วิชาวิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
โดย
ผูชวยศาสตราจารยพเยาว ยินดีสุข
เรื่องแสงอาทิตยและพลังงาน
พลังงานแสงอาทิตย เปนพลังงานตามธรรมชาติที่มีปริมาณมหาศาล และจัดเปนพลังงานที่สะอาดบริสุทธิ์
เพราะไมทําใหเกิดมลภาวะ เปนพลังงานที่นักวิทยาศาสตรใหความสนใจมากที่สุด เนื่องจากสามารถใชทดแทนพลังงาน
ปโตรเลียม และกาชธรรมชาติได
พลังงานที่โลกไดรับจากดวงอาทิตย พลังงานที่โลกไดรับจากดวงอาทิตยเฉลี่ยรายปเทากับ 1,353 วัตตตอ
ตารางเมตร ซึ่งคิดเปนปริมาณเพียง ของพลังงานทั้งหมดที่ดวงอาทิตยเปลงออกมา ผิวโลกบริเวณเสนศูนยสูตร
ไดรับแสงอาทิตยโดยตรงในแนวตั้งฉาก
การทดลองที่แสดงวาเราไดพลังงานจากแสงอาทิตย ใชแวนขยาย (เลนสนูน) รวมแสงอาทิตยใหตกลงหัวไมขีดไฟ
บริเวณที่เกิดการลุกไหม คือ จุดรวมแสงของเลนสนูน
ปรากฏการณเรือนกระจก (green house effect) เปนปรากฏการณที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) ที่เกิดจากการเผาไหมของเชื้อเพลิงเขาสูบรรยากาศมากขึ้นและกาซนี้จะกั้น
พลังงานความรอนไมใหออกไปนอกโลกได
อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอม
อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอมบนผิวโลกโดยตรง
วัฎจักรของน้ํา คือ การหมุนเวียนของน้ํา
น้ําคาง คือ หยดน้ําเล็ก ๆ ที่เกาะอยูตามยอดหญาในเวลาเชา น้ําคางเกิดขึ้นเนื่องจากไอน้ําในอากาศเหนือ
พื้นดินกระทบกับอากาศเย็นพื้นดินแลวกลั่นตัวเปนละอองน้ําและรวมตัวกันเปนหยดน้ํา
จุดน้ําคาง คือ อุณหภูมิระดับหนึ่งที่ไอน้ําในอากาศกลั่นตัวเปนหยดน้ํา
หมอก คือ ละอองน้ําเล็ก ๆ ที่จับตัวเปนกลุมลอยอยูเหนือพื้น ซึ่งเกิดจากไอน้ําในอากาศที่เกิดในเวลากลางวัน
กลั่นตัวเปนละอองน้ํา เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดต่ําลงในเวลากลางคืน หรือตอนเชามืดกอนพระอาทิตยขึ้น
ลม เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ํา เชน
ลมบก ลมทะเล ลมพายุ
ลมบก เปนลมที่พัดจากชายฝงออกสูทะเลในเวลากลางคืน
การไหลเวียนของกระแสน้ํา การไหลเวียนของกระแสน้ําเกิดจากพื้นน้ําบริเวณเสนศูนยสูตรไดรับความรอน
จากดวงอาทิตยมากกวาบริเวณขั้วโลก จึงทําใหน้ําบริเวณเสนศูนยสูตรมีอุณหภูมิสูงกวา และขยายตัวไดมากกวา มีความ
หนาแนนนอยลงจึงลอยตัวสูงขึ้น น้ําบริเวณขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ํากวามีความหนาแนนมากกวาไหลเขามาแทนที่
อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอมบนผิวโลกโดยทางออม แสงอาทิตยทําใหเปลือกโลกพังทลาย
เนื่องจากกระแสน้ํา และกระแสลม
ประโยชนของพลังงานแสงอาทิตย มนุษยนําพลังงานแสงอาทิตยมาใชประโยชนในดานตาง ๆ ดังนี้
การใชพลังงานแสงอาทิตยในกลองอบแหง แสงอาทิตยที่ตกกระทบกลองอบแหงทําใหอากาศภายในกลองมี
อุณหภูมิสูงขึ้น เปนผลทําใหน้ําในผักหรือในผลไมระเหยไป ผักและผลไมในกลองอบแหงจะแหงซึ่งเก็บไวไดนาน
การใชพลังงานแสงอาทิตยกลั่นน้ําทะเลใหจืด ประเทศที่ตองกลั่นน้ําทะเลใหเปนน้ําจืด เพื่อใชในการบริโภค
และอุปโภค คือ ฮองกง และสหรัฐอเมริกาที่เมืองซานดิเอโก
วิธีการกลั่น ความรอนจากแสงอาทิตยทําใหน้ํารอนขึ้น และระเหยกลายเปนไอไปกระทบกระจก ซึ่งมีอุณหภูมิ
ต่ํากวาไอน้ํา ทําใหไอน้ํากลั่นตัวรวมเปนหยดน้ํา ไหลลงไปตามความลาดเอียงของผิวกระจกออกไปตามรางน้ําสูทอและ
ภาชนะที่รอบรับ
การใชพลังงานแสงอาทิตยทําเตาสุริยะ เตาสุริยะใชกระจกเงาหรือโลหะสะทอนแสงทําเปนรูปทรงพาราโบลา
รับแสงอาทิตยที่สะทอนมารวมกันที่จุด ๆ หนึ่ง เรียก จุกโฟกัส ซึ่งเปนจุดที่แสงมีความเขมมากที่สุด และใหพลังงาน
สูงสุดสามารถนํามาใชประโยชนตาง ๆ ได
ผลิตเกลือ - เกลือสมุทร เปนเกลือที่ไดจากน้ําทะเล มีธาตุไอโอดีน
เซลลสุริยะ เปนเครื่องมือที่เปลี่ยนพลังงานแสงเปนพลังงานไฟฟา
การสังเคราะหดวยแสงของพืช เปนการเปลี่ยนพลังงานแสง เปนพลังงานเคมีดังสมการ คารบอนไดออกไชด + น้ํา
กลูโคส + น้ํา + ออกซิเจน
ผลของแสงอาทิตยตอสิ่งตาง ๆ มีดังนี้
1. ทําใหซิลเวอรโบรไมดที่ฉาบบนฟลมถายรูปเปลี่ยนเปนสีน้ําตามดํา
2. วิตามินซีเสื่อสภาพ
3. ทําใหสารละลายสีเขียวที่ไดจากปฏิกิริยาเคมีระหวางสารละลายเฟอริตแอมโมเนียมซิเครดกับโพแทสเซียม
เฮกชาไชยาโนเฟอเรตเปลี่ยนเปนสีน้ําเงิน
4. ทําใหไขมันใตผิวหนังเปลี่ยนเปนวิตามินดีได
5. ทําใหเมลานิลที่อยูใตผิวหนังเพิ่มมากขึ้นทําใหผิวคล้ํา
6. ทําใหเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
ปโตรเลียมน้ํามันดิบ เปนของเหลวที่มีสีดําคล้ํา ซึ่งเกิดจากการทับถมของอินทรียสาร ที่ถูกยอยสลายโดยแบคทีเรีย แลว
ทับถมอยูภายใตผิวโลกดวยอุณหภูมิ และความกดดันสูง เปนเวลานานนับลาน ๆ ป
น้ํามันปโตรเลียม หรือน้ํามันดิบยังใชประโยชนไมได เพราะมีสารประกอบไฮโดรคารบอนหลายชนิดซึ่งมีสมบัตร
แตกตางกันผสมอยู การแยกสารประกอบไฮโดรคารบอนออกจากกันตองใช ขบวนการกลั่นลําดับสวน โดยใชหลัก
สารประกอบมีจุดเดือดตางกัน ซึ่งพบวา สารที่มีจุดเดือดต่ํา จะถูกแยกออกมากอน และอยูสวนบนของหอกลั่น
ชื่อสวนตาง ๆ
จุดเดือด
0
C
สถานะ
จํานวนอะตอมของ
คารบอนในโมเลกุล
ประโยชน
กาซปโตรเลียม ต่ํากลา 40 กาซ C1 – C4 ใชเปนเชื้อเพลิงตามบาน
น้ํามันเบนซิน 40 - 180 ของเหลว C5 – C10 ใชเปนเชื้อเพลิงรถยนต
น้ํามันกาด 180 - 230 ของเหลว C11 – C12 ใชเปนเชื้อเพลิงเครื่องบิน
และใชจุดตะเกียง
น้ํามันดีเซล 230 - 305 ของเหลว C13 – C14 ใชเปนเชื้อเพลิงเครื่องยนตดีเซล
น้ํามันเตา 230 - 305 ของเหลว C15 – C17 ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟา และ
โรงงานอุตสาหกรรม
น้ํามันหลอลื่น 305 - 405 ของเหลว C18 – C25 ใชทําน้ํามันหลอลื่น
พาราฟน 405 - 515 ครึ่งแข็ง C26 – C38 ใชทําขี้ผึ้งพาราฟน และขี้ผึ้งวาสลิน
ยางมะตอย สูงกวา 515 ของแข็ง มากกวา C2a ใชราดถนน
การกําหนดคุณภาพของน้ํามันเบนซิน อาศัยหลักประสิทธิภาพในการทํางานของน้ํามันในเครื่องยนต
เชน น้ํามันที่มีสมบัติเหมือนไอโซออกเทนบริสุทธิ์ เรียกวา มีออกเทนนัมเบอรเปน 100
น้ํามันที่มีสมบัติเหมือนเฮปเทนบริสุทธิ์ เรียกวา มีออกเทนนัมเบอรเปน 0
และ น้ํามันที่มีไอโซออกเทนเปน 97% เฮปเทน 3 % เรียกวา ออกเทนนัมเบอร 97
เชื้อเพลิงชนิดตาง ๆ
- กาซธรรมชาติเหลว ประกอบดวย 2 สวนคือ สวนที่เปนไฮโดรคารบอนและสวนที่ไมใชไฮโดรคารบอน
- กาซปโตรเลียมเหลว (กาซหุงตม) ไดแก โพรเพน และบิวเทน
- ถานหิน มีลิกไนต ซันบิทูมินัส บิทูมินัส และแอนทราไซต
- ถานโคก ไดจากการกลั่นสลายผลิตไนต ไดสารคอนขางบริสุทธิ์ ไมคอยมีควัน
- ถานไม ไดจากการเผาไหมในที่ซึ่งไมใหอากาศเขา
- เมธิลแอลกฮอล (เมธานอล) ไดจากการกลั่นสลายไม
- เอธิลแอลกอฮอล (เอธานอล) ไดจากการหมักสารพวกคารโบไฮเดรต ดังสมการ
- น้ําตาล เอทิลแอลกอฮอล + คารบอนไดออกไซด
พลังงานนิวเคลียร เปนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอมของธาตุ
ธาตุ คือ สารที่ประกอบดวยอะตอมชนิดเดียวกัน
อะตอม คือ อนุภาคที่เล็กที่สุดของธาตุที่สามารถเขาทําปฏิกิริยาเคมี โดยไมแตกสลายเปนอนุภาคอื่น
สรางอะตอม ประกอบดวย
- โปรตอน (P)มีมวล 1.007 U เปนประจุ +
- นิวตรอน (N) มีมวล 1.008 u เปนกลาง
- อิเล็กตรอน (e)มีมวล 0.0005 u เปนประจุ - เล็กมากที่สุด
- เลขมวล (A) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงจํานวนโปรตอนและนิวตรอน
- เลขอะตอม (Z) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงจํานวนโปรตอน
- ไอโซโทป หมายถึง ธาตุชนิดเดียวกัน มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตมีจํานวนนิวตรอนตางกัน
หรือ ธาตุชนิดเดียวกันมีเลขอะตอมเทากัน แตมีเลขมวลตางกัน
234 = เลขมวล = จํานวนโปรตอนกับนิวตรอน = A
H
92 = เลขอะตอม = จํานวนโปรตอน = Z
ธาตุที่เปนกลาง
จํานวนโปรตอน = จํานวนอิเล็กตรอน
สารกัมมันตรังสี หมายถึง ธาตุที่สามารถปลอยรังสีออกมา เนื่องจากธาตุนั้นไมอยูตัว จึงมีการเปลี่ยนแปลงภายใน
นิวเคลียสเพื่อใหธาตุอยูตัว เชน ยูเรเนียม เรเดียม ทอเรียม
ชนิดของรังสี
ชนิดของรังสี สัญลักษณ ประจุ ชนิดของอนุภาค วัสดุที่กั้นรังสีได
แอลฟา α บวก นิวเคลียสของซีเลียม กระดาษหนา 0.02 mm
บีทา β ลบ อิเลคตรอน ไมหนา 0.5 cm
แกมมา γ ไมมีประจุ คลื่นแมเหล็กไฟฟา คอนกรีตหนา ตะกั่วหนา
10 cm
การตรวจสอบรังสี ใชเครื่องมือ ตอไปนี้
1. ไกเกอรเคารเตอร บรรจุกาซ ภายใตความกดดันต่ํา กาซจะนําไฟฟาไดดี วงจรไฟฟาในเครื่องมือบอกวาแสง
ผานมากหรือนอย
2. แผนฟลม ภายในบรรจุฟลม ซึ่งจะมีรอยดําขาวปรากฏอยูเมื่อโตนรังสี
3. โดซิมิเตอร เปนเครื่องตรวจรังสีที่มีขนาดเล็กที่สุดคลายปากกา กอนใชตองประจุไฟฟาใหเต็มกอน เมื่อถูก
รังสี ประจุไฟฟาจะคอย ๆ หมดไป
ครึ่งชีวิต หมายถึง ระยะเวลาในการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี จนลดเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมสารกัมมันตรังสี
ชนิดเดียวกันจะมีครึ่งชีวิตเทากันเสมอ
ปฏิกิริยานิวเคลียร เปนปฏิกิริยาที่เกิดบริเวณนิวเคลียสของอะตอม
ชนิดของปฏิกิริยา
1. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟชชั่น (Fission) เกิดจากการยิงนิวตรอนเขาไปในนิวเคลียสของธาตุหนัก หรือเปน
ปฏิกิริยาที่เกิดจากการแตกตัวของอะตอมภายในนิวเคลียสของธาตุขนาดใหญกลายเปนธาตุขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก
แลวสลายใหพลังงานมากมายมหาศาล เชน ปฏิกิริยาลูกโซที่เกิดบนโลก โดย ยูเรเนียม 1 กรัมใหพลังงาน 8 x 109
จูล
เครื่องปฏิกรณปรมาณู เครื่องที่ใชผลิตพลังงานนิวเคลียร และสามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาลูกโซไดโดยใช
U- 235 เปนเชื้อเพลิง กราไฟตลดความเร็วของนิวตรอน แคดเมียมควบคุมการปฏิกิริยาโดยดูดนิวตรอนไว
2. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชั่น (Fusion) เปนปฏิกิริยาที่เกิดจากนิวเคลียสของธาตุเบา หลอมตัวกันไดนิวเคลียส
ของธาตุหนัก หรือเปนปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของอะตอมของธาตุขนาดกลาง และขนาดเล็กกลายเปนธาตุขนาด
ใหญแลวใหพลังงานมากมายมหาศาล เชน ปฏิกิริยาที่เกิดบนดวงอาทิตย ซึ่งไดจาการรวมตัวของนิวเคลียสของไฮโดรเจน
สี่ตัวกลายเปนนิวเคลียสของฮีเลียมหนึ่งตัว โดยที่ไฮโดรเจน 1 กรัม ใหพลังงาน 6.48 x 1011
จูล (Joule)
พลังงานที่ไดจากแหลงพลังงานธรรมชาติ มีพลังงานจากลม พลังงานจากน้ํา พลังงานความรอนใตพิภพ
พลังงานกาซชีวภาพและพลังงานจากแสงอาทิตยซึ่งเก็บสะสมไวบนโลกมนุษยในรูปของพลังงานเคมีในอาหารและ
เชื้อเพลิง
โลกแหงแสงสี
ดวงอาทิตย เปนแหลงกําเนิดแสงจากธรรมชาติที่สําคัญที่สุด
แสงอาทิตย มองดวยตาเปลาเรียกวา แสงขาว
การกระจายแสง คือ การที่แสงขาวผานปริซึมแลว แยกออกเปนแสงสีตาง ๆ ที่ตอเนื่องกัน
แสงอาทิตยผานปริซึม 1 อัน จะแยกเปนแสงสี 7 สีตอเนื่องกันคือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง
แสงอาทิตยผานปริซึม 2 อันที่วางกลับหัวกันจะได แสงขาวเหมือนเดิม
ตัวกลางมี 3 ชนิด
1. ตัวกลางโปรงใส ยอมใหแสงผานมากที่สุด เชน เลนส ปริซึม กระจกใส
2. ตัวกลางโปรงแสง ยอมใหแสงผานเล็กนอย เชน กระจกฝา พลาสติกขุน
3. ตัวกลางทึบแสง ไมยอมใหแสงผานไปไดเลย เชน ไม เหล็ก
การเขียนทางเดินของแสงผานวัตถุโปรงใสที่มีความหนาแนนไมเทากัน
1. เมื่อแสงผานจากตัวกลาง หนาแนนนอย ไปยังตัวกลาง หนาแนนมาก ลําแสงจะหักเห เขาหาเสนปกติ
2. เมื่อแสงผานจากตัวกลาง หนาแนนมาก ไปยังตัวกลาง หนาแนนนอย ลําแสงจะเบนออกจากเสนปกติ
3. เมื่อแสงผานตัวกลางโปรงใส โดยลําแสงตั้งฉากกับตัวกลางจะไมเกิดการหักเหของแสงโดยแสงจะทะลุผาน
ไปเลย
มุมวิกฤต หมายถึง มุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหกาง 900
หรือมุมตกกระทบที่ทําใหลําแสงหักเหทาบผิว
รอยตอของตัวกลางพอดีลําแสงจะตองผานตัวกลางหนาแนนมาก ไปยังตัวกลางหนาแนนนอยกวาเทานั้น
การสะทอนกลับหมด หมายถึง การที่แสงสะทอนกลับภายในตัวกลางเดินทั้งหมดไมผานไปยังตัวกลางที่สอง
เนื่องจากแสงผานจากตัวกลางที่มีความหนาแนนมากกวาไปยังตัวกลางที่มีความหนาแนนนอยวาโดยทํามุมตกกระทบโต
กวามุมวิกฤต
ดัชนีหักเหของแสง หมายถึง สมบัติเฉพาะตัวอยางหนึ่งของสารที่ทําใหลําแสงเกิดการหักเหเมื่อลําแสงผาน
ตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหตางกัน
สารที่มีความหนาแนนมากจะมีคาดัชนีหักเหมาก สารที่มีคาความหนาแนนนอย จะมีคาดัชนีหักเหนอย
ปรากฏการณทางธรรมชาติของแสง เกิดจากการหักเห, การสะทอนกลับและการสะทอนกลับหมดของแสง
รุง เปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นบนทองฟาดานตรงขามกับดวงอาทิตยหลังฝนตกใหม ๆ ซึ่งมีสีเหมือนสีใน
สเปกตรัมของแสงอาทิตย
รุง มี 2 ชนิด คือ
1. รุงตัวลาง (รุงปฐมภูมิ)
- ลําแสงเขาทางดานบนของหยดน้ํา
- ลําแสงหักเห 2 ครั้ง
- สะทอนกลับหยด 1 ครั้ง
2. รุงตัวบน (รุงทุติยภูมิ)
- ลําแสงเขาทางดานลางของหยดน้ํา
- ลําแสงหักเห 2 ครั้ง
- สะทอนกลับหมด 2 ครั้ง
พระอาทิตยทรงกลดหรือดวงจันทรทรงกลด เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณที่เย็นจัดภายในเมฆมีผลึกน้ําแข็งเรียงตัว
ตามแนวเสนโคงของวงกลมรอบ ๆ ดวงอาทิตยหรือดวงจันทร เมื่อแสงขาวตกกระทบผลึกน้ําแข็งจะเกิดการหักเหภายใน
ผลึกเกิดการสะทอนกลับหมด และหักเหออกสูบรรยากาศภายนอกทํามุมพอเหมาะกับนัยนตา จึงเห็นเปนวงแหวนแถบ
แสงสีตาง ๆ หรือเห็นเปนสีขาวรอบดวงอาทิตยหรือดวงจันทร
การกระเจิง เปนปรากฏการณที่แสงสองมากระทบกับอนุภาคขนาดเล็กในบรรยากาศแลวเกิดการกระจายแสง
ออกมาจากอนุภาคนั้นโดยรอบ แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกระเจิงไดดีกวาแสงที่มีความยาวคลื่นยาว
ภาพลวงตา (มิราจ) เกิดในชวงเวลาที่ผิวถนนไดรับความรอนจากดวงอาทิตยมากที่สุดความรอนจากดวง
อาทิตยจะถายเทใหอากาศบริเวณที่อยูใกลผิวถนน เมื่ออากาศไดรับความรอนจะขยายตัวลอยสูงขึ้น ทําใหอากาศใกลผิว
ถนนบางลง และมีดัชนีหักเหนอยกวาอากาศที่อยูเหนือขึ้นไป ลําแสงตกกระทบชั้นอากาศดวยมุมที่โตกวามุมวิกฤตจึง
สะทอนหลับหมด ทําใหเห็นอากาศลอยเปนชั้น ๆ เหนือถนนคลายน้ําหรือน้ํามันนองพื้น
ปรากฏการณแสงโพลาไรซ หมายถึง ปรากฏการณที่เห็นแสงสะทอนระยิบระยับ
โพลารอยด เปนแผนกรองแสงที่มีลักษณะพิเศษชนิดหนึ่งที่ผลิตจากการผสมพลาสติกเหลวกับสารเคมีไอโอโด
ควินินซัลเฟต โดยทําใหสารนี้เรียงตัวเปนแถวขนานไปในทิศทางเดียว ชองวางระหวางโมเลกุลจึงมีทิศทางเดียว แสงจึง
ทะลุผานไดทิศทางเดียว
แสงโพลาไรซ คือแสงที่ทะลุผานแผนโพลารอยดไดเพียงทิศทางเดียว ทําใหความเขมของแสงเหลือประมาณ
ครึ่งหนึ่งของความเขมเดิม
ทัศนูปกรณ ไดแก แวนขยาย กลองโทรทัศน เครื่องฉายภาพหนึ่งขามศีรษะ และเครื่องฉายภาพยนตร
ภาพ คือ สิ่งที่ปรากฏแกสายตาเรา เนื่องจากแสงจากวัตถุสะทอนเขาสูเราทําใหเห็นภาพปรากฏขึ้น
ภาพจริง คือภาพที่เกิดจากรังสีของแสงตัดกันจริง เอาฉากมารับได
ภาพเสมือน คือ ภาพที่เกิดจากรังสีของแสงเสมือนตัดกัน เอาฉากมารับไมได
ภาพที่เกิดจากเลนสนูน
1. ภาพจริง - เปนจุด
- ขนาดเล็กกวาวัตถุ
- ขนาดเทาวัตถุ
- ขนาดใหญกวาวัตถุ
2. ภาพเสมือน - ขนาดใหญกวาวัตถุเทานั้น
ภาพที่เกิดจากเลนสเวา
เกิดภาพเสมือนขนาดเล็กกวาวัตถุเทานั้น
กลองถายรูป ใชเลนสนูน ทําใหเกิดภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุบนฟลมสวนสําคัญของกลองถายรูป มี
ดังนี้
- เลนสหนากลอง เปนเลนสนูนรวมแสงจากวัตถุไปปรากฏชัดบนฉาก
- ตัวกลอง ทําหนาที่ปองกันแสงจากภายนอกเขาไปโดนฟลม
- ไดอะแฟรม ทําหนาที่ควบคุมปริมาณแสงที่ตกบนที่ฟลม
- ชัตเตอร ทําหนาที่ปดเปดหนากลอง ควบคุมเวลาที่แสงจากบนฟลม
- ฟลม ทําหนาที่เปนฉากสําหรับบันทึกภาพ
- แฟลช ทําหนาที่ชวยเพิ่มแสงสวางใหเหมาะสม แฟลชมี 2 ชนิด แฟลชหลอด และแฟลชอิเล็กทรอนิกส
กลองถายรูปอยางงาย ประกอบดวย
- กลองทึบแสง - ปองกันแสงจากภายนอกไมเขาไปรบกวนภาพบนฉาก
- เลนสนูน – ทําหนาที่รวมแสงใหภาพของวัตถุไปปรากฏบนฟลมพอดี
- ฟลม – เปนกระดาษแอมโมเนีย ทําหนาที่เปนฟลม และกระดาษอัดภาพ
การผสมแสง คือ การนําเอาแสงที่มีสีไปรวมบนฉากสีขาวจะไดแสงสีใหม
แสงสีปฐมภูมิ คือ แสงสีที่ไมไดเกิดจากการผสม ไดแก สีแดง สีเขียว และสีน้ําเงิน
แสงสีทุติยภูมิ คือ แสงสีที่ไดจากการนําแสงสีปฐมมิมาผสมกันบนฉากสีขาว
แสงสีเดิมเต็ม คือ คูของแสงสีที่ผสมกันแลวไดสีขาว
นัยนตาและการเห็นภาพ สวนประกอบของนัยนตามีดังนี้
- สเคลอรา เยื่อชั้นนอกมีคอรเนีย
- คอรอยด เยื่อชั้นกลางมีเลือดและรงวัตถุ มีมานตาและพิวพิล
- เรตินา เยื่อชั้นในสุด มีเซลลรูปแทงและรูปกรวย
- โฟเวีย อยูบริเวณเรตินา รับภาพไดชัดเจนที่สุด
- จุดบอด รับภาพไมไดเลย เพราะไมมีเซลลรับแสง
- กระจกตา รับและใหแสงผานเขาสูภายใน
- มานตา ควบคุมปริมาณแสงใหพอเหมาะที่จะผานไปสูเลนสตา
- พิวพิล เปนชองใหแสงผานไปสูเลนสตา
- เลนส เปนเลนสนูนยึดหยุนได ทําหนาที่โฟกัสภาพ
การบอดสี คือการเห็นสีที่ผิดไปจากความจริง เนื่องจากเซลลรูปกรวยทํางานผิดปกติ
การเห็นภาพติดตา หมายถึง ความรูสึกในการเห็นภาพลางอยูในสมองไดชั่วขณะทั้ง ๆ ที่ไมมีภาพของวัตถุนั้น
อยูบนจอตาแลว
คนสายตาสั้น คือคนที่มองวัตถุไดชัดเจนในระยะใกลกวา 25 cm เกิดเนื่องจากกระบอกตายาวเกินไป หรือ
เลนสตาปองเกินไป
คนสายตายาว คือ คนที่มองวัตถุไดชัดเจนในระยะไกลกวา 25 cm เกิดเนื่องจากกระบอกตาสั้นเกินไป หรือ
เลนสตาแฟนเกินไป
สายตาเลียง เกิดจากความโคงของกระจกตาหรือเลนสไมเปนผิวของทรงกลม ทําใหมองเห็นวัตถุชัดเพียงแนว
เดียว
สีสรรพ
สี หมายถึง ความรูสึกในการมองเห็น เพราะคลื่นแสงในแถบสีมากระตุนประสาทนัยนตา
การมองเห็นสีของวัตถุเกิดขึ้นเนื่องจากแสงตกระทบวัตถุทึบแสง และสะทอนมาเขานัยนตา หรือแสงทะลุผาน
วัตถุโปรงใสหรือวัตถุโปรงแสงแลวมาเขาตา
สีของวัตถุ
1. วัตถุทึบแสง - วัตถุสีขาว สะทอนแสงทุกสีมาเวาตา
- วัตถุสีดํา ดูดกลั่นทุกแสงสี
- วัตถุสีตาง ๆ วัตถุใดก็ตามจะสะทอนสีนั้น ดูดกลืนสีอื่น
2. วัตถุโปรงใสและวัตถุโปรงแสง ยอมใหแสงสีเหมือนวัตถุผานมากที่สุด
การผสมตัวสี คือ การนําตัวสีตางสีมาผสมกันจะไดสีใหม ซึ่งแตกตางจากสีเดิม หรือเปนการลดปริมาณแสงสี
จะไดสีใหมที่เขมกวาเดิม
ตัวสีปฐมภูมิ คือ สีที่ไมไดเกิดจากการผสม เชน แดงมวง เหลือง น้ําเงินเขียว
ตัวสีทุติยภูมิ คือ สีที่ไดจาการนําตัวสีปฐมภูมิผสมกัน เชน
แดงมวง + เหลือง แดง
แดงมวง + น้ําเงินเขียว น้ําเงิน
เหลือง + น้ําเงินเขียว เขียว
ตัวสีเดิมเต็ม คือ คูที่ผสมกันแลวไดสีดํา เชน
แดงมวง + เขียว ดํา
เหลือง + น้ําเงิน ดํา
แดง + น้ําเงินเขียว ดํา
แดงมวง + เหลือง + น้ําเงินเขียว ดํา
การมองเห็นสีของวัตถุ การเห็นสีผสมของตัวสีในวัตถุได เนื่องจากนัยนตาเรามีเซลลรับแสงที่ไวตอแสงสี 3 สี
คือ ไวตอสีแดง ไวตอสีเขียว และไวตอสีน้ําเงิน
ฟลมสี คือ ฟลมที่ใชบันทึกภาพสี มี 2 ชนิดคือ
1. ฟลมสีชนิดเนกาทีฟ คือ ฟลมที่บันทึกภาพแนะนําไปผานกระบวนการลางฟลมแลว จะมีลักษณะโปรงใสสี
ตาง ๆ ที่เปนสีเติมเต็มกับสีของวัตถุ
2. ฟลมสีชนิดโพสิทีฟ คือ ฟลมที่บันทึกภาพ และนําไปผานกระบวนการลางแลวจะมีลักษณะโปรงใสสีตาง ๆ
ที่เปนเดียวกับสีวัตถุ
ความไวแสงของฟลม ขึ้นกับลักษณะและผลึกเกลือเงิน ผลึกเล็ก – ไวแสงสูง ถายในที่มีแสงมาก ภาพคมชัด
มากกวา ผลึกใหญ – ไวแสงต่ํา ถายในที่มีแสงนอย ภาพคมชัดนอยกวา
การถายภาพเคลื่อนไหวเร็ว ใชฟลมไวแสงสูง ถายภาพเคลื่อนไหวชา ใชฟลมที่มีคาความไวแสงต่ํา
สีสังเคราะห เปนสีที่ไดจากฏิติริยาเคมีระหวางสารเคมีบางชนิด ตัวอยาง เชน
โพแทสเซียมไอโอโดด + เลกไนเตรด เหลือง
คอปเปอร (II) ซัลเฟต + ไฮโดรเจนซัลไฟด ดํา
แยกสีโดยวิธีโครมาโตกราฟฟ คือ การแยกตัวสีที่เปนองคประกอบของสีโดยอาศัยสมบัติการละลายและการ
ดูดซึมของสาร
สีเคลือบผิว เคลือบเพื่อ
1) ใหเกิดความสวยงาม 2) ปองกันพื้นผิววัตถุ
3) เปนเครื่องหมายหรือสัญลักษณตาง ๆ 4) ใชงานดานศิลปะ
สวนประกอบของสีเคลือบผิว
1. ผงสี เปนสวนประกอบที่ทําใหเกิดสี ไมละลายในตัวยึดเกาะและตัวทําละลายสมบัติพิเศษ คือ ทําหนาที่
ดานทานการผุกรอน ชวยใหแทนไฟและทําใหเกิดเงา
2. ตัวยึดเกาะ จะเกาะแนนกับพื้นผิวโดยยึดผงสีไวในตัวยึดเกาะ
สมบัติที่สําคัญ คือ ทําใหเกิดเงา ความแข็ง ทนตอสิ่งแวดลอม
3. ตัวทําละลาย เปนของเหลวที่ใสในสีเพื่อผสมผงสีกับตัวยึดเกาะ
4. สารเติมเต็ม ใสในสี เพื่อใหผิวเรียบ ไมเกิดฟอง ปองกันเชื้อรา ทึบแสง
ชนิดของสีเคลือบผิว แบงโดยใชตัวทําละลายเปนเกณฑ แบงไดเปน สีน้ํา ใชน้ําเปนตัวทําละลาย สีน้ําที่ใช
ทาอาคารบานเรือน เรียก สีพลาสติก สีน้ํามัน ใชน้ํามันเปนตัวทําละลาย นิยมใชเอทานอล, ทินเนอร , น้ํามันสน
โรคที่เกิดจากสีทา โรคพิษสารตะกั่ว ระดับความเปนพิษของตะกั่วในผูใหญประมาณ 80 ไมโครกรัมในเลือด
100 cc ในเด็ก 40 ไมโครกรัมตอเลือด 100 cc
อาการ เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน รางกายออนเพลีย เหนื่อยงาย
กรรมวิธีในการยอมผา
1. การยอมโดนตรง ทําไดโดยจุมผาลงในสารละลายสี ขณะยอมนิยมใสโซเดียมคลอไรด หรือโซเดียมซัลเฟต
ลงไปเพื่อใหสียอมติดเสนใยดีสม่ําเสมอทนนาน
2. การยอมโดยใชสารมอรแดนท ทําไดโดยนําผาไปตนกับสารมอรแดนท เกิดตะกอนแทรกซึมไปจับเสนใย
ผา เมื่อนําไปยอม สียอมจะจับติดกับมอรแดนทไดดี
สิ่งที่ควรกระทํากรอนการยอมผา
1. ทําใหผาสะอาด ปราศจากไขมันและสิ่งสกปรกอื่น ๆ โดยนําไปตมกับโซเดียมคารบอเนต
2. ทําใหผาขาว โดยนําไปแชในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด
ไฟฟาและเครื่องอํานวยความสะดวก
เซลลไฟฟาเคมี
ชนิดของเซลล ขั้วไฟฟา (electrode)
สารละลายนําไฟฟา
(electrolyte)
1. เซลลชนิดประจุใหม ขั้วบวก - กราไฟต แอมโมเนียมคลอไรดเปยก
ไมได ขั้วลบ - กลองสังกะสี
(ถานไฟฉาย)
2. เซลลชนิดประจุใหมได ขั้วบวก – นิกเกิลออกไซด โพแทสเซียมไฮดรอกไซด
ขั้วลบ - แคดเมียม
3. เซลลเชื้อเพลิง ขั้วบวก – คารบอน โพแทสเซี่ยมไฮดรอกไซด
ขั้วลบ - คารบอน
เซลลสุริยะ
เซลลสุริยะ ประกอบดวย แผนสารกึ่งตัวนํา 2 ชั้น คือ
ชั้นบน เปนซิลิกอน เจือดวยฟอสฟอรัส
ชั้นลาง เปนซิลิกอนเจือดวยบอรอน
กระแสไฟฟาที่ไดรับจากเซลลสุริยะ แปรผันโดยตรงกับความเขมของแสงที่ตกกระทบ
กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา เกิดจาก
1. แมเหล็กเคลื่อนที่เขาหรือออกจากขดลวด
2. ขดลวดเคลื่อนที่เขาหรือออกจากแทงแมเหล็ก
3. ขดลวดหมุนตัดเสนแรงแมเหล็ก
กระแสไฟฟาเหนี่ยวนําจะมากหรือนอย ขึ้นอยูกับ
1. ความแรงของแมเหล็ก
2. จํานวนรอบของขดลวด
3. ความเร็วในการเคลื่อนที่
การผลิตพลังงานไฟฟาสําหรับชุมชน
1. โรงไฟฟาพลังน้ํา
ศักย จลน กล ไฟฟา
2. โรงไฟฟาพลังงานรอน
เชื้อเพลิง ความรอน น้ํา ไอน้ํา แรงดัน กังหันไดนาโมไฟฟา
3. โรงไฟฟากังหันกาซ
กาซรอน ความดันสูง กังหันไดนาโม ไฟฟา
4. โรงไฟฟาพลังความรอนรวม
กาซเสีย น้ํา ไอน้ํา แรงดัน กังหันไดนาโมไฟฟา
5. โรงไฟฟาดีเซล
เชื้อเพลิง + อากาศ ระเบิด ลูกสูบเคลื่อนที่ กังหันไดนาโม ไฟฟา
6. โรงไฟฟานิวเคลียร
ปฏิกิริยานิวเคลียร ความรอน น้ํา ไอน้ํา กังหันใดนาโม ไฟฟา
การสงพลังงานไฟฟา
โรงไฟฟา หมอแปลงขึ้น สายสงไฟฟาแรงสูง
หมอแปลงลง
หมอแปลงลง
ผูใชไฟ สายสงแรงต่ํา หมอแปลงลง
หมอแปลง - ใชเฉพาะกระแสสลับเทานั้น
- สงผานพลังงานไฟฟาจากวงจรหนึ่งไปยังอีกวงจรหนึ่งไดอยางมีประสิทธิภาพ
- สามารถเพิ่มหรือลดความตางศักยได
หมอแปลงขึ้น
หมอแปลง
หมอแปลงลง
อุปกรณในวงจรไฟ
1. สะพานไฟ
2. ฟวส - เปนอุปกรณไฟฟาที่ชวยใหเกิดความปลอดภัยแตทรัพยสน
- ทําดวยโลหะผสมที่มีจุดหลอมเหลวต่ํา
3. สวิตซ
4. เตาเสียบและเตารับ
เครื่องไฟฟา เปนเครื่องมือที่มีการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟาเปนพลังงานรูปอื่น
เครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานแสงสวาง
- หลอดไฟธรรมดา ไสหลอดทําดวยทังสเตน
ภายในบรรจุกาซเฉื่อย
- หลอดวาวแสง ภายในบรรจุไอปรอท ผิวดานในฉาบดวยสารวาวแสง ที่ขั้วทั้งสอง
มีไสหลอด
อุปกรณในวงจรหลอดวาวแสง มีสตารเตอรและบัลลาสต
การทํางานของสตารตเตอร เมื่อเปดสวิตซ กระแสไฟฟาจะไหลจากแผนโลหะคู ผานกาซอารกอนไปยังโลหะ
ตัวนําที่ปลายอีกขางหนึ่ง ขณะที่กระแสไฟฟาผานกาซอารกอนจะมีประกายไฟเกิดขึ้น ทําใหโลหะคูรอน และโคงงอมาแตะ
กับอีกขั้วหนึ่งไดกระแสผานขั้ว โดยไมตองผานกาซอารกอนความรอนบนโลหะคูลดลงจนขั้วทั้งสองแยกออกจากกัน
แบลลัสต ทําหนาที่เพิ่มความตางศักย เพื่อใหหลอดเรืองแสงติดในตอนแรก และทําหนาที่ควบคุมกระแสไฟฟา
ในหลอดใหมีปริมาณพอดี โดยการเหนี่ยวนํากระแสไฟฟามาตานหรือเสริม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟาที่ผาน
ระหวางขั้วทั้งสองของหลอด
เครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานความรอน
เครื่องไฟฟานี้ตองใชลวดตานทานที่มีสมบัติเฉพาะ คือ ใหความรอนมาก เร็ว และมีจุดหลอมเหลวสูง
ความรอนที่เกิดจะมากหรือนอยขั้นกับ - ปริมาณกระแสไฟฟาที่ไหล
- ความตานทาน
- เวลาที่ผานไป
รังสีที่เรามองไมเห็น
ดวงอาทิตย เปนแหลงกําเนิดรังสีตามธรรมชาติหลายชนิด ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น
รังสีที่มองเห็น หมายถึงรังสีจากดวงอาทิตยที่ประสาทตารับรูไดหรือแสงขาวที่ประกอบดวย แสงสี 7 สี
ไดแก สีมวง สีคราม สีน้ําเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง แสงสีเหลานี้มีความยาวคลื่นอยูในชวง
4 x 10-7
- 7 x 10-7
เมตร ตามลําดับ
รังสีที่มองไมเห็น หมายถึง รังสีจากดวงอาทิตยที่ประสาทตารับรูไมได ไดแก รังสีอัลตราไวโอเล็ต
รังสีเอกซ รังสีแกมมา รังสีอินฟราเรด และคลื่นวิทยุ รังสีเหลานี้มีความถี่มากหรือนอยกวาแสงขาว
ความถี่ของคลื่น (frequency) คือจํานวนลูกคลื่นที่เคลื่อนที่ผานจุดๆ หนึ่งไปในเวลา 1 วินาที
หนวยความถี่ของคลื่น คือ รอบตอวินาที หรือ เฮิรตซ
ความเร็วของคลื่น = ความถี่ของคลื่น x ความยาวของคลื่น
V = ƒλ
รังสีอัลตราไวโอเล็ต เกิดจาก - ดวงอาทิตย
- มนุษยประดิษฐขึ้นในหลอดเรืองแสงและหลอดรังสีอัลตราไวโอเล็ต
คุณสมบัติของรังสีอัลตราไวโอเล็ต
1. ทําใหสารวาวแสงเกิดการเรืองแสงขึ้น
2. ทําใหสารเคมีบางชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลงไป
3. สามารถทุลุผานสิ่งกีดขวางบางชนิดได
ประโยชนของรังสีอัลตราไวโอเล็ต
1. ใชในการพิสูจนเอกสาร ตรวจสอบลายเซ็น
2. ชวยใหรางกายสังเคราะหวิตามินดี
3. ใชฆาเชื้อโรคในทางการแพทย
4. ใชตรวจสอบคุณภาพอาหาร
รังสีเอกซ - ดวงอาทิตย
- โทรทัศน
- หลอดรังสีเอกซ
เมื่อเผาไสหลอดซึ่งเปนขั้วลบจนรอนแดง electron จะหลุดจากไสหลอดและวิ่งไปชนขั้วบวกซึ่งทําดวย
ทังสเตน เมื่อ electron ที่มีพลังงานสูงมาก มาชนกับโลหะทังสเตน ทําใหเกิดรังสี x
สารที่สามารถกั้นรังสี x ได ทอง ตะกั่ว เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม น้ํา
ประโยชนของรังสี x - ชวยวินิจฉัยโรค :- มะเร็ง, เนื้องอก, กระดูกหัก, วัณโรค,
กระเพาะอาหารเปนแผล, ความผิดปกติของรากฟน
- ใชตรวจหายราว รอยรั่วหรือรูโพรงในแผนโลหะ
โทษของรังสี x - ทําใหเกิดโรคมะเร็ง เพราะขณะที่รังสี x ผานรางกาย จะถายเทพลังงาน
ใหกับเซลล ตลอดทางที่รังสี x ผาน ซึ่งอาจทําใหเซลลเหลานั้น
คลื่นวิทยุ
เสื่อมสภาพไปหรือเซลลอาจตายได ขึ้นกับความเขมของรังสี
รังสีแกมมา - คลื่นแมเหล็กไฟฟา
- ความถี่ 1010
– 1022
HZ
- ไดจากการแผรังสีของธาตุกัมมันตรังสี มนุษยผลิตรังสี δ จากธาตุ
กัมมันตรังสีที่มนุษยประดิษฐขึ้น
- ใชแทน X-ray ในการรักษาโรคมะเร็ง
- ใชในการถนอมอาหาร และใชปรับปรุงพันธุพืช
- ไมเบี่ยงเบนในสนามแมเหล็กไฟฟา
- ทะลุทะลวงผานวัตถุไดมากที่สุด
- เกิดปฏิกิริยากับสารเคมีในฟลมถายรูป
รังสีอินฟราเรด - ใหพลังงานความรอน (รางกายรับรูได)
แหลงกําเนิด - ดวงอาทิตย
- วัตถุที่รอนทุกชนิด
ประโยชน - ฉายรังสีอินฟราเรดไปบนวัตถุที่แสงผานไมได ทําใหภายในวัตถุรอน
- ใชรักษาโรคผิวหนังบางชนิด, รักษากลามเนื้อแพลง
- ใชฟกไข
- ใชอบสีรถยนตหลังพน ชวยใหสีแหง อยางสม่ําเสมอ
- ใชฟลมอินฟราเรดถายภาพเพื่อคนหาสัตวในที่มืด
- ใชถายภาพของโครงการสํารวจทรัพยากรธรรมชาติทางดาวเทียม
- ใชอบยางอาหาร
- ใชตรวจหาวัตถุไวไฟและน้ํามัน
- ชวยทําใหโลกมีอุณหภูมิเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตจะดํารงชีวิตได
- คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความยาวคลื่นมากกวารังสีอินฟราเรด
- เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปสูอีกจุดหนึ่งโดยการแผรังสี และเคลื่อนที่ดวย
ความเร็ว 3 x 106
เมตร/วินาที
- ไมสามารถทะลุผานโลหะหรือสิ่งกีดขวางขนาดใหญ แตเคลื่อนยายไปบนพื้น
ผิวสัมผัสของสิ่งกีดขวางได
- ไฮนริช รูคอลฟ เฮิรตซ เปนคนแรกที่คนพบคลื่นวิทยุ จากเครื่องมือที่มี
ขดลวด 2 ขด ซึ่งทําหนาที่เปนเครื่องสงและเครื่องรับ
การผสมสัญญาณ (การผสมคลื่น) คือ การนําคลื่นความถี่เสียงซึ่งเปนสัญญาณไฟฟาของคลื่นเสียงผสม
คลื่นวิทยุหรือคลื่นพาหนะ ซึ่งเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่เทากับ 104
– 1010
เฮิรตซ สัญญาณที่ผสมแลวจะมี
แอมปลิจูดหรือความถี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การผสมสัญญาณมี 2 ระบบ คือ
1. การผสมสัญญาณระบบเอเอ็ม (Amplitude Modulation : A.M.)
เปนการผสมสัญญาณที่ทําให Amplitude ของสัญญาณไฟฟาเปลี่ยนไป แตความถี่คงที่
2. การผสมสัญญาณระบบ เอฟ เอ็ม (Frequency Modulation : F.M.)
เปนการผสมสัญญาณที่ทําให Frequency ของสัญญาณไฟฟาเปลี่ยนไปแต Amplitude คงที่
เหตุใดสัญญาณคลื่นวิทยุจากสถานีตางๆ จึงไมปะปนกัน
- สถานีวิทยุแตละสถานีกระจาย ดวยความถี่ตางกัน
- สํานักงานบริหารความถี่วิทยุ กรมไปรษณียโทรเลข กําหนดให
สถานีวิทยุระบบ เอ. เอ็ม แตละสถานีมีความถี่ตางกัน 9 KHz
สถานีวิทยุระบบ เอฟ. เอ็ม แตละสถานีมีความถี่ตางกัน 250 KHz
- เครื่องสงวิทยุมีความกวางของแถบความถี่ ระบบ เอ.เอ็ม กวาง 9 KHz ระบบเอฟ. เอ็ม
กวาง 180 KHz
การสงภาพไปกับคลื่นวิทยุ
การสงภาพไปกับคลื่นวิทยุอาศัยหลักการเปลี่ยนภาพใหเปนสัญญาณไฟฟาของภาพ แลวสงไปกับคลื่นวิทยุ
ภาพ เกิดจากจุดที่มีขนาดและความเขมของสีตางๆ มาตอเรียงกัน จุดเหลานี้มีความสามารถสะทอนแสงไดไมเทากัน
สีเขมสะทอนแสงไดนอยกวาสีออน
การสงโทรภาพ คือ การผสมสัญญาณไฟฟาความถี่คลื่นวิทยุกับสัญญาณไฟฟาของภาพแลวสงขึ้นไปกระจายคลื่นที่
สายอากาศ
วิธีการสงโทรภาพ - นําภาพไปพันรอบๆ กระบอกโลหะของเครื่องสง ซึ่งมีหัวตรวจสอบความเขมของ
ภาพอยูใกลๆ เมื่อกระบอกหมุน หัวตรวจสอบเคลื่อนที่ไปทั่วแผนภาพ
สัญญาณไฟฟาของภาพจะถูกสงไปผสมกับสัญญาณ ไฟฟาความถี่วิทยุแลวสงออก
อากาศ
เครื่องรับโทรภาพ - เปลี่ยนสัญญาณไฟฟาของภาพใหเปนภาพ โดยใชฟลมถายรูปพันไวรอบกระบอก
โลหะ สัญญาณภาพที่ได ---- แสดงความเขมตางกัน ---- ไปกระทบฟลม
---- ลางอัดไดภาพ
โทรทัศน โทรทัศนใชคลื่นวิทยุที่มีความถี่สูง เปนคลื่นพาหะ และมีการสงเสียงไปพรอมๆ กัน
ระบบโทรทัศนประกอบดวย 3 สวน คือ เครื่องถายโทรทัศน สถานีโทรทัศน และเครื่องรับโทรทัศน
เครื่องถายโทรทัศน - ทําใหภาพและเสียงถูกเปลี่ยนเปนสัญญาณไฟฟา
สถานีโทรทัศน - สงคลื่นโทรทัศนทั้งภาพและเสียงออกทางเสาอากาศของสถานี ไปยัง
สายอากาศของเครื่องรับโทรทัศน
เครื่องรับโทรทัศน - เสาอากาศรับคลื่นวิทยุโทรทัศนจากเครื่องสง
แยกสัญญาณไฟฟาของเสียง ---- ลําโพง
แยกสัญญาณไฟฟาภาพ ---- หลอดภาพ
เปลี่ยนเปนภาพ
เห็นภาพเคลื่อนไหวและมีเสียง
เปรียบเทียบการทํางานของวิทยุโทรภาพและวิทยุโทรทัศน
วิทยุโทรภาพ วิทยุโทรทัศน
1. ใหภาพนิ่งพิมพติดบนฟลม 1. ใหภาพเคลื่อนไหวอยางตอเนื่อง
2. สงไดชา ไมมีเสียง 2. สงไดเร็ว มีเสียง
3. ดูภาพไมไดทันทีตองนําไปลางและอัดภาพ 3. ดูภาพไดทันที
- เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีชวงความถี่สูงถัดจากคลื่นวิทยุ
- เปนคลื่นที่สามารถควบคุมใหเปนลําเล็กๆ ได
- มีทิศทางตรง
- สามารถทะลุผานชั้นบรรยากาศไดดีและถูกดูดกลืนนอย
- เมื่อกระทบวัตถุ คลื่นที่สะทอนกลับมาจะมีความเขมสูง
- ใชในระบบ เรดาร การสื่อสาร และโทรคมนาคม
เตาไมโครเวฟ - เปนเตาที่ทําใหอาหารรอน
- ภายในมีวงจรอิเล็กทรอนิกส มีหลอดแมกนิตรอน เปนตัวผลิตไมโครเวฟความถี่ประมาณ
2,450 MHz
- คลื่นไมโครเวฟในเตามีพลังงานสูง จะแผมากระทบและถายพลังงานใหกับโมเลกุลของน้ําที่มี
ในอาหาร ทําใหอาหารรอน
การสื่อสารโทรคมนาคมของไทย
ระบบโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารที่ใชไมโครเวฟเปนพาหะ
โทรคมนาคมระบบโทรพิมพ - คลายเครื่องพิมพดีด เมื่อพิมพขอความ กานอักษรที่กดลงไปจะทําใหเกิด
สัญญาณไฟฟา อักษรแตละตัวจะมีสัญญาณไฟฟาตางกัน สัญญาณไฟฟานี้
ผสมกับคลื่นไมโครเวฟทําหนาที่เปนคลื่นพาหะไปสูเครื่องรับ
เทเลกซ(TELEK) คือ การสื่อสารที่จัดบริการใหเชาเครื่องพิมพซึ่งผูเชาสามารถรับ-สง ขอความดวยเครื่องโทร
พิมพนั้น ๆ กับผูเชาอื่นๆ ทั้งในประเทศและตางประเทศได
การสงเทเลกซ คือ การผสมสัญญาณไฟฟากับคลื่นไมโครเวฟ แลวสงไปยังเครื่องรับโทรพิมพ
โทรสาร (FAX ) เปนเครื่องรับ-สง เอกสารที่ตองเชื่อมเขากับคูสายของเครื่องโทรศัพท
วิธีสงโทรสาร คือเปลี่ยนภาพและตัวหนังสือจากเครื่องสงไปเปนสัญญาณไฟฟา แลวสงไปตามสายโทรศัพท เมื่อถึง
เครื่องรับจะเปลี่ยนสัญญาณไฟฟา ---- ภาพและตัวหนังสือเหมือนเดิมเอกสารที่ไดเหมือนการ
ถายทําสําเนา
การรับ – สงโทรสาร ตองอาศัยเครือขายโทรศัพท
ไมโครเวฟ
โลกและดวงดาว
วัตถุทองฟา หมายถึง สรรพสิ่งทั้งหลายที่อยูบนทองฟาอันกวางใหญ (รวมหอวิจัยลอยฟาดวย)
โลก (Earth)
ในสมัยกอนเชื่อวา โลกเปนศูนยกลางของทุกสิ่งทุกอยางบนทองฟา เพราะ เมื่ออยูบนโลก สามารถ
สังเกตเห็นดวงอาทิตย ดวงจันทร และดวงดาวอื่นๆ เคลื่อนที่จากตะวันออกไปตะวันตกทุกวัน เหมือนกับวา โคจรรอบ
โลก
นิโคลัส โคเปอรนิคัส นักดาราศาสตรชาวโปแลนด ไดเสนอวา ดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของระบบสุริยะ
สัณฐานของโลก
1. โลกมีสัณฐานกลม เพราะขณะเกิดจันทรุปราคา เงาโคงของโลกจะไปปรากฏบนดวงจันทรเสมอ
2. โลกมีสัณฐานกลมทรงแปน ทราบจากการวิเคราะหขอมูลที่ไดจาก ดาวเทียมแวนการด
ในขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย โลกหมุนรอบตัวเองดวยแกนหมุนของโลกเอียงทํามุม (23.5°)
กับแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจร และ สายไปทางทิศตะวันตกอยางชา ๆ
ทิศบนโลก การกําหนดทิศบนโลกทําไดโดยสังเกตการขึ้นและตกของดวงอาทิตย ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองทิศจะ
ติดไปกับโลกเสมอ
ทิศตะวันออก คือ ทิศที่โลกหมุนไป
ทิศตะวันตก คือ ทิศที่อยูตรงขามกับการหมุนของโลก
ทิศเหนือ คือ ทิศที่อยูทางซายมือ เมื่อหันหนาไปทางทิศตะวันออกแลวกางมือออก
ทิศใต คือ ทิศที่อยูทางขวามือ เมื่อหันไปทางทิศตะวันออก และกางมือออก
เสนละติจูด เปนเสนสมมุติที่ขนานกับเสนศูนยสูตร อยูระหวางขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต มี 181 เสน
เสนลองจิจูด เปนเสนสมมุติที่ลากผานขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต โดยตั้งฉากกับเสนศูนยสูตร มี 360 เสน
เวลาบนโลก กําหนดใหโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ (360 องศา) เปนเวลา 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง
การบอกตําแหนงวัตถุที่อยูสูงกวาระดับพื้นโลก
ในการบอกตําแหนงวัตถุที่แนนอนของวัตถุที่อยูสูงกวาพื้นโลก บอกโดย
1. บอกคามุมเงย
2. บอกทิศของวัตถุ
การบอกตําแหนงของวัตถุบนทองฟา มีหลายวิธี คือ
1. ใชทิศบอกตําแหนงของดาวที่สังเกตได
2. ในทางดาราศาสตร ใช ระบบเสนขอบฟา (ยึดผูสังเกตเปนหลัก)
ถาเราอยูบนที่โลง แลวมองขึ้นไปบนทองฟารอบๆ ตัวเรา จะเห็นทองฟา เปนรูปครึ่งวงกลมครอบตัวเราอยู จุด
ศูนยกลางของทรงกลม คือตําแหนงที่เราอยู ทรงกลมนี้ เรียกวา ทรงกลมทองฟา
โลกหมุนไป 1 องศา ใชเวลา 4 นาที
เสนขอบฟา คือ เสนที่ลากตามแนวของครึ่งวงกลม
เสนเหนือศีรษะ คือ จุดบนทรงกลมทองฟาที่อยูเหนือศีรษะของเรา
เสนดิ่ง คือ เสนที่ลากจากจุดเหนือศีรษะไปตามทรงกลมทองฟา และตั้งฉากกับเสนขอบฟา
มุมเงย หมายถึง มุมที่เกิดจากเสนตรงที่ลากจากยอดเสาธงมายังตากับเสนระดับสายตา
คามุมเงยเปลี่ยนแปลงตามตําแหนงของผูสังเกต
การบอกตําแหนงวัตถุใชมุมเงยอยางเดียวไมได Q วัตถุมีมุมเงยเทากัน อาจอยูคนละตําแหนงก็ได
จึงตองบอกทิศดวย
มุมอาซิมุธ หมายถึง มุมที่อยูระหวางจุดทิศเหนือไปตามแนวขอบฟาทางทิศตะวันออกไปจนถึงตําแหนงจุดตัดของ
เสนดิ่งที่ผานวัตถุนั้น
ดวงจันทร (Moon) - บริวารของโลก
- วัตถุทองฟาที่อยูใกลโลกที่สุด
- ในวันเพ็ญ มีขนาดพอ ๆ กับดวงอาทิตย
การเคลื่อนที่ของดวงจันทร - ดวงจันทรเปลี่ยนตําแหนงจากทองฟาซึกตะวันออกไปยังทิศตะวันตก
- ดวงจันทรเคลื่อนที่จากตะวันตกไปทางทิศตะวันออก
- เวลาเดียวกันของทุกคืน คามุมเงย และมุมอาซิมุธของดวงจันทร แตกตางกัน
- เวลาตางกันของคืนเดียวกัน คามุมเงย และมุมอาซีมุธของดวงจันทร แตกตางกัน
ดิถีของดวงจันทร
ขณะที่ดวงจันทรโคจรรอบโลกจะไดรับแสงอาทิตย จึงทําใหมองเห็นดวงจันทรมีลักษณะเปลี่ยนแปลงทุกคืน คือ
เห็นดวงจันทรเต็มดวงบาง เสี้ยวบาง ซึ่งเรานํามานับเปนวันขางขึ้นขางแรม
การสํารวจดวงจันทร
- เริ่มจากกาลิเลโอ สรางกลองโทรทรรศน และใชสํารวจดวงจันทร
- ก.ค. 2512 มนุษยอวกาศ 3 คน ไดนํายานอวกาศ ชื่อ อะพอลโล ไปลงบนดวงจันทร
ผูเหยียบดวงจันทร คือ นิล อารมสตรอง และแอลดริน
ผูขับยานบังคับการ “โคลัมเบีย” คือ ไมเคิล คอลลินส
การวิเคราะหหินบนดวงจันทร
- ผิวดวงจันทรประกอบดวยหินบะซอลท
- จากการคํานวณหาอายุของหินบนดวงจันทรพบวา ผิวดวงจันทรเริ่มเย็นและแข็งตัวประมาณ 4,600 ป
มาแลว
- หินที่พื้นผิวดวงจันทร เกิดจากลาวาของภูเขาไฟไหลทวมบริเวณกวางใหญ
บรรยากาศบนดวงจันทร - บรรยากาศเบาบางมาก
- อุณหภูมิดานที่ไดรับแสงอาทิตยสูงถึงจุดเดือดของน้ํา
- อุณหภูมิดานที่ไมไดรับแสงเย็นจัด
- ดวงจันทรไมมีสนามแมเหล็กเหมือนโลก
- มีกัมมันตรังสีสูงมากที่พื้นผิว
ดาวเคราะหมี 9 ดวง
ดาวเคราะหแบงเปน 2 วง โดยใชโลกเปนเกณฑ
1. ดาวเคราะหวงใน
2. ดาวเคราะหวงนอก
- ดาวเคราะหที่เห็นดวยตาเปลา ไดแก
ดาวพุธ - เปลี่ยนตําแหนงคอนขางเร็ว
- บางเดือนอยูทางทิศตะวันออกของดวงอาทิตย
- บางเดือนอยูทางทิศตะวันตกของดวงอาทิตย
- เห็นใกลขอบฟาทางทิศตะวันตกเวลาเชามือ
- เห็นใกลของฟาทางทิศตะวันออกเวลาหัวค่ํา
ดาวศุกร - ปรากฏเวลาหัวค่ําทางทิศตะวันตก
- ปรากฏเวลาเชามืดทางทิศตะวันออก
- ขนาดเล็กกวาโลกเล็กนอย
- บรรยากาศหนาแนนมาก บรรยากาศชั้นบนสะทอนแสงอาทิตยไดประมาณ 70%
- ความกดดันเฉลี่ยของบรรยากาศที่พื้นผิว 91 เทาของบรรยากาศที่ผิวโลก
- อุณหภูมิที่พื้นผิวสูงมาก
- ผิวดาวศุกรแหงแลง
- หมุนรอบตัวเองชามาก
สภาวะเอื้อชีวิตบนโลก
1. อุณหภูมิที่เหมาะสม
2. ดาวเคราะหที่มีชีวิตอยูได ควรมีรัศมีวงโคจรรอบดวงอาทิตยเฉลี่ยประมาณ 100 – 300 ลาน
เมตร
3. มวลของดาวเคราะห
ดาวอังคาร - มีลักษณะคลายโลก
- ขนาดเล็กกวาโลก เสนผานศูนยกลาง = 1/2 ของโลก
- อุณหภูมิสูงสุดบริเวณเสนศูนยสูตร
- ขั้วเหนือและขั้วใตอุณหภูมิต่ํา
- มีปลองภูเขาไฟที่ดับแลวอยางนอย 12 แหง
- มีหุบเหวและรองลึกคลายลําธาร
- ไมมีสนามแมเหล็ก
- ไมมีบรรยากาศที่หนาพอที่จะชวยกรองรังสีที่เปนอันตรายตอชีวิต
*พบธาตุ C
ดวงอาทิตย - ดาวฤกษที่อยูใกลโลกมากที่สุด
- มองจากพื้นโลกมีขนาดเทาดวงจันทร
- แสงจากดวงอาทิตยใชเวลาเดินทาง 8.3 นาที
- ขึ้นทางทิศตะวันออก และเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก
การดูดวงอาทิตย - ตาเปลาเปนอันตราย
- ใชกลองโทรทรรศนดูโดยตรงจะเปนอันตรายมากกวาตาเปลา
- ถาใชเครื่องแอสโตรแลบ หาตําแหนงของดวงอาทิตย ซึ่งตองดูดวยตาเปลาเพื่อหาคา
มุมเงย มุมอาซิมุธทําใหเปนอันตราย
การหาตําแหนงดวงอาทิตยทําไดโดย การสังเกตเงาของดวงอาทิตยแทน
ในชวงดวงอาทิตยขึ้นและตก และเสนทางโคจรของดวงอาทิตยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุดแลวคอย ๆ ลดต่ําลง
มุมอาซิมุธจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตําแหนงขึ้นและตก และเสนทางโคจรของดวงอาทิตยบนทองฟาเปลี่ยนไปในทุกฤดูกาล จึงอาจกลาวได
วา ตําแหนงขึ้นตกและเสนของดวงอาทิตยเปรียบไดกับตัวเลขบนนาฬิกาทองฟา ซึ่งสามารถบอกวัน เวลา ในฤดูกาลตางๆ
ได
การวัดคามุมอาซิมุธ ขณะขึ้นตก และมุมเงยสูงสุดของดวงอาทิตยที่ กทม. พบวา
วันที่ 21 มี.ค. - ดวงอาทิตยขึ้นที่จุดตะวันออก และตกที่จุดทิศตะวันตก
วันที่ 22 มิ.ย. - ดวงอาทิตยขึ้นและตกไปทางเหนือมากที่สุด
วันที่ 23 ก.ย. - ดวงอาทิตยขึ้นและตกที่จุดทิศตะวันออก ตะวันตกพอดี
การที่โลกหมุนรอบตัวเองโดยมีแกนหมุนทํามุม 23
2
1
องศา กับแนวที่ตั้งฉากกับระนาบวงโคจรของ
โลก ขณะเดียวกันโคจรรอบดวงอาทิตยดวย ซึ่งเปนสาเหตุทําใหเกิด
- ปรากฏการณขึ้นและตกของดวงอาทิตย
- การเปลี่ยนแปลงลมฟาอากาศ
- พนที่บนผิวโลกรับพลังงานแสงสวางและความรอนจากดวงอาทิตยไมเทากัน
อิทธิผลของพลังงานอื่นๆ ของดวงอาทิตย
1. พายุแมเหล็ก
ดวงอาทิตยสงอนุภาคที่มีประจุไฟฟาอิเล็กตรอน และอนุภาคที่มีประจุไฟฟาบวกที่มีความเร็ว
ต่ําเปนผลใหสนามแมเหล็กโลกถูกรบกวน
2. แสงเหนือแสงใต
- อนุภาคจากดวงอาทิตย (มีประจุไฟฟา) ไมสามารถผานแนวแมเหล็กได แตจะเขาสู
บรรยากาศของโลกทางขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต เมื่อไปชนกับกาซบางอยางทําใหเกิดแสง
เรืองรองบนทองฟา
ดาวฤกษ ดวงดาวที่อยูไกลแสนไกล
ดาวฤกษมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา แตเราเห็นดาวฤกษแตละดวงรักษาระยะหางเทากันเสมอนั้น Q ดาวฤกษอยู
ไกลมาก เราเห็นดาวฤกษอยูในลักษณะเดิมทุกวัน เรียกวา ดาวประจําที่
ดาวเหนือ
คนที่อยูเสนศูนยสูตร จะเห็นดาวเหนืออยูทางขอบฟาทางทิศเหนือ
คนที่อยูทางขั้วโลกเหนือ จะเห็นดาวเหนืออยูตรงจุดเหนือศีรษะพอดี
การเคลื่อนที่ของดาวฤกษ
ชวงเวลาที่ดาวแตละดวงปรากฏใหเราเห็นนั้นจะแตกตางกัน ดาวดวงเดียวกันถาผูสังเกตอยูคนละตําแหนงจะ
เห็นการเคลื่อนที่ปรากฏตางกัน เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง
กลุมดาวฤกษ มนุษยเห็นกลุมดาวบนทองฟา และจินตนาการเปนรูปสิ่งที่คุนเคย หรือรูปเทพเจา เพื่อสะดวกในการ
สังเกตและจดจํา
ในสมัยโบราณ คนอาศัยดวงดาว เพื่อ - บอกเวลา
- บอดฤดูกาล
- กําหนดวันนักขัตฤกษ
- หาทิศในการเดินทาง
ปจจุบันนักดาราศาสตร แบงกลุมดาวเปน 88 กลุม
กลุมดาวที่คนไทยรูจักและมองเห็นไดเชน - กลุมดาวจระเข
- กลุมดาวเตา
กลุมดาวจักรราศี
เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบ 1 รอบ คนบนโลกเห็นดวงอาทิตยเคลื่อนที่ปรากฏผานกลุมดาวฤกษ 12
กลุม
ชวงที่ดวงอาทิตยเคลื่อนที่ปรากฏในเวลาประมาณ 1 เดือน เรียก ราศี เรียกกลุมดาว 12 กลุมวา
กลุมดาวจักรราศี
แถบราศี คือ ดวงจันทรและดาวเคราะหตาง ๆ เคลื่อนปรากฏผานกลุมดาวจักรราศีเปนแถบรอบทรงกลมทองฟา
การหากลุมดาวจักรราศี ทําไดโดยสังเกตจากกลุมดาวที่ปรากฏตรงตําแหนงที่ดวงอาทิตยกําลังลับของฟา ซึ่งจะเปน
กลุมดาวที่มีชื่อสัมพันธกับชื่อเดือน
กลุมดาวจักรราศีที่ปรากฏอยูบนทองฟา ดานทิศเหนือ มี 6 กลุม
- กลุมดาวปลา, แกะ, วัว, คนคู, ปู และกลุมดาวสิงโต
กลุมดาวจักรราศีที่ปรากฏอยูบนทองฟา ดานทิศใต มี 6 กลุม
- กลุมดาวหญิงพรหมจารี, คันชั่ง, แมงปอง, คนถือธนู, แพะทะเล และกลุมดาวคนแบกหมอน้ํา
ดาราจักรทางชางเผือกและเอกภพ
ในคืนเดือนมืดทองฟาใสไมมีเมฆหมอก จะเห็นเปนทางสีขาวสลัวพาดผานทองฟา เรียก ทางชางเผือก
- พาดจากขอบฟาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ขอบฟาทิศตะวันออกเฉียงใต
- ประกอบดวยดาวฤกษเปนจํานวนมาก
- มีฝุนและกาซตางๆ
- แนวทางชางเผือกเคลื่อนที่ตลอดเวลา แสดงวา ทางชางเผือกจะปรากฏอยูบนทองฟารอบ
โลก
- บนทางชางเผือกมีกลุมดาวแมงปอง กลุมดาวคางคาว
ดาราจักร คือ ระบบของดวงดาว ประกอบดวย - ดาวฤกษ
- เนบิวลา
- กาซที่เปลงแสงสวาง
- ฝุนธุลีคอสมิก
- กาซและที่วาง
เอกภพ - ระบบรวมขอบดาราจักร มีวัตถุทองฟาทุกชนิด
- กวางใหญไมมีขอบเขต
สารสังเคราะห
สารสังเคราะห (Synthetic substances) คือ สารที่มีโมเลกุลใหญ เกิดจากการรวมตัวทางเคมีของ
สารที่มีโมเลกุลเล็กกวาที่มีอยูในธรรมชาติ
มอนอเมอร คือ สารโมเลกุลเดี่ยว มีตําแหนงที่ไวตอปฏิกิริยาเคมีอยู 2 ตําแหนงหรือมากกวา สามารถ
รวมตัวทางเคมีกับมอนอเมอรชนิดเดียวกัน หรือตางชนิดกันได กลายเปนสารโมเลกุลใหญ คือ พอลิเมอร การรวมตัว
แบบนี้เรียกวา พอลิเมอรไรเซชั่น
พอลิเมอร (Polymers)
คือสารซึ่งมีโมเลกุลใหญ เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ซึ่งเปนสารโมเลกุลเล็ก ภายใตอุณหภูมิ ความดัน
และตัวเรงปฏิกิริยาที่เหมาะสม
โครงสรางของพอลิเมอร มีหลายแบบ แตละแบบมีคุณสมบัติตางกัน ดังนี้
1. โครงสรางแบบสายยาว มีความหนาแนนมาก เหนียว แข็งแรง โคงงอไดมาก ออนตัวเมื่อไดรับ
ความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง เปลี่ยนกลับไปกลับมาไดโดยที่คุณสมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง
2. โครงสรางแบบสาขา แข็งแรง โคงงอได ออนตัวเมื่อไดรับความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง และ
เปลี่ยนกลับไปกลับมาได โดยคุณสมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง
3. โครงสรางแบบตาขายหรือรางแห โคงงอยาก ยึดตัวไดนอยที่สุด เพราะโมเลกุลยึดกันหลายทางเกิด
จากการเชื่อมโยงระหวางโครงสรางแบบสายยาวหรือแบบสาขา ตั้งแต 2 สายขึ้นไป เปนรางแหสามมิติ ไดรับความ
รอนสูงจะออนตัว แตไมสามารถเปลี่ยนรูปรางกลับไปกลับมาได
ปฏิกิริยาพอลิเมอรไรเซชั้น มี 2 แบบ
1. การรวมตัวแบบตอเติม เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ใหพอลิเมอรอยางเดียว เชน
เอทิลีน + เอทิลีน + เอทิลิน + ........ --- พอลิเอทิลีน
2. การรวมแบบควบแนน เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ใหโพลิเมอรแลวยังมีสารโมเลกุลเล็ก
อื่นเกิดขึ้นดวย เชน น้ํา แอมโมเนีย ตัวอยาง เชน กลูโคส + กลูโคส + กลูโคส + ... แปง + น้ํา
พลาสติก (Plastics) หมายถึงสารสังเคราะหวิทยาศาสตรจําพวกพอลิเมอร ซึ่งมีลักษณะออนตัวได เมื่อไดรับ
ความรอน และสามารถผลิตออกเปนรูปตาง ๆ ไดเชน
พอลิเอทิลีน ไดมาจาก กาซธรรมชาติ
พอลิสไดรีน ไดมาจาก ถานหินและกาซธรรมชาติ
พอลิไวนิลคลอไรด ไดมาจาก กาซธรรมชาติและเกลือ
พอลิไวนิลอะซิเตต ไดมาจาก ถานโคกและหินปูน
ประเภทของพลาสติก แบงตามคุณสมบัติเมื่อไดรับความรอนเปน 2 ประเภท คือ
1. เทอรโมพลาสติก (TP) เมื่อถูกความรอนแลวออนตัว สามารถนํามาหลอหลอมไดใหม มีความ
หยุนตัว โคงงอไดงายและมักจะติดไฟไดงาย เชน โพลีเอทิลีน, โพลิสไตรีน, โพลิเอสเตอร
2. เทอรโมเซต (TS) เมื่อถูกความรอนแลวไมออนตัว ทนตอความรอน แข็งโคงงอไดยาก มักจะติด
ไฟยาก ถาใหความรอนสูงมากจะเริ่มแตก เผาไหมกลายเปนขี้เถา เชน พอลิเอสเตอร อีพอกซี่ ยูเรียฟอรมัลดีไฮด
ผลิตภัณฑพลาสติก
1. ผลิตภัณฑจากแมแบบ ใชความรอนทําใหพลาสติกผงหรือเม็ดหรือแผนออนตัวลงแลวอัดลงไปใน
แมแบบ ดังนี้
1.1 การหลอแบบ ใชความรอนทําใหเม็ดพลาสติกหลอมเหลวหรือออนตัวแลวอัดในแมแบบ หรือ
จุมแมแบบลงในพลาสติกเหลว เชน ถวย ชาม ถุงมือ แผนพลาสติกใส
1.2 การอัดแบบ ใชแมแบบ 2 ชิ้นอัดพลาสติกเหลวเขาไปในแมแบบชิ้นลางแลวอัดแมแบบชิ้น
บนลงไป ผลิตภัณฑที่ไดจะมีรอยตอระหวางแมแบบทั้งสอง เชน ดามมือจับเตารีด, ชอน ชาม อุปกรณไฟฟา
1.3 การอัดแบบดูดอากาศ นําแผนพลาสติกมาเขาแบบ ใหความรอนจนออนตัว แลวดูดอากาศ
ออก จนเกิดรอยพิมพตามแบบ เชน กลองไข กลองทําน้ําแข็ง
1.4 การอัดแบบเปาลม อัดอากาศเขาทางปลายบนของพลาสติกเหลวที่อยูในแมแบบ 2 ชิ้น
ประกบกัน อากาศจะดันพลาสติกใหโปงออกไปแนบกับแมแบบเชน ขวดพลาสติก, ของเลนสําหรับเด็ก
1.5 การฉีดเขาแบบ ใชสูบอัดฉีดพลาสติกเหลวเขาไปในแบบจนเต็ม เมื่อเย็นลงจะแข็งตัว มี
รูปรางเหมือนแมแบบ มีรอยตัดกลมที่ฐาน ซึ่งเปนของฉีดพลาสติกเหลวเขาไป เชน แปรงสีฟน ชิ้นสวน
เครื่องโทรศัพท
1.6 การอัดตอเนื่อง ใชความรอนหลอมพลาสติกเม็ดแลวอัดพลาสติกเหลวดวยเครื่องอัดตอกับ
แบบที่ตองการ เชน ถุงพลาสติก, สายไฟฟา, สายเบ็ด, หลอดกาแฟ
2. พลาสติกแผนบาง ไมตองใชแมแบบ ใชลูกกลิ้งทรงกระบอกหลาย ๆ อันทําหนาที่รีดพลาสติกให
บางลง ลูกกลิ้งมี 2 ชุด ชุดแรก เปนลูกกลิ้งรอนทําหนาที่รีด ชุดหลัง เปนลูกกลิ้ง เย็นทําใหผลิตภัณฑแข็งตัว เชน
พลาสติกปูโตะ, พลาสติกปูพื้นรถยนต
3. พลาสติกเสริมแรง เปนพลาสติกที่มีความแข็งแกรง และทนทานเปนพิเศษ มีฟอรไมกา และไฟ
เบอรกลาส
4. โฟม เปนพลาสติกรูพรุนเหมือนฟองน้ํา มีทั้งชนิดออนนิ่มและแข็ง ชนิดออนทําดวยพอลิเอทิลีน
ชนิดแข็งทําดวยโพลีสไตรีน
5. กาวพลาสติก ทําจากพลาสติกเหลวหรือเรซิน มี 2 ชนิด คือ กาวเทอรโมพลาสติก และ กาวเทอรโม
เซต
6. ยางเทียม เปนสารประกอบพอลิเมอรอีกชนิดหนึ่ง ใชทํารองเทา, กระเปาน้ํารอน, ถุงมือยาง, ยาง
รถยนตชนิดตาง ๆ มีความตานทานตอน้ํามันและกาซธรรมชาติ, มีความแข็งแรงทนทาน และยืดหยุนมาก
7. ซิลิโคน เปนพอลิเมอรของซิลิกอน พอลิเมอรขนาดเล็กจะเปนน้ํามัน พอลิเมอรขนาดใหญจะเปนขี้ผึ้ง
เสนใย เปนพอลิเมอรประเภทหนึ่งมีลักษณะเปน เสนบาง มีความยาว เหนียว และโคงงอได เสนใยแบงเปน 2
ประเภทคือ เสนใยธรรมชาติ และเสนใยสังเคราะห
1. เสนใยธรรมชาติ มี ฝาย ลินิน ไหม ขนสัตว และใยหิน
2. เสนใยสังเคราะห คือ เสนใยที่ทํามาจากสารเคมี
การผลิตเสนใยวิสคอส ผสมปุยฝายกับคอปเปอรคารบอเนต แลวเติมสารละลายแอมโมเนียลงไปคน
ใหทั่ว จะไดของเหลวขนสีน้ําเงิน เรียก วิสคอส นําหลอดฉีดยาดูดสารละลายแลวฉีดอยางแรงและเร็ว ลงใน
สารละลายกรดซัลฟวริกเขมขน 50% จะไดเสนใยเล็กๆ สีน้ําเงินทิ้งไวสักครูจะเกิดฟองกาซและสีของเสนใยจางลง
สารซักลาง : ผูพิชิตความสกปรก
การเตรียมสบู
ไขมัน + เบส ตม เกลือของกรดไขมัน (สบู) + น้ํา
มาตรฐานของผงซักฟอก กรมวิทยาศาสตรกําหนดไวดังนี้
สารที่ละลายในคลอโรฟอรม ไมต่ํากวา 18%
สารฟอสเฟตคือ สารเพิ่มกําลังการฟอกลาง ไมเกิน 22%
ภาวะความเปนเบส ไมเกิน 11
ผงซักฟอกที่ไดรับความนิยม จะมีเปอรเซ็นตของสารละลายในคลอโรฟอรมสูง
เสียงในชีวิตประจําวัน
เสียงเกิดขึ้นไดอยางไร
เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุในตัวกลาง ทําใหตัวกลางเกิดการสั่นตามวัตถุ ถายทอดพลังงาน
ตอเนื่องกันเปนคลื่นออกไปทุกทิศทุกทางจากแหลงกําเนิดจนกระทั่งถึงหูของเรา
ตัวกลางที่ใหเสียงผานไดมี 3 ชนิด คือ
1. ของแข็ง 2. ของเหลว 3. กาซ
เสียงเดินทางผานสุญญากาศไมได
เสียงดัง – เสียงคอย
เสียงจะดังหรือคอยขึ้นอยูกับ - แอมปลิจูดในการสั่นของวัตถุตนกําเนิด
- ระยะทางระหวางแหลงกําเนิดเสียงกับผูฟง
ความถี่ของเสียง (Frequency) คือ จํานวนชวงคลื่นในเวลา 1 วินาที
เสียงสูงเสียงต่ํา ขึ้นอยูกับความถี่
เสียงอินฟราโซนิค (Infrasonic sound) เสียงที่มีความถี่นอยกวา 20 เฮิรตซ ตอ วินาที
เสียงอัลตราโซนิค (Ultrasonic sound) เสียงที่มีความถี่สูงกวา 20,222 เฮิรตซ ตอ วินาที
คุณภาพเสียง เปนลักษณะเฉพาะตัวของแหลงกําเนิดเสียงซึ่งสั่นตลอดเวลาดวยความถี่หลายๆ คาในเวลาเดียวกันแลว
จึงผสมเสียงออกมาใหไดยินเปนเสียงเดียว
ความเขมของเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกกระทบในแนวตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร ในเวลา 1 วินาที
หรือ กําลังของเสียงที่ตกกระทบในแนวตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร
ขีดเริ่มของการไดยิน คือ ระดับความเขม 0 เบล ซึ่งก็คือความเขมของเสียงต่ําที่สุดที่หูคนปกติเริ่มไดยินมีคา
10-12
วัตต ตอ ตารางเมตร
เสียงที่มีความเขม 1 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 10 เทาของเสียงที่ดัง 0 เบล
เสียงที่มีความเขม 1 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 10 หรือ 101
เทาของ 0 เบล
เสียงที่มีความเขม 2 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 100 หรือ 102
เทาของ 0 เบล
1. การสะทอน เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงกระทบสิ่งกีดขวาง แลวสะทอนกลับคืนสูหู การสะทอนของเสียงเปนไปตาม
กฎการสะทอน 2 ขอ
1. รังสีตกกระทบ, รังสีสะทอน และเสนปกติตองอยูบนระนาบเดียวกัน
2. มุมตกกระทบเทากับมุมสะทอน
ตามปกติเสียงตกกระทบแกวหูแลวเสียงจะคางอยูนานประมาณ
10
1
วินาที ดังนั้นเมื่อตะโกนใกลหนาผา เสียง
เคลื่อนที่ไปกระทบหนาผาแลวสะทอนกลับ ถาเสียงสะทอนมาถึงหูชากวาเสียงตะโกนเปนเวลามากกวา
10
1
วินาที หูของ
เราจะแยกเสียงตะโกนกับเสียงสะทอนออกจากกันได เรียกวา เกิดเสียงกอง
2. การหักเห เกิดจากเสียงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งผานรอยตอตัวกลางเพื่อเขาไปยังตัวกลางที่สองแลว เกิด
การเปลี่ยนทิศทาง
3. การเลี้ยวเบนของเสียง เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงออมไปดานหลังของตัวกีดขวางได
4. การแทรกสอดของเสียง เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงที่มาจากแหลงกําเนิดเสียงตั้งแต 2 แหลงขึ้นไปมารวมกัน
อาจจะทําใหเกิดเสียงดังขึ้นกวาเดิมหรือคอยลงกวาเดิมมี 2 แบบ คือ
- แบบเสริมสราง เกิดจากคลื่นเสียงมารวมกันทําใหโมเลกุลของตัวกลางสั่นแรงมากขึ้น
- แบบหักลาง เกิดจากคลื่นเสียงมารวมกันแลวทําใหโมเลกุลของตัวกลางสั่นนอยลง
ถาคลื่นเสียงที่มีความถี่ใกลเคียงกันหรือตางกันเล็กนอย จะเกิดการแทรกสอดที่มีเสียงดังคอยสลับกันไปอยาง
คงที่ เรียกวา เกิด “บีตส”
ประโยชนของบีตส - ใชเทียบเสียงของเครื่องดนตรี
5. ปรากฏการณดอปเปลอร (Doppler) เปนปรากฏการณทางเสียงที่ทําใหเกิดความรูสึกวาไดยินเสียงที่มี
ความถี่เปนสูงขึ้น หรือต่ําลง โดยความถี่จากแหลงกําเนิดไมไดเปลี่ยนแปลง
6. เรโซแนนซ เปนปรากฏการณการสั่นของวัตถุ ซึ่งเกิดจากแรงกระตุนจากภายนอกดวย ความถี่เทากับ
ความถี่ธรรมชาติของวัตถุ เปนผลใหวัตถุนั้นเกิดการสั่นอยางรุนแรง
ความถี่ธรรมชาติของการแกวงลูกตุม
- เชือกสั้นลูกตุมจะแกวงเร็วกวาเชือกยาว
- มวลลูกตุมเพิ่มขึ้น ความยาวเชือกเทาเดิม ความถี่ในการแกวงเทาเดิม
- ยกลูกตุมใหสูงกวาเดิม ความยาวเชือกเทาเดิม ความถี่ในการแกวงเทาเดิม
เสียงดนตรี เปนเสียงที่จัดวามีระเบียบของเสียงทําใหเกิดความสบายในการฟงหรือเกิดอารมณตาง ๆ ไดโดย
การฟงดนตรี
ประเภทสาย เสียงที่ไดจากการสีหรือดีด ทําใหเกิดเสียงสูงต่ําไดหลายแบบ ประกอบดวย
1. สายเสียงหรือเสนเสียง เปนแหลงกําเนิดเสียง
เสนเสียงมีหลายสายดวยกัน
- สายเอก ใหเสียงสูง
- สายทุม ใหเสียงต่ํา
ระดับเสียงของสายขึ้นอยูกับ - ความตึง
- ความยาว
- มวลของสาย
2. กลองเสียง เปนสิ่งที่ชวยทําใหเกิดกําทอน ไดแก แผนหนังและกะโหลกซอ หรือตัวไมของไวโอลิน
การสั่นของสายจะถายทอดพลังงานใหแกสะพานสาย และสงพลังงานตอเนื่องมายังแผนไม หรือแผนหนัง ซึ่งมีความถี่
ธรรมชาติหลายความถี่ทําใหเกิดเสียงดังกังวานมากขึ้นกวาเดิม
ประเภทตีหรือเคาะ
พวกที่มีขนาดใหญและยาวเสียงจะต่ํา
พวกที่มีขนาดเล็กและสั้นเสียงจะสูง
ประเภทเปา
เครื่องดนตรีประเภทนี้เกิดเสียงไดจากการเปา ซึ่งทําใหอากาศในตัวเครื่องดนตรีสั่นสะเทือน เปนชวง ๆ
ความถี่ของเสียงเกิดจากการสั่นของมวลอากาศ ถาอากาศมีมวลมาก จะมีความถี่ต่ํา ถามีมวลนอยจะมีความถี่
สูง เครื่องดนตรีประเภทนี้ไมตองมีเครื่องกําทอน
การสงเสียงระยะไกลและการบันทึกเสียง
การสงเสียงระยะทางไกล โดยใชเสียงจากธรรมชาติจะทําใหพลังงานของเสียงลดลงจนไมอาจรับฟงได จึง
จําเปนตองเปลี่ยนพลังงานของเสียงเปนพลังงานในรูปอื่น เชน พลังงานไฟฟา แลวจึงเปลี่ยนกลับมาเปนพลังงานเสียง
อยางเดิมอีกครั้งหนึ่ง มีหลายระบบดังนี้
1. โทรศัพท มีการเปลี่ยนพลังงานเสียง ------ พลังงานไฟฟา ------ พลังงานเสียง
2. เทป มีการบันทึกเทปและการเลนเทป
การบันทึกเทป มีการแปลงพลังงานเสียง --- พลังงานไฟฟา --- พลังงานแมเหล็กในขดลวดของหัวบันทึกเทป
การเลนเทป
พลังงานแมเหล็ก --- พลังงานไฟฟา --- พลังงานเสียง
ตัวบันทึกเทปเคลื่อนที่ผานหัวแถบผลิตเสียง --- เครื่องขยาย --- ลําโพง
แถบบันทึกเสียงของฟลมภาพยนตร อยูระหวางภาพกับชองสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ บนฟลม เปนแถบโปรงแสง ซึ่งแสงผาน
ไดไมสม่ําเสมอกัน
การผลิตเสียงจากฟลมภาพยนตร ตองใหแสงสวางจากหลอดไฟสองทะลุผานแถบเสียงไปยังหลอด
โฟโตอีเล็กตริก ซึ่งทําหนาที่เปลี่ยนสัญญาณแสง ----- สัญญาณไฟฟา ----- เครื่องขยาย ----- ลําโพง
การคํานวณ
1. หาระยะทาง
สูตร อัตราเร็ว =
2. หาความเร็ว
สูตร ความเร็ว = ความถี่ x ความยาวคลื่น
ระยะทาง
เวลา
ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม
ทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่ไดจากธรรมชาติ อาจเปนประโยชนตอมนุษยทางตรงหรือทางออมก็ได
ทรัพยากรธรรมชาติแบงไดเปน 2 ประเภทใหญ คือ
1. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดสิ้นเปลือง :- แรธาตุ, ถานหิน, น้ํามัน
2. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน :- ปาไม, คน, สัตว, น้ํา
อุตสาหกรรม คือ การนําวัตถุดิบมาทําใหเปนผลที่ตองการ เพื่อเปนสินคาโดยอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องจักร
อุตสาหกรรมแบงไดหลายแบบ เชน
1. ใชขนาดและทุนทรัพยเปนเกณฑ แบงได เปน อุตสาหกรรมขนาดใหญ, อุตสาหกรรมขนาดกลาง,
อุตสาหกรรมขนาดเล็ก
2. ใชลักษณะการอุปโภคและบริโภคเปนเกณฑ แบงไดเปน อุตสาหกรรมสินคาบริโภค, อุตสาหกรรม
สินคา อุปโภค
3. ใชวัตถุประสงคการผลิตเปนเกณฑ แบงไดเปน อุตสาหกรรมเบื้องตน หรืออุตสาหกรรมที่ 1,
อุตสาหกรรมที่ 2, อุตสาหกรรมที่ 3
4. ใชสภาพและคุณสมบัติผลิตภัณฑเปนเกณฑ แบงไดเปน ประเภทถาวร, ประเภทกึ่งถาวร, ประเภทไม
ถาวรหรือ ใชสิ้นเปลือง
เครื่องปนดินเผา และเครื่องเคลือบดินเผา
ดินที่เหมาะแกการทําอุตสาหกรรมเครื่องปนดินเผา คือดินเหนียวเนื้อละเอียด ยึดติดกัน เมื่อนวดแลวมี
ลักษณะเปนมัน คงรูปราง ปนเปนรูปตางๆ ได
เครื่องปนดินเผาบางชนิดเผาเสร็จใชงานไดเลย เชน กระถาง โอง อิฐ บางชนิดตองลงน้ํายาเคลือบ
เพื่อใหสีชิ้นมัน สารที่ใชเคลือบเปนออกไซดของโลหะ เชน ออกไซดของโคบอลต, ออกไซดของเหล็ก, ออกไซดของ
ทองแดง, ออกไซดของมังกานีส, ออกไซดของโครเมียมกับดีบุก, ออกไซดของพลวงกับตะกั่ว
อุตสาหกรรมแกว
แกว คือ ของแข็งที่เกิดจากการแข็งตัวลงอยางรวดเร็ว ของของเหลวโดยไมตกผลึก แบงเปน
1. แกวธรรมชาติ เปนแกวที่เกิดเองตามธรรมชาติ ไดแก ออบซิเดียน ซิลิกา และเท็กตไตท
2. แกววิทยาศาสตรหรือแกวประดิษฐ ไดแก แกวธรรมดา แกวทนไฟ และแกวควอรตซ
แกวที่มีคุณภาพดีใชทรายแกวหรือทรายซิลิกา ซึ่งมีซิลิกอนไดอกไซดประมาณมาก
กระจกรถยนต - ทําไดโดยการพนเย็นลงในแผนแกวที่กําลังรอนจัด ทําใหผิวหนาเย็นตัวลงรวดเร็ว เนื้อของ
แกว
จะหดตัวและแข็งตัวทันที
- ทําโดยใชกาวสังเคราะหยึดกระจก 2 แผนเขาดวยกัน
กระติกน้ํารอนและน้ําเย็น- ตองใชแกวที่มีคุณสมบัติยืดและหดตัวนอยมาก
- ใชแกวผสมบอรอน หรือแกวทนไฟทําเปน 2 ชั้น หลอมขอบใหติดกัน ภายในเปน
สุญญากาศเพื่อปองกันการนําและการพาความรอน เคลือบโลหะเงินปองกันการ
แผรังสีความรอน
แกวเปลี่ยนสี - สวนมากทําเปนกระจกแวนตา โดยการเติมสารพวกซิลเวอรไอโอไดด ซิลเวอรคลอไรด
ซิลเวอรโบรไมดหรือทั้ง 3 ชนิด
การอนุรักษดิน
1. ปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชคลุมดิน
2. ไมเผาหรือทําลายปาไม หรือทําไรเลื่อนลอย
3. ไถพรวนดินขวางตามลาดชันของพื้นที่ เพื่อลดการกัดเซาะของน้ํา
4. ปรับปรุงดินโดยใชปุยชนิดตางๆ เพื่อความเหมาะสม
สินจากแร (สินแร) จําแนกโดยใชสวนประกอบของเคมีหรือสมบัติทางกายภาพ ไดเปนแร โลหะ แรอโลหะ
แรรัตนชาติ และแรเชื้อเพลิง
1. แรโลหะ - แรที่เกิดเปนธาตุอิสระ มีนอยหายาก เชน ทองคํา เงิน
- อยูในรูปสารประกอบ มีมาก หางายไดแก โลหะออกไซด โลหะซัลไฟดและ
โลหะ คารบอเนต
การถลุงแร คือ ขบวนการแยก เอาโลหะออกมาจากสารประกอบเพื่อการอุตสาหกรรม
การถลุงแรมีหลายขบวนการ ขึ้นอยูกับองคประกอบของสาร เชน
ก. จําพวกออกไซด ใหเผารวมกับตัวรีดิวซในภาชนะที่ปด เชน
ปดภาชนะ
คอปเปอรออกไซด + คารบอน ---- ทองแดง + กาซคารบอนไดออกไซด
เผา
ข. จําพวกซัลไฟด จะตองเปลี่ยนเปนโลหะออกไซด กอนโดยการเผากับออกซิเจนแลว
จึงเติม ตัวรีดิวซ และปดภาชนะตามแบบที่ 1 เชน
เลดออกไซด + ออกซิเจน ---- เลดออกไซด + กาซซัลเฟอรไดออกไซด
เผา
ปดภาชนะ
เลดออกไซด + คารบอน ---- ตะกั่ว + คารบอนไดออกไซด
เผา
ค. จําพวกคารบอเนต ตองเผาในอากาศกอนแลวจึงเติมรีดิวซตามแบบที่ 1
ในอากาศ
คอปเปอรคารบอเนต --- คอปเปอรออกไซด + คารบอนไดออกไซด
เผา
ปดภาชนะ
คอปเปอรออกไซด + คารบอน ---- ทองแดง + คารบอนไดออกไซด
เผา
ง. การแยกโลหะโดยใชไฟฟา วิธีนี้จะไดโลหะคอนขางบริสุทธิ์ กอนถลุงจะตองทําให
โลหะผสมนั้นเปนสารละลายกอน แลวจึงใชไฟฟาแยก โลหะที่ตองการจะไปเกาะที่ขั้วลบ วิธีนี้เปลืองมาก มักใชเพื่อหา
แรเพื่อนําไปใชในกิจการทางวิทยาศาสตร
เหล็กหลอ = เหล็กดิบทําใหบริสุทธิ์ขึ้นแลวผสมคารบอน
2. แรอโลหะ เปนแรประกอบหิน ไมตองถลุง ขุดขึ้นมาแลวนําไปใชในอุตสาหกรรมไดเลยไม
ตองทําใหบริสุทธิ์ เชน
2.1 แคลไซด คือ แรที่ประอบดวย แคลเซียมคารบอเนต เปนสวนประกอบที่สําคัญ
ของ หินปูน และหินออน
แคลเซียมคารบอเนต (หินปูน) --- แคลเซียมออกไซด + co2
เผา
2.2 ยิปซั่ม (เกลือจืด) หรือ แรที่ประกอบดวยแคลเซียมซัลเฟต
ยิบซัม + น้ํา ---- แข็งตัว ---- บดเปนผง + น้ํา ---- ไมแข็งตัว
ยิบซัม + น้ํา ---- แข็งตัว ---- บดเปนผง ---- ผงสีขาว + น้ํา ---- แข็งตัว
3. แรรัตนชาติ (แรอัญมณี) เปนแรโลหะซึ่งสวนใหญเกิดในรูปผลึก
แรรัตนชาติมีความแข็งตามหลักของโมหสตั้งแต 6 – 10
คอรันดัม เปนแรรัตนชาติที่มีสารประกอบพวกอะลูมิเนียมออกไซดบริสุทธิ์มีสีขาว ถามี
มลทิน จําพวกโครเมียมผสมจะทําใหไดสีแดง เชน ทับทิม ถามีมลทินพวกเหล็กและติเต
เนียนจะทําใหได สีน้ําเงิน เชน ไพลิน
4. แรเชื้อเพลิง เปนแรอโลหะที่ไมตองถลุง
แรเชื้อเพลิงมีองคประกอบที่สําคัญคือ คารบอนและไฮโดรเจน
การอนุรักษทรัพยากรแร
การอนุรักษทรัพยากรแรที่ดี จะตองวางแผนระยะยาวในการขุดเจาะแร เพื่อใหมีทรัพยากรไวใชไดนานเทาที่จะ
ทําได และพยายามนําแรที่ใชแลวกลับมาใชใหม และสุดทายหาสิ่งอื่นมาใชแทนแร
ปาไม - จัดเปนทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน
ปาสงวน คือ ปาที่ไดรับการดูแลและทะนุบํารุงใหอยูในสภาพธรรมขาติ
สวนปา คือ ปาขนาดเล็กที่ปลูกขึ้นเพื่อความสวยงาม เปนที่อยูอาศัยของสัตวปา
อนุรักษ หมายถึง การอนุรักษธรรมชาติซึ่งประกอบดวยสัตวปา ปาไม ตนน้ําลําธาร เชน
- ออก พ.ร.บ. ปาไม
- สรางสวนปา
- ทํานุบํารุง สัตวปา และชวยขยายพันธุสัตวปา (กรณีที่จะสูญพันธ)
- คนควา ทดลอง เพื่อหาวัสดุอื่น ๆ มาทดแทนผลิตภัณฑจากปา
ไมอัดน้ํายา - เปนการรูจักใชไมใหเกิดประโยชนมากที่สุดวิธีหนึ่ง “เปนการชวยรักษาเนื้อไมใหคงทนตอ
การใชงาน และปองกันการถูกทําลายเนื้อไมจากแลงและเชื้อรา”
กินดีอยูดี
อาหาร คือ สิ่งที่รับประทานเขาไปแลว เปนประโยชนตอรางกาย ไมเปนพิษตอรางกายอาหารแบงเปน
คารโบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน เกลือแร และน้ํา
คารโบไฮเดรต - สารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C , H และ
- หนวยที่เล็กที่สุด คือ กลูโคส
- 1 กรัมใหพลังงาน 4 กิโลคาลอรี่
1. น้ําตาล มีรสหวาน ละลายน้ําได
1.1 น้ําตาลโมเลกุลเดี่ยว ขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด
- กลูโคส มีมากที่สุดในธรรมชาติพบในองุน , ขาวโพด
- ฟรุกโตส พบในน้ําผึ้ง เปนน้ําตาลที่หวานที่สุด
- กาแลคโตส ไดจากการสลายตัวของน้ํานม
1.2 น้ําตาลโมเลกุลคู
- ซูโครส น้ําตาลทราย
- มอลโตส มีในเมล็ดพืชกําลังงอก
- แลตโตส มีในน้ํานม
1.3 น้ําตาลเชิงชอน ละลายน้ํายาก, ไมมีรสหวาน
- แปง พบในขาว มัน เผือก กลอย
- เซลลูโลส พบที่ผนังเซลลของพืช เอนไซนในรางกายมนุษยยอยไมได โปรโตชัวผลิตเอนไซม
ออกมายอยเซลลูโลส ใหเปนกลูโคสได
- ไกลโคเจน เปนกลูโคสเหลือใชเก็บสะสมไวที่ตับและกลามเนื้อ
วิธีทดสอบน้ําตาล
(ฟา) ⎯→⎯ แดง, สมอิฐ
(ฟา) ⎯→⎯ แดง, สมอิฐ
วิธีทดสอบแปง
แปงสุก + สารละลายไอโอดีน สีน้ําเงิน
แปง + กรดเกลือ กลูโคส
ไขมัน - สารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C , H และ % แตมี ของ O นอยกวา
- ชวยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเชน และชวยใหอาหารผานลําไสไดดี
- ไขมัน 1 กรัมใหพลังงาน 9 กิโลคาลอรี่
- หนวยยอยของไขมัน คือ กรดไขมัน และกลีเซอรอล
- รางกายเปลี่ยนคารโบไฮเดรด ไขมัน, โปรตีน ไขมัน
- ไขมันเปนสวนประกอบที่สําคัญของเยี่ยมหุมเซลลกรดไขมัน แบงเปนกรดไขมันอิ่มตัวและไมอิ่มตัว
คุณสมบัติของไขมันอิ่มตัวและไมอิ่มตัว
ไขมันอิ่มตัว ไขมันไมอิ่มตัว
- ไดจากสัตวและมะพราว - ไดจากไขมันของสัตวเลือดเย็น น้ํามันตับปลา ไขมัน
จากพืช
- แข็งตัวงาย, ยอยยาก - แข็งตัวยาก, ยอยาย
- ไมทําปฏิกิริยากับไอโอดินและออกซิเจน - ทําปฏิกิริยากับไอโอดีนและออกซิเจน
- ทําใหเกิดคลอเรสเตอรอสไดงาย - ทําใหเกิดคลอเรสเตอรอสไดยาก
- จุดหลอมเหลวสูง - จุดหลอมเหลวต่ํา
ทดสอบไขมัน หยอดกระดาษจะโปรงใส หรือโปรงแสง
โปรตีน - เปนสารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C, H, O, N, P, S
- โปรตีน 1 กรัม ไหพลังงาน 4 กิโลคาลอรี่
- หนวยเล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโน (amino acid)
- โปรตีน ไขมัน, โปรตีน คารโบไฮเดรต
กรดอะมิโน แบงเปน
กรดอะมิโนที่จําเปน รางกายสังเคราะหไมได มี 8 ชนิด วาลีน ลิวซีน ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน ทริบโตเฟน
เมทิโอนิน ไลซิน พินิลอะมานิน
กรดอะมิโนที่ไมจําเปน รางกายสังเคราะหได ไมตองบริโภคเขาไป
วิธีทดสอบโปรตีน 1. โปรตีน + กรดไนตริก เหลือง
2. โปรตีน + โซเดียมไฮดรอกไซด + คอปเปอรซัลเฟต น้ําเงินหรือมวง
วิตามิน – สารที่จําเปนตอรางกายทําใหรางกายทํางานไดตามปกติ วิตามินแบงเปน 2 ประเภท
1. วิตามินละลายในไขมัน A, D, E, K
2. วิตามินละลายในน้ํา B, C
วิตามิน อาหารที่มีวิตามิน ประโยชน โทษ
เนื้อ นม ไขแดง เนย น้ํามันตับ
ปลา
ทางตา ผิวแหง ทานมากไปผลรวง คลื่นไส
ตับไก ผลไมสีเหลือง
น้ํามันตับปลา ไขแดง เนย กระดูก ฟน แข็งแรง ทานมากไปทําใหแคลเซียม
ในเลือดสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส
อาเจียน
เมล็ดขาว ผักเขียว ถั่วนม ปองกันการเปนหมัน การแทง
ลูก
ดอกกะหล่ํา ถั่วเหลือง ทําใหเลือดแข็งตัว ขาดเลือดไมแข็งตัว
ขาวซอมมือ เนื้อสัตว ปองกันโรคเหน็บชา เบื่อ
อาหาร
ขาดเปนโรคเหน็บชา
หงุดหงิด
ตับ หัวใจ ไขปลา สรางเม็ดโลหิตแดง, บํารุง
ผิวหนัง
ขาดเปนโรคปากนกกระจอก
ปวดศีรษะ
ยีสต เนื้อสัตว ปองกันโรคประสาท
เนื้อสัตว ตับ ผัก ถั่ว ขาวซอมมือ แกโรคโลหิตจาง ขาดเปนโรคโลหิตจาง ออนเพลีย
ตับ เนยแข็ง ไข นม สรางเม็ดเลือด ขาดโลหิตจาง ประสาทเสื่อม
มะขามปอม สม ฝรั่ง ชวยตอกระดูก ปองกัน
เลือดออก
กินมากไปคลื่นไส อาเจียน
ตามไรฟน
เกลือแร - เปนสารอาหารที่ไมใหพลังงาน แตทําใหรางกายทํางานปกติ
- รางกายตองการเฉลือแรประมาณ 17 ชนิด
เกลือแรที่สําคัญบางชนิด
แคลเซียม สรางฟนและกระดูก
โซเลียม ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อและระบบประสาท, ควบคุมออสโมซิส
โปตัสเซี่ยม ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อหัวใจ และระบบประสาท
ฟอสฟอรัส สรางฟนและกระดูก
เหล็ก เปนสวนประกอบของ ขาดเปนโรคโลหิตจาง
ไอโอดิน ปองกันโรคคอพอก, ควบคุมการผลิตฮอรโมนของตอมไธรอยด
น้ํา - เปนสวนประกอบที่มีมากที่สุดในรางกาย ประมาณ ¾ ของน้ําหนักตัว
- เปนตัวทําละลาย และพาสารเคลื่อนที่เขาและออกจากเซลล
- เปนตัวกลาง นํากาซและสารตาง ๆ ผานเขาออกจากเซลล
- เปนตัวควบคุมอุณหภูมิ, ทําใหผิวพรรณสดชื่น
- เปนตัวชวยในการรักษาสมดุลออสโมซิสรวมกับโปรตีนและเกลือแร
- ถารางกายขาดน้ํา จะกระหายน้ําอยางรุนแรง ผิวแหง อาจทําใหหมดสติ
สัดสวนของอาหารที่รางหายตองการ
อาหารที่มีผลดีตอสุขภาพในแตละวัน ควรประกอบดวย คารโบไฮเดรต 50 % ไขมัน 20 % โปรตีน
20 % ผักผลไมอีก 10 % และน้ํา
การเปลี่ยนแปลงของอาหาร
การยอย - การเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่มีขนาดใหญใหมีขนาดเล็ก จะสามารถผานผนังลําไสเล็ก เขาสูกระแส
เดลือด โดยอาศัย “เอนไซม”
เอนไซม - สารประกอบจํานวนโปรตีน ทําหนาที่กระตุนใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลังจากทําปฏิกิริยา
เคมีแลว เอนไซมไมเปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไปไหน
ชนิดของเอนไซม
1. อะไมเลส อยูในน้ําลาย ยอยแปง มอลโตส
2. เปปซีน อยูในกระเพาะ ยอยโปรตีน โปรตีนขนาดเล็ก
3. มอลเดส อยูในลําไสเล็ก ยอยมอลโตส กลูโคส
4. ทริปธิน อยูในลําไสเล็ก ยอยโปรตีน กรดอะมิโน
5. ไลเปล อยูในลําไสเล็ก ยอยไขมัน กรดไขมันและเกลือเชอรอล
6. ปาเปอิช มีในยางมะละกอ ชวยยอยเนื้อใหยุย
เอนไซมถูกทําลายดวยกรด, เบส และความรอน
การถนอมอาหาร คือ ขบวนการใด ๆ ก็ตามที่ถูกนํามาใชเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร มิใหเลื่อมคุณภาพเร็วเกินไป
และสามารถเก็บรักษาไวไดนาน ๆ มีหลายวิธีคือ
1. การตากแหง จุลินทรียตาย เนื่องจากขาดน้ํา
2. การแชเย็น ยับยั้งการเจริญเติมโตของจุลินทรีย
3. การหมักดอง ไดกรดอะซิติก
4. การแชอิ่ม ใชน้ําตาลชวยยับยั้งการเจริญเติมโตของจุลินทรีย
5. การใสสารกันบูด เชน กรดเบนโซอิก กรดซอรปก
6. การอาบรังสี ใชรังสีแกมมา จากธาตุกัมมันตรังสี
7. การใชความรอน
7.1 การฆาเชื้อบนพาสเตอร ใชความรอน 65-70 นาน ½ ชั่วโมง
7.2 การทําไรเชื้อ ใชความรอน 120 นาน 15-20 นา ใชความกดดันสูง อาหารนี้เก็บ
ไดทุกอุณหภูมิ
นมชนิดตาง ๆ
- นมมารดา มีกรดไขมันที่จําเปนมากกวานมวัว, มี นอยกวาแตยอยงายกวา
- นมสด นมวัวฆาเชื้อแบบพาสเตอร
- นม นมสดที่ฆาเชื้อโดยใหความรอน 133 นาน 1-4 วินาที เก็บในกลองที่ปราศจากเชื้อ
- นมระเหย นมสดที่เอาน้ําออก 60 ทําไรเชื้อ เก็บไวไดนาน
- นมเปรี้ยว นมที่ไดจากการใสจุลินทรียไปเจริญในน้ํานม ทําใหมีรสเปรี้ยว และขนกวานมสดธรรมดา
สารปรุงแตงอาหาร คือ สารที่ผูผลิตอาหารผสมลงไปในอาหารในกรรมวิธีการผลิต
ผลของการรับประทานอาหารที่มีสารปรุงแตงตอไปนี้
- สารกันบูด (กรดซาลิซิริค) เปนแผลในกระเพาะ เปนแผลตามตัว
- ทําใหเนื้อนุม (โซเดียมคารบอเนต)
- ทําใหมีสีสวยงาม (ดินประสิว)
- ทําใหลูกชื้นกรอบ (ผงบอแรกซ)
ผงชูรส - ผงชูรสแท มีโมโนโซเดียมกลูตาเนต ไมนอยกวา 95 โดยน้ําหนัก
- ผงชูรสผสม มีโมโซเดียมกลูตาเนต ไมนอยกวา 50 โดยน้ําหนัก
- ผงชูรสเทียม เปนโซเดียมเมดาฟอสเฟต ผสมผงบอแรกซ
วิธีตรวจสอบผงชูรส 1. ดูลักษณะภายนอก
2. ใสกระดาษขมิ้นเปยกชื้น ถาไมเปลี่ยนสีเปนของแท เปลี่ยนเปนสีแดงเปนผงชูรสปลอม
3. เผาในชอนโลหะ ถาไดสีดําเปนของแทถาไดสีขาวเปนของปลอม
น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูหมัก เมล็ดพืช หนัก เอทิลแอลกอฮอล หมัก น้ําสมสายชู
- น้ําสมสายชูกลั่น เอทิลแอลกอฮอล หมัก น้ําสมสายชู
- น้ําสมสายชูเทียม ใชกรดน้ําสม (กรดอะซิติก) ทําใหเจือจาง
- น้ําสมชายชูปลอม ใชกรดกํามะถัน (กรดซัลฟวริก)
วิธีตรวจสอบน้ําสมสายชู 1. ดมกลิ่น
2. แชใชผัก 45 นาที ถาใบผักไมเปลี่ยนแปลงเปนของแท
3. ใชเจนเชี่ยนไวโอเล็ตเจือจางหยดลงไป ถาไดสีมวงเหมือนเดิมเปนของแท ถาไดสีเขียว
ออน ๆ หรือน้ําเงินออน ๆ เปนของปลอม
สารพิษในอาหาร
1. อาฟลาทอกซิน พบในถั่วลิสง
2. เจงโคลิน พบในลูกเนียง
3. โบทูลิน พบในอาหารกระปอง
ยากับชีวิต
สุขภาพ หมายถึง สภาวะความสมบูรณแข็งแรงทั้งรางกายและจิตใจ รวมทั้งการดํารงชีวิตอยูในสังคมที่ดี
อายุขัย (อายุจริง) ชวงเวลาที่ยาวนานที่สุดตั้งแตเกิดจนถึงตาย
อายุคาด (อายุเฉลี่ย) คาเฉลี่ยที่คํานวณไดสําหรับทํานายอายุเฉลี่ยของสิ่งมีชีวิตแตละชนิด
สาเหตุที่ทําใหอายุคาดเปลี่ยนคือ การตายของสมาชิกในกลุม ถาตายมาก อายุคาดลดลง
โรค หมายถึง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสภาพรางกายหรือสภาพทางจิตใจ ซึ่งกอใหเกิดอาการตาง ๆ ที่อาจ
เปนอันตราย และทําใหเกิดความทุกขทรมานตอการดํารงชีวิต
อาการเกิดโรค 1. โรคเกิดจากกระบวนการทํางานของเซลลผิดปกติ เชน เบาหวาน
2. โรคที่เกิดจากเชื้อโรค - แบคทีเรีย : อหิวาต, วัณโรค, เรื้อน, บาดทะยัก, กามโรค
- ไวรัส : หวัด, อีสุกอีใส, โปลิโอ, หูด
- รา : กลาก, เกลื้อน, ปอดอักเสบ
การปองกันและกําจัดเชื้อโรคของรางกายตามธรรมชาติ
1. ผิวหนังและเยื่อเมือกบุ ปองกันไมใหอวัยวะหรือเนื้อเยื่อสัมผัสกับสิ่งแวดลอม
2. เม็ดเลือดขาว ทําลายเชื้อโรคโดยการกินเชื้อโรค เรียก ฟาโกไซโตซิส
3. ตอมน้ําเหลือง ทําลายเชื้อโรค
4. เซลลในมาม ตับ ปอด และไขกระดูก ทําลายเชื้อโรคและซากของเสีย
ภูมิคุมกัน (immunity) คือ แอนตี้บอดี้ หรือสารเคมีที่สรางจากมาม ตับ ไขกระดูก และตอมน้ําเหลืองใช
สําหรับ
ปองกันหรือตอตานโรค แบงเปน
1. ภูมิคุมกันที่มีอยูตามธรรมชาติ ไดแก ภูมิคุมกันโดยผิวหนัง เม็ดเลือดขาว, ตอมน้ําเหลือง
2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นภายหลัง ไดแก เกิดหลังจากหายจากโรค และเกิดโดยฉีดวัคซีน เซรุม และทอกซอยด
วัคซีน - เชื้อโรคที่ออนกําลังหรือตายแลว ฉีดเขารางกายกระตุนใหรางกายสราง Antibody เพื่อตอตานโรคใดโรค
หนึ่งโดย
เฉพาะ เชน BCG, DTP, OPV
เซรุม - Antibody ที่รางกายรับแลวตานทานพิษไดทันที
ทอกซอยด - สารพิษที่เชื้อโรคขับออกมาแลวทําใหหมดพิษ ฉีดเขารางกายกระตุนใหสราง Antibody
ยา (Drug) หมายถึง สารหรือวัตถุออกฤทธิ์ตอรางกาย เพื่อทําใหเกิดผลในการปองกัน สงเสริมสุขภาพ บําบัดโรค
บรรเทาโรค รักษาโรคและวินิจฉัยโรค
หลักการใชยา - ใชใหถูกขนาด ถูกตามคําแนะนํา ถูกตามมาตรฐาน และใชใหถูกเวลา
เชน - ยากินทุก 4 ชั่วโมง ตองการใหมีฤทธิ์พอเหมาะในการรักษา
- ยากินกอนอาหาร ตองการใหดูดซึมตอนทองวาง
- ยากินหลังอาหาร ตองการใหดูดซึมพรอมอาหาร
- ยากินกอนนอน ตองการใหออกฤทธิ์ขณะหลับ
ยาที่มีอายุขัยสั้น ตองบอกวันหมดอายุ เชน Expiry Date, Expiration Date
ยาอายุขัยยาว ตองบอกวันผลิต เชน Manufacturing Date หรือ Mfd, Mfg
ยา 1 ชอนชา = 5 มิลลิลิตร 1 ชอนโตะ = 15 มิลลิลิตร
ยาสมุนไพร หมายถึง ยาที่ไดจากพฤกษชาติ สัตวหรือแรธาตุ ซึ่งยังมิไดผสมปรุงแตงหรือแปรสภาพ
การสกัดยาสมุนไพร 1. สกัดดวยไอน้ํา (กลั่นดวยไอน้ํา) สารที่ไดมีน้ํามันหอมระเหย + น้ํา
2. สกัดดวยตัวทําละลาย นิยมใช Ethyl alcohol เปนตัวทําละลาย ตัวทําละลายที่ดี
ตองแยก
ออกจากตัวถูกละลายไดงาย
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือ ยาที่ไดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียบางชนิดใชสําหรับยับยั้งความเจริญเติบโตของ
แบคทีเรีย หรือทําลายแบคทีเรียและจุลินทรียตาง ๆ
เชื้อโรคดื้อยา หมายถึง ความสามารถของเชื้อโรคที่จะดํารงชีวิตหรือขยายพันธุตอไปภายในรางกาย แมวาจะ
ใชยาในขนาดที่เคยใชไดผลมาแลวหรือสูงกวาขนาดที่เคยใช
ยาที่ไดจากการสังเคราะห
1. ยาซัลฟา หรือ ซัลโฟนาไมด ซึ่งมีหลายชนิดทั้งฉีด กิน และหยอด ละลายน้ําไมดี มักเกิด
ตกตะกอนที่กรวยไต เวลากินยาเม็ดนี้ตองดื่มน้ํามาก ๆ
2. ยาลดไข ใชลดไข และมีสรรพคุณในการบําบัดอาการปวดตาง ๆ รวมอยูดวย ฤทธิ์ของยาลด
ไขทําใหเหงื่อออกบริเวณผิวหนัง ทําใหความรอนระบายออกจากรางกาย ทําใหเลือดหยุดชา ระบบทางเดินอาหาร
ผิดปกติ เกล็ดเลือดจับตัวไดนอยลง จํานวนเม็ดเลือดลดลง มีผลตอตับและไต
3. ยาลดกรด ยาลดกรดทุกชนิดมีสมบัติเปน เบส แบงเปน ยาประเภทไฮดรอดไซด และยา
ประเภทคารบอเนต ยาลดกรด (ไฮดรอกไซด) + กรด --- เกลือ + น้ํา
ยาลดกรด (คารบอเนต) + กรด --- เกลือ + น้ํา + CO2
4. ยาระงับปวด มี ชนิดเสพติด และ ชนิดไมเสพติด
5. ยาฆาเชื้อโรคภายนอก - ระงับเชื้อ (ใชกับสิ่งมีชีวิต) และ
- ยาฆาเชื้อ (ใชกับสิ่งไมมีชีวิต)
ยาสามัญประจําบาน เปนยาที่สามารถนําไปใชในการบําบัด บรรเทาอาการของโรคบางชนิดไดเองโดยไมตอง
ปรึกษาแพทย ถาผลิตโดยองคการเภสัชกรรม เรียก ยาตําราหลวง
ยาสามัญประจําบาน แบงเปน 2 ประเภท - ยาภายใน – ยาแกไอน้ําดํา, ยาลดกรด
- ยาภายนอก - ทิงเจอรไอโอดิน
ยาที่เสพติด คือ สิ่งที่เสพเขาไปแลวเกิดความตองการทั้งรางกายและจิตใจ ไมสามารถหยุดเสพได เชน
มอรฟน, แอสไพริน, พาราเซทตามอล, ยานอนหลับ, ยากลอมประสาท, ยาระงับประสาท, ยากระตุนประสาท
วัตถุมีพิษ เชน ยาฆาแมลง สารเคมีตางๆ ทําใหสิ่งแวดลอมเปนพิษ เมื่อสารพิษเขารางกาย จะทําอันตราย
เนื้อเยื่อโดยตรง และสะสมไวตามไขมันทําใหรางกายออนแอ เจ็บปวยและอาจถึงตายได
ปจจุบันไมนิยมใชยาฆาแมลง แตจะปราบแมลงโดยใชวิธีทางชีวภาพ (ชีววิธี) หมายถึงการนําสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
ไมทําลายสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง หรือใชสารเคมีลอแมลงมารวมกันแลวทําลายทิ้ง
รังสีเอกซ ใชในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะภายในที่มองไมเห็นดวยตาเปลา เชน โรคกระเพาะ โรค
ลําไส กระดูก เสนประสาทในกระดูกสันหลัง กอนวินิจฉัยตองรับประทานแบเรียมซัลเฟต
กัมมันตรังสี การวินิจฉัยโรคทําไดโดยฉีดหรือกินสารกัมมันตรังสีเขาไปในรางกาย แลวใชเครื่องตรวจรังสีขึ้น
พิเศษโดยเฉพาะติดตามวัดสารกัมมันตรังสีหรือเจาะเลือดออกมาวินิจฉัย
แสงเลเซอร เปนลําแสงขนานขนาดเล็ก ไมกระจายเมื่อผานปริซึมก็ไมเกิดการกระจายแสงมีสีแดงเขม (มี
ความถี่คาเดียว) มีพลังงานในลําแสงสูงมาก
แพทยใชแสงเลเซอรเปนประโยชน - เชื่อมเรตินาที่ลอกหลุด
- เชื่อมหลอดเลือดในการผาตัดสมอง
- ผาตัดเนื้องอกบริเวณที่ตองการ
การฟอกโลหิตดวยเครื่องไตเทียม
ปกติคนมีไต 2 ขาง ภายในไตมีหนวยไตขางละ 1 ลานหนวย
หนวยไต ทําหนาที่แยกน้ําบางสวนและสารบางอยางที่มีโมเลกุลขนาดเล็กออกจากเลือด ตัวอยางสาร เชน
กลูโคส กรดอะมิโน เกลือแร ยูเรีย
หนาที่ของไต 1. กรองของเสีย
2. รักษาปริมาณน้ํา
3. ควบคุมเกลือแร และภาวะเบสในรางกาย
4. ควบคุมความดันเลือด
5. กระตุนการสรางเม็ดเลือดแดง
การเปลี่ยนอวัยวะ
ปญหาสําหรับการผาตัดเปลี่ยนอวัยวะ ระบบคุมกันในรางกายของผูปวย ซึ่งไดแก เม็ดเลือดขาวและ
แอนติบอดี้
การผาตัดเปลี่ยนอวัยวะจะไดผลดีที่สุด เมื่อผูรับและผูใหเปนพี่นองฝาแฝดที่เกิดจากไขใบเดียว
รองลงมาคือ พี่นองและเครือญาติ
รางกายของเรา
กายวิภาคศาสตร (Anatomy) เปนวิชาที่ศึกษาโครงสรางอวัยวะและระบบตาง ๆ ของรางกาย
เซลล (Cell) - หนวยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต
เซลล เยื่อหุมเซลล
โปรโตพลาสซึม นิวเคลียส
ไซโตพลาสซึม
เนื้อเยื่อ - กลุมเซลลที่มีรูปรางเหมือนกันมาทํางานรวมกัน
อวัยวะ - กลุมเนื้อเยื่อหลาย ๆ ชนิดที่รวมกันทําหนาที่อยางใดอยางหนึ่ง
ระบบ - กลุมอวัยวะที่ทําหนาที่สําคัญรวมกัน
เซลล --- เนื้อเยื่อ --- อวัยวะ --- ระบบอวัยวะ --- รางกายของเรา
รางกายมีระบบอวัยวะ 10 ระบบ ดังนี้
1. ระบบหายใจ
- จมูก มีขนและเยื่อเมือก
- หลอดลมเปนกระดูกออนรูปเกือกมาซอนกัน
- ปอด มีถุงลมเล็ก ๆ เปนบริเวณแลกเปลี่ยนกาซ
2. ระบบหมุนเวียนโลหิต
- หัวใจสูบฉีดโลหิตไปทั่วรางกาย
- เสนเลือดมีเสนเลือดดํา และเสนเลือดแดง
- ไขกระดูก สรางเม็ดเลือด และเกล็ดเลือด
- มาม ทําลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ
- ตับ ทําลายเม็ดเลือดแดง
- ตอมน้ําเหลือง ทําลายเชื้อโรค
3. ระบบยอยอาหาร
- ปาก ยอยทางกลและเคมี
- ลิ้น รับรสได 4 รส หวาน เค็ม เปรี้ยว และขม
- ฟน มี 2 ชุด ฟนน้ํานม 20 ซี่ ฟนแท 32 ซี่
- ตอมน้ําลาย ผลิตน้ําลายวันละ 1 – 1.5 ลิตร
- กระเพาะอาหาร ยอยโปรตีนอยางเดียว
- ลําไสเล็ก ยอยโปรตีน คารโบไฮเดรต ไขมัน และดูดซึม
- ลําไสใหญ เก็บกากอาหาร
- ตับ สรางน้ําดี
- ถุงน้ําดี เก็บน้ําดี
- ตับออน สรางน้ํายอย
4. ระบบขับถาย
- ผิวหนัง ขับเหงื่อ
- ลําไสใหญ ขับอุจจาระ
- ไต ขับปสสาวะ
5. ระบบสืบพันธุ
- รังไข สรางไข
- อัณฑะ สรางสเปรม
6. ระบบตอมไรทอ
- ตอมใตสมอง ผลิต Growth hormone
- ตอมหมวกไต ผลิต Adrenalin
- ตอมไธรอยค ผลิต Thyroxin
- ตอมอิสเล็ต ออฟลางเกอรฮาน (ตับออน) ผลิต Insulin
- รังไข และอัณฑะ ผลิต Estrogen และ Testosterone
7. ระบบหุมหอรางกาย
ประกอบดวย ผิวหนัง ขน ผม เล็บ ตอมเหงื่อตอมน้ํามัน
หนาที่ - ปองกันการกระทบกระเทือน, สะสมอาหาร, ควบคุมอุณหภูมิ, รับ
ความรูสึก, ขับถายของเสีย
ผิวหนัง - อวัยวะที่ใหญที่สุดในรางกาย
- พื้นที่ 2 m2
หนักประมาณ 3 kg หนา 1-3 mm
- ใชเลือดหลอเลี้ยง 1/3 ของเลือดทั้งหมด
- มี 2 ชั้นคือ หนังกําพรา และหนังแท
หนังกําพรา เปนผิวหนังที่ชวยหอหุมปองกันรางกายไมใหเชื้อโรคหลุดเขาไปสูภายในได
งาย ๆ แบงเปน 2 ชั้น ไดแก เยื่อบุผิวชั้นนอก และ เยื่อบุผิวชั้นใน
หนังแท เปนผิวหนังที่ลักษณะเปนแผนยืดหยุนได ประกอบดวย ตอมน้ํามัน ตอม
เหงื่อ ขุมขน เสนเลือด เสนประสาท
ไขมันใตผิวหนัง เปนเนื้อเยื่อไขมัน ทําหนาที่ เปนฉนวนกันความรอน
8. ระบบโครงกระดูก มีหนาที่เปนโครงรางของรางกาย ปองกันการกระทบกระเทือนใหอวัยวะภายใน
กระดูกคน 206 ชิ้น
- กระดูกแกน ประกอบดวย กะโหลกศีรษะ คอ อก สันหลัง กนกบ และซี่โครง
- กระดูกระยาง ประกอบดวย แขน ขา สะบัก ไหปลารา เชิงกราน
สวนประกอบของกระดูก
1. สวนที่มีชีวิต ไดแก เซลลกระดูก เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว เนื้อเยื่อประสาท และเสนเลือด
เปนสวนที่ทําใหกระดูกเหนียวและถูกทําลายไดดวยความรอน
2. สวนที่ไรชีวิต ไดแก แคลเซียมคารบอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต เปนสวนที่ทําใหกระดูก
แข็ง และถูกทําลายไดดวยกรด
ขอตอ เปนสวนที่ทําใหโครงกระดูกยืดหยุนได และ เคลื่อนไหวสะดวก แบงเปน
1. เหมือนบานพับ - เคลื่อนไหวไดทิศทางเดียว เชน ขอตอกระดูกนิ้วมือ
2. คลายลูกกลมในเบา - เคลื่อนไหวกมเงยบิดซายขวาได เชน ขอตอหัวไหล
3. แบบประกอบสวมในเดือย - เคลื่อนไหวกมเงยบิดซายขวาได เชน ขอตอตนคอ
4. แบบยึดติด - เคลื่อนไหวไดนิดเดียว หรือ เคลื่อนไหวไมไดเลย เชน ขอตอกระดูก
ซี่โครง กะโหลกศีรษะ
9. ระบบกลามเนื้อ - แหลงพลังงานกลที่ใชในการเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรางกาย
- ประกอบดวยกลามเนื้อมากกวา 500 มัด
กลามเนื้อแบงเปน 3 ชนิดคือ
1. กลามเนื้อลาย เปนกลามเนื้อเกาะติดกับกระดูก อยูในอํานาจจิตใจ
2. กลามเนื้อเรียบ เปนกลามเนื้อของอวัยวะภายใน อยูนอกอํานาจจิตใจ
3. กลามเนื้อหัวใจ อยูนอกอํานาจจิตใจมีลายเล็กนอย
ประสิทธิภาพของกลามเนื้อ หมายถึง กลามเนื้ออยูในสภาพที่แข็งแรงพรอมที่จะทํางานไดอยางเต็มที่
โดยใชพลังงาน และออกซิเจนนอยที่สุด
กลามเนื้อไบเส็บ กลามเนื้อหดตัว เพื่อใหอวัยวะงอเขา
กลามเนื้อไตรเส็บ หดตัว เพื่อใหอวัยวะ เหยียดออก
เสนเอ็น (Tendon) เปนสวนที่ยึดระหวางกลามเนื้อกับกระดูก เหนียว แข็งแรง ทนทาน
พังผืดยึดขอ (ligament) เปนสวนที่เชื่อมระหวางกระดูกกับกระดูก ยืดได
10. ระบบประสาท มีหนาที่ - ควบคุมดูแลการทํางานทุกสวนของรางกาย
สมอง มีเยื่อหุม 3 ชั้นอยูในกะโหลกศีรษะ แบงเปน
ซีรีบรัม เปนสมองที่มี่ขนาดใหญที่สุด มีรอยหยัก ทําหนาที่ควบคุมการเรียนรู พฤติกรรมตาง ๆ
ความคิด ความจํา เชาวปญญา ไหวพริบ รับรู และสั่งการตอบสนอง
ซีรีเบลลัม ทําหนาที่ควบคุมกิจกรรมของกลามเนื้อขณะที่มีการเคลื่อนไหวควบคุมการทรงตัว
เมดัลลาออบลองกาตา ทําหนาที่ควบคุมการหายใจ การเตนของหัวใจ การหดตัวและขยายตัวของ
หลอดเลือด
ไขสันหลัง อยูในชองของกระดูกสันหลัง แตละปลองมีเสนประสาทสันหลัง 1 คู ประกอบดวย
ประสาทรับและนําสัญญาณ กับประสาทสั่งการ ไขสันหลังทําหนาที่ควบคุม ปฏิกิริยารี
เฟลกซ
ปฏิกิริยารีเฟลกซหรือกิริยาตอบสนองฉับพลัน หมายถึง การตอนสนองสิ่งเราอยางกระทันหัน โดย
ไมตองรอคําสั่งจากสมอง เพื่อใหรางกายปลอดภัยจากอันตราย (มีความเร็วประมาณ 40-75 เมตร/
วินาที)
พลังงานในรางกาย ไดจากระบบหายใจ ระบบยอยอาหาร และระบบหมุนเวียนโลหิต
กิจกรรมและพฤติกรรมในรางกายของเราจะตองใชพลังงานโดยไดจากอาหารและออกซิเจน
การวัดอัตราการหายใจจึงวัดจากปริมาณออกซิเจนที่ใชในแตละกิจกรรม
อากาศที่สูดเขาไป 20,000 cm3
เปน O2 แพรเขากระแสเลือด 1,000 cm3
และสามารถ
นําไปใชพลังงานออกมา 19.2 กิโลจูล
อวัยวะที่ทํางานมากกวา 1 ระบบ ไดแก ผิวหนัง รังไข อัณฑะ ลําไสใหญ ตับออน
ชีวิตและวิวัฒนาการ
การกําเนิดสิ่งมีชีวิต
โอปาริน และฮัลเดน เสนอความคิดวา สิ่งมีชีวิตแรกเริ่มเกิดในทะเล โดยเริ่มจากบรรยากาศของโลกดึกดํา
บรรพที่ประกอบดวย กาซมีเทน แอมโมเนีย น้ํา ฯลฯ ไดรับพลังงานจากดวงอาทิตย และการเกิดฟาแลบ ฟาผา ทํา
ใหเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมกันเปนสารอินทรียละลายลงทะเลรวมตัวใหญขึ้นเรื่อย ๆ เปนสิ่งมีชีวิต
มิลเลอร ทดลองสรางเครื่องมือเปนภาชนะสุญญากาศแลวบรรจุมีเทน แอมโมเนีย ไฮโดรเจน และน้ํา ให
หมุนเวียนผานน้ําเดือดและไอน้ํา แลวผานไฟฟาแรงสูงเขาไปในภาชนะสุญญากาศนั้น สุดทายตรวจสอบพบวา มี
กรดอะมิโนและสารอินทรียอื่น ๆ
สรุปไดวา สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นไดเอง
หลุยส ปาสเตอร ไดเสนอความคิดวา สิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งมีชีวิต
วิวัฒนาการ (Evolution) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปรางหรือหนาที่ หรือการเปลี่ยนแปลงทั้ง
หนาที่และรูปรางขององคประกอบของสิ่งมีชีวิต โดยมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละนอย จนเห็นความแตกตางชัดเจน
ระหวางบรรพบุรุษกับลูกหลานรุนตอ ๆ มาก ซึ่งไดสืบพันธุมาหลายชั่วอายุ
หลักฐานที่แสดงวาวิวัฒนาการมีจริง
1. หลักฐานจากซากดึกดําบรรพ (Fossil) เกิดจากซากพืช ซากสัตวที่กลายเปนหิน
2. หลักฐานทางกายวิภาคเปรียบเทียบ
3. หลักฐานจาการเจริญของเอมบริโอ
4. หลักฐานทางพันธุศาสตร
5. หลักฐานจากรองรอยของอวัยวะที่ไมใชงาน
แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
1. ลามารค (Lamarck) ตั้งทฤษฎีไว 2 ขอ คือ
- กฎแหงการใชและไมใช (Law of Used and Disused) กลาววา อวัยวะที่มีประโยชน
และใชงานจะเจริญเติบโตได อวัยวะที่ไมใชงานและไมมีประโยชนจะเสื่อมสลายไป
- กฎแหงการถายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม กลาววาลักษณะที่เกิดเนื่องจากการใชและไมใชสามารถ
ถายทอดไปยังลูกหลานได
2. ชารลส ดารวิน (Charles Darwin) ตั้งกฎการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of
Natural selection) กลาววา สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง เหมาะสมกับสิ่งแวดลอมปรับตัวไดดีจะอยูรอดได สิ่งมีชีวิตที่
ออนแอจะตายไป
3. ไวสมัน (Weisman) ตั้งทฤษฎีการสืบตอเนื่องกันของเซลลสืบพันธุ กลาววา การเปลี่ยนแปลงที่
เกิดในเซลลสืบพันธุถายทอดได เกิดในเซลลรางกาย ถายทอดไมได
4. ฮิวโก เดอ ฟรีส (Hugo de Vrise) ตั้งทฤษฎีการผาเหลา กลาววา พันธุใหมเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงของยีนอยางกะทันหัน
การปรับตัว (Adaptation) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปรางลักษณะของรางกายใหเขากับ
สิ่งแวดลอมเพื่อการอยูรอด
ตัวอยางการปรับตัว
1. ตั๊กแตนเปลี่ยนรางกายใหมีลักษณะคลายคลึงกับธรรมชาติที่อยูอาศัย
2. แมลงเปลี่ยนแปลงลักษณะของปากเพื่อใหเหมาะสมกับการกินอาหาร
3. พืชปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมทําใหสามารถดํารงชีวิตและแพรพันธุตอไปได
การเกิดสปซีสใหม
สปซีส (Species) หมายถึง กลุมสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะทั่วไปหรือลักษณะทางพันธุกรรมคลายคลึงกัน
สามารถผสมพันธุกันไดตามธรรมชาติ และใหลูกที่สามารถถายทอดลักษณะพันธุกรรมตอไปได
ตัวอยางการดํารงความเปนสปซีสไว
1. ผีเสื้อกลางคืนกับผีเสื้อทั่วไป ไมสามารถเขาผสมพันธุกันได
2. ผีเสื้อกลางคืนตัวเมียจะปลอยฟโรโมนเพื่อกระตุนผีเสื้อกลางคืนตัวผูใหเขาผสมพันธุเทานั้น
3. เสียงรองของกบ อึ่งอาง คางคกที่เรียกตัวเมียใหเขาผสมพันธุจะแตกตางกัน
4. เสียงกรีดปกของจิ้งหรีดตางสปซีสกันจะมีความถี่ตางกัน
วิวัฒนาการของมนุษย
เปรียบเทียบกะโหลกของกอริลลากับมนุษย
มนุษย กอริลลา (ลิงไมมีหาง)
1. หนาผากเรียบ 1. หนาผากมีสันกระดูกยื่นออกมาเหนือตา
2. ขากรรไกรและฟนเรียบเสมอกัน 2. ขากรรไกรและฟนยื่นไปดานหนา
3. เขี้ยวสั้น 3. เขี้ยวยาว
4. ชองบรรจุสมองมากกวา 4. ชองบรรจุสมองนอยกวา
5. กลามเนื้อเกาะทายทอยมีนอย 5. กลามเนื้อเกาะทายทอยมีมาก
6. กระดูกสันหลังตั้งตรง 6. กระดูกสันหลังโคงงอ
มนุษยวานร ไดแก สปซีสออกสตราโลพิทีคัส (Australopithecus sp.)
- พบในอัฟริกา มีขนกระจายทั่วตัว
- สมอง 400 – 600 cm3
, สูง 4 ฟุต
- นําวัตถุมาใชเปนเครื่องมือแตไมรูจักประดิษฐเครื่องมือ
บรรพบุรุษมนุษย ไดแก โฮโมฮาบิลิส (Homo habilis) ศึกษาจากมนุษยโอ ดู วาย
- มีขนแบบลิง, สมองขนาด 800 cm3
- พบในเอเชียและอัฟริกา
- ประดิษฐหินกะเทาะได ใชไม เขาสัตวเปนเครื่องมือ
มนุษยเริ่มแรก ไดแก โฮโมอีเร็คตัส (Homo erectus)
- ศึกษาจากมนุษยชวาและมนุษยปกกิ่ง
- สมอง 1,000 cm3
, ไมมีขนแบบลิง
- ประดิษฐขวานไมมีดาม รูจักใชไฟ อยูตามถ้ํา
มนุษยปจจุบัน ไดแก โฮโม เซเบียนส (Homo sapiens)
- สมอง 1,100 – 1,200 cm3
- ประดิษฐเครื่องมือและมีความสามารถในเชิงศิลป
- พบภาพวาดไบซัน และรูปแกะสลักหินตามผนังถ้ํา
มนุษยปจจุบัน แบงเปนหลายเผาพันธุ ดังนี้
1. มองโกลอยด ไดแก พวกผิวเหลือง
2. คอเคซอยด ไดแก พวกผิวขาว
3. นิกรอยด ไดแก พวกผิวดํา
การจัดจําพวกสิ่งมีชีวิต
มอเนอรา (Monera) - สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว ไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส
โปรติสตา (Protista) - สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว มีเยื่อหุมนิวเคลียส
พืช (Plant) - สิ่งมีชีวิตที่มีคลอโรฟลล
สัตว (Animal) - สิ่งมีชีวิตที่ไมมีคลอโรฟลล
ระบบนิเวศ (Ecosystem) - การถายทอดพลังงานระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม
หวงโซอาหาร (Food chain) - การถายทอดพลังงานในแงการกินอาหารตอเนื่องเปนทอด ๆ
สายใยอาหาร (Food web) - หวงโซอาหารหลาย ๆ หวงโซสัมพันธกัน
มรดกทางกรรมพันธุ
กรรมพันธุ (Heredity) คือ ปรากฏการณที่สิ่งมีชีวิตถายทอดลักษณะตาง ๆ จากบรรพบุรุษไปยัง
ลูกหลาน
ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะที่ถายทอด จากบรรพบุรุษไปยังลูกลาน เชน สีผิว, สีผม, ลักษณะ
ของผม, ลักษณะของปลายนิ้วกอย
ลักษณะที่ปรากฏในสิ่งมีชีวิตเปนผลเนื่องจาก - พันธุกรรม
- สิ่งแวดลอม
ลักษณะที่ถายทอดทางพันธุกรรม ลูกไดรับจากพอและแมคนละครึ่ง ลักษณะนี้ถายทอดจากพี่ไปสูนองไมได
การศึกษาแบบแผนการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ศึกษาจากการทดลองในสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก,
แพรพันธุเร็ว, อายุขัยสั้น
การศึกษาจากถายทอดลักษณะพันธุกรรมใน คน ทดลองไมได เพราะคนมีอายุขัยยาว และบังคับ
ไมได จึงศึกษาจาก พงศาวลี
พงศาวลี (Pedigree) คือ แผนภาพที่แสดงการสืบพันธุ หรือแผนภาพลําดับเครือญาติ โดยใช
สัญลักษณตาง ๆ
ยีน (Gene) คือ หนวยที่ควบคุมลักษณะตางๆ ของสิ่งมีชีวิต และเปนตัวถายทอดลักษณะตาง ๆ
จากพอแม ไปยังลูกหลานโดยผานทางเซลลสืบพันธุ คนมียีน ∼ 40,000 ยีน ยีนอยูบนโครโมโซม และ
โครโมโซมอยูในนิวเคลียส
โครโมโซม (Chromosome) เปนเสนใยเล็ก ๆ ประกอบดวยโปรตีน โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตแต
ละชนิดจะมีจํานวนคงที่ และไมเทากับโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตอื่น
โครโมโซมของคน มี 46 อัน แบงเปน
- โครโมโซมรางกาย 44 อัน
- โครโมโซมเพศ 2 อัน
เซลลในรางกายของคนแบงเปน 2 ชนิด
1. เซลลรางกาย เปนเซลลที่พบทั่วไปในรางกาย มีโครโมโซม 2 ชุด (46อัน) เชน
เซลลกลามเนื้อ เซลลผิวหนัง
2. เซลลสืบพันธุ เปนเซลลที่พบในอวัยวะสืบพันธุ มีโครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของเซลลรางกาย
เชน เซลลไข, เซลลอสุจิ
การแบงเซลลมี 2 ชนิด
1. การแบงแบบไมโตซิส (Mitosis) เปนการแบงเซลลของรางกาย โดยเซลลใหมที่ไดมี
โครโมโซมเทากับเซลลเดิม คือ 2n เซลลนี้เรียกวา daughter cell
2. การแบงเซลลแบบไมโอซีส (Meiosis) เปนการแบงเซลลสืบพันธ โดยเซลลใหมที่ไดมี
โครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของเซลลเดิม คือ n
เมนเดล (Mendel) - เปนบาทหลวงชาวออสเตรีย ไดรับยกยองวาเปน “บิดาแหงวิชาพันธุศาสตร
และเปนผูชี้ใหเห็นวา ลักษณะที่ปรากฏในลูกเปนผลมาจากการถายทอดหนวยที่ควบคุมลักษณะตาง ๆ ซึ่งไดจากพอแม
โดยผานทางเซลลสืบพันธุ Mendel เลือกศึกษาตนถั่ว เพราะตนถั่วเปนพืชลมลุก ปลูกงาย หางาย ออกดอกงาย
ผสมพันธุงาย ขยายพันธุงาย ใหเมล็ดจํานวนมาก เปนดอกสมบูรณเพศ และโครงสรางของดอกมีลักษณะพิเศษ
ปองกันการผสมโดยลมและแมลงได
ยีน (gene) เปนหนวยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม
จีโนไทป (genotype) เปนลักษณะของยีนที่อยูบนโครโมโซม ไมสามารถมองเห็นได
ฟโนไทป (Phenotype) เปนลักษณะที่ปรากฏใหเห็นภายนอกจากการบังคับของยีน
โดมิแนนท (Dominant) เปนลักษณะเดนที่แสดงออกได และจะขมลักษณะดอยไว ตัวอยางเชน สูง ผิว
ดํา หอลิ้นได ลักษณะนิ้วเกิน
รีเซสสีฟ (Recessive) เปนลักษณะดอยไมแสดงออก ถูกลักษณะเดนขมไว จะแสดงออกไดเมื่อมียีน
ดอย 2 ตัว เชน เตี้ย มวนลิ้นไมได
โฮโมไซกัส (Homozygous) หมายถึง ยีนที่เปนคูกัน มีลักษณะเหมือนกัน
เฮทเทอโรไซกัส (Heterozygous) หมายถึงยีนที่เปนคูกัน มีลักษณะไมเหมือนกัน
โมโนไฮบริดครอส (Monohybrid cross) หมายถึง การผสมพันธุโดยพิจารณาเพียงลักษณะเดียว
ไดไฮบริด ครอส (Dihybrid cross) หมายถึง การผสมพันธุโดยพิจารณาสองลักษณะ
คอมพลีทโดมิแนนซ (Complete dominance) หมายถึง ลักษณะเดนสมบูรณที่ยีนเดนขมยีนดอย
ไดหมด เชน สูงขมเตี้ย
อินคอมพลีทโดมิแนนซ (Incomplete dominance) หมายถึง ลักษณะเดนไมสมบูรณที่ยีนเดนขม
ยีนดอยไมหมด ผสมแลวไดลักษณะระหวางเดนกับดอย
เซกลิงคยีน (Sex linked gene) หมายถึง ยีนที่ควบคุมลักษณะ อยูบนโครโมโซมเพศ เปนยีนดอยที่
อยูบนโครโมโซมเอ็กซ (x) เทานั้นบนวาย (y) ไมมี ตัวอยางเชน โรคตาบอดสี, โรคเลือดใส, โรคกลามเนื้อแขนขา
ลีบ
เลือดของคน แบงเปน
1. น้ําเลือด (plasma) ประกอบดวย น้ําโปรตีน เกลือแร แอนตี้บอดี้ และสารที่ทําใหเลือดแข็งตัว
2. เม็ดเลือด (Corpuscle) ประกอบดวย เกร็ดเลือด เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว
หมูเลือด คนมีหมูเลือด 4 แบบ คือ A B AB และ O โดยพิจารณาจากแอนติเจน (Antigen) ที่
ผิวเม็ดเลือดแดง, และแอนตี้บอดี้ (Antibody) ในพลาสมา
ความผิดปกติทางโครโมโซม มีตัวอยางเชน
1. กลุมอาการเทอรเนอร (Turner’s syndrome) (44+xo) เกิดในผูหญิงการเจริญทางเพศนอย
สติปญญาออน
2. กลุมอาการคลายเฟลเตอร (Klinefelter’s syndrome) (44+xxy) เกิดในผูชายเตานมโต
อวัยวะเพศเล็ก เปนหมัน
3. กลุมอาการทริปเปลเอ็กซ (Triple x syndrome) (44+xxx) เกิดในหญิงปญญาออน
4. กลุมอาการดับเบิล (Double syndrome) (44+xyy) เกิดในผูชายใจเร็วโมโหงาย
สูงกวาปกติ
5. กลุมอาการ คริ-ดู-ชาต (Cri-du-cha syndrome) (44+xy) โครโมโซมคูที่ 5 มีบางสวนขาด
หายไป ปญญาออน รองเหมือนแมว
6. กลุมอาการดาวน (Down’s syndrome) (45+xy) เกิดจาก chromosome คูที่ 21 เกินมา
1 เสน ปญญาออน, จมูกแฟบ, ลิ้นโตคับปาก
การผาเหลา (Mutation) หมายถึงการเปลี่ยนยีนอยางกะทันหัน ทําใหสิ่งมีชีวิตที่เกิดใหมมีลักษณะ
แตกตางจากลักษณะเดิม แบงเปน 2 ชนิด
1. มิวเตชั่นของเซลลรางกาย (Somatic mutation) ถายทอดไมได
2. มิวเตชั่นของเซลลสืบพันธุ (Gametic mutation) ถายทอดได
สิ่งที่ทําใหเกิดมิวเตชั่น รังสีเอ็กซ รังสีแกมมา สารเคมี และอุณหภูมิ
ฝาแฝด (Twins) แบงเปน 2 ประเภท
1. ฝาแฝดรวมไข (Identical twins) เกิดจากไข 1 ใบสเปรม 1 ตัว
2. ฝาแฝดตางไข (Fraternal twins) เกิดจากไขมากกวา 1 สเปรม มากกวา 1
ประโยชนของความรูดานพันธุศาสตร
ใชผสมพันธุ คัดเลือกพันธุพืชและสัตว เพื่อใหไดพันธุดีกวาเดิม การผสมภายในสายพันธุเดียวกัน หรือ
ใกลชิดกันเปนการเพิ่มลักษณะที่เปน Homozygous ใหกับประชากร ชวยใหยีนดอยสวนที่ไมดีที่แฝงอยูในรูปของ
Heterozygous มีโอกาสแสดงออก
ขอดีของการผสมขามพันธุ - ลูกแข็งแรงทนทาน
- ผลผลิตสูง
ขอเสียของการผสมในสายพันธุเดียวกัน - ลูกที่ไดมีขนาดเล็กลง
- ผลผลิตต่ํา
ทาลัสซีเมีย - โรคซีด ตับ มามโต ถายทอดไปยังลูกหลานได
- เด็กจะมีอาการซีด เนื่องจากการสรางฮีโมโกลบินไมสมบูรณ เม็ดเลือดแดงรูปราง ผิดปกติ
แตกงาย

Science

  • 1.
  • 2.
    เรื่องแสงอาทิตยและพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย เปนพลังงานตามธรรมชาติที่มีปริมาณมหาศาล และจัดเปนพลังงานที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะไมทําใหเกิดมลภาวะเปนพลังงานที่นักวิทยาศาสตรใหความสนใจมากที่สุด เนื่องจากสามารถใชทดแทนพลังงาน ปโตรเลียม และกาชธรรมชาติได พลังงานที่โลกไดรับจากดวงอาทิตย พลังงานที่โลกไดรับจากดวงอาทิตยเฉลี่ยรายปเทากับ 1,353 วัตตตอ ตารางเมตร ซึ่งคิดเปนปริมาณเพียง ของพลังงานทั้งหมดที่ดวงอาทิตยเปลงออกมา ผิวโลกบริเวณเสนศูนยสูตร ไดรับแสงอาทิตยโดยตรงในแนวตั้งฉาก การทดลองที่แสดงวาเราไดพลังงานจากแสงอาทิตย ใชแวนขยาย (เลนสนูน) รวมแสงอาทิตยใหตกลงหัวไมขีดไฟ บริเวณที่เกิดการลุกไหม คือ จุดรวมแสงของเลนสนูน ปรากฏการณเรือนกระจก (green house effect) เปนปรากฏการณที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) ที่เกิดจากการเผาไหมของเชื้อเพลิงเขาสูบรรยากาศมากขึ้นและกาซนี้จะกั้น พลังงานความรอนไมใหออกไปนอกโลกได อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอม อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอมบนผิวโลกโดยตรง วัฎจักรของน้ํา คือ การหมุนเวียนของน้ํา น้ําคาง คือ หยดน้ําเล็ก ๆ ที่เกาะอยูตามยอดหญาในเวลาเชา น้ําคางเกิดขึ้นเนื่องจากไอน้ําในอากาศเหนือ พื้นดินกระทบกับอากาศเย็นพื้นดินแลวกลั่นตัวเปนละอองน้ําและรวมตัวกันเปนหยดน้ํา จุดน้ําคาง คือ อุณหภูมิระดับหนึ่งที่ไอน้ําในอากาศกลั่นตัวเปนหยดน้ํา หมอก คือ ละอองน้ําเล็ก ๆ ที่จับตัวเปนกลุมลอยอยูเหนือพื้น ซึ่งเกิดจากไอน้ําในอากาศที่เกิดในเวลากลางวัน กลั่นตัวเปนละอองน้ํา เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดต่ําลงในเวลากลางคืน หรือตอนเชามืดกอนพระอาทิตยขึ้น ลม เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ํา เชน ลมบก ลมทะเล ลมพายุ ลมบก เปนลมที่พัดจากชายฝงออกสูทะเลในเวลากลางคืน การไหลเวียนของกระแสน้ํา การไหลเวียนของกระแสน้ําเกิดจากพื้นน้ําบริเวณเสนศูนยสูตรไดรับความรอน จากดวงอาทิตยมากกวาบริเวณขั้วโลก จึงทําใหน้ําบริเวณเสนศูนยสูตรมีอุณหภูมิสูงกวา และขยายตัวไดมากกวา มีความ หนาแนนนอยลงจึงลอยตัวสูงขึ้น น้ําบริเวณขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ํากวามีความหนาแนนมากกวาไหลเขามาแทนที่ อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอมบนผิวโลกโดยทางออม แสงอาทิตยทําใหเปลือกโลกพังทลาย เนื่องจากกระแสน้ํา และกระแสลม ประโยชนของพลังงานแสงอาทิตย มนุษยนําพลังงานแสงอาทิตยมาใชประโยชนในดานตาง ๆ ดังนี้ การใชพลังงานแสงอาทิตยในกลองอบแหง แสงอาทิตยที่ตกกระทบกลองอบแหงทําใหอากาศภายในกลองมี อุณหภูมิสูงขึ้น เปนผลทําใหน้ําในผักหรือในผลไมระเหยไป ผักและผลไมในกลองอบแหงจะแหงซึ่งเก็บไวไดนาน การใชพลังงานแสงอาทิตยกลั่นน้ําทะเลใหจืด ประเทศที่ตองกลั่นน้ําทะเลใหเปนน้ําจืด เพื่อใชในการบริโภค และอุปโภค คือ ฮองกง และสหรัฐอเมริกาที่เมืองซานดิเอโก
  • 3.
    วิธีการกลั่น ความรอนจากแสงอาทิตยทําใหน้ํารอนขึ้น และระเหยกลายเปนไอไปกระทบกระจกซึ่งมีอุณหภูมิ ต่ํากวาไอน้ํา ทําใหไอน้ํากลั่นตัวรวมเปนหยดน้ํา ไหลลงไปตามความลาดเอียงของผิวกระจกออกไปตามรางน้ําสูทอและ ภาชนะที่รอบรับ การใชพลังงานแสงอาทิตยทําเตาสุริยะ เตาสุริยะใชกระจกเงาหรือโลหะสะทอนแสงทําเปนรูปทรงพาราโบลา รับแสงอาทิตยที่สะทอนมารวมกันที่จุด ๆ หนึ่ง เรียก จุกโฟกัส ซึ่งเปนจุดที่แสงมีความเขมมากที่สุด และใหพลังงาน สูงสุดสามารถนํามาใชประโยชนตาง ๆ ได ผลิตเกลือ - เกลือสมุทร เปนเกลือที่ไดจากน้ําทะเล มีธาตุไอโอดีน เซลลสุริยะ เปนเครื่องมือที่เปลี่ยนพลังงานแสงเปนพลังงานไฟฟา การสังเคราะหดวยแสงของพืช เปนการเปลี่ยนพลังงานแสง เปนพลังงานเคมีดังสมการ คารบอนไดออกไชด + น้ํา กลูโคส + น้ํา + ออกซิเจน ผลของแสงอาทิตยตอสิ่งตาง ๆ มีดังนี้ 1. ทําใหซิลเวอรโบรไมดที่ฉาบบนฟลมถายรูปเปลี่ยนเปนสีน้ําตามดํา 2. วิตามินซีเสื่อสภาพ 3. ทําใหสารละลายสีเขียวที่ไดจากปฏิกิริยาเคมีระหวางสารละลายเฟอริตแอมโมเนียมซิเครดกับโพแทสเซียม เฮกชาไชยาโนเฟอเรตเปลี่ยนเปนสีน้ําเงิน 4. ทําใหไขมันใตผิวหนังเปลี่ยนเปนวิตามินดีได 5. ทําใหเมลานิลที่อยูใตผิวหนังเพิ่มมากขึ้นทําใหผิวคล้ํา 6. ทําใหเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ปโตรเลียมน้ํามันดิบ เปนของเหลวที่มีสีดําคล้ํา ซึ่งเกิดจากการทับถมของอินทรียสาร ที่ถูกยอยสลายโดยแบคทีเรีย แลว ทับถมอยูภายใตผิวโลกดวยอุณหภูมิ และความกดดันสูง เปนเวลานานนับลาน ๆ ป น้ํามันปโตรเลียม หรือน้ํามันดิบยังใชประโยชนไมได เพราะมีสารประกอบไฮโดรคารบอนหลายชนิดซึ่งมีสมบัตร แตกตางกันผสมอยู การแยกสารประกอบไฮโดรคารบอนออกจากกันตองใช ขบวนการกลั่นลําดับสวน โดยใชหลัก สารประกอบมีจุดเดือดตางกัน ซึ่งพบวา สารที่มีจุดเดือดต่ํา จะถูกแยกออกมากอน และอยูสวนบนของหอกลั่น ชื่อสวนตาง ๆ จุดเดือด 0 C สถานะ จํานวนอะตอมของ คารบอนในโมเลกุล ประโยชน กาซปโตรเลียม ต่ํากลา 40 กาซ C1 – C4 ใชเปนเชื้อเพลิงตามบาน น้ํามันเบนซิน 40 - 180 ของเหลว C5 – C10 ใชเปนเชื้อเพลิงรถยนต น้ํามันกาด 180 - 230 ของเหลว C11 – C12 ใชเปนเชื้อเพลิงเครื่องบิน และใชจุดตะเกียง น้ํามันดีเซล 230 - 305 ของเหลว C13 – C14 ใชเปนเชื้อเพลิงเครื่องยนตดีเซล น้ํามันเตา 230 - 305 ของเหลว C15 – C17 ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟา และ โรงงานอุตสาหกรรม น้ํามันหลอลื่น 305 - 405 ของเหลว C18 – C25 ใชทําน้ํามันหลอลื่น พาราฟน 405 - 515 ครึ่งแข็ง C26 – C38 ใชทําขี้ผึ้งพาราฟน และขี้ผึ้งวาสลิน ยางมะตอย สูงกวา 515 ของแข็ง มากกวา C2a ใชราดถนน
  • 4.
    การกําหนดคุณภาพของน้ํามันเบนซิน อาศัยหลักประสิทธิภาพในการทํางานของน้ํามันในเครื่องยนต เชน น้ํามันที่มีสมบัติเหมือนไอโซออกเทนบริสุทธิ์เรียกวา มีออกเทนนัมเบอรเปน 100 น้ํามันที่มีสมบัติเหมือนเฮปเทนบริสุทธิ์ เรียกวา มีออกเทนนัมเบอรเปน 0 และ น้ํามันที่มีไอโซออกเทนเปน 97% เฮปเทน 3 % เรียกวา ออกเทนนัมเบอร 97 เชื้อเพลิงชนิดตาง ๆ - กาซธรรมชาติเหลว ประกอบดวย 2 สวนคือ สวนที่เปนไฮโดรคารบอนและสวนที่ไมใชไฮโดรคารบอน - กาซปโตรเลียมเหลว (กาซหุงตม) ไดแก โพรเพน และบิวเทน - ถานหิน มีลิกไนต ซันบิทูมินัส บิทูมินัส และแอนทราไซต - ถานโคก ไดจากการกลั่นสลายผลิตไนต ไดสารคอนขางบริสุทธิ์ ไมคอยมีควัน - ถานไม ไดจากการเผาไหมในที่ซึ่งไมใหอากาศเขา - เมธิลแอลกฮอล (เมธานอล) ไดจากการกลั่นสลายไม - เอธิลแอลกอฮอล (เอธานอล) ไดจากการหมักสารพวกคารโบไฮเดรต ดังสมการ - น้ําตาล เอทิลแอลกอฮอล + คารบอนไดออกไซด พลังงานนิวเคลียร เปนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอมของธาตุ ธาตุ คือ สารที่ประกอบดวยอะตอมชนิดเดียวกัน อะตอม คือ อนุภาคที่เล็กที่สุดของธาตุที่สามารถเขาทําปฏิกิริยาเคมี โดยไมแตกสลายเปนอนุภาคอื่น สรางอะตอม ประกอบดวย - โปรตอน (P)มีมวล 1.007 U เปนประจุ + - นิวตรอน (N) มีมวล 1.008 u เปนกลาง - อิเล็กตรอน (e)มีมวล 0.0005 u เปนประจุ - เล็กมากที่สุด - เลขมวล (A) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงจํานวนโปรตอนและนิวตรอน - เลขอะตอม (Z) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงจํานวนโปรตอน - ไอโซโทป หมายถึง ธาตุชนิดเดียวกัน มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตมีจํานวนนิวตรอนตางกัน หรือ ธาตุชนิดเดียวกันมีเลขอะตอมเทากัน แตมีเลขมวลตางกัน 234 = เลขมวล = จํานวนโปรตอนกับนิวตรอน = A H 92 = เลขอะตอม = จํานวนโปรตอน = Z ธาตุที่เปนกลาง จํานวนโปรตอน = จํานวนอิเล็กตรอน สารกัมมันตรังสี หมายถึง ธาตุที่สามารถปลอยรังสีออกมา เนื่องจากธาตุนั้นไมอยูตัว จึงมีการเปลี่ยนแปลงภายใน นิวเคลียสเพื่อใหธาตุอยูตัว เชน ยูเรเนียม เรเดียม ทอเรียม ชนิดของรังสี ชนิดของรังสี สัญลักษณ ประจุ ชนิดของอนุภาค วัสดุที่กั้นรังสีได แอลฟา α บวก นิวเคลียสของซีเลียม กระดาษหนา 0.02 mm บีทา β ลบ อิเลคตรอน ไมหนา 0.5 cm แกมมา γ ไมมีประจุ คลื่นแมเหล็กไฟฟา คอนกรีตหนา ตะกั่วหนา 10 cm
  • 5.
    การตรวจสอบรังสี ใชเครื่องมือ ตอไปนี้ 1.ไกเกอรเคารเตอร บรรจุกาซ ภายใตความกดดันต่ํา กาซจะนําไฟฟาไดดี วงจรไฟฟาในเครื่องมือบอกวาแสง ผานมากหรือนอย 2. แผนฟลม ภายในบรรจุฟลม ซึ่งจะมีรอยดําขาวปรากฏอยูเมื่อโตนรังสี 3. โดซิมิเตอร เปนเครื่องตรวจรังสีที่มีขนาดเล็กที่สุดคลายปากกา กอนใชตองประจุไฟฟาใหเต็มกอน เมื่อถูก รังสี ประจุไฟฟาจะคอย ๆ หมดไป ครึ่งชีวิต หมายถึง ระยะเวลาในการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี จนลดเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมสารกัมมันตรังสี ชนิดเดียวกันจะมีครึ่งชีวิตเทากันเสมอ ปฏิกิริยานิวเคลียร เปนปฏิกิริยาที่เกิดบริเวณนิวเคลียสของอะตอม ชนิดของปฏิกิริยา 1. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟชชั่น (Fission) เกิดจากการยิงนิวตรอนเขาไปในนิวเคลียสของธาตุหนัก หรือเปน ปฏิกิริยาที่เกิดจากการแตกตัวของอะตอมภายในนิวเคลียสของธาตุขนาดใหญกลายเปนธาตุขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก แลวสลายใหพลังงานมากมายมหาศาล เชน ปฏิกิริยาลูกโซที่เกิดบนโลก โดย ยูเรเนียม 1 กรัมใหพลังงาน 8 x 109 จูล เครื่องปฏิกรณปรมาณู เครื่องที่ใชผลิตพลังงานนิวเคลียร และสามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาลูกโซไดโดยใช U- 235 เปนเชื้อเพลิง กราไฟตลดความเร็วของนิวตรอน แคดเมียมควบคุมการปฏิกิริยาโดยดูดนิวตรอนไว 2. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชั่น (Fusion) เปนปฏิกิริยาที่เกิดจากนิวเคลียสของธาตุเบา หลอมตัวกันไดนิวเคลียส ของธาตุหนัก หรือเปนปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของอะตอมของธาตุขนาดกลาง และขนาดเล็กกลายเปนธาตุขนาด ใหญแลวใหพลังงานมากมายมหาศาล เชน ปฏิกิริยาที่เกิดบนดวงอาทิตย ซึ่งไดจาการรวมตัวของนิวเคลียสของไฮโดรเจน สี่ตัวกลายเปนนิวเคลียสของฮีเลียมหนึ่งตัว โดยที่ไฮโดรเจน 1 กรัม ใหพลังงาน 6.48 x 1011 จูล (Joule) พลังงานที่ไดจากแหลงพลังงานธรรมชาติ มีพลังงานจากลม พลังงานจากน้ํา พลังงานความรอนใตพิภพ พลังงานกาซชีวภาพและพลังงานจากแสงอาทิตยซึ่งเก็บสะสมไวบนโลกมนุษยในรูปของพลังงานเคมีในอาหารและ เชื้อเพลิง
  • 6.
    โลกแหงแสงสี ดวงอาทิตย เปนแหลงกําเนิดแสงจากธรรมชาติที่สําคัญที่สุด แสงอาทิตย มองดวยตาเปลาเรียกวาแสงขาว การกระจายแสง คือ การที่แสงขาวผานปริซึมแลว แยกออกเปนแสงสีตาง ๆ ที่ตอเนื่องกัน แสงอาทิตยผานปริซึม 1 อัน จะแยกเปนแสงสี 7 สีตอเนื่องกันคือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง แสงอาทิตยผานปริซึม 2 อันที่วางกลับหัวกันจะได แสงขาวเหมือนเดิม ตัวกลางมี 3 ชนิด 1. ตัวกลางโปรงใส ยอมใหแสงผานมากที่สุด เชน เลนส ปริซึม กระจกใส 2. ตัวกลางโปรงแสง ยอมใหแสงผานเล็กนอย เชน กระจกฝา พลาสติกขุน 3. ตัวกลางทึบแสง ไมยอมใหแสงผานไปไดเลย เชน ไม เหล็ก การเขียนทางเดินของแสงผานวัตถุโปรงใสที่มีความหนาแนนไมเทากัน 1. เมื่อแสงผานจากตัวกลาง หนาแนนนอย ไปยังตัวกลาง หนาแนนมาก ลําแสงจะหักเห เขาหาเสนปกติ 2. เมื่อแสงผานจากตัวกลาง หนาแนนมาก ไปยังตัวกลาง หนาแนนนอย ลําแสงจะเบนออกจากเสนปกติ 3. เมื่อแสงผานตัวกลางโปรงใส โดยลําแสงตั้งฉากกับตัวกลางจะไมเกิดการหักเหของแสงโดยแสงจะทะลุผาน ไปเลย มุมวิกฤต หมายถึง มุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหกาง 900 หรือมุมตกกระทบที่ทําใหลําแสงหักเหทาบผิว รอยตอของตัวกลางพอดีลําแสงจะตองผานตัวกลางหนาแนนมาก ไปยังตัวกลางหนาแนนนอยกวาเทานั้น การสะทอนกลับหมด หมายถึง การที่แสงสะทอนกลับภายในตัวกลางเดินทั้งหมดไมผานไปยังตัวกลางที่สอง เนื่องจากแสงผานจากตัวกลางที่มีความหนาแนนมากกวาไปยังตัวกลางที่มีความหนาแนนนอยวาโดยทํามุมตกกระทบโต กวามุมวิกฤต ดัชนีหักเหของแสง หมายถึง สมบัติเฉพาะตัวอยางหนึ่งของสารที่ทําใหลําแสงเกิดการหักเหเมื่อลําแสงผาน ตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหตางกัน สารที่มีความหนาแนนมากจะมีคาดัชนีหักเหมาก สารที่มีคาความหนาแนนนอย จะมีคาดัชนีหักเหนอย ปรากฏการณทางธรรมชาติของแสง เกิดจากการหักเห, การสะทอนกลับและการสะทอนกลับหมดของแสง รุง เปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นบนทองฟาดานตรงขามกับดวงอาทิตยหลังฝนตกใหม ๆ ซึ่งมีสีเหมือนสีใน สเปกตรัมของแสงอาทิตย รุง มี 2 ชนิด คือ 1. รุงตัวลาง (รุงปฐมภูมิ) - ลําแสงเขาทางดานบนของหยดน้ํา - ลําแสงหักเห 2 ครั้ง - สะทอนกลับหยด 1 ครั้ง 2. รุงตัวบน (รุงทุติยภูมิ) - ลําแสงเขาทางดานลางของหยดน้ํา - ลําแสงหักเห 2 ครั้ง - สะทอนกลับหมด 2 ครั้ง
  • 7.
    พระอาทิตยทรงกลดหรือดวงจันทรทรงกลด เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณที่เย็นจัดภายในเมฆมีผลึกน้ําแข็งเรียงตัว ตามแนวเสนโคงของวงกลมรอบ ๆดวงอาทิตยหรือดวงจันทร เมื่อแสงขาวตกกระทบผลึกน้ําแข็งจะเกิดการหักเหภายใน ผลึกเกิดการสะทอนกลับหมด และหักเหออกสูบรรยากาศภายนอกทํามุมพอเหมาะกับนัยนตา จึงเห็นเปนวงแหวนแถบ แสงสีตาง ๆ หรือเห็นเปนสีขาวรอบดวงอาทิตยหรือดวงจันทร การกระเจิง เปนปรากฏการณที่แสงสองมากระทบกับอนุภาคขนาดเล็กในบรรยากาศแลวเกิดการกระจายแสง ออกมาจากอนุภาคนั้นโดยรอบ แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกระเจิงไดดีกวาแสงที่มีความยาวคลื่นยาว ภาพลวงตา (มิราจ) เกิดในชวงเวลาที่ผิวถนนไดรับความรอนจากดวงอาทิตยมากที่สุดความรอนจากดวง อาทิตยจะถายเทใหอากาศบริเวณที่อยูใกลผิวถนน เมื่ออากาศไดรับความรอนจะขยายตัวลอยสูงขึ้น ทําใหอากาศใกลผิว ถนนบางลง และมีดัชนีหักเหนอยกวาอากาศที่อยูเหนือขึ้นไป ลําแสงตกกระทบชั้นอากาศดวยมุมที่โตกวามุมวิกฤตจึง สะทอนหลับหมด ทําใหเห็นอากาศลอยเปนชั้น ๆ เหนือถนนคลายน้ําหรือน้ํามันนองพื้น ปรากฏการณแสงโพลาไรซ หมายถึง ปรากฏการณที่เห็นแสงสะทอนระยิบระยับ โพลารอยด เปนแผนกรองแสงที่มีลักษณะพิเศษชนิดหนึ่งที่ผลิตจากการผสมพลาสติกเหลวกับสารเคมีไอโอโด ควินินซัลเฟต โดยทําใหสารนี้เรียงตัวเปนแถวขนานไปในทิศทางเดียว ชองวางระหวางโมเลกุลจึงมีทิศทางเดียว แสงจึง ทะลุผานไดทิศทางเดียว แสงโพลาไรซ คือแสงที่ทะลุผานแผนโพลารอยดไดเพียงทิศทางเดียว ทําใหความเขมของแสงเหลือประมาณ ครึ่งหนึ่งของความเขมเดิม ทัศนูปกรณ ไดแก แวนขยาย กลองโทรทัศน เครื่องฉายภาพหนึ่งขามศีรษะ และเครื่องฉายภาพยนตร ภาพ คือ สิ่งที่ปรากฏแกสายตาเรา เนื่องจากแสงจากวัตถุสะทอนเขาสูเราทําใหเห็นภาพปรากฏขึ้น ภาพจริง คือภาพที่เกิดจากรังสีของแสงตัดกันจริง เอาฉากมารับได ภาพเสมือน คือ ภาพที่เกิดจากรังสีของแสงเสมือนตัดกัน เอาฉากมารับไมได ภาพที่เกิดจากเลนสนูน 1. ภาพจริง - เปนจุด - ขนาดเล็กกวาวัตถุ - ขนาดเทาวัตถุ - ขนาดใหญกวาวัตถุ 2. ภาพเสมือน - ขนาดใหญกวาวัตถุเทานั้น ภาพที่เกิดจากเลนสเวา เกิดภาพเสมือนขนาดเล็กกวาวัตถุเทานั้น กลองถายรูป ใชเลนสนูน ทําใหเกิดภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุบนฟลมสวนสําคัญของกลองถายรูป มี ดังนี้ - เลนสหนากลอง เปนเลนสนูนรวมแสงจากวัตถุไปปรากฏชัดบนฉาก - ตัวกลอง ทําหนาที่ปองกันแสงจากภายนอกเขาไปโดนฟลม - ไดอะแฟรม ทําหนาที่ควบคุมปริมาณแสงที่ตกบนที่ฟลม - ชัตเตอร ทําหนาที่ปดเปดหนากลอง ควบคุมเวลาที่แสงจากบนฟลม - ฟลม ทําหนาที่เปนฉากสําหรับบันทึกภาพ - แฟลช ทําหนาที่ชวยเพิ่มแสงสวางใหเหมาะสม แฟลชมี 2 ชนิด แฟลชหลอด และแฟลชอิเล็กทรอนิกส
  • 8.
    กลองถายรูปอยางงาย ประกอบดวย - กลองทึบแสง- ปองกันแสงจากภายนอกไมเขาไปรบกวนภาพบนฉาก - เลนสนูน – ทําหนาที่รวมแสงใหภาพของวัตถุไปปรากฏบนฟลมพอดี - ฟลม – เปนกระดาษแอมโมเนีย ทําหนาที่เปนฟลม และกระดาษอัดภาพ การผสมแสง คือ การนําเอาแสงที่มีสีไปรวมบนฉากสีขาวจะไดแสงสีใหม แสงสีปฐมภูมิ คือ แสงสีที่ไมไดเกิดจากการผสม ไดแก สีแดง สีเขียว และสีน้ําเงิน แสงสีทุติยภูมิ คือ แสงสีที่ไดจากการนําแสงสีปฐมมิมาผสมกันบนฉากสีขาว แสงสีเดิมเต็ม คือ คูของแสงสีที่ผสมกันแลวไดสีขาว นัยนตาและการเห็นภาพ สวนประกอบของนัยนตามีดังนี้ - สเคลอรา เยื่อชั้นนอกมีคอรเนีย - คอรอยด เยื่อชั้นกลางมีเลือดและรงวัตถุ มีมานตาและพิวพิล - เรตินา เยื่อชั้นในสุด มีเซลลรูปแทงและรูปกรวย - โฟเวีย อยูบริเวณเรตินา รับภาพไดชัดเจนที่สุด - จุดบอด รับภาพไมไดเลย เพราะไมมีเซลลรับแสง - กระจกตา รับและใหแสงผานเขาสูภายใน - มานตา ควบคุมปริมาณแสงใหพอเหมาะที่จะผานไปสูเลนสตา - พิวพิล เปนชองใหแสงผานไปสูเลนสตา - เลนส เปนเลนสนูนยึดหยุนได ทําหนาที่โฟกัสภาพ การบอดสี คือการเห็นสีที่ผิดไปจากความจริง เนื่องจากเซลลรูปกรวยทํางานผิดปกติ การเห็นภาพติดตา หมายถึง ความรูสึกในการเห็นภาพลางอยูในสมองไดชั่วขณะทั้ง ๆ ที่ไมมีภาพของวัตถุนั้น อยูบนจอตาแลว คนสายตาสั้น คือคนที่มองวัตถุไดชัดเจนในระยะใกลกวา 25 cm เกิดเนื่องจากกระบอกตายาวเกินไป หรือ เลนสตาปองเกินไป คนสายตายาว คือ คนที่มองวัตถุไดชัดเจนในระยะไกลกวา 25 cm เกิดเนื่องจากกระบอกตาสั้นเกินไป หรือ เลนสตาแฟนเกินไป สายตาเลียง เกิดจากความโคงของกระจกตาหรือเลนสไมเปนผิวของทรงกลม ทําใหมองเห็นวัตถุชัดเพียงแนว เดียว
  • 9.
    สีสรรพ สี หมายถึง ความรูสึกในการมองเห็นเพราะคลื่นแสงในแถบสีมากระตุนประสาทนัยนตา การมองเห็นสีของวัตถุเกิดขึ้นเนื่องจากแสงตกระทบวัตถุทึบแสง และสะทอนมาเขานัยนตา หรือแสงทะลุผาน วัตถุโปรงใสหรือวัตถุโปรงแสงแลวมาเขาตา สีของวัตถุ 1. วัตถุทึบแสง - วัตถุสีขาว สะทอนแสงทุกสีมาเวาตา - วัตถุสีดํา ดูดกลั่นทุกแสงสี - วัตถุสีตาง ๆ วัตถุใดก็ตามจะสะทอนสีนั้น ดูดกลืนสีอื่น 2. วัตถุโปรงใสและวัตถุโปรงแสง ยอมใหแสงสีเหมือนวัตถุผานมากที่สุด การผสมตัวสี คือ การนําตัวสีตางสีมาผสมกันจะไดสีใหม ซึ่งแตกตางจากสีเดิม หรือเปนการลดปริมาณแสงสี จะไดสีใหมที่เขมกวาเดิม ตัวสีปฐมภูมิ คือ สีที่ไมไดเกิดจากการผสม เชน แดงมวง เหลือง น้ําเงินเขียว ตัวสีทุติยภูมิ คือ สีที่ไดจาการนําตัวสีปฐมภูมิผสมกัน เชน แดงมวง + เหลือง แดง แดงมวง + น้ําเงินเขียว น้ําเงิน เหลือง + น้ําเงินเขียว เขียว ตัวสีเดิมเต็ม คือ คูที่ผสมกันแลวไดสีดํา เชน แดงมวง + เขียว ดํา เหลือง + น้ําเงิน ดํา แดง + น้ําเงินเขียว ดํา แดงมวง + เหลือง + น้ําเงินเขียว ดํา การมองเห็นสีของวัตถุ การเห็นสีผสมของตัวสีในวัตถุได เนื่องจากนัยนตาเรามีเซลลรับแสงที่ไวตอแสงสี 3 สี คือ ไวตอสีแดง ไวตอสีเขียว และไวตอสีน้ําเงิน ฟลมสี คือ ฟลมที่ใชบันทึกภาพสี มี 2 ชนิดคือ 1. ฟลมสีชนิดเนกาทีฟ คือ ฟลมที่บันทึกภาพแนะนําไปผานกระบวนการลางฟลมแลว จะมีลักษณะโปรงใสสี ตาง ๆ ที่เปนสีเติมเต็มกับสีของวัตถุ 2. ฟลมสีชนิดโพสิทีฟ คือ ฟลมที่บันทึกภาพ และนําไปผานกระบวนการลางแลวจะมีลักษณะโปรงใสสีตาง ๆ ที่เปนเดียวกับสีวัตถุ ความไวแสงของฟลม ขึ้นกับลักษณะและผลึกเกลือเงิน ผลึกเล็ก – ไวแสงสูง ถายในที่มีแสงมาก ภาพคมชัด มากกวา ผลึกใหญ – ไวแสงต่ํา ถายในที่มีแสงนอย ภาพคมชัดนอยกวา การถายภาพเคลื่อนไหวเร็ว ใชฟลมไวแสงสูง ถายภาพเคลื่อนไหวชา ใชฟลมที่มีคาความไวแสงต่ํา สีสังเคราะห เปนสีที่ไดจากฏิติริยาเคมีระหวางสารเคมีบางชนิด ตัวอยาง เชน โพแทสเซียมไอโอโดด + เลกไนเตรด เหลือง คอปเปอร (II) ซัลเฟต + ไฮโดรเจนซัลไฟด ดํา
  • 10.
    แยกสีโดยวิธีโครมาโตกราฟฟ คือ การแยกตัวสีที่เปนองคประกอบของสีโดยอาศัยสมบัติการละลายและการ ดูดซึมของสาร สีเคลือบผิวเคลือบเพื่อ 1) ใหเกิดความสวยงาม 2) ปองกันพื้นผิววัตถุ 3) เปนเครื่องหมายหรือสัญลักษณตาง ๆ 4) ใชงานดานศิลปะ สวนประกอบของสีเคลือบผิว 1. ผงสี เปนสวนประกอบที่ทําใหเกิดสี ไมละลายในตัวยึดเกาะและตัวทําละลายสมบัติพิเศษ คือ ทําหนาที่ ดานทานการผุกรอน ชวยใหแทนไฟและทําใหเกิดเงา 2. ตัวยึดเกาะ จะเกาะแนนกับพื้นผิวโดยยึดผงสีไวในตัวยึดเกาะ สมบัติที่สําคัญ คือ ทําใหเกิดเงา ความแข็ง ทนตอสิ่งแวดลอม 3. ตัวทําละลาย เปนของเหลวที่ใสในสีเพื่อผสมผงสีกับตัวยึดเกาะ 4. สารเติมเต็ม ใสในสี เพื่อใหผิวเรียบ ไมเกิดฟอง ปองกันเชื้อรา ทึบแสง ชนิดของสีเคลือบผิว แบงโดยใชตัวทําละลายเปนเกณฑ แบงไดเปน สีน้ํา ใชน้ําเปนตัวทําละลาย สีน้ําที่ใช ทาอาคารบานเรือน เรียก สีพลาสติก สีน้ํามัน ใชน้ํามันเปนตัวทําละลาย นิยมใชเอทานอล, ทินเนอร , น้ํามันสน โรคที่เกิดจากสีทา โรคพิษสารตะกั่ว ระดับความเปนพิษของตะกั่วในผูใหญประมาณ 80 ไมโครกรัมในเลือด 100 cc ในเด็ก 40 ไมโครกรัมตอเลือด 100 cc อาการ เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน รางกายออนเพลีย เหนื่อยงาย กรรมวิธีในการยอมผา 1. การยอมโดนตรง ทําไดโดยจุมผาลงในสารละลายสี ขณะยอมนิยมใสโซเดียมคลอไรด หรือโซเดียมซัลเฟต ลงไปเพื่อใหสียอมติดเสนใยดีสม่ําเสมอทนนาน 2. การยอมโดยใชสารมอรแดนท ทําไดโดยนําผาไปตนกับสารมอรแดนท เกิดตะกอนแทรกซึมไปจับเสนใย ผา เมื่อนําไปยอม สียอมจะจับติดกับมอรแดนทไดดี สิ่งที่ควรกระทํากรอนการยอมผา 1. ทําใหผาสะอาด ปราศจากไขมันและสิ่งสกปรกอื่น ๆ โดยนําไปตมกับโซเดียมคารบอเนต 2. ทําใหผาขาว โดยนําไปแชในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด
  • 11.
    ไฟฟาและเครื่องอํานวยความสะดวก เซลลไฟฟาเคมี ชนิดของเซลล ขั้วไฟฟา (electrode) สารละลายนําไฟฟา (electrolyte) 1.เซลลชนิดประจุใหม ขั้วบวก - กราไฟต แอมโมเนียมคลอไรดเปยก ไมได ขั้วลบ - กลองสังกะสี (ถานไฟฉาย) 2. เซลลชนิดประจุใหมได ขั้วบวก – นิกเกิลออกไซด โพแทสเซียมไฮดรอกไซด ขั้วลบ - แคดเมียม 3. เซลลเชื้อเพลิง ขั้วบวก – คารบอน โพแทสเซี่ยมไฮดรอกไซด ขั้วลบ - คารบอน เซลลสุริยะ เซลลสุริยะ ประกอบดวย แผนสารกึ่งตัวนํา 2 ชั้น คือ ชั้นบน เปนซิลิกอน เจือดวยฟอสฟอรัส ชั้นลาง เปนซิลิกอนเจือดวยบอรอน กระแสไฟฟาที่ไดรับจากเซลลสุริยะ แปรผันโดยตรงกับความเขมของแสงที่ตกกระทบ กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา เกิดจาก 1. แมเหล็กเคลื่อนที่เขาหรือออกจากขดลวด 2. ขดลวดเคลื่อนที่เขาหรือออกจากแทงแมเหล็ก 3. ขดลวดหมุนตัดเสนแรงแมเหล็ก กระแสไฟฟาเหนี่ยวนําจะมากหรือนอย ขึ้นอยูกับ 1. ความแรงของแมเหล็ก 2. จํานวนรอบของขดลวด 3. ความเร็วในการเคลื่อนที่ การผลิตพลังงานไฟฟาสําหรับชุมชน 1. โรงไฟฟาพลังน้ํา ศักย จลน กล ไฟฟา 2. โรงไฟฟาพลังงานรอน เชื้อเพลิง ความรอน น้ํา ไอน้ํา แรงดัน กังหันไดนาโมไฟฟา 3. โรงไฟฟากังหันกาซ กาซรอน ความดันสูง กังหันไดนาโม ไฟฟา 4. โรงไฟฟาพลังความรอนรวม กาซเสีย น้ํา ไอน้ํา แรงดัน กังหันไดนาโมไฟฟา
  • 12.
    5. โรงไฟฟาดีเซล เชื้อเพลิง +อากาศ ระเบิด ลูกสูบเคลื่อนที่ กังหันไดนาโม ไฟฟา 6. โรงไฟฟานิวเคลียร ปฏิกิริยานิวเคลียร ความรอน น้ํา ไอน้ํา กังหันใดนาโม ไฟฟา การสงพลังงานไฟฟา โรงไฟฟา หมอแปลงขึ้น สายสงไฟฟาแรงสูง หมอแปลงลง หมอแปลงลง ผูใชไฟ สายสงแรงต่ํา หมอแปลงลง หมอแปลง - ใชเฉพาะกระแสสลับเทานั้น - สงผานพลังงานไฟฟาจากวงจรหนึ่งไปยังอีกวงจรหนึ่งไดอยางมีประสิทธิภาพ - สามารถเพิ่มหรือลดความตางศักยได หมอแปลงขึ้น หมอแปลง หมอแปลงลง อุปกรณในวงจรไฟ 1. สะพานไฟ 2. ฟวส - เปนอุปกรณไฟฟาที่ชวยใหเกิดความปลอดภัยแตทรัพยสน - ทําดวยโลหะผสมที่มีจุดหลอมเหลวต่ํา 3. สวิตซ 4. เตาเสียบและเตารับ เครื่องไฟฟา เปนเครื่องมือที่มีการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟาเปนพลังงานรูปอื่น เครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานแสงสวาง - หลอดไฟธรรมดา ไสหลอดทําดวยทังสเตน ภายในบรรจุกาซเฉื่อย - หลอดวาวแสง ภายในบรรจุไอปรอท ผิวดานในฉาบดวยสารวาวแสง ที่ขั้วทั้งสอง มีไสหลอด
  • 13.
    อุปกรณในวงจรหลอดวาวแสง มีสตารเตอรและบัลลาสต การทํางานของสตารตเตอร เมื่อเปดสวิตซกระแสไฟฟาจะไหลจากแผนโลหะคู ผานกาซอารกอนไปยังโลหะ ตัวนําที่ปลายอีกขางหนึ่ง ขณะที่กระแสไฟฟาผานกาซอารกอนจะมีประกายไฟเกิดขึ้น ทําใหโลหะคูรอน และโคงงอมาแตะ กับอีกขั้วหนึ่งไดกระแสผานขั้ว โดยไมตองผานกาซอารกอนความรอนบนโลหะคูลดลงจนขั้วทั้งสองแยกออกจากกัน แบลลัสต ทําหนาที่เพิ่มความตางศักย เพื่อใหหลอดเรืองแสงติดในตอนแรก และทําหนาที่ควบคุมกระแสไฟฟา ในหลอดใหมีปริมาณพอดี โดยการเหนี่ยวนํากระแสไฟฟามาตานหรือเสริม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟาที่ผาน ระหวางขั้วทั้งสองของหลอด เครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานความรอน เครื่องไฟฟานี้ตองใชลวดตานทานที่มีสมบัติเฉพาะ คือ ใหความรอนมาก เร็ว และมีจุดหลอมเหลวสูง ความรอนที่เกิดจะมากหรือนอยขั้นกับ - ปริมาณกระแสไฟฟาที่ไหล - ความตานทาน - เวลาที่ผานไป
  • 14.
    รังสีที่เรามองไมเห็น ดวงอาทิตย เปนแหลงกําเนิดรังสีตามธรรมชาติหลายชนิด ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น รังสีที่มองเห็นหมายถึงรังสีจากดวงอาทิตยที่ประสาทตารับรูไดหรือแสงขาวที่ประกอบดวย แสงสี 7 สี ไดแก สีมวง สีคราม สีน้ําเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง แสงสีเหลานี้มีความยาวคลื่นอยูในชวง 4 x 10-7 - 7 x 10-7 เมตร ตามลําดับ รังสีที่มองไมเห็น หมายถึง รังสีจากดวงอาทิตยที่ประสาทตารับรูไมได ไดแก รังสีอัลตราไวโอเล็ต รังสีเอกซ รังสีแกมมา รังสีอินฟราเรด และคลื่นวิทยุ รังสีเหลานี้มีความถี่มากหรือนอยกวาแสงขาว ความถี่ของคลื่น (frequency) คือจํานวนลูกคลื่นที่เคลื่อนที่ผานจุดๆ หนึ่งไปในเวลา 1 วินาที หนวยความถี่ของคลื่น คือ รอบตอวินาที หรือ เฮิรตซ ความเร็วของคลื่น = ความถี่ของคลื่น x ความยาวของคลื่น V = ƒλ รังสีอัลตราไวโอเล็ต เกิดจาก - ดวงอาทิตย - มนุษยประดิษฐขึ้นในหลอดเรืองแสงและหลอดรังสีอัลตราไวโอเล็ต คุณสมบัติของรังสีอัลตราไวโอเล็ต 1. ทําใหสารวาวแสงเกิดการเรืองแสงขึ้น 2. ทําใหสารเคมีบางชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลงไป 3. สามารถทุลุผานสิ่งกีดขวางบางชนิดได ประโยชนของรังสีอัลตราไวโอเล็ต 1. ใชในการพิสูจนเอกสาร ตรวจสอบลายเซ็น 2. ชวยใหรางกายสังเคราะหวิตามินดี 3. ใชฆาเชื้อโรคในทางการแพทย 4. ใชตรวจสอบคุณภาพอาหาร รังสีเอกซ - ดวงอาทิตย - โทรทัศน - หลอดรังสีเอกซ เมื่อเผาไสหลอดซึ่งเปนขั้วลบจนรอนแดง electron จะหลุดจากไสหลอดและวิ่งไปชนขั้วบวกซึ่งทําดวย ทังสเตน เมื่อ electron ที่มีพลังงานสูงมาก มาชนกับโลหะทังสเตน ทําใหเกิดรังสี x สารที่สามารถกั้นรังสี x ได ทอง ตะกั่ว เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม น้ํา ประโยชนของรังสี x - ชวยวินิจฉัยโรค :- มะเร็ง, เนื้องอก, กระดูกหัก, วัณโรค, กระเพาะอาหารเปนแผล, ความผิดปกติของรากฟน - ใชตรวจหายราว รอยรั่วหรือรูโพรงในแผนโลหะ โทษของรังสี x - ทําใหเกิดโรคมะเร็ง เพราะขณะที่รังสี x ผานรางกาย จะถายเทพลังงาน ใหกับเซลล ตลอดทางที่รังสี x ผาน ซึ่งอาจทําใหเซลลเหลานั้น
  • 15.
    คลื่นวิทยุ เสื่อมสภาพไปหรือเซลลอาจตายได ขึ้นกับความเขมของรังสี รังสีแกมมา -คลื่นแมเหล็กไฟฟา - ความถี่ 1010 – 1022 HZ - ไดจากการแผรังสีของธาตุกัมมันตรังสี มนุษยผลิตรังสี δ จากธาตุ กัมมันตรังสีที่มนุษยประดิษฐขึ้น - ใชแทน X-ray ในการรักษาโรคมะเร็ง - ใชในการถนอมอาหาร และใชปรับปรุงพันธุพืช - ไมเบี่ยงเบนในสนามแมเหล็กไฟฟา - ทะลุทะลวงผานวัตถุไดมากที่สุด - เกิดปฏิกิริยากับสารเคมีในฟลมถายรูป รังสีอินฟราเรด - ใหพลังงานความรอน (รางกายรับรูได) แหลงกําเนิด - ดวงอาทิตย - วัตถุที่รอนทุกชนิด ประโยชน - ฉายรังสีอินฟราเรดไปบนวัตถุที่แสงผานไมได ทําใหภายในวัตถุรอน - ใชรักษาโรคผิวหนังบางชนิด, รักษากลามเนื้อแพลง - ใชฟกไข - ใชอบสีรถยนตหลังพน ชวยใหสีแหง อยางสม่ําเสมอ - ใชฟลมอินฟราเรดถายภาพเพื่อคนหาสัตวในที่มืด - ใชถายภาพของโครงการสํารวจทรัพยากรธรรมชาติทางดาวเทียม - ใชอบยางอาหาร - ใชตรวจหาวัตถุไวไฟและน้ํามัน - ชวยทําใหโลกมีอุณหภูมิเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตจะดํารงชีวิตได - คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความยาวคลื่นมากกวารังสีอินฟราเรด - เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปสูอีกจุดหนึ่งโดยการแผรังสี และเคลื่อนที่ดวย ความเร็ว 3 x 106 เมตร/วินาที - ไมสามารถทะลุผานโลหะหรือสิ่งกีดขวางขนาดใหญ แตเคลื่อนยายไปบนพื้น ผิวสัมผัสของสิ่งกีดขวางได - ไฮนริช รูคอลฟ เฮิรตซ เปนคนแรกที่คนพบคลื่นวิทยุ จากเครื่องมือที่มี ขดลวด 2 ขด ซึ่งทําหนาที่เปนเครื่องสงและเครื่องรับ การผสมสัญญาณ (การผสมคลื่น) คือ การนําคลื่นความถี่เสียงซึ่งเปนสัญญาณไฟฟาของคลื่นเสียงผสม คลื่นวิทยุหรือคลื่นพาหนะ ซึ่งเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่เทากับ 104 – 1010 เฮิรตซ สัญญาณที่ผสมแลวจะมี แอมปลิจูดหรือความถี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การผสมสัญญาณมี 2 ระบบ คือ
  • 16.
    1. การผสมสัญญาณระบบเอเอ็ม (AmplitudeModulation : A.M.) เปนการผสมสัญญาณที่ทําให Amplitude ของสัญญาณไฟฟาเปลี่ยนไป แตความถี่คงที่ 2. การผสมสัญญาณระบบ เอฟ เอ็ม (Frequency Modulation : F.M.) เปนการผสมสัญญาณที่ทําให Frequency ของสัญญาณไฟฟาเปลี่ยนไปแต Amplitude คงที่ เหตุใดสัญญาณคลื่นวิทยุจากสถานีตางๆ จึงไมปะปนกัน - สถานีวิทยุแตละสถานีกระจาย ดวยความถี่ตางกัน - สํานักงานบริหารความถี่วิทยุ กรมไปรษณียโทรเลข กําหนดให สถานีวิทยุระบบ เอ. เอ็ม แตละสถานีมีความถี่ตางกัน 9 KHz สถานีวิทยุระบบ เอฟ. เอ็ม แตละสถานีมีความถี่ตางกัน 250 KHz - เครื่องสงวิทยุมีความกวางของแถบความถี่ ระบบ เอ.เอ็ม กวาง 9 KHz ระบบเอฟ. เอ็ม กวาง 180 KHz การสงภาพไปกับคลื่นวิทยุ การสงภาพไปกับคลื่นวิทยุอาศัยหลักการเปลี่ยนภาพใหเปนสัญญาณไฟฟาของภาพ แลวสงไปกับคลื่นวิทยุ ภาพ เกิดจากจุดที่มีขนาดและความเขมของสีตางๆ มาตอเรียงกัน จุดเหลานี้มีความสามารถสะทอนแสงไดไมเทากัน สีเขมสะทอนแสงไดนอยกวาสีออน การสงโทรภาพ คือ การผสมสัญญาณไฟฟาความถี่คลื่นวิทยุกับสัญญาณไฟฟาของภาพแลวสงขึ้นไปกระจายคลื่นที่ สายอากาศ วิธีการสงโทรภาพ - นําภาพไปพันรอบๆ กระบอกโลหะของเครื่องสง ซึ่งมีหัวตรวจสอบความเขมของ ภาพอยูใกลๆ เมื่อกระบอกหมุน หัวตรวจสอบเคลื่อนที่ไปทั่วแผนภาพ สัญญาณไฟฟาของภาพจะถูกสงไปผสมกับสัญญาณ ไฟฟาความถี่วิทยุแลวสงออก อากาศ เครื่องรับโทรภาพ - เปลี่ยนสัญญาณไฟฟาของภาพใหเปนภาพ โดยใชฟลมถายรูปพันไวรอบกระบอก โลหะ สัญญาณภาพที่ได ---- แสดงความเขมตางกัน ---- ไปกระทบฟลม ---- ลางอัดไดภาพ โทรทัศน โทรทัศนใชคลื่นวิทยุที่มีความถี่สูง เปนคลื่นพาหะ และมีการสงเสียงไปพรอมๆ กัน ระบบโทรทัศนประกอบดวย 3 สวน คือ เครื่องถายโทรทัศน สถานีโทรทัศน และเครื่องรับโทรทัศน เครื่องถายโทรทัศน - ทําใหภาพและเสียงถูกเปลี่ยนเปนสัญญาณไฟฟา สถานีโทรทัศน - สงคลื่นโทรทัศนทั้งภาพและเสียงออกทางเสาอากาศของสถานี ไปยัง สายอากาศของเครื่องรับโทรทัศน เครื่องรับโทรทัศน - เสาอากาศรับคลื่นวิทยุโทรทัศนจากเครื่องสง แยกสัญญาณไฟฟาของเสียง ---- ลําโพง แยกสัญญาณไฟฟาภาพ ---- หลอดภาพ เปลี่ยนเปนภาพ เห็นภาพเคลื่อนไหวและมีเสียง
  • 17.
    เปรียบเทียบการทํางานของวิทยุโทรภาพและวิทยุโทรทัศน วิทยุโทรภาพ วิทยุโทรทัศน 1. ใหภาพนิ่งพิมพติดบนฟลม1. ใหภาพเคลื่อนไหวอยางตอเนื่อง 2. สงไดชา ไมมีเสียง 2. สงไดเร็ว มีเสียง 3. ดูภาพไมไดทันทีตองนําไปลางและอัดภาพ 3. ดูภาพไดทันที - เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีชวงความถี่สูงถัดจากคลื่นวิทยุ - เปนคลื่นที่สามารถควบคุมใหเปนลําเล็กๆ ได - มีทิศทางตรง - สามารถทะลุผานชั้นบรรยากาศไดดีและถูกดูดกลืนนอย - เมื่อกระทบวัตถุ คลื่นที่สะทอนกลับมาจะมีความเขมสูง - ใชในระบบ เรดาร การสื่อสาร และโทรคมนาคม เตาไมโครเวฟ - เปนเตาที่ทําใหอาหารรอน - ภายในมีวงจรอิเล็กทรอนิกส มีหลอดแมกนิตรอน เปนตัวผลิตไมโครเวฟความถี่ประมาณ 2,450 MHz - คลื่นไมโครเวฟในเตามีพลังงานสูง จะแผมากระทบและถายพลังงานใหกับโมเลกุลของน้ําที่มี ในอาหาร ทําใหอาหารรอน การสื่อสารโทรคมนาคมของไทย ระบบโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารที่ใชไมโครเวฟเปนพาหะ โทรคมนาคมระบบโทรพิมพ - คลายเครื่องพิมพดีด เมื่อพิมพขอความ กานอักษรที่กดลงไปจะทําใหเกิด สัญญาณไฟฟา อักษรแตละตัวจะมีสัญญาณไฟฟาตางกัน สัญญาณไฟฟานี้ ผสมกับคลื่นไมโครเวฟทําหนาที่เปนคลื่นพาหะไปสูเครื่องรับ เทเลกซ(TELEK) คือ การสื่อสารที่จัดบริการใหเชาเครื่องพิมพซึ่งผูเชาสามารถรับ-สง ขอความดวยเครื่องโทร พิมพนั้น ๆ กับผูเชาอื่นๆ ทั้งในประเทศและตางประเทศได การสงเทเลกซ คือ การผสมสัญญาณไฟฟากับคลื่นไมโครเวฟ แลวสงไปยังเครื่องรับโทรพิมพ โทรสาร (FAX ) เปนเครื่องรับ-สง เอกสารที่ตองเชื่อมเขากับคูสายของเครื่องโทรศัพท วิธีสงโทรสาร คือเปลี่ยนภาพและตัวหนังสือจากเครื่องสงไปเปนสัญญาณไฟฟา แลวสงไปตามสายโทรศัพท เมื่อถึง เครื่องรับจะเปลี่ยนสัญญาณไฟฟา ---- ภาพและตัวหนังสือเหมือนเดิมเอกสารที่ไดเหมือนการ ถายทําสําเนา การรับ – สงโทรสาร ตองอาศัยเครือขายโทรศัพท ไมโครเวฟ
  • 18.
    โลกและดวงดาว วัตถุทองฟา หมายถึง สรรพสิ่งทั้งหลายที่อยูบนทองฟาอันกวางใหญ(รวมหอวิจัยลอยฟาดวย) โลก (Earth) ในสมัยกอนเชื่อวา โลกเปนศูนยกลางของทุกสิ่งทุกอยางบนทองฟา เพราะ เมื่ออยูบนโลก สามารถ สังเกตเห็นดวงอาทิตย ดวงจันทร และดวงดาวอื่นๆ เคลื่อนที่จากตะวันออกไปตะวันตกทุกวัน เหมือนกับวา โคจรรอบ โลก นิโคลัส โคเปอรนิคัส นักดาราศาสตรชาวโปแลนด ไดเสนอวา ดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของระบบสุริยะ สัณฐานของโลก 1. โลกมีสัณฐานกลม เพราะขณะเกิดจันทรุปราคา เงาโคงของโลกจะไปปรากฏบนดวงจันทรเสมอ 2. โลกมีสัณฐานกลมทรงแปน ทราบจากการวิเคราะหขอมูลที่ไดจาก ดาวเทียมแวนการด ในขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย โลกหมุนรอบตัวเองดวยแกนหมุนของโลกเอียงทํามุม (23.5°) กับแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจร และ สายไปทางทิศตะวันตกอยางชา ๆ ทิศบนโลก การกําหนดทิศบนโลกทําไดโดยสังเกตการขึ้นและตกของดวงอาทิตย ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองทิศจะ ติดไปกับโลกเสมอ ทิศตะวันออก คือ ทิศที่โลกหมุนไป ทิศตะวันตก คือ ทิศที่อยูตรงขามกับการหมุนของโลก ทิศเหนือ คือ ทิศที่อยูทางซายมือ เมื่อหันหนาไปทางทิศตะวันออกแลวกางมือออก ทิศใต คือ ทิศที่อยูทางขวามือ เมื่อหันไปทางทิศตะวันออก และกางมือออก เสนละติจูด เปนเสนสมมุติที่ขนานกับเสนศูนยสูตร อยูระหวางขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต มี 181 เสน เสนลองจิจูด เปนเสนสมมุติที่ลากผานขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต โดยตั้งฉากกับเสนศูนยสูตร มี 360 เสน เวลาบนโลก กําหนดใหโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ (360 องศา) เปนเวลา 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง การบอกตําแหนงวัตถุที่อยูสูงกวาระดับพื้นโลก ในการบอกตําแหนงวัตถุที่แนนอนของวัตถุที่อยูสูงกวาพื้นโลก บอกโดย 1. บอกคามุมเงย 2. บอกทิศของวัตถุ การบอกตําแหนงของวัตถุบนทองฟา มีหลายวิธี คือ 1. ใชทิศบอกตําแหนงของดาวที่สังเกตได 2. ในทางดาราศาสตร ใช ระบบเสนขอบฟา (ยึดผูสังเกตเปนหลัก) ถาเราอยูบนที่โลง แลวมองขึ้นไปบนทองฟารอบๆ ตัวเรา จะเห็นทองฟา เปนรูปครึ่งวงกลมครอบตัวเราอยู จุด ศูนยกลางของทรงกลม คือตําแหนงที่เราอยู ทรงกลมนี้ เรียกวา ทรงกลมทองฟา โลกหมุนไป 1 องศา ใชเวลา 4 นาที
  • 19.
    เสนขอบฟา คือ เสนที่ลากตามแนวของครึ่งวงกลม เสนเหนือศีรษะคือ จุดบนทรงกลมทองฟาที่อยูเหนือศีรษะของเรา เสนดิ่ง คือ เสนที่ลากจากจุดเหนือศีรษะไปตามทรงกลมทองฟา และตั้งฉากกับเสนขอบฟา มุมเงย หมายถึง มุมที่เกิดจากเสนตรงที่ลากจากยอดเสาธงมายังตากับเสนระดับสายตา คามุมเงยเปลี่ยนแปลงตามตําแหนงของผูสังเกต การบอกตําแหนงวัตถุใชมุมเงยอยางเดียวไมได Q วัตถุมีมุมเงยเทากัน อาจอยูคนละตําแหนงก็ได จึงตองบอกทิศดวย มุมอาซิมุธ หมายถึง มุมที่อยูระหวางจุดทิศเหนือไปตามแนวขอบฟาทางทิศตะวันออกไปจนถึงตําแหนงจุดตัดของ เสนดิ่งที่ผานวัตถุนั้น ดวงจันทร (Moon) - บริวารของโลก - วัตถุทองฟาที่อยูใกลโลกที่สุด - ในวันเพ็ญ มีขนาดพอ ๆ กับดวงอาทิตย การเคลื่อนที่ของดวงจันทร - ดวงจันทรเปลี่ยนตําแหนงจากทองฟาซึกตะวันออกไปยังทิศตะวันตก - ดวงจันทรเคลื่อนที่จากตะวันตกไปทางทิศตะวันออก - เวลาเดียวกันของทุกคืน คามุมเงย และมุมอาซิมุธของดวงจันทร แตกตางกัน - เวลาตางกันของคืนเดียวกัน คามุมเงย และมุมอาซีมุธของดวงจันทร แตกตางกัน ดิถีของดวงจันทร ขณะที่ดวงจันทรโคจรรอบโลกจะไดรับแสงอาทิตย จึงทําใหมองเห็นดวงจันทรมีลักษณะเปลี่ยนแปลงทุกคืน คือ เห็นดวงจันทรเต็มดวงบาง เสี้ยวบาง ซึ่งเรานํามานับเปนวันขางขึ้นขางแรม การสํารวจดวงจันทร - เริ่มจากกาลิเลโอ สรางกลองโทรทรรศน และใชสํารวจดวงจันทร - ก.ค. 2512 มนุษยอวกาศ 3 คน ไดนํายานอวกาศ ชื่อ อะพอลโล ไปลงบนดวงจันทร ผูเหยียบดวงจันทร คือ นิล อารมสตรอง และแอลดริน ผูขับยานบังคับการ “โคลัมเบีย” คือ ไมเคิล คอลลินส การวิเคราะหหินบนดวงจันทร - ผิวดวงจันทรประกอบดวยหินบะซอลท - จากการคํานวณหาอายุของหินบนดวงจันทรพบวา ผิวดวงจันทรเริ่มเย็นและแข็งตัวประมาณ 4,600 ป มาแลว - หินที่พื้นผิวดวงจันทร เกิดจากลาวาของภูเขาไฟไหลทวมบริเวณกวางใหญ บรรยากาศบนดวงจันทร - บรรยากาศเบาบางมาก - อุณหภูมิดานที่ไดรับแสงอาทิตยสูงถึงจุดเดือดของน้ํา - อุณหภูมิดานที่ไมไดรับแสงเย็นจัด - ดวงจันทรไมมีสนามแมเหล็กเหมือนโลก - มีกัมมันตรังสีสูงมากที่พื้นผิว ดาวเคราะหมี 9 ดวง ดาวเคราะหแบงเปน 2 วง โดยใชโลกเปนเกณฑ 1. ดาวเคราะหวงใน
  • 20.
    2. ดาวเคราะหวงนอก - ดาวเคราะหที่เห็นดวยตาเปลาไดแก ดาวพุธ - เปลี่ยนตําแหนงคอนขางเร็ว - บางเดือนอยูทางทิศตะวันออกของดวงอาทิตย - บางเดือนอยูทางทิศตะวันตกของดวงอาทิตย - เห็นใกลขอบฟาทางทิศตะวันตกเวลาเชามือ - เห็นใกลของฟาทางทิศตะวันออกเวลาหัวค่ํา ดาวศุกร - ปรากฏเวลาหัวค่ําทางทิศตะวันตก - ปรากฏเวลาเชามืดทางทิศตะวันออก - ขนาดเล็กกวาโลกเล็กนอย - บรรยากาศหนาแนนมาก บรรยากาศชั้นบนสะทอนแสงอาทิตยไดประมาณ 70% - ความกดดันเฉลี่ยของบรรยากาศที่พื้นผิว 91 เทาของบรรยากาศที่ผิวโลก - อุณหภูมิที่พื้นผิวสูงมาก - ผิวดาวศุกรแหงแลง - หมุนรอบตัวเองชามาก สภาวะเอื้อชีวิตบนโลก 1. อุณหภูมิที่เหมาะสม 2. ดาวเคราะหที่มีชีวิตอยูได ควรมีรัศมีวงโคจรรอบดวงอาทิตยเฉลี่ยประมาณ 100 – 300 ลาน เมตร 3. มวลของดาวเคราะห ดาวอังคาร - มีลักษณะคลายโลก - ขนาดเล็กกวาโลก เสนผานศูนยกลาง = 1/2 ของโลก - อุณหภูมิสูงสุดบริเวณเสนศูนยสูตร - ขั้วเหนือและขั้วใตอุณหภูมิต่ํา - มีปลองภูเขาไฟที่ดับแลวอยางนอย 12 แหง - มีหุบเหวและรองลึกคลายลําธาร - ไมมีสนามแมเหล็ก - ไมมีบรรยากาศที่หนาพอที่จะชวยกรองรังสีที่เปนอันตรายตอชีวิต *พบธาตุ C ดวงอาทิตย - ดาวฤกษที่อยูใกลโลกมากที่สุด - มองจากพื้นโลกมีขนาดเทาดวงจันทร - แสงจากดวงอาทิตยใชเวลาเดินทาง 8.3 นาที - ขึ้นทางทิศตะวันออก และเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก การดูดวงอาทิตย - ตาเปลาเปนอันตราย - ใชกลองโทรทรรศนดูโดยตรงจะเปนอันตรายมากกวาตาเปลา
  • 21.
    - ถาใชเครื่องแอสโตรแลบ หาตําแหนงของดวงอาทิตยซึ่งตองดูดวยตาเปลาเพื่อหาคา มุมเงย มุมอาซิมุธทําใหเปนอันตราย การหาตําแหนงดวงอาทิตยทําไดโดย การสังเกตเงาของดวงอาทิตยแทน ในชวงดวงอาทิตยขึ้นและตก และเสนทางโคจรของดวงอาทิตยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุดแลวคอย ๆ ลดต่ําลง มุมอาซิมุธจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตําแหนงขึ้นและตก และเสนทางโคจรของดวงอาทิตยบนทองฟาเปลี่ยนไปในทุกฤดูกาล จึงอาจกลาวได วา ตําแหนงขึ้นตกและเสนของดวงอาทิตยเปรียบไดกับตัวเลขบนนาฬิกาทองฟา ซึ่งสามารถบอกวัน เวลา ในฤดูกาลตางๆ ได การวัดคามุมอาซิมุธ ขณะขึ้นตก และมุมเงยสูงสุดของดวงอาทิตยที่ กทม. พบวา วันที่ 21 มี.ค. - ดวงอาทิตยขึ้นที่จุดตะวันออก และตกที่จุดทิศตะวันตก วันที่ 22 มิ.ย. - ดวงอาทิตยขึ้นและตกไปทางเหนือมากที่สุด วันที่ 23 ก.ย. - ดวงอาทิตยขึ้นและตกที่จุดทิศตะวันออก ตะวันตกพอดี การที่โลกหมุนรอบตัวเองโดยมีแกนหมุนทํามุม 23 2 1 องศา กับแนวที่ตั้งฉากกับระนาบวงโคจรของ โลก ขณะเดียวกันโคจรรอบดวงอาทิตยดวย ซึ่งเปนสาเหตุทําใหเกิด - ปรากฏการณขึ้นและตกของดวงอาทิตย - การเปลี่ยนแปลงลมฟาอากาศ - พนที่บนผิวโลกรับพลังงานแสงสวางและความรอนจากดวงอาทิตยไมเทากัน อิทธิผลของพลังงานอื่นๆ ของดวงอาทิตย 1. พายุแมเหล็ก ดวงอาทิตยสงอนุภาคที่มีประจุไฟฟาอิเล็กตรอน และอนุภาคที่มีประจุไฟฟาบวกที่มีความเร็ว ต่ําเปนผลใหสนามแมเหล็กโลกถูกรบกวน 2. แสงเหนือแสงใต - อนุภาคจากดวงอาทิตย (มีประจุไฟฟา) ไมสามารถผานแนวแมเหล็กได แตจะเขาสู บรรยากาศของโลกทางขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต เมื่อไปชนกับกาซบางอยางทําใหเกิดแสง เรืองรองบนทองฟา ดาวฤกษ ดวงดาวที่อยูไกลแสนไกล ดาวฤกษมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา แตเราเห็นดาวฤกษแตละดวงรักษาระยะหางเทากันเสมอนั้น Q ดาวฤกษอยู ไกลมาก เราเห็นดาวฤกษอยูในลักษณะเดิมทุกวัน เรียกวา ดาวประจําที่ ดาวเหนือ คนที่อยูเสนศูนยสูตร จะเห็นดาวเหนืออยูทางขอบฟาทางทิศเหนือ คนที่อยูทางขั้วโลกเหนือ จะเห็นดาวเหนืออยูตรงจุดเหนือศีรษะพอดี การเคลื่อนที่ของดาวฤกษ ชวงเวลาที่ดาวแตละดวงปรากฏใหเราเห็นนั้นจะแตกตางกัน ดาวดวงเดียวกันถาผูสังเกตอยูคนละตําแหนงจะ เห็นการเคลื่อนที่ปรากฏตางกัน เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง กลุมดาวฤกษ มนุษยเห็นกลุมดาวบนทองฟา และจินตนาการเปนรูปสิ่งที่คุนเคย หรือรูปเทพเจา เพื่อสะดวกในการ สังเกตและจดจํา
  • 22.
    ในสมัยโบราณ คนอาศัยดวงดาว เพื่อ- บอกเวลา - บอดฤดูกาล - กําหนดวันนักขัตฤกษ - หาทิศในการเดินทาง ปจจุบันนักดาราศาสตร แบงกลุมดาวเปน 88 กลุม กลุมดาวที่คนไทยรูจักและมองเห็นไดเชน - กลุมดาวจระเข - กลุมดาวเตา กลุมดาวจักรราศี เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบ 1 รอบ คนบนโลกเห็นดวงอาทิตยเคลื่อนที่ปรากฏผานกลุมดาวฤกษ 12 กลุม ชวงที่ดวงอาทิตยเคลื่อนที่ปรากฏในเวลาประมาณ 1 เดือน เรียก ราศี เรียกกลุมดาว 12 กลุมวา กลุมดาวจักรราศี แถบราศี คือ ดวงจันทรและดาวเคราะหตาง ๆ เคลื่อนปรากฏผานกลุมดาวจักรราศีเปนแถบรอบทรงกลมทองฟา การหากลุมดาวจักรราศี ทําไดโดยสังเกตจากกลุมดาวที่ปรากฏตรงตําแหนงที่ดวงอาทิตยกําลังลับของฟา ซึ่งจะเปน กลุมดาวที่มีชื่อสัมพันธกับชื่อเดือน กลุมดาวจักรราศีที่ปรากฏอยูบนทองฟา ดานทิศเหนือ มี 6 กลุม - กลุมดาวปลา, แกะ, วัว, คนคู, ปู และกลุมดาวสิงโต กลุมดาวจักรราศีที่ปรากฏอยูบนทองฟา ดานทิศใต มี 6 กลุม - กลุมดาวหญิงพรหมจารี, คันชั่ง, แมงปอง, คนถือธนู, แพะทะเล และกลุมดาวคนแบกหมอน้ํา ดาราจักรทางชางเผือกและเอกภพ ในคืนเดือนมืดทองฟาใสไมมีเมฆหมอก จะเห็นเปนทางสีขาวสลัวพาดผานทองฟา เรียก ทางชางเผือก - พาดจากขอบฟาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ขอบฟาทิศตะวันออกเฉียงใต - ประกอบดวยดาวฤกษเปนจํานวนมาก - มีฝุนและกาซตางๆ - แนวทางชางเผือกเคลื่อนที่ตลอดเวลา แสดงวา ทางชางเผือกจะปรากฏอยูบนทองฟารอบ โลก - บนทางชางเผือกมีกลุมดาวแมงปอง กลุมดาวคางคาว ดาราจักร คือ ระบบของดวงดาว ประกอบดวย - ดาวฤกษ - เนบิวลา - กาซที่เปลงแสงสวาง - ฝุนธุลีคอสมิก - กาซและที่วาง เอกภพ - ระบบรวมขอบดาราจักร มีวัตถุทองฟาทุกชนิด - กวางใหญไมมีขอบเขต
  • 23.
    สารสังเคราะห สารสังเคราะห (Synthetic substances)คือ สารที่มีโมเลกุลใหญ เกิดจากการรวมตัวทางเคมีของ สารที่มีโมเลกุลเล็กกวาที่มีอยูในธรรมชาติ มอนอเมอร คือ สารโมเลกุลเดี่ยว มีตําแหนงที่ไวตอปฏิกิริยาเคมีอยู 2 ตําแหนงหรือมากกวา สามารถ รวมตัวทางเคมีกับมอนอเมอรชนิดเดียวกัน หรือตางชนิดกันได กลายเปนสารโมเลกุลใหญ คือ พอลิเมอร การรวมตัว แบบนี้เรียกวา พอลิเมอรไรเซชั่น พอลิเมอร (Polymers) คือสารซึ่งมีโมเลกุลใหญ เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ซึ่งเปนสารโมเลกุลเล็ก ภายใตอุณหภูมิ ความดัน และตัวเรงปฏิกิริยาที่เหมาะสม โครงสรางของพอลิเมอร มีหลายแบบ แตละแบบมีคุณสมบัติตางกัน ดังนี้ 1. โครงสรางแบบสายยาว มีความหนาแนนมาก เหนียว แข็งแรง โคงงอไดมาก ออนตัวเมื่อไดรับ ความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง เปลี่ยนกลับไปกลับมาไดโดยที่คุณสมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง 2. โครงสรางแบบสาขา แข็งแรง โคงงอได ออนตัวเมื่อไดรับความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง และ เปลี่ยนกลับไปกลับมาได โดยคุณสมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง 3. โครงสรางแบบตาขายหรือรางแห โคงงอยาก ยึดตัวไดนอยที่สุด เพราะโมเลกุลยึดกันหลายทางเกิด จากการเชื่อมโยงระหวางโครงสรางแบบสายยาวหรือแบบสาขา ตั้งแต 2 สายขึ้นไป เปนรางแหสามมิติ ไดรับความ รอนสูงจะออนตัว แตไมสามารถเปลี่ยนรูปรางกลับไปกลับมาได ปฏิกิริยาพอลิเมอรไรเซชั้น มี 2 แบบ 1. การรวมตัวแบบตอเติม เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ใหพอลิเมอรอยางเดียว เชน เอทิลีน + เอทิลีน + เอทิลิน + ........ --- พอลิเอทิลีน 2. การรวมแบบควบแนน เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ใหโพลิเมอรแลวยังมีสารโมเลกุลเล็ก อื่นเกิดขึ้นดวย เชน น้ํา แอมโมเนีย ตัวอยาง เชน กลูโคส + กลูโคส + กลูโคส + ... แปง + น้ํา พลาสติก (Plastics) หมายถึงสารสังเคราะหวิทยาศาสตรจําพวกพอลิเมอร ซึ่งมีลักษณะออนตัวได เมื่อไดรับ ความรอน และสามารถผลิตออกเปนรูปตาง ๆ ไดเชน พอลิเอทิลีน ไดมาจาก กาซธรรมชาติ พอลิสไดรีน ไดมาจาก ถานหินและกาซธรรมชาติ พอลิไวนิลคลอไรด ไดมาจาก กาซธรรมชาติและเกลือ พอลิไวนิลอะซิเตต ไดมาจาก ถานโคกและหินปูน ประเภทของพลาสติก แบงตามคุณสมบัติเมื่อไดรับความรอนเปน 2 ประเภท คือ 1. เทอรโมพลาสติก (TP) เมื่อถูกความรอนแลวออนตัว สามารถนํามาหลอหลอมไดใหม มีความ หยุนตัว โคงงอไดงายและมักจะติดไฟไดงาย เชน โพลีเอทิลีน, โพลิสไตรีน, โพลิเอสเตอร 2. เทอรโมเซต (TS) เมื่อถูกความรอนแลวไมออนตัว ทนตอความรอน แข็งโคงงอไดยาก มักจะติด ไฟยาก ถาใหความรอนสูงมากจะเริ่มแตก เผาไหมกลายเปนขี้เถา เชน พอลิเอสเตอร อีพอกซี่ ยูเรียฟอรมัลดีไฮด
  • 24.
    ผลิตภัณฑพลาสติก 1. ผลิตภัณฑจากแมแบบ ใชความรอนทําใหพลาสติกผงหรือเม็ดหรือแผนออนตัวลงแลวอัดลงไปใน แมแบบดังนี้ 1.1 การหลอแบบ ใชความรอนทําใหเม็ดพลาสติกหลอมเหลวหรือออนตัวแลวอัดในแมแบบ หรือ จุมแมแบบลงในพลาสติกเหลว เชน ถวย ชาม ถุงมือ แผนพลาสติกใส 1.2 การอัดแบบ ใชแมแบบ 2 ชิ้นอัดพลาสติกเหลวเขาไปในแมแบบชิ้นลางแลวอัดแมแบบชิ้น บนลงไป ผลิตภัณฑที่ไดจะมีรอยตอระหวางแมแบบทั้งสอง เชน ดามมือจับเตารีด, ชอน ชาม อุปกรณไฟฟา 1.3 การอัดแบบดูดอากาศ นําแผนพลาสติกมาเขาแบบ ใหความรอนจนออนตัว แลวดูดอากาศ ออก จนเกิดรอยพิมพตามแบบ เชน กลองไข กลองทําน้ําแข็ง 1.4 การอัดแบบเปาลม อัดอากาศเขาทางปลายบนของพลาสติกเหลวที่อยูในแมแบบ 2 ชิ้น ประกบกัน อากาศจะดันพลาสติกใหโปงออกไปแนบกับแมแบบเชน ขวดพลาสติก, ของเลนสําหรับเด็ก 1.5 การฉีดเขาแบบ ใชสูบอัดฉีดพลาสติกเหลวเขาไปในแบบจนเต็ม เมื่อเย็นลงจะแข็งตัว มี รูปรางเหมือนแมแบบ มีรอยตัดกลมที่ฐาน ซึ่งเปนของฉีดพลาสติกเหลวเขาไป เชน แปรงสีฟน ชิ้นสวน เครื่องโทรศัพท 1.6 การอัดตอเนื่อง ใชความรอนหลอมพลาสติกเม็ดแลวอัดพลาสติกเหลวดวยเครื่องอัดตอกับ แบบที่ตองการ เชน ถุงพลาสติก, สายไฟฟา, สายเบ็ด, หลอดกาแฟ 2. พลาสติกแผนบาง ไมตองใชแมแบบ ใชลูกกลิ้งทรงกระบอกหลาย ๆ อันทําหนาที่รีดพลาสติกให บางลง ลูกกลิ้งมี 2 ชุด ชุดแรก เปนลูกกลิ้งรอนทําหนาที่รีด ชุดหลัง เปนลูกกลิ้ง เย็นทําใหผลิตภัณฑแข็งตัว เชน พลาสติกปูโตะ, พลาสติกปูพื้นรถยนต 3. พลาสติกเสริมแรง เปนพลาสติกที่มีความแข็งแกรง และทนทานเปนพิเศษ มีฟอรไมกา และไฟ เบอรกลาส 4. โฟม เปนพลาสติกรูพรุนเหมือนฟองน้ํา มีทั้งชนิดออนนิ่มและแข็ง ชนิดออนทําดวยพอลิเอทิลีน ชนิดแข็งทําดวยโพลีสไตรีน 5. กาวพลาสติก ทําจากพลาสติกเหลวหรือเรซิน มี 2 ชนิด คือ กาวเทอรโมพลาสติก และ กาวเทอรโม เซต 6. ยางเทียม เปนสารประกอบพอลิเมอรอีกชนิดหนึ่ง ใชทํารองเทา, กระเปาน้ํารอน, ถุงมือยาง, ยาง รถยนตชนิดตาง ๆ มีความตานทานตอน้ํามันและกาซธรรมชาติ, มีความแข็งแรงทนทาน และยืดหยุนมาก 7. ซิลิโคน เปนพอลิเมอรของซิลิกอน พอลิเมอรขนาดเล็กจะเปนน้ํามัน พอลิเมอรขนาดใหญจะเปนขี้ผึ้ง เสนใย เปนพอลิเมอรประเภทหนึ่งมีลักษณะเปน เสนบาง มีความยาว เหนียว และโคงงอได เสนใยแบงเปน 2 ประเภทคือ เสนใยธรรมชาติ และเสนใยสังเคราะห 1. เสนใยธรรมชาติ มี ฝาย ลินิน ไหม ขนสัตว และใยหิน 2. เสนใยสังเคราะห คือ เสนใยที่ทํามาจากสารเคมี การผลิตเสนใยวิสคอส ผสมปุยฝายกับคอปเปอรคารบอเนต แลวเติมสารละลายแอมโมเนียลงไปคน ใหทั่ว จะไดของเหลวขนสีน้ําเงิน เรียก วิสคอส นําหลอดฉีดยาดูดสารละลายแลวฉีดอยางแรงและเร็ว ลงใน สารละลายกรดซัลฟวริกเขมขน 50% จะไดเสนใยเล็กๆ สีน้ําเงินทิ้งไวสักครูจะเกิดฟองกาซและสีของเสนใยจางลง
  • 25.
    สารซักลาง : ผูพิชิตความสกปรก การเตรียมสบู ไขมัน+ เบส ตม เกลือของกรดไขมัน (สบู) + น้ํา มาตรฐานของผงซักฟอก กรมวิทยาศาสตรกําหนดไวดังนี้ สารที่ละลายในคลอโรฟอรม ไมต่ํากวา 18% สารฟอสเฟตคือ สารเพิ่มกําลังการฟอกลาง ไมเกิน 22% ภาวะความเปนเบส ไมเกิน 11 ผงซักฟอกที่ไดรับความนิยม จะมีเปอรเซ็นตของสารละลายในคลอโรฟอรมสูง
  • 26.
    เสียงในชีวิตประจําวัน เสียงเกิดขึ้นไดอยางไร เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุในตัวกลาง ทําใหตัวกลางเกิดการสั่นตามวัตถุ ถายทอดพลังงาน ตอเนื่องกันเปนคลื่นออกไปทุกทิศทุกทางจากแหลงกําเนิดจนกระทั่งถึงหูของเรา ตัวกลางที่ใหเสียงผานไดมี3 ชนิด คือ 1. ของแข็ง 2. ของเหลว 3. กาซ เสียงเดินทางผานสุญญากาศไมได เสียงดัง – เสียงคอย เสียงจะดังหรือคอยขึ้นอยูกับ - แอมปลิจูดในการสั่นของวัตถุตนกําเนิด - ระยะทางระหวางแหลงกําเนิดเสียงกับผูฟง ความถี่ของเสียง (Frequency) คือ จํานวนชวงคลื่นในเวลา 1 วินาที เสียงสูงเสียงต่ํา ขึ้นอยูกับความถี่ เสียงอินฟราโซนิค (Infrasonic sound) เสียงที่มีความถี่นอยกวา 20 เฮิรตซ ตอ วินาที เสียงอัลตราโซนิค (Ultrasonic sound) เสียงที่มีความถี่สูงกวา 20,222 เฮิรตซ ตอ วินาที คุณภาพเสียง เปนลักษณะเฉพาะตัวของแหลงกําเนิดเสียงซึ่งสั่นตลอดเวลาดวยความถี่หลายๆ คาในเวลาเดียวกันแลว จึงผสมเสียงออกมาใหไดยินเปนเสียงเดียว ความเขมของเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกกระทบในแนวตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร ในเวลา 1 วินาที หรือ กําลังของเสียงที่ตกกระทบในแนวตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร ขีดเริ่มของการไดยิน คือ ระดับความเขม 0 เบล ซึ่งก็คือความเขมของเสียงต่ําที่สุดที่หูคนปกติเริ่มไดยินมีคา 10-12 วัตต ตอ ตารางเมตร เสียงที่มีความเขม 1 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 10 เทาของเสียงที่ดัง 0 เบล เสียงที่มีความเขม 1 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 10 หรือ 101 เทาของ 0 เบล เสียงที่มีความเขม 2 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 100 หรือ 102 เทาของ 0 เบล 1. การสะทอน เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงกระทบสิ่งกีดขวาง แลวสะทอนกลับคืนสูหู การสะทอนของเสียงเปนไปตาม กฎการสะทอน 2 ขอ 1. รังสีตกกระทบ, รังสีสะทอน และเสนปกติตองอยูบนระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบเทากับมุมสะทอน ตามปกติเสียงตกกระทบแกวหูแลวเสียงจะคางอยูนานประมาณ 10 1 วินาที ดังนั้นเมื่อตะโกนใกลหนาผา เสียง เคลื่อนที่ไปกระทบหนาผาแลวสะทอนกลับ ถาเสียงสะทอนมาถึงหูชากวาเสียงตะโกนเปนเวลามากกวา 10 1 วินาที หูของ เราจะแยกเสียงตะโกนกับเสียงสะทอนออกจากกันได เรียกวา เกิดเสียงกอง 2. การหักเห เกิดจากเสียงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งผานรอยตอตัวกลางเพื่อเขาไปยังตัวกลางที่สองแลว เกิด การเปลี่ยนทิศทาง
  • 27.
    3. การเลี้ยวเบนของเสียง เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงออมไปดานหลังของตัวกีดขวางได 4.การแทรกสอดของเสียง เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงที่มาจากแหลงกําเนิดเสียงตั้งแต 2 แหลงขึ้นไปมารวมกัน อาจจะทําใหเกิดเสียงดังขึ้นกวาเดิมหรือคอยลงกวาเดิมมี 2 แบบ คือ - แบบเสริมสราง เกิดจากคลื่นเสียงมารวมกันทําใหโมเลกุลของตัวกลางสั่นแรงมากขึ้น - แบบหักลาง เกิดจากคลื่นเสียงมารวมกันแลวทําใหโมเลกุลของตัวกลางสั่นนอยลง ถาคลื่นเสียงที่มีความถี่ใกลเคียงกันหรือตางกันเล็กนอย จะเกิดการแทรกสอดที่มีเสียงดังคอยสลับกันไปอยาง คงที่ เรียกวา เกิด “บีตส” ประโยชนของบีตส - ใชเทียบเสียงของเครื่องดนตรี 5. ปรากฏการณดอปเปลอร (Doppler) เปนปรากฏการณทางเสียงที่ทําใหเกิดความรูสึกวาไดยินเสียงที่มี ความถี่เปนสูงขึ้น หรือต่ําลง โดยความถี่จากแหลงกําเนิดไมไดเปลี่ยนแปลง 6. เรโซแนนซ เปนปรากฏการณการสั่นของวัตถุ ซึ่งเกิดจากแรงกระตุนจากภายนอกดวย ความถี่เทากับ ความถี่ธรรมชาติของวัตถุ เปนผลใหวัตถุนั้นเกิดการสั่นอยางรุนแรง ความถี่ธรรมชาติของการแกวงลูกตุม - เชือกสั้นลูกตุมจะแกวงเร็วกวาเชือกยาว - มวลลูกตุมเพิ่มขึ้น ความยาวเชือกเทาเดิม ความถี่ในการแกวงเทาเดิม - ยกลูกตุมใหสูงกวาเดิม ความยาวเชือกเทาเดิม ความถี่ในการแกวงเทาเดิม เสียงดนตรี เปนเสียงที่จัดวามีระเบียบของเสียงทําใหเกิดความสบายในการฟงหรือเกิดอารมณตาง ๆ ไดโดย การฟงดนตรี ประเภทสาย เสียงที่ไดจากการสีหรือดีด ทําใหเกิดเสียงสูงต่ําไดหลายแบบ ประกอบดวย 1. สายเสียงหรือเสนเสียง เปนแหลงกําเนิดเสียง เสนเสียงมีหลายสายดวยกัน - สายเอก ใหเสียงสูง - สายทุม ใหเสียงต่ํา ระดับเสียงของสายขึ้นอยูกับ - ความตึง - ความยาว - มวลของสาย 2. กลองเสียง เปนสิ่งที่ชวยทําใหเกิดกําทอน ไดแก แผนหนังและกะโหลกซอ หรือตัวไมของไวโอลิน การสั่นของสายจะถายทอดพลังงานใหแกสะพานสาย และสงพลังงานตอเนื่องมายังแผนไม หรือแผนหนัง ซึ่งมีความถี่ ธรรมชาติหลายความถี่ทําใหเกิดเสียงดังกังวานมากขึ้นกวาเดิม ประเภทตีหรือเคาะ พวกที่มีขนาดใหญและยาวเสียงจะต่ํา พวกที่มีขนาดเล็กและสั้นเสียงจะสูง ประเภทเปา เครื่องดนตรีประเภทนี้เกิดเสียงไดจากการเปา ซึ่งทําใหอากาศในตัวเครื่องดนตรีสั่นสะเทือน เปนชวง ๆ
  • 28.
    ความถี่ของเสียงเกิดจากการสั่นของมวลอากาศ ถาอากาศมีมวลมาก จะมีความถี่ต่ําถามีมวลนอยจะมีความถี่ สูง เครื่องดนตรีประเภทนี้ไมตองมีเครื่องกําทอน การสงเสียงระยะไกลและการบันทึกเสียง การสงเสียงระยะทางไกล โดยใชเสียงจากธรรมชาติจะทําใหพลังงานของเสียงลดลงจนไมอาจรับฟงได จึง จําเปนตองเปลี่ยนพลังงานของเสียงเปนพลังงานในรูปอื่น เชน พลังงานไฟฟา แลวจึงเปลี่ยนกลับมาเปนพลังงานเสียง อยางเดิมอีกครั้งหนึ่ง มีหลายระบบดังนี้ 1. โทรศัพท มีการเปลี่ยนพลังงานเสียง ------ พลังงานไฟฟา ------ พลังงานเสียง 2. เทป มีการบันทึกเทปและการเลนเทป การบันทึกเทป มีการแปลงพลังงานเสียง --- พลังงานไฟฟา --- พลังงานแมเหล็กในขดลวดของหัวบันทึกเทป การเลนเทป พลังงานแมเหล็ก --- พลังงานไฟฟา --- พลังงานเสียง ตัวบันทึกเทปเคลื่อนที่ผานหัวแถบผลิตเสียง --- เครื่องขยาย --- ลําโพง แถบบันทึกเสียงของฟลมภาพยนตร อยูระหวางภาพกับชองสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ บนฟลม เปนแถบโปรงแสง ซึ่งแสงผาน ไดไมสม่ําเสมอกัน การผลิตเสียงจากฟลมภาพยนตร ตองใหแสงสวางจากหลอดไฟสองทะลุผานแถบเสียงไปยังหลอด โฟโตอีเล็กตริก ซึ่งทําหนาที่เปลี่ยนสัญญาณแสง ----- สัญญาณไฟฟา ----- เครื่องขยาย ----- ลําโพง การคํานวณ 1. หาระยะทาง สูตร อัตราเร็ว = 2. หาความเร็ว สูตร ความเร็ว = ความถี่ x ความยาวคลื่น ระยะทาง เวลา
  • 29.
    ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่ไดจากธรรมชาติอาจเปนประโยชนตอมนุษยทางตรงหรือทางออมก็ได ทรัพยากรธรรมชาติแบงไดเปน 2 ประเภทใหญ คือ 1. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดสิ้นเปลือง :- แรธาตุ, ถานหิน, น้ํามัน 2. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน :- ปาไม, คน, สัตว, น้ํา อุตสาหกรรม คือ การนําวัตถุดิบมาทําใหเปนผลที่ตองการ เพื่อเปนสินคาโดยอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องจักร อุตสาหกรรมแบงไดหลายแบบ เชน 1. ใชขนาดและทุนทรัพยเปนเกณฑ แบงได เปน อุตสาหกรรมขนาดใหญ, อุตสาหกรรมขนาดกลาง, อุตสาหกรรมขนาดเล็ก 2. ใชลักษณะการอุปโภคและบริโภคเปนเกณฑ แบงไดเปน อุตสาหกรรมสินคาบริโภค, อุตสาหกรรม สินคา อุปโภค 3. ใชวัตถุประสงคการผลิตเปนเกณฑ แบงไดเปน อุตสาหกรรมเบื้องตน หรืออุตสาหกรรมที่ 1, อุตสาหกรรมที่ 2, อุตสาหกรรมที่ 3 4. ใชสภาพและคุณสมบัติผลิตภัณฑเปนเกณฑ แบงไดเปน ประเภทถาวร, ประเภทกึ่งถาวร, ประเภทไม ถาวรหรือ ใชสิ้นเปลือง เครื่องปนดินเผา และเครื่องเคลือบดินเผา ดินที่เหมาะแกการทําอุตสาหกรรมเครื่องปนดินเผา คือดินเหนียวเนื้อละเอียด ยึดติดกัน เมื่อนวดแลวมี ลักษณะเปนมัน คงรูปราง ปนเปนรูปตางๆ ได เครื่องปนดินเผาบางชนิดเผาเสร็จใชงานไดเลย เชน กระถาง โอง อิฐ บางชนิดตองลงน้ํายาเคลือบ เพื่อใหสีชิ้นมัน สารที่ใชเคลือบเปนออกไซดของโลหะ เชน ออกไซดของโคบอลต, ออกไซดของเหล็ก, ออกไซดของ ทองแดง, ออกไซดของมังกานีส, ออกไซดของโครเมียมกับดีบุก, ออกไซดของพลวงกับตะกั่ว อุตสาหกรรมแกว แกว คือ ของแข็งที่เกิดจากการแข็งตัวลงอยางรวดเร็ว ของของเหลวโดยไมตกผลึก แบงเปน 1. แกวธรรมชาติ เปนแกวที่เกิดเองตามธรรมชาติ ไดแก ออบซิเดียน ซิลิกา และเท็กตไตท 2. แกววิทยาศาสตรหรือแกวประดิษฐ ไดแก แกวธรรมดา แกวทนไฟ และแกวควอรตซ แกวที่มีคุณภาพดีใชทรายแกวหรือทรายซิลิกา ซึ่งมีซิลิกอนไดอกไซดประมาณมาก กระจกรถยนต - ทําไดโดยการพนเย็นลงในแผนแกวที่กําลังรอนจัด ทําใหผิวหนาเย็นตัวลงรวดเร็ว เนื้อของ แกว จะหดตัวและแข็งตัวทันที - ทําโดยใชกาวสังเคราะหยึดกระจก 2 แผนเขาดวยกัน กระติกน้ํารอนและน้ําเย็น- ตองใชแกวที่มีคุณสมบัติยืดและหดตัวนอยมาก - ใชแกวผสมบอรอน หรือแกวทนไฟทําเปน 2 ชั้น หลอมขอบใหติดกัน ภายในเปน สุญญากาศเพื่อปองกันการนําและการพาความรอน เคลือบโลหะเงินปองกันการ แผรังสีความรอน
  • 30.
    แกวเปลี่ยนสี - สวนมากทําเปนกระจกแวนตาโดยการเติมสารพวกซิลเวอรไอโอไดด ซิลเวอรคลอไรด ซิลเวอรโบรไมดหรือทั้ง 3 ชนิด การอนุรักษดิน 1. ปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชคลุมดิน 2. ไมเผาหรือทําลายปาไม หรือทําไรเลื่อนลอย 3. ไถพรวนดินขวางตามลาดชันของพื้นที่ เพื่อลดการกัดเซาะของน้ํา 4. ปรับปรุงดินโดยใชปุยชนิดตางๆ เพื่อความเหมาะสม สินจากแร (สินแร) จําแนกโดยใชสวนประกอบของเคมีหรือสมบัติทางกายภาพ ไดเปนแร โลหะ แรอโลหะ แรรัตนชาติ และแรเชื้อเพลิง 1. แรโลหะ - แรที่เกิดเปนธาตุอิสระ มีนอยหายาก เชน ทองคํา เงิน - อยูในรูปสารประกอบ มีมาก หางายไดแก โลหะออกไซด โลหะซัลไฟดและ โลหะ คารบอเนต การถลุงแร คือ ขบวนการแยก เอาโลหะออกมาจากสารประกอบเพื่อการอุตสาหกรรม การถลุงแรมีหลายขบวนการ ขึ้นอยูกับองคประกอบของสาร เชน ก. จําพวกออกไซด ใหเผารวมกับตัวรีดิวซในภาชนะที่ปด เชน ปดภาชนะ คอปเปอรออกไซด + คารบอน ---- ทองแดง + กาซคารบอนไดออกไซด เผา ข. จําพวกซัลไฟด จะตองเปลี่ยนเปนโลหะออกไซด กอนโดยการเผากับออกซิเจนแลว จึงเติม ตัวรีดิวซ และปดภาชนะตามแบบที่ 1 เชน เลดออกไซด + ออกซิเจน ---- เลดออกไซด + กาซซัลเฟอรไดออกไซด เผา ปดภาชนะ เลดออกไซด + คารบอน ---- ตะกั่ว + คารบอนไดออกไซด เผา ค. จําพวกคารบอเนต ตองเผาในอากาศกอนแลวจึงเติมรีดิวซตามแบบที่ 1 ในอากาศ คอปเปอรคารบอเนต --- คอปเปอรออกไซด + คารบอนไดออกไซด เผา ปดภาชนะ คอปเปอรออกไซด + คารบอน ---- ทองแดง + คารบอนไดออกไซด เผา ง. การแยกโลหะโดยใชไฟฟา วิธีนี้จะไดโลหะคอนขางบริสุทธิ์ กอนถลุงจะตองทําให โลหะผสมนั้นเปนสารละลายกอน แลวจึงใชไฟฟาแยก โลหะที่ตองการจะไปเกาะที่ขั้วลบ วิธีนี้เปลืองมาก มักใชเพื่อหา แรเพื่อนําไปใชในกิจการทางวิทยาศาสตร
  • 31.
    เหล็กหลอ = เหล็กดิบทําใหบริสุทธิ์ขึ้นแลวผสมคารบอน 2.แรอโลหะ เปนแรประกอบหิน ไมตองถลุง ขุดขึ้นมาแลวนําไปใชในอุตสาหกรรมไดเลยไม ตองทําใหบริสุทธิ์ เชน 2.1 แคลไซด คือ แรที่ประอบดวย แคลเซียมคารบอเนต เปนสวนประกอบที่สําคัญ ของ หินปูน และหินออน แคลเซียมคารบอเนต (หินปูน) --- แคลเซียมออกไซด + co2 เผา 2.2 ยิปซั่ม (เกลือจืด) หรือ แรที่ประกอบดวยแคลเซียมซัลเฟต ยิบซัม + น้ํา ---- แข็งตัว ---- บดเปนผง + น้ํา ---- ไมแข็งตัว ยิบซัม + น้ํา ---- แข็งตัว ---- บดเปนผง ---- ผงสีขาว + น้ํา ---- แข็งตัว 3. แรรัตนชาติ (แรอัญมณี) เปนแรโลหะซึ่งสวนใหญเกิดในรูปผลึก แรรัตนชาติมีความแข็งตามหลักของโมหสตั้งแต 6 – 10 คอรันดัม เปนแรรัตนชาติที่มีสารประกอบพวกอะลูมิเนียมออกไซดบริสุทธิ์มีสีขาว ถามี มลทิน จําพวกโครเมียมผสมจะทําใหไดสีแดง เชน ทับทิม ถามีมลทินพวกเหล็กและติเต เนียนจะทําใหได สีน้ําเงิน เชน ไพลิน 4. แรเชื้อเพลิง เปนแรอโลหะที่ไมตองถลุง แรเชื้อเพลิงมีองคประกอบที่สําคัญคือ คารบอนและไฮโดรเจน การอนุรักษทรัพยากรแร การอนุรักษทรัพยากรแรที่ดี จะตองวางแผนระยะยาวในการขุดเจาะแร เพื่อใหมีทรัพยากรไวใชไดนานเทาที่จะ ทําได และพยายามนําแรที่ใชแลวกลับมาใชใหม และสุดทายหาสิ่งอื่นมาใชแทนแร ปาไม - จัดเปนทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน ปาสงวน คือ ปาที่ไดรับการดูแลและทะนุบํารุงใหอยูในสภาพธรรมขาติ สวนปา คือ ปาขนาดเล็กที่ปลูกขึ้นเพื่อความสวยงาม เปนที่อยูอาศัยของสัตวปา อนุรักษ หมายถึง การอนุรักษธรรมชาติซึ่งประกอบดวยสัตวปา ปาไม ตนน้ําลําธาร เชน - ออก พ.ร.บ. ปาไม - สรางสวนปา - ทํานุบํารุง สัตวปา และชวยขยายพันธุสัตวปา (กรณีที่จะสูญพันธ) - คนควา ทดลอง เพื่อหาวัสดุอื่น ๆ มาทดแทนผลิตภัณฑจากปา ไมอัดน้ํายา - เปนการรูจักใชไมใหเกิดประโยชนมากที่สุดวิธีหนึ่ง “เปนการชวยรักษาเนื้อไมใหคงทนตอ การใชงาน และปองกันการถูกทําลายเนื้อไมจากแลงและเชื้อรา”
  • 32.
    กินดีอยูดี อาหาร คือ สิ่งที่รับประทานเขาไปแลวเปนประโยชนตอรางกาย ไมเปนพิษตอรางกายอาหารแบงเปน คารโบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน เกลือแร และน้ํา คารโบไฮเดรต - สารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C , H และ - หนวยที่เล็กที่สุด คือ กลูโคส - 1 กรัมใหพลังงาน 4 กิโลคาลอรี่ 1. น้ําตาล มีรสหวาน ละลายน้ําได 1.1 น้ําตาลโมเลกุลเดี่ยว ขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด - กลูโคส มีมากที่สุดในธรรมชาติพบในองุน , ขาวโพด - ฟรุกโตส พบในน้ําผึ้ง เปนน้ําตาลที่หวานที่สุด - กาแลคโตส ไดจากการสลายตัวของน้ํานม 1.2 น้ําตาลโมเลกุลคู - ซูโครส น้ําตาลทราย - มอลโตส มีในเมล็ดพืชกําลังงอก - แลตโตส มีในน้ํานม 1.3 น้ําตาลเชิงชอน ละลายน้ํายาก, ไมมีรสหวาน - แปง พบในขาว มัน เผือก กลอย - เซลลูโลส พบที่ผนังเซลลของพืช เอนไซนในรางกายมนุษยยอยไมได โปรโตชัวผลิตเอนไซม ออกมายอยเซลลูโลส ใหเปนกลูโคสได - ไกลโคเจน เปนกลูโคสเหลือใชเก็บสะสมไวที่ตับและกลามเนื้อ วิธีทดสอบน้ําตาล (ฟา) ⎯→⎯ แดง, สมอิฐ (ฟา) ⎯→⎯ แดง, สมอิฐ วิธีทดสอบแปง แปงสุก + สารละลายไอโอดีน สีน้ําเงิน แปง + กรดเกลือ กลูโคส ไขมัน - สารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C , H และ % แตมี ของ O นอยกวา - ชวยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเชน และชวยใหอาหารผานลําไสไดดี - ไขมัน 1 กรัมใหพลังงาน 9 กิโลคาลอรี่ - หนวยยอยของไขมัน คือ กรดไขมัน และกลีเซอรอล - รางกายเปลี่ยนคารโบไฮเดรด ไขมัน, โปรตีน ไขมัน - ไขมันเปนสวนประกอบที่สําคัญของเยี่ยมหุมเซลลกรดไขมัน แบงเปนกรดไขมันอิ่มตัวและไมอิ่มตัว
  • 33.
    คุณสมบัติของไขมันอิ่มตัวและไมอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัว ไขมันไมอิ่มตัว - ไดจากสัตวและมะพราว- ไดจากไขมันของสัตวเลือดเย็น น้ํามันตับปลา ไขมัน จากพืช - แข็งตัวงาย, ยอยยาก - แข็งตัวยาก, ยอยาย - ไมทําปฏิกิริยากับไอโอดินและออกซิเจน - ทําปฏิกิริยากับไอโอดีนและออกซิเจน - ทําใหเกิดคลอเรสเตอรอสไดงาย - ทําใหเกิดคลอเรสเตอรอสไดยาก - จุดหลอมเหลวสูง - จุดหลอมเหลวต่ํา ทดสอบไขมัน หยอดกระดาษจะโปรงใส หรือโปรงแสง โปรตีน - เปนสารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C, H, O, N, P, S - โปรตีน 1 กรัม ไหพลังงาน 4 กิโลคาลอรี่ - หนวยเล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโน (amino acid) - โปรตีน ไขมัน, โปรตีน คารโบไฮเดรต กรดอะมิโน แบงเปน กรดอะมิโนที่จําเปน รางกายสังเคราะหไมได มี 8 ชนิด วาลีน ลิวซีน ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน ทริบโตเฟน เมทิโอนิน ไลซิน พินิลอะมานิน กรดอะมิโนที่ไมจําเปน รางกายสังเคราะหได ไมตองบริโภคเขาไป วิธีทดสอบโปรตีน 1. โปรตีน + กรดไนตริก เหลือง 2. โปรตีน + โซเดียมไฮดรอกไซด + คอปเปอรซัลเฟต น้ําเงินหรือมวง วิตามิน – สารที่จําเปนตอรางกายทําใหรางกายทํางานไดตามปกติ วิตามินแบงเปน 2 ประเภท 1. วิตามินละลายในไขมัน A, D, E, K 2. วิตามินละลายในน้ํา B, C วิตามิน อาหารที่มีวิตามิน ประโยชน โทษ เนื้อ นม ไขแดง เนย น้ํามันตับ ปลา ทางตา ผิวแหง ทานมากไปผลรวง คลื่นไส ตับไก ผลไมสีเหลือง น้ํามันตับปลา ไขแดง เนย กระดูก ฟน แข็งแรง ทานมากไปทําใหแคลเซียม ในเลือดสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน เมล็ดขาว ผักเขียว ถั่วนม ปองกันการเปนหมัน การแทง ลูก ดอกกะหล่ํา ถั่วเหลือง ทําใหเลือดแข็งตัว ขาดเลือดไมแข็งตัว ขาวซอมมือ เนื้อสัตว ปองกันโรคเหน็บชา เบื่อ อาหาร ขาดเปนโรคเหน็บชา หงุดหงิด
  • 34.
    ตับ หัวใจ ไขปลาสรางเม็ดโลหิตแดง, บํารุง ผิวหนัง ขาดเปนโรคปากนกกระจอก ปวดศีรษะ ยีสต เนื้อสัตว ปองกันโรคประสาท เนื้อสัตว ตับ ผัก ถั่ว ขาวซอมมือ แกโรคโลหิตจาง ขาดเปนโรคโลหิตจาง ออนเพลีย ตับ เนยแข็ง ไข นม สรางเม็ดเลือด ขาดโลหิตจาง ประสาทเสื่อม มะขามปอม สม ฝรั่ง ชวยตอกระดูก ปองกัน เลือดออก กินมากไปคลื่นไส อาเจียน ตามไรฟน เกลือแร - เปนสารอาหารที่ไมใหพลังงาน แตทําใหรางกายทํางานปกติ - รางกายตองการเฉลือแรประมาณ 17 ชนิด เกลือแรที่สําคัญบางชนิด แคลเซียม สรางฟนและกระดูก โซเลียม ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อและระบบประสาท, ควบคุมออสโมซิส โปตัสเซี่ยม ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อหัวใจ และระบบประสาท ฟอสฟอรัส สรางฟนและกระดูก เหล็ก เปนสวนประกอบของ ขาดเปนโรคโลหิตจาง ไอโอดิน ปองกันโรคคอพอก, ควบคุมการผลิตฮอรโมนของตอมไธรอยด น้ํา - เปนสวนประกอบที่มีมากที่สุดในรางกาย ประมาณ ¾ ของน้ําหนักตัว - เปนตัวทําละลาย และพาสารเคลื่อนที่เขาและออกจากเซลล - เปนตัวกลาง นํากาซและสารตาง ๆ ผานเขาออกจากเซลล - เปนตัวควบคุมอุณหภูมิ, ทําใหผิวพรรณสดชื่น - เปนตัวชวยในการรักษาสมดุลออสโมซิสรวมกับโปรตีนและเกลือแร - ถารางกายขาดน้ํา จะกระหายน้ําอยางรุนแรง ผิวแหง อาจทําใหหมดสติ สัดสวนของอาหารที่รางหายตองการ อาหารที่มีผลดีตอสุขภาพในแตละวัน ควรประกอบดวย คารโบไฮเดรต 50 % ไขมัน 20 % โปรตีน 20 % ผักผลไมอีก 10 % และน้ํา การเปลี่ยนแปลงของอาหาร การยอย - การเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่มีขนาดใหญใหมีขนาดเล็ก จะสามารถผานผนังลําไสเล็ก เขาสูกระแส เดลือด โดยอาศัย “เอนไซม” เอนไซม - สารประกอบจํานวนโปรตีน ทําหนาที่กระตุนใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลังจากทําปฏิกิริยา เคมีแลว เอนไซมไมเปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไปไหน ชนิดของเอนไซม 1. อะไมเลส อยูในน้ําลาย ยอยแปง มอลโตส 2. เปปซีน อยูในกระเพาะ ยอยโปรตีน โปรตีนขนาดเล็ก 3. มอลเดส อยูในลําไสเล็ก ยอยมอลโตส กลูโคส
  • 35.
    4. ทริปธิน อยูในลําไสเล็กยอยโปรตีน กรดอะมิโน 5. ไลเปล อยูในลําไสเล็ก ยอยไขมัน กรดไขมันและเกลือเชอรอล 6. ปาเปอิช มีในยางมะละกอ ชวยยอยเนื้อใหยุย เอนไซมถูกทําลายดวยกรด, เบส และความรอน การถนอมอาหาร คือ ขบวนการใด ๆ ก็ตามที่ถูกนํามาใชเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร มิใหเลื่อมคุณภาพเร็วเกินไป และสามารถเก็บรักษาไวไดนาน ๆ มีหลายวิธีคือ 1. การตากแหง จุลินทรียตาย เนื่องจากขาดน้ํา 2. การแชเย็น ยับยั้งการเจริญเติมโตของจุลินทรีย 3. การหมักดอง ไดกรดอะซิติก 4. การแชอิ่ม ใชน้ําตาลชวยยับยั้งการเจริญเติมโตของจุลินทรีย 5. การใสสารกันบูด เชน กรดเบนโซอิก กรดซอรปก 6. การอาบรังสี ใชรังสีแกมมา จากธาตุกัมมันตรังสี 7. การใชความรอน 7.1 การฆาเชื้อบนพาสเตอร ใชความรอน 65-70 นาน ½ ชั่วโมง 7.2 การทําไรเชื้อ ใชความรอน 120 นาน 15-20 นา ใชความกดดันสูง อาหารนี้เก็บ ไดทุกอุณหภูมิ นมชนิดตาง ๆ - นมมารดา มีกรดไขมันที่จําเปนมากกวานมวัว, มี นอยกวาแตยอยงายกวา - นมสด นมวัวฆาเชื้อแบบพาสเตอร - นม นมสดที่ฆาเชื้อโดยใหความรอน 133 นาน 1-4 วินาที เก็บในกลองที่ปราศจากเชื้อ - นมระเหย นมสดที่เอาน้ําออก 60 ทําไรเชื้อ เก็บไวไดนาน - นมเปรี้ยว นมที่ไดจากการใสจุลินทรียไปเจริญในน้ํานม ทําใหมีรสเปรี้ยว และขนกวานมสดธรรมดา สารปรุงแตงอาหาร คือ สารที่ผูผลิตอาหารผสมลงไปในอาหารในกรรมวิธีการผลิต ผลของการรับประทานอาหารที่มีสารปรุงแตงตอไปนี้ - สารกันบูด (กรดซาลิซิริค) เปนแผลในกระเพาะ เปนแผลตามตัว - ทําใหเนื้อนุม (โซเดียมคารบอเนต) - ทําใหมีสีสวยงาม (ดินประสิว) - ทําใหลูกชื้นกรอบ (ผงบอแรกซ) ผงชูรส - ผงชูรสแท มีโมโนโซเดียมกลูตาเนต ไมนอยกวา 95 โดยน้ําหนัก - ผงชูรสผสม มีโมโซเดียมกลูตาเนต ไมนอยกวา 50 โดยน้ําหนัก - ผงชูรสเทียม เปนโซเดียมเมดาฟอสเฟต ผสมผงบอแรกซ วิธีตรวจสอบผงชูรส 1. ดูลักษณะภายนอก 2. ใสกระดาษขมิ้นเปยกชื้น ถาไมเปลี่ยนสีเปนของแท เปลี่ยนเปนสีแดงเปนผงชูรสปลอม 3. เผาในชอนโลหะ ถาไดสีดําเปนของแทถาไดสีขาวเปนของปลอม
  • 36.
    น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูหมักเมล็ดพืช หนัก เอทิลแอลกอฮอล หมัก น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูกลั่น เอทิลแอลกอฮอล หมัก น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูเทียม ใชกรดน้ําสม (กรดอะซิติก) ทําใหเจือจาง - น้ําสมชายชูปลอม ใชกรดกํามะถัน (กรดซัลฟวริก) วิธีตรวจสอบน้ําสมสายชู 1. ดมกลิ่น 2. แชใชผัก 45 นาที ถาใบผักไมเปลี่ยนแปลงเปนของแท 3. ใชเจนเชี่ยนไวโอเล็ตเจือจางหยดลงไป ถาไดสีมวงเหมือนเดิมเปนของแท ถาไดสีเขียว ออน ๆ หรือน้ําเงินออน ๆ เปนของปลอม สารพิษในอาหาร 1. อาฟลาทอกซิน พบในถั่วลิสง 2. เจงโคลิน พบในลูกเนียง 3. โบทูลิน พบในอาหารกระปอง
  • 37.
    ยากับชีวิต สุขภาพ หมายถึง สภาวะความสมบูรณแข็งแรงทั้งรางกายและจิตใจรวมทั้งการดํารงชีวิตอยูในสังคมที่ดี อายุขัย (อายุจริง) ชวงเวลาที่ยาวนานที่สุดตั้งแตเกิดจนถึงตาย อายุคาด (อายุเฉลี่ย) คาเฉลี่ยที่คํานวณไดสําหรับทํานายอายุเฉลี่ยของสิ่งมีชีวิตแตละชนิด สาเหตุที่ทําใหอายุคาดเปลี่ยนคือ การตายของสมาชิกในกลุม ถาตายมาก อายุคาดลดลง โรค หมายถึง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสภาพรางกายหรือสภาพทางจิตใจ ซึ่งกอใหเกิดอาการตาง ๆ ที่อาจ เปนอันตราย และทําใหเกิดความทุกขทรมานตอการดํารงชีวิต อาการเกิดโรค 1. โรคเกิดจากกระบวนการทํางานของเซลลผิดปกติ เชน เบาหวาน 2. โรคที่เกิดจากเชื้อโรค - แบคทีเรีย : อหิวาต, วัณโรค, เรื้อน, บาดทะยัก, กามโรค - ไวรัส : หวัด, อีสุกอีใส, โปลิโอ, หูด - รา : กลาก, เกลื้อน, ปอดอักเสบ การปองกันและกําจัดเชื้อโรคของรางกายตามธรรมชาติ 1. ผิวหนังและเยื่อเมือกบุ ปองกันไมใหอวัยวะหรือเนื้อเยื่อสัมผัสกับสิ่งแวดลอม 2. เม็ดเลือดขาว ทําลายเชื้อโรคโดยการกินเชื้อโรค เรียก ฟาโกไซโตซิส 3. ตอมน้ําเหลือง ทําลายเชื้อโรค 4. เซลลในมาม ตับ ปอด และไขกระดูก ทําลายเชื้อโรคและซากของเสีย ภูมิคุมกัน (immunity) คือ แอนตี้บอดี้ หรือสารเคมีที่สรางจากมาม ตับ ไขกระดูก และตอมน้ําเหลืองใช สําหรับ ปองกันหรือตอตานโรค แบงเปน 1. ภูมิคุมกันที่มีอยูตามธรรมชาติ ไดแก ภูมิคุมกันโดยผิวหนัง เม็ดเลือดขาว, ตอมน้ําเหลือง 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นภายหลัง ไดแก เกิดหลังจากหายจากโรค และเกิดโดยฉีดวัคซีน เซรุม และทอกซอยด วัคซีน - เชื้อโรคที่ออนกําลังหรือตายแลว ฉีดเขารางกายกระตุนใหรางกายสราง Antibody เพื่อตอตานโรคใดโรค หนึ่งโดย เฉพาะ เชน BCG, DTP, OPV เซรุม - Antibody ที่รางกายรับแลวตานทานพิษไดทันที ทอกซอยด - สารพิษที่เชื้อโรคขับออกมาแลวทําใหหมดพิษ ฉีดเขารางกายกระตุนใหสราง Antibody ยา (Drug) หมายถึง สารหรือวัตถุออกฤทธิ์ตอรางกาย เพื่อทําใหเกิดผลในการปองกัน สงเสริมสุขภาพ บําบัดโรค บรรเทาโรค รักษาโรคและวินิจฉัยโรค หลักการใชยา - ใชใหถูกขนาด ถูกตามคําแนะนํา ถูกตามมาตรฐาน และใชใหถูกเวลา เชน - ยากินทุก 4 ชั่วโมง ตองการใหมีฤทธิ์พอเหมาะในการรักษา - ยากินกอนอาหาร ตองการใหดูดซึมตอนทองวาง - ยากินหลังอาหาร ตองการใหดูดซึมพรอมอาหาร - ยากินกอนนอน ตองการใหออกฤทธิ์ขณะหลับ ยาที่มีอายุขัยสั้น ตองบอกวันหมดอายุ เชน Expiry Date, Expiration Date ยาอายุขัยยาว ตองบอกวันผลิต เชน Manufacturing Date หรือ Mfd, Mfg ยา 1 ชอนชา = 5 มิลลิลิตร 1 ชอนโตะ = 15 มิลลิลิตร
  • 38.
    ยาสมุนไพร หมายถึง ยาที่ไดจากพฤกษชาติสัตวหรือแรธาตุ ซึ่งยังมิไดผสมปรุงแตงหรือแปรสภาพ การสกัดยาสมุนไพร 1. สกัดดวยไอน้ํา (กลั่นดวยไอน้ํา) สารที่ไดมีน้ํามันหอมระเหย + น้ํา 2. สกัดดวยตัวทําละลาย นิยมใช Ethyl alcohol เปนตัวทําละลาย ตัวทําละลายที่ดี ตองแยก ออกจากตัวถูกละลายไดงาย ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือ ยาที่ไดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียบางชนิดใชสําหรับยับยั้งความเจริญเติบโตของ แบคทีเรีย หรือทําลายแบคทีเรียและจุลินทรียตาง ๆ เชื้อโรคดื้อยา หมายถึง ความสามารถของเชื้อโรคที่จะดํารงชีวิตหรือขยายพันธุตอไปภายในรางกาย แมวาจะ ใชยาในขนาดที่เคยใชไดผลมาแลวหรือสูงกวาขนาดที่เคยใช ยาที่ไดจากการสังเคราะห 1. ยาซัลฟา หรือ ซัลโฟนาไมด ซึ่งมีหลายชนิดทั้งฉีด กิน และหยอด ละลายน้ําไมดี มักเกิด ตกตะกอนที่กรวยไต เวลากินยาเม็ดนี้ตองดื่มน้ํามาก ๆ 2. ยาลดไข ใชลดไข และมีสรรพคุณในการบําบัดอาการปวดตาง ๆ รวมอยูดวย ฤทธิ์ของยาลด ไขทําใหเหงื่อออกบริเวณผิวหนัง ทําใหความรอนระบายออกจากรางกาย ทําใหเลือดหยุดชา ระบบทางเดินอาหาร ผิดปกติ เกล็ดเลือดจับตัวไดนอยลง จํานวนเม็ดเลือดลดลง มีผลตอตับและไต 3. ยาลดกรด ยาลดกรดทุกชนิดมีสมบัติเปน เบส แบงเปน ยาประเภทไฮดรอดไซด และยา ประเภทคารบอเนต ยาลดกรด (ไฮดรอกไซด) + กรด --- เกลือ + น้ํา ยาลดกรด (คารบอเนต) + กรด --- เกลือ + น้ํา + CO2 4. ยาระงับปวด มี ชนิดเสพติด และ ชนิดไมเสพติด 5. ยาฆาเชื้อโรคภายนอก - ระงับเชื้อ (ใชกับสิ่งมีชีวิต) และ - ยาฆาเชื้อ (ใชกับสิ่งไมมีชีวิต) ยาสามัญประจําบาน เปนยาที่สามารถนําไปใชในการบําบัด บรรเทาอาการของโรคบางชนิดไดเองโดยไมตอง ปรึกษาแพทย ถาผลิตโดยองคการเภสัชกรรม เรียก ยาตําราหลวง ยาสามัญประจําบาน แบงเปน 2 ประเภท - ยาภายใน – ยาแกไอน้ําดํา, ยาลดกรด - ยาภายนอก - ทิงเจอรไอโอดิน ยาที่เสพติด คือ สิ่งที่เสพเขาไปแลวเกิดความตองการทั้งรางกายและจิตใจ ไมสามารถหยุดเสพได เชน มอรฟน, แอสไพริน, พาราเซทตามอล, ยานอนหลับ, ยากลอมประสาท, ยาระงับประสาท, ยากระตุนประสาท วัตถุมีพิษ เชน ยาฆาแมลง สารเคมีตางๆ ทําใหสิ่งแวดลอมเปนพิษ เมื่อสารพิษเขารางกาย จะทําอันตราย เนื้อเยื่อโดยตรง และสะสมไวตามไขมันทําใหรางกายออนแอ เจ็บปวยและอาจถึงตายได ปจจุบันไมนิยมใชยาฆาแมลง แตจะปราบแมลงโดยใชวิธีทางชีวภาพ (ชีววิธี) หมายถึงการนําสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไมทําลายสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง หรือใชสารเคมีลอแมลงมารวมกันแลวทําลายทิ้ง รังสีเอกซ ใชในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะภายในที่มองไมเห็นดวยตาเปลา เชน โรคกระเพาะ โรค ลําไส กระดูก เสนประสาทในกระดูกสันหลัง กอนวินิจฉัยตองรับประทานแบเรียมซัลเฟต กัมมันตรังสี การวินิจฉัยโรคทําไดโดยฉีดหรือกินสารกัมมันตรังสีเขาไปในรางกาย แลวใชเครื่องตรวจรังสีขึ้น พิเศษโดยเฉพาะติดตามวัดสารกัมมันตรังสีหรือเจาะเลือดออกมาวินิจฉัย
  • 39.
    แสงเลเซอร เปนลําแสงขนานขนาดเล็ก ไมกระจายเมื่อผานปริซึมก็ไมเกิดการกระจายแสงมีสีแดงเขม(มี ความถี่คาเดียว) มีพลังงานในลําแสงสูงมาก แพทยใชแสงเลเซอรเปนประโยชน - เชื่อมเรตินาที่ลอกหลุด - เชื่อมหลอดเลือดในการผาตัดสมอง - ผาตัดเนื้องอกบริเวณที่ตองการ การฟอกโลหิตดวยเครื่องไตเทียม ปกติคนมีไต 2 ขาง ภายในไตมีหนวยไตขางละ 1 ลานหนวย หนวยไต ทําหนาที่แยกน้ําบางสวนและสารบางอยางที่มีโมเลกุลขนาดเล็กออกจากเลือด ตัวอยางสาร เชน กลูโคส กรดอะมิโน เกลือแร ยูเรีย หนาที่ของไต 1. กรองของเสีย 2. รักษาปริมาณน้ํา 3. ควบคุมเกลือแร และภาวะเบสในรางกาย 4. ควบคุมความดันเลือด 5. กระตุนการสรางเม็ดเลือดแดง การเปลี่ยนอวัยวะ ปญหาสําหรับการผาตัดเปลี่ยนอวัยวะ ระบบคุมกันในรางกายของผูปวย ซึ่งไดแก เม็ดเลือดขาวและ แอนติบอดี้ การผาตัดเปลี่ยนอวัยวะจะไดผลดีที่สุด เมื่อผูรับและผูใหเปนพี่นองฝาแฝดที่เกิดจากไขใบเดียว รองลงมาคือ พี่นองและเครือญาติ
  • 40.
    รางกายของเรา กายวิภาคศาสตร (Anatomy) เปนวิชาที่ศึกษาโครงสรางอวัยวะและระบบตางๆ ของรางกาย เซลล (Cell) - หนวยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล เยื่อหุมเซลล โปรโตพลาสซึม นิวเคลียส ไซโตพลาสซึม เนื้อเยื่อ - กลุมเซลลที่มีรูปรางเหมือนกันมาทํางานรวมกัน อวัยวะ - กลุมเนื้อเยื่อหลาย ๆ ชนิดที่รวมกันทําหนาที่อยางใดอยางหนึ่ง ระบบ - กลุมอวัยวะที่ทําหนาที่สําคัญรวมกัน เซลล --- เนื้อเยื่อ --- อวัยวะ --- ระบบอวัยวะ --- รางกายของเรา รางกายมีระบบอวัยวะ 10 ระบบ ดังนี้ 1. ระบบหายใจ - จมูก มีขนและเยื่อเมือก - หลอดลมเปนกระดูกออนรูปเกือกมาซอนกัน - ปอด มีถุงลมเล็ก ๆ เปนบริเวณแลกเปลี่ยนกาซ 2. ระบบหมุนเวียนโลหิต - หัวใจสูบฉีดโลหิตไปทั่วรางกาย - เสนเลือดมีเสนเลือดดํา และเสนเลือดแดง - ไขกระดูก สรางเม็ดเลือด และเกล็ดเลือด - มาม ทําลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ - ตับ ทําลายเม็ดเลือดแดง - ตอมน้ําเหลือง ทําลายเชื้อโรค 3. ระบบยอยอาหาร - ปาก ยอยทางกลและเคมี - ลิ้น รับรสได 4 รส หวาน เค็ม เปรี้ยว และขม - ฟน มี 2 ชุด ฟนน้ํานม 20 ซี่ ฟนแท 32 ซี่ - ตอมน้ําลาย ผลิตน้ําลายวันละ 1 – 1.5 ลิตร - กระเพาะอาหาร ยอยโปรตีนอยางเดียว - ลําไสเล็ก ยอยโปรตีน คารโบไฮเดรต ไขมัน และดูดซึม - ลําไสใหญ เก็บกากอาหาร - ตับ สรางน้ําดี - ถุงน้ําดี เก็บน้ําดี - ตับออน สรางน้ํายอย
  • 41.
    4. ระบบขับถาย - ผิวหนังขับเหงื่อ - ลําไสใหญ ขับอุจจาระ - ไต ขับปสสาวะ 5. ระบบสืบพันธุ - รังไข สรางไข - อัณฑะ สรางสเปรม 6. ระบบตอมไรทอ - ตอมใตสมอง ผลิต Growth hormone - ตอมหมวกไต ผลิต Adrenalin - ตอมไธรอยค ผลิต Thyroxin - ตอมอิสเล็ต ออฟลางเกอรฮาน (ตับออน) ผลิต Insulin - รังไข และอัณฑะ ผลิต Estrogen และ Testosterone 7. ระบบหุมหอรางกาย ประกอบดวย ผิวหนัง ขน ผม เล็บ ตอมเหงื่อตอมน้ํามัน หนาที่ - ปองกันการกระทบกระเทือน, สะสมอาหาร, ควบคุมอุณหภูมิ, รับ ความรูสึก, ขับถายของเสีย ผิวหนัง - อวัยวะที่ใหญที่สุดในรางกาย - พื้นที่ 2 m2 หนักประมาณ 3 kg หนา 1-3 mm - ใชเลือดหลอเลี้ยง 1/3 ของเลือดทั้งหมด - มี 2 ชั้นคือ หนังกําพรา และหนังแท หนังกําพรา เปนผิวหนังที่ชวยหอหุมปองกันรางกายไมใหเชื้อโรคหลุดเขาไปสูภายในได งาย ๆ แบงเปน 2 ชั้น ไดแก เยื่อบุผิวชั้นนอก และ เยื่อบุผิวชั้นใน หนังแท เปนผิวหนังที่ลักษณะเปนแผนยืดหยุนได ประกอบดวย ตอมน้ํามัน ตอม เหงื่อ ขุมขน เสนเลือด เสนประสาท ไขมันใตผิวหนัง เปนเนื้อเยื่อไขมัน ทําหนาที่ เปนฉนวนกันความรอน 8. ระบบโครงกระดูก มีหนาที่เปนโครงรางของรางกาย ปองกันการกระทบกระเทือนใหอวัยวะภายใน กระดูกคน 206 ชิ้น - กระดูกแกน ประกอบดวย กะโหลกศีรษะ คอ อก สันหลัง กนกบ และซี่โครง - กระดูกระยาง ประกอบดวย แขน ขา สะบัก ไหปลารา เชิงกราน สวนประกอบของกระดูก 1. สวนที่มีชีวิต ไดแก เซลลกระดูก เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว เนื้อเยื่อประสาท และเสนเลือด เปนสวนที่ทําใหกระดูกเหนียวและถูกทําลายไดดวยความรอน 2. สวนที่ไรชีวิต ไดแก แคลเซียมคารบอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต เปนสวนที่ทําใหกระดูก แข็ง และถูกทําลายไดดวยกรด ขอตอ เปนสวนที่ทําใหโครงกระดูกยืดหยุนได และ เคลื่อนไหวสะดวก แบงเปน 1. เหมือนบานพับ - เคลื่อนไหวไดทิศทางเดียว เชน ขอตอกระดูกนิ้วมือ
  • 42.
    2. คลายลูกกลมในเบา -เคลื่อนไหวกมเงยบิดซายขวาได เชน ขอตอหัวไหล 3. แบบประกอบสวมในเดือย - เคลื่อนไหวกมเงยบิดซายขวาได เชน ขอตอตนคอ 4. แบบยึดติด - เคลื่อนไหวไดนิดเดียว หรือ เคลื่อนไหวไมไดเลย เชน ขอตอกระดูก ซี่โครง กะโหลกศีรษะ 9. ระบบกลามเนื้อ - แหลงพลังงานกลที่ใชในการเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรางกาย - ประกอบดวยกลามเนื้อมากกวา 500 มัด กลามเนื้อแบงเปน 3 ชนิดคือ 1. กลามเนื้อลาย เปนกลามเนื้อเกาะติดกับกระดูก อยูในอํานาจจิตใจ 2. กลามเนื้อเรียบ เปนกลามเนื้อของอวัยวะภายใน อยูนอกอํานาจจิตใจ 3. กลามเนื้อหัวใจ อยูนอกอํานาจจิตใจมีลายเล็กนอย ประสิทธิภาพของกลามเนื้อ หมายถึง กลามเนื้ออยูในสภาพที่แข็งแรงพรอมที่จะทํางานไดอยางเต็มที่ โดยใชพลังงาน และออกซิเจนนอยที่สุด กลามเนื้อไบเส็บ กลามเนื้อหดตัว เพื่อใหอวัยวะงอเขา กลามเนื้อไตรเส็บ หดตัว เพื่อใหอวัยวะ เหยียดออก เสนเอ็น (Tendon) เปนสวนที่ยึดระหวางกลามเนื้อกับกระดูก เหนียว แข็งแรง ทนทาน พังผืดยึดขอ (ligament) เปนสวนที่เชื่อมระหวางกระดูกกับกระดูก ยืดได 10. ระบบประสาท มีหนาที่ - ควบคุมดูแลการทํางานทุกสวนของรางกาย สมอง มีเยื่อหุม 3 ชั้นอยูในกะโหลกศีรษะ แบงเปน ซีรีบรัม เปนสมองที่มี่ขนาดใหญที่สุด มีรอยหยัก ทําหนาที่ควบคุมการเรียนรู พฤติกรรมตาง ๆ ความคิด ความจํา เชาวปญญา ไหวพริบ รับรู และสั่งการตอบสนอง ซีรีเบลลัม ทําหนาที่ควบคุมกิจกรรมของกลามเนื้อขณะที่มีการเคลื่อนไหวควบคุมการทรงตัว เมดัลลาออบลองกาตา ทําหนาที่ควบคุมการหายใจ การเตนของหัวใจ การหดตัวและขยายตัวของ หลอดเลือด ไขสันหลัง อยูในชองของกระดูกสันหลัง แตละปลองมีเสนประสาทสันหลัง 1 คู ประกอบดวย ประสาทรับและนําสัญญาณ กับประสาทสั่งการ ไขสันหลังทําหนาที่ควบคุม ปฏิกิริยารี เฟลกซ ปฏิกิริยารีเฟลกซหรือกิริยาตอบสนองฉับพลัน หมายถึง การตอนสนองสิ่งเราอยางกระทันหัน โดย ไมตองรอคําสั่งจากสมอง เพื่อใหรางกายปลอดภัยจากอันตราย (มีความเร็วประมาณ 40-75 เมตร/ วินาที) พลังงานในรางกาย ไดจากระบบหายใจ ระบบยอยอาหาร และระบบหมุนเวียนโลหิต กิจกรรมและพฤติกรรมในรางกายของเราจะตองใชพลังงานโดยไดจากอาหารและออกซิเจน การวัดอัตราการหายใจจึงวัดจากปริมาณออกซิเจนที่ใชในแตละกิจกรรม อากาศที่สูดเขาไป 20,000 cm3 เปน O2 แพรเขากระแสเลือด 1,000 cm3 และสามารถ นําไปใชพลังงานออกมา 19.2 กิโลจูล อวัยวะที่ทํางานมากกวา 1 ระบบ ไดแก ผิวหนัง รังไข อัณฑะ ลําไสใหญ ตับออน
  • 43.
    ชีวิตและวิวัฒนาการ การกําเนิดสิ่งมีชีวิต โอปาริน และฮัลเดน เสนอความคิดวาสิ่งมีชีวิตแรกเริ่มเกิดในทะเล โดยเริ่มจากบรรยากาศของโลกดึกดํา บรรพที่ประกอบดวย กาซมีเทน แอมโมเนีย น้ํา ฯลฯ ไดรับพลังงานจากดวงอาทิตย และการเกิดฟาแลบ ฟาผา ทํา ใหเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมกันเปนสารอินทรียละลายลงทะเลรวมตัวใหญขึ้นเรื่อย ๆ เปนสิ่งมีชีวิต มิลเลอร ทดลองสรางเครื่องมือเปนภาชนะสุญญากาศแลวบรรจุมีเทน แอมโมเนีย ไฮโดรเจน และน้ํา ให หมุนเวียนผานน้ําเดือดและไอน้ํา แลวผานไฟฟาแรงสูงเขาไปในภาชนะสุญญากาศนั้น สุดทายตรวจสอบพบวา มี กรดอะมิโนและสารอินทรียอื่น ๆ สรุปไดวา สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นไดเอง หลุยส ปาสเตอร ไดเสนอความคิดวา สิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการ (Evolution) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปรางหรือหนาที่ หรือการเปลี่ยนแปลงทั้ง หนาที่และรูปรางขององคประกอบของสิ่งมีชีวิต โดยมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละนอย จนเห็นความแตกตางชัดเจน ระหวางบรรพบุรุษกับลูกหลานรุนตอ ๆ มาก ซึ่งไดสืบพันธุมาหลายชั่วอายุ หลักฐานที่แสดงวาวิวัฒนาการมีจริง 1. หลักฐานจากซากดึกดําบรรพ (Fossil) เกิดจากซากพืช ซากสัตวที่กลายเปนหิน 2. หลักฐานทางกายวิภาคเปรียบเทียบ 3. หลักฐานจาการเจริญของเอมบริโอ 4. หลักฐานทางพันธุศาสตร 5. หลักฐานจากรองรอยของอวัยวะที่ไมใชงาน แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 1. ลามารค (Lamarck) ตั้งทฤษฎีไว 2 ขอ คือ - กฎแหงการใชและไมใช (Law of Used and Disused) กลาววา อวัยวะที่มีประโยชน และใชงานจะเจริญเติบโตได อวัยวะที่ไมใชงานและไมมีประโยชนจะเสื่อมสลายไป - กฎแหงการถายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม กลาววาลักษณะที่เกิดเนื่องจากการใชและไมใชสามารถ ถายทอดไปยังลูกหลานได 2. ชารลส ดารวิน (Charles Darwin) ตั้งกฎการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of Natural selection) กลาววา สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง เหมาะสมกับสิ่งแวดลอมปรับตัวไดดีจะอยูรอดได สิ่งมีชีวิตที่ ออนแอจะตายไป 3. ไวสมัน (Weisman) ตั้งทฤษฎีการสืบตอเนื่องกันของเซลลสืบพันธุ กลาววา การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดในเซลลสืบพันธุถายทอดได เกิดในเซลลรางกาย ถายทอดไมได 4. ฮิวโก เดอ ฟรีส (Hugo de Vrise) ตั้งทฤษฎีการผาเหลา กลาววา พันธุใหมเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของยีนอยางกะทันหัน
  • 44.
    การปรับตัว (Adaptation) หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปรางลักษณะของรางกายใหเขากับ สิ่งแวดลอมเพื่อการอยูรอด ตัวอยางการปรับตัว 1. ตั๊กแตนเปลี่ยนรางกายใหมีลักษณะคลายคลึงกับธรรมชาติที่อยูอาศัย 2. แมลงเปลี่ยนแปลงลักษณะของปากเพื่อใหเหมาะสมกับการกินอาหาร 3. พืชปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมทําใหสามารถดํารงชีวิตและแพรพันธุตอไปได การเกิดสปซีสใหม สปซีส (Species) หมายถึง กลุมสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะทั่วไปหรือลักษณะทางพันธุกรรมคลายคลึงกัน สามารถผสมพันธุกันไดตามธรรมชาติ และใหลูกที่สามารถถายทอดลักษณะพันธุกรรมตอไปได ตัวอยางการดํารงความเปนสปซีสไว 1. ผีเสื้อกลางคืนกับผีเสื้อทั่วไป ไมสามารถเขาผสมพันธุกันได 2. ผีเสื้อกลางคืนตัวเมียจะปลอยฟโรโมนเพื่อกระตุนผีเสื้อกลางคืนตัวผูใหเขาผสมพันธุเทานั้น 3. เสียงรองของกบ อึ่งอาง คางคกที่เรียกตัวเมียใหเขาผสมพันธุจะแตกตางกัน 4. เสียงกรีดปกของจิ้งหรีดตางสปซีสกันจะมีความถี่ตางกัน วิวัฒนาการของมนุษย เปรียบเทียบกะโหลกของกอริลลากับมนุษย มนุษย กอริลลา (ลิงไมมีหาง) 1. หนาผากเรียบ 1. หนาผากมีสันกระดูกยื่นออกมาเหนือตา 2. ขากรรไกรและฟนเรียบเสมอกัน 2. ขากรรไกรและฟนยื่นไปดานหนา 3. เขี้ยวสั้น 3. เขี้ยวยาว 4. ชองบรรจุสมองมากกวา 4. ชองบรรจุสมองนอยกวา 5. กลามเนื้อเกาะทายทอยมีนอย 5. กลามเนื้อเกาะทายทอยมีมาก 6. กระดูกสันหลังตั้งตรง 6. กระดูกสันหลังโคงงอ มนุษยวานร ไดแก สปซีสออกสตราโลพิทีคัส (Australopithecus sp.) - พบในอัฟริกา มีขนกระจายทั่วตัว - สมอง 400 – 600 cm3 , สูง 4 ฟุต - นําวัตถุมาใชเปนเครื่องมือแตไมรูจักประดิษฐเครื่องมือ บรรพบุรุษมนุษย ไดแก โฮโมฮาบิลิส (Homo habilis) ศึกษาจากมนุษยโอ ดู วาย - มีขนแบบลิง, สมองขนาด 800 cm3 - พบในเอเชียและอัฟริกา - ประดิษฐหินกะเทาะได ใชไม เขาสัตวเปนเครื่องมือ
  • 45.
    มนุษยเริ่มแรก ไดแก โฮโมอีเร็คตัส(Homo erectus) - ศึกษาจากมนุษยชวาและมนุษยปกกิ่ง - สมอง 1,000 cm3 , ไมมีขนแบบลิง - ประดิษฐขวานไมมีดาม รูจักใชไฟ อยูตามถ้ํา มนุษยปจจุบัน ไดแก โฮโม เซเบียนส (Homo sapiens) - สมอง 1,100 – 1,200 cm3 - ประดิษฐเครื่องมือและมีความสามารถในเชิงศิลป - พบภาพวาดไบซัน และรูปแกะสลักหินตามผนังถ้ํา มนุษยปจจุบัน แบงเปนหลายเผาพันธุ ดังนี้ 1. มองโกลอยด ไดแก พวกผิวเหลือง 2. คอเคซอยด ไดแก พวกผิวขาว 3. นิกรอยด ไดแก พวกผิวดํา การจัดจําพวกสิ่งมีชีวิต มอเนอรา (Monera) - สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว ไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส โปรติสตา (Protista) - สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว มีเยื่อหุมนิวเคลียส พืช (Plant) - สิ่งมีชีวิตที่มีคลอโรฟลล สัตว (Animal) - สิ่งมีชีวิตที่ไมมีคลอโรฟลล ระบบนิเวศ (Ecosystem) - การถายทอดพลังงานระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม หวงโซอาหาร (Food chain) - การถายทอดพลังงานในแงการกินอาหารตอเนื่องเปนทอด ๆ สายใยอาหาร (Food web) - หวงโซอาหารหลาย ๆ หวงโซสัมพันธกัน
  • 46.
    มรดกทางกรรมพันธุ กรรมพันธุ (Heredity) คือปรากฏการณที่สิ่งมีชีวิตถายทอดลักษณะตาง ๆ จากบรรพบุรุษไปยัง ลูกหลาน ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะที่ถายทอด จากบรรพบุรุษไปยังลูกลาน เชน สีผิว, สีผม, ลักษณะ ของผม, ลักษณะของปลายนิ้วกอย ลักษณะที่ปรากฏในสิ่งมีชีวิตเปนผลเนื่องจาก - พันธุกรรม - สิ่งแวดลอม ลักษณะที่ถายทอดทางพันธุกรรม ลูกไดรับจากพอและแมคนละครึ่ง ลักษณะนี้ถายทอดจากพี่ไปสูนองไมได การศึกษาแบบแผนการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ศึกษาจากการทดลองในสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก, แพรพันธุเร็ว, อายุขัยสั้น การศึกษาจากถายทอดลักษณะพันธุกรรมใน คน ทดลองไมได เพราะคนมีอายุขัยยาว และบังคับ ไมได จึงศึกษาจาก พงศาวลี พงศาวลี (Pedigree) คือ แผนภาพที่แสดงการสืบพันธุ หรือแผนภาพลําดับเครือญาติ โดยใช สัญลักษณตาง ๆ ยีน (Gene) คือ หนวยที่ควบคุมลักษณะตางๆ ของสิ่งมีชีวิต และเปนตัวถายทอดลักษณะตาง ๆ จากพอแม ไปยังลูกหลานโดยผานทางเซลลสืบพันธุ คนมียีน ∼ 40,000 ยีน ยีนอยูบนโครโมโซม และ โครโมโซมอยูในนิวเคลียส โครโมโซม (Chromosome) เปนเสนใยเล็ก ๆ ประกอบดวยโปรตีน โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตแต ละชนิดจะมีจํานวนคงที่ และไมเทากับโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตอื่น โครโมโซมของคน มี 46 อัน แบงเปน - โครโมโซมรางกาย 44 อัน - โครโมโซมเพศ 2 อัน เซลลในรางกายของคนแบงเปน 2 ชนิด 1. เซลลรางกาย เปนเซลลที่พบทั่วไปในรางกาย มีโครโมโซม 2 ชุด (46อัน) เชน เซลลกลามเนื้อ เซลลผิวหนัง 2. เซลลสืบพันธุ เปนเซลลที่พบในอวัยวะสืบพันธุ มีโครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของเซลลรางกาย เชน เซลลไข, เซลลอสุจิ การแบงเซลลมี 2 ชนิด 1. การแบงแบบไมโตซิส (Mitosis) เปนการแบงเซลลของรางกาย โดยเซลลใหมที่ไดมี โครโมโซมเทากับเซลลเดิม คือ 2n เซลลนี้เรียกวา daughter cell 2. การแบงเซลลแบบไมโอซีส (Meiosis) เปนการแบงเซลลสืบพันธ โดยเซลลใหมที่ไดมี โครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของเซลลเดิม คือ n
  • 47.
    เมนเดล (Mendel) -เปนบาทหลวงชาวออสเตรีย ไดรับยกยองวาเปน “บิดาแหงวิชาพันธุศาสตร และเปนผูชี้ใหเห็นวา ลักษณะที่ปรากฏในลูกเปนผลมาจากการถายทอดหนวยที่ควบคุมลักษณะตาง ๆ ซึ่งไดจากพอแม โดยผานทางเซลลสืบพันธุ Mendel เลือกศึกษาตนถั่ว เพราะตนถั่วเปนพืชลมลุก ปลูกงาย หางาย ออกดอกงาย ผสมพันธุงาย ขยายพันธุงาย ใหเมล็ดจํานวนมาก เปนดอกสมบูรณเพศ และโครงสรางของดอกมีลักษณะพิเศษ ปองกันการผสมโดยลมและแมลงได ยีน (gene) เปนหนวยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม จีโนไทป (genotype) เปนลักษณะของยีนที่อยูบนโครโมโซม ไมสามารถมองเห็นได ฟโนไทป (Phenotype) เปนลักษณะที่ปรากฏใหเห็นภายนอกจากการบังคับของยีน โดมิแนนท (Dominant) เปนลักษณะเดนที่แสดงออกได และจะขมลักษณะดอยไว ตัวอยางเชน สูง ผิว ดํา หอลิ้นได ลักษณะนิ้วเกิน รีเซสสีฟ (Recessive) เปนลักษณะดอยไมแสดงออก ถูกลักษณะเดนขมไว จะแสดงออกไดเมื่อมียีน ดอย 2 ตัว เชน เตี้ย มวนลิ้นไมได โฮโมไซกัส (Homozygous) หมายถึง ยีนที่เปนคูกัน มีลักษณะเหมือนกัน เฮทเทอโรไซกัส (Heterozygous) หมายถึงยีนที่เปนคูกัน มีลักษณะไมเหมือนกัน โมโนไฮบริดครอส (Monohybrid cross) หมายถึง การผสมพันธุโดยพิจารณาเพียงลักษณะเดียว ไดไฮบริด ครอส (Dihybrid cross) หมายถึง การผสมพันธุโดยพิจารณาสองลักษณะ คอมพลีทโดมิแนนซ (Complete dominance) หมายถึง ลักษณะเดนสมบูรณที่ยีนเดนขมยีนดอย ไดหมด เชน สูงขมเตี้ย อินคอมพลีทโดมิแนนซ (Incomplete dominance) หมายถึง ลักษณะเดนไมสมบูรณที่ยีนเดนขม ยีนดอยไมหมด ผสมแลวไดลักษณะระหวางเดนกับดอย เซกลิงคยีน (Sex linked gene) หมายถึง ยีนที่ควบคุมลักษณะ อยูบนโครโมโซมเพศ เปนยีนดอยที่ อยูบนโครโมโซมเอ็กซ (x) เทานั้นบนวาย (y) ไมมี ตัวอยางเชน โรคตาบอดสี, โรคเลือดใส, โรคกลามเนื้อแขนขา ลีบ เลือดของคน แบงเปน 1. น้ําเลือด (plasma) ประกอบดวย น้ําโปรตีน เกลือแร แอนตี้บอดี้ และสารที่ทําใหเลือดแข็งตัว 2. เม็ดเลือด (Corpuscle) ประกอบดวย เกร็ดเลือด เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว หมูเลือด คนมีหมูเลือด 4 แบบ คือ A B AB และ O โดยพิจารณาจากแอนติเจน (Antigen) ที่ ผิวเม็ดเลือดแดง, และแอนตี้บอดี้ (Antibody) ในพลาสมา ความผิดปกติทางโครโมโซม มีตัวอยางเชน 1. กลุมอาการเทอรเนอร (Turner’s syndrome) (44+xo) เกิดในผูหญิงการเจริญทางเพศนอย สติปญญาออน 2. กลุมอาการคลายเฟลเตอร (Klinefelter’s syndrome) (44+xxy) เกิดในผูชายเตานมโต อวัยวะเพศเล็ก เปนหมัน 3. กลุมอาการทริปเปลเอ็กซ (Triple x syndrome) (44+xxx) เกิดในหญิงปญญาออน 4. กลุมอาการดับเบิล (Double syndrome) (44+xyy) เกิดในผูชายใจเร็วโมโหงาย สูงกวาปกติ
  • 48.
    5. กลุมอาการ คริ-ดู-ชาต(Cri-du-cha syndrome) (44+xy) โครโมโซมคูที่ 5 มีบางสวนขาด หายไป ปญญาออน รองเหมือนแมว 6. กลุมอาการดาวน (Down’s syndrome) (45+xy) เกิดจาก chromosome คูที่ 21 เกินมา 1 เสน ปญญาออน, จมูกแฟบ, ลิ้นโตคับปาก การผาเหลา (Mutation) หมายถึงการเปลี่ยนยีนอยางกะทันหัน ทําใหสิ่งมีชีวิตที่เกิดใหมมีลักษณะ แตกตางจากลักษณะเดิม แบงเปน 2 ชนิด 1. มิวเตชั่นของเซลลรางกาย (Somatic mutation) ถายทอดไมได 2. มิวเตชั่นของเซลลสืบพันธุ (Gametic mutation) ถายทอดได สิ่งที่ทําใหเกิดมิวเตชั่น รังสีเอ็กซ รังสีแกมมา สารเคมี และอุณหภูมิ ฝาแฝด (Twins) แบงเปน 2 ประเภท 1. ฝาแฝดรวมไข (Identical twins) เกิดจากไข 1 ใบสเปรม 1 ตัว 2. ฝาแฝดตางไข (Fraternal twins) เกิดจากไขมากกวา 1 สเปรม มากกวา 1 ประโยชนของความรูดานพันธุศาสตร ใชผสมพันธุ คัดเลือกพันธุพืชและสัตว เพื่อใหไดพันธุดีกวาเดิม การผสมภายในสายพันธุเดียวกัน หรือ ใกลชิดกันเปนการเพิ่มลักษณะที่เปน Homozygous ใหกับประชากร ชวยใหยีนดอยสวนที่ไมดีที่แฝงอยูในรูปของ Heterozygous มีโอกาสแสดงออก ขอดีของการผสมขามพันธุ - ลูกแข็งแรงทนทาน - ผลผลิตสูง ขอเสียของการผสมในสายพันธุเดียวกัน - ลูกที่ไดมีขนาดเล็กลง - ผลผลิตต่ํา ทาลัสซีเมีย - โรคซีด ตับ มามโต ถายทอดไปยังลูกหลานได - เด็กจะมีอาการซีด เนื่องจากการสรางฮีโมโกลบินไมสมบูรณ เม็ดเลือดแดงรูปราง ผิดปกติ แตกงาย