Eye For Wastes
ถอดรหัสการค้นหาความสูญเสียในองค์กร
Copyright @ The Best Knowledge
Copyright @ The Best Knowledge
Copyright @ The Best Knowledge
Copyright @ The Best Knowledge
แนวทางการค้นหาความสูญเสียในองค์กร: Eye For Wastes
การค้นหาความสูญเสีย ด้วย 3 Mu
 7 Wastes
การสูญเสียหลัก 16 ประการ
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes
Copyright @ The Best Knowledge
Lesson
1
เกิดสมดุลของงาน เมื่อทาให้
Muri, Muda และ Mura หมดไป
Copyright @ The Best Knowledge
การค้นหาความสูญเสียด้วย 3 MU
Muda ( 7 Wastes) ผลิตมาก,เก็บมาก,ขนส่งมาก,ของเสียมาก,
ขั้นตอนมาก,รอคอยมาก,เคลื่อนไหวมาก
ขั้นตอนมาก ของเสียมาก ผลิตมาก เก็บมาก ขนส่งมาก
ต้นตอนมาจาก ขั้นตอนมาก/ไม่ดีพอ
Mura ( Unevenness) ความไม่สม่าเสมอจากแผนผลิตและปัจจัยต่างๆ
ตั้งแต่วัตถุดิบ,พนักงาน,เครื่องจักร,วิธีการทางาน,การตรวจสอบและการบริหารงาน
Muri ( Overburden) การทางานเกินความสามารถของคน/เครื่องมือ
Copyright @ The Best Knowledge
4 M Muda (สูญเสีย) Mura (ไม่สม่าเสมอ) Muri (ไม่ถูกต้อง)
Man (พนักงาน)
- เวลาเผื่อมากเกินไป / รอคอย -พนักงานมีไม่เพียงพอ /ไม่มีพนักงานสารอง - พนักงานไม่ทาตามมาตรฐาน
- เคลื่อนไหวที่ไม่จาเป็น - ทักษะของพนักงานไม่เพียงพอ - ท่าทางการทางานไม่ถูกต้อง / เมื่อยล้า
- ทางานซ้า/ทีไม่จาเป็น -มอบหมายงานไม่เหมาะสม -ไม่ได้จัดทาคู่มือการทางาน
- ใช้คนไม่เหมาะสมกับงาน - ไม่มีระบบสอนงานสาหรับงานที่มอบหมาย
- จานวนพนักงานมากเกินไป
Machine (เครื่องจักร)
- กาลังการผลิตเหลือ / ใช้ไม่เต็มที่ - กาลังการผลิตไม่สมดุลในแต่ละขั้นตอน - กาลังการผลิตไม่เพียงพอ
- ปรับเปลี่ยนงานบ่อยๆ - จัดผังโรงงานไม่เหมาะสม - เครื่องจักรอยู่ในสภาพไม่พร้อม /เสียบ่อย
- เตรียมงานใช้เวลานาน / หยุดรอบ่อยๆ - เครื่องจักรใช้งาน /ความเร็วไม่สม่าเสมอ - เครื่องจักรถูกใช้ผิดประเภท / เกินกาลัง
- เครื่องจักรผลิตของเสีย - มีงานที่ก่อให้เกิดอันตราย
- ทางานหนักโดยใช้แรงงานคน
Material (วัตถุดิบ/สินค้า)
- วัตถุดิบในคลังมาก - คุณภาพของวัตถุดิบไม่สม่าเสมอ - คุณภาพของวัตถุดิบไม่ได้มาตรฐาน
- วัตถุดิบที่สูญเสียจากการผลิต - คุณสมบัติของวัตถุดิบไม่สม่าเสมอ - ใช้วัตถุดิบผิดประเภท
- งานซ่อมจานวนมาก
- สูญเสียพลังงานโดยไม่จาเป็น
Method (วิธีการทางาน)
- เคลื่อนย้ายที่ไม่จาเป็น - วางแผนที่ไม่สม่าเสมอ - วิธีการทางานไม่มีมาตรฐาน/ไม่เหมือนกัน
-ตรวจสอบเกินความจาเป็น/ ตรวจสอบยาก - สั่งงานด้วยวาจาไม่ชัดเจน - วิธีการทางานไม่ถูกต้อง / มีข้อผิดพลาด
- การค้นหาใช้เวลานาน - วิธีการทางานไม่ชัดเจน /ทางานยาก/ใช้งานยาก - วิธีการทางานไม่กาหนดเวลา
- ขาดการควบคุมด้วยการมองเห็น /มองไม่เห็น -ผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพ และปริมาณไม่สม่าเสมอ - สภาพแวดล้อมการทางานไม่ดี /ไม่ปลอดภัย
- ทางานไม่สอดคล้องกัน - สกปรก /ทาความสะอาดยาก /เปียก
- เสียงดัง /ร้อน/เย็น
Copyright @ The Best Knowledge
Lesson
2
กาจัดความสูญเสียในกระบวนการ
ด้วย
7 Waste
Copyright @ The Best Knowledge
ความสูญเสีย (Wastes) คือ สิ่งที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตโดย
ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แต่กลับทาให้ประสิทธิภาพการทางานลดลง
ความสูญเสียสังเกตได้จากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ด้อยคุณภาพ แต่ต้นทุน การ
ผลิตสูง ใช้เวลาผลิตนาน มีของเสียมาก วัสดุอุปกรณ์สูญหายบ่อย หรือ ใช้พนักงาน
มากเกินความจาเป็น
ข้อเสียจากความสูญเสีย ที่สาคัญ คือ เวลาผลิตนาน สินค้า มีคุณภาพต่า และ
ต้นทุนสูง
Copyright @ The Best Knowledge
Copyright @ The Best Knowledge
1. การผลิตมากเกินไป (Overproduction) หมายถึง การผลิตสินค้าเกินความต้องการ
ในการใช้งาน หรือผลิตไว้ล่วงหน้านานเกินไป หรือผลิตก่อนที่จะมีคาสั่งซื้อจากลูกค้า
ปัญหาจากการผลิตมากเกินไป
- เสียเวลา ทรัพยากร และแรงงานโดยไม่จาเป็น และเกินความจาเป็น
- เกิดการสะสมของพัสดุคงคลังเพิ่มขึ้น
- เสียพื้นที่ในการจัดเก็บงานระหว่างรอทา (Work In Process – WIP)
- เสียพื้นที่ในการเก็บสินค้าในคลังสินค้า
- การขนย้ายวัตถุดิบต่าง ๆ มีมากเกินความจาเป็น
- เกิดต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) และต้นทุมจม (Sunk Cost)
- เกิดค่าเสื่อมาราคาทางกายภาพ (Physical Depreciation)
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากการผลิตมากเกินไป
1. บารุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพพร้อมผลิตตลอดเวลา
2. ลดเวลาการตั้งเครื่องจักร (Reduce Setup Time) โดยศึกษาเวลาในการตั้งเครื่องจักร จากนั้นทา
การปรับปรุง จัดเตรียมเครื่องมือ และอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเริ่มตั้งเครื่อง
- แยกขั้นตอนที่ทาได้ในขณะที่เครื่องจักรยังทางานอยู่ออกจากขั้นตอนที่ต้องทาเมื่อเครื่องจักรหยุด
เท่านั้น
- จัดลาดับขั้นตอนในการตั้งเครื่องจักรให้เหมาะสม
- กระจายงานอย่างเหมาะสมโดยไม่ให้เกิดการรองาน
- จัดหา/ทาอุปกรณ์เพื่อช่วยในการกาหนดตาแหน่งอย่างรวดเร็ว
3. ปรับปรุงขั้นตอนที่เป็นคอขวด (Bottle-Neck) ในกระบวนการ เพื่อลดรอบเวลาการผลิต
4. ผลิตในปริมาณและเวลาที่ต้องการเท่านั้น โดยปรับเวลาของกระบวนการให้สอดคล้องกับปริมาณ
การผลิต
5. ทาการผลิตเฉพาะที่จาเป็น
6. ฝึกให้พนักงานมีทักษะหลายอย่าง
Copyright @ The Best Knowledge
2. สินค้าคงคลัง (Inventory) หมายถึง การเก็บสินค้า (Finish Goods) มากเกินไป การเก็บ
วัตถุดิบสาหรับการผลิตมากเกินไป อาจมาจากการสั่งซื้อคราวละมาก ๆ เพื่อได้ส่วนลด หรืองาน
ระหว่างรอทา (Work In Process – WIP) ที่มีมากเกินไป
ปัญหาจากการเก็บสินค้า/พัสดุ/วัสดุมากเกินไป
- เกิดต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นกับผลิตภัณฑ์
- เพิ่มเนื้อที่ในการจัดเก็บพัสดุคงคลังมากขึ้น
- เสียดอกเบี้ยจากต้นทุนจม (Sunk Cost)
- งานเอกสารมากขึ้น และต้องใช้บุคลากรเพิ่มขึ้นในการจัดการต่าง ๆ
- เกิดค่าเสื่อมาราคาทางกายภาพ (Physical Depreciation)
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากการเก็บสินค้า/พัสดุ/วัสดุ
1. กาหนดระดับในการจัดเก็บ มีจุดสั่งซื้อที่ชัดเจน
2. ควบคุมปริมาณวัสดุโดยใช้เทคนิคการควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) เพื่อให้
สามารถเข้าใจและสังเกตได้ง่าย
- ใช้ระบบเข้าก่อน ออกก่อน (First in First Out) เพื่อป้ องกันไม่ให้มีวัสดุตกค้าง เป็น
เวลานาน
- วิเคราะห์หาวัสดุทดแทน (Value Engineering) ที่สามารถสั่งซื้อได้ง่ายมาใช้แทน เพื่อลด
ปริมาณวัสดุที่ต้องทาการจัดเก็บ
Copyright @ The Best Knowledge
3. การขนย้าย (Transportation) หมายถึง การขนส่ง หรือการเคลื่อนที่ของคน วัสดุ
ชิ้นงาน ที่มากเกินไป โดยปกติแล้วการขนย้ายเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Non –
Value Added Work)
ปัญหาที่เกิดจากการขนย้าย
- สูญเสียเวลาในการผลิต
- ต้นทุนในการขนย้ายเพิ่มขึ้นได้แก่ ค่าเชื้อเพลิง,แรงงาน,อุปกรณ์ขนย้าย เป็นต้น
- ขาดการทากิจกรรม 5ส และการปรับปรุงงานด้วยไคเซ็น
- บ่งบอกถึงการวางผังเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากการขนย้าย
1. ศึกษาการเคลื่อนไหว (Motion Study) เพื่อปรับปรุงวิธีการทางานให้เกิดการเคลื่อนไหว
น้อยที่สุดและเหมาะสมที่สุดตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) เท่าที่จะทาได้
2. จัดสภาพการทางาน (Working Condition) ให้เหมาะสม
3. ปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทางานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน
4. ทาอุปกรณ์ช่วยในการจับยึดชิ้นงาน (Jig, Fixtures) เพื่อให้สามารถทางานได้อย่าง
สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
5. ปรับลาดับขั้นตอนการทางาน เพื่อเป็นมาตรฐาน
6. จัดวางผังกระบวนการให้เหมาะสม เพื่อลดการเดิน (Minimize Walking)
Copyright @ The Best Knowledge
4. การเคลื่อนไหว (Motion) หมายถึง การปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในภาวะไม่สมดุลของ
ร่างกาย ไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ส่งผลให้ร่างกายเมื่อยล้า และความ
ล่าช้าในการปฏิบัติงาน
ปัญหาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่จาเป็น
- การจัดวางอุปกรณ์และการวางผังโรงงาน (Plant Layout) ที่ไม่เหมาะสม, ขาดการทา
กิจกรรม 5 ส และการควบคุมด้วยระบบประสาทสัมผัส (Visual Control) หรือ ขาด
มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Work Instruction) ที่ถูกต้อง
- เกิดปัญหาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม อันเกิดจากการเหตุข้างต้นและ ขาดการ
ทากิจกรรมปรับปรุงงานไคเซ็น
- เกิดปัญหาการเคลื่อนไหวไม่ถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทาให้เกิดความล้าและ
ความเครียด
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากการเคลื่อนไหวที่ไม่จาเป็น
1. ศึกษาการเคลื่อนไหว (Motion Study) เพื่อปรับปรุงวิธีการทางานให้เกิดการเคลื่อนไหว
น้อยที่สุดและเหมาะสมที่สุดตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) เท่าที่จะทาได้
2. จัดสภาพการทางาน (Working Condition) ให้เหมาะสม
3. ปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทางานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน
4. ทาอุปกรณ์ช่วยในการจับยึดชิ้นงาน (Jig, Fixtures) เพื่อให้สามารถทางานได้อย่าง
สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
5. ปรับลาดับขั้นตอนการทางาน เพื่อเป็นมาตรฐาน
6. จัดวางผังกระบวนการให้เหมาะสม เพื่อลดการเดิน (Minimize Walking)
Copyright @ The Best Knowledge
5. กระบวนการทางานซ้าซ้อน (Over Processing) หมายถึง กระบวนการทางานที่มี มากเกิน
ความจาเป็น ซึ่งส่วนเกินที่มากขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น
ปัญหาที่เกิดจากการทางานซ้าซ้อน
- มีการตรวจสอบมากเกินไป อาจเกิดจากการมีกระบวนการควบคุมคุณภาพแบบแยกย่อยในทุก
ขั้นตอนของการผลิต ซึ่งบางกระบวนการสามารถยุบรวมเป็นงานเดียวกันได้
- กระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอทาให้มีการทางานเพิ่มขึ้น
- การจัดลาดับการทางานไม่เหมาะสม ทาให้การทางานซ้าซ้อนเกิดขึ้นได้
- พื้นที่สาหรับการปฏิบัติงานอาจต้องใช้เพิ่มขึ้น
- เครื่องจักร แรงงาน ทรัพยากรต่าง ๆ ถูกใช้โดยเกินความจาเป็น
- กระบวนการทางานที่ซ้าซ้อนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของกระบวนการผลิต แบบคอขวด
(Bottleneck)
- มาตรฐานการปฏิบัติงานต้องได้รับการตรวจสอบและแก้ไขมาตรฐาน (Check & Act)
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากการทางานซ้าซ้อน
1. วิเคราะห์กระบวนการผลิตโดยใช้ Operation Process Chart เพื่อทราบขั้นตอน
ทั้งหมดในการทางาน จากนั้นจึงเลือกขั้นตอนที่ไม่เหมาะสมเพื่อนามาปรับปรุง
2. ใช้หลักการ 5 W 1 H เพื่อวิเคราะห์ความจาเป็นของแต่ละกระบวนการผลิต
- What ทาอะไร ถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการทางาน
- When ทาเมื่อไร ถามเพื่อหาลาดับขั้นตอนการทางานที่เหมาะสม
- Where ทาที่ไหน ถามเพื่อหาสถานที่ทางานที่เหมาะสม
- Who ใครเป็นผู้ทา ถามเพื่อหาวิธีการทางานทีเหมาะสม
- How ทาอย่างไร ถามเพื่อหาวิธีการทางานที่เหมาะสม
- Why ทาไม ถามเพื่อหาเหตุผลในการทางาน
3. หากระบวนการทดแทนที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ของงานอย่างเดียวกัน
4. ใช้หลัก ECRS เพื่อปรับปรุงการทางาน
5. หาแนวทางขจัดความสูญเปล่าด้วยการนาหลักการวิศวกรรมอุตสาหการ (IE
Techniques) เพื่อปรับลดกระบวนที่ไม่จาเป็นออก
Copyright @ The Best Knowledge
6. การรอคอย (Waiting) หมายถึง คน เครื่องจักรต้องหยุดการทางาน อาจมีสาเหตุ มาจาก
การรอวัตถุดิบ การวางแผนการผลิตไม่สมดุล หรือเครื่องจักรขัดข้อง
ปัญหาที่เกิดจากการรอคอย
- เกิดต้นทุนที่สูญเปล่าของเครื่องจักร แรงงาน และค่าดาเนินการต่าง ๆ
- เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) และต้นทุมจม (Sunk Cost)
- การผลิตล่าช้าและปัญหาการส่งมอบไม่ตรงกาหนดเวลา
- งานที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่น ๆ หยุดชะงักไปด้วย
- ขวัญและกาลังใจของพนักงานปฏิบัติการ
- ส่งผลต่อการปรับตั้งเครื่องจักรและประสิทธิภาพของเครื่องจักรอาจลดลง
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากการรอคอย
1. จัดวางแผนการผลิต วัตถุดิบ และลาดับการผลิตให้ดี
2. บารุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา
3. จัดสรรงานให้มีความสมดุล
4. วางแผนขั้นตอนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และจัดสรรกาลังคนให้เหมาะสม
5. เตรียมเครื่องมือที่จะใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้พร้อมก่อนหยุดเครื่อง
6. ใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกในการปรับ เปลี่ยนกระบวนการผลิต
Copyright @ The Best Knowledge
7. ผลผลิตที่บกพร่อง (Defects) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตขึ้นโดยมีปัญหา ด้าน
คุณภาพในมิติของความบกพร่อง (Defect) และความไม่ตรงตามข้อกาหนด (NC-
Nonconformity)
ปัญหาที่เกิดจากผลผลิตที่บกพร่อง (Defect)
- ความล่าช้าในการส่งมอบ
- เสียเวลา แรงงาน และทรัพยากรในการแก้ไขของเสีย
- ผลผลิตโดยรวมลดลงเนื่องจากการใช้แรงงานบางส่วนในการแก้ไขของเสีย
- บ่งบอกถึงกระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดระบบป้ องกันความผิดพลาด
- เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) และต้นทุมจม (Sunk Cost)
- มีแนวโน้มถึงวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตไม่ได้คุณภาพ
- พนักงานอาจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Work Instruction)
Copyright @ The Best Knowledge
การปรับปรุงจากผลผลิตที่บกพร่อง
1. จัดทามาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานคุณภาพวัตถุดิบที่ถูกต้องแม่นยา
2. พนักงานต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามมาตรฐานตั้งแต่เริ่มแรก
3. อบรมพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามมาตรฐานที่
กาหนด พร้อมทั้งฝึกให้พนักงานมีจิตสานึกด้านคุณภาพตลอดเวลา
4. จัดสร้างระบบหรืออุปกรณ์ที่สามารถป้ องกันความผิดพลาดจากการทางานในสายการผลิต
(Poka-Yoke)
5. ตั้งเป้ าหมายลดปริมาณของเสียในการผลิตให้เป็นศูนย์ (Zero Defect)
6. การตอบสนองข้อมูลทางด้านคุณภาพอย่างรวดเร็วในทุกขั้นตอนการผลิตจะทาให้
สามารถทราบถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตได้เร็วขึ้น การแก้ไขปัญหา ก็จะง่าย
ขึ้นและยังช่วยลดปริมาณของเสียในลักษณะที่เหมือนกันให้น้อยลงด้วย
7. ปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานและการผลิต
8. บารุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตให้มีสภาพดีอยู่เสมอ
Copyright @ The Best Knowledge
Lesson
3
กาจัดความสูญเสียด้วย
16 Major Losses
Copyright @ The Best Knowledge
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ16 Major Losses
เพื่อให้ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด เราต้องกาจัดความสูญเสียซึ่งมีอยู่ 16 ประเภท
การสูญเสียที่ทาให้ประสิทธิภาพเครื่องจักรลดลง 8 ประเภท
1. การสูญเสียเนื่องจากการวางแผนการหยุดเครื่อง (Shutdown Losses)
2. การสูญเสียจากการปรับการผลิต (Production Adjustment Losses)
3. การขัดข้องของเครื่องจักร(Failure Losses)
4. การปรับตั้งและการปรับแต่ง (Setting Up & Adjustment)
5. การสูญเสียเวลาหยุดเล็กน้อยและการเดินเครื่องเปล่า (Minor Stoppage & Idling Time)
6. การสูญเสียความเร็ว (Speed Losses)
7. การเกิดของเสีย (Quality Defect Losses)
8. การนากลับมาผลิตซ้า (Reprocessing Losses)
Copyright @ The Best Knowledge
การสูญเสียที่ทาให้ประสิทธิภาพของคนลดลง 5 ประเภท
1. การสูญเสียจากการจัดการ(Management Losses)
2. การสูญเสียจากการเคลื่อนไหว (Motion Losses)
3. การสูญเสียจากการจัดวางสายการผลิต(Line Organization Losses)
4. การสูญเสียเนื่องจากการไม่นาระบบอัตโนมัติมาใช้(Losses resulting from lack of auto )
5. การสูญเสียจากการวัดและปรับค่าบ่อย(Measurement and adjustment losses)
การสูญเสียจากการใช้ทรัพยากรในการผลิต 3 ประเภท
1. การสูญเสียผลได้จากการผลิต (Yield Losses)
2. การสูญเสียพลังงาน (Energy Losses)
3. การสูญเสียเนื่องจากเครื่องมือ จิ๊ก และแม่พิมพ์ (Die,Jig and Tool Losses)
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ16 Major Losses
Copyright @ The Best Knowledge
การหาความสูญเสียในกระบวนการผลิต
1. อธิบายความหมายความสูญเสีย 16 ประการให้พนักงานเข้าใจ
2. แบ่งพนักงานออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5 - 8 คน
3. ใช้เทคนิคระดมสมอง โดยตั้งหัวข้อ " ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของตนเอง" ให้
สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมคนละ 5 หัวข้อไม่ซ้ากัน เป็นสิ่งที่พบในกระบวนการผลิตจริง ประมาณ 45
นาที
4. รวบรวมหัวข้อ ตัดหัวข้อที่ซ้าออกไป จัดหมวดหมู่ของความสูญเสีย 16 ประการ ระบุหน่วยงาน
และผู้รับผิดชอบ
5. กาหนดสูตรและวิธีคานวณมูลค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น ในแต่ละหัวข้อ
6. กาหนดหัวข้อปรับปรุง ดาเนินการปรับปรุง และสรุปผล โดยกาหนดรอบเวลา
Copyright @ The Best Knowledge
Lesson
4
กาจัดความสูญเสียด้วย
Office Waste
Copyright @ The Best Knowledge
1. Information Wastes ความสูญเสียจากข้อมูลผิดพลาด
Translation แปลความหมายผิด
Missing เข้าใจผิด
Inaccuracy ไม่ถูกต้อง
Irrelevancy ไม่สอดคล้องกัน
Collection เก็บซ้าซ้อน
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes
Copyright @ The Best Knowledge
2. Process Wastes ขั้นตอนทางานทาให้เกิดความสูญเสีย
Control จุดควบคุมมาก
Variability มีหลากหลาย ไม่รวมกลุ่ม
Reliability ไม่น่าเชื่อถือ
Standardization ไม่มีมาตรฐาน
Scheduling ไม่กาหนดเวลา
Uneven Flow ไม่ไหลลื่น
Checking ตรวจสอบมาก
Error มีข้อผิดพลาด
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes
Copyright @ The Best Knowledge
3. People Wastes ความสูญเสียจากพนักงาน
Alignment ทางานไม่สอดคล้องกัน
Assignment มอบหมายงานไม่ดี
Waiting รอคอยงาน
Motion เคลื่อนไหวมากเกินไป
Processing ขั้นตอนไม่เหมือนกัน
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes
Copyright @ The Best Knowledge
4. Leadership Wastes ปัญหาจากหัวหน้างาน
Focus ทาผิดจุด ใหญ่ๆไม่ทา
Structure โครงสร้างไม่ชัดเจน บางหน่วยงาน
Strategic กลยุทธ์ผิด
Discipline ไม่มีวินัย
Ownership ไม่มีความเป็นเจ้าของ
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes
Copyright @ The Best Knowledge
5. Asset Wastes ทรัพย์สินที่มีอยู่เป็ นความสูญเสีย
Fixed Cost เช่า/ ซื้อ มีค่าเสื่อม , ค่าบารุงรักษา
Inventory มีมากเกินไป
Utilization ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่
Insufficiency ไม่เพียงพอ
Durability ไม่ทนทาน
การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes
Copyright @ The Best Knowledge
เป้ าหมาย - จะทาอย่างไร
???
Copyright @ The Best Knowledge
1. หาความสัมพันธ์ความสูญเสียแต่ละชนิด ในรูปข้อมูลตัวเงินที่วัดได้
2. กาหนดเป้ าหมายของขั้นตอนผลิต / ค่าใช้จ่าย ที่มีความสูญเสียมากที่สุด
จัดลาดับความสาคัญในการทาโครงการ
3. แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาศัยการสังเกตจากข้อมูลจริง ที่หน้างานจริง ที่เป็น
สาเหตุใหญ่ และกาจัดปัญหาที่ต้นตอของปัญหา โดยอาศัยการทางานเป็นทีม
4. ติดตามผลลัพธ์และลดค่าใช้จ่าย จากการทาโครงการ อย่างต่อเนื่อง
5. พัฒนาทักษะและความสามารถของผู้บริหาร ให้มีความสามารถวิเคราะห์และแก้ไข
ปัญหา หา ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติงาน จัดการหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
และมีความสามารถในการป้ องกันปัญหา
จะทาอย่างไร ???
Copyright @ The Best Knowledge
Thank You
Copyright @ The Best Knowledge

Eye for waste

  • 1.
  • 2.
    Copyright @ TheBest Knowledge
  • 3.
    Copyright @ TheBest Knowledge
  • 4.
    Copyright @ TheBest Knowledge
  • 5.
    แนวทางการค้นหาความสูญเสียในองค์กร: Eye ForWastes การค้นหาความสูญเสีย ด้วย 3 Mu  7 Wastes การสูญเสียหลัก 16 ประการ การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes Copyright @ The Best Knowledge
  • 6.
  • 7.
    การค้นหาความสูญเสียด้วย 3 MU Muda( 7 Wastes) ผลิตมาก,เก็บมาก,ขนส่งมาก,ของเสียมาก, ขั้นตอนมาก,รอคอยมาก,เคลื่อนไหวมาก ขั้นตอนมาก ของเสียมาก ผลิตมาก เก็บมาก ขนส่งมาก ต้นตอนมาจาก ขั้นตอนมาก/ไม่ดีพอ Mura ( Unevenness) ความไม่สม่าเสมอจากแผนผลิตและปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ,พนักงาน,เครื่องจักร,วิธีการทางาน,การตรวจสอบและการบริหารงาน Muri ( Overburden) การทางานเกินความสามารถของคน/เครื่องมือ Copyright @ The Best Knowledge
  • 8.
    4 M Muda(สูญเสีย) Mura (ไม่สม่าเสมอ) Muri (ไม่ถูกต้อง) Man (พนักงาน) - เวลาเผื่อมากเกินไป / รอคอย -พนักงานมีไม่เพียงพอ /ไม่มีพนักงานสารอง - พนักงานไม่ทาตามมาตรฐาน - เคลื่อนไหวที่ไม่จาเป็น - ทักษะของพนักงานไม่เพียงพอ - ท่าทางการทางานไม่ถูกต้อง / เมื่อยล้า - ทางานซ้า/ทีไม่จาเป็น -มอบหมายงานไม่เหมาะสม -ไม่ได้จัดทาคู่มือการทางาน - ใช้คนไม่เหมาะสมกับงาน - ไม่มีระบบสอนงานสาหรับงานที่มอบหมาย - จานวนพนักงานมากเกินไป Machine (เครื่องจักร) - กาลังการผลิตเหลือ / ใช้ไม่เต็มที่ - กาลังการผลิตไม่สมดุลในแต่ละขั้นตอน - กาลังการผลิตไม่เพียงพอ - ปรับเปลี่ยนงานบ่อยๆ - จัดผังโรงงานไม่เหมาะสม - เครื่องจักรอยู่ในสภาพไม่พร้อม /เสียบ่อย - เตรียมงานใช้เวลานาน / หยุดรอบ่อยๆ - เครื่องจักรใช้งาน /ความเร็วไม่สม่าเสมอ - เครื่องจักรถูกใช้ผิดประเภท / เกินกาลัง - เครื่องจักรผลิตของเสีย - มีงานที่ก่อให้เกิดอันตราย - ทางานหนักโดยใช้แรงงานคน Material (วัตถุดิบ/สินค้า) - วัตถุดิบในคลังมาก - คุณภาพของวัตถุดิบไม่สม่าเสมอ - คุณภาพของวัตถุดิบไม่ได้มาตรฐาน - วัตถุดิบที่สูญเสียจากการผลิต - คุณสมบัติของวัตถุดิบไม่สม่าเสมอ - ใช้วัตถุดิบผิดประเภท - งานซ่อมจานวนมาก - สูญเสียพลังงานโดยไม่จาเป็น Method (วิธีการทางาน) - เคลื่อนย้ายที่ไม่จาเป็น - วางแผนที่ไม่สม่าเสมอ - วิธีการทางานไม่มีมาตรฐาน/ไม่เหมือนกัน -ตรวจสอบเกินความจาเป็น/ ตรวจสอบยาก - สั่งงานด้วยวาจาไม่ชัดเจน - วิธีการทางานไม่ถูกต้อง / มีข้อผิดพลาด - การค้นหาใช้เวลานาน - วิธีการทางานไม่ชัดเจน /ทางานยาก/ใช้งานยาก - วิธีการทางานไม่กาหนดเวลา - ขาดการควบคุมด้วยการมองเห็น /มองไม่เห็น -ผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพ และปริมาณไม่สม่าเสมอ - สภาพแวดล้อมการทางานไม่ดี /ไม่ปลอดภัย - ทางานไม่สอดคล้องกัน - สกปรก /ทาความสะอาดยาก /เปียก - เสียงดัง /ร้อน/เย็น Copyright @ The Best Knowledge
  • 9.
  • 10.
    ความสูญเสีย (Wastes) คือสิ่งที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตโดย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แต่กลับทาให้ประสิทธิภาพการทางานลดลง ความสูญเสียสังเกตได้จากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ด้อยคุณภาพ แต่ต้นทุน การ ผลิตสูง ใช้เวลาผลิตนาน มีของเสียมาก วัสดุอุปกรณ์สูญหายบ่อย หรือ ใช้พนักงาน มากเกินความจาเป็น ข้อเสียจากความสูญเสีย ที่สาคัญ คือ เวลาผลิตนาน สินค้า มีคุณภาพต่า และ ต้นทุนสูง Copyright @ The Best Knowledge
  • 11.
    Copyright @ TheBest Knowledge
  • 12.
    1. การผลิตมากเกินไป (Overproduction)หมายถึง การผลิตสินค้าเกินความต้องการ ในการใช้งาน หรือผลิตไว้ล่วงหน้านานเกินไป หรือผลิตก่อนที่จะมีคาสั่งซื้อจากลูกค้า ปัญหาจากการผลิตมากเกินไป - เสียเวลา ทรัพยากร และแรงงานโดยไม่จาเป็น และเกินความจาเป็น - เกิดการสะสมของพัสดุคงคลังเพิ่มขึ้น - เสียพื้นที่ในการจัดเก็บงานระหว่างรอทา (Work In Process – WIP) - เสียพื้นที่ในการเก็บสินค้าในคลังสินค้า - การขนย้ายวัตถุดิบต่าง ๆ มีมากเกินความจาเป็น - เกิดต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) และต้นทุมจม (Sunk Cost) - เกิดค่าเสื่อมาราคาทางกายภาพ (Physical Depreciation) Copyright @ The Best Knowledge
  • 13.
    การปรับปรุงจากการผลิตมากเกินไป 1. บารุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพพร้อมผลิตตลอดเวลา 2. ลดเวลาการตั้งเครื่องจักร(Reduce Setup Time) โดยศึกษาเวลาในการตั้งเครื่องจักร จากนั้นทา การปรับปรุง จัดเตรียมเครื่องมือ และอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเริ่มตั้งเครื่อง - แยกขั้นตอนที่ทาได้ในขณะที่เครื่องจักรยังทางานอยู่ออกจากขั้นตอนที่ต้องทาเมื่อเครื่องจักรหยุด เท่านั้น - จัดลาดับขั้นตอนในการตั้งเครื่องจักรให้เหมาะสม - กระจายงานอย่างเหมาะสมโดยไม่ให้เกิดการรองาน - จัดหา/ทาอุปกรณ์เพื่อช่วยในการกาหนดตาแหน่งอย่างรวดเร็ว 3. ปรับปรุงขั้นตอนที่เป็นคอขวด (Bottle-Neck) ในกระบวนการ เพื่อลดรอบเวลาการผลิต 4. ผลิตในปริมาณและเวลาที่ต้องการเท่านั้น โดยปรับเวลาของกระบวนการให้สอดคล้องกับปริมาณ การผลิต 5. ทาการผลิตเฉพาะที่จาเป็น 6. ฝึกให้พนักงานมีทักษะหลายอย่าง Copyright @ The Best Knowledge
  • 14.
    2. สินค้าคงคลัง (Inventory)หมายถึง การเก็บสินค้า (Finish Goods) มากเกินไป การเก็บ วัตถุดิบสาหรับการผลิตมากเกินไป อาจมาจากการสั่งซื้อคราวละมาก ๆ เพื่อได้ส่วนลด หรืองาน ระหว่างรอทา (Work In Process – WIP) ที่มีมากเกินไป ปัญหาจากการเก็บสินค้า/พัสดุ/วัสดุมากเกินไป - เกิดต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นกับผลิตภัณฑ์ - เพิ่มเนื้อที่ในการจัดเก็บพัสดุคงคลังมากขึ้น - เสียดอกเบี้ยจากต้นทุนจม (Sunk Cost) - งานเอกสารมากขึ้น และต้องใช้บุคลากรเพิ่มขึ้นในการจัดการต่าง ๆ - เกิดค่าเสื่อมาราคาทางกายภาพ (Physical Depreciation) Copyright @ The Best Knowledge
  • 15.
    การปรับปรุงจากการเก็บสินค้า/พัสดุ/วัสดุ 1. กาหนดระดับในการจัดเก็บ มีจุดสั่งซื้อที่ชัดเจน 2.ควบคุมปริมาณวัสดุโดยใช้เทคนิคการควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) เพื่อให้ สามารถเข้าใจและสังเกตได้ง่าย - ใช้ระบบเข้าก่อน ออกก่อน (First in First Out) เพื่อป้ องกันไม่ให้มีวัสดุตกค้าง เป็น เวลานาน - วิเคราะห์หาวัสดุทดแทน (Value Engineering) ที่สามารถสั่งซื้อได้ง่ายมาใช้แทน เพื่อลด ปริมาณวัสดุที่ต้องทาการจัดเก็บ Copyright @ The Best Knowledge
  • 16.
    3. การขนย้าย (Transportation)หมายถึง การขนส่ง หรือการเคลื่อนที่ของคน วัสดุ ชิ้นงาน ที่มากเกินไป โดยปกติแล้วการขนย้ายเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Non – Value Added Work) ปัญหาที่เกิดจากการขนย้าย - สูญเสียเวลาในการผลิต - ต้นทุนในการขนย้ายเพิ่มขึ้นได้แก่ ค่าเชื้อเพลิง,แรงงาน,อุปกรณ์ขนย้าย เป็นต้น - ขาดการทากิจกรรม 5ส และการปรับปรุงงานด้วยไคเซ็น - บ่งบอกถึงการวางผังเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ Copyright @ The Best Knowledge
  • 17.
    การปรับปรุงจากการขนย้าย 1. ศึกษาการเคลื่อนไหว (MotionStudy) เพื่อปรับปรุงวิธีการทางานให้เกิดการเคลื่อนไหว น้อยที่สุดและเหมาะสมที่สุดตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) เท่าที่จะทาได้ 2. จัดสภาพการทางาน (Working Condition) ให้เหมาะสม 3. ปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทางานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน 4. ทาอุปกรณ์ช่วยในการจับยึดชิ้นงาน (Jig, Fixtures) เพื่อให้สามารถทางานได้อย่าง สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 5. ปรับลาดับขั้นตอนการทางาน เพื่อเป็นมาตรฐาน 6. จัดวางผังกระบวนการให้เหมาะสม เพื่อลดการเดิน (Minimize Walking) Copyright @ The Best Knowledge
  • 18.
    4. การเคลื่อนไหว (Motion)หมายถึง การปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในภาวะไม่สมดุลของ ร่างกาย ไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ส่งผลให้ร่างกายเมื่อยล้า และความ ล่าช้าในการปฏิบัติงาน ปัญหาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่จาเป็น - การจัดวางอุปกรณ์และการวางผังโรงงาน (Plant Layout) ที่ไม่เหมาะสม, ขาดการทา กิจกรรม 5 ส และการควบคุมด้วยระบบประสาทสัมผัส (Visual Control) หรือ ขาด มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Work Instruction) ที่ถูกต้อง - เกิดปัญหาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม อันเกิดจากการเหตุข้างต้นและ ขาดการ ทากิจกรรมปรับปรุงงานไคเซ็น - เกิดปัญหาการเคลื่อนไหวไม่ถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทาให้เกิดความล้าและ ความเครียด Copyright @ The Best Knowledge
  • 19.
    การปรับปรุงจากการเคลื่อนไหวที่ไม่จาเป็น 1. ศึกษาการเคลื่อนไหว (MotionStudy) เพื่อปรับปรุงวิธีการทางานให้เกิดการเคลื่อนไหว น้อยที่สุดและเหมาะสมที่สุดตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) เท่าที่จะทาได้ 2. จัดสภาพการทางาน (Working Condition) ให้เหมาะสม 3. ปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทางานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน 4. ทาอุปกรณ์ช่วยในการจับยึดชิ้นงาน (Jig, Fixtures) เพื่อให้สามารถทางานได้อย่าง สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 5. ปรับลาดับขั้นตอนการทางาน เพื่อเป็นมาตรฐาน 6. จัดวางผังกระบวนการให้เหมาะสม เพื่อลดการเดิน (Minimize Walking) Copyright @ The Best Knowledge
  • 20.
    5. กระบวนการทางานซ้าซ้อน (OverProcessing) หมายถึง กระบวนการทางานที่มี มากเกิน ความจาเป็น ซึ่งส่วนเกินที่มากขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ปัญหาที่เกิดจากการทางานซ้าซ้อน - มีการตรวจสอบมากเกินไป อาจเกิดจากการมีกระบวนการควบคุมคุณภาพแบบแยกย่อยในทุก ขั้นตอนของการผลิต ซึ่งบางกระบวนการสามารถยุบรวมเป็นงานเดียวกันได้ - กระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอทาให้มีการทางานเพิ่มขึ้น - การจัดลาดับการทางานไม่เหมาะสม ทาให้การทางานซ้าซ้อนเกิดขึ้นได้ - พื้นที่สาหรับการปฏิบัติงานอาจต้องใช้เพิ่มขึ้น - เครื่องจักร แรงงาน ทรัพยากรต่าง ๆ ถูกใช้โดยเกินความจาเป็น - กระบวนการทางานที่ซ้าซ้อนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของกระบวนการผลิต แบบคอขวด (Bottleneck) - มาตรฐานการปฏิบัติงานต้องได้รับการตรวจสอบและแก้ไขมาตรฐาน (Check & Act) Copyright @ The Best Knowledge
  • 21.
    การปรับปรุงจากการทางานซ้าซ้อน 1. วิเคราะห์กระบวนการผลิตโดยใช้ OperationProcess Chart เพื่อทราบขั้นตอน ทั้งหมดในการทางาน จากนั้นจึงเลือกขั้นตอนที่ไม่เหมาะสมเพื่อนามาปรับปรุง 2. ใช้หลักการ 5 W 1 H เพื่อวิเคราะห์ความจาเป็นของแต่ละกระบวนการผลิต - What ทาอะไร ถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการทางาน - When ทาเมื่อไร ถามเพื่อหาลาดับขั้นตอนการทางานที่เหมาะสม - Where ทาที่ไหน ถามเพื่อหาสถานที่ทางานที่เหมาะสม - Who ใครเป็นผู้ทา ถามเพื่อหาวิธีการทางานทีเหมาะสม - How ทาอย่างไร ถามเพื่อหาวิธีการทางานที่เหมาะสม - Why ทาไม ถามเพื่อหาเหตุผลในการทางาน 3. หากระบวนการทดแทนที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ของงานอย่างเดียวกัน 4. ใช้หลัก ECRS เพื่อปรับปรุงการทางาน 5. หาแนวทางขจัดความสูญเปล่าด้วยการนาหลักการวิศวกรรมอุตสาหการ (IE Techniques) เพื่อปรับลดกระบวนที่ไม่จาเป็นออก Copyright @ The Best Knowledge
  • 22.
    6. การรอคอย (Waiting)หมายถึง คน เครื่องจักรต้องหยุดการทางาน อาจมีสาเหตุ มาจาก การรอวัตถุดิบ การวางแผนการผลิตไม่สมดุล หรือเครื่องจักรขัดข้อง ปัญหาที่เกิดจากการรอคอย - เกิดต้นทุนที่สูญเปล่าของเครื่องจักร แรงงาน และค่าดาเนินการต่าง ๆ - เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) และต้นทุมจม (Sunk Cost) - การผลิตล่าช้าและปัญหาการส่งมอบไม่ตรงกาหนดเวลา - งานที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่น ๆ หยุดชะงักไปด้วย - ขวัญและกาลังใจของพนักงานปฏิบัติการ - ส่งผลต่อการปรับตั้งเครื่องจักรและประสิทธิภาพของเครื่องจักรอาจลดลง Copyright @ The Best Knowledge
  • 23.
    การปรับปรุงจากการรอคอย 1. จัดวางแผนการผลิต วัตถุดิบและลาดับการผลิตให้ดี 2. บารุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา 3. จัดสรรงานให้มีความสมดุล 4. วางแผนขั้นตอนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และจัดสรรกาลังคนให้เหมาะสม 5. เตรียมเครื่องมือที่จะใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้พร้อมก่อนหยุดเครื่อง 6. ใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกในการปรับ เปลี่ยนกระบวนการผลิต Copyright @ The Best Knowledge
  • 24.
    7. ผลผลิตที่บกพร่อง (Defects)หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตขึ้นโดยมีปัญหา ด้าน คุณภาพในมิติของความบกพร่อง (Defect) และความไม่ตรงตามข้อกาหนด (NC- Nonconformity) ปัญหาที่เกิดจากผลผลิตที่บกพร่อง (Defect) - ความล่าช้าในการส่งมอบ - เสียเวลา แรงงาน และทรัพยากรในการแก้ไขของเสีย - ผลผลิตโดยรวมลดลงเนื่องจากการใช้แรงงานบางส่วนในการแก้ไขของเสีย - บ่งบอกถึงกระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดระบบป้ องกันความผิดพลาด - เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) และต้นทุมจม (Sunk Cost) - มีแนวโน้มถึงวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตไม่ได้คุณภาพ - พนักงานอาจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Work Instruction) Copyright @ The Best Knowledge
  • 25.
    การปรับปรุงจากผลผลิตที่บกพร่อง 1. จัดทามาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานคุณภาพวัตถุดิบที่ถูกต้องแม่นยา 2.พนักงานต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามมาตรฐานตั้งแต่เริ่มแรก 3. อบรมพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามมาตรฐานที่ กาหนด พร้อมทั้งฝึกให้พนักงานมีจิตสานึกด้านคุณภาพตลอดเวลา 4. จัดสร้างระบบหรืออุปกรณ์ที่สามารถป้ องกันความผิดพลาดจากการทางานในสายการผลิต (Poka-Yoke) 5. ตั้งเป้ าหมายลดปริมาณของเสียในการผลิตให้เป็นศูนย์ (Zero Defect) 6. การตอบสนองข้อมูลทางด้านคุณภาพอย่างรวดเร็วในทุกขั้นตอนการผลิตจะทาให้ สามารถทราบถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตได้เร็วขึ้น การแก้ไขปัญหา ก็จะง่าย ขึ้นและยังช่วยลดปริมาณของเสียในลักษณะที่เหมือนกันให้น้อยลงด้วย 7. ปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานและการผลิต 8. บารุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตให้มีสภาพดีอยู่เสมอ Copyright @ The Best Knowledge
  • 26.
  • 27.
    การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ16 Major Losses เพื่อให้ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุดเราต้องกาจัดความสูญเสียซึ่งมีอยู่ 16 ประเภท การสูญเสียที่ทาให้ประสิทธิภาพเครื่องจักรลดลง 8 ประเภท 1. การสูญเสียเนื่องจากการวางแผนการหยุดเครื่อง (Shutdown Losses) 2. การสูญเสียจากการปรับการผลิต (Production Adjustment Losses) 3. การขัดข้องของเครื่องจักร(Failure Losses) 4. การปรับตั้งและการปรับแต่ง (Setting Up & Adjustment) 5. การสูญเสียเวลาหยุดเล็กน้อยและการเดินเครื่องเปล่า (Minor Stoppage & Idling Time) 6. การสูญเสียความเร็ว (Speed Losses) 7. การเกิดของเสีย (Quality Defect Losses) 8. การนากลับมาผลิตซ้า (Reprocessing Losses) Copyright @ The Best Knowledge
  • 28.
    การสูญเสียที่ทาให้ประสิทธิภาพของคนลดลง 5 ประเภท 1.การสูญเสียจากการจัดการ(Management Losses) 2. การสูญเสียจากการเคลื่อนไหว (Motion Losses) 3. การสูญเสียจากการจัดวางสายการผลิต(Line Organization Losses) 4. การสูญเสียเนื่องจากการไม่นาระบบอัตโนมัติมาใช้(Losses resulting from lack of auto ) 5. การสูญเสียจากการวัดและปรับค่าบ่อย(Measurement and adjustment losses) การสูญเสียจากการใช้ทรัพยากรในการผลิต 3 ประเภท 1. การสูญเสียผลได้จากการผลิต (Yield Losses) 2. การสูญเสียพลังงาน (Energy Losses) 3. การสูญเสียเนื่องจากเครื่องมือ จิ๊ก และแม่พิมพ์ (Die,Jig and Tool Losses) การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ16 Major Losses Copyright @ The Best Knowledge
  • 29.
    การหาความสูญเสียในกระบวนการผลิต 1. อธิบายความหมายความสูญเสีย 16ประการให้พนักงานเข้าใจ 2. แบ่งพนักงานออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5 - 8 คน 3. ใช้เทคนิคระดมสมอง โดยตั้งหัวข้อ " ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของตนเอง" ให้ สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมคนละ 5 หัวข้อไม่ซ้ากัน เป็นสิ่งที่พบในกระบวนการผลิตจริง ประมาณ 45 นาที 4. รวบรวมหัวข้อ ตัดหัวข้อที่ซ้าออกไป จัดหมวดหมู่ของความสูญเสีย 16 ประการ ระบุหน่วยงาน และผู้รับผิดชอบ 5. กาหนดสูตรและวิธีคานวณมูลค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น ในแต่ละหัวข้อ 6. กาหนดหัวข้อปรับปรุง ดาเนินการปรับปรุง และสรุปผล โดยกาหนดรอบเวลา Copyright @ The Best Knowledge
  • 30.
  • 31.
    1. Information Wastesความสูญเสียจากข้อมูลผิดพลาด Translation แปลความหมายผิด Missing เข้าใจผิด Inaccuracy ไม่ถูกต้อง Irrelevancy ไม่สอดคล้องกัน Collection เก็บซ้าซ้อน การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes Copyright @ The Best Knowledge
  • 32.
    2. Process Wastesขั้นตอนทางานทาให้เกิดความสูญเสีย Control จุดควบคุมมาก Variability มีหลากหลาย ไม่รวมกลุ่ม Reliability ไม่น่าเชื่อถือ Standardization ไม่มีมาตรฐาน Scheduling ไม่กาหนดเวลา Uneven Flow ไม่ไหลลื่น Checking ตรวจสอบมาก Error มีข้อผิดพลาด การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes Copyright @ The Best Knowledge
  • 33.
    3. People Wastesความสูญเสียจากพนักงาน Alignment ทางานไม่สอดคล้องกัน Assignment มอบหมายงานไม่ดี Waiting รอคอยงาน Motion เคลื่อนไหวมากเกินไป Processing ขั้นตอนไม่เหมือนกัน การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes Copyright @ The Best Knowledge
  • 34.
    4. Leadership Wastesปัญหาจากหัวหน้างาน Focus ทาผิดจุด ใหญ่ๆไม่ทา Structure โครงสร้างไม่ชัดเจน บางหน่วยงาน Strategic กลยุทธ์ผิด Discipline ไม่มีวินัย Ownership ไม่มีความเป็นเจ้าของ การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes Copyright @ The Best Knowledge
  • 35.
    5. Asset Wastesทรัพย์สินที่มีอยู่เป็ นความสูญเสีย Fixed Cost เช่า/ ซื้อ มีค่าเสื่อม , ค่าบารุงรักษา Inventory มีมากเกินไป Utilization ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ Insufficiency ไม่เพียงพอ Durability ไม่ทนทาน การสังเกตและค้นหาปัญหาแบบ Office Wastes Copyright @ The Best Knowledge
  • 36.
    เป้ าหมาย -จะทาอย่างไร ??? Copyright @ The Best Knowledge
  • 37.
    1. หาความสัมพันธ์ความสูญเสียแต่ละชนิด ในรูปข้อมูลตัวเงินที่วัดได้ 2.กาหนดเป้ าหมายของขั้นตอนผลิต / ค่าใช้จ่าย ที่มีความสูญเสียมากที่สุด จัดลาดับความสาคัญในการทาโครงการ 3. แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาศัยการสังเกตจากข้อมูลจริง ที่หน้างานจริง ที่เป็น สาเหตุใหญ่ และกาจัดปัญหาที่ต้นตอของปัญหา โดยอาศัยการทางานเป็นทีม 4. ติดตามผลลัพธ์และลดค่าใช้จ่าย จากการทาโครงการ อย่างต่อเนื่อง 5. พัฒนาทักษะและความสามารถของผู้บริหาร ให้มีความสามารถวิเคราะห์และแก้ไข ปัญหา หา ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติงาน จัดการหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม และมีความสามารถในการป้ องกันปัญหา จะทาอย่างไร ??? Copyright @ The Best Knowledge
  • 38.
    Thank You Copyright @The Best Knowledge