Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Su Surut
609 views
i
Read more
1
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 125
2
/ 125
3
/ 125
4
/ 125
5
/ 125
6
/ 125
7
/ 125
8
/ 125
9
/ 125
10
/ 125
11
/ 125
12
/ 125
13
/ 125
14
/ 125
15
/ 125
16
/ 125
17
/ 125
18
/ 125
19
/ 125
20
/ 125
21
/ 125
22
/ 125
23
/ 125
24
/ 125
25
/ 125
26
/ 125
27
/ 125
28
/ 125
29
/ 125
30
/ 125
31
/ 125
32
/ 125
33
/ 125
34
/ 125
35
/ 125
36
/ 125
37
/ 125
38
/ 125
39
/ 125
40
/ 125
41
/ 125
42
/ 125
43
/ 125
44
/ 125
45
/ 125
46
/ 125
47
/ 125
48
/ 125
49
/ 125
50
/ 125
51
/ 125
52
/ 125
53
/ 125
54
/ 125
55
/ 125
56
/ 125
57
/ 125
58
/ 125
59
/ 125
60
/ 125
61
/ 125
62
/ 125
63
/ 125
64
/ 125
65
/ 125
66
/ 125
67
/ 125
68
/ 125
69
/ 125
70
/ 125
71
/ 125
72
/ 125
73
/ 125
74
/ 125
75
/ 125
76
/ 125
77
/ 125
78
/ 125
79
/ 125
80
/ 125
81
/ 125
82
/ 125
83
/ 125
84
/ 125
85
/ 125
86
/ 125
87
/ 125
88
/ 125
89
/ 125
90
/ 125
91
/ 125
92
/ 125
93
/ 125
94
/ 125
95
/ 125
96
/ 125
97
/ 125
98
/ 125
99
/ 125
100
/ 125
101
/ 125
102
/ 125
103
/ 125
104
/ 125
105
/ 125
106
/ 125
107
/ 125
108
/ 125
109
/ 125
110
/ 125
111
/ 125
112
/ 125
113
/ 125
114
/ 125
115
/ 125
116
/ 125
117
/ 125
118
/ 125
119
/ 125
120
/ 125
121
/ 125
122
/ 125
123
/ 125
124
/ 125
125
/ 125
More Related Content
PPT
วิธีการทางประวัติศาสตร์ ม.3
by
sudchaleom
PDF
ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์
by
Kruorawan Kongpila
PDF
การจัดการภาครัฐสมัยใหม่
by
siep
PPTX
ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน
by
Klangpanya
PDF
V 276
by
KKU Library
DOCX
การจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
by
leemeanshun minzstar
PDF
V 300
by
KKU Library
PDF
ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน
by
Klangpanya
วิธีการทางประวัติศาสตร์ ม.3
by
sudchaleom
ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์
by
Kruorawan Kongpila
การจัดการภาครัฐสมัยใหม่
by
siep
ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน
by
Klangpanya
V 276
by
KKU Library
การจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
by
leemeanshun minzstar
V 300
by
KKU Library
ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน
by
Klangpanya
What's hot
PDF
ความเจริญก้าวหน้าวิทยาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
อธิบายสังคมเสียใหม่ให้พ้นไปจากกรอบคิดตะวันตก
by
Klangpanya
PDF
ระบบการศึกษาจีน อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
by
Klangpanya
PDF
V 293
by
KKU Library
PDF
V 263
by
KKU Library
PDF
20100618 research-strengthen-thailand-fullscreen
by
NSTDA THAILAND
ความเจริญก้าวหน้าวิทยาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
อธิบายสังคมเสียใหม่ให้พ้นไปจากกรอบคิดตะวันตก
by
Klangpanya
ระบบการศึกษาจีน อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
by
Klangpanya
V 293
by
KKU Library
V 263
by
KKU Library
20100618 research-strengthen-thailand-fullscreen
by
NSTDA THAILAND
Viewers also liked
PDF
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต 5
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 50 สังคม ม 6
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 51 สังคม
by
Su Surut
PDF
Sk7 ma
by
Su Surut
PDF
Sk8 th
by
Su Surut
PDF
Sk7 bo
by
Su Surut
PDF
Sk7 en
by
Su Surut
PPTX
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต ตัวอังสนา
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
PDF
โครงร่างงานคอม
by
Su Surut
PPTX
โครงงานคอมพิวเตอร์ต่อ
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 49 สังคม ม 6
by
Su Surut
PPTX
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
Su Surut
DOC
โครงร่างงานคอม
by
Su Surut
PDF
Blog
by
Su Surut
PDF
โครงาน
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 49 สังคม
by
Su Surut
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต 5
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 50 สังคม ม 6
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 51 สังคม
by
Su Surut
Sk7 ma
by
Su Surut
Sk8 th
by
Su Surut
Sk7 bo
by
Su Surut
Sk7 en
by
Su Surut
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต ตัวอังสนา
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
โครงร่างงานคอม
by
Su Surut
โครงงานคอมพิวเตอร์ต่อ
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 49 สังคม ม 6
by
Su Surut
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
Su Surut
โครงร่างงานคอม
by
Su Surut
Blog
by
Su Surut
โครงาน
by
Su Surut
เฉลย O net 49 สังคม
by
Su Surut
Similar to i
PDF
นำเสนอประวัติการศึกษาของไทย
by
hall999
PPT
วิวัฒนาการการศึกษาไทย
by
naykulap
PDF
นำเสนอประวัติการศึกษาของไทย
by
hall999
PDF
การพัฒนาการศึกษาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
by
parimama2
PDF
02+hisp2+dltv54+แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินกับวันสำคัญ
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
02+hisp1+dltv54+แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินกับวันสำคัญ
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
ปฏิทินและวันสำคัญ ป.1-3+528+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
PPTX
ประวัติการศึกษา สมัยธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2311-2411)
by
hon9te
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินและวันสำคัญ+511+dltvhisp1+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
PPT
การนับเวลาทางประวัติศาสตร์.1
by
วรรณา ไชยศรี
PPTX
ประวัติและผลงาน 9 รัชกาลของไทย
by
Sukanda Panpetch
PPTX
วิวัฒนาการการศึกษาไทยและการศึกษาโลก
by
Chainarong Maharak
PPT
ประวัติการศึกษาไทย
by
Chalee Pop
DOCX
ชีวะพื้นฐาน ม.4 เทอม 1
by
Fay Wanida
PDF
02+hisp3+dltv54+แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินกับวันสำคัญ
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
ปฏิทินกับวันสำคัญ+545+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้เรือง ปฏิทินกับวันสำคัญ+528+dltvhisp2+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
ปฏิทินกับวันสำคัญ+511+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
แผนฯปฏิทินกับวันสำคัญ+545+dltvp3+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
บทที่ 3
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
นำเสนอประวัติการศึกษาของไทย
by
hall999
วิวัฒนาการการศึกษาไทย
by
naykulap
นำเสนอประวัติการศึกษาของไทย
by
hall999
การพัฒนาการศึกษาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
by
parimama2
02+hisp2+dltv54+แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินกับวันสำคัญ
by
Prachoom Rangkasikorn
02+hisp1+dltv54+แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินกับวันสำคัญ
by
Prachoom Rangkasikorn
ปฏิทินและวันสำคัญ ป.1-3+528+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
ประวัติการศึกษา สมัยธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2311-2411)
by
hon9te
แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินและวันสำคัญ+511+dltvhisp1+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
การนับเวลาทางประวัติศาสตร์.1
by
วรรณา ไชยศรี
ประวัติและผลงาน 9 รัชกาลของไทย
by
Sukanda Panpetch
วิวัฒนาการการศึกษาไทยและการศึกษาโลก
by
Chainarong Maharak
ประวัติการศึกษาไทย
by
Chalee Pop
ชีวะพื้นฐาน ม.4 เทอม 1
by
Fay Wanida
02+hisp3+dltv54+แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ปฏิทินกับวันสำคัญ
by
Prachoom Rangkasikorn
ปฏิทินกับวันสำคัญ+545+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
แผนการจัดการเรียนรู้เรือง ปฏิทินกับวันสำคัญ+528+dltvhisp2+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
ปฏิทินกับวันสำคัญ+511+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
แผนฯปฏิทินกับวันสำคัญ+545+dltvp3+T1 p1 3-his_01
by
Prachoom Rangkasikorn
บทที่ 3
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
More from Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 50 สังคม ม 6
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 49 สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 48 ภาษาไทย+ สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย Onet 50 สังคม
by
Su Surut
PPSX
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต 3
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 48 ภาษาไทย+ สังคม
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
Su Surut
PDF
เฉลย Onet 50 สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย Onet 50 สังคม
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 49 สังคม ม 6
by
Su Surut
PPSX
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 52 สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 52 สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 52 สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย Onet 51 สังคม
by
Su Surut
PDF
เฉลย O net 49 สังคม
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 48 สังคม ม 6
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 50 สังคม ม 6
by
Su Surut
เฉลย O net 49 สังคม
by
Su Surut
เฉลย O net 48 ภาษาไทย+ สังคม
by
Su Surut
เฉลย Onet 50 สังคม
by
Su Surut
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต 3
by
Su Surut
เฉลย O net 48 ภาษาไทย+ สังคม
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
Su Surut
เฉลย Onet 50 สังคม
by
Su Surut
เฉลย Onet 50 สังคม
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 49 สังคม ม 6
by
Su Surut
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
Su Surut
เฉลย O net 52 สังคม
by
Su Surut
เฉลย O net 52 สังคม
by
Su Surut
เฉลย O net 52 สังคม
by
Su Surut
เฉลย Onet 51 สังคม
by
Su Surut
เฉลย O net 49 สังคม
by
Su Surut
i
1.
(O-NET)
7.
ประวัติศาสตร์ไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นววรรณ วุฒฑะกุล ř.ความหมาย -
วิชาว่าด้วยเรืÉองราวเกีÉยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต ทัÊงความสําเร็จและความล้มเหลวรวมทัÊงสิÉง ทีÉมนุษย์ค้นคว้าและประดิษฐ์ขึÊน - ศึกษาโดยอาศัยร่องรอยและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึÉงนักประวัติศาสตร์ต้องใช้วิธีการทาง ประวัติศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้า โดยคํานึงถึงมิติเวลา และความสําคัญทีÉเรืÉองราวนัÊนๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สังคมอย่างไร Ś. วิธีการทางประวัติศาสตร์ - ตัÊงคําถาม / หัวข้อทีÉสนใจ - สํารวจเอกสาร - ตัÊงสมมติฐาน - ค้นคว้าข้อมูล – หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - วิเคราะห์ – ประเมินคุณค่าของหลักฐาน - การตีความ - การวิเคราะห์ การศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยวิธีทางประวัติศาสตร์ มีความสําคัญและเกิดประโยชน์ เพราะ - ทําให้การศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เป็นไปอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ - ทําให้ได้เรียนรู้ความเป็นมาและวิวัฒนาการของมนุษย์ในอดีต ประสบการณ์ของมนุษย์ใน ประวัติศาสตร์เป็นบ่อเกิดแห่งความรู้ของมนุษย์ในสมัยต่อมา - สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ทัÊงหมดในแง่ของเวลา บุคคล สถานทีÉ ฯลฯ - ช่วยรักษาความต่อเนืÉองของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต - ทําให้มีความรู้ความเข้าใจเกีÉยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างมีเหตุผล มองเห็นคุณค่า ของมนุษย์ทีÉสร้างความเจริญด้านต่างๆแก่สังคม - สามารถใช้เป็นบทเรียน หรือ แบบอย่างในการแก้ปัญหา และ ในการประพฤติของคนในสังคมตาม วิถีทางทีÉถูกต้อง ทําให้มนุษย์มีวิวัฒนาการตามแนวทางทีÉเหมาะสม - ทําให้ผู้ศึกษามีความเฉลียวฉลาดขึÊน สามารถนําความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทัÊงปัจจุบันและ อนาคต ś. การศึกษาประวัติศาสตร์ - แบ่งตามยุคสมัย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ ฯลฯ - แบ่งตามขอบเขต เช่น ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์สากล ประวัติศาสตร์ท้องถิÉน ฯลฯ 1
8.
- แบ่งตามด้านต่าง ๆ
เช่นประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์สังคม ฯลฯ - แบ่งตามภูมิศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์เอเชีย ประวัติศาสตร์อเมริกา ฯลฯ Ŝ. หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - จําแนกตามความสําคัญ ได้แก่ หลักฐานขัÊนต้นหรือปฐมภูมิ หลักฐานชัÊนรองหรือทุติยภูมิ - จําแนกตามหลักฐานลักษณะ ได้แก่ หลักฐานลายลักษณ์อักษร และหลักฐานทีÉไม่เป็นลายลักษณ์ อักษร ŝ.การแบ่งยุคสมัย - การนับศักราชแบบไทย พ.ศ. นับเมืÉอพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ( พ.ศ. – ŝŜś = ค.ศ.) ม.ศ. ไทยได้รับจากอินเดียโดยผ่านขอม ( ม.ศ. – ŞŚř = พ.ศ.) จ.ศ. แพร่หลายอาณาจักรล้านนาใช้จดในจารึกตํานาน พระราชพงศาวดาร เอกสาร ทางราชการ จดหมายเหตุ ( จ.ศ. + řřŠř = พ.ศ.) ร.ศ. เริÉมนับเมืÉอตัÊงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ( ร.ศ. + ŚśŚŜ = พ.ศ.) - การนับศักราชแบบสากล ค.ศ. นับตัÊงแต่วันทีÉพระเยซูประสูติ ( ค.ศ. + ŝŜś = พ.ศ.) ฮ.ศ. นับตัÊงแต่ปีทีÉนบีมูฮําหมัดหนีออกจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมะดินา ( ฮ.ศ. + řřŚŚ = พ.ศ.) ř. สภาพสังคมไทย การจัดระเบียบทางสังคมไทย สมัยอยุธยา การจัดลําดับชัÊนในสังคมชัดเจนขึÊน โดยจัดลําดับชัÊนตาม “ระบบศักดินา” - ศักดินาเป็นเครืÉองกําหนดฐานะของคนในสังคม หรือ การแบ่งลําดับชนชัÊนในสังคม - เป็นเครืÉองกําหนดจํานวนไพร่พลทีÉสังกัดมูลนาย หรือ ความพยายามควบคุมกําลังคนให้รวมเป็นกลุ่ม เพืÉอสะดวกในการเกณฑ์แรงงานไปใช้ประโยชน์ - กําหนดบทบาท สิทธิ และหน้าทีÉของคนในสังคมมากน้อยต่างกันขึÊนอยู่กับตําแหน่ง บรรดาศักดิÍและ ราชทินนาม โดยถือตามกฎหมายทีÉประกาศใช้ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ คือ “พระไอยการ ตําแหน่งนาพลเรือนและพระไอยการตําแหน่งนาทหารหัวเมือง” เพืÉอให้ระบบศักดินารัดกุมและมัÉนคง ขึÊน กฎหมายฉบับนีÊกําหนดให้ทุกคนมีศักดินาเพืÉอกําหนดหน้าทีÉทีÉมีต่อรัฐตามชาติกําเนิด ศักดินาจึง ครอบคลุมถึงระบบการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการจัดระเบียบคนในสังคม - เป็นสิÉงกําหนดการลงโทษความผิดทางกฎหมาย เรียกว่า การปรับไหม หรือกําหนดการใช้เครืÉองยศ ของชนชัÊนสูง - ศักดินาจึงครอบคลุมทัÊงระบบการปกครอง เศรษฐกิจ การจัดระเบียบของคนในสังคมและวัฒนธรรม 2
9.
การควบคุมกําลังคนเช่นนีÊทําให้สังคมคงอยู่ได้เพราะมีลักษณะ Ś ประเภท
คือ ř .ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ Ś. อิทธิพลจากพระพุทธศาสนา การเลืÉอนฐานะของคนในสังคม ř. บวช Ś. ทําความดีความชอบทางราชการ ś. ทาสสามารถไถ่ตนเองได้ การเลิกไพร่ – ทาส สาเหตุ ř. เพืÉอสร้างความมัÉนคงแก่ราชบัลลังก์ เพืÉอรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คือ สถาบันกษัตริย์ ซึÉงนํามาซึÉง ความเป็นเอกภาพและความเป็นเอกราชของชาติ Ś. ความจําเป็นทีÉต้องการแรงงานเพืÉอทํานา รัฐบาลส่งเสริมการปลูกข้าว เพราะเป็นสินค้าทีÉต้องการ ของตลาดโลก ś. ป้ องกันลัทธิจักรวรรดินิยม พ.ร.บ. เกณฑ์ทหาร พ.ศ. ŚŜŜŠ ชายฉกรรจ์ อายุ řŠ ปี รับราชการ Ś ปี ปลดเป็นกองหนุน พ.ร.บ. พิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไทย พ.ศ. ŚŜřş พ.ร.บ. ทาส พ.ศ. ŚŜŜŠ ยกเลิกทาส ผลจากการเลิกไพร่ – ทาส ř. ไพร่และทาสเปลีÉยนฐานะมาเป็นชาวไร่ ชาวนา และกรรมกรในสังคมสมัยใหม่ ขุนนางก็กลายเป็น นายทุนทีÉดิน Ś. คนไทยมีความเสมอภาค เป็นเสรีชน ซึÉงเป็นรากฐานการปรับปรุงประเทศสมัยใหม่ ś. อํานาจทางการเมืองของกษัตริย์มัÉนคงขึÊน การจัดการศึกษา การติดต่อกับตะวันตกทําให้ชนชัÊนนําเห็นความสําคัญของวิทยาการและเทคโนโลยีจากตะวันตก จึงต้องจัดการศึกษาแบบตะวันตก จุดประสงค์ของการจัดการศึกษาแบบตะวันตก เพืÉอผลิตบุคลากรเข้ารับ ราชการและสามัญชนมีสิทธิเลืÉอนฐานะในสังคมของตนได้ อันเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ในสังคม ซึÉงเป็นเหตุให้ ขุนนางเสืÉอมอิทธิพล สามัญชนรุ่นใหม่หรือปัญญาชนกลุ่มนีÊจะเป็นผู้ทีÉมีบทบาทในสังคมสูงต่อมาทัÊงฝ่ายทหาร และพลเรือนในฐานะ “ผู้นําใหม่” ดังเช่น กลุ่มผู้นําในการกบฏ ร.ศ. řśŘ ผู้นําในกลุ่มคณะราษฎร์ทีÉทําการ เปลีÉยนแปลงการปกครองเมืÉอวันทีÉ ŚŜ มิถุนายน พ.ศ. ŚŜşŝ 3
10.
รัชกาลทีÉ ŝ ทรงจัดการศึกษาโดย -
ตัÊงโรงเรียนหลวง เมืÉอ พ.ศ. ŚŜřŜ และโรงเรียนสําหรับสามัญชน เพืÉอให้สามัญชนมีโอกาสรับ การศึกษาเล่าเรียน คือ “โรงเรียนวัดมหรรณพาราม” พ.ศ. ŚŜśŘ ตัÊงกรมศึกษาธิการดูแลด้าน การศึกษา - จัดการศึกษาเฉพาะ เช่นโรงเรียนแพทย์ กฎหมาย ทหาร ฯลฯ - พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงให้แก่ผู้ศึกษาดีและสามารถสอบชิงทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ รัชกาลทีÉ Ş - ทรงตัÊงสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมืÉอ พ.ศ. ŚŜŝš - ทรงประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ŚŜŞŜ ทําให้เด็กทัÊงหญิงและชายเข้ารับการศึกษาเท่า เทียมกัน หลังการเปลีÉยนแปลงการปกครอง ขยายการศึกษาไปสู่ชนบทอย่างทัÉวถึง ตัÊงมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. ŚŜşş เพืÉอเป็นตลาดวิชาขยายโอกาสทางการศึกษา และเผยแพร่ ความรู้ระบอบประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนและก่อตัÊงมหาวิทยาลัยในภูมิภาค Ś. สภาพการเมืองการปกครองของไทย การปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ŚŜśŝ สาเหตุ - ความเสืÉอมของระบบศักดินา ระบบมูลนาย ทําให้กษัตริย์ไม่สามารถควบคุมกําลังคนได้อย่างแท้จริง กลายเป็นขุนนางทีÉมีอํานาจในการควบคุมกําลังคน - ความซํÊาซ้อนและความเลืÉอมลํÊาของการบริหารฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ทําให้มีการก้าวก่ายในการ ปฏิบัติราชการ - ภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยม ในสมัยรัชกาลทีÉ Ŝ ไทยต้องยอมรับรองสิทธิของฝรัÉงเหนือดินแดน ของเขมรส่วนนอกและฝรัÉงเศสไม่ต้องรับรู้สิทธิของไทยเหนือเขมร สมัยรัชกาลทีÉ ŝ ไทยต้องสูญเสีย ดินแดนให้แกฝรัÉงเศสถึง Ŝ ครัÊง ได้แก่ พ.ศ. ŚŜśř สูญเสียแคว้นสิบสองจุไทย วิกฤตการณ์ ร.ศ. řřŚ เสียดินแดนฝัÉงซ้ายแม่นํÊาโขง พ.ศ. ŚŜŜŞ เสียฝัÉงขวาแม่นํÊาโขง พ.ศ. ŚŜŜš เสียเขมรส่วนใน พ.ศ. ŚŜŝř เสียดินแดนหัวเมืองมลายูให้แก่อังกฤษ 4
11.
การปฏิรูปการปกครองทีÉสําคัญ ได้แก่ แบ่งการปฏิรูปออกเป็น ส่วนกลาง
ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิÉน การปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง การปฏิรูปการปกครองส่วน ภูมิภาค การปฏิรูปการปกครองส่วน ท้องถิÉน ř. จัดรูปแบบบริหารราชการเป็น ระบบกระทรวงจํานวน řŚ กระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงธรรม การ ฯลฯ เสนาบดี กระทรวงส่วน ใหญ่เป็นเชืÊอพระวงศ์ทําให้ขุนนาง ถูกลดบทบาทและเสืÉอมอํานาจ Ś. ตัÊงสภาทีÉปรึกษาราชการแผ่นดิน เพืÉอทําหน้าทีÉเป็นทีÉปรึกษาราชการ แผ่นดินและสภาทีÉปรึกษาส่วน พระองค์ เพืÉอสอบถามการงานและ ปรึกษาเรืÉองราวบางประการทีÉทรงมี พระราชดําริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็น กลุ่มสยามหนุ่ม ซึÉงเป็นคนรุ่นใหม่ทีÉ ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนาง ś. ตัÊงตําแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพืÉอ กําหนดผู้ทีÉจะขึÊนครองราชย์ ผล ขุนนางถูกลดอํานาจ รัชกาลทีÉ Ŝ ทรงควบคุมการบริหารประเทศ ř . จั ด ตัÊง ร ะ บ บ ม ณ ฑ ล เทศาภิบาลเพืÉอสร้างความ เป็นเอกภาพทางการปกครอง และการดูแลหัวเมืองอย่าง ใกล้ชิด ยกเลิก เมืองเอก โท ต รี หั ว เ มื อ ง ชัÊ น ใ น เมื อง ปร ะเ ทศ รา ชแ ละ เปลีÉยนเป็นมณฑล Ś. ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาล มาดูเป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาล จากส่วนกลาง ś. ให้สิทธิแก่ราษฎรในการ เลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครัÊง แรก พ.ศ. ŚŜśŝ โปรด ฯ ให้มี การทดลองเลือกตัÊงกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ทีÉ อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา ถือเป็น รากฐานของการบริหารการ ปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่ ผล สามารถสกัดกัÊนภัยจาก ลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับ การต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงีÊยวเมืองแพร่ทาง ภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนใน ภาคใต้ ř. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนใน การบริหารท้องถิÉนของตนเองโดย การจัดตัÊงสุขาภิบาล ซึÉงราษฎรมี ส่วนร่วมในการรักษาความสะอาด และรักษาสาธารณะสมบัติ ถนน หนทาง การเก็บภาษีเพืÉอนําเงิน มาบํารุงท้องถิÉนของตน พ.ศ. ŚŜŜŘ จัดตัÊงสุขาภิบาล กรุงเทพ ฯ พ.ศ. ŚŜŜŠ จัดตัÊง สุขาภิบาลหัวเมืองทีÉ ต. ท่าฉลอม จ. สมุทรปราการเป็นครัÊงแรก ผล เป็นการฝึกฝนให้ราษฎรได้มี โอกาสเรียนรู้การปกครองในระดับ ท้องถิÉนและบริหารงานเพืÉอเป็น ประโยชน์ของชุมชนอย่างมี ประสิทธิภาพ 5
12.
ผลการปฏิรูปการปกครองในรัชกาลทีÉ ŝ 1. สิÊนสุดรูปแบบปกครองทีÉไทยเคยใช้มาหลายร้อยปี
เปลีÉยนเป็นรูปแบบการปกครองตามแบบ ตะวันตก ส่งผลต่อความเป็นเอกภาพทางการปกครอง ทําให้พลเมืองมีความผูกพันกับรัฐบาลและ รู้สึกเป็นอันหนึÉงอันเดียวกัน นําไปสู่ความเป็นรัฐชาติ 2. เกิดการรวมศูนย์กลางอํานาจมาไว้ทีÉสถาบันกษัตริย์ ทําให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอํานาจอย่าง แท้จริงทัÊงในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ขุนนางถูกลดบทบาทและเสืÉอมอํานาจ ś. สามารถป้ องกันภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม การเมืองสมัยรัชกาลทีÉ Ş สาเหตุการปฏิวัติเปลีÉยนแปลงการปกครอง ร.ศ. řśŘ ( พ.ศ. ŚŝśŜ ) 1. เนืÉองจากนายทหารสมาชิกของขบวนการ ร.ศ. řśŘ สําเร็จการศึกษาตามระบบการศึกษาสมัยใหม่ รวมถึงได้รับอิทธิพลจากปัญญาชนหัวก้าวหน้าของไทย เช่น ก.ศ.ร. กุหลาบ และ เทียนวรรณ ทําให้ นายทหารกลุ่มนีÊซึÉงมีหัวหน้า คือ ขุนทวยหาญพิทักษ์ ร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ เคลืÉอนไหวทาง การเมือง Ś. ความไม่พอใจในพระราชกรณียกิจของรัชกาลทีÉ Ş ś. วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ การคลัง การผลิตข้าวและความยากจนของชาวนาขบวนการ ร.ศ. řśŘ ประสบความล้มเหลว รัชกาลทีÉ Ş ทรงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานอภัยโทษให้ จากโทษประหารชีวิต ลดเหลือจําคุกตลอดชีวิตรัชกาลทีÉ Ş ทรงพยายามพัฒนาความรู้ความคิดของพลเมืองให้มากขึÊน เช่น การตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ŚŜŞŜ และการให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ความคิดเห็นแก่วงการหนังสือพิมพ์ ตลอดจนทรงเห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยในประเทศ ไทย ควรจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพราะชาวไทยยังไม่พร้อมทีÉจะรับระบอบนีÊเพราะเป็น ของใหม่ ทรงมีพระราชดําริทีÉจะสอนระบอบประชาธิปไตยแก่ขุนนางและข้าราชการก่อน จึงทรง จัดตัÊงดุสิตธานีลักษณะเป็นเมืองประชาธิปไตยในบริเวณพระราชวังดุสิต เพืÉอฝึกให้ขุนนางและ ข้าราชการทดลองปกครองและบริหารราชการท้องถิÉน ทีÉเรียกว่าเทศบาล การเมืองการปกครองสมัยรัชกาลทีÉ ş เมืÉอพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึÊนครองราชย์มีการตัÊงอภิรัฐมนตรีเป็นทีÉปรึกษาราชการ แผ่นดินทางด้านการเมืองทีÉอํานาจการปกครองตกอยู่ในหมู่พระราชวงศ์ ทําให้กลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ ๆ ทีÉจบ การศึกษาจากต่างประเทศไม่พอใจ และปัญหาทางสังคมได้แก่ ปัญหาทางชนชัÊน รัชกาลทีÉ ş ทรงมีแผนการทีÉจะพระราชทานรัฐธรรมนูญถึง Ś ฉบับ คือ ฉบับทีÉ ř คือ ร่างรัฐธรรมนูญของพระยากัลยาณไมตรี ( Dr.Francis B. Sayre) พ.ศ. ŚŜŞš ฉบับทีÉ Ś มีชืÉอว่า An Outline of Changes in the Form of Government นายเรมอนด์ บี, สตีเวนส์ 6
13.
ทีÉปรึกษากระทรวงการต่างประเทศและพระยาศรีวิศาลวาจา ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศเป็น ผู้ร่าง สาเหตุการเปลีÉยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.
Śŝşŝ สรุปได้ดังนีÊ ř. ความเสืÉอมศรัทธาการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ Ś. ประชาชนบางส่วนได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ś. อิทธิพลของสืÉอมวลชน Ŝ. เกิดภาวะเศรษฐกิจตกตํÉาภายในประเทศ ŚŜ มิถุนายน พ.ศ. ŚŜşŝ การเปลีÉยนแปลงการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ ระบอบประชาธิปไตย สาเหตุ ř. ความก้าวหน้าทางการศึกษาและการได้รับความคิดทางการเมืองแบบ ประชาธิปไตย ทําให้สามัญชนมีโอกาสเท่าเทียมกับชนชัÊนสูงในการได้รับ การศึกษาตัÊงแต่รัชกาลทีÉ ŝ เป็นต้นมา Ś. แบบอย่างการปฏิวัติของประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย เช่น ญีÉปุ่น เปอร์เซีย ตุรกี และจีน ś. ความไม่พอใจของปัญญาชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกตํÉาของรัฐบาลใน สมัยรัชกาลทีÉ ş แม้รัชกาลทีÉ ş ทรงแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การตัด งบประมาณรายจ่ายส่วนพระองค์ และส่วนราชการ การปลดข้าราชการออกจาก ตําแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ คณะราษฎร กลุ่มปัญญาชนซึÉงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ทัÊงฝ่ายพลเรือน ซึÉงมี ผู้นํา คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ และร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ฝ่ายทหาร ซึÉงมีผู้นํา คือพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช พันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ พันตรีหลวงพิบูลสงคราม รวมกลุ่มเรียกว่า “คณะราษฎร” เพืÉอทําการเปลีÉยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คณะราษฎร ดําเนินการยึดอํานาจเปลีÉยนแปลงการปกครองได้สําเร็จในวันทีÉ ŚŜ มิถุนายน ŚŜşŝ กบฏบวรเดช พ.ศ. ŚŜşŞ หลังการเปลีÉยนแปลงไม่นาน “คณะกู้บ้านเมือง” นําโดย พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชได้เรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศตามครรลองของระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ทัÊงนีÊเนืÉองจากภายหลังการเปลีÉยนแปลงการปกครองไม่นาน ก็เกิดปัญหาความ 7
14.
ขัดแย้งระหว่างคณะราษฎร์กับรัชกาลทีÉ ş ได้แก่ความขัดแย้งเรืÉองเค้าโครง เศรษฐกิจ
อันนําไปสู่การรัฐประหาร วันทีÉ ŚŘ มิถุนายน ŚŜşŝ และกบฏบวรเดช ซึÉงกบฏบวรเดชนําไปสู่การสู้รบระหว่างฝ่ายกู้บ้านเมืองอย่างรุนแรง ระหว่างวันทีÉ řř – ŚŜ ตุลาคม พ.ศ. ŚŜşŞ ซึÉงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายกู้บ้านเมือง พลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดชเสด็จลีÊภัยไปต่างประเทศท้ายสุดเป็น เหตุการณ์หนึÉงซึÉงนําไปสู่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม คณะราษฎรได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( ปรีดี พนมยงค์ ) ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ เพืÉอ คณะราษฎรจะได้นํามาใช้ในการพิจารณาวางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็นําไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มผู้นําคณะราษฎรด้วยกันเอง ดังนีÊ รัฐบาลจะบังคับเอาทีÉดินทัÊงหมดของคณะราษฎรทัÊงหมดโดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นพันธบัตรรัฐบาล ซึÉงทําให้คณะราษฎรแตกความคิดเห็นออกเป็น Ś ฝ่าย คือ ฝ่ายทีÉเห็นว่ามีความคิดเห็นโน้มเอียงไป ทางระบอบคอมมิวนิสต์ นําโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา กับฝ่ายทีÉเห็นด้วยกับแนวคิดนีÊได้แก่ กลุ่มคนรุ่นใหม่ทัÊงฝ่ายทหารและพลเรือน สําหรับรัชกาลทีÉ ş ทรงมีพระราชวินิจฉัยไม่เห็นด้วย เพราะทรงเห็นว่าเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าวลิดรอนเสรีภาพของประชาชน ผลจากเรืÉองนีÊทําให้ รัฐบาลตราพระราชบัญญัติทีÉว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ŚŜşŞ และหลวงประดิษฐ์มนูธรรมต้อง เดินทางออกนอกประเทศ วันทีÉ Ś มีนาคม พ.ศ. ŚŜşş พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติ เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ คณะราษฎร อันมีสาเหตุเนืÉองจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างขุนนางเก่ากับคณะราษฎร แม้ว่าพระองค์จะทรงวางพระองค์เป็นกลางแต่คณะราษฎรก็เข้าใจว่าทรงสนับสนุนกลุ่มขุนนาง โดยเฉพาะเหตุการณ์กบฏบวรเดช เมืÉอเสด็จไปรักษาพระองค์ทีÉประเทศอังกฤษ ระหว่างนัÊนทรงได้ มีพระบรมราชวินิจฉัยในเรืÉองต่าง ๆ หลายเรืÉองทีÉขัดแย้งกับรัฐบาล ได้แก่ ทรงขอให้รัฐบาลแต่งตัÊง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภททีÉ Ś ตามรัฐธรรมนูญ โดยคํานึงถึงคุณวุฒิและความเหมาะสม ให้รัฐบาลดําเนินการอภัยโทษนักการเมืองทีÉถูกลงโทษเพราะความขัดแย้งทางการเมือง ปรากฏว่า รัฐบาลปฏิเสธพระราชประสงค์ ดังนัÊน วันทีÉ Ś มีนาคม ŚŜşş พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศสละราชสมบัติ การเมืองการปกครองของไทยหลังการเปลีÉยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ŚŜşŝ คณะราษฎรประกาศหลัก Ş ประการ เพืÉอการบริหารประเทศ คือรักษาเอกราช การเมือง เศรษฐกิจและศาล รักษาความปลอดภัยภายในประเทศ การกินดีอยู่ดีของราษฎรให้เสมอภาค 8
15.
เสรีภาพแก่ราษฎร และให้การศึกษาแก่ราษฎรอย่างเต็มทีÉ แต่เป็นทีÉน่าเสียดายว่าหลังการ เปลีÉยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. ŚŜşŝ เป็นต้นมา ระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องประสบปัญหา ทางการเมืองบ่อยครัÊง มีการปฏิวัติ รัฐประหาร และการเข้ายึดอํานาจการปกครองโดยฝ่ายทหาร ตัÊงแต่ พ.ศ. ŚŜşŞ จนถึง พ.ศ. ŚŝśŜ สาเหตุสืบเนืÉองมาจากคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดอุดมการณ์ และมีวิถีชีวิตทีÉไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดติดกับวิถีชีวิต ความเชืÉอแบบดัÊงเดิม แต่ประการสําคัญทีÉสุดเกิดจากความขัดแย้งทางความคิดระหว่างผู้นําทาง การเมือง ทําให้ฝ่ายทหารมักประสบความสําเร็จในการยึดอํานาจการปกครองโดยเริÉมตัÊงแต่ - ความขัดแย้งในกลุ่มคณะราษฎรระหว่างหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในทีÉสุดจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประสบความสําเร็จในการยึดอํานาจการปกครอง - จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปกครองประเทศในระบอบอํานาจนิยมจนถึงปลายสงครามโลก ครัÊงทีÉ Ś จึงถูกสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศบีบบังคับให้หลุดจากตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี ระหว่าง พ.ศ. ŚŜŠş – ŚŜšŘ ประเทศไทยมีรัฐบาลพลเรือนถึง Ş ชุด รัฐประหาร ŚŜšŘ ทําให้จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับเข้ามามีอํานาจอีก แต่ใน พ.ศ. ŚŝŘŘ ก็ ถูกจอมพลสฤษดิÍ ธนรัชต์ ปฏิวัติยึดอํานาจ - จอมพลสฤษดิÍ ธนรัชต์ ทํารัฐประหารครัÊงทีÉ Ś พ.ศ. ŚŝŘŘ โดยมีเหตุจากภัยคุกคามของ คอมมิวนิสต์ นายกรัฐมนตรีและดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดทัÊงนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ความเด็ดขาดในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองพยายามเรียกร้อง ศรัทธาและการยอมรับจากประชาชน โดยการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์การประกาศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ย้อนกลับไปสู่การปกครองสมัยสุโขทัยแบบพ่อปกครองลูกมา ประยุกต์ใช้ - วันมหาวิปโยค řŜ ตุลาคม ŚŝřŞ ประชาชน ซึÉงนําโดยนิสิตนักศึกษา ลุกฮือเพืÉอต่อต้านเผด็จ การทหาร ทําให้จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนัÊนลาออกจากตําแหน่งและ พรรคพวกต้องลีÊภัยไปต่างประเทศ ทําให้ประเทศไทยกลับมามีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. Śŝřş ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเป็นประชาธิปไตยมากทีÉสุด ฉบับหนึÉง - เหตุการณ์ Ş ตุลาคม Śŝřš เกิดจากการกวาดล้างนิสิต นักศึกษา ทีÉถูกมองว่าได้รับการ สนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทําให้มีการปราบปรามนิสิต นักศึกษาอย่าง รุนแรง ทําให้นิสิต นักศึกษาจํานวนมากหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ระหว่าง พ.ศ. Śŝřš – ŚŝŚŘ จึงเป็นยุคของการเผด็จการยึดอํานาจนิยมอีกครัÊง - รัฐประหาร พ.ศ. ŚŝŚŘ เป็นต้นมา มีความพยายามทีÉจะเสริมสร้างและพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตย ในสมัยนายกรัฐมนตรีพลเอกเกรียงศักดิÍ ชมะนันท์ รัฐบาลพลเอกเปรม 9
16.
ติณสูลานนท์ พ.ศ. Śŝśř
จัดให้มีการเลือกตัÊงพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่วันทีÉ Śś กุมภาพันธ์ ŚŝśŜ ถูกคณะผู้รักษาความสงบแห่งชาติ ( ร.ส.ช. ) ยึดอํานาจ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วันทีÉ řş พฤษภาคม Śŝśŝ เพืÉอต่อต้านการเป็นนายกรัฐมนตรีทีÉไม่ ได้มาจากการเลือกตัÊงของพลเอกสุจินดา คราประยูร ทําให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็น นายกรัฐมนตรีอีกครัÊงและจัดให้มีการเลือกตัÊง พ.ศ. Śŝśŝ นายชวน หลีกภัย เป็ น นายกรัฐมนตรี ต่อด้วยการเลือกตัÊงครัÊงต่อมา นายบรรหาร ศิลปะอาชา และพลเอกชวลิต ยง ใจยุทธ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายชวน หลีกภัย ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยทีÉ Ś - รัฐธรรมนูญ ฉบับทีÉ řŞ ( พ.ศ. ŚŝŜŘ ) ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญทีÉมาจากความต้องการของ ประชาชนอีกฉบับหนึÉง กําหนดให้มีการเลือกตัÊง เมืÉอ พ.ศ. ŚŝŜŜ ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในการจัดตัÊงรัฐบาลจนครบวาระ Ŝ ปี และได้รับคะแนนกลับมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระ แต่เกิดปัญหาด้านทุจริต คอรัปชัÉนตลอดจนวิกฤตศรัทธาด้านจริยธรรมของผู้นํา จึงต้องจัดให้มีการเลือกตัÊงใหม่ รัฐนิยม พันเอกหลวงพิบูลสงครามดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เมืÉอวันทีÉ řŞ ธันวาคม พ.ศ. ŚŜŠř รัฐบาลพันเอก หลวงพิบูลสงครามได้ประกาศใช้รัฐนิยมจํานวน řŚ ฉบับ ในการบริหารประเทศตามนโยบายสร้างชาติ ระหว่าง เดือนมิถุนายน พ.ศ. ŚŜŠŚ ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ŚŜŠŝ รัฐนิยมเปรียบเสมือน “ประเพณีนิยมประจําชาติ” ใน พ.ศ. ŚŜŠŝ รัฐบาลได้ประกาศพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงมีการจัดตัÊงสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็น หน่วยงานเพืÉอปฏิบัติหน้าทีÉตามนโยบายสร้างชาติด้านวัฒนธรรม คือการอบรมสัÉงสอนและปลูกฝังความรักชาติ ร่วมทัÊงการกล่อมเกลาด้านวัฒนธรรมแก้ประชาชนด้วย รัฐนิยมทีÉประกาศใช้ทีÉสําคัญ ได้แก่การเปลีÉยนชืÉอจาก ประเทศสยามเป็นประเทศไทยการสงวนอาชีพสําหรับคนไทย การชักชวนชาวไทยให้ร่วมมือกันสร้างชาติ เป็นต้น ไทยกับสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś วันทีÉ Š ธันวาคม พ.ศ. ŚŜŠŜ ญีÉปุ่นยกพลขึÊนบกทีÉประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆ เช่นทีÉสงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ เกิดการปะทะกันระหว่างทหารและตํารวจไทยกับทหารญีÉปุ่ น มี ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทําให้รัฐบาลต้องยอมจํานนต่อญีÉปุ่นในวันนัÊนและทําสัญญาเป็นพันธมิตรกับญีÉปุ่น ในช่วงสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś เรียกว่า “กติกาสัญญาพันธมิตรระหว่างไทยกับญีÉปุ่น” เพืÉอประโยชน์แก่ประเทศชาติ ในสถานการณ์คับขัน ในทีÉสุดวันทีÉ Śŝ มกราคม พ.ศ. ŚŜŠŝ รัฐบาลไทยประกาศเข้าร่วมสงครามโดยเป็น พันธมิตรกับญีÉปุ่น เพืÉอให้ความร่วมมือกับญีÉปุ่นทางด้านการทหารและยุทธปัจจัย มีการจัดตัÊงคณะกรรมการผสม ประสานงานไทย – ญีÉปุ่น เพืÉอสร้างทางรถไฟสายมรณะ เชืÉอมจากไทยไปสู่พม่า นอกจากนัÊนแล้ว ไทยกับญีÉปุ่น ยังทําสนธิสัญญาว่าด้วยอาณาเขตประเทศไทยใน”มาลัยและภูมิภาคฉาน” ทําให้ไทยได้รับมอบคืนดินแดนทีÉเสีย ไปตัÊงแต่รัชกาลทีÉ ŝ กลับคืนมา คือเมืองเชียงตุง และเมืองม่าน ในพม่า ดินแดนกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะ 10
17.
ลิส ของมลายู นอกจากนัÊนแล้วไทยกับญีÉปุ่นยังร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจอืÉนๆ
เช่น การค้าขาย การทีÉรัฐบาลไทย ให้กองทัพญีÉปุ่นกู้เงิน ตลอดจนความร่วมมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมซึÉงกันและกัน ขบวนการเสรีไทย ระหว่างทีÉรัฐบาลให้ความร่วมมือกับรัฐบาลญีÉปุ่นในสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś นายปรีดี พนมยงค์ หนึÉงในผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ไม่เห็นด้วยกับการกระทําของรัฐบาล ไทย จึงดําเนินการก่อตัÊงขบวนการเสรีไทย เพืÉอต่อต้านญีÉปุ่นทัÊงภายในและภายนอกประเทศ โดยภายในประเทศ มีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นํา ซึÉงประสานการทํางานร่วมกับเสรีไทยทีÉก่อตัÊงขึÊนในอังกฤษและอเมริกา โดยมี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจําวอชิงตันเป็นผู้นํา และได้รับความร่วมมือจาก นักศึกษาและคนไทยทัÊงในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ วัตถุประสงค์ของขบวนการคือ ให้ความร่วมมือกับฝ่าย สัมพันธมิตรในการปฏิบัติการสืบราชการลับในประเทศไทย เพืÉอทีÉจะปลดปล่อยไทยให้เป็นอิสระจากญีÉปุ่น โดย ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ต่อมาภายหลังสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś ยุติบทบาทของขบวนการเสรีไทย มีส่วนร่วมอย่างมากในการช่วยผ่อนปรนและคลีÉคลายสถานภาพของประเทศไทยหลังสงคราม มิให้อยู่ในฐานะ ประเทศผู้แพ้สงคราม ทําให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ś. สภาพเศรษฐกิจไทย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนัÉงเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลีÉยนแปลงทีÉสําคัญ คือ 1. การเปลีÉยนแปลงทางการค้า นําไปสู่การลงนามสนธิสัญญาเบอร์นี ( พ.ศ. ŚśŞš ) ไทยเก็บภาษีขา เข้าได้วาละ ř,ŝŘŘ บาท และ ř,şŘŘ บาท 2. การอพยพเข้ามาของคนจีน ทําให้เกิดพ่อค้าคนกลาง มีการนําสินค้าอุปโภคบริโภคไปแลกกับ สินค้า และผลผลิตการเกษตรหรือทํางานกับกรมพระคลังสินค้า ทัÊงนีÊเพราะคนจีนเป็นอิสระจาก การควบคุม กําลังคนในระบบไพร่ จึงสามารถประกอบอาชีพการค้าและสะสมเงินทุน 3. การเปลีÉยนแปลงการจัดเก็บภาษีอากร เป็นระบบเจ้าภาษีนายอากร รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การค้าระหว่างไทยกับตะวันตกประสบปัญหา คือ 1. ชาวตะวันตกประสบความยุ่งยากในการติดต่อค้าขายกับคนไทย เพราะ 1.1 การค้ากับไทยเป็นการค้าผูกขาดโดยพระคลังสินค้า ซึÉงทําให้ไม่สะดวกในการติดต่อซืÊอขาย สินค้า เพราะต้องซืÊอขายผ่านพระคลังสินค้าเท่านัÊน 1.2 อัตราภาษีอากรขาเข้าและขาออกของไทยมีอัตราไม่แน่นอนและใช้วิธีเลือกปฏิบัติทีÉไม่เท่า เทียมกัน 1.3 รัฐบาลไทยใช้สิทธิเลือกซืÊอก่อน โดยบังคับซืÊอในราคาตํÉา ทีÉเหลือจึงนําไปขายได้ 11
18.
2. ชนชัÊนสูงของไทยเป็นกลุ่มคนทีÉผูกขาดการค้าต่างประเทศเอาไว้โดยร่วมมือกับชาวจีน และ หวาดระแวงท่าทีของชาวตะวันตก
เมืÉอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึÊนครองราชย์ สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศเปลีÉยนแปลงไปมาก จีนแพ้อังกฤษในสงครามฝิÉน พม่าเสีย ดินแดนให้แก่อังกฤษ รัชกาลทีÉ Ŝ ทรงตระหนักดีว่า ชาวตะวันตกต้องการให้ไทยเปลีÉยนระบบ การค้าผูกขาดเป็นการค้าแบบเสรี ดังนัÊน เมืÉอเซอร์ จอห์น เบาว์ริÉง ขอแก้สัญญาทางการค้า รัชกาล ทีÉ Ŝ จึงยอมผ่อนปรนทัÊงทีÉไทยเสียเปรียบทุกข้อ แต่เพืÉอรักษาความเป็นอยู่ของชาติ จึงมีการลงนาม ในสนธิสัญญาเบาว์ริÉง ( พ.ศ. ŚśšŠ ) ซึÉงมีสาระสําคัญ ดังนีÊ ř. ยกเลิกการค้าผูกขาดเป็นการค้าเสรี Ś. ยกเลิกภาษีปากเรือ ให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราร้อยละ ś ś. อนุญาตให้ข้าวเป็นสินค้าออก และอนุญาตให้นําฝิÉนเข้ามาจําหน่ายแก่เจ้าภาษีฝิÉน Ŝ. ไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ŝ. ไม่มีการกําหนดอายุสิÊนสุดของสัญญา นอกจากนีÊหากมีการยกเลิกหรือแก้ไขสนธิสัญญาฉบับนีÊจะกระทําได้ต่อเมืÉอคู่สัญญายินยอมและ กระทําได้ภายหลังลงนามแล้ว řŘ ปี สนธิสัญญาฉบับนีÊยังเป็นแบบให้ชาติอืÉนเข้ามาทําสัญญาใน ลักษณะนีÊซึÉงได้สร้างปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวแก่รัฐบาลไทย เพราะก่อให้เกิดการเปลีÉยนแปลง ทางเศรษฐกิจไทยไปเป็นเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรมไทยสมัยใหม่ในเวลาต่อมา คือ 1. ใช้วิธีการค้าแบบเสรี กรมพระคลังสินค้าถูกยกเลิก ทําให้การค้าและระบบเศรษฐกิจของไทย ขยายตัว 2. นําไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราและการเปลีÉยนแปลงการผลิต การใช้เงินตราเป็นตัวกลาง ในการแลกเปลีÉยนสินค้าและเปลีÉยนจากการผลิตเพืÉอพอเลีÊยงชีพไปเป็นการผลิตสินค้าเฉพาะ อย่างเพืÉอการค้า เช่น ข้าว ไม้สัก ดีบุก นํÊาตาล เพราะสินค้าเหล่านีÊเป็นสินค้าออกเพืÉอเป็น วัตถุดิบป้ อนแหล่งอุตสาหกรรมของโลก เศรษฐกิจไทยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึÉงของระบบ เศรษฐกิจโลก การผลิตเพืÉอบริโภคก็เปลีÉยนมาเป็นการผลิตเพืÉอการค้า และมีการนํา เครืÉองจักรมาใช้ในการผลิตด้วย ก่อให้เกิดการล่มสลายของหัตถกรรมในครัวเรือน เช่น การ ตัÊงโรงสีข้าวด้วยเครืÉองจักร มีการขยายพืÊนทีÉการเพาะปลูก โดยเฉพาะในพืÊนทีÉราบภาคกลาง การขุดคลองเพืÉอเปิดทีÉดินใหม่ ทําให้เกิดการรับรองกรรมสิทธิÍทีÉดิน ปรากฏว่าชนชัÊนสูงมี โอกาสเป็นเจ้าของทีÉดินมากกว่า ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทีÉดินและ เกษตรกรผู้เช่าทีÉดิน ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีทีÉดินเป็นของตนเอง ต้องอยู่ในฐานะผู้เช่าทีÉดิน หรือ หากมีทีÉดินก็มักจะได้ทีÉระดับคุณภาพตํÉา มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมป่าไม้ เหมืองแร่ 3. การปฏิรูปการคลังสมัยรัชกาลทีÉ ŝ โดยจัดตัÊงหอรัษฎากรพิพัฒน์และกรมพระคลังมหาสมบัติ เพืÉอควบคุมการรวบรวมและการจัดเก็บภาษีอากร นําไปสู่การจัดทํางบประมาณแผ่นดินเป็น 12
19.
ครัÊงแรก ทําให้ขุนนางส่วนกลางและส่วนท้องถิÉนทีÉเคยได้ประโยชน์จากภาษีอากรแบบเก่า ต้องลดบทบาททางเศรษฐกิจของตน นอกจากนีÊยังมีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ พระมหากษัตริย์ออกจากทรัพย์สินของประเทศ
มีการจัดตัÊงธนาคารพาณิชย์ขึÊน เช่นธนาคาร ฮ่องกงและเซีÉยงไฮ้ ธนาคารชาเตอร์ ส่วนธนาคารแห่งแรกของคนไทย คือ บุคคลัภย์ หรือ สยามกัมมาจล ต่อมาคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริÉง ก่อให้เกิดปัญหาด้านการคลังของไทยเป็นอย่างมาก ความพยายามทีÉจะ รักษาดุลระหว่างรายรับ รายจ่าย และความพยายามทีÉจะไม่กู้เงินจากต่างประเทศ เพราะเกรงจะถูกแทรกแซง ด้านการเมือง ต่อมาในรัชกาลทีÉ Ş เกิดปัญหาด้านการเกษตร เกิดภาวะฝนแล้งส่งผลทําให้เกิดวิกฤตการณ์ข้าว ขาดแคลนภายในประเทศ รัฐบาลจึงห้ามส่งข่าวออกขายต่างประเทศ ทําให้ต้องสูญเสียรายได้ ผลคือขาด ดุลการค้า ประจวบกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกตํÉาทัÉงโลกหลังสงครามโลกครัÊงทีÉ ř ปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลกระทบถึงรัชกาลทีÉ ş พระองค์ทรงพยายามแก้ปัญหาหลายวิธี ได้แก่ การดําเนินนโยบายลดรายจ่ายของ รัฐบาลและส่วนพระมหากษัตริย์ลง เพิÉมภาษีอากรหลายชนิด ยุบหน่วยงานทีÉสําคัญ คือ การดุล(ปลด)ข้าราชการ ออกจากงาน ซึÉงประเด็นนีÊนําไปสู่ความไม่พอใจของข้าราชการบางกลุ่มทีÉได้รับการศึกษาจากตะวันตกและได้ แนวคิดประชาธิปไตยได้วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลในการดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจว่าเป็น เพราะรัฐบาลขาดความเอาใจใส่ในการวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการเกษตรทีÉพึÉงพา ธรรมชาติเป็นเหตุนําไปสู่การเปลีÉยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมืÉอวันทีÉ ŚŜ มิถุนายน ŚŜşŝ เศรษฐกิจไทยหลังการเปลีÉยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ŚŜşŝ ถึงหลังสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś ř. นโยบายเศรษฐกิจของคณะราษฎร – สมัยสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś นโยบายเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ มนูธรรม โดยเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ (สมุดปกเหลือง) ซึÉงมีลักษณะแก้ปัญหาคล้ายระบบสหกรณ์ แต่ ไม่ได้ประกาศใช้ เพราะรัฐบาลขณะนัÊนไม่เห็นชอบ และรัชกาลทีÉ ş ก็ทรงมีพระราชดําริไม่เห็นชอบ(สมุดปกขาว) โดยเกรงว่าลักษณะค่อนไปทางสังคมนิยม รัฐบาลไทยจึงดําเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นแบบเสรีนิยมมาโดยตลอด ทําให้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของชาวจีนและชาวตะวันตก สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็น นายกรัฐมนตรี รัฐบาลดําเนินนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจเพืÉอให้คนไทยมีงานทํา และขจัดอิทธิพลทาง เศรษฐกิจของคนต่างชาติลดบทบาทการผูกขาดทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกและชาวจีนเรียกร้องให้คนไทย นิยมใช้สินค้าทีÉผลิตภายในประเทศ เพืÉอให้คนไทยพึÉงพาตนเองได้ รัฐบาลเข้าไปมีบทบาททางเศรษฐกิจโดยเข้า ดําเนินธุรกิจภายในประเทศเอง รวมไปถึงการจัดตัÊงรัฐวิสาหกิจ ได้แก่บริษัทกึÉงราชการทําให้ไม่สามารถกําจัด อิทธิพลของพ่อค้าจีน เพราะต้องพึÉงการจัดการของชาวจีน ระหว่างสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś รัฐบาลไทยดําเนินนโยบายทีÉมีสัมพันธภาพกับฝ่ายโลกเสรี สภาวะ เศรษฐกิจไทยเติบโตขึÊนเพราะผลจากสงครามเกาหลี จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้ามามีอํานาจทางการเมือง อีกครัÊง และยังคงดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบชาตินิยม โดยเข้ามามีบทบาทด้านการลงทุนในรูป 13
20.
รัฐวิสาหกิจทีÉเรียกว่าทุนนิยมโดยรัฐและส่งเสริมธุรกิจภาคเอกชน ซึÉงเศรษฐกิจแบบชาตินิยมนีÊก่อให้เกิดการ แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพ่อค้ากับราชการทําให้อํานาจทางเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในมือของกลุ่ม นายทุนเก่าและใหม่ แต่สําหรับการแก้ปัญหาพืÊนฐานของสังคมไทยนัÊนรัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหาน้อยมาก
เช่น เรืÉองกรรมสิทธิÍทีÉดิน หรือการผลิตแบบล้าหลัง Ś. นโยบายเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรัฐบาลภายใต้การนําของจอม พลสฤษดิÍ ธนะรัชต์ ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นครัÊงแรก โดยรัฐบาลไทยได้รับการช่วยเหลือ จากสหรัฐอเมริกาเพืÉอปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและก้าวหน้าและดําเนินการต่อเนืÉองเรืÉอยมาจนถึงปัจจุบัน เป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับทีÉ Š แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนีÊก่อให้เกิดการเปลีÉยนแปลง ในสังคมไทยอย่างมาก คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ ř (พ.ศ. ŚŝŘŜ – ŚŝŘš) เป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจล้วนๆ เพียงฉบับเดียว เน้นการขยายบริการพืÊนฐานทางเศรษฐกิจ เพืÉอเสริมสร้าง บรรยากาศการลงทุนด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยการสร้างถนน ไฟฟ้ า ฯลฯ ขยาย การศึกษาระดับอุดมศึกษาไปสู่ระดับภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น เน้นการเพิÉมรายได้ประชาชาติและ ก่อให้เกิดชนชัÊนกลาง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ Ś ( พ.ศ. ŚŝřŘ – ŚŝřŜ ) รวมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน ขยายการพัฒนาสู่ชนบทเพืÉอขจัดการแทรกซึมของพรรคคอมมิวนิสต์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ ś ( พ.ศ. Śŝřŝ – Śŝřš ) กระจายรายได้ระหว่างเมือง และชนบท กําหนดนโยบายประชากร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ Ŝ ( พ.ศ. ŚŝŚŘ - ŚŝŚŜ ) เร่งขยายการผลิตเพืÉอส่งออก ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองและชนบท มุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ ŝ ( พ.ศ. ŚŝŚŝ – ŚŝŚš ) เน้นรักษาเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจ ขยายพืÊนทีÉพัฒนาบริเวณทะเลฝัÉงตะวันออก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ Ş ( พ.ศ. ŚŝśŘ - ŚŝśŜ ) ปรับปรุงประสิทธิภาพการ ผลิตตลาด เพืÉอให้สินค้าไทยแข่งกับต่างประเทศ เพิÉมประสิทธิภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ ş ( พ.ศ. Śŝśŝ – Śŝśš ) รักษาอัตราการขยายตัวทาง เศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและต่อเนืÉอง กระจายรายได้และการพัฒนาสู่ชนบท แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ Š ( พ.ศ. ŚŝŜŘ – ŚŝŜŜ ) มุ่งเน้นพัฒนาทรัพยากร มนุษย์และบูรณะรักษาสิÉงแวดล้อม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ š ( พ.ศ. ŚŝŜŝ – ŚŝŜš ) มุ่งเน้นการสร้างระบบบริหาร จัดการทีÉดีในสังคมไทย การเสริมสร้างฐานรากของสังคมให้แข็งแรง การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีความ สมดุลและยัÉงยืน 14
21.
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีÉ řŘ
( พ.ศ. ŚŝŝŘ – ŚŝŝŜ ) นําแนวพระราชดําริ เศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างยัÉงยืน หลังจากประเทศไทยประกาศใช้แผนเศรษฐกิจและสังคมมาเป็นเวลา ŜŘ ปี ปรากฏว่าความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอยู่ในเกณฑ์และก้าวหน้า ส่งผลให้ผลผลิตทัÊงภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมมีอัตราเพิÉมสูงขึÊนและมีกรรมวิธีในการผลิตทีÉอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การ- สาธารณูปโภคได้รับการปรับปรุงและกระจายไปสู่ชนบทมากขึÊน การลงทุนจากต่างประเทศสูงขึÊน อัตราการกู้ยืม เงินตราต่างประเทศลดลงและอัตราการเพิÉมประชากรลดลง แต่ความเจริญเติบโตเหล่านีÊมิได้กระจายไปสู่ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ความ เจริญด้านต่างๆ กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ และในกรุงเทพ ฯ ช่องว่างระหว่างบุคคลมีมากขึÊนรวมไปถึงปัญหา มลพิษทีÉเกิดจากการพัฒนาประเทศด้านอุตสาหกรรม กลุ่มนายทุนและนักการเมืองร่วมมือประสานประโยชน์ ทางเศรษฐกิจและสร้างเสริมอํานาจทางการเมืองในปัจจุบัน ------------------------------------------------ 15
22.
ประวัติศาสตร์สากล ř. ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ř.ř ยุคหิน ยุคหิน
( Paleolithic Age หรือ Old stone Age ) ยุคหินกลาง ( Mesolithic Age หรือ Middle Stone Age ) ยุคหินใหม่ ( Neolithic Age หรือ New Stone Age ) ř. อายุประมาณ Ś ล้านปี Ś. ดํารงชีพด้วยการล่าสัตว์ เก็บ ผลไม้ป่า ś. อาศัยตามถํÊาหรือทีÉพัก หยาบๆ Ŝ. พึÉงพาธรรมชาติ ไม่เข้าใจ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ŝ. รู้จักใช้ไฟ Ş. ประกอบพิธีฝังศพ อันเป็น จุดเริÉมต้นของศาสนา ş. ภาพจิตรกรรมผนังถํÊาตาม ความเชืÉอและพิธีกรรม ř. อายุประมาณ Š พันปี ก่อน คริสต์ศักราช Ś. เริÉมรู้จักเพาะปลูกและเลีÊยงสัตว์ แบบง่ายๆ ś. ภาพจิตรกรรมผนังถํÊามีความ ซับซ้อนมากขึÊน จุดมุ่งหมายเพืÉอ พิธีกรรมความเชืÉอเรืÉองวิญญาณ Ŝ. มีพิธีกรรมเกีÉยวกับพระ ř. อายุประมาณ Ŝ พันปี ก่อน คริสต์ศักราช Ś. ผลิตอาหารได้เอง รู้จักเก็บกัก อาหาร หยุดเร่ร่อน ś. เครืÉองมือเครืÉองใช้ทีÉทําด้วยหิน ประณีตขึÊน เรียกว่า “หินขัด” Ŝ . รู้ จั ก ก า ร ท อ ผ้ า ทํ า เครืÉองปัÊนดินเผา ทําเครืÉองทุ่นแรง เช่นการเสียดสีให้เกิดไฟ ประดิษฐ์ เรือ ŝ. รวมกลุ่มสังคมเกษตรกรรมเป็น หมู่บ้านมีการจัดระเบียบเพืÉอ ควบคุมสังคม มีหัวหน้าชุมชน Ş. อนุสาวรีย์หิน ( Stonehenge) ซึÉง ถื อ เ ป็ น ก า ร เ ริÉ ม ต้ น ง า น สถาปัตยกรรมของมนุษย์ เชืÉอว่า สร้างเพืÉอคํานวณทางดาราศาสตร์ พิธีกรรมทางศาสนาทีÉเกีÉยวข้องกับ การเกษตรหรือบูชาพระอาทิตย์ ř.Ś ยุคโลหะ - ทองแดง - สําริด - เหล็ก 16
23.
Ś. ยุคประวัติศาสตร์ Ś.ř สมัยโบราณ อียิปต์ -
ศูนย์กลางของอารยธรรมอยู่ทีÉลุ่มแม่นํÊาไนล์ มีปราการธรรมชาติเป็นทะเลทรายล้อมรอบ - เป็นสังคมเกษตรกรรมพัฒนาจนเป็นเมือง (โมนิส) ขยายพืÊนทีÉเพาะปลูก สร้างเขืÉอน - มีการสถาปนาราชวงศ์ขึÊนปกครอง กษัตริย์ เรียกว่า ฟาโรห์ เป็นกึÉงกษัตริย์กึÉงเทพเจ้า - โครงสร้างทางสังคมแบ่งเป็น ś ชนชัÊนคือ ฟาโรห์ ชนชัÊนสูง พระขุนนาง ชนชัÊนกลาง พ่อค้า , ช่างฝีมือ ชนชัÊนตํÉา ประชาชน ชาวนา ชาวไร่ ทาส - เจริญรุ่งเรืองด้านอารยธรรม มีการประดิษฐ์อักษรภาพ ( เฮียโรกลิฟฟิค) และจารึกบนแผ่นกระดาษ ปาปิรุส - ผูกพันกับพิธีกรรมและพระเจ้า ตัÊงแต่เกิด – ตาย นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เทพเจ้าสูงสุด คือ รา หรือ เร ( สุริยเทพ ) เทพเจ้าทีÉสําคัญ คือ เทพโอชิรส - เชืÉอเรืÉองวิญญาณและเชืÉอเรืÉองโลกหน้า จึงทําให้มีการทํามัมมีÉเพืÉอรักษาร่างผู้ตายไม่ให้เน่าเปืÉอย สร้างพีระมิดไว้เก็บศพฟาโรห์ - ศิลปะจึงสะท้อนความคิดและความเชืÉอของคนในสังคม เช่น การสร้างพีระมิด สฟิงซ์ วิหารเทพ เจ้า เสาโอเบลิสก์ คัมภีร์มรณะ ( Book of the Dead ) เมโสโปเตเมีย - เป็นบริเวณทีÉอุดมสมบูรณ์ระหว่างแม่นํÊา Ś สาย คือ แม่นํÊาไทกรีส และ ยูเฟรติส จึงทําให้ชนชาติ ต่างๆ แย่งชิงผลัดเปลีÉยนเข้ามาสร้างสรรค์อารยธรรมของตน - ชาติแรกทีÉเข้า คือ สุเมเรียน ซึÉงมีความเจริญด้านการเกษตร รู้จักงานชลประทานและจัดการ ปกครองแบบนครรัฐได้เป็นครัÊงแรก - ประดิษฐ์อักษรลิÉม ( Cuneiform ) ลงบนแผ่นดินเหนียว มีความเจริญด้านคณิตศาสตร์ เช่น การคูณ หาร ถอดรากกําลัง Ś เลขฐาน ŞŘ มีการติดต่อค้าขายกับภายนอก - นับถือเทพเจ้าหลายองค์ วิหารบูชาเทพเจ้า คือ ซิกกูแรต ( Ziggurat ) 17
24.
- บาบิโลเนีย ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมบูราบี
ใช้บทลงโทษทีÉรุนแรง “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เพืÉอสร้างระเบียบและความยุติธรรมให้แก่ดินแดน ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก - อัสซีเรีย การแกะสลักภาพนูนตํÉา ( bas – relief ) แสดงการสู้รบของกษัตริย์อัสซูร์บาลิปาล รวบรวม งานเขียนของนักปราชญ์ไว้ทีÉห้องสมุดเมืองเนเวห์ ( Nineveh ) ซึÉงเป็นห้องสมุดแห่งแรกของโลก - คาลเดีย สร้างสวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน มีความสามารถด้านดาราศาสตร์ แบ่งสัปดาห์ = 7 วัน สามารถทํานายสุริยุปราคา และนําเอาดาราศาสตร์มาเป็นเครืÉองทํานายชะตาชีวิตมนุษย์ - เปอร์เซีย ระบอบการปกครองแบบจักรวรรดินิยมทีÉมัÉนคง ขยายการค้าเข้าไปยังดินแดนต่างๆ - ฟินิเซีย มีความสามารถด้านการค้า การแลกเปลีÉยนเงินตรา เป็นชาติแรกทีÉมีเหรียญคําทองใช้ เป็น ผู้เผยแพร่วัฒนธรรมของชาติต่างๆ ในภูมิภาคนีÊ กรีก กรีก เป็นเชืÊอสายอินโด – ยูโรเปีÊยน เรียกวัฒนธรรมตนเองว่า เฮเลนนีส ( Hellenes) เรียกบ้านเมือง ตนเองว่า เฮลลัส ( Hellas ) ยุคเฮเลนิค ( Hellenic Civilization) - มีศูนย์กลางอยู่ทีÉเอเธนส์ มีการปกครองแบบนครรัฐ ศูนย์กลางของนครรัฐอยู่ทีÉ “อะโครโปลิส” - มีความรุ่งเรืองทางการค้ามาก การเดินทางไปค้าขายกับดินแดนต่างๆ ทําให้ชาวกรีกมีโลกทัศน์ กว้างขวาง และรับวัฒนธรรมจากดินแดนต่างๆ ทําให้ชาวกรีกเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เชืÉอมัÉน ในเหตุผล เชืÉอในดุลพินิจของตน ส่งผลต่อแนวคิดมนุษย์นิยม ( Humanism) - สนใจในธรรมชาตินิยม (Naturalism) นับถือเทพเจ้าหลายองค์ แต่มีอิสรภาพทางความคิด เพราะ ศาสนาไม่มีอิทธิพลวิถีเหนือชีวิตของคนในสังคมมากนัก - แนวคิดประชาธิปไตย มนุษย์ปกครองแบบนครรัฐอิสระ เช่น นครรัฐเอเธนส์ ปกครองแบบ ประชาธิปไตยทางโดยพลเมืองชายทีÉเป็นเจ้าของทีÉดินและเกิดในนครรัฐจะมีสิทธิในการปกครองมี สิทธิในการเข้าประชุมสภาราษฎร อารยธรรมของกรีกซึÉงเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เน้นความยิÉงใหญ่ เรียบง่าย กลมกลืน - ดอริก : มหาวิหารพาร์เธนอน - ไอโอนิค - โครินเซียน เป็ นการปัÊนทีÉมีสัดส่วนและ สรีระทีÉเป็ นมนุษย์จริง การ เปลือยกายเป็นการแสดงออก ถึงความงามของมนุษย์ตาม ธรรมชาติ เช่น นักขว้างจักร จิตรกรรมทีÉมีชืÉอเสียง ได้แก่ ก า ร เ ขี ย น ภ า พ บ น เครืÉองปัÊนดินเผาลวดลาย ต่างๆ 18
25.
วรรณกรรม ละคร มหากาพย์อีเลียตและโอเดสซีของโฮมเมอร์ นิทานอีสปและงานด้านปรัชญาของเพลโต โส เกรตีส
อริสโตเติÊล ละครสุขนาฏกรรม ( Comedy ) ละครโศกนาฏกรรม ( Tragedy ) การสร้างโรง มหรสพ ส่วนสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนัÊน เป็นยุคทีÉกรีกเผยแพร่วัฒนธรรมของตนไปยังด้าน ตะวันออก จนสามารถครอบครอง อียิปต์ เปอร์เซีย จนถึงตอนเหนือของอินเดียจึงมีการผสมผสานศิลปะกรีกกับ ศิลปะตะวันออก จึงเป็นศิลปะทีÉเน้นความงดงามแบบหรูหรา อลังการ แสดงถึงอารมณ์อย่างรุนแรง โรมัน - ถือว่าเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมของกรีก เพราะผสมผสานวัฒนธรรมกรีก กับของอีทรัสกันเข้า ด้วยกัน เช่น การวางผังเมือง การแกะสลัก เครืÉองปัÊนดินเผา ท่อระบายนํÊา การใช้ประตูโค้ง - โรมันปกครองแบบสาธารณรัฐ ซึÉงประกอบด้วยตําแหน่งมี Ś คน เป็นประมุขฝ่ายบริหารและมี สภาสูงจํานวน śŘŘ คน ประกอบด้วย ชนชัÊนสูงและเจ้าของทีÉดิน ( Patrician ) ส่วนสภาราษฎร ประกอบด้วยพลเมืองโรมันทัÊงพาทริเซียนและพลีเบียน ( Plebeian) คือชนชัÊนสามัญชน - ต่อมาพวกพลีเบียนมีบทบาททางการเมืองมากขึÊนและมีสิทธิในการปกครองและสามารถแต่งตัÊง ตําแหน่งตรีบูน( Tribune ) ซึÉงมีสิทธิÍออกเสียง Vote ทําให้มีการบันทึกกฎหมายเป็นลายลักษณ์ อักษร เรียกว่ากฎหมายสิบสองโต๊ะ ซึÉงเป็นกฎหมายฉบับแรกของโรมันทีÉเป็นลายลักษณ์อักษร มีความเสมอภาคทางกฎหมายทําให้การตัดสินคดีมีมาตรฐานเดียวกัน - มีการแบ่งแยกอํานาจกัน ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึÊน จูเลียส ซีซาร์ ดํารง ตําแหน่งผู้เผด็จการตลอดชีพ ส่วนออกัสตัส ซีซาร์ตัÊงตนเป็นจักรพรรดิทําให้การปกครองระบบ สาธารณรัฐสิÊนสุด การปกครองแบบจักรพรรดิÍ เรียกว่า “สมัยสันติภาพโรมัน” อันเป็นผล ปรับปรุงการปกครอง ปรับปรุงภาษี ขยายดินแดน สร้างสาธารณูปโภค เช่น สะพาน ถนน ท่อนํÊา ทีÉจักรพรรดิรวมกันได้อย่างมัÉนคงเพราะมีกฎหมายควบคุม ตลอดจนการปลูกฝังวัฒนธรรมและ ภาษาละติน ค.ศ. ŜşŞ จักรพรรดิโรมันตะวันตกถูกยึดครองโดยพวกอนารยชนเผ่าติวตัน - ชาวโรมันเป็นนักปฏิวัติ นักประยุกต์ เพืÉอให้เกิดประโยชน์ใช้สอย นับถือเทพเจ้าตามอย่างกรีก แต่เปลีÉยนชืÉอ นําศิลปะมารับใช้มนุษย์แทนการรับใช้พระเจ้า - ชาวโรมันคํานึงถึงประโยชน์ในการใช้สอย ความรับผิดชอบต่อสังคม ความมีระเบียบวินัย ความ หรูหรา ความสะดวกสบายและการแสดงออกถึงความยิÉงใหญ่ของอํานาจรัฐ เช่นวิหารแพนธี ออน โคลอสเซียม โรงละคร ทีÉอาบนํÊาสาธารณะ - จิตรกรรม ภาพวาดทีÉฝาผนังนครปอมเปอี - วรรณกรรม มหากาพย์เอเนียต ( Aenied ) ของเวอร์จิล 19
26.
- กฎหมาย กฎหมาย
řŚ โต๊ะ ( Law of Twelve Table ) - การแพทย์ การผ่าตัดหน้าท้อง 2.2 สมัยกลาง เริÉมตัÊงแต่อาณาจักรโรมันล่มสลายในปี ค.ศ. Ŝş (C5 -15 ) เนืÉองจากการรุกรานของอนารยชนเผ่าติว ตัน อํานาจทางการเมืองกระจัดกระจาย ความวุ่นวายของบ้านเมืองทําให้คนหันมายึดศาสนา เป็นเครืÉองยึด เหนีÉยวจิตใจและให้ความหวังกับคนในสังคม ว่าจะได้ไปเสวยสุขกับพระเจ้าบนสวรรค์หรือมุ่งหวังชีวิตทีÉดีกว่าใน โลกหน้า ลักษณะสังคม เป็นสังคมในลัทธิฟิวดัล ซึÉงคนในสังคมมีความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของทีÉดิน แบ่งเป็น ś กลุ่มคือ 1. พระ เป็นผู้มีบทบาทมาก เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของความเชืÉอ ความศรัทธาในศาสนาของ ประชาชน พระสันตะปาปาทีÉกรุงโรมมีอํานาจสูงสุด พระทีÉมีฐานะรองลงมาก็จะทําหน้าทีÉต่างๆ ตามขอบเขตการปกครอง เช่น สัÉงสอนประชาชน เก็บภาษีอากร ฯลฯ 2. ชนชัÊนปกครอง ได้แก่ กษัตริย์ ขุนนาง และ อัศวิน ซึÉงเป็นเจ้าของทีÉดิน มีชีวิตความเป็นอยู่หรูหรา ฟุ่มเฟือย 3. สามัญชน ได้แก่ ชาวนาและทาสติดทีÉดิน ทีÉต้องทํางานหนักหาเลีÊยงชีพภายใต้อํานาจสิทธ์ขาด และการคุ้มครองจากเจ้าของทีÉดิน ไม่ค่อยมีการปรับปรุงทีÉดินเพืÉอการเกษตร ผลผลิตไม่พอเพียง กับความต้องการของชุมชน ศิลปะโกธิค - เกิดขึÊนในยุโรประหว่างกลาง C12 – ปลาย C15 เป็นศิลปะทีÉมีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและ เป็นมนุษย์นิยม มีอิสระในการแสดงออก เป็นศิลปะทีÉหลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก – โรมัน แต่ก็ ชีÊให้เห็นถึงความเชืÉอและศรัทธาในศาสนาคริสต์ - ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์ ซึÉงเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ สถาปัตยกรรม จุดเด่นของศิลปะโกธิค ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์ ดัดแปลงจากสมัยโร มาเนสก์ คือ ประตูเพดาน และหลังคาโค้งปลายแหลม ทําให้อาคารดูสง่างาม ภายในตัวอาคารจะ ประดับประดาด้วยกระจกสี( Stained Glass ) ซึÉงเป็นงานยิÉงใหญ่ของศิลปะโกธิค เช่น วิหาร โนตรดามในฝรัÉงเศส วรรณกรรมในสมัยกลางช่วงต้น จะเน้นวรรณกรรมศาสนาหรือวรรณกรรมสะท้อนภาพสังคมฟิวดัล ได้แก่ The City of God, El Cid , Chanson de Roland 20
27.
วรรณกรรมสมัยกลางช่วงปลาย เน้นวรรณกรรมทางโลกมากขึÊน ได้แก่
The Divine Comedy , Decameron , Canterburry Tale การศึกษา เน้นด้านเทววิทยาและขยายการศึกษาไปสู่การจัดตัÊงมหาวิทยาลัย อิทธิพลศิลปะมุสลิม - จิตรกรรม ได้แก่ งานเขียนลวดลายเลขาคณิต ลวดลายดอกไม้ - หัตถกรรม ได้แก่ เครืÉองปัÊนดินเผา เครืÉองโลหะ และเครืÉองทองเหลือง - วรรณกรรม ได้แก่ นิทานอาหรับราตรี และรุไบยาตของโอมาร์ คัยยัม Ś.ś สมัยใหม่ สาเหตุของการเปลีÉยนแปลง 1. ด้านเศรษฐกิจ เกิดการตืÉนตัวทางการค้า มีการสํารวจดินแดนใหม่ๆ ( Age of Discovery) 2. ชนชัÊนกลาง คือพ่อค้าและปัญญาชน มีความเสืÉอมของระบบฟิวดัล พระและขุนนางถูกลดบทบาท 3. การปกครองเปลีÉยนแปลงไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดแนวคิดของความเป็นรัฐชาติ 4. การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เรียกยุคนีÊว่า Age of Reason และ Age of Enlightenment 5. การปฏิรูปศาสนา เกิดนิกายโปแตสแตนท์ โดน มาร์ติน ลูเธอร์ ศิลปะสมัยใหม่ : ศิลปะเรอเนสซองส์ ( Renaissance) เป็นศิลปะทีÉมีการผสมผสานแนวคิดมนุษย์นิยม ธรรมชาตินิยมและคริสต์ศาสนา โดยมนุษย์มีอิสระ ทางความคิดมากขึÊน แสดงอารมณ์ ความรู้สึกของปัจเจกชนได้อย่างเต็มทีÉ สถาปัตยกรรม ลักษณะเด่น หลังคาโค้งรูปโดมอยู่ตรงกลาง ใช้เสาขนาดใหญ่ เช่น วิหารเซนต์ปีเตอร์ ผลงานของบรามันเต และไมเคิลแอนเจโล บัวนาร์รอติ , วิหารเซนต์ปอล ผลงานของ คริสโตเฟอร์ เรน ประติมากรรม ให้ความสําคัญแก่สรีระของมนุษย์เหมือนจริง แสดงความเข้มแข็งของกล้ามเนืÊอ ความ สมบูรณ์ของเรือนร่างมนุษย์ เช่น รูปแกะสลักเดวิด ปิเอตา ซึÉงให้อารมณ์ ความรู้สึกโศกเศร้า เหมือนมีชีวิตจริง โดย ไมเคิลแองเจโล จิตรกรรม การวาดภาพคํานึงถึงเส้น แสง เงา และ รายละเอียดขององค์ประกอบในภาพ มีการวาดภาพ ś มิติ ( Perpective) ทีÉ มีความลึก ได้แก่ ภาพโมนาลิซา ภาพอาหารมืÊอสุดท้าย โดย ลีโอนาร์โด ดาวินชี วรรณกรรม มีการใช้ภาษาถิÉนแทนภาษาละติน - เจ้า ( The prince) โดย นิโคไล แมคิอาเวสลี เสนอหลักปรัชญาทางการเมืองทีÉว่าความสําเร็จ ทางการเมืองต้องคํานึงถึงศีลธรรม เพราะ “ อํานาจ คือ ศีลธรรม ” และยังมีนักเขียนบทละคร อย่างดี คือ วิลเลียม เซคสเปียร์ ผู้เขียนแฮมเลต โรเมโอ – จูเลียต เวณิชวานิส ฯลฯ ดอน กิโฮเต โดย เชอวานเตส ซึÉงเป็นนิยายล้อเลียนการผจญภัยของอัศวินในสมัยกลาง 21
28.
Ś.Ŝ สมัยปัจจุบัน มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึÉงนําไปสู่การเปลีÉยนแปลงทางเศรษฐกิจในช่วงหลัง C18
โดยเริÉมต้นจาก อังกฤษและแพร่ไปในยุโรปและอเมริกา เกิดการเปลีÉยนแปลงคือ ř. โครงสร้างทางสังคม : การกําหนดของชนชัÊนกลาง และ ชนชัÊนกรรมาชีพ - ชนชัÊนกลาง ได้แก่ พ่อค้า นักธุรกิจ นายธนาคาร ผู้รํÉารวยจากการค้าและปัญญาชน นักปราชญ์ ศิลปินต่างๆ - ชนชัÊนกรรมาชีพ ได้แก่ เกษตรกรทีÉละทิÊงไร่นาไปทํางานในโรงงานอุตสาหกรรมตามเมืองใหญ่ๆ ซึÉง ต้องทํางานหนัก ไม่มีสวัสดิการ ภายหลังจึงมีการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน เพืÉอปกป้ องสิทธิ ประโยชน์ของตน ทําให้เกิดแนวคิดสังคมนิยม Ś. การเติบโตของแนวคิด : เสรีนิยม และสังคมนิยม - แนวคิดเสรีนิยม ( Liberalism) เป็นการเคลืÉอนไหวทีÉมีเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รวมทัÊงการเรียกร้องสิทธิเสมอภาค นําไปสู่การแข่งขันสอดคล้องกับความต้องการของชนชัÊนกลางทีÉเติบโตขึÊน เพราะชนชัÊนกลางสามารถเลืÉอนฐานะ ทางสังคมได้ง่าย โดยไม่ต้องคํานึงถึงชนชาติกําเนิด แนวคิดนีÊทําให้เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตย การเลือกตัÊง นําไปสู่การปฏิวัติอเมริกา ค.ศ.řşşŞ และการปฏิวัติในฝรัÉงเศส ค.ศ.řşŠš ในทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างต้องดําเนินไปอย่างมีเสรีภาพ รัฐบาลต้องไม่แทรกแซง หน้าทีÉของรัฐคือการควบคุมให้ดําเนินธุรกิจไปอย่างเรียบร้อยและอาจจะให้กู้ยืมเงินหรือขึÊนภาษีสินค้าขาเข้าเพืÉอ ปกป้ องสินค้าภายในประเทศโดยมี อดัม สมิธ เป็นเจ้าของทฤษฎี เขียนหนังสือ The Wealth of Nations เนืÊอหา เพืÉอปกป้ องผลประโยชน์และคํÊาประกันสิทธิและเสรีภาพของพ่อค้า นายทุนอุตสาหกรรมและชนชัÊนกลาง - แนวคิดสังคมนิยม ( Socialism ) สภาพการณ์ทีÉกรรมกรถูกเอาเปรียบและแนวคิดแสรีนิยมทีÉทําให้เกิดความเลืÉอมใสในสังคม จึงมีการ เรียกร้องให้มีการแก้ไขสังคมให้มีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและปรารถนาจะสร้างสังคมอุดม คติทีÉมีความยุติธรรม เต็มไปด้วยความสุข มีชีวิตทีÉเท่าเทียมกัน นักคิดทีÉสําคัญ เช่น โรเบิร์ต โอเวน สนับสนุนให้ จัดตัÊงสหบาลกรรมกรหรือสหกรณ์เพืÉอแบ่งปันผลประโยชน์ตามปริมาณงานทีทํา ฟรีดริช เองเกลส์ และคาร, มาร์กซ์ เขียนหนังสือ ประกาศเจตนารมณ์คอมมิวนิสต์ โดยอธิบายถึงชนชัÊนกรรมาชีพว่าเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการ เปลีÉยนแปลงทางสังคม อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ คือ การต่อสู้เอสถาปนาสังคมแห่งความเสมอภาคทีÉปราศจาก ชนชัÊน และคาร์ล มาร์กซ์ ทําการปฎิวัติในรัสเซียได้สําเร็จใน ค.ศ.řšřş 22
29.
3.การเปลีÉยนแปลงวิถีชีวิต : การค้นพบดินแดนใหม่ มีผลการเปลีÉยนแปลงวิถีชีวิตของตะวันตกของชาวตะวันตก
เช่น การบริโภคอาหาร ทําให้คนจนมี อาหารพอบริโภค ทําให้จํานวนประชากรเพิÉมขึÊนช่วง C18 – C19 ทําให้ตะวันตกเป็นชาติอุตสาหกรรมแทน เกษตรกรรม เกิดเมืองใหญ่ๆ เป็นเมืองอุตสาหกรรมเกษตรกรละทิÊงทีÉนาเข้ามาหางานทําในโรงงานอุตสาหกรรม ศิลปะแมนติก ปลาย C18 – ต้น C 20 เป็นศิลปะทีÉเกิดจากความเบืÉอหน่ายในการใช้เหตุผล ผิดหวังกับความก้าวหน้า แบบวิทยาศาสตร์ จึงสะท้อนลักษณะหลีกหนีความจริงของสังคม โดยหันไปชืÉนชมความงานของธรรมชาติ ให้มี ความสําคัญกับอารมณ์ ความรู้สึก ไม่เน้นกฎเกณฑ์และเหตุผลเน้นความรู้สึกในรูปเสรีนิยม สะท้อนความคิด ชาตินิยม ได้แก่ งานประพันธ์ของวิกเตอร์ ฮูโก เซอร์วอลเตอร์ สกอตต์ วิลเลียม เวิร์ดสาวิช สําหรับด้านดนตรี ลุค วิค ฟาน บีโธเฟน เป็นผู้ทําลายรูปแบบจํากัดของดนตรีคลาสสิก ศิลปะแบบสัจนิยม เป็นศิลปะทีÉแสดงความเจริญทีÉเกิดขึÊนในสังคมอย่างแท้จริง ไม่แสดงความรู้สึก อารมณ์ จินตนาการ เพราะความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวัตถุ นักปรัชญาคนสําคัญ ได้แก่ ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการโดยการเลือกสรรตามธรรมชาติ คือธรรมชาติจะหน้าทีÉเลือกสรรพันธุ์ทีÉเหมาะสมให้ ดํารงอยู่ ลักษณะเด่นก็จะถูกถ่ายทอดไปยังลูกหลาน ทฤษฎีนีÊยังใช้นําอธิบายความสําเร็จและความล้มเหลวของ ชาติต่างๆ วรรณกรรม นักประพันธ์แสดงภาพเลวร้ายในสังคม การเอารัดเอาเปรียบแรงงานเด็กและสตรีสภาพ โหดร้ายของระบบโรงงานอุตสาหกรรม นักเขียนอังกฤษทีÉมีชืÉอเสียง คือ ชาร์ล ดิกเคนส์ ได้แก่ โอลิเวอร์ ทวิสต์ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ส่วน จอร์จ เบอร์นาดชอว์ เขียนเรืÉองราวให้เห็นสะท้อนชีวิตทีÉเจ็บปวดในสังคมทุนนิยม ส่วน เอมิล โซลา นักเขียนฝรัÉงเศส เชืÉอว่า สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ ลีโอ ตอลสตอย เขียนโจมตีความ ชัÉวร้ายของสังคมและแสวงหาความจริงของชีวิต ผลงานสําคัญ คือ สงครามและสันติภาพความเป็นอยู่ทีÉดีขึÊน เช่น เรืÉอง แม่ ดนตรี แสดงอารมณ์อิสระและจินตนาการของตนอย่างเต็มทีÉ คีตกวีรัสเซียคนสําคัญ คือ ปีเตอร์ อีลิค ไชคอฟกี แพลงทีÉแต่งมักใช้ประกอบการแสดงบัลเล่ต์ เช่น เจ้าหญิงนิทรา สวอนเลค และ นัทเครกเกอร์ - แนวคิดประชาธิปไตย ระหว่าง C17 –C18 - การเปลีÉยนแปลงแนวความคิดเนืÉองจากการฟืÊนฟูศิลปวิทยาการ มีผลทําให้เกิดระบบการเมือง แบบรวมศูนย์อํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางในระบบรัฐชาติภายใต้กษัตริย์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มิใช่ลัทธิเทวสิทธิÍดังเดิม - การฟืÊนฟูศิลปะวิทยาการนําไปสู่การพัฒนาภูมิปัญญา มีผลตอการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์สร้าง ปัญญาชนกลุ่มใหม่ทีÉเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ผ่อนคลายอํานาจกษัตริย์ เรียกยุคนีÊว่า ยุคแห่ง ภูมิธรรม ( Age of Enlightenment ) 23
30.
- ปัญญาชนได้เสนอความคิด สัญญาประชาคม
( Social Contract )คือปรัชญาทางการเมืองว่า ด้วยข้อตกลงระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครองในเรืÉองการใช้อํานาจ ผู้ปกครองทําหน้าทีÉ ปกครองโดยได้รับการยินยอมพร้อมใจและการตกลงกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ลัทธิรัฐธรรมนูญ คือ ระบบการปกครองทีÉอํานาจปกครองอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย อํานาจไม่ได้ อยู่กับตัวบุคคล ปัญญาชนคนสําคัญ ได้แก่ 1. โทมัส ฮอบส์ = ผู้เสนอสิทธิปัญญาประชาคมคนแรก - มนุษย์ควรรวมตัวกันและมอบอํานาจไว้ทีÉคนๆเดียว คือ พระมหากษัตริย์ - พระมหากษัตริย์ คือ องค์อธิปัตย์ แต่อํานาจของกษัตริย์ต้องได้มาจากประชาชน ไม่ใช่ เทวสิทธิÍ 2. จอห์น ลอค = ผู้เสนอสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน สิทธิขัÊนมูลฐานของมนุษย์ - คิดค้านฮอบส์ทีÉรวมอํานาจไว้ทีÉคนๆเดียว - มนุษย์รวมตัวกันจัดตัÊงรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าทีÉคอยปกป้ องผลประโยชน์ของประชาชนและมี อํานาจจํากัด - ประชาชนเป็นทีÉมาแห่งอํานาจทางการเมือง ประชาชนจึงมีสิทธิÍล้มล้างรัฐบาลได้ ส่งอิทธิพล ต่อระบบการปกครองของอังกฤษ การประกาศอิสรภาพของอเมริกา การปฏิวัติฝรัÉงเศส ś. มองเตสกิเออ = เจ้าของทฤษฏีแห่งการแบ่งแยกอํานาจ - ความคิดมีอิทธิพลต่อระบบการปกครองของอังกฤษ และการต่อสู้การประกาศอิสรภาพของชาว อเมริกา řşşŞ และการปฏิวัติฝรัÉงเศส řşŠš - รูปแบบการปกครองต้องสอดคล้องกับลักษณะภูมิศาสตร์ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เหมาะกับ ประชาชนทีÉขาดความกระตือรือร้น - หลักของการแบ่งแยกอํานาจทีÉสําคัญ คือ อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึÉงเป็นอิสระจากกัน ไม่มีอํานาจเหมือนกัน ต้องคอยตรวจสอบ ซึÉงส่งผลต่อการร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา Ŝ. วอลแตร์ - สนับสนุนการให้เสรีภาพทางศาสนา ต่อต้านความงมงายไร้เหตุผล - ประทับใจความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เชืÉอว่าวิธีทางวิทยาศาสตร์นํามาใช้ศึกษาวิชาอืÉนๆได้ ŝ. รุสโซ = เจ้าของทฤษฎีอํานาจอธิปไตยเป็นปวงชน - รัฐบาลเกิดจากความนิยม และเจตจํานงเสรีร่วมกันของประชาชน รัฐบาลจึงมีพันธะทีÉจะปกครอง ประชาชนให้ได้รับความยุติธรรม และเป็นสุข ถ้ารับบาลผิดสัญญา ประชาชนมาสิทธิÍล้มรัฐบาลได้ (มนุษย์เกิดมามีอิสระ แต่ทุกหนทุกแห่งทีÉเขาอยู่มีพันธนาการ) 24
31.
- ประชาชน คือ
องค์อธิปัตย์ ปัจเจกชนบุคคลมีเจตจํานงเสรี (สิทธิเสรี (free will) ให้สิทธิเสรีแก่ ประชาชน เจตจํานงร่วมกันของประชาชนถือเป็นสัญญาประชาคม ซึÉงมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติ ฝรัÉงเศส (เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ) - ชนชัÊนกลางอํานาจและบทบาทมากขึÊน กษัตริย์เริÉมหันมาปกครองอย่างเป็นธรรม การพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยในประเทศตะวักตก อังกฤษ - เป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญทีÉไม่เป็นลายลักษณ์อักษร - ในสมัยการสร้างรัฐชาติ (ค.ศ.řŚřŝ) ขุนนางบังคับให้กษัตริย์ พระเจ้าจอห์นทีÉ ŝ ทรงยอมรับกฎ บัตรแมกนาคาร์ตา ซึÉงถือเป็นการสละสิทธิÍของกษัตริย์ทีÉอยู่เหนือกฎหมาย นําไปสู่การตัÊงรัฐสภา (สภาขุนนาง , สภาสามัญชน) - เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายกษัตริย์และสภาสามัญชน โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ หันมา จัดตัÊงรัฐบาลสาธารณรัฐ มีสภาเดียวและครอมเวลล์ก็ใช้การปกครองในฐานะเผด็จการทหาร - อังกฤษมีกษัตริย์ปกครองอีกครัÊง ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์ และสภายิÉงรุนแรงขึÊนภายหลังการ ปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (ค.ศ. řŞŠŠ) สมัยพระเจ้าเจมส์ทีÉ Ś แห่งราชวงค์สจ๊วต นับเป็นชัยชนะเด็ดขาด ของรัฐสภา ผลของการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ถือเป็นการสิÊนสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐสภามีอํานาจสูงสุดอุดมคติแห่งการปฏิวัติของอังกฤษเป็นตัวอย่างและเป็นปฏิบัติการทีÉเป็นจริง ของการเมืองตะวันตกในเวลานัÊน ๆ ( ค.ศ. řŞšŠ ) ประกาศพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ประชาชน - อย่างไรก็ตาม ใน C18 สภาขุนนางอํานาบังมีอํานาจมากว่าสภาสามัญ จึงได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติการปฏิรูปรัฐสภา ( ค.ศ.řŠśŚ - řŠŞş ) ขยายสิทธิการเลือกตัÊงให้กับสามัญมาก ขึÊน สภาขุนนางมีหน้าทีÉเพียงให้คําปรึกษา กษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่าย บริหารมีพรรคการเมืองใหญ่ทีÉมีบทบาท Ś พรรค คือ พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative ) และ พรรคแรงงาน (Labor) กฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยึดถือ ประเพณีและกฎปฏิบัติทีÉสืบต่อกันมา สหรัฐอเมริกา - อดีตอาณานิคมของอังกฤษ เพราะอาณานิคม řś รัฐในอเมริกา ก่อตัÊงโดยชาวอังกฤษอพยพทีÉไม่ ต้องการใต้นโยบายกดขีÉทางศาสนาของอังกฤษ 25
32.
- รัฐสภาอังกฤษบังคับให้ชาวอาณานิคมขายสินค้ากับอังกฤษเท่านัÊน ห้ามผลผลิตสินค้าแข่งกับ อังกฤษ
ชาวอาณานิคมประท้วงรุนแรง เหตุการณ์ตึงเครียดเมืÉอรัฐบาลอังกฤษผูกขาดสินค้าใบชา จึงทําให้ชาวอาณานิคมทัÊง řś รัฐประกาศอิสรภาพ ในวันทีÉ Ŝ กรกฎาคม ค.ศ. řşşŞ - ได้รับแนวคิดทางการเมืองมาจากจอห์น ลอคและมองเตสกิเออ - อเมริการ่างรัฐธรรมนูญ มีประมุขเป็นประธานาธิบดี ใช้วิธีการแบ่งอํานาจการปกครองออกเป็น ś ฝ่ายคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ รัฐสภาเรียกว่า คองเกรส ประกอบด้วย Ś สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีการตัÊงทุก Ŝ ปี พรรคทีÉมีบทบาท Ś พรรค คือพรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครท (Democrat) ฝรัÉงเศส - กษัตริย์มีอํานาจมาก โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าหลุยส์ทีÉ řŜ แห่งราชวงศ์บูร์บอง - ค.ศ. řşŠš ชนชัÊนกลางโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ทีÉ řŞ ได้สําเร็จ ระบบกษัตริย์สิÊนสุดลงเพราะเป็นการ ปกครองทีÉขาดประสิทธิภาพ ไม่มีแบบแผน ราชสํานักฟุ่มเฟือย ประชาชนไม่ได้รับยุติธรรม พระ และขุนนางเป็นชนชัÊนทีÉมีอภิสิทธิÍ ชนชัÊนกลางมีส่วนเร่งเร้าการต่อสู้ของฝรัÉงเศสอย่างมาก - ได้รับแนวคิดจากนักปราชญ์ทางการเมือง ได้แก่ จอห์น ลอค มองเตสกิเออร์ วอลแตร์ และรุสโซ และการทําส่งครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา - มีสภาฐานันดร แต่สามัญชนไม่มีสิทธิÍ řŜ กรกฎาคม řşŠš ประชาชนและปัญญาชน ปฏิวัติใหญ่ สําเร็จ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเรียกร้องเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรและประกาศ หลังสิทธิมนุษยชนและพลเมืองถือเป็นแม่แบบให้เกิดการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง หลัก ว่าด้วยอํานาจอธิปไตยของประชาชนและความเสมอภาค ความขัดแย้งระหว่างประเทศ - การแข่งขันทางเศรษฐกิจและการแข่งขันทรัพยากร - ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ศาสนาและการเมืองระหว่างกลุ่มมี (The Have Countries) ได้แก่ อังกฤษ ฝรัÉงเศส สหรัฐอเมริกา ซึÉงปกครองในระบบประชาธิปไตยและกลุ่มไม่มี (The Have Not Countries) ได้แก่ เยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี ซึÉงการปกครองในระบอบเผด็จการ - การแข่งขันทางการเมืองเพืÉอแย่งชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาค สงครามโลกครัÊงทีÉ ř (ค.ศ. řšřŜ - řšřŠ) สาเหตุ 1. การแข่งขันของลัทธิจักรวรรดินิยม เพืÉอแย้งชิงความเป็นใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมือง 2. ลัทธิชาตินิยม 3. ปัญหาแหลมบอลข่าน 4. การแข่งขันด้านแสนยานุภาพ ลัทธินิยมทหารทําให้มหาอํานาจในยุโรปแบ่งเป็น Ś ผ่ายคือ 26
33.
- ฝ่ายพันธมิตรไตรภาคี (Triple
Alliance) ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี ปกครองในระบบเผด็จการทหาร - ฝ่ายข้อตกลงไตรภาคี(Triple Entente) ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรัÉงเศส ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ส่วนรัสเซียปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชนวนของสงคราม รัชทายาทแห่งอาณาจักรออสเตรีย – ฮังการี อาร์ชดยุค ฟรานซิส เฟอร์ตินานต์ ถูกลอบปลงพระชนต์ทีÉ เมืองซาราเจโว แคว้นบอสเนีย จึงเกิดสงครามและขยายเป็น Ś ฝ่าย คือ o ฝ่ายมหาอํานาจกลาง ( Central Power) ได้แก่ ออสเตรีย – ฮังการี เยอรมนี ตุรกี บัลแกเรีย o ฝ่ายสัมพันธมิตร ( The Allies ) มี Śś ประเทศ ได้แก่รัสเซีย ฝรัÉงเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ไทย ผลของสงครามโลกครัÊงทีÉ ř 1. มหาอํานาจกลางเป็นฝ่ายแพ้ 2. เกิดแนวคิดทีÉจะใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพืÉอแก้ปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศ คําแถลง řŜ ประการ ( The Fourteen Point ) เพืÉอ เป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพ โดยหลักสําคัญให้ปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ปราศจาก ประเทศผู้แพ้ – ชนะสงคราม มุ่งสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย 3. นําไปสู่การจัดตัÊงองค์การสันนิบาตชาติ เพืÉอทําหน้าทีÉรักษาสันติภาพ ความมัÉนคงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามสนธิสัญญาสันติภาพหลังสงครามโลกครัÊงทีÉ ř ก็ไม่เป็นธรรมสําหรับประเทศทีÉแพ้ สงคราม โดยเฉพาะอย่างยิÉงสนธิสัญญาแวร์ซายส์ 4. มีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ ŝ ฉบับ คือ - สนธิสัญญาแวร์ซายส์กับเยอรมนี - สนธิสัญญาแซงค์ แยร์แมง กับออสเตรีย - สนธิสัญญาเนยยี กับบัลแกเรีย - สนธิสัญญาตริอานอง กับฮังการี - สนธิสัญญาแซฟส์กับตุรกี ต่อมาเปลีÉยนเป็นสนธิสัญญาโลซานน์ สงครามโลกครัÊงทีÉ Ś ( ค.ศ. řšśš – řšŜŝ ) สาเหตุ 1. สภาเศรษฐกิจตกตํÉาทัÉวโลก เกิดปัญหาการว่างงาน ขาดแคลนอาหาร เงินเฟ้ อ 2. ข้อความทีÉไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ 3. ความแตกต่างของลัทธิการปกครองระหว่างลัทธิประชาธิปไตยและเผด็จการ 4. ปัญหาเกีÉยวกับดินแดนและอาณานิคม 5. ความไม่ร่วมมือกันของประเทศมหาอํานาจ 27
34.
6. ความล้มเหลวของสันติบาตชาติ สาเหตุเพราะอเมริกาไม่ได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิก เพราะยึดนโยบายอยู่โดดเดีÉยว
( isolation ) และสันติบาตชาติ ไม่มีกองกําลังประจําการ รวมทัÊงประเทศสมาชิกไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ เช่น เยอรมนี ละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ อิตาลียึดเอธิโอเปี ย เยอรมนียึดครองออสเตรีย เชโกสโลวาเกีย และโปแลนด์ ภาวะเศรษฐกิจตกตํÉาในยุโรป นําไปสู่การยึดอํานาจทางการเมืองจากเผด็จการ เช่น ในอิตาลี มีพรรค ฟาสซิสต์ ( Fascist) โดยการนําของเบนิโต มุสโสลินี ในเยอรมนี มีพรรคนาซี (Nazi) โดยการนําของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ส่วนประเทศอืÉนๆ ก็มีแนวโน้มนิยมเผด็จการ ส่วนในเอเชีย ญีÉปุ่นพัฒนาการปกครองแบบเผด็จการทหาร โดยมุ่งหวังจะสร้างความยิÉงใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมือง ระบบการปกครองทีÉแตกต่างกันทําให้มหาอํานาจแบ่งออกเป็น Ś ฝ่าย ř. ฝ่ายอักษะ ( Axis) ปกครองแบบเผด็จการ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี ญีÉปุ่น Ś. ฝ่ายสัมพันธมิตร ( Allies ) ปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย ได้แก่ อังกฤษ ฝรัÉงเศส สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต เข้าร่วมภายหลัง ขัดแย้งของประเทศต่างๆ เกิดจากการใช้กําลังทหารของประเทศเผด็จการ ญีÉปุ่นยึดแมนจู อิตาลียึด อบิสสิเนียและอัลบาเนีย เยอรมนีผนวกออสเตรียและเซโกสโลวาเกีย ชนวนของสงคราม - เยอรมนีบุกโปแลนด์ วันทีÉ ř กันยายน ค.ศ. řšśš อังกฤษและฝรัÉงเศสประกาศสงคราม - ญีÉปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึÉงเป็นทีÉตัÊงฐานทัพของอเมริกา วันทีÉ ş ธันวาคม ค.ศ. řšŜř ผลของสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś 1. ฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เยอรมนียอมแพ้ในวันทีÉ ş พฤษภาคม ค.ศ. řšŜŝ ญีÉปุ่นยอมสงคราม เมืÉออเมริกาทิÊงระเบิดปรมาณูทีÉเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ วันทีÉ Ş และ š สิงหาคม ค.ศ. řšŜŝ 2. มีการสร้างระบบความมัÉนคงร่วมกัน ป้ องกันการรุกรานจากประเทศมหาอํานาจ 3. มีการเจรจาลดกําลังอาวุธ 4. มีการจัดตัÊงศาลระหว่างประเทศ 5. มีการเปลีÉยนแปลงโดยสันติวิธี ได้แก่ การตัÊงองค์การสหประชาชาติ 6. นําไปสู่สงครามเย็น เพราะมหาอํานาจคือสหรัฐอเมริกา ผู้นําฝ่ายเสรีประชาธิปไตย และสหภาพโซ เวียต ผู้นําฝ่ายคอมมิวนิสต์ พยายามขยายอิทธิพลของตนออกไป ด้วยการแทรกแซงทาง เศรษฐกิจ การทหาร วัฒนธรรม วิทยาการใหม่ๆ โดยเฉพาะการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ สาเหตุของ สงครามเย็นเกิดขึÊนจากการทีÉสหภาพโซเวียต ได้พยายามขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ออกไปยัง ประเทศต่างๆ สหรัฐอเมริกาขัดขวางโดยประเทศใช้วาทะทรูแมน (trueman Doctrine) เพืÉอ 28
35.
ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ให้รอดพ้นจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์และประกาศแผนการมาร์แชล (Marshall Plan)
เพืÉอให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่ ประเทศยุโรปตะวันออก ความร่วมมือระหว่างประเทศองค์การสหประชาชาติ (the United Nations) การก่อตัÊง 1. ก่อนสงครามโลกครัÊงทีÉ Ś สิÊนสุด มหาอํานาจประชุมกันหลายครัÊงเพืÉอสร้างสันติภาพ ผู้ทีÉมีบทบาท สําคัญ คือ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รุสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกา เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลส์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ 2. ได้กําหนดกฎบัตรแอตแลนติก วันทีÉ řš สิงหาคม ค.ศ. řšŜř เพืÉอจัดตัÊงองค์การเพืÉอทําหน้าทีÉรักษา สันติภาพของโลก ต่อมาได้ร่วมกับประเทศผู้แพ้สงคราม ลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติ วันทีÉ ř มกราคม ค.ศ. řšŜŚ เป็นจุดเริÉมต้นของคําว่า สหประชาชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพืÉอดํารงไว้ซึÉง สันติภาพและความมัÉนคงระหว่างประเทศ 3. ระหว่างวันทีÉ Śř สิงหาคม – ŚŠ กันยายน ค.ศ. řšŜŜ ฝ่ายสัมพันธมิตร คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โซเวียต และจีนได้จัดให้มีการประชุมทีÉดัมบาร์ทัน โอกส์ กรุงวอชิงตัน ทีÉประชุมเสนอให้มีการ จัดตัÊง องค์การสหประชาชาติ และประชุมอีกครัÊงทีÉเมืองยัลตา สหภาพโซเวียต เพืÉอแก้ขัดแย้งใน เรืÉองคณะมนตรีความมัÉนคง 4. ประเทศต่างๆ ŝř ประเทศได้ลงนามรับลองกฎบัตรสหประชาชาติ ซึÉงมีผลบังคับใช้วันทีÉ ŚŜ ตุลาคม ค.ศ. řšŜŝ วัตถุประสงค์ 1. ธํารงไว้ซึÉงสันติภาพและความมัÉนคงระหว่างประเทศ ระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธี 2. พัฒนาสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ 3. แก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมและสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษย์ชน 4. เป็นศูนย์กลางความร่วมมือ และประสานงานของชาติต่างๆ สร้างอํานาจและหน้าทีÉใหม่ สมัชชาใหญ่ – เป็นทีÉประชุมใหญ่ของประเทศสมาชิก กําหนดกิจกรรมขององค์กร รับรองงานเรืÉอง ต่างๆ ควบคุมงบประมาณเลือกบุคลากรในองค์กรต่างๆ คณะมนตรีความมัÉนคง – มีหน้าทีÉการรักษาสันติภาพและความมัÉนคงระหว่างประเทศ มีอํานาจใน การเข้าไปตรวจสอบข้อขัดแย้งใดๆ ทีÉอาจจะกระทบต่อความมัÉนคง และสันติภาพประกอบด้วยประเทศ สมาชิก řŝ ชาติ แบ่งเป็น Ś ประเภท คือ สมาชิกถาวร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา โซเวียต อังกฤษ ฝรัÉงเศส และจีน สมาชิกไม่ถาวร ได้แก่ สมาชิกทีÉได้รับคะแนนเสียงเลือกตัÊง řŘ ประเทศในการลงมติต้องได้รับเสียงไม่ ตํÉากว่า š เสียงและสมาชิกถาวรต้องไม่ออกเสียงคัดค้าน (Veto) มตินัÊน จึงจะถือว่าผ่าน คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม : ประสานงานให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม 29
36.
คณะมนตรีภาวะทรัสตี : .ให้คําปรึกษาการบริหารดินแดนในภาวะทรัสตี ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
: พิพากษาคดีข้อขัดแย้งทางกฎหมายของประเทศต่างๆ หรือ หน่วยงานอืÉน องค์การพิเศษอืÉนๆ 1. สหประชาชาติจัดตัÊงขึÊนเพืÉอปฏิบัติหน้าทีÉตามความจะเป็นเฉพาะกรณี เช่น สํานักงานข้าหลวง ใหญ่ ดําเนินงานช่วยเหลือผู้ลีÊภัย (United Nations Commissionew for Refugees : UNHCR) โครงการพัฒนาสหประชาชาติ (United Nations Development Project : UNDP) 2. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ประสานงานกับทบวงชํานาญพิเศษ เพืÉอร่วมมือดําเนินกิจกรรม ระหว่างประเทศ ปฏิบัติงานเพืÉอยกระดับความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของประชาชนในประเทศ ต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) องค์การวิทยา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Education , Scientlfic and Cultural Organization : UNESCO) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (lnternational Monetary Fund : IMF) ข้อจํากัดบทบาทของสหประชาชาติ 1. ปัญหาการใช้สิทธิยับยัÊง 2. ปัญหาค่าใช้จ่ายขององค์การ 3. ปัญหาการขาดอํานาจบังคับอย่างเด็ดขาด 4. ความจํากัดในขอบเขตแห่งการดําเนินงาน 5. การขยายอํานาจและแทรกแซงอํานาจของประเทศมหาอํานาจ --------------------------------------- 30
37.
ให้นักเรียนเลือกคําตอบทีÉถูกต้องทุกข้อ ř. ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะได้รับประโยชน์ข้อใด ř. ได้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ตัÊงแต่อดีต
ปัจจุบัน และอนาคต Ś. ปลูกจิตสํานึกของความรักชาติ ś. มีความเฉลียวฉลาดและคาดการณ์อนาคตได้แม่นยํา Ŝ. ได้รับบทเรียนในการดําเนินชีวิต Ś. ข้อใดปรากฏหลักฐานชัÊนต้น ř. ฤาษีดัดตนวัดพระเชตุพน Ś. สนธิสัญญา กฎหมาย ś. หนังสือทีÉระลึกงานศพ วิทยานิพนธ์ Ŝ. บันทึกความทรงจํา ภาพถ่าย ś. ศักดินา มีความหมายตรงกับข้อใด ř. การถือครองทีÉดินทํากินของไพร่และทาส Ś. การบอกจํานวนไพร่ทีÉสังกัดมูลนาย ś. การกําหนดบทบาทหน้าทีÉของทุกคนในสังคม Ŝ. การแสดงวรรณะและชาติกําเนิดของทุกชนชัÊน Ŝ. ผลประการสําคัญทีÉได้รับจากการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ŚŜśŝ คือ ř. การเปลีÉยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย Ś. การสร้างเสถียรภาพแก่รัฐบาลส่วนกลาง ś. การเปิดการค้าเสรีกับตะวันตกเป็นครัÊงแรก Ŝ. ความสามารถรอดพ้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ŝ. สิÉงทีÉมิชชัÉนนารีประสบความสําเร็จอย่างสูงในประเทศไทย คือ ř. การทําสนธิสัญญาการค้า – การตัÊงสถานกงสุล Ś. วิทยาศาสตร์ – การศึกษา ś. การแพทย์ – การพิมพ์ Ŝ. การเผยแพร่ศาสนา – การสืÉอสาร Ş. พระคลังสินค้ามีบทบาทและหน้าทีÉใกล้เคียงกับหน่วยงานใดในปัจจุบัน ř. กระทรวงพาณิชย์ Ś. กระทรวงการต่างประเทศ ś. กระทรวงการคลัง Ŝ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ş. เหตุการณ์ในข้อใดบ้างทีÉสะท้อนให้เห็นถึงการเริÉมต้นเปลีÉยนแปลงการปกครองของไทยไปสู่ ระบอบประชาธิปไตย 1. ข้าราชการทูลเกล้าถวายบันทึก พ.ศ. ŚŜŚş Ś. กบฏเจ้าแขก ş หัวเมือง 3. การยกเลิกบรรดาศักดิÍ 4. กบฏ รศ. řśŘ Š. กฎหมายใดบ้างทีÉเอืÊอต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ř. พ.ร.บ. การกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ Ś. พ.ร.บ. สงวนอาชีพคนไทย ś. พ.ร.บ. เกณฑ์ทหาร พ.ศ. ŚŜŜŠ Ŝ. พ.ร.บ. ประถมศึกษา พ.ศ. ŚŜŞř 31
38.
š. เหตุการณ์ทางการเมืองทีÉสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามต่อต้านลัทธิเผด็จการโดยประชาชน ř. เหตุการณ์
řŜ ตุลาคม ŚŝřŞ Ś. เหตุการณ์ Ş ตุลาคม Śŝřš ś. เหตุการณ์ řş พฤษภาคม Śŝśŝ Ŝ. เหตุการณ์ รศ. řśŘ řŘ. สนธิสัญญาเบาว์ริÉง ปรากฏผลอย่างไรบ้าง ř. การเปิดการค้าเสรี Ś. การเสียค่าปฏิกรรมสงคราม ś. การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต Ŝ. การเสียดินแดน řř. สาเหตุทีÉคณะราษฎรเปลีÉยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ŚŜşŝ ř. ได้รับอิทธิพลตะวันตก Ś. ปัญหาเศรษฐกิจตกตํÉาหลังสงครามโลกครัÊงทีÉ ř ś. ต้องการล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ Ŝ. ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับราษฎร řŚ. ข้อใดมีความสัมพันธ์ถูกต้อง ř. จอมพลสฤฏดิÍ ธนะรัชต์ - แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ Ś. จอมพล ป. พิบูลสงคราม - นโยบายสร้างชาติ ś. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ - นโยบาย ŞŞ/ŚŝŚś Ŝ. จอมพลถนอม กิตติขจร - นโยบายเปลีÉยนสนามรบเป็นสนามการค้า řś. ความเจริญด้านวัฒนธรรมของยุคหินใหม่ประกอบด้วย ř. การประดิษฐ์ตัวอักษร Ś. การทอผ้า ś. กสิกรรม Ŝ. การตัÊงชุมชน řŜ. ชนชาติทีÉทิÊงมรดกในด้านศาสนาจนถึงปัจจุบัน คือ ř. อียิปต์ Ś. กรีก ś. ยิว Ŝ. เปอร์เซีย řŝ. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ř. ฟินิเซียเป็นชาติทีÉมีความสามารถในการใช้เครืÉองมือเดินเรือ Ś. อียิปต์มีการจัดระเบียบชนชัÊนในสังคมเพืÉอแบ่งหน้าทีÉอย่างเป็นระเบียบ ś. เปอร์เซียเป็นชาติทีÉสามารถสร้างจักรวรรดิเพราะการจัดระเบียบการปกครองในภูมิภาคอย่างรัดกุม Ŝ. กรีกคือชาติแรกทีÉปกครองแบบนครรัฐ řŞ. ผลงานชิÊนใดทีÉสะท้อนความเชืÉอ ความศรัทธาทางศาสนา ř. ลวดลายเรขาคณิตแทนรูปคนและสัตว์ Ś. สนามกีฬาโคลอสเซียม ś. ภาพวาดคําพิพากษาครัÊงสุดท้าย Ŝ. มหาวิหารพาร์เธนอน řş. อะไรคือปัจจัยสําคัญทีÉทําให้กรีกพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ř. สภาพภูมิศาสตร์ส่งผลต่อการเป็นตัวของตัวเอง Ś. การติดต่อกับต่างชาติทําให้ได้รับแนวคิดสมัยใหม่ 32
39.
ś. ความเชืÉอมัÉนในเหตุผล เข้าใจธรรมชาติว่ามนุษย์ต้องการเสรีภาพ Ŝ.
การขยายจักรวรรดิไปสู่โลกตะวันออก řŠ. ข้อใดกล่าวถึงโรมันอย่างถูกต้อง ř. การใช้กฎหมายสิบสองโต๊ะเพืÉอความเสมอภาคทางการศาล Ś. นําศิลปะมารับใช้มนุษย์โดยคํานึงถึงประโยชน์ใช้สอยแทนการรับใช้พระเจ้า ś. แสดงออกถึงอํานาจยิÉงใหญ่ของรัฐจึงสร้างสิÉงก่อสร้างใหญ่โต หรูหรา Ŝ. ตระหนักในความสําคัญของสิทธิ และเสรีภาพส่วนบุคคล řš. สมัยกลางเกิดเหตุการณ์สําคัญในประวัติศาสตร์หลายประการ คือข้อใดบ้าง ř. คริสต์ศาสนามีอิทธิพลเหนือการดําเนินชีวิตประชาชน Ś. สภาพสังคมแบบฟิวดัล สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมอบทีÉดินและความจงรักภักดี ต่อเจ้าของทีÉดิน 3. การหยุดชะงักของศิลปวัฒนธรรมกรีก – โรมัน 4. ลัทธิชาตินิยมแพร่หลาย จึงมีการขยายอํานาจไปยังดินแดนโพ้นทะเล ŚŘ. งานศิลปะของไมเคิลแองเจโจ และดาร์วินซี ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง ř. ผสมผสานแนวคิดมนุษยนิยม ธรรมชาตินิยมและคริสต์ศาสนา Ś. แสดงความรู้สึก อารมณ์ เหมือนมีชีวิตจริงและความสมบูรณ์ของเรือนร่างมนุษย์ ś. คํานึงถึงเส้น แสง เงา และรายละเอียดขององค์ประกอบในภาพ Ŝ. หลุดพ้นอิทธิพลของกรีกและโรมัน แต่มีอิสระทางความคิดในฐานะปัจเจกชน Śř. การปฏิวัติอุตสาหกรรมส่งผลกระทบทีÉสําคัญต่อการเปลีÉยนแปลงเหตุการณ์ในโลกอย่างไร ř. เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในทัÊงประเทศและนอกประเทศ Ś. การเติบโตของแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และสังคมนิยม ś. นําไปสู่การปฏิวัติเกษตรกรรม และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ทําให้ระบบฟิวดัลล่มสลาย Ŝ. ทําให้อังกฤษ และฝรัÉงเศส เป็นผู้นําลัทธิจักรวรรดินิยม ŚŚ. วัตถุประสงค์ทีÉสําคัญของลัทธิจักรวรรดินิยม คือข้อใด ř. แข่งขันและแทนทีÉบทบาทการผูกขาดการค้าของพวกอิสลาม Ś. ต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดสินค้า ś. เผยแพร่คริสต์ศาสนาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ Ŝ. ขยายแสนยานุภาพทางทหารและความรู้สึกชาตินิยม Śś. “มนุษย์ทัÊงปวงย่อมเสมอกันโดยกําเนิดและพระเจ้าได้มอบสิทธิบางประการอันจะโอนให้แก่ บุคคลอืÉน มิได้ คือ สิทธิในชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความรู้” ข้อความดังกล่าวเกีÉยวข้อง กับนักปราชญ์ท่านใด ř. รุสโซ Ś. จอห์น ลอค ś. คาร์ล มาร์กซ์ Ŝ. โทมัส ฮอฟส์ 33
40.
ŚŜ. ข้อใดเกีÉยวข้องกับประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา ř. การประกาศสุนทรพจน์ทีÉว่าการปกครองของประชาชน
โดยประชาชน เพืÉอประชาชน Ś. การใช้ทฤษฎีการแบ่งแยกอํานาจเป็น ś ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ś. การล้มล้างระบอบราชาธิปไตยในยุโรป Ŝ. การประกาศหลักสิทธิมนุษยชนและพลเมือง Śŝ. การปฏิวัติฝรัÉงเศสถือเป็นแบบอย่างของการปฏิวัติการเมืองทีÉสําคัญหลายประการ คือข้อใด ř. การเผยแพร่อุดมการณ์เสรีนิยมของชนชัÊนกลางและปัญญาชน Ś. การเผยแพร่แนวคิด เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ś. การประกาศหลักสิทธิมนุษยชนและพลเมือง Ŝ. การเริÉมต้นการปกครองแบบรัฐสภา ŚŞ. ข้อใดคือสาเหตุของสงครามอ่าวเปอร์เซีย ř. ความขัดแย้งด้านเชืÊอชาติ Ś. ความแตกต่างด้านศาสนา ś. อุดมการณ์การเมือง Ŝ. ผลประโยชน์ Śş. ตามกฎบัตรขององค์การสหประชาชาติ หน้าทีÉใดทีÉองค์การไม่สามารถปฏิบัติได้ ř. คุ้มครองเรือสินค้านานาชาติเพืÉอให้ปลอดภัยจากโจรสลัดโซมาเลีย Ś. การรักษาสันติภาพในประเทศอาฟกานิสถาน ś. การจัดการเลือกตัÊงในประเทศพม่า Ŝ. การเลือกผู้นําของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ŚŠ. หน่วยงานใดขององค์การสหประชาชาติทีÉเกีÉยวข้องกับกรณีเขาพระวิหาร ř. คณะมนตรีความมัÉนคง Ś. องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ś. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ Ŝ. คณะมนตรีภาวะทรัสตี Śš. สงครามฝิÉ นส่งผลอย่างไรต่อจีน ř. กลายเป็นประเทศทีÉป่วยของเอเซีย Ś. ตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ ś. ต้องให้เสรีภาพทางการค้าและเผยแผ่ศาสนาแก่ชาติตะวันตก Ŝ. สิÊนสุดราชวงศ์แมนจู śŘ. นโยบาย Ŝ ทันสมัย ซึÉงทําให้สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยด้านใดบ้าง ř. เกษตรกรรม Ś. อุตสาหกรรม ś. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Ŝ. การทหาร 34
41.
śř. ข้อใดเกีÉยวข้องกับ เหมา
เจ๋อ ตง ř. ก่อตัÊงประเทศไต้หวัน Ś. Long March ś. เศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด Ŝ. พรรคคอมมิวนิสต์สามารถปกครองจีนได้เบ็ดเสร็จ śŚ. ผลจากการทีÉญีÉปุ่นปฏิรูปเมจิ คือ ř. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ Ś. มีระบบเศรษฐกิจแบบ Zaibatsu ś. ล้มเลิกระบอบจักรพรรดิ Ŝ. มีแสนยานุภาพเข้มแข็ง śś. มหาตมะ คานธี เกีÉยวข้องกับเหตุการณ์ใด 1. ใช้นโยบายสัตยเคราะห์จนสามารถเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษได้สําเร็จ Ś. เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกภายหลังอินเดียได้รับเอกราช ś. ความข้ดแย้งปัญหาแคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดียและปากีสถาน Ŝ. ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ śŜ. ข้อใดกล่าวถึงอินเดียในปัจจุบันได้ถูกต้อง ř. มีแนวคิดในการรวมชาวฮินดูและมุสลิมเข้าด้วยกัน Ś. มีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ś. เป็นประเทศประชาธิปไตยทีÉใหญ่ทีÉสุดในโลก Ŝ. เป็นประเทศสมาชิกกลุ่ม BIMST – EC śŝ. องค์การใดทีÉจัดตัÊงครัÊงแรกทีÉกรุงเทพฯ ř. ASEAN 2. ASEM 3. APEC 4. AFTA 36. ประเทศสมาชิกริเริÉมของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ř. ไทย Ś. มาเลเซีย ś. ฟิลิปปินส์ Ŝ. อินโดนีเซีย śş. เหตุการณ์ใดมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งด้านเชืÊอชาติและศาสนา ř. สงครามตะวันออกกลาง Ś. การก่อการของกลุ่มทมิฬ – อีแลม ś. สงครามเวียดนาม Ŝ. การดําเนินงานของขบวนการ I.R.A. 38. ความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีมีสาเหตุจากประการใด ř. ศาสนา Ś. เชืÊอชาติ ś. อุดมการณ์การเมือง Ŝ. มหาอํานาจแทรกแซง śš. ข้อใดเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ř. APEC 2. EU 3. NAFTA 4. NATO 40. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและเอเชียใต้ได้แก่ ř. IMT – GT 2. OPEC 3. BIMST – EC 4. SAARC 35
42.
อ.วันทนา ทวีคุณธรรม ความรู้ทัÉวไปเกีÉยวกับศาสนา ศาสนาคืออะไร ศาสนา ตรงกับคําภาษาอังกฤษว่า
“religion” มาจากภาษาลาติน “religio” ซึÉงแปลว่า “ผูกพัน” หรือ “สัมพันธ์” หมายถึง ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ซึÉงแสดงออกโดยการมอบศรัทธาต่อพระเจ้า ด้วยความเคารพยําเกรง สําหรับคําว่า “ศาสนา” ในภาษาไทย มาจากคําศัพท์เดิมในภาษาสันสกฤตว่า “ศาสน” และตรง กับคําในภาษาบาลีว่า “สาสน” แปลว่า ”คําสัÉงสอน” หรือ “การปกครอง” ซึÉงหมายถึง ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้คํานิยามของคําว่าศาสนาไว้ว่า “ลัทธิ ความเชืÉอถือของมนุษย์อันมีหลัก คือ การแสดงกําเนิดและความสิÊนสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่าย ปรมัตถ์ประการหนึÉง แสดงหลักธรรมเกีÉยวกับบุญบาปอันเป็นไปฝ่ายศีลธรรมประการหนึÉง พร้อมทัÊงลัทธิพิธีทีÉ กระทําตามความเห็นหรือตามคําสัÉงสอนในความเชืÉอถือนัÊนๆ” ซึÉงก็หมายถึงว่า ศาสนาเป็นลัทธิความเชืÉอของ มนุษย์ ทีÉแสดงกําเนิดและสิÊนสุดของโลก แสดงหลักธรรมเกีÉยวกับบุญบาป และมีพิธีกรรม นัÉนเอง ศาสนาเกิดขึÊนได้อย่างไร ศาสนาเกิดขึÊนจากมูลเหตุสําคัญดังนีÊ ๑) เกิดจากความไม่รู้ เช่น ไม่รู้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ เกิดขึÊนได้อย่างไร ๒) เกิดจากความกลัว อันเป็นผลสืบเนืÉองมาจากความไม่รู้นัÉนเอง ๓) เกิดจากความต้องการทีÉพึÉงทางใจ ในยามทีÉเศร้าโศกเสียใจ หรือหวาดกลัว มนุษย์ย่อมต้องการ ทีÉพึÉงทางใจ ๔) เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสําคัญ เช่น บุคคลทีÉเคยทําคุณประโยชน์ใหญ่หลวงให้กับท้องถิÉน ๕) เกิดจากปัญญาต้องการรู้แจ้งเห็นจริง ต้องการหาคําตอบให้แก่ชีวิต ต้องแสวงหาทางหลุดพ้น จากทีÉกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าศาสนาเกิดขึÊนเพืÉอตอบสนองความต้องการของมนุษย์นัÉนเอง องค์ประกอบของศาสนา องค์ประกอบของศาสนามีดังนีÊ ๑) ศาสดา เป็นผู้ก่อตัÊงหรือผู้ประกาศศาสนา ต้องมีตัวตนอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ ๒) หลักธรรม อันเป็นคําสอนในด้านศีลธรรม ซึÉงต่อมาได้มีการรวบจารึกเป็นคัมภีร์ทางศาสนา ๓) นักบวช เป็นสาวกผู้ปฏิบัติศาสนกิจและสืบต่อหลักคําสอน ๔) ปูชนียสถาน และ ปูชนียวัตถุ สถานทีÉหรือวัตถุอันเป็นทีÉเคารพบูชา ๕) พิธีกรรม การประกอบพิธีต่างๆ ตามแนวปฏิบัติของศาสนา ศาสนาสําคัญของโลก 36
43.
ศาสนากับลัทธิต่างกันอย่างไร คําว่า “ลัทธิ” หมายถึง
คติความเชืÉอ ความคิดเห็น ซึÉงมีข้อแตกต่างระหว่าง “ศาสนา” และ “ลัทธิ” ในประเด็นต่างๆ ต่อไปนีÊ Ë ในแง่ของเขต ศาสนา เกิดขึÊนเพืÉอประโยชน์สุขของคนทัÉวไป เกีÉยวข้องกับมนุษย์ทัÉวโลก มีศาสดาผู้นํา สัจธรรมหรือนําคําสัÉงสอนของพระเจ้ามาบอกชาวโลก ลัทธิ เกิดขึÊนเพืÉอประโยชน์สุขของบุคคลเฉพาะกลุ่ม เจ้าลัทธิประกาศเพียงหลักการของ ตนเองซึÉงเป็นทัศนะส่วนตัว Ë ในแง่คําสอน ศาสนา มีคําสอนเกีÉยวกับศีลธรรมเป็นหลัก มีคําสอนเกีÉยวกับจุดหมายสูงสุดของชีวิตทัÊงใน โลกนีÊและโลกหน้า ทัÊงทีÉเป็นรูปธรรมและนามธรรม คําสอนมีลักษณะศักดิÍเป็นทีÉสักการบูชาของศาสนิกชน ลัทธิ ไม่มีหลักการทีÉจะต้องมีคําสอนเกีÉยวกับศีลธรรมโดยตรง อาจมีแต่คําสัÉงไม่มีคํา สอนทางศีลธรรมเลยก็ได้ เน้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตในปัจจุบันและอนาคตอันเป็นรูปธรรม คําสอนไม่มี ลักษณะศักดิÍสิทธิÍ เป็นเพียงความเห็นทีÉสอดคล้องกันระหว่างเจ้าลัทธิกับผู้นับถือ Ë ในแง่การสืบต่อ ศาสนา มีสถาบันและคัมภีร์สืบต่อคําสอน โดยไม่สามารถเปลีÉยนแปลงสิÉงใดในคัมภีร์ได้ มีพิธีกรรมทีÉเกีÉยวข้องกับศาสนา ลัทธิ มีคัมภีร์ไว้เป็ นหลักการ และมีสถาบันไว้ปฏิบัติให้บรรลุหลักการ ซึÉงอาจ เปลีÉยนแปลงแก้ไขได้ และไม่จําเป็นต้องมีพิธีการเสมอไป ประเภทของศาสนา สามารถจัดประเภทของศาสนาได้หลายรูปแบบ ดังนีÊ ๑) จัดตามแหล่งผู้นับถือ ศาสนาประจําชาติ เช่น ชินโต ฮินดู ซิกข์ ศาสนาสากล เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ๒) จัดตามการมีผู้นับถือในปัจจุบัน ศาสนาทีÉตายไปแล้ว เช่น ศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ ศาสนาของกรีกโบราณ ศาสนาทีÉยังมีชีวิตอยู่ เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ๓) จัดตามความเชืÉอเกีÉยวกับพระเจ้า ศาสนาอเทวนิยม เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเทวนิยม แบ่งเป็น เอกเทวนิยม เช่น คริสต์ อิสลาม พหุเทวนิยม เช่น ฮินดู 37
44.
ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ศาสนาพรามหณ์
– ฮินดูเกิดขึÊนในอินเดีย มีอายุเก่าแก่กว่าพระพุทธศาสนาประมาณ ๙๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปี จึงจัดเป็นศาสนาทีÉเก่าแก่กว่าบรรดาศาสนาทัÊงหลายทีÉมีผู้นับถืออยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็น ศาสนาพหุเทวนิยม ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏว่าศาสนาพราหมณ์มีศาสดาผู้ก่อตัÊงหรือเผยแผ่คําสอน ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์เชืÉอว่า ศาสนาของตนสืบเนืÉองมาจากพระผู้เป็นเจ้า คือพระพรหม แต่ถ้ามองในแง่ ประวัติศาสตร์ ศาสนาพราหมณ์ถือกําเนิดขึÊนจากการนําความเชืÉอเรืÉองการนับถือสุริยเทพและเทพเจ้าประจํา ธรรมชาติของพวกอารยันเข้ามาผสมผสานกับการนับถือและบูชาวิญญาณประจําโลกธาตุทัÊง ๔ (ดิน นํÊา ลม ไฟ) ของชาวพืÊนเมือง (มิลักขะ) เทพเจ้า ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู นับถือเทพเจ้ามากมาย โดยมีความคิดว่าเทพเจ้ามีความรู้สึก รัก โกรธ เกลียด ชัง เหมือนกับมนุษย์ และอาจบันดาลประโยชน์หรือหายนะแก่มนุษย์ได้ ทําให้มนุษย์รู้สึกกลัวและ หาทางเอาใจเทพเจ้า ก่อให้เกิดการสวดสรรเสริญเยินยอเทพเจ้า การบูชายัญเพืÉอสังเวยเทพเจ้า เทพเจ้าองค์สําคัญมี ๓ องค์ ทีÉเรียกรวมกันว่า “ตรีมูรติ” คือ พระพรหม เทพเจ้าผู้สร้างโลก พระวิษณุ เทพเจ้าผู้พิทักษ์คุ้มครองโลก พระศิวะ เทพเจ้าผู้ทําลายโลก (ทําลายเพืÉอกวาดล้างความชัÉว และให้อาตมันได้พักผ่อน จากการเวียนว่ายตายเกิด) ระบบวรรณะ ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เชืÉอว่าวรรณะต่างๆ เกิดจากพระผู้เป็นกําหนด คนในสังคมจึงต้อง ปฏิบัติตาม แต่ถ้าพิจารณาจากคําศัพท์และประวัติศาสตร์ จะพบว่า คําว่า “วรรณะ” แปลว่า “สี” หมายถึง สีผิวกายของบุคคลทีÉตัÊงถิÉนฐานอยู่ในลุ่มแม่นํÊาตอนเหนือของอินเดีย ซึÉงแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ พวก อารยัน และพวกมิลักขะ / ฑราวิฑ จึงมีการแบ่งวรรณะตามสีผิว ในคัมภีร์พระเวทแบ่งคนในสังคมออกเป็น ๔ วรรณะ ได้แก่ ๑) วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากของพระพรหม ทําหน้าทีÉศึกษาคัมภีร์พระเวท และประกอบพิธี ทางศาสนา ๒) วรรณะกษัตริย์ เกิดจากแขนของพระพรหม ทําหน้าทีÉปกครองและปกป้ องบ้านเมือง ๓) วรรณะแพศย์ เกิดจากส่วนขาของพระพรหม เป็นบุคคลส่วนใหญ่ของสังคม มีอาชีพค้าขาย และอาชีพอืÉนๆ เช่น เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม หัตถกรรม ฯลฯ ๔) วรรณะศูทร เกิดจากเท้าของพระพรหม มีหน้าทีÉใช้แรงกายรับจ้างทํางานให้คนในวรรณะอืÉน 38
45.
คัมภีร์ทางศาสนา หลังจากทีÉศาสนาพราหมณ์เกิดขึÊน เมืÉอเวลาผ่านไปเทพเจ้าต่างๆ ก็มีมากขึÊน
บทสวดสรรเสริญบูชา และบทสวดในพิธีกรรมก็มากขึÊน จึงมีการรวบรวมไว้ในทีÉเดียวกัน จึงเกิด “คัมภีร์พระเวท” ขึÊนคัมภีร์พระเวทมี ทัÊงหมด ๔ คัมภีร์ ได้แก่ ๑) ฤคเวท เป็นบทร้อยกรองสําหรับใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้าในพิธีกรรมบูชายัญ ๒) ยชุรเวท มีทัÊงบทร้อยกรองสําหรับสวดสรรเสริญเทพเจ้า และบทร้อยแก้วว่าด้วยระเบียบพิธีใน การประกอบพิธีกรรมบูชายัญ ๓) สามเวท เป็นบทร้อยกรองสําหรับสวดในพิธีถวายนํÊาโสมแด่พระอินทร์ และขับกล่อมเทพ เจ้าอืÉนๆ ๔) อถรรพเวท เป็นคัมภีร์รวบรวมคาถาอาคมเวทมนตร์ต่างๆ จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูอยู่ทีÉ “โมกษะ” อันเป็นการหลุดพ้นจากความทุกข์ทัÊง ปวง มีภาวะเป็นอันหนึÉงอันเดียวกับปรมาตมัน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เชืÉอว่า สิÉงทีÉเป็นแกนกลางของชีวิตคือ “อาตมัน” หรือ “ชีวาตมัน” ซึÉงเป็น ตัวตนแท้จริงไม่แตกดับ และมี “ปรมาตมัน” เป็นตัวตนสากล เปรียบดัÉงดวงวิญญาณอันยิÉงใหญ่ เป็นพลัง ธรรมชาติ และปรมาตมันเป็นต้นกําเนิดของอาตมันทัÊงปวง เมืÉออาตมันแยกออกมาจากปรมาตมันแล้วจะ เวียนว่ายตายเกิด ซึÉงการเวียนว่ายตายเกิดถือว่าเป็นทุกข์ การจะพ้นจากความทุกข์อาตมันต้องกลับไปรวม เป็นอันหนึÉงอันเดียวกับปรมาตมัน การไปสู่โมกษะทําได้ ๓ ทาง คือ ๑) กรรมโยคะ คือ การกระทํากิจต่างๆ ด้วยความรู้สึกปล่อยวาง ทําด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าทีÉ อุทิศตนเองเพืÉอรับใช้พระเป็นเจ้า และไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตนใดๆ จากการกระทํานัÊน ๒) ภักติโยคะ คือ การมีจิตใจภักดีต่อพระเป็นเจ้าอย่างไม่คลอนแคลน สักการะบูชาพระองค์อย่าง ไม่ขาดตกบกพร่อง มอบกายถวายชีวิตให้อยู่ในพระกรุณาของพระองค์ ๓) ชญานโยคะ คือ การปฏิบัติเพืÉอมุ่งให้เกิดความรู้แจ้งเกีÉยวกับธรรมชาติทีÉแท้จริงของชีวาตมันและ ปรมาตมัน โดยขจัดความหลงผิดและความเข้าใจผิดให้หมดไป ทัÊงสามประการเป็นหลักปฏิบัติทีÉสอดคล้องกัน แต่จะเน้นหนักไปทางไหนแล้วแต่อัธยาศัยของแต่ละ บุคคล เมืÉอปฏิบัติจนถึงทีÉสุดจนเป็นทีÉพอใจของพระเป็นเจ้า พระองค์ก็จะประทานความรู้แจ้งให้เกิดขึÊนเมืÉอ เกิดความรู้แจ้งก็หลุดพ้น เรียกว่า “บรรลุโมกษะ” 39
46.
หลักอาศรม ๔ ศาสนาพราหมณ์ –
ฮินดู ได้แบ่งขัÊนตอนของชีวิตออกเป็น ๔ ช่วง เรียกว่า “อาศรม ๔” ได้แก่ ๑) พรหมจรรย์ เป็นวัยศึกษาเล่าเรียน ผู้ชายทีÉอยู่ในวัยรุ่นจะต้องออกจากบ้านไปอยู่ศึกษาวิชาการ จากอาจารย์ คอยปฏิบัติรับใช้อาจารย์พร้อมทัÊงเรียนวิชาทีÉเหมาะกับวรรณะของตน ๒) คฤหัสถ์ เป็นวัยครองเรือนโดยการแต่งงานและตัÊงครอบครัว ในขัÊนนีÊบุคคลต้องประกอบอาชีพ เลีÊยงครอบครัว และสะสมทรัพย์สมบัติไว้ตามความสามารถ ๓) วานปรัสถ์ เป็นวัยทีÉต้องแยกตัวออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า เมืÉอเริÉมแก่หรือเริÉมมีหลาน บุคคล ควรเริÉมต้นอาศรมทีÉสามของชีวิต โดยการออกจากครอบครัวไปปฏิบัติธรรมในป่า เป็นการเตรียมตนเพืÉอ ขัÊนตอนสุดท้ายของชีวิต ๔) สันยาสี เป็นขัÊนตอนสุดท้ายของชีวิต บุคคลจะครองเพศบรรชิตสละชีวิตทางโลกโดยสิÊนเชิง ใช้ เวลาส่วนใหญ่ไปในการพิจารณาแสวงหาความจริงเกีÉยวกับชีวิต พยายามควบคุมกาย วาจา ใจ ของตนเอง ให้อยู่ในขอบเขตของชีวิตพรหมจรรย์ มุ่งปฏิบัติเพืÉอบรรลุโมกษะ นิกายต่างๆ ของศาสนา มีนิกายทีÉสําคัญ ดังนีÊ ๑) นิกายไวษณพ นับถือพระวิษณุ / พระนารายณ์ เป็นเทพเจ้าสูงสุด ทรงเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิÉง ในโลก ๒) นิกายไศวะ นับถือพระศิวะ เป็นเทพเจ้าสูงสุด ทรงเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิÉงในโลก ๓) นิกายพรหม นับถือพระพรหม เป็นเทพเจ้าสูงสุด ทรงเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิÉงในโลก ๔) นิกายศักติ นับถือบูชาพระเทวีของพระเป็นเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิÉงพระอุมาเทวีซึÉงเป็นพระมเหสี ของพระศิวะ ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเกิดขึÊนในประเทศอินเดีย เมืÉอประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว มีลักษณะเป็นศาสนา อเทวนิยม ศาสดาของศาสนาพุทธ คือ พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงค้นพบทางแห่งการดับทุกข์โดยอาศัยการ บําเพ็ญเพียรทางจิต หลังตรัสรู้แล้วพระองค์ทรงเผยแผ่หลักธรรมคําสอนให้แพร่หลายไปในหลายดินแดนในชมพู ทวีป จนปัจจุบันศาสนาพุทธกลายเป็นศาสนาทีÉสําคัญของหลายประเทศ คัมภีร์ทางศาสนา พระคัมภีร์ในศาสนาพุทธคือ “พระไตรปิฎก” แปลว่าตะกร้า ๓ ใบ พระไตรปิฎกประกอบด้วย ๓ คัมภีร์ คือ ๑) พระวินัยปิฎก ว่าด้วยเรืÉองวินัยหรือศีลของพระสงฆ์ ๒) พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าและพระสาวกสําคัญทีÉแสดงแก่บุคคล ต่างๆ ในเวลาและสถานทีÉต่างๆ 40
47.
๓) พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลักธรรมทีÉอธิบายในด้านวิชาการล้วนๆ
ไม่มีเหตุการณ์ บุคคล สถานทีÉ เข้ามาเกีÉยวข้อง จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาพุทธ คือ นิพพาน เป็นภาวะทีÉดับสิÊนจากกิเลสเครืÉองเศร้าหมองทัÊงปวง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ หลักธรรมสําคัญ ๑) ไตรลักษณ์ “ไตรลักษณ์” แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง หมายถึง กฎธรรมชาติทีÉมีอยู่ทัÉวไปในสรรพสิÉง ทัÊงปวง เป็นสิÉงธรรมดาทีÉเกิดขึÊนเอง เป็นไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล เรียกอีกอย่างว่า “สามัญ ลักษณ์” มีอยู่ ๓ ประการ คือ อนิจจตา ความไม่เทีÉยงแท้ ความไม่คงทีÉ การเปลีÉยนแปลง ทุกขตา ความทนอยู่ไม่ได้ ภาวะทีÉมีความบกพร่องในตัวพร้อมทีÉจะเปลีÉยนแปลง อนัตตตา ความไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนทีÉแท้จริง ทุกสิÉงเกิดขึÊน ตัÊงอยู่ และดับไป หลักธรรมเรืÉองไตรลักษณ์สอนให้เรารู้เท่าทันธรรมชาติของสรรพสิÉงทีÉไม่สามารถคงอยู่เช่นเดิม ได้ ต้องมีการเปลีÉยนแปลงอยู่เสมอเพืÉอจะได้ไม่ยึดมัÉนถือมัÉนให้เกิดทุกข์ ๒) ขันธ์ ๕ “ขันธ์ ๕ “ หรือ “เบญจขันธ์” เป็นองค์ประกอบของชีวิต ๕ ประการ ประกอบด้วย รูป ส่วนทีÉเป็นร่างกาย รวมถึงพฤติกรรมทัÊงหมดของร่างกาย เวทนา ความรู้สึกทีÉเกิดขึÊนต่อสิÉงทีÉรับรู้ มี ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนาและ อุเบกขาเวทนา สัญญา การกําหนดหมายรู้สิÉงใดสิÉงหนึÉง แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร สังขาร สิÉงทีÉปรุงแต่งจิต แรงจูงใจแรงผลักดันให้เกิดการกระทําอย่างใดอย่างหนึÉง วิญญาณ การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิÊน กาย ใจ ประกอบด้วย จักขุ วิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญา ๓) อริยสัจ ๔ “อริยสัจ ๔” แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ อันเป็นขัÊนตอนปฏิบัติเพืÉอ ความดับทุกข์หรือแก้ปัญหา ได้แก่ ทุกข์ คือ ปัญหาหรือความทุกข์ สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์ นิโรธ คือ ความดับทุกข์ 41
48.
มรรค คือ ทางแห่งความดับทุกข์
มี ๘ ประการ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นิกายสําคัญของศาสนา มีนิกายใหญ่ๆ ทีÉสําคัญอยู่ ๒ นิกาย คือ ๑) นิกายเถรวาท เป็นนิกายดัÊงเดิมทีÉรักษาพระธรรมวินัยต่างๆ ไว้โดยไม่เปลีÉยนแปลง ๒) นิกายอาจริยวาท หรือ มหายาน เป็นนิกายทีÉเกิดขึÊนใหม่ โดยผสมผสานกับหลักคําสอนของ นิกายอืÉนๆ แล้วสร้างเอกลักษณ์ทีÉเป็นของตนโดยเฉพาะ สําหรับนิกายมหายานนัÊน วินัยแก้ไขได้ ธรรมแก้ไข ได้ ไม่เน้นชีวิตสงฆ์ แนวคิดเกีÉยวกับอุดมคติพระโพธิสัตว์ (ภาวะโพธิสัตว์เป็นสิÉงทีÉเกิดขึÊนกับบุคคลทัÉวไปได้ โดยตัÊงปณิธานของพระโพธิสัตว์ ๔ ประการ คือ ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ทําลายกิเลสตัณหา ทัÊงหลายให้หมดสิÊน เข้าถึงสัจธรรมและสอนธรรมนัÊนให้แก่ผู้อืÉน นําสัตว์ทัÊงหลายให้เข้าสู่พุทธภาวะหมายถึง ภาวะแห่งความรู้ ความตืÉน ความเบิกบาน) ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ถือกําเนิดขึÊนในดินแดนปาเลสไตน์ ทวีปเอเชีย แต่เผยแผ่เข้าไปแพร่หลายในทวีปยุโรป แล้วแพร่หลายไปสู่ทวีปต่างๆ ทัÉวโลก ศาสนาคริสต์มีพัฒนาการมาจากศาสนายูดายหรือศาสนายิว มีลักษณะ เป็นศาสนาเอกเทวนิยม โดยมีพระเจ้าสูงสุดคือ พระยะโฮวา ศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู ท่านกําเนิดในครรภ์ของหญิงพรหมจรรย์นามว่า มาเรีย ซึÉงตัÊงครรภ์โดยพระอานุภาพของพระเจ้า ชาวคริสต์เชืÉอว่าพระเยซูเป็น พระเมสซิอาห์ (Meshiah) หรือพระ ผู้ช่วยให้รอด ซึÉงพระเจ้าส่งลงมาช่วยเหลือชาวยิวให้รอดพ้นจากการกดขีÉและภัยสงคราม เป็นผู้ทีÉจะนําสันติสุข ทีÉแท้จริงมาสู่ชาวยิว คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ของศาสนาคริสต์ คือ คัมภีร์ไบเบิล เป็นประมวลคําสอนซึÉงถือว่าคือพระวจนะของพระเจ้า แบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ - พระคัมภีร์เก่า หรือ พันธสัญญาเดิม (The Old Testament) เป็นคัมภีร์ของศาสนายิวซึÉงเป็น รากฐานของพระคัมภีร์ใหม่ ประกอบด้วยเนืÊอหาเกีÉยวกับเรืÉอง พระเจ้าทรงสร้างโลก ประวัติชนชาติยิว บัญญัติ ๑๐ ประการ และศาสดาพยากรณ์ต่างๆ - พระคัมภีร์ใหม่ หรือ พันธสัญญาใหม่ (The New Testament) เป็นคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะ เป็นเรืÉองราวเกีÉยวกับพระเยซูและพระอัครสาวกต่างๆ ซึÉงเขียนโดยนักบุญทีÉสําคัญต่างๆ เช่น มัธธิว (Mathew) มาระโก (Mark) ลูกา (Luke) ยอห์น (John) 42
49.
ความเชืÉอและหลักธรรมสําคัญ ความเชืÉอในหลักตรีเอกานุภาพ โดยเชืÉอว่า พระบิดา (พระเจ้า)
พระบุตร (พระเยซู) และพระจิต (พระวิญญาณบริสุทธิÍของพระเจ้าทีÉ เสด็จมาประทับในใจผู้เชืÉอถือ) คือพระเจ้าองค์เดียวกันแม้จะมีพระนามและพระฐานะต่างกัน หลักความรัก ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก โดยหลักความรักนีÊแบ่งออกเป็น ๒ ประการ คือ ๑) ความรักต่อพระเจ้า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจของเจ้าด้วยสุดกําลัง” ๒) ความรักต่อเพืÉอนมนุษย์ “ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย” บัญญัติสิบประการ ๑) จงนมัสการพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ๒) จงอย่าสร้างรูปเคารพ ๓) อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ ๔) จงนับถือวันสะบาโตเป็นวันศักดิÍสิทธิÍ ๕) จงนับถือบิดามารดา ๖) อย่าฆ่าคน ๗) อย่าผิดประเวณี ๘) อย่าลักทรัพย์ ๙) อย่าเป็นพยานเท็จ ๑๐) อย่ามีความโลภในสิÉงของผู้อืÉน ความเชืÉอเรืÉองอาณาจักรพระเจ้า อาณาจักรพระเจ้า หมายถึง อาณาจักรพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ หรืออาณาจักรพระเจ้าบนโลก มนุษย์ ซึÉงก็คือศาสนจักร ซึÉงทุกคนทีÉมีความเชืÉอจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา คริสต์ก็คือ การได้อยู่อย่างเป็นสุขในอาณาจักรพระเจ้านัÉนเอง นิกายสําคัญของศาสนา ๑. นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic) - ชืÉอนิกายมาจากการถือเอากรุงโรมเป็นศูนย์กลางของศาสนา และเป็นทีÉพํานักของพระสันตปาปา (ปัจจุบันอยู่ทีÉนครวาติกัน ซึÉงเป็นรัฐอิสระทีÉตัÊงอยู่ในกรุงโรม) - มีพระสันตะปาปาเป็นประมุขสูงสุดของคริสต์ศาสนจักร - ชาวคาทอลิกเชืÉอว่าตนเป็นผู้สืบทอดคําสอนและประเพณีอืÉนๆ ของศาสนามาแต่เริÉมแรก และ พยายามปกป้ องหลักธรรมคําสอนและประเพณีแต่ดัÊงเดิมอย่างเคร่งครัด - ชาวคาทอลิกเชืÉอเรืÉองการชําระบาป ถือว่าพระเป็นผู้ประกอบพิธีล้างบาปให้ได้ และเชืÉอเรืÉองแดนชําระ - ชาวโรมันคาทอลิกจะยกย่องนักบุญทัÊงหลาย รวมทัÊงมาเรีย และโยเซฟ 43
50.
- มีการประกอบพิธีศีลศักดิÍสิทธิÍ ๗
ประการ คือ ศีลล้างบาป ศีลกําลัง ศีลมหาสนิท ศีลแก้บาป ศีลเจิมคนไข้ ศีลบวช และศีลสมรส - มีนักบวช ซึÉงอุทิศตนเพืÉอศาสนา และไม่ได้รับอนุญาตให้สมรส ๒. นิกายออร์ธอดอกซ์ (Orthodox) - แยกตัวจากนิกายโรมันคาทอลิกด้วยเหตุผลทางการเมือง (ความขัดแย้งระหว่างสังฆราชแห่งโรม กับสังฆราชแห่งคอนสแตนติโนเบิล) - ไม่ขึÊนตรงต่อพระสันตะปาปา แต่ละประเทศมีประมุขเรียกว่าเพทริอาค (Patriarch) - แทบจะไม่มีข้อแตกต่างจากโรมันคาทอลิกในด้านหลักธรรมคําสอน แต่มีความแตกต่างในเรืÉอง รูปแบบของพิธีกรรม ภาษา การจักระเบียบการปกครองสงฆ์ - ไม่ยกย่องนักบุญ รูปเคารพมักเป็นภาพโมเสด (ห้ามประดิษฐานรูปเคารพสามมิติ) - ประกอบพิธีศีลศักดิÍสิทธิÍ ๗ ศีล - มีนักบวช และนักบวชชัÊนผู้น้อยสามารถสมรสได้ ๓. นิกายโปรแตสแตนท์ - เป็นชืÉอเรียกรวมของนิกายต่างๆ ทีÉไม่ใช่โรมันคาทอลิก และออร์ธอดอกซ์ - แยกจากโรมันคาทอลิกเนืÉองจากความขัดแย้งเกีÉยวกับหลักธรรมคําสอน และการปฏิบัติศาสนาทีÉ ผิดแบบแผน เช่น การซืÊอใบไถ่บาป - การบริหารจัดการแต่ละประเทศเป็นอิสระไม่ขึÊนต่อการ และไม่ขึÊนต่อพระสันตะปาปา - ไม่เชืÉอว่าพระมีอํานาจใจการอภัยบาป การอภัยบาปสามารถทําได้เองโดยสารภาพต่อพระเจ้าเป็น หมู่คณะ - ไม่ยกย่องนักบุญ และไม่ประดิษฐานรูปเคารพใดๆ เพราะถือเป็นเรืÉองนอกคัมภีร์ ไม้กางเขนจะ ไม่มีรูปพระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน - ประกอบพิธีศีลศักดิÍสิทธิÍเพียง ๒ ศีล คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท ศาสนาอิสลาม คําว่า “อิสลาม” เป็นภาษาหรับ แปลว่า “สันติ” “การยินยอม” หมายถึง การยินยอมต่อ พระ ประสงค์ของพระเจ้าเพืÉอสันติ ผู้ทีÉนับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า “ชาวมุสลิม” ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทีÉมีวิวัฒนาการมาจากศาสนายิวและศาสนาคริสต์ เกิดขึÊนในประเทศ ซาอุดิอาระเบีย เมืÉอประมาณ ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว มีลักษณะเป็นศาสนาเอกเทวนิยม มีพระเจ้าสูงสุดคือ “พระอัลเลาะห์” ซึÉงชาวมุสลิมเชืÉอว่าเป็นพระผู้สร้าง ผู้คํÊาจุน และผู้ฟืÊนฟูโลกมนุษย์ และมีพระศาสดาคือ นบีมูฮํามัด ผู้ซึÉงชาวมุสลิมเชืÉอว่าเป็นศาสดาองค์สุดท้ายซึÉงนําโองการทีÉสมบูรณ์ทีÉสุดจากพระเจ้ามาประกาศ ให้แก่มวลมนุษย์ 44
51.
คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม คือ คัมภีร์อัลกุรอาน
เป็นคัมภีร์ทีÉพระอัลเลาะห์ประทานให้กับท่าน นบีมูฮํามัด โดยผ่านทางเทวทูต คัมภีร์อัลกุรอานจึงเป็นพระวจนะของพระอัลเลาะห์ทีÉตรัสแก่มนุษย์ เป็นพระ ประสงค์ของพระองค์และเป็นธรรมนูญของชีวิต ชาวมุสลิมถือว่าทุกสิÉงทีÉปรากฏในคัมภีร์เป็นความจริงทีÉบริสุทธิÍ ไม่มีใครจะสงสัยหรือดัดแปลงแก้ไขได้ อัล-ฮะดิส เป็นบันทึกซึÉงรวบรวมคําสัÉงสอนและแบบอย่างในการดําเนินชีวิตของท่านนบีมูฮํามัดไว้ ซึÉงได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมากด้วยการเล่าปากต่อปาก แต่ภายหลังได้มีการจดบันทึกเอาไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร เป็นหนังสือทีÉมีความสําคัญ แต่ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับคัมภีร์อัลกุรอาน หลักคําสอนและศาสนพิธีสําคัญ ๑. หลักศรัทธา ซึÉงชาวมุสลิมจะต้องเชืÉอมัÉนโดยปราศจากความระแวงสงสัยหรือโต้แย้งใด ๆ มีอยู่ ๖ ประการ คือ ๑) ศรัทธาในเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า ชาวมุสลิมจะต้องศรัทธาในพระอัลเลาะห์แต่เพียงพระองค์ เดียว ไม่มีพระเจ้าอืÉนใดนอกเหนือไปจากพระองค์ ๒) ศรัทธาในเทวทูตของพระเจ้า ชาวมุสลิมเชืÉอว่าเทวทูต (มาลาอีกะฮ์) เป็นคนกลางระหว่างพระเจ้า กับศาสดา เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ๓) ศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอาน เชืÉอว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าทีÉทรงมอบให้แก่มนุษย์โดยผ่านทาง พระศาสดามูฮํามัด ๔) ศรัทธาต่อศาสนทูตหรือบรรดาศาสดาต่างๆ โดยชาวมุสลิมเชืÉอว่าก่อนทีÉพระเจ้าจะประทาน คัมภีร์อัลกุรอานให้แก่ศาสดามูฮํามัด พระองค์ได้สถาปนาศาสดาต่างๆ อีกหลายองค์ให้แก่มนุษยชาติตามเวลา ต่างๆ เช่น นูห์ (Noah) อิบรอฮีม (Abraham) มูซา (Moses) อีซา (Jesus) ๕) ศรัทธาต่อวันพิพากษา ชาวมุสลิมเชืÉอว่ามนุษย์มีดวงวิญญาณเป็นอมตะ เมืÉอร่างกายดับสูญ วิญญาณจะยังอยู่และรับผลกรรมดีกรรมชัÉวของตนทีÉทําเมืÉอมีชีวิตอยู่ ชาวมุสลิมเชืÉอว่าโลกนีÊมีการดับสูญ และ เมืÉอถึงวันนัÊน พระอัลเลาะห์จะทรงพิพากษามนุษย์ตามกรรมดีและกรรมชัÉว ๖) ศรัทธาในกฎกําหนดสภาวการณ์ เชืÉอว่าพระเจ้าเป็นผู้กําหนดทุกสิÉงทุกอย่างสําหรับโลกและ มนุษย์ ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนหรือเปลีÉยนแปลงได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความให้มนุษย์งอมืองอเท้าปล่อยทุกอย่าง ให้เป็นไปตามแต่พระเจ้ากําหนด หากแต่มนุษย์ต้องพยายามทําทุกอย่างให้ดีทีÉสุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง ไว้วางใจพระองค์ให้เป็นผู้นําทางชีวิต ๒. หลักปฏิบัติ เป็นศาสนกิจทีÉชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติทัÊงทางกาย วาจา ใจ มี ๕ ประการ ๑) การปฏิญาณตน โดยเปล่งวาจารับพระอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ๒) การละหมาด เป็นการนมัสการพระเจ้า เพืÉอขอบคุณ ขอขมา และสรรเสริญพระองค์ โดยชาว มุสลิมจะต้องละหมาดวันละ ๕ เวลา คือ เช้าตรู่ บ่าย เย็น คํÉา กลางคืน 45
52.
๓) การถือศีลอด เพืÉอให้เกิดความอดทนทางร่างกายและความเข้มแข็งทางจิตใจ
ให้ระลึกถึงคน ยากจนอดอาหารและจะได้ช่วยเหลือผู้ทีÉขัดสน ในระหว่างถือศีลอดหนึÉงเดือนจะต้องงดเว้นการกินอาหาร ดืÉม นํÊา กลืนนํÊาลาย ร่วมสังวาส ตัÊงแต่รุ่งอรุณจนกระทัÉงพระอาทิตย์ตกดิน ๔) การบริจาคซะกาต ชาวมุสลิมมีหน้าทีÉจะต้องบริจาคทรัพย์ของตนในอัตราร้อยละ ๒.๕ แบ่งปัน ให้กับผู้อืÉน เพืÉอช่วยเหลือคนอนาถา เด็กกําพร้า คนทีÉขัดสน ผู้มีหนีÊสิน ผู้เผยแพร่ศาสนา ผู้เดินทางทีÉขัดสน ๕) การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นการเดินทางไปประกอบศาสนกิจทีÉเมืองเมกกะ ศาสนาอิสลามบัญญัติ ให้มุสลิมทัÊงปวงทีÉมีความสามารถ คือ เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีสุขภาพดี มีการ คมนาคมทีÉปลอดภัย และมีทุนทรัพย์เพียงพอ ให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ สําหรับผู้ทีÉไม่ได้อยู่ในวิสัยทีÉจะ เดินทางได้นัÊนก็ไม่ได้บังคับ ข้อห้ามในศาสนาอิสลาม นอกจากหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อืÉนๆ ทีÉชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติอีกมากมาย ในทีÉนีÊจะขอยกมาเป็นเพียงตัวอย่างบางข้อ เช่น - ห้ามยึดถือหรือนําสิÉงอืÉนมาเทียบเคียงอัลเลาะห์ เช่น เงินตรา ชืÉอเสียง วงศ์ตระกูล ฯลฯ - ห้ามกราบไหว้บูชารูปปัÊน วัตถุ ดวงดาว ผีสาง เทวดา ฯลฯ ห้ามเซ่นไหว้สิÉงใดๆ ทัÊงสิÊน - ห้ามเชืÉอในเรืÉองดวง ห้ามดูซะตาราศี ห้ามถือโชคลาง ห้ามเล่นเครืÉองรางของขลัง - ห้ามเล่นการพนันทุกชนิด เช่น เสีÉยงทาย แทงม้า ลอตเตอรี - ห้ามกินสัตว์ทีÉตายเอง สัตว์ทีÉมีโรค เลือดทีÉได้จากการเชือดสัตว์ ห้ามกินหมู ห้ามกินสัตว์ทีÉถูก นําไปเซ่นไหว้ สัตว์ทีÉถูกรัดคอให้ตายโดยไม่ได้เชือด สัตว์ทีÉเชือดโดยไม่ได้กล่าวนามพระเจ้า สัตว์ทีÉมีลักษณะ น่ารังเกียจ สัตว์ทีÉตะปบสัตว์อืÉนเป็นอาหาร - ห้ามเสพสิÉงมึนเมาทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ยาเสพติด - ห้ามผิดประเวณีกับหญิงใดๆ ไม่ว่าจะด้วยความยินยอมสมัครใจของทัÊงสองฝ่ายก็ตาม - ห้ามกักตุนสินค้าจนราคาขึÊนสูงแล้วนําสินค้านัÊนไปขาย - ห้ามกินดอกเบีÊย ฯลฯ นิกายสําคัญของศาสนา นิกายซุนนี ชาวมุสลิมนิกายนีÊถือว่าตนเองเป็นผู้เคร่งครัดในแนวทางปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอาน และตามวจนะของท่านศาสดา รวมทัÊงให้ความเคารพเชืÉอถือต่อกาหลิบ หรือผู้สืบตําแหน่งต่อจากท่านศาสดา ชาวซุนนีให้ความเคารพนับถือผู้นําทางศาสนา ๔ คนแรก คือ อาบูบักร์ โอมาร อุสมาน และอาลี ชาวมุสลิมใน ไทย และชาวมุสลิมส่วนใหญ่ทัÉวโลกนับถือนิกายนีÊ นิกายซีอะฮ์ เป็นกลุ่มทีÉแยกตัวออกมาเป็นกลุ่มแรก เพราะมีความเห็นว่าผู้นําทางศาสนาควรเป็น ทายาทของท่าน นบีมูฮํามัด นิกายนีÊจึงนับถือกาหลิบองค์ทีÉ ๔ คือ อาลี ว่าเป็นกาหลิบทีÉถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว ชาวซีอะฮ์ส่วนใหญ่อยู่ใน อิรัก อิหร่าน เยเมน อินเดีย และแอฟริกาตะวันออก 46
53.
โลกและสิÉงแวดล้อมทางธรรมชาติ รองศาสตราจารย์ ดวงกมล สินแพ็ง ความหมายของวิชาภูมิศาสตร์
( Geography) ภูมิศาสตร์ หมายถึง วิชาทีÉว่าด้วยเรืÉองราวเกีÉยวกับสิÉงต่างๆ ทีÉประกอบกันขึÊนเป็นโลก หรือหมายถึง วิชาทีÉว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสิÉงแวดล้อมทางธรรมชาติ กับมนุษย์และสิÉงแวดล้อมทีÉมนุษย์สร้างขึÊน สิÉงแวดล้อม มี Ś ประเภท 1. สิÉงแวดล้อมทางกายภาพหรือสิÉงแวดล้อมทางธรรมชาติ หมายถึง สิÉงแวดล้อมทีÉเกิดขึÊนเองตาม ธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่นํÊา ทะเล ฯลฯ 2. สิÉงแวดล้อมทางสังคม หมายถึง สิÉงแวดล้อมทีÉมนุษย์สร้างขึÊน เช่น ถนน ตึก บ้านวัด ประโยชน์ของวิชาภูมิศาสตร์ 1. ช่วยให้มนุษย์เข้าใจกระบวนการเปลีÉยนแปลงของสิÉงแวดล้อมทีÉปรากฏบนพืÊนผิวโลก 2. ช่วยให้มนุษย์เข้าใจถึงอิทธิพลของสิÉงแวดล้อมทีÉมีต่อมนุษย์ เข้าใจปัญหาทีÉเกิดขึÊนในท้องถิÉน ของตน และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 3. ช่วยส่งเสริมให้มนุษย์ทัÉวโลกมีความสัมพันธ์ทีÉดีต่อกัน เข้าใจปัญหาทีÉเกิดขึÊนในแต่ละท้องถิÉน และ ร่วมมือกันแก้ไขได้อย่างถูกวิธี 4. ช่วยให้มนุษย์สามารถเลือกทําเลทีÉตัÊงทีÉเหมาะสมต่อการดํารงชีวิต 1. ภูมิศาสตร์กายภาพ เน้นการศึกษาในเรืÉองสิÉงแวดล้อมทางกายภาพหรือสิÉงแวดล้อมทางธรรมชาติ ได้แก่ ธรณีสัณฐานวิทยา ภูมิศาสตร์ดิน ภูมิศาสตร์ทรัพยากรแหล่งนํÊา ภูมิอากาศวิทยา ชีวภูมิศาสตร์ 2. ภูมิศาสตร์มนุษย์ เน้นการศึกษาในเรืÉองราวความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิÉงแวดล้อม การตัÊงถิÉน ฐาน การประกอบอาชีพ ได้แก่ ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์การตัÊงท้องถิÉนฐาน ภูมิศาสตร์ การเมือง ภูมิศาสตร์ประชากร 3. ภูมิศาสตร์ภูมิภาค เน้นการศึกษาท้องถิÉนต่างๆ ได้แก่ ภูมิศาสตร์ประเทศไทย ภูมิศาสตร์ทวีปยุโรป 4. ภูมิศาสตร์ด้านเทคนิคและปฏิบัติการ เป็นภูมิศาสตร์ทีÉรวบรวมวิชาต่างๆ ซึÉงใช้เป็นเครืÉองมือ หรือ วิธีการ ในการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์สาขาต่างๆ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านภูมิศาสตร์การอ่าน และการทําแผนทีÉ พืÊนผิวของเปลือกโลกชัÊนนอก (the surface of earth’s crust) มีลักษณะขรุขระ สูงๆ ตํÉาๆ มีทัÊงส่วนทีเป็นของแข็ง นํÊาและอากาศปกคลุมจากการทีÉมีนํÊาและอากาศทํา ให้โลกเป็นดวงดาวดวงหนึÉงทีÉมีสิÉงมีชีวิตเกิดขึÊนจํานวนมาก พืÊนผิวเปลือกโลกชัÊนนอกแบ่งเป็น Ŝ ส่วน ดังนีÊ สาขาสําคัญของวิชาภูมิศาสตร์ 47
54.
1. ธรณี (lithosphere)
หมายถึง ส่วนทีÉเป็นพืÊนแผ่นดิน ได้แก่ ทวีป เกาะต่างๆรวมประมาณ ŚŠ% ของพืÊนทีÉพืÊนผิวโลก 2. อุทกภาค (hydrosphere) หมายถึง ส่วนทีÉเป็นพืÊนนํÊา ได้แก่ มหาสมุทร ทะเล ทะเลสาบ แม่นํÊาลํา ธาร ต่างๆ รวมประมาณ şŚ% ของพืÊนทีÉผิวโลก 3. บรรยากาศ (atmosphere) หมายถึง ส่วนทีÉเป็นอากาศห่อหุ้มโลก ซึÉงมีความหนาจากเหนือผิวโลก ถึงระดับอากาศ ประมาณ ř,ŘŘŘ กิโลเมตร 4. ชีวภาค (biosphere) หมายถึง สิÉงมีชีวิต ได้แก่ มนุษย์ พืช สัตว์ ทัÊงทีÉอยู่ในนํÊา บนพืÊนแผ่นดินและ บรรยากาศ หินเปลือกโลก (The Rocks of the Earth’s crust) ส่วนประกอบของผิวโลกทีÉเป็นของแข็ง เรียกว่า หิน (rock) ซึÉงเกิดจากการรวมตัวของธาตุ (mineral) ใน ลักษณะทีÉต่างกัน ทําให้หินมีคุณสมบัติแตกต่างกันหินบนพืÊนผิวโลกแบ่งเป็น ś ประเภท ดังนีÊ ลําดับ ชืÉอหิน การเกิด ลักษณะสําคัญ ความสําคัญ ประโยชน์ ตัวอย่างหิน 1 หินอัคนี (igneous rock) ř. เกิดจากหินหนืด (magma) แข็งตัว เมืÉอ เคลืÉอนตัวแทรกขึÊนมาบน ชัÊนผิวเปลือกโลก Ś. เกิดระเบิดของภูเขา ไฟ ř. มีการตกผลึกในเนืÊอ หิน Ś. ไม่มีซากดึกดําบรรพ์ (fossil) ปรากฏในเนืÊอ หิน ś. ไม่มีการวางตัวเป็น ชัÊนๆ Ŝ. ส่วนประกอบของเนืÊอ หินบางชนิดเป็นกรด (acid rock) เช่น หินแกรนิต (granite) บางชนิดเป็นด่าง (basic rock) เช่น หินบะซอลต์ (basalt) ŝ. เนืÊอหินแข็งแกร่ง ทนทาน ř. เทือกเขาหินอัคนีมักมี ความสูง สึกกร่อนช้า Ś. อุดมด้วยแร่ธาตุ โดยเฉพาะแร่โลหะ ś. ทําสิÉงก่อสร้าง หิน ประดับอาคารบ้านเรือน * หินอัคนีในประเทศไทย พบมากในเขตภูเขา ภาคเหนือตัวอย่างหิน อัคนี แกรนิต ผgranite) บะซอลต์ (basalt) ออบ ซิเดียน (obsidian) พัม มิส (pumice) สคอเรีย หรือตะกรันภูเขาไฟ (vacanic bomb) แกบ โบร (gabbro) 48
55.
ลําดับ ชืÉอหิน การเกิด
ลักษณะสําคัญ ความสําคัญ ประโยชน์ ตัวอย่างหิน Ś หินชัÊน หรือ หินตะกอน (sedimentary rock) เกิดจากการทับทมของ โคลนตะกอน วัตถุหรือ สารต่างๆ และการผุพัง ของหินเปลือกโลกอัน เกิดจากตัวกระทํา ต่างๆ เช่น ลม ฟ้ า ธาร นํÊาแข็ง คลืÉนหรือเกิด จากสิÉงมีชีวิต หรือเกิดจากกการ เปลีÉยนแปลงทางเคมี ř. เนืÊอหินเรียงตัวเป็น ชัÊนๆอย่างชัดเจน Ś. มักมีซากดึกดําบรรพ์ ř. เทือกเขาหินชัÊนมีการสึก กร่อนง่ายและเร็ว Ś. เทือกเขาหินปูนมีภูมิ ประเทศทีÉเป็นถํÉา หินงอก หินย้อย ś. เป็นแหล่งแร่ธาตุนานา ชนิด ส่วนใหญ่เป็นอโลหะ และแร่เชืÊอเพลิง Ŝ. เป็นวัสดุก่อสร้าง * หินชัÊนใน ประเทศไทยพบ มากภาคตะวันตกและภาคใต้ ตัวอย่างหินชัÊน หินปูน (limestone) หินทราย (sandstone) หินกรวด (gravels) หินดินดาน (shala) ถ่านหิน (coal) หิน เกลือ (saltrock) ś หินแปร (metamorphic rock) เกิดจากพลังงานความ ร้อน ความกด ทําให้ หินอัคนี หรือหินชัÊน หรือหินแปร เปลีÉยน รูปร่างของคุณสมบัติ กลายเป็นหินชนิดใหม่ มีลักษณะแตกต่างจาก หินชนิดเดิม ř. เป็นวัสดุก่อสร้าง Ś. ทําเครืÉองใช้ ตัวอย่างหินแปร หินอ่อน (marble) แปรจาก หินปูน หินไนสส์ (gneiss) แปรจากหินแกรนิต หิน ควอร์ตไซต์ (quartzite) แปรจากหินทราย หินชนวน (slate) แปรจากหินดินดาน หินชีสต์ (schist) และหินฟิล ไลต์ (qhylite) แปรจาก หินชนวน 49
56.
การผันแปรของเปลือกโลก เปลือกโลกมีการผันแปร และเปลีÉยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทําให้เกิดลักษณะภูมิประเทศ (landforms)
แบบต่างๆ การผันแปรของเปลือกโลก แบ่งเป็น Ś ลักษณะ ดังนีÊ ř. การผันแปรทีÉเกิดจากพลังงานภายในของโลก เป็นการผันแปรอันเนืÉองมาจากกระบวนการ การแปรโครงสร้าง (tectonic process) ทําให้เปลือกโลกมีการเพิÉมระดับ และลดระดับ ř.ř การเกิดแนวเทือกเขา (mountain belts) ลําดับ ชืÉอเทือกเขาแบ่งตาม อายุทางธรณีวิทยา อายุทางธรณีวิทยา ลักษณะสําคัญ ตัวอย่าง 1 เทือกเขาอัลไพน์ (alpine mountains) Cenozoic era (ŚŘ – şŘ ล้านปี) ยุคใหม่ มีความสูงชัน สลับซับซ้อน มัก เป็นแนวเปลือกโลกไม่มัÉนคง Alps Himalayas Rockies Andes 2 เทือกเขาเฮอร์ซิเนียน (hercynian moutains) Mesozic era (ŚŘŘ – ŚŝŘ ล้านปี) ยุคกลาง มีความสูงลดลง บางแห่งไม่ เป็นเทือกเขา เพราะผ่านการ สึกกร่อนมานาน Appalachians Great Dividing Vosges , jura Drakensbrg ś เทือเขาคาเลโดเนียน (Caledonian mountains) Paleozoic era มีความสูงน้อยมาก Cherlen (Scandinavia) Grampian (ใน Scotland) เทือกเขาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ สาเหตุการเกิดเทือกเขา ลําดับ สาเหตุการเกิดเทือกเขา / ภูเขา ลักษณะสําคัญ ตัวอย่าง เทือกเขา / ภูเขา ř เกิดจากการคดโค้งของเปลือก โลก (folded mountain) มักเป็นเทือกเขาแนวยาวต่อเนืÉอง สลับ ซับซ้อน มีหุบเขาตามยาว ส่วนลําธารแควต้นนํÊา จะไหลในหุบ เขาตามขวาง Alps , Rockies , Himalayas เทือกเขาส่วนใหญ่ของประเทศ ไทย และของโลก Ś เกิดจาธรณีเลืÉอน หรือการยกของ เปลือกโลก (block / fault mountain) ลาดเขาด้านทีÉเกิดจากการเลืÉอนตัว ของหินจะชัน อีกด้านไม่ชัน มักมี หน้าผา มักเกิดในแนวหุบเขาทรุด (rift valley) Vosges , Jura , Black , Forest ในแอฟริกาตะวันออก ซึÉงเป็นแนว หุบเขาทรุด 50
57.
ลําดับ สาเหตุการเกิดเทือกเขา /
ภูเขา ลักษณะสําคัญ ตัวอย่าง เทือกเขา / ภูเขา ś เกิดจากการสึกกร่อนของพืÊนทีÉ (residual mountain) มีหลายลักษณะแล้วแต่ภูมิประเทศ เดิมกับการสึกกร่อน เช่น เขาโดด (monadnock / relict mountain) เป็น ภูเขาเล็กๆ กระจายอยู่ตามทีÉ ราบเดิมเคยเป็นเทือกเขา แล้วสึก กร่อนพังทลาย ถ้าเป็นทีÉราบสูงเก่า แล้วสึกกร่อน เกิดเป็นทีÉราบสูงซอย แบ่งหรือภูเขายอดราบ (dissected plateu / flat – topped mountain) ภูเขายอดขนาดเล็กเรียกว่า เนินบูต หรือเนินยอดป้ าน (butte) ขนาด ใหญ่ปานกลาง เรียกว่า เนินเมซา (mesa) ขนาดใหญ่มากเรียกว่า เนินเมเซตา (meseta) เขาโดด ในภาคกลางตอนบนของ ไทย ภูเขายอดราบ ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เช่น ภูกระดึง ภูหลวงภูเรือ จัดเป็นเนิน mesa แผ่นดินไหว (earthquakes) สาเหตุสําคัญ คือ 1. การเลืÉอนตัวของหินเปลือกโลก ซึÉงเกิดจากแผ่นดินธรณี (plate) เลืÉอนออกจากกันหรือ เลืÉอนชนกัน 2. ภูเขาไฟระเบิด 3. ถํÊาใต้ดินยุบตัว คลืÉนสึนามิ (tsunamis / tidalwaves) เป็นคลืÉนก่อตัวจากใต้ทะเล เนืÉองจากเกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขา ไฟระเบิดใต้ทะเล เป็นคลืÉนทีÉมีพลังแรง สามารถเคลืÉอนตัวด้วยความเร็วมากกว่า ŞŘŘ กิโลเมตร/ชัÉวโมงข้าม มหาสมุทรได้ พุนํÊาร้อน (hot spring) กีเซอร์ (geyser) และ ภูเขาไฟโคลน (mud volcano) เกิดจากเปลือกโลกมีรอย แตกแยก พลังความร้อนจากใต้พืÊนผิวโลกก็เคลืÉอนเข้ามา คล้ายการระเบิดภูเขาไฟ แต่สิÉงทีÉพุ่งขึÊนมาเหนือ พืÊนผิวโลกเป็นนํÊาใต้ดินทีÉมีอุณหภูมิสูง ถ้ากําลังแรงของนํÊาพุ่งขึÊนมามีไม่มาก เรียกว่า พุนํÊาร้อน ถ้ามีกําลังแรง มากเรียกว่า กีเซอร์ ถ้านํÊาทีÉพุ่งขึÊนมาเป็นโคลน และมีโคลนจับตัวกัน ทีÉพืÊนเป็นรูปคล้ายกะลามะพร้าวทีÉวางควํÉา มีรูให้นํÊาโคลนพุ่งขึÊนมา เรียกว่า ภูเขาไฟโคลน บ่อโคลนเดือดหรือ พุโคลน (mud pot) Ś. การผันแปรทีÉเกิดจากตัวกระทําภายนอก เป็นการผันแปรอันเนืÉองมาจากกระบวนการการจัดระดับ (gradational process) ตัวกระทําภายนอกหรือพลังภายนอก ทีÉทําให้เปลือกโลกเปลีÉยนแปลงมีมากมาย เช่น แม่นํÊา นํÊาใต้ดิน ลม คลืÉน ธารนํÊาแข็ง ตัวกระทําเหล่านีÊทําให้เกิดการปรับระดับพืÊนผิวโลก ś ทางคือ 51
58.
ř. การกัดเซาะ หรือกัดกร่อน
(erosion) Ś. การนําพาหรือเคลืÉอนย้าย ผtransportation) ś. การทับถม (deposition) Ś.ř การกระทําของแม่นํÊาลําธารและฝน ทําให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ เช่น ลักษณะ ภูมิประเทศทีÉเกิดจากการกระทําของแม่นํÊาลําธาร เช่น หุบเขารูปตัววี (V – shaped valley) แคนยอน หรือหุบผาชัน (canyon) แก่ง (rapid) กุมภลักษณ์ (pothole) ลํานํÊาโค้งตวัด (meandering river) ทีÉราบนํÊาท่วมถึง (flood plain) ทะเลสาบรูปแอก หรือ บึงโค้ง หรือ กูด (oxbow lake) ดินดอนสามเหลีÉยมปากแม่นํÊา (delta) เนินตะกอนรูปพัด (alluvial fan) แท่งเสา หรือ หินทรงตัว (pillar) แผ่นดินถล่ม (landslide) 2.2 การกระทําของนํÊาใต้ดิน นํÊาใต้ดิน (ground water) ขึÊนอยู่กับปริมาณนํÊาฝนทีÉไหลซึมลงไปในดิน นํÊาใต้ดินทีÉมีคุณภาพ เมืÉอสูบขึÊนมาใช้ เรียกว่า นํÊาบาดาล (artesian water) นํÊาใต้ดินมีพลังกัดกร่อน และทําให้เกิดการทับถม เพราะมี กรดคาร์บอนนิคทีÉสามรถละลายหินปูนได้ จึงทําให้เกิดลักษณะภูมิประเทสแบบคาร์สต์ (karst) คือภูมิประเทศทีÉ อยู่ในเขตภูเขาหินปูน มีถํÊา (cave) หินงอก (stalagmite) หินย้อย (stalactite) บางครัÊงถํÊาใต้ดินอาจยุบตัวลงมา เพราะนํÊาใต้ดินกัดเซาะ เกิดเป็นหลุมยุบ (sinkhole) ซึÉงพบบ่อยในภาคใต้ และภาคตะวันตกของไทย 2.3 การกระทําของลม ทําให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ เช่น แอ่งในทะเลทราย (blowout) โขคหินรูปเห็ด (mushroom rock) สันทราย หรือเนินทราย (sand dune) ดินเลิสส์ หรือ ดินลมหอบ (loess) 2.4 การกระทําของคลืÉน และกระแสนํÊา หน้าผาชายฝัÉง หาดชายฝัÉง โพรงหินชายฝัÉง หรือถํÊาชายฝัÉง สะพานหินธรรมชาติ เกาะหินโด่ง หรือเกาะหินชะลูด สันดอน (bar) สันดอนเชืÉอมเกาะ 2.5 การกระทําของธารนํÊาแข็ง (glacier) ทําให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ เช่น หุบเขาธารนํÊาแข็ง (glacial trough) หรือ หุบเขารูปตัวยู (U – shaped valley) 2.6 การกระทําของปะการัง (coral polyps) ซึÉงเป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กอยู่กันเป็น กลุ่ม ขนาดใหญ่ ตัวปะการังสามารถผลิตหินปูนห่อหุ้มตัวเมืÉอมันตายไปก็กลายเป็นหินปูนเกาะติดต่อแน่นกันเป็นพืด ตัวเกิดใหม่จะเกาะทับซากเดิมนูนสูงขึÊนเรืÉอยๆ ปะการังจะอาศัยในท้องทะเลนํÊาตืÊนลึกไม่เกิน ŞŘ เมตร มีแสง สว่างส่องถึง ฟ้ าใส อุณหภูมิของนํÊาตํÉากว่า 20˚ C จึงพบปะการังตามแนวชายฝัÉงทะเลช่วงละติจูด 30˚ เหนือถึง 30˚ ใต้ และมักพบชายฝัÉงด้านตะวันออกของทวีปทีÉมีกระแสนํÊาอุ่นผ่านซากปะการังทีÉเกาะติดกันเป็นรูปร่างต่างๆ 52
59.
คือซากชีวิตของปะการังจํานวนมากมายมหาศาล ทีÉต้องใช้เวลาทับถมต่อกันนานมาก ภูมิประเทศทีÉเกิดจาก ปะการัง
เช่น ชายฝัÉงปะการัง (coral reef) มี Ś ลักษณะ คือ หาดปะการัง (fringing reef) มีพืÊนทีÉไม่มากนักอยู่ ติดชายฝัÉง และเทือกปะการังใกล้ฝัÉง (barrier reef) คล้าย fringing reef แต่มีขนาดกว้างใหญ่กว่ามาก มหาสมุทร (the Oceans) ทะเลและมหาสมุทรมีพืÊนทีÉรวมกันประมาณ şŚ% ของพืÊนทีÉผิวโลก ประกอบด้วยมหาสมุทร ŝ แห่งทีÉเชืÉอมต่อกันได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก อินเดีย อาร์กติก และแอนตาร์กติกา ลักษณะภูมิประเทศของมหาสมุทร (The Features of the Ocean Basins) เปลือกโลกใต้ ทะเลมหาสมุทรมีลักษณะสูงๆตํÉาๆ คล้ายเปลือกโลกบนพืÊนทวีป แต่ขรุขระน้อยกว่า ลักษณะเปลือกโลกใต้ทะเล แบ่งเป็น Ŝ ส่วนสําคัญคือ ไหล่ทวีป (continental shelf) หมายถึง ส่วนของท้องทะเลตืÊน นับตัÊงแต่ชายฝัÉงออกไปจนถึงแนวนํÊาลึกไม่ เกิน řŠŘ เมตร (ŞŘŘ ฟิต) ความลาดเอียงจะน้อย ท้องทะเลค่อนข้างเรียบ ความกว้างของไหล่ทวีปห่างจาก ชายฝัÉงประมาณ řŚŘ – řŞŘ กิโลเมตร จัดเป็นส่วนทีÉตืÊนทีÉสุด และอยู่ติดกับส่วนทีÉเป็นทวีป มีการทับถม การกัด เซาะพังทลายอันเกิดจากการกระทําของคลืÉน แม่นํÊา ลม นํÊาขึÊนนํÊาลง (tides) คือปรากฏการณ์เพิÉมระดับและลดระดับของนํÊาในทะเลและมหาสมุทร เกิดจากแรง ดึงดูดของดวงจันทร์ (moon gravitational force) พืÊนผิวนํÊาของโลก จะมีนํÊาขึÊน Ś แห่ง นํÊาลง Ś แห่ง และเนืÉองจากโลกหมุนรอบตัวเอง ř รอบใช้เวลา ŚŜ ชัÉวโมง ขณะเดียวกันดวงจันทร์หมุนรอบโลก ř รอบใช้เวลา Śś ½ วัน จึงทําให้พืÊนนํÊาบนผิวโลกในแนวเส้น เมริเดียนเดียวกัน จะหันเข้าหาดวงจันทร์ครบรอบต้องใช้เวลา ŚŜ ชัÉวโมง ŝŚ นาที ดังนัÊนแต่ละวันจะมีนํÊาขึÊน นํÊา ลง ช้ากว่าวันก่อน ŝŚ นาที นํÊาเกิดและนํÊาตาย (spring tide neap tide) นํÊาเกิดนํÊาตาย คือ ปรากฏการณ์นํÊาขึÊนมากกว่าปกติ และนํÊาลงมากว่าปกติ เนืÉองจากดวง อาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก อยู่ในแนวตรงกัน ทําให้มีแรงดึงดูดจากทัÊงดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ เพิÉมขึÊน ระยะเวลาทีÉดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก อยู่ในแนวตรงกันคือ วันขึÊน řŝ คํÉา และวันแรม řŝ คํÉา นํÊาจะขึÊน มากกว่าปกติ เรียกว่า นํÊาเกิด วันขึÊน ş – Š คํÉา และวันแรม ş – Š คํÉา ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่แนวตัÊงฉากกับ โลก นํÊาจะขึÊนน้อยกว่าปกติ เรียกว่า นํÊาตาย กระแสนํÊาในมหาสมุทร (ocean currents) คือปรากฏการณ์การเคลืÉอนไหวของนํÊาในทะเลและมหาสมุทร ทัÊงแนวนอน และแนวดิÉง เกิดจากสาเหตุ ดังนีÊ 1. ความแน่นของนํÊาทะเลทีÉต่างกัน 2. แรงเหวีÉยงของโลก 3. ลมประจําปี 4. การวางตัวของทวีป 53
60.
ประโยชน์ของกระแสนํÊาในมหาสมุทร 1. ด้านภูมิอากาศ 2. ด้านการคมนานคมขนส่ง 3.
ด้านสิÉงมีชีวิตในท้องทะเล บรรยากาศ (atmosphere) คือมวลอากาศทีÉห่อหุ้มโลก ตัÊงแต่พืÊนผิวโลกขึÊนไปถึงระดับความ สูงประมาณ ř,ŘŘŘ กิโลเมตร แต่ละระดับความสูงของบรรยากาศ จะมีความแตกต่างกัน จะมีความแตกต่างกัน ชัÊนบรรยากาศทีÉมีอิทธิพลต่อมนุษย์มากทีÉสุด ชัÊนโทรโปสเฟียร์ (troposphere) ประโยชน์ของบรรยากาศ 1. มีก๊าชออกซิเจน (oxygen) ช่วยในการหายใจ 2. ช่วยลดความเข้มของแสงอุลตราไวโอเลต 3. ช่วยให้สภาพอากาศเหมาะสมต่อการดํารงชีวิตมนุษย์ ถ้าโลกไม่มีบรรยากาศ กลางวัน จะร้อนจัด กลางคืนจะหนาวจัด คล้ายดวงจันทร์ 4. ทําให้เกิด เมฆ หมอก ลม ฝน หิมะ ลูกเห็บ นํÊาค้าง 5. ช่วยลดอันตรายจากอุกกาบาต (meteorite) เมืÉอเห็นอุกกาบาตผ่านเข้าชัÊนอากาศโลกจะ ลุกไหม้เป็นดาวตก หรือผีพุ่งไต้ และลดขนาดลงจนเป็นผง บรรยากาศชัÊนโทรโปสเฟียร์กับมนุษย์ บรรยากาศชัÊนโทรโปสเฟียร์สูงจากพืÊนผิวโลกขึÊนไปประมาณ Š – řŠ กิโลเมตร มีฝุ่นละออง ไอนํÊา เมฆ พายุ มีก๊าซออกซิเจน จึงเป็นชัÊนทีÉมีอิทธิพลต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์มากทีÉสุด ไอนํÊา (water vapor) เกิดจากการระเหยของนํÊาบนพืÊนผิวโลก ความสําคัญของไอนํÊา 1. ทําให้เกิดหยาดนํÊาฟ้ า (precipitin) ได้แก่ ฝน (rain) หิมะ (snow) ลูกเห็บ (hail) นํÊาค้าง (dew) นํÊาค้างแข็ง (sleet) และทําให้เกิดเมฆ (cloud) หมอก (fog) 2. ทําให้แสงอาทิตย์ทีÉส่องผ่านไอนํÊาเกิดสีต่างๆ เช่น รุ้งกินนํÊา (rainbow) วงแสง (halo) ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทรงกลด (corona) 3. ทําให้อุณหภูมิของอากาศสูงขึÊนเมืÉอไอนํÊากลัÉนตัวเป็นกลุ่มเมฆ จะกัÊนการสะท้อนความ ร้อนจากผิวโลก และเมืÉอไอนํÊากลัÉนตัวเป็นละอองนํÊา จะเกิดความร้อนแฝง (latent heat) ถ้าพลังความร้อนแฝงมีมากอากาศจะร้อนอบอ้าว เกิดพายุฝนฟ้ าคะนอง (Thurde storm) ได้ 54
61.
ฝุ่นละออง (dust) อิทธิพลของฝุ่นละออง 1. ฝุ่นละอองในอากาศเป็นแกนกลางให้ไอนํÊาทีÉกลัÉนตัวเป็นละอองนํÊาเกาะเป็นหยดนํÊาเล็กๆ 2.
ทําให้เกิดการสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ เกิดสีแดงเรืÉอบนฟ้ าช่วงรุ่งอรุณ และช่วงพลบ คํÉา และทําให้แสงอาทิตย์มืดมัว เพราะบรรยากาศมีฝุ่นละอองกระจาย แสงอาทิตย์ผ่าน ไม่เต็มทีÉ ซึÉงเรียกว่า ฟ้ าหลัว (haze) องค์ประกอบของลมฟ้ าอากาศ และภูมิอากาศ ลมฟ้ าอากาศ (weather) หมายถึง สภาพอากาศ หรือ สภาพบรรยากาศ ในช่วงเวลาสัÊนๆ เช่น วันนีÊ อุณหภูมิสูง ท้องฟ้ ามีเมฆมาก อาจเกิดพายุฤดูร้อน ภูมิอากาศ (climate) หมายถึง สภาพอากาศ หรือ บรรยากาศทีÉมีอยู่เป็นประจําในระยะเวลานาน เช่น ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชืÊน องค์ประกอบของลมฟ้ าอากาศ และภูมิอากาศ คือ อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ และความชืÊน ของอากาศ อุณหภูมิของอากาศ (temperature) ความร้อนในบรรยากาศชัÊนโทรโปสเพียร์ไม่ได้เกิดจากการแผ่รังสี ของดวงอาทิตย์โดยตรง แต่เกิดการสะท้อนความร้อนจากพืÊนผิวโลกเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุทีÉอุณหภูมิของอากาศแตกต่างกันในทีÉต่างๆ 1. ทีÉตัÊงตามแนวละติจูด 2. ความใกล้ – ไกลทะเล ดินแดนทีÉตัÊงใกล้ทะเล มหาสมุทร นอกจากจะมีความชุ่มชืÊนแล้ว การเปลีÉยนแปลงอุณหภูมิจะไม่รุนแรงเหมือนดินแดนทีÉห่างไกลทะเล เพราะพืÊนดินและ พืÊนนํÊามีคุณสมบัติในการดูดรับ และคายความร้อนต่างกัน พืÊนดินและพืÊนนํÊา ดูดรับความร้อนและคายความร้อนไม่เท่ากัน เนืÉองจาก x นํÊาดูดรับความร้อนได้ช้า และคายความร้อนได้ช้ากว่าดิน x แสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุผ่านพืÊนนํÊาลงไปได้ลึกกว่าพืÊนดิน x พืÊนนํÊามีการเคลืÉอนไหวหมุนเวียน และส่องผ่านความร้อนไปในระดับทีÉลึก แต่ ดินไม่เคลืÉอนทีÉความร้อนจะจํากัดเฉพาะพืÊนผิวเท่านัÊน x ความร้อนทีÉให้กับพืÊนนํÊานัÊน ส่วนหนึÉงจะนําไปใช้ในการทําให้นํÊาระเหยตัว แต่ สําหรับพืÊนดินความร้อนทีÉสูญเสียไปโดยวิธีนีÊไม่มี x ท้องฟ้ าเหนือทะเลมหาสมุทรมักมีเมฆปกคลุม เมฆเหล่านีÊเองเป็นฉากกัÊนการ สะท้อนความร้อนจากพืÊนนํÊาออกไป ซึÉงสามารถเปลีÉยนเทียบได้กับท้องฟ้ า เหนือทะเลทรายได้อย่างดี 55
62.
3. ความสูงของพืÊนทีÉ 4. การเคลืÉอนไหวของอากาศ 5.
กระแสนํÊาอุ่น กระแสนํÊาเย็น 6. ฤดูกาล ความกดของอากาศ (air pressure) คือแรงดันของอากาศทีÉกดลงบนพืÊนดิน ความกดของอากาศทีÉ ระดับนํÊาทะเล (mean seal level) มีค่าเท่ากับ řŜ.ş ปอนด์ / ตารางนิÊว หรือ ř,Řřś mill bar สาเหตุทีÉความกดอากาศทัÉวโลกแตกต่างกัน และเปลีÉยนแปลงความกดอากาศ 1. ความสูงตํÉาของพืÊนทีÉ ยิÉงขึÊนไปสูงความกดอากาศก็จะยิÉงลดลง 2. อุณหภูมิ ความร้อนทําให้อากาศขยายตัว ความหนาแน่นของอากาศจะน้อยหรือเรียกว่า ความกด อากาศตํÉา แต่ถ้าอุณหภูมิตํÉา อากาศจะรวมตัว เรียกว่า ความกดอากาศสูง 3. ฤดูกาล มีความเกีÉยวข้องกับอุณหภูมิและความกดอากาศทีÉจะต้องเปลีÉยนแปลง การเคลืÉอนไหวของอากาศ ได้แก่ ลม และกระแสอากาศ 1. ลมประจําเวลา ได้แก่ ลมบก – ลมทะเล , ลมภูเขา – ลมหุบเขา 2. ลมประจําปี ได้แก่ ลมค้า ลมตะวันตก ลมขัÊวโลก 3. ลมประจําถิÉน ได้แก่ ลมว่าว ลมตะเภา 4. ลมแปรปรวน ได้แก่ พายุฟ้ าคะนอง พายุหมุน การเคลืÉอนไหวของอากาศ 1. กระแสอากาศ (air current) เป็นการเคลืÉอนของอากาศในแนวดิÉง ถ้าอากาศทีÉพืÊนผิวโลกได้รับ ความร้อนจะขยายตัวลอยสูงขึÊน เมืÉอลอยสูงขึÊนอุณหภูมิจะลดตํÉาลง ไอนํÊาทีÉลอยขึÊนไปด้วยจะกลัÉน ตัวเป็นเมฆ เป็นฝน ดังนัÊนพืÊนทีÉบริเวณใดมีกระแสอากาศร้อนลอยขึÊน ท้องฟ้ ามักมีเมฆปกคลุม เกิดฝนตกได้ง่ายส่วนกระแสอากาศจากเบืÊองบนทีÉมีอุณหภูมิตํÉา จะไหลลงสูงพืÊนโลก แต่จะทําให้ ท้องฟ้ าโปร่ง อากาศแห้ง ไม่มีฝน 2. ลม (wind) คืออากาศทีÉเคลืÉอนทีÉตามแนวนอน ลมจะพัดจากเขตความกดอากาศสูงสู่เขตความกด อากาศตํÉาเสมอ ความชืÊนของอากาศ (humidity) คือ ไอนํÊาในอากาศทีÉระเหย (evaporate) จากนํÊาบนพืÊนผิวโลกอากาศ ทีÉมีอุณหภูมิสูงจะรับไอนํÊาได้มาก ถ้าอากาศทีÉมีอุณหภูมิตํÉาจะรับไอนํÊาได้น้อย การกลัÉนตัวของไอนํÊา (condensation) เกิดจาก 1. อากาศลดอุณหภูมิ 2. ไอนํÊาในอากาศมีมากเกินกว่าทีÉอากาศจะรับได้ 56
63.
จุดนํÊาค้าง (dew point)
คือ อุณหภูมิทีÉไอนํÊาในอากาศกลัÉนตัวเป็นละอองนํÊา 1. เมฆ (cloud) 2. หมอก (fog) และ หมอก (mist) (ถ้าเป็นหมอกปนควันเพราะมีฝุ่นปะปนมากเรียกว่า smog ซึÉงมา จากศัพท์ smoke และ (fog) 3. ฝน (rain) 4. หิมะ (snow) 5. ลูกเห็บ (hail) 6. นํÊาค้าง (dew) 7. นํÊาค้างแข็ง (frost) ภาษาไทยทางภาคเหนือ เรียกว่า “เหมยขาบ” ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเรียกว่า “แม่คะนิÊง” เมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) เป็นเมฆทีÉก่อให้เกิดพายุฝนฟ้ าคะนอง ลูกเห็บตก เนืÉองจากมี พลังงานความร้อนแฝงจํานวนมากทีÉได้จากไอนํÊากลัÉนตัว หยาดนํÊาฟ้ า (precipitation) คือหยาดนํÊา หรือนํÊาแข็งทีÉเกิดจากการกลัÉนตัวของไอนํÊาในบรรยากาศแล้ว ตกลงมาบนพืÊนโลก ได้แก่ ฝน หิมะ ลูกเห็บ นํÊาค้าง นํÊาค้างแข็ง ฝน (rain) เป็นหยาดนํÊาฟ้ าทีÉมีประโยชน์ต่อมนุษย์ และสิÉงมีชีวิตต่างๆ อย่างยิÉง ฝนทีÉตกเป็นละออง โปรยๆ เรียกว่า ฝนละออง (drizzle) ฝนทีÉตกหนักมาก เรียกว่า ฝนซู่ (shower) ฝนทีÉตกลงมาเป็นนํÊาแข็งขนาด เล็กๆ เรียกว่า ฝนนํÊาแข็ง (sleet) ความชืÊนสัมพัทธ์ (relative humidity) คือ ร้อยละของอัตราส่วนระหว่างไอนํÊาทีÉมีอยู่ในอากาศนัÊนต่อ ไอนํÊาทีÉอากาศในอุณหภูมินัÊนจะสามารถรับไว้ได้จนถึงจุดอิÉมตัว เขตภูมิอากาศของโลก การแบ่งเขตภูมิอากาศโลก นิยมใช้วิธีของเคิปเปน และเทรวารธา โดย Dr. Wladimir Koppen ศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์ชาวออสเตรีย เชืÊอสายเยอรมัน ใช้เกณฑ์อุณหภูมิและปริมาณฝน เป็นเกณฑ์สําคัญ ในการกําหนดเชตภูมิอากาศตัÊงแต่ พ.ศ. ŚŜŞř ต่อมาศาสตราจารย์ Glen T. Trewartha ชาวอาเมริกันได้ สนับสนุนแนวทางของ Koppen 57
64.
การจําแนกประเภทภูมิอากาศตามวิธีของเคิปเปน ประเภทภูมิอากาศ สัญลักษณ์ ลักษณะทีÉสําคัญ ก.
ภูมิอากาศฝนชุกเขตร้อน (tropical Rainy Climates) 1. แบบป่าดิบชืÊน 2. แบบมรสุมเขตร้อน 3. แบบทุ่งหญ้าสะวันนา A Af Am Aw อุณหภูมิสูงตลอดปี ไม่มีเดือนใดมีอุณหภูมิเฉลีÉยตํÉา กว่า řŠ องศาเซลเซียส มีฝนตกมากกว่า ŞŘ มม. ทุกเดือน พืชพันธุ์ธรรมชาติ เป็นป่าดิบ มีบางเดือนทีÉฝนตกน้อยกว่า ŞŘ มม. แต่ปริมาณฝน รวมทัÊงปีค่อนข้างสูง พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นป่าดิบ หรือ ป่าไม้ผลัดใบเมืองร้อน มีฝนตกในฤดูร้อน ฤดูหนาวแห้งแล้ง ปริมาณฝน รวมทัÊงปีปานกลาง พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าเมืองร้อน หรือทุ่งหญ้า สลับป่าไม้ ข. ภูมิอากาศแห้งแล้ง (Dry Climates) 1. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึÉงทะเล 2. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย B BS BW มีฝนตกน้อยตลอดปี มีฝนตกบ้าง พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าแล้ง ไม่มีฝนตกเลยหรือน้อยมาก จนพืชพันธุ์ธรรมชาติเป็น พืชทะเลทราย ค. ภูมิอากาศชืÊนอุณหภูมิปานกลาง (Humid Mesothermal Climates) 1. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน 2. ภูมิอากาศอบอุ่นชืÊน 3. ภูมิอากาศภาคพืÊนสมุทร C Cs Cc Cb,Cc มีอุณหภูมิปานกลางไม่หนาวเย็นมาก ฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลีÉยบางเดือนตํÉากว่า řŠ องศา แต่ไม่ถึง Ř องศาเซลเซียส ฝนตกฤดูหนาว ฤดูร้อนแห้งแล้ง พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็น ป่าไม้เขตอบอุ่น อุณหภูมิฤดูร้อนค่อนข้างสูง บางเดือนอุณหภูมิเฉลีÉย สูงกว่า ŚŚ องศาเซลเซียส พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นป่าไม้ เขตอบอุ่น ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ฤดูร้อนอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลีÉยของเดือนทีÉร้อนทีÉสุด ตํÉากว่า ŚŚ องศาเซลเซียส พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นป่าไม้ เขตอบอุ่น ง. ภูมิอากาศชืÊนอุณหภูมิตํÉา (Humid Micriothermal Climates) 1. ภูมิอากาศชืÊนภาคพืÊนทวีป D Da,Db อุณหภูมิค่อนข้างตํÉาในฤดูหนาว มีบางเดือนทีÉอุณหภูมิ เฉลีÉยตํÉากว่า Ř องศาเซลเซียส แต่ในฤดูร้อนมีอุณหภูมิ เฉลีÉยบางเดือนทีÉสูงกว่า řŘ องศาเซลเซียส ฤดูร้อนมีอุณหภูมิเฉลีÉยสูงกว่า řŘ องศาเซลเซียสไม่ น้อยกว่า Ŝ เดือน พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นป่าไม้เขต 58
65.
2. ภูมิอากาศกึÉงอาร์กติก Dc,Dd
อบอุ่น และทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ระยะเวลาทีÉอุณหภูมิเฉลีÉยสูงกว่า řŘ องศาเซลเซียสมี ไม่ถึง Ŝ เดือน พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นป่าเขตหนาว (ป่า สน) จ.ภูมิอากาศแบบขัÊวโลก(PolarClimates) 1. ภูมิอากาศแบบทุนตรา 2. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้า E ET EF อุณหภูมิเฉลีÉยตํÉากว่า řŘ องศาเซลเซียสทุกเดือน อุณหภูมิเฉลีÉยบางเดือนสูงกว่า Ř องศาเซลเซียส พืช พันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าทุนตรา (มีหญ้ามอส และ ตะไคร่ ไลเคน เป็นพืชสําคัญ) อุณหภูมิเฉลีÉยตํÉากว่า Ř องศาเซลเซียสทุกเดือน ไม่มี พืชชนิดใดๆ เจริญเติบโตได้ มีนํÊาแข็งปกคลุมตลอดปี ฉ. ภูมิอากาศแบบภูเขาสูง (Highland Climates) H อุณหภูมิและพืชพันธุ์ธรรมชาติ แตกต่างไปตามระดับ ความสูงพืÊนทีÉ ลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทย 1. ปัจจัยทีÉมีอิทธิพลต่อภูมิอากาศของประเทศไทย 1. ทีÉตัÊงตามแนวละติจูด 2. ทิศทางของลมประจํา 3. ความใกล้ไกลทะเล 4. ลักษณะภูมิประเทศ 2. การแบ่งเขตภูมิอากาศ แบ่งตามวิธีจําแนกประเภทภูมิอากาศของเคิปเปน (KOPPEN) ซึÉงจําแนก ตามความแตกต่างของอุณหภูมิและปริมาณนํÊาฝนเป็นเกณฑ์สําคัญ ประเทศไทยจัดอยู่ในเขต ภูมิอากาศแบบร้อนชืÊน (A) แบ่งเป็น Ś เขตย่อยดังนีÊ 1. ภูมิอากาศร้อนชืÊนสลับแล้ง หรือภูมิอากาศทุ่งหญ้าเมืองร้อน (Aw) 2. ภูมิอากาศป่าชืÊนเขตมรสุม หรือมรสุมเมืองร้อน (Am) 3. ลมสําคัญของประเทศไทย 3.1 ลมมรุสุมฤดูร้อน หรือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (southwest monsoon wind) ทิศทางลม พัดจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้าสู่แผ่นดิน ระยะเวลา พฤษภาคม – กันยายน (บางปีอาจเริÉมตัÊงแต่ปลายเดือนเมษายน – กลางเดือนตุลาคม) อิทธิพล นําความชุ่มชืÊนมาให้ เป็นประโยชน์ด้านการเกษตรของไทยมากทีÉสุด 59
66.
3.2 ลมมรสุมฤดูหนาว หรือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศทาง
จากจีนและมองโกเลีย ระยะเวลา พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ อิทธิพล นําความหนาวเย็นและแห้งแล้งมาให้ ยกเว้นชายฝัÉงตะวันออกของภาคใต้ ฝนชุก เพราะลมพัดผ่านอ่าวไทยนําฝนมาให้ ś.ś ลมว่าว หรือลมข้าวเบา เป็นลมประจําถิÉนประเภทลมเย็น ทิศทาง พัดจากภาคเหนือลงไปตามลุ่มแม่นํÊาเจ้าพระยาสู่อ่าวไทย ระยะเวลา ช่วงเปลีÉยนมรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้ เป็นตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ตุลาม – พฤศจิกายน ซึÉงเป็นช่วงทีÉชาวนาเก็บเกีÉยวข้างพันธุ์ “ข้าวเบา” พอดี จึงเรียกว่า ลมข้าวเบา ś.Ŝ ลมตะเภา เป็นลมประจําถิÉนประเภทลมร้อน ทิศทาง พัดจากอ่าวไทยขึÊนไปตามลุ่มแม่นํÊาเจ้าพระยาสู่ภาคเหนือ ระยะเวลา ช่วงเปลีÉยนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นตะวันตะเฉียงใต้ ประมาณ มีนาคม – เมษายน 3.5 ลมแปรปรวน 3.5.1 ลมพายุฝนคะนอง และพายุฤดูร้อน เกิดในช่วงเวลาสัÊนๆ พืÊนทีÉไม่กว้าง หากมีลมกรรโชกแรง อาจเกิด ลูกเห็บ มักเกิดช่วงรอยต่อฤดูและช่วงฤดูร้อน 3.5.2 ลมพายหมุน เป็นลมทีÉพัดหมุนเข้าสู่ศูนย์กลางของความกดอากาศตํÉา พัดหมุน ทวนเข็มนาฬิกา ในซีกโลกเหนือและพัดหมุน ตามเข็มนาฬิกา ในซีกโลกใต้ ประเทศไทยอยู่ในพืÊนทีÉอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น แต่ความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเพียง ดีเปรสชัÉนหรือพายุร้อนเท่านัÊน เขตภูมิอากาศของประเทศไทย 1. ภูมิอากาศแบบร้อนชืÊนสลับแล้ง หรือแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน ลักษณะภูมิอากาศโดยทัÉวไปของเขตนีÊคือ มีฤดูแล้งสลับกับฤดูฝน ส่วนทีÉเป็นฤดูแล้งคือช่วงฤดูหนาว ต่อเนืÉองถึงฤดูร้อน ปริมาณฝนรวมทัÊงปีเฉลีÉยปานกลาง แต่เนืÉองจากประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม จึงทําให้ปริมาณฝนทีÉได้รับมากกว่าเขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อนหรือทุ่งหญ้าสะวันนาทีÉปรากฏในบริเวณ อืÉนๆของโลก พืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าเมืองร้อนหรือทุ่งหญ้าสะวันนา ซึÉงลักษณะเป็นทุ่งหญ้าสลับป่าโปร่ง เป็นลักษณะภูมิอากาศทีÉพบอยู่ทัÉวไปในประเทศไทย คือ บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตกและบางจังหวัดในภาคตะวันออก ซึÉงบริเวณดังกล่าวฝนจะตกในช่วงอิทธิพลของลมมรสุม ตะวันตกฉียงใต้ และแห้งแล้งในช่วงของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ 60
67.
Ś. ภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน หรือร้อนชืÊนแบบมรสุม ลักษณะภูมิอากาศโดยทัÉวไปของเขตนีÊคือ
มีปริมาณฝนรวมทัÊงปีค่อนข้างสูง แต่มีบางเดือนทีÉมีฝนตก น้อยกว่า ŞŘ มิลลิเมตร พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าดงดิบ และป่าผลัดใบในเมืองร้อน ซึÉงเป็นลักษณะอากาศทีÉพบ อยู่โดยทัÉวไปในเขตจังหวัดภาคใต้ รวมทัÊงจังหวัดจันทบุรีและตราดในภาคตะวันออกของประเทศ ทีÉตัÊงตามพิกัดภูมิศาสตร์ของประเทศไทย เหนือสุด อยู่ทีÉ ต.แม่สาย จ.เชียงราย ละติจูด ŚŘ องศาเหนือ Śş ลิปดา ŝŘ ฟิลิปดา ใต้สุด อยู่ทีÉ เขาโกเบ ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา ละติจูด Řŝ องศาเหนือ śŞ ลิปดา śŘ.ŝ ฟิลิปดา ตะวันออกสุด อยู่ทีÉ ภูผาชนะได ต.นาโพกาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ลองจิจูด řŘŝ อาศาตะวันออก śş ลิปดา ตะวันตกสุด ดอยผาตัÊง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ลองจิจูด šş องศาตะวันออก ŚŚ ลิปดา ŘŘ ฟิลิปดา (ข้อมูลจาก ซ กรมแผนทีÉทหาร พ.ศ. ŚŝŜš) ภาคเหนือ 1.ภาคเหนือ มี š จังหวัด 2.ภูมิประเทศ เป็นเขาสลับทีÉราบหุบเขา 3.ทีÉราบหุบเขา ดินดีมีแม่นํÊาไหลผ่าน จึงมีดินตะกอนธารนํÊา อุดมสมบรูณ์ เหมาะแก่การเกษตร เป็นแถบ ประชากรหนาแน่นของภาค 4.ภาคเหนือเป็นต้นนํÊาลําธารทีÉสําคัญของประเทศ แม่นํÊาจากภาคเหนือไหลต่อเนืÉองสู่ภาคตะวันตก และ ภาคกลาง แม่นํÊาในภาคเหนือมี ś ระบบ โขง ระบบเจ้าพระยา และระบบสาละวิน 5.ภูมิอากาศแบบร้อนชืÊนสลับแล้ง หรือทุ่งหญ้าเมืองร้อน (Aw) อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนฤดูหนาวต่างกัน มาก เนืÉองจากไกลทะเล และภูมิประเทศเป็นภูเขา 6.เชียงราย พะเยา ปริมาณฝนค่อนข้างมาก เพราะอิทธิพลดีเปรสชัÉน 7.ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบรูณ์ ş.ř ดินดีมากบริเวณทีÉราบหุบเขา ş.Ś ทรัพยากรนํÊา อุดมสมบรูณ์ปานกลาง แม่นํÊาส่วนใหญ่สายเล็ก นํÊาน้อย เพราะเป็นต้นนํÊา ลําธาร ş.ś ป่าไม้ อุดมสมบรูณ์ทีÉสุดในประเทศ 61
68.
ş.Ŝ แร่ธาตุ อุดมสมบรูณ์ด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด
เช่น ดีบุก ฟลูออไรด์ พลวง แมงกานิส ลิกไนท์ นํÊามัน ฯลฯ Š. ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร พืชผลสําคัญ ถัÉวเหลือง ยาสูบ กระเทียม ไม้เมืองหนาว อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ภาคเหนือมีรายได้ สําคัญจากการท่องเทีÉยว เนืÉองจากภูมิประเทศสวยงาม และในช่วงฤดูหนาว อากาศเย็นจัดจึงเป็นฤดู แห่งการท่องเทีÉยว š. ประชากรของภาคเหนือ ตัÊงถิÉนฐานหนาแน่นในเขตทีÉราบหุบเขา ทุกจังหวัดตัÊงอยู่ริมฝัÉงแม่นํÊา เชียงใหม่ และเชียงราย มีประชากรมากอันดับ ř และ Ś ของภาค ภาคเหนือมีชาวเขามากทีÉสุด ภาคกลาง 1. ภูมิประเทศ 1.1 ภาคกลางตอนบน เป็นทีÉราบลุ่มแม่นํÊา และทีÉราบลูกฟูก เหมาะกับการทําไร่ 1.2 ภาคกลางตอนล่างเป็นทีÉราบนํÊาท่วมถึง มีดินตะกอนธารนํÊาอันอุดมสมบรูณ์ เป็นบริเวณ กว้าง เหมาะกับการทํานา 1.3 ตามขอบของภาคกลาง เป็นทีÉราบลูกฟูก เหมาะกับการทําไร่ 2. ภูมิอากาศ เป็นเขตอากาศร้อนขึÊนสลับแล้ง 3. ทรัพยากรธรรมชาติ 3.1 ดิน อุดมสมบรูณ์ทีÉสุดในประเทศ 3.2 นํÊา อุดมสมบรูณ์ทีÉสุด แม่นํÊาสายใหญ่ ปริมาณนํÊามากตลอดปี มีการชลประทานดีทีÉสุด ในประเทศ ภาคกลางเป็นแอ่งรองนํÊาจากภาคอืÉน เขืÉอนเก็บกักนํÊาสร้างยาก เพราะขาด หุบเขาขนาดใหญ่ การชลประทานส่วนใหญ่เป็นระบบคลองส่งนํÊา 3.3 ป่าไม้ น้อยมาก โดยเฉพาะภาคกลางตอนล่าง 3.4 แร่ ค่อนข้างน้อย เพราะเป็นทีÉราบ แร่ทีÉมีมาก คือ นํÊามัน ยิปซัÉม หินปูน เหล็ก หินอ่อน 4. ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร เป็นภาคทีÉมีการเพาะปลูก ประมงนํÊาจืด ประมงนํÊากร่อย ธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม มากกว่าภาคอืÉนๆ 5. ประชากรหนาแน่นทีÉสุด โดยเฉพาะภาคกลางตอนล่าง และเป็นภาคทีÉประชากรอพยพเข้ามากทีÉสุด เพราะมีความอุดมสมบรูณ์ และเป็นแหล่งงาน 6. ปัญหาทีÉสําคัญของภาคกลาง 6.1 การอพยพเข้าสูง 6.2 นํÊาท่วม 62
69.
6.3 นํÊาเค็มเข้าแม่นํÊาช่วงฤดูแล้ง 6.4 นํÊาในแม่นํÊาเน่าเสีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี řš จังหวัด มีเทือกเขากัÊนแยกจากภาคอืÉนอย่างชัดเจน 2. พืÊนทีÉเป็นทีÉราบสูงรูปแอ่งกระทะ มีขอบสูงชันทางด้านตะวันตกและด้านใต้ และลาดเทไปทาง ตะวันออกลงสู่แม่นํÊาโขง 3. บริเวณทิวเขาด้านตะวันตก ส่วนใหญ่เป็นเขายอดตัด 4. บริเวณทีÉรายลุ่มแม่นํÊาชีและแม่นํÊามูล หรือแอ่งโคราช จัดเป็นทีÉราบลุ่มแม่นํÊาทีÉมีอาณาบริเวณ กว้างขวางมากทีÉสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพืÊนทีÉประมาณ Ś/ś ของภาค ลักษณะ ของพืÊนทีÉลุ่มแม่นํÊานีÊเป็นแอ่งสลับเนินอยู่ทัÉวไป บริเวณทีÉราบลุ่มสองฝัÉงแม่นํÊามักมีนํÊาท่วมฝัÉงฤดู นํÊาหลากเป็นบริเวณกว้างขวาง เนืÉองจากพืÊนทีÉเป็นแอ่งกระทะระบายนํÊาไม่สะดวก แม่นํÊาชี และ แม่นํÊามูล มีความยาวอันดับ ř และ Ś ของประเทศ มีความคดเคีÊยว เพราะไหลผ่านพืÊนทีÉต่าง ระดับ เกิดลํานํÊาโค้งตวัด และเกิดบึงโค้ง หรือกุด จํานวนมาก มีปริมาณฝนมากเพราะอิทธิพล ดีเปรสชัÉน 5. บริเวณทีÉราบตอนเหนือริมฝัÉงแม่นํÊาโขงถัดจากแนวทิวเขาภูพานขึÊนไปทางเหนือ และลาดลงสู่ แม่นํÊาโขง มีแม่นํÊาสงครามไหลผ่านแอ่งทีÉราบนีÊเรียกว่า แอ่งสกลนคร 6. ปัญหาเกีÉยวกับการเดินเรือในละนํÊาโขง ตามอนุสัญญาทีÉไทยทําไว้กับฝรัÉงเศส เมืÉอ พ.ศ. ŚŜŞš ได้ ระบุเกีÉยวกับการกําหนดแนวพรมแดนในลํานํÊาโขงไว้ดังนีÊคือ ตอนใดทีÉลํานํÊาโขงไม่ได้แยกออกเป็น หลายสาย ให้ใช้ร่องนํÊาลึกของแม่นํÊาเป็นเส้นเขตแดน แต่ตอนทีÉแม่นํÊาไหลแยกออกเป็นหลายสาย เพราะมีเกาะหรือดอนกัÊนขวางลํานํÊาให้ถือเอาร่องนํÊาทีÉอยู่ใกล้กับฝัÉงไทยมากทีÉสุดเป็นเส้นเขต 7. อุณหภูมิในฤดูหนาวค่อนข้างลดตํÉามาก เพราะอยู่ห่างจากทะเลและมีทิวเขากันกําบังลมทีÉพัดจาก อ่าวไทยขึÊนไปทางเหนือ แต่ทางด้านเหนือเปิดโล่งรับลมหนาวจากประเทศจีนได้มากกว่าภาคอืÉนๆ 8. เนืÉองจากฝนทีÉตกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เกิดพายุดีเปรสชัÉนเคลืÉอนตัวผ่านมา ทางด้านตะวันออก ฉะนัÊน จังหวัดทีÉตัÊงอยู่ทางด้านตะวันออกของภาคจึงมีฝนตกมากกว่าจังหวัดทีÉ ตัÊงอยู่ทางด้านตะวันตก จังหวัดทีÉมีปริมาณฝนเฉลีÉยมากทีÉสุด คือ จังหวัดนครพนม จังหวัดทีÉมีฝน ตกน้อยทีÉสุด คือ จังหวัดนครราชสีมา 9. ทรัพยากรดิน เนืÉองจามีภูมิประเทศเป็นทีÉราบสลับเนิน ไม่ค่อยมีทิวเขาสูง ทําให้ทีÉดินในภาคตะวัน ออเฉียงเหนือใช้ประโยชน์ในด้านการเพาะปลูกได้มากถึงประมาณร้อยละ şŘ ของภาค แต่ดินมี ความอุดมสมบรูณ์น้อย เนืÉองจากดินทีÉเกิดจากหินทรายมักมีลักษณะร่วน ไม่อุ้มนํÊา สึกกร่อน 63
70.
พังทลายได้ง่าย และธาตุอาหารในดินประเภทด่างทีÉเป็นประโยชน์ต่อพืช นอกจากนีÊบางแห่งยัง เป็นดินเค็มเนืÉองจากมีเกลือจากใต้ดินละลายนํÊาไหลซึมขึÊนมาระเหยตัวจับเกลือบนพืÊนผิวดิน 10.
ทรัพยากรนํÊา 1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาด้านทรัพยากรนํÊามากกว่าภาคอืÉนๆ ปัญหาจะรุนแรง มากในฤดูแล้ง 2. แม่นํÊาต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณนํÊาไหลแตกต่างกันมาก ระหว่างฤดู ฝนกับฤดูแล้ง เนืÉองจากสาเหตุดังนีÊคือ 2.1.1 ฤดูฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีระยะเวลาค่อนข้างสัÊน 2.1.2 พืÊนทีÉส่วนใหญ่เป็นดินทราย นํÊาซึมผ่านได้ง่าย 2.1.3 การแผ้วถางทําลายป่าไม้มีอัตราสูงมาก ś. สร้างเขืÉอนขนาดใหญ่มีไม่มาก เนืÉองจากมีอุปสรรคในด้านลักษณะภูมิประเทศไม่อํานวย เพราะไม่มีหุบเขาขนาดใหญ่อย่างในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ Ŝ. มีการขุดเจาะบ่อนํÊาบาดาลมาใช้ประโยชน์กันมาก แหล่งนํÊาบาดาลมีทัÉวไป เนืÉองจากพืÊนทีÉ ส่วนมีหินทรายรองรับอยู่ชัÊนล่าง หินทรายเป็นหินชัÊนทีÉสามารถเก็บกักนํÊาไว้ได้ดี แต่ปัญหา คือ นํÊากร่อยและนํÊาเค็มต้องขุดลึก řř. ทรัพยากรแร่ ř. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการทําเหมืองแร่น้อยกว่าภาคอืÉนๆ แร่ทีÉอุดมสมบรูณ์ทีÉสุดของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ แร่เกลือหินและแร่โพแทช Ś. แร่เหล็ก แร่ทองแดง และแร่แมงกานิส ทีÉอําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ś. ได้สํารวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติทีÉอําเภอนํÊาพองและอําเภอชนบท ในจังหวัดขอนแก่น řŚ. ทรัพยากรป่าไม้ ř. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนืÊอทีÉป่าไม้เบาบางมากทีÉสุด Ś. ป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าแดง (ป่าเต็งรัง) řś. ประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีลักษณะทางด้านเกษตรกรรมสูงสุดคือ ประมาณ ร้อยละ šŘ ของประชากรทัÊงหมด รูปแบบการทําการเกษตรจะเป็นแบบเพืÉอยังชีพ พืชเศรษฐกิจทีÉ สําคัญได้แก่ ข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด ปอ มะเขือเทศ ยาสูบ มีการส่งเสริมการทําประมงนํÊาจืด ด้านการอุตสาหกรรมมีบทบาทค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรสภาพผลผลิตทาง เกษตร เช่น โรงสีข้าว จากการทีÉภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีชัÊนเกลือหินกระจายอยู่ทัÉวไปในภาค จึง ปรากฏอาชีพการทําเกลือสินเธาว์ซึÉงเกิดผลกระทบต่อสิÉงแวดล้อมอย่างมาก řŜ. ปัญหาสําคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ 64
71.
ř. ปัญหาดินขาดความอุดมสมบรูณ์เนืÉองจากลักษณะทางกายภาพซึÉงส่วนใหญ่ของดินในภาค นีÊเกิดจากหินทราย ทําให้ขาดธาตุอาหารพืชทีÉจําเป็น
ผลเก็บเกีÉยวเฉลีÉยตํÉามาก Ś. ปัญหาดินเค็ม ดินเค็มภาคนีÊมีแร่เกลือหินอยู่ใต้ดินเป็นจํานวนมาก ś. ปัญหานํÊา การสร้างระบบการชลประทานขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุปสรรค ในด้านลักษณะทางธรณีวิทยาและทางภูมิประเทศ ต้องใช้วิธีการสร้างอ่างเก็บนํÊาขนาดย่อม กระจายอยู่ตามทีÉต่างๆ เป็นจํานวนมาก ปัญหาอยู่ทีÉว่านํÊามีการระเหยตัวและซึมลงไปใต้ดิน มาก Ŝ. ปัญหาทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นทีÉราบตํÉากว้างใหญ่ ตัÊงอยู่ด้านเหนือของแม่นํÊามูลของ ŝ จังหวัด คือ จังหวัดมุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ รวมประมาณ Ś.ř ล้านร่ ปัญหาทีÉสําคัญ คือ ดินขาดความอุดมสมบรูณ์ ดินทรายจัด มีความเป็นกรดบางส่วนเป็นดิน เค็มขาดแคลนนํÊาในต้นฤดูเพาะปลูก นํÊาท่วมขังปลายฤดูเพาะปลูก ŝ. ประชากรส่วนใหญ่ยากจน ทําให้มีการอพยพเข้าสู่เมืองเป็นจํานวนมาก ลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันออก 1. บริเวณทีÉราบลุ่มแม่นํÊาปราจีนบุรี บางประกง เป็นทีÉราบใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของภาค ต่อเนืÉองกับทีÉราบลุ่ม 2. จันทบุรีและทิวเขาบรรทัด ตอนกลางของภาค เป็นกําเนิดแม่นํÊาลําธาร 3. บริเวณทีÉราบชายฝัÉงทะเล อยู่ระหว่างตอนใต้ของทิวเขาจันทบุรีกับอ่าวไทย เป็นทีÉราบแคบๆ ค่อนข้างอุดมสมบรูณ์ เมืองในภาคตะวันออกส่วนใหญ่ตัÊงอยู่ในบริเวณทีÉราบชายฝัÉงทะเลนีÊ 4. ทิวเขาส่วนใหญ่มักเป็นหินอายุเก่า ในมหายุคพาลีโอโซอิก บางแห่งภูเขาหินแกรนิตทอดตัว ลงมาจดฝัÉงทะเล ทําให้เกิดเป็นลานหินตามบริเวณชายฝัÉง ทีÉอ่างศิลาและเขาสามมุก 5. ลักษณะของชายฝัÉงทะเลภาคตะวันออก มีแหลมและอ่าวอยู่จํานวนมาก ชายฝัÉงทะเล ส่วนมากเป็นหาดทราย จะเป็นหาดโคลนก็เฉพาะแต่บริเวณปากแม่นํÊาเท่านัÊน อ่าวทีÉมี ขนาดใหญ่ ได้แก่ อ่าวพัทยา อ่าวสัตหีบ เกาะสําคัญ ได้แก่ เกาะสีชัง เกาะล้าน เกาะไผ่ เกาะเสม็ด เกาะช้าง (เกาะใหญ่อันดับ Ś รองจากภูเก็ต) เกาะกูด (เป็นเกาะชายแดน) 6. ลํกษณะภูมิประเทศกับพรมแดนระหว่างประเทศ พรมแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา ในเขตของ ś จังหวัดคือ จังหวัตราด จันทบุรี และสระแก้ว ส่วนใหญ่เป็นพรมแดนธรรมชาติ ยกเว้นทีÉจังหวัดสระแก้ว มีพรมแดนเรขาคณิต ยาว Şš กิโลเมตร ซึÉงเรียกว่าฉนวนไทย 65
72.
ภูมิอากาศในภาคตะวันออก 1. ซีกตะวันตก ในเขตจังหวัดชลบุรี
ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีน สระแก้ว มีภูมิอากาศแบบทุ่ง หญ้าสะวันนา ส่วนทางซีกตะวันออก ของภาคในเขตจันทบุรี ตราด มีภูมิอากาศแบบมรสุม เขตร้อน 2.บริเวณทีÉมีฝนตกมากทีÉสุด คือ ชายฝัÉงจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด โดยเฉพาะทีÉอําเภอ คลองใหญ่ จังหวัดตราด มีปริมาณฝนเฉลีÉยถึงปีละ Ŝ,şŞŜ มิลลิเมตร ถือได้ว่าเป็นบริเวณทีÉมี ฝนตกมากทีÉสุดในประเทศไทย บริเวณทีÉมีฝนตกน้อยทีÉสุดของภาค คือ อําเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี มีเพียง ř,śŚŚ มิลลิเมตรต่อปี ปัญหาสิÉงแวดล้อมในภาคตะวันออกและแนวทางแก้ไข 1. ปัญหาป่าไม้ถูกทําลาย 2. ปัญหาการรุกลํÊาของนํÊาเค็มเข้าสวนผลไม้ คล้ายคลึงกับภาคกลาง แต่การแก้ไขยากกว่า ภาคกลางเนืÉองจากแม่นํÊาในภาคตะวันออกเป็นแม่นํÊาสายเล็กๆ ไม่มีการสร้างเขืÉอนขนาด ใหญ่เก็บกักนํÊาทีÉจะสามารถปล่อยนํÊาจืดลงมาไล่นํÊาเค็มในฤดูแล้งได้เหมือนอย่างแม่นํÊา เจ้าพระยา แม่นํÊาท่าจีน และแม่นํÊาแม่กลอง 3. ปัญหาของมลพิษของนํÊาทะเลชายฝัÉง เนืÉองจากภาคตะวันออกมีโรงงานอุตสาหกรรมตัÊงอยู่ ใกล้ชายฝัÉงทะเลหลายแห่ง รวมทัÊงการปล่อยคราบนํÊามันจากเรือบรรทุกนํÊามันและ เรือประมง ปัญหามลพิษของนํÊาทะเลฝัÉงก่อให้เกิดความเสียหาย ś ประการ คือ ประการ แรกเกิดความเสียหายทางด้านทรัพยากรสัตว์นํÊา ทําให้สัตว์นํÊาชายฝัÉงร่อยหรอลง ประการ ทีÉสองเกิดความเสียหายทางด้านอุตสาหกรรมท่องเทีÉยว ประการสุดท้าย หากสารพิษจาก โรงงานอุตสาหกรรมลงสู่ทะเลมากขึÊน ปลาและสัตว์นํÊาต่างๆ จะได้รับสารพิษเข้าไปในตัว เมืÉอเราจับมาเป็นอาหารจะทําให้สารพิษเข้าสู่ตัวเราได้ ภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันตก 1. ภาคตะวันตกมีลักษณะภูมิประเทศคล้ายคลึงกับภาคเหนือ คือ มีทิวเขาสูงสลับกับหุบ เขาแคบ ทิวเขามีทิศทางจากเหนือไปใต้ โดยมีทิวเขาสองแนวต่อเนืÉองกัน คือ ทิวเขา ถนนธงชัย ทิวเขาตะนาวศรี 2. ทีÉราบหุบเขาทีÉสําคัญ คือ ทีÉราบลุ่มแม่นํÊาแควน้อย และทีÉราบลุ่มแม่นํÊาแควใหญ่ 3. ทีÉราบชายฝัÉงทะเล ในเขตจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 4. ทีÉราบหุบเขาความกว้างไม่มากนัก และค่อนข้างชัน 66
73.
5. แม่นํÊาภาคตะวันตก ได้แก่
แม่นํÊาเมย แม่นํÊาแควใหญ่ แม่นํÊาแควน้อย แม่นํÊาภาชี แม่นํÊา แม่กลอง แม่นํÊาเพชรบุรี แม่นํÊาปราณบุรี 6. ลักษณะภูมิประเทศกับพรมแดนระหว่างประเทศ ภาคตะวันตกมีพรมแดนติดต่อกับ ประเทศพม่าทางด้านตะวันตกของภาคโดยตลอด แนวพรมแดนภาคนีÊได้มีการปักปัน เส้นเขตแดนกันไว้นานแล้ว ตัÊงแต่สมัยทีÉอังกฤษยังปกครองพม่าอยู่ ปัญหาเกีÉยวกับ พรมแดนจึงไม่ค่อยมี ยกเว้น การช่องสุมกําลังของชาวกะเหรีÉยงอิสระ ซึÉงบางครัÊงได้ หลบหนีพม่าเข้ามาตัÊงทีÉมัÉนในเขตไทยตามบริเวณชายแดนภาคตะวันตก ภูมิอากาศในภาคตะวันตก 1. ภาคตะวันตกมีภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา 2. ปริมาณฝนทีÉตกทัÊงปีมีน้อยกว่าภาคอืÉนๆ ของประเทศทัÊงหมด ทัÊงนีÊเนืÉองจากมีทิวเขา ถนนธงชัย และทิวเขาตะนาวศรีตัÊงกําบังลมจากอ่าวเบงกอล และทีÉทะเลอันดามันทีÉเข้า มาในภาคนีÊภาคตะวันตกจึงเป็นเขตทีÉเรียกว่า พืÊนทีÉอับฝน (rain shadow) 3. จังหวัดทีÉมีฝนตกน้อยทีÉสุดในประเทศไทย คือ จังหวัดตาก มีปริมาณฝนรวมทัÊงปีเพียง ř,ŘŜš มิลลิเมตร ประชากรในภาคตะวันตก 1. จํานวนประชากร และการเพิÉมประชากรในภาคตะวันตก จังหวัดทีÉมีประชากรมากทีÉสุด คือ จังหวัดราชบุรี ส่วนจังหวัดทีÉมีประชากรน้อยทีÉสุด คือ จังหวัดตาก 2. ความหนาแน่น และการกระจายของประชากรในภาคตะวันตก เป็นภาคทีÉมีประชากร หนาแน่นน้อยทีÉสุดของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มแม่นํÊาแม่กลอง และทีÉราบชายฝัÉง โดยเฉพาะบริเวณทีÉราบลุ่มแม่นํÊาแม่กลองของจังหวัดราชบุรี 3. การประกอบอาชีพของประชากรในภาคตะวันตก โดยส่วนรวม ฐานะทางเศรษฐกิจของ ประชากรในภาคตะวันตกอยู่ในระดับปานกลาง รายได้ของประชากรได้รับจากอาชีพ เกษตรหลายอย่าง มิได้ขึÊนอยู่กับการทํานาเพียงอย่างเดียว คือ ได้จากการปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย มันสําปะหลัง สับปะรด ผัก และผลไม้ต่างๆ ด้วย มีการทําเหมืองแร่ เพราะ ภาคตะวันตกนีÊอุดมด้วยแร่ทีÉมีค่าทางเศรษฐกิจรายได้จากการท่องเทีÉยว ภาคใต้ ลักษณะภูมิประเทศในภาคใต้ 1. ภาคใต้ลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทร ไปเชืÉอมต่อประเทศมาเลเซีย คาบสมุทรมีความ กว้างไม่มาก ส่วนกว้างทีÉสุดประมาณ ŚŝŘ กิโลเมตร ตัÊงแต่ชายฝัÉงจังหวัดพังงาถึงชายฝัÉง จังหวัด นครศรีธรรมราช และมีส่วนแคบทีÉสุด คือ คอคอดกระในเขตจังหวัดระนอง – ชุมพร กว้างประมาณ ŞŜ กิโลเมตรเท่านัÊน 67
74.
2. ภาคใต้มีทีÉราบไม่มากนัก บริเวณทีÉเป็นทีÉราบมีจํากัดเฉพาะตามบริเวณชายฝัÉงเท่านัÊน
ด้าน อ่าวไทย จะมีทีÉราบกว้างขวางกว่าชายฝัÉงด้านทะเลอันดามัน 3. แม่นํÊาภาคใต้ เป็นแม่นํÊาสายสัÊนๆ ทัÊงหมด แม่นํÊาทีÉยาวทีÉสุด คือ แม่นํÊาปี ในภาคใต้มักเรียก แม่นํÊาทีÉมีขนาดเล็กกว่าคลองเช่นเดียวกับภาคตะวันออก 4. ภาคใต้มีฝัÉงทะเลยาวมาก ลักษณะของฝัÉงทะเลแตกต่างกันมาก กล่าวคือ ฝัÉงทะเลด้านอ่าวไทย เป็นลักษณะของชายฝัÉงแบบยกตัว ส่วนฝัÉงทะเลอันดามันเป็นลักษณะของชายฝัÉงแบบบุบจม 5. ลักษณะภูมิประเทศกับพรมแดนระหว่างประเทศ ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย โดยอาศัยสัน ปันนํÊาของทิวเขาสันกาลาคีรี และร่องนํÊาลึกของแม่นํÊาโกลก พรมแดนภาคใต้เป็นพรมแดนทีÉมี ปัญหาน้อยกว่าภาคอืÉนๆ เนืÉองจากประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียมีพรมแดนติดต่อกัน ระยะสัÊน และมีการร่วมมือกันในการปรับปรุงหลักเขตแดนให้เหมาะสม ภูมิอากาศในภาคใต้ ř. ได้รับอิทธิพลจากพืÊนนํÊามากกว่าภาคอืÉนๆ ของประเทศ ทัÊงได้รับมรสุมทัÊงสองด้าน Ś. ทําให้ภูมิอากาศของภาคใต้มีฤดูฝนยาวนานกว่าในภาคอืÉนๆ และมีความแตกต่างของ อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวเพียงเล็กน้อยเท่านัÊน ś. ภูมิอากาศในภาคใต้จัดเป็นภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ซึÉงมีฝนตกชุก ภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทวีปเอเชีย (Asia) ลักษณะสําคัญ 1. พืÊนทีÉและจํานวนประชากรทีÉสุดในโลก 2. ได้สมญานามว่า “ทวีปแห่งความแตกต่าง” (The Continent of Contrasts) 3. เทือกเขาและทีÉราบสูงตอนกลางทวีป เป็นต้นกําเนิดแม่นํÊาสําคัญ ได้แก่ แม่นํÊาแยงชี ฮวงโห สินธุ คงคา พรหมบุตร โขง อิรวดี ไทกริส ยูเฟรติส อายู ดาเรีย รวมแม่นํÊาหลายสายในไซบีเรีย 4. ขอบทวีปด้านใต้และตะวันออก เป็นแนวแผ่นดินไหวรุนแรง 5. มีเกาะจํานวนมากทีÉสุดในโลก 6. ลมมรสุมมีอิทธิพลต่อการดํารงชีวิตของประชากรมากกว่าทวีปอืÉนๆ 7. เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ เป็นภูมิภาคอบอุ่นชืÊนและร้อนชืÊน ในเขตมรสุม เอเชีย เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และเอเชียกลาง เป็นภูมิภาคแห่งความแห้งแล้ง เพราะได้รับความชุ่มชืÊน จากทะเลน้อย แต่เป็นภูมิภาคทีÉอุดมสมบรูณ์ด้วยทรัพยากรนํÊามัน 8. เป็นแหล่งผลิตพืชผลเมืองร้อนและสินแร่ทีÉสําคัญของโลก โดยเฉพาะข้าวเจ้า ยางพารา ปาล์มนํÊามัน 68
75.
9. เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่ทีÉสุดของโลก “เมโสโปเตเมีย”
เป็นแหล่งกําเนิดศาสนาสากลทุก ศาสนาของโลก (พราหมณ์ พุทธ คริสต์ อิสลาม) 10. ประเทศส่วนใหญ่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิÉนไว้ได้มาก ทวีปยุโรป (Europe) ลักษณะสําคัญ 1. ทวีปยุโรปมีแผ่นดินเชืÉอมต่อกันกับทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ซึÉงเป็นกลุ่มทวีปเก่า The Old Coninents) 2. ทางด้านตะวันออกของทวีปติดต่อกับทวีปเอเชีย โดยมีเทือกเขาอูราล เทือกเขาคอเคซัล กัÊนพรมแดน ทําให้มีความแห้งแล้งมากกว่าด้านตะวันตก ซึÉงอยู่ติดกับมหาสมุทร 3. แม่นํÊาทีÉสําคัญ คือ แมนํÊาไรน์ แม่นํÊาดานูบ แม่นํÊาส่วนใหญ่ใช้เรือได้ดี มีคลองเชืÉอมต่อหลายสาย เป็น ประโยชน์ด้านคมนาคม การค้า อุตสาหกรรม และการท่องเทีÉยว 4. ทวีปยุโรปเป็นทวีปทีÉมีชายฝัÉงเว้าแหว่งมากทีÉสุดในโลก ซึÉงก่อให้เกิดผลดี คือ ความชุ่มชืÊนกระจายทัÉว ทวีป มีท่าเรือทีÉดี มีแหล่งปลาชุม 5. ทวีปยุโรปตัÊงอยู่ในโซนอบอุ่นเหนือเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเขตร้อน และทะเลทราย ถือเป็นทวีปทีÉอบอุ่น ชุ่มชืÊนทีÉสุดของโลก เนืÉองจากอิทธิพลของลมตะวันตก และเป็นทวีปเดียวทีÉลมตะวันตกสามารถนํา ความชุ่มชืÊนเข้าสู่ภายในทวีปได้มากทีÉสุด 6. ยุโรปตะวันตกเป็นภูมิภาคทีÉเป็นเขตประชากรหนาแน่นทีÉสุดขิงทวีป 7. มีลักษณะของเศรษฐกิจของประเทศทีÉพัฒนาแล้ว มีการทําเกษตรอย่างหนาแน่น และใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่เป็นการเกษตรเพืÉอการค้า ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบรูณ์ โดยเฉพาะเหล็กและถ่านหิน คุณภาพดี ปริมาณมาก มีแหล่งนํÊามันและปลาชุมในทะเลเหนือ มีป่าสนหนาแน่นเพราะมีการ อนุรักษ์ป่าไม้ได้ดีทีÉสุดในโลก 8. ประเทศส่วนใหญ่มีขนาดเล็กแต่มีความร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเทีÉยว ทําให้ เศรษฐกิจอิงประเทศต่างๆ เจริญก้าวหน้า กลุ่มความร่วมมือสําคัญคือ EU 9. Polder คือ ทีÉราบทีÉเกิดจากการถมทะเล เป็นความสามารถและภูมิปัญญาของชาวดัทช์ 10. ภูมิภาคยุโรปตะวันตกมีความอบอุ่นชุ่มชืÊนและฐานะเศรษฐกิจกว่าภาคยุโรปตะวันออก 69
76.
ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) ลักษณะสําคัญ 1.
ลักษณะภูมิประเทศมีเทือกเขาสูงตลอดแนวด้านตะวันตกของทวีป ซึÉงเป็นเทือกเขายุคใหม่ จึงเป็น เปลือกโลกไม่มัÉนคง เป็นแนวแผ่นดินไหวแต่อุดมด้วยแร่ธาตุ ป่าสนขนาดใหญ่ ส่วนทาง ตะวันออก ของทวีป เป็นเทือกเขายุคเก่า มีแนวนํÊาตกและแหล่งถ่านหิน 2. ภาคกลางเป็นทีÉราบทีÉอุดมสมบรูณ์ลุ่มแม่นํÊามิสซิลซิปปี เป็นเขตเกษตรกรรมทีÉสําคัญ เป็นแหล่งผลิต ข้าวสาลี ข้าวโพด ยาสูบ ฝ้ าย 3. ทีÉราบอ่าวฮัดสันเป็นเขตหินเก่าทีÉอุดมสมบรูณ์ด้วยแร่ธาตุและป่าสนทีÉกว้างใหญ่อันดับ Ś ของโลก รองจากไซบีเรีย มีทะเลสาบนํÊาจืดเกิดจากธารนํÊาแข็ง คือ เกรตเลด (Great Lakes) ติดต่อกับ มหาสมุทรแอตแลนติก โดยคลองทีÉเชืÉอมต่อระหว่างทะเลสาบและมีทางออกผ่านแม่นํÊาเซนต์ลอเรนซ์ จึงเป็นเส้นทางคมนาคมทางนํÊาภายในทวีปทีÉสําคัญ 4. เขตอุตสาหกรรมหนักของทวีป ตัÊงอยู่รอบ Great Lakes ถึงชายฝัÉงแอตแลนติก 5. ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตกไม่เต็มทีÉเนืÉองจากมีเทือกเขากัÊนขวางทางลม 6. มีลักษณะภูมิอากาศเกือบทุกชนิดในโลก เนืÉองจากความกว้างใหญ่ของทวีปครอบคลุมทุกโซนอากาศ 7. การเกษตรส่วนใหญ่เป็นไร่การค้าขนาดใหญ่ ทัÊงการเพาะปลุกและการเลีÊยงสัตว์ 8. ภัยธรรมชาติทีÉสําคัญของทวีป คือ แผ่นดินไหวทางชายฝัÉงตะวันตก พายุหมุน Tornado ภาคกลาง ของสหรัฐอเมริกา และพายุหมุน Hurricane รอบอ่าวเม็กซิโกและชายฝัÉงทะเลแคริบเบียน 9. เป็นทวีปทีÉชวนผิวจากทวีปยุโรปเข้าไปตัÊงถิÉนฐานถาวร จังมีอิทธิพลต่อการเปลีÉยนแปลงและการ พัฒนาวิถีชีวิต ทัÊงด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ 10. ทวีปอเมริกาเหนือ ได้รับการขนานนามว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” , “เบ้าหลอมวัฒนธรรม” ทวีปอเมริกาใต้ (South America) ลักษณะสําคัญ 1. ทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ ตัÊงอยู่ในโซนร้อนเหนือ ร้อนใต้ อบอุ่นใต้ 2. เทือกเขาสูงทางตะวันตกของทวีป เป็นเทือกเขายุคใหม่ เป็นอุปสรรคต่อการตัÊงถิÉนฐาน และการ คมนาคม เป็นเขตเปลือกโลกไม่มัÉนคง อยู่แนว Ring of Fire 3. ทีÉราบลุ่มแม่นํÊาแอมะซอน เป็นทีÉราบลุ่มแม่นํÊากว้างใหญ่ทีÉสุดในโลก แต่ประชากรเบาบางเพราะเป็น เขตร้อนชืÊน ทีÉราบลุ่มแม่นํÊาปารานา ปารานาวัย – อุรุกวัย ริโดเดอลาปลาต้า เป็นทีÉราบลุ่มแม่นํÊาทีÉมี ประชากรตัÊงถิÉนหนาแน่นทีÉสุดในทวีป เพราะเป็นทีÉราบลุ่มแม่นํÊาทีÉอุดมสมบรูณ์ในเขตอบอุ่นชืÊน 4. การทีÉมีเทือกสูงวางตัวชิดชายฝัÉงตะวันตก ทําให้ความชุ่มชืÊนทีÉมากับตะวันตกมีเพียงเฉพาะบริเวณ ชายฝัÉง แต่ความชุ่มชืÊนทีÉมากับลมค้าทางด้านตะวันออก ทําให้ภูมิภาคด้านตะวันออกมีความชุ่มชืÊน มากกว่า อเมริกาใต้จัดเป็นทวีปทีÉได้รับอิทธิพลจากลมค้าทัÊง Ś ทิศทางเต็มทีÉกว่าทวีปอืÉนๆ 70
77.
5. ในเขตร้อน ประชากรจะตัÊงถิÉนฐานบนเทือกเขาสูงมากกว่าทีÉราบ
เนืÉองจากอากาศเย็นสบาย นอกจากนีÊยังมีประชากรหนาแน่นบริเวณชายฝัÉงตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ ซึÉงมีทีÉราบอุดม สมบรูณ์ และอากาศอบอุ่นชุ่มชืÊน 6. เป็นดินแดนทีÉมีป่าดงดิบกว้างใหญ่ทีÉสุดของโลก 7. เป็นดินแดนแห่งพืชผลเมืองร้อนและสินแร่ 8. สินค้าออกทีÉสําคัญ คือ กาแฟ โกโก้ ข้าวสาลี เนืÊอสัตว์ ขนแกะ ทองแดง อาชีพหลักคือ การทํา การเกษตรและเหมืองแร่ 9. เป็นภูมิภาคแห่งวัฒนธรรม Latin American 10. Pan American Highways เป็นทางหลวงสําคัญทีÉเชืÉอมทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้โดย สหรัฐอเมริกาในการลงทุน ทวีปแอฟริกา (Afeica) ลักษณะสําคัญ 1. ทวีปแอฟริกา มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ Ś ของโลก มีแผ่นดินติดต่อกับทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย 2. พืÊนทีÉส่วนใหญ่เป็นทีÉราบสูง ความสูงของพืÊนทีÉจะมีมากทางตะวันออก มีทีÉราบแคบๆ เฉพาะชายฝัÉง 3. ทวีปแอฟริกามีทีÉตัÊงอยู่ระหว่างละติจูดทีÉ śş องศาเหนือ กับละติจูด śŝ องศา เส้นขนานละติจูด สําคัญ ś เส้นทีÉลากผ่าน คือ เส้นEquator เส้น Tropic of Cancer เส้น Tropic of Capricorn ทําให้ พืÊนทีÉทางชายฝัÉงตะวันตกในแนวทรอปิคเป็นเขตอับลมจากทะเล เกิดความแห้งแล้ง เป็นทะเลทราย เป็นบริเวณกว้าง จักเป็นทวีปทีÉมีพืÊนทีÉทะเลทรายกว้างใหญ่ทีÉสุดในโลก 4. แม่นํÊาทีÉสําคัญ คือ แม่นํÊาไนล์ เป็นแม่นํÊาสายยาวทีÉสุดในโลก รองลงไปคือ แม่นํÊาคองโก แม่นํÊา แซมเบซี 5. แม่นํÊาเกือบทุกสายมีแก่ง และนํÊาตกขวาง ทําให้การคมนาคมไม่สะดวก 6. ลุ่มแม่นํÊาไนล์เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณเก่าแก่รองจากเมโสโปเตเมีย 7. ทวีปแอฟริกา เป็นดินแดนแห่งพืชผลเมืองร้อนและสินแร่ พืชเศรษฐกิจทีÉสําคัญ ได้แก่ ยางพารา โกโก้ กาแฟ แร่ธาตุทีÉสําคัญ คือ นํÊามัน เพชร ทองคํา 8. เป็นทวีปมีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศยากแก่การบุกเบิกและพัฒนา จึงได้รับสมญานามว่า “กาฬทวีป” (Dark Continent) 9. การมีเส้นศูนย์ผ่านกลางทวีป ทําให้แอฟริกามีเขตภูมิอากาศมีคล้ายคลึงกันระหว่างดินแดนเหนือ ศูนย์สูตรและใต้ศูนย์สูตร แต่ฤดูกาลจะตรงกันข้ามกัน 10. แอฟริกายังเป็นดินแดนทีÉรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิÉนดัÊงเดิมไว้ได้มาก เนืÉองจากชาวผิวขาวไม่ได้ เข้าไปตัÊงถิÉนฐานถาวรมาก ทะเลทรายสะฮาร่าเป็นแนวแบ่งวัฒนธรรมแอฟริกันขาว และแอฟริกันนิโกร 71
78.
ภูมิภาคโอเชียเนีย (Oceania) 1. ดินแดนโอเซียเนีย
ประกอบด้วย ทวีปออสเตรเลีย หมู่เกาะนิวซีแลนด์ หมู่เกาะไมโครนีเซีย หมู่เกาะ เมลานีเซีย หมู่เกาะโพลินีเซีย 2. หมู่เกาะส่วนใหญ่ในภูมิภาคโอเซียเนีย เป็นหมู่เกาะกลางสมุทร เกิดจากภูเขาไฟใต้สมุทร และ ปะการังทับถมกัน อากาศชุ่มชืÊน สดชืÊน ธรรมชาติสวยงาม เหมาะสมแก่การท่องเทีÉยวผักผ่อน โดยเฉพาะนิวซีแลนด์ 3. ทวีปออสเตรเลีย ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทีÉราบสูงยุดชคเก่า เป็นทวีปทีÉไม่มีภูเขาไฟ ไม่มีภูเขาสูงยุค ใหม่ ไม่มีธารนํÊาแข็ง แต่เป็นทะเลทรายครึÉงทวีปเพราะตัÊงอยู่แนว Tropic ชายฝัÉงตะวันตกของทวีปจึง เป็นเขตลมพัดออก ประกอบชายฝัÉงทะเลไม่เว้าแหว่ง 4. เทือกเขา Great Dividing ทางตะวันออกของทวีป เป็นเทือกเขายุคเก่าเช่นเดียวกับเทือกเขาใน คาบสมุทร Scanndinavia และเทือกเขา Appalachian ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ 5. แม่นํÊาสายสําคัญ คือ แม่นํÊาเมอร์เรย์ – ดาร์ลิÉง (Murray – Darling) มีอากาศอบอุ่นชืÊน จึงเป็นเขต เกษตรกรรมทีÉสําคัญทีÉสุดของทวีป 6. รายได้สําคัญขึÊนอยู่กับผลผลิตการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ขนแกะ เนืÊอสัตว์ 7. ชายฝัÉงตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวปะการัง “Great Barrier Reef” ทีÉยาวทีÉสุดในโลกปะการังมีความ สวยงาม เพราะท้องทะเลมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปะการัง มีกระแสนํÊาอุ่นไหลผ่าน ประกอบกับชาวออสเตรเลียมีการดูแลรักษาแนวปะการังอย่างดี Great Barrier Reef เป็นแหล่ง ท่องเทีÉยวทีÉสําคัญแห่งหนึÉงของโลก นํารายได้มาให้ออสเตรเลียจํานวนมาก 8. ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเกาะกลางสมุทร เกิดจากภูเขาไฟ ประกอบด้วยเกาะใหญ่ Ś เกาะ คือ เกาะ เหนือ และเกาะใต้ เกาะเหนือ มีขนาดเล็กกว่า แต่มีประชากรมากกว่าเพราะอากาศอบอุ่นชุ่มชืÊนทัÉว ทัÊงเกาะ มีทุ่งหญ้าคูณภาพดี เหมาะแก่การทําฟาร์มโคนม มีภูเขาไฟ พุนํÊาร้อน กีเซอร์ เหมาะแก่การ ท่องเทีÉยว เกาะเหนือสามารถใช้พลังความร้อนใต้พิภพผลิตกระแสไฟฟ้ าได้ ส่วนเกาะใต้มีธรรมชาติทีÉ สวยงามด้วยเทือกเขา Southem Alps ทีÉมีธารนํÊาแข็ง ทะเลสาบนํÊาจืดทีÉสวยงามจํานวนมาก ชายฝัÉงฟยอร์ด และทุ่งหญ้า Canterberry เหมาะสําหรับเลีÊยงแกะพันธุ์เนืÊอดีของโลก เกาะใต้ สามารถใช้พลังนํÊาจากนํÊาตกและแม่นํÊาทีÉไหลแรง ผลิตกระแสไฟฟ้ าได้ 9. นิวซีแลนด์ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตกตลอดปี จึงมีภูมิอากาศอบอุ่นชุ่มชืÊน ภาคพืÊนสมุทรคล้าย อังกฤษ รายได้สําคัญของประเทศ คือ การท่องเทีÉยว ผลผลิตเกษตร เช่น เนืÊอแกะ ขนแกะ ผลิตภัณฑ์ นมเนย ผลไม้ 10. นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรมอังกฤษ ประชากรมากกว่า šŘ% เป็นเชืÊอสาย อังกฤษ แต่ชาวนิวซีแลนด์สามารถอยู่ร่วมกับชาวพืÊนเมือง “เมารี” อย่างมีความสุข ต่างกับชาว ออสเตรเลียกับชาวพืÊนเมือง “อะบอริจิน” ซึÉงยังคงแยกกันตัÊงถิÉนฐาน 72
85.
สังคมศึกษา
86.
1. ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะได้รับประโยชน์ข้อใด 1. ได้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ตั้งแต่อดีต
ปัจจุบัน และอนาคต 2. ปลูกจิตสํานึกของความรักชาติ 3. มีความเฉลียวฉลาดและคาดการณ์อนาคตได้แม่นยํา 4. ได้รับบทเรียนในการดําเนินชีวิต
87.
2. ข้อใดปรากฏหลักฐานขั้นต้น 1. ฤาษีดัดตนวัดพระเชตุพน 2.
สนธิสัญญา กฎหมาย 3. หนังสือที่ระลึกงานศพ วิทยานิพนธ์ 4. บันทึกความทรงจํา ภาพถ่าย
88.
3. ศักดินา มีความหมายตรงกับข้อใด 1.
การถือครองที่ดินทํากินของไพร่และทาส 2. การบอกจํานวนไพร่ที่สังกัดมูลนาย 3. การกําหนดบทบาทหน้าที่ของทุกคนในสังคม 4. การแสดงวรรณะและชาติกําเนิดของทุกชนชั้น
89.
4. ผลประการสําคัญที่ได้รับจากการปฏรูปประเทศ พ.ศ.
2435 คือ 1. การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย 2. การสร้างเสถียรภาพแก่รัฐบาลส่วนกลาง 3. การเปิดการค้าเสรีกับตะวันตกเป็นครั้งแรก 4. ความสามารถรอดพ้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม
90.
5. สิ่งที่มิชชั่นนารีประสบความสําเร็จอย่างสูงในประเทศ ไทย คือ 1.
การทําสนธิสัญญาการค้า – การตั้งสถานกงสุล 2. วิทยาศาสตร์ – การศึกษา 3. การแพทย์ – การพิมพ์ 4. การเผยแพร่ศาสนา – การสื่อสาร
91.
6. พระคลังสินค้ามีบทบาทและหน้าที่ใกล้เคียงกับหน่วยงานใด ในปัจจุบัน 1. กระทรวงพาณิชย์
2. กระทรวงการต่างประเทศ 3. กระทรวงการคลัง 4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
92.
7. เหตุการณ์ในข้อใดบ้างที่สะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง การปกครองของไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตย 1. ข้าราชการทูลเกล้าถวายบันทึก
พ.ศ. 2427 2. กบฏเจ้าแขก 7 หัวเมือง 3. การยกเลิกบรรดาศักดิ์ 4. กบฏ รศ. 130
93.
8. กฎหมายใดบ้างที่เอื้อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย 1. พ.ร.บ.
การกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ 2. พ.ร.บ. สงวนอาชีพคนไทย 3. พ.ร.บ. เกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 4. พ.ร.บ. ประถมศึกษา พ.ศ. 2461
94.
9. เหตุการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม ต่อต้านลัทธิเผด็จการโดยประชาชน 1. เหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 2. เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 3. เหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 2535 4. เหตุการณ์ รศ. 130
95.
10. สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ปรากฏผลอย่างไรบ้าง 1.
การเปิดการค้าเสรี 2. การเสียค่าปฏิกรรมสงคราม 3. การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต 4. การเสียดินแดน
96.
11. สาเหตุที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1.
ได้รับอิทธิพลตะวันตก 2. ปัญหาเศรษฐกิจตกตํ่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 3. ต้องการล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 4. ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับราษฎร
97.
12. ข้อใดมีความสัมพันธ์ถูกต้อง 1. จอมพลสฤฏดิ์
ธนะรัชต์ - แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ 2. จอมพล ป. พิบูลสงคราม - นโยบายสร้างชาติ 3. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ - นโยบาย 66/2523 4. จอมพลถนอม กิตติขจร - นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็น สนามการค้า
98.
13. ความเจริญด้านวัฒนธรรมของยุคหินใหม่ประกอบด้วย 1. การประดิษฐ์ตัวอักษร 2.
การทอผ้า 3. กสิกรรม 4. การตั้งชุมชน
99.
14. ชนชาติที่ทิ้งมรดกในด้านศาสนาจนถึงปัจจุบัน คือ 1.
อียิปต์ 2. กรีก 3. ยิว 4. เปอร์เซีย
100.
15. ข้อใดกล่าวถูกต้อง 1. ฟินิเซียเป็นชาติที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมือเดินเรือ 2.
อียิปต์มีการจัดระเบียบชนชั้นในสังคมเพื่อแบ่งหน้าที่อย่างเป็น ระเบียบ 3. เปอร์เซียเป็นชาติที่สามารถสร้างจักรวรรดิเพราะการจัด ระเบียบการปกครองในภูมิภาคอย่างรัดกุม 4. กรีกคือชาติแรกที่ปกครองแบบนครรัฐ
101.
16. ผลงานชิ้นใดที่สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธาทางศาสนา 1.
ลวดลายเรขาคณิตแทนรูปคนและสัตว์ 2. สนามกีฬาโคลอสเซียม 3. ภาพวาดคําพิพากษาครั้งสุดท้าย 4. มหาวิหารพาร์เธนอน
102.
17. อะไรคือปัจจัยสําคัญที่ทําให้กรีกพัฒนาระบอบประชาธิปไตย 1. สภาพภูมิศาสตร์ส่งผลต่อการเป็นตัวของตัวเอง 2.
การติดต่อกับต่างชาติทําให้ได้รับแนวคิดสมัยใหม่ 3. ความเชื่อมั่นในเหตุผล เข้าใจธรรมชาติว่ามนุษย์ต้องการ เสรีภาพ 4. การขยายจักรวรรดิไปสู่โลกตะวันออก
103.
18. ข้อใดกล่าวถึงโรมันอย่างถูกต้อง 1. การใช้กฎหมายสิบสองโต๊ะเพื่อความเสมอภาคทางการศาล 2.
นําศิลปะมารับใช้มนุษย์โดยคํานึงถึงประโยชน์ใช้สอยแทน การรับใช้พระเจ้า 3. แสดงออกถึงอํานาจยิ่งใหญ่ของรัฐจึงสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โต หรูหรา 4. ตระหนักในความสําคัญของสิทธิ และเสรีภาพส่วนบุคคล
104.
19. สมัยกลางเกิดเหตุการณ์สําคัญในประวัติศาสตร์หลาย ประการคือข้อใดบ้าง 1. คริสต์ศาสนามีอิทธิพลเหนือการดําเนินชีวิตประชาชน 2.
สภาพสังคมแบบฟิวดัล สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับ มอบที่ดินและความจงรักภักดีต่อเจ้าของที่ดิน 3. การหยุดชะงักของศิลปวัฒนธรรมกรีก – โรมัน 4. ลัทธิชาตินิยมแพร่หลาย จึงมีการขยายอํานาจไปยังดินแดน โพ้นทะเล
105.
20. งานศิลปะของไมเคิลแองเจโจ และดาร์วินซี
ข้อใดกล่าวได้ ถูกต้อง 1. ผสมผสานแนวคิดมนุษยนิยม ธรรมชาตินิยมและคริสต์ศาสนา 2. แสดงความรู้สึก อารมณ์ เหมือนมีชีวิตจริงและความสมบูรณ์ ของเรือนร่างมนุษย์ 3. คํานึงถึงเส้น แสง เงา และรายละเอียดขององค์ประกอบ ในภาพ 4. หลุดพ้นอิทธิพลของกรีกและโรมัน แต่มีอิสระทางความคิด ในฐานะปัจเจกชน
106.
21. การปฏิวัติอุตสาหกรรมส่งผลกระทบที่สําคัญต่อการ เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในโลกอย่างไร 1. เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคม ในทั้ง ประเทศและนอกประเทศ 2. การเติบโตของแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และสังคมนิยม 3. นําไปสู่การปฏิวัติเกษตรกรรม และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ทํา ให้ระบบฟิวดัลล่มสลาย 4. ทําให้อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นผู้นําลัทธิจักรวรรดินิยม
107.
22. วัตถุประสงค์ที่สําคัญของลัทธิจักรวรรดินิยม คือข้อใด 1.
แข่งขันและแทนที่บทบาทการผูกขาดการค้าของพวกอิสลาม 2. ต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดสินค้า 3. เผยแพร่คริสต์ศาสนาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ 4. ขยายแสนยานุภาพทางทหารและความรู้สึกชาตินิยม
108.
23. “มนุษย์ทั้งปวงย่อมเสมอกันโดยกําเนิดและพระเจ้าได้มอบ สิทธิบางประการอันจะโอนให้แก่บุคคลอื่นมิได้ คือสิทธิ ในชีวิต
เสรีภาพ และการแสวงหาความรู้” ข้อความ ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนักปราชญ์ท่านใด 1. รุสโซ 2. จอห์น ลอค 3. คาร์ล มาร์กซ์ 4. โทมัส ฮอฟส์
109.
24. ข้อใดเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา 1. การประกาศสุนทรพจน์ที่ว่าการปกครองของประชาชน โดยประชาชน
เพื่อประชาชน 2. การใช้ทฤษฎีการแบ่งแยกอํานาจเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ 3. การล้มล้างระบอบราชาธิปไตยในยุโรป 4. การประกาศหลักสิทธิมนุษยชนและพลเมือง
110.
25. การปฏิวัติฝรั่งเศสถือเป็นแบบอย่างของการปฏิวัติการเมือง ที่สําคัญหลายประการ คือข้อใด 1.
การเผยแพร่อุดมการณ์เสรีนิยมของชนชั้นกลางและปัญญาชน 2. การเผยแพร่แนวคิด เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ 3. การประกาศหลักสิทธิมนุษยชนและพลเมือง 4. การเริ่มต้นการปกครองแบบรัฐสภา
111.
26. ข้อใดคือสาเหตุของสงครามอ่าวเปอร์เซีย 1. ความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ 2.
ความแตกต่างด้านศาสนา 3. อุดมการณ์การเมือง 4. ผลประโยชน์
112.
27. ตามกฎบัตรขององค์การสหประชาชาติ หน้าที่ใดที่องค์การ ไม่สามารถปฏิบัติได้ 1.
คุ้มครองเรือสินค้านานาชาติเพื่อให้ปลอดภัยจากโจรสลัด โซมาเลีย 2. การรักษาสันติภาพในประเทศอาฟกานิสถาน 3. การจัดการเลือกตั้งในประเทศพม่า 4. การเลือกผู้นําของรัฐบาลเกาหลีเหนือ
113.
28. หน่วยงานใดขององค์การสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับกรณี เขาพระวิหาร 1. คณะมนตรีความมั่นคง 2.
องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม 3. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 4. คณะมนตรีภาวะทรัสตี
114.
29. สงครามฝิ่ นส่งผลอย่างไรต่อจีน 1.
กลายเป็นประเทศที่ป่วยของเอเซีย 2. ตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ 3. ต้องให้เสรีภาพทางการค้าและเผยแผ่ศาสนาแก่ชาติตะวันตก 4. สิ้นสุดราชวงศ์แมนจู
115.
30. นโยบาย 4
ทันสมัย ซึ่งทําให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศประกอบด้วย ด้านใดบ้าง 1. เกษตรกรรม 2. อุตสาหกรรม 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. การทหาร
116.
31. ข้อใดเกี่ยวข้องกับ เหมา
เจ๋อ ตง 1. ก่อตั้งประเทศไต้หวัน 2. Long March 3. เศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด 4. พรรคคอมมิวนิสต์สามารถปกครองจีนได้เบ็ดเสร็จ
117.
32. ผลจากการที่ญี่ปุ่นปฏิรูปเมจิ คือ 1.
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2. มีระบบเศรษฐกิจแบบ Zaibutsu 3. ล้มเลิกระบอบจักรพรรดิ 4. มีแสนยานุภาพเข้มแข็ง
118.
33. มหาตม คานธี
เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด 1. ใช้นโยบายสัตยเคราะห์จนสามารถเรียกร้องเอกราชจาก อังกฤษได้สําเร็จ 2. เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกภายหลังอินเดียได้รับเอกราช 3. ความข้ดแย้งปัญหาแคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดียและ ปากีสถาน 4. ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
119.
34. ข้อใดกล่าวถึงอินเดียในปัจจุบันได้ถูกต้อง 1. มีแนวคิดในการรวมชาวฮินดูและมุสลิมเข้าด้วยกัน 2.
มีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ 3. เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก 4. เป็นประเทศสมาชิกกลุ่ม BIMST – EC
120.
35. องค์การใดที่จัดตั้งครั้งแรกที่กรุงเทพฯ 1. ASEAN
2. ASEM 3. APEC 4. AFTA
121.
36. ประเทศสมาชิกริเริ่มของสมาคมประชาชาติเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ 1. ไทย
2. มาเลเซีย 3. ฟิลิปปินส์ 4. อินโดนีเซีย
122.
37. เหตุการณ์ใดมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ และศาสนา 1. สงครามตะวันออกกลาง 2.
การก่อการของกลุ่มทมิฬ – อีแลม 3. สงครามเวียดนาม 4. การดําเนินงานของขบวนการ I.R.A.
123.
38. ความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีมีสาเหตุจากประการใด 1. ศาสนา
2. เชื้อชาติ 3. อุดมการณ์การเมือง 4. มหาอํานาจแทรกแซง
124.
39. ข้อใดเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 1. APEC
2. EU 3. NAFTA 4. NATO
125.
40. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและ เอเชียใต้ได้แก่ 1. IMT
– GT 2. OPEC 3. BIMST – EC 4. SAARC
Download