หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
ระบบเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน
การกาหนดราคาในระบบเศรษฐกิจ
การกาหนดอัตราค่าจ้างแรงงาน
หน่วยเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ
ตลาดในระบบเศรษฐกิจ
เป็นการดาเนินกิจกรรมในการผลิตการบริโภค การแลกเปลี่ยนการ
แจกจ่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมได้สูงสุด
เนื่องจากทรัพยากรมีอยู่อย่างจากัด
การดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ผู้ดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เรียกว่า หน่วยทางเศรษฐกิจ
เช่น ครัวเรือน ห้างร้าน บริษัท
• หน่วยเศรษฐกิจที่อาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกัน
• มีการร่วมกันตัดสินใจใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น เงิน ทรัพย์สิน แรงงานให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด
• สมาชิกครัวเรือนอาจเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเป็นแรงงาน หรือเป็น
ผู้ประกอบการก็ได้
• เป้าหมายหลัก คือ การแสวงหาความพอใจสูงสุด
หน่วยครัวเรือน
• บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทาหน้าที่นาเอาปัจจัยการผลิตมาผลิตเป็นสินค้าและบริการ
• สินค้าและบริการที่ผลิตได้จะนาไปไปจาหน่ายแก่ผู้บริโภค
• ประกอบด้วยผู้ผลิตและผู้ขาย ซึ่งอาจทาหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขายพร้อมกัน
• จุดมุ่งหมาย คือ การแสวงหากาไรสูงสุดจากการประกอบการ
หน่วยครัวเรือน
• หน่วยงานของรัฐหรือส่วนราชการต่างๆ
• มีหน้าที่และความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆในระบบเศรษฐกิจ
• เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เป็นผู้ผลิต และผู้บริโภคในคราวเดียวกัน
• มีบทบาทสาคัญ เช่น การเก็บภาษีจากครัวเรือน การออกกฎหมายเพื่อ
กระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ
หน่วยรัฐบาล
แผนผังแสดงกระแสหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างหน่วยเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจ
แผนผังแสดงบทบาทของรัฐบาลที่มีความสัมพันธ์กับหน่วยเศรษฐกิจอื่นๆ
ระบบเศรษฐกิจใช้กาหนดกระบวนการทางเศรษฐกิจ
• ผลิตอะไร
• ผลิตเพื่อใคร
• จานวนเท่าใด
• จาแนกแจกจ่ายแก่ผู้บริโภคอย่างไร
กระบวนการทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความร่วมมือกันของมนุษย์ในการ
สร้างและใช้ทรัพยากรเพื่อสนองความต้องการระหว่างกันของสมาชิก
ในสังคมที่มีการปฏิบัติคล้ายคลึงกัน
ระบบเศรษฐกิจ
• ระบบเศรษฐกิจที่เอกชนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ ตามกฎหมาย
• เอกชนมีสิทธิควบคุมและปกป้องทรัพย์สินตนเอง และสามารถยกทรัพย์สิน
ให้แก่ผู้อื่นได้
• เอกชนมีเสรีภาพในการผลิตการจาหน่าย และการดาเนินการต่างๆ
ด้วยตนเอง
• รัฐจะไม่เข้าไปควบคุมการผลิตการกาหนดราคาและการจาหน่าย
• กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ดาเนินไปโดยผ่านกลไกราคา
• การแข่งขันกันทางเศรษฐกิจมีสูง
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ข้อดี
1. ทาให้เกิดแรงจูงใจในการผลิตและการทางาน
2. ช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของสินค้าละบริการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
3. บุคคลในระบบเศรษฐกิจมีอิสรเสรีในการใช้ทรัพยากร
4. ผู้บริโภคสามารถบริโภคสินค้าและบริการได้อย่างเป็นธรรม
ข้อเสีย
1. อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจบางกรณี
2. ทาให้รายได้ของประชาชนไม่เท่าเทียมกัน
3. อาจก่อให้เกิดการผูกขาดการผลิตสินค้าและบริการได้
• ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเข้าไปเป็นผู้ควบคุมดาเนินการผลิต
• การดาเนินกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานจะถูกควบคุม
โดยรัฐ
• รัฐเข้าควบคุมกิจการสาธารณูปโภค เช่น ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์
• รัฐจะเข้าไปจัดสวัสดิการให้กับประชาชน
• รัฐเปิดโอกาสให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมีอิสระในการประกอบ
ธุรกิจขนาดย่อม และมีเสรีภาพในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
ข้อดี
1. ประชาชนได้รับการดูแลเกี่ยวกับสวัสดิการของรัฐค่อนข้างดี
2. ช่วยให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรและการกระจายรายได้ที่ดี
3. ช่วยขจัดการแข่งขันด้านโฆษณาที่ไม่เกิดประโยชน์
4. ล้มเลิกการผูกขาดโดยเอกชนในธุรกิจบางชนิด
5. เศรษฐกิจไม่ค่อยผันแปรขึ้นลงมากนัก
ข้อเสีย
1. หากการวางแผนด้านเศรษฐกิจจากส่วนกลางทาได้ไม่ดี ก็ย่อมส่ง
ผลเสียต่อประชาชน
2. ประชาชนไม่มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการดาเนินธุรกิจ
3. ขาดแรงจูงใจที่กระตุ้นให้เกิดการผลิตหรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ
• ระบบเศรษฐกิจที่นาลักษณะบางอย่างของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและ
สังคมนิยมมาผสมผสานกันเป็นระบบใหม่
• เอกชนและรัฐบาลมีส่วนร่วมในการใช้กลไกราคาและวางแผนในกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจ
• เอกชนและรัฐบาลสามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ
• กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่รัฐบาลจะปล่อยให้เอกชนดาเนินการผลิต
• มีการจากัดสิทธิเสรีภาพของเอกชนในธุรกิจบางประเภทที่อาจส่งผลต่อความ
มั่นคงของชาติ
• รัฐมีอานาจเข้าไปแทรกแซงกลไกราคาสินค้าที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม
• รัฐจะเข้าควบคุม และส่งเสริมผู้ประกอบการโดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ
กระตุ้นเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
ข้อดี
1. มีความคล่องตัวในการดาเนินการ
2. มีการนารายได้มาเฉลี่ยให้ผู้ทางานตามกาลังความสามารถ
3. สินค้าและบริการมีคุณภาพและประชาชนสามารถเลือกบริโภคได้
4. เอกชนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐ รวมถึงสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ
ข้อเสีย
1. แรงจูงใจในการผลิตสินค้าของเอกชนอาจมีไม่มากพอ
2. การดาเนินการอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง
รวดเร็ว
3. การวางแผนจากส่วนกลางเพื่อประสานประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนทาได้ยาก
4. การดาเนินการของรัฐในธุรกิจบางประเภทยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเอกชน
ตลาด
สถานที่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีการติดต่อกันได้โดยสะดวกจนสามารถ
ทาการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้
1. ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค
• ตลาดจะทาหน้าที่เป็นตัวกลางนาข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคมาให้ผู้ผลิต
• ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
• ช่วยลดความสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้า
ความสาคัญของตลาดในระบบเศรษฐกิจ
2. ช่วยให้ผู้บริโภคมีมาตรฐานครองชีพสูงขึ้น
• ตลาดช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าอยู่เสมอ
• ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลาย
• สินค้าที่วางขายมีคุณภาพดีและมีราคาถูก
3. ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวสูงขึ้น
• ตลาดช่วยให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น
• เมื่อมีงานทาก็จะทาให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น
• เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อขนาดของตลาด
• ระบบการคมนานาคมและการสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว
• ลักษณะของสินค้าที่เหมาะสม
• นโยบายทางการค้าของรัฐที่เอื้อต่อการลงทุน ตลาดการค้า
จะขยายตัวได้เร็ว
คนกลางในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคมีหลายระดับ
คนกลางในตลาด
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด
พ่อค้าคนกลางในตลาดปลายทาง
พ่อค้าคนกลางในพื้นที่
ส่งออกต่างประเทศ ส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์
พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น
ตลาดสินค้าตามชนิดของสินค้า
ตลาดที่มีการซื้อขายสินค้า
อุปโภคบริโภคโดยผู้ซื้อนาไป
บริโภคโดยตรง เช่น อาหาร
เสื้อผ้า
ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค
ตลาดที่มีการซื้อขายปัจจัยการ
ผลิตเพื่อนาไปใช้ผลิตสินค้าและ
บริการ เช่น รถไถ เครื่องสูบน้า
เครื่องสีข้าว เป็นต้น
ตลาดปัจจัยการผลิต
ตลาดที่มีการติดต่อตกลงกันเรื่อง
เงินและทุน เช่น การกู้ยืม การซื้อ
ขายหลักทรัพย์การซื้อขาย
เงินตราต่างประเทศ
ตลาดเงินและตลาดทุน
ตลาดสินค้าตามการดาเนินการของผู้ขาย
ตลาดที่มีการขายสินค้าครั้งละมากๆ โดยจาหน่ายให้พ่อค้าคน
กลางเพื่อนาสินค้าไปขายตรงให้ผู้บริโภคอีกทีหนึ่ง
ตลาดขายส่ง
ตลาดที่มีการขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง
ตลาดขายปลีก
ตลาดสินค้าตามชนิดของสินค้า
เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นบุคคล
หรือครัวเรือนที่ซื้อสินค้าไปเพื่อ
อุปโภคบริโภคในครัวเรือน
ตลาดผู้บริโภค
เป็นการซื้อสินค้าของผู้ผลิตเพื่อ
นาไปแปรรูปหรือใช้ในการผลิต
สินค้าเพื่อจาหน่ายอีกทอดหนึ่ง
ตลาดผู้ผลิต
เป็นการซื้อสินค้าของผู้ประสงค์
จะนาสินค้าไปขายต่อโดยหวัง
ผลกาไรอีกทอดหนึ่ง
ตลาดผู้ขายต่อ
เป็นการซื้อสินค้าของหน่วยงาน
ราชการเพื่อนาไปใช้ใน
องค์การต่างๆ
ตลาดรัฐบาล
ตลาดสินค้าตามลักษณะการแข่งขัน
• ตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีจานวนมาก
• สินค้าที่ซื้อหรือขายต้องมีลักษณะอย่าง
เดียวกัน
• ผู้ซื้อและผู้ขายจะมีความรอบรู้สภาวะตลาด
อย่างดี
• การติดต่อซื้อขายสามารถทาได้โดยสะดวก
• หน่วยธุรกิจสามารถเข้าหรือออกจากธุรกิจ
การค้าได้โดยเสรี
ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์
• ตลาดผูกขาด
• ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
• ตลาดผู้ขายน้อยราย
ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างไม่สมบูรณ์
การกาหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน
อุปสงค์
ความเต็มใจและ
ความสามารถของผู้ซื้อในการ
จ่ายเงินซื้อสินค้าในปริมาณ
ต่างๆ ณ ระดับราคาต่างๆ ของ
สินค้าชนิดนั้นในช่วงเวลาใด
เวลาหนึ่ง
กฎของอุปสงค์
หาสินค้ามีราคาต่าลง ผู้บริโภค
ก็มีความยินดีที่จะซื้อสินค้าในปริมาณ
เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากสินค้ามี
ราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคก็มีความยินดีที่จะ
ซื้อสินค้าในปริมาณที่ต่าลง
อุปสงค์
ความเต็มใจและความสามารถของผู้ซื้อในการจ่ายเงินซื้อสินค้าในปริมาณต่างๆ ณ ระดับ
ราคาต่างๆ ของสินค้าชนิดนั้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
กฎของอุปสงค์
หาสินค้ามีราคาต่าลง ผู้บริโภคก็มีความยินดีที่จะซื้อสินค้าในปริมาณเพิ่มขึ้น ในทาง
กลับกัน หากสินค้ามีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคก็มีความยินดีที่จะซื้อสินค้าในปริมาณที่ต่าลง
การกาหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน
อุปทาน
ปริมาณสินค้าหรือ
บริการที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายยินดี
ขายหรือผลิตให้กับผู้ซื้อ ณ
ระดับราคาต่างๆ ตามที่ตลาด
กาหนดให้
กฎของอุปทาน
หากราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณ
เสนอขายก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากสินค้ามี
ราคาต่าลง ปริมาณการเสนอขายก็จะ
ลดลง
การกาหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน
อุปทาน
ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายยินดีขายหรือผลิตให้กับผู้ซื้อ ณ ระดับราคา
ต่างๆ ตามที่ตลาดกาหนดให้
กฎของอุปทาน
หากราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณเสนอขายก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากสินค้ามีราคาต่าลง
ปริมาณการเสนอขายก็จะลดลง
กราฟ แสดงเส้นอุปทานแต่ละบุคคลและเส้นอุปทานรวมในการผลิตปากกา
• ตามกฎของอุปสงค์และอุปทานปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อและผู้ขายต้องการขาย
จะปรับตัวตามราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
• การปรับตัวของจานวนการซื้อและจานวนการขายในลักษณะตรงกันข้ามกันทาให้จานวนการ
ซื้อและจานวนการขายเท่ากันพอดี ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง เรียกว่า ราคาดุลยภาพ
• ณ ระดับราคาที่ต่ากว่าราคาดุลยภาพ จะทาให้เกิดอุปสงส่วนเกิน ราคาสินค้าจะสูงขึ้น
• ณ ระดับราคาที่อยู่สูงกว่าราคาดุลยภาพ ทาให้เกิดอุปทานส่วนเกิน ราคาสินค้าจะลดต่าลง
การกาหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน
ข้อดีและข้อเสียของการกาหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน
ข้อดี
1. ช่วยให้ผู้ผลิตจัดสรรปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
2. ทาให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ผู้ผลิตได้กาไรสูงขึ้น
3. ช่วยให้มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตตามกลไกราคาอย่างเหมาะสม
4. ช่วยให้การใช้ปัจจัยการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อเสีย
1. ผู้ดาเนินการผลิตจะต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลาตามภาวะตลาด
2. ผู้ผลิตที่ขาดความรู้และประสบการณ์อาจประสบภาวะกาไรตกต่าหรือการขาดทุน
3. ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าในราคาที่เปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทาน
4. ประชาชนส่วนใหญ่อาจต้องประสบปัญหาค่าครองชีพจากราคาสินค้าในตลาด
1. สภาวะทางเศรษฐกิจ
ในภาวะเศรษฐกิจดี ผู้ผลิตอาจกาหนดราคาสินค้าให้สูงขึ้นเพราะประชาชนมี
กาลังการซื้อมาก
ในภาวะเศรษฐกิจตกต่า การกาหนดราคาอาจต่าลงกว่าปกติ เพื่อจูงใจให้มีผู้ซื้อ
สินค้าเพิ่มขึ้น
2. สภาวะการแข่งขันในตลาด
ในกรณีที่ตลาดมีการแข่งขันสูงมีผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันจานวนมากผู้ผลิต
อาจต้องกาหนดราคาสินค้าให้ใกล้เคียงกับธุรกิจอื่น เพราะถ้าหากสินค้ามีราคาสูงกว่าผู้อื่น
ก็อาจขายสินค้าได้น้อยลง
หลักในการกาหนดราคาในเชิงกลยุทธ์
3. ต้นทุนการผลิตและการจาหน่าย
สินค้าหลายชนิดมักกาหนดราคาสินค้าโดยบวกเพิ่มเข้าไปกับต้นทุนการผลิต
ซึ่งการบวกเพิ่มนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้า สภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขันในตลาด
4. กลุ่มเป้าหมายและลักษณะของสินค้า
ผู้ผลิตจะกาหนดราคาสินค้าโดยคานึงถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเช่น หาก
สินค้าที่ผลิตมีกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่รายได้สูง ก็จะกาหนดราคาสินค้าให้สูงกว่าปกติ
หลักในการกาหนดราคาในเชิงกลยุทธ์
• การกาหนดราคาโดยบวกเพิ่มเข้าไปกับ
ต้นทุนที่ประมาณได้
• การกาหนดราคาสินค้าที่ขายให้
แตกต่างกันตามปริมาณสินค้าที่ซื้อ
• การกาหนดราคาขายให้แตกต่างกัน
ตามลักษณะของผู้ซื้อ
• การกาหนดราคาสินค้าตามช่วงเวลาที่
ต่างกัน
รูปแบบการกาหนดราคาสินค้าในเชิงกลยุทธ์
ข้อดีและข้อเสียของการกาหนดราคาเชิงกลยุทธ์
ข้อดี
1. ในกรณีที่ตลาดมีการแข่งขันกันน้อย ผู้ผลิตสามรถกาหนดราคาสินค้าได้สูงทาให้ได้กาไรมาก
2. ผู้ผลิตสามารถกาหนดราคาสินค้าเพื่อให้ได้กาไรตามต้องการได้โดยง่าย
3. ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถกาหนดราคาได้เหมาะสม ตรงตามกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย
4. การกาหนดราคาเชิงกลยุทธ์ช่วยส่งเสริมการขายและดึงดูดผู้บริโภคในทางหนึ่ง
ข้อเสีย
1. ในตลาดมีการแข่งขันน้อย ผู้ผลิตมีอานาจในการกาหนดราคาสินค้าสูง ทาให้เกิดการผูกขาด
ราคาสินค้าแพงกว่าความเป็นจริง
2. ในภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผู้ผลิตไม่สามารถกาหนดราคาสินค้าของตนให้สูงกว่าผู้อื่น
ได้ส่งผลให้ได้กาไรน้อย
3. ผู้ผลิตที่ขาดความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจอาจต้องขาดทุนจากการกาหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับ
ภาวะตลาด
• บทบาทในการให้การส่งเสริม
เศรษฐกิจ
1. การสร้างถนนเพื่อการคมนาคมขนส่ง
2. การสร้างสนามบินที่ทันสมัย
3. การสร้างระบบไฟฟ้า ประปาอย่าทั่วถึง
4. การพัฒนาระบบสื่อสารที่มีความ
สะดวกรวดเร็ว
5. การออกกฎหมายระเบียบ ที่ส่งเสริม
การค้าและการลงทุน
บทบาทของรัฐในการดาเนินการทางเศรษฐกิจ
• บทบาทในการจัดการและการควบคุม
1. การประกันและพยุงราคาสินค้าเกษตร
2. การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ไม่ให้สูงเกินจริง
3. การอุดหนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลด
ต้นทุนการผลิตสินค้า
4. การเข้าควบคุมการผลิตสินค้าเพื่อให้
เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
กลไกสาคัญในการกาหนดค่าจ้าง คือ อุปสงค์ต่อแรงงาน และอุปทานของแรงงาน
กลไกในการกาหนดอัตราค่าจ้างแรงงาน
กราฟ แสดงการกาหนดค่าจางแรงงานอุปสงค์
และอุปทานของแรงงาน
• กาหนดให้มีคณะกรรมการค่าจ้าง เพื่อทาหน้าที่พิจารณากาหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่า
• คณะกรรมการค่าจ้าง ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นประธาน
ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล 4 คน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 5 คน และผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง 5 คน
• คณะกรรมการค่าจ้างมีอานาจหน้าที่
1. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้าง
2. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อของคาแนะนาในการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน
3. กาหนดอัตราค่าจ้างพื้นฐานขั้นต่า
4. กาหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่าที่ลูกจ้างได้รับตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม
5.เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาระบบค่าจ้าง
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
• อัตราค่าจ้างที่ได้รับอยู่ในขณะนั้น
• ดัชนีค่าครองชีพ
• อัตราเงินเฟ้อ
• มาตรฐานการครองชีพ
• ต้นทุนการผลิต
• ราคาสินค้าความสามารถของธุรกิจ
• คุณภาพของแรงงาน
• ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ
• สภาพเศรษฐกิจและสังคม
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้กาหนดอัตราค่าจ้าง
แรงงานขั้นต่า อยู่ที่ 300 บาท ต่อวัน
ปัจจัยที่ใช้พิจารณาอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่าของไทย

หน่วยที่ 2 ระบบเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน