ทัศนธาตุ

  ความหมายของทัศนธาตุ
      จุด (Dot) หมายถึง รอยหรื อแต้มที่มีลกษณะกลม ๆ ปรากฏที่พ้ืนผิว ซึ่งเกิดจากการจิ้ม
                                          ั
กด กระแทก ด้วยวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่ น ดินสอ ปากกา พู่ก ัน และวัสดุปลายแหลมทุ กชนิด จุด
เป็ นต้นกาเนิดของเส้น รู ปร่ าง รู ปทรง แสงเงา พื้นผิว ฯลฯ เช่น นาจุดมาวางเรี ยงต่อก ันจะเกิดเป็ น
เส้น และการนาจุดมาวางให้เหมาะสม ก็จะเกิดเป็ นรู ปร่ าง รู ปทรง และลักษณะผิวได้




เซอร์ราท(Soret)ศิลปิ นในช่วง ค.ศ.1849 - 1891 เขามักวาดภาพโดยใช่พู่กนแต้มสีน้ ามันลงไปเป็ นจุดๆ เป็ น
                                                                   ั
ระยะ เมื่อเวลาดูจะเห็นว่าสีสันต่างๆเกิดการผสมด้วยตาของตนเอง จนมีการเรียกว่า จุดมหัศจรรย์ของเซอร์
ราท ภาพที่มีชื่อเสียง คือ สวนสาธรณะ


     เส้ น (Line) หมายถึง การนาจุดหลาย ๆ จุดมาเรียงต่อก ันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเป็ น
ทางยาว หรื อสิ่งที่เกิดจากการขูด ขีด เขียน ลาก ให้เกิดเป็ นริ้ ว รอย เส้ น เป็ นสิ่งที่ มีผลต่อการรับรู ้
เพราะทาให้เกิดความรู ้สึกต่ออารมณ์และจิตใจของมนุ ษย์ เส้นเป็ นพื้นฐานสาคัญของศิลปะทุกแขนง
ใช้ร่างภาพเพื่อ ถ่ายทอดสิ่งที่ เห็นและสิ่งที่คิดจินตนาการให้ปรากฏเป็ นรู ปภาพ
เส้ นนอน ให้ความรู ้สึกกว้างขวาง เงียบสงบ นิ่ง ราบเรี ยบ ผ่อนคลายสายตา
    เส้ นตั้ง ให้ความรู ้สึกสูงสง่า มันคง แข็งแรง รุ่ งเรื อง
                                      ่
    เส้ นเฉียง ให้ความรู ้สึกไม่มนคง เคลื่อนไหว รวดเร็ว แปรปรวน
                                   ั่
    เส้ นโค้ ง ให้ความรู ้สึกอ่อนไหว สุภาพอ่อนโยน สบาย นุ่มนวล เย้า
ยวน
    เส้ นโค้ งก้ นหอย ให้ความรู ้สึกเคลื่อนไหว การคลี่คลาย ขยายตัว มึนงง
    เส้ นซิกแซกหรือเส้ นฟันปลา ให้ความรู ้สึกรุ นแรง กระแทกเป็ นห้วง
ๆ ตื่นเต้น สับสนวุ่นวาย และการขัดแย้ง
    เส้ นประ ให้ความรู ้สึกไม่ต่อเนื่ อง ไม่มนคง ไม่แน่นอน เส้นก ับ
                                             ั่
ความรู ้สึกที่ กล่าวมานี้เป็ นเพียงแนวทางหนึ่ง ไม่ใช่ความรู ้สึกตายตัว ทั้งนี้
ขึ้นอยูก ับการนาไปใช้ร่วมก ับส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น เส้นโค้งคว่าลง ถ้านาไปเขียนเป็ นภาพปาก
        ่
ในใบหน้า การ์ตูนรู ปคน ก็จะให้ความรู ้สึกเศร้า ผิดหวัง เสียใจ แต่ถาเป็ นเส้นโค้งหงายขึ้น ก็จะ
                                                                       ้
ให้ความรู ้สึก อารมณ์ดี เป็ นต้น
รูปร่ างและรูปทรง
   รูปร่ าง (Shape) หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ สิ่งของเครื่ องใช้
คน สัตว์ และ พืช มีลกษณะเป็ น 2 มิติ มีความกว้างและความยาว
                    ั

   รู ปร่ าง แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท คือ
   1.รูปร่ างธรรมชาติ (Natural Shape) หมายถึง รู ปร่ างที่เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติ เช่น คน สัตว์ และพืช เป็ นต้น




 2.รูปร่ างเรขาคณิต (Geometrical Shape) หมายถึง รู ปร่ างที่มนุ ษย์สร้างขึ้นมีโครงสร้าง
แน่นอน เช่น รู ปสามเหลี่ยม รู ปสี่เหลี่ยม และรู ปวงกลม เป็ นต้น




    3.รู ปร่ างอิสระ (Free Shape) หมายถึง รู ปร่ างที่เกิดขึ้นตามความต้องการของผูสร้างสรรค์ ให้
                                                                                 ้
ความรู ้สึกที่ เป็ นเสรี ไม่มีโครงสร้างที่แน่ นอนของตัว เอง เป็ นไปตามอิทธิ พลของ
สิ่งแวดล้อม เช่น รู ปร่ างของหยดน้ า เมฆ และควัน เป็ นต้น
รูปทรง (Form) หมายถึง โครงสร้างทั้งหมดของวัตถุที่ปรากฏแก่สายตาในลักษณะ 3
มิติ คือมีท้ งส่วนกว้าง ส่วนยาว ส่วนหนาหรื อลึก คือ จะให้ความรู ้สึกเป็ นแท่ง มี น้ าหนักอ่อน-
               ั
แก่ (Value) หมายถึง จานวนความเข้ม ความอ่อนของสีต่าง ๆ และแสงเงาตามที่ประสาทตา
รับรู ้ เมื่อเทียบก ับน้ าหนักของสีขาว-ดา ความอ่อนแก่ของแสงเงาทาให้เกิดมิติ เกิดระยะใกล้ไกล
และสัมพันธ์ก ับเรื่ องสีโดยตรง




นาหนักอ่อน-แก่ (Value)
 ้                                     หมายถึง จานวนความเข้ม ความอ่อนของสีต่าง ๆ และแสง
เงาตามที่ประสาทตารับรู ้ เมื่อเทียบก ับน้ าหนักของสีขาว-ดา ความอ่อนแก่ข องแสงเงาทาให้เกิด มิติ
                                          เกิดระยะใกล้ไกลและสัมพันธ์ก ับเรื่ องสีโดยตรง




สี (Colour)        หมายถึง สี ไม่ว่าจะเป็ นสีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรื อ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สี
ทาให้เกิดความรู ้สึกแตกต่างมากมาย เช่น ทาให้รู้สึกสดใส ร่ าเริ ง ตื่นเต้น หม่นหมอง หรื อเศร้า ซึม
ได้ เป็ นต้น
สีและการนาไปใช้
       1.วรรณะของสี (Tone) จากวงจรสีธรรมชาติ ในทางศิลปะได้มีการแบ่งวรรณะของสี
ออกเป็ น 2 วรรณะ คือ สีวรรณะร้อน ได้แก่สีที่ให้ความรู ้สึกอบอุ่นหรื อร้อน เช่น สีเหลือง

 ส้มเหลือง ส้ม ส้มแดง แดง ม่วงแดง เป็ นต้น ส่วนสีวรรณะเย็น ได้แก่ สีที่ให้ความรู ้สึกเย็น
สงบ สบาย เช่น สีเขียว เขียวเหลือง เขียวน้ าเงิน น้ าเงิน ม่วงน้ าเงิ น ม่วง เป็ นต้น
        2.ค่าของสี (Value of colour) หมายถึง สีใดสีหนึ่งทาให้ค่อย ๆ จางลงจนขาวหรือสว่างและ
ทาให้ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนมืด
        3.สีเอกรงค์ (Monochrome) หมายถึง สีที่แสดงอิทธิ พลเด่นชัดออกมาเพียงสีเดียว หรื อใช้
เพียงสีเดียวในการเขียนภาพโดยให้ค่าของสีอ่อน กลาง แก่ คล้ายก ับภาพถ่าย ขาว ดา
        4.สีส่วนรวม (Tonality) หมายถึง สีใดสีหนึ่งที่ ให้อิทธิพลเหนือ สีอื่นทั้งหมด เช่ น การ
เขียนภาพทิวทัศน์ ปรากฎสี ส่วนรวมเป็ นสี เขียว สีน้ าเงิน เป็ นต้น




           5.สีที่ปรากฎเด่น (Intensity)หรื อความสดใสของสี หมายถึงความสดของสี ความสดของ
สี หรื อ ความอิ่มตัวของสี หมายถึง สีทุกสีจะมีสีสรรสดใสสดสูงสุดเมื่อเป็ นสีแท้
เมื่อสีแท้ถูกเปลี่ยนน้ าหนัก............ความสดใสก็จะเปลี่ยนไปด้วย เราสามารถรู ้ว่าสีใดมีความสด
มากน้อยแค่ไหน นาสีแท้มาเปรี ยบเที ยบกบ สีเทา ั
วิธีการลดความสดของสี (การลดหรื อเพิ่มความสดของสีทาให้ภาพดูไม่ฉูดฉาดมากเกินไป ดู
นุ่มนวลขึ้น)

    1. ผสมสีขาว.......เพื่อลดความสดของสีโดยให้มีน้ าหนักไปในทางสีขาว เรี ยกว่า สีจาง (tint
    2. ผสมสี เทา........เพื่อลดความสดของสีโดยให้มีน้ าหนักกลางๆ เรี ยกว่า สี กลาง (neutral)
    3. ผสมสีดา.........เพื่อลดมเข้มโดยให้มีน้ าหนักไปทางสีดา เรี ยกว่า สี คลา (shade)
                                                                            ้




   6.สีตรงข้ามกนหรื อสีตดก ัน (Contrast) หมายถึง สีที่อยูตรงก ันข้ามในวงจรสีธรรมชาติ เช่นสี
                 ั            ั                          ่
แดงก ับสีเขียว สีน้ า เงินก ับสี สม สีม่วงก ับสี เหลือง
                                  ้
บริเวณว่าง (Space) หมายถึง บริเวณที่เป็ นความว่างไม่ใช่ส่วนที่เป็ นรูป ทรงหรือ
เนื้อหาในการจัดองค์ประกอบใดก็ตามถ้าปล่อยให้มพ้ื นที่ว่างมากและ ให้มีรูปทรงน้อย การจัดนั้น
                                            ี
จะให้ความรู ้สึกอ้างอ้าง โดดเดี่ยว




                                   (บริ เวณลูกศรสีแดง เรา
                                   เรี ยกว่าที่ว่าง)




  พืนผิว (Texture) หมายถึง
    ้                                    พื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติและมนุ ษย์
สร้างสรรค์ข้ ึน พื้นผิวของวัตถุท่ีแตกต่างกน ย่อมให้ความรู ้สึกที่แตกต่างก ันด้วย เช่นกอนหิ นมีผิว
                                          ั                                             ้
ขรุ ขระ ให้ความรุ ้สึกหยาบกระด้าง ผ้าขนหนู มีพ้ืนผิว นุ่ มให้ความรุ ้สึกนุ่ มนวล อบอุ่นเป็ นต้น

ทัศนธาตุ

  • 1.
    ทัศนธาตุ ความหมายของทัศนธาตุ จุด (Dot) หมายถึง รอยหรื อแต้มที่มีลกษณะกลม ๆ ปรากฏที่พ้ืนผิว ซึ่งเกิดจากการจิ้ม ั กด กระแทก ด้วยวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่ น ดินสอ ปากกา พู่ก ัน และวัสดุปลายแหลมทุ กชนิด จุด เป็ นต้นกาเนิดของเส้น รู ปร่ าง รู ปทรง แสงเงา พื้นผิว ฯลฯ เช่น นาจุดมาวางเรี ยงต่อก ันจะเกิดเป็ น เส้น และการนาจุดมาวางให้เหมาะสม ก็จะเกิดเป็ นรู ปร่ าง รู ปทรง และลักษณะผิวได้ เซอร์ราท(Soret)ศิลปิ นในช่วง ค.ศ.1849 - 1891 เขามักวาดภาพโดยใช่พู่กนแต้มสีน้ ามันลงไปเป็ นจุดๆ เป็ น ั ระยะ เมื่อเวลาดูจะเห็นว่าสีสันต่างๆเกิดการผสมด้วยตาของตนเอง จนมีการเรียกว่า จุดมหัศจรรย์ของเซอร์ ราท ภาพที่มีชื่อเสียง คือ สวนสาธรณะ เส้ น (Line) หมายถึง การนาจุดหลาย ๆ จุดมาเรียงต่อก ันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเป็ น ทางยาว หรื อสิ่งที่เกิดจากการขูด ขีด เขียน ลาก ให้เกิดเป็ นริ้ ว รอย เส้ น เป็ นสิ่งที่ มีผลต่อการรับรู ้ เพราะทาให้เกิดความรู ้สึกต่ออารมณ์และจิตใจของมนุ ษย์ เส้นเป็ นพื้นฐานสาคัญของศิลปะทุกแขนง ใช้ร่างภาพเพื่อ ถ่ายทอดสิ่งที่ เห็นและสิ่งที่คิดจินตนาการให้ปรากฏเป็ นรู ปภาพ
  • 2.
    เส้ นนอน ให้ความรู้สึกกว้างขวาง เงียบสงบ นิ่ง ราบเรี ยบ ผ่อนคลายสายตา เส้ นตั้ง ให้ความรู ้สึกสูงสง่า มันคง แข็งแรง รุ่ งเรื อง ่ เส้ นเฉียง ให้ความรู ้สึกไม่มนคง เคลื่อนไหว รวดเร็ว แปรปรวน ั่ เส้ นโค้ ง ให้ความรู ้สึกอ่อนไหว สุภาพอ่อนโยน สบาย นุ่มนวล เย้า ยวน เส้ นโค้ งก้ นหอย ให้ความรู ้สึกเคลื่อนไหว การคลี่คลาย ขยายตัว มึนงง เส้ นซิกแซกหรือเส้ นฟันปลา ให้ความรู ้สึกรุ นแรง กระแทกเป็ นห้วง ๆ ตื่นเต้น สับสนวุ่นวาย และการขัดแย้ง เส้ นประ ให้ความรู ้สึกไม่ต่อเนื่ อง ไม่มนคง ไม่แน่นอน เส้นก ับ ั่ ความรู ้สึกที่ กล่าวมานี้เป็ นเพียงแนวทางหนึ่ง ไม่ใช่ความรู ้สึกตายตัว ทั้งนี้ ขึ้นอยูก ับการนาไปใช้ร่วมก ับส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น เส้นโค้งคว่าลง ถ้านาไปเขียนเป็ นภาพปาก ่ ในใบหน้า การ์ตูนรู ปคน ก็จะให้ความรู ้สึกเศร้า ผิดหวัง เสียใจ แต่ถาเป็ นเส้นโค้งหงายขึ้น ก็จะ ้ ให้ความรู ้สึก อารมณ์ดี เป็ นต้น
  • 3.
    รูปร่ างและรูปทรง รูปร่ าง (Shape) หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ สิ่งของเครื่ องใช้ คน สัตว์ และ พืช มีลกษณะเป็ น 2 มิติ มีความกว้างและความยาว ั รู ปร่ าง แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท คือ 1.รูปร่ างธรรมชาติ (Natural Shape) หมายถึง รู ปร่ างที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติ เช่น คน สัตว์ และพืช เป็ นต้น 2.รูปร่ างเรขาคณิต (Geometrical Shape) หมายถึง รู ปร่ างที่มนุ ษย์สร้างขึ้นมีโครงสร้าง แน่นอน เช่น รู ปสามเหลี่ยม รู ปสี่เหลี่ยม และรู ปวงกลม เป็ นต้น 3.รู ปร่ างอิสระ (Free Shape) หมายถึง รู ปร่ างที่เกิดขึ้นตามความต้องการของผูสร้างสรรค์ ให้ ้ ความรู ้สึกที่ เป็ นเสรี ไม่มีโครงสร้างที่แน่ นอนของตัว เอง เป็ นไปตามอิทธิ พลของ สิ่งแวดล้อม เช่น รู ปร่ างของหยดน้ า เมฆ และควัน เป็ นต้น
  • 4.
    รูปทรง (Form) หมายถึงโครงสร้างทั้งหมดของวัตถุที่ปรากฏแก่สายตาในลักษณะ 3 มิติ คือมีท้ งส่วนกว้าง ส่วนยาว ส่วนหนาหรื อลึก คือ จะให้ความรู ้สึกเป็ นแท่ง มี น้ าหนักอ่อน- ั แก่ (Value) หมายถึง จานวนความเข้ม ความอ่อนของสีต่าง ๆ และแสงเงาตามที่ประสาทตา รับรู ้ เมื่อเทียบก ับน้ าหนักของสีขาว-ดา ความอ่อนแก่ของแสงเงาทาให้เกิดมิติ เกิดระยะใกล้ไกล และสัมพันธ์ก ับเรื่ องสีโดยตรง นาหนักอ่อน-แก่ (Value) ้ หมายถึง จานวนความเข้ม ความอ่อนของสีต่าง ๆ และแสง เงาตามที่ประสาทตารับรู ้ เมื่อเทียบก ับน้ าหนักของสีขาว-ดา ความอ่อนแก่ข องแสงเงาทาให้เกิด มิติ เกิดระยะใกล้ไกลและสัมพันธ์ก ับเรื่ องสีโดยตรง สี (Colour) หมายถึง สี ไม่ว่าจะเป็ นสีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรื อ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สี ทาให้เกิดความรู ้สึกแตกต่างมากมาย เช่น ทาให้รู้สึกสดใส ร่ าเริ ง ตื่นเต้น หม่นหมอง หรื อเศร้า ซึม ได้ เป็ นต้น
  • 5.
    สีและการนาไปใช้ 1.วรรณะของสี (Tone) จากวงจรสีธรรมชาติ ในทางศิลปะได้มีการแบ่งวรรณะของสี ออกเป็ น 2 วรรณะ คือ สีวรรณะร้อน ได้แก่สีที่ให้ความรู ้สึกอบอุ่นหรื อร้อน เช่น สีเหลือง ส้มเหลือง ส้ม ส้มแดง แดง ม่วงแดง เป็ นต้น ส่วนสีวรรณะเย็น ได้แก่ สีที่ให้ความรู ้สึกเย็น สงบ สบาย เช่น สีเขียว เขียวเหลือง เขียวน้ าเงิน น้ าเงิน ม่วงน้ าเงิ น ม่วง เป็ นต้น 2.ค่าของสี (Value of colour) หมายถึง สีใดสีหนึ่งทาให้ค่อย ๆ จางลงจนขาวหรือสว่างและ ทาให้ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนมืด 3.สีเอกรงค์ (Monochrome) หมายถึง สีที่แสดงอิทธิ พลเด่นชัดออกมาเพียงสีเดียว หรื อใช้ เพียงสีเดียวในการเขียนภาพโดยให้ค่าของสีอ่อน กลาง แก่ คล้ายก ับภาพถ่าย ขาว ดา 4.สีส่วนรวม (Tonality) หมายถึง สีใดสีหนึ่งที่ ให้อิทธิพลเหนือ สีอื่นทั้งหมด เช่ น การ เขียนภาพทิวทัศน์ ปรากฎสี ส่วนรวมเป็ นสี เขียว สีน้ าเงิน เป็ นต้น 5.สีที่ปรากฎเด่น (Intensity)หรื อความสดใสของสี หมายถึงความสดของสี ความสดของ สี หรื อ ความอิ่มตัวของสี หมายถึง สีทุกสีจะมีสีสรรสดใสสดสูงสุดเมื่อเป็ นสีแท้ เมื่อสีแท้ถูกเปลี่ยนน้ าหนัก............ความสดใสก็จะเปลี่ยนไปด้วย เราสามารถรู ้ว่าสีใดมีความสด มากน้อยแค่ไหน นาสีแท้มาเปรี ยบเที ยบกบ สีเทา ั
  • 6.
    วิธีการลดความสดของสี (การลดหรื อเพิ่มความสดของสีทาให้ภาพดูไม่ฉูดฉาดมากเกินไปดู นุ่มนวลขึ้น) 1. ผสมสีขาว.......เพื่อลดความสดของสีโดยให้มีน้ าหนักไปในทางสีขาว เรี ยกว่า สีจาง (tint 2. ผสมสี เทา........เพื่อลดความสดของสีโดยให้มีน้ าหนักกลางๆ เรี ยกว่า สี กลาง (neutral) 3. ผสมสีดา.........เพื่อลดมเข้มโดยให้มีน้ าหนักไปทางสีดา เรี ยกว่า สี คลา (shade) ้ 6.สีตรงข้ามกนหรื อสีตดก ัน (Contrast) หมายถึง สีที่อยูตรงก ันข้ามในวงจรสีธรรมชาติ เช่นสี ั ั ่ แดงก ับสีเขียว สีน้ า เงินก ับสี สม สีม่วงก ับสี เหลือง ้
  • 7.
    บริเวณว่าง (Space) หมายถึงบริเวณที่เป็ นความว่างไม่ใช่ส่วนที่เป็ นรูป ทรงหรือ เนื้อหาในการจัดองค์ประกอบใดก็ตามถ้าปล่อยให้มพ้ื นที่ว่างมากและ ให้มีรูปทรงน้อย การจัดนั้น ี จะให้ความรู ้สึกอ้างอ้าง โดดเดี่ยว (บริ เวณลูกศรสีแดง เรา เรี ยกว่าที่ว่าง) พืนผิว (Texture) หมายถึง ้ พื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติและมนุ ษย์ สร้างสรรค์ข้ ึน พื้นผิวของวัตถุท่ีแตกต่างกน ย่อมให้ความรู ้สึกที่แตกต่างก ันด้วย เช่นกอนหิ นมีผิว ั ้ ขรุ ขระ ให้ความรุ ้สึกหยาบกระด้าง ผ้าขนหนู มีพ้ืนผิว นุ่ มให้ความรุ ้สึกนุ่ มนวล อบอุ่นเป็ นต้น