GRAPHIC DESIGN
ความหมายการออกแบบ การออกแบบ   คือ การวางแผนสร้างสรรค์ รูปแบบโดยวางแผนจัดส่วนประกอบของการออกแบบให้สัมพันธ์กับประโยชน์ใช้สอย การออกแบบที่ดีควรคำนึงถึง 1. รูปแบบสร้างสรรค์ 2. มีความงามที่น่าสนใจ 3. สัมพันธ์กับประโยชน์ใช้สอย 4. เหมาะสมกับวัสดุ 5. สอดคล้องกับการผลิต
การออกแบบ ที่มาของการออกแบบมาจาก 1. โครงสร้างของธรรมชาติ 2. ความคิดของมนุษย์ โดยอาศัยจากธรรมชาติ ประเภทของการออกแบบ 1.  เพื่อการอยู่อาศัย 2. เพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน 3. เพื่อการเผยแพร่ 4. เพื่อเสนอความงาม 5. เพื่อการดำรงชีวิต
แผนภาพแสดงทฤษฎีการออกแบบ หลักการออกแบบ Balance  Proportion  Rhythm  Harmony Contrast  Emphasis  Unity
งานกราฟิคบนสื่อโฆษณา ป้ายโฆษา แผ่นพับ แผ่นปลิว บัตรเชิญ บรรจุภัณฑ์ นิยสาร งานสำหรับเครื่องฉาย ฯลฯ
งานกราฟิคบนสื่อโฆษณา Brochure
POSTER
CARD  POP-UP
จุด  POINT มีมิติเป็นศูนย์  ไม่มีความสูง ไม่มีความกว้าง ความลึก จุด เป็นเบื้องต้นของการเกิดรูปทรงต่างๆ  ในงานศิลปะ จุด จะ บอกถึง ขนาด ตำแหน่ง ระยะและแรงดึงดูด
เส้น  LINE เกิดจากจุดเรียงต่อกัน จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เส้นในการออกแบบมีสภาพเป็นตัว กำหนดรูปร่าง ร่างรูปทรง ทิศทาง
ความรู้สึกของเส้นในการออกแบบ เส้นตั้ง   ให้ความรู้สึกถึงความสูง เข้มแข็ง มีระเบียบและทิศทางไปในทางตั้ง เส้นตรง  ให้ความรู้สึกทางความมั่นคง สง่า ความเข้มแข็ง ความง่าย ตรงไปตรงมา เส้นนอน  แสดงความกว้าง ความสงบ นิ่งเฉย ความรู้สึกที่เป็นฐาน และให้ทิศทางไปในแนวนอน
ความรู้สึกของเส้นในการออกแบบ เส้นขาดหรือปะ  ให้ความรู้สึกตื่นเต้น แตกแยก ถ้าใช้มากเกินไปทำให้สับสน เส้นทะแยงมุม  แสดงความกว้าง การเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่งและให้ทิศทางไปในแนวทางทะแยงหรือผ่าน  เส้นโค้ง  เป็นเส้นแสดงความอ่อนโยน นิ่มนวล ร่าเริง
การจัดองค์ประกอบของเส้น ความมั่นคง ความแน่นอน ความสงบ การรวมกลุ่ม ความแตกแยก
รูปร่าง  SHAPE หมายถึง  1.รูปนอกของรูปทรงที่มีลักษณะ 2 มิติ  ทั้ง  2  รูปมี  SHAPE  เหมือนกันแต่  FORM  ต่างกัน 2. รูปร่างที่เป็น  2  มิติ ถ้ามีเนื้อที่มากจะเป็นเรื่องของปริมาตร มวล 3. เป็นรูปร่างธรรมดาที่ไม่มีความหมายมากนัก ไม่สวยงาม ไม่มีโครงสร้าง เป็นรูปแบบ  แผ่นกลม ลูกกลม
รูปร่าง  SHAPE แบ่งออกได้  4  ลักษณะ 1. NATURE SHAPE   รูปร่างธรรมชาติ ได้แก่ คน สัตว์ ต้นไม้  และสิ่งไม่มีชีวิต 2. GEOMETRIC   รูปร่างเลขาคณิต เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม  วงกลม เมื่อลากเส้นและเกิดรูปร่างขึ้นเนื้อที่ภายในขอบเขตเรียกว่า  SHAPE 3.OGANIC   รูปร่างไม่คงที่ สามารถแบ่งออกได้อีก เช่น รูปอะตอม 4. ABTRAST SHAPE   รูปร่างอิสระ เคลื่อนไหว ไม่มีความหมายแท้จริง เป็นรูปทรงที่คลี่คลายไปจากรูปทรงเดิมที่เป็นความจริงจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย
ขนาด  SIZE หมายถึง  ลักษณะเล็ก  -  ใหญ่ ที่ตารับรู้และประสาทสัมผัส บอกให้ทราบถึงขนาดเล็กตรงข้ามกับขนาดใหญ่หรือขนาดใกล้เคียงกันจะกลมกลืนกัน
ขนาด  SIZE ประโยชน์ของ  SIZE   ในการออกแบบ 1. ด้วยรูปแบบเพียงชนิดเดียว แต่ทำให้มีขนาดต่างกันได้มากขนาด และได้งานเป็นชุด เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้น 2. การออกแบบต่างๆ ใช้รูปแบบชนิดเดียวกัน ต่างวิธีกัน จะได้  Pattern  หลายชนิด 3. รูปแบบที่ใหญ่เกินความจำเป็น หรือเล็กเกินไป ใช้ในการตกแต่งได้และให้แนวความคิดใหม่ๆ ขึ้น
รูปทรง  FORM หมายถึง  รูปที่เป็นองค์ประกอบ หรือปริมาตรวิธีแสดง และใช้ตลอดไปถึงเสียงได้ด้วย  มี  3  มิติ  แบ่งตามลักษณะได้  3  ชนิด คือ 3.ORGANIC FORM  รูปทรงอินทรีย์  ( ธรรมชาติ )  มีลักษณะการเติบโตเป็นระยะ หรือเป็นรูปทรงที่ให้ชีวิตและเติบโตได้ เช่น รูปขยายเนื้อเยื่อ จุลินทรีย์ 1. GEOMETRIC FORM   รูปทรงเรขาคณิต 2. FREE FORM   รูปทรงอิสระ ให้ชีวิต ความเคลื่อนไหว
รูปทรง  FORM โครงสร้างของ  FORM   แบ่งตามลักษณะโครงสร้างมีอยู่ 1. SKELETAL FORM   เป็น  FORM  ที่ยื่นตัวออกไปในอากาศเป็นซี่ๆ เส้นๆ อย่างโครงสร้างกระดูกคน โครงใบไม้ ต้นหญ้า 2. MASS FORM   วัตถุที่มี  MASS  มีโครงสร้างเป็นแบบ  VOLUME  เป็น  FORM  ที่มีผิวนอกขยายตัวออกไปใน  SPACE  ไม่มีแขนงแบบ  SKELETAL FORM   เช่น ส้มโอ แตงโม ฯลฯ
มวล  MASS หมายความถึง  สิ่งใดๆจะเป็นสิ่งเดียวหรือหลายสิ่งรวมกันเป็นกลุ่มก้อน หรือเรียกว่า ปริมาตร และปรากฎรูปนอกให้เห็น เช่น เส้นผมรวมที่กันรวมกันเป็นกลุ่มๆอยู่บนศีรษะ
ที่ว่าง  SPACE คำจำกัดความของ  SPACE   คือ  1. ปริมาตรที่วัตถุหรือรูปทรงกินเนื้อที่อยู่ 2. ระยะห่างระหว่างรูปทรงหลายรูปทรง 3. ปริมาตรของความว่างที่ถูกล้อมรอบด้วยเขตหรือผนัง 4. พื้นที่ของ  Plane  2  มิติ ที่จิตรกรใช้เป็นที่เขียนรูปลงไป คือ กระดาษ 5. การแทนค่าของความรูปรู้สึก ลงบนพื้นผิว  2  มิติ  ( ลวงตาว่าลึก ) 6. การสร้างภาพให้เกิดผลกับประสาททางตา โดยใช้ปฏิกิริยาระหว่างสีและรูปทรง ทำให้ดูเห็นผิวภาพ ลึกตื้น นูนเว้า สลับกันไป
ที่ว่าง  SPACE เป็นการแบ่ง  SPACE  ออกเป็น  2  ข้าง เจาะ  SPACE   เป็นช่อง เป็น  SPACE   ทั้งคู่ ต่างทำงานต่างกัน  มีด้าน  +   และ  -
Pictorial  SPACE 2.2.IMPLIED SPACE   เป็นพื้นที่ว่าง ทำให้  SPACE  ต่อเนื่องกันเอง 2.1.AERIAL PERSPECTIVE   เป็นลักษณะสิ่งที่อยู่ไกลจะมองไม่ชัด ขนาดเล็กกว่าสิ่งที่ใกล้
Pictorial  SPACE 2.4. L INEAR PRESPECTIVE   ใช้เส้นนำทำให้เกิดภาพระยะใกล้ ไกลขึ้น 2.3. SPATIAL PERCEPTION   คือ วิธีลวงตา ให้  Positive   และ   Negative  ทำงานเท่ากัน
ทิศทาง   DIRECTION หมายถึง   ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่ารูปร่างการออกแบบของส่วนประกอบทั้งหมดนั้นมีแนวโน้มและเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด เป็นการกระตุ้นความรู้สึกของผู้พบเห็น ก . เคลื่อนไหวไปในแนวทางใกล้เคียงกัน ข . ทิศทางของเส้นเฉียง เคลื่อนไหวมาก แต่รูป  และเส้นดิ่งช่วยลดการเคลื่อนไหวลงได้
ทิศทาง   DIRECTION ค . ทิศทางในแนวเดียวกัน แต่เกิดการเคลื่อนไหวเพราะการลดระยะของ  PLANE  และทำให้เกิด  Perspective  ง . ทิศทางอยู่ในแนวเดียวกันทำให้รู้สึกสงบนิ่ง
ทิศทาง   DIRECTION A จ . การออกแบบเคลื่อนไปทางขวามาก ฉ . การใช้รูปแบบอย่างเดียวกันต่างขนาดกัน แม้มีทิศทางมาก มี   MASS   กลุ่ม  A  เป็นการบังคับ ทำให้ลดการเคลื่อนไหว และ  A   เป็นประธานของรูป
ผิวสัมผัส  TEXTURE ผิวสัมผัสเป็นลักษณะพื้นผิวของรูปร่าง รูปทรงต่างๆ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป มีทั้งละเอียด หยาบ ขุรขระ ผิวมัน แบ่งเป็นประเภทที่สำคัญได้ คือ 1. ผิวสัมผัสที่รับรู้ได้ด้วยตา  (VISUAL TEXTURE) 2. ผิวสัมผัสที่สัมผัสได้ด้วยมือ  (TACTILE TEXTURE)
ผิวสัมผัส  TEXTURE 1. ผิวสัมผัสที่รับรู้ได้ด้วยตา   (VISUAL TEXTURE) 2. ผิวสัมผัสที่สัมผัสได้ด้วยมือ   (TACTILE TEXTURE)
สี  C O L O R สี หมายถึง  ลักษณะความเข้มของแสง ที่ปรากฏแก่สายตาให้เป็นสี เช่น สีเขียว แดง เหลือง น้ำเงิน สีที่เราเห็นได้เป็นรังสีชนิดหนึ่ง ซึ่งมีช่วงแสงระยะหนึ่ง ที่ตาสามารถรับรู้ได้  แม่สีในแสงอาทิตย์  (SPECTRUM)  มี  3  สี คือ 1.  สีส้ม  (VERMILLON) 2.  สีเขียว  (EMERALD  GREEN)   3.  สีม่วงคราม  (VIOLET)   แม่สีที่เป็นวัตถุธาตุ  (PIGMENT) มี  3  สี ได้แก่ 1.  สีแดง  CRIMSON  LAKE   2.  สีเหลือง  GAMBOGE 3.  สีน้ำเงิน  PRUSSIAN  BLUE
แม่สีพื้นฐาน
สีขั้นที่ 2
สีขั้นที่ 3
วรรณะของสี  Tone Warm Tone Cold Tone
น้ำหนักของสี  VALUE หมายถึง   ความสว่างหรือความมืดของสี สีทุกสีจะมีค่าเป็นของตัวเอง เริ่มที่ความชัดสุดจนเกือบเป็นสีขาว และจากความชัดสุดไปจนเกือบสีดำ
ความจัดของสี  INTENSITY หมายถึง   ความสดหรือความบริสุทธิ์ของสีสีหนึ่ง ที่ถูกผสมด้วยสีดำจะหม่นลง ความจัดหรือความบริสุทธิ์จะลดลง ความจัดของสีจะเรียงลำดับจากซ้ายสุด ไปจนหม่นสุดได้หลายลำดับ
สีตรงข้าม   CONTRAST สี  CONTRAST  มี  2  ประเภท คือ  1.  ORDINARY CONTRAST  คือ คู่สีที่ตัดกันอย่างไม่แท้จริง 2.  TRUE CONTRAST   สีตรงข้ามกันอย่างแท้จริง ตามวงจรสีธรรมชาติมี  6  คู่สีด้วยกันคือ
ความเข้มของสี  INTENSITY หมายถึง   สีสดที่ถูกล้อมรอบด้วยสีหม่น ดังเช่น ในเวลากลางคืนดาวบนท้องฟ้าส่องแสงในความมืด
การประสานกันของสี  HARMONY คือ   การใช้สี 3-4 สีหรือมากกว่า โดยเรียงลำดับวงจรสี แต่ไม่เกิน 6 สี มาใช้ในงานออกแบบ
การประสานกันของสี  HARMONY
การกลับค่าของสี  Discord คือ  การกลับค่าสีของแต่ละสีที่นำมาใช้ เช่น สีเหลืองเป็นสีที่อ่อนที่สุด สีม่วงเป็นสีที่แก่ที่สุด แต่เรากลับสีแก่ที่สุดเป็นสีอ่อนทีสุด
หลักการออกแบบ PROPORTION  หมายความถึง ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างส่วนประกอบต่างๆ ขององค์ประกอบ เช่น รูปร่างของคนประกอบด้วยส่วนต่างๆ
หลักการออกแบบ EQILIBRIUM (BALANCE)   หมายถึง  การได้สมดุลกันในภาพเป็นกฎเกณฑ์อันหนึ่งของความเป็นเอกภาพ  (UNITY)  สิ่งสำคัญที่กำหนด  BALANCE  ในภาพคือ เส้นแกน  (AXIS)
หลักการออกแบบ HARMONY   ความประสานกันหมายถึง  เอกภาพซึ่งประกอบด้วยสิ่งอันเป็นมูลฐานต่างๆ ถ้ามูลฐานเหล่านี้มีลักษณะอย่างเดียวกัน
หลักการออกแบบ การซ้ำกัน  (REPETITION)   จะเป็นการซ้ำกันด้วยเส้น  FORM  น้ำหนักสี  ก็ตามจะทำให้เกิดการประสานกันได้โดยง่ายแต่ถ้าซ้ำกันมากเกินไปทำให้ไม่น่าสนใจ
CONTRAST  และ  HARMONY การนำ  CONTRAST  และ  HARMONY  มาใช้นั้นใช้ได้หลายทางศึกษาการใช้  HARMONY  และ  CONTRAST  ง่าย ๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1.  เส้น  2  เส้นมาพบกันทางแนวตั้งและแนวนอน จะเกิดความรู้สึกตัดกันเป็นตรงกันข้ามกันทันที 2.  ถ้าขนานกันตามแนวนอน หรือทางแนวดิ่งก็ไม่รู้สึกอะไร
CONTRAST  และ  HARMONY 3.  เส้นที่ลากผ่านแก้การตัดกันอย่างรุนแรง ให้อ่อนโยนลงช่วยให้เกิดความประสานกัน 4.  ถ้ามีเส้นที่  3  อีกเส้นหนึ่งมาตัดกันทำให้ชวนคิดมากขึ้น น่าสนใจมากขึ้นอีก
CONTRAST  และ  HARMONY 5.  ถ้าเส้นทุกเส้นประสานกันหมด มีระเบียบมีการรวมกันจะเกิดเป็น  MASS  ของเส้นขึ้น 6.  เส้นตัดกันสับสนมากเกินไปทำให้ดูรูปขาด  UNITY  กระจัดกระจาย ถ้าจะจัดความกระจัดกระจายนี้ให้เป็นหมวดหมู่ มีการรวมกลุ่มก็จะได้งานที่ดีได้ การจงใจจะให้เกิด  CONTRAST  ในรูปและการจัดวางให้เหมาะสมจะได้งานที่น่าสนใจ และมีเสน่ห์ สีที่ระบายค่าของสีและเสียง การซ้ำมีจังหวะลีลาเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ
จังหวะ  RHYTHM รูปร่างเหมือนกัน ระยะเท่ากัน ทำให้ซ้ำซาก แม้เปลี่ยนขนาด แต่รูปร่างคงเดิม ระยะเท่ากัน ทำให้ซ้ำซากเหมือนเดิม รูปร่างเหมือนกันแต่ระยะแตกต่างกันทำให้ดูงามขึ้นในการวางจังหวะลีลา นอกจากช่องว่างต่างกันในระหว่างรูป การตกแต่งอื่น ๆ เช่น เส้นบางและเส้นหนาอาจจะเอามาช่วยได้
การเน้น  EMPHASIS ในรูป  A.  จุดสามจุดได้ดึงสายตาไปมาหากันได้ง่ายกว่า รูป  B.
จิตวิทยาการออกแบบ การจัดหมวดหมู่เพื่อการรับรู้ 1. ความใกล้ชิดกัน
จิตวิทยาการออกแบบ การจัดหมวดหมู่เพื่อการรับรู้ 2. ความคล้าคลึงกัน
จิตวิทยาการออกแบบ การจัดหมวดหมู่เพื่อการรับรู้ 3. ความต่อเนื่องกัน
จิตวิทยาการออกแบบ การจัดหมวดหมู่เพื่อการรับรู้ 4. การประสานกัน

1. หลักการออกกราฟิก design

  • 1.
  • 2.
    ความหมายการออกแบบ การออกแบบ คือ การวางแผนสร้างสรรค์ รูปแบบโดยวางแผนจัดส่วนประกอบของการออกแบบให้สัมพันธ์กับประโยชน์ใช้สอย การออกแบบที่ดีควรคำนึงถึง 1. รูปแบบสร้างสรรค์ 2. มีความงามที่น่าสนใจ 3. สัมพันธ์กับประโยชน์ใช้สอย 4. เหมาะสมกับวัสดุ 5. สอดคล้องกับการผลิต
  • 3.
    การออกแบบ ที่มาของการออกแบบมาจาก 1.โครงสร้างของธรรมชาติ 2. ความคิดของมนุษย์ โดยอาศัยจากธรรมชาติ ประเภทของการออกแบบ 1. เพื่อการอยู่อาศัย 2. เพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน 3. เพื่อการเผยแพร่ 4. เพื่อเสนอความงาม 5. เพื่อการดำรงชีวิต
  • 4.
  • 5.
    งานกราฟิคบนสื่อโฆษณา ป้ายโฆษา แผ่นพับแผ่นปลิว บัตรเชิญ บรรจุภัณฑ์ นิยสาร งานสำหรับเครื่องฉาย ฯลฯ
  • 6.
  • 7.
  • 8.
  • 9.
    จุด POINTมีมิติเป็นศูนย์ ไม่มีความสูง ไม่มีความกว้าง ความลึก จุด เป็นเบื้องต้นของการเกิดรูปทรงต่างๆ ในงานศิลปะ จุด จะ บอกถึง ขนาด ตำแหน่ง ระยะและแรงดึงดูด
  • 10.
    เส้น LINEเกิดจากจุดเรียงต่อกัน จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เส้นในการออกแบบมีสภาพเป็นตัว กำหนดรูปร่าง ร่างรูปทรง ทิศทาง
  • 11.
    ความรู้สึกของเส้นในการออกแบบ เส้นตั้ง ให้ความรู้สึกถึงความสูง เข้มแข็ง มีระเบียบและทิศทางไปในทางตั้ง เส้นตรง ให้ความรู้สึกทางความมั่นคง สง่า ความเข้มแข็ง ความง่าย ตรงไปตรงมา เส้นนอน แสดงความกว้าง ความสงบ นิ่งเฉย ความรู้สึกที่เป็นฐาน และให้ทิศทางไปในแนวนอน
  • 12.
    ความรู้สึกของเส้นในการออกแบบ เส้นขาดหรือปะ ให้ความรู้สึกตื่นเต้น แตกแยก ถ้าใช้มากเกินไปทำให้สับสน เส้นทะแยงมุม แสดงความกว้าง การเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่งและให้ทิศทางไปในแนวทางทะแยงหรือผ่าน เส้นโค้ง เป็นเส้นแสดงความอ่อนโยน นิ่มนวล ร่าเริง
  • 13.
  • 14.
    รูปร่าง SHAPEหมายถึง 1.รูปนอกของรูปทรงที่มีลักษณะ 2 มิติ ทั้ง 2 รูปมี SHAPE เหมือนกันแต่ FORM ต่างกัน 2. รูปร่างที่เป็น 2 มิติ ถ้ามีเนื้อที่มากจะเป็นเรื่องของปริมาตร มวล 3. เป็นรูปร่างธรรมดาที่ไม่มีความหมายมากนัก ไม่สวยงาม ไม่มีโครงสร้าง เป็นรูปแบบ แผ่นกลม ลูกกลม
  • 15.
    รูปร่าง SHAPEแบ่งออกได้ 4 ลักษณะ 1. NATURE SHAPE รูปร่างธรรมชาติ ได้แก่ คน สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งไม่มีชีวิต 2. GEOMETRIC รูปร่างเลขาคณิต เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม เมื่อลากเส้นและเกิดรูปร่างขึ้นเนื้อที่ภายในขอบเขตเรียกว่า SHAPE 3.OGANIC รูปร่างไม่คงที่ สามารถแบ่งออกได้อีก เช่น รูปอะตอม 4. ABTRAST SHAPE รูปร่างอิสระ เคลื่อนไหว ไม่มีความหมายแท้จริง เป็นรูปทรงที่คลี่คลายไปจากรูปทรงเดิมที่เป็นความจริงจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย
  • 16.
    ขนาด SIZEหมายถึง ลักษณะเล็ก - ใหญ่ ที่ตารับรู้และประสาทสัมผัส บอกให้ทราบถึงขนาดเล็กตรงข้ามกับขนาดใหญ่หรือขนาดใกล้เคียงกันจะกลมกลืนกัน
  • 17.
    ขนาด SIZEประโยชน์ของ SIZE ในการออกแบบ 1. ด้วยรูปแบบเพียงชนิดเดียว แต่ทำให้มีขนาดต่างกันได้มากขนาด และได้งานเป็นชุด เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้น 2. การออกแบบต่างๆ ใช้รูปแบบชนิดเดียวกัน ต่างวิธีกัน จะได้ Pattern หลายชนิด 3. รูปแบบที่ใหญ่เกินความจำเป็น หรือเล็กเกินไป ใช้ในการตกแต่งได้และให้แนวความคิดใหม่ๆ ขึ้น
  • 18.
    รูปทรง FORMหมายถึง รูปที่เป็นองค์ประกอบ หรือปริมาตรวิธีแสดง และใช้ตลอดไปถึงเสียงได้ด้วย มี 3 มิติ แบ่งตามลักษณะได้ 3 ชนิด คือ 3.ORGANIC FORM รูปทรงอินทรีย์ ( ธรรมชาติ ) มีลักษณะการเติบโตเป็นระยะ หรือเป็นรูปทรงที่ให้ชีวิตและเติบโตได้ เช่น รูปขยายเนื้อเยื่อ จุลินทรีย์ 1. GEOMETRIC FORM รูปทรงเรขาคณิต 2. FREE FORM รูปทรงอิสระ ให้ชีวิต ความเคลื่อนไหว
  • 19.
    รูปทรง FORMโครงสร้างของ FORM แบ่งตามลักษณะโครงสร้างมีอยู่ 1. SKELETAL FORM เป็น FORM ที่ยื่นตัวออกไปในอากาศเป็นซี่ๆ เส้นๆ อย่างโครงสร้างกระดูกคน โครงใบไม้ ต้นหญ้า 2. MASS FORM วัตถุที่มี MASS มีโครงสร้างเป็นแบบ VOLUME เป็น FORM ที่มีผิวนอกขยายตัวออกไปใน SPACE ไม่มีแขนงแบบ SKELETAL FORM เช่น ส้มโอ แตงโม ฯลฯ
  • 20.
    มวล MASSหมายความถึง สิ่งใดๆจะเป็นสิ่งเดียวหรือหลายสิ่งรวมกันเป็นกลุ่มก้อน หรือเรียกว่า ปริมาตร และปรากฎรูปนอกให้เห็น เช่น เส้นผมรวมที่กันรวมกันเป็นกลุ่มๆอยู่บนศีรษะ
  • 21.
    ที่ว่าง SPACEคำจำกัดความของ SPACE คือ 1. ปริมาตรที่วัตถุหรือรูปทรงกินเนื้อที่อยู่ 2. ระยะห่างระหว่างรูปทรงหลายรูปทรง 3. ปริมาตรของความว่างที่ถูกล้อมรอบด้วยเขตหรือผนัง 4. พื้นที่ของ Plane 2 มิติ ที่จิตรกรใช้เป็นที่เขียนรูปลงไป คือ กระดาษ 5. การแทนค่าของความรูปรู้สึก ลงบนพื้นผิว 2 มิติ ( ลวงตาว่าลึก ) 6. การสร้างภาพให้เกิดผลกับประสาททางตา โดยใช้ปฏิกิริยาระหว่างสีและรูปทรง ทำให้ดูเห็นผิวภาพ ลึกตื้น นูนเว้า สลับกันไป
  • 22.
    ที่ว่าง SPACEเป็นการแบ่ง SPACE ออกเป็น 2 ข้าง เจาะ SPACE เป็นช่อง เป็น SPACE ทั้งคู่ ต่างทำงานต่างกัน มีด้าน + และ -
  • 23.
    Pictorial SPACE2.2.IMPLIED SPACE เป็นพื้นที่ว่าง ทำให้ SPACE ต่อเนื่องกันเอง 2.1.AERIAL PERSPECTIVE เป็นลักษณะสิ่งที่อยู่ไกลจะมองไม่ชัด ขนาดเล็กกว่าสิ่งที่ใกล้
  • 24.
    Pictorial SPACE2.4. L INEAR PRESPECTIVE ใช้เส้นนำทำให้เกิดภาพระยะใกล้ ไกลขึ้น 2.3. SPATIAL PERCEPTION คือ วิธีลวงตา ให้ Positive และ Negative ทำงานเท่ากัน
  • 25.
    ทิศทาง DIRECTION หมายถึง ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่ารูปร่างการออกแบบของส่วนประกอบทั้งหมดนั้นมีแนวโน้มและเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด เป็นการกระตุ้นความรู้สึกของผู้พบเห็น ก . เคลื่อนไหวไปในแนวทางใกล้เคียงกัน ข . ทิศทางของเส้นเฉียง เคลื่อนไหวมาก แต่รูป และเส้นดิ่งช่วยลดการเคลื่อนไหวลงได้
  • 26.
    ทิศทาง DIRECTION ค . ทิศทางในแนวเดียวกัน แต่เกิดการเคลื่อนไหวเพราะการลดระยะของ PLANE และทำให้เกิด Perspective ง . ทิศทางอยู่ในแนวเดียวกันทำให้รู้สึกสงบนิ่ง
  • 27.
    ทิศทาง DIRECTION A จ . การออกแบบเคลื่อนไปทางขวามาก ฉ . การใช้รูปแบบอย่างเดียวกันต่างขนาดกัน แม้มีทิศทางมาก มี MASS กลุ่ม A เป็นการบังคับ ทำให้ลดการเคลื่อนไหว และ A เป็นประธานของรูป
  • 28.
    ผิวสัมผัส TEXTUREผิวสัมผัสเป็นลักษณะพื้นผิวของรูปร่าง รูปทรงต่างๆ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป มีทั้งละเอียด หยาบ ขุรขระ ผิวมัน แบ่งเป็นประเภทที่สำคัญได้ คือ 1. ผิวสัมผัสที่รับรู้ได้ด้วยตา (VISUAL TEXTURE) 2. ผิวสัมผัสที่สัมผัสได้ด้วยมือ (TACTILE TEXTURE)
  • 29.
    ผิวสัมผัส TEXTURE1. ผิวสัมผัสที่รับรู้ได้ด้วยตา (VISUAL TEXTURE) 2. ผิวสัมผัสที่สัมผัสได้ด้วยมือ (TACTILE TEXTURE)
  • 30.
    สี CO L O R สี หมายถึง ลักษณะความเข้มของแสง ที่ปรากฏแก่สายตาให้เป็นสี เช่น สีเขียว แดง เหลือง น้ำเงิน สีที่เราเห็นได้เป็นรังสีชนิดหนึ่ง ซึ่งมีช่วงแสงระยะหนึ่ง ที่ตาสามารถรับรู้ได้ แม่สีในแสงอาทิตย์ (SPECTRUM) มี 3 สี คือ 1. สีส้ม (VERMILLON) 2. สีเขียว (EMERALD GREEN) 3. สีม่วงคราม (VIOLET) แม่สีที่เป็นวัตถุธาตุ (PIGMENT) มี 3 สี ได้แก่ 1. สีแดง CRIMSON LAKE 2. สีเหลือง GAMBOGE 3. สีน้ำเงิน PRUSSIAN BLUE
  • 31.
  • 32.
  • 33.
  • 34.
  • 35.
    น้ำหนักของสี VALUEหมายถึง ความสว่างหรือความมืดของสี สีทุกสีจะมีค่าเป็นของตัวเอง เริ่มที่ความชัดสุดจนเกือบเป็นสีขาว และจากความชัดสุดไปจนเกือบสีดำ
  • 36.
    ความจัดของสี INTENSITYหมายถึง ความสดหรือความบริสุทธิ์ของสีสีหนึ่ง ที่ถูกผสมด้วยสีดำจะหม่นลง ความจัดหรือความบริสุทธิ์จะลดลง ความจัดของสีจะเรียงลำดับจากซ้ายสุด ไปจนหม่นสุดได้หลายลำดับ
  • 37.
    สีตรงข้าม CONTRAST สี CONTRAST มี 2 ประเภท คือ 1. ORDINARY CONTRAST คือ คู่สีที่ตัดกันอย่างไม่แท้จริง 2. TRUE CONTRAST สีตรงข้ามกันอย่างแท้จริง ตามวงจรสีธรรมชาติมี 6 คู่สีด้วยกันคือ
  • 38.
    ความเข้มของสี INTENSITYหมายถึง สีสดที่ถูกล้อมรอบด้วยสีหม่น ดังเช่น ในเวลากลางคืนดาวบนท้องฟ้าส่องแสงในความมืด
  • 39.
    การประสานกันของสี HARMONYคือ การใช้สี 3-4 สีหรือมากกว่า โดยเรียงลำดับวงจรสี แต่ไม่เกิน 6 สี มาใช้ในงานออกแบบ
  • 40.
  • 41.
    การกลับค่าของสี Discordคือ การกลับค่าสีของแต่ละสีที่นำมาใช้ เช่น สีเหลืองเป็นสีที่อ่อนที่สุด สีม่วงเป็นสีที่แก่ที่สุด แต่เรากลับสีแก่ที่สุดเป็นสีอ่อนทีสุด
  • 42.
    หลักการออกแบบ PROPORTION หมายความถึง ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างส่วนประกอบต่างๆ ขององค์ประกอบ เช่น รูปร่างของคนประกอบด้วยส่วนต่างๆ
  • 43.
    หลักการออกแบบ EQILIBRIUM (BALANCE) หมายถึง การได้สมดุลกันในภาพเป็นกฎเกณฑ์อันหนึ่งของความเป็นเอกภาพ (UNITY) สิ่งสำคัญที่กำหนด BALANCE ในภาพคือ เส้นแกน (AXIS)
  • 44.
    หลักการออกแบบ HARMONY ความประสานกันหมายถึง เอกภาพซึ่งประกอบด้วยสิ่งอันเป็นมูลฐานต่างๆ ถ้ามูลฐานเหล่านี้มีลักษณะอย่างเดียวกัน
  • 45.
    หลักการออกแบบ การซ้ำกัน (REPETITION) จะเป็นการซ้ำกันด้วยเส้น FORM น้ำหนักสี ก็ตามจะทำให้เกิดการประสานกันได้โดยง่ายแต่ถ้าซ้ำกันมากเกินไปทำให้ไม่น่าสนใจ
  • 46.
    CONTRAST และ HARMONY การนำ CONTRAST และ HARMONY มาใช้นั้นใช้ได้หลายทางศึกษาการใช้ HARMONY และ CONTRAST ง่าย ๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1. เส้น 2 เส้นมาพบกันทางแนวตั้งและแนวนอน จะเกิดความรู้สึกตัดกันเป็นตรงกันข้ามกันทันที 2. ถ้าขนานกันตามแนวนอน หรือทางแนวดิ่งก็ไม่รู้สึกอะไร
  • 47.
    CONTRAST และ HARMONY 3. เส้นที่ลากผ่านแก้การตัดกันอย่างรุนแรง ให้อ่อนโยนลงช่วยให้เกิดความประสานกัน 4. ถ้ามีเส้นที่ 3 อีกเส้นหนึ่งมาตัดกันทำให้ชวนคิดมากขึ้น น่าสนใจมากขึ้นอีก
  • 48.
    CONTRAST และ HARMONY 5. ถ้าเส้นทุกเส้นประสานกันหมด มีระเบียบมีการรวมกันจะเกิดเป็น MASS ของเส้นขึ้น 6. เส้นตัดกันสับสนมากเกินไปทำให้ดูรูปขาด UNITY กระจัดกระจาย ถ้าจะจัดความกระจัดกระจายนี้ให้เป็นหมวดหมู่ มีการรวมกลุ่มก็จะได้งานที่ดีได้ การจงใจจะให้เกิด CONTRAST ในรูปและการจัดวางให้เหมาะสมจะได้งานที่น่าสนใจ และมีเสน่ห์ สีที่ระบายค่าของสีและเสียง การซ้ำมีจังหวะลีลาเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ
  • 49.
    จังหวะ RHYTHMรูปร่างเหมือนกัน ระยะเท่ากัน ทำให้ซ้ำซาก แม้เปลี่ยนขนาด แต่รูปร่างคงเดิม ระยะเท่ากัน ทำให้ซ้ำซากเหมือนเดิม รูปร่างเหมือนกันแต่ระยะแตกต่างกันทำให้ดูงามขึ้นในการวางจังหวะลีลา นอกจากช่องว่างต่างกันในระหว่างรูป การตกแต่งอื่น ๆ เช่น เส้นบางและเส้นหนาอาจจะเอามาช่วยได้
  • 50.
    การเน้น EMPHASISในรูป A. จุดสามจุดได้ดึงสายตาไปมาหากันได้ง่ายกว่า รูป B.
  • 51.
  • 52.
  • 53.
  • 54.