Your SlideShare is downloading. ×
การศึกษา
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

0 Comments
6 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
5,032
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
58
Comments
0
Likes
6
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การศึกษา Education
    • พืชงอกงามโดยการปลูก
    • มนุษย์ งอกงามได้ โดยการศึกษา
  • 2. องค์การสหประชาชาติ ( UN )
    • 1. ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้อง
    • ให้เปล่า
    • 2. การศึกษาจะต้องเป็นไปในทางการพัฒนา
    • บุคลิกภาพ ของมนุษย์อย่างเต็มที่
    • 3. บิดา มารดา มีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกชนิด
    • ของการศึกษาอันจะให้ แก่บุตรของตน
  • 3. การศึกษา ( Education)
    • หมายถึง กระบวนการ ดำเนินงาน
    • พัฒน ามนุษย์ให้มีพฤติกรรม
    • อันพึงประสงค์
  • 4. ปัจจัยที่กำหนด พฤติกรรมของมนุษย์ การรับรู้ (Perception) การเรียนรู้ (Learning) สติปัญญาและความคิด (Intelligence and Thought) ความเชื่อและค่านิยม (Belief and Value) เจตคติ (Attitude) อารมณ์ (Emotion) แรงจูงใจ (Motivation)
  • 5. การรับรู้ คือ การสัมผัสที่มีความหมาย เริ่มจากการใช้ ประสาทสัมผัส และเป็น การ แปลความหมาย การสัมผัสที่ได้รับ ให้เข้าใจทั้งตนเองและผู้อื่น โดยต้อง อาศัย ประสบการณ์เดิม หรือความรู้เดิม 1. การรับรู้ (Perception)
  • 6. สิ่งเร้า การรับรู้ การตอบสนอง การแปลความหมาย จากประสบการณ์เดิม กระบวนการรับรู้
  • 7. * การตอบสนองสิ่งเร้าได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย 1. ประสบการณ์ที่ผ่านมา 2. ความต้องการและความสนใจ ในขณะนั้น 3. สภาพแวดล้อมและลักษณะ ของสิ่งเร้าที่มาเร้า
  • 8. การรับรู้จะเกิดขึ้นต้องประกอบด้วย กระบวนการที่สำคัญดังนี้ 1. การสัมผัสหรืออาการสัมผัส 2. ชนิดและธรรมชาติของสิ่งเร้า 2.1 สิ่งเร้าที่ทำให้ตามองเห็น 2.2 สิ่งเร้าที่ทำให้หูได้ยิน
  • 9. 2.3 สิ่งเร้าที่ทำให้จมูกได้กลิ่น 2.4 สิ่งเร้าที่ทำให้ลิ้นรับรส 2.5 สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการสัมผัส ทางผิวหนัง
  • 10. 3. การแปลความหมายจากอาการสัมผัส 3.1 สติปัญญา 3.2 การสังเกตพิจารณา 3.3 ความสนใจและตั้งใจ 3.4 คุณภาพของจิตใจในขณะนั้น
  • 11. 4. การใช้ความรู้เดิม 4.1 เป็นความรู้ถูกต้อง แน่นอน และชัดเจน 4.2 ต้องมีปริมาณมากหรือสะสมไว้ มากๆหรือรู้หลายๆอย่าง ช่วยให้แปล ความหมายได้ถูกต้อง
  • 12. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ 1. ความตั้งใจ (Attention) 1.1 สิ่งเร้าภายนอก 1.1.1 ขนาดใหญ่ 1.1.2 ระดับความเข้ม 1.1.3 กระทำซ้ำๆ
  • 13. 1.1.4 การเคลื่อนที่หรือการเปลี่ยน ระดับ 1.1.5 การตัดกัน 1.1.6 สีเข้ม 1.2 สิ่งเร้าภายใน 1.2.1 ความสนใจชั่วขณะ 1.2.2 ความสนใจที่ติดเป็นนิสัย
  • 14. 2. การเตรียมพร้อมที่จะรับรู้ สภาพ ของจิตใจที่สงบและแน่วแน่ 3. ความต้องการ สภาวะของจิตใจ ที่อยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
  • 15. การสัมผัสกับการรับรู้ 1. การมองเห็น แสงจะกระตุ้นเซลล์ ประสาทรับความรู้สึกในจอตา เซลล์ประสาทตาจะนำเอากระแส ความรู้สึกที่ตาส่งไปยังสมอง
  • 16. เซลล์ประสาทที่สมองจะส่งกระแส ความรู้สึกกลับมาที่ประสาทการมองเห็น
  • 17.  
  • 18.  
  • 19. 2. การได้ยิน เมื่อมีการสั่นสะเทือน หรือคลื่นเสียงจะเป็นตัวกระตุ้นที่ อวัยวะรับการรู้สึกทางเสียง รับกัน เป็นทอดๆจาก หูส่วนนอก หูส่วน กลาง และหูส่วนใน
  • 20. ซึ่งมีของเหลวอยู่ในโพรงรูปหอยทาก และที่นี่เป็นที่คลื่นเสียงมาถึงเซลล์ ประสาทรับความรู้สึกแล้วส่งต่อไปยัง กระแสประสาทนำความรู้สึกสู่สมอง โดยผ่านประสาทการได้ยิน
  • 21.  
  • 22. 3. การได้กลิ่น เกิดจากสิ่งเร้าจำพวก สารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศไปกระตุ้น ความรู้สึกในจมูกที่มีเซลล์ประสาท รับกลิ่น และจะกระตุ้นให้เกิดกระแส ประสาทซึ่งจะถูกส่งไปยังอวัยวะ
  • 23. ส่วนล่างอยู่ตอนหน้าของสมอง บริเวณเหนือเพดานจมูก กระแส ประสาทจะส่งต่อไปยังสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ตีความเกี่ยวกับกลิ่น
  • 24.  
  • 25. 4. การรู้รส สารเคมีไปกระตุ้นปุ่มรับรู้ รสที่มีกระจายอยู่ทั่วบริเวณลิ้นด้านบน และข้างๆ
  • 26.  
  • 27. 5. การสัมผัสผิว ผลกระทำของตัวรับ ความรู้สึก 3 ชนิดที่ทำงานผสมผสานกัน คือ แรงกด อุณหภูมิ และความเจ็บปวด ยังมีความรู้สึกการเคลื่อนไหวและการ ทรงตัว
  • 28.  
  • 29.  
  • 30. ทัศนมายา (Illusion) หมายถึง การรับรู้สิ่งเร้าต่างๆ ผิดพลาด อันเนื่องมาจากสิ่งเร้าเอง หรือส่วน ประกอบอื่นๆ มาตกแต่ง หรือความเชื่อ ที่บุคคลมีอยู่ในการรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • 31. การเกิดทัศนมายา 1. การเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใด 2. ขนาดสัมพันธ์กัน
  • 32. 3. การเกิดมุมหรือการตัดกันของเส้นตรง
  • 33. 4. เกิดขึ้นเนื่องจากผู้รับรู้ตีความหมาย ลึกตามหลักสัดส่วนที่ปรากฎแก่สายตา เช่น การรับรู้ภาพลวงตาพอนโซ (Ponzo Illusion)
  • 34.  
  • 35.  
  • 36.  
  • 37.  
  • 38. ความสำคัญของการรับรู้ 1. การรับรู้กับการเกิดเจตคติ 2. การรับรู้กับสุขภาพจิต 3. การรับรู้กับการเรียนรู้การแก้ปัญหา
  • 39. ความหมาย 2. การเรียนรู้ (Learning) วุฒิภาวะ (Maturity) หมายถึง กระบวนการของความเจริญเติบโต หรือการเปลี่ยนแปลงในร่างกายมนุษย์
  • 40. ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างมีระบบ ระเบียบ โดย ไม่มีอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ภายนอก เช่น ความพร้อมของกล้ามเนื้อ ต่อมต่างๆที่ช่วยให้เกิดพฤติกรรม
  • 41. การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมหรือ การแสดงออกที่มีผลจากประสบการณ์ หรือการฝึก การเรียนรู้มี 3 ชนิดคือ
  • 42. 1. การเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไข (Condition Learning) 1.1 การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Condition Learning) 1.2 การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Condition Learning)
  • 43.  
  • 44.  
  • 45.  
  • 46. 2. การเรียนรู้แบบการหยั่งเห็น (Insignt Learning) โคเลอร์ทดลองกับลิงซิมแปนซี
  • 47.  
  • 48. ความสำคัญของการเรียนรู้แบบหยั่งเห็น 1) ผลลัพท์ของการแก้ปัญหาจะ เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดเสมอ 2) ประสบการณ์ในอดีตมีส่วน ช่วยให้เกิดการหยั่งเห็น
  • 49. 3) การหยั่งเห็นเกิดจากการที่ ร่างกายของผู้เรียนรับรู้ความสัมพันธ์ ของเหตุการณ์ที่ปรากฎอยู่
  • 50. 3. การเรียนรู้แบบตอบสนองหลายๆอย่าง (Multiple Response Learning) 1) การเรียนรู้ทักษะประเภทสัมผัส และกล้ามเนื้อ
  • 51. 2) การเรียนแบบท่องจำขึ้นใจ 1. จำแบบลำดับ 2. จำแบบคู่สัมพันธ์ 3) การเรียนรู้แบบใช้เครื่องหมาย 4. การปรับตัวของมนุษย์
  • 52. ทฤษฎีการเรียนรู้ 1. กลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมนิยม 1.1 ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข แบบคลาสสิก 1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้เงื่อนไข การกระทำ
  • 53. 1.3 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสัมพันธ์ เกี่ยวโยง (Connection’s Theory) ธอร์นไดด์ เน้นเรื่องการลองผิดลองถูก ทดลองกับแมว
  • 54. ธอร์นไดด์วางกฎแห่งการเรียนรู้ 3 กฎ 1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) 3. กฎแห่งผลได้ (Law of Effect)
  • 55. 2. กลุ่มทฤษฎีปัญญาสังคม พัฒนา มาจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ แบนดูร่า อธิบายว่า การเรียนรู้ของ มนุษย์ส่วนหนึ่งเกิดจาก การเลียนแบบ จากตัวแบบ (Model)
  • 56. มนุษย์เรียนรู้จากการสังเกตและ คิดเชิงเหตุผลจากตัวแบบ
  • 57. 3. สติปัญญาและความคิด (Intelligence and Thought) ความหมาย สติปัญญา (Intelligence) หมายถึง สภาพของสมองที่แสดงความสามารถ ในด้าน การจำ การคิด ( คิดอย่างมีเหตุผล
  • 58. คิดเป็นนามธรรม คิดอย่างสร้างสรรค์ ) การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ( เฉพาะหน้า ) และ การปรับตัว ของบุคคลต่อสถานการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 59. แหล่งของสติปัญญา 1. อวัยวะรับความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัส 2. กล้ามเนื้อ 3. สมองและระบบประสาทส่วนกลาง
  • 60. ความสำคัญของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อพัฒนาการทางสติปัญญา 1. อิทธิพลของพันธุกรรมต่อความสามารถ ทางสติปัญญา * การถ่ายทอดของยีน (Gene) * เพศ * ขนาดของครอบครัว และอัตราเกิด
  • 61. ศักยภาพทางสติปัญญาได้รับถ่ายทอด จากพันธุกรรม แต่ความสามารถใน การใช้ศักยภาพทางสติปัญญาได้รับ อิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม
  • 62. 2. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อ ความสามารถทางสติปัญญา * ฐานะทางสังคม * เศรษฐกิจของครอบครัว * โอกาสในการศึกษา * ภาวะโภชนาการในระยะแรกๆ ของชีวิต
  • 63. * ปัจจัยสภาพแวดล้อมบางอย่าง ที่ส่งผลต่อบุคคลเป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น การเจ็บป่วย การได้รับรางวัล การถูกลงโทษ
  • 64. การวัดเชาวน์ปัญญาและแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา * นักจิตวิทยา นักวัดผล และนักวิทยา - ศาสตร์สร้างเครื่องมือวัดเชาวน์ปัญญา ที่เป็นวิทยาศาสตร์เป็นเวลาประมาณ 100 กว่าปีเริ่มจากยุโรปราวศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
  • 65. ฌอง เอสกิโรล์ (Jean Esquirol) * แบ่งระดับความเสื่อมของสมอง ออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ โดยใช้ ความสามารถทางภาษาเป็นเกณฑ์
  • 66. ลักษณะที่ 1 ลักษณะโง่ 1) โง่น้อย ใช้ภาษาเข้าใจ ใกล้เคียงกับคนปกติ แต่เรียนรู้ และรับรู้ช้ากว่า 2) โง่มาก เข้าใจคำพูดที่เป็น ประโยคได้ รู้คำศัพท์น้อยลง
  • 67. ลักษณะที่ 2 ลักษณะปัญญาอ่อน 1) ปัญญาอ่อนน้อย เข้าใจภาษา พูดเป็นคำๆ 2) ปัญญาอ่อนปานกลาง เข้าใจ การแสดงกิริยาท่าทางมากกว่า เข้าใจภาษาพูดและภาษาเขียน ชอบร้องไห้
  • 68. 3) ปัญญาอ่อนมาก ไม่เข้าใจ ภาษาและท่าทางเลย พึ่งพาผู้อื่น เสมอ
  • 69. เออดัวด์ เซอแกวง (Edouard Seguin)
  • 70.
    • เป็นผู้บุกเบิกการฝึกฝนบุคคล
    • ที่มีอาการเสื่อมทางสมอง โดย
    • ตั้งโรงเรียนขึ้น
  • 71. * เชื่อว่าบุคคลที่มีอาการเสื่อมทาง สมอง ถ้าได้รับการช่วยเหลืออย่าง ถูกต้องสามารถปรับปรุงพฤติกรรม ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและ สังคมของพวกเขาได้
  • 72. * ในปี ค . ศ 1848 เซอแกวงฝึกฝน บุคคลด้วยวิธีการต่างๆที่เรียกว่า “ การฝึกการสัมผัส (Sense-training) และ “การฝึกกล้ามเนื้อ (Muscle -training)”
  • 73. * สร้างแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา ไม่ใช้ภาษา คือ Sequin Form Board
  • 74. เซอร์ ฟรานซิส แกลตัน (Sir Francis Galton)
  • 75. * เป็นบุคคลแรกที่พยายามใช้วิธีการ ทดสอบในการวัดเชาวน์ปัญญา
  • 76. * สนใจเรื่องพันธุกรรม ต้องการวัด คุณลักษณะของคนที่เกี่ยวข้องกัน ทางสายโลหิต โดยสร้างเครื่องมือ ที่สามารถวัดลักษณะทางกายและ จิตใจ เรียกว่า “ Galton Bar”
  • 77. * Galton Bar สามารถวัดลักษณะ ใหญ่ๆได้ 3 ประเภท 1) ความเร็วในการมองเห็น (Keeness of Vision) 2) ความเร็วในการได้ยิน (Keeness of Hearing)
  • 78. 3) การประสานงานของอวัยวะ ต่างๆ (Motor Coordination) * ผลการทดสอบพบว่าคนที่เกี่ยวข้อง ทางสายโลหิตมีลักษณะคล้ายคลึงกัน
  • 79. เจมส์ แมคคีน แคทเทลล์ (James Mckeen Cattell)
  • 80. * เป็นบุคคลแรกที่ใช้ “การทดสอบ ทางสมอง (Mental test)”
  • 81. วัดด้านต่างๆ เช่น ความแข็งแกร่งของ กล้ามเนื้อ ความรวดเร็วในการเคลื่อนไหว ความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด ความเฉียบคมในการมองเห็นและการได้ยิน การจำแนกน้ำหนัก ความไวในการตอบ - สนอง ความจำ ความแม่นยำในการ เคลื่อนไหวด้วยมือ ฯลฯ
  • 82. อัลเฟรด บิเนต์ (Alfred Binet)
  • 83. * ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ บิดาแห่งเชาวน์ปัญญา”
  • 84. * ปี ค . ศ 1905 อัลเฟรด บิเนต์ และ ธีโอดอร์ ซีมอง สร้างแบบทดสอบชื่อ “ บิเนต์ - ซีมอง สเกล (Binet-Simon Scale)” โดยเน้นหนักด้านการตัดสินใจ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆและความมีเหตุผล
  • 85. * ปี ค . ศ . 1908 แบบทดสอบชุด บิเนต์ - ซีมองปรับปรุงให้สามารถ วัดเชาวน์ปัญญาเด็กที่มีอายุระหว่าง 3-11 ปี
  • 86. * ปี ค . ศ . 1911 แบบทดสอบชุด บิเนต์ - ซีมองปรับปรุงให้สามารถ วัดเชาวน์ปัญญาเด็กที่มีอายุระหว่าง 3-18 ปี
  • 87. * ปี ค . ศ . 1916 เลวิส เอ็ม เทอร์แมน นำแบบทดสอบชุดบิเนต์ - ซีมอง ของปี ค . ศ . 1905 ไปปรับปรุงใหม่ ใช้ชื่อว่า “ แบบทดสอบสแตนฟอร์ด - บิเนต์ วัดเชาวน์ปัญญาเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-16 ปี”
  • 88. * แต่ละระดับอายุจะมี 6 ข้อทดสอบ ให้คะแนนเป็นอายุสมอง (Mental age) ข้อละ 2 เดือนของระดับอายุ นั้น จะใช้อายุสมองเป็นเกณฑ์ใน การเปรียบเทียบ
  • 89. วิลเลี่ยม สเติร์น (William Stern)
  • 90. * มีความเห็นว่าการรู้อายุสมอง (Mental age หรือ MA) เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถ บอกได้ว่าฉลาดหรือโง่ จนกว่าจะได้เทียบ กับอายุจริง (Chronological age หรือ CA)
  • 91. * สเติร์นเป็นบุคคลแรกที่บัญญัติคำว่า “ ระดับเชาวน์ปัญญาหรือเกณฑ์ภาคเชาวน์” (Intelligence Quotient หรือ IQ) อายุสมอง (M.A) I.Q = X 100 อายุจริง (C.A)
  • 92. เดวิด เวคสเลอร์ (David Wechsler)
  • 93. * สร้างแบบทดสอบสำหรับผู้ใหญ่ขึ้น ในปี ค . ศ . 1939 ชื่อว่า “เวคสเลอร์ เบลเลวู สเกล” (Wechsler Bellevue Scale)
  • 94. * ค . ศ . 1949 เวคสเลอร์สร้างแบบทดสอบ เชาวน์ปัญญาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เรียกว่า Wechsler Intelligence Scale for Children หรือ WISC
  • 95. * ปี ค . ศ . 1955 The Wechsler Bellevue Intelligence Scale) เปลี่ยนชื่อเป็น Wechsler Adult Intelligence Scale หรือ WAIS
  • 96. * ปี ค . ศ . 1960 เวคสเลอร์สร้างแบบ ทดสอบเชาวน์สำหรับเด็กอายุ 4-6 ปีครึ่ง ชื่อว่า Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence หรือ WPPSI
  • 97. การวัดระดับสติปัญญาในประเทศไทย * พ . ศ . 2470-2475 พระยาเมธาธิบดี * ศาสตราจารย์ ดร . มล . ตุ้ย ชุมสาย “ แบบทดสอบวิสัยสามารถ ในการเรียนรู้”
  • 98. * ศาสตราจารย์ ดร . ชัชวาล แพรัตกุล เป็นบุคคลแรกที่สร้างแบบทดสอบ มาตรฐานวัดความถนัดทางการเรียน เมื่อปี พ . ศ . 2513
  • 99. ?
  • 100. ?
  • 101. ?
  • 102. ความคิด (Thought) 1. การคิดที่ไม่มีจุดมุ่งหมายหรือ การคิดแบบเชื่อมโยง (Associative Thinking) คือการปล่อยจิตใจไป เรื่อยๆ ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด
  • 103. 1) การเชื่อมโยงเสรี (Free Association) 2) การฝันกลางวัน (Day Dreaming) หรือ เพ้อฝัน (Fantasy) 3) การฝันขณะหลับ (Night Dreaming)
  • 104. 2. การคิดที่มีจุดมุ่งหมาย (Directed Thinking) เป็นการคิดทบทวน เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด 1) การอุปนัย (Induction) หมายถึง การสรุปกฎเกณฑ์จากผลการสังเกต เป็นบางส่วน
  • 105. 2) การนิรนัย (Deduction) หมายถึง การคิดจากข้อความหนึ่งไปยังอีก ข้อความหนึ่งตามหลักตรรกวิทยา 3) การแก้ปัญหา (Problem Solving)
  • 106. ทฤษฎีพัฒนาการการคิดของฌอง เพียเจท์ 1. ขั้นใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (Sensorimotor phase) อายุ 0-2 ปี เด็กพัฒนาสติปัญญา โดยการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ ประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว เพื่อรับรู้และกระทำต่างๆ
  • 107. 2. ขั้นเริ่มคิดเริ่มเข้าใจ (Preopera- tional thought period) 2.1 คิดเบื้องต้น (Preopera- tional) 2-4 ปี 2.2 คิดออกเอง โดยไม่ต้อง ใช้เหตุผล (Intuitive) 4-7 ปี
  • 108. 3. ขั้นใช้ความคิดเชิงรูปธรรม (Concrete operation) 7-12 ปี คิดอย่างมีเหตุผล รู้จักแบ่งแยก จัดหมวดหมู่ ลำดับสิ่งของต่างๆ จากเล็ก ไปใหญ่
  • 109. 4. ขั้นใช้ความคิดเชิงนามธรรม (Cognitive Thought หรือ Formal operation) 12 ปีขึ้นไป คิดรวบยอด คิดในเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความหมาย ตั้งข้อ สมมติฐานและทดสอบข้อสมมติฐานได้
  • 110. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคิดและ วิธีส่งเสริมการรู้คิด 1. ครอบครัวกับการอบรมเลี้ยงดู 1) พ่อแม่ควรระลึกว่าพัฒนาการ ทุกด้านเกี่ยวข้องกัน 2) พ่อแม่จัดหาประสบการณ์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก
  • 111. 3) ฝึกเด็กให้รู้จักพึ่งตนเองอย่างอิสระ 4) พ่อแม่และสมาชิกทุกคนใน ครอบครัวรวมทั้งเด็กต้องช่วยกันสร้าง สัมพันธ์อันดีและสร้างสรรค์ต่อกัน
  • 112. 2. โรงเรียน 1) โรงเรียนสามารถตอบสนองความ ต้องการและความสนใจของเด็ก 2) ครูต้องเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติ ของเด็ก 3) เนื้อหาในหลักสูตรและวิธีสอน ควรสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก
  • 113. 4) โรงเรียนต้องถือเป็นหน้าที่สำคัญ ในการจัดประสบการณ์ที่มีความหมาย แก่เด็ก
  • 114. 4. ความเชื่อและค่านิยม (Belief and Value) ความเชื่อ หมายถึง ความคิดและความเข้าใจของ บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นเหตุ ให้บุคคลแสดงพฤติกรรม
  • 115. ประเภทของความเชื่อ โรคีช ประเภทของความเชื่อมี 4 ประเภท 1. ความเชื่อตามที่เป็นอยู่ สิ่งใดจริง - เท็จ ถูก - ผิด 2. ความเชื่อเชิงประเมินค่า แฝงความ รู้สึก
  • 116. 3. ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำ - ไม่ ควรทำ 4. ความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุ
  • 117. การเกิดความเชื่อ 1. การเกิดของความเชื่อที่เกิดจาก ประสบการณ์ตรง 2. การเกิดของความเชื่อที่เกิดจากการ อนุมาน
  • 118. * การอนุมานลักษณะเดียวกันของ ที่หมายประเภทเดียวกัน * การอนุมานจากความเชื่อหลายอย่าง ที่เกิดจากประสบการณ์ตรง * การอนุมานจากความเชื่ออย่างเดียว ที่ได้รับข่าวสารมา
  • 119. * การอนุมานจากความเชื่อหลายอย่าง ที่ได้รับข่าวสารมา * การอนุมานจากความเชื่อที่เกิดจาก ประสบการณ์ตรงผนวกกับความเชื่อ ที่เกิดจากการได้รับข่าวสาร
  • 120. การเปลี่ยนความเชื่อ 1. การเปลี่ยนความเชื่อที่เกิดจาก ประสบการณ์ตรง 2. การเปลี่ยนความเชื่อที่เกิดจากการ ได้รับข่าวสาร
  • 121. 3. การเปลี่ยนความเชื่อที่เกิดจากการ อนุมาน ชักชวนตามประเพณี ชักชวนทางลบ ชักชวนทางบวก
  • 122. ค่านิยม หมายถึง ความคิดของบุคคลที่มีต่อ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า
  • 123. ลักษณะของค่านิยม 1. ค่านิยมส่วนบุคคล 2. ค่านิยมของสังคม
  • 124. ความสำคัญของค่านิยม 1. ค่านิยมเป็นตัวนำทางในการดำเนินชีวิต 2. ค่านิยมเป็นมาตรฐานในการตัดสินใจ ตนเองและผู้อื่น 1) ค่านิยมนำบุคคลให้มีจุดยืนในเรื่องที่ โต้แย้งกันทางสังคม
  • 125. 2) ค่านิยมกำหนดล่วงหน้าให้บุคคลชอบ อุดมการณ์ทางการเมืองหรือศาสนา บางแนวมากกว่าบางแนว 3) ค่านิยมชี้แนะการแสดงตนต่อผู้อื่น 4) ค่านิยมการแนะยกย่องและตำหนิ ตนเองและผู้อื่น
  • 126. 5) ค่านิยมช่วยให้บุคคลเปรียบเทียบ ความสามารถและจริยธรรมของตนกับ ผู้อื่น 6) ค่านิยมเป็นมาตรฐานให้บุคคลมี อิทธิพลต่อคนอื่น 7) ค่านิยมช่วยให้บุคคลหาเหตุผล เข้าข้างตนเองได้
  • 127. 3. ค่านิยมเป็นตัวก่อหรือขจัดความ ขัดแย้งในตนเองและผู้อื่น 1) ค่านิยมเป็นตัวก่อหรือขจัด ความขัดแย้งในตนเอง * ความขัดแย้งแบบรักพี่เสียดายน้อง * * ความขัดแย้งแบบหนีเสือปะจระเข้ *
  • 128. * ความขัดแย้งแบบเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง * 2) ค่านิยมเป็นตัวก่อหรือขจัดความ ขัดแย้งกับผู้อื่น
  • 129. 5. เจตคติ (Attitude) หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น หรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • 130. ความรู้สึก เป็นองค์ประกอบทางด้านอารมณ์ ความคิดเห็น เป็นองค์ประกอบด้านปัญญา ท่าที เป็นองค์ประกอบด้านพฤติกรรม
  • 131. การเกิดเจตคติ เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ 5 วิธี 1. จากการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก 2. จากการแผ่ขยายสิ่งเร้า 3. จากการวางเงื่อนไขการกระทำ 4. จากการสังเกต 5. จากความเชื่อ
  • 132. แหล่งที่มีอิทธิพลต่อการเกิด และการเปลี่ยนเจตคติ 1. ครอบครัว 2. ผู้อื่นที่ได้พบปะ 3. สื่อมวลชน 4. ประสบการณ์ทางตรงกับ ที่หมายของเจตคติ
  • 133. 6. อารมณ์ (Emotion) * มาจากภาษาลาติน “ Emovere” หมายถึง “ to Stir” หรือ “ up Set” หมายถึง ความรีบด่วน หรือ ความปั่นป่วน อันเนื่องมาจากความ เร่าร้อนหรือความตื่นเต้น
  • 134.  
  • 135. อารมณ์ แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. อารมณ์ที่ให้ความสุข ได้แก่ อารมณ์สนุก อารมณ์รัก เป็นต้น 2. อารมณ์ที่ให้ความทุกข์ ได้แก่ อารมณ์โกรธ อารมณ์เศร้า อารมณ์ กลัว อารมณ์กังวล อารมณ์สงสาร
  • 136.  
  • 137.  
  • 138.  
  • 139.  
  • 140.  
  • 141.  
  • 142.  
  • 143.  
  • 144.  
  • 145.  
  • 146.  
  • 147. ทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับอารมณ์ 1. ทฤษฎีของเจมส์ - เลงก์ (James-Lange Theory of Emotion) 2. ทฤษฎีของแคนนอน - บาร์ด (Cannon-Bard) 3. ทฤษฎีอารมณ์ของแมคดูกัลล์ (McDougall Theory)
  • 148. ทฤษฎีของเจมส์ - เลงก์ (James-Lange Theory of Emotion)
  • 149. * วิลเลี่ยม เจมส์ เชื่อว่า เมื่อร่างกาย ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า จะแสดง ปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งเร้านั้นทันที พฤติกรรมดังกล่าวจะบ่งบอกว่าบุคคล นั้นกำลังเผชิญกับสภาพอารมณ์ชนิดใด
  • 150. เช่น ทันทีที่เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายโดย ไม่คาดฝัน บุคคลจะมีพฤติกรรมหรือ อาการตัวสั่น และวิ่งหนี หลังจาก พฤติกรรมเกิดขึ้นแล้วจึงจะรู้สึกกลัว
  • 151. * คาร์ล เลงก์ นักสรีรวิทยาชาวเดนมาร์ก เชื่อว่าอารมณ์เป็นผลที่เกิดจากการมี ปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งเร้าต่างๆ มากกว่า จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายแสดง พฤติกรรมต่างๆออกมา
  • 152. * สรุป * สิ่งเร้าต่างๆเป็นตัวการที่ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา หมายถึงการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมของ ระบบอวัยวะภายใน และพฤติกรรม การแสดงออกที่สามารถสังเกตได้ อย่างชัดเจน
  • 153. การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นสิ่งกระตุ้น ให้ประสาทสัมผัสภายในได้รับข้อมูล เพื่อรู้สำนึกในการแปลความรู้สึกเป็น อารมณ์ต่างๆ เช่น เสียใจ โกรธ กลัว
  • 154. ทฤษฎีของแคนนอน - บาร์ด (Cannon-Bard) * วอลเตอร์ บี แคนนอน เสนอแนวคิด ทางประสาทสรีรวิทยา เรียกว่า ทฤษฎี ศูนย์ประสาท (Central Neural Theory)
  • 155. กล่าวว่า สิ่งเร้าในสภาวะแวดล้อมต่างๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมในศูนย์ ของสมองได้แก่ ทาลามัส เป็นอันดับแรก กระแสประสาทจากทาลามัสจะถูกส่งไปยัง สมองส่วนผิวทำให้รับรู้สภาพอารมณ์ต่างๆ
  • 156. ขณะเดียวกันกระแสประสาทจากทาลามัส อีกส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปยัง ระบบประสาท อัตโนมัติและอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ
  • 157. * ฟิลิป บาร์ด นักสรีรวิทยาชาวอเมริกัน กล่าวว่า สมองมีศูนย์กลางเฉพาะที่ทำ หน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการทางอารมณ์ ศูนย์กลางดังกล่าวอยู่ในบริเวณ ทาลามิค - ไฮโปทาลามิค ซึ่งทำให้การตอบสนอง ทางกายและอารมณ์เกิดขึ้นเวลาเดียวกัน
  • 158. กล่าวคือ หลังจากการรับรู้สิ่งเร้าแล้ว กระแสประสาทจะผ่านไปยังทาลามัส แล้วส่วนหนึ่งจะแยกไปยัง สมองส่วนผิว ทำให้เกิดการรับรู้ภาวะอารมณ์ อีกส่วน หนึ่งแยกไป กล้ามเนื้อและระบบอวัยวะ ภายใน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการ ทำงานของระบบต่างๆไปพร้อมกัน
  • 159. สรุป สมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ควบคุมการเกิดอารมณ์ ของมนุษย์และสัตว์
  • 160.  
  • 161. ทฤษฎีอารมณ์ของแมคดูกัลล์ (McDougall Theory) เชื่อว่า อารมณ์เป็นสภาพที่อยู่ในจิตสำนึก และสัญชาตญาณติดตัวมาแต่เกิด เป็น ปฏิกิริยาที่ควบคู่กัน เช่น สัญชาตญาณหนีภัยคู่กับอารมณ์กลัว สัญชาตญาณต่อสู้คู่กับอารมณ์โกรธ
  • 162. การควบคุมอารมณ์ 1. ฝึกระงับอารมณ์ที่รุนแรง อดทน 2. พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะ ก่อให้เกิดความเครียด 3. เมื่อมีเรื่องทำให้ไม่สบายใจ ระบาย ให้ผู้ที่ไว้ใจฟัง
  • 163. 4. สร้างอารมณ์ที่พึงปรารถนาให้เกิดขึ้น 5. หากหลีกเลี่ยงเรื่องที่ก่อให้เกิดความ ไม่สบายใจไม่ได้ ให้ทำใจและมองโลก ในแง่ดี
  • 164. 7. แรง จูงใจ (motivation) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลถูก กระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิด แรงผลักดันให้แสดงพฤติกรรม ออกมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามที่ผู้ทำการชักจูงใจกำหนด
  • 165. * พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้นหรือถูกเร้า ให้แสดงออกมาเรียกว่าพฤติกรรม ที่ถูกจูงใจ ซึ่งจะแสดงออกมา 3 ลักษณะ 1. มีพลัง แสดงออกด้วยกิริยา อย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะที่เป็น การเพิ่มพลัง
  • 166. 2. มีทิศทาง ต้องมุ่งไปทางใด ทางหนึ่ง 3. การดำรงไว้ เป็นการรักษา ระดับของพฤติกรรมให้ดำรงอยู่
  • 167. * สิ่งที่จะมาเร้าหรือผลักดันให้เกิด พฤติกรรมต่างๆขึ้นมาได้นั้น ต้องเป็น สิ่งที่จะทำให้บุคคลเกิดความต้องการ และเกิดความสนใจ อาจเป็น สิ่งเร้า ภายนอกที่มาล่อหรือสิ่งเร้าภายใน * การจูงใจเป็นกระบวนการที่ ไม่อยู่นิ่ง เกิดต่อเนื่องเป็นวัฏจักร
  • 168. องค์ประกอบของการจูงใจ 1. ภาวะที่กำลังถูกเร้า ได้แก่ ความต้องการ แรงขับหรือแรงจูงใจ 2. พฤติกรรมที่ถูกจูงใจ เกิดขึ้น เพราะถูกเร้า
  • 169. 3. ภาวะที่อินทรีย์ไปสู่เป้าหมาย ทำให้เกิดความพึงพอใจและ สภาพการเร้าลดลง
  • 170. ความต้องการ แรงขับ หรือแรงจูงใจ เกิดความพึงพอใจ เป้าหมาย รางวัล หรือสิ่งล่อใจ พฤติกรรมที่ถูก จูงใจหรือถูกเร้า
  • 171. ลักษณะของการจูงใจ 1. การจูงใจภายใน (intrinsic motivation) เป็นสภาวะที่บุคคลต้องการที่จะกระทำหรือ เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างด้วยตนเอง โดย ไม่ต้องอาศัยการชักจูงจากสิ่งเร้าภายนอก ได้แก่ ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิด ความสนใจ หรือเจตคติ ของแต่ละบุคคล
  • 172. 2. การจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) เป็นสภาวะที่บุคคลรับการกระตุ้นจาก สิ่งเร้าภายนอก เร้าให้เกิดความต้องการ และแสดงพฤติกรรมไปสู่เป้าหมายนั้น ได้แก่ การเสริมแรงด้วยสิ่งล่อใจ รางวัล
  • 173. ความต้องการ * กระบวนการจูงใจจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากร่างกายมีความต้องการและ แรงขับ * ความต้องการเกิดจากความขาดแคลน ภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดความ สมดุลย์
  • 174. ความต้องการแบ่งเป็น 2 ประเภท 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการที่มีพลังผลักดัน ทางร่างกาย ได้แก่ ความต้องการ เพื่อให้อวัยวะภายในร่างกายทำงาน ตามปกติ หรืออยู่ในภาวะสมดุลย์
  • 175. เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ การพักผ่อนนอนหลับ การขับถ่าย การออกกำลังกาย ความต้องการทางเพศ ความ ต้องการการเคลื่อนไหว
  • 176. 2. ความต้องการทางด้านจิตใจและสังคม เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ และอารมณ์ ได้แก่ ความต้องการความ ปลอดภัย ความรักความอบอุ่น การ ยอมรับนับถือ ความสำเร็จ ความต้องการ ให้สังคมยอมรับ ความต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง
  • 177. ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) การเข้าใจตนเอง (Self Actualization) ได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem needs) ความปลอดภัย (Safety needs) ทางด้านร่างกาย (Physiological needs) ความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and love needs)
  • 178. สาระสำคัญของทฤษฎีลำดับขั้น ความต้องการของมาสโลว์ 1. ความต้องการของบุคคลจัดลำดับ ความสำคัญจากต่ำสุดไปสู่ระดับสูงสุด
  • 179. 2. เมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับ การตอบสนอง ความต้องการนั้นจะลด ความสำคัญลง แต่จะเกิดความต้องการ อย่างอื่นเข้ามาแทนที่
  • 180. 3. เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับ การตอบสนองแล้ว จะเกิดความ ต้องการในระดับที่สูงขึ้น
  • 181. 4. ความต้องการยิ่งอยู่ในระดับสูง ความรีบด่วนที่จะตอบสนองเพื่อ คงชีวิตอยู่จะยิ่งน้อยลง เลื่อนระยะ เวลาออกไปได้มาก และมีโอกาส หายไปได้ง่าย 5. ความต้องการต่างๆในแต่ละระดับ จะเกี่ยวเนื่อง และเหลื่อมล้ำกัน
  • 182. แรงขับ หมายถึง สภาพเร้าอันเกิดจากความ ต้องการภายในตัวอินทรีย์ ทำให้เกิด กิจกรรมต่างๆ เช่น ความหิว
  • 183. * ความต้องการและแรงขับเกิดควบคู่ กันเสมอ ถ้าความต้องการมีมาก แต่ แรงขับไม่ได้สูงตามไปด้วย พฤติกรรม จะไม่เกิด
  • 184. ประเภทของแรงขับ 1. แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive) 2. แรงขับทุติยภูมิ (Secondary Drive)
  • 185. 1.1 แรงขับทางด้านสรีระ (Physiological Drive) 1. แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive) 1.2 แรงขับทั่วไป (General Drive)
  • 186. 1.1 แรงขับทางด้านสรีระ (Physiological Drive) * เกิดจากความต้องการของร่างกาย หรือสภาวะภายในร่างกาย ถ้าร่างกาย ขาดแคลน เสียสมดุลย์
  • 187. จะเกิดความต้องการและแรงขับขึ้น เพื่อกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลย์ เรียกว่า “โฮมิโอสแตซิส” (Homiostasis)
  • 188. แรงขับทางด้านสรีระ ได้แก่ ( ก ) ความอุ่น ความเย็นและความเจ็บปวด อวัยวะรับสัมผัสจะรับความอุ่น ความเย็น และความเจ็บปวด ส่งไปยังสมองส่วน ไฮโปทาลามัส
  • 189. ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกายทั้งหมด และมีปฏิกิริยาโดยตรง กับอุณหภูมิของเลือดที่ไหลผ่านไป ดังนั้นอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง สมองจะสั่งให้ร่างกายแสดงพฤติกรรม
  • 190. ( ข ) ความหิว เกิดจากการขาดสารเคมี บางอย่างในเลือด ทำให้กระเพาะอาหาร หดตัว รู้สึกเจ็บแสบในกระเพาะอาหาร
  • 191. ( ค ) ความกระหาย เกิดจากปริมาณน้ำ ของเซลล์ในร่างกายลดลง โดยเฉพาะ ที่ไฮโปทาลามัสมีนิวโรนกลุ่มหนึ่ง มี่เร็วต่อการสูญเสียน้ำของร่างกาย ส่งกระแสความรู้สึกไปยังสมอง ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ
  • 192. ( ง ) การนอนหลับ เป็นแรงขับที่ต้องการ ให้อยู่เฉยๆ ให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่ สึกหรอ และขจัดความเมื่อยล้า
  • 193. ( จ ) แรงขับทางเพศ มีองค์ประกอบ 2 ประการคือ 1) ฮอร์โมนเพศ ต่อมเพศ (Gonad gland) ในเพศชายอัณฑะ จะสร้างฮอร์โมนเพศเรียกว่าแอนโดรเจน และรังไข่ ในเพศหญิงจะสร้างเอสโตรเจน ทำหน้าที่พัฒนาลักษณะทุติยภูมิทางเพศ 2) การเรียนรู้
  • 194. ( ฉ ) แรงขับในการเป็นแม่ ได้รับอิทธิพล จากฮอร์โมนโปรแลคตินที่ต่อมพิทูอิทารี หลั่งออกมาขณะตั้งครรภ์ และหลังจาก คลอดแล้วทำให้แม่มีความต้องการปกปัก รักษาลูก หรือเตรียมตัวเพื่อที่จะเลี้ยงลูก
  • 195. 1.2 แรงขับทั่วไป เป็น แรงจูงใจ ทางจิตวิทยา หรือแรงจูงใจที่ เกิดจากความต้องการพื้นฐาน ทางจิตใจ ได้แก่
  • 196. ( ก ) การประกอบกิจกรรม ธรรมชาติของสัตว์มีการเคลื่อนไหว และโต้ตอบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอด เวลา ( ข ) ความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจในสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ซึ่ง ความสนใจนั้นจะเร้าให้เกิดพฤติกรรม
  • 197. ( ค ) การจับต้อง เป็นแรงขับที่จะ หยิบฉวย จับต้อง ทำโน่นทำนี่ กับวัตถุหรือสิ่งของ ( ง ) ความกลัว จะเร้าให้คนหรือ สัตว์พยายามหลีกหนีจากสภาพการณ์ หรือวัตถุที่ทำให้เกิดความกลัว ความกลัวส่วนใหญ่เกิดจากการเรียนรู้
  • 198. ( จ ) ความรัก เป็นแรงขับที่มีพลังมาก ต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เกิดขึ้นได้เอง ตามวุฒิภาวะหรือเกิดจากการเรียนรู้
  • 199. 2. แรงขับทุติยภูมิ (Secondary Drive) * เป็นแรงขับที่เกิดจากการเรียนรู้ เรียกว่าแรงจูงใจทางสังคม ได้แก่ ( ก ) ความผูกพันกับบุคคลอื่น ( ข ) การเป็นที่ยอมรับของสังคม
  • 200. ( ค ) ฐานะตำแหน่ง ( ง ) ความรู้สึกมั่นคง ( จ ) ความสำเร็จ ( ฉ ) ความเป็นอิสระ
  • 201. การจูงใจในมนุษย์ * แรงจูงใจที่สามารถเร้าให้แสดง พฤติกรรมออกมา เรียกว่า ตัวเร้า แรงจูงใจ (motivational arousal)
  • 202. * แรงจูงใจที่ไม่ทำให้อินทรีย์ แสดงพฤติกรรมออกมา เรียกว่า แรงจูงใจแฝง (motivational disposition)
  • 203. ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องแรงจูงใจ จากพฤติกรรมที่แสดงออกมา 1. การแสดงออกของแรงจูงใจแต่ละคน จะแตกต่างกันไปตามการเรียนรู้ ประสบการณ์ 2. แรงจูงใจอย่างเดียวกัน อาจทำให้ แสดงพฤติกรรมต่างกัน
  • 204. 3. แรงจูงใจต่างกัน อาจทำให้บุคคล แสดงออกมาเหมือนกัน 4. แรงจูงใจหลายอย่างแสดงออกมา ในรูปปลอมแปลงได้ ได้แก่ การ แสดงออกมาในรูปความฝัน อาการ ทางประสาท
  • 205. 5. พฤติกรรมที่แสดงออกมาในขณะหนึ่ง อาจเกิดจากแรงจูงใจหลายๆ อย่าง