สงวนลิขสิทธิ์โดยสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย พ.ศ. 2555 D D หนา 1
Copyright 2012 Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand, All rights reserved.
สถาบันกองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุน
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
มิถุนายน 2555
โดย
กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข และ กฤษฎา วัฒนเสาวลักษณ์
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เอกสารการสอนเศรษฐศาสตร์ ระดับ ป.1 ถึง ม.3
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สารบัญ
หน้า
ประถมศึกษาปีที่ 1
สินค้าและบริการในชีวิตประจาวัน 6
ผู้บริโภค 5
ใช้สอยทรัพยากรอย่างประหยัด 7
การหารายได้ 8
ประถมศึกษาปีที่ 2
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) 10
การหารายได้ 8
การบริหารทรัพยากรส่วนบุคคล (บัญชีรายรับ – รายจ่าย) 11
การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (Barter) 13
ประถมศึกษาปีที่ 3
ความต้องการและความจาเป็น (Want vs. Need) 15
การบริหารทรัพยากรส่วนบุคคล (บัญชีรายรับ – รายจ่าย) 11
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) 10
ภาษี (Tax) 16
ยิ่งแข่งขัน ราคายิ่งลด? 18
ประถมศึกษาปีที่ 4
การเลือก (Choice) 19
สิ่งจูงใจ (Incentives) 21
สิทธิของผู้บริโภค 23
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) 24
หน้าที่ของเงิน 27
ประถมศึกษาปีที่ 5
ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ 29
บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงิน 30
การกู้ยืมเงิน 32
ประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) 33
บทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน 35
ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน 36
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) 24
มัธยมศึกษาปีที่ 1
เศรษฐศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร 38
ค่านิยมและการบริโภค 39
บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงิน 30
การพึ่งพากันในระบบเศรษฐกิจ 41
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดอุปสงค์และอุปทาน 43
ทรัพย์สินทางปัญญา 46
มัธยมศึกษาปีที่ 2
การลงทุนและการออม 47
การผลิตสินค้าและบริการ 49
คุ้มครองสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค 51
ประเภทของระบบเศรษฐกิจ 53
การแข่งขันและการพึ่งพาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย 55
เศรษฐกิจโลก (Global Economy) 56
มัธยมศึกษาปีที่ 3
กลไกราคา 58
บทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ 60
การค้าระหว่างประเทศ 63
เงินเฟ้อและเงินฝืด 66
การว่างงาน 68
4
สินค้าและบริการในชีวิตประจาวัน
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.1
ตัวชี้วัด 1 ระบุสินค้าและบริการที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สินค้าและบริการเป็นคาที่นักเศรษฐศาสตร์ มักจะใช้เพื่ออธิบายถึงการที่มนุษย์ทุกคนจะมี
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการ และอาจจะเป็นผู้บริโภคในการซื้อ
สินค้าและบริการเหล่านั้น ผ่านกลไกตลาด ซึ่งจะเป็นเรื่องหลักของการเข้าใจกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ
คนโดยทั่วไป
บริการเป็นการดาเนินการโดยบุคคลผู้ให้บริการ ในการสร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ
ตัวอย่างเช่น การนวดแผนไทย นักแสดงละคร การให้บริการล้างรถยนต์ ในขณะที่สินค้านั้น เป็นการ
สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคจะได้รับอรรถประโยชน์จากสินค้านั้น ด้วยการจับต้อง
และใช้ประโยชน์สินค้าในทางกายภาพ ในขณะที่บริการเป็นการได้รับอรรถประโยชน์จากการกระทาของ
ผู้ให้บริการ ซึ่งในการให้บริการจะต้องมีการจัดหา (Provide) ต่างจากสินค้าที่จะต้องมีการผลิต
(Produce) ดังนั้นในทางเศรษฐศาสตร์ การให้บริการ จึงใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีการใช้ความรู้ ทักษะ ที่มี
ของแต่ละคน (Human Capital) หรือที่เรียกว่าทุนมนุษย์ ในการให้บริการ ในขณะที่การผลิตสินค้าจะใช้
ทุน (Capital) ทั้งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) และทุน เครื่องมือ วัตถุดิบ เพื่อใช้ใน
การผลิตสินค้าจาหน่าย
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• นักเรียนจะสามารถแยกแยะลักษณะของสินค้าและบริการ ด้วยการเขียนตัวอักษร ก ข ค ง บน
กระดาน แล้วให้นักเรียนช่วยกันคิดว่า จากอักษรเหล่านั้นจะมีสินค้า และ บริการอะไร ที่ขึ้นต้น
ด้วยอักษรเหล่านั้น
• ให้กิจกรรมนักเรียน เมื่อไปพบปะผู้คน ให้นักเรียนถามอาชีพของผู้คน และแยกแยะให้ได้ว่าเป็น
การให้บริการ หรือเป็นการผลิตสินค้า แล้วสัมภาษณ์คนเหล่านั้นว่า ลูกค้าเป็นใคร แล้วเค้าได้รับ
ประโยชน์จากสินค้าและบริการนั้นอย่างไร แล้วนามาอภิปรายในชั้นเรียน
5
ผู้บริโภค
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.1
ตัวชี้วัด 2 ยกตัวอย่างการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจาวันที่ไม่เกินตัวและเห็นประโยชน์
ของการออม
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
คนโดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจล้วนแต่มีกิจกรรมของการบริโภค ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านั้นมี
กิจกรรมของ “การซื้อ” “การครอบครอง” “การใช้ประโยชน์” สินค้าและบริการ โดยได้รับประโยชน์และ
ความพึงพอใจจากการบริโภคสินค้าและบริการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือทางด้านจิตใจ
อาทิ การรับประทานอาหารเลิศรสในภัตตาคาร การซื้อเสื้อผ้าเนื้อดี รูปแบบสวยงาม เหล่านี้ผู้คน
โดยทั่วไปจะมีความพึงพอใจโดยมีส่วนผสมทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้คนต้อง
คานึงถึงต่อมาก็คือในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น ผู้คนโดยทั่วไปจะมีความต้องการที่ไม่จากัด
และประสงค์ที่จะซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงที่สร้างความพึงพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติ
ของคนโดยทั่วไป แต่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จะอธิบายถึงข้อจากัดของแต่ละคนภายใต้ทรัพยากรที่
ตนเองมีอยู่นั้น จะทาการเลือกเพื่อการบริโภคอย่างไร ดังนั้นผู้คนที่จะเลือกซื้อของภายใต้ข้อจากัดของ
งบประมาณ ข้อมูล เวลา เป็นต้น จะมีการเปรียบเทียบถึงค่าเสียโอกาสของการเลือกบริโภคสิค้าและ
บริการชนิดใดๆ ว่าจะตอบสนองประโยชน์ที่ผู้บริโภคคาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพยากรที่ต้องเสีย
ไป มากน้อยเพียงใด
หากผู้บริโภคคานึงถึงข้อจากัดข้างต้นดังที่ได้กล่าวไปแล้วขณะตัดสินใจจับจ่ายใช้สอย ผู้บริโภค
จะมีพฤติกรรมที่ใช้จ่ายไม่เกินข้อจากัดที่ตนเองมี โดยเฉพาะข้อจากัดทางด้านงบประมาณหรือเงินที่
ผู้บริโภคมี จะทาให้ไม่มีการใช้จ่ายเกินตัวจนต้องกู้ยืมเงินผู้อื่นมาใช้จ่ายจนเกิดหนี้สิน นอกจากนี้การใช้
จ่ายที่ไม่เกินตัวยังจะทาให้ผู้บริโภคมีเงินออม เพื่อสะสมไว้เพื่อรองรับการใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นใน
อนาคต เช่นการซื้อสินค้าที่จาเป็นที่มีราคาแพง เช่น บ้าน รถ เป็นต้น หรือการใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน เช่น
การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• นักเรียนมักจะเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการในทุกๆ วันอยู่แล้วเช่น ปากกา ยางลบ อาหาร
กลางวัน รถรับส่ง ดังนั้นหากในทุกวันที่นักเรียนมาโรงเรียนแล้วไม่เกิดการบริโภคขึ้น แล้วจะมีผล
อย่างไรต่อตัวนักเรียนและต่อคนรอบข้าง
• ให้นักเรียนลองร่วมกันคิดว่าในแต่ละวันนักเรียนใช้จ่ายเงินไปเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการใน
การบริโภคอย่างไร และให้นักเรียนลองแยกแยะว่าสินค้าและบริการนั้นตอบสนองประโยชน์ที่
6
คาดหวังได้หรือไม่ และถ้าหากนักเรียนทาได้ จะบริโภคสินค้าชนิดใดอีกในแต่ละวัน และที่ทาไม่ได้
เพราะเหตุใด
• ให้นักเรียนอภิปรายปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจบริโภค หรือเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เช่น
การโฆษณา การทาตามศิลปินคนโปรด การเลียนแบบผู้ใหญ่ การลดราคาสินค้า ว่ามีผลต่อตัว
นักเรียน ครอบครัว และสังคมอย่างไร
7
ใช้สอยทรัพยากรอย่างประหยัด
มาตรฐาน ส 3.1 ป.1
ตัวชี้วัด 3 ยกตัวอย่างการใช้ทรัพยากรในชีวิตประจาวันอย่างประหยัด
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สินค้าและบริการที่ต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวปลาอาหาร ดินสอ ยางลบ
รองเท้า ฯลฯ ล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆในการผลิต เช่น ดินสอ ก็ต้องใช้ ต้นไม้ แร่แกร์ไฟต์ (ทาไส้
ดินสอ) ไฟฟ้า แรงคน ในการผลิต เป็นต้น ทรัพยากรจึงมีความสาคัญกับการดารงชีวิต อย่างไรก็ดีโลก
เรามีทรัพยากรเหล่านี้ในจานวนจากัด และเพราะว่าทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เมื่อ
ใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผลิตสินค้าแล้ว เราจะเหลือทรัพยากรไว้ใช้ประโยชน์น้อยลง ดังนั้นจึงหมายความว่า
โลกเราไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะใช้ผลิตสินค้าและบริการให้เราได้ตลอดไป
ดังนั้นเราจึงควรใช้สินค้าและบริการในชีวิตประจาวันอย่างคุ้มค่า และใช้เท่าที่จาเป็น เพื่อ
ประหยัดเงินของเราเอง และเพื่อให้เหลือทรัพยากรไว้ใช้ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี มีสินค้าและบริการ
บางประเภท ที่มักถูกใช้อย่างไม่มีการดูแลรักษาจากผู้ใช้เท่าที่ควร เพราะผู้ใช้ไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าและ
บริการนั้นมาโดยตรง จึงไม่มีแรงจูงใจให้ดูแลรักษา เช่น โต๊ะเรียน ของเล่นในสนามเด็ก ห้องน้าโรงเรียน
เป็นต้น สินค้าและบริการเหล่านี้จะต้องใช้ร่วมกันหลายคน หากมีการชารุดทรุดโทรม ก็ต้องมีการ
ซ่อมแซม หรือสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากร ดังนั้นแม้ สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันกับผู้อื่น จึงต้อง
คานึงเสมอว่า เราเป็นเจ้าของสิ่งนั้นร่วมกัน เมื่อใช้แล้วเราก็ควรดูแลให้มีสภาพที่ดีเพื่อให้ผู้อื่นสามารถใช้
ต่อจากเราได้ การกระทาดังกล่าวถือว่าเป็นการประหยัดทรัพยากร เนื่องจากเมื่อสินค้าไม่ชารุดบ่อย ก็ไม่
ต้องใช้ทรัพยากรในการซ่อมบ่อยๆ
สรุป ไม่ว่าสินค้าหรือบริการนั้น เราจะเสียเงินซื้อมาเพื่อใช้คนเดียว เช่น ดินสอ ของเล่น หรือ
ได้มาฟรีๆ แต่ต้องใช่ร่วมกับผู้อื่น สวนสาธารณะ โต๊ะเรียน เราก็ต้องใช้อย่างประหยัด และดูแลรักษาเป็น
อย่างดี เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรไม่ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนช่วยกันตอบ (หรือให้อาจารย์ยกตัวอย่าง) ว่า สินค้าหรือบริการใด ที่นักเรียนหรือ
ผู้ปกครองนักเรียนเสียเงินซื้อมาใช้ส่วนตัว และสินค้าหรือบริการใดที่ได้ใช้โดยไม่ต้องเสียเงินแต่
ต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น และให้นักเรียนตอบว่า นักเรียนใช้สินค้านั้นๆอย่างไร เป็นการใช้ที่ประหยัด
ทรัพยากรหรือไม่ หากไม่จะแก้ไขอย่างไร
8
การหารายได้
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.2
ตัวชี้วัด 2 บอกที่มาของรายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ป. 1
ตัวชี้วัด 1 อธิบายเหตุผลความจาเป็นที่คนต้องทางานอย่างสุจริต
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
คนทั่วไปจะมีการแสวงหารายได้จากการทางานในหลายๆ รูปแบบทั้งการเป็นพนักงาน ลูกจ้าง
การเป็นผู้ประกอบการ เป็นเกษตรกร เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ดังนั้นผู้คนจึงใช้ทรัพยากรที่
ตนเองมีอยู่ทั้ง ทรัพยากรมนุษย์ (ความรู้ ประสบการณ์ ร่างกายที่แข็งแรง สติปัญญา) ทรัพยากรทุน และ
ต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดรายได้ เป็น ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าเช่า
ผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นต้น
รายได้ที่ผู้คนจะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับ ในช่วงเวลานั้นระบบเศรษฐกิจและผู้ว่าจ้างให้คุณค่ากับ
ตาแหน่งงานใด หากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการแรงงานด้านคอมพิวเตอร์สูงมาก ก็จะยินดีที่จะจ่าย
ค่าจ้างสาหรับตาแหน่งงานนักคอมพิวเตอร์ในระดับสูง เนื่องจากนักคอมพิวเตอร์สามารถสร้างสรรค์
สินค้าและบริการที่ทาให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้มากเพียงพอจนคุ้มที่จะจ้างนักคอมพิวเตอร์
ในค่าจ้างที่สูงได้ และนอกจากนั้น หากในระดับอาชีพเดียวกันตลาดแรงงานจะให้คุณค่ากับผู้ที่มี
ความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่มีความสามารถในการผลิตสูงกว่า เช่น ใช้เวลาเท่ากัน แต่
ผลิตงานได้มากกว่า หรือมีคุณภาพสูงกว่า เป็นต้น
ดังนั้นผู้คนจะสามารถเลือกได้ว่า ตนเองนั้นมีทักษะและความสามารถในด้านใด หากสามารถ
พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้นผ่านกระบวนการเรียน และการศึกษาในด้านต่างๆ
รวมทั้งการพัฒนาตนเองไปในวิชาชีพที่ต้องการ ภายใต้พื้นฐานความเป็นผู้ที่มีจริยธรรมและคุณธรรมที่
เหมาะสม ดังนั้นนักเรียนทุกคนล้วนมีความสามารถในแต่ละด้านแตกต่างกันไป หากสามารถพัฒนา
ตนเองไปในทิศทางที่เหมาะสมกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ และความสามารถของตนเองแล้ว ก็
จะทาให้นักเรียนสามารถประกอบอาชีพและประสบความสาเร็จได้
ภายใต้สภาวะการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ นักเรียนควรจะมีความตระหนักในการศึกษาตลอด
ชีวิต ไม่ได้หยุดเพียงแต่ในห้องเรียน หรือกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดให้เท่านั้น นักเรียนควรที่จะเรียนรู้ใน
หลายๆ ด้าน ทั้งดนตรี ภาษา การทาอาหาร ศิลปะ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ ตามความสนใจของ
นักเรียน
9
2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนไปสัมภาษณ์คนที่มีอาชีพต่างๆ กันถึงรูปแบบการทางาน ทาไมถึงเลือกทาอาชีพนี้
ถ้าจะทาให้ได้ดีต้องมีคุณสมบัติใดเป็นพิเศษ และให้นาเสนอในห้องเรียน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกันในห้องเรียน
• คุณครูออกแบบเกม โดยให้มีรูปหมวกหรือสัญลักษณ์ของอาชีพต่างๆ ตามที่ต้องการ แล้วให้
นักเรียนทายคุณสมบัติและลักษณะของบุคคลที่เหมาะสมกับอาชีพเหล่านั้น จากนั้นให้นักเรียน
เขียนรายงาน เส้นทางไปยังอาชีพที่ใฝ่ฝัน อาทิ หมวกทหาร พยาบาล ไมโครโฟน เสื้อกั๊ก
มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ฯลฯ
• ให้คุณครูสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ทุกอย่างที่เป็นการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้
อย่างต่อเนื่อง ในทุกๆ ศาสตร์ที่นักเรียนสนใจ
10
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource)
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.2 และ ป.3
ตัวชี้วัด 1 สาหรับ ป.2
และตัวชี้วัด 3 สาหรับ ป.3
ป.2 ระบุทรัพยากรที่นามาผลิตสินค้าและบริการในชีวิตประจาวัน
ป.3 อธิบายได้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่จากัดมีผลต่อการผลิตและบริโภคสินค้า
และบริการ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ ป่าไม้ ทะเล เป็นสิ่งที่ประเทศได้รับจากธรรมชาติ ตามทาเล
ที่ตั้งของพื้นที่ ไม่ได้มีใครมาทาให้ ปกติแล้วทรัพยากรธรรมชาติใช้แล้วจะหมดไป แต่มนุษย์สามารถ
คิดค้นนวัตกรรมในการประหยัดการใช้ และสังเคราะห์ทรัพยากรอื่นๆ มาใช้ทดแทนกัน ดังนั้นจะพบว่า
ทรัพยากรธรรมชาติ มักจะเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสาหรับการผลิตสินค้าและบริการในแต่ละประเทศ อย่างไร
ก็ตาม จากเหตุผลของการที่ทรัพยากรมีทั้งที่มาจากธรรมชาติ ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้น จึงทาให้สับสนใน
การแยกแยะประเภทของทรัพยากรได้ ตัวอย่างเช่น อิฐที่ใช้นามาสร้างบ้าน เป็นทรัพยากรที่มนุษย์
พัฒนามาจากทรัพยากรธรรมชาติ ต่างจากไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติจริงๆ ดังนั้นในการผลิตของ
ระบบเศรษฐกิจ จึงมีกระบวนการคิดค้นว่าทาอย่างไร ผู้ประกอบการจึงจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่
อย่างประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด โดยทั่วไปแล้วในระบบเศรษฐกิจผู้ประกอบการจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ร่วมกันกับทรัพยากรมนุษย์ และทุน เพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการ
2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนช่วยกันเขียนกลอนหรือบทกวี หรือบทความ เกี่ยวกับธรรมชาติที่ตนเองประทับใจ
• ให้นักเรียนช่วยกันจดรายชื่อของทรัพยากรธรรมชาติขั้นต้น จากนั้นให้อธิบายต่อว่า
ทรัพยากรธรรมชาตินั้นสามารถนาไปผลิตเป็นสินค้าอะไรในขั้นที่สอง แล้วสามารถนาไป
สร้างสรรค์หรือผลิตเป็นสินค้าและบริการใดอีกในขั้นที่สาม
• ให้นักเรียนเล่นเกม โดยหากคุณครูเอ่ยถึงทรัพยากร ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติในขั้นต้น แล้ว
ให้นักเรียนลุกขึ้นยืนตอบว่าจะสามารถนาไปผลิตเป็นสินค้าขั้นที่สองอะไรได้บ้าง ให้ทาโดยเร็ว
และแข่งกันเป็นกลุ่ม โดยการแพ้ชนะ เป็นความถูกต้องและรวดเร็ว ของแต่ละกลุ่ม หากใครทา
ได้หลายครั้งกว่า ก็จะชนะ
• ให้คุณครูจัดทารายชื่อทรัพยากรธรรมชาติ 5 ชนิดแล้วแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อคิด
เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับทรัพยากรทั้ง 5 ชนิดนั้น โดยให้ประเด็นในด้านจานวนและการใช้
ประโยชน์ของทรัพยากร ประเด็นด้านการประหยัดทรัพยากร เป็นต้น
11
การบริหารทรัพยากรส่วนบุคคล (บัญชีรายรับ - รายจ่าย)
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป. 2 และ ป.3
ตัวชี้วัด 3 และ 4 สาหรับ ป.2
ตัวชี้วัด 2 สาหรับ ป.3
ป.2 ตัวชี้วัด 3 บันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเอง, ตัวชี้วัด 4 สรุปผลดีของ
การใช้จ่ายที่เหมาะสมกับรายได้และการออม
ป.3 ตัวชี้วัด 2 วิเคราะห์การใช้จ่ายของตนเอง
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดให้
พอเพียงกับความต้องการ จึงต้องมีกระบวนการเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย
เพื่อจะเป็นส่วนสาคัญของข้อมูลในการนามาวิเคราะห์พฤติกรรมของตนเองในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่
อย่างจากัดว่าเพียงพอต่อความจาเป็นหรือไม่ คานึงถึงสิ่งแวดล้อมและส่วนรวม อีกทั้งมีการป้องกันความ
เสี่ยงในชีวิตของตนเองหรือไม่อย่างไร
การจดบันทึกรายรับรายจ่าย จะเป็นกระบวนการทบทวนการใช้จ่ายของตนเอง เพื่อแสดงให้เห็น
ถึงความเหมาะสมในการจัดสรรเงินที่มีอยู่อย่างจากัดให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ในกระบวนการบันทึก จะมี
การจดและแยกหมวดหมู่ ไปตามวิถีการใช้ชีวิต เช่น หมวดอาหาร หมวดของเล่น หมวดขนมขบเคี้ยว
หมวดเครื่องใช้ในการเรียน หมวดค่าเดินทาง เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีการจดบันทึกข้อมูล จะต้องมีการ
นาเอาข้อมูลมีวิเคราะห์เพื่อทาความเข้าใจกับพฤติกรรมการใช้เงินของตนเอง เพื่อแยกแยะว่าพฤติกรรม
การใช้จ่ายใด ที่สามารถลด ละ เลิกได้ รวมทั้งสามารถนาเอาเงินส่วนที่เหลือนั้น มาออมเพื่อวัตถุประสงค์
อื่นๆ ในอนาคต เช่น การเก็บเงินไว้ซื้อเครื่องดนตรีเพื่อฝึกฝนฝีมือ การนาเงินไปออมเผื่อเหตุฉุกเฉินใน
ชีวิต รวมไปถึงการออมเงินเพื่อประโยชน์อื่นๆ ในอนาคตที่เหมาะสมของนักเรียน ดังนั้น ในการ
กระบวนการวิเคราะห์และแยกแยะประโยชน์ที่เกิดขึ้นของการบันทึกรายรับ-รายจ่าย จะอาศัยแนวคิด
ของการเปรียบเทียบ ต้นทุน และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับของนักเรียน จากพฤติกรรมการใช้จ่ายนั้น
เมื่อได้ข้อมูลแล้ว นักเรียนจะจัดทา “งบประมาณรายจ่าย” ซึ่งเป็นการวางแผนในเดือนต่อไป โดย
จะมีการวางกรอบการใช้จ่ายให้กับตนเองตามแผนการที่ได้เตรียมไว้ในกรอบงบประมาณรายจ่าย เมื่อได้
ผ่านการใช้ชีวิตกับกรอบงบประมาณรายจ่ายแล้ว นักเรียนจะเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัว
ให้สามารถจัดสรรทรัพยากรที่ตนเองนั้นมีอยู่ได้อย่างดี
2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียน จดบันทึกรายการประจาวันของ รายได้และรายจ่ายของตนเอง ในระยะเวลาสั้นๆ
เพื่อจะนามาออกแบบการแยกประเภทของรายจ่ายของนักเรียนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต อาจจะ
12
เสริมในเรื่องของการเขียนบันทึกประจาวัน (Diary) เพื่อบันทึกความทรงจาถึงกิจกรรมในแต่ละ
วันของตนเองด้วย
• ให้นักเรียนทาการวิเคราะห์รายจ่ายของตนเอง และร่วมกลุ่มทากิจกรรมเพื่อวิเคราะห์
พฤติกรรมของตนเองในการใช้จ่าย แล้ววางกรอบงบประมาณเพื่อให้สามารถออมเงินได้
เพิ่มขึ้น โดยให้มีการออมเงินก่อนการนาเอาไปใช้
• ให้นักเรียนเขียนถึงเป้าหมายที่ต้องการ และสร้างกระบวนการออมเงินเพื่อไปถึงเป้าหมายที่
ต้องการ
13
การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (Barter)
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ป.2
ตัวชี้วัด 1
ตัวชี้วัด 2
อธิบายการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยวิธีต่างๆ
บอกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ประชาชนทั่วไป จะแลกเปลี่ยนสินค้าแลบริการโดยสมัครใจ เพราะคนโดยทั่วไปจะมีความยินดี
อยู่แล้วที่จะได้บริโภคสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจากที่ตนเองสามารถผลิตได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงอย่าง
หนึ่งของการเปิดการค้าก็คือประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการได้รับการบริโภคสินค้าและ
บริการที่แตกต่างจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างผู้คนในระบบเศรษฐกิจในอดีต จะเป็นการแลกเปลี่ยน
โดยไม่มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยจะเป็นการใช้ของแลกของเลย (Barter Trade)
ต่อมาภายหลังเมื่อมีความนิยมในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นทาให้เกิดเงิน (Money) ขึ้น
เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ซึ่งลดปัญหาของกระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและ
บริการแบบเดิมที่มีความแตกต่างในการเปรียบเทียบมูลค่า รวมถึงน้าหนักในการขนส่งเพื่อแลกเปลี่ยน
กัน การเก็บรักษาสินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน รวมทั้งความต้องการสินค้าและบริการของแต่ละฝ่ายก็มีความ
แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา จึงทาให้เงินกลายเป็นสื่อกลางหลักที่อานวยความสะดวกการแลกเปลี่ยน
สินค้าและบริการ และยิ่งทวีความสาคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคสมัยของระบบเศรษฐกิจที่ใช้
มาตรฐานเงินตราในการทาธุรกรรมทางการค้าและบริการ
อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการในรูปแบบของสินค้าแลกกับสินค้า (Barter
Trade) ยังคงมีปรากฏอยู่บ้าง อาทิ การค้าระหว่างรัฐต่อรัฐ เช่น ข้าวแลกน้ามัน เป็นต้น
2) แนวคิดในการจัดการเรียนการสอน
• คุณครูให้กระดาษนักเรียนคนละ 2-3 ชิ้น แล้วให้นักเรียนเขียนสินค้าและบริการที่ตนเองคิดว่ามีอยู่
จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนต่อรอง แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการของตนเองกับเพื่อน เมื่อดาเนิน
ไปได้สักพักก็จะหยุด สารวจดูว่า เกิดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการหรือไม่ ถ้ามีเกิดขึ้น
ปัจจัยอะไรเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดมีการการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเหล่านั้นขึ้น และนักเรียนที่
ยอมแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ พึงพอใจในประโยชน์สินค้าที่ได้มาอย่างไร เปรียบเทียบกับ
สินค้าที่ตนเองแลกไป
• สมมติว่านักเรียนยอมแลกอาหารกลางวัน กับน้าดื่ม ถ้าจะให้นักเรียนยอมแลกเปลี่ยน นักเรียนจะ
มีปัจจัยใดสนับสนุนการตัดสินใจนั้น และจะแลกในสัดส่วนและจานวนเท่าใด
14
• ให้แบ่งกระดานออกเป็น 2 ด้าน เขียนด้านซ้ายว่า “เหตุผลที่ยอมแลกเปลี่ยนสินค้า” และด้านขวา
ว่า “เหตุผลที่ไม่ยอมแลกเปลี่ยนสินค้า” จากนั้นให้คุณครูสมมติ หรือมีภาพ สินค้าและบริการ
ต่างๆ ว่าถ้าหากนักเรียนมีสินค้าเหล่านี้แล้ว จะยอมแลกกับสินค้าอีกประเภทหรือไม่ โดยให้ใน
ห้องเรียนเขียนเหตุผลของการยอมแลกและไม่ยอมแลกสินค้าและบริการเหล่านั้น
• ให้คุณครูจาลองเหตุการณ์ของการให้ด้วยจิตอาสา กับการทาให้เพื่อหวังการแลกเปลี่ยนตอบแทน
ต่างกันอย่างไร ให้นักเรียนแยกแยะและอภิปรายในชั้นเรียน
15
ความต้องการและความจาเป็น (Want vs. Need)
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.3
ตัวชี้วัด 1 จาแนกความต้องการและความจาเป็นในการใช้สินค้าและบริการในการ
ดารงชีวิต
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ความต้องการเป็นกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค ว่าพึงพอใจในการบริโภคสินค้าและบริการ
ด้วยการสัมผัสทางกายภาพ อารมณ์ และเหตุผลต่างๆ ดังนั้นผู้บริโภคจึงมีความต้องการที่หลากหลาย
ไม่จากัด ดังจะสังเกตได้จากสินค้าประเภทเดียวแต่มีหลายรูปแบบ เช่น แชมพูสระผม ที่มีความแตกต่าง
ทั้งกลิ่น สี ขนาด ส่วนผสม การบารุง เป็นต้น แต่ผู้บริโภคมีทรัพยากรที่จากัด จึงไม่สามารถหาสินค้า
และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของตนเองที่ไม่จากัดได้หมด
สิ่งที่นักเรียนควรจะแยกแยะให้ได้คือการจัดกลุ่มสินค้าที่ตนเองพึงพอใจได้ว่า เป็นความต้องการ
(Want) หรือเป็นความจาเป็น (Need) ซึ่งในการระบุถึงสินค้าและบริการที่ต้องการ และสินค้าและบริการ
ที่จาเป็นนั้น ของแต่คนจะไม่จาเป็นต้องเหมือนกัน เช่น รถยนต์ หากบ้านนักเรียนอยู่ใกล้โรงเรียนและ
ผู้ปกครองเปิดร้านขายของที่บ้าน อาจจะไม่จาเป็นต้องมีรถยนต์ แต่หากเป็นนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลใน
ซอยลึก รถยนต์จะกลายเป็นที่ที่จาเป็นทันที โดยสินค้าที่เป็นความต้องการ (Want) มักจะเป็นสินค้าและ
บริการที่สามารถรอเวลา หรือยังไม่ต้องบริโภคในเวลานี้ก็ได้ แต่หากเป็นสินค้าที่เป็นความจาเป็น
(Need) แล้วผู้บริโภคจะพิจารณาว่าสินค้าและบริการเหล่านั้นเป็นของเร่งด่วนหากไม่ได้หรือไม่บริโภค
แล้วจะเกิดความเสียหายได้ ตัวอย่างเช่น อาหาร หรือเสื้อผ้า เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• วิธีที่จะทาให้นักเรียนเข้าใจและแยกแยะได้จึงเป็นแนวทางในการกระตุ้นให้นักเรียนคิดถึงสินค้า
และบริการที่ตนเองอยากได้ และสามารถเรียงลาดับตามความจาเป็น ภายใต้สถานการณ์ที่ตนเอง
เป็นอยู่ รวมทั้งข้อจากัดด้านงบประมาณและประโยชน์ที่จะได้รับจากสินค้าเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อ
นักเรียนเข้าใจแล้ว ให้นักเรียนเริ่มวิเคราะห์ให้ยากขึ้น เช่นถ้าอาหารและเสื้อผ้าเป็นสินค้าจาเป็น
แล้ว แต่หากเป็นอาหารในภัตตาคาร เสื้อผ้าที่ออกแบบโดยนักออกแบบในต่างประเทศ จะเป็น
สินค้าและบริการที่จาเป็น (Need) หรือว่าต้องการ (Want) และวิเคราะห์มากขึ้นไปอีกว่าหากเป็น
กลุ่มบุคคลผู้มีรายได้สูง เช่น ดารา นางแบบ เป็นต้น และผู้มีรายได้น้อย แล้วสินค้าเหล่านี้จะเป็น
สิ่งจาเป็นหรือเป็นสิ่งที่ต้องการ
16
ภาษี (Tax)
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ป. 3
ตัวชี้วัด 1
และตัวชี้วัด 2
บอกสินค้าและบริการที่รัฐจัดหาและให้บริการแก่ประชาชน
บอกความสาคัญของภาษีและบทบาทของประชาชนในการเสียภาษี
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ภาษีเป็นการโอนทรัพยากรที่เกิดจากบุคคล หรือ ธุรกิจซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนบุคคล ไปเป็น
ทรัพยากรของสาธารณะ ซึ่งเป็นของทุกๆ คนในสังคม เป้าหมายของการจัดเก็บภาษีคือการที่ระบบ
เศรษฐกิจจะต้องมีการจัดการสร้างสินค้าและบริการบางประเภท ที่ต้องใช้ร่วมกันของคนหลายคน หาก
บริษัทเอกชนเป็นผู้ทาแล้ว ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอาจจะไม่คุ้มค่า จึงให้รัฐบาลซึ่งเป็น
ตัวแทนของทุกคนในระบบเศรษฐกิจ ทาหน้าที่ในการสร้างสินค้าและบริการสาธารณะแทน เช่น ถนน
โรงเรียน โรงพยาบาล การป้องกันประเทศ ฯลฯ เพื่อเปิดโอกาสให้กับทุกคนในประเทศสามารถใช้
ประโยชน์ได้ โดยทุกคนจะร่วมกันจ่ายภาษี เพื่อเป็นรายได้ให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีการ
จัดเก็บภาษีที่หลากหลาย และมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และภาษีหลายประเภทถือเป็นสิ่งจูงใจ
(รูปแบบของการลงโทษ) เพื่อไม่ให้ประชาชนเลือกบริโภคสินค้าประเภทนั้นมากเกินไป
รัฐบาล จะมีการเก็บภาษีโดย กรมสรรพากร กรมสรรพามิตร และกรมศุลกากร โดย
กรมสรรพากรจะจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นส่วนสาคัญของ
รายได้ของรัฐบาล ซึ่งภาษีเหล่านี้จะเก็บจากผู้ที่มีรายได้ หากมีรายได้สูงก็จะถูกจัดเก็บในอัตราที่เพิ่มขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้มีรายได้ต่าที่จะเสียภาษีในอัตราต่า หรือได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้จึง
เป็นส่วนสาคัญในการลดช่องว่างระหว่างความรวยและความจน นอกเหนือจากนั้นกรมสรรพากรจะ
จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value added Tax, VAT) ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการที่ประชาชนซื้อ
มาในการอุปโภคบริโภค ดังนั้นหากประชาชนไม่ได้บริโภคสินค้าชนิดนั้นก็จะไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในขณะที่กรมสรรพสามิต จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นสินค้าที่รัฐบาลพิจารณาว่าเป็นสินค้า
ฟุ่มเฟือย หรือรัฐบาลต้องการลดการบริโภคของประชาชน เช่น รถยนต์ น้ามัน บุหรี่ สุรา เป็นต้น
ในขณะที่กรมศุลกากรจะจัดเก็บภาษีศุลกากรสาหรับสินค้านาเข้าและส่งออก
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. อบจ.) จะเก็บภาษีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดูแล เพื่อจัดทา
บริการสาธารณะบางส่วน เช่น การจัดการขยะ การจัดการสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ดูแลขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นนั้น ได้แก่ ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบารุงท้องที่ เป็นต้น นอกจานี้ส่วนราชการ
อื่น เช่น กรมการขนส่งทางบก ทาหน้าที่จัดเก็บภาษีรถยนต์ประจาปี เป็นต้น
เป็นเรื่องปกติที่ไม่มีใครอยากเสียภาษี แต่ทุกคนควรจะต้องเข้าใจบทบาทในฐานะของพลเมืองที่
ดีในประเทศนั้น หากไม่มีใครเสียภาษี หรือ หลีกเลี่ยงการเสียภาษี รัฐบาลจะไม่สามารถสร้างสินค้าและ
บริการสาธารณะที่ดีให้กับประชาชนในประเทศได้ใช้ประโยชน์
17
2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนรวมกลุ่มกัน จดว่าสินค้าและบริการใดบ้างที่รัฐบาลเป็นผู้ดาเนินการ ซึ่งอาจจะ
รวมถึงนโยบาย กระบวนการดาเนินงานของรัฐบาล เมื่อได้ภาษีมา
• ให้นักเรียนจดว่า ในค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้น นักเรียนจ่ายเงินเป็นค่าสินค้า และภาษี แยกกัน
ได้อย่างไร และหัดในการคานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
18
ยิ่งแข่งขัน ราคายิ่งลด?
มาตรฐาน ส 3.2 ป.3
ตัวชี้วัด 3 อธิบายเหตุผลการแข่งขันทางการค้าที่มีผลทาให้ราคาสินค้าลดลง
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
หากพูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ เรามักจะได้ยินคาว่า “การแข่งขัน” บ่อยเป็นพิเศษ เพราะนัก
เศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อในทฤษฎีที่ว่า หากปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจ ผู้ผลิต ผู้บริโภค มีอิสระในการ
ดาเนินการ จะทาให้การแข่งขัน และจะทาให้ได้ผลที่ดีต่อสังคมโดยรวม คือ มีการใช้ทรัพยากรอย่างมี
ประสิทธิภาพ สินค้ามีลักษณะตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สินค้าจะมีราคาถูกลง เพราะเหตุใด
การแข่งขันจึงทาให้เกิดผลดีเช่นนั้น โดยเฉพาะทาให้มีราคาถูกลง?
การแข่งขันในที่นี้จะหมายถึง การปล่อยให้ผู้ผลิตทาการค้าอย่างเสรี สามารถเลือกได้ว่าจะอะไร
อย่างละเท่าไหร่ มีลักษณะคุณภาพอย่างไร โดยภาครัฐไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว
รัฐจะทาหน้าที่เพียง สอดส่องดูแลให้มีลักษณะเอื้อต่อการแข่งขัน ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบใน
การแข่งขัน
เมื่อมีการแข่งขันแล้ว ผู้ผลิตจะมีอิสระในการผลิตสินค้า ผู้ผลิตก็จะทาการศึกษาว่าผู้บริโภค
ต้องการสินค้าลักษณะใด จะทาให้ผู้บริโภคมีสินค้าและบริการให้เลือกหลากหลาย และตรงตามความ
ต้องการ นอกจากนี้การแข่งขัน ผู้ผลิตจะต้องหาทางลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อผลกาไรที่ดีขึ้น
เป็นผลทาให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และผู้ผลิตจะเสนอราคาถูกลง เพื่อแย่งลูกค้า จะเห็น
ได้ว่าการแข่งขันจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะจะได้สินค้าราคาที่สมเหตุสมผลและตรงตามความ
ต้องการ สังคมก็ได้รับประโยชน์ เพราะว่ามีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ยกตัวอย่างเหตุการณ์ การแข่งขันทางการค้า ที่มีผลทาให้ราคาสินค้าถูกลง
19
การเลือก (Choice)
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.4
ตัวชี้วัด 1 ระบุปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
เมื่อคนโดยทั่วไป ซึ่งมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเป็นผู้บริโภค ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นผู้บริโภคที่
มีความต้องการที่ไม่จากัดในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รับ
อรรถประโยชน์จากการบริโภคสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้คนมักจะมีข้อจากัดในด้านทรัพยากรที่
ตนเองมีอยู่ อาทิ งบประมาณ และทรัพยากรอื่นๆ จึงมีความจาเป็น ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องมีกระบวนการ
เลือก เพื่อให้ความต้องการของตนเองให้เหมาะสมกับข้อจากัดต่างๆ เหล่านั้น โดยการสร้างกระบวนการ
จัดลาดับความต้องการเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่
ผู้บริโภคโดยทั่วไปจะมีการตัดสินใจโดยคานึงถึงค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่เกิดขึ้นใน
แต่ละทางเลือก โดยพิจารณาทั้งตัวสินค้าและตัวผู้บริโภคเอง หากมีทางเลือกมากกว่า 1 ทางเลือก
ผู้บริโภคจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เปรียบเทียบกับต้นทุนทั้งต้นทุนของตนเอง และต้นทุนของ
สังคมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งทาให้สินค้าและบริการแต่ละประเภทมีค่าเสียโอกาสในตัวของมันเองไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น หากผู้ปกครองนักเรียนเดิมเคยรับราชการมีเงินเดือนๆ ละ 20,000 บาท แล้วลาออกเพื่อ
มาเปิดร้านอาหาร โดยอาศัยตึกแถวที่เดิมมีคนเช่าอยู่เดือนละ 10,000 บาทเพื่อทาเป็นร้านอาหาร ดังนั้น
เมื่อสิ้นปีสมมติผู้ปกครองมีรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายแล้วปีละ 360,000 บาทหรือตกเดือนละ 30,000 บาท
หากผู้ปกครองบอกว่าตนเองมีรายได้ดีกว่าตอนเป็นข้าราชการเสียอีก แบบนี้ไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้
คานึงถึงค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้น เช่น ค่าเช่าตึกแถว ซึ่งหากไม่เอามาทาเป็นร้านอาหารแล้ว ตึกแถวจะ
สร้างรายได้ให้เดือนละ 10,000 บาท รวมทั้งค่าแรงของผู้ปกครองซึ่งหากยังรับราชการอยู่จะมีรายได้
เดือนละ 20,000 บาท ดังนั้นหากพิจารณาจริงๆ จากค่าเสียโอกาสแล้วผู้ปกครองลาออกมาไม่ได้มีอะไรดี
ขึ้นเลย เพราะกาไรที่เป็นตัวเงินเดือนละ 30,000 บาทนั้น หากหักค่าเสียโอกาสที่ไม่เป็นตัวเงินแล้ว (ซึ่ง
เท่ากับเดือนละ 30,000 บาทเช่นกัน) ในกรณีนี้จึงเท่ากับว่าไม่ว่าจะรับราชการหรือลาออกมาเปิด
ร้านอาหารจะให้ผลที่ไม่แตกต่างกัน
ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้าชนิดใดแล้วก็จะเสียโอกาสที่จะได้บริโภคสินค้าอีก
ชนิดหนึ่ง ซึ่งเราเรียกสิ่งที่เกิดนี้ว่า กระบวนการแลกได้แลกเสีย หรือได้อย่างเสียอย่าง (Trade Off) ซึ่ง
ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับจากการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งกับ ประโยชน์ที่สูญเสีย
ไปจากการไม่บริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่ง (ค่าเสียโอกาส)
ผู้บริโภคมักจะมีการตั้งกฎเกณฑ์ (Criteria) เพื่อช่วยในการเปรียบเทียบแต่ละทางเลือก แล้วจึง
ทาการวิเคราะห์เลือกสินค้าและบริการ ดังนั้นหากทาการฝึกฝนเพื่อทาความเข้าใจถึงกระบวนการเลือก
20
การตั้งกฎเกณฑ์ การวิเคราะห์ค่าเสียโอกาส และการเลือกที่ทาให้มีการแลกได้แลกเสียเกิดขึ้น นักเรียน
จะสามารถเข้าใจพื้นฐานของการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• นักเรียนมักจะต้องมีการเลือกในทุกๆ วันอยู่แล้ว เช่น เมื่อกลับไปถึงบ้านจะเลือกดู TV ก่อน หรือ
จะทาการบ้านก่อน แม้กระทั่งการตัดสินใจเพื่อเลือกซื้ออาหารกลางวันที่โรงเรียนว่าจะเลือกทาน
อาหารประเภทใด จะมีการตั้งเกณฑ์พิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับ เปรียบเทียบกับเงินที่จะเสียไป
รวมถึงความชอบ ก็จะเป็นการพิจารณาค่าเสียโอกาส และเมื่อเลือกซื้ออาหารจานใดไป ก็จะเกิด
การแลกได้แลกเสียขึ้น เพราะไม่สามารถทานอาหารทุกประเภทได้พร้อมกันหมด ดังนั้นในการฝึก
วิเคราะห์เช่นนี้ นักเรียนจะสามารถทาความเข้าใจกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ได้ง่ายขึ้น
• นักเรียนบางคนเชื่อว่าการได้รับเงิน อาหาร และของเล่นต่างๆ จากผู้ปกครองเป็นการได้มาฟรีๆ
ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นที่ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ปกครองจะต้องเสียโอกาสในการลดการบริโภคสินค้า
ประเภทอื่นๆลง แล้วนาเงินนั้นมาซื้ออาหาร หรือของเล่นต่างๆ ที่นักเรียนต้องการ
• นอกเหนือจากนั้นสินค้าสาธารณะบางประเภทที่รัฐบาลจัดหา อาทิ ถนน เรียนฟรี เป็นต้น เป็น
สินค้าที่ทุกคนได้มาฟรี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะรัฐบาลจะต้องมีการเก็บภาษีหลายประเภท
หลายรูปแบบ เพื่อนามาใช้จ่าย ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายในการทาโครงการต่างๆ เพิ่ม
มากเท่าใด ก็จะต้องมีการแสวงหารายได้เพื่อมาใช้ในโครงการต่างๆ มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงมีคา
กล่าวทางเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” เพราะทุกสิ่งล้วนแต่มีค่าเสียโอกาสด้วยกัน
ทั้งสิ้น
21
สิ่งจูงใจ (Incentives)
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.4
ตัวชี้วัด 1 ป.4 ระบุปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สิ่งจูงใจจะเป็นการให้รางวัล (Reward) หรือการลงโทษ (Penalty) เพื่อกระตุ้นให้คนหรือกลุ่มคน
ตอบสนองต่อสิ่งจูงใจเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น การให้ส่วนลดสาหรับลูกค้า การให้วันหยุดพิเศษ การเก็บ
ภาษีจากสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนั้นในทางเศรษฐศาสตร์จึงใช้สิ่งจูงใจในการช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของคน
ในสังคม และคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งจูงใจได้แก่ ราคาสินค้า ค่าจ้างแรงงาน กาไรของ
ผู้ผลิต การอุดหนุนราคาสินค้า การเก็บภาษี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งจูงใจในทางเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นใน
การดาเนินการด้านนโยบายของรัฐบาล การทากลยุทธ์การตลาดของภาคเอกชนจะมีการวางแผนใช้
กลไกการตัดสินใจโดยการตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปสามารถที่จะเลือก
เปรียบเทียบต้นทุนและผลดีที่จะได้รับ จากสิ่งจูงใจเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสามารถใช้กลไกภาษีใน
การจูงใจให้ประชาชนทาในบางสิ่ง เช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตในเหล้าและบุหรี่ในอัตราที่สูง เพื่อจูงใจ
ให้คนลดการบริโภคบุหรี่และสุรา การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสาหรับบริษัทต่างประเทศที่จะมาลงทุน
สร้างโรงงานในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการสร้างงานและการผลิตในประเทศ การอุดหนุนราคาสินค้า
เกษตร อาทิ การรับจานาข้าว การประกันราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น ในขณะที่ภาคเอกชนสามารถทา
การส่งเสริมการตลาด อาทิ การลดราคาสินค้า การจัดโปรโมชั่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามการดาเนินการ
ผ่านการสร้างแรงจูงใจ หากดาเนินการมากจนเกินไป จะส่งผลต่อการบิดเบือนกลไกตลาด ทาให้เกิด
ความลักลั่น ได้เปรียบ เสียเปรียบ ได้ อาทิ การอุดหนุนราคาพลังงานน้ามันดีเซล เพื่อสนับสนุนภาคการ
ผลิตไม่ให้มีต้นทุนสูงเกินไป ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อได้ ทาให้ประชาชนเลือกซื้อรถ
ดีเซล มากกว่าการซื้อรถเบนซิน ถึงแม้ว่าจะมีความจาเป็นเพียงแค่การเดินทางไปทาธุระ ไม่ได้มีการ
บรรทุกสินค้าทุกๆ วัน ก็จะเลือกซื้อรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก
2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน
• ตั้งคาถามกับนักเรียนให้จดเรื่องที่นักเรียนตอบสนองต่อการจูงใจ 3 เรื่อในชีวิตประจาวันทั้งใน
ด้านการให้รางวัล และการลงโทษ จากนั้นให้นักเรียนอธิบายว่าในแต่ละสิ่งจูงใจนั้น นักเรียนจะ
ตอบสนองต่อสิ่งจูงใจเหล่านั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
• ให้คุณครูจัดเตรียมโฆษณาลดราคาสินค้าจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือกิจกรรมทางการตลาดใน
ร้านค้าที่นักเรียนคุ้นเคย แล้วให้นักเรียนช่วยกันให้ความเห็นว่า จากสิ่งจูงใจเหล่านั้น จะมีผล
ต่อตัวนักเรียน ครอบครัวของนักเรียนอย่างไร จากนั้นให้คุณครูจาลองแนวคิดของการทาธุรกิจ
22
หรือมีธุรกิจที่นักเรียนเห็นอยู่เป็นประจา เช่น ร้านค้าในโรงเรียน แล้วให้นักเรียนช่วยกันคิด
กิจกรรมทางการตลาดว่าจะมีกิจกรรมใดที่สามารถสร้างลูกค้าใหม่ๆ แล้วคาดการณ์กันว่าหาก
ดาเนินการตามกิจกรรมเหล่านั้นแล้ว จะมีผลอย่างไร มีต้นทุนของการดาเนินการอย่างไร และ
คุ้มที่จะดาเนินการหรือไม่
• ให้นักเรียนวิเคราะห์ว่า ในสินค้าและบริการหลายๆ ประเภท เช่น อาหารอินทรีย์ การใช้ซ้า
(Recycle) การลดการใช้ถุงพลาสติก การผลิตสินค้าที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม ว่าจะมีการสร้าง
สิ่งจูงใจทั้งด้านการให้รางวัลและการลงโทษอย่างไร
23
สิทธิของผู้บริโภค
มาตรฐาน ส 3.1 ป.4
ตัวชี้วัด 2 บอกสิทธิพื้นฐานและรักษาผลประโยชน์ของตนเองในฐานะ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สินค้าและบริการที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ในชีวิตประจาวัน ผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่า
จะได้ใช้สินค้าและบริการได้คุ้มกับเงินที่เสียไป หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับอันตรายจากการใช้
ผู้บริโภคมีสิทธิ์เปลี่ยนสินค้านั้นใหม่ได้ หรือมีสิทธิ์รับค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี
ผู้บริโภคก็จะต้องมีความรับผิดชอบในการใช้สินค้านั้นเสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว หน้าที่ของ
ผู้บริโภค เช่น ปฎิบัติตามคาแนะนาที่ติดมากับสินค้า ใช้สินค้าด้วยความระมัดระวัง บอกข้อบกพร่องของ
สินค้ากับผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตนาไปปรับปรุง เป็นต้น
สิทธิที่ผู้บริโภคได้รับจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับหน้าที่ของผู้บริโภค เช่น สิทธิที่จะได้รับข่าวสารที่
ถูกต้องเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องใช้ข่าวสารนั้นประกอบการ
ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ดี สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ที่จะต้องเกิดควบคู่กับหน้าที่
ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกซื้อสินค้าอย่างมีเหตุมีผล หน้าที่ของผู้บริโภคอีกประการหนึ่งที่มีความสาคัญ
ก็คือ การตรวจสอบว่าสินค้ามีการรับประกันหรือไม่ มีเงื่อนไขอย่างไร เพราะเมื่อหาสินค้ามีปัญหาภายใต้
เงื่อนไขของการรับประกัน ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิ์ในการเปลี่ยน หรือได้รับการซ่อมแซมได้
ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานของทั้งรัฐและเอกชน ที่ทาหน้าที่รักษาสิทธิของผู้บริโภค เช่น สานักงาน
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้น ผู้บริโภคสามารถร้องเรียน
หน่วยงานเหล่านี้ได้หากไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• จัดกลุ่มอภิปรายว่าสินค้าในชีวิตประจาวันของนักเรียน มีอะไรบ้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และที่ผ่านมา
มีแนวทางแก้ไขหรือใช้สิทธิ์อย่างไร
• ให้นักเรียนค้นหาข้อมูลว่า จะสามารถร้องเรียนกับสานักงานคณะกรรมคุ้มครองผู้บริโภค หรือ
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้อย่างไร
• ยกตัวอย่างการเป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบ
24
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ป.4 และ ป.6
ตัวชี้วัด 1 ป.4 อธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน
ป.6 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคาร และรัฐบาล
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ระบบเศรษฐกิจ คือความสัมพันธ์ของแต่องค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ระบบตลาด
สินค้าและบริการ ระบบตลาดปัจจัยการผลิต ระบบตลาดการเงินและสถาบันการเงิน รวมทั้งบทบาทของ
รัฐบาล ในการจัดบริการสาธารณะ โดยความสัมพันธ์เหล่านี้จะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
โดยจุดเริ่มต้นจะพิจารณาจากแบบจาลอง
Circular Flow ซึ่งจะแสดงถึงความสัมพันธ์ของ
ภาคครัวเรือนและหน่วยผลิต (ธุรกิจและกิจการ
ต่างๆ) ในระบบเศรษฐกิจซึ่งจะแสดงผ่านการไหล
ของสินค้าและบริการ และกระแสของรายได้ โดย
ตอนเริ่มต้นของ Circular Flow จะสมมติว่าระบบ
เศรษฐกิจเป็นระบบแบบปิด กล่าวคือไม่ทาการ
ค้าขายและการโยกย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
และการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ
นั้น จะไม่มีการเกิดของสินค้าคงคลังเลย เป็นการผลิตและใช้หมดไป โดยผู้ผลิตสินค้าและบริการ จะเป็น
ผู้ที่จัดหาวัตถุดิบผ่านกลไกตลาดปัจจัยการผลิต ซึ่งได้แก่ แรงงาน ที่ดิน และทุน โดยอาศัยการ
ประกอบการของตนเองในการผลิตสินค้าและบริการ เมื่อผลิตสินค้าและบริการออกขายผ่านตลาดสินค้า
และบริการ ครัวเรือนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าและเหล่านั้นมาบริโภค จะมีการจ่ายเงินเป็นค่าสินค้าและบริการ
เหล่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ก็จะเป็นรายได้ของผู้ผลิตนั่นเอง ในขณะเดียวกันผู้ผลิตซึ่งซื้อปัจจัย
การผลิตมาจากตลาดปัจจัยการผลิต จะจ่ายเงินเป็นค่าปัจจัยการผลิตเหล่านั้น ได้แก่ ค่าจ้างเงินเดือน ค่า
เช่า และดอกเบี้ยและปันผล ให้กับเจ้าของปัจจัยการผลิตซึ่งก็คือครัวเรือน ดังนั้นครัวเรือนจึงมีรายได้จาก
การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจนั่นเอง
ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของแต่หน่วยในกิจกรรมการผลิตในระบบเศรษฐกิจ จะ
พบถึงความเชื่อมโยงขององค์ประกอบเหล่านี้ผ่านกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์
สูงสุด
25
เมื่อทาความเข้าใจกับแบบจาลอง Circular Flow ในเบื้องต้นแล้ว หากเราผ่อนคลายข้อ
สมมติฐานเดิม แล้วสร้างความเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจเข้ากับอีก3 องค์ประกอบได้แก่ รัฐบาล ระบบ
การเงิน (สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน) และภาคต่างประเทศ จะพบว่าระบบเศรษฐกิจซึ่งมีการผลิต
สินค้าและบริการที่จากเดิมขายเฉพาะในประเทศ
จะมีการผลิตสินค้าและบริการขายไปยัง
ต่างประเทศด้วย เกิดกระบวนการส่งออกสินค้า
และบริการ (อาทิ การส่งข้าวไปขายต่างประเทศ
การท่องเที่ยงของต่างชาติในเมืองไทย) ใน
ขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจก็จะมีการนาเข้า
สินค้าและบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับ
ประชาชน และผู้บริโภคที่อยู่ในประเทศได้มี
โอกาสซื้อสินค้าและบริการที่หลากหลาย รวมทั้ง
ได้บริโภคสินค้าที่ไม่สามารถผลิตในประเทศได้
อาทิ น้ามัน แฟชั่น เป็นต้น โดยทาให้เกิดการ
หมุนเวียนของรายได้และรายจ่ายในระบบ
เศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
เมื่อระบบเศรษฐกิจมีเงินเหลือจากความมีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และการออมของภาค
ครัวเรือน จะทาให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม และผู้ที่ต้องการใช้เงินเพื่อลงทนในการขยาย
กิจการ ผ่านกลไกของระบบการเงิน ซึ่งจะเป็นส่วนสร้างความมั่นใจในเรื่องของข้อมูลว่า ผู้ใช้เงินทุนจะมี
การจ่ายผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ออมเงิน และมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
ขณะเดียวกันรัฐบาลซึ่งเป็นผู้เก็บภาษีจากหน่วยต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ จะมีการนาเงิน
รายได้นั้นมาจัดทางบประมาณรายจ่าย เพื่อสร้างสินค้าและบริการสาธารณะ รวมทั้งแก้ไขปัญหาโดย
ส่วนรวมของประเทศ เพื่อทาให้ทุกองค์ประกอบในระบบเศรษฐกิจ มีความสมดุลและมีการดาเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน
• นากรณีศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจในยุคสมัยปี 2538 เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความไม่สมดุล ของ
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ ว่ามีผลต่อความเป็นอยู่ และการทามา
หากินของประชาชนอย่างไร เน้นการวิเคราะห์ถึงความไม่สมดุลเหล่านั้น
• ค้นคว้าว่าหากการนาเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
จะช่วยทาให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างไร ยกตัวอย่างบางกิจกรรมที่ทามากเกินไป
แล้วมีผลต่อความไม่สมดุล อาทิ การถางป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น
26
ที่มาของภาพ: www.wikipedia.com
27
หน้าที่ของเงิน
มาตรฐาน ส 3.2 ป.4
ตัวชี้วัด 2 อธิบายหน้าที่เบื้องต้นของเงิน
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
เงินในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง สิ่งที่คนในสังคมให้การยอมรับให้เป็นสื่อกลางในการซื้อขาย
แลกเปลี่ยน เงินจึงหมายถึงสิ่งใดก็ได้ที่สังคมยอมรับ ดังนั้นหากวันหนึ่ง คนทั่วโลกยอมรับว่าเปลือกหอย
ในการเป็นสื่อกลางในการการซื้อขาย เปลือกหอย ก็จะถือว่าเป็นเงิน ทั้งนี้เงินที่เราพบเห็นใน
ชีวิตประจาวันเป็นเพียงกระดาษ และโลหะ ที่คนให้การยอมรับเท่านั้น
หน้าที่หลักของเงินได้แก่ 1) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) โดย เงิน
จะเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อมอบให้ผู้ขาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าจากผู้ขาย การซื้อขายจะเกิดขึ้นได้สะดวก เพราะ
สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับว่าป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน 2) เป็นหน่วยนับ (Unit of Account)
เช่น เมื่อผู้ขายเสื้อผ้าจะติดป้ายราคา ก็จะติดว่าตัวละ 200 บาท ผู้ขายข้าวแกง อาจจะติดป้ายไว้ว่าจนละ
20 บาท การใช้เงินเป็นหน่วยวัดจะทาเกิดความสะดวกกว่า การติดราคาเสื้อผ้าว่าเท่ากับข้าวแกง 10
จาน และติดป้ายข้าวแกงว่าเท่ากับเสื้อ 0.1 ตัว ทาให้เกิดความสะดวกในการซื้อขาย และการนับจานวน
หรือการเปรียบเทียบมูลค่าสิ่งต่างๆ 3) รักษามูลค่า (Store of Value) จะทาให้คนในสังคมสามารถถ่าย
โอนเงินจากปัจจุบันไปใช้ในอนาคตได้ เพราะสภาพของเงินยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา (หาก
สภาพสึกหรอ รัฐสามารถสร้างเงินได้ใหม่โดยมีมูลค่าเท่าเดิม)
แต่ละประเทศจะใช้สกุลเงินที่แตกต่างกันไป เช่น ไทยใช้ บาท, อเมริกัน ใช้ ดอลลาร์สหรัฐฯ,
อังกฤษใช้ ปอนด์, สภาพยุโรปใช้ ยูโร, ญี่ปุ่นใช้ เยน, จีนใช้ หยวน เป็นต้น โดยสกุลเงินของแต่ละ
ประเทศจะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ แต่ว่ามูลค่าของเงินแต่ละสกุลจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน เช่นเวลาเราจะ
ไปเที่ยวอเมริกา เราจะต้องแลกเงินบาทของไทยให้เป็นดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากร้านค้าต่างๆในสหรัฐฯ
ไม่ใช้สกุลบาทของไทยในการแลกเปลี่ยนแต่จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเราจะต้องเอาเงินบาทไทย
ประมาณ 30 บาท ไปแลกที่ธนาคารเพื่อให้ได้เงินดอลลาร์มา 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็มีสกุลเงินที่เป็นที่
ยอมรับในการธุรกรรม ซื้อขายระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาด
ใหญ่เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ, ยูโร, เยน และหยวน เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ค้นคว้าว่าในอดีตไทยใช้สิ่งใดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า
• อภิปรายว่าหากไม่ใช่เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว จะใช้สิ่งใดเป็นแทน และสิ่งนั้นมี
ความสะดวก เหมาะสม เท่ากับเงินหรือไม่ อย่างไร
28
• ค้นคว้าสกุลเงินของประเทศที่สาคัญของโลก ว่าใช้เงินสกุลอะไร
29
ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ
มาตรฐาน ส 3.1 ป.5
ตัวชี้วัด 1 อธิบายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ปัจจัยการผลิตคือสิ่งที่ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเปลี่ยนปัจจัยการผลิตให้เป็นตัวสินค้าและ
บริการ ดังนั้นปัจจัยการผลิตจึงมีมากมายหลายชนิด เช่น วัตถุดิบ ปุ๋ย เมล็ดพืช ปลา ข้าว คนงาน
เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าจะผลิตสินค้าอะไร
ในทางเศรษฐศาสตร์ แบ่งปัจจัยการผลิตออกเป็น 2 ชนิดได้แก่ 1) สินค้าทุน (Capital) คือเครื่อง
ไม้เครื่องมือ รวมไปถึงเครื่องจักร ที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ การมีสินค้าทุนมากจะทาให้ผลิต
สินค้าได้มากขึ้น เพราะว่าแรงงานมีใช้เครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้มากขึ้น 2) แรงงาน (Labor) จานวนชั่วโมง
การทางาน ที่ใช้ในการผลิต หากมีผู้ผลิตจ้างแรงงานมากขึ้น จะทาให้ผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น
เพราะว่าแรงงานแต่ละคนมีเวลาผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสาคัญกับกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ
อย่างมากในปัจจุบัน เพราะหากเทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น จะทาให้สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นทั้งๆที่ใช้
ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ดังนั้นระดับเทคโนโลยีจึงนับว่ามีความสาคัญต่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทา
ให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ยกตัวอย่างสินค้าและบริการที่พบเห็นได้ในชีวิตประจาวันหรือเป็นสินค้าท้องถิ่น พร้อมทั้งช่วยกัน
หาคาตอบว่า กระบวนการผลิตสินค้าและบริการดังกล่าว ใช้อะไรเป็นปัจจัยการผลิตบ้าง
• ต่อเนื่องจากข้อแรก นักเรียนคิดว่าจะต้องนาเทคโนโลยีใดมาช่วย เพื่อให้สามารถผลิตสินค้า
ดังกล่าวได้มากขึ้น โดยที่ยังใช้ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม
30
บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงิน
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ป.5 และ ม.1
ตัวชี้วัด 1 ป.5 อธิบายบทบาทหน้าที่เบื้องต้นของธนาคาร
ม.1 วิเคราะห์บทบาทหน้าที่และความแตกต่างของสถาบันการเงินแต่ละ
ประเภทและธนาคารกลาง
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ในสังคมโดยภาพรวม ผู้ที่มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงินออมไปลงทุนอาจจะไม่ใช่คนคนเดียวกัน
ดังนั้นผู้มีเงินออม และผู้ต้องการใช้เงินออมไปลงทุน จึงต้องหาทางติดต่อกันเพื่อทาสัญญากู้ยืมเงินกัน
ซึ่งกระบวนการติดต่อกันนั้น สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ชนิดคือ 1) ระบบการเงินทางตรง เป็นการระดม
เงินทุนที่ผู้ออมนาเงินออมมาให้ผู้อื่นกู้โดยไม่ผ่านตัวกลาง เช่น ผู้ผลิตรายหนึ่งกู้ยืมเงินจากญาติพี่น้องมา
ลงทุนขยายกิจการ หรือการขายหุ้นเพื่อนาเงินที่ได้จากการขายหุ้นมาลงทุนขยายกิจการก็ถือว่าเป็นการ
ระบบการเงินทางตรง 2) ระบบการเงินทางอ้อม เป็นการระดมทุนหรือกู้ยืมเงิน ที่ผู้มีเงินออมและผู้
ต้องการเงินออมจะไม่ได้ติดต่อกันโดยตรง แต่จะกระทาผ่านตัวกลางที่เป็นสถาบันการเงินหรือธนาคาร
พาณิชย์ จะพบว่าระบบการเงินจะเป็นกระบวนการจัดการข้อมูลระหว่างผู้ที่มีเงินออมและผู้ที่ต้องการใช้
เงินทุน ดังนั้นระบบการเงินจึงมีกระบวนการกากับดูแล ธุรกรรมต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถ
วิเคราะห์ผลตอบแทน และความเสี่ยงในแต่ละทางเลือกของระบบการเงินได้
ระบบการเงินทางตรง เป็นระบบที่มีกลไกในการจัดการข้อมูลระหว่างผู้มีเงินทุน และผู้ต้องการใช้
เงินทุน โดยผู้ลงทุนหรือผู้มีเงินทุน จะทาหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล เลือกลงทุนด้วยตนเอง วิเคราะห์
ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนด้วยตนเอง โดยระบบการเงินทางตรงนี้จะ
จัดรูปแบบการออกหลักทรัพย์ การจองซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกระหว่างผู้ออกหลักทรัพย์และนักลงทุน
และการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนผ่านตลาดรอง ซึ่งได้แก่ ตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ เป็นต้น
ระบบการเงินทางอ้อมที่มีสถาบันการเงินเป็นตัวกลางนั้น ถือว่ามีความสาคัญกับระบบเศรษฐกิจ
เพราะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากของการตกลงกันระหว่างผู้ออมกับผู้ต้องการเงินออม โดยผู้มีเงินออมก็ไม่
ต้องกังวลว่าจะต้องไปหาผู้ที่ต้องการลงทุนจากที่ไหน หรือกังวลว่าผู้ที่มากู้เงินจะชาระเงินคืนได้หรือไม่
ด้านผู้ที่ต้องการใช้เงินออมก็ไม่ต้องยุ่งยากในการเสาะหาผู้มีเงินทุน เงินออมจึงไหลไปสู่การลงทุนได้
อย่างราบลื่นทาให้ระบบเศรษฐกิจมีการเติบโต
สถาบันการเงินแบ่งออกเป็น 1) ธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นตัวกลางหลักในการระดมเงินฝากจากผู้มี
เงินออม เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้แก่ภาคธุรกิจ รัฐ หรือครัวเรือนที่ต้องการใช้เงินออม ธนาคารพาณิชย์จะคิด
ดอกเบี้ยแก่ผู้ที่มากู้ยืมเงิน และนาส่วนหนึ่งจากดอกเบี้ยที่ได้ มาจ่ายเป็นดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนให้กับ
ผู้ออมเงิน ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารได้จากผู้กู้ยืมเงิน และที่จ่ายให้กับผู้ออมเงิน จะเป็นกาไร
31
ของธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ยังมีบริการอื่นๆอีกด้วย เช่น ให้บริการบัตรเครดิต
ประกันชีวิต การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ชาระค่าสินค้าต่างๆ เป็นต้น 2) สถาบันการเงินที่
ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์จะดาเนินกิจการโดยเพื่อ
ผลกาไร จึงมีการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่ผู้กู้ยืมจะไม่ชาระหนี้ จึงต้องมีการเรียกหลักทรัพย์ค้าประกัน
เงินกู้ เช่น บ้าน อาคาร ที่ดิน เป็นต้น ทาให้คนที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้าประกันเงินกู้โดนปฏิเสธการขอกู้ยืม
จากธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลจึงตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้สามารถ
เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งจะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป เช่น ธนาคาร
เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้บริการทางการเงินแก่ กลุ่มเกษตรกรและคนในชนบท
, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) ให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนให้มีที่อยู่อาศัย, ธนาคารออมสิน
ทาหน้าที่รับฝากเงินออมจากประชาชนและส่งเสริมการออมเงินของประชาชน
เมื่อมีสถาบันการเงินหลากหลายประเภท เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการให้บริการ
จาเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทาหน้าที่สอดส่องดูแล กากับการดาเนินงานให้เป็นไปตามกฎระเบียบ
หน่วยงานที่ทาหน้าที่ดังกล่าวคือ ธนาคารกลาง หรือในกรณีของไทยก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ
ธ.ป.ท. แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นธนาคาร แต่ก็จะไม่รับฝากเงินหรือทาธุรกรรมแก่คนทั่วไป แต่จะติดต่อทา
ธุรกรรมกับสถาบันการเงินเท่านั้น โดยทั่วไป ธนาคารกลางมีหน้าที่ดังนี้ 1) รักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ของประเทศ โดยการดาเนินนโยบายการเงินในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ระดับที่
เหมาะสม 2) ดูแล ตรวจสอบการทางานของสถาบันการเงินต่างๆ ให้มีเสถียรภาพ 3) พิมพ์ธนบัตรและ
แลกเปลี่ยนธนบัตรที่ชารุด 4) เป็นนายธนาคารให้กับสถาบันการเงิน ให้บริการรับฝากเงินและเป็นผู้ให้
กู้ยืมแหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงิน
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• อภิปรายในห้องเรียนว่านักเรียนมีเงินออม หรือไม่อย่างไร และนักเรียนนาเงินออมไปใช้ หรือฝาก
ไว้ที่ไหน เพราะเหตุใด
32
การกู้ยืมเงิน
มาตรฐาน ส 3.2 ป.5
ตัวชี้วัด 2 จาแนกผลดีและผลเสียของการกู้ยืมเงิน
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
การกู้ยืมเงิน เป็นสิ่งที่มีความหมายตรงข้ามกับการออมเงิน การออมเงินคือการยอมใช้จ่ายใน
ปัจจุบันลดลง เพื่อเก็บเงินไว้บริโภคในอนาคต ทาให้บริโภคในอนาคตได้มากขึ้น ดังนั้นการกู้ยืมเงินคือ
การยอมใช้จ่ายในอนาคตได้น้อยลงเพื่อแลกกับการใช้จ่ายได้มากขึ้นในปัจจุบัน โดยการไปกู้ยืมเงินจาก
แหล่งต่างๆ เช่นธนาคาร คนรู้จัก ญาติพี่น้อง รวมไปถึงการกู้เงินจากผู้ให้กู้นอกระบบ การกู้ยืมเงินเป็น
เรื่องสาคัญที่จะต้องทาการศึกษาข้อดีข้อเสียของการกู้ยืมเงินในแต่ละครั้งให้ดี
ข้อดีของการกู้ยืมเงินคือ การมีเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในปัจจุบันทันที แต่ข้อเสียคือทาให้ใน
อนาคตบริโภคได้น้อยลง เพราะต้องแบ่งรายได้ที่มีมาใช้หนี้ ดังนั้นการกู้ยืมเงินจึงเป็นการนารายได้ใน
อนาคตมาใช้ในปัจจุบันนั่นเอง
การกู้ยืมเงินจะเป็นการฟุ่มเฟือย หรือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ขึ้นอยู่กับว่าเรานาเงินกู้นั้นมาทา
อะไร หากกู้เงินมาเพื่อมาใช้บริโภคสิ่งของฟุ่มเฟือย สิ่งของที่ไม่จาเป็น หรือสิ่งที่ไม่ทาให้รายได้ใน
อนาคตเพิ่มขึ้น ก็จะถือว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เช่น นักศึกษากู้ยืมเงินมาซื้อ โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าแฟชั่น
เป็นต้น แต่จะถือว่าสมเหตุสมผลหากกู้ยืมเงินมาเพื่อใช้ในสิ่งที่จาเป็นแต่ ราคาของสิ่งนั้นสูงมาก หากใช้
เงินออมซื้อ จะใช้เวลาออมเงินนานมาก เช่น บ้าน หรือรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้หากการกู้ยืมเงินมา
เพื่อ ใช้ซื้อสิ่งของทีทาที่จะทาให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตมากพอที่จะมีรายเหลือหลังใช้หนี้ ก็จะถือ
ว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน การกู้ยืมเงินประเภทนี้พบเห็นได้เป็นประจาในการทาธุรกิจ ที่มักจะกู้ยืมเงินมา
ลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือขยายกิจการ
การกู้ยืมเงิน สามารถกู้ยืมได้จากหลายแหล่งทั้งในระบบและนอกระบบ โดยการกู้เงินในระบบ
คือการกู้ยืมเงินจากธนาคาร ผู้กู้จะได้รับความยุติธรรมในการกู้ยืมเงิน และจะถูกคิดอัตราดอกเบี้ย(ค่ากู้
เงิน) ที่สมเหตุสมผล เพราะว่ามีกฎหมายคุ้มครอง แต่หากเป็นการกู้เงินนอกระบบ ซึ่งก็คือการกู้เงินจาก
บุคคลหรือองค์กรที่ลักลอบให้กู้เงินอย่างผิดกฎหมาย กรณีนี้ผู้กู้มักจะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูง
เกินกว่าที่กฎหมายกาหนด และการทวงหนี้จะเป็นไปด้วยความรุนแรง ดังที่ปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• สอบถามนักเรียนว่าเคยยืมเงินหรือไม่ เช่นยืมเงินจากเพื่อน พี่ น้อง เป็นต้น แล้วนักเรียนมีการใช้
หนี้อย่างไร
• อภิปรายถึงผลดีผลเสียของการกู้เงินในระบบ และนอกระบบ
33
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur)
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.6
ตัวชี้วัด 1 อธิบายบทบาทของผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ผู้ประกอบการเป็นคนที่ต้องการที่จะผลิตสินค้าและบริการเพื่อขายให้กับผู้บริโภค โดยจะมีความ
เสี่ยงทางด้านธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีทักษะในการบริหารการเงิน และจัดการธุรกิจของตนเอง
หลายๆ ครั้งผู้ประกอบการจะมีความเสี่ยงเนื่องจากจะมีการนาเสนอสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งหาก
ผู้บริโภคไม่คุ้นเคย รวมทั้งสินค้าและบริการนั้นไม่สามารถสร้างอรรถประโยชน์ให้กับผู้บริโภคได้อย่าง
คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเสียโอกาสของผู้บริโภคแล้ว ผู้บริโภคจะไม่ซื้อสินค้านั้นหรือซื้อในจานวนไม่
มากนัก ทาให้ผู้ประกอบการจะต้องมีการวางแผนการตลาด ทั้งสินค้าและบริการ ราคาสินค้า ช่อง
ทางการจัดจาหน่าย และการส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้าเหล่านั้น
นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านการขายสินค้าและบริการแล้ว สิ่งสาคัญที่จะมีผลต่อธุรกิจคือการ
บริหารการผลิต ซึ่งจะมีทั้งการจ้างพนักงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์
สินค้าและบริการได้อย่างมีคุณภาพ การบริหารลูกค้าเพื่อสร้างความผูกพันระยะยาว รวมทั้งการแสวงหา
แหล่งเงินทุน การจ่ายเงินเดือน การบริหารวัตถุดิบ การบริหารคู่ค้า รวมทั้งภาษีและกฎระเบียบทาง
ราชการ ดังนั้นจะพบว่าในการเป็นผู้ประกอบการจะต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวหลายด้าน การ
วิเคราะห์และการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน เป็นต้น
การจ่ายเงินเพื่อซื้อวัตถุดิบและจ้างแรงงานมาบริหารและดาเนินการผลิตสินค้า เป็นต้นทุนของ
ผู้ประกอบการซึ่งมีความเสี่ยง เพราะหากลูกค้าซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นน้อย ทาให้มีรายได้ไม่
เพียงพอต่อการดาเนินงาน จะมีผลต่อความเสี่ยงของผู้ประกอบการที่ขาดทุน และหากผู้ประกอบการ
สามารถยอมรับการขาดทุนได้ระยะหนึ่งจะต้องมีกระบวนการปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใน
การให้ผู้บริโภคสามารถยอมรับสินค้าและบริการของตนเองได้ ดังนั้นจะพบว่าความเสี่ยงด้านการเงินของ
ผู้ประกอบการจะเป็นหัวใจสาคัญของการดาเนินธุรกิจ โดยมีผลของกาไร และ ขาดทุน เป็นแรงกดดันให้
ผู้ประกอบการมีการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ ของตนเอง เพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้การแข่งขันทางธุรกิจ
โดยผู้ประกอบการนั้นจะต้องมีธรรมาภิบาลในการให้ความเป็นธรรมกับลูกค้า พนักงานและลูกจ้าง
รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผลจากการมีการประกอบธุรกิจ ทาให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จากผลของกาไร ขาดทุน
ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การจ้างงานและจ่ายค่าจ้างแรงงานทาให้คนมีงานทาและมีรายได้
มีกลไกการชาระภาษีเงินได้ ทั้งในส่วนผู้ประกอบการและผู้รับจ้างแรงงาน ทาให้รัฐบาลสามารถสร้าง
สาธารณูปโภค รวมทั้งวางแผนพัฒนาประเทศ ดังนั้นผู้บริหารประเทศจะเน้นให้ประเทศมีกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหลากหลาย เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ
34
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนร่วมกันบอกรายชื่อของธุรกิจที่นักเรียนรู้จัก อธิบายถึงสินค้าและบริการหลักของธุรกิจ
นั้น รวมทั้งความเสี่ยงในการเป็นผู้ประกอบการหากนักเรียนจะทาธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน
• ให้นักเรียนอ่านประวัติของนักธุรกิจผู้ประสบความสาเร็จ วิเคราะห์หาปัจจัยในการประสบ
ความสาเร็จของนักธุรกิจเหล่านั้น พร้อมทั้งอภิปรายให้เพื่อนๆ เข้าใจในชั้นเรียน
• ให้นักเรียนวิเคราะห์ความแตกต่างของการเป็นผู้ประกอบการ และการเป็นนักพัฒนา นัก
สร้างสรรค์ คิดค้นประดิษฐกรรมใหม่ๆ ซึ่งนักพัฒนา นักสร้างสรรค์จะสามารถนาเอาผลิตภัณฑ์
และบริการใหม่ๆ ของตนเองนาเสนอให้กับผู้บริโภคได้ จะต้องมีความเป็นผู้ประกอบการในตัวเอง
ดังนั้นลักษณะพื้นฐานที่สาคัญของการเป็นนักพัฒนานักสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมต่างๆ และการ
เป็นผู้ประกอบการ มีความแตกต่างกันอย่างไร รวมทั้งลองคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความเป็น
นักพัฒนาสร้างสรรค์ และการเป็นผู้ประกอบการในคนเดียวกัน
• เชิญผู้ประกอบการในจังหวัด มาบรรยายถึงการเริ่มต้นธุรกิจให้กับนักเรียนได้รับฟัง สามารถขอ
ความอนุเคราะห์ได้จากหอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดได้
35
บทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน
มาตรฐาน ส 3.1 ป.6
ตัวชี้วัด 2 อธิบายบทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ในอดีตสินค้าและบริการมีความเรียบง่าย ผู้บริโภคสามารถทาความเข้าใจและใช้ได้อย่างไม่ยาก
แต่ในปัจจุบัน สินค้าและบริการจานวนมากมีลักษณะซับซ้อน และมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคไม่
สามารถใช้ได้โดยไม่ศึกษาเกี่ยวกับตัวสินค้าและบริการได้เหมือนในอดีต ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ
ผู้บริโภคที่จะต้อง ศึกษาวิธีการใช้ คาแนะนาจากคู่มือ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับเงินที่ได้
จ่ายไป และเพื่อสามารถใช้สินค้านั้นได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ผู้บริโภคควรตรวจสอบสิทธิ์ของตนเอง
ว่า หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับความอันตรายจากการใช้ ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนหรือรับ
ค่าชดเชยจากผู้ผลิตได้หรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต
ปัจจุบันมีกลยุทธการโฆษณาที่หลากหลาย มีทั้งโฆษณาที่ดี และโฆษณาที่เอาเปรียบผู้บริโภค
เช่น โฆษณาเกินจริง เปิดเผยข้อมูลที่จาเป็นไม่ครบถ้วน รวมไปถึงโฆษณาแบบหลอกลวง ผู้บริโภคจึง
ต้องรับชมโฆษณาอย่างมีสติ เสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นให้มากพอก่อนการตัดสินใจซื้อ
เช่นเดียวกับการขายสินค้า ที่มีวิธีการขายที่หลากหลายที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น โฆษณาขาย
สินค้าราคาถูกแต่สินค้านั้นหมดเมื่อผู้บริโภคมาถึงร้านจึงต้องซื้อสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาแพงกว่าแทน การ
เพิ่มราคาก่อนที่จะประการโปรโมชั่นลดราคา แชร์ลูกโซ่ต่างๆ การขายสินค้าทางโทรศัพท์และ
อินเตอร์เน็ตที่ไม่มีขัอมูลเกี่ยวกับผู้ขายมากเพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องระมัดระวังในการ
เลือกซื้อสินค้า โดยการหาข้อมูล และมีสติในการเลือกซึ้อ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยกับข้อเสนอการขายสินค้า
ที่ได้รับที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง (Too good to be true)
ทั้งนี้หากผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่หน่วยงานทา
หน้าที่รักษาสิทธิของผู้บริโภค เช่น สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ มูลนิธิเพื่อ
ผู้บริโภค เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ตั้งกลุ่มอภิปรายว่าผู้บริโภคที่ดีรู้ทันจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
• ยกตัวอย่างประสบการณ์ของนักเรียนหรือคุณครู ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจากสินค้าที่ไม่ได้
มาตรฐาน รวมไปถึงจากโฆษณาหรือการวิธีการขายที่เอาเปรียบผู้บริโภค
36
ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
มาตรฐาน ส 3.1 ป.6
ตัวชี้วัด 3 บอกวิธีและประโยชน์ของการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สินค้าและบริการที่ต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวปลาอาหาร ดินสอ ยางลบ
รองเท้า ฯลฯ ล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ในการผลิต เช่น ดินสอ ก็ต้องใช้ ต้นไม้ แร่แกร์ไฟต์ (ทาไส้
ดินสอ) ไฟฟ้า แรงคน ในการผลิต เป็นต้น ทรัพยากรจึงมีความสาคัญกับการดารงชีวิต อย่างไรก็ดีโลก
เรามีทรัพยากรเหล่านี้ในจานวนจากัด และเพราะว่าทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เมื่อ
ใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผลิตสินค้าแล้ว เราจะเหลือทรัพยากรไว้ใช้ประโยชน์น้อยลง ดังนั้นจึงหมายความว่า
โลกเราไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะใช้ผลิตสินค้าและบริการให้เราได้ตลอดไป
ดังนั้นเราจึงควรใช้สินค้าและบริการในชีวิตประจาวันอย่างคุ้มค่า และใช้เท่าที่จาเป็น เพื่อ
ประหยัดเงินของเราเอง และเพื่อให้เหลือทรัพยากรไว้ใช้ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี มีสินค้าและบริการ
บางประเภท ที่มักถูกใช้อย่างไม่มีการดูแลรักษาจากผู้ใช้เท่าที่ควร เพราะผู้ใช้ไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าและ
บริการนั้นมาโดยตรง จึงไม่มีแรงจูงใจให้ดูแลรักษา เช่น โต๊ะเรียน ของเล่นในสนามเด็ก ห้องน้าโรงเรียน
เป็นต้น สินค้าและบริการเหล่านี้จะต้องใช้ร่วมกันหลายคน หากมีการชารุดทรุดโทรม ก็ต้องมีการ
ซ่อมแซม หรือสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากร ดังนั้นแม้ สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันกับผู้อื่น จึงต้อง
คานึงเสมอว่า เราเป็นเจ้าของสิ่งนั้นร่วมกัน เมื่อใช้แล้วเราก็ควรดูแลให้มีสภาพที่ดีเพื่อให้ผู้อื่นสามารถใช้
ต่อจากเราได้ การกระทาดังกล่าวถือว่าเป็นการประหยัดทรัพยากร เนื่องจากเมื่อสินค้าไม่ชารุดบ่อย ก็ไม่
ต้องใช้ทรัพยากรในการซ่อมบ่อยๆ
นอกจากนี้ผู้บริโภคควรที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ผลิต จากวัสดุที่สามารถนากลับมาใช้
ใหม่ได้ (Recycle) และผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผู้ผลิตก็ควรที่จะมีการนา
เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ที่ทาให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้ปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรเท่า
เดิม ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรให้สามารถมีไว้ใช้ผลิตสินค้และบริการ และพัฒนาประเทศได้
อย่างยั่งยืน
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ค้นคว้าวิธีการใช้สินค้าและบริการอย่างประหยัด พร้อมทั้งยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงใน
ชีวิตประจาวัน
• อภิปรายว่าหากต้องการรณรงค์ให้คนในสังคมหันมาใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดมากขึ้น จะ
สามารถทาอย่างไรได้บ้าง
37
• อภิปรายในกลุ่มว่าเทคโนโลยีการผลิต สามารถประหยัดการใช้ทรัพยากรได้อย่างไร พร้อม
ยกตัวอย่าง
38
เศรษฐศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ม.1
ตัวชี้วัด 1 อธิบายความหมายและความสาคัญของเศรษฐศาสตร์
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์เป็นการเรียนเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกวิธีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างขาดแคลน
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือตอบสนองจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ให้ได้สูงสุด คาว่าทรัพยากรในที่นี้ มิได้หมายถึง
เฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ น้า ป่าไม้ ฯลฯ แต่หมายถึงสิ่งที่มีเราจะต้องใช้เพื่อตอบสนอง
วัตถุประสงค์ของเรา แต่ว่ามันมีอยู่อย่างจากัด ดังนั้นเราจะต้องเลือกวิธีใช้มันให้ตอบสนองวัตถุประสงค์
ของเราให้มากที่สุด เช่น นักเรียนต้องจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ แม้ว่า
นักเรียนจะอยากนาสิ่งของหลายอย่างติดกระเป๋าไปด้วยเพื่อความสะดวกสบาย แต่นักเรียนก็ต้อง
ตัดสินใจเลือกไม่นาสิ่งของบางอย่างไป เพระว่าเนื้อที่กระเป๋ามีจากัด ในกรณีนี้ ทรัพยากรก็คือความจุ
ของประเป๋า การจัดกระเป๋าให้ไม่เกินความจุแต่ก็ยังมีสิ่งของที่จาเป็นรวมอยู่ด้วยนั้น ถือว่าเป็นการใช้
ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์ที่มีทรัพยากรให้เลือกใช้อย่างจากัดเพื่อตอบสนอง
จุดประสงค์ จะเรียกว่าปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เรียนเฉพาะเรื่องเงินๆ
ทองๆ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ
การจะตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ทรัพยากรด้วยวิธีใดนั้น จะต้องมีการเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ ข้อดี
ข้อเสียของแต่วิธี แล้วเลือกวิธีที่มีข้อดีมากที่สุดและมีข้อเสียมากที่สุด (หรือตอบสนองจุดประสงค์หรือ
ความต้องการของเราให้มากที่สุด) การเปรียบเทียบดังกล่าวจะเป็นการเปรียบเทียบด้วยเหตุแผล ดังนั้น
หากนักเรียนเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ และฝึกการคิดวิเคราะห์ตัดสินใจเลือกตามแนวเศรษฐศาสตร์แล้ว
นักเรียนจะเป็นคนที่มีการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล เป็นคนที่สามารถทาสิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ
และหากทุกคนในสังคมมีการตัดสินใจกระทาอะไรอย่างมีเหตุมีผล สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมที่มี
ประสิทธิภาพ ง่ายต่อการจัดการหรือบริหาร ทาให้สังคมโดยรวมมีความเรียบร้อย เอื้อต่อการพัฒนา
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนช่วยกันระบุปัญหาเศรษฐศาสตร์ที่พบในชีวิตประจาวัน อะไรคือทรัพยากรและจุดประสงค์
ในสถานการณ์ดังกล่าว และสิ่งที่นักเรียนเลือกปฏิบัตินั้นสมเหตุสมผล และเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพหรือไม่
39
ค่านิยมและการบริโภค
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ม.1
ตัวชี้วัด 2 วิเคราะห์ค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมซึ่งส่งผลต่อ
เศรษฐกิจของชุมชนและประเทศ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
การบริโภคในชีวิตประจาวันของเราหากลองสังเกตให้ดี จะมีทั้งสิ่งที่จาเป็น (Need) สิ่งที่อยาก
(Want) โดยสิ่งที่จาเป็นคือ สิ่งที่เราขาดไม่ได้ในการดารงชีวิต เราต้องซื้อหามากินหรือมาใช้ เพื่อให้
สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ ส่วนสิ่งที่อยากนั้น จะเป็นสิ่งที่เราอยากได้มากินหรือมาใช้ ทาให้เรามีความ
พอใจ แต่หากเราไม่สามารถหาซื้อสิ่งของหรือบริการนั้นมาบริโภคได้ ก็จะไม่กระทบต่อการดารงชีวิตแต่
อย่างใด
อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถระบุเป็นการทั่วไปว่าพฤติกรรมการบริโภคที่ดี หรือที่เหมาะสม ควรจะ
บริโภคสิ่งที่จาเป็น และสิ่งที่อยากได้ อย่างละเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อจากัดของแต่ละคนว่า ฐานะ รายได้
เป็นอย่างไร หากเป็นคนมีฐานะดี มีรายได้สูง หากบริโภคสิ่งที่จาเป็นจนครบถ้วนแล้วหากมีเงินเหลือแล้ว
นามาซื้อสิ่งที่อยากได้ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่เขาไม่บริโภคสิ่งที่อยากได้จนทาให้เขาต้องเป็นหนี้
เป็นสิน ในทางตรงกันข้าม หากเราเป็นคนมีรายได้น้อย เราก็ควรบริโภคสิ่งที่จาเป็นเสียก่อน หากมีสิ่งที่
อยากได้และราคาไม่สูงจนเกินไป ค่อยออมเงินเพื่อหาซื้อมาใช้บ้างเป็นครั้งคราว กล่าวโดยสรุป การ
บริโภคนั้นควรบริโภคสิ่งที่จาเป็นเสียก่อน หากมีสิ่งที่อยากได้ ก็ให้ปฏิบัติและเลือกการบริโภคให้
เหมาะสมกับฐานะ และรายได้ของเรา แต่ถ้าหากเราลดการบริโภคสิ่งที่อยากได้ลง ไม่ให้บริโภคมาก
เกินไป เราก็จะมีเงินออม เงินออมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญและจาเป็นต่อตัวเราเอง ที่จะเก็บไว้ใช้ในยามที่
มีความจาเป็น ทาให้ชีวิตมีความมั่นคง และยังจะมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย เพราะว่า
เงินออมนั้น จะถูกนาไปใช้ในการลงทุนผลิตสินค้าและบริการต่อไป ทาให้ระบบเศรษฐกิจมีการเติบโต คน
ในประเทศจะมีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น
ในสถานการณ์ที่ ข้อมูลข่าวสาร สามารถส่งต่อกันได้อย่างรวดเร็ว พฤติกรรมต่างๆ เช่นการ
บริโภคจะส่งต่อกันผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเตอร์เน็ต ได้อย่างรวดเร็ว ทาให้เห็น
สินค้า และการบริโภคสิ่งของที่จัดเป็นสิ่งที่อยากได้ (Want) มากขึ้น อาจทาให้เกิดพฤติกรรมการบริโภค
เกินตัว จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้ เช่น การมีหนี้สิน การลักเล็กขโมยน้อย เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• อภิปรายในห้องเรียนว่านักเรียนมีการใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างไรบ้าง สิ่งของที่ซื้อ อะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่
จาเป็น (Need) อะไรเป็นสิ่งที่อยากได้ (Want)
40
• ยกตัวอย่างพฤติกรรมการบริโภคที่จัดว่าเป็นการบริโภคที่เกินตัว และพฤติกรรมที่มีการบริโภคอย่าง
เหมาะสม
• อภิปรายว่านักเรียนมีการออมเงินหรือไม่อย่างไร และประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการออมเงินคือ
อะไร
41
การพึ่งพากันในระบบเศรษฐกิจ
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ม. 1
ตัวชี้วัด 2 ยกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกันทาง
เศรษฐกิจในประเทศ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สังคมประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายประเภท แต่ละคนก็มีความเก่งความชานาญในเรื่องที่
แตกต่างกัน เราจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราไม่สามารถอยู่ตามลาพังโดยไม่พึ่งใครได้ เนื่องเราไม่สามารถ
ผลิตสินค้าและบริการไว้ใช้ได้เองทุกอย่าง เนื่องจากมีข้อจากัดบางประการเช่น เวลา องค์ความรู้
ทรัพยากร ที่จากัด เราจึงต้องต้องพึ่งพาผู้อื่นในสังคม ในการผลิตสิ่งที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ และใน
เวลาเดียวกันเราก็จะผลิตหรือทาในสิ่งที่เรามีความถนัดหรือเชี่ยวชาญ เพื่อนาไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ
ในสังคม (โดยใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน) ในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกการพึ่งพากันใน
ลักษณะดังกล่าวว่า การแบ่งงานกันทา (Division of Labor) เช่น กาแฟ 1 แก้ว หากให้เราทาทุกอย่างคน
เดียวทุกขั้นตอน ก็คงทาไม่ไหว เพราะเราจะต้องเริ่มตั้งแต่เพาะเมล็ดกาแฟ ปลูกต้นกาแฟ เก็บเกี่ยว คั่ว
เมล็ดกาแฟ บด ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเลี้ยงโคนมเพื่อใช้นมมาผสมในกาแฟ เราจะต้องปลูกอ้อย ตัด
อ้อย และทาน้าตาลไว้ใส่ในกาแฟ เราจะต้องไปเก็บทรายแก้ว เพื่อมาทาเป็นแก้วใส่กาแฟ และขั้นตอน
อื่นๆอีกมากมาย จะเห็นได้ว่า แม้เป็นสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจาวันเช่น การดื่มกาแฟ แต่เราก็ไม่สามารถทา
เองได้ทุกขั้นตอน เราจะต้องพึ่งพาผู้อื่นในสังคม และคนอื่นๆ ในสังคมก็จะต้องพึ่งพาเราเช่นกัน ดังนั้น
ทุกๆ อาชีพในสังคมล้วนมีความสาคัญ เพราะทุกคนต่างก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะต้องพึ่งพา
อาศัยกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
นอกจากคนสังคมที่มีความแตกต่างกันจะต้องพึ่งพากันดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้งผู้บริโภคและ
ผู้ผลิตที่มีลักษณะคล้ายกันหรือเหมือนกันยังสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อบรรลุผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน
ได้อีกด้วย เช่นผู้บริโภครวมตัวกันซื้อของคราวละมากๆ จะทาให้ต่อรองราคาได้สินค้าที่ถูกลง หรือ
ผู้บริโภครวมตัวกันเพื่อสอดส่องดูแล ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการใช้สินค้า ไม่ให้ถูกเอารัดเอา
เปรียบจากผู้ผลิตสินค้าเป็นต้น ในฝ่ายผู้ผลิตเอง ก็สามารถรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอานาจต่อรองกับคู่ค้านอก
กลุ่มเช่น การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ามันหรือ โอเปค (OPEC) ทาให้สามารถกาหนดราคา
ขายน้ามันได้สูงขึ้น หรือผู้ผลิตอาจจะรวมตัวกันเพื่อสั่งซื้อวัตถุดิบร่วมกัน ทาให้สั่งซื้อคราวละมากๆ ให้
สามารถต่อรองให้ได้วัตถุดิบในราคาที่ถูกลง
ผู้ผลิตแม้ว่าจะมีการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการ
แข่งกันกันทางธุรกิจเพื่อเป้าหมายกาไรสูงสุด การแข่งขันกันของผู้ผลิตเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบ
และอยากให้เกิดขึ้น เพราะผู้ผลิตจะแข่งขันกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ผลิตด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพ
42
(เป็นใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า) ทาให้มีต้นทุนการผลิตต่า ทาให้เสนอราคาแก่ผู้บริโภคได้ถูกลง ผู้บริโภค
จะได้ประโยชน์เพราะสามารถได้บริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นแต่ราคาถูกลง
ตัวอย่างที่สาคัญอย่างหนึ่งของการรวมกลุ่มกันในชุมชน ได้แก่ การเกิดของสหกรณ์ ซึ่งเป็นการ
รวมกลุ่มกันของสมาชิกที่มีความต้องการคล้ายกัน โดยแต่ละคนได้ร่วมมือกันในทั้งด้านการผลิต การเงิน
หรือแม้แต่การต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง อาทิ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์แท็กซี่ สหกรณ์ออมทรัพย์ โดย
สมาชิกแต่ละคนยินดีที่จะร่วมกันเพื่อทากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก อาทิ การหาวัตถุดิบ การขาย
สินค้าเพื่อต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง การกู้ยืมเงินเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนสอบถามอาชีพจากผู้ปกครอง ว่าหากต้องทาเองทุกขึ้นตอนจะต้องประกอบไปด้วยขั้นตอน
อะไรบ้าง และในปัจจุบันผู้ปกครองต้องพึ่งพาอาศัยคนในอาชีพอะไรบ้าง
• อภิปรายในห้องเรียนว่า นักเรียนและคนในครอบครัว ได้เป็นสมาชิกของชมรม หรือกลุ่มใดๆในสังคม
หรือไม่ และรวมกลุ่มเพื่อจุดประสงค์อะไร
• ค้นคว้า หรือยกตัวอย่างกรณีที่ผู้ผลิตต่างแข่งขันกันในการผลิตสินค้าและบริการ และนักเรียนได้
ประโยชน์จากการแข่งขันนี้อย่างไร
43
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดอุปสงค์และอุปทาน
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ม.1
ตัวชี้วัด 3 ระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดอุปสงค์และอุปทาน
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ทุกปีพอถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาไก่และหมูมักจะมีราคาแพงขึ้น ราคาผักมักจะแพงขึ้นเมื่อเข้าสู่
เทศกาลกินเจ เสื้อกันหนาวจะถูกลงในฤดูร้อนแต่จะแพงขึ้นในฤดูหนาว เราสามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่
พบเห็นได้ในชีวิตประจาวันดังที่ยกตัวอย่างไปในข้างต้นได้ โดยการใช้ความรู้เรื่องอุปสงค์และอุปทาน
อุปสงค์และอุปทาน เป็นคาที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้บ่อยเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นเครื่องมือหลักใน
การวิเคราะห์เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ เราสามารถทราบผลของปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบายของรัฐบาล การ
เข้าสู่ช่วงเทศกาล หรือเหตุการณ์อื่นๆ ต่อตลาดสินค้าที่เราสนใจได้ โดยการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยต่างๆนั้น
มีผลต่ออุปสงค์และอุปทานอย่างไร
อุปสงค์ (Demand) คือปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้บริโภคเต็มใจซื้อและมีเงินเพียงพอที่จะซื้อ
ดังนั้นแม้ว่าเราจะมีความเต็มใจซื้อสินค้าบางชนิด แต่หากมีราคาแพงจนเราซื้อไม่ไหว ก็จะไม่ถือว่าเป็น
อุปสงค์ โดยปกติแล้วการทาความเข้าใจอุปสงค์มิใช่เรื่องยากหรือต้องใช้ความจา เราสามารถเข้าใจอุป
สงค์ได้จากการสังเกตเหตุการณ์ในชีวิตประจาวัน กล่าวคือ หากราคาสินค้าแพงขึ้น เราจะซื้อสินค้านั้น
น้อยลง นักเศรษฐศาสตร์เรียกการเคลื่อนที่ที่ตรงกันข้ามกันระหว่างอุปสงค์กับราคาว่ากฎของอุปสงค์ มี
หลายปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่
1) รายได้ของผู้บริโภค กรณีสินค้าปกติ หากเรามีรายได้มากขึ้น เราจะซื้อสินค้ามากขึ้น อย่างไร
ก็ดีมีสินค้าบางชนิดที่เป็นข้อยกเว้น เพราะหากมีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง แต่หากมี
รายได้ลดลง เราจะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น สินค้าลักษณะนี้จะเรียกว่าสินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods)
เช่น บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป บริการรถเมล์ หอพัก โดยคาว่าสินค้าด้อยคุณภาพนั้นมิได้หมายความว่าสินค้า
นั้นไม่มีคุณภาพแต่อย่างใด
2) ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง หากเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน มีราคาแพงขึ้น เราจะซื้อสินค้าน้อยลง เช่น
รถยนต์และน้ามันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน หากราคาน้ามันมีราคาแพงขึ้น ทาให้ปริมาณซื้อ
รถยนต์มีจานวนลดลง หากเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน เช่น เนื้อหมูกับเนื้อไก่ โค้กกับแป๊บซี่ หากราคา
สินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น จะทาให้ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง และหันไปซื้อสินค้าที่ใช้ทดแทนอีกชนิด
หนึ่งมากขึ้น
นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กาหนด อุปสงค์ ได้แก่ จานวนประชากร ซึ่งหากมีจานวน
มาก ก็จะมีผลต่อความต้องการบริโภคสินค้าและบริการชนิดนั้นมาก แต่หากมีจานวนน้อยก็จะมีความ
ต้องการบริโภคสินค้าและบริการชนิดนั้นน้อยกว่า อีกทั้งปัจจัยด้าน รสนิยมของผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลมา
จากประสบการณ์การเรียนรู้ในการบริโภคสินค้าแต่ละประเภท ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการบริโภคสินค้า
44
และบริการเหล่านั้น และปัจจัยสุดท้ายคือการคาดการณ์จากเหตุการณ์ต่างๆ หากมีปัจจัยที่มีผลต่อการ
คาดการณ์ เช่น โรคระบาด ภาวะแห้งแล้ง จะมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนทันที
อุปทาน (Supply) คือ ปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้ผลิตเต็มใจผลิตออกมาจาหน่าย ราคาเป็นตัว
แปรสาคัญของการกาหนดปริมาณอุปทานเช่นเดียวกันอุปสงค์ กล่าวคือ หากราคาสินค้าสูง ผู้ผลิตจะมี
กาไรมาก กาไรจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากราคา
สินค้าต่า ผู้ผลิตจะมีกาไรลดลงหรือบางทีก็อาจจะขาดทุน ผู้ผลิตจึงผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายน้อยลง นัก
เศรษฐศาสตร์เรียกความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณการผลิตว่า กฎของอุปทาน มีหลายปัจจัยที่มี
ผลต่ออุปทาน แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่
1) ราคาปัจจัยการผลิต หากราคาปัจจัยการผลิตลดลง จะทาให้ผู้ผลิตมีต้นทุนที่ต่าลง ทาให้มี
กาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
2) เทคโนโลยีการผลิต หากเทคโนโลยีการผลิตมีประสิทธิภาพ จะทาให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า
ได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้จานวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ทาให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิต
สินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
นอกเหนือจาก 2 ปัจจัยหลักข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ได้แก่ จานวนของผู้ผลิต หากมีมาก
ก็จะมีผลต่อการแข่งขันในการผลิตสินค้ามากขึ้น ในขณะเดียวกันปัจจัยในด้านของราคาวัตถุดิบที่
เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการทดแทนกันและการใช้ประกอบกัน ในการผลิตจะมีผลต่อความต้องการผลิต
สินค้าและบริการของผู้ผลิต และปัจจัยสุดท้าย คือการคาดการณ์ราคาสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตนั้นมีการ
ผลิตอยู่ หากมีแนวโน้มที่ราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตก็จะเน้นการผลิตสินค้าและบริการไปตามการ
คาดการณ์เหล่านั้น
อุปสงค์และอุปทานจะร่วมกันกาหนดปริมาณสินค้าและราคาสินค้าในตลาดสินค้า กล่าวคือ หาก
อุปสงค์มากกว่าอุปทาน แสดงว่ามีผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้ามากกว่าปริมาณสินค้าที่มี ราคาสินค้าจะ
เพิ่มสูงขึ้น และหากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ แสดงว่ามีสินค้ามากกว่าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ กรณีนี้สินค้า
จะมีราคาถูกลง จะเห็นได้ว่าตอนนี้ เราเข้าใจแล้วทาไมพอถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาไก่และหมูมักจะมี
ราคาแพงขึ้น ราคาผักมักจะแพงขึ้นเมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจ เสื้อกันหนาวจะถูกลงในฤดูร้อนแต่จะแพงขึ้น
ในฤดูหนาว
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• อภิปรายกันในห้องเรียนว่าขณะที่นักเรียนกาลังตัดสินใจซื้อสินค้า เช่น โทรศัพท์มือถือ นักเรียนคิดถึง
ปัจจัยอะไรบ้าง
• ค้นคว้าว่าสินค้าใดเป็นสินค้าปกติ สินค้าใดเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ
• ค้นคว้าว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน สินค้าใดเป็นสินค้าที่ทดแทนกัน
• อภิปรายว่าหากนักเรียนเป็นผู้ผลิตสินค้า มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทาให้นักเรียนผลิตสินค้าออกมา
จาหน่ายมากขึ้น
45
• ค้นคว้าว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างที่สามารถอธิบายได้ด้วยการใช้ การวิเคราะห์อุปสงค์อุปทาน
46
ทรัพย์สินทางปัญญา
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ม.1
ตัวชี้วัด 4 อภิปรายผลของการมีกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
การวิจัยและพัฒนา เป็นกระบวนการศึกษาค้นคว้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ ผลผลิต เทคโนโลยี
เทคนิคหรือรูปแบบการทางาน เพื่อนามาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ทาให้มีต้นทุนการ
ผลิตที่ต่าลง หรือทาให้มีสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ทาให้ผู้ผลิตที่มีการวิจัยและพัฒนามีกาไร
มากขึ้น
อย่างไรก็ดีการวิจัยและพัฒนา เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงสูง
การวิจัยแต่ละครั้งก็ยังไม่แน่ว่าจะประสบความสาเร็จหรือไม่ และแม้ว่าหากประสบความสาเร็จ ก็จะยังมี
โอกาสที่จะถูกผู้ผลิตรายอื่นๆเลียนแบบ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีผู้ผลิตรายใดกล้าลงทุนวิจัยและ
พัฒนา เพราะว่าประโยชน์ที่ได้รับมีความไม่แน่นอน และมีต้นทุนที่สูงมาก ทาให้ไม่คุ้มค่าสาหรับการ
ลงทุน
เนื่องจากการวิจัยและพัฒนา หากประสบความสาเร็จแล้ว นอกจากจะส่งผลดีต่อตัวผู้ผลิตให้มี
กาไรมากขึ้นแล้ว ยังเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ให้การ
ยอมรับแล้วว่าการวิจัยและพัฒนา เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนั้น
ภาครัฐของแต่ละประเทศจึงต้องใช้นโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเกิดขึ้น เพราะหากภาครัฐ
ไม่ทาอะไรแล้ว ก็จะไม่มีการวิจัยและพัฒนาเหมือนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
นโยบายที่ภาครัฐมักจะใช้ก็คือหากการวิจัยและพัฒนาประสบความสาเร็จ รัฐจะให้การคุ้มครอง
ผลการวิจัยนั้น ทาให้ผู้วิจัยได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่นห้ามลอกเลียนแบบภายในระยะเวลาที่กาหนด
ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้มีการวิจัยและพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การคุ้มครองผลการวิจัยดังกล่าวมักจะ
เรียกว่า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม
คือการให้การคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับสินค้าทางอุตสาหกรรม ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิบัตร
เครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้า 2) ลิขสิทธิ์คือการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ สาขาวรรณกรรม
ศิลปกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนค้นคว้ากรณีตัวอย่างของการลงทุนวิจัยและพัฒนาที่ได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐ และ
ตัวอย่างความเสี่ยงของการลงทุนวิจัยและพัฒนา เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์ลอกเลียนแบบ เทปผีซีดี
เถื่อน เป็นต้น พร้อมทั้งบอกผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ลงทุนวิจัยและพัฒนา
47
การลงทุนและการออม
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ม.2
ตัวชี้วัด 1 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนและการออม
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
เงินออม คือรายได้ที่แบ่งออกมาจากการบริโภคและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระดับย่อยการออมอาจ
เกิดจากวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เพื่อไว้ใช้จ่ายยามเจ็บป่วย หรือกรณีฉุกเฉินเป็นต้น แต่ในภาพรวม
ระดับประเทศเงินออมถือว่าเป็นปัจจัยสาคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความอยู่ดีกินดีของ
คนในประเทศ เพราะว่าเงินออมจะถูกนาไปลงทุน (คาว่าลงทุนในทางเศรษฐศาสตร์จะหมายถึง การใช้
เงินออมเพื่อใช้จ่ายไปแนวทางที่จะทาให้สามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นในอนาคต มิได้หมายถึง
การนาเงินออมไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ เสมอไป) ทาให้เกิดการผลิต นาไปสู่การจ้างงาน
ทาให้คนมีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยและมีเงินออม เกิดการหมุนเวียนของเงินออมเป็นวงจรต่อไป ทาให้
เศรษฐกิจประเทศเติบโต และคนในสังคมจะอยู่ดีกินดีขึ้น ดังนั้นการออมจึงเป็นปัจจัยที่สาคัญอย่างยิ่งใน
การพัฒนาเศรษฐกิจ
ปัจจัยที่มีผลต่อการออมที่สาคัญได้แก่ 1) รายได้ หากมีรายได้สูง ก็จะมีเงินเหลือจากการจับจ่าย
ใช้สอยมากขึ้น ทาให้มีเงินออมมากขึ้น 2) อัตราดอกเบี้ย เนื่องจากในภาพรวมระดับประเทศ คนออมเงิน
กับคนลงทุน จะไม่จาเป็นต้องเป็นคนคนเดียวกัน การเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุนจึงต้องอาศัย
ตัวกลางก็คือสถาบันการเงิน เช่นธนาคาร โดยมีอัตราดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนจากการนาเงินออมไป
ฝากธนาคาร และอัตราดอกเบี้ยยังเป็นตัวชี้นาผลตอบแทนจากออมในช่องทางอื่นๆอีกด้วย ดังนั้นหาก
อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น แสดงว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการออมมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นแรงจูงใจให้มีการออ
มมากขึ้น หากพิจารณาภาพรวมทั้งระบบเศรษฐกิจ จะสามารถแยกการออมได้เป็น 2 ภาค คือ 1) การ
ออมภาคเอกชน คือการออมในระดับบุคคล และการออมจากหน่วยธุรกิจที่มีกาไร 2) การออมภาครัฐ คือ
การออมที่เกิดจากรัฐใช้จ่ายในการบริหารประเทศน้อยกว่ารายรับที่ได้จากภาษี
ส่วนการลงทุน คือการนาเงินออมไปใช้จ่ายในแนวทางที่จะทาให้สามารถผลิตสินค้าและบริการ
ได้มากขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปคนออมเงิน และคนลงทุน ไม่จาเป็นต้องเป็นคนคนเดียวกัน ผู้ลงทุนจึง
อาศัยตัวกลางคือธนาคาร โดยการกู้เงินจากธนาคาร โดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยจากการกู้ยืมนั้น
ดังนั้นปัจจัยสาคัญที่มีผลต่อการลงทุนก็คือ อัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยถือว่าเป็นต้นทุนของการ
ลงทุน หากอัตราดอกเบี้ยสูง แสดงว่าผู้ผลิตจะมีต้นทุนของการลงทุนมาก ทาให้โอกาสที่ผู้ผลิตจะได้รับ
ผลตอบแทนคุ้มค่าจะน้อยลง ดังนั้นการลงทุนจะน้อยลง ในทางตรงกันข้ามหากอัตราดอกเบี้ยต่าลง ทา
ให้โอกาสที่ผู้ผลิตจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าจะมากขึ้น ดังนั้นการลงทุนจะมากขึ้น
48
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• อภิปรายในห้องเรียนว่า นักเรียนออมเงินมากน้อยแค่ไหน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของนักเรียน
คืออะไร ประโยชน์จากการออมเงินของนักเรียนคืออะไร
• ค้นคว้าข่าวการลงทุนที่สาคัญๆของไทย ว่าส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
49
การผลิตสินค้าและบริการ
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ม.2
ตัวชี้วัด 2 อธิบายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิต
สินค้าและบริการ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ในระบบเศรษฐกิจประกอบไปด้วยหน่วยเศรษฐกิจ 3 ประเภท คือ 1) ผู้บริโภค ที่เป็นผู้ที่ทางาน
หารายได้มาซื้อสินค้าและบริการจากผู้ผลิต 2) ภาครัฐ ที่ทาหน้าที่บริหารระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปด้วย
ความเรียบร้อย และ 3) ผู้ผลิต ที่ทาหน้าที่ผลิตสินค้าและบริการ และจ่ายค่าตอบแทนให้กับปัจจัยการ
ผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้า
ผู้ผลิตเป็นผู้ที่นาปัจจัยการผลิตมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้
ได้รับกาไรสูงสุด ปัจจัยการผลิตที่ผู้ผลิตใช้ได้แก่ ทรัพยากร วัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน เป็นต้น ซึ่ง
โดยทั่วไปจะแบ่งปัจจัยการผลิตออกเป็น แรงงาน และทุน
แรงงาน (Labor) คือ ตัวมนุษย์และคุณภาพในมนุษย์ ความรู้ความสามารถ ทักษะต่างๆ ที่
จาเป็นต้องใช้ในการผลิต แรงงานสามารถแบ่งออกเป็น 1) ผู้ประกอบการ เป็นผู้บริหารจัดการปัจจัยการ
ผลิตทั้งหลายโดยการแปรเปลี่ยนผสมผสานปัจจัยการผลิตให้เป็นสินค้าและบริการ 2) แรงงานมีฝีมือ
เป็นแรงงานที่มีความรู้ความชานาญในการทางาน เช่น หมอ วิศวกร ทนายความ เป็นต้น 3) แรงงานไร้
ฝีมือ เป็นแรงงานที่ไม่จาเป็นต้องใช้ความรู้ความชานาญในการทางาน เช่น กรรมกร เป็นต้น ส่วนทุน
(Capital) หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้อานวยความสะดวกในกระบวนการผลิตสินค้าและ
บริการ เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิตต่างๆ ผู้ผลิตจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าของปัจจัย
การผลิตตามปริมาณงานที่แต่ละปัจจัยการผลิตมีส่วนร่วมในการผลิต ดังนั้นปัจจัยการผลิตจึงเป็นต้นทุน
ที่สาคัญของผู้ผลิต
หากพิจารณาว่าต้นทุนการผลิตนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตหรือไม่ ก็จะสามารถแบ่งได้
ออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) ต้นทุนคงที่ คือต้นทุนที่มูลค่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผลิตสินค้ามากน้อยแค่
ไหน 2) ต้นทุนผันแปร คือต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตสินค้า
ผู้ผลิตจะพิจารณารายรับที่เกิดขึ้น และต้นทุนที่เกิดขึ้น ณ ปริมาณการผลิตต่างๆ เพื่อเลือก
ปริมาณการผลิตสินค้าที่ได้รับกาไรสูงสุด ดังนั้นหากต้องการวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการ
ผลิตสินค้าและบริการ ก็จะต้องพิจารณาว่าปัจจัยนั้นๆ มีผลต่อรายรับ และต้นทุนของผู้ผลิตหรือไม่
อย่างไร ซึ่งมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณการผลิต แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่
1) ราคาปัจจัยการผลิต หากราคาปัจจัยการผลิตลดลง จะทาให้ผู้ผลิตมีต้นทุนที่ต่าลง ทาให้มี
กาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
50
2) เทคโนโลยีการผลิต หากเทคโนโลยีการผลิตมีประสิทธิภาพ จะทาให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า
ได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้จานวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ทาให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิต
สินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มแล้วพูดคุยกันว่า การผลิตสินค้าต่างๆ เช่น โทรทัศน์ เสื้อผ้า ร้านตัดผม ต้องใช้
ทรัพยากรอะไรบ้างในการผลิต
• ให้นักเรียนค้นคว้าว่านอกจากราคาปัจจัยการผลิต และเทคโนโลยีการผลิตแล้ว มีปัจจัยอะไรที่ส่งผล
ต่อปริมาณการผลิตบ้าง
51
คุ้มครองสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค
มาตรฐาน ส 3.1 ม.2
ตัวชี้วัด 4 อภิปรายแนวทางการคุ้มครองสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สินค้าและบริการที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ในชีวิตประจาวัน ผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่า
จะได้ใช้สินค้าและบริการได้คุ้มกับเงินที่เสียไป หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับอันตรายจากการใช้
ผู้บริโภคมีสิทธิ์เปลี่ยนสินค้านั้นใหม่ได้ หรือมีสิทธิ์รับค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี
ผู้บริโภคก็จะต้องมีความรับผิดชอบในการใช้สินค้านั้นเสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว หน้าที่ของ
ผู้บริโภค เช่น ปฎิบัติตามคาแนะนาที่ติดมากับสินค้า ใช้สินค้าด้วยความระมัดระวัง บอกข้อบกพร่องของ
สินค้ากับผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตนาไปปรับปรุง เป็นต้น
สิทธิที่ผู้บริโภคได้รับจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับหน้าที่ของผู้บริโภค เช่น สิทธิที่จะได้รับข่าวสารที่
ถูกต้องเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องใช้ข่าวสารนั้นประกอบการ
ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ดี สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ที่จะต้องเกิดควบคู่กับหน้าที่
ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกซื้อสินค้าอย่างมีเหตุมีผล หน้าที่ของผู้บริโภคอีกประการหนึ่งที่มีความสาคัญ
ก็คือ การตรวจสอบว่าสินค้ามีการรับประกันหรือไม่ มีเงื่อนไขอย่างไร เพราะเมื่อหาสินค้ามีปัญหาภายใต้
เงื่อนไขของการรับประกัน ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิ์ในการเปลี่ยน หรือได้รับการซ่อมแซมได้
สาเหตุหนึ่งที่ผู้บริโภคจะต้องตื่นตัวในการใช้สิทธิของตนเองในฐานผู้บริโภคมากขึ้น ก็เพราะว่า
ในอดีตสินค้าและบริการมีความเรียบง่าย ผู้บริโภคสามารถทาความเข้าใจและใช้ได้อย่างไม่ยาก แต่ใน
ปัจจุบัน สินค้าและบริการมีลักษณะซับซ้อน และมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคไม่สามารถใช้ได้โดย
ไม่ศึกษาเกี่ยวกับตัวสินค้าและบริการได้เหมือนในอดีต ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องศึกษาวิธีการใช้ คาแนะนา
จากคู่มือ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับเงินที่ได้จ่ายไป และเพื่อสามารถใช้สินค้านั้นได้อย่าง
ปลอดภัย
นอกจากนี้ผู้บริโภคควรตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองด้วยว่า หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับ
ความอันตรายจากการใช้ ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนหรือรับค่าชดเชยจากผู้ผลิตได้หรือไม่ เพื่อเป็นการ
ป้องกันไม่ให้ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต
อีกทั้งปัจจุบันมีกลยุทธการโฆษณาที่หลากหลาย มีทั้งโฆษณาที่ดี และโฆษณาที่เอาเปรียบ
ผู้บริโภคเช่น โฆษณาเกินจริง เปิดเผยข้อมูลที่จาเป็นไม่ครบถ้วน รวมไปถึงโฆษณาแบบหลอกลวง
ผู้บริโภคจึงต้องรับชมโฆษณาอย่างมีสติ เสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นให้มากพอก่อนการตัดสินใจซื้อ
เช่นเดียวกับการขายสินค้า ที่มีวิธีการขายที่หลากหลายที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น โฆษณาขาย
สินค้าราคาถูกแต่สินค้านั้นหมดเมื่อผู้บริโภคมาถึงร้านจึงต้องซื้อสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาแพงกว่าแทน การ
เพิ่มราคาก่อนที่จะประการโปรโมชั่นลดราคา แชร์ลูกโซ่ต่างๆ การขายสินค้าทางโทรศัพท์และ
52
อินเตอร์เน็ตที่ไม่มีขัอมูลเกี่ยวกับผู้ขายมากเพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องระมัดระวังในการ
เลือกซื้อสินค้า โดยการหาข้อมูล และมีสติในการเลือกซึ้อ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยกับข้อเสนอการขายสินค้า
ที่ได้รับที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง (Too good to be true)
สาหรับประเทศไทยมีกฎหมายที่ทาหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2541 ระบุไว้ว่าสิทธิที่ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครองตาม
กฎหมายคือ 1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการอย่างถูกต้องเพียงพอ 2) สิทธิที่จะมี
อิสระในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ 3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในการใช้สินค้าและบริการ 4)
สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทาสัญญากับผู้ผลิต 5) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความ
เสียหาย
ทั้งนี้หากผู้บริโภคเห็นว่ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่
หน่วยงานทาหน้าที่รักษาสิทธิของผู้บริโภค เช่น สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• แบ่งกลุ่มกันค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และวิธีร้องเรียนต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กับการรักษาสิทธิผู้บริโภค เช่น สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นต้น
• ค้นหากรณีศึกษาจากข่าว ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิทธิ์ของผู้บริโภค เช่นข่าวผู้บริโภคฟ้อง
ผู้ประกอบการ ข่าวการโฆษณาเกินจริง เป็นต้น
• จัดทาลาดับก่อนหลัง ถึงรายละเอียดที่ผู้บริโภคที่ดีควรปฏิบัติ ตั้งแต่ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ จนถึง
ขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ นาคาตอบของแต่ละกลุ่มเปรียบเทียบถึงความเหมือนและความต่าง พร้อม
ทั้งอภิปรายถึงข้อแตกต่างนั้น
53
ประเภทของระบบเศรษฐกิจ
มาตรฐาน ส 3.2 ม.2
ตัวชี้วัด 1 อภิปรายระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ระบบเศรษฐกิจมีอยู่หลายประเภท ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การเมืองการปกครอง ธรรมเนียม
วิถีชีวิต แต่ละระบบเศรษฐกิจจะมีวิธีการบริหารจัดเศรษฐกิจในแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่
1) ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นระบบที่รัฐบาลจะเป็นเจ้าของทรัพยากร
ทุกชนิดในประเทศ เอกชนและประชาชนไม่มีเสรีภาพในการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าอะไร อย่างไร
จานวนเท่าใด และผลิตให้ใคร โดยจะทางานตามคาสั่งของรัฐบาลที่ได้ถูกวางแผนมาจากส่วนกลาง
เท่านั้น ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์คือ ความเหลื่อมล้าในสังคมจะน้อยเพราะรัฐจะจัดสรร
สินค้าและบริการที่ผลิตได้ให้กับทุกๆคนในจานวนที่เท่ากัน แต่จะมีข้อเสียคือ ประชาชนไม่มีเสรีภาพใน
การเลือกว่าจะผลิตอะไร ทาอาชีพอะไร ทาให้ไม่ได้ประกอบอาชีพตามความสามารถที่มี อีกทั้งยังเป็น
ระบบที่ไม่มีการแข่งขัน เพราะต้องผลิตสินค้าตามคาสั่งของรัฐเท่านั้น จึงทาให้สินค้าไม่มีคุณภาพ
เท่าที่ควร เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ
2) ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นระบบที่รัฐบาลจะเป็นเจ้าของทรัพยากรการ
ผลิตและมีการวางแผนการใช้ทรัพยากรเช่นเดียวกับระบบคอมมิวนิสต์ แต่ระบบสังคมนิยม จะเปิดโอกาส
ให้เอกชนมีอิสระในการผลิตสินค้าและบริการอยู่บ้าง โดยน้าหนักระหว่างการให้เอกชนมีอิสระในการผลิต
กับรัฐวางแผนการผลิต จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
3) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือระบบเสรีนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เอกชน
เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ทรัพยากรจะถูกนามาผลิตอะไรขึ้นอยู่กับความต้องการของคนในประเทศ
ประชาชนมีเสรีภาพในการผลิต และการบริโภค การผลิตของเอกชนจะมีกาไรเป็นแรงจูงใจหรือที่เรียกว่า
ให้ตลาดทางาน โดยที่รัฐจะทาหน้าที่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมเท่านั้น ข้อดีของระบบ
เศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือ ประชาชนมีเสรีภาพในการดาเนินชีวิต ผลิตสินค้า และบริโภคสินค้า ทาให้มี
สินค้าที่หลากหลายและตรงตามความต้องการเพราะว่าเป็นระบบที่ผู้ผลิตมีการแข่งขันโดยมีกาไรเป็น
แรงจูงใจ ส่วนข้อเสียคือ อาจจะทาให้รายได้ของคนในสังคมไม่เสมอภาคกัน เพราะคนที่มีความสามารถ
มากกว่าก็จะสามารถมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนที่มีความสามารถน้อยกว่า และในบางกรณี
ตลาดก็ไม่สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อาจจะทาให้เกิดการผู้ขาด หรือไม่มีสินค้าที่จาเป็น
ต่อการดารงชีวิตบางชนิด เพราะว่าเอกชนทาแล้วไม่ได้กาไร เป็นต้น
4) ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) เป็นระบบที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้ โดยจะเป็น
ระบบที่ผสมผสานระหว่างสังคมนิยมและระบบทุนนิยม ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้ เอกชนยังเป็น
เจ้าของปัจจัยการผลิต และจัดสรรทรัพยากรโดยใช้ระบบตลาดเช่นเดียวกับระบบทุนนิยม แต่รัฐจะเข้ามา
54
มีบทบาทในกิจกรรมที่มีความสาคัญต่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ เช่น ระบบสาธาณูปโภค ไฟฟ้า
น้าประปา อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นต้น และรัฐยังมีบทบาทในการแก้ปัญหาที่เกิดจากระบบตลาด
ด้วย
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ค้นคว้าว่าประเทศไทย และประเทศอื่นๆใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด
• ศึกษากรณีตัวอย่างจาก ประเทศเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ที่มีลักษณะประชากร ธรรมเนียม
ประเพณี ภูมิประเทศ ภาษา เหมือนกัน แต่ใช้ระบบเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ระบุความแตกต่างที่
เกิดขึ้น
55
การแข่งขันและการพึ่งพาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย
มาตรฐาน ส 3.2 ม.2
ตัวชี้วัด 2 ยกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน
ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ปัจจุบันประเทศต่างๆทาการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบเดียวกันหรือ
ทวีปเดียวกัน ประเทศต่างๆมีการติดต่อสื่อสารมากขึ้น จึงทาให้เกิดความร่วมมือกันและการแข่งขันทาง
เศรษฐกิจกันมากขึ้น
โดยการพึ่งพาอาศัยกัน เกิดจากการที่แต่ละประเทศมีลักษณะ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีชีวิต
ความถนัดในการผลิตสินค้า และทรัพยากรที่ไม่เหมือนกัน ทาให้แต่ละประเทศมีความสามารถ ความ
ถนัดที่ไม่เหมือนกัน การพี่งพาอาศัยกันจึงเกิดขึ้น เพื่อนาจุดแข็งของแต่ประเทศที่ร่วมมือกันมาพัฒนา
ประเทศตนเอง การพึ่งพากันมักจะอยู่ในรูปของข้อตกลงทางการค้า เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน
(ASEAN) รวมตัวกันและลดมาตรการการกีดกันทางการค้าระหว่างกันหรือทีเรียกว่าอาฟต้า (AFTA)
โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคา 2558 เป็นต้นไป อาเซียนจะยกระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะ
มีความร่วมมือในด้านอื่นๆเพิ่มมากขึ้น เช่น ไม่มีภาษีสินค้านาเข้าระหว่างกัน ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่
เป็นสินค้าอ่อนไหว การลงทุนและแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายไปในประเทศสมาชิกได้อย่างเสรี เป็นต้น
การร่วมมือกันระหว่าประเทศนอกจากจะร่วมมือกันแบบพหุภาคีหรือร่วมมือกันจากหลาย
ประเทศแล้ว ประเทศต่างๆยังสามารถร่วมมือกันแบบทวิภาคีหรือการร่วมมือกันระหว่าง 2 ประเทศได้
อีกด้วย เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (JTEAP) ที่มีข้อตกลงที่จะอัตราภาษีสินค้า
นาเข้าระหว่างกัน เป็นต้น
ท่ามกลางความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ก็มีการแข่งขันเกิดขึ้นมาด้วย เช่น การที่
ประเทศต่างๆส่งออกสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น ไทยและเวียดนาม ที่ส่งออกข้าวเหมือนกัน ในกรณีนี้
เกษตรกรและรัฐบาลของแต่ละประเทศจะพยายามพัฒนาระบบการผลิต และพัฒนาตัวสินค้าให้สามารถ
แข่งขันกับอีกประเทศได้ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันในรูปแบบอื่นๆอีกเช่น แข่งขันในการดึงเม็ดเงินการ
ลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศ กรณีนี้รัฐบาลของประเทศต่างๆจะพัฒนาระบบ
สาธารณูปโภคพื้นฐาน คุณภาพแรงงาน และเงื่อนไขต่างๆ ให้เอื้อต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศ
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ค้นคว้าว่าไทยมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอะไรบ้าง
• ค้นคว้าว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีความร่วมมือในด้านอะไรบ้าง
56
เศรษฐกิจโลก (Global Economy)
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ม.2
ตัวชี้วัด 3 และ 4 ตัวชี้วัด 3 วิเคราะห์การกระจายของทรัพยากรในโลกที่ส่งผลต่อควา
สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ตัวชี้วัด 4 วิเคราะห์การแข่งขันทางการค้าในประเทศและต่างประเทศที
ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า ปริมาณการผลิต และราคาสินค้า
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
การเชื่อมโยงเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในโลกนี้ นับวันก็จะยิ่งมีความสาคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งมี
การเชื่อมโยงทั้งตลาดสินค้าและบริการ ตลาดการเงิน และตลาดปัจจัยการผลิตต่างๆ รัฐบาลของแต่ละ
ประเทศก็ให้การสนับสนุนการเปิดการค้าเสรีมากยิ่งขึ้น
ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน เพราะการแข่งขันจาก
การค้าเสรี จะทาให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากผู้ผลิตใน
ต่างประเทศ ในขณะเดียวกันด้วยการแข่งขันที่สูงมากขึ้นจะทาให้ผู้ผลิตมีแรงกดดันในการพัฒนา
คุณภาพสินค้าและบริการให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาต้นทุนการผลิตให้ลดต่าลง
ด้วยการหาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ มาทาให้สินค้าที่ส่งขายเหล่านั้นมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ในขณะที่ธุรกิจ
ในประเทศบางส่วน จะต้องมีการปรับตัวหรืออาจจะต้องปิดกิจการลงหากไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับ
โลก แต่ก็จะมีบางธุรกิจที่มีการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว จากความสามารถในการผลิตและการพัฒนา
คุณภาพสินค้าจนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือตาแหน่งงานในประเทศ
จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งจานวนความต้องการแรงงาน และคุณภาพของแรงงานที่จะต้องมีการพัฒนาให้
สูงขึ้น
ในการผลิตสินค้าระดับโลกปัจจุบันนี้ จะไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าสินค้านั้นมาจากประเทศใด
เนื่องจากบริษัทเจ้าของสินค้า จะเน้นการวิจัยและออกแบบสินค้า พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด แต่จะ
กระจายการผลิตชิ้นส่วนของสินค้าไปในหลายประเทศ เพื่อลดต้นทุนโดยอาศัยกระบวนการควบคุม
คุณภาพและการทาสัญญาระหว่างคู่ค้าในการรักษาความลับของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อ
สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าแต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิ้ล
(Apple Inc.) ซึ่งมีการออกแบบและสร้างกิจกรรมทางการตลาดในสหรัฐอเมริกา แต่ได้จ้างบริษัทใน
ประเทศจีนในการประกอบสินค้า ซึ่งมีชิ้นส่วนภายในที่ผลิตมาจากหลายประเทศทั่วโลก เป็นต้น
ดังนี้การแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับโลก จะมีผลต่อแนวคิดและความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละ
ประเทศ และหลายครั้งจะมีผลต่อความเป็นอยู่และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
57
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนกลับไปดูเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้าน แล้วให้จดมาว่าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นผลิตที่ใด หรือมีการ
ออกแบบที่ใด โดยให้นักเรียนโยงแผนที่การผลิตของสินค้าแต่ละประเภท เข้ากับประเทศไทย ซึ่ง
แนวทางเช่นนี้จะเป็นการฝึกให้นักเรียนคิดถึงการเป็นผู้บริโภคสินค้าแต่ละประเภทเท่านั้น
• ให้นักเรียน สอบถามสินค้าอาหารในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าต่างๆ ว่ามีการนาเข้ามาจาก
ประเทศใด และสินค้าประเภทนั้น ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองหรือไม่ และมีการผลิตที่ไหน ให้
ทาการค้นคว้าข้อมูลถึงกลุ่มผู้ผลิตว่ามีกระบวนการผลิตอย่างไร และทาไมผู้บริโภคถึงยังคงเลือก
ซื้อสินค้าประเภทเดียวกันนี้ที่มาจากต่างประเทศ
• ให้นักเรียนสารวจข่าวเศรษฐกิจ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย โดยจัดประเภทข่าว เป็น
ประเภทข่าวธุรกิจ ข่าวการค้า ข่าวการเมือง ข่าวการศึกษา ฯลฯ แล้วนามาวิเคราะห์กันว่า
เหตุการณ์ในประเทศนั้นจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
58
กลไกราคา
มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ม.3
ตัวชี้วัด 1 อธิบายกลไกราคาในระบบเศรษฐกิจ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
เป็นเรื่องที่ยากมากถ้าหากจะให้ใครคนใดคนหนึ่ง เป็นคนวางแผนว่าในสังคม ควรจะมีสินค้า
อะไรบ้าง มีบริการอะไรบ้าง ผลิตอย่างไร ผลิตอย่างละเท่าไหร่ ผลิตให้ใคร ใครควรจะบริโภคอะไร ฯลฯ
โดยที่มีการใช้ทรัพยากรไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคนในสังคมทุกคนมีสินค้าและบริการใช้อย่างทั่วถึง
แต่นับว่าโชคดีที่ไม่ต้องมีคนรับหน้าที่อันหนักอึ้งดังกล่าว เพราะระบบเศรษฐกิจมี ราคา (Price) เป็นตัว
จัดสรรสรรทรัพยากรเหล่านั้นแทน
ราคาจะเป็นตัวแปรที่สาคัญที่จะส่งสัญญาณไปยัง ผู้ผลิต ผู้บริโภค ให้รู้ว่าเขาจะต้องจัดสรร
ทรัพยากรอย่างไร จะต้องผลิตอะไร เท่าไหร่ อย่างไร ใครควรจะได้บริโภค บริโภคเท่าไหร่ อย่างไรก็ดีใน
ส่วนนี้จะไม่กล่าวถึงรายละเอียดว่าราคาสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างไร แต่จะกล่าวถึงแต่เพียงว่า
ราคาที่ถือว่าเป็นตัวแปรที่สาคัญในการจัดสรรทรัพยากรนั้น ถูกกาหนดมาได้อย่างไร
ราคาสินค้าต่างๆที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจาวันนั้น เป็นผลมาจากการทางานร่วมกันของอุป
สงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆ โดยที่อุปสงค์ (Demand) คือปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้บริโภคเต็มใจ
ซื้อและมีเงินเพียงพอที่จะซื้อ ดังนั้นแม้ว่าเราจะมีความเต็มใจซื้อสินค้าบางชนิด แต่หากมีราคาแพงจนเรา
ซื้อไม่ไหว ก็จะไม่ถือว่าเป็นอุปสงค์ หรือว่ามีเงินเพียงพอที่จะซื้อได้แต่เราไม่เต็มใจซื้อ ก็จะไม่ถือว่าเป็น
อุปสงค์เช่นกัน เราสามารถเข้าใจอุปสงค์ได้จากสามัญสานึก (Common Sense) หรือสังเกตจาก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน เช่น หากราคาสินค้าแพงขึ้น เราก็จะซื้อสินค้านั้นน้อยลง แต่หาก
ราคาสินค้าถูกลง เราก็จะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เรียกการเคลื่อนที่ที่ตรงกันข้ามกัน
ระหว่างอุปสงค์กับราคาว่า กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าหากควบคุม
ตัวแปรอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้คงที่แล้ว ราคาสินค้ากับระดับอุปสงค์จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน มี
หลายปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่
1) รายได้ หากเรามีรายได้มากขึ้น เราจะซื้อสินค้ามากขึ้น สินค้าที่มีสมบัติแบบนั้นจะเรียกว่า
สินค้าปกติ (Normal Goods) แต่มีสินค้าบางชนิดที่เป็นข้อยกเว้น เพราะหากมีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะซื้อ
สินค้านั้นน้อยลง แต่หากมีรายได้ลดลง เราจะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น สินค้าลักษณะนี้จะเรียกว่าสินค้าด้อย
คุณภาพ (Inferior Goods) เช่น บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป บริการรถเมล์ หอพัก เป็นต้น (คาว่าด้อยคุณภาพมิได้
แสดงว่าสินค้านั้นไม่มีคุณภาพแต่อย่างใด)
2) ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง หากการใช้สินค้าชนิดหนึ่งจะต้องใช้ร่วมกับสินค้าอีกชนิดหนึ่งเสมอ ใช้
เพียงสินค้าใดสินค้าหนึ่งไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้เราจะเรียกว่าเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน (Complementary
Goods) หากสินค้า A และ B เป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน หากราคา A แพงขึ้น จะทาให้อุปสงค์ของสินค้า A
59
น้อยลงตามกฎของอุปสงค์ เมื่ออุปสงค์ A น้อยลง ก็เลยทาให้อุปสงค์ของ B น้อยลงตาม เช่น รถยนต์
และน้ามันเชื้อเพลิง กาแฟกับครีมเทียม เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามหากสินค้าชนิดหนึ่งเป็นสินค้าที่
สามารถใช้แทนสินค้าอีกชนิดหนึ่งได้ เราจะเรียกว่าสินค้านั้น เป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน (Substitute
Goods) เช่น เนื้อหมูกับเนื้อไก่ โค้กกับแป๊บซี่ ดินสอกับปากกา หากราคาสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น จะทา
ให้ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง และหันไปซื้อสินค้าที่ใช้ทดแทนกันอีกชนิดหนึ่งมากขึ้น
ลาพังอุปสงค์เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถกาหนดราคาได้ เราจะต้องให้อุปทาน (Supply)
มาร่วมกันกาหนดราคาด้วย โดยอุปทาน คือปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้ผลิตเต็มใจผลิตออกมาจาหน่าย
ซึ่งจะมีราคาเป็นตัวแปรสาคัญของการกาหนดปริมาณอุปทานเช่นเดียวกับอุปสงค์ กล่าวคือ หากราคา
สินค้าสูง ผู้ผลิตจะมีกาไรมาก กาไรจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น ในทาง
ตรงกันข้ามหากราคาสินค้าต่า ผู้ผลิตจะมีกาไรลดลงหรือบางทีก็อาจจะขาดทุน ผู้ผลิตจึงผลิตสินค้าออก
มาจาหน่ายน้อยลง นักเศรษฐศาสตร์เรียกความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณการผลิตว่า กฎของ
อุปทาน มีหลายปัจจัยที่มีผลต่ออุปทาน แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่
1) ราคาปัจจัยการผลิต หากราคาปัจจัยการผลิตลดลง จะทาให้ผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตต่าลง ทา
ให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
2) เทคโนโลยีการผลิต หากเทคโนโลยีการผลิตมีประสิทธิภาพ จะทาให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า
ได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้จานวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ทาให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิต
สินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
อุปสงค์และอุปทานจะร่วมกันกาหนดปริมาณสินค้าและราคาสินค้าในตลาดสินค้า กล่าวคือ หาก
อุปสงค์มากกว่าอุปทาน แสดงว่ามีผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้ามากกว่าปริมาณสินค้าที่มี ราคาสินค้าจะ
เพิ่มสูงขึ้น และหากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ แสดงว่ามีสินค้ามากกว่าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ กรณีนี้สินค้า
จะมีราคาถูกลง จึงเป็นเหตุผลว่าทาไมพอถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาไก่และหมูมักจะมีราคาแพงขึ้น ราคา
ผักมักจะแพงขึ้นเมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจ เสื้อกันหนาวจะถูกลงในฤดูร้อนแต่จะแพงขึ้นในฤดูหนาว
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนอภิปรายว่า กฎของอุปสงค์เป็นจริงเสมอหรือไม่ หากไม่ให้ยกตัวอย่าง และบอกเหตุผลว่า
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
• ให้นักเรียนช่วยกันตอบว่า สินค้าด้อยคุณภาพ สินค้าที่ใช้ร่วมกัน สินค้าที่ใช้ทดแทนกัน มีอะไรบ้าง
• ให้นักเรียนค้นคว้า หรือยกตัวอย่างที่พบเห็นได้ในชีวิตประจาวันที่แสดงถึงการร่วมกันกาหนดราคา
ของอุปสงค์และอุปทาน
60
บทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ม.3
ตัวชี้วัด 1 และ 2 ตัวชี้วัด 1 อธิบายบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ
ตัวชี้วัด 2 แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ
รัฐที่มีต่อบุคคล กลุ่มคนและประเทศชาติ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
รัฐในทางเศรษฐศาสตร์มิได้หมายถึงเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่รัฐมีลักษณะเป็นบุคคล หรือองค์กร
ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน หรือได้รับการแต่งตั้ง
จากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน โดยทั่วไปรัฐจะมีหน้าที่บาบัดทุกข์บารุงสุขแก่ประชาชนใน
ประเทศ ด้วยการใช้นโยบายในด้านต่างๆ เช่นด้านเศรษฐกิจ ป้องกันประเทศ สาธารณะสุข เป็นต้น ใน
ด้านเศรษฐกิจ รัฐมีหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้
1) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) คือให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างยั่งยืนยั่งยืน ซึ่งมักจะวัดจาก
การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งเป็นตัว
เลขที่แสดงให้เห็นว่าในระยะเลา 1 ปี ประเทศผลิตสินค้าและบริการรวมแล้วเป็นมูลค่าเท่าใด การที่
ประเทศมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมากขึ้นหมายความว่า สังคมมีความสามารถในการผลิต
สินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ประชาชนโดยรวมมีความมั่งคั่งมากขึ้น
2) มีเสถียรภาพ (Stability) คือการที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สาคัญไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จนปรับตัวไม่ทัน เสถียรภาพมีหลายมิติ ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคาสินค้า คือการที่ระดับราคาสินคาไม่
สูงขึ้นรวดเร็วเกินไป เพราะทาให้ค่าครองชีพสูงขึ้น การมีเสถียรภาพยังรวมถึงการมีงานทา เสถียรภาพ
ในด้านอื่นๆ ได้แก่ เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เสถียรภาพทางการคลัง และยัง
รวมไปถึงความมั่นคงของชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
3) ด้านความเท่าเทียมกัน (Equity) หากการพัฒนาทาให้ความไม่เท่าเทียมกันของสังคมมากขึ้น
สังคมก็จะมีความขัดแย้ง การพัฒนาจะไม่ยั่งยืน ความเท่าเทียมกันนั้นโดยทั่วไปจะวัดจากความเท่า
เทียมกันด้านรายได้ ซึ่งวัดได้ง่ายและมีความชัดเจน ความเท่าเทียมกันด้านรายได้ ไม่ได้หมายความว่า
ทุกคนจะต้องมีรายได้เท่ากัน แต่หมายถึง ทุกคนในสังคมมีโอกาสพัฒนาตนเองให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
ได้รับโอกาสและมีค่าตอบแทนจากการทางานอย่างสมเหตุสมผล ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐมีเครื่องมือในการดาเนินนโยบาย อยู่ 2 ชนิด คือ 1. นโยบาย
การเงิน และ 2.นโยบายการคลัง โดยนโยบายการเงิน เป็นนโยบายที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคาร
กลาง (ในกรณีของประเทศไทยคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.) ที่จะปรับขึ้น หรือปรับลดอัตรา
ดอกเบี้ย เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ต้องการ
กล่าวคือหากระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ธนาคารกลางจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตรา
61
ดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค แต่ถ้าต้องการชะลอไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไปก็จะ
เพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อชะลอการลงทุนและการบริโภค นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีหน้าที่
ในการรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา(เงินเฟ้อ)อีกด้วย ซึ่งการรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา ก็จะ
กระทาผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน กล่าวคือ หาก อัตราเงินเฟ้อ สูง ธปท.จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
เพื่อชะลอการบริโภค
นโยบายการคลัง เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายและการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ โดย
หน่วยงานที่ทาหน้าที่รับชอบเกี่ยวกับรายจ่ายและรายรับของภาครัฐก็คือ กระทรวงการคลัง รายจ่ายของ
รัฐบาล ได้แก่ ค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งที่เป็นรายจ่ายประจา เช่นเงินเดือนข้าราชการ เป็นต้น และค่าใช้จ่ายใน
การบริหารเศรษฐกิจ เช่นรายจ่ายในโครงการต่างๆของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนรายรับของ
รัฐบาล ได้แก่เงินรายได้จากการเก็บภาษีต่างๆ เช่น ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษี
ศุลกากร เป็นต้น นโยบายการคลังมี 3 ชนิดคือ 1) เกินดุลการคลัง คือการที่รัฐบาลใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้
ที่จัดเก็บได้ 2) ขาดดุลการคลัง คือการที่รัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่าที่จัดเก็บได้ 3) สมดุลการคลัง คือการที่
รัฐบาลมีรายจ่ายเท่ากับหรือใกล้เคียงกับรายได้
หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐจะใช้นโยบายขาดดุลการคลัง กล่าวคือ มีการใช้จ่ายในโครงการ
ต่างๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ โดยส่วนต่างระหว่างรายจ่ายและรายได้นั้น รัฐ
สามารถจัดหามาได้หลายทาง เช่น การกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ เช่น ธนาคารโลก หน่วยงานเกี่ยวกับ
เงินทุนระหว่างประเทศ ธนาคารกลางของต่างประเทศ หรือการกู้ยืมเงินจากประชาชนโดยการขาย
พันธบัตรรัฐบาลเป็นต้น ซึ่งก็ทาให้เกิดหนี้สาธารณะขึ้น (การที่มีหนี้สาธารณะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรือ
น่าตกใจ หากขนาดของหนี้สาธารณะไม่มากจนเกินไป) นอกจากนี้ การใช้นโยบายขาดดุลการคลัง
อาจจะกระทาโดยการลดอัตราภาษี (ทาให้รัฐมีรายได้น้อยลงจนน้อยกว่ารายจ่าย) ควบคู่ไปกับการเพิ่ม
รายจ่าย การที่รัฐบาลลดอัตราภาษี ทาให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีน้อยลง ทาให้ประชาชนมีเงินอยู่ในมือ
มากขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย หากต้องการชะลอความร้อนแรงของ
ระบบเศรษฐกิจ (เพราะเกรงว่าจะเกิดเงินเฟ้อ) รัฐมักจะใช้นโยบายเกินดุลการคลัง กล่าวคือ มีการใช้จ่าย
ในโครงการต่างๆ น้อยลง จนค่าใช้จ่ายต่างๆ น้อยกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้ การที่รัฐจ่ายน้อยลง จะทาให้
เกิดการจ้างงานการซื้อขายต่างๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องมากจากโครงการรัฐลดลง ทาให้ระบบเศรษฐกิจชะลอ
ความร้อนแรงลงได้ การใช้นโยบายขาดเกินดุลการคลัง รัฐอาจจะกระทาโดยการเพิ่มอัตราภาษี (ทาให้รัฐ
มีรายได้มากขึ้นจนมากกว่ารายจ่าย) ควบคู่ไปกับการลดรายจ่าย การที่รัฐเพิ่มอัตราภาษี ทาให้ประชาชน
ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น ทาให้ประชาชนมีเงินอยู่ในมือน้อยลง ทาให้มีการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง
เนื่องจากสังคมประกอบด้วยคนหลากหลายกลุ่ม การใช้นโยบายหนึ่งๆ อาจจะส่งผลดีกับคนกลุ่ม
หนึ่ง แต่ส่งผลเสียกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นไปได้ยากมากที่รัฐจะใช้นโยบายใดแล้วทุกฝ่ายในสังคมจะเห็น
ด้วยหรือได้รับประโยชน์เหมือนกัน เช่น รัฐบาลตรึงราคาน้ามันในสถานการณ์ที่ราคาน้ามันในตลาดโลก
สูงขึ้น ผู้บริโภคที่มีรถยนต์ใช้จะได้ประโยชน์ แต่ผู้ผลิตน้ามันและสังคมเสียประโยชน์ คือ ผู้ผลิตน้ามันจะ
ได้รับกาไรน้อยลง หรืออาจจะขาดทุนได้ และประเทศจะแย่ลงเนื่องผู้บริโภคยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการ
ใช้น้ามัน ทาให้ประเทศต้องเสียเงินซื้อน้ามันจากต่างประเทศมากขึ้นจะเห็นได้ว่านโยบายหนึ่งๆ จะ
62
กระทบต่อ ผู้บริโภค ผู้ผลิต และสังคมในทิศทางแตกต่างกันไป บางครั้งก็ไม่สามารถทาให้กลุ่มทั้ง 3
ได้รับประโยชน์ไปพร้อมๆ กันได้ ดังนั้นผู้ดาเนินนโยบาย จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างกลุ่มทั้ง 3 ก่อนที่จะ
ดาเนินนโยบาย ต้องระบุให้ได้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และคนที่เสียประโยชน์นั้นสมควรที่
จะได้รับการชดเชยหรือช่วยเหลือหรือไม่
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนค้นคว้า หรือจดข่าว เกี่ยวกับนโยบายภาครัฐในการบริหารเศรษฐกิจประเทศ แล้วอภิปราย
ว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลอย่างไร ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
• อภิปรายต่อว่านโยบายที่ค้นคว้ามานั้น เป็นนโยบายการเงิน หรือนโยบายการคลัง และเป็นไปเพื่อ
จุดประสงค์ใด ระหว่าง ประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และความเท่าเทียมกัน เพราะเหตุใด
63
การค้าระหว่างประเทศ
มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ม.3
ตัวชี้วัด 3 และตัวชี้วัด 6 ตัวชี้วัด 3 อภิปรายบทบาทความสาคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศ
ตัวชี้วัด 6 วิเคราะห์สาเหตุและวิธีการกีดกันทางการค้าในการค้าระหว่าง
ประเทศ
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
การค้าระหว่างประเทศฟังดูแล้วเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหม่ ทันสมัย และเป็นเรื่องไกลตัว แต่ที่จริง
แล้ว ประเทศต่างๆ ซื้อขายสินค้ากันมาช้านานมาแล้ว เช่น ในยุคสุโขทัย ก็มีหลักฐานว่าไทยทาการซื้อ
ขายสินค้ากับประเทศจีน ญี่ปุ่น และมลายู เป็นต้น และแม้ว่าเราจะไม่เคยไปต่างประเทศ แต่เราก็มีส่วน
ร่วมกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในชีวิตประจาวันเราจะต้องได้ใช้สินค้าหรือบริการ
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับต่างประเทศเสมอ เช่น ผลไม้จากจีน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จากญี่ปุ่น น้ามัน
เชื้อเพลิงจากตะวันออกกลาง ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด จากสหรัฐอเมริกา ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจากอังกฤษ
เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการค้าระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
สาเหตุที่ประเทศต่างๆ ทาการซื้อขายสินค้ากัน แทนที่จะผลิตสินค้าหรือบริการทุกอย่างขึ้นมาใช้
เองนั้น เป็นเพราะว่าแต่ละประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนระดับ
เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทาให้มีความถนัด หรือความได้เปรียบในการผลิตไม่เหมือนกัน ทาให้มีต้นทุน
ในการผลิตสินค้าบางชนิดต่ากว่า ประเทศต่างๆจะผลิตและขายสินค้าที่ถนัดหรือมีต้นทุนต่ากว่าให้กับ
ต่างประเทศ และจะซื้อสินค้าอื่นๆจากประเทศที่มีความถนัดในการผลิตสินค้านั้นๆแทน นอกจากนี้ยังมี
การซื้อขายสินค้าหรือบริการบางชนิดมีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ต้องใช้ความรู้ นวัตกรรมเฉพาะ ที่
ประเทศอื่นไม่สามารถผลิตได้อีกด้วย การที่แต่ละประเทศผลิตเฉพาะสินค้าที่ถนัด และส่งออกส่วนที่
เหลือออกจากการบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อสินค้าที่ผลิตไม่ได้หรือไม่ถนัดจาก
ต่างประเทศ จะทาให้ด้วยจานวนทรัพยากรที่ใช้จานวนเดียวกัน ประเทศที่ทาการค้าระหว่างกันจะได้
บริโภคสินค้าและบริการได้มากกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ทาการค้า ดังนั้นการค้าระหว่างประเทศจึงทา
ให้สังคมโดยรวมมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น และมีการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพขึ้น
อย่างไรก็ดีการค้าที่ได้อธิบายไปในข้างต้น เป็นการสมมติว่าไม่มีอุปสรรคทางการค้าระหว่าง
ประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศต่างๆจะนามาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้า มาใช้กับสินค้า
นาเข้าเสมอ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป เช่น ปกป้องผู้ผลิตในประเทศที่ผลิตสินค้าเดียวกับสินค้าที่
นาเข้า เป็นต้น อุปสรรคทางการค้าแบ่งเป็น การกีดกันโดยใช้ภาษีสินค้านาเข้า (Tariff Barriers) และ
การกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non – Tariff Barriers) เช่นการจากัดจานวนสินค้านาเข้า หรือการกาหนด
มาตรฐานและความปลอดภัยด้านสุขภาพของ สินค้าที่ส่งเข้ามาจาหน่ายในประเทศ เป็นต้น แม้การกีด
64
กันทางการค้าจะมีประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศ แต่ในระยะ
ยาวก็จะเป็นตัวที่จะไปขัดขวางการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีสวัสดิการที่สูงขึ้น ดังเช่น
ที่ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้
ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆ จึงได้ทาการรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันพัฒนารูปแบบการค้า ลด
อุปสรรคทางการค้า รวมไปถึงเพื่อแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างกัน โดยการรวมกลุ่มทาง
การค้าจะเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันหรือไม่ก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไป การรวมกลุ่มระหว่างประเทศจะ
สามารถแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ เรียงลาดับตามความเข้มข้นของการร่วมมือกันจากน้อยไปหามากได้
ดังนี้
1) ข้อตกลงการให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร เป็นข้อตกลงเพื่อลดภาษีให้แก่กัน โดยอัตราภาษีที่
เก็บจะน้อยกว่าอัตราภาษีที่เก็บจากประเทศที่ไมได้เป็นสมาชิก เช่น อาเซียน (ASEAN) เป็นต้น ซึ่งใน
ระยะต่อมาได้พัฒนาเป็น ประชามคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) โดยให้มีการ
เปิดเสรีทั้งการค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ
2) เขตการค้าเสรี (Free Trade Areas) การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศภาคีจะทา
ได้อย่างเสรีปราศจากข้อกีดกันทางการค้า ในขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกจะยังคงสามารถดาเนิน
นโยบายกีดกันทางการค้ากับประเทศนอกกลุ่มได้อย่างอิสระ เช่น การรวมตัวกันของกลุ่ม EFTA,
NAFTA และ CER เป็นต้น
3) สหภาพศุลกากร (Customs Union) โดยการรวมกลุ่มในลักษณะนี้นอกจากจะขจัดข้อกีดกัน
ทางการค้าออกไปแล้ว ยังมีการกาหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรในการค้ากับประเทศภายนอกกลุ่ม
ร่วมกันให้มีอัตราเดียวกัน (Common External Tariff) เช่น การรวมตัวกันของกลุ่ม MERCOSUR,
Equatorial Customs Union and Cameroon และ African Common Market เป็นตัน
4) ตลาดร่วม (Common Market) จะมีลักษณะเหมือนกับสหภาพศุลกากร แต่การเคลื่อนย้าย
ปัจจัยการผลิต (แรงงาน ทุน และเทคโนโลยี) สามารถทาได้อย่างเสรี เช่น การรวมตัวกันของกลุ่ม EU
ก่อนปีค.ศ.1992
5) สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) นอกจากจะมีการค้าเสรี การเคลื่อนย้าย ปัจจัยการ
ผลิตอย่างเสรี และนโยบายการค้าร่วมแล้ว ยังมีการประสานความร่วมมือกันในการดาเนินนโยบายทาง
เศรษฐกิจ ทั้งนโยบายการเงิน และการคลังอีกด้วย เช่น การรวมตัวของกลุ่ม EU ในปัจจุบัน
6) สหภาพทางเศรษฐกิจแบบสมบูรณ์ (Total Economic Union) เป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่
มีความเข้มข้นมากที่สุด จะมีการจัดตั้งรัฐบาลเหนือชาติ (Supranational Government) และมีนโยบาย
ทางเศรษฐกิจเดียวกัน
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ให้นักเรียนสังเกตว่าของใช้ในบ้านของนักเรียน ผลิตขึ้นที่ประเทศใด โดยสังเกตจาก ฉลากที่ติดในตัว
สินค้า หรือกล่องของสินค้า โดยจะระบุคาว่า “Made in .…..” เช่น Made in Thailand ,Made in
65
China หรือ Made in U.S.A เป็นต้น และหากพบว่าสิ่งของในบ้าน ที่ระบุว่า Design in USA แต่
Made in China มีความหมายอย่างไร
• ให้นักเรียนค้นคว้าว่าต่างประเทศมีความถนัดในการผลิตสินค้าชนิดใด อะไรเป็นสินค้าขึ้นชื่อของ
ประเทศนั้นๆ
• ให้นักเรียนค้นคว้าว่าไทยถนัดหรือมีความได้เปรียบในการผลิตสินค้าชนิดใด และให้ตรวจคาตอบจาก
การค้นคว้าจากเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ว่า ไทยส่งออกสินค้าใดมากเป็นลาดับต้นๆบ้าง
• ให้นักเรียนค้นคว้าว่า AEC คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร นามาอภิปรายในห้องเรียน
66
เงินเฟ้ อและเงินฝืด
มาตรฐาน ส 3.2 ม.3
ตัวชี้วัด 4 อภิปรายผลกระทบที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
เงินเฟ้อ(Inflation) คือการที่ระดับราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะวัดอัตราเงิน
เฟ้อจากอัตราการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index, CPI) ใน
ประเทศไทยหน่วยงานที่ทาหน้าที่วัดดัชนีราคาผู้บริโภคคือ สานักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวง
พาณิชย์ ซึ่งจะแถลงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทุกต้นเดือน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคจะถูกคานวณจาก
สินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจาวันจานวน 417 รายการ
สาเหตุของเงินเฟ้อได้แก่ 1) ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หากต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีความสาคัญกับ
การผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น น้ามันเชื้อเพลิง ค่าแรง วัตถุดิบที่สาคัญ เป็นต้น จะทาให้ต้นทุนการผลิตสินค้า
เพิ่มสูงขึ้น จนเป็นผลให้ผู้ผลิตเสนอขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าเดิม 2) ปริมาณความต้องการสินค้าเพิ่ม
สูงขึ้น หากปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณสินค้าที่มีแล้ว จะทาให้สินค้าขาดตลาดและ
ราคาสินค้าก็จะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเพิ่มปริมาณเงินในระบบมากขึ้น ก็มีผลทาให้ระดับ
ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย
หากเกิดเงินเฟ้อขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบหลายอย่างได้แก่ 1) ทาให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง เพราะ
ผู้บริโภคจะไม่มีความั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกับที่ผู้ผลิตก็จะชะลอการลงทุน เนื่องจากไม่มี
ความมั่นใจเกี่ยวกับต้นทุนและกาไรที่จะเกิดขึ้น 2) ในระยะสั้นอานาจซื้อจะลดลง เพราะเงินจานวน
เดียวกันซื้อสินค้าได้น้อยลง 3) ผู้ผลิตจะมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนราคา เช่นอาจจะต้องเปลี่ยนหนังสือ
แนะนาสินค้าใหม่ ป้ายติดราคา รวมทั้งต้นทุนในการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้ทราบ 4) ผู้บริโภคจะมี
ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องไปถอนเงินจากธนาคาหรือตูเอทีเอ็มบ่อยครั้งขึ้น เพราะผู้บริโภคจะถือเงิน
น้อยลง เพราะหากถือเงินมาก เงินในบัญชีจะน้อยทาให้ได้รับดอกเบี้ยน้อยลง 5) เจ้าหนี้จะได้รับ
ผลกระทบ เพราะโดยเปรียบเทียบแล้วเงินใช้หนี้ที่ได้คืนขณะเกิดเงินเฟ้อจะมีอานาจซื้อน้อยกว่าตอนที่ไม่
เกิดเงินเฟ้อ 6) หากเกิดขึ้นเฟ้อที่รุนแรง (Hyperinflation) จะทาให้ระบบเศรษฐกิจหดตัว 7) หากรัฐลด
อัตราเงินเฟ้อลง ในระยะสั้นจะทาให้มีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมอัตราเงิน
เฟ้อให้อยู่ในกรอบที่กาหนดไว้คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์
ในขณะที่ เงินฝืด (Deflation) คือการที่ระดับราคาโดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมา
จาก 1) ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง 2) ประชาชน ผู้ผลิต และรัฐบาลลดการใช้จ่ายลง โดย
ผลกระทบจากเงินฝืดคือ จะทาให้มีการว่างงานเพิ่มขึ้นเพราะผู้ผลิตมีรายได้น้อยลง ทาให้ระบบเศรษฐกิจ
หดตัวลง
67
รัฐบาลแต่ละประเทศจะใช้นโยบายแทรกแซงให้มีเงินเฟ้ออ่อนๆ เพราะว่าจะเป็นการกระตุ้น
เศรษฐกิจ
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ค้นคว้าว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยคือเท่าใด และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าหรือต่า
กว่า และราคาสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจาวันสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อหรือไม่
• อภิปรายว่าหากเกิดอัตราเงินเฟ้อแล้ว นักเรียนจะมีการปรับตัวอย่างไร
68
การว่างงาน
มาตรฐาน ส 3.2 ม.3
ตัวชี้วัด 5 วิเคราะห์ผลเสียจากการว่างงานและแนวทางการแก้ปัญหา
1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
แรงงานเป็นปัจจัยที่สาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากแรงงานมีงานทาจะทาให้เขา
มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และยังจะทาให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอีกด้วย ในทาง
ตรงกันข้าม เศรษฐกิจจะพัฒนาได้ยากหรือกระทั่งหดตัว หากมีการว่างงานสูง บุคคลที่ถือว่าว่างงานคือ
บุคคลที่มีอายุอยู่ในวัยแรงงานและต้องการทางานแต่หางานทาไม่ได้ การวัดว่ามีการว่างงานมากน้อยแค่
ไหน มักจะวัดจากอัตราการว่างงาน ซึ่งก็คือสัดส่วนระหว่างจานวนคนที่ว่างงานกับจานวนคนในวัย
แรงงานที่ต้องการทางาน
หากเกิดการว่างงานแล้ว จะทาให้บุคคลที่ว่างงานขาดรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว และยัง
ทาให้เศรษฐกิจหดตัวลงได้เพราะปัจจัยการผลิตที่สาคัญอย่างแรงงานไม่ได้ถูกนามาใช้ นอกจากนี้หาก
เกิดการว่างงานจานวนมากอาจจะทาให้เกิดความวุ่นวายกับสังคมและระบบการเมืองได้ เนื่องจากจะมีผู้
เดือนร้อนจานวนมาก
แนวทางการแก้ไขปัญหาการว่างงาน กระทาได้โดยใช้นโยบายต่างๆ ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ภาคการผลิตจะมีความต้องการใช้แรงงานมากขึ้น นอกนี้รัฐยังสามารถลด
การว่างงานได้โดยการให้ข่าวสารเกี่ยวกับตาแหน่งงานแก่บุคคลที่ต้องการทางานและ จัดกิจกรรมที่
ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้แรงงานสามารถพบกับแรงงานที่ยังว่างงานอยู่ได้สะดวกขึ้น เป็นต้น
2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
• ค้นคว้าว่าหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสวัสดิการแรงงานในขณะว่างงานคือหน่วยงานอะไร และมีมาตรการ
หรือนโยบายเกี่ยวกับการว่างงานอย่างไร
• หากนักเรียนเป็นผู้ตกงาน นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อให้ได้ทางาน

Economics for kids final

  • 1.
    สงวนลิขสิทธิ์โดยสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย พ.ศ.2555 D D หนา 1 Copyright 2012 Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand, All rights reserved. สถาบันกองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุน ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มิถุนายน 2555 โดย กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข และ กฤษฎา วัฒนเสาวลักษณ์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เอกสารการสอนเศรษฐศาสตร์ ระดับ ป.1 ถึง ม.3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 2.
    สารบัญ หน้า ประถมศึกษาปีที่ 1 สินค้าและบริการในชีวิตประจาวัน 6 ผู้บริโภค5 ใช้สอยทรัพยากรอย่างประหยัด 7 การหารายได้ 8 ประถมศึกษาปีที่ 2 ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) 10 การหารายได้ 8 การบริหารทรัพยากรส่วนบุคคล (บัญชีรายรับ – รายจ่าย) 11 การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (Barter) 13 ประถมศึกษาปีที่ 3 ความต้องการและความจาเป็น (Want vs. Need) 15 การบริหารทรัพยากรส่วนบุคคล (บัญชีรายรับ – รายจ่าย) 11 ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) 10 ภาษี (Tax) 16 ยิ่งแข่งขัน ราคายิ่งลด? 18 ประถมศึกษาปีที่ 4 การเลือก (Choice) 19 สิ่งจูงใจ (Incentives) 21 สิทธิของผู้บริโภค 23 ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) 24 หน้าที่ของเงิน 27 ประถมศึกษาปีที่ 5 ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ 29 บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงิน 30 การกู้ยืมเงิน 32 ประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) 33 บทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน 35 ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน 36 ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) 24
  • 3.
    มัธยมศึกษาปีที่ 1 เศรษฐศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร 38 ค่านิยมและการบริโภค39 บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงิน 30 การพึ่งพากันในระบบเศรษฐกิจ 41 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดอุปสงค์และอุปทาน 43 ทรัพย์สินทางปัญญา 46 มัธยมศึกษาปีที่ 2 การลงทุนและการออม 47 การผลิตสินค้าและบริการ 49 คุ้มครองสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค 51 ประเภทของระบบเศรษฐกิจ 53 การแข่งขันและการพึ่งพาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย 55 เศรษฐกิจโลก (Global Economy) 56 มัธยมศึกษาปีที่ 3 กลไกราคา 58 บทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ 60 การค้าระหว่างประเทศ 63 เงินเฟ้อและเงินฝืด 66 การว่างงาน 68
  • 4.
    4 สินค้าและบริการในชีวิตประจาวัน มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ป.1 ตัวชี้วัด 1 ระบุสินค้าและบริการที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สินค้าและบริการเป็นคาที่นักเศรษฐศาสตร์ มักจะใช้เพื่ออธิบายถึงการที่มนุษย์ทุกคนจะมี กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการ และอาจจะเป็นผู้บริโภคในการซื้อ สินค้าและบริการเหล่านั้น ผ่านกลไกตลาด ซึ่งจะเป็นเรื่องหลักของการเข้าใจกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ คนโดยทั่วไป บริการเป็นการดาเนินการโดยบุคคลผู้ให้บริการ ในการสร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ ตัวอย่างเช่น การนวดแผนไทย นักแสดงละคร การให้บริการล้างรถยนต์ ในขณะที่สินค้านั้น เป็นการ สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคจะได้รับอรรถประโยชน์จากสินค้านั้น ด้วยการจับต้อง และใช้ประโยชน์สินค้าในทางกายภาพ ในขณะที่บริการเป็นการได้รับอรรถประโยชน์จากการกระทาของ ผู้ให้บริการ ซึ่งในการให้บริการจะต้องมีการจัดหา (Provide) ต่างจากสินค้าที่จะต้องมีการผลิต (Produce) ดังนั้นในทางเศรษฐศาสตร์ การให้บริการ จึงใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีการใช้ความรู้ ทักษะ ที่มี ของแต่ละคน (Human Capital) หรือที่เรียกว่าทุนมนุษย์ ในการให้บริการ ในขณะที่การผลิตสินค้าจะใช้ ทุน (Capital) ทั้งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) และทุน เครื่องมือ วัตถุดิบ เพื่อใช้ใน การผลิตสินค้าจาหน่าย 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • นักเรียนจะสามารถแยกแยะลักษณะของสินค้าและบริการ ด้วยการเขียนตัวอักษร ก ข ค ง บน กระดาน แล้วให้นักเรียนช่วยกันคิดว่า จากอักษรเหล่านั้นจะมีสินค้า และ บริการอะไร ที่ขึ้นต้น ด้วยอักษรเหล่านั้น • ให้กิจกรรมนักเรียน เมื่อไปพบปะผู้คน ให้นักเรียนถามอาชีพของผู้คน และแยกแยะให้ได้ว่าเป็น การให้บริการ หรือเป็นการผลิตสินค้า แล้วสัมภาษณ์คนเหล่านั้นว่า ลูกค้าเป็นใคร แล้วเค้าได้รับ ประโยชน์จากสินค้าและบริการนั้นอย่างไร แล้วนามาอภิปรายในชั้นเรียน
  • 5.
    5 ผู้บริโภค มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ป.1 ตัวชี้วัด 2 ยกตัวอย่างการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจาวันที่ไม่เกินตัวและเห็นประโยชน์ ของการออม 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ คนโดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจล้วนแต่มีกิจกรรมของการบริโภค ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านั้นมี กิจกรรมของ “การซื้อ” “การครอบครอง” “การใช้ประโยชน์” สินค้าและบริการ โดยได้รับประโยชน์และ ความพึงพอใจจากการบริโภคสินค้าและบริการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือทางด้านจิตใจ อาทิ การรับประทานอาหารเลิศรสในภัตตาคาร การซื้อเสื้อผ้าเนื้อดี รูปแบบสวยงาม เหล่านี้ผู้คน โดยทั่วไปจะมีความพึงพอใจโดยมีส่วนผสมทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้คนต้อง คานึงถึงต่อมาก็คือในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น ผู้คนโดยทั่วไปจะมีความต้องการที่ไม่จากัด และประสงค์ที่จะซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงที่สร้างความพึงพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติ ของคนโดยทั่วไป แต่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จะอธิบายถึงข้อจากัดของแต่ละคนภายใต้ทรัพยากรที่ ตนเองมีอยู่นั้น จะทาการเลือกเพื่อการบริโภคอย่างไร ดังนั้นผู้คนที่จะเลือกซื้อของภายใต้ข้อจากัดของ งบประมาณ ข้อมูล เวลา เป็นต้น จะมีการเปรียบเทียบถึงค่าเสียโอกาสของการเลือกบริโภคสิค้าและ บริการชนิดใดๆ ว่าจะตอบสนองประโยชน์ที่ผู้บริโภคคาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพยากรที่ต้องเสีย ไป มากน้อยเพียงใด หากผู้บริโภคคานึงถึงข้อจากัดข้างต้นดังที่ได้กล่าวไปแล้วขณะตัดสินใจจับจ่ายใช้สอย ผู้บริโภค จะมีพฤติกรรมที่ใช้จ่ายไม่เกินข้อจากัดที่ตนเองมี โดยเฉพาะข้อจากัดทางด้านงบประมาณหรือเงินที่ ผู้บริโภคมี จะทาให้ไม่มีการใช้จ่ายเกินตัวจนต้องกู้ยืมเงินผู้อื่นมาใช้จ่ายจนเกิดหนี้สิน นอกจากนี้การใช้ จ่ายที่ไม่เกินตัวยังจะทาให้ผู้บริโภคมีเงินออม เพื่อสะสมไว้เพื่อรองรับการใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นใน อนาคต เช่นการซื้อสินค้าที่จาเป็นที่มีราคาแพง เช่น บ้าน รถ เป็นต้น หรือการใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน เช่น การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • นักเรียนมักจะเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการในทุกๆ วันอยู่แล้วเช่น ปากกา ยางลบ อาหาร กลางวัน รถรับส่ง ดังนั้นหากในทุกวันที่นักเรียนมาโรงเรียนแล้วไม่เกิดการบริโภคขึ้น แล้วจะมีผล อย่างไรต่อตัวนักเรียนและต่อคนรอบข้าง • ให้นักเรียนลองร่วมกันคิดว่าในแต่ละวันนักเรียนใช้จ่ายเงินไปเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการใน การบริโภคอย่างไร และให้นักเรียนลองแยกแยะว่าสินค้าและบริการนั้นตอบสนองประโยชน์ที่
  • 6.
    6 คาดหวังได้หรือไม่ และถ้าหากนักเรียนทาได้ จะบริโภคสินค้าชนิดใดอีกในแต่ละวันและที่ทาไม่ได้ เพราะเหตุใด • ให้นักเรียนอภิปรายปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจบริโภค หรือเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เช่น การโฆษณา การทาตามศิลปินคนโปรด การเลียนแบบผู้ใหญ่ การลดราคาสินค้า ว่ามีผลต่อตัว นักเรียน ครอบครัว และสังคมอย่างไร
  • 7.
    7 ใช้สอยทรัพยากรอย่างประหยัด มาตรฐาน ส 3.1ป.1 ตัวชี้วัด 3 ยกตัวอย่างการใช้ทรัพยากรในชีวิตประจาวันอย่างประหยัด 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สินค้าและบริการที่ต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวปลาอาหาร ดินสอ ยางลบ รองเท้า ฯลฯ ล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆในการผลิต เช่น ดินสอ ก็ต้องใช้ ต้นไม้ แร่แกร์ไฟต์ (ทาไส้ ดินสอ) ไฟฟ้า แรงคน ในการผลิต เป็นต้น ทรัพยากรจึงมีความสาคัญกับการดารงชีวิต อย่างไรก็ดีโลก เรามีทรัพยากรเหล่านี้ในจานวนจากัด และเพราะว่าทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เมื่อ ใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผลิตสินค้าแล้ว เราจะเหลือทรัพยากรไว้ใช้ประโยชน์น้อยลง ดังนั้นจึงหมายความว่า โลกเราไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะใช้ผลิตสินค้าและบริการให้เราได้ตลอดไป ดังนั้นเราจึงควรใช้สินค้าและบริการในชีวิตประจาวันอย่างคุ้มค่า และใช้เท่าที่จาเป็น เพื่อ ประหยัดเงินของเราเอง และเพื่อให้เหลือทรัพยากรไว้ใช้ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี มีสินค้าและบริการ บางประเภท ที่มักถูกใช้อย่างไม่มีการดูแลรักษาจากผู้ใช้เท่าที่ควร เพราะผู้ใช้ไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าและ บริการนั้นมาโดยตรง จึงไม่มีแรงจูงใจให้ดูแลรักษา เช่น โต๊ะเรียน ของเล่นในสนามเด็ก ห้องน้าโรงเรียน เป็นต้น สินค้าและบริการเหล่านี้จะต้องใช้ร่วมกันหลายคน หากมีการชารุดทรุดโทรม ก็ต้องมีการ ซ่อมแซม หรือสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากร ดังนั้นแม้ สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันกับผู้อื่น จึงต้อง คานึงเสมอว่า เราเป็นเจ้าของสิ่งนั้นร่วมกัน เมื่อใช้แล้วเราก็ควรดูแลให้มีสภาพที่ดีเพื่อให้ผู้อื่นสามารถใช้ ต่อจากเราได้ การกระทาดังกล่าวถือว่าเป็นการประหยัดทรัพยากร เนื่องจากเมื่อสินค้าไม่ชารุดบ่อย ก็ไม่ ต้องใช้ทรัพยากรในการซ่อมบ่อยๆ สรุป ไม่ว่าสินค้าหรือบริการนั้น เราจะเสียเงินซื้อมาเพื่อใช้คนเดียว เช่น ดินสอ ของเล่น หรือ ได้มาฟรีๆ แต่ต้องใช่ร่วมกับผู้อื่น สวนสาธารณะ โต๊ะเรียน เราก็ต้องใช้อย่างประหยัด และดูแลรักษาเป็น อย่างดี เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรไม่ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนช่วยกันตอบ (หรือให้อาจารย์ยกตัวอย่าง) ว่า สินค้าหรือบริการใด ที่นักเรียนหรือ ผู้ปกครองนักเรียนเสียเงินซื้อมาใช้ส่วนตัว และสินค้าหรือบริการใดที่ได้ใช้โดยไม่ต้องเสียเงินแต่ ต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น และให้นักเรียนตอบว่า นักเรียนใช้สินค้านั้นๆอย่างไร เป็นการใช้ที่ประหยัด ทรัพยากรหรือไม่ หากไม่จะแก้ไขอย่างไร
  • 8.
    8 การหารายได้ มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ป.2 ตัวชี้วัด 2 บอกที่มาของรายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว มาตรฐาน ส 3.2 ชั้น ป. 1 ตัวชี้วัด 1 อธิบายเหตุผลความจาเป็นที่คนต้องทางานอย่างสุจริต 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ คนทั่วไปจะมีการแสวงหารายได้จากการทางานในหลายๆ รูปแบบทั้งการเป็นพนักงาน ลูกจ้าง การเป็นผู้ประกอบการ เป็นเกษตรกร เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ดังนั้นผู้คนจึงใช้ทรัพยากรที่ ตนเองมีอยู่ทั้ง ทรัพยากรมนุษย์ (ความรู้ ประสบการณ์ ร่างกายที่แข็งแรง สติปัญญา) ทรัพยากรทุน และ ต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดรายได้ เป็น ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าเช่า ผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นต้น รายได้ที่ผู้คนจะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับ ในช่วงเวลานั้นระบบเศรษฐกิจและผู้ว่าจ้างให้คุณค่ากับ ตาแหน่งงานใด หากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการแรงงานด้านคอมพิวเตอร์สูงมาก ก็จะยินดีที่จะจ่าย ค่าจ้างสาหรับตาแหน่งงานนักคอมพิวเตอร์ในระดับสูง เนื่องจากนักคอมพิวเตอร์สามารถสร้างสรรค์ สินค้าและบริการที่ทาให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้มากเพียงพอจนคุ้มที่จะจ้างนักคอมพิวเตอร์ ในค่าจ้างที่สูงได้ และนอกจากนั้น หากในระดับอาชีพเดียวกันตลาดแรงงานจะให้คุณค่ากับผู้ที่มี ความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่มีความสามารถในการผลิตสูงกว่า เช่น ใช้เวลาเท่ากัน แต่ ผลิตงานได้มากกว่า หรือมีคุณภาพสูงกว่า เป็นต้น ดังนั้นผู้คนจะสามารถเลือกได้ว่า ตนเองนั้นมีทักษะและความสามารถในด้านใด หากสามารถ พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้นผ่านกระบวนการเรียน และการศึกษาในด้านต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาตนเองไปในวิชาชีพที่ต้องการ ภายใต้พื้นฐานความเป็นผู้ที่มีจริยธรรมและคุณธรรมที่ เหมาะสม ดังนั้นนักเรียนทุกคนล้วนมีความสามารถในแต่ละด้านแตกต่างกันไป หากสามารถพัฒนา ตนเองไปในทิศทางที่เหมาะสมกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ และความสามารถของตนเองแล้ว ก็ จะทาให้นักเรียนสามารถประกอบอาชีพและประสบความสาเร็จได้ ภายใต้สภาวะการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ นักเรียนควรจะมีความตระหนักในการศึกษาตลอด ชีวิต ไม่ได้หยุดเพียงแต่ในห้องเรียน หรือกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดให้เท่านั้น นักเรียนควรที่จะเรียนรู้ใน หลายๆ ด้าน ทั้งดนตรี ภาษา การทาอาหาร ศิลปะ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ ตามความสนใจของ นักเรียน
  • 9.
    9 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนไปสัมภาษณ์คนที่มีอาชีพต่างๆกันถึงรูปแบบการทางาน ทาไมถึงเลือกทาอาชีพนี้ ถ้าจะทาให้ได้ดีต้องมีคุณสมบัติใดเป็นพิเศษ และให้นาเสนอในห้องเรียน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันในห้องเรียน • คุณครูออกแบบเกม โดยให้มีรูปหมวกหรือสัญลักษณ์ของอาชีพต่างๆ ตามที่ต้องการ แล้วให้ นักเรียนทายคุณสมบัติและลักษณะของบุคคลที่เหมาะสมกับอาชีพเหล่านั้น จากนั้นให้นักเรียน เขียนรายงาน เส้นทางไปยังอาชีพที่ใฝ่ฝัน อาทิ หมวกทหาร พยาบาล ไมโครโฟน เสื้อกั๊ก มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ฯลฯ • ให้คุณครูสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ทุกอย่างที่เป็นการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ อย่างต่อเนื่อง ในทุกๆ ศาสตร์ที่นักเรียนสนใจ
  • 10.
    10 ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) มาตรฐานส 3.1 ชั้น ป.2 และ ป.3 ตัวชี้วัด 1 สาหรับ ป.2 และตัวชี้วัด 3 สาหรับ ป.3 ป.2 ระบุทรัพยากรที่นามาผลิตสินค้าและบริการในชีวิตประจาวัน ป.3 อธิบายได้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่จากัดมีผลต่อการผลิตและบริโภคสินค้า และบริการ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ ป่าไม้ ทะเล เป็นสิ่งที่ประเทศได้รับจากธรรมชาติ ตามทาเล ที่ตั้งของพื้นที่ ไม่ได้มีใครมาทาให้ ปกติแล้วทรัพยากรธรรมชาติใช้แล้วจะหมดไป แต่มนุษย์สามารถ คิดค้นนวัตกรรมในการประหยัดการใช้ และสังเคราะห์ทรัพยากรอื่นๆ มาใช้ทดแทนกัน ดังนั้นจะพบว่า ทรัพยากรธรรมชาติ มักจะเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสาหรับการผลิตสินค้าและบริการในแต่ละประเทศ อย่างไร ก็ตาม จากเหตุผลของการที่ทรัพยากรมีทั้งที่มาจากธรรมชาติ ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้น จึงทาให้สับสนใน การแยกแยะประเภทของทรัพยากรได้ ตัวอย่างเช่น อิฐที่ใช้นามาสร้างบ้าน เป็นทรัพยากรที่มนุษย์ พัฒนามาจากทรัพยากรธรรมชาติ ต่างจากไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติจริงๆ ดังนั้นในการผลิตของ ระบบเศรษฐกิจ จึงมีกระบวนการคิดค้นว่าทาอย่างไร ผู้ประกอบการจึงจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ อย่างประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด โดยทั่วไปแล้วในระบบเศรษฐกิจผู้ประกอบการจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันกับทรัพยากรมนุษย์ และทุน เพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนช่วยกันเขียนกลอนหรือบทกวี หรือบทความ เกี่ยวกับธรรมชาติที่ตนเองประทับใจ • ให้นักเรียนช่วยกันจดรายชื่อของทรัพยากรธรรมชาติขั้นต้น จากนั้นให้อธิบายต่อว่า ทรัพยากรธรรมชาตินั้นสามารถนาไปผลิตเป็นสินค้าอะไรในขั้นที่สอง แล้วสามารถนาไป สร้างสรรค์หรือผลิตเป็นสินค้าและบริการใดอีกในขั้นที่สาม • ให้นักเรียนเล่นเกม โดยหากคุณครูเอ่ยถึงทรัพยากร ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติในขั้นต้น แล้ว ให้นักเรียนลุกขึ้นยืนตอบว่าจะสามารถนาไปผลิตเป็นสินค้าขั้นที่สองอะไรได้บ้าง ให้ทาโดยเร็ว และแข่งกันเป็นกลุ่ม โดยการแพ้ชนะ เป็นความถูกต้องและรวดเร็ว ของแต่ละกลุ่ม หากใครทา ได้หลายครั้งกว่า ก็จะชนะ • ให้คุณครูจัดทารายชื่อทรัพยากรธรรมชาติ 5 ชนิดแล้วแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อคิด เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับทรัพยากรทั้ง 5 ชนิดนั้น โดยให้ประเด็นในด้านจานวนและการใช้ ประโยชน์ของทรัพยากร ประเด็นด้านการประหยัดทรัพยากร เป็นต้น
  • 11.
    11 การบริหารทรัพยากรส่วนบุคคล (บัญชีรายรับ -รายจ่าย) มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป. 2 และ ป.3 ตัวชี้วัด 3 และ 4 สาหรับ ป.2 ตัวชี้วัด 2 สาหรับ ป.3 ป.2 ตัวชี้วัด 3 บันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเอง, ตัวชี้วัด 4 สรุปผลดีของ การใช้จ่ายที่เหมาะสมกับรายได้และการออม ป.3 ตัวชี้วัด 2 วิเคราะห์การใช้จ่ายของตนเอง 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดให้ พอเพียงกับความต้องการ จึงต้องมีกระบวนการเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เพื่อจะเป็นส่วนสาคัญของข้อมูลในการนามาวิเคราะห์พฤติกรรมของตนเองในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจากัดว่าเพียงพอต่อความจาเป็นหรือไม่ คานึงถึงสิ่งแวดล้อมและส่วนรวม อีกทั้งมีการป้องกันความ เสี่ยงในชีวิตของตนเองหรือไม่อย่างไร การจดบันทึกรายรับรายจ่าย จะเป็นกระบวนการทบทวนการใช้จ่ายของตนเอง เพื่อแสดงให้เห็น ถึงความเหมาะสมในการจัดสรรเงินที่มีอยู่อย่างจากัดให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ในกระบวนการบันทึก จะมี การจดและแยกหมวดหมู่ ไปตามวิถีการใช้ชีวิต เช่น หมวดอาหาร หมวดของเล่น หมวดขนมขบเคี้ยว หมวดเครื่องใช้ในการเรียน หมวดค่าเดินทาง เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีการจดบันทึกข้อมูล จะต้องมีการ นาเอาข้อมูลมีวิเคราะห์เพื่อทาความเข้าใจกับพฤติกรรมการใช้เงินของตนเอง เพื่อแยกแยะว่าพฤติกรรม การใช้จ่ายใด ที่สามารถลด ละ เลิกได้ รวมทั้งสามารถนาเอาเงินส่วนที่เหลือนั้น มาออมเพื่อวัตถุประสงค์ อื่นๆ ในอนาคต เช่น การเก็บเงินไว้ซื้อเครื่องดนตรีเพื่อฝึกฝนฝีมือ การนาเงินไปออมเผื่อเหตุฉุกเฉินใน ชีวิต รวมไปถึงการออมเงินเพื่อประโยชน์อื่นๆ ในอนาคตที่เหมาะสมของนักเรียน ดังนั้น ในการ กระบวนการวิเคราะห์และแยกแยะประโยชน์ที่เกิดขึ้นของการบันทึกรายรับ-รายจ่าย จะอาศัยแนวคิด ของการเปรียบเทียบ ต้นทุน และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับของนักเรียน จากพฤติกรรมการใช้จ่ายนั้น เมื่อได้ข้อมูลแล้ว นักเรียนจะจัดทา “งบประมาณรายจ่าย” ซึ่งเป็นการวางแผนในเดือนต่อไป โดย จะมีการวางกรอบการใช้จ่ายให้กับตนเองตามแผนการที่ได้เตรียมไว้ในกรอบงบประมาณรายจ่าย เมื่อได้ ผ่านการใช้ชีวิตกับกรอบงบประมาณรายจ่ายแล้ว นักเรียนจะเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัว ให้สามารถจัดสรรทรัพยากรที่ตนเองนั้นมีอยู่ได้อย่างดี 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียน จดบันทึกรายการประจาวันของ รายได้และรายจ่ายของตนเอง ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อจะนามาออกแบบการแยกประเภทของรายจ่ายของนักเรียนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต อาจจะ
  • 12.
    12 เสริมในเรื่องของการเขียนบันทึกประจาวัน (Diary) เพื่อบันทึกความทรงจาถึงกิจกรรมในแต่ละ วันของตนเองด้วย •ให้นักเรียนทาการวิเคราะห์รายจ่ายของตนเอง และร่วมกลุ่มทากิจกรรมเพื่อวิเคราะห์ พฤติกรรมของตนเองในการใช้จ่าย แล้ววางกรอบงบประมาณเพื่อให้สามารถออมเงินได้ เพิ่มขึ้น โดยให้มีการออมเงินก่อนการนาเอาไปใช้ • ให้นักเรียนเขียนถึงเป้าหมายที่ต้องการ และสร้างกระบวนการออมเงินเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ ต้องการ
  • 13.
    13 การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (Barter) มาตรฐาน ส3.2 ชั้น ป.2 ตัวชี้วัด 1 ตัวชี้วัด 2 อธิบายการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยวิธีต่างๆ บอกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ประชาชนทั่วไป จะแลกเปลี่ยนสินค้าแลบริการโดยสมัครใจ เพราะคนโดยทั่วไปจะมีความยินดี อยู่แล้วที่จะได้บริโภคสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจากที่ตนเองสามารถผลิตได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงอย่าง หนึ่งของการเปิดการค้าก็คือประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการได้รับการบริโภคสินค้าและ บริการที่แตกต่างจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างผู้คนในระบบเศรษฐกิจในอดีต จะเป็นการแลกเปลี่ยน โดยไม่มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยจะเป็นการใช้ของแลกของเลย (Barter Trade) ต่อมาภายหลังเมื่อมีความนิยมในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นทาให้เกิดเงิน (Money) ขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ซึ่งลดปัญหาของกระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการแบบเดิมที่มีความแตกต่างในการเปรียบเทียบมูลค่า รวมถึงน้าหนักในการขนส่งเพื่อแลกเปลี่ยน กัน การเก็บรักษาสินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน รวมทั้งความต้องการสินค้าและบริการของแต่ละฝ่ายก็มีความ แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา จึงทาให้เงินกลายเป็นสื่อกลางหลักที่อานวยความสะดวกการแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการ และยิ่งทวีความสาคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคสมัยของระบบเศรษฐกิจที่ใช้ มาตรฐานเงินตราในการทาธุรกรรมทางการค้าและบริการ อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการในรูปแบบของสินค้าแลกกับสินค้า (Barter Trade) ยังคงมีปรากฏอยู่บ้าง อาทิ การค้าระหว่างรัฐต่อรัฐ เช่น ข้าวแลกน้ามัน เป็นต้น 2) แนวคิดในการจัดการเรียนการสอน • คุณครูให้กระดาษนักเรียนคนละ 2-3 ชิ้น แล้วให้นักเรียนเขียนสินค้าและบริการที่ตนเองคิดว่ามีอยู่ จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนต่อรอง แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการของตนเองกับเพื่อน เมื่อดาเนิน ไปได้สักพักก็จะหยุด สารวจดูว่า เกิดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการหรือไม่ ถ้ามีเกิดขึ้น ปัจจัยอะไรเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดมีการการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเหล่านั้นขึ้น และนักเรียนที่ ยอมแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ พึงพอใจในประโยชน์สินค้าที่ได้มาอย่างไร เปรียบเทียบกับ สินค้าที่ตนเองแลกไป • สมมติว่านักเรียนยอมแลกอาหารกลางวัน กับน้าดื่ม ถ้าจะให้นักเรียนยอมแลกเปลี่ยน นักเรียนจะ มีปัจจัยใดสนับสนุนการตัดสินใจนั้น และจะแลกในสัดส่วนและจานวนเท่าใด
  • 14.
    14 • ให้แบ่งกระดานออกเป็น 2ด้าน เขียนด้านซ้ายว่า “เหตุผลที่ยอมแลกเปลี่ยนสินค้า” และด้านขวา ว่า “เหตุผลที่ไม่ยอมแลกเปลี่ยนสินค้า” จากนั้นให้คุณครูสมมติ หรือมีภาพ สินค้าและบริการ ต่างๆ ว่าถ้าหากนักเรียนมีสินค้าเหล่านี้แล้ว จะยอมแลกกับสินค้าอีกประเภทหรือไม่ โดยให้ใน ห้องเรียนเขียนเหตุผลของการยอมแลกและไม่ยอมแลกสินค้าและบริการเหล่านั้น • ให้คุณครูจาลองเหตุการณ์ของการให้ด้วยจิตอาสา กับการทาให้เพื่อหวังการแลกเปลี่ยนตอบแทน ต่างกันอย่างไร ให้นักเรียนแยกแยะและอภิปรายในชั้นเรียน
  • 15.
    15 ความต้องการและความจาเป็น (Want vs.Need) มาตรฐาน ส 3.1 ชั้น ป.3 ตัวชี้วัด 1 จาแนกความต้องการและความจาเป็นในการใช้สินค้าและบริการในการ ดารงชีวิต 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ความต้องการเป็นกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค ว่าพึงพอใจในการบริโภคสินค้าและบริการ ด้วยการสัมผัสทางกายภาพ อารมณ์ และเหตุผลต่างๆ ดังนั้นผู้บริโภคจึงมีความต้องการที่หลากหลาย ไม่จากัด ดังจะสังเกตได้จากสินค้าประเภทเดียวแต่มีหลายรูปแบบ เช่น แชมพูสระผม ที่มีความแตกต่าง ทั้งกลิ่น สี ขนาด ส่วนผสม การบารุง เป็นต้น แต่ผู้บริโภคมีทรัพยากรที่จากัด จึงไม่สามารถหาสินค้า และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของตนเองที่ไม่จากัดได้หมด สิ่งที่นักเรียนควรจะแยกแยะให้ได้คือการจัดกลุ่มสินค้าที่ตนเองพึงพอใจได้ว่า เป็นความต้องการ (Want) หรือเป็นความจาเป็น (Need) ซึ่งในการระบุถึงสินค้าและบริการที่ต้องการ และสินค้าและบริการ ที่จาเป็นนั้น ของแต่คนจะไม่จาเป็นต้องเหมือนกัน เช่น รถยนต์ หากบ้านนักเรียนอยู่ใกล้โรงเรียนและ ผู้ปกครองเปิดร้านขายของที่บ้าน อาจจะไม่จาเป็นต้องมีรถยนต์ แต่หากเป็นนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลใน ซอยลึก รถยนต์จะกลายเป็นที่ที่จาเป็นทันที โดยสินค้าที่เป็นความต้องการ (Want) มักจะเป็นสินค้าและ บริการที่สามารถรอเวลา หรือยังไม่ต้องบริโภคในเวลานี้ก็ได้ แต่หากเป็นสินค้าที่เป็นความจาเป็น (Need) แล้วผู้บริโภคจะพิจารณาว่าสินค้าและบริการเหล่านั้นเป็นของเร่งด่วนหากไม่ได้หรือไม่บริโภค แล้วจะเกิดความเสียหายได้ ตัวอย่างเช่น อาหาร หรือเสื้อผ้า เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • วิธีที่จะทาให้นักเรียนเข้าใจและแยกแยะได้จึงเป็นแนวทางในการกระตุ้นให้นักเรียนคิดถึงสินค้า และบริการที่ตนเองอยากได้ และสามารถเรียงลาดับตามความจาเป็น ภายใต้สถานการณ์ที่ตนเอง เป็นอยู่ รวมทั้งข้อจากัดด้านงบประมาณและประโยชน์ที่จะได้รับจากสินค้าเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อ นักเรียนเข้าใจแล้ว ให้นักเรียนเริ่มวิเคราะห์ให้ยากขึ้น เช่นถ้าอาหารและเสื้อผ้าเป็นสินค้าจาเป็น แล้ว แต่หากเป็นอาหารในภัตตาคาร เสื้อผ้าที่ออกแบบโดยนักออกแบบในต่างประเทศ จะเป็น สินค้าและบริการที่จาเป็น (Need) หรือว่าต้องการ (Want) และวิเคราะห์มากขึ้นไปอีกว่าหากเป็น กลุ่มบุคคลผู้มีรายได้สูง เช่น ดารา นางแบบ เป็นต้น และผู้มีรายได้น้อย แล้วสินค้าเหล่านี้จะเป็น สิ่งจาเป็นหรือเป็นสิ่งที่ต้องการ
  • 16.
    16 ภาษี (Tax) มาตรฐาน ส3.2 ชั้น ป. 3 ตัวชี้วัด 1 และตัวชี้วัด 2 บอกสินค้าและบริการที่รัฐจัดหาและให้บริการแก่ประชาชน บอกความสาคัญของภาษีและบทบาทของประชาชนในการเสียภาษี 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ภาษีเป็นการโอนทรัพยากรที่เกิดจากบุคคล หรือ ธุรกิจซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนบุคคล ไปเป็น ทรัพยากรของสาธารณะ ซึ่งเป็นของทุกๆ คนในสังคม เป้าหมายของการจัดเก็บภาษีคือการที่ระบบ เศรษฐกิจจะต้องมีการจัดการสร้างสินค้าและบริการบางประเภท ที่ต้องใช้ร่วมกันของคนหลายคน หาก บริษัทเอกชนเป็นผู้ทาแล้ว ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอาจจะไม่คุ้มค่า จึงให้รัฐบาลซึ่งเป็น ตัวแทนของทุกคนในระบบเศรษฐกิจ ทาหน้าที่ในการสร้างสินค้าและบริการสาธารณะแทน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล การป้องกันประเทศ ฯลฯ เพื่อเปิดโอกาสให้กับทุกคนในประเทศสามารถใช้ ประโยชน์ได้ โดยทุกคนจะร่วมกันจ่ายภาษี เพื่อเป็นรายได้ให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีการ จัดเก็บภาษีที่หลากหลาย และมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และภาษีหลายประเภทถือเป็นสิ่งจูงใจ (รูปแบบของการลงโทษ) เพื่อไม่ให้ประชาชนเลือกบริโภคสินค้าประเภทนั้นมากเกินไป รัฐบาล จะมีการเก็บภาษีโดย กรมสรรพากร กรมสรรพามิตร และกรมศุลกากร โดย กรมสรรพากรจะจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นส่วนสาคัญของ รายได้ของรัฐบาล ซึ่งภาษีเหล่านี้จะเก็บจากผู้ที่มีรายได้ หากมีรายได้สูงก็จะถูกจัดเก็บในอัตราที่เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้มีรายได้ต่าที่จะเสียภาษีในอัตราต่า หรือได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้จึง เป็นส่วนสาคัญในการลดช่องว่างระหว่างความรวยและความจน นอกเหนือจากนั้นกรมสรรพากรจะ จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value added Tax, VAT) ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการที่ประชาชนซื้อ มาในการอุปโภคบริโภค ดังนั้นหากประชาชนไม่ได้บริโภคสินค้าชนิดนั้นก็จะไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่กรมสรรพสามิต จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นสินค้าที่รัฐบาลพิจารณาว่าเป็นสินค้า ฟุ่มเฟือย หรือรัฐบาลต้องการลดการบริโภคของประชาชน เช่น รถยนต์ น้ามัน บุหรี่ สุรา เป็นต้น ในขณะที่กรมศุลกากรจะจัดเก็บภาษีศุลกากรสาหรับสินค้านาเข้าและส่งออก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. อบจ.) จะเก็บภาษีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดูแล เพื่อจัดทา บริการสาธารณะบางส่วน เช่น การจัดการขยะ การจัดการสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ดูแลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น ได้แก่ ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบารุงท้องที่ เป็นต้น นอกจานี้ส่วนราชการ อื่น เช่น กรมการขนส่งทางบก ทาหน้าที่จัดเก็บภาษีรถยนต์ประจาปี เป็นต้น เป็นเรื่องปกติที่ไม่มีใครอยากเสียภาษี แต่ทุกคนควรจะต้องเข้าใจบทบาทในฐานะของพลเมืองที่ ดีในประเทศนั้น หากไม่มีใครเสียภาษี หรือ หลีกเลี่ยงการเสียภาษี รัฐบาลจะไม่สามารถสร้างสินค้าและ บริการสาธารณะที่ดีให้กับประชาชนในประเทศได้ใช้ประโยชน์
  • 17.
    17 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนรวมกลุ่มกันจดว่าสินค้าและบริการใดบ้างที่รัฐบาลเป็นผู้ดาเนินการ ซึ่งอาจจะ รวมถึงนโยบาย กระบวนการดาเนินงานของรัฐบาล เมื่อได้ภาษีมา • ให้นักเรียนจดว่า ในค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้น นักเรียนจ่ายเงินเป็นค่าสินค้า และภาษี แยกกัน ได้อย่างไร และหัดในการคานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • 18.
    18 ยิ่งแข่งขัน ราคายิ่งลด? มาตรฐาน ส3.2 ป.3 ตัวชี้วัด 3 อธิบายเหตุผลการแข่งขันทางการค้าที่มีผลทาให้ราคาสินค้าลดลง 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ หากพูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ เรามักจะได้ยินคาว่า “การแข่งขัน” บ่อยเป็นพิเศษ เพราะนัก เศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อในทฤษฎีที่ว่า หากปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจ ผู้ผลิต ผู้บริโภค มีอิสระในการ ดาเนินการ จะทาให้การแข่งขัน และจะทาให้ได้ผลที่ดีต่อสังคมโดยรวม คือ มีการใช้ทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ สินค้ามีลักษณะตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สินค้าจะมีราคาถูกลง เพราะเหตุใด การแข่งขันจึงทาให้เกิดผลดีเช่นนั้น โดยเฉพาะทาให้มีราคาถูกลง? การแข่งขันในที่นี้จะหมายถึง การปล่อยให้ผู้ผลิตทาการค้าอย่างเสรี สามารถเลือกได้ว่าจะอะไร อย่างละเท่าไหร่ มีลักษณะคุณภาพอย่างไร โดยภาครัฐไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว รัฐจะทาหน้าที่เพียง สอดส่องดูแลให้มีลักษณะเอื้อต่อการแข่งขัน ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบใน การแข่งขัน เมื่อมีการแข่งขันแล้ว ผู้ผลิตจะมีอิสระในการผลิตสินค้า ผู้ผลิตก็จะทาการศึกษาว่าผู้บริโภค ต้องการสินค้าลักษณะใด จะทาให้ผู้บริโภคมีสินค้าและบริการให้เลือกหลากหลาย และตรงตามความ ต้องการ นอกจากนี้การแข่งขัน ผู้ผลิตจะต้องหาทางลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อผลกาไรที่ดีขึ้น เป็นผลทาให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และผู้ผลิตจะเสนอราคาถูกลง เพื่อแย่งลูกค้า จะเห็น ได้ว่าการแข่งขันจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะจะได้สินค้าราคาที่สมเหตุสมผลและตรงตามความ ต้องการ สังคมก็ได้รับประโยชน์ เพราะว่ามีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ยกตัวอย่างเหตุการณ์ การแข่งขันทางการค้า ที่มีผลทาให้ราคาสินค้าถูกลง
  • 19.
    19 การเลือก (Choice) มาตรฐาน ส3.1 ชั้น ป.4 ตัวชี้วัด 1 ระบุปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อคนโดยทั่วไป ซึ่งมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเป็นผู้บริโภค ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นผู้บริโภคที่ มีความต้องการที่ไม่จากัดในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รับ อรรถประโยชน์จากการบริโภคสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้คนมักจะมีข้อจากัดในด้านทรัพยากรที่ ตนเองมีอยู่ อาทิ งบประมาณ และทรัพยากรอื่นๆ จึงมีความจาเป็น ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องมีกระบวนการ เลือก เพื่อให้ความต้องการของตนเองให้เหมาะสมกับข้อจากัดต่างๆ เหล่านั้น โดยการสร้างกระบวนการ จัดลาดับความต้องการเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ ผู้บริโภคโดยทั่วไปจะมีการตัดสินใจโดยคานึงถึงค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่เกิดขึ้นใน แต่ละทางเลือก โดยพิจารณาทั้งตัวสินค้าและตัวผู้บริโภคเอง หากมีทางเลือกมากกว่า 1 ทางเลือก ผู้บริโภคจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เปรียบเทียบกับต้นทุนทั้งต้นทุนของตนเอง และต้นทุนของ สังคมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งทาให้สินค้าและบริการแต่ละประเภทมีค่าเสียโอกาสในตัวของมันเองไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น หากผู้ปกครองนักเรียนเดิมเคยรับราชการมีเงินเดือนๆ ละ 20,000 บาท แล้วลาออกเพื่อ มาเปิดร้านอาหาร โดยอาศัยตึกแถวที่เดิมมีคนเช่าอยู่เดือนละ 10,000 บาทเพื่อทาเป็นร้านอาหาร ดังนั้น เมื่อสิ้นปีสมมติผู้ปกครองมีรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายแล้วปีละ 360,000 บาทหรือตกเดือนละ 30,000 บาท หากผู้ปกครองบอกว่าตนเองมีรายได้ดีกว่าตอนเป็นข้าราชการเสียอีก แบบนี้ไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้ คานึงถึงค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้น เช่น ค่าเช่าตึกแถว ซึ่งหากไม่เอามาทาเป็นร้านอาหารแล้ว ตึกแถวจะ สร้างรายได้ให้เดือนละ 10,000 บาท รวมทั้งค่าแรงของผู้ปกครองซึ่งหากยังรับราชการอยู่จะมีรายได้ เดือนละ 20,000 บาท ดังนั้นหากพิจารณาจริงๆ จากค่าเสียโอกาสแล้วผู้ปกครองลาออกมาไม่ได้มีอะไรดี ขึ้นเลย เพราะกาไรที่เป็นตัวเงินเดือนละ 30,000 บาทนั้น หากหักค่าเสียโอกาสที่ไม่เป็นตัวเงินแล้ว (ซึ่ง เท่ากับเดือนละ 30,000 บาทเช่นกัน) ในกรณีนี้จึงเท่ากับว่าไม่ว่าจะรับราชการหรือลาออกมาเปิด ร้านอาหารจะให้ผลที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้าชนิดใดแล้วก็จะเสียโอกาสที่จะได้บริโภคสินค้าอีก ชนิดหนึ่ง ซึ่งเราเรียกสิ่งที่เกิดนี้ว่า กระบวนการแลกได้แลกเสีย หรือได้อย่างเสียอย่าง (Trade Off) ซึ่ง ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับจากการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งกับ ประโยชน์ที่สูญเสีย ไปจากการไม่บริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่ง (ค่าเสียโอกาส) ผู้บริโภคมักจะมีการตั้งกฎเกณฑ์ (Criteria) เพื่อช่วยในการเปรียบเทียบแต่ละทางเลือก แล้วจึง ทาการวิเคราะห์เลือกสินค้าและบริการ ดังนั้นหากทาการฝึกฝนเพื่อทาความเข้าใจถึงกระบวนการเลือก
  • 20.
    20 การตั้งกฎเกณฑ์ การวิเคราะห์ค่าเสียโอกาส และการเลือกที่ทาให้มีการแลกได้แลกเสียเกิดขึ้นนักเรียน จะสามารถเข้าใจพื้นฐานของการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • นักเรียนมักจะต้องมีการเลือกในทุกๆ วันอยู่แล้ว เช่น เมื่อกลับไปถึงบ้านจะเลือกดู TV ก่อน หรือ จะทาการบ้านก่อน แม้กระทั่งการตัดสินใจเพื่อเลือกซื้ออาหารกลางวันที่โรงเรียนว่าจะเลือกทาน อาหารประเภทใด จะมีการตั้งเกณฑ์พิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับ เปรียบเทียบกับเงินที่จะเสียไป รวมถึงความชอบ ก็จะเป็นการพิจารณาค่าเสียโอกาส และเมื่อเลือกซื้ออาหารจานใดไป ก็จะเกิด การแลกได้แลกเสียขึ้น เพราะไม่สามารถทานอาหารทุกประเภทได้พร้อมกันหมด ดังนั้นในการฝึก วิเคราะห์เช่นนี้ นักเรียนจะสามารถทาความเข้าใจกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ได้ง่ายขึ้น • นักเรียนบางคนเชื่อว่าการได้รับเงิน อาหาร และของเล่นต่างๆ จากผู้ปกครองเป็นการได้มาฟรีๆ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นที่ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ปกครองจะต้องเสียโอกาสในการลดการบริโภคสินค้า ประเภทอื่นๆลง แล้วนาเงินนั้นมาซื้ออาหาร หรือของเล่นต่างๆ ที่นักเรียนต้องการ • นอกเหนือจากนั้นสินค้าสาธารณะบางประเภทที่รัฐบาลจัดหา อาทิ ถนน เรียนฟรี เป็นต้น เป็น สินค้าที่ทุกคนได้มาฟรี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะรัฐบาลจะต้องมีการเก็บภาษีหลายประเภท หลายรูปแบบ เพื่อนามาใช้จ่าย ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายในการทาโครงการต่างๆ เพิ่ม มากเท่าใด ก็จะต้องมีการแสวงหารายได้เพื่อมาใช้ในโครงการต่างๆ มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงมีคา กล่าวทางเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” เพราะทุกสิ่งล้วนแต่มีค่าเสียโอกาสด้วยกัน ทั้งสิ้น
  • 21.
    21 สิ่งจูงใจ (Incentives) มาตรฐาน ส3.1 ชั้น ป.4 ตัวชี้วัด 1 ป.4 ระบุปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งจูงใจจะเป็นการให้รางวัล (Reward) หรือการลงโทษ (Penalty) เพื่อกระตุ้นให้คนหรือกลุ่มคน ตอบสนองต่อสิ่งจูงใจเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น การให้ส่วนลดสาหรับลูกค้า การให้วันหยุดพิเศษ การเก็บ ภาษีจากสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนั้นในทางเศรษฐศาสตร์จึงใช้สิ่งจูงใจในการช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของคน ในสังคม และคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งจูงใจได้แก่ ราคาสินค้า ค่าจ้างแรงงาน กาไรของ ผู้ผลิต การอุดหนุนราคาสินค้า การเก็บภาษี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งจูงใจในทางเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นใน การดาเนินการด้านนโยบายของรัฐบาล การทากลยุทธ์การตลาดของภาคเอกชนจะมีการวางแผนใช้ กลไกการตัดสินใจโดยการตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปสามารถที่จะเลือก เปรียบเทียบต้นทุนและผลดีที่จะได้รับ จากสิ่งจูงใจเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสามารถใช้กลไกภาษีใน การจูงใจให้ประชาชนทาในบางสิ่ง เช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตในเหล้าและบุหรี่ในอัตราที่สูง เพื่อจูงใจ ให้คนลดการบริโภคบุหรี่และสุรา การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสาหรับบริษัทต่างประเทศที่จะมาลงทุน สร้างโรงงานในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการสร้างงานและการผลิตในประเทศ การอุดหนุนราคาสินค้า เกษตร อาทิ การรับจานาข้าว การประกันราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น ในขณะที่ภาคเอกชนสามารถทา การส่งเสริมการตลาด อาทิ การลดราคาสินค้า การจัดโปรโมชั่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามการดาเนินการ ผ่านการสร้างแรงจูงใจ หากดาเนินการมากจนเกินไป จะส่งผลต่อการบิดเบือนกลไกตลาด ทาให้เกิด ความลักลั่น ได้เปรียบ เสียเปรียบ ได้ อาทิ การอุดหนุนราคาพลังงานน้ามันดีเซล เพื่อสนับสนุนภาคการ ผลิตไม่ให้มีต้นทุนสูงเกินไป ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อได้ ทาให้ประชาชนเลือกซื้อรถ ดีเซล มากกว่าการซื้อรถเบนซิน ถึงแม้ว่าจะมีความจาเป็นเพียงแค่การเดินทางไปทาธุระ ไม่ได้มีการ บรรทุกสินค้าทุกๆ วัน ก็จะเลือกซื้อรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอน • ตั้งคาถามกับนักเรียนให้จดเรื่องที่นักเรียนตอบสนองต่อการจูงใจ 3 เรื่อในชีวิตประจาวันทั้งใน ด้านการให้รางวัล และการลงโทษ จากนั้นให้นักเรียนอธิบายว่าในแต่ละสิ่งจูงใจนั้น นักเรียนจะ ตอบสนองต่อสิ่งจูงใจเหล่านั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด • ให้คุณครูจัดเตรียมโฆษณาลดราคาสินค้าจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือกิจกรรมทางการตลาดใน ร้านค้าที่นักเรียนคุ้นเคย แล้วให้นักเรียนช่วยกันให้ความเห็นว่า จากสิ่งจูงใจเหล่านั้น จะมีผล ต่อตัวนักเรียน ครอบครัวของนักเรียนอย่างไร จากนั้นให้คุณครูจาลองแนวคิดของการทาธุรกิจ
  • 22.
    22 หรือมีธุรกิจที่นักเรียนเห็นอยู่เป็นประจา เช่น ร้านค้าในโรงเรียนแล้วให้นักเรียนช่วยกันคิด กิจกรรมทางการตลาดว่าจะมีกิจกรรมใดที่สามารถสร้างลูกค้าใหม่ๆ แล้วคาดการณ์กันว่าหาก ดาเนินการตามกิจกรรมเหล่านั้นแล้ว จะมีผลอย่างไร มีต้นทุนของการดาเนินการอย่างไร และ คุ้มที่จะดาเนินการหรือไม่ • ให้นักเรียนวิเคราะห์ว่า ในสินค้าและบริการหลายๆ ประเภท เช่น อาหารอินทรีย์ การใช้ซ้า (Recycle) การลดการใช้ถุงพลาสติก การผลิตสินค้าที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม ว่าจะมีการสร้าง สิ่งจูงใจทั้งด้านการให้รางวัลและการลงโทษอย่างไร
  • 23.
    23 สิทธิของผู้บริโภค มาตรฐาน ส 3.1ป.4 ตัวชี้วัด 2 บอกสิทธิพื้นฐานและรักษาผลประโยชน์ของตนเองในฐานะ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สินค้าและบริการที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ในชีวิตประจาวัน ผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่า จะได้ใช้สินค้าและบริการได้คุ้มกับเงินที่เสียไป หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับอันตรายจากการใช้ ผู้บริโภคมีสิทธิ์เปลี่ยนสินค้านั้นใหม่ได้ หรือมีสิทธิ์รับค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคก็จะต้องมีความรับผิดชอบในการใช้สินค้านั้นเสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว หน้าที่ของ ผู้บริโภค เช่น ปฎิบัติตามคาแนะนาที่ติดมากับสินค้า ใช้สินค้าด้วยความระมัดระวัง บอกข้อบกพร่องของ สินค้ากับผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตนาไปปรับปรุง เป็นต้น สิทธิที่ผู้บริโภคได้รับจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับหน้าที่ของผู้บริโภค เช่น สิทธิที่จะได้รับข่าวสารที่ ถูกต้องเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องใช้ข่าวสารนั้นประกอบการ ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ดี สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ที่จะต้องเกิดควบคู่กับหน้าที่ ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกซื้อสินค้าอย่างมีเหตุมีผล หน้าที่ของผู้บริโภคอีกประการหนึ่งที่มีความสาคัญ ก็คือ การตรวจสอบว่าสินค้ามีการรับประกันหรือไม่ มีเงื่อนไขอย่างไร เพราะเมื่อหาสินค้ามีปัญหาภายใต้ เงื่อนไขของการรับประกัน ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิ์ในการเปลี่ยน หรือได้รับการซ่อมแซมได้ ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานของทั้งรัฐและเอกชน ที่ทาหน้าที่รักษาสิทธิของผู้บริโภค เช่น สานักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้น ผู้บริโภคสามารถร้องเรียน หน่วยงานเหล่านี้ได้หากไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • จัดกลุ่มอภิปรายว่าสินค้าในชีวิตประจาวันของนักเรียน มีอะไรบ้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และที่ผ่านมา มีแนวทางแก้ไขหรือใช้สิทธิ์อย่างไร • ให้นักเรียนค้นหาข้อมูลว่า จะสามารถร้องเรียนกับสานักงานคณะกรรมคุ้มครองผู้บริโภค หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้อย่างไร • ยกตัวอย่างการเป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบ
  • 24.
    24 ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) มาตรฐานส 3.2 ชั้น ป.4 และ ป.6 ตัวชี้วัด 1 ป.4 อธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน ป.6 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคาร และรัฐบาล 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ คือความสัมพันธ์ของแต่องค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ระบบตลาด สินค้าและบริการ ระบบตลาดปัจจัยการผลิต ระบบตลาดการเงินและสถาบันการเงิน รวมทั้งบทบาทของ รัฐบาล ในการจัดบริการสาธารณะ โดยความสัมพันธ์เหล่านี้จะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยจุดเริ่มต้นจะพิจารณาจากแบบจาลอง Circular Flow ซึ่งจะแสดงถึงความสัมพันธ์ของ ภาคครัวเรือนและหน่วยผลิต (ธุรกิจและกิจการ ต่างๆ) ในระบบเศรษฐกิจซึ่งจะแสดงผ่านการไหล ของสินค้าและบริการ และกระแสของรายได้ โดย ตอนเริ่มต้นของ Circular Flow จะสมมติว่าระบบ เศรษฐกิจเป็นระบบแบบปิด กล่าวคือไม่ทาการ ค้าขายและการโยกย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ นั้น จะไม่มีการเกิดของสินค้าคงคลังเลย เป็นการผลิตและใช้หมดไป โดยผู้ผลิตสินค้าและบริการ จะเป็น ผู้ที่จัดหาวัตถุดิบผ่านกลไกตลาดปัจจัยการผลิต ซึ่งได้แก่ แรงงาน ที่ดิน และทุน โดยอาศัยการ ประกอบการของตนเองในการผลิตสินค้าและบริการ เมื่อผลิตสินค้าและบริการออกขายผ่านตลาดสินค้า และบริการ ครัวเรือนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าและเหล่านั้นมาบริโภค จะมีการจ่ายเงินเป็นค่าสินค้าและบริการ เหล่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ก็จะเป็นรายได้ของผู้ผลิตนั่นเอง ในขณะเดียวกันผู้ผลิตซึ่งซื้อปัจจัย การผลิตมาจากตลาดปัจจัยการผลิต จะจ่ายเงินเป็นค่าปัจจัยการผลิตเหล่านั้น ได้แก่ ค่าจ้างเงินเดือน ค่า เช่า และดอกเบี้ยและปันผล ให้กับเจ้าของปัจจัยการผลิตซึ่งก็คือครัวเรือน ดังนั้นครัวเรือนจึงมีรายได้จาก การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจนั่นเอง ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของแต่หน่วยในกิจกรรมการผลิตในระบบเศรษฐกิจ จะ พบถึงความเชื่อมโยงขององค์ประกอบเหล่านี้ผ่านกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ สูงสุด
  • 25.
    25 เมื่อทาความเข้าใจกับแบบจาลอง Circular Flowในเบื้องต้นแล้ว หากเราผ่อนคลายข้อ สมมติฐานเดิม แล้วสร้างความเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจเข้ากับอีก3 องค์ประกอบได้แก่ รัฐบาล ระบบ การเงิน (สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน) และภาคต่างประเทศ จะพบว่าระบบเศรษฐกิจซึ่งมีการผลิต สินค้าและบริการที่จากเดิมขายเฉพาะในประเทศ จะมีการผลิตสินค้าและบริการขายไปยัง ต่างประเทศด้วย เกิดกระบวนการส่งออกสินค้า และบริการ (อาทิ การส่งข้าวไปขายต่างประเทศ การท่องเที่ยงของต่างชาติในเมืองไทย) ใน ขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจก็จะมีการนาเข้า สินค้าและบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับ ประชาชน และผู้บริโภคที่อยู่ในประเทศได้มี โอกาสซื้อสินค้าและบริการที่หลากหลาย รวมทั้ง ได้บริโภคสินค้าที่ไม่สามารถผลิตในประเทศได้ อาทิ น้ามัน แฟชั่น เป็นต้น โดยทาให้เกิดการ หมุนเวียนของรายได้และรายจ่ายในระบบ เศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เมื่อระบบเศรษฐกิจมีเงินเหลือจากความมีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และการออมของภาค ครัวเรือน จะทาให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม และผู้ที่ต้องการใช้เงินเพื่อลงทนในการขยาย กิจการ ผ่านกลไกของระบบการเงิน ซึ่งจะเป็นส่วนสร้างความมั่นใจในเรื่องของข้อมูลว่า ผู้ใช้เงินทุนจะมี การจ่ายผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ออมเงิน และมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ขณะเดียวกันรัฐบาลซึ่งเป็นผู้เก็บภาษีจากหน่วยต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ จะมีการนาเงิน รายได้นั้นมาจัดทางบประมาณรายจ่าย เพื่อสร้างสินค้าและบริการสาธารณะ รวมทั้งแก้ไขปัญหาโดย ส่วนรวมของประเทศ เพื่อทาให้ทุกองค์ประกอบในระบบเศรษฐกิจ มีความสมดุลและมีการดาเนิน กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน • นากรณีศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจในยุคสมัยปี 2538 เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความไม่สมดุล ของ ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ ว่ามีผลต่อความเป็นอยู่ และการทามา หากินของประชาชนอย่างไร เน้นการวิเคราะห์ถึงความไม่สมดุลเหล่านั้น • ค้นคว้าว่าหากการนาเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะช่วยทาให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างไร ยกตัวอย่างบางกิจกรรมที่ทามากเกินไป แล้วมีผลต่อความไม่สมดุล อาทิ การถางป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น
  • 26.
  • 27.
    27 หน้าที่ของเงิน มาตรฐาน ส 3.2ป.4 ตัวชี้วัด 2 อธิบายหน้าที่เบื้องต้นของเงิน 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เงินในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง สิ่งที่คนในสังคมให้การยอมรับให้เป็นสื่อกลางในการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เงินจึงหมายถึงสิ่งใดก็ได้ที่สังคมยอมรับ ดังนั้นหากวันหนึ่ง คนทั่วโลกยอมรับว่าเปลือกหอย ในการเป็นสื่อกลางในการการซื้อขาย เปลือกหอย ก็จะถือว่าเป็นเงิน ทั้งนี้เงินที่เราพบเห็นใน ชีวิตประจาวันเป็นเพียงกระดาษ และโลหะ ที่คนให้การยอมรับเท่านั้น หน้าที่หลักของเงินได้แก่ 1) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) โดย เงิน จะเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อมอบให้ผู้ขาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าจากผู้ขาย การซื้อขายจะเกิดขึ้นได้สะดวก เพราะ สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับว่าป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน 2) เป็นหน่วยนับ (Unit of Account) เช่น เมื่อผู้ขายเสื้อผ้าจะติดป้ายราคา ก็จะติดว่าตัวละ 200 บาท ผู้ขายข้าวแกง อาจจะติดป้ายไว้ว่าจนละ 20 บาท การใช้เงินเป็นหน่วยวัดจะทาเกิดความสะดวกกว่า การติดราคาเสื้อผ้าว่าเท่ากับข้าวแกง 10 จาน และติดป้ายข้าวแกงว่าเท่ากับเสื้อ 0.1 ตัว ทาให้เกิดความสะดวกในการซื้อขาย และการนับจานวน หรือการเปรียบเทียบมูลค่าสิ่งต่างๆ 3) รักษามูลค่า (Store of Value) จะทาให้คนในสังคมสามารถถ่าย โอนเงินจากปัจจุบันไปใช้ในอนาคตได้ เพราะสภาพของเงินยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา (หาก สภาพสึกหรอ รัฐสามารถสร้างเงินได้ใหม่โดยมีมูลค่าเท่าเดิม) แต่ละประเทศจะใช้สกุลเงินที่แตกต่างกันไป เช่น ไทยใช้ บาท, อเมริกัน ใช้ ดอลลาร์สหรัฐฯ, อังกฤษใช้ ปอนด์, สภาพยุโรปใช้ ยูโร, ญี่ปุ่นใช้ เยน, จีนใช้ หยวน เป็นต้น โดยสกุลเงินของแต่ละ ประเทศจะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ แต่ว่ามูลค่าของเงินแต่ละสกุลจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน เช่นเวลาเราจะ ไปเที่ยวอเมริกา เราจะต้องแลกเงินบาทของไทยให้เป็นดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากร้านค้าต่างๆในสหรัฐฯ ไม่ใช้สกุลบาทของไทยในการแลกเปลี่ยนแต่จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเราจะต้องเอาเงินบาทไทย ประมาณ 30 บาท ไปแลกที่ธนาคารเพื่อให้ได้เงินดอลลาร์มา 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็มีสกุลเงินที่เป็นที่ ยอมรับในการธุรกรรม ซื้อขายระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาด ใหญ่เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ, ยูโร, เยน และหยวน เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ค้นคว้าว่าในอดีตไทยใช้สิ่งใดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า • อภิปรายว่าหากไม่ใช่เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว จะใช้สิ่งใดเป็นแทน และสิ่งนั้นมี ความสะดวก เหมาะสม เท่ากับเงินหรือไม่ อย่างไร
  • 28.
  • 29.
    29 ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ มาตรฐาน ส 3.1ป.5 ตัวชี้วัด 1 อธิบายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ปัจจัยการผลิตคือสิ่งที่ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเปลี่ยนปัจจัยการผลิตให้เป็นตัวสินค้าและ บริการ ดังนั้นปัจจัยการผลิตจึงมีมากมายหลายชนิด เช่น วัตถุดิบ ปุ๋ย เมล็ดพืช ปลา ข้าว คนงาน เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าจะผลิตสินค้าอะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ แบ่งปัจจัยการผลิตออกเป็น 2 ชนิดได้แก่ 1) สินค้าทุน (Capital) คือเครื่อง ไม้เครื่องมือ รวมไปถึงเครื่องจักร ที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ การมีสินค้าทุนมากจะทาให้ผลิต สินค้าได้มากขึ้น เพราะว่าแรงงานมีใช้เครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้มากขึ้น 2) แรงงาน (Labor) จานวนชั่วโมง การทางาน ที่ใช้ในการผลิต หากมีผู้ผลิตจ้างแรงงานมากขึ้น จะทาให้ผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น เพราะว่าแรงงานแต่ละคนมีเวลาผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสาคัญกับกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ อย่างมากในปัจจุบัน เพราะหากเทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น จะทาให้สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นทั้งๆที่ใช้ ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ดังนั้นระดับเทคโนโลยีจึงนับว่ามีความสาคัญต่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทา ให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ยกตัวอย่างสินค้าและบริการที่พบเห็นได้ในชีวิตประจาวันหรือเป็นสินค้าท้องถิ่น พร้อมทั้งช่วยกัน หาคาตอบว่า กระบวนการผลิตสินค้าและบริการดังกล่าว ใช้อะไรเป็นปัจจัยการผลิตบ้าง • ต่อเนื่องจากข้อแรก นักเรียนคิดว่าจะต้องนาเทคโนโลยีใดมาช่วย เพื่อให้สามารถผลิตสินค้า ดังกล่าวได้มากขึ้น โดยที่ยังใช้ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม
  • 30.
    30 บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงิน มาตรฐาน ส 3.2ชั้น ป.5 และ ม.1 ตัวชี้วัด 1 ป.5 อธิบายบทบาทหน้าที่เบื้องต้นของธนาคาร ม.1 วิเคราะห์บทบาทหน้าที่และความแตกต่างของสถาบันการเงินแต่ละ ประเภทและธนาคารกลาง 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในสังคมโดยภาพรวม ผู้ที่มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงินออมไปลงทุนอาจจะไม่ใช่คนคนเดียวกัน ดังนั้นผู้มีเงินออม และผู้ต้องการใช้เงินออมไปลงทุน จึงต้องหาทางติดต่อกันเพื่อทาสัญญากู้ยืมเงินกัน ซึ่งกระบวนการติดต่อกันนั้น สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ชนิดคือ 1) ระบบการเงินทางตรง เป็นการระดม เงินทุนที่ผู้ออมนาเงินออมมาให้ผู้อื่นกู้โดยไม่ผ่านตัวกลาง เช่น ผู้ผลิตรายหนึ่งกู้ยืมเงินจากญาติพี่น้องมา ลงทุนขยายกิจการ หรือการขายหุ้นเพื่อนาเงินที่ได้จากการขายหุ้นมาลงทุนขยายกิจการก็ถือว่าเป็นการ ระบบการเงินทางตรง 2) ระบบการเงินทางอ้อม เป็นการระดมทุนหรือกู้ยืมเงิน ที่ผู้มีเงินออมและผู้ ต้องการเงินออมจะไม่ได้ติดต่อกันโดยตรง แต่จะกระทาผ่านตัวกลางที่เป็นสถาบันการเงินหรือธนาคาร พาณิชย์ จะพบว่าระบบการเงินจะเป็นกระบวนการจัดการข้อมูลระหว่างผู้ที่มีเงินออมและผู้ที่ต้องการใช้ เงินทุน ดังนั้นระบบการเงินจึงมีกระบวนการกากับดูแล ธุรกรรมต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถ วิเคราะห์ผลตอบแทน และความเสี่ยงในแต่ละทางเลือกของระบบการเงินได้ ระบบการเงินทางตรง เป็นระบบที่มีกลไกในการจัดการข้อมูลระหว่างผู้มีเงินทุน และผู้ต้องการใช้ เงินทุน โดยผู้ลงทุนหรือผู้มีเงินทุน จะทาหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล เลือกลงทุนด้วยตนเอง วิเคราะห์ ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนด้วยตนเอง โดยระบบการเงินทางตรงนี้จะ จัดรูปแบบการออกหลักทรัพย์ การจองซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกระหว่างผู้ออกหลักทรัพย์และนักลงทุน และการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนผ่านตลาดรอง ซึ่งได้แก่ ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ เป็นต้น ระบบการเงินทางอ้อมที่มีสถาบันการเงินเป็นตัวกลางนั้น ถือว่ามีความสาคัญกับระบบเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากของการตกลงกันระหว่างผู้ออมกับผู้ต้องการเงินออม โดยผู้มีเงินออมก็ไม่ ต้องกังวลว่าจะต้องไปหาผู้ที่ต้องการลงทุนจากที่ไหน หรือกังวลว่าผู้ที่มากู้เงินจะชาระเงินคืนได้หรือไม่ ด้านผู้ที่ต้องการใช้เงินออมก็ไม่ต้องยุ่งยากในการเสาะหาผู้มีเงินทุน เงินออมจึงไหลไปสู่การลงทุนได้ อย่างราบลื่นทาให้ระบบเศรษฐกิจมีการเติบโต สถาบันการเงินแบ่งออกเป็น 1) ธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นตัวกลางหลักในการระดมเงินฝากจากผู้มี เงินออม เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้แก่ภาคธุรกิจ รัฐ หรือครัวเรือนที่ต้องการใช้เงินออม ธนาคารพาณิชย์จะคิด ดอกเบี้ยแก่ผู้ที่มากู้ยืมเงิน และนาส่วนหนึ่งจากดอกเบี้ยที่ได้ มาจ่ายเป็นดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนให้กับ ผู้ออมเงิน ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารได้จากผู้กู้ยืมเงิน และที่จ่ายให้กับผู้ออมเงิน จะเป็นกาไร
  • 31.
    31 ของธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ยังมีบริการอื่นๆอีกด้วย เช่นให้บริการบัตรเครดิต ประกันชีวิต การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ชาระค่าสินค้าต่างๆ เป็นต้น 2) สถาบันการเงินที่ ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์จะดาเนินกิจการโดยเพื่อ ผลกาไร จึงมีการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่ผู้กู้ยืมจะไม่ชาระหนี้ จึงต้องมีการเรียกหลักทรัพย์ค้าประกัน เงินกู้ เช่น บ้าน อาคาร ที่ดิน เป็นต้น ทาให้คนที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้าประกันเงินกู้โดนปฏิเสธการขอกู้ยืม จากธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลจึงตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้สามารถ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งจะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป เช่น ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้บริการทางการเงินแก่ กลุ่มเกษตรกรและคนในชนบท , ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) ให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนให้มีที่อยู่อาศัย, ธนาคารออมสิน ทาหน้าที่รับฝากเงินออมจากประชาชนและส่งเสริมการออมเงินของประชาชน เมื่อมีสถาบันการเงินหลากหลายประเภท เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการให้บริการ จาเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทาหน้าที่สอดส่องดูแล กากับการดาเนินงานให้เป็นไปตามกฎระเบียบ หน่วยงานที่ทาหน้าที่ดังกล่าวคือ ธนาคารกลาง หรือในกรณีของไทยก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธ.ป.ท. แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นธนาคาร แต่ก็จะไม่รับฝากเงินหรือทาธุรกรรมแก่คนทั่วไป แต่จะติดต่อทา ธุรกรรมกับสถาบันการเงินเท่านั้น โดยทั่วไป ธนาคารกลางมีหน้าที่ดังนี้ 1) รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ของประเทศ โดยการดาเนินนโยบายการเงินในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ระดับที่ เหมาะสม 2) ดูแล ตรวจสอบการทางานของสถาบันการเงินต่างๆ ให้มีเสถียรภาพ 3) พิมพ์ธนบัตรและ แลกเปลี่ยนธนบัตรที่ชารุด 4) เป็นนายธนาคารให้กับสถาบันการเงิน ให้บริการรับฝากเงินและเป็นผู้ให้ กู้ยืมแหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงิน 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • อภิปรายในห้องเรียนว่านักเรียนมีเงินออม หรือไม่อย่างไร และนักเรียนนาเงินออมไปใช้ หรือฝาก ไว้ที่ไหน เพราะเหตุใด
  • 32.
    32 การกู้ยืมเงิน มาตรฐาน ส 3.2ป.5 ตัวชี้วัด 2 จาแนกผลดีและผลเสียของการกู้ยืมเงิน 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ การกู้ยืมเงิน เป็นสิ่งที่มีความหมายตรงข้ามกับการออมเงิน การออมเงินคือการยอมใช้จ่ายใน ปัจจุบันลดลง เพื่อเก็บเงินไว้บริโภคในอนาคต ทาให้บริโภคในอนาคตได้มากขึ้น ดังนั้นการกู้ยืมเงินคือ การยอมใช้จ่ายในอนาคตได้น้อยลงเพื่อแลกกับการใช้จ่ายได้มากขึ้นในปัจจุบัน โดยการไปกู้ยืมเงินจาก แหล่งต่างๆ เช่นธนาคาร คนรู้จัก ญาติพี่น้อง รวมไปถึงการกู้เงินจากผู้ให้กู้นอกระบบ การกู้ยืมเงินเป็น เรื่องสาคัญที่จะต้องทาการศึกษาข้อดีข้อเสียของการกู้ยืมเงินในแต่ละครั้งให้ดี ข้อดีของการกู้ยืมเงินคือ การมีเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในปัจจุบันทันที แต่ข้อเสียคือทาให้ใน อนาคตบริโภคได้น้อยลง เพราะต้องแบ่งรายได้ที่มีมาใช้หนี้ ดังนั้นการกู้ยืมเงินจึงเป็นการนารายได้ใน อนาคตมาใช้ในปัจจุบันนั่นเอง การกู้ยืมเงินจะเป็นการฟุ่มเฟือย หรือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ขึ้นอยู่กับว่าเรานาเงินกู้นั้นมาทา อะไร หากกู้เงินมาเพื่อมาใช้บริโภคสิ่งของฟุ่มเฟือย สิ่งของที่ไม่จาเป็น หรือสิ่งที่ไม่ทาให้รายได้ใน อนาคตเพิ่มขึ้น ก็จะถือว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เช่น นักศึกษากู้ยืมเงินมาซื้อ โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าแฟชั่น เป็นต้น แต่จะถือว่าสมเหตุสมผลหากกู้ยืมเงินมาเพื่อใช้ในสิ่งที่จาเป็นแต่ ราคาของสิ่งนั้นสูงมาก หากใช้ เงินออมซื้อ จะใช้เวลาออมเงินนานมาก เช่น บ้าน หรือรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้หากการกู้ยืมเงินมา เพื่อ ใช้ซื้อสิ่งของทีทาที่จะทาให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตมากพอที่จะมีรายเหลือหลังใช้หนี้ ก็จะถือ ว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน การกู้ยืมเงินประเภทนี้พบเห็นได้เป็นประจาในการทาธุรกิจ ที่มักจะกู้ยืมเงินมา ลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือขยายกิจการ การกู้ยืมเงิน สามารถกู้ยืมได้จากหลายแหล่งทั้งในระบบและนอกระบบ โดยการกู้เงินในระบบ คือการกู้ยืมเงินจากธนาคาร ผู้กู้จะได้รับความยุติธรรมในการกู้ยืมเงิน และจะถูกคิดอัตราดอกเบี้ย(ค่ากู้ เงิน) ที่สมเหตุสมผล เพราะว่ามีกฎหมายคุ้มครอง แต่หากเป็นการกู้เงินนอกระบบ ซึ่งก็คือการกู้เงินจาก บุคคลหรือองค์กรที่ลักลอบให้กู้เงินอย่างผิดกฎหมาย กรณีนี้ผู้กู้มักจะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เกินกว่าที่กฎหมายกาหนด และการทวงหนี้จะเป็นไปด้วยความรุนแรง ดังที่ปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์ 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • สอบถามนักเรียนว่าเคยยืมเงินหรือไม่ เช่นยืมเงินจากเพื่อน พี่ น้อง เป็นต้น แล้วนักเรียนมีการใช้ หนี้อย่างไร • อภิปรายถึงผลดีผลเสียของการกู้เงินในระบบ และนอกระบบ
  • 33.
    33 ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) มาตรฐาน ส3.1 ชั้น ป.6 ตัวชี้วัด 1 อธิบายบทบาทของผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการเป็นคนที่ต้องการที่จะผลิตสินค้าและบริการเพื่อขายให้กับผู้บริโภค โดยจะมีความ เสี่ยงทางด้านธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีทักษะในการบริหารการเงิน และจัดการธุรกิจของตนเอง หลายๆ ครั้งผู้ประกอบการจะมีความเสี่ยงเนื่องจากจะมีการนาเสนอสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งหาก ผู้บริโภคไม่คุ้นเคย รวมทั้งสินค้าและบริการนั้นไม่สามารถสร้างอรรถประโยชน์ให้กับผู้บริโภคได้อย่าง คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเสียโอกาสของผู้บริโภคแล้ว ผู้บริโภคจะไม่ซื้อสินค้านั้นหรือซื้อในจานวนไม่ มากนัก ทาให้ผู้ประกอบการจะต้องมีการวางแผนการตลาด ทั้งสินค้าและบริการ ราคาสินค้า ช่อง ทางการจัดจาหน่าย และการส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้าเหล่านั้น นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านการขายสินค้าและบริการแล้ว สิ่งสาคัญที่จะมีผลต่อธุรกิจคือการ บริหารการผลิต ซึ่งจะมีทั้งการจ้างพนักงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ สินค้าและบริการได้อย่างมีคุณภาพ การบริหารลูกค้าเพื่อสร้างความผูกพันระยะยาว รวมทั้งการแสวงหา แหล่งเงินทุน การจ่ายเงินเดือน การบริหารวัตถุดิบ การบริหารคู่ค้า รวมทั้งภาษีและกฎระเบียบทาง ราชการ ดังนั้นจะพบว่าในการเป็นผู้ประกอบการจะต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวหลายด้าน การ วิเคราะห์และการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน เป็นต้น การจ่ายเงินเพื่อซื้อวัตถุดิบและจ้างแรงงานมาบริหารและดาเนินการผลิตสินค้า เป็นต้นทุนของ ผู้ประกอบการซึ่งมีความเสี่ยง เพราะหากลูกค้าซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นน้อย ทาให้มีรายได้ไม่ เพียงพอต่อการดาเนินงาน จะมีผลต่อความเสี่ยงของผู้ประกอบการที่ขาดทุน และหากผู้ประกอบการ สามารถยอมรับการขาดทุนได้ระยะหนึ่งจะต้องมีกระบวนการปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใน การให้ผู้บริโภคสามารถยอมรับสินค้าและบริการของตนเองได้ ดังนั้นจะพบว่าความเสี่ยงด้านการเงินของ ผู้ประกอบการจะเป็นหัวใจสาคัญของการดาเนินธุรกิจ โดยมีผลของกาไร และ ขาดทุน เป็นแรงกดดันให้ ผู้ประกอบการมีการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ ของตนเอง เพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้การแข่งขันทางธุรกิจ โดยผู้ประกอบการนั้นจะต้องมีธรรมาภิบาลในการให้ความเป็นธรรมกับลูกค้า พนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลจากการมีการประกอบธุรกิจ ทาให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จากผลของกาไร ขาดทุน ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การจ้างงานและจ่ายค่าจ้างแรงงานทาให้คนมีงานทาและมีรายได้ มีกลไกการชาระภาษีเงินได้ ทั้งในส่วนผู้ประกอบการและผู้รับจ้างแรงงาน ทาให้รัฐบาลสามารถสร้าง สาธารณูปโภค รวมทั้งวางแผนพัฒนาประเทศ ดังนั้นผู้บริหารประเทศจะเน้นให้ประเทศมีกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหลากหลาย เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ
  • 34.
    34 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนร่วมกันบอกรายชื่อของธุรกิจที่นักเรียนรู้จักอธิบายถึงสินค้าและบริการหลักของธุรกิจ นั้น รวมทั้งความเสี่ยงในการเป็นผู้ประกอบการหากนักเรียนจะทาธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน • ให้นักเรียนอ่านประวัติของนักธุรกิจผู้ประสบความสาเร็จ วิเคราะห์หาปัจจัยในการประสบ ความสาเร็จของนักธุรกิจเหล่านั้น พร้อมทั้งอภิปรายให้เพื่อนๆ เข้าใจในชั้นเรียน • ให้นักเรียนวิเคราะห์ความแตกต่างของการเป็นผู้ประกอบการ และการเป็นนักพัฒนา นัก สร้างสรรค์ คิดค้นประดิษฐกรรมใหม่ๆ ซึ่งนักพัฒนา นักสร้างสรรค์จะสามารถนาเอาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ของตนเองนาเสนอให้กับผู้บริโภคได้ จะต้องมีความเป็นผู้ประกอบการในตัวเอง ดังนั้นลักษณะพื้นฐานที่สาคัญของการเป็นนักพัฒนานักสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมต่างๆ และการ เป็นผู้ประกอบการ มีความแตกต่างกันอย่างไร รวมทั้งลองคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความเป็น นักพัฒนาสร้างสรรค์ และการเป็นผู้ประกอบการในคนเดียวกัน • เชิญผู้ประกอบการในจังหวัด มาบรรยายถึงการเริ่มต้นธุรกิจให้กับนักเรียนได้รับฟัง สามารถขอ ความอนุเคราะห์ได้จากหอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดได้
  • 35.
    35 บทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน มาตรฐาน ส 3.1ป.6 ตัวชี้วัด 2 อธิบายบทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในอดีตสินค้าและบริการมีความเรียบง่าย ผู้บริโภคสามารถทาความเข้าใจและใช้ได้อย่างไม่ยาก แต่ในปัจจุบัน สินค้าและบริการจานวนมากมีลักษณะซับซ้อน และมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคไม่ สามารถใช้ได้โดยไม่ศึกษาเกี่ยวกับตัวสินค้าและบริการได้เหมือนในอดีต ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ผู้บริโภคที่จะต้อง ศึกษาวิธีการใช้ คาแนะนาจากคู่มือ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับเงินที่ได้ จ่ายไป และเพื่อสามารถใช้สินค้านั้นได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ผู้บริโภคควรตรวจสอบสิทธิ์ของตนเอง ว่า หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับความอันตรายจากการใช้ ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนหรือรับ ค่าชดเชยจากผู้ผลิตได้หรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต ปัจจุบันมีกลยุทธการโฆษณาที่หลากหลาย มีทั้งโฆษณาที่ดี และโฆษณาที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น โฆษณาเกินจริง เปิดเผยข้อมูลที่จาเป็นไม่ครบถ้วน รวมไปถึงโฆษณาแบบหลอกลวง ผู้บริโภคจึง ต้องรับชมโฆษณาอย่างมีสติ เสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นให้มากพอก่อนการตัดสินใจซื้อ เช่นเดียวกับการขายสินค้า ที่มีวิธีการขายที่หลากหลายที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น โฆษณาขาย สินค้าราคาถูกแต่สินค้านั้นหมดเมื่อผู้บริโภคมาถึงร้านจึงต้องซื้อสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาแพงกว่าแทน การ เพิ่มราคาก่อนที่จะประการโปรโมชั่นลดราคา แชร์ลูกโซ่ต่างๆ การขายสินค้าทางโทรศัพท์และ อินเตอร์เน็ตที่ไม่มีขัอมูลเกี่ยวกับผู้ขายมากเพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องระมัดระวังในการ เลือกซื้อสินค้า โดยการหาข้อมูล และมีสติในการเลือกซึ้อ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยกับข้อเสนอการขายสินค้า ที่ได้รับที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง (Too good to be true) ทั้งนี้หากผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่หน่วยงานทา หน้าที่รักษาสิทธิของผู้บริโภค เช่น สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ มูลนิธิเพื่อ ผู้บริโภค เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ตั้งกลุ่มอภิปรายว่าผู้บริโภคที่ดีรู้ทันจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร • ยกตัวอย่างประสบการณ์ของนักเรียนหรือคุณครู ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจากสินค้าที่ไม่ได้ มาตรฐาน รวมไปถึงจากโฆษณาหรือการวิธีการขายที่เอาเปรียบผู้บริโภค
  • 36.
    36 ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน มาตรฐาน ส 3.1ป.6 ตัวชี้วัด 3 บอกวิธีและประโยชน์ของการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สินค้าและบริการที่ต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวปลาอาหาร ดินสอ ยางลบ รองเท้า ฯลฯ ล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ในการผลิต เช่น ดินสอ ก็ต้องใช้ ต้นไม้ แร่แกร์ไฟต์ (ทาไส้ ดินสอ) ไฟฟ้า แรงคน ในการผลิต เป็นต้น ทรัพยากรจึงมีความสาคัญกับการดารงชีวิต อย่างไรก็ดีโลก เรามีทรัพยากรเหล่านี้ในจานวนจากัด และเพราะว่าทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เมื่อ ใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผลิตสินค้าแล้ว เราจะเหลือทรัพยากรไว้ใช้ประโยชน์น้อยลง ดังนั้นจึงหมายความว่า โลกเราไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะใช้ผลิตสินค้าและบริการให้เราได้ตลอดไป ดังนั้นเราจึงควรใช้สินค้าและบริการในชีวิตประจาวันอย่างคุ้มค่า และใช้เท่าที่จาเป็น เพื่อ ประหยัดเงินของเราเอง และเพื่อให้เหลือทรัพยากรไว้ใช้ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี มีสินค้าและบริการ บางประเภท ที่มักถูกใช้อย่างไม่มีการดูแลรักษาจากผู้ใช้เท่าที่ควร เพราะผู้ใช้ไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าและ บริการนั้นมาโดยตรง จึงไม่มีแรงจูงใจให้ดูแลรักษา เช่น โต๊ะเรียน ของเล่นในสนามเด็ก ห้องน้าโรงเรียน เป็นต้น สินค้าและบริการเหล่านี้จะต้องใช้ร่วมกันหลายคน หากมีการชารุดทรุดโทรม ก็ต้องมีการ ซ่อมแซม หรือสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากร ดังนั้นแม้ สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันกับผู้อื่น จึงต้อง คานึงเสมอว่า เราเป็นเจ้าของสิ่งนั้นร่วมกัน เมื่อใช้แล้วเราก็ควรดูแลให้มีสภาพที่ดีเพื่อให้ผู้อื่นสามารถใช้ ต่อจากเราได้ การกระทาดังกล่าวถือว่าเป็นการประหยัดทรัพยากร เนื่องจากเมื่อสินค้าไม่ชารุดบ่อย ก็ไม่ ต้องใช้ทรัพยากรในการซ่อมบ่อยๆ นอกจากนี้ผู้บริโภคควรที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ผลิต จากวัสดุที่สามารถนากลับมาใช้ ใหม่ได้ (Recycle) และผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผู้ผลิตก็ควรที่จะมีการนา เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ที่ทาให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้ปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรเท่า เดิม ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรให้สามารถมีไว้ใช้ผลิตสินค้และบริการ และพัฒนาประเทศได้ อย่างยั่งยืน 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ค้นคว้าวิธีการใช้สินค้าและบริการอย่างประหยัด พร้อมทั้งยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงใน ชีวิตประจาวัน • อภิปรายว่าหากต้องการรณรงค์ให้คนในสังคมหันมาใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดมากขึ้น จะ สามารถทาอย่างไรได้บ้าง
  • 37.
  • 38.
    38 เศรษฐศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ม.1 ตัวชี้วัด 1 อธิบายความหมายและความสาคัญของเศรษฐศาสตร์ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เป็นการเรียนเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกวิธีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างขาดแคลน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือตอบสนองจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ให้ได้สูงสุด คาว่าทรัพยากรในที่นี้ มิได้หมายถึง เฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ น้า ป่าไม้ ฯลฯ แต่หมายถึงสิ่งที่มีเราจะต้องใช้เพื่อตอบสนอง วัตถุประสงค์ของเรา แต่ว่ามันมีอยู่อย่างจากัด ดังนั้นเราจะต้องเลือกวิธีใช้มันให้ตอบสนองวัตถุประสงค์ ของเราให้มากที่สุด เช่น นักเรียนต้องจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ แม้ว่า นักเรียนจะอยากนาสิ่งของหลายอย่างติดกระเป๋าไปด้วยเพื่อความสะดวกสบาย แต่นักเรียนก็ต้อง ตัดสินใจเลือกไม่นาสิ่งของบางอย่างไป เพระว่าเนื้อที่กระเป๋ามีจากัด ในกรณีนี้ ทรัพยากรก็คือความจุ ของประเป๋า การจัดกระเป๋าให้ไม่เกินความจุแต่ก็ยังมีสิ่งของที่จาเป็นรวมอยู่ด้วยนั้น ถือว่าเป็นการใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์ที่มีทรัพยากรให้เลือกใช้อย่างจากัดเพื่อตอบสนอง จุดประสงค์ จะเรียกว่าปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เรียนเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ การจะตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ทรัพยากรด้วยวิธีใดนั้น จะต้องมีการเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ ข้อดี ข้อเสียของแต่วิธี แล้วเลือกวิธีที่มีข้อดีมากที่สุดและมีข้อเสียมากที่สุด (หรือตอบสนองจุดประสงค์หรือ ความต้องการของเราให้มากที่สุด) การเปรียบเทียบดังกล่าวจะเป็นการเปรียบเทียบด้วยเหตุแผล ดังนั้น หากนักเรียนเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ และฝึกการคิดวิเคราะห์ตัดสินใจเลือกตามแนวเศรษฐศาสตร์แล้ว นักเรียนจะเป็นคนที่มีการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล เป็นคนที่สามารถทาสิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ และหากทุกคนในสังคมมีการตัดสินใจกระทาอะไรอย่างมีเหตุมีผล สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมที่มี ประสิทธิภาพ ง่ายต่อการจัดการหรือบริหาร ทาให้สังคมโดยรวมมีความเรียบร้อย เอื้อต่อการพัฒนา 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนช่วยกันระบุปัญหาเศรษฐศาสตร์ที่พบในชีวิตประจาวัน อะไรคือทรัพยากรและจุดประสงค์ ในสถานการณ์ดังกล่าว และสิ่งที่นักเรียนเลือกปฏิบัตินั้นสมเหตุสมผล และเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพหรือไม่
  • 39.
    39 ค่านิยมและการบริโภค มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ม.1 ตัวชี้วัด 2 วิเคราะห์ค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมซึ่งส่งผลต่อ เศรษฐกิจของชุมชนและประเทศ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ การบริโภคในชีวิตประจาวันของเราหากลองสังเกตให้ดี จะมีทั้งสิ่งที่จาเป็น (Need) สิ่งที่อยาก (Want) โดยสิ่งที่จาเป็นคือ สิ่งที่เราขาดไม่ได้ในการดารงชีวิต เราต้องซื้อหามากินหรือมาใช้ เพื่อให้ สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ ส่วนสิ่งที่อยากนั้น จะเป็นสิ่งที่เราอยากได้มากินหรือมาใช้ ทาให้เรามีความ พอใจ แต่หากเราไม่สามารถหาซื้อสิ่งของหรือบริการนั้นมาบริโภคได้ ก็จะไม่กระทบต่อการดารงชีวิตแต่ อย่างใด อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถระบุเป็นการทั่วไปว่าพฤติกรรมการบริโภคที่ดี หรือที่เหมาะสม ควรจะ บริโภคสิ่งที่จาเป็น และสิ่งที่อยากได้ อย่างละเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อจากัดของแต่ละคนว่า ฐานะ รายได้ เป็นอย่างไร หากเป็นคนมีฐานะดี มีรายได้สูง หากบริโภคสิ่งที่จาเป็นจนครบถ้วนแล้วหากมีเงินเหลือแล้ว นามาซื้อสิ่งที่อยากได้ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่เขาไม่บริโภคสิ่งที่อยากได้จนทาให้เขาต้องเป็นหนี้ เป็นสิน ในทางตรงกันข้าม หากเราเป็นคนมีรายได้น้อย เราก็ควรบริโภคสิ่งที่จาเป็นเสียก่อน หากมีสิ่งที่ อยากได้และราคาไม่สูงจนเกินไป ค่อยออมเงินเพื่อหาซื้อมาใช้บ้างเป็นครั้งคราว กล่าวโดยสรุป การ บริโภคนั้นควรบริโภคสิ่งที่จาเป็นเสียก่อน หากมีสิ่งที่อยากได้ ก็ให้ปฏิบัติและเลือกการบริโภคให้ เหมาะสมกับฐานะ และรายได้ของเรา แต่ถ้าหากเราลดการบริโภคสิ่งที่อยากได้ลง ไม่ให้บริโภคมาก เกินไป เราก็จะมีเงินออม เงินออมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญและจาเป็นต่อตัวเราเอง ที่จะเก็บไว้ใช้ในยามที่ มีความจาเป็น ทาให้ชีวิตมีความมั่นคง และยังจะมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย เพราะว่า เงินออมนั้น จะถูกนาไปใช้ในการลงทุนผลิตสินค้าและบริการต่อไป ทาให้ระบบเศรษฐกิจมีการเติบโต คน ในประเทศจะมีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น ในสถานการณ์ที่ ข้อมูลข่าวสาร สามารถส่งต่อกันได้อย่างรวดเร็ว พฤติกรรมต่างๆ เช่นการ บริโภคจะส่งต่อกันผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเตอร์เน็ต ได้อย่างรวดเร็ว ทาให้เห็น สินค้า และการบริโภคสิ่งของที่จัดเป็นสิ่งที่อยากได้ (Want) มากขึ้น อาจทาให้เกิดพฤติกรรมการบริโภค เกินตัว จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้ เช่น การมีหนี้สิน การลักเล็กขโมยน้อย เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • อภิปรายในห้องเรียนว่านักเรียนมีการใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างไรบ้าง สิ่งของที่ซื้อ อะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่ จาเป็น (Need) อะไรเป็นสิ่งที่อยากได้ (Want)
  • 40.
    40 • ยกตัวอย่างพฤติกรรมการบริโภคที่จัดว่าเป็นการบริโภคที่เกินตัว และพฤติกรรมที่มีการบริโภคอย่าง เหมาะสม •อภิปรายว่านักเรียนมีการออมเงินหรือไม่อย่างไร และประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการออมเงินคือ อะไร
  • 41.
    41 การพึ่งพากันในระบบเศรษฐกิจ มาตรฐาน ส 3.2ชั้น ม. 1 ตัวชี้วัด 2 ยกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกันทาง เศรษฐกิจในประเทศ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สังคมประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายประเภท แต่ละคนก็มีความเก่งความชานาญในเรื่องที่ แตกต่างกัน เราจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราไม่สามารถอยู่ตามลาพังโดยไม่พึ่งใครได้ เนื่องเราไม่สามารถ ผลิตสินค้าและบริการไว้ใช้ได้เองทุกอย่าง เนื่องจากมีข้อจากัดบางประการเช่น เวลา องค์ความรู้ ทรัพยากร ที่จากัด เราจึงต้องต้องพึ่งพาผู้อื่นในสังคม ในการผลิตสิ่งที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ และใน เวลาเดียวกันเราก็จะผลิตหรือทาในสิ่งที่เรามีความถนัดหรือเชี่ยวชาญ เพื่อนาไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ในสังคม (โดยใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน) ในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกการพึ่งพากันใน ลักษณะดังกล่าวว่า การแบ่งงานกันทา (Division of Labor) เช่น กาแฟ 1 แก้ว หากให้เราทาทุกอย่างคน เดียวทุกขั้นตอน ก็คงทาไม่ไหว เพราะเราจะต้องเริ่มตั้งแต่เพาะเมล็ดกาแฟ ปลูกต้นกาแฟ เก็บเกี่ยว คั่ว เมล็ดกาแฟ บด ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเลี้ยงโคนมเพื่อใช้นมมาผสมในกาแฟ เราจะต้องปลูกอ้อย ตัด อ้อย และทาน้าตาลไว้ใส่ในกาแฟ เราจะต้องไปเก็บทรายแก้ว เพื่อมาทาเป็นแก้วใส่กาแฟ และขั้นตอน อื่นๆอีกมากมาย จะเห็นได้ว่า แม้เป็นสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจาวันเช่น การดื่มกาแฟ แต่เราก็ไม่สามารถทา เองได้ทุกขั้นตอน เราจะต้องพึ่งพาผู้อื่นในสังคม และคนอื่นๆ ในสังคมก็จะต้องพึ่งพาเราเช่นกัน ดังนั้น ทุกๆ อาชีพในสังคมล้วนมีความสาคัญ เพราะทุกคนต่างก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะต้องพึ่งพา อาศัยกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ นอกจากคนสังคมที่มีความแตกต่างกันจะต้องพึ่งพากันดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้งผู้บริโภคและ ผู้ผลิตที่มีลักษณะคล้ายกันหรือเหมือนกันยังสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อบรรลุผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน ได้อีกด้วย เช่นผู้บริโภครวมตัวกันซื้อของคราวละมากๆ จะทาให้ต่อรองราคาได้สินค้าที่ถูกลง หรือ ผู้บริโภครวมตัวกันเพื่อสอดส่องดูแล ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการใช้สินค้า ไม่ให้ถูกเอารัดเอา เปรียบจากผู้ผลิตสินค้าเป็นต้น ในฝ่ายผู้ผลิตเอง ก็สามารถรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอานาจต่อรองกับคู่ค้านอก กลุ่มเช่น การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ามันหรือ โอเปค (OPEC) ทาให้สามารถกาหนดราคา ขายน้ามันได้สูงขึ้น หรือผู้ผลิตอาจจะรวมตัวกันเพื่อสั่งซื้อวัตถุดิบร่วมกัน ทาให้สั่งซื้อคราวละมากๆ ให้ สามารถต่อรองให้ได้วัตถุดิบในราคาที่ถูกลง ผู้ผลิตแม้ว่าจะมีการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการ แข่งกันกันทางธุรกิจเพื่อเป้าหมายกาไรสูงสุด การแข่งขันกันของผู้ผลิตเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบ และอยากให้เกิดขึ้น เพราะผู้ผลิตจะแข่งขันกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ผลิตด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพ
  • 42.
    42 (เป็นใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า) ทาให้มีต้นทุนการผลิตต่า ทาให้เสนอราคาแก่ผู้บริโภคได้ถูกลงผู้บริโภค จะได้ประโยชน์เพราะสามารถได้บริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นแต่ราคาถูกลง ตัวอย่างที่สาคัญอย่างหนึ่งของการรวมกลุ่มกันในชุมชน ได้แก่ การเกิดของสหกรณ์ ซึ่งเป็นการ รวมกลุ่มกันของสมาชิกที่มีความต้องการคล้ายกัน โดยแต่ละคนได้ร่วมมือกันในทั้งด้านการผลิต การเงิน หรือแม้แต่การต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง อาทิ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์แท็กซี่ สหกรณ์ออมทรัพย์ โดย สมาชิกแต่ละคนยินดีที่จะร่วมกันเพื่อทากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก อาทิ การหาวัตถุดิบ การขาย สินค้าเพื่อต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง การกู้ยืมเงินเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนสอบถามอาชีพจากผู้ปกครอง ว่าหากต้องทาเองทุกขึ้นตอนจะต้องประกอบไปด้วยขั้นตอน อะไรบ้าง และในปัจจุบันผู้ปกครองต้องพึ่งพาอาศัยคนในอาชีพอะไรบ้าง • อภิปรายในห้องเรียนว่า นักเรียนและคนในครอบครัว ได้เป็นสมาชิกของชมรม หรือกลุ่มใดๆในสังคม หรือไม่ และรวมกลุ่มเพื่อจุดประสงค์อะไร • ค้นคว้า หรือยกตัวอย่างกรณีที่ผู้ผลิตต่างแข่งขันกันในการผลิตสินค้าและบริการ และนักเรียนได้ ประโยชน์จากการแข่งขันนี้อย่างไร
  • 43.
    43 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดอุปสงค์และอุปทาน มาตรฐาน ส 3.2ชั้น ม.1 ตัวชี้วัด 3 ระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดอุปสงค์และอุปทาน 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ทุกปีพอถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาไก่และหมูมักจะมีราคาแพงขึ้น ราคาผักมักจะแพงขึ้นเมื่อเข้าสู่ เทศกาลกินเจ เสื้อกันหนาวจะถูกลงในฤดูร้อนแต่จะแพงขึ้นในฤดูหนาว เราสามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่ พบเห็นได้ในชีวิตประจาวันดังที่ยกตัวอย่างไปในข้างต้นได้ โดยการใช้ความรู้เรื่องอุปสงค์และอุปทาน อุปสงค์และอุปทาน เป็นคาที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้บ่อยเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นเครื่องมือหลักใน การวิเคราะห์เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ เราสามารถทราบผลของปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบายของรัฐบาล การ เข้าสู่ช่วงเทศกาล หรือเหตุการณ์อื่นๆ ต่อตลาดสินค้าที่เราสนใจได้ โดยการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยต่างๆนั้น มีผลต่ออุปสงค์และอุปทานอย่างไร อุปสงค์ (Demand) คือปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้บริโภคเต็มใจซื้อและมีเงินเพียงพอที่จะซื้อ ดังนั้นแม้ว่าเราจะมีความเต็มใจซื้อสินค้าบางชนิด แต่หากมีราคาแพงจนเราซื้อไม่ไหว ก็จะไม่ถือว่าเป็น อุปสงค์ โดยปกติแล้วการทาความเข้าใจอุปสงค์มิใช่เรื่องยากหรือต้องใช้ความจา เราสามารถเข้าใจอุป สงค์ได้จากการสังเกตเหตุการณ์ในชีวิตประจาวัน กล่าวคือ หากราคาสินค้าแพงขึ้น เราจะซื้อสินค้านั้น น้อยลง นักเศรษฐศาสตร์เรียกการเคลื่อนที่ที่ตรงกันข้ามกันระหว่างอุปสงค์กับราคาว่ากฎของอุปสงค์ มี หลายปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่ 1) รายได้ของผู้บริโภค กรณีสินค้าปกติ หากเรามีรายได้มากขึ้น เราจะซื้อสินค้ามากขึ้น อย่างไร ก็ดีมีสินค้าบางชนิดที่เป็นข้อยกเว้น เพราะหากมีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง แต่หากมี รายได้ลดลง เราจะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น สินค้าลักษณะนี้จะเรียกว่าสินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods) เช่น บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป บริการรถเมล์ หอพัก โดยคาว่าสินค้าด้อยคุณภาพนั้นมิได้หมายความว่าสินค้า นั้นไม่มีคุณภาพแต่อย่างใด 2) ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง หากเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน มีราคาแพงขึ้น เราจะซื้อสินค้าน้อยลง เช่น รถยนต์และน้ามันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน หากราคาน้ามันมีราคาแพงขึ้น ทาให้ปริมาณซื้อ รถยนต์มีจานวนลดลง หากเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน เช่น เนื้อหมูกับเนื้อไก่ โค้กกับแป๊บซี่ หากราคา สินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น จะทาให้ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง และหันไปซื้อสินค้าที่ใช้ทดแทนอีกชนิด หนึ่งมากขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กาหนด อุปสงค์ ได้แก่ จานวนประชากร ซึ่งหากมีจานวน มาก ก็จะมีผลต่อความต้องการบริโภคสินค้าและบริการชนิดนั้นมาก แต่หากมีจานวนน้อยก็จะมีความ ต้องการบริโภคสินค้าและบริการชนิดนั้นน้อยกว่า อีกทั้งปัจจัยด้าน รสนิยมของผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลมา จากประสบการณ์การเรียนรู้ในการบริโภคสินค้าแต่ละประเภท ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการบริโภคสินค้า
  • 44.
    44 และบริการเหล่านั้น และปัจจัยสุดท้ายคือการคาดการณ์จากเหตุการณ์ต่างๆ หากมีปัจจัยที่มีผลต่อการ คาดการณ์เช่น โรคระบาด ภาวะแห้งแล้ง จะมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนทันที อุปทาน (Supply) คือ ปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้ผลิตเต็มใจผลิตออกมาจาหน่าย ราคาเป็นตัว แปรสาคัญของการกาหนดปริมาณอุปทานเช่นเดียวกันอุปสงค์ กล่าวคือ หากราคาสินค้าสูง ผู้ผลิตจะมี กาไรมาก กาไรจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากราคา สินค้าต่า ผู้ผลิตจะมีกาไรลดลงหรือบางทีก็อาจจะขาดทุน ผู้ผลิตจึงผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายน้อยลง นัก เศรษฐศาสตร์เรียกความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณการผลิตว่า กฎของอุปทาน มีหลายปัจจัยที่มี ผลต่ออุปทาน แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่ 1) ราคาปัจจัยการผลิต หากราคาปัจจัยการผลิตลดลง จะทาให้ผู้ผลิตมีต้นทุนที่ต่าลง ทาให้มี กาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น 2) เทคโนโลยีการผลิต หากเทคโนโลยีการผลิตมีประสิทธิภาพ จะทาให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า ได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้จานวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ทาให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิต สินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น นอกเหนือจาก 2 ปัจจัยหลักข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ได้แก่ จานวนของผู้ผลิต หากมีมาก ก็จะมีผลต่อการแข่งขันในการผลิตสินค้ามากขึ้น ในขณะเดียวกันปัจจัยในด้านของราคาวัตถุดิบที่ เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการทดแทนกันและการใช้ประกอบกัน ในการผลิตจะมีผลต่อความต้องการผลิต สินค้าและบริการของผู้ผลิต และปัจจัยสุดท้าย คือการคาดการณ์ราคาสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตนั้นมีการ ผลิตอยู่ หากมีแนวโน้มที่ราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตก็จะเน้นการผลิตสินค้าและบริการไปตามการ คาดการณ์เหล่านั้น อุปสงค์และอุปทานจะร่วมกันกาหนดปริมาณสินค้าและราคาสินค้าในตลาดสินค้า กล่าวคือ หาก อุปสงค์มากกว่าอุปทาน แสดงว่ามีผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้ามากกว่าปริมาณสินค้าที่มี ราคาสินค้าจะ เพิ่มสูงขึ้น และหากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ แสดงว่ามีสินค้ามากกว่าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ กรณีนี้สินค้า จะมีราคาถูกลง จะเห็นได้ว่าตอนนี้ เราเข้าใจแล้วทาไมพอถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาไก่และหมูมักจะมี ราคาแพงขึ้น ราคาผักมักจะแพงขึ้นเมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจ เสื้อกันหนาวจะถูกลงในฤดูร้อนแต่จะแพงขึ้น ในฤดูหนาว 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • อภิปรายกันในห้องเรียนว่าขณะที่นักเรียนกาลังตัดสินใจซื้อสินค้า เช่น โทรศัพท์มือถือ นักเรียนคิดถึง ปัจจัยอะไรบ้าง • ค้นคว้าว่าสินค้าใดเป็นสินค้าปกติ สินค้าใดเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ • ค้นคว้าว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน สินค้าใดเป็นสินค้าที่ทดแทนกัน • อภิปรายว่าหากนักเรียนเป็นผู้ผลิตสินค้า มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทาให้นักเรียนผลิตสินค้าออกมา จาหน่ายมากขึ้น
  • 45.
  • 46.
    46 ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐาน ส 3.2ชั้น ม.1 ตัวชี้วัด 4 อภิปรายผลของการมีกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ การวิจัยและพัฒนา เป็นกระบวนการศึกษาค้นคว้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ ผลผลิต เทคโนโลยี เทคนิคหรือรูปแบบการทางาน เพื่อนามาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ทาให้มีต้นทุนการ ผลิตที่ต่าลง หรือทาให้มีสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ทาให้ผู้ผลิตที่มีการวิจัยและพัฒนามีกาไร มากขึ้น อย่างไรก็ดีการวิจัยและพัฒนา เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงสูง การวิจัยแต่ละครั้งก็ยังไม่แน่ว่าจะประสบความสาเร็จหรือไม่ และแม้ว่าหากประสบความสาเร็จ ก็จะยังมี โอกาสที่จะถูกผู้ผลิตรายอื่นๆเลียนแบบ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีผู้ผลิตรายใดกล้าลงทุนวิจัยและ พัฒนา เพราะว่าประโยชน์ที่ได้รับมีความไม่แน่นอน และมีต้นทุนที่สูงมาก ทาให้ไม่คุ้มค่าสาหรับการ ลงทุน เนื่องจากการวิจัยและพัฒนา หากประสบความสาเร็จแล้ว นอกจากจะส่งผลดีต่อตัวผู้ผลิตให้มี กาไรมากขึ้นแล้ว ยังเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ให้การ ยอมรับแล้วว่าการวิจัยและพัฒนา เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนั้น ภาครัฐของแต่ละประเทศจึงต้องใช้นโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเกิดขึ้น เพราะหากภาครัฐ ไม่ทาอะไรแล้ว ก็จะไม่มีการวิจัยและพัฒนาเหมือนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นโยบายที่ภาครัฐมักจะใช้ก็คือหากการวิจัยและพัฒนาประสบความสาเร็จ รัฐจะให้การคุ้มครอง ผลการวิจัยนั้น ทาให้ผู้วิจัยได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่นห้ามลอกเลียนแบบภายในระยะเวลาที่กาหนด ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้มีการวิจัยและพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การคุ้มครองผลการวิจัยดังกล่าวมักจะ เรียกว่า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม คือการให้การคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับสินค้าทางอุตสาหกรรม ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้า 2) ลิขสิทธิ์คือการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ สาขาวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนค้นคว้ากรณีตัวอย่างของการลงทุนวิจัยและพัฒนาที่ได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐ และ ตัวอย่างความเสี่ยงของการลงทุนวิจัยและพัฒนา เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์ลอกเลียนแบบ เทปผีซีดี เถื่อน เป็นต้น พร้อมทั้งบอกผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ลงทุนวิจัยและพัฒนา
  • 47.
    47 การลงทุนและการออม มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ม.2 ตัวชี้วัด 1 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนและการออม 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เงินออม คือรายได้ที่แบ่งออกมาจากการบริโภคและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระดับย่อยการออมอาจ เกิดจากวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เพื่อไว้ใช้จ่ายยามเจ็บป่วย หรือกรณีฉุกเฉินเป็นต้น แต่ในภาพรวม ระดับประเทศเงินออมถือว่าเป็นปัจจัยสาคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความอยู่ดีกินดีของ คนในประเทศ เพราะว่าเงินออมจะถูกนาไปลงทุน (คาว่าลงทุนในทางเศรษฐศาสตร์จะหมายถึง การใช้ เงินออมเพื่อใช้จ่ายไปแนวทางที่จะทาให้สามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นในอนาคต มิได้หมายถึง การนาเงินออมไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ เสมอไป) ทาให้เกิดการผลิต นาไปสู่การจ้างงาน ทาให้คนมีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยและมีเงินออม เกิดการหมุนเวียนของเงินออมเป็นวงจรต่อไป ทาให้ เศรษฐกิจประเทศเติบโต และคนในสังคมจะอยู่ดีกินดีขึ้น ดังนั้นการออมจึงเป็นปัจจัยที่สาคัญอย่างยิ่งใน การพัฒนาเศรษฐกิจ ปัจจัยที่มีผลต่อการออมที่สาคัญได้แก่ 1) รายได้ หากมีรายได้สูง ก็จะมีเงินเหลือจากการจับจ่าย ใช้สอยมากขึ้น ทาให้มีเงินออมมากขึ้น 2) อัตราดอกเบี้ย เนื่องจากในภาพรวมระดับประเทศ คนออมเงิน กับคนลงทุน จะไม่จาเป็นต้องเป็นคนคนเดียวกัน การเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุนจึงต้องอาศัย ตัวกลางก็คือสถาบันการเงิน เช่นธนาคาร โดยมีอัตราดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนจากการนาเงินออมไป ฝากธนาคาร และอัตราดอกเบี้ยยังเป็นตัวชี้นาผลตอบแทนจากออมในช่องทางอื่นๆอีกด้วย ดังนั้นหาก อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น แสดงว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการออมมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นแรงจูงใจให้มีการออ มมากขึ้น หากพิจารณาภาพรวมทั้งระบบเศรษฐกิจ จะสามารถแยกการออมได้เป็น 2 ภาค คือ 1) การ ออมภาคเอกชน คือการออมในระดับบุคคล และการออมจากหน่วยธุรกิจที่มีกาไร 2) การออมภาครัฐ คือ การออมที่เกิดจากรัฐใช้จ่ายในการบริหารประเทศน้อยกว่ารายรับที่ได้จากภาษี ส่วนการลงทุน คือการนาเงินออมไปใช้จ่ายในแนวทางที่จะทาให้สามารถผลิตสินค้าและบริการ ได้มากขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปคนออมเงิน และคนลงทุน ไม่จาเป็นต้องเป็นคนคนเดียวกัน ผู้ลงทุนจึง อาศัยตัวกลางคือธนาคาร โดยการกู้เงินจากธนาคาร โดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยจากการกู้ยืมนั้น ดังนั้นปัจจัยสาคัญที่มีผลต่อการลงทุนก็คือ อัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยถือว่าเป็นต้นทุนของการ ลงทุน หากอัตราดอกเบี้ยสูง แสดงว่าผู้ผลิตจะมีต้นทุนของการลงทุนมาก ทาให้โอกาสที่ผู้ผลิตจะได้รับ ผลตอบแทนคุ้มค่าจะน้อยลง ดังนั้นการลงทุนจะน้อยลง ในทางตรงกันข้ามหากอัตราดอกเบี้ยต่าลง ทา ให้โอกาสที่ผู้ผลิตจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าจะมากขึ้น ดังนั้นการลงทุนจะมากขึ้น
  • 48.
    48 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • อภิปรายในห้องเรียนว่านักเรียนออมเงินมากน้อยแค่ไหน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของนักเรียน คืออะไร ประโยชน์จากการออมเงินของนักเรียนคืออะไร • ค้นคว้าข่าวการลงทุนที่สาคัญๆของไทย ว่าส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
  • 49.
    49 การผลิตสินค้าและบริการ มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ม.2 ตัวชี้วัด 2 อธิบายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิต สินค้าและบริการ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในระบบเศรษฐกิจประกอบไปด้วยหน่วยเศรษฐกิจ 3 ประเภท คือ 1) ผู้บริโภค ที่เป็นผู้ที่ทางาน หารายได้มาซื้อสินค้าและบริการจากผู้ผลิต 2) ภาครัฐ ที่ทาหน้าที่บริหารระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย และ 3) ผู้ผลิต ที่ทาหน้าที่ผลิตสินค้าและบริการ และจ่ายค่าตอบแทนให้กับปัจจัยการ ผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้า ผู้ผลิตเป็นผู้ที่นาปัจจัยการผลิตมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ ได้รับกาไรสูงสุด ปัจจัยการผลิตที่ผู้ผลิตใช้ได้แก่ ทรัพยากร วัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน เป็นต้น ซึ่ง โดยทั่วไปจะแบ่งปัจจัยการผลิตออกเป็น แรงงาน และทุน แรงงาน (Labor) คือ ตัวมนุษย์และคุณภาพในมนุษย์ ความรู้ความสามารถ ทักษะต่างๆ ที่ จาเป็นต้องใช้ในการผลิต แรงงานสามารถแบ่งออกเป็น 1) ผู้ประกอบการ เป็นผู้บริหารจัดการปัจจัยการ ผลิตทั้งหลายโดยการแปรเปลี่ยนผสมผสานปัจจัยการผลิตให้เป็นสินค้าและบริการ 2) แรงงานมีฝีมือ เป็นแรงงานที่มีความรู้ความชานาญในการทางาน เช่น หมอ วิศวกร ทนายความ เป็นต้น 3) แรงงานไร้ ฝีมือ เป็นแรงงานที่ไม่จาเป็นต้องใช้ความรู้ความชานาญในการทางาน เช่น กรรมกร เป็นต้น ส่วนทุน (Capital) หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้อานวยความสะดวกในกระบวนการผลิตสินค้าและ บริการ เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิตต่างๆ ผู้ผลิตจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าของปัจจัย การผลิตตามปริมาณงานที่แต่ละปัจจัยการผลิตมีส่วนร่วมในการผลิต ดังนั้นปัจจัยการผลิตจึงเป็นต้นทุน ที่สาคัญของผู้ผลิต หากพิจารณาว่าต้นทุนการผลิตนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตหรือไม่ ก็จะสามารถแบ่งได้ ออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) ต้นทุนคงที่ คือต้นทุนที่มูลค่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผลิตสินค้ามากน้อยแค่ ไหน 2) ต้นทุนผันแปร คือต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตสินค้า ผู้ผลิตจะพิจารณารายรับที่เกิดขึ้น และต้นทุนที่เกิดขึ้น ณ ปริมาณการผลิตต่างๆ เพื่อเลือก ปริมาณการผลิตสินค้าที่ได้รับกาไรสูงสุด ดังนั้นหากต้องการวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการ ผลิตสินค้าและบริการ ก็จะต้องพิจารณาว่าปัจจัยนั้นๆ มีผลต่อรายรับ และต้นทุนของผู้ผลิตหรือไม่ อย่างไร ซึ่งมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณการผลิต แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่ 1) ราคาปัจจัยการผลิต หากราคาปัจจัยการผลิตลดลง จะทาให้ผู้ผลิตมีต้นทุนที่ต่าลง ทาให้มี กาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น
  • 50.
    50 2) เทคโนโลยีการผลิต หากเทคโนโลยีการผลิตมีประสิทธิภาพจะทาให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า ได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้จานวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ทาให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิต สินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มแล้วพูดคุยกันว่า การผลิตสินค้าต่างๆ เช่น โทรทัศน์ เสื้อผ้า ร้านตัดผม ต้องใช้ ทรัพยากรอะไรบ้างในการผลิต • ให้นักเรียนค้นคว้าว่านอกจากราคาปัจจัยการผลิต และเทคโนโลยีการผลิตแล้ว มีปัจจัยอะไรที่ส่งผล ต่อปริมาณการผลิตบ้าง
  • 51.
    51 คุ้มครองสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค มาตรฐาน ส 3.1ม.2 ตัวชี้วัด 4 อภิปรายแนวทางการคุ้มครองสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สินค้าและบริการที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ในชีวิตประจาวัน ผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่า จะได้ใช้สินค้าและบริการได้คุ้มกับเงินที่เสียไป หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับอันตรายจากการใช้ ผู้บริโภคมีสิทธิ์เปลี่ยนสินค้านั้นใหม่ได้ หรือมีสิทธิ์รับค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคก็จะต้องมีความรับผิดชอบในการใช้สินค้านั้นเสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว หน้าที่ของ ผู้บริโภค เช่น ปฎิบัติตามคาแนะนาที่ติดมากับสินค้า ใช้สินค้าด้วยความระมัดระวัง บอกข้อบกพร่องของ สินค้ากับผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตนาไปปรับปรุง เป็นต้น สิทธิที่ผู้บริโภคได้รับจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับหน้าที่ของผู้บริโภค เช่น สิทธิที่จะได้รับข่าวสารที่ ถูกต้องเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องใช้ข่าวสารนั้นประกอบการ ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ดี สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ที่จะต้องเกิดควบคู่กับหน้าที่ ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกซื้อสินค้าอย่างมีเหตุมีผล หน้าที่ของผู้บริโภคอีกประการหนึ่งที่มีความสาคัญ ก็คือ การตรวจสอบว่าสินค้ามีการรับประกันหรือไม่ มีเงื่อนไขอย่างไร เพราะเมื่อหาสินค้ามีปัญหาภายใต้ เงื่อนไขของการรับประกัน ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิ์ในการเปลี่ยน หรือได้รับการซ่อมแซมได้ สาเหตุหนึ่งที่ผู้บริโภคจะต้องตื่นตัวในการใช้สิทธิของตนเองในฐานผู้บริโภคมากขึ้น ก็เพราะว่า ในอดีตสินค้าและบริการมีความเรียบง่าย ผู้บริโภคสามารถทาความเข้าใจและใช้ได้อย่างไม่ยาก แต่ใน ปัจจุบัน สินค้าและบริการมีลักษณะซับซ้อน และมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคไม่สามารถใช้ได้โดย ไม่ศึกษาเกี่ยวกับตัวสินค้าและบริการได้เหมือนในอดีต ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องศึกษาวิธีการใช้ คาแนะนา จากคู่มือ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับเงินที่ได้จ่ายไป และเพื่อสามารถใช้สินค้านั้นได้อย่าง ปลอดภัย นอกจากนี้ผู้บริโภคควรตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองด้วยว่า หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือได้รับ ความอันตรายจากการใช้ ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนหรือรับค่าชดเชยจากผู้ผลิตได้หรือไม่ เพื่อเป็นการ ป้องกันไม่ให้ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต อีกทั้งปัจจุบันมีกลยุทธการโฆษณาที่หลากหลาย มีทั้งโฆษณาที่ดี และโฆษณาที่เอาเปรียบ ผู้บริโภคเช่น โฆษณาเกินจริง เปิดเผยข้อมูลที่จาเป็นไม่ครบถ้วน รวมไปถึงโฆษณาแบบหลอกลวง ผู้บริโภคจึงต้องรับชมโฆษณาอย่างมีสติ เสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นให้มากพอก่อนการตัดสินใจซื้อ เช่นเดียวกับการขายสินค้า ที่มีวิธีการขายที่หลากหลายที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น โฆษณาขาย สินค้าราคาถูกแต่สินค้านั้นหมดเมื่อผู้บริโภคมาถึงร้านจึงต้องซื้อสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาแพงกว่าแทน การ เพิ่มราคาก่อนที่จะประการโปรโมชั่นลดราคา แชร์ลูกโซ่ต่างๆ การขายสินค้าทางโทรศัพท์และ
  • 52.
    52 อินเตอร์เน็ตที่ไม่มีขัอมูลเกี่ยวกับผู้ขายมากเพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องระมัดระวังในการ เลือกซื้อสินค้าโดยการหาข้อมูล และมีสติในการเลือกซึ้อ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยกับข้อเสนอการขายสินค้า ที่ได้รับที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง (Too good to be true) สาหรับประเทศไทยมีกฎหมายที่ทาหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2541 ระบุไว้ว่าสิทธิที่ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายคือ 1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการอย่างถูกต้องเพียงพอ 2) สิทธิที่จะมี อิสระในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ 3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในการใช้สินค้าและบริการ 4) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทาสัญญากับผู้ผลิต 5) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความ เสียหาย ทั้งนี้หากผู้บริโภคเห็นว่ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ผลิต ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่ หน่วยงานทาหน้าที่รักษาสิทธิของผู้บริโภค เช่น สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • แบ่งกลุ่มกันค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และวิธีร้องเรียนต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการรักษาสิทธิผู้บริโภค เช่น สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นต้น • ค้นหากรณีศึกษาจากข่าว ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิทธิ์ของผู้บริโภค เช่นข่าวผู้บริโภคฟ้อง ผู้ประกอบการ ข่าวการโฆษณาเกินจริง เป็นต้น • จัดทาลาดับก่อนหลัง ถึงรายละเอียดที่ผู้บริโภคที่ดีควรปฏิบัติ ตั้งแต่ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ จนถึง ขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ นาคาตอบของแต่ละกลุ่มเปรียบเทียบถึงความเหมือนและความต่าง พร้อม ทั้งอภิปรายถึงข้อแตกต่างนั้น
  • 53.
    53 ประเภทของระบบเศรษฐกิจ มาตรฐาน ส 3.2ม.2 ตัวชี้วัด 1 อภิปรายระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจมีอยู่หลายประเภท ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การเมืองการปกครอง ธรรมเนียม วิถีชีวิต แต่ละระบบเศรษฐกิจจะมีวิธีการบริหารจัดเศรษฐกิจในแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1) ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นระบบที่รัฐบาลจะเป็นเจ้าของทรัพยากร ทุกชนิดในประเทศ เอกชนและประชาชนไม่มีเสรีภาพในการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าอะไร อย่างไร จานวนเท่าใด และผลิตให้ใคร โดยจะทางานตามคาสั่งของรัฐบาลที่ได้ถูกวางแผนมาจากส่วนกลาง เท่านั้น ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์คือ ความเหลื่อมล้าในสังคมจะน้อยเพราะรัฐจะจัดสรร สินค้าและบริการที่ผลิตได้ให้กับทุกๆคนในจานวนที่เท่ากัน แต่จะมีข้อเสียคือ ประชาชนไม่มีเสรีภาพใน การเลือกว่าจะผลิตอะไร ทาอาชีพอะไร ทาให้ไม่ได้ประกอบอาชีพตามความสามารถที่มี อีกทั้งยังเป็น ระบบที่ไม่มีการแข่งขัน เพราะต้องผลิตสินค้าตามคาสั่งของรัฐเท่านั้น จึงทาให้สินค้าไม่มีคุณภาพ เท่าที่ควร เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ 2) ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นระบบที่รัฐบาลจะเป็นเจ้าของทรัพยากรการ ผลิตและมีการวางแผนการใช้ทรัพยากรเช่นเดียวกับระบบคอมมิวนิสต์ แต่ระบบสังคมนิยม จะเปิดโอกาส ให้เอกชนมีอิสระในการผลิตสินค้าและบริการอยู่บ้าง โดยน้าหนักระหว่างการให้เอกชนมีอิสระในการผลิต กับรัฐวางแผนการผลิต จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ 3) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือระบบเสรีนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เอกชน เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ทรัพยากรจะถูกนามาผลิตอะไรขึ้นอยู่กับความต้องการของคนในประเทศ ประชาชนมีเสรีภาพในการผลิต และการบริโภค การผลิตของเอกชนจะมีกาไรเป็นแรงจูงใจหรือที่เรียกว่า ให้ตลาดทางาน โดยที่รัฐจะทาหน้าที่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมเท่านั้น ข้อดีของระบบ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือ ประชาชนมีเสรีภาพในการดาเนินชีวิต ผลิตสินค้า และบริโภคสินค้า ทาให้มี สินค้าที่หลากหลายและตรงตามความต้องการเพราะว่าเป็นระบบที่ผู้ผลิตมีการแข่งขันโดยมีกาไรเป็น แรงจูงใจ ส่วนข้อเสียคือ อาจจะทาให้รายได้ของคนในสังคมไม่เสมอภาคกัน เพราะคนที่มีความสามารถ มากกว่าก็จะสามารถมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนที่มีความสามารถน้อยกว่า และในบางกรณี ตลาดก็ไม่สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อาจจะทาให้เกิดการผู้ขาด หรือไม่มีสินค้าที่จาเป็น ต่อการดารงชีวิตบางชนิด เพราะว่าเอกชนทาแล้วไม่ได้กาไร เป็นต้น 4) ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) เป็นระบบที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้ โดยจะเป็น ระบบที่ผสมผสานระหว่างสังคมนิยมและระบบทุนนิยม ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้ เอกชนยังเป็น เจ้าของปัจจัยการผลิต และจัดสรรทรัพยากรโดยใช้ระบบตลาดเช่นเดียวกับระบบทุนนิยม แต่รัฐจะเข้ามา
  • 54.
    54 มีบทบาทในกิจกรรมที่มีความสาคัญต่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ เช่น ระบบสาธาณูปโภคไฟฟ้า น้าประปา อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นต้น และรัฐยังมีบทบาทในการแก้ปัญหาที่เกิดจากระบบตลาด ด้วย 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ค้นคว้าว่าประเทศไทย และประเทศอื่นๆใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด • ศึกษากรณีตัวอย่างจาก ประเทศเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ที่มีลักษณะประชากร ธรรมเนียม ประเพณี ภูมิประเทศ ภาษา เหมือนกัน แต่ใช้ระบบเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ระบุความแตกต่างที่ เกิดขึ้น
  • 55.
    55 การแข่งขันและการพึ่งพาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย มาตรฐาน ส 3.2ม.2 ตัวชี้วัด 2 ยกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันประเทศต่างๆทาการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบเดียวกันหรือ ทวีปเดียวกัน ประเทศต่างๆมีการติดต่อสื่อสารมากขึ้น จึงทาให้เกิดความร่วมมือกันและการแข่งขันทาง เศรษฐกิจกันมากขึ้น โดยการพึ่งพาอาศัยกัน เกิดจากการที่แต่ละประเทศมีลักษณะ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีชีวิต ความถนัดในการผลิตสินค้า และทรัพยากรที่ไม่เหมือนกัน ทาให้แต่ละประเทศมีความสามารถ ความ ถนัดที่ไม่เหมือนกัน การพี่งพาอาศัยกันจึงเกิดขึ้น เพื่อนาจุดแข็งของแต่ประเทศที่ร่วมมือกันมาพัฒนา ประเทศตนเอง การพึ่งพากันมักจะอยู่ในรูปของข้อตกลงทางการค้า เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) รวมตัวกันและลดมาตรการการกีดกันทางการค้าระหว่างกันหรือทีเรียกว่าอาฟต้า (AFTA) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคา 2558 เป็นต้นไป อาเซียนจะยกระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะ มีความร่วมมือในด้านอื่นๆเพิ่มมากขึ้น เช่น ไม่มีภาษีสินค้านาเข้าระหว่างกัน ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่ เป็นสินค้าอ่อนไหว การลงทุนและแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายไปในประเทศสมาชิกได้อย่างเสรี เป็นต้น การร่วมมือกันระหว่าประเทศนอกจากจะร่วมมือกันแบบพหุภาคีหรือร่วมมือกันจากหลาย ประเทศแล้ว ประเทศต่างๆยังสามารถร่วมมือกันแบบทวิภาคีหรือการร่วมมือกันระหว่าง 2 ประเทศได้ อีกด้วย เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (JTEAP) ที่มีข้อตกลงที่จะอัตราภาษีสินค้า นาเข้าระหว่างกัน เป็นต้น ท่ามกลางความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ก็มีการแข่งขันเกิดขึ้นมาด้วย เช่น การที่ ประเทศต่างๆส่งออกสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น ไทยและเวียดนาม ที่ส่งออกข้าวเหมือนกัน ในกรณีนี้ เกษตรกรและรัฐบาลของแต่ละประเทศจะพยายามพัฒนาระบบการผลิต และพัฒนาตัวสินค้าให้สามารถ แข่งขันกับอีกประเทศได้ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันในรูปแบบอื่นๆอีกเช่น แข่งขันในการดึงเม็ดเงินการ ลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศ กรณีนี้รัฐบาลของประเทศต่างๆจะพัฒนาระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐาน คุณภาพแรงงาน และเงื่อนไขต่างๆ ให้เอื้อต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศ 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ค้นคว้าว่าไทยมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอะไรบ้าง • ค้นคว้าว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีความร่วมมือในด้านอะไรบ้าง
  • 56.
    56 เศรษฐกิจโลก (Global Economy) มาตรฐานส 3.2 ชั้น ม.2 ตัวชี้วัด 3 และ 4 ตัวชี้วัด 3 วิเคราะห์การกระจายของทรัพยากรในโลกที่ส่งผลต่อควา สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตัวชี้วัด 4 วิเคราะห์การแข่งขันทางการค้าในประเทศและต่างประเทศที ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า ปริมาณการผลิต และราคาสินค้า 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในโลกนี้ นับวันก็จะยิ่งมีความสาคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งมี การเชื่อมโยงทั้งตลาดสินค้าและบริการ ตลาดการเงิน และตลาดปัจจัยการผลิตต่างๆ รัฐบาลของแต่ละ ประเทศก็ให้การสนับสนุนการเปิดการค้าเสรีมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน เพราะการแข่งขันจาก การค้าเสรี จะทาให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากผู้ผลิตใน ต่างประเทศ ในขณะเดียวกันด้วยการแข่งขันที่สูงมากขึ้นจะทาให้ผู้ผลิตมีแรงกดดันในการพัฒนา คุณภาพสินค้าและบริการให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาต้นทุนการผลิตให้ลดต่าลง ด้วยการหาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ มาทาให้สินค้าที่ส่งขายเหล่านั้นมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ในขณะที่ธุรกิจ ในประเทศบางส่วน จะต้องมีการปรับตัวหรืออาจจะต้องปิดกิจการลงหากไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับ โลก แต่ก็จะมีบางธุรกิจที่มีการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว จากความสามารถในการผลิตและการพัฒนา คุณภาพสินค้าจนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือตาแหน่งงานในประเทศ จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งจานวนความต้องการแรงงาน และคุณภาพของแรงงานที่จะต้องมีการพัฒนาให้ สูงขึ้น ในการผลิตสินค้าระดับโลกปัจจุบันนี้ จะไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าสินค้านั้นมาจากประเทศใด เนื่องจากบริษัทเจ้าของสินค้า จะเน้นการวิจัยและออกแบบสินค้า พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด แต่จะ กระจายการผลิตชิ้นส่วนของสินค้าไปในหลายประเทศ เพื่อลดต้นทุนโดยอาศัยกระบวนการควบคุม คุณภาพและการทาสัญญาระหว่างคู่ค้าในการรักษาความลับของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าแต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิ้ล (Apple Inc.) ซึ่งมีการออกแบบและสร้างกิจกรรมทางการตลาดในสหรัฐอเมริกา แต่ได้จ้างบริษัทใน ประเทศจีนในการประกอบสินค้า ซึ่งมีชิ้นส่วนภายในที่ผลิตมาจากหลายประเทศทั่วโลก เป็นต้น ดังนี้การแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับโลก จะมีผลต่อแนวคิดและความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละ ประเทศ และหลายครั้งจะมีผลต่อความเป็นอยู่และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
  • 57.
    57 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนกลับไปดูเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านแล้วให้จดมาว่าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นผลิตที่ใด หรือมีการ ออกแบบที่ใด โดยให้นักเรียนโยงแผนที่การผลิตของสินค้าแต่ละประเภท เข้ากับประเทศไทย ซึ่ง แนวทางเช่นนี้จะเป็นการฝึกให้นักเรียนคิดถึงการเป็นผู้บริโภคสินค้าแต่ละประเภทเท่านั้น • ให้นักเรียน สอบถามสินค้าอาหารในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าต่างๆ ว่ามีการนาเข้ามาจาก ประเทศใด และสินค้าประเภทนั้น ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองหรือไม่ และมีการผลิตที่ไหน ให้ ทาการค้นคว้าข้อมูลถึงกลุ่มผู้ผลิตว่ามีกระบวนการผลิตอย่างไร และทาไมผู้บริโภคถึงยังคงเลือก ซื้อสินค้าประเภทเดียวกันนี้ที่มาจากต่างประเทศ • ให้นักเรียนสารวจข่าวเศรษฐกิจ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย โดยจัดประเภทข่าว เป็น ประเภทข่าวธุรกิจ ข่าวการค้า ข่าวการเมือง ข่าวการศึกษา ฯลฯ แล้วนามาวิเคราะห์กันว่า เหตุการณ์ในประเทศนั้นจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
  • 58.
    58 กลไกราคา มาตรฐาน ส 3.1ชั้น ม.3 ตัวชี้วัด 1 อธิบายกลไกราคาในระบบเศรษฐกิจ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องที่ยากมากถ้าหากจะให้ใครคนใดคนหนึ่ง เป็นคนวางแผนว่าในสังคม ควรจะมีสินค้า อะไรบ้าง มีบริการอะไรบ้าง ผลิตอย่างไร ผลิตอย่างละเท่าไหร่ ผลิตให้ใคร ใครควรจะบริโภคอะไร ฯลฯ โดยที่มีการใช้ทรัพยากรไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคนในสังคมทุกคนมีสินค้าและบริการใช้อย่างทั่วถึง แต่นับว่าโชคดีที่ไม่ต้องมีคนรับหน้าที่อันหนักอึ้งดังกล่าว เพราะระบบเศรษฐกิจมี ราคา (Price) เป็นตัว จัดสรรสรรทรัพยากรเหล่านั้นแทน ราคาจะเป็นตัวแปรที่สาคัญที่จะส่งสัญญาณไปยัง ผู้ผลิต ผู้บริโภค ให้รู้ว่าเขาจะต้องจัดสรร ทรัพยากรอย่างไร จะต้องผลิตอะไร เท่าไหร่ อย่างไร ใครควรจะได้บริโภค บริโภคเท่าไหร่ อย่างไรก็ดีใน ส่วนนี้จะไม่กล่าวถึงรายละเอียดว่าราคาสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างไร แต่จะกล่าวถึงแต่เพียงว่า ราคาที่ถือว่าเป็นตัวแปรที่สาคัญในการจัดสรรทรัพยากรนั้น ถูกกาหนดมาได้อย่างไร ราคาสินค้าต่างๆที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจาวันนั้น เป็นผลมาจากการทางานร่วมกันของอุป สงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆ โดยที่อุปสงค์ (Demand) คือปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้บริโภคเต็มใจ ซื้อและมีเงินเพียงพอที่จะซื้อ ดังนั้นแม้ว่าเราจะมีความเต็มใจซื้อสินค้าบางชนิด แต่หากมีราคาแพงจนเรา ซื้อไม่ไหว ก็จะไม่ถือว่าเป็นอุปสงค์ หรือว่ามีเงินเพียงพอที่จะซื้อได้แต่เราไม่เต็มใจซื้อ ก็จะไม่ถือว่าเป็น อุปสงค์เช่นกัน เราสามารถเข้าใจอุปสงค์ได้จากสามัญสานึก (Common Sense) หรือสังเกตจาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน เช่น หากราคาสินค้าแพงขึ้น เราก็จะซื้อสินค้านั้นน้อยลง แต่หาก ราคาสินค้าถูกลง เราก็จะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เรียกการเคลื่อนที่ที่ตรงกันข้ามกัน ระหว่างอุปสงค์กับราคาว่า กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าหากควบคุม ตัวแปรอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้คงที่แล้ว ราคาสินค้ากับระดับอุปสงค์จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน มี หลายปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่ 1) รายได้ หากเรามีรายได้มากขึ้น เราจะซื้อสินค้ามากขึ้น สินค้าที่มีสมบัติแบบนั้นจะเรียกว่า สินค้าปกติ (Normal Goods) แต่มีสินค้าบางชนิดที่เป็นข้อยกเว้น เพราะหากมีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะซื้อ สินค้านั้นน้อยลง แต่หากมีรายได้ลดลง เราจะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น สินค้าลักษณะนี้จะเรียกว่าสินค้าด้อย คุณภาพ (Inferior Goods) เช่น บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป บริการรถเมล์ หอพัก เป็นต้น (คาว่าด้อยคุณภาพมิได้ แสดงว่าสินค้านั้นไม่มีคุณภาพแต่อย่างใด) 2) ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง หากการใช้สินค้าชนิดหนึ่งจะต้องใช้ร่วมกับสินค้าอีกชนิดหนึ่งเสมอ ใช้ เพียงสินค้าใดสินค้าหนึ่งไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้เราจะเรียกว่าเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน (Complementary Goods) หากสินค้า A และ B เป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน หากราคา A แพงขึ้น จะทาให้อุปสงค์ของสินค้า A
  • 59.
    59 น้อยลงตามกฎของอุปสงค์ เมื่ออุปสงค์ Aน้อยลง ก็เลยทาให้อุปสงค์ของ B น้อยลงตาม เช่น รถยนต์ และน้ามันเชื้อเพลิง กาแฟกับครีมเทียม เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามหากสินค้าชนิดหนึ่งเป็นสินค้าที่ สามารถใช้แทนสินค้าอีกชนิดหนึ่งได้ เราจะเรียกว่าสินค้านั้น เป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน (Substitute Goods) เช่น เนื้อหมูกับเนื้อไก่ โค้กกับแป๊บซี่ ดินสอกับปากกา หากราคาสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น จะทา ให้ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง และหันไปซื้อสินค้าที่ใช้ทดแทนกันอีกชนิดหนึ่งมากขึ้น ลาพังอุปสงค์เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถกาหนดราคาได้ เราจะต้องให้อุปทาน (Supply) มาร่วมกันกาหนดราคาด้วย โดยอุปทาน คือปริมาณสินค้าชนิดนั้นๆที่ผู้ผลิตเต็มใจผลิตออกมาจาหน่าย ซึ่งจะมีราคาเป็นตัวแปรสาคัญของการกาหนดปริมาณอุปทานเช่นเดียวกับอุปสงค์ กล่าวคือ หากราคา สินค้าสูง ผู้ผลิตจะมีกาไรมาก กาไรจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น ในทาง ตรงกันข้ามหากราคาสินค้าต่า ผู้ผลิตจะมีกาไรลดลงหรือบางทีก็อาจจะขาดทุน ผู้ผลิตจึงผลิตสินค้าออก มาจาหน่ายน้อยลง นักเศรษฐศาสตร์เรียกความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณการผลิตว่า กฎของ อุปทาน มีหลายปัจจัยที่มีผลต่ออุปทาน แต่ปัจจัยที่สาคัญได้แก่ 1) ราคาปัจจัยการผลิต หากราคาปัจจัยการผลิตลดลง จะทาให้ผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตต่าลง ทา ให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น 2) เทคโนโลยีการผลิต หากเทคโนโลยีการผลิตมีประสิทธิภาพ จะทาให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า ได้มากขึ้นโดยที่ยังใช้จานวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ทาให้มีกาไรมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ผลิต สินค้าออกมาจาหน่ายมากขึ้น อุปสงค์และอุปทานจะร่วมกันกาหนดปริมาณสินค้าและราคาสินค้าในตลาดสินค้า กล่าวคือ หาก อุปสงค์มากกว่าอุปทาน แสดงว่ามีผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้ามากกว่าปริมาณสินค้าที่มี ราคาสินค้าจะ เพิ่มสูงขึ้น และหากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ แสดงว่ามีสินค้ามากกว่าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ กรณีนี้สินค้า จะมีราคาถูกลง จึงเป็นเหตุผลว่าทาไมพอถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาไก่และหมูมักจะมีราคาแพงขึ้น ราคา ผักมักจะแพงขึ้นเมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจ เสื้อกันหนาวจะถูกลงในฤดูร้อนแต่จะแพงขึ้นในฤดูหนาว 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนอภิปรายว่า กฎของอุปสงค์เป็นจริงเสมอหรือไม่ หากไม่ให้ยกตัวอย่าง และบอกเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น • ให้นักเรียนช่วยกันตอบว่า สินค้าด้อยคุณภาพ สินค้าที่ใช้ร่วมกัน สินค้าที่ใช้ทดแทนกัน มีอะไรบ้าง • ให้นักเรียนค้นคว้า หรือยกตัวอย่างที่พบเห็นได้ในชีวิตประจาวันที่แสดงถึงการร่วมกันกาหนดราคา ของอุปสงค์และอุปทาน
  • 60.
    60 บทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ มาตรฐาน ส 3.2ชั้น ม.3 ตัวชี้วัด 1 และ 2 ตัวชี้วัด 1 อธิบายบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ ตัวชี้วัด 2 แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ รัฐที่มีต่อบุคคล กลุ่มคนและประเทศชาติ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ รัฐในทางเศรษฐศาสตร์มิได้หมายถึงเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่รัฐมีลักษณะเป็นบุคคล หรือองค์กร ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน หรือได้รับการแต่งตั้ง จากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน โดยทั่วไปรัฐจะมีหน้าที่บาบัดทุกข์บารุงสุขแก่ประชาชนใน ประเทศ ด้วยการใช้นโยบายในด้านต่างๆ เช่นด้านเศรษฐกิจ ป้องกันประเทศ สาธารณะสุข เป็นต้น ใน ด้านเศรษฐกิจ รัฐมีหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ 1) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) คือให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างยั่งยืนยั่งยืน ซึ่งมักจะวัดจาก การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งเป็นตัว เลขที่แสดงให้เห็นว่าในระยะเลา 1 ปี ประเทศผลิตสินค้าและบริการรวมแล้วเป็นมูลค่าเท่าใด การที่ ประเทศมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมากขึ้นหมายความว่า สังคมมีความสามารถในการผลิต สินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ประชาชนโดยรวมมีความมั่งคั่งมากขึ้น 2) มีเสถียรภาพ (Stability) คือการที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สาคัญไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนปรับตัวไม่ทัน เสถียรภาพมีหลายมิติ ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคาสินค้า คือการที่ระดับราคาสินคาไม่ สูงขึ้นรวดเร็วเกินไป เพราะทาให้ค่าครองชีพสูงขึ้น การมีเสถียรภาพยังรวมถึงการมีงานทา เสถียรภาพ ในด้านอื่นๆ ได้แก่ เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เสถียรภาพทางการคลัง และยัง รวมไปถึงความมั่นคงของชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3) ด้านความเท่าเทียมกัน (Equity) หากการพัฒนาทาให้ความไม่เท่าเทียมกันของสังคมมากขึ้น สังคมก็จะมีความขัดแย้ง การพัฒนาจะไม่ยั่งยืน ความเท่าเทียมกันนั้นโดยทั่วไปจะวัดจากความเท่า เทียมกันด้านรายได้ ซึ่งวัดได้ง่ายและมีความชัดเจน ความเท่าเทียมกันด้านรายได้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องมีรายได้เท่ากัน แต่หมายถึง ทุกคนในสังคมมีโอกาสพัฒนาตนเองให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับโอกาสและมีค่าตอบแทนจากการทางานอย่างสมเหตุสมผล ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐมีเครื่องมือในการดาเนินนโยบาย อยู่ 2 ชนิด คือ 1. นโยบาย การเงิน และ 2.นโยบายการคลัง โดยนโยบายการเงิน เป็นนโยบายที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคาร กลาง (ในกรณีของประเทศไทยคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.) ที่จะปรับขึ้น หรือปรับลดอัตรา ดอกเบี้ย เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ต้องการ กล่าวคือหากระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ธนาคารกลางจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตรา
  • 61.
    61 ดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค แต่ถ้าต้องการชะลอไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไปก็จะ เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการลงทุนและการบริโภค นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีหน้าที่ ในการรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา(เงินเฟ้อ)อีกด้วย ซึ่งการรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา ก็จะ กระทาผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน กล่าวคือ หาก อัตราเงินเฟ้อ สูง ธปท.จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อชะลอการบริโภค นโยบายการคลัง เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายและการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ โดย หน่วยงานที่ทาหน้าที่รับชอบเกี่ยวกับรายจ่ายและรายรับของภาครัฐก็คือ กระทรวงการคลัง รายจ่ายของ รัฐบาล ได้แก่ ค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งที่เป็นรายจ่ายประจา เช่นเงินเดือนข้าราชการ เป็นต้น และค่าใช้จ่ายใน การบริหารเศรษฐกิจ เช่นรายจ่ายในโครงการต่างๆของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนรายรับของ รัฐบาล ได้แก่เงินรายได้จากการเก็บภาษีต่างๆ เช่น ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษี ศุลกากร เป็นต้น นโยบายการคลังมี 3 ชนิดคือ 1) เกินดุลการคลัง คือการที่รัฐบาลใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ที่จัดเก็บได้ 2) ขาดดุลการคลัง คือการที่รัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่าที่จัดเก็บได้ 3) สมดุลการคลัง คือการที่ รัฐบาลมีรายจ่ายเท่ากับหรือใกล้เคียงกับรายได้ หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐจะใช้นโยบายขาดดุลการคลัง กล่าวคือ มีการใช้จ่ายในโครงการ ต่างๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ โดยส่วนต่างระหว่างรายจ่ายและรายได้นั้น รัฐ สามารถจัดหามาได้หลายทาง เช่น การกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ เช่น ธนาคารโลก หน่วยงานเกี่ยวกับ เงินทุนระหว่างประเทศ ธนาคารกลางของต่างประเทศ หรือการกู้ยืมเงินจากประชาชนโดยการขาย พันธบัตรรัฐบาลเป็นต้น ซึ่งก็ทาให้เกิดหนี้สาธารณะขึ้น (การที่มีหนี้สาธารณะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรือ น่าตกใจ หากขนาดของหนี้สาธารณะไม่มากจนเกินไป) นอกจากนี้ การใช้นโยบายขาดดุลการคลัง อาจจะกระทาโดยการลดอัตราภาษี (ทาให้รัฐมีรายได้น้อยลงจนน้อยกว่ารายจ่าย) ควบคู่ไปกับการเพิ่ม รายจ่าย การที่รัฐบาลลดอัตราภาษี ทาให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีน้อยลง ทาให้ประชาชนมีเงินอยู่ในมือ มากขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย หากต้องการชะลอความร้อนแรงของ ระบบเศรษฐกิจ (เพราะเกรงว่าจะเกิดเงินเฟ้อ) รัฐมักจะใช้นโยบายเกินดุลการคลัง กล่าวคือ มีการใช้จ่าย ในโครงการต่างๆ น้อยลง จนค่าใช้จ่ายต่างๆ น้อยกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้ การที่รัฐจ่ายน้อยลง จะทาให้ เกิดการจ้างงานการซื้อขายต่างๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องมากจากโครงการรัฐลดลง ทาให้ระบบเศรษฐกิจชะลอ ความร้อนแรงลงได้ การใช้นโยบายขาดเกินดุลการคลัง รัฐอาจจะกระทาโดยการเพิ่มอัตราภาษี (ทาให้รัฐ มีรายได้มากขึ้นจนมากกว่ารายจ่าย) ควบคู่ไปกับการลดรายจ่าย การที่รัฐเพิ่มอัตราภาษี ทาให้ประชาชน ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น ทาให้ประชาชนมีเงินอยู่ในมือน้อยลง ทาให้มีการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เนื่องจากสังคมประกอบด้วยคนหลากหลายกลุ่ม การใช้นโยบายหนึ่งๆ อาจจะส่งผลดีกับคนกลุ่ม หนึ่ง แต่ส่งผลเสียกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นไปได้ยากมากที่รัฐจะใช้นโยบายใดแล้วทุกฝ่ายในสังคมจะเห็น ด้วยหรือได้รับประโยชน์เหมือนกัน เช่น รัฐบาลตรึงราคาน้ามันในสถานการณ์ที่ราคาน้ามันในตลาดโลก สูงขึ้น ผู้บริโภคที่มีรถยนต์ใช้จะได้ประโยชน์ แต่ผู้ผลิตน้ามันและสังคมเสียประโยชน์ คือ ผู้ผลิตน้ามันจะ ได้รับกาไรน้อยลง หรืออาจจะขาดทุนได้ และประเทศจะแย่ลงเนื่องผู้บริโภคยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการ ใช้น้ามัน ทาให้ประเทศต้องเสียเงินซื้อน้ามันจากต่างประเทศมากขึ้นจะเห็นได้ว่านโยบายหนึ่งๆ จะ
  • 62.
    62 กระทบต่อ ผู้บริโภค ผู้ผลิตและสังคมในทิศทางแตกต่างกันไป บางครั้งก็ไม่สามารถทาให้กลุ่มทั้ง 3 ได้รับประโยชน์ไปพร้อมๆ กันได้ ดังนั้นผู้ดาเนินนโยบาย จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างกลุ่มทั้ง 3 ก่อนที่จะ ดาเนินนโยบาย ต้องระบุให้ได้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และคนที่เสียประโยชน์นั้นสมควรที่ จะได้รับการชดเชยหรือช่วยเหลือหรือไม่ 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนค้นคว้า หรือจดข่าว เกี่ยวกับนโยบายภาครัฐในการบริหารเศรษฐกิจประเทศ แล้วอภิปราย ว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลอย่างไร ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ • อภิปรายต่อว่านโยบายที่ค้นคว้ามานั้น เป็นนโยบายการเงิน หรือนโยบายการคลัง และเป็นไปเพื่อ จุดประสงค์ใด ระหว่าง ประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และความเท่าเทียมกัน เพราะเหตุใด
  • 63.
    63 การค้าระหว่างประเทศ มาตรฐาน ส 3.2ชั้น ม.3 ตัวชี้วัด 3 และตัวชี้วัด 6 ตัวชี้วัด 3 อภิปรายบทบาทความสาคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ ตัวชี้วัด 6 วิเคราะห์สาเหตุและวิธีการกีดกันทางการค้าในการค้าระหว่าง ประเทศ 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ การค้าระหว่างประเทศฟังดูแล้วเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหม่ ทันสมัย และเป็นเรื่องไกลตัว แต่ที่จริง แล้ว ประเทศต่างๆ ซื้อขายสินค้ากันมาช้านานมาแล้ว เช่น ในยุคสุโขทัย ก็มีหลักฐานว่าไทยทาการซื้อ ขายสินค้ากับประเทศจีน ญี่ปุ่น และมลายู เป็นต้น และแม้ว่าเราจะไม่เคยไปต่างประเทศ แต่เราก็มีส่วน ร่วมกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในชีวิตประจาวันเราจะต้องได้ใช้สินค้าหรือบริการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับต่างประเทศเสมอ เช่น ผลไม้จากจีน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จากญี่ปุ่น น้ามัน เชื้อเพลิงจากตะวันออกกลาง ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด จากสหรัฐอเมริกา ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจากอังกฤษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการค้าระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย สาเหตุที่ประเทศต่างๆ ทาการซื้อขายสินค้ากัน แทนที่จะผลิตสินค้าหรือบริการทุกอย่างขึ้นมาใช้ เองนั้น เป็นเพราะว่าแต่ละประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนระดับ เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทาให้มีความถนัด หรือความได้เปรียบในการผลิตไม่เหมือนกัน ทาให้มีต้นทุน ในการผลิตสินค้าบางชนิดต่ากว่า ประเทศต่างๆจะผลิตและขายสินค้าที่ถนัดหรือมีต้นทุนต่ากว่าให้กับ ต่างประเทศ และจะซื้อสินค้าอื่นๆจากประเทศที่มีความถนัดในการผลิตสินค้านั้นๆแทน นอกจากนี้ยังมี การซื้อขายสินค้าหรือบริการบางชนิดมีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ต้องใช้ความรู้ นวัตกรรมเฉพาะ ที่ ประเทศอื่นไม่สามารถผลิตได้อีกด้วย การที่แต่ละประเทศผลิตเฉพาะสินค้าที่ถนัด และส่งออกส่วนที่ เหลือออกจากการบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อสินค้าที่ผลิตไม่ได้หรือไม่ถนัดจาก ต่างประเทศ จะทาให้ด้วยจานวนทรัพยากรที่ใช้จานวนเดียวกัน ประเทศที่ทาการค้าระหว่างกันจะได้ บริโภคสินค้าและบริการได้มากกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ทาการค้า ดังนั้นการค้าระหว่างประเทศจึงทา ให้สังคมโดยรวมมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น และมีการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพขึ้น อย่างไรก็ดีการค้าที่ได้อธิบายไปในข้างต้น เป็นการสมมติว่าไม่มีอุปสรรคทางการค้าระหว่าง ประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศต่างๆจะนามาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้า มาใช้กับสินค้า นาเข้าเสมอ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป เช่น ปกป้องผู้ผลิตในประเทศที่ผลิตสินค้าเดียวกับสินค้าที่ นาเข้า เป็นต้น อุปสรรคทางการค้าแบ่งเป็น การกีดกันโดยใช้ภาษีสินค้านาเข้า (Tariff Barriers) และ การกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non – Tariff Barriers) เช่นการจากัดจานวนสินค้านาเข้า หรือการกาหนด มาตรฐานและความปลอดภัยด้านสุขภาพของ สินค้าที่ส่งเข้ามาจาหน่ายในประเทศ เป็นต้น แม้การกีด
  • 64.
    64 กันทางการค้าจะมีประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศ แต่ในระยะ ยาวก็จะเป็นตัวที่จะไปขัดขวางการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีสวัสดิการที่สูงขึ้นดังเช่น ที่ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆ จึงได้ทาการรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันพัฒนารูปแบบการค้า ลด อุปสรรคทางการค้า รวมไปถึงเพื่อแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างกัน โดยการรวมกลุ่มทาง การค้าจะเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันหรือไม่ก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไป การรวมกลุ่มระหว่างประเทศจะ สามารถแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ เรียงลาดับตามความเข้มข้นของการร่วมมือกันจากน้อยไปหามากได้ ดังนี้ 1) ข้อตกลงการให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร เป็นข้อตกลงเพื่อลดภาษีให้แก่กัน โดยอัตราภาษีที่ เก็บจะน้อยกว่าอัตราภาษีที่เก็บจากประเทศที่ไมได้เป็นสมาชิก เช่น อาเซียน (ASEAN) เป็นต้น ซึ่งใน ระยะต่อมาได้พัฒนาเป็น ประชามคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) โดยให้มีการ เปิดเสรีทั้งการค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ 2) เขตการค้าเสรี (Free Trade Areas) การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศภาคีจะทา ได้อย่างเสรีปราศจากข้อกีดกันทางการค้า ในขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกจะยังคงสามารถดาเนิน นโยบายกีดกันทางการค้ากับประเทศนอกกลุ่มได้อย่างอิสระ เช่น การรวมตัวกันของกลุ่ม EFTA, NAFTA และ CER เป็นต้น 3) สหภาพศุลกากร (Customs Union) โดยการรวมกลุ่มในลักษณะนี้นอกจากจะขจัดข้อกีดกัน ทางการค้าออกไปแล้ว ยังมีการกาหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรในการค้ากับประเทศภายนอกกลุ่ม ร่วมกันให้มีอัตราเดียวกัน (Common External Tariff) เช่น การรวมตัวกันของกลุ่ม MERCOSUR, Equatorial Customs Union and Cameroon และ African Common Market เป็นตัน 4) ตลาดร่วม (Common Market) จะมีลักษณะเหมือนกับสหภาพศุลกากร แต่การเคลื่อนย้าย ปัจจัยการผลิต (แรงงาน ทุน และเทคโนโลยี) สามารถทาได้อย่างเสรี เช่น การรวมตัวกันของกลุ่ม EU ก่อนปีค.ศ.1992 5) สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) นอกจากจะมีการค้าเสรี การเคลื่อนย้าย ปัจจัยการ ผลิตอย่างเสรี และนโยบายการค้าร่วมแล้ว ยังมีการประสานความร่วมมือกันในการดาเนินนโยบายทาง เศรษฐกิจ ทั้งนโยบายการเงิน และการคลังอีกด้วย เช่น การรวมตัวของกลุ่ม EU ในปัจจุบัน 6) สหภาพทางเศรษฐกิจแบบสมบูรณ์ (Total Economic Union) เป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่ มีความเข้มข้นมากที่สุด จะมีการจัดตั้งรัฐบาลเหนือชาติ (Supranational Government) และมีนโยบาย ทางเศรษฐกิจเดียวกัน 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ให้นักเรียนสังเกตว่าของใช้ในบ้านของนักเรียน ผลิตขึ้นที่ประเทศใด โดยสังเกตจาก ฉลากที่ติดในตัว สินค้า หรือกล่องของสินค้า โดยจะระบุคาว่า “Made in .…..” เช่น Made in Thailand ,Made in
  • 65.
    65 China หรือ Madein U.S.A เป็นต้น และหากพบว่าสิ่งของในบ้าน ที่ระบุว่า Design in USA แต่ Made in China มีความหมายอย่างไร • ให้นักเรียนค้นคว้าว่าต่างประเทศมีความถนัดในการผลิตสินค้าชนิดใด อะไรเป็นสินค้าขึ้นชื่อของ ประเทศนั้นๆ • ให้นักเรียนค้นคว้าว่าไทยถนัดหรือมีความได้เปรียบในการผลิตสินค้าชนิดใด และให้ตรวจคาตอบจาก การค้นคว้าจากเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ว่า ไทยส่งออกสินค้าใดมากเป็นลาดับต้นๆบ้าง • ให้นักเรียนค้นคว้าว่า AEC คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร นามาอภิปรายในห้องเรียน
  • 66.
    66 เงินเฟ้ อและเงินฝืด มาตรฐาน ส3.2 ม.3 ตัวชี้วัด 4 อภิปรายผลกระทบที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้อ(Inflation) คือการที่ระดับราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะวัดอัตราเงิน เฟ้อจากอัตราการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index, CPI) ใน ประเทศไทยหน่วยงานที่ทาหน้าที่วัดดัชนีราคาผู้บริโภคคือ สานักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวง พาณิชย์ ซึ่งจะแถลงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทุกต้นเดือน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคจะถูกคานวณจาก สินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจาวันจานวน 417 รายการ สาเหตุของเงินเฟ้อได้แก่ 1) ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หากต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีความสาคัญกับ การผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น น้ามันเชื้อเพลิง ค่าแรง วัตถุดิบที่สาคัญ เป็นต้น จะทาให้ต้นทุนการผลิตสินค้า เพิ่มสูงขึ้น จนเป็นผลให้ผู้ผลิตเสนอขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าเดิม 2) ปริมาณความต้องการสินค้าเพิ่ม สูงขึ้น หากปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณสินค้าที่มีแล้ว จะทาให้สินค้าขาดตลาดและ ราคาสินค้าก็จะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเพิ่มปริมาณเงินในระบบมากขึ้น ก็มีผลทาให้ระดับ ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย หากเกิดเงินเฟ้อขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบหลายอย่างได้แก่ 1) ทาให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง เพราะ ผู้บริโภคจะไม่มีความั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกับที่ผู้ผลิตก็จะชะลอการลงทุน เนื่องจากไม่มี ความมั่นใจเกี่ยวกับต้นทุนและกาไรที่จะเกิดขึ้น 2) ในระยะสั้นอานาจซื้อจะลดลง เพราะเงินจานวน เดียวกันซื้อสินค้าได้น้อยลง 3) ผู้ผลิตจะมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนราคา เช่นอาจจะต้องเปลี่ยนหนังสือ แนะนาสินค้าใหม่ ป้ายติดราคา รวมทั้งต้นทุนในการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้ทราบ 4) ผู้บริโภคจะมี ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องไปถอนเงินจากธนาคาหรือตูเอทีเอ็มบ่อยครั้งขึ้น เพราะผู้บริโภคจะถือเงิน น้อยลง เพราะหากถือเงินมาก เงินในบัญชีจะน้อยทาให้ได้รับดอกเบี้ยน้อยลง 5) เจ้าหนี้จะได้รับ ผลกระทบ เพราะโดยเปรียบเทียบแล้วเงินใช้หนี้ที่ได้คืนขณะเกิดเงินเฟ้อจะมีอานาจซื้อน้อยกว่าตอนที่ไม่ เกิดเงินเฟ้อ 6) หากเกิดขึ้นเฟ้อที่รุนแรง (Hyperinflation) จะทาให้ระบบเศรษฐกิจหดตัว 7) หากรัฐลด อัตราเงินเฟ้อลง ในระยะสั้นจะทาให้มีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมอัตราเงิน เฟ้อให้อยู่ในกรอบที่กาหนดไว้คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์ ในขณะที่ เงินฝืด (Deflation) คือการที่ระดับราคาโดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมา จาก 1) ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง 2) ประชาชน ผู้ผลิต และรัฐบาลลดการใช้จ่ายลง โดย ผลกระทบจากเงินฝืดคือ จะทาให้มีการว่างงานเพิ่มขึ้นเพราะผู้ผลิตมีรายได้น้อยลง ทาให้ระบบเศรษฐกิจ หดตัวลง
  • 67.
    67 รัฐบาลแต่ละประเทศจะใช้นโยบายแทรกแซงให้มีเงินเฟ้ออ่อนๆ เพราะว่าจะเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจ 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน •ค้นคว้าว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยคือเท่าใด และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าหรือต่า กว่า และราคาสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจาวันสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อหรือไม่ • อภิปรายว่าหากเกิดอัตราเงินเฟ้อแล้ว นักเรียนจะมีการปรับตัวอย่างไร
  • 68.
    68 การว่างงาน มาตรฐาน ส 3.2ม.3 ตัวชี้วัด 5 วิเคราะห์ผลเสียจากการว่างงานและแนวทางการแก้ปัญหา 1) คาจากัดความและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แรงงานเป็นปัจจัยที่สาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากแรงงานมีงานทาจะทาให้เขา มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และยังจะทาให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอีกด้วย ในทาง ตรงกันข้าม เศรษฐกิจจะพัฒนาได้ยากหรือกระทั่งหดตัว หากมีการว่างงานสูง บุคคลที่ถือว่าว่างงานคือ บุคคลที่มีอายุอยู่ในวัยแรงงานและต้องการทางานแต่หางานทาไม่ได้ การวัดว่ามีการว่างงานมากน้อยแค่ ไหน มักจะวัดจากอัตราการว่างงาน ซึ่งก็คือสัดส่วนระหว่างจานวนคนที่ว่างงานกับจานวนคนในวัย แรงงานที่ต้องการทางาน หากเกิดการว่างงานแล้ว จะทาให้บุคคลที่ว่างงานขาดรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว และยัง ทาให้เศรษฐกิจหดตัวลงได้เพราะปัจจัยการผลิตที่สาคัญอย่างแรงงานไม่ได้ถูกนามาใช้ นอกจากนี้หาก เกิดการว่างงานจานวนมากอาจจะทาให้เกิดความวุ่นวายกับสังคมและระบบการเมืองได้ เนื่องจากจะมีผู้ เดือนร้อนจานวนมาก แนวทางการแก้ไขปัญหาการว่างงาน กระทาได้โดยใช้นโยบายต่างๆ ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ภาคการผลิตจะมีความต้องการใช้แรงงานมากขึ้น นอกนี้รัฐยังสามารถลด การว่างงานได้โดยการให้ข่าวสารเกี่ยวกับตาแหน่งงานแก่บุคคลที่ต้องการทางานและ จัดกิจกรรมที่ ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้แรงงานสามารถพบกับแรงงานที่ยังว่างงานอยู่ได้สะดวกขึ้น เป็นต้น 2) แนวทางในการจัดการเรียนการสอน • ค้นคว้าว่าหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสวัสดิการแรงงานในขณะว่างงานคือหน่วยงานอะไร และมีมาตรการ หรือนโยบายเกี่ยวกับการว่างงานอย่างไร • หากนักเรียนเป็นผู้ตกงาน นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อให้ได้ทางาน