Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
EN
Uploaded by
Dew Thamita
268 views
Science
เครดิตตามไฟล์
Science
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 48
2
/ 48
3
/ 48
4
/ 48
5
/ 48
6
/ 48
7
/ 48
8
/ 48
9
/ 48
10
/ 48
11
/ 48
12
/ 48
13
/ 48
14
/ 48
15
/ 48
16
/ 48
17
/ 48
18
/ 48
19
/ 48
20
/ 48
21
/ 48
22
/ 48
23
/ 48
24
/ 48
25
/ 48
26
/ 48
27
/ 48
28
/ 48
29
/ 48
30
/ 48
31
/ 48
32
/ 48
33
/ 48
34
/ 48
35
/ 48
36
/ 48
37
/ 48
38
/ 48
39
/ 48
40
/ 48
41
/ 48
42
/ 48
43
/ 48
44
/ 48
45
/ 48
46
/ 48
47
/ 48
48
/ 48
More Related Content
PDF
Ch103 part periodic table
by
Thongchai Kokaew
PDF
9789740330912
by
CUPress
PDF
Onet เคมี M6
by
oraneehussem
PPTX
ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ม.6
by
Piyanuch Plaon
PDF
Chap 3 atomic structure
by
Gawewat Dechaapinun
PPT
Nomenclature
by
Karn Vimolvattanasarn
PDF
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงlight
by
Thanyamon Chat.
PDF
ทฤษฎีอะตอมของโบร์
by
Chanthawan Suwanhitathorn
Ch103 part periodic table
by
Thongchai Kokaew
9789740330912
by
CUPress
Onet เคมี M6
by
oraneehussem
ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ม.6
by
Piyanuch Plaon
Chap 3 atomic structure
by
Gawewat Dechaapinun
Nomenclature
by
Karn Vimolvattanasarn
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงlight
by
Thanyamon Chat.
ทฤษฎีอะตอมของโบร์
by
Chanthawan Suwanhitathorn
What's hot
PDF
พื้นฐานทฤษฎีอะตอมและโครงแบบอิเล็กตรอน
by
Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (RMUTP)
PDF
โครงสร้างอะตอม Atoms
by
BELL N JOYE
PDF
บทที่ 1 อะตอมและตารางธาตุ
by
oraneehussem
PDF
บทที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์ แก้ไขครั้งที่ 1
by
Wijitta DevilTeacher
PDF
Chemographics : Atomic theory
by
Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (RMUTP)
PDF
Ch 01 โครงสร้างอะตอม
by
kruannchem
พื้นฐานทฤษฎีอะตอมและโครงแบบอิเล็กตรอน
by
Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (RMUTP)
โครงสร้างอะตอม Atoms
by
BELL N JOYE
บทที่ 1 อะตอมและตารางธาตุ
by
oraneehussem
บทที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์ แก้ไขครั้งที่ 1
by
Wijitta DevilTeacher
Chemographics : Atomic theory
by
Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (RMUTP)
Ch 01 โครงสร้างอะตอม
by
kruannchem
Viewers also liked
PPTX
CRM_nov092016_v1
by
shalini badgujar
PPTX
Realtor Value Prop - NPF
by
Nicole Roach
PPTX
SALES OPPORTUNITY OF McNROE WILD STONE DEODORANT IN MURSHIDABAD
by
Sagnik Bhattacharya
PPTX
Jeremy Ghez - Extrait livre blanc 112 regards sur twitter twitter thermome...
by
Alban Jarry
PPTX
Exposición respiratorio
by
Eunice62
PPTX
One Team Global binary Package and Unilevel Products
by
teaminternationalcorp
PDF
Peter Bozsoki - PhD Thesis
by
Peter Bozsoki
DOCX
Bolsos jeans
by
Kathy Zamora
PDF
High concept document for 'The Nightmare'
by
Sai Narayan
PPTX
OPNFV Meetup Tokyo #1 / Projects Summary
by
Tomofumi Hayashi
PPTX
Strategy implementation
by
Karpagam Alagappan
CRM_nov092016_v1
by
shalini badgujar
Realtor Value Prop - NPF
by
Nicole Roach
SALES OPPORTUNITY OF McNROE WILD STONE DEODORANT IN MURSHIDABAD
by
Sagnik Bhattacharya
Jeremy Ghez - Extrait livre blanc 112 regards sur twitter twitter thermome...
by
Alban Jarry
Exposición respiratorio
by
Eunice62
One Team Global binary Package and Unilevel Products
by
teaminternationalcorp
Peter Bozsoki - PhD Thesis
by
Peter Bozsoki
Bolsos jeans
by
Kathy Zamora
High concept document for 'The Nightmare'
by
Sai Narayan
OPNFV Meetup Tokyo #1 / Projects Summary
by
Tomofumi Hayashi
Strategy implementation
by
Karpagam Alagappan
Similar to Science
PDF
Ch 03 nuclear chemistry
by
kruannchem
PDF
วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 เรื่อง อากาศ
by
Katewaree Yosyingyong
PDF
7.องค์ความรู้ด้านพลังงาน
by
Kobwit Piriyawat
PDF
การสังเคราะห์ด้วยแสง1
by
Anana Anana
PDF
Atomic model ruth & bohr
by
Saipanya school
PPT
แบบจำลองอะตอม
by
sripa16
DOC
ปฏิกิริยานิวเคลียร์
by
girapong
DOCX
Nam1
by
น้ำ ยิ้ม
PDF
summer 2010 (student preso)
by
Roppon Picha
PPT
Ch13 mp2 atom&nucleus[2]
by
numpueng
PDF
01 โครงสร้างอะตอม
by
kruannchem
PDF
เคมีนิวเคลียร์ (Nuclear Chemistry)
by
Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (RMUTP)
DOCX
บทที่ 5 โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ
by
Yai Wanichakorn
PDF
ผลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
by
dnavaroj
PDF
Book2013 jan 07_2013_chem
by
Thanapol Sudha
PDF
Book2013 jan 07_2013_chem
by
Anan Malawan
PDF
ใบความรู้ปิโตรเคมี
by
สุกัญญา นิ่มพันธุ์
PDF
โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ
by
krupatcharee
PPTX
โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ (โครงงานคอมพิวเตอร์)
by
Ajchariya Sitthikaew
PDF
Photosynthesis
by
itualeksuriya
Ch 03 nuclear chemistry
by
kruannchem
วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 เรื่อง อากาศ
by
Katewaree Yosyingyong
7.องค์ความรู้ด้านพลังงาน
by
Kobwit Piriyawat
การสังเคราะห์ด้วยแสง1
by
Anana Anana
Atomic model ruth & bohr
by
Saipanya school
แบบจำลองอะตอม
by
sripa16
ปฏิกิริยานิวเคลียร์
by
girapong
Nam1
by
น้ำ ยิ้ม
summer 2010 (student preso)
by
Roppon Picha
Ch13 mp2 atom&nucleus[2]
by
numpueng
01 โครงสร้างอะตอม
by
kruannchem
เคมีนิวเคลียร์ (Nuclear Chemistry)
by
Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (RMUTP)
บทที่ 5 โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ
by
Yai Wanichakorn
ผลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
by
dnavaroj
Book2013 jan 07_2013_chem
by
Thanapol Sudha
Book2013 jan 07_2013_chem
by
Anan Malawan
ใบความรู้ปิโตรเคมี
by
สุกัญญา นิ่มพันธุ์
โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ
by
krupatcharee
โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ (โครงงานคอมพิวเตอร์)
by
Ajchariya Sitthikaew
Photosynthesis
by
itualeksuriya
Science
1.
วิชาวิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ โดย ผูชวยศาสตราจารยพเยาว ยินดีสุข
2.
เรื่องแสงอาทิตยและพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย เปนพลังงานตามธรรมชาติที่มีปริมาณมหาศาล และจัดเปนพลังงานที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะไมทําใหเกิดมลภาวะ
เปนพลังงานที่นักวิทยาศาสตรใหความสนใจมากที่สุด เนื่องจากสามารถใชทดแทนพลังงาน ปโตรเลียม และกาชธรรมชาติได พลังงานที่โลกไดรับจากดวงอาทิตย พลังงานที่โลกไดรับจากดวงอาทิตยเฉลี่ยรายปเทากับ 1,353 วัตตตอ ตารางเมตร ซึ่งคิดเปนปริมาณเพียง ของพลังงานทั้งหมดที่ดวงอาทิตยเปลงออกมา ผิวโลกบริเวณเสนศูนยสูตร ไดรับแสงอาทิตยโดยตรงในแนวตั้งฉาก การทดลองที่แสดงวาเราไดพลังงานจากแสงอาทิตย ใชแวนขยาย (เลนสนูน) รวมแสงอาทิตยใหตกลงหัวไมขีดไฟ บริเวณที่เกิดการลุกไหม คือ จุดรวมแสงของเลนสนูน ปรากฏการณเรือนกระจก (green house effect) เปนปรากฏการณที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) ที่เกิดจากการเผาไหมของเชื้อเพลิงเขาสูบรรยากาศมากขึ้นและกาซนี้จะกั้น พลังงานความรอนไมใหออกไปนอกโลกได อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอม อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอมบนผิวโลกโดยตรง วัฎจักรของน้ํา คือ การหมุนเวียนของน้ํา น้ําคาง คือ หยดน้ําเล็ก ๆ ที่เกาะอยูตามยอดหญาในเวลาเชา น้ําคางเกิดขึ้นเนื่องจากไอน้ําในอากาศเหนือ พื้นดินกระทบกับอากาศเย็นพื้นดินแลวกลั่นตัวเปนละอองน้ําและรวมตัวกันเปนหยดน้ํา จุดน้ําคาง คือ อุณหภูมิระดับหนึ่งที่ไอน้ําในอากาศกลั่นตัวเปนหยดน้ํา หมอก คือ ละอองน้ําเล็ก ๆ ที่จับตัวเปนกลุมลอยอยูเหนือพื้น ซึ่งเกิดจากไอน้ําในอากาศที่เกิดในเวลากลางวัน กลั่นตัวเปนละอองน้ํา เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดต่ําลงในเวลากลางคืน หรือตอนเชามืดกอนพระอาทิตยขึ้น ลม เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ํา เชน ลมบก ลมทะเล ลมพายุ ลมบก เปนลมที่พัดจากชายฝงออกสูทะเลในเวลากลางคืน การไหลเวียนของกระแสน้ํา การไหลเวียนของกระแสน้ําเกิดจากพื้นน้ําบริเวณเสนศูนยสูตรไดรับความรอน จากดวงอาทิตยมากกวาบริเวณขั้วโลก จึงทําใหน้ําบริเวณเสนศูนยสูตรมีอุณหภูมิสูงกวา และขยายตัวไดมากกวา มีความ หนาแนนนอยลงจึงลอยตัวสูงขึ้น น้ําบริเวณขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ํากวามีความหนาแนนมากกวาไหลเขามาแทนที่ อิทธิพลของแสงอาทิตยตอสิ่งแวดลอมบนผิวโลกโดยทางออม แสงอาทิตยทําใหเปลือกโลกพังทลาย เนื่องจากกระแสน้ํา และกระแสลม ประโยชนของพลังงานแสงอาทิตย มนุษยนําพลังงานแสงอาทิตยมาใชประโยชนในดานตาง ๆ ดังนี้ การใชพลังงานแสงอาทิตยในกลองอบแหง แสงอาทิตยที่ตกกระทบกลองอบแหงทําใหอากาศภายในกลองมี อุณหภูมิสูงขึ้น เปนผลทําใหน้ําในผักหรือในผลไมระเหยไป ผักและผลไมในกลองอบแหงจะแหงซึ่งเก็บไวไดนาน การใชพลังงานแสงอาทิตยกลั่นน้ําทะเลใหจืด ประเทศที่ตองกลั่นน้ําทะเลใหเปนน้ําจืด เพื่อใชในการบริโภค และอุปโภค คือ ฮองกง และสหรัฐอเมริกาที่เมืองซานดิเอโก
3.
วิธีการกลั่น ความรอนจากแสงอาทิตยทําใหน้ํารอนขึ้น และระเหยกลายเปนไอไปกระทบกระจก
ซึ่งมีอุณหภูมิ ต่ํากวาไอน้ํา ทําใหไอน้ํากลั่นตัวรวมเปนหยดน้ํา ไหลลงไปตามความลาดเอียงของผิวกระจกออกไปตามรางน้ําสูทอและ ภาชนะที่รอบรับ การใชพลังงานแสงอาทิตยทําเตาสุริยะ เตาสุริยะใชกระจกเงาหรือโลหะสะทอนแสงทําเปนรูปทรงพาราโบลา รับแสงอาทิตยที่สะทอนมารวมกันที่จุด ๆ หนึ่ง เรียก จุกโฟกัส ซึ่งเปนจุดที่แสงมีความเขมมากที่สุด และใหพลังงาน สูงสุดสามารถนํามาใชประโยชนตาง ๆ ได ผลิตเกลือ - เกลือสมุทร เปนเกลือที่ไดจากน้ําทะเล มีธาตุไอโอดีน เซลลสุริยะ เปนเครื่องมือที่เปลี่ยนพลังงานแสงเปนพลังงานไฟฟา การสังเคราะหดวยแสงของพืช เปนการเปลี่ยนพลังงานแสง เปนพลังงานเคมีดังสมการ คารบอนไดออกไชด + น้ํา กลูโคส + น้ํา + ออกซิเจน ผลของแสงอาทิตยตอสิ่งตาง ๆ มีดังนี้ 1. ทําใหซิลเวอรโบรไมดที่ฉาบบนฟลมถายรูปเปลี่ยนเปนสีน้ําตามดํา 2. วิตามินซีเสื่อสภาพ 3. ทําใหสารละลายสีเขียวที่ไดจากปฏิกิริยาเคมีระหวางสารละลายเฟอริตแอมโมเนียมซิเครดกับโพแทสเซียม เฮกชาไชยาโนเฟอเรตเปลี่ยนเปนสีน้ําเงิน 4. ทําใหไขมันใตผิวหนังเปลี่ยนเปนวิตามินดีได 5. ทําใหเมลานิลที่อยูใตผิวหนังเพิ่มมากขึ้นทําใหผิวคล้ํา 6. ทําใหเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ปโตรเลียมน้ํามันดิบ เปนของเหลวที่มีสีดําคล้ํา ซึ่งเกิดจากการทับถมของอินทรียสาร ที่ถูกยอยสลายโดยแบคทีเรีย แลว ทับถมอยูภายใตผิวโลกดวยอุณหภูมิ และความกดดันสูง เปนเวลานานนับลาน ๆ ป น้ํามันปโตรเลียม หรือน้ํามันดิบยังใชประโยชนไมได เพราะมีสารประกอบไฮโดรคารบอนหลายชนิดซึ่งมีสมบัตร แตกตางกันผสมอยู การแยกสารประกอบไฮโดรคารบอนออกจากกันตองใช ขบวนการกลั่นลําดับสวน โดยใชหลัก สารประกอบมีจุดเดือดตางกัน ซึ่งพบวา สารที่มีจุดเดือดต่ํา จะถูกแยกออกมากอน และอยูสวนบนของหอกลั่น ชื่อสวนตาง ๆ จุดเดือด 0 C สถานะ จํานวนอะตอมของ คารบอนในโมเลกุล ประโยชน กาซปโตรเลียม ต่ํากลา 40 กาซ C1 – C4 ใชเปนเชื้อเพลิงตามบาน น้ํามันเบนซิน 40 - 180 ของเหลว C5 – C10 ใชเปนเชื้อเพลิงรถยนต น้ํามันกาด 180 - 230 ของเหลว C11 – C12 ใชเปนเชื้อเพลิงเครื่องบิน และใชจุดตะเกียง น้ํามันดีเซล 230 - 305 ของเหลว C13 – C14 ใชเปนเชื้อเพลิงเครื่องยนตดีเซล น้ํามันเตา 230 - 305 ของเหลว C15 – C17 ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟา และ โรงงานอุตสาหกรรม น้ํามันหลอลื่น 305 - 405 ของเหลว C18 – C25 ใชทําน้ํามันหลอลื่น พาราฟน 405 - 515 ครึ่งแข็ง C26 – C38 ใชทําขี้ผึ้งพาราฟน และขี้ผึ้งวาสลิน ยางมะตอย สูงกวา 515 ของแข็ง มากกวา C2a ใชราดถนน
4.
การกําหนดคุณภาพของน้ํามันเบนซิน อาศัยหลักประสิทธิภาพในการทํางานของน้ํามันในเครื่องยนต เชน น้ํามันที่มีสมบัติเหมือนไอโซออกเทนบริสุทธิ์
เรียกวา มีออกเทนนัมเบอรเปน 100 น้ํามันที่มีสมบัติเหมือนเฮปเทนบริสุทธิ์ เรียกวา มีออกเทนนัมเบอรเปน 0 และ น้ํามันที่มีไอโซออกเทนเปน 97% เฮปเทน 3 % เรียกวา ออกเทนนัมเบอร 97 เชื้อเพลิงชนิดตาง ๆ - กาซธรรมชาติเหลว ประกอบดวย 2 สวนคือ สวนที่เปนไฮโดรคารบอนและสวนที่ไมใชไฮโดรคารบอน - กาซปโตรเลียมเหลว (กาซหุงตม) ไดแก โพรเพน และบิวเทน - ถานหิน มีลิกไนต ซันบิทูมินัส บิทูมินัส และแอนทราไซต - ถานโคก ไดจากการกลั่นสลายผลิตไนต ไดสารคอนขางบริสุทธิ์ ไมคอยมีควัน - ถานไม ไดจากการเผาไหมในที่ซึ่งไมใหอากาศเขา - เมธิลแอลกฮอล (เมธานอล) ไดจากการกลั่นสลายไม - เอธิลแอลกอฮอล (เอธานอล) ไดจากการหมักสารพวกคารโบไฮเดรต ดังสมการ - น้ําตาล เอทิลแอลกอฮอล + คารบอนไดออกไซด พลังงานนิวเคลียร เปนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอมของธาตุ ธาตุ คือ สารที่ประกอบดวยอะตอมชนิดเดียวกัน อะตอม คือ อนุภาคที่เล็กที่สุดของธาตุที่สามารถเขาทําปฏิกิริยาเคมี โดยไมแตกสลายเปนอนุภาคอื่น สรางอะตอม ประกอบดวย - โปรตอน (P)มีมวล 1.007 U เปนประจุ + - นิวตรอน (N) มีมวล 1.008 u เปนกลาง - อิเล็กตรอน (e)มีมวล 0.0005 u เปนประจุ - เล็กมากที่สุด - เลขมวล (A) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงจํานวนโปรตอนและนิวตรอน - เลขอะตอม (Z) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงจํานวนโปรตอน - ไอโซโทป หมายถึง ธาตุชนิดเดียวกัน มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตมีจํานวนนิวตรอนตางกัน หรือ ธาตุชนิดเดียวกันมีเลขอะตอมเทากัน แตมีเลขมวลตางกัน 234 = เลขมวล = จํานวนโปรตอนกับนิวตรอน = A H 92 = เลขอะตอม = จํานวนโปรตอน = Z ธาตุที่เปนกลาง จํานวนโปรตอน = จํานวนอิเล็กตรอน สารกัมมันตรังสี หมายถึง ธาตุที่สามารถปลอยรังสีออกมา เนื่องจากธาตุนั้นไมอยูตัว จึงมีการเปลี่ยนแปลงภายใน นิวเคลียสเพื่อใหธาตุอยูตัว เชน ยูเรเนียม เรเดียม ทอเรียม ชนิดของรังสี ชนิดของรังสี สัญลักษณ ประจุ ชนิดของอนุภาค วัสดุที่กั้นรังสีได แอลฟา α บวก นิวเคลียสของซีเลียม กระดาษหนา 0.02 mm บีทา β ลบ อิเลคตรอน ไมหนา 0.5 cm แกมมา γ ไมมีประจุ คลื่นแมเหล็กไฟฟา คอนกรีตหนา ตะกั่วหนา 10 cm
5.
การตรวจสอบรังสี ใชเครื่องมือ ตอไปนี้ 1.
ไกเกอรเคารเตอร บรรจุกาซ ภายใตความกดดันต่ํา กาซจะนําไฟฟาไดดี วงจรไฟฟาในเครื่องมือบอกวาแสง ผานมากหรือนอย 2. แผนฟลม ภายในบรรจุฟลม ซึ่งจะมีรอยดําขาวปรากฏอยูเมื่อโตนรังสี 3. โดซิมิเตอร เปนเครื่องตรวจรังสีที่มีขนาดเล็กที่สุดคลายปากกา กอนใชตองประจุไฟฟาใหเต็มกอน เมื่อถูก รังสี ประจุไฟฟาจะคอย ๆ หมดไป ครึ่งชีวิต หมายถึง ระยะเวลาในการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี จนลดเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมสารกัมมันตรังสี ชนิดเดียวกันจะมีครึ่งชีวิตเทากันเสมอ ปฏิกิริยานิวเคลียร เปนปฏิกิริยาที่เกิดบริเวณนิวเคลียสของอะตอม ชนิดของปฏิกิริยา 1. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟชชั่น (Fission) เกิดจากการยิงนิวตรอนเขาไปในนิวเคลียสของธาตุหนัก หรือเปน ปฏิกิริยาที่เกิดจากการแตกตัวของอะตอมภายในนิวเคลียสของธาตุขนาดใหญกลายเปนธาตุขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก แลวสลายใหพลังงานมากมายมหาศาล เชน ปฏิกิริยาลูกโซที่เกิดบนโลก โดย ยูเรเนียม 1 กรัมใหพลังงาน 8 x 109 จูล เครื่องปฏิกรณปรมาณู เครื่องที่ใชผลิตพลังงานนิวเคลียร และสามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาลูกโซไดโดยใช U- 235 เปนเชื้อเพลิง กราไฟตลดความเร็วของนิวตรอน แคดเมียมควบคุมการปฏิกิริยาโดยดูดนิวตรอนไว 2. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชั่น (Fusion) เปนปฏิกิริยาที่เกิดจากนิวเคลียสของธาตุเบา หลอมตัวกันไดนิวเคลียส ของธาตุหนัก หรือเปนปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของอะตอมของธาตุขนาดกลาง และขนาดเล็กกลายเปนธาตุขนาด ใหญแลวใหพลังงานมากมายมหาศาล เชน ปฏิกิริยาที่เกิดบนดวงอาทิตย ซึ่งไดจาการรวมตัวของนิวเคลียสของไฮโดรเจน สี่ตัวกลายเปนนิวเคลียสของฮีเลียมหนึ่งตัว โดยที่ไฮโดรเจน 1 กรัม ใหพลังงาน 6.48 x 1011 จูล (Joule) พลังงานที่ไดจากแหลงพลังงานธรรมชาติ มีพลังงานจากลม พลังงานจากน้ํา พลังงานความรอนใตพิภพ พลังงานกาซชีวภาพและพลังงานจากแสงอาทิตยซึ่งเก็บสะสมไวบนโลกมนุษยในรูปของพลังงานเคมีในอาหารและ เชื้อเพลิง
6.
โลกแหงแสงสี ดวงอาทิตย เปนแหลงกําเนิดแสงจากธรรมชาติที่สําคัญที่สุด แสงอาทิตย มองดวยตาเปลาเรียกวา
แสงขาว การกระจายแสง คือ การที่แสงขาวผานปริซึมแลว แยกออกเปนแสงสีตาง ๆ ที่ตอเนื่องกัน แสงอาทิตยผานปริซึม 1 อัน จะแยกเปนแสงสี 7 สีตอเนื่องกันคือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง แสงอาทิตยผานปริซึม 2 อันที่วางกลับหัวกันจะได แสงขาวเหมือนเดิม ตัวกลางมี 3 ชนิด 1. ตัวกลางโปรงใส ยอมใหแสงผานมากที่สุด เชน เลนส ปริซึม กระจกใส 2. ตัวกลางโปรงแสง ยอมใหแสงผานเล็กนอย เชน กระจกฝา พลาสติกขุน 3. ตัวกลางทึบแสง ไมยอมใหแสงผานไปไดเลย เชน ไม เหล็ก การเขียนทางเดินของแสงผานวัตถุโปรงใสที่มีความหนาแนนไมเทากัน 1. เมื่อแสงผานจากตัวกลาง หนาแนนนอย ไปยังตัวกลาง หนาแนนมาก ลําแสงจะหักเห เขาหาเสนปกติ 2. เมื่อแสงผานจากตัวกลาง หนาแนนมาก ไปยังตัวกลาง หนาแนนนอย ลําแสงจะเบนออกจากเสนปกติ 3. เมื่อแสงผานตัวกลางโปรงใส โดยลําแสงตั้งฉากกับตัวกลางจะไมเกิดการหักเหของแสงโดยแสงจะทะลุผาน ไปเลย มุมวิกฤต หมายถึง มุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหกาง 900 หรือมุมตกกระทบที่ทําใหลําแสงหักเหทาบผิว รอยตอของตัวกลางพอดีลําแสงจะตองผานตัวกลางหนาแนนมาก ไปยังตัวกลางหนาแนนนอยกวาเทานั้น การสะทอนกลับหมด หมายถึง การที่แสงสะทอนกลับภายในตัวกลางเดินทั้งหมดไมผานไปยังตัวกลางที่สอง เนื่องจากแสงผานจากตัวกลางที่มีความหนาแนนมากกวาไปยังตัวกลางที่มีความหนาแนนนอยวาโดยทํามุมตกกระทบโต กวามุมวิกฤต ดัชนีหักเหของแสง หมายถึง สมบัติเฉพาะตัวอยางหนึ่งของสารที่ทําใหลําแสงเกิดการหักเหเมื่อลําแสงผาน ตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหตางกัน สารที่มีความหนาแนนมากจะมีคาดัชนีหักเหมาก สารที่มีคาความหนาแนนนอย จะมีคาดัชนีหักเหนอย ปรากฏการณทางธรรมชาติของแสง เกิดจากการหักเห, การสะทอนกลับและการสะทอนกลับหมดของแสง รุง เปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นบนทองฟาดานตรงขามกับดวงอาทิตยหลังฝนตกใหม ๆ ซึ่งมีสีเหมือนสีใน สเปกตรัมของแสงอาทิตย รุง มี 2 ชนิด คือ 1. รุงตัวลาง (รุงปฐมภูมิ) - ลําแสงเขาทางดานบนของหยดน้ํา - ลําแสงหักเห 2 ครั้ง - สะทอนกลับหยด 1 ครั้ง 2. รุงตัวบน (รุงทุติยภูมิ) - ลําแสงเขาทางดานลางของหยดน้ํา - ลําแสงหักเห 2 ครั้ง - สะทอนกลับหมด 2 ครั้ง
7.
พระอาทิตยทรงกลดหรือดวงจันทรทรงกลด เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณที่เย็นจัดภายในเมฆมีผลึกน้ําแข็งเรียงตัว ตามแนวเสนโคงของวงกลมรอบ ๆ
ดวงอาทิตยหรือดวงจันทร เมื่อแสงขาวตกกระทบผลึกน้ําแข็งจะเกิดการหักเหภายใน ผลึกเกิดการสะทอนกลับหมด และหักเหออกสูบรรยากาศภายนอกทํามุมพอเหมาะกับนัยนตา จึงเห็นเปนวงแหวนแถบ แสงสีตาง ๆ หรือเห็นเปนสีขาวรอบดวงอาทิตยหรือดวงจันทร การกระเจิง เปนปรากฏการณที่แสงสองมากระทบกับอนุภาคขนาดเล็กในบรรยากาศแลวเกิดการกระจายแสง ออกมาจากอนุภาคนั้นโดยรอบ แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกระเจิงไดดีกวาแสงที่มีความยาวคลื่นยาว ภาพลวงตา (มิราจ) เกิดในชวงเวลาที่ผิวถนนไดรับความรอนจากดวงอาทิตยมากที่สุดความรอนจากดวง อาทิตยจะถายเทใหอากาศบริเวณที่อยูใกลผิวถนน เมื่ออากาศไดรับความรอนจะขยายตัวลอยสูงขึ้น ทําใหอากาศใกลผิว ถนนบางลง และมีดัชนีหักเหนอยกวาอากาศที่อยูเหนือขึ้นไป ลําแสงตกกระทบชั้นอากาศดวยมุมที่โตกวามุมวิกฤตจึง สะทอนหลับหมด ทําใหเห็นอากาศลอยเปนชั้น ๆ เหนือถนนคลายน้ําหรือน้ํามันนองพื้น ปรากฏการณแสงโพลาไรซ หมายถึง ปรากฏการณที่เห็นแสงสะทอนระยิบระยับ โพลารอยด เปนแผนกรองแสงที่มีลักษณะพิเศษชนิดหนึ่งที่ผลิตจากการผสมพลาสติกเหลวกับสารเคมีไอโอโด ควินินซัลเฟต โดยทําใหสารนี้เรียงตัวเปนแถวขนานไปในทิศทางเดียว ชองวางระหวางโมเลกุลจึงมีทิศทางเดียว แสงจึง ทะลุผานไดทิศทางเดียว แสงโพลาไรซ คือแสงที่ทะลุผานแผนโพลารอยดไดเพียงทิศทางเดียว ทําใหความเขมของแสงเหลือประมาณ ครึ่งหนึ่งของความเขมเดิม ทัศนูปกรณ ไดแก แวนขยาย กลองโทรทัศน เครื่องฉายภาพหนึ่งขามศีรษะ และเครื่องฉายภาพยนตร ภาพ คือ สิ่งที่ปรากฏแกสายตาเรา เนื่องจากแสงจากวัตถุสะทอนเขาสูเราทําใหเห็นภาพปรากฏขึ้น ภาพจริง คือภาพที่เกิดจากรังสีของแสงตัดกันจริง เอาฉากมารับได ภาพเสมือน คือ ภาพที่เกิดจากรังสีของแสงเสมือนตัดกัน เอาฉากมารับไมได ภาพที่เกิดจากเลนสนูน 1. ภาพจริง - เปนจุด - ขนาดเล็กกวาวัตถุ - ขนาดเทาวัตถุ - ขนาดใหญกวาวัตถุ 2. ภาพเสมือน - ขนาดใหญกวาวัตถุเทานั้น ภาพที่เกิดจากเลนสเวา เกิดภาพเสมือนขนาดเล็กกวาวัตถุเทานั้น กลองถายรูป ใชเลนสนูน ทําใหเกิดภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุบนฟลมสวนสําคัญของกลองถายรูป มี ดังนี้ - เลนสหนากลอง เปนเลนสนูนรวมแสงจากวัตถุไปปรากฏชัดบนฉาก - ตัวกลอง ทําหนาที่ปองกันแสงจากภายนอกเขาไปโดนฟลม - ไดอะแฟรม ทําหนาที่ควบคุมปริมาณแสงที่ตกบนที่ฟลม - ชัตเตอร ทําหนาที่ปดเปดหนากลอง ควบคุมเวลาที่แสงจากบนฟลม - ฟลม ทําหนาที่เปนฉากสําหรับบันทึกภาพ - แฟลช ทําหนาที่ชวยเพิ่มแสงสวางใหเหมาะสม แฟลชมี 2 ชนิด แฟลชหลอด และแฟลชอิเล็กทรอนิกส
8.
กลองถายรูปอยางงาย ประกอบดวย - กลองทึบแสง
- ปองกันแสงจากภายนอกไมเขาไปรบกวนภาพบนฉาก - เลนสนูน – ทําหนาที่รวมแสงใหภาพของวัตถุไปปรากฏบนฟลมพอดี - ฟลม – เปนกระดาษแอมโมเนีย ทําหนาที่เปนฟลม และกระดาษอัดภาพ การผสมแสง คือ การนําเอาแสงที่มีสีไปรวมบนฉากสีขาวจะไดแสงสีใหม แสงสีปฐมภูมิ คือ แสงสีที่ไมไดเกิดจากการผสม ไดแก สีแดง สีเขียว และสีน้ําเงิน แสงสีทุติยภูมิ คือ แสงสีที่ไดจากการนําแสงสีปฐมมิมาผสมกันบนฉากสีขาว แสงสีเดิมเต็ม คือ คูของแสงสีที่ผสมกันแลวไดสีขาว นัยนตาและการเห็นภาพ สวนประกอบของนัยนตามีดังนี้ - สเคลอรา เยื่อชั้นนอกมีคอรเนีย - คอรอยด เยื่อชั้นกลางมีเลือดและรงวัตถุ มีมานตาและพิวพิล - เรตินา เยื่อชั้นในสุด มีเซลลรูปแทงและรูปกรวย - โฟเวีย อยูบริเวณเรตินา รับภาพไดชัดเจนที่สุด - จุดบอด รับภาพไมไดเลย เพราะไมมีเซลลรับแสง - กระจกตา รับและใหแสงผานเขาสูภายใน - มานตา ควบคุมปริมาณแสงใหพอเหมาะที่จะผานไปสูเลนสตา - พิวพิล เปนชองใหแสงผานไปสูเลนสตา - เลนส เปนเลนสนูนยึดหยุนได ทําหนาที่โฟกัสภาพ การบอดสี คือการเห็นสีที่ผิดไปจากความจริง เนื่องจากเซลลรูปกรวยทํางานผิดปกติ การเห็นภาพติดตา หมายถึง ความรูสึกในการเห็นภาพลางอยูในสมองไดชั่วขณะทั้ง ๆ ที่ไมมีภาพของวัตถุนั้น อยูบนจอตาแลว คนสายตาสั้น คือคนที่มองวัตถุไดชัดเจนในระยะใกลกวา 25 cm เกิดเนื่องจากกระบอกตายาวเกินไป หรือ เลนสตาปองเกินไป คนสายตายาว คือ คนที่มองวัตถุไดชัดเจนในระยะไกลกวา 25 cm เกิดเนื่องจากกระบอกตาสั้นเกินไป หรือ เลนสตาแฟนเกินไป สายตาเลียง เกิดจากความโคงของกระจกตาหรือเลนสไมเปนผิวของทรงกลม ทําใหมองเห็นวัตถุชัดเพียงแนว เดียว
9.
สีสรรพ สี หมายถึง ความรูสึกในการมองเห็น
เพราะคลื่นแสงในแถบสีมากระตุนประสาทนัยนตา การมองเห็นสีของวัตถุเกิดขึ้นเนื่องจากแสงตกระทบวัตถุทึบแสง และสะทอนมาเขานัยนตา หรือแสงทะลุผาน วัตถุโปรงใสหรือวัตถุโปรงแสงแลวมาเขาตา สีของวัตถุ 1. วัตถุทึบแสง - วัตถุสีขาว สะทอนแสงทุกสีมาเวาตา - วัตถุสีดํา ดูดกลั่นทุกแสงสี - วัตถุสีตาง ๆ วัตถุใดก็ตามจะสะทอนสีนั้น ดูดกลืนสีอื่น 2. วัตถุโปรงใสและวัตถุโปรงแสง ยอมใหแสงสีเหมือนวัตถุผานมากที่สุด การผสมตัวสี คือ การนําตัวสีตางสีมาผสมกันจะไดสีใหม ซึ่งแตกตางจากสีเดิม หรือเปนการลดปริมาณแสงสี จะไดสีใหมที่เขมกวาเดิม ตัวสีปฐมภูมิ คือ สีที่ไมไดเกิดจากการผสม เชน แดงมวง เหลือง น้ําเงินเขียว ตัวสีทุติยภูมิ คือ สีที่ไดจาการนําตัวสีปฐมภูมิผสมกัน เชน แดงมวง + เหลือง แดง แดงมวง + น้ําเงินเขียว น้ําเงิน เหลือง + น้ําเงินเขียว เขียว ตัวสีเดิมเต็ม คือ คูที่ผสมกันแลวไดสีดํา เชน แดงมวง + เขียว ดํา เหลือง + น้ําเงิน ดํา แดง + น้ําเงินเขียว ดํา แดงมวง + เหลือง + น้ําเงินเขียว ดํา การมองเห็นสีของวัตถุ การเห็นสีผสมของตัวสีในวัตถุได เนื่องจากนัยนตาเรามีเซลลรับแสงที่ไวตอแสงสี 3 สี คือ ไวตอสีแดง ไวตอสีเขียว และไวตอสีน้ําเงิน ฟลมสี คือ ฟลมที่ใชบันทึกภาพสี มี 2 ชนิดคือ 1. ฟลมสีชนิดเนกาทีฟ คือ ฟลมที่บันทึกภาพแนะนําไปผานกระบวนการลางฟลมแลว จะมีลักษณะโปรงใสสี ตาง ๆ ที่เปนสีเติมเต็มกับสีของวัตถุ 2. ฟลมสีชนิดโพสิทีฟ คือ ฟลมที่บันทึกภาพ และนําไปผานกระบวนการลางแลวจะมีลักษณะโปรงใสสีตาง ๆ ที่เปนเดียวกับสีวัตถุ ความไวแสงของฟลม ขึ้นกับลักษณะและผลึกเกลือเงิน ผลึกเล็ก – ไวแสงสูง ถายในที่มีแสงมาก ภาพคมชัด มากกวา ผลึกใหญ – ไวแสงต่ํา ถายในที่มีแสงนอย ภาพคมชัดนอยกวา การถายภาพเคลื่อนไหวเร็ว ใชฟลมไวแสงสูง ถายภาพเคลื่อนไหวชา ใชฟลมที่มีคาความไวแสงต่ํา สีสังเคราะห เปนสีที่ไดจากฏิติริยาเคมีระหวางสารเคมีบางชนิด ตัวอยาง เชน โพแทสเซียมไอโอโดด + เลกไนเตรด เหลือง คอปเปอร (II) ซัลเฟต + ไฮโดรเจนซัลไฟด ดํา
10.
แยกสีโดยวิธีโครมาโตกราฟฟ คือ การแยกตัวสีที่เปนองคประกอบของสีโดยอาศัยสมบัติการละลายและการ ดูดซึมของสาร สีเคลือบผิว
เคลือบเพื่อ 1) ใหเกิดความสวยงาม 2) ปองกันพื้นผิววัตถุ 3) เปนเครื่องหมายหรือสัญลักษณตาง ๆ 4) ใชงานดานศิลปะ สวนประกอบของสีเคลือบผิว 1. ผงสี เปนสวนประกอบที่ทําใหเกิดสี ไมละลายในตัวยึดเกาะและตัวทําละลายสมบัติพิเศษ คือ ทําหนาที่ ดานทานการผุกรอน ชวยใหแทนไฟและทําใหเกิดเงา 2. ตัวยึดเกาะ จะเกาะแนนกับพื้นผิวโดยยึดผงสีไวในตัวยึดเกาะ สมบัติที่สําคัญ คือ ทําใหเกิดเงา ความแข็ง ทนตอสิ่งแวดลอม 3. ตัวทําละลาย เปนของเหลวที่ใสในสีเพื่อผสมผงสีกับตัวยึดเกาะ 4. สารเติมเต็ม ใสในสี เพื่อใหผิวเรียบ ไมเกิดฟอง ปองกันเชื้อรา ทึบแสง ชนิดของสีเคลือบผิว แบงโดยใชตัวทําละลายเปนเกณฑ แบงไดเปน สีน้ํา ใชน้ําเปนตัวทําละลาย สีน้ําที่ใช ทาอาคารบานเรือน เรียก สีพลาสติก สีน้ํามัน ใชน้ํามันเปนตัวทําละลาย นิยมใชเอทานอล, ทินเนอร , น้ํามันสน โรคที่เกิดจากสีทา โรคพิษสารตะกั่ว ระดับความเปนพิษของตะกั่วในผูใหญประมาณ 80 ไมโครกรัมในเลือด 100 cc ในเด็ก 40 ไมโครกรัมตอเลือด 100 cc อาการ เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน รางกายออนเพลีย เหนื่อยงาย กรรมวิธีในการยอมผา 1. การยอมโดนตรง ทําไดโดยจุมผาลงในสารละลายสี ขณะยอมนิยมใสโซเดียมคลอไรด หรือโซเดียมซัลเฟต ลงไปเพื่อใหสียอมติดเสนใยดีสม่ําเสมอทนนาน 2. การยอมโดยใชสารมอรแดนท ทําไดโดยนําผาไปตนกับสารมอรแดนท เกิดตะกอนแทรกซึมไปจับเสนใย ผา เมื่อนําไปยอม สียอมจะจับติดกับมอรแดนทไดดี สิ่งที่ควรกระทํากรอนการยอมผา 1. ทําใหผาสะอาด ปราศจากไขมันและสิ่งสกปรกอื่น ๆ โดยนําไปตมกับโซเดียมคารบอเนต 2. ทําใหผาขาว โดยนําไปแชในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด
11.
ไฟฟาและเครื่องอํานวยความสะดวก เซลลไฟฟาเคมี ชนิดของเซลล ขั้วไฟฟา (electrode) สารละลายนําไฟฟา (electrolyte) 1.
เซลลชนิดประจุใหม ขั้วบวก - กราไฟต แอมโมเนียมคลอไรดเปยก ไมได ขั้วลบ - กลองสังกะสี (ถานไฟฉาย) 2. เซลลชนิดประจุใหมได ขั้วบวก – นิกเกิลออกไซด โพแทสเซียมไฮดรอกไซด ขั้วลบ - แคดเมียม 3. เซลลเชื้อเพลิง ขั้วบวก – คารบอน โพแทสเซี่ยมไฮดรอกไซด ขั้วลบ - คารบอน เซลลสุริยะ เซลลสุริยะ ประกอบดวย แผนสารกึ่งตัวนํา 2 ชั้น คือ ชั้นบน เปนซิลิกอน เจือดวยฟอสฟอรัส ชั้นลาง เปนซิลิกอนเจือดวยบอรอน กระแสไฟฟาที่ไดรับจากเซลลสุริยะ แปรผันโดยตรงกับความเขมของแสงที่ตกกระทบ กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา เกิดจาก 1. แมเหล็กเคลื่อนที่เขาหรือออกจากขดลวด 2. ขดลวดเคลื่อนที่เขาหรือออกจากแทงแมเหล็ก 3. ขดลวดหมุนตัดเสนแรงแมเหล็ก กระแสไฟฟาเหนี่ยวนําจะมากหรือนอย ขึ้นอยูกับ 1. ความแรงของแมเหล็ก 2. จํานวนรอบของขดลวด 3. ความเร็วในการเคลื่อนที่ การผลิตพลังงานไฟฟาสําหรับชุมชน 1. โรงไฟฟาพลังน้ํา ศักย จลน กล ไฟฟา 2. โรงไฟฟาพลังงานรอน เชื้อเพลิง ความรอน น้ํา ไอน้ํา แรงดัน กังหันไดนาโมไฟฟา 3. โรงไฟฟากังหันกาซ กาซรอน ความดันสูง กังหันไดนาโม ไฟฟา 4. โรงไฟฟาพลังความรอนรวม กาซเสีย น้ํา ไอน้ํา แรงดัน กังหันไดนาโมไฟฟา
12.
5. โรงไฟฟาดีเซล เชื้อเพลิง +
อากาศ ระเบิด ลูกสูบเคลื่อนที่ กังหันไดนาโม ไฟฟา 6. โรงไฟฟานิวเคลียร ปฏิกิริยานิวเคลียร ความรอน น้ํา ไอน้ํา กังหันใดนาโม ไฟฟา การสงพลังงานไฟฟา โรงไฟฟา หมอแปลงขึ้น สายสงไฟฟาแรงสูง หมอแปลงลง หมอแปลงลง ผูใชไฟ สายสงแรงต่ํา หมอแปลงลง หมอแปลง - ใชเฉพาะกระแสสลับเทานั้น - สงผานพลังงานไฟฟาจากวงจรหนึ่งไปยังอีกวงจรหนึ่งไดอยางมีประสิทธิภาพ - สามารถเพิ่มหรือลดความตางศักยได หมอแปลงขึ้น หมอแปลง หมอแปลงลง อุปกรณในวงจรไฟ 1. สะพานไฟ 2. ฟวส - เปนอุปกรณไฟฟาที่ชวยใหเกิดความปลอดภัยแตทรัพยสน - ทําดวยโลหะผสมที่มีจุดหลอมเหลวต่ํา 3. สวิตซ 4. เตาเสียบและเตารับ เครื่องไฟฟา เปนเครื่องมือที่มีการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟาเปนพลังงานรูปอื่น เครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานแสงสวาง - หลอดไฟธรรมดา ไสหลอดทําดวยทังสเตน ภายในบรรจุกาซเฉื่อย - หลอดวาวแสง ภายในบรรจุไอปรอท ผิวดานในฉาบดวยสารวาวแสง ที่ขั้วทั้งสอง มีไสหลอด
13.
อุปกรณในวงจรหลอดวาวแสง มีสตารเตอรและบัลลาสต การทํางานของสตารตเตอร เมื่อเปดสวิตซ
กระแสไฟฟาจะไหลจากแผนโลหะคู ผานกาซอารกอนไปยังโลหะ ตัวนําที่ปลายอีกขางหนึ่ง ขณะที่กระแสไฟฟาผานกาซอารกอนจะมีประกายไฟเกิดขึ้น ทําใหโลหะคูรอน และโคงงอมาแตะ กับอีกขั้วหนึ่งไดกระแสผานขั้ว โดยไมตองผานกาซอารกอนความรอนบนโลหะคูลดลงจนขั้วทั้งสองแยกออกจากกัน แบลลัสต ทําหนาที่เพิ่มความตางศักย เพื่อใหหลอดเรืองแสงติดในตอนแรก และทําหนาที่ควบคุมกระแสไฟฟา ในหลอดใหมีปริมาณพอดี โดยการเหนี่ยวนํากระแสไฟฟามาตานหรือเสริม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟาที่ผาน ระหวางขั้วทั้งสองของหลอด เครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานความรอน เครื่องไฟฟานี้ตองใชลวดตานทานที่มีสมบัติเฉพาะ คือ ใหความรอนมาก เร็ว และมีจุดหลอมเหลวสูง ความรอนที่เกิดจะมากหรือนอยขั้นกับ - ปริมาณกระแสไฟฟาที่ไหล - ความตานทาน - เวลาที่ผานไป
14.
รังสีที่เรามองไมเห็น ดวงอาทิตย เปนแหลงกําเนิดรังสีตามธรรมชาติหลายชนิด ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น รังสีที่มองเห็น
หมายถึงรังสีจากดวงอาทิตยที่ประสาทตารับรูไดหรือแสงขาวที่ประกอบดวย แสงสี 7 สี ไดแก สีมวง สีคราม สีน้ําเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง แสงสีเหลานี้มีความยาวคลื่นอยูในชวง 4 x 10-7 - 7 x 10-7 เมตร ตามลําดับ รังสีที่มองไมเห็น หมายถึง รังสีจากดวงอาทิตยที่ประสาทตารับรูไมได ไดแก รังสีอัลตราไวโอเล็ต รังสีเอกซ รังสีแกมมา รังสีอินฟราเรด และคลื่นวิทยุ รังสีเหลานี้มีความถี่มากหรือนอยกวาแสงขาว ความถี่ของคลื่น (frequency) คือจํานวนลูกคลื่นที่เคลื่อนที่ผานจุดๆ หนึ่งไปในเวลา 1 วินาที หนวยความถี่ของคลื่น คือ รอบตอวินาที หรือ เฮิรตซ ความเร็วของคลื่น = ความถี่ของคลื่น x ความยาวของคลื่น V = ƒλ รังสีอัลตราไวโอเล็ต เกิดจาก - ดวงอาทิตย - มนุษยประดิษฐขึ้นในหลอดเรืองแสงและหลอดรังสีอัลตราไวโอเล็ต คุณสมบัติของรังสีอัลตราไวโอเล็ต 1. ทําใหสารวาวแสงเกิดการเรืองแสงขึ้น 2. ทําใหสารเคมีบางชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลงไป 3. สามารถทุลุผานสิ่งกีดขวางบางชนิดได ประโยชนของรังสีอัลตราไวโอเล็ต 1. ใชในการพิสูจนเอกสาร ตรวจสอบลายเซ็น 2. ชวยใหรางกายสังเคราะหวิตามินดี 3. ใชฆาเชื้อโรคในทางการแพทย 4. ใชตรวจสอบคุณภาพอาหาร รังสีเอกซ - ดวงอาทิตย - โทรทัศน - หลอดรังสีเอกซ เมื่อเผาไสหลอดซึ่งเปนขั้วลบจนรอนแดง electron จะหลุดจากไสหลอดและวิ่งไปชนขั้วบวกซึ่งทําดวย ทังสเตน เมื่อ electron ที่มีพลังงานสูงมาก มาชนกับโลหะทังสเตน ทําใหเกิดรังสี x สารที่สามารถกั้นรังสี x ได ทอง ตะกั่ว เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม น้ํา ประโยชนของรังสี x - ชวยวินิจฉัยโรค :- มะเร็ง, เนื้องอก, กระดูกหัก, วัณโรค, กระเพาะอาหารเปนแผล, ความผิดปกติของรากฟน - ใชตรวจหายราว รอยรั่วหรือรูโพรงในแผนโลหะ โทษของรังสี x - ทําใหเกิดโรคมะเร็ง เพราะขณะที่รังสี x ผานรางกาย จะถายเทพลังงาน ใหกับเซลล ตลอดทางที่รังสี x ผาน ซึ่งอาจทําใหเซลลเหลานั้น
15.
คลื่นวิทยุ เสื่อมสภาพไปหรือเซลลอาจตายได ขึ้นกับความเขมของรังสี รังสีแกมมา -
คลื่นแมเหล็กไฟฟา - ความถี่ 1010 – 1022 HZ - ไดจากการแผรังสีของธาตุกัมมันตรังสี มนุษยผลิตรังสี δ จากธาตุ กัมมันตรังสีที่มนุษยประดิษฐขึ้น - ใชแทน X-ray ในการรักษาโรคมะเร็ง - ใชในการถนอมอาหาร และใชปรับปรุงพันธุพืช - ไมเบี่ยงเบนในสนามแมเหล็กไฟฟา - ทะลุทะลวงผานวัตถุไดมากที่สุด - เกิดปฏิกิริยากับสารเคมีในฟลมถายรูป รังสีอินฟราเรด - ใหพลังงานความรอน (รางกายรับรูได) แหลงกําเนิด - ดวงอาทิตย - วัตถุที่รอนทุกชนิด ประโยชน - ฉายรังสีอินฟราเรดไปบนวัตถุที่แสงผานไมได ทําใหภายในวัตถุรอน - ใชรักษาโรคผิวหนังบางชนิด, รักษากลามเนื้อแพลง - ใชฟกไข - ใชอบสีรถยนตหลังพน ชวยใหสีแหง อยางสม่ําเสมอ - ใชฟลมอินฟราเรดถายภาพเพื่อคนหาสัตวในที่มืด - ใชถายภาพของโครงการสํารวจทรัพยากรธรรมชาติทางดาวเทียม - ใชอบยางอาหาร - ใชตรวจหาวัตถุไวไฟและน้ํามัน - ชวยทําใหโลกมีอุณหภูมิเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตจะดํารงชีวิตได - คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความยาวคลื่นมากกวารังสีอินฟราเรด - เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปสูอีกจุดหนึ่งโดยการแผรังสี และเคลื่อนที่ดวย ความเร็ว 3 x 106 เมตร/วินาที - ไมสามารถทะลุผานโลหะหรือสิ่งกีดขวางขนาดใหญ แตเคลื่อนยายไปบนพื้น ผิวสัมผัสของสิ่งกีดขวางได - ไฮนริช รูคอลฟ เฮิรตซ เปนคนแรกที่คนพบคลื่นวิทยุ จากเครื่องมือที่มี ขดลวด 2 ขด ซึ่งทําหนาที่เปนเครื่องสงและเครื่องรับ การผสมสัญญาณ (การผสมคลื่น) คือ การนําคลื่นความถี่เสียงซึ่งเปนสัญญาณไฟฟาของคลื่นเสียงผสม คลื่นวิทยุหรือคลื่นพาหนะ ซึ่งเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่เทากับ 104 – 1010 เฮิรตซ สัญญาณที่ผสมแลวจะมี แอมปลิจูดหรือความถี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การผสมสัญญาณมี 2 ระบบ คือ
16.
1. การผสมสัญญาณระบบเอเอ็ม (Amplitude
Modulation : A.M.) เปนการผสมสัญญาณที่ทําให Amplitude ของสัญญาณไฟฟาเปลี่ยนไป แตความถี่คงที่ 2. การผสมสัญญาณระบบ เอฟ เอ็ม (Frequency Modulation : F.M.) เปนการผสมสัญญาณที่ทําให Frequency ของสัญญาณไฟฟาเปลี่ยนไปแต Amplitude คงที่ เหตุใดสัญญาณคลื่นวิทยุจากสถานีตางๆ จึงไมปะปนกัน - สถานีวิทยุแตละสถานีกระจาย ดวยความถี่ตางกัน - สํานักงานบริหารความถี่วิทยุ กรมไปรษณียโทรเลข กําหนดให สถานีวิทยุระบบ เอ. เอ็ม แตละสถานีมีความถี่ตางกัน 9 KHz สถานีวิทยุระบบ เอฟ. เอ็ม แตละสถานีมีความถี่ตางกัน 250 KHz - เครื่องสงวิทยุมีความกวางของแถบความถี่ ระบบ เอ.เอ็ม กวาง 9 KHz ระบบเอฟ. เอ็ม กวาง 180 KHz การสงภาพไปกับคลื่นวิทยุ การสงภาพไปกับคลื่นวิทยุอาศัยหลักการเปลี่ยนภาพใหเปนสัญญาณไฟฟาของภาพ แลวสงไปกับคลื่นวิทยุ ภาพ เกิดจากจุดที่มีขนาดและความเขมของสีตางๆ มาตอเรียงกัน จุดเหลานี้มีความสามารถสะทอนแสงไดไมเทากัน สีเขมสะทอนแสงไดนอยกวาสีออน การสงโทรภาพ คือ การผสมสัญญาณไฟฟาความถี่คลื่นวิทยุกับสัญญาณไฟฟาของภาพแลวสงขึ้นไปกระจายคลื่นที่ สายอากาศ วิธีการสงโทรภาพ - นําภาพไปพันรอบๆ กระบอกโลหะของเครื่องสง ซึ่งมีหัวตรวจสอบความเขมของ ภาพอยูใกลๆ เมื่อกระบอกหมุน หัวตรวจสอบเคลื่อนที่ไปทั่วแผนภาพ สัญญาณไฟฟาของภาพจะถูกสงไปผสมกับสัญญาณ ไฟฟาความถี่วิทยุแลวสงออก อากาศ เครื่องรับโทรภาพ - เปลี่ยนสัญญาณไฟฟาของภาพใหเปนภาพ โดยใชฟลมถายรูปพันไวรอบกระบอก โลหะ สัญญาณภาพที่ได ---- แสดงความเขมตางกัน ---- ไปกระทบฟลม ---- ลางอัดไดภาพ โทรทัศน โทรทัศนใชคลื่นวิทยุที่มีความถี่สูง เปนคลื่นพาหะ และมีการสงเสียงไปพรอมๆ กัน ระบบโทรทัศนประกอบดวย 3 สวน คือ เครื่องถายโทรทัศน สถานีโทรทัศน และเครื่องรับโทรทัศน เครื่องถายโทรทัศน - ทําใหภาพและเสียงถูกเปลี่ยนเปนสัญญาณไฟฟา สถานีโทรทัศน - สงคลื่นโทรทัศนทั้งภาพและเสียงออกทางเสาอากาศของสถานี ไปยัง สายอากาศของเครื่องรับโทรทัศน เครื่องรับโทรทัศน - เสาอากาศรับคลื่นวิทยุโทรทัศนจากเครื่องสง แยกสัญญาณไฟฟาของเสียง ---- ลําโพง แยกสัญญาณไฟฟาภาพ ---- หลอดภาพ เปลี่ยนเปนภาพ เห็นภาพเคลื่อนไหวและมีเสียง
17.
เปรียบเทียบการทํางานของวิทยุโทรภาพและวิทยุโทรทัศน วิทยุโทรภาพ วิทยุโทรทัศน 1. ใหภาพนิ่งพิมพติดบนฟลม
1. ใหภาพเคลื่อนไหวอยางตอเนื่อง 2. สงไดชา ไมมีเสียง 2. สงไดเร็ว มีเสียง 3. ดูภาพไมไดทันทีตองนําไปลางและอัดภาพ 3. ดูภาพไดทันที - เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีชวงความถี่สูงถัดจากคลื่นวิทยุ - เปนคลื่นที่สามารถควบคุมใหเปนลําเล็กๆ ได - มีทิศทางตรง - สามารถทะลุผานชั้นบรรยากาศไดดีและถูกดูดกลืนนอย - เมื่อกระทบวัตถุ คลื่นที่สะทอนกลับมาจะมีความเขมสูง - ใชในระบบ เรดาร การสื่อสาร และโทรคมนาคม เตาไมโครเวฟ - เปนเตาที่ทําใหอาหารรอน - ภายในมีวงจรอิเล็กทรอนิกส มีหลอดแมกนิตรอน เปนตัวผลิตไมโครเวฟความถี่ประมาณ 2,450 MHz - คลื่นไมโครเวฟในเตามีพลังงานสูง จะแผมากระทบและถายพลังงานใหกับโมเลกุลของน้ําที่มี ในอาหาร ทําใหอาหารรอน การสื่อสารโทรคมนาคมของไทย ระบบโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารที่ใชไมโครเวฟเปนพาหะ โทรคมนาคมระบบโทรพิมพ - คลายเครื่องพิมพดีด เมื่อพิมพขอความ กานอักษรที่กดลงไปจะทําใหเกิด สัญญาณไฟฟา อักษรแตละตัวจะมีสัญญาณไฟฟาตางกัน สัญญาณไฟฟานี้ ผสมกับคลื่นไมโครเวฟทําหนาที่เปนคลื่นพาหะไปสูเครื่องรับ เทเลกซ(TELEK) คือ การสื่อสารที่จัดบริการใหเชาเครื่องพิมพซึ่งผูเชาสามารถรับ-สง ขอความดวยเครื่องโทร พิมพนั้น ๆ กับผูเชาอื่นๆ ทั้งในประเทศและตางประเทศได การสงเทเลกซ คือ การผสมสัญญาณไฟฟากับคลื่นไมโครเวฟ แลวสงไปยังเครื่องรับโทรพิมพ โทรสาร (FAX ) เปนเครื่องรับ-สง เอกสารที่ตองเชื่อมเขากับคูสายของเครื่องโทรศัพท วิธีสงโทรสาร คือเปลี่ยนภาพและตัวหนังสือจากเครื่องสงไปเปนสัญญาณไฟฟา แลวสงไปตามสายโทรศัพท เมื่อถึง เครื่องรับจะเปลี่ยนสัญญาณไฟฟา ---- ภาพและตัวหนังสือเหมือนเดิมเอกสารที่ไดเหมือนการ ถายทําสําเนา การรับ – สงโทรสาร ตองอาศัยเครือขายโทรศัพท ไมโครเวฟ
18.
โลกและดวงดาว วัตถุทองฟา หมายถึง สรรพสิ่งทั้งหลายที่อยูบนทองฟาอันกวางใหญ
(รวมหอวิจัยลอยฟาดวย) โลก (Earth) ในสมัยกอนเชื่อวา โลกเปนศูนยกลางของทุกสิ่งทุกอยางบนทองฟา เพราะ เมื่ออยูบนโลก สามารถ สังเกตเห็นดวงอาทิตย ดวงจันทร และดวงดาวอื่นๆ เคลื่อนที่จากตะวันออกไปตะวันตกทุกวัน เหมือนกับวา โคจรรอบ โลก นิโคลัส โคเปอรนิคัส นักดาราศาสตรชาวโปแลนด ไดเสนอวา ดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของระบบสุริยะ สัณฐานของโลก 1. โลกมีสัณฐานกลม เพราะขณะเกิดจันทรุปราคา เงาโคงของโลกจะไปปรากฏบนดวงจันทรเสมอ 2. โลกมีสัณฐานกลมทรงแปน ทราบจากการวิเคราะหขอมูลที่ไดจาก ดาวเทียมแวนการด ในขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย โลกหมุนรอบตัวเองดวยแกนหมุนของโลกเอียงทํามุม (23.5°) กับแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจร และ สายไปทางทิศตะวันตกอยางชา ๆ ทิศบนโลก การกําหนดทิศบนโลกทําไดโดยสังเกตการขึ้นและตกของดวงอาทิตย ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองทิศจะ ติดไปกับโลกเสมอ ทิศตะวันออก คือ ทิศที่โลกหมุนไป ทิศตะวันตก คือ ทิศที่อยูตรงขามกับการหมุนของโลก ทิศเหนือ คือ ทิศที่อยูทางซายมือ เมื่อหันหนาไปทางทิศตะวันออกแลวกางมือออก ทิศใต คือ ทิศที่อยูทางขวามือ เมื่อหันไปทางทิศตะวันออก และกางมือออก เสนละติจูด เปนเสนสมมุติที่ขนานกับเสนศูนยสูตร อยูระหวางขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต มี 181 เสน เสนลองจิจูด เปนเสนสมมุติที่ลากผานขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต โดยตั้งฉากกับเสนศูนยสูตร มี 360 เสน เวลาบนโลก กําหนดใหโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ (360 องศา) เปนเวลา 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง การบอกตําแหนงวัตถุที่อยูสูงกวาระดับพื้นโลก ในการบอกตําแหนงวัตถุที่แนนอนของวัตถุที่อยูสูงกวาพื้นโลก บอกโดย 1. บอกคามุมเงย 2. บอกทิศของวัตถุ การบอกตําแหนงของวัตถุบนทองฟา มีหลายวิธี คือ 1. ใชทิศบอกตําแหนงของดาวที่สังเกตได 2. ในทางดาราศาสตร ใช ระบบเสนขอบฟา (ยึดผูสังเกตเปนหลัก) ถาเราอยูบนที่โลง แลวมองขึ้นไปบนทองฟารอบๆ ตัวเรา จะเห็นทองฟา เปนรูปครึ่งวงกลมครอบตัวเราอยู จุด ศูนยกลางของทรงกลม คือตําแหนงที่เราอยู ทรงกลมนี้ เรียกวา ทรงกลมทองฟา โลกหมุนไป 1 องศา ใชเวลา 4 นาที
19.
เสนขอบฟา คือ เสนที่ลากตามแนวของครึ่งวงกลม เสนเหนือศีรษะ
คือ จุดบนทรงกลมทองฟาที่อยูเหนือศีรษะของเรา เสนดิ่ง คือ เสนที่ลากจากจุดเหนือศีรษะไปตามทรงกลมทองฟา และตั้งฉากกับเสนขอบฟา มุมเงย หมายถึง มุมที่เกิดจากเสนตรงที่ลากจากยอดเสาธงมายังตากับเสนระดับสายตา คามุมเงยเปลี่ยนแปลงตามตําแหนงของผูสังเกต การบอกตําแหนงวัตถุใชมุมเงยอยางเดียวไมได Q วัตถุมีมุมเงยเทากัน อาจอยูคนละตําแหนงก็ได จึงตองบอกทิศดวย มุมอาซิมุธ หมายถึง มุมที่อยูระหวางจุดทิศเหนือไปตามแนวขอบฟาทางทิศตะวันออกไปจนถึงตําแหนงจุดตัดของ เสนดิ่งที่ผานวัตถุนั้น ดวงจันทร (Moon) - บริวารของโลก - วัตถุทองฟาที่อยูใกลโลกที่สุด - ในวันเพ็ญ มีขนาดพอ ๆ กับดวงอาทิตย การเคลื่อนที่ของดวงจันทร - ดวงจันทรเปลี่ยนตําแหนงจากทองฟาซึกตะวันออกไปยังทิศตะวันตก - ดวงจันทรเคลื่อนที่จากตะวันตกไปทางทิศตะวันออก - เวลาเดียวกันของทุกคืน คามุมเงย และมุมอาซิมุธของดวงจันทร แตกตางกัน - เวลาตางกันของคืนเดียวกัน คามุมเงย และมุมอาซีมุธของดวงจันทร แตกตางกัน ดิถีของดวงจันทร ขณะที่ดวงจันทรโคจรรอบโลกจะไดรับแสงอาทิตย จึงทําใหมองเห็นดวงจันทรมีลักษณะเปลี่ยนแปลงทุกคืน คือ เห็นดวงจันทรเต็มดวงบาง เสี้ยวบาง ซึ่งเรานํามานับเปนวันขางขึ้นขางแรม การสํารวจดวงจันทร - เริ่มจากกาลิเลโอ สรางกลองโทรทรรศน และใชสํารวจดวงจันทร - ก.ค. 2512 มนุษยอวกาศ 3 คน ไดนํายานอวกาศ ชื่อ อะพอลโล ไปลงบนดวงจันทร ผูเหยียบดวงจันทร คือ นิล อารมสตรอง และแอลดริน ผูขับยานบังคับการ “โคลัมเบีย” คือ ไมเคิล คอลลินส การวิเคราะหหินบนดวงจันทร - ผิวดวงจันทรประกอบดวยหินบะซอลท - จากการคํานวณหาอายุของหินบนดวงจันทรพบวา ผิวดวงจันทรเริ่มเย็นและแข็งตัวประมาณ 4,600 ป มาแลว - หินที่พื้นผิวดวงจันทร เกิดจากลาวาของภูเขาไฟไหลทวมบริเวณกวางใหญ บรรยากาศบนดวงจันทร - บรรยากาศเบาบางมาก - อุณหภูมิดานที่ไดรับแสงอาทิตยสูงถึงจุดเดือดของน้ํา - อุณหภูมิดานที่ไมไดรับแสงเย็นจัด - ดวงจันทรไมมีสนามแมเหล็กเหมือนโลก - มีกัมมันตรังสีสูงมากที่พื้นผิว ดาวเคราะหมี 9 ดวง ดาวเคราะหแบงเปน 2 วง โดยใชโลกเปนเกณฑ 1. ดาวเคราะหวงใน
20.
2. ดาวเคราะหวงนอก - ดาวเคราะหที่เห็นดวยตาเปลา
ไดแก ดาวพุธ - เปลี่ยนตําแหนงคอนขางเร็ว - บางเดือนอยูทางทิศตะวันออกของดวงอาทิตย - บางเดือนอยูทางทิศตะวันตกของดวงอาทิตย - เห็นใกลขอบฟาทางทิศตะวันตกเวลาเชามือ - เห็นใกลของฟาทางทิศตะวันออกเวลาหัวค่ํา ดาวศุกร - ปรากฏเวลาหัวค่ําทางทิศตะวันตก - ปรากฏเวลาเชามืดทางทิศตะวันออก - ขนาดเล็กกวาโลกเล็กนอย - บรรยากาศหนาแนนมาก บรรยากาศชั้นบนสะทอนแสงอาทิตยไดประมาณ 70% - ความกดดันเฉลี่ยของบรรยากาศที่พื้นผิว 91 เทาของบรรยากาศที่ผิวโลก - อุณหภูมิที่พื้นผิวสูงมาก - ผิวดาวศุกรแหงแลง - หมุนรอบตัวเองชามาก สภาวะเอื้อชีวิตบนโลก 1. อุณหภูมิที่เหมาะสม 2. ดาวเคราะหที่มีชีวิตอยูได ควรมีรัศมีวงโคจรรอบดวงอาทิตยเฉลี่ยประมาณ 100 – 300 ลาน เมตร 3. มวลของดาวเคราะห ดาวอังคาร - มีลักษณะคลายโลก - ขนาดเล็กกวาโลก เสนผานศูนยกลาง = 1/2 ของโลก - อุณหภูมิสูงสุดบริเวณเสนศูนยสูตร - ขั้วเหนือและขั้วใตอุณหภูมิต่ํา - มีปลองภูเขาไฟที่ดับแลวอยางนอย 12 แหง - มีหุบเหวและรองลึกคลายลําธาร - ไมมีสนามแมเหล็ก - ไมมีบรรยากาศที่หนาพอที่จะชวยกรองรังสีที่เปนอันตรายตอชีวิต *พบธาตุ C ดวงอาทิตย - ดาวฤกษที่อยูใกลโลกมากที่สุด - มองจากพื้นโลกมีขนาดเทาดวงจันทร - แสงจากดวงอาทิตยใชเวลาเดินทาง 8.3 นาที - ขึ้นทางทิศตะวันออก และเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก การดูดวงอาทิตย - ตาเปลาเปนอันตราย - ใชกลองโทรทรรศนดูโดยตรงจะเปนอันตรายมากกวาตาเปลา
21.
- ถาใชเครื่องแอสโตรแลบ หาตําแหนงของดวงอาทิตย
ซึ่งตองดูดวยตาเปลาเพื่อหาคา มุมเงย มุมอาซิมุธทําใหเปนอันตราย การหาตําแหนงดวงอาทิตยทําไดโดย การสังเกตเงาของดวงอาทิตยแทน ในชวงดวงอาทิตยขึ้นและตก และเสนทางโคจรของดวงอาทิตยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุดแลวคอย ๆ ลดต่ําลง มุมอาซิมุธจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตําแหนงขึ้นและตก และเสนทางโคจรของดวงอาทิตยบนทองฟาเปลี่ยนไปในทุกฤดูกาล จึงอาจกลาวได วา ตําแหนงขึ้นตกและเสนของดวงอาทิตยเปรียบไดกับตัวเลขบนนาฬิกาทองฟา ซึ่งสามารถบอกวัน เวลา ในฤดูกาลตางๆ ได การวัดคามุมอาซิมุธ ขณะขึ้นตก และมุมเงยสูงสุดของดวงอาทิตยที่ กทม. พบวา วันที่ 21 มี.ค. - ดวงอาทิตยขึ้นที่จุดตะวันออก และตกที่จุดทิศตะวันตก วันที่ 22 มิ.ย. - ดวงอาทิตยขึ้นและตกไปทางเหนือมากที่สุด วันที่ 23 ก.ย. - ดวงอาทิตยขึ้นและตกที่จุดทิศตะวันออก ตะวันตกพอดี การที่โลกหมุนรอบตัวเองโดยมีแกนหมุนทํามุม 23 2 1 องศา กับแนวที่ตั้งฉากกับระนาบวงโคจรของ โลก ขณะเดียวกันโคจรรอบดวงอาทิตยดวย ซึ่งเปนสาเหตุทําใหเกิด - ปรากฏการณขึ้นและตกของดวงอาทิตย - การเปลี่ยนแปลงลมฟาอากาศ - พนที่บนผิวโลกรับพลังงานแสงสวางและความรอนจากดวงอาทิตยไมเทากัน อิทธิผลของพลังงานอื่นๆ ของดวงอาทิตย 1. พายุแมเหล็ก ดวงอาทิตยสงอนุภาคที่มีประจุไฟฟาอิเล็กตรอน และอนุภาคที่มีประจุไฟฟาบวกที่มีความเร็ว ต่ําเปนผลใหสนามแมเหล็กโลกถูกรบกวน 2. แสงเหนือแสงใต - อนุภาคจากดวงอาทิตย (มีประจุไฟฟา) ไมสามารถผานแนวแมเหล็กได แตจะเขาสู บรรยากาศของโลกทางขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต เมื่อไปชนกับกาซบางอยางทําใหเกิดแสง เรืองรองบนทองฟา ดาวฤกษ ดวงดาวที่อยูไกลแสนไกล ดาวฤกษมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา แตเราเห็นดาวฤกษแตละดวงรักษาระยะหางเทากันเสมอนั้น Q ดาวฤกษอยู ไกลมาก เราเห็นดาวฤกษอยูในลักษณะเดิมทุกวัน เรียกวา ดาวประจําที่ ดาวเหนือ คนที่อยูเสนศูนยสูตร จะเห็นดาวเหนืออยูทางขอบฟาทางทิศเหนือ คนที่อยูทางขั้วโลกเหนือ จะเห็นดาวเหนืออยูตรงจุดเหนือศีรษะพอดี การเคลื่อนที่ของดาวฤกษ ชวงเวลาที่ดาวแตละดวงปรากฏใหเราเห็นนั้นจะแตกตางกัน ดาวดวงเดียวกันถาผูสังเกตอยูคนละตําแหนงจะ เห็นการเคลื่อนที่ปรากฏตางกัน เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง กลุมดาวฤกษ มนุษยเห็นกลุมดาวบนทองฟา และจินตนาการเปนรูปสิ่งที่คุนเคย หรือรูปเทพเจา เพื่อสะดวกในการ สังเกตและจดจํา
22.
ในสมัยโบราณ คนอาศัยดวงดาว เพื่อ
- บอกเวลา - บอดฤดูกาล - กําหนดวันนักขัตฤกษ - หาทิศในการเดินทาง ปจจุบันนักดาราศาสตร แบงกลุมดาวเปน 88 กลุม กลุมดาวที่คนไทยรูจักและมองเห็นไดเชน - กลุมดาวจระเข - กลุมดาวเตา กลุมดาวจักรราศี เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบ 1 รอบ คนบนโลกเห็นดวงอาทิตยเคลื่อนที่ปรากฏผานกลุมดาวฤกษ 12 กลุม ชวงที่ดวงอาทิตยเคลื่อนที่ปรากฏในเวลาประมาณ 1 เดือน เรียก ราศี เรียกกลุมดาว 12 กลุมวา กลุมดาวจักรราศี แถบราศี คือ ดวงจันทรและดาวเคราะหตาง ๆ เคลื่อนปรากฏผานกลุมดาวจักรราศีเปนแถบรอบทรงกลมทองฟา การหากลุมดาวจักรราศี ทําไดโดยสังเกตจากกลุมดาวที่ปรากฏตรงตําแหนงที่ดวงอาทิตยกําลังลับของฟา ซึ่งจะเปน กลุมดาวที่มีชื่อสัมพันธกับชื่อเดือน กลุมดาวจักรราศีที่ปรากฏอยูบนทองฟา ดานทิศเหนือ มี 6 กลุม - กลุมดาวปลา, แกะ, วัว, คนคู, ปู และกลุมดาวสิงโต กลุมดาวจักรราศีที่ปรากฏอยูบนทองฟา ดานทิศใต มี 6 กลุม - กลุมดาวหญิงพรหมจารี, คันชั่ง, แมงปอง, คนถือธนู, แพะทะเล และกลุมดาวคนแบกหมอน้ํา ดาราจักรทางชางเผือกและเอกภพ ในคืนเดือนมืดทองฟาใสไมมีเมฆหมอก จะเห็นเปนทางสีขาวสลัวพาดผานทองฟา เรียก ทางชางเผือก - พาดจากขอบฟาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ขอบฟาทิศตะวันออกเฉียงใต - ประกอบดวยดาวฤกษเปนจํานวนมาก - มีฝุนและกาซตางๆ - แนวทางชางเผือกเคลื่อนที่ตลอดเวลา แสดงวา ทางชางเผือกจะปรากฏอยูบนทองฟารอบ โลก - บนทางชางเผือกมีกลุมดาวแมงปอง กลุมดาวคางคาว ดาราจักร คือ ระบบของดวงดาว ประกอบดวย - ดาวฤกษ - เนบิวลา - กาซที่เปลงแสงสวาง - ฝุนธุลีคอสมิก - กาซและที่วาง เอกภพ - ระบบรวมขอบดาราจักร มีวัตถุทองฟาทุกชนิด - กวางใหญไมมีขอบเขต
23.
สารสังเคราะห สารสังเคราะห (Synthetic substances)
คือ สารที่มีโมเลกุลใหญ เกิดจากการรวมตัวทางเคมีของ สารที่มีโมเลกุลเล็กกวาที่มีอยูในธรรมชาติ มอนอเมอร คือ สารโมเลกุลเดี่ยว มีตําแหนงที่ไวตอปฏิกิริยาเคมีอยู 2 ตําแหนงหรือมากกวา สามารถ รวมตัวทางเคมีกับมอนอเมอรชนิดเดียวกัน หรือตางชนิดกันได กลายเปนสารโมเลกุลใหญ คือ พอลิเมอร การรวมตัว แบบนี้เรียกวา พอลิเมอรไรเซชั่น พอลิเมอร (Polymers) คือสารซึ่งมีโมเลกุลใหญ เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ซึ่งเปนสารโมเลกุลเล็ก ภายใตอุณหภูมิ ความดัน และตัวเรงปฏิกิริยาที่เหมาะสม โครงสรางของพอลิเมอร มีหลายแบบ แตละแบบมีคุณสมบัติตางกัน ดังนี้ 1. โครงสรางแบบสายยาว มีความหนาแนนมาก เหนียว แข็งแรง โคงงอไดมาก ออนตัวเมื่อไดรับ ความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง เปลี่ยนกลับไปกลับมาไดโดยที่คุณสมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง 2. โครงสรางแบบสาขา แข็งแรง โคงงอได ออนตัวเมื่อไดรับความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง และ เปลี่ยนกลับไปกลับมาได โดยคุณสมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง 3. โครงสรางแบบตาขายหรือรางแห โคงงอยาก ยึดตัวไดนอยที่สุด เพราะโมเลกุลยึดกันหลายทางเกิด จากการเชื่อมโยงระหวางโครงสรางแบบสายยาวหรือแบบสาขา ตั้งแต 2 สายขึ้นไป เปนรางแหสามมิติ ไดรับความ รอนสูงจะออนตัว แตไมสามารถเปลี่ยนรูปรางกลับไปกลับมาได ปฏิกิริยาพอลิเมอรไรเซชั้น มี 2 แบบ 1. การรวมตัวแบบตอเติม เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ใหพอลิเมอรอยางเดียว เชน เอทิลีน + เอทิลีน + เอทิลิน + ........ --- พอลิเอทิลีน 2. การรวมแบบควบแนน เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอร ใหโพลิเมอรแลวยังมีสารโมเลกุลเล็ก อื่นเกิดขึ้นดวย เชน น้ํา แอมโมเนีย ตัวอยาง เชน กลูโคส + กลูโคส + กลูโคส + ... แปง + น้ํา พลาสติก (Plastics) หมายถึงสารสังเคราะหวิทยาศาสตรจําพวกพอลิเมอร ซึ่งมีลักษณะออนตัวได เมื่อไดรับ ความรอน และสามารถผลิตออกเปนรูปตาง ๆ ไดเชน พอลิเอทิลีน ไดมาจาก กาซธรรมชาติ พอลิสไดรีน ไดมาจาก ถานหินและกาซธรรมชาติ พอลิไวนิลคลอไรด ไดมาจาก กาซธรรมชาติและเกลือ พอลิไวนิลอะซิเตต ไดมาจาก ถานโคกและหินปูน ประเภทของพลาสติก แบงตามคุณสมบัติเมื่อไดรับความรอนเปน 2 ประเภท คือ 1. เทอรโมพลาสติก (TP) เมื่อถูกความรอนแลวออนตัว สามารถนํามาหลอหลอมไดใหม มีความ หยุนตัว โคงงอไดงายและมักจะติดไฟไดงาย เชน โพลีเอทิลีน, โพลิสไตรีน, โพลิเอสเตอร 2. เทอรโมเซต (TS) เมื่อถูกความรอนแลวไมออนตัว ทนตอความรอน แข็งโคงงอไดยาก มักจะติด ไฟยาก ถาใหความรอนสูงมากจะเริ่มแตก เผาไหมกลายเปนขี้เถา เชน พอลิเอสเตอร อีพอกซี่ ยูเรียฟอรมัลดีไฮด
24.
ผลิตภัณฑพลาสติก 1. ผลิตภัณฑจากแมแบบ ใชความรอนทําใหพลาสติกผงหรือเม็ดหรือแผนออนตัวลงแลวอัดลงไปใน แมแบบ
ดังนี้ 1.1 การหลอแบบ ใชความรอนทําใหเม็ดพลาสติกหลอมเหลวหรือออนตัวแลวอัดในแมแบบ หรือ จุมแมแบบลงในพลาสติกเหลว เชน ถวย ชาม ถุงมือ แผนพลาสติกใส 1.2 การอัดแบบ ใชแมแบบ 2 ชิ้นอัดพลาสติกเหลวเขาไปในแมแบบชิ้นลางแลวอัดแมแบบชิ้น บนลงไป ผลิตภัณฑที่ไดจะมีรอยตอระหวางแมแบบทั้งสอง เชน ดามมือจับเตารีด, ชอน ชาม อุปกรณไฟฟา 1.3 การอัดแบบดูดอากาศ นําแผนพลาสติกมาเขาแบบ ใหความรอนจนออนตัว แลวดูดอากาศ ออก จนเกิดรอยพิมพตามแบบ เชน กลองไข กลองทําน้ําแข็ง 1.4 การอัดแบบเปาลม อัดอากาศเขาทางปลายบนของพลาสติกเหลวที่อยูในแมแบบ 2 ชิ้น ประกบกัน อากาศจะดันพลาสติกใหโปงออกไปแนบกับแมแบบเชน ขวดพลาสติก, ของเลนสําหรับเด็ก 1.5 การฉีดเขาแบบ ใชสูบอัดฉีดพลาสติกเหลวเขาไปในแบบจนเต็ม เมื่อเย็นลงจะแข็งตัว มี รูปรางเหมือนแมแบบ มีรอยตัดกลมที่ฐาน ซึ่งเปนของฉีดพลาสติกเหลวเขาไป เชน แปรงสีฟน ชิ้นสวน เครื่องโทรศัพท 1.6 การอัดตอเนื่อง ใชความรอนหลอมพลาสติกเม็ดแลวอัดพลาสติกเหลวดวยเครื่องอัดตอกับ แบบที่ตองการ เชน ถุงพลาสติก, สายไฟฟา, สายเบ็ด, หลอดกาแฟ 2. พลาสติกแผนบาง ไมตองใชแมแบบ ใชลูกกลิ้งทรงกระบอกหลาย ๆ อันทําหนาที่รีดพลาสติกให บางลง ลูกกลิ้งมี 2 ชุด ชุดแรก เปนลูกกลิ้งรอนทําหนาที่รีด ชุดหลัง เปนลูกกลิ้ง เย็นทําใหผลิตภัณฑแข็งตัว เชน พลาสติกปูโตะ, พลาสติกปูพื้นรถยนต 3. พลาสติกเสริมแรง เปนพลาสติกที่มีความแข็งแกรง และทนทานเปนพิเศษ มีฟอรไมกา และไฟ เบอรกลาส 4. โฟม เปนพลาสติกรูพรุนเหมือนฟองน้ํา มีทั้งชนิดออนนิ่มและแข็ง ชนิดออนทําดวยพอลิเอทิลีน ชนิดแข็งทําดวยโพลีสไตรีน 5. กาวพลาสติก ทําจากพลาสติกเหลวหรือเรซิน มี 2 ชนิด คือ กาวเทอรโมพลาสติก และ กาวเทอรโม เซต 6. ยางเทียม เปนสารประกอบพอลิเมอรอีกชนิดหนึ่ง ใชทํารองเทา, กระเปาน้ํารอน, ถุงมือยาง, ยาง รถยนตชนิดตาง ๆ มีความตานทานตอน้ํามันและกาซธรรมชาติ, มีความแข็งแรงทนทาน และยืดหยุนมาก 7. ซิลิโคน เปนพอลิเมอรของซิลิกอน พอลิเมอรขนาดเล็กจะเปนน้ํามัน พอลิเมอรขนาดใหญจะเปนขี้ผึ้ง เสนใย เปนพอลิเมอรประเภทหนึ่งมีลักษณะเปน เสนบาง มีความยาว เหนียว และโคงงอได เสนใยแบงเปน 2 ประเภทคือ เสนใยธรรมชาติ และเสนใยสังเคราะห 1. เสนใยธรรมชาติ มี ฝาย ลินิน ไหม ขนสัตว และใยหิน 2. เสนใยสังเคราะห คือ เสนใยที่ทํามาจากสารเคมี การผลิตเสนใยวิสคอส ผสมปุยฝายกับคอปเปอรคารบอเนต แลวเติมสารละลายแอมโมเนียลงไปคน ใหทั่ว จะไดของเหลวขนสีน้ําเงิน เรียก วิสคอส นําหลอดฉีดยาดูดสารละลายแลวฉีดอยางแรงและเร็ว ลงใน สารละลายกรดซัลฟวริกเขมขน 50% จะไดเสนใยเล็กๆ สีน้ําเงินทิ้งไวสักครูจะเกิดฟองกาซและสีของเสนใยจางลง
25.
สารซักลาง : ผูพิชิตความสกปรก การเตรียมสบู ไขมัน
+ เบส ตม เกลือของกรดไขมัน (สบู) + น้ํา มาตรฐานของผงซักฟอก กรมวิทยาศาสตรกําหนดไวดังนี้ สารที่ละลายในคลอโรฟอรม ไมต่ํากวา 18% สารฟอสเฟตคือ สารเพิ่มกําลังการฟอกลาง ไมเกิน 22% ภาวะความเปนเบส ไมเกิน 11 ผงซักฟอกที่ไดรับความนิยม จะมีเปอรเซ็นตของสารละลายในคลอโรฟอรมสูง
26.
เสียงในชีวิตประจําวัน เสียงเกิดขึ้นไดอยางไร เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุในตัวกลาง ทําใหตัวกลางเกิดการสั่นตามวัตถุ ถายทอดพลังงาน ตอเนื่องกันเปนคลื่นออกไปทุกทิศทุกทางจากแหลงกําเนิดจนกระทั่งถึงหูของเรา ตัวกลางที่ใหเสียงผานไดมี
3 ชนิด คือ 1. ของแข็ง 2. ของเหลว 3. กาซ เสียงเดินทางผานสุญญากาศไมได เสียงดัง – เสียงคอย เสียงจะดังหรือคอยขึ้นอยูกับ - แอมปลิจูดในการสั่นของวัตถุตนกําเนิด - ระยะทางระหวางแหลงกําเนิดเสียงกับผูฟง ความถี่ของเสียง (Frequency) คือ จํานวนชวงคลื่นในเวลา 1 วินาที เสียงสูงเสียงต่ํา ขึ้นอยูกับความถี่ เสียงอินฟราโซนิค (Infrasonic sound) เสียงที่มีความถี่นอยกวา 20 เฮิรตซ ตอ วินาที เสียงอัลตราโซนิค (Ultrasonic sound) เสียงที่มีความถี่สูงกวา 20,222 เฮิรตซ ตอ วินาที คุณภาพเสียง เปนลักษณะเฉพาะตัวของแหลงกําเนิดเสียงซึ่งสั่นตลอดเวลาดวยความถี่หลายๆ คาในเวลาเดียวกันแลว จึงผสมเสียงออกมาใหไดยินเปนเสียงเดียว ความเขมของเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกกระทบในแนวตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร ในเวลา 1 วินาที หรือ กําลังของเสียงที่ตกกระทบในแนวตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร ขีดเริ่มของการไดยิน คือ ระดับความเขม 0 เบล ซึ่งก็คือความเขมของเสียงต่ําที่สุดที่หูคนปกติเริ่มไดยินมีคา 10-12 วัตต ตอ ตารางเมตร เสียงที่มีความเขม 1 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 10 เทาของเสียงที่ดัง 0 เบล เสียงที่มีความเขม 1 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 10 หรือ 101 เทาของ 0 เบล เสียงที่มีความเขม 2 เบล คือ เสียงที่มีความเขมเปน 100 หรือ 102 เทาของ 0 เบล 1. การสะทอน เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงกระทบสิ่งกีดขวาง แลวสะทอนกลับคืนสูหู การสะทอนของเสียงเปนไปตาม กฎการสะทอน 2 ขอ 1. รังสีตกกระทบ, รังสีสะทอน และเสนปกติตองอยูบนระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบเทากับมุมสะทอน ตามปกติเสียงตกกระทบแกวหูแลวเสียงจะคางอยูนานประมาณ 10 1 วินาที ดังนั้นเมื่อตะโกนใกลหนาผา เสียง เคลื่อนที่ไปกระทบหนาผาแลวสะทอนกลับ ถาเสียงสะทอนมาถึงหูชากวาเสียงตะโกนเปนเวลามากกวา 10 1 วินาที หูของ เราจะแยกเสียงตะโกนกับเสียงสะทอนออกจากกันได เรียกวา เกิดเสียงกอง 2. การหักเห เกิดจากเสียงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งผานรอยตอตัวกลางเพื่อเขาไปยังตัวกลางที่สองแลว เกิด การเปลี่ยนทิศทาง
27.
3. การเลี้ยวเบนของเสียง เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงออมไปดานหลังของตัวกีดขวางได 4.
การแทรกสอดของเสียง เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงที่มาจากแหลงกําเนิดเสียงตั้งแต 2 แหลงขึ้นไปมารวมกัน อาจจะทําใหเกิดเสียงดังขึ้นกวาเดิมหรือคอยลงกวาเดิมมี 2 แบบ คือ - แบบเสริมสราง เกิดจากคลื่นเสียงมารวมกันทําใหโมเลกุลของตัวกลางสั่นแรงมากขึ้น - แบบหักลาง เกิดจากคลื่นเสียงมารวมกันแลวทําใหโมเลกุลของตัวกลางสั่นนอยลง ถาคลื่นเสียงที่มีความถี่ใกลเคียงกันหรือตางกันเล็กนอย จะเกิดการแทรกสอดที่มีเสียงดังคอยสลับกันไปอยาง คงที่ เรียกวา เกิด “บีตส” ประโยชนของบีตส - ใชเทียบเสียงของเครื่องดนตรี 5. ปรากฏการณดอปเปลอร (Doppler) เปนปรากฏการณทางเสียงที่ทําใหเกิดความรูสึกวาไดยินเสียงที่มี ความถี่เปนสูงขึ้น หรือต่ําลง โดยความถี่จากแหลงกําเนิดไมไดเปลี่ยนแปลง 6. เรโซแนนซ เปนปรากฏการณการสั่นของวัตถุ ซึ่งเกิดจากแรงกระตุนจากภายนอกดวย ความถี่เทากับ ความถี่ธรรมชาติของวัตถุ เปนผลใหวัตถุนั้นเกิดการสั่นอยางรุนแรง ความถี่ธรรมชาติของการแกวงลูกตุม - เชือกสั้นลูกตุมจะแกวงเร็วกวาเชือกยาว - มวลลูกตุมเพิ่มขึ้น ความยาวเชือกเทาเดิม ความถี่ในการแกวงเทาเดิม - ยกลูกตุมใหสูงกวาเดิม ความยาวเชือกเทาเดิม ความถี่ในการแกวงเทาเดิม เสียงดนตรี เปนเสียงที่จัดวามีระเบียบของเสียงทําใหเกิดความสบายในการฟงหรือเกิดอารมณตาง ๆ ไดโดย การฟงดนตรี ประเภทสาย เสียงที่ไดจากการสีหรือดีด ทําใหเกิดเสียงสูงต่ําไดหลายแบบ ประกอบดวย 1. สายเสียงหรือเสนเสียง เปนแหลงกําเนิดเสียง เสนเสียงมีหลายสายดวยกัน - สายเอก ใหเสียงสูง - สายทุม ใหเสียงต่ํา ระดับเสียงของสายขึ้นอยูกับ - ความตึง - ความยาว - มวลของสาย 2. กลองเสียง เปนสิ่งที่ชวยทําใหเกิดกําทอน ไดแก แผนหนังและกะโหลกซอ หรือตัวไมของไวโอลิน การสั่นของสายจะถายทอดพลังงานใหแกสะพานสาย และสงพลังงานตอเนื่องมายังแผนไม หรือแผนหนัง ซึ่งมีความถี่ ธรรมชาติหลายความถี่ทําใหเกิดเสียงดังกังวานมากขึ้นกวาเดิม ประเภทตีหรือเคาะ พวกที่มีขนาดใหญและยาวเสียงจะต่ํา พวกที่มีขนาดเล็กและสั้นเสียงจะสูง ประเภทเปา เครื่องดนตรีประเภทนี้เกิดเสียงไดจากการเปา ซึ่งทําใหอากาศในตัวเครื่องดนตรีสั่นสะเทือน เปนชวง ๆ
28.
ความถี่ของเสียงเกิดจากการสั่นของมวลอากาศ ถาอากาศมีมวลมาก จะมีความถี่ต่ํา
ถามีมวลนอยจะมีความถี่ สูง เครื่องดนตรีประเภทนี้ไมตองมีเครื่องกําทอน การสงเสียงระยะไกลและการบันทึกเสียง การสงเสียงระยะทางไกล โดยใชเสียงจากธรรมชาติจะทําใหพลังงานของเสียงลดลงจนไมอาจรับฟงได จึง จําเปนตองเปลี่ยนพลังงานของเสียงเปนพลังงานในรูปอื่น เชน พลังงานไฟฟา แลวจึงเปลี่ยนกลับมาเปนพลังงานเสียง อยางเดิมอีกครั้งหนึ่ง มีหลายระบบดังนี้ 1. โทรศัพท มีการเปลี่ยนพลังงานเสียง ------ พลังงานไฟฟา ------ พลังงานเสียง 2. เทป มีการบันทึกเทปและการเลนเทป การบันทึกเทป มีการแปลงพลังงานเสียง --- พลังงานไฟฟา --- พลังงานแมเหล็กในขดลวดของหัวบันทึกเทป การเลนเทป พลังงานแมเหล็ก --- พลังงานไฟฟา --- พลังงานเสียง ตัวบันทึกเทปเคลื่อนที่ผานหัวแถบผลิตเสียง --- เครื่องขยาย --- ลําโพง แถบบันทึกเสียงของฟลมภาพยนตร อยูระหวางภาพกับชองสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ บนฟลม เปนแถบโปรงแสง ซึ่งแสงผาน ไดไมสม่ําเสมอกัน การผลิตเสียงจากฟลมภาพยนตร ตองใหแสงสวางจากหลอดไฟสองทะลุผานแถบเสียงไปยังหลอด โฟโตอีเล็กตริก ซึ่งทําหนาที่เปลี่ยนสัญญาณแสง ----- สัญญาณไฟฟา ----- เครื่องขยาย ----- ลําโพง การคํานวณ 1. หาระยะทาง สูตร อัตราเร็ว = 2. หาความเร็ว สูตร ความเร็ว = ความถี่ x ความยาวคลื่น ระยะทาง เวลา
29.
ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่ไดจากธรรมชาติ
อาจเปนประโยชนตอมนุษยทางตรงหรือทางออมก็ได ทรัพยากรธรรมชาติแบงไดเปน 2 ประเภทใหญ คือ 1. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดสิ้นเปลือง :- แรธาตุ, ถานหิน, น้ํามัน 2. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน :- ปาไม, คน, สัตว, น้ํา อุตสาหกรรม คือ การนําวัตถุดิบมาทําใหเปนผลที่ตองการ เพื่อเปนสินคาโดยอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องจักร อุตสาหกรรมแบงไดหลายแบบ เชน 1. ใชขนาดและทุนทรัพยเปนเกณฑ แบงได เปน อุตสาหกรรมขนาดใหญ, อุตสาหกรรมขนาดกลาง, อุตสาหกรรมขนาดเล็ก 2. ใชลักษณะการอุปโภคและบริโภคเปนเกณฑ แบงไดเปน อุตสาหกรรมสินคาบริโภค, อุตสาหกรรม สินคา อุปโภค 3. ใชวัตถุประสงคการผลิตเปนเกณฑ แบงไดเปน อุตสาหกรรมเบื้องตน หรืออุตสาหกรรมที่ 1, อุตสาหกรรมที่ 2, อุตสาหกรรมที่ 3 4. ใชสภาพและคุณสมบัติผลิตภัณฑเปนเกณฑ แบงไดเปน ประเภทถาวร, ประเภทกึ่งถาวร, ประเภทไม ถาวรหรือ ใชสิ้นเปลือง เครื่องปนดินเผา และเครื่องเคลือบดินเผา ดินที่เหมาะแกการทําอุตสาหกรรมเครื่องปนดินเผา คือดินเหนียวเนื้อละเอียด ยึดติดกัน เมื่อนวดแลวมี ลักษณะเปนมัน คงรูปราง ปนเปนรูปตางๆ ได เครื่องปนดินเผาบางชนิดเผาเสร็จใชงานไดเลย เชน กระถาง โอง อิฐ บางชนิดตองลงน้ํายาเคลือบ เพื่อใหสีชิ้นมัน สารที่ใชเคลือบเปนออกไซดของโลหะ เชน ออกไซดของโคบอลต, ออกไซดของเหล็ก, ออกไซดของ ทองแดง, ออกไซดของมังกานีส, ออกไซดของโครเมียมกับดีบุก, ออกไซดของพลวงกับตะกั่ว อุตสาหกรรมแกว แกว คือ ของแข็งที่เกิดจากการแข็งตัวลงอยางรวดเร็ว ของของเหลวโดยไมตกผลึก แบงเปน 1. แกวธรรมชาติ เปนแกวที่เกิดเองตามธรรมชาติ ไดแก ออบซิเดียน ซิลิกา และเท็กตไตท 2. แกววิทยาศาสตรหรือแกวประดิษฐ ไดแก แกวธรรมดา แกวทนไฟ และแกวควอรตซ แกวที่มีคุณภาพดีใชทรายแกวหรือทรายซิลิกา ซึ่งมีซิลิกอนไดอกไซดประมาณมาก กระจกรถยนต - ทําไดโดยการพนเย็นลงในแผนแกวที่กําลังรอนจัด ทําใหผิวหนาเย็นตัวลงรวดเร็ว เนื้อของ แกว จะหดตัวและแข็งตัวทันที - ทําโดยใชกาวสังเคราะหยึดกระจก 2 แผนเขาดวยกัน กระติกน้ํารอนและน้ําเย็น- ตองใชแกวที่มีคุณสมบัติยืดและหดตัวนอยมาก - ใชแกวผสมบอรอน หรือแกวทนไฟทําเปน 2 ชั้น หลอมขอบใหติดกัน ภายในเปน สุญญากาศเพื่อปองกันการนําและการพาความรอน เคลือบโลหะเงินปองกันการ แผรังสีความรอน
30.
แกวเปลี่ยนสี - สวนมากทําเปนกระจกแวนตา
โดยการเติมสารพวกซิลเวอรไอโอไดด ซิลเวอรคลอไรด ซิลเวอรโบรไมดหรือทั้ง 3 ชนิด การอนุรักษดิน 1. ปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชคลุมดิน 2. ไมเผาหรือทําลายปาไม หรือทําไรเลื่อนลอย 3. ไถพรวนดินขวางตามลาดชันของพื้นที่ เพื่อลดการกัดเซาะของน้ํา 4. ปรับปรุงดินโดยใชปุยชนิดตางๆ เพื่อความเหมาะสม สินจากแร (สินแร) จําแนกโดยใชสวนประกอบของเคมีหรือสมบัติทางกายภาพ ไดเปนแร โลหะ แรอโลหะ แรรัตนชาติ และแรเชื้อเพลิง 1. แรโลหะ - แรที่เกิดเปนธาตุอิสระ มีนอยหายาก เชน ทองคํา เงิน - อยูในรูปสารประกอบ มีมาก หางายไดแก โลหะออกไซด โลหะซัลไฟดและ โลหะ คารบอเนต การถลุงแร คือ ขบวนการแยก เอาโลหะออกมาจากสารประกอบเพื่อการอุตสาหกรรม การถลุงแรมีหลายขบวนการ ขึ้นอยูกับองคประกอบของสาร เชน ก. จําพวกออกไซด ใหเผารวมกับตัวรีดิวซในภาชนะที่ปด เชน ปดภาชนะ คอปเปอรออกไซด + คารบอน ---- ทองแดง + กาซคารบอนไดออกไซด เผา ข. จําพวกซัลไฟด จะตองเปลี่ยนเปนโลหะออกไซด กอนโดยการเผากับออกซิเจนแลว จึงเติม ตัวรีดิวซ และปดภาชนะตามแบบที่ 1 เชน เลดออกไซด + ออกซิเจน ---- เลดออกไซด + กาซซัลเฟอรไดออกไซด เผา ปดภาชนะ เลดออกไซด + คารบอน ---- ตะกั่ว + คารบอนไดออกไซด เผา ค. จําพวกคารบอเนต ตองเผาในอากาศกอนแลวจึงเติมรีดิวซตามแบบที่ 1 ในอากาศ คอปเปอรคารบอเนต --- คอปเปอรออกไซด + คารบอนไดออกไซด เผา ปดภาชนะ คอปเปอรออกไซด + คารบอน ---- ทองแดง + คารบอนไดออกไซด เผา ง. การแยกโลหะโดยใชไฟฟา วิธีนี้จะไดโลหะคอนขางบริสุทธิ์ กอนถลุงจะตองทําให โลหะผสมนั้นเปนสารละลายกอน แลวจึงใชไฟฟาแยก โลหะที่ตองการจะไปเกาะที่ขั้วลบ วิธีนี้เปลืองมาก มักใชเพื่อหา แรเพื่อนําไปใชในกิจการทางวิทยาศาสตร
31.
เหล็กหลอ = เหล็กดิบทําใหบริสุทธิ์ขึ้นแลวผสมคารบอน 2.
แรอโลหะ เปนแรประกอบหิน ไมตองถลุง ขุดขึ้นมาแลวนําไปใชในอุตสาหกรรมไดเลยไม ตองทําใหบริสุทธิ์ เชน 2.1 แคลไซด คือ แรที่ประอบดวย แคลเซียมคารบอเนต เปนสวนประกอบที่สําคัญ ของ หินปูน และหินออน แคลเซียมคารบอเนต (หินปูน) --- แคลเซียมออกไซด + co2 เผา 2.2 ยิปซั่ม (เกลือจืด) หรือ แรที่ประกอบดวยแคลเซียมซัลเฟต ยิบซัม + น้ํา ---- แข็งตัว ---- บดเปนผง + น้ํา ---- ไมแข็งตัว ยิบซัม + น้ํา ---- แข็งตัว ---- บดเปนผง ---- ผงสีขาว + น้ํา ---- แข็งตัว 3. แรรัตนชาติ (แรอัญมณี) เปนแรโลหะซึ่งสวนใหญเกิดในรูปผลึก แรรัตนชาติมีความแข็งตามหลักของโมหสตั้งแต 6 – 10 คอรันดัม เปนแรรัตนชาติที่มีสารประกอบพวกอะลูมิเนียมออกไซดบริสุทธิ์มีสีขาว ถามี มลทิน จําพวกโครเมียมผสมจะทําใหไดสีแดง เชน ทับทิม ถามีมลทินพวกเหล็กและติเต เนียนจะทําใหได สีน้ําเงิน เชน ไพลิน 4. แรเชื้อเพลิง เปนแรอโลหะที่ไมตองถลุง แรเชื้อเพลิงมีองคประกอบที่สําคัญคือ คารบอนและไฮโดรเจน การอนุรักษทรัพยากรแร การอนุรักษทรัพยากรแรที่ดี จะตองวางแผนระยะยาวในการขุดเจาะแร เพื่อใหมีทรัพยากรไวใชไดนานเทาที่จะ ทําได และพยายามนําแรที่ใชแลวกลับมาใชใหม และสุดทายหาสิ่งอื่นมาใชแทนแร ปาไม - จัดเปนทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน ปาสงวน คือ ปาที่ไดรับการดูแลและทะนุบํารุงใหอยูในสภาพธรรมขาติ สวนปา คือ ปาขนาดเล็กที่ปลูกขึ้นเพื่อความสวยงาม เปนที่อยูอาศัยของสัตวปา อนุรักษ หมายถึง การอนุรักษธรรมชาติซึ่งประกอบดวยสัตวปา ปาไม ตนน้ําลําธาร เชน - ออก พ.ร.บ. ปาไม - สรางสวนปา - ทํานุบํารุง สัตวปา และชวยขยายพันธุสัตวปา (กรณีที่จะสูญพันธ) - คนควา ทดลอง เพื่อหาวัสดุอื่น ๆ มาทดแทนผลิตภัณฑจากปา ไมอัดน้ํายา - เปนการรูจักใชไมใหเกิดประโยชนมากที่สุดวิธีหนึ่ง “เปนการชวยรักษาเนื้อไมใหคงทนตอ การใชงาน และปองกันการถูกทําลายเนื้อไมจากแลงและเชื้อรา”
32.
กินดีอยูดี อาหาร คือ สิ่งที่รับประทานเขาไปแลว
เปนประโยชนตอรางกาย ไมเปนพิษตอรางกายอาหารแบงเปน คารโบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน เกลือแร และน้ํา คารโบไฮเดรต - สารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C , H และ - หนวยที่เล็กที่สุด คือ กลูโคส - 1 กรัมใหพลังงาน 4 กิโลคาลอรี่ 1. น้ําตาล มีรสหวาน ละลายน้ําได 1.1 น้ําตาลโมเลกุลเดี่ยว ขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด - กลูโคส มีมากที่สุดในธรรมชาติพบในองุน , ขาวโพด - ฟรุกโตส พบในน้ําผึ้ง เปนน้ําตาลที่หวานที่สุด - กาแลคโตส ไดจากการสลายตัวของน้ํานม 1.2 น้ําตาลโมเลกุลคู - ซูโครส น้ําตาลทราย - มอลโตส มีในเมล็ดพืชกําลังงอก - แลตโตส มีในน้ํานม 1.3 น้ําตาลเชิงชอน ละลายน้ํายาก, ไมมีรสหวาน - แปง พบในขาว มัน เผือก กลอย - เซลลูโลส พบที่ผนังเซลลของพืช เอนไซนในรางกายมนุษยยอยไมได โปรโตชัวผลิตเอนไซม ออกมายอยเซลลูโลส ใหเปนกลูโคสได - ไกลโคเจน เปนกลูโคสเหลือใชเก็บสะสมไวที่ตับและกลามเนื้อ วิธีทดสอบน้ําตาล (ฟา) ⎯→⎯ แดง, สมอิฐ (ฟา) ⎯→⎯ แดง, สมอิฐ วิธีทดสอบแปง แปงสุก + สารละลายไอโอดีน สีน้ําเงิน แปง + กรดเกลือ กลูโคส ไขมัน - สารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C , H และ % แตมี ของ O นอยกวา - ชวยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเชน และชวยใหอาหารผานลําไสไดดี - ไขมัน 1 กรัมใหพลังงาน 9 กิโลคาลอรี่ - หนวยยอยของไขมัน คือ กรดไขมัน และกลีเซอรอล - รางกายเปลี่ยนคารโบไฮเดรด ไขมัน, โปรตีน ไขมัน - ไขมันเปนสวนประกอบที่สําคัญของเยี่ยมหุมเซลลกรดไขมัน แบงเปนกรดไขมันอิ่มตัวและไมอิ่มตัว
33.
คุณสมบัติของไขมันอิ่มตัวและไมอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัว ไขมันไมอิ่มตัว - ไดจากสัตวและมะพราว
- ไดจากไขมันของสัตวเลือดเย็น น้ํามันตับปลา ไขมัน จากพืช - แข็งตัวงาย, ยอยยาก - แข็งตัวยาก, ยอยาย - ไมทําปฏิกิริยากับไอโอดินและออกซิเจน - ทําปฏิกิริยากับไอโอดีนและออกซิเจน - ทําใหเกิดคลอเรสเตอรอสไดงาย - ทําใหเกิดคลอเรสเตอรอสไดยาก - จุดหลอมเหลวสูง - จุดหลอมเหลวต่ํา ทดสอบไขมัน หยอดกระดาษจะโปรงใส หรือโปรงแสง โปรตีน - เปนสารอาหารที่ประกอบดวยธาตุ C, H, O, N, P, S - โปรตีน 1 กรัม ไหพลังงาน 4 กิโลคาลอรี่ - หนวยเล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโน (amino acid) - โปรตีน ไขมัน, โปรตีน คารโบไฮเดรต กรดอะมิโน แบงเปน กรดอะมิโนที่จําเปน รางกายสังเคราะหไมได มี 8 ชนิด วาลีน ลิวซีน ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน ทริบโตเฟน เมทิโอนิน ไลซิน พินิลอะมานิน กรดอะมิโนที่ไมจําเปน รางกายสังเคราะหได ไมตองบริโภคเขาไป วิธีทดสอบโปรตีน 1. โปรตีน + กรดไนตริก เหลือง 2. โปรตีน + โซเดียมไฮดรอกไซด + คอปเปอรซัลเฟต น้ําเงินหรือมวง วิตามิน – สารที่จําเปนตอรางกายทําใหรางกายทํางานไดตามปกติ วิตามินแบงเปน 2 ประเภท 1. วิตามินละลายในไขมัน A, D, E, K 2. วิตามินละลายในน้ํา B, C วิตามิน อาหารที่มีวิตามิน ประโยชน โทษ เนื้อ นม ไขแดง เนย น้ํามันตับ ปลา ทางตา ผิวแหง ทานมากไปผลรวง คลื่นไส ตับไก ผลไมสีเหลือง น้ํามันตับปลา ไขแดง เนย กระดูก ฟน แข็งแรง ทานมากไปทําใหแคลเซียม ในเลือดสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน เมล็ดขาว ผักเขียว ถั่วนม ปองกันการเปนหมัน การแทง ลูก ดอกกะหล่ํา ถั่วเหลือง ทําใหเลือดแข็งตัว ขาดเลือดไมแข็งตัว ขาวซอมมือ เนื้อสัตว ปองกันโรคเหน็บชา เบื่อ อาหาร ขาดเปนโรคเหน็บชา หงุดหงิด
34.
ตับ หัวใจ ไขปลา
สรางเม็ดโลหิตแดง, บํารุง ผิวหนัง ขาดเปนโรคปากนกกระจอก ปวดศีรษะ ยีสต เนื้อสัตว ปองกันโรคประสาท เนื้อสัตว ตับ ผัก ถั่ว ขาวซอมมือ แกโรคโลหิตจาง ขาดเปนโรคโลหิตจาง ออนเพลีย ตับ เนยแข็ง ไข นม สรางเม็ดเลือด ขาดโลหิตจาง ประสาทเสื่อม มะขามปอม สม ฝรั่ง ชวยตอกระดูก ปองกัน เลือดออก กินมากไปคลื่นไส อาเจียน ตามไรฟน เกลือแร - เปนสารอาหารที่ไมใหพลังงาน แตทําใหรางกายทํางานปกติ - รางกายตองการเฉลือแรประมาณ 17 ชนิด เกลือแรที่สําคัญบางชนิด แคลเซียม สรางฟนและกระดูก โซเลียม ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อและระบบประสาท, ควบคุมออสโมซิส โปตัสเซี่ยม ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อหัวใจ และระบบประสาท ฟอสฟอรัส สรางฟนและกระดูก เหล็ก เปนสวนประกอบของ ขาดเปนโรคโลหิตจาง ไอโอดิน ปองกันโรคคอพอก, ควบคุมการผลิตฮอรโมนของตอมไธรอยด น้ํา - เปนสวนประกอบที่มีมากที่สุดในรางกาย ประมาณ ¾ ของน้ําหนักตัว - เปนตัวทําละลาย และพาสารเคลื่อนที่เขาและออกจากเซลล - เปนตัวกลาง นํากาซและสารตาง ๆ ผานเขาออกจากเซลล - เปนตัวควบคุมอุณหภูมิ, ทําใหผิวพรรณสดชื่น - เปนตัวชวยในการรักษาสมดุลออสโมซิสรวมกับโปรตีนและเกลือแร - ถารางกายขาดน้ํา จะกระหายน้ําอยางรุนแรง ผิวแหง อาจทําใหหมดสติ สัดสวนของอาหารที่รางหายตองการ อาหารที่มีผลดีตอสุขภาพในแตละวัน ควรประกอบดวย คารโบไฮเดรต 50 % ไขมัน 20 % โปรตีน 20 % ผักผลไมอีก 10 % และน้ํา การเปลี่ยนแปลงของอาหาร การยอย - การเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่มีขนาดใหญใหมีขนาดเล็ก จะสามารถผานผนังลําไสเล็ก เขาสูกระแส เดลือด โดยอาศัย “เอนไซม” เอนไซม - สารประกอบจํานวนโปรตีน ทําหนาที่กระตุนใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลังจากทําปฏิกิริยา เคมีแลว เอนไซมไมเปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไปไหน ชนิดของเอนไซม 1. อะไมเลส อยูในน้ําลาย ยอยแปง มอลโตส 2. เปปซีน อยูในกระเพาะ ยอยโปรตีน โปรตีนขนาดเล็ก 3. มอลเดส อยูในลําไสเล็ก ยอยมอลโตส กลูโคส
35.
4. ทริปธิน อยูในลําไสเล็ก
ยอยโปรตีน กรดอะมิโน 5. ไลเปล อยูในลําไสเล็ก ยอยไขมัน กรดไขมันและเกลือเชอรอล 6. ปาเปอิช มีในยางมะละกอ ชวยยอยเนื้อใหยุย เอนไซมถูกทําลายดวยกรด, เบส และความรอน การถนอมอาหาร คือ ขบวนการใด ๆ ก็ตามที่ถูกนํามาใชเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร มิใหเลื่อมคุณภาพเร็วเกินไป และสามารถเก็บรักษาไวไดนาน ๆ มีหลายวิธีคือ 1. การตากแหง จุลินทรียตาย เนื่องจากขาดน้ํา 2. การแชเย็น ยับยั้งการเจริญเติมโตของจุลินทรีย 3. การหมักดอง ไดกรดอะซิติก 4. การแชอิ่ม ใชน้ําตาลชวยยับยั้งการเจริญเติมโตของจุลินทรีย 5. การใสสารกันบูด เชน กรดเบนโซอิก กรดซอรปก 6. การอาบรังสี ใชรังสีแกมมา จากธาตุกัมมันตรังสี 7. การใชความรอน 7.1 การฆาเชื้อบนพาสเตอร ใชความรอน 65-70 นาน ½ ชั่วโมง 7.2 การทําไรเชื้อ ใชความรอน 120 นาน 15-20 นา ใชความกดดันสูง อาหารนี้เก็บ ไดทุกอุณหภูมิ นมชนิดตาง ๆ - นมมารดา มีกรดไขมันที่จําเปนมากกวานมวัว, มี นอยกวาแตยอยงายกวา - นมสด นมวัวฆาเชื้อแบบพาสเตอร - นม นมสดที่ฆาเชื้อโดยใหความรอน 133 นาน 1-4 วินาที เก็บในกลองที่ปราศจากเชื้อ - นมระเหย นมสดที่เอาน้ําออก 60 ทําไรเชื้อ เก็บไวไดนาน - นมเปรี้ยว นมที่ไดจากการใสจุลินทรียไปเจริญในน้ํานม ทําใหมีรสเปรี้ยว และขนกวานมสดธรรมดา สารปรุงแตงอาหาร คือ สารที่ผูผลิตอาหารผสมลงไปในอาหารในกรรมวิธีการผลิต ผลของการรับประทานอาหารที่มีสารปรุงแตงตอไปนี้ - สารกันบูด (กรดซาลิซิริค) เปนแผลในกระเพาะ เปนแผลตามตัว - ทําใหเนื้อนุม (โซเดียมคารบอเนต) - ทําใหมีสีสวยงาม (ดินประสิว) - ทําใหลูกชื้นกรอบ (ผงบอแรกซ) ผงชูรส - ผงชูรสแท มีโมโนโซเดียมกลูตาเนต ไมนอยกวา 95 โดยน้ําหนัก - ผงชูรสผสม มีโมโซเดียมกลูตาเนต ไมนอยกวา 50 โดยน้ําหนัก - ผงชูรสเทียม เปนโซเดียมเมดาฟอสเฟต ผสมผงบอแรกซ วิธีตรวจสอบผงชูรส 1. ดูลักษณะภายนอก 2. ใสกระดาษขมิ้นเปยกชื้น ถาไมเปลี่ยนสีเปนของแท เปลี่ยนเปนสีแดงเปนผงชูรสปลอม 3. เผาในชอนโลหะ ถาไดสีดําเปนของแทถาไดสีขาวเปนของปลอม
36.
น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูหมัก
เมล็ดพืช หนัก เอทิลแอลกอฮอล หมัก น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูกลั่น เอทิลแอลกอฮอล หมัก น้ําสมสายชู - น้ําสมสายชูเทียม ใชกรดน้ําสม (กรดอะซิติก) ทําใหเจือจาง - น้ําสมชายชูปลอม ใชกรดกํามะถัน (กรดซัลฟวริก) วิธีตรวจสอบน้ําสมสายชู 1. ดมกลิ่น 2. แชใชผัก 45 นาที ถาใบผักไมเปลี่ยนแปลงเปนของแท 3. ใชเจนเชี่ยนไวโอเล็ตเจือจางหยดลงไป ถาไดสีมวงเหมือนเดิมเปนของแท ถาไดสีเขียว ออน ๆ หรือน้ําเงินออน ๆ เปนของปลอม สารพิษในอาหาร 1. อาฟลาทอกซิน พบในถั่วลิสง 2. เจงโคลิน พบในลูกเนียง 3. โบทูลิน พบในอาหารกระปอง
37.
ยากับชีวิต สุขภาพ หมายถึง สภาวะความสมบูรณแข็งแรงทั้งรางกายและจิตใจ
รวมทั้งการดํารงชีวิตอยูในสังคมที่ดี อายุขัย (อายุจริง) ชวงเวลาที่ยาวนานที่สุดตั้งแตเกิดจนถึงตาย อายุคาด (อายุเฉลี่ย) คาเฉลี่ยที่คํานวณไดสําหรับทํานายอายุเฉลี่ยของสิ่งมีชีวิตแตละชนิด สาเหตุที่ทําใหอายุคาดเปลี่ยนคือ การตายของสมาชิกในกลุม ถาตายมาก อายุคาดลดลง โรค หมายถึง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสภาพรางกายหรือสภาพทางจิตใจ ซึ่งกอใหเกิดอาการตาง ๆ ที่อาจ เปนอันตราย และทําใหเกิดความทุกขทรมานตอการดํารงชีวิต อาการเกิดโรค 1. โรคเกิดจากกระบวนการทํางานของเซลลผิดปกติ เชน เบาหวาน 2. โรคที่เกิดจากเชื้อโรค - แบคทีเรีย : อหิวาต, วัณโรค, เรื้อน, บาดทะยัก, กามโรค - ไวรัส : หวัด, อีสุกอีใส, โปลิโอ, หูด - รา : กลาก, เกลื้อน, ปอดอักเสบ การปองกันและกําจัดเชื้อโรคของรางกายตามธรรมชาติ 1. ผิวหนังและเยื่อเมือกบุ ปองกันไมใหอวัยวะหรือเนื้อเยื่อสัมผัสกับสิ่งแวดลอม 2. เม็ดเลือดขาว ทําลายเชื้อโรคโดยการกินเชื้อโรค เรียก ฟาโกไซโตซิส 3. ตอมน้ําเหลือง ทําลายเชื้อโรค 4. เซลลในมาม ตับ ปอด และไขกระดูก ทําลายเชื้อโรคและซากของเสีย ภูมิคุมกัน (immunity) คือ แอนตี้บอดี้ หรือสารเคมีที่สรางจากมาม ตับ ไขกระดูก และตอมน้ําเหลืองใช สําหรับ ปองกันหรือตอตานโรค แบงเปน 1. ภูมิคุมกันที่มีอยูตามธรรมชาติ ไดแก ภูมิคุมกันโดยผิวหนัง เม็ดเลือดขาว, ตอมน้ําเหลือง 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นภายหลัง ไดแก เกิดหลังจากหายจากโรค และเกิดโดยฉีดวัคซีน เซรุม และทอกซอยด วัคซีน - เชื้อโรคที่ออนกําลังหรือตายแลว ฉีดเขารางกายกระตุนใหรางกายสราง Antibody เพื่อตอตานโรคใดโรค หนึ่งโดย เฉพาะ เชน BCG, DTP, OPV เซรุม - Antibody ที่รางกายรับแลวตานทานพิษไดทันที ทอกซอยด - สารพิษที่เชื้อโรคขับออกมาแลวทําใหหมดพิษ ฉีดเขารางกายกระตุนใหสราง Antibody ยา (Drug) หมายถึง สารหรือวัตถุออกฤทธิ์ตอรางกาย เพื่อทําใหเกิดผลในการปองกัน สงเสริมสุขภาพ บําบัดโรค บรรเทาโรค รักษาโรคและวินิจฉัยโรค หลักการใชยา - ใชใหถูกขนาด ถูกตามคําแนะนํา ถูกตามมาตรฐาน และใชใหถูกเวลา เชน - ยากินทุก 4 ชั่วโมง ตองการใหมีฤทธิ์พอเหมาะในการรักษา - ยากินกอนอาหาร ตองการใหดูดซึมตอนทองวาง - ยากินหลังอาหาร ตองการใหดูดซึมพรอมอาหาร - ยากินกอนนอน ตองการใหออกฤทธิ์ขณะหลับ ยาที่มีอายุขัยสั้น ตองบอกวันหมดอายุ เชน Expiry Date, Expiration Date ยาอายุขัยยาว ตองบอกวันผลิต เชน Manufacturing Date หรือ Mfd, Mfg ยา 1 ชอนชา = 5 มิลลิลิตร 1 ชอนโตะ = 15 มิลลิลิตร
38.
ยาสมุนไพร หมายถึง ยาที่ไดจากพฤกษชาติ
สัตวหรือแรธาตุ ซึ่งยังมิไดผสมปรุงแตงหรือแปรสภาพ การสกัดยาสมุนไพร 1. สกัดดวยไอน้ํา (กลั่นดวยไอน้ํา) สารที่ไดมีน้ํามันหอมระเหย + น้ํา 2. สกัดดวยตัวทําละลาย นิยมใช Ethyl alcohol เปนตัวทําละลาย ตัวทําละลายที่ดี ตองแยก ออกจากตัวถูกละลายไดงาย ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือ ยาที่ไดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียบางชนิดใชสําหรับยับยั้งความเจริญเติบโตของ แบคทีเรีย หรือทําลายแบคทีเรียและจุลินทรียตาง ๆ เชื้อโรคดื้อยา หมายถึง ความสามารถของเชื้อโรคที่จะดํารงชีวิตหรือขยายพันธุตอไปภายในรางกาย แมวาจะ ใชยาในขนาดที่เคยใชไดผลมาแลวหรือสูงกวาขนาดที่เคยใช ยาที่ไดจากการสังเคราะห 1. ยาซัลฟา หรือ ซัลโฟนาไมด ซึ่งมีหลายชนิดทั้งฉีด กิน และหยอด ละลายน้ําไมดี มักเกิด ตกตะกอนที่กรวยไต เวลากินยาเม็ดนี้ตองดื่มน้ํามาก ๆ 2. ยาลดไข ใชลดไข และมีสรรพคุณในการบําบัดอาการปวดตาง ๆ รวมอยูดวย ฤทธิ์ของยาลด ไขทําใหเหงื่อออกบริเวณผิวหนัง ทําใหความรอนระบายออกจากรางกาย ทําใหเลือดหยุดชา ระบบทางเดินอาหาร ผิดปกติ เกล็ดเลือดจับตัวไดนอยลง จํานวนเม็ดเลือดลดลง มีผลตอตับและไต 3. ยาลดกรด ยาลดกรดทุกชนิดมีสมบัติเปน เบส แบงเปน ยาประเภทไฮดรอดไซด และยา ประเภทคารบอเนต ยาลดกรด (ไฮดรอกไซด) + กรด --- เกลือ + น้ํา ยาลดกรด (คารบอเนต) + กรด --- เกลือ + น้ํา + CO2 4. ยาระงับปวด มี ชนิดเสพติด และ ชนิดไมเสพติด 5. ยาฆาเชื้อโรคภายนอก - ระงับเชื้อ (ใชกับสิ่งมีชีวิต) และ - ยาฆาเชื้อ (ใชกับสิ่งไมมีชีวิต) ยาสามัญประจําบาน เปนยาที่สามารถนําไปใชในการบําบัด บรรเทาอาการของโรคบางชนิดไดเองโดยไมตอง ปรึกษาแพทย ถาผลิตโดยองคการเภสัชกรรม เรียก ยาตําราหลวง ยาสามัญประจําบาน แบงเปน 2 ประเภท - ยาภายใน – ยาแกไอน้ําดํา, ยาลดกรด - ยาภายนอก - ทิงเจอรไอโอดิน ยาที่เสพติด คือ สิ่งที่เสพเขาไปแลวเกิดความตองการทั้งรางกายและจิตใจ ไมสามารถหยุดเสพได เชน มอรฟน, แอสไพริน, พาราเซทตามอล, ยานอนหลับ, ยากลอมประสาท, ยาระงับประสาท, ยากระตุนประสาท วัตถุมีพิษ เชน ยาฆาแมลง สารเคมีตางๆ ทําใหสิ่งแวดลอมเปนพิษ เมื่อสารพิษเขารางกาย จะทําอันตราย เนื้อเยื่อโดยตรง และสะสมไวตามไขมันทําใหรางกายออนแอ เจ็บปวยและอาจถึงตายได ปจจุบันไมนิยมใชยาฆาแมลง แตจะปราบแมลงโดยใชวิธีทางชีวภาพ (ชีววิธี) หมายถึงการนําสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไมทําลายสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง หรือใชสารเคมีลอแมลงมารวมกันแลวทําลายทิ้ง รังสีเอกซ ใชในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะภายในที่มองไมเห็นดวยตาเปลา เชน โรคกระเพาะ โรค ลําไส กระดูก เสนประสาทในกระดูกสันหลัง กอนวินิจฉัยตองรับประทานแบเรียมซัลเฟต กัมมันตรังสี การวินิจฉัยโรคทําไดโดยฉีดหรือกินสารกัมมันตรังสีเขาไปในรางกาย แลวใชเครื่องตรวจรังสีขึ้น พิเศษโดยเฉพาะติดตามวัดสารกัมมันตรังสีหรือเจาะเลือดออกมาวินิจฉัย
39.
แสงเลเซอร เปนลําแสงขนานขนาดเล็ก ไมกระจายเมื่อผานปริซึมก็ไมเกิดการกระจายแสงมีสีแดงเขม
(มี ความถี่คาเดียว) มีพลังงานในลําแสงสูงมาก แพทยใชแสงเลเซอรเปนประโยชน - เชื่อมเรตินาที่ลอกหลุด - เชื่อมหลอดเลือดในการผาตัดสมอง - ผาตัดเนื้องอกบริเวณที่ตองการ การฟอกโลหิตดวยเครื่องไตเทียม ปกติคนมีไต 2 ขาง ภายในไตมีหนวยไตขางละ 1 ลานหนวย หนวยไต ทําหนาที่แยกน้ําบางสวนและสารบางอยางที่มีโมเลกุลขนาดเล็กออกจากเลือด ตัวอยางสาร เชน กลูโคส กรดอะมิโน เกลือแร ยูเรีย หนาที่ของไต 1. กรองของเสีย 2. รักษาปริมาณน้ํา 3. ควบคุมเกลือแร และภาวะเบสในรางกาย 4. ควบคุมความดันเลือด 5. กระตุนการสรางเม็ดเลือดแดง การเปลี่ยนอวัยวะ ปญหาสําหรับการผาตัดเปลี่ยนอวัยวะ ระบบคุมกันในรางกายของผูปวย ซึ่งไดแก เม็ดเลือดขาวและ แอนติบอดี้ การผาตัดเปลี่ยนอวัยวะจะไดผลดีที่สุด เมื่อผูรับและผูใหเปนพี่นองฝาแฝดที่เกิดจากไขใบเดียว รองลงมาคือ พี่นองและเครือญาติ
40.
รางกายของเรา กายวิภาคศาสตร (Anatomy) เปนวิชาที่ศึกษาโครงสรางอวัยวะและระบบตาง
ๆ ของรางกาย เซลล (Cell) - หนวยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล เยื่อหุมเซลล โปรโตพลาสซึม นิวเคลียส ไซโตพลาสซึม เนื้อเยื่อ - กลุมเซลลที่มีรูปรางเหมือนกันมาทํางานรวมกัน อวัยวะ - กลุมเนื้อเยื่อหลาย ๆ ชนิดที่รวมกันทําหนาที่อยางใดอยางหนึ่ง ระบบ - กลุมอวัยวะที่ทําหนาที่สําคัญรวมกัน เซลล --- เนื้อเยื่อ --- อวัยวะ --- ระบบอวัยวะ --- รางกายของเรา รางกายมีระบบอวัยวะ 10 ระบบ ดังนี้ 1. ระบบหายใจ - จมูก มีขนและเยื่อเมือก - หลอดลมเปนกระดูกออนรูปเกือกมาซอนกัน - ปอด มีถุงลมเล็ก ๆ เปนบริเวณแลกเปลี่ยนกาซ 2. ระบบหมุนเวียนโลหิต - หัวใจสูบฉีดโลหิตไปทั่วรางกาย - เสนเลือดมีเสนเลือดดํา และเสนเลือดแดง - ไขกระดูก สรางเม็ดเลือด และเกล็ดเลือด - มาม ทําลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ - ตับ ทําลายเม็ดเลือดแดง - ตอมน้ําเหลือง ทําลายเชื้อโรค 3. ระบบยอยอาหาร - ปาก ยอยทางกลและเคมี - ลิ้น รับรสได 4 รส หวาน เค็ม เปรี้ยว และขม - ฟน มี 2 ชุด ฟนน้ํานม 20 ซี่ ฟนแท 32 ซี่ - ตอมน้ําลาย ผลิตน้ําลายวันละ 1 – 1.5 ลิตร - กระเพาะอาหาร ยอยโปรตีนอยางเดียว - ลําไสเล็ก ยอยโปรตีน คารโบไฮเดรต ไขมัน และดูดซึม - ลําไสใหญ เก็บกากอาหาร - ตับ สรางน้ําดี - ถุงน้ําดี เก็บน้ําดี - ตับออน สรางน้ํายอย
41.
4. ระบบขับถาย - ผิวหนัง
ขับเหงื่อ - ลําไสใหญ ขับอุจจาระ - ไต ขับปสสาวะ 5. ระบบสืบพันธุ - รังไข สรางไข - อัณฑะ สรางสเปรม 6. ระบบตอมไรทอ - ตอมใตสมอง ผลิต Growth hormone - ตอมหมวกไต ผลิต Adrenalin - ตอมไธรอยค ผลิต Thyroxin - ตอมอิสเล็ต ออฟลางเกอรฮาน (ตับออน) ผลิต Insulin - รังไข และอัณฑะ ผลิต Estrogen และ Testosterone 7. ระบบหุมหอรางกาย ประกอบดวย ผิวหนัง ขน ผม เล็บ ตอมเหงื่อตอมน้ํามัน หนาที่ - ปองกันการกระทบกระเทือน, สะสมอาหาร, ควบคุมอุณหภูมิ, รับ ความรูสึก, ขับถายของเสีย ผิวหนัง - อวัยวะที่ใหญที่สุดในรางกาย - พื้นที่ 2 m2 หนักประมาณ 3 kg หนา 1-3 mm - ใชเลือดหลอเลี้ยง 1/3 ของเลือดทั้งหมด - มี 2 ชั้นคือ หนังกําพรา และหนังแท หนังกําพรา เปนผิวหนังที่ชวยหอหุมปองกันรางกายไมใหเชื้อโรคหลุดเขาไปสูภายในได งาย ๆ แบงเปน 2 ชั้น ไดแก เยื่อบุผิวชั้นนอก และ เยื่อบุผิวชั้นใน หนังแท เปนผิวหนังที่ลักษณะเปนแผนยืดหยุนได ประกอบดวย ตอมน้ํามัน ตอม เหงื่อ ขุมขน เสนเลือด เสนประสาท ไขมันใตผิวหนัง เปนเนื้อเยื่อไขมัน ทําหนาที่ เปนฉนวนกันความรอน 8. ระบบโครงกระดูก มีหนาที่เปนโครงรางของรางกาย ปองกันการกระทบกระเทือนใหอวัยวะภายใน กระดูกคน 206 ชิ้น - กระดูกแกน ประกอบดวย กะโหลกศีรษะ คอ อก สันหลัง กนกบ และซี่โครง - กระดูกระยาง ประกอบดวย แขน ขา สะบัก ไหปลารา เชิงกราน สวนประกอบของกระดูก 1. สวนที่มีชีวิต ไดแก เซลลกระดูก เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว เนื้อเยื่อประสาท และเสนเลือด เปนสวนที่ทําใหกระดูกเหนียวและถูกทําลายไดดวยความรอน 2. สวนที่ไรชีวิต ไดแก แคลเซียมคารบอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต เปนสวนที่ทําใหกระดูก แข็ง และถูกทําลายไดดวยกรด ขอตอ เปนสวนที่ทําใหโครงกระดูกยืดหยุนได และ เคลื่อนไหวสะดวก แบงเปน 1. เหมือนบานพับ - เคลื่อนไหวไดทิศทางเดียว เชน ขอตอกระดูกนิ้วมือ
42.
2. คลายลูกกลมในเบา -
เคลื่อนไหวกมเงยบิดซายขวาได เชน ขอตอหัวไหล 3. แบบประกอบสวมในเดือย - เคลื่อนไหวกมเงยบิดซายขวาได เชน ขอตอตนคอ 4. แบบยึดติด - เคลื่อนไหวไดนิดเดียว หรือ เคลื่อนไหวไมไดเลย เชน ขอตอกระดูก ซี่โครง กะโหลกศีรษะ 9. ระบบกลามเนื้อ - แหลงพลังงานกลที่ใชในการเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรางกาย - ประกอบดวยกลามเนื้อมากกวา 500 มัด กลามเนื้อแบงเปน 3 ชนิดคือ 1. กลามเนื้อลาย เปนกลามเนื้อเกาะติดกับกระดูก อยูในอํานาจจิตใจ 2. กลามเนื้อเรียบ เปนกลามเนื้อของอวัยวะภายใน อยูนอกอํานาจจิตใจ 3. กลามเนื้อหัวใจ อยูนอกอํานาจจิตใจมีลายเล็กนอย ประสิทธิภาพของกลามเนื้อ หมายถึง กลามเนื้ออยูในสภาพที่แข็งแรงพรอมที่จะทํางานไดอยางเต็มที่ โดยใชพลังงาน และออกซิเจนนอยที่สุด กลามเนื้อไบเส็บ กลามเนื้อหดตัว เพื่อใหอวัยวะงอเขา กลามเนื้อไตรเส็บ หดตัว เพื่อใหอวัยวะ เหยียดออก เสนเอ็น (Tendon) เปนสวนที่ยึดระหวางกลามเนื้อกับกระดูก เหนียว แข็งแรง ทนทาน พังผืดยึดขอ (ligament) เปนสวนที่เชื่อมระหวางกระดูกกับกระดูก ยืดได 10. ระบบประสาท มีหนาที่ - ควบคุมดูแลการทํางานทุกสวนของรางกาย สมอง มีเยื่อหุม 3 ชั้นอยูในกะโหลกศีรษะ แบงเปน ซีรีบรัม เปนสมองที่มี่ขนาดใหญที่สุด มีรอยหยัก ทําหนาที่ควบคุมการเรียนรู พฤติกรรมตาง ๆ ความคิด ความจํา เชาวปญญา ไหวพริบ รับรู และสั่งการตอบสนอง ซีรีเบลลัม ทําหนาที่ควบคุมกิจกรรมของกลามเนื้อขณะที่มีการเคลื่อนไหวควบคุมการทรงตัว เมดัลลาออบลองกาตา ทําหนาที่ควบคุมการหายใจ การเตนของหัวใจ การหดตัวและขยายตัวของ หลอดเลือด ไขสันหลัง อยูในชองของกระดูกสันหลัง แตละปลองมีเสนประสาทสันหลัง 1 คู ประกอบดวย ประสาทรับและนําสัญญาณ กับประสาทสั่งการ ไขสันหลังทําหนาที่ควบคุม ปฏิกิริยารี เฟลกซ ปฏิกิริยารีเฟลกซหรือกิริยาตอบสนองฉับพลัน หมายถึง การตอนสนองสิ่งเราอยางกระทันหัน โดย ไมตองรอคําสั่งจากสมอง เพื่อใหรางกายปลอดภัยจากอันตราย (มีความเร็วประมาณ 40-75 เมตร/ วินาที) พลังงานในรางกาย ไดจากระบบหายใจ ระบบยอยอาหาร และระบบหมุนเวียนโลหิต กิจกรรมและพฤติกรรมในรางกายของเราจะตองใชพลังงานโดยไดจากอาหารและออกซิเจน การวัดอัตราการหายใจจึงวัดจากปริมาณออกซิเจนที่ใชในแตละกิจกรรม อากาศที่สูดเขาไป 20,000 cm3 เปน O2 แพรเขากระแสเลือด 1,000 cm3 และสามารถ นําไปใชพลังงานออกมา 19.2 กิโลจูล อวัยวะที่ทํางานมากกวา 1 ระบบ ไดแก ผิวหนัง รังไข อัณฑะ ลําไสใหญ ตับออน
43.
ชีวิตและวิวัฒนาการ การกําเนิดสิ่งมีชีวิต โอปาริน และฮัลเดน เสนอความคิดวา
สิ่งมีชีวิตแรกเริ่มเกิดในทะเล โดยเริ่มจากบรรยากาศของโลกดึกดํา บรรพที่ประกอบดวย กาซมีเทน แอมโมเนีย น้ํา ฯลฯ ไดรับพลังงานจากดวงอาทิตย และการเกิดฟาแลบ ฟาผา ทํา ใหเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมกันเปนสารอินทรียละลายลงทะเลรวมตัวใหญขึ้นเรื่อย ๆ เปนสิ่งมีชีวิต มิลเลอร ทดลองสรางเครื่องมือเปนภาชนะสุญญากาศแลวบรรจุมีเทน แอมโมเนีย ไฮโดรเจน และน้ํา ให หมุนเวียนผานน้ําเดือดและไอน้ํา แลวผานไฟฟาแรงสูงเขาไปในภาชนะสุญญากาศนั้น สุดทายตรวจสอบพบวา มี กรดอะมิโนและสารอินทรียอื่น ๆ สรุปไดวา สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นไดเอง หลุยส ปาสเตอร ไดเสนอความคิดวา สิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการ (Evolution) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปรางหรือหนาที่ หรือการเปลี่ยนแปลงทั้ง หนาที่และรูปรางขององคประกอบของสิ่งมีชีวิต โดยมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละนอย จนเห็นความแตกตางชัดเจน ระหวางบรรพบุรุษกับลูกหลานรุนตอ ๆ มาก ซึ่งไดสืบพันธุมาหลายชั่วอายุ หลักฐานที่แสดงวาวิวัฒนาการมีจริง 1. หลักฐานจากซากดึกดําบรรพ (Fossil) เกิดจากซากพืช ซากสัตวที่กลายเปนหิน 2. หลักฐานทางกายวิภาคเปรียบเทียบ 3. หลักฐานจาการเจริญของเอมบริโอ 4. หลักฐานทางพันธุศาสตร 5. หลักฐานจากรองรอยของอวัยวะที่ไมใชงาน แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 1. ลามารค (Lamarck) ตั้งทฤษฎีไว 2 ขอ คือ - กฎแหงการใชและไมใช (Law of Used and Disused) กลาววา อวัยวะที่มีประโยชน และใชงานจะเจริญเติบโตได อวัยวะที่ไมใชงานและไมมีประโยชนจะเสื่อมสลายไป - กฎแหงการถายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม กลาววาลักษณะที่เกิดเนื่องจากการใชและไมใชสามารถ ถายทอดไปยังลูกหลานได 2. ชารลส ดารวิน (Charles Darwin) ตั้งกฎการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of Natural selection) กลาววา สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง เหมาะสมกับสิ่งแวดลอมปรับตัวไดดีจะอยูรอดได สิ่งมีชีวิตที่ ออนแอจะตายไป 3. ไวสมัน (Weisman) ตั้งทฤษฎีการสืบตอเนื่องกันของเซลลสืบพันธุ กลาววา การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดในเซลลสืบพันธุถายทอดได เกิดในเซลลรางกาย ถายทอดไมได 4. ฮิวโก เดอ ฟรีส (Hugo de Vrise) ตั้งทฤษฎีการผาเหลา กลาววา พันธุใหมเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของยีนอยางกะทันหัน
44.
การปรับตัว (Adaptation) หมายถึง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปรางลักษณะของรางกายใหเขากับ สิ่งแวดลอมเพื่อการอยูรอด ตัวอยางการปรับตัว 1. ตั๊กแตนเปลี่ยนรางกายใหมีลักษณะคลายคลึงกับธรรมชาติที่อยูอาศัย 2. แมลงเปลี่ยนแปลงลักษณะของปากเพื่อใหเหมาะสมกับการกินอาหาร 3. พืชปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมทําใหสามารถดํารงชีวิตและแพรพันธุตอไปได การเกิดสปซีสใหม สปซีส (Species) หมายถึง กลุมสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะทั่วไปหรือลักษณะทางพันธุกรรมคลายคลึงกัน สามารถผสมพันธุกันไดตามธรรมชาติ และใหลูกที่สามารถถายทอดลักษณะพันธุกรรมตอไปได ตัวอยางการดํารงความเปนสปซีสไว 1. ผีเสื้อกลางคืนกับผีเสื้อทั่วไป ไมสามารถเขาผสมพันธุกันได 2. ผีเสื้อกลางคืนตัวเมียจะปลอยฟโรโมนเพื่อกระตุนผีเสื้อกลางคืนตัวผูใหเขาผสมพันธุเทานั้น 3. เสียงรองของกบ อึ่งอาง คางคกที่เรียกตัวเมียใหเขาผสมพันธุจะแตกตางกัน 4. เสียงกรีดปกของจิ้งหรีดตางสปซีสกันจะมีความถี่ตางกัน วิวัฒนาการของมนุษย เปรียบเทียบกะโหลกของกอริลลากับมนุษย มนุษย กอริลลา (ลิงไมมีหาง) 1. หนาผากเรียบ 1. หนาผากมีสันกระดูกยื่นออกมาเหนือตา 2. ขากรรไกรและฟนเรียบเสมอกัน 2. ขากรรไกรและฟนยื่นไปดานหนา 3. เขี้ยวสั้น 3. เขี้ยวยาว 4. ชองบรรจุสมองมากกวา 4. ชองบรรจุสมองนอยกวา 5. กลามเนื้อเกาะทายทอยมีนอย 5. กลามเนื้อเกาะทายทอยมีมาก 6. กระดูกสันหลังตั้งตรง 6. กระดูกสันหลังโคงงอ มนุษยวานร ไดแก สปซีสออกสตราโลพิทีคัส (Australopithecus sp.) - พบในอัฟริกา มีขนกระจายทั่วตัว - สมอง 400 – 600 cm3 , สูง 4 ฟุต - นําวัตถุมาใชเปนเครื่องมือแตไมรูจักประดิษฐเครื่องมือ บรรพบุรุษมนุษย ไดแก โฮโมฮาบิลิส (Homo habilis) ศึกษาจากมนุษยโอ ดู วาย - มีขนแบบลิง, สมองขนาด 800 cm3 - พบในเอเชียและอัฟริกา - ประดิษฐหินกะเทาะได ใชไม เขาสัตวเปนเครื่องมือ
45.
มนุษยเริ่มแรก ไดแก โฮโมอีเร็คตัส
(Homo erectus) - ศึกษาจากมนุษยชวาและมนุษยปกกิ่ง - สมอง 1,000 cm3 , ไมมีขนแบบลิง - ประดิษฐขวานไมมีดาม รูจักใชไฟ อยูตามถ้ํา มนุษยปจจุบัน ไดแก โฮโม เซเบียนส (Homo sapiens) - สมอง 1,100 – 1,200 cm3 - ประดิษฐเครื่องมือและมีความสามารถในเชิงศิลป - พบภาพวาดไบซัน และรูปแกะสลักหินตามผนังถ้ํา มนุษยปจจุบัน แบงเปนหลายเผาพันธุ ดังนี้ 1. มองโกลอยด ไดแก พวกผิวเหลือง 2. คอเคซอยด ไดแก พวกผิวขาว 3. นิกรอยด ไดแก พวกผิวดํา การจัดจําพวกสิ่งมีชีวิต มอเนอรา (Monera) - สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว ไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส โปรติสตา (Protista) - สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว มีเยื่อหุมนิวเคลียส พืช (Plant) - สิ่งมีชีวิตที่มีคลอโรฟลล สัตว (Animal) - สิ่งมีชีวิตที่ไมมีคลอโรฟลล ระบบนิเวศ (Ecosystem) - การถายทอดพลังงานระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม หวงโซอาหาร (Food chain) - การถายทอดพลังงานในแงการกินอาหารตอเนื่องเปนทอด ๆ สายใยอาหาร (Food web) - หวงโซอาหารหลาย ๆ หวงโซสัมพันธกัน
46.
มรดกทางกรรมพันธุ กรรมพันธุ (Heredity) คือ
ปรากฏการณที่สิ่งมีชีวิตถายทอดลักษณะตาง ๆ จากบรรพบุรุษไปยัง ลูกหลาน ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะที่ถายทอด จากบรรพบุรุษไปยังลูกลาน เชน สีผิว, สีผม, ลักษณะ ของผม, ลักษณะของปลายนิ้วกอย ลักษณะที่ปรากฏในสิ่งมีชีวิตเปนผลเนื่องจาก - พันธุกรรม - สิ่งแวดลอม ลักษณะที่ถายทอดทางพันธุกรรม ลูกไดรับจากพอและแมคนละครึ่ง ลักษณะนี้ถายทอดจากพี่ไปสูนองไมได การศึกษาแบบแผนการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ศึกษาจากการทดลองในสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก, แพรพันธุเร็ว, อายุขัยสั้น การศึกษาจากถายทอดลักษณะพันธุกรรมใน คน ทดลองไมได เพราะคนมีอายุขัยยาว และบังคับ ไมได จึงศึกษาจาก พงศาวลี พงศาวลี (Pedigree) คือ แผนภาพที่แสดงการสืบพันธุ หรือแผนภาพลําดับเครือญาติ โดยใช สัญลักษณตาง ๆ ยีน (Gene) คือ หนวยที่ควบคุมลักษณะตางๆ ของสิ่งมีชีวิต และเปนตัวถายทอดลักษณะตาง ๆ จากพอแม ไปยังลูกหลานโดยผานทางเซลลสืบพันธุ คนมียีน ∼ 40,000 ยีน ยีนอยูบนโครโมโซม และ โครโมโซมอยูในนิวเคลียส โครโมโซม (Chromosome) เปนเสนใยเล็ก ๆ ประกอบดวยโปรตีน โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตแต ละชนิดจะมีจํานวนคงที่ และไมเทากับโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตอื่น โครโมโซมของคน มี 46 อัน แบงเปน - โครโมโซมรางกาย 44 อัน - โครโมโซมเพศ 2 อัน เซลลในรางกายของคนแบงเปน 2 ชนิด 1. เซลลรางกาย เปนเซลลที่พบทั่วไปในรางกาย มีโครโมโซม 2 ชุด (46อัน) เชน เซลลกลามเนื้อ เซลลผิวหนัง 2. เซลลสืบพันธุ เปนเซลลที่พบในอวัยวะสืบพันธุ มีโครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของเซลลรางกาย เชน เซลลไข, เซลลอสุจิ การแบงเซลลมี 2 ชนิด 1. การแบงแบบไมโตซิส (Mitosis) เปนการแบงเซลลของรางกาย โดยเซลลใหมที่ไดมี โครโมโซมเทากับเซลลเดิม คือ 2n เซลลนี้เรียกวา daughter cell 2. การแบงเซลลแบบไมโอซีส (Meiosis) เปนการแบงเซลลสืบพันธ โดยเซลลใหมที่ไดมี โครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของเซลลเดิม คือ n
47.
เมนเดล (Mendel) -
เปนบาทหลวงชาวออสเตรีย ไดรับยกยองวาเปน “บิดาแหงวิชาพันธุศาสตร และเปนผูชี้ใหเห็นวา ลักษณะที่ปรากฏในลูกเปนผลมาจากการถายทอดหนวยที่ควบคุมลักษณะตาง ๆ ซึ่งไดจากพอแม โดยผานทางเซลลสืบพันธุ Mendel เลือกศึกษาตนถั่ว เพราะตนถั่วเปนพืชลมลุก ปลูกงาย หางาย ออกดอกงาย ผสมพันธุงาย ขยายพันธุงาย ใหเมล็ดจํานวนมาก เปนดอกสมบูรณเพศ และโครงสรางของดอกมีลักษณะพิเศษ ปองกันการผสมโดยลมและแมลงได ยีน (gene) เปนหนวยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม จีโนไทป (genotype) เปนลักษณะของยีนที่อยูบนโครโมโซม ไมสามารถมองเห็นได ฟโนไทป (Phenotype) เปนลักษณะที่ปรากฏใหเห็นภายนอกจากการบังคับของยีน โดมิแนนท (Dominant) เปนลักษณะเดนที่แสดงออกได และจะขมลักษณะดอยไว ตัวอยางเชน สูง ผิว ดํา หอลิ้นได ลักษณะนิ้วเกิน รีเซสสีฟ (Recessive) เปนลักษณะดอยไมแสดงออก ถูกลักษณะเดนขมไว จะแสดงออกไดเมื่อมียีน ดอย 2 ตัว เชน เตี้ย มวนลิ้นไมได โฮโมไซกัส (Homozygous) หมายถึง ยีนที่เปนคูกัน มีลักษณะเหมือนกัน เฮทเทอโรไซกัส (Heterozygous) หมายถึงยีนที่เปนคูกัน มีลักษณะไมเหมือนกัน โมโนไฮบริดครอส (Monohybrid cross) หมายถึง การผสมพันธุโดยพิจารณาเพียงลักษณะเดียว ไดไฮบริด ครอส (Dihybrid cross) หมายถึง การผสมพันธุโดยพิจารณาสองลักษณะ คอมพลีทโดมิแนนซ (Complete dominance) หมายถึง ลักษณะเดนสมบูรณที่ยีนเดนขมยีนดอย ไดหมด เชน สูงขมเตี้ย อินคอมพลีทโดมิแนนซ (Incomplete dominance) หมายถึง ลักษณะเดนไมสมบูรณที่ยีนเดนขม ยีนดอยไมหมด ผสมแลวไดลักษณะระหวางเดนกับดอย เซกลิงคยีน (Sex linked gene) หมายถึง ยีนที่ควบคุมลักษณะ อยูบนโครโมโซมเพศ เปนยีนดอยที่ อยูบนโครโมโซมเอ็กซ (x) เทานั้นบนวาย (y) ไมมี ตัวอยางเชน โรคตาบอดสี, โรคเลือดใส, โรคกลามเนื้อแขนขา ลีบ เลือดของคน แบงเปน 1. น้ําเลือด (plasma) ประกอบดวย น้ําโปรตีน เกลือแร แอนตี้บอดี้ และสารที่ทําใหเลือดแข็งตัว 2. เม็ดเลือด (Corpuscle) ประกอบดวย เกร็ดเลือด เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว หมูเลือด คนมีหมูเลือด 4 แบบ คือ A B AB และ O โดยพิจารณาจากแอนติเจน (Antigen) ที่ ผิวเม็ดเลือดแดง, และแอนตี้บอดี้ (Antibody) ในพลาสมา ความผิดปกติทางโครโมโซม มีตัวอยางเชน 1. กลุมอาการเทอรเนอร (Turner’s syndrome) (44+xo) เกิดในผูหญิงการเจริญทางเพศนอย สติปญญาออน 2. กลุมอาการคลายเฟลเตอร (Klinefelter’s syndrome) (44+xxy) เกิดในผูชายเตานมโต อวัยวะเพศเล็ก เปนหมัน 3. กลุมอาการทริปเปลเอ็กซ (Triple x syndrome) (44+xxx) เกิดในหญิงปญญาออน 4. กลุมอาการดับเบิล (Double syndrome) (44+xyy) เกิดในผูชายใจเร็วโมโหงาย สูงกวาปกติ
48.
5. กลุมอาการ คริ-ดู-ชาต
(Cri-du-cha syndrome) (44+xy) โครโมโซมคูที่ 5 มีบางสวนขาด หายไป ปญญาออน รองเหมือนแมว 6. กลุมอาการดาวน (Down’s syndrome) (45+xy) เกิดจาก chromosome คูที่ 21 เกินมา 1 เสน ปญญาออน, จมูกแฟบ, ลิ้นโตคับปาก การผาเหลา (Mutation) หมายถึงการเปลี่ยนยีนอยางกะทันหัน ทําใหสิ่งมีชีวิตที่เกิดใหมมีลักษณะ แตกตางจากลักษณะเดิม แบงเปน 2 ชนิด 1. มิวเตชั่นของเซลลรางกาย (Somatic mutation) ถายทอดไมได 2. มิวเตชั่นของเซลลสืบพันธุ (Gametic mutation) ถายทอดได สิ่งที่ทําใหเกิดมิวเตชั่น รังสีเอ็กซ รังสีแกมมา สารเคมี และอุณหภูมิ ฝาแฝด (Twins) แบงเปน 2 ประเภท 1. ฝาแฝดรวมไข (Identical twins) เกิดจากไข 1 ใบสเปรม 1 ตัว 2. ฝาแฝดตางไข (Fraternal twins) เกิดจากไขมากกวา 1 สเปรม มากกวา 1 ประโยชนของความรูดานพันธุศาสตร ใชผสมพันธุ คัดเลือกพันธุพืชและสัตว เพื่อใหไดพันธุดีกวาเดิม การผสมภายในสายพันธุเดียวกัน หรือ ใกลชิดกันเปนการเพิ่มลักษณะที่เปน Homozygous ใหกับประชากร ชวยใหยีนดอยสวนที่ไมดีที่แฝงอยูในรูปของ Heterozygous มีโอกาสแสดงออก ขอดีของการผสมขามพันธุ - ลูกแข็งแรงทนทาน - ผลผลิตสูง ขอเสียของการผสมในสายพันธุเดียวกัน - ลูกที่ไดมีขนาดเล็กลง - ผลผลิตต่ํา ทาลัสซีเมีย - โรคซีด ตับ มามโต ถายทอดไปยังลูกหลานได - เด็กจะมีอาการซีด เนื่องจากการสรางฮีโมโกลบินไมสมบูรณ เม็ดเลือดแดงรูปราง ผิดปกติ แตกงาย
Download