3. เกณฑ์ที่องค์กรใช้ในการประเมินความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมและตัวชี้วัดที่เหมาะสม
4. ช่วงเวลาของการเฝ้าตรวจและการวัด
5. ช่วงเวลาในการวิเคราะห์และการประเมินผลการเฝ้าตรวจและการวัด
องค์กรต้องมั่นใจว่าเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเฝ้าตรวจและวัดได้รับการสอบเทียบหรือ
ทวนสอบตามความเหมาะสม
องค์กรต้องประเมินความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมและประสิทธิผลของระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
องค์กรต้องสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก
ตามที่กําหนดในขั้นตอนการสื่อสารและตามข้อกาหนดที่ต้องสอดคล้อง
องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลการเฝ้าตรวจ การวัด การวิเคราะห์และการประเมินผล
9.1.2 การประเมินการสอดคล้อง
องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติและรักษาไว้ซึ่งกระบวนการที่จําเป็นต่อการประเมินความ
สอดคล้องต่อข้อกาหนดที่เกี่ยวข้ององค์กรต้อง
1. พิจารณาความถี่ในการประเมินการสอดคล้อง
2. ประเมินความสอดคล้องและจัดการตามที่จําเป็น
3. รักษาความรู้และความเข้าใจสถานะของความสอดคล้อง
องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลแสดงผลการประเมินความสอดคล้องต่อข้อกําหนด
9.2 การตรวจประเมินภายใน (Internal Audit)
9.2.1 ทั่วไป (General)
องค์กรต้องตรวจประเมินภายในตามกําหนดเวลาเพื่อแสดงว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
33
1. สอดคล้องต่อข้อกําหนดในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรและข้อกําหนดใน
มาตรฐานสากลฉบับนี้
2. ถูกนําไปปฏิบัติและรักษาไว้อย่างมีประสิทธิผล
9.2.2 โปรแกรมการประเมินภายใน (Internal audit programme)
องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติและรักษาไว้ซึ่งแผนการตรวจประเมิน รวมทั้งความถี่ในการตรวจ
วิธีการ ความรับผิดชอบ ข้อกําหนดในการวางแผนและการรายงาน
ในการวางแผนการตรวจประเมินภายใน องค์กรต้องคานึงถึงความสาคัญด้านสิ่งแวดล้อมของ
กระบวนการที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อองค์กรตลอดจนผลการตรวจที่ผ่านมา
องค์กรต้อง
1. ระบุเกณฑ์และขอบเขตในการตรวจประเมิน
2. เลือกผู้ตรวจประเมินและทําการตรวจประเมินโดยไม่ใช้ความเห็นส่วนตัวและเป็นกลางต่อ
กระบวนการที่รับตรวจ
3. รายงานผลการตรวจประเมินต่อผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
องค์กรต้องเก็บหลักฐานของการตรวจประเมินตามแผนและผลการประเมิน
9.3 การทบทวนฝ่ายบริหาร (Management Review)
ผู้บริหารระดับสูงต้องทบทวนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรภายในเวลาที่กําหนด
เพื่อให้มั่นใจต่อความเหมาะสม เพียงพอและมีประสิทธิผล
การทบทวนโดยฝ่ายบริหารต้องพิจารณาถึง
1. สถานะของกิจกรรมจากการทบทวนครั้งที่ผ่านมา
2. การเปลี่ยนแปลง
2.1 เรื่องภายในและภายนอกที่เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
2.2 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนร่วม รวมทั้งข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง
2.3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ
2.4 ความเสี่ยงและโอกาส
3. การบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม
4. ข้อมูลความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและแนวโน้ม
4.1 ความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและการแก้ไขที่สาเหตุ
4.2 ผลการเฝ้าตรวจและการวัด
4.3 ผลประเมินความสอดคล้องต่อข้อกําหนด
4.4 ผลการตรวจประเมิน
5. ความเพียงพอของทรัพยากร
6. การสื่อสารกับผู้มีส่วนร่วมและข้อร้องเรียน
7. โอกาสในการปรับปรุง
ผลของการทบทวนฝ่ายบริหารต้องแสดงถึงข้อสรุปที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสม เพียงพอและ
ประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับโอกาสในการปรับปรุงอย่าง
ต่อเนื่อง การตัดสินใจในความจําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึง
34
ทรัพยากรกิจกรรมที่จําเป็นหากไม่บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม โอกาสในการปรับปรุงให้ระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากันได้กับกระบวนการทางธุรกิจอื่น ๆ ถ้าจําเป็น ทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร
องค์กรต้องเก็บหลักฐานแสดงผลของการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร
10. การปรับปรุง (Development)
10.1 ทั่วไป (General) องค์กรต้องพิจารณาโอกาสในการปรับปรุง (ดูข้อ 9.1, 9.2 และ
9.3) และดาเนินการตามความจําเป็นต่อการบรรลุผลที่ต้องการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
10.2 ความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและการแก้ไข(Nonconformity and Corrective
Action)
เมื่อพบความไม่เป็นไปตามข้อกําหนด องค์กรต้อง
1. แก้ไขความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดตามความเหมาะสม
1.1 ควบคุมและแก้ไขเบื้องต้น
1.2 จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา รวมทั้งบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2. ประเมินความจําเป็นในการกําจัดสาเหตุของความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดเพื่อป้องกันไม่ให้
เกิดซ้ําหรือป้องกันไม่ให้เกิดโดยการ
2.1 ทบทวนความไม่เป็นไปตามข้อกําหนด
2.2 พิจารณาสาเหตุของความไม่เป็นไปตามข้อกําหนด
2.3 พิจารณาความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดที่มีอยู่คล้ายกันหรืออาจเกิดขึ้น
3. ดําเนินการตามที่จําเป็น
4. ทบทวนประสิทธิผลของการแก้ไขที่สาเหตุ
5. ปรับเปลี่ยนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมถ้าจําเป็น
การแก้ไขที่สาเหตุต้องเหมาะสมกับผลกระทบที่ได้รับจากความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและ
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
องค์กรต้องเก็บหลักฐานของลักษณะของความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและการดําเนินการและ
ผลของการแก้ไข
10.3 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement)
องค์กรต้องปรับปรุงความเหมาะสม เพียงพอและประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของบุคลากรที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา
คําว่า “ที่ปรึกษา” ตามความหมาย ของประกาศกระทรวงการคลัง (ราชกิจจานุเบกษา และ
ประกาศกระทรวงการคลัง, 2554) เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนที่ปรึกษาไทย
พ.ศ. 2554 ให้ความหมาย ไว้ดังนี้
“ที่ปรึกษา” หมายความว่า บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคลที่ประกอบอาชีพ วิชาชีพ หรือ
ให้บริการเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับวิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ การศึกษา การเงิน บัญชี
กฏหมาย หรือ อื่น ๆ
“ที่ปรึกษาอิสระ” หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่ประกอบวิชาชีพในการเป็นที่ปรึกษาในระดับ
ใดระดับหนึ่งสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา
35
“ที่ปรึกษานิติบุคคล” หมายความว่า นิติบุคคลที่ประกอบกิจการในการเป็นที่ปรึกษาในระดับ
ใดระดับหนึ่งสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา
“ที่ปรึกษาไทย” หมายความว่า ที่ปรึกษาที่มีสัญชาติไทยและได้จดทะเบียนไว้กับศูนย์ข้อมูลที่
ปรึกษาของกระทรวงการคลัง
ประเภทและคุณสมบัติของที่ปรึกษาไทย
ที่ปรึกษาไทยมี 2 ประเภทดังนี้
1. ที่ปรึกษาอิสระ
2. ที่ปรึกษานิติบุคคล
ที่ปรึกษาอิสระต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2. สําเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีปริญญาโทและปริญญาเอกมาแล้วมากกว่าสิบปี
ห้าปีและสามปีตามลําดับจากสถาบันการศึกษาที่สํานักงาน ก.พ. รับรองและมีประสบการณ์ในการ
เป็นที่ปรึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของแต่ละระดับการศึกษาข้างต้น
3. ไม่เป็นข้าราชการพนักงานราชการพนักงานเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจห้างหุ้นส่วนบริษัทมูลนิธิสมาคมหรือหน่วยงานอื่นใดแล้วแต่กรณี
ที่ปรึกษานิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. จดทะเบียนในประเทศไทยและต้องมีวัตถุประสงค์ในการเป็นที่ปรึกษา
2. ต้องมีทุนจดทะเบียนตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไป
3. ต้องมีจํานวนหุ้นของผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดซึ่งมีสิทธิในการออก
เสียงและจําหน่ายได้แล้วทั้งหมด
4. ต้องมีกรรมการและกรรมการผู้มีอํานาจลงนามผูกพันเป็นผู้มีสัญชาติไทยมากกว่ากึ่งหนึ่ง
5. ต้องมีบุคลากรที่ปรึกษาที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสองคนและต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนบุคลากรที่ปรึกษาทั้งหมด
ความในวรรคหนึ่ง (1) (3) มิให้ใช้บังคับกับสถาบันการศึกษามูลนิธิหรือสมาคม
ส่วนที่ 2
ระดับของที่ปรึกษาไทย
ข้อ 8 ที่ปรึกษาอิสระมี 2 ระดับดังนี้
(1) ที่ปรึกษาอิสระระดับ A หมายถึง
(ก) ต้องมีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าสามปี
(ข) ต้องมีประสบการณ์โครงการไม่น้อยกว่าสามโครงการที่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ
(2) ที่ปรึกษาอิสระระดับ B หมายถึงที่ปรึกษาอิสระที่ขาดคุณสมบัติตาม (1)
ข้อ 9 ที่ปรึกษานิติบุคคลมี 2 ระดับดังนี้
(1) ที่ปรึกษานิติบุคคลระดับ A หมายถึง
(ก) ต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่าสามปี
(ข) ต้องมีประสบการณ์โครงการไม่น้อยกว่าสามโครงการที่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ
(ค) ต้องมีบุคลากรที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าสามปีและ
ทํางานเต็มเวลาการทํางานปกติของที่ปรึกษานิติบุคคลนั้นไม่น้อยกว่าสองคน
36
ที่ปรึกษานิติบุคคลใดที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (1) (ก) อาจจัดเป็นที่
ปรึกษานิติบุคคลระดับ A ได้หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้
(ก) ต้องมีประสบการณ์โครงการไม่น้อยกว่าสามโครงการที่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ
(ข) ต้องมีบุคลากรที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าหกปีและ
ทํางานเต็มเวลาการทํางานปกติของที่ปรึกษานิติบุคคลนั้นไม่น้อยกว่าสองคน
(2)ที่ปรึกษานิติบุคคลระดับ B หมายถึงที่ปรึกษานิติบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตาม (1)
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ (Management Consulting) ตามคํานิยามของ (Milan Kubr
: 1996) จาก ILO : InternationalLabour Office Geneva ได้ให้คํานิยามว่า ที่ปรึกษาด้านการ
บริหารจัดการ คือ ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพที่เป็นอิสระให้บริการคําปรึกษา เพื่อช่วยผู้จัดการ และ
องค์การ บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร โดยการแก้ไขปัญหาการจัดการ ปัญหาธุรกิจ
การบ่งชี้ และการมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อขยายการเรียนรู้และปฏิบัติการกับความเปลี่ยนแปลง
ต่าง ๆ และในเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ มืออาชีพนั้น เกณฑ์ที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพของที่ปรึกษา มี
5 เรื่อง ได้แก่
1. ความรู้และทักษะ (Knowledge and Skills) องค์ความรู้ที่เหมาะสมเพียงพอ ในการ
ประกอบอาชีพ ที่ได้รับจากการศึกษาและฝึกอบรม ระดับความเชี่ยวชาญ คือประสบการณ์ที่ได้รับจาก
การฝึกฝนมานาน นอกเหนือจากที่ได้จากการสําเร็จการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประสบการณ์ที่
ได้รับจากการสอนและถ่ายทอดโดยตรงจากผู้มีประสบการณ์มากกว่า ในอาชีพเดียวกันนอกจากนั้น
คือการได้รับการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. แนวคิดด้านการให้บริการและสังคม (Concept of Service and Social Interest)
ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคือผู้ที่ใช้ความรู้และประสบการณ์ ของตนเองเป็นสิ่งที่ให้บริการ กับ ผู้ใช้บริการ
แลกกับค่าตอบแทน ความเป็น มืออาชีพ จึงต้องมีบุคลิกลักษณะของคนทํางานให้บริการ (Service
Ethos) โดยตอบสนองความต้องการ และความสนใจของผู้รับบริการ พร้อม ๆ กับการใส่ใจในความ
ต้องการของสังคมรอบข้างด้วยเช่นกัน
3. หลักจริยธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติ (Ethic Norms) สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันในระดับมือ
อาชีพ พฤติกรรมที่เหมาะสม และที่ไม่เหมาะสม ในการให้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่มากกว่า ที่กฏระเบียบ
กําหนดไว้
4. ข้อบังคับ ระเบียบที่ต้องปฏิบัติ (Community sanction and enforcement) ในกรณีที่มี
กฏหมายหรือข้อบังคับอื่น ๆ ให้ต้องดําเนินการตาม เช่น การได้รับการรับรองทางด้านการศึกษา หรือ
ต้องผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือข้อบังคับนั้น
ๆ เป็นต้น
5. ความมีวินัยในตนเอง และ การควบคุมตัวเอง (Self-discipline and Self Control)
คุณสมบัติของที่ปรึกษาที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย
1. ความสามารถทางปัญญา (Intellectual Ability)
1.1 เรียนรู้ได้เร็วและง่าย
1.2 ช่างสังเกตุ รวบรวม เลือก และประเมินความจริง
1.3 ตัดสินใจได้ดี
1.4 มีเหตุผลในการสรุปข้อเท็จจริง (Inductive and Reductive Reasoning)
37
1.5 มีความสามารถในการคิดค้น และสังเคราะห์ความคิด
1.6 มีความคิดสร้างสรรค์ และมีจินตนาการเป็นนักคิดค้น
2. ความสามารถในการเข้าใจผู้คนและทํางานร่วมกับผู้อื่น (Ability to Understand People
and Work with them)
2.1 เคารพ และยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น
2.2 สามารถคาดการณ์และประเมินปฏิกิริยาของคนได้
2.3 ง่ายต่อการคบหา
2.4 เป็นที่ไว้วางใจและยอมรับ
2.5 มีมารยาทและสุภาพ
3. ความสามารถในการสื่อสาร โน้มน้าว และจูงใจ (Ability to Communicate, Persuade
and Motivate)
3.1 ความสามารถในการรับฟัง
3.2 มีความคล่องแคล่วในการพูดและเขียน
3.3 มีความสามารถในการสอนและอบรมบุคลากร
3.4 มีความสามารถในการโน้มน้าว ชักจูง
4. มีวุฒิภาวะ (Emotional Maturity)
4.1 มีความสุขุมในพฤติกรรมและการแสดงออก
4.2 มีความเป็นอิสระ ไม่ลําเอียง
4.3 มีความอดทนต่อแรงกดดัน แม้อยู่ในสภาวะที่ไม่น่าพอใจหรือสภาวะของความไม่แน่นอน
4.4 มีความสุขุมเยือกเย็น และมีเป้าหมาย
4.5 ยืดหยุ่น ปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลง
5. มีความกระตือรือร้นและสร้างสรรค์ (Personal Drive and Initiative)
5.1 มีความมั่นใจในตนเอง ในทางที่ถูกต้อง
5.2 มีความทะเยอทะยาน
5.3 มีความคิดเชิงประกอบการ
5.4 กล้าหาญ สร้างสรรค์ และขยันหมั่นเพียร
6. จรรยาบรรณและคุณธรรม (Ethics and Integrity)
6.1 มีความจริงใจในการช่วยเหลือผู้อื่น
6.2 ซื่อสัตย์สุจริต
6.3 สามารถเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น
6.4 สามารถยอมรับความผิดพลาดและเรียนรู้จากความล้มเหลว
7. กายภาพและสุขภาพอนามัย (Physical and mental health)
7.1 สามารถทํางานในลักษณะเฉพาะด้านที่อยู่ในสภาวะเงื่อนไขของที่ปรึกษาได้
ที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพ (Quality Management System Consultant) ตามคํา
จํากัดของ มาตรฐาน ISO 10019:2005(E) หมายถึงบุคคลที่ช่วยองค์กรดําเนินการให้ระบบบริหารงาน
คุณภาพเกิดขึ้นได้จริง ด้วยการให้คําแนะนําหรือการให้ข้อมูลโดยมีบทบาทดังนี้
38
1. ให้คําแนะนําในการออกแบบระบบบริหารงานคุณภาพ และการนําไปปฏิบัติ ให้เหมาะสม
กับคุณลักษณะ วัฒนธรรมขององค์กรระดับการศึกษา และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแต่ละประเภท
2. ให้แนวคิดที่เกี่ยวข้อง อย่างชัดเจน และสามารถเข้าใจได้ทั้งองค์กร
3. สื่อสารกับผู้ที่เกียวข้องทุกระดับ ให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบบริหารงานอย่าง
แท้จริง
4. ให้คําแนะนําและสนับสนุนให้องค์กรกําหนดกระบวนการที่จําเป็นในการจัดทําระบบ
บริหารงานคุณภาพ จัดลําดับและความเชื่อมโยงของกระบวนการ
5. ให้ความช่วยเหลือในการกําหนดการจัดทําเอกสารสารสนเทศที่จําเป็น และมั่นใจว่ามีการ
วางแผน การนําไปใช้ การควบคุม ในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ
6. ประเมินความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการในระบบบริหารงานคุณภาพ
เพื่อทําให้องค์กรได้มองหาโอกาศในการพัฒนาปรับปรุง
7. ให้การช่วยเหลือในการสนับสนุนให้องค์กรมุ่งเน้นกระบวนการ และการพัฒนาปรับปรุง
อย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวขององค์กรเอง
8. ให้การช่วยเหลือในการกําหนดความจําเป็นในการฝึกอบรม เพื่อให้องค์กรสามารถรักษา
ระบบบริหารงานคุณภาพได้ต่อไป
9. ให้การช่วยเหลือ ในการกําหนดความสัมพันธ์ของระบบบริหารงานคุณภาพกับ ระบบการ
จัดการอื่น ๆ เช่น ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และให้การ
ช่วยเหลือในการบูรณาการระบบการจัดการเหล่านั้น
การประเมินความสามารถของที่ปรึกษา สามารถพิจารณาได้จาก
1. คุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Attributes)
2. การศึกษาที่เกี่ยวข้อง (Relevant Education)
3. ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ที่จําเป็นที่ตรงกับวัตถุประสงค์โดยรวมขององค์กรต่อ
การจัดทําระบบบริหารงานคุณภาพ
4. ประสบการณ์ในการทํางาน (Work Experience)
5. จรรยาบรรณ (Ethical Behavior)
ในการพิจารณาความสามารถของที่ปรึกษานั้นต้องประเมินให้ครอบคลุมการดําเนินงานภายใต้
ระบบการบริหารงานคุณภาพ ซึ่งมาตรฐาน ISO 9000 ได้ให้นิยาม คําว่าความสามารถ
(Competence) ว่า หมายถึง ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะซึ่งมีกรอบแนวคิดของ
ความสามารถ ดังภาพที่ 2-3
ไ
ภ
คุณลัก
คุณลัก
ปรึกษาระบบ
1. มีจ
2. ช่า
สภาพแวดล้อ
3. คา
ของการเปลี่ย
4. ปรั
เลือก และเสน
5. หนั
6. กล้
ทันท่วงที
7. มีค
อิสระ และมีป
8. มีค
ได้อย่างมีประ
นั้น ๆ
9. ปฏิ
10. มี
11. อํ
องค์กร ให้ระ
ภาพที่ 2-3 แ
กษณะส่วนบุค
กษณะส่วนบุค
บบริหารงานคุ
จรรยาบรรณ (
งสังเกต (Ob
อม และกิจกรร
ดการล่วงหน้
ยนแปลง และ
รับตัวได้ง่าย (V
นอแนวทางกา
นักแน่น แน่วแ
ล้าตัดสินใจ (D
ความมั่นใจ(Se
ปฏิสัมพันธ์กับ
ความสามารถใ
ะสิทธิภาพกับ
ฏิบัติจริง (Pra
มีความรับผิดช
อํานวยความส
บบบริหารงาน
แนวคิดของคว
คคล (Persona
คคล (Person
ณภาพ โดยทั่ว
(Ethical) : มีค
servant) : โ
รมต่าง ๆ ที่เป็
้า (Perceptiv
การพัฒนาปรั
Versatile) :
ารแก้ไขปัญห
แน่ (Tenacio
Decisive) : ส
elf-reliant)
บผู้อื่นได้อย่างม
ในการสื่อสาร
บทุกระดับในอ
ctical) : ทําได
ชอบในงาน (A
สะดวก (Facil
นคุณภาพมีกา
วามสามารถขอ
al Attribute
nal Attribu
ัวไปประกอบด
ความยุติธรรม
โดยการตระห
ป็นบริบทของอ
ve) : ตระห
รับปรุง
สามารถปรับ
าได้
us) : มุ่งมั่นเพื
สามารถหาบท
: สามารถป
มีประสิทธิภา
ร(Communic
องค์กร ด้วยค
ด้จริง และมีค
Accountable
litative) : ส
ารดําเนินการไ
องที่ปรึกษาระ
s)
utes) ที่จะทํา
ด้วย
มซื่อสัตย์ จริงใ
หนักถึง คุณค่า
องค์กร
นัก และ เข้าใ
บตัวในสถานก
พื่อให้สําเร็จตา
ทสรุปด้วยการ
ปฏิบัติงาน แล
พ
cative) : สา
วามมั่นใจ แล
ความยืดหยุ่น
e) : รับผิดชอบ
ามารถให้การ
ได้จริง
ะบบบริหารงา
าให้ประสบคว
ใจ รอบคอบ
า และวัฒนธร
ใจในความต้อ
การณ์ต่าง ๆ ไ
ามวัตถุประสง
คิดวิเคราะห์อ
ละดําเนินงาน
ามารถรับฟัง แ
ละไม่กระทบกั
และบริหารเว
บในงาน และก
รช่วยเหลือ ผู้บ
านคุณภาพ
วามสําเร็จในก
รรมขององค์ก
องการและคว
ได้ และสามา
งค์
อย่างมีเหตุมีผ
นตามบทบาทไ
และมีการประ
กับวัฒนธรรมใ
วลา
การกระทําขอ
บริหารและพน
39
การเป็นที่
กร รวมถึง
ามจําเป็น
รถหาทาง
ผลได้อย่าง
ได้อย่างมี
ะสานงาน
ในองค์กร
องตนเอง
นักงานใน
40
การศึกษา ความรู้ และทักษะ (Education, Knowledge and Skills)
ความรู้และทักษะเฉพาะด้านของการบริหารงานคุณภาพแบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่
1. มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น มาตรฐาน ISO9001 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ,
ISO19011 แนวทางการตรวจติดตามระบบบริหารงานคุณภาพและหรือระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม,
ISO9004 แนวทางการพัฒนาปรับปรุงการดําเนินงาน, ISO 10015 การบริหารคุณภาพ-แนวทาง
การฝึกอบรม เป็นต้น
2. การให้การรับรองในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการขึ้นทะเบียนระบบการรับรอง
ผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล
3. หลักการบริหารงานคุณภาพทั่วไป กลวิธีและเทคนิคต่าง ๆ อาทิเช่น หลักการบริหารงาน
คุณภาพเทคนิคการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลวิธีทางสถิติที่จําเป็น หลักการตรวจประเมิน เทคนิคการ
แก้ไขปัญหา เป็นต้น
ความรู้และทักษะเฉพาะด้านในองค์กรแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1. ด้านกฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฏหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กร และขอบเขต
ของงานที่ให้คําปรึกษา
2. ด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และความต้องการขององค์กร
3. ด้านการบริหารจัดการ ที่ปรึกษาต้องมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและต้องเข้าใจว่า
จะสามารถบูรณาการร่วมกับมาตรฐานอื่น ๆ ได้อย่างไร ทั้งนี้ยังรวมถึงเรื่องการบริหารทรัพยากร
มนุษย์ และวิธีการที่จะถ่ายทอดวัตถุประสงค์เป้าหมายในองค์กรด้วย
ประสบการณ์ทํางาน (Work Experience)
ที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพต้องมีประสบการณ์ในการทํางานด้านบริหารจัดการ
ด้านเทคนิค รวมถึงประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสิน การแก้ไขปัญหา การสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ
ซึ่งประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ของที่ปรึกษา รวมถึงประสบการณ์ในการทํางาน ประสบการณ์ในการ
บริหารงานคุณภาพ ประสบการณ์ในการตรวจประเมินระบบบริหารงานคุณภาพ หรือเคยได้ทําหน้าที่
เป็นตัวแทนฝ่ายบริหาร (Management representative) หรือ หน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ
บริหารงานคุณภาพ
การพัฒนาความสามารถ
ที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพต้องรักษาระดับความรู้ความสามารถและพัฒนาเพิ่มพูน
โดยการสะสมประสบการณ์ในการทํางาน การตรวจประเมิน การฝึกอบรม การศึกษาต่อ การเรียนรู้
ด้วยตนเอง การโค้ช การเข้าร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญ และ การประชุมสัมมนาหรือร่วมกิจกรรม
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
จรรยาบรรณของที่ปรึกษา
1. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งใด ๆ ที่กระทบต่อการดําเนินงาน
2. รักษาความลับของข้อมูลขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
3. มีความเป็นอิสระ กับหน่วยงานที่ตรวจให้การรับรองกับองค์กรที่ให้คําปรึกษา
4. นําเสนอค่าใช้จ่ายที่เป็นจริง ไม่เสนอสิ่งที่ไม่จําเป็น ให้องค์กรที่ให้คําปรึกษา
5. ไม่เสนอตัวให้บริหารให้คําปรึกษาในเรื่องที่ไม่มีความสามารถ
41
จากการศึกษาข้อมูลที่ถูกรวบรวมโดยสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวง
อุตสาหกรรม พบว่าในประเทศไทย องค์กรที่มีใบอนุญาตให้สามารถออกใบรับรองระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ได้นั้นมีจํานวน 7 ราย และมีรายชื่อบริษัทในประเทศไทยที่
ให้บริการเป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานสากลด้านต่าง ๆ จํานวน 149 ราย ซึ่งใน
จํานวนนี้มีบริษัทที่ให้บริการเป็นที่ปรึกษาและ/หรือ ให้บริการฝึกอบรมด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม จํานวน 82 ราย (สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2560) จากข้อมูลดังกล่าว
เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลจากการสํารวจและผู้ให้บริการมีความประสงค์ที่จะเปิดเผยข้อมูลกับ
กระทรวงอุตสาหกรรมด้วยความสมัครใจแต่ก็มีอีกบางส่วนที่ไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งที่เป็นนิติบุคคลในนาม
บริษัท ที่ปรึกษาอิสระ รวมถึงองค์กรที่เป็นสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ให้บริการดังกล่าว
ในส่วนของบริษัทที่ได้รับ การรับรองมาตรฐานสากล ISO 14001 นั้น ผู้ให้การรับรองแต่ละรายจะขึ้น
ทะเบียนรายชื่อของบริษัทที่ให้การรับรองในแต่ละมาตรฐานไว้ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ จึงมีเพียงบาง
หน่วยงานเท่านั้นที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว อาทิเช่น สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรม
พัฒนามูลนิธิ ซึ่งมีข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2560 ว่ามีบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001
โดยสถาบันเป็นผู้ให้การรับรองจํานวน 897 ราย (สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2560)
จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มีข้อมูลที่เปิดเผยและสามารถนํามาอ้างอิงได้แหล่งเดียว
ผู้วิจัยจึงเลือกฐานข้อมูลจากสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในการ
กําหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
2.5 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ผู้วิจัยได้ทําการศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องดังนี้
มุจรินทร์ (2557) ได้ศึกษา เรื่อง รูปแบบการพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานสายการผลิตกลุ่ม
โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์พบว่ารูปแบบการพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานประกอบด้วย
5 ปัจจัยหลักและ 24 ปัจจัยย่อย ดังนี้ 1) ปัจจัยหลักด้านความเป็นผู้นําประกอบด้วย 11 ปัจจัยย่อย
ดังนี้การสอนแนะนําและให้คําปรึกษาการสื่อสารและการนําเสนอการมาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
ความเหมาะสมของสถานที่ การให้ความสําคัญกับโครงการพัฒนาหัวหน้างานค่าตอบแทนและ
สวัสดิการการให้ความสําคัญต่อการบริหารจิตสํานึกด้านความปลอดภัยงบประมาณในการดําเนินการ
การติดตามประเมินผลการแก้ปัญหาและตัดสินใจ 2) ปัจจัยหลักด้านการจูงใจประกอบด้วย 11 ปัจจัย
ย่อยดังนี้การบริหารการเปลี่ยนแปลงการให้ความสําคัญต่อการบริหารการให้ความสําคัญกับโครงการ
พัฒนาหัวหน้างานความเหมาะสมของสถานที่การติดตามประเมินผลการดําเนินงานเชิงรุกการสอน
และให้คําปรึกษาค่าตอบแทนและสวัสดิการการมาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องความต่อเนื่องในการ
พัฒนาหัวหน้างานความเหมาะสมของหลักสูตร 3) ปัจจัยหลักด้านการสอนงานประกอบด้วย 10
ปัจจัยย่อยดังนี้การสื่อสารและการนําความสามารถของบุคลากรทางการสอนการให้ความสําคัญต่อ
การบริหาร การมีมนุษย์สัมพันธ์การติดตามประเมินผลการให้ความสําคัญกับโครงการพัฒนาหัวหน้า
งานการบริหารการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเจริญเติบโตการสนับสนุนให้เข้าร่วมอบรมดูงานสัมมนา
และศึกษาต่อการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา 4) ปัจจัยหลักด้านการสั่งการประกอบด้วย 12 ปัจจัย
ย่อยดังนี้การให้ความสําคัญกับโครงการพัฒนาหัวหน้างานการให้ความสําคัญต่อการบริหาร
การบริหารการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนให้เข้าร่วมอบรมดูงานสัมมนาและศึกษาต่อการมีคุณธรรม
42
จริยธรรมจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์การติดตามประเมินผลการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
การทํางานเป็นทีมและการประสานงานความเหมาะสมของสถานที่ความรู้ความชํานาญเชิงเทคนิค
การสอนแนะนําและให้คําปรึกษางบประมาณในการดําเนินการ 5) ปัจจัยหลักด้านบริหารความเสี่ยง
ประกอบด้วย 10 ปัจจัยย่อยดังนี้การบริหารการเปลี่ยนแปลงการมีคุณธรรม จริยธรรมจรรยาบรรณ
และความซื่อสัตย์งบประมาณในการดาเนินการความเหมาะสมของสถานที่การดําเนินงานเชิงรุกการ
ติดตามประเมินผลนโยบายของผู้บริหารได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมอบรมดูงานสัมมนาและศึกษา
ต่อค่าตอบแทนและสวัสดิการการแก้ปัญหาและตัดสินใจ
เนื้อทิพย์ (2546) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ISO 14001 ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบกระบวนการ AIC ด้านระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม
ISO 14001 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนของกระบวการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 1 คือ การสร้างความรู้
จิตสํานึกร่วมกัน (Appreciation) ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ คือ (1) สร้าง
ความเข้าใจและสร้างข้อตกลงร่วมกัน (2) ทบทวนสภาพความเป็นจริง และ (3) การคิดถึงภาพที่พึง
ปรารถนา ขั้นตอนที่ 2 คือ การสร้งาแนวทางการพัฒนาองค์กรร่วมกัน (Influence) ประกอบด้วย
ขั้นตอนการอบรม 2 ชุด คือ (1) ทางเลือกในการแก้ปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร (2) การ
กําหนดแนวทางในการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร ขั้นตอนที่ 3 คือ การกําหนดแนวทางการปฏิบัติ
และการควบคุมกํากับ (Control) ประกอบด้วย ขั้นตอนการอบรม 2 ขั้นตอน คือ (1) การกําหนด
แผนการปฏิบัติการ และ (2) การสรุปบทเรียนและการสร้างพันธะสัญญา
ภัทรจิตต์ (2545) ศึกษา เรื่อง ความจําเป็นและความต้องการรักษาระบบมาตรฐานการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประโยชน์ของที่
ได้รับจากการรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 คือ ด้านสิ่งแวดล้อมภายใน
และรอบข้างองค์กรดีขึ้น องค์กรมีชื่อเสียงขึ้นส่วนอุปสรรคในการรักษาระบบ คือ ค่าใช้จ่ายในการ
ปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพภายในองค์กรสําหรับความจําเป็นและความต้องการในการรักษา
ระบบมาตรฐาน ISO 14001 พบว่า เพศการส่งออกผลิภัณฑ์การลงทุนจากต่างประเทศและประเภท
ของโรงงาน ไม่มีอิทธิพลต่อความจําเป็นและความต้องการในการจัดการระบบ ISO 14001
วารี (2557) ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO
14001:2004 ในโรงงานผลิตสีอุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี
ผลการวิจัยพบว่า ระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ในโรงงานผลิตสี
อุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี อยู่ในระดับปานกลาง และ ปัจจัยที่
ส่งผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ในโรงงานโรงงานผลิตสี
อุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรีได้แก่ การจัดการองค์กรแรงจูงใจใน
การทํางาน และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน
เชิดชัย (2544) ได้ศึกษาเรื่อง ปัญหาอุปสรรคของการจัดทําระบบมาตรฐานการจัดการ
สิ่งแวดล้อม กรณีศึกษา:โครงการฝึกอบรมและให้คําปรึกษาแนะนําการจัดทําระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ผลการวิจัย พบว่า องค์กรที่เข้าร่วมโครงการ TLC ISO 14001
มีปัญหาอุปสรรคในการจัดทําระบบตามมาตรฐาน ISO 14001 เหมือน ๆ กัน คือการที่องค์กรได้มี
จัดทําระบบคุณภาพอื่น ๆ มาก่อน ไม่มีความสัมพันธ์กับการได้รับการรับรอง ISO 14001 ความสําเร็จ
ของการจัดทําระบบขึ้นอยู่กับ องค์กรเองเป็นหลักสําคัญ ปัญหาอุปสรรคสําคัญที่พบในองค์กร คือ
43
เสียค่าใช้จ่ายในการจัดทําระบบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรต้องลงทุน ทางด้านการจัดการขยะ
และของเสียอันตรายด้านระบบบําบัดน้ําเสีย และด้านซื้อเครื่องมือทดสอบ การสอบเทียบเครื่องมือวัด
รองลงมาคือ องค์กรเห็นว่า การจัดทําระบบเป็นการเพิ่มปริมาณงานที่มีอยู่แล้วสําหรับโครงการ TLC
ISO 14001 มีองค์กรได้รับการรับรองระบบ ISO 14001 เพียงร้อยละ 50.76 ปัญหาสําคัญส่วนหนึ่ง
เนื่องมาจากเป็นโครงการที่สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายเป็น
ส่วนใหญ่ ทําให้องค์กรไม่ใส่ใจในการจัดทําเท่าที่ควรและมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโครงการดังนี้
1) ควรมีการคัดเลือกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการอย่างเคร่งครัด 2) ขยายระยะเวลาของโครงการให้มาก
ขึ้นเป็น 1 ปี 3) สําหรับบริษัทที่ฝึกอบรมต้องเพิ่มตัวอย่างที่ใช้ในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น
และ 4) หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูด้วย
อลงกรณ์ และจุฑารัตน์ (2558) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่การดําเนินงานระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม (ISO 14001) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี: กรณีศึกษา บริษัทไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน)
เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยประยุกต์แนวคิดการประเมินผลเชิงระบบ (CIPP-I Model) วิธีการเก็บ
รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) กับเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมของ
บริษัท และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่สําคัญมีดังนี้ 1) ด้านบริบท ได้แก่
การสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ กฏหมายและกฏระเบียบ การติดตามตรวจสอบของหน่วยงาน
ราชการ การมีส่วนร่วมของผู้นําชุมชน ความต้องการของคู่ค้า การแข่งขันทางการตลาด ปัญหาด้าน
สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น และข้อร้องเรียนจากชุมชน ส่วนปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจไม่มีผลต่อการจัดการ
สิ่งแวดล้อมของบริษัท 2) ด้านปัจจัยนําเข้า ได้แก่ จํานวนและความรู้ความเข้าใจของบุคลากร
การฝึกอบรมบุคลากร งบประมาณที่เพียงพอ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสม การสนับสนุนของ
ผู้บริหารวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัฒนธรรมของบริษัทฯ และระบบมาตรฐานอื่น ๆ 3) ด้านกระบวนการ
มีการกําหนดนโนบาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และวางแผนโรงการที่เหมาะสม ชัดเจน และสอดคล้อง
กัน มีหน่วยงานคอยควยคุมตรวจสอบการดําเนินงานที่ชัดเจน นําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยใน
การบริหารจัดการ มีการสื่อสารกับองค์กรและชุมชนภายนอกอย่างสม่ําเสมอ พร้อมท้งเปิดโอกาสให้
ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงาน มีการอบรมผู้รับเหมา การสร้างแรงจูงใจให้พนักงานการซ้อม
แผนฉุกเฉินอย่างสม่ําเสมอ การตรวจติดตามและประเมินผลอย่างสม่ําเสมอ และมีการทบทวน
ปรับปรุงอย่างสม่ําเสมอ
ธันย์ (2548) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO
14001 ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพและ
ปริมณฑล พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ไป
ประยุกต์ใช้ได้แก่อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารความรู้ของ
ผู้ประกอบการต่อระบบ ISO 14001 เงินทุนจดทะเบียน จํานวนพนักงาน มูลค่าทรัพย์สินถาวร การ
บังคับของลูกค้าให้จัดทํา ISO 14001 ความพร้อมในการจัดทําระบบ ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมในการ
จัดทําระบบ มาตรฐานอื่น ๆ ที่โรงงานได้รับการรับรอง การเข้าร่วมประชุม อบรมสัมมนา ของ
ผู้ประกอบการและพนักงาน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ ISO 14001 และการลดหย่อนภาษีจาก
ภาครัฐ มีความสัมพันธ์กับการยอมรับและนํามาตรฐานไปประยุกต์ใช้ มีเพียงปัจจัยระยะเวลาการ
ดําเนินกิจการของโรงงานเท่านั้นที่ไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับและนํามาตรฐานไปประยุกต์ใช้
จากผลการศึกษายังพบอีกว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ
44
มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ควรมีการส่งเสริมและพัฒนารวมถึงให้ข้อมูลข่าวสารแก่
ผู้ประกอบการให้มากขึ้น
ชนกานต์ (2544) ได้ศึกษาศักยภาพของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการรับรอง ISO 14001
ในการรักษาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม พบว่าโรงงานอุตสาหกรรม มีศักยภาพในการรักษาระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ คือ วุฒิการศึกษาของเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม
จํานวนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงระบบ ISO 14001 และหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้แทน
ฝ่ายบริหารด้านสิ่งแวดล้อม (EMR) ในด้านการจัดหาเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่ง แวดล้อม ในด้าน
การสนับสนุนงบประมาณ พบว่าได้มีการสนับสนุนงบประมาณตรวจประเมินระบบ ISO 14001
ประจําปี และงบประมาณฝึกอบรมพนักงานประจําปี ในด้านธุรกิจ พบว่ามูลเหตุ จูงใจให้โรงงาน
อุตสาหกรรมจัดทําระบบฯ ส่วนใหญ่มาจากนโยบายผู้บริหารระดับสูง และพบว่า ลูกค้ามีความเชื่อมั่น
ในบริษัทฯ มากขึ้น ในด้านการดําเนินระบบ ISO 14001 ในปัจจุบัน พบว่า โรงงานอุตสาหกรรมส่วน
ใหญ่ได้กําหนดแผนการตรวจติดตามระบบ ทุก 6 เดือน พบข้อ บกพร่องจากการตรวจติดตามระบบฯ
ไม่เกิน 5 ข้อ โดยฝ่ายบริหารฯ ได้มีการประชุมทบทวน ระบบ ISO 14001 ประจําปี มีความแตกต่าง
กันอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่มีความประสงค์ที่
จะจัดทําระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร
ด้านบุคลากร เครื่องจักร และเทคโนโลยี งบประมาณซึ่งเป็นการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยั่งยืน
วิศนี (2553) ได้ศึกษา ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี และปัญหา
อุปสรรคของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ผลการศึกษา
พบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์การจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ ค่าใช้จ่ายในการจัดทํา
ระบบ รองลงมาคือ ค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมตามกฏหมาย และแรงผลักดันจากลูกค้า
โดยค่าใช้จ่ายในการจัดทําระบบและค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมตามกฏหมาย มีความสัมพันธ์
ในทิศทางตรงกันข้าม กับปริมาณการจัดทําระบบ ส่วนแรงผลักดันจากลูกค้า มีความสัมพันธ์ในทิศทาง
เดียวกับปริมาณการจัดทําระบบ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ระดับนัยสําคัญ 0.052) ปัญหาใน
การจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กรที่สําคัญคือ ค่าใช้จ่ายในการจัดทําระบบ ความรู้ความ
เข้าใจในการทําระบบ และการฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอและอยู่ในระดับสูง ส่วนอุปสรรคในการจัดทํา
ระบบที่สําคัญคือกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่มีความยุ่งยากซับซ้อนในการปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายในการขอรับรอง
และการขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ
ชนนทร์ (2545) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการมาตรฐานการบริหารงานคุณภาพ
ISO 9000 และมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานภายใต้ความรับผิดชอบของ
การนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แล้ว
มีความต้องการในการ จัดทํามาตรฐาน ISO 9000 อยู่สูงและมีแนวโน้มในการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน
สูงกว่าระบบมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งนอกจากผู้บริหารจะมีความต้องการในการจัดทํามาตรฐาน
ISO 14001 ต่ําแล้วในเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมยังคงมีโรงงานที่ให้ความสําคัญอยู่น้อยเช่นกัน และ
หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นค่อนข้างประสบปัญหาในด้านการให้ความช่วยเหลือ โรงงานในนิคมอยู่
45
ในด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการมาตรฐาน ได้แก่ ส่วนของมาตรฐาน ISO 9000 และ ISO
14001 ระดับความรู้ของผู้บริหาร ระดับความพร้อมของโรงงาน ระดับ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ปัญหาในการจัดทําระบบมาตรฐาน ขนาดของการลงทุน ผลเสีย ที่คาดว่าจะได้รับนั้นแตกต่างอย่างมี
นัยสําคัญที่ระดับ 0.01
ประสิทธิ์ (2557) ได้ศึกษาเรื่อง รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม
อาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบด้านศักยภาพของผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม
อาเซียน 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคมอาเซียน และ 3)
จัดทําคู่มือการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคมอาเซียน ผลการวิจัยพบว่า
องค์ประกอบที่สําคัญในการจัดทํารูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม
อาเซียนประกอบด้วย 1. ด้านความรู้ในเชิงธุรกิจ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความรู้ทางธุรกิจ 2) การ
บริหารข้ามวัฒนธรรม 3) วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ 4) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 5)
การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ 6) ความรู้พื้นฐานทั่วไปในการดําเนินธุรกิจและ 7) การจัดการธุรกิจ
2. ด้านทักษะปฏิบัติงาน 7 องค์ประกอบได้แก่ 1) การพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษ 2) การกําหนดกล
ยุทธ์และการจัดการธุรกิจ 3) ภาวะผู้นํา 4) การบริหารจัดการในวัฒนธรรมที่หลากหลาย 5) ทักษะ
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 6) ประสบการณ์และการดูงานต่างประเทศ และ 7) การพูดฟังอ่าน
เขียนภาษาท้องถิ่น และ 3. ด้านคุณลักษณะในการปฏิบัติงานในต่างประเทศ 4 องค์ประกอบ ได้แก่
1) การมีจริยธรรม 2) การคิดเชิงบวกในการไปปฏิบัติงานต่างประเทศ 3) การมุ่งมั่นในการทํางานให้
สําเร็จและ 4) การให้เกียรติผู้อื่น
อนุวัต (2548) ได้ศึกษาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสิ่งแวดล้อมกรณีศึกษา
กรมควบคุมมลพิษ พบว่า 1) สมรรถนะหลักของบุคลากรในทุกสํานัก/กอง/ฝ่ายที่ควรได้รับการพัฒนา
มากที่สุด การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ สมรรถนะเฉพาะกลุ่มงานที่ควรได้รับการพัฒนามาก
ที่สุด คือ การคิดวิเคราะห์ และสมรรถนะเฉพาะตําแหน่งที่ควรได้รับการพัฒนามากที่สุด คือ
การตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ 2) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการพัฒนาบุคลากรพบว่า
ปัจจัยภายในด้านคนเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่สําคัญที่สุด ประเด็นย่อยของจุดแข็งที่สําคัญที่สุดคือ
บุคลากรมีความรู้พื้นฐานทางวิชาการและมีความสามารถเป็นอย่างดี ประเด็นย่อยของจุดอ่อนที่สําคัญ
ที่สุดคือ การจัดระบบการทํางานไม่ชัดเจน ปัจจัยภายนอกด้านเทคโนโลยีเป็นโอกาสที่สําคัญที่สุด และ
ด้านการเมืองเป็นข้อจํากัดที่สําคัญที่สุด ประเด็นย่อยของโอกาสที่สําคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทําให้ต้องมีการพัฒนาบุคลากร และประเด็นย่อยของข้อจํากัดที่สําคัญที่สุด
ปัญหาจากทางการเมืองและนโยบาย การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการพัฒนาบุคลากรในภาพรวม
พบว่ากรมควบคุมมลพิษที่สถานะที่ปัจจัยภายในเป็นจุดอ่อนในการพัฒนาบุคลากรแต่ในขณะเดียวกัน
ก็มีโอกาสจากปัจจัยภายนอกในการพัฒนาบุคลากร 3) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล
กรมควบคุมมลพิษมีดังนี้ “วิสัยทัศน์” บุคลากรมีศักยภาพและสมรรถนะที่สังคมเชื่อมั่นในการบริหาร
จัดการมลพิษและร่วมกันปฏิบัติงานบนหลักคุณธรรมให้บรรลุเป้าประสงค์ขององค์กร “พันธกิจ”
พัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง “เป้าประสงค์” บุคลากรได้รับการพัฒนาความรู้
สมรรถนะ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพ 2) บุคลากรมีคุณธรรมจริยธรรมและจิตสํานึกใจ
การปฏิบัติราชการสอดรับกับระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และ 3) บุคลากรมีความสามัคคี
สามารถทํางานเป็นทีมและรักองค์กร “ยุทธศาสตร์” 1) สร้างระบบและกลไกการพัฒนาบุคลากร
46
2) การพัฒนาสมรรถนะและทักษะด้านบริหารวิชาการและการบริหารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
3) การพัฒนาบุคลากรให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ 4) การพัฒนาคุณจริยธรรมและการสร้าง
จิตสํานึกในการปฏิบัติงานโดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 4) การวิเคราะห์และ
เปรียบเทียบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมควบคุมมลพิษ
จากการศึกษาและทบทวนวรรณกรรม บทความ งานวิจัยและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ทําให้ผู้วิจัยได้
แนวคิดและวิธีในการวิจัย เพื่อทําการศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ตามมาตรฐานสากล ISO 14001 ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังเพื่อเป็นข้อมูลยืนยันใน
การสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งรูปแบบในการพัฒนา
ได้ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ที่จําเป็น ทักษะที่สําคัญคุณลักษณะของบุคคลและจรรยาบรรณของที่
ปรึกษาที่ผู้รับบริการคาดหวังรวมทั้งศึกษาเทคนิควิธีการในการพัฒนาที่ปรึกษาเพื่อจัดทําเป็นคู่มือใน
การพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่
(Adult Learning) มาเป็นแนวทางในการพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
47
บทที่ 3
วิธีการดําเนินการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังและรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods)
ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
Research) ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบวิธีการศึกษาวิจัย ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการดําเนินการวิจัย และ
ระเบียบวิธีการวิจัย ดังต่อไปนี้
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
3.2 ขั้นตอนการดําเนินการวิจัย
3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรของการวิจัย มี 3 กลุ่ม ดังนี้
3.1.1 กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจํานวน 7 คน
ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาครัฐ และเอกชน ที่มีประสบการณ์ใน
การทํางานด้านการให้คําปรึกษา ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
เพื่อให้ได้ข้อมูลปัญหาและอุปสรรคตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษา
3.1.2 กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ในการกําหนดประชากรของการวิจัยนั้น เนื่องจาก
เป็นการศึกษาทางด้านคุณลักษณะของตัวที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีลักษณะ
การทํางานที่ไม่แตกต่างกันมากเนื่องจากที่ปรึกษาต้องให้คําแนะนําให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล
ISO 14001 ทําให้มีตัวแปรที่ต้องศึกษามีปริมาณมาก ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่าองค์ประกอบร่วมที่จะ
อธิบายความสัมพันธ์ร่วมระหว่างตัวแปรภายในองค์ประกอบด้านคุณลักษณะของผู้ที่จะทําหน้าที่เป็น
ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคนิควิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ ซึ่งการ
วิเคราะห์ด้วยเทคนิคนี้ ควรมีขนาดตัวอย่าง อย่างน้อย 300 ราย (Comrey and Lee, 1992)
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงกําหนดประชากร หรือ หน่วยวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ของงานวิจัย
เป็นระดับองค์กรโดยองค์กรที่เลือกมาเป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในเขตพื้นที่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 5 จังหวัด ได้แก่
จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรปราการโดย
อ้างอิงข้อมูล บริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 และขึ้นทะเบียนโดยสํานักงานมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 ซึ่งมีจํานวนรายชื่อ
ทั้งสิ้น 375 บริษัท แต่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO
 
48
14001 มีรายชื่อที่ซ้ํากัน จํานวน 57 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เป็นการขอการรับรองแบบ
แบ่งขอบเขต หรือ ขอบข่าย ในการให้การรับรอง ผู้วิจัยจึงได้ตัดรายชื่อที่ซ้ําออกไป คงเหลือจํานวน
ประชากร 318 ราย ในกรณีนี้ผู้วิจัยทราบจํานวนประชากรที่แน่นอน และใช้สถิติการกําหนดตัวอย่าง
ตามสัดส่วนของประชากร (พิชิต, 2547 : 116-117) โดยจํานวนประชากร คือ 318 บริษัท เป็นตัวเลข
หลักร้อย ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ 15%-30% ของจํานวนประชากร ผู้วิจัยจึงคํานวณโดยใช้อัตราส่วน 15%
ของประชากรในแต่ละจังหวัด ได้จํานวนตัวอย่างทั้งหมด 48 ตัวอย่าง ในแต่ละพื้นที่ใช้วิธีการสุ่ม
ตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random) และได้ทําการแจกแบบสอบถาม จํานวน 400 ชุดให้กับผู้ที่
เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในบริษัท เพื่อขอการรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001
ได้รับข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมด 355 ราย (ดังแสดงในตารางภาคผนวก ข หน้า 160)
3.1.3 กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อให้ความ
เห็นชอบในรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการบริหารงานสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น
3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการ จํานวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม จํานวน 4 คน และกลุ่มผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์ จํานวน 2 คนรวม 9 คน
3.2 ขั้นตอนในการดําเนินการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กําหนดขั้นตอนการดําเนินงานการวิจัยเป็น 6 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาทฤษฎี แนวคิด เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกําหนดกรอบงานวิจัย
ขั้นตอนที่ 2 สร้างเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก(In-depthInterview)โดยเป็นลักษณะคําถาม
ปลายเปิด และเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นสรุปประเด็นต่าง ๆ
คัดแยกเป็นหมวดหมู่ ตามกรอบแนวคิดของการวิจัย
ขั้นตอนที่3 สร้างเครื่องมือแบบสอบถาม เพื่อหารูปแบบแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษา และ
เสนอผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (Index of Item
Objective Congruence : IOC) และความเที่ยงตรง (Validity) เชิงเนื้อหาของเครื่องมือ รวมทั้ง
การใช้ภาษาที่เหมาะสม จากนั้นทําการทดสอบเครื่องมือด้วยการทดลองใช้ (Try Out) ก่อนนําไปเก็บ
ข้อมูลจริง
ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
ขั้นตอนที่ 5 นํารูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ใน
ภาคอุตสาหกรรม เสนอผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ความเห็นและประเมินความเหมาะสม
ด้วยการทํา Focus GroupDiscussion พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไข
ขั้นตอนที่ 6 จัดทําคู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ขั้นตอนที่ 7 นําคู่มือการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไปทดลองใช้
เพื่อประเมินผลและสรุปผล
ขั้นตอนที่ 8 จัดทําบทสรุป ข้อเสนอแนะ และทํารายงานดุษฎีนิพนธ์
49
3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยทําหนังสือขอความอนุเคราะห์จากคณะพัฒนาธุรกิจและ
อุตสาหกรรม เพื่อขอความอนุเคราะห์เข้าสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจํานวน 7 ท่าน
(ตามรายชื่อแนบท้ายภาคผนวก ก) การสัมภาษณ์ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการ
กําหนดกรอบของแนวคําถาม เพื่อให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ถูก
นํามาใช้ในการจัดทําแบบสอบถาม
ผู้วิจัยทําหนังสือขอความอนุเคราะห์จากคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อขอความร่วมมือ
จากผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 ท่าน (ตามรายชื่อแนบท้ายภาคผนวก ค หน้า 199-203) ในการตรวจสอบ
ความเที่ยงตรงของเครื่องมือวิจัย ที่เป็นแบบสอบถาม จากนั้นนํามา การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
ของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC)
การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผู้วิจัยเข้าไปยังสถานประกอบการที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อขอความ
อนุเคราะห์ ผู้บริหาร ตัวแทนฝ่ายบริหารที่ดูแลด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กร และ
พนักงานที่เกี่ยวข้องในการสละเวลา ให้ข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถาม
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
3.4.1 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ
ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นรูปแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure Interview
Guideline) โดยนํากรอบแนวคิดและทฤษฏี มาเป็นตัวกําหนดแนวทางข้อมูลที่ต้องการจากผู้ให้ข้อมูล
แล้วนําเสนอผู้เชี่ยวชาญจํานวน 5 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหา และความ
เหมาะสมของการใช้ภาษาเพื่อทําการแก้ไขปรับปรุง และนําเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อให้
คําแนะนําเพิ่มเติมก่อนนําไปใช้ในการสัมภาษณ์จริงแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างประกอบด้วยข้อ
คําถาม 5 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 ข้อคําถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ส่วนที่ 2 ข้อคําถามเกี่ยวกับแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาค
อุตสาหกรรมในประเทศไทย
ส่วนที่ 3 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญต่อ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย
ส่วนที่ 4 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ใน ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย
ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นอื่น ๆ
3.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ
ผู้วิจัย ได้นําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ประกอบกับ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาตํารา
เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มาจัดทําเป็นแบบสอบถาม แล้วพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา
และการใช้ภาษา จากนั้น ทําการตรวจสอบหาค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) ด้วย
วิธีหาค่าความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) และความเที่ยงตรง
50
(Validity) เชิงเนื้อหาของเครื่องมือ โดยผ่านการตรวจสอบเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 5 ท่าน
แล้วคํานวณค่า IOC พบว่ามีความครอบคลุมเนื้อหาในแต่ละด้านและครอบคลุมตามวัตถุประสงค์
โดยมีค่าคะแนน IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ทั้งนี้ผู้วิจัยได้คัดเลือกข้อคําถามที่มีค่า IOC มากกว่า หรือ
เท่ากับ 0.6 มาใช้เป็นข้อคําถาม (แสดงในภาคผนวก ข หน้า 161) จากนั้นนําแบบสอบถาม มาแก้ไข
ปรับปรุง ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วนําเครื่องมือวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ
ไปทดลองใช้ (Tryout) กับกลุ่มตัวอย่างที่เสมือนจริงที่ จํานวน 30 คนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนํา
ข้อมูลมาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ ครอนบาค
แอลฟ่า (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ
0.949 (แสดงในภาคผนวก ข หน้า 168) และนําเสนอเครื่องมือวิจัย ให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
ตรวจสอบอีกครั้งก่อนนําไปเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบบสอบถามนี้ประกอบด้วย 5 ส่วน รวม 10 หน้า
โดยส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 เกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ แบบมาตราส่วน
ประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert Scale) ดังนี้
ส่วนที่ 1 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วยเพศ อายุ
วุฒิการศึกษาสูงสุด ตําแหน่ง ประสบการณ์ทํางาน ประสบการณ์ในการจัดทําระบบบริหารจัดการ
สิ่งแวดล้อม
ส่วนที่ 2 ข้อคําถามเกี่ยวกับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่
ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังเกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ คือ
คะแนน 5 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับมากที่สุด
คะแนน 4 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับมาก
คะแนน 3 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับปานกลาง
คะแนน 2 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับน้อย
คะแนน 1 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับน้อยที่สุด
ส่วนที่ 3 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ศักยภาพ ที่เป็น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ คือ
คะแนน 5 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมากที่สุด
คะแนน 4 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมาก
คะแนน 3 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับปานกลาง
คะแนน 2 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อย
คะแนน 1 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อยที่สุด
ส่วนที่ 4 ข้อคําถามเกี่ยวกับ เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม เกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ คือ
คะแนน 5 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมากที่สุด
คะแนน 4 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมาก
คะแนน 3 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับปานกลาง
คะแนน 2 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อย
คะแนน 1 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อยที่สุด
ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระ
51
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
3.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
3.5.1.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และ
จากสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญใช้การวิเคราะห์แบบลดทอนข้อมูล (Data Reduction) โดยทําการ
เรียบเรียง (Editing) เพื่อจัดกลุ่ม (Segmenting) แล้วทําการสรุป (Summering) ข้อมูลเชิงคุณภาพ
3.5.1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
ใช้วิธีการหาค่าร้อยละ ในการประเมินความเหมาะสม จากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ โดยกําหนด
ระดับค่าคะแนนความเหมาะสมเกณฑ์ที่ให้คะแนนมี 5 ระดับ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating
Scake) ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert Scale) ได้แก่
ระดับความเหมาะสมมากที่สุด = 5 คะแนน
ระดับความเหมาะสมมาก = 4 คะแนน
ระดับความเหมาะสมปานกลาง = 3 คะแนน
ระดับความเหมาะสมน้อย = 2 คะแนน
ระดับความเหมาะสมน้อยที่สุด = 1 คะแนน
เกณฑ์การให้คะแนน เพื่อการวิเคราะห์ในส่วนของระดับความเหมาะสมของตัวแปร แบ่งออก
เป็น 5 ช่วงระดับตามหลักเกณฑ์การแบ่ง ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง น้อยที่สุด
คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง น้อย
คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง มาก
คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มากที่สุด
3.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยใช้วิธีการทางสถิติดังนี้
3.5.2.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม
ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทํางาน ประสบการณ์ในการจัดทํา
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ใช้สถิติการวิเคราะห์ค่าความถี่ และค่าร้อยละ
3.5.2.2 การวิเคราะห์ ระดับความสําคัญของลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ระดับความสําคัญของ ศักยภาพ ความรู้
ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึง
ประสงค์และระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3.5.2.3 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA)
โดยตรวจสอบความเหมาะสมของข้อมูล ด้วยการหาค่าดัชนีไกเซอร์-ไมเยอร์-ออลคิน (Kaiser Meyer
Olkin : KMO) และค่า The Barlettett’s test of Sphericity ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดความเหมาะสมของ
ข้อมูลตัวอย่างที่นํามาวิเคราะห์และใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ (Exploratory Factor
Analysis : EFA) โดยการหาค่าน้ําหนัก หรือ อัตราความสัมพันธ์ของแต่ละตัวแปรภายในองค์ประกอบ
52
3.5.2.4 การวิเคราะห์ค่าสถิติ t-test เพื่อทดสอบความแตกต่างของผลการอบรม โดยใช้
คู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม เป็นแนวทางใน
การจัดอบรม
53
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การศึกษาเรื่องรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง แล้วนําไปสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษา
ทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ผลการวิจัยมีดังนี้
4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก
4.1.1 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมให้ความสําคัญกับเรื่องการจัดการ
สิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องการเพิ่มความสามารถในการ
แข่งขัน และต้องการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ส่วนสถานประกอบการขนาดกลางและเล็ก ส่วนใหญ่
ดําเนินการเมื่อได้รับการร้องขอจากลูกค้า หรือ โรงงานที่ขอจดทะเบียนกับ BOI เนื่องจากมีเงื่อนไข
เรื่องสิทธิพิเศษกําหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงดําเนินการตามกฏหมายกําหนดขั้นต่ําเท่านั้น ไม่ได้จัดทํา
อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ โรงงานอุตสาหกรรมที่
ตั้งอยู่นอกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ยังคงมองว่า การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมี
ค่าใช้จ่ายสูง ทั้งด้านระบบบําบัด การส่งกําจัดอย่างถูกต้องตามกฏหมาย การตรวจสอบทางด้าน
สิ่งแวดล้อม และต้องมีบุคลากรมารองรับกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ทําให้พบว่าปัญหาและ
อุปสรรค ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ของประเทศไทย คือ ขาดการ
สนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เช่น นโยบายที่จะกระตุ้น ส่งเสริม หรือ จูงใจ ให้ผู้ประกอบการ
ดําเนินการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง การสนับสนุนแหล่งข้อมูลที่เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
เพื่อให้สถานประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่าย หรือ การสนับสนุนทางด้านผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้
และความเข้าใจ ในการนําไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกําหนดของกฏหมาย
4.1.2 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญต่อที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ใน
ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก ยังมีความต้องการ
บุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นความรู้
เฉพาะทาง ปัญหาและอุปสรรคของ ภาคอุตสาหกรรมคือ ขาดแคลนบุคลากร ที่มีความรู้ทางด้าน
การจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นข้อกําหนดของภาครัฐที่จะต้องมีบุคลากรปฏิบัติงานอยู่ประจําใน
สถานประกอบการ บางเภท ที่เข้าข่ายตามที่กฏหมายกําหนด ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กก็จะมี
ข้อเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่ ในการสรรหาบุคลากรดังกล่าว ดังนั้น บุคลากรทางที่มีความรู้
ความสามารถ ทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม จึงมีความจําเป็นที่ต้องได้รับการสร้าง และพัฒนา
เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้
 
54
4.1.3 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ ต่อศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสนใจ และให้ความสําคัญทางด้าน
สิ่งแวดล้อม มากขึ้นประกอบกับ ทําให้เกิดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ผู้ที่จะทํา
หน้าที่เป็นที่ปรึกษา ต้องมีสามารถที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องของ ความรู้ จะต้องมีหลากหลายและ
เป็นความรู้ที่ทันสมัย โดยแบ่งความรู้ออกเป็นหลายด้าน ที่สําคัญที่สุด คือ ความรู้เฉพาะทางในวิชาชีพ
คือด้านการจัดการมลพิษแต่ละประเภท ควรเป็นความรู้ในเชิงลึก และความรู้ด้านอื่น ๆ ก็มี
ความสําคัญด้วย เช่น ความรู้ด้านกฎหมายและข้อกําหนดต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
รวมถึง มาตรฐานสากลที่ภาคอุตสหกรรมนํามาใช้ในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน ทักษะ
คุณลักษณะ จรรยาบรรณ
มาตรฐานด้านระบบบริหารงานคุณภาพ มาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม มาตรฐานด้าน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาตรฐานด้านการจัดการพลังงาน และมาตรฐานอื่น ๆ ที่มีความ
เกี่ยวข้องกัน ความรู้ด้านการบริหารจัดการในภาคอุตสาหกรรม เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการ
ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน เป็นต้น นอกจากความรู้ของที่ปรึกษาแล้ว สิ่งที่สําคัญต่อการเป็นที่
ปรึกษาคือ ทักษะ (Skill) ซึ่งทักษะที่สําคัญ คือ การสื่อสาร ทั้งการพูด อ่าน เขียน การสอน และ
การถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้สามารถเข้าใจได้ง่าย และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ ให้เห็น
ความสําคัญ และทําให้เกิดการมีส่วนร่วม ซึ่งผู้ที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ควรจะมีคุณลักษณะที่ง่ายต่อ
การเข้าหา มีบุคลิกภาพที่ดี น่าเชื่อถือ มีไหวพริบดี สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี และมีความสุขุมรอบคอบ
สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือ เรื่องของจรรยาบรรณในวิชาชีพ เพราะเป็นงานที่จะได้รับทราบข้อมูล
ภายในของผู้รับบริการในเชิงลึก ดังนั้น ความซื่อสัตย์ และการรักษาความลับ จึงเป็นสิ่งสําคัญ รวมถึง
การปฏิบัติตนให้เป็นกลาง ไม่มีอคติและรับผิดชอบต่องาน ที่ทําให้สําเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย
4.1.4 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ ต่อแนวทางในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม
ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ที่ปรึกษาต้องมีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้สามารถก้าวทัน
ความเปลี่ยนแปลงและต้องเป็นผู้นําในการเรียนรู้ ซึ่งวิธีการที่เกิดประโยชน์ที่สุดคือการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ร่วมกัน กับผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ทั้งในวิชาชีพเดียวกันและที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างเครือข่าย
ของที่ปรึกษาร่วมกับภาครัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อเป็นศูนย์กลางของข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญ และ
ควรมีการอบรมสัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทดสอบเพื่อวัดระดับความรู้ ของที่ปรึกษา
อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ ได้เข้ามาฝึกฝน หาประสบการณ์ เตรียม
ความพร้อม ก่อนไปปฏิบัติงานจริง จะทําให้เกิดความแข็งแกร่งและยั่งยืน ในการพัฒนาองค์ความรู้
ร่วมกัน และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจอื่น ๆ ในการขอรับ
การช่วยเหลือ หรือสนับสนุนข้อมูลเพื่อพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน
55
4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้สถิติค่าความถี่และค่าร้อยละ
แสดงดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 4-1 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ
เพศ จํานวน (คน) ร้อยละ
ชาย 163 45.92
หญิง 192 54.08
รวม 355 100.00
จากตารางที่ 4-1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 54.08 และเป็น
เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 45.92
ตารางที่ 4-2 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามอายุ
อายุ จํานวน (คน) ร้อยละ
ต่ํากว่า 35 ปี 147 41.41
35-45 ปี 143 40.28
46-55 ปี 58 16.34
มากกว่า 55 ปี 7 1.97
รวม 355 100.00
จากตารางที่ 4-2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุต่ํากว่า 35 ปี คิดเป็นร้อยละ 41.41 และอายุ
35-45 ปี คิดเป็นร้อยละ 40.28
ตารางที่ 4-3 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามวุฒิการศึกษาสูงสุด
วุฒิการศึกษาสูงสุด จํานวน (คน) ร้อยละ
ต่ํากว่าปริญญาตรี 83 23.38
ปริญญาตรี 229 64.51
ปริญญาโท 38 10.70
ปริญญาเอก 5 1.41
รวม 355 100.00
จากตารางที่ 4-3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ
64.51
56
ตารางที่ 4-4 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์
ทํางาน
ประสบการณ์ทํางาน จํานวน (คน) ร้อยละ
น้อยกว่า 5 ปี 78 21.97
5 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี 82 23.10
10 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี 90 25.35
มากกว่า 15 ปี 105 29.58
รวม 355 100.00
จากตารางที่ 4-4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทํางานมากกว่า 15 ปี คิดเป็น
ร้อยละ 29.58
ตารางที่ 4-5 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์
ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
ประสบการณ์ ในการจัดทํา
ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
จํานวน (คน) ร้อยละ
น้อยกว่า 5 ปี 211 59.44
5 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี 98 27.61
10 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี 31 8.73
มากกว่า 15 ปี 15 4.23
รวม 355 100.00
จากตารางที่ 4-5 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการ
สิ่งแวดล้อมน้อยกว่า 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 59.44
ตอนที่ 2 ลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาค
อุตสาหกรรมคาดหวัง
ลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม
คาดหวังโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงดังตารางต่อไปนี้
57
ตารางที่ 4-6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
ลําดับ ลักษณะ ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
4.13 0.92 มาก
2 ความรู้ด้านอื่น ๆ ของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์
ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้าน
เศรษฐกิจสังคม เป็นต้น
3.85 0.86 มาก
3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่
ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ
4.12 0.86 มาก
4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับ
ผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ
4.21 0.85 มาก
5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็น
ความสําคัญ และยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่
ได้รับคําแนะนํา
4.10 0.80 มาก
6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่าง
การให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความ
ร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ
นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
3.91 0.82 มาก
7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหาร
จัดการอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่
4.03 0.83 มาก
8 การมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการ
ให้คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถาน
ประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ
เป็นต้น
4.02 1.74 มาก
รวม 4.05 0.67 มาก
จากตารางที่ 4-6 พบว่าลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ
ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังโดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าลักษณะทั้งหมดคือสิ่งที่คาดหวังโดยอยู่
ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าลักษณะทางด้านวิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่
ปรึกษาให้กับผู้รับบริการ ที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ ความรู้
58
เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมส่วนความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์
ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงาน ด้านเศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ตอนที่ 3 ศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ผลการวิเคราะห์ระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของ
ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 4-7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการ
ให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge)
ลําดับ ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และ
การจัดการสิ่งแวดล้อม
4.34 0.79 มาก
2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละ
ประเภท ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการ
ผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษ
ที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
4.19 0.79 มาก
3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิต
จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
4.06 0.80 มาก
4 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
4.33 0.80 มาก
5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
4.02 0.84 มาก
6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
3.91 0.89 มาก
7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก
ห้องปฏิบัติการ
3.92 0.91 มาก
8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม
(Environment Aspect)
4.19 0.85 มาก
9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 3.95 0.84 มาก
10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น
RoHS, REACH, WEEE
3.91 0.89 มาก
รวม 4.08 0.66 มาก
59
จากตารางที่ 4-7 พบว่าศักยภาพด้านความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้
เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดย
ภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่
ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของ
ศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคอยู่ในระดับ
มากทุกรายการ โดยความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อมมี
ค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับ
สิ่งแวดล้อมส่วนการประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ตารางที่ 4-8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน
การให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองของ
ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge)
ลําดับ ความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรอง ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 มาตรฐานสากล (International Standards) ที่
เกี่ยวข้องที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001, ISO
19011, ISO 50001 เป็นต้น
4.32 0.76 มาก
2 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO14004, ISO14031,
ISO14064 ฯลฯ)
4.34 0.76 มาก
3 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement
Control System Standards)
4.02 0.80 มาก
4 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation
Standards)
4.09 0.83 มาก
5 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง
(Conformity Assessment Standards)
4.08 0.81 มาก
6 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product Standard) 4.04 0.82 มาก
7 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ
(Dependability Management Standards)
4.11 0.80 มาก
8 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 4.18 0.80 มาก
รวม 4.15 0.64 มาก
จากตารางที่ 4-8 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้
ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน
การให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองของที่ปรึกษาด้าน
60
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นราย
ข้อพบว่าระดับความสําคัญของศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้
ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองอยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยมาตรฐานสากล ISO 14000
Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO14004, ISO14031, ISO14064 ฯลฯ) มีค่าเฉลี่ย
มากที่สุดรองลงมาคือ มาตรฐานสากล (International Standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อองค์กร เช่น
ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้นส่วนมาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement
Control System Standards) มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ตารางที่ 4-9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน
การให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการ
รับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์ (Knowledge)
ลําดับ
ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการ
ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล
ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและ
ระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของ
การให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การ
รับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล
4.14 0.79 มาก
2 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ 4.14 0.76 มาก
รวม 4.14 0.71 มาก
จากตารางที่ 4-9 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้
ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญ
ของศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ด้านกระบวนการ และ
มาตรฐานของการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของ
ศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐาน
ของการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลอยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยระบบการให้การรับรอง ทั้งใน
ระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการรับรอง
ผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล และข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละ
ระบบมีค่าเฉลี่ยมากเท่ากัน
61
ตารางที่ 4-10 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน
การให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี
และเทคนิค ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
(Knowledge)
ลําดับ
ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี
และเทคนิค
ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 4.11 0.78 มาก
2 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 4.26 0.78 มาก
3 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 4.06 0.76 มาก
4 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 3.93 0.79 มาก
5 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 4.19 0.77 มาก
6 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 3.74 0.84 มาก
7 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 4.07 0.81 มาก
8 กระบวนการ PDCA 4.17 0.78 มาก
9 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 4.08 0.83 มาก
10 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 4.06 0.81 มาก
11 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 4.18 0.82 มาก
12 เทคนิคการระดมสมอง 4.05 0.84 มาก
รวม 4.08 0.64 มาก
จากตารางที่ 4-10 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้
ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่
จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่
ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค อยู่ในระดับมากทุกรายการ
โดยหลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ ระเบียบวิธีและ
เทคนิคในการตรวจประเมิน (Audit) ส่วนหลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุนมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
62
ตารางที่ 4-11 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน
การให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา ของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge)
ลําดับ ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา
3.98 0.76 มาก
2 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย
ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
4.03 0.76 มาก
3 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงาน
ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
3.94 0.79 มาก
รวม 3.98 0.68 มาก
จากตารางที่ 4-11 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้
ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษาของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่
จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษาของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่
ปรึกษา ด้านความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา อยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยความ
ต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษามีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมา
คือ ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษาส่วนวัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการ
ดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษามีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ตารางที่ 4-12 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษา
ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Skills)
ลําดับ ทักษะที่สําคัญ ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 4.37 0.72 มาก
2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 4.22 0.73 มาก
3 การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 4.41 0.76 มาก
4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 4.24 0.75 มาก
5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 4.32 0.77 มาก
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 4.37 0.75 มาก
63
ตารางที่ 4-12 (ต่อ)
ลําดับ ทักษะที่สําคัญ ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไข
ปัญหา
4.26 0.78 มาก
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่าง
รวดเร็ว
4.20 0.79 มาก
9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 4.14 0.78 มาก
10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 4.24 0.75 มาก
11 การสร้างแรงจูงใจ 4.21 0.80 มาก
12 การบริหารความขัดแย้ง 4.06 0.83 มาก
13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 4.11 0.80 มาก
14 การบริหารเวลา 4.16 0.78 มาก
15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้
ผู้เกี่ยวข้อง
4.19 0.78 มาก
16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 4.15 0.80 มาก
17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด
ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
4.19 0.77 มาก
18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 4.24 0.78 มาก
19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
4.15 0.79 มาก
20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และ
เป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.15 0.78 มาก
21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 4.28 0.80 มาก
22 การเป็นผู้นํา 4.22 0.83 มาก
รวม 4.22 0.61 มาก
จากตารางที่4-12 พบว่าทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดย
ภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของทักษะที่
สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม อยู่ในระดับมากทุกรายการ
โดยการให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ การสื่อสาร
(ฟัง พูด อ่าน เขียน) การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบส่วนการบริหารความขัดแย้งมี
ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
64
ตารางที่ 4-13 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา
(ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Attributes)
ลําดับ คุณลักษณะที่สําคัญ ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 4.09 0.76 มาก
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 3.99 0.79 มาก
3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 4.29 0.76 มาก
4 มีมนุษยสัมพันธ์ 4.37 0.69 มาก
5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 4.35 0.71 มาก
6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
ต่าง ๆ ได้
4.29 0.72 มาก
7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 4.30 0.73 มาก
8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 4.26 0.74 มาก
9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 4.29 0.73 มาก
10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 4.45 0.70 มาก
11 ร่าเริง ไม่เครียด 4.17 0.81 มาก
12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 4.21 0.77 มาก
13 มีปฏิภาณไหวพริบ 4.28 0.77 มาก
14 มีความพร้อมในการทํางาน 4.37 0.75 มาก
15 มีความคิดเชิงบวก 4.33 0.74 มาก
16 มีความคิดสร้างสรรค์ 4.29 0.74 มาก
17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 4.28 0.73 มาก
18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 4.38 0.72 มาก
19 เป็นคนช่างสังเกต 4.25 0.75 มาก
20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 4.22 0.77 มาก
21 มีความรับผิดชอบ 4.47 0.69 มาก
22 ให้ความเคารพผู้อื่น 4.37 0.71 มาก
23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 4.28 0.76 มาก
24 ไม่มีอคติ 4.31 0.78 มาก
25 มีความยืดหยุ่น 4.21 0.80 มาก
26 มีความมั่นใจในตัวเอง 4.14 0.81 มาก
27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 4.11 0.82 มาก
28 กล้าคิด กล้าทํา 4.20 0.76 มาก
29 เปิดเผย 4.17 0.83 มาก
รวม 4.27 0.59 มาก
65
จากตารางที่ 4-13 พบว่าคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททาง
สังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับ
ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ
และค่านิยม) ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ใน
ระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา
(ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) อยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยมี
ความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นส่วนมี
จิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่นมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ตารางที่ 4-14 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มี
ต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคม ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Ethics)
ลําดับ จรรยาบรรณของที่ปรึกษา ค่าเฉลี่ย
ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 4.55 0.65 มากที่สุด
2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 4.39 0.71 มาก
3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 4.55 0.64 มากที่สุด
4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 4.52 0.66 มากที่สุด
5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 4.47 0.69 มาก
6 การยึดถือในความถูกต้อง 4.47 0.67 มาก
7 การยึดมั่นในหลักการ 4.41 0.70 มาก
8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 4.47 0.68 มาก
9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 4.49 0.63 มาก
10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 4.41 0.69 มาก
11 การยอมรับในความผิดพลาด 4.44 0.68 มาก
รวม 4.47 0.56 มาก
จากตารางที่ 4-14 พบว่าจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง
และสังคมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของ
จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคมของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
พบว่าระดับความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และ
สังคมอยู่ในระดับมากที่สุด 3 รายการ และอยู่ในระดับมาก 8 รายการ โดยการรักษาความลับของ
ข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล และมีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด
รองลงมาคือ ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเองส่วนการรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน
มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
66
ตอนที่ 4 เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ผลการวิเคราะห์ระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 4-15 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนา
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ลําดับ เทคนิควิธีการพัฒนา ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ค่าระดับ
ความ
สําคัญ
1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor)
เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
4.25 0.69 มาก
2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางาน
ของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการทํางาน
4.21 0.69 มาก
3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพ
เดียวกัน
4.15 0.64 มาก
4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ
ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี
4.26 0.68 มาก
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้
เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา
เช่น website, social media, mobile technology
เป็นต้น
4.19 0.74 มาก
6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 4.22 0.71 มาก
7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 4.07 0.77 มาก
8 การศึกษาดูงานในประเทศ 3.64 0.97 มาก
9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 3.46 1.03 ปานกลาง
10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษากับภาครัฐ หรือ
สถาบันการศึกษา
3.86 0.89 มาก
11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่
เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
3.91 0.84 มาก
12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 3.87 0.87 มาก
13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูล
กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และ
สถาบันการศึกษา
3.97 0.92 มาก
14 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนา
ยกระดับ
4.04 0.88 มาก
รวม 4.01 0.63 มาก
67
จากตารางที่ 4-15 พบว่าเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมโดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า
ระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
อยู่ในระดับมาก 13 รายการ และอยู่ในระดับปานกลาง 1 รายการ โดยการฝึกอบรมในเรื่องที่
เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ การเข้า
ร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ส่วนการศึกษา
ดูงานต่างประเทศมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ตอนที่ 5 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ
1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 8 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-17
ตารางที่ 4-16 การวัดความเหมาะสมของปัจจัยสําคัญ ที่เป็นลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังด้วย KMO and
Bartlett’s Test
KMO and Bartlett's Test
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.909
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 1261.145
df 28
Sig. 0.000
จากตารางที่ 4-16 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.909 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า
ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 8 คําถามมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ลักษณะของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังส่วนค่า
Bartlett’ s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 1261.145 ได้ค่า Significance =
0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์
ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559)
การหาค่าความร่วมกัน (Communalities) ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน
< 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality
ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-18
68
ตารางที่ 4-17 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ของลักษณะที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
ข้อ
คําถาม
คําถาม Extraction
1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.641
2 ความรู้ด้านอื่น ๆ ของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น
ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น
0.479
3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ
ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ
0.613
4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความ
ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ
0.694
5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และยอมรับพร้อม
ดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา
0.615
6 สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการ เช่น
ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ
นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
0.608
7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยง
สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่
0.595
8 การมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้คําปรึกษาอย่าง
เพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
0.127
จากตารางที่ 4-17 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร
หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 6 คําถาม มีค่าสูง
กว่า 0.50จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน
การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร
โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์
โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ซึ่งสามารถ
จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-18 และ 4-19
69
ตารางที่ 4-18 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยสําคัญ ลักษณะของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังจัดการ
สิ่งแวดล้อม
Total Variance Explained
Component
Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared
Loadings
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
1 4.371 54.643 54.643 4.371 54.643 54.643
2 0.913 11.409 66.052
3 0.663 8.293 74.344
4 0.561 7.009 81.354
5 0.461 5.760 87.113
6 0.385 4.818 91.931
7 0.341 4.259 96.190
8 0.305 3.810 100.000
จากตารางที่ 4-18 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก
การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 8 ปัจจัยทุกปัจจัยมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และร้อยละ
ความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 54.643 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
ปัจจัยที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 54.643%
ตารางที่ 4-19 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดลักษณะของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความ
ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ
0.833
1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.800
8 การมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้คําปรึกษาอย่าง
เพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงาน
ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
0.800
5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และยอมรับ
พร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา
0.785
3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อ
วิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ
0.783
70
ตารางที่ 4-19 (ต่อ)
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
6 สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการ เช่น
ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ
นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
0.780
7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้
เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่
0.771
2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น
ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น
0.692
จากตารางที่ 4-19 พบว่า องค์ประกอบ มีจํานวนตัวแปร 8 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายด้วย 8 ข้อคือ
วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการ ที่มีความชัดเจน และง่ายต่อการเข้าใจ
ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยนี้สูงสุดรองลงมาเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยได้แก่
ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมการมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อใช้ประกอบการให้คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจาก
หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้นสามารถสร้างแรงจูงใจ
ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนําจรรยาบรรณของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง
และต่อสาธารณะสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่อง
เวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหาร
จัดการด้านอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่และความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น
ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น
2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจเกี่ยวกับศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และ
จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
2.1 ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา
ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 35 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-21
ตารางที่ 4-20 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and
Bartlett’s Test
KMO and Bartlett's Test
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.962
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 10256.073
df 595
Sig. 0.000
71
จากตารางที่ 4-20 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.969 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า
ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 35 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความรู้ที่จําเป็น
ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า
Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 10256.073 ได้ค่า Significance =
0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์
ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559)
การหาค่าความร่วมกัน.(Communalities).ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน
< 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality
ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-22
ตารางที่ 4-21 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.757
2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่ง
ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต
วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
0.602
3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งมอบ
สินค้าและบริการ
0.505
4 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 0.690
5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.676
6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม
0.812
7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ
0.781
8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 0.651
9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 0.634
10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE 0.680
11 มาตรฐานสากล (International Standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อ
องค์กร เช่น ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้น
0.650
12 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001,
ISO14004, ISO14031, ISO14064 ฯลฯ)
0.703
13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System
Standards)
0.738
72
ตารางที่ 4-21 (ต่อ)
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
14 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards ) 0.704
15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment
Standards)
0.701
16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product Standard) 0.712
17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management
Standards)
0.721
18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 0.612
19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้ง
กระบวนการและขั้นตอนของการให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์
การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล
0.601
20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ 0.606
21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 0.633
22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 0.684
23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 0.684
24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 0.628
25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 0.664
26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 0.702
27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 0.630
28 กระบวนการ PDCA 0.679
29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 0.718
30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 0.735
31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 0.731
32 เทคนิคการระดมสมอง 0.690
33 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 0.703
34 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา
0.828
35 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 0.799
จากตารางที่ 4-21 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร
หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 35 คําถาม มีค่าสูง
กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน
การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร
โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์
โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
73
และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ
จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-22 และ 4-23
ตารางที่ 4-22 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความรู้ที่จําเป็น ในการ
ให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
Component
Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared
Loadings
Rotation Sums of Squared
Loadings
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
1 18.078 51.650 51.650 18.078 51.650 51.650 7.103 20.294 20.294
2 2.001 5.717 57.367 2.001 5.717 57.367 5.219 14.912 35.207
3 1.615 4.615 61.982 1.615 4.615 61.982 4.681 13.374 48.581
4 1.222 3.491 65.473 1.222 3.491 65.473 4.293 12.265 60.846
5 1.130 3.228 68.700 1.130 3.228 68.700 2.749 7.854 68.700
6 0.877 2.507 71.207
7 0.764 2.183 73.390
8 0.753 2.153 75.543
9 0.672 1.921 77.463
10 0.600 1.715 79.179
11 0.562 1.607 80.785
12 0.515 1.471 82.257
13 0.459 1.310 83.567
14 0.445 1.272 84.838
15 0.405 1.158 85.996
16 0.388 1.109 87.105
17 0.367 1.049 88.153
18 0.356 1.018 89.172
19 0.326 0.931 90.103
20 0.313 0.896 90.998
21 0.298 0.851 91.850
22 0.273 0.779 92.629
23 0.262 0.749 93.378
24 0.261 0.745 94.123
25 0.240 0.685 94.808
26 0.233 0.666 95.473
27 0.216 0.617 96.090
28 0.213 0.609 96.700
29 0.200 0.571 97.271
30 0.189 0.539 97.810
31 0.175 0.501 98.311
32 0.161 0.461 98.772
33 0.157 0.448 99.220
34 0.144 0.412 99.633
35 0.129 0.367 100.000
74
จากตารางที่ 4-22 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก
การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 5 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1
และร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 68.700 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 20.294%
องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 14.912%
องค์ประกอบที่ 3 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 13.374%
องค์ประกอบที่ 4 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 12.265%
องค์ประกอบที่ 5 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 7.854%
ตารางที่ 4-23 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความรู้ที่
จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ
พึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
1 2 3 4 5
29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 0.743
28 กระบวนการ PDCA 0.704
27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 0.704
30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 0.688
32 เทคนิคการระดมสมอง 0.683
23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 0.658
31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 0.657
26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 0.655
24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 0.615
21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 0.610
25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 0.593
22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 0.545
16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 0.740
17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability
management standards)
0.731
13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement
controlsystem standards)
0.680
18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 0.664
14 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditationstandards) 0.646
15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง
(Conformityassessment standards)
0.643
19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้ง
การรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัว
บุคคล
0.485
20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ 0.411
75
ตารางที่ 4-23 (ต่อ)
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
1 2 3 4 5
1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และ
การจัดการสิ่งแวดล้อม
0.711
12 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะ (ISO
14001,ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ)
0.674
4 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
0.658
2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละ
ประเภท ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต
เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิด
ในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
0.543
11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่
เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001, ISO
19011, ISO 50001 เป็นต้น
0.530
3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิต
จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
0.415
6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
0.800
7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก
ห้องปฏิบัติการ
0.787
5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
0.603
10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น
RoHS, REACH, WEEE
0.590
9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 0.568
8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม
(Environment Aspect)
0.474
34 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย
ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
0.809
33 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา
0.800
35 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานของ
องค์กรที่ให้คําปรึกษา
0.689
ตารางที่ 4-23 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้
5 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 68.700 และพิจารณาเป็นราย
ปัจจัยได้ดังนี้
76
องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.545 ถึง 0.743 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน
แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 20.294 มีจํานวนตัวแปร 12 ข้อเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย
2. กระบวนการ PDCA
3. เทคนิคการทํางานเป็นทีม
4. เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ
5. เทคนิคการระดมสมอง
6. เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
7. เทคนิคการแก้ไขปัญหา
8. หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน
9. เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ
10. ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
11. ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit)
12. หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม
จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการ รวมถึงการใช้
แนวทางต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งควรเป็นความรู้ของผู้มี
อาชีพเป็นที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้ด้านการบริหาร
จัดการ (Management knowledge)”
องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.411 ถึง 0.740 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน
แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 14.912 มีจํานวนตัวแปร 8 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product Standard)
2. มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ ( Dependability Management Standards)
3. มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Controlsystem Standards)
4. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย
5. มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards )
6. มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards)
7. ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและ
ขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล
8. ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ
จากองค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ มาตรฐาน ข้อบังคับ กฎระเบียบต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้อง ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภายในประเทศและที่เป็นสากล องค์ประกอบนี้ชื่อ
ว่า “ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation knowledge)”
องค์ประกอบที่ 3มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.415 ถึง 0.711 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน
แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 13.374 มีจํานวนตัวแปร 6 ข้อเรียงลําดับจากมากไปน้อยประกอบด้วย
1. ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม
77
2. มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO 14004,
ISO 14031, ISO 14064 ฯลฯ)
3. กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
4. ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์
กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
5. มาตรฐานสากล (International Standards) ที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO
9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้น
6. กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
จากองค์ประกอบที่ 3 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ และวิธีการ
ต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจําเป็นต้องดําเนินการให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มความสามารถใน
การแข่งขันองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry Knowledge)”
องค์ประกอบที่ 4 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.474 ถึง 0.800 ซึ่งสามารถอธิบายความ
ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 12.265 มีจํานวนตัวแปร 6 ข้อเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
2. การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ
3. เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
4. ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE
5. การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment)
6. การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect)
จากองค์ประกอบที่ 4 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่
ให้ความสําคัญกับการป้องกันและปกป้องสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อความ
ยั่งยืนองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological
Modernization knowledge)”
องค์ประกอบที่ 5 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.689 ถึง 0.809 ซึ่งสามารถอธิบายความ
ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 7.854 มีจํานวนตัวแปร 3 ข้อเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
2. ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
3. วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
จากองค์ประกอบที่ 5 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ข้อมูลขององค์กรที่ต้องเข้าไปให้คําปรึกษา
ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลทั่วไปด้านธุรกิจ และข้อมูลด้านการบริหารจัดการขององค์กรองค์ประกอบนี้ชื่อว่า
“ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight Knowledge)”
2.2 ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 22 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-24
78
ตารางที่ 4-24 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test
KMO and Bartlett's Test
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.967
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 6936.714
df 231
Sig. 0.000
จากตารางที่ 4-24 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.967 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า
ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 22 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสําคัญของ
ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า
Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 6936.714 ได้ค่า Significance =
0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์
ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559)
การหาค่าความร่วมกัน (Communalities) ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน
< 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality
ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-26
ตารางที่ 4-25 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 0.688
2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 0.669
3 การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 0.771
4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 0.720
5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 0.754
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 0.714
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 0.679
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 0.672
9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 0.640
10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 0.623
11 การสร้างแรงจูงใจ 0.671
12 การบริหารความขัดแย้ง 0.709
13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 0.712
79
ตารางที่ 4-25 (ต่อ)
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
14 การบริหารเวลา 0.648
15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 0.639
16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 0.654
17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ
เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
0.676
18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 0.651
19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 0.596
20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้
ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
0.696
21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 0.627
22 การเป็นผู้นํา 0.626
จากตารางที่ 4-25 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร
หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 22 คําถาม มีค่าสูง
กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน
การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร
โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์
โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ
จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-26 และ 4-27
80
ตารางที่ 4-26 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของทักษะที่
สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
Component
Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared
Loadings
Rotation Sums of Squared
Loadings
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
1 13.681 62.185 62.185 13.681 62.185 62.185 8.548 38.856 38.856
2 1.152 5.237 67.422 1.152 5.237 67.422 6.285 28.566 67.422
3 0.862 3.920 71.342
4 0.673 3.058 74.400
5 0.593 2.695 77.095
6 0.493 2.242 79.337
7 0.462 2.102 81.439
8 0.446 2.028 83.467
9 0.388 1.764 85.231
10 0.366 1.665 86.895
11 0.346 1.572 88.467
12 0.314 1.427 89.894
13 0.306 1.393 91.287
14 0.275 1.248 92.536
15 0.260 1.181 93.716
16 0.245 1.112 94.829
17 0.235 1.067 95.896
18 0.220 1.001 96.897
19 0.194 0.884 97.781
20 0.185 0.843 98.623
21 0.156 0.707 99.330
22 0.147 0.670 100.000
จากตารางที่ 4-26 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจากการ
วิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 2 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และ
ร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 67.422 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 38.856%
องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 28.566%
81
ตารางที่ 4-27 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย
ความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
1 2
12 การบริหารความขัดแย้ง 0.798
13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 0.765
16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 0.734
9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 0.732
20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้
ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
0.730
14 การบริหารเวลา 0.730
17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ
เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
0.706
11 การสร้างแรงจูงใจ 0.694
15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 0.691
19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 0.685
22 การเป็นผู้นํา 0.684
10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 0.677
18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 0.668
21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 0.639
3 การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 0.798
1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 0.791
5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 0.745
2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 0.744
4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 0.727
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 0.716
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 0.653
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 0.590
ตารางที่ 4-27 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้
2 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 67.422 และพิจารณาเป็นราย
ปัจจัยได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.639 ถึง 0.798 ซึ่งสามารถอธิบายความ
ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 38.856 มีจํานวนตัวแปร 14 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. การบริหารความขัดแย้ง
2. การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน
3. การมอบหมายงาน และการติดตามผล
4. การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน
82
5. การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
6. การบริหารเวลา
7. การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ
กลุ่มเป้าหมาย
8. การสร้างแรงจูงใจ
9. การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง
10. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
11. การเป็นผู้นํา
12. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
13. การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล
14. การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่
จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน เป็นลักษณะส่วนบุคคลที่มี
ความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ทักษะ
ด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side Skill)”
องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.590 ถึง 0.798 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน
แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 28.566 มีจํานวนตัวแปร 8 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย.
1. การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้
2. การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน)
3. การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ
4. การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน
5. การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง
6. การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ
7. การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา
8. การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ
สติปัญญา (IQ) ในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ องค์ประกอบ
นี้ชื่อว่า “ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side Skill)”
2.3 คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ
และค่านิยม)
ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 29 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-28
83
ตารางที่ 4-28 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test
KMO and Bartlett's Test
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.973
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 9706.730
df 406
Sig. 0.000
จากตารางที่ 4-28 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.973 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า
ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 29 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสําคัญของ
คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า
Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 9706.730 ได้ค่า Significance =
0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์
ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559)
การหาค่าความร่วมกัน.(Communalities).ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน
< 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality
ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-30
ตารางที่ 4-29 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา
ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 0.591
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 0.591
3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 0.641
4 มีมนุษยสัมพันธ์ 0.723
5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 0.717
6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ 0.696
7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 0.663
8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 0.655
9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 0.666
10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 0.652
11 ร่าเริง ไม่เครียด 0.586
12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 0.688
13 มีปฏิภาณไหวพริบ 0.687
84
ตารางที่ 4-29 (ต่อ)
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
14 มีความพร้อมในการทํางาน 0.737
15 มีความคิดเชิงบวก 0.685
16 มีความคิดสร้างสรรค์ 0.639
17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 0.639
18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 0.595
19 เป็นคนช่างสังเกต 0.632
20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 0.654
21 มีความรับผิดชอบ 0.639
22 ให้ความเคารพผู้อื่น 0.676
23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 0.746
24 ไม่มีอคติ 0.677
25 มีความยืดหยุ่น 0.724
26 มีความมั่นใจในตัวเอง 0.668
27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 0.580
28 กล้าคิด กล้าทํา 0.722
29 เปิดเผย 0.684
จากตารางที่ 4-29 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร
หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 29 คําถาม มีค่าสูง
กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน
การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร
โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์
โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ
จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-30 และ 4-31
85
ตารางที่ 4-30 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของคุณลักษณะ
ที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
Component
Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared
Loadings
Rotation Sums of Squared Loadings
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
1 17.811 61.416 61.416 17.811 61.416 61.416 10.892 37.558 37.558
2 1.438 4.959 66.374 1.438 4.959 66.374 8.357 28.816 66.374
3 0.954 3.290 69.664
4 0.760 2.620 72.284
5 0.732 2.523 74.806
6 0.611 2.106 76.913
7 0.580 2.001 78.914
8 0.513 1.771 80.684
9 0.497 1.712 82.397
10 0.426 1.470 83.867
11 0.414 1.427 85.294
12 0.382 1.317 86.611
13 0.346 1.194 87.805
14 0.324 1.116 88.921
15 0.312 1.076 89.997
16 0.284 0.978 90.975
17 0.276 0.953 91.928
18 0.253 0.873 92.802
19 0.250 0.863 93.664
20 0.230 0.794 94.458
21 0.227 0.782 95.240
22 0.213 0.734 95.974
23 0.209 0.721 96.695
24 0.184 0.633 97.328
25 0.176 0.606 97.935
26 0.161 0.556 98.491
27 0.157 0.542 99.033
28 0.152 0.523 99.555
29 0.129 0.445 100.000
จากตารางที่ 4-30 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก
การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 2 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1
และร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 66.374 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 37.558%
องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 28.816%
86
ตารางที่ 4-31 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย
ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
1 2
23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 0.794
28 กล้าคิด กล้าทํา 0.793
25 มีความยืดหยุ่น 0.789
29 เปิดเผย 0.776
26 มีความมั่นใจในตัวเอง 0.757
24 ไม่มีอคติ 0.750
20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 0.732
22 ให้ความเคารพผู้อื่น 0.725
27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 0.685
17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 0.678
12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 0.673
13 มีปฏิภาณไหวพริบ 0.668
11 ร่าเริง ไม่เครียด 0.643
19 เป็นคนช่างสังเกต 0.636
14 มีความพร้อมในการทํางาน 0.629
18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 0.628
21 มีความรับผิดชอบ 0.611
16 มีความคิดสร้างสรรค์ 0.609
15 มีความคิดเชิงบวก 0.609
5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 0.749
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 0.739
1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 0.738
9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 0.725
8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 0.713
3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 0.711
4 มีมนุษยสัมพันธ์ 0.700
10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 0.664
6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ 0.654
7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 0.623
ตารางที่ 4-31 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้
2 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 66.374 และพิจารณาเป็นราย
ปัจจัยได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.609 ถึง 0.794 ซึ่งสามารถอธิบายความ
ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 37.558 มีจํานวนตัวแปร 19 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยได้
ประกอบด้วย
87
1. มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล
2. กล้าคิด กล้าทํา
3. มีความยืดหยุ่น
4. เปิดเผย
5. มีความมั่นใจในตัวเอง
6. ไม่มีอคติ
7. มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์
8. ให้ความเคารพผู้อื่น
9. สุขภาพร่างกายแข็งแรง
9. มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ
10. มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก
11. มีปฏิภาณไหวพริบ
12. ร่าเริง ไม่เครียด
13. เป็นคนช่างสังเกต
14. มีความพร้อมในการทํางาน
15. ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี
16. มีความรับผิดชอบ
17. มีความคิดสร้างสรรค์
18. มีความคิดเชิงบวก
จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ที่แสดงความเป็นตัวตน
ภายในออกมา องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity)”
องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.623 ถึง 0.749 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน
แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 28.816 มีจํานวนตัวแปร 10 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยได้
ประกอบด้วย
1. มีวินัยในการปฏิบัติงาน
2. มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น
3. มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย
4. มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน
5. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
6. บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ
7. มีมนุษยสัมพันธ์
8. เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
9. มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
10. มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย
จากองค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นคุณลักษณะของบุคคลหนึ่ง ๆ ที่พึงแสดงออก ต่อบุคคลอื่น
เมื่ออยูในสังคม และถือเป็นพฤติกรรมมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคาดหวัง และยอมรับ
องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ”
88
2.4 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคม
ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 11 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-32
ตารางที่ 4-32 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test
KMO and Bartlett's Test
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.944
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 3564.380
df 55
Sig. 0.000
จากตารางที่ 4-32ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.944 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า
ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 11 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสําคัญของ
จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า
Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 3564.380 ได้ค่า Significance =
0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์
ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559)
การหาค่าความร่วมกัน (Communalities)ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน
< 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า.Initial Communality ของ
ตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-33
89
ตารางที่ 4-33 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ข้อคําถาม ตัวแปร Extraction
1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 0.543
2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 0.612
3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 0.730
4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 0.746
5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 0.744
6 การยึดถือในความถูกต้อง 0.708
7 การยึดมั่นในหลักการ 0.721
8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 0.763
9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 0.762
10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 0.704
11 การยอมรับในความผิดพลาด 0.697
จากตารางที่ 4-33 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร
หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 11 คําถาม มีค่าสูง
กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน
การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร
โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์
โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ
จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-35 และ 4-36
ตารางที่ 4-34 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของ
จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
Component
Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings
Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative %
1 7.731 70.284 70.284 7.731 70.284 70.284
2 0.654 5.944 76.229
3 0.484 4.399 80.627
4 0.436 3.968 84.595
5 0.372 3.383 87.978
6 0.308 2.801 90.779
7 0.265 2.406 93.185
8 0.235 2.134 95.319
9 0.195 1.774 97.093
10 0.182 1.652 98.745
11 0.138 1.255 100.000
90
จากตารางที่ 4-34 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก
การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 1 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1
และร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 70.284
ตารางที่ 4-35 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย
ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว
ข้อ
คําถาม
คําถาม Component
1
8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 0.874
9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 0.873
4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 0.864
5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 0.863
3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 0.854
7 การยึดมั่นในหลักการ 0.849
6 การยึดถือในความถูกต้อง 0.842
10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 0.839
11 การยอมรับในความผิดพลาด 0.835
2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 0.782
1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 0.737
ตารางที่ 4-35 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้
1 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 70.284 และพิจารณาเป็น
รายปัจจัยได้ดังนี้
องค์ประกอบนี้ มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.737 ถึง 0.874 ซึ่งสามารถอธิบายความผันแปร
ของตัวแปรได้ร้อยละ70.284 เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยมีจํานวนตัวแปร 11 ข้อ
ประกอบด้วย
1. มีความยุติธรรม และคุณธรรม
2. การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ
3. ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง
4. การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น
5. มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ
6. การยึดมั่นในหลักการ
7. การยึดถือในความถูกต้อง
8. การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น
9. การยอมรับในความผิดพลาด
10. การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน
11. การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล
91
จากองค์ประกอบนี้ พบว่า เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับ
ความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการ นับว่าเป็นสิ่งสําคัญต่อวิชาชีพองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “จรรยาบรรณใน
วิชาชีพ (Code of Ethics)”
3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 14ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-37
ตารางที่ 4-36 การวัดความเหมาะสมของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วย KMO and Bartlett’s Test
KMO and Bartlett's Test
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.939
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 4156.563
df 91
Sig. 0.000
จากตารางที่ 4-36 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.939 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า
ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 14 คําถามมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยสําคัญ
เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมส่วนค่า Bartlett’s
Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 4156.563 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่ง
น้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ปัจจัยได้
(Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559)
การหาค่าความร่วมกัน (Communalities) ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่นๆที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน
< 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้
ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality
ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-38
92
ตารางที่ 4-37 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Extraction
1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม
0.654
2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อ
ศึกษากระบวนการทํางาน
0.712
3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 0.639
4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่าง
ต่อเนื่องทุกปี
0.684
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือ
ประกอบการอบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile
Technology เป็นต้น
0.651
6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 0.619
7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 0.635
8 การศึกษาดูงานในประเทศ 0.756
9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 0.749
10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 0.763
11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับ
ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
0.790
12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 0.815
13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ
ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
0.803
14 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 0.738
จากตารางที่ 4-37 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร
หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 14 คําถาม มีค่าสูง
กว่า 0.50ทุกตัวแปรจึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน
การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร
โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์
โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ
จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-39 และ 4-40
ตารางที่ 4-38 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยของเทคนิควิธีในการพัฒนา
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
93
Component
Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared
Loadings
Rotation Sums of Squared
Loadings
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
Total % of
Variance
Cumulative
%
1 8.488 60.628 60.628 8.488 60.628 60.628 5.553 39.665 39.665
2 1.519 10.853 71.481 1.519 10.853 71.481 4.454 31.817 71.481
3 0.727 5.192 76.673
4 0.557 3.975 80.649
5 0.507 3.623 84.272
6 0.399 2.846 87.118
7 0.361 2.577 89.695
8 0.296 2.114 91.809
9 0.269 1.924 93.732
10 0.230 1.646 95.378
11 0.188 1.346 96.724
12 0.169 1.208 97.932
13 0.154 1.099 99.031
14 0.136 0.969 100.000
จากตารางที่ 4-38 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก
การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 2 องค์ประกอบทุกปัจจัยมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และ
ร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 71.481 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 39.665%
องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 31.817%
94
ตารางที่ 4-39 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยของ
เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเมื่อ
ทําการหมุนแกนแล้ว
ข้อ
คําถาม
ตัวแปร Component
1 2
9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 0.845
8 การศึกษาดูงานในประเทศ 0.839
12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 0.834
10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือสถาบันการศึกษา 0.819
13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงาน
ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
0.811
11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้
ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
0.809
14 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 0.752
2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อศึกษากระบวนการทํางาน
0.814
1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรอง
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
0.793
4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย
อย่างต่อเนื่องทุกปี
0.750
3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 0.745
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็น
เครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media,
Mobile Technology เป็นต้น
0.729
6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 0.650
7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 0.582
ตารางที่ 4-39 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้
2 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 71.481 และพิจารณาเป็นราย
ปัจจัยได้ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.752 ถึง 0.845 ซึ่งสามารถอธิบายความ
ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 39.665 มีจํานวนตัวแปร 7 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. การศึกษาดูงานต่างประเทศ
2. การศึกษาดูงานในประเทศ
3. การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
4. การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา
5. การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน
และสถาบันการศึกษา
95
6. การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร
ต่าง ๆ
7. การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 3
จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการเรียนรู้ ทั้งแบบเรียนรู้
ด้วยตนเอง และเข้ารับการฝึกอบรม องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “การพัฒนาด้วยความรู้ (Head)”
องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.582 ถึง 0.814 ซึ่งสามารถอธิบายความ
ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 31.817 มีจํานวนตัวแปร 7 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย
ประกอบด้วย
1. การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ
2. การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
3. การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี
4. การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน
5. การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการ
อบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile Technology เป็นต้น
6. การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ
7. การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
จากองค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการปฏิบัติจริง ในรูปแบบ
ต่าง ๆ เช่น ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “การพัฒนาด้วย
การปฏิบัติ (Hand-on)”
4.3 สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ
ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความรู้ 2) ทักษะ 3) คุณลักษณะ
4) จรรยาบรรณ 5) เทคนิคในการพัฒนา สามารถสรุปผลได้ดังตารางที่ 4-41 และภาพที่ 4-1
96
ตารางที่ 4-40 สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ
ศักยภาพที่ปรึกษา
จํานวน
องค์ประกอบ
ชื่อองค์ประกอบ
จํานวน
ตัวแปร
(ข้อ)
รวมจํานวน
ตัวแปร
(ข้อ)
ด้านความรู้
(Knowledge)
5
1. ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
(Mangement Knowledge)
12
32
2. ความรู้ด้านข้อบังคับสากล
(Regulation Knowledge)
5
3. ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว ( Green
Industry Knowledge)
6
4. ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
(Ecological Modernization
Knowledge)
6
5. ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถาน
ประกอบการ (Customer Insight
Knowledge)
3
ด้านทักษะ
(Skill)
2
1. ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft
Side)
14
22
2. ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side) 8
ด้านคุณลักษณะ
(Attributes)
2
1. อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal
Identity)
19
29
2. อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social
Identity)
10
ด้านจรรยาบรรณ
(Ethics)
1
จรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of Ethics)
11 11
เทคนิคใน
การพัฒนา
(Development)
2
1. การพัฒนาด้วยความรู้ (Head) 7
142. การพัฒนาด้วยการปฏิบัติ
(Hand-on)
7
ไ
ภาพ
4.4 สรุปผล
ผู้วิจัยไ
จรรยาบรรณ
ผู้เชี่ยวชาญ จ
องค์ประกอบ
เหมาะสมแต่
ย้ายปัจจัยขอ
เสนอแนะให้ท
การพัฒนาแล
ได้ดังตารางที่
ที่ 4-1 รูปแบ
ภาคอ
ลการวิเคราะห
ได้นําผลลัพธ์จ
ณ และเทคนิ
จํานวน 9 คน
บทั้งนี้ผู้เข้าร่ว
ควรปรับในส่ว
องบางองค์ป
ทบทวนนิยาม
ละสื่อสารในว
ี่ 4-41
บบการพัฒนา
อุตสาหกรรม
ห์จากการประ
จากการวิเคร
นิคในการพัฒ
น ในการประช
วมประชุมกลุ่
วนของปัจจัย
ระกอบ เพื่อ
มของปัจจัยแล
วงกว้างจากเห
าศักยภาพที่ปรึ
ะชุมกลุ่มย่อย
าะห์เชิงสํารว
ฒนา ทั้งที่เป็
ชุมกลุ่มย่อยเพ
ลุ่มย่อยมีความ
ย่อยโดยได้พิจ
อให้เกิดความ
ละองค์ประกอ
หตุผลดังกล่าว
รึกษาด้านระบ
(Focus Gro
วจทั้ง 5 ด้าน
นองค์ประก
พื่อให้ความเห็
มเห็นว่า รูปแ
จารณาลดจําน
มสอดคล้องเชิ
บให้สอดคล้อ
ว ผู้วิจัยได้ดําเ
บบการจัดการ
oup Discuss
น ได้แก่ ความ
อบหลักและ
ห็นและประเมิ
แบบและองค์
นวนปัจจัยที่มี
ชิงโครงสร้าง
องกัน ซึ่งจะทํา
เนินการแก้ไข
รสิ่งแวดล้อมใ
sion)
มรู้ ทักษะ คุณ
ะ 108 ปัจจัย
มินความเหมา
ค์ประกอบหลั
มีลักษณะเดียว
และเนื้อหา
าให้เกิดความช
ปรับปรุง สาม
97
น
ณลักษณะ
เสนอต่อ
าะสมของ
ลักมีความ
วกัน และ
พร้อมทั้ง
ชัดเจนต่อ
มารถสรุป
98
ตารางที่ 4-41 รายละเอียดของรูปแบบพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ได้ทําการปรับปรุงหลังจากประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group Discussion)
ศักยภาพที่ปรึกษา
จํานวน
องค์ประกอบ
ชื่อองค์ประกอบ
จํานวน
ตัวแปร
(ข้อ)
รวมจํานวน
ตัวแปร
(ข้อ)
ด้านความรู้
(Knowledge)
5
1. ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
(Mangement Knowledge)
10
29
2. ความรู้ด้านข้อบังคับสากล
(Regulation Knowledge)
7
3. ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green
Industry Knowledge)
5
4. ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
(Ecological Modernization
Knowledge)
4
5. ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถาน
ประกอบการ (Customer Insight
Knowledge)
3
ด้านทักษะ
(Skill)
2
1.ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล
(Soft Side)
11
20
2. ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side) 9
ด้านคุณลักษณะ
(Attirbutes)
2
1. อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Inner Self) 19
29
2. อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Norm) 10
ด้านจรรยาบรรณ
(Ethic)
1
จรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of
Ethics)
8 8
เทคนิคใน
การพัฒนา
(Development)
2
1. พัฒนาความรู้ (Head) 7
142. พัฒนาการปฏิบัติ (Hand on)
7
จากตารางที่ 4-41 ในองค์ประกอบแต่ละด้าน มีรายละเอียดขององค์ประกอบดังนี้
ด้านความรู้ (Knowledge) มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่
องค์ประกอบที่ 1 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Management Knowledge) มี 10 ปัจจัย
ประกอบด้วย
1. มีความรู้และเข้าใจในกระบวนการถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy Deployment)
2. มีความรู้และเข้าใจแนวคิดของวัฏจักรเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือวงจร PDCA
3. มีความรู้และเข้าใจการบริหารทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย (Team Management)
4. มีความรู้และเข้าใจเครื่องมือทางด้านบริหารจัดการที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
(Continual Improvement Tools)
5. มีความรู้และเข้าใจทฤษฏีและองค์ประกอบของความคิดเชิงระบบการค้นหาและแก้ไข
ปัญหาขั้นตอนการทํางานด้วยแนวทางใหม่ ๆ (Systems Thinking)
99
6. มีความรู้และเข้าใจหลักการทางด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุน (Economic Concept)
7. มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และเข้าใจหลักการวิเคราะห์และ
ประเมินผลข้อมูล
8. มีความรู้และเข้าใจการวางแผนงาน การจัดลําดับความสําคัญ การควบคุมดูแล การกําหนด
เป้าหมายและตัวชี้วัดของงานได้ (Planning and Organizing)
9. มีความรู้และเข้าใจในระเบียบวิธีและเทคนิคในการตรวจประเมิน (Audit Principles)
10. มีความรู้และเข้าใจทฤษฏีและองค์ประกอบของการบริหารความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ (Risk
Management)
องค์ประกอบที่ 2 ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation Knowledge) มี 7 ปัจจัย ประกอบด้วย
1. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานเฉพาะของผลิตภัณฑ์ (Product Standard)
2. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management
Standards)
3. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System
Standards)
4. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและอาชีวอนามัย
(Occupational Health and Safety)
5. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards) ระบบการให้
การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้
การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคลรวมถึงข้อกําหนดของ
การให้การรับรองในแต่ละระบบ
6. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment
Standards)
7. มีความรู้และเข้าใจข้อกําหนด กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับสิ่งแวดล้อมทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศ (Compliance Obligation)
องค์ประกอบที่ 3 ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry Knowledge) มี 5 ปัจจัย
ประกอบด้วย
1. มีความรู้และเข้าใจ ทางด้านการจัดการมลพิษขั้นพื้นฐานคือ ด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย
(Pollution Management)
2. มีความรู้และเข้าใจ มาตรฐานสากล ISO 14001, ISO 50001, ISO 26000, ISO9001 และ
มาตรฐานอื่น ๆ ที่สามารถบูรณาการ (Integrate) ร่วมกันได้ (Relevant International Standard)
3. มีความรู้และเข้าใจ ในบริบทของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยเฉพาะทางด้าน
ผลิตภัณฑ์กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และลักษณะของมลพิษที่เกิดขึ้นใน
อุตสาหกรรมแต่ละประเภท (Inductrial Context)
4. มีความรู้และเข้าใจ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม
5. มีความรู้และเข้าใจหลักการบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment
Aspect Identification and Evaluation)
100
องค์ประกอบที่ 4 ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological Modernization
Knowledge)
1. มีความรู้ในเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม (Measuring
Instrument)
2. รู้หลักการวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
จากห้องปฏิบัติการ (Testing Methodology)
3. มีความรู้ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ (New Technology) ด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย
4. มีความรู้และเข้าใจแนวคิดการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking : LCT)
องค์ประกอบที่ 5 ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight Knowledge)
1. มีความรู้และเข้าใจ ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา (Interested Parties Needs and Expectation)
2. มีความรู้และเข้าใจ ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา (Products and
Services)
3. มีความรู้และเข้าใจ วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา (Organizational Culture)
ทางด้านทักษะ (Skill) มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่
องค์ประกอบที่ 1 ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side Skill) ประกอบด้วย
1. มีเทคนิคในการบริหารความขัดแย้ง(Conflict Management) อย่างสร้างสรรค์
2. สามารถวิเคราะห์ จําแนก จัดสรร มอบหมาย และวางแนวทางในการติดตามผลการ
ดําเนินงาน ตามแนวทางที่กําหนดไว้ (Delegation)
3. ติดต่อประสานงาน รับและส่งข้อมูล ในระดับบุคคลและระดับองค์กร ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ (Co-ordination)
4. สามารถกําหนดทิศทางของโครงการ แผนงาน และบริหารจัดการ การดําเนินโครงการให้
บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กําหนดไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ (Project Management)
5. สามารถจัดสรรเวลา แยกแยะ จัดลําดับความสําคัญ และความเร่งด่วนของงาน และ
กําหนดกรอบเวลาในการทํางานได้ (Time Management)
6. สามารถออกแบบและพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ
เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย (Design and Development)
7. สามารถหาเทคนิคและวิธีในการสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้เกิดการปฏิบัติได้อย่าง
เห็นผล
8. สามารถวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจ (Planing
and Presentation)
9. แสดงออกถึงความเป็นผู้นํา (Leadership) ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จําเป็น
10. สามารถสร้าง และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น (Relation Management)
11. มีความสามารถในการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมเมื่อต้อง
เผชิญกับบุคคล ลักษณะงาน และสถานการณ์ที่ตึงเครียด (Personality and Emotional Control)
101
องค์ประกอบที่ 2 ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side Skill) ประกอบด้วย
1. สามารถออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลเลือกใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล และหาวิธีการ
นําเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสมและใช้งานได้จริง (Data Analysis)
2. สามารถให้คําปรึกษา (Consulting) ทําการสอน (Coaching) เพื่อถ่ายทอดความรู้
3. มีความสามารถในการสื่อสาร (Communication) ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้อย่างชัดเจน
ได้ใจความและเกิดความเข้าใจตรงกันทั้งผู้สื่อสารและผู้รับสาร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
ของการสื่อสารนั้น ๆ
4. สามารถสื่อสารด้วยการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร (Writing Communication) ใน
ลักษณะการเขียนบันทึก รายงาน จดหมาย และเอกสารสําคัญโดยใช้ภาษาได้เหมาะสมกับเนื้อหาและ
กลุ่มผู้อ่าน
5. มีความสามารถในการใช้ภาษา และเลือกใช้คําพูด (Language Usage) ที่เหมาะสมกับ
ผู้ที่เกี่ยวข้อง และเหมาะสมกับสถานการณ์
6. มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์และประเมินผล อย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking)
7. สามารถวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของปัญหา และสามารถค้นหาทางเลือก ในการ
แก้ไขปัญหาได้หลากหลายวิธี และสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัญหา
และเกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร (Problem Solving and Decision Making)
8. สามารถเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว (Self Learning)
9. สามารถใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐาน มาประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Computer
Literacy)
ด้านคุณลักษณะ (Attributes) มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่
องค์ประกอบที่ 1 อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity) ประกอบด้วย
1. มีความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคล (Interpersonal Understanding)
2. มีความกล้าคิด กล้าทํา อย่างสร้างสรรค์ในสถานการณ์ที่เหมาะสม (Courage)
3. มีความยืดหยุ่นผ่อนปรน (Flexibility) ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และกลุ่มคนที่หลากหลายได้
4. ให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมและบุคคลอื่นมากกว่าตัวเอง (Extrovert)
5. มีความมั่นใจในตัวเอง (Self Confidence) ในการนําเสนอ การตอบข้อซักถาม การให้
ข้อมูลต่าง ๆ และการยืนยันความถูกต้อง
6. ไม่มีอคติต่อความคิด ต่อตัวบุคคล หรือ ต่อสถานการณ์ (Unbiased)
7. มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ (Trendy)
8. ให้ความเคารพในบทบาทและสิทธิหน้าที่ของผู้อื่น (Respect for other people)
9. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่อง (Healthy)
10. มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ (Courtesy)
11. มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออกอย่างเหมาะสม (Stable)
12. มีปฏิภาณไหวพริบ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว (Witty)
13. เป็นคนร่าเริง ไม่เครียด (Cheerful)
14. เป็นคนช่างสังเกตและใส่ใจในรายละเอียดของบริบทรอบข้าง (Observant)
15. มีความพร้อมในการทํางาน และวางแผนการทํางานไว้ล่วงหน้า (Proactive Working)
102
16. ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดีในทุกๆสถานการณ์ (Self Control)
17. มีความรับผิดชอบต่อตนเอง รับผิดชอบต่องานที่ทํา และผลของการกระทํา (Responsible)
18. มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการคิดค้น ออกแบบ และปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน
ใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงการทํางานให้ดีขึ้น
19. มีทัศนคติในเชิงบวก
องค์ประกอบที่ 2 อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ประกอบด้วย
1. มีวินัยในการปฏิบัติงาน (Disciplinary)
2. มีจิตอาสา ให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ (Kindness)
3. มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย (Networking)
4. มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทนเพื่อส่วนรวม (Perseverance)
5. มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี (Role model)
6. มีบุคลิกภาพทั้งภายใน และภายนอก น่าเชื่อถือ (Good personality)
7. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน (Good relationship)
8. เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (Open-minded)
9. มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ (Adaptability)
10. มีความเป็นมิตรและจริงใจ สามารถเข้าถึงได้ง่าย (Friendly)
ด้านจรรยาบรรณในวิชาชีพ (Code of Ethics) ประกอบด้วย
1. ปฏิบัติงานด้วยความความยุติธรรม ซื่อตรงต่ออาชีพ ปราศจากอคติและความลําเอียง
2. ปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ และปฏิบัติตามข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง
3. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และไม่กระทําการใด ๆ ให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงหรือ
งานของผู้อื่น
4. ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่คดโกง และไม่เรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ
5. ปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติและวิชาการ ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ
6. ไม่ปฏิบัติงานที่เกินกว่าความสามารถตน ไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานของจนเกินความเป็นจริง
ไม่โอ้อวด หรือเปรียบเทียบตนหรือองค์กรที่ตนสังกัด กับผู้ประกอบอาชีพเดียวกันรายอื่น
7. อุทิศเวลาในการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ให้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์เป้าหมาย และตรง
ตามกําหนดเวลาของแผนงาน
8. ต้องไม่นําข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กร หรือของบุคคล ที่ได้มาจากการปฏิบัติงานไป
เปิดเผย หรือ ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตน หรือบุคคลอื่นโดยมิชอบ
ด้านเทคนิคการพัฒนา มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่
องค์ประกอบที่ 1 การพัฒนาด้วยความรู้ (Head) ประกอบด้วย
1. การศึกษาดูงานต่างประเทศ
2. การศึกษาดูงานในประเทศ
3. การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
4. การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา
5. การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน
และสถาบันการศึกษา
103
6. การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
7. การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ
องค์ประกอบที่ 2 การพัฒนาด้วยการปฏิบัติ (Hand-on) ประกอบด้วย
1. การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ
2. การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
3. การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี
4. การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน
5. การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการ
อบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile Technology เป็นต้น
6. การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ
7. การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
ผู้วิจัยได้นําข้อมูลที่ได้ทําการแก้ไขปรับปรุงตามความเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้ง 9 ท่าน จัดทําเป็นคู่มือ รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม โดยคู่มือประกอบด้วย 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 บทนํา ส่วนที่ 2 หลักการและแนวคิด
ส่วนที่ 3 แนวทางการพัฒนา KSAE ส่วนที่ 4 เทคนิคการพัฒนา ส่วนที่ 5 การวางแผนพัฒนา จากนั้น
ได้นําไปทดลองใช้ โดยจัดทําเป็นหลักสูตรอบรมให้ความรู้ กับผู้ที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม จํานวน 32 คน หลักสูตรที่ให้ความรู้นี้ ได้จัดทําเพียงเรื่องเดียว คือ ความรู้เรื่อง
การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspect Identification and
Evaluation) โดยใช้เวลาในการอบรม 6 ชั่วโมง และให้มีการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน
รายละเอียดของเนื้อหาและแบบทดสอบ (ดังแสดงในตารางภาคผนวก ง หน้า 251)
4.5 วิเคราะห์ผลการนําคู่มือไปทดลองใช้
หลังจากได้รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว ผู้วิจัยได้
นําไปจัดทําเป็นคู่มือการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยการจัดอบรม
ให้กับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษา จํานวน 32 คน และมีการทดสอบก่อนและหลังการอบรม
เพื่อประเมินผลความแตกต่างหลังการเรียนรู้ ได้ผลสรุปดังตารางที่ 4-43
ตารางที่ 4-42 ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังอบรมของที่ปรึกษา
การทดสอบ n ค่าเฉลี่ย S.D. t df p
คะแนนก่อนอบรม 32 10.5 2.323
13.45 31 0.00
คะแนนหลังอบรม 32 15.25 3.806
*p<.05
จากตารางที่ 4-42 แสดงให้เห็นว่า ผู้เข้าอบรมมีค่าเฉลี่ยผลคะแนนก่อนอบรม 10.5 ส่วนหลัง
อบรมมีค่าเฉลี่ย 15.25 สูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทําให้สรุปได้ว่า
ที่ปรึกษาเมื่อได้รับการพัฒนาความรู้ ตามรูปแบบการพัฒนาที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม มีความรู้เพิ่มขึ้น
105
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวิจัย
การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 2) เพื่อกําหนดรูปแบบการพัฒนา
ศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสําหรับในภาคอุตสาหกรรม 3) เพื่อนําเสนอ
คู่มือการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมการวิจัย
ครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากรของการวิจัย มี 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ประชากร
คือบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในเขตพื้นที่6 จังหวัด
ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และ สมุทรปราการ จํานวน
318 บริษัท คํานวณโดยใช้อัตราส่วน 15% ของประชากรแต่ละจังหวัด ได้จํานวนตัวอย่างทั้งหมด
48 ตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random) ผู้วิจัยได้นําแบบสอบถามไปให้
ผู้เกี่ยวข้องกับการทํามาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของแต่ละบริษัทเป็นผู้ตอบ
แบบสอบถาม ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 355 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ
แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure Interview Guideline) และแบบสอบถาม
ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่
ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ทุกรายการมีค่าความคาดหวังในระดับมาก และเรื่องที่มี
ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือวิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและ
ง่ายต่อการเข้าใจรองลงมา คือ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) รูปแบบการพัฒนา
ศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย 1) ด้าน
ความรู้ มี 5 องค์ประกอบ 32 ตัวแปร 2) ด้านทักษะ มี 2 องค์ประกอบ 22 ตัวแปร 3)ด้าน
คุณลักษณะมี 2 องค์ประกอบ 29 ตัวแปร 4) ด้านจรรยาบรรณ มีองค์ประกอบเดียว 11 ตัวแปร
5) ด้านเทคนิคในการพัฒนามี 2 องค์ประกอบ 14 ตัวแปร จากนั้นผู้วิจัยได้นําผลการวิเคราะห์เข้าสู่
กระบวนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อขอความเห็นและประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ผล
สรุปค่าคะแนนความเหมาะสมเท่ากับ 4.5 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก และมีความเห็นให้ทําการลด
และย้ายตัวแปร พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดของคํานิยามตัวแปร ได้ผลสรุปดังนี้ 1) ด้านความรู้ มี
5 องค์ประกอบ 29 ตัวแปร 2) ด้านทักษะ มี 2 องค์ประกอบ 20 ตัวแปร 3) ด้านคุณลักษณะมี
2 องค์ประกอบ 29 ตัวแปร 4) ด้านจรรยาบรรณ มีองค์ประกอบเดียว 8 ตัวแปร 5) ด้านเทคนิคใน
การพัฒนามี 2 องค์ประกอบ 14 ตัวแปร
 
106
5.2 อภิปรายผล
จากการศึกษาวิจัย สามารถสรุปผลตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
5.2.1 ผลการศึกษา ลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ
ในภาคอุตสาหกรรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคาดหวังในระดับสูงต่อทุกลักษณะของที่ปรึกษา
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า วิธีการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจน
และง่ายต่อการเข้าใจนั้น มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ส่วนความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการ
บริหารงาน ด้านเศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสมรรถนะ
หลักที่ผู้ประกอบการคาดหวังคือเรื่องของความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของที่
ปรึกษาซึ่งมีผลต่อการนําไปปฏิบัติของผู้ประกอบการสอดคล้องกับผลการศึกษา วารี (2557) ซี่งพบว่า
การอบรมทําให้พนักงานมีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง และตาม
ผลการศึกษาของ อลงกรณ์ (2558) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดําเนินงานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO
14001) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี : กรณีศึกษา บริษัทไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน) คือ จํานวนและ
ความรู้ความเข้าใจของบุคลากร การฝึกอบรมบุคลากร งบประมาณที่เพียงพอ เทคโนโลยีที่ทันสมัย
เหมาะสม การสนับสนุนของผู้บริหาร วิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัฒนธรรมของบริษัทฯ และระบบ
มาตรฐานอื่น ๆ และ ธันย์ (2548) ที่พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในเขต
กรุงเทพและปริมณฑล คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ
มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ควรมีการส่งเสริมและพัฒนารวมถึงให้ข้อมูลข่าวสารแก่
ผู้ประกอบการให้มากขึ้น เช่นเดียวกันกับ ผลการศึกษาของ ชนนทร์ (2545) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
ความต้องการมาตรฐานการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 และมาตรฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO
14001 ของโรงงานภายใต้ความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย คือการที่
ผู้บริหารโรงงานส่วนใหญ่ ยังคงมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบมาตรฐานที่น้อยอยู่ ควรมีมาตรการ
ส่งเสริมกระตุ้น และพัฒนาความรู้ของผู้บริหารในโรงงานให้มากขึ้น และควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์
และให้การอบรมแก่ผู้บริหารและพนักงานให้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ภาระหน้าที่ในการให้ความรู้ของที่
ปรึกษาต่อสถานประกอบการ จึงมีความสําคัญต่อความสําเร็จของการจัดทําระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมของธุรกิจอุตสาหกรรม
5.2.2 รูปแบบของการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม มี 5 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านคุณลักษณะ ด้าน
จรรยาบรรณ ด้านเทคนิคในการพัฒนา สอดคล้องกับ (Milan, 1996) ซึ่งสรุปไว้ว่า ส่วนประกอบของ
สมรรถนะของที่ปรึกษา ประกอบด้วยลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล (Personality Traits) ความถนัด
(Aptitudes) ทัศนคติ (Attitudes) ความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skills) ส่วนประกอบเหล่านี้
ล้วนมีความสัมพันธ์กันและมีอิทธิผลต่อกันอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับ มาตรฐาน ISO 10019
(2005) ความสามารถของที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพประกอบด้วย คุณลักษณะส่วนบุคคล
(Personal Attributes) การศึกษา (Education) ความรู้และทักษะ(Knowledge and skills)
จรรยาบรรณ (Ethics) และสอดคล้องกับ คู่มือสมรรถนะที่ปรึกษาอุตสาหกรรม I3C ของกระทรวง
อุตสาหกรรม ซึ่งกําหนดให้สมรรถนะร่วมที่ปรึกษาอุตสาหกรรม ประกอบด้วยหมวดสมรรถนะ 5
107
หมวด ได้แก่ (1) ทักษะ (2) คุณสมบัติเฉพาะตน (3) ความสามารถในการให้บริการ (4) ความรู้ทั่วไป
(5) จรรยาบรรณและสอดคล้องกับ อรรวีวรร (2559) ซึ่งพบว่า ศักยภาพด้านการเพิ่มขีดความสามารถ
ทางการแข่งขัน มี 6 ตัวแปร ได้แก่ ความรู้ในงาน ทักษะด้านการบริหาร ทักษะการบริการ และการ
ติดต่อสื่อสาร บุคลิกภาพส่วนบุคคล ความรู้รอบตัว และบุคลิกภาพการบริหารอารมณ์
5.2.2.1 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Management Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้
พื้นฐานของการดําเนินงาน ในระดับบริหารจัดการ ที่ปรึกษาควรมีความรู้และเข้าใจในกระบวนการ
ถ่ายทอดนโยบาย (Policy Deployment) สู่การปฏิบัติ แนวคิดของวัฏจักรเดมมิ่ง (Deming Cycle)
หรือ วงจร PDCA การบริหารทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย (Team Management) เครื่องมือทางด้าน
บริหารจัดการที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement Tools) ทฤษฏีและ
องค์ประกอบของความคิดเชิงระบบการค้นหาและแก้ไขปัญหาขั้นตอนการทํางานด้วยแนวทางใหม่ ๆ
(Systems Thinking) หลักการทางด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุน (Economic Concept)
วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และเข้าใจหลักการวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูล การวางแผน
งาน การจัดลําดับความสําคัญ การควบคุมดูแล การกําหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของงานได้ ระเบียบ
วิธีและเทคนิคในการตรวจประเมิน (Audit) และหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
สอดคล้องกับ พรนารี (2555) พบว่า สมรรถนะด้านความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม สาขา
อุตสาหการระดับภาคีวิศวกร คือ เศรษฐศาสตร์และการเงิน การบริหารโครงการ การวางแผน
การจัดการงานวิกฤติ
5.2.2.2 ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation knowledge) เนื่องจากการจัดการด้าน
สิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ต้องทําตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและมาตรฐานต่าง ๆ กรณีที่ต้องการ
ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ก็ต้องปฏิบัติตามข้อกําหนด
ของมาตรฐานด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นที่ปรึกษาจึงต้องมีความรู้และเข้าใจ ในมาตรฐานเฉพาะของ
ผลิตภัณฑ์ (Product Standard) มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management
Standards) มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System Standards)
มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและอาชีวอนามัย มาตรฐานการให้การรับรอง
(Accreditation Standards) ระบบของการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ
และการรับรองตัวบุคคล รวมถึงข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ มาตรฐานของการ
ประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards) ข้อกําหนด กฏระเบียบข้อบังคับ
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ สอดคล้องกับ จิรพันธ์ (2553)
พบว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ ได้รับการจํากัดการใช้สารอันตรายบางชนิดใน
ผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดปัญหามลพิษ จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นหน้าที่ของ
ผู้ประกอบต้องตระหนักและปฏิบัติตาม
5.2.2.3 ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry knowledge) เป็นเรื่องของความรู้
ในเชิงการบูรณาการ และทางด้านเทคนิค ถือเป็นความรู้เฉพาะทางที่สําคัญ ซึ่งที่ปรึกษาควร มีความรู้
และเข้าใจ ทางด้านการจัดการมลพิษขั้นพื้นฐานคือด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย มาตรฐานสากล ISO
14001 ISO 50001 ISO 26000 ISO 9001 และมาตรฐานอื่น ๆ ที่สามารถบูรณาการ (Integrate)
ร่วมกันได้ รวมถึงบริบทของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์กระบวนการ
108
ผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และลักษณะของมลพิษที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแต่ละ
ประเภท ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม และหลักการบ่งชี้และการประเมิน
ประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) สอดคล้องกับ (สํานักงานส่งเสริมและพัฒนา
อุตสาหกรรมสีเขียว, 2556) ที่ได้มีข้อกําหนดของการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวเอาไว้
5.2.2.4 ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological Modernization
knowledge) เนื่องจากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่ปรึกษาจึงควรมี
ความรู้ในเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม รู้หลักการวิเคราะห์ผลการ
ตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ มีความรู้ในเทคโนโลยีและ
นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย และเข้าใจ
แนวคิดการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking : LCT) สอดคล้องกับ ธํารงรัตน์ (2554) ได้
สรุปการพัฒนาบุคลากรในสถาบันการศึกษาและการทํางานแบบเครือข่าย พบว่ามาตรฐานด้าน
สิ่งแวดล้อมทั้งหมด ใช้หลักการพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิตทั้งสิ้น ดังนั้นองค์ความรู้และกลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญด้าน CT/LCA/Eco-Design ตลอดจน National LCI Database จะทําให้อุตสาหกรรม
ไทยสามารถรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศสหภาพยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในการประชุมกลุ่มย่อยคือ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มี
การกําหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยกําหนดนโยบาย
อุตสาหกรรมสีเขียว และให้การรับรองตั้งแต่ปี 2554 โดยมุ่งเน้นให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพ
และประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น การอนุรักษ์พลังงาน (Energy
Conservation or Energy Management System) การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า (3Rs) การใช้
เทคโนโลยี สะอาด (Clean Technology)การออกแบบผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม (Eco Design-Eco
Product) การขอรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวหรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Green Carbon Labels)
เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ปัจจัยด้านความรู้ของที่ปรึกษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่จํากัดหยุดนิ่ง
5.2.2.5 ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight Knowledge)
ในสถานประกอบ การแต่ละที่จะมีการรูปแบบและแนวทางการบริหารและดําเนินงานแตกต่างกัน
ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย ดังนั้น ที่ปรึกษาควรมีการเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลของ
สถานประกอบการที่จะเข้าไปให้บริการจึงควรมีความรู้และเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของ
ผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษารวมถึงผลิตภัณฑ์และกระบวนการ วัฒนธรรมในการ
บริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา สอดคล้องกับ David (2010) พบว่าต้องมี
การสร้างความสัมพันธ์ที่ระหว่างที่ปรึกษากับองค์กรที่รับบริการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในมิติที่สําคัญ
กับงานที่ให้บริการ
5.2.2.6 ทางด้านทักษะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Skill)
ประกอบด้วย ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side Skill) และทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard
side skill) ทักษะที่ปรากฏในผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ สอดคล้องกับ Milan (1996) ที่กล่าวไว้ว่า ที่
ปรึกษาที่มีคุณภาพควรมีทักษะในการสื่อสารโน้มน้าว จูงใจ ช่างสังเกต รวบรวม เลือก และประเมิน
ความจริง สามารถตัดสินใจได้ดี มีเหตุผลในการสรุปข้อเท็จจริง (inductive and Reductive
Reasoning) มีความสามารถในการคิดค้น และสังเคราะห์ความคิด มีความคิดสร้างสรรค์ และมี
จินตนาการ
109
5.2.2.7 คุณลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Attributes)
อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity) อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ลักษณะที่
ค้นพบจากการวิจัย สอดคล้องกับ Milan (1996) ซึ่งกล่าวว่า ที่ปรึกษาต้องเป็นคนที่ง่ายต่อการคบหา
เป็นที่ไว้วางใจและยอมรับ มีมารยาทและสุภาพ มีวุฒิภาวะ กระตือรือร้นและสร้างสรรค์ ยืดหยุ่นและ
ปรับตัวได้ง่าย ซึ่งสอดคล้องกับ ลักษณะส่วนบุคคลของที่ปรึกษา ที่กล่าวไว้ใน Quality
Management System Consultant มาตรฐาน ISO 10019 : 2005(E) ที่ปรึกษาต้องเป็นคนที่
ปรับตัวได้ง่าย (Versatile) สามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ และสามารถหาทางเลือก และ
เสนอแนวทาง การแก้ไขปัญหาได้ มีความหนักแน่น มั่นคง (Tenacious) มุ่งมั่นเพื่อให้สําเร็จตาม
วัตถุประสงค์ มีความมั่นใจ (Self-reliant) และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.2.2.8 จรรยาบรรณในวิชาชีพ (Code of Ethics) เป็นอีกองค์ประกอบที่สําคัญของ
การประกอบอาชีพ เพราะต้องเข้าไปทํางานร่วมกับสถานประกอบการ ความซื่อสัตย์ และการกระทํา
ที่อยู่บนหลักความถูกต้องทั้งตามหลักวิชาการและหลักศีลธรรม จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ
ตัวบุคคล วิชาชีพ และองค์กรที่บุคคลสังกัดอยู่ สอดคล้องกับ สมรรถนะที่ปรึกษาอุตสาหกรรม IC3
ที่กําหนดไว้คือที่ปรึกษาต้องมีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ จรรยาบรรณต่อที่
ปรึกษาอื่น และจรรยาบรรณต่อตนเองและสาธารณะ กล่าวคือ ต้องไม่ใช้วิชาชีพในทางที่ผิดกฎหมาย
ไม่กล่าวหรือทําการใด ๆ อันอาจนํามาซึงความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพและภาพพจน์ของอาชีพที่ปรึกษา
ให้คําปรึกษาด้วยความระมัดระวังภายใต้ข้อมูลที่เป็นจริง ถูกต้อง มีเหตุและผลด้วยความอิสระของ
ตนเอง ไม่หาผลประโยชน์จากอาชีพที่ปรึกษา ซื่อตรงต่อผู้รับบริการ ทํางานที่ได้รับด้วยความตั้งใจและ
เต็มความสามารถตามคุณภาพและมาตรฐาน ตกลงรับให้บริการต่อเมือมีคุณวุฒิเพียงพอ ไม่ทําให้
ผู้รับบริการเข้าใจผิดว่าผู้รับบริการสามารถได้ประโยชน์ตอบแทนพิเศษ รักษาข้อมูลของผู้รับบริการ
ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ ให้เกียรติกับที่ปรึกษาท่านอื่น ควบคุม
แนะนําผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์และจรรยาบรรณ รายงานความประพฤติ
ของที่ปรึกษาที่ผิดจรรยาบรรณต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้คําปรึกษาแนะนาต่อผู้รับบริการด้วยตนเอง
ทุกครั้ง ไม่แนะนําผู้รับบริการให้ฝ่าฝืนกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรม ไม่โฆษณาหรือ
ยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาในงานที่ตนไม่ได้รับทําตรวจสอบ หรือควบคุมด้วยตนเอง ระมัดระวังเกี่ยวกับ
ความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ไม่โฆษณาผลงาน
ของตนเองในลักษณะที่เป็นการโอ้อวด หรือเกินความเป็นจริง ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมวิชาชีพ
และเผยแพร่ความรู้และหน่วยงานของรัฐ ให้ความคิดเห็นต่อสาธารณะเมื่อตนได้ทราบข้อเท็จจริง
อย่างถ่องแท้แล้วเท่านั้น
5.2.2.9 เทคนิคในการพัฒนา (Development) ด้านความรู้ (Head) และด้านการปฏิบัติ
(Hand on) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ ทําได้หลากหลายวิธีแต่มีวัตถุประสงค์หลัก
เดียวกันคือ เพื่อพัฒนาตัวบุคคล พัฒนาอาชีพ และพัฒนาองค์กร ด้วยวิธีการหาความรู้และลงมือ
ปฏิบัติ เช่น การศึกษาดูงาน การทําวิจัยและพัฒนา การเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ
การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม การได้
ลงมือปฏิบัติจริงหรือถูกโค้ช สอดคล้องกับ Raymond (2017 : 292-323) ที่ได้นําเสนอว่า การวิธีการ
เรียนรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น วิธีการนําเสนอและให้จดบันทึก วิธีการลงมือ
ปฏิบัติ (Hand-on) เช่น On the job training, การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Directed Learning)
110
การฝึกงาน (Apprenticeship) การจําลองสถานการณ์ (Simulation) การทํากรณีศึกษา (Case
Studies) การใช้เกมส์ธุรกิจจําลอง (Business Games) การแสดงบทบาทสมมติ (Roles-Plays)
การแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยใช้เหตุการณ์จริง (Action Learning) ซึ่งการจะเลือกวิธีการเรียนรู้แบบใด
นั้น ขึ้นอยู่กับหัวข้อ เนื้อหา สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ตัวของผู้เรียนรู้ ผลลัพธ์ที่ต้องการ และ
งบประมาณที่มี
จากรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม ทั้ง 5 ด้านที่ผู้วิจัยได้ศึกษานี้ สอดคล้องกับ รายงานของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ที่ว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งด้าน
คุณภาพและปริมาณเพื่อรองรับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาและเสริมสร้างความ
แข็งแกร่งทางด้านกฏหมายสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้ โดยการส่งเสริมจรรยาบรรณและพัฒนากฏ
ระเบียบเกี่ยวกับธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางการดําเนินงานของบุคลากรด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสําหรับอาชีพที่ปรึกษาทางวิชาการ ควรมีการพัฒนาหลักสูตร สื่อ และวิทยากร
ที่เกี่ยวกับอาชีพออกแบบเชิงนิเวศ พัฒนาระบบขึ้นทะเบียนบุคลากรสิ่งแวดล้อมสําหรับธุรกิจที่มี
กิจกรรม กระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมทํากิจกรรมเพื่อสังคม ส่วนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
ทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นผลการศึกษาสอดคล้องกับทฤษฏีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning
Theory) ของ ลินเดอร์แมน (Edward C. Linderman) และ M.S. Knowles (1973) ซึ่งพบว่า
ลักษณะการเรียนรู้เป็นแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การเรียนรู้ด้วย
ตนเอง (Self-directed Learning) และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)
โดยพฤติกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Bloom (Bloom’s Taxonomy)
โดยแยกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย
(Cognitive Domain) พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) และพฤติกรรมการ
เรียนรู้ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ในส่วนของความรู้นั้น แบ่งออกได้ 4 ประเภทคือ
(1) ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง (Factual Knowledge) หมายถึงความรู้ที่เป็นข้อความจริงเฉพาะเรื่อง
และความรู้เกี่ยวกับเทคนิครายละเอียดเฉพาะเรื่อง (Knowledge of Specific Details and
Elements) (2) ความรู้ที่เป็นมโนทัศน์ คือความรู้ที่แสดงความสามารถในการจัดแยกหมวดหมู่สิ่งของ
ต่าง ๆ ออกเป็นประเภท ความสามารถในการอธิบายลักษณะร่วมของสิ่งต่าง ๆ และเชื่อมโยงถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยได้ โดยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทคือ ความรู้ในการแบ่งแยกจัดกลุ่ม
จัดประเภท ความรู้ในหลักการร่วมและสรุปทั่วไปความรู่ในด้านทฤษฏี โมเดลและโครงสร้าง (3)
ความรู้ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนเป็นความรู้เกี่ยวกับกระบวนการหรือขั้นตอนของการกระทํากิจกรรม
ต่ า ง ๆ แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น
3 ส่วนคือ ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคดําเนินการ หรือโครงแบบขั้นตอนในการดําเนินการความรู้เกี่ยวกับ
เทคนิคการดําเนินการใด ๆ เฉพาะเรื่องความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์การดําเนินกิจกรรมใด ๆ เฉพาะเรื่อง
(4) ความรู้ในส่วนของการหยั่งรู้วิธีคิดของตนเอง เป็นส่วนที่เกี่ยวกับวิธีคิดของสมองและการที่ผู้เรียน
ควรจะล่วงรู้ ตระหนักถึงวิธีคิดของสมองของตนเอง มี 3 ส่วนย่อยคือ ความรู้เกี่ยวกับกลวิธีของสมอง
ในการเรียนรู้ การคิด และการแก้ปัญหาซึ่งผู้เรียนต้องเข้าใจกระบวนการของสมองในการกระทํา
ต่าง ๆ เพื่อนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความรู้เกี่ยวกับภารกิจวิธีคิดของสมองภายใต้สภาวะแวดล้อมและ
111
เงื่อนไขที่ต่างกัน ความรู้เกี่ยวกับสมรรถภาพทางการคิดของแต่ละบุคคลสามารถรับรู้จุดดีและจุดด้อย
ในการใช้สมองเพื่อการคิดของตนเอง
5.3 ข้อเสนอแนะ
ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ 2 ด้านคือ
5.3.1 ข้อเสนอแนะการนําผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
5.3.1.1 ผู้วิจัยควรนําองค์ประกอบด้านความรู้ที่จําเป็นของที่ปรึกษาด้านระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม ไปพัฒนาเป็นหลักสูตรและวางแผนพัฒนาที่ปรึกษาที่อยู่ในองค์กร ที่ให้บริการ
5.3.1.2 ผู้วิจัยควรนําไปพิจารณาหารูปแบบในการพัฒนาความรู้แต่ละด้าน ให้มีเนื้อหา
ทันสมัย และมีการวัดผลการพัฒนาที่ชัดเจน
5.3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
5.3.2.1 ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่(Ecological Modernization
knowledge) ควรนําตัวแปรเรื่อง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development
Goals (SDGs) มาศึกษาเพิ่มเติม เพราะเป็นทิศทางการพัฒนาของประชาคมโลก ตั้งแต่เดือนกันยายน
ปี 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2573 ครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี โดยประกอบไปด้วย 17 เป้าหมาย
(Goals) 169 เป้าประสงค์ (Targets)
5.3.2.2 เทคนิคและวิธีการพัฒนาที่ปรึกษา ควรพิจารณาหาเทคนิคสมัยใหม่ที่เป็น
(Technology-Based Training Methods) มาศึกษาวิจัย เช่น การพัฒนาด้วยการใช้เวปไซท์ หรือ
คอมพิวเตอร์ (Web-Based Training or Computer Based Training) การอบรมเฉพาะหัวข้อที่
ผู้เรียนต้องการรู้ (AdaptiveTraining) การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลกันบนฐานข้อมูลกลาง
โดยสมาชิกสามารถเข้ามาร่วมแบ่งปันกันได้ (Share Workspaces) หรือ การเรียนรู้แบบผสมผสาม
โดยใช้เทคโนโลยีร่วมกับการเผชิญหน้ากัน (Blended Learning) ซึ่งดังกล่าวนี้เหมาะกับการเรียนรู้
แบบ (Adult Learning) ของผู้ที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ
113
บรรณานุกรม
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2547). [ออนไลน์]. รายงานสรุปโครงการศึกษาวิจัยการพัฒนาธุรกิจ
บริการสู่ตลาดโลก-ธุรกิจการให้คําปรึกษา. [สืบค้นวันที่ 1 มกราคม 2560].
จาก https://www.dbd.go.th/download/doc/5summary_of_research.doc
กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์. (2524). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร.
จิรประภา อัครบวร. (2557). “การศึกษาเปรียบเทียบแนวโน้มงานทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ
อาเซียนปี พ.ศ. 2557-2558.” วารสารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ (HROD
Journal). ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม).
จิรพันธ์ นันศรี. (2553). มาตรการทางกฎหมายในการจํากัดการใช้สารอันตรายบางชนิดใน
ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมาย
ธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
ชนกานต์ แก้วเข้ม. (2544). ศักยภาพของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการรับรอง ISO 14001 ใน
การรักษาระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาทรัพยากร มหาวิทยาลัยมหิดล.
ชนนทร์ จิตต์โกมุท. (2545). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการมาตรฐานการบริหารงานคุณภาพ
ISO 9000 และมาตรฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานภายใต้ความ
รับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชุมชนและชนบท
มหาวิทยาลัยมหิดล.
เชิดชัย สมบัติโยธา. (2554). ปัญหาอุปสรรคของการจัดทําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม
กรณีศึกษา:โครงการฝึกอบรมและให้คําปรึกษาแนะนําการจัดทําระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมตาม ISO 14001. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยี
การบริหารสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
ธันย์ รวีสวัสดิ์. (2548). ปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001
ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพและ
ปริมณฑล. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนสิ่งแวดล้อมเพื่อ
พัฒนาชุมชนและชนบท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
ธํารงรัตน์ มุ่งเจริญ. (2554). “วิศวกรรมการป้องกันมลพิษในประเทศไทย.” วิศวกรรมสาร มก.
ปีที่ 75 : 13-24.
เนื้อทิพย์ สุวรรณภาณุ. (2546). การพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม
ISO 14001. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
114
มุจรินทร์ บุรีนอก. (2557). รูปแบบการพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานสายการผลิต กลุ่ม
โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนา
ธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ ภาควิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและ
ทรัพยากรมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.
บุษกร คําโฮม. (2557). “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวของ
ผู้ประกอบการในจังหวัดอุบลราชธานี.” วารสารปัญญาภิวัฒน์. ปีที่ 5 ฉบับพิเศษ เดือน
พฤษภาคม : 92-104.
ประสิทธิ์ ฉัตรแสงอุทัย. (2557). รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม
อาเซียน. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ สาขาวิชาการพัฒนา
ธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ ภาควิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและ
ทรัพยากรมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.
พรนารี โสภาบุตร. (2555). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม
สาขาอุตสาหการ ระดับภาคีวิศวกรเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และ
องค์การ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2547). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เฮ้าออฟเคอร์
มีสท์.
พิศิษฐ ตัณฑวิณิช. (2557-2558). “แนวคิดการจําแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การจัด
การศึกษาด้านพุทธิวิสัยตามแนวคดของบลูมและคณะฉบับปรับปรุง.” วารสาร
มหาวิทยาลัยราชภัฎลําปาง. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 : 13-25.
เพชรน้อย ม่วงงาม. (2539). ศักยภาพของชุมชน : กรณีการจัดตั้งหมู่บ้านปลอดภัย จังหวัด
สุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
ภัทรจิตต์ กล่อมฉิม. (2545). ความจําเป็นและความต้องการรักษาระบบมาตรฐานการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาทรัพยากร
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
ราชกิจจานุเบกษา. (30 กันยายน 2554). ประกาศกระทรวงการคลัง การกําหนดหลักเกณฑ์และ
วิธีการจดทะเบียนที่ปรึกษาไทย พ.ศ. 2554 เล่ม 128 ตอนพิเศษ 114 ง. 1-9.
ราชบัณฑิตสถาน. (2538). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2538. กรุงเทพฯ : อักษร
เจริญทัศน์.
วิวัฒน์ชัย บุญยภักฏ์. (2532). “ศักยภาพสําคัญอย่างไรต่อการท่องเที่ยว.” จุลสารการท่องเที่ยว
เมษายน-มิถุนายน.
วิศนีธน ปิยะวณิชย์. (2553). ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี.
การศึกษาค้นคว้าอิสระเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
115
วารี กุนาคํา. (2557). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ใน
โรงงานผลิตสีอุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม วิทยาลัยการบริหารและ
จัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
วิชุกร กุหลาบศรี. (2541). การปรับตัวขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สํานักงานภาคใต้ในปีการท่องเที่ยว 2541-2542. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการวิเคราะห์และวางแผนทางสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย. (2556). [ออนไลน์]. สัมมนาวิชาการ 20ปี TEI กับทศวรรษหน้า. [สืบค้น
วันที่ 1 กันยายน 2560]. จาก http://www.tei.or.th/publications/annualreport
สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2556). [ออนไลน์]. ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้าน
สิ่งแวดล้อม (พ.ศ. ๒๕๕๖–๒๕๕๙). [สืบค้นวันที่ 10 กันยายน 2560]. จาก  
http://www.nrct.go.th/ภาพรวมการวิจัยของประเทศ
สํานักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม. (2557). แผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2559-
2564. กรุงเทพฯ : กระทรวงอุตสาหกรรม.
สํานักงานส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว. (2556). คู่มืออุตสาหกรรมสีเขียวสําหรับ
ผู้ประกอบการ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สํานักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม.
สํานักพัฒนาหน่วยบริการอุตสาหกรรม. [2556]. [วารสารออนไลน์]. “คู่มือสมรรถนะที่ปรึกษา
รายบุคคลประจําปี พ.ศ. 2555.” [สืบค้นวันที่ 1 สิงหาคม 2560]. จาก
http://www.thaisp.org/
สุมิตตา สว่างทุกข์. (2553). รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการคิดตามแนวคิดจิตทั้ง 5 ของการ์ดเนอร์
สําหรับนักศึกษาพยาบาล. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาอุดมศึกษา
ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นําทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร. (2557). “สมรรถนะสําคัญของผู้บริหารมืออาชีพ.” วารสารมหาวิทยาลัย
ราชภัฏสกลนคร. ปีที่ 6 ฉบับที่ 12 : 165-183.
ศิริพงษ์ ลดาวัลย์ ณ อยุธยา. (2550). การบริหารงานคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. เชียงใหม่ :
ธนุชพรินติ้ง.
อนุวัต สถิรศานต์. (2548). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษา
กรมควบคุมมลพิษ. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์. (2551). พจนานุกรมพฤติกรรมความสามารถ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :
พิมพ์ดีการพิมพ์
อลงกรณ์ อินทรทูต และจุฑารัตน์ ชมพันธ์. (2558). “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดําเนินงานระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี : กรณีศึกษา บริษัทไออาร์พีซี
จํากัด (มหาชน).” วารสารดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 : 14-28.
116
ภาษาอังกฤษ
Arnauld de Nadaillac. (2003). [online]. The definition of competencies. [cited 2017
January 10]. Available from : URL : http://competency.rmutp.ac.th
Boyatzis, R.E. (1982). The Competent Manager: A model for Effective Performance.
New York : John Wiley & Sons.
Comrey, A.L. and Lee, H.B. (1992). A First Course in Factor Analysis. 2nd
ed.
Hillsdale, NJ : Lawrence Erlbaum.
Cronbach, Lee J. (1990). Essentials of psychology Testing. 3rd
ed. NewYork : Harper
& Row Publishers.
David Biggs. (2010). Management Consulting A Guide for Students. Croatia : Thomas
Rennie.
Dubois, D. and Rothwell, W.J. (2004). Competency-Based Human Resource
Management. California : Davies-Black Publishing.
Howell, M.T. (2015). The Results Facilitator Expert, Manager, Mentor. Newyork : CRC
Press Taylor& Francis Group an informa business.
ISO 14001. (2015). Environmental management systems-Requirements with
guidance for use.
ISO 10019. (2005). Guidelines for the selection of quality management system
consultants and use of their services.
Jones, J.W., et al. (1981). [online]. Potential benefits of climate forecasting to
agriculture. [cited 2017 April 2]. Available from : URL :
http://www.researchgate.net/...Potential.../09e41510c29e85d9bf0.
Kaiser, H. and Rice, J. (1974l). “Little Jiffy, Mark IV.” Journal of Educational and
Psychological Measurement. 34 : 111-117.
Kaplan, R.S. and Norton, D.P. (2004). Strategy MAPS : Converting Intangible Asset into
Tangible Outcome. New York: Harvard Business School.
Knowles, M.S. (1978). The Adult Learner: A Neglected Species. 2nd
ed. Houston,
Teas : Gulf Publishing Co.
Knowles, M.S., Holton, E.G. and Swanson, R.A. (1998). The adult learner: The
definitive classic in adult education and human resources development.
Houston, TX : Gulf Publishing Company.
Leonard Nadler. (1970). Feveloping Human Resources. Houston : Gulf.
Likert, R. (1932). “A technique for the measurement of attitudes.” Archives of
Psychology. Vol.22 No.140 : 1-55.
Longman Dictionary of Contemporary English. (2003). The Living Dictionary.
England : Pearson Education.
117
McClelland, D. (1973). “Testing for Competency Rather than for Intelligence.”
American Psychologist. 28 (1) : 1-14.
Randy, L.D., Jon, M.W. and David, M.H. (2002). Human Resource Development.
Harcourt College Publishers
Raymond, A. Noe. (2017). Employee Training and Development. 7th
ed. New York :
McGraw-Hill Education International.
Richard, E.B. (1982). The Competent Manager: A Model for Effective Performance.
Canada : A Wiley-Interscience Publication.
Shafritz and Rosenbloom. (1998). Personnel Management in Government. 5th
ed. ]
New York : Marcel Dekker AG.
Spencer, L.M. and Spencer, S.M. (1993). Competence at Work: Models for Superior
Performance. Newyork : John Wiley & Sons.
Swanson, R.A. (1995). “Human Resource Development: Performance Is the Key.”
Human Resource Quarterly. 6(2) : 207-213.
Woodruffe, C. (1992). What is Meant by a Competency. London : McGraw-Hill.
119
ภาคผนวก ก
- แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อการวิจัย
- แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
- แบบประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถาม
- แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ
120
รูป
คําชี้แจง
ด้านระบ
ประสงค์ข
สิ่งแวดล้อ
โ
ปรึกษาท
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ผู้วิ
เพื่อการศึ
เวลาให้ค
ม
แบบการพัฒน
แบบสัมภาษณ
บการจัดการสิ
ของที่ปรึกษา
อมในภาคอุตส
โดยผู้วิจัยมีคว
ทางด้านระบบ
แบบสัมภาษณ
ข้อคําถา
ข้อคําถา
ภาคอุตส
ข้อคําถาม
สิ่งแวดล้
ข้อคําถ
ภาคอุตส
ความคิด
วิจัยขอรับรอ
ศึกษาในภาพ
ความอนุเคราะ
มหาวิทยาลัย
นาศักยภาพที่
ณ์ฉบับนี้เป็นส
สิ่งแวดล้อม ใน
แล้วนําไปสร้
สาหกรรม ให้
วามคาดหวังว
การจัดการสิ่ง
ณ์ชุดนี้มีทั้งหม
ามเกี่ยวกับข้อ
ามเกี่ยวกับแน
สาหกรรมในป
มเกี่ยวกับ คว
ล้อมในภาคอุต
ามเกี่ยวกับ
สาหกรรม ในป
ดเห็นอื่นๆ
งว่าข้อมูลจาก
พรวมเท่านั้น
ะห์ข้อมูล
ยเทคโนโลยี
แบบสัมภาษ
ที่ปรึกษาด้านร
ส่วนหนึ่งของก
นภาคอุตสาห
้างรูปแบบการ
้เกิดประสิทธิภ
ว่า ผลจากการ
งแวดล้อมในภ
มด 17 ข้อคําถ
มูลทั่วไปของผ
นวคิดของผู้เชี่ย
ประเทศไทย
ามคิดเห็น ขอ
ตสาหกรรมในป
ศักยภาพขอ
ประเทศไทย
กการสอบถาม
สุดท้ายนี้ผู้วิจั
นักศึก
สาขาวิช
มหา
พระจอมเก
ษณ์เพื่อการ
เรื่อง
ระบบการจัดก
การวิจัย เรื่อง
หกรรม” มีวัตถ
รพัฒนาศักยภ
ภาพ
รศึกษา จะได้
ภาคอุตสาหกร
ถามรวม 5 หน
ผู้ตอบแบบสอ
ยวชาญต่อระบ
องผู้เชี่ยวชาญ
ประเทศไทยสิ
องที่ปรึกษาด
มครั้งนี้จะถูก
จัยขอขอบคุณ
นาง
กษาปริญญาเอ
ชาการพัฒนาธ
คณะพัฒ
าวิทยาลัยเทค
ล้าพระนคร
รวิจัย
การสิ่งแวดล้อม
“รูปแบบการ
ถุประสงค์เพื่อ
ภาพที่ปรึกษาท
้นําไปสร้างรูป
รรม ให้เกิดปร
น้า โดยแบ่งออ
อบถาม
บบการจัดการ
ญต่อ ที่ปรึกษา
สิ่งแวดล้อม ใน
ด้านระบบกา
เก็บเป็นความ
ณผู้ตอบแบบส
งสาวธิดาวัลย์
อก หลักสูตรบ
ธุรกิจอุตสาหก
ฒนาธุรกิจและ
คโนโลยีพระจอ
รเหนือ
มในภาคอุตสา
รพัฒนาศักยภ
ศึกษาคุณลักษ
ทางด้านระบบ
ปแบบการพัฒ
ระสิทธิภาพ
อกเป็น 5 ตอน
รสิ่งแวดล้อม ใ
ด้านระบบกา
นภาคอุตสาหก
ารจัดการสิ่ง
มลับและนําไป
สอบถามทุกท
อ่ําแจ้ง
บริหารธุรกิจดุ
กรรมและทรัพ
ะอุตสาหกรรม
อมเกล้าพระน
าหกรรม
ภาพที่ปรึกษา
ษณะที่พึง
บการจัดการ
ฒนาศักยภาพที
น ได้แก่
ใน
รจัดการ
กรรม
แวดล้อม ใน
ปใช้ประโยชน
ท่านที่เสียสละ
ดุษฎีบัณฑิต
พยากรมนุษย์
ม
นครเหนือ
ที่
น
น์
ะ
121
บันทึกการสัมภาษณ์
ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ …………….……………………………….………………….………………………….…………………
วัน เวลาที่ให้สัมภาษณ์ วันที่ …………………………..…..……………….………… เวลา……………..……… น.
สถานที่ …………….………….……………………………………….……….………………………………….……………
ชื่อผู้ประสานงาน ……………………….…………………………….…………โทร : …………………….………………
ตอนที่ 1 ข้อคําถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
1. ระดับการศึกษา…......................................................................……....................….............…………
2. ตําแหน่งงานปัจจุบันในด้านบริหาร…………........................................................…................………
3. หน่วยงาน/ชื่อบริษัท ……………..………….…………………………................................................…………
4. ประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรม…...........................................................................................ปี
5. ประสบการณ์ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม…..........................................................................ปี
ตอนที่ 2 ข้อคําถามเกี่ยวกับแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมISO 14001
ในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย
6. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
7. อะไรคือปัญหา และ อุปสรรค ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรมไทยของ
ประเทศไทย
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………..................………………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
8. ท่านคิดว่า มีแนวทางอย่างไรบ้าง ที่จะช่วยพัฒนา และส่งเสริม ภาคอุตสาหกรรมไทย ให้หันมาให้
ความสําคัญและจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
………………………………………………………………………………………..................………………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
122
ตอนที่ 3 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญต่อ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย
9. ท่านคิดว่า ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มีความสําคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
หรือไม่อย่างไร
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
10. ท่านคิดว่า อะไรคือปัญหา และ อุปสรรค ของ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
11. ท่านคิดว่า อะไรคือปัจจัยหลัก ของการพัฒนาที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
ตอนที่ 4 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ใน
ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย
ด้านความรู้ ( Knowledge)
12. ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ควรมีองค์ความรู้ด้านใดบ้าง
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
ด้านทักษะ (Skill)
13. ทักษะ ที่สําคัญในของการเป็นที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดําเนินงานมี
ประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อตัวที่ปรึกษาและต่อผู้รับบริการ มีอะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
123
ด้านคุณลักษณะ (Attribute)
14. คุณลักษณะส่วนบุคคล ที่สําคัญ ของตัวบุคคล ที่ทําหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม มีอะไรบ้าง (คุณลักษณะส่วนบุคคล หมายถึง บุคลิกภาพ ความคิด ค่านิยม แรงจูงใจ)
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
ด้านจรรยาบรรณ และข้อควรปฏิบัติ (Ethic / Code of Conduct)
15. ท่านมีความเห็นอย่างไร ต่อเรื่องจรรยาบรรณหรือ มาตรฐานทางจริยธรรม ของอาชีพที่ปรึกษา
และท่านคิดว่า มีอะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
16. อื่นๆ
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
17. ท่านมีความเห็นว่า แนวทางในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาฯ มีอย่างไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
………………………………………………………………………………………………..................………………………………
ตอนที่ 5 ความคิดเห็นอื่นๆเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมไทย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง
124
รูป
คําชี้แจง
ด้านระบ
ระบบกา
พัฒนาศัก
ประสิทธิ
โ
การสร้าง
ส่วนที่ 1
ส่วนที่ 2
ส่วนที่ 3
ส่วนที่ 4
ส่วนที่ 5
ผู้วิ
ข้อเสนอแ
ระบบกา
ม
แบบการพัฒน
แบบสอบถาม
บการจัดการสิ
รจัดการสิ่งแว
กยภาพที่ปรึก
ธภาพ
โดยผู้วิจัยขอค
งสรรค์ผลงานท
แบบสอบถาม
ข้อคําถาม
2 ข้อคําถาม
ในภาค
อุตสาหกร
3 ข้อคําถาม
ของที่ปรึก
4 ข้อคําถาม
ด้านระบบ
5 ความคิดเห
วิจัยขอขอบคุ
แนะต่างๆ ซึ่ง
รจัดการสิ่งแว
มหาวิทยาลัย
นาศักยภาพที่
มฉบับนี้เป็นส่ว
สิ่งแวดล้อม ใน
วดล้อมที่ผู้ประ
ษาทางด้านระ
ความอนุเครา
ทางวิชาการ
มชุดนี้มีทั้งหม
มเกี่ยวกับข้อมู
มเกี่ยวกับลักษ
รรมคาดหวัง
มเกี่ยวกับศักย
กษาด้านระบบ
มเกี่ยวกับ รูปแ
บการจัดการสิ่ง
ห็นอื่นๆ
คุณผู้ตอบแบบ
จะเป็นประโย
วดล้อมในภาค
ยเทคโนโลยี
แบบสอบถ
ที่ปรึกษาด้านร
วนหนึ่งของกา
นภาคอุตสาห
ะกอบการในภ
ะบบการจัดกา
าะห์ท่าน กรุณ
ด5 ส่วนรวม1
ลทั่วไปของผู้ต
ษณะของที่ปรึก
ภาพ ที่เป็น ค
บการจัดการสิ่
แบบในการพัฒ
งแวดล้อม
บสอบถามทุกท
ยชน์อย่างยิ่งต่
คอุตสาหกรรม
พระจอมเก
ามเพื่อการวิ
เรื่อง
ระบบการจัดก
ารวิจัย เรื่อง “
หกรรม”มีวัตถุ
ภาคอุตสาหกร
ารสิ่งแวดล้อม
ณาตอบแบบส
10 หน้า ได้แก
ตอบแบบสอบ
กษาด้านระบบ
ความรู้ ทักษะ
งแวดล้อม
ฒนาที่เหมาะส
ท่านที่เสียสล
ต่อ การสร้างรู
ม
ล้าพระนคร
วิจัย
การสิ่งแวดล้อม
“รูปแบบการพ
ประสงค์เพื่อลั
รรมคาดหวังแ
มในภาคอุตสา
สอบถามอย่าง
ก่
บถาม
บการจัดการสิ
คุณลักษณะ
สมเพื่อพัฒนา
ะเวลาในการ
ปแบบการพัฒ
รเหนือ
มในภาคอุตสา
พัฒนาศักยภา
ลักษณะของที่
แล้วนําไปสร้าง
าหกรรม ให้เกิ
งครบถ้วน เพื่อ
สิ่งแวดล้อมที่ผู้
และจรรยาบร
ศักยภาพของ
ตอบแบบสอบ
ฒนาศักยภาพ
าหกรรม
าพที่ปรึกษา
ที่ปรึกษาด้าน
งรูปแบบการ
กิด
อประโยชน์ใน
ผู้ประกอบการ
รรณ
งที่ปรึกษา
บถาม และให
พที่ปรึกษาด้าน
น
ร
ห้
น
125
ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม
คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในกล่องหน้าข้อความ หรือ เติมข้อความลงใน……….. ที่ตรง
กับสภาพความเป็นจริงของผู้ตอบ
18. เพศ
[ ] ชาย [ ] หญิง
19. อายุ
[ ] ต่ํากว่า 35 [ ] 35-45 ปี
[ ] 46-55 ปี [ ] มากกว่า 55 ปี
20. วุฒิการศึกษาสูงสุด
[ ] ต่ํากว่าปริญญาตรี [ ] ปริญญาตรี
[ ] ปริญญาโท [ ] ปริญญาเอก
21. ตําแหน่ง
………………………………………………………………………………………………..
22. ประสบการณ์ทํางาน
[ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
[ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
23. ประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
[ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
[ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
126
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของที่ปรึกษา และส่งผลกระทบต่อการ
บริการให้คําปรึกษาของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด โดยความ
คิดเห็นในแต่ละระดับ มีความหมายดังนี้
5 หมายถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับ มากที่สุด
4 หมายถึง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับ มาก
3 หมายถึง ปัจจัยส่งผลกระทบในระดับ ปานกลาง
2 หมายถึง ปัจจัยส่งผลกระทบในระดับ น้อย
1 หมายถึง ปัจจัยส่งผลกระทบในระดับ น้อยที่สุด
ลําดับที่ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของที่ปรึกษา และส่งผลกระทบ
ต่อการบริการให้คําปรึกษา
ระดับของผลกระทบ
5 4 3 2 1
1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของ
ผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม
เป็นต้น
3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง
และต่อสาธารณะ
4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับ
ผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ
5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และ
ยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา
6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการ
ให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่อง
งบประมาณ หรือ ปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่นๆ ที่องค์กร
ปฏิบัติอยู่
8 การมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้
คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ
ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ
ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
127
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด
เกี่ยวกับศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
โดยระดับความคิดเห็นในแต่ละระดับ มีความหมายดังนี้
5 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มากที่สุด
4 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มาก
3 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ ปานกลาง
2 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อย
1 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อยที่สุด
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
(Knowledge) ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา
ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค
1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่ง
ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ใน
การผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่ง
มอบสินค้าและบริการ
4 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับ
สิ่งแวดล้อม
5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์
ทางด้านสิ่งแวดล้อม
7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ
8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment
Aspect)
9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment)
10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศเช่น
RoHS,REACH,WEEE
128
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
ความรู้ทางด้านมาตรฐาน และการให้การรับรอง
11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผล
ต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น
12 มาตรฐานสากล ISO 14000Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO
14001,ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ)
13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement control
system standards)
14 มาตรฐานการให้การรับรอง ( Accreditation standards )
15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity
assessment standards)
16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard)
17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ ( Dependability
management standards)
18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย
ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการรับรอง
มาตรฐานสากล
19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการ
รับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล
20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ
ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงาน ระเบียบวิธี และเทคนิค
21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม
23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ
25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit)
26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน
27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม
28 กระบวนการ PDCA
29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย
30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ
31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา
31 เทคนิคการระดมสมอง
129
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา
32 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
33 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่
ให้คําปรึกษา
34 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่
ให้คําปรึกษา
(Skills) ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน)
2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน
3 การให้คําปรึกษา , การสอน และถ่ายทอดความรู้
4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง
5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน
10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
11 การสร้างแรงจูงใจ
12 การบริหารความขัดแย้ง
13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน
14 การบริหารเวลา
15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง
16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล
17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้
ทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล
19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่
22 การเป็นผู้นํา
130
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
(Attributes) คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย
บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม)
1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น
3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ
4 มีมนุษยสัมพันธ์
5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน
6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้
7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย
8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน
10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
11 ร่าเริง ไม่เครียด
12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก
13 มีปฏิภาณไหวพริบ
14 มีความพร้อมในการทํางาน
15 มีความคิดเชิงบวก
16 มีความคิดสร้างสรรค์
17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ
18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี
19 เป็นคนช่างสังเกต
20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์
21 มีความรับผิดชอบ
22 ให้ความเคารพผู้อื่น
23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล
24 ไม่มีอคติ
25 มีความยืดหยุ่น
26 มีความมั่นใจในตัวเอง
27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง
28 กล้าคิด กล้าทํา
29 เปิดเผย
131
ส่วนที่ 4 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด โดยระดับ
ความคิดเห็นในแต่ละระดับ มีความหมายดังนี้
5 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มากที่สุด
4 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มาก
3 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ ปานกลาง
2 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อย
1 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อยที่สุด
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
(Ethics) จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ
ต่อตนเอง และสังคม
1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล
2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน
3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ
4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง
5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น
6 การยึดถือในความถูกต้อง
7 การยึดมั่นในหลักการ
8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม
9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ
10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น
11 การยอมรับในความผิดพลาด
ลําดับที่
เทคนิควิธีการพัฒนา
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรอง
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของ
ผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการทํางาน
ลําดับที่
เทคนิควิธีการพัฒนา
ระดับความสําคัญ
5 4 3 2 1
3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน
4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่างๆ ให้ทันสมัย
132
ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นเพิ่มเติม
4.1 สาเหตุที่ทําให้เกิดปัญหาอุปสรรค ระหว่างการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.2 ความรู้ที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.3 ทักษะที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
อย่างต่อเนื่องทุกปี
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็น
เครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น website , social
media , mobile technology เป็นต้น
6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ
7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
8 การศึกษาดูงานในประเทศ
9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ
10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ
สถาบันการศึกษา
11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ
หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
14 การสอบวัดระดับความรู้เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ
133
4.4 คุณลักษณะที่สําคัญ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.5 จรรยาบรรณจําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.6 รูปแบบและวิธีการ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง
ผู้วิจัย
134
รูป
คําชี้แจง
เพื่อการวิ
การจัดก
ระบบกา
การพัฒน
โ
แบบสอบ
ส่วนที่ 1
ส่วนที่ 2
ส่วนที่ 3
ส่วนที่ 4
ส่วนที่ 5
ผู้วิ
ข้อเสนอแ
แบบป
แบบการพัฒน
แบบประเมินค
วิจัย ฉบับนี้เป็
ารสิ่งแวดล้อ
ารจัดการสิ่งแ
นาศักยภาพที่ป
โดยผู้วิจัยขอ
บถาม ที่ผู้วิจัย
แบบสอบถาม
ข้อคําถาม
2 ข้อคําถาม
ในภาคอุต
3 ข้อคําถาม
ของที่ปรึก
4 ข้อคําถาม
สิ่งแวดล้อ
5 ความคิดเห
วิจัยขอขอบค
แนะมา ณ โอ
ประเมินควา
นาศักยภาพที่
ความสอดคล้อ
ป็นส่วนหนึ่งขอ
ม ในภาคอุต
แวดล้อมที่ผู้ป
ปรึกษาทางด้า
อความอนุเคร
ยจัดทําขึ้น เพื่อ
มชุดนี้มีทั้งหม
มเกี่ยวกับข้อมู
มเกี่ยวกับลักษ
ตสาหกรรมคา
มเกี่ยวกับศักย
กษาด้านระบบ
มเกี่ยวกับเทคนิ
อม
ห็นอื่นๆ
คุณผู้เชี่ยวชาญ
กาสนี้
ามสอดคล้อ
ที่ปรึกษาด้านร
อง (Index Ite
องการวิจัย เรื
สาหกรรม” ม
ระกอบการใน
านระบบการจั
ราะห์ท่าน กร
อประโยชน์ใน
ด 5 ส่วน ได้แ
ลทั่วไปของผู้ต
ษณะของที่ปรึก
ดหวัง
ภาพที่เป็นคว
บการจัดการสิ่
นิควิธีในการพั
ญทุกท่านที่เสี
นักศึก
สาขาวิช
มหา
องของแบบส
เรื่อง
ระบบการจัดก
em Objective
รื่อง “รูปแบบ
มีวัตถุประสง
นภาคอุตสาห
จัดการสิ่งแวด
รุณาให้ความ
นการสร้างสรร
แก่
ตอบแบบสอบ
กษาด้านระบบ
ามรู้ ทักษะ คุ
งแวดล้อม
พัฒนาศักยภาพ
สียสละเวลาใ
นา
กษาปริญญาเอ
ชาการพัฒนาธ
คณะพัฒ
าวิทยาลัยเทค
สอบถามเพื่อ
การสิ่งแวดล้อม
e Congruenc
บการพัฒนาศัก
ค์เพื่อ ศึกษา
หกรรมคาดหว
ล้อมในภาคอุ
มเห็นและข้อเ
รค์ผลงานทางวิ
บถาม
บการจัดการสิ
คุณลักษณะ แ
พของที่ปรึกษ
ในการประเมิ
งสาวธิดาวัลย์
อก หลักสูตรบ
ธุรกิจอุตสาหก
ฒนาธุรกิจและ
คโนโลยีพระจอ
อการวิจัย
มในภาคอุตสา
ce : IOC) ของ
กยภาพที่ปรึก
ลักษณะของท
วัง แล้วนําไป
ตสาหกรรม
เสนอแนะต่อ
วิชาการ
สิ่งแวดล้อมที่ผู้
ละจรรยาบรร
ษาด้านระบบก
น และให้คว
ย์ อ่ําแจ้ง
บริหารธุรกิจดุ
กรรมและทรัพ
ะอุตสาหกรรม
อมเกล้าพระน
าหกรรม
งแบบสอบถาม
กษาด้านระบบ
ที่ปรึกษาด้าน
ปสร้างรูปแบบ
อข้อคําถามใน
ผู้ประกอบการ
รณ
การจัดการ
วามเห็นพร้อม
ดุษฎีบัณฑิต
พยากรมนุษย์
ม
นครเหนือ
ม
บ
น
บ
น
ร
ม
135
ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
โปรดทําเครื่องหมาย✓ลงในช่องเหมาะสมและหากไม่เหมาะสม
กรุณาเขียนข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุง
เหมาะสม ควรปรับปรุง
1. เพศ [ ] ชาย [ ] หญิง
2. อายุ [ ] ต่ํากว่า 35 ปี [ ] 35 – 40 ปี
[ ] 46 – 55 ปี [ ] มากกว่า 55 ปี
3. วุฒิการศึกษา [ ] ต่ํากว่าปริญญาตรี [ ] ปริญญาตรี
[ ] ปริญญาโท [ ] ปริญญาเอก
4. ตําแหน่ง ...............................................
5. ประสบการณ์การทํางาน
[ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
[ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
6. ประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
[ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
[ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
136
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ
ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
กรุณาทําเครื่องหมาย ลงในช่องว่างที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านในข้อคําถาม โดยพิจารณาด้วย
เกณฑ์ ต่อไปนี้
-1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ ไม่เห็นด้วย
0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ ไม่แน่ใจ
1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ เห็นด้วย
ลําดับที่ คุณลักษณะ
ความเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติม
-1 0 1
1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของ
ผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม
เป็นต้น
3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง
และต่อสาธารณะ
4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับ
ผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ
5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และ
ยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา
6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการ
ให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่อง
งบประมาณ หรือ ปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่นๆ ที่องค์กร
ปฏิบัติอยู่
8 การมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้
คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ
ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ
ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
137
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพ ที่เป็น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณ
ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นศักยภาพของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่
ผู้รับบริการพึงประสงค์
ความเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติม
-1 0 1
(Knowledge) ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา
ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค
1 ความรู้ทางเฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท
ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีที่
ใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรม
แต่ละชนิด
3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึง
การส่งมอบสินค้าและบริการ
4 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฏหมาย
เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์
ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ
8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม
(Environment Aspect)
9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment)
10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS,
REACH, WEEE
ความรู้ทางด้านมาตรฐาน และการให้การรับรอง
11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่เกี่ยวข้องที่
มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001
เป็นต้น
12 มาตรฐานสากล ISO 14000Familyที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
(ISO 14001,ISO14004,ISO14031, ISO14064 ฯลฯ)
13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement control
system standards)
14 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation standards)
138
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่
ผู้รับบริการพึงประสงค์
ความเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติม
-1 0 1
15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity
assessment standards)
16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard)
17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability
management standards)
18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย
ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการรับรอง
มาตรฐานสากล
19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับ
สากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การ
รับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และ
การรับรองตัวบุคคล
20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ
ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงาน ระเบียบวิธี และเทคนิค
21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม
23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ
25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit)
26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน
27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม
28 กระบวนการ PDCA
29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย
30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ
31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา
31 เทคนิคการระดมสมอง
ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา
32 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
33 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ของ
องค์กรที่ให้คําปรึกษา
34 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานของ
องค์กรที่ให้คําปรึกษา
139
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ความเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติม
-1 0 1
(Skills) ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน)
2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน
3 การให้คําปรึกษา , การสอน และถ่ายทอดความรู้
4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง
5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน
10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
11 การสร้างแรงจูงใจ
12 การบริหารความขัดแย้ง
13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน
14 การบริหารเวลา
15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง
16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล
17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้
ทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล
19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่
22 การเป็นผู้นํา
(Attributes) คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ
และค่านิยม)
1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น
3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ
4 มีมนุษยสัมพันธ์
5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน
6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้
7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย
140
ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ความเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติม
-1 0 1
8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน
10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
11 ร่าเริง ไม่เครียด
12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก
13 มีปฏิภาณไหวพริบ
14 มีความพร้อมในการทํางาน
15 มีความคิดเชิงบวก
16 มีความคิดสร้างสรรค์
17 มีสัมมาคารวะ รู้กาละเทศะ
18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี
19 เป็นคนช่างสังเกตุ
20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์
21 มีความรับผิดชอบ
22 ให้ความเคารพผู้อื่น
23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล
24 ไม่มีอคติ
25 มีความยืดหยุ่น
26 มีความมั่นใจในตัวเอง
27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง
28 กล้าคิด กล้าทํา
29 เปิดเผย
(Ethics) จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และสังคม
1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล
2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน
3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ
4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง
5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น
6 การยึดถือในความถูกต้อง
7 การยึดมั่นในหลักการ
8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม
9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ
10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น
11 การยอมรับในความผิดพลาด
141
ส่วนที่ 4 ข้อมูลเกี่ยวกับ เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
ลําดับที่
เทคนิควิธีในการพัฒนา
ความเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติม
-1 0 1
1 การเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบ
การจัดการสิ่งแวดล้อม
2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของ
ผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการทํางาน
3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน
4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่างๆ ให้
ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนลียี
เป็นเครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น website,
social media, mobile technology เป็นต้น
6 การศึกษาด้วยตนเอง (Self Study)
7 การสอนแนะ (Coaching)
8 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
9 การเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ
10 การศึกษาดูงานในประเทศ
11 การศึกษาดูงานต่างประเทศ
12 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ
สถาบันการศึกษา
13 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง
14 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
15 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ
หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
16 การสอบวัดระดับความรู้ความสามารถเพื่อจัดระดับ และ
นําไปสู่การพัฒนายกระดับ
142
ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นเพิ่มเติม
4.1 สาเหตุที่ทําให้เกิดปัญหาอุปสรรค ระหว่างการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.2 ความรู้ที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.3 ทักษะที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.4 คุณลักษณะที่สําคัญ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.5 จรรยาบรรณจําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
4.6 รูปแบบและวิธีการ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
1) ………………………………………………………………………………………………..................……………
2) ………………………………………………………………………………………………..................……………
3) ………………………………………………………………………………………………..................……………
ผู้ประเมิน..................................................................
( )
แบบประ
รูปแบบ
คําชี้แจง
แบบ
ศักยภาพที่ปรึ
คุณลักษณะที
พัฒนาศักยภา
โดย
ข้อเสนอแนะ
แบบ
ส่วนที่ 1
ส่วนที่ 2
ส่วนที่ 3
ส่วนที่ 4
ส่วนที่ 5
ส่วนที่ 6
ผู้วิจัย
ข้อเสนอแนะ
ะเมินความเ
บการพัฒนาศัก
บประเมินเพื่อก
รึกษาด้านระบ
ที่พึงประสงค์ข
าพที่ปรึกษาท
ผู้วิจัยขอคว
ต่อรูปแบบ ที่
บประเมินชุดนี้
ประเมินควา
สิ่งแวดล้อมใ
ศักยภาพ ที่เป็
สิ่งแวดล้อม
ทักษะที่สําคัญ
ศักยภาพ ที่เป็
สังคม ทัศนค
ศักยภาพ ที่เ
สังคม
เทคนิควิธีในก
ขอขอบคุณผู้
มา ณ โอกาส
หมาะสมขอ
กยภาพที่ปรึก
การวิจัย ฉบับ
บบการจัดการ
ของที่ปรึกษาด้
ทางด้านระบบ
ามอนุเคราะ
ผู้วิจัยจัดทําขึ้
นี้มีทั้งหมด6ส่ว
มเหมาะสมขอ
ในภาคอุตสาห
ป็น ความรู้ที่จํ
ญของที่ปรึกษ
ป็น คุณลักษณ
ติ และค่านิยม
เป็นจรรยาบรร
การพัฒนาศัก
้เชี่ยวชาญทุก
สนี้
องรูปแบบ ที
เรื่อง
กษาด้านระบบ
บนี้เป็นส่วนหนึ
รสิ่งแวดล้อม ใ
ด้านระบบการ
การจัดการสิ่ง
ะห์ท่าน กรุณ
ึ้น เพื่อประโย
วนได้แก่
องรูปแบบ ขอ
หกรรม
จําเป็นในการใ
ษาด้านการจัดก
ณะที่สําคัญขอ
ม)
รณของที่ปรึก
ยภาพของที่ป
กท่านที่เสียส
นักศึกษาป
สาขาวิชากา
มหาวิทย
ที่ได้จากการ
ง
บการจัดการสิ่
นึ่งของการวิจั
ในภาคอุตสาห
รจัดการสิ่งแวด
งแวดล้อมในภ
ณาประเมินคว
ชน์ในการสร้า
องศักยภาพที่ป
ให้บริการ ของ
การสิ่งแวดล้อ
องที่ปรึกษา (ด้
กษาที่มีต่อวิชา
ปรึกษาด้านระ
ละเวลาในกา
นางสาว
ปริญญาเอก ห
ารพัฒนาธุรกิจ
คณะพัฒนาธุ
ยาลัยเทคโนโล
รวิเคราะห์ข้อ
งแวดล้อมในภ
ย เรื่อง “รูปแ
หกรรม” มีวัต
ดล้อม แล้วนํา
ภาคอุตสาหกร
วามเหมาะส
างสรรค์ผลงาน
ปรึกษาด้านระ
งที่ปรึกษาด้าน
อมในภาคอุตส
ด้านแรงจูงใจ อ
าชีพ ต่อผู้รับบ
บบการจัดกา
ารประเมิน แ
วธิดาวัลย์ อ่ํา
หลักสูตรบริหา
จอุตสาหกรรม
ธุรกิจและอุตส
ลยีพระจอมเก
อมูลเพื่อกา
ภาคอุตสาหกร
แบบการพัฒน
ถุประสงค์เพื่อ
าไปสร้างรูปแบ
รรม
สม ให้ความ
นทางวิชาการ
ะบบการจัดกา
นระบบการจัด
สาหกรรม
อุปนิสัย บทบ
บริการ ต่อตน
รสิ่งแวดล้อม
และให้ความเห
แจ้ง
ารธุรกิจดุษฎีบ
มและทรัพยาก
สาหกรรม
กล้าพระนครเห
143
รวิจัย
รรม
นา
อศึกษา
บบการ
เห็นและ
ร
าร
ดการ
บาททาง
นเอง และ
ห็นพร้อม
บัณฑิต
กรมนุษย์
หนือ
144
กรุณาทํ
พิจารณา
ส่วนที่
1 ค
ป
าเครื่องหมา
าด้วยเกณฑ์ ต
5
4
3
2
1
1: รูปแบบขอ
ความเหมาะ
ปรึกษาด้านกา
าย ลงในช่
ต่อไปนี้
หมายถึง
หมายถึง
หมายถึง
หมายถึง
หมายถึง
องศักยภาพที่ป
ภาพ : รู
รูปแบบ
สมของรูปแ
ารจัดการสิ่งแ
องว่างที่ตรง
เหมาะสมมาก
เหมาะสมมาก
เหมาะสมป
เหมาะสมน้
เหมาะสมน้อ
ปรึกษาด้านระ
รูปแบบศักยภ
บบศักยภาพ
แวดล้อม
งกับความคิด
กที่สุด
ก
านกลาง
น้อย
้อยที่สุด
ะบบการจัดกา
ภาพที่ปรึกษาด้
ประ
เห
1 2
พที่
ดเห็นของท่า
ารสิ่งแวดล้อม
ด้านการจัดกา
เมินความ
หมาะสม
3 4 5
านเพียงคําต
ในภาคอุตสาห
รสิ่งแวดล้อม
ข้อเส
อบเดียวโดย
หกรรม
สนอแนะ
ย
145
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพ ที่เป็น ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 5 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการ รวมถึงการใช้หลักการและ
แนวทางต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ และการให้คําปรึกษา
ตัวแปรที่ ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
(Management Knowledge)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย
2 กระบวนการ PDCA
3 เทคนิคการทํางานเป็นทีม
4 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ
5 เทคนิคการระดมสมอง
6 เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
อย่างต่อเนื่อง
7 เทคนิคการแก้ไขปัญหา
8 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน
9 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ
10 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
11 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจ
ประเมิน (Audit)
12 หลักการบริหารงานคุณภาพและ
สิ่งแวดล้อม
146
องค์ประกอบที่ 2 เกี่ยวกับ มาตรฐาน ข้อบังคับ กฏระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภายในประเทศและที่เป็นสากล
ตัวแปรที่ ความรู้ด้านข้อบังคับสากล
(Regulation knowledge)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์
(Product standard)
2 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ
(Dependability management
standards)
3 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด
(Measurement controlsystem
standards)
4 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความ
ปลอดภัย
5 มาตรฐานการให้การรับรอง
(Accreditationstandards)
6 มาตรฐานของการประเมินควาสอดคล้อง
(Conformity assessment standards)
7 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศ
และระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและ
ขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการ
รับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการ
รับรองตัวบุคคล
8 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละ
ระบบ
147
องค์ประกอบที่ 3 การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ และวิธีการต่างๆ ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่ง
ภาคอุตสาหกรรมจําเป็นต้องดําเนินการให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ตัวแปรที่ ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว
(Green Industry knowledge)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ
และการจัดการสิ่งแวดล้อม
2 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่
เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO14001,
ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ)
3 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
4 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม
แต่ละประเภท ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์
กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต
วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่
ละชนิด
5 มาตรฐานสากล(International standards)
ที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO
9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น
6 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่
การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
148
องค์ประกอบที่ 4 การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ให้ความสําคัญกับการป้องกันและปกป้อง
สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อความยั่งยืน
ตัวแปรที่ ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่
(Ecological Modernization knowledge)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
2 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก
ห้องปฏิบัติการ
3 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
4 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ
เช่นRoHS,REACH,WEEE
5 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle
Assessment)
6 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม
(Environment Aspect)
องค์ประกอบที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ข้อมูลขององค์กรที่ต้องเข้าไปให้คําปรึกษา ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลทั่วไป
ด้านธุรกิจ และข้อมูลด้านการบริหารจัดการขององค์กร
ตัวแปรที่ ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ
(Customer Insight knowledge)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้
เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
2 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา
3 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการ
ดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
149
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม มี 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน เป็นลักษณะส่วนบุคคล ที่มี
ความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น
ตัวแปรที่ ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล
(Soft side skill)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 การบริหารความขัดแย้ง
2 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน
3 การมอบหมายงานและการติดตามผล
4 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละ
หน่วยงาน
5 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
6 การบริหารเวลา
7 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน
การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ
กลุ่มเป้าหมาย
8 การสร้างแรงจูงใจ
9 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงาน
ให้ผู้เกี่ยวข้อง
10 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการ
ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
11 การเป็นผู้นํา
12 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
13 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอ
ข้อมูล
14 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่
150
องค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ สติปัญญา (IQ)
ในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ
ตัวแปรที่ ทักษะด้านการปฏิบัติ
(Hard side skill)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 การให้คําปรึกษา การสอนและถ่ายทอดความรู้
2 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน)
3 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ
4 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน
5 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็น
ระบบ
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนว
ทางแก้ไขปัญหา
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้
อย่างรวดเร็ว
151
ส่วนที่ 4 คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ
และค่านิยม) มี 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ที่แสดงความเป็น ตัวตนภายใน
ออกมาซึ่งเป็นลักณะของการตระหนักรู้ตนเอง การยอมรับในความเป็นตัวตน และการแสดงออกให้รู้
ว่าตนเองมีความเหมือนหรือแตกต่าง อย่างไรกับคนกลุ่มอื่น
ตัวแปรที่ อัตลักษณ์ส่วนบุคคล
Personal Identity
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล
2 กล้าคิด กล้าทํา
3 มีความยืดหยุ่น
4 เปิดเผย
5 มีความมั่นใจในตัวเอง
6 ไม่มีอคติ
7 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์
8 ให้ความเคารพผู้อื่น
9 สุขภาพร่างกายแข็งแรง
10 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ
11 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก
12 มีปฏิภาณไหวพริบ
13 ร่าเริง ไม่เครียด
14 เป็นคนช่างสังเกต
15 มีความพร้อมในการทํางาน
16 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี
17 มีความรับผิดชอบ
18 มีความคิดสร้างสรรค์
19 มีความคิดเชิงบวก
152
องค์ประกอบที่ 2 เป็นคุณลักษณะของบุคคลหนึ่งๆ ที่พึงแสดงออก ต่อบุคคลอื่น เมื่ออยู่ในสังคม และ
ถือเป็นพฤติกรรมมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคาดหวัง และยอมรับ
ตัวแปรที่ อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม
(Social Identity)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 มีวินัยในการปฏิบัติงาน
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น
3 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล
หลากหลาย
4 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน
5 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
6 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ
7 มีมนุษยสัมพันธ์
8 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
9 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับ
สถานการณ์ต่างๆได้
10 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย
153
ส่วนที่ 5 ข้อมูลเกี่ยวกับจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และ
สังคม
องค์ประกอบนี้ พบว่า เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจาก
ผู้ใช้บริการ นับว่าเป็นสิ่งสําคัญต่อวิชาชีพ
ตัวแปรที่ จรรยาบรรณในวิชาชีพ
(Code of ethics)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 มีความยุติธรรม และคุณธรรม
2 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ
3 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ
4 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น
5 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ
6 การยึดมั่นในหลักการ
7 การยึดถือในความถูกต้อง
8 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น
9 การยอมรับในความผิดพลาด
10 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน
11 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และ
ตัวบุคคล
154
ส่วนที่ 6 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
มี 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการเรียนรู้ พัฒนาความคิด ทั้งแบบเรียนรู้ด้วย
ตนเอง (Self Learning) และเข้ารับการฝึกอบรมหรือสอบวัดระดับความรู้
ตัวแปรที่ พัฒนาความคิด
(Head)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 การศึกษาดูงานต่างประเทศ
2 การศึกษาดูงานในประเทศ
3 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
4 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับ
ภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา
5 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยน
ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน
และสถาบันการศึกษา
6 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา
หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร
ต่างๆ
7 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การ
พัฒนายกระดับ
155
องค์ประกอบที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการปฏิบัติจริง ในรูปแบบต่างๆ เช่น
การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น
ตัวแปรที่ พัฒนาการปฏิบัติ
(Hand on)
ประเมินความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ
1 2 3 4 5
1 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการ
ทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ
2 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor)
เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
3 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็น
ต่างๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี
4 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสาย
อาชีพเดียวกัน
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดย
ใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรม
พัฒนา เช่น website , social media ,
mobile technology เป็นต้น
6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ
7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
ท่านมีข้อเสนอแนะ อย่างไรบ้าง ต่อวิธีการหรือรูปแบบ ที่จะนํารูปแบบศักยภาพที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ไปพัฒนาที่ปรึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน
157
ภาคผนวก ข
- ผลการวิเคราะห์กลุ่มประชากรและตัวอย่าง
- ผลการหาค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม
- ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทํา Try-Out แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
- ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของรูปแบบที่ได้จากการวิจัย
- ผลการวิเคราะห์สถิติ t-test จากการใช้คู่มือ
158
ผลการวิเคราะห์กลุ่มประชากรและตัวอย่าง
งานวิจัยเรื่อง
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม
ข้อมูล จํานวนบริษัท ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001
อ้างอิง : http://app.tisi.go.th/index_t.html
สืบค้นวันที่ : 11 มีนาคม 2560 เวลา 15.00 น.
ตารางแสดงจํานวนประชากรในแต่ละจังหวัด
จังหวัด จํานวนบริษัท
ตัดชื่อที่ซ้ํา
คงเหลือ
สุ่ม 15% จํานวนผู้ตอบ
กรุงเทพมหานคร 107 91 14 109
นนทบุรี 18 16 2 8
สมุทรปราการ 133 107 16 99
สมุทรสาคร 47 39 6 46
นครปฐม 27 25 4 26
ปทุมธานี 43 40 6 67
รวม 375 318 48 355
จํานวน
ประชากร
หมายเหตุการตัดชื่อที่ซ้ํา หมายถึง การที่บางบริษัทได้รับการรับรองแบบแบ่งขอบเขต หรือ
แบ่งขอบข่ายทําให้ชื่อบริษัทเดียวกันได้ใบรับรองหลายใบ ผู้วิจัยจึงตัดรายชื่อที่ซ้ํากันออกไป
159
ตารางแสดงจํานวนตัวอย่าง และจํานวนผู้ตอบในแต่ละจังหวัด
(B)กรุงเทพมหานคร
จํานวน
ผู้ตอบ
(NT)นนทบุรี จํานวนผู้ตอบ สมุทรปราการ
จํานวน
ผู้ตอบ
BK1 10 NT1 5 SP1 4
BK2 10 NT2 3 SP2 3
BK3 12 รวมผู้ตอบ 8 SP3 5
BK4 5 SP4 6
BK5 8 SP5 10
BK6 9 SP6 3
BK7 7 SP7 6
BK8 10 SP8 7
BK9 3 SP9 9
BK10 9 SP10 10
BK11 10 SP11 4
BK12 8 SP12 10
BK13 5 SP13 5
BK14 3 SP14 10
รวมผู้ตอบ 109 SP15 4
SP16 3
รวมผู้ตอบ 99
สมุทรสาคร
จํานวน
ผู้ตอบ
นครปฐม จํานวนผู้ตอบ ปทุมธานี
จํานวน
ผู้ตอบ
SS1 10 NP1 5 PT1 10
SS2 5 NP2 12 PT2 8
SS3 12 NP3 6 PT3 10
SS4 4 NP4 3 PT4 10
SS5 10 รวมผู้ตอบ 26 PT5 19
SS6 5 PT6 10
รวมผู้ตอบ 46 รวมผู้ตอบ 67
รวมผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 355 คน
160
การประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถามเพื่อการวิจัย
เรื่อง
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
โปรดทําเครื่องหมาย✓ลงในช่องเหมาะสมและหากไม่เหมาะสม
กรุณาเขียนข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุง
เหมาะสม ควรปรับปรุง
1. เพศ [ ] ชาย [ ] หญิง ////
2. อายุ [ ] ต่ํากว่า 35 ปี [ ]35 – 40 ปี
[ ] 46 – 55 ปี [ ] มากกว่า 55 ปี
////
3. วุฒิการศึกษา [ ] ต่ํากว่าปริญญาตรี [ ] ปริญญาตรี
[ ] ปริญญาโท [ ] ปริญญาเอก
////
4. ตําแหน่ง ............................................... ////
5. ประสบการณ์การทํางาน
[ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
[ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี[ ] มากกว่า 15 ปี
////
6. ประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
[ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
[ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
////
161
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ
ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
ลําดับที่
ลักษณะ
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญ คนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
1 1 1 1 1 1
ใช้ได้
2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็น
ประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการ
บริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อ
ผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง
และต่อสาธารณะ
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษา
ให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่าย
ต่อการเข้าใจ
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็น
ความสําคัญ และยอมรับพร้อมดําเนินการ
ตามที่ได้รับคําแนะนํา
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นใน
ระหว่างการให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา
เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ
ปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้อง
กับระบบบริหารจัดการอื่นๆ ที่องค์กรปฏิบัติ
อยู่
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
8 การมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้
ประกอบการให้คําปรึกษาอย่างเพียงพอ
เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูล
จากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
162
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพ ที่เป็น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของที่
ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ลําดับที่
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญ คนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค
1 ความรู้ทางเฉพาะทาง ด้านการจัดการ
มลพิษต่างๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของ
อุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่ง
ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต
เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และ
มลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่
การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
4 กฏระเบียบข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง
รวมถึง กฏหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการ
ตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ
ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก
ห้องปฏิบัติการ
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็น
สิ่งแวดล้อม (Environment Aspect)
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle
Assessment)
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ
เช่นRoHS,REACH,WEEE
1 1 1 0 0 0.6 ใช้ได้
ความรู้ทางด้านมาตรฐาน และการให้การรับรอง
11 มาตรฐานสากล (International
standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อองค์กร
เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001
เป็นต้น
1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
163
ลําดับที่
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญ คนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
12 มาตรฐานสากล ISO 14000Family ที่
เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001,
ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ)
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด
(Measurement control system
standards)
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
14 มาตรฐานการให้การ
รับรอง (Accreditation standards)
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง
(Conformity assessment standards)
1 1 0 0 1 0.6 ใช้ได้
16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product
standard)
1 1 0 0 1 0.6 ใช้ได้
17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ
(Dependability management
standards)
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความ
ปลอดภัย
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับ
การรับรองมาตรฐานสากล
19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งใน
ระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้ง
กระบวนการและขั้นตอน ของการให้การ
รับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรอง
ระบบ และการรับรองตัวบุคคล
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละ
ระบบ
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงาน ระเบียบวิธี
และเทคนิค
21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนา
อย่างต่อเนื่อง
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจ
ประเมิน (Audit)
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
164
ลําดับที่
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญ คนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
28 กระบวนการ PDCA 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
32 เทคนิคการระดมสมอง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา
33 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่
ให้คําปรึกษา
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
34 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มี
ส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
35 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการ
ดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
(Skills) ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
3 การให้คําปรึกษา , การสอน และถ่ายทอด
ความรู้
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่าง
เป็นระบบ
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนว
ทางแก้ไขปัญหา
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละ
หน่วยงาน
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
11 การสร้างแรงจูงใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
12 การบริหารความขัดแย้ง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
14 การบริหารเวลา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอ
แผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
165
ลําดับที่
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญ คนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน
การถ่ายทอดให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ
กลุ่มเป้าหมาย
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และ
นําเสนอข้อมูล
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการ
ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทํา
หน้าที่
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
22 การเป็นผู้นํา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
(Attributes) คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ
และค่านิยม)
1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล
หลากหลาย
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 1 0 0 1 1 0.6 ใช้ได้
3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
4 มีมนุษยสัมพันธ์ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับ
สถานการณ์ต่างๆได้
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
11 ร่าเริง ไม่เครียด 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
12 มีความมั่นคงทางความคิดและการ
แสดงออก 1 1 1 1 1 1
ใช้ได้
13 มีปฏิภาณไหวพริบ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
14 มีความพร้อมในการทํางาน 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
15 มีความคิดเชิงบวก 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
16 มีความคิดสร้างสรรค์ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
17 มีสัมมาคารวะ รู้กาละเทศะ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
166
ลําดับที่
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญ คนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
19 เป็นคนช่างสังเกตุ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
21 มีความรับผิดชอบ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
22 ให้ความเคารพผู้อื่น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
24 ไม่มีอคติ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
25 มีความยืดหยุ่น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
26 มีความมั่นใจในตัวเอง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 1 0 0 1 1 0.6 ใช้ได้
28 กล้าคิด กล้าทํา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
29 เปิดเผย 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
(Ethics) จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และสังคม
1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร
และตัวบุคคล 1 1 1 1 1 1
ใช้ได้
2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงาน
ของตนเอง 1 1 0 1 1 0.8
ใช้ได้
5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
6 การยึดถือในความถูกต้อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
7 การยึดมั่นในหลักการ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
11 การยอมรับในความผิดพลาด 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
167
ส่วนที่ 4 ข้อมูลเกี่ยวกับ เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
ลําดับที่
ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์
ค่าความสอดคล้องของ
ผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่า
IOC
แปลผล
1 2 3 4 5
1 การเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้
การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการ
ทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ
ทํางาน
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสาย
อาชีพเดียวกัน
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็น
ต่างๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดย
ใช้เทคโนลียี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรม
พัฒนา เช่น website , social media ,
mobile technology เป็นต้น
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
6 การศึกษาด้วยตนเอง (Self Study) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
7 การสอนแนะ (Coaching) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
8 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับ
ผู้เชี่ยวชาญ
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
9 การเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
10 การศึกษาดูงานในประเทศ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
11 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
12 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับ
ภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
13 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา
หรือ ที่เกี่ยวข้อง
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
14 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
15 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และ
แลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง
ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
16 การสอบวัดระดับความรู้ความสามารถเพื่อจัด
ระดับ และนําไปสู่การพัฒนายกระดับ
1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
ค่า IOC 0.96 ใช้ได้
168
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทํา Try Out แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
เรื่อง
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม
RELIABILITY
/VARIABLES=A1 A2 A3 A4 A5 A6 A7 A8 B1 B2 B3 B4 B5 B6 B7 B8 B9 B10 B11 B12
B13 B14 B15 B16 B17 B18 B19 B20 B21 B22 B23 B24 B25 B26 B27 B28 B29 B30 B31
B32 B33 B34 B35 C1 C2 C3 C4 C5 C6 C7 C8 C9 C10 C11 C12 C13 C14 C15 C16 C17
C18 C19 C20 C21 C22 D1 D2 D3
D4 D5 D6 D7 D8 D9 D10 D11 D12 D13 D14 D15 D16 D17 D18 D19 D20 D21 D22 D23
D24 D25 D26 D27 D28 D29 E1 E2 E3 E4 E5 E6 E7 E8 E9 E10 E11 F1 F2 F3 F4 F5 F6
F7 F8 F9 F10 F11 F12 F13 F14
/SCALE('ALL VARIABLES') ALL
/MODEL=ALPHA
/STATISTICS=DESCRIPTIVE SCALE
/SUMMARY=TOTAL.
Reliability
[DataSet1] C:UsersAdministrator.Eof201510011746DesktopNew
folderDATA30.sav
Scale: ALL VARIABLES
Case Processing Summary
N %
Cases Valid 30 100.0
Excluded
a
0 0.0
Total 30 100.0
a. Listwise deletion based on all variables in the procedure.
Reliability Statistics
Cronbach's
Alpha N of Items
.949 119
169
Item Statistics
Mean Std. Deviation N
A1 4.43 .935 30
A2 3.87 1.008 30
A3 4.37 .964 30
A4 4.57 .679 30
A5 4.47 .776 30
A6 4.07 .868 30
A7 4.40 .814 30
A8 4.33 .922 30
B1 4.57 .679 30
B2 4.30 .750 30
B3 4.53 .629 30
B4 4.63 .669 30
B5 4.23 .898 30
B6 3.93 1.048 30
B7 3.97 1.129 30
B8 4.70 .651 30
B9 4.37 .809 30
B10 4.17 .950 30
B11 4.67 .606 30
B12 4.50 .731 30
B13 4.20 .761 30
B14 4.40 .770 30
B15 4.47 .681 30
B16 4.43 .679 30
B17 4.30 .651 30
B18 4.43 .679 30
B19 4.40 .724 30
B20 4.50 .572 30
B21 4.40 .675 30
B22 4.80 .407 30
B23 4.40 .563 30
B24 4.23 .728 30
B25 4.67 .547 30
B26 4.67 .410 30
B27 4.43 .679 30
B28 4.80 .407 30
B29 4.57 .568 30
B30 4.67 .606 30
B31 4.70 .535 30
B32 4.67 .547 30
B33 4.27 .640 30
B34 4.47 .571 30
B35 4.37 .669 30
170
C1 4.70 .466 30
C2 4.70 .535 30
C3 4.70 .535 30
C4 4.67 .547 30
C5 4.70 .535 30
C6 4.70 .535 30
C7 4.60 .563 30
C8 4.63 .615 30
C9 4.30 .702 30
C10 4.47 .629 30
C11 4.63 .615 30
C12 4.47 .681 30
C13 4.40 .675 30
C14 4.47 .730 30
C15 4.67 .606 30
C16 4.50 .630 30
C17 4.57 .679 30
C18 4.43 .626 30
C19 4.27 .740 30
C20 4.53 .730 30
C21 4.63 .718 30
C22 4.60 .675 30
D1 4.07 .740 30
D2 4.10 .803 30
D3 4.77 .430 30
D4 4.77 .430 30
D5 4.57 .626 30
D6 4.73 .450 30
D7 4.63 .556 30
D8 4.53 .571 30
D9 4.47 .629 30
D10 4.67 .547 30
D11 4.67 .547 30
D12 4.67 .606 30
D13 4.70 .535 30
D14 4.73 .521 30
D15 4.87 .346 30
D16 4.73 .583 30
D17 4.63 .556 30
D18 4.77 .430 30
D19 4.63 .556 30
D20 4.57 .626 30
D21 4.77 .504 30
D22 4.70 .535 30
D23 4.63 .669 30
171
D24 4.67 .661 30
D25 4.63 .669 30
D26 4.63 .718 30
D27 4.63 .615 30
D28 4.57 .679 30
D29 4.50 .777 30
E1 4.70 .596 30
E2 4.53 .681 30
E3 4.73 .583 30
E4 4.73 .583 30
E5 4.70 .596 30
E6 4.60 .675 30
E7 4.60 .675 30
E8 4.77 .568 30
E9 4.77 .504 30
E10 4.70 .535 30
E11 4.67 .606 30
F1 4.47 .571 30
F2 4.53 .571 30
F3 4.33 .606 30
F4 4.67 .479 30
F5 4.40 .724 30
F6 4.60 .498 30
F7 4.50 .630 30
F8 3.93 .785 30
F9 3.77 .971 30
F10 4.10 .803 30
F11 4.20 .805 30
F12 4.13 .860 30
F13 4.27 .828 30
F14 4.37 .765 30
Item-Total Statistics
Scale Mean if
Item Deleted
Scale Variance
if Item Deleted
Corrected Item-
Total
Correlation
Cronbach's
Alpha if Item
Deleted
A1 532.77 2389.771 .318 .949
A2 533.33 2366.989 .527 .949
A3 532.83 2380.971 .401 .949
A4 532.63 2385.482 .509 .949
A5 532.73 2396.754 .294 .949
A6 533.13 2381.223 .445 .949
A7 532.80 2396.855 .278 .949
A8 532.87 2387.982 .342 .949
172
B1 532.63 2373.757 .687 .949
B2 532.90 2376.024 .590 .949
B3 532.67 2382.920 .592 .949
B4 532.57 2375.840 .666 .949
B5 532.97 2366.930 .595 .949
B6 533.27 2362.271 .553 .949
B7 533.23 2366.185 .475 .949
B8 532.50 2378.534 .641 .949
B9 532.83 2360.420 .746 .948
B10 533.03 2363.275 .601 .949
B11 532.53 2375.292 .745 .949
B12 532.70 2375.114 .618 .949
B13 533.00 2367.655 .695 .949
B14 532.80 2364.441 .730 .948
B15 532.73 2382.133 .558 .949
B16 532.77 2379.495 .600 .949
B17 532.90 2397.472 .342 .949
B18 532.77 2392.392 .404 .949
B19 532.80 2384.510 .490 .949
B20 532.70 2386.079 .595 .949
B21 532.80 2396.166 .349 .949
B22 532.40 2391.007 .717 .949
B23 532.80 2400.166 .348 .949
B24 532.97 2382.999 .509 .949
B25 532.53 2390.947 .532 .949
B26 531.73 2154.823 .202 .984
B27 532.77 2378.530 .614 .949
B28 532.40 2394.386 .631 .949
B29 532.63 2382.654 .662 .949
B30 532.53 2373.430 .776 .949
B31 532.50 2379.914 .756 .949
B32 532.53 2380.671 .726 .949
B33 532.93 2386.961 .517 .949
B34 532.73 2389.513 .534 .949
B35 532.83 2391.109 .430 .949
C1 532.50 2401.845 .386 .949
C2 532.50 2383.569 .686 .949
C3 532.50 2389.293 .576 .949
C4 532.53 2383.568 .671 .949
C5 532.50 2384.672 .665 .949
C6 532.50 2386.741 .625 .949
C7 532.60 2383.352 .655 .949
C8 532.57 2375.289 .734 .949
C9 532.90 2371.403 .699 .949
C10 532.73 2377.857 .676 .949
173
C11 532.57 2383.633 .594 .949
C12 532.73 2380.133 .588 .949
C13 532.80 2389.200 .455 .949
C14 532.73 2378.892 .565 .949
C15 532.53 2375.568 .740 .949
C16 532.70 2381.872 .609 .949
C17 532.63 2378.378 .617 .949
C18 532.77 2389.840 .481 .949
C19 532.93 2384.892 .474 .949
C20 532.67 2369.954 .692 .949
C21 532.57 2373.978 .645 .949
C22 532.60 2373.490 .696 .949
D1 533.13 2383.154 .498 .949
D2 533.10 2378.162 .522 .949
D3 532.43 2393.702 .613 .949
D4 532.43 2393.082 .628 .949
D5 532.63 2394.861 .399 .949
D6 532.47 2393.568 .589 .949
D7 532.57 2381.909 .690 .949
D8 532.67 2383.126 .649 .949
D9 532.73 2385.789 .545 .949
D10 532.53 2384.326 .657 .949
D11 532.53 2396.464 .428 .949
D12 532.53 2376.740 .720 .949
D13 532.50 2386.121 .637 .949
D14 532.47 2379.016 .795 .949
D15 532.33 2397.609 .648 .949
D16 532.47 2389.499 .523 .949
D17 532.57 2388.668 .565 .949
D18 532.43 2394.668 .590 .949
D19 532.57 2382.944 .671 .949
D20 532.63 2383.137 .591 .949
D21 532.43 2384.530 .709 .949
D22 532.50 2381.431 .727 .949
D23 532.57 2370.461 .749 .949
D24 532.53 2375.016 .687 .949
D25 532.57 2371.220 .737 .949
D26 532.57 2364.047 .789 .948
D27 532.57 2375.633 .729 .949
D28 532.63 2378.654 .613 .949
D29 532.70 2368.562 .668 .949
E1 532.50 2382.259 .637 .949
E2 532.67 2376.506 .643 .949
E3 532.47 2373.361 .809 .949
E4 532.47 2371.568 .841 .949
174
E5 532.50 2373.155 .795 .949
E6 532.60 2374.386 .682 .949
E7 532.60 2371.352 .729 .949
E8 532.43 2382.737 .660 .949
E9 532.43 2381.151 .778 .949
E10 532.50 2378.328 .787 .949
E11 532.53 2376.120 .731 .949
F1 532.73 2387.375 .573 .949
F2 532.67 2384.851 .618 .949
F3 532.87 2403.913 .259 .949
F4 532.53 2400.189 .410 .949
F5 532.80 2384.234 .494 .949
F6 532.60 2397.697 .445 .949
F7 532.70 2385.941 .542 .949
F8 533.27 2385.926 .432 .949
F9 533.43 2381.495 .393 .949
F10 533.10 2381.955 .473 .949
F11 533.00 2388.690 .386 .949
F12 533.07 2371.857 .562 .949
F13 532.93 2384.340 .429 .949
F14 532.83 2381.454 .504 .949
Scale Statistics
Mean Variance Std. Deviation N of Items
537.20 2419.683 49.190 119
การประ
รูปแบบ
เกณฑ์ของค
คะแ
คะแ
คะแ
คะแ
คะแ
ส่วนที่ 1: รูป
ตัวแปรที่
1 ค
รู
ด้
สิ
ะเมินความเห
บการพัฒนาศัก
คะแนนการป
แนน4.51–5.0
แนน3.51–4.5
แนน2.51–3.5
แนน 1.51–2.5
แนน 1.00–1.5
ปแบบของศัก
รูปแบ
ความเหมา
รูปแบบศักยภา
ด้ า น ก า ร
สิ่งแวดล้อม
หมาะสมขอ
กยภาพที่ปรึก
ระเมินความเห
0 มีคว
50 มีคว
0 มีคว
50 มีคว
50 มีคว
กยภาพที่ปรึกษ
บบ
ะสมของ
าพที่ปรึกษา
จั ด ก า ร
องรูปแบบ ที
เรื่อง
กษาด้านระบบ
หมาะสม
วามเหมาะสมม
วามเหมาะสม
วามเหมาะสม
วามเหมาะสม
วามเหมาะสม
ษาด้านระบบก
ค่าความเหม
1 2 3
5 4 4
ที่ได้จากการวิ
ง
บการจัดการสิ่
มากที่สุด
มาก
ปานกลาง
น้อย
น้อยที่สุด
การจัดการสิ่ง
มาะสมของผู้เชี่
4 5 6
4 4 5
วิเคราะห์ข้อ
งแวดล้อมในภ
แวดล้อมในภ
ยวชาญคนที่
7 8 9
4 3 3
อมูลเพื่อการ
ภาคอุตสาหกร
ภาคอุตสาหกร
ค่าเฉลี่ย
4.00
175
รวิจัย
รรม
รม
แปลผล
มาก
176
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพ ที่เป็น ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้าน
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 5 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการ รวมถึงการใช้หลักการและ
แนวทางต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ และการให้คําปรึกษา
ตัวแปรที่
ความรู้ด้านการบริหาร
จัดการ (Management
Knowledge)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย แปลผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 กระบวนการถ่ายทอด
นโยบาย
5 5 4 4 4 4 4 3 3 4.00 มาก
2 กระบวนการ PDCA 5 5 4 5 4 4 4 5 5 4.56 มาก
ที่สุด
3 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 5 5 5 4 4 4 4 3 3 4.11 มาก
4 เทคนิคการเชื่อมโยง
กระบวนการ
5 5 5 4 4 4 3 3 3 4.00 มาก
5 เทคนิคการระดมสมอง 5 5 4 3 4 4 3 3 3 3.78 มาก
6 เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้
ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
5 5 4 4 4 4 5 3 5 4.33 มาก
7 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 4 5 5 5 4 5 3 4 3 4.22 มาก
8 หลักทางเศรษฐศาสตร์
การลงทุน
4 5 5 4 4 4 3 4 5 4.22 มาก
9 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 4 5 4 5 4 4 4 4 5 4.33 มาก
10 ความรู้ด้านการบริหาร
จัดการ
5 5 4 3 4 4 5 1 5 4.00 มาก
11 ระเบียบวิธีและเทคนิค ใน
การตรวจประเมิน (Audit)
4 5 5 4 4 5 5 5 5 4.67 มาก
ที่สุด
12 หลักการบริหารงาน
คุณภาพและสิ่งแวดล้อม
4 5 4 4 4 5 5 5 5 4.56 มาก
ที่สุด
177
องค์ประกอบที่ 2 เกี่ยวกับ มาตรฐาน ข้อบังคับ กฏระเบียบ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภายในประเทศและที่เป็นสากล
ตัวแปรที่
ความรู้ด้านข้อบังคับสากล
(Regulation knowledge)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์
(Product standard)
5 5 4 5 4 5 5 3 4 4.44 มาก
2 มาตรฐานการบริหารความ
น่าเชื่อถือ (Dependability
management
standards)
5 5 4 4 5 5 5 3 3 4.33 มาก
3 มาตรฐานระบบควบคุมการ
วัด (Measurement
control system
standards)
5 5 3 4 4 5 5 3 3 4.11 มาก
4 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ
ประเด็นความปลอดภัย
5 5 5 4 4 5 5 3 4 4.44 มาก
5 มาตรฐานการให้การรับรอง
(Accreditation
standards)
5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
6 มาตรฐานของการประเมิน
ความสอดคล้อง
(Conformity assessment
standards)
5 5 5 5 4 5 3 5 4 4.56 มาก
ที่สุด
7 ระบบการให้การรับรอง ทั้ง
ในระดับประเทศและระดับ
สากล รวมทั้งกระบวนการ
และขั้นตอน ของการให้การ
รับรอง ทั้งการรับรอง
ผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ
และการรับรองตัวบุคคล
5 5 4 4 4 4 5 5 3 4.33 มาก
8 ข้อกําหนดของการให้การ
รับรองในแต่ละระบบ
5 5 5 5 4 4 4 5 3 4.44 มาก
178
องค์ประกอบที่ 3 การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ และวิธีการต่างๆ ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่ง
ภาคอุตสาหกรรมจําเป็นต้องดําเนินการให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ตัวแปรที่
ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว
(Green Industry
knowledge)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการ
จัดการมลพิษต่างๆ และการ
จัดการสิ่งแวดล้อม
5 5 5 5 4 4 4 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
2 มาตรฐานสากล ISO 14000
Family ที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะ (ISO14001,
ISO14004, ISO14031,
ISO14064 ฯลฯ)
5 5 5 5 4 5 3 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
3 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่
เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมาย
เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
5 5 5 4 4 5 3 5 5 4.56 มาก
ที่สุด
4 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะ
ของอุตสาหกรรมแต่ละ
ประเภท ซึ่งประกอบด้วย
ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต
เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต
วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิด
ในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด
5 5 4 5 4 5 3 3 5 4.33 มาก
5 มาตรฐานสากล
(International
standards) ที่เกี่ยวข้อง ที่มี
ผลต่อองค์กร เช่น ISO
9001,ISO 19011,ISO
50001 เป็นต้น
5 5 5 3 4 5 3 4 5 4.33 มาก
6 กระบวนการบริหารงาน
อุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิต
จนถึงการส่งมอบสินค้าและ
บริการ
5 5 4 5 4 4 4 3 4 4.22 มาก
179
องค์ประกอบที่ 4 การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ให้ความสําคัญกับการป้องกันและปกป้อง
สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อความยั่งยืน
ตัวแปรที่
ความรู้ด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อมสมัยใหม่
(Ecological
Modernization
knowledge)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 การใช้เครื่องมือตรวจวัด
และวิธีการตรวจวัด
ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม
5 5 4 3 4 4 5 3 5 4.22 มาก
2 การวิเคราะห์ผลการ
ตรวจสอบ ทดสอบ
ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม จาก
ห้องปฏิบัติการ
5 5 4 5 4 4 5 5 5 4.67 มาก
ที่สุด
3 เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ใหม่ๆ ด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
5 5 4 5 4 4 5 3 5 4.44 มาก
4 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อม
ของต่างประเทศ เช่น
RoHS,REACH,WEEE
5 5 4 5 4 4 2 3 5 4.11 มาก
5 การประเมินวัฏจักร (Life
Cycle Assessment)
5 5 5 4 4 5 4 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
6 การบ่งชี้และการประเมิน
ประเด็นสิ่งแวดล้อม
(Environment Aspect)
5 5 5 5 4 5 5 5 3 4.67 มาก
ที่สุด
180
องค์ประกอบที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ข้อมูลขององค์กรที่ต้องเข้าไปให้คําปรึกษา ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลทั่วไป
ด้านธุรกิจ และข้อมูลด้านการบริหารจัดการขององค์กร
ตัวแปรที่
ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถาน
ประกอบการ
(Customer Insight
knowledge)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 ความต้องการและความ
คาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย
ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
5
5 4 4 4 4 5 5 5 4.56 มาก
ที่สุด
2 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ
ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
5
5 5 5 4 4 4 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
3 วัฒนธรรม ในการ
บริหารงาน และการ
ดําเนินงานขององค์กรที่ให้
คําปรึกษา
5
5 4 3 4 4 4 4 5 4.22 มาก
181
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม มี 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน เป็นลักษณะส่วนบุคคล ที่มี
ความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น
ตัวแปรที่
ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับ
บุคคล (Soft side skill)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 การบริหารความขัดแย้ง 4 5 5 3 4 5 5 3 5 4.33 มาก
2 การบริหารและควบคุมการ
ดําเนินงาน
5 5 4 4 4 5 5 3 5 4.44 มาก
3 การมอบหมายงานและการ
ติดตามผล
5 5 4 5 4 5 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
4 การติดต่อประสานงานกับ
บุคคลในแต่ละหน่วยงาน
5 5 5 5 4 5 5 5 4 4.78 มาก
ที่สุด
5 การบริหารโครงการ เพื่อให้
บรรลุวัตถุประสงค์และ
เป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5 4 5 5 4 5 5 5 4.75 มาก
ที่สุด
6 การบริหารเวลา 5 5 5 5 5 5 5 3 3 4.56 มาก
ที่สุด
7 การพัฒนารูปแบบการ
นําเสนอ การสอน การ
ถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ
เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
5 4 5 5 4 5 5 4 3 4.44 มาก
8 การสร้างแรงจูงใจ 5 5 5 3 4 5 5 5 4 4.56 มาก
ที่สุด
9 การวางแผนการทํางาน
และนําเสนอแผนงานให้
ผู้เกี่ยวข้อง
5 4 4 5 4 5 4 4 5 4.44 มาก
10 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ประกอบการทํางานได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ
5 4 4 4 4 4 4 4 3 4.00 มาก
11 การเป็นผู้นํา 5 5 5 4 4 4 4 3 3 4.11 มาก
12 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
ระหว่างบุคคล
5 5 5 4 4 5 4 3 4 4.33 มาก
13 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์
ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล
5 4 4 5 4 5 5 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
14 การควบคุมอารมณ์ ใน
ระหว่างการทําหน้าที่
5 5 5 5 4 5 5 4 5 4.78 มาก
ที่สุด
182
องค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ สติปัญญา (IQ)
ในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ
ตัวแปรที่
ทักษะด้านการปฏิบัติ
(Hard side skill)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 การให้คําปรึกษา การสอน
และถ่ายทอดความรู้
5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
2 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน
เขียน)
5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
3 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน
และน่าสนใจ
5 5 5 4 4 5 5 4 4 4.56 มาก
ที่สุด
4 การเขียนเอกสาร และการ
เขียนรายงาน
5 5 5 5 4 4 5 3 5 4.56 มาก
ที่สุด
5 การใช้ภาษาได้อย่าง
เหมาะสม ถูกต้อง
5 5 5 5 4 5 5 3 4 4.56 มาก
ที่สุด
6 การคิด วิเคราะห์ และ
ประเมินผล อย่างเป็นระบบ
5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
7 การหาทางเลือก และการ
นําเสนอหาแนวทางแก้ไข
ปัญหา
5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
8 การเรียนรู้และทําความ
เข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่าง
รวดเร็ว
5 5 5 4 4 4 5 4 4 4.44 มาก
183
ส่วนที่ 4 คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ
และค่านิยม)มี 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ที่แสดงความเป็น ตัวตนภายในออกมาซึ่ง
เป็นลักณะของการตระหนักรู้ตนเอง การยอมรับในความเป็นตัวตน และการแสดงออกให้รู้ว่าตนเองมี
ความเหมือนหรือแตกต่าง อย่างไรกับคนกลุ่มอื่น
ตัวแปรที่
อัตลักษณ์ส่วนบุคคล
Personal Identity
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 มีความเข้าใจในความ
แตกต่างของบุคคล
5 5 5 5 4 4 5 3 4 4.44 มาก
2 กล้าคิด กล้าทํา 4 5 4 5 4 4 5 4 4 4.33 มาก
3 มีความยืดหยุ่น 4 5 4 5 4 5 5 5 4 4.56 มาก
ที่สุด
4 เปิดเผย 4 5 4 5 4 4 5 3 5 4.33 มาก
5 มีความมั่นใจในตัวเอง 4 5 5 3 4 4 5 4 4 4.22 มาก
6 ไม่มีอคติ 5 5 5 5 4 5 5 3 4 4.56 มาก
ที่สุด
7 มีความทันสมัย ทันต่อ
สถานการณ์
5 5 5 4 4 4 5 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
8 ให้ความเคารพผู้อื่น 5 5 5 5 4 4 5 4 5 4.67 มาก
ที่สุด
9 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 5 5 5 3 4 4 5 4 3 4.22 มาก
10 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 5 5 5 3 4 4 5 4 4 4.33 มาก
11 มีความมั่นคงทางความคิด
และการแสดงออก
5 5 5 5 4 5 5 4 4 4.67 มาก
ที่สุด
12 มีปฏิภาณไหวพริบ 5 5 5 3 4 4 5 5 5 4.56 มาก
ที่สุด
13 ร่าเริง ไม่เครียด 5 5 4 3 4 3 5 4 3 4.00 มาก
14 เป็นคนช่างสังเกต 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
15 มีความพร้อมในการทํางาน 5 5 5 5 4 4 5 4 4 4.56 มาก
ที่สุด
16 ควบคุมอารมณ์และ
ความรู้สึกได้ดี
5 5 5 3 4 4 5 4 4 4.33 มาก
17 มีความรับผิดชอบ 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
18 มีความคิดสร้างสรรค์ 5 5 5 3 4 4 5 3 5 4.33 มาก
19 มีความคิดเชิงบวก 5 5 5 2 4 4 5 4 5 4.33 มาก
184
องค์ประกอบที่ 2 เป็นคุณลักษณะของบุคคลหนึ่งๆ ที่พึงแสดงออก ต่อบุคคลอื่น เมื่ออยูในสังคม และ
ถือเป็นพฤติกรรมมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคาดหวัง และยอมรับ
ตัวแปรที่
อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม
(Social Identity)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
2 มีจิตอาสา ชอบให้การ
ช่วยเหลือผู้อื่น
5 5 3 3 4 3 5 3 4 3.89 มาก
3 มีเครือข่าย และ
ความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล
หลากหลาย
5 5 5 4 5 4 5 3 4 4.44 มาก
4 มีความมุ่งมั่น พยายามและ
อดทน
5 3 5 5 5 4 5 4 5 4.56 มาก
ที่สุด
5 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 5 5 5 4 5 4 5 4 5 4.67 มาก
ที่สุด
6 บุคลิกภาพดีมีความ
น่าเชื่อถือ
5 5 5 4 5 4 5 4 5 4.67 มาก
ที่สุด
7 มีมนุษยสัมพันธ์ 5 5 5 4 5 4 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
8 เปิดใจและรับฟังความ
คิดเห็นของผู้อื่น
5 5 5 5 5 4 5 4 5 4.78 มาก
ที่สุด
9 มีความสามารถในการ
ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
ต่างๆได้
5 5 5 5 5 4 5 4 4 4.67 มาก
ที่สุด
10 มีความเป็นมิตร สามารถ
เข้าหาได้ง่าย
5 5 5 5 5 4 5 5 4 4.78 มาก
ที่สุด
185
ส่วนที่ 5 ข้อมูลเกี่ยวกับจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และ
สังคม
องค์ประกอบนี้ เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจาก
ผู้ใช้บริการ นับว่าเป็นสิ่งสําคัญต่อวิชาชีพ
ตัวแปรที่
อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม
(Social Identity)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 มีความยุติธรรม และ
คุณธรรม
5 5 5 5 5 5 5 5 5 5.00 มาก
ที่สุด
2 การนําเสนอความจริง ด้วย
ความจริงใจ
5 5 5 5 5 5 5 4 5 4.89 มาก
ที่สุด
3 การนําเสนอความจริง ด้วย
ความจริงใจ
5 5 5 5 5 5 5 4 5 4.89 มาก
ที่สุด
4 การให้เคารพ และเกียรติ
ผู้อื่น
5 5 5 5 5 5 5 4 5 4.89 มาก
ที่สุด
5 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรง
ต่อผู้รับบริการ
5 5 5 5 5 5 5 5 3 4.78 มาก
ที่สุด
6 การยึดมั่นในหลักการ 5 5 5 5 5 5 5 5 3 4.78 มาก
ที่สุด
7 การยึดถือในความถูกต้อง 4 5 5 5 5 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
8 การเข้าใจในข้อจํากัดของ
ผู้อื่น
4 5 4 4 5 5 5 3 4 4.33 มาก
9 การยอมรับในความ
ผิดพลาด
5 5 4 4 5 5 5 4 5 4.67 มาก
ที่สุด
10 การรักษาเวลาในการ
ปฏิบัติงาน
5 5 5 3 5 5 5 5 5 4.78 มาก
ที่สุด
11 การรักษาความลับของ
ข้อมูล ขององค์กร และตัว
บุคคล
5 5 5 5 5 5 5 3 5 4.78 มาก
ที่สุด
186
ส่วนที่ 6 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม มี 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่ 1เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการเรียนรู้ พัฒนาความคิด ทั้งแบบเรียนรู้ด้วย
ตนเอง (Self-Learning) และเข้ารับการฝึกอบรมหรือสอบวัดระดับความรู้
ตัวแปรที่
พัฒนาความคิด
(Head)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 5 5 4 3 4 4 3 3 4 3.89 มาก
2 การศึกษาดูงานในประเทศ 5 5 4 3 4 5 5 3 4 4.22 มาก
3 การทําวิจัยและพัฒนา ใน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
5 5 4 4 5 4 3 3 3 4.00 มาก
4 การเข้าร่วมโครงการพัฒนา
ที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ
สถาบันการศึกษา
5 5 5 5 5 5 5 5 4 4.89 มาก
ที่สุด
5 การรวบรวมข้อมูล
กรณีศึกษา และแลกเปลี่ยน
ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ
ทั้งภาครัฐ เอกชน และ
สถาบันการศึกษา
5 5 5 5 5 5 5 5 5 5.00 มาก
ที่สุด
6 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกใน
สมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่
เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูล
ข่าวสารต่างๆ
5 5 5 4 5 5 5 5 4 4.78 มาก
ที่สุด
7 การสอบวัดระดับความรู้
เพื่อนําไปสู่การพัฒนา
ยกระดับ
5 5 5 3 5 5 5 3 4 4.44 มาก
187
องค์ประกอบที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการปฏิบัติจริง ในรูปแบบต่างๆ เช่น
การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น
ตัวแปรที่
พัฒนาการปฏิบัติ
(Hand on)
ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่
ค่าเฉลี่ย สรุปผล
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และ
เป็นผู้สังเกตการทํางานของ
ผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษา
กระบวนการ
5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
2 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจ
ประเมิน (Auditor) เพื่อให้
การรับรองระบบการจัดการ
สิ่งแวดล้อม
5 5 5 4 5 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
3 การฝึกอบรมในเรื่องที่
เกี่ยวข้อง และประเด็นต่างๆ
ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุก
ปี
4 5 5 5 5 5 5 3 5 4.67 มาก
ที่สุด
4 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้
ที่ทํางานในสายอาชีพ
เดียวกัน
5 5 5 5 5 4 5 4 5 4.78 มาก
ที่สุด
5 การอบรมและพัฒนาความรู้
อย่างต่อเนื่องโดยใช้
เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือ
ประกอบการอบรมพัฒนา
เช่น website , social
media , mobile
technology เป็นต้น
4 5 4 3 5 4 2 3 5 3.89 มาก
6 การสอนแนะ (Coaching)
โดยผู้เชี่ยวชาญ
4 5 5 5 5 5 5 5 5 4.89 มาก
ที่สุด
7 การเข้าร่วมสัมมนา
แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
4 5 5 5 5 5 5 4 5 4.78 มาก
ที่สุด
188
ผลการวิเคราะห์สถิติ t-test จากการใช้คู่มือ
ตารางที่ ข-1 คะแนนผลการทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน
คนที่ คะแนน
Pre-test
คะแนน
Post-test
1 12 16
2 12 16
3 8 15
4 10 17
5 12 17
6 10 12
7 12 15
8 10 16
9 10 15
10 10 13
11 10 16
12 10 16
13 8 15
14 10 16
15 10 16
16 10 17
17 9 16
18 13 16
19 10 16
20 12 16
21 10 19
22 10 14
23 8 11
24 10 15
25 12 18
26 9 10
27 10 16
28 15 17
29 10 12
30 12 14
31 10 16
32 12 14
189
ผลการวิเคราะห์ t-test
t-Test: Paired Two Sample forMeans
post test pre test
Mean 15.25 10.5
Variance 3.806 2.323
Observations 32 32
Pearson Correlation 0.358019505
Hypothesized Mean Difference 0
df 31
t Stat 13.435029
P(T<=t) one-tail 0.000000
t Critical one-tail 1.695519
P(T<=t) two-tail 0.000000
t Critical two-tail 2.039513
191
ภาคผนวก ค
- หนังสือขอความอนุเคราะห์ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเข้าสัมภาษณ์เชิงลึก
- หนังสือเชิญเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม
- หนังสือเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม
- รายนามผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม
- หนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์
192
193
194
195
196
197
198
199
200
201
202
203
204
205
206
207
208
209
210
211
212
213
214
215
216
217
ภาคผนวก ง
คู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
 
218
219
220
221
222
223
224
225
226
227
228
229
230
231
232
233
234
เอกสารประกกอบการอบรมม หลักสูตร EEnvironmenntal Management Sysstem
 
235 
236
 
 
237 
238
 
239 
 
240
 
241 
 
242
 
243 
 
244
 
245 
 
246
 
247 
 
248
 
249 
 
250
 
251 
 
252
 
253 
 
254
 
255
แบบทดสอบ ก่อนและหลังการอบรม
หลักสูตรการชี้บ่งและประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspect Identification and Evaluation)
ให้ทําเครื่องหมาย √ (ถูก) หรือ X (ผิด) หน้าข้อความในแต่ละข้อตามความเห็นของท่าน
(ข้อละ 1คะแนน)
____1. ในการพิจารณากําหนดประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ให้พิจารณาทุกๆกิจกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์และ
บริการขององค์กร เท่านั้น
____2. ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หมายถึง สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทั้งในทางบวกหรือลบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้น
ทั้งหมด หรือ เกิดเพียงบางส่วน อันเป็นผลเนื่องมาจากประเด็นสิ่งแวดล้อม
____3. ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สําคัญ(Significant Aspect) มีทั้งที่เป็นความเสี่ยงและเป็นโอกาส ของ
องค์กร
____4. Path way ที่นํามลพิษไปสู่สิ่งแวดล้อม คือ บรรยากาศ แหล่งน้ําผิวดิน ใต้พื้นดิน
____5. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม
____6. การหกรั่วไหลของน้ํามันคือประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งทําให้เกิดผลกระทบคือการปนเปื้อนลงดินและน้ํา
____7. ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ เหตุ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือ ผล
____8. การที่เครื่องจักรหยุดปฏิบัติงานไปทั้งกระบวนการในระหว่างการผลิต ถือเป็นเงื่อนไขการปฏิบัติงาน
ที่เป็นปกติ
____9. สภาวะฉุกเฉิน(Emergency) คือ สภาวะอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติเท่านั้น
____10. การที่บุคคลภายนอก หรือ หน่วยงานภายนอกเข้ามาปฏิบัติงานหรือทํากิจกรรมใดๆ ในพื้นที่ของ
องค์กร ถือเป็นกิจกรรมทางตรง (Direct) เพราะทํางานให้กับองค์กร
____11. เกณฑ์การพิจารณากําหนดความมีนัยสําคัญของประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นเกณฑ์ที่กําหนดไว้
เป็นมาตรฐานสากลแล้ว องค์กรต้องปฏิบัติตามเกณฑ์นี้เหมือนกันทั้งหมด
____12. ข้อกําหนดของกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องนํามาพิจารณาประกอบในการประเมิน
ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม
____13. บางประเด็นปัญหาอาจมีโอกาสในการเกิดสูง และเมื่อเกิดแล้ว ความรุนแรงอาจจะมีเพียงเล็กน้อย
____14. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต จําเป็นต้องมีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงประเด็น
สิ่งแวดล้อมใหม่ ทุกครั้ง
____15. องค์กรต้องดําเนินการแก้ไขประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ ทันทีทันใด
เขียนตอบคําถามต่อไปนี้อย่างละเอียด (5 คะแนน)
“ กิจกรรมทําความสะอาดห้องน้ําของแม่บ้านในบริษัทแห่งหนึ่ง ” ให้เขียน
Input – Process – Output และชี้บ่งประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วน พร้อมสร้างเกณฑ์ในการ
ประเมิน และทําการประเมินในแบบฟอร์มที่กําหนด
257
ประวัติผู้วิจัย
ชื่อ : นางสาวธิดาวัลย์ อ่ําแจ้ง
ชื่อวิทยานิพนธ์ : รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
ภาคอุตสาหกรรม
สาขาวิชา : การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์
ประวัติ
ประวัติส่วนตัว
วัน เดือน ปี เกิด : 18 ธันวาคม 2514
ที่อยู่ปัจจุบัน : 56/332 ถ.ลําลูกกา ต.คูคต อ.ลําลูกกา จ.ปทุมธานี 12150
ประวัติการศึกษา
ปริญญาตรี : วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสถิติประยุกต์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีการศึกษา 2537
นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2553
ปริญญาโท : วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมการจัดการอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีการศึกษา 2543
ประวัติการทํางาน
ปี 2537-2542 : นักสถิติฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จํากัด(มหาชน)
หัวหน้าแผนกประกันคุณภาพ บริษัท เหล็กสหมิตร จํากัด
ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท ระยองไวร์โปรดักส์ จํากัด
ปี 2542-ปัจจุบัน : กรรมการผู้จัดการบริษัท มอสเทค จํากัด
ปี 2552-ปัจจุบัน : กรรมการบริหาร และผู้อํานวยการโครงการ
บริษัทโปรเฟสชั่นแนลเอ็กซพีเรียนซ์ จํากัด

งานวิจัยจิตวิทยา

  • 2.
    ก รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม นางสาวธิดาวัลย์ อ่่าแจ้ง วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ ภาควิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีการศึกษา2560 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • 3.
    ข ชื่อ : นางสาวธิดาวัลย์อ่่าแจ้ง ชื่อวิทยานิพนธ์ : รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม สาขาวิชา : การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรธนา เทพจิต อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรประภา มโนมัทธ์ ปีการศึกษา : 2560 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการศึกษาศักยภาพที่พึงประสงค์ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 2) ก่าหนดรูปแบบการพัฒนา ศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม 3) น่าเสนอคู่มือ การพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณประชากรของการ วิจัย มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ตอบ แบบสอบถาม ได้แก่บริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 ใน เขตพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และ สมุทรปราการ จ่านวน 318 ตัวอย่าง ค่านวณโดยใช้อัตราส่วน 15% ของประชากรแต่ละจังหวัด ได้จ่านวนตัวอย่างทั้งหมด 48 บริษัท โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายกลุ่มที่ 3 คือผู้ทรงคุณวุฒิใน การสนทนากลุ่ม เพื่อให้ความเห็นชอบรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยได้น่าแบบสอบถามไปให้ผู้เกี่ยวข้องกับการท่ามาตรฐานระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO14001 ของแต่ละบริษัทเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 355 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และการประชุมกลุ่มย่อยผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า ทุกรายการลักษณะของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมมีความคาดหวังในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าวิธีการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจน และง่ายต่อการเข้าใจมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่า ความรู้และทักษะเป็นสิ่งส่าคัญต่อการให้บริการ ผลการ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส่ารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) เพื่อก่าหนดรูปแบบการ พัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม พบว่าทุกองค์ประกอบ มีค่าความผันแปรมากกว่า 1 สามารถจ่าแนกองค์ประกอบหลักได้ 5 ด้าน รวมทั้งหมด 32 ปัจจัย ได้แก่ (1) ด้านความรู้ มี 5 องค์ประกอบ (2) ด้านทักษะมี 2 องค์ประกอบ (3) ด้านคุณลักษณะมี 2 องค์ประกอบ (4) ด้านจรรยาบรรณมี 1 องค์ประกอบ (5) ด้านเทคนิคในการพัฒนามี 2 องค์ประกอบ จากนั้นได้จัดท่าเป็นคู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน
  • 4.
    ค ภาคอุตสาหกรรม และได้น่าไปทดลองใช้กับที่ปรึกษา จ่านวน32 คน พบว่าที่ปรึกษามีความรู้เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (วิทยานิพนธ์มีจ่านวนทั้งสิ้น 257 หน้า) ค่าส่าคัญ : ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษา ศักยภาพ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก
  • 5.
    ง Name : MissThidawan Amjang Thesis Title : A Potential Development Model of Environmental Management System Consultants in the Industrial Sector Major Field : Industrial Business and Human Resource Development King Mongkut’s University of Technology North Bangkok Thesis Advisor : Assistant Professor Dr.Suwattana Thepchit Co-advisor : Assistant Professor Dr.Siraprapa Manomat Academic Year : 2017 Abstract This research aims to study the desired potentiality of environmental management system consultants in an industrial sector with 3 main objectives (1) studying characteristics of environmental management system consultants being expected by industrial entrepreneurs (2) designing a potential development model for industrial environmental management system consultants (3) proposing a handbook on potential development of industrial environmental management system consultants. A mixed research methodology of qualitative and quantitative was employed. The research population included 3 groups of people: group 1-environmental management experts; group 2-questionnaire respondents i.e. companies of certified environmental standards ISO14001 located within region 6 which comprised of 318 samples from provinces of Bangkok, Nonthaburi, PathumThani, NakornPathom, SamutSakhon, and SamutSongkhram and through a proportion of 15% of each provincial population and a simple random method resulting in 48 sampling companies; group 3-the scholars. A group discussion was conducted on the consensus of the potential development model for environmental management system consultants. The questionnaire was later submitted to each company’s related persons who were involved in the environmental standard management, ISO 14001, in which a total of 355 responses was obtained. The data collecting tools was a structural in-depth interview, questionnaire, and group discussions. The findings reveal the sample groups’ opinions that all characteristics lists of environmental management system consultants are the ones being highly expected by industrial entrepreneurs. Upon considering on each aspect, it is found that the one of consultants’ knowledge transferring method of clear and easy to comprehend to the service receivers gets the highest mean, followed by their abilities in being an expert in the field. These show that the consultants’ knowledge and skills are crucial in providing services. The exploratory factor analysis (EFA) used for setting the potential model shows that all elements demonstrate the variance value of more than 1. The main
  • 6.
    จ elements can becategorized into 5 aspects with 32 factors: (1) knowledge of 5 elements (2) skills of 2 elements (3) characteristics of 2 elements (4) ethics of 1 element (5) development technique of 2 elements. The potential development handbook is later formed and tried with 32 industrial environmental management system consultants in which the result shows that they gain knowledge at a statistical significant level of .05. (Total 257 pages) Keywords : Environmental Management System, Consultant, Potential Advisor
  • 7.
    ฉ กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ส่าเร็จลุล่วงได้โดยได้รับความอนุเคราะห์และกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรธนา เทพจิตประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรประภา มโนมัธย์ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ที่ได้ให้ทั้งความรู้ ให้ค่าปรึกษาแนะน่าทั้งส่วนที่เป็นงานวิจัย และ ส่วนที่เป็นวิชาความรู้ในสายอาชีพ พร้อมทั้งตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนท่าให้งานวิจัยมี ความสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอขอบคุณคณะกรรมการสอบ อาจารย์ประจ่าภาควิชาพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและ ทรัพยากรมนุษย์ทุกท่านที่ให้ทั้งวิชาความรู้ และให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนช่วยเหลือส่าหรับ การศึกษาในครั้งนี้ นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังได้รับความกรุณาจากนักวิชาการจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีปทุม สถาบันไทยเยอรมัน ศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน อาทิ สมาคมหอการค้าไทย ที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอิสระที่สละเวลาในการให้สัมภาษณ์ และ ให้ความเห็นในกระบวนการต่าง ๆ ของการท่าวิจัยในครั้งนี้ สุดท้าย ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดามารดา และครอบครัวที่คอยให้ก่าลังใจและสนับสนุน รวมถึงเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อนร่วมรุ่น MIE ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณลักษณ์ เหล่าทวีทรัพย์ ดร.เธียรศักดิ์ ชูชีพ เพื่อนร่วมรุ่น AS ดร.วนิดา เลิศพิพัฒนานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร และเพื่อน ๆ XDBR ทุกท่านที่เป็นก่าลังใจส่าคัญ ให้การช่วยเหลือและ สนับสนุนตลอดมา ท่าให้เกิดวิทยานิพนธ์ที่มีคุณค่า ผู้วิจัยหวังว่าวิทยานิพนธ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อ ส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป ธิดาวัลย์ อ่่าแจ้ง
  • 8.
    ช สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ง กิตติกรรมประกาศจ สารบัญตาราง ฌ สารบัญภาพ ฏ บทที่ 1 บทนํา 1 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 4 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9 2.1 แนวคิดและทฤษฏีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 9 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theories) 16 2.3 แนวคิดและทฤษฏีด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001 22 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของบุคลากรที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา 34 2.5 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 41 บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย 47 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 47 3.2 ขั้นตอนในการดําเนินการวิจัย 48 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 49 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 49 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 51 บทที่ 4 ผลการวิจัย 53 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 53 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม 55 4.3 สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ 95 4.4 สรุปผลการวิเคราะห์จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) 97 4.5 วิเคราะห์ผลการนําคู่มือไปทดลองใช้ 103 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายและข้อเสนอแนะ 105 5.1 สรุปผลการวิจัย 105 5.2 อภิปรายผล 106 5.3 ข้อเสนอแนะ 111 บรรณานุกรม 113
  • 9.
    ซ สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ก119 แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อการวิจัย 120 แบบสอบถามเพื่อการวิจัย 124 แบบประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถาม 134 แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ 143 ภาคผนวก ข 157 ผลการวิเคราะห์กลุ่มประชากรและตัวอย่าง 158 ผลการหาค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม 160 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทํา Try-Out แบบสอบถามเพื่อการวิจัย 168 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของรูปแบบที่ได้จากการวิจัย 175 ผลการวิเคราะห์สถิติ t-test จากการใช้คู่มือ 188 ภาคผนวก ค 191 หนังสือขอความอนุเคราะห์ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเข้าสัมภาษณ์เชิงลึก 192 หนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม 199 หนังสือเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม 204 รายนามผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม 213 หนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ 215 ภาคผนวก ง 217 คู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 218 เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตร Environmental Management System 234 ข้อสอบก่อนและหลังการอบรม 255 ประวัติผู้วิจัย 257
  • 10.
    ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4-1 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ55 4-2 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามอายุ 55 4-3 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตาม วุฒิการศึกษาสูงสุด 55 4-4 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตาม ประสบการณ์ทํางาน 56 4-5 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 56 4-6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 57 4-7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 58 4-8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรอง ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 59 4-9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับ การรับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์ (Knowledge) 60 4-10ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 61 4-11ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) 62 4-12ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษา ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Skills) 62 4-13ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Attributes) 64
  • 11.
    ญ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 4-14ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ จรรยาบรรณของที่ปรึกษา ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคม ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Ethics) 65 4-15ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนา ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 66 4-16การวัดความเหมาะสมของปัจจัยสําคัญ ที่เป็นลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังด้วย KMO and Bartlett’s Test 67 4-17ค่าความร่วมกัน (Communalities) ของลักษณะที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 68 4-18ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยสําคัญ ลักษณะของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังจัดการ สิ่งแวดล้อม 69 4-19ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดลักษณะของ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 69 4-20การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ด้วย KMO and Bartlett’s Test 70 4-21ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 71 4-22ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์ 73 4-23ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความรู้ ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 74 4-24การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test 78 4-25ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 78 4-26ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของทักษะ ที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 80
  • 12.
    ฎ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 4-27ค่าน้ําหนักปัจจัย(Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความสําคัญ ของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 81 4-28การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test 83 4-29ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 83 4-30ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของคุณลักษณะ ที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 85 4-31ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความสําคัญ ของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 86 4-32การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test 88 4-33ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 89 4-34ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของจรรยาบรรณ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 89 4-35ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 90 4-36การวัดความเหมาะสมของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วย KMO and Bartlett’s Test 91 4-37ค่าความร่วมกัน (Communalities) ของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 92 4-38ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยของเทคนิควิธีในการพัฒนา ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 93 4-39ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยของเทคนิค วิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว 94 4-40สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ 96 4-41รายละเอียดของรูปแบบพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ได้ทําการปรับปรุงหลังจากประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) 98 4-42ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังอบรมของที่ปรึกษา 103
  • 13.
    ฏ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1-1 กรอบแนวคิดในการวิจัย6 2-1 ทฤษฎีที่เป็นรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 10 2-2 ความสัมพันธ์ของวงจร PDCA กับกรอบของมาตรฐานสากล 23 2-3 แนวคิดของความสามารถของที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพ 39 4-1 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม 97
  • 14.
    1 บทที่ 1 บทนํา 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา การเติบโตและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทําให้ความต้องการปัจจัยการผลิตที่มาจาก ทรัพยากรธรรมชาติขยายตัวอย่างต่อเนื่องการฟื้นฟูและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติทดแทน การนําไปใช้ไม่สามารถดําเนินการได้อย่างสมบูรณ์ส่งผลกระทบให้เกิดความขาดแคลนปัจจัยการผลิต ที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติและเกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามองค์กรธุรกิจ อุตสาหกรรมพยายามแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยการกําหนดงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูและ รักษาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐและประชาสังคมได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมต่อกลไกการดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าทุกภาคส่วนได้ให้ตระหนักและร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดความ สมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ผลการศึกษาของการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระบุว่า ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ อาทิ การใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับศักยภาพ การขยายตัวของเมืองและการพัฒนาพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นการบริหารจัดการน้ําที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ การปล่อยน้ําเสียออกจากชุมชนหรือจาก โรงงาน นอกจากนี้ผลการศึกษาดังกล่าวได้นําเสนอว่าปัญหามลพิษที่สําคัญที่ต้องเตรียมการรับมือและ เร่งแก้ไขในพื้นที่วิกฤติ ได้แก่ ปัญหาโอโซน (O3) ในเขตเมือง และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ใน เขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง (มาบตาพุด) พื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ปัญหาการขยายตัวของสินค้า อิเล็กทรอนิกส์และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทําให้มีปริมาณการใช้อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ส่งผลให้เกิดอุบัติภัยและการเจ็บป่วยอันเนื่องจาก สารเคมี นอกเหนือปัญหาโดยตรงที่เป็นผลจากกระบวนการผลิตและสินค้าอุตสาหกรรม รายงานฉบับ ดังกล่าวได้นําเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบเชิงสังคมได้แก่ การทําลายระบบนิเวศอันเนื่องจากการนํา ทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อพัฒนาด้านต่าง ๆ ในประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตรกรรม โดยไม่ได้คํานึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทําให้ระบบนิเวศเกิดความแปรปรวน สําหรับสาเหตุของปัญหาน่าจะเกิดจากการขาดการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การกําหนดมาตรการและกลไกการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น แบบแยกส่วน และเน้นการแก้ไขมากกว่าการป้องกัน และกลไกทางกฎหมายในการจัดการมลพิษ ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา มลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความบกพร่องดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางและ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต่างได้รับแรงกดดันด้านธุรกิจและมุ่งมั่นต่อ การยกระดับการผลิตเพื่อความได้เปรียบเชิงแข่งขันและละเลยต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม จนกระทั้งเกิด  
  • 15.
    2 เป็นปัญหาระดับโลกและได้ประชาคมโลกได้รวมตัวกําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการผูกโยงกับต้นทุนการดําเนินงาน อาทิ ภาษีคาร์บอนจากสินค้านําเข้าในประเทศสหรัฐอเมริกา ค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่งและการบินของสหภาพยุโรปและมีเรื่องของ พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัม (Rotterdam Convention) ว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสําหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมี ป้องกันกําจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียและการกําจัด อนุสัญญา สตอกโฮล์ม (Stockholm Convention) ว่าด้วยสารพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistance Organic Pollutants หรือ POPs) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธี สารเกียวโต เป็นต้น หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวและพัฒนาองค์กรให้ทันต่อกติกาด้าน สิ่งแวดล้อม อาจจะได้รับผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจ แรงกดดันดังกล่าวเป็นประเด็นท้าทายต่อประเทศอุตสาหกรรมใหม่และเป็นอุปสรรคสําคัญของ การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมสําคัญของโลกมาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียอย่างไรก็ดี ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียยังคงมีปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม อาทิ การมีเครือข่ายของห่วงโซ่การผลิตภายในภูมิภาค ต้นทุนการผลิตที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน นอกจากนี้ขนาดของตลาดของผู้บริโภคสินค้าอุตสาหกรรมในภูมิภาคกําลังเกิดการขยายตัวอย่าง ต่อเนื่องเพราะมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางการค้า ทําให้เกิดการเคลื่อนย้าย ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยการผลิตของภาคอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมการผลิตของ ไทยยังคงมีปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการขยายตัว ทําให้ผู้ประกอบการมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตด้วยการเตรียมความพร้อมในการพัฒนากระบวนการการผลิตสินค้า อุตสาหกรรมโดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่จะก่อให้เกิดมลพิษ โดยการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ ปัจจัยการผลิตที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติโดยการป้องกันผลกระทบและการรักษาความสมดุลของ ระบบนิเวศ การจัดการปัญหามลพิษต่าง ๆ ปัญหาสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ มีถิ่นฐานในเขตอุตสาหกรรม (แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 : 14-22) กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้แสดงบทบาทสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมของไทย มีทิศทางด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อกฎระเบียบและมาตรการระดับโลกเพื่อให้สามารถ แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ในเชิงระบบและมีความยั่งยืน โดยการประกาศแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ การดําเนินการผลิตต่าง ๆ อาทิ การกําหนดชนิดและขนาดของโรงงาน กําหนดวิธีการควบคุม การปล่อยของเสีย มลพิษ หรือ สิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีข้อกําหนดของผู้ควบคุมดูแล ผู้ปฏิบัติงานประจําและหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมดูแลสําหรับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อม เป็นพิษ การทําฉลากเขียว ฉลากคาร์บอน การดําเนินการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) นอกจากนี้ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้พัฒนา กระบวนทัศน์ทางความคิดด้านการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการ กระตุ้นให้ผู้ประกอบการขอรับการรับรองคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โรงงานสีเขียวหรือ ISO
  • 16.
    3 14000 เป็นแนวทางสากลที่องค์การค้าโลกได้นําเสนอให้ผู้ประกอบการปรับใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทาง การค้าและลดปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม สถานประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมจํานวนมากเล็งเห็นประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจจาก การได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมว่าสามารถนํามาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและ สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับองค์กร ทั้งนี้สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้พยายาม ส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพโดยประกาศใช้ “อนุกรม มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก. ISO 14000” เป็นแนวทางขอการรับรองระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม คือ มาตรฐาน ISO 14001 (ศิริพงษ์, 2550 : 271-274) อย่างไรก็ดีผลการวิจัยของบุษกร (2557) ระบุว่า ปัญหาอุปสรรคของการของการรับรองมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมของ องค์กรธุรกิจอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บุคลากรขาดความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการขอ การรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม ขั้นตอนการขอการรับรองมีความยุ่งยาก ขาดข้อมูลข่าวสารและ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลมีความยุ่งยาก สําหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ผู้ประกอบการควรได้รับ การสนับสนุนด้านการให้คําปรึกษาและการจัดระบบดําเนินงาน ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทยกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจุบันระบบการให้คําปรึกษาธุรกิจโดย ส่วนใหญ่ดําเนินการในรูปแบบบริษัท และมีบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังในสาขา การให้คําปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จํานวน 226 บริษัท นอกจากนี้ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ (2544) ได้นําเสนอว่าผู้ประกอบการธุรกิจให้คําปรึกษาส่วนใหญ่มีจุดอ่อนทางด้านการขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความชํานาญในการบริการให้คําปรึกษาและประสบการณ์ ที่ตรงกับลักษณะงานการให้บริการให้ คําปรึกษา การใช้ทีมงานที่ปรึกษาจากภายนอกองค์กรในการร่วมดําเนินงานการให้คําปรึกษาควบคุม ปฏิบัติงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและบุคลากรที่ปรึกษาได้รับงานมากเกินไป ทําให้พบความ ผิดพลาดในการทํางานบ่อยครั้ง สํานักพัฒนาหน่วยบริการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้พยายามแก้ไขปัญหาการ ส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืนโดยการจัดทําสมรรถนะร่วมที่ปรึกษา อุตสาหกรรม หรือ I3C (Industrial Consultant’s Common Competency) เป็นระบบสมรรถนะ ที่แสดงความพร้อมของที่ปรึกษาอุตสาหกรรม สมรรถนะร่วมที่ปรึกษาอุตสาหกรรม ประกอบด้วย หมวดสมรรถนะ 5 หมวด ได้แก่ ทักษะคุณสมบัติเฉพาะตน ความสามารถในการให้บริการ ความรู้ ทั่วไป และจรรยาบรรณ อย่างไรก็ดีระบบสมรรถนะที่ปรึกษาดังกล่าวมิได้มีการดําเนินการศึกษา เจาะลึกถึงสมรรถนะระดับหน้าที่ (Functional Competencies) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Office : ILO) ได้กําหนดแนวทางใน การพัฒนาอาชีพที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการโดยระบุคุณลักษณะของที่ปรึกษาด้านการบริหาร จัดการไว้ 2 ส่วนที่จะต้องมีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ชัด คือ ด้านความรู้ความสามารถทาง สติปัญญา และคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติที่สําคัญ 7 ด้านคือ 1) ความสามารถทาง สติปัญญา สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว ช่างสังเกต ประเมินผลได้ดี มีเหตุผล 2) ความสามารถใน การเข้าใจผู้อื่นและทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ เช่น รับฟังและเคารพผู้อื่น มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ง่าย ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และน่าเชื่อถือ 3) ความสามารถในการสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ 4) วุฒิภาวะ ทางอารมณ์และการแสดงออก สามารถควบคุมตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ ไม่อคติ ปรับตัวได้ในแต่ละ สภาวะ และมีความมั่นคงในการแสดงออก 5) ความกระตือรือร้นและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ
  • 17.
    4 ความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าทําในระดับที่เหมาะสม 6) จรรยาบรรณและการยึดมั่นทําในสิ่งที่ ถูกต้อง รวมถึงการให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ 7) สุขภาพอนามัย ที่พร้อมในการทํางาน อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ยังได้กําหนดคุณสมบัติทางการศึกษาของที่ปรึกษาด้านการบริการจัดการ ขั้นพื้นฐานคือระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์ ทํางานไม่น้อยกว่า 5-10 ปี และมีประสบการณ์ในการทํางานด้านที่ปรึกษามาแล้ว สําหรับแนวทาง การพัฒนาที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการนั้น ได้มีการกําหนดสมรรถนะของที่ปรึกษา ตามแนวคิด ของ Boyatzis (1982) ประกอบด้วย ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล ทัศนคติ ความถนัด ความรู้ และทักษะ โดยมีรูปแบบการพัฒนาและฝึกอบรมที่หลากหลาย สําหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเป็นที่ปรึกษาจะต้องทํา การประเมินความรู้ความสามารถเบื้องต้นในแต่ละบุคคลเพื่อวางแผนการพัฒนา การฝึกปฏิบัติตาม กรณีศึกษาที่ได้รับมอบหมาย การโค้ชโดยผู้เชี่ยวชาญในการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง หลังจากนั้น ก็จะมี แผนการพัฒนายกระดับความสามารถ โดยการเพิ่มความรู้ความสามารถ เช่น มอบหมายให้ทํางาน ใหม่ๆเพิ่ม การยกระดับทักษะและกระบวนการให้คําปรึกษาให้หลากหลายขึ้น การสัมมนาเชิง ปฏิบัติการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ การทําวิจัยและพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ เป็นต้น จากเหตุผลดังกล่าวทําให้ผู้วิจัยเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังแนวทาง การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้เป็นผู้มีสมรรถนะระดับหน้าที่และศักยภาพที่พึงประสงค์โดยดําเนินการ วิจัย เรื่อง “การศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาค อุตสาหกรรม”โดยมีความคาดหวังว่าผลการศึกษาจะเป็นจุดเริ่มต้นและกลไกสําคัญในการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมไทยสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐาน และเพิ่มความ แข็งแกร่งของวิชาชีพที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาที่ทํางานภายใต้องค์กรในนามนิติบุคคล หรือที่ ปรึกษาอิสระ ให้เกิดความทัดเทียมและมีความสามารถในระดับสากล สามารถรองรับการขยายตัวของ อุตสาหกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน 1.2 วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการใน ภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 1.2.2 เพื่อกําหนดรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1.2.3 เพื่อนําเสนอคู่มือการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1.3 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังเพื่อนํามาสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษา โดยได้ออกแบบ ให้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยกําหนดขอบเขตการวิจัยไว้ ดังนี้ 1.3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหาประกอบด้วย แนวคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แนวคิดทฤษฏี ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความรู้ด้าน
  • 18.
    5 อุตสาหกรรม ด้านทักษะ ด้านคุณลักษณะของบุคคลที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและแนวคิดในด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001 1.3.2 ขอบเขตด้านพื้นที่ ศึกษาเฉพาะอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร และ เขตปริมณฑล ซึ่งได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี 1.3.3 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.3.3.1 กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญซึ่ง ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาครัฐ และเอกชน ที่มีประสบการณ์ใน การทํางานด้านการให้คําปรึกษา ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้ได้ข้อมูลปัญหาและอุปสรรคตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพ ของที่ปรึกษา รวม 7 คน 1.3.3.2 กลุ่มที่.2.กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ประชากรคือบริษัทที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล ซึ่งได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานีจังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัด สมุทรปราการ ข้อมูลจากสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สืบค้น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 ซึ่งมีจํานวนทั้งสิ้น 375 บริษัท และจํานวนตัวอย่างของประชากร คือ 48 ตัวอย่าง (หน่วยวิเคราะห์ระดับองค์กร โดยคัดเลือกผู้ตอบแบบสอบถามในฐานะผู้แทนองค์กรละ 10 คน รวมไม่น้อยกว่า 400 คน) 1.3.3.3 กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อ ให้ความเห็นชอบรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการบริหารงานสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการ จํานวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษา ด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมจํานวน 4 คน และกลุ่มผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์ จํานวน 2 คน รวมไม่น้อยกว่า 9 คน 1.3.2 ขอบเขตด้านระยะเวลาผู้วิจัยกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินการวิจัย เริ่มตั้งแต่ ภาคการศึกษาที่ 2/2558 ถึงภาคการศึกษาที่ 2/2560 1.3.3 กรอบแนวคิดการวิจัย ผู้วิจัยกําหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนา ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1.3.3.1 ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ผู้วิจัย ศึกษาตามแนวทางของมาตรฐานของ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม สากล ISO 14001 1.3.3.2 ด้านศักยภาพของที่ปรึกษา ผู้วิจัย ศึกษาด้านความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ความรู้ทางด้านอุตสาหกรรม และ ทักษะต่าง ๆ ที่มีความจําเป็นใน การเป็นที่ปรึกษา ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 รวมถึงคุณลักษณะบุคคลที่เป็นที่ ปรึกษาตามทฤษฏีของ David C. McClelland 1.3.3.3 ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้วิจัยศึกษา รูปแบบในการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ แบบองค์รวม คือ การพัฒนาบุคคล (Individual Development) การพัฒนาวิชาชีพ (Career Development) และการพัฒนาองค์การ (Organization Development)
  • 19.
    6 1.4 นิยา 1.4 ให้ความรู การสร้าง เมื่อพบปั 1.4 การจัดกา ที่องค์กร แหล่งกํา และข้อกํ 1.4 ที่สําคัญ หน้าที่ได้ ทางด้านอ 1.4 จรรยาบร 1.5 ประ 1.5 ศักยภาพ ความสาม ามศัพท์เฉพา .1ที่ปรึกษา รู้ด้านระบบก งระบบ การนํ ปัญหา หรือ ข้อ .2 ระบบการ ารกับมลพิษท รเป็นผู้กระทํา เนิดจนครบวัฎ ําหนดที่เกี่ยวข .3 การพัฒนา ซึ่งทําให้ผู้ปร ้อย่างเป็นมาต อุตสาหกรรมท .4 รูปแบบกา รรณ ในการป ะโยชน์ของกา .1 องค์กรภา พที่ปรึกษาด้า มารถในการต ภา าะ ระบบการจั ารจัดการสิ่งแ นําไปปฏิบัติ ก อบกพร่อง รจัดการสิ่งแว ทางด้านสิ่งแว า หรือที่องค์ ฎจักรชีวิตของ ข้อง รวมถึงพั าศักยภาพ หม ระกอบอาชีพที ตรฐาน ซึ่งปร ทักษะในการเ ารพัฒนาศักย ปฏิบัติงานของ ารวิจัย าครัฐ และเอก านระบบการจ ตอบสนองควา พที่ 1-1 กรอ ัดการสิ่งแวด แวดล้อม แก่ผู้ การตรวจสอบ วดล้อม หมาย ดล้อมที่เกิดขึ้ กรมีอิทธิพลต งสิ่งนั้น โดยเน้ ันธสัญญาต่าง มายถึง การพัฒ ที่ปรึกษาด้าน ะกอบด้วย คว เป็นที่ปรึกษา ยภาพ หมายถึ ที่ปรึกษาด้าน กชน หรือ ที่ป จัดการสิ่งแวด มต้องการของ อบแนวคิดใน ล้อม หมายถึ ผู้ประกอบการ บและติดตามผ ยถึง มาตรฐาน ้นจากผลิตภัณ ต่อการเกิด โ น้นการปฏิบัติใ ง ๆ ที่มีระหว่า ฒนาองค์ประ นระบบการจัด วามรู้เฉพาะด้ และคุณลักษ ถึง แนวทางใน นระบบการจัด ปรึกษาอิสระ ส ดล้อม เพื่อเพิ งภาคอุตสาหก การวิจัย ถึง ผู้ให้คําปรึ รอุตสาหกรรม ผลการนําไปป นสากล ISO ณฑ์ กระบวนก โดยมีการจัดก ให้สอดคล้อง างองค์กรกับผู้ กอบที่เป็นคว ดการสิ่งแวดล้ ด้านระบบการ ษณะที่พึงประส นการพัฒนาค ดการสิ่งแวดล้อ สามารถนําไป พิ่มความสาม กรรม รึกษาแนะนําแ ม ตั้งแต่เริ่มต้น ปฏิบัติ และก 14001 ที่มี การผลิต หรือ การอย่างเป็น กับข้อกําหนด ผู้มีส่วนได้ส่วน ามสามารถแล ล้อม มีความส รจัดการสิ่งแวด สงค์ของการเป็ ความรู้ ทักษะ อม ปเป็นแนวทาง ารถในการแข และฝึกอบรม นการวางแผน การดําเนินการ มีแนวทางของ อกิจกรรมใด ๆ นระบบ ตั้งแต ดของกฎหมาย นเสีย ละคุณลักษณะ สามารถปฏิบัติ ดล้อม ความรู ป็นที่ปรึกษา ะ คุณลักษณะ งในการพัฒนา ข่งขันใน และ ม น ร ง ๆ ต่ ย ะ ติ รู้ ะ า ะ
  • 20.
    7 1.5.2 องค์กรหรือบุคลากรที่สนใจสามารถนํารูปแบบและคู่มือการพัฒนาศักยภาพ ที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไปขยายผลในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านอื่น ๆ ได้อีก เช่น ด้านการระบบบริหารงานคุณภาพ ด้านการบริหารงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นต้น 1.5.3 สถานศึกษาภาครัฐ และเอกชน สามารถนําไปเป็นแนวทางในการวางแผนการพัฒนา บุคลากรด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมต่อไป
  • 21.
    9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัย เรื่องผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งต่างประเทศ และ ในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เนื้อหาในเรื่องเกี่ยวกับ วรรณกรรม แนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยเพื่อเป็น กรอบความคิดหลัก ในการดําเนินการการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย 2.1 แนวคิดและทฤษฏีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.1.1 แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.1.2 ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.1.3 แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency) 2.1.5 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theories) 2.2.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) 2.2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้สําหรับผู้ใหญ่ (Adult Learning) 2.2.3 ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Bloom (Bloom’s Taxonomy) 2.3 แนวคิดและทฤษฏีด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของบุคลากรที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา 2.5 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดและทฤษฏีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.1.1 แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้มีนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ให้คํานิยามไว้ หลากหลาย อาทิเช่น Johns (1989) มีความเห็นว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีความสําคัญใน กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ และถือเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน ระหว่างการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ Swanson (1995) ได้ให้ความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่า การพัฒนาทรัพยากร มนุษย์เป็นกระบวนการหนึ่ง เพื่อให้เกิดการพัฒนาให้มนุษย์ได้แสดงออกมาถึงความเชี่ยวชาญ โดยผ่าน การพัฒนาองค์กร และการพัฒนาอบรมบุคลากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงผลการดําเนินงาน Nadler (1970) ให้ความหมายของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นกลุ่มหนึ่งของกิจกรรม ในองค์กรที่จะต้องดําเนินการด้วยการกําหนดช่วงเวลาและมีการออกแบบเพื่อทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม Jones (1981) ให้ความหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นการเพิ่มความสามารถที่ เกี่ยวกับการทํางานของบุคคลอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการบรรลุความสําเร็จทั้งขององค์กรและ เป้าหมายของตัวบุคคล  
  • 22.
    10 De เป็นกิจก บุคลากร อนาคต ผู้วิ อย่างเป็น 2.1 กา ของการพ ดังภาพที่ ภาพที่ ปร Theory) ต้องอยู่ภ 1. องค์กร ซึ ทางด้าน บุคลากร ให้สอดค ท ส่งผลให้ ดําเนินก ทดแทน : ROIแล้ เป็ คํานึงถึงข esimone, W รรมหนึ่งที่ถูก รในองค์กร ให้ วิจัย สรุปได้ว่ นระบบเพื่อให้ .2 ทฤษฏีที่เกี ารพัฒนาทรัพ พัฒนาทรัพยา ที่ 2-1 2-1 ทฤษฎีที ระกอบด้วย ท ) ทฤษฏีด้านจิ ายใต้กรอบขอ . ทฤษฏีทางด้ ซึ่งเป็นตัวชี้วั เศรษฐศาสต แล้วได้ผลตอ ล้องกับทิศทา 1.1 ทฤษฏี ฤษฎีนี้กล่าวถึ ้เราต้องพิจาร ารใด ๆ ที่อา โดยการตัดสิน ล้วพิจารณาว่า 1.2 ทฤษฎี ป็นทฤษฏีที่มุ่ง ข้อได้เปรียบใน Werner and กวางแผนอย่าง ห้มีโอกาสในก ว่า การพัฒนา ห้เกิดการพัฒน กี่ยวข้องกับกา พยากรมนุษย์ ากรมนุษย์โดย ที่เป็นรากฐานข ทฤษฏีทางด้า จิตวิทยา (Psy องจริยธรรม ( ด้านเศรษฐศาส ัดความอยู่รอ ร์มาวิเคราะห์ อบแทนตรงตา างขององค์กร การใช้ทรัพยา ถึง ความจํากั รณาอย่างรอบ าจเผชิญกับปั นใจต้องคาดก าการเลือกใช้ท ฎีการใช้ทรัพยา งเน้นผลตอบแ นการแข่งขันอ Harris (200 งเป็นระบบ โด ารเรียนรู้ทักษ าทรัพยากรมน นาเปลี่ยนแปล ารพัฒนาทรัพ ได้ใช้ทฤษฏีห ยนําเสนอออก ของการพัฒน นเศรษฐศาสต ychological (Ethics) สตร์ (Econo อดขององค์กร ห์ตัวเลขทางก ามวัตถุประสง ซึ่งมีทฤษฏีทา ากรที่มีอยู่อย่า กัดของทุกๆสิ่ บคอบว่า จะใ ญหาทรัพยา การณ์ถึงผลตอ ทรัพยากรนั้นจ ากรอย่างยั่งยื แทนที่ได้รับใน อย่างยั่งยืน (S 02 : 3) ให้คว ดยองค์กรออก ษะที่จําเป็น ส นุษย์ถือเป็นก ลงความรู้ความ ยากรมนุษย์ หลัก 3 กลุ่มท กมาในรูปของ นาทรัพยากรม ตร์ (Econom Theory)แล mic Theor รการพัฒนาท ารเงิน หรือ ท งค์ขององค์กรห างเศรษฐศาสต างจํากัด (Sca สิ่ง ไม่ว่าจะเป็ ใช้ทรัพยากร กรไม่เพียงพ อบแทนจากกา จะคุ้มค่ากับกา น (Sustaina นเป้าหมายระ Sustainable วามหมาย การ กแบบขึ้นเพื่อ สําหรับการดํา ระบวนการที่ มสามารถของ ทฤษฏีมาประ งโต๊ะสามขา นุษย์ (Swans mic Theory ะทั้งสามทฤษ y) ถือว่าเป็น ทรัพยากรมนุ ทางด้านต้นทุ หรือไม่ เพื่อจ ตร์หลัก 3 ทฤ are Resource ปนความจํากัด อย่างไรให้เกิ อ ก็ต้องตัดสิ ารลงทุน หรือ ารลงทุนหรือไ ble Resourc ะยะยาว ดังนั้น Advantage รพัฒนาทรัพย อการเตรียมคว าเนินงานในปั ต้องออกแบบ บุคคลและอง กอบกันเป็นท (Three-leg son and Ho y) ทฤษฏีระ ษฎีนั้นเมื่อบูรณ นพื้นฐานของก นุษย์จึงต้องมีก ทุน กําไร ที่ใช้ใ ะได้พัฒนาปรั ฤษฎีที่เกี่ยวข้อ e Theory) ดของเงินวัสด ดประโยชน์สู นใจเลือกทรั Return On ไม่ ce Theory) นการลงทุนที่ e) โดยการใช้เ ยากรมนุษย์ว่า วามพร้อมของ ปัจจุบันและใน บและวางแผน งค์กร ทฤษฏีพื้นฐาน gged Stool olton, 1991) ะบบ (System ณาการกันแล้ว การขับเคลื่อน การนําทฤษฏี ช้ในการพัฒนา รับปรุงกลยุทธ อง คือ ดุ เวลา อื่น ๆ สูงสุดหากการ ัพยากรอื่นมา Investmen เกิดขึ้นจึงต้อง ้เทคโนโลยีเข้า า ง น น น l) m ว น ฏี า ธ์ ๆ ร า t ง า
  • 23.
    11 มาช่วยในการทํางานเพื่อปรับปรุงกระบวนการทํางานและสร้างความสามารถในการแข่งขันสําหรับ อุตสาหกรรมใหม่ให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน 1.3 ทฤษฎีทุนมนุษย์ (HumanCapital Theory) องค์การสามารถสร้างความแตกต่างได้ โดยการพัฒนาสร้างคุณค่าให้กับทรัพยากรมนุษย์ ในทุกด้าน ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพอนามัยและ ทางการแพทย์ ซึ่งจะต้องมีการประเมินความคุ้มค่ากับการลงทุนที่เกิดขึ้นกับการศึกษา และทาง การแพทย์ ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกนํามาใช้มากที่สุด การศึกษาจะเป็นการวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของต้นทุน (Cost-effectiveness Analysis) ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง การเรียนรู้ ของบุคลากรที่เพิ่มขึ้น กับ ผลผลิตของบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น ผลตอบแทนที่สะท้อนกลับไปยังพนักงานย่อมเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทฤษฎีทุนมนุษย์จะวิเคราะห์บน พื้นฐานของผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (ROI : Return on Investment) ผลลัพธ์ของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรือโครงการใด ๆ ก็ตาม จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง คํานึงถึงการเพิ่มมูลค่าของมนุษย์ที่เป็นบุคลากรในองค์กร 2. ทฤษฏีระบบ (System Theory) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดทั่วไป หลักการ เครื่องมือ การแก้ปัญหา เครื่องมือสนับสนุน โดยนํารูปแบบของระบบต่าง ๆ เชื่อมโยงกับการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ซี่งประกอบไปด้วย 3 ทฤษฎีย่อย ได้แก่ 2.1 ทฤษฎีระบบทั่วไป (General System Theory) แนวคิดหลักของทฤษฎีระบบทั่วไป จะเป็นเรื่องของปัจจัยที่ป้อนเข้ากระบวนการ (Input) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Output) และผลสะท้อนกลับ (Feedback) กิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดีต้องเป็นระบบเปิดมากกว่าที่จะเป็นระบบปิด ระบบเปิดจะนําเรื่องของสภาพแวดล้อมผลสะท้อนกลับมาพิจารณาในการออกแบบกิจกรรมการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย 2.2 ทฤษฎีความสับสน (Chaos Theory) เป็นแนวคิดที่บอกถึงปรากฏการณ์บางอย่าง อาจจะไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์เสมอไปทําให้ไม่สามารถทํานายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน 2.3 ทฤษฎีแห่งอนาคต (Future Theory) เป็นทฤษฎีที่มุ่งเน้นให้คาดการณ์ หรือ ทํานาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทําให้กิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จําเป็นต้องออกแบบวางแผนให้ รองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นได้ 3. ทฤษฏีด้านจิตวิทยา (Psychological-theory) เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับกระบวนการทาง ความคิด แล้วทําให้เกิดเป็นพฤติกรรมของบุคคล โดยประกอบไปด้วยเรื่องการเรียนรู้ การจูงใจและ สร้างแรงกระตุ้น กระบวนการทางด้านสารสนเทศ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม ทฤษฎีด้านจิตวิทยา ประกอบด้วย 3 ทฤษฎีย่อย ได้แก่ 3.1 ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt Psychology) กล่าวว่าแต่ละบุคคลมีความสามารถ ในการกระทําในบางสิ่งได้แตกต่างกันเนื่องจากมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันดังนั้นการศึกษาคุณค่าของ สิ่งใด ๆ จึงต้องมองให้เข้าใจถึงภาพรวม และมุมกว้างก่อนมองมุมแคบ จึงจะทําให้เข้าใจความหมาย ของสิ่งนั้น ๆ ได้ 3.2 ทฤษฎีจิตวิทยาด้านพฤติกรรม (Behavioral Psychology) ทฤษฎีนี้มุ่งเน้นการพัฒนา พฤติกรรมของทรัพยากรมนุษย์โดยพิจารณาจากการตอบสนองของพฤติกรรม เช่น การกระตุ้น การส่งเสริมสนับสนุนการบังคับการลงโทษโปรแกรมการเรียนรู้
  • 24.
    12 3.3 ทฤษฎีจิตวิทยาด้านการรับรู้ (CognitivePsychology) ทฤษฎีนี้เป็นการบูรณาการ ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์และทฤษฎีจิตวิทยาด้านพฤติกรรมเข้าด้วยกันเพื่อที่จะอธิบายว่าแต่ละบุคคล มีการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความคิดความเข้าใจการรับรู้มาจากสิ่งที่กระตุ้นซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ ของแต่บุคคล ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องคํานึงถึงประสบการณ์การรับรู้หรือสิ่งที่จะมา สร้างแรงกระตุ้นจูงใจให้เกิดการเรียนรู้เพื่อนําไปสู่การปรับปรุงผลการปฏิบัติงาน 2.1.3 แนวคิด เกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency) แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ เกิดจากการนําเสนอบทความทางวิชาการของ David C. McClelland นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1960 โดยกล่าวถึง ความสัมพันธ์ ระหว่างคุณลักษณะที่ดีของบุคคล (Excellence Performer) ในองค์กร กับระดับทักษะ ความรู้ ความสามารถ ว่าการวัด IQ และการทดสอบบุคลิกภาพ ยังไม่เหมาะสมที่จะนํามาทํานาย ความสามารถ หรือสมรถนะของบุคคลได้แมคเคิลแลนด์ได้เขียนบทความในหัวข้อ “Testing for competence rather than for intelligence” เพื่อเผยแพร่แนวคิดและได้สร้างแบบประเมินที่ เรียกว่า Behavioral Event Interview (BEI) ใช้เป็นเครื่องมือสําหรับประเมินและค้นหาบุคคลที่มีผล การปฏิบัติงานดีที่เรียกว่า สมรรถนะ (Competency) และได้ให้คําจํากัดความว่า สมรรถนะ หมายถึง คุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้บุคคลสามารถสร้าง ผลการปฏิบัติงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ให้สูงกว่าหรือเหนือกว่ามาตรฐานหรือเป้าหมายที่กําหนดไว้ Boyatzis (1982) ให้คําจํากัดความว่า สมรรถนะ คือ คุณลักษณะพื้นฐาน (Underlying characteristic) ของบุคคล ซึ่งได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) อุปนิสัย (Trait) ทักษะ (Skill) จินตภาพ ส่วนตน (Self-Image) หรือ บทบาททางสังคม (Social Role) หรือ องค์ความรู้ (Body of Knowledge) ซึ่งบุคคลจําเป็นต้องนําไปใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิผลที่เหนือกว่ามาตรฐาน Woodruffe (1992 : 17) ให้ความหมายว่า สมรรถนะ คือ รูปแบบพฤติกรรมที่จําเป็นต่อ บุคคลทําให้นําไปสู่การดําเนินงานของตนเอง และตามหน้าที่รับผิดชอบอย่างมีความสามารถ The Chartered Institute of Personal and Development (CIPD, 2009 : 1) ให้ ความหมายว่าสมรรถนะ คือ พฤติกรรมการแสดงออกที่บุคลากรต้องมี หรือ ต้องได้รับ เพื่อใช้ใน สถานการณ์หนึ่ง ๆ ให้บรรลุผลการดําเนินงานในระดับสูง Spencer and Spencer (1993) ให้ความหมายว่า “สมรรถนะ หมายถึง คุณลักษณะพื้นฐาน (Underlying Characteristic) ที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) อุปนิสัย (Trait) อัตตมโนทัศน์ (Self-Concept) ความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skill) ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ จะ เป็นตัวผลักดันหรือมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Relationship) ให้บุคคลสามารถ ปฏิบัติงาน ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ/หรือสูงกว่าเกณฑ์ อ้างอิง (Criterion-Reference) Arnauld de Nadaillac (2003) ให้ความหมายว่าสมรรถนะ คือสิ่งที่ต้องลงมือปฏิบัติและทํา ให้เกิดขึ้น เป็นความสามารถที่ใช้ เพื่อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทําให้ เกิดความรู้ (Knowledge) การเรียนรู้ทักษะ (Know-how) และเจตคติ/ลักษณะนิสัยหรือบุคลิกภาพ ต่าง ๆ (Attitude) ที่ช่วยให้สามารถเผชิญและแก้ไข สถานการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้จริง David and William (2004) กล่าวว่าสมรรถนะหมายถึง “คุณลักษณะที่ทุกคนมีและใช้ได้ อย่างเหมาะสม เพื่อผลักดันให้ผลการปฏิบัติงานบรรลุตาม เป้าหมาย ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ได้แก่
  • 25.
    13 ความรู้ ทักษะ บุคลิกภาพแรงจูงใจทางสังคมลักษณะ นิสัยส่วนบุคคล ตลอดจนรูปแบบความคิดและ วิธีการคิด ความรู้สึกและการกระทํา” Kirschner, et al. (1997 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย, 2557) ได้ให้นิยาม สมรรถนะ ว่าหมายถึง ความรู้และทักษะทั้งปวงที่บุคคลมีอยู่ในตน และสามารถนามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล เพื่อบรรลุเป้าหมายแน่นอนอย่างหนึ่งในบริบทหรือสถานการณ์ที่หลากหลาย หรือ สมรรถนะ หมายถึง ความสามารถที่จะทาให้เกิดความพึงพอใจและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผลใน สถานการณ์เฉพาะอย่างหนึ่ง ซึ่งการที่จะกระทาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในสถานการณ์นั้น ต้องใช้วิจารณญาณ ค่านิยม และความเชื่อมั่นในตนเองด้วย ดังนั้น สมรรถนะ (C) จึงเป็นฟังก์ชั่นของ ความรู้ (K) ทักษะ (Sk) และสถานการณ์ (S) นั่นคือ C = f (K, Sk, S) อุกฤษณ์ (2543) กล่าวว่า “สมรรถนะ หมายถึง ความสามารถความ ชํานาญด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็น องค์ประกอบที่สําคัญที่ทําให้บุคคลสามารถกระทําการหรืองดเว้นการ กระทําในกิจการใด ๆ ให้ ประสบความสําเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งความสามารถเหล่านี้ได้มาจากการ เรียนรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝน และการปฏิบัติจนเป็นนิสัย” องค์ประกอบของสมรรถนะ McClelland (1973 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย, 2557) กล่าวว่า สมรรถนะ ประกอบด้วย องค์ประกอบ 5 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skills) นั้น ถือว่าเป็นส่วนที่ คนแต่ละคนสามารถพัฒนาให้มีขึ้นได้ไม่ยากนักด้วยการศึกษาค้นคว้า (ทําให้เกิดความรู้ Knowledge) และการฝึกฝนปฏิบัติ (ทําให้เกิดทักษะ Skills) ในส่วนนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “Hard Skills” ในขณะที่องค์ประกอบส่วนที่เหลือ คือ Self.-.concept (เจตคติ ค่านิยม และความเห็นเกี่ยวกับ ภาพลักษณ์ของตนเอง) รวมทั้ง Trait (บุคลิกลักษณะประจําของแต่ละบุคคล) และ Motive (แรงจูงใจ หรือแรงขับภายในของแต่ละบุคคล) เป็นสิ่งที่พัฒนายาก เพราะเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล ส่วนนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “Soft Skills” แนวคิดดังกล่าวอธิบายด้วยโมเดลภูเขาน้ําแข็ง (Iceberg Model) ได้ว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปรียบได้กับภูเขาน้ําแข็ง ส่วนที่เห็นได้ง่ายและ พัฒนาได้ง่าย คือ ส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ํา นั่นคือ องค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่บุคคลมีอยู่ และส่วนที่ มองเห็นได้ยากอยู่ใต้ผิวน้า ได้แก่ แรงจูงใจ อุปนิสัย ภาพลักษณ์ภายในและบทบาทที่แสดงออกต่อ สังคม ส่วนที่อยู่ใต้น้ํามีผลต่อพฤติกรรมในการทํางานของบุคคลและเป็นส่วนที่พัฒนาได้ยาก ซึ่ง McClelland ได้อธิบายความหมายขององค์ประกอบทั้ง 5 ส่วน ไว้ดังนี้ 1. ทักษะ (Skills) คือ สิ่งที่บุคคลกระทําได้ดีและฝึกปฏิบัติเป็นประจําจนเกิดความชํานาญ เช่น ทักษะของหมอฟันในการอุดฟันโดยไม่ทําให้คนไข้รู้สึกเสียวเส้นประสาท หรือเจ็บ 2. ความรู้ (Knowledge) คือ ความรู้เฉพาะด้านของบุคคล เช่น ความรู้ภาษาอังกฤษ ความรู้ ด้านการบริหารต้นทุน เป็นต้น 3. เจตคติ ค่านิยม และความเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตน หรือสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าตนเองเป็น (Self-concept) เช่น Self-concept ของคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงจะเชื่อว่าตนเองสามารถ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เป็นต้น 4. บุคลิกลักษณะประจําของแต่ละบุคคล (Trait) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น เช่น เขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ หรือเขามีลักษณะเป็นผู้นํา เป็นต้น
  • 26.
    14 5. แรงจูงใจหรือแรงขับภายใน (Motive)เป็นพลังที่ทําให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่ เป็นเป้าหมายของเขา เช่น บุคคลที่มุ่งผลสําเร็จ (Achievement Orientation) มักชอบตั้งเป้าหมายที่ ท้าทายและพยายามทํางานให้สําเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ ตลอดจนพยายามปรับปรุงวิธีการทํางานของ ตนเองตลอดเวลา Boyatzis (1982 : 229-234) กล่าวว่า รูปแบบของสมรรถนะหมายถึงองค์ประกอบที่สําคัญ 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. แรงจูงใจ (Motives) คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการกาหนดเป้าหมายหรือสภาพการณ์ โดยปรากฏ ในรูปแบบที่หลากหลายที่ผลักดันและนําไปสู่พฤติกรรมของแต่ละบุคคล 2. ลักษณะเฉพาะ (Traits) คือ ลักษณะเฉพาะหรืออุปนิสัยของแต่ละคนในการตอบสนองต่อ สิ่งกระตุ้นที่เหมือนกัน แรงจูงใจและลักษณะเฉพาะตัวเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่มีสติและไม่มีสติ 3. ภาพลักษณ์ (Self-image) คือ ความเข้าใจตนเองและการประเมินความเข้าใจ คําจํากัดความนี้ มาพร้อมกับการสร้างแนวความคิดและการนับถือตนเอง 4. บทบาททางสังคม (Social Role) คือ สิ่งที่บุคคลต้องการสื่อให้ผู้อื่นในสังคมเห็นว่าตัวเขามี บทบาทต่อสังคมอย่างไร เช่น การเป็นผู้นําทีมงาน ความมีจริยธรรม 5. ทักษะ (Skill) คือ ความสามารถในการแสดงพฤติกรรมที่เป็นระบบและต่อเนื่องจนบรรลุ เป้าหมายการทํางาน Spencer and Spencer (1993 : 9-12) อธิบายว่า ภายใต้ความหมายของคุณลักษณะเฉพาะ สมรรถนะ ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สาคัญ 5 องค์ประกอบ คือ 1. แรงจูงใจ (Motives) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่บุคคลมักเฝ้าคิดถึงตลอดเวลา หรือมักต้องการ ตลอดเวลาซึ่งนําไปสู่การกระทําของบุคคล หรือเป้าหมายเฉพาะบางเรื่อง ขณะเดียวกันก็ชี้ทางและ คัดสรรพฤติกรรมให้แตกต่างจากเป้าหมายหรือพฤติกรรมอื่น ๆ 2. ลักษณะเฉพาะ (Traits) หมายถึง ลักษณะทางกายภาพและการตอบสนองที่ทําสม่ําเสมอ กับสถานการณ์หรือข่าวสารที่ได้รับ 3. มโนทัศน์ในตน (Self-concept) หมายถึง ภาพลักษณ์ของตัวเอง คุณค่า ความเชื่อหรือ เจตคติของบุคคล 4. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ข่าวสารหรือข้อมูลที่บุคคลมีอยู่ในเรื่องเฉพาะนั้น ๆ 5. ทักษะ (Skills) หมายถึง ความสามารถที่จะแสดงออกหรือกระทําในเรื่องงานทั้งที่เป็นงาน ด้านจิตใจหรือกายภาพ Kaplan and Norton (2004 : 231-232) แบ่งองค์ประกอบของสมรรถนะเป็น 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความรู้ที่เหมาะสมต่องานที่องค์การกําหนด เช่น รู้เรื่องในงานที่รับผิดชอบ รู้เรื่องผลิตภัณฑ์ เป็นต้น 2. ทักษะ (Skill) หมายถึง ทักษะที่สอดคล้องกับความรู้ เช่น ทักษะในการต่อรอง ทักษะใน การให้คําปรึกษา และทักษะในการบริหารโครงการ เป็นต้น 3. ค่านิยม (Values) หมายถึง กลุ่มของคุณลักษณะพิเศษหรือพฤติกรรมที่สร้างผลงานที่ โดดเด่น งานบางอย่างต้องทําเป็นทีม บางอย่างต้องทําคนเดียว การสร้างค่านิยมให้กลมกลืนกับงานจึง เป็นสิ่งจําเป็น
  • 27.
    15 ผู้วิจัย สรุปได้ว่า สมรรถนะคือองค์ประกอบของความรู้ ทักษะความสามารถ และคุณลักษณะ อื่น ๆ ที่ทําให้บุคคลสามารถกระทํากิจกรรมใด ๆ ให้เกิดผลลัพธ์ได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้สภาวะการณ์ต่าง ๆ 2.1.4 แนวคิดเกี่ยวกับ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ คําว่า “ศักยภาพ” ภาษาอังกฤษใช้คําว่า “Potential” ความหมายตามราชบัณฑิตยสถาน (2538 : 780) หมายถึง“ภาวะแฝงอํานาจหรือคุณสมบัติที่มีแฝงอยู่ในสิ่งต่าง ๆ อาจทําให้พัฒนา หรือ ทําให้ปรากฏเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้” นอกจากนี้ ได้มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ความหมายของคําว่า ศักยภาพ ไว้ใกล้เคียงและสอดคล้องกัน เช่น เพชรน้อย (2539 : 6-7) ได้ศึกษาและให้คําจํากัดความ สรุปได้ว่า ศักยภาพ หมายถึง พลังความหมายที่แฝงอยู่และสามารถทําให้ปรากฏได้ความสามารถที่แสดงหรือปรากฏ เป็นได้ทั้ง เครื่องชี้หรือสะท้อนศักยภาพในอดีต และเป็นเครื่องบ่งบอกศักยภาพในอนาคต การปรากฏของพลัง ศักยภาพของสิ่งใด ๆ จะเป็นเช่นใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างน้อย 2 ส่วนคือ พลังความสามารถของสิ่งนั้น และเงื่อนไขบริบทที่เป็นไปได้ทั้งตัวขัดขวางหรือ ตัวหนุนเสริม การปรากฏออกมาของศักยภาพนั้น ที่สําคัญคือ เงื่อนไขเชิงบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วิวัฒน์ชัย (2532 : 42) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ศักยภาพ หมายถึง ความสามารถหรือความ พร้อมในตัวของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่จะเอื้ออํานวยต่อการพัฒนา การปรับปรุง การจัดการ หรือ การเข้ามาทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ขึ้น Victoria Neufeldt (1990 : 460 อ้างถึงใน วิภา, 2551) ให้ความหมายว่า ศักยภาพระดับ บุคคล คือ พลังหรืออํานาจที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้น ๆ เมื่อได้รับการกระตุ้นจากสิ่งภายนอกแล้วจะ สามารถดึงออกมาใช้ หรือแสดงออกมาได้ Longman (1987 : 805) ให้ความหมายว่า ศักยภาพระดับบุคคล คือ พลังความสามารถของ บุคคล ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวตนของเขา หากได้มีการกระตุ้นจากบุคคลหรือสิ่งแวดล้อม ก็จะสามารถ แสดงพลังและความสามารถที่มีอยู่ให้ออกมาได้ หรือ สามารถยับยั้งพลังที่มีอยู่ไม่ให้ปรากฏ Shafritz and Rosenbloom (1998 : 359) ให้ความหมายว่า ศักยภาพระดับบุคคล หมายถึง ความสามารถที่ยังไม่ได้ทําให้เกิดบรรลุผลซึ่งความสามารถนี้ ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของแต่ละบุคคล ที่มีอยู่ วิชุกร (2541 : 24) ให้นิยามของคําว่า ศักยภาพระดับบุคคล หมายถึง สภาวะความสมบูรณ์ทั้ง ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ของบุคคลที่พร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยวิธีการ เพื่อให้เกิดการกระทําที่มีแนวโน้มจะทําให้เกิดความสําเร็จความพร้อมจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ประสบการณ์ทางสังคม ความรู้เดิม ความสนใจ หรือ แรงจูงใจ กมลรัตน์ (2524 : 229-230) กล่าวว่า ศักยภาพระดับบุคคล คือ ความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและ จิตใจ ที่มีความพร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทางด้านร่างกาย ได้แก่ วุฒิภาวะ ซึ่งหมายถึง การเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของร่างกายและจิตใจ ได้แก่ ความพอใจที่จะสนองต่อสิ่งเร้า หรือ พอใจจะ กระทําสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นองค์ประกอบที่จะทําให้เกิดศักยภาพในระดับบุคคล วุฒิภาวะ หมายถึง ความเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ รวมถึงประสบการณ์ทางสังคม หรือ ความรู้เดิม ผู้มีประสบการณ์เดิมมาก ย่อมมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ได้ดีกว่า ผู้มีประสบการณ์เดิมน้อย
  • 28.
    16 จากความหมายของผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัย สรุปได้ว่าศักยภาพของบุคคล หมายถึง สิ่งที่แฝงอยู่ใน ตัวบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะอื่น ๆ ซึ่งเมื่อได้รับการพัฒนา อย่างเป็นระบบแบบแผน ก็จะสามารถนําออกมาใช้หรือแสดงให้ประจักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theories) 2.2.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้เน้นการกําหนดให้บุคคลต้อง กระทําในสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทํา เป็นทฤษฎีการจูงใจที่พัฒนามาจากทฤษฎีการเรียนรู้ของ B.F. Skinner มีหลักสําคัญว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้โดยวิธีการให้รางวัลหรือวิธีการ เสริมแรง เรียกทฤษฎีนี้ในทางจิตวิทยาว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หรือ การวางเงื่อนไขปฏิบัติการ (Operant Conditioning) ซึ่งให้ความสําคัญกับผลกรรม (Consequence of Behavior) หรือผลต่อเนื่องเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า การเสริมแรง (Reinforcement) Skinner อธิบายว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเชิงบวก และเชิงลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ เขาเชื่อว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวกพฤติกรรมนั้น ย่อมเกิดขึ้นซ้ําบ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งให้ผลเป็นลบมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อไป กรอบความคิด ในเรื่องนี้ของ Skinner มีองค์ประกอบสําคัญ 3 ส่วน คือ สิ่งเร้า (สถานการณ์) การตอบสนอง (พฤติกรรม) ผลกรรม (บวกหรือลบ) ทฤษฎีการเสริมแรงในส่วนที่เป็นการจูงใจคือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการ ให้นาน ๆ หรือทําให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล Skinner ชี้แนะว่า หัวหน้า งานสามารถควบคุมและปรับพฤติกรรมหรือการปฏิบัติงานของพนักงานได้โดยที่พนักงานไม่มี ความรู้สึกว่าถูกควบคุม แต่การจะทําได้เช่นนั้นจะต้อง ใช้ประเภทของการเสริมแรงให้ถูกซึ่งมี 4 แบบ คือ การเสริมแรงบวก การเสริมแรงลบ การลบพฤติกรรม และการทําโทษ การเสริมแรงบวก (Positive Reinforcement) เป็นการเสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดยการให้ผลกรรมเป็นตัว เสริมแรงบวก คือสิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือพอใจเป็นรางวัล เมื่อบุคคลนั้นมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการ เป็นที่ต้องการการเสริมแรงบวกเป็นตัวจูงใจที่ใช้ได้ผลที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การเสริมแรงลบ (Negative or Avoidance Reinforcement) เสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดย บุคคลสามารถหลีกเลี่ยงผลกรรมทางลบได้เมื่อมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ ทําให้เกิดการ เรียนรู้พฤติกรรมป้องกันหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจหรือการทําโทษ การลบพฤติกรรม (Extinction) เป็นการลดหรือลบพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่ต้องการอีกต่อไป โดยการงดการเสริมแรงเมื่อ เกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น การทําโทษ (Punishment) เป็นการกําหนดผลกรรมทางลบให้แก่พฤติกรรมที่ ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นที่ต้องการ เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจโดยตรง การลงโทษอาจทําให้พฤติกรรมที่ ไม่พึงประสงค์ลดน้อยลง แต่อาจสร้างพฤติกรรมที่มีปัญหาอย่างอื่นขึ้น เช่น การเสียขวัญ ทํางาน ด้อยลง การขัดขืนและต่อต้าน เป็นวิธีการที่มีข้อโต้แย้งกันมากและเป็นวิธีจูงใจการทํางานที่มี ประสิทธิภาพน้อยที่สุด สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งในทฤษฎีการเสริมแรงคือ เราจะเสริมแรง พฤติกรรมเมื่อไรมีสองแนวสําคัญ ได้แก่ การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง และการเสริมแรงเป็นครั้งคราว การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Reinforcement) เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่บุคคลมี พฤติกรรมหรือการปฏิบัติซึ่งเป็นที่ต้องการเกิดขึ้น การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Intermittent
  • 29.
    17 Reinforcement) การเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผ่านไป เรียกว่าตารางระยะเวลา (Interval Schedule) หรือขึ้นอยู่กับจํานวนครั้งที่เกิดขึ้นของพฤติกรรมซึ่งเป็นที่ต้องการ เรียกว่าตารางจํานวน ครั้ง (Ratio Schedule) เมื่อเลือกใช้เป็นการเสริมแรงเป็นครั้งคราวจากสองแบบนี้ จะได้ทางเลือกใน การเสริมแรงถึง 4 ตารางการเสริมแรง คือ (1) ตารางระยะเวลาแน่นอน (Fix Interval Schedule) (2) ตารางระยะเวลาผันแปร (Variable Interval Schedule) (3) ตารางจํานวนครั้งแน่นอน (Fix Ratio Schedule) (4) ตารางจํานวนครั้งผันแปร (Variable Ratio Schedule) 2.2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้สําหรับผู้ใหญ่ (Adult Learning) ทฤษฎีนี้พัฒนามาจากแนวความคิด ของเดิมของ Edward (1982) จากการเขียนเกี่ยวกับ “การเรียนรู้ของผู้ใหญ่” โดยศึกษาถึงความสามารถ ในการเรียนรู้ และเน้นให้เห็นว่าผู้ใหญ่นั้นสามารถเรียนรู้ได้ จากนั้น Linderman ได้เขียนหนังสือชื่อ “ความหมายของการศึกษาผู้ใหญ่” แนวความคิดของลินเดอร์แมนนั้นได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจาก นักปรัชญาการศึกษาชื่อ John Dewey พูดถึงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ จะเริ่มเริ่มต้นจากสถานการณ์ ต่าง ๆ (Situations) มากกว่าเริ่มจากเนื้อหาวิชา แตกต่างกับวิธีการเรียนการสอนโดยทั่ว ๆ ไปมักจะ เริ่มต้นจากครูและเนื้อหาวิชาเป็นอันดับแรก และมองดูผู้เรียนเป็นส่วนที่สอง การศึกษาของผู้ใหญ่นั้น หลักสูตรควรสร้างขึ้นมาจากความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนเป็นหลักสําคัญ ผู้เรียนจะพบว่า ตัวเองมีสถานการณ์เฉพาะ อันเกี่ยวกับหน้าที่การงาน งานอดิเรก หรือ สันทนาการ ชีวิตครอบครัว ชีวิตในชุมชน สถานการณ์ต่าง ๆ นี้ ก็จะช่วยให้ผู้เรียนได้ปรับตัว ส่วนด้านตําราและผู้สอนนั้นถือว่ามี หน้าที่และบทบาทรองลงไป แหล่งความรู้ที่มีคุณค่าสูงสุดในการศึกษาผู้ใหญ่คือ ประสบการณ์ของผู้เรียนเอง และมีข้อคิดที่ สําคัญว่า “ถ้าหากการศึกษาคือชีวิตแล้ว ชีวิตก็คือการศึกษา” (If Education is Life, then Life is Education) และก็สรุปได้ว่า ประสบการณ์นั้นคือตําราที่มีชีวิตจิตใจสําหรับนักศึกษาผู้ใหญ่จาก แนวความคิดของลินเดอร์แมน ทําให้ได้ข้อสันนิษฐานที่สําคัญ ๆ และเป็นกุญแจสําคัญสําหรับ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ รวมทั้งการวิจัยในระยะต่อ ๆ มา ทําให้ Knowles (1973) ได้พัฒนาแนวคิด Andragogy เป็นข้อพิจารณาของการเรียนรู้ประกอบด้วยหลักการ 5 ประการคือ 1. ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มีแนวคิดและความเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นอิสระ และมั่นใจใน ตนเอง ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มีความสามารถที่จะรับผิดชอบในการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ได้ ด้วยตนเอง 2. หลักการการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ อยู่ที่ประสบการณ์ที่มีและสั่งสมไว้จากประสบการณ์ชีวิต ซึ่งแนวคิดนี้จะสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนภายใต้กรอบทฤษฎี Constructivism ซึ่งผู้เรียนจะต้อง สร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์การเรียนรู้ในอดีตและปัจจุบัน 3. ความพร้อมและเป้าหมายในการการเรียนของผู้ใหญ่จะเชื่อมโยงต่อการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและพัฒนางานรวมทั้งสถานภาพทางสังคมของผู้ใหญ่เอง ดังนั้นความต้องการใน การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใหญ่มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการเรียน ซึ่งผู้ใหญ่ตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนเพื่ออะไร จะนําไปปรับปรุงและประยุกต์ใช้ในชีวิตพวกเขาได้มากน้อยเพียงใด 4. การเปลี่ยนแปลงมุมมองและทัศนคติของผู้ใหญ่ขึ้นอยู่กับการบรรลุวุฒิภาวะของบุคคลนั้น ๆ ผู้ใหญ่ต้องการที่จะรู้ว่าทําไมพวกเขาจะต้องเรียนในสิ่งที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ และหากพวกเขาเรียนแล้ว จะเกิดประโยชน์และนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างไรทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติของผู้ใหญ่นั้นต้องการ เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นประโยชน์และสําคัญต่อตนเองนั่นเอง และผู้ใหญ่จะทําได้ดีมากหากได้มีการ
  • 30.
    18 เชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนกับสิ่งที่เป็นความต้องการของกลุ่มผู้เรียน นอกจากนั้นผู้ใหญ่ยังมีความเชื่อ ว่าเนื้อหากิจกรรมการเรียนที่ถูกเตรียมให้จะต้องมีความลึกซึ้ง ท้าทายมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเคยมี ประสบการณ์กิจกรรมการเรียนที่ทําได้เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน 5.ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะมีแรงจูงใจที่จะเรียน และมีแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก และอาจจะรวมถึง การเพิ่มความพึงพอใจในงานที่ทําหรือรับผิดชอบ เพิ่มความมั่นใจในตนเอง เพิ่มคุณภาพของชีวิตในขณะดําเนินการเรื่องกระบวนการเรียนการสอน การให้ความนับถือในความ เป็นผู้ใหญ่ของผู้เรียนเป็นเรื่องจําเป็นไม่ว่าพวกเขาจะมีอายุมากน้อยเพียงใด ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะ ตอบสนองและมีส่วนร่วมในการเรียนเป็นอย่างดีหากบรรยากาศในการเรียนนั้นเอื้ออํานวยให้เกิด ความสุขและมีความรู้สึกปลอดภัย มีการสร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ไม่เป็น ทางการมากเกินไป ผู้เรียนและผู้สอนให้ความนับถือซึ่งกัน จะนํามาซึ่งบรรยากาศที่ดีในกิจกรรม การเรียนการสอนและส่งผลในการสร้างสายสัมพันธ์ในขุมชนการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จึงมีความสัมพันธ์กับหลักการ Andragogy คือ ประกอบด้วย การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning) และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) 1. การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) มี 3 องค์ประกอบที่สําคัญ คือ (1) ความรู้ในเรื่อง แนวคิด ความแท้จริงของสรรพสิ่ง ข้อมูลและรายละเอียดรวมถึงประสบการณ์ใน ลักษณะต่าง ๆ (2) ความรู้ในอดีตที่จะประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ในปัจจุบันรวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกันมา และ (3) การแสดงออกหรือวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องเรียนที่ทําให้ความรู้ เพิ่มพูลทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ นับว่าเป็นหัวใจของ Andragogy 2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning) การเรียนรู้ในแนวคิดนี้ อยู่บนพื้นฐาน ความเชื่อที่ว่า ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่นั้นอาจจะเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ได้ คุณลักษณะของการเรียน แบบนี้จะครอบคลุมถึงการที่ผู้เรียนมีอิสระต่อตนเอง มีความคิดที่จะริเริ่มทํา อะไรด้วยตนเอง อย่างอุตสาหะ มีความมั่นใจ และมีวินัยในตนเอง รวมทั้งมีความปรารถนาที่จะเรียนรู้ มากยิ่งขึ้น ผู้เรียนที่มีลักษณะดังกล่าวจะสามารถบริหารจัดการเวลา มีการวางแผนและเตรียมการ เพื่อให้เกิดความสําเร็จในสิ่งที่ตั้งใจไว้ คนในกลุ่มนี้จะมีความสนุกสนานกับการมีส่วนร่วมใน ประสบการณ์การเรียนจึงเป็นลักษณะที่สําคัญอีกประการหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ 3. การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning Theory) แนวคิดทฤษฎี การเรียนนี้ได้รับการพัฒนาโดย Jack (1991) เป็นแนวคิดที่อยู่บนหลักการเดียวกับทฤษฎีการเรียน Constructivism เป้าหมายของทฤษฎีการเรียนนี้คือให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทําไมคนเรามองโลกใน แบบอย่างที่เราเป็น และทําอย่างไรเราจึงจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของเราให้บรรลุถึงความเป็นจริง โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้นั่นเอง แนวทางปฏิบัติของทฤษฎีการเรียนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ เข้าใจประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ว่ามีความเชื่อและมีเหตุผลเกี่ยวกับการมีประสบการณ์ในชีวิตของ ตนอย่างไร และถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เคยมี แล้วการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เคยเชื่อนั้น จะต้อง ผ่านกระบวนการอะไรบ้าง หากผู้เรียนเห็นว่าแนวคิด หรือสิ่งที่เคยเชื่อและสร้างความหมาย นั้นไม่ถูกต้องไม่สมเหตุสมผล ทําให้ผู้เรียนผู้ใหญ่สามารถที่จะคิด สร้างความหมาย สร้างคุณค่าและ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวของตัวเองแทนที่จะคิดได้เพียงแค่คิดตามในสิ่งที่ผู้อื่นคิดและ เตรียมไว้ให้แล้ว
  • 31.
    19 2.2.3 ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Bloom(Bloom’s Taxonomy) ในปี 1956บลูมและคณะได้กล่าว ไว้ในตํารา Taxonomy of Educational Objectives : Handbook I : Cognitive Domain (พิศิษฐ , 2558) ถึงการใช้พฤติกรรมของสมองในด้านการคิดทําความเข้าใจในบทเรียนในส่วนของเนื้อหาวิชาที่ ต้องใช้ปัญญาหรือพุทธิพิสัยเป็นหลักในการเรียนรู้ โดยได้มีการจําแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมการเรียนรู้ด้าน จิตพิสัย (Affective Domain) และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ในแต่ละด้านมีการแบ่งระดับ ดังต่อไปนี้ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) แบ่งเป็น 6 ระดับได้แก่ 1. ความรู้ (Knowledge) เป็นความสามารถในการจดจําแนกประสบการณ์ต่าง ๆ และระลึก เรื่องราวนั้น ๆ ออกมาได้ถูกต้องแม่นยํา 2. ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถบ่งบอกใจความสําคัญของเรื่องราวโดย การแปลความหลัก ตีความได้ สรุปใจความสําคัญได้ 3. การนําความรู้ไปประยุกต์ (Application) เป็นความสามารถในการนําหลักการ กฎเกณฑ์ และวิธีดําเนินการต่าง ๆ ของเรื่องที่ได้รู้มา นําไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ได้ 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวที่สมบูรณ์ให้กระจาย ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้อย่างชัดเจน 5. การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อยเข้าเป็นเรื่องราว เดียวกันโดยปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น 6. การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการวินิจฉัยหรือตัดสินกระทําสิ่งหนึ่ง สิ่งใดลงไปการประเมินเกี่ยวข้องกับการใช้เกณฑ์คือ มาตรฐานในการวัดที่กําหนดไว้ ต่อมากลุ่มนักวิชาการ 3 สาขา คือ นักวิชาการจิตวิทยาด้านพุทธพิสัย (Cognitive Psychologists) นักพัฒนาหลักสูตรและวิจัยการสอน (Curriculum Theorists and Educational Researchers) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบและการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Testing and Assessment Specialists) ได้ร่วมกันพัฒนาแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับวิชาการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นตํารา เล่มใหม่ในปี 2001 จุดที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การเพิ่มมิติด้านลักษณะความรู้เพื่อช่วยให้การกําหนด วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น มีการปรับรูปแบบคําที่ใช้จากคํานามเป็นคํากิริยา ได้มีการ แบ่งมิติการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยของผู้เรียน ออกเป็น 2 มิติหลัก คือ มิติของตัวความรู้ ซึ่งมี 4 ลักษณะ ย่อย ประกอบด้วย 1. ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง (Factual Knowledge) หมายถึงความรู้ที่เป็นข้อความจริงเฉพาะ เรื่อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคําศัพท์เฉพาะ (Knowledge of Terminology) ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับ ระบบการใช้ถ้อยคํา หรือสัญลักษณ์เฉพาะของศาสตร์แต่ละสาขา และความรู้เกี่ยวกับเทคนิค รายละเอียดเฉพาะเรื่อง (Knowledge of Specific Details and Elements) 2. ความรู้ที่เป็นมโนทัศน์ (Conceptual Knowledge) คือความรู้ที่แสดงความสามารถในการ จัดแยกหมวดหมู่สิ่งของต่าง ๆ ออกเป็นประเภท ความสามารถในการอธิบายลักษณะร่วมของสิ่ง ต่าง ๆ และเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยได้ โดยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทคือ ความรู้ ในการแบ่งแยกจัดกลุ่มจัดประเภท (Knowledge of Classifications and Categories) ความรู้ใน
  • 32.
    20 หลักการร่วมและสรุปทั่วไป (Knowledge ofPrinciples and Generalizations) ความรู้ในด้าน ทฤษฏี โมเดลและโครงสร้าง (Knowledge of Theories, Models, and Structures) 3. ความรู้ที่เป็นกระบวนการขั้นตอน (Procedural Knowledge) เป็นความรู้เกี่ยวกับ กระบวนการหรือขั้นตอนของการกระทํากิจกรรมต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ความรู้เกี่ยวกับ เทคนิคเฉพาะและโครงแบบขั้นตอนการดําเนินการเรื่องใด ๆ (Knowledge of Subject-specifics Skills and Algorithms) ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการดําเนินการ เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (Knowledge of Subject-specific Technique and Methods) ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์การตัดสินใจ ใด ๆ เมื่อใช้กระบวนการที่เหมาะสม (Knowledge of Criteria for Determining when to use Appropriate Procedures) 4. ความรู้ในส่วนของการหยั่งรู้วิธีคิดของตนเอง (Metacognitive Knowledge) เป็นส่วนที่ เกี่ยวกับวิธีคิดของสมองและการที่ผู้เรียนควรจะล่วงรู้ถึงวิธีคิดของสมองของตนเอง มี 3 ส่วนย่อย คือ ความรู้เกี่ยวกับกลวิธีของสมองในการเรียนรู้ การคิด และการแก้ปัญหา (Strategic Knowledge) ซึ่งผู้เรียนต้องเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ของสมอง เพื่อนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความรู้เกี่ยวกับ ภารกิจวิธีคิดของสมองภายใต้สภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขที่ต่างกัน (Knowledge about Cognitive Tasks, Including Appropriate Contextual and Condition Knowledge) ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะ ทางการคิดของแต่ละบุคคล (Self Knowledge) สามารถรับรู้ข้อดีข้อเสียในการใช้สมองเพื่อการคิด ของตนเอง มิติของการพฤติกรรม การคิดของสมอง (Cognitive Process) มีรายละเอียดดังนี้ 1. การจํา (Remembering) หมายถึง สามารถจดจําเนื้อหาสาระที่ได้เรียนรู้มาไว้ในสมอง พฤติกรรมนี้ มุ่งเน้นการวัดความสามารถในการจัดเก็บข้อความรู้ (Retention) ไว้ในตัวผู้เรียน แบ่งได้ 2 ส่วน คือ การจําได้ (Recognizing) หมายถึงสามารถจดจําสาระต่าง ๆ ในลักษณะของการระบุแยก ได้ว่าหมายถึง หรือมีความหมายอย่างไร อีกส่วนคือ การระลึกได้ (Recalling) หมายถึง การที่บุคคล สามารถย้อนระลึกถึงสาระต่าง ๆ ที่เคยประสบมาได้ โดยไม่มีสิ่งเร้าใด ๆ มาช่วยกระตุ้นความจําใน ขณะนั้น เป็นส่วนความจําของสมองในระยะยาว 2. ความเข้าใจ (Understanding) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการสื่อสารข้อความรู้ที่ ตนได้รับรู้มาให้บุคคลอื่นได้รับทราบถึงความรู้นั้น ด้วยวิธีการสื่อสารของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใช้ ถ้อยคํา ภาษาเขียน ท่าทาง สัญลักษณ์ รูปภาพหรือวิธีการอื่นใดของตนเอง มี 7 ส่วนย่อย คือ การตีความ (Interpreting) การยกตัวอย่าง (Exemplifying) การจัดประเภท (Classifying) การสรุป ความ (Summarizing) การอ้างพาดพิง (Inferring) การเปรียบเทียบ (Comparing) การอธิบาย (Explaining) 3. การปรับใช้ (Applying) หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการนําความรู้ที่ตนได้เรียนรู้ไป ใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ หรือในชีวิตจริง ซึ่งต้องเป็นสถานการณ์ใหม่ ๆ ต่างไปจากเดิม ที่เคยเจอ การปรับใช้แบ่งเป็น 2 ส่วน ย่อย คือ การลงมือกระทําตามขั้นตอน (Executing) หมายถึง การกระทําที่บุคคลลงมือปฏิบิตแก้ปัญหาใด ๆ ไปตามขั้นตอนที่เรียนรู้มา โดยมีลักษณะบางส่วนของ ปัญหาที่คุ้นเคยมาก่อน ลักษณะการดําเนินการมุ่งเน้นไปในทางด้านทักษะและโครงสร้างขั้นตอน การดําเนินการเป็นสําคัญ อีกส่วนคือ การประยุกต์ (Implementing) หมายถึง ความสามารถของ บุคคลที่คิดดําเนินการแก้ปัญหาที่ตนต้องประสบโดยปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ไม่คุ้นเคย หรือมีลักษณะ
  • 33.
    21 บางส่วนแตกต่างไปตากที่เคยเรียนรู้มา สภาพการแก้ปัญหาไม่มีแบบแผนของคําตอบที่แน่นอนตายตัว หรืออาจมีแบบแผนมากกว่าหนึ่งแบบ แต่วิธีการที่เลือกนําเสนอนั้นควรเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพและดําเนินการได้จริง 4.การวิเคราะห์ (Analyzing) เป็นความสามารถของบุคคลในการพิจารณาแยกแยะเรื่องราว หรือปรากฏการณ์ใด ๆ แล้วสามารถหยั่งถึงเบื้องหลัง ความเป็นมา หรือเป็นไปหรือส่วนประกอบที่ เป็นรายละเอียดที่ประกอบเข้าด้วยกันเป็นสิ่งนั้น โดยการพิจารณาดังกล่าวเกิดจากบุคคลใช้ปัญญา ของตนคิดหาเหตุผล หรือ คําตอบด้วยตัวเอง โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่ตนสามารถรับรู้ได้ การวิเคราะห์เป็นความสามารถด้านสมองที่มีความจําเป็นมากในกรณีที่ต้องสอนให้คนรู้จักคิด รู้จักหา เหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งย่อยได้ 3 ลักษณะคือ การบ่งชี้ลักษณะ สําคัญ (Differentiating) คือ การที่บุคคลสามารถระบุได้ว่าสาระใดบ้างที่สําคัญ และบ่งชี้ได้อย่าง ชัดเจนการบ่งชี้ความสัมพันธ์ (Organizing) คือ การที่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงความต่อเนื่อง ของเรื่องราว ปรากฏการณ์หรือการใช้เหตุผลใด ๆ อธิบายถึงความสัมพันธ์นั้น ๆ และสุดท้าย การบ่งชี้ คุณลักษณะภายใน (Attributing) คือการที่บุคคลสามารถหยั่งเห็นถึงแนวคิด ข้ออคติ เจตนาหรือ ความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ภายในของปรากฏการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้น 5. การประเมิน (Evaluating) หมายถึง การพิจารณาตัดสินใจที่เกี่ยวกับคุณค่าที่ให้กับกิจกรรม สิ่งของ การกระทํา หรือปรากฏการณ์ใด ๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กําหนด ทั้งนี้ การประเมินจะเกิดขึ้น นั้นต้องเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ การตรวจสอบ (Checking) คือ พิจารณาว่าขั้นตอนการดําเนินกิจกรรมใด ๆ กับผลลัพธ์ที่ได้ มีความสอดคล้องกันหรือมีคุณสมบัติ ตรงตามเกณฑ์ที่กําหนดหรือไม่ การพิจารณาตัดสินใจ (Critiquing or Judging) คือการลงข้อประเมิน ให้กับผลผลิต หรือกระบวนการใด ๆ ว่าเป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานภายนอก ที่ได้รับการกําหนด ล่วงหน้าหรือไม่อย่างไร 6. การสร้างสรรค์ (Creating) เป็นความสามารถของบุคคลที่จะคิด พัฒนาประดิษฐ์ สร้าง หรือ กระทําสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น โดยผลงานดังกล่าวนั้น เกิดจากความคิดของตัวผู้สร้างเองมิได้ลอกเลียนงานของ บุคคลใด ๆ มา หรือการสร้างสรรค์โดยเอาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นส่วนย่อยมาผูกประสานให้เกิดขึ้นเป็น ผลงานชิ้นใหม่ที่แตกต่างจากเดิม แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยคือ การกระทําใหม่ (Generating or Hypothesizing) คือการที่สามารถให้ข้อเสนอแนะชี้แนะในแนวทางการพัฒนา สร้างสรรค์หรือเห็น แนวทาง ขั้นตอนในการกระทําสิ่งใหม่ให้กับปัญหา หรือ ขั้นตอนการดําเนินการใด ๆ ที่มีอยู่ โดยอาศัย แนวทางพื้นฐานเดิมแล้วต่อยอดเพื่อให้ได้สิ่งใหม่แตกต่างไปจากเดิม ส่วนที่สองคือ การวางแผน (Planning) คือ ความสามารถในการจัดลําดับขั้นตอนหรือกําหนดสิ่งที่จะต้องดําเนินการ เพื่อ แก้ปัญหา หรือกระทําการบางอย่างให้ลุล่วงไป เพื่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ ส่วนสุดท้าย การสร้าง และพัฒนา (Producing) คือ ความสามารถในการใช้สมองของต้น คิดค้น เขียน สร้าง วาด หรือ พัฒนาสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น โดยการกระทําดังกล่าวผู้สร้างใช้ความคิด ความสามารถของตนเองเป็นสําคัญ ไม่ได้ลอกเลียนแบบผลงานผู้อื่นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นลักษณะของ ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่
  • 34.
    22 ตลอดเวลา จะทําให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อยๆ 5 ระดับ ได้แก่ 1. การรับรู้ (Receiving Phenomena) เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้า อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดง ออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น 2. การตอบสนอง (Responds to Phenomena) เป็นการกระทําที่แสดงออกมาในรูปของ ความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว 3. การเกิดค่านิยม (Valuing) เป็นการเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม ซึ่งจะแสดง ออกมาในรูปของการยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนกลายเป็น ความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น 4. การจัดระบบ (Organization) เป็นการสร้างแนวคิดและจัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้น ซึ่งจะ รวบรวมค่านิยมเหล่านั้น โดยอาศัยความสัมพันธ์กับสิ่งที่ยึดถือ เพื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณาในเรื่อง ต่าง ๆ ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไป แต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับค่านิยมใหม่ หรืออาจจะยอมรับค่านิยม ใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่าไปก็ได้ 5. คุณลักษณะ (Internalizes Values) เป็นการนําค่านิยมที่ยึดถือนั้นมาใช้ เป็นตัวควบคุม พฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจําตัวของตน ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมที่บ่งถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชํานาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและ คุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้ 1. การรับรู้ (Perception) เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ การเลือกหาตัวแบบที่สนใจ 2. กระทําตามแบบ (Set) เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายาม ทําซ้ํา เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนํา 3. การหาความถูกต้อง (Guided Response) เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้ ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ หากแต่เมื่อได้กระทําซ้ํา ๆ แล้ว ก็พยายามที่จะหาความถูก ต้องในการปฏิบัติ ซึ่งจะพัฒนาเป็นรูปแบบของตัวเอง อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับตัวแบบเดิมก็ได้ 4. การกระทําอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจ (Mechanism) หลังจากที่ได้ตัดสินใจเลือก รูปแบบที่เป็นของตัวเองก็จะมีการกระทําตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อน ได้ เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ว่องไว นั่นคือ เกิดทักษะขึ้นแล้ว การที่จะทําให้ผู้เรียนเกิดทักษะได้จะต้องอาศัยการฝึกฝนในเรื่องนั้น ๆ และกระทําอย่างสม่ําเสมอ 5. การกระทําได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Complex Overt Response (Expert)) เป็นพฤติกรรม สุดท้ายที่จะได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติสิ่งนั้น ๆ ได้คล่องแคล่วว่องไว โดยอัตโนมัติ ดูเป็นไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง 2.3 แนวคิดและทฤษฏีด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐานสากล ISO 14001 มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นมาตรฐานสากล (International Standard) สําหรับ ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กรประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1996 ซึ่งมีข้อกําหนดด้านระบบ
  • 35.
    การจัดการสิ่ การพัฒนา ร ปรับปรุงมาต มาตรฐานฉบั องค์กรที่ต้องก ระบบ และเพิ การเพิ่มควา การดําเนินกา บรรลุผลลัพธ์ ตัวกําหนดแน มาตรฐ ขนาดเล็กหรื Aspect) ดําเนินการได้ นอกจากนี้โค มาตรฐานสา องค์กรมีแนว ISO Systems หรื ISO (Environme งแวดล้อม ที่ ะบบการจัดก รฐาน ครั้งที่ส ับล่าสุด คือ การ ให้มีระบ พิ่มสมรรถนะ ามสามารถใ ารให้สอดคล้อ ธ์ทางธุรกิจ แล นวทางการปฏิ ภาพที่ 2-2 ฐานสากลฉบับ รือขนาดใหญ่ จากกิจกรร ด้ โดยพิจารณา รงสร้างของข้ กลด้านอื่น ๆ วทางการดําเนิ 14001 ม รือ EMS) 14004 ม ental Manag องค์กรใด ๆ การสิ่งแวดล้อม สอง เป็น ISO ISO 14001 บบริหารจัดก ด้านสิ่งแวดล้ นการแข่งขัน องกับข้อกําหน ละความยั่งยืน บัติ ตามภาพท ความสัมพัน (มาตรฐาน บนี้ สามารถป โดยมุ่งเน้นให มผลิตภัณฑ์ าทั้งวัฎจักรชีวิ ข้อกําหนดในม ๆ ได้อย่างมีป นินการที่ชัดเจ าตรฐานระบบ มาตรฐานระบ ement Syst ก็สามารถนํา ม หลังจากปร 14001 Vers : 2015 มา ารกับความรับ ล้อมด้วยการใ น การได้รับ นดของกฏหมา นขององค์กรโด ที่ 2-2 นธ์ของวงจร P ISO 14001) ประยุกต์ใช้ได้กั ห้พิจารณาปร และบริการ ท วิตของผลิตภัณ มาตรฐานฉบับ ระสิทธิภาพด จน ยังมีชุดของ บการจัดการสิ บบการจัดการ tems-Gener ไปประยุกต์ใ ระกาศใช้ครั้ง sion 2004 แ าตรฐานสากล บผิดชอบด้าน ช้ทรัพยากรใ ความไว้วาง ายรวมถึงพันธ ดยใช้แนวคิดข DCA กับกรอ กับทุกองค์กร ระเด็นปัญหา ที่องค์กรพิจา ณฑ์และกระบ บนี้ ก็ยังสามา ด้วยเช่นกันแล งมาตรฐาน IS สิ่งแวดล้อม ( รสิ่งแวดล้อม al Guideline ช้ เพื่อการปฏิ แรก เมื่อปี 1 และครั้งที่สาม ฉบับนี้ มีวัตถุ นสิ่งแวดล้อมข ห้เกิดประสิท ใจจากผู้มีส่ว ธะสัญญาที่เกี่ย องการของ ว บของมาตรฐา ทุกประเภทธุ าสิ่งแวดล้อม ารณาแล้วว่า บวนการ (Life รถนําไปบูรณ ละเพื่อให้การ SO 14000 อีก Environmen แนวทางทั่วไ es on Imple ฏิบัติ การควบ 996 ไปแล้ว ม ในปี 2015 ซ ถุประสงค์เพื่อใ ขององค์กรตน ทธิภาพ การล วนได้เสียขอ ยวข้อง เพื่อให งจรเดมมิ่ง P านสากล ธุรกิจ ไม่ว่าจะ (Environ สามารถควบ e Cycle Pers ณาการ (Integ รนําไปประยุก กดังนี้ ntal Mana ไป สําหรับกา ementation) 23 บคุม และ ก็ได้มีการ ซึ่งถือเป็น ใช้สําหรับ อย่างเป็น ดของเสีย ององค์กร ห้สามารถ DCA เป็น เป็นธุรกิจ nmental บคุม หรือ spective) grate) กับ กต์ใช้ของ agement รนําไปใช้ )
  • 36.
    24 ISO 14031 แนวทางสําหรับการประเมินสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานฉบับนี้มีแนว ทางการกําหนดตัวชี้วัดที่ สมรรถนะที่เหมาะสม และสามารถประเมินเทียบกับเกณฑ์ที่ทางฝ่ายบริหาร กําหนดไว้ได้ และข้อมูลนี้ สามารถนําไปใช้ในการรายงานผลสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและ ภายนอก ISO 14020 มาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อม และคําประกาศสิ่งแวดล้อม-หลักการทั่วไป (Environmental Labels and Declaratins-General Princicles) ISO 14064 มาตรฐานสากลว่าด้วยเรื่อง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) เป็นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ISO 14064 part 1 ข้อกําหนดและข้อแนะนําระดับองค์กรสําหรับการวัดปริมาณและการ รายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064 part 2 ข้อกําหนดและข้อแนะนําโครงการสําหรับการวัดปริมาณ การติดตาม ตรวจสอบและการรายงานผลการปลดปล่อย หรือการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064 part 3 ข้อกําหนดและข้อแนะนําสําหรับการตรวจสอบความใช้ได้และการทวน สอบก๊าซเรือนกระจก ISO 14063 แนวทางและตัวอย่าง การสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ISO Guide 64 แนวทางในกําหนดประเด็นสิ่งแวดล้อมในมาตรฐานสินค้า ข้อกําหนดของมาตรฐาน ISO 14001:2015 (Environmental Management Systems- EMS) ประกอบด้วยข้อกําหนดทั้งหมด 10 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1. ขอบเขต (Scope) มาตรฐานสากลฉบับนี้ระบุข้อกําหนดสําหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่องค์กรสามารถใช้ สร้างความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้มีเจตนาให้องค์กรนําไปใช้เพื่อมีการจัดการกับ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมกับเสาหลักด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน มาตรฐานนี้ ช่วยองค์กรให้บรรลุผลที่คาดหวังจากระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งให้คุณค่ากับ สิ่งแวดล้อม องค์กรและผู้มีส่วนร่วม ความสอดคล้องต่อนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลที่ ต้องการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 1. การสร้างความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม 2. ความสอดคล้องต่อข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง 3. การบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้สามารถใช้ได้กับทุกองค์กรไม่จํากัดขนาด ประเภทและลักษณะพื้นฐาน การประยุกต์ใช้กับประเด็นสิ่งแวดล้อมของกระบวนการ ผลิตภัณฑ์และบริการที่องค์กรพิจารณา การควบคุมหรือการมีอิทธิพลถึงด้วยมุมมองวงจรชีวิต ทั้งนี้มาตรฐานนี้ไม่ใช่เกณฑ์วัดความสามารถ ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้ใช้ทั้งหมดหรือบางส่วนของการปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ การกล่าวอ้างถึงความสอดคล้องต่อข้อกําหนดของมาตรฐานฉบับนี้จะไม่สามารถยอมรับได้หาก ไม่ผสานข้อกําหนดทั้งหมดกับการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร รวมทั้งทําให้สมบูรณ์โดยไม่ละเว้น ข้อกําหนดใด ๆ
  • 37.
    25 2. การอ้างอิง (NormativeReferences) สําหรับมาตรฐานฉบับนี้ไม่มีมาตรฐานใด ๆ ใช้ใน การอ้างอิง 3. คําศัพท์นิยาม (Terms and Definitions) ในมาตรฐานฉบับนี้ มีคําศัพท์และคํานิยามแบ่ง ออกเป็น 4 ลักษณะ คือ คําเกี่ยวกับองค์กรและความเป็นผู้นํา คําเกี่ยวกับการวางแผน คําเกี่ยวกับ การสนับสนุนและการดําเนินงานคําเกี่ยวกับการประเมินความสามารถและการปรับปรุง 4. บริบทขององค์กร (Context of the Organization) 4.1 ความเข้าใจองค์กรและบริบทขององค์กร (Understanding the Organization and Its Context) องค์กรต้องพิจารณาเรื่องภายนอกและภายใน (External and Internal Issues) ที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมาย (Purpose) และผลจากการบรรลุผลที่คาดหวัง (Intended Outcomes) ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่องดังกล่าวนี้ต้องรวมถึงสภาวะแวดล้อมที่ได้รับผลจากองค์กรหรือ อาจมีผลต่อองค์กร 4.2 ความเข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย (Understanding the Needs and Expectations of Interested Parties) องค์กรต้องพิจารณา 1. ผู้มีส่วนร่วม (Interested Parties) ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 2. ความต้องการ (Needs) และความคาดหวัง (Expectation) ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ข้อกําหนด) ของผู้มีส่วนร่วม และ 3. ความต้องการและความคาดหวังที่ซึ่งกลายเป็นข้อกําหนด 4.3 การพิจารณากําหนดขอบข่ายระบบการบริหารสิ่งแวดล้อม (Determining the Scope of the Environmental Management System) องค์กรต้องพิจารณาอาณาเขต (Boundaries) และการประยุกต์ใช้ (Applicability) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อกําหนดขอบเขตองค์กรต้อง พิจารณาเรื่องต่อไปนี้เพื่อกําหนดขอบเขต 4.3.1 เรื่องภายนอกและภายใน จากข้อ 4.1 4.3.2 ข้อกําหนดที่ต้องทําให้สอดคล้อง (Compliance obligations) จากข้อ 4.2 4.3.3 หน่วยงานในองค์กร (Organizational Unit) หน้าที่ (Function) และอาณาเขต ทางภูมิศาสตร์ (Physicalboundaries) 4.3.4 กิจกรรม (Activities) ผลิตภัณฑ์และบริการ 4.3.5 อํานาจ (Authority) และความสามารถในการควบคุมและการมีอิทธิพล เมื่อระบุขอบเขต ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องครอบคลุมกิจกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ขอบเขตนั้น ขอบเขตต้องเป็นเอกสารและพร้อมแสดงต่อผู้มีส่วนร่วม 4.4 ระบบการบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System) เพื่อบรรลุผลที่ต้องการและส่งเสริมความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) องค์กรต้องจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม นําไปปฏิบัติ รักษาไว้ และปรับปรุง อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีกระบวนการที่จําเป็นและความสัมพันธ์ของกระบวนการตามข้อกําหนดของ มาตรฐานนี้องค์กรต้องพิจารณาความรู้ (Knowledge) ที่ได้จากข้อ 4.1 และ 4.2 เมื่อจัดทําและรักษา ไว้ซึ่งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 5. ความเป็นผู้นํา (Leadership)
  • 38.
    26 5.1 ความเป็นผู้นําและความมุ่งมั่น (Leadershipand Commitment) ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงความเป็นผู้นาและความมุ่งมั่นต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโดย 1. รับผิดชอบต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 2. มั่นใจว่ามีการกําหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเหมาะกับทิศทางกลยุทธ์ (Strategic Direction) และบริบทขององค์กร 3. มั่นใจว่าการประยุกต์ใช้ข้อกําหนดในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับกระบวนการทาง ธุรกิจขององค์กร (Organization’s Business Processes) 4. มั่นใจว่าทรัพยากรที่จําเป็นต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมีเพียงพอ 5. สื่อสารถึงความสําคัญของประสิทธิผล (Effective) และความสอดคล้อง (Conform) ต่อ ข้อกําหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 6. มั่นใจว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมบรรลุผลที่คาดหวัง (Intended Outcomes) 7. กํากับและสนับสนุนให้บุคลากรมีส่วนร่วมต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 8. ส่งเสริม (Promoting) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 9. สนับสนุนให้ผู้บริหารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแสดงความเป็นผู้นําในส่วนที่ตนรับผิดชอบ หมายเหตุ (Note) อ้างถึงคําว่า “ธุรกิจ (Business)” ในมาตรฐานฉบับนี้มีความหมายอย่าง กว้าง ๆ คือ กิจกรรมที่เป็นหลักต่อจุดมุ่งหมายของการดํารงอยู่ขององค์กร (Purposes of the Organization Existence) 5.2 นโยบายสิ่งแวดล้อม (Environmental Policy) ผู้บริหารระดับสูงต้องกําหนด นําไปใช้ และรักษาไว้ซึ่งนโยบายสิ่งแวดล้อมภายในขอบเขตของ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ซึ่ง 1. เหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย (Purpose) และบริบท (Context) ขององค์กร รวมถึงลักษณะ ขนาด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของกิจกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการ 2. เป็นกรอบในการกําหนดวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม 3. แสดงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการป้องกันมลภาวะ และความมุ่งมั่นต่อ ข้อกําหนดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบริบทองค์กร หมายเหตุ ความมุ่งมั่นเฉพาะที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม อาจรวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน บรรเทาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพ (Protection of biodiversity) และระบบนิเวศ 4. แสดงความมุ่งมั่นต่อความสอดคล้องต่อข้อกําหนด 5. แสดงความมุ่งมั่นต่อการปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริม ความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) นโยบายสิ่งแวดล้อมต้องเป็น เอกสารสารสนเทศ ถูกสื่อสารภายในองค์กร พร้อมแสดงต่อผู้มีส่วนร่วม 5.3 บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และอํานาจหน้าที่ในองค์กร (Organizational Roles, Responsibilities and Authorities) ผู้บริหารระดับสูงต้องมั่นใจว่ามีการมอบหมายหน้าที่และอํานาจตามตําาแหน่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการสื่อสารในองค์กร ผู้บริหารระดับสูงต้องมอบหมายหน้าที่และอํานาจเพื่อให้
  • 39.
    27 1. มั่นใจว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามข้อกําหนดในมาตรฐานฉบับนี้ 2. ให้มีการรายงานความสามารถของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมรวมถึงความสามารถด้าน สิ่งแวดล้อมต่อผู้บริหารระดับสูง 6. การวางแผน (Planning) 6.1 การปฏิบัติการเพื่อดําเนินการกับความเสี่ยงและโอกาส 6.1.1 ทั่วไป (General) องค์กรต้องจัดทํากระบวนการที่จําเป็น นําไปใช้และรักษาเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกําหนด 6.1.1 ถึง 6.1.4 ในการวางแผนสําหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องจาก ข้อ 4.1 ข้อกําหนดจากข้อ 4.2 ขอบเขตของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและพิจารณาความเสี่ยงและ โอกาสที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิ่งแวดล้อม (ดูข้อ 6.1.2) ข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง (ดูข้อ 6.1.3) ตลอดจนเรื่องและข้อกําหนดอื่น ๆ จากที่ระบุในข้อ 4.1 และ 4.2 ที่จําเป็นเพื่อให้ความมั่นใจว่าระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมจะบรรลุผลที่คาดหวังป้องกันหรือลดผลที่ไม่คาดหวัง รวมทั้งผลต่อองค์กรจาก สภาวะแวดล้อมภายนอกที่อาจเกิดขึ้น และบรรลุการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ภายในขอบเขตของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณาเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนสิ่งที่อาจเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องรักษาเอกสารข้อมูลที่จําเป็นสําหรับความเสี่ยงและโอกาสที่จําเป็น กระบวนการที่ จําเป็นจากข้อ 6.1.1 ถึง 6.1.4 ที่เข้มงวดเพียงพอต่อการทําให้ความมั่นใจว่ากระบวนการได้รับการ ปฏิบัติตามแผนที่กําหนด 6.1.2 ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspect) ภายใต้ขอบเขตของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมจาก กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่สามารถควบคุมและมีอิทธิพลถึง รวมทั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ เกี่ยวข้องซึ่งพิจารณาด้วยมุมมองของวงจรชีวิต เมื่อพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องคํานึงถึง 1. การเปลี่ยนแปลง รวมถึงการพัฒนาตามแผนหรือพัฒนาใหม่ และกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และ บริการใหม่หรือดัดแปลง 2. สภาวะผิดปกติและเหตุฉุกเฉินที่ระบุได้ องค์กรต้องพิจารณาประเด็นที่มีผลกระทบหรือสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อ สิ่งแวดล้อมด้วยเกณฑ์ที่กําหนดขึ้น นั่นคือประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ องค์กรต้องสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญแก่ระดับและหน่วยงานภายในองค์กรตาม ความเหมาะสม องค์กรต้องมีเอกสารข้อมูลแสดงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ หมายเหตุประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญอาจส่งผลในเชิงของความเสี่ยงหรือโอกาสที่ เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม (ภัยคุกคาม-Threat) หรือเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (โอกาส-Opportunities) 6.1.3 พันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม (Compliance obligations) องค์กร ต้อง
  • 40.
    28 6.1.3.1 พิจารณาและเข้าถึงข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องเกี่ยวกับประเด็น สิ่งแวดล้อมขององค์กร 6.1.3.2 พิจารณาแนวทางการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องข้อกําหนดที่เกี่ยวข้องนี้ 6.1.3.3จัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม นําไปปฏิบัติ รักษาไว้และปรับปรุง อย่างต่อเนื่องโดยคํานึงถึงข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องนี้ องค์กรต้องรักษาเอกสารข้อมูลแสดงถึงความสอดคล้องต่อข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง หมายเหตุข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องสามารถเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสแก่องค์กร 6.1.4 การวางแผนปฏิบัติการ (Planning Action) องค์กรต้องวางแผน 1. กิจกรรมเพื่อระบุ 1.1 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ 1.2 ข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง 1.3 ความเสี่ยงและโอกาสที่ระบุได้จาก 6.1.1 2. วิธีการ (How to) 2.1 ที่เข้ากันได้และการนําไปดําเนินการกับกระบวนการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ดูข้อ 6.2, ข้อ 7, ข้อ 8 และ 9.1) หรือกระบวนการทางธุรกิจอื่น ๆ 2.2 ประเมินประสิทธิผลของการดําเนินการดังกล่าว (ดูข้อ 9.1) ในการวางแผนนี้ องค์กร ต้องพิจารณาทางเลือกเชิงเทคโนโลยี การเงิน ข้อกําหนดของการดําเนินงานและธุรกิจ 6.2 วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และการวางแผนเพื่อให้บรรลุ (Environmental Objectives and Planning to Achieve them) 6.2.1 วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Objectives) องค์กรต้องกําหนดวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมในหน่วยงานและระดับที่เกี่ยวข้องโดยคํานึงถึง ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญขององค์กรข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องตลอดจนพิจารณาถึงความ เสี่ยงและโอกาสวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมต้อง 1. สอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อม 2. สามารถวัดได้(ถ้าปฏิบัติได้) 3. ติดตามผลได้ (Monitored) 4. ได้รับการสื่อสาร 5. ได้รับการปรับปรุงตามความเหมาะสม องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลของวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม 6.2.2 การวางแผนกิจกรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Planning Actions to Achieve Environmental Objectives) ในการวางแผนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณา 1. สิ่งที่ต้องทํา 2. ทรัพยากรที่ต้องการ 3. ผู้รับผิดชอบดําเนินการ 4. กําหนดเวลาแล้วเสร็จ
  • 41.
    29 5. วิธีการประเมินผล รวมถึงตัวชี้วัดเพื่อติดตามความคืบหน้าในการบรรลุวัตถุประสงค์ สิ่งแวดล้อม(ดูข้อ 9.1.1) องค์กรต้องพิจารณาวิธีการดําเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมที่สามารถบูรณาการ ด้วยกันได้กับกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร 7. สนับสนุน (Support) 7.1 ทรัพยากร (Resources) องค์กรต้องพิจารณาและจัดสรรทรัพยากรที่จําเป็นต่อการการจัดทํา นําไปปฏิบัติรักษาและ ปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง 7.2 ความสามารถ (Competence) องค์กรต้อง 1. พิจารณาความสามารถที่จําเป็นของบุคคลในงานที่องค์กรควบคุมและมีผลต่อความสามารถ ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการสอดคล้องข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง 2. มั่นใจว่าบุคลากรเหล่านั้นมีความสามารถบนพื้นฐานของการศึกษา (Education) การอบรม (Training) หรือประสบการณ์ (Experience) ที่เหมาะสม 3. พิจารณาการฝึกอบรมที่จําเป็นต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 4. ทําให้บุคคลมีความสามารถที่จําเป็นและประเมินผลการดําเนินการนั้นตามความเหมาะสม หมายเหตุ การดําเนินการที่เหมาะสม ได้แก่ การให้การอบรม การสอนงาน การมอบหมายงาน รวมถึงการจ้างบุคลากรที่มีความสามารถ องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลที่เป็นหลักฐานของความสามารถ 7.3 ความตระหนัก (Awareness) องค์กรต้องมั่นใจว่าบุคลากรในงานที่องค์กรควบคุมต้องตระหนักถึง 1. นโยบายสิ่งแวดล้อม 2. ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญและผลกระทบที่มีอยู่หรือมีโอกาสจะเกิดเนื่องจากการ ทํางาน 3. การมีส่วนร่วมต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมรวมถึงประโยชน์จาก ความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม 4. ผลของการกระทําที่ไม่สอดคล้องกับข้อกําหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและ ข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง 7.4 การสื่อสาร (Communication) 7.4.1 ทั่วไป (General) องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติใช้และรักษาไว้ซึ่งกระบวนการสื่อสารภายในและภายนอกที่ เกี่ยวข้องกับระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1. สิ่งที่จะสื่อ 2. ช่วงเวลาที่สื่อ 3. ผู้รับการสื่อสาร 4. วิธีการสื่อ
  • 42.
    30 ในการจัดทํากระบวนการสื่อสารองค์กรต้องพิจารณาข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้องและมั่นใจว่า การสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับข้อมูลตั้งต้นในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและ เชื่อถือได้ องค์กรต้องตอบสนองการสื่อสารที่เกี่ยวข้องของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และต้องเก็บ รักษาเอกสารข้อมูลการสื่อสารเป็นหลักฐานตามความเหมาะสม 7.4.2 การสื่อสารภายในประเทศ องค์กรต้อง 1.สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมระหว่างระดับและหน้าที่ต่าง ๆ ภายในองค์กร, รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสม 2. มั่นใจว่ากระบวนการสื่อสารทําให้บุคลากรในงานที่องค์กรควบคุมส่วนสนับสนุน การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 7.4.3 การสื่อสารภายนอก (External Communication) องค์กรต้องสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่ภายนอกตามวิธีการ สื่อสารขององค์กรและข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง 7.5 เอกสาร สารสนเทศ (Documented Information) 7.5.1 ทั่วไป (General) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรต้องประกอบด้วย 1. เอกสารข้อมูลที่บังคับตามมาตรฐานฉบับนี้ 2. เอกสารข้อมูลที่องค์กรพิจารณาว่าจําเป็นต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม หมายเหตุระดับของเอกสารขอ้มูลในระบบการจดัการสิ่งแวดลอ้มอาจแตกต่างกันเนื่องจาก ขนาดขององค์กรและประเภทของกิจกรรม กระบวนการและบริการความจําเป็นในการบรรลุ ข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง ความซับซ้อนของกระบวนการและความสัมพันธ์ของกระบวนการ ความสามารถของบุคลากรในงานที่องค์กรควบคุม 7.5.2 การจัดทําและทําให้ทันสมัย ในการจัดทําและปรับเอกสารข้อมูลให้ทันสมัย องค์กรต้องทําให้เหมาะสมในเรื่องดังนี้ 1. การชี้บ่ง และแสดงรายละเอียด (เช่น ชื่อ วันที่ผู้แต่ง หรือเลขที่อ้างอิง) 2. รูปแบบ เช่น ภาษารุ่นของซอฟแวร์ภาพและสื่อเช่น กระดาษ อิเล็กทรอนิกส์ 3. การทบทวน และอนุมัติที่เพียงพอและเหมาะสม 7.5.3 การควบคุม เอกสารสารสนเทศ (Control of Documented Information) เอกสารข้อมูลที่ต้องการใช้ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและที่บังคับตามมาตรฐานฉบับนี้ต้องได้รับ การควบคุมโดย 7.5.3.1 พร้อมใช้และเหมาะสมต่อการใช้งานในสถานที่และเวลาที่จําเป็น 7.5.3.2 ได้รับการป้องกัน (Protect) ที่เหมาะสม (ได้แก่ การรั่วไหลของข้อมูล การใช้งานที่ไม่เหมาะสมและขาดความสมบูรณ์) ในการควบคุมเอกสารข้อมูล องค์กรต้องกําหนดกิจกรรมต่อไปนี้ตามความเหมาะสม 1. การแจกจ่าย การเข้าถึง การสืบค้น การใช้งาน 2. การเก็บ การรักษาสภาพ รวมทั้งคงสภาพให้เข้าใจได้
  • 43.
    31 3. การควบคุมการเปลี่ยนแปลง เช่นการควบคุมการแก้ไข 4. ระยะเวลาการเก็บ และการทําลาย เอกสารข้อมูลจากภายนอกที่องค์กรพิจารณาว่าจําเป็นต่อการวางแผนและการดําเนินงานใน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการชี้บ่งอย่างเหมาะสมและได้รับการควบคุม หมายเหตุ การเข้าถึงคือการอนุญาตให้รับรู้เอกสาร ข้อมูลเท่านั้น หรือการอนุญาตและให้ อํานาจทั้งในการรับรู้และแก้ไขเอกสารข้อมูล 8. การดําเนินการ (Operation) 8.1 การวางแผนและการควบคุมการดําเนินการ (Operational Planning and Control) องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติ ควบคุมและรักษาไว้ซึ่งกระบวนการที่จําเป็นเพื่อบรรลุ ข้อกําหนดระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และนํากิจกรรมที่ได้รับการพิจารณาจาก 6.1 และ 6.2 ไป ปฏิบัติโดยจัดทําเกณฑ์สําหรับควบคุมกระบวนการและควบคุมกระบวนการตามเกณฑ์สําหรับควบคุม กระบวนการนั้น หมายเหตุ การควบคุมสามารถรวมถึงการควบคุมเชิงวิศวกรรม และขั้นตอนการทํางาน การควบคุมสามารถนําไปใช้ตามลําดับ เช่น การยกเลิกการทดแทน การจัดการรวมทั้งสามารถใช้ วิธีการเดียวหรือใช้ร่วมกัน องค์กรต้องควบคุมให้มีการเปลี่ยนแปลงตามแผนและการทบทวนผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด รวมทั้งมีการจัดการเพื่อลดผลข้างเคียงด้านลบใด ๆ ตามความจําเป็น องค์กรต้องมั่นใจว่ากระบวนการภายนอกได้รับการควบคุมหรือการชี้นําโดยกําหนดวิธีการและ ระดับของการควบคุมหรือชี้นํากระบวนการเหล่านี้ไว้ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อสอดคล้องกับมุมมองวงจรชีวิต (Life Cycle Perspective) องค์กรต้อง 1. กําหนดการควบคุมกระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นไปตาม ข้อกําหนดตามความเหมาะสม โดยพิจารณาในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต 2. พิจารณาข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมสําหรับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการตามความเหมาะสม 3. สื่อสารข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องแก่ผู้จัดหาภายนอกรวมทั้งผู้รับเหมา 4. พิจารณาความจําเป็นของการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญที่อาจ เกิดขึ้น เนื่องจากการขนส่งหรือส่งมอบ การใช้งาน การกําจัดเมื่อเสื่อมสภาพและทิ้งผลิตภัณฑ์และ บริการในที่สุด องค์กรต้องเก็บเอกสารสารข้อมูลที่จําเป็นเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการได้ดําเนินตาม แผน 8.2 การเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน องค์กรต้องจัดทําขั้นตอนที่จําเป็นต่อการเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ตามที่ระบุได้ จากข้อ 6.1.1 รวมถึงนําขั้นตอนไปปฏิบัติและรักษาไว้ องค์กรต้อง 1. เตรียมการตอบสนองโดยวางแผนเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเหตุฉุกเฉิน 2. ตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น
  • 44.
    32 3. ดําเนินการเพื่อป้องกันหรือบรรเทาสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังเหตุฉุกเฉินเพื่อให้เหมาะสมกับ ความรุนแรงของเหตุฉุกเฉินและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 4. ซักซ้อมวิธีการตอบสนองที่วางแผนไว้เป็นระยะๆ 5. ทบทวนและแก้ไขกระบวนการและแผนตอบสนองที่วางแผนไว้เป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหลัง การเกิดเหตุหรือการซ้อม 6. นําเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องและฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน แก่ผู้มีส่วนร่วมและบุคลากรในงานที่องค์กรควบคุมตามความเหมาะสม องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลเพื่อแสดงความมั่นใจว่ากระบวนการได้รับการควบคุมตาม แผน 9. การประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) 9.1 การเฝ้าระวัง การวัด การวิเคราะห์ และการประเมิน 9.1.1 ทั่ว ไป องค์กรต้องเฝ้าตรวจ วัด วิเคราะห์และประเมินผลความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องพิจารณา 1. สิ่งที่ต้องการเฝ้าตรวจและวัด 2. วิธีการเฝ้าตรวจ วัด วิเคราะห์และการประเมินผลตามความเหมาะสมเพื่อให้มั่นใจกับผลที่ได้ 3. เกณฑ์ที่องค์กรใช้ในการประเมินความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมและตัวชี้วัดที่เหมาะสม 4. ช่วงเวลาของการเฝ้าตรวจและการวัด 5. ช่วงเวลาในการวิเคราะห์และการประเมินผลการเฝ้าตรวจและการวัด องค์กรต้องมั่นใจว่าเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเฝ้าตรวจและวัดได้รับการสอบเทียบหรือ ทวนสอบตามความเหมาะสม องค์กรต้องประเมินความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมและประสิทธิผลของระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม องค์กรต้องสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ตามที่กําหนดในขั้นตอนการสื่อสารและตามข้อกาหนดที่ต้องสอดคล้อง องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลการเฝ้าตรวจ การวัด การวิเคราะห์และการประเมินผล 9.1.2 การประเมินการสอดคล้อง องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติและรักษาไว้ซึ่งกระบวนการที่จําเป็นต่อการประเมินความ สอดคล้องต่อข้อกาหนดที่เกี่ยวข้ององค์กรต้อง 1. พิจารณาความถี่ในการประเมินการสอดคล้อง 2. ประเมินความสอดคล้องและจัดการตามที่จําเป็น 3. รักษาความรู้และความเข้าใจสถานะของความสอดคล้อง องค์กรต้องเก็บรักษาเอกสารข้อมูลแสดงผลการประเมินความสอดคล้องต่อข้อกําหนด 9.2 การตรวจประเมินภายใน (Internal Audit) 9.2.1 ทั่วไป (General) องค์กรต้องตรวจประเมินภายในตามกําหนดเวลาเพื่อแสดงว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • 45.
    33 1. สอดคล้องต่อข้อกําหนดในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรและข้อกําหนดใน มาตรฐานสากลฉบับนี้ 2. ถูกนําไปปฏิบัติและรักษาไว้อย่างมีประสิทธิผล 9.2.2โปรแกรมการประเมินภายใน (Internal audit programme) องค์กรต้องจัดทํา นําไปปฏิบัติและรักษาไว้ซึ่งแผนการตรวจประเมิน รวมทั้งความถี่ในการตรวจ วิธีการ ความรับผิดชอบ ข้อกําหนดในการวางแผนและการรายงาน ในการวางแผนการตรวจประเมินภายใน องค์กรต้องคานึงถึงความสาคัญด้านสิ่งแวดล้อมของ กระบวนการที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อองค์กรตลอดจนผลการตรวจที่ผ่านมา องค์กรต้อง 1. ระบุเกณฑ์และขอบเขตในการตรวจประเมิน 2. เลือกผู้ตรวจประเมินและทําการตรวจประเมินโดยไม่ใช้ความเห็นส่วนตัวและเป็นกลางต่อ กระบวนการที่รับตรวจ 3. รายงานผลการตรวจประเมินต่อผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง องค์กรต้องเก็บหลักฐานของการตรวจประเมินตามแผนและผลการประเมิน 9.3 การทบทวนฝ่ายบริหาร (Management Review) ผู้บริหารระดับสูงต้องทบทวนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรภายในเวลาที่กําหนด เพื่อให้มั่นใจต่อความเหมาะสม เพียงพอและมีประสิทธิผล การทบทวนโดยฝ่ายบริหารต้องพิจารณาถึง 1. สถานะของกิจกรรมจากการทบทวนครั้งที่ผ่านมา 2. การเปลี่ยนแปลง 2.1 เรื่องภายในและภายนอกที่เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 2.2 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนร่วม รวมทั้งข้อกําหนดที่ต้องสอดคล้อง 2.3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ 2.4 ความเสี่ยงและโอกาส 3. การบรรลุวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม 4. ข้อมูลความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและแนวโน้ม 4.1 ความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและการแก้ไขที่สาเหตุ 4.2 ผลการเฝ้าตรวจและการวัด 4.3 ผลประเมินความสอดคล้องต่อข้อกําหนด 4.4 ผลการตรวจประเมิน 5. ความเพียงพอของทรัพยากร 6. การสื่อสารกับผู้มีส่วนร่วมและข้อร้องเรียน 7. โอกาสในการปรับปรุง ผลของการทบทวนฝ่ายบริหารต้องแสดงถึงข้อสรุปที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสม เพียงพอและ ประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับโอกาสในการปรับปรุงอย่าง ต่อเนื่อง การตัดสินใจในความจําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึง
  • 46.
    34 ทรัพยากรกิจกรรมที่จําเป็นหากไม่บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม โอกาสในการปรับปรุงให้ระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากันได้กับกระบวนการทางธุรกิจอื่น ๆถ้าจําเป็น ทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร องค์กรต้องเก็บหลักฐานแสดงผลของการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร 10. การปรับปรุง (Development) 10.1 ทั่วไป (General) องค์กรต้องพิจารณาโอกาสในการปรับปรุง (ดูข้อ 9.1, 9.2 และ 9.3) และดาเนินการตามความจําเป็นต่อการบรรลุผลที่ต้องการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 10.2 ความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและการแก้ไข(Nonconformity and Corrective Action) เมื่อพบความไม่เป็นไปตามข้อกําหนด องค์กรต้อง 1. แก้ไขความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดตามความเหมาะสม 1.1 ควบคุมและแก้ไขเบื้องต้น 1.2 จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา รวมทั้งบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2. ประเมินความจําเป็นในการกําจัดสาเหตุของความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดเพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดซ้ําหรือป้องกันไม่ให้เกิดโดยการ 2.1 ทบทวนความไม่เป็นไปตามข้อกําหนด 2.2 พิจารณาสาเหตุของความไม่เป็นไปตามข้อกําหนด 2.3 พิจารณาความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดที่มีอยู่คล้ายกันหรืออาจเกิดขึ้น 3. ดําเนินการตามที่จําเป็น 4. ทบทวนประสิทธิผลของการแก้ไขที่สาเหตุ 5. ปรับเปลี่ยนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมถ้าจําเป็น การแก้ไขที่สาเหตุต้องเหมาะสมกับผลกระทบที่ได้รับจากความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องเก็บหลักฐานของลักษณะของความไม่เป็นไปตามข้อกําหนดและการดําเนินการและ ผลของการแก้ไข 10.3 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) องค์กรต้องปรับปรุงความเหมาะสม เพียงพอและประสิทธิผลของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของบุคลากรที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา คําว่า “ที่ปรึกษา” ตามความหมาย ของประกาศกระทรวงการคลัง (ราชกิจจานุเบกษา และ ประกาศกระทรวงการคลัง, 2554) เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนที่ปรึกษาไทย พ.ศ. 2554 ให้ความหมาย ไว้ดังนี้ “ที่ปรึกษา” หมายความว่า บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคลที่ประกอบอาชีพ วิชาชีพ หรือ ให้บริการเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับวิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ การศึกษา การเงิน บัญชี กฏหมาย หรือ อื่น ๆ “ที่ปรึกษาอิสระ” หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่ประกอบวิชาชีพในการเป็นที่ปรึกษาในระดับ ใดระดับหนึ่งสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา
  • 47.
    35 “ที่ปรึกษานิติบุคคล” หมายความว่า นิติบุคคลที่ประกอบกิจการในการเป็นที่ปรึกษาในระดับ ใดระดับหนึ่งสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา “ที่ปรึกษาไทย”หมายความว่า ที่ปรึกษาที่มีสัญชาติไทยและได้จดทะเบียนไว้กับศูนย์ข้อมูลที่ ปรึกษาของกระทรวงการคลัง ประเภทและคุณสมบัติของที่ปรึกษาไทย ที่ปรึกษาไทยมี 2 ประเภทดังนี้ 1. ที่ปรึกษาอิสระ 2. ที่ปรึกษานิติบุคคล ที่ปรึกษาอิสระต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2. สําเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีปริญญาโทและปริญญาเอกมาแล้วมากกว่าสิบปี ห้าปีและสามปีตามลําดับจากสถาบันการศึกษาที่สํานักงาน ก.พ. รับรองและมีประสบการณ์ในการ เป็นที่ปรึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของแต่ละระดับการศึกษาข้างต้น 3. ไม่เป็นข้าราชการพนักงานราชการพนักงานเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจห้างหุ้นส่วนบริษัทมูลนิธิสมาคมหรือหน่วยงานอื่นใดแล้วแต่กรณี ที่ปรึกษานิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. จดทะเบียนในประเทศไทยและต้องมีวัตถุประสงค์ในการเป็นที่ปรึกษา 2. ต้องมีทุนจดทะเบียนตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไป 3. ต้องมีจํานวนหุ้นของผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดซึ่งมีสิทธิในการออก เสียงและจําหน่ายได้แล้วทั้งหมด 4. ต้องมีกรรมการและกรรมการผู้มีอํานาจลงนามผูกพันเป็นผู้มีสัญชาติไทยมากกว่ากึ่งหนึ่ง 5. ต้องมีบุคลากรที่ปรึกษาที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสองคนและต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนบุคลากรที่ปรึกษาทั้งหมด ความในวรรคหนึ่ง (1) (3) มิให้ใช้บังคับกับสถาบันการศึกษามูลนิธิหรือสมาคม ส่วนที่ 2 ระดับของที่ปรึกษาไทย ข้อ 8 ที่ปรึกษาอิสระมี 2 ระดับดังนี้ (1) ที่ปรึกษาอิสระระดับ A หมายถึง (ก) ต้องมีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าสามปี (ข) ต้องมีประสบการณ์โครงการไม่น้อยกว่าสามโครงการที่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ (2) ที่ปรึกษาอิสระระดับ B หมายถึงที่ปรึกษาอิสระที่ขาดคุณสมบัติตาม (1) ข้อ 9 ที่ปรึกษานิติบุคคลมี 2 ระดับดังนี้ (1) ที่ปรึกษานิติบุคคลระดับ A หมายถึง (ก) ต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่าสามปี (ข) ต้องมีประสบการณ์โครงการไม่น้อยกว่าสามโครงการที่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ (ค) ต้องมีบุคลากรที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าสามปีและ ทํางานเต็มเวลาการทํางานปกติของที่ปรึกษานิติบุคคลนั้นไม่น้อยกว่าสองคน
  • 48.
    36 ที่ปรึกษานิติบุคคลใดที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (1) (ก)อาจจัดเป็นที่ ปรึกษานิติบุคคลระดับ A ได้หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้ (ก) ต้องมีประสบการณ์โครงการไม่น้อยกว่าสามโครงการที่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ (ข) ต้องมีบุคลากรที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าหกปีและ ทํางานเต็มเวลาการทํางานปกติของที่ปรึกษานิติบุคคลนั้นไม่น้อยกว่าสองคน (2)ที่ปรึกษานิติบุคคลระดับ B หมายถึงที่ปรึกษานิติบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตาม (1) ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ (Management Consulting) ตามคํานิยามของ (Milan Kubr : 1996) จาก ILO : InternationalLabour Office Geneva ได้ให้คํานิยามว่า ที่ปรึกษาด้านการ บริหารจัดการ คือ ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพที่เป็นอิสระให้บริการคําปรึกษา เพื่อช่วยผู้จัดการ และ องค์การ บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร โดยการแก้ไขปัญหาการจัดการ ปัญหาธุรกิจ การบ่งชี้ และการมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อขยายการเรียนรู้และปฏิบัติการกับความเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ และในเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ มืออาชีพนั้น เกณฑ์ที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพของที่ปรึกษา มี 5 เรื่อง ได้แก่ 1. ความรู้และทักษะ (Knowledge and Skills) องค์ความรู้ที่เหมาะสมเพียงพอ ในการ ประกอบอาชีพ ที่ได้รับจากการศึกษาและฝึกอบรม ระดับความเชี่ยวชาญ คือประสบการณ์ที่ได้รับจาก การฝึกฝนมานาน นอกเหนือจากที่ได้จากการสําเร็จการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประสบการณ์ที่ ได้รับจากการสอนและถ่ายทอดโดยตรงจากผู้มีประสบการณ์มากกว่า ในอาชีพเดียวกันนอกจากนั้น คือการได้รับการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. แนวคิดด้านการให้บริการและสังคม (Concept of Service and Social Interest) ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคือผู้ที่ใช้ความรู้และประสบการณ์ ของตนเองเป็นสิ่งที่ให้บริการ กับ ผู้ใช้บริการ แลกกับค่าตอบแทน ความเป็น มืออาชีพ จึงต้องมีบุคลิกลักษณะของคนทํางานให้บริการ (Service Ethos) โดยตอบสนองความต้องการ และความสนใจของผู้รับบริการ พร้อม ๆ กับการใส่ใจในความ ต้องการของสังคมรอบข้างด้วยเช่นกัน 3. หลักจริยธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติ (Ethic Norms) สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันในระดับมือ อาชีพ พฤติกรรมที่เหมาะสม และที่ไม่เหมาะสม ในการให้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่มากกว่า ที่กฏระเบียบ กําหนดไว้ 4. ข้อบังคับ ระเบียบที่ต้องปฏิบัติ (Community sanction and enforcement) ในกรณีที่มี กฏหมายหรือข้อบังคับอื่น ๆ ให้ต้องดําเนินการตาม เช่น การได้รับการรับรองทางด้านการศึกษา หรือ ต้องผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือข้อบังคับนั้น ๆ เป็นต้น 5. ความมีวินัยในตนเอง และ การควบคุมตัวเอง (Self-discipline and Self Control) คุณสมบัติของที่ปรึกษาที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย 1. ความสามารถทางปัญญา (Intellectual Ability) 1.1 เรียนรู้ได้เร็วและง่าย 1.2 ช่างสังเกตุ รวบรวม เลือก และประเมินความจริง 1.3 ตัดสินใจได้ดี 1.4 มีเหตุผลในการสรุปข้อเท็จจริง (Inductive and Reductive Reasoning)
  • 49.
    37 1.5 มีความสามารถในการคิดค้น และสังเคราะห์ความคิด 1.6มีความคิดสร้างสรรค์ และมีจินตนาการเป็นนักคิดค้น 2. ความสามารถในการเข้าใจผู้คนและทํางานร่วมกับผู้อื่น (Ability to Understand People and Work with them) 2.1 เคารพ และยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น 2.2 สามารถคาดการณ์และประเมินปฏิกิริยาของคนได้ 2.3 ง่ายต่อการคบหา 2.4 เป็นที่ไว้วางใจและยอมรับ 2.5 มีมารยาทและสุภาพ 3. ความสามารถในการสื่อสาร โน้มน้าว และจูงใจ (Ability to Communicate, Persuade and Motivate) 3.1 ความสามารถในการรับฟัง 3.2 มีความคล่องแคล่วในการพูดและเขียน 3.3 มีความสามารถในการสอนและอบรมบุคลากร 3.4 มีความสามารถในการโน้มน้าว ชักจูง 4. มีวุฒิภาวะ (Emotional Maturity) 4.1 มีความสุขุมในพฤติกรรมและการแสดงออก 4.2 มีความเป็นอิสระ ไม่ลําเอียง 4.3 มีความอดทนต่อแรงกดดัน แม้อยู่ในสภาวะที่ไม่น่าพอใจหรือสภาวะของความไม่แน่นอน 4.4 มีความสุขุมเยือกเย็น และมีเป้าหมาย 4.5 ยืดหยุ่น ปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลง 5. มีความกระตือรือร้นและสร้างสรรค์ (Personal Drive and Initiative) 5.1 มีความมั่นใจในตนเอง ในทางที่ถูกต้อง 5.2 มีความทะเยอทะยาน 5.3 มีความคิดเชิงประกอบการ 5.4 กล้าหาญ สร้างสรรค์ และขยันหมั่นเพียร 6. จรรยาบรรณและคุณธรรม (Ethics and Integrity) 6.1 มีความจริงใจในการช่วยเหลือผู้อื่น 6.2 ซื่อสัตย์สุจริต 6.3 สามารถเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 6.4 สามารถยอมรับความผิดพลาดและเรียนรู้จากความล้มเหลว 7. กายภาพและสุขภาพอนามัย (Physical and mental health) 7.1 สามารถทํางานในลักษณะเฉพาะด้านที่อยู่ในสภาวะเงื่อนไขของที่ปรึกษาได้ ที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพ (Quality Management System Consultant) ตามคํา จํากัดของ มาตรฐาน ISO 10019:2005(E) หมายถึงบุคคลที่ช่วยองค์กรดําเนินการให้ระบบบริหารงาน คุณภาพเกิดขึ้นได้จริง ด้วยการให้คําแนะนําหรือการให้ข้อมูลโดยมีบทบาทดังนี้
  • 50.
    38 1. ให้คําแนะนําในการออกแบบระบบบริหารงานคุณภาพ และการนําไปปฏิบัติให้เหมาะสม กับคุณลักษณะ วัฒนธรรมขององค์กรระดับการศึกษา และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแต่ละประเภท 2. ให้แนวคิดที่เกี่ยวข้อง อย่างชัดเจน และสามารถเข้าใจได้ทั้งองค์กร 3. สื่อสารกับผู้ที่เกียวข้องทุกระดับ ให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบบริหารงานอย่าง แท้จริง 4. ให้คําแนะนําและสนับสนุนให้องค์กรกําหนดกระบวนการที่จําเป็นในการจัดทําระบบ บริหารงานคุณภาพ จัดลําดับและความเชื่อมโยงของกระบวนการ 5. ให้ความช่วยเหลือในการกําหนดการจัดทําเอกสารสารสนเทศที่จําเป็น และมั่นใจว่ามีการ วางแผน การนําไปใช้ การควบคุม ในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ 6. ประเมินความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการในระบบบริหารงานคุณภาพ เพื่อทําให้องค์กรได้มองหาโอกาศในการพัฒนาปรับปรุง 7. ให้การช่วยเหลือในการสนับสนุนให้องค์กรมุ่งเน้นกระบวนการ และการพัฒนาปรับปรุง อย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวขององค์กรเอง 8. ให้การช่วยเหลือในการกําหนดความจําเป็นในการฝึกอบรม เพื่อให้องค์กรสามารถรักษา ระบบบริหารงานคุณภาพได้ต่อไป 9. ให้การช่วยเหลือ ในการกําหนดความสัมพันธ์ของระบบบริหารงานคุณภาพกับ ระบบการ จัดการอื่น ๆ เช่น ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และให้การ ช่วยเหลือในการบูรณาการระบบการจัดการเหล่านั้น การประเมินความสามารถของที่ปรึกษา สามารถพิจารณาได้จาก 1. คุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Attributes) 2. การศึกษาที่เกี่ยวข้อง (Relevant Education) 3. ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ที่จําเป็นที่ตรงกับวัตถุประสงค์โดยรวมขององค์กรต่อ การจัดทําระบบบริหารงานคุณภาพ 4. ประสบการณ์ในการทํางาน (Work Experience) 5. จรรยาบรรณ (Ethical Behavior) ในการพิจารณาความสามารถของที่ปรึกษานั้นต้องประเมินให้ครอบคลุมการดําเนินงานภายใต้ ระบบการบริหารงานคุณภาพ ซึ่งมาตรฐาน ISO 9000 ได้ให้นิยาม คําว่าความสามารถ (Competence) ว่า หมายถึง ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะซึ่งมีกรอบแนวคิดของ ความสามารถ ดังภาพที่ 2-3
  • 51.
    ไ ภ คุณลัก คุณลัก ปรึกษาระบบ 1. มีจ 2. ช่า สภาพแวดล้อ 3.คา ของการเปลี่ย 4. ปรั เลือก และเสน 5. หนั 6. กล้ ทันท่วงที 7. มีค อิสระ และมีป 8. มีค ได้อย่างมีประ นั้น ๆ 9. ปฏิ 10. มี 11. อํ องค์กร ให้ระ ภาพที่ 2-3 แ กษณะส่วนบุค กษณะส่วนบุค บบริหารงานคุ จรรยาบรรณ ( งสังเกต (Ob อม และกิจกรร ดการล่วงหน้ ยนแปลง และ รับตัวได้ง่าย (V นอแนวทางกา นักแน่น แน่วแ ล้าตัดสินใจ (D ความมั่นใจ(Se ปฏิสัมพันธ์กับ ความสามารถใ ะสิทธิภาพกับ ฏิบัติจริง (Pra มีความรับผิดช อํานวยความส บบบริหารงาน แนวคิดของคว คคล (Persona คคล (Person ณภาพ โดยทั่ว (Ethical) : มีค servant) : โ รมต่าง ๆ ที่เป็ ้า (Perceptiv การพัฒนาปรั Versatile) : ารแก้ไขปัญห แน่ (Tenacio Decisive) : ส elf-reliant) บผู้อื่นได้อย่างม ในการสื่อสาร บทุกระดับในอ ctical) : ทําได ชอบในงาน (A สะดวก (Facil นคุณภาพมีกา วามสามารถขอ al Attribute nal Attribu ัวไปประกอบด ความยุติธรรม โดยการตระห ป็นบริบทของอ ve) : ตระห รับปรุง สามารถปรับ าได้ us) : มุ่งมั่นเพื สามารถหาบท : สามารถป มีประสิทธิภา ร(Communic องค์กร ด้วยค ด้จริง และมีค Accountable litative) : ส ารดําเนินการไ องที่ปรึกษาระ s) utes) ที่จะทํา ด้วย มซื่อสัตย์ จริงใ หนักถึง คุณค่า องค์กร นัก และ เข้าใ บตัวในสถานก พื่อให้สําเร็จตา ทสรุปด้วยการ ปฏิบัติงาน แล พ cative) : สา วามมั่นใจ แล ความยืดหยุ่น e) : รับผิดชอบ ามารถให้การ ได้จริง ะบบบริหารงา าให้ประสบคว ใจ รอบคอบ า และวัฒนธร ใจในความต้อ การณ์ต่าง ๆ ไ ามวัตถุประสง คิดวิเคราะห์อ ละดําเนินงาน ามารถรับฟัง แ ละไม่กระทบกั และบริหารเว บในงาน และก รช่วยเหลือ ผู้บ านคุณภาพ วามสําเร็จในก รรมขององค์ก องการและคว ได้ และสามา งค์ อย่างมีเหตุมีผ นตามบทบาทไ และมีการประ กับวัฒนธรรมใ วลา การกระทําขอ บริหารและพน 39 การเป็นที่ กร รวมถึง ามจําเป็น รถหาทาง ผลได้อย่าง ได้อย่างมี ะสานงาน ในองค์กร องตนเอง นักงานใน
  • 52.
    40 การศึกษา ความรู้ และทักษะ(Education, Knowledge and Skills) ความรู้และทักษะเฉพาะด้านของการบริหารงานคุณภาพแบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่ 1. มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น มาตรฐาน ISO9001 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ, ISO19011 แนวทางการตรวจติดตามระบบบริหารงานคุณภาพและหรือระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม, ISO9004 แนวทางการพัฒนาปรับปรุงการดําเนินงาน, ISO 10015 การบริหารคุณภาพ-แนวทาง การฝึกอบรม เป็นต้น 2. การให้การรับรองในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการขึ้นทะเบียนระบบการรับรอง ผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล 3. หลักการบริหารงานคุณภาพทั่วไป กลวิธีและเทคนิคต่าง ๆ อาทิเช่น หลักการบริหารงาน คุณภาพเทคนิคการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลวิธีทางสถิติที่จําเป็น หลักการตรวจประเมิน เทคนิคการ แก้ไขปัญหา เป็นต้น ความรู้และทักษะเฉพาะด้านในองค์กรแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านกฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฏหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กร และขอบเขต ของงานที่ให้คําปรึกษา 2. ด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และความต้องการขององค์กร 3. ด้านการบริหารจัดการ ที่ปรึกษาต้องมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและต้องเข้าใจว่า จะสามารถบูรณาการร่วมกับมาตรฐานอื่น ๆ ได้อย่างไร ทั้งนี้ยังรวมถึงเรื่องการบริหารทรัพยากร มนุษย์ และวิธีการที่จะถ่ายทอดวัตถุประสงค์เป้าหมายในองค์กรด้วย ประสบการณ์ทํางาน (Work Experience) ที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพต้องมีประสบการณ์ในการทํางานด้านบริหารจัดการ ด้านเทคนิค รวมถึงประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสิน การแก้ไขปัญหา การสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ ซึ่งประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ของที่ปรึกษา รวมถึงประสบการณ์ในการทํางาน ประสบการณ์ในการ บริหารงานคุณภาพ ประสบการณ์ในการตรวจประเมินระบบบริหารงานคุณภาพ หรือเคยได้ทําหน้าที่ เป็นตัวแทนฝ่ายบริหาร (Management representative) หรือ หน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ บริหารงานคุณภาพ การพัฒนาความสามารถ ที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพต้องรักษาระดับความรู้ความสามารถและพัฒนาเพิ่มพูน โดยการสะสมประสบการณ์ในการทํางาน การตรวจประเมิน การฝึกอบรม การศึกษาต่อ การเรียนรู้ ด้วยตนเอง การโค้ช การเข้าร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญ และ การประชุมสัมมนาหรือร่วมกิจกรรม ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จรรยาบรรณของที่ปรึกษา 1. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งใด ๆ ที่กระทบต่อการดําเนินงาน 2. รักษาความลับของข้อมูลขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 3. มีความเป็นอิสระ กับหน่วยงานที่ตรวจให้การรับรองกับองค์กรที่ให้คําปรึกษา 4. นําเสนอค่าใช้จ่ายที่เป็นจริง ไม่เสนอสิ่งที่ไม่จําเป็น ให้องค์กรที่ให้คําปรึกษา 5. ไม่เสนอตัวให้บริหารให้คําปรึกษาในเรื่องที่ไม่มีความสามารถ
  • 53.
    41 จากการศึกษาข้อมูลที่ถูกรวบรวมโดยสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรม พบว่าในประเทศไทยองค์กรที่มีใบอนุญาตให้สามารถออกใบรับรองระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ได้นั้นมีจํานวน 7 ราย และมีรายชื่อบริษัทในประเทศไทยที่ ให้บริการเป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานสากลด้านต่าง ๆ จํานวน 149 ราย ซึ่งใน จํานวนนี้มีบริษัทที่ให้บริการเป็นที่ปรึกษาและ/หรือ ให้บริการฝึกอบรมด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม จํานวน 82 ราย (สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2560) จากข้อมูลดังกล่าว เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลจากการสํารวจและผู้ให้บริการมีความประสงค์ที่จะเปิดเผยข้อมูลกับ กระทรวงอุตสาหกรรมด้วยความสมัครใจแต่ก็มีอีกบางส่วนที่ไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งที่เป็นนิติบุคคลในนาม บริษัท ที่ปรึกษาอิสระ รวมถึงองค์กรที่เป็นสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ให้บริการดังกล่าว ในส่วนของบริษัทที่ได้รับ การรับรองมาตรฐานสากล ISO 14001 นั้น ผู้ให้การรับรองแต่ละรายจะขึ้น ทะเบียนรายชื่อของบริษัทที่ให้การรับรองในแต่ละมาตรฐานไว้ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ จึงมีเพียงบาง หน่วยงานเท่านั้นที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว อาทิเช่น สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรม พัฒนามูลนิธิ ซึ่งมีข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2560 ว่ามีบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 โดยสถาบันเป็นผู้ให้การรับรองจํานวน 897 ราย (สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2560) จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มีข้อมูลที่เปิดเผยและสามารถนํามาอ้างอิงได้แหล่งเดียว ผู้วิจัยจึงเลือกฐานข้อมูลจากสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในการ กําหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย 2.5 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ทําการศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องดังนี้ มุจรินทร์ (2557) ได้ศึกษา เรื่อง รูปแบบการพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานสายการผลิตกลุ่ม โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์พบว่ารูปแบบการพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักและ 24 ปัจจัยย่อย ดังนี้ 1) ปัจจัยหลักด้านความเป็นผู้นําประกอบด้วย 11 ปัจจัยย่อย ดังนี้การสอนแนะนําและให้คําปรึกษาการสื่อสารและการนําเสนอการมาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ความเหมาะสมของสถานที่ การให้ความสําคัญกับโครงการพัฒนาหัวหน้างานค่าตอบแทนและ สวัสดิการการให้ความสําคัญต่อการบริหารจิตสํานึกด้านความปลอดภัยงบประมาณในการดําเนินการ การติดตามประเมินผลการแก้ปัญหาและตัดสินใจ 2) ปัจจัยหลักด้านการจูงใจประกอบด้วย 11 ปัจจัย ย่อยดังนี้การบริหารการเปลี่ยนแปลงการให้ความสําคัญต่อการบริหารการให้ความสําคัญกับโครงการ พัฒนาหัวหน้างานความเหมาะสมของสถานที่การติดตามประเมินผลการดําเนินงานเชิงรุกการสอน และให้คําปรึกษาค่าตอบแทนและสวัสดิการการมาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องความต่อเนื่องในการ พัฒนาหัวหน้างานความเหมาะสมของหลักสูตร 3) ปัจจัยหลักด้านการสอนงานประกอบด้วย 10 ปัจจัยย่อยดังนี้การสื่อสารและการนําความสามารถของบุคลากรทางการสอนการให้ความสําคัญต่อ การบริหาร การมีมนุษย์สัมพันธ์การติดตามประเมินผลการให้ความสําคัญกับโครงการพัฒนาหัวหน้า งานการบริหารการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเจริญเติบโตการสนับสนุนให้เข้าร่วมอบรมดูงานสัมมนา และศึกษาต่อการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา 4) ปัจจัยหลักด้านการสั่งการประกอบด้วย 12 ปัจจัย ย่อยดังนี้การให้ความสําคัญกับโครงการพัฒนาหัวหน้างานการให้ความสําคัญต่อการบริหาร การบริหารการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนให้เข้าร่วมอบรมดูงานสัมมนาและศึกษาต่อการมีคุณธรรม
  • 54.
    42 จริยธรรมจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์การติดตามประเมินผลการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา การทํางานเป็นทีมและการประสานงานความเหมาะสมของสถานที่ความรู้ความชํานาญเชิงเทคนิค การสอนแนะนําและให้คําปรึกษางบประมาณในการดําเนินการ 5) ปัจจัยหลักด้านบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย10 ปัจจัยย่อยดังนี้การบริหารการเปลี่ยนแปลงการมีคุณธรรม จริยธรรมจรรยาบรรณ และความซื่อสัตย์งบประมาณในการดาเนินการความเหมาะสมของสถานที่การดําเนินงานเชิงรุกการ ติดตามประเมินผลนโยบายของผู้บริหารได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมอบรมดูงานสัมมนาและศึกษา ต่อค่าตอบแทนและสวัสดิการการแก้ปัญหาและตัดสินใจ เนื้อทิพย์ (2546) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบกระบวนการ AIC ด้านระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนของกระบวการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 1 คือ การสร้างความรู้ จิตสํานึกร่วมกัน (Appreciation) ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ คือ (1) สร้าง ความเข้าใจและสร้างข้อตกลงร่วมกัน (2) ทบทวนสภาพความเป็นจริง และ (3) การคิดถึงภาพที่พึง ปรารถนา ขั้นตอนที่ 2 คือ การสร้งาแนวทางการพัฒนาองค์กรร่วมกัน (Influence) ประกอบด้วย ขั้นตอนการอบรม 2 ชุด คือ (1) ทางเลือกในการแก้ปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร (2) การ กําหนดแนวทางในการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร ขั้นตอนที่ 3 คือ การกําหนดแนวทางการปฏิบัติ และการควบคุมกํากับ (Control) ประกอบด้วย ขั้นตอนการอบรม 2 ขั้นตอน คือ (1) การกําหนด แผนการปฏิบัติการ และ (2) การสรุปบทเรียนและการสร้างพันธะสัญญา ภัทรจิตต์ (2545) ศึกษา เรื่อง ความจําเป็นและความต้องการรักษาระบบมาตรฐานการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประโยชน์ของที่ ได้รับจากการรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 คือ ด้านสิ่งแวดล้อมภายใน และรอบข้างองค์กรดีขึ้น องค์กรมีชื่อเสียงขึ้นส่วนอุปสรรคในการรักษาระบบ คือ ค่าใช้จ่ายในการ ปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพภายในองค์กรสําหรับความจําเป็นและความต้องการในการรักษา ระบบมาตรฐาน ISO 14001 พบว่า เพศการส่งออกผลิภัณฑ์การลงทุนจากต่างประเทศและประเภท ของโรงงาน ไม่มีอิทธิพลต่อความจําเป็นและความต้องการในการจัดการระบบ ISO 14001 วารี (2557) ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ในโรงงานผลิตสีอุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ผลการวิจัยพบว่า ระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ในโรงงานผลิตสี อุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี อยู่ในระดับปานกลาง และ ปัจจัยที่ ส่งผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ในโรงงานโรงงานผลิตสี อุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรีได้แก่ การจัดการองค์กรแรงจูงใจใน การทํางาน และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน เชิดชัย (2544) ได้ศึกษาเรื่อง ปัญหาอุปสรรคของการจัดทําระบบมาตรฐานการจัดการ สิ่งแวดล้อม กรณีศึกษา:โครงการฝึกอบรมและให้คําปรึกษาแนะนําการจัดทําระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ผลการวิจัย พบว่า องค์กรที่เข้าร่วมโครงการ TLC ISO 14001 มีปัญหาอุปสรรคในการจัดทําระบบตามมาตรฐาน ISO 14001 เหมือน ๆ กัน คือการที่องค์กรได้มี จัดทําระบบคุณภาพอื่น ๆ มาก่อน ไม่มีความสัมพันธ์กับการได้รับการรับรอง ISO 14001 ความสําเร็จ ของการจัดทําระบบขึ้นอยู่กับ องค์กรเองเป็นหลักสําคัญ ปัญหาอุปสรรคสําคัญที่พบในองค์กร คือ
  • 55.
    43 เสียค่าใช้จ่ายในการจัดทําระบบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรต้องลงทุนทางด้านการจัดการขยะ และของเสียอันตรายด้านระบบบําบัดน้ําเสีย และด้านซื้อเครื่องมือทดสอบ การสอบเทียบเครื่องมือวัด รองลงมาคือ องค์กรเห็นว่า การจัดทําระบบเป็นการเพิ่มปริมาณงานที่มีอยู่แล้วสําหรับโครงการ TLC ISO 14001 มีองค์กรได้รับการรับรองระบบ ISO 14001 เพียงร้อยละ 50.76 ปัญหาสําคัญส่วนหนึ่ง เนื่องมาจากเป็นโครงการที่สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายเป็น ส่วนใหญ่ ทําให้องค์กรไม่ใส่ใจในการจัดทําเท่าที่ควรและมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโครงการดังนี้ 1) ควรมีการคัดเลือกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการอย่างเคร่งครัด 2) ขยายระยะเวลาของโครงการให้มาก ขึ้นเป็น 1 ปี 3) สําหรับบริษัทที่ฝึกอบรมต้องเพิ่มตัวอย่างที่ใช้ในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น และ 4) หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูด้วย อลงกรณ์ และจุฑารัตน์ (2558) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่การดําเนินงานระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม (ISO 14001) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี: กรณีศึกษา บริษัทไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน) เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยประยุกต์แนวคิดการประเมินผลเชิงระบบ (CIPP-I Model) วิธีการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) กับเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมของ บริษัท และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่สําคัญมีดังนี้ 1) ด้านบริบท ได้แก่ การสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ กฏหมายและกฏระเบียบ การติดตามตรวจสอบของหน่วยงาน ราชการ การมีส่วนร่วมของผู้นําชุมชน ความต้องการของคู่ค้า การแข่งขันทางการตลาด ปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น และข้อร้องเรียนจากชุมชน ส่วนปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจไม่มีผลต่อการจัดการ สิ่งแวดล้อมของบริษัท 2) ด้านปัจจัยนําเข้า ได้แก่ จํานวนและความรู้ความเข้าใจของบุคลากร การฝึกอบรมบุคลากร งบประมาณที่เพียงพอ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสม การสนับสนุนของ ผู้บริหารวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัฒนธรรมของบริษัทฯ และระบบมาตรฐานอื่น ๆ 3) ด้านกระบวนการ มีการกําหนดนโนบาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และวางแผนโรงการที่เหมาะสม ชัดเจน และสอดคล้อง กัน มีหน่วยงานคอยควยคุมตรวจสอบการดําเนินงานที่ชัดเจน นําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยใน การบริหารจัดการ มีการสื่อสารกับองค์กรและชุมชนภายนอกอย่างสม่ําเสมอ พร้อมท้งเปิดโอกาสให้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงาน มีการอบรมผู้รับเหมา การสร้างแรงจูงใจให้พนักงานการซ้อม แผนฉุกเฉินอย่างสม่ําเสมอ การตรวจติดตามและประเมินผลอย่างสม่ําเสมอ และมีการทบทวน ปรับปรุงอย่างสม่ําเสมอ ธันย์ (2548) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพและ ปริมณฑล พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ไป ประยุกต์ใช้ได้แก่อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารความรู้ของ ผู้ประกอบการต่อระบบ ISO 14001 เงินทุนจดทะเบียน จํานวนพนักงาน มูลค่าทรัพย์สินถาวร การ บังคับของลูกค้าให้จัดทํา ISO 14001 ความพร้อมในการจัดทําระบบ ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมในการ จัดทําระบบ มาตรฐานอื่น ๆ ที่โรงงานได้รับการรับรอง การเข้าร่วมประชุม อบรมสัมมนา ของ ผู้ประกอบการและพนักงาน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ ISO 14001 และการลดหย่อนภาษีจาก ภาครัฐ มีความสัมพันธ์กับการยอมรับและนํามาตรฐานไปประยุกต์ใช้ มีเพียงปัจจัยระยะเวลาการ ดําเนินกิจการของโรงงานเท่านั้นที่ไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับและนํามาตรฐานไปประยุกต์ใช้ จากผลการศึกษายังพบอีกว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ
  • 56.
    44 มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001ควรมีการส่งเสริมและพัฒนารวมถึงให้ข้อมูลข่าวสารแก่ ผู้ประกอบการให้มากขึ้น ชนกานต์ (2544) ได้ศึกษาศักยภาพของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการรับรอง ISO 14001 ในการรักษาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม พบว่าโรงงานอุตสาหกรรม มีศักยภาพในการรักษาระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ คือ วุฒิการศึกษาของเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม จํานวนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงระบบ ISO 14001 และหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้แทน ฝ่ายบริหารด้านสิ่งแวดล้อม (EMR) ในด้านการจัดหาเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่ง แวดล้อม ในด้าน การสนับสนุนงบประมาณ พบว่าได้มีการสนับสนุนงบประมาณตรวจประเมินระบบ ISO 14001 ประจําปี และงบประมาณฝึกอบรมพนักงานประจําปี ในด้านธุรกิจ พบว่ามูลเหตุ จูงใจให้โรงงาน อุตสาหกรรมจัดทําระบบฯ ส่วนใหญ่มาจากนโยบายผู้บริหารระดับสูง และพบว่า ลูกค้ามีความเชื่อมั่น ในบริษัทฯ มากขึ้น ในด้านการดําเนินระบบ ISO 14001 ในปัจจุบัน พบว่า โรงงานอุตสาหกรรมส่วน ใหญ่ได้กําหนดแผนการตรวจติดตามระบบ ทุก 6 เดือน พบข้อ บกพร่องจากการตรวจติดตามระบบฯ ไม่เกิน 5 ข้อ โดยฝ่ายบริหารฯ ได้มีการประชุมทบทวน ระบบ ISO 14001 ประจําปี มีความแตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่มีความประสงค์ที่ จะจัดทําระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ด้านบุคลากร เครื่องจักร และเทคโนโลยี งบประมาณซึ่งเป็นการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยั่งยืน วิศนี (2553) ได้ศึกษา ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี และปัญหา อุปสรรคของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์การจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ ค่าใช้จ่ายในการจัดทํา ระบบ รองลงมาคือ ค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมตามกฏหมาย และแรงผลักดันจากลูกค้า โดยค่าใช้จ่ายในการจัดทําระบบและค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมตามกฏหมาย มีความสัมพันธ์ ในทิศทางตรงกันข้าม กับปริมาณการจัดทําระบบ ส่วนแรงผลักดันจากลูกค้า มีความสัมพันธ์ในทิศทาง เดียวกับปริมาณการจัดทําระบบ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ระดับนัยสําคัญ 0.052) ปัญหาใน การจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กรที่สําคัญคือ ค่าใช้จ่ายในการจัดทําระบบ ความรู้ความ เข้าใจในการทําระบบ และการฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอและอยู่ในระดับสูง ส่วนอุปสรรคในการจัดทํา ระบบที่สําคัญคือกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่มีความยุ่งยากซับซ้อนในการปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายในการขอรับรอง และการขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ชนนทร์ (2545) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการมาตรฐานการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 และมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานภายใต้ความรับผิดชอบของ การนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แล้ว มีความต้องการในการ จัดทํามาตรฐาน ISO 9000 อยู่สูงและมีแนวโน้มในการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน สูงกว่าระบบมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งนอกจากผู้บริหารจะมีความต้องการในการจัดทํามาตรฐาน ISO 14001 ต่ําแล้วในเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมยังคงมีโรงงานที่ให้ความสําคัญอยู่น้อยเช่นกัน และ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นค่อนข้างประสบปัญหาในด้านการให้ความช่วยเหลือ โรงงานในนิคมอยู่
  • 57.
    45 ในด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการมาตรฐาน ได้แก่ ส่วนของมาตรฐานISO 9000 และ ISO 14001 ระดับความรู้ของผู้บริหาร ระดับความพร้อมของโรงงาน ระดับ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ปัญหาในการจัดทําระบบมาตรฐาน ขนาดของการลงทุน ผลเสีย ที่คาดว่าจะได้รับนั้นแตกต่างอย่างมี นัยสําคัญที่ระดับ 0.01 ประสิทธิ์ (2557) ได้ศึกษาเรื่อง รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม อาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบด้านศักยภาพของผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม อาเซียน 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคมอาเซียน และ 3) จัดทําคู่มือการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคมอาเซียน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบที่สําคัญในการจัดทํารูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม อาเซียนประกอบด้วย 1. ด้านความรู้ในเชิงธุรกิจ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความรู้ทางธุรกิจ 2) การ บริหารข้ามวัฒนธรรม 3) วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ 4) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 5) การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ 6) ความรู้พื้นฐานทั่วไปในการดําเนินธุรกิจและ 7) การจัดการธุรกิจ 2. ด้านทักษะปฏิบัติงาน 7 องค์ประกอบได้แก่ 1) การพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษ 2) การกําหนดกล ยุทธ์และการจัดการธุรกิจ 3) ภาวะผู้นํา 4) การบริหารจัดการในวัฒนธรรมที่หลากหลาย 5) ทักษะ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 6) ประสบการณ์และการดูงานต่างประเทศ และ 7) การพูดฟังอ่าน เขียนภาษาท้องถิ่น และ 3. ด้านคุณลักษณะในการปฏิบัติงานในต่างประเทศ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีจริยธรรม 2) การคิดเชิงบวกในการไปปฏิบัติงานต่างประเทศ 3) การมุ่งมั่นในการทํางานให้ สําเร็จและ 4) การให้เกียรติผู้อื่น อนุวัต (2548) ได้ศึกษาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสิ่งแวดล้อมกรณีศึกษา กรมควบคุมมลพิษ พบว่า 1) สมรรถนะหลักของบุคลากรในทุกสํานัก/กอง/ฝ่ายที่ควรได้รับการพัฒนา มากที่สุด การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ สมรรถนะเฉพาะกลุ่มงานที่ควรได้รับการพัฒนามาก ที่สุด คือ การคิดวิเคราะห์ และสมรรถนะเฉพาะตําแหน่งที่ควรได้รับการพัฒนามากที่สุด คือ การตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ 2) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการพัฒนาบุคลากรพบว่า ปัจจัยภายในด้านคนเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่สําคัญที่สุด ประเด็นย่อยของจุดแข็งที่สําคัญที่สุดคือ บุคลากรมีความรู้พื้นฐานทางวิชาการและมีความสามารถเป็นอย่างดี ประเด็นย่อยของจุดอ่อนที่สําคัญ ที่สุดคือ การจัดระบบการทํางานไม่ชัดเจน ปัจจัยภายนอกด้านเทคโนโลยีเป็นโอกาสที่สําคัญที่สุด และ ด้านการเมืองเป็นข้อจํากัดที่สําคัญที่สุด ประเด็นย่อยของโอกาสที่สําคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทําให้ต้องมีการพัฒนาบุคลากร และประเด็นย่อยของข้อจํากัดที่สําคัญที่สุด ปัญหาจากทางการเมืองและนโยบาย การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการพัฒนาบุคลากรในภาพรวม พบว่ากรมควบคุมมลพิษที่สถานะที่ปัจจัยภายในเป็นจุดอ่อนในการพัฒนาบุคลากรแต่ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสจากปัจจัยภายนอกในการพัฒนาบุคลากร 3) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล กรมควบคุมมลพิษมีดังนี้ “วิสัยทัศน์” บุคลากรมีศักยภาพและสมรรถนะที่สังคมเชื่อมั่นในการบริหาร จัดการมลพิษและร่วมกันปฏิบัติงานบนหลักคุณธรรมให้บรรลุเป้าประสงค์ขององค์กร “พันธกิจ” พัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง “เป้าประสงค์” บุคลากรได้รับการพัฒนาความรู้ สมรรถนะ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพ 2) บุคลากรมีคุณธรรมจริยธรรมและจิตสํานึกใจ การปฏิบัติราชการสอดรับกับระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และ 3) บุคลากรมีความสามัคคี สามารถทํางานเป็นทีมและรักองค์กร “ยุทธศาสตร์” 1) สร้างระบบและกลไกการพัฒนาบุคลากร
  • 58.
    46 2) การพัฒนาสมรรถนะและทักษะด้านบริหารวิชาการและการบริหารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 3) การพัฒนาบุคลากรให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและ 4) การพัฒนาคุณจริยธรรมและการสร้าง จิตสํานึกในการปฏิบัติงานโดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 4) การวิเคราะห์และ เปรียบเทียบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมควบคุมมลพิษ จากการศึกษาและทบทวนวรรณกรรม บทความ งานวิจัยและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ทําให้ผู้วิจัยได้ แนวคิดและวิธีในการวิจัย เพื่อทําการศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานสากล ISO 14001 ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังเพื่อเป็นข้อมูลยืนยันใน การสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งรูปแบบในการพัฒนา ได้ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ที่จําเป็น ทักษะที่สําคัญคุณลักษณะของบุคคลและจรรยาบรรณของที่ ปรึกษาที่ผู้รับบริการคาดหวังรวมทั้งศึกษาเทคนิควิธีการในการพัฒนาที่ปรึกษาเพื่อจัดทําเป็นคู่มือใน การพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult Learning) มาเป็นแนวทางในการพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • 59.
    47 บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังและรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมโดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบวิธีการศึกษาวิจัย ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการดําเนินการวิจัย และ ระเบียบวิธีการวิจัย ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 3.2 ขั้นตอนการดําเนินการวิจัย 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรของการวิจัย มี 3 กลุ่ม ดังนี้ 3.1.1 กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจํานวน 7 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาครัฐ และเอกชน ที่มีประสบการณ์ใน การทํางานด้านการให้คําปรึกษา ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้ได้ข้อมูลปัญหาและอุปสรรคตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษา 3.1.2 กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ในการกําหนดประชากรของการวิจัยนั้น เนื่องจาก เป็นการศึกษาทางด้านคุณลักษณะของตัวที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีลักษณะ การทํางานที่ไม่แตกต่างกันมากเนื่องจากที่ปรึกษาต้องให้คําแนะนําให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ISO 14001 ทําให้มีตัวแปรที่ต้องศึกษามีปริมาณมาก ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่าองค์ประกอบร่วมที่จะ อธิบายความสัมพันธ์ร่วมระหว่างตัวแปรภายในองค์ประกอบด้านคุณลักษณะของผู้ที่จะทําหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคนิควิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ ซึ่งการ วิเคราะห์ด้วยเทคนิคนี้ ควรมีขนาดตัวอย่าง อย่างน้อย 300 ราย (Comrey and Lee, 1992) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงกําหนดประชากร หรือ หน่วยวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ของงานวิจัย เป็นระดับองค์กรโดยองค์กรที่เลือกมาเป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในเขตพื้นที่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรปราการโดย อ้างอิงข้อมูล บริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 และขึ้นทะเบียนโดยสํานักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 ซึ่งมีจํานวนรายชื่อ ทั้งสิ้น 375 บริษัท แต่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO  
  • 60.
    48 14001 มีรายชื่อที่ซ้ํากัน จํานวน57 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เป็นการขอการรับรองแบบ แบ่งขอบเขต หรือ ขอบข่าย ในการให้การรับรอง ผู้วิจัยจึงได้ตัดรายชื่อที่ซ้ําออกไป คงเหลือจํานวน ประชากร 318 ราย ในกรณีนี้ผู้วิจัยทราบจํานวนประชากรที่แน่นอน และใช้สถิติการกําหนดตัวอย่าง ตามสัดส่วนของประชากร (พิชิต, 2547 : 116-117) โดยจํานวนประชากร คือ 318 บริษัท เป็นตัวเลข หลักร้อย ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ 15%-30% ของจํานวนประชากร ผู้วิจัยจึงคํานวณโดยใช้อัตราส่วน 15% ของประชากรในแต่ละจังหวัด ได้จํานวนตัวอย่างทั้งหมด 48 ตัวอย่าง ในแต่ละพื้นที่ใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random) และได้ทําการแจกแบบสอบถาม จํานวน 400 ชุดให้กับผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในบริษัท เพื่อขอการรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ได้รับข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมด 355 ราย (ดังแสดงในตารางภาคผนวก ข หน้า 160) 3.1.3 กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อให้ความ เห็นชอบในรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการบริหารงานสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการ จํานวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม จํานวน 4 คน และกลุ่มผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์ จํานวน 2 คนรวม 9 คน 3.2 ขั้นตอนในการดําเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กําหนดขั้นตอนการดําเนินงานการวิจัยเป็น 6 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาทฤษฎี แนวคิด เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกําหนดกรอบงานวิจัย ขั้นตอนที่ 2 สร้างเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก(In-depthInterview)โดยเป็นลักษณะคําถาม ปลายเปิด และเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นสรุปประเด็นต่าง ๆ คัดแยกเป็นหมวดหมู่ ตามกรอบแนวคิดของการวิจัย ขั้นตอนที่3 สร้างเครื่องมือแบบสอบถาม เพื่อหารูปแบบแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษา และ เสนอผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (Index of Item Objective Congruence : IOC) และความเที่ยงตรง (Validity) เชิงเนื้อหาของเครื่องมือ รวมทั้ง การใช้ภาษาที่เหมาะสม จากนั้นทําการทดสอบเครื่องมือด้วยการทดลองใช้ (Try Out) ก่อนนําไปเก็บ ข้อมูลจริง ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ขั้นตอนที่ 5 นํารูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ใน ภาคอุตสาหกรรม เสนอผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ความเห็นและประเมินความเหมาะสม ด้วยการทํา Focus GroupDiscussion พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไข ขั้นตอนที่ 6 จัดทําคู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนที่ 7 นําคู่มือการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไปทดลองใช้ เพื่อประเมินผลและสรุปผล ขั้นตอนที่ 8 จัดทําบทสรุป ข้อเสนอแนะ และทํารายงานดุษฎีนิพนธ์
  • 61.
    49 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยทําหนังสือขอความอนุเคราะห์จากคณะพัฒนาธุรกิจและ อุตสาหกรรมเพื่อขอความอนุเคราะห์เข้าสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจํานวน 7 ท่าน (ตามรายชื่อแนบท้ายภาคผนวก ก) การสัมภาษณ์ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการ กําหนดกรอบของแนวคําถาม เพื่อให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ถูก นํามาใช้ในการจัดทําแบบสอบถาม ผู้วิจัยทําหนังสือขอความอนุเคราะห์จากคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อขอความร่วมมือ จากผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 ท่าน (ตามรายชื่อแนบท้ายภาคผนวก ค หน้า 199-203) ในการตรวจสอบ ความเที่ยงตรงของเครื่องมือวิจัย ที่เป็นแบบสอบถาม จากนั้นนํามา การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผู้วิจัยเข้าไปยังสถานประกอบการที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อขอความ อนุเคราะห์ ผู้บริหาร ตัวแทนฝ่ายบริหารที่ดูแลด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กร และ พนักงานที่เกี่ยวข้องในการสละเวลา ให้ข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถาม 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 3.4.1 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นรูปแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure Interview Guideline) โดยนํากรอบแนวคิดและทฤษฏี มาเป็นตัวกําหนดแนวทางข้อมูลที่ต้องการจากผู้ให้ข้อมูล แล้วนําเสนอผู้เชี่ยวชาญจํานวน 5 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหา และความ เหมาะสมของการใช้ภาษาเพื่อทําการแก้ไขปรับปรุง และนําเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อให้ คําแนะนําเพิ่มเติมก่อนนําไปใช้ในการสัมภาษณ์จริงแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างประกอบด้วยข้อ คําถาม 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อคําถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 ข้อคําถามเกี่ยวกับแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาค อุตสาหกรรมในประเทศไทย ส่วนที่ 3 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญต่อ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ส่วนที่ 4 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ใน ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นอื่น ๆ 3.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัย ได้นําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ประกอบกับ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาตํารา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มาจัดทําเป็นแบบสอบถาม แล้วพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา และการใช้ภาษา จากนั้น ทําการตรวจสอบหาค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) ด้วย วิธีหาค่าความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) และความเที่ยงตรง
  • 62.
    50 (Validity) เชิงเนื้อหาของเครื่องมือ โดยผ่านการตรวจสอบเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน5 ท่าน แล้วคํานวณค่า IOC พบว่ามีความครอบคลุมเนื้อหาในแต่ละด้านและครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ โดยมีค่าคะแนน IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ทั้งนี้ผู้วิจัยได้คัดเลือกข้อคําถามที่มีค่า IOC มากกว่า หรือ เท่ากับ 0.6 มาใช้เป็นข้อคําถาม (แสดงในภาคผนวก ข หน้า 161) จากนั้นนําแบบสอบถาม มาแก้ไข ปรับปรุง ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วนําเครื่องมือวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไปทดลองใช้ (Tryout) กับกลุ่มตัวอย่างที่เสมือนจริงที่ จํานวน 30 คนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนํา ข้อมูลมาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ ครอนบาค แอลฟ่า (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.949 (แสดงในภาคผนวก ข หน้า 168) และนําเสนอเครื่องมือวิจัย ให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ตรวจสอบอีกครั้งก่อนนําไปเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบบสอบถามนี้ประกอบด้วย 5 ส่วน รวม 10 หน้า โดยส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 เกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ แบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert Scale) ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วยเพศ อายุ วุฒิการศึกษาสูงสุด ตําแหน่ง ประสบการณ์ทํางาน ประสบการณ์ในการจัดทําระบบบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อม ส่วนที่ 2 ข้อคําถามเกี่ยวกับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังเกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ คือ คะแนน 5 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับมาก คะแนน 3 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับน้อย คะแนน 1 หมายถึง มีความคาดหวังในระดับน้อยที่สุด ส่วนที่ 3 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ศักยภาพ ที่เป็น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ คือ คะแนน 5 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมาก คะแนน 3 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อย คะแนน 1 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อยที่สุด ส่วนที่ 4 ข้อคําถามเกี่ยวกับ เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม เกณฑ์ที่ให้คะแนนแบบสอบถามมี 5 ระดับ คือ คะแนน 5 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับมาก คะแนน 3 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อย คะแนน 1 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับน้อยที่สุด ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระ
  • 63.
    51 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 3.5.1.1การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และ จากสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญใช้การวิเคราะห์แบบลดทอนข้อมูล (Data Reduction) โดยทําการ เรียบเรียง (Editing) เพื่อจัดกลุ่ม (Segmenting) แล้วทําการสรุป (Summering) ข้อมูลเชิงคุณภาพ 3.5.1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ใช้วิธีการหาค่าร้อยละ ในการประเมินความเหมาะสม จากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ โดยกําหนด ระดับค่าคะแนนความเหมาะสมเกณฑ์ที่ให้คะแนนมี 5 ระดับ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scake) ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert Scale) ได้แก่ ระดับความเหมาะสมมากที่สุด = 5 คะแนน ระดับความเหมาะสมมาก = 4 คะแนน ระดับความเหมาะสมปานกลาง = 3 คะแนน ระดับความเหมาะสมน้อย = 2 คะแนน ระดับความเหมาะสมน้อยที่สุด = 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน เพื่อการวิเคราะห์ในส่วนของระดับความเหมาะสมของตัวแปร แบ่งออก เป็น 5 ช่วงระดับตามหลักเกณฑ์การแบ่ง ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง น้อยที่สุด คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง น้อย คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง มาก คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มากที่สุด 3.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยใช้วิธีการทางสถิติดังนี้ 3.5.2.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทํางาน ประสบการณ์ในการจัดทํา ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ใช้สถิติการวิเคราะห์ค่าความถี่ และค่าร้อยละ 3.5.2.2 การวิเคราะห์ ระดับความสําคัญของลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ระดับความสําคัญของ ศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึง ประสงค์และระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.5.2.3 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) โดยตรวจสอบความเหมาะสมของข้อมูล ด้วยการหาค่าดัชนีไกเซอร์-ไมเยอร์-ออลคิน (Kaiser Meyer Olkin : KMO) และค่า The Barlettett’s test of Sphericity ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดความเหมาะสมของ ข้อมูลตัวอย่างที่นํามาวิเคราะห์และใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) โดยการหาค่าน้ําหนัก หรือ อัตราความสัมพันธ์ของแต่ละตัวแปรภายในองค์ประกอบ
  • 64.
    52 3.5.2.4 การวิเคราะห์ค่าสถิติ t-testเพื่อทดสอบความแตกต่างของผลการอบรม โดยใช้ คู่มือพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม เป็นแนวทางใน การจัดอบรม
  • 65.
    53 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาเรื่องรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง แล้วนําไปสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษา ทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมผลการวิจัยมีดังนี้ 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 4.1.1 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมให้ความสําคัญกับเรื่องการจัดการ สิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องการเพิ่มความสามารถในการ แข่งขัน และต้องการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ส่วนสถานประกอบการขนาดกลางและเล็ก ส่วนใหญ่ ดําเนินการเมื่อได้รับการร้องขอจากลูกค้า หรือ โรงงานที่ขอจดทะเบียนกับ BOI เนื่องจากมีเงื่อนไข เรื่องสิทธิพิเศษกําหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงดําเนินการตามกฏหมายกําหนดขั้นต่ําเท่านั้น ไม่ได้จัดทํา อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ โรงงานอุตสาหกรรมที่ ตั้งอยู่นอกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ยังคงมองว่า การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมี ค่าใช้จ่ายสูง ทั้งด้านระบบบําบัด การส่งกําจัดอย่างถูกต้องตามกฏหมาย การตรวจสอบทางด้าน สิ่งแวดล้อม และต้องมีบุคลากรมารองรับกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ทําให้พบว่าปัญหาและ อุปสรรค ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ของประเทศไทย คือ ขาดการ สนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เช่น นโยบายที่จะกระตุ้น ส่งเสริม หรือ จูงใจ ให้ผู้ประกอบการ ดําเนินการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง การสนับสนุนแหล่งข้อมูลที่เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เพื่อให้สถานประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่าย หรือ การสนับสนุนทางด้านผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้ และความเข้าใจ ในการนําไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกําหนดของกฏหมาย 4.1.2 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญต่อที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ใน ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก ยังมีความต้องการ บุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นความรู้ เฉพาะทาง ปัญหาและอุปสรรคของ ภาคอุตสาหกรรมคือ ขาดแคลนบุคลากร ที่มีความรู้ทางด้าน การจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นข้อกําหนดของภาครัฐที่จะต้องมีบุคลากรปฏิบัติงานอยู่ประจําใน สถานประกอบการ บางเภท ที่เข้าข่ายตามที่กฏหมายกําหนด ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กก็จะมี ข้อเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่ ในการสรรหาบุคลากรดังกล่าว ดังนั้น บุคลากรทางที่มีความรู้ ความสามารถ ทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม จึงมีความจําเป็นที่ต้องได้รับการสร้าง และพัฒนา เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้  
  • 66.
    54 4.1.3 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ ต่อศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสนใจ และให้ความสําคัญทางด้าน สิ่งแวดล้อม มากขึ้นประกอบกับ ทําให้เกิดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ผู้ที่จะทํา หน้าที่เป็นที่ปรึกษา ต้องมีสามารถที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องของ ความรู้ จะต้องมีหลากหลายและ เป็นความรู้ที่ทันสมัย โดยแบ่งความรู้ออกเป็นหลายด้าน ที่สําคัญที่สุด คือ ความรู้เฉพาะทางในวิชาชีพ คือด้านการจัดการมลพิษแต่ละประเภท ควรเป็นความรู้ในเชิงลึก และความรู้ด้านอื่น ๆ ก็มี ความสําคัญด้วย เช่น ความรู้ด้านกฎหมายและข้อกําหนดต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึง มาตรฐานสากลที่ภาคอุตสหกรรมนํามาใช้ในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน ทักษะ คุณลักษณะ จรรยาบรรณ มาตรฐานด้านระบบบริหารงานคุณภาพ มาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม มาตรฐานด้าน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาตรฐานด้านการจัดการพลังงาน และมาตรฐานอื่น ๆ ที่มีความ เกี่ยวข้องกัน ความรู้ด้านการบริหารจัดการในภาคอุตสาหกรรม เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการ ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน เป็นต้น นอกจากความรู้ของที่ปรึกษาแล้ว สิ่งที่สําคัญต่อการเป็นที่ ปรึกษาคือ ทักษะ (Skill) ซึ่งทักษะที่สําคัญ คือ การสื่อสาร ทั้งการพูด อ่าน เขียน การสอน และ การถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้สามารถเข้าใจได้ง่าย และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ ให้เห็น ความสําคัญ และทําให้เกิดการมีส่วนร่วม ซึ่งผู้ที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ควรจะมีคุณลักษณะที่ง่ายต่อ การเข้าหา มีบุคลิกภาพที่ดี น่าเชื่อถือ มีไหวพริบดี สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี และมีความสุขุมรอบคอบ สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือ เรื่องของจรรยาบรรณในวิชาชีพ เพราะเป็นงานที่จะได้รับทราบข้อมูล ภายในของผู้รับบริการในเชิงลึก ดังนั้น ความซื่อสัตย์ และการรักษาความลับ จึงเป็นสิ่งสําคัญ รวมถึง การปฏิบัติตนให้เป็นกลาง ไม่มีอคติและรับผิดชอบต่องาน ที่ทําให้สําเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย 4.1.4 ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ ต่อแนวทางในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ที่ปรึกษาต้องมีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้สามารถก้าวทัน ความเปลี่ยนแปลงและต้องเป็นผู้นําในการเรียนรู้ ซึ่งวิธีการที่เกิดประโยชน์ที่สุดคือการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน กับผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ทั้งในวิชาชีพเดียวกันและที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างเครือข่าย ของที่ปรึกษาร่วมกับภาครัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อเป็นศูนย์กลางของข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญ และ ควรมีการอบรมสัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทดสอบเพื่อวัดระดับความรู้ ของที่ปรึกษา อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ ได้เข้ามาฝึกฝน หาประสบการณ์ เตรียม ความพร้อม ก่อนไปปฏิบัติงานจริง จะทําให้เกิดความแข็งแกร่งและยั่งยืน ในการพัฒนาองค์ความรู้ ร่วมกัน และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจอื่น ๆ ในการขอรับ การช่วยเหลือ หรือสนับสนุนข้อมูลเพื่อพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน
  • 67.
    55 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 1ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้สถิติค่าความถี่และค่าร้อยละ แสดงดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 4-1 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ เพศ จํานวน (คน) ร้อยละ ชาย 163 45.92 หญิง 192 54.08 รวม 355 100.00 จากตารางที่ 4-1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 54.08 และเป็น เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 45.92 ตารางที่ 4-2 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามอายุ อายุ จํานวน (คน) ร้อยละ ต่ํากว่า 35 ปี 147 41.41 35-45 ปี 143 40.28 46-55 ปี 58 16.34 มากกว่า 55 ปี 7 1.97 รวม 355 100.00 จากตารางที่ 4-2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุต่ํากว่า 35 ปี คิดเป็นร้อยละ 41.41 และอายุ 35-45 ปี คิดเป็นร้อยละ 40.28 ตารางที่ 4-3 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามวุฒิการศึกษาสูงสุด วุฒิการศึกษาสูงสุด จํานวน (คน) ร้อยละ ต่ํากว่าปริญญาตรี 83 23.38 ปริญญาตรี 229 64.51 ปริญญาโท 38 10.70 ปริญญาเอก 5 1.41 รวม 355 100.00 จากตารางที่ 4-3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 64.51
  • 68.
    56 ตารางที่ 4-4 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์ ทํางาน ประสบการณ์ทํางานจํานวน (คน) ร้อยละ น้อยกว่า 5 ปี 78 21.97 5 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี 82 23.10 10 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี 90 25.35 มากกว่า 15 ปี 105 29.58 รวม 355 100.00 จากตารางที่ 4-4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทํางานมากกว่า 15 ปี คิดเป็น ร้อยละ 29.58 ตารางที่ 4-5 จํานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจําแนกตามประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ ในการจัดทํา ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม จํานวน (คน) ร้อยละ น้อยกว่า 5 ปี 211 59.44 5 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี 98 27.61 10 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี 31 8.73 มากกว่า 15 ปี 15 4.23 รวม 355 100.00 จากตารางที่ 4-5 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อมน้อยกว่า 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 59.44 ตอนที่ 2 ลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาค อุตสาหกรรมคาดหวัง ลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม คาดหวังโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงดังตารางต่อไปนี้
  • 69.
    57 ตารางที่ 4-6 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ลําดับ ลักษณะ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม 4.13 0.92 มาก 2 ความรู้ด้านอื่น ๆ ของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้าน เศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 3.85 0.86 มาก 3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ 4.12 0.86 มาก 4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับ ผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ 4.21 0.85 มาก 5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็น ความสําคัญ และยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ ได้รับคําแนะนํา 4.10 0.80 มาก 6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่าง การให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความ ร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ 3.91 0.82 มาก 7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหาร จัดการอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่ 4.03 0.83 มาก 8 การมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการ ให้คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถาน ประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น 4.02 1.74 มาก รวม 4.05 0.67 มาก จากตารางที่ 4-6 พบว่าลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังโดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าลักษณะทั้งหมดคือสิ่งที่คาดหวังโดยอยู่ ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าลักษณะทางด้านวิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ ปรึกษาให้กับผู้รับบริการ ที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ ความรู้
  • 70.
    58 เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมส่วนความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ ของผู้รับบริการเช่น ด้านการบริหารงาน ด้านเศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตอนที่ 3 ศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ผลการวิเคราะห์ระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 4-7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการ ให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) ลําดับ ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และ การจัดการสิ่งแวดล้อม 4.34 0.79 มาก 2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละ ประเภท ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการ ผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษ ที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 4.19 0.79 มาก 3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิต จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ 4.06 0.80 มาก 4 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 4.33 0.80 มาก 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อม 4.02 0.84 มาก 6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม 3.91 0.89 มาก 7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก ห้องปฏิบัติการ 3.92 0.91 มาก 8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 4.19 0.85 มาก 9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 3.95 0.84 มาก 10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE 3.91 0.89 มาก รวม 4.08 0.66 มาก
  • 71.
    59 จากตารางที่ 4-7 พบว่าศักยภาพด้านความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านความรู้ เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดย ภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของ ศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิคอยู่ในระดับ มากทุกรายการ โดยความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อมมี ค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมส่วนการประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตารางที่ 4-8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน การให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองของ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) ลําดับ ความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรอง ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 มาตรฐานสากล (International Standards) ที่ เกี่ยวข้องที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้น 4.32 0.76 มาก 2 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO14004, ISO14031, ISO14064 ฯลฯ) 4.34 0.76 มาก 3 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System Standards) 4.02 0.80 มาก 4 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards) 4.09 0.83 มาก 5 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards) 4.08 0.81 มาก 6 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product Standard) 4.04 0.82 มาก 7 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management Standards) 4.11 0.80 มาก 8 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 4.18 0.80 มาก รวม 4.15 0.64 มาก จากตารางที่ 4-8 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน การให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองของที่ปรึกษาด้าน
  • 72.
    60 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นราย ข้อพบว่าระดับความสําคัญของศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านความรู้ ทางด้านมาตรฐานและการให้การรับรองอยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยมาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO14004, ISO14031, ISO14064 ฯลฯ) มีค่าเฉลี่ย มากที่สุดรองลงมาคือ มาตรฐานสากล (International Standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้นส่วนมาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System Standards) มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตารางที่ 4-9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน การให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการ รับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์ (Knowledge) ลําดับ ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและ ระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของ การให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การ รับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล 4.14 0.79 มาก 2 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ 4.14 0.76 มาก รวม 4.14 0.71 มาก จากตารางที่ 4-9 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญ ของศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ด้านกระบวนการ และ มาตรฐานของการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของ ศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐาน ของการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลอยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยระบบการให้การรับรอง ทั้งใน ระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการรับรอง ผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล และข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละ ระบบมีค่าเฉลี่ยมากเท่ากัน
  • 73.
    61 ตารางที่ 4-10 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน การให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) ลําดับ ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 4.11 0.78 มาก 2 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 4.26 0.78 มาก 3 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 4.06 0.76 มาก 4 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 3.93 0.79 มาก 5 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 4.19 0.77 มาก 6 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 3.74 0.84 มาก 7 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 4.07 0.81 มาก 8 กระบวนการ PDCA 4.17 0.78 มาก 9 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 4.08 0.83 มาก 10 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 4.06 0.81 มาก 11 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 4.18 0.82 มาก 12 เทคนิคการระดมสมอง 4.05 0.84 มาก รวม 4.08 0.64 มาก จากตารางที่ 4-10 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิคของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่ จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ ปรึกษา ด้านความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงานระเบียบวิธี และเทคนิค อยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยหลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ ระเบียบวิธีและ เทคนิคในการตรวจประเมิน (Audit) ส่วนหลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุนมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
  • 74.
    62 ตารางที่ 4-11 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นใน การให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา ของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Knowledge) ลําดับ ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา 3.98 0.76 มาก 2 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 4.03 0.76 มาก 3 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงาน ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 3.94 0.79 มาก รวม 3.98 0.68 มาก จากตารางที่ 4-11 พบว่าศักยภาพ ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษาของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของศักยภาพ ความรู้ที่ จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ด้านความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษาของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของศักยภาพความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ ปรึกษา ด้านความรู้ด้านความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา อยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยความ ต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษามีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมา คือ ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษาส่วนวัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการ ดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษามีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตารางที่ 4-12 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษา ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Skills) ลําดับ ทักษะที่สําคัญ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 4.37 0.72 มาก 2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 4.22 0.73 มาก 3 การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 4.41 0.76 มาก 4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 4.24 0.75 มาก 5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 4.32 0.77 มาก 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 4.37 0.75 มาก
  • 75.
    63 ตารางที่ 4-12 (ต่อ) ลําดับทักษะที่สําคัญ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไข ปัญหา 4.26 0.78 มาก 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่าง รวดเร็ว 4.20 0.79 มาก 9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 4.14 0.78 มาก 10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 4.24 0.75 มาก 11 การสร้างแรงจูงใจ 4.21 0.80 มาก 12 การบริหารความขัดแย้ง 4.06 0.83 มาก 13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 4.11 0.80 มาก 14 การบริหารเวลา 4.16 0.78 มาก 15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ ผู้เกี่ยวข้อง 4.19 0.78 มาก 16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 4.15 0.80 มาก 17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 4.19 0.77 มาก 18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 4.24 0.78 มาก 19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 4.15 0.79 มาก 20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และ เป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.15 0.78 มาก 21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 4.28 0.80 มาก 22 การเป็นผู้นํา 4.22 0.83 มาก รวม 4.22 0.61 มาก จากตารางที่4-12 พบว่าทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดย ภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของทักษะที่ สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม อยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยการให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบส่วนการบริหารความขัดแย้งมี ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
  • 76.
    64 ตารางที่ 4-13 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Attributes) ลําดับ คุณลักษณะที่สําคัญ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 4.09 0.76 มาก 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 3.99 0.79 มาก 3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 4.29 0.76 มาก 4 มีมนุษยสัมพันธ์ 4.37 0.69 มาก 5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 4.35 0.71 มาก 6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้ 4.29 0.72 มาก 7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 4.30 0.73 มาก 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 4.26 0.74 มาก 9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 4.29 0.73 มาก 10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 4.45 0.70 มาก 11 ร่าเริง ไม่เครียด 4.17 0.81 มาก 12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 4.21 0.77 มาก 13 มีปฏิภาณไหวพริบ 4.28 0.77 มาก 14 มีความพร้อมในการทํางาน 4.37 0.75 มาก 15 มีความคิดเชิงบวก 4.33 0.74 มาก 16 มีความคิดสร้างสรรค์ 4.29 0.74 มาก 17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 4.28 0.73 มาก 18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 4.38 0.72 มาก 19 เป็นคนช่างสังเกต 4.25 0.75 มาก 20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 4.22 0.77 มาก 21 มีความรับผิดชอบ 4.47 0.69 มาก 22 ให้ความเคารพผู้อื่น 4.37 0.71 มาก 23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 4.28 0.76 มาก 24 ไม่มีอคติ 4.31 0.78 มาก 25 มีความยืดหยุ่น 4.21 0.80 มาก 26 มีความมั่นใจในตัวเอง 4.14 0.81 มาก 27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 4.11 0.82 มาก 28 กล้าคิด กล้าทํา 4.20 0.76 มาก 29 เปิดเผย 4.17 0.83 มาก รวม 4.27 0.59 มาก
  • 77.
    65 จากตารางที่ 4-13 พบว่าคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา(ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททาง สังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับ ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ใน ระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าระดับความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) อยู่ในระดับมากทุกรายการ โดยมี ความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นส่วนมี จิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่นมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตารางที่ 4-14 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญ จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มี ต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคม ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ (Ethics) ลําดับ จรรยาบรรณของที่ปรึกษา ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 4.55 0.65 มากที่สุด 2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 4.39 0.71 มาก 3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 4.55 0.64 มากที่สุด 4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 4.52 0.66 มากที่สุด 5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 4.47 0.69 มาก 6 การยึดถือในความถูกต้อง 4.47 0.67 มาก 7 การยึดมั่นในหลักการ 4.41 0.70 มาก 8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 4.47 0.68 มาก 9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 4.49 0.63 มาก 10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 4.41 0.69 มาก 11 การยอมรับในความผิดพลาด 4.44 0.68 มาก รวม 4.47 0.56 มาก จากตารางที่ 4-14 พบว่าจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของ จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และสังคมของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ทั้งหมด อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าระดับความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเอง และ สังคมอยู่ในระดับมากที่สุด 3 รายการ และอยู่ในระดับมาก 8 รายการ โดยการรักษาความลับของ ข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล และมีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเองส่วนการรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
  • 78.
    66 ตอนที่ 4 เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ผลการวิเคราะห์ระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 4-15 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนา ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ลําดับ เทคนิควิธีการพัฒนา ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าระดับ ความ สําคัญ 1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 4.25 0.69 มาก 2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางาน ของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการทํางาน 4.21 0.69 มาก 3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพ เดียวกัน 4.15 0.64 มาก 4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 4.26 0.68 มาก 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้ เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น website, social media, mobile technology เป็นต้น 4.19 0.74 มาก 6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 4.22 0.71 มาก 7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 4.07 0.77 มาก 8 การศึกษาดูงานในประเทศ 3.64 0.97 มาก 9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 3.46 1.03 ปานกลาง 10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษากับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 3.86 0.89 มาก 11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ 3.91 0.84 มาก 12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 3.87 0.87 มาก 13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูล กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษา 3.97 0.92 มาก 14 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนา ยกระดับ 4.04 0.88 มาก รวม 4.01 0.63 มาก
  • 79.
    67 จากตารางที่ 4-15 พบว่าเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมโดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งหมดอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ระดับความสําคัญของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมาก 13 รายการ และอยู่ในระดับปานกลาง 1 รายการ โดยการฝึกอบรมในเรื่องที่ เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาคือ การเข้า ร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ส่วนการศึกษา ดูงานต่างประเทศมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตอนที่ 5 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 8 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-17 ตารางที่ 4-16 การวัดความเหมาะสมของปัจจัยสําคัญ ที่เป็นลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังด้วย KMO and Bartlett’s Test KMO and Bartlett's Test Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.909 Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 1261.145 df 28 Sig. 0.000 จากตารางที่ 4-16 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.909 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 8 คําถามมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ลักษณะของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังส่วนค่า Bartlett’ s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 1261.145 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559) การหาค่าความร่วมกัน (Communalities) ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน < 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-18
  • 80.
    68 ตารางที่ 4-17 ค่าความร่วมกัน(Communalities) ของลักษณะที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ข้อ คําถาม คําถาม Extraction 1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.641 2 ความรู้ด้านอื่น ๆ ของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 0.479 3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ 0.613 4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความ ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ 0.694 5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และยอมรับพร้อม ดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา 0.615 6 สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ 0.608 7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยง สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่ 0.595 8 การมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้คําปรึกษาอย่าง เพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น 0.127 จากตารางที่ 4-17 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 6 คําถาม มีค่าสูง กว่า 0.50จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ซึ่งสามารถ จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-18 และ 4-19
  • 81.
    69 ตารางที่ 4-18 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยสําคัญลักษณะของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวังจัดการ สิ่งแวดล้อม Total Variance Explained Component Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % 1 4.371 54.643 54.643 4.371 54.643 54.643 2 0.913 11.409 66.052 3 0.663 8.293 74.344 4 0.561 7.009 81.354 5 0.461 5.760 87.113 6 0.385 4.818 91.931 7 0.341 4.259 96.190 8 0.305 3.810 100.000 จากตารางที่ 4-18 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 8 ปัจจัยทุกปัจจัยมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และร้อยละ ความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 54.643 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ ปัจจัยที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 54.643% ตารางที่ 4-19 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดลักษณะของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว ข้อ คําถาม คําถาม Component 4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความ ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ 0.833 1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.800 8 การมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้คําปรึกษาอย่าง เพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงาน ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น 0.800 5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และยอมรับ พร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา 0.785 3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อ วิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ 0.783
  • 82.
    70 ตารางที่ 4-19 (ต่อ) ข้อ คําถาม คําถามComponent 6 สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ 0.780 7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้ เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่ 0.771 2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 0.692 จากตารางที่ 4-19 พบว่า องค์ประกอบ มีจํานวนตัวแปร 8 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายด้วย 8 ข้อคือ วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการ ที่มีความชัดเจน และง่ายต่อการเข้าใจ ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยนี้สูงสุดรองลงมาเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยได้แก่ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมการมีข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจาก หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้นสามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนําจรรยาบรรณของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่อง เวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหาร จัดการด้านอื่น ๆ ที่องค์กรปฏิบัติอยู่และความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจเกี่ยวกับศักยภาพ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และ จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ 2.1 ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 35 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-21 ตารางที่ 4-20 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test KMO and Bartlett's Test Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.962 Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 10256.073 df 595 Sig. 0.000
  • 83.
    71 จากตารางที่ 4-20 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่าKMO เท่ากับ 0.969 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 35 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 10256.073 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559) การหาค่าความร่วมกัน.(Communalities).ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน < 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-22 ตารางที่ 4-21 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ข้อ คําถาม ตัวแปร Extraction 1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.757 2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่ง ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 0.602 3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งมอบ สินค้าและบริการ 0.505 4 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 0.690 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.676 6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน สิ่งแวดล้อม 0.812 7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้าน สิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ 0.781 8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 0.651 9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 0.634 10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE 0.680 11 มาตรฐานสากล (International Standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อ องค์กร เช่น ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้น 0.650 12 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO14004, ISO14031, ISO14064 ฯลฯ) 0.703 13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System Standards) 0.738
  • 84.
    72 ตารางที่ 4-21 (ต่อ) ข้อ คําถาม ตัวแปรExtraction 14 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards ) 0.704 15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards) 0.701 16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product Standard) 0.712 17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management Standards) 0.721 18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 0.612 19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้ง กระบวนการและขั้นตอนของการให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล 0.601 20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ 0.606 21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 0.633 22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 0.684 23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 0.684 24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 0.628 25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 0.664 26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 0.702 27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 0.630 28 กระบวนการ PDCA 0.679 29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 0.718 30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 0.735 31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 0.731 32 เทคนิคการระดมสมอง 0.690 33 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 0.703 34 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา 0.828 35 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 0.799 จากตารางที่ 4-21 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 35 คําถาม มีค่าสูง กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป
  • 85.
    73 และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading)ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-22 และ 4-23 ตารางที่ 4-22 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความรู้ที่จําเป็น ในการ ให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ Component Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings Rotation Sums of Squared Loadings Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % 1 18.078 51.650 51.650 18.078 51.650 51.650 7.103 20.294 20.294 2 2.001 5.717 57.367 2.001 5.717 57.367 5.219 14.912 35.207 3 1.615 4.615 61.982 1.615 4.615 61.982 4.681 13.374 48.581 4 1.222 3.491 65.473 1.222 3.491 65.473 4.293 12.265 60.846 5 1.130 3.228 68.700 1.130 3.228 68.700 2.749 7.854 68.700 6 0.877 2.507 71.207 7 0.764 2.183 73.390 8 0.753 2.153 75.543 9 0.672 1.921 77.463 10 0.600 1.715 79.179 11 0.562 1.607 80.785 12 0.515 1.471 82.257 13 0.459 1.310 83.567 14 0.445 1.272 84.838 15 0.405 1.158 85.996 16 0.388 1.109 87.105 17 0.367 1.049 88.153 18 0.356 1.018 89.172 19 0.326 0.931 90.103 20 0.313 0.896 90.998 21 0.298 0.851 91.850 22 0.273 0.779 92.629 23 0.262 0.749 93.378 24 0.261 0.745 94.123 25 0.240 0.685 94.808 26 0.233 0.666 95.473 27 0.216 0.617 96.090 28 0.213 0.609 96.700 29 0.200 0.571 97.271 30 0.189 0.539 97.810 31 0.175 0.501 98.311 32 0.161 0.461 98.772 33 0.157 0.448 99.220 34 0.144 0.412 99.633 35 0.129 0.367 100.000
  • 86.
    74 จากตารางที่ 4-22 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน5 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 68.700 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 20.294% องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 14.912% องค์ประกอบที่ 3 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 13.374% องค์ประกอบที่ 4 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 12.265% องค์ประกอบที่ 5 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 7.854% ตารางที่ 4-23 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยความรู้ที่ จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการ พึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว ข้อ คําถาม คําถาม Component 1 2 3 4 5 29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 0.743 28 กระบวนการ PDCA 0.704 27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 0.704 30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 0.688 32 เทคนิคการระดมสมอง 0.683 23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 0.658 31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 0.657 26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 0.655 24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 0.615 21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 0.610 25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 0.593 22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 0.545 16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 0.740 17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability management standards) 0.731 13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement controlsystem standards) 0.680 18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 0.664 14 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditationstandards) 0.646 15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformityassessment standards) 0.643 19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้ง การรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัว บุคคล 0.485 20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ 0.411
  • 87.
    75 ตารางที่ 4-23 (ต่อ) ข้อ คําถาม คําถามComponent 1 2 3 4 5 1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และ การจัดการสิ่งแวดล้อม 0.711 12 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ (ISO 14001,ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ) 0.674 4 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 0.658 2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละ ประเภท ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิด ในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 0.543 11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่ เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้น 0.530 3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิต จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ 0.415 6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม 0.800 7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก ห้องปฏิบัติการ 0.787 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อม 0.603 10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE 0.590 9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 0.568 8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 0.474 34 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 0.809 33 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา 0.800 35 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานของ องค์กรที่ให้คําปรึกษา 0.689 ตารางที่ 4-23 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้ 5 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 68.700 และพิจารณาเป็นราย ปัจจัยได้ดังนี้
  • 88.
    76 องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง0.545 ถึง 0.743 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 20.294 มีจํานวนตัวแปร 12 ข้อเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 2. กระบวนการ PDCA 3. เทคนิคการทํางานเป็นทีม 4. เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 5. เทคนิคการระดมสมอง 6. เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 7. เทคนิคการแก้ไขปัญหา 8. หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 9. เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 10. ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 11. ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 12. หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการ รวมถึงการใช้ แนวทางต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งควรเป็นความรู้ของผู้มี อาชีพเป็นที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้ด้านการบริหาร จัดการ (Management knowledge)” องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.411 ถึง 0.740 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 14.912 มีจํานวนตัวแปร 8 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product Standard) 2. มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ ( Dependability Management Standards) 3. มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Controlsystem Standards) 4. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย 5. มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards ) 6. มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards) 7. ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและ ขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล 8. ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ จากองค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ มาตรฐาน ข้อบังคับ กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภายในประเทศและที่เป็นสากล องค์ประกอบนี้ชื่อ ว่า “ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation knowledge)” องค์ประกอบที่ 3มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.415 ถึง 0.711 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 13.374 มีจํานวนตัวแปร 6 ข้อเรียงลําดับจากมากไปน้อยประกอบด้วย 1. ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่าง ๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • 89.
    77 2. มาตรฐานสากล ISO14000 Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO 14004, ISO 14031, ISO 14064 ฯลฯ) 3. กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 4. ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 5. มาตรฐานสากล (International Standards) ที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001, ISO 19011, ISO 50001 เป็นต้น 6. กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ จากองค์ประกอบที่ 3 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ และวิธีการ ต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจําเป็นต้องดําเนินการให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มความสามารถใน การแข่งขันองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry Knowledge)” องค์ประกอบที่ 4 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.474 ถึง 0.800 ซึ่งสามารถอธิบายความ ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 12.265 มีจํานวนตัวแปร 6 ข้อเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม 2. การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ 3. เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 4. ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE 5. การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 6. การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) จากองค์ประกอบที่ 4 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ให้ความสําคัญกับการป้องกันและปกป้องสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อความ ยั่งยืนองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological Modernization knowledge)” องค์ประกอบที่ 5 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.689 ถึง 0.809 ซึ่งสามารถอธิบายความ ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 7.854 มีจํานวนตัวแปร 3 ข้อเรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 2. ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 3. วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา จากองค์ประกอบที่ 5 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ข้อมูลขององค์กรที่ต้องเข้าไปให้คําปรึกษา ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลทั่วไปด้านธุรกิจ และข้อมูลด้านการบริหารจัดการขององค์กรองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight Knowledge)” 2.2 ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 22 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-24
  • 90.
    78 ตารางที่ 4-24 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test KMO and Bartlett's Test Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.967 Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 6936.714 df 231 Sig. 0.000 จากตารางที่ 4-24 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.967 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 22 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสําคัญของ ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 6936.714 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559) การหาค่าความร่วมกัน (Communalities) ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน < 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-26 ตารางที่ 4-25 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ข้อ คําถาม ตัวแปร Extraction 1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 0.688 2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 0.669 3 การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 0.771 4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 0.720 5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 0.754 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 0.714 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 0.679 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 0.672 9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 0.640 10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 0.623 11 การสร้างแรงจูงใจ 0.671 12 การบริหารความขัดแย้ง 0.709 13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 0.712
  • 91.
    79 ตารางที่ 4-25 (ต่อ) ข้อ คําถาม ตัวแปรExtraction 14 การบริหารเวลา 0.648 15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 0.639 16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 0.654 17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 0.676 18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 0.651 19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 0.596 20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 0.696 21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 0.627 22 การเป็นผู้นํา 0.626 จากตารางที่ 4-25 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 22 คําถาม มีค่าสูง กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-26 และ 4-27
  • 92.
    80 ตารางที่ 4-26 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของทักษะที่ สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ Component Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings Rotation Sums of Squared Loadings Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % 1 13.681 62.185 62.185 13.681 62.185 62.185 8.548 38.856 38.856 2 1.152 5.237 67.422 1.152 5.237 67.422 6.285 28.566 67.422 3 0.862 3.920 71.342 4 0.673 3.058 74.400 5 0.593 2.695 77.095 6 0.493 2.242 79.337 7 0.462 2.102 81.439 8 0.446 2.028 83.467 9 0.388 1.764 85.231 10 0.366 1.665 86.895 11 0.346 1.572 88.467 12 0.314 1.427 89.894 13 0.306 1.393 91.287 14 0.275 1.248 92.536 15 0.260 1.181 93.716 16 0.245 1.112 94.829 17 0.235 1.067 95.896 18 0.220 1.001 96.897 19 0.194 0.884 97.781 20 0.185 0.843 98.623 21 0.156 0.707 99.330 22 0.147 0.670 100.000 จากตารางที่ 4-26 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจากการ วิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 2 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และ ร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 67.422 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 38.856% องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 28.566%
  • 93.
    81 ตารางที่ 4-27 ค่าน้ําหนักปัจจัย(Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย ความสําคัญของทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว ข้อ คําถาม คําถาม Component 1 2 12 การบริหารความขัดแย้ง 0.798 13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 0.765 16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 0.734 9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 0.732 20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 0.730 14 การบริหารเวลา 0.730 17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 0.706 11 การสร้างแรงจูงใจ 0.694 15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 0.691 19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 0.685 22 การเป็นผู้นํา 0.684 10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 0.677 18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 0.668 21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 0.639 3 การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 0.798 1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 0.791 5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 0.745 2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 0.744 4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 0.727 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 0.716 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 0.653 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 0.590 ตารางที่ 4-27 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้ 2 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 67.422 และพิจารณาเป็นราย ปัจจัยได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.639 ถึง 0.798 ซึ่งสามารถอธิบายความ ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 38.856 มีจํานวนตัวแปร 14 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. การบริหารความขัดแย้ง 2. การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 3. การมอบหมายงาน และการติดตามผล 4. การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน
  • 94.
    82 5. การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 6. การบริหารเวลา 7. การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย 8. การสร้างแรงจูงใจ 9. การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 10. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 11. การเป็นผู้นํา 12. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 13. การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 14. การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน เป็นลักษณะส่วนบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “ทักษะ ด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side Skill)” องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.590 ถึง 0.798 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 28.566 มีจํานวนตัวแปร 8 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย. 1. การให้คําปรึกษา, การสอน และถ่ายทอดความรู้ 2. การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 3. การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 4. การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 5. การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 6. การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 7. การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 8. การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่างรวดเร็ว จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ สติปัญญา (IQ) ในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ องค์ประกอบ นี้ชื่อว่า “ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side Skill)” 2.3 คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 29 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-28
  • 95.
    83 ตารางที่ 4-28 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test KMO and Bartlett's Test Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.973 Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 9706.730 df 406 Sig. 0.000 จากตารางที่ 4-28 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.973 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 29 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสําคัญของ คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 9706.730 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559) การหาค่าความร่วมกัน.(Communalities).ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน < 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-30 ตารางที่ 4-29 ค่าความร่วมกัน (Communalities) ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา ด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ข้อ คําถาม ตัวแปร Extraction 1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 0.591 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 0.591 3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 0.641 4 มีมนุษยสัมพันธ์ 0.723 5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 0.717 6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ 0.696 7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 0.663 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 0.655 9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 0.666 10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 0.652 11 ร่าเริง ไม่เครียด 0.586 12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 0.688 13 มีปฏิภาณไหวพริบ 0.687
  • 96.
    84 ตารางที่ 4-29 (ต่อ) ข้อ คําถาม ตัวแปรExtraction 14 มีความพร้อมในการทํางาน 0.737 15 มีความคิดเชิงบวก 0.685 16 มีความคิดสร้างสรรค์ 0.639 17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 0.639 18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 0.595 19 เป็นคนช่างสังเกต 0.632 20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 0.654 21 มีความรับผิดชอบ 0.639 22 ให้ความเคารพผู้อื่น 0.676 23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 0.746 24 ไม่มีอคติ 0.677 25 มีความยืดหยุ่น 0.724 26 มีความมั่นใจในตัวเอง 0.668 27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 0.580 28 กล้าคิด กล้าทํา 0.722 29 เปิดเผย 0.684 จากตารางที่ 4-29 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 29 คําถาม มีค่าสูง กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-30 และ 4-31
  • 97.
    85 ตารางที่ 4-30 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของคุณลักษณะ ที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ Component Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings Rotation Sums of Squared Loadings Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % 1 17.811 61.416 61.416 17.811 61.416 61.416 10.892 37.558 37.558 2 1.438 4.959 66.374 1.438 4.959 66.374 8.357 28.816 66.374 3 0.954 3.290 69.664 4 0.760 2.620 72.284 5 0.732 2.523 74.806 6 0.611 2.106 76.913 7 0.580 2.001 78.914 8 0.513 1.771 80.684 9 0.497 1.712 82.397 10 0.426 1.470 83.867 11 0.414 1.427 85.294 12 0.382 1.317 86.611 13 0.346 1.194 87.805 14 0.324 1.116 88.921 15 0.312 1.076 89.997 16 0.284 0.978 90.975 17 0.276 0.953 91.928 18 0.253 0.873 92.802 19 0.250 0.863 93.664 20 0.230 0.794 94.458 21 0.227 0.782 95.240 22 0.213 0.734 95.974 23 0.209 0.721 96.695 24 0.184 0.633 97.328 25 0.176 0.606 97.935 26 0.161 0.556 98.491 27 0.157 0.542 99.033 28 0.152 0.523 99.555 29 0.129 0.445 100.000 จากตารางที่ 4-30 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 2 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 66.374 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 37.558% องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 28.816%
  • 98.
    86 ตารางที่ 4-31 ค่าน้ําหนักปัจจัย(Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย ความสําคัญของคุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว ข้อ คําถาม คําถาม Component 1 2 23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 0.794 28 กล้าคิด กล้าทํา 0.793 25 มีความยืดหยุ่น 0.789 29 เปิดเผย 0.776 26 มีความมั่นใจในตัวเอง 0.757 24 ไม่มีอคติ 0.750 20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 0.732 22 ให้ความเคารพผู้อื่น 0.725 27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 0.685 17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 0.678 12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 0.673 13 มีปฏิภาณไหวพริบ 0.668 11 ร่าเริง ไม่เครียด 0.643 19 เป็นคนช่างสังเกต 0.636 14 มีความพร้อมในการทํางาน 0.629 18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 0.628 21 มีความรับผิดชอบ 0.611 16 มีความคิดสร้างสรรค์ 0.609 15 มีความคิดเชิงบวก 0.609 5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 0.749 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 0.739 1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 0.738 9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 0.725 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 0.713 3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 0.711 4 มีมนุษยสัมพันธ์ 0.700 10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 0.664 6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ 0.654 7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 0.623 ตารางที่ 4-31 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้ 2 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 66.374 และพิจารณาเป็นราย ปัจจัยได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.609 ถึง 0.794 ซึ่งสามารถอธิบายความ ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 37.558 มีจํานวนตัวแปร 19 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยได้ ประกอบด้วย
  • 99.
    87 1. มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 2. กล้าคิดกล้าทํา 3. มีความยืดหยุ่น 4. เปิดเผย 5. มีความมั่นใจในตัวเอง 6. ไม่มีอคติ 7. มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 8. ให้ความเคารพผู้อื่น 9. สุขภาพร่างกายแข็งแรง 9. มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 10. มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 11. มีปฏิภาณไหวพริบ 12. ร่าเริง ไม่เครียด 13. เป็นคนช่างสังเกต 14. มีความพร้อมในการทํางาน 15. ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 16. มีความรับผิดชอบ 17. มีความคิดสร้างสรรค์ 18. มีความคิดเชิงบวก จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ที่แสดงความเป็นตัวตน ภายในออกมา องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity)” องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.623 ถึง 0.749 ซึ่งสามารถอธิบายความผัน แปรของตัวแปรได้ร้อยละ 28.816 มีจํานวนตัวแปร 10 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยได้ ประกอบด้วย 1. มีวินัยในการปฏิบัติงาน 2. มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 3. มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 4. มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 5. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 6. บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 7. มีมนุษยสัมพันธ์ 8. เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 9. มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ 10. มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย จากองค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นคุณลักษณะของบุคคลหนึ่ง ๆ ที่พึงแสดงออก ต่อบุคคลอื่น เมื่ออยูในสังคม และถือเป็นพฤติกรรมมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคาดหวัง และยอมรับ องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ”
  • 100.
    88 2.4 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการต่อตนเองและสังคม ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 11 ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-32 ตารางที่ 4-32 การวัดความเหมาะสมของความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ด้วย KMO and Bartlett’s Test KMO and Bartlett's Test Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.944 Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 3564.380 df 55 Sig. 0.000 จากตารางที่ 4-32ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.944 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 11 ข้อมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสําคัญของ จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ส่วนค่า Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 3564.380 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559) การหาค่าความร่วมกัน (Communalities)ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน < 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า.Initial Communality ของ ตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-33
  • 101.
    89 ตารางที่ 4-33 ค่าความร่วมกัน(Communalities) ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ข้อคําถาม ตัวแปร Extraction 1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 0.543 2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 0.612 3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 0.730 4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 0.746 5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 0.744 6 การยึดถือในความถูกต้อง 0.708 7 การยึดมั่นในหลักการ 0.721 8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 0.763 9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 0.762 10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 0.704 11 การยอมรับในความผิดพลาด 0.697 จากตารางที่ 4-33 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 11 คําถาม มีค่าสูง กว่า 0.50 จึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-35 และ 4-36 ตารางที่ 4-34 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยความสําคัญของ จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ Component Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % 1 7.731 70.284 70.284 7.731 70.284 70.284 2 0.654 5.944 76.229 3 0.484 4.399 80.627 4 0.436 3.968 84.595 5 0.372 3.383 87.978 6 0.308 2.801 90.779 7 0.265 2.406 93.185 8 0.235 2.134 95.319 9 0.195 1.774 97.093 10 0.182 1.652 98.745 11 0.138 1.255 100.000
  • 102.
    90 จากตารางที่ 4-34 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน1 องค์ประกอบทุกองค์ประกอบมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 70.284 ตารางที่ 4-35 ค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัย ความสําคัญของจรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์เมื่อทําการหมุนแกนแล้ว ข้อ คําถาม คําถาม Component 1 8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 0.874 9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 0.873 4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 0.864 5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 0.863 3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 0.854 7 การยึดมั่นในหลักการ 0.849 6 การยึดถือในความถูกต้อง 0.842 10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 0.839 11 การยอมรับในความผิดพลาด 0.835 2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 0.782 1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 0.737 ตารางที่ 4-35 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้ 1 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 70.284 และพิจารณาเป็น รายปัจจัยได้ดังนี้ องค์ประกอบนี้ มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.737 ถึง 0.874 ซึ่งสามารถอธิบายความผันแปร ของตัวแปรได้ร้อยละ70.284 เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อยมีจํานวนตัวแปร 11 ข้อ ประกอบด้วย 1. มีความยุติธรรม และคุณธรรม 2. การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 3. ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 4. การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 5. มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 6. การยึดมั่นในหลักการ 7. การยึดถือในความถูกต้อง 8. การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 9. การยอมรับในความผิดพลาด 10. การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 11. การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล
  • 103.
    91 จากองค์ประกอบนี้ พบว่า เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับ ความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการ นับว่าเป็นสิ่งสําคัญต่อวิชาชีพองค์ประกอบนี้ชื่อว่า “จรรยาบรรณใน วิชาชีพ (Code of Ethics)” 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยนําข้อมูลตัวแปรทั้งหมด 14ตัวแปรมาทําการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ Bartlett’s Test ดังตารางที่ 4-37 ตารางที่ 4-36 การวัดความเหมาะสมของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วย KMO and Bartlett’s Test KMO and Bartlett's Test Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. 0.939 Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square 4156.563 df 91 Sig. 0.000 จากตารางที่ 4-36 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่า KMO เท่ากับ 0.939 ซึ่งมากกว่า 0.50 และเข้า ใกล้ค่า 1 สรุปได้ว่าตัวแปรทั้ง 14 คําถามมีความเหมาะสมที่จะใช้เทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยสําคัญ เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมส่วนค่า Bartlett’s Test มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ Chi-Square = 4156.563 ได้ค่า Significance = 0.000 ซึ่ง น้อยกว่า 0.05 หมายความว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนํามาวิเคราะห์ปัจจัยได้ (Kaiser and Rice, 1974 อ้างถึงใน ยุพาภรณ์, 2559) การหาค่าความร่วมกัน (Communalities) ค่าความร่วมกันเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรอื่นๆที่เหลือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ของตัวแปร (0 <ค่าความร่วมกัน < 1) ถ้าค่าความร่วมกัน = 0 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ ไม่สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ แต่ถ้าค่าความร่วมกัน = 1 แสดงว่าตัวแปรนั้น ๆ สามารถอธิบายค่าความผันแปรของตัวแปรได้ ทั้งหมดค่า Initial Communality จากวิธีสกัดปัจจัยหลักจะกําหนดให้ค่า Initial Communality ของตัวแปรทุกตัวเป็น 1 (ยุพาภรณ์, 2559) ดังตารางที่ 4-38
  • 104.
    92 ตารางที่ 4-37 ค่าความร่วมกัน(Communalities) ของเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ข้อ คําถาม ตัวแปร Extraction 1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม 0.654 2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อ ศึกษากระบวนการทํางาน 0.712 3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 0.639 4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่าง ต่อเนื่องทุกปี 0.684 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือ ประกอบการอบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile Technology เป็นต้น 0.651 6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 0.619 7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 0.635 8 การศึกษาดูงานในประเทศ 0.756 9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 0.749 10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 0.763 11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ 0.790 12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 0.815 13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 0.803 14 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 0.738 จากตารางที่ 4-37 ผลการวิเคราะห์การหาค่า Extraction Communality ของตัวแปร หลังจากที่ได้สกัดปัจจัยแล้วพบว่าค่า Extraction Communality ของตัวแปรทั้ง 14 คําถาม มีค่าสูง กว่า 0.50ทุกตัวแปรจึงมีความเหมาะสมสามารถจัดอยู่ในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ชัดเจน การหาค่าความแปรปรวน (Total Variance Explained) เพื่อดูการเกาะกลุ่มของตัวแปร โดยเลือกสกัดปัจจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยหลักร่วมกับการหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ โดยตั้งเกณฑ์การพิจารณาปัจจัยคือปัจจัยนั้นต้องมีค่าความผันแปร (Eigenvalue) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป และตัวแปรแต่ละตัวในปัจจัยต้องมีค่าน้ําหนักปัจจัย (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปซึ่งสามารถ จัดกลุ่มปัจจัยได้ดังตารางที่ 4-39 และ 4-40 ตารางที่ 4-38 ค่าสถิติสําหรับแต่ละปัจจัยทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยของเทคนิควิธีในการพัฒนา ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • 105.
    93 Component Initial Eigenvalues ExtractionSums of Squared Loadings Rotation Sums of Squared Loadings Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative % 1 8.488 60.628 60.628 8.488 60.628 60.628 5.553 39.665 39.665 2 1.519 10.853 71.481 1.519 10.853 71.481 4.454 31.817 71.481 3 0.727 5.192 76.673 4 0.557 3.975 80.649 5 0.507 3.623 84.272 6 0.399 2.846 87.118 7 0.361 2.577 89.695 8 0.296 2.114 91.809 9 0.269 1.924 93.732 10 0.230 1.646 95.378 11 0.188 1.346 96.724 12 0.169 1.208 97.932 13 0.154 1.099 99.031 14 0.136 0.969 100.000 จากตารางที่ 4-38 ซึ่งแสดงสถิติทั้งก่อนและหลังการสกัดปัจจัยโดยวิธีสกัดปัจจัยหลักจาก การวิเคราะห์สามารถจําแนกได้จํานวน 2 องค์ประกอบทุกปัจจัยมีค่าความผันแปรมากกว่า 1 และ ร้อยละความแปรปรวนสะสมเท่ากับ 71.481 สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีตัวแปรมากที่สุดและอธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 39.665% องค์ประกอบที่ 2 อธิบายความผันแปรทั้งหมดได้ 31.817%
  • 106.
    94 ตารางที่ 4-39 ค่าน้ําหนักปัจจัย(Factor Loading) ของแต่ละตัวแปรที่มีค่าสูงสุดในปัจจัยของ เทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเมื่อ ทําการหมุนแกนแล้ว ข้อ คําถาม ตัวแปร Component 1 2 9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 0.845 8 การศึกษาดูงานในประเทศ 0.839 12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 0.834 10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือสถาบันการศึกษา 0.819 13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 0.811 11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ 0.809 14 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 0.752 2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อศึกษากระบวนการทํางาน 0.814 1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรอง ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 0.793 4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 0.750 3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 0.745 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็น เครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile Technology เป็นต้น 0.729 6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 0.650 7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 0.582 ตารางที่ 4-39 เมื่อพิจารณาจากค่าน้ําหนักของปัจจัยพบว่าตัวแปรทั้งหมดจัดกลุ่มได้ 2 องค์ประกอบสามารถอธิบายความผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 71.481 และพิจารณาเป็นราย ปัจจัยได้ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.752 ถึง 0.845 ซึ่งสามารถอธิบายความ ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 39.665 มีจํานวนตัวแปร 7 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. การศึกษาดูงานต่างประเทศ 2. การศึกษาดูงานในประเทศ 3. การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 4. การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 5. การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
  • 107.
    95 6. การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร ต่าง ๆ 7. การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 3 จากองค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการเรียนรู้ ทั้งแบบเรียนรู้ ด้วยตนเอง และเข้ารับการฝึกอบรม องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “การพัฒนาด้วยความรู้ (Head)” องค์ประกอบที่ 2 มีค่าน้ําหนักปัจจัยอยู่ระหว่าง 0.582 ถึง 0.814 ซึ่งสามารถอธิบายความ ผันแปรของตัวแปรได้ร้อยละ 31.817 มีจํานวนตัวแปร 7 ข้อ เรียงลําดับความสัมพันธ์มากไปน้อย ประกอบด้วย 1. การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ 2. การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม 3. การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 4. การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 5. การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการ อบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile Technology เป็นต้น 6. การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 7. การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ จากองค์ประกอบที่ 2 พบว่า เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการปฏิบัติจริง ในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น องค์ประกอบนี้ชื่อว่า “การพัฒนาด้วย การปฏิบัติ (Hand-on)” 4.3 สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความรู้ 2) ทักษะ 3) คุณลักษณะ 4) จรรยาบรรณ 5) เทคนิคในการพัฒนา สามารถสรุปผลได้ดังตารางที่ 4-41 และภาพที่ 4-1
  • 108.
    96 ตารางที่ 4-40 สรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ ศักยภาพที่ปรึกษา จํานวน องค์ประกอบ ชื่อองค์ประกอบ จํานวน ตัวแปร (ข้อ) รวมจํานวน ตัวแปร (ข้อ) ด้านความรู้ (Knowledge) 5 1.ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Mangement Knowledge) 12 32 2. ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation Knowledge) 5 3. ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว ( Green Industry Knowledge) 6 4. ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม (Ecological Modernization Knowledge) 6 5. ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถาน ประกอบการ (Customer Insight Knowledge) 3 ด้านทักษะ (Skill) 2 1. ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side) 14 22 2. ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side) 8 ด้านคุณลักษณะ (Attributes) 2 1. อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity) 19 29 2. อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) 10 ด้านจรรยาบรรณ (Ethics) 1 จรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of Ethics) 11 11 เทคนิคใน การพัฒนา (Development) 2 1. การพัฒนาด้วยความรู้ (Head) 7 142. การพัฒนาด้วยการปฏิบัติ (Hand-on) 7
  • 109.
    ไ ภาพ 4.4 สรุปผล ผู้วิจัยไ จรรยาบรรณ ผู้เชี่ยวชาญ จ องค์ประกอบ เหมาะสมแต่ ย้ายปัจจัยขอ เสนอแนะให้ท การพัฒนาแล ได้ดังตารางที่ ที่4-1 รูปแบ ภาคอ ลการวิเคราะห ได้นําผลลัพธ์จ ณ และเทคนิ จํานวน 9 คน บทั้งนี้ผู้เข้าร่ว ควรปรับในส่ว องบางองค์ป ทบทวนนิยาม ละสื่อสารในว ี่ 4-41 บบการพัฒนา อุตสาหกรรม ห์จากการประ จากการวิเคร นิคในการพัฒ น ในการประช วมประชุมกลุ่ วนของปัจจัย ระกอบ เพื่อ มของปัจจัยแล วงกว้างจากเห าศักยภาพที่ปรึ ะชุมกลุ่มย่อย าะห์เชิงสํารว ฒนา ทั้งที่เป็ ชุมกลุ่มย่อยเพ ลุ่มย่อยมีความ ย่อยโดยได้พิจ อให้เกิดความ ละองค์ประกอ หตุผลดังกล่าว รึกษาด้านระบ (Focus Gro วจทั้ง 5 ด้าน นองค์ประก พื่อให้ความเห็ มเห็นว่า รูปแ จารณาลดจําน มสอดคล้องเชิ บให้สอดคล้อ ว ผู้วิจัยได้ดําเ บบการจัดการ oup Discuss น ได้แก่ ความ อบหลักและ ห็นและประเมิ แบบและองค์ นวนปัจจัยที่มี ชิงโครงสร้าง องกัน ซึ่งจะทํา เนินการแก้ไข รสิ่งแวดล้อมใ sion) มรู้ ทักษะ คุณ ะ 108 ปัจจัย มินความเหมา ค์ประกอบหลั มีลักษณะเดียว และเนื้อหา าให้เกิดความช ปรับปรุง สาม 97 น ณลักษณะ เสนอต่อ าะสมของ ลักมีความ วกัน และ พร้อมทั้ง ชัดเจนต่อ มารถสรุป
  • 110.
    98 ตารางที่ 4-41 รายละเอียดของรูปแบบพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ได้ทําการปรับปรุงหลังจากประชุมกลุ่มย่อย(Focus Group Discussion) ศักยภาพที่ปรึกษา จํานวน องค์ประกอบ ชื่อองค์ประกอบ จํานวน ตัวแปร (ข้อ) รวมจํานวน ตัวแปร (ข้อ) ด้านความรู้ (Knowledge) 5 1. ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Mangement Knowledge) 10 29 2. ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation Knowledge) 7 3. ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry Knowledge) 5 4. ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม (Ecological Modernization Knowledge) 4 5. ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถาน ประกอบการ (Customer Insight Knowledge) 3 ด้านทักษะ (Skill) 2 1.ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side) 11 20 2. ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard Side) 9 ด้านคุณลักษณะ (Attirbutes) 2 1. อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Inner Self) 19 29 2. อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Norm) 10 ด้านจรรยาบรรณ (Ethic) 1 จรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of Ethics) 8 8 เทคนิคใน การพัฒนา (Development) 2 1. พัฒนาความรู้ (Head) 7 142. พัฒนาการปฏิบัติ (Hand on) 7 จากตารางที่ 4-41 ในองค์ประกอบแต่ละด้าน มีรายละเอียดขององค์ประกอบดังนี้ ด้านความรู้ (Knowledge) มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Management Knowledge) มี 10 ปัจจัย ประกอบด้วย 1. มีความรู้และเข้าใจในกระบวนการถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy Deployment) 2. มีความรู้และเข้าใจแนวคิดของวัฏจักรเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือวงจร PDCA 3. มีความรู้และเข้าใจการบริหารทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย (Team Management) 4. มีความรู้และเข้าใจเครื่องมือทางด้านบริหารจัดการที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement Tools) 5. มีความรู้และเข้าใจทฤษฏีและองค์ประกอบของความคิดเชิงระบบการค้นหาและแก้ไข ปัญหาขั้นตอนการทํางานด้วยแนวทางใหม่ ๆ (Systems Thinking)
  • 111.
    99 6. มีความรู้และเข้าใจหลักการทางด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุน (EconomicConcept) 7. มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และเข้าใจหลักการวิเคราะห์และ ประเมินผลข้อมูล 8. มีความรู้และเข้าใจการวางแผนงาน การจัดลําดับความสําคัญ การควบคุมดูแล การกําหนด เป้าหมายและตัวชี้วัดของงานได้ (Planning and Organizing) 9. มีความรู้และเข้าใจในระเบียบวิธีและเทคนิคในการตรวจประเมิน (Audit Principles) 10. มีความรู้และเข้าใจทฤษฏีและองค์ประกอบของการบริหารความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ (Risk Management) องค์ประกอบที่ 2 ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation Knowledge) มี 7 ปัจจัย ประกอบด้วย 1. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานเฉพาะของผลิตภัณฑ์ (Product Standard) 2. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management Standards) 3. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System Standards) 4. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (Occupational Health and Safety) 5. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards) ระบบการให้ การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้ การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคลรวมถึงข้อกําหนดของ การให้การรับรองในแต่ละระบบ 6. มีความรู้และเข้าใจมาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards) 7. มีความรู้และเข้าใจข้อกําหนด กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับสิ่งแวดล้อมทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ (Compliance Obligation) องค์ประกอบที่ 3 ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry Knowledge) มี 5 ปัจจัย ประกอบด้วย 1. มีความรู้และเข้าใจ ทางด้านการจัดการมลพิษขั้นพื้นฐานคือ ด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย (Pollution Management) 2. มีความรู้และเข้าใจ มาตรฐานสากล ISO 14001, ISO 50001, ISO 26000, ISO9001 และ มาตรฐานอื่น ๆ ที่สามารถบูรณาการ (Integrate) ร่วมกันได้ (Relevant International Standard) 3. มีความรู้และเข้าใจ ในบริบทของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยเฉพาะทางด้าน ผลิตภัณฑ์กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และลักษณะของมลพิษที่เกิดขึ้นใน อุตสาหกรรมแต่ละประเภท (Inductrial Context) 4. มีความรู้และเข้าใจ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม 5. มีความรู้และเข้าใจหลักการบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect Identification and Evaluation)
  • 112.
    100 องค์ประกอบที่ 4 ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่(Ecological Modernization Knowledge) 1. มีความรู้ในเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม (Measuring Instrument) 2. รู้หลักการวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ (Testing Methodology) 3. มีความรู้ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ (New Technology) ด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย 4. มีความรู้และเข้าใจแนวคิดการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking : LCT) องค์ประกอบที่ 5 ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight Knowledge) 1. มีความรู้และเข้าใจ ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา (Interested Parties Needs and Expectation) 2. มีความรู้และเข้าใจ ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา (Products and Services) 3. มีความรู้และเข้าใจ วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา (Organizational Culture) ทางด้านทักษะ (Skill) มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side Skill) ประกอบด้วย 1. มีเทคนิคในการบริหารความขัดแย้ง(Conflict Management) อย่างสร้างสรรค์ 2. สามารถวิเคราะห์ จําแนก จัดสรร มอบหมาย และวางแนวทางในการติดตามผลการ ดําเนินงาน ตามแนวทางที่กําหนดไว้ (Delegation) 3. ติดต่อประสานงาน รับและส่งข้อมูล ในระดับบุคคลและระดับองค์กร ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (Co-ordination) 4. สามารถกําหนดทิศทางของโครงการ แผนงาน และบริหารจัดการ การดําเนินโครงการให้ บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กําหนดไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ (Project Management) 5. สามารถจัดสรรเวลา แยกแยะ จัดลําดับความสําคัญ และความเร่งด่วนของงาน และ กําหนดกรอบเวลาในการทํางานได้ (Time Management) 6. สามารถออกแบบและพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย (Design and Development) 7. สามารถหาเทคนิคและวิธีในการสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้เกิดการปฏิบัติได้อย่าง เห็นผล 8. สามารถวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจ (Planing and Presentation) 9. แสดงออกถึงความเป็นผู้นํา (Leadership) ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จําเป็น 10. สามารถสร้าง และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น (Relation Management) 11. มีความสามารถในการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมเมื่อต้อง เผชิญกับบุคคล ลักษณะงาน และสถานการณ์ที่ตึงเครียด (Personality and Emotional Control)
  • 113.
    101 องค์ประกอบที่ 2 ทักษะด้านการปฏิบัติ(Hard Side Skill) ประกอบด้วย 1. สามารถออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลเลือกใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล และหาวิธีการ นําเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสมและใช้งานได้จริง (Data Analysis) 2. สามารถให้คําปรึกษา (Consulting) ทําการสอน (Coaching) เพื่อถ่ายทอดความรู้ 3. มีความสามารถในการสื่อสาร (Communication) ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้อย่างชัดเจน ได้ใจความและเกิดความเข้าใจตรงกันทั้งผู้สื่อสารและผู้รับสาร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ของการสื่อสารนั้น ๆ 4. สามารถสื่อสารด้วยการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร (Writing Communication) ใน ลักษณะการเขียนบันทึก รายงาน จดหมาย และเอกสารสําคัญโดยใช้ภาษาได้เหมาะสมกับเนื้อหาและ กลุ่มผู้อ่าน 5. มีความสามารถในการใช้ภาษา และเลือกใช้คําพูด (Language Usage) ที่เหมาะสมกับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และเหมาะสมกับสถานการณ์ 6. มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์และประเมินผล อย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) 7. สามารถวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของปัญหา และสามารถค้นหาทางเลือก ในการ แก้ไขปัญหาได้หลากหลายวิธี และสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัญหา และเกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร (Problem Solving and Decision Making) 8. สามารถเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว (Self Learning) 9. สามารถใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐาน มาประกอบการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Computer Literacy) ด้านคุณลักษณะ (Attributes) มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity) ประกอบด้วย 1. มีความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคล (Interpersonal Understanding) 2. มีความกล้าคิด กล้าทํา อย่างสร้างสรรค์ในสถานการณ์ที่เหมาะสม (Courage) 3. มีความยืดหยุ่นผ่อนปรน (Flexibility) ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และกลุ่มคนที่หลากหลายได้ 4. ให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมและบุคคลอื่นมากกว่าตัวเอง (Extrovert) 5. มีความมั่นใจในตัวเอง (Self Confidence) ในการนําเสนอ การตอบข้อซักถาม การให้ ข้อมูลต่าง ๆ และการยืนยันความถูกต้อง 6. ไม่มีอคติต่อความคิด ต่อตัวบุคคล หรือ ต่อสถานการณ์ (Unbiased) 7. มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ (Trendy) 8. ให้ความเคารพในบทบาทและสิทธิหน้าที่ของผู้อื่น (Respect for other people) 9. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่อง (Healthy) 10. มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ (Courtesy) 11. มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออกอย่างเหมาะสม (Stable) 12. มีปฏิภาณไหวพริบ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว (Witty) 13. เป็นคนร่าเริง ไม่เครียด (Cheerful) 14. เป็นคนช่างสังเกตและใส่ใจในรายละเอียดของบริบทรอบข้าง (Observant) 15. มีความพร้อมในการทํางาน และวางแผนการทํางานไว้ล่วงหน้า (Proactive Working)
  • 114.
    102 16. ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดีในทุกๆสถานการณ์ (SelfControl) 17. มีความรับผิดชอบต่อตนเอง รับผิดชอบต่องานที่ทํา และผลของการกระทํา (Responsible) 18. มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการคิดค้น ออกแบบ และปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน ใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงการทํางานให้ดีขึ้น 19. มีทัศนคติในเชิงบวก องค์ประกอบที่ 2 อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ประกอบด้วย 1. มีวินัยในการปฏิบัติงาน (Disciplinary) 2. มีจิตอาสา ให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ (Kindness) 3. มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย (Networking) 4. มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทนเพื่อส่วนรวม (Perseverance) 5. มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี (Role model) 6. มีบุคลิกภาพทั้งภายใน และภายนอก น่าเชื่อถือ (Good personality) 7. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน (Good relationship) 8. เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (Open-minded) 9. มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ (Adaptability) 10. มีความเป็นมิตรและจริงใจ สามารถเข้าถึงได้ง่าย (Friendly) ด้านจรรยาบรรณในวิชาชีพ (Code of Ethics) ประกอบด้วย 1. ปฏิบัติงานด้วยความความยุติธรรม ซื่อตรงต่ออาชีพ ปราศจากอคติและความลําเอียง 2. ปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ และปฏิบัติตามข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง 3. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และไม่กระทําการใด ๆ ให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงหรือ งานของผู้อื่น 4. ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่คดโกง และไม่เรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ 5. ปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติและวิชาการ ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ 6. ไม่ปฏิบัติงานที่เกินกว่าความสามารถตน ไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานของจนเกินความเป็นจริง ไม่โอ้อวด หรือเปรียบเทียบตนหรือองค์กรที่ตนสังกัด กับผู้ประกอบอาชีพเดียวกันรายอื่น 7. อุทิศเวลาในการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ให้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์เป้าหมาย และตรง ตามกําหนดเวลาของแผนงาน 8. ต้องไม่นําข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กร หรือของบุคคล ที่ได้มาจากการปฏิบัติงานไป เปิดเผย หรือ ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตน หรือบุคคลอื่นโดยมิชอบ ด้านเทคนิคการพัฒนา มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 การพัฒนาด้วยความรู้ (Head) ประกอบด้วย 1. การศึกษาดูงานต่างประเทศ 2. การศึกษาดูงานในประเทศ 3. การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 4. การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 5. การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
  • 115.
    103 6. การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ 7. การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ องค์ประกอบที่ 2 การพัฒนาด้วยการปฏิบัติ (Hand-on) ประกอบด้วย 1. การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ 2. การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 3. การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 4. การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 5. การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการ อบรมพัฒนา เช่น Website, Social Media, Mobile Technology เป็นต้น 6. การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 7. การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้นําข้อมูลที่ได้ทําการแก้ไขปรับปรุงตามความเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 9 ท่าน จัดทําเป็นคู่มือ รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม โดยคู่มือประกอบด้วย 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 บทนํา ส่วนที่ 2 หลักการและแนวคิด ส่วนที่ 3 แนวทางการพัฒนา KSAE ส่วนที่ 4 เทคนิคการพัฒนา ส่วนที่ 5 การวางแผนพัฒนา จากนั้น ได้นําไปทดลองใช้ โดยจัดทําเป็นหลักสูตรอบรมให้ความรู้ กับผู้ที่ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม จํานวน 32 คน หลักสูตรที่ให้ความรู้นี้ ได้จัดทําเพียงเรื่องเดียว คือ ความรู้เรื่อง การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspect Identification and Evaluation) โดยใช้เวลาในการอบรม 6 ชั่วโมง และให้มีการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน รายละเอียดของเนื้อหาและแบบทดสอบ (ดังแสดงในตารางภาคผนวก ง หน้า 251) 4.5 วิเคราะห์ผลการนําคู่มือไปทดลองใช้ หลังจากได้รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว ผู้วิจัยได้ นําไปจัดทําเป็นคู่มือการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยการจัดอบรม ให้กับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษา จํานวน 32 คน และมีการทดสอบก่อนและหลังการอบรม เพื่อประเมินผลความแตกต่างหลังการเรียนรู้ ได้ผลสรุปดังตารางที่ 4-43 ตารางที่ 4-42 ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังอบรมของที่ปรึกษา การทดสอบ n ค่าเฉลี่ย S.D. t df p คะแนนก่อนอบรม 32 10.5 2.323 13.45 31 0.00 คะแนนหลังอบรม 32 15.25 3.806 *p<.05 จากตารางที่ 4-42 แสดงให้เห็นว่า ผู้เข้าอบรมมีค่าเฉลี่ยผลคะแนนก่อนอบรม 10.5 ส่วนหลัง อบรมมีค่าเฉลี่ย 15.25 สูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทําให้สรุปได้ว่า ที่ปรึกษาเมื่อได้รับการพัฒนาความรู้ ตามรูปแบบการพัฒนาที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม มีความรู้เพิ่มขึ้น
  • 116.
    105 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง 2) เพื่อกําหนดรูปแบบการพัฒนา ศักยภาพที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสําหรับในภาคอุตสาหกรรม 3) เพื่อนําเสนอ คู่มือการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมการวิจัย ครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากรของการวิจัย มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ประชากร คือบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในเขตพื้นที่6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และ สมุทรปราการ จํานวน 318 บริษัท คํานวณโดยใช้อัตราส่วน 15% ของประชากรแต่ละจังหวัด ได้จํานวนตัวอย่างทั้งหมด 48 ตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random) ผู้วิจัยได้นําแบบสอบถามไปให้ ผู้เกี่ยวข้องกับการทํามาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของแต่ละบริษัทเป็นผู้ตอบ แบบสอบถาม ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 355 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure Interview Guideline) และแบบสอบถาม ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ทุกรายการมีค่าความคาดหวังในระดับมาก และเรื่องที่มี ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือวิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและ ง่ายต่อการเข้าใจรองลงมา คือ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) รูปแบบการพัฒนา ศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย 1) ด้าน ความรู้ มี 5 องค์ประกอบ 32 ตัวแปร 2) ด้านทักษะ มี 2 องค์ประกอบ 22 ตัวแปร 3)ด้าน คุณลักษณะมี 2 องค์ประกอบ 29 ตัวแปร 4) ด้านจรรยาบรรณ มีองค์ประกอบเดียว 11 ตัวแปร 5) ด้านเทคนิคในการพัฒนามี 2 องค์ประกอบ 14 ตัวแปร จากนั้นผู้วิจัยได้นําผลการวิเคราะห์เข้าสู่ กระบวนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อขอความเห็นและประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ผล สรุปค่าคะแนนความเหมาะสมเท่ากับ 4.5 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก และมีความเห็นให้ทําการลด และย้ายตัวแปร พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดของคํานิยามตัวแปร ได้ผลสรุปดังนี้ 1) ด้านความรู้ มี 5 องค์ประกอบ 29 ตัวแปร 2) ด้านทักษะ มี 2 องค์ประกอบ 20 ตัวแปร 3) ด้านคุณลักษณะมี 2 องค์ประกอบ 29 ตัวแปร 4) ด้านจรรยาบรรณ มีองค์ประกอบเดียว 8 ตัวแปร 5) ด้านเทคนิคใน การพัฒนามี 2 องค์ประกอบ 14 ตัวแปร  
  • 117.
    106 5.2 อภิปรายผล จากการศึกษาวิจัย สามารถสรุปผลตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 5.2.1ผลการศึกษา ลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคาดหวังในระดับสูงต่อทุกลักษณะของที่ปรึกษา เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า วิธีการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจน และง่ายต่อการเข้าใจนั้น มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ส่วนความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการ บริหารงาน ด้านเศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสมรรถนะ หลักที่ผู้ประกอบการคาดหวังคือเรื่องของความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของที่ ปรึกษาซึ่งมีผลต่อการนําไปปฏิบัติของผู้ประกอบการสอดคล้องกับผลการศึกษา วารี (2557) ซี่งพบว่า การอบรมทําให้พนักงานมีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง และตาม ผลการศึกษาของ อลงกรณ์ (2558) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดําเนินงานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี : กรณีศึกษา บริษัทไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน) คือ จํานวนและ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากร การฝึกอบรมบุคลากร งบประมาณที่เพียงพอ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เหมาะสม การสนับสนุนของผู้บริหาร วิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัฒนธรรมของบริษัทฯ และระบบ มาตรฐานอื่น ๆ และ ธันย์ (2548) ที่พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในเขต กรุงเทพและปริมณฑล คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ควรมีการส่งเสริมและพัฒนารวมถึงให้ข้อมูลข่าวสารแก่ ผู้ประกอบการให้มากขึ้น เช่นเดียวกันกับ ผลการศึกษาของ ชนนทร์ (2545) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ความต้องการมาตรฐานการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 และมาตรฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานภายใต้ความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย คือการที่ ผู้บริหารโรงงานส่วนใหญ่ ยังคงมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบมาตรฐานที่น้อยอยู่ ควรมีมาตรการ ส่งเสริมกระตุ้น และพัฒนาความรู้ของผู้บริหารในโรงงานให้มากขึ้น และควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ และให้การอบรมแก่ผู้บริหารและพนักงานให้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ภาระหน้าที่ในการให้ความรู้ของที่ ปรึกษาต่อสถานประกอบการ จึงมีความสําคัญต่อความสําเร็จของการจัดทําระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมของธุรกิจอุตสาหกรรม 5.2.2 รูปแบบของการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม มี 5 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านคุณลักษณะ ด้าน จรรยาบรรณ ด้านเทคนิคในการพัฒนา สอดคล้องกับ (Milan, 1996) ซึ่งสรุปไว้ว่า ส่วนประกอบของ สมรรถนะของที่ปรึกษา ประกอบด้วยลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล (Personality Traits) ความถนัด (Aptitudes) ทัศนคติ (Attitudes) ความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skills) ส่วนประกอบเหล่านี้ ล้วนมีความสัมพันธ์กันและมีอิทธิผลต่อกันอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับ มาตรฐาน ISO 10019 (2005) ความสามารถของที่ปรึกษาระบบบริหารงานคุณภาพประกอบด้วย คุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Attributes) การศึกษา (Education) ความรู้และทักษะ(Knowledge and skills) จรรยาบรรณ (Ethics) และสอดคล้องกับ คู่มือสมรรถนะที่ปรึกษาอุตสาหกรรม I3C ของกระทรวง อุตสาหกรรม ซึ่งกําหนดให้สมรรถนะร่วมที่ปรึกษาอุตสาหกรรม ประกอบด้วยหมวดสมรรถนะ 5
  • 118.
    107 หมวด ได้แก่ (1)ทักษะ (2) คุณสมบัติเฉพาะตน (3) ความสามารถในการให้บริการ (4) ความรู้ทั่วไป (5) จรรยาบรรณและสอดคล้องกับ อรรวีวรร (2559) ซึ่งพบว่า ศักยภาพด้านการเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขัน มี 6 ตัวแปร ได้แก่ ความรู้ในงาน ทักษะด้านการบริหาร ทักษะการบริการ และการ ติดต่อสื่อสาร บุคลิกภาพส่วนบุคคล ความรู้รอบตัว และบุคลิกภาพการบริหารอารมณ์ 5.2.2.1 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Management Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ พื้นฐานของการดําเนินงาน ในระดับบริหารจัดการ ที่ปรึกษาควรมีความรู้และเข้าใจในกระบวนการ ถ่ายทอดนโยบาย (Policy Deployment) สู่การปฏิบัติ แนวคิดของวัฏจักรเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ วงจร PDCA การบริหารทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย (Team Management) เครื่องมือทางด้าน บริหารจัดการที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement Tools) ทฤษฏีและ องค์ประกอบของความคิดเชิงระบบการค้นหาและแก้ไขปัญหาขั้นตอนการทํางานด้วยแนวทางใหม่ ๆ (Systems Thinking) หลักการทางด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุน (Economic Concept) วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และเข้าใจหลักการวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูล การวางแผน งาน การจัดลําดับความสําคัญ การควบคุมดูแล การกําหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของงานได้ ระเบียบ วิธีและเทคนิคในการตรวจประเมิน (Audit) และหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) สอดคล้องกับ พรนารี (2555) พบว่า สมรรถนะด้านความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม สาขา อุตสาหการระดับภาคีวิศวกร คือ เศรษฐศาสตร์และการเงิน การบริหารโครงการ การวางแผน การจัดการงานวิกฤติ 5.2.2.2 ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation knowledge) เนื่องจากการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ต้องทําตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและมาตรฐานต่าง ๆ กรณีที่ต้องการ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ก็ต้องปฏิบัติตามข้อกําหนด ของมาตรฐานด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นที่ปรึกษาจึงต้องมีความรู้และเข้าใจ ในมาตรฐานเฉพาะของ ผลิตภัณฑ์ (Product Standard) มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability Management Standards) มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement Control System Standards) มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและอาชีวอนามัย มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation Standards) ระบบของการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล รวมถึงข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ มาตรฐานของการ ประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment Standards) ข้อกําหนด กฏระเบียบข้อบังคับ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ สอดคล้องกับ จิรพันธ์ (2553) พบว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ ได้รับการจํากัดการใช้สารอันตรายบางชนิดใน ผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดปัญหามลพิษ จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ผู้ประกอบต้องตระหนักและปฏิบัติตาม 5.2.2.3 ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry knowledge) เป็นเรื่องของความรู้ ในเชิงการบูรณาการ และทางด้านเทคนิค ถือเป็นความรู้เฉพาะทางที่สําคัญ ซึ่งที่ปรึกษาควร มีความรู้ และเข้าใจ ทางด้านการจัดการมลพิษขั้นพื้นฐานคือด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย มาตรฐานสากล ISO 14001 ISO 50001 ISO 26000 ISO 9001 และมาตรฐานอื่น ๆ ที่สามารถบูรณาการ (Integrate) ร่วมกันได้ รวมถึงบริบทของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์กระบวนการ
  • 119.
    108 ผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้และลักษณะของมลพิษที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแต่ละ ประเภท ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม และหลักการบ่งชี้และการประเมิน ประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) สอดคล้องกับ (สํานักงานส่งเสริมและพัฒนา อุตสาหกรรมสีเขียว, 2556) ที่ได้มีข้อกําหนดของการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวเอาไว้ 5.2.2.4 ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological Modernization knowledge) เนื่องจากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่ปรึกษาจึงควรมี ความรู้ในเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม รู้หลักการวิเคราะห์ผลการ ตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ มีความรู้ในเทคโนโลยีและ นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางด้านน้ํา อากาศ ขยะของเสีย และเข้าใจ แนวคิดการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking : LCT) สอดคล้องกับ ธํารงรัตน์ (2554) ได้ สรุปการพัฒนาบุคลากรในสถาบันการศึกษาและการทํางานแบบเครือข่าย พบว่ามาตรฐานด้าน สิ่งแวดล้อมทั้งหมด ใช้หลักการพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิตทั้งสิ้น ดังนั้นองค์ความรู้และกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญด้าน CT/LCA/Eco-Design ตลอดจน National LCI Database จะทําให้อุตสาหกรรม ไทยสามารถรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศสหภาพยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในการประชุมกลุ่มย่อยคือ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มี การกําหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยกําหนดนโยบาย อุตสาหกรรมสีเขียว และให้การรับรองตั้งแต่ปี 2554 โดยมุ่งเน้นให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพ และประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น การอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation or Energy Management System) การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า (3Rs) การใช้ เทคโนโลยี สะอาด (Clean Technology)การออกแบบผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม (Eco Design-Eco Product) การขอรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวหรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Green Carbon Labels) เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ปัจจัยด้านความรู้ของที่ปรึกษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่จํากัดหยุดนิ่ง 5.2.2.5 ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight Knowledge) ในสถานประกอบ การแต่ละที่จะมีการรูปแบบและแนวทางการบริหารและดําเนินงานแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย ดังนั้น ที่ปรึกษาควรมีการเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลของ สถานประกอบการที่จะเข้าไปให้บริการจึงควรมีความรู้และเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของ ผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษารวมถึงผลิตภัณฑ์และกระบวนการ วัฒนธรรมในการ บริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา สอดคล้องกับ David (2010) พบว่าต้องมี การสร้างความสัมพันธ์ที่ระหว่างที่ปรึกษากับองค์กรที่รับบริการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในมิติที่สําคัญ กับงานที่ให้บริการ 5.2.2.6 ทางด้านทักษะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Skill) ประกอบด้วย ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft Side Skill) และทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard side skill) ทักษะที่ปรากฏในผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ สอดคล้องกับ Milan (1996) ที่กล่าวไว้ว่า ที่ ปรึกษาที่มีคุณภาพควรมีทักษะในการสื่อสารโน้มน้าว จูงใจ ช่างสังเกต รวบรวม เลือก และประเมิน ความจริง สามารถตัดสินใจได้ดี มีเหตุผลในการสรุปข้อเท็จจริง (inductive and Reductive Reasoning) มีความสามารถในการคิดค้น และสังเคราะห์ความคิด มีความคิดสร้างสรรค์ และมี จินตนาการ
  • 120.
    109 5.2.2.7 คุณลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Attributes) อัตลักษณ์ส่วนบุคคล(Personal Identity) อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ลักษณะที่ ค้นพบจากการวิจัย สอดคล้องกับ Milan (1996) ซึ่งกล่าวว่า ที่ปรึกษาต้องเป็นคนที่ง่ายต่อการคบหา เป็นที่ไว้วางใจและยอมรับ มีมารยาทและสุภาพ มีวุฒิภาวะ กระตือรือร้นและสร้างสรรค์ ยืดหยุ่นและ ปรับตัวได้ง่าย ซึ่งสอดคล้องกับ ลักษณะส่วนบุคคลของที่ปรึกษา ที่กล่าวไว้ใน Quality Management System Consultant มาตรฐาน ISO 10019 : 2005(E) ที่ปรึกษาต้องเป็นคนที่ ปรับตัวได้ง่าย (Versatile) สามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ และสามารถหาทางเลือก และ เสนอแนวทาง การแก้ไขปัญหาได้ มีความหนักแน่น มั่นคง (Tenacious) มุ่งมั่นเพื่อให้สําเร็จตาม วัตถุประสงค์ มีความมั่นใจ (Self-reliant) และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.2.2.8 จรรยาบรรณในวิชาชีพ (Code of Ethics) เป็นอีกองค์ประกอบที่สําคัญของ การประกอบอาชีพ เพราะต้องเข้าไปทํางานร่วมกับสถานประกอบการ ความซื่อสัตย์ และการกระทํา ที่อยู่บนหลักความถูกต้องทั้งตามหลักวิชาการและหลักศีลธรรม จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ ตัวบุคคล วิชาชีพ และองค์กรที่บุคคลสังกัดอยู่ สอดคล้องกับ สมรรถนะที่ปรึกษาอุตสาหกรรม IC3 ที่กําหนดไว้คือที่ปรึกษาต้องมีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ จรรยาบรรณต่อที่ ปรึกษาอื่น และจรรยาบรรณต่อตนเองและสาธารณะ กล่าวคือ ต้องไม่ใช้วิชาชีพในทางที่ผิดกฎหมาย ไม่กล่าวหรือทําการใด ๆ อันอาจนํามาซึงความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพและภาพพจน์ของอาชีพที่ปรึกษา ให้คําปรึกษาด้วยความระมัดระวังภายใต้ข้อมูลที่เป็นจริง ถูกต้อง มีเหตุและผลด้วยความอิสระของ ตนเอง ไม่หาผลประโยชน์จากอาชีพที่ปรึกษา ซื่อตรงต่อผู้รับบริการ ทํางานที่ได้รับด้วยความตั้งใจและ เต็มความสามารถตามคุณภาพและมาตรฐาน ตกลงรับให้บริการต่อเมือมีคุณวุฒิเพียงพอ ไม่ทําให้ ผู้รับบริการเข้าใจผิดว่าผู้รับบริการสามารถได้ประโยชน์ตอบแทนพิเศษ รักษาข้อมูลของผู้รับบริการ ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ ให้เกียรติกับที่ปรึกษาท่านอื่น ควบคุม แนะนําผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์และจรรยาบรรณ รายงานความประพฤติ ของที่ปรึกษาที่ผิดจรรยาบรรณต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้คําปรึกษาแนะนาต่อผู้รับบริการด้วยตนเอง ทุกครั้ง ไม่แนะนําผู้รับบริการให้ฝ่าฝืนกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรม ไม่โฆษณาหรือ ยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาในงานที่ตนไม่ได้รับทําตรวจสอบ หรือควบคุมด้วยตนเอง ระมัดระวังเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ไม่โฆษณาผลงาน ของตนเองในลักษณะที่เป็นการโอ้อวด หรือเกินความเป็นจริง ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมวิชาชีพ และเผยแพร่ความรู้และหน่วยงานของรัฐ ให้ความคิดเห็นต่อสาธารณะเมื่อตนได้ทราบข้อเท็จจริง อย่างถ่องแท้แล้วเท่านั้น 5.2.2.9 เทคนิคในการพัฒนา (Development) ด้านความรู้ (Head) และด้านการปฏิบัติ (Hand on) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ ทําได้หลากหลายวิธีแต่มีวัตถุประสงค์หลัก เดียวกันคือ เพื่อพัฒนาตัวบุคคล พัฒนาอาชีพ และพัฒนาองค์กร ด้วยวิธีการหาความรู้และลงมือ ปฏิบัติ เช่น การศึกษาดูงาน การทําวิจัยและพัฒนา การเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม การได้ ลงมือปฏิบัติจริงหรือถูกโค้ช สอดคล้องกับ Raymond (2017 : 292-323) ที่ได้นําเสนอว่า การวิธีการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น วิธีการนําเสนอและให้จดบันทึก วิธีการลงมือ ปฏิบัติ (Hand-on) เช่น On the job training, การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Directed Learning)
  • 121.
    110 การฝึกงาน (Apprenticeship) การจําลองสถานการณ์(Simulation) การทํากรณีศึกษา (Case Studies) การใช้เกมส์ธุรกิจจําลอง (Business Games) การแสดงบทบาทสมมติ (Roles-Plays) การแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยใช้เหตุการณ์จริง (Action Learning) ซึ่งการจะเลือกวิธีการเรียนรู้แบบใด นั้น ขึ้นอยู่กับหัวข้อ เนื้อหา สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ตัวของผู้เรียนรู้ ผลลัพธ์ที่ต้องการ และ งบประมาณที่มี จากรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม ทั้ง 5 ด้านที่ผู้วิจัยได้ศึกษานี้ สอดคล้องกับ รายงานของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่ว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งด้าน คุณภาพและปริมาณเพื่อรองรับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาและเสริมสร้างความ แข็งแกร่งทางด้านกฏหมายสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้ โดยการส่งเสริมจรรยาบรรณและพัฒนากฏ ระเบียบเกี่ยวกับธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางการดําเนินงานของบุคลากรด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสําหรับอาชีพที่ปรึกษาทางวิชาการ ควรมีการพัฒนาหลักสูตร สื่อ และวิทยากร ที่เกี่ยวกับอาชีพออกแบบเชิงนิเวศ พัฒนาระบบขึ้นทะเบียนบุคลากรสิ่งแวดล้อมสําหรับธุรกิจที่มี กิจกรรม กระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมทํากิจกรรมเพื่อสังคม ส่วนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นผลการศึกษาสอดคล้องกับทฤษฏีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning Theory) ของ ลินเดอร์แมน (Edward C. Linderman) และ M.S. Knowles (1973) ซึ่งพบว่า ลักษณะการเรียนรู้เป็นแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การเรียนรู้ด้วย ตนเอง (Self-directed Learning) และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) โดยพฤติกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Bloom (Bloom’s Taxonomy) โดยแยกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) และพฤติกรรมการ เรียนรู้ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ในส่วนของความรู้นั้น แบ่งออกได้ 4 ประเภทคือ (1) ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง (Factual Knowledge) หมายถึงความรู้ที่เป็นข้อความจริงเฉพาะเรื่อง และความรู้เกี่ยวกับเทคนิครายละเอียดเฉพาะเรื่อง (Knowledge of Specific Details and Elements) (2) ความรู้ที่เป็นมโนทัศน์ คือความรู้ที่แสดงความสามารถในการจัดแยกหมวดหมู่สิ่งของ ต่าง ๆ ออกเป็นประเภท ความสามารถในการอธิบายลักษณะร่วมของสิ่งต่าง ๆ และเชื่อมโยงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยได้ โดยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทคือ ความรู้ในการแบ่งแยกจัดกลุ่ม จัดประเภท ความรู้ในหลักการร่วมและสรุปทั่วไปความรู่ในด้านทฤษฏี โมเดลและโครงสร้าง (3) ความรู้ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนเป็นความรู้เกี่ยวกับกระบวนการหรือขั้นตอนของการกระทํากิจกรรม ต่ า ง ๆ แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 3 ส่วนคือ ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคดําเนินการ หรือโครงแบบขั้นตอนในการดําเนินการความรู้เกี่ยวกับ เทคนิคการดําเนินการใด ๆ เฉพาะเรื่องความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์การดําเนินกิจกรรมใด ๆ เฉพาะเรื่อง (4) ความรู้ในส่วนของการหยั่งรู้วิธีคิดของตนเอง เป็นส่วนที่เกี่ยวกับวิธีคิดของสมองและการที่ผู้เรียน ควรจะล่วงรู้ ตระหนักถึงวิธีคิดของสมองของตนเอง มี 3 ส่วนย่อยคือ ความรู้เกี่ยวกับกลวิธีของสมอง ในการเรียนรู้ การคิด และการแก้ปัญหาซึ่งผู้เรียนต้องเข้าใจกระบวนการของสมองในการกระทํา ต่าง ๆ เพื่อนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความรู้เกี่ยวกับภารกิจวิธีคิดของสมองภายใต้สภาวะแวดล้อมและ
  • 122.
    111 เงื่อนไขที่ต่างกัน ความรู้เกี่ยวกับสมรรถภาพทางการคิดของแต่ละบุคคลสามารถรับรู้จุดดีและจุดด้อย ในการใช้สมองเพื่อการคิดของตนเอง 5.3 ข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้ 2 ด้านคือ 5.3.1 ข้อเสนอแนะการนําผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 5.3.1.1 ผู้วิจัยควรนําองค์ประกอบด้านความรู้ที่จําเป็นของที่ปรึกษาด้านระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ไปพัฒนาเป็นหลักสูตรและวางแผนพัฒนาที่ปรึกษาที่อยู่ในองค์กร ที่ให้บริการ 5.3.1.2 ผู้วิจัยควรนําไปพิจารณาหารูปแบบในการพัฒนาความรู้แต่ละด้าน ให้มีเนื้อหา ทันสมัย และมีการวัดผลการพัฒนาที่ชัดเจน 5.3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 5.3.2.1 ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่(Ecological Modernization knowledge) ควรนําตัวแปรเรื่อง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) มาศึกษาเพิ่มเติม เพราะเป็นทิศทางการพัฒนาของประชาคมโลก ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2573 ครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี โดยประกอบไปด้วย 17 เป้าหมาย (Goals) 169 เป้าประสงค์ (Targets) 5.3.2.2 เทคนิคและวิธีการพัฒนาที่ปรึกษา ควรพิจารณาหาเทคนิคสมัยใหม่ที่เป็น (Technology-Based Training Methods) มาศึกษาวิจัย เช่น การพัฒนาด้วยการใช้เวปไซท์ หรือ คอมพิวเตอร์ (Web-Based Training or Computer Based Training) การอบรมเฉพาะหัวข้อที่ ผู้เรียนต้องการรู้ (AdaptiveTraining) การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลกันบนฐานข้อมูลกลาง โดยสมาชิกสามารถเข้ามาร่วมแบ่งปันกันได้ (Share Workspaces) หรือ การเรียนรู้แบบผสมผสาม โดยใช้เทคโนโลยีร่วมกับการเผชิญหน้ากัน (Blended Learning) ซึ่งดังกล่าวนี้เหมาะกับการเรียนรู้ แบบ (Adult Learning) ของผู้ที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ
  • 123.
    113 บรรณานุกรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2547). [ออนไลน์].รายงานสรุปโครงการศึกษาวิจัยการพัฒนาธุรกิจ บริการสู่ตลาดโลก-ธุรกิจการให้คําปรึกษา. [สืบค้นวันที่ 1 มกราคม 2560]. จาก https://www.dbd.go.th/download/doc/5summary_of_research.doc กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์. (2524). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร. จิรประภา อัครบวร. (2557). “การศึกษาเปรียบเทียบแนวโน้มงานทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ อาเซียนปี พ.ศ. 2557-2558.” วารสารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ (HROD Journal). ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม). จิรพันธ์ นันศรี. (2553). มาตรการทางกฎหมายในการจํากัดการใช้สารอันตรายบางชนิดใน ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมาย ธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม. ชนกานต์ แก้วเข้ม. (2544). ศักยภาพของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการรับรอง ISO 14001 ใน การรักษาระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาทรัพยากร มหาวิทยาลัยมหิดล. ชนนทร์ จิตต์โกมุท. (2545). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการมาตรฐานการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 และมาตรฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานภายใต้ความ รับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชุมชนและชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล. เชิดชัย สมบัติโยธา. (2554). ปัญหาอุปสรรคของการจัดทําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษา:โครงการฝึกอบรมและให้คําปรึกษาแนะนําการจัดทําระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมตาม ISO 14001. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยี การบริหารสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. ธันย์ รวีสวัสดิ์. (2548). ปัจจัยที่มีผลต่อการนําระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพและ ปริมณฑล. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนสิ่งแวดล้อมเพื่อ พัฒนาชุมชนและชนบท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. ธํารงรัตน์ มุ่งเจริญ. (2554). “วิศวกรรมการป้องกันมลพิษในประเทศไทย.” วิศวกรรมสาร มก. ปีที่ 75 : 13-24. เนื้อทิพย์ สุวรรณภาณุ. (2546). การพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • 124.
    114 มุจรินทร์ บุรีนอก. (2557).รูปแบบการพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานสายการผลิต กลุ่ม โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนา ธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ ภาควิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและ ทรัพยากรมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. บุษกร คําโฮม. (2557). “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวของ ผู้ประกอบการในจังหวัดอุบลราชธานี.” วารสารปัญญาภิวัฒน์. ปีที่ 5 ฉบับพิเศษ เดือน พฤษภาคม : 92-104. ประสิทธิ์ ฉัตรแสงอุทัย. (2557). รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรธุรกิจในประชาคม อาเซียน. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ สาขาวิชาการพัฒนา ธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ ภาควิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและ ทรัพยากรมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. พรนารี โสภาบุตร. (2555). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม สาขาอุตสาหการ ระดับภาคีวิศวกรเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และ องค์การ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2547). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เฮ้าออฟเคอร์ มีสท์. พิศิษฐ ตัณฑวิณิช. (2557-2558). “แนวคิดการจําแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การจัด การศึกษาด้านพุทธิวิสัยตามแนวคดของบลูมและคณะฉบับปรับปรุง.” วารสาร มหาวิทยาลัยราชภัฎลําปาง. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 : 13-25. เพชรน้อย ม่วงงาม. (2539). ศักยภาพของชุมชน : กรณีการจัดตั้งหมู่บ้านปลอดภัย จังหวัด สุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ภัทรจิตต์ กล่อมฉิม. (2545). ความจําเป็นและความต้องการรักษาระบบมาตรฐานการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาทรัพยากร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. ราชกิจจานุเบกษา. (30 กันยายน 2554). ประกาศกระทรวงการคลัง การกําหนดหลักเกณฑ์และ วิธีการจดทะเบียนที่ปรึกษาไทย พ.ศ. 2554 เล่ม 128 ตอนพิเศษ 114 ง. 1-9. ราชบัณฑิตสถาน. (2538). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2538. กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน์. วิวัฒน์ชัย บุญยภักฏ์. (2532). “ศักยภาพสําคัญอย่างไรต่อการท่องเที่ยว.” จุลสารการท่องเที่ยว เมษายน-มิถุนายน. วิศนีธน ปิยะวณิชย์. (2553). ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของการจัดทําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี. การศึกษาค้นคว้าอิสระเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  • 125.
    115 วารี กุนาคํา. (2557).ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001:2004 ใน โรงงานผลิตสีอุตสาหกรรมเฟส 8 นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม วิทยาลัยการบริหารและ จัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. วิชุกร กุหลาบศรี. (2541). การปรับตัวขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สํานักงานภาคใต้ในปีการท่องเที่ยว 2541-2542. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิเคราะห์และวางแผนทางสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย. (2556). [ออนไลน์]. สัมมนาวิชาการ 20ปี TEI กับทศวรรษหน้า. [สืบค้น วันที่ 1 กันยายน 2560]. จาก http://www.tei.or.th/publications/annualreport สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2556). [ออนไลน์]. ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้าน สิ่งแวดล้อม (พ.ศ. ๒๕๕๖–๒๕๕๙). [สืบค้นวันที่ 10 กันยายน 2560]. จาก   http://www.nrct.go.th/ภาพรวมการวิจัยของประเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม. (2557). แผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2559- 2564. กรุงเทพฯ : กระทรวงอุตสาหกรรม. สํานักงานส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว. (2556). คู่มืออุตสาหกรรมสีเขียวสําหรับ ผู้ประกอบการ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สํานักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม. สํานักพัฒนาหน่วยบริการอุตสาหกรรม. [2556]. [วารสารออนไลน์]. “คู่มือสมรรถนะที่ปรึกษา รายบุคคลประจําปี พ.ศ. 2555.” [สืบค้นวันที่ 1 สิงหาคม 2560]. จาก http://www.thaisp.org/ สุมิตตา สว่างทุกข์. (2553). รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการคิดตามแนวคิดจิตทั้ง 5 ของการ์ดเนอร์ สําหรับนักศึกษาพยาบาล. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาอุดมศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นําทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร. (2557). “สมรรถนะสําคัญของผู้บริหารมืออาชีพ.” วารสารมหาวิทยาลัย ราชภัฏสกลนคร. ปีที่ 6 ฉบับที่ 12 : 165-183. ศิริพงษ์ ลดาวัลย์ ณ อยุธยา. (2550). การบริหารงานคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. เชียงใหม่ : ธนุชพรินติ้ง. อนุวัต สถิรศานต์. (2548). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษา กรมควบคุมมลพิษ. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์. (2551). พจนานุกรมพฤติกรรมความสามารถ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดีการพิมพ์ อลงกรณ์ อินทรทูต และจุฑารัตน์ ชมพันธ์. (2558). “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดําเนินงานระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี : กรณีศึกษา บริษัทไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน).” วารสารดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 : 14-28.
  • 126.
    116 ภาษาอังกฤษ Arnauld de Nadaillac.(2003). [online]. The definition of competencies. [cited 2017 January 10]. Available from : URL : http://competency.rmutp.ac.th Boyatzis, R.E. (1982). The Competent Manager: A model for Effective Performance. New York : John Wiley & Sons. Comrey, A.L. and Lee, H.B. (1992). A First Course in Factor Analysis. 2nd ed. Hillsdale, NJ : Lawrence Erlbaum. Cronbach, Lee J. (1990). Essentials of psychology Testing. 3rd ed. NewYork : Harper & Row Publishers. David Biggs. (2010). Management Consulting A Guide for Students. Croatia : Thomas Rennie. Dubois, D. and Rothwell, W.J. (2004). Competency-Based Human Resource Management. California : Davies-Black Publishing. Howell, M.T. (2015). The Results Facilitator Expert, Manager, Mentor. Newyork : CRC Press Taylor& Francis Group an informa business. ISO 14001. (2015). Environmental management systems-Requirements with guidance for use. ISO 10019. (2005). Guidelines for the selection of quality management system consultants and use of their services. Jones, J.W., et al. (1981). [online]. Potential benefits of climate forecasting to agriculture. [cited 2017 April 2]. Available from : URL : http://www.researchgate.net/...Potential.../09e41510c29e85d9bf0. Kaiser, H. and Rice, J. (1974l). “Little Jiffy, Mark IV.” Journal of Educational and Psychological Measurement. 34 : 111-117. Kaplan, R.S. and Norton, D.P. (2004). Strategy MAPS : Converting Intangible Asset into Tangible Outcome. New York: Harvard Business School. Knowles, M.S. (1978). The Adult Learner: A Neglected Species. 2nd ed. Houston, Teas : Gulf Publishing Co. Knowles, M.S., Holton, E.G. and Swanson, R.A. (1998). The adult learner: The definitive classic in adult education and human resources development. Houston, TX : Gulf Publishing Company. Leonard Nadler. (1970). Feveloping Human Resources. Houston : Gulf. Likert, R. (1932). “A technique for the measurement of attitudes.” Archives of Psychology. Vol.22 No.140 : 1-55. Longman Dictionary of Contemporary English. (2003). The Living Dictionary. England : Pearson Education.
  • 127.
    117 McClelland, D. (1973).“Testing for Competency Rather than for Intelligence.” American Psychologist. 28 (1) : 1-14. Randy, L.D., Jon, M.W. and David, M.H. (2002). Human Resource Development. Harcourt College Publishers Raymond, A. Noe. (2017). Employee Training and Development. 7th ed. New York : McGraw-Hill Education International. Richard, E.B. (1982). The Competent Manager: A Model for Effective Performance. Canada : A Wiley-Interscience Publication. Shafritz and Rosenbloom. (1998). Personnel Management in Government. 5th ed. ] New York : Marcel Dekker AG. Spencer, L.M. and Spencer, S.M. (1993). Competence at Work: Models for Superior Performance. Newyork : John Wiley & Sons. Swanson, R.A. (1995). “Human Resource Development: Performance Is the Key.” Human Resource Quarterly. 6(2) : 207-213. Woodruffe, C. (1992). What is Meant by a Competency. London : McGraw-Hill.
  • 128.
    119 ภาคผนวก ก - แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อการวิจัย -แบบสอบถามเพื่อการวิจัย - แบบประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถาม - แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ
  • 129.
    120 รูป คําชี้แจง ด้านระบ ประสงค์ข สิ่งแวดล้อ โ ปรึกษาท ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่3 ตอนที่ 4 ตอนที่ 5 ผู้วิ เพื่อการศึ เวลาให้ค ม แบบการพัฒน แบบสัมภาษณ บการจัดการสิ ของที่ปรึกษา อมในภาคอุตส โดยผู้วิจัยมีคว ทางด้านระบบ แบบสัมภาษณ ข้อคําถา ข้อคําถา ภาคอุตส ข้อคําถาม สิ่งแวดล้ ข้อคําถ ภาคอุตส ความคิด วิจัยขอรับรอ ศึกษาในภาพ ความอนุเคราะ มหาวิทยาลัย นาศักยภาพที่ ณ์ฉบับนี้เป็นส สิ่งแวดล้อม ใน แล้วนําไปสร้ สาหกรรม ให้ วามคาดหวังว การจัดการสิ่ง ณ์ชุดนี้มีทั้งหม ามเกี่ยวกับข้อ ามเกี่ยวกับแน สาหกรรมในป มเกี่ยวกับ คว ล้อมในภาคอุต ามเกี่ยวกับ สาหกรรม ในป ดเห็นอื่นๆ งว่าข้อมูลจาก พรวมเท่านั้น ะห์ข้อมูล ยเทคโนโลยี แบบสัมภาษ ที่ปรึกษาด้านร ส่วนหนึ่งของก นภาคอุตสาห ้างรูปแบบการ ้เกิดประสิทธิภ ว่า ผลจากการ งแวดล้อมในภ มด 17 ข้อคําถ มูลทั่วไปของผ นวคิดของผู้เชี่ย ประเทศไทย ามคิดเห็น ขอ ตสาหกรรมในป ศักยภาพขอ ประเทศไทย กการสอบถาม สุดท้ายนี้ผู้วิจั นักศึก สาขาวิช มหา พระจอมเก ษณ์เพื่อการ เรื่อง ระบบการจัดก การวิจัย เรื่อง หกรรม” มีวัตถ รพัฒนาศักยภ ภาพ รศึกษา จะได้ ภาคอุตสาหกร ถามรวม 5 หน ผู้ตอบแบบสอ ยวชาญต่อระบ องผู้เชี่ยวชาญ ประเทศไทยสิ องที่ปรึกษาด มครั้งนี้จะถูก จัยขอขอบคุณ นาง กษาปริญญาเอ ชาการพัฒนาธ คณะพัฒ าวิทยาลัยเทค ล้าพระนคร รวิจัย การสิ่งแวดล้อม “รูปแบบการ ถุประสงค์เพื่อ ภาพที่ปรึกษาท ้นําไปสร้างรูป รรม ให้เกิดปร น้า โดยแบ่งออ อบถาม บบการจัดการ ญต่อ ที่ปรึกษา สิ่งแวดล้อม ใน ด้านระบบกา เก็บเป็นความ ณผู้ตอบแบบส งสาวธิดาวัลย์ อก หลักสูตรบ ธุรกิจอุตสาหก ฒนาธุรกิจและ คโนโลยีพระจอ รเหนือ มในภาคอุตสา รพัฒนาศักยภ ศึกษาคุณลักษ ทางด้านระบบ ปแบบการพัฒ ระสิทธิภาพ อกเป็น 5 ตอน รสิ่งแวดล้อม ใ ด้านระบบกา นภาคอุตสาหก ารจัดการสิ่ง มลับและนําไป สอบถามทุกท อ่ําแจ้ง บริหารธุรกิจดุ กรรมและทรัพ ะอุตสาหกรรม อมเกล้าพระน าหกรรม ภาพที่ปรึกษา ษณะที่พึง บการจัดการ ฒนาศักยภาพที น ได้แก่ ใน รจัดการ กรรม แวดล้อม ใน ปใช้ประโยชน ท่านที่เสียสละ ดุษฎีบัณฑิต พยากรมนุษย์ ม นครเหนือ ที่ น น์ ะ
  • 130.
    121 บันทึกการสัมภาษณ์ ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ …………….……………………………….………………….………………………….………………… วัน เวลาที่ให้สัมภาษณ์วันที่ …………………………..…..……………….………… เวลา……………..……… น. สถานที่ …………….………….……………………………………….……….………………………………….…………… ชื่อผู้ประสานงาน ……………………….…………………………….…………โทร : …………………….……………… ตอนที่ 1 ข้อคําถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. ระดับการศึกษา…......................................................................……....................….............………… 2. ตําแหน่งงานปัจจุบันในด้านบริหาร…………........................................................…................……… 3. หน่วยงาน/ชื่อบริษัท ……………..………….…………………………................................................………… 4. ประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรม…...........................................................................................ปี 5. ประสบการณ์ในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม…..........................................................................ปี ตอนที่ 2 ข้อคําถามเกี่ยวกับแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมISO 14001 ในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย 6. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… 7. อะไรคือปัญหา และ อุปสรรค ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรมไทยของ ประเทศไทย ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………..................……………………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… 8. ท่านคิดว่า มีแนวทางอย่างไรบ้าง ที่จะช่วยพัฒนา และส่งเสริม ภาคอุตสาหกรรมไทย ให้หันมาให้ ความสําคัญและจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ………………………………………………………………………………………..................……………………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................………………………………
  • 131.
    122 ตอนที่ 3 ข้อคําถามเกี่ยวกับความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญต่อ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย 9. ท่านคิดว่า ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มีความสําคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย หรือไม่อย่างไร ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… 10. ท่านคิดว่า อะไรคือปัญหา และ อุปสรรค ของ ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… 11. ท่านคิดว่า อะไรคือปัจจัยหลัก ของการพัฒนาที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ตอนที่ 4 ข้อคําถามเกี่ยวกับ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ใน ภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทย ด้านความรู้ ( Knowledge) 12. ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ควรมีองค์ความรู้ด้านใดบ้าง ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ด้านทักษะ (Skill) 13. ทักษะ ที่สําคัญในของการเป็นที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดําเนินงานมี ประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อตัวที่ปรึกษาและต่อผู้รับบริการ มีอะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................………………………………
  • 132.
    123 ด้านคุณลักษณะ (Attribute) 14. คุณลักษณะส่วนบุคคลที่สําคัญ ของตัวบุคคล ที่ทําหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม มีอะไรบ้าง (คุณลักษณะส่วนบุคคล หมายถึง บุคลิกภาพ ความคิด ค่านิยม แรงจูงใจ) ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ด้านจรรยาบรรณ และข้อควรปฏิบัติ (Ethic / Code of Conduct) 15. ท่านมีความเห็นอย่างไร ต่อเรื่องจรรยาบรรณหรือ มาตรฐานทางจริยธรรม ของอาชีพที่ปรึกษา และท่านคิดว่า มีอะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… 16. อื่นๆ ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… 17. ท่านมีความเห็นว่า แนวทางในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาฯ มีอย่างไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ………………………………………………………………………………………………..................……………………………… ตอนที่ 5 ความคิดเห็นอื่นๆเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมไทย ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง
  • 133.
    124 รูป คําชี้แจง ด้านระบ ระบบกา พัฒนาศัก ประสิทธิ โ การสร้าง ส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 ส่วนที่3 ส่วนที่ 4 ส่วนที่ 5 ผู้วิ ข้อเสนอแ ระบบกา ม แบบการพัฒน แบบสอบถาม บการจัดการสิ รจัดการสิ่งแว กยภาพที่ปรึก ธภาพ โดยผู้วิจัยขอค งสรรค์ผลงานท แบบสอบถาม ข้อคําถาม 2 ข้อคําถาม ในภาค อุตสาหกร 3 ข้อคําถาม ของที่ปรึก 4 ข้อคําถาม ด้านระบบ 5 ความคิดเห วิจัยขอขอบคุ แนะต่างๆ ซึ่ง รจัดการสิ่งแว มหาวิทยาลัย นาศักยภาพที่ มฉบับนี้เป็นส่ว สิ่งแวดล้อม ใน วดล้อมที่ผู้ประ ษาทางด้านระ ความอนุเครา ทางวิชาการ มชุดนี้มีทั้งหม มเกี่ยวกับข้อมู มเกี่ยวกับลักษ รรมคาดหวัง มเกี่ยวกับศักย กษาด้านระบบ มเกี่ยวกับ รูปแ บการจัดการสิ่ง ห็นอื่นๆ คุณผู้ตอบแบบ จะเป็นประโย วดล้อมในภาค ยเทคโนโลยี แบบสอบถ ที่ปรึกษาด้านร วนหนึ่งของกา นภาคอุตสาห ะกอบการในภ ะบบการจัดกา าะห์ท่าน กรุณ ด5 ส่วนรวม1 ลทั่วไปของผู้ต ษณะของที่ปรึก ภาพ ที่เป็น ค บการจัดการสิ่ แบบในการพัฒ งแวดล้อม บสอบถามทุกท ยชน์อย่างยิ่งต่ คอุตสาหกรรม พระจอมเก ามเพื่อการวิ เรื่อง ระบบการจัดก ารวิจัย เรื่อง “ หกรรม”มีวัตถุ ภาคอุตสาหกร ารสิ่งแวดล้อม ณาตอบแบบส 10 หน้า ได้แก ตอบแบบสอบ กษาด้านระบบ ความรู้ ทักษะ งแวดล้อม ฒนาที่เหมาะส ท่านที่เสียสล ต่อ การสร้างรู ม ล้าพระนคร วิจัย การสิ่งแวดล้อม “รูปแบบการพ ประสงค์เพื่อลั รรมคาดหวังแ มในภาคอุตสา สอบถามอย่าง ก่ บถาม บการจัดการสิ คุณลักษณะ สมเพื่อพัฒนา ะเวลาในการ ปแบบการพัฒ รเหนือ มในภาคอุตสา พัฒนาศักยภา ลักษณะของที่ แล้วนําไปสร้าง าหกรรม ให้เกิ งครบถ้วน เพื่อ สิ่งแวดล้อมที่ผู้ และจรรยาบร ศักยภาพของ ตอบแบบสอบ ฒนาศักยภาพ าหกรรม าพที่ปรึกษา ที่ปรึกษาด้าน งรูปแบบการ กิด อประโยชน์ใน ผู้ประกอบการ รรณ งที่ปรึกษา บถาม และให พที่ปรึกษาด้าน น ร ห้ น
  • 134.
    125 ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม คําชี้แจงโปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในกล่องหน้าข้อความ หรือ เติมข้อความลงใน……….. ที่ตรง กับสภาพความเป็นจริงของผู้ตอบ 18. เพศ [ ] ชาย [ ] หญิง 19. อายุ [ ] ต่ํากว่า 35 [ ] 35-45 ปี [ ] 46-55 ปี [ ] มากกว่า 55 ปี 20. วุฒิการศึกษาสูงสุด [ ] ต่ํากว่าปริญญาตรี [ ] ปริญญาตรี [ ] ปริญญาโท [ ] ปริญญาเอก 21. ตําแหน่ง ……………………………………………………………………………………………….. 22. ประสบการณ์ทํางาน [ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี [ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี 23. ประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม [ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี [ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
  • 135.
    126 ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของที่ปรึกษา และส่งผลกระทบต่อการ บริการให้คําปรึกษาของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด โดยความ คิดเห็นในแต่ละระดับ มีความหมายดังนี้ 5 หมายถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับ มากที่สุด 4 หมายถึง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับ มาก 3 หมายถึง ปัจจัยส่งผลกระทบในระดับ ปานกลาง 2 หมายถึง ปัจจัยส่งผลกระทบในระดับ น้อย 1 หมายถึง ปัจจัยส่งผลกระทบในระดับ น้อยที่สุด ลําดับที่ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของที่ปรึกษา และส่งผลกระทบ ต่อการบริการให้คําปรึกษา ระดับของผลกระทบ 5 4 3 2 1 1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม 2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของ ผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ 4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับ ผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ 5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และ ยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา 6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการ ให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่อง งบประมาณ หรือ ปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ 7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่นๆ ที่องค์กร ปฏิบัติอยู่ 8 การมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้ คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
  • 136.
    127 ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด เกี่ยวกับศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ โดยระดับความคิดเห็นในแต่ละระดับ มีความหมายดังนี้ 5 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มากที่สุด 4 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มาก 3 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ ปานกลาง 2 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อย 1 หมายถึง ศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อยที่สุด ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ระดับความสําคัญ 5 4 3 2 1 (Knowledge) ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค 1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และการจัดการ สิ่งแวดล้อม 2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่ง ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ใน การผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่ง มอบสินค้าและบริการ 4 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อม 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ ทางด้านสิ่งแวดล้อม 7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ทางด้าน สิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ 8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศเช่น RoHS,REACH,WEEE
  • 137.
    128 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ระดับความสําคัญ 5 43 2 1 ความรู้ทางด้านมาตรฐาน และการให้การรับรอง 11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผล ต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น 12 มาตรฐานสากล ISO 14000Family ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001,ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ) 13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement control system standards) 14 มาตรฐานการให้การรับรอง ( Accreditation standards ) 15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity assessment standards) 16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ ( Dependability management standards) 18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการรับรอง มาตรฐานสากล 19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการ รับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล 20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงาน ระเบียบวิธี และเทคนิค 21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 28 กระบวนการ PDCA 29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 31 เทคนิคการระดมสมอง
  • 138.
    129 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ระดับความสําคัญ 5 43 2 1 ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา 32 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 33 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ ให้คําปรึกษา 34 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานขององค์กรที่ ให้คําปรึกษา (Skills) ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 3 การให้คําปรึกษา , การสอน และถ่ายทอดความรู้ 4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่างรวดเร็ว 9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 11 การสร้างแรงจูงใจ 12 การบริหารความขัดแย้ง 13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 14 การบริหารเวลา 15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ ทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 22 การเป็นผู้นํา
  • 139.
    130 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ระดับความสําคัญ 5 43 2 1 (Attributes) คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) 1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 4 มีมนุษยสัมพันธ์ 5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ 7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 11 ร่าเริง ไม่เครียด 12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 13 มีปฏิภาณไหวพริบ 14 มีความพร้อมในการทํางาน 15 มีความคิดเชิงบวก 16 มีความคิดสร้างสรรค์ 17 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 19 เป็นคนช่างสังเกต 20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 21 มีความรับผิดชอบ 22 ให้ความเคารพผู้อื่น 23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 24 ไม่มีอคติ 25 มีความยืดหยุ่น 26 มีความมั่นใจในตัวเอง 27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 28 กล้าคิด กล้าทํา 29 เปิดเผย
  • 140.
    131 ส่วนที่ 4 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม คําชี้แจงโปรดทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด โดยระดับ ความคิดเห็นในแต่ละระดับ มีความหมายดังนี้ 5 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มากที่สุด 4 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ มาก 3 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ ปานกลาง 2 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อย 1 หมายถึง เทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพที่มีความสําคัญระดับ น้อยที่สุด ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ระดับความสําคัญ 5 4 3 2 1 (Ethics) จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และสังคม 1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 6 การยึดถือในความถูกต้อง 7 การยึดมั่นในหลักการ 8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 11 การยอมรับในความผิดพลาด ลําดับที่ เทคนิควิธีการพัฒนา ระดับความสําคัญ 5 4 3 2 1 1 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรอง ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการทํางาน ลําดับที่ เทคนิควิธีการพัฒนา ระดับความสําคัญ 5 4 3 2 1 3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่างๆ ให้ทันสมัย
  • 141.
    132 ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นเพิ่มเติม 4.1สาเหตุที่ทําให้เกิดปัญหาอุปสรรค ระหว่างการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.2 ความรู้ที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.3 ทักษะที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… อย่างต่อเนื่องทุกปี 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยี เป็น เครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น website , social media , mobile technology เป็นต้น 6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 8 การศึกษาดูงานในประเทศ 9 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 10 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 11 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ 12 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 13 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 14 การสอบวัดระดับความรู้เพื่อนําไปสู่การพัฒนายกระดับ
  • 142.
    133 4.4 คุณลักษณะที่สําคัญ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1)………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.5 จรรยาบรรณจําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.6 รูปแบบและวิธีการ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง ผู้วิจัย
  • 143.
    134 รูป คําชี้แจง เพื่อการวิ การจัดก ระบบกา การพัฒน โ แบบสอบ ส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 ส่วนที่3 ส่วนที่ 4 ส่วนที่ 5 ผู้วิ ข้อเสนอแ แบบป แบบการพัฒน แบบประเมินค วิจัย ฉบับนี้เป็ ารสิ่งแวดล้อ ารจัดการสิ่งแ นาศักยภาพที่ป โดยผู้วิจัยขอ บถาม ที่ผู้วิจัย แบบสอบถาม ข้อคําถาม 2 ข้อคําถาม ในภาคอุต 3 ข้อคําถาม ของที่ปรึก 4 ข้อคําถาม สิ่งแวดล้อ 5 ความคิดเห วิจัยขอขอบค แนะมา ณ โอ ประเมินควา นาศักยภาพที่ ความสอดคล้อ ป็นส่วนหนึ่งขอ ม ในภาคอุต แวดล้อมที่ผู้ป ปรึกษาทางด้า อความอนุเคร ยจัดทําขึ้น เพื่อ มชุดนี้มีทั้งหม มเกี่ยวกับข้อมู มเกี่ยวกับลักษ ตสาหกรรมคา มเกี่ยวกับศักย กษาด้านระบบ มเกี่ยวกับเทคนิ อม ห็นอื่นๆ คุณผู้เชี่ยวชาญ กาสนี้ ามสอดคล้อ ที่ปรึกษาด้านร อง (Index Ite องการวิจัย เรื สาหกรรม” ม ระกอบการใน านระบบการจั ราะห์ท่าน กร อประโยชน์ใน ด 5 ส่วน ได้แ ลทั่วไปของผู้ต ษณะของที่ปรึก ดหวัง ภาพที่เป็นคว บการจัดการสิ่ นิควิธีในการพั ญทุกท่านที่เสี นักศึก สาขาวิช มหา องของแบบส เรื่อง ระบบการจัดก em Objective รื่อง “รูปแบบ มีวัตถุประสง นภาคอุตสาห จัดการสิ่งแวด รุณาให้ความ นการสร้างสรร แก่ ตอบแบบสอบ กษาด้านระบบ ามรู้ ทักษะ คุ งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพ สียสละเวลาใ นา กษาปริญญาเอ ชาการพัฒนาธ คณะพัฒ าวิทยาลัยเทค สอบถามเพื่อ การสิ่งแวดล้อม e Congruenc บการพัฒนาศัก ค์เพื่อ ศึกษา หกรรมคาดหว ล้อมในภาคอุ มเห็นและข้อเ รค์ผลงานทางวิ บถาม บการจัดการสิ คุณลักษณะ แ พของที่ปรึกษ ในการประเมิ งสาวธิดาวัลย์ อก หลักสูตรบ ธุรกิจอุตสาหก ฒนาธุรกิจและ คโนโลยีพระจอ อการวิจัย มในภาคอุตสา ce : IOC) ของ กยภาพที่ปรึก ลักษณะของท วัง แล้วนําไป ตสาหกรรม เสนอแนะต่อ วิชาการ สิ่งแวดล้อมที่ผู้ ละจรรยาบรร ษาด้านระบบก น และให้คว ย์ อ่ําแจ้ง บริหารธุรกิจดุ กรรมและทรัพ ะอุตสาหกรรม อมเกล้าพระน าหกรรม งแบบสอบถาม กษาด้านระบบ ที่ปรึกษาด้าน ปสร้างรูปแบบ อข้อคําถามใน ผู้ประกอบการ รณ การจัดการ วามเห็นพร้อม ดุษฎีบัณฑิต พยากรมนุษย์ ม นครเหนือ ม บ น บ น ร ม
  • 144.
    135 ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โปรดทําเครื่องหมาย✓ลงในช่องเหมาะสมและหากไม่เหมาะสม กรุณาเขียนข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุง เหมาะสม ควรปรับปรุง 1. เพศ [ ] ชาย [ ] หญิง 2. อายุ [ ] ต่ํากว่า 35 ปี [ ] 35 – 40 ปี [ ] 46 – 55 ปี [ ] มากกว่า 55 ปี 3. วุฒิการศึกษา [ ] ต่ํากว่าปริญญาตรี [ ] ปริญญาตรี [ ] ปริญญาโท [ ] ปริญญาเอก 4. ตําแหน่ง ............................................... 5. ประสบการณ์การทํางาน [ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี [ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี 6. ประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม [ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี [ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี
  • 145.
    136 ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง กรุณาทําเครื่องหมายลงในช่องว่างที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านในข้อคําถาม โดยพิจารณาด้วย เกณฑ์ ต่อไปนี้ -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ ไม่เห็นด้วย 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ ไม่แน่ใจ 1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ เห็นด้วย ลําดับที่ คุณลักษณะ ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม -1 0 1 1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม 2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ของ ผู้รับบริการ เช่น ด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ 4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษาให้กับ ผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ 5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็นความสําคัญ และ ยอมรับพร้อมดําเนินการตามที่ได้รับคําแนะนํา 6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการ ให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่อง งบประมาณ หรือ ปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ 7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการอื่นๆ ที่องค์กร ปฏิบัติอยู่ 8 การมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการให้ คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น
  • 146.
    137 ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพที่เป็น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นศักยภาพของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ผู้รับบริการพึงประสงค์ ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม -1 0 1 (Knowledge) ความรู้ที่จําเป็น ในการให้บริการของที่ปรึกษา ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค 1 ความรู้ทางเฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และการ จัดการสิ่งแวดล้อม 2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีที่ ใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรม แต่ละชนิด 3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตจนถึง การส่งมอบสินค้าและบริการ 4 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฏหมาย เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม 7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบค่าพารามิเตอร์ ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากห้องปฏิบัติการ 8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่น RoHS, REACH, WEEE ความรู้ทางด้านมาตรฐาน และการให้การรับรอง 11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่เกี่ยวข้องที่ มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น 12 มาตรฐานสากล ISO 14000Familyที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001,ISO14004,ISO14031, ISO14064 ฯลฯ) 13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement control system standards) 14 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation standards)
  • 147.
    138 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ผู้รับบริการพึงประสงค์ ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม -1 01 15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity assessment standards) 16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability management standards) 18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัย ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับการรับรอง มาตรฐานสากล 19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศและระดับ สากล รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอน ของการให้การ รับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และ การรับรองตัวบุคคล 20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละระบบ ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงาน ระเบียบวิธี และเทคนิค 21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจประเมิน (Audit) 26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 28 กระบวนการ PDCA 29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 31 เทคนิคการระดมสมอง ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา 32 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 33 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ของ องค์กรที่ให้คําปรึกษา 34 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการดําเนินงานของ องค์กรที่ให้คําปรึกษา
  • 148.
    139 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม -1 01 (Skills) ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม 1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 3 การให้คําปรึกษา , การสอน และถ่ายทอดความรู้ 4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็นระบบ 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหา 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่างรวดเร็ว 9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละหน่วยงาน 10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 11 การสร้างแรงจูงใจ 12 การบริหารความขัดแย้ง 13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 14 การบริหารเวลา 15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ ทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการทํางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่ 22 การเป็นผู้นํา (Attributes) คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) 1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลหลากหลาย 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 4 มีมนุษยสัมพันธ์ 5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ 7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย
  • 149.
    140 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม -1 01 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 11 ร่าเริง ไม่เครียด 12 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 13 มีปฏิภาณไหวพริบ 14 มีความพร้อมในการทํางาน 15 มีความคิดเชิงบวก 16 มีความคิดสร้างสรรค์ 17 มีสัมมาคารวะ รู้กาละเทศะ 18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 19 เป็นคนช่างสังเกตุ 20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 21 มีความรับผิดชอบ 22 ให้ความเคารพผู้อื่น 23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 24 ไม่มีอคติ 25 มีความยืดหยุ่น 26 มีความมั่นใจในตัวเอง 27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 28 กล้าคิด กล้าทํา 29 เปิดเผย (Ethics) จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และสังคม 1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงานของตนเอง 5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 6 การยึดถือในความถูกต้อง 7 การยึดมั่นในหลักการ 8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 11 การยอมรับในความผิดพลาด
  • 150.
    141 ส่วนที่ 4 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ลําดับที่ เทคนิควิธีในการพัฒนา ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม -1 0 1 1 การเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม 2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการทํางานของ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการทํางาน 3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสายอาชีพเดียวกัน 4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็นต่างๆ ให้ ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนลียี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรมพัฒนา เช่น website, social media, mobile technology เป็นต้น 6 การศึกษาด้วยตนเอง (Self Study) 7 การสอนแนะ (Coaching) 8 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 9 การเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ 10 การศึกษาดูงานในประเทศ 11 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 12 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 13 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง 14 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 15 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 16 การสอบวัดระดับความรู้ความสามารถเพื่อจัดระดับ และ นําไปสู่การพัฒนายกระดับ
  • 151.
    142 ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นเพิ่มเติม 4.1สาเหตุที่ทําให้เกิดปัญหาอุปสรรค ระหว่างการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.2 ความรู้ที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.3 ทักษะที่จําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.4 คุณลักษณะที่สําคัญ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.5 จรรยาบรรณจําเป็นในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 4.6 รูปแบบและวิธีการ ในการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม 1) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 2) ………………………………………………………………………………………………..................…………… 3) ………………………………………………………………………………………………..................…………… ผู้ประเมิน.................................................................. ( )
  • 152.
    แบบประ รูปแบบ คําชี้แจง แบบ ศักยภาพที่ปรึ คุณลักษณะที พัฒนาศักยภา โดย ข้อเสนอแนะ แบบ ส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 ส่วนที่3 ส่วนที่ 4 ส่วนที่ 5 ส่วนที่ 6 ผู้วิจัย ข้อเสนอแนะ ะเมินความเ บการพัฒนาศัก บประเมินเพื่อก รึกษาด้านระบ ที่พึงประสงค์ข าพที่ปรึกษาท ผู้วิจัยขอคว ต่อรูปแบบ ที่ บประเมินชุดนี้ ประเมินควา สิ่งแวดล้อมใ ศักยภาพ ที่เป็ สิ่งแวดล้อม ทักษะที่สําคัญ ศักยภาพ ที่เป็ สังคม ทัศนค ศักยภาพ ที่เ สังคม เทคนิควิธีในก ขอขอบคุณผู้ มา ณ โอกาส หมาะสมขอ กยภาพที่ปรึก การวิจัย ฉบับ บบการจัดการ ของที่ปรึกษาด้ ทางด้านระบบ ามอนุเคราะ ผู้วิจัยจัดทําขึ้ นี้มีทั้งหมด6ส่ว มเหมาะสมขอ ในภาคอุตสาห ป็น ความรู้ที่จํ ญของที่ปรึกษ ป็น คุณลักษณ ติ และค่านิยม เป็นจรรยาบรร การพัฒนาศัก ้เชี่ยวชาญทุก สนี้ องรูปแบบ ที เรื่อง กษาด้านระบบ บนี้เป็นส่วนหนึ รสิ่งแวดล้อม ใ ด้านระบบการ การจัดการสิ่ง ะห์ท่าน กรุณ ึ้น เพื่อประโย วนได้แก่ องรูปแบบ ขอ หกรรม จําเป็นในการใ ษาด้านการจัดก ณะที่สําคัญขอ ม) รณของที่ปรึก ยภาพของที่ป กท่านที่เสียส นักศึกษาป สาขาวิชากา มหาวิทย ที่ได้จากการ ง บการจัดการสิ่ นึ่งของการวิจั ในภาคอุตสาห รจัดการสิ่งแวด งแวดล้อมในภ ณาประเมินคว ชน์ในการสร้า องศักยภาพที่ป ให้บริการ ของ การสิ่งแวดล้อ องที่ปรึกษา (ด้ กษาที่มีต่อวิชา ปรึกษาด้านระ ละเวลาในกา นางสาว ปริญญาเอก ห ารพัฒนาธุรกิจ คณะพัฒนาธุ ยาลัยเทคโนโล รวิเคราะห์ข้อ งแวดล้อมในภ ย เรื่อง “รูปแ หกรรม” มีวัต ดล้อม แล้วนํา ภาคอุตสาหกร วามเหมาะส างสรรค์ผลงาน ปรึกษาด้านระ งที่ปรึกษาด้าน อมในภาคอุตส ด้านแรงจูงใจ อ าชีพ ต่อผู้รับบ บบการจัดกา ารประเมิน แ วธิดาวัลย์ อ่ํา หลักสูตรบริหา จอุตสาหกรรม ธุรกิจและอุตส ลยีพระจอมเก อมูลเพื่อกา ภาคอุตสาหกร แบบการพัฒน ถุประสงค์เพื่อ าไปสร้างรูปแบ รรม สม ให้ความ นทางวิชาการ ะบบการจัดกา นระบบการจัด สาหกรรม อุปนิสัย บทบ บริการ ต่อตน รสิ่งแวดล้อม และให้ความเห แจ้ง ารธุรกิจดุษฎีบ มและทรัพยาก สาหกรรม กล้าพระนครเห 143 รวิจัย รรม นา อศึกษา บบการ เห็นและ ร าร ดการ บาททาง นเอง และ ห็นพร้อม บัณฑิต กรมนุษย์ หนือ
  • 153.
    144 กรุณาทํ พิจารณา ส่วนที่ 1 ค ป าเครื่องหมา าด้วยเกณฑ์ ต 5 4 3 2 1 1:รูปแบบขอ ความเหมาะ ปรึกษาด้านกา าย ลงในช่ ต่อไปนี้ หมายถึง หมายถึง หมายถึง หมายถึง หมายถึง องศักยภาพที่ป ภาพ : รู รูปแบบ สมของรูปแ ารจัดการสิ่งแ องว่างที่ตรง เหมาะสมมาก เหมาะสมมาก เหมาะสมป เหมาะสมน้ เหมาะสมน้อ ปรึกษาด้านระ รูปแบบศักยภ บบศักยภาพ แวดล้อม งกับความคิด กที่สุด ก านกลาง น้อย ้อยที่สุด ะบบการจัดกา ภาพที่ปรึกษาด้ ประ เห 1 2 พที่ ดเห็นของท่า ารสิ่งแวดล้อม ด้านการจัดกา เมินความ หมาะสม 3 4 5 านเพียงคําต ในภาคอุตสาห รสิ่งแวดล้อม ข้อเส อบเดียวโดย หกรรม สนอแนะ ย
  • 154.
    145 ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพที่เป็น ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 5 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการ รวมถึงการใช้หลักการและ แนวทางต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ และการให้คําปรึกษา ตัวแปรที่ ความรู้ด้านการบริหารจัดการ (Management Knowledge) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 2 กระบวนการ PDCA 3 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 4 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 5 เทคนิคการระดมสมอง 6 เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง 7 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 8 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 9 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 10 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 11 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจ ประเมิน (Audit) 12 หลักการบริหารงานคุณภาพและ สิ่งแวดล้อม
  • 155.
    146 องค์ประกอบที่ 2 เกี่ยวกับมาตรฐาน ข้อบังคับ กฏระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภายในประเทศและที่เป็นสากล ตัวแปรที่ ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation knowledge) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 2 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability management standards) 3 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement controlsystem standards) 4 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความ ปลอดภัย 5 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditationstandards) 6 มาตรฐานของการประเมินควาสอดคล้อง (Conformity assessment standards) 7 ระบบการให้การรับรอง ทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล รวมทั้งกระบวนการและ ขั้นตอน ของการให้การรับรอง ทั้งการ รับรองผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการ รับรองตัวบุคคล 8 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละ ระบบ
  • 156.
    147 องค์ประกอบที่ 3 การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการและวิธีการต่างๆ ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่ง ภาคอุตสาหกรรมจําเป็นต้องดําเนินการให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตัวแปรที่ ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry knowledge) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการจัดการมลพิษต่างๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม 2 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่ เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO14001, ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ) 3 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 4 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม แต่ละประเภท ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ ละชนิด 5 มาตรฐานสากล(International standards) ที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น 6 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่ การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
  • 157.
    148 องค์ประกอบที่ 4 การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ให้ความสําคัญกับการป้องกันและปกป้อง สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อความยั่งยืน ตัวแปรที่ ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological Modernization knowledge) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม 2 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก ห้องปฏิบัติการ 3 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อม 4 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่นRoHS,REACH,WEEE 5 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 6 การบ่งชี้และการประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) องค์ประกอบที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ข้อมูลขององค์กรที่ต้องเข้าไปให้คําปรึกษา ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลทั่วไป ด้านธุรกิจ และข้อมูลด้านการบริหารจัดการขององค์กร ตัวแปรที่ ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานประกอบการ (Customer Insight knowledge) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 2 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา 3 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการ ดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา
  • 158.
    149 ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรมมี 2 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน เป็นลักษณะส่วนบุคคล ที่มี ความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น ตัวแปรที่ ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Soft side skill) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 การบริหารความขัดแย้ง 2 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 3 การมอบหมายงานและการติดตามผล 4 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละ หน่วยงาน 5 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 6 การบริหารเวลา 7 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอด ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย 8 การสร้างแรงจูงใจ 9 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงาน ให้ผู้เกี่ยวข้อง 10 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการ ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 11 การเป็นผู้นํา 12 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 13 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนําเสนอ ข้อมูล 14 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทําหน้าที่
  • 159.
    150 องค์ประกอบที่ 2 พบว่าเป็นทักษะที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ สติปัญญา (IQ) ในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ตัวแปรที่ ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard side skill) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 การให้คําปรึกษา การสอนและถ่ายทอดความรู้ 2 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 3 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 4 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 5 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่างเป็น ระบบ 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนว ทางแก้ไขปัญหา 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆได้ อย่างรวดเร็ว
  • 160.
    151 ส่วนที่ 4 คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา(ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) มี 2 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ที่แสดงความเป็น ตัวตนภายใน ออกมาซึ่งเป็นลักณะของการตระหนักรู้ตนเอง การยอมรับในความเป็นตัวตน และการแสดงออกให้รู้ ว่าตนเองมีความเหมือนหรือแตกต่าง อย่างไรกับคนกลุ่มอื่น ตัวแปรที่ อัตลักษณ์ส่วนบุคคล Personal Identity ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 2 กล้าคิด กล้าทํา 3 มีความยืดหยุ่น 4 เปิดเผย 5 มีความมั่นใจในตัวเอง 6 ไม่มีอคติ 7 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 8 ให้ความเคารพผู้อื่น 9 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 10 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 11 มีความมั่นคงทางความคิดและการแสดงออก 12 มีปฏิภาณไหวพริบ 13 ร่าเริง ไม่เครียด 14 เป็นคนช่างสังเกต 15 มีความพร้อมในการทํางาน 16 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 17 มีความรับผิดชอบ 18 มีความคิดสร้างสรรค์ 19 มีความคิดเชิงบวก
  • 161.
    152 องค์ประกอบที่ 2 เป็นคุณลักษณะของบุคคลหนึ่งๆที่พึงแสดงออก ต่อบุคคลอื่น เมื่ออยู่ในสังคม และ ถือเป็นพฤติกรรมมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคาดหวัง และยอมรับ ตัวแปรที่ อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 3 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล หลากหลาย 4 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 5 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 6 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 7 มีมนุษยสัมพันธ์ 8 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 9 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับ สถานการณ์ต่างๆได้ 10 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย
  • 162.
    153 ส่วนที่ 5 ข้อมูลเกี่ยวกับจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และ สังคม องค์ประกอบนี้ พบว่า เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจาก ผู้ใช้บริการ นับว่าเป็นสิ่งสําคัญต่อวิชาชีพ ตัวแปรที่ จรรยาบรรณในวิชาชีพ (Code of ethics) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 2 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 3 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 4 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 5 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 6 การยึดมั่นในหลักการ 7 การยึดถือในความถูกต้อง 8 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 9 การยอมรับในความผิดพลาด 10 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 11 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และ ตัวบุคคล
  • 163.
    154 ส่วนที่ 6 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม มี2 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการเรียนรู้ พัฒนาความคิด ทั้งแบบเรียนรู้ด้วย ตนเอง (Self Learning) และเข้ารับการฝึกอบรมหรือสอบวัดระดับความรู้ ตัวแปรที่ พัฒนาความคิด (Head) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 2 การศึกษาดูงานในประเทศ 3 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 4 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับ ภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 5 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และแลกเปลี่ยน ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 6 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร ต่างๆ 7 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การ พัฒนายกระดับ
  • 164.
    155 องค์ประกอบที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการปฏิบัติจริงในรูปแบบต่างๆ เช่น การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น ตัวแปรที่ พัฒนาการปฏิบัติ (Hand on) ประเมินความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 5 1 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการ ทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ 2 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 3 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็น ต่างๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 4 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสาย อาชีพเดียวกัน 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดย ใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรม พัฒนา เช่น website , social media , mobile technology เป็นต้น 6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ ท่านมีข้อเสนอแนะ อย่างไรบ้าง ต่อวิธีการหรือรูปแบบ ที่จะนํารูปแบบศักยภาพที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ไปพัฒนาที่ปรึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน
  • 165.
    157 ภาคผนวก ข - ผลการวิเคราะห์กลุ่มประชากรและตัวอย่าง -ผลการหาค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม - ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทํา Try-Out แบบสอบถามเพื่อการวิจัย - ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของรูปแบบที่ได้จากการวิจัย - ผลการวิเคราะห์สถิติ t-test จากการใช้คู่มือ
  • 166.
    158 ผลการวิเคราะห์กลุ่มประชากรและตัวอย่าง งานวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม ข้อมูล จํานวนบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 อ้างอิง : http://app.tisi.go.th/index_t.html สืบค้นวันที่ : 11 มีนาคม 2560 เวลา 15.00 น. ตารางแสดงจํานวนประชากรในแต่ละจังหวัด จังหวัด จํานวนบริษัท ตัดชื่อที่ซ้ํา คงเหลือ สุ่ม 15% จํานวนผู้ตอบ กรุงเทพมหานคร 107 91 14 109 นนทบุรี 18 16 2 8 สมุทรปราการ 133 107 16 99 สมุทรสาคร 47 39 6 46 นครปฐม 27 25 4 26 ปทุมธานี 43 40 6 67 รวม 375 318 48 355 จํานวน ประชากร หมายเหตุการตัดชื่อที่ซ้ํา หมายถึง การที่บางบริษัทได้รับการรับรองแบบแบ่งขอบเขต หรือ แบ่งขอบข่ายทําให้ชื่อบริษัทเดียวกันได้ใบรับรองหลายใบ ผู้วิจัยจึงตัดรายชื่อที่ซ้ํากันออกไป
  • 167.
    159 ตารางแสดงจํานวนตัวอย่าง และจํานวนผู้ตอบในแต่ละจังหวัด (B)กรุงเทพมหานคร จํานวน ผู้ตอบ (NT)นนทบุรี จํานวนผู้ตอบสมุทรปราการ จํานวน ผู้ตอบ BK1 10 NT1 5 SP1 4 BK2 10 NT2 3 SP2 3 BK3 12 รวมผู้ตอบ 8 SP3 5 BK4 5 SP4 6 BK5 8 SP5 10 BK6 9 SP6 3 BK7 7 SP7 6 BK8 10 SP8 7 BK9 3 SP9 9 BK10 9 SP10 10 BK11 10 SP11 4 BK12 8 SP12 10 BK13 5 SP13 5 BK14 3 SP14 10 รวมผู้ตอบ 109 SP15 4 SP16 3 รวมผู้ตอบ 99 สมุทรสาคร จํานวน ผู้ตอบ นครปฐม จํานวนผู้ตอบ ปทุมธานี จํานวน ผู้ตอบ SS1 10 NP1 5 PT1 10 SS2 5 NP2 12 PT2 8 SS3 12 NP3 6 PT3 10 SS4 4 NP4 3 PT4 10 SS5 10 รวมผู้ตอบ 26 PT5 19 SS6 5 PT6 10 รวมผู้ตอบ 46 รวมผู้ตอบ 67 รวมผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 355 คน
  • 168.
    160 การประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถามเพื่อการวิจัย เรื่อง รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โปรดทําเครื่องหมาย✓ลงในช่องเหมาะสมและหากไม่เหมาะสม กรุณาเขียนข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุง เหมาะสม ควรปรับปรุง 1. เพศ [ ] ชาย [ ] หญิง //// 2. อายุ [ ] ต่ํากว่า 35 ปี [ ]35 – 40 ปี [ ] 46 – 55 ปี [ ] มากกว่า 55 ปี //// 3. วุฒิการศึกษา [ ] ต่ํากว่าปริญญาตรี [ ] ปริญญาตรี [ ] ปริญญาโท [ ] ปริญญาเอก //// 4. ตําแหน่ง ............................................... //// 5. ประสบการณ์การทํางาน [ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี [ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี[ ] มากกว่า 15 ปี //// 6. ประสบการณ์ ในการจัดทําระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม [ ] น้อยกว่า 5 ปี [ ] 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี [ ] 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี [ ] มากกว่า 15 ปี ////
  • 169.
    161 ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง ลําดับที่ ลักษณะ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 4 5 1 ความรู้เฉพาะทางของที่ปรึกษาทางด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 ความรู้ด้านอื่นๆของที่ปรึกษา เพื่อเป็น ประโยชน์ของผู้รับบริการ เช่น ด้านการ บริหารงานด้านเศรษฐกิจสังคม เป็นต้น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 3 จรรยาบรรณของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อวิชาชีพ ต่อ ผู้รับบริการ ต่อที่ปรึกษาคนอื่นต่อตนเอง และต่อสาธารณะ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 4 วิธีการในการถ่ายทอดความรู้ของที่ปรึกษา ให้กับผู้รับบริการที่มีความชัดเจนและง่าย ต่อการเข้าใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 5 สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้รับบริการเห็น ความสําคัญ และยอมรับพร้อมดําเนินการ ตามที่ได้รับคําแนะนํา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 6 สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นใน ระหว่างการให้บริการ เช่น ปัญหาเรื่องเวลา เรื่องความร่วมมือเรื่องงบประมาณ หรือ ปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 ความสามารถในการบูรณาการระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงสอดคล้อง กับระบบบริหารจัดการอื่นๆ ที่องค์กรปฏิบัติ อยู่ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 8 การมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ ประกอบการให้คําปรึกษาอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการ ข้อมูล จากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อมูลจากผู้รับบริการ เป็นต้น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
  • 170.
    162 ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพที่เป็น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และจรรยาบรรณของที่ ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 4 5 ความรู้เฉพาะด้านทางเทคนิค 1 ความรู้ทางเฉพาะทาง ด้านการจัดการ มลพิษต่างๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะของ อุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่ง ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และ มลพิษที่เกิดในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 3 กระบวนการบริหารงานอุตสาหกรรมตั้งแต่ การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 4 กฏระเบียบข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กฏหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการ จัดการสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 6 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการ ตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน สิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 การวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ ทดสอบ ค่าพารามิเตอร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม จาก ห้องปฏิบัติการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 8 การบ่งชี้และการประเมินประเด็น สิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 9 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 10 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่นRoHS,REACH,WEEE 1 1 1 0 0 0.6 ใช้ได้ ความรู้ทางด้านมาตรฐาน และการให้การรับรอง 11 มาตรฐานสากล (International standards) ที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้
  • 171.
    163 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ ค่า IOC แปลผล 1 23 4 5 12 มาตรฐานสากล ISO 14000Family ที่ เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ (ISO 14001, ISO14004,ISO14031,ISO14064 ฯลฯ) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 13 มาตรฐานระบบควบคุมการวัด (Measurement control system standards) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 14 มาตรฐานการให้การ รับรอง (Accreditation standards) 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 15 มาตรฐานของการประเมินความสอดคล้อง (Conformity assessment standards) 1 1 0 0 1 0.6 ใช้ได้ 16 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 1 1 0 0 1 0.6 ใช้ได้ 17 มาตรฐานการบริหารความน่าเชื่อถือ (Dependability management standards) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 18 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความ ปลอดภัย 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ ความรู้ด้านกระบวนการ และมาตรฐานของการได้รับ การรับรองมาตรฐานสากล 19 ระบบการให้การรับรอง ทั้งใน ระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้ง กระบวนการและขั้นตอน ของการให้การ รับรอง ทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ การรับรอง ระบบ และการรับรองตัวบุคคล 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 20 ข้อกําหนดของการให้การรับรองในแต่ละ ระบบ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ ความรู้ทั่วไปของหลักการบริหารงาน ระเบียบวิธี และเทคนิค 21 ความรู้ด้านการบริหารจัดการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 22 หลักการบริหารงานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 23 เทคนิคและเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 24 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 25 ระเบียบวิธีและเทคนิค ในการตรวจ ประเมิน (Audit) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 26 หลักทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้
  • 172.
    164 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ ค่า IOC แปลผล 1 23 4 5 27 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 28 กระบวนการ PDCA 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 29 กระบวนการถ่ายทอดนโยบาย 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 30 เทคนิคการเชื่อมโยงกระบวนการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 31 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 32 เทคนิคการระดมสมอง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ ความรู้ทางด้านองค์กรที่ให้คําปรึกษา 33 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ ให้คําปรึกษา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 34 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มี ส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้ 35 วัฒนธรรม ในการบริหารงาน และการ ดําเนินงานขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้ (Skills) ทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม 1 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 การเขียนเอกสาร และการเขียนรายงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 3 การให้คําปรึกษา , การสอน และถ่ายทอด ความรู้ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 4 การใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 5 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 6 การคิด วิเคราะห์ และประเมินผล อย่าง เป็นระบบ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 การหาทางเลือก และการนําเสนอหาแนว ทางแก้ไขปัญหา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 8 การเรียนรู้และทําความเข้าใจประเด็นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 9 การติดต่อประสานงานกับบุคคลในแต่ละ หน่วยงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 10 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 11 การสร้างแรงจูงใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 12 การบริหารความขัดแย้ง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 13 การบริหารและควบคุมการดําเนินงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 14 การบริหารเวลา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 15 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอ แผนงานให้ผู้เกี่ยวข้อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
  • 173.
    165 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ ค่า IOC แปลผล 1 23 4 5 16 การมอบหมายงาน และการติดตามผล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 17 การพัฒนารูปแบบการนําเสนอ การสอน การถ่ายทอดให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 18 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และ นําเสนอข้อมูล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 19 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการ ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 20 การบริหารโครงการ เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 21 การควบคุมอารมณ์ ในระหว่างการทํา หน้าที่ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 22 การเป็นผู้นํา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ (Attributes) คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา (ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม) 1 มีเครือข่าย และความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล หลากหลาย 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 มีจิตอาสา ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น 1 0 0 1 1 0.6 ใช้ได้ 3 บุคลิกภาพดีมีความน่าเชื่อถือ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 4 มีมนุษยสัมพันธ์ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 5 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 6 มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับ สถานการณ์ต่างๆได้ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 มีความเป็นมิตร สามารถเข้าหาได้ง่าย 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 9 มีความมุ่งมั่น พยายามและอดทน 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 10 เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 11 ร่าเริง ไม่เครียด 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 12 มีความมั่นคงทางความคิดและการ แสดงออก 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 13 มีปฏิภาณไหวพริบ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 14 มีความพร้อมในการทํางาน 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 15 มีความคิดเชิงบวก 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 16 มีความคิดสร้างสรรค์ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 17 มีสัมมาคารวะ รู้กาละเทศะ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
  • 174.
    166 ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ ค่า IOC แปลผล 1 23 4 5 18 ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 19 เป็นคนช่างสังเกตุ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 20 มีความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 21 มีความรับผิดชอบ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 22 ให้ความเคารพผู้อื่น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 23 มีความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 24 ไม่มีอคติ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 25 มีความยืดหยุ่น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 26 มีความมั่นใจในตัวเอง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 27 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 1 0 0 1 1 0.6 ใช้ได้ 28 กล้าคิด กล้าทํา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 29 เปิดเผย 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ (Ethics) จรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และสังคม 1 การรักษาความลับของข้อมูล ขององค์กร และตัวบุคคล 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 การรักษาเวลาในการปฏิบัติงาน 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 3 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้รับบริการ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 4 ความรับผิดชอบต่อภาระงาน และผลงาน ของตนเอง 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 5 การให้เคารพ และเกียรติผู้อื่น 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 6 การยึดถือในความถูกต้อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 การยึดมั่นในหลักการ 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 8 มีความยุติธรรม และคุณธรรม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 9 การนําเสนอความจริง ด้วยความจริงใจ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 10 การเข้าใจในข้อจํากัดของผู้อื่น 1 1 0 1 1 0.8 ใช้ได้ 11 การยอมรับในความผิดพลาด 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้
  • 175.
    167 ส่วนที่ 4 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ลําดับที่ ศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ที่ผู้รับบริการพึงประสงค์ ค่าความสอดคล้องของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 4 5 1 การเป็นผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เพื่อให้ การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้สังเกตการ ทํางานของผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษากระบวนการ ทํางาน 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 3 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่ทํางานในสาย อาชีพเดียวกัน 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 4 การฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประเด็น ต่างๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุกปี 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 5 การอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดย ใช้เทคโนลียี เป็นเครื่องมือประกอบการอบรม พัฒนา เช่น website , social media , mobile technology เป็นต้น 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 6 การศึกษาด้วยตนเอง (Self Study) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 การสอนแนะ (Coaching) 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 8 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับ ผู้เชี่ยวชาญ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 9 การเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 10 การศึกษาดูงานในประเทศ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 11 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้ 12 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาที่ปรึกษา กับ ภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 13 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่เกี่ยวข้อง 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 14 การทําวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้ 15 การรวบรวมข้อมูลกรณีศึกษา และ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 1 1 1 0 1 0.8 ใช้ได้ 16 การสอบวัดระดับความรู้ความสามารถเพื่อจัด ระดับ และนําไปสู่การพัฒนายกระดับ 1 1 1 1 1 1 ใช้ได้ ค่า IOC 0.96 ใช้ได้
  • 176.
    168 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทํา Try Outแบบสอบถามเพื่อการวิจัย เรื่อง รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในภาคอุตสาหกรรม RELIABILITY /VARIABLES=A1 A2 A3 A4 A5 A6 A7 A8 B1 B2 B3 B4 B5 B6 B7 B8 B9 B10 B11 B12 B13 B14 B15 B16 B17 B18 B19 B20 B21 B22 B23 B24 B25 B26 B27 B28 B29 B30 B31 B32 B33 B34 B35 C1 C2 C3 C4 C5 C6 C7 C8 C9 C10 C11 C12 C13 C14 C15 C16 C17 C18 C19 C20 C21 C22 D1 D2 D3 D4 D5 D6 D7 D8 D9 D10 D11 D12 D13 D14 D15 D16 D17 D18 D19 D20 D21 D22 D23 D24 D25 D26 D27 D28 D29 E1 E2 E3 E4 E5 E6 E7 E8 E9 E10 E11 F1 F2 F3 F4 F5 F6 F7 F8 F9 F10 F11 F12 F13 F14 /SCALE('ALL VARIABLES') ALL /MODEL=ALPHA /STATISTICS=DESCRIPTIVE SCALE /SUMMARY=TOTAL. Reliability [DataSet1] C:UsersAdministrator.Eof201510011746DesktopNew folderDATA30.sav Scale: ALL VARIABLES Case Processing Summary N % Cases Valid 30 100.0 Excluded a 0 0.0 Total 30 100.0 a. Listwise deletion based on all variables in the procedure. Reliability Statistics Cronbach's Alpha N of Items .949 119
  • 177.
    169 Item Statistics Mean Std.Deviation N A1 4.43 .935 30 A2 3.87 1.008 30 A3 4.37 .964 30 A4 4.57 .679 30 A5 4.47 .776 30 A6 4.07 .868 30 A7 4.40 .814 30 A8 4.33 .922 30 B1 4.57 .679 30 B2 4.30 .750 30 B3 4.53 .629 30 B4 4.63 .669 30 B5 4.23 .898 30 B6 3.93 1.048 30 B7 3.97 1.129 30 B8 4.70 .651 30 B9 4.37 .809 30 B10 4.17 .950 30 B11 4.67 .606 30 B12 4.50 .731 30 B13 4.20 .761 30 B14 4.40 .770 30 B15 4.47 .681 30 B16 4.43 .679 30 B17 4.30 .651 30 B18 4.43 .679 30 B19 4.40 .724 30 B20 4.50 .572 30 B21 4.40 .675 30 B22 4.80 .407 30 B23 4.40 .563 30 B24 4.23 .728 30 B25 4.67 .547 30 B26 4.67 .410 30 B27 4.43 .679 30 B28 4.80 .407 30 B29 4.57 .568 30 B30 4.67 .606 30 B31 4.70 .535 30 B32 4.67 .547 30 B33 4.27 .640 30 B34 4.47 .571 30 B35 4.37 .669 30
  • 178.
    170 C1 4.70 .46630 C2 4.70 .535 30 C3 4.70 .535 30 C4 4.67 .547 30 C5 4.70 .535 30 C6 4.70 .535 30 C7 4.60 .563 30 C8 4.63 .615 30 C9 4.30 .702 30 C10 4.47 .629 30 C11 4.63 .615 30 C12 4.47 .681 30 C13 4.40 .675 30 C14 4.47 .730 30 C15 4.67 .606 30 C16 4.50 .630 30 C17 4.57 .679 30 C18 4.43 .626 30 C19 4.27 .740 30 C20 4.53 .730 30 C21 4.63 .718 30 C22 4.60 .675 30 D1 4.07 .740 30 D2 4.10 .803 30 D3 4.77 .430 30 D4 4.77 .430 30 D5 4.57 .626 30 D6 4.73 .450 30 D7 4.63 .556 30 D8 4.53 .571 30 D9 4.47 .629 30 D10 4.67 .547 30 D11 4.67 .547 30 D12 4.67 .606 30 D13 4.70 .535 30 D14 4.73 .521 30 D15 4.87 .346 30 D16 4.73 .583 30 D17 4.63 .556 30 D18 4.77 .430 30 D19 4.63 .556 30 D20 4.57 .626 30 D21 4.77 .504 30 D22 4.70 .535 30 D23 4.63 .669 30
  • 179.
    171 D24 4.67 .66130 D25 4.63 .669 30 D26 4.63 .718 30 D27 4.63 .615 30 D28 4.57 .679 30 D29 4.50 .777 30 E1 4.70 .596 30 E2 4.53 .681 30 E3 4.73 .583 30 E4 4.73 .583 30 E5 4.70 .596 30 E6 4.60 .675 30 E7 4.60 .675 30 E8 4.77 .568 30 E9 4.77 .504 30 E10 4.70 .535 30 E11 4.67 .606 30 F1 4.47 .571 30 F2 4.53 .571 30 F3 4.33 .606 30 F4 4.67 .479 30 F5 4.40 .724 30 F6 4.60 .498 30 F7 4.50 .630 30 F8 3.93 .785 30 F9 3.77 .971 30 F10 4.10 .803 30 F11 4.20 .805 30 F12 4.13 .860 30 F13 4.27 .828 30 F14 4.37 .765 30 Item-Total Statistics Scale Mean if Item Deleted Scale Variance if Item Deleted Corrected Item- Total Correlation Cronbach's Alpha if Item Deleted A1 532.77 2389.771 .318 .949 A2 533.33 2366.989 .527 .949 A3 532.83 2380.971 .401 .949 A4 532.63 2385.482 .509 .949 A5 532.73 2396.754 .294 .949 A6 533.13 2381.223 .445 .949 A7 532.80 2396.855 .278 .949 A8 532.87 2387.982 .342 .949
  • 180.
    172 B1 532.63 2373.757.687 .949 B2 532.90 2376.024 .590 .949 B3 532.67 2382.920 .592 .949 B4 532.57 2375.840 .666 .949 B5 532.97 2366.930 .595 .949 B6 533.27 2362.271 .553 .949 B7 533.23 2366.185 .475 .949 B8 532.50 2378.534 .641 .949 B9 532.83 2360.420 .746 .948 B10 533.03 2363.275 .601 .949 B11 532.53 2375.292 .745 .949 B12 532.70 2375.114 .618 .949 B13 533.00 2367.655 .695 .949 B14 532.80 2364.441 .730 .948 B15 532.73 2382.133 .558 .949 B16 532.77 2379.495 .600 .949 B17 532.90 2397.472 .342 .949 B18 532.77 2392.392 .404 .949 B19 532.80 2384.510 .490 .949 B20 532.70 2386.079 .595 .949 B21 532.80 2396.166 .349 .949 B22 532.40 2391.007 .717 .949 B23 532.80 2400.166 .348 .949 B24 532.97 2382.999 .509 .949 B25 532.53 2390.947 .532 .949 B26 531.73 2154.823 .202 .984 B27 532.77 2378.530 .614 .949 B28 532.40 2394.386 .631 .949 B29 532.63 2382.654 .662 .949 B30 532.53 2373.430 .776 .949 B31 532.50 2379.914 .756 .949 B32 532.53 2380.671 .726 .949 B33 532.93 2386.961 .517 .949 B34 532.73 2389.513 .534 .949 B35 532.83 2391.109 .430 .949 C1 532.50 2401.845 .386 .949 C2 532.50 2383.569 .686 .949 C3 532.50 2389.293 .576 .949 C4 532.53 2383.568 .671 .949 C5 532.50 2384.672 .665 .949 C6 532.50 2386.741 .625 .949 C7 532.60 2383.352 .655 .949 C8 532.57 2375.289 .734 .949 C9 532.90 2371.403 .699 .949 C10 532.73 2377.857 .676 .949
  • 181.
    173 C11 532.57 2383.633.594 .949 C12 532.73 2380.133 .588 .949 C13 532.80 2389.200 .455 .949 C14 532.73 2378.892 .565 .949 C15 532.53 2375.568 .740 .949 C16 532.70 2381.872 .609 .949 C17 532.63 2378.378 .617 .949 C18 532.77 2389.840 .481 .949 C19 532.93 2384.892 .474 .949 C20 532.67 2369.954 .692 .949 C21 532.57 2373.978 .645 .949 C22 532.60 2373.490 .696 .949 D1 533.13 2383.154 .498 .949 D2 533.10 2378.162 .522 .949 D3 532.43 2393.702 .613 .949 D4 532.43 2393.082 .628 .949 D5 532.63 2394.861 .399 .949 D6 532.47 2393.568 .589 .949 D7 532.57 2381.909 .690 .949 D8 532.67 2383.126 .649 .949 D9 532.73 2385.789 .545 .949 D10 532.53 2384.326 .657 .949 D11 532.53 2396.464 .428 .949 D12 532.53 2376.740 .720 .949 D13 532.50 2386.121 .637 .949 D14 532.47 2379.016 .795 .949 D15 532.33 2397.609 .648 .949 D16 532.47 2389.499 .523 .949 D17 532.57 2388.668 .565 .949 D18 532.43 2394.668 .590 .949 D19 532.57 2382.944 .671 .949 D20 532.63 2383.137 .591 .949 D21 532.43 2384.530 .709 .949 D22 532.50 2381.431 .727 .949 D23 532.57 2370.461 .749 .949 D24 532.53 2375.016 .687 .949 D25 532.57 2371.220 .737 .949 D26 532.57 2364.047 .789 .948 D27 532.57 2375.633 .729 .949 D28 532.63 2378.654 .613 .949 D29 532.70 2368.562 .668 .949 E1 532.50 2382.259 .637 .949 E2 532.67 2376.506 .643 .949 E3 532.47 2373.361 .809 .949 E4 532.47 2371.568 .841 .949
  • 182.
    174 E5 532.50 2373.155.795 .949 E6 532.60 2374.386 .682 .949 E7 532.60 2371.352 .729 .949 E8 532.43 2382.737 .660 .949 E9 532.43 2381.151 .778 .949 E10 532.50 2378.328 .787 .949 E11 532.53 2376.120 .731 .949 F1 532.73 2387.375 .573 .949 F2 532.67 2384.851 .618 .949 F3 532.87 2403.913 .259 .949 F4 532.53 2400.189 .410 .949 F5 532.80 2384.234 .494 .949 F6 532.60 2397.697 .445 .949 F7 532.70 2385.941 .542 .949 F8 533.27 2385.926 .432 .949 F9 533.43 2381.495 .393 .949 F10 533.10 2381.955 .473 .949 F11 533.00 2388.690 .386 .949 F12 533.07 2371.857 .562 .949 F13 532.93 2384.340 .429 .949 F14 532.83 2381.454 .504 .949 Scale Statistics Mean Variance Std. Deviation N of Items 537.20 2419.683 49.190 119
  • 183.
    การประ รูปแบบ เกณฑ์ของค คะแ คะแ คะแ คะแ คะแ ส่วนที่ 1: รูป ตัวแปรที่ 1ค รู ด้ สิ ะเมินความเห บการพัฒนาศัก คะแนนการป แนน4.51–5.0 แนน3.51–4.5 แนน2.51–3.5 แนน 1.51–2.5 แนน 1.00–1.5 ปแบบของศัก รูปแบ ความเหมา รูปแบบศักยภา ด้ า น ก า ร สิ่งแวดล้อม หมาะสมขอ กยภาพที่ปรึก ระเมินความเห 0 มีคว 50 มีคว 0 มีคว 50 มีคว 50 มีคว กยภาพที่ปรึกษ บบ ะสมของ าพที่ปรึกษา จั ด ก า ร องรูปแบบ ที เรื่อง กษาด้านระบบ หมาะสม วามเหมาะสมม วามเหมาะสม วามเหมาะสม วามเหมาะสม วามเหมาะสม ษาด้านระบบก ค่าความเหม 1 2 3 5 4 4 ที่ได้จากการวิ ง บการจัดการสิ่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การจัดการสิ่ง มาะสมของผู้เชี่ 4 5 6 4 4 5 วิเคราะห์ข้อ งแวดล้อมในภ แวดล้อมในภ ยวชาญคนที่ 7 8 9 4 3 3 อมูลเพื่อการ ภาคอุตสาหกร ภาคอุตสาหกร ค่าเฉลี่ย 4.00 175 รวิจัย รรม รม แปลผล มาก
  • 184.
    176 ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพที่เป็น ความรู้ที่จําเป็นในการให้บริการ ของที่ปรึกษาด้าน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 5 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการ รวมถึงการใช้หลักการและ แนวทางต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ และการให้คําปรึกษา ตัวแปรที่ ความรู้ด้านการบริหาร จัดการ (Management Knowledge) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย แปลผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 กระบวนการถ่ายทอด นโยบาย 5 5 4 4 4 4 4 3 3 4.00 มาก 2 กระบวนการ PDCA 5 5 4 5 4 4 4 5 5 4.56 มาก ที่สุด 3 เทคนิคการทํางานเป็นทีม 5 5 5 4 4 4 4 3 3 4.11 มาก 4 เทคนิคการเชื่อมโยง กระบวนการ 5 5 5 4 4 4 3 3 3 4.00 มาก 5 เทคนิคการระดมสมอง 5 5 4 3 4 4 3 3 3 3.78 มาก 6 เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 5 5 4 4 4 4 5 3 5 4.33 มาก 7 เทคนิคการแก้ไขปัญหา 4 5 5 5 4 5 3 4 3 4.22 มาก 8 หลักทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุน 4 5 5 4 4 4 3 4 5 4.22 มาก 9 เทคนิค และกลวิธีทางสถิติ 4 5 4 5 4 4 4 4 5 4.33 มาก 10 ความรู้ด้านการบริหาร จัดการ 5 5 4 3 4 4 5 1 5 4.00 มาก 11 ระเบียบวิธีและเทคนิค ใน การตรวจประเมิน (Audit) 4 5 5 4 4 5 5 5 5 4.67 มาก ที่สุด 12 หลักการบริหารงาน คุณภาพและสิ่งแวดล้อม 4 5 4 4 4 5 5 5 5 4.56 มาก ที่สุด
  • 185.
    177 องค์ประกอบที่ 2 เกี่ยวกับมาตรฐาน ข้อบังคับ กฏระเบียบ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภายในประเทศและที่เป็นสากล ตัวแปรที่ ความรู้ด้านข้อบังคับสากล (Regulation knowledge) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ (Product standard) 5 5 4 5 4 5 5 3 4 4.44 มาก 2 มาตรฐานการบริหารความ น่าเชื่อถือ (Dependability management standards) 5 5 4 4 5 5 5 3 3 4.33 มาก 3 มาตรฐานระบบควบคุมการ วัด (Measurement control system standards) 5 5 3 4 4 5 5 3 3 4.11 มาก 4 มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นความปลอดภัย 5 5 5 4 4 5 5 3 4 4.44 มาก 5 มาตรฐานการให้การรับรอง (Accreditation standards) 5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 6 มาตรฐานของการประเมิน ความสอดคล้อง (Conformity assessment standards) 5 5 5 5 4 5 3 5 4 4.56 มาก ที่สุด 7 ระบบการให้การรับรอง ทั้ง ในระดับประเทศและระดับ สากล รวมทั้งกระบวนการ และขั้นตอน ของการให้การ รับรอง ทั้งการรับรอง ผลิตภัณฑ์ การรับรองระบบ และการรับรองตัวบุคคล 5 5 4 4 4 4 5 5 3 4.33 มาก 8 ข้อกําหนดของการให้การ รับรองในแต่ละระบบ 5 5 5 5 4 4 4 5 3 4.44 มาก
  • 186.
    178 องค์ประกอบที่ 3 การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการและวิธีการต่างๆ ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่ง ภาคอุตสาหกรรมจําเป็นต้องดําเนินการให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตัวแปรที่ ความรู้ด้านโรงงานสีเขียว (Green Industry knowledge) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 ความรู้เฉพาะทาง ด้านการ จัดการมลพิษต่างๆ และการ จัดการสิ่งแวดล้อม 5 5 5 5 4 4 4 4 5 4.56 มาก ที่สุด 2 มาตรฐานสากล ISO 14000 Family ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ (ISO14001, ISO14004, ISO14031, ISO14064 ฯลฯ) 5 5 5 5 4 5 3 4 5 4.56 มาก ที่สุด 3 กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่ เกี่ยวข้อง รวมถึง กฎหมาย เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 5 5 5 4 4 5 3 5 5 4.56 มาก ที่สุด 4 ความรู้ด้าน ลักษณะเฉพาะ ของอุตสาหกรรมแต่ละ ประเภท ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีทีใช้ในการผลิต วัสดุที่ใช้ และมลพิษที่เกิด ในอุตสาหกรรมแต่ละชนิด 5 5 4 5 4 5 3 3 5 4.33 มาก 5 มาตรฐานสากล (International standards) ที่เกี่ยวข้อง ที่มี ผลต่อองค์กร เช่น ISO 9001,ISO 19011,ISO 50001 เป็นต้น 5 5 5 3 4 5 3 4 5 4.33 มาก 6 กระบวนการบริหารงาน อุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิต จนถึงการส่งมอบสินค้าและ บริการ 5 5 4 5 4 4 4 3 4 4.22 มาก
  • 187.
    179 องค์ประกอบที่ 4 การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ให้ความสําคัญกับการป้องกันและปกป้อง สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อความยั่งยืน ตัวแปรที่ ความรู้ด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ (Ecological Modernization knowledge) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 การใช้เครื่องมือตรวจวัด และวิธีการตรวจวัด ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน สิ่งแวดล้อม 5 5 4 3 4 4 5 3 5 4.22 มาก 2 การวิเคราะห์ผลการ ตรวจสอบ ทดสอบ ค่าพารามิเตอร์ทางด้าน สิ่งแวดล้อม จาก ห้องปฏิบัติการ 5 5 4 5 4 4 5 5 5 4.67 มาก ที่สุด 3 เทคโนโลยีและนวัตกรรม ใหม่ๆ ด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อม 5 5 4 5 4 4 5 3 5 4.44 มาก 4 ข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อม ของต่างประเทศ เช่น RoHS,REACH,WEEE 5 5 4 5 4 4 2 3 5 4.11 มาก 5 การประเมินวัฏจักร (Life Cycle Assessment) 5 5 5 4 4 5 4 4 5 4.56 มาก ที่สุด 6 การบ่งชี้และการประเมิน ประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment Aspect) 5 5 5 5 4 5 5 5 3 4.67 มาก ที่สุด
  • 188.
    180 องค์ประกอบที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลขององค์กรที่ต้องเข้าไปให้คําปรึกษา ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลทั่วไป ด้านธุรกิจ และข้อมูลด้านการบริหารจัดการขององค์กร ตัวแปรที่ ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถาน ประกอบการ (Customer Insight knowledge) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 ความต้องการและความ คาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 5 5 4 4 4 4 5 5 5 4.56 มาก ที่สุด 2 ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ขององค์กรที่ให้คําปรึกษา 5 5 5 5 4 4 4 4 5 4.56 มาก ที่สุด 3 วัฒนธรรม ในการ บริหารงาน และการ ดําเนินงานขององค์กรที่ให้ คําปรึกษา 5 5 4 3 4 4 4 4 5 4.22 มาก
  • 189.
    181 ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับทักษะที่สําคัญของที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรมมี 2 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 พบว่า เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน เป็นลักษณะส่วนบุคคล ที่มี ความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น ตัวแปรที่ ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์กับ บุคคล (Soft side skill) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 การบริหารความขัดแย้ง 4 5 5 3 4 5 5 3 5 4.33 มาก 2 การบริหารและควบคุมการ ดําเนินงาน 5 5 4 4 4 5 5 3 5 4.44 มาก 3 การมอบหมายงานและการ ติดตามผล 5 5 4 5 4 5 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 4 การติดต่อประสานงานกับ บุคคลในแต่ละหน่วยงาน 5 5 5 5 4 5 5 5 4 4.78 มาก ที่สุด 5 การบริหารโครงการ เพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์และ เป้าหมาย ภายใต้ข้อจํากัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5 4 5 5 4 5 5 5 4.75 มาก ที่สุด 6 การบริหารเวลา 5 5 5 5 5 5 5 3 3 4.56 มาก ที่สุด 7 การพัฒนารูปแบบการ นําเสนอ การสอน การ ถ่ายทอด ให้ทันสมัยและ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 5 4 5 5 4 5 5 4 3 4.44 มาก 8 การสร้างแรงจูงใจ 5 5 5 3 4 5 5 5 4 4.56 มาก ที่สุด 9 การวางแผนการทํางาน และนําเสนอแผนงานให้ ผู้เกี่ยวข้อง 5 4 4 5 4 5 4 4 5 4.44 มาก 10 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบการทํางานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 5 4 4 4 4 4 4 4 3 4.00 มาก 11 การเป็นผู้นํา 5 5 5 4 4 4 4 3 3 4.11 มาก 12 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างบุคคล 5 5 5 4 4 5 4 3 4 4.33 มาก 13 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ ข้อมูล และนําเสนอข้อมูล 5 4 4 5 4 5 5 4 5 4.56 มาก ที่สุด 14 การควบคุมอารมณ์ ใน ระหว่างการทําหน้าที่ 5 5 5 5 4 5 5 4 5 4.78 มาก ที่สุด
  • 190.
    182 องค์ประกอบที่ 2 พบว่าเป็นทักษะที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ สติปัญญา (IQ) ในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ตัวแปรที่ ทักษะด้านการปฏิบัติ (Hard side skill) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 การให้คําปรึกษา การสอน และถ่ายทอดความรู้ 5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 2 การสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 3 การนําเสนอข้อมูลได้ชัดเจน และน่าสนใจ 5 5 5 4 4 5 5 4 4 4.56 มาก ที่สุด 4 การเขียนเอกสาร และการ เขียนรายงาน 5 5 5 5 4 4 5 3 5 4.56 มาก ที่สุด 5 การใช้ภาษาได้อย่าง เหมาะสม ถูกต้อง 5 5 5 5 4 5 5 3 4 4.56 มาก ที่สุด 6 การคิด วิเคราะห์ และ ประเมินผล อย่างเป็นระบบ 5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 7 การหาทางเลือก และการ นําเสนอหาแนวทางแก้ไข ปัญหา 5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 8 การเรียนรู้และทําความ เข้าใจประเด็นต่างๆได้อย่าง รวดเร็ว 5 5 5 4 4 4 5 4 4 4.44 มาก
  • 191.
    183 ส่วนที่ 4 คุณลักษณะที่สําคัญของที่ปรึกษา(ด้านแรงจูงใจ อุปนิสัย บทบาททางสังคม ทัศนคติ และค่านิยม)มี 2 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ที่แสดงความเป็น ตัวตนภายในออกมาซึ่ง เป็นลักณะของการตระหนักรู้ตนเอง การยอมรับในความเป็นตัวตน และการแสดงออกให้รู้ว่าตนเองมี ความเหมือนหรือแตกต่าง อย่างไรกับคนกลุ่มอื่น ตัวแปรที่ อัตลักษณ์ส่วนบุคคล Personal Identity ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 มีความเข้าใจในความ แตกต่างของบุคคล 5 5 5 5 4 4 5 3 4 4.44 มาก 2 กล้าคิด กล้าทํา 4 5 4 5 4 4 5 4 4 4.33 มาก 3 มีความยืดหยุ่น 4 5 4 5 4 5 5 5 4 4.56 มาก ที่สุด 4 เปิดเผย 4 5 4 5 4 4 5 3 5 4.33 มาก 5 มีความมั่นใจในตัวเอง 4 5 5 3 4 4 5 4 4 4.22 มาก 6 ไม่มีอคติ 5 5 5 5 4 5 5 3 4 4.56 มาก ที่สุด 7 มีความทันสมัย ทันต่อ สถานการณ์ 5 5 5 4 4 4 5 4 5 4.56 มาก ที่สุด 8 ให้ความเคารพผู้อื่น 5 5 5 5 4 4 5 4 5 4.67 มาก ที่สุด 9 สุขภาพร่างกายแข็งแรง 5 5 5 3 4 4 5 4 3 4.22 มาก 10 มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ 5 5 5 3 4 4 5 4 4 4.33 มาก 11 มีความมั่นคงทางความคิด และการแสดงออก 5 5 5 5 4 5 5 4 4 4.67 มาก ที่สุด 12 มีปฏิภาณไหวพริบ 5 5 5 3 4 4 5 5 5 4.56 มาก ที่สุด 13 ร่าเริง ไม่เครียด 5 5 4 3 4 3 5 4 3 4.00 มาก 14 เป็นคนช่างสังเกต 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 15 มีความพร้อมในการทํางาน 5 5 5 5 4 4 5 4 4 4.56 มาก ที่สุด 16 ควบคุมอารมณ์และ ความรู้สึกได้ดี 5 5 5 3 4 4 5 4 4 4.33 มาก 17 มีความรับผิดชอบ 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 18 มีความคิดสร้างสรรค์ 5 5 5 3 4 4 5 3 5 4.33 มาก 19 มีความคิดเชิงบวก 5 5 5 2 4 4 5 4 5 4.33 มาก
  • 192.
    184 องค์ประกอบที่ 2 เป็นคุณลักษณะของบุคคลหนึ่งๆที่พึงแสดงออก ต่อบุคคลอื่น เมื่ออยูในสังคม และ ถือเป็นพฤติกรรมมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคาดหวัง และยอมรับ ตัวแปรที่ อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 5 5 5 5 4 4 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 2 มีจิตอาสา ชอบให้การ ช่วยเหลือผู้อื่น 5 5 3 3 4 3 5 3 4 3.89 มาก 3 มีเครือข่าย และ ความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล หลากหลาย 5 5 5 4 5 4 5 3 4 4.44 มาก 4 มีความมุ่งมั่น พยายามและ อดทน 5 3 5 5 5 4 5 4 5 4.56 มาก ที่สุด 5 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 5 5 5 4 5 4 5 4 5 4.67 มาก ที่สุด 6 บุคลิกภาพดีมีความ น่าเชื่อถือ 5 5 5 4 5 4 5 4 5 4.67 มาก ที่สุด 7 มีมนุษยสัมพันธ์ 5 5 5 4 5 4 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 8 เปิดใจและรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น 5 5 5 5 5 4 5 4 5 4.78 มาก ที่สุด 9 มีความสามารถในการ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ต่างๆได้ 5 5 5 5 5 4 5 4 4 4.67 มาก ที่สุด 10 มีความเป็นมิตร สามารถ เข้าหาได้ง่าย 5 5 5 5 5 4 5 5 4 4.78 มาก ที่สุด
  • 193.
    185 ส่วนที่ 5 ข้อมูลเกี่ยวกับจรรยาบรรณของที่ปรึกษาที่มีต่อวิชาชีพต่อผู้รับบริการ ต่อตนเอง และ สังคม องค์ประกอบนี้ เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจาก ผู้ใช้บริการ นับว่าเป็นสิ่งสําคัญต่อวิชาชีพ ตัวแปรที่ อัตลักษณ์บุคคลต่อสังคม (Social Identity) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 มีความยุติธรรม และ คุณธรรม 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5.00 มาก ที่สุด 2 การนําเสนอความจริง ด้วย ความจริงใจ 5 5 5 5 5 5 5 4 5 4.89 มาก ที่สุด 3 การนําเสนอความจริง ด้วย ความจริงใจ 5 5 5 5 5 5 5 4 5 4.89 มาก ที่สุด 4 การให้เคารพ และเกียรติ ผู้อื่น 5 5 5 5 5 5 5 4 5 4.89 มาก ที่สุด 5 มีความซื่อสัตย์ และซื่อตรง ต่อผู้รับบริการ 5 5 5 5 5 5 5 5 3 4.78 มาก ที่สุด 6 การยึดมั่นในหลักการ 5 5 5 5 5 5 5 5 3 4.78 มาก ที่สุด 7 การยึดถือในความถูกต้อง 4 5 5 5 5 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 8 การเข้าใจในข้อจํากัดของ ผู้อื่น 4 5 4 4 5 5 5 3 4 4.33 มาก 9 การยอมรับในความ ผิดพลาด 5 5 4 4 5 5 5 4 5 4.67 มาก ที่สุด 10 การรักษาเวลาในการ ปฏิบัติงาน 5 5 5 3 5 5 5 5 5 4.78 มาก ที่สุด 11 การรักษาความลับของ ข้อมูล ขององค์กร และตัว บุคคล 5 5 5 5 5 5 5 3 5 4.78 มาก ที่สุด
  • 194.
    186 ส่วนที่ 6 ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีในการพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมมี 2 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการเรียนรู้ พัฒนาความคิด ทั้งแบบเรียนรู้ด้วย ตนเอง (Self-Learning) และเข้ารับการฝึกอบรมหรือสอบวัดระดับความรู้ ตัวแปรที่ พัฒนาความคิด (Head) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 การศึกษาดูงานต่างประเทศ 5 5 4 3 4 4 3 3 4 3.89 มาก 2 การศึกษาดูงานในประเทศ 5 5 4 3 4 5 5 3 4 4.22 มาก 3 การทําวิจัยและพัฒนา ใน เรื่องที่เกี่ยวข้อง 5 5 4 4 5 4 3 3 3 4.00 มาก 4 การเข้าร่วมโครงการพัฒนา ที่ปรึกษา กับภาครัฐ หรือ สถาบันการศึกษา 5 5 5 5 5 5 5 5 4 4.89 มาก ที่สุด 5 การรวบรวมข้อมูล กรณีศึกษา และแลกเปลี่ยน ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษา 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5.00 มาก ที่สุด 6 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกใน สมาคมที่ปรึกษา หรือ ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูล ข่าวสารต่างๆ 5 5 5 4 5 5 5 5 4 4.78 มาก ที่สุด 7 การสอบวัดระดับความรู้ เพื่อนําไปสู่การพัฒนา ยกระดับ 5 5 5 3 5 5 5 3 4 4.44 มาก
  • 195.
    187 องค์ประกอบที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพด้วยการปฏิบัติจริงในรูปแบบต่างๆ เช่น การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติจริง เป็นต้น ตัวแปรที่ พัฒนาการปฏิบัติ (Hand on) ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย สรุปผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 การติดตามผู้เชี่ยวชาญ และ เป็นผู้สังเกตการทํางานของ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษา กระบวนการ 5 5 5 5 4 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 2 การเข้าร่วมเป็นเป็นผู้ตรวจ ประเมิน (Auditor) เพื่อให้ การรับรองระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม 5 5 5 4 5 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 3 การฝึกอบรมในเรื่องที่ เกี่ยวข้อง และประเด็นต่างๆ ให้ทันสมัย อย่างต่อเนื่องทุก ปี 4 5 5 5 5 5 5 3 5 4.67 มาก ที่สุด 4 การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ ที่ทํางานในสายอาชีพ เดียวกัน 5 5 5 5 5 4 5 4 5 4.78 มาก ที่สุด 5 การอบรมและพัฒนาความรู้ อย่างต่อเนื่องโดยใช้ เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือ ประกอบการอบรมพัฒนา เช่น website , social media , mobile technology เป็นต้น 4 5 4 3 5 4 2 3 5 3.89 มาก 6 การสอนแนะ (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญ 4 5 5 5 5 5 5 5 5 4.89 มาก ที่สุด 7 การเข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ 4 5 5 5 5 5 5 4 5 4.78 มาก ที่สุด
  • 196.
    188 ผลการวิเคราะห์สถิติ t-test จากการใช้คู่มือ ตารางที่ข-1 คะแนนผลการทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน คนที่ คะแนน Pre-test คะแนน Post-test 1 12 16 2 12 16 3 8 15 4 10 17 5 12 17 6 10 12 7 12 15 8 10 16 9 10 15 10 10 13 11 10 16 12 10 16 13 8 15 14 10 16 15 10 16 16 10 17 17 9 16 18 13 16 19 10 16 20 12 16 21 10 19 22 10 14 23 8 11 24 10 15 25 12 18 26 9 10 27 10 16 28 15 17 29 10 12 30 12 14 31 10 16 32 12 14
  • 197.
    189 ผลการวิเคราะห์ t-test t-Test: PairedTwo Sample forMeans post test pre test Mean 15.25 10.5 Variance 3.806 2.323 Observations 32 32 Pearson Correlation 0.358019505 Hypothesized Mean Difference 0 df 31 t Stat 13.435029 P(T<=t) one-tail 0.000000 t Critical one-tail 1.695519 P(T<=t) two-tail 0.000000 t Critical two-tail 2.039513
  • 198.
    191 ภาคผนวก ค - หนังสือขอความอนุเคราะห์ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเข้าสัมภาษณ์เชิงลึก -หนังสือเชิญเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม - หนังสือเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม - รายนามผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม - หนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์
  • 199.
  • 200.
  • 201.
  • 202.
  • 203.
  • 204.
  • 205.
  • 206.
  • 207.
  • 208.
  • 209.
  • 210.
  • 211.
  • 212.
  • 213.
  • 214.
  • 215.
  • 216.
  • 217.
  • 218.
  • 219.
  • 220.
  • 221.
  • 222.
  • 223.
  • 224.
  • 225.
  • 226.
  • 227.
  • 228.
  • 229.
  • 230.
  • 231.
  • 232.
  • 233.
  • 234.
  • 235.
  • 236.
  • 237.
  • 238.
  • 239.
  • 240.
  • 241.
  • 242.
  • 243.
  • 244.
  • 245.
  • 246.
  • 247.
  • 248.
  • 249.
  • 250.
  • 251.
  • 252.
  • 253.
  • 254.
  • 255.
  • 256.
  • 257.
  • 258.
  • 259.
  • 260.
  • 261.
  • 262.
    255 แบบทดสอบ ก่อนและหลังการอบรม หลักสูตรการชี้บ่งและประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม (EnvironmentalAspect Identification and Evaluation) ให้ทําเครื่องหมาย √ (ถูก) หรือ X (ผิด) หน้าข้อความในแต่ละข้อตามความเห็นของท่าน (ข้อละ 1คะแนน) ____1. ในการพิจารณากําหนดประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ให้พิจารณาทุกๆกิจกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์และ บริการขององค์กร เท่านั้น ____2. ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หมายถึง สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทั้งในทางบวกหรือลบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้น ทั้งหมด หรือ เกิดเพียงบางส่วน อันเป็นผลเนื่องมาจากประเด็นสิ่งแวดล้อม ____3. ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สําคัญ(Significant Aspect) มีทั้งที่เป็นความเสี่ยงและเป็นโอกาส ของ องค์กร ____4. Path way ที่นํามลพิษไปสู่สิ่งแวดล้อม คือ บรรยากาศ แหล่งน้ําผิวดิน ใต้พื้นดิน ____5. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ____6. การหกรั่วไหลของน้ํามันคือประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งทําให้เกิดผลกระทบคือการปนเปื้อนลงดินและน้ํา ____7. ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ เหตุ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือ ผล ____8. การที่เครื่องจักรหยุดปฏิบัติงานไปทั้งกระบวนการในระหว่างการผลิต ถือเป็นเงื่อนไขการปฏิบัติงาน ที่เป็นปกติ ____9. สภาวะฉุกเฉิน(Emergency) คือ สภาวะอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติเท่านั้น ____10. การที่บุคคลภายนอก หรือ หน่วยงานภายนอกเข้ามาปฏิบัติงานหรือทํากิจกรรมใดๆ ในพื้นที่ของ องค์กร ถือเป็นกิจกรรมทางตรง (Direct) เพราะทํางานให้กับองค์กร ____11. เกณฑ์การพิจารณากําหนดความมีนัยสําคัญของประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นเกณฑ์ที่กําหนดไว้ เป็นมาตรฐานสากลแล้ว องค์กรต้องปฏิบัติตามเกณฑ์นี้เหมือนกันทั้งหมด ____12. ข้อกําหนดของกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องนํามาพิจารณาประกอบในการประเมิน ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ____13. บางประเด็นปัญหาอาจมีโอกาสในการเกิดสูง และเมื่อเกิดแล้ว ความรุนแรงอาจจะมีเพียงเล็กน้อย ____14. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต จําเป็นต้องมีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงประเด็น สิ่งแวดล้อมใหม่ ทุกครั้ง ____15. องค์กรต้องดําเนินการแก้ไขประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสําคัญ ทันทีทันใด เขียนตอบคําถามต่อไปนี้อย่างละเอียด (5 คะแนน) “ กิจกรรมทําความสะอาดห้องน้ําของแม่บ้านในบริษัทแห่งหนึ่ง ” ให้เขียน Input – Process – Output และชี้บ่งประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วน พร้อมสร้างเกณฑ์ในการ ประเมิน และทําการประเมินในแบบฟอร์มที่กําหนด
  • 263.
    257 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ : นางสาวธิดาวัลย์อ่ําแจ้ง ชื่อวิทยานิพนธ์ : รูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมใน ภาคอุตสาหกรรม สาขาวิชา : การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ ประวัติ ประวัติส่วนตัว วัน เดือน ปี เกิด : 18 ธันวาคม 2514 ที่อยู่ปัจจุบัน : 56/332 ถ.ลําลูกกา ต.คูคต อ.ลําลูกกา จ.ปทุมธานี 12150 ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี : วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสถิติประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีการศึกษา 2537 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2553 ปริญญาโท : วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีการศึกษา 2543 ประวัติการทํางาน ปี 2537-2542 : นักสถิติฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จํากัด(มหาชน) หัวหน้าแผนกประกันคุณภาพ บริษัท เหล็กสหมิตร จํากัด ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท ระยองไวร์โปรดักส์ จํากัด ปี 2542-ปัจจุบัน : กรรมการผู้จัดการบริษัท มอสเทค จํากัด ปี 2552-ปัจจุบัน : กรรมการบริหาร และผู้อํานวยการโครงการ บริษัทโปรเฟสชั่นแนลเอ็กซพีเรียนซ์ จํากัด