ภรัณยา ฆารสินธุ์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
อีฟแอนด์บอยเป็นร้านค้าปลีกมัลติแบรนด์สุขภาพและความงามที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากฐานธุรกิจภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือและมีเป้าหมายที่เข้ามาขยายสาขาเพื่อแข่งขันในตลาดกรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่และมี
โอกาสเติบโตค่อนข้างมาก
ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกธุรกิจเครื่องสําอางที่จะทําการตลาดให้ประสบความสําเร็จได้ต้องตอบสนองความ
ต้องการลูกค้าได้ดีต้องรู้จักลูกค้าเป็นใครมีลักษณะการดําเนินชีวิต (Lifestyle) อย่างไรมีแนวโน้มพฤติกรรมอย่างไรทั้งหมด
คือหัวใจของกลยุทธ์ทางการตลาดประเด็นสําคัญที่จะใช้ส่วนประสมทางการตลาดให้ประสบความสําเร็จตามกลุ่มเป้าหมาย
จึงต้องเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเป็นอย่างดี
การศึกษาเรื่องการจําแนกความแตกต่างระหวางกลุ่ม Gen-Yและกลุ่ม Gen-Zโดยใช้ความต้องการส่วนประสม
การค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครเนื่องจากกลุ่ม Gen-Y และกลุ่ม Gen-Z เป็นกลุ่มที่มีพลังซื้อ
อย่างมากในสังคมปัจจุบันเพื่อนําไปวางแผนการดําเนินการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขส่วนประสมการค้าปลีกให้ตรงกับความ
ต้องการของกลุ่ม Gen-Y และกลุ่ม Gen-Z
วัตถุประสงค์การวิจัย
1.เพื่อศึกษาระดับความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจสุขภาพและความงามในร้านอีฟแอนบอยของกลุ่ม Gen-Y
2.เพื่อศึกษาระดับความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจสุขภาพและความงามในร้านอีฟแอนบอยของกลุ่ม Gen-Z
3.เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถใช้ในการจําแนกความแตกต่าง
กลุ่มระหว่างกลุ่ม Gen-Y และกลุ่ม Gen-Z
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. ลูกค้าร้านอีฟแอนบอย หมายถึง ผู้ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย
1.1 กลุ่มผู้บริโภค Gen-Y หมายถึง ผู้ที่เกิดในยุคที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เกิดในช่วงพ.ศ. 2520-2537 เป็นกลุ่มคนที่
ชอบเทคโนโลยี รวดเร็วทันทีทันใดไม่ชอบรอนาน ชอบสีสันสดใสบรรยากาศสนุกสนานชอบให้เอาอกเอาใจมีลักษณะการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการไม่
ชื่นชอบความเป็นทางการ มองโลกในแง่ดี มองทุกอย่างแบบสดใสและโลกสวย คนรุ่นนี้มีเอกลักษณ์ทางการใช้ภาษาแบบสร้างสรรค์ฉีกกฎเกณฑ์จึง
ทําให้เกิดภาษาปาก (Slang) มากมาย
1.2 กลุ่มผู้บริโภค Gen-Z หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดมาพร้อม Digital และ Social Network ผู้ที่เกิดในช่วงพ.ศ.2538-2547 ในสหรัฐอเมริกา เรียก
คนรุ่นนี้ว่า Home land Generation ตามเหตุการณ์ 911 ที่ประเทศถูกการก่อการร้ายอย่างรุนแรงจึงมีการดูแลประเทศบ้านเกิด (Home land)
อย่างเข้มข้นเป็นประวัติการณ์เป็นช่วงวัยที่ความหลากหลายทางสังคมมีมาก ทั้งเรื่องเพศวิถี (Gender)ที่มีความแตกต่างและให้การยอมรับเพศ
ทางเลือกมากขึ้น มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Ethnography)มีความหลากหลายทางเทคโนโลยีทุกด้าน เช่น การแพทย์ วิศวกรรม
วิทยาศาสตร์รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ที่เป็น Fully Digitalizationปัจจุบันนักวิชาการเชื่อว่าเจนแซดจะมีความสมบูรณ์แบบมากกว่า
เจนวายและมีการปรับตัวเข้ากับคนรุ่นก่อนหน้าได้
นิยามศัพท์เฉพาะ
2. ร้านอีฟแอนบอย หมายถึง ร้านเครื่องสําอางมัลติแบรนด์ที่มีอายุนานถึง 11 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 สาขา ดังนี้
1. สาขาจังหวัดมหาสารคาม 2. สาขาในเมืองขอนแก่น
3. สาขา กังสดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น 4.สาขาเทอร์มินอลโคราช ซึ่ง 4 สาขานี้ตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด
5. สาขาสยามสแควร์ซอย 1 6. สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต
7. สาขาเมกะบางนา 8. สาขาอโศก
9.สาขาสยามสแควร์วัน ชั้น G และในเขตกรุงเทพมหานครมี 5 สาขาที่กล่าวมามีเป้าหมายเข้ามารุกตลาดกรุงเทพมหานคร
เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสเติบโตค่อนข้างมาก โดยผู้ ก่อตั้งคุณหิรัญ ตันมิตร มีวิสัยทัศน์มองว่าร้านอีฟแอนบอยจะ
สร้างจุดแข็งด้วยการตั้งราคาขายให้ต่ํากว่าร้านค้าอื่นปัจจุบันร้านอีฟแอนด์บอยมีเครื่องสําอางมากกว่า 900 แบรนด์มีผลิตภัณฑ์
มากกว่า 5 หมื่นรายการตกแต่งร้านด้วยโทนสีชมพู-ดําอีกทั้งยังมีสินค้าให้เลือกหลากหลายและเน้นความใหม่ของสินค้า โดยลูกค้า
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงอายุ 18-34 ปี และเกินครึ่งของ 80% อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี
นิยามศัพท์ปฎิบัติการณ์
ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก หมายถึง กลยุทธ์ในกิจกรรมทางการตลาดที่เป็นส่วนประกอบสําคัญในการช่วยกําหนดการดําเนินการทางการตลาดที่
เกี่ยวข้องกับการจําหน่ายสินค้าภายในร้านอีฟแอนบอย
ด้านทําเลที่ตั้ง หมายถึง สถานที่สําหรับประกอบธุรกิจเป็นปัจจัยที่สําคัญมากผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาคัดเลือกทําเลที่ตั้งร้านค้าปลีกให้เหมาะสมกับ
สภาพธุรกิจ
ด้านความหลากหลายของผลิภัณฑ์ หมายถึง ประเภทของสินค้าที่มีจําหน่ายในร้านมีความหลากหลายในประเภทของสินค้าขนาดราคาและคุณภาพเพื่อให้
ลูกค้ามีทางเลือกและสามารถเลือกซื้อตามความต้องการ
ด้านราคา หมายถึง จํานวนเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการผลรวมของมูลค่าที่ผู้บริโภคใช้แลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ในการมีหรือการใช้
สินค้าหรือบริการ
ด้านการสื่อสารทางการตลาด หมายถึง การใช้กิจกรรมการสื่อสารหลายรูปแบบร่วมกันส่วนประสมการสื่อสารการตลาดเป็นปัจจัยทางการตลาดในการ
เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่าน 9 ช่องทางการสื่อสารประเภทต่างๆ
นิยามศัพท์ปฎิบัติการณ์
ด้านการออกแบบร้าน หมายถึง การกําหนดวางผังสินค้าประเภทต่างๆในร้านอย่างสอดคล้องกันมีการกําหนดพื้นที่ขายและจุดชําระเงิน ทางเข้า ทางออก
ให้ลูกค้าได้รับความสะดวกในการมาใช้บริการ
ด้านการให้บริการ หมายถึง กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ในเชิงเศรษฐกิจเป็นการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่ามีการจัดเตรียมผลประโยชน์ให้กับลูกค้า ณ
สถานที่แห่งหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง
พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง การกระทําของผู้บริโภคขั้นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกการซื้อการใช้สินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความจําเป็นและ
ความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจและมีผลต่อการแสดงออก
1.เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างและความต้องการของกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จะได้นําไปกําหนดส่วน
ประสมค้าปลีกที่เหมาะสมของทั้ง 2 กลุ่ม
2.เพื่อให้เข้าใจและนําไปวางแผนการดําเนินการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขส่วนประสมค้าปลีกให้ตรงกับความ
ต้องการของกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ในการศึกษาถึงเรื่อง การจําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ Gen-Z โดยใช้ส่วนประสมการค้า
ปลีกธุรกิจอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้วิจัยได้ทําการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้
นพมาเป็นกรอบแนวทางในการวิจัย ดังนี้
1. แนวคิดและทฎษฎีเกี่ยวกับเจเนอเรชั่น (Generation)
2. แนวคิดและทฤษฎีการแบ่งส่วนตลาดกําหนดกลุ่มเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งผลิตภัณฑ์(Segmentation,
Targeting, Positioning: STP)
3. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับส่วนประสมการค้าปลีก (Retailing Mix)
4. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior)
5. แนวคิดและทฤษฎีความต้องการ (Need Theories)
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Gen-Y และ Gen-Z
เจเนอเรชั่น (Generation) หมายถึง ชุดของเหตุการณ์ทางประวัติศาสต์และปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งสร้างความแตกต่างทางความคิด
ระหว่างกลุ่มคนในแต่ละช่วงวัย อย่างชัดเจน การระบุช่วงวัยต้องมีรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสังคมเพื่อแบ่งปันเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมกัน
(Parry และ Urwin, 2011, p.19) สอดคล้องกับคํากล่าวของ Williams และ Page (2011, p.12) ที่กล่าวว่าเจเนอเรชั่นหรือกลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยเป็น
กลุ่มของบุคคลที่เดินทางผ่านการใช้ชีวิตมาด้วยกันและมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันในช่วงวัยที่ใกล้เคียงกันนั่นคือพวกเขามีสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั่วๆไป
มุมมองทางการเมืองประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมกัน
Howe และ Strauss (2007) ได้กล่าวว่า เจเนอเรชั่นเกิดขึ้นมาโดยเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตของสมาชิกผู้ที่อยู่ในช่วงเวลา
นั้นๆขณะที่เจเนอเรชั่นแต่ละช่วงวัยก้าวเข้าสู่ช่วงวัยต่อไปจากวัยรุ่นสู่วัยชราทัศนคติและพฤติกรรมที่เติบโตขึ้นจะสร้างสิ่งใหม่ในอารมณ์ความรู้สึกของ
สาธารณชน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บุคคลจะไม่ได้อยู่ในช่วงอายุนั้นตลอดไป
Ivanova และ Smrikarov (2009) กล่าวว่า เจเนอเรชั่น คือ กลุ่มคนในรุ่นเดียวกันที่เกิดมาในช่วงเวลาเดียวกันและมีประสบการณ์เกี่ยวกับ
โลกทางวัฒนธรรมโดยทั่วไปร่วมกันโดยแต่ละเจเนอเรชั่นจะถูกสร้างขึ้นจากค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมของสังคมที่พวกเขาเติบโตขึ้นซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เจ
เนอเรชั่นต่างๆจะมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 20-25 ปี
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Gen-Y และ Gen-Z
Frank N. Magid Associates. (2012) ได้กล่าวว่า เจเนอเรชั่นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยบังเอิญหรือถูกกําหนดอย่างตายตัวโดยช่วงปีเจเนอเรชั่น
ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของรูปแบบซึ่งสังเกตเห็นได้ของการเปลี่ยนแปลงทางลักษณะประชากรปัจจัยทางสังคม (การผสมผสานกันของการเลี้ยงดูและ
อบรมสั่งสอนอันเป็นลักษณะเฉพาะทางสังคมของพวกเขากับประสบการณ์จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงวัยและช่วงชีวิตเดียวกัน)และรูปแบบการ
เลี้ยงดูที่นําไปสู่ความเชื่ออันมีผลต่อพฤติกรรมอันแตกต่างที่แยกเจเนอเรชั่นหนึ่งออกจากอีก เจเนอเรชั่นหนึ่งอย่างชัดเจน
กล่าวโดยสรุปเจเนอเรชั่น หมายถึง กลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยที่เกิดมาในช่วงเวลาเดียวกัน และมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั่วๆ
ไป มุมมองทางการเมืองประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีความแตกต่างทางลักษณะประชากรปัจจัยทางสังคมและรูปแบบการเลี้ยงดูที่แยกกลุ่มคน
ในแต่ละเจเนอเรชั่นออกจากกันในงานวิจัยในครั้งนี้เลือกศึกษาเฉพาะ เจเนอเรชั่นวาย เจเนอเรชั่นแซดโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Gen-Y
Miller และ Washington (2008) กล่าวว่า เจเนอเรชั่นวาย หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1981-2000 เจเนอเรชั่นวายส่วนใหญ่เป็น
รุ่นลูกของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ส (Baby boomers) ที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 1946-1964 และเป็นน้องของเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X)
Solomon (2009) กล่าวว่า เจเนอเรชั่นวายหรือที่เรียกว่า เจนวายเยอร์ (GenYers)นั้น หมายถึง ผู้ที่เกิดอยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1984 ถึงปี ค.ศ. 2002
ซึ่งมีจํานวนมากถึงเกือบหนึ่งในสามของประชากรในสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเกิดในยุคที่มีความเจริญทางวิทยาการต่างๆ
Don Tapscott (2009) กล่าวว่า เจเนอเรชั่นวาย หมายถึง คนที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1978 มี ชื่อเรียกอีกอย่างว่า มิลเลนเนียล (Millenials)
หรือ เจเนอเรชั่นเน็ต (The Net Generation) เป็น กลุ่มคนที่เกิดขึ้นในยุคที่พัฒนาการของคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลเจริญก้าวหน้า
เป็นอย่างมากซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลต่อรูปแบบการดําเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป จากคนรุ่นก่อนในปี พ.ศ. 2553 คาดการณ์ว่ามีประชากรไทยอยู่ในกลุ่มเจ
เนอเรชั่นวายนี้ ประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 16% ของประชากรทั้งหมด
ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ (2552) ได้อธิบายว่า เจเนอเรชั่นวาย หมายถึง พลเมืองโลกที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2520-2538 เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 22-
40 ปี ซึ่งในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นกลุ่มคน ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ตลาดหุ้นเติบโต และมีการลงทุนในโครงการใหญ่ๆเกิดขึ้นมากมายแต่ศรี
กัญญา มงคลศิริ (2548) กล่าวไว้ว่า เจเนอเรชั่นวายเป็นกลุ่มผู้บริโภครุ่นหลัง เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ มีผู้ที่ศึกษาได้กําหนดช่วงอายุไว้มากน้อย
แตกต่างกันไป บ้างก็ครอบคลุมผู้ที่ เกิดระหว่างปีพ.ศ. 2522-2537 บ้างก็ครอบคลุมผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2514-2537 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณา
ลักษณะที่ใกล้เคียงกันของผู้คนในแต่ละอายุโดยเฉพาะการมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากผู้ที่มีอายุสูงกว่าและตํ่ากว่าอย่างมาก
ลักษณะเฉพาะของ Gen-Y
Solomon (2009) ได้มองว่า การทําความเข้าใจพฤติกรรมของเจเนอเรชั่นวายนั้นมีความสําคัญเป็นอย่างมากต่อการทางการตลาดเพราะเป็น
ประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีสถิติการใช้ จ่ายเงินจํานวนไม่น้อยต่อปีเช่น สถิติพบว่า คนเจเนอเรชั่นวายมีค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละประมาณ 170,000,000,000 เหรียญ
สหรัฐ ทั้งจากเงินของตนเองและจากเงินของผู้ปกครองด้วยตราสินค้า ที่คนรุ่นนี้ชื่นชอบ ได้แก่ Sony, Gap และ Apple เป็นต้น
เจเนอเรชั่นวายส่วนใหญ่เป็นลูกของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์มีเจเนอเรชั่นวายจํานวนไม่น้อยที่พ่อแม่หย่าร้างกันหรือแยกกันอยู่ทําให้เจเนอเรชั่นวายถูก
ผู้ปกครองเลี้ยงดูเป็นอย่างดีตั้งแต่วัยเด็กประกอบกับการเกิดในยุคที่เทคโนโลยีต่างๆโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตมีการพัฒนาอย่างสูงจนเรียกได้ว่าคนเหล่านี้อาศัย
อยู่ในโลกดิจิทัล (Digital World)
เจเนอเรชั่นวายถือเป็นรุ่นลูกของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์สจึงทําให้มีลักษณะความเป็นวัตถุนิยม(Materialism)ที่คล้ายกันแต่สิ่งที่เจเนอเรชั่นวายมีความ
แตกต่างออกไปจากพ่อแม่ ได้แก่การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างไร้พรมแดนและสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนได้ทั่วโลกทั้งนี้เพราะเป็น
กลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
Tapscott (2009) ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับเจเนอเรชั่นวาย พบว่า เจเนอเรชั่นวายเป็น กลุ่มคนที่เกิดขึ้นมาในยุคของการพัฒนาคอมพิวเตอร์
อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลจึงนับได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะหลากหลายมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อหลากชนิดสามารถทํากิจกรรมหลายอย่างได้ในเวลา
เดียวกัน
การทําการตลาดกับ Gen-Y
ศรีกัญญา มงคลศิริ (2548) ได้ทําการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของเจเนอเรชั่นวาย ซึ่งประมวลได้ 7 ลักษณะดังนี้
1. ให้ความสําคัญกับราคา ในการเลือกซื้อสินค้าผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายจะกําหนดราคา ที่สามารถรับได้ขึ้นมาเป็น
เกณฑ์ โดยราคาที่กําหนดขึ้นมาได้มาจากการค้นหาข้อมูลจากแหล่ง ต่างๆ ซึ่งแหล่งข้อมูลที่สําคัญที่สุด คือ เพื่อนและอินเทอร์เน็ต
2. เกิดความภักดีของตราสินค้าใหม่ๆได้ง่าย การศึกษาในอดีตพบว่าความภักดีต่อตรา สินค้าจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้บริโภค
ได้เกิดการเรียนรู้ในตราสินค้านั้นซํ้า ๆ และต่อเนื่องเป็น เวลานาน แนวคิดนี้สามารถนํามาอธิบายพฤติกรรมการบริโภคของเจเนอ
เรชั่นเบบี้บูมเมอร์และ เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมการบริโภคของเจเนอเรชั่นวาย ได้มากนัก
การทําการตลาดกับ Gen-Y
3. เจเนอเรชั่นวายให้ความสําคัญกับความเท่ในรูปแบบฉบับของตัวเองเป็นอย่างมาก สามารถแยกได้เป็น 6 ประเภทดังนี้
1. การจับคู่ที่ลงตัวเป็นความเท่แบบไร้ระเบียบซึ่งหมายถึงการนําสิ่งของที่ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้มาจับเข้ากันทําให้เกิดความแปลกอย่างลงตัว
2. นวัตกรรมคือความเท่ที่เกิดจากการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ การออกแบบใหม่ๆ การสื่อสารใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อน มีความแปลก แหวกแนว
3. ให้ความสําคัญกับการตกแต่งและความสวยงามเจเนอเรชั่นวายมักชอบการตกแต่งสิ่งต่างๆเพื่อสะท้อนตัวตน เช่น การดัดฟัน การตกแต่ง
หน้าจอ และเสียงเรียกเข้า โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
4. ไม่ตอบสนองโฆษณาเดิมๆเนื่องจากเจเนอเรชั่นวายเติบโตมาพร้อมสังคมที่เต็มไปด้วยการโฆษณาจึงทําให้มองเป็นเรื่องปกติไม่ได้ให้
ความสําคัญกับการดูโฆษณามากนักดังนั้นนักโฆษณาและนักการตลาดจึงต้องคิดวิธีการสื่อสารในแบบใหม่ๆเพื่อให้เข้าถึงและเป็นที่สนใจของเจเนอเรชั่นวาย
5. ไม่สามารถต้านทานสินค้าใหม่และการทดลองใช้ได้ ผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายจะชื่น ชอบสินค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ทดลองใช้สินค้า
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าก็ถือเป็นการ แลกเปลี่ยนที่ดี ตัวอย่างสินค้าที่ประสบความสําเร็จ เช่น การแจกเกมต่างๆ ให้ทดลองได้เล่นฟรี ระยะหนึ่งก่อน
เป็นต้น
6. ต้องการการเชื่อมต่อคุณลักษณะสําคัญของเจเนอเรชั่นวายและถือว่าเป็นความต้องการที่สําคัญต่อคนกลุ่มนี้คือต้องการการเชื่อมต่อในทุกที่
ทุกเวลา ทุกลักษณะกับทุกคนที่ต้องการจะติดต่อสื่อสารด้วย
แนวคิดเกี่ยวกับ Gen-Z
Papalia, Olds,และFeldman (2008) ได้กล่าวว่า เจเนอเรชั่นแซด (Generation Z) เป็นกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า The Homelanders เกิดขึ้น
ในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้ง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯพวกเขาเป็นกลุ่มคนรุ่นแรกที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 และอาจถูกเรียกว่า
Net Generation หรือ iGen ได้เพราะเด็กเหล่านี้ไม่รู้จักโลกที่ปราศจากอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือและเกิดขึ้นมาท่ามกลางประเด็นทางสังคม
เจเนอเรชั่นแซด (Gen-Z) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า The Digital Kids เป็นผู้ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1994-2004 ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเลี้ยงดู
โดยพ่อแม่ที่อยู่ในเจเนอเรชั่นเอกซ์ ดังนั้น พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นพวกพึ่งพาตนเองมากกว่าและเน้นความเป็นทีมน้อยกว่าเจเนอเรชั่นวายการถือ
กําเนิดขึ้นในโลกยุคดิจิตอลทําให้เจเนอเรชั่นแซดต้องปรับตัวให้เข้ากับ เทคโนโลยีมากกว่าเจเนอเรชั่ นอื่นๆ (Ivanova and Smrikarov2009)
เจเนอเรชั่นแซด หรือ Net-Generationเป็นกลุ่มคนที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1995- 2004 ซึ่งเด็กเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับสื่ออย่าง
อินเทอร์เน็ตที่พวกเขาใช้ในการดาวน์โหลดเพลงและสร้างเนื้อหาบนโลกออนไลน์การใช้งานเทคโนโลยีเป็นธรรมชาติของพวกเขาเพราะพวกเขาเติบโตขึ้นมา
พร้อมกับหนังสือออนไลน์ ( E-Book) การดาวน์โหลดเพลงและเว็บไซต์ต่างๆการมีผู้ปกครองเป็นกลุ่มคน Baby Boomers ตอนปลายหรือกลุ่ม
เจเนอเรชั่นเอกซ์ที่เกิดในช่วง เปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีอนาล็อกไปสู่เทคโนโลยีแบบดิจิตอล
แนวคิดเกี่ยวกับ Gen-Z
เจเนอเรชั่นแซดมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น Tweens, Baby Bloomers, Generation 9/11 และ Generation XD เกิดในช่วงหลังปีค.ศ.1994
เป็นเจเนเรชั่นใหม่ล่าสุดที่พ่อแม่ของ พวกเขาแต่งงานช้าและมีแนวโน้มจะหย่ากันมากขึ้น เด็กในเจเนอเรชั่นนี้ต้องเผชิญกับการก่อการร้ายสากลผลที่ตามมาจาก
เหตุการณ์ 9/11 ความรุนแรงในโรงเรียนเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนภาวะเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งทําให้พวกเขากลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยม
สมัยใหม่ที่นําความเชื่อแบบดั้งเดิมมาใช้การให้คุณค่ากับครอบครัวการควบคุมตนเองและมีความรับผิดชอบมากขึ้นพวกเขาคุ้นเคยกับเทคโนโลยีระดับสูงและ
แหล่งข้อมูลอันหลากหลายด้วยข่าวสารที่ระดมใส่พวกเขาในทุกๆด้านพวกเขาไม่เคยใช้ชีวิตโดยปราศจากอินเทอร์เน็ตและให้ความสําคัญกับความจริง
Grail Research (2011) ได้ให้นิยามเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่า เจเนอเรชั่นแซดเป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงระหว่างกลางปี ค.ศ. 1990 ถึง 2010 และ
เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Digital Natives ซึ่ง เป็นกลุ่มคนที่พึ่งพาและใช้เทคโนโลยีได้อย่างสะดวกสบาย เพราะเป็นกลุ่มคนที่เกิดขึ้นมาในโลกยุคดิจิตอลที่
เทคโนโลยีเป็นสิ่งทั่วไปในปัจจุบันพวกเขาสามารถทํากิจกรรมได้หลายสิ่งในเวลาเดียวกันด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์บนโลกออนไลน์และอุปกรณ์
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนโปรดปรานในความเรียบง่ายและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์อีกทั้งยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูง
Palley (2012) ได้ให้นิยามเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่าเป็นเจเนอเรชั่นด้อยประสบการณ์ที่เกิดหลังปี ค.ศ.1995 ตามหลัง Millennial generation
โดยเจเนอเรชั่นนี้มีความ เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีอย่างแท้จริง พวกเขาจะอยู่ในโลกของโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (Smartphone) แทปเล็ต (Tablet)และ
อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง
แนวคิดเกี่ยวกับ Gen-Z
เจเนอเรชั่นแซดเป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 2000 ต้นๆ ถึงปัจจุบันพวกเขาโตมากับความก้าวหน้าทางการสื่อสาร
และเทคโนโลยีสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตข้อความแบบทันทีการส่งข้อความโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแทปเล็ตในบางครั้งกลุ่ม
คนในเจเนอเรชั่นนี้จะถูกเรียกว่า Generation Wii, iGeneration, Gen Tech, Digital Natives, Net Gen และ Facebook
Generation
จากนิยามข้างต้นได้มีการนิยามช่วงอายุที่หลากหลายดังนั้นจึงได้ทําการสรุปช่วงอายุสําหรับเจเนอเรชั่นแซดในงานวิจัย
ครั้งนี้ให้อยู่ในช่วงอายุ 13-22 ปีเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในงานวิจัยครั้งนี้
ลักษณะเฉพาะของ Gen-Z
McQueen (2011) กล่าวถึงลักษณะเด่นของเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่ามีอยู่ 6 ลักษณะ ดังนี้
1. มีความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี (Tech-Savvy)เจเนอเรชั่นแซดรู้จักเพียงโลกที่มีการเชื่อมต่อทันทีเป็นบรรทัดฐานเพราะการเปิดรับ
เทคโนโลยีของเจเนอเรชั่นแซดเริ่มต้นก่อนเวลาที่กําหนดไว้โดยเกือบ 2 ใน 3 ของเด็กทารกที่มีอายุตํ่ากว่าหนึ่งขวบใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 1 ชั่วโมง 20 นาทีในแต่
ละวันอยู่หน้าโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ เด็กวัยหัดเดินอายุสองขวบจํานวนมากรู้ว่าตนเองอยู่ใกล้ๆโทรศัพท์ไอโฟนและมีแอปพลิเคชั่นบนมือถือของพ่อแม่ที่
ดาวน์โหลดมา เพื่อให้พวกเขาเล่นโดยเฉพาะ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีประสบการณ์วัยเด็กส่วนมากอยู่ในบ้านและมีเพียงเศษเสี้ยวเวลาว่าง
เล็กๆ น้อยๆ ในการเล่นนอกบ้าน ความบันเทิง การเล่น และการปฏิสัมพันธ์กับสังคมของเด็กเจเนอเรชั่นแซดที่วนอยู่กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์และวิดีโอ
เกมเพิ่มสูงมากขึ้นทุกทีโดยพวกเขาใช้เวลากว่า 27% ขณะตื่นอยู่ไปกับหน้าจอ
2. การเป็นผู้ใหญ่ก่อนกําหนด (Prematurely mature) เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีการเปิดรับมากขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้นและมีการทดลองที่
มากกว่าเด็กวัยเดียวกันในเจเนอเรชั่นก่อน ภาวะเริ่มเจริญพันธุ์ก่อนวัยราว 1-2 ปี เกิดขึ้นกับเด็กชายและเด็กหญิงเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่ แล้ว
วัฒนธรรมป๊อปและการอิ่มตัวของสื่อเป็นปัจจัยสําคัญในการลดลงของช่วงวัยความไร้เดียงสาของเด็กเจเนอเรชั่นแซดเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญที่สุด
ของการทําการตลาด
ลักษณะเฉพาะของ Gen-Z
McQueen (2011) กล่าวถึงลักษณะเด่นของเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่ามีอยู่ 6 ลักษณะ ดังนี้
3. ถูกเอาใจ (Pampered)เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีจํานวนพี่น้องน้อยกว่าเด็กในเจเนอเรชั่นก่อนเพราะการหดตัวของขนาดครอบครัวที่กว่า 60%
จะมีบุตรเพียง 2 คนหรือน้อยกว่านั้นรวมไปถึงการมีสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยเพียง 3.2 คนรวมพ่อและแม่แล้วจึงทําให้ความสนใจ ความรักใคร่และเงิน
ทองถูกใช้หมดไปกับเด็กในเจเนอเรชั่นนี้
4. มีอํานาจ (Empowered)เด็กเจเนอเรชั่นแซดมักถูกเรียกว่า “ประชาชนตัวน้อย” เพราะเด็กในวัยนี้ถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่ย่อส่วนที่ได้รับการ
คาดหวังว่าจะมีความสามารถในการตัดสินใจการควบคุมตนเองและความสามารถในการใช้เหตุผลในระดับเดียวกับผู้ใหญ่โดยพ่อแม่ของเด็กในวัยนี้จะเริ่มต้นตั้ง
คําถามกับลูกถึงความพอใจของเขาก่อนที่เด็กจะสามารถตอบได้ และจะไม่ตัดสินใจโดยไม่ถามถึงความต้องการของลูกก่อน
5. ไม่ชอบเสี่ยง (Risk averse) เด็กเจเนอเรชั่นแซดเติบโตขึ้นมาในยุคที่ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ “การไม่สนอะไรทั้งสิ้น (Throwing
caution to the wind)” ถูกมองว่าเป็นการไม่ เอาใจใส่ ซึ่งในปัจจุบันความเสี่ยงถูกมองว่าเป็นหนทางนําไปสู่ความล้มเหลว อันตราย ความผิดหวังและภัย
คุกคามแทนที่จะถูกมองว่าเป็นส่วนที่จําเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงความเสี่ยงจึงกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสังคม
6. ได้รับการปกป้อง (Protected) เด็กเจเนอเรชั่นแซดกําลังเติบโตขึ้นมาในสภาวะ แวดล้อมที่พวกเขาได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยพ่อแม่ที่
อยู่ในเจเนอเรชั่นเอกซ์ ซึ่งเคยถูกเลี้ยง ดูมาอย่างอิสระกระแสการปกป้องลูกจากผลกระทบอื่นๆที่ตามมาอารมณ์ในด้านลบและความเป็นจริงของชีวิตกําลัง
เติบโตขึ้นท่ามกลางกลุ่มผู้ปกครองที่มีลูกอยู่ในเจเนอเรชั่นแซด
การทําการตลาดกับ Gen-Z
เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีกําลังซื้อราว 43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐและมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของครอบครัวราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพลง แฟชั่นเครื่องสําอาง และเกมมี ความสําคัญต่อเงื่อนไขการยอมรับและความเข้ากันได้ของกลุ่มทรงผมและเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่มี อิทธิพลอย่างสูงต่อความ
ทันสมัย โดยเด็กในวัยนี้มากกว่า 70% จะมีอิทธิพลต่อตัวเลือกด้านอาหารของครอบครัวและมีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าสําหรับพวกเขามากถึง 80-90%
เกือบ 2 ใน 3 ของพ่อแม่กล่าวว่าลูกๆของพวกเขามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อพาหนะ ดังนั้น ผู้ผลิตรถจึงใช้ประโยชน์จาก “ผู้ทรงอิทธิพลเด็ก
(Kidfluence)”และวางเป้าหมายข้อความทางการตลาดไปสู่เด็กที่มีอายุระหว่าง 6 ถึง 14 ปี เด็กๆเหล่านี้สามารถจดจําตราสินค้าได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 เดือน
โดยนักวิจัยบางส่วนคาดการณ์ว่าเด็กเจเนอเรชั่นแซดจะเป็นเด็กที่มีสุขภาพไม่ดีและมี นํ้าหนักมากกว่าเกณฑ์ ดังนั้น ศูนย์ออกกําลังกายและประกันสุขภาพจะ
เป็นสินค้าและบริการที่ สําคัญสําหรับเด็กในเจเนอเรชั่นนี้(Williams และ Page,2011)
นักการตลาดต้องเร่งสร้างความภักดีไว้ตั้งแต่ต้นเพราะเด็กเจเนอเรชั่นแซดเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เฉลียวฉลาดพวกเขาจะคิดมากเกี่ยวกับสิ่งที่พวก
เขาจะสวมใส่และจะทําการซื้อสินค้าด้วยตนเองเด็กในเจเนอเรชั่นนี้มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ แสวงหาความสุขเสมออย่างทันด่วน (Instant
gratification) ความสําเร็จตามธรรมชาติ (Success as a given) ค่านิยมทางสังคมแบบเสรีนิยม (Liberal Social Values) ความจริงเป็นค่านิยมหลักของ
เด็กในเจเนอเรชั่นนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการล่มสลายทางศีลธรรมของชาติพวกเขามีความเข้าใจอันดีกับสิ่งที่ถูกและผิดสามารถเอาตัวรอดใน
สถานการณ์คับขันได้และมีความรู้เท่าทันการตลาด (Williams และ Page, 2011)
การทําการตลาดกับ Gen-Z
Grail Research (2011) ได้เสนอแนะว่า บริษัทที่จะทําการตลาดกับเด็กเจเนอเรชั่นแซด จะต้องรับเอาช่องทางการตลาดและการขายสินค้าที่
มีพื้นฐานทางเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ระบบ ข้อความสั้ น (SMS) อินเทอร์เน็ตบนมือถือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นต้น และจะต้อง พยายามจับความ
สนใจของเด็กในวัยนี้ให้ได้ รวมไปถึงการยกระดับตัวตนบนโลกเสมือนของ พวกเขาด้วย
Palley (2012) กล่าวว่า เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีแนวโน้มจะเป็นนักใช้จ่ายเงินที่มีความ รับผิดชอบ เพราะพวกเขาจะพิจารณาฐานะทางการเงิน
ของครอบครัวก่อนที่จะทําการซื้อสินค้า โดย 8 ใน 10 คนต้องแน่ใจก่อนว่าพ่อแม่ของพวกเขาเห็นด้วยกับการซื้อสินค้า และเด็ก 9 ใน 10 คน กล่าวว่า
พวกเขาจะยับยั้งการใช้จ่ายถ้าพ่อแม่ของพวกเขากําลังพยายามที่จะประหยัดเงิน เด็กผู้หญิงในเจเนอเรชั่นแซดมีแนวโน้มจะใช้เงินสําหรับตนเองมากกว่าเด็กผู้ชาย
เล็กน้อย และ เด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินหรือใช้เงินไปกับเพื่อนและครอบครัวมากกว่าเด็กผู้ชาย
เจเนอเรชั่นแซดถูกเลี้ยงดูมาในสิ่งแวดล้อมที่มีช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกัน ทางด้านรายได้กําลังขยายวงกว้าง การเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง
วิกฤตเศรษฐกิจเป็นสาเหตุให้เด็ก เจเนอเรชั่นแซด ตระหนักถึงความรับผิดชอบในงบประมาณที่ตนเองได้รับมากขึ้น พวกเขามีการ รับรู้ถึงความสําคัญของ
เงินในระดับสูง ซึ่งสามารถเห็นได้จากการสํารวจความคิดเห็นของเด็ก เจเนอเรชั่นแซด
กฎเกณฑ์ใหม่ทิ้งให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดต้องดิ้นรนเพื่อค้นพบตัวตนของตนเอง สังคมใน ปัจจุบันเปิดรับความแตกต่างมากขึ้นและมองว่าความ
หลากหลายเป็นสิ่งดี แต่ผลกระทบที่ ตามมา คือ เด็กเจเนอเรชั่นแซดไม่สามารถนิยามตัวตนของตนเองได้ โดยกลุ่มคนในเจเนอเรชั่น ก่อนสามารถนิยาม
ตนเองได้งาน (Resume)
การทําการตลาดกับ Gen-Z
สังคมที่เปลี่ยนไปทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดตระหนักในเรื่องสุขภาพ ภาวะนํ้าหนักเกิน เกณฑ์ในวัยเด็กกลายเป็นประเด็นสําคัญที่ทําให้เกิดการ
ต่อสู้ในทุกมิติเพื่อป้องกันเด็กเจเนอเรชั่นแซดจากภาวะดังกล่าว ความพยายามเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้พ่อแม่ในเจเนอเรชั่นเอกซ์เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่มีความ
ตระหนักในสุขภาพ
นวัตกรรมและข้อมูลที่รวดเร็วทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีความคิดสร้างสรรค์ เด็กเจเนอ เรชั่นแซด เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก
เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาใช้นวัตกรรมเป็นแรง บันดาลใจ อีกทั้งพวกเขายังมีโลกแห่งข้อมูลอยู่ที่ปลายนิ้ว ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มคนในเจเนอเรชั่น ก่อน พวก
เขาไม่จําเป็นต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลมากนัก
เทคโนโลยีทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีนิสัยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนใคร เจเนอเรชั่นแซด เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาเป็นเจเนอเรชั่นที่เต็มไปด้วย
ความเป็นจริง พวกเขาเป็นนักปฏิบัติและ นิสัยการเรียนรู้ของพวกเขาสะท้อนความจริงข้อนี้ออกมา
พวกเขาไม่จดจํา เพราะเด็กเจเนอเรชั่นแซดมีโลกแห่งข้อมูลอยู่ที่ปลายนิ้วของพวกเขา พวกเขาสามารถใช้กูเกิลค้นหาทุกสิ่งที่พวกเขาอยากรู้
แทนที่จะเสียเวลาไปกับการจดจําในสิ่งที่ พวกเขามองหาเจเนอเรชั่นแซด
พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ทํากิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน 84% ของเด็กเจเนอเรชั่น แซดสามารถทากิจกรรมหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน
ด้วยอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตขณะรับชมโทรทัศน์โดยไม่เกิดความสับสน
การทําการตลาดกับ Gen-Z
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เจเนอเรชั่น หมายถึง กลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยที่เกิดมาในช่วงเวลาเดียวกันและมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทาง
สังคมทั่วๆ ไป มุมมองทาง การเมือง ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีความแตกต่างทางลักษณะประชากรปัจจัยทางสังคมและรูปแบบการเลี้ยง
ดูที่แยกกลุ่มคนในแต่ละเจเนอเรชั่นออกจากกัน ในงานวิจัยใน ครั้งนี้เลือกศึกษาเฉพาะเจเนอเรชั่นวาย เจเนอเรชั่นแซดซึ่งได้สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ชานนท์ ศิริธร (2554) ได้ศึกษาเรื่องการเปิดรับสื่อและการยอมรับนวัตกรรมของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจเนอเรชั่นวายพบว่า
เจเนอเรชั่นวายเปิดรับสื่อมากกว่าเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ยกเว้นด้านความถี่ในการเปิดรับสื่อโทรทัศน์เจเนอเรชั่นวายมีการเป็นเจ้าของนวัตกรรมการยอมรับ
นวัตกรรมและความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคลมากกว่าเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ตัวแปรด้านการเป็นเจ้าของนวัตกรรมการยอมรับนวัตกรรมและความสนใจนวัตกรรม
ส่วน บุคคลมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดการเลือกตลาดเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งในตลาด
เอกชัย อภศิกัดกิ์ลและทรรศนะ บุญขวัญ (2549) ได้อธิบายว่า การวางตําแหน่งในผลิตภัณฑ์ในตลาด (STP Marketing)
หมายถึง การจัดการผลิตภัณฑ์และส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างกันเพื่อสนองความต้องการของตลาดที่มีลักษณะและความต้องการที่แตกต่างกัน
การวิเคราะห์ตลาดและหาโอกาสทางการตลาดตามแนวคิดการวางตําแหน่งในผลิตภัณฑ์ในตลาด (STPMarketing)จะแบ่งส่วนตลาดออกเป็นส่วนย่อย
(Segmentation)จากนั้นก็กําหนดเลือกตลาดเป้าหมายที่ต้องการ (Target Market)เมื่อเลือกตลาดได้แล้วต่อไปก็เป็นการวางตําแหน่งของผลิตภัณฑ์ในตลาด
(Positioning) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาลูกค้าที่แท้จริง (Real Prospects) เพื่อผลักดันไปสู่การซื้อและรับประสบการณ์
โดยแต่ละส่วนย่อยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (ปณิศา ลัญชานนท์2548)
1.การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) เป็นแนวคิดการแบ่งกลุ่มลูกค้า ซึ่ง แบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่ม ตามประเภท คือ
1.1 สภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ อัตราการเติบโตของประชากร ลักษณะภูมิศาสตร์ในด้าน ความหนาแน่นของประชากร เป็นต้น
1.2 ลักษณะประชากร ได้แก่ อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ และสถานภาพ ครอบครัว เป็นต้น
1.3 ลักษณะทางจิตวิทยา ได้แก่ คุณค่า ทัศนคติและรูปแบบการดํารงชีวิต เป็นต้น
1.4 พฤติกรรม ได้แก่ รูปแบบ พฤติกรรมการซื้อความจงรักภักดีต่อแบรนด์ประโยชน์ของการใช้สอยและการอ่อนไหวด้านราคา เป็นต้น
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดการเลือกตลาดเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งในตลาด
2. การเลือกตลาดเป้าหมาย (Market Targeting) คือ การกําหนดตลาดเป้าหมายที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพต่อตลาดการกําหนดตลาดเป้าหมายนั้นต้อง
มีการประเมินคุณค่าส่วน ของตลาดแต่ละส่วนโดยคํานึงถึงปัจจัย 2 ประการ คือ ความน่าสนใจของแต่ละส่วนของตลาดพิจารณาจากขนาดของตลาดมูลค่า
ตลาด ความเสี่ยง และวัตถุประสงค์ รวมถึงทรัพยากรของ บริษัทที่มีอยู่ ธุรกิจสามารถกําหนดตลาดเป้าหมายได้ใน 3 รูปแบบ ได้แก่
2.1 การเลือกเพียงส่วนตลาดเดียวเป็นตลาดเป้าหมาย (Single-segment Concentration)ธุรกิจจะสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจในความ
ต้องการของส่วนของตลาดที่ เลือกได้อย่างลึกซึ้ง และยังสร้างชื่อเสียงและความชํานาญเฉพาะด้านให้กับธุรกิจได้แต่มีความเสี่ยงหากไม่ประสบความสําเร็จใน
ส่วนของตลาดที่เลือก
2.2 การเลือกหลายส่วนของตลาดเป็นตลาดเป้าหมาย (Differentiated Marketing)โดยมากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีทรัพยากรมากพอที่จะ
กําหนดกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดหลายชุดสําหรับแต่ละส่วนของตลาดที่เลือกเข้าไป
2.3 การเลือกทุกส่วนของตลาดเป็นตลาดเป้าหมาย (Undifferentiated Marketing)เป็นธุรกิจที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตนตอบสนองความ
ต้องการของลูกค้าทุกๆส่วนของตลาดโดยไม่แยกกลยุทธ์การตลาดให้มีความแตกต่างกันตามแต่ละส่วนของตลาดซึ่งโอกาสที่ธุรกิจจะประสบความสําเร็จจาก
กลยุทธ์ประเภทนี้มีน้อยมากเนื่องจากผู้บริโภคในแต่ละส่วนของตลาดย่อมมีความแตกต่างกันส่วนของตลาดแต่ละส่วนก็จะยิ่งมีขนาดเล็กลงและกลยุทธ์
การตลาดก็จะมีลักษณะเฉพาะตามส่วนของตลาดหรือส่วนย่อยของตลาดแต่ละส่วนในที่สุด
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดการเลือกตลาดเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งในตลาด
3. การวางตําแหน่งของผลิตภัณฑ์ในตลาด (Positioning) คือ การออกแบบข้อเสนอและ ภาพลักษณ์ของสินค้าและธุรกิจ เพื่อสร้างความโดดเด่นในตลาด
เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยให้เรา อธิบายได้ว่าลูกค้าหรือตลาดเป้าหมายอยู่ส่วนใดในตลาด เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันเราอยู่ที่ใด ตําแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นจะต้องทํา
ให้ผลิตภัณฑ์โดดเด่น และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นถึง คุณประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ของเรา เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถทําให้ผลิตภัณฑ์ของเรายืนอยู่ได้ อย่าง
โดดเด่น ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะให้ความสนใจ จึงมีความสําคัญมากที่ต้องเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์ของเราในมุมมองของลูกค้าที่เปรียบเทียบกับคู่แข่ง
นอกจากนี้ เราสามารถแบ่งส่วนตลาดได้เป็น 4 ระดับด้วยกัน คือ การตลาดแบบแบ่ง ส่วน การตลาดส่วนเล็ก การตลาดระดับท้องถิ่น และการตลาด
ส่วนบุคคล (สุวิมล แม้นจริง, 2552)
1. การตลาดแบบแบ่งส่วน (Segment Marketing) เป็นการแบ่งส่วนตลาดให้ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนกัน
ถึงแม้ว่าลูกค้าแต่ละคนจะมีความชอบพฤติกรรมการ ซื้อ อํานาจซื้อ ทัศนคติและนิสัยการซื้อที่แตกต่างกัน
2. การตลาดส่วนเล็ก (Niche Marketing) เป็นการแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ออกเป็นกลุ่มใหญ่แต่กําหนดขอบเขตให้แคบกว่า
นั้น อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ความต้องการของ พวกเขายังไม่ได้รับการตอบสนอง
3. การตลาดระดับท้องถิ่น (Local Marketing) ทุกวันนี้นักการตลาดตามเป้าหมายได้เพิ่ม ความสนใจในการทําการตลาดระดับภูมิภาคหรือ
ระดับท้องถิ่น โดยการกําหนดแผนการตลาดให้ สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าท้องถิ่นแต่ละกลุ่ม
4. การตลาดส่วนบุคคล (Individual Marketing) ระดับสุดท้ายของการตลาดเป้าหมาย คือ การตลาดที่มุ่งสู่ลูกค้าทีละคนหรือการตลาดที่
มุ่งสู่ผู้บริโภคหรือการตลาดหนึ่งต่อหนึ่งธุรกิจ
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก
ส่วนประสมการค้าปลีก (Retailing Mix) หมายถึง การจําหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคคน สุดท้าย ซึ่งซื้อไปเพื่อบริโภคของตนเองหรือครอบครัวผู้ขายจะเป็น
ใครก็ได้ ซึ่งส่วนประสม การตลาดค้าปลีกประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้านดังนี้ (ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ, 2546: 9)
1. สินค้าและการให้บริการ(Offering)องค์ประกอบด้านนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ด้านสินค้าต้องเลือกสินค้าที่อยู่ในความต้องการของลูกค้าเข้ามาจําหน่ายใน
ร้านทั้งนี้ต้องสํารวจความต้องการของผู้ซื้ออยู่ตลอดเวลาและด้านการให้บริการ คือ การตอบข้อสงสัยในเรื่องตัวสินค้าการอํานวยความสะดวกในการจับจ่าย
ใช้สอย ตลอดจนการให้บริการในการขนส่งสินค้าไปให้
2. สิ่งที่อํานวยความสะดวกที่ลูกค้าสัมผัสได้องค์ประกอบนี้แยกเป็น 3 ส่วนคือ
2.1 ทําเลที่ตั้งของร้าน (Location)นับว่าเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความสําเร็จของร้านค้าได้มากเนื่องจากร้านค้าปลีกแต่ละประเภทจะมี
กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันจึงส่งผลต่อการเลือกทําเลที่ตั้งด้วย
2.2 การวางผังร้าน (Lay Out)หมายถึง การจัดแผนผังการให้บริการภายในร้านซึ่งจะต้องมีความเหมาะสมกับประเภทของร้านและรูปแบบ
การให้บริการ
2.3 การออกแบบตกแต่งร้าน (Design)จะต้องตกแต่งให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายและกําหนดองค์ประกอบให้ชัดเจนว่าจะตกแต่งหน้าร้านและใน
ร้านเป็นแนวคิดอย่างไร
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก
3. ราคาสินค้า (Price)ด้วยเหตุที่ธุรกิจค้าปลีกเป็นประเภทธุรกิจซื้อมาขายไปการกําหนดราคาสินค้าจึงเกิดจากต้นทุนค่าสินค้าที่ซื้อเข้ามาบวกกับกําไรที่ทาง
ร้านที่คาดหวังและปรับด้วยปัจจัยทางการตลาดตามความเหมาะสม เช่น ประเภทของสินค้าที่ขายราคาสินค้าในร้านของคู่แข่ง เป็นต้น
4. การสื่อสารทางการตลาด (Communication)ในส่วนของร้านค้าปลีกนั้นการส่งเสริมการตลาดจะได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมการตลาดของ
บริษัทผู้ผลิตสินค้าอยู่แล้วแต่เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายทางร้านสามารถจัดการส่งเสริมการขายขึ้นมาได้อีก ดังนี้
4.1 การโฆษณา (Advertising) เป็นกิจกรรมในการนําเสนอข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น
4.2 การประชาสัมพันธ์ (Public Relation)หมายถึงการนําเสนอกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความสนใจให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาร่วมกิจกรรมที่ร้าน
เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว กิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ต่อสังคมหรือเป็นกิจกรรมที่แฝงไว้ด้วยการนําเสนอสินค้า
4.3 การใช้พนักงานขาย (Personal Selling)เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่ร้านค้าปลีกต้องจัดพนักงานไว้สําหรับบริการตอบคําถามและแนะนําสินค้า
ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน
4.4 การส่งเสริมการขาย (SalesPromotion)เป็นกิจกรรมการส่งเสริมนอกเหนือจากการโฆษณาการขายโดยใช้พนักงานขายและการ
ประชาสัมพันธ์
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก
ภัทธภร พลพนาธรรม (2549) กล่าวว่า ส่วนประสมการตลาดค้าปลีก (Retail Mix) ประกอบด้วย
1. ผลิตภัณฑ์ (Product)การบริหารผลิตภัณฑ์สําหรับธุรกิจค้าปลีกเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทของผลิตภัณฑ์และส่วนประสมผลิตภัณฑ์
(Product mix)
2. ราคา (Price) ในธุรกิจค้าปลีกราคามีความสําคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและมีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขัน
ของธุรกิจ
3. ช่องทางจัดจําหน่าย (Place) การกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกการเลือกทําเลที่ตั้งการกําหนดลักษณะของประเภทธุรกิจค้า
ปลีกการออกแบบร้านค้าและสิ่งอํานวยความสะดวกให้กับลูกค้า
4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion) ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายและการใช้พนักงานขายเป็นเครื่องมือที่ผู้ขายสื่อสาร
ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า การบริการ ภาพลักษณ์ของร้าน
5. บุคลากร (People) การบริหารบุคลากรในธุรกิจค้าปลีกทั้งในส่วนความสามารถและคุณสมบัติส่วนบุคคลเพื่อทําหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ การ
ขายด้วยพนักงานการให้บริการการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
6. การนําเสนอสินค้าหรือบริการ (Presentation)ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคประกอบด้วยการนําเสนอสินค้าให้สะดุดตา การ
ทํากิจกรรมส่งเสริมการขายองค์ประกอบส่วนประสมการค้าปลีก
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก
อดุลย์ จาตุรงคกุล(2550) กล่าวว่าส่วนประสมการตลาดค้าปลีก (RetailMix)ประกอบด้วยด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดหมวดหมู่สินค้า ราคา (Price) การจัด
จําหน่าย การส่งเสริมการตลาด การบริการและบรรยากาศในร้าน กล่าวโดยสรุป ส่วนประสมการตลาดค้าปลีกประกอบด้วย
1. ด้านทําเลที่ตั้ง (Location) การประกอบธุรกิจค้าปลีกนั้นทําเลที่ตั้งถือเป็นปัจจัยสําคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาคัดเลือกทําเลที่ตั้ง
ร้านค้าปลีกให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจ
2. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Merchandise Assortment) คือ ประเภทของสินค้าที่มีจําหน่ายในร้านมีความหลากหลายในประเภทของ
สินค้า ขนาดราคา และคุณภาพเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกและสามารถเลือกซื้อตามความต้องการ
3. ด้านราคา (Pricing Policy) คือจํานวนเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการผลรวมของมูลค่าที่ผู้บริโภคใช้แลกเปลี่ยนเพื่อ
ผลประโยชน์ในการมีหรือการใช้สินค้าหรือบริการ
4. ด้านการสื่อสารการตลาด (Communication) คือ การวางแผนภายใต้แนวความคิด เดียว โดยใช้กิจกรรมการสื่อสารหลายรูปแบบ
ร่วมกัน ส่วนประสมการสื่อสารการตลาดเป็นปัจจัยทางการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่านช่อง ทางการสื่อสารประเภทต่างๆ
5. ด้านการออกแบบร้านและการจัดวางสินค้า (Store Design and Display) หมายถึง การกําหนดวางผังสินค้าประเภทต่างๆในร้านอย่าง
สอดคล้องกัน
6. ด้านการบริการลูกค้า (Customer Service) หมายถึง กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ในเชิงเศรษฐกิจเป็นการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่ามีการ
จัดเตรียมผลประโยชน์ให้กับลูกค้า ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง
แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมผ้บูริโภค (Consumer Behavior)
ยุทธนา ธรรมเจริญ (2551) ให้คําจํากัดความของผู้บริโภคว่า หมายถึง บุคคลหนึ่งหรือหลายคนที่แสดงออกซึ่งสิทธิที่จะต้องการของตนเอง
และครอบครัวหรือซื้อเพื่อสร้างความพอใจให้กับกลุ่มสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่
อดุลย์ จาตุรงคกุลและคณะ (2551) ให้คําจํากัดความของผู้บริโภคว่าคือบุคคลต่างๆที่มีความสามารถในการซื้อ (Ability to Buy)หรืออีกนัย
หนึ่งถ้ามองในแง่ของเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นสื่อกลางก็คือทุกคนที่มีเงิน
เสรี วงษ์มณฑา (2552) กล่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง ลักษณะการซื้อของผู้บริโภค เช่น ซื้อที่ไหน ซื้อ
เมื่อใด ซื้อมากน้อยเพียงใดใครเป็นผู้ซื้อและใช้มาตรการอะไรในการตัดสินใจซื้อและพฤติกรรมการใช้
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2550) ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค(Consumer Behavior) ว่าหมายถึงพฤติกรรมซึ่งบุคคลทําการค้นหา
(Searching) การซื้อ (Purchasing) การใช้ (Using) การประเมินผล (Evaluation) และการใช้จ่าย (Disposing)ในผลิตภัณฑ์และบริการ
ปริญ ลักษิตนนท์ (2553) และธงชัย สันติวงษ์ (2550) และให้คําจํากัดความของพฤติกรรมผู้บริโภคว่าเป็นการกระทําของบุคคลใดบุคคล
หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหาให้ได้มาและการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ
Lamb Hair และ McDaniel (2000) กล่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง กระบวนการที่ผู้บริโภคได้มีการ
ตัดสินใจซื้อและมีการใช้สินค้าหรือบริการที่ได้จ่ายเงิน ซื้อมาแล้วดังนั้น กระบวนการนี้จึงรวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการซื้อและการใช้สินค้าด้วย
Solomon (2002) ได้ให้ความหมายพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ไว้ว่าเป็นขั้นตอนซึ่งเกี่ยวกับความต้องการประสบการณ์การ
ซื้อการใช้สินค้าและบริการของผู้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค
แนวคิคและทฤษฎีความต้องการ
มาสโลว (Maslow. 2000) เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์สามารถอธิบายโดยใช้แนวโน้มของบุคคลในการค้นหาเป้าหมายที่จะทําให้ชีวิตของเขา
ได้รับความต้องการความปรารถนาและได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง
Maslow กล่าวว่าความปรารถนาของมนุษย์นั้นติดตัวมาแต่กําเนิดและความปรารถนาเหล่านี้จะเรียงลําดับขั้นของความปรารถนาตั้งแต่ขั้นแรก
ไปสู่ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไปเป็นลําดับ (The Need – Hierarchy Conception of Human Motivation )โดยเรียงความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5
ระดับเรียงตามความสําคัญจากความต้องการตํ่าสุดไปจนถึงความต้องการของมนุษย์สูงสุด
ดํารงชัย ชัยสนิทและสุนี เลิศแสวงกิจ (2546:60) ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์มีความต้องการ (Need)สินค้าหรือบริการอยู่เสมอและเมื่อความ
ต้องการได้พัฒนามากขึ้นมาเป็นความอยากได้ (Want)มนุษย์จึงต้องใช้ความพยายามการจัดหาสิ่งนี่นมาสยองความต้องการโดยใช้พฤติกรรมต่างๆจนกระทั่ง
บรรลุตามเป้าหมาย
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
จิราภรณ์ สุวรรณ (2557) ได้ศึกษาเรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจ ด้านส่วนประสมการค้าปลีกและพฤติกรรมการ
บริโภคของลูกค้ากับแนวโน้มการใช้บริการร้าน สุวรรณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจด้านส่วนประสมการค้าปลีกที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้ม
พฤติกรรมการใช้บริการร้านสุวรรณกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านสุวรรณ เก็บแบบสอบถาม จํานวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ANOVA , T-test และ Pearson Correlation coefficient จากการศึกษาพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 30- 39 ปี สถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาสูงสุดระดับมัธยมศึกษา ประกอบอาชีพค้าขาย
หรือ ธุรกิจส่วน ตัว มีรายได้ต่อเดือน 20,001 ถึง 30,000 บาท
ลูกค้ามีระดับความพึงพอใจด้านส่วน ประสมการค้าปลีกโดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาความพึงพอใจในส่วนประสมการค้าปลีกแต่ละ
ด้านพบว่าลูกค้าร้านสุวรรณมีความพึงพอใจด้านทําเลที่ตั้งโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดรองลงมาคือด้านความหลากหลายของประเภทสินค้าด้านส่วนประ
สมการสื่อสาร การตลาด ด้านการบริการลูกค้า ด้านนโยบายราคา และด้านการออกแบบร้านและการจัดวางสินค้า ตามลาดับด้านพฤติกรรมการบริโภค
ของลูกค้าร้านสุวรรณพบว่าบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการร้านสุวรรณมากที่สุด คือ เพื่อน ยอดซื้อโดยเฉลี่ยแต่ละครั้งต่ํากว่า
100 บาท
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ช่วงเวลาที่มาใช้บริการบ่อยที่สุด คือ ช่วงเย็น ช่วงวันที่มาใช้บริการบ่อยที่สุด คือ ช่วงวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) ความถี่ในการมาใช้บริการ
ร้านสุวรรณในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาสูงสุด 6 ครั้งขึ้นไปการทดสอบสมติฐานพบว่าความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับแนวโน้มการใช้บริการร้าน
สุวรรณ พบว่า ปัจจัยด้านอายุ สถานภาพระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อแนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณแตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลาดับ การทดสอบความแตกต่างต่างด้านพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ากับแนวโน้มการใช้บริการร้าน
สุวรรณ พบว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการซื้อ ค่าใช้จ่าย ช่วงเวลา และความถี่ในการใช้บริการที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อแนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณ
แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลาดับ และทดสอบสมมติฐานความพึงพอใจในส่วนประสมการค้าปลีกมีความสัมพันธ์ต่อ
แนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณพบว่าความพึงพอใจของลูกค้าในส่วนประสมการค้าปลีกทุกด้านมีความสัมพันธ์ต่อแนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณ.
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ชนาวจี เอมโอช (2557) ได้ศึกษาเรื่องกาจําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์กับกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภท
ลักชัวรี่แบรนด์ เพศหญิงจากร้านรับฝากซื้อโดยใช้ปัจัจยด้านความสําคัญของส่วนประสมการค้าปลีกกรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครมีวัตถุประสงค์คือ
1.เพื่อการศึกษาพฤติกรรมกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์กับกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทลักชัวรี่แบรนด์ 2.เพื่อค้นหาความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ซื้อ
กระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์ โดยใช้ปัจจัยด้านความสําคัญของส่วนประสมการค้าปลีกเป็นตัวจําแนก จากผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านความสําคัญของ
ส่วนประสมการค้าปลีกที่ทําให้คนทั้ง 2 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ร้านค้ารับฝากซื้อ มีรูปแบบ
กระเป๋ารุ่นที่ดารา นักแสดง นางแบบใช้วางจําหน่ายในร้าน, ด้านการส่งเสริมการตลาด ได้แก่ ร้านค้ารับฝากซื้อมีการส่งข้อมูลข่าวผ่านโลกโซเชียล
เน็ตเวิร์ค, ร้านค้ารับฝากซื้อมีการจัด โปรโมชั่น, ร้านค้ารับฝากซื้อมีการจัดทําบัตรสมาชิกเพื่อให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าและด้านการบริการลูกค้า ได้แก่
ภายในร้านค้ารับฝากซื้อมีบริการหยิบสินค้าให้เมื่อลูกค้าต้องการ ดยกลุ่มผู้ ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์ได้ให้ความสําคัญกับส่วนประสมการค้าปลีก
ทั้ง 3 ด้าน มากกว่ากลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าลักชัวรี่แบรนด์
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ชานนท์ ศิริธร (2554) ได้ศึกษาเรื่องการเปิดรับสื่อและการยอมรับนวัตกรรมของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจเนอเรชั่นวาย มี
วัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษา1) เปรียบเทียบการเปิดรับสื่อระหว่างเจเนอเรชั่นเอ็กซ์(อายุ 32-48 ปี) กับเจเนอเรชั่นวาย (อายุ 16-31 ปี) และ 2)
เปรียบเทียบการยอมรับนวัตกรรมระหว่างเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กับเจเนอเรชั่นวาย นอกจากนี้ งานวิจัยครั้งนี้ยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้านการเป็น
เจ้าของนวัตกรรม การยอมรับนวัตกรรม และความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคลด้วย โดยทําการวิจัยเชิงสํารวจด้วย การใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างเจ
เนอเรชั่นเอ็กซ์กับเจเนอเรชั่นวาย ในเขตกรุงเทพมหานคร จํานวน 413 คน ผลการวิจัย พบว่า 1. เจเนอเรชั่นวายเปิดรับสื่อมากกว่า เจเนอเรชั่นเอ็กซ์อย่าง
มีนัยสําคัญทางสถิติยกเว้นด้านความถี่ในการเปิดรับสื่อโทรทัศน์ 2. เจเนอเรชั่นวายมีการเป็นเจ้าของนวัตกรรมการยอมรับนวัตกรรมและความสนใจ
นวัตกรรมส่วนบุคคลมากกว่าเจเนอเรชั่นเอ็กซ์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 3. ตัวแปรด้านการเป็นเจ้าของ นวัตกรรมการยอมรับนวัตกรรมและความสนใจ
นวัตกรรมส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กันในเชิง บวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
1. การให้ข่าวสาร
ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก
1.ด้านทําเล
2.ด้านความหลากหลายของสินค้า
3.ด้านราคา
4.ด้านการสื่อสารทางการตลาด
5.ด้านการออกแบบร้าน
6.ด้านการบริการลูกค้า
รูปที่ 1 กรอบแนวคิดสําหรับการวิจัย “การจําแนกความแตกต่างระหวางกลุ่มGen-Yและกลุ่มGen-Z โดยใช้ความ
ต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร”
กล่มุGen-Y
คนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2520 – 2537
กล่มุGen-Z
คนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ2538.-2547
1. การให้ข่าวสาร
ประชากรในการศึกษา คือ ผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Y (ผู้ที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2520-2537) และ Gen-Z (ผู้ที่เกิดในช่วง
ปี พ.ศ.2538-2547 )มีอายุตั้งแต่ 13-40 ปีและมีพฤติกรรมเคยซื้อสินค้าหรือเข้าร้านอีฟแอนด์บอยซึ่งมีประชากรกลุ่ม
Gen-Yจํานวน 1,475,616 คนและจํานวนประชากรกลุ่ม Gen-Z จํานวน 724,819 คนรวมทั้งสิ้นเป็นจํานวน 2,200,435
คน (ระบบสถิติทางการทะเบียนจํานวนประชากรแยกรายอายุกรุงเทพมหานคร เดือนธันวาคม พ.ศ.2559)
กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคกลุ่มGen-YและGen-Zที่มีอายุตั้งแต่13-40ปีที่เคยซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนด์บอยในเขต
กรุงเทพมหานครจํานวน 5 สาขาจํานวน 200 คนภายใต้ระดับความเชื่อมั่น 95%ทําการจําแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่ม Gen-Y จํานวน 100 คน และ กลุ่ม Gen-Z จํานวน 100 คน
เก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลโดยการแจกและเก็บ
แบบสอบถามโดยตรงคือการแจกแบบสอบถามและขอให้ผู้ตอบอ่านและตอบคําถามด้วยตัวเอง
1. การให้ข่าวสาร
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ มีขั้นตอนดังนี้
1.วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยวิธีการหาค่าร้อยละ
2.วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้การทดสอบChi-Squareระหว่างกลุ่มผู้บริโภคGen-YและGen-Zกับข้อมูลทางด้าน
ประชากรศาสตร์และข้อมูลทางด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3.การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภค2กลุ่มคือGen-YและGen-Zด้วยการทดสอบANOVAกับปัจจัยความต้องการ
ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4.วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ DiscriminantAnalysisในการจําแนกกลุ่มและประเมินความถูกต้องของสมการเส้นตรง
โดยดูจากค่า Significance Level ของค่า Wilks' lambda มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
1. การให้ข่าวสาร
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 งานวิจัยนี้ได้เลือกการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดย การแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่ม Gen-Y
จํานวน 200 ตัวอย่างและกลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 ตัวอย่าง
ขั้นที่ 2 ทําการเก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลโดยตรงจากกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอยจํานวน 5 สาขาที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร
คือ 1.สาขาสยามสแควร์ ซอย 1 2.สาขาอโศก 3.สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต 4.สาขาเมกะบางนา 5.สาขาสยามสแควร์วัน ชั้น Gโดยวิธีแจก
แบบสอบถามและขอให้ผู้ตอบอ่านและตอบคําถามด้วยตัวเอง
1. การให้ข่าวสาร
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 3 ทําการวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ การวิเคราะห์การจําแนกความแตกต่าง (Discriminant Analysis) โดยมีขั้นตอน
ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของผู้ตอบแบบสอบถามด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยวิธีการหาค่าร้อยละและแจกแจงความถี่
2. วิเคราะห์ข้อมูลลักษณะทางด้านประชากรศาสตร์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยวิธีการหาค่าร้อยละและแจกแจงความถี่
3. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภค กลุ่มGen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ด้วย การทดสอบ ANOVAกับปัจจัยความต้องการส่วน
ประสมทางการตลาดค้าปลีกที่มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (หรือค่า P) และดูที่ค่า F-Ratio ที่เรียงลําดับความสําคัญจากมากไปน้อย
4. วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้การทดสอบ Chi-Square จะแสดงตารางไขว้ระหว่างกลุ่มผู้บริโภค Gen-Y และ Gen-Z กับ ข้อมูล
ทางด้านประชากรศาสตร์ และข้อมูลทางด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (ดูค่า Pearson Chi -
Square และค่า Asymp. Sig.) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าในลักษณะส่วนบุคคลเรื่องใดบ้างและพฤติกรรมการซื้อลักษณะใดพบในผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งใน
สัดส่วนที่มากกว่าที่พบในอีกกลุ่มหนึ่ง
1. การให้ข่าวสาร
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
5. วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ (Discriminant Analysis) ในการจําแนกกลุ่มพร้อมประเมินความถูกต้องของสมการเส้นตรงเส้นตรงโดยดูจาก
ค่า Significance Level ของค่า Wilks' lambda ที่ระดับนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 ค่า R squareตัวแปรต้นสามารถอธิบายตัวแปรตามได้กี่เปอร์เซนต์
และ ค่า Hit Ratio มีค่ามากกว่าค่าของ Cpro อย่างน้อย 25% และประเมินจากค่า Discriminant Loadingซึ่งต้องมีค่ามากกว่า ±.40 จะถือว่ามี
ความสําคัญในการจําแนกกลุ่มและหาค่า Cutting Score ว่าชุดใดควรอยู่กลุ่มไหน
6. วิเคราะห์ความคลาดเคลื่อน (Casewise Statistics)ในการพยากรณ์ของ (Discriminant Analysis)ที่พบในการพยากรณ์ผู้ตอบ
แบบสอบถามแต่ละรายโดยใช้สมการเส้นตรงพิจารณาจากค่า P โอกาสในการสังกัดกลุ่มมีค่าใกล้เคียงกันแสดงว่าเป็นการพยากรณ์คลาดเคลื่อนเพียง
เล็กน้อยและเทียบจากระยะห่างกลุ่ม หากระยะห่างมีค่าใกล้เคียงกัน แสดงว่า แบบผู้ตอบแบบสอบถามรายนั้น อาจไม่จัดอยู่ทั้ง 2 กลุ่มและการ
พยากรณ์คลาดเคลื่อนจากการขาดตัวแปรที่สําคัญในการจําแนกกลุ่มและอธิบายวิธีการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
1. การให้ข่าวสาร
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
7. การประเมินความสําคัญของคําถาม 5 ลําดับที่ใช้ในการจําแนกกลุ่มทั้ง 3 วิธี คือ Standardized Discriminant Coefficient (วิเคราะห์ทุก
ตัวพร้อมกัน), Structure Matrix (วิเคราะห์ทีละตัวแปร)และ ANOVA (เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มกับตัวแปรอิสระของแต่ละ
คําถามที่มีความสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05) และเรียงลําดับความสําคัญของคําถามจากมากไปน้อยซึ่งตัวแปรที่มีค่านี้สูงแสดงว่ามีอิทธิพลในการจําแนก
กลุ่มมากที่สุด
8. การอธิบายลักษณะสําคัญที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มจะบรรยายความแตกต่างของกลุ่มเมื่อพิจารณาจากคําถามที่ผ่านการประเมินแล้วว่ามี
ความสําคัญและสามารถจําแนกกลุ่มได้ดีโดยสรุปว่ากลุ่มใดมีค่าเฉลี่ยของคําถามเหล่านั้นสูงหรือต่ํากว่าค่าเฉลี่ยรวม
1. การให้ข่าวสาร
เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยและการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเรื่อง “การจําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Z
และ Gen-Y โดยใช้ความต้องการส่วน ประสมการค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร” ผู้วิจัยได้นําข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถาม
ของกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจํานวน 400 คน มาวิเคราะห์และนําเสนอผลการวิเคราะห์โดยใช้ตารางประกอบคําบรรยายจําแนกตามลําดับ ดังนี้
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 2 การคัดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 1. การสรุปอัตราการตอบกลับในการเก็บข้อมูลแบบสอบถามงานวิจัยผู้วิจัยได้ทําการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้น
ระหว่างการเก็บข้อมูลและทําการบันทึกการเก็บข้อมูลแต่ละครั้ง
ตาราง 4.1 ตารางสรุปอัตราการตอบกลับ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
1. การสรุปอัตราการตอบกลับในการเก็บข้อมูลแบบสอบถามงานวิจัยผู้วิจัยได้ทําการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บข้อมูลและทําการ
บันทึกการเก็บข้อมูลแต่ละครั้ง
จากตาราง 4.1 การเก็บแบบสอบถามตามเวลาข้างต้นในระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 ถึง วันที่ 10 มิถุนายน 2560 โดยทําาการเก็บจากสถานที่
ตามแผนการสุ่มตัวอย่าง 5 ที่ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เก็บแบบสอบถามทั้งสิ้น 423 ชุด มีจํานวนแบบสอบถามที่เกินโควตา 10 ชุด มี แบบสอบถามที่ใช้การ
ไม่ได้ 13 ชุด และมีแบบสอบถามที่ใช้การได้จํานวน 400 ชุด
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวนทั้งสิ้น 400 คน เป็นเพศหญิงจํานวน 384 คน คิดเป็นร้อยละ 96 และเป็นเพศชายจํานวน 16 คน คิดเป็น
ร้อยละ 4 โดยสัดส่วนเพศหญิงกลุ่ม Gen-Z มีจํานวน 195 คน คิดเป็นร้อยละ 97.5 สัดส่วนเพศหญิงกลุ่ม Gen-Y มีจํานวน 189 คน คิดเป็นร้อยละ
94.5 และสัดส่วนเพศชายสัดส่วนเพศชายกลุ่ม Gen-Y มีจํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 กลุ่ม Gen-Z มีจํานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 2.50 ตาม
ลําดับ
ตาราง 4.2.1 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านเพศ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z ส่วนใหญ่มีอายุ 18-22 ปี จํานวน 133 คน คิดเป็นร้อยละ 33.25 รองลงมาเป็นผู้ที่มีอายุ 13-17 ปี
จํานวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 16.75 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุ 28-32 ปี จํานวน 96 คนคิดเป็นร้อยละ 24.0
รองลงมาเป็นผู้ที่มีอายุ 23-27 ปี จํานวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 21.75 และ เป็นผู้ที่มีอายุ 33-40 ปี จํานวน 18 คนคิดเป็นร้อยละ 4.50 ตามลําดับ
ตาราง 4.2.2 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านอายุ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จํานวน 224 โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Yจํานวน 156 คน คิด
เป็นร้อยละ 78.0 กลุ่ม Gen-Zจํานวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0 รองลงมามีระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จํานวน 86 คน เป็นผู้ตอบ
แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Zจํานวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 43.0 และมีระดับ การศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน 46 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม
Gen-Z จํานวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 23.0 ตามล าดับ
ตาราง 4.2.4 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านระดับการศึกษา
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่พนักงานบริษัท จํานวน 152 คน โดย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 152 คน คิดเป็น
ร้อยละ 76.0 รองลงมาเป็น นักศึกษา จํานวน 134 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 113 คน คิดเป็น ร้อยละ 56.5 กลุ่ม Gen-Y
จํานวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 10.5 และเป็นนักเรียน จํานวน 87 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Zจํานวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 43.5
ตามลําดับ
ตาราง 4.2.5 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านอาชีพ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 5,000-10,000 บาท จํานวน 117 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 115 คน
คิดเป็นร้อยละ 57.50กลุ่ม Gen-Y จํานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.0 รองลงมามีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาท จํานวน 114 คนโดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม
กลุ่ม Gen-Y จํานวน 112 คน คิดเป็นร้อยละ 56.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 2 คนคิดเป็นร้อยละ 1.0 และมีรายได้ระหว่าง 10,001-20,000 บาทจํานวน 98 คนเป็น
ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มGen-Z จํานวน 56คนคิดเป็นร้อยละ 28.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 21 ตามลําดับ
ตาราง 4.2.6 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวนทั้งสิ้น 400 คนเคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยทั้งหมด คิดเป็น ร้อยละ 100 เป็นกลุ่ม Gen-Z
เป็นจํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 100 และกลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 100
ตาราง 4.2.7 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านเพศ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยเพราะ สินค้ามีความหลากหลายจํานวน 208 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y
จํานวน 106 คน คิดเป็นร้อยละ 53.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 51.0 รองลงมาซื้อ เพราะสินค้ามีราคาถูก จํานวน 113 คน โดยเป็นผู้ตอบ
แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 69 คน คิดเป็นร้อยละ 34.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 22.0 และสินค้ามีความ ทันสมัยจจํานวน 45 คน
เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 14.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5 ตามลําดับ
ตาราง 4.2.8 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านเหตุผลในการซื้อสินค้า
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยแต่ละครั้งอยู่ในช่วง 501-1,000 บาท จํานวน 167 คน โดยเป็นผู้ตอบ
แบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Z จํานวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 43.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 40.0 รองลงมาคือ น้อยกว่า 500 บาท จํานวน
147 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม GenZ จํานวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 61.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 22.5 และอยู่ในช่วง 1,001-
2,000 บาท จํานวน 75 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 65 คน คิดเป็นร้อยละ 32.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 5.0
ตาราง 4.2.9 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยโดยเฉลี่ย 1 ครั้งต่อเดือน จํานวน 232 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y
จํานวน 123 คน คิด เป็นร้อยละ 61.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 54.5 รองลงมาคือ 2 ครั้งต่อ เดือนจํานวน 133 คน โดยเป็นผู้ตอบ
แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 38.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 28 และ3 ครั้งต่อเดือน จํานวน 26 คน เป็น ผู้ตอบ
แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5
ตาราง 4.2.10 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านความถี่ในการเข้าไปใช้บริการ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีผู้ร่วมตัดสินใจซื้อคือเพื่อน จํานวน 211 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 119 คน คิดเป็นร้อยละ
59.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 46.0 รองลงมาเป็นบล็อคเกอร์ จํานวน 125 คน เป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 74 คน คิดเป็น
ร้อยละ 37.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 51 คน คิด เป็นร้อยละ 25.0 และสมาชิกใน จํานวน 39 คน ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ
11.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5
ตาราง 4.2.11 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้ากลุ่มเครื่องสําอาง สําหรับผิวหน้า จํานวน 178 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน
96 คน คิด เป็นร้อยละ 48.0 กลุ่ม Gen-Yจํานวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 41.0 รองลงมาเป็นเครื่องสําอาง สําหรับริมฝีปาก จํานวน 116 คน โดยเป็นผู้ตอบ
แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 59 คน คิด เป็นร้อยละ 29.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 28.5 และเครื่องสําอางสําหรับ ดวงตา คิ้วจํานวน
75 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 23.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 14.0
ตาราง 4.2.12 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อ
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์
ทําความสะอาดหน้า จํานวน 48 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม
กลุ่ม Gen-Z จํานวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 16.0 กลุ่ม
Gen-Y จํานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 8.0 รองลงมาเป็นครีม
บํารุงผิวหน้า จํานวน 36 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่ม
Gen-Z จํานวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 9.5 กลุ่ม Gen-Y
จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5 และแป้งแต่งหน้า จํานวน
26 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 14 คน
คิดเป็นร้อยละ 7.0 กลุ่ม Gen-Zจํานวน 12 คน คิดเป็นร้อย
ละ 6.0
ตาราง 4.2.13 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มผิวหน้า
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้อ
ลิปสติกจํานวน74 คน โดย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม
Gen-Z จํานวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 19.5 กลุ่ม Gen-Y
จํานวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 17.5 รองลงมาเป็นลิปบํารุงริม
ฝีปาก จํานวน 28 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม
Gen-Y จํานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 กลุ่ม Gen-Z
จํานวน 13 คน คิด เป็นร้อยละ 6.5 และลิปกลอส จํานวน
10 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z จํานวน 6 คน
คิดเป็นร้อยละ 3.0 กลุ่ม Gen Y จํานวน 4 คน คิดเป็น
ร้อยละ 2.0
ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มริมฝีปาก
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้ออาย
ไลน์เนอร์จํานวน 22 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม
Gen-Y จํานวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 7.0 กลุ่ม Gen-Z
จํานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 รองลงมาเป็นอายชาโดว์
จํานวน 21 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y
จํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน
10 คน คิดเป็นร้อยละ 5.25 และดินสอเขียนคิ้ว
จํานวน 20 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Y จํานวน
13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 กลุ่ม Gen Z จํานวน 7 คน
คิดเป็นร้อยละ 5.0
ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มดวงตา
และคิ้ว
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้อยาทา
เล็บ จํานวน 21 คน โดย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-
Z จํานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน
8 คน คิดเป็นร้อยละ 4 รองลงมาเป็นน้ํายาล้างเล็บ จํานวน
8 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Y จํานวน 4
คน คิดเป็นร้อยละ 2.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 4 คน คิดเป็น
ร้อยละ 2.0 และเล็บปลอม จํานวน 7 คน เป็นผู้ตอบ
แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 3.0
กลุ่ม Gen-Z จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.50
ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มเล็บ
ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มเล็บ
1. การให้ข่าวสาร
ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก
(สูงสุด)
Gen-Z Gen-Y รวม
ത
𝐱 S..D. ത
𝐱 S..D. ത
𝐱 S..D.
สะดวกรวดเร็วในการชําระเงิน 4.52 0.577 4.47 0.559 4.50 0.567
ติดป้ายแสดงราคาสินค้าชัดเจน 4.49 0.559 4.39 6.18 4.44 0.590
พนักงานขายบริการลูกค้าด้วยอัธยาศัยที่ด 4.41 0.588 4.44 0.656 4.43 0.622
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
3. การสรุปข้อมูลเชิงปริมาณการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้ผู้วิจัยได้นําคะแนนแบบสอบถามของตัวแปรประเมินความต้องการส่วนประสมการค้า
ปลีกมาวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยจะแสดงผลตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและต่ําสุด (3 อันดับ)
ผลปรากฏดังนี้
ตาราง 4.3.1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรด้านความต้องการส่วนประสมการค้าปลีก (สูงสุด)
1. การให้ข่าวสาร
ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก (ต่ําสุด) Gen-Z Gen-Y รวม
ത
𝐱 S..D. ത
𝐱 S..D. ത
𝐱 S..D.
มีพนักงานขายเข้ามาช่วยขณะที่เลือกซื้อ สินค้า 3.93 1.018 3.83 0.965 3.88 0.990
ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์การค้าที่มีคนหนาแน่น 3.95 0.796 3.96 0.898 3.96 0.846
หน้าร้านมีความสวยงามสะดุดตา 4.15 0.744 3.90 0.628 4.03 0.698
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
3. การสรุปข้อมูลเชิงปริมาณการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้ผู้วิจัยได้นําคะแนนแบบสอบถามของตัวแปรประเมินความต้องการส่วนประสมการค้า
ปลีกมาวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยจะแสดงผลตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและต่ําสุด (3 อันดับ)
ผลปรากฏดังนี้
ตาราง 4.3.1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรด้านความต้องการส่วนประสมการค้าปลีก (ต่ําสุด)
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมานผู้วิจัยได้เลือกใช้สถิติการจําแนกความแตกต่าง (Discriminant Analysis)เพื่อนําผลการวิเคราะห์
ไปอ้างอิงแทนประชากรของกลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อเครื่องสําอางจากร้านอีฟแอนบอยโดยที่มีตัวแปรจําแนกความแตกต่างในด้านความต้องการส่วนประสม
การค้าปลีก ซึ่งการวิเคราะห์ประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
1. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ ANOVAผู้วิจัยได้ทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคําถามเชิงปริมาณ
ที่ ได้จากลูกค้าแต่ละกลุ่มเพื่อสรุปว่ากลุ่มที่ต้องการเปรียบเทียบมีความแตกต่างที่มีนัยสําคัญทางสถิติในคําถามข้อใดบ้างโดยทําการวิเคราะห์ความ
แตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มด้วย ANOVA ทางด้านปัจจัยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้าปลีกผู้วิจัยทําการตั้งสมมุติฐานเพื่อการทดสอบดังนี้
H0 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้า
ปลีกไม่แตกต่างกัน
H1 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้า
ปลีกแตกต่างกัน ตาราง 4.5.1 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ด้วย ANOVAทางด้านปัจจัยความต้องการส่วนประสม
การตลาดค้าปลีก
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.5.2 สรุปความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ด้วย ANOVA ทางด้านปัจจัยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้าปลีก
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.1 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน เพศ
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น
400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Zจํานวน200 คน
คิดเป็นร้อยละ 50 และมีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y
จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.8 ของกลุ่มตัวอย่าง
เพศชาย เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen- Y และร้อยละ 50.8 ของ
กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงเป็นลูกค้ากลุ่ม Gen- Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.2 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้านเพศ
ด้วย Chi-Square Test
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า ผลการศึกษาพบว่า จากผลการ
ทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านเพศ ของลูกค้ากลุ่ม
Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟ
แอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการ
ทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson
Chi-Square มีค่าเท่ากับ 2.344 และค่า Sig. เท่ากับ
.201 ซึ่งมากกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Zและ
Gen-Yที่เคยซื้อสินค้าที่ ร้านอีฟแอนบอย ในเขต
กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยส่วนบุคคลไม่แตกต่างกันทําให้
ไม่สามารถใช้ ตัวแปรทางด้านเพศในการวิเคราะห์ความ
แตกต่างได
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.3 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน อายุ
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอายุ 18-22 ปีร้อยละ 100 เป็นลูกค้า
กลุ่ม Gen- Z รองลงมาเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 28-32 ปีร้อยละ 100 เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen-Y และ กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ23-27 ปีร้อยละ
100 เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen-Y
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.5 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน สถานภาพการสมรส
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่าจากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.0 ของกลุ่มตัวอย่างที่มี
สถานภาพ โสด/ม่าย/หย่าร้าง อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และร้อยละ 49.0 ของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือกลุ่มตัวอย่างที่มี
สถานภาพสมรส ร้อยละ 100 เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen-Y
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.6 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้านสถานภาพ การสมรส ด้วย Chi-Square Test
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านสถานภาพการสมรสของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Yที่
เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มี ค่า
เท่ากับ 8.163 และค่า Sig. เท่ากับ .007 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ใน
เขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพการสมรสแตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.8 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้านการศึกษา ด้วย Chi-Square Tes
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านการศึกษา ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อ
สินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการ ทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ
210.571 และค่า Sig. เท่ากับ .000 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้าน อีฟแอนบอย ในเขต
กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านการศึกษาแตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.9 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน อาชีพ
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท ร้อยละ 100 อยู่ใน
กลุ่ม Gen-Y รองลงมาเป็นนักศึกษา ร้อยละ 84.3 อยู่ในกลุ่มลูกค้า Gen-Z ร้อยละ 15.7 เป็นลูกค้า กลุ่ม Gen-Y และเป็นนักเรียน
ร้อยละ 100 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.10 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้าน อาชีพ ด้วย Chi-Square Test
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านอาชีพของกลุ่มลูกค้า Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้า
ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการ ทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 329.164
และค่า Sig. เท่ากับ .000 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้าน อีฟแอนบอย
ในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพแตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.11 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน รายได้ต่อเดือน
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ
98.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 1.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมามีรายได้ 20,001-30,000 บาท ร้อย ละ 98.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อย
ละ 1.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และมีรายได้ 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 57.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 42.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.6.12 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างด้วย Chi-Square Test ด้านรายได้ต่อเดือน
2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านรายได้ต่อเดือนลูกค้ากลุ่มGen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อ
สินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร ใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ
284.420 และค่า Sig. เท่ากับ .000 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย
ในเขตกรุงเทพมหานคร มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายได้ต่อเดือน แตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Squareเพื่อสรุปว่ากลุ่มที่
ต้องการเปรียบเทียบมีความแตกต่างที่มีนัยส าคัญทางสถิติ ในด้านปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคข้อใดบ้างทําการตั้ง
สมมุติฐานเพื่อการทดสอบดังนี้
H0 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีพฤติกรรมผู้บริโภคไม่
แตกต่างกัน
H1 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีพฤติกรรมผู้บริโภค
แตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.1 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรด้านเหตุผลที่ซื้อ
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าที่ร้านอิฟแอนบอยเพราะสินค้ามี
ความหลากหลาย ร้อยละ 51 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 49 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z รองลงมาซื้อ เพราะสินค้ามีราคาถูกร้อยละ 61.1 อยู่ใน
กลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 38.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y และซื้อ เพราะสินค้ามีความทันสมัย ร้อยละ 62.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 37.8 อยู่ใน
กลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตารางง 4.7.2 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างด้านเหตุผลที่ซื้อ ด้วย Chi-Square Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านเหตุผลที่ซื้อของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อ
สินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มี ค่าเท่ากับ
11.238 และค่า Sig. เท่ากับ 0.010 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยในเขต
กรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านเหตุผลที่ซื้อแตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตารางง 4.7.3 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400
คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อย
ละ 50 และมีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด
เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่าย
ในการซื้อสินค้าที่ร้านอิฟแอนบอยแต่ละครั้ง อยู่ที่ 501-1,000
บาท ร้อยละ 52.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 47.9 อยู่ในกลุ่ม
Gen-Y รองลงมามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 500 บาท ร้อยละ 69.4
อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 30.6 อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y และมี
ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งอยู่ที่ 1,001-2,000 บาท ร้อยละ 86.7 อยู่ใน
กลุ่ม GenY ร้อยละ 13.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตารางง 4.7.4 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้าน ค่าใช้จ่าย ในการซื้อแต่ละครั้ง ด้วย Chi-Square Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่ร้านอิฟแอน
บอยแต่ละครั้ง อยู่ที่ 501-1,000 บาท ร้อยละ 52.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 47.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 500
บาท ร้อยละ 69.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 30.6 อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y และมีค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งอยู่ที่ 1,001-2,000 บาท ร้อยละ 86.7 อยู่
ในกลุ่ม GenY ร้อยละ 13.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตารางง 4.7.5 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรด้านการเข้าใช้บริการใน 1 เดือน
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เข้าใช้บริการ 1 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 53
อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 47 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z รองลงมาเข้าใช้บริการ 2 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 57.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 42.1 อยู่
ในกลุ่ม Gen-Y และเข้าใช้บริการ 3 ครั้งต่อเดือนหรือ มากกว่า ร้อยละ 60 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 40 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตารางง 4.7.6 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างด้านการเข้าใช้บริการใน 1 เดือน ด้วย ChiSquare Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านการเข้าใช้บริการ ใน 1 เดือน ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม
Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson ChiSquare มี
ค่าเท่ากับ 5.561 และค่า Sig. เท่ากับ .061 ซึ่งมากกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขต
กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยพฤติกรรม ผู้บริโภคด้านการเข้าใช้บริการใน 1 เดือน ไม่แตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตารางง 4.7.7 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่าา จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีเพื่อนเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจซื้อ ร้อยละ 56.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 43.6 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือบล็อก เกอร์ ร้อยละ 59.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y
ร้อยละ 40.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และสมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 56.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 43.6 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.8 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วน ร่วมในการตัดสินใจซื้อ ด้วย Chi-Square Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่าา จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจซื้อ ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้า
กลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square
มีค่าเท่ากับ 11.568 และค่า Sig. เท่ากับ .008 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่ม ลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย
ในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อแตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.9 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับตัวแปรด้านกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อบ่อยที่สุด
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่าา จํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม
Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Yจํานวน
200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 โดยที่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อเครื่องสําอางกลุ่ม
สําหรับผิวหน้าบ่อยที่สุด ร้อยละ 53.9 อยู่ใน กลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 46.1 อยู่ในกลุ่ม
Gen-Y รองลงมาคือกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับริมฝีปาก ร้อย ละ 50.9 อยู่ในกลุ่ม
Gen-Z ร้อยละ 49.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y และกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับดวงตา และคิ้ว
ร้อยละ 62.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 37.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.10 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อบ่อยที่สุด ด้วย Chi-Square Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่าา จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําาอางที่ซื้อ บ่อยที่สุดของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม
Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มี
ค่าเท่ากับ 6.239 และค่า Sig. เท่ากับ .101 ซึ่งมากกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยใน
เขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อบ่อยที่สุด ไม่แตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.11 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยที่สุด
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจ านวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์ท าความสะอาดผิวหน้าบ่อย
ที่สุด ร้อยละ 66.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 33.93 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือครีมบํารุง ผิวหน้า ร้อยละ 52.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
ร้อยละ 47.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y และแป้งสําหรับการ แต่งหน้าร้อยละ 53.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 46.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.12 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยด้วย Chi-Square Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยที่สุดของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ
ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-
Square มีค่าเท่ากับ 9.955 และค่า Sig. เท่ากับ 0.191 ซึ่งมากกว่า 0.05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้าน
อีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยที่สุด ไม่แตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.13 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับตัวแปรด้านเครื่องสําอางสําหรับริมฝีปากที่ซื้อบ่อยที่สุด
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่าจากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี
จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อยาทาเล็บบ่อยที่สุด ร้อยละ 61.9 อยู่
ใน กลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 38.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือน้ํายาล้างเล็บ ร้อยละ 50 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 50 อยู่ในกลุ่ม
Gen-Z และเล็บปลอบที่ใช้ติดเล็บจริง ร้อยละ 85.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 14.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
ตาราง 4.7.18 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับเล็บที่ซื้อบ่อยที่สุด ด้วย Chi-Square Test
3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับ เล็บที่ซื้อบ่อยที่สุดของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ
ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson
Chi-Square มีค่าเท่ากับ 4.762 และค่า Sig. เท่ากับ 0.191 ซึ่งมากกว่า 0.05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่
ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับเล็บที่ซื้อบ่อยที่สุด ไม่แตกต่างกัน
1. การให้ข่าวสาร
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
3. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Discriminant Analysis
ผู้วิจัยได้นําเอาตัวแปรต้นของปัจจัยความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกที่ผ่านการวิเคราะห์การประเมินการกระจายตัวของคําตอบและการวิเคราะห์
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยกันเองซึ่งมีผลต่อการจําแนกกลุ่มแต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าตัวแปรใดมีน้ําหนักในการจําแนกกลุ่มได้มากน้อยเพียงใด มาวิเคราะห์โดย
ใช้การวิเคราะห์จําแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) แบบนําตัวแปรทั้งหมดเข้ามาในสมการเพื่อศึกษาว่าตัวแปรใดบ้างที่ให้ค่าน้ําหนักในลูกค้าการจําแนกกลุ่ม
ลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ผลปรากฏ ดังนี้
1. การให้ข่าวสาร
จากตารางผลการศึกษาพบว่าค่า วิลค์ แลมดา มีค่าเท่ากับ 0.803และค่า Sig. ที่ได้นั้นเท่ากับ 0.129 ซึ่งมากกว่า 0.05 ทําให้ความสามารถในการ
จําแนกกลุ่มไม่เพียงพอกับระดับนัยสําคัญทางสถิติ( x2=40.0)โดยที่มีค่า ความแตกต่างระหวางกลุ่ม (Eigenvalue)เท่ากับ 0.245และค่าความสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนการจําแนกกลุ่มลูกค้าที่มี ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก ระหว่าง Gen-Yและ Gen-Zได้แก่ค่าสหสัมพันธ์คาโนนิคอล(Canonical
Correlation) เท่ากับ 0.444 ( R2 = 0.20) แสดงให้เห็นว่าร้อยละ 20 ของความผันผวนในตัวแปรกลุ่มลูกค้าที่มีความ ต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก
Gen-Y และ Gen-Z ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าสมการที่กล่าวมาไม่มี ความสามารถในการได้มีอํานาจในการจําแนกกลุ่มและนําไปใช้พยากรณ์ได้ซึ่ง
จะสามารถพยากรณ์การจําแนกกลุ่มได้และไม่สามารถนําไปใช้พยากรณ์ได้
1. การให้ข่าวสาร
กลุ่มลูกค้าที่ทําการพยากรณ์ กลุ่มที่พยากรณ์ จํานวนรวม
Gen-Z Gen-Y
กลุ่มที่สังกัดจริง จํานวน Generation Z
Generation Y
ร้อยละ Generation Z
Generation Y
63
48
63
48
37
52
37
52
100
100
100
100
ตารางที่ 4.8.3 เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่สังกัดจริงกับกลุ่มที่พยากรณ์ของความต้องการส่วนประสมการค้าปลีก
ร้อยละ57.5 จะสามารถพยากรณ์การเป็นสมาชิกของกลุ่มลูกค้าทั้งสองกลุ่มได้ถูกต้อง
1. การให้ข่าวสาร
จากตารางที่ 4.8.3 ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าสมการจําแนกสามารถพยากรณ์การเป็นสมาชิกของลูกค้า ทั้ง 2 กลุ่ม
ได้ถูกต้อง ร้อยละ 57.5โดยที่กลุ่มลูกค้า Gen-Z สามารถพยากรณ์การเป็นสมาชิกได้ถูกต้องร้อยละ 63 และกลุ่มลูกค้าพยากรณ์
การเป็นสมาชิกได้ถูกต้องร้อยละ 52 แสดงว่าสมการจําแนกกลุ่มลูกค้ากลุ่มลูกค้า Gen-Z ได้ถูกต้องมากกว่าGen-Y
1. การให้ข่าวสาร
สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้
วัตถุประสงค์ที่ 1 เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอย ของกลุ่ม Gen-Y
จากผลการศึกษาเมื่อนําคะแนนค่าเฉลี่ย 3 ลําดับสูงสุด และ 3 ลําดับต่ําสุครอบคลุมองค์ประกอบทางด้านทําเลที่ตั้งความหลากหลาย
ของผลิตภัณฑ์ราคา การส่งเสริมการตลาดการออกแบบร้านค้าและการบริการลูกค้า ที่ได้จากข้อค าถามเกี่ยวกับความต้องการส่วน ประสมธุรกิจค้า
ปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอย โดยทําการเปรียบเทียบระหว่าง กลุ่ม Gen-Y และ Gen-Zพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ของกลุ่ม
Gen-Y ที่มีความ ต้องการส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก มีค่าฉลี่ยต ่ากว่า กลุ่ม Gen-Z รวมทั้งต่ํากว่าค่าเฉลี่ยรวมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดด้วย
แสดงให้เห็นได้ว่าความต้องการส่วนประสมทางการตลาดค้า ปลีกธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยแสดงว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีมุมมองความ
ต้องการที่ดีต่อร้านอีฟแอนบอยซึ่งถ้ามีการปรับปรุงหรือให้มีการเพิ่มในด้านต่าง ๆ มากขึ้นลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะเกิดพฤติกรรมบริโภคสินค้ามากขึ้น ได้แก่
ความสะดวกรวดเร็วในการชําระเงินมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนมีสินค้าหลายระดับราคา เป็นต้น
1. การให้ข่าวสาร
สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้
วัตถุประสงค์ที่ 2 เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงาม ร้าน อีฟแอนบอยของกลุ่ม Gen Z
จากผลการศึกษา เมื่อนําคะแนนค่าเฉลี่ย 3 ลําดับสูงสุดและ 3 ลําดับต่ําสุดครอบคลุมองค์ประกอบทางด้านทําเลที่ตั้งความหลากหลาย
ของผลิตภัณฑ์ราคา การส่งเสริมการตลาด การออกแบบร้านค้า และ การบริการลูกค้า ที่ได้จากข้อคําถามเกี่ยวกับความต้องการส่วนประสมธุรกิจค้า
ปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอย โดยท าการเปรียบเทียบ ระหว่าง กลุ่ม Gen-Y และ Gen-Z พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ของกลุ่ม
Gen-Z มีความต้องการ ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่ม Gen-Yรวมทั้งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดด้วยแสดง
ให้เห็นได้ว่าความต้องการส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีกธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยยังคงต้องการให้มีการเพิ่มในด้านต่าง ๆ
มากขึ้นได้แก่ความสะดวกรวดเร็วในการชําระเงินมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนมีสินค้าหลายระดับราคา เป็นต้น
1. การให้ข่าวสาร
สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้
วัตถุประสงค์ที่ 3 เพื่อค้นหาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถจําแนกความแตกต่างกลุ่ม
ระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จาก ปัจจัยส่วนบุคคลทางด้าน สรุปผลได้ดังนี้
ตารางที่ 5.1 ตารางสรุปข้อมูลส่วนบุคลที่มีผลต่อการจําแนกกลุ่ม Gen-Z กับ กลุ่ม Gen-Y
จากตารางที่ 5.1 การศึกษาทางด้านข้อมูลส่วนบุคลที่มีผลต่อการจําแนกกลุ่ม Gen-Z กับกลุ่ม Gen-Y พบว่า กลุ่ม Gen-Z มีอายุ
18-22 ปี คิดเป็นร้อยละ 66.5 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 100 ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นร้อยละ 43 มีรายได้เฉลี่ยต่อ
เดือน 5,001- 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 57.5
กลุ่ม Gen-Y มีอายุ 28-32 ปี คิดเป็นร้อยละ 48 มีสถานภาพโสด/หม้าย/หย่า คิดเป็น ร้อยละ 48 ระดับการศึกษาปริญญาตรี
คิดเป็นร้อยละ 78 เป็นพนักงานบริษัท คิดเป็นร้อยละ 76 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000-30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 56
1. การให้ข่าวสาร
สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้
วัตถุประสงค์ที่ 3 เพื่อค้นหาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถจําแนกความแตกต่างกลุ่ม
ระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จาก ปัจจัยส่วนบุคคลทางด้าน สรุปผลได้ดังนี้
จากตารางที่ 5.2 การศึกษาทางด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีผลต่อการจําแนกกลุ่ม GenZ และ กลุ่ม Gen-Y พบว่า กลุ่ม Gen-Z
ที่เคยซื้อเครื่องส าอางร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร เหตุผลที่ ซื้อคือสินค้ามีความหลากหลาย คิดเป็นร้อยละ 51 ค่าใช้จ่ายที่ซื้อแต่ละ
ครั้งน้อยกว่า 500 บาท คิดเป็นร้อยละ 51 เพื่อนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ คิดเป็นร้อยละ 59.5 กลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อเครื่องสําอางร้าน
อีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครเหตุผลที่ซื้อคือสินค้ามีความหลากหลายคิดเป็นร้อยละ 53 ค่าใช้จ่ายที่ซื้อแต่ละครั้ง 501-1,000 บาท คิดเป็น
ร้อยละ 40 เพื่อนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ คิดเป็นร้อยละ 46
1. การให้ข่าวสาร
สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้
วัตถุประสงค์ที่ 3 เพื่อค้นหาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถจําแนกความแตกต่างกลุ่ม
ระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จาก ปัจจัยส่วนบุคคลทางด้าน สรุปผลได้ดังนี้
จากตารางที่5.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y พบว่า มีค่าเฉลี่ยความต้องการ
ส่วนประสมการตลาดค้าปลีกแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีข้อค าถามที่สามารถใช้วิเคราะห์จําแนกความแตกต่าง
ระหว่างกลุ่ม ทั้งหมด 9 ข้อ จากทั้งหมด 31 ข้อ เมื่อทําการวิเคราะห์จําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สมการเส้นตรงพบว่าปัจจัยความ
ต้องการส่วนประสมการตลาดค้าปลีกมีอํานาจการจําแนกกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
1. การให้ข่าวสาร
ด้านการสื่อสารการตลาด สามารถจําแนกกลุ่ม คือ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y มีความต้องการมากดังนี้มีพนักงานเข้ามา
ช่วยเหลือในขณะที่เลือกซื้อสินค้าสมัครสมาชิกฟรีเพื่อรับสิทธิพิเศษจากทางร้านสะสมคะแนนเพื่อใช้เป็นส่วนลดได้แจก
ตัวอย่างสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าและสอนวิธีการแต่งหน้าให้กับลูกค้าฟรีในส่วนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z มี จํานวนร้อยละสูงกว่าที่มี
ความต้องการอย่างยิ่ง ดังนี้มีป้ายโฆษณาสินค้ามองเห็นชัดเจนมีการชิงโชคและมีบัตรแต่งหน้าฟรีเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบตาม
จํานวนราคาที่กําหนดซึ่งสอดคล้องกบผลการศึกษาของ พรนิภา หาญมะโน (2558) ทําการศึกษาเรื่องพฤติกรรมการซื้อ
สินค้าของกลุ่ม Generation B กลุ่ม Generation X และ กลุ่ม Generation Y ที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ในเขตอําเภอเมือง
จังหวัดนครราชสีมาพบว่าปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดในการซื้อสินค้าและบริการในการซื้อสินค้าและบริการในร้านค้า
ปลีกสมัยใหม่ของแต่ละ Generation มีความแตกต่างกัน
การอภิปรายผล
1. การให้ข่าวสาร
ด้านทําเล ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของกลุ่ม Gen-Y
และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการรายด้านคือลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy ตั้งอยู่ในบริเวณ
ศูนย์การค้าที่มีคนหนาแน่น เดินทางได้สะดวก มีที่จอดรถเพียงพอและมีหลากหลายสาขาซึ่งสอดคล้องกบผลการศึกษาของจิ
ราภรณ์ สุวรรณ(2557) ศึกษาเรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจด้านส่วนประสมการค้าปลีกการใช้บริการ
ร้านสุพรรณพบวาลูกค้านร้านสุพรรณมีความพึงพอใจด้านทําเลที่ตั้งมากที่สุด
1. การให้ข่าวสาร
ด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจ เนื่องมาจากความ
คิดเห็นของกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้าน คือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน
Eveandboy มีความหลากหลายของตรายี่ห้อมีสินค้าพร้อมจําหน่ายอยู่เสมอมีสินค้าที่แปลกใหม่อยู่เสมอและวางจําหน่ายก่อน
ร้านอื่นซึ่งสอดคล้องกบผลการศึกษาของคุลิกา วัฒนสุวกุล (2555)ได้ทําการศึกษาเรื่องปัจจัยส่วนประสมตลาดที่มีอิทธิพล
ต่อพฤติกรรมการซื้อซํ้าของลูกค้ากรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสันพบว่าปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์เป็นปัจจัยที่ลูกค้าให้
ความสําคัญอยู่ในระดับมากได้แก่ ความหลากหลายของยี่ห้อเวชภัณฑ์
ด้านราคา ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของกลุ่ม Gen-Y
และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้าน คือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน ั Eveandboy มีการ
จําหน่ายสินค้าในหลายระดับราคาติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนขายราคาตํ่ากว่าร้านอื่นที่จําหน่ายสินค้า ประเภท
เดียวกนั
1. การให้ข่าวสาร
ด้านการออกแบบร้าน ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจาก ความคิดเห็นของ
กลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้าน คือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy
ออกแบบหน้าร้านให้มีความสวยงามสะดุดตาภายในร้านมีความหรูหราทันสมัยมีความสว่างเพียงพอมองเห็นสินค้าได้ชัดเจนมี
พื้นที่เพียงพอมีทางเดินที่เหมาะสมไม่แคบเกินไปจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่เพื่อความสะดวกต่อการซื้อของลูกค้าซึ่งสอดคล้อง
กับผลการศึกษาของคุลิกา วัฒนสุวกุล(2555) ได้ทําการศึกษาเรื่องปัจจัยส่วนประสมตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ
ซํ้าของลูกค้ากรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสันพบว่าปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพเป็นปัจจัยที่ลูกค้าให้ความสําคัญอยู่ใน
ระดับมากได้แก่ ความสะอาดภายในร้านการจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ชัดเจนน่าสนใจมีความสว่างและอุณหภูมิเหมาะสมตก
แต่งบรรยากาศในร้านให้มีความทันสมัย
1. การให้ข่าวสาร
ด้านการบริการ ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของกลุ่ม
Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้านคือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy ชําระ
เงินได้สะดวกรวดเร็วพนักงานให้บริการลูกค้าด้วยอัธยาศัยที่ดีด้วยความสุภาพพนักงานขายมีความรู้เกี่ยวกบผลิตภัณฑ์เป็น
อย่างดีมีจํานวนเพียงพอในการให้บริการลูกค้าและมีการรับประกันเปลี่ยนสินค้าถ้าสินค้าที่ลูกค้าซื้อไปได้รับความเสียหายซึ่ง
สอดคล้องกับผลการศึกษาของคุลิกา วัฒนสุวกุล (2555)ได้ทําการศึกษาเรื่องปัจจัยส่วนประสมตลาดที่มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมการซื้อซํ้าของลูกค้ากรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสันพบว่าปัจจัยด้านกระบวนการการให้บริการเป็นปัจจัยที่
ลูกค้าให้ความสําคัญอยู่ในระดับมากโดยได้แก่ ความสะดวกในการ ชําระเงิน ความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ
1. การให้ข่าวสาร
1.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงซื้อสินค้าร้าน Eveandboyเพราะสินค้ามีความหลากหลายมีค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่
ละครั้งอยู่ที่500-1,000บาท ซื้อ 1ครั้งต่อเดือนบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อคือเพื่อนส่วนใหญ่เป็นเครื่องสําอางกลุ่ม
ผิวหน้า
2. ด้านการสื่อสารการตลาดควรมีป้ายแสดงสินค้าอยางชัดเจนมีการสมัครสมาชิกฟรีเพื่อสามารถติดต่อและติดตาม
ลูกค้าได้ต่อเนื่องรวมทั้งสามารถจัดโปรโมชันได้ตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าทั้งนี้อาจมีช่วงลดราคาวันเกิดหรือแจก
ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ลองใช้มีการสะสมแต้มเพื่อใช้เป็นส่วนลดและในปัจจุบันเป็นยุคที่ Social media กําลังพัฒนาขึ้นอย่างก้าว
กระโดดการประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นต่างๆผ่านสื่อออนไลน์ก็จะสามารถทําให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
ข้อเสนอแนะสําหรับการศึกษาครั้งนี้
1. การให้ข่าวสาร
3.ด้านทําเล ควรเป็นสถานที่ที่เดินทางสะดวกและง่ายต่อการเดินทางหรือมีการขยายสาขาไปตามแหล่ง ชุมชน เพราะ
การขับรถออกจากบ้านในแต่ละครั้งจะพบกับปัญหาการจราจรหนาแน่นหรือติดขัดและไม่มีที่จอด ซึ่ง กลุ่ม Gen-Yและ
Gen-Z ชอบจัดสรรเวลาระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวหาเวลาและโอกาสในการพักผ่อนและออกกําลังกายมากขึ้น
4.ด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ควรคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพสร้างความหลากหลายของสินค้า มี สินค้าแปลก
ใหม่และมีสินค้าพร้อมขายอย่างต่อเนื่องซึ่งจะเป็นสิ่งสําคัญดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อสินค้ามากขึ้นใน ปัจจุบัน กลุ่ม Gen-Yและ
Gen-Z มีนิสัยชอบเลือกซื้อในเวลาและสถานที่เดียวกันร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าหลากหลายให้ไม่ต้องไปหลายครั้งหรือหลายที่
เพราะทําให้มีเวลาในการไปทํากิจกรรมอื่นๆได้มากขึ้นตามการดําเนินชีวิตของเด็กรุ่นใหม่ทั้งสองกลุ่ม
1. การให้ข่าวสาร
5. ด้านการออกแบบร้านควรให้ความสําคัญด้านเอกลักษณ์ของความเป็น Eveandboy มีการตกแต่งให้ร้านสะอาด ดู
หรูหราลงตัวมีพื้นที่กว้างขวางรองรับลูกค้าที่เข้ามาในร้านได้ดีรวมทั้งการจัดวางสินค้าที่เป็นหมวดหมู่หาง่ายเป็นการเพิ่มเสน่ห์
ให้กับร้านและดึงดูดลูกค้ามากขึ้น
6. ด้านการบริการควรให้ความสําคัญในเรื่องความรวดเร็วในการชําระเงินฝึกอบรมและเพิ่มความรู้ให้พนักงานใน
ร้านอยางสมํ่าเสมอพนักงานควรมีความรู้ในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดีให้ข้อมูลชัดเจนและบริการด้วยความสุภาพมีอัธยาศัยที่ดีให้
ความสะดวกสบายแก่ลูกค้า
7. ผู้ประกอบร้านค้าปลีกสมัยใหม่ควรต้องเปลี่ยนแนวการตลาดนํากลยุทธ์NicheofNicheมาใช้เนื่องจากพฤติกรรม
การซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ของแต่ละ Generationแตกต่างกันต้องมีการทําSegmentationของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
(Gen-Y และ Gen-Z) เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้บริโภคแต่ละ
1. การให้ข่าวสาร
1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Y และ Gen-Z ในจังหวัดกรุงเทพมหานครควรนํากรอบการ
วิจัยไปใช้ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าในต่างจังหวัดที่มีลักษณะเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับจังหวัดกรุงเทพมหานคร
2. ควรศึกษาปัจจัยอื่นๆเพิ่มเติมที่อาจมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่ม Gen-Yและ Gen-Zที่ร้านค้าปลีก
สมัยใหม่ เช่น ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดปัจจัยด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจเป็นต้น
3. ควรศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Yและ Gen-Zได้รับจากการใช้บริการที่ร้านค้าปลีก
สมัยใหม่เพื่อนํามาปรับปรุงพัฒนาร้านค้าปลีกสมัยใหม่ให้เกิดความประทับใจในการบริการและตัดสินใจใช้บริการต่อไป
4. ควรทําการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทัศนคติเป็นเรื่องของความรู้สึกของบุคคลอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป
ตามกาลเวลาและสภาพแวดล้อมการแข่งขันในธุรกิจ
ข้อเสนอแนะสําหรับการศึกษาครั้งต่อไป
1. การให้ข่าวสาร
คุลิกา วัฒนสุวกุลม.(2555).ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อความพึงพอใจและ ความตั้งใจซื้อซํ้าของลูกค้า
กรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสัน.(สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ).
พรนิภา หาญมะโน.(2558).พฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่มGenerationB,GenerationXและ GenerationYที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในเขต
อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล.
พิษณุอิ่มวิญญาณ.(2554).การจัดการร้านค้าปลีกที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคกรณีศึกษาร้าน สะดวกซื้อในเขต
กรุงเทพมหานคร.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ).
ปราณิดา ศยามานนท์. (2560, ก.พ.,23). ค้าปลีกสินค้าสุขภาพความงามเติบโตอยางไรในยุคตลาดแข่งเดือด.ประชาชาติธุรกิจ.สืบค้นจาก
https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487839414
ลือรัตน์ อนุรัตน์พานิช.(2558). Generation Y ยังร้ายอยู่.กรุงเทพมหานคร:ไทยเอฟเฟ็กสตูดิโอ.
1. การให้ข่าวสาร
วิภา สากลวารี. (2553). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้บริโภคร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและร้านโลตัสเอ็กซ์เพลสอําเภอเมือง จังหวัด
สมุทรปราการ.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์).วีรพงษ์ชุติภัทร์. 10ไลฟ์ สไตล์ของคนยุค Gen Y.กรุงเทพธุรกิจ
สืบค้นจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/499582
สุทธิพงศ์ วงศ์ยุทธนาพงศ์. (2558). กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีกที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการของร้านผู้แทนจําหน่ายค้าปลีก
เอสซีจีในเขตภาคตะวันตก.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปกร).
โสพิส เกษมสหสิน.(2560, ก.พ.,27). กลยุทธ์ด้านการตลาดจับทางผู้บริโภคGen Z.กรุงเทพธุรกิจ สืบค้นจาก
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/640449
Levy Michael and Weitz, Barton A (2012). Retailling management (8thed.). Singapore: McGraw-Hill.
Lusch, Robert F., Dunne, Patrick M., and Carver, James R. (2011) Introduction to Retailling (7thed.).
Chaina: South-Western Cengage Learning.
1. การให้ข่าวสาร
AIM2801
เวลาเรียน วันศุกร์ 14.00-16.00 น.
สาขาโฆษณาและสื่อสารการตลาด
สาธิตา เกิดวัน 62123322091

การจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มGen-Yและกลุ่มGen-Zใช้ความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร

  • 1.
  • 2.
    อีฟแอนด์บอยเป็นร้านค้าปลีกมัลติแบรนด์สุขภาพและความงามที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากฐานธุรกิจภาค ตะวันออกเฉียงเหนือและมีเป้าหมายที่เข้ามาขยายสาขาเพื่อแข่งขันในตลาดกรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่และมี โอกาสเติบโตค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกธุรกิจเครื่องสําอางที่จะทําการตลาดให้ประสบความสําเร็จได้ต้องตอบสนองความ ต้องการลูกค้าได้ดีต้องรู้จักลูกค้าเป็นใครมีลักษณะการดําเนินชีวิต (Lifestyle) อย่างไรมีแนวโน้มพฤติกรรมอย่างไรทั้งหมด คือหัวใจของกลยุทธ์ทางการตลาดประเด็นสําคัญที่จะใช้ส่วนประสมทางการตลาดให้ประสบความสําเร็จตามกลุ่มเป้าหมาย จึงต้องเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเป็นอย่างดี การศึกษาเรื่องการจําแนกความแตกต่างระหวางกลุ่มGen-Yและกลุ่ม Gen-Zโดยใช้ความต้องการส่วนประสม การค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครเนื่องจากกลุ่ม Gen-Y และกลุ่ม Gen-Z เป็นกลุ่มที่มีพลังซื้อ อย่างมากในสังคมปัจจุบันเพื่อนําไปวางแผนการดําเนินการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขส่วนประสมการค้าปลีกให้ตรงกับความ ต้องการของกลุ่ม Gen-Y และกลุ่ม Gen-Z
  • 3.
    วัตถุประสงค์การวิจัย 1.เพื่อศึกษาระดับความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจสุขภาพและความงามในร้านอีฟแอนบอยของกลุ่ม Gen-Y 2.เพื่อศึกษาระดับความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจสุขภาพและความงามในร้านอีฟแอนบอยของกลุ่ม Gen-Z 3.เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถใช้ในการจําแนกความแตกต่าง กลุ่มระหว่างกลุ่มGen-Y และกลุ่ม Gen-Z
  • 4.
    นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ลูกค้าร้านอีฟแอนบอย หมายถึงผู้ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย 1.1 กลุ่มผู้บริโภค Gen-Y หมายถึง ผู้ที่เกิดในยุคที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เกิดในช่วงพ.ศ. 2520-2537 เป็นกลุ่มคนที่ ชอบเทคโนโลยี รวดเร็วทันทีทันใดไม่ชอบรอนาน ชอบสีสันสดใสบรรยากาศสนุกสนานชอบให้เอาอกเอาใจมีลักษณะการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการไม่ ชื่นชอบความเป็นทางการ มองโลกในแง่ดี มองทุกอย่างแบบสดใสและโลกสวย คนรุ่นนี้มีเอกลักษณ์ทางการใช้ภาษาแบบสร้างสรรค์ฉีกกฎเกณฑ์จึง ทําให้เกิดภาษาปาก (Slang) มากมาย 1.2 กลุ่มผู้บริโภค Gen-Z หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดมาพร้อม Digital และ Social Network ผู้ที่เกิดในช่วงพ.ศ.2538-2547 ในสหรัฐอเมริกา เรียก คนรุ่นนี้ว่า Home land Generation ตามเหตุการณ์ 911 ที่ประเทศถูกการก่อการร้ายอย่างรุนแรงจึงมีการดูแลประเทศบ้านเกิด (Home land) อย่างเข้มข้นเป็นประวัติการณ์เป็นช่วงวัยที่ความหลากหลายทางสังคมมีมาก ทั้งเรื่องเพศวิถี (Gender)ที่มีความแตกต่างและให้การยอมรับเพศ ทางเลือกมากขึ้น มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Ethnography)มีความหลากหลายทางเทคโนโลยีทุกด้าน เช่น การแพทย์ วิศวกรรม วิทยาศาสตร์รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ที่เป็น Fully Digitalizationปัจจุบันนักวิชาการเชื่อว่าเจนแซดจะมีความสมบูรณ์แบบมากกว่า เจนวายและมีการปรับตัวเข้ากับคนรุ่นก่อนหน้าได้
  • 5.
    นิยามศัพท์เฉพาะ 2. ร้านอีฟแอนบอย หมายถึงร้านเครื่องสําอางมัลติแบรนด์ที่มีอายุนานถึง 11 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 สาขา ดังนี้ 1. สาขาจังหวัดมหาสารคาม 2. สาขาในเมืองขอนแก่น 3. สาขา กังสดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น 4.สาขาเทอร์มินอลโคราช ซึ่ง 4 สาขานี้ตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด 5. สาขาสยามสแควร์ซอย 1 6. สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต 7. สาขาเมกะบางนา 8. สาขาอโศก 9.สาขาสยามสแควร์วัน ชั้น G และในเขตกรุงเทพมหานครมี 5 สาขาที่กล่าวมามีเป้าหมายเข้ามารุกตลาดกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสเติบโตค่อนข้างมาก โดยผู้ ก่อตั้งคุณหิรัญ ตันมิตร มีวิสัยทัศน์มองว่าร้านอีฟแอนบอยจะ สร้างจุดแข็งด้วยการตั้งราคาขายให้ต่ํากว่าร้านค้าอื่นปัจจุบันร้านอีฟแอนด์บอยมีเครื่องสําอางมากกว่า 900 แบรนด์มีผลิตภัณฑ์ มากกว่า 5 หมื่นรายการตกแต่งร้านด้วยโทนสีชมพู-ดําอีกทั้งยังมีสินค้าให้เลือกหลากหลายและเน้นความใหม่ของสินค้า โดยลูกค้า ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงอายุ 18-34 ปี และเกินครึ่งของ 80% อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี
  • 6.
    นิยามศัพท์ปฎิบัติการณ์ ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก หมายถึง กลยุทธ์ในกิจกรรมทางการตลาดที่เป็นส่วนประกอบสําคัญในการช่วยกําหนดการดําเนินการทางการตลาดที่ เกี่ยวข้องกับการจําหน่ายสินค้าภายในร้านอีฟแอนบอย ด้านทําเลที่ตั้งหมายถึง สถานที่สําหรับประกอบธุรกิจเป็นปัจจัยที่สําคัญมากผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาคัดเลือกทําเลที่ตั้งร้านค้าปลีกให้เหมาะสมกับ สภาพธุรกิจ ด้านความหลากหลายของผลิภัณฑ์ หมายถึง ประเภทของสินค้าที่มีจําหน่ายในร้านมีความหลากหลายในประเภทของสินค้าขนาดราคาและคุณภาพเพื่อให้ ลูกค้ามีทางเลือกและสามารถเลือกซื้อตามความต้องการ ด้านราคา หมายถึง จํานวนเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการผลรวมของมูลค่าที่ผู้บริโภคใช้แลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ในการมีหรือการใช้ สินค้าหรือบริการ ด้านการสื่อสารทางการตลาด หมายถึง การใช้กิจกรรมการสื่อสารหลายรูปแบบร่วมกันส่วนประสมการสื่อสารการตลาดเป็นปัจจัยทางการตลาดในการ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่าน 9 ช่องทางการสื่อสารประเภทต่างๆ
  • 7.
    นิยามศัพท์ปฎิบัติการณ์ ด้านการออกแบบร้าน หมายถึง การกําหนดวางผังสินค้าประเภทต่างๆในร้านอย่างสอดคล้องกันมีการกําหนดพื้นที่ขายและจุดชําระเงินทางเข้า ทางออก ให้ลูกค้าได้รับความสะดวกในการมาใช้บริการ ด้านการให้บริการ หมายถึง กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ในเชิงเศรษฐกิจเป็นการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่ามีการจัดเตรียมผลประโยชน์ให้กับลูกค้า ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง การกระทําของผู้บริโภคขั้นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกการซื้อการใช้สินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความจําเป็นและ ความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจและมีผลต่อการแสดงออก
  • 8.
    1.เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างและความต้องการของกลุ่ม Gen-Y และกลุ่ม Gen-Z จะได้นําไปกําหนดส่วน ประสมค้าปลีกที่เหมาะสมของทั้ง 2 กลุ่ม 2.เพื่อให้เข้าใจและนําไปวางแผนการดําเนินการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขส่วนประสมค้าปลีกให้ตรงกับความ ต้องการของกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  • 9.
    ในการศึกษาถึงเรื่อง การจําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Yและ Gen-Z โดยใช้ส่วนประสมการค้า ปลีกธุรกิจอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้วิจัยได้ทําการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ นพมาเป็นกรอบแนวทางในการวิจัย ดังนี้ 1. แนวคิดและทฎษฎีเกี่ยวกับเจเนอเรชั่น (Generation) 2. แนวคิดและทฤษฎีการแบ่งส่วนตลาดกําหนดกลุ่มเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งผลิตภัณฑ์(Segmentation, Targeting, Positioning: STP) 3. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับส่วนประสมการค้าปลีก (Retailing Mix) 4. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) 5. แนวคิดและทฤษฎีความต้องการ (Need Theories) 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • 10.
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Gen-Y และGen-Z เจเนอเรชั่น (Generation) หมายถึง ชุดของเหตุการณ์ทางประวัติศาสต์และปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งสร้างความแตกต่างทางความคิด ระหว่างกลุ่มคนในแต่ละช่วงวัย อย่างชัดเจน การระบุช่วงวัยต้องมีรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสังคมเพื่อแบ่งปันเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมกัน (Parry และ Urwin, 2011, p.19) สอดคล้องกับคํากล่าวของ Williams และ Page (2011, p.12) ที่กล่าวว่าเจเนอเรชั่นหรือกลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยเป็น กลุ่มของบุคคลที่เดินทางผ่านการใช้ชีวิตมาด้วยกันและมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันในช่วงวัยที่ใกล้เคียงกันนั่นคือพวกเขามีสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั่วๆไป มุมมองทางการเมืองประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมกัน Howe และ Strauss (2007) ได้กล่าวว่า เจเนอเรชั่นเกิดขึ้นมาโดยเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตของสมาชิกผู้ที่อยู่ในช่วงเวลา นั้นๆขณะที่เจเนอเรชั่นแต่ละช่วงวัยก้าวเข้าสู่ช่วงวัยต่อไปจากวัยรุ่นสู่วัยชราทัศนคติและพฤติกรรมที่เติบโตขึ้นจะสร้างสิ่งใหม่ในอารมณ์ความรู้สึกของ สาธารณชน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บุคคลจะไม่ได้อยู่ในช่วงอายุนั้นตลอดไป Ivanova และ Smrikarov (2009) กล่าวว่า เจเนอเรชั่น คือ กลุ่มคนในรุ่นเดียวกันที่เกิดมาในช่วงเวลาเดียวกันและมีประสบการณ์เกี่ยวกับ โลกทางวัฒนธรรมโดยทั่วไปร่วมกันโดยแต่ละเจเนอเรชั่นจะถูกสร้างขึ้นจากค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมของสังคมที่พวกเขาเติบโตขึ้นซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เจ เนอเรชั่นต่างๆจะมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 20-25 ปี
  • 11.
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Gen-Y และGen-Z Frank N. Magid Associates. (2012) ได้กล่าวว่า เจเนอเรชั่นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยบังเอิญหรือถูกกําหนดอย่างตายตัวโดยช่วงปีเจเนอเรชั่น ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของรูปแบบซึ่งสังเกตเห็นได้ของการเปลี่ยนแปลงทางลักษณะประชากรปัจจัยทางสังคม (การผสมผสานกันของการเลี้ยงดูและ อบรมสั่งสอนอันเป็นลักษณะเฉพาะทางสังคมของพวกเขากับประสบการณ์จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงวัยและช่วงชีวิตเดียวกัน)และรูปแบบการ เลี้ยงดูที่นําไปสู่ความเชื่ออันมีผลต่อพฤติกรรมอันแตกต่างที่แยกเจเนอเรชั่นหนึ่งออกจากอีก เจเนอเรชั่นหนึ่งอย่างชัดเจน กล่าวโดยสรุปเจเนอเรชั่น หมายถึง กลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยที่เกิดมาในช่วงเวลาเดียวกัน และมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั่วๆ ไป มุมมองทางการเมืองประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีความแตกต่างทางลักษณะประชากรปัจจัยทางสังคมและรูปแบบการเลี้ยงดูที่แยกกลุ่มคน ในแต่ละเจเนอเรชั่นออกจากกันในงานวิจัยในครั้งนี้เลือกศึกษาเฉพาะ เจเนอเรชั่นวาย เจเนอเรชั่นแซดโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  • 12.
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Gen-Y Miller และWashington (2008) กล่าวว่า เจเนอเรชั่นวาย หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1981-2000 เจเนอเรชั่นวายส่วนใหญ่เป็น รุ่นลูกของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ส (Baby boomers) ที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 1946-1964 และเป็นน้องของเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X) Solomon (2009) กล่าวว่า เจเนอเรชั่นวายหรือที่เรียกว่า เจนวายเยอร์ (GenYers)นั้น หมายถึง ผู้ที่เกิดอยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1984 ถึงปี ค.ศ. 2002 ซึ่งมีจํานวนมากถึงเกือบหนึ่งในสามของประชากรในสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเกิดในยุคที่มีความเจริญทางวิทยาการต่างๆ Don Tapscott (2009) กล่าวว่า เจเนอเรชั่นวาย หมายถึง คนที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1978 มี ชื่อเรียกอีกอย่างว่า มิลเลนเนียล (Millenials) หรือ เจเนอเรชั่นเน็ต (The Net Generation) เป็น กลุ่มคนที่เกิดขึ้นในยุคที่พัฒนาการของคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลเจริญก้าวหน้า เป็นอย่างมากซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลต่อรูปแบบการดําเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป จากคนรุ่นก่อนในปี พ.ศ. 2553 คาดการณ์ว่ามีประชากรไทยอยู่ในกลุ่มเจ เนอเรชั่นวายนี้ ประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 16% ของประชากรทั้งหมด ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ (2552) ได้อธิบายว่า เจเนอเรชั่นวาย หมายถึง พลเมืองโลกที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2520-2538 เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 22- 40 ปี ซึ่งในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นกลุ่มคน ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ตลาดหุ้นเติบโต และมีการลงทุนในโครงการใหญ่ๆเกิดขึ้นมากมายแต่ศรี กัญญา มงคลศิริ (2548) กล่าวไว้ว่า เจเนอเรชั่นวายเป็นกลุ่มผู้บริโภครุ่นหลัง เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ มีผู้ที่ศึกษาได้กําหนดช่วงอายุไว้มากน้อย แตกต่างกันไป บ้างก็ครอบคลุมผู้ที่ เกิดระหว่างปีพ.ศ. 2522-2537 บ้างก็ครอบคลุมผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2514-2537 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณา ลักษณะที่ใกล้เคียงกันของผู้คนในแต่ละอายุโดยเฉพาะการมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากผู้ที่มีอายุสูงกว่าและตํ่ากว่าอย่างมาก
  • 13.
    ลักษณะเฉพาะของ Gen-Y Solomon (2009)ได้มองว่า การทําความเข้าใจพฤติกรรมของเจเนอเรชั่นวายนั้นมีความสําคัญเป็นอย่างมากต่อการทางการตลาดเพราะเป็น ประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีสถิติการใช้ จ่ายเงินจํานวนไม่น้อยต่อปีเช่น สถิติพบว่า คนเจเนอเรชั่นวายมีค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละประมาณ 170,000,000,000 เหรียญ สหรัฐ ทั้งจากเงินของตนเองและจากเงินของผู้ปกครองด้วยตราสินค้า ที่คนรุ่นนี้ชื่นชอบ ได้แก่ Sony, Gap และ Apple เป็นต้น เจเนอเรชั่นวายส่วนใหญ่เป็นลูกของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์มีเจเนอเรชั่นวายจํานวนไม่น้อยที่พ่อแม่หย่าร้างกันหรือแยกกันอยู่ทําให้เจเนอเรชั่นวายถูก ผู้ปกครองเลี้ยงดูเป็นอย่างดีตั้งแต่วัยเด็กประกอบกับการเกิดในยุคที่เทคโนโลยีต่างๆโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตมีการพัฒนาอย่างสูงจนเรียกได้ว่าคนเหล่านี้อาศัย อยู่ในโลกดิจิทัล (Digital World) เจเนอเรชั่นวายถือเป็นรุ่นลูกของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์สจึงทําให้มีลักษณะความเป็นวัตถุนิยม(Materialism)ที่คล้ายกันแต่สิ่งที่เจเนอเรชั่นวายมีความ แตกต่างออกไปจากพ่อแม่ ได้แก่การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างไร้พรมแดนและสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนได้ทั่วโลกทั้งนี้เพราะเป็น กลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต Tapscott (2009) ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับเจเนอเรชั่นวาย พบว่า เจเนอเรชั่นวายเป็น กลุ่มคนที่เกิดขึ้นมาในยุคของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลจึงนับได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะหลากหลายมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อหลากชนิดสามารถทํากิจกรรมหลายอย่างได้ในเวลา เดียวกัน
  • 14.
    การทําการตลาดกับ Gen-Y ศรีกัญญา มงคลศิริ(2548) ได้ทําการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของเจเนอเรชั่นวาย ซึ่งประมวลได้ 7 ลักษณะดังนี้ 1. ให้ความสําคัญกับราคา ในการเลือกซื้อสินค้าผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายจะกําหนดราคา ที่สามารถรับได้ขึ้นมาเป็น เกณฑ์ โดยราคาที่กําหนดขึ้นมาได้มาจากการค้นหาข้อมูลจากแหล่ง ต่างๆ ซึ่งแหล่งข้อมูลที่สําคัญที่สุด คือ เพื่อนและอินเทอร์เน็ต 2. เกิดความภักดีของตราสินค้าใหม่ๆได้ง่าย การศึกษาในอดีตพบว่าความภักดีต่อตรา สินค้าจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้บริโภค ได้เกิดการเรียนรู้ในตราสินค้านั้นซํ้า ๆ และต่อเนื่องเป็น เวลานาน แนวคิดนี้สามารถนํามาอธิบายพฤติกรรมการบริโภคของเจเนอ เรชั่นเบบี้บูมเมอร์และ เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมการบริโภคของเจเนอเรชั่นวาย ได้มากนัก
  • 15.
    การทําการตลาดกับ Gen-Y 3. เจเนอเรชั่นวายให้ความสําคัญกับความเท่ในรูปแบบฉบับของตัวเองเป็นอย่างมากสามารถแยกได้เป็น 6 ประเภทดังนี้ 1. การจับคู่ที่ลงตัวเป็นความเท่แบบไร้ระเบียบซึ่งหมายถึงการนําสิ่งของที่ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้มาจับเข้ากันทําให้เกิดความแปลกอย่างลงตัว 2. นวัตกรรมคือความเท่ที่เกิดจากการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ การออกแบบใหม่ๆ การสื่อสารใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อน มีความแปลก แหวกแนว 3. ให้ความสําคัญกับการตกแต่งและความสวยงามเจเนอเรชั่นวายมักชอบการตกแต่งสิ่งต่างๆเพื่อสะท้อนตัวตน เช่น การดัดฟัน การตกแต่ง หน้าจอ และเสียงเรียกเข้า โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น 4. ไม่ตอบสนองโฆษณาเดิมๆเนื่องจากเจเนอเรชั่นวายเติบโตมาพร้อมสังคมที่เต็มไปด้วยการโฆษณาจึงทําให้มองเป็นเรื่องปกติไม่ได้ให้ ความสําคัญกับการดูโฆษณามากนักดังนั้นนักโฆษณาและนักการตลาดจึงต้องคิดวิธีการสื่อสารในแบบใหม่ๆเพื่อให้เข้าถึงและเป็นที่สนใจของเจเนอเรชั่นวาย 5. ไม่สามารถต้านทานสินค้าใหม่และการทดลองใช้ได้ ผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายจะชื่น ชอบสินค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ทดลองใช้สินค้า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าก็ถือเป็นการ แลกเปลี่ยนที่ดี ตัวอย่างสินค้าที่ประสบความสําเร็จ เช่น การแจกเกมต่างๆ ให้ทดลองได้เล่นฟรี ระยะหนึ่งก่อน เป็นต้น 6. ต้องการการเชื่อมต่อคุณลักษณะสําคัญของเจเนอเรชั่นวายและถือว่าเป็นความต้องการที่สําคัญต่อคนกลุ่มนี้คือต้องการการเชื่อมต่อในทุกที่ ทุกเวลา ทุกลักษณะกับทุกคนที่ต้องการจะติดต่อสื่อสารด้วย
  • 16.
    แนวคิดเกี่ยวกับ Gen-Z Papalia, Olds,และFeldman(2008) ได้กล่าวว่า เจเนอเรชั่นแซด (Generation Z) เป็นกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า The Homelanders เกิดขึ้น ในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้ง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯพวกเขาเป็นกลุ่มคนรุ่นแรกที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 และอาจถูกเรียกว่า Net Generation หรือ iGen ได้เพราะเด็กเหล่านี้ไม่รู้จักโลกที่ปราศจากอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือและเกิดขึ้นมาท่ามกลางประเด็นทางสังคม เจเนอเรชั่นแซด (Gen-Z) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า The Digital Kids เป็นผู้ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1994-2004 ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเลี้ยงดู โดยพ่อแม่ที่อยู่ในเจเนอเรชั่นเอกซ์ ดังนั้น พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นพวกพึ่งพาตนเองมากกว่าและเน้นความเป็นทีมน้อยกว่าเจเนอเรชั่นวายการถือ กําเนิดขึ้นในโลกยุคดิจิตอลทําให้เจเนอเรชั่นแซดต้องปรับตัวให้เข้ากับ เทคโนโลยีมากกว่าเจเนอเรชั่ นอื่นๆ (Ivanova and Smrikarov2009) เจเนอเรชั่นแซด หรือ Net-Generationเป็นกลุ่มคนที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1995- 2004 ซึ่งเด็กเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับสื่ออย่าง อินเทอร์เน็ตที่พวกเขาใช้ในการดาวน์โหลดเพลงและสร้างเนื้อหาบนโลกออนไลน์การใช้งานเทคโนโลยีเป็นธรรมชาติของพวกเขาเพราะพวกเขาเติบโตขึ้นมา พร้อมกับหนังสือออนไลน์ ( E-Book) การดาวน์โหลดเพลงและเว็บไซต์ต่างๆการมีผู้ปกครองเป็นกลุ่มคน Baby Boomers ตอนปลายหรือกลุ่ม เจเนอเรชั่นเอกซ์ที่เกิดในช่วง เปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีอนาล็อกไปสู่เทคโนโลยีแบบดิจิตอล
  • 17.
    แนวคิดเกี่ยวกับ Gen-Z เจเนอเรชั่นแซดมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่นTweens, Baby Bloomers, Generation 9/11 และ Generation XD เกิดในช่วงหลังปีค.ศ.1994 เป็นเจเนเรชั่นใหม่ล่าสุดที่พ่อแม่ของ พวกเขาแต่งงานช้าและมีแนวโน้มจะหย่ากันมากขึ้น เด็กในเจเนอเรชั่นนี้ต้องเผชิญกับการก่อการร้ายสากลผลที่ตามมาจาก เหตุการณ์ 9/11 ความรุนแรงในโรงเรียนเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนภาวะเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งทําให้พวกเขากลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยม สมัยใหม่ที่นําความเชื่อแบบดั้งเดิมมาใช้การให้คุณค่ากับครอบครัวการควบคุมตนเองและมีความรับผิดชอบมากขึ้นพวกเขาคุ้นเคยกับเทคโนโลยีระดับสูงและ แหล่งข้อมูลอันหลากหลายด้วยข่าวสารที่ระดมใส่พวกเขาในทุกๆด้านพวกเขาไม่เคยใช้ชีวิตโดยปราศจากอินเทอร์เน็ตและให้ความสําคัญกับความจริง Grail Research (2011) ได้ให้นิยามเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่า เจเนอเรชั่นแซดเป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงระหว่างกลางปี ค.ศ. 1990 ถึง 2010 และ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Digital Natives ซึ่ง เป็นกลุ่มคนที่พึ่งพาและใช้เทคโนโลยีได้อย่างสะดวกสบาย เพราะเป็นกลุ่มคนที่เกิดขึ้นมาในโลกยุคดิจิตอลที่ เทคโนโลยีเป็นสิ่งทั่วไปในปัจจุบันพวกเขาสามารถทํากิจกรรมได้หลายสิ่งในเวลาเดียวกันด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์บนโลกออนไลน์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนโปรดปรานในความเรียบง่ายและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์อีกทั้งยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูง Palley (2012) ได้ให้นิยามเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่าเป็นเจเนอเรชั่นด้อยประสบการณ์ที่เกิดหลังปี ค.ศ.1995 ตามหลัง Millennial generation โดยเจเนอเรชั่นนี้มีความ เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีอย่างแท้จริง พวกเขาจะอยู่ในโลกของโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (Smartphone) แทปเล็ต (Tablet)และ อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง
  • 18.
    แนวคิดเกี่ยวกับ Gen-Z เจเนอเรชั่นแซดเป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ.2000 ต้นๆ ถึงปัจจุบันพวกเขาโตมากับความก้าวหน้าทางการสื่อสาร และเทคโนโลยีสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตข้อความแบบทันทีการส่งข้อความโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแทปเล็ตในบางครั้งกลุ่ม คนในเจเนอเรชั่นนี้จะถูกเรียกว่า Generation Wii, iGeneration, Gen Tech, Digital Natives, Net Gen และ Facebook Generation จากนิยามข้างต้นได้มีการนิยามช่วงอายุที่หลากหลายดังนั้นจึงได้ทําการสรุปช่วงอายุสําหรับเจเนอเรชั่นแซดในงานวิจัย ครั้งนี้ให้อยู่ในช่วงอายุ 13-22 ปีเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในงานวิจัยครั้งนี้
  • 19.
    ลักษณะเฉพาะของ Gen-Z McQueen (2011)กล่าวถึงลักษณะเด่นของเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่ามีอยู่ 6 ลักษณะ ดังนี้ 1. มีความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี (Tech-Savvy)เจเนอเรชั่นแซดรู้จักเพียงโลกที่มีการเชื่อมต่อทันทีเป็นบรรทัดฐานเพราะการเปิดรับ เทคโนโลยีของเจเนอเรชั่นแซดเริ่มต้นก่อนเวลาที่กําหนดไว้โดยเกือบ 2 ใน 3 ของเด็กทารกที่มีอายุตํ่ากว่าหนึ่งขวบใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 1 ชั่วโมง 20 นาทีในแต่ ละวันอยู่หน้าโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ เด็กวัยหัดเดินอายุสองขวบจํานวนมากรู้ว่าตนเองอยู่ใกล้ๆโทรศัพท์ไอโฟนและมีแอปพลิเคชั่นบนมือถือของพ่อแม่ที่ ดาวน์โหลดมา เพื่อให้พวกเขาเล่นโดยเฉพาะ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีประสบการณ์วัยเด็กส่วนมากอยู่ในบ้านและมีเพียงเศษเสี้ยวเวลาว่าง เล็กๆ น้อยๆ ในการเล่นนอกบ้าน ความบันเทิง การเล่น และการปฏิสัมพันธ์กับสังคมของเด็กเจเนอเรชั่นแซดที่วนอยู่กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์และวิดีโอ เกมเพิ่มสูงมากขึ้นทุกทีโดยพวกเขาใช้เวลากว่า 27% ขณะตื่นอยู่ไปกับหน้าจอ 2. การเป็นผู้ใหญ่ก่อนกําหนด (Prematurely mature) เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีการเปิดรับมากขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้นและมีการทดลองที่ มากกว่าเด็กวัยเดียวกันในเจเนอเรชั่นก่อน ภาวะเริ่มเจริญพันธุ์ก่อนวัยราว 1-2 ปี เกิดขึ้นกับเด็กชายและเด็กหญิงเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่ แล้ว วัฒนธรรมป๊อปและการอิ่มตัวของสื่อเป็นปัจจัยสําคัญในการลดลงของช่วงวัยความไร้เดียงสาของเด็กเจเนอเรชั่นแซดเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญที่สุด ของการทําการตลาด
  • 20.
    ลักษณะเฉพาะของ Gen-Z McQueen (2011)กล่าวถึงลักษณะเด่นของเจเนอเรชั่นแซดไว้ว่ามีอยู่ 6 ลักษณะ ดังนี้ 3. ถูกเอาใจ (Pampered)เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีจํานวนพี่น้องน้อยกว่าเด็กในเจเนอเรชั่นก่อนเพราะการหดตัวของขนาดครอบครัวที่กว่า 60% จะมีบุตรเพียง 2 คนหรือน้อยกว่านั้นรวมไปถึงการมีสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยเพียง 3.2 คนรวมพ่อและแม่แล้วจึงทําให้ความสนใจ ความรักใคร่และเงิน ทองถูกใช้หมดไปกับเด็กในเจเนอเรชั่นนี้ 4. มีอํานาจ (Empowered)เด็กเจเนอเรชั่นแซดมักถูกเรียกว่า “ประชาชนตัวน้อย” เพราะเด็กในวัยนี้ถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่ย่อส่วนที่ได้รับการ คาดหวังว่าจะมีความสามารถในการตัดสินใจการควบคุมตนเองและความสามารถในการใช้เหตุผลในระดับเดียวกับผู้ใหญ่โดยพ่อแม่ของเด็กในวัยนี้จะเริ่มต้นตั้ง คําถามกับลูกถึงความพอใจของเขาก่อนที่เด็กจะสามารถตอบได้ และจะไม่ตัดสินใจโดยไม่ถามถึงความต้องการของลูกก่อน 5. ไม่ชอบเสี่ยง (Risk averse) เด็กเจเนอเรชั่นแซดเติบโตขึ้นมาในยุคที่ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ “การไม่สนอะไรทั้งสิ้น (Throwing caution to the wind)” ถูกมองว่าเป็นการไม่ เอาใจใส่ ซึ่งในปัจจุบันความเสี่ยงถูกมองว่าเป็นหนทางนําไปสู่ความล้มเหลว อันตราย ความผิดหวังและภัย คุกคามแทนที่จะถูกมองว่าเป็นส่วนที่จําเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงความเสี่ยงจึงกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสังคม 6. ได้รับการปกป้อง (Protected) เด็กเจเนอเรชั่นแซดกําลังเติบโตขึ้นมาในสภาวะ แวดล้อมที่พวกเขาได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยพ่อแม่ที่ อยู่ในเจเนอเรชั่นเอกซ์ ซึ่งเคยถูกเลี้ยง ดูมาอย่างอิสระกระแสการปกป้องลูกจากผลกระทบอื่นๆที่ตามมาอารมณ์ในด้านลบและความเป็นจริงของชีวิตกําลัง เติบโตขึ้นท่ามกลางกลุ่มผู้ปกครองที่มีลูกอยู่ในเจเนอเรชั่นแซด
  • 21.
    การทําการตลาดกับ Gen-Z เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีกําลังซื้อราว 43หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐและมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของครอบครัวราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพลง แฟชั่นเครื่องสําอาง และเกมมี ความสําคัญต่อเงื่อนไขการยอมรับและความเข้ากันได้ของกลุ่มทรงผมและเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่มี อิทธิพลอย่างสูงต่อความ ทันสมัย โดยเด็กในวัยนี้มากกว่า 70% จะมีอิทธิพลต่อตัวเลือกด้านอาหารของครอบครัวและมีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าสําหรับพวกเขามากถึง 80-90% เกือบ 2 ใน 3 ของพ่อแม่กล่าวว่าลูกๆของพวกเขามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อพาหนะ ดังนั้น ผู้ผลิตรถจึงใช้ประโยชน์จาก “ผู้ทรงอิทธิพลเด็ก (Kidfluence)”และวางเป้าหมายข้อความทางการตลาดไปสู่เด็กที่มีอายุระหว่าง 6 ถึง 14 ปี เด็กๆเหล่านี้สามารถจดจําตราสินค้าได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 เดือน โดยนักวิจัยบางส่วนคาดการณ์ว่าเด็กเจเนอเรชั่นแซดจะเป็นเด็กที่มีสุขภาพไม่ดีและมี นํ้าหนักมากกว่าเกณฑ์ ดังนั้น ศูนย์ออกกําลังกายและประกันสุขภาพจะ เป็นสินค้าและบริการที่ สําคัญสําหรับเด็กในเจเนอเรชั่นนี้(Williams และ Page,2011) นักการตลาดต้องเร่งสร้างความภักดีไว้ตั้งแต่ต้นเพราะเด็กเจเนอเรชั่นแซดเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เฉลียวฉลาดพวกเขาจะคิดมากเกี่ยวกับสิ่งที่พวก เขาจะสวมใส่และจะทําการซื้อสินค้าด้วยตนเองเด็กในเจเนอเรชั่นนี้มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ แสวงหาความสุขเสมออย่างทันด่วน (Instant gratification) ความสําเร็จตามธรรมชาติ (Success as a given) ค่านิยมทางสังคมแบบเสรีนิยม (Liberal Social Values) ความจริงเป็นค่านิยมหลักของ เด็กในเจเนอเรชั่นนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการล่มสลายทางศีลธรรมของชาติพวกเขามีความเข้าใจอันดีกับสิ่งที่ถูกและผิดสามารถเอาตัวรอดใน สถานการณ์คับขันได้และมีความรู้เท่าทันการตลาด (Williams และ Page, 2011)
  • 22.
    การทําการตลาดกับ Gen-Z Grail Research(2011) ได้เสนอแนะว่า บริษัทที่จะทําการตลาดกับเด็กเจเนอเรชั่นแซด จะต้องรับเอาช่องทางการตลาดและการขายสินค้าที่ มีพื้นฐานทางเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ระบบ ข้อความสั้ น (SMS) อินเทอร์เน็ตบนมือถือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นต้น และจะต้อง พยายามจับความ สนใจของเด็กในวัยนี้ให้ได้ รวมไปถึงการยกระดับตัวตนบนโลกเสมือนของ พวกเขาด้วย Palley (2012) กล่าวว่า เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีแนวโน้มจะเป็นนักใช้จ่ายเงินที่มีความ รับผิดชอบ เพราะพวกเขาจะพิจารณาฐานะทางการเงิน ของครอบครัวก่อนที่จะทําการซื้อสินค้า โดย 8 ใน 10 คนต้องแน่ใจก่อนว่าพ่อแม่ของพวกเขาเห็นด้วยกับการซื้อสินค้า และเด็ก 9 ใน 10 คน กล่าวว่า พวกเขาจะยับยั้งการใช้จ่ายถ้าพ่อแม่ของพวกเขากําลังพยายามที่จะประหยัดเงิน เด็กผู้หญิงในเจเนอเรชั่นแซดมีแนวโน้มจะใช้เงินสําหรับตนเองมากกว่าเด็กผู้ชาย เล็กน้อย และ เด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินหรือใช้เงินไปกับเพื่อนและครอบครัวมากกว่าเด็กผู้ชาย เจเนอเรชั่นแซดถูกเลี้ยงดูมาในสิ่งแวดล้อมที่มีช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกัน ทางด้านรายได้กําลังขยายวงกว้าง การเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง วิกฤตเศรษฐกิจเป็นสาเหตุให้เด็ก เจเนอเรชั่นแซด ตระหนักถึงความรับผิดชอบในงบประมาณที่ตนเองได้รับมากขึ้น พวกเขามีการ รับรู้ถึงความสําคัญของ เงินในระดับสูง ซึ่งสามารถเห็นได้จากการสํารวจความคิดเห็นของเด็ก เจเนอเรชั่นแซด กฎเกณฑ์ใหม่ทิ้งให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดต้องดิ้นรนเพื่อค้นพบตัวตนของตนเอง สังคมใน ปัจจุบันเปิดรับความแตกต่างมากขึ้นและมองว่าความ หลากหลายเป็นสิ่งดี แต่ผลกระทบที่ ตามมา คือ เด็กเจเนอเรชั่นแซดไม่สามารถนิยามตัวตนของตนเองได้ โดยกลุ่มคนในเจเนอเรชั่น ก่อนสามารถนิยาม ตนเองได้งาน (Resume)
  • 23.
    การทําการตลาดกับ Gen-Z สังคมที่เปลี่ยนไปทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดตระหนักในเรื่องสุขภาพ ภาวะนํ้าหนักเกินเกณฑ์ในวัยเด็กกลายเป็นประเด็นสําคัญที่ทําให้เกิดการ ต่อสู้ในทุกมิติเพื่อป้องกันเด็กเจเนอเรชั่นแซดจากภาวะดังกล่าว ความพยายามเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้พ่อแม่ในเจเนอเรชั่นเอกซ์เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่มีความ ตระหนักในสุขภาพ นวัตกรรมและข้อมูลที่รวดเร็วทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีความคิดสร้างสรรค์ เด็กเจเนอ เรชั่นแซด เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาใช้นวัตกรรมเป็นแรง บันดาลใจ อีกทั้งพวกเขายังมีโลกแห่งข้อมูลอยู่ที่ปลายนิ้ว ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มคนในเจเนอเรชั่น ก่อน พวก เขาไม่จําเป็นต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลมากนัก เทคโนโลยีทําให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีนิสัยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนใคร เจเนอเรชั่นแซด เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาเป็นเจเนอเรชั่นที่เต็มไปด้วย ความเป็นจริง พวกเขาเป็นนักปฏิบัติและ นิสัยการเรียนรู้ของพวกเขาสะท้อนความจริงข้อนี้ออกมา พวกเขาไม่จดจํา เพราะเด็กเจเนอเรชั่นแซดมีโลกแห่งข้อมูลอยู่ที่ปลายนิ้วของพวกเขา พวกเขาสามารถใช้กูเกิลค้นหาทุกสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ แทนที่จะเสียเวลาไปกับการจดจําในสิ่งที่ พวกเขามองหาเจเนอเรชั่นแซด พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ทํากิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน 84% ของเด็กเจเนอเรชั่น แซดสามารถทากิจกรรมหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตขณะรับชมโทรทัศน์โดยไม่เกิดความสับสน
  • 24.
    การทําการตลาดกับ Gen-Z จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เจเนอเรชั่นหมายถึง กลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยที่เกิดมาในช่วงเวลาเดียวกันและมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทาง สังคมทั่วๆ ไป มุมมองทาง การเมือง ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีความแตกต่างทางลักษณะประชากรปัจจัยทางสังคมและรูปแบบการเลี้ยง ดูที่แยกกลุ่มคนในแต่ละเจเนอเรชั่นออกจากกัน ในงานวิจัยใน ครั้งนี้เลือกศึกษาเฉพาะเจเนอเรชั่นวาย เจเนอเรชั่นแซดซึ่งได้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชานนท์ ศิริธร (2554) ได้ศึกษาเรื่องการเปิดรับสื่อและการยอมรับนวัตกรรมของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจเนอเรชั่นวายพบว่า เจเนอเรชั่นวายเปิดรับสื่อมากกว่าเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ยกเว้นด้านความถี่ในการเปิดรับสื่อโทรทัศน์เจเนอเรชั่นวายมีการเป็นเจ้าของนวัตกรรมการยอมรับ นวัตกรรมและความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคลมากกว่าเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ตัวแปรด้านการเป็นเจ้าของนวัตกรรมการยอมรับนวัตกรรมและความสนใจนวัตกรรม ส่วน บุคคลมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก
  • 25.
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดการเลือกตลาดเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งในตลาด เอกชัย อภศิกัดกิ์ลและทรรศนะ บุญขวัญ(2549) ได้อธิบายว่า การวางตําแหน่งในผลิตภัณฑ์ในตลาด (STP Marketing) หมายถึง การจัดการผลิตภัณฑ์และส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างกันเพื่อสนองความต้องการของตลาดที่มีลักษณะและความต้องการที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ตลาดและหาโอกาสทางการตลาดตามแนวคิดการวางตําแหน่งในผลิตภัณฑ์ในตลาด (STPMarketing)จะแบ่งส่วนตลาดออกเป็นส่วนย่อย (Segmentation)จากนั้นก็กําหนดเลือกตลาดเป้าหมายที่ต้องการ (Target Market)เมื่อเลือกตลาดได้แล้วต่อไปก็เป็นการวางตําแหน่งของผลิตภัณฑ์ในตลาด (Positioning) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาลูกค้าที่แท้จริง (Real Prospects) เพื่อผลักดันไปสู่การซื้อและรับประสบการณ์ โดยแต่ละส่วนย่อยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (ปณิศา ลัญชานนท์2548) 1.การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) เป็นแนวคิดการแบ่งกลุ่มลูกค้า ซึ่ง แบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่ม ตามประเภท คือ 1.1 สภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ อัตราการเติบโตของประชากร ลักษณะภูมิศาสตร์ในด้าน ความหนาแน่นของประชากร เป็นต้น 1.2 ลักษณะประชากร ได้แก่ อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ และสถานภาพ ครอบครัว เป็นต้น 1.3 ลักษณะทางจิตวิทยา ได้แก่ คุณค่า ทัศนคติและรูปแบบการดํารงชีวิต เป็นต้น 1.4 พฤติกรรม ได้แก่ รูปแบบ พฤติกรรมการซื้อความจงรักภักดีต่อแบรนด์ประโยชน์ของการใช้สอยและการอ่อนไหวด้านราคา เป็นต้น
  • 26.
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดการเลือกตลาดเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งในตลาด 2. การเลือกตลาดเป้าหมาย (MarketTargeting) คือ การกําหนดตลาดเป้าหมายที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพต่อตลาดการกําหนดตลาดเป้าหมายนั้นต้อง มีการประเมินคุณค่าส่วน ของตลาดแต่ละส่วนโดยคํานึงถึงปัจจัย 2 ประการ คือ ความน่าสนใจของแต่ละส่วนของตลาดพิจารณาจากขนาดของตลาดมูลค่า ตลาด ความเสี่ยง และวัตถุประสงค์ รวมถึงทรัพยากรของ บริษัทที่มีอยู่ ธุรกิจสามารถกําหนดตลาดเป้าหมายได้ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 2.1 การเลือกเพียงส่วนตลาดเดียวเป็นตลาดเป้าหมาย (Single-segment Concentration)ธุรกิจจะสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจในความ ต้องการของส่วนของตลาดที่ เลือกได้อย่างลึกซึ้ง และยังสร้างชื่อเสียงและความชํานาญเฉพาะด้านให้กับธุรกิจได้แต่มีความเสี่ยงหากไม่ประสบความสําเร็จใน ส่วนของตลาดที่เลือก 2.2 การเลือกหลายส่วนของตลาดเป็นตลาดเป้าหมาย (Differentiated Marketing)โดยมากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีทรัพยากรมากพอที่จะ กําหนดกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดหลายชุดสําหรับแต่ละส่วนของตลาดที่เลือกเข้าไป 2.3 การเลือกทุกส่วนของตลาดเป็นตลาดเป้าหมาย (Undifferentiated Marketing)เป็นธุรกิจที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตนตอบสนองความ ต้องการของลูกค้าทุกๆส่วนของตลาดโดยไม่แยกกลยุทธ์การตลาดให้มีความแตกต่างกันตามแต่ละส่วนของตลาดซึ่งโอกาสที่ธุรกิจจะประสบความสําเร็จจาก กลยุทธ์ประเภทนี้มีน้อยมากเนื่องจากผู้บริโภคในแต่ละส่วนของตลาดย่อมมีความแตกต่างกันส่วนของตลาดแต่ละส่วนก็จะยิ่งมีขนาดเล็กลงและกลยุทธ์ การตลาดก็จะมีลักษณะเฉพาะตามส่วนของตลาดหรือส่วนย่อยของตลาดแต่ละส่วนในที่สุด
  • 27.
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งส่วนตลาดการเลือกตลาดเป้าหมายและการกําหนดตําแหน่งในตลาด 3. การวางตําแหน่งของผลิตภัณฑ์ในตลาด (Positioning)คือ การออกแบบข้อเสนอและ ภาพลักษณ์ของสินค้าและธุรกิจ เพื่อสร้างความโดดเด่นในตลาด เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยให้เรา อธิบายได้ว่าลูกค้าหรือตลาดเป้าหมายอยู่ส่วนใดในตลาด เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันเราอยู่ที่ใด ตําแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นจะต้องทํา ให้ผลิตภัณฑ์โดดเด่น และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นถึง คุณประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ของเรา เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถทําให้ผลิตภัณฑ์ของเรายืนอยู่ได้ อย่าง โดดเด่น ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะให้ความสนใจ จึงมีความสําคัญมากที่ต้องเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์ของเราในมุมมองของลูกค้าที่เปรียบเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้ เราสามารถแบ่งส่วนตลาดได้เป็น 4 ระดับด้วยกัน คือ การตลาดแบบแบ่ง ส่วน การตลาดส่วนเล็ก การตลาดระดับท้องถิ่น และการตลาด ส่วนบุคคล (สุวิมล แม้นจริง, 2552) 1. การตลาดแบบแบ่งส่วน (Segment Marketing) เป็นการแบ่งส่วนตลาดให้ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนกัน ถึงแม้ว่าลูกค้าแต่ละคนจะมีความชอบพฤติกรรมการ ซื้อ อํานาจซื้อ ทัศนคติและนิสัยการซื้อที่แตกต่างกัน 2. การตลาดส่วนเล็ก (Niche Marketing) เป็นการแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ออกเป็นกลุ่มใหญ่แต่กําหนดขอบเขตให้แคบกว่า นั้น อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ความต้องการของ พวกเขายังไม่ได้รับการตอบสนอง 3. การตลาดระดับท้องถิ่น (Local Marketing) ทุกวันนี้นักการตลาดตามเป้าหมายได้เพิ่ม ความสนใจในการทําการตลาดระดับภูมิภาคหรือ ระดับท้องถิ่น โดยการกําหนดแผนการตลาดให้ สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าท้องถิ่นแต่ละกลุ่ม 4. การตลาดส่วนบุคคล (Individual Marketing) ระดับสุดท้ายของการตลาดเป้าหมาย คือ การตลาดที่มุ่งสู่ลูกค้าทีละคนหรือการตลาดที่ มุ่งสู่ผู้บริโภคหรือการตลาดหนึ่งต่อหนึ่งธุรกิจ
  • 28.
    แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก ส่วนประสมการค้าปลีก (Retailing Mix)หมายถึง การจําหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคคน สุดท้าย ซึ่งซื้อไปเพื่อบริโภคของตนเองหรือครอบครัวผู้ขายจะเป็น ใครก็ได้ ซึ่งส่วนประสม การตลาดค้าปลีกประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้านดังนี้ (ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ, 2546: 9) 1. สินค้าและการให้บริการ(Offering)องค์ประกอบด้านนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ด้านสินค้าต้องเลือกสินค้าที่อยู่ในความต้องการของลูกค้าเข้ามาจําหน่ายใน ร้านทั้งนี้ต้องสํารวจความต้องการของผู้ซื้ออยู่ตลอดเวลาและด้านการให้บริการ คือ การตอบข้อสงสัยในเรื่องตัวสินค้าการอํานวยความสะดวกในการจับจ่าย ใช้สอย ตลอดจนการให้บริการในการขนส่งสินค้าไปให้ 2. สิ่งที่อํานวยความสะดวกที่ลูกค้าสัมผัสได้องค์ประกอบนี้แยกเป็น 3 ส่วนคือ 2.1 ทําเลที่ตั้งของร้าน (Location)นับว่าเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความสําเร็จของร้านค้าได้มากเนื่องจากร้านค้าปลีกแต่ละประเภทจะมี กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันจึงส่งผลต่อการเลือกทําเลที่ตั้งด้วย 2.2 การวางผังร้าน (Lay Out)หมายถึง การจัดแผนผังการให้บริการภายในร้านซึ่งจะต้องมีความเหมาะสมกับประเภทของร้านและรูปแบบ การให้บริการ 2.3 การออกแบบตกแต่งร้าน (Design)จะต้องตกแต่งให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายและกําหนดองค์ประกอบให้ชัดเจนว่าจะตกแต่งหน้าร้านและใน ร้านเป็นแนวคิดอย่างไร
  • 29.
    แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก 3. ราคาสินค้า (Price)ด้วยเหตุที่ธุรกิจค้าปลีกเป็นประเภทธุรกิจซื้อมาขายไปการกําหนดราคาสินค้าจึงเกิดจากต้นทุนค่าสินค้าที่ซื้อเข้ามาบวกกับกําไรที่ทาง ร้านที่คาดหวังและปรับด้วยปัจจัยทางการตลาดตามความเหมาะสมเช่น ประเภทของสินค้าที่ขายราคาสินค้าในร้านของคู่แข่ง เป็นต้น 4. การสื่อสารทางการตลาด (Communication)ในส่วนของร้านค้าปลีกนั้นการส่งเสริมการตลาดจะได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมการตลาดของ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอยู่แล้วแต่เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายทางร้านสามารถจัดการส่งเสริมการขายขึ้นมาได้อีก ดังนี้ 4.1 การโฆษณา (Advertising) เป็นกิจกรรมในการนําเสนอข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น 4.2 การประชาสัมพันธ์ (Public Relation)หมายถึงการนําเสนอกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความสนใจให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาร่วมกิจกรรมที่ร้าน เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว กิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ต่อสังคมหรือเป็นกิจกรรมที่แฝงไว้ด้วยการนําเสนอสินค้า 4.3 การใช้พนักงานขาย (Personal Selling)เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่ร้านค้าปลีกต้องจัดพนักงานไว้สําหรับบริการตอบคําถามและแนะนําสินค้า ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน 4.4 การส่งเสริมการขาย (SalesPromotion)เป็นกิจกรรมการส่งเสริมนอกเหนือจากการโฆษณาการขายโดยใช้พนักงานขายและการ ประชาสัมพันธ์
  • 30.
    แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก ภัทธภร พลพนาธรรม (2549)กล่าวว่า ส่วนประสมการตลาดค้าปลีก (Retail Mix) ประกอบด้วย 1. ผลิตภัณฑ์ (Product)การบริหารผลิตภัณฑ์สําหรับธุรกิจค้าปลีกเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทของผลิตภัณฑ์และส่วนประสมผลิตภัณฑ์ (Product mix) 2. ราคา (Price) ในธุรกิจค้าปลีกราคามีความสําคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและมีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขัน ของธุรกิจ 3. ช่องทางจัดจําหน่าย (Place) การกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกการเลือกทําเลที่ตั้งการกําหนดลักษณะของประเภทธุรกิจค้า ปลีกการออกแบบร้านค้าและสิ่งอํานวยความสะดวกให้กับลูกค้า 4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion) ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายและการใช้พนักงานขายเป็นเครื่องมือที่ผู้ขายสื่อสาร ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า การบริการ ภาพลักษณ์ของร้าน 5. บุคลากร (People) การบริหารบุคลากรในธุรกิจค้าปลีกทั้งในส่วนความสามารถและคุณสมบัติส่วนบุคคลเพื่อทําหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ การ ขายด้วยพนักงานการให้บริการการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า 6. การนําเสนอสินค้าหรือบริการ (Presentation)ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคประกอบด้วยการนําเสนอสินค้าให้สะดุดตา การ ทํากิจกรรมส่งเสริมการขายองค์ประกอบส่วนประสมการค้าปลีก
  • 31.
    แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกบัส่วนประสมการค้าปลีก อดุลย์ จาตุรงคกุล(2550) กล่าวว่าส่วนประสมการตลาดค้าปลีก(RetailMix)ประกอบด้วยด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดหมวดหมู่สินค้า ราคา (Price) การจัด จําหน่าย การส่งเสริมการตลาด การบริการและบรรยากาศในร้าน กล่าวโดยสรุป ส่วนประสมการตลาดค้าปลีกประกอบด้วย 1. ด้านทําเลที่ตั้ง (Location) การประกอบธุรกิจค้าปลีกนั้นทําเลที่ตั้งถือเป็นปัจจัยสําคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาคัดเลือกทําเลที่ตั้ง ร้านค้าปลีกให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจ 2. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Merchandise Assortment) คือ ประเภทของสินค้าที่มีจําหน่ายในร้านมีความหลากหลายในประเภทของ สินค้า ขนาดราคา และคุณภาพเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกและสามารถเลือกซื้อตามความต้องการ 3. ด้านราคา (Pricing Policy) คือจํานวนเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการผลรวมของมูลค่าที่ผู้บริโภคใช้แลกเปลี่ยนเพื่อ ผลประโยชน์ในการมีหรือการใช้สินค้าหรือบริการ 4. ด้านการสื่อสารการตลาด (Communication) คือ การวางแผนภายใต้แนวความคิด เดียว โดยใช้กิจกรรมการสื่อสารหลายรูปแบบ ร่วมกัน ส่วนประสมการสื่อสารการตลาดเป็นปัจจัยทางการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่านช่อง ทางการสื่อสารประเภทต่างๆ 5. ด้านการออกแบบร้านและการจัดวางสินค้า (Store Design and Display) หมายถึง การกําหนดวางผังสินค้าประเภทต่างๆในร้านอย่าง สอดคล้องกัน 6. ด้านการบริการลูกค้า (Customer Service) หมายถึง กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ในเชิงเศรษฐกิจเป็นการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่ามีการ จัดเตรียมผลประโยชน์ให้กับลูกค้า ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง
  • 32.
    แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมผ้บูริโภค (Consumer Behavior) ยุทธนาธรรมเจริญ (2551) ให้คําจํากัดความของผู้บริโภคว่า หมายถึง บุคคลหนึ่งหรือหลายคนที่แสดงออกซึ่งสิทธิที่จะต้องการของตนเอง และครอบครัวหรือซื้อเพื่อสร้างความพอใจให้กับกลุ่มสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ อดุลย์ จาตุรงคกุลและคณะ (2551) ให้คําจํากัดความของผู้บริโภคว่าคือบุคคลต่างๆที่มีความสามารถในการซื้อ (Ability to Buy)หรืออีกนัย หนึ่งถ้ามองในแง่ของเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นสื่อกลางก็คือทุกคนที่มีเงิน เสรี วงษ์มณฑา (2552) กล่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง ลักษณะการซื้อของผู้บริโภค เช่น ซื้อที่ไหน ซื้อ เมื่อใด ซื้อมากน้อยเพียงใดใครเป็นผู้ซื้อและใช้มาตรการอะไรในการตัดสินใจซื้อและพฤติกรรมการใช้ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2550) ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค(Consumer Behavior) ว่าหมายถึงพฤติกรรมซึ่งบุคคลทําการค้นหา (Searching) การซื้อ (Purchasing) การใช้ (Using) การประเมินผล (Evaluation) และการใช้จ่าย (Disposing)ในผลิตภัณฑ์และบริการ ปริญ ลักษิตนนท์ (2553) และธงชัย สันติวงษ์ (2550) และให้คําจํากัดความของพฤติกรรมผู้บริโภคว่าเป็นการกระทําของบุคคลใดบุคคล หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหาให้ได้มาและการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ Lamb Hair และ McDaniel (2000) กล่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง กระบวนการที่ผู้บริโภคได้มีการ ตัดสินใจซื้อและมีการใช้สินค้าหรือบริการที่ได้จ่ายเงิน ซื้อมาแล้วดังนั้น กระบวนการนี้จึงรวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการซื้อและการใช้สินค้าด้วย Solomon (2002) ได้ให้ความหมายพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ไว้ว่าเป็นขั้นตอนซึ่งเกี่ยวกับความต้องการประสบการณ์การ ซื้อการใช้สินค้าและบริการของผู้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค
  • 33.
    แนวคิคและทฤษฎีความต้องการ มาสโลว (Maslow. 2000)เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์สามารถอธิบายโดยใช้แนวโน้มของบุคคลในการค้นหาเป้าหมายที่จะทําให้ชีวิตของเขา ได้รับความต้องการความปรารถนาและได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง Maslow กล่าวว่าความปรารถนาของมนุษย์นั้นติดตัวมาแต่กําเนิดและความปรารถนาเหล่านี้จะเรียงลําดับขั้นของความปรารถนาตั้งแต่ขั้นแรก ไปสู่ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไปเป็นลําดับ (The Need – Hierarchy Conception of Human Motivation )โดยเรียงความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับเรียงตามความสําคัญจากความต้องการตํ่าสุดไปจนถึงความต้องการของมนุษย์สูงสุด ดํารงชัย ชัยสนิทและสุนี เลิศแสวงกิจ (2546:60) ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์มีความต้องการ (Need)สินค้าหรือบริการอยู่เสมอและเมื่อความ ต้องการได้พัฒนามากขึ้นมาเป็นความอยากได้ (Want)มนุษย์จึงต้องใช้ความพยายามการจัดหาสิ่งนี่นมาสยองความต้องการโดยใช้พฤติกรรมต่างๆจนกระทั่ง บรรลุตามเป้าหมาย
  • 34.
    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จิราภรณ์ สุวรรณ (2557)ได้ศึกษาเรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจ ด้านส่วนประสมการค้าปลีกและพฤติกรรมการ บริโภคของลูกค้ากับแนวโน้มการใช้บริการร้าน สุวรรณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจด้านส่วนประสมการค้าปลีกที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้ม พฤติกรรมการใช้บริการร้านสุวรรณกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านสุวรรณ เก็บแบบสอบถาม จํานวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ANOVA , T-test และ Pearson Correlation coefficient จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 30- 39 ปี สถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาสูงสุดระดับมัธยมศึกษา ประกอบอาชีพค้าขาย หรือ ธุรกิจส่วน ตัว มีรายได้ต่อเดือน 20,001 ถึง 30,000 บาท ลูกค้ามีระดับความพึงพอใจด้านส่วน ประสมการค้าปลีกโดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาความพึงพอใจในส่วนประสมการค้าปลีกแต่ละ ด้านพบว่าลูกค้าร้านสุวรรณมีความพึงพอใจด้านทําเลที่ตั้งโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดรองลงมาคือด้านความหลากหลายของประเภทสินค้าด้านส่วนประ สมการสื่อสาร การตลาด ด้านการบริการลูกค้า ด้านนโยบายราคา และด้านการออกแบบร้านและการจัดวางสินค้า ตามลาดับด้านพฤติกรรมการบริโภค ของลูกค้าร้านสุวรรณพบว่าบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการร้านสุวรรณมากที่สุด คือ เพื่อน ยอดซื้อโดยเฉลี่ยแต่ละครั้งต่ํากว่า 100 บาท
  • 35.
    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาที่มาใช้บริการบ่อยที่สุด คือ ช่วงเย็นช่วงวันที่มาใช้บริการบ่อยที่สุด คือ ช่วงวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) ความถี่ในการมาใช้บริการ ร้านสุวรรณในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาสูงสุด 6 ครั้งขึ้นไปการทดสอบสมติฐานพบว่าความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับแนวโน้มการใช้บริการร้าน สุวรรณ พบว่า ปัจจัยด้านอายุ สถานภาพระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อแนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณแตกต่างกันอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลาดับ การทดสอบความแตกต่างต่างด้านพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ากับแนวโน้มการใช้บริการร้าน สุวรรณ พบว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการซื้อ ค่าใช้จ่าย ช่วงเวลา และความถี่ในการใช้บริการที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อแนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลาดับ และทดสอบสมมติฐานความพึงพอใจในส่วนประสมการค้าปลีกมีความสัมพันธ์ต่อ แนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณพบว่าความพึงพอใจของลูกค้าในส่วนประสมการค้าปลีกทุกด้านมีความสัมพันธ์ต่อแนวโน้มการใช้บริการร้านสุวรรณ.
  • 36.
    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ชนาวจี เอมโอช (2557)ได้ศึกษาเรื่องกาจําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์กับกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภท ลักชัวรี่แบรนด์ เพศหญิงจากร้านรับฝากซื้อโดยใช้ปัจัจยด้านความสําคัญของส่วนประสมการค้าปลีกกรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครมีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อการศึกษาพฤติกรรมกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์กับกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทลักชัวรี่แบรนด์ 2.เพื่อค้นหาความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ซื้อ กระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์ โดยใช้ปัจจัยด้านความสําคัญของส่วนประสมการค้าปลีกเป็นตัวจําแนก จากผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านความสําคัญของ ส่วนประสมการค้าปลีกที่ทําให้คนทั้ง 2 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ร้านค้ารับฝากซื้อ มีรูปแบบ กระเป๋ารุ่นที่ดารา นักแสดง นางแบบใช้วางจําหน่ายในร้าน, ด้านการส่งเสริมการตลาด ได้แก่ ร้านค้ารับฝากซื้อมีการส่งข้อมูลข่าวผ่านโลกโซเชียล เน็ตเวิร์ค, ร้านค้ารับฝากซื้อมีการจัด โปรโมชั่น, ร้านค้ารับฝากซื้อมีการจัดทําบัตรสมาชิกเพื่อให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าและด้านการบริการลูกค้า ได้แก่ ภายในร้านค้ารับฝากซื้อมีบริการหยิบสินค้าให้เมื่อลูกค้าต้องการ ดยกลุ่มผู้ ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์ได้ให้ความสําคัญกับส่วนประสมการค้าปลีก ทั้ง 3 ด้าน มากกว่ากลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าลักชัวรี่แบรนด์
  • 37.
    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ชานนท์ ศิริธร (2554)ได้ศึกษาเรื่องการเปิดรับสื่อและการยอมรับนวัตกรรมของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจเนอเรชั่นวาย มี วัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษา1) เปรียบเทียบการเปิดรับสื่อระหว่างเจเนอเรชั่นเอ็กซ์(อายุ 32-48 ปี) กับเจเนอเรชั่นวาย (อายุ 16-31 ปี) และ 2) เปรียบเทียบการยอมรับนวัตกรรมระหว่างเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กับเจเนอเรชั่นวาย นอกจากนี้ งานวิจัยครั้งนี้ยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้านการเป็น เจ้าของนวัตกรรม การยอมรับนวัตกรรม และความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคลด้วย โดยทําการวิจัยเชิงสํารวจด้วย การใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างเจ เนอเรชั่นเอ็กซ์กับเจเนอเรชั่นวาย ในเขตกรุงเทพมหานคร จํานวน 413 คน ผลการวิจัย พบว่า 1. เจเนอเรชั่นวายเปิดรับสื่อมากกว่า เจเนอเรชั่นเอ็กซ์อย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติยกเว้นด้านความถี่ในการเปิดรับสื่อโทรทัศน์ 2. เจเนอเรชั่นวายมีการเป็นเจ้าของนวัตกรรมการยอมรับนวัตกรรมและความสนใจ นวัตกรรมส่วนบุคคลมากกว่าเจเนอเรชั่นเอ็กซ์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 3. ตัวแปรด้านการเป็นเจ้าของ นวัตกรรมการยอมรับนวัตกรรมและความสนใจ นวัตกรรมส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กันในเชิง บวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 38.
    1. การให้ข่าวสาร ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก 1.ด้านทําเล 2.ด้านความหลากหลายของสินค้า 3.ด้านราคา 4.ด้านการสื่อสารทางการตลาด 5.ด้านการออกแบบร้าน 6.ด้านการบริการลูกค้า รูปที่ 1กรอบแนวคิดสําหรับการวิจัย “การจําแนกความแตกต่างระหวางกลุ่มGen-Yและกลุ่มGen-Z โดยใช้ความ ต้องการส่วนประสมการค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร” กล่มุGen-Y คนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2520 – 2537 กล่มุGen-Z คนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ2538.-2547
  • 39.
    1. การให้ข่าวสาร ประชากรในการศึกษา คือผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Y (ผู้ที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2520-2537) และ Gen-Z (ผู้ที่เกิดในช่วง ปี พ.ศ.2538-2547 )มีอายุตั้งแต่ 13-40 ปีและมีพฤติกรรมเคยซื้อสินค้าหรือเข้าร้านอีฟแอนด์บอยซึ่งมีประชากรกลุ่ม Gen-Yจํานวน 1,475,616 คนและจํานวนประชากรกลุ่ม Gen-Z จํานวน 724,819 คนรวมทั้งสิ้นเป็นจํานวน 2,200,435 คน (ระบบสถิติทางการทะเบียนจํานวนประชากรแยกรายอายุกรุงเทพมหานคร เดือนธันวาคม พ.ศ.2559) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคกลุ่มGen-YและGen-Zที่มีอายุตั้งแต่13-40ปีที่เคยซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนด์บอยในเขต กรุงเทพมหานครจํานวน 5 สาขาจํานวน 200 คนภายใต้ระดับความเชื่อมั่น 95%ทําการจําแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Gen-Y จํานวน 100 คน และ กลุ่ม Gen-Z จํานวน 100 คน เก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลโดยการแจกและเก็บ แบบสอบถามโดยตรงคือการแจกแบบสอบถามและขอให้ผู้ตอบอ่านและตอบคําถามด้วยตัวเอง
  • 40.
    1. การให้ข่าวสาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ มีขั้นตอนดังนี้ 1.วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยวิธีการหาค่าร้อยละ 2.วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้การทดสอบChi-Squareระหว่างกลุ่มผู้บริโภคGen-YและGen-Zกับข้อมูลทางด้าน ประชากรศาสตร์และข้อมูลทางด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 3.การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภค2กลุ่มคือGen-YและGen-Zด้วยการทดสอบANOVAกับปัจจัยความต้องการ ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4.วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ DiscriminantAnalysisในการจําแนกกลุ่มและประเมินความถูกต้องของสมการเส้นตรง โดยดูจากค่า Significance Level ของค่า Wilks' lambda มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
  • 41.
    1. การให้ข่าวสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่1 งานวิจัยนี้ได้เลือกการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดย การแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 ตัวอย่างและกลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 ตัวอย่าง ขั้นที่ 2 ทําการเก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลโดยตรงจากกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอยจํานวน 5 สาขาที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร คือ 1.สาขาสยามสแควร์ ซอย 1 2.สาขาอโศก 3.สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต 4.สาขาเมกะบางนา 5.สาขาสยามสแควร์วัน ชั้น Gโดยวิธีแจก แบบสอบถามและขอให้ผู้ตอบอ่านและตอบคําถามด้วยตัวเอง
  • 42.
    1. การให้ข่าวสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่3 ทําการวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ การวิเคราะห์การจําแนกความแตกต่าง (Discriminant Analysis) โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของผู้ตอบแบบสอบถามด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยวิธีการหาค่าร้อยละและแจกแจงความถี่ 2. วิเคราะห์ข้อมูลลักษณะทางด้านประชากรศาสตร์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยวิธีการหาค่าร้อยละและแจกแจงความถี่ 3. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภค กลุ่มGen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ด้วย การทดสอบ ANOVAกับปัจจัยความต้องการส่วน ประสมทางการตลาดค้าปลีกที่มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (หรือค่า P) และดูที่ค่า F-Ratio ที่เรียงลําดับความสําคัญจากมากไปน้อย 4. วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้การทดสอบ Chi-Square จะแสดงตารางไขว้ระหว่างกลุ่มผู้บริโภค Gen-Y และ Gen-Z กับ ข้อมูล ทางด้านประชากรศาสตร์ และข้อมูลทางด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (ดูค่า Pearson Chi - Square และค่า Asymp. Sig.) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าในลักษณะส่วนบุคคลเรื่องใดบ้างและพฤติกรรมการซื้อลักษณะใดพบในผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งใน สัดส่วนที่มากกว่าที่พบในอีกกลุ่มหนึ่ง
  • 43.
    1. การให้ข่าวสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้ 5.วิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ (Discriminant Analysis) ในการจําแนกกลุ่มพร้อมประเมินความถูกต้องของสมการเส้นตรงเส้นตรงโดยดูจาก ค่า Significance Level ของค่า Wilks' lambda ที่ระดับนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 ค่า R squareตัวแปรต้นสามารถอธิบายตัวแปรตามได้กี่เปอร์เซนต์ และ ค่า Hit Ratio มีค่ามากกว่าค่าของ Cpro อย่างน้อย 25% และประเมินจากค่า Discriminant Loadingซึ่งต้องมีค่ามากกว่า ±.40 จะถือว่ามี ความสําคัญในการจําแนกกลุ่มและหาค่า Cutting Score ว่าชุดใดควรอยู่กลุ่มไหน 6. วิเคราะห์ความคลาดเคลื่อน (Casewise Statistics)ในการพยากรณ์ของ (Discriminant Analysis)ที่พบในการพยากรณ์ผู้ตอบ แบบสอบถามแต่ละรายโดยใช้สมการเส้นตรงพิจารณาจากค่า P โอกาสในการสังกัดกลุ่มมีค่าใกล้เคียงกันแสดงว่าเป็นการพยากรณ์คลาดเคลื่อนเพียง เล็กน้อยและเทียบจากระยะห่างกลุ่ม หากระยะห่างมีค่าใกล้เคียงกัน แสดงว่า แบบผู้ตอบแบบสอบถามรายนั้น อาจไม่จัดอยู่ทั้ง 2 กลุ่มและการ พยากรณ์คลาดเคลื่อนจากการขาดตัวแปรที่สําคัญในการจําแนกกลุ่มและอธิบายวิธีการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  • 44.
    1. การให้ข่าวสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้ 7.การประเมินความสําคัญของคําถาม 5 ลําดับที่ใช้ในการจําแนกกลุ่มทั้ง 3 วิธี คือ Standardized Discriminant Coefficient (วิเคราะห์ทุก ตัวพร้อมกัน), Structure Matrix (วิเคราะห์ทีละตัวแปร)และ ANOVA (เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มกับตัวแปรอิสระของแต่ละ คําถามที่มีความสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05) และเรียงลําดับความสําคัญของคําถามจากมากไปน้อยซึ่งตัวแปรที่มีค่านี้สูงแสดงว่ามีอิทธิพลในการจําแนก กลุ่มมากที่สุด 8. การอธิบายลักษณะสําคัญที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มจะบรรยายความแตกต่างของกลุ่มเมื่อพิจารณาจากคําถามที่ผ่านการประเมินแล้วว่ามี ความสําคัญและสามารถจําแนกกลุ่มได้ดีโดยสรุปว่ากลุ่มใดมีค่าเฉลี่ยของคําถามเหล่านั้นสูงหรือต่ํากว่าค่าเฉลี่ยรวม
  • 45.
    1. การให้ข่าวสาร เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยและการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเรื่อง “การจําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มGen-Z และ Gen-Y โดยใช้ความต้องการส่วน ประสมการค้าปลีกธุรกิจร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร” ผู้วิจัยได้นําข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถาม ของกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจํานวน 400 คน มาวิเคราะห์และนําเสนอผลการวิเคราะห์โดยใช้ตารางประกอบคําบรรยายจําแนกตามลําดับ ดังนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 2 การคัดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน
  • 46.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 1. การสรุปอัตราการตอบกลับในการเก็บข้อมูลแบบสอบถามงานวิจัยผู้วิจัยได้ทําการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่างการเก็บข้อมูลและทําการบันทึกการเก็บข้อมูลแต่ละครั้ง ตาราง 4.1 ตารางสรุปอัตราการตอบกลับ
  • 47.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 1. การสรุปอัตราการตอบกลับในการเก็บข้อมูลแบบสอบถามงานวิจัยผู้วิจัยได้ทําการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บข้อมูลและทําการ บันทึกการเก็บข้อมูลแต่ละครั้ง จากตาราง 4.1 การเก็บแบบสอบถามตามเวลาข้างต้นในระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 ถึง วันที่ 10 มิถุนายน 2560 โดยทําาการเก็บจากสถานที่ ตามแผนการสุ่มตัวอย่าง 5 ที่ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เก็บแบบสอบถามทั้งสิ้น 423 ชุด มีจํานวนแบบสอบถามที่เกินโควตา 10 ชุด มี แบบสอบถามที่ใช้การ ไม่ได้ 13 ชุด และมีแบบสอบถามที่ใช้การได้จํานวน 400 ชุด
  • 48.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวนทั้งสิ้น 400 คน เป็นเพศหญิงจํานวน 384 คน คิดเป็นร้อยละ 96 และเป็นเพศชายจํานวน 16 คน คิดเป็น ร้อยละ 4 โดยสัดส่วนเพศหญิงกลุ่ม Gen-Z มีจํานวน 195 คน คิดเป็นร้อยละ 97.5 สัดส่วนเพศหญิงกลุ่ม Gen-Y มีจํานวน 189 คน คิดเป็นร้อยละ 94.5 และสัดส่วนเพศชายสัดส่วนเพศชายกลุ่ม Gen-Y มีจํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 กลุ่ม Gen-Z มีจํานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 2.50 ตาม ลําดับ ตาราง 4.2.1 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านเพศ
  • 49.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z ส่วนใหญ่มีอายุ 18-22 ปี จํานวน 133 คน คิดเป็นร้อยละ 33.25 รองลงมาเป็นผู้ที่มีอายุ 13-17 ปี จํานวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 16.75 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุ 28-32 ปี จํานวน 96 คนคิดเป็นร้อยละ 24.0 รองลงมาเป็นผู้ที่มีอายุ 23-27 ปี จํานวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 21.75 และ เป็นผู้ที่มีอายุ 33-40 ปี จํานวน 18 คนคิดเป็นร้อยละ 4.50 ตามลําดับ ตาราง 4.2.2 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านอายุ
  • 50.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จํานวน 224 โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Yจํานวน 156 คน คิด เป็นร้อยละ 78.0 กลุ่ม Gen-Zจํานวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0 รองลงมามีระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จํานวน 86 คน เป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Zจํานวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 43.0 และมีระดับ การศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน 46 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 23.0 ตามล าดับ ตาราง 4.2.4 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านระดับการศึกษา
  • 51.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่พนักงานบริษัท จํานวน 152 คน โดย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 152 คน คิดเป็น ร้อยละ 76.0 รองลงมาเป็น นักศึกษา จํานวน 134 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 113 คน คิดเป็น ร้อยละ 56.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 10.5 และเป็นนักเรียน จํานวน 87 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Zจํานวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 43.5 ตามลําดับ ตาราง 4.2.5 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านอาชีพ
  • 52.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 5,000-10,000 บาท จํานวน 117 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 57.50กลุ่ม Gen-Y จํานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.0 รองลงมามีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาท จํานวน 114 คนโดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Y จํานวน 112 คน คิดเป็นร้อยละ 56.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 2 คนคิดเป็นร้อยละ 1.0 และมีรายได้ระหว่าง 10,001-20,000 บาทจํานวน 98 คนเป็น ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มGen-Z จํานวน 56คนคิดเป็นร้อยละ 28.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 21 ตามลําดับ ตาราง 4.2.6 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
  • 53.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวนทั้งสิ้น 400 คนเคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยทั้งหมด คิดเป็น ร้อยละ 100 เป็นกลุ่ม Gen-Z เป็นจํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 100 และกลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ตาราง 4.2.7 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านเพศ
  • 54.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยเพราะ สินค้ามีความหลากหลายจํานวน 208 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 106 คน คิดเป็นร้อยละ 53.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 51.0 รองลงมาซื้อ เพราะสินค้ามีราคาถูก จํานวน 113 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 69 คน คิดเป็นร้อยละ 34.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 22.0 และสินค้ามีความ ทันสมัยจจํานวน 45 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 14.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5 ตามลําดับ ตาราง 4.2.8 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านเหตุผลในการซื้อสินค้า
  • 55.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยแต่ละครั้งอยู่ในช่วง 501-1,000 บาท จํานวน 167 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Z จํานวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 43.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 40.0 รองลงมาคือ น้อยกว่า 500 บาท จํานวน 147 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม GenZ จํานวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 61.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 22.5 และอยู่ในช่วง 1,001- 2,000 บาท จํานวน 75 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 65 คน คิดเป็นร้อยละ 32.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 5.0 ตาราง 4.2.9 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง
  • 56.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยโดยเฉลี่ย 1 ครั้งต่อเดือน จํานวน 232 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 123 คน คิด เป็นร้อยละ 61.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 54.5 รองลงมาคือ 2 ครั้งต่อ เดือนจํานวน 133 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 38.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 28 และ3 ครั้งต่อเดือน จํานวน 26 คน เป็น ผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 ตาราง 4.2.10 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านความถี่ในการเข้าไปใช้บริการ
  • 57.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีผู้ร่วมตัดสินใจซื้อคือเพื่อน จํานวน 211 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 119 คน คิดเป็นร้อยละ 59.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 46.0 รองลงมาเป็นบล็อคเกอร์ จํานวน 125 คน เป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 74 คน คิดเป็น ร้อยละ 37.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 51 คน คิด เป็นร้อยละ 25.0 และสมาชิกใน จํานวน 39 คน ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 11.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5 ตาราง 4.2.11 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อ
  • 58.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้ากลุ่มเครื่องสําอาง สําหรับผิวหน้า จํานวน 178 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 96 คน คิด เป็นร้อยละ 48.0 กลุ่ม Gen-Yจํานวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 41.0 รองลงมาเป็นเครื่องสําอาง สําหรับริมฝีปาก จํานวน 116 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 59 คน คิด เป็นร้อยละ 29.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 28.5 และเครื่องสําอางสําหรับ ดวงตา คิ้วจํานวน 75 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 23.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 14.0 ตาราง 4.2.12 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อ
  • 59.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์ ทําความสะอาดหน้า จํานวน 48 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Z จํานวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 16.0 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 8.0 รองลงมาเป็นครีม บํารุงผิวหน้า จํานวน 36 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Z จํานวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 9.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5 และแป้งแต่งหน้า จํานวน 26 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 7.0 กลุ่ม Gen-Zจํานวน 12 คน คิดเป็นร้อย ละ 6.0 ตาราง 4.2.13 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มผิวหน้า
  • 60.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้อ ลิปสติกจํานวน74 คน โดย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Z จํานวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 19.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 17.5 รองลงมาเป็นลิปบํารุงริม ฝีปาก จํานวน 28 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 13 คน คิด เป็นร้อยละ 6.5 และลิปกลอส จํานวน 10 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z จํานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 3.0 กลุ่ม Gen Y จํานวน 4 คน คิดเป็น ร้อยละ 2.0 ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มริมฝีปาก
  • 61.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้ออาย ไลน์เนอร์จํานวน 22 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 7.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 รองลงมาเป็นอายชาโดว์ จํานวน 21 คน โดยเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 5.25 และดินสอเขียนคิ้ว จํานวน 20 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Y จํานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 กลุ่ม Gen Z จํานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 5.0 ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มดวงตา และคิ้ว
  • 62.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 2. การสรุปข้อมูลเชิงลักษณะผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะคําถามทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครโดยทําการวิเคราะห์หาจํานวนและร้อยละ ผลปรากฏดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกซื้อยาทา เล็บ จํานวน 21 คน โดย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen- Z จํานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 กลุ่ม Gen-Y จํานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 4 รองลงมาเป็นน้ํายาล้างเล็บ จํานวน 8 คน โดยเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่ม Gen-Y จํานวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 4 คน คิดเป็น ร้อยละ 2.0 และเล็บปลอม จํานวน 7 คน เป็นผู้ตอบ แบบสอบถามกลุ่ม Gen-Y จํานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 3.0 กลุ่ม Gen-Z จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.50 ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มเล็บ ตาราง 4.2.14 ตารางแสดงการแจกแจงความถี่ของตัวแปรด้านกลุ่มเล็บ
  • 63.
    1. การให้ข่าวสาร ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก (สูงสุด) Gen-Z Gen-Yรวม ത 𝐱 S..D. ത 𝐱 S..D. ത 𝐱 S..D. สะดวกรวดเร็วในการชําระเงิน 4.52 0.577 4.47 0.559 4.50 0.567 ติดป้ายแสดงราคาสินค้าชัดเจน 4.49 0.559 4.39 6.18 4.44 0.590 พนักงานขายบริการลูกค้าด้วยอัธยาศัยที่ด 4.41 0.588 4.44 0.656 4.43 0.622 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 3. การสรุปข้อมูลเชิงปริมาณการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้ผู้วิจัยได้นําคะแนนแบบสอบถามของตัวแปรประเมินความต้องการส่วนประสมการค้า ปลีกมาวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยจะแสดงผลตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและต่ําสุด (3 อันดับ) ผลปรากฏดังนี้ ตาราง 4.3.1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรด้านความต้องการส่วนประสมการค้าปลีก (สูงสุด)
  • 64.
    1. การให้ข่าวสาร ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก (ต่ําสุด)Gen-Z Gen-Y รวม ത 𝐱 S..D. ത 𝐱 S..D. ത 𝐱 S..D. มีพนักงานขายเข้ามาช่วยขณะที่เลือกซื้อ สินค้า 3.93 1.018 3.83 0.965 3.88 0.990 ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์การค้าที่มีคนหนาแน่น 3.95 0.796 3.96 0.898 3.96 0.846 หน้าร้านมีความสวยงามสะดุดตา 4.15 0.744 3.90 0.628 4.03 0.698 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ดังนี้ 3. การสรุปข้อมูลเชิงปริมาณการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้ผู้วิจัยได้นําคะแนนแบบสอบถามของตัวแปรประเมินความต้องการส่วนประสมการค้า ปลีกมาวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยจะแสดงผลตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและต่ําสุด (3 อันดับ) ผลปรากฏดังนี้ ตาราง 4.3.1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรด้านความต้องการส่วนประสมการค้าปลีก (ต่ําสุด)
  • 65.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมานผู้วิจัยได้เลือกใช้สถิติการจําแนกความแตกต่าง (Discriminant Analysis)เพื่อนําผลการวิเคราะห์ ไปอ้างอิงแทนประชากรของกลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อเครื่องสําอางจากร้านอีฟแอนบอยโดยที่มีตัวแปรจําแนกความแตกต่างในด้านความต้องการส่วนประสม การค้าปลีก ซึ่งการวิเคราะห์ประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ 1. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ ANOVAผู้วิจัยได้ทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคําถามเชิงปริมาณ ที่ ได้จากลูกค้าแต่ละกลุ่มเพื่อสรุปว่ากลุ่มที่ต้องการเปรียบเทียบมีความแตกต่างที่มีนัยสําคัญทางสถิติในคําถามข้อใดบ้างโดยทําการวิเคราะห์ความ แตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มด้วย ANOVA ทางด้านปัจจัยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้าปลีกผู้วิจัยทําการตั้งสมมุติฐานเพื่อการทดสอบดังนี้ H0 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าจากร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้า ปลีกไม่แตกต่างกัน H1 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้า ปลีกแตกต่างกัน ตาราง 4.5.1 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ด้วย ANOVAทางด้านปัจจัยความต้องการส่วนประสม การตลาดค้าปลีก
  • 66.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
  • 67.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
  • 68.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน
  • 69.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.5.2 สรุปความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ด้วย ANOVA ทางด้านปัจจัยความต้องการส่วนประสมการตลาดค้าปลีก
  • 70.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.1 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน เพศ 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Zจํานวน200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.8 ของกลุ่มตัวอย่าง เพศชาย เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen- Y และร้อยละ 50.8 ของ กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงเป็นลูกค้ากลุ่ม Gen- Z
  • 71.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.2 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้านเพศ ด้วย Chi-Square Test 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า ผลการศึกษาพบว่า จากผลการ ทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านเพศ ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟ แอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการ ทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 2.344 และค่า Sig. เท่ากับ .201 ซึ่งมากกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Zและ Gen-Yที่เคยซื้อสินค้าที่ ร้านอีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยส่วนบุคคลไม่แตกต่างกันทําให้ ไม่สามารถใช้ ตัวแปรทางด้านเพศในการวิเคราะห์ความ แตกต่างได
  • 72.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.3 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน อายุ 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอายุ 18-22 ปีร้อยละ 100 เป็นลูกค้า กลุ่ม Gen- Z รองลงมาเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 28-32 ปีร้อยละ 100 เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen-Y และ กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ23-27 ปีร้อยละ 100 เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen-Y
  • 73.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.5 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน สถานภาพการสมรส 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่าจากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.0 ของกลุ่มตัวอย่างที่มี สถานภาพ โสด/ม่าย/หย่าร้าง อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และร้อยละ 49.0 ของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือกลุ่มตัวอย่างที่มี สถานภาพสมรส ร้อยละ 100 เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen-Y
  • 74.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.6 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้านสถานภาพ การสมรส ด้วย Chi-Square Test 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านสถานภาพการสมรสของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Yที่ เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มี ค่า เท่ากับ 8.163 และค่า Sig. เท่ากับ .007 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพการสมรสแตกต่างกัน
  • 75.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.8 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้านการศึกษา ด้วย Chi-Square Tes 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านการศึกษา ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อ สินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการ ทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 210.571 และค่า Sig. เท่ากับ .000 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้าน อีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านการศึกษาแตกต่างกัน
  • 76.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.9 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน อาชีพ 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท ร้อยละ 100 อยู่ใน กลุ่ม Gen-Y รองลงมาเป็นนักศึกษา ร้อยละ 84.3 อยู่ในกลุ่มลูกค้า Gen-Z ร้อยละ 15.7 เป็นลูกค้า กลุ่ม Gen-Y และเป็นนักเรียน ร้อยละ 100 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 77.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.10 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้าน อาชีพ ด้วย Chi-Square Test 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านอาชีพของกลุ่มลูกค้า Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้า ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการ ทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 329.164 และค่า Sig. เท่ากับ .000 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้าน อีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพแตกต่างกัน
  • 78.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.11 ตารางไขว้ระหว่าง กลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรทางด้าน รายได้ต่อเดือน 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 98.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 1.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมามีรายได้ 20,001-30,000 บาท ร้อย ละ 98.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อย ละ 1.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และมีรายได้ 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 57.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 42.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y
  • 79.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.6.12 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างด้วย Chi-Square Test ด้านรายได้ต่อเดือน 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านรายได้ต่อเดือนลูกค้ากลุ่มGen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อ สินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร ใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 284.420 และค่า Sig. เท่ากับ .000 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายได้ต่อเดือน แตกต่างกัน
  • 80.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Squareเพื่อสรุปว่ากลุ่มที่ ต้องการเปรียบเทียบมีความแตกต่างที่มีนัยส าคัญทางสถิติ ในด้านปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคข้อใดบ้างทําการตั้ง สมมุติฐานเพื่อการทดสอบดังนี้ H0 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ แตกต่างกัน H1 กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีพฤติกรรมผู้บริโภค แตกต่างกัน
  • 81.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.1 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรด้านเหตุผลที่ซื้อ 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าที่ร้านอิฟแอนบอยเพราะสินค้ามี ความหลากหลาย ร้อยละ 51 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 49 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z รองลงมาซื้อ เพราะสินค้ามีราคาถูกร้อยละ 61.1 อยู่ใน กลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 38.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y และซื้อ เพราะสินค้ามีความทันสมัย ร้อยละ 62.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 37.8 อยู่ใน กลุ่ม Gen-Z
  • 82.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตารางง 4.7.2 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างด้านเหตุผลที่ซื้อ ด้วย Chi-Square Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านเหตุผลที่ซื้อของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อ สินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มี ค่าเท่ากับ 11.238 และค่า Sig. เท่ากับ 0.010 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยในเขต กรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านเหตุผลที่ซื้อแตกต่างกัน
  • 83.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตารางง 4.7.3 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อย ละ 50 และมีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่าย ในการซื้อสินค้าที่ร้านอิฟแอนบอยแต่ละครั้ง อยู่ที่ 501-1,000 บาท ร้อยละ 52.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 47.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 500 บาท ร้อยละ 69.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 30.6 อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y และมี ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งอยู่ที่ 1,001-2,000 บาท ร้อยละ 86.7 อยู่ใน กลุ่ม GenY ร้อยละ 13.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 84.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตารางง 4.7.4 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรทางด้าน ค่าใช้จ่าย ในการซื้อแต่ละครั้ง ด้วย Chi-Square Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่ร้านอิฟแอน บอยแต่ละครั้ง อยู่ที่ 501-1,000 บาท ร้อยละ 52.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 47.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 500 บาท ร้อยละ 69.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 30.6 อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y และมีค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งอยู่ที่ 1,001-2,000 บาท ร้อยละ 86.7 อยู่ ในกลุ่ม GenY ร้อยละ 13.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 85.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตารางง 4.7.5 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัด กับ ตัวแปรด้านการเข้าใช้บริการใน 1 เดือน 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เข้าใช้บริการ 1 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 53 อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 47 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z รองลงมาเข้าใช้บริการ 2 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 57.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 42.1 อยู่ ในกลุ่ม Gen-Y และเข้าใช้บริการ 3 ครั้งต่อเดือนหรือ มากกว่า ร้อยละ 60 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 40 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 86.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตารางง 4.7.6 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างด้านการเข้าใช้บริการใน 1 เดือน ด้วย ChiSquare Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านการเข้าใช้บริการ ใน 1 เดือน ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอย ใน เขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson ChiSquare มี ค่าเท่ากับ 5.561 และค่า Sig. เท่ากับ .061 ซึ่งมากกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอย ในเขต กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยพฤติกรรม ผู้บริโภคด้านการเข้าใช้บริการใน 1 เดือน ไม่แตกต่างกัน
  • 87.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตารางง 4.7.7 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่าา จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีเพื่อนเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจซื้อ ร้อยละ 56.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 43.6 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือบล็อก เกอร์ ร้อยละ 59.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 40.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และสมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 56.4 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 43.6 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y
  • 88.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.8 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วน ร่วมในการตัดสินใจซื้อ ด้วย Chi-Square Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่าา จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรด้านบุคคลที่มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจซื้อ ของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้า กลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 11.568 และค่า Sig. เท่ากับ .008 ซึ่งน้อยกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่ม ลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อแตกต่างกัน
  • 89.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.9 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับตัวแปรด้านกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อบ่อยที่สุด 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่าา จํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Yจํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 โดยที่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อเครื่องสําอางกลุ่ม สําหรับผิวหน้าบ่อยที่สุด ร้อยละ 53.9 อยู่ใน กลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 46.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับริมฝีปาก ร้อย ละ 50.9 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 49.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y และกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับดวงตา และคิ้ว ร้อยละ 62.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 37.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 90.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.10 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อบ่อยที่สุด ด้วย Chi-Square Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่าา จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําาอางที่ซื้อ บ่อยที่สุดของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มี ค่าเท่ากับ 6.239 และค่า Sig. เท่ากับ .101 ซึ่งมากกว่า .05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้านอีฟแอนบอยใน เขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกลุ่มเครื่องสําอางที่ซื้อบ่อยที่สุด ไม่แตกต่างกัน
  • 91.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.11 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยที่สุด 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square
  • 92.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจ านวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์ท าความสะอาดผิวหน้าบ่อย ที่สุด ร้อยละ 66.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 33.93 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือครีมบํารุง ผิวหน้า ร้อยละ 52.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 47.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y และแป้งสําหรับการ แต่งหน้าร้อยละ 53.8 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 46.2 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 93.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.12 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยด้วย Chi-Square Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยที่สุดของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi- Square มีค่าเท่ากับ 9.955 และค่า Sig. เท่ากับ 0.191 ซึ่งมากกว่า 0.05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ร้าน อีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับผิวหน้าที่ซื้อบ่อยที่สุด ไม่แตกต่างกัน
  • 94.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.13 ตารางไขว้ระหว่างกลุ่มที่สังกัดกับตัวแปรด้านเครื่องสําอางสําหรับริมฝีปากที่ซื้อบ่อยที่สุด 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่าจากจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน มีจํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z จํานวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และมี จํานวนลูกค้ากลุ่ม Gen-Y จํานวน 200 คน คิด เป็นร้อยละ 50 โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อยาทาเล็บบ่อยที่สุด ร้อยละ 61.9 อยู่ ใน กลุ่ม Gen-Z ร้อยละ 38.1 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y รองลงมาคือน้ํายาล้างเล็บ ร้อยละ 50 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 50 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z และเล็บปลอบที่ใช้ติดเล็บจริง ร้อยละ 85.7 อยู่ในกลุ่ม Gen-Y ร้อยละ 14.3 อยู่ในกลุ่ม Gen-Z
  • 95.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ตาราง 4.7.18 แสดงผลการทดสอบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับเล็บที่ซื้อบ่อยที่สุด ด้วย Chi-Square Test 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยทําการวิเคราะห์ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติChi-Square ผลการศึกษาพบว่า จากผลการทดสอบความแตกต่างของตัวแปรกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับ เล็บที่ซื้อบ่อยที่สุดของลูกค้ากลุ่ม Gen-Z และ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าร้านอีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้สถิติการทดสอบ Chi-Square Test พบว่าค่า Pearson Chi-Square มีค่าเท่ากับ 4.762 และค่า Sig. เท่ากับ 0.191 ซึ่งมากกว่า 0.05 สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ที่เคยซื้อสินค้าที่ ร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานครมีปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกลุ่มเครื่องสําอางสําหรับเล็บที่ซื้อบ่อยที่สุด ไม่แตกต่างกัน
  • 96.
    1. การให้ข่าวสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่2 การคิดเลือกคําถามที่จะใช้ในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน 3. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบ Discriminant Analysis ผู้วิจัยได้นําเอาตัวแปรต้นของปัจจัยความต้องการส่วนประสมการค้าปลีกที่ผ่านการวิเคราะห์การประเมินการกระจายตัวของคําตอบและการวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยกันเองซึ่งมีผลต่อการจําแนกกลุ่มแต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าตัวแปรใดมีน้ําหนักในการจําแนกกลุ่มได้มากน้อยเพียงใด มาวิเคราะห์โดย ใช้การวิเคราะห์จําแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) แบบนําตัวแปรทั้งหมดเข้ามาในสมการเพื่อศึกษาว่าตัวแปรใดบ้างที่ให้ค่าน้ําหนักในลูกค้าการจําแนกกลุ่ม ลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y ผลปรากฏ ดังนี้
  • 97.
    1. การให้ข่าวสาร จากตารางผลการศึกษาพบว่าค่า วิลค์แลมดา มีค่าเท่ากับ 0.803และค่า Sig. ที่ได้นั้นเท่ากับ 0.129 ซึ่งมากกว่า 0.05 ทําให้ความสามารถในการ จําแนกกลุ่มไม่เพียงพอกับระดับนัยสําคัญทางสถิติ( x2=40.0)โดยที่มีค่า ความแตกต่างระหวางกลุ่ม (Eigenvalue)เท่ากับ 0.245และค่าความสัมพันธ์ระหว่าง คะแนนการจําแนกกลุ่มลูกค้าที่มี ความต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก ระหว่าง Gen-Yและ Gen-Zได้แก่ค่าสหสัมพันธ์คาโนนิคอล(Canonical Correlation) เท่ากับ 0.444 ( R2 = 0.20) แสดงให้เห็นว่าร้อยละ 20 ของความผันผวนในตัวแปรกลุ่มลูกค้าที่มีความ ต้องการต่อส่วนประสมการค้าปลีก Gen-Y และ Gen-Z ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าสมการที่กล่าวมาไม่มี ความสามารถในการได้มีอํานาจในการจําแนกกลุ่มและนําไปใช้พยากรณ์ได้ซึ่ง จะสามารถพยากรณ์การจําแนกกลุ่มได้และไม่สามารถนําไปใช้พยากรณ์ได้
  • 98.
    1. การให้ข่าวสาร กลุ่มลูกค้าที่ทําการพยากรณ์ กลุ่มที่พยากรณ์จํานวนรวม Gen-Z Gen-Y กลุ่มที่สังกัดจริง จํานวน Generation Z Generation Y ร้อยละ Generation Z Generation Y 63 48 63 48 37 52 37 52 100 100 100 100 ตารางที่ 4.8.3 เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่สังกัดจริงกับกลุ่มที่พยากรณ์ของความต้องการส่วนประสมการค้าปลีก ร้อยละ57.5 จะสามารถพยากรณ์การเป็นสมาชิกของกลุ่มลูกค้าทั้งสองกลุ่มได้ถูกต้อง
  • 99.
    1. การให้ข่าวสาร จากตารางที่ 4.8.3ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าสมการจําแนกสามารถพยากรณ์การเป็นสมาชิกของลูกค้า ทั้ง 2 กลุ่ม ได้ถูกต้อง ร้อยละ 57.5โดยที่กลุ่มลูกค้า Gen-Z สามารถพยากรณ์การเป็นสมาชิกได้ถูกต้องร้อยละ 63 และกลุ่มลูกค้าพยากรณ์ การเป็นสมาชิกได้ถูกต้องร้อยละ 52 แสดงว่าสมการจําแนกกลุ่มลูกค้ากลุ่มลูกค้า Gen-Z ได้ถูกต้องมากกว่าGen-Y
  • 100.
    1. การให้ข่าวสาร สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ที่1 เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอย ของกลุ่ม Gen-Y จากผลการศึกษาเมื่อนําคะแนนค่าเฉลี่ย 3 ลําดับสูงสุด และ 3 ลําดับต่ําสุครอบคลุมองค์ประกอบทางด้านทําเลที่ตั้งความหลากหลาย ของผลิตภัณฑ์ราคา การส่งเสริมการตลาดการออกแบบร้านค้าและการบริการลูกค้า ที่ได้จากข้อค าถามเกี่ยวกับความต้องการส่วน ประสมธุรกิจค้า ปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอย โดยทําการเปรียบเทียบระหว่าง กลุ่ม Gen-Y และ Gen-Zพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ของกลุ่ม Gen-Y ที่มีความ ต้องการส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก มีค่าฉลี่ยต ่ากว่า กลุ่ม Gen-Z รวมทั้งต่ํากว่าค่าเฉลี่ยรวมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดด้วย แสดงให้เห็นได้ว่าความต้องการส่วนประสมทางการตลาดค้า ปลีกธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยแสดงว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีมุมมองความ ต้องการที่ดีต่อร้านอีฟแอนบอยซึ่งถ้ามีการปรับปรุงหรือให้มีการเพิ่มในด้านต่าง ๆ มากขึ้นลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะเกิดพฤติกรรมบริโภคสินค้ามากขึ้น ได้แก่ ความสะดวกรวดเร็วในการชําระเงินมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนมีสินค้าหลายระดับราคา เป็นต้น
  • 101.
    1. การให้ข่าวสาร สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ที่2 เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงาม ร้าน อีฟแอนบอยของกลุ่ม Gen Z จากผลการศึกษา เมื่อนําคะแนนค่าเฉลี่ย 3 ลําดับสูงสุดและ 3 ลําดับต่ําสุดครอบคลุมองค์ประกอบทางด้านทําเลที่ตั้งความหลากหลาย ของผลิตภัณฑ์ราคา การส่งเสริมการตลาด การออกแบบร้านค้า และ การบริการลูกค้า ที่ได้จากข้อคําถามเกี่ยวกับความต้องการส่วนประสมธุรกิจค้า ปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอย โดยท าการเปรียบเทียบ ระหว่าง กลุ่ม Gen-Y และ Gen-Z พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ของกลุ่ม Gen-Z มีความต้องการ ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีก มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่ม Gen-Yรวมทั้งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดด้วยแสดง ให้เห็นได้ว่าความต้องการส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีกธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยยังคงต้องการให้มีการเพิ่มในด้านต่าง ๆ มากขึ้นได้แก่ความสะดวกรวดเร็วในการชําระเงินมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนมีสินค้าหลายระดับราคา เป็นต้น
  • 102.
    1. การให้ข่าวสาร สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ที่3 เพื่อค้นหาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถจําแนกความแตกต่างกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จาก ปัจจัยส่วนบุคคลทางด้าน สรุปผลได้ดังนี้ ตารางที่ 5.1 ตารางสรุปข้อมูลส่วนบุคลที่มีผลต่อการจําแนกกลุ่ม Gen-Z กับ กลุ่ม Gen-Y จากตารางที่ 5.1 การศึกษาทางด้านข้อมูลส่วนบุคลที่มีผลต่อการจําแนกกลุ่ม Gen-Z กับกลุ่ม Gen-Y พบว่า กลุ่ม Gen-Z มีอายุ 18-22 ปี คิดเป็นร้อยละ 66.5 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 100 ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นร้อยละ 43 มีรายได้เฉลี่ยต่อ เดือน 5,001- 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 57.5 กลุ่ม Gen-Y มีอายุ 28-32 ปี คิดเป็นร้อยละ 48 มีสถานภาพโสด/หม้าย/หย่า คิดเป็น ร้อยละ 48 ระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 78 เป็นพนักงานบริษัท คิดเป็นร้อยละ 76 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000-30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 56
  • 103.
    1. การให้ข่าวสาร สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ที่3 เพื่อค้นหาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถจําแนกความแตกต่างกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จาก ปัจจัยส่วนบุคคลทางด้าน สรุปผลได้ดังนี้ จากตารางที่ 5.2 การศึกษาทางด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีผลต่อการจําแนกกลุ่ม GenZ และ กลุ่ม Gen-Y พบว่า กลุ่ม Gen-Z ที่เคยซื้อเครื่องส าอางร้านอีฟแอนบอย ในเขตกรุงเทพมหานคร เหตุผลที่ ซื้อคือสินค้ามีความหลากหลาย คิดเป็นร้อยละ 51 ค่าใช้จ่ายที่ซื้อแต่ละ ครั้งน้อยกว่า 500 บาท คิดเป็นร้อยละ 51 เพื่อนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ คิดเป็นร้อยละ 59.5 กลุ่ม Gen-Y ที่เคยซื้อเครื่องสําอางร้าน อีฟแอนบอยในเขตกรุงเทพมหานครเหตุผลที่ซื้อคือสินค้ามีความหลากหลายคิดเป็นร้อยละ 53 ค่าใช้จ่ายที่ซื้อแต่ละครั้ง 501-1,000 บาท คิดเป็น ร้อยละ 40 เพื่อนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ คิดเป็นร้อยละ 46
  • 104.
    1. การให้ข่าวสาร สรุปผลการศึกษา ผู้วิจัยทําการสรุปผลการศึกษาและนําเสนอโดยเรียงตามลําดับวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ที่3 เพื่อค้นหาความต้องการส่วนประสมค้าปลีกสุขภาพและความงามร้านอีฟแอนบอยที่สามารถจําแนกความแตกต่างกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z จาก ปัจจัยส่วนบุคคลทางด้าน สรุปผลได้ดังนี้ จากตารางที่5.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ลูกค้า Gen-Z และ Gen-Y พบว่า มีค่าเฉลี่ยความต้องการ ส่วนประสมการตลาดค้าปลีกแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีข้อค าถามที่สามารถใช้วิเคราะห์จําแนกความแตกต่าง ระหว่างกลุ่ม ทั้งหมด 9 ข้อ จากทั้งหมด 31 ข้อ เมื่อทําการวิเคราะห์จําแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สมการเส้นตรงพบว่าปัจจัยความ ต้องการส่วนประสมการตลาดค้าปลีกมีอํานาจการจําแนกกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
  • 105.
    1. การให้ข่าวสาร ด้านการสื่อสารการตลาด สามารถจําแนกกลุ่มคือ ลูกค้ากลุ่ม Gen-Y มีความต้องการมากดังนี้มีพนักงานเข้ามา ช่วยเหลือในขณะที่เลือกซื้อสินค้าสมัครสมาชิกฟรีเพื่อรับสิทธิพิเศษจากทางร้านสะสมคะแนนเพื่อใช้เป็นส่วนลดได้แจก ตัวอย่างสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าและสอนวิธีการแต่งหน้าให้กับลูกค้าฟรีในส่วนลูกค้ากลุ่ม Gen-Z มี จํานวนร้อยละสูงกว่าที่มี ความต้องการอย่างยิ่ง ดังนี้มีป้ายโฆษณาสินค้ามองเห็นชัดเจนมีการชิงโชคและมีบัตรแต่งหน้าฟรีเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบตาม จํานวนราคาที่กําหนดซึ่งสอดคล้องกบผลการศึกษาของ พรนิภา หาญมะโน (2558) ทําการศึกษาเรื่องพฤติกรรมการซื้อ สินค้าของกลุ่ม Generation B กลุ่ม Generation X และ กลุ่ม Generation Y ที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาพบว่าปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดในการซื้อสินค้าและบริการในการซื้อสินค้าและบริการในร้านค้า ปลีกสมัยใหม่ของแต่ละ Generation มีความแตกต่างกัน การอภิปรายผล
  • 106.
    1. การให้ข่าวสาร ด้านทําเล ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของกลุ่มGen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการรายด้านคือลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy ตั้งอยู่ในบริเวณ ศูนย์การค้าที่มีคนหนาแน่น เดินทางได้สะดวก มีที่จอดรถเพียงพอและมีหลากหลายสาขาซึ่งสอดคล้องกบผลการศึกษาของจิ ราภรณ์ สุวรรณ(2557) ศึกษาเรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจด้านส่วนประสมการค้าปลีกการใช้บริการ ร้านสุพรรณพบวาลูกค้านร้านสุพรรณมีความพึงพอใจด้านทําเลที่ตั้งมากที่สุด
  • 107.
    1. การให้ข่าวสาร ด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความ คิดเห็นของกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้าน คือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy มีความหลากหลายของตรายี่ห้อมีสินค้าพร้อมจําหน่ายอยู่เสมอมีสินค้าที่แปลกใหม่อยู่เสมอและวางจําหน่ายก่อน ร้านอื่นซึ่งสอดคล้องกบผลการศึกษาของคุลิกา วัฒนสุวกุล (2555)ได้ทําการศึกษาเรื่องปัจจัยส่วนประสมตลาดที่มีอิทธิพล ต่อพฤติกรรมการซื้อซํ้าของลูกค้ากรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสันพบว่าปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์เป็นปัจจัยที่ลูกค้าให้ ความสําคัญอยู่ในระดับมากได้แก่ ความหลากหลายของยี่ห้อเวชภัณฑ์ ด้านราคา ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของกลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้าน คือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน ั Eveandboy มีการ จําหน่ายสินค้าในหลายระดับราคาติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนขายราคาตํ่ากว่าร้านอื่นที่จําหน่ายสินค้า ประเภท เดียวกนั
  • 108.
    1. การให้ข่าวสาร ด้านการออกแบบร้าน ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของ กลุ่ม Gen-Y และ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้าน คือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy ออกแบบหน้าร้านให้มีความสวยงามสะดุดตาภายในร้านมีความหรูหราทันสมัยมีความสว่างเพียงพอมองเห็นสินค้าได้ชัดเจนมี พื้นที่เพียงพอมีทางเดินที่เหมาะสมไม่แคบเกินไปจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่เพื่อความสะดวกต่อการซื้อของลูกค้าซึ่งสอดคล้อง กับผลการศึกษาของคุลิกา วัฒนสุวกุล(2555) ได้ทําการศึกษาเรื่องปัจจัยส่วนประสมตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ ซํ้าของลูกค้ากรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสันพบว่าปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพเป็นปัจจัยที่ลูกค้าให้ความสําคัญอยู่ใน ระดับมากได้แก่ ความสะอาดภายในร้านการจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ชัดเจนน่าสนใจมีความสว่างและอุณหภูมิเหมาะสมตก แต่งบรรยากาศในร้านให้มีความทันสมัย
  • 109.
    1. การให้ข่าวสาร ด้านการบริการ ไม่สามารถจําแนกกลุ่มได้ปัจจัยตัวนี้ไม่มีผลในการแบ่งกลุ่มอาจเนื่องมาจากความคิดเห็นของกลุ่ม Gen-Yและ กลุ่ม Gen-Z ไม่แตกต่างกันพิจารณาความต้องการตามรายด้านคือ ลูกค้าต้องการให้ร้าน Eveandboy ชําระ เงินได้สะดวกรวดเร็วพนักงานให้บริการลูกค้าด้วยอัธยาศัยที่ดีด้วยความสุภาพพนักงานขายมีความรู้เกี่ยวกบผลิตภัณฑ์เป็น อย่างดีมีจํานวนเพียงพอในการให้บริการลูกค้าและมีการรับประกันเปลี่ยนสินค้าถ้าสินค้าที่ลูกค้าซื้อไปได้รับความเสียหายซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของคุลิกา วัฒนสุวกุล (2555)ได้ทําการศึกษาเรื่องปัจจัยส่วนประสมตลาดที่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมการซื้อซํ้าของลูกค้ากรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสันพบว่าปัจจัยด้านกระบวนการการให้บริการเป็นปัจจัยที่ ลูกค้าให้ความสําคัญอยู่ในระดับมากโดยได้แก่ ความสะดวกในการ ชําระเงิน ความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ
  • 110.
    1. การให้ข่าวสาร 1.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงซื้อสินค้าร้าน Eveandboyเพราะสินค้ามีความหลากหลายมีค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ ละครั้งอยู่ที่500-1,000บาทซื้อ 1ครั้งต่อเดือนบุคคลที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อคือเพื่อนส่วนใหญ่เป็นเครื่องสําอางกลุ่ม ผิวหน้า 2. ด้านการสื่อสารการตลาดควรมีป้ายแสดงสินค้าอยางชัดเจนมีการสมัครสมาชิกฟรีเพื่อสามารถติดต่อและติดตาม ลูกค้าได้ต่อเนื่องรวมทั้งสามารถจัดโปรโมชันได้ตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าทั้งนี้อาจมีช่วงลดราคาวันเกิดหรือแจก ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ลองใช้มีการสะสมแต้มเพื่อใช้เป็นส่วนลดและในปัจจุบันเป็นยุคที่ Social media กําลังพัฒนาขึ้นอย่างก้าว กระโดดการประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นต่างๆผ่านสื่อออนไลน์ก็จะสามารถทําให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ข้อเสนอแนะสําหรับการศึกษาครั้งนี้
  • 111.
    1. การให้ข่าวสาร 3.ด้านทําเล ควรเป็นสถานที่ที่เดินทางสะดวกและง่ายต่อการเดินทางหรือมีการขยายสาขาไปตามแหล่งชุมชน เพราะ การขับรถออกจากบ้านในแต่ละครั้งจะพบกับปัญหาการจราจรหนาแน่นหรือติดขัดและไม่มีที่จอด ซึ่ง กลุ่ม Gen-Yและ Gen-Z ชอบจัดสรรเวลาระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวหาเวลาและโอกาสในการพักผ่อนและออกกําลังกายมากขึ้น 4.ด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ควรคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพสร้างความหลากหลายของสินค้า มี สินค้าแปลก ใหม่และมีสินค้าพร้อมขายอย่างต่อเนื่องซึ่งจะเป็นสิ่งสําคัญดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อสินค้ามากขึ้นใน ปัจจุบัน กลุ่ม Gen-Yและ Gen-Z มีนิสัยชอบเลือกซื้อในเวลาและสถานที่เดียวกันร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าหลากหลายให้ไม่ต้องไปหลายครั้งหรือหลายที่ เพราะทําให้มีเวลาในการไปทํากิจกรรมอื่นๆได้มากขึ้นตามการดําเนินชีวิตของเด็กรุ่นใหม่ทั้งสองกลุ่ม
  • 112.
    1. การให้ข่าวสาร 5. ด้านการออกแบบร้านควรให้ความสําคัญด้านเอกลักษณ์ของความเป็นEveandboy มีการตกแต่งให้ร้านสะอาด ดู หรูหราลงตัวมีพื้นที่กว้างขวางรองรับลูกค้าที่เข้ามาในร้านได้ดีรวมทั้งการจัดวางสินค้าที่เป็นหมวดหมู่หาง่ายเป็นการเพิ่มเสน่ห์ ให้กับร้านและดึงดูดลูกค้ามากขึ้น 6. ด้านการบริการควรให้ความสําคัญในเรื่องความรวดเร็วในการชําระเงินฝึกอบรมและเพิ่มความรู้ให้พนักงานใน ร้านอยางสมํ่าเสมอพนักงานควรมีความรู้ในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดีให้ข้อมูลชัดเจนและบริการด้วยความสุภาพมีอัธยาศัยที่ดีให้ ความสะดวกสบายแก่ลูกค้า 7. ผู้ประกอบร้านค้าปลีกสมัยใหม่ควรต้องเปลี่ยนแนวการตลาดนํากลยุทธ์NicheofNicheมาใช้เนื่องจากพฤติกรรม การซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ของแต่ละ Generationแตกต่างกันต้องมีการทําSegmentationของลูกค้าแต่ละกลุ่ม (Gen-Y และ Gen-Z) เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้บริโภคแต่ละ
  • 113.
    1. การให้ข่าวสาร 1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มGen-Y และ Gen-Z ในจังหวัดกรุงเทพมหานครควรนํากรอบการ วิจัยไปใช้ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าในต่างจังหวัดที่มีลักษณะเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับจังหวัดกรุงเทพมหานคร 2. ควรศึกษาปัจจัยอื่นๆเพิ่มเติมที่อาจมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่ม Gen-Yและ Gen-Zที่ร้านค้าปลีก สมัยใหม่ เช่น ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดปัจจัยด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจเป็นต้น 3. ควรศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Yและ Gen-Zได้รับจากการใช้บริการที่ร้านค้าปลีก สมัยใหม่เพื่อนํามาปรับปรุงพัฒนาร้านค้าปลีกสมัยใหม่ให้เกิดความประทับใจในการบริการและตัดสินใจใช้บริการต่อไป 4. ควรทําการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทัศนคติเป็นเรื่องของความรู้สึกของบุคคลอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามกาลเวลาและสภาพแวดล้อมการแข่งขันในธุรกิจ ข้อเสนอแนะสําหรับการศึกษาครั้งต่อไป
  • 114.
    1. การให้ข่าวสาร คุลิกา วัฒนสุวกุลม.(2555).ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อความพึงพอใจและความตั้งใจซื้อซํ้าของลูกค้า กรณีศึกษาแผนกยาของร้านวัตสัน.(สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). พรนิภา หาญมะโน.(2558).พฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่มGenerationB,GenerationXและ GenerationYที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในเขต อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล. พิษณุอิ่มวิญญาณ.(2554).การจัดการร้านค้าปลีกที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคกรณีศึกษาร้าน สะดวกซื้อในเขต กรุงเทพมหานคร.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). ปราณิดา ศยามานนท์. (2560, ก.พ.,23). ค้าปลีกสินค้าสุขภาพความงามเติบโตอยางไรในยุคตลาดแข่งเดือด.ประชาชาติธุรกิจ.สืบค้นจาก https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487839414 ลือรัตน์ อนุรัตน์พานิช.(2558). Generation Y ยังร้ายอยู่.กรุงเทพมหานคร:ไทยเอฟเฟ็กสตูดิโอ.
  • 115.
    1. การให้ข่าวสาร วิภา สากลวารี.(2553). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้บริโภคร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและร้านโลตัสเอ็กซ์เพลสอําเภอเมือง จังหวัด สมุทรปราการ.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์).วีรพงษ์ชุติภัทร์. 10ไลฟ์ สไตล์ของคนยุค Gen Y.กรุงเทพธุรกิจ สืบค้นจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/499582 สุทธิพงศ์ วงศ์ยุทธนาพงศ์. (2558). กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดค้าปลีกที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการของร้านผู้แทนจําหน่ายค้าปลีก เอสซีจีในเขตภาคตะวันตก.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปกร). โสพิส เกษมสหสิน.(2560, ก.พ.,27). กลยุทธ์ด้านการตลาดจับทางผู้บริโภคGen Z.กรุงเทพธุรกิจ สืบค้นจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/640449 Levy Michael and Weitz, Barton A (2012). Retailling management (8thed.). Singapore: McGraw-Hill. Lusch, Robert F., Dunne, Patrick M., and Carver, James R. (2011) Introduction to Retailling (7thed.). Chaina: South-Western Cengage Learning.
  • 116.
    1. การให้ข่าวสาร AIM2801 เวลาเรียน วันศุกร์14.00-16.00 น. สาขาโฆษณาและสื่อสารการตลาด สาธิตา เกิดวัน 62123322091