รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
The guidlines for developing the public relations website of
Basic Education Commission
โดย
นางจารุภา สังขารมย์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2559
จานวน 1,000 เล่ม
ผู้จัดพิมพ์ สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน
กระทรวงศึกษำธิกำร
พิมพ์ที่ บริษัท ที ดี ทริปเปอร์ จำกัด (สำนักงำนใหญ่)
39/341 ซอยประชำอุทิศ 91 แขวงทุ่งครุ
เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหำนคร 10150
โทร. 096-860-8022
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ก
ประกาศคุณูปการประกาศคุณูปการ
รายงานการวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐานฉบับนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยการศึกษาสภาพความต้องการและ
แนวทางการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาตามหลักการออกแบบเว็บไซต์ที่
มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเว็บไซต์ที่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ เพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่ดี
ทั้งการออกแบบและการใช้งานผสมผสานกับเทคนิคหลายประการ รวมถึงการจัดโครงสร้างข้อมูล
ออกแบบหน้าเว็บเพจ การแต่งภาพ ตลอดจนการรองรับการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อทาให้เว็บไซต์ให้
ทันสมัยและใช้งานได้ง่าย ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เริ่มดาเนินการ ถึงการเผยแพร่สู่อินเทอร์เน็ตใช้เวลา
ในการพัฒนาเกือบ 1 ปี ความสาเร็จที่ได้ด้วยความอนุเคราะห์ด้วยดียิ่ง จาก ดร.อานาจ วิชยานุวัติ
ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษางานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้าน
การออกแบบเว็บไซต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาที่ได้ให้คาปรึกษาและแนะนา ซึ่งได้แก่
ดร. อเนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นายสมเกียรติ สรรคพงษ์
ผู้อานวยการสานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นางสาวจุฑามาศ ชีวิตโสภณ ผู้เชี่ยวชาญด้าน
การพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี นายประสิทธิ จันทร์ดาผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ด้านพัฒนาหนังสือและสื่ออื่น นายสนิท แย้มเกสร ผู้อานวยการสานักอานวยการ และผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ประสงค์ อุทัย มหาวิทยาลัยธนบุรี ผู้ตรวจและพิจารณารายงานวิจัยฉบับนี้ พร้อมทั้ง
คณะทางาน ทุกท่านที่ทาให้ผู้รายงานได้รับแนวทางในการวิจัย ค้นคว้าหาความรู้ในการทารายงานวิจัย
จนสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง
ขอขอบพระคุณผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง
ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามและเก็บข้อมูลเป็นอย่างดียิ่ง
นางจารุภา สังขารมย์
ผู้อานวยการศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ข
ชื่อผลงาน แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาพื้นฐาน
ผู้รายงาน นางจารุภา สังขารมย์
หน่วยงาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปีที่รายงาน 2559
คาสาคัญ เว็บไซต์, การประชาสัมพันธ์, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
บทคัดย่อ
รายงานวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและแนวทาง
การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนา
เว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) จัดการอบรมผู้ใช้
ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ
ศึกษาผลการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป
ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 1 คน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน และ ผู้ใช้ระบบ
ปฏิบัติงานเว็บไซต์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและ
บุคลากรของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 6 คน และนักประชาสัมพันธ์
การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ
จานวน คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จานวน คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน
ผู้ใช้ระบบปฏิบัติงานเว็บไซต์ที่เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากร ในสานัก กลุ่ม ศูนย์
ในสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 3 คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษา
ขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน 22 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนา
เว็บไซต์ แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ และแบบสอบถาม
การยอมรับในการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน และด้านการรับรู้ถึง
ความง่ายในการใช้งาน โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเ ลี่ย ค่าร้อยละ และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ข
บทคัดย่อ
ข
ชื่อผลงาน แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาพื้นฐาน
ผู้รายงาน นางจารุภา สังขารมย์
หน่วยงาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปีที่รายงาน 2559
คาสาคัญ เว็บไซต์, การประชาสัมพันธ์, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
บทคัดย่อ
รายงานวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและแนวทาง
การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนา
เว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) จัดการอบรมผู้ใช้
ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ
ศึกษาผลการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป
ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 1 คน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน และ ผู้ใช้ระบบ
ปฏิบัติงานเว็บไซต์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและ
บุคลากรของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 6 คน และนักประชาสัมพันธ์
การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ
จานวน คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จานวน คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน
ผู้ใช้ระบบปฏิบัติงานเว็บไซต์ที่เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากร ในสานัก กลุ่ม ศูนย์
ในสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 3 คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษา
ขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน 22 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนา
เว็บไซต์ แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ และแบบสอบถาม
การยอมรับในการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน และด้านการรับรู้ถึง
ความง่ายในการใช้งาน โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเ ลี่ย ค่าร้อยละ และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ค
ผลการวิจัย พบว่า
1. แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาออกแบบโครงสร้างใช้รูปแบบ Web
ใยแมงมุม และ Site โครงข่าย และสร้างระบบฐานข้อมูลโดยใช้โปรแกรมบริหารจัดการฐานข้อมูล
MySQL และการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ
JAVA ทาง URL: www.sorportornews.obec.go.th โดยมีองค์ประกอบของเว็บไซต์ต้นแบบ
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 12 โมดูล คือ
1) โมดูลบรรณาธิการ 2) โมดูลข่าว ศธ. (ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ) 3) โมดูลข่าว สพฐ. 4) โมดูลข่าว
ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด 5) โมดูลข่าว สพท. (ข่าวเขตพื้นที่การศึกษา) 6) โมดูลข่าว
โรงเรียน 7) โมดูลข่าวการศึกษาพิเศษ 8) โมดูลคลิปข่าว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 10) โมดูลห้อง
พักครู 11) โมดูลเพชรใน สพฐ. 12) เว็บบอร์ด
2. ผลการศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ
“สพฐ. นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความคิดเห็น
โดยรวมของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมใน
การพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
3. ผลการจัดการอบรมการใช้ระบบปฏิบัติงานและประเมินผล การใช้ระบบปฏิบัติงาน
เว็บไซต์“สพฐ. นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในภาพรวมผู้ใช้ระบบปฏิบัติงานที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” มีความคิดเห็นด้านการรับรู้ประโยชน์การใช้งาน และด้านการรับรู้
ถึงความง่ายในการใช้งาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
ฃ
ง
Title: The guidelines for developing the public relations website of Basic
Education Commission.
Author: Jarupha Sangkharom
Organization: Office of Basic Education Commission.
Year: 2017
Keywords: The public relations website Basic Education Commission.
Abstract
This research aimed 1) to investigate the need and guidelines for
developing the public relations website of Basic Education Commission, 2) to develop
the website prototype with suitable technology and components, 3) to evaluate
utilities of the website. The sample used in this research were 5 executives of Basic
Education Commission, 5 experts in web design for public relations, users’ operating
system were 30 officers of Basic Education Commission and 225 public relations officers
of Primary Educational Service Area office and Secondary Educational Service Area
office, Basic Education Commission.
The instruments were: 1) a questionnaire of the needs assessment and
guidelines for developing the website, 2) a questionnaire of the component and
suitable technology for website and 3) a questionnaire of perceived usefulness and
ease of use the website. The statistics used were Mean and Standard Deviation.
The research results were as follows:
1. The guidelines for developing the public relations website of Basic
Education Commission: Prototype the public relations website of Basic Education
Commission (OBEC news) was designed the structure of a website with an information
management system using the principles of relation database. For the design and
development technology, MySQL was the operator in the database. Professional Home
Page (PHP), PHPMYADMIN, and JAVA were used to control the script language and
contact between web server and database, URL: www.sorportornews.obec.go.th.
The web components consists of 12 modules: 1) Editor, 2) Ministry of Education news,
3) Basic Education Commission news, 4) Provincial Education office news, 5) Educational
ค
Abstract
ง
Title: The guidelines for developing the public relations website of Basic
Education Commission.
Author: Jarupha Sangkharom
Organization: Office of Basic Education Commission.
Year: 2017
Keywords: The public relations website Basic Education Commission.
Abstract
This research aimed 1) to investigate the need and guidelines for
developing the public relations website of Basic Education Commission, 2) to develop
the website prototype with suitable technology and components, 3) to evaluate
utilities of the website. The sample used in this research were 5 executives of Basic
Education Commission, 5 experts in web design for public relations, users’ operating
system were 30 officers of Basic Education Commission and 225 public relations officers
of Primary Educational Service Area office and Secondary Educational Service Area
office, Basic Education Commission.
The instruments were: 1) a questionnaire of the needs assessment and
guidelines for developing the website, 2) a questionnaire of the component and
suitable technology for website and 3) a questionnaire of perceived usefulness and
ease of use the website. The statistics used were Mean and Standard Deviation.
The research results were as follows:
1. The guidelines for developing the public relations website of Basic
Education Commission: Prototype the public relations website of Basic Education
Commission (OBEC news) was designed the structure of a website with an information
management system using the principles of relation database. For the design and
development technology, MySQL was the operator in the database. Professional Home
Page (PHP), PHPMYADMIN, and JAVA were used to control the script language and
contact between web server and database, URL: www.sorportornews.obec.go.th.
The web components consists of 12 modules: 1) Editor, 2) Ministry of Education news,
3) Basic Education Commission news, 4) Provincial Education office news, 5) Educational
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จ
Service Area Office news, 6) School news, 7) Special Education News, 8) Clip news,
9 ) The Compass of OBEC, 10) Teacher’s room, 11) Diamond in OBEC, and
12) Web board.
2. The findings of the study on the suitable technology and components
for developing the prototype website “OBEC News” for the Office of the Basic
Education Commission’s public relations purpose are as follows: The general opinion
of the experts, executives and system users concerning the suitable technology and
components for developing the prototype website is that the overall image of
“OBEC News” is at the highest level.
3. As for the result of users’ operating system training and evaluation of
the “OBEC News” website for the Office of the Basic Education Commission’s public
relations purpose, the overall perception of the users is that the usefulness and ease
of use of the “OBEC News” website for the Office of the Basic Education Commission’s
public relations purpose is at the highest level.
ฅ
ฆ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
บทสรป องผู้บรหาร
การวิจัยเรื่องการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) จัดทา
ขึ้นตามโครงการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพงานด้านการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับนโยบายการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการพัฒนารูปแบบ
การนาข้อมูลข่าวสารของการดาเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เข้าถึงทุก
กลุ่มเปาหมาย และเปนการสื่อสารมวลชน และสร้างภาพลักษณ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเพื่อจัดทาเอกสารแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นาเสนอต่อสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนในการดาเนินงานโดย (1) ศึกษาความต้องการและ
แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(2) พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และศึกษาเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการองค์ประกอบที่เหมาะสมใน
การพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์ เพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (3) จัดการอบรมผู้ใช้ระบบบริหารงานเว็บไซต์ใน
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาการยอมรับของ
ผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงแนวทาง
ในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางใน
การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการพัฒนาออกแบบ และสร้างระบบฐานข้อมูล
โดยใช้โปรแกรมบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL และการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนา
โปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN, JAVA ทางเว็บไซต์ URL: www.sorportornews.obec.go.th
โดยมีองค์ประกอบของเว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 12 โมดูล คือ 1) โมดูลบรรณาธิการ 2) โมดูลข่าว ศธ. (ข่าว
กระทรวงศึกษาธิการ) 3) โมดูลข่าว สพฐ. 4) โมดูลข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด)
5) โมดูลข่าว สพท. (ข่าวเขตพื้นที่การศึกษา) 6) โมดูลข่าวโรงเรียน 7) โมดูลข่าวการศึกษาพิเศษ
ง
บทสรุปของผู้บริหาร
ช
8) โมดูลคลิปข่าว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 10) โมดูล ห้องพักครู 11) โมดูลเพชรใน สพฐ.
12) เว็บบอร์ด
ผลการวิเคราะห์ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อเทคโนโลยี
ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” พบว่า ความคิดเห็นโดยรวมของผู้เชี่ยวชาญ
ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์”
อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.60, ..DS = 0.28) เมื่อพิจารณารายด้านความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบ พบว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ
ด้านความง่ายต่อการใช้งานในระบบ ( X =4.68, ..DS =0.28) ด้านความเหมาะสมในการักษา
ความปลอดภัย ( X =4.61, ..DS =0.25) ด้านความถูกต้องในการทางานของ งชั่นงานของระบบ
( X =4.56, ..DS =0.29) และด้านประสิทธิภาพของการทางานระบบ ( X =4. 2, ..DS =0.30)
ตามลาดับ
ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อ
องค์ประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” พบว่า ความคิดเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อองค์ประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ
“สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.55, ..DS = 0.61) เมื่อพิจารณาเปนรายข้อ
พบว่า ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อองค์ประกอบโมดูลที่เหมาะสมใน
การพัฒนาเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์” อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ลาดับแรกได้แก่ โมดูล Admin
(ผู้ดูแลระบบ) ( X =4.72, ..DS = 0.56) โมดูลแสดงหน้าเว็บไซต์ ( X =4.68, ..DS = 0.58) โมดูล
การจัดการข่าว สพท. ( X =4.63, ..DS = 0.59) ตามลาดับ
การจัดอบรมการใช้ระบบเว็บไซต์ พัฒนาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ และผลศึกษาการใช้งาน
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า
ความคิดเห็นของผู้ใช้ระบบที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” มีความคิดเห็นด้านการรับรู้ประโยชน์การการใช้งาน และด้านการรับรู้ถึง
ความง่ายในการใช้งาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.66, ..DS = 0. ) สาหรับ
การยอมรับของผู้ใช้ระบบ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า การยอมรับของผู้ใช้ระบบ ด้านการรับรู้ถึง
ประโยชน์การใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมมีการยอมรับอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4. 7, ..DS = 0.6 )
และ ผลการวิเคราะห์การยอมรับของผู้ใช้ระบบบริการจัดการด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานที่มี
ต่อเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์”
ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.7 , ..DS = 0. 6)
จ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ฉ
สารบัญสารบัญ
หน้า
ประกาศคุณูปการ ก
บทคัดย่อภาษาไทย ข
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค
บทสรุปของผู้บริหาร ง
บทที่ 1 บทนา 1
ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1
วัตถุประสงค์การวิจัย 6
นิยามศัพท์เฉพาะ 6
ขอบเขตของการวิจัย 7
กรอบแนวคิด 11
ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 12
บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13
2.1 แนวคิดการออกแบบเว็บไซต์ 13
2.1.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ 13
2.1.2 หลักการใช้สีในเว็บไซต์ 16
2.1.3 หลักการใช้ตัวอักษรในเว็บไซต์ 19
2.1.4 หลักการออกแบบงานกราฟิกในเว็บไซต์ 26
2.1.5 ประเภทของ LAYOUT 28
2.1.6 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ 29
2.1.7 การทดสอบระบบสารสนเทศของเว็บไซต์ 35
2.1.8 การประเมินระบบสารสนเทศ 36
2.1.9 หลักการและแนวคิดการยอมรับเทคโนโลยี 41
2.2 เครื่องมือบริหารและจัดการเว็บไซต์ 43
2.2.1 การออกแบบเว็บไซต์ในมุมมองของ HCI 43
2.2.2 เครื่องมือบริหารและจัดการเว็บไซต์สาเร็จรูป (CMS) 44
2.2.3 โปรแกรมสร้างเว็บไซต์สาเร็จรูป Joomla 45
2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ 46
2.3.1 ความหมายการประชาสัมพันธ์ 46
ช
2.3.2 บทบาทหน้าที่และความสาคัญของการประชาสัมพันธ์ 48
2.3.3 กระบวนการการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ 52
2.3.4 การประชาสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ต 69
2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 76
2.4.1 งานวิจัยในประเทศ 76
2.4.2 งานวิจัยต่างประเทศ 79
บทที่ วิธีการวิจัย 81
ระยะที่ ศึกษาความต้องการและแนวทางการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 81
ระยะที่ พั นาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการและ
องค์ประกอบที่เหมาะสมในการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 84
ระยะที่ จัดอบรมการใช้ระบบเว็บไซต์ พั นาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์
และศึกษาการใช้งานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 93
บทที่ ผลการวิจัย 99
ระยะที่ ผลการวิเคราะห์การสัม าษณ์ความต้องการและแนวทางเพื่อพั นาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จากผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการออกแบบ เว็บไซต์ 99
ระยะที่ 2 ผลการพั นาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบ
ที่เหมาะสมในการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 104
ระยะที่ 3 ผลการจัดทาอบรมการใช้ระบบเว็บไซต์ พั นาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์
และศึกษาการใช้งานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และปรับปรงแนวทางในเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 119
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ซ
บทที่ สรปผล อ ิปรายและข้อเสนอแนะ 123
สรปผล 123
อ ิปราย 128
ข้อเสนอแนะ 134
บรรณานกรม
าคผนวก 141
าคผนวก ก รายชื่อที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย
ผู้ตรวจและพิจารณารายงานวิจัย ผู้จัดทา รายชื่อผู้บริหาร
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และการประชาสัมพันธ์ 143
าคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย 147
าคผนวก ค การหาคณ าพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 7
าคผนวก ง คู่มือการใช้งานเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์” 173
าคผนวก จ รายชื่อกล่มทดลองเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ.นิวส์”
หนังสือและรายชื่อผู้ใช้ระบบและรหัสเข้าใช้งานเว็บไซต์
“สพฐ.นิวส์ 193
สารบัญตาราง
ฌ
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
2.1 แสดงคู่สีตัวอักษรและพื้นหลังที่นิยม 17
2.2 แสดงจิตวิทยาของสี 18
4.1 ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อระบบบริหารจัดการ
ของเว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน 116
4.2 ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อความเหมาะสมของ
องค์ประกอบโมดูล 118
4.3 การยอมรับของผู้ใช้ระบบที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ.นิวส์” 119
4.4 การยอมรับของผู้ใช้ระบบด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 120
4.5 การยอมรับของผู้ใช้ระบบด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 121
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สารบัญภาพ
ญ
สารบัญ า
าพที่ หน้า
1.1 กรอบแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการในการทาวิจัยแนวทางเพื่อพั นา
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 11
2.1 แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบเรียงลาดับ 14
. แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบลาดับชั้น 14
2.3 แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบตาราง 15
2.4 แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบใยแมงมม 16
2.5 กระบวนการพั นาเว็บไซต์ 30
. การสื่อสารระหว่างองค์กรกับประชาชน 48
3.1 ขั้นตอนการสร้างแบบสัม าษณ์ความต้องการและแนวทางการพั นาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 83
3.2 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินเพื่อศึกษาความเหมาะสมของเทคโนโลยีและองค์ประกอบ
ที่เหมาะสมในการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 90
3.3 ขั้นตอนการสร้างแบบสารวจการยอมรับการใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์
ต้นแบบ “สพฐ.นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 95
4.1 แสดงระบบบริหารจัดการเว็บไซต์และฐานข้อมูลการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 105
4.2 ผังแสดงขั้นตอนการป ิบัติงานเว็บไซต์การประชาสัมพันธ์ “สพฐ.นิวส์” แบบที่ 107
4.3 ผังแสดงขั้นตอนการป ิบัติงานเว็บไซต์การประชาสัมพันธ์ “สพฐ.นิวส์” แบบที่ 108
4.4 แสดงโมดูล บรรณาธิการ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 109
4.5 แสดงโมดูล ข่าว ศธ. ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 110
. แสดงโมดูล ข่าว สพฐ. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 110
4.7 แสดงโมดูล ข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด) 111
4.8 แสดงโมดูล ข่าว สพท. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 112
4.9 แสดงโมดูล ข่าวโรงเรียน เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 112
4.10 แสดงโมดูล ข่าวการศึกษาพิเศษ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 113
4.11 แสดงโมดูล เข็มทิศ สพฐ. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 113
4.12 แสดงโมดูล ห้องพักครู เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 114
. แสดงโมดูล เพชรใน สพ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 114
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1
1
บทที่ 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทาให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
ของโลกในด้านสารสนเทศและสื่อ (Information and media) มีการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทาให้
การใช้งานด้านสารสนเทศและสื่อสามารถเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง
ต่อความคิดเห็นความเชื่อ มีผลต่อการตัดสินใจ และการตอบสนองจากการรับรู้ สามารถขยายผล
ต่อเนื่องอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม เนื่องจากการที่โลกมีการเชื่อมต่อโดยสมบูรณ์จนทาให้
การกระจายตัวของข่าวสารมีความรวดเร็วแบบรับรู้เท่ากันในเวลาเดียวกัน (Real time) ทาให้
การสื่อสารที่ผ่านทางระบบสื่อสารโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีอิทธิพลต่อ
การตัดสินใจในระดับชาติ โดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ตระหนักถึงการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อการสร้างความเข้าใจอันดี
กับมวลชน โดยใช้งานประชาสัมพันธ์ที่เป็นงานในระดับนโยบายขององค์กร และสถาบันทุกประเภท
ต่างนาการประชาสัมพันธ์ไปใช้อย่างกว้างขวางแพร่หลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและ
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานของตนกับประชาชน ป้องกันการเข้าใจผิด ตลอดจน
การลดสาเหตุแห่งความขัดแย้งต่าง ๆ รวมทั้งการใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนนโยบายและ
การดาเนินงานขององค์กร สถาบัน เสริมสร้างและรักษาชื่อเสียง ความนิยมความเชื่อถือศรัทธา
และความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชนที่พึงมีต่อหน่วยงานของตน
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงาน
ของรัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดและ
การส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทาข้อเสนอนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษา มาตรฐานการศึกษา
และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กาหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดาเนินเกี่ยวกับ
การสนับสนุนทรัพยากร การจัดตั้งจัดสรรทรัพยากร และบริหารงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พัฒนาระบบการบริหาร และส่งเสริม ประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ
การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งส่งเสริมการนิเทศการบริหารและ
การจัดการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเขตพื้นที่
การศึกษา พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และกากับดูแลการจัด
การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาเพื่อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความสามารถพิเศษ และประสาน
บทที่ 1
บทนำ�
2
2
ส่งเสริมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว องค์กร
ชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นของเขต
พื้นที่การศึกษา ดาเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ป ิบัติงานอื่นใดตามที่ก หมายกาหนดให้เป็นอานาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือตามที่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ซึ่งมีทิศทางและกรอบในการดาเนินการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับที่
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภานิติบั ัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่
กันยายน ประเด็นการป ิรูปแห่งชาติ ด้านตามรัฐธรรมนู แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ
ชั่วคราว (พ ศ ) ทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ป และทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับที่ (พ ศ - ) และยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพันธกิจ
วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรอบแนวทาง
ในการจัดทายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ โดยได้ให้ความสาคั กับการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน
ภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนด้วย
ในด้านการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตาม
ภารกิจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดและส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องประสานสัมพันธ์กับ
หน่วยงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งตามพระราชบั ัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 5 มาตรา 39 และพระราชบั ัติ
ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553
มาตรา 8 มาตรา 34 วรรคสอง ได้กาหนดให้มีการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและ
มัธยมศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการกาหนดให้มีสานักงานเขต
พ้นที่การศึกษาประถมศึกษา จานวน 183 เขต และสานักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจานวน 42 เขต
และได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษา โดยแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
เป็น 8 กลุ่ม และออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานเขต
พื้นที่มัธยมศึกษา เป็น 7 กลุ่ม และเพื่อให้การป ิบัติงานของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาและสานักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาระบบ
การป ิบัติงาน เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการป ิบัติงาน มีสถานศึกษาในสังกัด
รวมทั้งสิ้น ,816 โรง ทาหน้าที่จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เต็มศักยภาพ ซึ่งนับเป็นเครือข่าย
การประชาสัมพันธ์ในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานกับ
ประชาชนทั่วไป และนับได้ว่ามีความสาคั ยิ่งในสภาพการณ์ปจจุบัน โดยเฉพาะการนาเสนอ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3
3
ข่าวสารของสื่อมวลชน มีบทบาทสาคั ที่ช่วยให้การดาเนินกิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาให้ประสบความสาเร็จจากการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์
ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้ว่าความเจริ รุดหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศจะทาให้
การเผยแพร่ข่าวสารไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะทาให้เนื้อหาของสิ่งที่ต้องการนาเสนออยู่ใน
ความสนใจอย่างกว้างขวางนั้น นักประชาสัมพันธ์จะต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป ในการผลิตเนื้อหาที่
จะนาเสนอได้อย่างถูกต้อง น่าสนใจ ทั้งในรูปแบบของข่าว บทความ สารคดี การถ่ายภาพ และ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ๆ เพื่อให้การดาเนินงานประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สานักอานวยการ โดยศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ดาเนินการประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นเครื่องมือสาคั ในการเสริมสร้าง
ความเชื่อมั่นในข้อมูลข่าวสารและสร้างทัศนคติที่ดี จัดปรับปรุงเนื้อหา รูปแบบ การนาเสนอสื่อ
ประชาสัมพันธ์ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพื่อ
สนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเท่าทัน
เหตุการณ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์การ ตอบสนองยุทธศาสตร์ขององค์การ การบริหาร
จัดการติดต่อสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ให้กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อาจกระทาได้
หลายวิธีสื่อประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่เป็นตัวกลางในการนาข่าวสารต่าง ๆ ไปสู่
กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จัก และมีทัศนคติที่ดีต่อองค์การมากยิ่งขึ้น
องค์การจึงต้องให้ความสาคั กับสื่อประชาสัมพันธ์ เพราะถ้าองค์การไม่มีสื่อประชาสัมพันธ์หรือ
เลือกใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็จะส่งผลให้การดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ขององค์การไม่ประสบผลสาเร็จ (อรุณรัตน์ ชินวรณ์, 2553) ซึ่งสอดคล้องกับ
วรัช ์ ครุจิต (2555 : 114) และ อรอนงค์ สวัสดิบุรี (2555: 123) ได้กล่าวตรงกันว่าการเลือกใช้สื่อ
ที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อการสื่อสารในองค์การ การเลือกสื่อที่มีความเหมาะสมสามารถทาให้
เนื้อหาข่าวสารถูกเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอายุที่
แตกต่างกัน สื่อที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสาคั ต่อการสื่อสารในองค์การเป็นอย่างยิ่ง โดยในด้าน
กระบวนการประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดให้มีช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นระบบ
และนาเทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมาช่วยป ิบัติงานสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ
ประชาชนในปจจุบันเป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการของภาครัฐ และจัดให้มี
การพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่น่าสนใจ ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างช่อง
ทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสมัยใหม่ โดยใช้อุปกรณ์การสื่อสาร หรือ Mobile Media
รวมถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) ด้วยเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรด้าน
การประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานภาครัฐมีองค์ความรู้ด้านบริหารจัดการและการป ิบัติการข้อมูล
4
4
ข่าวสารผ่านสื่อสมัยใหม่ เพื่อให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพ และคุณภาพด้านการประชาสัมพันธ์ให้
ครอบคลุม และก้าวทันสื่อสมัยใหม่ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องโดยระดมความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการสื่อสารสองทางกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้าง
ความเข้าใจภายในองค์กรให้มากขึ้น ให้ผู้บริหารมีช่องทางติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา สามารถ
ถ่ายทอดคาสั่งไปยังหน่วยรองและหน่วยป ิบัติได้ทันที รวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งต้องมีการรายงานที่
รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และทดสอบระบบที่มีอยู่เสมอ โดยกาหนดให้ทุกหน่วยงานต้องจัดให้มีแผน
ประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายในองค์กรและสร้างความเข้าใจในหน่วยงาน และ
ประชาสนเทศเป็นการประชาสัมพันธ์ สื่อสารภายนอกองค์กรเพื่อการสร้างความเข้าใจกับประชาชน
ปจจุบันส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ใช้ช่องหลักทางเว็บไซด์ (Web Site) เป็น
ช่องทางในการประชาสัมพันธ์เนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบ Two-Way Communication และ
Action ประกอบข้อมูลสาธารณะที่เป็นประโยชน์ ครบถ้วนและเป็นปจจุบัน รวมทั้งเป็นช่องทางที่
เปดรับ งความคิดเห็นและแนวคิดของผู้รับบริการ ตลอดจนเป็นช่องทางการรับ งร้องเรียนต่าง ๆ
รวมถึงต้องมีบุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น เว็บไซต์ (Web Site) ซึ่งเป็นแหล่งที่
รวบรวมเว็บเพจ เรื่องเดียวกันจานวนมาก มาหลายหน้ามารวมอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งในการเสนอ
เรื่องราวที่อยู่บนเว็บไซต์ที่แตกต่างไปจากโปรแกรมโทรทัศน์ เนื้อหาในนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์
เนื่องจากการทางานบนเว็บไซด์ได้ตลอดเวลา และแต่ละเว็บเพจมีการเชื่อมโยงกันภายในเว็บไซต์
หรือเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว (ปยวิท เจนกิจจจา
2542, จักรพงษ์ เจือจันทร์ ) ซึ่งปจจุบันพ ติกรรมและรูปแบบวิธีการเปดรับข้อมูลข่าวสารของ
ผู้บริโภคได้มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยให้ความสาคั รวมทั้งใช้เวลากับคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร
ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจาวันมากขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร
ถูกใช้เพื่อการติดตามข้อมูลข่าวสาร ทาให้เกิดผลกระทบหลายประการ ซึ่งเมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารไว้บนหน้าเว็บไซต์ปราก บนจอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้สื่อมวลชนหลายประเภท
ต้องปรับตัวและให้ความสาคั กับสื่อออนไลน์มากขึ้น ทาให้ธุรกิจหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนาจาก“กระดาษ” สู่การเป็น “หนังสือพิมพ์และนิตยสาร
ออนไลน์” (พัชรกุล เพ็ชร์ประยูร 2558) ดังนั้น ในการพัฒนาการดาเนินการประชาสัมพันธ์และ
เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของส่วนราชการจึงจาเป็นต้องคานึงถึงการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อ
การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้สอดคล้องกับพ ติกรรมและรูปแบบวิธีการเปดรับข้อมูล
ข่าวสารที่มีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็วด้วย
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
5
5
สาหรับเว็บไซต์ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ และการนาข้อมูล
ข่าวสารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปเผยแพร่ในปจจุบันส่วนให ่เป็น
การนาเสนอการดาเนินการ และการขับเคลื่อนตามภารกิจของกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ และไม่มี
ความน่าสนใจ อีกประการหนึ่ง คือ เนื้อหาข้อมูลข่าวสารกระจายอยู่ทั้งภายในสานักต่าง ๆ และ
เขตพื้นที่การศึกษามีความหลากหลายในประเด็น รูปแบบในการนาเสนอและการออกแบบ
การจัดการเนื้อหา รวมถึงความสวยงามด้านกรา กยังไม่สมบูรณ์ และยังมีไม่มีรูปแบบที่เป็นศูนย์รวม
ข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศที่สามารถนาเสนอข้อมูลข่าวสารและนาไปเผยแพร่ในลักษณะที่เชื่อมโยง
เนื้อหาสาระมีมิติของเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการเพื่อการสื่อสารมวลชน จึงจาเป็นต้อง
อาศัยกระบวนการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อการสื่อสารประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชน
ในรูปแบบต่าง ๆ เสริมสร้างและผลักดันให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจในข่าวสารกับกลุ่มบุคคล
ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอย่างมีคุณภาพ รวดเร็วและเท่าทันเหตุการณ์ โดยการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพสูงจาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการและไหวทันต่อ
การเลือกใช้การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ (James, 2007) ดังนั้น
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จัดทาโครงการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างการรับรู้และเท่า
ทันการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางการขับเคลื่อนการป ิรูปการศึกษาของรัฐบาล
กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง สมศักดิ เกิดพุ่ม ( :
3-5) ได้ออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับสานัก กอบรม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ที่เรียกว่า Content
Management System หรือ CMS ในการศึกษาและพัฒนา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือเว็บไซต์ที่ได้รับการ
ยอมรับระดับสูง และสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้เครื่องมือ
การพัฒนาเว็บไซต์สาเร็จรูป CMS นี้เช่นกัน โดยผู้วิจัยจะออกแบบโครงสร้างเนื้อหาที่เป็นระบบ
สามารถสืบค้นและเข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย รวมถึงสามารถสร้างความมีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อมูล
ข่าวสารที่เป็นปจจุบันและเป็นคลังข้อมูลข่าวสารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานนอกจากนี้ยังมีช่องทางการสื่อสารแบบสองทาง ( -Ways Communication) ระหว่าง
นักประชาสัมพันธ์ ระดับสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครู อาจารย์ และนักเรียนจากสถานศึกษา
ร่วมถึงประชาชนทั่วไปด้วย และจากการศึกษาสภาพป หาของเว็บไซต์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดังกล่าว ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เล็งเห็นว่า ควรมีการศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน
6
6
ให้ประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษารับรู้อย่างรวดเร็ว ให้มีความน่าสนใจ
รวมถึงสื่อมวลชนได้นาข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ข้อมูลไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ
ตามความเหมาะสมและความต้องการของสื่อมวลชน ซึ่งสามารถนับว่า ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจาก
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นแหล่งข้อมูลที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้ต่อไป
วั ป ะสงค ำ ว ั
) ศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
) พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อเป็น
แนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และ
) จัดการอบรมผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษาผลการใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก
การอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางในการ
พัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
น ำม ั ทเ ำะ
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หมายถึง แหล่งที่เก็บรวมรวมข้อมูลสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์
การนาข้อมูลข่าวสารไปเผยแพร่ และเพื่อแสดงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและ
เสียง
การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษาในส่วนที่
เกี่ยวกับภารกิจของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในทุกภาคส่วนตามการแบ่งส่วน
ราชการของกระทรวงศึกษาธิการ คือ ข้อมูลข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการจังหวัด
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษา ครูอาจารย์ บุคลากร
ทางการศึกษา และนักเรียน เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน
ให้ประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษารับรู้อย่างที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อ
เหตุการณ์ และมีความน่าสนใจ รวมถึงสื่อมวลชนได้นาข่าวสารข้อมูลไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ
ตามความเหมาะสมและความต้องการ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
7
7
การพัฒนาเว็บไซต์ หมายถึง ขั้นตอน กระบวนการ องค์ประกอบ และเทคโนโลยี
ในการดาเนินงานพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง หน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัด
ของกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดและการส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทา
ข้อเสนอนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษา มาตรฐานการศึกษา และหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน กาหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดาเนินเกี่ยวกับการสนับสนุนทรัพยากร การจัดตั้งจัดสรร
ทรัพยากร และบริหารงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พัฒนาระบบการบริหาร
และส่งเสริม ประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียน
การสอน รวมทั้งส่งเสริมการนิเทศการบริหารและการจัดการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ และ
ประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา
ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และกากับดูแลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาเพื่อคนพิการ
ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความสามารถพิเศษ และประสาน ส่งเสริมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเอกชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นของเขตพื้นที่การศึกษา ดาเนินการเกี่ยวกับงาน
เลขานุการของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป ิบัติงานอื่นใดตามที่ก หมายกาหนดให้เป็น
อานาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือตามที่
รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ขอบเข ของ ำ ว ั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์และ
สื่อสารมวลชนของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1. ขอบเข ำน นที่ว ั
การพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์และสื่อสารมวลชน
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ใช้สถานที่เพื่อดาเนินการศึกษาและรวบรวม
ข้อมูลอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบ ดังนี้
1.1 สถานที่ใช้การรวบรวมข้อมูล คือ ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สถานที่ตั้งเซิร์ เวอร์ของฐานข้อมูลระบบสารสนเทศของเว็บไซต์ คือ
ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
8
8
2. ขอบเข ำนเนอหำ
ข้อมูลการประชาสัมพันธ์ ในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ได้แก่
) ข้อมูลข่าวสารของสานัก ศูนย์ กลุ่มต่าง ๆ ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 4 สานัก ศูนย์ กลุ่ม ได้แก่
(1) สานักอานวยการ
(2) สานักคลังและสินทรัพย์
(3) สานักติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(4) สานักทดสอบทางการศึกษา
(5) สานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน
(6) สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(7) สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
(8) สานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา
(9) สานักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ
(10) สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
(11) กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
(12) กลุ่มตรวจสอบภายใน
(13) สานักพัฒนากิจกรรมนักเรียน
(14) สานักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(15) สถาบันภาษาอังก ษ
(16) สานักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดน
ภาคใต้
(17) สานักบริหารงานการมะยมศึกษาตอนปลาย
(18) สานักบริหารการศึกษาภาคบังคับ
(19) ศูนย์พัฒนาการนิเทศและเร่งรัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(20) ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน
(21) ศูนย์บริหารโครงการพัฒนาโรงเรียนจุ าภรณราชวิทยาลัย
(22) ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล
(23) สานักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน
(24) ศูนย์ป ิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
9
9
) ข้อมูลข่าวสารของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต และ
) ข้อมูลข่าวสารของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ขอบเข ป ะ ำ และ ลม ัวอ ำง
ป ะ ำ ที่ น ำ ว ั ครั้งนี้ คือ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน จานวน คน ผู้เชี่ยวชา ด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน
คน และ ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เป็น
เจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากรของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จานวน คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน คน
ลม ัวอ ำงที่ น ำ ว ั ครั้งนี้ คือ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน คน ผู้เชี่ยวชา ด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์
จานวน คน และตัวแทนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากรสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน จานวน คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาและสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน คน
ะ ะเวลำ น ำ ว ั
ระยะเวลา ป ระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนกันยายน ซึ่งแบ่ง
การดาเนินงานออกเป็น ระยะ คือ
ระยะที่ 1 มกราคม - มีนาคม
ขั้นเตรียมการ ศึกษาเอกสาร และรวบรวมข้อมูล และศึกษาความต้องการและแนว
ทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลือก
กลุ่มตัวอย่าง และสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูล จัดทาร่างโครงสร้างเว็บไซต์ ต้นแบบ
ออกแบบองค์ประกอบข้อมูลสารสนเทศ ร่างแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์
ระยะที่ 2 เมษายน – มิถุนายน
ศึกษาเอกสาร และรวบรวมข้อมูลการออกแบบเว็บไซต์ต้นแบบการออกแบบเว็บไซต์
เลือกเทคโนโลยี สร้างองค์ประกอบเว็บไซต์ ระบุกลุ่มผู้ใช้ สร้างระบบเนวิเกชั่น และการใช้งาน
ออกแบบหน้าเว็บไซต์ กรา ก และเลือกใช้สี จัดรูปแบบตัวอักษร ฐานข้อมูลเว็บไซต์ในการ
10
10
ประชาสัมพันธ์ สารสนเทศและเนื้อหา ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ ร่างคู่มือป ิบัติงานเว็บไซต์
สร้างเครื่องมือประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ทดสอบ
ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ และศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม ปรับปรุ่งร่างแนวทาง
ในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ระยะที่ 3 กรก าคม – กันยายน
จัดทาคู่มือป ิบัติงานเว็บไซต์ สร้างเครื่องมือในการประเมินผลการใช้งานเว็บไซต์
จัดการอบรมผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ และศึกษาผลการใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้
จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางการ
พัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อบแนวค
ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดในการวิจัยได้เลือกการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ใน
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการกาหนดขึ้นตาม
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อนาไปสู่การสร้างเครื่องมือ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง การรวบรวมข้อมูล
และการวิเคราะห์ ดังภาพที่
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
11
11
ำ ที่ 1 1 กรอบแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการในการทาวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนา
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- แนวทางการพัฒนา
เว็บไซต์ในการ
ประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
- คู่มือการปฏิบัติงาน
เว็บไซต์ในการ-
ประชาสัมพันธ์
ะ ะที่
- ออกแบบเว็บไซต์ในการ
ประชาสัมพันธ์ สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน
- การออกแบบเว็บไซต์
- เลือกเทคโนโลยี
- สร้างองค์ประกอบเว็บไซต์
- ระบุกลุ่มผู้ใช้
- สร้างระบบเนวิเกชั่น และ
การใช้งาน
- ออกแบบหน้าเว็บไซต์
กรา ก และเลือกใช้สี
- จัดรูปแบบตัวอักษร
- ฐานข้อมูลเว็บไซต์ในการ
ประชาสัมพันธ์
- สารสนเทศและเนื้อหา
- ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์
(สุรีรัตน์ อินทร์หม้อ, 2552.,
ปยะดนัย วิเคียน )
- แบบประเมินเบล็คบอค
(Black box) ด้าน ได้แก่
ด้านการตรงตามความต้องการ
ของผู้ใช้ระบบ (Functional
Requirement Test) ด้าน
การทางานได้ตาม งก์ชั่นงาน
ของระบบ (Functional Test)
ด้านความง่ายต่อการใช้งาน
(Usability Test) และด้าน
การรักษาความปลอดภัยของ
ข้อมูลในระบบ (Security
Test)
(มนต์ชัย เทียนทอง, 2554)
ะ ะที่ 1
- ศึกษาสภาพความต้องการ
และแนวทางการพัฒนา
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
และศึกษาเอกสาร งานวิจัยใน
การสร้างเว็บไซต์เพื่อการ
ประชาสัมพันธ์
- สร้างเครื่องมือสัมภาษณ์
- ระบบการจัดการเนื้อหา
(Content Management
System: CMS)
- โครงสร้างเว็บเพจและ
การออกแบบเว็บไซต์: Page
Structure and Site Design
- เลือกใช้เทคโนโลยี
โปรแกรมบริหารจัดการ
ฐานข้อมูล MySQL การ
พัฒนาออกแบบ และสร้าง
ระบบฐานข้อมูล ใส่เนื้อหา
และไ ล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง
- โปรแกรมด้วยเครื่องมือ
พัฒนาโปรแกรมภาษา PHP,
PHPMYADMIN, JAVA
- กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์
(พิรพร หมุนสนิท และอัจจิมา
เลี้ยงอยู่, 2553)
แนวคิดเกี่ยวกับการ
ประชาสัมพันธ์
- กระบวนการประชาสัมพันธ์
- การประชาสัมพันธ์บน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ท
(จิตราภรณ์ สุทธิวรเศรษฐ์,
)
ะ ะที่
- จัดการอบรมการใช้
ระบบป ิบัติการเว็บไซต์
และพัฒนาเนื้อหาบนหน้า
เว็บไซต์ในการ
ประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อ
ปรับปรุงเนื้อหาต่อไป
- แบบจาลองการยอมรับ
นวัตกรรมและเทคโนโลยี
(A technology acceptance
model หรือ TAM)
4 ประการ
- ตัวแปรภายนอก
- การรับรู้ถึงประโยชน์
- การรับรู้ว่าเป็นระบบที่
ง่ายต่อการใช้งาน
- ทัศนคติที่มีต่อการใช้งาน
(สิงหะ ฉวีสุข และ
สุนันทา วงศ์จตุรภัทร,
2555 : เว็บไซต์)
12
12
ป ะ นที่ ับ ำ ำ ว ั
ได้เว็บไซต์ต้นแบบที่ผ่านกระบวนการพัฒนาเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2. ได้แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
13
บทที่ 1
1
ทที่ 2
วรร กรรมและงานวิ ัยที่ กี่ยว อง
การศึกษาแนวทางเพื่อพั นาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาพื้น านจัดทําขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการศึกษาโดยนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาชวย
การประชาสัมพันธ การเผยแพรขอมูลขาวสารและการสื่อสารมวลชน ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวของทั้งในประเทศและตางประเทศ ดังนี้
1. แนวคิดการออกแบบเว็บไซต
2. เครื่องมือบริหารและจัดการเว็บไซต
. แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ
4. งานวิจัยที่เกี่ยวของ
2.1 แนวคิ การออกแ ว ต
2.1 การออกแ ครงสราง ว ต
การออกแบบโครงสรางเว็บไซต สามารถทําไดหลายแบบ ขึ้นอยูกับลักษณะของขอมูล
ความชอบของผูออกแบบ ตลอดจนกลุมเปาหมายที่ตองการนําเสนอ โครงสรางของเว็บไซตประกอบ
ไปดวย 4 รูปแบบใหญ ๆ (ปยะดนัย วิเคียน. 255 ) ไดดังนี้
ครงสราง ว ตแ รียงลา ั เปนโครงสรางแบบ
ธรรมดาที่ใชกันมากที่สุดเนื่องจากงายตอการจัดระบบขอมูล ขอมูลที่นิยม จัดดวยโครงสรางแบบนี้
มักเปนขอมูลที่มีลักษณะเปนเรื่องราวตามลําดับของเวลา เชน การเรียงลําดับตามตัวอักษร ดรรชนี
สารานุกรม หรืออภิธานศัพท โครงสรางแบบนี้ เหมาะกับเว็บไซตที่มีขนาดเล็ก เนื้อหาไมซับซอนใช
การลิงก ( ) ไปทีละหนา ทิศทางของการเขาสูเนื้อหา ( o ) ภายในเว็บจะเปนการดําเนิน
เรื่องในลักษณะเสนตรง โดยมีปุมเดินหนา-ถอยหลังเปนเครื่องมือหลักในการกําหนดทิศทาง
ขอเสียของโครงสรางระบบนี้ คือ ผูใชไมสามารถกําหนดทิศทางการเขาสูเนื้อหาของตนเองได ทําให
เสียเวลาเขาสูเนื้อ แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบเรียงลําดับดังภาพที่ 2.1
บทที่ 2
วรรณกรรมและง�นวิจัยที่เกี่ยวข้อง
14
14
าพที่ 2.1 แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบเรียงลําดับ
ครงสราง ว ตแ ลา ั ั้น เปนวิธีที่ดีที่สุดวิธี
หนึ่งในการจัดระบบโครงสรางที่มีความซับซอนของขอมูล โดยแบงเนื้อหา ออกเปนสวนตาง ๆ และมี
รายละเอียดยอย ๆ ในแตละสวนลดหลั่นกันมาในลักษณะแนวคิดเดียวกับแผนภูมิองคกร จึงเปนการ
งายตอการทําความเขาใจกับโครงสรางของเนื้อหาในเว็บลักษณะนี้ ลักษณะเดนเ พาะของเว็บ
ประเภทนี้ คือ การมีจุดเริ่มตนที่จุดรวมจุดเดียว นั่นคือ โ มเพจ ( ome e) และเชื่อมโยงไปสู
เนื้อหา ในลักษณะเปนลําดับจากบนลงลางเว็บที่มีโครงสรางประเภทนี้จัดเปนอีกรูปแบบหนึ่งที่งายตอ
การใชงาน ซึ่งรูปแบบโครงสราง คลายกับตนไมตนหนึ่งที่มีการแตกกิ่งออกไปเปน กิ่งใหญ กิ่งเล็ก
ใบไม ดอก และผล เปนตน ขอดีของโครงสรางรูปแบบนี้ก็คือ งายตอการแยกแยะเนื้อหาของผูใชและ
จัดระบบขอมูล ของผูออกแบบ นอกจากนี้สามารถดูแลและปรับปรุงแกไขไดงายเนื่องจากมีการ
แบงเปนหมวดหมู ที่ชัดเจน สวนขอเสียคือในสวนของการออกแบบโครงสรางตองระวังอยาให
โครงสรางที่ไมสมดุล นั่นคือ มีลักษณะที่ลึกเกินไป หรือตื้นเกินไป โครงสรางที่ลึกเกินไปเปนลักษณะ
ของโครงสรางที่เนื้อหาในแตละสวนมากเกินไปทําใหผูใชตองเสียเวลานานในการเขาสูเนื้อหาที่
ตองการ เพราะตองคลิกปุมหนาตอไป ( e ) หลายครั้ง แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบลําดับขั้น ดัง
ภาพที่ 2.2
าพที่ 2.2 แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบลําดับขั้น
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
15
15
ครงสราง ว ตแ ตาราง โครงสรางรูปแบบนี้มีความ
ซับซอนมากกวารูปแบบที่ผานมา การออกแบบเพิ่มความยืดหยุน ใหแกการเขาสูเนื้อหาของผูใช โดย
เพิ่มการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหวางเนื้อหาแตละสวน เหมาะแกการแสดงใหเห็นความสัมพันธกัน
ของเนื้อหา การเขาสูเนื้อหาของผูใชจะไมเปนลักษณะเชิงเสนตรง เนื่องจากผูใชสามารถเปลี่ยน
ทิศทางการเขาสูเนื้อหาของตนเองได เชน ในการศึกษาขอมูลประวัติศาสตร สมัยสุโขทัย อยุธยา
ธนบุรี และรัตนโกสินทร โดยในแตละสมัยแบงเปนหัวขอยอยเหมือนกัน คือ การปกครอง ศาสนา
วั นธรรม และภาษา ในขณะที่ผูใชกําลังศึกษาขอมูลทางประวัติศาสตรเกี่ยวกับ การปกครองในสมัย
อยุธยา ผูใชอาจศึกษาหัวขอศาสนาเปนหัวขอตอไปก็ได หรือจะขามไปดูหัวขอ การปกครองในสมัย
รัตนโกสินทรกอนก็ไดเพื่อเปรียบเทียบลักษณะขอมูลที่เกิดขึ้นคนละสมัยกัน ในการจัดระบบ
โครงสรางแบบนี้ เนื้อหาที่นํามาใชแตละสวนควรมีลักษณะที่เหมือนกัน และ สามารถใชรูปแบบ
รวมกัน หลักการออกแบบคือนําหัวขอทั้งหมดมาบรรจุลงในที่เดียวกันซึ่งโดยทั่วไป จะเปนหนา
แผนภาพ ( e) ที่แสดงในลักษณะเดียวกับโครงสรางของเว็บ เมื่อผูใชคลิกเลือกหัวขอใดก็จะ
เขาไปสูหนาเนื้อหา ( o c e) ที่แสดงรายละเอียดของหัวขอนั้น ๆ และภายในหนานั้น ก็จะมี
การเชื่อมโยงไปยังหนารายละเอียดของหัวขออื่นที่เปนเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถนํา
โครงสรางแบบเรียงลําดับและแบบลําดับขั้นมาใชรวมกันไดอีกดวย ถึงแมโครงสรางแบบนี้ อาจจะ
สรางความยุงยากในการเขาใจได และอาจเกิดปญหาการคงคางของหัวขอ (Co e erhe )
ได แตจะเปนประโยชนที่สุดเมื่อผูใชไดเขาใจถึงความสัมพันธ ระหวางเนื้อหา ในสวนของการออกแบบ
จําเปนจะตองมีการวางแผนที่ดี เนื่องจากมีการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้น ไดหลายทิศทาง นอกจากนี้
การปรับปรุงแกไขอาจเกิดความยุงยากเมื่อตองเพิ่มเนื้อหาในภายหลัง แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบ
ตาราง ดังภาพที่ 2.
าพที่ 2. ภาพแสดงโครงสรางเว็บไซตแบบตาราง
16
1
ครงสราง ว ตแ ยแมงมม โครงสรางประเภทนี้จะมี
ความยืดหยุนมากที่สุด ทุกหนาในเว็บสามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกันไดหมด เปนการสรางรูปแบบ
การเขาสูเนื้อหาที่เปนอิสระ ผูใชสามารถกําหนดวิธีการเขาสูเนื้อหาไดดวยตนเอง การเชื่อมโยงเนื้อหา
แตละหนาอาศัยการโยงใยขอความที่มีมโนทัศน (Co ce ) เหมือนกัน ของแตละหนาในลักษณะ
ของไ เปอรเท็กซ หรือ ไ เปอรมีเดีย โครงสรางลักษณะนี้จัดเปนรูปแบบที่ไมมีโครงสรางที่แนนนอน
ตายตัว ( r c re ) นอกจากนี้การเชื่อมโยงไมไดจํากัดเ พาะเนื้อหา ภายในเว็บนั้น ๆ
แตสามารถเชื่อมโยงออกไปสูเนื้อหาจากเว็บภายนอกได ลักษณะการเชื่อมโยงในเว็บนั้น
นอกเหนือจากการใชไ เปอรเท็กซหรือไ เปอรมีเดีย กับขอความที่มีมโนทัศน (Co ce ) เหมือนกัน
ของแตละหนาแลว ยังสามารถใชลักษณะการเชื่อมโยงจากรายการที่รวบรวมชื่อหรือหัวขอของเนื้อหา
แตละหนาไว ซึ่งรายการนี้จะปรากฏอยูบริเวณใดบริเวณหนึ่งในหนาจอ ผูใชสามารถคลิกที่หัวขอใด
หัวขอหนึ่งในรายการเพื่อเลือกที่จะเขาไปสูหนาใด ๆ ก็ไดตามความตองการ ขอดีของรูปแบบนี้ คืองาย
ตอผูใชในการทองเที่ยวบนเว็บ โดยผูใชสามารถกําหนดทิศทางการเขาสูเนื้อหาไดดวยตนเอง
แตขอเสียคือถามีการเพิ่มเนื้อหาใหมๆ อยูเสมอจะเปนการยากในการ ปรับปรุง นอกจากนี้
การเชื่อมโยงระหวางขอมูลที่มีมากมายนั้นอาจทําใหผูใชเกิดการสับสนและ เกิดปญหาการคงคางของ
หัวขอ (Co e erhe ) ได แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบใยแมงมุม ดังภาพที่ 2.4
าพที่ 2. แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบใยแมงมุม
2. หลักการ สี น ว ต
การเลือกใชสี สีสันในหนาเว็บเพจเปนสิ่งที่มีความสําคัญมากในการดึงดูด
ความสนใจของผูใช เนื่องจากสิ่งแรกที่พวกเขามองเห็นจากเว็บเพจก็คือสี การเลือกใชสีในเว็บไซตมี
ความซับซอนพอสมควรเริ่มตั้งแตกระบวนการเขาเรื่องการแสดงออกของสีภายใตสิ่งแวดลอมที่ตางกัน
ของบราวเซอร จอมอนิเตอร และระบบปฏิบัติการ ตลอดจนถึงการเขาใจท ษ ีสี รูจักเลือกใชสีให
เหมาะสมเพื่อการสื่อความหมายอยางสวยงาม โดยการเลือกเนื้อสีใชงานจะเลือกจากความหมายของ
เนื้อสี และแตละสีจะมีลักษณะการสื่อความหมาย หรือมีผลตออารมณและความรูสึกที่แตกตางกัน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
17
17
เนื่องจากมนุษยเราตอบสนองตอสีดวยจิตใจไมใชสมอง ดังนั้น การเลือกใชสีเพื่อใชงานบนเว็บไซต
จึงควรพิจารณาการใชสีอยางรอบคอบ โดยนําหลักจิตวิทยาของสีที่มีตออารมณและความรูสึกของ
มนุษยมาใชรวมในการออกแบบเว็บไซต แตละประเภทเพื่อชวยใหเว็บไซตที่สรางขึ้นสามารถ
ตอบสนองและมีปฏิสัมพันธกับผูใชงานไดเปนอยางดี สีแตละสีจะมีผลตออารมณและรูสึกของคนดังนี้
(เอกเทพ ภักดีศิริมงคล, 2550)
ชลิตา ไวรักษ (2550) กลาวถึงการใชสีโดยรวม (Color Scheme) วาสีเปน
สวนประกอบที่สําคัญในการดึงดูดความสนใจของผูใช สรางบรรยากาศและความรูสึกโดยรวมของ
เว็บไซต เราสามารถใชสีกับสวนประกอบตาง ๆ ของเว็บไซต เชน ภาพ ตัวอักษร สิงค และพื้นหลัง
โดยเลือกใชชุดสีใหกลมกลืน สอดคลองกับบุคลิกของเว็บไซต ชวยสื่อความหมายใหเนื้อหา และ
เพิ่มความสวยงามใหกับเว็บเพจ นอกจากนี้ยังสามารถใชสีประจําองคกร หรือ หนวยงานในเว็บไซต
เพื่อสรางภาพลักษณ ในทางกลับกันการเลือกใชสีที่ไมเหมาะสมจะรบกวนสายตาของผูใช
สรางความลําบากในการอานและอาจทําใหการสื่อความหมายผิดพลาด ดังตารางแสดงคูสีตัวอักษร
และพื้นหลังที่นิยมตารางที่ 2.1 และตารางการแสดงจิตวิทยาของสี ตารางที่ 2.2
ตารางที่ 2.1 คูสีตัวอักษรและพื้นหลังที่นิยม
สีอักษร สีพื้นหลัง
ขาว ฟา แดง เขียว ชมพู
เหลือง ฟา ดํา
ฟาอมเขียว ขาว ฟา
เขียว ขาว เหลือง
ชมพู ขาว ฟา
แดง ขาว เหลือง ฟาอมเขียว เขียว
ฟา ขาว ดํา
ดํา ขาว เหลือง
ที่มา : ถนอมพร เลาหจรัสแสง, 2545 : 170
18
1
ตารางที่ 2.2 แส ง ิตวิทยา องสี
สี ความหมาย ิง วก ความหมาย ิงล
สั ลักษ สิ่ง อง
ที่ กี่ยว อง
แ ง พลังอํานาจ กําลังใจ ความจริง
ความรัก ความอบอุน การแขงขัน
ความกลาหาญ ความแข็งขัน
ความตื่นเตน ความสนุกสนาน
ความเร็ว
ความโมโห
ความกาวราว
ความรุนแรง ความ
ละอายความผิดพลาด
การบาดเจ็บ
ดวงอาทิตย ความรอน
ไฟ สัญญาณอันตราย
เลือดหัวใจ
สม ความสามารถ ความทันสมัย
ความกระตือรือรน ความเปนมิตร
ความสดใสมีชีวิตชีวา ความสมดุล
ความเขมแข็ง ความโชคดี ความเจริญ
การหลอกลวง
ความอื้อ าว
ความไมเรียบรอย
าโลวีน มิตรภาพ
ียว ธรรมชาติ สุขภาพ การักษา
ความรื่นรมยยินดี ความหวัง
การเริ่มตน ความภักดี ความเปน
อมตะ ความปลอดภัย
ความอุดมสมบูรณ ความรมรื่น
ความอิจ า
ความเบื่อหนาย
การขาดประสบการณ
ตนไม สิ่งแวดลอม
ศาสนา วัยรุน ทหาร
สัญญาณปลอดภัย
น้า งิน ความแข็งแรง ความกระ ับกระเ ง
ความใหม ความซื่อสัตย ความมั่นคง
ปลอดภัย มีคุณธรรม ความสะอาด
มีน้ําใจ เปนระเบียบวินัย ความสงบ
ความเชื่อมั่น ความสมดุล
ความเขมแข็ง
ความหดหู ซึมเศรา
เสียใจ ความเรียบ
แบบไมนาสนใจ
ทองฟา ทะเล สวรรค
เทวดา ผูชาย
ความเย็น เทคโนโลยี
มวง ความลึกลับ ความสูงสง หรูหรา
ความทันสมัย สรางสรรค การให
ความรู การบําบัดรักษา ความรอบรู
ความหยิ่งยโส ความ
แปลก ความเศราโศก
เสียใจ
จิต วิญญาณ ปญญา
น้าตาล ความเรียบงาย ธรรมชาติ ความสุขุม
ความทนทาน ความมั่นคง ความมี
เกียรติ ความสะดวกสบาย
ความเจริญเติมโตเต็มที่
ความหดหูซึมเศรา สลด
ใจ ความเกา มีอายุ
ความเลอะเทอะเปรอะ
เปอน
โลก พื้นดิน ไม บาน
กลางแจง
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
19
1
ตารางที่ 2. แส ง ิตวิทยา องสี ตอ
สี ความหมาย ิง วก ความหมาย ิงล
สั ลักษ สิ่ง อง
ที่ กี่ยว อง
าว ความบริสุทธิ ไรเดียงสา ความรัก
ความ ลาด ความดี ความสงบ
ความเรียบงาย ความเคารพนับถือ
ความนอบนอม ความถอมตน
ความเที่ยง
ความออนแอ
การเจ็บปวย
ความตาย ความเศรา
(จีน)
พรหมจารี การเกิด
มิตรภาพ วัยสาว
แพทย พยาบาล หิมะ
สันติภาพ เยาวชน
ความหนาว ความเย็น
ความจริง
ทา ความสุภาพ ความสงบ ความ ลาด
สุขุม ความมั่นคง ความเปนไปได
ความไวใจได ความมีเกียรติ
ความโศกเศรา
ความเสื่อม
ความนาเบื่อ ความมี
อายุ
ปญญา อนุรักษนิยม
อนาคต การปฏิบัติได
( r c c l)
า อํานาจ ความ ลาดล้ํา ความสุขุม
รอบคอบ ความมั่นคง ความเปน
ทางการ ความตั้งใจ ความเปนเลิศ
ความลับ
การหลอกลวง
การปกปด
ความซับซอน
ความนากลัว
ความทุกข ความหดหู
หมดหวัง ความเศรา
ใตดิน ความมืด
ความตาย
เกี่ยวกับดานเพศ
ที่มา ธวัชชัย ศรีสุเทพ, 2544 : 205
การใชสีในการสื่อความหมายทั้งในเชิงบวกและลบ รวมถึงสัญลักษณ และสิ่งของที่
เกี่ยวพันกับสีนั้น เ พาะกรณีที่ใชสีโดยรวมเปนสีนั้นสีเดียว แตถามีการใชสีหลายสีรวมกันอาจมี
การสื่อความหมายแตกตางไปจากนี้ได
2. . หลักการ ตัวอักษร น ว ต
การใชตัวอักษร ในแตละรูปแบบนั้นจะใหความรูสึกที่แตกตางกัน สามารถใชเปน
สวนประกอบในการสรางบุคลิกของเว็บไซตได สวนปญหาที่พบในการใชตัวอักษร คือ บางครั้ง
การแสดงผลตัวอักษรบนบราวเซอรของผูใชไมตรงกับที่นักออกแบบระบุไว โดยการเขียนคําสั่งภาษา
หรือคําสั่งโปรแกรมสรางเว็บเขียนดวยภาษาเสริม เชน Scr เนื่องจากขอจํากัดและ
20
20
ความแตกตางของตัวอักษรที่ติดตั้งอยูในคอมพิวเตอรแตละเครื่อง และผูใชยังสามารถปรับเปลี่ยน
รายละเอียดของหนาจอ สามารถเพิ่มหรือลดขนาดตัวอักษรมาตร าน ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบกับ
ความสวยงามและความสะดวกในการอานแลว บางกรณียังกระทบถึงโครงสรางเว็บเพจที่จัดไวลงตัว
แลว นักออกแบบมักแก ปญหาโดยการเลือกใช ตัวอักษรแบบมาตร านที่มาพรอมระบบปฏิบัติการ
( o ) สวนประกอบของตัวอักษร ตัวอักษรแตละตัวจะประกอบไปดวยสวนตาง ๆ ที่ผูพั นา
เว็บไซตจําเปนตองทราบ เพื่อใชเปรียบเทียบลักษณะของตัวอักษรแตละชนิด (เอกเทพ ภักดีศิริมงคล,
2550 : 1 1) ดังนี้
1 ce er คือ สวนบนของตัวอักษรพิมพเล็กที่สูงกวา –he h ของตัวอักษร
เชน และ h เปนตน
2 e ce e คือ สวนลางของตัวอักษรพิมพเล็กที่ต่ํากวา el e ของตัวอักษร
เชน และ เปนตน
el e คือ เสนสมมุติที่ตัวอักษรสวนใหญตั้งอยู
4 C he h คือ ความสูงจากเสน el e ไปจนถึงสวนบนสุดของตัวอักษรพิมพ
ใหญ
5 – he h หมายถึง ความสูงของตัวอักษร ในแบบพิมพเล็กที่สวนใหญใชเพื่อ
อางถึงความสูงของตัวอักษรที่ไมรวมสวนบนและสวนลาง
o – e คือ ระยะความสูงทั้งหมดของตัวอักษรที่วัดจากสวนบนสุดถึงสวน
ลางสุด
เมื่อทราบถึงสวนประกอบตาง ๆ ของตัวอักษรดังกลาวขางตนแลว ผูพั นาเว็บไซตยัง
จําเปนตองทําความเขาใจถึงสวนประกอบอื่นที่เกี่ยวของกับการเลือกใชงานตัวอักษรบนเว็บไซตเพื่อให
มีประสิทธิภาพและตรงกับความตองการมากที่สุด กลาวคือ ระบบการวัดตัวอักษรบนเว็บไซต การวัด
ตัวอักษรในสมัยกอนจะสรางแบบตัวอักษรดวยโลหะ ซึ่งจะใชหนวยเปนพอยท o ) คือ ความสูง
ของโลหะที่ใชสรางตัวอักษร 1 พอยท เทากับ 1 72 นิ้ว หรือ .01 4 นิ้วและ 12 พอยท เทากับ
1 ไพกา ( c ) และ ไพกาเทากับ 1 นิ้ว (โสรชัย นันทวัชรวิบูลย, 2545) แตในปจจุบันหนวยนี้จะ
ใชในระบบการพิมพเทานั้น ซึ่งโดยสวนใหญมักจะกําหนดขนาดของตัวอักษรบนเว็บไซตเปนหนวย
พิกเซล ( el ) หรือคาที่เปนคียเวรด ( e or ) เชน m ll, me m, m llerและ l r er
เปนตน สิ่งที่นาสังเกต คือ ตัวอักษรที่ตางชนิดกันจะมีขนาดที่แตกตางกันถึงแมจะกําหนดคาเทากัน
เนื่องจากวาความสูงของตัวอักษรแตละชนิดจะมีตําแหนงการวัดจากสวนบนสุด ce er) และ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
21
21
สวนลางสุด ( e ce e ) ไมเทากัน ซึ่งอาจทําใหมองเห็นขนาดของตัวอักษรบนเว็บเพจแตกตางกัน
ดังนั้น การเลือกชนิดตัวอักษรเพื่อแสดงขอมูลบนเว็บไซตควรเลือกเปนชนิดเดียวกัน ซึ่งจะทําใหไมเกิด
ความแตกตางของขนาดตัวอักษรหรือไมสวยงาม ยกเวนแตจะใหขอความนั้นมีความเดนชัดและ
แตกตางจากขอความอื่น ๆ และชนิดและกลุมตัวอักษรที่นิยมใชบนเว็บไซตการเลือกชนิดของตัวอักษร
(ประเวศน วงษคําชัย และพิรพร หมุนสนิท, 2550) เพื่อใชงานบนเว็บไซตนั้นจะขึ้นอยูกับปจจัย
หลายประการ เชน เนื้อหาที่ตองการนําเสนอการจัดวางองคประกอบ การปรับแตงอัตราสวน
และการจัดสมดุลในเว็บเพจ เปนตน ซึ่งตองอาศัยหลักศิลปะและการใชเทคโนโลยีควบคูกัน
เพื่อสรางความนาสนใจ ชนิดของตัวอักษรที่นิยมใชงานบนเว็บไซต สามารถแบงออกไดเปน 7 กลุม
ตัวอักษร ดังนี้
1. กลุมตัวอักษรประเภท Ser เปนกลุมตัวอักษรแบบลายเสนตกแตงขนาดเล็กที่
เพิ่มขึ้นที่สวนปลายของเสนหลัก คือ มีสวนของลายเสนตกแตงติดกับสวนตนหรือสวนทายของ
ตัวอักษร โดยตัวอักษรที่อยูในกลุมนี้มี me e om , r mo , eor , o และ
oc ell ซึ่งสวนใหญตัวอักษรประเภทนี้จะใชในสวนที่เปนรายละเอียดเนื้อหา เนื่องจากเสนตกแตง
ที่เพิ่มขึ้นจะชวยแยกความแตกตางของแตละตัวอักษร และทําใหการอานเปนไปอยางตอเนื่อง
อยางไรก็ตามจะไมนิยมใชตัวอักษรประเภทนี้เปนตัวหนา ( ol ) เพราะยังมีปญหา
ในการเปลี่ยนแปลงน้ําหนักและความหนาของลายเสน ตัวอักษรประเภทนี้จะให
(โสรชัย นันทวัชรวิบูลย, 2545) ความรูสึกถึงความเกา ความขลัง จึงมักใชกับงานที่เปนทางการกึ่ง
พิธีรีตอง หรือเรื่องราวในเชิงอนุรักษนิยม
2. กลุมตัวอักษรประเภท S Ser เปนกลุมตัวอักษรที่ไมมีลายเสนตกแตงติดอยูกับ
ตัวอักษร โดยตัวอักษรที่อยูในกลุมนี้มี r l, el e c , er และ er e ซึ่งตัวอักษร
ประเภทนี้เหมาะที่จะใชกับหัวขอหรือตัวอักษรขนาดใหญ แตไมนิยมใชเปนตัวเอียงเนื่องจากจะทําให
รูปรางของตัวอักษรเปลี่ยนแปลงไปมาก ตัวอักษรประเภทนี้ไดรับความนิยมในการออกแบบเปน
อยางมาก เนื่องจากดูเรียบงาย ทันสมัย
. กลุมตัวอักษรประเภท o o ce เปนกลุมตัวอักษรที่มีลายเสนตกแตงขนาดเล็ก
เพิ่มขึ้นที่สวนปลายของเสนหลัก คือ มีสวนของลายเสนตกแตงติดกับสวนตนหรือสวนทายของ
ตัวอักษรเชนเดียวกันกับกลุม Ser โดยประกอบดวยตัวอักษรชนิด o co และCo rer เพียงแต
จะมีลักษณะของลายเสนแบบโคงมน
4. กลุมตัวอักษรประเภท C r e เปนกลุมตัวอักษรที่ไมมีลายเสนตกแตงติดอยูกับ
ตัวอักษร มีลักษณะโคงมนทั้งตัวอักษร และดูเปนศิลปะ ประกอบดวยตัวอักษรชนิด Comc S ,
22
22
Ch cer และ o และไมนิยมใชในสวนรายละเอียดเนื้อหาของเว็บเพจ แตอาจใชใน
สวนของหัวขอเพื่อแสดงความโดดเดนและใหดูนาสนใจยิ่งขึ้น
5. กลุมตัวอักษรประเภท เปนกลุมตัวอักษรที่มีลายเสนตกแตงติดอยูกับ
ตัวอักษร และมีลักษณะคลายงานศิลปะคลายกับกลุม C r e เพียงแตความออนชอยจะมีมากกวา
ซึ่งประกอบดวยตัวอักษรชนิด e emo , l ll และ erc l e m
. กลุมตัวอักษรประเภท Scr หรือ ตัวอักษรที่ประยุกตมาจากตัวเขียน
แตมีความแตกตาง กันตรงที่มีความประณีต และลักษณะการประดิษ ตัวอักษรมีความสวยงามกวา
ตัวเขียนทั่วไป และมีการเขียนที่ตอเนื่องกัน ซึ่งจะใหความรูสึกที่ไมเปนทางการ อิสระ เสนสายของ
ตัวอักษรใหความสนุกสนานไรก เกณ ที่แนนอนตายตัว
7. กลุมตัวอักษรประเภท e e er หรือ ตัวอาลักษณ เปนตัวอักษรที่มีลักษณะ
คลายกับตัวพิมพเพียงแตจะสวยงามและประณีตกวา เหมาะกับงานราชการเนื่องจากทําใหดูนาเชื่อถือ
นอกจากลักษณะลายเสนของตัวอักษรแตละกลุมที่กลาวมาขางตน แลวตัวอักษรแตละ
ชนิด ยังมีรูปแบบพื้น านอยู แบบ คือ ตัวปกติ ตัวเอียง และตัวหนา ตัวอักษรในบางกลุมหรือบาง
ตระกูลมีการออกแบบใหมีรูปแบบการแสดงผลที่หลากหลายมากขึ้นเชน ลักษณะน้ําหนักของตัวอักษร
จากเบามากไปจนถึงเขมมาก หรือลักษณะความกวาง แบบหนาแนนจนถึงแบบแผกวาง เปนตน
โดยชนิดของตัวอักษรไทย ตัวอักษรไทยที่นิยมใชกันในปจจุบัน สามารถแบงออกเปน
5 ชนิด คือ แบบหัวกลม แบบหัวตัด แบบตัวอาลักษณ แบบหวัด และแบบประดิษ
ซึ่งการเลือกใชงานตัวอักษรแตละประเภทขึ้นอยูกับความเหมาะสม และความตองการของเจาของ
เว็บไซตภายในหนึ่งเว็บไซตอาจมีตัวอักษรไดมากกวาหนึ่งชนิดได ซึ่งการจัดตัวอักษรและขอความ
ในหนาเว็บเพจ การจัดวางตัวอักษรและขอความภายในหนาเว็บเพจ เปนอีกสิ่งหนึ่งที่ผูพั นาเว็บไซต
ตองใหความสนใจเชนเดียวกัน เนื่องจากการกําหนดการแสดงผลขอความที่เหมาะสมจะสามารถสราง
ความดึงดูดใจผูเขาชมเว็บไซตไดเปนอยางดี
สําหรับการจัดตัวอักษร การจัดตัวอักษรบนเว็บไซตในแบบที่ตางกันจะทําใหเกิด
ความรูสึกที่แตกตางกันออกไป เชน ตัวอักษรที่ถูกจัดใหชิดขอบดานซาย โดยที่ปลอยใหดานขวา
มีลักษณะไมสม่ําเสมอ จะทําใหความรูสึกไมเปนทางการ เปนตน การจัดตัวอักษรสามารถทําไดดังนี้
เอกเทพ ภักดีศิริมงคล, 2550)
1. การจัดแบบชิดดานซายหรือเสมอหนา ( e ) การจัดแบบชิดซายมีลักษณะเดน คือ
ตัวอักษรในทุกบรรทัด (ยกเวนยอหนาแรก) จะชิดดานซายเสมอ ซึ่งจะพบเห็นไดงาย โดยสวนใหญ
นิยมใชกับหนังสือที่อานเพื่อการผอนคลาย เชน หนังสือเด็ก
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
23
2
2 การจัดแบบชิดดานขวาหรือเสมอหลัง ( h ) เปนการจัดขอความใหดานขวาเสมอ
กัน โดยที่ดานหนาจะเวาแหวงตามความยาวของขอความในละบรรทัด ซึ่งการจัดลักษณะนี้จะทําให
เกิดความรูสึกที่ไมเปนธรรมชาติแตสามารถเรียกความสนใจไดดี ซึ่งจะนิยมใชกับงานโ ษณาตาง ๆ
เชน นิตยสาร หรือโปสเตอรขนาดใหญ เปนตน
การจัดแบบกึ่งกลาง (Ce er) การจัดแบบนี้นิยมใชกับงานที่มีขอความนอย เพราะ
อานยาก แตก็สามารถเพิ่มความนาสนใจไดดีพอสมควร ซึ่งจะเหมาะกับงานโปสเตอรและการดตาง ๆ
4 การจัดแบบเสมอหนาและหลัง ( ) เปนการจัดใหขอความทั้งหมดเปน
แนวเสนตรงทั้งดานหนาและหลังของขอบเขตขอความซึ่งทําใหดูเปนระเบียบแตขอเสีย คือ
เมื่อขอความในบรรทัดใดมีมากหรือนอยเกินไป ผูจัดจะตองทําการตัดคําดวยตนเอง โดยสวนใหญจะ
เหมาะกับงานนิตยสาร
5 การจัดเสมอหนาและหลังแบบอิสระ ( orce ) เปนการจัดขอความแบบเสมอ
หลัง โดยไมสนใจขนาดชองไฟ คือเพียงแคตองการใหตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดทายเสมอ
หนา–หลังเทานั้น นิยมใชกับคําพาดหัวตาง ๆ เชน ชื่อองคกร นามบัตร หรืองานออกแบบที่มีขอความ
นอย ๆ เปนตน เพราะทําใหดูมีดีไซน แตไมนิยมใชกับตัวอักษรภาษาไทย เนื่องจากมีวรรณยุกตและ
สระซึ่งทําใหยากตอการอาน
การจัดแบบอิสระ ( ree orm) เปนการจัดขอความที่ไมยึดรูปแบบตายตัวซึ่งจะให
ความรู สึกที่เปนอิสระ ทันสมัย ดึงดูดความสนใจและสะดุดตาไดเปนอยางดี นิยมใหกับงานประเภท
ใบปลิว แผนพับ หีบหอ บรรจุภัณ งานเว็บไซต และงานอื่น ๆ แตไมควรใชกับขอความที่ยาวเกินไป
โดยชองวางระหวางตัวอักษร ( r c ) และชองวางระหวางคํา ความรูสึกของ
ตัวอักษรอาจจะเปนผลมาจากพื้นที่วางโดยรอบที่อยูระหวางตัวอักษร ระหวางคํา หรือระหวางบรรทัด
ซึ่งผูพั นาสามารถปรับระยะของชางวางเหลานี้ เพื่อใหอานไดงายขึ้นแมวาตัวอักษรจะถูกออกแบบ
มาใหมีระยะหางที่เหมาะสมอยูแลว แตในบางสถานการณ อาจมีความตองการใหตัวอักษรดูแนนหรือ
หางเปนพิเศษ อยางเชน ตัวอักษรที่ใชพิมพใหญทั้งหมด ( C S ) จะดูคอนขางแนนเพราะถูก
ออกแบบใหใชรวมกับตัวพิมพเล็ก ดังนั้น ควรเพิ่มชองวางระหวางตัวอักษรใหมากขึ้นเล็กนอยสําหรับ
คําที่ใชตัวพิมพใหญ ซึ่งการจัดชองวางระหวางคําสําหรับภาษาอังก ษ และภาษาไทย ควรจะจัดให
เทากันเสมอ โดยอาจจําเปนตองใชเครื่องหมายยัติภังค ( - ) มาชวยแยกคําใหอยูคนละบรรทัดหรือ
ปรับเปลี่ยนแปลงการเวนวรรคขอความใหม เพื่อชวยไมใหมีชองวางเกิดขึ้นภายในประโยคมากเกินไป
สําหรับระยะหางระหวางบรรทัด ( e ) ระยะหางระหวางบรรทัด หรือ e
เปนอีกปจจัยหนึ่งที่ผูพั นาเว็บไซตตองคํานึงถึง ซึ่งหากกําหนดชองวางระหวางบรรทัดไดเหมาะสม
ก็จะสงผลใหการอานขอความตางๆ เหลานั้นทําไดงายและสะดวก แตถากําหนดชองวางระหวาง
24
24
บรรทัดที่แนนหรือหางจนเกินไปก็อาจสงผลใหขอความไมนาอาน ตองคํานึงถึงความยาวของบรรทัด
โดยในการสรางเว็บไซตผูพั นาสามารถคุมความยาวของบรรทัดไดดวยตารางครอบบริเวณเนื้อหา
เหลานั้น แลวกําหนดความกวางของชองเปนพิกเซลแทนการใหเปอรเซ็นตจากการศึกษาพบวาสายตา
คนเราสามารถกวาดไปในพื้นที่กวางประมาณ 4 นิ้วไดโดยไมตองขยับศีรษะ ดังนั้น เพื่อความสะดวก
ในการอาน แตละบรรทัดควรมีตัวอักษรประมาณ 50–70 ตัว หรือ 7–15 คํา (ภาษาอังก ษ) หรือ
เทียบเปนพื้นที่ก็จะกวางประมาณ 50–500 พิกเซล (ธวัชชัย ศรีสุเทพ, 254 ) ซึ่งความยาวของหนา
เว็บไมควรยาวจนเกินไป เพราะหนาเว็บที่ยาวมาก ๆ จะทําใหผูใชรูสึกเหนื่อยลาที่จะอานซึ่งจะแบง
ออกเปนหนาสั้น ๆ หลาย ๆ หนาตอกัน เพราะจะใหความรูสึกที่ดีกวา อยางไรก็ตาม ไมมีขอกําหนดที่
ตายตัวเกี่ยวกับความยาวสูงสุดของหนาเว็บเพจที่ควรจะเปน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับรูปแบบหนาและ
ความเหมาะสมของเพจนั้น ๆ โดยการแบงเนื้อหาออกเปนยอหนา ( r r h) หนาเหมาะสําหรับ
เพจที่มีเนื้อหามาก ๆ และคั่นระหวางยอหนาดวยบรรทัดวาง เชน เดียวกับการจัดพิมพเอกสารทั่วไป
เพื่อแยกใหเห็นไดชัดวาเปนขอความที่อยูคนละยอหนากัน และดานขนาดของตัวอักษรมีผลตอ
คุณสมบัติ ลักษณะของเนื้อหาหลายประการ การเขาถึงบทบาทและความสําคัญของขนาดตัวอักษร
จะชวยใหการออกแบบเว็บเพจที่สามารถดึงความสนใจของผูอานไปยังขอมูลที่ตองการ รวมทั้งมีผลตอ
การนําทางใหผูใชคลิกไปยังสวนตางๆได ซึ่งแนวทางที่นิยมใชเพื่อจะชวยใหเพิ่มประสิทธิภาพของ
เนื้อหาบนเว็บเพจ โดย ( ) การสรางจุดสนใจดวยตัวอักษรขนาดใหญ (2) การใชตัวอักษรขนาดใหญ
เริ่มตนประโยค ( ) การใชตัวอักษรขนาดเล็กเพื่อเพิ่มความตอเนื่องของเนื้อหา ( ) การเนนขอความ
ใหเดนชัด โดยอาจใชขนาดและน้ําหนักของตัวอักษร การทําตัวเอียง ( lc) การขีดเสนใต การวาง
ตําแหนงของคําหรือบรรทัดที่อยูตางจากปกติ และการกําหนดแนวทางของตัวอักษร ( re o )
รวมถึงการกําหนดพื้นที่วาง ( h e S ce) รอบ ๆ ตัวอักษร ดวย
การสรางความสมดุลในหนาเว็บ การจัดรูปแบบโครงสรางของเนื้อหาในหนาเว็บตอง
อาศัยแนวทางในการจัดระเบียบ สรางสมดุลรวมถึงการจัดแนวของตัวอักษรอยางเหมาะสม เพื่อให
ผูอานเขาใจไดงายแมวามีขอจํากัดในการจัดรูปแบบตัวอักษรอยูมากซึ่งมีแนวทางดังตอไปนี้
1. จัดเรียงรายการลิงกตามแนวนอน การเรียงตามแนวนอนอาจทําใหมองเห็นไดชัดเจน
และยังดึงดูดความสนใจไดดีกวา ทั้งนี้ขึ้นอยูกับรูปแบบและความเหมาะสมของการออกแบบดวย
2. สรางความสมดุลของตัวอักษรขนาดใหญและขนาดเล็ก หลักในการใชตัวอักษรอีก
อยางหนึ่งคือ การสรางความสมดุลของตัวอักษรขนาดใหญและขนาดเล็กโดยทั่วไปนักออกแบบจะใช
ตัวอักษรแบบ สําหรับตัวอักษรขนาดใหญและตัวอักษรแบบ กับสวนเนื้อหาในเว็บเพจ
ดังนั้น จึงตองควบคุมใหตัวอักษรแบบ เขากันกับแบบ ไดอยางเหมาะสมและตองไม
โดดเดนเกินไป
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
25
25
. จัดกลุมขอความเปนสัดสวนเหลื่อมล้ํากัน วิธีการหนึ่งในการสรางความสมดุลใหกับ
หนาเว็บ คือการจัดกลุมขอความใหเปนสัดสวนเหลื่อมล้ํากัน เชน การจัดขอความ พารากราฟให
เหลื่อมล้ํากัน ลงมาดานลางจากซายไปขวา ผูใชสวนใหญก็จะเริ่มอานที่พารากราฟที่อยูดานบนซาย
และไลไปตามลําดับ วิธีนี้ถือเปนการจัดขอความใหเปนสัดสวนที่นาติดตามอยางสรางสรรค
4. จัดโครงสรางพื้นที่ของตัวอักษรอยางไมเทากัน ( mme rc l) การจัดโครงสราง
พื้นที่ไมจําเปนตองจัดวางพื้นที่ของตัวอักษรใหเทากันหรืออยูตรงกลางเสมอ ที่จริงแลวการแบงพื้นที่
หนาอยางไมสมดุล เชน เปน 2 คอลัมนในอัตราสวน 0: 70 ไมเพียงแตจะดูนาสนใจแตยังชวยสราง
ความสมดุลระหวางพื้นที่วางและตัวอักษร วิธีการในการแบงพื้นที่ ทําไดดวยการกําหนดตารางใหมี
ความกวางเต็มพื้นที่หนาจอ แลวแบงคอลัมนตามขนาดที่ตองการ
5. จัดแนวตัวอักษรในกลุมเดียวกัน การจัดแบบนี้จะชวยใหผูใชสามารถแยกแยะ
ขอความตามลักษณะออกเปนกลุมอยางชัดเจน ซึ่งอาจทําไดโดยใชพื้นที่วางและคอลัมนในตารางใน
สวนของเนวิกเกชั่นบารก็ควรรวมลิงกประเภทเดียวกันเขาดวยกัน พรอมทั้งจัดแนวใหเปนระเบียบ
และควรนึกถึงความสม่ําเสมอของรูปแบบโดยรวมของทั้งหนา อยาลืมวาการแยกสวนของขอมูลกับ
ลิงกออกจากกันอาจทําใหผูใชสนใจ หรือในทางตรงกันขามอาจจะสับสนก็ได
ดังนั้น การใชสีกับตัวอักษร สีเปนองคประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงในการนําเสนอ
บนเว็บโดยจะชวยตกแตงโครงสรางและรูปแบบของตัวอักษรใหดูดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ
สวนมากยังเปนขาว – ดําแลว การใชสีก็เปนเรื่องที่นาตื่นเตนและเรียกความสนใจไดมากกวา และสียัง
ชวยทําใหเกิดความแตกตางจากตัวอักษรปกติอีกดวย ซึ่งการกําหนดสีหลักสําหรับเว็บ เว็บไซตที่ดี
อาจไมจําเปนตองใชสีจํานวนมาก คือ สามารถใชสีในโทนเดียวกัน หรือใชชุดสีใดสีหนึ่งได ซึ่งรวมถึง
ตัวอักษรดวย อยางไรก็ตามผูพั นาอาจเลือกใชสีอื่น เพิ่มเขาได แตตองใหสีทั้งหมดไปดวยกันไดดีโดย
ไมขัดแยงกัน สําหรับการใชสีของตัวอักษรอยางมีความหมายและสม่ําเสมอ เนื่องจากผูใชจะมองเห็น
ความแตกตางของสีไดอยางรวดเร็ว การใชสีของตัวอักษรที่ตางกันตามลักษณะเนื้อหา
หัวขอรายละเอียด และลิงกอยางสม่ําเสมอ จะทําใหผูใชคุนเคยและ ทองไปในเว็บไซตไดอยางสะดวก
โดยการใชสีที่แตกตางกันในแตละสวนขอมูล การนําเสนอเนื้อหาที่แบงเปนสวน ๆ เชน สินคา
หลาย ๆ ประเภท หรือลิงกไปยังขอมูลหลาย ๆ สวน สามารถใชสีที่ตางกันในแตละยอหนาเพื่อชวยให
ผูอานไดรับขอมูลที่เร็วขึ้น ถาใชสีเหลานี้อยางสม่ําเสมอผูอานก็จะคุนเคย และเขาถึงขอมูลไดสะดวก
ขึ้นที่สําคัญคือตองแนใจวา สีที่นํามาใชเขากันไดกับสีขององคประกอบอื่น ๆ ซึ่งการกําหนดสีของลิงก
ใหเหมาะสม ในขั้นตอนการออกแบบลิงก สามารถระบุสีใหกับสภาวะทั้งสามอยางของลิงกได
คือ สีของลิงกที่ยังไมไดคลิกสีของลิงกขณะที่คลิก และสีของลิงกที่ไดผานการคลิกไปแลว ทั้งนี้
การเลือกสีที่ใชความคํานึงถึงหนาที่ของแตละสภาวะ โดยลิงกที่ไมไดคลิกควรมีสีที่เดนชัดใหรู
26
2
วาสามารถเชื่อมโยงไปที่อื่นได สวนสีของลิงกขณะที่คลิกมีไวเพื่อบอกวา ลิงกนี้กําลังถูกคลิกอยู
จึงควรใชสีที่ชัดเจนเชนกัน แตตองตางจากสีของลิงกที่ไมไดคลิกและลิงกที่ผานการคลิกแลวมีหนาที่
เตือนใหผูใช
2. .4 หลักการออกแ งานกรา ก น ว ต
องคประกอบพื้น านสําคัญที่ควรคํานึงถึงเมื่อทําการออกแบบเว็บไซตมีดังตอไปนี้
อภินนท ยั่งยืน, 200 )
1. ความเรียบงาย (Sm lc ) คือ การสื่อสารเนื้อหาถึงผูใชโดยจํากัดองคประกอบ
เสริมที่เกี่ยวกับการนําเสนอใหเหลือเ พาะสิ่งที่จําเปนเทานั้น ตัวอยางที่เห็นไดชัดเจน เชน เว็บไซต
ของ o e, le, และ o ที่มีการออกแบบเรียบงาย ไมซับซอน และใชงานไดสะดวก
แมวาจะมีขอมูลในเว็บไซตอยูมากมายซึ่งแทบจะไมเห็นกราฟกหรือตัวอักษรเคลื่อนไหวอยูตลอดเวลา
รวมไปถึงไมใชสีของตัวอักษรมากจนเกินไปและไมมีการเปลี่ยนแปลงสีของลิงกใหสับสนแตอยางใด
2. ความสม่ําเสมอ (Co e c ) คือ การออกแบบเว็บไซตใหมีรูปแบบเดียวกัน
ตลอดทั้งเว็บไซตวาเปนเสมือนสถานที่จริง ถาลักษณะของแตละหนาในเว็บไซตแตกตางกันกันมากจะ
ทําใหผูใชเกิดความสับสน และไมแนใจวากําลังอยูในเว็บเดิมหรือไม ดังนั้นรูปแบบของหนา สไตลของ
กราฟกระบบเนวิเกชั่น และโทนสีที่ใชควรจะมีความคลายคลึงกันตลอดทั้งเว็บไซต
3. ความเปนเอกลักษณ ( e ) คือ การออกแบบตองคํานึงถึงลักษณะของ
องคกรเปนหลัก เนื่องจากรูปแบบของเว็บไซตสามารถสะทอนถึงเอกลักษณและลักษณะขององคกร
นั้นได ตัวอยางเชน ถาตองการออกแบบเว็บไซตของธนาคารไมควรจะมีลักษณะที่สนุกสนาน
ควรใหดูมีความนาเชื่อถือ นอกจากนี้ การใชชุดสี ชนิดตัวอักษร รูปภาพและกราฟกตองเลือกให
เหมาะสม
เนื้อหาที่มีประโยชน ( e l Co e ) เนื้อหาถือเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดใน
เว็บไซต ดังนั้น ในเว็บไซตควรจัดเตรียมเนื้อหาและขอมูลที่ผูใชตองการใหถูกตองและสมบูรณ โดยมี
การปรับปรุงและเพิ่มเติมใหทันตอเหตุการณอยูเสมอ เนื้อหาที่สําคัญที่สุดคือ เนื้อหาที่สรางขึ้นมาเอง
โดยไมซ้ํากับเว็บอื่น เพราะจะเปนสิ่งที่ดึงดูดผูใชใหเขามาในเว็บไซตอยูเสมอ
5 ระบบเนวิเกชั่นที่ใชงานงาย ( er re l o ) ระบบเนวิเกชั่นเปน
องคประกอบที่สําคัญมากของเว็บไซต จึงตองออกแบบใหผูใชเขาใจงายและใชงานไดสะดวก โดยใช
กราฟกที่สื่อความหมายรวมกับคําอธิบายที่ชัดเจน รวมทั้งมีรูปแบบและลําดับของรายการที่สม่ําเสมอ
เชน วางไว ในตําแหนงเดียวกันของทุก ๆ หนา นอกจากนั้นถาใชเนวิเกชั่นแบบกราฟกในสวนบน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
27
27
ของหนาแลวอาจจะเพิ่มเนวิเกชั่นที่เปนตัวอักษรไวที่ตอนทายของหนา เพื่อชวยอํานวย
ความสะดวกใหกับผูที่สั่งใหบราวเซอรไมแสดงรูปกราฟก (ยกเลิก o Sho c re)
เพื่อความรวดเร็วในการเรียกดู
. มีลักษณะนาสนใจ l e l) เปนเรื่องยากที่จะตัดสินวาลักษณะหนาตา
ของเว็บไซตใดเว็บไซตหนึ่งนั้น นาสนใจหรือไม เพราะ เกี่ยวของกับความชอบของแตละบุคคล อยางไร
ก็ดีหนาตาของเว็บไซตจะมีความสัมพันธกับคุณภาพขององคประกอบตางๆ เชน คุณภาพของกราฟกที่
จะตองสมบูรณ ไมมีรองรอยของความเสียหายเปนจุดดางหรือมีขอบเปนขั้นบันไดใหเห็น ชนิด
ตัวอักษรที่อานงายสบายตา และโทนสีที่เขากันอยางสวยงาม เปนตน
7. การใชงานงายอยางไมจํากัด (Com l ) ควรออกแบบเว็บไซตใหผูใช
สวนใหญเขาถึงไดมากที่สุด โดยไมมีการบังคับใหผูใชตองติดตั้งโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติม หรือตอง
เลือกใชบราวเซอรชนิดใดชนิดหนึ่งจึงจะสามารถเขาถึงเนื้อหาได สามารถแสดงผลไดในทุก
ระบบปฏิบัติการและที่ความละเอียดหนาจอตาง ๆ กันอยางไมมีปญหาสิ่งเหลานี้จะยิ่งมีสําคัญ
มากขึ้น สําหรับเว็บที่มีผูใชบริการจํานวนมากหรือมีกลุมเปาหมายที่หลากหลาย
. คุณภาพในการออกแบบ ( e S l ) ถาอยากใหผูใชรู สึกวาเว็บไซตมี
คุณภาพถูกตองและเชื่อถือได ก็ควรใหความสําคัญกับการออกแบบเว็บไซตอยางมาก เชนเดียวกับสื่อ
ประเภทอื่น ๆ ที่ตองออกแบบและเรียบเรียงเนื้อหาอยางรอบคอบ ซึ่งเว็บที่ไมมีมาตร านการ
ออกแบบและจัดระบบขอมูลที่ดีนั้น เมื่อมีขอมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจทําใหเกิดปญหา และ
ความนาเชื่อมั่นจากผูใชไดลดลงได
. ระบบการใชงานที่ถูกตอง ( c o l S l ) ระบบการทํางานตาง ๆ
ในเว็บไซตจะตองมีความแนนอนและทําหนาที่ไดอยางถูกตองตัวอยางเชน ถามีแบบฟอรมสําหรับให
ผูใชกรอกขอมูลก็ตองแนใจวาฟอรมนั้นสามารถใชการไดจริง หรือลิงกตาง ๆ ที่มีอยูนั้นจะตอง
เชื่อมโยงไปยังหนาที่มีปรากฏอยูจริงและถูกตอง และตองคอยตรวจเช็คอยูเสมอเพื่อใหแนใจวาสิ่ง
เหลานั้นยังทํางานไดดี โดยเ พาะลิงกที่เชื่อมโยงไปยังเว็บอื่นเนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงได
ตลอดเวลา
10. ขอมูลเกี่ยวกับบริษัท ( o he Com ) โดยทั่วไปแลวผูคนตองการรู
ขอมูลพื้น านของบริษัทในดานตาง ๆ เชน ประวัติและความเปนมา เปาหมายของบริษัท ขนาดและ
ความมั่นคงของบริษัท จํานวนพนักงาน และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ เพื่อใหผูใชมีความเชื่อมั่นในตัว
สินคาและบริการของบริษัท
28
2
11. รายละเอียดผลิตภัณ ( ro c orm o ) ผูคนจํานวนมากตองการรับรู
รายละเอียดของผลิตภัณ หรือบริการที่สนใจกอนที่จะตัดสินใจซื้อ ดังนั้น ในเว็บไซตจึงจําเปนตองมี
สวนที่ใหขอมูลเกี่ยวกับผลิตภัณ บริการ โปรแกรมพิเศษ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวของถาผลิตภัณ เปน
ซอฟตแวร คูมือการใชงานและเทคนิคพิเศษตาง ๆ เมื่อผูใชรูสึกสนใจก็มีตัวอยางซอฟตแวรให
ดาวนโหลดไปทดลองใชและในที่สุดเมื่อผูใชมีความตองการซื้อซอฟตแวรนี้ดังกลาวก็สามารถหาซื้อ
ผลิตภัณ ไดทั้งในรานคาจริงและรานคาบนอินเทอรเน็ต
12. ขาวความคืบหนาและขาวจากสื่อมวลชน ( e re rele e ) มีผูคน
บางกลุมที่ติดตามขาวสารความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับบริษัทและผลิตภัณ ตาง ๆ ที่มีใหบริการ เชน
การพั นาผลิตภัณ การตอบรับจากสื่อมวลชน และขาวความคืบหนาในดานตาง ๆ เว็บไซตจึงควรมี
สวนของขาวสารเพื่อสื่อใหผูสนใจไดรับทราบขอมูลที่ทันเหตุการณอยูเสมอ
1 . ขอมูลในการติดตอ (Co c orm o ) ขอมูลในการติดตอถือไดวาเปน
อีกสวนหนึ่งที่เจาของเว็บไซตตองมีเพื่อใหลูกคาใชในการติดตอกับบริษัท เชน อีเมลแอดเดรส ที่อยู
ของบริษัท เบอรโทรศัพทและแฟกซ เปนตน สิ่งเหลานี้จะชวยเพิ่มความนาเชื่อถือของบริษัทไดอยาง
มาก ในกรณีที่ผูสนใจมีคําถามหรืออยากติดตอกับบริษัทโดยตรง
14. คําถามยอดนิยม ( re e l e e o ) สําหรับเว็บไซตที่มีสินคา
หรือบริการที่เขาใจไดยากควรมีการรวบรวมคําถามและคําตอบที่สําคัญไวในสวนของคําถามยอดนิยม
หรือ ซึ่งจะชวยใหผูสนใจไดรับคําตอบที่ตองการอยางรวดเร็ว
2. .5 ระ ท อง
การกําหนด o สามารถทําไดหลายรูปแบบในที่นี้จะขอกลาวถึงเ พาะรูปแบบ
ที่นิยมใชงานเพียง รูปแบบเทานั้น คือ e o , o และ l c o
ดังมีรายละเอียดดังตอไปนี้ (ประเวศน วงษคําชัย และ พิรพร หมุนสนิท, 2550)
1. e o เปนรูปแบบการกําหนดโครงสรางการแสดงผลเว็บเพจแบบ
ตายตัว โดยการกําหนดคาของหนวยงานตางๆไปภายในแท็ก หรือสไตลชีทแบบ el )
เชน ความกวางของหนาเว็บเพจ เปนตน แตขอเสียของ o ประเภทนี้ คือ เมื่อนําเว็บเพจไปเปด
บนหนาจอที่มีความละเอียดตางกันจะทําใหเกิดพื้นที่วางที่ไมไดถูกใชงานมากเกินไป แตถาขนาดของ
หนาจอมีความละเอียดนอยเกินไปจะทําใหลําบากตอการอานขอมูล เพราะไมสามารถแสดงขอมูลได
ทั้งหมด และอาจตองอาศัย Scroll r สําหรับเลื่อนชมขอมูลภายในเว็บเพจ อยางไรก็ตามขอดีของ
การกําหนดโครงสรางแบบ e คือ ขอมูลภายในเว็บเพจจะไมมีการเปลี่ยนแปลงถึงแมจะเปด
บนหนาจอที่มีความละเอียดตางกัน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
29
2
2. o เปนการกําหนดโครงสรางการแสดงผลเว็บเพจใหสามารถ
เปลี่ยนแปลงไดตามความละเอียดของจอภาพโดยกําหนดคาของหนวยตาง ๆ เปนเปอรเซ็นต ซึ่งจะ
ชวยใหเนื้อหาแตละสวนเปลี่ยนแปลงไปตามความละเอียดของจอภาพที่กําหนดไว โดยขอดีของ
การกําหนดโครงสรางแบบนี้จะทําใหการแสดงผลเว็บเพจมีความยืดหยุนสูง ทําใหเว็บเพจสามารถ
เปลี่ยนแปลงขนาดโครงสรางไดตามความเอียดของจอภาพ สวนขอเสีย คือ เมื่อมีการลดขนาดของ
เว็บบราวเซอรใหเล็กลงมาก ๆ จะทําใหขอมูลถูกบีบจนทําใหมีรูปแบบผิดไปจากเดิม แตขอมูลที่ถูกบีบ
อัดเขามาจะเลื่อนไปแสดงในตําแหนงดานลางแทน จึงทําใหการแสดงผลมีรูปแบบตางไปจากเดิม และ
อาจทําใหเว็บเพจเสียรูปแบบการแสดงผลดวย
. l c o เปนการกําหนดโครงสรางการแสดงผลเว็บเพจที่คลายกับแบบ
e คือ โครงสรางจะไมเปลี่ยนไปตามขนาดของบราวเซอร แตจะเปลี่ยนแปลงตามขนาดของ
ตัวอักษรที่กําหนดใหกับเว็บเพจ คือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของตัวอักษรที่กําหนดใหกับเว็บเพจ
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของตัวอักษรใหมจะทําใหโครงสรางของเว็บเพจเปลี่ยนแปลงตามไปดวย
รูปแบบการกําหนด o การกําหนด o บนเว็บเพจโดยทั่วไปจะตองมี
อยางนอย 2 คอลัมน หรือมากกวานี้ขึ้นอยูกับเนื้อหาและความตองการของผูใช (ประเวศ วงษคําชัย
และ พิรพร หมุนสนิท , 2550) อยางไรก็ตามการสรางคอลัมนในเว็บเพจจะตองมีสวนหัวและสวนทาย
ของเพจเสมอ ซึ่งหัวของเว็บเพจมีไวสําหรับแสดงโลโกของบริษัท เมนูหลักหรือเครื่องมือตาง ๆ
ที่จําเปน และสวนทายของเพจจะใชเก็บขอมูลหรือลิงกตาง ๆ ที่เกี่ยวของ เชนขอมูลลิขสิทธิ เปนตน
โดยการออกแบบหรือกําหนดโครงสรางของเพจ ผูใชตองกําหนดสวนประกอบสองสวนนี้ไวในเพจ
ดวยเสมอ รูวาไดคลิกไปแลวจะไดไมตองคลิกซ้ําอีกควรใชสีที่แตกตางโดยไมจําเปนตองเดนชัด
แตอยางใด
กระ วนการพั นา ว ต
ขอมูลหรือสารสนเทศที่นําเสนอในแตละเว็บไซตบนโลกอินเทอรเน็ตจะแตกตางกัน
ไปตามเปาหมายในการพั นาเว็บไซต เชน เว็บไซตขาว ก็จะนําเสนอขาวที่เกิดขึ้น ณ ปจจุบัน ทั้งใน
ประเทศและตางประเทศ โดยอาจจะนําเสนอแยกตามประเภทของขาวสาร หรือเว็บไซตบริการซื้อ
ขายสินคา เปาหมาย ก็คือใหบริการซื้อขายสินคาผานทางเว็บไซต ซึ่งกอนลงมือพั นาเว็บไซตผูพั นา
จะตองกําหนดเปาหมายในการพั นาเว็บไซตนั้น ๆ กอนที่จะลงมือพั นาเพื่อใหได
เว็บไซตที่ตรงกับความตองการในการพั นาเว็บไซตจะประกอบดวยกระบวนการพั นาเว็บไซต
กระบวนการ (พิรพร หมุนสนิท และอัจจิมา เลี้ยงอยู, 255 ) คือ
30
0
1) กระบวนการกําหนดวัตถุประสงคและวางแผน S e o ec e
l )
2) การกําหนดเนื้อหาและจัดโครงสรางเว็บไซต S e Co e S r c re)
) การออกแบบเว็บไซต e e e )
4) การพั นาเว็บไซต e e e elo me )
5) การเผยแพรและสงเสริมเว็บไซต e e l h romo e
e e)
) การดูแลและบํารุงรักษาเว็บไซต e e m e ce o o )
ดังภาพการแสดงกระบวนการพั นาเว็บไซต ภาพที่ 2 5
าพที่ 2. กระ วนการพั นา ว ต
กระ วนการที่ กาหน วัต ระสงคและวางแ น S e ec e
l ) ในขั้นตอนนี้ประกอบดวยกิจกรรมยอย 4 กิจกรรม คือ การกําหนดวัตถุประสงคใน
การพั นาเว็บไซต การกําหนดกลุมเปาหมายที่จะเขาใชงานเว็บไซต การศึกษากลยุทธเว็บไซตของ
คูแขงทางธุรกิจ และวางแผนในการพั นาเว็บไซต แตละกิจกรรมยอยมีรายละเอียดดังนี้
1) การกําหนดวัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซต กอนเริ่มลงมือพั นาเว็บไซต
สิ่งแรกที่ตองดําเนินการ คือ การกําหนดวัตถุประสงคซึ่งเว็บไซตแตละเว็บไซตจะมีวัตถุประสงคใน
การพั นาที่แตกตางกันไป จึงทําใหรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซตแตกตางกันไปดวย
การกําหนดวัตถุประสงคเปนการกําหนดเปาหมายในการนําเสนอขอมูลบนเว็บไซตวาตองการนําเสนอ
กําหนดวัตถุประสงค
และวางแผน
กําหนดเนื้อหาและ
จัดโครงสรางเว็บไซต
ดูแลและบํารุง
เว็บไซต
เผยแพรและสงเสริม
เว็บไซต
ออกแบบ
เว็บไซต
พั นา
เว็บไซต
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
31
1
อะไร ตัวอยางการกําหนดวัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซต เชน ( ) เพื่อชวยสงเสริมยอดขายและ
สนับสนุนการขายสินคาใหกับองคกร (2) เพื่อสรางภาพลักษณใหกับองคกร ใหผูใชมีความประทับใจ
ในขอมูลที่นําเสนอและการบริการของ ( ) เพื่อใหบริการและสนับสนุนการขาย เปนการเพิ่มชองทาง
ในการใหบริการและขายสินคาใหกับลูกคา ทําใหลูกคาสามารถซื้อสินคาไดโดยไมจําเปนตองไปที่
รานคา (4) เพื่อประชาสัมพันธองคกร ทําใหองคกรเปนที่รูจักมากขึ้น (5) เพื่อสรางระบบงานบน
เครือขายอินเทอรเน็ต ทําใหผูใชไมตองเดินทางไปที่หนวยงานหรือองคกร เพื่อดําเนินธุรกรรมตาง ๆ
ที่เกี่ยวของกับระบบงาน เชน ระบบงานธนาคารอิเล็กทรอนิกส ที่ผูใชสามารถทําธุรกรรมทางการเงิน
ผานทางเครือขายอินเทอรเน็ตได ระบบติดตามและตรวจสอบสิ่งของ ากสงทางไปรษณีย ที่ผูใช
สามารถคนหาและติดตามผลการ ากสงสิ่งของทางไปรษณียได (6) เพื่อนําเสนอขาวสารตาง ๆ
ของหนวยงานที่ทําหนาที่นําเสนอขาวสาร หรือหนวยงานที่สรางรายไดจากโ ษณาสินคาตาง ๆ แต
แอบแ งไปในรูปของการนําเสนอขาว (7) เพื่อนําเสนอขอมูลความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เปนตน
วัตถุประสงคการพั นาเว็บไซตจะเปนตัวกําหนดขอมูลที่จะนําเสนอในเว็บไซต
ขอบเขตของเนื้อหาที่ตองมีในเว็บไซต วิธีการนําเสนอ รูปแบบการแสดงผล ดังนั้น จึงตองกําหนด
วัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซตอยางชัดเจน
2) การกําหนดกลุมเปาหมายที่จะเขาใชงานเว็บไซต เปนการศึกษาถึงกลุมบุคคลที่
เขามาใชงานเว็บไซต วิธีการศึกษากลุมเปาหมายอาจจะใชวิธี 5 1 คือ
ho ใคร หมายถึงกลุมเปาหมาย คือ กลุมใด รสนิยมสวนตัวเปนอยางไร
มีพ ติกรรมในการทองเว็บไซตอยางไร เพื่อวางแผนการพั นาเว็บไซตให
สามารถตอบสนองความตองการและพ ติกรรมในการใชงานของ
กลุมเปาหมายไดถูกตอง
h อะไร หมายถึงสิ่งที่กลุมเปาหมายตองการจากเว็บไซต เปนการศึกษา
ถึงความตองการของกลุมเปาหมายที่ตองการไดจากเว็บไซต
here ที่ไหน หมายถึงกลุมเปาหมายมาจากที่ใด เปนกลุมคนในประเทศ
หรือกลุมคนตางประเทศ เพื่อพั นาเว็บไซตใหสามารถตอบสนอง
กลุมเปาหมายที่เขาเยี่ยมชมเว็บไซต อาจมีภาษาใหเลือกแสดงเว็บไซตตาม
ความตองการ และเว็บไซตสามารถติดตอสื่อสารกับกลุมเปาหมายดวย
วิธีการใด
32
2
he เมื่อไร หมายถึงเมื่อไรที่กลุมเปาหมายจะเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต
และเขามาบอยมากนอยแคไหน
h ทําไม หมายถึง เหตุผลที่กลุมเปาหมายตองเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต
o อยางไร หมายถึง วิธีการที่เว็บไซตตอบสนองความตองการของ
กลุมเปาหมายกระทําดวยวิธีการอยางไร
การกําหนดกลุมเปาหมายเปนการกําหนดกลุมบุคคลที่จะเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต
เพื่อวางแผนหาแนวทางในการสรางความพอใจใหกับกลุมเปาหมาย หากกลุมเปาหมายมี
การยอมรับตอบริการหรือสารสนเทศที่นําเสนอในเว็บไซตก็จะกลับเขามาใชงานอีกครั้ง และ
หากกลุมเปาหมายไปพูดปากตอปาก ก็จะทําใหเว็บไซตนั้นมีชื่อเสียง มีคนเขามาใชงานจํานวนมาก
ซึ่งถือวาประสบผลสําเร็จในการพั นาเว็บไซต ในกิจกรรมนี้สิ่งที่ได คือ ความตองการของผูใชที่
ตองการจากเว็บไซต ทําใหทราบถึงขอบเขตและเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซต
) การศึกษากลยุทธเว็บไซตของคูแขงทางธุรกิจ เปนการสํารวจเว็บไซตที่มี
กลุมเปาหมายเดียวกัน สํารวจตลาดการแขงขันของเว็บที่มีกลุมเปาหมายเดียวกัน เรียนรูกลยุทธใน
การจัดทําเว็บไซตของเว็บไซตคูแขง สํารวจเนื้อหาที่นําเสนอในเว็บไซต รูปแบบการใชงานและ
ลักษณะการออกแบบตาง ๆ จากนั้นนามาวิเคราะหเปรียบเทียบถึงจุดออนและจุดแขงในแตละเว็บ
เพื่อใชประกอบการกําหนดขอบเขตเนื้อหาและการใชงานเว็บไซตที่กําลังจะพั นา
4) วางแผนในการพั นาเว็บไซต กําหนดระยะเวลาที่จะใชในการพั นาเว็บไซต
กําหนดงบประมาณที่ใชในการพั นาเว็บไซต รวมถึงกําหนดทีมงานพั นาเว็บไซต ทรัพยากรที่จําเปน
ในการพั นาเว็บไซต เชน โปรแกรมที่ใชในการพั นาเว็บไซต โปรแกรมที่ใชสําหรับตกแตงรูปภาพ
โปรแกรมที่ใชจัดการ านขอมูล รวมถึงการจดทะเบียนโดเมนเนม การหาผูใหบริการรับ ากเว็บไซต
เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนนี้สิ่งที่ไดคือ วัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซต กลุมเปาหมายหลัก
ของเว็บไซต และความตองการของกลุมเปาหมาย เพื่อใชเปนแนวทางในการกําหนดเนื้อหาที่จะมีใน
เว็บไซตซึ่งเปนขั้นตอนตอไป
กระ วนการที่ กาหน นื้อหาและ ั ครงสราง ว ต
ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนยอย 2 ขั้นตอนคือ การกําหนดเนื้อหาและจัดโครงสรางเว็บไซต
ั้นตอนยอยที่ การกําหนดเนื้อหาเปนการกําหนดเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซต
โดยนําขอมูลวัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซตและความตองการของกลุมเปาหมายที่รวบรวมไดจาก
ขั้นตอนที่ 1 มาวิเคราะหถึงขอบเขตของเนื้อหาที่ตองมีในเว็บไซต โดยแบงออกเปนเนื้อหาที่นําเสนอ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
33
และรูปแบบการใชงานในเว็บไซต เนื้อหาที่นําเสนอในเว็บไซตจะแบงออกเปนเนื้อหาหลักที่จําเปน
จะตองมีเว็บไซต และเนื้อหาที่เสริมคุณคาใหกับเว็บไซต ทําใหเว็บไซตมีความนาสนใจ ดึงดูดผูใชใหอยู
ในเว็บใหนานที่สุด และกลับมาใชบริการเว็บอยูเสมอ รูปแบบการใชงานในเว็บไซต คือ สวนที่ผูใช
สามารถใชงานได เชน การสงขอความไปยังผูดูแลระบบ การสงขอความระหวางผูใชกันเอง
การสงขอมูลผานแบบฟอรม การเลนเกมคลายเครียด การฟงเพลง การ ากขอความในกระดานขาว
บริการ ากรูป หรือระบบ Ch โดยในการกําหนดขอบเขตของเนื้อหาตองสอดคลองกับวัตถุประสงค
ที่กําหนดไว
ั้นตอนยอยที่ การจัดโครงสรางเว็บไซต S e S r c re) คือ การนําขอมูล
ขอบเขตของเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซตจากขั้นตอนยอยที่ 1 มาจัดทําเปนโครงสรางขอมูลใน
เว็บไซต จัดลําดับการนําเสนอขอมูล โดยสรางเปนแผนผังโครงสรางเว็บไซต กําหนดรูปแบบ
การเชื่อมโยงในเว็บไซต กําหนดรูปแบบการจัดวางระบบนําทางหรือเนวิเกชั่น การสรางแผนผัง
โครงสรางเว็บไซต คือ การนําลําดับการนําเสนอขอมูลมาสรางเปนแผนผังที่สื่อความหมาย
แสดงโครงสรางขอมูลที่เปนลําดับชั้น และแสดงการเชื่อมโยงขอมูลในแตละเว็บเพจอยางชัดเจน
อาจแสดงในรูปแบบแผนที่เว็บไซต S e m ), สารบัญเว็บ le o co e ), ลําดับการนําเสนอ
S or o r ) หรือ ผังงาน lo Ch r ) ประกอบดวยหนาแรกคือ ome e ที่สามารถ
เชื่อมโยงไปยังสวนตาง ๆ
กระ วนการที่ การออกแ ว ต เปนขั้นตอน
การออกแบบเคาโครงของเว็บเพจ ออกแบบการจัดวางเนื้อหาตาง ๆ ในเว็บไซต ออกแบบลักษณะ
การแสดงผลทางดานกราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ในขั้นตอนนี้ตองใชความสามารถทางดานศิลปะ
ในการเลือกใชสี เลือกใชรูปภาพที่จะนามาแสดงในเว็บไซต ออกแบบโลโกของเว็บไซต ออกแบบปาย
โ ษณาในเว็บไซต ออกแบบปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง ออกแบบระบบนําทางหรือ
เนวิเกชั่นในเว็บไซต ออกแบบเมนู รวมถึงการกําหนดขนาดตัวอักษรที่จะแสดงในเว็บไซต
ในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยในการออกแบบ
เชน การใช CSS ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล ออกแบบรูปแบบ
ทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน
กระ วนการที่ การพั นา ว ต เปนขั้นตอนที่
รวบรวมขอมูลจากขั้นตอนกําหนดเนื้อหา การพั นาโครงสรางเว็บไซต และการออกแบบมาพั นา
เปนเว็บไซตที่สามารถทํางานไดจริง ตามวัตถุประสงคที่กําหนดไวตั้งแตเริ่มตนพั นาเว็บไซต
ในขั้นตอนนี้บางครั้งผูพั นาจะพบวาเว็บเพจที่ไดออกแบบไวบางอยางอาจไมเหมาะสมสามารถ
34
4
ปรับแตงไดตามความเหมาะสม อาจมีการใช านขอมูลเขามาชวยในการจัดเก็บขอมูล อาจมีการใช
เครื่องมือชวยในการพั นาเว็บไซต ซึ่งปจจุบันมีเครื่องมือใหเลือกใชมากมาย ทั้งที่สามารถทํางานได
บนอุปกรณที่มีขนาดหนาจอแตกตางกัน หรือระบบปฏิบัติการแตกตางกัน เชน การใชโปรแกรม
สําเร็จรูปสําหรับสรางและจัดการเนื้อหาเว็บไซต Co e eme S em หรือ C S) โดย
ผูพั นาเว็บไซตไมจําเปนตองมีความรูดานการเขียนโปรแกรมก็สามารถสรางเว็บไซตดวยตนเอง
โปรแกรมประเภทนี้จะมีตัวชวยงานระบบงานตาง ๆ ที่จําเปนบนเว็บไซต เชน กระดานขาวสาร
กระดานสนทนา ระบบจัดการปายโ ษณา ระบบนับจํานวนผูเขาชมเว็บไซต ตะกราสินคา ระบบการ
Ch ระบบ ากขอความ เปนตน ซึ่งเรียกวา r me or ตัวอยางเชน or re , ooml ,
o l, e c r , e o ล ในการใชงานผูพั นาเลือกใชตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยัง
มี r me or อีกประเภทหนึ่งที่ผูพั นาสามารถเลือกใชเปน r me or ที่เก็บชุดคําสั่งที่พรอม
สําหรับการพั นาเว็บไซตใหเลือกใชงาน ซึ่งผูพั นาจะตองมีความรูทางดานภาษา , CSS และ
Scr ตัวอยางเชน r el, oo r , er , er o le, Co e er ล
เปนตน ซึ่ง r me or เหลานี้จะชวยทําใหการพั นาเว็บไซตสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ระหวางที่มี
การพั นาเว็บไซตผูพั นาจะตองทําการทดสอบเว็บไซตที่สรางขึ้นกอนที่จะนําไปใชงานจริง
ทําการตรวจสอบความถูกตองของเนื้อหา การทํางานของลิงกและระบบนําทาง ตรวจสอบหา
ความผิดพลาดของโปรแกรมสริปต ตรวจสอบการบันทึกและการเรียกใชขอมูลจาก านขอมูล
ตรวจสอบความถูกตองจากการทํางานของฟงกชั่นการทํางานที่พั นาขึ้น ตรวจสอบการทํางานของ
เว็บไซตบนเบาวรเซอรตาง ๆ ตรวจสอบความละเอียดของจอภาพที่สามารถทํางานไดเหมาะสม
ตรวจสอบการแสดงผลของเว็บไซตบนอุปกรณที่มีขนาดหนาจอแตกตางกัน ตรวจสอบความเร็วในการ
แสดงผลของเว็บไซต ตรวจสอบเวลาตอบสนองเมื่อมีการเรียกใชเว็บเพจแตละหนา และในการพั นา
เว็บไซตที่ดีควรมีแผนที่เว็บไซต S e ) ที่อธิบายถึงโครงสรางของเว็บไซตทั้งหมด เปรียบเสมือน
สารบัญหรือหนาดัชนีของเว็บไซต ทําใหผูชมเว็บไซตเขาใจโครงสรางเว็บและสามารถเขาถึงขอมูลที่
ตองการไดรวดเร็วยิ่งขึ้น
กระ วนการที่ การ ยแพรและสง สริม ว ต
เปนขั้นตอนการนําเว็บไซตที่พั นาเรียบรอยแลว ขึ้นเผยแพรบนเครือขายอินเทอรเน็ต
และประชาสัมพันธใหเว็บไซตเปนที่รูจักของกลุมเปาหมายที่ไดวางแผนไวในขั้นตอนแรก โดยขั้นตอน
การเผยแพรเริ่มจากที่ตองมีพื้นที่ในการจัดเก็บไฟลบนเครือขายอินเทอรเน็ต หรือเรียกวา e
o ซึ่งมีผูใหบริการเชาพื้นที่มากมาย จากนั้นจดทะเบียนชื่อเว็บไซต หรือเรียกวา ชื่อโดเมน
om me) ซึ่งเปนชื่อเว็บไซตไวสําหรับกําหนดเสนทางอางอิงที่อยูเว็บไซต อาจแทนดวย
หมายเลขอินเทอรเน็ต re ) ชื่อโดเมนเปนชื่อที่ใชในการติดตอสื่อสารระหวางบุคคลกับบุคคล
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
35
5
สวนการติดตอสื่อสารระหวางเครื่องคอมพิวเตอรในเครือขายจะใชหมายเลขอินเทอรเน็ต ชื่อโดเมน
เปนสิ่งที่สรางขึ้นมาจากผูจดทะเบียน ดังนั้นถือวาเปนทรัพยสินทางปญญา โดยแตละประเทศจะมี
หนวยงานรับผิดชอบการจดทะเบียนชื่อโดเมน เชน ประเทศไทย รับผิดชอบโดยศูนยสารสนเทศ
เครือขายประเทศไทย h l e or orm o Ce er หรือ C) หลังจากที่จด
ทะเบียนชื่อโดเมนเรียบรอยแลว ทําการตั้งคาตําแหนงที่อยูเว็บไซตชี้ไปยังที่อยูของ e o ที่
ไดเชาพื้นที่ไว หลังจากนั้นทําการคัดลอกไฟลเว็บไซตไปยัง e o หรือเรียกวาการ lo
ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะใชโปรแกรมประเภท le r er ro ocol) เชน le ll , C e
หรือใชเครื่องมือจาก e o ที่มีไวใชบริการ จากนั้นทําการเรียกใชเว็บไซตโดยการเรียกจาก
ชื่อโดเมนที่จดทะเบียนไว ทําการทดสอบการใชงานเว็บไซต เพื่อตรวจหาขอผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
อยางละเอียดเชนเดียวกับการทดสอบในขั้นตอนการพั นาเว็บไซต เนื่องจากสภาพแวดลอมเครื่องที่
ใหบริการ e o จะแตกตางจากเครื่องที่ใชพั นาเว็บไซต เมื่อทดสอบเรียบรอยแลว
ทําการเผยแพรและประชาสัมพันธเว็บไซต เพื่อใหมีผูเขามาเยี่ยมชม การประชาสัมพันธอาจเปน
การแลกเปลี่ยนลิงกและแบนเนอรกับเว็บไซตที่เปนพันธมิตร หรือการโ ษณาบนเว็บไซตที่เปนที่นิยม
ของกลุมเปาหมาย หรือการจัดงานเปดตัว หรือ การโ ษณาบนสื่อสิ่งพิมพ หรือการเพิ่มขอมูลใน
เว็บไซตเครื่องมือสืบคนที่เปนที่นิยม
กระ วนการที่ การ ูแลและ ารงรักษา ว ต
เมื่อมีการเผยแพรเว็บไซตเรียบรอยแลว จะตองดูแลใหขอมูลที่นําเสนอบน
เว็บไซตใหเปนปจจุบันอยูเสมอ หากพบขอผิดพลาดใด ๆ ควรทําการแกไขปรับปรุง เพื่อใหเว็บไซตมี
ความนาเชื่อถือและนาใชงาน หากรูปแบบการนําเสนอในหนาเว็บไซตมีความลาสมัยก็ควรจะปรับปรุง
ใหมีความทันสมัยและนาใชงานอยูเสมอ ตรวจสอบฟงกชั่นการทํางานของเว็บไซตใหสามารถใชงานได
ทุกครั้งเมื่อมีการเรียกใชงาน ติดตามและวิเคราะหลักษณะการใชงานเว็บไซตของผูใชเพื่อปรับปรุง
เว็บไซตใหเหมาะสมกับความตองการของผูใช เพิ่มเนื้อหาในสวนที่ผูใชมีความสนใจ ตัดบางสวนของ
เนื้อหาที่ไมไดรับความสนใจเพื่อดึงดูดความสนใจของผูใชใหเขามาใชงานเว็บไซตอยูสม่ําเสมอ
1 7 การท สอ ระ สารสน ท อง ว ต
การทดสอบระบบสารสนเทศ โกวั น เทศบุตร. 2545 : 10 12) เปนการนําโปรแกรม
ที่เขียนมาตรวจสอบความถูกตองทางดานภาษาคําสั่ง และความสามารถในการทางานไดอยางถูกตอง
โดยจะมีการดําเนินงานในสวนตาง ๆ ที่เกี่ยวของ ดังนี้
1) จัดเตรียมระบบเปนการจัดเตรียมโดเมนเนม และการหาผูใหบริการรับ าก
เว็บไซต e o )
36
2) ติดตั้งระบบเปนการนําระบบที่พั นาขึ้นไปติดตั้งเพื่อทาการทดสอบระบบ
) อบรมการใชงาน เปนการจัดการ กอบรมใหผูใชเขาใจวิธีการใชระบบใหไดรับ
ประโยชนและมีประสิทธิภาพ
4) บันทึกขอมูลเปนกระบวนการบันทึกขอมูลเขาสูระบบสารสนเทศที่พั นาขึ้น
5) ตรวจสอบระบบสารสนเทศ เพื่อตรวจสอบวาระบบสารสนเทศที่พั นาขึ้นมี
ความเหมาะสม มีการปฏิบัติงานทางคอมพิวเตอรอยางมีประสิทธิภาพและประหยัด หลักมาตร าน
การตรวจสอบระบบสารสนเทศของสมาคมผูตรวจสอบ และควบคุมระบบสารสนเทศ
จากเอกสารที่กลาวมา สรุปไดวา การทดสอบระบบสารสนเทศ เปนการนํา
โปรแกรมที่เขียนมาตรวจสอบความถูกตองทางดานภาษาคําสั่ง และความสามารถในการทํางานได
อยางถูกตอง โดยจะมีการดําเนินงานในสวนตาง ๆ ที่เกี่ยวของ ไดแก การจัดเตรียมระบบการติดตั้ง
ระบบการอบรมการใชงาน การบันทึกขอมูล และการตรวจสอบระบบสารสนเทศ
1 8 การ ระ มินระ สารสน ท
การประเมินระบบสารสนเทศ มีนักวิจัย นักพั นาระบบและนักการศึกษา ไดศึกษา
และนําเสนอทางการประเมินระบบสารสนเทศมาใช ดังนี้
1) การประเมินระบบตามแนวทางวิศวกรรมซอฟตแวร มีวิธีการทดสอบหลาย
แนวทาง ไดแก การทดสอบแบบกลองขาว h e o e ) การทดสอบแบบกลองดํา
l c o e ) การทดสอบองครวม e r o e ) การทดสอบประสิทธิภาพ
er orm ce e ) และการทดสอบความสามารถในการใชงาน l e ) เปนตน
มนตชัย เทียนทอง. 2554: 2 )
การทดสอบแบบกลองดําเปนการพิจารณาเ พาะสวนของการนําเขาและสวนของ
การแสดงผล ไมพิจารณาภายในกลอง อันไดแก โครงสรางของโปรแกรมและรหัสของโปรแกรม
ซึ่งเปนวิธีการการประเมินที่ตรงขามกับการทดสอบแบบกลองขาว เมื่อนําไปประเมินผล จึงมุงเนน
เ พาะผลลัพธที่ไดจากระบบและสวนของการนําเขาเทานั้น ไมไดใหความสําคัญกับสวนประกอบ
ภายในตัวระบบแตอยางใด วิธีการแบบกลองดํา จึงเปนการพิจารณาทางดานหนาที่ การงาน
c o l ) ตลอดจนคุณสมบัติของระบบ eh or l) เปนหลัก ประเด็นทั้งสองนี้จะเกี่ยวของ
กับผูออกแบบระบบ ผูเชี่ยวชาญ และผูใชระบบทั่วไป ซึ่งจะเปนผูประเมินผลระบบหลังจากไดศึกษา
และใชงานระบบแลว ไมจําเปนตองใชโปรแกรมเมอรใหเปนผูประเมินแตอยางใด ในการประเมินผล
ทั้งแบบกลองขาวและแบบกลองดําจะใชแบบสอบถามมาตราสวนประเมินคา เพื่อสอบถามความ
คิดเห็นในประเด็นตาง ๆ ที่กําหนดไว ประกอบดวย 4 ดาน ไดแก ดาน c o l e reme
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
37
7
e ดาน c o l e ดาน l e และ ดาน Sec r e เปนคําถามในรูปแบ
มาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย และนอยที่สุด
2) การประเมินคุณภาพของเว็บไซตสําหรับนักออกแบบและพั นาเว็บไซต รวมถึง
ผูที่เกี่ยวของในการจัดสารสนเทศ ผานระบบอินเทอรเน็ตไดมีแนวทางในการตรวจสอบและประเมิน
คุณภาพที่สามารถอธิบายเหตุผลได โดย แนวคิดของอีเวอร ารท จะมีดวยกัน ดาน คือ
ปรัชญนันท นิลสุข. 254 : 1 )
2.1) ความทันสมัย เปนหัวขอสําคัญของการพั นาขอมูลสารสนเทศผานระบบ
อินเทอรเน็ต เนื่องจากขอมูลสารสนเทศที่ปรากฏอยูในเว็บไซตจะเปนประโยชนตอผูใชงานก็เมื่อขอมูล
นั่นเปนขอมูลที่ใหมทันตอสถานการณและไดรับการปรับปรุงแกไขตามระยะเวลาอยางเหมาะสมการ
ประเมินเว็บไซตในดานของความทันสมัยควรประเมินในสามสวนดวยกัน คือ เว็บไซตแสดงวันที่
ปรับปรุงขอมูลครั้งลาสุดเปนสิ่งที่แสดงความชัดเจนของเว็บไซตวา ความทันสมัยของขอมูลระดับใด
เพราะเว็บไซตที่แสดงถึงวันที่ปรับปรุงขอมูลทุกวันยอมแสดงวาเปนเว็บที่มีความเปนปจจุบันมากที่สุด
สําหรับเว็บบางประเภท เชน เว็บไซตหนังสือพิมพยอมจะตองปรับปรุงขาวสารและขอมูลของเว็บ
เปนปจจุบันทุกวันก็จะแสดงวันที่ของหนังสือพิมพที่นาขอมูลมาออนไลนทุกวันอยูแลวเปนตัวอยางของ
ความทันสมัยและเปนปจจุบัน
2.2) เนื้อหาและขอมูลที่เปนประโยชนเปนสิ่งที่ตรวจสอบและวัดความเปน
เว็บไซตที่ดีไดงาย รวมทั้งสามารถประเมินคุณคาของเว็บไซตไดอยางชัดเจนขอมูลและเนื้อหาใน
เว็บไซตตองความถูกตอง เมื่อเนื้อหามีความถูกตองสมบูรณสิ่งที่ตองคํานึงตอไป คือ เนื้อหาและขอมูล
ตองเปนไปตามวัตถุประสงคในการจัดทําเว็บไซตจะมีลักษณะเปนภาษาเขียนเพื่อใหนาเชื่อถือและ
สละสลวยการพิมพไมผิดพลาดการใชสระพยัญชนะตาง ๆ มีความถูกตองสมบูรณถือวาเว็บไซตมี
คุณภาพดี
2. ) ความนาเชื่อถือความนาเชื่อถือตอเว็บไซตเปนเรื่องสําคัญในจะนําเอาขอมูล
ไปอางอิง หรือใชประโยชนเพราะขอมูลและเนื้อหาจะไดถูกนําไปใชประโยชนก็ดวยเหตุผลที่วา
เว็บนั้นนาเชื่อถือ ความนาเชื่อถือของเว็บไซตนั่น คือ ผูจัดทําเว็บเปนผูที่เกี่ยวของโดยตรงกับเนื้อหา
หรือเปนองคกรที่รับผิดชอบดานนั้นโดยตรง โดยแสดงความรับผิดชอบในเว็บอยางชัดเจนแสดงให
เห็นไดจากสวนที่สงวนลิขสิทธิและผูรับผิดชอบภายในเว็บซึ่งนิยมแสดงไวดานลางของเว็บไซตโดยรวม
ถึงความทันสมัยนั่น คือ เวลาที่ปรับปรุงครั้งลาสุดสามารถแสดงออกไดหลายรูปแบบซึ่งการสราง
ความเชื่อถือเปนเรื่องสําคัญสําหรับเว็บไซตเพราะมีเว็บไซตจํานวนมากที่ไมทราบที่มาของผูจัดทําไม
สามารถติดตอผูดูแลเว็บไซตไดไมมีการสงวนลิขสิทธิเพราะอาจลอกเลียนจากหนังสือหรือผูอื่นไมมี
ตําแหนงหนาที่การงาน หรือหนวยงานที่ชัดเจน ไมมีที่อยูที่จะติดตอหรือมีแหลงที่แนนอนโดเมนเนม
38
ไมมาตร าน ล ดังนั้น ความนาเชื่อถือของเว็บไซตจึงเปนตัวบงชี้คุณภาพและประสิทธิภาพของ
เว็บไซต
2.4) การเชื่อมโยงขอมูลการเชื่อมโยงไปยังสวนตาง ๆ ในรูปแบบที่เขาใจงาย
และอานไดอยางชัดเจน การเชื่อมโยงภายในเว็บไซตจะมีชื่อเรียกวา ลิงก ) การลิงกหรือ
การเชื่อมโยงนั้น ถาหนาแรกสามารถบอกไดวา เว็บไซตนั้นมีการจัดการอยางไร มีเงื่อนไขในการ
เชื่อมโยงอยางไร และมีอยางไรที่จําเปนตองเชื่อมโยงไปบาง ลักษณะอยางนี้อาจจะมีหนาพิเศษ
ตางหากที่เรียกวา แผนภูมิเว็บไซต หรือ S e มีการเชื่อมโยงไดดี มีการจัดองคประกอบไดดีจะ
ทําใหเว็บไซตนั้นสามารถเชื่อมโยงไดกันทุกเว็บ และเปนไปตามวัตถุประสงคของเว็บไซต ลักษณะ
การเชื่อมโยงภายในเว็บไซตควรจะแสดงรูปแบบที่ชัดเจนหรือที่เรียกวา er e นั้น
คือ ตัวหนังสือที่มีการเชื่อมโยงจะมีการขีดเสนใตไวอยางชัดเจน หรือถาไมมีการขีดเสนใตเมื่อเลื่อน
เมาสผานไปยังบริเวณที่เปนตัวอักษรจะปรากฏเปนรูปมือซึ่งรูปแบบเว็บไซตที่มีคุณภาพและชัดเจน
สวนที่เปน er e และมีการเชื่อมโยงนั้นควรวางรูปแบบที่ชัดเจนเมื่อเลื่อนเมาสเขาไปในสวนที่
เปน er e ก็ควรจะเปลี่ยนแปลงเปนรูปมือ สี และพื้นหลังของตัวอักษรก็อาจจะเปลี่ยนไป
ซึ่งทําใหงายตอการสังเกตการเชื่อมโยงที่ดี ตัวที่ทําหนาที่การเชื่อมโยงควรจะอานงายและสื่อ
ความหมายชัดเจนเปนในลักษณะเดียวกันกับวัตถุประสงคของเว็บไซต ตัวเชื่อมโยงหรือ ลิงกควรจะ
งายตอการสังเกตและมีขนาดเหมาะสม ตัวเชื่อมโยงควรจะมีเหตุมีผลสอดคลองกันทั้งกลุม
2.5) การนําไปใชงานจริงควรจะมีเนื้อหาเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไวและ
มีการแสดงผลอยางรวดเร็ว ผูออกแบบตองคํานึงเสมอวาในการนําไปใชงานจริงผูสืบคนขอมูลหรือ
ผูเขาชมเว็บเพจยอมเขามาเพื่อคิดวาเว็บเพจที่จัดทํานั้นมีวัตถุประสงคตามหัวเรื่องของเว็บเพจ
นอกจากนั้นเนื้อหาและการออกแบบเมื่อนําไปใชงานจริงควรคํานึงวาเว็บเพจตองเปนที่ดึงดูดสายตา
ของผูเขาชมทําใหเกิดความนาสนใจตลอดเวลา และดึงดูดใหผูเขาชมใชเวลานาน ในการคนหาขอมูล
ชวนติดตามอยูตลอดเวลา
2. ) ความเปนมัลติมีเดีย องคประกอบที่สําคัญของความเปน l me
ภายในเว็บไซต คือ เสียงภาพ กราฟก ภาพเคลื่อนไหว ควรสอดคลองกับเนื้อหาภายในเว็บ นอกจากนี้
ควรจะเปน l me ที่เพิ่มความสนใจใหผูเขาชมภาพเคลื่อนไหวที่นําเสนอควรจะมีเวลาที่
เหมาะสมและไมรบกวนเนื้อหา ภาพกราฟกที่ใชไมควรมีขนาดใหญเกินไปสามารถแสดงผลหรือโหลด
ขึ้นมาไดอยางรวดเร็ว เว็บไซตไมสามารถมีปฏิสัมพันธกับผูเขาชมไดทันที เนื่องจากการออกแบบเว็บ
ไมสามารถทําใหใชเทคนิคหรือกระบวนการไดมากมายอยางที่เปน S lo e ภายในระบบ ดังนั้น
ความเปน l me ของเว็บไซต จึงหมายถึงการจัดทําภาพประกอบ เสียง ภาพเคลื่อนไหว
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
39
ภาพวีดีโอ หรือภาพนิ่ง โดยเปนการเสริมหรือเพิ่มใหเว็บไซตมีคุณคา และที่สําคัญ l me
ที่นํามาใชตองสอดคลองกับเนื้อหา และเปนประโยชนในการสรางความเขาใจใหกับผูเขาชมเว็บไซต
2.7) การใหขอมูลขอมูลที่สําคัญควรจะเขาถึงไดงายและรวดเร็ว โดยไมมี
ความสลับซับซอน แตการนําเสนอขอมูลควรมีการจัดรูปแบบและหมวดหมูของขอมูลอยางเปนระบบ
เพื่อใหงายตอการตรวจสอบและใชงานขอมูล ขอมูลที่ใชควรมีเนื้อหาที่ทันสมัยทันตอเหตุการณโดย
แสดงไดจากวันเวลาที่ปรับปรุง ขณะเดียวกันเมื่อจัดทําเว็บไซตตามวัตถุประสงคแลวเว็บไซตควรจะ
สอดคลองกับกลุมเปาหมายของเว็บการจัดรูปแบบของขอมูลที่เปนระบบและงายตอการคนหา หรือ
สืบคนภายในเว็บไซตนั้นเปนเทคนิคสําคัญอยางหนึ่งในการนําเสนอขอมูลของเว็บไซต ผูออกแบบเว็บ
ควรคํานึงถึงความเรียบงายและความเปนระเบียบการแบงหัวขอหรือกลุมเอาไวอยางชัดเจนในหนา
เว็บไซตจะชวยใหผูเขาชมสะดวกในการคนหาเนื้อหาของขอมูลภายในเว็บเพจควรเปนขอมูลที่ทันสมัย
และตรงตามวัตถุประสงคของกลุมเปาหมายที่จะเขามาใชงาน
2. ) การเขาถึงขอมูลสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือ เว็บไซตสามารถแสดงผลขอมูลได
อยางรวดเร็ว เมื่อผูใชเขาสูเว็บไซต นั่นหมายถึงเมื่อผูใชตองการเขาสูเว็บไซตโดยการพิมพที่อยูของเว็บ
เชน หรือโดเมนเนม om me) แลวกดปุม er การแสดงผลของหนาแรกจะตอง
ปรากฏอยางรวดเร็วโดยไมเสียเวลานานจะทําใหผูใชรูสึกพึงพอใจการเขาถึงขอมูลในเว็บไซตนอกจาก
จะแสดงผลรวดเร็วแลว เว็บไซตควรหาไดสะดวกจากเว็บประเภทสืบคนขอมูลหรือ Se rch e
หรือเว็บได เอาไวใน Se rch e เชน oo le หรือ hoo เว็บไซตที่แสดงผลจาก
การคนหาไดรวดเร็วยอมเปนที่นิยมของผูใชเพราะคนเจอเสมอ แสดงวาเขาถึงขอมูลไดรวดเร็วขอมูล
ในเว็บเพจ และงานกราฟกตาง ๆ ควรออกแบบใหแสดงผลไดอยางรวดเร็ว
2. ) ความหลากหลายของขอมูลประเด็นสําคัญในสวนของขอมูลก็คือ เว็บควรมี
ความหลากหลายและมีเรื่องที่เปนประโยชนหลาย ๆ เรื่อง มีความนาเชื่อถือและตรวจสอบขอมูลได
ขอมูลนั้นก็จะไดความนิยมและแนะนํากันใหเขามาชม อีกกรณีที่เว็บมีขอมูลไมมากมายนัก แตเว็บมี
ขอมูลสําคัญเพียงพอไมยาวเกินไป ไมสั้นมากเกินไปก็เพียงพอใชประโยชนไดเหมาะสม
ตามแนวคิดทั้ง ดานเปนสิ่งจําเปนในการออกแบบเว็บไซต ซึ่งเว็บไซตที่สามารถ
ออกแบบไดตามแนวคิดทั้ง ดานถือวาเปนเว็บไซตที่ดี การจัดลําดับคะแนนก็สามารถเรียงลําดับตาม
แนวคิด โดยแบงเปนสวนคะแนนตาง ๆ ไดตามลําดับ ก็จะทําใหไดแบบประเมินคุณภาพของเว็บไซต
ในลักษณะของการประเมินทางดานขอมูลสารสนเทศ จะทําใหทราบวาเว็บไซตไหนเหมาะสม และ
เปนประโยชน ผูใชบริการเว็บ และผูออกแบบเว็บก็จะไดประโยชนดวย เว็บไซตที่สรางขึ้นก็จะมี
คุณภาพ และเปนเว็บที่ดีบนอินเทอรเน็ตตอไป
40
40
) การประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต หรือสารสนเทศเว็บ
เพื่อคัดเลือกเว็บที่นําเสนอสารสนเทศที่ดีที่สุดเพื่อนําไปใชประโยชนตอไปนั้น ควรพิจารณา 4 ประเด็น
หลัก ดังนี้ ศรีอร เจนประภาพงศ. 2557: เว็บไซต)
.1) ความนาเชื่อถือ มีชื่อ และที่อยูที่จะติดตอกับผูรับผิดชอบในการจัดทําเว็บไซต
ซึ่งควรปรากฏที่หนาแรก หรือหนาที่ใกลเคียง
.2) การเขาถึงสารสนเทศ สามารถคนหาสารสนเทศไดอยางสะดวกรวดเร็ว และ
ใชงาย ไมซับซอน ไดสารสนเทศจริง และนําไปใชได มีความแนนอนในการเขาถึง ไมควรเปลี่ยน
บอย แตหากเปลี่ยนตองมีการแจง ใหมใหทราบ และสามารถเชื่อมโยงไปยัง ใหมไดทันที
. ) คุณคาของเนื้อหา เนื้อหาสาระตรงกับความตองการของผูใชถูกตอง
สมบูรณ ครอบคลุมและระบุแหลงที่มาของขอมูลอยางชัดเจน เนื้อหามีความทันสมัย ตรวจสอบได
จากวันเวลาครั้งสุดทายของการปรับปรุงขอมูล หรือตรวจสอบ ลิงกตาง ๆ วายังใชการไดอยูหรือไม
เนื้อหาสาระอานเขาใจงาย และมีการใชภาษาที่เหมาะสมกับผูใช นําเสนอขอมูลที่เปนกลาง ไมมีอคติ
ไมชักจูงทางความคิด ตองไมมีลักษณะของการโ ษณาชวนเชื่อ
.4) วิธีการนําเสนอเนื้อหา หนาแรกของเว็บควรกระชับ ชัดเจน จัดเรียงหัวขอ
ตาง ๆ เปนระบบ งายตอการใช โดยในแตละหนาควรมีคําสั่ง c ome o ล การเชื่อมโยง
ตองมีความเกี่ยวของในดานเนื้อหากับเว็บนั้น ๆ กราฟกดีสื่อหรือเกี่ยวของกับสาระในสวนนั้น ๆ และ
กรณีเว็บไซตนั้นมีสาระจํานวนมาก ตองสามารถคนคืนได
จากเอกสารที่กลาวมา สรุปไดวาการประเมินระบบสารสนเทศ มีนักวิจัย
นักพั นาระบบและนักการศึกษา ไดศึกษาและนําเสนอทางการประเมินระบบสารสนเทศมาใช ไดแก
1) การประเมินระบบตามแนวทางวิศวกรรมซอฟตแวร เชน การทดสอบแบบ
กลองขาว h e o e ) การทดสอบแบบกลองดํา l c o e ) การทดสอบองค
รวม e r o e ) การทดสอบประสิทธิภาพ er orm ce e ) และ
การทดสอบความสามารถในการใชงาน l e )
2) การประเมินคุณภาพของเว็บไซตสําหรับนักออกแบบและพั นาเว็บไซต
รวมถึงผูที่เกี่ยวของในการจัดสารสนเทศ ตามแนวคิดของอีเวอร ารท จะมีดวยกัน ดาน คือ
ความทันสมัย เนื้อหาและขอมูลที่เปนประโยชน ความนาเชื่อถือการเชื่อมโยงขอมูล การนําไปใชงาน
จริงความเปนมัลติมีเดีย การใหขอมูล การเขาถึงขอมูล และความหลากหลายของขอมูล และ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
41
41
) การประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต หรือสารสนเทศเว็บไซต
ควรพิจารณา 4 ประเด็นหลัก คือ ความนาเชื่อถือ การเขาถึงสารสนเทศ คุณคาของเนื้อหา และวิธีการ
นําเสนอเนื้อหา
2.1.9 หลักการและแนวคิ การยอมรั ทค น ลยี
การยอมรับนวัตกรรมของกลุมคนในสังคม ขึ้นอยูกับปจจัยตาง ๆ ตามหลักการของ
การเกิด การนิยมและการตกรุน ของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเปนไปตามการแพรกระจายของ
นวัตกรรมไปในสังคมผานกลุมคน ในแตละกลุมในสังคมตามที่มีความแตกตางกัน ตามลักษณะเ พาะ
ของแตละกลุม ตามที่ไดแบงไว 5 กลุม คือ กลุม e or กลุม rl o er กลุม rl
or กลุม e or และกลุม r วงจรชีวิตของเทคโนโลยีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม
มีการพั นาตามลําดับ โดยกระบวนการพั นาของเทคโนโลยีไปยังกลุมคนเพื่อใหเกิดการยอมรับ
นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีนั้น มณ ลี ศาสนนันท 2552) ไดแบงชวงการเกิดของเทคโนโลยีที่เรียกวา
เสนโคงวงจรชีวิตของเทคโนโลยี แบงเปน 4 ชวง คือ ชวงการประดิษ ใหม ชวงการปรับปรุงเทคโนโลยี
หรือชวงการเติบโต ชวงเทคโนโลยีอิ่มตัว และ ชวงเทคโนโลยีเสื่อม สอดคลองกับท ษ ี “หุบเหว”
แหงการดับของนวัตกรรม จากท ษฏีของโรเจอรไดมีการนํามาวิจัย และเกิดเปนท ษฏีตอยอดโดย
มัวร oor, 1 5) เปนท ษ ี he Ch m หรือท ษ ี “หุบเหว” แหงการดับของนวัตกรรมเปน
ท ษ ีที่บงบอกถึงการคงอยูหรือการครองตลาดของนวัตกรรม ซึ่งเปนท ษ ีทีเปนที่รูจักกันอยาง
แพรหลาย
) หลักการยอมรั ทค น ลยี
การยอมรับของผูบริโภคที่มีตอนวัตกรรมและเทคโนโลยี o o
o o heor ) เรียกวา กระบวนการยอมรับซึ่งกลาวถึงพ ติกรรมของบุคคลในสังคมที่
แสดงออกถึงการยอมรับนําไปปฏิบัติ โดยแบงออกเปน 5 ขั้นตอน o er Shoem er,
1 7 )
ขั้นที่ 1 การรับรู re e S e) เปนขั้นแรกที่จะนําไปสูการยอมรับหรือ
ปฏิเสธสิ่งใหม วิธีการใหม ๆ ที่เกี่ยวของกับการประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมของบุคคลนั้น ยังไมมี
ความรูลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อหา หรือคุณประโยชนของนวัตกรรมนั้น ๆ ทําใหเกิดความอยากรูนั้นตอไป
ขั้นที่ 2 สนใจ ere S e) เปนขั้นที่เริ่มมีความสนใจหารายละเอียด
เกี่ยวกับวิทยาการใหม ๆ เพิ่มเติม จะทําใหความรูเกี่ยวกับวิธีการใหม ๆ หรือสิ่งใหม ๆ มากขึ้น ทั้งนี้
ขึ้นอยูกับบุคลิกภาพ และคานิยม ตลอดจนบรรทัด านทางสังคม หรือประสบการณเกา ๆ ของบุคคล
นั้น
42
42
ขั้นที่ ประเมินคา l o S e) เปนขั้นที่จะไดไตรตรองถึงประโยชน
ในการลองใชวิธีการหรือวิทยาการใหม ๆ ดีหรือไม เมื่อนํามาใชแลวจะเปนประโยชนตอตนเองหรือไม
โดยบุคคลนั้นมักจะคิดวาการใชวิทยาใหม ๆ เปนการเสี่ยงทําใหไมแนใจถึงผลที่จะไดรับ ในขั้นนี้
จึงเปนการสรางแรงเสริม e orceme ) เพื่อใหเกิดความแนใจยิ่งขึ้นวาสิ่งที่เขาตัดสินใจเพื่อเปน
การสรางความรูสึกที่ดีตอนวัตกรรมมีคุณคาและมีประโยชน
ขั้นที่ 4 ทดลอง r l S e) เปนขั้นที่ใชวิทยาการใหม ๆ นั้น กับสถานการณ
ตนเองเปนการทดลองบางสวนกอนเพื่อจะไดดูวาผลลัพธและประโยชนที่จะไดรับวาดีจริงอยางที่คิดไว
ในขั้นประเมิน ซึ่งผลการทดลองจะมีความสําคัญอยางยิ่งตอการตัดสินใจที่จะปฏิเสธหรือยอมรับตอไป
ขั้นที่ 5 ยอมรับ o o S e) เปนขั้นที่บุคคลรับวิทยาการ ใหม ๆ นั้น ไป
ใชในการปฏิบัติกิจกรรมของตนอยางเต็มที่ หลังจากไดทดลองปฏิบัติดูและเห็นประโยชนแลวยอมรับ
นวัตกรรมเหลานั้น
2) ตัวแ การยอมรั ทค น ลยี
แบบจําลองการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี ech olo
cce ce mo el หรือ ) เปนท ษ ีที่มีการยอมรับและมีชื่อเสียง ซึ่งเปนการปรับแตง
เพิ่มเติมตอจากท ษ ีการกระทําตามหลักเหตุและผล he heor o re o e c o หรือ
นําเสนอโดย h e e ) เพื่อพั นาเปนแบบจําลอง และใชศึกษาในบริบท
การยอมรับการใชระบบสารสนเทศ โดยไมนําบรรทัด านของบุคคลที่อยูโดยรอบการแสดงพ ติกรรม
เขามาใชเปนปจจัยในการพยากรณพ ติกรรมการใชที่เกิดขึ้นจริง ตัวแบบ สามารถใชพยากรณ
การยอมรับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศไดอยางมีประสิทธิภาพ สิงหะ วีสุข และ สุนันทา
วงศจตุรภัทร, 2555) แตตัวแบบ มีขอจํากัดบางประการ จึงขาดความสมบูรณสําหรับ
ความตองการใหมที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ปจจัยที่สงผลใหเกิดการใชงานจริง มีเพียงความตั้งใจแสดง
พ ติกรรมการใชเทานั้น จึงนําไปสูการพั นาขยายเพิ่มเติมแบบจําลอง โดยเพิ่มปจจัยตาง ๆ
เพื่อนํามาศึกษาในบริบทการยอมรับการใชระบบสารสนเทศใหมีความครอบคลุมมาก
หลักการของ เปนการศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตั้งใจแสดงพ ติกรรม
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบดวยปจจัยหลัก 4 ประการ ไดแก ตัวแปรภายนอก er l
r le ) การรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ erce e e l e หรือ
) การรับรูวาเปนระบบที่งายตอการใชงาน erce e e o e หรือ ) และทัศนคติที่
มีตอการใชงาน e o r ) ความสัมพันธระหวางปจจัยตามท ษ ีพ ติกรรมตามแผน
heor o l e eh or หรือ นําเสนอโดย e ) ตัวแปรภายนอก เชน ขอมูล
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
43
4
ประชากรศาสตร emo r hc) ประสบการณ re o ere ce) มีอิทธิพลตอการรับรูถึง
ประโยชนที่จะไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรับรูวาเปนระบบที่งายตอการใชงานการรับรูถึง
ประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ปจจัยที่กําหนดการรับรูในแตละบุคคลวาเทคโนโลยี
สารสนเทศมีสวนชวยพั นาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไดอยางไร และเปนปจจัยที่สงผลโดยตรงตอ
ความตั้งใจแสดงพ ติกรรมการใชดวยการรับรูวาเปนระบบที่งายตอการใชงาน คือ ปจจัยที่กําหนดใน
แงปริมาณหรือความสําเร็จที่ไดรับวาตรงกับความตองการหรือที่คาดหวังไวหรือไม ซึ่งเปนปจจัยที่
สงผลตอการรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศดวยทัศนคติที่มีตอการใชงาน ไดรับ
อิทธิพลจากการรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรับรูวาเปนระบบที่งาย
ตอการใชงาน ในขณะที่ความตั้งใจแสดงพ ติกรรมการใชงานไดรับอิทธิพล
จากทัศนคติที่มีตอการใชงาน และการรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยี
สารสนเทศ และสงผลใหเกิดการยอมรับการใชงานจริงในที่สุด และจากเอกสารที่กลาวมา สรุปไดวา
แบบจําลองการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปนการศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตั้งใจ
แสดงพ ติกรรมการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบดวยปจจัยหลัก 4 ประการ ไดแก ตัวแปร
ภายนอก การรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ การรับรูวาเปนระบบที่งายตอ
การใชงาน และทัศนคติที่มีตอการใชงาน
.2 ครื่องมือ ริหารและ ั การ ว ต
2.2.1 การออกแ ว ต นมมมอง อง
C ( m com er er c o ) เปนศาสตรทางดานการติดตอปฏิสัมพันธ
ระหวางมนุษยและคอมพิวเตอร กระบวนการออกแบบคอมพิวเตอรสวนที่ติดตอกับผูใชงาน ( er
er ce) ใหผูใชสามารถใชงานไดงาย มุงความสนใจในเรื่องทําอยางไรใหคอมพิวเตอรงาย และ
เหมาะสมกับผูใชงาน ( l ) โดยหลักการของ C คือ มีการออกแบบคอมพิวเตอรงาย และ
เหมาะสมกับผูใชงานไดจริง ( l ) มีความเปนสากล ( er l ) และมีอรรถประโยชน
( e ll e ) องคประกอบสําคัญที่ชวยใหการออกแบบสวนการติดตอกับผูใชประสบความสําเร็จ
สวน คือ ( ) ายบริหาร ( er) มีสวนสําคัญในการคัดเลือกบุคลากรที่ดําเนินการออกแบบ
กําหนดระยะเวลา และกรอบแนวทางการทํางานที่เหมาะสม การสรางเอกสาร คูมือการปฏิบัติงาน
รวมถึงการควบคุมในเรื่องการทําสอบใหมีความถูกตองเหมาะสม (2) ผูออกแบบระบบ ( e er)
มีหนาที่ออกแบบระบบที่เหมาะสม ( ) เครื่องมือชวยในการออกแบบสวนของการใช
( er er ce l ool ) ซึ่งชวยใหออกแบบรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ
( ) วิธีการประเมินผล ( l o ) จะชวยใหตัดสินใจเลือกระบบที่ออกแบบไดตรงตามเงื่อนไข และ
44
44
ความตองการมากที่สุด ซึ่งหลักทาง C ไดกลาวไววา การออกแบบเว็บไซตไมไดหมายถึงลักษณะ
หนาตาของเว็บไซตเพียงอยางเดียว แตเกี่ยวของตั้งแต การกําหนดกลุมเปาหมาย ระบุกลุมผูใช
การจัดระบบขอมูล การสรางระบบเนวิเกชั่น การออกแบบหนาเว็บเพจ รวมไปถึงการใชกราฟก
การเลือกใชสี การจัดรูปแบบอักษร รุนของ e ro er ขนาดหนาจอมอนิเตอร ความละเอียด
ของจอภาพดวย (สุรีรัตน อินทรหมอ, 2552)
2.2.2 ครื่องมือ ริหารและ ั การ ว ตสา ร รู (
ระบบจัดการเนื้อหา (Co e eme S em : C S) เปนโปรแกรม
ที่เขียนขึ้น ดวยภาษาสคริปต ทํางานอยูบนเว็บเซิรฟเวอรในรูปแบบของ e lc o ซึ่งระบบ
จัดการเนื้อหาจะชวยแกปญหาในการพั นาเว็บไซต การนําระบบการจัดการเนื้อหา (C S) ซึ่งเปน
ลักษณะ e So rce ที่ชวยอํานวยความสะดวกในการบริหารจัดการขอมูลบนเว็บ
ใหมีประสิทธิภาพขึ้น ผูที่ตองการใชงานสามารถที่จะดาวนโหลดมาใชงานไดฟรี และดวย
ความสามารถที่หลากหลาย จึงไดมีผูนําไปใชงานในรูปแบบที่แตกตางกันไป เพราะทางผูพั นาได
ออกแบบระบบบริหารจัดการใหสามารถใชงานไดงาย ทําใหผูที่ตองการใชงานสามารถที่จะติดตั้งและ
พั นาเว็บไซตขึ้นมาไดเร็วขึ้น ปจจุบัน C S สวนมากมีรูปแบบเปน e e lc o
ที่สามารถทํางานผาน e ro er ไดสะดวกในการใชงาน สามารถอัพเดตขอมูลเว็บไซตของ
ตนเองไดไมวาจะอยูที่ใด และไมจําเปนตองติดตั้งโปรแกรมไวบนเครื่องลูกขาย ตางกับการใชงาน
เครื่องมือที่ใชออกแบบเว็บไซต เชน o e re m e er ที่ตองติดตั้งโปรแกรมไวบนเครื่องที่จะ
ใชงานจึงแกไขเว็บไซตได C S ไดรับการพั นามาจากหลายภาษา อาทิ , S , เปนตน
แตโดยสวนใหญที่ออกมาจะเปนภาษา เนื่องจากเปนเทคโนโลยี e So rce และใชงานงาย
โปรแกรมอื่น ๆ และยังเปนเว็บไซตกึ่งสําเร็จรูปมีระบบบริหารจัดการขอมูลดานหลัง ( m r or)
ที่งายตอมาใชงานและแกไขปรับแตง โดยผูใชไมจําเปนตองมีความรูดานการเขียนโปรแกรม ทําให
สามารถสรางเว็บไซตไดในระยะเวลาอันรวดเร็ว
จุดตางระหวาง C S กับเว็บไซตสําเร็จรูปที่เห็นไดชัดเจนก็คือ C S ที่นําไปใชงาน
เชน ooml , m o, or re เปนตน จะมีคาใชจายในเรื่องของ o แตสามารถจัดการ
หนาตาเว็บไซต และโปรแกรมเสริม ใหเหมาะสมกับความตองการของตนเองได ในขณะที่เว็บไซต
สําเร็จรูปจะมีคาบริการรายปในราคาคอนขางต่ํา แตไมสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเว็บไซต
รวมถึงความสามารถของโปรแกรมนั้นได อีกทั้งพื้นที่ และระบบการจัดการเว็บไซตยังขึ้นอยูกับผูให
บริการอีกดวย นอกจากผูใช C S ยังสามารถปรับแตงเว็บไซตของตนเองไดอยางอิสระสามารถสราง
แบรนด และความแตกตางของตัวเว็บไซตใหตางไปจากเว็บสําเร็จรูป โดยเจาของเว็บไซตสามารถ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
45
45
จัดการโดเมนเนมไดเองทั้งหมด ในขณะที่เว็บสําเร็จรูปนั้น ผูใหบริการจะเปนจัดการให ซึ่งสวนใหญ
มักจะไมใหสิทธิในการแกไขใด ๆ แกผูใชงานและอีกอยางที่สําคัญ คือ ผูใชงานสามารถนํา C S
ไปติดตั้งที่ใดก็ได โดยไมผูกติดกับผูใหบริการรายใดรายหนึ่ง หรือแมกระทั้งการนํา C S มาใชงาน
เปน r e ภายในองคกร
C S โดยทั่วไป จะแยกสวนของระบบการทํางาน เนื้อหาขอมูล และสวนของ
หนาตาเว็บไซตออกจากกัน ทําใหงานในการปรับเปลี่ยนแกไขหนาตาเว็บไซตทําไดงายและรวดเร็ว ซึ่ง
สวนใหญแลวจะมีระบบบริหารจัดการพื้น านเหลานี้มากับตัวระบบ เชน ระบบจัดการหนาตา
เว็บไซต ( heme, em l e) ระบบจัดการเนื้อหาขอมูล (Co e ) ระบบจัดการแถบปายโ ษณา
( er) ระบบสมาชิก ( er eme ) เปนตน นอกจากนี้ยังสามารถพั นา ติดตั้งชุด
โปรแกรมในการทํางานตาง ๆ เพิ่มเติมได ( l Com o e o le) เชน ระบบจัดการ
รานคา (Sho C r ) ระบบหองแสดงภาค ( ho o ller ) ระบบกระดานสนทนา ( e
o r ) ระบบแสดงผลไฟลวิดีโอ ( Cl ) เปนตน รวมทั้งสามารถพั นาระบบใหตรงตาม
ความตองการของการใชงานในองคกร เชน ระบบจัดการรานคา (Sho C r ) ระบบหองแสดง
ภาพ ( ho o ller ) ระบบกระดานสนทนา ( e o r ) และยังสามารถพั นาระบบใหตรง
ตามความตองการของการใชงานในองคกรได เชน ระบบบริหารจัดการองคความรู ( o le e
eme ) ระบบจองหองประชุม ( ee e er o ) ระบบจัดการทรัพยสิน
( e eme ) ระบบงานคลัง ( e e or ) ระบบ กอบรม ( r eme )
ประโยชนของ C S ประโยชนเบื้องตนที่ผูใชงานจะไดรับเมื่อนํา C S เขามาสราง
และดูแลเว็บไซต ไดแก ควบคุมรูปแบบของเว็บไซตไดดี สามารถอัพเดตเว็บไซตไดจากทุก ๆ ที่ และ
ไมตองมีความรูภาษา และ Scr โดยสามารถรองรับการทํางานจากผูใชงานหลายคนได
พรอมกัน และเพิ่มศักยภาพในการรวมมือกันทํางาน
2.2.3 รแกรมสราง ว ตสา ร รู
ooml เปนโปรแกรม e o rce C S ที่นํามาใชงานไดฟรี เปนระบบบริหาร
จัดการเนื้อหาบนเว็บไซต (Co e m eme em) พั นาขึ้นดวยภาษา และ
ใช านขอมูล S ในการจัดเก็บขอมูล ซึ่งมีจุดเดนที่สามารถใชงานไดงาย ชวยในการปรับแตง
เว็บไซตไดตามตองการ ปจจุบันไดมีการประยุกตใชออกเปนเว็บไซตหลายประเภท เชน
Commerce e e, or l e e, Comm e e อื่น ๆ อีก ขึ้นกับการนําไปใชงาน
ooml C S มีผูใชงานมากมายทั้งในหนวยงานของรั และบุคคลทั่วไป ทําใหผูใชสามารถคนหา
ขอมูลหรือสามารถปรึกษาไดงาย รวมถึงตัวระบบเองก็ใชงานไดงาย มีความสามารถที่หลากหลาย
46
4
รองรับการทํางานพื้น านของเว็บได เชนใสขอความ ใสภาพ ใสเสียง ตลอดจนสรางเว็บบอรดได
ซึ่งมีผูพั นาอยูตลอดเวลา มีเว็บไซตภาษาไทยรองรับสําหรับผูที่ตองการศึกษาและใชงาน
แนวคิ กี่ยวกั การ ระ าสัมพัน
2.3.1 ความหมายการ ระ าสัมพัน
การประชาสัมพันธ มากจากภาษาอังก ษวา “ Public Relations ” ซึ่งคําวา
“Public”แปลวา “ประชาชน” หมายถึง หมูชน สาธารณชน หรือประชาชน สวนคําวา el o
แปลเปนไทยวา “ความสัมพันธ” หมายถึง การสัมพันธหรือการผูกพัน ดังนั้น คําวาการประชาสัมพันธ
จึงแปลวา “การเกี่ยวของผูกพันกับหมูคน” หรือ “ความสัมพันธระหวางหนวยงานหรือสถาบันกับกลุม
ประชาชน” วิรัช ลภิรัตนกุล, 2544) จากคําจํากัดความตาง ๆ ขางตน พอจะสรุปคุณลักษณะที่
สําคัญของการประชาสัมพันธ คือ เปนการทํางานที่มีการวางแผนการปฏิบัติงานอยางรอบคอบ และมี
การติดตามประเมินผล ในรูปของการติดตอสื่อสาร ซึ่งเปนการสื่อสารสองทางและเปนการสื่อสารเพื่อ
โนมนาวใจ และตองมีการให อิทธิพลทางความคิดและทัศนคติตอกลุมชนเปาหมาย โดยเปนการ
ทํางานที่ตองตอเนื่อง และหวังผลระยะยาว นอกจากนี้ไดมีนักวิชาการและผูเชี่ยวชาญทางการ
ประชาสัมพันธหลายทานไดใหความหมายของการประชาสัมพันธไวดังนี้
สก็อตต เอ็ม คัทลิพ และ เอเลน เอช เซนเตอร (Sco . C l lle .
Ce er, 1 2) ศาสตราจารยทางการประชาสัมพันธ แหงมหาวิทยาลัยวิสคินซิล ประเทศ
สหรั อเมริกา และเปนผูแตงตําราทางการประชาสัมพันธ ที่มีผูนิยมใชกันมาก ไดเขียนหนังสือชื่อ
c e lc el o โดยใหคําจํากัดความวา “การประชาสัมพันธ” คือความพยายามซึ่งได
วางแผนในอันที่จะมีอิทธิพลตอความคิดเห็นโดยอาศัยวิธีการที่ยอมรับกันในสังคมวา เปนวิธีการที่มี
ความรับผิดชอบตอสังคม โดยยึดหลักการสื่อสารสองทางที่กอใหเกิดความพอใจทั้งสอง าย
เอ็ดวารด แอล เบอรเนยส ( r . er e : 1 52) บุคคลสําคัญที่มีชื่อเสียง
และเปนผูบุกเบิกงานดานการประชาสัมพันธของประเทศสหรั อเมริกาไดใหทัศนะวา
การประชาสัมพันธมีความหมาย ประการ คือ (1) เปนการเผยแพรขาวสารความรูไปใหประชาชน
ทราบ (2) ชักชวนใหประชาชนใหการสนับสนุนและเห็นชอบดวยกับความมุงหมายและ
การดําเนินงานของสถาบัน และ ( ) เพื่อปรับแนวความคิดของประชาชนและสถาบันใหมีสวน
ประสานและสอดคลองไปในทิศทางเดียวกัน
จอนหน ดับบลิว ิล ( oh . ll: 1 ) ไดใหความหมายการประชาสัมพันธไว
วา หนาที่ความรับผิดชอบของ ายบริหารที่จะตองใหความเอาใจใสตอชื่อเสียงและความชื่นชอบที่
ประชาชนมีตอองคกร และตองใหความสําคัญของงานประชาสัมพันธเทาๆกับงานสวนอื่นขององคกร
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
47
47
สําหรับสมาคมวิชาชีพทางดานการประชาสมพันธซึ่งทําหนาที่ในการควบคุม
มาตร านแหงวิชาชีพ ไดใหนิยามของการประชาสัมพันธไวดังนี้
สมาคมการประชาสัมพันธแหงประเทศสหรั อเมริกา ( lc el o Soce
o merc หรือ S อางในวิรัช ลภิรัตนกุล 252 ) ไดใหคําจํากัดความไววา “เปนอาชีพที่ให
บริการผลประโยชนอยางถูกตองตามก หมายแกบรรดาลูกจางและผูวาจาง อาชีพการประชาสัมพันธ
พื้น านอยูที่ความเขาใจอันดีและความรวมมือกันระหวางสถาบันกับกลุมประชาชนที่เกี่ยวของ
สมาคมการประชาสัมพันธระหวางประเทศ ( er o l lc el o
oc o ) วิรัช ลภิรัตนกุล, 252 ) ไดกลาวไววา เปนภาระหนาที่ของ ายบริหาร eme
c o ) ซึ่งตองอาศัยการวางแผนที่ดีและมีการกระทําอยางตอเนื่องและสม่ําเสมอ เพื่อสรางสรรค
และธํารงไวซึ่งความเขาใจอันดี มีความเห็นอกเห็นใจ และไดรับการสนับสนุนจากกลุมประชาชนที่
สถาบันเกี่ยวของ โดยองคกรจะตองใหการประเมินถึงประชามติที่ประชาชนที่มีตอองคกร และ
นํามาใชประกอบแนวทางในการพิจารณากําหนดเปนแผนงานและนโยบายขององคกร เพื่อให
สอดคลองกับประชามติหรือความตองการของประชาชน พรอมทั้งใชวิธีเผยแพรกระจายขายสารสู
ประชาชน เพื่อใหเกิดความรวมมือและบรรลุถึงผลประโยชนรวมกันของทั้งสอง าย คือ องคกรและ
กลุมประชาชนที่เกี่ยวของ
การประชาสัมพันธของหนวยงานตาง ๆ ไดมีนโยบายเปาหมายและวิธีการสื่อสารที่
แตกตางกันซึ่งประชาชนเปนสิ่งสําคัญที่สุดในการประชาสัมพันธองคกรตาง ๆ จึงตองการความรวมมือ
จากกลุมเปาหมายตามความสําคัญของการประชาสัมพันธ เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจการปองกัน
ความเขาใจผิดอันนําไปสูความขัดแยงที่อาจเกิดขึ้นได นอกจากนี้ยังตองดําเนินการสรางภาพลักษณที่
ดีทีมีตอองคกร ซึ่งในแตละองคกรตางมีความตองการที่จะรับฟงความคิดเห็นของกลุมเปาหมายที่
เกี่ยวของ เพื่อดําเนินการสื่อสารกับกลุมเปาหมายไดอยางมีประสิทธิภาพดังนั้น การประชาสัมพันธจึง
เปนสื่อกลางระหวางองคกรกับประชาชนสามารถอธิบายไดภาพแสดงการสื่อสารระหวางองคกรกับ
ประชาชนไดดังภาพที่ 2.6 เอกน น บางทาไม, 2555)
48
4
าพที่ การสื่อสารระหวางองคกรกั ระ า น
2.3. ท าทหนาที่และความสาคั องการ ระ าสัมพัน
บทบาทหนาที่และความสําคัญของการประชาสัมพันธตอหนวยงานตางๆ นั้นสามารถ
จําแนกรายละเอียดไดดังตอไปนี้
1) การประชาสัมพันธของรั บาล เปนงานที่มีความสําคัญเปนอยางมาก เนื่องจาก
หนวยงานของรั บาลเปนหนวยงานที่มีความสําคัญมากในการบริหารประเทศ ดังนั้น
การประชาสัมพันธของรั บาลตองมีหลักที่มั่นคง ถึงแมวาจะมีการเปลี่ยนรั บาลกี่สมัยก็ตาม
การประชาสัมพันธของรั บาลจะตองตั้งอยูบนราก านแหงความมั่นคง ปลอดภัยและตองคํานึงถึง
ผลประโยชนของประเทศชาติเปนสําคัญ
ประเทศไทยเปนประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย จําเปนอยางยิ่งที่
จะตองมี “การประชาสัมพันธของรั บาล” เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปน
การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ดังนั้น รั บาลจึงตองมีหนาที่รายงาน
ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องของการดําเนินงานและนโยบายดานตางๆ ของรั บาล อีกทั้งยังตองบริหาร
ประเทศใหมีประสิทธิภาพโดยไดรับความรวมมือและการสนับสนุนจากประชาชน
ปจจุบันรั บาลมีกรมประชาสัมพันธเปนหนวยงานประสานงานกลาง ที่ทําหนาที่ใน
การดําเนินงานประชาสัมพันธทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ และมีโ ษกรั บาลคอยทํา
หนาที่ชัดแจงแถลงขาวเกี่ยวกับผลการประชุมของคณะรั มนตรี และแถลงนโยบายของรั บาลให
หนวยงานราชการตาง ๆ สื่อมวลชนและประชาชนทราบ
นโยบาย
วัตถุประสงค์
การดาเนินงาน
สร้างความเข้าใจ
สร้างความร่วมมือ
องคกร
การรับรู้
รับฟังความคิดเห็น
การปฏิบัติ
ระ า น
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
49
4
2) วัตถุประสงคทั่วไปของการประชาสัมพันธของรั บาล
2.1) เพื่อใหประชาชนทราบถึงการบริการหรือหนวยงานตางๆ ของรั บาล
เพื่อความรวมมือจากประชาชน และยังทําใหประชาชนไดรับผลประโยชนจากหนวยงานนั้น ๆ
อยางเต็มที่
2.2) เรียกรองความเห็นชอบในการแก ไขปรับปรุง หรือออกก หมายใหมซึ่งตอง
เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณและเหตุผล
2.3) เพื่อขจัดความยุงยาก และขอขัดแยงตางๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผลงานของรั บาล
2.4) เปนการเปดโอกาสใหประชาชนเสนอความคิดเห็นใหแก ายบริหาร
2.5) เปนการรวบรวมประชามติของประชาชนให หนวยงานราชการตาง ๆ เพื่อให
หนวยงานเหลานั้นดําเนินงานไดสอดคลองกับความตองการของประชาชน
2.6) เพื่อเรงเราใหเกิดประชามติสนับสนุนงานของรั บาล ดวยการชี้แจงให
ประชาชนทราบถึงความจําเปนและความเขาใจในก ระเบียบตาง ๆ ของ ายบริหาร
2.7) ใหขาวสารความรู และสรางความรวมมือ สนับสนุน เรื่องการพั นาประเทศใน
ดานตาง ๆ จากประชาชน ตามแผนพั นาประเทศ
2.8) ใหขาวสารความรู และเผยแพรผลงานความกาวหนาในดานตางๆ ไมวาจะเปน
ดานการเมือง ดานการทหาร ดานเศรษ กิจ ดานสังคม ดานการบริหารประเทศ
3) การดําเนินงานประชาสัมพันธของรั บาล แบงไดเปน 2 ประเภทคือ
3.1) การประชาสัมพันธภายในประเทศ เปนการสรางความสัมพันธอันดีระหวาง
รั บาลกับประชาชน งานประชาสัมพันธจะทําหนาที่เปนสะพานเชื่อมระหวางรั บาลกับประชาชนให
เกิดความใกลชิดและความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ดวยการชี้แจง บอกกลาวใหประชาชนเกิด
ความเขาใจในขาวสาร รวมทั้งนโยบาย การดําเนินงานผลงาน และโครงการในอนาคต เพื่อผลในการ
บริหารประเทศอยางมีประสิทธิภาพ และเปนไปตามเปาหมายที่ตั้งไว งานประชาสัมพันธ
ภายในประเทศประกอบดวย
( ) การรณรงคเผยแพร อาจอยูในรูปของการออกก หมายใหม การจัดตั้ง
หนวยงานใหม ๆ หรือการดําเนินตามโครงการใหม เชน โครงการรณรงคใหปฏิบัติตามก หมายใหม
ในเรื่องของการหามใชโทรศัพทมือถือขณะขับรถ การดําเนินงานตามนโยบายเศรษ กิจพอเพียง
โครงการรณรงคประหยัดพลังงาน เปนตน
50
50
(2) การรณรงคเพื่อแผนระยะยาวหรือโครงการตอเนื่อง เชน ให ความรูแก
ประชาชนในเรื่องการเสียภาษีอากร โครงการพั นาความรู สูชนบท โครงการหนึ่งตําบลหนึ่ง
ผลิตภัณ
( ) การเผยแพรขาวสารความเคลื่อนไหวของทางราชการ เชน
การประกาศ การแตงตั้ง การโยกยายขาราชการในตําแหนงตาง ๆ
3.2) การประชาสัมพันธภายนอกประเทศ เปนการสรางความสัมพันธ เผยแพร
ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศใหทั่วโลกไดรับรู พรอมทั้งทําใหประเทศอื่นๆ เขาใจในนโยบาย
วัตถุประสงคศิลปวั นธรรมของไทย และการดําเนินงานของรั บาลเพื่อใหเกิดความนิยม ศรัทธาตอ
ประเทศรวมทั้งทําหนาที่คอยแกขาว ความเขาใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ
ภายนอกประเทศยังเปนการชวยใหการดําเนินนโยบายตางประเทศของรั บาลมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้นเชน ดานการทูต การคาระหวางประเทศการสงเสริมอุตสาหกรรมการทองเที่ยว
งานประชาสัมพันธภายนอกประเทศอาจอยูในรูปของ ( ) การรณรงคเผยแพรขาวสารเ พาะ
เหตุการณสําคัญ ๆ เชน การลงนามในสนธิสัญญาตางๆ การเจรจาทางการทูต การประชุมตกลงแกไข
ปญหาดานการเมืองระหวางประเทศดานเศรษ กิจ (2) การรณรงคเผยแพรระยะยาวและตอเนื่อง
เชน การเผยแพรสินคาไทย ผาไหมแพรวา ผาทอมือ ใหกับประเทศตางๆ เกิดความนิยม การสงเสริม
อุตสาหกรรมการทองเที่ยวไทย และ ( ) การเผยแพรขาวสารความรูทั่วไป เชน ขาวการเปลี่ยนแปลง
คณะรั บาล ขาวการโยกยายสับเปลี่ยนตําแหนงคณะรั มนตรี (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2540)
4) บทบาทหนาที่และความสําคัญของการประชาสัมพันธตอหนวยงานตาง ๆ
การดําเนินงานประชาสัมพันธ (o e he oor olc ) คือ การตอนรับประชาชน
การใหบริการ การรับใช การรับฟง รวมถึงการที่หนวยงานจะไดมีโอกาสสัมผัสกับความคิดเห็นหรือ
ทุกขรอนของประชาชนโดยตรง เพื่อแกไขการทํางานใหราบรื่นและมีความกาวหนาในการดําเนินงาน
มากขึ้น
การประชาสัมพันธเปนการสรางความสัมพันธ เพื่อใหเกิดการผสมผสานความรวมมือ
รวมใจระหวางสถาบัน หนวยงานกับประชาชน เพื่อใหเกิดความรู และความเขาใจอันดีตอกัน
เปนวิธีการดําเนินงานของสถาบันในอันที่จะประสานแนวความคิด วัตถุประสงค นโยบาย
การดําเนินงานขององคการหรือสถาบัน ใหสอดคลองกับแนวความคิดและความตองการของ
ประชาชนเพื่อชื่อเสียงและภาพลักษณของหนวยงาน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
51
51
นอกจากนั้น การประชาสัมพันธยังเปนกระบวนการตอเนื่อง (o – o roce )
ที่ตองการทําการอยางตอเนื่องอยูตลอดเวลาและตลอดไป เพื่อรักษาไวซึ่งความสัมพันธอันดีระหวาง
องคการหรือสถาบันกับประชาชน รวมไปถึงความมั่นคงขององคการหรือสถาบันดวย
5) หนาที่ของนักประชาสัมพันธตองปฏิบัติหนาที่หลัก 2 ประการ คือ
5.1) เพื่อบอกกลาวเผยแพร ( lc ) เปนการเผยแพรขาวสารตางๆ เพื่อปลูก ง
ความนิยมเลื่อมใส และกอใหเกิดความรวมมือและสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการบอกกลาวเผยแพร
นี้ตองคํานึงถึงหลักการดังนี้
( ) เปนการบอกกลาวใหประชาชนรู โดยอาศัยของการสื่อสารมวลชน คือนัก
ประชาสัมพันธตองการสงขาวสาร ดังนั้น นักประชาสัมพันธจะตองเปนผูกําหนดขาว และ
ความมุงหมายที่แนนอนวาจะตองบอกขาวสารอะไรเรื่องที่บอกจะตองเขาใจงาย ชัดเจน การเลือก
ชองทางการสงขาวสารตองเหมาะสมกับลักษณะของกลุมเปาหมาย และตองพิจารณาวาผูรับขาวสาร
อยูในชวงเวลาที่พรอมจะรับขาวสารหรือไม ควรจะรับขาวสารประเภทใดและดวยสื่ออะไร
(2) การบอกกลาวเผยแพรนี้สามารถโนมนาวใจใหประชาชนเกิด
ความประทับใจนิยมชมชอบและใหการสนับสนุนในที่สุด โดยใชจิตวิทยาในการสรางความออนไหว
ทางอารมณเชน ในดานของความรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย ความรักในหมูคณะ
ความออนไหวทางอารมณอันเนื่องมาจากสภาพเหตุการณและสภาพเศรษ กิจและสังคม หรือเปน
การโนมนาวจิตใจโดยการย้ําเตือนอยูเสมอ เชน การใชคําขวัญแบบสั้น ๆ
( ) การบอกกลาวเผยแพรนี้ตองทําใหประชาชนเกิดการยอมรับ เชน
ถาเปนการพูด ตองใชน้ําเสียง กิริยาทาทาง และถอยคําที่สุภาพประทับใจ แตถาเปนการเขียนตอง
คํานึงถึงการเรียบเรียง จัดหนา รูปภาพ ใหสวยงาม สะดุดตา ดึงดูดความสนใจจากผูอานได
5 2) การปองกันและแกไขความเขาใจผิด ความเขาใจผิด ( er )
ยอมกอใหเกิดความเสียหาย ความไมไววางใจ ไมนิยมชมชอบ ไมใหความรวมมือสนับสนุนในที่สุด
เพื่อเปนความเขาใจผิดซึ่งอาจเกิดขึ้นไดจากการที่ประชาชนไมเขาใจในนโยบาย วัตถุประสงค วิธีการ
ดําเนินงานของหนวยงาน จึงเปนหนาที่ของนักประชาสัมพันธที่จะตองปองกันไมใหเกิดการเขาใจผิด
หรือถาเกิดความเขาใจผิดขึ้นแลว ก็ตองหาทางแกไขเพื่อใหประชาชนมีความเขาใจที่ถูกตองขึ้น วิธีการ
ปองกันความเขาใจผิด นักประชาสัมพันธตองทําการสํารวจดูวา มีเรื่องราวหรือเหตุการณอะไรบางที่
อาจนํามาซึ่งความเขาใจผิด เปนหนาที่ที่นักประชาสัมพันธจะตองทําการปองกัน โดยเสนอให าย
บริหารทราบและหาทางดําเนินการหาทางปองกันความเขาใจผิดที่อาจเกิดขึ้นอีก โดยวิธีการแกไข
52
52
ความเขาใจผิด ไมวาสาเหตุของความเขาใจผิดนั้นรุนแรงหรือเบาแคไหนก็ตามนักประชาสัมพันธตองมี
การแกไขความเขาใจผิดอยางรวดเร็ว ซึ่งวิธีการแกไขความเขาใจผิดมี 2 ทาง คือ
(1) แกไขที่หนวยงานเอง ในกรณีที่มีการดําเนินงานที่ผิดพลาด จนเปนเหตุให
เกิดความเขาใจผิดขึ้น ายประชาสัมพันธมีหนาที่ในการเสนอเหตุผล และสิ่งที่ควรแกไขตอ ายบริหาร
ซึ่งจะเปนวิธีที่รวดเร็วกวาการไปแกขาวหรือแกไขความเขาใจผิดกับประชาชน แตการแกไขปญหา
ความเขาใจผิดแบบนี้อาจทําใหเกิดการขัดแยงระหวาง ายประชาสัมพันธกับผูบริหารได
(2) แกไขทางกลุมประชาชน โดยวิธีการดังนี้
(2 ) การแกไขทางตรงกอนที่นักประชาสัมพันธจะทําการชี้แจงขอเท็จจริง
เกี่ยวกับ ความเขาใจผิดที่เกิดขึ้นใหกับประชาชนไดทราบ ตัวนักประชาสัมพันธเองตองรูและเขาใจ
ถึงปญหาความเขาใจผิดที่เกิดขึ้นเสียกอนวา ปญหาความเขาใจผิดนั้นเกิดมาจากไหนเกิดขึ้นไดอยางไร
มีความรุนแรงมากนอย แคไหน ดังนั้น จึงคอยหาหลัก านและวิธีการแกไขความเขาใจผิดที่นาเชื่อถือ
และตองเปนวิธีการที่สามารถหักลางความเขาใจผิดของประชาชนใหหมดไปได โดยมุงแกไข
ความเขาใจผิดไปยังกลุมชนที่เกิดปญหานั้น ๆ ดวยการเลือกสื่อที่มีอยูทุกชนิดที่คาดวาจะสามารถ
เขาถึงกลุมชนนั้นอยางรวดเร็วและทั่วถึง นักประชาสัมพันธไมควรปลอยเวลาในการแกไขปญหา
ความเขาใจผิดใหเนินนานออกไป เพราะจะเปนการเปดโอกาสใหความเขาใจผิดนั้นขยายตัวไปอยาง
รวดเร็ว
(2 2) การแกไขทางออม นักประชาสัมพันธมักจะใชวิธีการนี้กับ
ความเขาใจผิดอันเนื่องมาจากขาวลือหรือเปนขาวที่หาหลัก านไมได หรือเรื่องที่ตองการจะปด
ความลับการแกไขปญหาความเขาใจผิดแบบทางออมอาจทําไดโดย การเขียนบทความลงใน
หนังสือพิมพเชิญผูแทนสื่อมวลชนและประชาชนเขาชมกิจการขององคการหรือสถาบัน ผูบริหารให
สัมภาษณกับสื่อมวลชน หรืออาจใชการแถลงขาว แตตองมีการคัดเลือกบุคคลที่จะมาทําการแถลงขาว
ในครั้งนั้นดวย คือ ตองเปนบุคคลที่มีความนาเชื่อถือ และในการแถลงขาวนี้จะตองกระทําอยาง
รวดเร็วที่สุดเทาที่จะทําได ( lco , l ee, 1989)
2.3. กระ วนการการ า นินงาน ระ าสัมพัน
คําวา “กระบวนการ” (Process ) หมายถึง ลําดับขั้นตอนในการดําเนินงาน หรือ
กิจกรรมตาง ๆ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคหรือเปาหมายที่ตองการ เพราะ ะนั้น กระบวน
การประชาสัมพันธจึงหมายถึง การลําดับขั้นตอนของการดําเนินงานประชาสัมพันธเพื่อบรรลุ
เปาหมายตามที่ตองการ (จิตราภรณ สุทธิวรเศรษ , 25 )
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
53
5
สกอตต เอ็ม คัทลิป (Sco . C l ) และ แอเลน เอช เซนเตอร ( lle .)
ไดแบงกระบวนการในการดําเนินงานประชาสัมพันธออกเปน ขั้นตอน ดังตอไปนี้
) ขั้นการวิจัยหรือการคนควาหาขอเท็จจริงและรับฟงความคิดเห็น ( e e rch
e ) นับเปนขั้นแรกของการดําเนินงาน โดยตองคนควาหาขอเท็จจริงเกี่ยวกับปญหาที่เรากําลัง
เผชิญอยู ขอมูลตาง ๆ ที่ไดมาจากการวิจัย รับฟงความคิดเห็น ทัศนคติและปฏิกิริยาที่ประชาชนมีตอ
การดําเนินงานหรือนโยบายขององคการหรือสถาบัน เชน กรณีการสรางโรงงานผลิตไฟฟาที่ อําเภอ
บอนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ ตลอดจนศึกษาหนวยงานของตนเองใหเขาใจ โดยการตรวจเรื่องราว
ตาง ๆ จากหนังสือพิมพ นิตยสารหรือ จดหมายที่มีมาถึงองคการหรือสถาบันของเราดูจากรายงาน
การประชุมหรือพบปะรวมสนทนากับผูรูเห็น และใชวิธีการสํารวจโดยสงแบบสอบถามทางไปรษณีย
โทรศัพทหรือสงคนไป สอบถามโดยตรง คือเปนการสํารวจตรวจตราดูใหแนชัดวา องคการหรือสถาบัน
ของเรามีปญหาอะไรบาง ประโยชนในขั้นตอนนี้ คือ ทําใหเกิดการติดตอไปมาทั้งสอง าย ทําใหมี
โอกาสสํารวจดูขอบกพรอง ทําใหเพื่อพูนประสิทธิภาพในการติดตอสื่อสารและทําให ายบริหารใชเปน
แนวในการปรับปรุงหนวยงาน
2) ขั้นการวางแผนและตัดสินใจ ( l ec o m ) เปนขั้นที่นําเอา
ทัศนคติ ความคิดเห็นและปฏิกิริยาตางๆ ที่ไดจากการวิจัย การคนควารวบรวม และการรับฟง
ความคิดเห็นตาง ๆ มาพิจารณาประกอบการวางแผนกําหนดนโยบายหรือวางแผนปฏิบัติงานของ
องคการสถาบันซึ่งจะชวยใหองคการสามารถกําหนดนโยบายและโครงการที่มีประโยชนแกผูเกี่ยวของ
ทุก าย ในขั้นนี้จะมีการกําหนดกลุมเปาหมายหรือกิจกรรม ดังนี้
2 ) กลุมประชาชนเปาหมายที่จะทําการประชาสัมพันธ
2 2) ยุทธศาสตรการประชาสัมพันธ เชน เผยแพรขาวสาร ชักจูงใจ สนทนา
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสื่อที่ใชซึ่งอาจจะเปน แผนพับ โปสเตอร รายการวิทยุหรือรายการ
โทรทัศน เปนตน
2 ) กิจกรรมในการประชาสัมพันธ เชน เขียนบทละครวิทยุ ทํารายการ
โทรทัศน เปนตน
2 ) กําหนดเวลาในการจัดทํากิจกรรม เชน ออกแบบแผนพับอาจจะตองมี
การจัดประชุมพิจารณา แผนพับกอนการจัดพิมพ การจัดทําผังงาน และการประชุมประจําเดือน
เปนตน
54
54
2 5) กําหนดเจาหนาที่ผูจะตองรับผิดชอบในการปฏิบัติงานตามแผน เชน
ผูอํานวยการโครงการ เจาหนาที่สถิติ นักบัญชี เจาหนาที่สนาม รวมถึงคนขับรถ เปนตน
2 ) งบประมาณคาใชจายเชน เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงเจาหนาที่ คาใชจาย
เกี่ยวกับคายานพาหนะ คาลงโ ษณาทางวิทยุโทรทัศน หนังสือพิมพ หรือ นิตยสาร เปนตน
จากขอความดังกลาวขางตน การดําเนินงานในขั้นนี้จึงนับไดวาเปนขั้นตอนที่
ตองพิจารณาวาองคการ หรือสถาบันควรใชกิจกรรมและกลยุทธทางการประชาสัมพันธใดบาง
ในการดําเนินงานประชาสัมพันธ เพื่อแกไขบัญหาที่สถาบันกําลังเผชิญอยู เชน องคการหรือสถาบัน
จะตองพิจารณาวาควรจะใชสื่อประเภทไหนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและสามารถครอบคลุม
ประชาชนกลุมเปาหมายไดอยางทั่วถึง โดยเ พาะถาในกรณีที่ประชาชนอาศัยอยูตามตางจังหวัด
) ขั้นตอนการติดตอสื่อสาร ( Comm c o ) เปนขั้นตอนของ
การปฏิบัติการสื่อสารกับกลุมประชาชนที่เกี่ยวของ โดยการดําเนินงานตามแผนหรือโครงการที่
กําหนดไว เชน การออกพื้นที่ไปเยี่ยมเยือนประชาชน การใหสัมภาษณผูสื่อขาว การกลาวปราศรัย
การนําภาพยนตรไป าย การแถลงขาว เปนตน ในขั้นตอนนี้สิ่งที่ควรคํานึงถึงคือ ผูสงขาวสาร ผูรับ
ขาวสาร ความนาเชื่อถือ และความมีสาระของขาวสารมีการใชภาษางาย ๆ มีการชี้แนะแนวทาง
การปฏิบัติและไมเกินความจริง สิ่งสําคัญของขั้นตอนนี้ก็คือ เราตองพิจารณาวา เราไดทําอะไรลงไป
และทําไปทําไม อีกนัยหนึ่งก็คือวา เปนขั้นตอนของการปฏิบัติงานตามแผนที่ไดกําหนดไวโดยเขาถึง
กลุมเปาหมายใหมากที่สุด โดยการใชเทคนิคและกลยุทธตางๆ ทางการสื่อสารในการประชาสัมพันธ
เชน การนําแผนงานที่วางไวมาปฏิบัติจริง ลงพื้นที่พบกับชาวบาน มีการสื่อสารกับชาวบานตามที่ได
วางแผนไว
) ขั้นการประเมินผล ( l o ) เปนขั้นตอนสุดทายในขั้นนี้จะมี
การวัดผลการดําเนินงานประชาสัมพันธที่ทําไปแลวทั้งหมดวาไดตามวัตถุประสงคที่วางแผนไวหรือไม
ประสบความสําเร็จหรือลมเหลวมากนอยเพียงใด ตลอดจนมีการตรวจสอบหรือทดลองกอนทําการ
ประชาสัมพันธ และประเมินผลหลังการปฏิบัติงานแลว เชน ตรวจดูจํานวนและปฏิกิริยาของผูฟง
ผูชมและตรวจดู ความประทับใจที่ผูฟงผูชมไดรับจากการประชาสัมพันธครั้งนั้น ๆ คือ
นักประชาสัมพันธตองประเมินวา เราทําลงไปแลวไดรับผลอยางไรบาง ตัวอยาง การออกแบบ
สอบถาม ตัดขาวจากหนังสือพิมพ เพื่อประเมินความคิดตาง ๆ ของหนังสือพิมพ
กระบวนการการดําเนินงานประชาสัมพันธ ไมได สิ้นสุดในขั้นตอนสุดทาย คือ
การประเมินผล แตจะกระทําอยางตอเนื่องและหวังผลในระยะยาว ขอพึงตระหนักสําหรับ
นักประชาสัมพันธ คือ การดําเนินงานทั้ง ขั้นตอนนี้ที่มีความสําคัญเทาเทียมกัน จะละเลยขั้นตอน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
55
55
หนึ่งขั้นตอนใดไมได เพราะเปนกระบวนการที่มีความสัมพันธตอเนื่องกันเปนลูกโซ ขั้นตอนการ
ดําเนินงานประชาสัมพันธทั้ง ขั้น อยางละเอียด ดังตอไปนี้
ั้นที่ 1 การศึกษาคนควาหาขอมูลเพื่อการประชาสัมพันธ ( c )
การศึกษาคนควาหาขอมูลเปนขั้นตอนแรกของการดําเนินงานประชาสัมพันธ ซึ่งเปนขั้นตอนที่สําคัญ
มากเพราะมีผลกระทบตอขั้นตอนตอไปวาจะมีประสิทธิภาพหรือไม การศึกษาคนควาหาขอมูลอาจ
เปนการคนควาหาขอมูล อาจเปนการคนหา รวบรวม เอกสาร ขาวสารทางหนังสือพิมพตาง ๆ
วารสารที่อาจเปนประโยชนหรือเกี่ยวของตอองคกรสถาบัน นอกจากนี้การรวบรวมขอมูลจาก
สภาพแวดลอมหรือปฏิกิริยาที่ประชาชนเกี่ยวของมีตอองคการดวยการตรวจสอบบทความหรือขาวใน
หนาหนังสือพิมพ นิตยสาร วารสารที่ขาวนั้น ๆ มีสวนเกี่ยวของกับองคกร “การศึกษาคนควาขอมูล”
สามารถแบงไดดังนี้
) การเก็บรวบรวมขอมูล วัตถุประสงคของการเก็บรวบรวมขอมูล คือ
) เพื่อเปนการรูจักตนเองมากขึ้นซึ่งสามารถเรียนรูไดจากปญหาตาง ๆ
ที่เกิดขึ้นและจากความคิดของประชาชน
2) เพื่อเปนการรูจักประชาชนที่เกี่ยวของใหดีขึ้นโดยเ พาะทัศนคติ คานิยม
และพ ติกรรมของประชาชนที่แตกตางกัน
) เพื่อใชเปนขอมูลในการกําหนดนโยบายและการวางแผนประชาสัมพันธ
โดยการนําขอมูลที่คนควาไดมาวางแผนการประชาสัมพันธเพื่อแกไขปญหาของหนวยงาน
) เพื่อใหการประชาสัมพันธเปนการสื่อสารที่สมบูรณแบบโดยเปดโอกาส
ใหความสําคัญตอผลสะทอนกลับของผูรับสาร ดังที่เราเรียกวา การสื่อสารแบบ 2 ทาง ( o
comm c o )
ขอมูลที่เปนที่ตองการอาจจําแนกเปน ลักษณะ ซึ่งปกติจะหมายถึง
ทุกขอมูลที่เกี่ยวของกับผลประโยชนขององคกรหรือสถาบันเอง
) ขอมูลทั่วไป เชน ท ษฏีที่เกี่ยวของกับการประชาสัมพันธ ตํารา รายงาน
กรณีศึกษาขององคกรสถาบันตาง ๆ
2) ขอมูลที่เกี่ยวกับหนวยงาน องคกรหรือสถาบัน เชน รายงานการประชุม
ระเบียบขอบังคับ แผนภูมิหรืออาจเปนขอมูลที่ไดจากบุคคลตางๆซึ่งเปนขอมูลที่เกี่ยวกับการจัดองคกร
หนาที่ความรับผิดชอบ และการเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ในองคกร
56
5
) ขอมูลเ พาะเรื่อง เชน มีขาวลื่อวาธนาคารแหงหนึ่งจะลม เราก็จะเก็บ
ขอมูลนี้จากประชาชนแบะสื่อมวลชนตางๆ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2540)
การเก็บรวบรวมขอมูลสามารถทําได วิธี คือ ( room o er,1990 )
) การสํารวจขอมูลอยางไมเปนทางการ ( orm l re e rch) หมายถึง
การตรวจสอบขอมูลจากเอกสารหรือบุคคลที่พอจะหาไดโดยดุลยพินิจของผูสํารวจซึ่งมักเปนที่นิยม
เพราะใชงบประมาณนอยและใชระยะเวลาสั้น วิธีการสํารวจขอมูลอยางไมเปนทางการสามารถแบงได
เปน วิธีดวยกันคือ
) การศึกษาขอมูลจากเอกสารภายในสถาบัน เปนการสํารวจขอมูล
จากเอกสารภายในสถาบัน ซึ่งอยูรอบตัวเชน รานงานการประชุม รายงานการสํารวจและวิเคราะห
หรือรายงานจาก ายอื่นๆ ายขาย ายการตลาด
2) การศึกษาขอมูลจากเอกสารนอกสถาบัน หากทางองคกรหรือ
สถาบันมีหองสมุดเก็บรวบรวมขอมูลจากภายนอกอยูในองคกรหรือสถาบันเอง วิธีนี้ก็อาจจะทําได
สะดวกยิ่งขึ้นอยางไรก็ดี หากหนวยงานไมมีแหลงขอมูลดังกลาว นักประชาสัมพันธก็สามารถหาขอมูล
เพิ่มเติมจากภายนอกได เชน หองสมุดแหงชาติ หองสมุดประจําจังหวัด หองสมุดของ
สถาบันการศึกษาตาง ๆ
1.3) การรับฟงคําตอบ ขอมูลจากจดหมายรองเรียน การรองเรียนทาง
โทรศัพทหรือบันทึกตาง ๆ นักประชาสัมพันธควรเก็บรวบรวมขอมูลดังกลาวไดเปนหมวดหมูตาม
ลักษณะของปญหาแตละองคกรสถาบันใหความสําคัญตอการรับฟงคําตอบในรูปแบบตาง ๆ สิ่งนี้เปน
การใหความสําคัญตอความคิดเห็น ขอรองเรียนหรือแมกระทั่งคําถามตาง ๆ ที่ลูกคาสงสัย
) การรวบรวมความคิดเห็นของสื่อมวลชน นอกจากสื่อมวลชนจะชวย
เผยแพรขาวสารของสถาบันไปสูประชาชนแลว สื่อมวลชนยังเปนสื่อกลางในการสะทอนความคิดของ
องคกรสถาบันหรือของประชาชนกลับสูองคกรสถาบัน เพื่อแก ไขหรือทําการปรับปรุงการดําเนินงาน
หากมีขอผิดพลาดซึ่งการสํารวจขอมูลจากสื่อมวลชนทําไดโดย การตัดขาวจากหนังสือพิมพ นิตยสาร
ทุก ๆ วันหรือทุกสัปดาหแลวแตความเหมาะสม นอกจากขาวในหนังสือพิมพแลว นักประชาสัมพันธ
ควรรวบรวมขาวที่ไดออกเผยแพรทางวิทยุหรือโทรทัศนโดยเก็บสําเนาของขาวดังกลาวในรูปของภาพ
ขาวหรือเทปโทรทัศน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
57
57
5) การรับฟงความคิดเห็นจากคณะที่ปรึกษา การรับฟงและแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็น โดยรับฟงคําแนะนําจากบุคคลซึ่งมีประสบการณทางดานประชาสัมพันธหรือคณาจารย
ในวงการประชาสัมพันธ
) การทดลองการศึกษา ( lo ) เปนการทําวิจัยแบบคราว ๆ
โดยเจตนาเดิมนั้นตองการจะตรวจสอบเครื่องมือเชน แบบสอบถามกอนออกไปสัมภาษณและวิธีการ
เก็บขอมูล อาจจะเปนการสัมภาษณวามีความถูกตองแคไหนและมีอุปสรรคอะไรบาง
) การสัมภาษณกลุม ( oc e ro er e ) เปนวิธีการที่นํา
บุคคลกลุมหนึ่งประมาณ – คน มานั่งคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณตอกัน
2) การสํารวจขอมูลอยางเปนทางการ ( orm l re e rch) เพื่อ
การประสัมพันธเปนการตรวจสอบขอมูลที่มีการดําเนินงานอยางรอบคอบ มีการวางแผนและทํางาน
อยางมีระบบ ปราศจากความลําเอียง มีการควบคุมและหลัก านอางอิง ซึ่งลักษณะของการดําเนินงาน
เชนนี้จําเปนตองอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร (Sce c me ho ) มาประยุกตใช ที่เรารูจักกันดีวา
“การวิจัย” (Research) ขั้นตอนของการวิจัยมีลักษณะสําคัญดังตอไปนี้ ( ller, 1991)
2 ) การเลือกปญหาวิจัยและการตั้งสมมติ าน ปญหาวิจัย ( e e rch
ro lem) และสมมติ าน ( o he ) หากปราศจาก 2 สิ่งนี้แลว การวิจัยจะไมประสบ
ความสําเร็จเลย
ปญหาวิจัย หมายถึง ขอสงสัยหรือคําถามซึ่งตองอยูในใจของ
นักประชาสัมพันธที่ตองการคําตอบขอสงสัยหรือคําถามจะตองมีความสําคัญและมีความสัมพันธกับ
การดําเนินงานประชาสัมพันธ
สมมติ าน หมายถึง การคาดคะเนวาคําตอบหรือขอสงสัยที่คางอยู
ในใจนั้นควรเปนอะไร การคาดคะเนนี้ควรเปนการคาดคะเนที่เ พาะเจาะจงอยางชัดเจน สอดคลอง
กับความเปนจริงในปจจุบันและตองนําไปสูขอพิสูจนได
2 2) การออกแบบการวิจัย ( e e rch e ) หมายถึง การวางแผน
งานที่กําหนดกลยุทธ เพื่อใหไดมาซึ่งคําตอบของการวิจัยหรือสมมติ าน การออกแบบการวิจัย
เปรียบเสมือนการออกแบบบาน ซึ่งแสดงภาพลักษณของบานวาจะใหญโตเพียงใด มีกี่หองนอน
มีกี่หองน้ําการออกแบบวิจัยจะกําหนดลักษณะของขอมูลที่เราตองการ แลวจะไดขอมูลดังกลาวมา
จากที่ไหน จํานวนมากนอยเทาไหร จะใชวิธีอะไรในการเก็บขอมูล (สัมภาษณ แบบสอบถาม)
ทายที่สุดเมื่อไดขอมูลมาแลวจะทําการวิเคราะหอยางไร ขอมูลที่เปนเชิงปริมาณจะใชสถิติวิเคราะห
58
5
และขอมูลที่เปนเชิงคุณภาพจะใชวิเคราะหเนื้อหา (Co e l ) ผูทําการวิจัยจะตองมีความรู
ความเขาใจ ในระเบียบวิธีวิจัย ( e e rch me ho olo ) เปนอยางดี เพื่อการออกแบบการวิจัยให
เหมาะสม โดยเ พาะอยางยิ่งในการวิจัยทางพ ติกรรมศาสตรที่จะให ผลดี และคงที่ทุกสถานการณ
2 ) การเก็บขอมูล ( her ) เปนการลงมือปฏิบัติภาคสนาม
ของงานวิจัยหลังจากที่ไดมีการกําหนดปญหาในการวิจัย สมมติ านตลอดจนการออกแบบงานวิจัย
ซึ่งในการเก็บขอมูลเราจะตองพิจารณาถึงประเด็นตาง ๆ ดังตอไปนี้
) กอนการเก็บขอมูล เปนขั้นตอนของการเตรียมงานตามแบบ
ที่วางแผนไว เมื่อออกแบบการวิจัยเสร็จแลวก็ตองลงมือสรางแบบสอบถามและลงมือทดสอบ
แบบสอบถาม รวมไปถึงการคัดเลือกพนักงานภาคสนาม
2) ขณะเก็บขอมูล ติดตามงานอยางใกลชิดกับพนักงานภาคสนาม
เพื่อชวยเหลือหรือแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้น
) หลังเก็บขอมูล ตรวจดูขอมูลในระดับปลีกยอยและ
ในภาพรวม
2 ) การวิเคราะหขอมูล ( l ) ขอมูลสวนใหญที่เราไดมา
มักจะเปนขอมูลดิบ ซึ่งจะไมมีความหมายอะไรจนกวาจะไดมีการวิเคราะหและตีความขอมูล
การวิเคราะหขอมูล หมายถึง การจัดประเภทจัดลําดับหรือสรุปยอ
เพื่อตอบคําถามของการวิจัย และสามารถตีความหมายหรือแปลความหมายได (วิรัช ลภิรัตนกุล,
25 0) ซึ่งมีอยู 2 ประเภท ตามลักษณะของขอมูล คือ
) การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ หมายถึง ขอมูลซึ่งสามารถ
แปลงเปนตัวเลขซึ่งไดมาจากการวิเคราะหโดยอาศัยความรู ทางดานสถิติเขามาชวย เชน การแจกแจง
ความถี่คารอยละ คาเ ลี่ย สถิติทดสอบคา หรือ
2) การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ หมายถึง การศึกษาขอมูลที่มี
การบันทึกเปนลายลักษณอักษร โดยเปนการตีความหมายจากเอกสาร หรือถอยคํา
2 5) การแปลผลขอมูล ( er re o ) หมายถึง การใหคําอธิบายใน
รายละเอียดเพิ่มเติมจากผลการวิเคราะหขอมูล เพื่อประโยชนในการใหความเขาใจที่ถูกตองโดยไมควร
เอาความคิดเห็นสวนตัวเขามารวมในการแปลผล แตหากสามารถนําขอเท็จจริงมาใชในการแปลผล
เพื่อเพิ่มคุณคาของการวิจัย เชน ผลของการวิจัยออกมาวา รอยละ 0 ของกลุมตัวอยาง (S m le)
รูจักและซื้อสินคาของบริษัท ยามาซากิ อาจดูแลวนอย แตเราควรพิจารณาถึงประเภทของบริษัทดวย
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
59
5
ถาบริษัททําธุรกิจเครื่องมือแพทย เวลาสํารวจเขาก็จะเจาะกลุมเปาหมายไดแคบ เนื่องจากประเภท
ของบริษัท
ประเภทของการสํารวจขอมูลอยางเปนทางการ ( ller, ) การสํารวจ
ขอมูลจะแตกตางกันไปขึ้นอยูกับลักษณะของขอมูล กลุมเปาหมาย ความตองการและวัตถุประสงค
ของการวิจัย เพื่อใหการวิจัยดําเนินไดอยางถูกตอง เราจําเปนตองจําแนกประเภทของขอมูล
ดังตอไปนี้
) ขอมูลป มภูมิ ( rm r ) คือ ขอมูลที่ผูวิจัยไดทําการแสวงหาเอง
จากแหลงขอมูล โดยมีจุดประสงคเพื่อนํามาใชในการวิจัย
การวิจัยป มภูมิ คือ การวิจัยที่ใชขอมูลป มภูมิเปนหลัก เชน การสํารวจ
ทัศนคติการสัมภาษณโดยตรง การตอบแบบสอบถาม
2) ขอมูลทุติยภูมิ (Seco r ) คือ ขอมูลที่มีอยูแลวโดยผูวิจัยเก็บ
รวบรวมขอมูลดังกลาวมาใชในการวิจัยของเขา
การวิจัยทุติยภูมิ (Seco r re e rch) คือ การวิจัยที่อาศัยขอมูล
ทุติยภูมิเปนหลัก เชน การสํารวจขาวซึ่งจะตองมีการเก็บขอมูลอยางมีระบบโดยเลือกจากกลุมตัวอยาง
มีการอางอิงจากหนังสือตางๆ หรืออาจมีการอางอิงจากผลงานวิจัยของผูอื่น จําแนกประเภทตาม
ประชาชนกลุมเปาหมาย
) การวิจัยภายในองคกร ( er l re e rch) เกี่ยวกับผูบริหาร
พนักงานหรือเจาหนาที่
2) การวิจัยภายนอกองคกร ( er l re e rch) มุงศึกษาปญหาที่
เกี่ยวของกับบุคลากรภายนอก เชน นักการเมือง นักศึกษา
จําแนกประเภทจากความตองการเรียนรูจากกลุมเปาหมาย
) การวิจัยแรงกระตุน ( o o re e rch) การวิจัยเปนจิตวิทยาที่
ตองการทราบถึงลักษณะและสาเหตุของการมีปฏิกิริยาโตตอบของประชาชนกลุมเปาหมายใน
สถานการณใดสถานการณหนึ่งดูวาประชาชนจะมีปฏิกิริยาโตตอบอยางไร ทําไมตองมีปฏิกิริยาโตตอบ
เชนนั้นและพวกเขามีแรงกระตุนอยางไร เชน การประทวงนัดหยุดงาน
60
0
2) การวิจัยความคิดเห็น ( o re e rch) เปนการวิจัยที่ตอง
การทราบความคิดเห็นของประชาชนกลุมเปาหมายตอสถานการณใดสถานการณหนึ่ง เชน พนักงานมี
ความคิดเห็นอยางไรตอการจัดการ การกําหนดงบประมาณหรือการยุบแผนกบางแผนกในองคกร
) การวิจัยคณะบุคคล ( el re e rch) เปนการวิจัยที่มีการเลือกและ
จัดกลุมบุคคลขึ้นมาเพื่อศึกษาความคิดเห็นและความเปลี่ยนแปลง เพื่อวัดประสิทธิภาพของ
การประชาสัมพันธเปนระยะๆ โดยการติดตามผลอยูเสมอ เชน เชิญตัวแทนนักศึกษามาให สัมภาษณ
เกี่ยวกับก ระเบียบใหมของการแตงกายเขาชั้นเรียน
จําแนกประเภทตามวัตถุประสงคของการวิจัย
) การวิจัยเชิงสํารวจ ( lor or re e rch) มุงตองการจะใหเกิด
ความรู และความเขาใจในสถานการณตาง ๆ ซึ่งอาจไมเคยรูมากอน เปนการวิจัยแบบสํารวจโดยทั่ว ๆ
ไป เชน การสํารวจทัศนคติกอนการประชาสัมพันธโครงการรณรงคสงเสริมการทองเที่ยวในประเทศ
ไทย ซึ่งอาจจัดทําขึ้นโดยการทองเที่ยวแหงประเทศไทย
2) การวิจัยเชิงพรรณนา ( e cr e re e rch) มุงพรรณนาหรือ
บรรยายใหเห็นภาพของเหตุการณ การบรรยายขั้นตอนของการทํางาน เชน การวิจัยพ ติกรรม
การรับสารของประชาชน กลุมเปาหมาย ขั้นตอนการผลิตสื่อสิ่งพิมพตาง ๆ รวมไปถึงขั้นตอนของ
การเกิดภาพลักษณ
) การวิจัยแบบอธิบาย ( l or re e rch) เปนการวิจัยแบบ
อธิบายวา “ทําไมจึงมีเหตุการณเชนนี้” หรือ “ทําไมกลุมเปาหมายจึงคิดเชนนั้น” เชน ทําไมยอดขาย
สินคาของบริษัทถึงไดลดลงเกือบ 50
ั้นที่ 2 การวางแผนการประชาสัมพันธ ( lc el o l )
ในกระบวนการดําเนินการประชาสัมพันธ ซึ่งนักประชาสัมพันธตองพยายามตอบคําถามตอไปนี้กอน
) องคกรสถาบันกําลังเผชิญกับปญหาอะไร สาเหตุเกิดจากอะไร
2) ประชาชนมีทัศนคติอยางไรตอองคกรสถาบัน
3) นักประชาสัมพันธมีความเขาใจนโยบายขององคกรสถาบันของตนเองแคไหน
) กลุมเปาหมายของสถาบันคือใคร (วิรัช ลภิรัตนกุล, 25 0)
โดยแผนการประชาสัมพันธจะตองประกอบไปดวยการกําหนดวิธีการปฏิบัติมี
การระบุกิจกรรมพรอมทั้งกําหนดเวลาและรายละเอียดอื่น ๆ ที่เหมาะสม และมีความสอดคลอง
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
61
1
ตอเนื่องกัน เพื่อใหงานบรรลุวัตถุประสงคที่วางไว ซึ่งความสําคัญของการวางแผนการประชาสัมพันธ
มีดังนี้
) การวางแผนกําหนดแนวทางปฏิบัติ จะทําใหสามารถเตรียมตัวไดลวงหนา
2) การวางแผนชอบใหเกิดการประสานงานภายใน ทําใหสามารถเตรียมตัว
เตรียมบุคคล เวลา งบประมาณ วัสดุอุปกรณ และจัดการในเรื่องตาง ๆ เพื่อเพิ่มความเขาใจใน
การประสานงาน
) การวางแผนชวยใหสามารถระบุถึงปญหา การวางแผนที่ดีจะสามารถปญหาได
โดยแจงรายละเอียดของกิจกรรมตามลําดับขั้นตอน เพื่องายแกการวิเคราะหและแกไขปญหา
) การวางแผนชวยใหสามารถติดตามผลไดอยางมีประสิทธิภาพ ( e ell,
1992)
ในสวนของประเภทของแผนการประชาสัมพันธนั้น เนื่องจากไมมีสูตรตายตัว
สําหรับการวางแผนการประชาสัมพันธแตจะขึ้นอยูกับสถาบัน สถานการณหรือปญหาที่เกิดขึ้น
นักประชาสัมพันธจําเปนตองปรับปรุงแผนอยูเสมอ เพื่อใหเหมาะสมกับสภาพปญหา เพื่อใหเกิด
ความรู ความเขาใจและสามารถจําแนกประเภทของแผนประชาสัมพันธเปน ลักษณะดวยกัน คือ
) การจําแนกประเภทตามวัตถุประสงคของการประชาสัมพันธ
งานประชาสัมพันธมีวัตถุประสงคหลักสําคัญ 2 ประการ คือ
) การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อปองกันหรือสรางภาพลักษณ
( re e e lc rel o ) เปนการดําเนินงานประชาสัมพันธเพื่อเผยแพรความรู
เพื่อสงเสริมใหประชาชนมีทัศนคติที่ดีตอองคกรสถาบัน และสนับสนุนองคกรสถาบันและเพื่อปองกัน
การเขาใจผิด เชน เขียนขาวแจกหรือสงขาวการเปดโรงงานใหมหรือเปดสาขาใหมของธนาคาร
2) การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อการแกไข ( eme l lc) เปน
การดําเนินงานประชาสัมพันธเพื่อที่จะใหขอเท็จจริงหรือขอมูลที่ถูกตอง เพื่อสรางความเขาใจที่แทจริง
ใหถูกตองและลดความไมพอใจ เชน การไฟฟาจัดงานแถลงขาวเกี่ยวกับความเขาใจผิดที่เกิดในกรณี
เกาะกรูดการวางแผนประชาสัมพันธเพื่อปองกันการนัดหยุดงานเพื่อประทวงของพนักงานเพื่อแกไข
หรือตอตานการใชบริการของบริษัท
62
2
2) การจําแนกประเภทตามลักษณะของงาน
2 ) การวางแผนงานการประชาสัมพันธสําหรับงานประจํา หมายถึง
กําหนดวิธีการปฏิบัติของกิจกรรมตางๆ ไดแก การตัดขาวจากหนังสือพิมพ การจัดทําวารสารภายใน
การเขียนขาวแจก การทําจุลสาร
2 2) การวางแผนการประชาสัมพันธสําหรับงานพิเศษ หมายถึง
การกําหนดกิจกรรมพิเศษตาง ๆ ที่นอกเหนือจากงานประจําของงานประชาสัมพันธ
) การจําแนกประเภทตามลักษณะของแผน
) แผนประชาสัมพันธระยะสั้นและระยะยาว (Shor erm o )
เปนแผนที่มีการสรางสรรคกิจกรรมและวิธีการปฏิบัติตาง ๆ เพื่อจุดมุงหมายหนึ่งโดยเ พาะ
เชน การแนะนําสินคาใหม การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อสงเสริมสินคาของบริษัท
2) แผนยุทธศาสตรและยุทธวิธี (S r e c c c l )
เปนแผนการเตรียมกําลังคน กําลังอาวุธ การระดมความคิดในการกําหนดกิจกรรมและวิธีการปฏิบัติ
ตาง ๆ ที่คาดวาจะบรรลุเปาหมายที่ตั้งไวใหเร็วที่สุด เชน การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อสราง
ภาพลักษณวาเปนองคกรสถาบันที่มั่นคง แผนยุทธศาสตรจะประสบความสําเร็จไดตองมี
“แผนการยุทธวิธี” ซึ่งจะระดมกิจกรรมและวิธีปฏิบัติในเวลาระยะสั้น เชน การวางแผนประชาสัมพันธ
เพื่อการขยายโรงงาน หรือ การนําเทคโนโลยีใหม ๆ มาใชในกระบวนการผลิต
) แผนการประชาสัมพันธแบบครั้งเดียวและแบบมีจุดยืน ( e me
l l ) แผนการประชาสัมพันธแบบครั้งเดียว หมายถึง การกําหนดกิจกรรมหนึ่ง
กิจกรรมใดตองมีจุดมุงหมายที่แนชัด เมื่อดําเนินการเสร็จแลวกิจกรรมนั้นก็สิ้นสุดลง นอกจากนี้แลว
แผนประชาสัมพันธจะมีประสิทธิภาพก็ตอเมื่อแผนนั้นจะตองมีจุดยืน กลาวคือ องคกรสถาบันมี
นโยบาย มีขั้นตอนการดําเนินงานและก ขอบังคับที่แนนอนชัดเจน ไมผันเปลี่ยนไปโดยงาย
หลังจากขั้นตอนการหาขอเท็จจริงในกระบวนการประชาสัมพันธ ซึ่งได
อธิบายไปแลวขางตน ขั้นตอนตอไปจะกลาวถึงขั้นตอนอื่น ๆ ในการวางแผนประชาสัมพันธ
) กําหนดเปาหมาย ( ec e ) เปนขั้นตอนแรกในการวางแผนซึ่งตอง
กําหนดประชาชนกลุมเปาหมายใหชัดเจน เปาหมายในการประชาสัมพันธแบงออกเปน เปาหมาย
หลัก เปาหมายรอง และเปาหมายยอย
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
63
2) กําหนดกลุมเปาหมาย ( r e e ce) กลุมคนที่เกี่ยวของกับองคกร
สถาบันโดยตรง ซึ่งขึ้นอยูกับสถานการณและกรณีตาง ๆ กลุมเปาหมายรอง ไดแก กลุมคนที่ไม
เกี่ยวของกับองคกรสถาบันโดยตรง ซึ่งขึ้นอยูกับสถานการณและกรณีตาง ๆ
) กําหนดจุดเดนที่จะประชาสัมพันธ ซึ่งจะเปนหัวขอ ( heme) ของ
การประชาสัมพันธ หรืออาจจะเปนคําขวัญ (Slo ) ที่แสดงถึงแกนหรือสาระของกิจกรรมที่ไดจัด
ทําขึ้น เชน เปาหมายของการประชาสัมพันธคือ “เพื่อเผยแพรขอมูลของการนําเทคโนโลยีระบบ
บริหารจัดการและวิทยาการสมัยใหมมาใชในกระบวนการผลิต” เราอาจกําหนดหัวขอของบทความวา
“พั นาเทคโนโลยีของการผลิตเพื่อธุรกิจที่กาวไกล
) กําหนดสื่อและเทคนิคที่จะใช การกําหนดสื่อและเทคนิคนั้นจะเปนพาหนะ
ที่จะนําหัวขอและรายละเอียดของหัวขอไปสูประชาชนกลุมเปาหมายที่กําหนดไวโดยกําหนด ลักษณะ
ของสื่อ คือ สื่อควบคุมได (Co rolle me ) และ สื่อมวลชน ( me ) ประเภทของสื่อ
เชน สื่อมวลชน สื่อบุคคล สื่อโสตทัศนูปกรณ โดยเทคนิคในการใหขาวเปนการจัดแถลงขาว
5) กําหนดงบประมาณและกําลังคน นักประชาสัมพันธจะตองทราบวา
มีกําลังคนและงบประมาณอยูเทาไร ตองคํานึงถึงคาใชจาย ตางๆ เชน การจัดงานแถลงขาวจะตอง
มีคาใชจายในการใชสถานที่ คาเครื่องดื่ม คาใชเครื่องอุปกรณตางๆ
) ริเริ่มการกระทําและกิจกรรมตามกําหนด นักประชาสัมพันธตองทราบวา
เราจะทํากิจกรรมอะไรบาง เชน การจัดทําแผนพับ โปสเตอร วารสารภายใน และตองมีการกําหนดวา
จะทํากิจกรรมอะไรกอน-หลัง โดยกําหนดเวลาในการดําเนินงานโดยการเขียนเปนตารางเวลาไว
) ทดลองนําแผนไปใชและตรวจแผน แผนที่ดีจะตองมีการนําไปทดลองใช
กอน เพื่อตรวจสอบและประเมินผลไดวาสามารถบรรลุเปาหมายไดหรือไม สามารถเขาถึง
กลุมเปาหมายไดหรือไม ปริมาณของงบประมาณและคนมีเพียงพอหรือไม อาจจะเปนการทดลองกับ
กลุมเล็ก ๆ เปนระยะสั้น ๆ กอนก็ได
) จัดทําแผนปฏิบัติการ เมื่อทดลองแลวก็สามารถทําแผนจริงหรือ
แผนปฏิบัติการเพื่อถือเปนแนวโนมตอไป ซึ่งจะตองมีการประชุมผูบริหารเพื่อการอนุมัติตอไป
( c lre h, 1996)
ั้นตอนที่ ขั้นของการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ เปนขั้นตอนตอไป
หลังจากการวางแผนการประชาสัมพันธเสร็จลุลวงไปแลว คือ จะทําอยางไรเราจึงสามารถสงขาวสาร
64
4
ที่แ งอยูในกิจกรรมตาง ๆ ในแผนไปสูประชาชนกลุมเปาหมายไดซึ่งสิ่งเหลานี้จะเกี่ยวกับการสื่อสาร
ทั้งสิ้น
) การสื่อสารเปนการติดตอกันระหวางบุคคล เชน สถาบันกับประชาชน
กลุมเปาหมาย ในอันที่จะทําใหบุคคลเหลานั้นไดรับรู เรื่องราวที่มีความหมายรวมกันและเปน
การสงเสริมใหมีการตอบสนองตอกัน กอนอื่นเราควรเขาใจถึงองคประกอบของการสื่อสาร
ซึ่งประกอบไปดวย
) ผูสงสาร (Se er) จะตองพิจารณาในเรื่องของทัศนคติ ความรู ทักษะ
ในการสื่อสาร ระบบสังคม วั นธรรม
2) สาร ( e e) จะตองพิจารณาในเรื่องของการจัดสาร รหัสของสาร
เนื้อหาของสาร ภาษาวาจา ภาษาทาทาง
) ชองทางการสื่อสาร (Ch el e m) จะตองพิจารณาในเรื่องของ
ความสนใจความจําเปนและความตองการของผูรับสาร
) ผูรับสาร ( ece er) พิจารณาถึงบุคคลที่เปนเปาหมายของการสื่อสาร
ซึ่งในการประชาสัมพันธ สวนใหญแบงผูรับสารออกเปน 2 กลุม ไดแก
( ) ผูรับสารภายในองคการ ไดแก ผูบริหาร พนักงานและลูกจางของ
องคกรสถาบัน
(2) ผูรับสารภายนอกองคกร ไดแก ประชาชนที่เกี่ยวของ ประชาชน
ทั่วไป
2) ผลการสื่อสาร ผลสะทอนกลับ ( ee c ) อาจจะเปนในรูปลักษณของ
ประชามติ ความคิดเห็นที่สะทอนกลับมายังองคกรสถาบันที่อาจไดจากการตัดขาวตามหนา
หนังสือพิมพ ( hom o , 1996) โดยจําแนกประเภทของการสื่อสาร ดังนี้
2 ) การจําแนกตามปริมาณของผูรับสาร ไดแก การสื่อสารระหวางบุคคล
( er er o l comm c o ) เชน การใหสาระความรู การใหสัมภาษณ และการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็น การสื่อสารกลุมยอย (Sm ll ro comm c o ) การสื่อสารแบบนี้อาจจะมีผูสง
สารคนเดียวแตมีผูรับสารหลายคน เชน การอภิปรายและการสื่อสารมวลชน (
comm c o ) เชน หนังสือพิมพ นิตยสารวารสาร โทรทัศน วิทยุ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
65
2.2) การจาแนกประเภทตามกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์จะแบ่ง
กลุ่มเป้าหมายเป็น 2 กลุ่ม คือ การสื่อสารภายในองค์กร ได้แก่ การสื่อสารจากผู้บังคับบัญชา
(Downward Communication) การสื่อสารจากผู้ใต้บังคับบัญชา (Upward Communication)
การสื่อสารระหว่างผู้ร่วมงานในระดับเดียวกัน (Horizontal Communication) และการสื่อสาร
ภายนอกองค์กร ต้องผ่านสื่อที่ควบคุมได้ เช่น วารสาร จุลสารโปสเตอร์ และผ่านสื่อที่ควบคุมไม่ได้
เช่น สื่อมวลชน
3) การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์มีลักษณะเฉพาะของการสื่อสาร ดังต่อไปนี้
3.1) การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way
communication) นักประชาสัมพันธ์ จะต้องพยายามหาช่องทางที่จะได้ รับการตอบสนองจาก
ประชาชนกลุ่มเป้าหมายขององค์กรสถาบันภายหลังการประชาสัมพันธ์ โดยระบุชื่อบุคคลหรือชื่อ
บริษัท ที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อได้มาซึ่งการสื่อสารกลับ อาจจะอยู่ในรูปแบบของคาร้อง
ข้อเสนอแนะต่าง ๆ
3.2) การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารแบบที่เป็นทางการและไม่เป็น
ทางการ
1) การสื่อสารแบบเป็นทางการ (Formal communication) หมายถึง
การติดต่อสื่อสารตามระเบียบแบบแผนที่ได้กาหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น การชี้แจงโดยการลงนาม
การชี้แจงโดยการประชุม บันทึกภายในขององค์การสถาบัน
2) การสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ (Informal communication)
หมายถึง การติดต่อสื่อสารที่ไม่มีรูปแบบ อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งจะสามารถโน้มน้าวใจ
กลุ่มเป้าหมายได้ดี เช่น การพูดคุยสนทนากันของเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน
3.3) การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ โดยอาจ
กาหนดวัตถุประสงค์ไว้ ดังนี้
1) เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่สถาบัน เช่น การแจ้งให้ประชาชน
ทราบว่าธนาคารไหนกาลังขยายสาขา เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของธนาคารแห่งนั้น
2) เพื่อสร้างลักษณ์ที่ดีให้แก่สถาบัน เป็นการรักษาให้ภาพลักษณ์นั้น
ให้อยู่นานต่อไป เช่น การให้ข่าวสารการขยายองค์กรสถาบันหรือผลผลิตของโรงงานอย่างต่อเนื่อง
3) การแก้ภาพลักษณ์เชิงลบ ไม่มีสถาบันไหนจะรักษาภาพลักษณ์ให้ดี
ได้ตลอดเวลา เพราะสภาพเศรษฐกิจ การเมือง หรือ สังคม อาจจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ
66
องคกรสถาบันได เชน มีธนาคารแหงหนึ่งปฏิเสธการถอนเงินของลูกคา ทําใหมีขาวลือวาธนาคารนั้น
จะลม ะนั้น นักประชาสัมพันธของธนาคารควรทําการประชาสัมพันธเพื่อแกไขความเขาใจผิดที่
เกิดขึ้นใหได
) การประชาสัมพันธเปนการสื่อสารที่สามารถควบคุมสื่อไดเองและ
ทั้งอาศัยสื่อมวลชน โดยทุกหนวยงานประชาสัมพันธจะทําการผลิตสื่อที่สามารถควบคุมเองได เชน
การออกเสียงตามสาย จดหมายขาว โปสเตอร แผนพับ ปายประกาศ เปนตน แตเนื่องจากประชาชน
มีจํานวนมาก นักประชาสัมพันธจําเปนตองใชสื่อมวลชนในการเผยแพรขาวสารของตนตอประชาชน
นักประชาสัมพันธจําเปนจะตองอาศัยสื่อมวลชนเปนสื่อกลาง ซึ่งโดยปกติทางสื่อมวลชนจะไมคิดมูลคา
ในการประชาสัมพันธ และนี้คือเหตุผลที่นักประชาสัมพันธจําเปนตองสรางความสัมพันธที่ดีกับ
สื่อมวลชนให มากที่สุด (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2540)
ั้นที่ การประเมินผลการประชาสัมพันธ ( l o or lc rel o )
ซึ่งเมื่อกลาวถึง “การประเมินผล” (Evaluation) ยังมีหลายคนที่เขาใจผิดคิดวาเหมือนกับ
“การวัดผล” (Measurement) ซึ่งความจริงเปนการกระทําที่แยกออกจากกัน โดยความสําคัญของ
การประเมินผลการประชาสัมพันธ สามารถบอกถึงอดีตของงานประชาสัมพันธได โดยเปน
การประเมินวา เทาที่ผานมาองคการสถาบันไดบรรลุเปาหมายที่วางไวแคไหน กิจกรรมตาง ๆ ที่จัดทํา
ไปนั้นสามารถบรรลุเปาหมายที่ตั้งไวเพียงไร และบอกถึงสถานภาพในปจจุบันวาเปนเชนไรองคกร
สถาบันมีภาพลักษณเชนไร ในสายตาของกลุมประชาชนเปาหมาย องคกรสถาบันมีคูแขงมากขนาด
ไหน คูแขงมีกลยุทธหรือมีเทคนิคในการดําเนินงานประชาสัมพันธเชนไร รวมถึงสามารถใหขอมูลที่
เปนประโยชนในการคาดการณในอนาคตโดยที่ผูบริหารกําหนดเปาหมายที่เหมาะสมในอนาคตได
อยางมีประสิทธิภาพ กําหนดแนวทางปฏิบัติในอนาคตวาหนวยงานควรมีกลยุทธอะไรในการ
ประชาสัมพันธ ตลอดจนสามารถสรางความเชื่อถือและพิสูจนความเปนมืออาชีพ ( ro e o l)
เนื่องจากอาชีพนักประชาสัมพันธเปนอาชีพที่ยังไมไดรับความเชื่อถือจากผูบริหารมากนัก
นักประชาสัมพันธควรนําผลการประชาสัมพันธเปนหลัก านอางอิงหรือหาขอพิสูจน ไดวาจากผลที่ได
ดําเนินไปนั้นมีความสําเร็จมากนอยเพียงใด
ประเภทของการประเมินผลงานประชาสัมพันธ สามารถจําแนกได ดังนี้
( e , 1997)
4.1 การจําแนกประเภทตามเวลาของการประเมินผล
) การทดสอบกอนดําเนินการประชาสัมพันธ ( re e ) มีลักษณะ
คลายกับการคนควาหาขอมูล เปนการหาคําตอบวาสภาพปจจุบันขององคการสถาบันเปนอยางไร เชน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
67
7
เปนกี่เปอรเซ็นตของกลุมเปาหมายที่รับทราบเกี่ยวกับการขึ้นคาทางดวนหรืออาจจะดูวากลุม
ประชาชนเปาหมายมีทัศนคติอยางไรตอโครงการหรือกิจกรรมขององคการสถาบัน
2) การทดสอบหลังดําเนินการประชาสัมพันธ ( o e ) เปน
การตรวจดูวา หลังจากที่ไดดําเนินการประชาสัมพันธไปทั้งหมดแลว ผลลัพธเปนเชนไร ประชาชนมี
ทัศนคติที่ดีขึ้นบางไหม เชน เมื่อทําการประชาสัมพันธไปแลว มีกลุมประชาชนเปาหมายกี่เปอรเซ็นต
ที่รับทราบมีกี่เปอรเซ็นตที่เห็นดวย และมีกี่เปอรเซ็นตที่ไมเห็นดวย
) การประเมินระหวางการดําเนินงาน ( orm e e l o )
เปนการตรวจดูผลของการดําเนินงานในระหวางดําเนินกิจกรรม เชน ตัดขาวจากหนังสือพิมพหรือ
นิตยสารตาง ๆ ทุกวัน ในระหวางการประชาสัมพันธโครงการหรือกิจกรรม
) การประเมินผลงานประชาสัมพันธประจําป เปนการตรวจดูถึงผลงานที่
เราทําในแตละป และประเมินออกมาวาเปนอยางไรบาง
4.2 การจําแนกประเภทตามวิธีการประเมิน
) วิธีการประเมินโดยอาศัยการสังเกต ( m rc l e l o ) เปนวิธี
ที่อาศัยความรู ประสบการณ ความชํานาญและการสังเกตตางๆ ของนักประชาสัมพันธ เชน
การไตรตรองเอง จดหมายแสดงความคิดเห็นหลัก านหรือเอกสารตางๆ
2) วิธีการประเมินผลที่อาศัยหลักวิทยาศาสตร เปนการประเมินที่ถูก
ยอมรับมากที่สุด ปราศจากความลําเอียงแลวสามารถควบคุมไดดีที่สุด
) ลักษณะเ พาะของการประเมินงานประชาสัมพันธ
การประเมินงานประชาสัมพันธยังมีลักษณะเ พาะอีกแบบหนึ่งที่
การประเมินผลยึดเอากระบวนการสื่อสาร (S C ) มาเปนหลักในการจัดทําการประเมิน ซึ่งแบง
ออกเปน 2 ลักษณะ ดังนี้
) การประเมินผลที่มุงศึกษาถึงองคประกอบใดเพียงองคประกอบเดียว
การประเมินผูสงขาวสาร (Se er) : ศึกษาเพื่อใหเกิดรู
ความเขาใจในศักยภาพของผูสงสาร ซึ่งสวนใหญไมคอยจะทํากัน
เชน ศึกษาเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานจะสะทอนใหเห็นถึง
ปญหาของการขาดการประสานงานระหวางภาครั และเอกชน
68
การประเมินขาวสาร ( e) : ภาพ คําอธิบายภาพ บทความ
หนังสือคูมือ จุลสาร
การประเมินชองทางของสาร (Ch el) : พิจารณาวาไดรับ
ความรวมมือจากชองทางของสารที่ควบคุมไดและที่ควบคุมไมได
การประเมินผลผูรับสาร ( ece er) : นักประชาสัมพันธ
จําเปนตองทราบขอมูลพื้น านเกี่ยวกับเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ
ทัศนคติและความเชื่อ
2) การประเมินที่มุงศึกษากระบวนการของการสื่อสาร
การประเมินผลแบบนี้เรียกกันทั่วไปวา “การตรวจสอบการสื่อสาร”
Comm c o ) หรือ“การตรวจสอบการประชาสัมพันธ” (Public relation audit)
ซึ่งเปนการวิเคราะหทั้งกระบวนการสื่อสาร โดยเริ่มตั้งแต S C และ เพื่อเรียนรูถึงสภาพ
การสื่อสารในปจจุบันวามีลักษณะอยางไรมีปญหาและอุปสรรคหรือไมอยางไร
เครื่องมือการประเมินผล ( ool o e reme )
เครื่องมือสําหรับการประเมินผล หมายถึง สิ่งที่ใชในการตรวจสอบขอมูล
หรือการเก็บรวบรวมขอมูลกอนนําไปประเมินผล โดยมีความหมายรวมถึง วัสดุ อุปกรณ เทคนิค
วิธีการตางๆ ทั้งนี้เครื่องมือสําหรับการประเมินผลจําเปนตองมีเกณ มาตร าน(Cr er ) หรือ ดัชนีชี้
วัดวา สิ่งที่ตองการประเมินนั้น มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพในระดับใดโดยขอยกตัวอยางเครื่องมือ
สําหรับการประเมินผล ดังนี้
1) แบบสอบถาม ( e o re) เปนเครื่องมือที่ใช รวบรวมขอมูล
โดยประกอบดวยชุดของขอคําถามที่ตองการใหกลุมตัวอยางเลือกตอบมีลักษณะการใหขอมูล
โดยการทําเครื่องหมาย (Chec l ) หรือเขียนตอบ จากตัวเลือกที่กําหนดหรือขอคําถามเหมาะ
สําหรับสอบถามกลุมเปาหมายจํานวนมาก โดยการวิเคราะหขอมูลจากความถี่ รอยละ คาเ ลี่ยและ
ขอมูลที่เปนตัวอักษรหรือขอมูลเชิงคุณภาพ เปนตน
2) การสัมภาษณ ( er e ) หมายถึงการสอบถามหรือ การสนทนาอยาง
มีเปาหมายระหวางผูสัมภาษณกับผูใหสัมภาษณ โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหไดมาซึ่งขอมูลที่ถูกตอง
เที่ยงตรง โดยลักษณะของเครื่องมือจะเปนประเด็นหรือหัวขอตางๆ โดยสามารถแบงเครื่องมือ
การสัมภาษณ ไดแก แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง (S r c re er e ) เปนแบบสัมภาษณที่มี
การกําหนดประเด็นไวอยางชัดเจน การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง ( r c re er e )
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
69
เปนการกําหนดประเด็นอยางคราวๆ เพื่อสรุปประเด็นตามที่ผูประเมินตองการ และแบบสัมภาษณ
เชิงลึก ( e h er e ) เปนสัมภาษณอยางถี่ถวน เพื่อใหไดขอมูลที่ตองการใหไดมากที่สุด
เหมาะสําหรับกลุมเปาหมายที่มีความเขาใจในเรื่องที่ตองการสัมภาษณเปนอยางดี การสัมภาษณ
จําเปนตองมีทักษะในการสื่อสาร เพื่อใหไดขอมูลที่ตองการโดยการสัมภาษณมักจะไดเ พาะและ
เหมาะสําหรับกลุมเปาหมายขนาดเล็ก
3) การสังเกตการณ ( er o ) คือ การติดตามตรวจสอบเปนเทคนิค
การรวบรวมขอมูลโดยที่ผูสังเกตการณเ าดูหรือศึกษาเหตุการณ ปรากฏการณตาง ๆ เพื่อใหเขาใจ
ลักษณะธรรมชาติและความเกี่ยวของกันระหวางองคประกอบตาง ๆ ของเหตุการณหรือปรากฏการณ
นั้น ๆ เชน การสังเกตพ ติกรรมที่มีตอสินคา บริการ การสื่อสาร โดยเครื่องมือสําหรับการสังเกต
อาจเปนประเด็นหรือหัวขอหลักตาง ๆ นอกจากนี้ หากวัตถุประสงคของการประเมินตองมี
การประเมินผลโดยการใหคะแนนอาจใชเครื่องมือประเมินแบบรูบริค ( rc Score) เปนตน
2.3.4 การ ระ าสัมพัน ทางอิน ทอร นต
ปจจุบันมีองคกรจํานวนมากที่มี เว็บไซต เปนของตนเอง นักประชาสัมพันธจึงตองทํา
หนาที่ในการประชาสัมพันธที่อยูเว็บไซตของหนวยงานใหเปนที่รูจักแพรหลายดวย เพื่อให
กลุมเปาหมายรูจักและเขาเยี่ยมชม เชน การใสที่อยูเว็บไซต ในสื่อเดิมทุกชนิด ขององคการ เชน
ในโปสเตอร แผนพับ หัวกระดาษจดหมาย ดานขางรถขององคกร สติกเกอร ล รวมทั้งสอดแทรกที่
อยูเว็บไซต ไวในโ ษณาตามสื่อตาง ๆ การพิมพที่อยูเว็บไซต และ e m l ไวในนามบัตรพนักงาน
และ จะตองใหความสําคัญกับการประชาสัมพันธ ภายในใหพนักงานทุกคนทราบและจดจําที่อยู
เว็บไซตขององคกรตน นอกจากนี้ยังควรประชาสัมพันธ เว็บไซตผานทาง e rch e e ที่มีชื่อเสียง
ในอินเทอรเน็ต เชน hoo โดยการลงทะเบียนกับผูใหบริการเหลานี้เพื่อสราง e หรือดัชนีให
ผูใช e rch e e สามารถคนหา เว็บไซต ได ตลอดจนการสรางลิงกหรือจุดเชื่อมโยงจากเว็บไซต
อื่น ๆ มายังเว็บไซตองคกรเพื่อใหผูใชสามารถเรียกดูเว็บไซตองคกรไดอยางสะดวก
พิพั น ยอดพ ติการณ, 2542) การประชาสัมพันธเว็บไซต อีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดสงขอมูล
ขาวสารเกี่ยวกับที่อยูและกิจกรรมในเว็บไซต เผยแพรในคอลัมนไอทีในสื่อตาง ๆ เชน หนังสือพิมพ
นิตยสาร และควรจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อการสงเสริมการเขาเยี่ยมชม เชน การจัดใหดารา คนดัง
มา ch กับผูเขาเยี่ยมชมการชิงโชค ทายปญหาชิงรางวัล ล ดวยกระแสแหงความนิยมในรูปแบบ
การสื่อสารสมัยใหมผานสื่อ อินเทอรเน็ตทําใหเกิดแนวโนมวา นักประชาสัมพันธยุคศตวรรษที่ 21
จึงตองพั นาปรับปรุงความรู ความสามารถในดานคอมพิวเตอร เพื่อใหสามารถนาสื่ออินเทอรเน็ตมา
ใชประโยชนในการดําเนินงาน ประชาสัมพันธไดอยางเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
70
70
อินเทอรเน็ตไดกลายมาเปนปจจัยหลักที่สําคัญในการนําเสนอและเผยแพรขาวสารใน
ทุก ๆ ดาน เนื่องจากหนวยงาน องคการ และสถาบันตาง ๆ มีความตองการที่จะเผยแพรขาวสาร
ประชาสัมพันธ รวมไปถึงการโ ษณาสินคาและบริการมากขึ้น เพื่อใหทันตอเหตุการณที่เปลี่ยนแปลง
อยูตลอดเวลา จรวยพร แสงไชย, 2540) การประชาสัมพันธที่จัดทําขึ้นบนอินเทอรเน็ตนับเปนสื่อ
สมัยใหมที่ถูกนํามาใชใหเกิดประโยชน ในการประชาสัมพันธอยางกวางขวาง เชนเดียวกับสื่ออื่น ๆ ไม
วาจะเปนสื่อสิ่งพิมพ สื่อวิทยุกระจายเสียง หรือสื่อวิทยุโทรทัศน เพราะอินเทอรเน็ตเปนระบบสื่อสาร
ดวยเครือขายคอมพิวเตอร ที่ครอบคลุมไปไกล ในทุก ๆ พื้นที่ทั่วโลก จึงสามารถที่จะเจาะเขาไปถึง
กลุมผูรับสารเปาหมายไดทั้งคนไทยและคนตาง ชาติในทุกหนทุกแหง ใหเปดเขามาดูสิ่งที่หนวยงาน
องคกร และสถาบันตองการจะเผยแพร อาจกลาวไดวา รูปแบบการประชาสัมพันธทางอินเทอรเน็ตที่
เปนที่นิยมในปจจุบัน คือ การเผยแพรขาวสารขอมูลผานระบบ orl e e ) โดยการ
จัดทําเปนเว็บไซตของหนวยงาน องคกร และสถาบันแตละแหงใหผูดูไดเปดเขาไปดูและติดตามอาน
ขอมูลตาง ๆ รวมทั้งการสงขาวสารประชาสัมพันธทางจดหมายอิเลกทรอนิกส e m l) และ
การจัดทําบล็อก lo ) เพื่อเผยแพรสารประชาสัมพันธในรูปแบบตาง ๆ ยิ่งไปกวานั้น สําหรับบาง
องคกรที่เปนจุดที่มีผูคนมาติดตอและสอบถามเปนจํานวนมาก เชน สถาบันการศึกษา ธนาคาร
โรงแรม สถานีรถไฟฟา หางสรรพสินคา โรงภาพยนตร พิพิธภัณ และ รานคา เปนตน ยังไดมีการ
จัดทําระบบตูประชาสัมพันธ l me o ) โดยนําเสนอขอมูลที่เปน ทั้งขอความ ภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อใหผูที่มาติดตอสามารถใชสอบถามหรือคนหาขอมูลที่ตองการได
ตลอดเวลา โดยการสัมผัสผานทางจอภาพคอมพิวเตอรแบบทัชสกรีน o ch cree ) และเขาถึง
ขอมูลไดดวยตนอง เชน สอบถามขอมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ตองการติดตอ เสนทางที่ตองการจะไป สิ่งของ
ที่ตองการซื้อหา เปนตน ผานทางอินเทอรเน็ตเชนเดียวกัน มากไปกวานั้นการทําประชาสัมพันธทาง
อินเทอรเน็ตยังเปนการสงเสริมภาพลักษณที่ทันสมัย ใหเกิดแกองคกร และชวยเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทํางานของพนักงาน ตลอดจนอํานวยความสะดวก แกกลุมเปาหมายเปนการเพิ่มชองทาง
การสื่อสารอีกชองทางหนึ่งที่สะดวกรวดเร็ว ไมตองรอที่จะ ติดตอสื่อสารกับพนักงานแตเพียงชองทาง
เดียว ทวีศักดิ กาญจนสุวรรณ, 254 ) ดังนั้น หนวยงาน องคกร และสถาบันตาง ๆ จึงไดใช
อินเทอรเน็ตประชาสัมพันธขอมูลของตัวเองผานทางเว็บไซต ขอมูลที่ประชาสัมพันธนั้นจะมี
หลากหลายดาน เชน การแนะนา ตัวบริษัท สินคาและบริการตาง ๆ รวมถึงการซื้อขายสินคาผาน
อินเทอรเน็ต โดยเลือกดูสินคาพรอมทั้งคุณสมบัติตาง ๆ ผานหนาจอคอมพิวเตอร แลวสั่งซื้อและ
จายเงิน นับวาสะดวกรวดเร็วมาก บริษัทตาง ๆ จึงมีการประชาสัมพันธและลงโ ษณาขายสินคาผาน
อินเทอรเน็ตกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ผูใชที่เปนบริษัทหรือองคกรตาง ๆ สามารถเปดใหบริการกลุมเปาหมาย
ของตนผานอินเทอรเน็ตได เชน การตอบคําถามหรือขอสงสัยตาง ๆ การใหคําแนะนํา การใหขาวสาร
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
71
71
ใหม ๆ แก กลุมเปาหมายและผูสนใจทั่วไป เปนตน โดยเ พาะอยางยิ่งองคกรหรือหนวยงานดาน
สื่อมวลชนและบันเทิง หนังสือพิมพ บับตาง ๆ วารสาร สถานีวิทยุโทรทัศน สถานีวิทยุกระจายเสียง
จะจัดทํา เว็บไซตใหผูใชเปดเขาไปดูรายการตาง ๆ รวมทั้งรับทราบขาวสารขององคกร ตัวอยางเชน
การถายทอดรายการสด รายการขาวประจําวัน เชน ขาวชวง 20.00 น. ของสถานีโทรทัศนกองทัพบก
ชอง 5 ที่เผยแพรทางอินเทอรเน็ตไปทั่วโลก นอกจากนี้ผูใชอินเทอรเน็ตยังสามารถเลือกอานวารสาร
และนิตยสารตาง ๆ ผาน อินเทอรเน็ต หรือที่เรียกวา e o l e รวมถึงอานหนังสือพิมพและ
วารสารอื่น ๆ ทั่วโลกโดยมีบริการรับสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ นิตยสาร และวารสารผานอินเทอรเน็ต
ผูผลิตภาพยนตรก็สามารถลงโ ษณาและ ายตัวอยางภาพยนตรใหม ๆ ในอินเทอรเน็ตใหผูสนใจ
คัดลอกแฟมขอมูลเก็บไวดูได อีกดวย
นอกเหนือจากประโยชนตาง ๆ ที่กลาวมาแลว ผูผลิตสินคาและบริการตาง ๆ
ยังใชประโยชน จากอินเทอรเน็ต โดยเปนชองทางสําหรับการเผยแพรขอมูลของตนเองในวงกวางดวย
คาใชจายต่ํา รวมทั้งเปนชองทางหรือเวทีในการแสดงความคิดเห็น ถกเถียงแลกเปลี่ยนทัศนะในเรื่อง
ตาง ๆ ไมวาจะเปนเศรษ กิจ สังคม การเมือง ล ที่สามารถตอบโตกันไดชนิดทันตอเหตุการณและ
ความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ประโยชนตาง ๆ ของการประชาสัมพันธผานทางอินเทอรเน็ตจึงมีมากและ
แตกตางกันไปตามการใชงานของแตละหนวยงาน ในประเทศไทยไดเริ่มมีการใชอินเทอรเน็ตมากขึ้น
ทุกป และก็เชื่อแนวาสื่ออินเทอรเน็ตจะถูกพั นาตอไปอีกมากโดยไมหยุดยั้ง เมื่อเทียบกับสื่ออื่น ๆ
กลยุทธการนําอินเทอรเน็ตเขามาเสริมทัพงานประชาสัมพันธ การใชอินเทอรเน็ตเพื่องาน
ประชาสัมพันธเริ่มมีการใชมากยิ่งขึ้น และเห็นเปนรูปธรรม เชน การนําเสนอขาวสารของหนวยงาน
ผานทางเว็บไซท การรวบรวมกิจกรรมที่จัดทําขึ้น การรวบรวมขาวสารที่แถลงตอสื่อมวลชน
การรวบรวมคํากลาว สุนทรพจนตาง ๆ ของผูบริหารหนวยงาน เปนตน ซึ่งเปนการนํา ขอมูลที่มีอยู
แลวมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด กลาวคือ เมื่อมีขาวสารหรือมีการประชุม แถลงขาวตาง ๆ ก็นํามาไว
บนโ มเพจเพื่อที่จะใหผูเขาชมไดตลอดเวลา 24 ชั่วโมงอีกดวย
นอกจากนี้สื่ออินเทอรเน็ตสามารถสรางกระบวนการปฏิสัมพันธในการสื่อสาร ไดอยางมี
ประสิทธิภาพ กลาวคือสามารถติดตอสื่อสาร ระหวางกันไดอยางรวดเร็ว โดยการใชอิเล็กทรอนิกสเมล
m l) โดยใหสมัครเปนสมาชิกในการรับขาวสารขององคการ หรือการประยุกตใชการ Ch
เพื่องานประชาสัมพันธ การมีเว็บบอรดในการแสดงความคิดเห็น หรือสอบถามปญหาตาง ๆ
จากผูบริหาร ในลักษณะทันทีทันใด เปนตน นอกจากนี้สื่ออินเทอรเน็ตยังสามารถเขาถึงขอมูลได
ตลอดเวลา เปนสื่อที่สามารถเปดรับขาวสารไดตลอด 24 ชั่วโมง สามารถใหขาวสารขอมูลไดมากกวา
สื่อชนิดอื่น ๆ ทั้ง ขอความ ภาพและเสียง ในลักษณะของคลิปวิดีโอสั้น ๆ และยังเปนสื่อใน
การประชาสัมพันธที่ใชงบประมาณนอย แตผลประโยชนกวางไกล ซึ่งสามารถสงสารไปไดทั่วโลกได
72
72
อีกดวย นอกจากนี้อินเทอรเน็ตยังเปนสื่อที่สามารถเขาถึงกลุมเปาหมายที่จําเพาะเจาะจง Selec e)
ไดเปนอยางดี
จากงานวิจัยขางตน สรุปไดวา การนําสื่ออินเทอรเน็ตมาใชในการประชาสัมพันธนั้น
นับวามีความจําเปนและมีแนวโนมที่จะไดรับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมี านจากผูใชที่เปน
บุคลากรขององคกรเปนจํานวนมากที่ใชอินเทอรเน็ตเปนประจํา และเพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
การใชอินเทอรเน็ต ในการคนควาหาขอมูลก็มีเว็บไซทที่ใหบริการในลักษณะ Se rch e e ที่ ชาญ
ลาดอยาง . oo le.com ทําใหการเขาถึงขาวสารไดอยางกวางขวางมีคุณภาพ และมีความ
รวดเร็ว เพื่อเปนเครื่องมือในการประชาสัมพันธอีกประเภท หนึ่งที่มีบทบาทสําคัญยิ่งตองาน
ประชาสัมพันธ ดังนั้นนักประชาสัมพันธยุคใหมไมควรที่จะละเลยรูปแบบการสื่อสารผานอินเทอรเน็ต
เพราะเขามาอยูในชีวิตประจําวันของประชาชนมาก ยิ่งขึ้น
) รู แ การทา ระ าสัมพัน ทางอิน ทอร นต
ในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการปรับเปลี่ยนอยาง รวดเร็ว เครื่องมือทางดาน
เทคโนโลยีสารสนเทศไดถูกนํามาใชในวงการวิชาชีพตาง ๆ มากมายเพื่อที่จะทําใหการทํางานมี
ประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกตองนาเชื่อถือยิ่งขึ้น เทคโนโลยีอินเทอรเน็ตถือเปนเทคโนโลยีที่นาจับตา
มองดวยความเปนอัจ ริยะ ประกอบกับการพั นาการที่เจริญกาวหนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ
อินเทอรเน็ตเพื่อการประชาสัมพันธ ดวยอรรถประโยชนนานัปการของอินเทอรเน็ต ไมวาจะใช
ทางดานการคา การศึกษา การเผยแพร ขอมูลสินคาและบริการ ตลอดจนอินเทอรเน็ตเพื่อ
การประชาสัมพันธองคกรทุกองคกรเริ่มปรับตัวศึกษา และเรียนรูเทคโนโลยีดานอินเทอรเน็ตเขามา
เปนเครื่องมือ ในการประชาสัมพันธไดอยางลงตัว โดยเครือขายสังคมออนไลนเปนสื่อที่เติบโตและ
แพรกระจายอยางรวดเร็วเพราะเปนสื่อที่แพรกระจายดวยปฏิสัมพันธเชิงสังคมในโลกออนไลน
การแพรกระจายของสื่อก็ทําไดงายขึ้น โดยเกิดจากการแบงเนื้อหา (Co e Sh r ) ซึ่งสามารถ
ทําใหผูใชบริการในเครือขายสังคมออนไลนติดตอขอมูลขาวสารกันไดอยางรวดเร็วทันตอเหตุการณ
และสามารถสงขอมูลขาวสารที่เปนประโยชนใหคนหรือเพื่อนในกลุมคนอยางไมมีขอจํากัดในเรื่อง
เวลาอีกตอไป (ประสงค อุทัย, 2558) ตลอดจนในปจจุบัน มีผูใชอินเทอรเน็ตเพิ่มมากขึ้น
จากรายงานผลการสํารวจพ ติกรรมผูใชงานอินเทอรเน็ตในประเทศไทย ป 255 ( h l
er e er ro le, 2015) โดย สํานักงานพั นาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส หรือ
(255 ) จัดการสํารวจจากทางออนไลนในชวงเดือนมีนาคม – พ ษภาคม 255 ที่ผานมามีผูตอบ
ออนไลนที่สมบูรณ 10, คน จากผูตอบออนไลน 17,010 คน โดยแบงออกเปน กลุมไดแก
e ( 5-50 ป), e ( 5- ป), e (นอยกวา 5 ป) และ oomer (5 ปขึ้นไป)
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
73
7
จากผลสํารวจเผยวา e เปนกลุมที่มีพ ติกรรมการใชอินเทอรเน็ตมากที่สุดถึง 5 2 ชั่วโมงตอ
สัปดาห (เ ลี่ยแลว คน e ทองอินเทอรเน็ตวันละ เกือบ ชั่วโมงตอวัน)
การประชาสัมพันธ เปนการเสริมสรางความเขาใจอันดีระหวางองคการกับ
กลุมเปาหมาย ดังนั้น นักประชาสัมพันธจําเปนอยางยิ่งที่จะตองเลือกสรรสื่อประชาสัมพันธที่เขาถึง
กลุมเปาหมาย และมีประสิทธิภาพที่สุด เนนการสื่อสารแบบสองทาง o comm c o )
เพื่อทราบความคิดเห็นของกลุมเปาหมาย เพื่อที่จะนามาปรับปรุงแกไขในการสื่อสารตอไป
ดวยเทคโนโลยีที่ เจริญกาวหนา อินเทอรเน็ตจึงเปนเครื่องมือสําคัญของการประชาสัมพันธไปในตัว
โดยอินเทอรเน็ตเขามามีบทบาทดานการสื่อสาร การประชาสัมพันธ ยิ่งหนวยงานของรั แลว
ยิ่งจําเปนตองใหขอมูล ขาวสารเบื้องตนกับประชาชน ตามพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของทาง
ราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 4 บุคคลไมวาจะมีสวนไดเสียเกี่ยวของหรือไมก็ตาม ยอมมีสิทธิเขา
ตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสําเนาที่มีคํารับรอง ถูกตองของขอมูลขาวสารได นอกจากนี้เหตุผลใน
การประกาศใชพระราชบัญญัติขอมูลขาวสาร บับดังกลาวคือ เพื่อใหประชาชนมีโอกาสกวางขวางใน
การไดรับขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินการตาง ๆ ของรั จากประเด็นดังกลาวจะเห็นไดวา
การประชาสัมพันธทางอินเทอรเน็ตเปนการใหขอมูลขาวสารเบื้องตนไดเปนอยางดี และจากจํานวน
ผูใชอินเทอรเน็ตเริ่มมีมากขึ้น พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารผานอินเทอรเน็ตจึงถือเปน
การประชาสัมพันธองคการไดเปนอยางดี และหนวยงานของรั เองก็ไดปฏิบัติตามขอมูลขาวสารอีก
ดวย โดยมีการแบงรูปแบบการทํา ประชาสัมพันธทางอินเทอรเน็ตเปน 2 รูปแบบ ดังนี้
1) การทําประชาสัมพันธภายในสื่ออินเทอรเน็ต สามารถใชดําเนินงานเพื่อ
การประชาสัมพันธภายใน เพื่อบรรลุเปาหมายและวัตถุประสงคในประเด็นตาง ๆ เพื่อการแจงขอมูล
ขาวสารไปยังกลุมเปาหมาย ภายในองคการ เชน ผูบริหาร บุคลากร เจาหนาที่ ซึ่งชวยประหยัด
กระดาษ เวลาที่ใชใน การผลิตและจัดจําแนกแจกจาย และยังสามารถจัดสงขอมูลขาวสาร
เพื่อการประชาสัมพันธภายในไปยังกลุมเปาหมายภายในองคการไดอยางรวดเร็วและถึงในเวลา
พรอม ๆ กัน โดยสามารถแพรขาวประชาสัมพันธไดพรอมกันทั่วประเทศและทั่วโลก
2. การทําประชาสัมพันธภายนอก นอกจากประสิทธิภาพในการใชใน
การดําเนินงานประชาสัมพันธภายในแลว สื่ออินเทอรเน็ตยังสามารถใชดําเนินงานเพื่อ
การประชาสัมพันธภายนอก กลุมเปาหมายภายนอก เชน ลูกคา ผูใชบริการ สื่อมวลชน นักเรียน นิสิต
นักศึกษา ผูสนใจ ซึ่งการจัดเผยแพรขอมูลขาวสารผานทางสื่ออินเทอรเน็ตจะชวยใหองคการเผยแพร
ทําประชาสัมพันธขาวสาร ขอมูลเกี่ยวกับองคการในดานตาง ๆ เชน ประวัติความเปนมาขององคการ
ลักษณะองคการ การดําเนินงานขององคการ ภาระหนาที่ขององคการ การบริหารงานองคการ
การจัดแบงสายงาน ผูบริหาร องคการ สินคา การบริการ การพั นาปรับปรุงองคการ
74
74
ขาวประชาสัมพันธองคการ กิจกรรม ความเคลื่อนไหวขององคการ ประโยชนของการทํา
ประชาสัมพันธผานอินเทอรเน็ต การดําเนินงานประชาสัมพันธผานทางอินเทอรเน็ต มีประโยชนตอ
องคการในดานประหยัดเวลาและคาใชจายในการใหการบริการขอมูลกวาการใชบุคลากร าย
ประชาสัมพันธ ซึ่งสามารถใหการบริการขอมูลไดเพียงครั้งละคน หรือกลุมเล็ก ๆ เทานั้น
แตการใหบริการขอมูลขาวสารประชาสัมพันธผานทางอินเทอรเน็ตสามารถ ใหขอมูลขาวสาร
ประชาสัมพันธไปยังกลุมเปาหมายไดหลากหลายกลุมเปาหมาย เผยแพรไปยังกลุมเปาหมายจํานวน
มากไดในเวลาพรอมกัน สามารถเขาถึงกลุมเปาหมายไดทั่วประเทศและโลก ซึ่งมีลักษณะเปน
การสื่อสารมวลชนหรือการสื่อสารไปยังคนจํานวนมากภายในเวลาเดี่ยวกัน ดวยความสะดวก รวดเร็ว
แตทวาไมตองเสียคาเวลา สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน ไมตองจายคาเนื้อที่ในนิตยสาร หนังสือพิมพ
ซึ่งเมื่อเทียบคาใชจายกับสื่อมวลชน เชน วิทยุ โทรทัศน หนังสือพิมพ นิตยสาร ภาพยนตรแลว มีอัตรา
คอนขางจะถูกกวา นอกจากนี้ยังสามารถบรรจุขอมูลขาวสารประชาสัมพันธไดปริมาณมากและมี
ประสิทธิภาพในการสงปฏิกิริยาปอนกลับ ee c ) ศิริวรรณ ศรีวิชชุพงษ, 2542)
2) อควรกระทา นการ า นินงาน ระ าสัมพัน านสื่ออิน ทอร นต
ขอควรกระทําในการดําเนินงานประชาสัมพันธผานสื่ออินเทอรเน็ตควร
ระมัดระวังในเรื่องการสะกดการันตตัวหนังสือและขอมูลตัวเลขใหถูกตอง เพื่อสรางความนาเชื่อถือให
เกิดขึ้นกับองคกร ถาตองการเผยแพรประชาสัมพันธไปยังกลุมเปาหมายทั่วโลก ก็ควรจะจัดทําขอมูล
ใน เว็บไซต ใหมีภาษาอื่น ๆ เชน ภาษาอังก ษ นอกเหนือจากภาษาไทย ควรมีการปรับเปลี่ยนขอมูล
ขาวสารในเว็บไซตอยางรวดเร็ว สม่ําเสมอ ซึ่งจะสะทอนภาพลักษณที่ดีใหกับองคกร ถึงแมวาองคกร
จะมีเว็บไซต ของตน แตถาไมมีการปรับเปลี่ยนขอมูลขาวสารที่นําเสนอใหทันสมัยทันเหตุการณ
ก็อาจจะนํามาซึ่งภาพลักษณที่ไมดีแกองคกรได ายประชาสัมพันธองคกรจึงควรใหความสําคัญใน
เรื่องนี้ซึ่งหลัก านการวิจัยไดพบวา กลุมผูใชอินเทอรเน็ต ตองการขอมูลขาวสารที่ทันตอเหตุการณ
และมีรูปแบบสีสันแปลกใหม รัชนี อุดมเพชร และคณะ, 2545) องคกรจึงควรจัดการปรับขอมูล
ขาวสาร พั นารูปแบบสีสันของหนาตาเว็บไซต การใหบริการใหม ๆ และหลากหลาย เชน ใหบริการ
จดหมายอิเล็กทรอนิกส เกม ll er การดอิเล็กทรอนิกส ล มีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซตอื่น ๆ
ที่เกี่ยวของ หรือเปนพันธมิตรกันจะชวยสรางความสะดวกแกผูเขาชม ควรจัดใหมีสวนของการสง
ขอมูลความคิดเห็น ขอเสนอแนะปอนยอนกลับมายังหนวยงานไดโดยสะดวก ซึ่งจะชวยใหไดปฏิกิริยา
ยอนกลับ ee c ) ที่เปนประโยชนตอองคกร อาจใชประโยชนในการวิจัยหาขอมูลความคิดเห็น
เกี่ยวกับองคกร วิจัยประเมินผลในดานตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับองคกร เปนการสรางการมีสวนรวมกับ
กลุมเปาหมายองคกร ตลอดจนเปนการสรางสัมพันธภาพที่ดีกับกลุมเปาหมายองคกรไดอีกดวย
นอกจากนี้ผลการวิจัยพบวา กลุมผูใชอินเทอรเน็ตสวนใหญใชอินเทอรเน็ตสงรับจดหมาย
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
75
75
อิเล็กทรอนิกส รัชนี อุดมเพชร และคณะ: 2545) ดังนั้น ถาจัดใหมีบริการจดหมายอิเล็กทรอนิกสใน
เว็บไซตดวย ก็จะชวยดึงดูดใจใหมีผูเขามาเยี่ยมชมและใชบริการมากขึ้น สิ่งที่ควรพิจารณาอีกประการ
หนึ่งคือ การทําโปรแกรมใหเว็บไซต สามารถนับจํานวนผูเขาเยี่ยมชมเว็บไซต ซึ่งจะทําใหสามารถ
ประเมินความนิยมเว็บไซตขององคกรได
2.1) อ ี องการ สื่อ ระ าสัมพัน นอิน ทอร นต
(1) สามารถเผยแพรขอมูลเขาถึงคนจํานวนมากทั่วโลก โดยใชไดทั้ง
การสื่อสารแบบตัวตอตัว และการสื่อสารแบบ ch e er c Comm c o
(2) ใหขอมูลที่สมจริงและดึงดูดความสนใจไดมากกวาสื่ออื่น ๆ ทั้งในดาน
รูปแบบการจัดวางภาพและขอความ สี เสียง ภาพเคลื่อนไหว และดานการเขาถึงขอมูล ที่สามารถ
เลือกไดวาจะรับขอมูลทั้งหมดหรือเพียงบางสวนที่ผูเขาชมสนใจเทานั้น และยังสามารถเก็บขอความ
รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหวที่ชอบไวไดในลักษณะของไฟลขอมูลในเครื่อง ทําใหเปนการตอกย้ําสิ่งที่
ตองการสื่อสารใหจําไดดีขึ้น
( ) ผูใชอินเทอรเน็ตจะมีบทบาทสําคัญในขั้นตอนการใชสื่อมากกวาสื่อทั่วไป
โดยผูเขาชมจะเปนผูเลือกที่จะดูเว็บไซตที่ตนสนใจไดนานและละเอียดเทาที่ตองการ โดยไมจํากัด
ระยะเวลา เพราะใชงานตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถดูซ้ําไดตามตองการ
(4) เปนสื่อที่ครอบคลุมและเขาถึงกลุมเปาหมายที่เ พาะเจาะจงไดดี
(5) สามารถเผยแพรขอมูลขาวสารและรายละเอียดไดจํานวนมาก โดยไม
จํากัดพื้นที่
( ) เปนสื่อที่มีราคาถูกกวาสื่ออื่น เมื่อเปรียบเทียบปริมาณของเนื้อหาที่
ตองการนําเสนอ ความถี่ในการเผยแพร และระยะเวลานําเสนอที่ไมจํากัด เมื่อเทียบกันแลวคาใชจาย
ในการจัดทําเว็บไซตและระบบ านขอมูลที่ทันสมัยจะมีราคาถูกกวาสื่อ ๆ
(7) มีคุณสมบัติของการสื่อสารสองทาง ( o Comm c o ) ทําให
สามารถทราบถึงการตอบสนอง ( ee c ) จากกลุมเปาหมายไดภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยสํารวจ
ความคิดเห็นของผูรับสารผานแบบสอบถามในเว็บไซต หรือหนาใหอีเมลติดตอกลับ
( ) สามารถแสดงสถิติและประเมินผลการเขาชมไดอยางละเอียด ทําให
สะดวกในการวิเคราะหขอมูลของกลุมเปาหมาย
76
7
( ) ชวยสรางภาพลักษณะของบริษัท หรือหนวยงานใหดูทันสมัย
มีเทคโนโลยีล้ําหนาในการดําเนินงานและนาเชื่อถือ
(10) เปนสื่อที่ใหความเสมอภาพทางธุรกิจ ไมวากิจการจะมีขนาดเล็กหรือ
ใหญมีตนทุนนอยหรือมาก ก็สามารถสื่อสารกับกลุมเปาหมายไดเทาเทียมกัน ทั้งในประเทศและ
ตางประเทศ
2.2) อ อย องการ สื่อ ระ าสัมพัน นอิน ทอร นต
(1) จํานวนของผูใชอินเทอรเน็ตยังมีจํานวนนอย เมื่อเทียบกับจํานวน
ประชากรทั้งประเทศ ทําใหจํากัดอยูในกลุมผูใชคอมพิวเตอร และมีอุปกรณตอพวง ซึ่งเปนกลุม
ผูบริโภคระดับกลางคอนขางสูง ทําใหไมเหมาะสมกับสินคาที่มีกลุมเปาหมายระดับกลางถึงลาง
(2) อินเทอรเน็ตตองสื่อสารโดยอาศัยระบบโทรศัพท ทําใหพื้นที่ที่ไมมี
สายโทรศัพทจะไมสามารถใชบริการได
( ) คาใชบริการอินเทอรเน็ตยังคงมีราคาคอนขางสูง ทําใหผูใชบริการ
สวนมากใชงานอินเทอรเน็ตในสถานที่ทํางาน สถานศึกษา หรือรานอินเทอรเน็ต ซึ่งมีขอจํากัดเรื่อง
ความเปนสวนตัวในการใชงาน
(4) ผูใชอินเทอรเน็ตตองมีทักษะดานคอมพิวเตอรและภาษาอังก ษ
พอประมาณถือเปนขอจํากัดที่ทําใหกลุมเปาหมายแคบลง
(5) ขอมูลขาวสารที่ตองการนําเสนอ ตองมีการจัดระบบการเขาถึงใหงายตอ
ผูเขาชม หากขาดการวางแผนผังของเว็บไซตที่ดี อาจมีผลตอจํานวนผูเขาชมได
( ) ระบบ –commerce บนอินเทอรเน็ตในประเทศไทย ไมคอยไดรับความ
นิยม เนื่องจากผูใชบริการไมแนใจดานการรักษาความปลอดภัย เชน การชําระเงินดวยบัญชีบัตร
เครดิต (จันทรวรรณ ยังประภากร, 254 และ จริมา ทองสวัสดิ 25 5)
2.4 งานวิ ัยที่ กี่ยว อง
2.4.1 งานวิ ัย น ระ ท
ภัทรพงษ อักษร และคณะ (255 , บทคัดยอ) ไดศึกษาองคประกอบและประเมิน
ความเหมาะสมของเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงานและบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
กลุมเปาหมาย คือ ผูเชี่ยวชาญที่ประเมินความเหมาะสมขององคประกอบของโมดูลสําหรับเว็บไซต
ตนแบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จํานวน 5 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือ แบบสอบถาม
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
77
77
ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญที่มีตอความเหมาะสมขององคประกอบเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงาน
และบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และสถิติที่ใช คือ คาเ ลี่ย และสวนเบี่ยงเบน
มาตร าน ผลการวิจัย พบวา 1) องคประกอบโมดูลสําหรับตรวจสอบเว็บไซตตนแบบสําหรับ
หนวยงานและบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ประกอบดวย 10 โมดูล ไดแก 1.1) โมดูล
m ผูดูแลระบบ) 1.2) โมดูล er ผูใชงาน) 1. ) โมดูลขอมูลทั่วไป 1.4) โมดูลขาว
ประชาสัมพันธ 1.5) โมดูลขาวประกาศ 1. ) โมดูลขาวกิจกรรม 1.7) โมดูลบุคลากร 1. ) โมดูล
กระดานถามตอบ 1. ) โมดูลติดตอสอบถาม และ 1.10) โมดูลการสื่อสาร ความคิดเห็นของ
ผูเชี่ยวชาญที่มีตอความเหมาะสมขององคประกอบเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงานและบุคลากร
อยูในระดับมาก
ไมตรี บัวศรีจันทร (2558, บทคัดยอ) ไดศึกษาสภาพความตองการและแนวทางใน
การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ต สําหรับบุคลากรภายในสํานักงาน
อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาสภาพความตองการและแนวทางในการสื่อสาร
เพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ต ผลการวิจัยพบวา 1.) สภาพความตองการและ
แนวทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ตสําหรับบุคลากรภายใน
สํานักงานอธิการบดีมีชองทางในการทราบขาวสารการประชาสัมพันธตามลําดับ ดังนี้ 1) ce oo
2) m l ) เว็บไซต 4) บล็อก 5) คนสงเอกสาร ) er 7) เว็บบอรดเครื่องมือหรืออุปกรณ
การสื่อสารการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ต ขอเสนอตามลําดับดังนี้ 1) โทรศัพทมือถือ
2) คอมพิวเตอรตั้งโตะ ) คอมพิวเตอรพกพา 4) 5) บอรดอิเลคทรอนิคส ) โทรทัศน
7) บอรดประชาสัมพันธ 2) ผลการศึกษาแนวทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขาย
อินเทอรเน็ตของบุคลากรภายในสํานักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมีแนวทางดังนี้ 1) แนวทางใน
การพั นาดานการสื่อสารนั้นการทํางานทุกหนวยงานจะตองมีความเชื่อมโยงกัน 2) แนวทาง
การประชาสัมพันธตองพิจารณาความหลากหลายและความเขาใจ ซึ่งแตละคนมีความเขาใจที่ไม
เหมือนกัน และตองใหมีความรวดเร็ว ับไว ตองมีการประสานงานระหวางหนวยงานเพื่อใหไดขอมูล
ที่ไมซ้ําซอนและไดขอมูลอยางรวดเร็ว หนวยงานตองตื่นตัวในการทํางานตลอดเวลา ) ตองมีการ
พั นาอยางตอเนื่องตั้งแตเรื่องของการนําเสนอขอมูลตองกลั่นกรอง ตองมีเทคนิคการนําเสนอขอมูล
และมีความถูกตองเปนสําคัญ มีความนาสนใจ ) ความคิดเห็นตอสภาพความตองการและแนวทางใน
การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ตสําหรับบุคลากรภายในสํานักงาน
อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลโดยรวมมีคะแนนเ ลี่ยอยูในระดับมาก ( X 4.11) และสวนเบี่ยงเบน
มาตร านเทากับ S. . 0.42)
78
7
ชัยวั น สมศรี และ ธนกร นอยทองเล็ก (255 , บทคัดยอ) ไดศึกษาแนวทางการ
พั นาเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทางการตลาดของผูประกอบการ โรงแรมรมไมกรีนพารค อําเภอเมือง
จังหวัดลําปาง 1) เพื่อศึกษาความตองการของผูประกอบการ เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพัก
นักทองเที่ยวในการใชเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทางการตลาด และ 2) พั นาเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทาง
การตลาดของผูประกอบการ โรงแรมรมไมกรีนพารค อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง กลุมตัวอยาง คือ
เจาของสถานประกอบการโรงแรมรมไมกรีนพารค เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพัก
นักทองเที่ยวและผูเชี่ยวชาญการประเมินระบบ เปนการวิจัยเชิงพั นา โดยมีเครื่องมือวิจัย คือ
แบบสอบถาม รวมถึงระบบจัดการ านขอมูล S และใชโปรแกรม เปนเครื่องมือที่ใชใน
การพั นาระบบ ผลการวิจัยพบวาการพั นาเว็บไซตนี้เปนไปตามความตองการของผูประกอบการ
เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพักหรือนักทองเที่ยวและผูเชี่ยวชาญการประเมินระบบสามารถ
เพิ่มชองทางการตลาดที่หลากหลาย อาทิ เว็บไซตและเฟสบุค สงผลใหสวนแบงทางการตลาดของ
ผูประกอบการเพิ่มมากขึ้นการพั นาเว็บไซตเปนไปตามการยอมรับของผูประกอบการและ
เจาหนาที่ธุรการอยูในระดับมาก รวมถึงผลการประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศตามมุมมอง
ของผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นตอระบบมีคุณภาพอยูในระดับมาก ลําดับสุดทายการยอมรับของ
ผูใชบริการหองพักหรือนักทองเที่ยวอยูในระดับมาก สงผลใหเพิ่มชองทางการตลาดที่หลากหลาย
มากขึ้น
วราพร ดําจับ (2557, บทคัดยอ) ไดศึกษาเว็บไซตที่พึงประสงคของสถาบันอุดมศึกษา
สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ ผลการวิจัยพบวา
านการออกแ กลุมตัวอยางสวนใหญมีความคิดเห็นวาความยาวของเว็บไซตที่
เหมาะสมนั้นไมเจาะจงขึ้นอยูกับเนื้อหาที่นําเสนอ การแสดงหนาเว็บไซตคือ แบบหนาเดียว จํานวนสี
ที่เหมาะสมในหนึ่งหนาเว็บไซต ควรมี 4 5 สี และเปนสีโทนเย็น สีของตัวอักษรและสีของพื้นหลังที่
เหมาะสมที่ควรใชบนหนาเว็บไซต คือ ตัวอักษรสีดํา พื้นสีขาว ควรมีเ พาะเมนูหลักทุกหนาเว็บไซต
ลักษณะของแบบเมนูในหนาเว็บไซต ไมเจาะจงขึ้นอยูกับความเหมาะสมและเนื้อหาที่นําเสนอ และ
มีเมนูเปนแบบกราฟก
าน ทคนิคการนา สนอ กลุมตัวอยางสวนใหญมีความคิดเห็นวาการนําภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว และเสียงประกอบมาใชในเว็บไซตเพื่อเพิ่มความนาสนใจโดยไมจํากัดจํานวนภาพและ
เสียง ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเหมาะสมของเนื้อหาและการออกแบบ
าน นื้อหา น ว ตส า ันอ ม กษา กลุมตัวอยางสวนใหญมีความคิดเห็นวา
การนําเสนอเนื้อหาในหนาเว็บไซตควรมีการเชื่อมโยงสามารถคนควาขอมูลไดทุกเมนู มีขอความ
แนะนําในการเขาใชเว็บไซต มีการนําเสนอเนื้อหาที่ครบถวนและ เนื้อหาของเว็บไซตตรงตาม
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
79
7
ความตองการนักเรียนสามารถนําเนื้อหามาใชในการเรียน การนําเสนอเนื้อหาตองมีความหลากหลาย
และมีการปรับปรุงขอมูลเนื้อหาใหเปนปจจุบัน
ขอเสนอแนะจากกลุมอยางมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซตสถาบันอุดมศึกษาวาควรมี
การจัดรูปแบบเมนูใหสามารถเขาใชงานไดงายขึ้น มีเนื้อหาขอมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ชัดเจน
มีการปรับปรุงขอมูลใหเปนปจจุบัน การใชตัวอักษรตองมีขนาดใหญเพื่อใหอานไดสะดวก สามารถ
เชื่อมโยงขอมูลไดทั้งหมดและควรมีการสรางความนาสนใจโดยมีระบบการพูดคุย หรือ ch ในหนา
เว็บไซตเพื่อใหผูใชสามารถสอบถามขอมูลไดสะดวกยิ่งขึ้น
2.4.2 งานวิ ัยตาง ระ ท
เช็น (Che . 200 ) ไดศึกษาถึงการประชาสัมพันธโดยใชอินเทอรเน็ต ที่ทําใหวิธีการ
สื่อสารและการแลกเปลี่ยนขาวสารเปลี่ยนแปลงไป ขาวสารสามารถสงไดทุกเวลาและมี
ความรวดเร็วรวดเร็ว ไมมีขีดจํากัดทุกคนสามารถนําเสนอขาวไดเอง จนทําใหเกิดโลกใหมในทุกวันนี้
แตขอเสียคือ ขาวสารสงไดภายในไมกี่วินาที โดยไมคํานึงถึงวาขอมูลขาวสารนั้น ๆ ถูกตองหรือไม
การศึกษานี้เปนการคนหาถึงความตระหนักการเตรียมความพรอมตอผลกระทบในการทํางาน
การพั นาหนทางใหม ๆ จากอินเทอรเน็ต
ชารีฟ (Sh r . 2004) ไดศึกษาปจจัยที่มีผลกระทบตอการประยุกตใชอินเทอรเน็ตโดย
ผูปฏิบัติงานดานประชาสัมพันธในประเทศคูเวต การศึกษาเปรียบเทียบองคกรจากระบบทาง
ดานสังคม 2 แบบ หนวยงานของเอกชน ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากร และการใหความสนับสนุนเพื่อ
การประยุกตใชอินเทอรเน็ต เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือ แบบสอบถามสําหรับผูปฏิบัติงานในวิชาชีพ
ดานการประชาสัมพันธ ( 440) ซึ่งแจกใหผูปฏิบัติงานทั้งในหนวยงานของรั บาล และของเอกชน
ในประเทศคูเวต นอกจากนี้ยังใชท ษ ีของ o er เปนกรอบงานดานท ษ ีเพื่อใหแนวทางใน
การศึกษาวิจัยดวย
ผลการวิจัยพบวา ผูปฏิบัติงานในวิชาชีพดานการประชาสัมพันธ ในหนวยงานของ
เอกชนโดยสวนใหญซึ่งคิดเปน 7.5 ไดประยุกตใชอินเทอรเน็ตในการปฏิบัติงานดาน
การประชาสัมพันธเมื่อเปรียบเทียบกับผูปฏิบัติงานในวิชาชีพดานการประชาสัมพันธในหนวยงานของ
รั บาล ซึ่งคิดเปน 2. ในสวนของการวิเคราะหขอมูลดานคุณระโยชนของอินเทอรเน็ตเพื่อ
การประยุกตใชในงานดานการประชาสัมพันธพบวา เปนวิธีการที่มีประโยชนมีความซับซอน สามารถ
ทดลองใชงานกอนไดและมีความนาสนใจ อยางไรก็ตาม ดวยคุณสมบัติดังที่กลาวมานี้มีเพียง 2 ขอ
เทานั้นคือสามารถทดลองใชงานกอนได และมีความนาสนใจ ซึ่งใชเปนตัวทํานายเรื่องการประยุกตใช
อินเทอรเน็ตในงานดานการประชาสัมพันธไดอยางมีนัยสําคัญมากที่สุด ในสวนของการวิเคราะหขอมูล
80
0
ดานคุณลักษณะของประชากรพบวา มีเพียงตัวแปรดานอายุและระดับการศึกษาเทานั้น ซึ่งใชเปนตัว
ทํานายเรื่องการประยุกตใชอินเทอรเน็ต ในงานดานการประชาสัมพันธไดอยางมีนัยสําคัญมากที่สุด
ในสวนของการวิเคราะหตัวแปรดานระบบทางสังคม พบวา มีเพียงตัวแปร 2 อยางเทานั้น
การ กอบรมเกี่ยวกับการใชอินเทอรเน็ต และการมีอินเทอรเน็ตสวนบุคคลไวใชงานซึ่งใชเปน
ตัวทํานายเรื่องการประยุกตใชอินเทอรเน็ตในงานดานการประชาสัมพันธไดอยางมีนัยสําคัญมากที่สุด
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
81
ทที่
ี า
การวิจัยเรื่อง การศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
สรุปวิธีการดาเนินการวิจัยรวม 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ระยะที่ 2 พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อ
เปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และ
ระยะที่ 3 จัดการอบรมผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาผลการใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่
ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางใน
การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ที่ า า า ทา า พ า า า พ
า า า า า พ า
ข้อมูลความต้องการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์
า า
า
- ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 10 คน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์
า ( พา า
- ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน
(รายชื่อภาคผนวก ก - 146)
บทที่ 3
วิธีก�รวิจัย
82
ี า ่ ที่ า
การรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างของผู้บริหาร
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อ
การประชาสัมพันธ์ที่มีต่อสภาพความต้องการและแนวทางการเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ใน
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนการดาเนิน การดังนี้
1. ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีการออกแบบเว็บไซต์และ
การออกแบบองค์ประกอบเนื้อหาในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และศึกษาวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์
2. สร้างแบบสัมภาษณ์แล้วเสนอต่อที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม
(รายชื่อภาคผนวก ก - 145)
3. นาแบบสัมภาษณ์ที่ผ่านการแก้ไขจากที่ปรึกษา แล้วไปเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ
ด้านเว็บไซต์จานวน 3 คน และด้านเนื้อหา จานวน 3 คน (รายชื่อภาคผนวก ก - 145) เพื่อวิเคราะห์
หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกาหนดเกณ ์ดังนี้
(วรปภา อารีราษฎร์, 55
ให้คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา
ให้คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา
ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา
พบว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน
แล้ว ด้านเนื้อหาได้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง 1.00 และจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านด้านเว็บไซต์ได้
ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 (รายละเอียดภาคผนวก ค ตารางภาคผนวกที่ หน้า 5 -1 3)
4. นาแบบสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์
จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146)
ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างแบบสัมภาษณ์ (แบบมีโครงสร้าง ผู้บริหารและ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ ดังภาพที่ 3
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
83
ภาพที่ 3.1 ขั้นตอนการสร้างแบบสัมภาษณ์สภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนา
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการออกแบบเว็บไซต์การประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม
นาแบบสัมภาษณ์
เสนอต่อที่ปรึกษา
สร้างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structure Interview)
นาแบบสัมภาษณ์เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านเนื้อหา จานวนด้านละ 3 คน
จากนั้นนามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC)
ได้แบบสัมภาษณ์ที่สมบูรณ์นาไปถามคุณภาพผู้บริหารสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์ จานวน 5 คน
ไ
ม่ผ่าน
นาแบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผ่
าน
ปรับปรุง
แบบสัมภาษณ์ ปรับปรุง
ไม่ผ่าน
ผ่าน
ไม่ผ่าน
ผ่าน
84
ี า
การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีการดาเนินการดังนี้
า ี่ า า า
1. ผู้วิจัยขอความอนุเคราะห์ในสัมภาษณ์ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ โดยผู้วิจัยดาเนินการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง
2. ผู้วิจัยนาแบบสัมภาษณ์ที่ได้มาสังเคราะห์ เพื่อนาไปดาเนินการทาร่างแนวทาง
การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในขั้นต่อไป
า า
ผู้วิจัยนาแบบสัมภาษณ์ผู้บริหารมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ตาม
ความต้องการของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร นาเสนอข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์ในที่ประชุม
คณะกรรมการดาเนินงานโครงการพัฒนาเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อกาหนดวัตถุประสงค์และวางแผนกาหนดแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ใน
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
า า า า มกราคม - มีนาคม 2559
ที่ พ า า ท ี ที่ า า พ า
า า พ า า า า า พ า
การศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อ
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
า า
า
- ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 10 คน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์
- ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ จานวน 5 เขตพื้นที่การศึกษา
- ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ จานวน สานัก ศูนย์ กลุ่ม
า (สุมแบบเ พาะเจาะจง
- ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน
(กลุ่มเดิมตามรายชื่อภาคผนวก ก- 6)
- ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ จานวน 30 คน (รายชื่อภาคผนวก จ–195
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
85
่ ที่ า
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม
ในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ใช้รูปแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) โดยกาหนดค่าระดับคะแนน ดังนี้
ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย
ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด การแปลความหมายค่าเ ลี่ย
ซึ่งผู้วิจัยแปลงมาจากแนวคิดของ (ธานินทร์ ศิลปจารุ, 2553 : 75) มีเกณ ์ดังนี้
4.50 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย
1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด
เกณ ์เ ลี่ยของระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อเทคโนโลยีและองค์ประกอบ
ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานในงานวิจัยนี้ใช้ค่าเ ลี่ยของคะแนนรวมจากการประเมินตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน
ี า ่ ที่ า
แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และ
ด้านเนื้อหาการประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ใช้ระบบ
ป ิบัติงานเว็บไซต์ต้นแบบ การประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีขั้นตอนการดาเนินการดังนี้
1. ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การออกแบบเว็บไซต์ เทคโนโลยี และ
องค์ประกอบเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
ศึกษาวิธีการออกแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ
โดยผู้วิจัยได้นามติที่ประชุมคณะกรรมการดาเนินงานโครงการพัฒนาเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา
86
ความต้องการและแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ มาพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ดังนี้
1) ศึกษาโครงสร้างของระบบ การออกแบบโครงสร้างของระบบป ิบัติงานของ
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยได้แบ่งสิทธิของ
ผู้ใช้งาน ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานบันทึกข้อมูลและจัดการนาเข้าเนื้อหา พัฒนาเนื้อหา
และผู้ใช้บริการ
การออกแบบระบบฐานข้อมูลมีส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ
ประกอบด้วย 2 โมดูล ได้แก่
(1) โมดูลบรรณาธิการ เปนส่วนที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับ ข้อเขียนที่
บรรณาธิการหรือนักเขียนชั้นนาเขียนขึ้น เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเปนแนวของบทความทาง
การศึกษา โดยมีรายละเอียดในการเผยแพร่ ได้แก่ นโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์การดาเนินงานของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน โดยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน การดาเนินงานของผู้บริหารระดับสูงในสังกัด และเหตุการณ์น่าสนใจ
ในปจจุบัน ล การนานโยบายสู่การป ิบัติของผู้บริหารระดับสูง ความก้าวหน้าสู่การป ิบัติระดับ
เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา บุคลากรทาง การศึกษา ครู และนักเรียน
( โมดูลข่าว ศธ (ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ เปนส่วนที่แสดงข้อมูล
เกี่ยวกับข่าวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาต่าง ในทุก ช่องทางที่ได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
ทางสื่อที่หลากหลาย ได้แก่ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ ข่าวองค์กร ข่าวหนังสือพิมพ์ ที่เกี่ยวข้องกับ
การศึกษา
(3 โมดูลข่าว สพฐ เปนส่วนที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับ ข่าวความเคลื่อนไหว
เกี่ยวกับการป ิบัติภารกิจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษาเลขาธิการ ผู้บริหารระดับสูง และผู้อานวยการสานักใน
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(4 โมดูลข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด) เปนส่วนที่แสดง
ข้อมูล ประกอบด้วย การดาเนินกิจกรรมของสานักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ผู้อานวยการศึกษาธิการ
จังหวัด รองผู้อานวยการศึกษาธิการจังหวัด ผู้อานวยการกลุ่มในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายและ
ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่
การป ิบัติ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
87
(5) โมดูลข่าว สพท (ข่าวเขตพื้นที่การศึกษา เปนส่วนที่แสดงข้อมูล
เกี่ยวกับการดาเนินกิจกรรมของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษา รองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อานวยการกลุ่มในสังกัดขับเคลื่อนนโยบาย
สู่การป ิบัติภายใต้นโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
( โมดูลข่าวโรงเรียน เปนส่วนที่แสดงข้อมูลการดาเนินกิจกรรมของ
โรงเรียนที่ผู้อานวยการสถานศึกษา รองผู้อานวยการสถานศึกษา ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา
ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสู่การป ิบัติ
(7) โมดูลข่าวการศึกษาพิเศษ เปนส่วนแสดงข้อมูลการดาเนินกิจกรรมของ
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ และสถานศึกษา ที่ผู้อานวยการสถานศึกษา
รองผู้อานวยการสถานศึกษา ข้าราชการครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อน
นโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
(8) โมดูลคลิปข่าว เปนส่วนแสดง คลิปวีดีโอ การจัดการเรียนการสอน
นวัตกรรม ผลงาน ครู นักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากร ที่สะท้อนให้เห็นถึงการป ิบัติ
ภารกิจของครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
( โมดูลเข็มทิศ สพฐ เปนส่วนที่แสดงข้อมูลภารกิจการป ิบัติงานของ
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(10) โมดูลห้องพักครู เปนส่วนที่แสดงข้อมูล ข่าวความเคลื่อนไหวทาง
การศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เช่น การโยกย้าย บรรจุ
และแต่งตั้ง การแสดงความยินดี การได้รับรางวัลเกียรติยศ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ ผลงาน
สร้างสรรค์ของครู บุคลากรทางการศึกษา
(11) โมดูลเพชรใน สพฐ เปนส่วนที่แสดง ข่าวกิจกรรมของสานักงานเขต
พื้นที่การศึกษา โรงเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในสังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปนผลงานดีเด่นเปนที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน
88
(12) เว็บบอร์ด เปนส่วนที่เปดรับ งความคิดเห็น แลกเปลี่ยน สนทนา
และถามตอบกับบรรณาธิการเว็บไซต์
3 การพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในส่วนต่าง ของระบบการวางแผนการทางาน
ของระบบเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมพัฒนาเว็บไซต์ด้วยเทคโนโลยีเว็บ พัฒนาเว็บไซต์โดยใช้
โปรแกรมบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL การพัฒนาออกแบบ และสร้างระบบฐานข้อมูล
ใส่เนื้อหาและไ ล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา
PHP, PHPMYADMIN และ JAVA การออกแบบโครงสร้างใช้รูปแบบ Web ใยแมงมุม และ Site
โครงข่าย หรือเรียกว่าโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งหมายถึงกลุ่มของเว็บเพจที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน
ประกอบไปด้วยเว็บเอกสาร Web Documents และสื่อประสมต่าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความ
จัดเตรียมระบบและโดเมนเนมเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น โดยส่วนที่แสดงผลให้กับผู้ชมเว็บไซต์เรียกว่า
“สพฐ นิวส์” หรือหน้าเว็บไซต์ที่ www.sorportornews.obec.go.th
การทดสอบระบบ ผู้วิจัยจัดให้มีการทดสอบที่ละโมดูลเพื่อเปนการยืนยัน
การทางานระดับย่อยที่สุดทางานได้ถูกต้อง และทดสอบการใช้งานโดยทาเว็บอัพโหลดไปยังเว็บ
เซิร์ เวอร์ โดยศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐานกาหนด เปนระยะเวลา เดือน และทดสอบ
การใช้งานทุกวันโดยวิธีเรียกใช้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากภายในและภายนอกสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1.5 จัดอบรมทดสอบระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ การแก้ไขเนื้อหาและการพัฒนา
เนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” หรือหน้าเว็บไซต์ที่ โดย
ช่วงแรกสาหรับผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์จาก สานัก ศูนย์ กลุ่ม จานวน 3 คน
2. สร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์
ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยด้านเทคโนโลยี
และองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ใช้แบบประเมินแบบเบล็คบอค (Black
box (มนต์ชัย เทียนทอง, 2554 เปนประเด็นคาถาม ประกอบด้วย ด้าน ได้แก่ ด้านการตรงตาม
ความต้องการของผู้ใช้ระบบ (Functional Requirement Test ด้านการทางานได้ตาม งก์ชั่นงาน
ของระบบ (Functional Test ด้านความง่ายต่อการใช้งาน (Usability Test) และด้านการรักษา
ความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ (Security Test) และความเหมาะสมด้านองค์ประกอบเว็บไซต์ที่
ในรูปแบบมาตราส่วน 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด เพื่อวิเคราะห์และ
สรุปการศึกษาเทคโนโลยีเว็บไซต์และองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ แล้วเสนอต่อที่
ปรึกษา
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
89
3. นาแบบประเมิน ที่ผ่านการแก้ไขจากที่ปรึกษา แล้วไปเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านเว็บไซต์จานวน 3 คน และด้านเนื้อหา จานวน 3 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-145) เพื่อวิเคราะห์หา
ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกาหนดเกณ ์ดังนี้
(วรปภา อารีราษฎร์, 2558)
ให้คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา
ให้คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา
ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา
พบว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ
ด้านเว็บไซต์จานวน 3 ท่าน และด้านเนื้อหา จานวน 3 ท่านแล้ว ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00
(รายละเอียดแสดงในภาคผนวก ข หน้า 164-168)
4. นาแบบประเมิน ที่ดาเนินการแก้ไขเสร็จแล้วนั้น นาไปให้ผู้บริหารสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการออกแบบเว็บไซต์และการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) และผู้ใช้
ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการทดลองระบบ จานวน 3 คน ประเมินความเหมาะสม
5. นาแบบประเมิน มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ พัฒนาเว็บไซต์ตามผลข้อมูลที่ได้
วิเคราะห์
ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมใน
การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ดังภาพ 3
90
ภาพที่ ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา
เว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการเลือกใช้เทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม
ในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมิน
สร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม
ในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ
นาแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบเสนอ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านเนื้อหาจานวนด้านละ 3 คนจากนั้นนามาหาค่าดัชนีความ
สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC)
ได้แบบประเมิน ที่สมบูรณ์นาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน ผู้บริหารสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจานวน 5 คน และผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์
จานวน 3 คน ประเมิน
นาแบบประเมิน มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ
นาแบบประเมิน
เสนอต่อที่ปรึกษา
ผ่
าน
ปรับปรุง
แบบประเมิน ปรับปรุง
ไม่ผ่าน
ผ่าน
ผ่าน
ไม่ผ่าน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
91
ี า า า
1. นาผลการสังเคราะห์จากขั้นตอนที่ 1 มากาหนดเปาหมายในการพัฒนา
การออกแบบเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ นิวส์”
เพื่อประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และนามากาหนด
เปนแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน
2. จัดทา (ร่าง แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโครงสร้างการออกแบบเทคโนโลยีและ
องค์ประกอบเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ นิวส์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอต่อที่ปรึกษาคณะทางานดาเนินงานโครงการประชุมเชิงป ิบัติการบริหาร
จัดการเว็บไซต์ สพฐ นิวส์ เพื่อขอคาแนะนา
3 ปรับปรุงแก้ไข (ร่าง และโครงสร้างการออกแบบเทคโนโลยีและองค์ประกอบ
เว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามคาแนะนา
ของที่ปรึกษาคณะทางาน และทดลองระบบเปนเวลา เดือน
4. นาเอกสาร (ร่าง แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ และเว็บไซต์ต้นแบบในการ
ประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยนาแบบประเมินเทคโนโลยีและ
องค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ผู้ประเมิน ดังนี้
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน
- ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน
(กลุ่มเดิมกับขั้นตอน 1)
- ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานของเว็บไซต์ (จานวน 30 คน
โดยใช้แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบเหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
5. วิเคราะห์และปรับพัฒนาตามแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบ
ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และสรุปแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์
ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และ
ผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน
92
ี า
การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีการดาเนินการดังนี้
1. ผู้วิจัยนาการออกแบบเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา
เว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
ร่างแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ
ให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ประเมิน
2. ผู้วิจัยเก็บแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา
เว็บไซต์ต้นแบบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ตอบแบบสอบถาม ผู้วิจัยเก็บแบบประเมินด้วยตนเอง
3. ผู้วิจัยนาแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์
ต้นแบบ มาทาการวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อนาไปปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบของเว็บไซต์ และนาไปกาหนดเปนแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ใน
การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. จัดทาแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ คู่มือการป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ในการ
ประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” ที่ปรับปรุง เสนอต่อ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
า า
ผู้วิจัยนาแบบประเมินคุณภาพหามาวิเคราะห์โดยการหาค่าเ ลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ( ..DS ) จากมาตรวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยกาหนดค่าระดับคะแนน
ดังนี้
ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย
ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด
การแปลความหมายค่าเ ลี่ยซึ่งผู้วิจัยแปลงมาจากแนวคิดของ (ธานินทร์ ศิลปจารุ, 2553)
มีเกณ ์ดังนี้
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
93
4.50 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย
1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด
เกณ ์เ ลี่ยของระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อเว็บไซต์ต้นแบบ ในการ
ประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในงานวิจัยนี้ใช้ค่าเ ลี่ยของคะแนน
รวมจากการประเมินตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน
า า า า เมษายน - มิถุนายน 2559
ที่ ทา า า พ า า า า
า า า า พ า า า า า
พ า
เพื่อพัฒนาเนื้อหาบนเว็บไซต์ และสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงาน
เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” และ
นาเสนอที่ประชุมคณะทางานดาเนินงานโครงการประชุมเชิงป ิบัติการบริหารจัดการเว็บไซต์
“สพฐ นิวส์” และรายงานต่อสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป
า
ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์ของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จานวน 5 เขต
ที่ได้รับมอบหมายให้เปนผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
่ ที่ า
เอกสารแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” คู่มือการป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” และแบบประเมินผล
การใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์”
ี า ่ ที่ า
แบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์”
94
1. ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และศึกษาวิธีการออกแบบประเมิน
คุณภาพโดยวิธีการสร้างแบบสอบถามการยอมรับการนาไปใช้ของเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
ตามตัวแบบ TAM คือ ประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการับรู้ว่าเปนระบบที่ง่ายต่อ
การใช้งาน (สิงหะ วีสุข และ สุนันทา วงศ์จตุรภัทร, 2555)
2. สร้างแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วเสนอต่อที่ปรึกษา เพื่อ
ตรวจสอบความเหมาะสม
3. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ที่ผ่านการแก้ไขจาก
ที่ปรึกษา แล้วไปเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์จานวน 3 ท่าน และด้านเนื้อหา จานวน 3 ท่าน
(กลุ่มเดิม รายชื่อภาคผนวก ก, 145) เพื่อวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item
Objective Congruence: IOC) โดยกาหนดเกณ ์ดังนี้ (วรปภา อารีราษฎร์, 55
ให้คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา
ให้คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา
ให้คะแนน - เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา
พบว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้าน
เว็บไซต์จานวน 3 ท่าน และด้านเนื้อหา จานวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00
(รายละเอียด ภาคผนวก ค, 169-172)
4. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบของเว็บไซต์“สพฐ นิวส์”
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ดาเนินการแก้ไขเสร็จแล้ว
เปน บับสมบูรณ์ นาไปให้ผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์ ประเมินหลังการอบรม
5. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์
มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการออกแบบเว็บไซต์
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงาน
เว็บไซต์ “สพฐ นิวส์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ดังภาพ 3 3
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
95
ภาพที่ ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบของเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงาน
เว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม
สร้างแบบสอบถามการยอมรับต่อการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์
ตามตัวแบบ TAM
นาแบบสอบถาม
เสนอต่อที่ปรึกษา
นาแบบสอบถามการยอมรับการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
เสนอผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และ ด้านเนื้อหา จานวนด้านละ 3 คน จากนั้นนามาหา
ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC)
ได้แบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สมบูรณ์
ไปให้ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ตอบแบบสอบถามหลังการอบรม
นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ
ผ่
าน
ปรับปรุง
แบบสอบถาม ปรับปรุง
ไ
ม่ผ่าน
ไม่ผ่าน
ไม่ผ่าน
ผ่าน
ผ่าน
96
ี า
การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีการดาเนินการดังนี้
1. ผู้วิจัยทาหนังสือจัดส่ง แนวทางและคู่มือการป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์” โดย
ดาวน์โหลดทาง ของศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พร้อม Username และ Password นักประชาสัมพันธ์สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
และสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประสานกับผู้ดูแลระบบ และทดลองบันทึกข้อมูล ข่าว
ภาพข่าว บทความ สกู ข่าวประชาสัมพันธ์เข้าระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ และจัดอบรมประชุม
เชิงป ิบัติการบริหารจัดการเว็บไซต์ สพฐ นิวส์”
2. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์”
ให้ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ หลังจากการอบรมการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ และพัฒนา
เนื้อหาบนเว็บไซต์แล้ว ได้ตอบแบบสอบถาม และนาไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเ ลี่ยและ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบกับเกณ ์ประเมิน
3. นาเสนอในที่ประชุมคณะทางานดาเนินงานโครงการประชุมเชิงป ิบัติการบริหาร
จัดการเว็บไซต์ สพฐ นิวส์ ดาเนินการประชาสัมพันธ์เว็บไชต์ “สพฐ นิสว์”
า า
ผู้วิจัยนาแบบประเมินผลการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
1. นาประเมินผลการใช้ระบบเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” มาวิเคราะห์โดยการหาค่าเ ลี่ย
( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ..DS ) จากมาตรวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
โดยกาหนดค่าระดับคะแนน ดังนี้
ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย
ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด
การแปลความหมายค่าเ ลี่ยซึ่งผู้วิจัยแปลงมาจากแนวคิดของ (ธานินทร์ ศิลปจารุ,
2553) มีเกณ ์ดังนี้
4.50 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
97
1.50 – 2.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย
1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด
เกณ ์เ ลี่ยของระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อการใช้ระบบเว็บไซต์
ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในงานวิจัยนี้ใช้
ค่าเ ลี่ยของคะแนนรวมจากการประเมินตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน
ที่ า า า ภาพ ่
1. หาค่าความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC)
โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545)
คือ ค่าดัชนีความสอดคล้อง
คือ ผลรวมของค่าความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
คือจานวนผู้เชี่ยวชาญ
า า
2. การหาค่าจานวนเ ลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ 2538: 73)
คือ จานวนเ ลี่ย
คือ ผลรวมของค่าจานวนทั้งหมด
คือ จานวนกลุ่มตัวอย่าง
98
3. การหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ
และอังคณา สายยศ, 2538)
คือ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
คือ ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง
คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลังสอง
า า า า เดือน กรกฎาคม - กันยายน 2559
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
99
บทที่ 4
ผลก�รวิจัย
บทที่
ผลของว ัย
ผลการวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูวิจัยไดนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูล โดยมี
รายละเอียดตามขั้นตอนดําเนินการวิจัย ตามลําดับดังนี้
ระยะที่ ผลการวเคราะหการสัม าษณความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ากผบรหาร
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผเชี่ยวชา านการออกแบบ
เว็บไซต
โดยใชแบบสอบ ามแบงเนื้อหาออกเปนดานเนื้อหา และดานการออกแบบเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งผูวิจัยไดวิเคราะหขอมูลที่ได
จากการสัมภาษณผูบริหารสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจํานวน ทาน และ
ผูเชี่ยวชาญดานการออกแบบเว็บไซตจํานวน ทาน ที่มีตอความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนา
เว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไดผลการวิเคราะห
ออกมาเปน ดังนี้
ผบรหารของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไ มีความตองการและ
แนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พอสรปตามประเ ็นหัวขอสัม าษณ ังนี้
1. การสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซต
และการแบงหัวขอเนื้อหาเ พาะเปนการนําเสนอขอมูลขาวสารเผยแพรเพื่อสรางการรับรู
ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลักษณเปนหนังสือพิมพ
ออนไลนเผยแพรผานทางอินเตอรเน็ตโดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่ใชเนื้อหาขอมูลขาวสารมาเผยแพรในเว็บไซตทั้งหมดจะตองมี
บรรณาธิการ หรือผูที่มีหนาที่รับผิดชอบเลือกสรรขาวที่เขียนขึ้นโดยเจาหนาที่และนักประชาสัมพันธ
ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคัดกรองคุณภาพขอมูลขาวสารมานําเสนอบนเว็บไซต
และลําดับความสําคัญที่เปนขาวเดน โดยบรรณาธิการทําการเรียบเรียงใหมีความนาสนใจ เพื่อดึงดูด
100
100
ผูอานใหติดตามอาน และสื่อมวลชนสามาร นําขอมูลไปเผยแพรในรูปแบบตาง ๆ ตอไปได เชน ขาว
กระทรวงศึกษาธิการ ขาวศึกษาธิการจังหวัด ขาวสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขาว
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขาวโรงเรียนในสังกัด ล นอกจากนี้ ตองนําเสนอขอมูลขาวสารที่เปน
ประโยชน ครอบคลุมทุกภารกิจในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และสอดคลองการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร
ของกระทรวงศึกษาธิการ และมีสารประโยชนตอผูใชบริการในดานการบริหารงานบุคคล การ
บริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป เปนตน มีการนําเสนอ
ขอมูลขาวสารความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เชน สารประโยชนในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
ความเคลื่อนไหวของนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเรียนการสอน ผลงานดีเดนในดานตาง ๆ
ที่เปนการบริหารจัดการที่เปนเลิศ est P ctices ของผูบริหาร ขาราชการครู บุคลากรทางการ
ศึกษา เจาหนาที่ และนักเรียน รวม ึงดีเดนในดานคุณธรรม จริยธรรมที่ดีเปนสอดคลองกับคานิยม
1 ประการ เพื่อเปนการเชิดชูเกียรติ และเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู ผูใชบริการซึ่งเปน ผูบริหาร
ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจาหนาที่ นักเรียน และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ตลอดจน
สื่อสารมวลชนแขนงตาง ๆ สามาร นําไปประยุกตใชในการเผยแพรขอมูลขาวสารและเปนการขยาย
ผลตอยอด
. ควรมีการนําเอา Mu time i มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซต
ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะสามาร นําเสนอไดทั้ง
ไฟลเสียง วีดีโอ ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวตาง ๆ มาประกอบกับการรายงานขอมูลขาวสารเพื่อใหมี
ความดึงดูดความสนใจของผูใชบริการ แตมีผูบริหารเพียง 1 ทาน ที่มีความเห็นวา ควรใหความสําคัญ
ของการนําเสนอเนื้อหาของขาวสารกับภาพนิ่ง ไมควรนํา Mu time i มาใชประกอบ เพราะผูอาน
อาจมีขอจํากัดทางดานเวลาและการใชสัญญาณอินเตอรเน็ต
. การใชตัวอักษร MS S ns Se i หรือ o i ขนาดตัวอักษร 1 เปน
ความนิยมสวนใหญที่ใชในเว็บไซต เหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธ และมีผูบริหาร 2 ทานมี
ความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยในการใชตัวอักษรขนาดใหญกวาขนาดอักษร 1 ได โดยขอใหพิจารณา ึง
ความเหมาะสมตามรูปแบบของการนําเสนอขอมูลขาวสาร เพื่อชี้แนะใหผูอานเห็น ึงลําดับ
ความสําคัญของขอความขาวสาร เชน ในการพาดหัวขาว คํานึง ึงการเลือกใชชุดสี รูปภาพหรือ
กราฟก ใหเปนรูปแบบเดียวกันตลอด
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
101
101
4. การใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ เพื่อดึงดูด
ความสนใจในการเขามาชมเว็บไซต ในภาพรวมผูบริหารมีความเห็นวา ไมควรมีการใชเสียงดนตรี
ประกอบในหนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ เนื่องจากอาจจะทําใหผูใชบริการเกิดความสับสนและ
เปนการรบกวน
. การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธ ผูบริหารมีความเห็นวา
ควรใหผูอานสามาร เห็นหัวขอขาวที่ปกติอยูในหนาแรกของเว็บไซต ตองจัดแบงเปนรูปแบบของเมนู
ขอมูลขาวสาร ซึ่งจะมีการนําเสนอหัวขอขาวทั้งในปจจุบันและอดีต หรือมีการนําเสนอหัวขอขอมูล
ขาวสารควบคูไปกับความนําของแตละขาวเรียงไปตามประเภทของขาว ออกแบบระบบนําทางให
ผูอานสามาร เห็นองคประกอบอื่น ๆ ได โดยจัดใหมีชองทางการติดตอบรรณาธิการ การพูดคุยแสดง
ความคิดเห็นของผูอาน ตลอดจนเชื่อมโยงขอมูลที่เกี่ยวของไดดวย
. การจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลขาวสารในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ควรใชแบบเรียงลําดับขั้น ซึ่งควรเรียงขอมูลขาวสารภายในไปสูภายนอก เพื่อลดการซ้ําของขอมูล
ขาวสารที่นําเสนอ กราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ในขั้นตอนนี้ ออกแบบระบบนําทางหรือรวม ึง
การกําหนด ในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยใน
การออกแบบ เชน การใช SS ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล
ออกแบบรูปแบบทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน
. ควรจัดวาง โลโก เมนู และภาพประกอบ ในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ตามมาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญนิยมจัดวางโลโกจะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ัด
ลงมาจากโลโก การเลือกสีตองใชความสามาร ทางดานศิลปะในการเลือกใชสีและเลือกใชรูปภาพที่จะ
นํามาแสดงในเว็บไซต ปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง และภาพประกอบตามความเหมาะสม
คํานึง ึงความเรียบงาย มีรูปแบบเดียวกัน และมีเอกลักษณในความเปนสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
. เว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ควรมีการจัดวาง L yout ตามมาตรฐานของเว็บไซต ซึ่งประกอบดวย He e บนสุด รองลงมาเมนู
และเนื้อหาตามความเหมาะสม
102
10
. การประชาสัมพันธเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ใหเปนที่รูจักแกบุคคลทั่วไป ควรใชสื่อในการประชาสัมพันธ ทาง Soci Me i
เชน ce oo , itte , Line เปนตน
10. การใชโปรแกรมสําหรับการจัดทําเว็บไซต และการบริหารจัดการฐานขอมูล
MySQL การพัฒนาออกแบบ และสราง ระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่เกี่ยวของ และ
การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และJAVA
การออกแบบโครงสรางของระบบ สามาร นํามาใชในการพัฒนาเว็บไซตไดอยางมีประสิทธิภาพ
ผเชี่ยวชา านการออกแบบเว็บไซตในการประชาสัมพันธไ มีความค เห็น
เกี่ยวกับส าพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พอสรปตามประเ ็นหัวขอสัม าษณ ังนี้
1. การแบงหัวขอเนื้อหาการสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบเปน
หมวดหมูและจัดหัวขอสําคัญตาง ๆ ใหชัดเจน และมีการคลิกหนาเขาสูเว็บไซตและขอใหนําเสนอโดย
ใชเทคนิคการพาดหัวขาวใหมีความนาสนใจลักษณะเหมือนรูปแบบของหนังสือพิมพออนไลน
มีชองทางในการติดตอสอบ ามมาดวย องคประกอบเนื้อหาของเว็บไซตควรแบงเปนหมวดหมูระดับ
ตาง ๆ โดยดานเนื้อหาที่มานําเสนอในผานทางเว็บไซต ตองมีการปรับเปลี่ยนใหทันสมัย ขอมูลที่ทัน
เหตุการณอยูเสมอ สามาร เพิ่มเติมขาวสารไดตลอดเวลา และสามาร ลบหรือแกไขสิ่งที่ไมจําเปน
ทิ้งได
. การมีการนําเอา Mu time i มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธ แตมีผูเชี่ยวชาญ 1 ทานเห็นตางวา ไมควรนําเอา Mu time i มาใชประกอบเพื่อ
อธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตในการประชาสัมพันธเพราะจะทําใหไมนาสนใจ
. การใชตัวอักษร MS S ns Se i หรือ om ขนาดตัวอักษร 1
จึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตในการประชาสัมพันธ แตมีผูเชี่ยวชาญ ทานเห็นตางวา ควรใชตัวอักษร
ขนาดไหนก็ไดแลวแตความเหมาะสมและตามมาตรฐานที่รองรับ
4. การใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซต เพื่อดึงดูดความสนใจในการเขามาชม
เว็บไซต ผูเชี่ยวชาญมีความเห็นวา ไมควรมีการใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซต เนื่องจากอาจจะ
ทําใหผูใชบริการเกิดความสับสน และเปนการรบกวน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
103
10
. การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตในการประชาสัมพันธไดหลายรูปแบบ
ที่เปนนิยมกันมาก คือ นําเสนอในรูปแบบของเมนูขาวที่ใหผูอานเลือกหัวขอขาวที่ตองการแลวสามาร
คลิกเขาไปเพื่อเปนการเปดเขาสูเนื้อหาขาวสารนั้น ๆ กับในรูปแบบไ เปอรเท็กซ ซึ่งมีลักษณะคลาย
กับเอกสารธรรมดา แตสวนที่แตกตางคือภายในไ เปอรเท็กซจะมีเสนทางเชื่อมโยงตอไปยังหนา
เอกสารอื่น ๆ ดวย โดยผูอานสามาร เลือกสวนของขอความที่สนใจแลวระบบดึงขอมูลที่เชื่อมโยงนั้น
มาแสดงใหอานตอในทันที ซึ่งขาวสารที่แสดงออกมามีทั้งขอความ รูปภาพ กราฟก ตัวอักษร รวมไป
ึงภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียง หรือ คลิปวีดีโอนั้น และดวยความสามาร ของไ เปอรเท็กซจึงทําใหผูอาน
สามาร เขาไปดูขอมูลขาวสารไดลึกลงไปเรื่อย ๆ จากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันได
. การจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ควรใชแบบ
เรียงตามความสําคัญตามลําดับจากหนวยงานระดับนโยบายและยุทธศาสตร คือ กระทรวงศึกษาธิการ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา ล
ใช้โครงสร้างเว็บไซต์แบบใยแมงมุม (Web Structure) ซึ่งความยืดหยุ่นมากที่สุด ทุกหน้าในเว็บ
สามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกันได้หมด
. ควรจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
มาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญแลว โลโก จะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ัดลงมา
จากโลโกภาพประกอบตามความเหมาะสม ตามดวยที่อยูตอนทาย
. เว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีการจัดวาง L yout ตามมาตรฐานของ
เว็บไซต ซึ่งประกอบดวย He e บนสุด รองลงมาเมนู และเนื้อหา ตามความเหมาะสม
. วิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซต ใหเปนที่รู จักแกบุคคลทั่วไป ควรทํา S และ
ใชสื่อในการประชาสัมพันธ เชน ce oo , Line, itte ล
10. ปจจุบัน Joom D e m e e , Wo ess โปรแกรมบริหารจัดการ
ฐานขอมูล MySQL และเปนโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ JAVA เปนโปรแกรมสําหรับ
การจัดทําเว็บไซตที่สามาร นํามาใชไดอยางมีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธระบบบริหารจัดการเว็บไซตควรเปนเครื่องแมขาย A ic tion กับเครื่องแมขาย
ในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL
104
104
ระยะที่ 2 ผลการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมใน
การพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน
ผูวิจัยไดนําขอมูลสภาพความตองการและแนวทางในการพัฒนาเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของผูบริหารและผูเชี่ยวชาญ
ดานการออกแบบเว็บไซต มาเปนแนวทางในการออกแบบโครงรางเว็บไซตตนแบบ และ รางแนวทาง
การพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยสวนที่แสดงผลใหกับผูชมเว็บไซตเรียกวา “สพฐ. นิวส” หรือหนาเว็บไซตที่
www.sorportornews.obec.go.th พัฒนาเว็บไซตโดยใชโปรแกรมบริหารจัดการฐานขอมูล
MySQL การพัฒนาออกแบบ และสรางระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่เกี่ยวของ และ
การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ JAVA
การออกแบบโครงสรางใชรูปแบบ Web ใยแมงมุม และ Site โครงขาย หรือเรียกวาโครงขายใยแมง
มุม ประกอบไปดวยเว็บเอกสาร Web Documents และสื่อประสมตาง ๆ เชน ภาพ เสียง ขอความ
จัดเตรียมระบบและโดเมนเนมเว็บไซตที่พัฒนาขึ้น โดยสวนที่แสดงผลใหกับผูชมเว็บไซตเรียกวา
“สพฐ. นิวส” หรือหนาเว็บไซตที่ www.sorportornews.obec.go.th โดยไดแบงสิทธิของผูใชงาน
ไดแก ผูดูแลระบบ ผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซต และผูขอใชบริการ โดยผูดูแลระบบตองล็อกอินเขาสู
ระบบทุกครั้งเพื่อจัดการขอมูลขาวสารประชาสัมพันธ โดยระบบบริหารจัดการเว็บไซตและฐานขอมูล
ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพที่ 4.1
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
105
10
าพที่ .1 แสดงระบบบริหารจัดการเว็บไซตและฐานขอมูลการประชาสัมพันธของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สําหรับฐานขอมูลการเว็บไซต สพฐ. นิวส ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานประกอบดวย
ระบบ ront n ste
1. สวนของ ont n ซึ่งเปนสวนที่แสดงผลใหกับผูเขาชมเว็บไซต หรือหนาเว็บไซต
www.sorportornews.obec.go.th
. .Lo b nce ในสวนของ ont en ใชสําหรับรองรับเว็บไซต หากมี
การเขามาชมพรอม ๆ กัน เชน 1,000 คน ระบบก็จะทําการจัดการใหผูชมเขาสูระบบเว็บไซตในเครื่อง
A ic tion 1 จํานวน 00 คน และ A ic tion จํานวน 00 คนเทาๆ กัน ทําใหการเรียก
เว็บไซตไดรวดเร็วยิ่งขึ้น และหากมีเครื่องแมขายใดชารุด สวนที่เหลือก็ยังสามาร ใหบริการได
ตามปกติ เปนการปองกันระบบแมขายลมอีกวิธีหนึ่ง
. S itc ทําหนาที่เชื่อมตอระบบเครื่องแมขาย A ic tion กับเครื่องแมขาย
ในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL
106
10
4. เครื่องแมขายในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL ทําหนาที่ในการจัดเก็บ
ขอมูลของเว็บไซตทั้งหมด ที่ ูกสงมาจากเครื่องแมขาย A e se 1 และ Sc oo se และ
แสดงผลเมื่อมีการเรียกใชจากเครื่องแมขาย A ic tion 1 และ A ic tion
ระบบ c n ste
1. สวนของ c n ซึ่งเปนสวนการบริหารจัดการเว็บไซต เปนสวนการจัดการ
เนื้อหา รวม ึงโครงสรางของเว็บไซต สําหรับใหผูดูแลเว็บไซต บรรณาธิการ เขามาบริหารจัดการ
เว็บไซต ในสวนเนื้อหาของเว็บไซต .so o to ne s.obec. o.t
. .Lo b nce ในสวน c n ใชสําหรับรองรับผูใชงาน ผูดูแลเว็บไซต
และบรรณาธิการ หากมีการเขาระบบพรอมกัน โดยจัดการแบงพื้นที่ในเว็บไซตเทาๆ กัน เชน มีผูเขา
ชมจํานวน 0,000 คน ระบบจะทําการจัดใหผูเขาชมเขาสูระบบเว็บไซตในเครื่อง A e se 1
จํานวน 1 ,000 คน และ Sc oo se จํานวน 1 ,000 คน เทา ๆ กัน ทําใหการเขาสูระบบ
การบริหารจัดการเว็บไซตไดรวดเร็วยิ่งขึ้น และหากมีเครื่องแมขายตัวใดตัวหนึ่งชํารุดอีกตัวก็จะ
สามาร ใหบริการไดตามปกติ เปนการปองกันระบบแมขายลม
. สวนของ S itc ทําหนาที่ตอระบบเครื่องแมขาย A e se 1 และ Sc oo
se กับเครื่องแมขายในการจัดเก็บขอมูล D t b se MySQL
4. เครื่องแมขายในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL ทําหนาที่ในการจัดเก็บ
ขอมูลของเว็บไซตทั้งหมด ที่ ูกสงมาจากเครื่องแมขาย A e se 1 และ Sc oo se และ
แสดงผลเมื่อมีการเรียกใชจากเครื่องแมขาย A ic tion 1 และ A ic tion
โดยแบงขั้นตอนการปฏิบัติงานเว็บไซตตนแบบประชาสัมพันธ “สพฐ. นิวส” เปน 2
รูปแบบตามผังแสดงกระบวนการทํางานตามขั้นตอนแบบที่ 1 ดังภาพที่ 4. และแบบที่ ดังภาพ
ที่ 4.
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
107
10
าพที่ ผังแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงานเว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส แบบที่ 1
108
10
าพที่ 3 ผังแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงานเว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส แบบที่
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
109
10
โดยมีองคประกอบของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวย 12 โมดูลดังนี้
1. โมดูล บรรณาธการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ ขอเขียนที่บรรณาธิการหรือ
นักเขียนชั้นนําเขียนขึ้น เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเปนแนวของบทความทางการศึกษา ๆ โดยมี
รายละเอียดในการเผยแพร ไดแก นโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ
ยุทธศาสตร กลยุทธการดําเนินงานของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การดําเนินงานของผูบริหารระดับสูงในสังกัด และเหตุการณนาสนใจในปจจุบัน ล การนํานโยบาย
สูการปฏิบัติของผูบริหารระดับสูง ความกาวหนาสูการปฏิบัติระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา
บุคลากรทาง การศึกษา ครู และนักเรียน ดังภาพที่ 4.4
าพที่ แสดงโมดูล บรรณาธการ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
. โมดูล ขาว ศธ ขาวกระทรวงศึกษาธการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับขาว
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาตาง ๆ ในทุก ๆ ชองทางที่ไดรับการเผยแพรประชาสัมพันธทางสื่อที่
หลากหลาย ไดแกขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวองคกร ขาวหนังสือพิมพ ที่เกี่ยวของกับการศึกษา
ดังภาพที่ 4.
110
110
าพที่ 5 แสดงโมดูล ขาว ศธ ขาวกระทรวงศึกษาธการ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
. โมดูล ขาว สพฐ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ ขาวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ
การปฏิบัติภารกิจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษาเลขาธิการ ผูบริหารระดับสูง และผูอํานวยการสํานักในสังกัด
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพที่ 4.
าพที่ 6 แสดงโมดูล ขาว สพฐ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
111
111
4. โมดูล ขาว ศธ ขาวสํานักงานศึกษาธการ ังหวั เปนสวนที่แสดงขอมูล
ประกอบดวย การดําเนินกิจกรรมของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด
รองผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด ผูอํานวยการกลุมในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของ
รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสูการปฏิบัติ
ดังภาพที่ 4.
าพที่ 7 แสดงโมดูล ขาว ศธ ขาวสํานักงานศึกษาธการ ังหวั
เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
. โมดูล ขาว สพท ขาวเขตพื้นที่การศึกษา เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ
การดําเนินกิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
รองผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผูอํานวยการกลุมในสังกัดขับเคลื่อนนโยบาย
สูการปฏิบัติภายใตนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพที่ 4.
112
11
าพที่ 8 แสดงโมดูล ขาว สพท เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
. โมดูล ขาวโรงเรียน เปนสวนที่แสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของโรงเรียน
ที่ผูอํานวยการส านศึกษา รองผูอํานวยการส านศึกษา ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษารวมกัน
ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสูการปฏิบัติ ดังภาพที่ 4.
าพที่ 9 แสดงโมดูล ขาวโรงเรียน เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
113
11
7. โมดูล ขาวการศึกษาพเศษ เปนสวนแสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของสํานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนยการศึกษาพิเศษ และส านศึกษา ที่ผูอํานวยการส านศึกษา
รองผูอํานวยการส านศึกษา ขาราชการครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมกันขับเคลื่อน
นโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังภาพที่ 4.1
าพที่ 10 แสดงโมดูล ขาวการศึกษาพเศษ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
8. โมดูล เข็มทศ สพฐ เปนสวนที่แสดงขอมูลภารกิจการปฏิบัติงานของเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูชวย
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทีมคณะประชาสัมพันธศูนยสารนิเทศการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนผูนําเสนอไปยัง กองบรรณาธิการขาว
าพที่ 11 แสดงโมดูล เข็มทศ สพฐ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
114
114
9. โมดูล หองพักคร เปนสวนที่แสดงขอมูล ขาวความเคลื่อนไหวทางการศึกษา
ของบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชน การโยกยาย บรรจุและแตงตั้ง
การแสดงความยินดี การไดรับรางวัลเกียรติยศ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ ผลงานสรางสรรค
ของครู บุคลากรทางการศึกษา ดังภาพที่ 4.1
าพที่ 12 แสดงโมดูล หองพักคร เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
10. โมดูล เพชรใน สพฐ เปนสวนที่แสดง ขาวกิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษา โรงเรียน ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เปนผลงานดีเดนเปนที่ประจักษตอสาธารณชน ดังภาพที่ 4.1
าพที่ 13 แสดงโมดูล เพชรใน สพฐ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
115
11
11. โมดูล คลปขาว เปนสวนแสดง คลิปวีดีโอ การจัดการเรียนการสอน นวัตกรรม
ผลงาน ครู นักเรียน ผูบริหารส านศึกษา และบุคลากร ที่สะทอนใหเห็น ึงการปฏิบัติภารกิจของครู
นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
12. เว็บบอรด เปนสวนที่เปดรับฟงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน สนทนา และ าม ตอบ
กับบรรณาธิการเว็บไซต
และดําเนินการจัดทําคูมือการใชเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” (รายละเอียดคูมือใน
ภาคผนวก ง – 166)
ในขั้นตอนนี้ ไดจัดใหมีการทดลองการใชงาน ในแตละโมดูล โดยนําเว็บอัพโหลดไปยัง
เซิรฟเวอรที่ศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และผูดูและระบบสวนกลางสุมกลุมตัวอยางโดยเ พาะเจาะจง จํานวน 24 คน ผูดูและ
ระบบ คน ประชุมชี้แจงและทดสอบการเขาใชงานในสวนของ A min และผูดูแลระบบ
มอบ se n me และ P ss o ใหผูใชงานเพื่อทดลองการใชงานเว็บไซตและพัฒนาเนื้อหาของ
เว็บไซต เปนเวลา 1 เดือน ระหวางเดือนพ ษภาคม หลังจากนั้น นําเสนอเว็บไซตตนแบบ
“สพฐ. นิวส” และแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในที่ประชุมคณะกรรมการดําเนินงานโครงการพัฒนาเว็บไซตประชาสัมพันธ
ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 1 พ ษภาคม
โดยผูวิจัยไดรวบรวมขอมูลและไดทําการสาธิตการใชระบบการเว็บไซต สพฐ. นิวส
เสนอตอผูเชี่ยวชาญดานระบบเว็บไซตและผูบริหาร ในการเขา ึงขอมูลในแตละโมดูล และนําแบบ
ประเมินคุณภาพระบบสารสนเทศเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” และประเมินความเหมาะสมขององคประกอบโมดูลเว็บไซต และ
แนวทางพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธทางออนไลนที่ https://2 news.wor press.co
ของศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ ผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลเมื่อวันที่ 1 -18
มิ ุนายน และนํามาวิเคราะหขอมูล สรุปดังตารางที่ , 4 และ ไดดังนี้
116
11
ตารางที่ ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส”
รายการ
ผเชี่ยวชา
(n = )
ผบรหาร
(n = )
ผใชระบบ
(n =30)
รวม
(n = 40)
ระ ับ
ความ
ค เห็นX ..DS X ..DS X ..DS X ..DS
านประสทธ าพของการทํางานระบบ
1. ความสามาร ในการติดตอ
ฐานขอมูล
4.55 0.18 4. .20 4. . 1 4. .29 มากที่สุด
. ความสามาร ในการนําเสนอ
ขอมูล
4.70 .10 4. .20 4. .4 4. 1 . มากที่สุด
. ความสามาร ในการทํางาน
ของระบบภาพรวม 4. 5 .18 4. .12 4. . 4. . มากที่สุด
รวม 60 30 มากที่สุด
านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ
1. ความ ูกตองของระบบในการ
เพิ่มขอมูล
4. .20 4. .20 4. . 1 4. 1 . มากที่สุด
. ความ ูกตองของระบบในการ
ปรับปรุงขอมูล 4. . 8 4. .20 4.4 . 4.4 . มาก
. ความ ูกตองของระบบในการ
ลบขอมูล
4. .20 4. .12 4. . 1 4. . 7 มากที่สุด
4. ความ ูกตองของการทํางาน
ระบบในภาพรวม
4. .12 4. .12 4. . 1 4. . มากที่สุด
รวม 20 9 มากที่สุด
านความงายตอการใชงานในระบบ
1. ความงายตอการเรียกใชงาน 4. .12 4. .12 4. . 4. . มากที่สุด
. ความชัดเจนของขอความงาย
ตอการใชงาน 4. .12 4. .12 4. . 4. . 0 มากที่สุด
. ความงายตอการเพิ่มขอมูล 4. .12 4. .12 4. .4 4. . 4 มากที่สุด
4. ความนาใชงานของระบบใน
ภาพรวม
4. .28 4. .12 4. . 4. 1 . มากที่สุด
รวม 6 มากที่สุด
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
117
11
ตารางที่ 4.1 ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส
(ตอ)
รายการ
ผเชี่ยวชา
(n )
ผบรหาร
(n )
ผใชระบบ
(n =30)
รวม
(n 40)
ระ ับ
ความ
ค เห็น
X ..DS X ..DS X ..DS X ..DS
านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล
1. การกําหนดสิทธิในการเขา ึง
ขอมูลของผูใชระบบ 4. .28 4. .12 4. .4 4. . มากที่สุด
. การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาด
ในการปอนขอมูลเขาสูระบบ 4. . 0 4. .12 4. . 1 4. 1 . 1 มากที่สุด
. ความปลอดภัยของการเขา ึง
ขอมูล 4. . 8 4. .12 4. . 4. . มากที่สุด
4. ระบบการรักษาความปลอดภัย
ในภาพรวม 4. .28 4. .12 4. .4 4. . มากที่สุด
รวม 4.54 0.26 4.75 0.12 4.62 0.35 . .2 มากที่สุด
โ ยรวม 4.60 0.19 4.67 0.14 4.55 0.49 4.60 0.28 มากที่สุด
จากตารางที่ 4.1 พบวา ความคิดเห็นโดยรวมของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่
มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด
( X =4. 0, ..DS 0. ) เมื่อพิจารณารายดานความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบ
พบวา เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตที่อยูในระดับมากที่สุด คือ ดานความงายตอการใช
งานในระบบ X =4. , ..DS =0. ) ดานความเหมาะสมในการรักษาความปลอดภัย X =4. 1,
..DS =0. ดานความ ูกตองในการทํางานของฟงชั่นงานของระบบ X =4. , ..DS =0. )
และ ดานประสิทธิภาพของการทํางานระบบ X =4.42, ..DS =0. 0 ตามลําดับ
118
11
ตารางที่ .2 ความค เห็นของผเชี่ยวชา ผบรหาร และผใชระบบที่มีตอองคประกอบโม ล
ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ นวส
รายการ
ผเชี่ยวชา
(n = )
ผบรหาร
(n = )
ผใชระบบ
(n = 30)
รวม
(n =40)
ระ ับ
ความ
ค เห็นX ..DS X ..DS X ..DS X ..DS
1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วาง
หนาเว็บไซต 4.50 0.58 4.25 0.50 4.32 0.85 4.36 0.64 มาก
. โมดูล se ผูใชงาน 4.50 0.52 4.50 0.58 4.62 0.66 4.54 0.59 มากที่สุด
. โมดูลการจัดการเนื้อหา
เว็บไซต
4.50 0.58 4.50 0.58 4.58 0.72 4.53 0.63 มากที่สุด
4. โมดูลการจัดการบท
บรรณาธิการ
4.50 0.58 4.75 0.50 4.46 0.73 4.57 0.60 มากที่สุด
. โมดูลการจัดการขาว ศธ. 4.50 0.58 4.50 0.58 4.32 0.85 4.44 0.67 มาก
. โมดูลการจัดการขาว ศธจ. 4.50 0.58 4.25 0.96 4.46 0.63 4.40 0.67 มาก
7 . โมดูลการจัดการขาว สพฐ. 4.50 0.58 4.75 0.50 4.45 0.68 4.57 0.59 มากที่สุด
8. โมดูลการจัดการขาว สพท. 4.50 0.58 4.75 0.50 4.65 0.70 4.63 0.59 มากที่สุด
. โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน 4.50 0.58 4.75 0.50 4.58 0.72 4.61 0.60 มากที่สุด
1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษา
พิเศษ
4.50 0.58 4.59 0.54 4.52 0.75 4.54 0.63 มากที่สุด
11. โมดูลการจัดการเพชรใน
สพฐ.
4.50 0.58 4.50 0.58 4.55 0.76 4.52 0.64 มากที่สุด
1 . โมดูลการจัดการหองพักครู 4.50 0.58 4.75 0.50 4.46 0.73 4.57 0.62 มากที่สุด
1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ
สพฐ.
4.50 0.58 4.75 0.50 4.31 0.78 4.52 0.62 มากที่สุด
14. โมดูล A min ผูดูแล
ระบบ
4.75 0.50 4.75 0.50 4.65 0.69 4.72 0.56 มากที่สุด
1 . โมดูลแสดงหนาเว็บไซต 4.75 0.50 4.75 0.50 4.55 0.75 4.68 0.58 มากที่สุด
1 . โมดูลกระดาน ามตอบ 4.75 0.50 4.50 0.58 4.55 0.76 4.60 0.61 มากที่สุด
รวม 0 0.73 มากที่ส
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
119
11
จากตารางที่ 4. พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอ
องคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส ในภาพรวมอยูในระดับ
มากที่สุด X =4.55, ..DS 0.61) เมื่อพิจารณาเปนรายขอพบวา พบวา ความคิดเห็นของ
ผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต “สพฐ.
นิวส อยูในระดับมากที่สุด 3 ลําดับแรก ไดแก โมดูล A min ผูดูแลระบบ X =4. ,
..DS 0.56) โมดูลแสดงหนาเว็บไซต X =4.68, ..DS 0.58) โมดูลการจัดการขาว สพท.
X =4.63, ..DS 0.59) ตามลําดับ
ระยะที่ ผลการ ั ทําอบรมการใชระบบเว็บไซต พัฒนาเนื้อหาบนหนาเว็บไซต และศึกษา
การใชงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และปรับปรงแนวทางในเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผูวิจัยทําหนังสือจัดสง คูมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ. นิวส โดยดาวนโหลดคูมือทาง
https://2 news.wor press.co ของศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ
พรอม se n me และ P ss o ใหสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามอบใหเจาหนาที่ และ
นักประชาสัมพันธในสังกัด ประสานกับผูดูแลระบบ และทดลองบันทึกขอมูล ขาว ภาพขาว บทความ
สกูฟประชาสัมพันธเขาระบบบริหารจัดการเว็บไซต เดือนมิ ุนายน ) และจัดอบรมผูใชระบบ
บริหารจัดการเว็บไซต “สพฐ. นิวส เดือนกันยายน รายละเอียดตามภาคผนวก จ และ
เก็บขอมูลแจกแบบสอบ ามการยอมรับในการใชระบบบริหารจัดการเว็บไซตหลังการอบรม สรุปผล
การวิเคราะหแบบสอบ าม ดังตารางที่ 4. ตารางที่ 4.4 และตารางที่ 4.
ตารางที่ 4.3 สรุปภาพรวมผลการวิเคราะหการยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต“สพฐ. นิวส
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายการ
ผใชระบบ
n )
ระ ับ
ความค เห็น
X ..DS
1. ดานการรับรูประโยชนการการใชงาน 4. . 4 มากที่สุด
. ดานการรับรู ึงความงายในการใชงาน 4. 4 .4 มากที่สุด
โ ยรวม 4.66 0.55 มากที่ส
120
1 0
จากตารางที่ 4.3 ผูใชระบบที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” มีความคิดเห็นดานการรับรูประโยชนการใชงาน
และดานการรับรู ึงความงายในการใชงาน ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด ( X =4.66, ..DS = 0.55)
ตารางที่ . การยอมรับของผูใชระบบ ดานการรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
รายการ
ผใชระบบ
(n = 225) ระ ับ
ความค เห็น
X ..DS
1. ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน 4.54 0.63 มากที่สุด
. ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ 4.58 0.61 มากที่สุด
. ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน 4.60 0.59 มากที่สุด
4. ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง 4.75 0.51 มากที่สุด
. ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลได
อยาง ูกตอง 4.58 0.61 มากที่สุด
. ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน 4.56 0.68 มากที่สุด
รวม 4.57 0.64 มากที่ส
จากตารางที่ 4.4 พบวา การยอมรับของผูใชระบบ ดานการรับรู ึงประโยชน การใชงาน
ที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
ในภาพรวม มีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด ( X =4.57, ..DS = 0.64) เมื่อพิจารณารายขอ พบวา
ผูใชระบบบริหารจัดการมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับดังนี้ ระบบขอมูลขาวสาร
ประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง ( X =4.75, ..DS = 0.51) ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางาน
ครบ วน ( X =4.60, ..DS = 0.59) ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ ( X =4.58,
..DS = 0.61) ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง
ูกตอง ( X =4.58, ..DS = 0.61) ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธ
สําหรับผูใชงาน ( X =4.56, ..DS = 0.68) และ ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม
ครบ วน ( X =4.54, ..DS = 0.63)
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
121
1 1
ตารางที่ การยอมรับของผูใชระบบดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่มีตอเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
รายการ
ผใชระบบ
(n = 225)
ระ ับ
ความค เห็น
X ..DS
1. คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ 4. . มากที่สุด
. มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน 4. . มากที่สุด
. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล 4. .41 มากที่สุด
4. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่
เหมาะสม 4. . มากที่สุด
. ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย 4. .41 มากที่สุด
. มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ
และสวยงาม 4. .41 มากที่สุด
. สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต . . มากที่สุด
รวม มากที่ส
จากตารางที่ 4. พบวา การยอมรับของผูใชระบบบริการจัดการดานการรับรู ึง
ความงายในการใชงานที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด ( X =4. 4, ..DS = 0.4 ) เมื่อพิจารณา
รายขอ ผูใชระบบบริหารจัดการมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับดังนี้ สามาร ใช
ระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต ( X = . , ..DS = 0.20) ระบบบริหารจัดการ
ขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล ( X =4. , ..DS = 0.41) ระบบการจัดวาง
องคประกอบของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย ( X = , ..DS = 0.41) ระบบบริหารจัดการขอมูลมี
การใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม ( X =4. , ..DS = 0. ) คูมือสําหรับการแนะนํา
ในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ ( X =4. , ..DS = 0. ) มีกราฟกและ
การออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม และมีขั้นตอนการใชงานไม
ซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน ( X =4.55, ..DS = 0. )
122
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
123
บทที่ 5
สรุปผล อภิปร�ยผล และข้อเสนอแนะ
122
บทที่
สรปผล อ ปรายผล และขอเสนอแนะ
สรปผล
การวิจัยเรื่องการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการวิจัยและพัฒนา Research and Development จัดทํา
ขึ้นตามโครงการยกระดับและพัฒนาคุณภาพงานประชาสัมพันธดวยเครือขายอินเตอรเน็ต เพื่อเพิ่ม
ศักยภาพงานดานการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใหสอดคลอง
กับนโยบายการประชาสัมพันธของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการพัฒนารูปแบบการนําขอมูลขาวสารของ
การดําเนินการประชาสัมพันธใหทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ทันตอเหตุการณ เขา ึงทุกกลุมเปาหมาย และ
เปนการสื่อสารมวลชน และสรางภาพลักษณของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี
วัต ุประสงคเพื่อศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และเพื่อจัดทําเอกสารแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นําเสนอตอสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนในการดําเนินงานโดย 1 ศึกษาความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนาเว็บไซตตนแบบ และ
ศึกษา เทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส เพื่อเปน
แนวทางในการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3) จัดการอบรมผูใชระบบบริหารงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาการยอมรับของผูใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต “สพฐ. นิวส ซึ่ง
ขอมูลที่ไดจากการอบรมจะนําไปปรับปรุงแนวทางในการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธตอไป
โดยสรุปขอมูลจากการดําเนินการวิจัยแนวทางใน การพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1. ผลการสัม าษณส าพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการ
ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผบรหารของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผเชี่ยวชา านการออกแบบเว็บไซต
ผลการวิเคราะหที่ไดจากการสัมภาษณสภาพความตองการและแนวทางการพัฒนา
เว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูบริหารของ
124
12
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 5 ทาน และผูเชี่ยวชาญดานการออกแบบ
เว็บไซตจํานวน 5 ทาน ไดมีความคิดเห็น ดังนี้
การสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซตและ
การแบงหัวขอเนื้อหาเ พาะเปนการนําเสนอขอมูลขาวสารเผยแพรเพื่อสรางการรับรู
ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลักษณะเปนหนังสือพิมพ
ออนไลนเผยแพรผานทางอินเตอรเน็ตโดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่ใชเนื้อหาขอมูลขาวสารมาเผยแพรในเว็บไซตทั้งหมดจะตองมี
บรรณาธิการ หรือผูที่มีหนาที่รับผิดชอบเลือกสรรขาวที่เขียนขึ้นโดยเจาหนาที่และนักประชาสัมพันธ
ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคัดกรองคุณภาพขอมูลขาวสารมานําเสนอบนเว็บไซต และ
ลําดับความสําคัญที่เปนขาวเดน โดยบรรณาธิการทําการเรียบเรียงใหมีความนาสนใจ เพื่อดึงดูดผูอาน
ใหติดตามอาน และสื่อมวลชนสามาร นําขอมูลไปเผยแพรในรูปแบบตาง ๆ ตอไปได เชน
ขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวศึกษาธิการจังหวัด ขาวสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ขาวสํานักงาเขตพื้นที่การศึกษา ขาวโรงเรียนในสังกัด ล นอกจากนี้ ตองนําเสนอขอมูลขาวสารที่
เปนประโยชน ครอบคลุมทุกภารกิจในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคลองการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล
ยุทธศาสตรของกระทรวงศึกษาธิการ และมีสารประโยชนตอผูใชบริการในดานการบริหารงานบุคคล
การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป เปนตน
มีการนําเสนอขอมูลขาวสารความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เชน สารประโยชนในการพัฒนาศักยภาพ
ของบุคลากร ความเคลื่อนไหวของนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเรียนการสอน ผลงานดีเดนใน
ดานตาง ๆ ที่เปนการบริหารจัดการที่เปนเลิศ est ractces ของผูบริหาร ขาราชการครู บุคลากร
ทางการศึกษา เจาหนาที่ และนักเรียน รวม ึงดีเดนในดานคุณธรรม จริยธรรมที่ดีเปนสอดคลองกับ
คานิยม 1 ประการ เพื่อเปนการเชิดชูเกียรติ และเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู ผูใชบริการและ
สื่อสารมวลชนสามาร นําไปประยุกตใชและขยายผลตอยอด
โดยการแบงหัวขอเนื้อหาการสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบเปน
หมวดหมูและจัดหัวขอสําคัญตาง ๆ ใหชัดเจน และมีการคลิกหนาเขาสูเว็บไซตและขอใหนําเสนอโดย
ใชเทคนิคการพาดหัวขาวใหมีความนาสนใจลักษณะเหมือนรูปแบบของหนังสือพิมพออนไลน
มีชองทางในการติดตอสอบ ามมาดวย องคประกอบเนื้อหาของเว็บไซตควรแบงเปนหมวดหมูระดับ
ตาง ๆ โดยดานเนื้อหาที่มานําเสนอในผานทางเว็บไซต ตองมีการปรับเปลี่ยนใหทันสมัย ขอมูลที่ทัน
เหตุการณอยูเสมอ สามาร เพิ่มเติมขาวสารไดตลอดเวลา และ สามาร ลบหรือแกไขสิ่งที่ไมจําเปน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
125
12
ทิ้งได ในดานการนํา ltmeda มาใชสวนใหญแลวมีความเห็นวาควรนํา ltmeda มาใช
ประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพราะสามาร นําเสนอไดทั้งไฟลเสียง วีดีโอ ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวตาง ๆ
มาประกอบกับการรายงานขอมูลขาวสารเพื่อใหมีความดึงดูดความสนใจของผูใชบริการ
สําหรับตัวอักษรควรใช ans er หรือ orda ขนาดตัวอักษร 1 เปน
ความนิยมสวนใหญที่ใชในเว็บไซต เหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธ โดยในการใชตัวอักษรขนาด
ใหญกวาขนาดอักษร 1 ได ใหพิจารณา ึงความเหมาะสมตามรูปแบบของการนําเสนอขอมูลขาวสาร
เพื่อชี้แนะใหผูอานเห็น ึงลําดับความสําคัญของขอความขาวสาร เชน ในการพาดหัวขาว คํานึง ึง การ
เลือกใชชุดสี รูปภาพหรือกราฟก ใหเปนรูปแบบเดียวกันตลอด และไมควรมีการใชเสียงดนตรี
ประกอบในหนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ เนื่องจากอาจจะทําใหผูใชบริการเกิดความสับสนและ
เปนการรบกวน
การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธ ควรใหผูอานสามาร เห็น
หัวขอขาวที่ปกติอยูในหนาแรกของเว็บไซต ตองจัดแบงเปนรูปแบบของเมนูขอมูลขาวสาร ซึ่งจะมี
การนําเสนอหัวขอขาวทั้งในปจจุบันและอดีต หรือมีการนําเสนอหัวขอขอมูลขาวสารควบคูไปกับ
ความนําของแตละขาวเรียงไปตามประเภทของขาว ออกแบบระบบนําทางใหผูอานสามาร เห็น
องคประกอบอื่น ๆ ได โดยจัดใหมีชองทางการติดตอบรรณาธิการ การพูดคุยแสดงความคิดเห็นของ
ผูอาน ตลอดจนเชื่อมโยงขอมูลที่เกี่ยวของไดดวย ซึ่งการเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธไดหลายรูปแบบ ที่เปนนิยมกันมาก คือ นําเสนอในรูปแบบของเมนูขาวที่ใหผูอาน
เลือกหัวขอขาวที่ตองการแลวสามาร คลิกเขาไปเพื่อเปนการเปดเขาสูเนื้อหาขาวสารนั้น ๆ กับใน
รูปแบบไ เปอรเท็กซ ซึ่งมีลักษณะคลายกับเอกสารธรรมดา แตสวนที่แตกตางคือภายในไ เปอรเท็กซ
จะมีเสนทางเชื่อมโยงตอไปยังหนาเอกสารอื่น ๆ ดวย โดยผูอานสามาร เลือกสวนของขอความที่สนใจ
แลวระบบดึงขอมูลที่เชื่อมโยงนั้นมาแสดงใหอานตอในทันที ซึ่งขาวสารที่แสดงออกมามีทั้งขอความ
รูปภาพ กราฟก ตัวอักษร รวมไป ึงภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียง หรือ คลิปวีดีโอนั้น และดวย
ความสามาร ของไ เปอรเท็กซจึงทําใหผูอานสามาร เขาไปดูขอมูลขาวสารไดลึกลงไปเรื่อย ๆ
จากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันได
ในดานการจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลขาวสารในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ควรใชแบบเรียงลําดับขั้น ซึ่งควรเรียงขอมูลขาวสารภายในไปสูภายนอก เพื่อลดการซ้ําของขอมูล
ขาวสารที่นําเสนอ กราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ซึ่งการออกแบบระบบนําทางหรือรวม ึง
การกําหนดในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยใน
126
12
การออกแบบ เชน การใช ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล
ออกแบบรูปแบบทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน และควรใชแบบเรียงตามความสําคัญตามลําดับ
จากหนวยงานระดับนโยบายและยุทธศาสตร คือ กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา ล
สําหรับการจัดวาง โลโก เมนู และภาพประกอบ ในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ตามมาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญนิยมจัดวางโลโกจะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ัด
ลงมาจากโลโก การเลือกสีตองใชความสามาร ทางดานศิลปะในการเลือกใชสีและเลือกใชรูปภาพที่
จะนํามาแสดงในเว็บไซต ปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง และภาพประกอบตาม
ความเหมาะสม คํานึง ึงความเรียบงาย มีรูปแบบเดียวกัน และมีเอกลักษณในความเปนสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
a o t ของเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานควรมีการจัดวาง a o t ตามมาตรฐานของเว็บไซต ซึ่งประกอบดวย eader บนสุด
รองลงมาเมนู และเนื้อหาตามความเหมาะสม
การใชโปรแกรมสําหรับการจัดทําเว็บไซต และการบริหารจัดการฐานขอมูล
การพัฒนาออกแบบ และสราง ระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่เกี่ยวของ และ
การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D และ
การออกแบบโครงสรางของระบบ สามาร นํามาใชในการพัฒนาเว็บไซตไดอยางมีประสิทธิภาพ
โดยในการประชาสัมพันธเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ใหเปนที่รูจักแกบุคคลทั่วไป ควรใชสื่อในการประชาสัมพันธ ทาง ocal eda
เชน ace oo tter ne เปนตน
ผลการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ ผูวิจัยไดจัดทํา ราง เว็บไซตตนแบบ
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”เครื่องมือที่ใชใน
การพัฒนาการพัฒนาออกแบบ และสรางระบบฐานขอมูล โดยใชโปรแกรมบริหารจัดการฐานขอมูล
และการพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D
ทางเว็บไซต R : . . . . โดยมีองคประกอบของเว็บไซตตนแบบใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวย 1 โมดูล คือ
1 โมดูลบรรณาธิการ โมดูลขาว ศธ. ขาวกระทรวงศึกษาธิการ โมดูลขาว สพฐ.
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
127
12
โมดูลขาว ศธจ. ขาวสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด ) โมดูลขาว สพท. ขาวเขตพื้นที่การศึกษา
โมดูล ขาวโรงเรียน โมดูลขาวการศึกษาพิเศษ 8) โมดูล คลิปขาว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ.
1 โมดูล หองพักครู 11 โมดูล เพชรใน สพฐ. 12 เว็บบอรด และผลการศึกษา เทคโนโลยีและ
องคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบวา ความคิดเห็นโดยรวมของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร
และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” อยูในระดับ
มากที่สุด เมื่อพิจารณารายดานความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบ พบวา
เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตที่อยูในระดับมากที่สุด คือ ดานความงายตอการใชงานใน
ระบบ ล ดานความเหมาะสมในการักษาความปลอดภัย ดานความ ูกตองในการทํางานของฟงชั่นงาน
ของระบบ และดานประสิทธิภาพของการทํางานระบบตามลําดับ สําหรับความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ
ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ
“สพฐ. นิวส” พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูล
ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด
เมื่อพิจารณาเปนรายขอพบวา พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอ
องคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต “สพฐ. นิวส” อยูในระดับมากที่สุด ลําดับแรก
ไดแก โมดูล dmn ผูดูแลระบบ โมดูลแสดงหนาเว็บไซต โมดูลการจัดการขาว สพท. ตามลําดับ
ผลการจัดการอบรมและประเมินผลการทดลองเว็บไซต“สพฐ. นิวส”
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมผูใชระบบมี
การยอมรับตอระบบปฏิบัติงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในดานการรับรูประโยชนการการใชงาน และดานการรับรู ึงความงาย
ในการใชงาน มีระดับของการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายดาน พบวา ผูใชระบบ
ปฏิบัติงานเว็บไซตมีความการยอมรับดานการรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซตใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูใน
ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขอ พบวา ผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซตมีการยอมรับอยูในระดับมาก
ที่สุดทุกขอ ตามลําดับ คือ ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูลขาวสาร
มีฟงกชั่นการทํางานครบ วน ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพขอมูลขาวสาร
สอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูลขาวสารเปน
แหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน และระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความ
ครอบคลุมครบ วน สําหรับความคิดเห็นของผูใชระบบดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่มีตอ
เว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
128
12
ในภาพรวมมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขออยูในระดับมากที่สุดทุกขอ
ตามลําดับ คือ สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลาที่มีอินเตอรเน็ตระบบบริหารจัดการ
ขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสม
เขาใจงาย ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม
คูมือปฏิบัติงานเว็บไซตสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ มีกราฟก
และการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม และมีขั้นตอน
การใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน
อ ปรายผล
1 สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูบริหารของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานและผูเชี่ยวชาญดานการออกแบบเว็บไซต พบวา การสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ควรมีรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซตและการแบงหัวขอเนื้อหาเ พาะเปนการนําเสนอขอมูล
ขาวสารเผยแพรเพื่อสรางการรับรู ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ลักษณะเปนหนังสือพิมพออนไลนเผยแพรผานทางอินเตอรเน็ตโดยสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่ใชเนื้อหาขอมูลขาวสารมาเผยแพร
ในเว็บไซตทั้งหมดจะตองมีบรรณาธิการ หรือผูที่มีหนาที่รับผิดชอบเลือกสรรขาวที่เขียนขึ้นโดย
เจาหนาที่และนักประชาสัมพันธของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคัดกรองคุณภาพขอมูลขาวสาร
มานําเสนอบนเว็บไซต และลําดับความสําคัญที่เปนขาวเดน โดยบรรณาธิการทําการเรียบเรียงใหมี
ความนาสนใจ เพื่อดึงดูดผูอานใหติดตามอาน และสื่อมวลชนสามาร นําขอมูลไปเผยแพรในรูปแบบ
ตาง ๆ ตอไปได เชน ขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวศึกษาธิการจังหวัด ขาวสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ขาวสํานักงาเขตพื้นที่การศึกษา ขาวโรงเรียนในสังกัด ล นอกจากนี้
ตองนําเสนอขอมูลขาวสารที่เปนประโยชน ครอบคลุมทุกภารกิจในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคลองการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตาม
นโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตรของกระทรวงศึกษาธิการ และมีสารประโยชนตอผูใชบริการในดาน
การบริหารงานบุคคล การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป
เปนตน มีการนําเสนอขอมูลขาวสารความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เชน สารประโยชนในการพัฒนา
ศักยภาพของบุคลากร ความเคลื่อนไหวของนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเรียนการสอน ผลงาน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
129
12
ดีเดนในดานตาง ๆ ที่เปนการบริหารจัดการที่เปนเลิศ est ractces ของผูบริหาร ขาราชการครู
บุคลากรทางการศึกษา เจาหนาที่ และนักเรียน รวม ึงดีเดนในดานคุณธรรม จริยธรรมที่ดีเปน
สอดคลองกับคานิยม 1 ประการ เพื่อเปนการเชิดชูเกียรติ และเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู ผูใชบริการ
และสื่อสารมวลชนสามาร นําไปประยุกตใชและขยายผลตอยอด
โดยการแบงหัวขอเนื้อหาการสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบเปน
หมวดหมูและจัดหัวขอสําคัญตาง ๆ ใหชัดเจน และมีการคลิกหนาเขาสูเว็บไซตและขอใหนําเสนอโดย
ใชเทคนิคการพาดหัวขาวใหมีความนาสนใจลักษณะเหมือนรูปแบบของหนังสือพิมพออนไลน
มีชองทางในการติดตอสอบ ามมาดวย องคประกอบเนื้อหาของเว็บไซตควรแบงเปนหมวดหมูระดับ
ตาง ๆ โดยดานเนื้อหาที่มานําเสนอในผานทางเว็บไซต ตองมีการปรับเปลี่ยนใหทันสมัย ขอมูลที่ทัน
เหตุการณอยูเสมอ สามาร เพิ่มเติมขาวสารไดตลอดเวลา และสามาร ลบหรือแกไขสิ่งที่ไมจําเปน
ทิ้งได สอดคลองกับ อภินนท ยั่งยืน 2 ) ที่กลาวไววา เนื้อหา ือเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดในเว็บไซต
ดังนั้นในเว็บไซตควรจัดเตรียมเนื้อหา ขอมูลและมีการจัดรูปแบบใหเปนเ พาะที่ผูใชตองการให ูกตอง
และสมบูรณโดยมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมใหทันตอเหตุการณอยูเสมอ เนื้อหาที่สําคัญที่สุด คือ
เนื้อหาที่สรางขึ้นมาเอง โดยไมซ้ํากับเว็บอื่น เพราะจะเปนสิ่งที่ดึงดูดผูใชใหเขามาในเว็บไซตอยูเสมอ
ในดานการนํา ltmeda มาใชสวนใหญแลวมีความเห็นวาควรนํา ltmeda
มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพราะสามาร นําเสนอไดทั้งไฟลเสียง วีดีโอ ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวตาง ๆ มา
ประกอบกับการรายงานขอมูลขาวสารเพื่อใหมีความดึงดูดความสนใจของผูใชบริการ สําหรับ
ตัวอักษรควรใช ans er หรือ orda ขนาดตัวอักษร 1 เปนความนิยมสวนใหญที่ใชใน
เว็บไซต เหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธ โดยในการใชตัวอักษรขนาดใหญกวาขนาดอักษร 1 ได
ใหพิจารณา ึงความเหมาะสมตามรูปแบบของการนําเสนอขอมูลขาวสาร เพื่อชี้แนะใหผูอานเห็น ึง
ลําดับความสําคัญของขอความขาวสาร เชน ในการพาดหัวขาว คํานึง ึงการเลือกใชชุดสี รูปภาพหรือ
กราฟก ใหเปนรูปแบบเดียวกันตลอด และไมควรมีการใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซตในการ
ประชาสัมพันธ เนื่องจากอาจจะทําใหผูใชบริการเกิดความสับสนและเปนการรบกวน สอดคลองกับ
เอกเทพ ภักดีศิริมงคล 2 ที่กลาวไววา ขนาดของตัวอักษรมีผลตอคุณสมบัติ ลักษณะของเนื้อหา
หลายประการ การเขา ึงบทบาทและความสําคัญของขนาดตัวอักษรจะชวยใหการออกแบบเว็บเพจที่
สามาร ดึงความสนใจของผูอานไปยังขอมูลที่ตองการ รวมทั้งมีผลตอการนําทางใหผูใชคลิกไปยังสวน
ตาง ๆ ได ซึ่งแนวทางที่นิยมใชเพื่อจะชวยใหเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาบนเว็บเพจรวมทั้ง
130
12
การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธขององคกรไดหลายรูปแบบขึ้นอยูกับเนื้อเนื้อหา
และความ นัดของผูใช ที่เปนนิยมกันมากคือ เชื่อมโยงดวยรูปภาพ และไอคอน
การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธควรใหผูอานสามาร เห็นหัวขอขาว
ที่ปกติอยูในหนาแรกของเว็บไซตตองจัดแบงเปนรูปแบบของเมนูขอมูลขาวสาร ซึ่งจะมีการนําเสนอ
หัวขอขาวทั้งในปจจุบันและอดีตหรือมีการนําเสนอหัวขอขอมูลขาวสารควบคูไปกับ ความนําของ
แตละขาวเรียงไปตามประเภทของขาว ออกแบบระบบนําทางใหผูอานสามาร เห็นองคประกอบอื่น ๆ
ไดโดยจัดใหมีชองทางการติดตอบรรณาธิการ การพูดคุยแสดงความคิดเห็นของผูอาน ตลอดจน
เชื่อมโยงขอมูลที่เกี่ยวของไดดวย ซึ่งการเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตในการประชาสัมพันธได
หลายรูปแบบ ที่เปนนิยมกันมาก คือ นําเสนอในรูปแบบของเมนูขาวที่ใหผูอานเลือกหัวขอขาวที่
ตองการแลวสามาร คลิกเขาไปเพื่อเปนการเปดเขาสูเนื้อหาขาวสารนั้น ๆ กับในรูปแบบไ เปอรเท็กซ
ซึ่งมีลักษณะคลายกับเอกสารธรรมดา แตสวนที่แตกตางคือภายในไ เปอรเท็กซจะมีเสนทางเชื่อมโยง
ตอไปยังหนาเอกสารอื่น ๆ ดวย โดยผูอานสามาร เลือกสวนของขอความที่สนใจแลวระบบดึงขอมูลที่
เชื่อมโยงนั้นมาแสดงใหอานตอในทันที ซึ่งขาวสารที่แสดงออกมามีทั้งขอความ รูปภาพ กราฟก
ตัวอักษร รวมไป ึงภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียง หรือ คลิปวีดีโอนั้น และดวยความสามาร ของ
ไ เปอรเท็กซจึงทําใหผูอานสามาร เขาไปดูขอมูลขาวสารไดลึกลงไปเรื่อย ๆ จากแหลงขอมูลตาง ๆ
ที่มีความเชื่อมโยงกันได นั้นในทางปฏิบัติสามาร ทําได เนื่องจากสอดคลองกับ พิรพร หมุนสนิท และ
อัจจิมา เลี้ยงอยู 2 ที่กลาววา การจัดโครงสรางเว็บไซต te tr ct re คือการนําขอมูล
ขอบเขตของเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซตจากขั้นตอนยอยที่ 1 มาจัดทําเปนโครงสรางขอมูลใน
เว็บไซต จัดลําดับการนําเสนอขอมูล โดยสรางเปนแผนผังโครงสรางเว็บไซต กําหนดรูปแบบ
การเชื่อมโยงในเว็บไซต กําหนดรูปแบบการจัดวางระบบนําทางหรือเนวิเกชั่น การสรางแผนผัง
โครงสรางเว็บไซต คือ การนําลําดับการนําเสนอขอมูลมาสรางเปนแผนผังที่สื่อความหมายแสดง
โครงสรางขอมูลที่เปนลําดับชั้นและแสดงการเชื่อมโยงขอมูลในแตละเว็บเพจอยางชัดเจน
อาจแสดงในรูปแบบแผนที่เว็บไซต te map) สารบัญเว็บ a le o content) ลําดับ
การนําเสนอ tor oard หรือ ผังงาน lo hart ประกอบดวยหนาแรกคือ ome pa e ที่
สามาร เชื่อมโยงไปยังสวน ตาง ๆ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
131
1
ในดานการจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลขาวสารในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ควรใชแบบเรียงลําดับขั้น ซึ่งควรเรียงขอมูลขาวสารภายในไปสูภายนอก เพื่อลดการซ้ําของขอมูล
ขาวสารที่นําเสนอ กราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ซึ่งการออกแบบระบบนําทางหรือรวม ึง
การกําหนดในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยใน
การออกแบบ เชน การใช ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล
ออกแบบรูปแบบทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน และควรใชแบบเรียงตามความสําคัญตามลําดับ
จากหนวยงานระดับนโยบายและยุทธศาสตร คือ กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา ล
สําหรับการจัดวาง โลโก เมนู และภาพประกอบ ในเว็บไซตในการประชาสัมพันธตาม
มาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญนิยมจัดวางโลโกจะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู
ดานลางโลโก การเลือกสีตองใชความสามาร ทางดานศิลปะในการเลือกใชสีและเลือกใชรูปภาพที่จะ
นํามาแสดงในเว็บไซต ปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง และภาพประกอบตามความเหมาะสม
คํานึง ึงความเรียบงาย มีรูปแบบเดียวกัน และมีเอกลักษณในความเปนสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน สวน a o t ของเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานควรมีการจัดวาง a o t ตามมาตรฐานของเว็บไซต ซึ่งประกอบดวย eader
บนสุด รองลงมาเมนู และเนื้อหาตามความเหมาะสม
ในการพัฒนาเว็บไซตโดยใชโปรแกรมสําหรับการจัดทําเว็บไซต และการบริหารจัดการ
ฐานขอมูล การพัฒนาออกแบบ และสราง ระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่
เกี่ยวของ และการพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D และ
การออกแบบโครงสรางของระบบ สามาร นํามาใชในการพัฒนาเว็บไซตไดอยางมีประสิทธิภาพ
สอดคลองกับ ชัยวัฒน สมศรี และ ธนกร นอยทองเล็ก 2558 บทคัดยอ ไดศึกษาแนวทาง
การพัฒนาเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทางการตลาดของผูประกอบการ โรงแรมรมไมกรีนพารค อําเภอเมือง
จังหวัดลําปาง โดยใชระบบจัดการฐานขอมูล และใชโปรแกรม เปนเครื่องมือที่ใชใน
การพัฒนาระบบ ผลการวิจัยพบวาการพัฒนาเว็บไซตนี้เปนไปตามความตองการของผูประกอบการ
เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพักหรือนักทองเที่ยวและผูเชี่ยวชาญการประเมินระบบสามาร เพิ่ม
ชองทางการตลาดที่หลากหลาย
132
1 1
ในการประชาสัมพันธเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ใหเปนที่รูจักแกบุคคลทั่วไป ควรใชสื่อในการประชาสัมพันธ ทาง ocal eda เชน
ace oo tter ne เปนตน
โดยจากผลการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากการสัมภาษณ พบวา ความคิดเห็นสวนใหญทั้งดานสภาพ
ความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ใหความสําคัญในเรื่องของเนื้อหาที่ใชการประชาสัมพันธจะตองมีความ ูกตอง
เปนไปในทิศทางเดียวกันรวมทั้งการออกแบบใหเปนไปตามองคประกอบของการออกแบบเว็บไซต ซึ่ง
ขอมูลจากการสัมภาษณสามาร นําไปเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ
ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไดตอไป
ผลการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ ผูวิจัยไดจัดทํา ราง เว็บไซตตนแบบการ
ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”เครื่องมือที่ใชใน
การพัฒนาการพัฒนาออกแบบ และสรางระบบฐานขอมูล โดยใชโปรแกรมบริหารจัดการฐานขอมูล
และ การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D และ
การออกแบบโครงสรางใชรูปแบบ e ใยแมงมุม และ te โครงขาย หรือเรียกวาโครงขายใย
แมงมุม ประกอบไปดวยเว็บเอกสาร e Doc ments และสื่อประสมตาง ๆ เชน ภาพ เสียง
ขอความจัดเตรียมระบบและโดเมนเนมเว็บไซตที่พัฒนาขึ้น โดยสวนที่แสดงผลใหกับผูชมเว็บไซต
เรียกวา “สพฐ. นิวส หรือหนาเว็บไซตที่ ทาง R :
. . . . โดยมีองคประกอบของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ
ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวย 1 โมดูล คือ 1 โมดูลบรรณาธิการ
โมดูลขาว ศธ. ขาวกระทรวงศึกษาธิการ 3) โมดูลขาว สพฐ. โมดูลขาว ศธจ. ขาวสํานักงาน
ศึกษาธิการจังหวัด ) โมดูลขาว สพท. ขาวเขตพื้นที่การศึกษา โมดูล ขาวโรงเรียน โมดูลขาว
การศึกษาพิเศษ 8) โมดูล คลิปขาว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 1 โมดูล หองพักครู 11 โมดูลเพชร
ใน สพฐ. 12 เว็บบอรด และผลการศึกษาเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา
เว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พบวา ความคิดเห็นโดยรวมของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่
เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายดาน
ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบ พบวา เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนา
เว็บไซตที่อยูในระดับมากที่สุด คือ ดานความงายตอการใชงานในระบบ ดานความเหมาะสม
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
133
1 2
ในการรักษาความปลอดภัย ดานความ ูกตองในการทํางานของฟงชั่นงานของระบบ และ
ดานประสิทธิภาพของการทํางานระบบตามลําดับ สําหรับความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และ
ผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส พบวา
ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการ
พัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเปนรายขอ
พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมใน
การพัฒนาเว็บไซต “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด ลําดับแรกไดแก โมดูล dmn ผูดูแล
ระบบ โมดูลแสดงหนาเว็บไซต โมดูลการจัดการขาว สพท. ตามลําดับ
ผลการจัดการอบรมและประเมินผลการทดลองเว็บไซต“สพฐ. นิวส ใน
การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมผูใชระบบมี
การยอมรับตอระบบปฏิบัติงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ดานการรับรูประโยชนการการใชงาน และดานการรับรู ึงความงายในการ
ใชงานมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายดาน พบวา ผูใชระบบมีการยอมรับดาน
การรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขอ พบวา
อยูในระดับมากที่สุดทุกขอ คือ ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูล
ขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพขอมูล
ขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูล
ขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน และระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมี
ความครอบคลุมครบ วน สําหรับการยอมรับของผูใชระบบดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่
มีตอเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
ในภาพรวมมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขอ ผูใชระบบมีการยอมรับอยูใน
ระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับ คือ สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต
ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล ระบบการจัดวางองคประกอบ
ของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และ
สีที่เหมาะสม คูมือปฏิบัติงานเว็บไซตสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอ
การปฏิบัติ มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม
134
1
และมีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน สอดคลองกับ เช็น hen. 2
12 ไดศึกษา ึงการประชาสัมพันธโดยใชอินเตอรเน็ต ที่ทําใหวิธีการสื่อสารและการแลกเปลี่ยน
ขาวสารเปลี่ยนแปลงไป ขาวสารสามาร สงไดทุกเวลาและมีความรวดเร็ว ไมมีขีดจํากัดทุกคนสามาร
นําเสนอขาวไดเอง
ขอเสนอแนะ
การดําเนินการพัฒนาการประชาสัมพันธ ในเชิงนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นฐาน มีดังนี้
1. ควรสนับสนุนและจัดหา Server อุปกรณ และสัญญาณอินเทอรเน็ต เพื่อรองรับ
บริการ รวม ึงพัฒนาผูทําหนาที่ดูแลรับผิดชอบระบบ โปรแกรมสําหรับใหบริการเว็บ ระบบบริหาร
จัดการเว็บไซต ระบบฐานขอมูล และการดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับเครื่องบริการเว็บใหมี
ความทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและบุคลากร
. การจัดทําแผนประชาสัมพันธจากสวนกลางสูภูมิภาคอยางเปนระบบ มีการเชื่อมโยง
เครือขาย network การวิเคราะหวางแผนพัฒนาอยางตอเนื่อง ดวยบุคลากรเชี่ยวชาญพิเศษทั้งดาน
เทคโนโลยีการสื่อสาร ICT) และดานการประชาสัมพันธ
3. กําหนดยุทธศาสตรการสื่อสารประชาสัมพันธดวยกลไก และกระบวนการเทคโนโลยี
การสื่อสารใหปรากฏแนวทาง แนวปฏิบัติการติดตาม การประเมินผล และการพัฒนาจากหนวยงาน
ระดับนโยบาย ึงผูปฏิบัติอยางเปนรูปธรรม
. การพัฒนาบุคลากรที่รับผิดชอบงานดานการบริหารงานประชาสัมพันธระดับสํานัก
ศูนย กลุม และระดับสํานักงานเขตพื้นที่ ไปสูระดับส านศึกษา โดยกําหนดกรอบภารกิจ การกําหนด
ลักษณะทักษะ เ พาะวิชาชีพ มาตรฐานตําแหนงและคุณสมบัติที่สอดรับกับเทคโนโลยีและการสื่อสาร
ยุคใหม
4. การกําหนดกระบวนการและรูปแบบการประชาสัมพันธเพื่อรองรับนโยบาย
ยุทธศาสตรและกลยุทธ ใหมีมิติของการเชื่อมโยงแนวปฏิบัติอยางเปนระบบ วิเคราะห สรางองค
ความรู กําหนดแผนปฏิบัติการงานประชาสัมพันธตามปฏิทิน รูปแบบสื่อ การติดตามผล ประเมินงาน
รายงานที่เปนรูปธรรม
. จัดทําโครงสรางระดับกลุมงานประชาสัมพันธ ในระดับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
สนับสนุนและพัฒนาการเผยแพรขอมูลขาวสาร โดยกําหนดมาตรฐานตําแหนง ภารงานที่ชัดเจน
ครอบคลุม เชื่อมโยงกับหนวยงานสวนกลาง มีระบบพัฒนาอัตรากําลัง และคุณสมบัติที่ตรงกับทักษะ
พื้นฐานของวิชาชีพประชาสัมพันธการศึกษาในยุคปจจุบัน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
135
134
บรรณานกรม
จรวยพร แสงไชย และคณะ. (2540). มหัศ รรยแหงการโ ษณา Advertising on the
Interment. กรุงเทพ . บริษัทเฟสท แปซิฟก มีเดีย ไทยแลนด จํากัด.
จักรพงษ เจือจันทร. 2543 . “การศึกษาการออกแบบเว็บเพ ของโรงเรียนในโครงการ
เครือขายคอมพวเตอรเพื่อโรงเรียนไทย ” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณ ิต สาขาโสต
ทัศนศึกษา บัณ ิตวิทยาลัย จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
จริมา ทองสวัสดิ. 2545 . “ความตองการขาวสาร การเป รับ และการใชประโยชน
ขาวสาร านสข าพ ากเว็บไซตสข าพของผใชอนเตอรเน็ตในเขต
กรงเทพมหานคร วิทยานิพนธปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณ ิต สาขาวิชานิเทศ
ศาสตรพัฒนาการ ภาควิชาการประชาสัมพันธ บัณ ิตวิทยาลัย จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
จิตราภรณ สุทธิวรเศรษฐ. (2544). ยทธวธีการประชาสัมพันธ. พิมพครั้งที่ : กรุงเทพมหานคร
จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
จันทรวรรณ ยังประการ. 2543 . โครงการออกแบบเว็บไซตเพื่อการประชาสัมพันธฟารม
จระเขและสวนสัตวสมุทรปราการ. สารนิพนธปริญญาครุศาสตรบัณ ิต สาขาวิชา
ศิลปศึกษา คณะครุศาสตรจุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
ชลิตา ไววรักษ. 2550 . การพัฒนาเว็บไซตสาขาเพื่อประชาสัมพันธองคกร กรณีศึกษาสโมสร
ทารซาน ัท เพนบอล เชียงใหม .เชียงใหม
ชัยวัฒน สมศรี และ ธนกร นอยทองเล็ก. . ส าพความตองการและแนวทางในการสื่อสาร
เพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอนเทอรเน็ตสาหรับบคลากร ายในสานักงาน
อธการบ ีมหาวทยาลัยมห ล วารสาร การประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยราช
ภัฏภูเก็ต ครั้งที่ 5 2558 การพัฒนางานวิจัย รากฐานสาคัญของไทย กาวไกลสูเวทีสากล
Developing the Quality of Thai Research to the International Standards .
พรทิพย วรกิจโภคาทร. 2537 . าพพ นนั้นสําคั ย่ง การประชาสัมพันธกับ าพพ น
กรุงเทพมหานคร คณะวารสารศาสตรและสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
136
135
พิพัฒน ยอดพ ติการณ. 4 . เร่มธรก กับอนเทอรเน็ต วิตตี้ กรุป. กรุงเทพ.
พัชรกุล เพ็ชรประยูร. 2558 . พ ตกรรมการเป รับขาวสาร และการใชประโยชน ากหนังสือพมพ
ออนไลนและนตยสารออนไลนของประชาชนในเขตกรงเทพมหานคร คณะวารสารศาสตร
และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
ภัทรพงษ อักษร และคณะ . การศึกษาองคประกอบเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงานและ
บคลากร มหาวทยาลัยราช ั มหาสารคาม The 2nd ational onference on
Technology and Innovation anage ent TI 201 Ra a hat aha
Sara ha niversity aha Sara ha Thailand 30-31 arch 201 .
มณ ลี ศาสนนันทน . การ ั การนวัตกรรมและเทคโนโลยี. พิมพครั้งที่ 1 พิมพลักษณ
กรุงเทพ สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
มนตชัย เทียนทอง. 4 . การออกแบบและพัฒนาคอรสแวรสําหรับบทเรียนคอมพวเตอร
ชวยสอน พิมพครั้งที่ . กรุงเทพมหานคร ศูนยผลิตตําราเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
พระจอมเกลาพระนครเหนือ.
ไมตรี บัวศรีจันทร ส าพความตองการและแนวทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ
ผานเครือขายอนเทอรเน็ตสาหรับบคลากร ายในสานักงานอธการบ ีมหาวทยาลัยมห ล
วารสารมหาวิทยาลัยศิลปะกร บับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร สังคมศาสตร และศิลปะ
ปที่ บับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน 255 .
ดวงพร เกียงคํา. 254 . คมือสรางเว็บไซต วยตนเอง กรงเทพมหานคร บริษัท โปรวิชั่น จํากัด.
ทวีศักดิ กาญจนสุวรรณ. 2548 . timedi บับพื้นฐาน กรุงเทพ เคทีพี คอมพ แอนด
คอนซัลท.
ธวัชชัย ศรีสุเทพ. 4 . คัม ีร e esign คมือการออกแบบเว็บไซต บับมืออาชีพ
กรุงเทพ โปรวิชัน.
ธานินทรศิลป จารุ. 2553 . การว ัยและการวเคราะหขอมลทางส ต วย พิมพครั้งที่ 11
กรุงเทพ บิสซิเนสอารแอนดดี.
นิรุธ อํานวยศิลป . 2542 . สรางเว็บเพ อยางไรขี ํากั I .กรุงเทพมหานคร
บริษัท ซัคเซส มีเดีย จํากัด.
ปยะดนัย วิเคียน. . การออกแบบโครงสรางเว็บไซต เรียน I T งาย งาย สไตลครูปยะดนัย.
https: rupiyadanai ordpress co สืบคนวันที่ 1 กุมภาพันธ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
137
13
ปยวิท เจนกิจจาไพบูลย. 2542 . เรียนรการสรางโ มเพ T .กรุงเทพมหานคร
สํานักพิมพวิศาสตร.
ประเวศน วงษคําชัย และพิรพร หมุนสนิท. 2550 . ใชงาน แบบมืออาชีพ กรงเทพ
สํานักพิมพเคทีพี.
ประสงค อุทัย . เครือขายสังคมออนไลนสําหรับการเรียนการสอน วารสารราชภัฏธนบุรีรับ
ใชสังคม. ส าบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. ปที่ บับที่ มิ ุนายน -
ธันวาคม .
ปรัชญานันท นิลสุข. 4 . การประเมนคณ าพเว็บขอมลสารสนเทศ วารสารสนเทศ
วารสารวิชาการของสํานักหอสมุด มหาวิทยาลัยรักสิต. ปที่ บับที่ 1 มกราคม-มิ ุนายน.
รัชนี อุดมเพชร และคณะ. 2545) พ ตกรรมการใชบรการเว็บไซตของคนวัยทํางานในเขต
กรงเทพมหานคร รายงานการวิจัยวิชาระเบียบวิธีวิจัยการสื่อสาร. กรุงเทพ บัณ ิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2540 . ส ตวทยาทางการว ัย กรุงเทพมหานคร
สุวีริยาสาสน.
วรปภา อารีราษ ร และธรัช อารีรา ร. 2558 การพัฒนาระบบสารสนเทศการประชม วชาการ
สําหรับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวทยาลัยราช ั มหาสารคาม มหาสารคาม
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
วราพร ดําจับ. . เว็บไซตที่พึงประสงคของส าบันอ มศึกษาสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปที่ วารสารวิชาการศรีปทุม ชลบุรี. เว็บไซต
http .east.spu.ac.th ournal oo search upload 1410-010 desira le.pdf
คนเมื่อ 1 พ ษภาคม .
วรัชญ ครุจิต 2555). การศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาสื่อประชาสัมพันธของคณะเกษตร กําแพงแสน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน. วารสารวิชาการ iridian - ournal
ปที่ 7 บับที่ 2 เดือนพ ษภาคม – สิงหาคม 2557.
วิรัช ลภิรัตนกุล. 2540 . การประชาสัมพันธ พิมพครั้งที่ 8.กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพ
จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
138
137
วิรัช ลภิรัตนกุล. 2554 . การประชาสัมพันธ บับสมบรณ พิมพครั้งที่ . กรุงเทพมหานคร
สํานักพิมพจุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
ศรีอร เจนประภาพงศ. 2557 . เกณ การประเมนคาทรัพยากรสารสนเทศบนอนเทอรเน็ต
กรุงเทพ มหาวิทยาลัยหอการคาไทย. เอกสารประกอบการสอน. เอกสารอัดสาเนา .
ศิริวรรณ ศรีวิชชุพงษ 2543 แนวโนมสื่อโ ษณาบนอนเตอรเน็ตไทยในทศวรรษหนา พ ศ
วิทยานิพนธปริญญามหาบัณ ิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
สมศักดิ เกิดพุม. 2550 . การออกแบบเว็บไซตของสานัก กอบรมมหาวทยาลัยเกษตรศาสตร
บางเขน. กรุงเทพมหานคร.
สิงหะ วีสุข และ สุนันทา วงศจตุรภัทร. 2555 . ท ษ ีการยอมรับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
IT Infor ation Technology an – un 2012).
สุรีรัตน อินทรหมอ. 2552 . ป สัมพันธระหวางมนษยกับคอมพวเตอร m n om ter
Inter tion พิมพที่ กรุงเทพ : ภาควิชาระบบสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
ราชมงคลธัญบุรี.
สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส. . รายงานผลการสํารว พ ตกรรมผใชงาน
อนเทอรเน็ตในประเทศไทย ป h i nd Internet ser ro i e .
เว็บไซต https .it24hrs.co 2015 thailand-internet-user-profile-2015-
2558 thailand-internet-user-profile-2015-2558-p01 คนเมื่อ พ ษภาคม .
โสรชัย นันทวัชรวิบูลย. 2545 . e r hi สเสนทางกรา ก ีไซน. พิมพครั้งที่ 3.
กรุงเทพมหานคร บริษัท พิมพดี จํากัด.
อรอนงค สวัสดิบุรี 2555 พ ตกรรมและการสื่อสารในองคการ กรงเทพ : สํานักพมพแหง
าลงกรณมหาวทยาลัย
อรุณรัตน ชินวรณ 2553 สื่อประชาสัมพันธ I R TI S D I พิมพครั้งที่ 1
กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพแหงจุ าลงรณ มหาวิทยาลัย
เอกเทพ ภักดีศิริมงคล. 2550 . ot it e esign Art คูมือเว็บไซตและขอมูลสําหรับ
ผูสนใจศิลปะและการออกแบบ . กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพสวัสดี ไอที.
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
139
138
เอกน น บางทาไม. 2555 . หลักการประชาสัมพันธ เอกสารอัดสําเนา คณะศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยศิลปากร
อภินันท ยั่งยืน. 2008 . แนวค เกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซตที่ ีเปนอยางไร เขา ึงเมื่อวันที่
1 เมษายน เขา ึงไดจากhttp:// .techno.edu. uu.ac.th/ shop- e design/1-
2550/ e design-S T402/4 540811/ e %20design.doc
roo . . and Do ier D. . 1 0 . sing ese r h in i e tions:
A i tions to rogr m n gement. ngle ood liffs : rentice- all.
hen i ing. 2008 . “ mor ontro on the Internet: Are i e tions
r titioners e d or e ing ith mors on the Internet ” asters
stracts International.41 5): 1235 cto er.
ron ach ee . 1 74 . ssenti s o s ho ogi esting 3rd d e or :
arper Ro u lisher.
utlip S. . and enter . . 1 78 . e tive i e tions 5th d. e ersy:
rentice all Inc.
ang 2001 e ite esign tors nd s i it A vig tion tr t re
eriment
a es . 2007 . A evie o the Im t o e edi on i e tions
h enges or terr in r ti e nd d tion sia acific ournal of u lic
Relations.
endall R. 1 2 . i e tions m ign tr tegies arper ollins.
eiser Douglas . 1 4 . “ hoo i e tions rogr ms in e e ted is onsin
i hoo istri ts ” Dissertation stracts International. 55 5 1155-
ove er.
inden ann . . 1 7) ide to i e tion ese r h etchu u lic
Relations.
iller D 1 1). nd oo o rese r h design nd so i me s rement th
d e r r A ge i tions
140
13
oore (1995). re ting i v e str tegi m n gement in government
a ridge : arvard niversity ress
Rogers Shoe a er 1 78 omm ni tion o innov tions A ross t r
A ro h e or : ree ress
Scott . utlip and llen . enter. (1978). e tive i e tions thed.
( e ersey : rentice- all inc. ).
Sharif h ad li 2004 “Factors Affecting the Adoption of the Internet by
i e tions r titioners in it A om rison o t o o i
Systems,” Dissertation tract International 4 8 :2 3 e ruary
ilco D. . . . and gee . . (1 8 ). i e tions tr tegies nd ti s
(2nd ed.) arper ollins u lishers
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
141
140
าคผนวก ก
รายชื่อที่ปรึกษา ผเชี่ยวชา ตรว สอบเครื่องมือในการว ัย
ผเชี่ยวชา านเว็บไซต ผเชี่ยวชา านเนื้อหา
ผตรว และพ ารณารายงานว ัย
และรายชื่อผบรหารสํานักงาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
142
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
143
ภาคผนวก ก
รายชื่อที่ปรึกษาวิจัย ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย
ผู้ตรวจและพิจารณารายงานวิจัย ผู้จัดทา
รายชื่อผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์
144
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
145
รายชื่อที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดทาการวิจัย และ
ผู้ตรวจพิจารณารายงานวิจัย
ที่ปรึกษาวิจัย
นายอานาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์
1. นายอเนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน
2. นายสมเกียรติ สรรคพงษ์ ผู้อานวยการสานักเทคโนโลยีสารเพื่อการเรียนการสอน
3. นางสาวจุฑามาศ ชีวิตโสภณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้
ด้านเทคโนโลยี
ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา
1. นายประสิทธิ จันทร์ดา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพัฒนาหนังสือและสื่ออื่น
2. นายชวลิต โพธิ์นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องมือวัดผล
3. นายสนิท แย้มเกสร ผู้อานวยการสานักอานวยการ
ผู้จัดทารายงานวิจัย
ผู้กาหนดกรอบการวิเคราะห์ข้อมูลและเขียนรายงานวิจัย
นางจารุภา สังขารมย์ ผู้อานวยการศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้พิมพ์ต้นฉบับ
นางสาวเพียงแข เติมภิญโญ ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นางสาวศศิธร รอดภัย ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้ตรวจเอกสารงานวิจัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประสงค์ อุทัย มหาวิทยาลัยธนบุรี
146
ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นายสุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
5. นายพีระ รัตนวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและประเมินคุณภาพทางการศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์
นายพิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
นายนิวัฒน์ แก้วเพชร ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2
นายณัฐภัทร อินทร์อ่อน รองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2
นางสาวณัฏฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อานวยการโรงเรียนวัดเวฬุวนาราม
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2
นายอภิวัฒน์ กันศรีเวียง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการพิเศษ
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
147
14
าคผนวก ข
เครื่องมือที่ใชในการว ัย
148
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
149
144
แบบสัม าษณความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอนที่ ขอมลทั่วไป
ชื่อ...........................................................................ตําแหนง.................................................................
ตอนที่
1. ทานคิดวาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ องคกร ควรมีรูปแบบอยางไร เชน การแบงหัวขอเนื้อหา
การจัดหมวดหมู ล
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
. ทานคิดวามีควรนําเอา มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบน เว็บไซตขององคกรหรือไม
อยางไร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
. ทานคิดวาควรใชตัวอักษรรูปแบบใดและมีขนาดเทาไหรจึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธของ
องคกร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
4. ทานคิดวาควรมีการใชเสียง ดนตรี บรรยาย ประกอบในหนาเว็บไซตของ องคกรหรือไม อยางไร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
. ทานคิดวาในการเชื่อมโยงขอมูล เนื้อหา บนเว็บไซตประชาสัมพันธขององคกร ควรเปนแบบใด เชน
เชื่อมโยง ดวยรูปภาพ ล
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
. ทานคิดวาการจัดวางแผนผัง โครงสรางขอมูลในเว็บไซตองคกร ควรเปนแบบใด
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
150
14
. ทานคิดวาการจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบ ในเว็บไซตองคกรควรมีการจัดวางในลักษณะแบบใด
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
. ทานคิดวาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธขององคกรควรมีการจัดวาง หนาเว็บไซต อยางไร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
. ทานคิดวาวิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซตขององคกร ใหเปนที่รูจักแก บุคคลทั่วไปควรมีวิธีการอยางไร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
10. ทานคิดวาในปจจุบันมีโปรแกรม สําหรับการจัดทําเว็บไซตอะไรบางที่ สามาร นํามาใชพัฒนาเว็บไซต
ขององคกร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
ตอนที่ ขอเสนอแนะ
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
ผูวิจัยขอขอบพระคุณในความอนุเคราะหของทาน มา ณ โอกาสนี้
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
151
14
แบบประเมนเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ
“สพฐ นวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คําชี้แ ง
1. แบบประเมินนี้เพื่อใหผูบริหารสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูเชี่ยวชาญ
ดานการออกแบบเว็บไซตเพื่อการประชาสัมพันธ และผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซต ใชสําหรับประเมิน
คุณภาพเว็บไซตตนแบบ“สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน มี ตอน
ตอนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบ าม
ตอนที่ ความเหมาะสมของ เทคโนโลยีและองคประกอบของเว็บไซตตนแบบ
ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเพิ่มเติม
2. แบบประเมินเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส โดยมีคาระดับ
ความเหมาะสมมี ระดับ ดังนี้
หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
4 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอย
1 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอยที่สุด
152
14
กรุณาทําเครื่องหมาย ลงในชองระดับความสําคัญตามความเหมาะสมของทานที่พิจารณาแลว
เห็นวาเปนขอเลือกที่เหมาะสม
ตอนที่ ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบ าม
ผู้บริหาร
ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์
ตอนที่ ความเหมาะสมของ เทคโนโลยีและองคประกอบของเว็บไซตตนแบบ
รายการ
ระ ับความค เห็น
นอย
ที่ส
นอย
ปาน
กลาง
มาก
มาก
ที่ส
านเทคโนโลยีของระบบ
านประสทธ าพของการทํางานระบบ
1.1. ความสามาร ในการติดตอฐานขอมูล 1 2 3 4 5
1. . ความสามาร ในการนําเสนอขอมูล 1 2 3 4 5
1. . ความสามาร ในการทํางานของระบบภาพรวม 1 2 3 4 5
านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ
2.1. ความ ูกตองของระบบในการเพิ่มขอมูล 1 2 3 4 5
2. . ความ ูกตองของระบบในการปรับปรุงขอมูล 1 2 3 4 5
2. . ความ ูกตองของระบบในการลบขอมูล 1 2 3 4 5
2.4. ความ ูกตองของการทํางานระบบในภาพรวม 1 2 3 4 5
านความงายตอการใชงานในระบบ
3.1. ความงายตอการเรียกใชงาน 1 2 3 4 5
3. . ความชัดเจนของขอความงายตอการใชงาน 1 2 3 4 5
3. . ความงายตอการเพิ่มขอมูล 1 2 3 4 5
3.4. ความนาใชงานของระบบในภาพรวม 1 2 3 4 5
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
153
14
รายการ
ระ ับความค เห็น
นอย
ที่ส
(1)
นอย
(2)
ปาน
กลาง
(3)
มาก
(4)
มาก
ที่ส
(5)
(4) านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล
4.1. การกําหนดสิทธิในการเขา ึงขอมูลของผูใชระบบ 1 2 3 4 5
4. . การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาดในการปอนขอมูลเขาสูระบบ 1 2 3 4 5
4. . ความปลอดภัยของการเขา ึงขอมูล 1 2 3 4 5
4.4. ระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม 1 2 3 4 5
านความเหมาะสมขององคประกอบโม ล
1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วางหนาเว็บไซต 1 2 3 4 5
. โมดูล ผูใชงาน 1 2 3 4 5
. โมดูลการจัดการเนื้อหาเว็บไซต 1 2 3 4 5
4. โมดูลการจัดการบทบรรณาธิการ 1 2 3 4 5
. โมดูลการจัดการขาว ศธ. 1 2 3 4 5
. โมดูลการจัดการขาว ศธจ. 1 2 3 4 5
7 . โมดูลการจัดการขาว สพฐ. 1 2 3 4 5
8. โมดูลการจัดการขาว สพท. 1 2 3 4 5
. โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน 1 2 3 4 5
1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษาพิเศษ 1 2 3 4 5
11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. 1 2 3 4 5
1 . โมดูลการจัดการหองพักครู 1 2 3 4 5
1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. 1 2 3 4 5
14. โมดูล ผูดูแลระบบ 1 2 3 4 5
15. โมดูลแสดงหนาเว็บไซต 1 2 3 4 5
1 . โมดูลกระดาน ามตอบ 1 2 3 4 5
ตอนที่ ความค เห็นเพ่มเตม
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
ผว ัยขอขอบพระคณในความอนเคราะหของทาน มา ณ โอกาสนี้
154
14
แบบสอบ ามการยอมรับในการใชระบบป บัตงานเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
“สพฐ นวส”
คําชี้แ ง
1. แบบสอบ ามนี้เพื่อใหผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซต ใชสําหรับประเมินคุณภาพเว็บไซต
“สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี ตอน
ตอนที่ การยอมรับดานการรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
ตอนที่ การยอมรับดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่มีตอเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเพิ่มเติม
2. แบบสอบ ามการยอมรับผูใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต “สพฐ. นิวส”
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส โดยมีคาระดับ
ความเหมาะสมมี ระดับ ดังนี้
หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
4 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมาก
หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอย
1 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอยที่สุด
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
155
1 0
กรุณาทําเครื่องหมาย ลงในชองระดับความสําคัญตามความเหมาะสมของทานที่พิจารณาแลว
เห็นวาเปนขอเลือกที่เหมาะสม
รายการ
ระ ับความค เห็น
นอย
ที่ส
(1)
นอย
(2)
ปาน
กลาง
(3)
มาก
(4)
มาก
ที่ส
(5)
ตอนที่ การยอมรับ านการรับร ึงประโยชนการใชงาน
1.1. ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน 1 2 3 4 5
1. . ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ 1 2 3 4 5
1. . ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน 1 2 3 4 5
1.4. ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง 1 2 3 4 5
1. . ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบ
ขอมูลไดอยาง ูกตอง
1 2 3 4 5
1. . ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับ
ผูใชงาน
ตอนที่ การยอมรับ านการรับร ึงประโยชนการใชงาน
1. คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ 1 2 3 4 5
. มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน 1 2 3 4 5
. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล 1 2 3 4 5
4. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่
เหมาะสม
1 2 3 4 5
. ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย 1 2 3 4 5
. มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย
นาสนใจ และสวยงาม
1 2 3 4 5
. สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต 1 2 3 4 5
ตอนที่ ความค เห็นเพ่มเตม
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
ผว ัยขอขอบพระคณในความอนเคราะหของทาน มา ณ โอกาสนี้
156
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
157
1 1
าคผนวก ค
การหาคณ าพเครื่องมือที่ใชในการว ัย
158
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
159
1
การตรว สอบคณ าพของเครื่องมือที่ใชในงานว ัย
หัวขอว ัย แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
คําชี้แ ง ความหมายของระดับคะแนน มีดังนี้
ใหคะแนน +1 เมื่อแนใจวาขอคํา ามนั้นสอดคลองกับเนื้อหา
ใหคะแนน 0 เมื่อไมแนใจวาขอคํา ามนั้นสอดคลองกับเนื้อหา
ใหคะแนน -1 เมื่อแนใจวาขอคํา ามนั้นไมสอดคลองกับเนื้อหา
เครื่องมือ
1. แบบสัมภาษณความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ
ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
. แบบสอบ ามเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมของเว็บไซตตนแบบ
“สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
. แบบสอบ ามการยอมรับในการใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
160
1
ตาราง าคผนวกที่ คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ
สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต
รายการประเมน
ความค เห็นของ
ผเชี่ยวชา านเว็บไซต
คา
แปลผล
1. ทานคิดวาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ องคกร
ควรมีรูปแบบอยางไร เชน การแบงหัวขอเนื้อหา
การจัดหมวดหมู ล
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
.ทานคิดวามีควรนําเอา มาใชประกอบ
เพื่ออธิบายเนื้อหาบน เว็บไซตขององคกรหรือไม
อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาควรใชตัวอักษรรูปแบบใดและมีขนาด
เทาไหรจึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธของ
องคกร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
4. ทานคิดวาควรมีการใชเสียง ดนตรี บรรยาย
ประกอบในหนาเว็บไซตของ องคกรหรือไม อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาในการเชื่อมโยงขอมูล เนื้อหา บน
เว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร ควรเปนแบบใด
เชน เชื่อมโยง ดวยรูปภาพ ล
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาการจัดวางแผนผัง โครงสรางขอมูลใน
เว็บไซตองคกร ควรเปนแบบใด เชน แบบเรียงลําดับ
แบบลําดับขั้น
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาการจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบ
ในเว็บไซตองคกรควรมีการจัดวางในลักษณะแบบใด
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธของ
องคกรควรมีการจัดวาง หนาเว็บไซต อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
161
1 4
ตาราง าคผนวกที่ 1 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ
สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต
ตอ
รายการประเมน
ความค เห็นของ
ผเชี่ยวชา านเว็บไซต
คา
แปลผล
. ทานคิดวาวิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซตของ
องคกร ใหเปนที่รูจักแก บุคคลทั่วไปควรมีวิธีการ
อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
10. ทานคิดวาในปจจุบันมีโปรแกรม สําหรับการ
จัดทําเว็บไซตอะไรบางที่ สามาร นํามาใชพัฒนา
เว็บไซต ขององคกร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
162
1
ตาราง าคผนวกที่ คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ
สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา
รายการประเมน
ความค เห็นของ
ผเชี่ยวชา านเนื้อหา
คา
แปลผล
1. ทานคิดวาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ องคกร
ควรมีรูปแบบอยางไร เชน การแบงหัวขอเนื้อหา
การจัดหมวดหมู ล
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
.ทานคิดวามีควรนําเอา มาใชประกอบ
เพื่ออธิบายเนื้อหาบน เว็บไซตขององคกรหรือไม
อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาควรใชตัวอักษรรูปแบบใดและมีขนาด
เทาไหรจึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธของ
องคกร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
4. ทานคิดวาควรมีการใชเสียง ดนตรี บรรยาย
ประกอบในหนาเว็บไซตของ องคกรหรือไม อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาในการเชื่อมโยงขอมูล เนื้อหา บน
เว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร ควรเปนแบบใด
เชน เชื่อมโยง ดวยรูปภาพ ล
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาการจัดวางแผนผัง โครงสรางขอมูลใน
เว็บไซตองคกร ควรเปนแบบใด เชน แบบเรียงลําดับ
แบบลําดับขั้น
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาการจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบ
ในเว็บไซตองคกรควรมีการจัดวางในลักษณะแบบใด
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
. ทานคิดวาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธของ
องคกรควรมีการจัดวาง หนาเว็บไซต อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
163
1
ตาราง าคผนวกที่ 2 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ
สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา
ตอ
รายการประเมน
ความค เห็นของ
ผเชี่ยวชา านเนื้อหา
คา
แปลผล
. ทานคิดวาวิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซตของ
องคกร ใหเปนที่รูจักแก บุคคลทั่วไปควรมีวิธีการ
อยางไร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
10. ทานคิดวาในปจจุบันมีโปรแกรม สําหรับ
การจัดทําเว็บไซตอะไรบางที่ สามาร นํามาใชพัฒนา
เว็บไซต ขององคกร
+1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
สรป
จากตารางภาคผนวกที่ 1 และ คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ
ขอคํา ามกับประเด็น ดานเนื้อหาของแบบสัมภาษณ สภาพและความตองการและแนวทางการพัฒนา
เว็บไซต ในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส กับ
วัต ุประสงค ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต และผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมี
ความสอดคลอง
164
1
ตาราง าคผนวกที่ 3 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
ตามแบบสอบ ามเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการ
ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต
รายการ
ความค เห็นของ
ผเชี่ยวชา านเว็บไซต
คา
แปลผล
1 2 3
านประสทธ าพของการทํางานระบบ
1.1 ความสามาร ในการติดตอฐานขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ความสามาร ในการนําเสนอขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ความสามาร ในการทํางานของระบบภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ
.1 ความ ูกตองของระบบในการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความ ูกตองของระบบในการปรับปรุงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความ ูกตองของระบบในการลบขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
.4 ความ ูกตองของการทํางานระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
านความงายตอการใชงานในระบบ
.1 ความงายตอการเรียกใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความชัดเจนของขอความงายตอการใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความงายตอการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
.4 ความนาใชงานของระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล
4.1 การกําหนดสิทธิในการเขา ึงขอมูลของผูใชระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
4. การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาดในการปอนขอมูล
เขาสูระบบ
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
4. ความปลอดภัยของการเขา ึงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
4.4 ระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
165
1
ตาราง าคผนวกที่ 4 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
ตามแบบสอบ ามเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการ
ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา
รายการ
ความค เห็นของ
ผเชี่ยวชา านเว็บไซต
คา
แปลผล
1 2 3
านประสทธ าพของการทํางานระบบ
1.1 ความสามาร ในการติดตอฐานขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ความสามาร ในการนําเสนอขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ความสามาร ในการทํางานของระบบภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ
.1 ความ ูกตองของระบบในการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความ ูกตองของระบบในการปรับปรุงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความ ูกตองของระบบในการลบขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
.4 ความ ูกตองของการทํางานระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
านความงายตอการใชงานในระบบ
.1 ความงายตอการเรียกใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความชัดเจนของขอความงายตอการใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ความงายตอการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
.4 ความนาใชงานของระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล
4.1 การกําหนดสิทธิในการเขา ึงขอมูลของผูใชระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
4. การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาดในการปอนขอมูล
เขาสูระบบ
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
4. ความปลอดภัยของการเขา ึงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได
4.4 ระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
166
1
สรป
จากตารางภาคผนวกที่ และ 4 คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ
ขอคํา ามกับประเด็นการประเมินตามแบบสอบ ามเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต
ตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของ
ผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซตและดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมีความสอดคลอง
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
167
1 0
ตาราง าคผนวกที่ 5 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
องคประกอบของโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ สํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต
รายการ
ความค เห็นของผเชี่ยวชา
านเว็บไซต
คา
แปลผล
1 2 3
1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วางหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูล ผูใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการเนื้อหาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
4. โมดูลการจัดการบทบรรณาธิการ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว ศธ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว ศธจ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว สพท. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษาพิเศษ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลการจัดการหองพักครู +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
14. โมดูล ผูดูแลระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลแสดงหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลกระดาน ามตอบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
168
1 1
ตาราง าคผนวกที่ 6 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
องคประกอบของโมดูลของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา
รายการ
ความค เห็นของผเชี่ยวชา
านเนื้อหา
คา
แปลผล
1 2 3
1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วางหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูล ผูใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการเนื้อหาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
4. โมดูลการจัดการบทบรรณาธิการ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว ศธ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว ศธจ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาว สพท. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
. โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษาพิเศษ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลการจัดการหองพักครู +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได
14. โมดูล ผูดูแลระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลแสดงหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1 . โมดูลกระดาน ามตอบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
สรป
จากตารางภาคผนวกที่ และ คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ
ขอคํา ามกับประเด็นการประเมินองคประกอบของโมดูลของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ
ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส กับวัต ุประสงคของผูเชี่ยวชาญดาน
เว็บไซต และผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมีความสอดคลอง
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
169
1
ตาราง าคผนวกที่ 7 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต
รายการ
ความค เห็นของผเชี่ยวชา
านเว็บไซต
คา
แปลผล
1 2 3
านการรับร ึงประโยชนการใชงาน
1.1 ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม
ครบ วน
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1.4 ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใช
สามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอ
ประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
านการรับร ึงความงายในการใชงาน
.1 คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจ
งายตอการปฏิบัติ
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนใน
การใชงาน
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือ
เขา ึงขอมูล
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
.4 ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ
ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
170
1
ตาราง าคผนวกที่ 7 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต
ตอ
รายการ
ความค เห็นของผเชี่ยวชา
านเว็บไซต
คา
แปลผล
. ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสม
เขาใจงาย
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบ
ทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มี
อินเตอรเน็ต
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
171
1 4
ตาราง าคผนวกที่ 8 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน
การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา
รายการ
ความค เห็นของผเชี่ยวชา
านเว็บไซต
คา
แปลผล
1 2 3
านการรับร ึงประโยชนการใชงาน
1.1 ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม
ครบ วน
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1.4 ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง +1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใช
สามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
1. ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอ
ประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
านการรับร ึงความงายในการใชงาน
.1 คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจ
งายตอการปฏิบัติ
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนใน
การใชงาน
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือ
เขา ึงขอมูล
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
.4 ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ
ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
172
1
ตาราง าคผนวกที่ 8 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นแบบสอบ าม
การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา
ตอ
รายการ
ความค เห็นของผเชี่ยวชา
านเว็บไซต
คา
แปลผล
. ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสม
เขาใจงาย
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบ
ทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
. สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มี
อินเตอรเน็ต
+1 +1 +1 1. นําไปใชได
สรป
ตารางภาคผนวกที่ และ คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ
ขอคํา ามกับประเด็นการสอบ ามการยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”
ในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส กับ
วัต ุประสงค ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมีความสอดคลอง
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
173
1
าคผนวก ง
คมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ นวส”
174
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
175
1
176
1
คํานํา
ศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการ
ขั้นพื้นฐาน ไดพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
“สพฐ. นิวส จัดทําขึ้นเพื่อใชประกอบการอบรมผูใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต สพฐ. นิวส
ตามโครงการประชุมเชิงปฏิบัตการบริหารจัดการเว็บไซต สพฐ. นิวส เพื่อพัฒนาเนื้อหาหนาเว็บไซต
ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพ
งานดานการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใหสอดคลองกับนโยบาย
การประชาสัมพันธของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการพัฒนารูปแบบการนําขอมูลขาวสารของการดําเนินการ
ประชาสัมพันธใหทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ทันตอเหตุการณ เขา ึงทุกกลุมเปาหมาย และเปน
การสื่อสารมวลชน และสรางภาพลักษณของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยคูมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ นิวส บับนี้ ประกอบไปดวยรายละเอียดขั้นตอน
วิธีในการเขาระบบ บริหารจัดการขอมูลเว็บไซต และจัดเก็บขอมูล รวม ึงการแกไขหรือลบขอมูล
ขาวสารที่บันทึกอยางเปนระบบและครบ วน เพื่อผูปฏิบัติหนาที่ใชงานระบบจากสํานัก ศูนย กลุม
ตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 4 สํานัก ศูนย กลุม และ
นักประชาสัมพันธในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จํานวน เขต ไดใชประโยชน
ในการบันทึกขอมูลขาวสาร ภาพขาว บทความ สกูฟขาวประชาสัมพันธเขาระบบบริหารจัดการ
เว็บไซต “สพฐ. นิวส
คณะผูจัดทํา หวังเปนอยางยิ่งวา คูมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ นิวส บับนี้ จะเปน
ประโยชนตอผูปฏิบัติงานบริหารจัดการขอมูล กอเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน
ลดขอผิดพลาดในกระบวนการดําเนินงาน สรางความเขาใจและความรวมมือในการนําขอมูลขาวสาร
กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายดานการปฏิรูปการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานสูการปฏิบัติอยางมีประสิทธิภาพ การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพิ่มและกระจายโอกาส
ทางการศึกษา ใหแพรหลายกวางขวางและตอเนื่องตอไป
ศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
177
1
วธีการใชงานเว็บไซต สพฐ นวส เบื้องตน
1 ผูที่ตองการใชงานเว็บไซตเขาสูระบบเว็บดวย
ใส ชื่อผูใช และ รหัสผาน ตามที่ไดรับมาจาก สพฐ. แลวกดปุม “เขาสูระบบ”
เลือกหองเมนูที่ตองการจะใชงาน 1. บทบรรณาธิการ . ขาว ศธ . .ขาว ศธจ.
4. ขาว สพฐ. . ขาว สพท. . ขาวโรงเรียน . ขาวการศึกษาพิเศษ . คลิปขาว
. เว็บบอรด 10. หองพักครู 11. เข็มทิศ สพฐ. 1 . เพชรในสพฐ.
การเขาสระบบใชขั้นตอนและกระบวนการเหมือนกันในการใชงานเ ียวกัน
4 เมื่อเขามาในหองเมนูที่ตองการแลว สามาร เพิ่มขอมูลและภาพไดโดย กด “เพิ่มขอมูลใหม
คลิกที่นี่”
ในชองหัวขอใหใสชื่อเรื่องวาเปนเรื่องเกี่ยวกับอะไรในหองนั้น ๆ ตัวอยางเชนเรื่อง
รายละเอียดงาน และในสวนชองวางดานลาง ัดมาใหใสรายละเอียดของเนื้อหาลงไป แลวกด
บันทึกขอมูล
เมื่อตองการใสภาพใหกับเรื่องที่ทานตองการใหกด “คลิกเพิ่มภาพ ในบรรทัดเดียวกันกับ
ชื่อเรื่อง
เมื่อเขามาที่หนาเพิ่มภาพ ใหกดปุม
การเลือกรูปภาพจะเลือกไดครั้งละ 10 รูป หรือ รูปเดียวก็ได เมื่อเลือกแลวกดปุม “
รูปจะไปอยูดานลาง
เมื่อเลือกรูปภาพเสร็จแลว กดปุม “บันทึกขอมูล”
10 การลบรูป หากตองหารลบใหกดปุมสัญลักษณรูปดินสอ
11 ปรากฏหนาที่ตองการลบ แกไข ใหคลิกเลือกภาพที่ตองการลบ จะปรากฏขอความ ามยืนยัน
การลบใหกด เพื่อลบ
1 เมื่อตองการลบทั้งขอมูลและรูปภาพทั้งหมดใหคลิกที่รูป กากบาทสีแดง จะปลากดขอความ
ามยืนยันการลบทั้งหมด แลวกด ขอมูลที่เราเลือกก็จะ ูกลบทั้งหมด
1 สามาร ดูตัวอยางเนื้อหาที่เราจะโพสตไดโดยกดปุม “แสดงเนื้อหา”
14 เมื่อกดปุม “แสดงเนื้อหา จะปรากฏหนาตัวอยางขอความและภาพประกอบที่เขียนขึ้นมา
178
1 0
ขั้นตอนการป บัตงานเว็บเพ สพฐ นวส
1 เขาสูเว็บไซตดวยระบบเว็บบราวเซอร
เขาสูเว็บไซตโปรแกรมระบบ
. เขาสูระบบการจัดการ เขียนขอความและแนบภาพประกอบในแตละหัวขอ
ตามเว็บไซต ระบบดังนี้ .
ใ ร ูใชงาน ล
ร าน อง ตล เ ต
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
179
1 1
4. ปรากฏหนาจอการจัดการของระบบโปรแกรม จะปรากฏเมนูไอคอนใหเลือก
1 บทบรรณาธิการ ) ขาว ศธ ) ขาว ศธจ. 4) ขาว สพฐ. ขาว สพท. ขาวโรงเรียน
7) ขาวการศึกษาพิเศษ ) คลิปขาว ) เว็บบอรด 10) หองพักครู 11) เข็มทิศ สพฐ.
1 ) เพชรใน สพฐ. ออกจากระบบ ปรากฏดังภาพ
การแสดงขั้นตอนการเขาสูระบบใชโมดูลทั้ง 1 ขั้นตอน และกระบวนการเหมือนกัน
ในการใชงานเดียวกัน ดังตัวอยางการใชระบบปฏิบัติงานตอไปนี้
1. ระบบ ั การบทบรรณาธการ
โมดูลบรรณาธิการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับขอเขียนที่บรรณาธิการ หรือนักเขียน
ชั้นนําเขียนขึ้น เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเปนแนวของบทความทางการศึกษา ๆ โดยมีรายละเอียด
ในการเผยแพร ไดแก นโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร กลยุทธ
การดําเนินงานของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเลขาธิการคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานการดําเนินงานของผูบริหาร
ระดับสูงในสังกัด และเหตุการณนาสนใจในปจจุบัน ล การนํานโยบายสูการปฏิบัติของผูบริหาร
ระดับสูง ความกาวหนาสูการปฏิบัติระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา บุคลากรทาง การศึกษา
ครู และนักเรียน ซึ่งขั้นตอน
เลือกเมนูที่ตองการใชงาน
180
1
1. เลือกเมนู บทบรรณาธิการ เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการบทบรรณาธิการ คลิกเลือก
ดังภาพ
ในขั้นตอนนี้หากเราตองการเพิ่มขอมูลและภาพเกี่ยวกับบทบรรณาธิการใหมก็ตอง
คลิกที่หัวขอ เพิ่มขอมูลใหมบทบรรณาธิการคลิกที่นี่ ดังภาพ
เลือกเมนู รร า การ
ลกเ ่ม อมูลที่นี่
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
181
1
. จะปรากฏหนาจอใหทานพิมพหัวขอ ที่ตองการของบทบรรณาธิการเรื่องนี้วา
เปนเรื่องเกี่ยวกับอะไร
4. สําหรับเนื้อหาที่เกี่ยวของกับบทบรรณาธิการเรื่องนี้ ทานสามาร พิมพได
ทั้งหมด 8 ยอหนาความยาวของแตละยอหนาไมจํากัด ขึ้นอยูกับเนื้อหาที่ตองการ ทานสามาร พิมพ
เนื้อหา แค 1 ยอหนาก็ไดหากเนื้อหามีไมมากนัก ระบบโปรแกรมก็จะนําขอความที่พิมพไปจัดแสดงใน
หนาแรกโดยอัตโนมัติ ตามที่ทานเขียนตามจํานวนยอหนาทั้งหมดของหัวขอนี้ เสร็จแลว กดปุมบันทึก
ใ อเรื่องที่ทานตองการ
ชอง ม เนือ า
นทก อมูล
182
1 4
. ขั้นตอนการเพิ่มภาพประกอบบทบรรณาธิการที่พิมพและบันทึกขอมูลเสร็จแลว
ใหทานดําเนินการคลิกเลือกเมนู คลิกเพิ่มภาพ ใหตรงกับบรรทัดที่แสดงหัวขอของบทบรรณาธิการ
นั้น ๆ ดังภาพ
. จะปรากฏหนาจอใหเลือกเพิ่มภาพประกอบไดครั้งละ 1 ภาพ ในแตละหัวขอ
สามาร เพิ่มไดไมจํากัดจํานวนภาพแตสามาร สงภาพประกอบได 1 ภาพในแตละครั้ง ทานสามาร
แนบภาพไดอาจจะไม ึง 1 ภาพก็ไดในแตละครั้ง คลิกที่เมนู ดังภาพ
ลกเลือกเมนูเ ่ม า
ลกที่เมนู
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
183
1
. เลือกภาพที่ทานไดเตรียมไวแลวในเครื่องคอมพิวเตอรของเรา การเตรียม
ภาพประกอบในที่นี้เราตองทําการปรับขนาดของภาพใหเหมาะสมกับการแสดงผลในระบบโปรแกรม
ของเรากอนโดยทําการยอขนาดภาพใหมีขนาด 1 4 จุด กอนทุก ๆ ภาพที่จะใช
โดยใชโปรแกรมจัดการรูปภาพตาง ๆ เชน หรือ เปนตน
. ทานสามาร เลือกภาพประกอบภาพตอ ๆ ไป โดยคลิกที่ปุม แลวเลือก
ภาพจากเครื่องคอมพิวเตอรภาพตอ ๆ ไปจนครบตามที่ตองการ เสร็จแลวทําการบันทึกขอมูล
รอการทํางานสักครูจนปรากฏขอความวา ทําการบันทึกขอมูลเสร็จแลว ดังภาพ
ลกเลือก า ล ลก
เลือกรู เ ่มเตม ล นทก
184
1
. แสดงหนาจอการบันทึกขอมูลภาพประกอบเสร็จแลว
เสร็จขั้นตอนการบันทึกขอมูล และเลือกภาพประกอบในสวนของ บทบรรณาธิการ 1
เรื่อง หากทานตองการเพิ่มบทบรรณาธิการในเรื่องที่ หรือเรื่องตอ ๆ ไป ทานก็สามาร ทําซ้ํา
ในขั้นตอนนี้ตั้งแตขอ 4 – ขอ 1 ได โดยไมจํากัดจํานวนของ บทบรรณาธิการที่ตองการเขียน
2. ระบบการ ั การขาว ศธ
โมดูล ขาว ศธ. ขาวกระทรวงศึกษาธิการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับขาว
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาตาง ๆ ในทุก ๆ ชองทางที่ไดรับการเผยแพรประชาสัมพันธทางสื่อที่
หลากหลาย ไดแกขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวองคกร ขาวหนังสือพิมพ ที่เกี่ยวของกับการศึกษา
1 เลือกเมนูขาว ศธ. เพื่อเขาไปในระบบจัดการขาว ศธ. คลิกเลือกดังภาพ
ก
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
185
1
2. ในขั้นตอนนี้หากเราตองการเพิ่มขอมูลและภาพเกี่ยวกับหองเกียรติยศใหมก็ตองคลิก
ที่หัวขอ เพิ่มขอมูลใหมหองเกียรติยศคลิกที่นี่ ดังภาพ
. เลือกภาพที่ทานไดเตรียมไวแลวในเครื่องคอมพิวเตอรของเรา คลิกเลือกภาพ แลว
คลิก การเตรียมภาพประกอบในที่นี้เราตองทําการปรับขนาดของภาพใหเหมาะสมกับ
การแสดงผลในระบบโปรแกรมของเรากอนโดยทําการยอขนาดภาพใหมีขนาด 1 4 จุด
( กอนทุก ๆ ภาพที่จะใช โดยใชโปรแกรมจัดการรูปภาพตาง ๆ เชน
หรือ เปนตน
186
1
ระบบการ ั การขาว ศธ
โมดูล ขาว ศธจ. ขาวสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด เปนสวนที่แสดงขอมูล
ประกอบดวย การดําเนินกิจกรรมของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด
รองผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด ผูอํานวยการกลุมในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของ
รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสูการปฏิบัติ
ระบบ ั การขาว สพฐ
โมดูล ขาว สพฐ. เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ ขาวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ
การปฏิบัติภารกิจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษาเลขาธิการ ผูบริหารระดับสูง และผูอํานวยการสํานักในสังกัด
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลือกเมนู ขาว สพฐ. เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการขาว
สพฐ. คลิกเลือกดังภาพ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
187
1
5. ระบบ ั การขาว สพท
โมดูล ขาว สพท. ขาวเขตพื้นที่การศึกษา เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ การดําเนิน
กิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
รองผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผูอํานวยการกลุมในสังกัดขับเคลื่อนนโยบายสู
การปฏิบัติภายใตนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลือกเมนู ขาว สพท. เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการขาว สพท. คลิก
เลือกดังภาพ
188
1 0
6. ระบบ ั การขาวโรงเรียน สพฐ
โมดูล ขาวโรงเรียน เปนสวนที่แสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของโรงเรียนที่
ผูอํานวยการส านศึกษา รองผูอํานวยการส านศึกษา ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษารวมกัน
ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสูการปฏิบัติเลือกเมนู ขาวโรงเรียน สพฐ. เพื่อ
เขาไปใน ระบบจัดการขาวโรงเรียน สพฐ. คลิกเลือกดังภาพ
7. ระบบ ั การขาวการศึกษาพเศษ
โมดูล ขาวการศึกษาพิเศษ เปนสวนแสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของสํานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนยการศึกษาพิเศษ และส านศึกษา ที่ผูอํานวยการส านศึกษา
รองผูอํานวยการส านศึกษา ขาราชการครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมกันขับเคลื่อน
นโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลือกเมนู ขาวการศึกษา เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการขาว
การศึกษา คลิกเลือกดังภาพ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
189
1 1
8. ระบบการ ั การขาวคลปขาว
โมดูล คลิปขาว เปนสวนแสดง คลิปวีดีโอ การจัดการเรียนการสอน นวัตกรรม ผลงาน
ครู นักเรียน ผูบริหารส านศึกษา และบุคลากร ที่สะทอนใหเห็น ึงการปฏิบัติภารกิจของครู นักเรียน
บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
190
1
9. ระบบการ ั การเว็บบอร
เว็บบอรด เปนสวนที่เปดรับฟงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน สนทนา และ าม ตอบกับ
บรรณาธิการเว็บไซต
10. ระบบ ั การหองพักคร
โมดูล หองพักครู เปนสวนที่แสดงขอมูลขาวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาของ
บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชน การโยกยาย บรรจุและแตงตั้ง
การแสดงความยินดี การไดรับรางวัลเกียรติยศ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ ผลงานสรางสรรค
ของครู บุคลากรทางการศึกษา เลือกเมนู หองพักครู เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการหองพักครู คลิกเลือก
ดังภาพ
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
191
1
11. ระบบการ ั การเข็มทศ สพฐ
โมดูล เข็มทิศ สพฐ. เปนสวนที่แสดงขอมูลภารกิจการปฏิบัติงานของเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูชวย
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทีมคณะประชาสัมพันธศูนยสารนิเทศการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนผูนําเสนอไปยัง กองบรรณาธิการขาว
12.ระบบการ ั การเพชรใน สพฐ
โมดูล เพชรใน สพฐ. เปนสวนที่แสดงขาวกิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
โรงเรียน ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ที่เปนผลงานดีเดนเปนที่ประจักษตอสาธารณชน
192
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
193
ภาคผนวก จ
รายชื่อกลุ่มทดลองเวบ ซต์ต้นแบบ “สพฐ นิวส์”
หนังสือและรายชื่อผู้ ช้ระบบและรหัสเข้า ช้งานเวบ ซต์ “สพฐ นิวส์”
ภาพกิจกรรมการจัดอบรม
194
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
195
1
รายชื่อกลมการท ลองใชระบบป บัตการ สพฐ นวส รหัสเขาใชงานเว็บ สพฐ นวส
ลํา ับ สํานัก ศนย กลม ใน สพฐ
1 สํานักอํานวยการ 001 001
สํานักคลังและสินทรัพย 00 00
สํานักติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 00 00
4 สํานักทดสอบทางการศึกษา 004 004
สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 00 00
สํานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 00 00
สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 00 00
สํานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา 00 00
สํานักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ 00 00
10 สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา 010 010
11 กลุมพัฒนาระบบบริหาร 011 011
1 กลุมตรวจสอบภายใน 01 01
1 สํานักพัฒนากิจกรรมนักเรียน 01 01
14 สํานักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 014 014
1 ส าบันภาษาอังก ษ 01 01
1 สํานักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเ พาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต 01 01
17 สํานักบริหารงานการมะยมศึกษาตอนปลาย 01 01
18 สํานักบริหารการศึกษาภาคบังคับ 01 01
19 ศูนยพัฒนาการนิเทศและเรงรัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน 01 01
20 ศูนยเ พาะกิจคุมครองและชวยเหลือเด็กนักเรียน 0 0 0 0
21 ศูนยบริหารโครงการพัฒนาโรงเรียนจุ าภรณราชวิทยาลัย 0 1 0 1
22 ศูนยพัฒนาคุณภาพการศึกษาดวยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล 0 0
23 สํานักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน 0 0
24 ศูนยปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน 0 4 0 4
25 คณะทํางาน 0 0
26 คณะทํางาน 0 0
27 คณะทํางาน 0 0
28 คณะทํางาน 0 0
29 คณะทํางาน 0 0
30 คณะทํางาน 0 0 0 0
196
1
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
197
1
198
1
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
199
1 0
200
1 1
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
201
1
202
1
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
203
1 4
204
1
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
205
1
206
รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
207
ภ�พกิจกรรม
ก�รประชุมเชิงปฏิบัติก�รบริห�รจัดก�ร “เว็บไซต์ สพฐ. นิวส์”
ระหว่�งวันที่ 26-28 กันย�ยน 2559 ณ โรงแรมรัชด�ซิตี้ ห้วยขว�ง กรุงเทพมห�นคร
208
ประวัติผู้วิจัย
ชื่อ สกุล นางจารุภา สังขารมย์
วัน เดือน ปีเกิด 7 ตุลาคม 2501
สถานที่เกิด อาเภอแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการ
ที่อยู่ปัจจุบัน 225/109 หมู่บ้านเอกวัฒนา ซอยเศรษฐกิจ 22 ถนนเพชรเกษม 102
แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160
ตาแหน่งปัจจุบัน นักประชาสัมพันธ์ชานาญการพิเศษ
ผู้อานวยการศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สถานที่ทางาน ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักอานวยการ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ประวัติการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยรามคาแหง
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สพฐ.
รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สพฐ.
รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สพฐ.

รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สพฐ.

  • 1.
    รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน The guidlines fordeveloping the public relations website of Basic Education Commission โดย นางจารุภา สังขารมย์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 4.
    รายงานวิจัยแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2559 จานวน 1,000 เล่ม ผู้จัดพิมพ์ สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน กระทรวงศึกษำธิกำร พิมพ์ที่ บริษัท ที ดี ทริปเปอร์ จำกัด (สำนักงำนใหญ่) 39/341 ซอยประชำอุทิศ 91 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหำนคร 10150 โทร. 096-860-8022
  • 5.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก ประกาศคุณูปการประกาศคุณูปการ รายงานการวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐานฉบับนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยการศึกษาสภาพความต้องการและ แนวทางการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาตามหลักการออกแบบเว็บไซต์ที่ มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเว็บไซต์ที่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการเพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่ดี ทั้งการออกแบบและการใช้งานผสมผสานกับเทคนิคหลายประการ รวมถึงการจัดโครงสร้างข้อมูล ออกแบบหน้าเว็บเพจ การแต่งภาพ ตลอดจนการรองรับการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อทาให้เว็บไซต์ให้ ทันสมัยและใช้งานได้ง่าย ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เริ่มดาเนินการ ถึงการเผยแพร่สู่อินเทอร์เน็ตใช้เวลา ในการพัฒนาเกือบ 1 ปี ความสาเร็จที่ได้ด้วยความอนุเคราะห์ด้วยดียิ่ง จาก ดร.อานาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษางานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้าน การออกแบบเว็บไซต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาที่ได้ให้คาปรึกษาและแนะนา ซึ่งได้แก่ ดร. อเนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นายสมเกียรติ สรรคพงษ์ ผู้อานวยการสานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นางสาวจุฑามาศ ชีวิตโสภณ ผู้เชี่ยวชาญด้าน การพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี นายประสิทธิ จันทร์ดาผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านพัฒนาหนังสือและสื่ออื่น นายสนิท แย้มเกสร ผู้อานวยการสานักอานวยการ และผู้ช่วย ศาสตราจารย์ประสงค์ อุทัย มหาวิทยาลัยธนบุรี ผู้ตรวจและพิจารณารายงานวิจัยฉบับนี้ พร้อมทั้ง คณะทางาน ทุกท่านที่ทาให้ผู้รายงานได้รับแนวทางในการวิจัย ค้นคว้าหาความรู้ในการทารายงานวิจัย จนสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามและเก็บข้อมูลเป็นอย่างดียิ่ง นางจารุภา สังขารมย์ ผู้อานวยการศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 6.
    ข ชื่อผลงาน แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาพื้นฐาน ผู้รายงาน นางจารุภาสังขารมย์ หน่วยงาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีที่รายงาน 2559 คาสาคัญ เว็บไซต์, การประชาสัมพันธ์, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน บทคัดย่อ รายงานวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและแนวทาง การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนา เว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) จัดการอบรมผู้ใช้ ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ศึกษาผลการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 1 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน และ ผู้ใช้ระบบ ปฏิบัติงานเว็บไซต์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและ บุคลากรของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 6 คน และนักประชาสัมพันธ์ การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน ผู้ใช้ระบบปฏิบัติงานเว็บไซต์ที่เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากร ในสานัก กลุ่ม ศูนย์ ในสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 3 คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษา ขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนา เว็บไซต์ แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ และแบบสอบถาม การยอมรับในการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน และด้านการรับรู้ถึง ความง่ายในการใช้งาน โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเ ลี่ย ค่าร้อยละ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข บทคัดย่อ ข ชื่อผลงาน แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาพื้นฐาน ผู้รายงาน นางจารุภา สังขารมย์ หน่วยงาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีที่รายงาน 2559 คาสาคัญ เว็บไซต์, การประชาสัมพันธ์, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน บทคัดย่อ รายงานวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและแนวทาง การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนา เว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) จัดการอบรมผู้ใช้ ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ศึกษาผลการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 1 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน และ ผู้ใช้ระบบ ปฏิบัติงานเว็บไซต์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและ บุคลากรของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 6 คน และนักประชาสัมพันธ์ การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน ผู้ใช้ระบบปฏิบัติงานเว็บไซต์ที่เปนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากร ในสานัก กลุ่ม ศูนย์ ในสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 3 คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษา ขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนา เว็บไซต์ แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ และแบบสอบถาม การยอมรับในการใช้ระบบปฏิบัติการเว็บไซต์ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน และด้านการรับรู้ถึง ความง่ายในการใช้งาน โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเ ลี่ย ค่าร้อยละ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  • 7.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ค ผลการวิจัย พบว่า 1. แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาพื้นฐาน“สพฐ. นิวส์” เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาออกแบบโครงสร้างใช้รูปแบบ Web ใยแมงมุม และ Site โครงข่าย และสร้างระบบฐานข้อมูลโดยใช้โปรแกรมบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL และการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ JAVA ทาง URL: www.sorportornews.obec.go.th โดยมีองค์ประกอบของเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 12 โมดูล คือ 1) โมดูลบรรณาธิการ 2) โมดูลข่าว ศธ. (ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ) 3) โมดูลข่าว สพฐ. 4) โมดูลข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด 5) โมดูลข่าว สพท. (ข่าวเขตพื้นที่การศึกษา) 6) โมดูลข่าว โรงเรียน 7) โมดูลข่าวการศึกษาพิเศษ 8) โมดูลคลิปข่าว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 10) โมดูลห้อง พักครู 11) โมดูลเพชรใน สพฐ. 12) เว็บบอร์ด 2. ผลการศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความคิดเห็น โดยรวมของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมใน การพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการจัดการอบรมการใช้ระบบปฏิบัติงานและประเมินผล การใช้ระบบปฏิบัติงาน เว็บไซต์“สพฐ. นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมผู้ใช้ระบบปฏิบัติงานที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” มีความคิดเห็นด้านการรับรู้ประโยชน์การใช้งาน และด้านการรับรู้ ถึงความง่ายในการใช้งาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ฃ
  • 8.
    ง Title: The guidelinesfor developing the public relations website of Basic Education Commission. Author: Jarupha Sangkharom Organization: Office of Basic Education Commission. Year: 2017 Keywords: The public relations website Basic Education Commission. Abstract This research aimed 1) to investigate the need and guidelines for developing the public relations website of Basic Education Commission, 2) to develop the website prototype with suitable technology and components, 3) to evaluate utilities of the website. The sample used in this research were 5 executives of Basic Education Commission, 5 experts in web design for public relations, users’ operating system were 30 officers of Basic Education Commission and 225 public relations officers of Primary Educational Service Area office and Secondary Educational Service Area office, Basic Education Commission. The instruments were: 1) a questionnaire of the needs assessment and guidelines for developing the website, 2) a questionnaire of the component and suitable technology for website and 3) a questionnaire of perceived usefulness and ease of use the website. The statistics used were Mean and Standard Deviation. The research results were as follows: 1. The guidelines for developing the public relations website of Basic Education Commission: Prototype the public relations website of Basic Education Commission (OBEC news) was designed the structure of a website with an information management system using the principles of relation database. For the design and development technology, MySQL was the operator in the database. Professional Home Page (PHP), PHPMYADMIN, and JAVA were used to control the script language and contact between web server and database, URL: www.sorportornews.obec.go.th. The web components consists of 12 modules: 1) Editor, 2) Ministry of Education news, 3) Basic Education Commission news, 4) Provincial Education office news, 5) Educational ค Abstract ง Title: The guidelines for developing the public relations website of Basic Education Commission. Author: Jarupha Sangkharom Organization: Office of Basic Education Commission. Year: 2017 Keywords: The public relations website Basic Education Commission. Abstract This research aimed 1) to investigate the need and guidelines for developing the public relations website of Basic Education Commission, 2) to develop the website prototype with suitable technology and components, 3) to evaluate utilities of the website. The sample used in this research were 5 executives of Basic Education Commission, 5 experts in web design for public relations, users’ operating system were 30 officers of Basic Education Commission and 225 public relations officers of Primary Educational Service Area office and Secondary Educational Service Area office, Basic Education Commission. The instruments were: 1) a questionnaire of the needs assessment and guidelines for developing the website, 2) a questionnaire of the component and suitable technology for website and 3) a questionnaire of perceived usefulness and ease of use the website. The statistics used were Mean and Standard Deviation. The research results were as follows: 1. The guidelines for developing the public relations website of Basic Education Commission: Prototype the public relations website of Basic Education Commission (OBEC news) was designed the structure of a website with an information management system using the principles of relation database. For the design and development technology, MySQL was the operator in the database. Professional Home Page (PHP), PHPMYADMIN, and JAVA were used to control the script language and contact between web server and database, URL: www.sorportornews.obec.go.th. The web components consists of 12 modules: 1) Editor, 2) Ministry of Education news, 3) Basic Education Commission news, 4) Provincial Education office news, 5) Educational
  • 9.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จ Service Area Officenews, 6) School news, 7) Special Education News, 8) Clip news, 9 ) The Compass of OBEC, 10) Teacher’s room, 11) Diamond in OBEC, and 12) Web board. 2. The findings of the study on the suitable technology and components for developing the prototype website “OBEC News” for the Office of the Basic Education Commission’s public relations purpose are as follows: The general opinion of the experts, executives and system users concerning the suitable technology and components for developing the prototype website is that the overall image of “OBEC News” is at the highest level. 3. As for the result of users’ operating system training and evaluation of the “OBEC News” website for the Office of the Basic Education Commission’s public relations purpose, the overall perception of the users is that the usefulness and ease of use of the “OBEC News” website for the Office of the Basic Education Commission’s public relations purpose is at the highest level. ฅ
  • 10.
  • 11.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน บทสรป องผู้บรหาร การวิจัยเรื่องการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการวิจัยและพัฒนา (Researchand Development) จัดทา ขึ้นตามโครงการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพงานด้านการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับนโยบายการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการพัฒนารูปแบบ การนาข้อมูลข่าวสารของการดาเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เข้าถึงทุก กลุ่มเปาหมาย และเปนการสื่อสารมวลชน และสร้างภาพลักษณ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเพื่อจัดทาเอกสารแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นาเสนอต่อสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนในการดาเนินงานโดย (1) ศึกษาความต้องการและ แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และศึกษาเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการองค์ประกอบที่เหมาะสมใน การพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์ เพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (3) จัดการอบรมผู้ใช้ระบบบริหารงานเว็บไซต์ใน การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาการยอมรับของ ผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงแนวทาง ในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางใน การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการพัฒนาออกแบบ และสร้างระบบฐานข้อมูล โดยใช้โปรแกรมบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL และการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนา โปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN, JAVA ทางเว็บไซต์ URL: www.sorportornews.obec.go.th โดยมีองค์ประกอบของเว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 12 โมดูล คือ 1) โมดูลบรรณาธิการ 2) โมดูลข่าว ศธ. (ข่าว กระทรวงศึกษาธิการ) 3) โมดูลข่าว สพฐ. 4) โมดูลข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด) 5) โมดูลข่าว สพท. (ข่าวเขตพื้นที่การศึกษา) 6) โมดูลข่าวโรงเรียน 7) โมดูลข่าวการศึกษาพิเศษ ง บทสรุปของผู้บริหาร
  • 12.
    ช 8) โมดูลคลิปข่าว 9)โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 10) โมดูล ห้องพักครู 11) โมดูลเพชรใน สพฐ. 12) เว็บบอร์ด ผลการวิเคราะห์ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อเทคโนโลยี ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” พบว่า ความคิดเห็นโดยรวมของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.60, ..DS = 0.28) เมื่อพิจารณารายด้านความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบ พบว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านความง่ายต่อการใช้งานในระบบ ( X =4.68, ..DS =0.28) ด้านความเหมาะสมในการักษา ความปลอดภัย ( X =4.61, ..DS =0.25) ด้านความถูกต้องในการทางานของ งชั่นงานของระบบ ( X =4.56, ..DS =0.29) และด้านประสิทธิภาพของการทางานระบบ ( X =4. 2, ..DS =0.30) ตามลาดับ ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อ องค์ประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” พบว่า ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อองค์ประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.55, ..DS = 0.61) เมื่อพิจารณาเปนรายข้อ พบว่า ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อองค์ประกอบโมดูลที่เหมาะสมใน การพัฒนาเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์” อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ลาดับแรกได้แก่ โมดูล Admin (ผู้ดูแลระบบ) ( X =4.72, ..DS = 0.56) โมดูลแสดงหน้าเว็บไซต์ ( X =4.68, ..DS = 0.58) โมดูล การจัดการข่าว สพท. ( X =4.63, ..DS = 0.59) ตามลาดับ การจัดอบรมการใช้ระบบเว็บไซต์ พัฒนาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ และผลศึกษาการใช้งาน เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ความคิดเห็นของผู้ใช้ระบบที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” มีความคิดเห็นด้านการรับรู้ประโยชน์การการใช้งาน และด้านการรับรู้ถึง ความง่ายในการใช้งาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.66, ..DS = 0. ) สาหรับ การยอมรับของผู้ใช้ระบบ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า การยอมรับของผู้ใช้ระบบ ด้านการรับรู้ถึง ประโยชน์การใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมมีการยอมรับอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4. 7, ..DS = 0.6 ) และ ผลการวิเคราะห์การยอมรับของผู้ใช้ระบบบริการจัดการด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานที่มี ต่อเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส์” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.7 , ..DS = 0. 6) จ
  • 13.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉ สารบัญสารบัญ หน้า ประกาศคุณูปการ ก บทคัดย่อภาษาไทย ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษค บทสรุปของผู้บริหาร ง บทที่ 1 บทนา 1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 6 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 ขอบเขตของการวิจัย 7 กรอบแนวคิด 11 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 12 บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13 2.1 แนวคิดการออกแบบเว็บไซต์ 13 2.1.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ 13 2.1.2 หลักการใช้สีในเว็บไซต์ 16 2.1.3 หลักการใช้ตัวอักษรในเว็บไซต์ 19 2.1.4 หลักการออกแบบงานกราฟิกในเว็บไซต์ 26 2.1.5 ประเภทของ LAYOUT 28 2.1.6 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ 29 2.1.7 การทดสอบระบบสารสนเทศของเว็บไซต์ 35 2.1.8 การประเมินระบบสารสนเทศ 36 2.1.9 หลักการและแนวคิดการยอมรับเทคโนโลยี 41 2.2 เครื่องมือบริหารและจัดการเว็บไซต์ 43 2.2.1 การออกแบบเว็บไซต์ในมุมมองของ HCI 43 2.2.2 เครื่องมือบริหารและจัดการเว็บไซต์สาเร็จรูป (CMS) 44 2.2.3 โปรแกรมสร้างเว็บไซต์สาเร็จรูป Joomla 45 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ 46 2.3.1 ความหมายการประชาสัมพันธ์ 46
  • 14.
    ช 2.3.2 บทบาทหน้าที่และความสาคัญของการประชาสัมพันธ์ 48 2.3.3กระบวนการการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ 52 2.3.4 การประชาสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ต 69 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 76 2.4.1 งานวิจัยในประเทศ 76 2.4.2 งานวิจัยต่างประเทศ 79 บทที่ วิธีการวิจัย 81 ระยะที่ ศึกษาความต้องการและแนวทางการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 81 ระยะที่ พั นาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการและ องค์ประกอบที่เหมาะสมในการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 84 ระยะที่ จัดอบรมการใช้ระบบเว็บไซต์ พั นาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ และศึกษาการใช้งานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 93 บทที่ ผลการวิจัย 99 ระยะที่ ผลการวิเคราะห์การสัม าษณ์ความต้องการและแนวทางเพื่อพั นาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบ เว็บไซต์ 99 ระยะที่ 2 ผลการพั นาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบ ที่เหมาะสมในการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 104 ระยะที่ 3 ผลการจัดทาอบรมการใช้ระบบเว็บไซต์ พั นาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ และศึกษาการใช้งานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และปรับปรงแนวทางในเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 119
  • 15.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซ บทที่ สรปผล อิปรายและข้อเสนอแนะ 123 สรปผล 123 อ ิปราย 128 ข้อเสนอแนะ 134 บรรณานกรม าคผนวก 141 าคผนวก ก รายชื่อที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย ผู้ตรวจและพิจารณารายงานวิจัย ผู้จัดทา รายชื่อผู้บริหาร สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และการประชาสัมพันธ์ 143 าคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย 147 าคผนวก ค การหาคณ าพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 7 าคผนวก ง คู่มือการใช้งานเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์” 173 าคผนวก จ รายชื่อกล่มทดลองเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ.นิวส์” หนังสือและรายชื่อผู้ใช้ระบบและรหัสเข้าใช้งานเว็บไซต์ “สพฐ.นิวส์ 193
  • 16.
    สารบัญตาราง ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 แสดงคู่สีตัวอักษรและพื้นหลังที่นิยม17 2.2 แสดงจิตวิทยาของสี 18 4.1 ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อระบบบริหารจัดการ ของเว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 116 4.2 ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบที่มีต่อความเหมาะสมของ องค์ประกอบโมดูล 118 4.3 การยอมรับของผู้ใช้ระบบที่มีต่อเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ.นิวส์” 119 4.4 การยอมรับของผู้ใช้ระบบด้านการรับรู้ถึงประโยชน์การใช้งาน เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 120 4.5 การยอมรับของผู้ใช้ระบบด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 121
  • 17.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สารบัญภาพ ญ สารบัญ า าพที่ หน้า 1.1กรอบแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการในการทาวิจัยแนวทางเพื่อพั นา เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 11 2.1 แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบเรียงลาดับ 14 . แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบลาดับชั้น 14 2.3 แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบตาราง 15 2.4 แสดงโครงสร้างเว็บไซต์แบบใยแมงมม 16 2.5 กระบวนการพั นาเว็บไซต์ 30 . การสื่อสารระหว่างองค์กรกับประชาชน 48 3.1 ขั้นตอนการสร้างแบบสัม าษณ์ความต้องการและแนวทางการพั นาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 83 3.2 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินเพื่อศึกษาความเหมาะสมของเทคโนโลยีและองค์ประกอบ ที่เหมาะสมในการพั นาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 90 3.3 ขั้นตอนการสร้างแบบสารวจการยอมรับการใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ ต้นแบบ “สพฐ.นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 95 4.1 แสดงระบบบริหารจัดการเว็บไซต์และฐานข้อมูลการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 105 4.2 ผังแสดงขั้นตอนการป ิบัติงานเว็บไซต์การประชาสัมพันธ์ “สพฐ.นิวส์” แบบที่ 107 4.3 ผังแสดงขั้นตอนการป ิบัติงานเว็บไซต์การประชาสัมพันธ์ “สพฐ.นิวส์” แบบที่ 108 4.4 แสดงโมดูล บรรณาธิการ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 109 4.5 แสดงโมดูล ข่าว ศธ. ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 110 . แสดงโมดูล ข่าว สพฐ. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 110 4.7 แสดงโมดูล ข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด) 111 4.8 แสดงโมดูล ข่าว สพท. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 112 4.9 แสดงโมดูล ข่าวโรงเรียน เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 112 4.10 แสดงโมดูล ข่าวการศึกษาพิเศษ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 113 4.11 แสดงโมดูล เข็มทิศ สพฐ. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 113 4.12 แสดงโมดูล ห้องพักครู เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 114 . แสดงโมดูล เพชรใน สพ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ สพฐ.นิวส์ 114
  • 19.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1 1 บทที่ 1 บทนำ ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทาให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ของโลกในด้านสารสนเทศและสื่อ(Information and media) มีการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทาให้ การใช้งานด้านสารสนเทศและสื่อสามารถเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ต่อความคิดเห็นความเชื่อ มีผลต่อการตัดสินใจ และการตอบสนองจากการรับรู้ สามารถขยายผล ต่อเนื่องอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม เนื่องจากการที่โลกมีการเชื่อมต่อโดยสมบูรณ์จนทาให้ การกระจายตัวของข่าวสารมีความรวดเร็วแบบรับรู้เท่ากันในเวลาเดียวกัน (Real time) ทาให้ การสื่อสารที่ผ่านทางระบบสื่อสารโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจในระดับชาติ โดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ตระหนักถึงการนาเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อการสร้างความเข้าใจอันดี กับมวลชน โดยใช้งานประชาสัมพันธ์ที่เป็นงานในระดับนโยบายขององค์กร และสถาบันทุกประเภท ต่างนาการประชาสัมพันธ์ไปใช้อย่างกว้างขวางแพร่หลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานของตนกับประชาชน ป้องกันการเข้าใจผิด ตลอดจน การลดสาเหตุแห่งความขัดแย้งต่าง ๆ รวมทั้งการใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนนโยบายและ การดาเนินงานขององค์กร สถาบัน เสริมสร้างและรักษาชื่อเสียง ความนิยมความเชื่อถือศรัทธา และความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชนที่พึงมีต่อหน่วยงานของตน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงาน ของรัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดและ การส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทาข้อเสนอนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษา มาตรฐานการศึกษา และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กาหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดาเนินเกี่ยวกับ การสนับสนุนทรัพยากร การจัดตั้งจัดสรรทรัพยากร และบริหารงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พัฒนาระบบการบริหาร และส่งเสริม ประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งส่งเสริมการนิเทศการบริหารและ การจัดการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเขตพื้นที่ การศึกษา พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และกากับดูแลการจัด การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาเพื่อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความสามารถพิเศษ และประสาน บทที่ 1 บทนำ�
  • 20.
    2 2 ส่งเสริมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคลครอบครัว องค์กร ชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นของเขต พื้นที่การศึกษา ดาเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป ิบัติงานอื่นใดตามที่ก หมายกาหนดให้เป็นอานาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือตามที่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ซึ่งมีทิศทางและกรอบในการดาเนินการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภานิติบั ัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ กันยายน ประเด็นการป ิรูปแห่งชาติ ด้านตามรัฐธรรมนู แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ ชั่วคราว (พ ศ ) ทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ป และทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ (พ ศ - ) และยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพันธกิจ วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรอบแนวทาง ในการจัดทายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ โดยได้ให้ความสาคั กับการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนด้วย ในด้านการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตาม ภารกิจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดและส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องประสานสัมพันธ์กับ หน่วยงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งตามพระราชบั ัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 5 มาตรา 39 และพระราชบั ัติ ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 มาตรา 8 มาตรา 34 วรรคสอง ได้กาหนดให้มีการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและ มัธยมศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการกาหนดให้มีสานักงานเขต พ้นที่การศึกษาประถมศึกษา จานวน 183 เขต และสานักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจานวน 42 เขต และได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา โดยแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เป็น 8 กลุ่ม และออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานเขต พื้นที่มัธยมศึกษา เป็น 7 กลุ่ม และเพื่อให้การป ิบัติงานของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและสานักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาระบบ การป ิบัติงาน เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการป ิบัติงาน มีสถานศึกษาในสังกัด รวมทั้งสิ้น ,816 โรง ทาหน้าที่จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เต็มศักยภาพ ซึ่งนับเป็นเครือข่าย การประชาสัมพันธ์ในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานกับ ประชาชนทั่วไป และนับได้ว่ามีความสาคั ยิ่งในสภาพการณ์ปจจุบัน โดยเฉพาะการนาเสนอ
  • 21.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3 3 ข่าวสารของสื่อมวลชน มีบทบาทสาคั ที่ช่วยให้การดาเนินกิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาให้ประสบความสาเร็จจากการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการถึงแม้ว่าความเจริ รุดหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศจะทาให้ การเผยแพร่ข่าวสารไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะทาให้เนื้อหาของสิ่งที่ต้องการนาเสนออยู่ใน ความสนใจอย่างกว้างขวางนั้น นักประชาสัมพันธ์จะต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป ในการผลิตเนื้อหาที่ จะนาเสนอได้อย่างถูกต้อง น่าสนใจ ทั้งในรูปแบบของข่าว บทความ สารคดี การถ่ายภาพ และ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ๆ เพื่อให้การดาเนินงานประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สานักอานวยการ โดยศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ดาเนินการประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นเครื่องมือสาคั ในการเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นในข้อมูลข่าวสารและสร้างทัศนคติที่ดี จัดปรับปรุงเนื้อหา รูปแบบ การนาเสนอสื่อ ประชาสัมพันธ์ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพื่อ สนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเท่าทัน เหตุการณ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์การ ตอบสนองยุทธศาสตร์ขององค์การ การบริหาร จัดการติดต่อสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ให้กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อาจกระทาได้ หลายวิธีสื่อประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่เป็นตัวกลางในการนาข่าวสารต่าง ๆ ไปสู่ กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จัก และมีทัศนคติที่ดีต่อองค์การมากยิ่งขึ้น องค์การจึงต้องให้ความสาคั กับสื่อประชาสัมพันธ์ เพราะถ้าองค์การไม่มีสื่อประชาสัมพันธ์หรือ เลือกใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็จะส่งผลให้การดาเนินงาน ประชาสัมพันธ์ขององค์การไม่ประสบผลสาเร็จ (อรุณรัตน์ ชินวรณ์, 2553) ซึ่งสอดคล้องกับ วรัช ์ ครุจิต (2555 : 114) และ อรอนงค์ สวัสดิบุรี (2555: 123) ได้กล่าวตรงกันว่าการเลือกใช้สื่อ ที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อการสื่อสารในองค์การ การเลือกสื่อที่มีความเหมาะสมสามารถทาให้ เนื้อหาข่าวสารถูกเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอายุที่ แตกต่างกัน สื่อที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสาคั ต่อการสื่อสารในองค์การเป็นอย่างยิ่ง โดยในด้าน กระบวนการประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดให้มีช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นระบบ และนาเทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมาช่วยป ิบัติงานสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ ประชาชนในปจจุบันเป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการของภาครัฐ และจัดให้มี การพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่น่าสนใจ ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างช่อง ทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสมัยใหม่ โดยใช้อุปกรณ์การสื่อสาร หรือ Mobile Media รวมถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) ด้วยเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรด้าน การประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานภาครัฐมีองค์ความรู้ด้านบริหารจัดการและการป ิบัติการข้อมูล
  • 22.
    4 4 ข่าวสารผ่านสื่อสมัยใหม่ เพื่อให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพ และคุณภาพด้านการประชาสัมพันธ์ให้ ครอบคลุมและก้าวทันสื่อสมัยใหม่ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยระดมความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการสื่อสารสองทางกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้าง ความเข้าใจภายในองค์กรให้มากขึ้น ให้ผู้บริหารมีช่องทางติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา สามารถ ถ่ายทอดคาสั่งไปยังหน่วยรองและหน่วยป ิบัติได้ทันที รวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งต้องมีการรายงานที่ รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และทดสอบระบบที่มีอยู่เสมอ โดยกาหนดให้ทุกหน่วยงานต้องจัดให้มีแผน ประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายในองค์กรและสร้างความเข้าใจในหน่วยงาน และ ประชาสนเทศเป็นการประชาสัมพันธ์ สื่อสารภายนอกองค์กรเพื่อการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ปจจุบันส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ใช้ช่องหลักทางเว็บไซด์ (Web Site) เป็น ช่องทางในการประชาสัมพันธ์เนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบ Two-Way Communication และ Action ประกอบข้อมูลสาธารณะที่เป็นประโยชน์ ครบถ้วนและเป็นปจจุบัน รวมทั้งเป็นช่องทางที่ เปดรับ งความคิดเห็นและแนวคิดของผู้รับบริการ ตลอดจนเป็นช่องทางการรับ งร้องเรียนต่าง ๆ รวมถึงต้องมีบุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น เว็บไซต์ (Web Site) ซึ่งเป็นแหล่งที่ รวบรวมเว็บเพจ เรื่องเดียวกันจานวนมาก มาหลายหน้ามารวมอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งในการเสนอ เรื่องราวที่อยู่บนเว็บไซต์ที่แตกต่างไปจากโปรแกรมโทรทัศน์ เนื้อหาในนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ เนื่องจากการทางานบนเว็บไซด์ได้ตลอดเวลา และแต่ละเว็บเพจมีการเชื่อมโยงกันภายในเว็บไซต์ หรือเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว (ปยวิท เจนกิจจจา 2542, จักรพงษ์ เจือจันทร์ ) ซึ่งปจจุบันพ ติกรรมและรูปแบบวิธีการเปดรับข้อมูลข่าวสารของ ผู้บริโภคได้มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยให้ความสาคั รวมทั้งใช้เวลากับคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจาวันมากขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร ถูกใช้เพื่อการติดตามข้อมูลข่าวสาร ทาให้เกิดผลกระทบหลายประการ ซึ่งเมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารไว้บนหน้าเว็บไซต์ปราก บนจอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้สื่อมวลชนหลายประเภท ต้องปรับตัวและให้ความสาคั กับสื่อออนไลน์มากขึ้น ทาให้ธุรกิจหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนาจาก“กระดาษ” สู่การเป็น “หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ออนไลน์” (พัชรกุล เพ็ชร์ประยูร 2558) ดังนั้น ในการพัฒนาการดาเนินการประชาสัมพันธ์และ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของส่วนราชการจึงจาเป็นต้องคานึงถึงการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อ การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้สอดคล้องกับพ ติกรรมและรูปแบบวิธีการเปดรับข้อมูล ข่าวสารที่มีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็วด้วย
  • 23.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5 5 สาหรับเว็บไซต์ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ และการนาข้อมูล ข่าวสารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปเผยแพร่ในปจจุบันส่วนให ่เป็น การนาเสนอการดาเนินการและการขับเคลื่อนตามภารกิจของกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ และไม่มี ความน่าสนใจ อีกประการหนึ่ง คือ เนื้อหาข้อมูลข่าวสารกระจายอยู่ทั้งภายในสานักต่าง ๆ และ เขตพื้นที่การศึกษามีความหลากหลายในประเด็น รูปแบบในการนาเสนอและการออกแบบ การจัดการเนื้อหา รวมถึงความสวยงามด้านกรา กยังไม่สมบูรณ์ และยังมีไม่มีรูปแบบที่เป็นศูนย์รวม ข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศที่สามารถนาเสนอข้อมูลข่าวสารและนาไปเผยแพร่ในลักษณะที่เชื่อมโยง เนื้อหาสาระมีมิติของเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการเพื่อการสื่อสารมวลชน จึงจาเป็นต้อง อาศัยกระบวนการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อการสื่อสารประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชน ในรูปแบบต่าง ๆ เสริมสร้างและผลักดันให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจในข่าวสารกับกลุ่มบุคคล ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอย่างมีคุณภาพ รวดเร็วและเท่าทันเหตุการณ์ โดยการดาเนินงาน ประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพสูงจาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการและไหวทันต่อ การเลือกใช้การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ (James, 2007) ดังนั้น สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จัดทาโครงการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างการรับรู้และเท่า ทันการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางการขับเคลื่อนการป ิรูปการศึกษาของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง สมศักดิ เกิดพุ่ม ( : 3-5) ได้ออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับสานัก กอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ที่เรียกว่า Content Management System หรือ CMS ในการศึกษาและพัฒนา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือเว็บไซต์ที่ได้รับการ ยอมรับระดับสูง และสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้เครื่องมือ การพัฒนาเว็บไซต์สาเร็จรูป CMS นี้เช่นกัน โดยผู้วิจัยจะออกแบบโครงสร้างเนื้อหาที่เป็นระบบ สามารถสืบค้นและเข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย รวมถึงสามารถสร้างความมีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อมูล ข่าวสารที่เป็นปจจุบันและเป็นคลังข้อมูลข่าวสารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานนอกจากนี้ยังมีช่องทางการสื่อสารแบบสองทาง ( -Ways Communication) ระหว่าง นักประชาสัมพันธ์ ระดับสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครู อาจารย์ และนักเรียนจากสถานศึกษา ร่วมถึงประชาชนทั่วไปด้วย และจากการศึกษาสภาพป หาของเว็บไซต์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดังกล่าว ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน เล็งเห็นว่า ควรมีการศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน
  • 24.
    6 6 ให้ประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียนครูและบุคลากรทางการศึกษารับรู้อย่างรวดเร็ว ให้มีความน่าสนใจ รวมถึงสื่อมวลชนได้นาข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ข้อมูลไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมและความต้องการของสื่อมวลชน ซึ่งสามารถนับว่า ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจาก สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นแหล่งข้อมูลที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้ต่อไป วั ป ะสงค ำ ว ั ) ศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ) พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ) จัดการอบรมผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษาผลการใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก การอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางในการ พัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน น ำม ั ทเ ำะ เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง แหล่งที่เก็บรวมรวมข้อมูลสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ การนาข้อมูลข่าวสารไปเผยแพร่ และเพื่อแสดงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและ เสียง การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษาในส่วนที่ เกี่ยวกับภารกิจของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในทุกภาคส่วนตามการแบ่งส่วน ราชการของกระทรวงศึกษาธิการ คือ ข้อมูลข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษา ครูอาจารย์ บุคลากร ทางการศึกษา และนักเรียน เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน ให้ประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษารับรู้อย่างที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อ เหตุการณ์ และมีความน่าสนใจ รวมถึงสื่อมวลชนได้นาข่าวสารข้อมูลไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมและความต้องการ
  • 25.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 7 การพัฒนาเว็บไซต์ หมายถึง ขั้นตอนกระบวนการ องค์ประกอบ และเทคโนโลยี ในการดาเนินงานพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง หน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัด ของกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดและการส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทา ข้อเสนอนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษา มาตรฐานการศึกษา และหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน กาหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดาเนินเกี่ยวกับการสนับสนุนทรัพยากร การจัดตั้งจัดสรร ทรัพยากร และบริหารงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พัฒนาระบบการบริหาร และส่งเสริม ประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียน การสอน รวมทั้งส่งเสริมการนิเทศการบริหารและการจัดการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ และ ประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และกากับดูแลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาเพื่อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความสามารถพิเศษ และประสาน ส่งเสริมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นของเขตพื้นที่การศึกษา ดาเนินการเกี่ยวกับงาน เลขานุการของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป ิบัติงานอื่นใดตามที่ก หมายกาหนดให้เป็น อานาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือตามที่ รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ขอบเข ของ ำ ว ั การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์และ สื่อสารมวลชนของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. ขอบเข ำน นที่ว ั การพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์และสื่อสารมวลชน ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ใช้สถานที่เพื่อดาเนินการศึกษาและรวบรวม ข้อมูลอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบ ดังนี้ 1.1 สถานที่ใช้การรวบรวมข้อมูล คือ ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานที่ตั้งเซิร์ เวอร์ของฐานข้อมูลระบบสารสนเทศของเว็บไซต์ คือ ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 26.
    8 8 2. ขอบเข ำนเนอหำ ข้อมูลการประชาสัมพันธ์ในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ) ข้อมูลข่าวสารของสานัก ศูนย์ กลุ่มต่าง ๆ ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 4 สานัก ศูนย์ กลุ่ม ได้แก่ (1) สานักอานวยการ (2) สานักคลังและสินทรัพย์ (3) สานักติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (4) สานักทดสอบทางการศึกษา (5) สานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (6) สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (7) สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (8) สานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (9) สานักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (10) สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (11) กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร (12) กลุ่มตรวจสอบภายใน (13) สานักพัฒนากิจกรรมนักเรียน (14) สานักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (15) สถาบันภาษาอังก ษ (16) สานักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดน ภาคใต้ (17) สานักบริหารงานการมะยมศึกษาตอนปลาย (18) สานักบริหารการศึกษาภาคบังคับ (19) ศูนย์พัฒนาการนิเทศและเร่งรัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน (20) ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (21) ศูนย์บริหารโครงการพัฒนาโรงเรียนจุ าภรณราชวิทยาลัย (22) ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล (23) สานักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน (24) ศูนย์ป ิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 27.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 9 ) ข้อมูลข่าวสารของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขตและ ) ข้อมูลข่าวสารของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขอบเข ป ะ ำ และ ลม ัวอ ำง ป ะ ำ ที่ น ำ ว ั ครั้งนี้ คือ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน จานวน คน ผู้เชี่ยวชา ด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน และ ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เป็น เจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากรของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน คน ลม ัวอ ำงที่ น ำ ว ั ครั้งนี้ คือ ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน คน ผู้เชี่ยวชา ด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ จานวน คน และตัวแทนเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากรสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน จานวน คน และนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ จานวน คน ะ ะเวลำ น ำ ว ั ระยะเวลา ป ระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนกันยายน ซึ่งแบ่ง การดาเนินงานออกเป็น ระยะ คือ ระยะที่ 1 มกราคม - มีนาคม ขั้นเตรียมการ ศึกษาเอกสาร และรวบรวมข้อมูล และศึกษาความต้องการและแนว ทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลือก กลุ่มตัวอย่าง และสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูล จัดทาร่างโครงสร้างเว็บไซต์ ต้นแบบ ออกแบบองค์ประกอบข้อมูลสารสนเทศ ร่างแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ ระยะที่ 2 เมษายน – มิถุนายน ศึกษาเอกสาร และรวบรวมข้อมูลการออกแบบเว็บไซต์ต้นแบบการออกแบบเว็บไซต์ เลือกเทคโนโลยี สร้างองค์ประกอบเว็บไซต์ ระบุกลุ่มผู้ใช้ สร้างระบบเนวิเกชั่น และการใช้งาน ออกแบบหน้าเว็บไซต์ กรา ก และเลือกใช้สี จัดรูปแบบตัวอักษร ฐานข้อมูลเว็บไซต์ในการ
  • 28.
    10 10 ประชาสัมพันธ์ สารสนเทศและเนื้อหา ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ร่างคู่มือป ิบัติงานเว็บไซต์ สร้างเครื่องมือประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ทดสอบ ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ และศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม ปรับปรุ่งร่างแนวทาง ในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระยะที่ 3 กรก าคม – กันยายน จัดทาคู่มือป ิบัติงานเว็บไซต์ สร้างเครื่องมือในการประเมินผลการใช้งานเว็บไซต์ จัดการอบรมผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ และศึกษาผลการใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้ จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางการ พัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อบแนวค ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดในการวิจัยได้เลือกการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ใน การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการกาหนดขึ้นตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อนาไปสู่การสร้างเครื่องมือ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง การรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ ดังภาพที่
  • 29.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 11 11 ำ ที่ 11 กรอบแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการในการทาวิจัยแนวทางเพื่อพัฒนา เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน - แนวทางการพัฒนา เว็บไซต์ในการ ประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน - คู่มือการปฏิบัติงาน เว็บไซต์ในการ- ประชาสัมพันธ์ ะ ะที่ - ออกแบบเว็บไซต์ในการ ประชาสัมพันธ์ สานักงาน คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน - การออกแบบเว็บไซต์ - เลือกเทคโนโลยี - สร้างองค์ประกอบเว็บไซต์ - ระบุกลุ่มผู้ใช้ - สร้างระบบเนวิเกชั่น และ การใช้งาน - ออกแบบหน้าเว็บไซต์ กรา ก และเลือกใช้สี - จัดรูปแบบตัวอักษร - ฐานข้อมูลเว็บไซต์ในการ ประชาสัมพันธ์ - สารสนเทศและเนื้อหา - ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ (สุรีรัตน์ อินทร์หม้อ, 2552., ปยะดนัย วิเคียน ) - แบบประเมินเบล็คบอค (Black box) ด้าน ได้แก่ ด้านการตรงตามความต้องการ ของผู้ใช้ระบบ (Functional Requirement Test) ด้าน การทางานได้ตาม งก์ชั่นงาน ของระบบ (Functional Test) ด้านความง่ายต่อการใช้งาน (Usability Test) และด้าน การรักษาความปลอดภัยของ ข้อมูลในระบบ (Security Test) (มนต์ชัย เทียนทอง, 2554) ะ ะที่ 1 - ศึกษาสภาพความต้องการ และแนวทางการพัฒนา เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ และศึกษาเอกสาร งานวิจัยใน การสร้างเว็บไซต์เพื่อการ ประชาสัมพันธ์ - สร้างเครื่องมือสัมภาษณ์ - ระบบการจัดการเนื้อหา (Content Management System: CMS) - โครงสร้างเว็บเพจและ การออกแบบเว็บไซต์: Page Structure and Site Design - เลือกใช้เทคโนโลยี โปรแกรมบริหารจัดการ ฐานข้อมูล MySQL การ พัฒนาออกแบบ และสร้าง ระบบฐานข้อมูล ใส่เนื้อหา และไ ล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง - โปรแกรมด้วยเครื่องมือ พัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN, JAVA - กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ (พิรพร หมุนสนิท และอัจจิมา เลี้ยงอยู่, 2553) แนวคิดเกี่ยวกับการ ประชาสัมพันธ์ - กระบวนการประชาสัมพันธ์ - การประชาสัมพันธ์บน เครือข่ายอินเทอร์เน็ท (จิตราภรณ์ สุทธิวรเศรษฐ์, ) ะ ะที่ - จัดการอบรมการใช้ ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ และพัฒนาเนื้อหาบนหน้า เว็บไซต์ในการ ประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อ ปรับปรุงเนื้อหาต่อไป - แบบจาลองการยอมรับ นวัตกรรมและเทคโนโลยี (A technology acceptance model หรือ TAM) 4 ประการ - ตัวแปรภายนอก - การรับรู้ถึงประโยชน์ - การรับรู้ว่าเป็นระบบที่ ง่ายต่อการใช้งาน - ทัศนคติที่มีต่อการใช้งาน (สิงหะ ฉวีสุข และ สุนันทา วงศ์จตุรภัทร, 2555 : เว็บไซต์)
  • 30.
    12 12 ป ะ นที่ับ ำ ำ ว ั ได้เว็บไซต์ต้นแบบที่ผ่านกระบวนการพัฒนาเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. ได้แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 31.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 13 บทที่ 1 1 ทที่ 2 วรรกรรมและงานวิ ัยที่ กี่ยว อง การศึกษาแนวทางเพื่อพั นาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาพื้น านจัดทําขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการศึกษาโดยนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาชวย การประชาสัมพันธ การเผยแพรขอมูลขาวสารและการสื่อสารมวลชน ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวของทั้งในประเทศและตางประเทศ ดังนี้ 1. แนวคิดการออกแบบเว็บไซต 2. เครื่องมือบริหารและจัดการเว็บไซต . แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวของ 2.1 แนวคิ การออกแ ว ต 2.1 การออกแ ครงสราง ว ต การออกแบบโครงสรางเว็บไซต สามารถทําไดหลายแบบ ขึ้นอยูกับลักษณะของขอมูล ความชอบของผูออกแบบ ตลอดจนกลุมเปาหมายที่ตองการนําเสนอ โครงสรางของเว็บไซตประกอบ ไปดวย 4 รูปแบบใหญ ๆ (ปยะดนัย วิเคียน. 255 ) ไดดังนี้ ครงสราง ว ตแ รียงลา ั เปนโครงสรางแบบ ธรรมดาที่ใชกันมากที่สุดเนื่องจากงายตอการจัดระบบขอมูล ขอมูลที่นิยม จัดดวยโครงสรางแบบนี้ มักเปนขอมูลที่มีลักษณะเปนเรื่องราวตามลําดับของเวลา เชน การเรียงลําดับตามตัวอักษร ดรรชนี สารานุกรม หรืออภิธานศัพท โครงสรางแบบนี้ เหมาะกับเว็บไซตที่มีขนาดเล็ก เนื้อหาไมซับซอนใช การลิงก ( ) ไปทีละหนา ทิศทางของการเขาสูเนื้อหา ( o ) ภายในเว็บจะเปนการดําเนิน เรื่องในลักษณะเสนตรง โดยมีปุมเดินหนา-ถอยหลังเปนเครื่องมือหลักในการกําหนดทิศทาง ขอเสียของโครงสรางระบบนี้ คือ ผูใชไมสามารถกําหนดทิศทางการเขาสูเนื้อหาของตนเองได ทําให เสียเวลาเขาสูเนื้อ แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบเรียงลําดับดังภาพที่ 2.1 บทที่ 2 วรรณกรรมและง�นวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • 32.
    14 14 าพที่ 2.1 แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบเรียงลําดับ ครงสรางว ตแ ลา ั ั้น เปนวิธีที่ดีที่สุดวิธี หนึ่งในการจัดระบบโครงสรางที่มีความซับซอนของขอมูล โดยแบงเนื้อหา ออกเปนสวนตาง ๆ และมี รายละเอียดยอย ๆ ในแตละสวนลดหลั่นกันมาในลักษณะแนวคิดเดียวกับแผนภูมิองคกร จึงเปนการ งายตอการทําความเขาใจกับโครงสรางของเนื้อหาในเว็บลักษณะนี้ ลักษณะเดนเ พาะของเว็บ ประเภทนี้ คือ การมีจุดเริ่มตนที่จุดรวมจุดเดียว นั่นคือ โ มเพจ ( ome e) และเชื่อมโยงไปสู เนื้อหา ในลักษณะเปนลําดับจากบนลงลางเว็บที่มีโครงสรางประเภทนี้จัดเปนอีกรูปแบบหนึ่งที่งายตอ การใชงาน ซึ่งรูปแบบโครงสราง คลายกับตนไมตนหนึ่งที่มีการแตกกิ่งออกไปเปน กิ่งใหญ กิ่งเล็ก ใบไม ดอก และผล เปนตน ขอดีของโครงสรางรูปแบบนี้ก็คือ งายตอการแยกแยะเนื้อหาของผูใชและ จัดระบบขอมูล ของผูออกแบบ นอกจากนี้สามารถดูแลและปรับปรุงแกไขไดงายเนื่องจากมีการ แบงเปนหมวดหมู ที่ชัดเจน สวนขอเสียคือในสวนของการออกแบบโครงสรางตองระวังอยาให โครงสรางที่ไมสมดุล นั่นคือ มีลักษณะที่ลึกเกินไป หรือตื้นเกินไป โครงสรางที่ลึกเกินไปเปนลักษณะ ของโครงสรางที่เนื้อหาในแตละสวนมากเกินไปทําใหผูใชตองเสียเวลานานในการเขาสูเนื้อหาที่ ตองการ เพราะตองคลิกปุมหนาตอไป ( e ) หลายครั้ง แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบลําดับขั้น ดัง ภาพที่ 2.2 าพที่ 2.2 แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบลําดับขั้น
  • 33.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 15 ครงสราง ว ตแตาราง โครงสรางรูปแบบนี้มีความ ซับซอนมากกวารูปแบบที่ผานมา การออกแบบเพิ่มความยืดหยุน ใหแกการเขาสูเนื้อหาของผูใช โดย เพิ่มการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหวางเนื้อหาแตละสวน เหมาะแกการแสดงใหเห็นความสัมพันธกัน ของเนื้อหา การเขาสูเนื้อหาของผูใชจะไมเปนลักษณะเชิงเสนตรง เนื่องจากผูใชสามารถเปลี่ยน ทิศทางการเขาสูเนื้อหาของตนเองได เชน ในการศึกษาขอมูลประวัติศาสตร สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร โดยในแตละสมัยแบงเปนหัวขอยอยเหมือนกัน คือ การปกครอง ศาสนา วั นธรรม และภาษา ในขณะที่ผูใชกําลังศึกษาขอมูลทางประวัติศาสตรเกี่ยวกับ การปกครองในสมัย อยุธยา ผูใชอาจศึกษาหัวขอศาสนาเปนหัวขอตอไปก็ได หรือจะขามไปดูหัวขอ การปกครองในสมัย รัตนโกสินทรกอนก็ไดเพื่อเปรียบเทียบลักษณะขอมูลที่เกิดขึ้นคนละสมัยกัน ในการจัดระบบ โครงสรางแบบนี้ เนื้อหาที่นํามาใชแตละสวนควรมีลักษณะที่เหมือนกัน และ สามารถใชรูปแบบ รวมกัน หลักการออกแบบคือนําหัวขอทั้งหมดมาบรรจุลงในที่เดียวกันซึ่งโดยทั่วไป จะเปนหนา แผนภาพ ( e) ที่แสดงในลักษณะเดียวกับโครงสรางของเว็บ เมื่อผูใชคลิกเลือกหัวขอใดก็จะ เขาไปสูหนาเนื้อหา ( o c e) ที่แสดงรายละเอียดของหัวขอนั้น ๆ และภายในหนานั้น ก็จะมี การเชื่อมโยงไปยังหนารายละเอียดของหัวขออื่นที่เปนเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถนํา โครงสรางแบบเรียงลําดับและแบบลําดับขั้นมาใชรวมกันไดอีกดวย ถึงแมโครงสรางแบบนี้ อาจจะ สรางความยุงยากในการเขาใจได และอาจเกิดปญหาการคงคางของหัวขอ (Co e erhe ) ได แตจะเปนประโยชนที่สุดเมื่อผูใชไดเขาใจถึงความสัมพันธ ระหวางเนื้อหา ในสวนของการออกแบบ จําเปนจะตองมีการวางแผนที่ดี เนื่องจากมีการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้น ไดหลายทิศทาง นอกจากนี้ การปรับปรุงแกไขอาจเกิดความยุงยากเมื่อตองเพิ่มเนื้อหาในภายหลัง แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบ ตาราง ดังภาพที่ 2. าพที่ 2. ภาพแสดงโครงสรางเว็บไซตแบบตาราง
  • 34.
    16 1 ครงสราง ว ตแยแมงมม โครงสรางประเภทนี้จะมี ความยืดหยุนมากที่สุด ทุกหนาในเว็บสามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกันไดหมด เปนการสรางรูปแบบ การเขาสูเนื้อหาที่เปนอิสระ ผูใชสามารถกําหนดวิธีการเขาสูเนื้อหาไดดวยตนเอง การเชื่อมโยงเนื้อหา แตละหนาอาศัยการโยงใยขอความที่มีมโนทัศน (Co ce ) เหมือนกัน ของแตละหนาในลักษณะ ของไ เปอรเท็กซ หรือ ไ เปอรมีเดีย โครงสรางลักษณะนี้จัดเปนรูปแบบที่ไมมีโครงสรางที่แนนนอน ตายตัว ( r c re ) นอกจากนี้การเชื่อมโยงไมไดจํากัดเ พาะเนื้อหา ภายในเว็บนั้น ๆ แตสามารถเชื่อมโยงออกไปสูเนื้อหาจากเว็บภายนอกได ลักษณะการเชื่อมโยงในเว็บนั้น นอกเหนือจากการใชไ เปอรเท็กซหรือไ เปอรมีเดีย กับขอความที่มีมโนทัศน (Co ce ) เหมือนกัน ของแตละหนาแลว ยังสามารถใชลักษณะการเชื่อมโยงจากรายการที่รวบรวมชื่อหรือหัวขอของเนื้อหา แตละหนาไว ซึ่งรายการนี้จะปรากฏอยูบริเวณใดบริเวณหนึ่งในหนาจอ ผูใชสามารถคลิกที่หัวขอใด หัวขอหนึ่งในรายการเพื่อเลือกที่จะเขาไปสูหนาใด ๆ ก็ไดตามความตองการ ขอดีของรูปแบบนี้ คืองาย ตอผูใชในการทองเที่ยวบนเว็บ โดยผูใชสามารถกําหนดทิศทางการเขาสูเนื้อหาไดดวยตนเอง แตขอเสียคือถามีการเพิ่มเนื้อหาใหมๆ อยูเสมอจะเปนการยากในการ ปรับปรุง นอกจากนี้ การเชื่อมโยงระหวางขอมูลที่มีมากมายนั้นอาจทําใหผูใชเกิดการสับสนและ เกิดปญหาการคงคางของ หัวขอ (Co e erhe ) ได แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบใยแมงมุม ดังภาพที่ 2.4 าพที่ 2. แสดงโครงสรางเว็บไซตแบบใยแมงมุม 2. หลักการ สี น ว ต การเลือกใชสี สีสันในหนาเว็บเพจเปนสิ่งที่มีความสําคัญมากในการดึงดูด ความสนใจของผูใช เนื่องจากสิ่งแรกที่พวกเขามองเห็นจากเว็บเพจก็คือสี การเลือกใชสีในเว็บไซตมี ความซับซอนพอสมควรเริ่มตั้งแตกระบวนการเขาเรื่องการแสดงออกของสีภายใตสิ่งแวดลอมที่ตางกัน ของบราวเซอร จอมอนิเตอร และระบบปฏิบัติการ ตลอดจนถึงการเขาใจท ษ ีสี รูจักเลือกใชสีให เหมาะสมเพื่อการสื่อความหมายอยางสวยงาม โดยการเลือกเนื้อสีใชงานจะเลือกจากความหมายของ เนื้อสี และแตละสีจะมีลักษณะการสื่อความหมาย หรือมีผลตออารมณและความรูสึกที่แตกตางกัน
  • 35.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 17 17 เนื่องจากมนุษยเราตอบสนองตอสีดวยจิตใจไมใชสมอง ดังนั้น การเลือกใชสีเพื่อใชงานบนเว็บไซต จึงควรพิจารณาการใชสีอยางรอบคอบโดยนําหลักจิตวิทยาของสีที่มีตออารมณและความรูสึกของ มนุษยมาใชรวมในการออกแบบเว็บไซต แตละประเภทเพื่อชวยใหเว็บไซตที่สรางขึ้นสามารถ ตอบสนองและมีปฏิสัมพันธกับผูใชงานไดเปนอยางดี สีแตละสีจะมีผลตออารมณและรูสึกของคนดังนี้ (เอกเทพ ภักดีศิริมงคล, 2550) ชลิตา ไวรักษ (2550) กลาวถึงการใชสีโดยรวม (Color Scheme) วาสีเปน สวนประกอบที่สําคัญในการดึงดูดความสนใจของผูใช สรางบรรยากาศและความรูสึกโดยรวมของ เว็บไซต เราสามารถใชสีกับสวนประกอบตาง ๆ ของเว็บไซต เชน ภาพ ตัวอักษร สิงค และพื้นหลัง โดยเลือกใชชุดสีใหกลมกลืน สอดคลองกับบุคลิกของเว็บไซต ชวยสื่อความหมายใหเนื้อหา และ เพิ่มความสวยงามใหกับเว็บเพจ นอกจากนี้ยังสามารถใชสีประจําองคกร หรือ หนวยงานในเว็บไซต เพื่อสรางภาพลักษณ ในทางกลับกันการเลือกใชสีที่ไมเหมาะสมจะรบกวนสายตาของผูใช สรางความลําบากในการอานและอาจทําใหการสื่อความหมายผิดพลาด ดังตารางแสดงคูสีตัวอักษร และพื้นหลังที่นิยมตารางที่ 2.1 และตารางการแสดงจิตวิทยาของสี ตารางที่ 2.2 ตารางที่ 2.1 คูสีตัวอักษรและพื้นหลังที่นิยม สีอักษร สีพื้นหลัง ขาว ฟา แดง เขียว ชมพู เหลือง ฟา ดํา ฟาอมเขียว ขาว ฟา เขียว ขาว เหลือง ชมพู ขาว ฟา แดง ขาว เหลือง ฟาอมเขียว เขียว ฟา ขาว ดํา ดํา ขาว เหลือง ที่มา : ถนอมพร เลาหจรัสแสง, 2545 : 170
  • 36.
    18 1 ตารางที่ 2.2 แสง ิตวิทยา องสี สี ความหมาย ิง วก ความหมาย ิงล สั ลักษ สิ่ง อง ที่ กี่ยว อง แ ง พลังอํานาจ กําลังใจ ความจริง ความรัก ความอบอุน การแขงขัน ความกลาหาญ ความแข็งขัน ความตื่นเตน ความสนุกสนาน ความเร็ว ความโมโห ความกาวราว ความรุนแรง ความ ละอายความผิดพลาด การบาดเจ็บ ดวงอาทิตย ความรอน ไฟ สัญญาณอันตราย เลือดหัวใจ สม ความสามารถ ความทันสมัย ความกระตือรือรน ความเปนมิตร ความสดใสมีชีวิตชีวา ความสมดุล ความเขมแข็ง ความโชคดี ความเจริญ การหลอกลวง ความอื้อ าว ความไมเรียบรอย าโลวีน มิตรภาพ ียว ธรรมชาติ สุขภาพ การักษา ความรื่นรมยยินดี ความหวัง การเริ่มตน ความภักดี ความเปน อมตะ ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ ความรมรื่น ความอิจ า ความเบื่อหนาย การขาดประสบการณ ตนไม สิ่งแวดลอม ศาสนา วัยรุน ทหาร สัญญาณปลอดภัย น้า งิน ความแข็งแรง ความกระ ับกระเ ง ความใหม ความซื่อสัตย ความมั่นคง ปลอดภัย มีคุณธรรม ความสะอาด มีน้ําใจ เปนระเบียบวินัย ความสงบ ความเชื่อมั่น ความสมดุล ความเขมแข็ง ความหดหู ซึมเศรา เสียใจ ความเรียบ แบบไมนาสนใจ ทองฟา ทะเล สวรรค เทวดา ผูชาย ความเย็น เทคโนโลยี มวง ความลึกลับ ความสูงสง หรูหรา ความทันสมัย สรางสรรค การให ความรู การบําบัดรักษา ความรอบรู ความหยิ่งยโส ความ แปลก ความเศราโศก เสียใจ จิต วิญญาณ ปญญา น้าตาล ความเรียบงาย ธรรมชาติ ความสุขุม ความทนทาน ความมั่นคง ความมี เกียรติ ความสะดวกสบาย ความเจริญเติมโตเต็มที่ ความหดหูซึมเศรา สลด ใจ ความเกา มีอายุ ความเลอะเทอะเปรอะ เปอน โลก พื้นดิน ไม บาน กลางแจง
  • 37.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 19 1 ตารางที่ 2. แสง ิตวิทยา องสี ตอ สี ความหมาย ิง วก ความหมาย ิงล สั ลักษ สิ่ง อง ที่ กี่ยว อง าว ความบริสุทธิ ไรเดียงสา ความรัก ความ ลาด ความดี ความสงบ ความเรียบงาย ความเคารพนับถือ ความนอบนอม ความถอมตน ความเที่ยง ความออนแอ การเจ็บปวย ความตาย ความเศรา (จีน) พรหมจารี การเกิด มิตรภาพ วัยสาว แพทย พยาบาล หิมะ สันติภาพ เยาวชน ความหนาว ความเย็น ความจริง ทา ความสุภาพ ความสงบ ความ ลาด สุขุม ความมั่นคง ความเปนไปได ความไวใจได ความมีเกียรติ ความโศกเศรา ความเสื่อม ความนาเบื่อ ความมี อายุ ปญญา อนุรักษนิยม อนาคต การปฏิบัติได ( r c c l) า อํานาจ ความ ลาดล้ํา ความสุขุม รอบคอบ ความมั่นคง ความเปน ทางการ ความตั้งใจ ความเปนเลิศ ความลับ การหลอกลวง การปกปด ความซับซอน ความนากลัว ความทุกข ความหดหู หมดหวัง ความเศรา ใตดิน ความมืด ความตาย เกี่ยวกับดานเพศ ที่มา ธวัชชัย ศรีสุเทพ, 2544 : 205 การใชสีในการสื่อความหมายทั้งในเชิงบวกและลบ รวมถึงสัญลักษณ และสิ่งของที่ เกี่ยวพันกับสีนั้น เ พาะกรณีที่ใชสีโดยรวมเปนสีนั้นสีเดียว แตถามีการใชสีหลายสีรวมกันอาจมี การสื่อความหมายแตกตางไปจากนี้ได 2. . หลักการ ตัวอักษร น ว ต การใชตัวอักษร ในแตละรูปแบบนั้นจะใหความรูสึกที่แตกตางกัน สามารถใชเปน สวนประกอบในการสรางบุคลิกของเว็บไซตได สวนปญหาที่พบในการใชตัวอักษร คือ บางครั้ง การแสดงผลตัวอักษรบนบราวเซอรของผูใชไมตรงกับที่นักออกแบบระบุไว โดยการเขียนคําสั่งภาษา หรือคําสั่งโปรแกรมสรางเว็บเขียนดวยภาษาเสริม เชน Scr เนื่องจากขอจํากัดและ
  • 38.
    20 20 ความแตกตางของตัวอักษรที่ติดตั้งอยูในคอมพิวเตอรแตละเครื่อง และผูใชยังสามารถปรับเปลี่ยน รายละเอียดของหนาจอ สามารถเพิ่มหรือลดขนาดตัวอักษรมาตราน ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบกับ ความสวยงามและความสะดวกในการอานแลว บางกรณียังกระทบถึงโครงสรางเว็บเพจที่จัดไวลงตัว แลว นักออกแบบมักแก ปญหาโดยการเลือกใช ตัวอักษรแบบมาตร านที่มาพรอมระบบปฏิบัติการ ( o ) สวนประกอบของตัวอักษร ตัวอักษรแตละตัวจะประกอบไปดวยสวนตาง ๆ ที่ผูพั นา เว็บไซตจําเปนตองทราบ เพื่อใชเปรียบเทียบลักษณะของตัวอักษรแตละชนิด (เอกเทพ ภักดีศิริมงคล, 2550 : 1 1) ดังนี้ 1 ce er คือ สวนบนของตัวอักษรพิมพเล็กที่สูงกวา –he h ของตัวอักษร เชน และ h เปนตน 2 e ce e คือ สวนลางของตัวอักษรพิมพเล็กที่ต่ํากวา el e ของตัวอักษร เชน และ เปนตน el e คือ เสนสมมุติที่ตัวอักษรสวนใหญตั้งอยู 4 C he h คือ ความสูงจากเสน el e ไปจนถึงสวนบนสุดของตัวอักษรพิมพ ใหญ 5 – he h หมายถึง ความสูงของตัวอักษร ในแบบพิมพเล็กที่สวนใหญใชเพื่อ อางถึงความสูงของตัวอักษรที่ไมรวมสวนบนและสวนลาง o – e คือ ระยะความสูงทั้งหมดของตัวอักษรที่วัดจากสวนบนสุดถึงสวน ลางสุด เมื่อทราบถึงสวนประกอบตาง ๆ ของตัวอักษรดังกลาวขางตนแลว ผูพั นาเว็บไซตยัง จําเปนตองทําความเขาใจถึงสวนประกอบอื่นที่เกี่ยวของกับการเลือกใชงานตัวอักษรบนเว็บไซตเพื่อให มีประสิทธิภาพและตรงกับความตองการมากที่สุด กลาวคือ ระบบการวัดตัวอักษรบนเว็บไซต การวัด ตัวอักษรในสมัยกอนจะสรางแบบตัวอักษรดวยโลหะ ซึ่งจะใชหนวยเปนพอยท o ) คือ ความสูง ของโลหะที่ใชสรางตัวอักษร 1 พอยท เทากับ 1 72 นิ้ว หรือ .01 4 นิ้วและ 12 พอยท เทากับ 1 ไพกา ( c ) และ ไพกาเทากับ 1 นิ้ว (โสรชัย นันทวัชรวิบูลย, 2545) แตในปจจุบันหนวยนี้จะ ใชในระบบการพิมพเทานั้น ซึ่งโดยสวนใหญมักจะกําหนดขนาดของตัวอักษรบนเว็บไซตเปนหนวย พิกเซล ( el ) หรือคาที่เปนคียเวรด ( e or ) เชน m ll, me m, m llerและ l r er เปนตน สิ่งที่นาสังเกต คือ ตัวอักษรที่ตางชนิดกันจะมีขนาดที่แตกตางกันถึงแมจะกําหนดคาเทากัน เนื่องจากวาความสูงของตัวอักษรแตละชนิดจะมีตําแหนงการวัดจากสวนบนสุด ce er) และ
  • 39.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 21 21 สวนลางสุด ( ece e ) ไมเทากัน ซึ่งอาจทําใหมองเห็นขนาดของตัวอักษรบนเว็บเพจแตกตางกัน ดังนั้น การเลือกชนิดตัวอักษรเพื่อแสดงขอมูลบนเว็บไซตควรเลือกเปนชนิดเดียวกัน ซึ่งจะทําใหไมเกิด ความแตกตางของขนาดตัวอักษรหรือไมสวยงาม ยกเวนแตจะใหขอความนั้นมีความเดนชัดและ แตกตางจากขอความอื่น ๆ และชนิดและกลุมตัวอักษรที่นิยมใชบนเว็บไซตการเลือกชนิดของตัวอักษร (ประเวศน วงษคําชัย และพิรพร หมุนสนิท, 2550) เพื่อใชงานบนเว็บไซตนั้นจะขึ้นอยูกับปจจัย หลายประการ เชน เนื้อหาที่ตองการนําเสนอการจัดวางองคประกอบ การปรับแตงอัตราสวน และการจัดสมดุลในเว็บเพจ เปนตน ซึ่งตองอาศัยหลักศิลปะและการใชเทคโนโลยีควบคูกัน เพื่อสรางความนาสนใจ ชนิดของตัวอักษรที่นิยมใชงานบนเว็บไซต สามารถแบงออกไดเปน 7 กลุม ตัวอักษร ดังนี้ 1. กลุมตัวอักษรประเภท Ser เปนกลุมตัวอักษรแบบลายเสนตกแตงขนาดเล็กที่ เพิ่มขึ้นที่สวนปลายของเสนหลัก คือ มีสวนของลายเสนตกแตงติดกับสวนตนหรือสวนทายของ ตัวอักษร โดยตัวอักษรที่อยูในกลุมนี้มี me e om , r mo , eor , o และ oc ell ซึ่งสวนใหญตัวอักษรประเภทนี้จะใชในสวนที่เปนรายละเอียดเนื้อหา เนื่องจากเสนตกแตง ที่เพิ่มขึ้นจะชวยแยกความแตกตางของแตละตัวอักษร และทําใหการอานเปนไปอยางตอเนื่อง อยางไรก็ตามจะไมนิยมใชตัวอักษรประเภทนี้เปนตัวหนา ( ol ) เพราะยังมีปญหา ในการเปลี่ยนแปลงน้ําหนักและความหนาของลายเสน ตัวอักษรประเภทนี้จะให (โสรชัย นันทวัชรวิบูลย, 2545) ความรูสึกถึงความเกา ความขลัง จึงมักใชกับงานที่เปนทางการกึ่ง พิธีรีตอง หรือเรื่องราวในเชิงอนุรักษนิยม 2. กลุมตัวอักษรประเภท S Ser เปนกลุมตัวอักษรที่ไมมีลายเสนตกแตงติดอยูกับ ตัวอักษร โดยตัวอักษรที่อยูในกลุมนี้มี r l, el e c , er และ er e ซึ่งตัวอักษร ประเภทนี้เหมาะที่จะใชกับหัวขอหรือตัวอักษรขนาดใหญ แตไมนิยมใชเปนตัวเอียงเนื่องจากจะทําให รูปรางของตัวอักษรเปลี่ยนแปลงไปมาก ตัวอักษรประเภทนี้ไดรับความนิยมในการออกแบบเปน อยางมาก เนื่องจากดูเรียบงาย ทันสมัย . กลุมตัวอักษรประเภท o o ce เปนกลุมตัวอักษรที่มีลายเสนตกแตงขนาดเล็ก เพิ่มขึ้นที่สวนปลายของเสนหลัก คือ มีสวนของลายเสนตกแตงติดกับสวนตนหรือสวนทายของ ตัวอักษรเชนเดียวกันกับกลุม Ser โดยประกอบดวยตัวอักษรชนิด o co และCo rer เพียงแต จะมีลักษณะของลายเสนแบบโคงมน 4. กลุมตัวอักษรประเภท C r e เปนกลุมตัวอักษรที่ไมมีลายเสนตกแตงติดอยูกับ ตัวอักษร มีลักษณะโคงมนทั้งตัวอักษร และดูเปนศิลปะ ประกอบดวยตัวอักษรชนิด Comc S ,
  • 40.
    22 22 Ch cer และo และไมนิยมใชในสวนรายละเอียดเนื้อหาของเว็บเพจ แตอาจใชใน สวนของหัวขอเพื่อแสดงความโดดเดนและใหดูนาสนใจยิ่งขึ้น 5. กลุมตัวอักษรประเภท เปนกลุมตัวอักษรที่มีลายเสนตกแตงติดอยูกับ ตัวอักษร และมีลักษณะคลายงานศิลปะคลายกับกลุม C r e เพียงแตความออนชอยจะมีมากกวา ซึ่งประกอบดวยตัวอักษรชนิด e emo , l ll และ erc l e m . กลุมตัวอักษรประเภท Scr หรือ ตัวอักษรที่ประยุกตมาจากตัวเขียน แตมีความแตกตาง กันตรงที่มีความประณีต และลักษณะการประดิษ ตัวอักษรมีความสวยงามกวา ตัวเขียนทั่วไป และมีการเขียนที่ตอเนื่องกัน ซึ่งจะใหความรูสึกที่ไมเปนทางการ อิสระ เสนสายของ ตัวอักษรใหความสนุกสนานไรก เกณ ที่แนนอนตายตัว 7. กลุมตัวอักษรประเภท e e er หรือ ตัวอาลักษณ เปนตัวอักษรที่มีลักษณะ คลายกับตัวพิมพเพียงแตจะสวยงามและประณีตกวา เหมาะกับงานราชการเนื่องจากทําใหดูนาเชื่อถือ นอกจากลักษณะลายเสนของตัวอักษรแตละกลุมที่กลาวมาขางตน แลวตัวอักษรแตละ ชนิด ยังมีรูปแบบพื้น านอยู แบบ คือ ตัวปกติ ตัวเอียง และตัวหนา ตัวอักษรในบางกลุมหรือบาง ตระกูลมีการออกแบบใหมีรูปแบบการแสดงผลที่หลากหลายมากขึ้นเชน ลักษณะน้ําหนักของตัวอักษร จากเบามากไปจนถึงเขมมาก หรือลักษณะความกวาง แบบหนาแนนจนถึงแบบแผกวาง เปนตน โดยชนิดของตัวอักษรไทย ตัวอักษรไทยที่นิยมใชกันในปจจุบัน สามารถแบงออกเปน 5 ชนิด คือ แบบหัวกลม แบบหัวตัด แบบตัวอาลักษณ แบบหวัด และแบบประดิษ ซึ่งการเลือกใชงานตัวอักษรแตละประเภทขึ้นอยูกับความเหมาะสม และความตองการของเจาของ เว็บไซตภายในหนึ่งเว็บไซตอาจมีตัวอักษรไดมากกวาหนึ่งชนิดได ซึ่งการจัดตัวอักษรและขอความ ในหนาเว็บเพจ การจัดวางตัวอักษรและขอความภายในหนาเว็บเพจ เปนอีกสิ่งหนึ่งที่ผูพั นาเว็บไซต ตองใหความสนใจเชนเดียวกัน เนื่องจากการกําหนดการแสดงผลขอความที่เหมาะสมจะสามารถสราง ความดึงดูดใจผูเขาชมเว็บไซตไดเปนอยางดี สําหรับการจัดตัวอักษร การจัดตัวอักษรบนเว็บไซตในแบบที่ตางกันจะทําใหเกิด ความรูสึกที่แตกตางกันออกไป เชน ตัวอักษรที่ถูกจัดใหชิดขอบดานซาย โดยที่ปลอยใหดานขวา มีลักษณะไมสม่ําเสมอ จะทําใหความรูสึกไมเปนทางการ เปนตน การจัดตัวอักษรสามารถทําไดดังนี้ เอกเทพ ภักดีศิริมงคล, 2550) 1. การจัดแบบชิดดานซายหรือเสมอหนา ( e ) การจัดแบบชิดซายมีลักษณะเดน คือ ตัวอักษรในทุกบรรทัด (ยกเวนยอหนาแรก) จะชิดดานซายเสมอ ซึ่งจะพบเห็นไดงาย โดยสวนใหญ นิยมใชกับหนังสือที่อานเพื่อการผอนคลาย เชน หนังสือเด็ก
  • 41.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 23 2 2 การจัดแบบชิดดานขวาหรือเสมอหลัง (h ) เปนการจัดขอความใหดานขวาเสมอ กัน โดยที่ดานหนาจะเวาแหวงตามความยาวของขอความในละบรรทัด ซึ่งการจัดลักษณะนี้จะทําให เกิดความรูสึกที่ไมเปนธรรมชาติแตสามารถเรียกความสนใจไดดี ซึ่งจะนิยมใชกับงานโ ษณาตาง ๆ เชน นิตยสาร หรือโปสเตอรขนาดใหญ เปนตน การจัดแบบกึ่งกลาง (Ce er) การจัดแบบนี้นิยมใชกับงานที่มีขอความนอย เพราะ อานยาก แตก็สามารถเพิ่มความนาสนใจไดดีพอสมควร ซึ่งจะเหมาะกับงานโปสเตอรและการดตาง ๆ 4 การจัดแบบเสมอหนาและหลัง ( ) เปนการจัดใหขอความทั้งหมดเปน แนวเสนตรงทั้งดานหนาและหลังของขอบเขตขอความซึ่งทําใหดูเปนระเบียบแตขอเสีย คือ เมื่อขอความในบรรทัดใดมีมากหรือนอยเกินไป ผูจัดจะตองทําการตัดคําดวยตนเอง โดยสวนใหญจะ เหมาะกับงานนิตยสาร 5 การจัดเสมอหนาและหลังแบบอิสระ ( orce ) เปนการจัดขอความแบบเสมอ หลัง โดยไมสนใจขนาดชองไฟ คือเพียงแคตองการใหตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดทายเสมอ หนา–หลังเทานั้น นิยมใชกับคําพาดหัวตาง ๆ เชน ชื่อองคกร นามบัตร หรืองานออกแบบที่มีขอความ นอย ๆ เปนตน เพราะทําใหดูมีดีไซน แตไมนิยมใชกับตัวอักษรภาษาไทย เนื่องจากมีวรรณยุกตและ สระซึ่งทําใหยากตอการอาน การจัดแบบอิสระ ( ree orm) เปนการจัดขอความที่ไมยึดรูปแบบตายตัวซึ่งจะให ความรู สึกที่เปนอิสระ ทันสมัย ดึงดูดความสนใจและสะดุดตาไดเปนอยางดี นิยมใหกับงานประเภท ใบปลิว แผนพับ หีบหอ บรรจุภัณ งานเว็บไซต และงานอื่น ๆ แตไมควรใชกับขอความที่ยาวเกินไป โดยชองวางระหวางตัวอักษร ( r c ) และชองวางระหวางคํา ความรูสึกของ ตัวอักษรอาจจะเปนผลมาจากพื้นที่วางโดยรอบที่อยูระหวางตัวอักษร ระหวางคํา หรือระหวางบรรทัด ซึ่งผูพั นาสามารถปรับระยะของชางวางเหลานี้ เพื่อใหอานไดงายขึ้นแมวาตัวอักษรจะถูกออกแบบ มาใหมีระยะหางที่เหมาะสมอยูแลว แตในบางสถานการณ อาจมีความตองการใหตัวอักษรดูแนนหรือ หางเปนพิเศษ อยางเชน ตัวอักษรที่ใชพิมพใหญทั้งหมด ( C S ) จะดูคอนขางแนนเพราะถูก ออกแบบใหใชรวมกับตัวพิมพเล็ก ดังนั้น ควรเพิ่มชองวางระหวางตัวอักษรใหมากขึ้นเล็กนอยสําหรับ คําที่ใชตัวพิมพใหญ ซึ่งการจัดชองวางระหวางคําสําหรับภาษาอังก ษ และภาษาไทย ควรจะจัดให เทากันเสมอ โดยอาจจําเปนตองใชเครื่องหมายยัติภังค ( - ) มาชวยแยกคําใหอยูคนละบรรทัดหรือ ปรับเปลี่ยนแปลงการเวนวรรคขอความใหม เพื่อชวยไมใหมีชองวางเกิดขึ้นภายในประโยคมากเกินไป สําหรับระยะหางระหวางบรรทัด ( e ) ระยะหางระหวางบรรทัด หรือ e เปนอีกปจจัยหนึ่งที่ผูพั นาเว็บไซตตองคํานึงถึง ซึ่งหากกําหนดชองวางระหวางบรรทัดไดเหมาะสม ก็จะสงผลใหการอานขอความตางๆ เหลานั้นทําไดงายและสะดวก แตถากําหนดชองวางระหวาง
  • 42.
    24 24 บรรทัดที่แนนหรือหางจนเกินไปก็อาจสงผลใหขอความไมนาอาน ตองคํานึงถึงความยาวของบรรทัด โดยในการสรางเว็บไซตผูพั นาสามารถคุมความยาวของบรรทัดไดดวยตารางครอบบริเวณเนื้อหา เหลานั้นแลวกําหนดความกวางของชองเปนพิกเซลแทนการใหเปอรเซ็นตจากการศึกษาพบวาสายตา คนเราสามารถกวาดไปในพื้นที่กวางประมาณ 4 นิ้วไดโดยไมตองขยับศีรษะ ดังนั้น เพื่อความสะดวก ในการอาน แตละบรรทัดควรมีตัวอักษรประมาณ 50–70 ตัว หรือ 7–15 คํา (ภาษาอังก ษ) หรือ เทียบเปนพื้นที่ก็จะกวางประมาณ 50–500 พิกเซล (ธวัชชัย ศรีสุเทพ, 254 ) ซึ่งความยาวของหนา เว็บไมควรยาวจนเกินไป เพราะหนาเว็บที่ยาวมาก ๆ จะทําใหผูใชรูสึกเหนื่อยลาที่จะอานซึ่งจะแบง ออกเปนหนาสั้น ๆ หลาย ๆ หนาตอกัน เพราะจะใหความรูสึกที่ดีกวา อยางไรก็ตาม ไมมีขอกําหนดที่ ตายตัวเกี่ยวกับความยาวสูงสุดของหนาเว็บเพจที่ควรจะเปน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับรูปแบบหนาและ ความเหมาะสมของเพจนั้น ๆ โดยการแบงเนื้อหาออกเปนยอหนา ( r r h) หนาเหมาะสําหรับ เพจที่มีเนื้อหามาก ๆ และคั่นระหวางยอหนาดวยบรรทัดวาง เชน เดียวกับการจัดพิมพเอกสารทั่วไป เพื่อแยกใหเห็นไดชัดวาเปนขอความที่อยูคนละยอหนากัน และดานขนาดของตัวอักษรมีผลตอ คุณสมบัติ ลักษณะของเนื้อหาหลายประการ การเขาถึงบทบาทและความสําคัญของขนาดตัวอักษร จะชวยใหการออกแบบเว็บเพจที่สามารถดึงความสนใจของผูอานไปยังขอมูลที่ตองการ รวมทั้งมีผลตอ การนําทางใหผูใชคลิกไปยังสวนตางๆได ซึ่งแนวทางที่นิยมใชเพื่อจะชวยใหเพิ่มประสิทธิภาพของ เนื้อหาบนเว็บเพจ โดย ( ) การสรางจุดสนใจดวยตัวอักษรขนาดใหญ (2) การใชตัวอักษรขนาดใหญ เริ่มตนประโยค ( ) การใชตัวอักษรขนาดเล็กเพื่อเพิ่มความตอเนื่องของเนื้อหา ( ) การเนนขอความ ใหเดนชัด โดยอาจใชขนาดและน้ําหนักของตัวอักษร การทําตัวเอียง ( lc) การขีดเสนใต การวาง ตําแหนงของคําหรือบรรทัดที่อยูตางจากปกติ และการกําหนดแนวทางของตัวอักษร ( re o ) รวมถึงการกําหนดพื้นที่วาง ( h e S ce) รอบ ๆ ตัวอักษร ดวย การสรางความสมดุลในหนาเว็บ การจัดรูปแบบโครงสรางของเนื้อหาในหนาเว็บตอง อาศัยแนวทางในการจัดระเบียบ สรางสมดุลรวมถึงการจัดแนวของตัวอักษรอยางเหมาะสม เพื่อให ผูอานเขาใจไดงายแมวามีขอจํากัดในการจัดรูปแบบตัวอักษรอยูมากซึ่งมีแนวทางดังตอไปนี้ 1. จัดเรียงรายการลิงกตามแนวนอน การเรียงตามแนวนอนอาจทําใหมองเห็นไดชัดเจน และยังดึงดูดความสนใจไดดีกวา ทั้งนี้ขึ้นอยูกับรูปแบบและความเหมาะสมของการออกแบบดวย 2. สรางความสมดุลของตัวอักษรขนาดใหญและขนาดเล็ก หลักในการใชตัวอักษรอีก อยางหนึ่งคือ การสรางความสมดุลของตัวอักษรขนาดใหญและขนาดเล็กโดยทั่วไปนักออกแบบจะใช ตัวอักษรแบบ สําหรับตัวอักษรขนาดใหญและตัวอักษรแบบ กับสวนเนื้อหาในเว็บเพจ ดังนั้น จึงตองควบคุมใหตัวอักษรแบบ เขากันกับแบบ ไดอยางเหมาะสมและตองไม โดดเดนเกินไป
  • 43.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 25 25 . จัดกลุมขอความเปนสัดสวนเหลื่อมล้ํากัน วิธีการหนึ่งในการสรางความสมดุลใหกับ หนาเว็บคือการจัดกลุมขอความใหเปนสัดสวนเหลื่อมล้ํากัน เชน การจัดขอความ พารากราฟให เหลื่อมล้ํากัน ลงมาดานลางจากซายไปขวา ผูใชสวนใหญก็จะเริ่มอานที่พารากราฟที่อยูดานบนซาย และไลไปตามลําดับ วิธีนี้ถือเปนการจัดขอความใหเปนสัดสวนที่นาติดตามอยางสรางสรรค 4. จัดโครงสรางพื้นที่ของตัวอักษรอยางไมเทากัน ( mme rc l) การจัดโครงสราง พื้นที่ไมจําเปนตองจัดวางพื้นที่ของตัวอักษรใหเทากันหรืออยูตรงกลางเสมอ ที่จริงแลวการแบงพื้นที่ หนาอยางไมสมดุล เชน เปน 2 คอลัมนในอัตราสวน 0: 70 ไมเพียงแตจะดูนาสนใจแตยังชวยสราง ความสมดุลระหวางพื้นที่วางและตัวอักษร วิธีการในการแบงพื้นที่ ทําไดดวยการกําหนดตารางใหมี ความกวางเต็มพื้นที่หนาจอ แลวแบงคอลัมนตามขนาดที่ตองการ 5. จัดแนวตัวอักษรในกลุมเดียวกัน การจัดแบบนี้จะชวยใหผูใชสามารถแยกแยะ ขอความตามลักษณะออกเปนกลุมอยางชัดเจน ซึ่งอาจทําไดโดยใชพื้นที่วางและคอลัมนในตารางใน สวนของเนวิกเกชั่นบารก็ควรรวมลิงกประเภทเดียวกันเขาดวยกัน พรอมทั้งจัดแนวใหเปนระเบียบ และควรนึกถึงความสม่ําเสมอของรูปแบบโดยรวมของทั้งหนา อยาลืมวาการแยกสวนของขอมูลกับ ลิงกออกจากกันอาจทําใหผูใชสนใจ หรือในทางตรงกันขามอาจจะสับสนก็ได ดังนั้น การใชสีกับตัวอักษร สีเปนองคประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงในการนําเสนอ บนเว็บโดยจะชวยตกแตงโครงสรางและรูปแบบของตัวอักษรใหดูดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ สวนมากยังเปนขาว – ดําแลว การใชสีก็เปนเรื่องที่นาตื่นเตนและเรียกความสนใจไดมากกวา และสียัง ชวยทําใหเกิดความแตกตางจากตัวอักษรปกติอีกดวย ซึ่งการกําหนดสีหลักสําหรับเว็บ เว็บไซตที่ดี อาจไมจําเปนตองใชสีจํานวนมาก คือ สามารถใชสีในโทนเดียวกัน หรือใชชุดสีใดสีหนึ่งได ซึ่งรวมถึง ตัวอักษรดวย อยางไรก็ตามผูพั นาอาจเลือกใชสีอื่น เพิ่มเขาได แตตองใหสีทั้งหมดไปดวยกันไดดีโดย ไมขัดแยงกัน สําหรับการใชสีของตัวอักษรอยางมีความหมายและสม่ําเสมอ เนื่องจากผูใชจะมองเห็น ความแตกตางของสีไดอยางรวดเร็ว การใชสีของตัวอักษรที่ตางกันตามลักษณะเนื้อหา หัวขอรายละเอียด และลิงกอยางสม่ําเสมอ จะทําใหผูใชคุนเคยและ ทองไปในเว็บไซตไดอยางสะดวก โดยการใชสีที่แตกตางกันในแตละสวนขอมูล การนําเสนอเนื้อหาที่แบงเปนสวน ๆ เชน สินคา หลาย ๆ ประเภท หรือลิงกไปยังขอมูลหลาย ๆ สวน สามารถใชสีที่ตางกันในแตละยอหนาเพื่อชวยให ผูอานไดรับขอมูลที่เร็วขึ้น ถาใชสีเหลานี้อยางสม่ําเสมอผูอานก็จะคุนเคย และเขาถึงขอมูลไดสะดวก ขึ้นที่สําคัญคือตองแนใจวา สีที่นํามาใชเขากันไดกับสีขององคประกอบอื่น ๆ ซึ่งการกําหนดสีของลิงก ใหเหมาะสม ในขั้นตอนการออกแบบลิงก สามารถระบุสีใหกับสภาวะทั้งสามอยางของลิงกได คือ สีของลิงกที่ยังไมไดคลิกสีของลิงกขณะที่คลิก และสีของลิงกที่ไดผานการคลิกไปแลว ทั้งนี้ การเลือกสีที่ใชความคํานึงถึงหนาที่ของแตละสภาวะ โดยลิงกที่ไมไดคลิกควรมีสีที่เดนชัดใหรู
  • 44.
    26 2 วาสามารถเชื่อมโยงไปที่อื่นได สวนสีของลิงกขณะที่คลิกมีไวเพื่อบอกวา ลิงกนี้กําลังถูกคลิกอยู จึงควรใชสีที่ชัดเจนเชนกันแตตองตางจากสีของลิงกที่ไมไดคลิกและลิงกที่ผานการคลิกแลวมีหนาที่ เตือนใหผูใช 2. .4 หลักการออกแ งานกรา ก น ว ต องคประกอบพื้น านสําคัญที่ควรคํานึงถึงเมื่อทําการออกแบบเว็บไซตมีดังตอไปนี้ อภินนท ยั่งยืน, 200 ) 1. ความเรียบงาย (Sm lc ) คือ การสื่อสารเนื้อหาถึงผูใชโดยจํากัดองคประกอบ เสริมที่เกี่ยวกับการนําเสนอใหเหลือเ พาะสิ่งที่จําเปนเทานั้น ตัวอยางที่เห็นไดชัดเจน เชน เว็บไซต ของ o e, le, และ o ที่มีการออกแบบเรียบงาย ไมซับซอน และใชงานไดสะดวก แมวาจะมีขอมูลในเว็บไซตอยูมากมายซึ่งแทบจะไมเห็นกราฟกหรือตัวอักษรเคลื่อนไหวอยูตลอดเวลา รวมไปถึงไมใชสีของตัวอักษรมากจนเกินไปและไมมีการเปลี่ยนแปลงสีของลิงกใหสับสนแตอยางใด 2. ความสม่ําเสมอ (Co e c ) คือ การออกแบบเว็บไซตใหมีรูปแบบเดียวกัน ตลอดทั้งเว็บไซตวาเปนเสมือนสถานที่จริง ถาลักษณะของแตละหนาในเว็บไซตแตกตางกันกันมากจะ ทําใหผูใชเกิดความสับสน และไมแนใจวากําลังอยูในเว็บเดิมหรือไม ดังนั้นรูปแบบของหนา สไตลของ กราฟกระบบเนวิเกชั่น และโทนสีที่ใชควรจะมีความคลายคลึงกันตลอดทั้งเว็บไซต 3. ความเปนเอกลักษณ ( e ) คือ การออกแบบตองคํานึงถึงลักษณะของ องคกรเปนหลัก เนื่องจากรูปแบบของเว็บไซตสามารถสะทอนถึงเอกลักษณและลักษณะขององคกร นั้นได ตัวอยางเชน ถาตองการออกแบบเว็บไซตของธนาคารไมควรจะมีลักษณะที่สนุกสนาน ควรใหดูมีความนาเชื่อถือ นอกจากนี้ การใชชุดสี ชนิดตัวอักษร รูปภาพและกราฟกตองเลือกให เหมาะสม เนื้อหาที่มีประโยชน ( e l Co e ) เนื้อหาถือเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดใน เว็บไซต ดังนั้น ในเว็บไซตควรจัดเตรียมเนื้อหาและขอมูลที่ผูใชตองการใหถูกตองและสมบูรณ โดยมี การปรับปรุงและเพิ่มเติมใหทันตอเหตุการณอยูเสมอ เนื้อหาที่สําคัญที่สุดคือ เนื้อหาที่สรางขึ้นมาเอง โดยไมซ้ํากับเว็บอื่น เพราะจะเปนสิ่งที่ดึงดูดผูใชใหเขามาในเว็บไซตอยูเสมอ 5 ระบบเนวิเกชั่นที่ใชงานงาย ( er re l o ) ระบบเนวิเกชั่นเปน องคประกอบที่สําคัญมากของเว็บไซต จึงตองออกแบบใหผูใชเขาใจงายและใชงานไดสะดวก โดยใช กราฟกที่สื่อความหมายรวมกับคําอธิบายที่ชัดเจน รวมทั้งมีรูปแบบและลําดับของรายการที่สม่ําเสมอ เชน วางไว ในตําแหนงเดียวกันของทุก ๆ หนา นอกจากนั้นถาใชเนวิเกชั่นแบบกราฟกในสวนบน
  • 45.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 27 27 ของหนาแลวอาจจะเพิ่มเนวิเกชั่นที่เปนตัวอักษรไวที่ตอนทายของหนา เพื่อชวยอํานวย ความสะดวกใหกับผูที่สั่งใหบราวเซอรไมแสดงรูปกราฟก (ยกเลิกo Sho c re) เพื่อความรวดเร็วในการเรียกดู . มีลักษณะนาสนใจ l e l) เปนเรื่องยากที่จะตัดสินวาลักษณะหนาตา ของเว็บไซตใดเว็บไซตหนึ่งนั้น นาสนใจหรือไม เพราะ เกี่ยวของกับความชอบของแตละบุคคล อยางไร ก็ดีหนาตาของเว็บไซตจะมีความสัมพันธกับคุณภาพขององคประกอบตางๆ เชน คุณภาพของกราฟกที่ จะตองสมบูรณ ไมมีรองรอยของความเสียหายเปนจุดดางหรือมีขอบเปนขั้นบันไดใหเห็น ชนิด ตัวอักษรที่อานงายสบายตา และโทนสีที่เขากันอยางสวยงาม เปนตน 7. การใชงานงายอยางไมจํากัด (Com l ) ควรออกแบบเว็บไซตใหผูใช สวนใหญเขาถึงไดมากที่สุด โดยไมมีการบังคับใหผูใชตองติดตั้งโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติม หรือตอง เลือกใชบราวเซอรชนิดใดชนิดหนึ่งจึงจะสามารถเขาถึงเนื้อหาได สามารถแสดงผลไดในทุก ระบบปฏิบัติการและที่ความละเอียดหนาจอตาง ๆ กันอยางไมมีปญหาสิ่งเหลานี้จะยิ่งมีสําคัญ มากขึ้น สําหรับเว็บที่มีผูใชบริการจํานวนมากหรือมีกลุมเปาหมายที่หลากหลาย . คุณภาพในการออกแบบ ( e S l ) ถาอยากใหผูใชรู สึกวาเว็บไซตมี คุณภาพถูกตองและเชื่อถือได ก็ควรใหความสําคัญกับการออกแบบเว็บไซตอยางมาก เชนเดียวกับสื่อ ประเภทอื่น ๆ ที่ตองออกแบบและเรียบเรียงเนื้อหาอยางรอบคอบ ซึ่งเว็บที่ไมมีมาตร านการ ออกแบบและจัดระบบขอมูลที่ดีนั้น เมื่อมีขอมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจทําใหเกิดปญหา และ ความนาเชื่อมั่นจากผูใชไดลดลงได . ระบบการใชงานที่ถูกตอง ( c o l S l ) ระบบการทํางานตาง ๆ ในเว็บไซตจะตองมีความแนนอนและทําหนาที่ไดอยางถูกตองตัวอยางเชน ถามีแบบฟอรมสําหรับให ผูใชกรอกขอมูลก็ตองแนใจวาฟอรมนั้นสามารถใชการไดจริง หรือลิงกตาง ๆ ที่มีอยูนั้นจะตอง เชื่อมโยงไปยังหนาที่มีปรากฏอยูจริงและถูกตอง และตองคอยตรวจเช็คอยูเสมอเพื่อใหแนใจวาสิ่ง เหลานั้นยังทํางานไดดี โดยเ พาะลิงกที่เชื่อมโยงไปยังเว็บอื่นเนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงได ตลอดเวลา 10. ขอมูลเกี่ยวกับบริษัท ( o he Com ) โดยทั่วไปแลวผูคนตองการรู ขอมูลพื้น านของบริษัทในดานตาง ๆ เชน ประวัติและความเปนมา เปาหมายของบริษัท ขนาดและ ความมั่นคงของบริษัท จํานวนพนักงาน และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ เพื่อใหผูใชมีความเชื่อมั่นในตัว สินคาและบริการของบริษัท
  • 46.
    28 2 11. รายละเอียดผลิตภัณ (ro c orm o ) ผูคนจํานวนมากตองการรับรู รายละเอียดของผลิตภัณ หรือบริการที่สนใจกอนที่จะตัดสินใจซื้อ ดังนั้น ในเว็บไซตจึงจําเปนตองมี สวนที่ใหขอมูลเกี่ยวกับผลิตภัณ บริการ โปรแกรมพิเศษ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวของถาผลิตภัณ เปน ซอฟตแวร คูมือการใชงานและเทคนิคพิเศษตาง ๆ เมื่อผูใชรูสึกสนใจก็มีตัวอยางซอฟตแวรให ดาวนโหลดไปทดลองใชและในที่สุดเมื่อผูใชมีความตองการซื้อซอฟตแวรนี้ดังกลาวก็สามารถหาซื้อ ผลิตภัณ ไดทั้งในรานคาจริงและรานคาบนอินเทอรเน็ต 12. ขาวความคืบหนาและขาวจากสื่อมวลชน ( e re rele e ) มีผูคน บางกลุมที่ติดตามขาวสารความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับบริษัทและผลิตภัณ ตาง ๆ ที่มีใหบริการ เชน การพั นาผลิตภัณ การตอบรับจากสื่อมวลชน และขาวความคืบหนาในดานตาง ๆ เว็บไซตจึงควรมี สวนของขาวสารเพื่อสื่อใหผูสนใจไดรับทราบขอมูลที่ทันเหตุการณอยูเสมอ 1 . ขอมูลในการติดตอ (Co c orm o ) ขอมูลในการติดตอถือไดวาเปน อีกสวนหนึ่งที่เจาของเว็บไซตตองมีเพื่อใหลูกคาใชในการติดตอกับบริษัท เชน อีเมลแอดเดรส ที่อยู ของบริษัท เบอรโทรศัพทและแฟกซ เปนตน สิ่งเหลานี้จะชวยเพิ่มความนาเชื่อถือของบริษัทไดอยาง มาก ในกรณีที่ผูสนใจมีคําถามหรืออยากติดตอกับบริษัทโดยตรง 14. คําถามยอดนิยม ( re e l e e o ) สําหรับเว็บไซตที่มีสินคา หรือบริการที่เขาใจไดยากควรมีการรวบรวมคําถามและคําตอบที่สําคัญไวในสวนของคําถามยอดนิยม หรือ ซึ่งจะชวยใหผูสนใจไดรับคําตอบที่ตองการอยางรวดเร็ว 2. .5 ระ ท อง การกําหนด o สามารถทําไดหลายรูปแบบในที่นี้จะขอกลาวถึงเ พาะรูปแบบ ที่นิยมใชงานเพียง รูปแบบเทานั้น คือ e o , o และ l c o ดังมีรายละเอียดดังตอไปนี้ (ประเวศน วงษคําชัย และ พิรพร หมุนสนิท, 2550) 1. e o เปนรูปแบบการกําหนดโครงสรางการแสดงผลเว็บเพจแบบ ตายตัว โดยการกําหนดคาของหนวยงานตางๆไปภายในแท็ก หรือสไตลชีทแบบ el ) เชน ความกวางของหนาเว็บเพจ เปนตน แตขอเสียของ o ประเภทนี้ คือ เมื่อนําเว็บเพจไปเปด บนหนาจอที่มีความละเอียดตางกันจะทําใหเกิดพื้นที่วางที่ไมไดถูกใชงานมากเกินไป แตถาขนาดของ หนาจอมีความละเอียดนอยเกินไปจะทําใหลําบากตอการอานขอมูล เพราะไมสามารถแสดงขอมูลได ทั้งหมด และอาจตองอาศัย Scroll r สําหรับเลื่อนชมขอมูลภายในเว็บเพจ อยางไรก็ตามขอดีของ การกําหนดโครงสรางแบบ e คือ ขอมูลภายในเว็บเพจจะไมมีการเปลี่ยนแปลงถึงแมจะเปด บนหนาจอที่มีความละเอียดตางกัน
  • 47.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 29 2 2. o เปนการกําหนดโครงสรางการแสดงผลเว็บเพจใหสามารถ เปลี่ยนแปลงไดตามความละเอียดของจอภาพโดยกําหนดคาของหนวยตางๆ เปนเปอรเซ็นต ซึ่งจะ ชวยใหเนื้อหาแตละสวนเปลี่ยนแปลงไปตามความละเอียดของจอภาพที่กําหนดไว โดยขอดีของ การกําหนดโครงสรางแบบนี้จะทําใหการแสดงผลเว็บเพจมีความยืดหยุนสูง ทําใหเว็บเพจสามารถ เปลี่ยนแปลงขนาดโครงสรางไดตามความเอียดของจอภาพ สวนขอเสีย คือ เมื่อมีการลดขนาดของ เว็บบราวเซอรใหเล็กลงมาก ๆ จะทําใหขอมูลถูกบีบจนทําใหมีรูปแบบผิดไปจากเดิม แตขอมูลที่ถูกบีบ อัดเขามาจะเลื่อนไปแสดงในตําแหนงดานลางแทน จึงทําใหการแสดงผลมีรูปแบบตางไปจากเดิม และ อาจทําใหเว็บเพจเสียรูปแบบการแสดงผลดวย . l c o เปนการกําหนดโครงสรางการแสดงผลเว็บเพจที่คลายกับแบบ e คือ โครงสรางจะไมเปลี่ยนไปตามขนาดของบราวเซอร แตจะเปลี่ยนแปลงตามขนาดของ ตัวอักษรที่กําหนดใหกับเว็บเพจ คือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของตัวอักษรที่กําหนดใหกับเว็บเพจ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของตัวอักษรใหมจะทําใหโครงสรางของเว็บเพจเปลี่ยนแปลงตามไปดวย รูปแบบการกําหนด o การกําหนด o บนเว็บเพจโดยทั่วไปจะตองมี อยางนอย 2 คอลัมน หรือมากกวานี้ขึ้นอยูกับเนื้อหาและความตองการของผูใช (ประเวศ วงษคําชัย และ พิรพร หมุนสนิท , 2550) อยางไรก็ตามการสรางคอลัมนในเว็บเพจจะตองมีสวนหัวและสวนทาย ของเพจเสมอ ซึ่งหัวของเว็บเพจมีไวสําหรับแสดงโลโกของบริษัท เมนูหลักหรือเครื่องมือตาง ๆ ที่จําเปน และสวนทายของเพจจะใชเก็บขอมูลหรือลิงกตาง ๆ ที่เกี่ยวของ เชนขอมูลลิขสิทธิ เปนตน โดยการออกแบบหรือกําหนดโครงสรางของเพจ ผูใชตองกําหนดสวนประกอบสองสวนนี้ไวในเพจ ดวยเสมอ รูวาไดคลิกไปแลวจะไดไมตองคลิกซ้ําอีกควรใชสีที่แตกตางโดยไมจําเปนตองเดนชัด แตอยางใด กระ วนการพั นา ว ต ขอมูลหรือสารสนเทศที่นําเสนอในแตละเว็บไซตบนโลกอินเทอรเน็ตจะแตกตางกัน ไปตามเปาหมายในการพั นาเว็บไซต เชน เว็บไซตขาว ก็จะนําเสนอขาวที่เกิดขึ้น ณ ปจจุบัน ทั้งใน ประเทศและตางประเทศ โดยอาจจะนําเสนอแยกตามประเภทของขาวสาร หรือเว็บไซตบริการซื้อ ขายสินคา เปาหมาย ก็คือใหบริการซื้อขายสินคาผานทางเว็บไซต ซึ่งกอนลงมือพั นาเว็บไซตผูพั นา จะตองกําหนดเปาหมายในการพั นาเว็บไซตนั้น ๆ กอนที่จะลงมือพั นาเพื่อใหได เว็บไซตที่ตรงกับความตองการในการพั นาเว็บไซตจะประกอบดวยกระบวนการพั นาเว็บไซต กระบวนการ (พิรพร หมุนสนิท และอัจจิมา เลี้ยงอยู, 255 ) คือ
  • 48.
    30 0 1) กระบวนการกําหนดวัตถุประสงคและวางแผน Se o ec e l ) 2) การกําหนดเนื้อหาและจัดโครงสรางเว็บไซต S e Co e S r c re) ) การออกแบบเว็บไซต e e e ) 4) การพั นาเว็บไซต e e e elo me ) 5) การเผยแพรและสงเสริมเว็บไซต e e l h romo e e e) ) การดูแลและบํารุงรักษาเว็บไซต e e m e ce o o ) ดังภาพการแสดงกระบวนการพั นาเว็บไซต ภาพที่ 2 5 าพที่ 2. กระ วนการพั นา ว ต กระ วนการที่ กาหน วัต ระสงคและวางแ น S e ec e l ) ในขั้นตอนนี้ประกอบดวยกิจกรรมยอย 4 กิจกรรม คือ การกําหนดวัตถุประสงคใน การพั นาเว็บไซต การกําหนดกลุมเปาหมายที่จะเขาใชงานเว็บไซต การศึกษากลยุทธเว็บไซตของ คูแขงทางธุรกิจ และวางแผนในการพั นาเว็บไซต แตละกิจกรรมยอยมีรายละเอียดดังนี้ 1) การกําหนดวัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซต กอนเริ่มลงมือพั นาเว็บไซต สิ่งแรกที่ตองดําเนินการ คือ การกําหนดวัตถุประสงคซึ่งเว็บไซตแตละเว็บไซตจะมีวัตถุประสงคใน การพั นาที่แตกตางกันไป จึงทําใหรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซตแตกตางกันไปดวย การกําหนดวัตถุประสงคเปนการกําหนดเปาหมายในการนําเสนอขอมูลบนเว็บไซตวาตองการนําเสนอ กําหนดวัตถุประสงค และวางแผน กําหนดเนื้อหาและ จัดโครงสรางเว็บไซต ดูแลและบํารุง เว็บไซต เผยแพรและสงเสริม เว็บไซต ออกแบบ เว็บไซต พั นา เว็บไซต
  • 49.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 31 1 อะไร ตัวอยางการกําหนดวัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซตเชน ( ) เพื่อชวยสงเสริมยอดขายและ สนับสนุนการขายสินคาใหกับองคกร (2) เพื่อสรางภาพลักษณใหกับองคกร ใหผูใชมีความประทับใจ ในขอมูลที่นําเสนอและการบริการของ ( ) เพื่อใหบริการและสนับสนุนการขาย เปนการเพิ่มชองทาง ในการใหบริการและขายสินคาใหกับลูกคา ทําใหลูกคาสามารถซื้อสินคาไดโดยไมจําเปนตองไปที่ รานคา (4) เพื่อประชาสัมพันธองคกร ทําใหองคกรเปนที่รูจักมากขึ้น (5) เพื่อสรางระบบงานบน เครือขายอินเทอรเน็ต ทําใหผูใชไมตองเดินทางไปที่หนวยงานหรือองคกร เพื่อดําเนินธุรกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับระบบงาน เชน ระบบงานธนาคารอิเล็กทรอนิกส ที่ผูใชสามารถทําธุรกรรมทางการเงิน ผานทางเครือขายอินเทอรเน็ตได ระบบติดตามและตรวจสอบสิ่งของ ากสงทางไปรษณีย ที่ผูใช สามารถคนหาและติดตามผลการ ากสงสิ่งของทางไปรษณียได (6) เพื่อนําเสนอขาวสารตาง ๆ ของหนวยงานที่ทําหนาที่นําเสนอขาวสาร หรือหนวยงานที่สรางรายไดจากโ ษณาสินคาตาง ๆ แต แอบแ งไปในรูปของการนําเสนอขาว (7) เพื่อนําเสนอขอมูลความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เปนตน วัตถุประสงคการพั นาเว็บไซตจะเปนตัวกําหนดขอมูลที่จะนําเสนอในเว็บไซต ขอบเขตของเนื้อหาที่ตองมีในเว็บไซต วิธีการนําเสนอ รูปแบบการแสดงผล ดังนั้น จึงตองกําหนด วัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซตอยางชัดเจน 2) การกําหนดกลุมเปาหมายที่จะเขาใชงานเว็บไซต เปนการศึกษาถึงกลุมบุคคลที่ เขามาใชงานเว็บไซต วิธีการศึกษากลุมเปาหมายอาจจะใชวิธี 5 1 คือ ho ใคร หมายถึงกลุมเปาหมาย คือ กลุมใด รสนิยมสวนตัวเปนอยางไร มีพ ติกรรมในการทองเว็บไซตอยางไร เพื่อวางแผนการพั นาเว็บไซตให สามารถตอบสนองความตองการและพ ติกรรมในการใชงานของ กลุมเปาหมายไดถูกตอง h อะไร หมายถึงสิ่งที่กลุมเปาหมายตองการจากเว็บไซต เปนการศึกษา ถึงความตองการของกลุมเปาหมายที่ตองการไดจากเว็บไซต here ที่ไหน หมายถึงกลุมเปาหมายมาจากที่ใด เปนกลุมคนในประเทศ หรือกลุมคนตางประเทศ เพื่อพั นาเว็บไซตใหสามารถตอบสนอง กลุมเปาหมายที่เขาเยี่ยมชมเว็บไซต อาจมีภาษาใหเลือกแสดงเว็บไซตตาม ความตองการ และเว็บไซตสามารถติดตอสื่อสารกับกลุมเปาหมายดวย วิธีการใด
  • 50.
    32 2 he เมื่อไร หมายถึงเมื่อไรที่กลุมเปาหมายจะเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต และเขามาบอยมากนอยแคไหน hทําไม หมายถึง เหตุผลที่กลุมเปาหมายตองเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต o อยางไร หมายถึง วิธีการที่เว็บไซตตอบสนองความตองการของ กลุมเปาหมายกระทําดวยวิธีการอยางไร การกําหนดกลุมเปาหมายเปนการกําหนดกลุมบุคคลที่จะเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต เพื่อวางแผนหาแนวทางในการสรางความพอใจใหกับกลุมเปาหมาย หากกลุมเปาหมายมี การยอมรับตอบริการหรือสารสนเทศที่นําเสนอในเว็บไซตก็จะกลับเขามาใชงานอีกครั้ง และ หากกลุมเปาหมายไปพูดปากตอปาก ก็จะทําใหเว็บไซตนั้นมีชื่อเสียง มีคนเขามาใชงานจํานวนมาก ซึ่งถือวาประสบผลสําเร็จในการพั นาเว็บไซต ในกิจกรรมนี้สิ่งที่ได คือ ความตองการของผูใชที่ ตองการจากเว็บไซต ทําใหทราบถึงขอบเขตและเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซต ) การศึกษากลยุทธเว็บไซตของคูแขงทางธุรกิจ เปนการสํารวจเว็บไซตที่มี กลุมเปาหมายเดียวกัน สํารวจตลาดการแขงขันของเว็บที่มีกลุมเปาหมายเดียวกัน เรียนรูกลยุทธใน การจัดทําเว็บไซตของเว็บไซตคูแขง สํารวจเนื้อหาที่นําเสนอในเว็บไซต รูปแบบการใชงานและ ลักษณะการออกแบบตาง ๆ จากนั้นนามาวิเคราะหเปรียบเทียบถึงจุดออนและจุดแขงในแตละเว็บ เพื่อใชประกอบการกําหนดขอบเขตเนื้อหาและการใชงานเว็บไซตที่กําลังจะพั นา 4) วางแผนในการพั นาเว็บไซต กําหนดระยะเวลาที่จะใชในการพั นาเว็บไซต กําหนดงบประมาณที่ใชในการพั นาเว็บไซต รวมถึงกําหนดทีมงานพั นาเว็บไซต ทรัพยากรที่จําเปน ในการพั นาเว็บไซต เชน โปรแกรมที่ใชในการพั นาเว็บไซต โปรแกรมที่ใชสําหรับตกแตงรูปภาพ โปรแกรมที่ใชจัดการ านขอมูล รวมถึงการจดทะเบียนโดเมนเนม การหาผูใหบริการรับ ากเว็บไซต เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนนี้สิ่งที่ไดคือ วัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซต กลุมเปาหมายหลัก ของเว็บไซต และความตองการของกลุมเปาหมาย เพื่อใชเปนแนวทางในการกําหนดเนื้อหาที่จะมีใน เว็บไซตซึ่งเปนขั้นตอนตอไป กระ วนการที่ กาหน นื้อหาและ ั ครงสราง ว ต ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนยอย 2 ขั้นตอนคือ การกําหนดเนื้อหาและจัดโครงสรางเว็บไซต ั้นตอนยอยที่ การกําหนดเนื้อหาเปนการกําหนดเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซต โดยนําขอมูลวัตถุประสงคในการพั นาเว็บไซตและความตองการของกลุมเปาหมายที่รวบรวมไดจาก ขั้นตอนที่ 1 มาวิเคราะหถึงขอบเขตของเนื้อหาที่ตองมีในเว็บไซต โดยแบงออกเปนเนื้อหาที่นําเสนอ
  • 51.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 33 และรูปแบบการใชงานในเว็บไซต เนื้อหาที่นําเสนอในเว็บไซตจะแบงออกเปนเนื้อหาหลักที่จําเปน จะตองมีเว็บไซต และเนื้อหาที่เสริมคุณคาใหกับเว็บไซตทําใหเว็บไซตมีความนาสนใจ ดึงดูดผูใชใหอยู ในเว็บใหนานที่สุด และกลับมาใชบริการเว็บอยูเสมอ รูปแบบการใชงานในเว็บไซต คือ สวนที่ผูใช สามารถใชงานได เชน การสงขอความไปยังผูดูแลระบบ การสงขอความระหวางผูใชกันเอง การสงขอมูลผานแบบฟอรม การเลนเกมคลายเครียด การฟงเพลง การ ากขอความในกระดานขาว บริการ ากรูป หรือระบบ Ch โดยในการกําหนดขอบเขตของเนื้อหาตองสอดคลองกับวัตถุประสงค ที่กําหนดไว ั้นตอนยอยที่ การจัดโครงสรางเว็บไซต S e S r c re) คือ การนําขอมูล ขอบเขตของเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซตจากขั้นตอนยอยที่ 1 มาจัดทําเปนโครงสรางขอมูลใน เว็บไซต จัดลําดับการนําเสนอขอมูล โดยสรางเปนแผนผังโครงสรางเว็บไซต กําหนดรูปแบบ การเชื่อมโยงในเว็บไซต กําหนดรูปแบบการจัดวางระบบนําทางหรือเนวิเกชั่น การสรางแผนผัง โครงสรางเว็บไซต คือ การนําลําดับการนําเสนอขอมูลมาสรางเปนแผนผังที่สื่อความหมาย แสดงโครงสรางขอมูลที่เปนลําดับชั้น และแสดงการเชื่อมโยงขอมูลในแตละเว็บเพจอยางชัดเจน อาจแสดงในรูปแบบแผนที่เว็บไซต S e m ), สารบัญเว็บ le o co e ), ลําดับการนําเสนอ S or o r ) หรือ ผังงาน lo Ch r ) ประกอบดวยหนาแรกคือ ome e ที่สามารถ เชื่อมโยงไปยังสวนตาง ๆ กระ วนการที่ การออกแ ว ต เปนขั้นตอน การออกแบบเคาโครงของเว็บเพจ ออกแบบการจัดวางเนื้อหาตาง ๆ ในเว็บไซต ออกแบบลักษณะ การแสดงผลทางดานกราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ในขั้นตอนนี้ตองใชความสามารถทางดานศิลปะ ในการเลือกใชสี เลือกใชรูปภาพที่จะนามาแสดงในเว็บไซต ออกแบบโลโกของเว็บไซต ออกแบบปาย โ ษณาในเว็บไซต ออกแบบปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง ออกแบบระบบนําทางหรือ เนวิเกชั่นในเว็บไซต ออกแบบเมนู รวมถึงการกําหนดขนาดตัวอักษรที่จะแสดงในเว็บไซต ในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยในการออกแบบ เชน การใช CSS ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล ออกแบบรูปแบบ ทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน กระ วนการที่ การพั นา ว ต เปนขั้นตอนที่ รวบรวมขอมูลจากขั้นตอนกําหนดเนื้อหา การพั นาโครงสรางเว็บไซต และการออกแบบมาพั นา เปนเว็บไซตที่สามารถทํางานไดจริง ตามวัตถุประสงคที่กําหนดไวตั้งแตเริ่มตนพั นาเว็บไซต ในขั้นตอนนี้บางครั้งผูพั นาจะพบวาเว็บเพจที่ไดออกแบบไวบางอยางอาจไมเหมาะสมสามารถ
  • 52.
    34 4 ปรับแตงไดตามความเหมาะสม อาจมีการใช านขอมูลเขามาชวยในการจัดเก็บขอมูลอาจมีการใช เครื่องมือชวยในการพั นาเว็บไซต ซึ่งปจจุบันมีเครื่องมือใหเลือกใชมากมาย ทั้งที่สามารถทํางานได บนอุปกรณที่มีขนาดหนาจอแตกตางกัน หรือระบบปฏิบัติการแตกตางกัน เชน การใชโปรแกรม สําเร็จรูปสําหรับสรางและจัดการเนื้อหาเว็บไซต Co e eme S em หรือ C S) โดย ผูพั นาเว็บไซตไมจําเปนตองมีความรูดานการเขียนโปรแกรมก็สามารถสรางเว็บไซตดวยตนเอง โปรแกรมประเภทนี้จะมีตัวชวยงานระบบงานตาง ๆ ที่จําเปนบนเว็บไซต เชน กระดานขาวสาร กระดานสนทนา ระบบจัดการปายโ ษณา ระบบนับจํานวนผูเขาชมเว็บไซต ตะกราสินคา ระบบการ Ch ระบบ ากขอความ เปนตน ซึ่งเรียกวา r me or ตัวอยางเชน or re , ooml , o l, e c r , e o ล ในการใชงานผูพั นาเลือกใชตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยัง มี r me or อีกประเภทหนึ่งที่ผูพั นาสามารถเลือกใชเปน r me or ที่เก็บชุดคําสั่งที่พรอม สําหรับการพั นาเว็บไซตใหเลือกใชงาน ซึ่งผูพั นาจะตองมีความรูทางดานภาษา , CSS และ Scr ตัวอยางเชน r el, oo r , er , er o le, Co e er ล เปนตน ซึ่ง r me or เหลานี้จะชวยทําใหการพั นาเว็บไซตสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ระหวางที่มี การพั นาเว็บไซตผูพั นาจะตองทําการทดสอบเว็บไซตที่สรางขึ้นกอนที่จะนําไปใชงานจริง ทําการตรวจสอบความถูกตองของเนื้อหา การทํางานของลิงกและระบบนําทาง ตรวจสอบหา ความผิดพลาดของโปรแกรมสริปต ตรวจสอบการบันทึกและการเรียกใชขอมูลจาก านขอมูล ตรวจสอบความถูกตองจากการทํางานของฟงกชั่นการทํางานที่พั นาขึ้น ตรวจสอบการทํางานของ เว็บไซตบนเบาวรเซอรตาง ๆ ตรวจสอบความละเอียดของจอภาพที่สามารถทํางานไดเหมาะสม ตรวจสอบการแสดงผลของเว็บไซตบนอุปกรณที่มีขนาดหนาจอแตกตางกัน ตรวจสอบความเร็วในการ แสดงผลของเว็บไซต ตรวจสอบเวลาตอบสนองเมื่อมีการเรียกใชเว็บเพจแตละหนา และในการพั นา เว็บไซตที่ดีควรมีแผนที่เว็บไซต S e ) ที่อธิบายถึงโครงสรางของเว็บไซตทั้งหมด เปรียบเสมือน สารบัญหรือหนาดัชนีของเว็บไซต ทําใหผูชมเว็บไซตเขาใจโครงสรางเว็บและสามารถเขาถึงขอมูลที่ ตองการไดรวดเร็วยิ่งขึ้น กระ วนการที่ การ ยแพรและสง สริม ว ต เปนขั้นตอนการนําเว็บไซตที่พั นาเรียบรอยแลว ขึ้นเผยแพรบนเครือขายอินเทอรเน็ต และประชาสัมพันธใหเว็บไซตเปนที่รูจักของกลุมเปาหมายที่ไดวางแผนไวในขั้นตอนแรก โดยขั้นตอน การเผยแพรเริ่มจากที่ตองมีพื้นที่ในการจัดเก็บไฟลบนเครือขายอินเทอรเน็ต หรือเรียกวา e o ซึ่งมีผูใหบริการเชาพื้นที่มากมาย จากนั้นจดทะเบียนชื่อเว็บไซต หรือเรียกวา ชื่อโดเมน om me) ซึ่งเปนชื่อเว็บไซตไวสําหรับกําหนดเสนทางอางอิงที่อยูเว็บไซต อาจแทนดวย หมายเลขอินเทอรเน็ต re ) ชื่อโดเมนเปนชื่อที่ใชในการติดตอสื่อสารระหวางบุคคลกับบุคคล
  • 53.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 35 5 สวนการติดตอสื่อสารระหวางเครื่องคอมพิวเตอรในเครือขายจะใชหมายเลขอินเทอรเน็ต ชื่อโดเมน เปนสิ่งที่สรางขึ้นมาจากผูจดทะเบียน ดังนั้นถือวาเปนทรัพยสินทางปญญาโดยแตละประเทศจะมี หนวยงานรับผิดชอบการจดทะเบียนชื่อโดเมน เชน ประเทศไทย รับผิดชอบโดยศูนยสารสนเทศ เครือขายประเทศไทย h l e or orm o Ce er หรือ C) หลังจากที่จด ทะเบียนชื่อโดเมนเรียบรอยแลว ทําการตั้งคาตําแหนงที่อยูเว็บไซตชี้ไปยังที่อยูของ e o ที่ ไดเชาพื้นที่ไว หลังจากนั้นทําการคัดลอกไฟลเว็บไซตไปยัง e o หรือเรียกวาการ lo ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะใชโปรแกรมประเภท le r er ro ocol) เชน le ll , C e หรือใชเครื่องมือจาก e o ที่มีไวใชบริการ จากนั้นทําการเรียกใชเว็บไซตโดยการเรียกจาก ชื่อโดเมนที่จดทะเบียนไว ทําการทดสอบการใชงานเว็บไซต เพื่อตรวจหาขอผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น อยางละเอียดเชนเดียวกับการทดสอบในขั้นตอนการพั นาเว็บไซต เนื่องจากสภาพแวดลอมเครื่องที่ ใหบริการ e o จะแตกตางจากเครื่องที่ใชพั นาเว็บไซต เมื่อทดสอบเรียบรอยแลว ทําการเผยแพรและประชาสัมพันธเว็บไซต เพื่อใหมีผูเขามาเยี่ยมชม การประชาสัมพันธอาจเปน การแลกเปลี่ยนลิงกและแบนเนอรกับเว็บไซตที่เปนพันธมิตร หรือการโ ษณาบนเว็บไซตที่เปนที่นิยม ของกลุมเปาหมาย หรือการจัดงานเปดตัว หรือ การโ ษณาบนสื่อสิ่งพิมพ หรือการเพิ่มขอมูลใน เว็บไซตเครื่องมือสืบคนที่เปนที่นิยม กระ วนการที่ การ ูแลและ ารงรักษา ว ต เมื่อมีการเผยแพรเว็บไซตเรียบรอยแลว จะตองดูแลใหขอมูลที่นําเสนอบน เว็บไซตใหเปนปจจุบันอยูเสมอ หากพบขอผิดพลาดใด ๆ ควรทําการแกไขปรับปรุง เพื่อใหเว็บไซตมี ความนาเชื่อถือและนาใชงาน หากรูปแบบการนําเสนอในหนาเว็บไซตมีความลาสมัยก็ควรจะปรับปรุง ใหมีความทันสมัยและนาใชงานอยูเสมอ ตรวจสอบฟงกชั่นการทํางานของเว็บไซตใหสามารถใชงานได ทุกครั้งเมื่อมีการเรียกใชงาน ติดตามและวิเคราะหลักษณะการใชงานเว็บไซตของผูใชเพื่อปรับปรุง เว็บไซตใหเหมาะสมกับความตองการของผูใช เพิ่มเนื้อหาในสวนที่ผูใชมีความสนใจ ตัดบางสวนของ เนื้อหาที่ไมไดรับความสนใจเพื่อดึงดูดความสนใจของผูใชใหเขามาใชงานเว็บไซตอยูสม่ําเสมอ 1 7 การท สอ ระ สารสน ท อง ว ต การทดสอบระบบสารสนเทศ โกวั น เทศบุตร. 2545 : 10 12) เปนการนําโปรแกรม ที่เขียนมาตรวจสอบความถูกตองทางดานภาษาคําสั่ง และความสามารถในการทางานไดอยางถูกตอง โดยจะมีการดําเนินงานในสวนตาง ๆ ที่เกี่ยวของ ดังนี้ 1) จัดเตรียมระบบเปนการจัดเตรียมโดเมนเนม และการหาผูใหบริการรับ าก เว็บไซต e o )
  • 54.
    36 2) ติดตั้งระบบเปนการนําระบบที่พั นาขึ้นไปติดตั้งเพื่อทาการทดสอบระบบ )อบรมการใชงาน เปนการจัดการ กอบรมใหผูใชเขาใจวิธีการใชระบบใหไดรับ ประโยชนและมีประสิทธิภาพ 4) บันทึกขอมูลเปนกระบวนการบันทึกขอมูลเขาสูระบบสารสนเทศที่พั นาขึ้น 5) ตรวจสอบระบบสารสนเทศ เพื่อตรวจสอบวาระบบสารสนเทศที่พั นาขึ้นมี ความเหมาะสม มีการปฏิบัติงานทางคอมพิวเตอรอยางมีประสิทธิภาพและประหยัด หลักมาตร าน การตรวจสอบระบบสารสนเทศของสมาคมผูตรวจสอบ และควบคุมระบบสารสนเทศ จากเอกสารที่กลาวมา สรุปไดวา การทดสอบระบบสารสนเทศ เปนการนํา โปรแกรมที่เขียนมาตรวจสอบความถูกตองทางดานภาษาคําสั่ง และความสามารถในการทํางานได อยางถูกตอง โดยจะมีการดําเนินงานในสวนตาง ๆ ที่เกี่ยวของ ไดแก การจัดเตรียมระบบการติดตั้ง ระบบการอบรมการใชงาน การบันทึกขอมูล และการตรวจสอบระบบสารสนเทศ 1 8 การ ระ มินระ สารสน ท การประเมินระบบสารสนเทศ มีนักวิจัย นักพั นาระบบและนักการศึกษา ไดศึกษา และนําเสนอทางการประเมินระบบสารสนเทศมาใช ดังนี้ 1) การประเมินระบบตามแนวทางวิศวกรรมซอฟตแวร มีวิธีการทดสอบหลาย แนวทาง ไดแก การทดสอบแบบกลองขาว h e o e ) การทดสอบแบบกลองดํา l c o e ) การทดสอบองครวม e r o e ) การทดสอบประสิทธิภาพ er orm ce e ) และการทดสอบความสามารถในการใชงาน l e ) เปนตน มนตชัย เทียนทอง. 2554: 2 ) การทดสอบแบบกลองดําเปนการพิจารณาเ พาะสวนของการนําเขาและสวนของ การแสดงผล ไมพิจารณาภายในกลอง อันไดแก โครงสรางของโปรแกรมและรหัสของโปรแกรม ซึ่งเปนวิธีการการประเมินที่ตรงขามกับการทดสอบแบบกลองขาว เมื่อนําไปประเมินผล จึงมุงเนน เ พาะผลลัพธที่ไดจากระบบและสวนของการนําเขาเทานั้น ไมไดใหความสําคัญกับสวนประกอบ ภายในตัวระบบแตอยางใด วิธีการแบบกลองดํา จึงเปนการพิจารณาทางดานหนาที่ การงาน c o l ) ตลอดจนคุณสมบัติของระบบ eh or l) เปนหลัก ประเด็นทั้งสองนี้จะเกี่ยวของ กับผูออกแบบระบบ ผูเชี่ยวชาญ และผูใชระบบทั่วไป ซึ่งจะเปนผูประเมินผลระบบหลังจากไดศึกษา และใชงานระบบแลว ไมจําเปนตองใชโปรแกรมเมอรใหเปนผูประเมินแตอยางใด ในการประเมินผล ทั้งแบบกลองขาวและแบบกลองดําจะใชแบบสอบถามมาตราสวนประเมินคา เพื่อสอบถามความ คิดเห็นในประเด็นตาง ๆ ที่กําหนดไว ประกอบดวย 4 ดาน ไดแก ดาน c o l e reme
  • 55.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 37 7 e ดาน co l e ดาน l e และ ดาน Sec r e เปนคําถามในรูปแบ มาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย และนอยที่สุด 2) การประเมินคุณภาพของเว็บไซตสําหรับนักออกแบบและพั นาเว็บไซต รวมถึง ผูที่เกี่ยวของในการจัดสารสนเทศ ผานระบบอินเทอรเน็ตไดมีแนวทางในการตรวจสอบและประเมิน คุณภาพที่สามารถอธิบายเหตุผลได โดย แนวคิดของอีเวอร ารท จะมีดวยกัน ดาน คือ ปรัชญนันท นิลสุข. 254 : 1 ) 2.1) ความทันสมัย เปนหัวขอสําคัญของการพั นาขอมูลสารสนเทศผานระบบ อินเทอรเน็ต เนื่องจากขอมูลสารสนเทศที่ปรากฏอยูในเว็บไซตจะเปนประโยชนตอผูใชงานก็เมื่อขอมูล นั่นเปนขอมูลที่ใหมทันตอสถานการณและไดรับการปรับปรุงแกไขตามระยะเวลาอยางเหมาะสมการ ประเมินเว็บไซตในดานของความทันสมัยควรประเมินในสามสวนดวยกัน คือ เว็บไซตแสดงวันที่ ปรับปรุงขอมูลครั้งลาสุดเปนสิ่งที่แสดงความชัดเจนของเว็บไซตวา ความทันสมัยของขอมูลระดับใด เพราะเว็บไซตที่แสดงถึงวันที่ปรับปรุงขอมูลทุกวันยอมแสดงวาเปนเว็บที่มีความเปนปจจุบันมากที่สุด สําหรับเว็บบางประเภท เชน เว็บไซตหนังสือพิมพยอมจะตองปรับปรุงขาวสารและขอมูลของเว็บ เปนปจจุบันทุกวันก็จะแสดงวันที่ของหนังสือพิมพที่นาขอมูลมาออนไลนทุกวันอยูแลวเปนตัวอยางของ ความทันสมัยและเปนปจจุบัน 2.2) เนื้อหาและขอมูลที่เปนประโยชนเปนสิ่งที่ตรวจสอบและวัดความเปน เว็บไซตที่ดีไดงาย รวมทั้งสามารถประเมินคุณคาของเว็บไซตไดอยางชัดเจนขอมูลและเนื้อหาใน เว็บไซตตองความถูกตอง เมื่อเนื้อหามีความถูกตองสมบูรณสิ่งที่ตองคํานึงตอไป คือ เนื้อหาและขอมูล ตองเปนไปตามวัตถุประสงคในการจัดทําเว็บไซตจะมีลักษณะเปนภาษาเขียนเพื่อใหนาเชื่อถือและ สละสลวยการพิมพไมผิดพลาดการใชสระพยัญชนะตาง ๆ มีความถูกตองสมบูรณถือวาเว็บไซตมี คุณภาพดี 2. ) ความนาเชื่อถือความนาเชื่อถือตอเว็บไซตเปนเรื่องสําคัญในจะนําเอาขอมูล ไปอางอิง หรือใชประโยชนเพราะขอมูลและเนื้อหาจะไดถูกนําไปใชประโยชนก็ดวยเหตุผลที่วา เว็บนั้นนาเชื่อถือ ความนาเชื่อถือของเว็บไซตนั่น คือ ผูจัดทําเว็บเปนผูที่เกี่ยวของโดยตรงกับเนื้อหา หรือเปนองคกรที่รับผิดชอบดานนั้นโดยตรง โดยแสดงความรับผิดชอบในเว็บอยางชัดเจนแสดงให เห็นไดจากสวนที่สงวนลิขสิทธิและผูรับผิดชอบภายในเว็บซึ่งนิยมแสดงไวดานลางของเว็บไซตโดยรวม ถึงความทันสมัยนั่น คือ เวลาที่ปรับปรุงครั้งลาสุดสามารถแสดงออกไดหลายรูปแบบซึ่งการสราง ความเชื่อถือเปนเรื่องสําคัญสําหรับเว็บไซตเพราะมีเว็บไซตจํานวนมากที่ไมทราบที่มาของผูจัดทําไม สามารถติดตอผูดูแลเว็บไซตไดไมมีการสงวนลิขสิทธิเพราะอาจลอกเลียนจากหนังสือหรือผูอื่นไมมี ตําแหนงหนาที่การงาน หรือหนวยงานที่ชัดเจน ไมมีที่อยูที่จะติดตอหรือมีแหลงที่แนนอนโดเมนเนม
  • 56.
    38 ไมมาตร าน ลดังนั้น ความนาเชื่อถือของเว็บไซตจึงเปนตัวบงชี้คุณภาพและประสิทธิภาพของ เว็บไซต 2.4) การเชื่อมโยงขอมูลการเชื่อมโยงไปยังสวนตาง ๆ ในรูปแบบที่เขาใจงาย และอานไดอยางชัดเจน การเชื่อมโยงภายในเว็บไซตจะมีชื่อเรียกวา ลิงก ) การลิงกหรือ การเชื่อมโยงนั้น ถาหนาแรกสามารถบอกไดวา เว็บไซตนั้นมีการจัดการอยางไร มีเงื่อนไขในการ เชื่อมโยงอยางไร และมีอยางไรที่จําเปนตองเชื่อมโยงไปบาง ลักษณะอยางนี้อาจจะมีหนาพิเศษ ตางหากที่เรียกวา แผนภูมิเว็บไซต หรือ S e มีการเชื่อมโยงไดดี มีการจัดองคประกอบไดดีจะ ทําใหเว็บไซตนั้นสามารถเชื่อมโยงไดกันทุกเว็บ และเปนไปตามวัตถุประสงคของเว็บไซต ลักษณะ การเชื่อมโยงภายในเว็บไซตควรจะแสดงรูปแบบที่ชัดเจนหรือที่เรียกวา er e นั้น คือ ตัวหนังสือที่มีการเชื่อมโยงจะมีการขีดเสนใตไวอยางชัดเจน หรือถาไมมีการขีดเสนใตเมื่อเลื่อน เมาสผานไปยังบริเวณที่เปนตัวอักษรจะปรากฏเปนรูปมือซึ่งรูปแบบเว็บไซตที่มีคุณภาพและชัดเจน สวนที่เปน er e และมีการเชื่อมโยงนั้นควรวางรูปแบบที่ชัดเจนเมื่อเลื่อนเมาสเขาไปในสวนที่ เปน er e ก็ควรจะเปลี่ยนแปลงเปนรูปมือ สี และพื้นหลังของตัวอักษรก็อาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งทําใหงายตอการสังเกตการเชื่อมโยงที่ดี ตัวที่ทําหนาที่การเชื่อมโยงควรจะอานงายและสื่อ ความหมายชัดเจนเปนในลักษณะเดียวกันกับวัตถุประสงคของเว็บไซต ตัวเชื่อมโยงหรือ ลิงกควรจะ งายตอการสังเกตและมีขนาดเหมาะสม ตัวเชื่อมโยงควรจะมีเหตุมีผลสอดคลองกันทั้งกลุม 2.5) การนําไปใชงานจริงควรจะมีเนื้อหาเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไวและ มีการแสดงผลอยางรวดเร็ว ผูออกแบบตองคํานึงเสมอวาในการนําไปใชงานจริงผูสืบคนขอมูลหรือ ผูเขาชมเว็บเพจยอมเขามาเพื่อคิดวาเว็บเพจที่จัดทํานั้นมีวัตถุประสงคตามหัวเรื่องของเว็บเพจ นอกจากนั้นเนื้อหาและการออกแบบเมื่อนําไปใชงานจริงควรคํานึงวาเว็บเพจตองเปนที่ดึงดูดสายตา ของผูเขาชมทําใหเกิดความนาสนใจตลอดเวลา และดึงดูดใหผูเขาชมใชเวลานาน ในการคนหาขอมูล ชวนติดตามอยูตลอดเวลา 2. ) ความเปนมัลติมีเดีย องคประกอบที่สําคัญของความเปน l me ภายในเว็บไซต คือ เสียงภาพ กราฟก ภาพเคลื่อนไหว ควรสอดคลองกับเนื้อหาภายในเว็บ นอกจากนี้ ควรจะเปน l me ที่เพิ่มความสนใจใหผูเขาชมภาพเคลื่อนไหวที่นําเสนอควรจะมีเวลาที่ เหมาะสมและไมรบกวนเนื้อหา ภาพกราฟกที่ใชไมควรมีขนาดใหญเกินไปสามารถแสดงผลหรือโหลด ขึ้นมาไดอยางรวดเร็ว เว็บไซตไมสามารถมีปฏิสัมพันธกับผูเขาชมไดทันที เนื่องจากการออกแบบเว็บ ไมสามารถทําใหใชเทคนิคหรือกระบวนการไดมากมายอยางที่เปน S lo e ภายในระบบ ดังนั้น ความเปน l me ของเว็บไซต จึงหมายถึงการจัดทําภาพประกอบ เสียง ภาพเคลื่อนไหว
  • 57.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 39 ภาพวีดีโอ หรือภาพนิ่ง โดยเปนการเสริมหรือเพิ่มใหเว็บไซตมีคุณคาและที่สําคัญ l me ที่นํามาใชตองสอดคลองกับเนื้อหา และเปนประโยชนในการสรางความเขาใจใหกับผูเขาชมเว็บไซต 2.7) การใหขอมูลขอมูลที่สําคัญควรจะเขาถึงไดงายและรวดเร็ว โดยไมมี ความสลับซับซอน แตการนําเสนอขอมูลควรมีการจัดรูปแบบและหมวดหมูของขอมูลอยางเปนระบบ เพื่อใหงายตอการตรวจสอบและใชงานขอมูล ขอมูลที่ใชควรมีเนื้อหาที่ทันสมัยทันตอเหตุการณโดย แสดงไดจากวันเวลาที่ปรับปรุง ขณะเดียวกันเมื่อจัดทําเว็บไซตตามวัตถุประสงคแลวเว็บไซตควรจะ สอดคลองกับกลุมเปาหมายของเว็บการจัดรูปแบบของขอมูลที่เปนระบบและงายตอการคนหา หรือ สืบคนภายในเว็บไซตนั้นเปนเทคนิคสําคัญอยางหนึ่งในการนําเสนอขอมูลของเว็บไซต ผูออกแบบเว็บ ควรคํานึงถึงความเรียบงายและความเปนระเบียบการแบงหัวขอหรือกลุมเอาไวอยางชัดเจนในหนา เว็บไซตจะชวยใหผูเขาชมสะดวกในการคนหาเนื้อหาของขอมูลภายในเว็บเพจควรเปนขอมูลที่ทันสมัย และตรงตามวัตถุประสงคของกลุมเปาหมายที่จะเขามาใชงาน 2. ) การเขาถึงขอมูลสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือ เว็บไซตสามารถแสดงผลขอมูลได อยางรวดเร็ว เมื่อผูใชเขาสูเว็บไซต นั่นหมายถึงเมื่อผูใชตองการเขาสูเว็บไซตโดยการพิมพที่อยูของเว็บ เชน หรือโดเมนเนม om me) แลวกดปุม er การแสดงผลของหนาแรกจะตอง ปรากฏอยางรวดเร็วโดยไมเสียเวลานานจะทําใหผูใชรูสึกพึงพอใจการเขาถึงขอมูลในเว็บไซตนอกจาก จะแสดงผลรวดเร็วแลว เว็บไซตควรหาไดสะดวกจากเว็บประเภทสืบคนขอมูลหรือ Se rch e หรือเว็บได เอาไวใน Se rch e เชน oo le หรือ hoo เว็บไซตที่แสดงผลจาก การคนหาไดรวดเร็วยอมเปนที่นิยมของผูใชเพราะคนเจอเสมอ แสดงวาเขาถึงขอมูลไดรวดเร็วขอมูล ในเว็บเพจ และงานกราฟกตาง ๆ ควรออกแบบใหแสดงผลไดอยางรวดเร็ว 2. ) ความหลากหลายของขอมูลประเด็นสําคัญในสวนของขอมูลก็คือ เว็บควรมี ความหลากหลายและมีเรื่องที่เปนประโยชนหลาย ๆ เรื่อง มีความนาเชื่อถือและตรวจสอบขอมูลได ขอมูลนั้นก็จะไดความนิยมและแนะนํากันใหเขามาชม อีกกรณีที่เว็บมีขอมูลไมมากมายนัก แตเว็บมี ขอมูลสําคัญเพียงพอไมยาวเกินไป ไมสั้นมากเกินไปก็เพียงพอใชประโยชนไดเหมาะสม ตามแนวคิดทั้ง ดานเปนสิ่งจําเปนในการออกแบบเว็บไซต ซึ่งเว็บไซตที่สามารถ ออกแบบไดตามแนวคิดทั้ง ดานถือวาเปนเว็บไซตที่ดี การจัดลําดับคะแนนก็สามารถเรียงลําดับตาม แนวคิด โดยแบงเปนสวนคะแนนตาง ๆ ไดตามลําดับ ก็จะทําใหไดแบบประเมินคุณภาพของเว็บไซต ในลักษณะของการประเมินทางดานขอมูลสารสนเทศ จะทําใหทราบวาเว็บไซตไหนเหมาะสม และ เปนประโยชน ผูใชบริการเว็บ และผูออกแบบเว็บก็จะไดประโยชนดวย เว็บไซตที่สรางขึ้นก็จะมี คุณภาพ และเปนเว็บที่ดีบนอินเทอรเน็ตตอไป
  • 58.
    40 40 ) การประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต หรือสารสนเทศเว็บ เพื่อคัดเลือกเว็บที่นําเสนอสารสนเทศที่ดีที่สุดเพื่อนําไปใชประโยชนตอไปนั้นควรพิจารณา 4 ประเด็น หลัก ดังนี้ ศรีอร เจนประภาพงศ. 2557: เว็บไซต) .1) ความนาเชื่อถือ มีชื่อ และที่อยูที่จะติดตอกับผูรับผิดชอบในการจัดทําเว็บไซต ซึ่งควรปรากฏที่หนาแรก หรือหนาที่ใกลเคียง .2) การเขาถึงสารสนเทศ สามารถคนหาสารสนเทศไดอยางสะดวกรวดเร็ว และ ใชงาย ไมซับซอน ไดสารสนเทศจริง และนําไปใชได มีความแนนอนในการเขาถึง ไมควรเปลี่ยน บอย แตหากเปลี่ยนตองมีการแจง ใหมใหทราบ และสามารถเชื่อมโยงไปยัง ใหมไดทันที . ) คุณคาของเนื้อหา เนื้อหาสาระตรงกับความตองการของผูใชถูกตอง สมบูรณ ครอบคลุมและระบุแหลงที่มาของขอมูลอยางชัดเจน เนื้อหามีความทันสมัย ตรวจสอบได จากวันเวลาครั้งสุดทายของการปรับปรุงขอมูล หรือตรวจสอบ ลิงกตาง ๆ วายังใชการไดอยูหรือไม เนื้อหาสาระอานเขาใจงาย และมีการใชภาษาที่เหมาะสมกับผูใช นําเสนอขอมูลที่เปนกลาง ไมมีอคติ ไมชักจูงทางความคิด ตองไมมีลักษณะของการโ ษณาชวนเชื่อ .4) วิธีการนําเสนอเนื้อหา หนาแรกของเว็บควรกระชับ ชัดเจน จัดเรียงหัวขอ ตาง ๆ เปนระบบ งายตอการใช โดยในแตละหนาควรมีคําสั่ง c ome o ล การเชื่อมโยง ตองมีความเกี่ยวของในดานเนื้อหากับเว็บนั้น ๆ กราฟกดีสื่อหรือเกี่ยวของกับสาระในสวนนั้น ๆ และ กรณีเว็บไซตนั้นมีสาระจํานวนมาก ตองสามารถคนคืนได จากเอกสารที่กลาวมา สรุปไดวาการประเมินระบบสารสนเทศ มีนักวิจัย นักพั นาระบบและนักการศึกษา ไดศึกษาและนําเสนอทางการประเมินระบบสารสนเทศมาใช ไดแก 1) การประเมินระบบตามแนวทางวิศวกรรมซอฟตแวร เชน การทดสอบแบบ กลองขาว h e o e ) การทดสอบแบบกลองดํา l c o e ) การทดสอบองค รวม e r o e ) การทดสอบประสิทธิภาพ er orm ce e ) และ การทดสอบความสามารถในการใชงาน l e ) 2) การประเมินคุณภาพของเว็บไซตสําหรับนักออกแบบและพั นาเว็บไซต รวมถึงผูที่เกี่ยวของในการจัดสารสนเทศ ตามแนวคิดของอีเวอร ารท จะมีดวยกัน ดาน คือ ความทันสมัย เนื้อหาและขอมูลที่เปนประโยชน ความนาเชื่อถือการเชื่อมโยงขอมูล การนําไปใชงาน จริงความเปนมัลติมีเดีย การใหขอมูล การเขาถึงขอมูล และความหลากหลายของขอมูล และ
  • 59.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 41 41 ) การประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต หรือสารสนเทศเว็บไซต ควรพิจารณา4 ประเด็นหลัก คือ ความนาเชื่อถือ การเขาถึงสารสนเทศ คุณคาของเนื้อหา และวิธีการ นําเสนอเนื้อหา 2.1.9 หลักการและแนวคิ การยอมรั ทค น ลยี การยอมรับนวัตกรรมของกลุมคนในสังคม ขึ้นอยูกับปจจัยตาง ๆ ตามหลักการของ การเกิด การนิยมและการตกรุน ของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเปนไปตามการแพรกระจายของ นวัตกรรมไปในสังคมผานกลุมคน ในแตละกลุมในสังคมตามที่มีความแตกตางกัน ตามลักษณะเ พาะ ของแตละกลุม ตามที่ไดแบงไว 5 กลุม คือ กลุม e or กลุม rl o er กลุม rl or กลุม e or และกลุม r วงจรชีวิตของเทคโนโลยีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม มีการพั นาตามลําดับ โดยกระบวนการพั นาของเทคโนโลยีไปยังกลุมคนเพื่อใหเกิดการยอมรับ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีนั้น มณ ลี ศาสนนันท 2552) ไดแบงชวงการเกิดของเทคโนโลยีที่เรียกวา เสนโคงวงจรชีวิตของเทคโนโลยี แบงเปน 4 ชวง คือ ชวงการประดิษ ใหม ชวงการปรับปรุงเทคโนโลยี หรือชวงการเติบโต ชวงเทคโนโลยีอิ่มตัว และ ชวงเทคโนโลยีเสื่อม สอดคลองกับท ษ ี “หุบเหว” แหงการดับของนวัตกรรม จากท ษฏีของโรเจอรไดมีการนํามาวิจัย และเกิดเปนท ษฏีตอยอดโดย มัวร oor, 1 5) เปนท ษ ี he Ch m หรือท ษ ี “หุบเหว” แหงการดับของนวัตกรรมเปน ท ษ ีที่บงบอกถึงการคงอยูหรือการครองตลาดของนวัตกรรม ซึ่งเปนท ษ ีทีเปนที่รูจักกันอยาง แพรหลาย ) หลักการยอมรั ทค น ลยี การยอมรับของผูบริโภคที่มีตอนวัตกรรมและเทคโนโลยี o o o o heor ) เรียกวา กระบวนการยอมรับซึ่งกลาวถึงพ ติกรรมของบุคคลในสังคมที่ แสดงออกถึงการยอมรับนําไปปฏิบัติ โดยแบงออกเปน 5 ขั้นตอน o er Shoem er, 1 7 ) ขั้นที่ 1 การรับรู re e S e) เปนขั้นแรกที่จะนําไปสูการยอมรับหรือ ปฏิเสธสิ่งใหม วิธีการใหม ๆ ที่เกี่ยวของกับการประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมของบุคคลนั้น ยังไมมี ความรูลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อหา หรือคุณประโยชนของนวัตกรรมนั้น ๆ ทําใหเกิดความอยากรูนั้นตอไป ขั้นที่ 2 สนใจ ere S e) เปนขั้นที่เริ่มมีความสนใจหารายละเอียด เกี่ยวกับวิทยาการใหม ๆ เพิ่มเติม จะทําใหความรูเกี่ยวกับวิธีการใหม ๆ หรือสิ่งใหม ๆ มากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยูกับบุคลิกภาพ และคานิยม ตลอดจนบรรทัด านทางสังคม หรือประสบการณเกา ๆ ของบุคคล นั้น
  • 60.
    42 42 ขั้นที่ ประเมินคา lo S e) เปนขั้นที่จะไดไตรตรองถึงประโยชน ในการลองใชวิธีการหรือวิทยาการใหม ๆ ดีหรือไม เมื่อนํามาใชแลวจะเปนประโยชนตอตนเองหรือไม โดยบุคคลนั้นมักจะคิดวาการใชวิทยาใหม ๆ เปนการเสี่ยงทําใหไมแนใจถึงผลที่จะไดรับ ในขั้นนี้ จึงเปนการสรางแรงเสริม e orceme ) เพื่อใหเกิดความแนใจยิ่งขึ้นวาสิ่งที่เขาตัดสินใจเพื่อเปน การสรางความรูสึกที่ดีตอนวัตกรรมมีคุณคาและมีประโยชน ขั้นที่ 4 ทดลอง r l S e) เปนขั้นที่ใชวิทยาการใหม ๆ นั้น กับสถานการณ ตนเองเปนการทดลองบางสวนกอนเพื่อจะไดดูวาผลลัพธและประโยชนที่จะไดรับวาดีจริงอยางที่คิดไว ในขั้นประเมิน ซึ่งผลการทดลองจะมีความสําคัญอยางยิ่งตอการตัดสินใจที่จะปฏิเสธหรือยอมรับตอไป ขั้นที่ 5 ยอมรับ o o S e) เปนขั้นที่บุคคลรับวิทยาการ ใหม ๆ นั้น ไป ใชในการปฏิบัติกิจกรรมของตนอยางเต็มที่ หลังจากไดทดลองปฏิบัติดูและเห็นประโยชนแลวยอมรับ นวัตกรรมเหลานั้น 2) ตัวแ การยอมรั ทค น ลยี แบบจําลองการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี ech olo cce ce mo el หรือ ) เปนท ษ ีที่มีการยอมรับและมีชื่อเสียง ซึ่งเปนการปรับแตง เพิ่มเติมตอจากท ษ ีการกระทําตามหลักเหตุและผล he heor o re o e c o หรือ นําเสนอโดย h e e ) เพื่อพั นาเปนแบบจําลอง และใชศึกษาในบริบท การยอมรับการใชระบบสารสนเทศ โดยไมนําบรรทัด านของบุคคลที่อยูโดยรอบการแสดงพ ติกรรม เขามาใชเปนปจจัยในการพยากรณพ ติกรรมการใชที่เกิดขึ้นจริง ตัวแบบ สามารถใชพยากรณ การยอมรับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศไดอยางมีประสิทธิภาพ สิงหะ วีสุข และ สุนันทา วงศจตุรภัทร, 2555) แตตัวแบบ มีขอจํากัดบางประการ จึงขาดความสมบูรณสําหรับ ความตองการใหมที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ปจจัยที่สงผลใหเกิดการใชงานจริง มีเพียงความตั้งใจแสดง พ ติกรรมการใชเทานั้น จึงนําไปสูการพั นาขยายเพิ่มเติมแบบจําลอง โดยเพิ่มปจจัยตาง ๆ เพื่อนํามาศึกษาในบริบทการยอมรับการใชระบบสารสนเทศใหมีความครอบคลุมมาก หลักการของ เปนการศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตั้งใจแสดงพ ติกรรม การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบดวยปจจัยหลัก 4 ประการ ไดแก ตัวแปรภายนอก er l r le ) การรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ erce e e l e หรือ ) การรับรูวาเปนระบบที่งายตอการใชงาน erce e e o e หรือ ) และทัศนคติที่ มีตอการใชงาน e o r ) ความสัมพันธระหวางปจจัยตามท ษ ีพ ติกรรมตามแผน heor o l e eh or หรือ นําเสนอโดย e ) ตัวแปรภายนอก เชน ขอมูล
  • 61.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 43 4 ประชากรศาสตร emo rhc) ประสบการณ re o ere ce) มีอิทธิพลตอการรับรูถึง ประโยชนที่จะไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรับรูวาเปนระบบที่งายตอการใชงานการรับรูถึง ประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ปจจัยที่กําหนดการรับรูในแตละบุคคลวาเทคโนโลยี สารสนเทศมีสวนชวยพั นาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไดอยางไร และเปนปจจัยที่สงผลโดยตรงตอ ความตั้งใจแสดงพ ติกรรมการใชดวยการรับรูวาเปนระบบที่งายตอการใชงาน คือ ปจจัยที่กําหนดใน แงปริมาณหรือความสําเร็จที่ไดรับวาตรงกับความตองการหรือที่คาดหวังไวหรือไม ซึ่งเปนปจจัยที่ สงผลตอการรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศดวยทัศนคติที่มีตอการใชงาน ไดรับ อิทธิพลจากการรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรับรูวาเปนระบบที่งาย ตอการใชงาน ในขณะที่ความตั้งใจแสดงพ ติกรรมการใชงานไดรับอิทธิพล จากทัศนคติที่มีตอการใชงาน และการรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยี สารสนเทศ และสงผลใหเกิดการยอมรับการใชงานจริงในที่สุด และจากเอกสารที่กลาวมา สรุปไดวา แบบจําลองการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปนการศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตั้งใจ แสดงพ ติกรรมการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบดวยปจจัยหลัก 4 ประการ ไดแก ตัวแปร ภายนอก การรับรูถึงประโยชนที่ไดรับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ การรับรูวาเปนระบบที่งายตอ การใชงาน และทัศนคติที่มีตอการใชงาน .2 ครื่องมือ ริหารและ ั การ ว ต 2.2.1 การออกแ ว ต นมมมอง อง C ( m com er er c o ) เปนศาสตรทางดานการติดตอปฏิสัมพันธ ระหวางมนุษยและคอมพิวเตอร กระบวนการออกแบบคอมพิวเตอรสวนที่ติดตอกับผูใชงาน ( er er ce) ใหผูใชสามารถใชงานไดงาย มุงความสนใจในเรื่องทําอยางไรใหคอมพิวเตอรงาย และ เหมาะสมกับผูใชงาน ( l ) โดยหลักการของ C คือ มีการออกแบบคอมพิวเตอรงาย และ เหมาะสมกับผูใชงานไดจริง ( l ) มีความเปนสากล ( er l ) และมีอรรถประโยชน ( e ll e ) องคประกอบสําคัญที่ชวยใหการออกแบบสวนการติดตอกับผูใชประสบความสําเร็จ สวน คือ ( ) ายบริหาร ( er) มีสวนสําคัญในการคัดเลือกบุคลากรที่ดําเนินการออกแบบ กําหนดระยะเวลา และกรอบแนวทางการทํางานที่เหมาะสม การสรางเอกสาร คูมือการปฏิบัติงาน รวมถึงการควบคุมในเรื่องการทําสอบใหมีความถูกตองเหมาะสม (2) ผูออกแบบระบบ ( e er) มีหนาที่ออกแบบระบบที่เหมาะสม ( ) เครื่องมือชวยในการออกแบบสวนของการใช ( er er ce l ool ) ซึ่งชวยใหออกแบบรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ ( ) วิธีการประเมินผล ( l o ) จะชวยใหตัดสินใจเลือกระบบที่ออกแบบไดตรงตามเงื่อนไข และ
  • 62.
    44 44 ความตองการมากที่สุด ซึ่งหลักทาง Cไดกลาวไววา การออกแบบเว็บไซตไมไดหมายถึงลักษณะ หนาตาของเว็บไซตเพียงอยางเดียว แตเกี่ยวของตั้งแต การกําหนดกลุมเปาหมาย ระบุกลุมผูใช การจัดระบบขอมูล การสรางระบบเนวิเกชั่น การออกแบบหนาเว็บเพจ รวมไปถึงการใชกราฟก การเลือกใชสี การจัดรูปแบบอักษร รุนของ e ro er ขนาดหนาจอมอนิเตอร ความละเอียด ของจอภาพดวย (สุรีรัตน อินทรหมอ, 2552) 2.2.2 ครื่องมือ ริหารและ ั การ ว ตสา ร รู ( ระบบจัดการเนื้อหา (Co e eme S em : C S) เปนโปรแกรม ที่เขียนขึ้น ดวยภาษาสคริปต ทํางานอยูบนเว็บเซิรฟเวอรในรูปแบบของ e lc o ซึ่งระบบ จัดการเนื้อหาจะชวยแกปญหาในการพั นาเว็บไซต การนําระบบการจัดการเนื้อหา (C S) ซึ่งเปน ลักษณะ e So rce ที่ชวยอํานวยความสะดวกในการบริหารจัดการขอมูลบนเว็บ ใหมีประสิทธิภาพขึ้น ผูที่ตองการใชงานสามารถที่จะดาวนโหลดมาใชงานไดฟรี และดวย ความสามารถที่หลากหลาย จึงไดมีผูนําไปใชงานในรูปแบบที่แตกตางกันไป เพราะทางผูพั นาได ออกแบบระบบบริหารจัดการใหสามารถใชงานไดงาย ทําใหผูที่ตองการใชงานสามารถที่จะติดตั้งและ พั นาเว็บไซตขึ้นมาไดเร็วขึ้น ปจจุบัน C S สวนมากมีรูปแบบเปน e e lc o ที่สามารถทํางานผาน e ro er ไดสะดวกในการใชงาน สามารถอัพเดตขอมูลเว็บไซตของ ตนเองไดไมวาจะอยูที่ใด และไมจําเปนตองติดตั้งโปรแกรมไวบนเครื่องลูกขาย ตางกับการใชงาน เครื่องมือที่ใชออกแบบเว็บไซต เชน o e re m e er ที่ตองติดตั้งโปรแกรมไวบนเครื่องที่จะ ใชงานจึงแกไขเว็บไซตได C S ไดรับการพั นามาจากหลายภาษา อาทิ , S , เปนตน แตโดยสวนใหญที่ออกมาจะเปนภาษา เนื่องจากเปนเทคโนโลยี e So rce และใชงานงาย โปรแกรมอื่น ๆ และยังเปนเว็บไซตกึ่งสําเร็จรูปมีระบบบริหารจัดการขอมูลดานหลัง ( m r or) ที่งายตอมาใชงานและแกไขปรับแตง โดยผูใชไมจําเปนตองมีความรูดานการเขียนโปรแกรม ทําให สามารถสรางเว็บไซตไดในระยะเวลาอันรวดเร็ว จุดตางระหวาง C S กับเว็บไซตสําเร็จรูปที่เห็นไดชัดเจนก็คือ C S ที่นําไปใชงาน เชน ooml , m o, or re เปนตน จะมีคาใชจายในเรื่องของ o แตสามารถจัดการ หนาตาเว็บไซต และโปรแกรมเสริม ใหเหมาะสมกับความตองการของตนเองได ในขณะที่เว็บไซต สําเร็จรูปจะมีคาบริการรายปในราคาคอนขางต่ํา แตไมสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเว็บไซต รวมถึงความสามารถของโปรแกรมนั้นได อีกทั้งพื้นที่ และระบบการจัดการเว็บไซตยังขึ้นอยูกับผูให บริการอีกดวย นอกจากผูใช C S ยังสามารถปรับแตงเว็บไซตของตนเองไดอยางอิสระสามารถสราง แบรนด และความแตกตางของตัวเว็บไซตใหตางไปจากเว็บสําเร็จรูป โดยเจาของเว็บไซตสามารถ
  • 63.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 45 45 จัดการโดเมนเนมไดเองทั้งหมด ในขณะที่เว็บสําเร็จรูปนั้น ผูใหบริการจะเปนจัดการใหซึ่งสวนใหญ มักจะไมใหสิทธิในการแกไขใด ๆ แกผูใชงานและอีกอยางที่สําคัญ คือ ผูใชงานสามารถนํา C S ไปติดตั้งที่ใดก็ได โดยไมผูกติดกับผูใหบริการรายใดรายหนึ่ง หรือแมกระทั้งการนํา C S มาใชงาน เปน r e ภายในองคกร C S โดยทั่วไป จะแยกสวนของระบบการทํางาน เนื้อหาขอมูล และสวนของ หนาตาเว็บไซตออกจากกัน ทําใหงานในการปรับเปลี่ยนแกไขหนาตาเว็บไซตทําไดงายและรวดเร็ว ซึ่ง สวนใหญแลวจะมีระบบบริหารจัดการพื้น านเหลานี้มากับตัวระบบ เชน ระบบจัดการหนาตา เว็บไซต ( heme, em l e) ระบบจัดการเนื้อหาขอมูล (Co e ) ระบบจัดการแถบปายโ ษณา ( er) ระบบสมาชิก ( er eme ) เปนตน นอกจากนี้ยังสามารถพั นา ติดตั้งชุด โปรแกรมในการทํางานตาง ๆ เพิ่มเติมได ( l Com o e o le) เชน ระบบจัดการ รานคา (Sho C r ) ระบบหองแสดงภาค ( ho o ller ) ระบบกระดานสนทนา ( e o r ) ระบบแสดงผลไฟลวิดีโอ ( Cl ) เปนตน รวมทั้งสามารถพั นาระบบใหตรงตาม ความตองการของการใชงานในองคกร เชน ระบบจัดการรานคา (Sho C r ) ระบบหองแสดง ภาพ ( ho o ller ) ระบบกระดานสนทนา ( e o r ) และยังสามารถพั นาระบบใหตรง ตามความตองการของการใชงานในองคกรได เชน ระบบบริหารจัดการองคความรู ( o le e eme ) ระบบจองหองประชุม ( ee e er o ) ระบบจัดการทรัพยสิน ( e eme ) ระบบงานคลัง ( e e or ) ระบบ กอบรม ( r eme ) ประโยชนของ C S ประโยชนเบื้องตนที่ผูใชงานจะไดรับเมื่อนํา C S เขามาสราง และดูแลเว็บไซต ไดแก ควบคุมรูปแบบของเว็บไซตไดดี สามารถอัพเดตเว็บไซตไดจากทุก ๆ ที่ และ ไมตองมีความรูภาษา และ Scr โดยสามารถรองรับการทํางานจากผูใชงานหลายคนได พรอมกัน และเพิ่มศักยภาพในการรวมมือกันทํางาน 2.2.3 รแกรมสราง ว ตสา ร รู ooml เปนโปรแกรม e o rce C S ที่นํามาใชงานไดฟรี เปนระบบบริหาร จัดการเนื้อหาบนเว็บไซต (Co e m eme em) พั นาขึ้นดวยภาษา และ ใช านขอมูล S ในการจัดเก็บขอมูล ซึ่งมีจุดเดนที่สามารถใชงานไดงาย ชวยในการปรับแตง เว็บไซตไดตามตองการ ปจจุบันไดมีการประยุกตใชออกเปนเว็บไซตหลายประเภท เชน Commerce e e, or l e e, Comm e e อื่น ๆ อีก ขึ้นกับการนําไปใชงาน ooml C S มีผูใชงานมากมายทั้งในหนวยงานของรั และบุคคลทั่วไป ทําใหผูใชสามารถคนหา ขอมูลหรือสามารถปรึกษาไดงาย รวมถึงตัวระบบเองก็ใชงานไดงาย มีความสามารถที่หลากหลาย
  • 64.
    46 4 รองรับการทํางานพื้น านของเว็บได เชนใสขอความใสภาพ ใสเสียง ตลอดจนสรางเว็บบอรดได ซึ่งมีผูพั นาอยูตลอดเวลา มีเว็บไซตภาษาไทยรองรับสําหรับผูที่ตองการศึกษาและใชงาน แนวคิ กี่ยวกั การ ระ าสัมพัน 2.3.1 ความหมายการ ระ าสัมพัน การประชาสัมพันธ มากจากภาษาอังก ษวา “ Public Relations ” ซึ่งคําวา “Public”แปลวา “ประชาชน” หมายถึง หมูชน สาธารณชน หรือประชาชน สวนคําวา el o แปลเปนไทยวา “ความสัมพันธ” หมายถึง การสัมพันธหรือการผูกพัน ดังนั้น คําวาการประชาสัมพันธ จึงแปลวา “การเกี่ยวของผูกพันกับหมูคน” หรือ “ความสัมพันธระหวางหนวยงานหรือสถาบันกับกลุม ประชาชน” วิรัช ลภิรัตนกุล, 2544) จากคําจํากัดความตาง ๆ ขางตน พอจะสรุปคุณลักษณะที่ สําคัญของการประชาสัมพันธ คือ เปนการทํางานที่มีการวางแผนการปฏิบัติงานอยางรอบคอบ และมี การติดตามประเมินผล ในรูปของการติดตอสื่อสาร ซึ่งเปนการสื่อสารสองทางและเปนการสื่อสารเพื่อ โนมนาวใจ และตองมีการให อิทธิพลทางความคิดและทัศนคติตอกลุมชนเปาหมาย โดยเปนการ ทํางานที่ตองตอเนื่อง และหวังผลระยะยาว นอกจากนี้ไดมีนักวิชาการและผูเชี่ยวชาญทางการ ประชาสัมพันธหลายทานไดใหความหมายของการประชาสัมพันธไวดังนี้ สก็อตต เอ็ม คัทลิพ และ เอเลน เอช เซนเตอร (Sco . C l lle . Ce er, 1 2) ศาสตราจารยทางการประชาสัมพันธ แหงมหาวิทยาลัยวิสคินซิล ประเทศ สหรั อเมริกา และเปนผูแตงตําราทางการประชาสัมพันธ ที่มีผูนิยมใชกันมาก ไดเขียนหนังสือชื่อ c e lc el o โดยใหคําจํากัดความวา “การประชาสัมพันธ” คือความพยายามซึ่งได วางแผนในอันที่จะมีอิทธิพลตอความคิดเห็นโดยอาศัยวิธีการที่ยอมรับกันในสังคมวา เปนวิธีการที่มี ความรับผิดชอบตอสังคม โดยยึดหลักการสื่อสารสองทางที่กอใหเกิดความพอใจทั้งสอง าย เอ็ดวารด แอล เบอรเนยส ( r . er e : 1 52) บุคคลสําคัญที่มีชื่อเสียง และเปนผูบุกเบิกงานดานการประชาสัมพันธของประเทศสหรั อเมริกาไดใหทัศนะวา การประชาสัมพันธมีความหมาย ประการ คือ (1) เปนการเผยแพรขาวสารความรูไปใหประชาชน ทราบ (2) ชักชวนใหประชาชนใหการสนับสนุนและเห็นชอบดวยกับความมุงหมายและ การดําเนินงานของสถาบัน และ ( ) เพื่อปรับแนวความคิดของประชาชนและสถาบันใหมีสวน ประสานและสอดคลองไปในทิศทางเดียวกัน จอนหน ดับบลิว ิล ( oh . ll: 1 ) ไดใหความหมายการประชาสัมพันธไว วา หนาที่ความรับผิดชอบของ ายบริหารที่จะตองใหความเอาใจใสตอชื่อเสียงและความชื่นชอบที่ ประชาชนมีตอองคกร และตองใหความสําคัญของงานประชาสัมพันธเทาๆกับงานสวนอื่นขององคกร
  • 65.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 47 47 สําหรับสมาคมวิชาชีพทางดานการประชาสมพันธซึ่งทําหนาที่ในการควบคุม มาตร านแหงวิชาชีพ ไดใหนิยามของการประชาสัมพันธไวดังนี้ สมาคมการประชาสัมพันธแหงประเทศสหรัอเมริกา ( lc el o Soce o merc หรือ S อางในวิรัช ลภิรัตนกุล 252 ) ไดใหคําจํากัดความไววา “เปนอาชีพที่ให บริการผลประโยชนอยางถูกตองตามก หมายแกบรรดาลูกจางและผูวาจาง อาชีพการประชาสัมพันธ พื้น านอยูที่ความเขาใจอันดีและความรวมมือกันระหวางสถาบันกับกลุมประชาชนที่เกี่ยวของ สมาคมการประชาสัมพันธระหวางประเทศ ( er o l lc el o oc o ) วิรัช ลภิรัตนกุล, 252 ) ไดกลาวไววา เปนภาระหนาที่ของ ายบริหาร eme c o ) ซึ่งตองอาศัยการวางแผนที่ดีและมีการกระทําอยางตอเนื่องและสม่ําเสมอ เพื่อสรางสรรค และธํารงไวซึ่งความเขาใจอันดี มีความเห็นอกเห็นใจ และไดรับการสนับสนุนจากกลุมประชาชนที่ สถาบันเกี่ยวของ โดยองคกรจะตองใหการประเมินถึงประชามติที่ประชาชนที่มีตอองคกร และ นํามาใชประกอบแนวทางในการพิจารณากําหนดเปนแผนงานและนโยบายขององคกร เพื่อให สอดคลองกับประชามติหรือความตองการของประชาชน พรอมทั้งใชวิธีเผยแพรกระจายขายสารสู ประชาชน เพื่อใหเกิดความรวมมือและบรรลุถึงผลประโยชนรวมกันของทั้งสอง าย คือ องคกรและ กลุมประชาชนที่เกี่ยวของ การประชาสัมพันธของหนวยงานตาง ๆ ไดมีนโยบายเปาหมายและวิธีการสื่อสารที่ แตกตางกันซึ่งประชาชนเปนสิ่งสําคัญที่สุดในการประชาสัมพันธองคกรตาง ๆ จึงตองการความรวมมือ จากกลุมเปาหมายตามความสําคัญของการประชาสัมพันธ เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจการปองกัน ความเขาใจผิดอันนําไปสูความขัดแยงที่อาจเกิดขึ้นได นอกจากนี้ยังตองดําเนินการสรางภาพลักษณที่ ดีทีมีตอองคกร ซึ่งในแตละองคกรตางมีความตองการที่จะรับฟงความคิดเห็นของกลุมเปาหมายที่ เกี่ยวของ เพื่อดําเนินการสื่อสารกับกลุมเปาหมายไดอยางมีประสิทธิภาพดังนั้น การประชาสัมพันธจึง เปนสื่อกลางระหวางองคกรกับประชาชนสามารถอธิบายไดภาพแสดงการสื่อสารระหวางองคกรกับ ประชาชนไดดังภาพที่ 2.6 เอกน น บางทาไม, 2555)
  • 66.
    48 4 าพที่ การสื่อสารระหวางองคกรกั ระา น 2.3. ท าทหนาที่และความสาคั องการ ระ าสัมพัน บทบาทหนาที่และความสําคัญของการประชาสัมพันธตอหนวยงานตางๆ นั้นสามารถ จําแนกรายละเอียดไดดังตอไปนี้ 1) การประชาสัมพันธของรั บาล เปนงานที่มีความสําคัญเปนอยางมาก เนื่องจาก หนวยงานของรั บาลเปนหนวยงานที่มีความสําคัญมากในการบริหารประเทศ ดังนั้น การประชาสัมพันธของรั บาลตองมีหลักที่มั่นคง ถึงแมวาจะมีการเปลี่ยนรั บาลกี่สมัยก็ตาม การประชาสัมพันธของรั บาลจะตองตั้งอยูบนราก านแหงความมั่นคง ปลอดภัยและตองคํานึงถึง ผลประโยชนของประเทศชาติเปนสําคัญ ประเทศไทยเปนประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย จําเปนอยางยิ่งที่ จะตองมี “การประชาสัมพันธของรั บาล” เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปน การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ดังนั้น รั บาลจึงตองมีหนาที่รายงาน ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องของการดําเนินงานและนโยบายดานตางๆ ของรั บาล อีกทั้งยังตองบริหาร ประเทศใหมีประสิทธิภาพโดยไดรับความรวมมือและการสนับสนุนจากประชาชน ปจจุบันรั บาลมีกรมประชาสัมพันธเปนหนวยงานประสานงานกลาง ที่ทําหนาที่ใน การดําเนินงานประชาสัมพันธทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ และมีโ ษกรั บาลคอยทํา หนาที่ชัดแจงแถลงขาวเกี่ยวกับผลการประชุมของคณะรั มนตรี และแถลงนโยบายของรั บาลให หนวยงานราชการตาง ๆ สื่อมวลชนและประชาชนทราบ นโยบาย วัตถุประสงค์ การดาเนินงาน สร้างความเข้าใจ สร้างความร่วมมือ องคกร การรับรู้ รับฟังความคิดเห็น การปฏิบัติ ระ า น
  • 67.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 49 4 2) วัตถุประสงคทั่วไปของการประชาสัมพันธของรั บาล 2.1)เพื่อใหประชาชนทราบถึงการบริการหรือหนวยงานตางๆ ของรั บาล เพื่อความรวมมือจากประชาชน และยังทําใหประชาชนไดรับผลประโยชนจากหนวยงานนั้น ๆ อยางเต็มที่ 2.2) เรียกรองความเห็นชอบในการแก ไขปรับปรุง หรือออกก หมายใหมซึ่งตอง เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณและเหตุผล 2.3) เพื่อขจัดความยุงยาก และขอขัดแยงตางๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผลงานของรั บาล 2.4) เปนการเปดโอกาสใหประชาชนเสนอความคิดเห็นใหแก ายบริหาร 2.5) เปนการรวบรวมประชามติของประชาชนให หนวยงานราชการตาง ๆ เพื่อให หนวยงานเหลานั้นดําเนินงานไดสอดคลองกับความตองการของประชาชน 2.6) เพื่อเรงเราใหเกิดประชามติสนับสนุนงานของรั บาล ดวยการชี้แจงให ประชาชนทราบถึงความจําเปนและความเขาใจในก ระเบียบตาง ๆ ของ ายบริหาร 2.7) ใหขาวสารความรู และสรางความรวมมือ สนับสนุน เรื่องการพั นาประเทศใน ดานตาง ๆ จากประชาชน ตามแผนพั นาประเทศ 2.8) ใหขาวสารความรู และเผยแพรผลงานความกาวหนาในดานตางๆ ไมวาจะเปน ดานการเมือง ดานการทหาร ดานเศรษ กิจ ดานสังคม ดานการบริหารประเทศ 3) การดําเนินงานประชาสัมพันธของรั บาล แบงไดเปน 2 ประเภทคือ 3.1) การประชาสัมพันธภายในประเทศ เปนการสรางความสัมพันธอันดีระหวาง รั บาลกับประชาชน งานประชาสัมพันธจะทําหนาที่เปนสะพานเชื่อมระหวางรั บาลกับประชาชนให เกิดความใกลชิดและความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ดวยการชี้แจง บอกกลาวใหประชาชนเกิด ความเขาใจในขาวสาร รวมทั้งนโยบาย การดําเนินงานผลงาน และโครงการในอนาคต เพื่อผลในการ บริหารประเทศอยางมีประสิทธิภาพ และเปนไปตามเปาหมายที่ตั้งไว งานประชาสัมพันธ ภายในประเทศประกอบดวย ( ) การรณรงคเผยแพร อาจอยูในรูปของการออกก หมายใหม การจัดตั้ง หนวยงานใหม ๆ หรือการดําเนินตามโครงการใหม เชน โครงการรณรงคใหปฏิบัติตามก หมายใหม ในเรื่องของการหามใชโทรศัพทมือถือขณะขับรถ การดําเนินงานตามนโยบายเศรษ กิจพอเพียง โครงการรณรงคประหยัดพลังงาน เปนตน
  • 68.
    50 50 (2) การรณรงคเพื่อแผนระยะยาวหรือโครงการตอเนื่อง เชนให ความรูแก ประชาชนในเรื่องการเสียภาษีอากร โครงการพั นาความรู สูชนบท โครงการหนึ่งตําบลหนึ่ง ผลิตภัณ ( ) การเผยแพรขาวสารความเคลื่อนไหวของทางราชการ เชน การประกาศ การแตงตั้ง การโยกยายขาราชการในตําแหนงตาง ๆ 3.2) การประชาสัมพันธภายนอกประเทศ เปนการสรางความสัมพันธ เผยแพร ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศใหทั่วโลกไดรับรู พรอมทั้งทําใหประเทศอื่นๆ เขาใจในนโยบาย วัตถุประสงคศิลปวั นธรรมของไทย และการดําเนินงานของรั บาลเพื่อใหเกิดความนิยม ศรัทธาตอ ประเทศรวมทั้งทําหนาที่คอยแกขาว ความเขาใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ ภายนอกประเทศยังเปนการชวยใหการดําเนินนโยบายตางประเทศของรั บาลมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้นเชน ดานการทูต การคาระหวางประเทศการสงเสริมอุตสาหกรรมการทองเที่ยว งานประชาสัมพันธภายนอกประเทศอาจอยูในรูปของ ( ) การรณรงคเผยแพรขาวสารเ พาะ เหตุการณสําคัญ ๆ เชน การลงนามในสนธิสัญญาตางๆ การเจรจาทางการทูต การประชุมตกลงแกไข ปญหาดานการเมืองระหวางประเทศดานเศรษ กิจ (2) การรณรงคเผยแพรระยะยาวและตอเนื่อง เชน การเผยแพรสินคาไทย ผาไหมแพรวา ผาทอมือ ใหกับประเทศตางๆ เกิดความนิยม การสงเสริม อุตสาหกรรมการทองเที่ยวไทย และ ( ) การเผยแพรขาวสารความรูทั่วไป เชน ขาวการเปลี่ยนแปลง คณะรั บาล ขาวการโยกยายสับเปลี่ยนตําแหนงคณะรั มนตรี (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2540) 4) บทบาทหนาที่และความสําคัญของการประชาสัมพันธตอหนวยงานตาง ๆ การดําเนินงานประชาสัมพันธ (o e he oor olc ) คือ การตอนรับประชาชน การใหบริการ การรับใช การรับฟง รวมถึงการที่หนวยงานจะไดมีโอกาสสัมผัสกับความคิดเห็นหรือ ทุกขรอนของประชาชนโดยตรง เพื่อแกไขการทํางานใหราบรื่นและมีความกาวหนาในการดําเนินงาน มากขึ้น การประชาสัมพันธเปนการสรางความสัมพันธ เพื่อใหเกิดการผสมผสานความรวมมือ รวมใจระหวางสถาบัน หนวยงานกับประชาชน เพื่อใหเกิดความรู และความเขาใจอันดีตอกัน เปนวิธีการดําเนินงานของสถาบันในอันที่จะประสานแนวความคิด วัตถุประสงค นโยบาย การดําเนินงานขององคการหรือสถาบัน ใหสอดคลองกับแนวความคิดและความตองการของ ประชาชนเพื่อชื่อเสียงและภาพลักษณของหนวยงาน
  • 69.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 51 51 นอกจากนั้น การประชาสัมพันธยังเปนกระบวนการตอเนื่อง (o– o roce ) ที่ตองการทําการอยางตอเนื่องอยูตลอดเวลาและตลอดไป เพื่อรักษาไวซึ่งความสัมพันธอันดีระหวาง องคการหรือสถาบันกับประชาชน รวมไปถึงความมั่นคงขององคการหรือสถาบันดวย 5) หนาที่ของนักประชาสัมพันธตองปฏิบัติหนาที่หลัก 2 ประการ คือ 5.1) เพื่อบอกกลาวเผยแพร ( lc ) เปนการเผยแพรขาวสารตางๆ เพื่อปลูก ง ความนิยมเลื่อมใส และกอใหเกิดความรวมมือและสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการบอกกลาวเผยแพร นี้ตองคํานึงถึงหลักการดังนี้ ( ) เปนการบอกกลาวใหประชาชนรู โดยอาศัยของการสื่อสารมวลชน คือนัก ประชาสัมพันธตองการสงขาวสาร ดังนั้น นักประชาสัมพันธจะตองเปนผูกําหนดขาว และ ความมุงหมายที่แนนอนวาจะตองบอกขาวสารอะไรเรื่องที่บอกจะตองเขาใจงาย ชัดเจน การเลือก ชองทางการสงขาวสารตองเหมาะสมกับลักษณะของกลุมเปาหมาย และตองพิจารณาวาผูรับขาวสาร อยูในชวงเวลาที่พรอมจะรับขาวสารหรือไม ควรจะรับขาวสารประเภทใดและดวยสื่ออะไร (2) การบอกกลาวเผยแพรนี้สามารถโนมนาวใจใหประชาชนเกิด ความประทับใจนิยมชมชอบและใหการสนับสนุนในที่สุด โดยใชจิตวิทยาในการสรางความออนไหว ทางอารมณเชน ในดานของความรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย ความรักในหมูคณะ ความออนไหวทางอารมณอันเนื่องมาจากสภาพเหตุการณและสภาพเศรษ กิจและสังคม หรือเปน การโนมนาวจิตใจโดยการย้ําเตือนอยูเสมอ เชน การใชคําขวัญแบบสั้น ๆ ( ) การบอกกลาวเผยแพรนี้ตองทําใหประชาชนเกิดการยอมรับ เชน ถาเปนการพูด ตองใชน้ําเสียง กิริยาทาทาง และถอยคําที่สุภาพประทับใจ แตถาเปนการเขียนตอง คํานึงถึงการเรียบเรียง จัดหนา รูปภาพ ใหสวยงาม สะดุดตา ดึงดูดความสนใจจากผูอานได 5 2) การปองกันและแกไขความเขาใจผิด ความเขาใจผิด ( er ) ยอมกอใหเกิดความเสียหาย ความไมไววางใจ ไมนิยมชมชอบ ไมใหความรวมมือสนับสนุนในที่สุด เพื่อเปนความเขาใจผิดซึ่งอาจเกิดขึ้นไดจากการที่ประชาชนไมเขาใจในนโยบาย วัตถุประสงค วิธีการ ดําเนินงานของหนวยงาน จึงเปนหนาที่ของนักประชาสัมพันธที่จะตองปองกันไมใหเกิดการเขาใจผิด หรือถาเกิดความเขาใจผิดขึ้นแลว ก็ตองหาทางแกไขเพื่อใหประชาชนมีความเขาใจที่ถูกตองขึ้น วิธีการ ปองกันความเขาใจผิด นักประชาสัมพันธตองทําการสํารวจดูวา มีเรื่องราวหรือเหตุการณอะไรบางที่ อาจนํามาซึ่งความเขาใจผิด เปนหนาที่ที่นักประชาสัมพันธจะตองทําการปองกัน โดยเสนอให าย บริหารทราบและหาทางดําเนินการหาทางปองกันความเขาใจผิดที่อาจเกิดขึ้นอีก โดยวิธีการแกไข
  • 70.
    52 52 ความเขาใจผิด ไมวาสาเหตุของความเขาใจผิดนั้นรุนแรงหรือเบาแคไหนก็ตามนักประชาสัมพันธตองมี การแกไขความเขาใจผิดอยางรวดเร็ว ซึ่งวิธีการแกไขความเขาใจผิดมี2 ทาง คือ (1) แกไขที่หนวยงานเอง ในกรณีที่มีการดําเนินงานที่ผิดพลาด จนเปนเหตุให เกิดความเขาใจผิดขึ้น ายประชาสัมพันธมีหนาที่ในการเสนอเหตุผล และสิ่งที่ควรแกไขตอ ายบริหาร ซึ่งจะเปนวิธีที่รวดเร็วกวาการไปแกขาวหรือแกไขความเขาใจผิดกับประชาชน แตการแกไขปญหา ความเขาใจผิดแบบนี้อาจทําใหเกิดการขัดแยงระหวาง ายประชาสัมพันธกับผูบริหารได (2) แกไขทางกลุมประชาชน โดยวิธีการดังนี้ (2 ) การแกไขทางตรงกอนที่นักประชาสัมพันธจะทําการชี้แจงขอเท็จจริง เกี่ยวกับ ความเขาใจผิดที่เกิดขึ้นใหกับประชาชนไดทราบ ตัวนักประชาสัมพันธเองตองรูและเขาใจ ถึงปญหาความเขาใจผิดที่เกิดขึ้นเสียกอนวา ปญหาความเขาใจผิดนั้นเกิดมาจากไหนเกิดขึ้นไดอยางไร มีความรุนแรงมากนอย แคไหน ดังนั้น จึงคอยหาหลัก านและวิธีการแกไขความเขาใจผิดที่นาเชื่อถือ และตองเปนวิธีการที่สามารถหักลางความเขาใจผิดของประชาชนใหหมดไปได โดยมุงแกไข ความเขาใจผิดไปยังกลุมชนที่เกิดปญหานั้น ๆ ดวยการเลือกสื่อที่มีอยูทุกชนิดที่คาดวาจะสามารถ เขาถึงกลุมชนนั้นอยางรวดเร็วและทั่วถึง นักประชาสัมพันธไมควรปลอยเวลาในการแกไขปญหา ความเขาใจผิดใหเนินนานออกไป เพราะจะเปนการเปดโอกาสใหความเขาใจผิดนั้นขยายตัวไปอยาง รวดเร็ว (2 2) การแกไขทางออม นักประชาสัมพันธมักจะใชวิธีการนี้กับ ความเขาใจผิดอันเนื่องมาจากขาวลือหรือเปนขาวที่หาหลัก านไมได หรือเรื่องที่ตองการจะปด ความลับการแกไขปญหาความเขาใจผิดแบบทางออมอาจทําไดโดย การเขียนบทความลงใน หนังสือพิมพเชิญผูแทนสื่อมวลชนและประชาชนเขาชมกิจการขององคการหรือสถาบัน ผูบริหารให สัมภาษณกับสื่อมวลชน หรืออาจใชการแถลงขาว แตตองมีการคัดเลือกบุคคลที่จะมาทําการแถลงขาว ในครั้งนั้นดวย คือ ตองเปนบุคคลที่มีความนาเชื่อถือ และในการแถลงขาวนี้จะตองกระทําอยาง รวดเร็วที่สุดเทาที่จะทําได ( lco , l ee, 1989) 2.3. กระ วนการการ า นินงาน ระ าสัมพัน คําวา “กระบวนการ” (Process ) หมายถึง ลําดับขั้นตอนในการดําเนินงาน หรือ กิจกรรมตาง ๆ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคหรือเปาหมายที่ตองการ เพราะ ะนั้น กระบวน การประชาสัมพันธจึงหมายถึง การลําดับขั้นตอนของการดําเนินงานประชาสัมพันธเพื่อบรรลุ เปาหมายตามที่ตองการ (จิตราภรณ สุทธิวรเศรษ , 25 )
  • 71.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 53 5 สกอตต เอ็ม คัทลิป(Sco . C l ) และ แอเลน เอช เซนเตอร ( lle .) ไดแบงกระบวนการในการดําเนินงานประชาสัมพันธออกเปน ขั้นตอน ดังตอไปนี้ ) ขั้นการวิจัยหรือการคนควาหาขอเท็จจริงและรับฟงความคิดเห็น ( e e rch e ) นับเปนขั้นแรกของการดําเนินงาน โดยตองคนควาหาขอเท็จจริงเกี่ยวกับปญหาที่เรากําลัง เผชิญอยู ขอมูลตาง ๆ ที่ไดมาจากการวิจัย รับฟงความคิดเห็น ทัศนคติและปฏิกิริยาที่ประชาชนมีตอ การดําเนินงานหรือนโยบายขององคการหรือสถาบัน เชน กรณีการสรางโรงงานผลิตไฟฟาที่ อําเภอ บอนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ ตลอดจนศึกษาหนวยงานของตนเองใหเขาใจ โดยการตรวจเรื่องราว ตาง ๆ จากหนังสือพิมพ นิตยสารหรือ จดหมายที่มีมาถึงองคการหรือสถาบันของเราดูจากรายงาน การประชุมหรือพบปะรวมสนทนากับผูรูเห็น และใชวิธีการสํารวจโดยสงแบบสอบถามทางไปรษณีย โทรศัพทหรือสงคนไป สอบถามโดยตรง คือเปนการสํารวจตรวจตราดูใหแนชัดวา องคการหรือสถาบัน ของเรามีปญหาอะไรบาง ประโยชนในขั้นตอนนี้ คือ ทําใหเกิดการติดตอไปมาทั้งสอง าย ทําใหมี โอกาสสํารวจดูขอบกพรอง ทําใหเพื่อพูนประสิทธิภาพในการติดตอสื่อสารและทําให ายบริหารใชเปน แนวในการปรับปรุงหนวยงาน 2) ขั้นการวางแผนและตัดสินใจ ( l ec o m ) เปนขั้นที่นําเอา ทัศนคติ ความคิดเห็นและปฏิกิริยาตางๆ ที่ไดจากการวิจัย การคนควารวบรวม และการรับฟง ความคิดเห็นตาง ๆ มาพิจารณาประกอบการวางแผนกําหนดนโยบายหรือวางแผนปฏิบัติงานของ องคการสถาบันซึ่งจะชวยใหองคการสามารถกําหนดนโยบายและโครงการที่มีประโยชนแกผูเกี่ยวของ ทุก าย ในขั้นนี้จะมีการกําหนดกลุมเปาหมายหรือกิจกรรม ดังนี้ 2 ) กลุมประชาชนเปาหมายที่จะทําการประชาสัมพันธ 2 2) ยุทธศาสตรการประชาสัมพันธ เชน เผยแพรขาวสาร ชักจูงใจ สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสื่อที่ใชซึ่งอาจจะเปน แผนพับ โปสเตอร รายการวิทยุหรือรายการ โทรทัศน เปนตน 2 ) กิจกรรมในการประชาสัมพันธ เชน เขียนบทละครวิทยุ ทํารายการ โทรทัศน เปนตน 2 ) กําหนดเวลาในการจัดทํากิจกรรม เชน ออกแบบแผนพับอาจจะตองมี การจัดประชุมพิจารณา แผนพับกอนการจัดพิมพ การจัดทําผังงาน และการประชุมประจําเดือน เปนตน
  • 72.
    54 54 2 5) กําหนดเจาหนาที่ผูจะตองรับผิดชอบในการปฏิบัติงานตามแผนเชน ผูอํานวยการโครงการ เจาหนาที่สถิติ นักบัญชี เจาหนาที่สนาม รวมถึงคนขับรถ เปนตน 2 ) งบประมาณคาใชจายเชน เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงเจาหนาที่ คาใชจาย เกี่ยวกับคายานพาหนะ คาลงโ ษณาทางวิทยุโทรทัศน หนังสือพิมพ หรือ นิตยสาร เปนตน จากขอความดังกลาวขางตน การดําเนินงานในขั้นนี้จึงนับไดวาเปนขั้นตอนที่ ตองพิจารณาวาองคการ หรือสถาบันควรใชกิจกรรมและกลยุทธทางการประชาสัมพันธใดบาง ในการดําเนินงานประชาสัมพันธ เพื่อแกไขบัญหาที่สถาบันกําลังเผชิญอยู เชน องคการหรือสถาบัน จะตองพิจารณาวาควรจะใชสื่อประเภทไหนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและสามารถครอบคลุม ประชาชนกลุมเปาหมายไดอยางทั่วถึง โดยเ พาะถาในกรณีที่ประชาชนอาศัยอยูตามตางจังหวัด ) ขั้นตอนการติดตอสื่อสาร ( Comm c o ) เปนขั้นตอนของ การปฏิบัติการสื่อสารกับกลุมประชาชนที่เกี่ยวของ โดยการดําเนินงานตามแผนหรือโครงการที่ กําหนดไว เชน การออกพื้นที่ไปเยี่ยมเยือนประชาชน การใหสัมภาษณผูสื่อขาว การกลาวปราศรัย การนําภาพยนตรไป าย การแถลงขาว เปนตน ในขั้นตอนนี้สิ่งที่ควรคํานึงถึงคือ ผูสงขาวสาร ผูรับ ขาวสาร ความนาเชื่อถือ และความมีสาระของขาวสารมีการใชภาษางาย ๆ มีการชี้แนะแนวทาง การปฏิบัติและไมเกินความจริง สิ่งสําคัญของขั้นตอนนี้ก็คือ เราตองพิจารณาวา เราไดทําอะไรลงไป และทําไปทําไม อีกนัยหนึ่งก็คือวา เปนขั้นตอนของการปฏิบัติงานตามแผนที่ไดกําหนดไวโดยเขาถึง กลุมเปาหมายใหมากที่สุด โดยการใชเทคนิคและกลยุทธตางๆ ทางการสื่อสารในการประชาสัมพันธ เชน การนําแผนงานที่วางไวมาปฏิบัติจริง ลงพื้นที่พบกับชาวบาน มีการสื่อสารกับชาวบานตามที่ได วางแผนไว ) ขั้นการประเมินผล ( l o ) เปนขั้นตอนสุดทายในขั้นนี้จะมี การวัดผลการดําเนินงานประชาสัมพันธที่ทําไปแลวทั้งหมดวาไดตามวัตถุประสงคที่วางแผนไวหรือไม ประสบความสําเร็จหรือลมเหลวมากนอยเพียงใด ตลอดจนมีการตรวจสอบหรือทดลองกอนทําการ ประชาสัมพันธ และประเมินผลหลังการปฏิบัติงานแลว เชน ตรวจดูจํานวนและปฏิกิริยาของผูฟง ผูชมและตรวจดู ความประทับใจที่ผูฟงผูชมไดรับจากการประชาสัมพันธครั้งนั้น ๆ คือ นักประชาสัมพันธตองประเมินวา เราทําลงไปแลวไดรับผลอยางไรบาง ตัวอยาง การออกแบบ สอบถาม ตัดขาวจากหนังสือพิมพ เพื่อประเมินความคิดตาง ๆ ของหนังสือพิมพ กระบวนการการดําเนินงานประชาสัมพันธ ไมได สิ้นสุดในขั้นตอนสุดทาย คือ การประเมินผล แตจะกระทําอยางตอเนื่องและหวังผลในระยะยาว ขอพึงตระหนักสําหรับ นักประชาสัมพันธ คือ การดําเนินงานทั้ง ขั้นตอนนี้ที่มีความสําคัญเทาเทียมกัน จะละเลยขั้นตอน
  • 73.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 55 55 หนึ่งขั้นตอนใดไมได เพราะเปนกระบวนการที่มีความสัมพันธตอเนื่องกันเปนลูกโซ ขั้นตอนการ ดําเนินงานประชาสัมพันธทั้งขั้น อยางละเอียด ดังตอไปนี้ ั้นที่ 1 การศึกษาคนควาหาขอมูลเพื่อการประชาสัมพันธ ( c ) การศึกษาคนควาหาขอมูลเปนขั้นตอนแรกของการดําเนินงานประชาสัมพันธ ซึ่งเปนขั้นตอนที่สําคัญ มากเพราะมีผลกระทบตอขั้นตอนตอไปวาจะมีประสิทธิภาพหรือไม การศึกษาคนควาหาขอมูลอาจ เปนการคนควาหาขอมูล อาจเปนการคนหา รวบรวม เอกสาร ขาวสารทางหนังสือพิมพตาง ๆ วารสารที่อาจเปนประโยชนหรือเกี่ยวของตอองคกรสถาบัน นอกจากนี้การรวบรวมขอมูลจาก สภาพแวดลอมหรือปฏิกิริยาที่ประชาชนเกี่ยวของมีตอองคการดวยการตรวจสอบบทความหรือขาวใน หนาหนังสือพิมพ นิตยสาร วารสารที่ขาวนั้น ๆ มีสวนเกี่ยวของกับองคกร “การศึกษาคนควาขอมูล” สามารถแบงไดดังนี้ ) การเก็บรวบรวมขอมูล วัตถุประสงคของการเก็บรวบรวมขอมูล คือ ) เพื่อเปนการรูจักตนเองมากขึ้นซึ่งสามารถเรียนรูไดจากปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นและจากความคิดของประชาชน 2) เพื่อเปนการรูจักประชาชนที่เกี่ยวของใหดีขึ้นโดยเ พาะทัศนคติ คานิยม และพ ติกรรมของประชาชนที่แตกตางกัน ) เพื่อใชเปนขอมูลในการกําหนดนโยบายและการวางแผนประชาสัมพันธ โดยการนําขอมูลที่คนควาไดมาวางแผนการประชาสัมพันธเพื่อแกไขปญหาของหนวยงาน ) เพื่อใหการประชาสัมพันธเปนการสื่อสารที่สมบูรณแบบโดยเปดโอกาส ใหความสําคัญตอผลสะทอนกลับของผูรับสาร ดังที่เราเรียกวา การสื่อสารแบบ 2 ทาง ( o comm c o ) ขอมูลที่เปนที่ตองการอาจจําแนกเปน ลักษณะ ซึ่งปกติจะหมายถึง ทุกขอมูลที่เกี่ยวของกับผลประโยชนขององคกรหรือสถาบันเอง ) ขอมูลทั่วไป เชน ท ษฏีที่เกี่ยวของกับการประชาสัมพันธ ตํารา รายงาน กรณีศึกษาขององคกรสถาบันตาง ๆ 2) ขอมูลที่เกี่ยวกับหนวยงาน องคกรหรือสถาบัน เชน รายงานการประชุม ระเบียบขอบังคับ แผนภูมิหรืออาจเปนขอมูลที่ไดจากบุคคลตางๆซึ่งเปนขอมูลที่เกี่ยวกับการจัดองคกร หนาที่ความรับผิดชอบ และการเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ในองคกร
  • 74.
    56 5 ) ขอมูลเ พาะเรื่องเชน มีขาวลื่อวาธนาคารแหงหนึ่งจะลม เราก็จะเก็บ ขอมูลนี้จากประชาชนแบะสื่อมวลชนตางๆ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2540) การเก็บรวบรวมขอมูลสามารถทําได วิธี คือ ( room o er,1990 ) ) การสํารวจขอมูลอยางไมเปนทางการ ( orm l re e rch) หมายถึง การตรวจสอบขอมูลจากเอกสารหรือบุคคลที่พอจะหาไดโดยดุลยพินิจของผูสํารวจซึ่งมักเปนที่นิยม เพราะใชงบประมาณนอยและใชระยะเวลาสั้น วิธีการสํารวจขอมูลอยางไมเปนทางการสามารถแบงได เปน วิธีดวยกันคือ ) การศึกษาขอมูลจากเอกสารภายในสถาบัน เปนการสํารวจขอมูล จากเอกสารภายในสถาบัน ซึ่งอยูรอบตัวเชน รานงานการประชุม รายงานการสํารวจและวิเคราะห หรือรายงานจาก ายอื่นๆ ายขาย ายการตลาด 2) การศึกษาขอมูลจากเอกสารนอกสถาบัน หากทางองคกรหรือ สถาบันมีหองสมุดเก็บรวบรวมขอมูลจากภายนอกอยูในองคกรหรือสถาบันเอง วิธีนี้ก็อาจจะทําได สะดวกยิ่งขึ้นอยางไรก็ดี หากหนวยงานไมมีแหลงขอมูลดังกลาว นักประชาสัมพันธก็สามารถหาขอมูล เพิ่มเติมจากภายนอกได เชน หองสมุดแหงชาติ หองสมุดประจําจังหวัด หองสมุดของ สถาบันการศึกษาตาง ๆ 1.3) การรับฟงคําตอบ ขอมูลจากจดหมายรองเรียน การรองเรียนทาง โทรศัพทหรือบันทึกตาง ๆ นักประชาสัมพันธควรเก็บรวบรวมขอมูลดังกลาวไดเปนหมวดหมูตาม ลักษณะของปญหาแตละองคกรสถาบันใหความสําคัญตอการรับฟงคําตอบในรูปแบบตาง ๆ สิ่งนี้เปน การใหความสําคัญตอความคิดเห็น ขอรองเรียนหรือแมกระทั่งคําถามตาง ๆ ที่ลูกคาสงสัย ) การรวบรวมความคิดเห็นของสื่อมวลชน นอกจากสื่อมวลชนจะชวย เผยแพรขาวสารของสถาบันไปสูประชาชนแลว สื่อมวลชนยังเปนสื่อกลางในการสะทอนความคิดของ องคกรสถาบันหรือของประชาชนกลับสูองคกรสถาบัน เพื่อแก ไขหรือทําการปรับปรุงการดําเนินงาน หากมีขอผิดพลาดซึ่งการสํารวจขอมูลจากสื่อมวลชนทําไดโดย การตัดขาวจากหนังสือพิมพ นิตยสาร ทุก ๆ วันหรือทุกสัปดาหแลวแตความเหมาะสม นอกจากขาวในหนังสือพิมพแลว นักประชาสัมพันธ ควรรวบรวมขาวที่ไดออกเผยแพรทางวิทยุหรือโทรทัศนโดยเก็บสําเนาของขาวดังกลาวในรูปของภาพ ขาวหรือเทปโทรทัศน
  • 75.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 57 57 5) การรับฟงความคิดเห็นจากคณะที่ปรึกษา การรับฟงและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นโดยรับฟงคําแนะนําจากบุคคลซึ่งมีประสบการณทางดานประชาสัมพันธหรือคณาจารย ในวงการประชาสัมพันธ ) การทดลองการศึกษา ( lo ) เปนการทําวิจัยแบบคราว ๆ โดยเจตนาเดิมนั้นตองการจะตรวจสอบเครื่องมือเชน แบบสอบถามกอนออกไปสัมภาษณและวิธีการ เก็บขอมูล อาจจะเปนการสัมภาษณวามีความถูกตองแคไหนและมีอุปสรรคอะไรบาง ) การสัมภาษณกลุม ( oc e ro er e ) เปนวิธีการที่นํา บุคคลกลุมหนึ่งประมาณ – คน มานั่งคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณตอกัน 2) การสํารวจขอมูลอยางเปนทางการ ( orm l re e rch) เพื่อ การประสัมพันธเปนการตรวจสอบขอมูลที่มีการดําเนินงานอยางรอบคอบ มีการวางแผนและทํางาน อยางมีระบบ ปราศจากความลําเอียง มีการควบคุมและหลัก านอางอิง ซึ่งลักษณะของการดําเนินงาน เชนนี้จําเปนตองอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร (Sce c me ho ) มาประยุกตใช ที่เรารูจักกันดีวา “การวิจัย” (Research) ขั้นตอนของการวิจัยมีลักษณะสําคัญดังตอไปนี้ ( ller, 1991) 2 ) การเลือกปญหาวิจัยและการตั้งสมมติ าน ปญหาวิจัย ( e e rch ro lem) และสมมติ าน ( o he ) หากปราศจาก 2 สิ่งนี้แลว การวิจัยจะไมประสบ ความสําเร็จเลย ปญหาวิจัย หมายถึง ขอสงสัยหรือคําถามซึ่งตองอยูในใจของ นักประชาสัมพันธที่ตองการคําตอบขอสงสัยหรือคําถามจะตองมีความสําคัญและมีความสัมพันธกับ การดําเนินงานประชาสัมพันธ สมมติ าน หมายถึง การคาดคะเนวาคําตอบหรือขอสงสัยที่คางอยู ในใจนั้นควรเปนอะไร การคาดคะเนนี้ควรเปนการคาดคะเนที่เ พาะเจาะจงอยางชัดเจน สอดคลอง กับความเปนจริงในปจจุบันและตองนําไปสูขอพิสูจนได 2 2) การออกแบบการวิจัย ( e e rch e ) หมายถึง การวางแผน งานที่กําหนดกลยุทธ เพื่อใหไดมาซึ่งคําตอบของการวิจัยหรือสมมติ าน การออกแบบการวิจัย เปรียบเสมือนการออกแบบบาน ซึ่งแสดงภาพลักษณของบานวาจะใหญโตเพียงใด มีกี่หองนอน มีกี่หองน้ําการออกแบบวิจัยจะกําหนดลักษณะของขอมูลที่เราตองการ แลวจะไดขอมูลดังกลาวมา จากที่ไหน จํานวนมากนอยเทาไหร จะใชวิธีอะไรในการเก็บขอมูล (สัมภาษณ แบบสอบถาม) ทายที่สุดเมื่อไดขอมูลมาแลวจะทําการวิเคราะหอยางไร ขอมูลที่เปนเชิงปริมาณจะใชสถิติวิเคราะห
  • 76.
    58 5 และขอมูลที่เปนเชิงคุณภาพจะใชวิเคราะหเนื้อหา (Co el ) ผูทําการวิจัยจะตองมีความรู ความเขาใจ ในระเบียบวิธีวิจัย ( e e rch me ho olo ) เปนอยางดี เพื่อการออกแบบการวิจัยให เหมาะสม โดยเ พาะอยางยิ่งในการวิจัยทางพ ติกรรมศาสตรที่จะให ผลดี และคงที่ทุกสถานการณ 2 ) การเก็บขอมูล ( her ) เปนการลงมือปฏิบัติภาคสนาม ของงานวิจัยหลังจากที่ไดมีการกําหนดปญหาในการวิจัย สมมติ านตลอดจนการออกแบบงานวิจัย ซึ่งในการเก็บขอมูลเราจะตองพิจารณาถึงประเด็นตาง ๆ ดังตอไปนี้ ) กอนการเก็บขอมูล เปนขั้นตอนของการเตรียมงานตามแบบ ที่วางแผนไว เมื่อออกแบบการวิจัยเสร็จแลวก็ตองลงมือสรางแบบสอบถามและลงมือทดสอบ แบบสอบถาม รวมไปถึงการคัดเลือกพนักงานภาคสนาม 2) ขณะเก็บขอมูล ติดตามงานอยางใกลชิดกับพนักงานภาคสนาม เพื่อชวยเหลือหรือแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ) หลังเก็บขอมูล ตรวจดูขอมูลในระดับปลีกยอยและ ในภาพรวม 2 ) การวิเคราะหขอมูล ( l ) ขอมูลสวนใหญที่เราไดมา มักจะเปนขอมูลดิบ ซึ่งจะไมมีความหมายอะไรจนกวาจะไดมีการวิเคราะหและตีความขอมูล การวิเคราะหขอมูล หมายถึง การจัดประเภทจัดลําดับหรือสรุปยอ เพื่อตอบคําถามของการวิจัย และสามารถตีความหมายหรือแปลความหมายได (วิรัช ลภิรัตนกุล, 25 0) ซึ่งมีอยู 2 ประเภท ตามลักษณะของขอมูล คือ ) การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ หมายถึง ขอมูลซึ่งสามารถ แปลงเปนตัวเลขซึ่งไดมาจากการวิเคราะหโดยอาศัยความรู ทางดานสถิติเขามาชวย เชน การแจกแจง ความถี่คารอยละ คาเ ลี่ย สถิติทดสอบคา หรือ 2) การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ หมายถึง การศึกษาขอมูลที่มี การบันทึกเปนลายลักษณอักษร โดยเปนการตีความหมายจากเอกสาร หรือถอยคํา 2 5) การแปลผลขอมูล ( er re o ) หมายถึง การใหคําอธิบายใน รายละเอียดเพิ่มเติมจากผลการวิเคราะหขอมูล เพื่อประโยชนในการใหความเขาใจที่ถูกตองโดยไมควร เอาความคิดเห็นสวนตัวเขามารวมในการแปลผล แตหากสามารถนําขอเท็จจริงมาใชในการแปลผล เพื่อเพิ่มคุณคาของการวิจัย เชน ผลของการวิจัยออกมาวา รอยละ 0 ของกลุมตัวอยาง (S m le) รูจักและซื้อสินคาของบริษัท ยามาซากิ อาจดูแลวนอย แตเราควรพิจารณาถึงประเภทของบริษัทดวย
  • 77.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 59 5 ถาบริษัททําธุรกิจเครื่องมือแพทย เวลาสํารวจเขาก็จะเจาะกลุมเปาหมายไดแคบ เนื่องจากประเภท ของบริษัท ประเภทของการสํารวจขอมูลอยางเปนทางการ( ller, ) การสํารวจ ขอมูลจะแตกตางกันไปขึ้นอยูกับลักษณะของขอมูล กลุมเปาหมาย ความตองการและวัตถุประสงค ของการวิจัย เพื่อใหการวิจัยดําเนินไดอยางถูกตอง เราจําเปนตองจําแนกประเภทของขอมูล ดังตอไปนี้ ) ขอมูลป มภูมิ ( rm r ) คือ ขอมูลที่ผูวิจัยไดทําการแสวงหาเอง จากแหลงขอมูล โดยมีจุดประสงคเพื่อนํามาใชในการวิจัย การวิจัยป มภูมิ คือ การวิจัยที่ใชขอมูลป มภูมิเปนหลัก เชน การสํารวจ ทัศนคติการสัมภาษณโดยตรง การตอบแบบสอบถาม 2) ขอมูลทุติยภูมิ (Seco r ) คือ ขอมูลที่มีอยูแลวโดยผูวิจัยเก็บ รวบรวมขอมูลดังกลาวมาใชในการวิจัยของเขา การวิจัยทุติยภูมิ (Seco r re e rch) คือ การวิจัยที่อาศัยขอมูล ทุติยภูมิเปนหลัก เชน การสํารวจขาวซึ่งจะตองมีการเก็บขอมูลอยางมีระบบโดยเลือกจากกลุมตัวอยาง มีการอางอิงจากหนังสือตางๆ หรืออาจมีการอางอิงจากผลงานวิจัยของผูอื่น จําแนกประเภทตาม ประชาชนกลุมเปาหมาย ) การวิจัยภายในองคกร ( er l re e rch) เกี่ยวกับผูบริหาร พนักงานหรือเจาหนาที่ 2) การวิจัยภายนอกองคกร ( er l re e rch) มุงศึกษาปญหาที่ เกี่ยวของกับบุคลากรภายนอก เชน นักการเมือง นักศึกษา จําแนกประเภทจากความตองการเรียนรูจากกลุมเปาหมาย ) การวิจัยแรงกระตุน ( o o re e rch) การวิจัยเปนจิตวิทยาที่ ตองการทราบถึงลักษณะและสาเหตุของการมีปฏิกิริยาโตตอบของประชาชนกลุมเปาหมายใน สถานการณใดสถานการณหนึ่งดูวาประชาชนจะมีปฏิกิริยาโตตอบอยางไร ทําไมตองมีปฏิกิริยาโตตอบ เชนนั้นและพวกเขามีแรงกระตุนอยางไร เชน การประทวงนัดหยุดงาน
  • 78.
    60 0 2) การวิจัยความคิดเห็น (o re e rch) เปนการวิจัยที่ตอง การทราบความคิดเห็นของประชาชนกลุมเปาหมายตอสถานการณใดสถานการณหนึ่ง เชน พนักงานมี ความคิดเห็นอยางไรตอการจัดการ การกําหนดงบประมาณหรือการยุบแผนกบางแผนกในองคกร ) การวิจัยคณะบุคคล ( el re e rch) เปนการวิจัยที่มีการเลือกและ จัดกลุมบุคคลขึ้นมาเพื่อศึกษาความคิดเห็นและความเปลี่ยนแปลง เพื่อวัดประสิทธิภาพของ การประชาสัมพันธเปนระยะๆ โดยการติดตามผลอยูเสมอ เชน เชิญตัวแทนนักศึกษามาให สัมภาษณ เกี่ยวกับก ระเบียบใหมของการแตงกายเขาชั้นเรียน จําแนกประเภทตามวัตถุประสงคของการวิจัย ) การวิจัยเชิงสํารวจ ( lor or re e rch) มุงตองการจะใหเกิด ความรู และความเขาใจในสถานการณตาง ๆ ซึ่งอาจไมเคยรูมากอน เปนการวิจัยแบบสํารวจโดยทั่ว ๆ ไป เชน การสํารวจทัศนคติกอนการประชาสัมพันธโครงการรณรงคสงเสริมการทองเที่ยวในประเทศ ไทย ซึ่งอาจจัดทําขึ้นโดยการทองเที่ยวแหงประเทศไทย 2) การวิจัยเชิงพรรณนา ( e cr e re e rch) มุงพรรณนาหรือ บรรยายใหเห็นภาพของเหตุการณ การบรรยายขั้นตอนของการทํางาน เชน การวิจัยพ ติกรรม การรับสารของประชาชน กลุมเปาหมาย ขั้นตอนการผลิตสื่อสิ่งพิมพตาง ๆ รวมไปถึงขั้นตอนของ การเกิดภาพลักษณ ) การวิจัยแบบอธิบาย ( l or re e rch) เปนการวิจัยแบบ อธิบายวา “ทําไมจึงมีเหตุการณเชนนี้” หรือ “ทําไมกลุมเปาหมายจึงคิดเชนนั้น” เชน ทําไมยอดขาย สินคาของบริษัทถึงไดลดลงเกือบ 50 ั้นที่ 2 การวางแผนการประชาสัมพันธ ( lc el o l ) ในกระบวนการดําเนินการประชาสัมพันธ ซึ่งนักประชาสัมพันธตองพยายามตอบคําถามตอไปนี้กอน ) องคกรสถาบันกําลังเผชิญกับปญหาอะไร สาเหตุเกิดจากอะไร 2) ประชาชนมีทัศนคติอยางไรตอองคกรสถาบัน 3) นักประชาสัมพันธมีความเขาใจนโยบายขององคกรสถาบันของตนเองแคไหน ) กลุมเปาหมายของสถาบันคือใคร (วิรัช ลภิรัตนกุล, 25 0) โดยแผนการประชาสัมพันธจะตองประกอบไปดวยการกําหนดวิธีการปฏิบัติมี การระบุกิจกรรมพรอมทั้งกําหนดเวลาและรายละเอียดอื่น ๆ ที่เหมาะสม และมีความสอดคลอง
  • 79.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 61 1 ตอเนื่องกัน เพื่อใหงานบรรลุวัตถุประสงคที่วางไว ซึ่งความสําคัญของการวางแผนการประชาสัมพันธ มีดังนี้ )การวางแผนกําหนดแนวทางปฏิบัติ จะทําใหสามารถเตรียมตัวไดลวงหนา 2) การวางแผนชอบใหเกิดการประสานงานภายใน ทําใหสามารถเตรียมตัว เตรียมบุคคล เวลา งบประมาณ วัสดุอุปกรณ และจัดการในเรื่องตาง ๆ เพื่อเพิ่มความเขาใจใน การประสานงาน ) การวางแผนชวยใหสามารถระบุถึงปญหา การวางแผนที่ดีจะสามารถปญหาได โดยแจงรายละเอียดของกิจกรรมตามลําดับขั้นตอน เพื่องายแกการวิเคราะหและแกไขปญหา ) การวางแผนชวยใหสามารถติดตามผลไดอยางมีประสิทธิภาพ ( e ell, 1992) ในสวนของประเภทของแผนการประชาสัมพันธนั้น เนื่องจากไมมีสูตรตายตัว สําหรับการวางแผนการประชาสัมพันธแตจะขึ้นอยูกับสถาบัน สถานการณหรือปญหาที่เกิดขึ้น นักประชาสัมพันธจําเปนตองปรับปรุงแผนอยูเสมอ เพื่อใหเหมาะสมกับสภาพปญหา เพื่อใหเกิด ความรู ความเขาใจและสามารถจําแนกประเภทของแผนประชาสัมพันธเปน ลักษณะดวยกัน คือ ) การจําแนกประเภทตามวัตถุประสงคของการประชาสัมพันธ งานประชาสัมพันธมีวัตถุประสงคหลักสําคัญ 2 ประการ คือ ) การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อปองกันหรือสรางภาพลักษณ ( re e e lc rel o ) เปนการดําเนินงานประชาสัมพันธเพื่อเผยแพรความรู เพื่อสงเสริมใหประชาชนมีทัศนคติที่ดีตอองคกรสถาบัน และสนับสนุนองคกรสถาบันและเพื่อปองกัน การเขาใจผิด เชน เขียนขาวแจกหรือสงขาวการเปดโรงงานใหมหรือเปดสาขาใหมของธนาคาร 2) การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อการแกไข ( eme l lc) เปน การดําเนินงานประชาสัมพันธเพื่อที่จะใหขอเท็จจริงหรือขอมูลที่ถูกตอง เพื่อสรางความเขาใจที่แทจริง ใหถูกตองและลดความไมพอใจ เชน การไฟฟาจัดงานแถลงขาวเกี่ยวกับความเขาใจผิดที่เกิดในกรณี เกาะกรูดการวางแผนประชาสัมพันธเพื่อปองกันการนัดหยุดงานเพื่อประทวงของพนักงานเพื่อแกไข หรือตอตานการใชบริการของบริษัท
  • 80.
    62 2 2) การจําแนกประเภทตามลักษณะของงาน 2 )การวางแผนงานการประชาสัมพันธสําหรับงานประจํา หมายถึง กําหนดวิธีการปฏิบัติของกิจกรรมตางๆ ไดแก การตัดขาวจากหนังสือพิมพ การจัดทําวารสารภายใน การเขียนขาวแจก การทําจุลสาร 2 2) การวางแผนการประชาสัมพันธสําหรับงานพิเศษ หมายถึง การกําหนดกิจกรรมพิเศษตาง ๆ ที่นอกเหนือจากงานประจําของงานประชาสัมพันธ ) การจําแนกประเภทตามลักษณะของแผน ) แผนประชาสัมพันธระยะสั้นและระยะยาว (Shor erm o ) เปนแผนที่มีการสรางสรรคกิจกรรมและวิธีการปฏิบัติตาง ๆ เพื่อจุดมุงหมายหนึ่งโดยเ พาะ เชน การแนะนําสินคาใหม การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อสงเสริมสินคาของบริษัท 2) แผนยุทธศาสตรและยุทธวิธี (S r e c c c l ) เปนแผนการเตรียมกําลังคน กําลังอาวุธ การระดมความคิดในการกําหนดกิจกรรมและวิธีการปฏิบัติ ตาง ๆ ที่คาดวาจะบรรลุเปาหมายที่ตั้งไวใหเร็วที่สุด เชน การวางแผนประชาสัมพันธเพื่อสราง ภาพลักษณวาเปนองคกรสถาบันที่มั่นคง แผนยุทธศาสตรจะประสบความสําเร็จไดตองมี “แผนการยุทธวิธี” ซึ่งจะระดมกิจกรรมและวิธีปฏิบัติในเวลาระยะสั้น เชน การวางแผนประชาสัมพันธ เพื่อการขยายโรงงาน หรือ การนําเทคโนโลยีใหม ๆ มาใชในกระบวนการผลิต ) แผนการประชาสัมพันธแบบครั้งเดียวและแบบมีจุดยืน ( e me l l ) แผนการประชาสัมพันธแบบครั้งเดียว หมายถึง การกําหนดกิจกรรมหนึ่ง กิจกรรมใดตองมีจุดมุงหมายที่แนชัด เมื่อดําเนินการเสร็จแลวกิจกรรมนั้นก็สิ้นสุดลง นอกจากนี้แลว แผนประชาสัมพันธจะมีประสิทธิภาพก็ตอเมื่อแผนนั้นจะตองมีจุดยืน กลาวคือ องคกรสถาบันมี นโยบาย มีขั้นตอนการดําเนินงานและก ขอบังคับที่แนนอนชัดเจน ไมผันเปลี่ยนไปโดยงาย หลังจากขั้นตอนการหาขอเท็จจริงในกระบวนการประชาสัมพันธ ซึ่งได อธิบายไปแลวขางตน ขั้นตอนตอไปจะกลาวถึงขั้นตอนอื่น ๆ ในการวางแผนประชาสัมพันธ ) กําหนดเปาหมาย ( ec e ) เปนขั้นตอนแรกในการวางแผนซึ่งตอง กําหนดประชาชนกลุมเปาหมายใหชัดเจน เปาหมายในการประชาสัมพันธแบงออกเปน เปาหมาย หลัก เปาหมายรอง และเปาหมายยอย
  • 81.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 63 2) กําหนดกลุมเปาหมาย (r e e ce) กลุมคนที่เกี่ยวของกับองคกร สถาบันโดยตรง ซึ่งขึ้นอยูกับสถานการณและกรณีตาง ๆ กลุมเปาหมายรอง ไดแก กลุมคนที่ไม เกี่ยวของกับองคกรสถาบันโดยตรง ซึ่งขึ้นอยูกับสถานการณและกรณีตาง ๆ ) กําหนดจุดเดนที่จะประชาสัมพันธ ซึ่งจะเปนหัวขอ ( heme) ของ การประชาสัมพันธ หรืออาจจะเปนคําขวัญ (Slo ) ที่แสดงถึงแกนหรือสาระของกิจกรรมที่ไดจัด ทําขึ้น เชน เปาหมายของการประชาสัมพันธคือ “เพื่อเผยแพรขอมูลของการนําเทคโนโลยีระบบ บริหารจัดการและวิทยาการสมัยใหมมาใชในกระบวนการผลิต” เราอาจกําหนดหัวขอของบทความวา “พั นาเทคโนโลยีของการผลิตเพื่อธุรกิจที่กาวไกล ) กําหนดสื่อและเทคนิคที่จะใช การกําหนดสื่อและเทคนิคนั้นจะเปนพาหนะ ที่จะนําหัวขอและรายละเอียดของหัวขอไปสูประชาชนกลุมเปาหมายที่กําหนดไวโดยกําหนด ลักษณะ ของสื่อ คือ สื่อควบคุมได (Co rolle me ) และ สื่อมวลชน ( me ) ประเภทของสื่อ เชน สื่อมวลชน สื่อบุคคล สื่อโสตทัศนูปกรณ โดยเทคนิคในการใหขาวเปนการจัดแถลงขาว 5) กําหนดงบประมาณและกําลังคน นักประชาสัมพันธจะตองทราบวา มีกําลังคนและงบประมาณอยูเทาไร ตองคํานึงถึงคาใชจาย ตางๆ เชน การจัดงานแถลงขาวจะตอง มีคาใชจายในการใชสถานที่ คาเครื่องดื่ม คาใชเครื่องอุปกรณตางๆ ) ริเริ่มการกระทําและกิจกรรมตามกําหนด นักประชาสัมพันธตองทราบวา เราจะทํากิจกรรมอะไรบาง เชน การจัดทําแผนพับ โปสเตอร วารสารภายใน และตองมีการกําหนดวา จะทํากิจกรรมอะไรกอน-หลัง โดยกําหนดเวลาในการดําเนินงานโดยการเขียนเปนตารางเวลาไว ) ทดลองนําแผนไปใชและตรวจแผน แผนที่ดีจะตองมีการนําไปทดลองใช กอน เพื่อตรวจสอบและประเมินผลไดวาสามารถบรรลุเปาหมายไดหรือไม สามารถเขาถึง กลุมเปาหมายไดหรือไม ปริมาณของงบประมาณและคนมีเพียงพอหรือไม อาจจะเปนการทดลองกับ กลุมเล็ก ๆ เปนระยะสั้น ๆ กอนก็ได ) จัดทําแผนปฏิบัติการ เมื่อทดลองแลวก็สามารถทําแผนจริงหรือ แผนปฏิบัติการเพื่อถือเปนแนวโนมตอไป ซึ่งจะตองมีการประชุมผูบริหารเพื่อการอนุมัติตอไป ( c lre h, 1996) ั้นตอนที่ ขั้นของการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ เปนขั้นตอนตอไป หลังจากการวางแผนการประชาสัมพันธเสร็จลุลวงไปแลว คือ จะทําอยางไรเราจึงสามารถสงขาวสาร
  • 82.
    64 4 ที่แ งอยูในกิจกรรมตาง ๆในแผนไปสูประชาชนกลุมเปาหมายไดซึ่งสิ่งเหลานี้จะเกี่ยวกับการสื่อสาร ทั้งสิ้น ) การสื่อสารเปนการติดตอกันระหวางบุคคล เชน สถาบันกับประชาชน กลุมเปาหมาย ในอันที่จะทําใหบุคคลเหลานั้นไดรับรู เรื่องราวที่มีความหมายรวมกันและเปน การสงเสริมใหมีการตอบสนองตอกัน กอนอื่นเราควรเขาใจถึงองคประกอบของการสื่อสาร ซึ่งประกอบไปดวย ) ผูสงสาร (Se er) จะตองพิจารณาในเรื่องของทัศนคติ ความรู ทักษะ ในการสื่อสาร ระบบสังคม วั นธรรม 2) สาร ( e e) จะตองพิจารณาในเรื่องของการจัดสาร รหัสของสาร เนื้อหาของสาร ภาษาวาจา ภาษาทาทาง ) ชองทางการสื่อสาร (Ch el e m) จะตองพิจารณาในเรื่องของ ความสนใจความจําเปนและความตองการของผูรับสาร ) ผูรับสาร ( ece er) พิจารณาถึงบุคคลที่เปนเปาหมายของการสื่อสาร ซึ่งในการประชาสัมพันธ สวนใหญแบงผูรับสารออกเปน 2 กลุม ไดแก ( ) ผูรับสารภายในองคการ ไดแก ผูบริหาร พนักงานและลูกจางของ องคกรสถาบัน (2) ผูรับสารภายนอกองคกร ไดแก ประชาชนที่เกี่ยวของ ประชาชน ทั่วไป 2) ผลการสื่อสาร ผลสะทอนกลับ ( ee c ) อาจจะเปนในรูปลักษณของ ประชามติ ความคิดเห็นที่สะทอนกลับมายังองคกรสถาบันที่อาจไดจากการตัดขาวตามหนา หนังสือพิมพ ( hom o , 1996) โดยจําแนกประเภทของการสื่อสาร ดังนี้ 2 ) การจําแนกตามปริมาณของผูรับสาร ไดแก การสื่อสารระหวางบุคคล ( er er o l comm c o ) เชน การใหสาระความรู การใหสัมภาษณ และการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น การสื่อสารกลุมยอย (Sm ll ro comm c o ) การสื่อสารแบบนี้อาจจะมีผูสง สารคนเดียวแตมีผูรับสารหลายคน เชน การอภิปรายและการสื่อสารมวลชน ( comm c o ) เชน หนังสือพิมพ นิตยสารวารสาร โทรทัศน วิทยุ
  • 83.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 65 2.2) การจาแนกประเภทตามกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์จะแบ่ง กลุ่มเป้าหมายเป็น2 กลุ่ม คือ การสื่อสารภายในองค์กร ได้แก่ การสื่อสารจากผู้บังคับบัญชา (Downward Communication) การสื่อสารจากผู้ใต้บังคับบัญชา (Upward Communication) การสื่อสารระหว่างผู้ร่วมงานในระดับเดียวกัน (Horizontal Communication) และการสื่อสาร ภายนอกองค์กร ต้องผ่านสื่อที่ควบคุมได้ เช่น วารสาร จุลสารโปสเตอร์ และผ่านสื่อที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สื่อมวลชน 3) การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์มีลักษณะเฉพาะของการสื่อสาร ดังต่อไปนี้ 3.1) การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way communication) นักประชาสัมพันธ์ จะต้องพยายามหาช่องทางที่จะได้ รับการตอบสนองจาก ประชาชนกลุ่มเป้าหมายขององค์กรสถาบันภายหลังการประชาสัมพันธ์ โดยระบุชื่อบุคคลหรือชื่อ บริษัท ที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อได้มาซึ่งการสื่อสารกลับ อาจจะอยู่ในรูปแบบของคาร้อง ข้อเสนอแนะต่าง ๆ 3.2) การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารแบบที่เป็นทางการและไม่เป็น ทางการ 1) การสื่อสารแบบเป็นทางการ (Formal communication) หมายถึง การติดต่อสื่อสารตามระเบียบแบบแผนที่ได้กาหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น การชี้แจงโดยการลงนาม การชี้แจงโดยการประชุม บันทึกภายในขององค์การสถาบัน 2) การสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ (Informal communication) หมายถึง การติดต่อสื่อสารที่ไม่มีรูปแบบ อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งจะสามารถโน้มน้าวใจ กลุ่มเป้าหมายได้ดี เช่น การพูดคุยสนทนากันของเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน 3.3) การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ โดยอาจ กาหนดวัตถุประสงค์ไว้ ดังนี้ 1) เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่สถาบัน เช่น การแจ้งให้ประชาชน ทราบว่าธนาคารไหนกาลังขยายสาขา เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของธนาคารแห่งนั้น 2) เพื่อสร้างลักษณ์ที่ดีให้แก่สถาบัน เป็นการรักษาให้ภาพลักษณ์นั้น ให้อยู่นานต่อไป เช่น การให้ข่าวสารการขยายองค์กรสถาบันหรือผลผลิตของโรงงานอย่างต่อเนื่อง 3) การแก้ภาพลักษณ์เชิงลบ ไม่มีสถาบันไหนจะรักษาภาพลักษณ์ให้ดี ได้ตลอดเวลา เพราะสภาพเศรษฐกิจ การเมือง หรือ สังคม อาจจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ
  • 84.
    66 องคกรสถาบันได เชน มีธนาคารแหงหนึ่งปฏิเสธการถอนเงินของลูกคาทําใหมีขาวลือวาธนาคารนั้น จะลม ะนั้น นักประชาสัมพันธของธนาคารควรทําการประชาสัมพันธเพื่อแกไขความเขาใจผิดที่ เกิดขึ้นใหได ) การประชาสัมพันธเปนการสื่อสารที่สามารถควบคุมสื่อไดเองและ ทั้งอาศัยสื่อมวลชน โดยทุกหนวยงานประชาสัมพันธจะทําการผลิตสื่อที่สามารถควบคุมเองได เชน การออกเสียงตามสาย จดหมายขาว โปสเตอร แผนพับ ปายประกาศ เปนตน แตเนื่องจากประชาชน มีจํานวนมาก นักประชาสัมพันธจําเปนตองใชสื่อมวลชนในการเผยแพรขาวสารของตนตอประชาชน นักประชาสัมพันธจําเปนจะตองอาศัยสื่อมวลชนเปนสื่อกลาง ซึ่งโดยปกติทางสื่อมวลชนจะไมคิดมูลคา ในการประชาสัมพันธ และนี้คือเหตุผลที่นักประชาสัมพันธจําเปนตองสรางความสัมพันธที่ดีกับ สื่อมวลชนให มากที่สุด (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2540) ั้นที่ การประเมินผลการประชาสัมพันธ ( l o or lc rel o ) ซึ่งเมื่อกลาวถึง “การประเมินผล” (Evaluation) ยังมีหลายคนที่เขาใจผิดคิดวาเหมือนกับ “การวัดผล” (Measurement) ซึ่งความจริงเปนการกระทําที่แยกออกจากกัน โดยความสําคัญของ การประเมินผลการประชาสัมพันธ สามารถบอกถึงอดีตของงานประชาสัมพันธได โดยเปน การประเมินวา เทาที่ผานมาองคการสถาบันไดบรรลุเปาหมายที่วางไวแคไหน กิจกรรมตาง ๆ ที่จัดทํา ไปนั้นสามารถบรรลุเปาหมายที่ตั้งไวเพียงไร และบอกถึงสถานภาพในปจจุบันวาเปนเชนไรองคกร สถาบันมีภาพลักษณเชนไร ในสายตาของกลุมประชาชนเปาหมาย องคกรสถาบันมีคูแขงมากขนาด ไหน คูแขงมีกลยุทธหรือมีเทคนิคในการดําเนินงานประชาสัมพันธเชนไร รวมถึงสามารถใหขอมูลที่ เปนประโยชนในการคาดการณในอนาคตโดยที่ผูบริหารกําหนดเปาหมายที่เหมาะสมในอนาคตได อยางมีประสิทธิภาพ กําหนดแนวทางปฏิบัติในอนาคตวาหนวยงานควรมีกลยุทธอะไรในการ ประชาสัมพันธ ตลอดจนสามารถสรางความเชื่อถือและพิสูจนความเปนมืออาชีพ ( ro e o l) เนื่องจากอาชีพนักประชาสัมพันธเปนอาชีพที่ยังไมไดรับความเชื่อถือจากผูบริหารมากนัก นักประชาสัมพันธควรนําผลการประชาสัมพันธเปนหลัก านอางอิงหรือหาขอพิสูจน ไดวาจากผลที่ได ดําเนินไปนั้นมีความสําเร็จมากนอยเพียงใด ประเภทของการประเมินผลงานประชาสัมพันธ สามารถจําแนกได ดังนี้ ( e , 1997) 4.1 การจําแนกประเภทตามเวลาของการประเมินผล ) การทดสอบกอนดําเนินการประชาสัมพันธ ( re e ) มีลักษณะ คลายกับการคนควาหาขอมูล เปนการหาคําตอบวาสภาพปจจุบันขององคการสถาบันเปนอยางไร เชน
  • 85.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 67 7 เปนกี่เปอรเซ็นตของกลุมเปาหมายที่รับทราบเกี่ยวกับการขึ้นคาทางดวนหรืออาจจะดูวากลุม ประชาชนเปาหมายมีทัศนคติอยางไรตอโครงการหรือกิจกรรมขององคการสถาบัน 2) การทดสอบหลังดําเนินการประชาสัมพันธ (o e ) เปน การตรวจดูวา หลังจากที่ไดดําเนินการประชาสัมพันธไปทั้งหมดแลว ผลลัพธเปนเชนไร ประชาชนมี ทัศนคติที่ดีขึ้นบางไหม เชน เมื่อทําการประชาสัมพันธไปแลว มีกลุมประชาชนเปาหมายกี่เปอรเซ็นต ที่รับทราบมีกี่เปอรเซ็นตที่เห็นดวย และมีกี่เปอรเซ็นตที่ไมเห็นดวย ) การประเมินระหวางการดําเนินงาน ( orm e e l o ) เปนการตรวจดูผลของการดําเนินงานในระหวางดําเนินกิจกรรม เชน ตัดขาวจากหนังสือพิมพหรือ นิตยสารตาง ๆ ทุกวัน ในระหวางการประชาสัมพันธโครงการหรือกิจกรรม ) การประเมินผลงานประชาสัมพันธประจําป เปนการตรวจดูถึงผลงานที่ เราทําในแตละป และประเมินออกมาวาเปนอยางไรบาง 4.2 การจําแนกประเภทตามวิธีการประเมิน ) วิธีการประเมินโดยอาศัยการสังเกต ( m rc l e l o ) เปนวิธี ที่อาศัยความรู ประสบการณ ความชํานาญและการสังเกตตางๆ ของนักประชาสัมพันธ เชน การไตรตรองเอง จดหมายแสดงความคิดเห็นหลัก านหรือเอกสารตางๆ 2) วิธีการประเมินผลที่อาศัยหลักวิทยาศาสตร เปนการประเมินที่ถูก ยอมรับมากที่สุด ปราศจากความลําเอียงแลวสามารถควบคุมไดดีที่สุด ) ลักษณะเ พาะของการประเมินงานประชาสัมพันธ การประเมินงานประชาสัมพันธยังมีลักษณะเ พาะอีกแบบหนึ่งที่ การประเมินผลยึดเอากระบวนการสื่อสาร (S C ) มาเปนหลักในการจัดทําการประเมิน ซึ่งแบง ออกเปน 2 ลักษณะ ดังนี้ ) การประเมินผลที่มุงศึกษาถึงองคประกอบใดเพียงองคประกอบเดียว การประเมินผูสงขาวสาร (Se er) : ศึกษาเพื่อใหเกิดรู ความเขาใจในศักยภาพของผูสงสาร ซึ่งสวนใหญไมคอยจะทํากัน เชน ศึกษาเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานจะสะทอนใหเห็นถึง ปญหาของการขาดการประสานงานระหวางภาครั และเอกชน
  • 86.
    68 การประเมินขาวสาร ( e): ภาพ คําอธิบายภาพ บทความ หนังสือคูมือ จุลสาร การประเมินชองทางของสาร (Ch el) : พิจารณาวาไดรับ ความรวมมือจากชองทางของสารที่ควบคุมไดและที่ควบคุมไมได การประเมินผลผูรับสาร ( ece er) : นักประชาสัมพันธ จําเปนตองทราบขอมูลพื้น านเกี่ยวกับเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ทัศนคติและความเชื่อ 2) การประเมินที่มุงศึกษากระบวนการของการสื่อสาร การประเมินผลแบบนี้เรียกกันทั่วไปวา “การตรวจสอบการสื่อสาร” Comm c o ) หรือ“การตรวจสอบการประชาสัมพันธ” (Public relation audit) ซึ่งเปนการวิเคราะหทั้งกระบวนการสื่อสาร โดยเริ่มตั้งแต S C และ เพื่อเรียนรูถึงสภาพ การสื่อสารในปจจุบันวามีลักษณะอยางไรมีปญหาและอุปสรรคหรือไมอยางไร เครื่องมือการประเมินผล ( ool o e reme ) เครื่องมือสําหรับการประเมินผล หมายถึง สิ่งที่ใชในการตรวจสอบขอมูล หรือการเก็บรวบรวมขอมูลกอนนําไปประเมินผล โดยมีความหมายรวมถึง วัสดุ อุปกรณ เทคนิค วิธีการตางๆ ทั้งนี้เครื่องมือสําหรับการประเมินผลจําเปนตองมีเกณ มาตร าน(Cr er ) หรือ ดัชนีชี้ วัดวา สิ่งที่ตองการประเมินนั้น มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพในระดับใดโดยขอยกตัวอยางเครื่องมือ สําหรับการประเมินผล ดังนี้ 1) แบบสอบถาม ( e o re) เปนเครื่องมือที่ใช รวบรวมขอมูล โดยประกอบดวยชุดของขอคําถามที่ตองการใหกลุมตัวอยางเลือกตอบมีลักษณะการใหขอมูล โดยการทําเครื่องหมาย (Chec l ) หรือเขียนตอบ จากตัวเลือกที่กําหนดหรือขอคําถามเหมาะ สําหรับสอบถามกลุมเปาหมายจํานวนมาก โดยการวิเคราะหขอมูลจากความถี่ รอยละ คาเ ลี่ยและ ขอมูลที่เปนตัวอักษรหรือขอมูลเชิงคุณภาพ เปนตน 2) การสัมภาษณ ( er e ) หมายถึงการสอบถามหรือ การสนทนาอยาง มีเปาหมายระหวางผูสัมภาษณกับผูใหสัมภาษณ โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหไดมาซึ่งขอมูลที่ถูกตอง เที่ยงตรง โดยลักษณะของเครื่องมือจะเปนประเด็นหรือหัวขอตางๆ โดยสามารถแบงเครื่องมือ การสัมภาษณ ไดแก แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง (S r c re er e ) เปนแบบสัมภาษณที่มี การกําหนดประเด็นไวอยางชัดเจน การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง ( r c re er e )
  • 87.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 69 เปนการกําหนดประเด็นอยางคราวๆ เพื่อสรุปประเด็นตามที่ผูประเมินตองการ และแบบสัมภาษณ เชิงลึก( e h er e ) เปนสัมภาษณอยางถี่ถวน เพื่อใหไดขอมูลที่ตองการใหไดมากที่สุด เหมาะสําหรับกลุมเปาหมายที่มีความเขาใจในเรื่องที่ตองการสัมภาษณเปนอยางดี การสัมภาษณ จําเปนตองมีทักษะในการสื่อสาร เพื่อใหไดขอมูลที่ตองการโดยการสัมภาษณมักจะไดเ พาะและ เหมาะสําหรับกลุมเปาหมายขนาดเล็ก 3) การสังเกตการณ ( er o ) คือ การติดตามตรวจสอบเปนเทคนิค การรวบรวมขอมูลโดยที่ผูสังเกตการณเ าดูหรือศึกษาเหตุการณ ปรากฏการณตาง ๆ เพื่อใหเขาใจ ลักษณะธรรมชาติและความเกี่ยวของกันระหวางองคประกอบตาง ๆ ของเหตุการณหรือปรากฏการณ นั้น ๆ เชน การสังเกตพ ติกรรมที่มีตอสินคา บริการ การสื่อสาร โดยเครื่องมือสําหรับการสังเกต อาจเปนประเด็นหรือหัวขอหลักตาง ๆ นอกจากนี้ หากวัตถุประสงคของการประเมินตองมี การประเมินผลโดยการใหคะแนนอาจใชเครื่องมือประเมินแบบรูบริค ( rc Score) เปนตน 2.3.4 การ ระ าสัมพัน ทางอิน ทอร นต ปจจุบันมีองคกรจํานวนมากที่มี เว็บไซต เปนของตนเอง นักประชาสัมพันธจึงตองทํา หนาที่ในการประชาสัมพันธที่อยูเว็บไซตของหนวยงานใหเปนที่รูจักแพรหลายดวย เพื่อให กลุมเปาหมายรูจักและเขาเยี่ยมชม เชน การใสที่อยูเว็บไซต ในสื่อเดิมทุกชนิด ขององคการ เชน ในโปสเตอร แผนพับ หัวกระดาษจดหมาย ดานขางรถขององคกร สติกเกอร ล รวมทั้งสอดแทรกที่ อยูเว็บไซต ไวในโ ษณาตามสื่อตาง ๆ การพิมพที่อยูเว็บไซต และ e m l ไวในนามบัตรพนักงาน และ จะตองใหความสําคัญกับการประชาสัมพันธ ภายในใหพนักงานทุกคนทราบและจดจําที่อยู เว็บไซตขององคกรตน นอกจากนี้ยังควรประชาสัมพันธ เว็บไซตผานทาง e rch e e ที่มีชื่อเสียง ในอินเทอรเน็ต เชน hoo โดยการลงทะเบียนกับผูใหบริการเหลานี้เพื่อสราง e หรือดัชนีให ผูใช e rch e e สามารถคนหา เว็บไซต ได ตลอดจนการสรางลิงกหรือจุดเชื่อมโยงจากเว็บไซต อื่น ๆ มายังเว็บไซตองคกรเพื่อใหผูใชสามารถเรียกดูเว็บไซตองคกรไดอยางสะดวก พิพั น ยอดพ ติการณ, 2542) การประชาสัมพันธเว็บไซต อีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดสงขอมูล ขาวสารเกี่ยวกับที่อยูและกิจกรรมในเว็บไซต เผยแพรในคอลัมนไอทีในสื่อตาง ๆ เชน หนังสือพิมพ นิตยสาร และควรจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อการสงเสริมการเขาเยี่ยมชม เชน การจัดใหดารา คนดัง มา ch กับผูเขาเยี่ยมชมการชิงโชค ทายปญหาชิงรางวัล ล ดวยกระแสแหงความนิยมในรูปแบบ การสื่อสารสมัยใหมผานสื่อ อินเทอรเน็ตทําใหเกิดแนวโนมวา นักประชาสัมพันธยุคศตวรรษที่ 21 จึงตองพั นาปรับปรุงความรู ความสามารถในดานคอมพิวเตอร เพื่อใหสามารถนาสื่ออินเทอรเน็ตมา ใชประโยชนในการดําเนินงาน ประชาสัมพันธไดอยางเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • 88.
    70 70 อินเทอรเน็ตไดกลายมาเปนปจจัยหลักที่สําคัญในการนําเสนอและเผยแพรขาวสารใน ทุก ๆ ดานเนื่องจากหนวยงาน องคการ และสถาบันตาง ๆ มีความตองการที่จะเผยแพรขาวสาร ประชาสัมพันธ รวมไปถึงการโ ษณาสินคาและบริการมากขึ้น เพื่อใหทันตอเหตุการณที่เปลี่ยนแปลง อยูตลอดเวลา จรวยพร แสงไชย, 2540) การประชาสัมพันธที่จัดทําขึ้นบนอินเทอรเน็ตนับเปนสื่อ สมัยใหมที่ถูกนํามาใชใหเกิดประโยชน ในการประชาสัมพันธอยางกวางขวาง เชนเดียวกับสื่ออื่น ๆ ไม วาจะเปนสื่อสิ่งพิมพ สื่อวิทยุกระจายเสียง หรือสื่อวิทยุโทรทัศน เพราะอินเทอรเน็ตเปนระบบสื่อสาร ดวยเครือขายคอมพิวเตอร ที่ครอบคลุมไปไกล ในทุก ๆ พื้นที่ทั่วโลก จึงสามารถที่จะเจาะเขาไปถึง กลุมผูรับสารเปาหมายไดทั้งคนไทยและคนตาง ชาติในทุกหนทุกแหง ใหเปดเขามาดูสิ่งที่หนวยงาน องคกร และสถาบันตองการจะเผยแพร อาจกลาวไดวา รูปแบบการประชาสัมพันธทางอินเทอรเน็ตที่ เปนที่นิยมในปจจุบัน คือ การเผยแพรขาวสารขอมูลผานระบบ orl e e ) โดยการ จัดทําเปนเว็บไซตของหนวยงาน องคกร และสถาบันแตละแหงใหผูดูไดเปดเขาไปดูและติดตามอาน ขอมูลตาง ๆ รวมทั้งการสงขาวสารประชาสัมพันธทางจดหมายอิเลกทรอนิกส e m l) และ การจัดทําบล็อก lo ) เพื่อเผยแพรสารประชาสัมพันธในรูปแบบตาง ๆ ยิ่งไปกวานั้น สําหรับบาง องคกรที่เปนจุดที่มีผูคนมาติดตอและสอบถามเปนจํานวนมาก เชน สถาบันการศึกษา ธนาคาร โรงแรม สถานีรถไฟฟา หางสรรพสินคา โรงภาพยนตร พิพิธภัณ และ รานคา เปนตน ยังไดมีการ จัดทําระบบตูประชาสัมพันธ l me o ) โดยนําเสนอขอมูลที่เปน ทั้งขอความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อใหผูที่มาติดตอสามารถใชสอบถามหรือคนหาขอมูลที่ตองการได ตลอดเวลา โดยการสัมผัสผานทางจอภาพคอมพิวเตอรแบบทัชสกรีน o ch cree ) และเขาถึง ขอมูลไดดวยตนอง เชน สอบถามขอมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ตองการติดตอ เสนทางที่ตองการจะไป สิ่งของ ที่ตองการซื้อหา เปนตน ผานทางอินเทอรเน็ตเชนเดียวกัน มากไปกวานั้นการทําประชาสัมพันธทาง อินเทอรเน็ตยังเปนการสงเสริมภาพลักษณที่ทันสมัย ใหเกิดแกองคกร และชวยเพิ่มประสิทธิภาพใน การทํางานของพนักงาน ตลอดจนอํานวยความสะดวก แกกลุมเปาหมายเปนการเพิ่มชองทาง การสื่อสารอีกชองทางหนึ่งที่สะดวกรวดเร็ว ไมตองรอที่จะ ติดตอสื่อสารกับพนักงานแตเพียงชองทาง เดียว ทวีศักดิ กาญจนสุวรรณ, 254 ) ดังนั้น หนวยงาน องคกร และสถาบันตาง ๆ จึงไดใช อินเทอรเน็ตประชาสัมพันธขอมูลของตัวเองผานทางเว็บไซต ขอมูลที่ประชาสัมพันธนั้นจะมี หลากหลายดาน เชน การแนะนา ตัวบริษัท สินคาและบริการตาง ๆ รวมถึงการซื้อขายสินคาผาน อินเทอรเน็ต โดยเลือกดูสินคาพรอมทั้งคุณสมบัติตาง ๆ ผานหนาจอคอมพิวเตอร แลวสั่งซื้อและ จายเงิน นับวาสะดวกรวดเร็วมาก บริษัทตาง ๆ จึงมีการประชาสัมพันธและลงโ ษณาขายสินคาผาน อินเทอรเน็ตกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ผูใชที่เปนบริษัทหรือองคกรตาง ๆ สามารถเปดใหบริการกลุมเปาหมาย ของตนผานอินเทอรเน็ตได เชน การตอบคําถามหรือขอสงสัยตาง ๆ การใหคําแนะนํา การใหขาวสาร
  • 89.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 71 71 ใหม ๆ แกกลุมเปาหมายและผูสนใจทั่วไป เปนตน โดยเ พาะอยางยิ่งองคกรหรือหนวยงานดาน สื่อมวลชนและบันเทิง หนังสือพิมพ บับตาง ๆ วารสาร สถานีวิทยุโทรทัศน สถานีวิทยุกระจายเสียง จะจัดทํา เว็บไซตใหผูใชเปดเขาไปดูรายการตาง ๆ รวมทั้งรับทราบขาวสารขององคกร ตัวอยางเชน การถายทอดรายการสด รายการขาวประจําวัน เชน ขาวชวง 20.00 น. ของสถานีโทรทัศนกองทัพบก ชอง 5 ที่เผยแพรทางอินเทอรเน็ตไปทั่วโลก นอกจากนี้ผูใชอินเทอรเน็ตยังสามารถเลือกอานวารสาร และนิตยสารตาง ๆ ผาน อินเทอรเน็ต หรือที่เรียกวา e o l e รวมถึงอานหนังสือพิมพและ วารสารอื่น ๆ ทั่วโลกโดยมีบริการรับสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ นิตยสาร และวารสารผานอินเทอรเน็ต ผูผลิตภาพยนตรก็สามารถลงโ ษณาและ ายตัวอยางภาพยนตรใหม ๆ ในอินเทอรเน็ตใหผูสนใจ คัดลอกแฟมขอมูลเก็บไวดูได อีกดวย นอกเหนือจากประโยชนตาง ๆ ที่กลาวมาแลว ผูผลิตสินคาและบริการตาง ๆ ยังใชประโยชน จากอินเทอรเน็ต โดยเปนชองทางสําหรับการเผยแพรขอมูลของตนเองในวงกวางดวย คาใชจายต่ํา รวมทั้งเปนชองทางหรือเวทีในการแสดงความคิดเห็น ถกเถียงแลกเปลี่ยนทัศนะในเรื่อง ตาง ๆ ไมวาจะเปนเศรษ กิจ สังคม การเมือง ล ที่สามารถตอบโตกันไดชนิดทันตอเหตุการณและ ความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ประโยชนตาง ๆ ของการประชาสัมพันธผานทางอินเทอรเน็ตจึงมีมากและ แตกตางกันไปตามการใชงานของแตละหนวยงาน ในประเทศไทยไดเริ่มมีการใชอินเทอรเน็ตมากขึ้น ทุกป และก็เชื่อแนวาสื่ออินเทอรเน็ตจะถูกพั นาตอไปอีกมากโดยไมหยุดยั้ง เมื่อเทียบกับสื่ออื่น ๆ กลยุทธการนําอินเทอรเน็ตเขามาเสริมทัพงานประชาสัมพันธ การใชอินเทอรเน็ตเพื่องาน ประชาสัมพันธเริ่มมีการใชมากยิ่งขึ้น และเห็นเปนรูปธรรม เชน การนําเสนอขาวสารของหนวยงาน ผานทางเว็บไซท การรวบรวมกิจกรรมที่จัดทําขึ้น การรวบรวมขาวสารที่แถลงตอสื่อมวลชน การรวบรวมคํากลาว สุนทรพจนตาง ๆ ของผูบริหารหนวยงาน เปนตน ซึ่งเปนการนํา ขอมูลที่มีอยู แลวมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด กลาวคือ เมื่อมีขาวสารหรือมีการประชุม แถลงขาวตาง ๆ ก็นํามาไว บนโ มเพจเพื่อที่จะใหผูเขาชมไดตลอดเวลา 24 ชั่วโมงอีกดวย นอกจากนี้สื่ออินเทอรเน็ตสามารถสรางกระบวนการปฏิสัมพันธในการสื่อสาร ไดอยางมี ประสิทธิภาพ กลาวคือสามารถติดตอสื่อสาร ระหวางกันไดอยางรวดเร็ว โดยการใชอิเล็กทรอนิกสเมล m l) โดยใหสมัครเปนสมาชิกในการรับขาวสารขององคการ หรือการประยุกตใชการ Ch เพื่องานประชาสัมพันธ การมีเว็บบอรดในการแสดงความคิดเห็น หรือสอบถามปญหาตาง ๆ จากผูบริหาร ในลักษณะทันทีทันใด เปนตน นอกจากนี้สื่ออินเทอรเน็ตยังสามารถเขาถึงขอมูลได ตลอดเวลา เปนสื่อที่สามารถเปดรับขาวสารไดตลอด 24 ชั่วโมง สามารถใหขาวสารขอมูลไดมากกวา สื่อชนิดอื่น ๆ ทั้ง ขอความ ภาพและเสียง ในลักษณะของคลิปวิดีโอสั้น ๆ และยังเปนสื่อใน การประชาสัมพันธที่ใชงบประมาณนอย แตผลประโยชนกวางไกล ซึ่งสามารถสงสารไปไดทั่วโลกได
  • 90.
    72 72 อีกดวย นอกจากนี้อินเทอรเน็ตยังเปนสื่อที่สามารถเขาถึงกลุมเปาหมายที่จําเพาะเจาะจง Selece) ไดเปนอยางดี จากงานวิจัยขางตน สรุปไดวา การนําสื่ออินเทอรเน็ตมาใชในการประชาสัมพันธนั้น นับวามีความจําเปนและมีแนวโนมที่จะไดรับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมี านจากผูใชที่เปน บุคลากรขององคกรเปนจํานวนมากที่ใชอินเทอรเน็ตเปนประจํา และเพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ การใชอินเทอรเน็ต ในการคนควาหาขอมูลก็มีเว็บไซทที่ใหบริการในลักษณะ Se rch e e ที่ ชาญ ลาดอยาง . oo le.com ทําใหการเขาถึงขาวสารไดอยางกวางขวางมีคุณภาพ และมีความ รวดเร็ว เพื่อเปนเครื่องมือในการประชาสัมพันธอีกประเภท หนึ่งที่มีบทบาทสําคัญยิ่งตองาน ประชาสัมพันธ ดังนั้นนักประชาสัมพันธยุคใหมไมควรที่จะละเลยรูปแบบการสื่อสารผานอินเทอรเน็ต เพราะเขามาอยูในชีวิตประจําวันของประชาชนมาก ยิ่งขึ้น ) รู แ การทา ระ าสัมพัน ทางอิน ทอร นต ในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการปรับเปลี่ยนอยาง รวดเร็ว เครื่องมือทางดาน เทคโนโลยีสารสนเทศไดถูกนํามาใชในวงการวิชาชีพตาง ๆ มากมายเพื่อที่จะทําใหการทํางานมี ประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกตองนาเชื่อถือยิ่งขึ้น เทคโนโลยีอินเทอรเน็ตถือเปนเทคโนโลยีที่นาจับตา มองดวยความเปนอัจ ริยะ ประกอบกับการพั นาการที่เจริญกาวหนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ อินเทอรเน็ตเพื่อการประชาสัมพันธ ดวยอรรถประโยชนนานัปการของอินเทอรเน็ต ไมวาจะใช ทางดานการคา การศึกษา การเผยแพร ขอมูลสินคาและบริการ ตลอดจนอินเทอรเน็ตเพื่อ การประชาสัมพันธองคกรทุกองคกรเริ่มปรับตัวศึกษา และเรียนรูเทคโนโลยีดานอินเทอรเน็ตเขามา เปนเครื่องมือ ในการประชาสัมพันธไดอยางลงตัว โดยเครือขายสังคมออนไลนเปนสื่อที่เติบโตและ แพรกระจายอยางรวดเร็วเพราะเปนสื่อที่แพรกระจายดวยปฏิสัมพันธเชิงสังคมในโลกออนไลน การแพรกระจายของสื่อก็ทําไดงายขึ้น โดยเกิดจากการแบงเนื้อหา (Co e Sh r ) ซึ่งสามารถ ทําใหผูใชบริการในเครือขายสังคมออนไลนติดตอขอมูลขาวสารกันไดอยางรวดเร็วทันตอเหตุการณ และสามารถสงขอมูลขาวสารที่เปนประโยชนใหคนหรือเพื่อนในกลุมคนอยางไมมีขอจํากัดในเรื่อง เวลาอีกตอไป (ประสงค อุทัย, 2558) ตลอดจนในปจจุบัน มีผูใชอินเทอรเน็ตเพิ่มมากขึ้น จากรายงานผลการสํารวจพ ติกรรมผูใชงานอินเทอรเน็ตในประเทศไทย ป 255 ( h l er e er ro le, 2015) โดย สํานักงานพั นาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส หรือ (255 ) จัดการสํารวจจากทางออนไลนในชวงเดือนมีนาคม – พ ษภาคม 255 ที่ผานมามีผูตอบ ออนไลนที่สมบูรณ 10, คน จากผูตอบออนไลน 17,010 คน โดยแบงออกเปน กลุมไดแก e ( 5-50 ป), e ( 5- ป), e (นอยกวา 5 ป) และ oomer (5 ปขึ้นไป)
  • 91.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 73 7 จากผลสํารวจเผยวา e เปนกลุมที่มีพติกรรมการใชอินเทอรเน็ตมากที่สุดถึง 5 2 ชั่วโมงตอ สัปดาห (เ ลี่ยแลว คน e ทองอินเทอรเน็ตวันละ เกือบ ชั่วโมงตอวัน) การประชาสัมพันธ เปนการเสริมสรางความเขาใจอันดีระหวางองคการกับ กลุมเปาหมาย ดังนั้น นักประชาสัมพันธจําเปนอยางยิ่งที่จะตองเลือกสรรสื่อประชาสัมพันธที่เขาถึง กลุมเปาหมาย และมีประสิทธิภาพที่สุด เนนการสื่อสารแบบสองทาง o comm c o ) เพื่อทราบความคิดเห็นของกลุมเปาหมาย เพื่อที่จะนามาปรับปรุงแกไขในการสื่อสารตอไป ดวยเทคโนโลยีที่ เจริญกาวหนา อินเทอรเน็ตจึงเปนเครื่องมือสําคัญของการประชาสัมพันธไปในตัว โดยอินเทอรเน็ตเขามามีบทบาทดานการสื่อสาร การประชาสัมพันธ ยิ่งหนวยงานของรั แลว ยิ่งจําเปนตองใหขอมูล ขาวสารเบื้องตนกับประชาชน ตามพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของทาง ราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 4 บุคคลไมวาจะมีสวนไดเสียเกี่ยวของหรือไมก็ตาม ยอมมีสิทธิเขา ตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสําเนาที่มีคํารับรอง ถูกตองของขอมูลขาวสารได นอกจากนี้เหตุผลใน การประกาศใชพระราชบัญญัติขอมูลขาวสาร บับดังกลาวคือ เพื่อใหประชาชนมีโอกาสกวางขวางใน การไดรับขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินการตาง ๆ ของรั จากประเด็นดังกลาวจะเห็นไดวา การประชาสัมพันธทางอินเทอรเน็ตเปนการใหขอมูลขาวสารเบื้องตนไดเปนอยางดี และจากจํานวน ผูใชอินเทอรเน็ตเริ่มมีมากขึ้น พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารผานอินเทอรเน็ตจึงถือเปน การประชาสัมพันธองคการไดเปนอยางดี และหนวยงานของรั เองก็ไดปฏิบัติตามขอมูลขาวสารอีก ดวย โดยมีการแบงรูปแบบการทํา ประชาสัมพันธทางอินเทอรเน็ตเปน 2 รูปแบบ ดังนี้ 1) การทําประชาสัมพันธภายในสื่ออินเทอรเน็ต สามารถใชดําเนินงานเพื่อ การประชาสัมพันธภายใน เพื่อบรรลุเปาหมายและวัตถุประสงคในประเด็นตาง ๆ เพื่อการแจงขอมูล ขาวสารไปยังกลุมเปาหมาย ภายในองคการ เชน ผูบริหาร บุคลากร เจาหนาที่ ซึ่งชวยประหยัด กระดาษ เวลาที่ใชใน การผลิตและจัดจําแนกแจกจาย และยังสามารถจัดสงขอมูลขาวสาร เพื่อการประชาสัมพันธภายในไปยังกลุมเปาหมายภายในองคการไดอยางรวดเร็วและถึงในเวลา พรอม ๆ กัน โดยสามารถแพรขาวประชาสัมพันธไดพรอมกันทั่วประเทศและทั่วโลก 2. การทําประชาสัมพันธภายนอก นอกจากประสิทธิภาพในการใชใน การดําเนินงานประชาสัมพันธภายในแลว สื่ออินเทอรเน็ตยังสามารถใชดําเนินงานเพื่อ การประชาสัมพันธภายนอก กลุมเปาหมายภายนอก เชน ลูกคา ผูใชบริการ สื่อมวลชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผูสนใจ ซึ่งการจัดเผยแพรขอมูลขาวสารผานทางสื่ออินเทอรเน็ตจะชวยใหองคการเผยแพร ทําประชาสัมพันธขาวสาร ขอมูลเกี่ยวกับองคการในดานตาง ๆ เชน ประวัติความเปนมาขององคการ ลักษณะองคการ การดําเนินงานขององคการ ภาระหนาที่ขององคการ การบริหารงานองคการ การจัดแบงสายงาน ผูบริหาร องคการ สินคา การบริการ การพั นาปรับปรุงองคการ
  • 92.
    74 74 ขาวประชาสัมพันธองคการ กิจกรรม ความเคลื่อนไหวขององคการประโยชนของการทํา ประชาสัมพันธผานอินเทอรเน็ต การดําเนินงานประชาสัมพันธผานทางอินเทอรเน็ต มีประโยชนตอ องคการในดานประหยัดเวลาและคาใชจายในการใหการบริการขอมูลกวาการใชบุคลากร าย ประชาสัมพันธ ซึ่งสามารถใหการบริการขอมูลไดเพียงครั้งละคน หรือกลุมเล็ก ๆ เทานั้น แตการใหบริการขอมูลขาวสารประชาสัมพันธผานทางอินเทอรเน็ตสามารถ ใหขอมูลขาวสาร ประชาสัมพันธไปยังกลุมเปาหมายไดหลากหลายกลุมเปาหมาย เผยแพรไปยังกลุมเปาหมายจํานวน มากไดในเวลาพรอมกัน สามารถเขาถึงกลุมเปาหมายไดทั่วประเทศและโลก ซึ่งมีลักษณะเปน การสื่อสารมวลชนหรือการสื่อสารไปยังคนจํานวนมากภายในเวลาเดี่ยวกัน ดวยความสะดวก รวดเร็ว แตทวาไมตองเสียคาเวลา สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน ไมตองจายคาเนื้อที่ในนิตยสาร หนังสือพิมพ ซึ่งเมื่อเทียบคาใชจายกับสื่อมวลชน เชน วิทยุ โทรทัศน หนังสือพิมพ นิตยสาร ภาพยนตรแลว มีอัตรา คอนขางจะถูกกวา นอกจากนี้ยังสามารถบรรจุขอมูลขาวสารประชาสัมพันธไดปริมาณมากและมี ประสิทธิภาพในการสงปฏิกิริยาปอนกลับ ee c ) ศิริวรรณ ศรีวิชชุพงษ, 2542) 2) อควรกระทา นการ า นินงาน ระ าสัมพัน านสื่ออิน ทอร นต ขอควรกระทําในการดําเนินงานประชาสัมพันธผานสื่ออินเทอรเน็ตควร ระมัดระวังในเรื่องการสะกดการันตตัวหนังสือและขอมูลตัวเลขใหถูกตอง เพื่อสรางความนาเชื่อถือให เกิดขึ้นกับองคกร ถาตองการเผยแพรประชาสัมพันธไปยังกลุมเปาหมายทั่วโลก ก็ควรจะจัดทําขอมูล ใน เว็บไซต ใหมีภาษาอื่น ๆ เชน ภาษาอังก ษ นอกเหนือจากภาษาไทย ควรมีการปรับเปลี่ยนขอมูล ขาวสารในเว็บไซตอยางรวดเร็ว สม่ําเสมอ ซึ่งจะสะทอนภาพลักษณที่ดีใหกับองคกร ถึงแมวาองคกร จะมีเว็บไซต ของตน แตถาไมมีการปรับเปลี่ยนขอมูลขาวสารที่นําเสนอใหทันสมัยทันเหตุการณ ก็อาจจะนํามาซึ่งภาพลักษณที่ไมดีแกองคกรได ายประชาสัมพันธองคกรจึงควรใหความสําคัญใน เรื่องนี้ซึ่งหลัก านการวิจัยไดพบวา กลุมผูใชอินเทอรเน็ต ตองการขอมูลขาวสารที่ทันตอเหตุการณ และมีรูปแบบสีสันแปลกใหม รัชนี อุดมเพชร และคณะ, 2545) องคกรจึงควรจัดการปรับขอมูล ขาวสาร พั นารูปแบบสีสันของหนาตาเว็บไซต การใหบริการใหม ๆ และหลากหลาย เชน ใหบริการ จดหมายอิเล็กทรอนิกส เกม ll er การดอิเล็กทรอนิกส ล มีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซตอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หรือเปนพันธมิตรกันจะชวยสรางความสะดวกแกผูเขาชม ควรจัดใหมีสวนของการสง ขอมูลความคิดเห็น ขอเสนอแนะปอนยอนกลับมายังหนวยงานไดโดยสะดวก ซึ่งจะชวยใหไดปฏิกิริยา ยอนกลับ ee c ) ที่เปนประโยชนตอองคกร อาจใชประโยชนในการวิจัยหาขอมูลความคิดเห็น เกี่ยวกับองคกร วิจัยประเมินผลในดานตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับองคกร เปนการสรางการมีสวนรวมกับ กลุมเปาหมายองคกร ตลอดจนเปนการสรางสัมพันธภาพที่ดีกับกลุมเปาหมายองคกรไดอีกดวย นอกจากนี้ผลการวิจัยพบวา กลุมผูใชอินเทอรเน็ตสวนใหญใชอินเทอรเน็ตสงรับจดหมาย
  • 93.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 75 75 อิเล็กทรอนิกส รัชนี อุดมเพชรและคณะ: 2545) ดังนั้น ถาจัดใหมีบริการจดหมายอิเล็กทรอนิกสใน เว็บไซตดวย ก็จะชวยดึงดูดใจใหมีผูเขามาเยี่ยมชมและใชบริการมากขึ้น สิ่งที่ควรพิจารณาอีกประการ หนึ่งคือ การทําโปรแกรมใหเว็บไซต สามารถนับจํานวนผูเขาเยี่ยมชมเว็บไซต ซึ่งจะทําใหสามารถ ประเมินความนิยมเว็บไซตขององคกรได 2.1) อ ี องการ สื่อ ระ าสัมพัน นอิน ทอร นต (1) สามารถเผยแพรขอมูลเขาถึงคนจํานวนมากทั่วโลก โดยใชไดทั้ง การสื่อสารแบบตัวตอตัว และการสื่อสารแบบ ch e er c Comm c o (2) ใหขอมูลที่สมจริงและดึงดูดความสนใจไดมากกวาสื่ออื่น ๆ ทั้งในดาน รูปแบบการจัดวางภาพและขอความ สี เสียง ภาพเคลื่อนไหว และดานการเขาถึงขอมูล ที่สามารถ เลือกไดวาจะรับขอมูลทั้งหมดหรือเพียงบางสวนที่ผูเขาชมสนใจเทานั้น และยังสามารถเก็บขอความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหวที่ชอบไวไดในลักษณะของไฟลขอมูลในเครื่อง ทําใหเปนการตอกย้ําสิ่งที่ ตองการสื่อสารใหจําไดดีขึ้น ( ) ผูใชอินเทอรเน็ตจะมีบทบาทสําคัญในขั้นตอนการใชสื่อมากกวาสื่อทั่วไป โดยผูเขาชมจะเปนผูเลือกที่จะดูเว็บไซตที่ตนสนใจไดนานและละเอียดเทาที่ตองการ โดยไมจํากัด ระยะเวลา เพราะใชงานตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถดูซ้ําไดตามตองการ (4) เปนสื่อที่ครอบคลุมและเขาถึงกลุมเปาหมายที่เ พาะเจาะจงไดดี (5) สามารถเผยแพรขอมูลขาวสารและรายละเอียดไดจํานวนมาก โดยไม จํากัดพื้นที่ ( ) เปนสื่อที่มีราคาถูกกวาสื่ออื่น เมื่อเปรียบเทียบปริมาณของเนื้อหาที่ ตองการนําเสนอ ความถี่ในการเผยแพร และระยะเวลานําเสนอที่ไมจํากัด เมื่อเทียบกันแลวคาใชจาย ในการจัดทําเว็บไซตและระบบ านขอมูลที่ทันสมัยจะมีราคาถูกกวาสื่อ ๆ (7) มีคุณสมบัติของการสื่อสารสองทาง ( o Comm c o ) ทําให สามารถทราบถึงการตอบสนอง ( ee c ) จากกลุมเปาหมายไดภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยสํารวจ ความคิดเห็นของผูรับสารผานแบบสอบถามในเว็บไซต หรือหนาใหอีเมลติดตอกลับ ( ) สามารถแสดงสถิติและประเมินผลการเขาชมไดอยางละเอียด ทําให สะดวกในการวิเคราะหขอมูลของกลุมเปาหมาย
  • 94.
    76 7 ( ) ชวยสรางภาพลักษณะของบริษัทหรือหนวยงานใหดูทันสมัย มีเทคโนโลยีล้ําหนาในการดําเนินงานและนาเชื่อถือ (10) เปนสื่อที่ใหความเสมอภาพทางธุรกิจ ไมวากิจการจะมีขนาดเล็กหรือ ใหญมีตนทุนนอยหรือมาก ก็สามารถสื่อสารกับกลุมเปาหมายไดเทาเทียมกัน ทั้งในประเทศและ ตางประเทศ 2.2) อ อย องการ สื่อ ระ าสัมพัน นอิน ทอร นต (1) จํานวนของผูใชอินเทอรเน็ตยังมีจํานวนนอย เมื่อเทียบกับจํานวน ประชากรทั้งประเทศ ทําใหจํากัดอยูในกลุมผูใชคอมพิวเตอร และมีอุปกรณตอพวง ซึ่งเปนกลุม ผูบริโภคระดับกลางคอนขางสูง ทําใหไมเหมาะสมกับสินคาที่มีกลุมเปาหมายระดับกลางถึงลาง (2) อินเทอรเน็ตตองสื่อสารโดยอาศัยระบบโทรศัพท ทําใหพื้นที่ที่ไมมี สายโทรศัพทจะไมสามารถใชบริการได ( ) คาใชบริการอินเทอรเน็ตยังคงมีราคาคอนขางสูง ทําใหผูใชบริการ สวนมากใชงานอินเทอรเน็ตในสถานที่ทํางาน สถานศึกษา หรือรานอินเทอรเน็ต ซึ่งมีขอจํากัดเรื่อง ความเปนสวนตัวในการใชงาน (4) ผูใชอินเทอรเน็ตตองมีทักษะดานคอมพิวเตอรและภาษาอังก ษ พอประมาณถือเปนขอจํากัดที่ทําใหกลุมเปาหมายแคบลง (5) ขอมูลขาวสารที่ตองการนําเสนอ ตองมีการจัดระบบการเขาถึงใหงายตอ ผูเขาชม หากขาดการวางแผนผังของเว็บไซตที่ดี อาจมีผลตอจํานวนผูเขาชมได ( ) ระบบ –commerce บนอินเทอรเน็ตในประเทศไทย ไมคอยไดรับความ นิยม เนื่องจากผูใชบริการไมแนใจดานการรักษาความปลอดภัย เชน การชําระเงินดวยบัญชีบัตร เครดิต (จันทรวรรณ ยังประภากร, 254 และ จริมา ทองสวัสดิ 25 5) 2.4 งานวิ ัยที่ กี่ยว อง 2.4.1 งานวิ ัย น ระ ท ภัทรพงษ อักษร และคณะ (255 , บทคัดยอ) ไดศึกษาองคประกอบและประเมิน ความเหมาะสมของเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงานและบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม กลุมเปาหมาย คือ ผูเชี่ยวชาญที่ประเมินความเหมาะสมขององคประกอบของโมดูลสําหรับเว็บไซต ตนแบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จํานวน 5 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือ แบบสอบถาม
  • 95.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 77 77 ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญที่มีตอความเหมาะสมขององคประกอบเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงาน และบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และสถิติที่ใชคือ คาเ ลี่ย และสวนเบี่ยงเบน มาตร าน ผลการวิจัย พบวา 1) องคประกอบโมดูลสําหรับตรวจสอบเว็บไซตตนแบบสําหรับ หนวยงานและบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ประกอบดวย 10 โมดูล ไดแก 1.1) โมดูล m ผูดูแลระบบ) 1.2) โมดูล er ผูใชงาน) 1. ) โมดูลขอมูลทั่วไป 1.4) โมดูลขาว ประชาสัมพันธ 1.5) โมดูลขาวประกาศ 1. ) โมดูลขาวกิจกรรม 1.7) โมดูลบุคลากร 1. ) โมดูล กระดานถามตอบ 1. ) โมดูลติดตอสอบถาม และ 1.10) โมดูลการสื่อสาร ความคิดเห็นของ ผูเชี่ยวชาญที่มีตอความเหมาะสมขององคประกอบเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงานและบุคลากร อยูในระดับมาก ไมตรี บัวศรีจันทร (2558, บทคัดยอ) ไดศึกษาสภาพความตองการและแนวทางใน การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ต สําหรับบุคลากรภายในสํานักงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาสภาพความตองการและแนวทางในการสื่อสาร เพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ต ผลการวิจัยพบวา 1.) สภาพความตองการและ แนวทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ตสําหรับบุคลากรภายใน สํานักงานอธิการบดีมีชองทางในการทราบขาวสารการประชาสัมพันธตามลําดับ ดังนี้ 1) ce oo 2) m l ) เว็บไซต 4) บล็อก 5) คนสงเอกสาร ) er 7) เว็บบอรดเครื่องมือหรืออุปกรณ การสื่อสารการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ต ขอเสนอตามลําดับดังนี้ 1) โทรศัพทมือถือ 2) คอมพิวเตอรตั้งโตะ ) คอมพิวเตอรพกพา 4) 5) บอรดอิเลคทรอนิคส ) โทรทัศน 7) บอรดประชาสัมพันธ 2) ผลการศึกษาแนวทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขาย อินเทอรเน็ตของบุคลากรภายในสํานักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมีแนวทางดังนี้ 1) แนวทางใน การพั นาดานการสื่อสารนั้นการทํางานทุกหนวยงานจะตองมีความเชื่อมโยงกัน 2) แนวทาง การประชาสัมพันธตองพิจารณาความหลากหลายและความเขาใจ ซึ่งแตละคนมีความเขาใจที่ไม เหมือนกัน และตองใหมีความรวดเร็ว ับไว ตองมีการประสานงานระหวางหนวยงานเพื่อใหไดขอมูล ที่ไมซ้ําซอนและไดขอมูลอยางรวดเร็ว หนวยงานตองตื่นตัวในการทํางานตลอดเวลา ) ตองมีการ พั นาอยางตอเนื่องตั้งแตเรื่องของการนําเสนอขอมูลตองกลั่นกรอง ตองมีเทคนิคการนําเสนอขอมูล และมีความถูกตองเปนสําคัญ มีความนาสนใจ ) ความคิดเห็นตอสภาพความตองการและแนวทางใน การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอินเทอรเน็ตสําหรับบุคลากรภายในสํานักงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลโดยรวมมีคะแนนเ ลี่ยอยูในระดับมาก ( X 4.11) และสวนเบี่ยงเบน มาตร านเทากับ S. . 0.42)
  • 96.
    78 7 ชัยวั น สมศรีและ ธนกร นอยทองเล็ก (255 , บทคัดยอ) ไดศึกษาแนวทางการ พั นาเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทางการตลาดของผูประกอบการ โรงแรมรมไมกรีนพารค อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง 1) เพื่อศึกษาความตองการของผูประกอบการ เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพัก นักทองเที่ยวในการใชเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทางการตลาด และ 2) พั นาเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทาง การตลาดของผูประกอบการ โรงแรมรมไมกรีนพารค อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง กลุมตัวอยาง คือ เจาของสถานประกอบการโรงแรมรมไมกรีนพารค เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพัก นักทองเที่ยวและผูเชี่ยวชาญการประเมินระบบ เปนการวิจัยเชิงพั นา โดยมีเครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม รวมถึงระบบจัดการ านขอมูล S และใชโปรแกรม เปนเครื่องมือที่ใชใน การพั นาระบบ ผลการวิจัยพบวาการพั นาเว็บไซตนี้เปนไปตามความตองการของผูประกอบการ เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพักหรือนักทองเที่ยวและผูเชี่ยวชาญการประเมินระบบสามารถ เพิ่มชองทางการตลาดที่หลากหลาย อาทิ เว็บไซตและเฟสบุค สงผลใหสวนแบงทางการตลาดของ ผูประกอบการเพิ่มมากขึ้นการพั นาเว็บไซตเปนไปตามการยอมรับของผูประกอบการและ เจาหนาที่ธุรการอยูในระดับมาก รวมถึงผลการประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศตามมุมมอง ของผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นตอระบบมีคุณภาพอยูในระดับมาก ลําดับสุดทายการยอมรับของ ผูใชบริการหองพักหรือนักทองเที่ยวอยูในระดับมาก สงผลใหเพิ่มชองทางการตลาดที่หลากหลาย มากขึ้น วราพร ดําจับ (2557, บทคัดยอ) ไดศึกษาเว็บไซตที่พึงประสงคของสถาบันอุดมศึกษา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ ผลการวิจัยพบวา านการออกแ กลุมตัวอยางสวนใหญมีความคิดเห็นวาความยาวของเว็บไซตที่ เหมาะสมนั้นไมเจาะจงขึ้นอยูกับเนื้อหาที่นําเสนอ การแสดงหนาเว็บไซตคือ แบบหนาเดียว จํานวนสี ที่เหมาะสมในหนึ่งหนาเว็บไซต ควรมี 4 5 สี และเปนสีโทนเย็น สีของตัวอักษรและสีของพื้นหลังที่ เหมาะสมที่ควรใชบนหนาเว็บไซต คือ ตัวอักษรสีดํา พื้นสีขาว ควรมีเ พาะเมนูหลักทุกหนาเว็บไซต ลักษณะของแบบเมนูในหนาเว็บไซต ไมเจาะจงขึ้นอยูกับความเหมาะสมและเนื้อหาที่นําเสนอ และ มีเมนูเปนแบบกราฟก าน ทคนิคการนา สนอ กลุมตัวอยางสวนใหญมีความคิดเห็นวาการนําภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงประกอบมาใชในเว็บไซตเพื่อเพิ่มความนาสนใจโดยไมจํากัดจํานวนภาพและ เสียง ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเหมาะสมของเนื้อหาและการออกแบบ าน นื้อหา น ว ตส า ันอ ม กษา กลุมตัวอยางสวนใหญมีความคิดเห็นวา การนําเสนอเนื้อหาในหนาเว็บไซตควรมีการเชื่อมโยงสามารถคนควาขอมูลไดทุกเมนู มีขอความ แนะนําในการเขาใชเว็บไซต มีการนําเสนอเนื้อหาที่ครบถวนและ เนื้อหาของเว็บไซตตรงตาม
  • 97.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 79 7 ความตองการนักเรียนสามารถนําเนื้อหามาใชในการเรียน การนําเสนอเนื้อหาตองมีความหลากหลาย และมีการปรับปรุงขอมูลเนื้อหาใหเปนปจจุบัน ขอเสนอแนะจากกลุมอยางมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซตสถาบันอุดมศึกษาวาควรมี การจัดรูปแบบเมนูใหสามารถเขาใชงานไดงายขึ้น มีเนื้อหาขอมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ชัดเจน มีการปรับปรุงขอมูลใหเปนปจจุบันการใชตัวอักษรตองมีขนาดใหญเพื่อใหอานไดสะดวก สามารถ เชื่อมโยงขอมูลไดทั้งหมดและควรมีการสรางความนาสนใจโดยมีระบบการพูดคุย หรือ ch ในหนา เว็บไซตเพื่อใหผูใชสามารถสอบถามขอมูลไดสะดวกยิ่งขึ้น 2.4.2 งานวิ ัยตาง ระ ท เช็น (Che . 200 ) ไดศึกษาถึงการประชาสัมพันธโดยใชอินเทอรเน็ต ที่ทําใหวิธีการ สื่อสารและการแลกเปลี่ยนขาวสารเปลี่ยนแปลงไป ขาวสารสามารถสงไดทุกเวลาและมี ความรวดเร็วรวดเร็ว ไมมีขีดจํากัดทุกคนสามารถนําเสนอขาวไดเอง จนทําใหเกิดโลกใหมในทุกวันนี้ แตขอเสียคือ ขาวสารสงไดภายในไมกี่วินาที โดยไมคํานึงถึงวาขอมูลขาวสารนั้น ๆ ถูกตองหรือไม การศึกษานี้เปนการคนหาถึงความตระหนักการเตรียมความพรอมตอผลกระทบในการทํางาน การพั นาหนทางใหม ๆ จากอินเทอรเน็ต ชารีฟ (Sh r . 2004) ไดศึกษาปจจัยที่มีผลกระทบตอการประยุกตใชอินเทอรเน็ตโดย ผูปฏิบัติงานดานประชาสัมพันธในประเทศคูเวต การศึกษาเปรียบเทียบองคกรจากระบบทาง ดานสังคม 2 แบบ หนวยงานของเอกชน ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากร และการใหความสนับสนุนเพื่อ การประยุกตใชอินเทอรเน็ต เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือ แบบสอบถามสําหรับผูปฏิบัติงานในวิชาชีพ ดานการประชาสัมพันธ ( 440) ซึ่งแจกใหผูปฏิบัติงานทั้งในหนวยงานของรั บาล และของเอกชน ในประเทศคูเวต นอกจากนี้ยังใชท ษ ีของ o er เปนกรอบงานดานท ษ ีเพื่อใหแนวทางใน การศึกษาวิจัยดวย ผลการวิจัยพบวา ผูปฏิบัติงานในวิชาชีพดานการประชาสัมพันธ ในหนวยงานของ เอกชนโดยสวนใหญซึ่งคิดเปน 7.5 ไดประยุกตใชอินเทอรเน็ตในการปฏิบัติงานดาน การประชาสัมพันธเมื่อเปรียบเทียบกับผูปฏิบัติงานในวิชาชีพดานการประชาสัมพันธในหนวยงานของ รั บาล ซึ่งคิดเปน 2. ในสวนของการวิเคราะหขอมูลดานคุณระโยชนของอินเทอรเน็ตเพื่อ การประยุกตใชในงานดานการประชาสัมพันธพบวา เปนวิธีการที่มีประโยชนมีความซับซอน สามารถ ทดลองใชงานกอนไดและมีความนาสนใจ อยางไรก็ตาม ดวยคุณสมบัติดังที่กลาวมานี้มีเพียง 2 ขอ เทานั้นคือสามารถทดลองใชงานกอนได และมีความนาสนใจ ซึ่งใชเปนตัวทํานายเรื่องการประยุกตใช อินเทอรเน็ตในงานดานการประชาสัมพันธไดอยางมีนัยสําคัญมากที่สุด ในสวนของการวิเคราะหขอมูล
  • 98.
    80 0 ดานคุณลักษณะของประชากรพบวา มีเพียงตัวแปรดานอายุและระดับการศึกษาเทานั้น ซึ่งใชเปนตัว ทํานายเรื่องการประยุกตใชอินเทอรเน็ตในงานดานการประชาสัมพันธไดอยางมีนัยสําคัญมากที่สุด ในสวนของการวิเคราะหตัวแปรดานระบบทางสังคม พบวา มีเพียงตัวแปร 2 อยางเทานั้น การ กอบรมเกี่ยวกับการใชอินเทอรเน็ต และการมีอินเทอรเน็ตสวนบุคคลไวใชงานซึ่งใชเปน ตัวทํานายเรื่องการประยุกตใชอินเทอรเน็ตในงานดานการประชาสัมพันธไดอยางมีนัยสําคัญมากที่สุด
  • 99.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 81 ทที่ ี า การวิจัยเรื่อง การศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการวิจัยและพัฒนา(Research and Development) สรุปวิธีการดาเนินการวิจัยรวม 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระยะที่ 2 พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อ เปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และ ระยะที่ 3 จัดการอบรมผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาผลการใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลที่ ได้จากการอบรมจะนาไปปรับปรุงการใช้งานต่อไป โดยสรุปข้อมูลจากการดาเนินการวิจัยแนวทางใน การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ า า า ทา า พ า า า พ า า า า า พ า ข้อมูลความต้องการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ า า า - ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 10 คน - ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ า ( พา า - ผู้บริหารของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน - ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก - 146) บทที่ 3 วิธีก�รวิจัย
  • 100.
    82 ี า ่ที่ า การรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างของผู้บริหาร สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อ การประชาสัมพันธ์ที่มีต่อสภาพความต้องการและแนวทางการเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ใน การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนการดาเนิน การดังนี้ 1. ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีการออกแบบเว็บไซต์และ การออกแบบองค์ประกอบเนื้อหาในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และศึกษาวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์ 2. สร้างแบบสัมภาษณ์แล้วเสนอต่อที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม (รายชื่อภาคผนวก ก - 145) 3. นาแบบสัมภาษณ์ที่ผ่านการแก้ไขจากที่ปรึกษา แล้วไปเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ด้านเว็บไซต์จานวน 3 คน และด้านเนื้อหา จานวน 3 คน (รายชื่อภาคผนวก ก - 145) เพื่อวิเคราะห์ หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกาหนดเกณ ์ดังนี้ (วรปภา อารีราษฎร์, 55 ให้คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา พบว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน แล้ว ด้านเนื้อหาได้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง 1.00 และจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านด้านเว็บไซต์ได้ ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 (รายละเอียดภาคผนวก ค ตารางภาคผนวกที่ หน้า 5 -1 3) 4. นาแบบสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างแบบสัมภาษณ์ (แบบมีโครงสร้าง ผู้บริหารและ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ ดังภาพที่ 3
  • 101.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 83 ภาพที่ 3.1 ขั้นตอนการสร้างแบบสัมภาษณ์สภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนา เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษาหลักการเอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการออกแบบเว็บไซต์การประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม นาแบบสัมภาษณ์ เสนอต่อที่ปรึกษา สร้างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structure Interview) นาแบบสัมภาษณ์เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านเนื้อหา จานวนด้านละ 3 คน จากนั้นนามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ได้แบบสัมภาษณ์ที่สมบูรณ์นาไปถามคุณภาพผู้บริหารสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์ จานวน 5 คน ไ ม่ผ่าน นาแบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผ่ าน ปรับปรุง แบบสัมภาษณ์ ปรับปรุง ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน
  • 102.
    84 ี า การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีการดาเนินการดังนี้ า ี่า า า 1. ผู้วิจัยขอความอนุเคราะห์ในสัมภาษณ์ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ โดยผู้วิจัยดาเนินการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง 2. ผู้วิจัยนาแบบสัมภาษณ์ที่ได้มาสังเคราะห์ เพื่อนาไปดาเนินการทาร่างแนวทาง การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในขั้นต่อไป า า ผู้วิจัยนาแบบสัมภาษณ์ผู้บริหารมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ตาม ความต้องการของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร นาเสนอข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์ในที่ประชุม คณะกรรมการดาเนินงานโครงการพัฒนาเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อกาหนดวัตถุประสงค์และวางแผนกาหนดแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ใน การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน า า า า มกราคม - มีนาคม 2559 ที่ พ า า ท ี ที่ า า พ า า า พ า า า า า พ า การศึกษาเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อ การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน า า า - ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 10 คน - ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ - ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ จานวน 5 เขตพื้นที่การศึกษา - ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ จานวน สานัก ศูนย์ กลุ่ม า (สุมแบบเ พาะเจาะจง - ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน - ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน (กลุ่มเดิมตามรายชื่อภาคผนวก ก- 6) - ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ จานวน 30 คน (รายชื่อภาคผนวก จ–195
  • 103.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 85 ่ ที่ า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม ในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้รูปแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) โดยกาหนดค่าระดับคะแนน ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด การแปลความหมายค่าเ ลี่ย ซึ่งผู้วิจัยแปลงมาจากแนวคิดของ (ธานินทร์ ศิลปจารุ, 2553 : 75) มีเกณ ์ดังนี้ 4.50 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง 1.50 – 2.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด เกณ ์เ ลี่ยของระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อเทคโนโลยีและองค์ประกอบ ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานในงานวิจัยนี้ใช้ค่าเ ลี่ยของคะแนนรวมจากการประเมินตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน ี า ่ ที่ า แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และ ด้านเนื้อหาการประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ใช้ระบบ ป ิบัติงานเว็บไซต์ต้นแบบ การประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีขั้นตอนการดาเนินการดังนี้ 1. ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การออกแบบเว็บไซต์ เทคโนโลยี และ องค์ประกอบเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ศึกษาวิธีการออกแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ โดยผู้วิจัยได้นามติที่ประชุมคณะกรรมการดาเนินงานโครงการพัฒนาเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา
  • 104.
    86 ความต้องการและแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ มาพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบดังนี้ 1) ศึกษาโครงสร้างของระบบ การออกแบบโครงสร้างของระบบป ิบัติงานของ เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยได้แบ่งสิทธิของ ผู้ใช้งาน ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานบันทึกข้อมูลและจัดการนาเข้าเนื้อหา พัฒนาเนื้อหา และผู้ใช้บริการ การออกแบบระบบฐานข้อมูลมีส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย 2 โมดูล ได้แก่ (1) โมดูลบรรณาธิการ เปนส่วนที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับ ข้อเขียนที่ บรรณาธิการหรือนักเขียนชั้นนาเขียนขึ้น เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเปนแนวของบทความทาง การศึกษา โดยมีรายละเอียดในการเผยแพร่ ได้แก่ นโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์การดาเนินงานของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน โดยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การดาเนินงานของผู้บริหารระดับสูงในสังกัด และเหตุการณ์น่าสนใจ ในปจจุบัน ล การนานโยบายสู่การป ิบัติของผู้บริหารระดับสูง ความก้าวหน้าสู่การป ิบัติระดับ เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา บุคลากรทาง การศึกษา ครู และนักเรียน ( โมดูลข่าว ศธ (ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ เปนส่วนที่แสดงข้อมูล เกี่ยวกับข่าวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาต่าง ในทุก ช่องทางที่ได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทางสื่อที่หลากหลาย ได้แก่ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ ข่าวองค์กร ข่าวหนังสือพิมพ์ ที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษา (3 โมดูลข่าว สพฐ เปนส่วนที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับ ข่าวความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับการป ิบัติภารกิจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษาเลขาธิการ ผู้บริหารระดับสูง และผู้อานวยการสานักใน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (4 โมดูลข่าว ศธจ. (ข่าวสานักงานศึกษาธิการจังหวัด) เปนส่วนที่แสดง ข้อมูล ประกอบด้วย การดาเนินกิจกรรมของสานักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ผู้อานวยการศึกษาธิการ จังหวัด รองผู้อานวยการศึกษาธิการจังหวัด ผู้อานวยการกลุ่มในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายและ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่ การป ิบัติ
  • 105.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 87 (5) โมดูลข่าว สพท(ข่าวเขตพื้นที่การศึกษา เปนส่วนที่แสดงข้อมูล เกี่ยวกับการดาเนินกิจกรรมของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษา รองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อานวยการกลุ่มในสังกัดขับเคลื่อนนโยบาย สู่การป ิบัติภายใต้นโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( โมดูลข่าวโรงเรียน เปนส่วนที่แสดงข้อมูลการดาเนินกิจกรรมของ โรงเรียนที่ผู้อานวยการสถานศึกษา รองผู้อานวยการสถานศึกษา ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสู่การป ิบัติ (7) โมดูลข่าวการศึกษาพิเศษ เปนส่วนแสดงข้อมูลการดาเนินกิจกรรมของ สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ และสถานศึกษา ที่ผู้อานวยการสถานศึกษา รองผู้อานวยการสถานศึกษา ข้าราชการครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อน นโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา (8) โมดูลคลิปข่าว เปนส่วนแสดง คลิปวีดีโอ การจัดการเรียนการสอน นวัตกรรม ผลงาน ครู นักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากร ที่สะท้อนให้เห็นถึงการป ิบัติ ภารกิจของครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ( โมดูลเข็มทิศ สพฐ เปนส่วนที่แสดงข้อมูลภารกิจการป ิบัติงานของ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (10) โมดูลห้องพักครู เปนส่วนที่แสดงข้อมูล ข่าวความเคลื่อนไหวทาง การศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เช่น การโยกย้าย บรรจุ และแต่งตั้ง การแสดงความยินดี การได้รับรางวัลเกียรติยศ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ ผลงาน สร้างสรรค์ของครู บุคลากรทางการศึกษา (11) โมดูลเพชรใน สพฐ เปนส่วนที่แสดง ข่าวกิจกรรมของสานักงานเขต พื้นที่การศึกษา โรงเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในสังกัดสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปนผลงานดีเด่นเปนที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน
  • 106.
    88 (12) เว็บบอร์ด เปนส่วนที่เปดรับงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน สนทนา และถามตอบกับบรรณาธิการเว็บไซต์ 3 การพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในส่วนต่าง ของระบบการวางแผนการทางาน ของระบบเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมพัฒนาเว็บไซต์ด้วยเทคโนโลยีเว็บ พัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ โปรแกรมบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL การพัฒนาออกแบบ และสร้างระบบฐานข้อมูล ใส่เนื้อหาและไ ล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ JAVA การออกแบบโครงสร้างใช้รูปแบบ Web ใยแมงมุม และ Site โครงข่าย หรือเรียกว่าโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งหมายถึงกลุ่มของเว็บเพจที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ประกอบไปด้วยเว็บเอกสาร Web Documents และสื่อประสมต่าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความ จัดเตรียมระบบและโดเมนเนมเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น โดยส่วนที่แสดงผลให้กับผู้ชมเว็บไซต์เรียกว่า “สพฐ นิวส์” หรือหน้าเว็บไซต์ที่ www.sorportornews.obec.go.th การทดสอบระบบ ผู้วิจัยจัดให้มีการทดสอบที่ละโมดูลเพื่อเปนการยืนยัน การทางานระดับย่อยที่สุดทางานได้ถูกต้อง และทดสอบการใช้งานโดยทาเว็บอัพโหลดไปยังเว็บ เซิร์ เวอร์ โดยศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐานกาหนด เปนระยะเวลา เดือน และทดสอบ การใช้งานทุกวันโดยวิธีเรียกใช้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากภายในและภายนอกสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.5 จัดอบรมทดสอบระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ การแก้ไขเนื้อหาและการพัฒนา เนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” หรือหน้าเว็บไซต์ที่ โดย ช่วงแรกสาหรับผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์จาก สานัก ศูนย์ กลุ่ม จานวน 3 คน 2. สร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยด้านเทคโนโลยี และองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ใช้แบบประเมินแบบเบล็คบอค (Black box (มนต์ชัย เทียนทอง, 2554 เปนประเด็นคาถาม ประกอบด้วย ด้าน ได้แก่ ด้านการตรงตาม ความต้องการของผู้ใช้ระบบ (Functional Requirement Test ด้านการทางานได้ตาม งก์ชั่นงาน ของระบบ (Functional Test ด้านความง่ายต่อการใช้งาน (Usability Test) และด้านการรักษา ความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ (Security Test) และความเหมาะสมด้านองค์ประกอบเว็บไซต์ที่ ในรูปแบบมาตราส่วน 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด เพื่อวิเคราะห์และ สรุปการศึกษาเทคโนโลยีเว็บไซต์และองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ แล้วเสนอต่อที่ ปรึกษา
  • 107.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 89 3. นาแบบประเมิน ที่ผ่านการแก้ไขจากที่ปรึกษาแล้วไปเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเว็บไซต์จานวน 3 คน และด้านเนื้อหา จานวน 3 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-145) เพื่อวิเคราะห์หา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกาหนดเกณ ์ดังนี้ (วรปภา อารีราษฎร์, 2558) ให้คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา พบว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านเว็บไซต์จานวน 3 ท่าน และด้านเนื้อหา จานวน 3 ท่านแล้ว ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 (รายละเอียดแสดงในภาคผนวก ข หน้า 164-168) 4. นาแบบประเมิน ที่ดาเนินการแก้ไขเสร็จแล้วนั้น นาไปให้ผู้บริหารสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบเว็บไซต์และการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน (รายชื่อภาคผนวก ก-146) และผู้ใช้ ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการทดลองระบบ จานวน 3 คน ประเมินความเหมาะสม 5. นาแบบประเมิน มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ พัฒนาเว็บไซต์ตามผลข้อมูลที่ได้ วิเคราะห์ ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมใน การพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพ 3
  • 108.
    90 ภาพที่ ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา เว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษาหลักการเอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการเลือกใช้เทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม ในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมิน สร้างแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสม ในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ นาแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบเสนอ ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านเนื้อหาจานวนด้านละ 3 คนจากนั้นนามาหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ได้แบบประเมิน ที่สมบูรณ์นาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน ผู้บริหารสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจานวน 5 คน และผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ จานวน 3 คน ประเมิน นาแบบประเมิน มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ นาแบบประเมิน เสนอต่อที่ปรึกษา ผ่ าน ปรับปรุง แบบประเมิน ปรับปรุง ไม่ผ่าน ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน
  • 109.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 91 ี า าา 1. นาผลการสังเคราะห์จากขั้นตอนที่ 1 มากาหนดเปาหมายในการพัฒนา การออกแบบเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ นิวส์” เพื่อประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และนามากาหนด เปนแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2. จัดทา (ร่าง แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโครงสร้างการออกแบบเทคโนโลยีและ องค์ประกอบเว็บไซต์ต้นแบบ “สพฐ นิวส์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอต่อที่ปรึกษาคณะทางานดาเนินงานโครงการประชุมเชิงป ิบัติการบริหาร จัดการเว็บไซต์ สพฐ นิวส์ เพื่อขอคาแนะนา 3 ปรับปรุงแก้ไข (ร่าง และโครงสร้างการออกแบบเทคโนโลยีและองค์ประกอบ เว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามคาแนะนา ของที่ปรึกษาคณะทางาน และทดลองระบบเปนเวลา เดือน 4. นาเอกสาร (ร่าง แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ และเว็บไซต์ต้นแบบในการ ประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยนาแบบประเมินเทคโนโลยีและ องค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ผู้ประเมิน ดังนี้ - ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์จานวน 5 คน - ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน (กลุ่มเดิมกับขั้นตอน 1) - ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานของเว็บไซต์ (จานวน 30 คน โดยใช้แบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบเหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. วิเคราะห์และปรับพัฒนาตามแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบ ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ และสรุปแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และ ผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน
  • 110.
    92 ี า การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีการดาเนินการดังนี้ 1. ผู้วิจัยนาการออกแบบเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา เว็บไซต์ต้นแบบในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ร่างแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ ให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ ประเมิน 2. ผู้วิจัยเก็บแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา เว็บไซต์ต้นแบบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ตอบแบบสอบถาม ผู้วิจัยเก็บแบบประเมินด้วยตนเอง 3. ผู้วิจัยนาแบบประเมินเทคโนโลยีและองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต์ ต้นแบบ มาทาการวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อนาไปปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ใช้ระบบของเว็บไซต์ และนาไปกาหนดเปนแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ใน การประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4. จัดทาแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ คู่มือการป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ในการ ประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” ที่ปรับปรุง เสนอต่อ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน า า ผู้วิจัยนาแบบประเมินคุณภาพหามาวิเคราะห์โดยการหาค่าเ ลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ( ..DS ) จากมาตรวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยกาหนดค่าระดับคะแนน ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด การแปลความหมายค่าเ ลี่ยซึ่งผู้วิจัยแปลงมาจากแนวคิดของ (ธานินทร์ ศิลปจารุ, 2553) มีเกณ ์ดังนี้
  • 111.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 93 4.50 – 5.00หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง 1.50 – 2.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด เกณ ์เ ลี่ยของระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อเว็บไซต์ต้นแบบ ในการ ประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในงานวิจัยนี้ใช้ค่าเ ลี่ยของคะแนน รวมจากการประเมินตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน า า า า เมษายน - มิถุนายน 2559 ที่ ทา า า พ า า า า า า า า พ า า า า า พ า เพื่อพัฒนาเนื้อหาบนเว็บไซต์ และสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงาน เว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” และ นาเสนอที่ประชุมคณะทางานดาเนินงานโครงการประชุมเชิงป ิบัติการบริหารจัดการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” และรายงานต่อสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป า ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์ของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จานวน 5 เขต ที่ได้รับมอบหมายให้เปนผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ่ ที่ า เอกสารแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” คู่มือการป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” และแบบประเมินผล การใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์” ี า ่ ที่ า แบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ นิวส์”
  • 112.
    94 1. ศึกษาหลักการ เอกสารทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และศึกษาวิธีการออกแบบประเมิน คุณภาพโดยวิธีการสร้างแบบสอบถามการยอมรับการนาไปใช้ของเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ตามตัวแบบ TAM คือ ประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการับรู้ว่าเปนระบบที่ง่ายต่อ การใช้งาน (สิงหะ วีสุข และ สุนันทา วงศ์จตุรภัทร, 2555) 2. สร้างแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วเสนอต่อที่ปรึกษา เพื่อ ตรวจสอบความเหมาะสม 3. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ที่ผ่านการแก้ไขจาก ที่ปรึกษา แล้วไปเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์จานวน 3 ท่าน และด้านเนื้อหา จานวน 3 ท่าน (กลุ่มเดิม รายชื่อภาคผนวก ก, 145) เพื่อวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกาหนดเกณ ์ดังนี้ (วรปภา อารีราษฎร์, 55 ให้คะแนน เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคาถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน - เมื่อแน่ใจว่าข้อคาถามนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหา พบว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้าน เว็บไซต์จานวน 3 ท่าน และด้านเนื้อหา จานวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 (รายละเอียด ภาคผนวก ค, 169-172) 4. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบของเว็บไซต์“สพฐ นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ดาเนินการแก้ไขเสร็จแล้ว เปน บับสมบูรณ์ นาไปให้ผู้ใช้ระบบป ิบัติการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์ ประเมินหลังการอบรม 5. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์ มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการออกแบบเว็บไซต์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงาน เว็บไซต์ “สพฐ นิวส์ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพ 3 3
  • 113.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 95 ภาพที่ ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบของเว็บไซต์ “สพฐนิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษาหลักการ เอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงาน เว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม สร้างแบบสอบถามการยอมรับต่อการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ ตามตัวแบบ TAM นาแบบสอบถาม เสนอต่อที่ปรึกษา นาแบบสอบถามการยอมรับการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” เสนอผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์และ ด้านเนื้อหา จานวนด้านละ 3 คน จากนั้นนามาหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ได้แบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สมบูรณ์ ไปให้ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ตอบแบบสอบถามหลังการอบรม นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ ผ่ าน ปรับปรุง แบบสอบถาม ปรับปรุง ไ ม่ผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ผ่าน
  • 114.
    96 ี า การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีการดาเนินการดังนี้ 1. ผู้วิจัยทาหนังสือจัดส่งแนวทางและคู่มือการป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ. นิวส์” โดย ดาวน์โหลดทาง ของศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อม Username และ Password นักประชาสัมพันธ์สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประสานกับผู้ดูแลระบบ และทดลองบันทึกข้อมูล ข่าว ภาพข่าว บทความ สกู ข่าวประชาสัมพันธ์เข้าระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ และจัดอบรมประชุม เชิงป ิบัติการบริหารจัดการเว็บไซต์ สพฐ นิวส์” 2. นาแบบสอบถามการยอมรับในการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” ให้ผู้ใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ หลังจากการอบรมการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ และพัฒนา เนื้อหาบนเว็บไซต์แล้ว ได้ตอบแบบสอบถาม และนาไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเ ลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบกับเกณ ์ประเมิน 3. นาเสนอในที่ประชุมคณะทางานดาเนินงานโครงการประชุมเชิงป ิบัติการบริหาร จัดการเว็บไซต์ สพฐ นิวส์ ดาเนินการประชาสัมพันธ์เว็บไชต์ “สพฐ นิสว์” า า ผู้วิจัยนาแบบประเมินผลการใช้ระบบป ิบัติงานเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. นาประเมินผลการใช้ระบบเว็บไซต์ “สพฐ นิวส์” มาวิเคราะห์โดยการหาค่าเ ลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ..DS ) จากมาตรวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยกาหนดค่าระดับคะแนน ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด การแปลความหมายค่าเ ลี่ยซึ่งผู้วิจัยแปลงมาจากแนวคิดของ (ธานินทร์ ศิลปจารุ, 2553) มีเกณ ์ดังนี้ 4.50 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง
  • 115.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 97 1.50 – 2.49หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด เกณ ์เ ลี่ยของระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อการใช้ระบบเว็บไซต์ ต้นแบบ ในการประชาสัมพันธ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในงานวิจัยนี้ใช้ ค่าเ ลี่ยของคะแนนรวมจากการประเมินตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน ที่ า า า ภาพ ่ 1. หาค่าความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) คือ ค่าดัชนีความสอดคล้อง คือ ผลรวมของค่าความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ คือจานวนผู้เชี่ยวชาญ า า 2. การหาค่าจานวนเ ลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ 2538: 73) คือ จานวนเ ลี่ย คือ ผลรวมของค่าจานวนทั้งหมด คือ จานวนกลุ่มตัวอย่าง
  • 116.
    98 3. การหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StandardDeviation) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538) คือ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลังสอง า า า า เดือน กรกฎาคม - กันยายน 2559
  • 117.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 99 บทที่ 4 ผลก�รวิจัย บทที่ ผลของว ัย ผลการวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานผูวิจัยไดนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูล โดยมี รายละเอียดตามขั้นตอนดําเนินการวิจัย ตามลําดับดังนี้ ระยะที่ ผลการวเคราะหการสัม าษณความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ากผบรหาร สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผเชี่ยวชา านการออกแบบ เว็บไซต โดยใชแบบสอบ ามแบงเนื้อหาออกเปนดานเนื้อหา และดานการออกแบบเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งผูวิจัยไดวิเคราะหขอมูลที่ได จากการสัมภาษณผูบริหารสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจํานวน ทาน และ ผูเชี่ยวชาญดานการออกแบบเว็บไซตจํานวน ทาน ที่มีตอความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนา เว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไดผลการวิเคราะห ออกมาเปน ดังนี้ ผบรหารของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไ มีความตองการและ แนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พอสรปตามประเ ็นหัวขอสัม าษณ ังนี้ 1. การสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซต และการแบงหัวขอเนื้อหาเ พาะเปนการนําเสนอขอมูลขาวสารเผยแพรเพื่อสรางการรับรู ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลักษณเปนหนังสือพิมพ ออนไลนเผยแพรผานทางอินเตอรเน็ตโดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่ใชเนื้อหาขอมูลขาวสารมาเผยแพรในเว็บไซตทั้งหมดจะตองมี บรรณาธิการ หรือผูที่มีหนาที่รับผิดชอบเลือกสรรขาวที่เขียนขึ้นโดยเจาหนาที่และนักประชาสัมพันธ ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคัดกรองคุณภาพขอมูลขาวสารมานําเสนอบนเว็บไซต และลําดับความสําคัญที่เปนขาวเดน โดยบรรณาธิการทําการเรียบเรียงใหมีความนาสนใจ เพื่อดึงดูด
  • 118.
    100 100 ผูอานใหติดตามอาน และสื่อมวลชนสามาร นําขอมูลไปเผยแพรในรูปแบบตางๆ ตอไปได เชน ขาว กระทรวงศึกษาธิการ ขาวศึกษาธิการจังหวัด ขาวสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขาว สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขาวโรงเรียนในสังกัด ล นอกจากนี้ ตองนําเสนอขอมูลขาวสารที่เปน ประโยชน ครอบคลุมทุกภารกิจในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และสอดคลองการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร ของกระทรวงศึกษาธิการ และมีสารประโยชนตอผูใชบริการในดานการบริหารงานบุคคล การ บริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป เปนตน มีการนําเสนอ ขอมูลขาวสารความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เชน สารประโยชนในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ความเคลื่อนไหวของนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเรียนการสอน ผลงานดีเดนในดานตาง ๆ ที่เปนการบริหารจัดการที่เปนเลิศ est P ctices ของผูบริหาร ขาราชการครู บุคลากรทางการ ศึกษา เจาหนาที่ และนักเรียน รวม ึงดีเดนในดานคุณธรรม จริยธรรมที่ดีเปนสอดคลองกับคานิยม 1 ประการ เพื่อเปนการเชิดชูเกียรติ และเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู ผูใชบริการซึ่งเปน ผูบริหาร ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจาหนาที่ นักเรียน และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ตลอดจน สื่อสารมวลชนแขนงตาง ๆ สามาร นําไปประยุกตใชในการเผยแพรขอมูลขาวสารและเปนการขยาย ผลตอยอด . ควรมีการนําเอา Mu time i มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซต ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะสามาร นําเสนอไดทั้ง ไฟลเสียง วีดีโอ ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวตาง ๆ มาประกอบกับการรายงานขอมูลขาวสารเพื่อใหมี ความดึงดูดความสนใจของผูใชบริการ แตมีผูบริหารเพียง 1 ทาน ที่มีความเห็นวา ควรใหความสําคัญ ของการนําเสนอเนื้อหาของขาวสารกับภาพนิ่ง ไมควรนํา Mu time i มาใชประกอบ เพราะผูอาน อาจมีขอจํากัดทางดานเวลาและการใชสัญญาณอินเตอรเน็ต . การใชตัวอักษร MS S ns Se i หรือ o i ขนาดตัวอักษร 1 เปน ความนิยมสวนใหญที่ใชในเว็บไซต เหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธ และมีผูบริหาร 2 ทานมี ความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยในการใชตัวอักษรขนาดใหญกวาขนาดอักษร 1 ได โดยขอใหพิจารณา ึง ความเหมาะสมตามรูปแบบของการนําเสนอขอมูลขาวสาร เพื่อชี้แนะใหผูอานเห็น ึงลําดับ ความสําคัญของขอความขาวสาร เชน ในการพาดหัวขาว คํานึง ึงการเลือกใชชุดสี รูปภาพหรือ กราฟก ใหเปนรูปแบบเดียวกันตลอด
  • 119.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 101 101 4. การใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ เพื่อดึงดูด ความสนใจในการเขามาชมเว็บไซตในภาพรวมผูบริหารมีความเห็นวา ไมควรมีการใชเสียงดนตรี ประกอบในหนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ เนื่องจากอาจจะทําใหผูใชบริการเกิดความสับสนและ เปนการรบกวน . การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธ ผูบริหารมีความเห็นวา ควรใหผูอานสามาร เห็นหัวขอขาวที่ปกติอยูในหนาแรกของเว็บไซต ตองจัดแบงเปนรูปแบบของเมนู ขอมูลขาวสาร ซึ่งจะมีการนําเสนอหัวขอขาวทั้งในปจจุบันและอดีต หรือมีการนําเสนอหัวขอขอมูล ขาวสารควบคูไปกับความนําของแตละขาวเรียงไปตามประเภทของขาว ออกแบบระบบนําทางให ผูอานสามาร เห็นองคประกอบอื่น ๆ ได โดยจัดใหมีชองทางการติดตอบรรณาธิการ การพูดคุยแสดง ความคิดเห็นของผูอาน ตลอดจนเชื่อมโยงขอมูลที่เกี่ยวของไดดวย . การจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลขาวสารในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ควรใชแบบเรียงลําดับขั้น ซึ่งควรเรียงขอมูลขาวสารภายในไปสูภายนอก เพื่อลดการซ้ําของขอมูล ขาวสารที่นําเสนอ กราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ในขั้นตอนนี้ ออกแบบระบบนําทางหรือรวม ึง การกําหนด ในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยใน การออกแบบ เชน การใช SS ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล ออกแบบรูปแบบทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน . ควรจัดวาง โลโก เมนู และภาพประกอบ ในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ตามมาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญนิยมจัดวางโลโกจะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ัด ลงมาจากโลโก การเลือกสีตองใชความสามาร ทางดานศิลปะในการเลือกใชสีและเลือกใชรูปภาพที่จะ นํามาแสดงในเว็บไซต ปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง และภาพประกอบตามความเหมาะสม คํานึง ึงความเรียบงาย มีรูปแบบเดียวกัน และมีเอกลักษณในความเปนสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน . เว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรมีการจัดวาง L yout ตามมาตรฐานของเว็บไซต ซึ่งประกอบดวย He e บนสุด รองลงมาเมนู และเนื้อหาตามความเหมาะสม
  • 120.
    102 10 . การประชาสัมพันธเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ใหเปนที่รูจักแกบุคคลทั่วไปควรใชสื่อในการประชาสัมพันธ ทาง Soci Me i เชน ce oo , itte , Line เปนตน 10. การใชโปรแกรมสําหรับการจัดทําเว็บไซต และการบริหารจัดการฐานขอมูล MySQL การพัฒนาออกแบบ และสราง ระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่เกี่ยวของ และ การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และJAVA การออกแบบโครงสรางของระบบ สามาร นํามาใชในการพัฒนาเว็บไซตไดอยางมีประสิทธิภาพ ผเชี่ยวชา านการออกแบบเว็บไซตในการประชาสัมพันธไ มีความค เห็น เกี่ยวกับส าพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พอสรปตามประเ ็นหัวขอสัม าษณ ังนี้ 1. การแบงหัวขอเนื้อหาการสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบเปน หมวดหมูและจัดหัวขอสําคัญตาง ๆ ใหชัดเจน และมีการคลิกหนาเขาสูเว็บไซตและขอใหนําเสนอโดย ใชเทคนิคการพาดหัวขาวใหมีความนาสนใจลักษณะเหมือนรูปแบบของหนังสือพิมพออนไลน มีชองทางในการติดตอสอบ ามมาดวย องคประกอบเนื้อหาของเว็บไซตควรแบงเปนหมวดหมูระดับ ตาง ๆ โดยดานเนื้อหาที่มานําเสนอในผานทางเว็บไซต ตองมีการปรับเปลี่ยนใหทันสมัย ขอมูลที่ทัน เหตุการณอยูเสมอ สามาร เพิ่มเติมขาวสารไดตลอดเวลา และสามาร ลบหรือแกไขสิ่งที่ไมจําเปน ทิ้งได . การมีการนําเอา Mu time i มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตใน การประชาสัมพันธ แตมีผูเชี่ยวชาญ 1 ทานเห็นตางวา ไมควรนําเอา Mu time i มาใชประกอบเพื่อ อธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตในการประชาสัมพันธเพราะจะทําใหไมนาสนใจ . การใชตัวอักษร MS S ns Se i หรือ om ขนาดตัวอักษร 1 จึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตในการประชาสัมพันธ แตมีผูเชี่ยวชาญ ทานเห็นตางวา ควรใชตัวอักษร ขนาดไหนก็ไดแลวแตความเหมาะสมและตามมาตรฐานที่รองรับ 4. การใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซต เพื่อดึงดูดความสนใจในการเขามาชม เว็บไซต ผูเชี่ยวชาญมีความเห็นวา ไมควรมีการใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซต เนื่องจากอาจจะ ทําใหผูใชบริการเกิดความสับสน และเปนการรบกวน
  • 121.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 103 10 . การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตในการประชาสัมพันธไดหลายรูปแบบ ที่เปนนิยมกันมาก คือนําเสนอในรูปแบบของเมนูขาวที่ใหผูอานเลือกหัวขอขาวที่ตองการแลวสามาร คลิกเขาไปเพื่อเปนการเปดเขาสูเนื้อหาขาวสารนั้น ๆ กับในรูปแบบไ เปอรเท็กซ ซึ่งมีลักษณะคลาย กับเอกสารธรรมดา แตสวนที่แตกตางคือภายในไ เปอรเท็กซจะมีเสนทางเชื่อมโยงตอไปยังหนา เอกสารอื่น ๆ ดวย โดยผูอานสามาร เลือกสวนของขอความที่สนใจแลวระบบดึงขอมูลที่เชื่อมโยงนั้น มาแสดงใหอานตอในทันที ซึ่งขาวสารที่แสดงออกมามีทั้งขอความ รูปภาพ กราฟก ตัวอักษร รวมไป ึงภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียง หรือ คลิปวีดีโอนั้น และดวยความสามาร ของไ เปอรเท็กซจึงทําใหผูอาน สามาร เขาไปดูขอมูลขาวสารไดลึกลงไปเรื่อย ๆ จากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันได . การจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ควรใชแบบ เรียงตามความสําคัญตามลําดับจากหนวยงานระดับนโยบายและยุทธศาสตร คือ กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา ล ใช้โครงสร้างเว็บไซต์แบบใยแมงมุม (Web Structure) ซึ่งความยืดหยุ่นมากที่สุด ทุกหน้าในเว็บ สามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกันได้หมด . ควรจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ มาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญแลว โลโก จะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ัดลงมา จากโลโกภาพประกอบตามความเหมาะสม ตามดวยที่อยูตอนทาย . เว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีการจัดวาง L yout ตามมาตรฐานของ เว็บไซต ซึ่งประกอบดวย He e บนสุด รองลงมาเมนู และเนื้อหา ตามความเหมาะสม . วิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซต ใหเปนที่รู จักแกบุคคลทั่วไป ควรทํา S และ ใชสื่อในการประชาสัมพันธ เชน ce oo , Line, itte ล 10. ปจจุบัน Joom D e m e e , Wo ess โปรแกรมบริหารจัดการ ฐานขอมูล MySQL และเปนโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ JAVA เปนโปรแกรมสําหรับ การจัดทําเว็บไซตที่สามาร นํามาใชไดอยางมีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาเว็บไซตใน การประชาสัมพันธระบบบริหารจัดการเว็บไซตควรเปนเครื่องแมขาย A ic tion กับเครื่องแมขาย ในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL
  • 122.
    104 104 ระยะที่ 2 ผลการพัฒนาเว็บไซตตนแบบศึกษาเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมใน การพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ผูวิจัยไดนําขอมูลสภาพความตองการและแนวทางในการพัฒนาเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของผูบริหารและผูเชี่ยวชาญ ดานการออกแบบเว็บไซต มาเปนแนวทางในการออกแบบโครงรางเว็บไซตตนแบบ และ รางแนวทาง การพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสวนที่แสดงผลใหกับผูชมเว็บไซตเรียกวา “สพฐ. นิวส” หรือหนาเว็บไซตที่ www.sorportornews.obec.go.th พัฒนาเว็บไซตโดยใชโปรแกรมบริหารจัดการฐานขอมูล MySQL การพัฒนาออกแบบ และสรางระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่เกี่ยวของ และ การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา PHP, PHPMYADMIN และ JAVA การออกแบบโครงสรางใชรูปแบบ Web ใยแมงมุม และ Site โครงขาย หรือเรียกวาโครงขายใยแมง มุม ประกอบไปดวยเว็บเอกสาร Web Documents และสื่อประสมตาง ๆ เชน ภาพ เสียง ขอความ จัดเตรียมระบบและโดเมนเนมเว็บไซตที่พัฒนาขึ้น โดยสวนที่แสดงผลใหกับผูชมเว็บไซตเรียกวา “สพฐ. นิวส” หรือหนาเว็บไซตที่ www.sorportornews.obec.go.th โดยไดแบงสิทธิของผูใชงาน ไดแก ผูดูแลระบบ ผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซต และผูขอใชบริการ โดยผูดูแลระบบตองล็อกอินเขาสู ระบบทุกครั้งเพื่อจัดการขอมูลขาวสารประชาสัมพันธ โดยระบบบริหารจัดการเว็บไซตและฐานขอมูล ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพที่ 4.1
  • 123.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 105 10 าพที่ .1 แสดงระบบบริหารจัดการเว็บไซตและฐานขอมูลการประชาสัมพันธของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สําหรับฐานขอมูลการเว็บไซตสพฐ. นิวส ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานประกอบดวย ระบบ ront n ste 1. สวนของ ont n ซึ่งเปนสวนที่แสดงผลใหกับผูเขาชมเว็บไซต หรือหนาเว็บไซต www.sorportornews.obec.go.th . .Lo b nce ในสวนของ ont en ใชสําหรับรองรับเว็บไซต หากมี การเขามาชมพรอม ๆ กัน เชน 1,000 คน ระบบก็จะทําการจัดการใหผูชมเขาสูระบบเว็บไซตในเครื่อง A ic tion 1 จํานวน 00 คน และ A ic tion จํานวน 00 คนเทาๆ กัน ทําใหการเรียก เว็บไซตไดรวดเร็วยิ่งขึ้น และหากมีเครื่องแมขายใดชารุด สวนที่เหลือก็ยังสามาร ใหบริการได ตามปกติ เปนการปองกันระบบแมขายลมอีกวิธีหนึ่ง . S itc ทําหนาที่เชื่อมตอระบบเครื่องแมขาย A ic tion กับเครื่องแมขาย ในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL
  • 124.
    106 10 4. เครื่องแมขายในการจัดเก็บฐานขอมูล Dt b se MySQL ทําหนาที่ในการจัดเก็บ ขอมูลของเว็บไซตทั้งหมด ที่ ูกสงมาจากเครื่องแมขาย A e se 1 และ Sc oo se และ แสดงผลเมื่อมีการเรียกใชจากเครื่องแมขาย A ic tion 1 และ A ic tion ระบบ c n ste 1. สวนของ c n ซึ่งเปนสวนการบริหารจัดการเว็บไซต เปนสวนการจัดการ เนื้อหา รวม ึงโครงสรางของเว็บไซต สําหรับใหผูดูแลเว็บไซต บรรณาธิการ เขามาบริหารจัดการ เว็บไซต ในสวนเนื้อหาของเว็บไซต .so o to ne s.obec. o.t . .Lo b nce ในสวน c n ใชสําหรับรองรับผูใชงาน ผูดูแลเว็บไซต และบรรณาธิการ หากมีการเขาระบบพรอมกัน โดยจัดการแบงพื้นที่ในเว็บไซตเทาๆ กัน เชน มีผูเขา ชมจํานวน 0,000 คน ระบบจะทําการจัดใหผูเขาชมเขาสูระบบเว็บไซตในเครื่อง A e se 1 จํานวน 1 ,000 คน และ Sc oo se จํานวน 1 ,000 คน เทา ๆ กัน ทําใหการเขาสูระบบ การบริหารจัดการเว็บไซตไดรวดเร็วยิ่งขึ้น และหากมีเครื่องแมขายตัวใดตัวหนึ่งชํารุดอีกตัวก็จะ สามาร ใหบริการไดตามปกติ เปนการปองกันระบบแมขายลม . สวนของ S itc ทําหนาที่ตอระบบเครื่องแมขาย A e se 1 และ Sc oo se กับเครื่องแมขายในการจัดเก็บขอมูล D t b se MySQL 4. เครื่องแมขายในการจัดเก็บฐานขอมูล D t b se MySQL ทําหนาที่ในการจัดเก็บ ขอมูลของเว็บไซตทั้งหมด ที่ ูกสงมาจากเครื่องแมขาย A e se 1 และ Sc oo se และ แสดงผลเมื่อมีการเรียกใชจากเครื่องแมขาย A ic tion 1 และ A ic tion โดยแบงขั้นตอนการปฏิบัติงานเว็บไซตตนแบบประชาสัมพันธ “สพฐ. นิวส” เปน 2 รูปแบบตามผังแสดงกระบวนการทํางานตามขั้นตอนแบบที่ 1 ดังภาพที่ 4. และแบบที่ ดังภาพ ที่ 4.
  • 125.
  • 126.
  • 127.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 109 10 โดยมีองคประกอบของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวย 12โมดูลดังนี้ 1. โมดูล บรรณาธการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ ขอเขียนที่บรรณาธิการหรือ นักเขียนชั้นนําเขียนขึ้น เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเปนแนวของบทความทางการศึกษา ๆ โดยมี รายละเอียดในการเผยแพร ไดแก นโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร กลยุทธการดําเนินงานของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การดําเนินงานของผูบริหารระดับสูงในสังกัด และเหตุการณนาสนใจในปจจุบัน ล การนํานโยบาย สูการปฏิบัติของผูบริหารระดับสูง ความกาวหนาสูการปฏิบัติระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา บุคลากรทาง การศึกษา ครู และนักเรียน ดังภาพที่ 4.4 าพที่ แสดงโมดูล บรรณาธการ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส . โมดูล ขาว ศธ ขาวกระทรวงศึกษาธการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับขาว ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาตาง ๆ ในทุก ๆ ชองทางที่ไดรับการเผยแพรประชาสัมพันธทางสื่อที่ หลากหลาย ไดแกขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวองคกร ขาวหนังสือพิมพ ที่เกี่ยวของกับการศึกษา ดังภาพที่ 4.
  • 128.
    110 110 าพที่ 5 แสดงโมดูลขาว ศธ ขาวกระทรวงศึกษาธการ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส . โมดูล ขาว สพฐ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ ขาวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ การปฏิบัติภารกิจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษาเลขาธิการ ผูบริหารระดับสูง และผูอํานวยการสํานักในสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพที่ 4. าพที่ 6 แสดงโมดูล ขาว สพฐ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
  • 129.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 111 111 4. โมดูล ขาวศธ ขาวสํานักงานศึกษาธการ ังหวั เปนสวนที่แสดงขอมูล ประกอบดวย การดําเนินกิจกรรมของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด รองผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด ผูอํานวยการกลุมในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของ รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสูการปฏิบัติ ดังภาพที่ 4. าพที่ 7 แสดงโมดูล ขาว ศธ ขาวสํานักงานศึกษาธการ ังหวั เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส . โมดูล ขาว สพท ขาวเขตพื้นที่การศึกษา เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ การดําเนินกิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผูอํานวยการกลุมในสังกัดขับเคลื่อนนโยบาย สูการปฏิบัติภายใตนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังภาพที่ 4.
  • 130.
    112 11 าพที่ 8 แสดงโมดูลขาว สพท เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส . โมดูล ขาวโรงเรียน เปนสวนที่แสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของโรงเรียน ที่ผูอํานวยการส านศึกษา รองผูอํานวยการส านศึกษา ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษารวมกัน ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสูการปฏิบัติ ดังภาพที่ 4. าพที่ 9 แสดงโมดูล ขาวโรงเรียน เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
  • 131.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 113 11 7. โมดูล ขาวการศึกษาพเศษเปนสวนแสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของสํานัก บริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนยการศึกษาพิเศษ และส านศึกษา ที่ผูอํานวยการส านศึกษา รองผูอํานวยการส านศึกษา ขาราชการครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมกันขับเคลื่อน นโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังภาพที่ 4.1 าพที่ 10 แสดงโมดูล ขาวการศึกษาพเศษ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส 8. โมดูล เข็มทศ สพฐ เปนสวนที่แสดงขอมูลภารกิจการปฏิบัติงานของเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูชวย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทีมคณะประชาสัมพันธศูนยสารนิเทศการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนผูนําเสนอไปยัง กองบรรณาธิการขาว าพที่ 11 แสดงโมดูล เข็มทศ สพฐ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
  • 132.
    114 114 9. โมดูล หองพักครเปนสวนที่แสดงขอมูล ขาวความเคลื่อนไหวทางการศึกษา ของบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชน การโยกยาย บรรจุและแตงตั้ง การแสดงความยินดี การไดรับรางวัลเกียรติยศ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ ผลงานสรางสรรค ของครู บุคลากรทางการศึกษา ดังภาพที่ 4.1 าพที่ 12 แสดงโมดูล หองพักคร เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส 10. โมดูล เพชรใน สพฐ เปนสวนที่แสดง ขาวกิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษา โรงเรียน ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เปนผลงานดีเดนเปนที่ประจักษตอสาธารณชน ดังภาพที่ 4.1 าพที่ 13 แสดงโมดูล เพชรใน สพฐ เว็บไซตประชาสัมพันธ สพฐ. นิวส
  • 133.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 115 11 11. โมดูล คลปขาวเปนสวนแสดง คลิปวีดีโอ การจัดการเรียนการสอน นวัตกรรม ผลงาน ครู นักเรียน ผูบริหารส านศึกษา และบุคลากร ที่สะทอนใหเห็น ึงการปฏิบัติภารกิจของครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา 12. เว็บบอรด เปนสวนที่เปดรับฟงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน สนทนา และ าม ตอบ กับบรรณาธิการเว็บไซต และดําเนินการจัดทําคูมือการใชเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” (รายละเอียดคูมือใน ภาคผนวก ง – 166) ในขั้นตอนนี้ ไดจัดใหมีการทดลองการใชงาน ในแตละโมดูล โดยนําเว็บอัพโหลดไปยัง เซิรฟเวอรที่ศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และผูดูและระบบสวนกลางสุมกลุมตัวอยางโดยเ พาะเจาะจง จํานวน 24 คน ผูดูและ ระบบ คน ประชุมชี้แจงและทดสอบการเขาใชงานในสวนของ A min และผูดูแลระบบ มอบ se n me และ P ss o ใหผูใชงานเพื่อทดลองการใชงานเว็บไซตและพัฒนาเนื้อหาของ เว็บไซต เปนเวลา 1 เดือน ระหวางเดือนพ ษภาคม หลังจากนั้น นําเสนอเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” และแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในที่ประชุมคณะกรรมการดําเนินงานโครงการพัฒนาเว็บไซตประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 1 พ ษภาคม โดยผูวิจัยไดรวบรวมขอมูลและไดทําการสาธิตการใชระบบการเว็บไซต สพฐ. นิวส เสนอตอผูเชี่ยวชาญดานระบบเว็บไซตและผูบริหาร ในการเขา ึงขอมูลในแตละโมดูล และนําแบบ ประเมินคุณภาพระบบสารสนเทศเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” และประเมินความเหมาะสมขององคประกอบโมดูลเว็บไซต และ แนวทางพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธทางออนไลนที่ https://2 news.wor press.co ของศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ ผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลเมื่อวันที่ 1 -18 มิ ุนายน และนํามาวิเคราะหขอมูล สรุปดังตารางที่ , 4 และ ไดดังนี้
  • 134.
    116 11 ตารางที่ ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหารและผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” รายการ ผเชี่ยวชา (n = ) ผบรหาร (n = ) ผใชระบบ (n =30) รวม (n = 40) ระ ับ ความ ค เห็นX ..DS X ..DS X ..DS X ..DS านประสทธ าพของการทํางานระบบ 1. ความสามาร ในการติดตอ ฐานขอมูล 4.55 0.18 4. .20 4. . 1 4. .29 มากที่สุด . ความสามาร ในการนําเสนอ ขอมูล 4.70 .10 4. .20 4. .4 4. 1 . มากที่สุด . ความสามาร ในการทํางาน ของระบบภาพรวม 4. 5 .18 4. .12 4. . 4. . มากที่สุด รวม 60 30 มากที่สุด านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ 1. ความ ูกตองของระบบในการ เพิ่มขอมูล 4. .20 4. .20 4. . 1 4. 1 . มากที่สุด . ความ ูกตองของระบบในการ ปรับปรุงขอมูล 4. . 8 4. .20 4.4 . 4.4 . มาก . ความ ูกตองของระบบในการ ลบขอมูล 4. .20 4. .12 4. . 1 4. . 7 มากที่สุด 4. ความ ูกตองของการทํางาน ระบบในภาพรวม 4. .12 4. .12 4. . 1 4. . มากที่สุด รวม 20 9 มากที่สุด านความงายตอการใชงานในระบบ 1. ความงายตอการเรียกใชงาน 4. .12 4. .12 4. . 4. . มากที่สุด . ความชัดเจนของขอความงาย ตอการใชงาน 4. .12 4. .12 4. . 4. . 0 มากที่สุด . ความงายตอการเพิ่มขอมูล 4. .12 4. .12 4. .4 4. . 4 มากที่สุด 4. ความนาใชงานของระบบใน ภาพรวม 4. .28 4. .12 4. . 4. 1 . มากที่สุด รวม 6 มากที่สุด
  • 135.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 117 11 ตารางที่ 4.1 ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส (ตอ) รายการ ผเชี่ยวชา (n ) ผบรหาร (n ) ผใชระบบ (n =30) รวม (n 40) ระ ับ ความ ค เห็น X ..DS X ..DS X ..DS X ..DS านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล 1. การกําหนดสิทธิในการเขา ึง ขอมูลของผูใชระบบ 4. .28 4. .12 4. .4 4. . มากที่สุด . การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาด ในการปอนขอมูลเขาสูระบบ 4. . 0 4. .12 4. . 1 4. 1 . 1 มากที่สุด . ความปลอดภัยของการเขา ึง ขอมูล 4. . 8 4. .12 4. . 4. . มากที่สุด 4. ระบบการรักษาความปลอดภัย ในภาพรวม 4. .28 4. .12 4. .4 4. . มากที่สุด รวม 4.54 0.26 4.75 0.12 4.62 0.35 . .2 มากที่สุด โ ยรวม 4.60 0.19 4.67 0.14 4.55 0.49 4.60 0.28 มากที่สุด จากตารางที่ 4.1 พบวา ความคิดเห็นโดยรวมของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่ มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด ( X =4. 0, ..DS 0. ) เมื่อพิจารณารายดานความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบ พบวา เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตที่อยูในระดับมากที่สุด คือ ดานความงายตอการใช งานในระบบ X =4. , ..DS =0. ) ดานความเหมาะสมในการรักษาความปลอดภัย X =4. 1, ..DS =0. ดานความ ูกตองในการทํางานของฟงชั่นงานของระบบ X =4. , ..DS =0. ) และ ดานประสิทธิภาพของการทํางานระบบ X =4.42, ..DS =0. 0 ตามลําดับ
  • 136.
    118 11 ตารางที่ .2 ความคเห็นของผเชี่ยวชา ผบรหาร และผใชระบบที่มีตอองคประกอบโม ล ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ นวส รายการ ผเชี่ยวชา (n = ) ผบรหาร (n = ) ผใชระบบ (n = 30) รวม (n =40) ระ ับ ความ ค เห็นX ..DS X ..DS X ..DS X ..DS 1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วาง หนาเว็บไซต 4.50 0.58 4.25 0.50 4.32 0.85 4.36 0.64 มาก . โมดูล se ผูใชงาน 4.50 0.52 4.50 0.58 4.62 0.66 4.54 0.59 มากที่สุด . โมดูลการจัดการเนื้อหา เว็บไซต 4.50 0.58 4.50 0.58 4.58 0.72 4.53 0.63 มากที่สุด 4. โมดูลการจัดการบท บรรณาธิการ 4.50 0.58 4.75 0.50 4.46 0.73 4.57 0.60 มากที่สุด . โมดูลการจัดการขาว ศธ. 4.50 0.58 4.50 0.58 4.32 0.85 4.44 0.67 มาก . โมดูลการจัดการขาว ศธจ. 4.50 0.58 4.25 0.96 4.46 0.63 4.40 0.67 มาก 7 . โมดูลการจัดการขาว สพฐ. 4.50 0.58 4.75 0.50 4.45 0.68 4.57 0.59 มากที่สุด 8. โมดูลการจัดการขาว สพท. 4.50 0.58 4.75 0.50 4.65 0.70 4.63 0.59 มากที่สุด . โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน 4.50 0.58 4.75 0.50 4.58 0.72 4.61 0.60 มากที่สุด 1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษา พิเศษ 4.50 0.58 4.59 0.54 4.52 0.75 4.54 0.63 มากที่สุด 11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. 4.50 0.58 4.50 0.58 4.55 0.76 4.52 0.64 มากที่สุด 1 . โมดูลการจัดการหองพักครู 4.50 0.58 4.75 0.50 4.46 0.73 4.57 0.62 มากที่สุด 1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. 4.50 0.58 4.75 0.50 4.31 0.78 4.52 0.62 มากที่สุด 14. โมดูล A min ผูดูแล ระบบ 4.75 0.50 4.75 0.50 4.65 0.69 4.72 0.56 มากที่สุด 1 . โมดูลแสดงหนาเว็บไซต 4.75 0.50 4.75 0.50 4.55 0.75 4.68 0.58 มากที่สุด 1 . โมดูลกระดาน ามตอบ 4.75 0.50 4.50 0.58 4.55 0.76 4.60 0.61 มากที่สุด รวม 0 0.73 มากที่ส
  • 137.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 119 11 จากตารางที่ 4. พบวาความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอ องคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส ในภาพรวมอยูในระดับ มากที่สุด X =4.55, ..DS 0.61) เมื่อพิจารณาเปนรายขอพบวา พบวา ความคิดเห็นของ ผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด 3 ลําดับแรก ไดแก โมดูล A min ผูดูแลระบบ X =4. , ..DS 0.56) โมดูลแสดงหนาเว็บไซต X =4.68, ..DS 0.58) โมดูลการจัดการขาว สพท. X =4.63, ..DS 0.59) ตามลําดับ ระยะที่ ผลการ ั ทําอบรมการใชระบบเว็บไซต พัฒนาเนื้อหาบนหนาเว็บไซต และศึกษา การใชงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และปรับปรงแนวทางในเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูวิจัยทําหนังสือจัดสง คูมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ. นิวส โดยดาวนโหลดคูมือทาง https://2 news.wor press.co ของศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ พรอม se n me และ P ss o ใหสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามอบใหเจาหนาที่ และ นักประชาสัมพันธในสังกัด ประสานกับผูดูแลระบบ และทดลองบันทึกขอมูล ขาว ภาพขาว บทความ สกูฟประชาสัมพันธเขาระบบบริหารจัดการเว็บไซต เดือนมิ ุนายน ) และจัดอบรมผูใชระบบ บริหารจัดการเว็บไซต “สพฐ. นิวส เดือนกันยายน รายละเอียดตามภาคผนวก จ และ เก็บขอมูลแจกแบบสอบ ามการยอมรับในการใชระบบบริหารจัดการเว็บไซตหลังการอบรม สรุปผล การวิเคราะหแบบสอบ าม ดังตารางที่ 4. ตารางที่ 4.4 และตารางที่ 4. ตารางที่ 4.3 สรุปภาพรวมผลการวิเคราะหการยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต“สพฐ. นิวส ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการ ผใชระบบ n ) ระ ับ ความค เห็น X ..DS 1. ดานการรับรูประโยชนการการใชงาน 4. . 4 มากที่สุด . ดานการรับรู ึงความงายในการใชงาน 4. 4 .4 มากที่สุด โ ยรวม 4.66 0.55 มากที่ส
  • 138.
    120 1 0 จากตารางที่ 4.3ผูใชระบบที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” มีความคิดเห็นดานการรับรูประโยชนการใชงาน และดานการรับรู ึงความงายในการใชงาน ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด ( X =4.66, ..DS = 0.55) ตารางที่ . การยอมรับของผูใชระบบ ดานการรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” รายการ ผใชระบบ (n = 225) ระ ับ ความค เห็น X ..DS 1. ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน 4.54 0.63 มากที่สุด . ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ 4.58 0.61 มากที่สุด . ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน 4.60 0.59 มากที่สุด 4. ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง 4.75 0.51 มากที่สุด . ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลได อยาง ูกตอง 4.58 0.61 มากที่สุด . ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน 4.56 0.68 มากที่สุด รวม 4.57 0.64 มากที่ส จากตารางที่ 4.4 พบวา การยอมรับของผูใชระบบ ดานการรับรู ึงประโยชน การใชงาน ที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวม มีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด ( X =4.57, ..DS = 0.64) เมื่อพิจารณารายขอ พบวา ผูใชระบบบริหารจัดการมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับดังนี้ ระบบขอมูลขาวสาร ประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง ( X =4.75, ..DS = 0.51) ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางาน ครบ วน ( X =4.60, ..DS = 0.59) ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ ( X =4.58, ..DS = 0.61) ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง ( X =4.58, ..DS = 0.61) ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธ สําหรับผูใชงาน ( X =4.56, ..DS = 0.68) และ ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน ( X =4.54, ..DS = 0.63)
  • 139.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 121 1 1 ตารางที่ การยอมรับของผูใชระบบดานการรับรูึงความงายในการใชงานที่มีตอเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” รายการ ผใชระบบ (n = 225) ระ ับ ความค เห็น X ..DS 1. คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ 4. . มากที่สุด . มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน 4. . มากที่สุด . ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล 4. .41 มากที่สุด 4. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่ เหมาะสม 4. . มากที่สุด . ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย 4. .41 มากที่สุด . มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม 4. .41 มากที่สุด . สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต . . มากที่สุด รวม มากที่ส จากตารางที่ 4. พบวา การยอมรับของผูใชระบบบริการจัดการดานการรับรู ึง ความงายในการใชงานที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด ( X =4. 4, ..DS = 0.4 ) เมื่อพิจารณา รายขอ ผูใชระบบบริหารจัดการมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับดังนี้ สามาร ใช ระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต ( X = . , ..DS = 0.20) ระบบบริหารจัดการ ขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล ( X =4. , ..DS = 0.41) ระบบการจัดวาง องคประกอบของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย ( X = , ..DS = 0.41) ระบบบริหารจัดการขอมูลมี การใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม ( X =4. , ..DS = 0. ) คูมือสําหรับการแนะนํา ในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ ( X =4. , ..DS = 0. ) มีกราฟกและ การออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม และมีขั้นตอนการใชงานไม ซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน ( X =4.55, ..DS = 0. )
  • 140.
  • 141.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 123 บทที่ 5 สรุปผล อภิปร�ยผลและข้อเสนอแนะ 122 บทที่ สรปผล อ ปรายผล และขอเสนอแนะ สรปผล การวิจัยเรื่องการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการวิจัยและพัฒนา Research and Development จัดทํา ขึ้นตามโครงการยกระดับและพัฒนาคุณภาพงานประชาสัมพันธดวยเครือขายอินเตอรเน็ต เพื่อเพิ่ม ศักยภาพงานดานการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใหสอดคลอง กับนโยบายการประชาสัมพันธของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการพัฒนารูปแบบการนําขอมูลขาวสารของ การดําเนินการประชาสัมพันธใหทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ทันตอเหตุการณ เขา ึงทุกกลุมเปาหมาย และ เปนการสื่อสารมวลชน และสรางภาพลักษณของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี วัต ุประสงคเพื่อศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และเพื่อจัดทําเอกสารแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นําเสนอตอสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานมีขั้นตอนในการดําเนินงานโดย 1 ศึกษาความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนาเว็บไซตตนแบบ และ ศึกษา เทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส เพื่อเปน แนวทางในการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) จัดการอบรมผูใชระบบบริหารงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานและศึกษาการยอมรับของผูใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต “สพฐ. นิวส ซึ่ง ขอมูลที่ไดจากการอบรมจะนําไปปรับปรุงแนวทางในการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธตอไป โดยสรุปขอมูลจากการดําเนินการวิจัยแนวทางใน การพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. ผลการสัม าษณส าพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผบรหารของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและผเชี่ยวชา านการออกแบบเว็บไซต ผลการวิเคราะหที่ไดจากการสัมภาษณสภาพความตองการและแนวทางการพัฒนา เว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูบริหารของ
  • 142.
    124 12 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 5ทาน และผูเชี่ยวชาญดานการออกแบบ เว็บไซตจํานวน 5 ทาน ไดมีความคิดเห็น ดังนี้ การสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซตและ การแบงหัวขอเนื้อหาเ พาะเปนการนําเสนอขอมูลขาวสารเผยแพรเพื่อสรางการรับรู ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลักษณะเปนหนังสือพิมพ ออนไลนเผยแพรผานทางอินเตอรเน็ตโดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่ใชเนื้อหาขอมูลขาวสารมาเผยแพรในเว็บไซตทั้งหมดจะตองมี บรรณาธิการ หรือผูที่มีหนาที่รับผิดชอบเลือกสรรขาวที่เขียนขึ้นโดยเจาหนาที่และนักประชาสัมพันธ ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคัดกรองคุณภาพขอมูลขาวสารมานําเสนอบนเว็บไซต และ ลําดับความสําคัญที่เปนขาวเดน โดยบรรณาธิการทําการเรียบเรียงใหมีความนาสนใจ เพื่อดึงดูดผูอาน ใหติดตามอาน และสื่อมวลชนสามาร นําขอมูลไปเผยแพรในรูปแบบตาง ๆ ตอไปได เชน ขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวศึกษาธิการจังหวัด ขาวสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขาวสํานักงาเขตพื้นที่การศึกษา ขาวโรงเรียนในสังกัด ล นอกจากนี้ ตองนําเสนอขอมูลขาวสารที่ เปนประโยชน ครอบคลุมทุกภารกิจในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคลองการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตรของกระทรวงศึกษาธิการ และมีสารประโยชนตอผูใชบริการในดานการบริหารงานบุคคล การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป เปนตน มีการนําเสนอขอมูลขาวสารความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เชน สารประโยชนในการพัฒนาศักยภาพ ของบุคลากร ความเคลื่อนไหวของนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเรียนการสอน ผลงานดีเดนใน ดานตาง ๆ ที่เปนการบริหารจัดการที่เปนเลิศ est ractces ของผูบริหาร ขาราชการครู บุคลากร ทางการศึกษา เจาหนาที่ และนักเรียน รวม ึงดีเดนในดานคุณธรรม จริยธรรมที่ดีเปนสอดคลองกับ คานิยม 1 ประการ เพื่อเปนการเชิดชูเกียรติ และเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู ผูใชบริการและ สื่อสารมวลชนสามาร นําไปประยุกตใชและขยายผลตอยอด โดยการแบงหัวขอเนื้อหาการสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบเปน หมวดหมูและจัดหัวขอสําคัญตาง ๆ ใหชัดเจน และมีการคลิกหนาเขาสูเว็บไซตและขอใหนําเสนอโดย ใชเทคนิคการพาดหัวขาวใหมีความนาสนใจลักษณะเหมือนรูปแบบของหนังสือพิมพออนไลน มีชองทางในการติดตอสอบ ามมาดวย องคประกอบเนื้อหาของเว็บไซตควรแบงเปนหมวดหมูระดับ ตาง ๆ โดยดานเนื้อหาที่มานําเสนอในผานทางเว็บไซต ตองมีการปรับเปลี่ยนใหทันสมัย ขอมูลที่ทัน เหตุการณอยูเสมอ สามาร เพิ่มเติมขาวสารไดตลอดเวลา และ สามาร ลบหรือแกไขสิ่งที่ไมจําเปน
  • 143.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 125 12 ทิ้งได ในดานการนํา ltmedaมาใชสวนใหญแลวมีความเห็นวาควรนํา ltmeda มาใช ประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เพราะสามาร นําเสนอไดทั้งไฟลเสียง วีดีโอ ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวตาง ๆ มาประกอบกับการรายงานขอมูลขาวสารเพื่อใหมีความดึงดูดความสนใจของผูใชบริการ สําหรับตัวอักษรควรใช ans er หรือ orda ขนาดตัวอักษร 1 เปน ความนิยมสวนใหญที่ใชในเว็บไซต เหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธ โดยในการใชตัวอักษรขนาด ใหญกวาขนาดอักษร 1 ได ใหพิจารณา ึงความเหมาะสมตามรูปแบบของการนําเสนอขอมูลขาวสาร เพื่อชี้แนะใหผูอานเห็น ึงลําดับความสําคัญของขอความขาวสาร เชน ในการพาดหัวขาว คํานึง ึง การ เลือกใชชุดสี รูปภาพหรือกราฟก ใหเปนรูปแบบเดียวกันตลอด และไมควรมีการใชเสียงดนตรี ประกอบในหนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ เนื่องจากอาจจะทําใหผูใชบริการเกิดความสับสนและ เปนการรบกวน การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธ ควรใหผูอานสามาร เห็น หัวขอขาวที่ปกติอยูในหนาแรกของเว็บไซต ตองจัดแบงเปนรูปแบบของเมนูขอมูลขาวสาร ซึ่งจะมี การนําเสนอหัวขอขาวทั้งในปจจุบันและอดีต หรือมีการนําเสนอหัวขอขอมูลขาวสารควบคูไปกับ ความนําของแตละขาวเรียงไปตามประเภทของขาว ออกแบบระบบนําทางใหผูอานสามาร เห็น องคประกอบอื่น ๆ ได โดยจัดใหมีชองทางการติดตอบรรณาธิการ การพูดคุยแสดงความคิดเห็นของ ผูอาน ตลอดจนเชื่อมโยงขอมูลที่เกี่ยวของไดดวย ซึ่งการเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตใน การประชาสัมพันธไดหลายรูปแบบ ที่เปนนิยมกันมาก คือ นําเสนอในรูปแบบของเมนูขาวที่ใหผูอาน เลือกหัวขอขาวที่ตองการแลวสามาร คลิกเขาไปเพื่อเปนการเปดเขาสูเนื้อหาขาวสารนั้น ๆ กับใน รูปแบบไ เปอรเท็กซ ซึ่งมีลักษณะคลายกับเอกสารธรรมดา แตสวนที่แตกตางคือภายในไ เปอรเท็กซ จะมีเสนทางเชื่อมโยงตอไปยังหนาเอกสารอื่น ๆ ดวย โดยผูอานสามาร เลือกสวนของขอความที่สนใจ แลวระบบดึงขอมูลที่เชื่อมโยงนั้นมาแสดงใหอานตอในทันที ซึ่งขาวสารที่แสดงออกมามีทั้งขอความ รูปภาพ กราฟก ตัวอักษร รวมไป ึงภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียง หรือ คลิปวีดีโอนั้น และดวย ความสามาร ของไ เปอรเท็กซจึงทําใหผูอานสามาร เขาไปดูขอมูลขาวสารไดลึกลงไปเรื่อย ๆ จากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันได ในดานการจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลขาวสารในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ควรใชแบบเรียงลําดับขั้น ซึ่งควรเรียงขอมูลขาวสารภายในไปสูภายนอก เพื่อลดการซ้ําของขอมูล ขาวสารที่นําเสนอ กราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ซึ่งการออกแบบระบบนําทางหรือรวม ึง การกําหนดในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยใน
  • 144.
    126 12 การออกแบบ เชน การใชในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล ออกแบบรูปแบบทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน และควรใชแบบเรียงตามความสําคัญตามลําดับ จากหนวยงานระดับนโยบายและยุทธศาสตร คือ กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา ล สําหรับการจัดวาง โลโก เมนู และภาพประกอบ ในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ตามมาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญนิยมจัดวางโลโกจะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ัด ลงมาจากโลโก การเลือกสีตองใชความสามาร ทางดานศิลปะในการเลือกใชสีและเลือกใชรูปภาพที่ จะนํามาแสดงในเว็บไซต ปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง และภาพประกอบตาม ความเหมาะสม คํานึง ึงความเรียบงาย มีรูปแบบเดียวกัน และมีเอกลักษณในความเปนสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน a o t ของเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานควรมีการจัดวาง a o t ตามมาตรฐานของเว็บไซต ซึ่งประกอบดวย eader บนสุด รองลงมาเมนู และเนื้อหาตามความเหมาะสม การใชโปรแกรมสําหรับการจัดทําเว็บไซต และการบริหารจัดการฐานขอมูล การพัฒนาออกแบบ และสราง ระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่เกี่ยวของ และ การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D และ การออกแบบโครงสรางของระบบ สามาร นํามาใชในการพัฒนาเว็บไซตไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยในการประชาสัมพันธเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ใหเปนที่รูจักแกบุคคลทั่วไป ควรใชสื่อในการประชาสัมพันธ ทาง ocal eda เชน ace oo tter ne เปนตน ผลการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ ผูวิจัยไดจัดทํา ราง เว็บไซตตนแบบ การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”เครื่องมือที่ใชใน การพัฒนาการพัฒนาออกแบบ และสรางระบบฐานขอมูล โดยใชโปรแกรมบริหารจัดการฐานขอมูล และการพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D ทางเว็บไซต R : . . . . โดยมีองคประกอบของเว็บไซตตนแบบใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวย 1 โมดูล คือ 1 โมดูลบรรณาธิการ โมดูลขาว ศธ. ขาวกระทรวงศึกษาธิการ โมดูลขาว สพฐ.
  • 145.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 127 12 โมดูลขาว ศธจ. ขาวสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด) โมดูลขาว สพท. ขาวเขตพื้นที่การศึกษา โมดูล ขาวโรงเรียน โมดูลขาวการศึกษาพิเศษ 8) โมดูล คลิปขาว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 1 โมดูล หองพักครู 11 โมดูล เพชรใน สพฐ. 12 เว็บบอรด และผลการศึกษา เทคโนโลยีและ องคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบวา ความคิดเห็นโดยรวมของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” อยูในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณารายดานความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบ พบวา เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตที่อยูในระดับมากที่สุด คือ ดานความงายตอการใชงานใน ระบบ ล ดานความเหมาะสมในการักษาความปลอดภัย ดานความ ูกตองในการทํางานของฟงชั่นงาน ของระบบ และดานประสิทธิภาพของการทํางานระบบตามลําดับ สําหรับความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูล ที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเปนรายขอพบวา พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอ องคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต “สพฐ. นิวส” อยูในระดับมากที่สุด ลําดับแรก ไดแก โมดูล dmn ผูดูแลระบบ โมดูลแสดงหนาเว็บไซต โมดูลการจัดการขาว สพท. ตามลําดับ ผลการจัดการอบรมและประเมินผลการทดลองเว็บไซต“สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมผูใชระบบมี การยอมรับตอระบบปฏิบัติงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในดานการรับรูประโยชนการการใชงาน และดานการรับรู ึงความงาย ในการใชงาน มีระดับของการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายดาน พบวา ผูใชระบบ ปฏิบัติงานเว็บไซตมีความการยอมรับดานการรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซตใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูใน ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขอ พบวา ผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซตมีการยอมรับอยูในระดับมาก ที่สุดทุกขอ ตามลําดับ คือ ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูลขาวสาร มีฟงกชั่นการทํางานครบ วน ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพขอมูลขาวสาร สอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูลขาวสารเปน แหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน และระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความ ครอบคลุมครบ วน สําหรับความคิดเห็นของผูใชระบบดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่มีตอ เว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
  • 146.
    128 12 ในภาพรวมมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขออยูในระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับ คือสามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลาที่มีอินเตอรเน็ตระบบบริหารจัดการ ขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสม เขาใจงาย ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม คูมือปฏิบัติงานเว็บไซตสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ มีกราฟก และการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม และมีขั้นตอน การใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน อ ปรายผล 1 สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูบริหารของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานและผูเชี่ยวชาญดานการออกแบบเว็บไซต พบวา การสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ควรมีรูปแบบการนําเสนอขอมูลในเว็บไซตและการแบงหัวขอเนื้อหาเ พาะเปนการนําเสนอขอมูล ขาวสารเผยแพรเพื่อสรางการรับรู ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ลักษณะเปนหนังสือพิมพออนไลนเผยแพรผานทางอินเตอรเน็ตโดยสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่ใชเนื้อหาขอมูลขาวสารมาเผยแพร ในเว็บไซตทั้งหมดจะตองมีบรรณาธิการ หรือผูที่มีหนาที่รับผิดชอบเลือกสรรขาวที่เขียนขึ้นโดย เจาหนาที่และนักประชาสัมพันธของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคัดกรองคุณภาพขอมูลขาวสาร มานําเสนอบนเว็บไซต และลําดับความสําคัญที่เปนขาวเดน โดยบรรณาธิการทําการเรียบเรียงใหมี ความนาสนใจ เพื่อดึงดูดผูอานใหติดตามอาน และสื่อมวลชนสามาร นําขอมูลไปเผยแพรในรูปแบบ ตาง ๆ ตอไปได เชน ขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวศึกษาธิการจังหวัด ขาวสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ขาวสํานักงาเขตพื้นที่การศึกษา ขาวโรงเรียนในสังกัด ล นอกจากนี้ ตองนําเสนอขอมูลขาวสารที่เปนประโยชน ครอบคลุมทุกภารกิจในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคลองการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตาม นโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตรของกระทรวงศึกษาธิการ และมีสารประโยชนตอผูใชบริการในดาน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป เปนตน มีการนําเสนอขอมูลขาวสารความรูทางวิชาการดานตาง ๆ เชน สารประโยชนในการพัฒนา ศักยภาพของบุคลากร ความเคลื่อนไหวของนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเรียนการสอน ผลงาน
  • 147.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 129 12 ดีเดนในดานตาง ๆ ที่เปนการบริหารจัดการที่เปนเลิศest ractces ของผูบริหาร ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจาหนาที่ และนักเรียน รวม ึงดีเดนในดานคุณธรรม จริยธรรมที่ดีเปน สอดคลองกับคานิยม 1 ประการ เพื่อเปนการเชิดชูเกียรติ และเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู ผูใชบริการ และสื่อสารมวลชนสามาร นําไปประยุกตใชและขยายผลตอยอด โดยการแบงหัวขอเนื้อหาการสรางเว็บไซตในการประชาสัมพันธควรมีรูปแบบเปน หมวดหมูและจัดหัวขอสําคัญตาง ๆ ใหชัดเจน และมีการคลิกหนาเขาสูเว็บไซตและขอใหนําเสนอโดย ใชเทคนิคการพาดหัวขาวใหมีความนาสนใจลักษณะเหมือนรูปแบบของหนังสือพิมพออนไลน มีชองทางในการติดตอสอบ ามมาดวย องคประกอบเนื้อหาของเว็บไซตควรแบงเปนหมวดหมูระดับ ตาง ๆ โดยดานเนื้อหาที่มานําเสนอในผานทางเว็บไซต ตองมีการปรับเปลี่ยนใหทันสมัย ขอมูลที่ทัน เหตุการณอยูเสมอ สามาร เพิ่มเติมขาวสารไดตลอดเวลา และสามาร ลบหรือแกไขสิ่งที่ไมจําเปน ทิ้งได สอดคลองกับ อภินนท ยั่งยืน 2 ) ที่กลาวไววา เนื้อหา ือเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดในเว็บไซต ดังนั้นในเว็บไซตควรจัดเตรียมเนื้อหา ขอมูลและมีการจัดรูปแบบใหเปนเ พาะที่ผูใชตองการให ูกตอง และสมบูรณโดยมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมใหทันตอเหตุการณอยูเสมอ เนื้อหาที่สําคัญที่สุด คือ เนื้อหาที่สรางขึ้นมาเอง โดยไมซ้ํากับเว็บอื่น เพราะจะเปนสิ่งที่ดึงดูดผูใชใหเขามาในเว็บไซตอยูเสมอ ในดานการนํา ltmeda มาใชสวนใหญแลวมีความเห็นวาควรนํา ltmeda มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เพราะสามาร นําเสนอไดทั้งไฟลเสียง วีดีโอ ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวตาง ๆ มา ประกอบกับการรายงานขอมูลขาวสารเพื่อใหมีความดึงดูดความสนใจของผูใชบริการ สําหรับ ตัวอักษรควรใช ans er หรือ orda ขนาดตัวอักษร 1 เปนความนิยมสวนใหญที่ใชใน เว็บไซต เหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธ โดยในการใชตัวอักษรขนาดใหญกวาขนาดอักษร 1 ได ใหพิจารณา ึงความเหมาะสมตามรูปแบบของการนําเสนอขอมูลขาวสาร เพื่อชี้แนะใหผูอานเห็น ึง ลําดับความสําคัญของขอความขาวสาร เชน ในการพาดหัวขาว คํานึง ึงการเลือกใชชุดสี รูปภาพหรือ กราฟก ใหเปนรูปแบบเดียวกันตลอด และไมควรมีการใชเสียงดนตรีประกอบในหนาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธ เนื่องจากอาจจะทําใหผูใชบริการเกิดความสับสนและเปนการรบกวน สอดคลองกับ เอกเทพ ภักดีศิริมงคล 2 ที่กลาวไววา ขนาดของตัวอักษรมีผลตอคุณสมบัติ ลักษณะของเนื้อหา หลายประการ การเขา ึงบทบาทและความสําคัญของขนาดตัวอักษรจะชวยใหการออกแบบเว็บเพจที่ สามาร ดึงความสนใจของผูอานไปยังขอมูลที่ตองการ รวมทั้งมีผลตอการนําทางใหผูใชคลิกไปยังสวน ตาง ๆ ได ซึ่งแนวทางที่นิยมใชเพื่อจะชวยใหเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาบนเว็บเพจรวมทั้ง
  • 148.
    130 12 การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธขององคกรไดหลายรูปแบบขึ้นอยูกับเนื้อเนื้อหา และความ นัดของผูใช ที่เปนนิยมกันมากคือเชื่อมโยงดวยรูปภาพ และไอคอน การเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตประชาสัมพันธควรใหผูอานสามาร เห็นหัวขอขาว ที่ปกติอยูในหนาแรกของเว็บไซตตองจัดแบงเปนรูปแบบของเมนูขอมูลขาวสาร ซึ่งจะมีการนําเสนอ หัวขอขาวทั้งในปจจุบันและอดีตหรือมีการนําเสนอหัวขอขอมูลขาวสารควบคูไปกับ ความนําของ แตละขาวเรียงไปตามประเภทของขาว ออกแบบระบบนําทางใหผูอานสามาร เห็นองคประกอบอื่น ๆ ไดโดยจัดใหมีชองทางการติดตอบรรณาธิการ การพูดคุยแสดงความคิดเห็นของผูอาน ตลอดจน เชื่อมโยงขอมูลที่เกี่ยวของไดดวย ซึ่งการเชื่อมโยงขอมูลเนื้อหาบนเว็บไซตในการประชาสัมพันธได หลายรูปแบบ ที่เปนนิยมกันมาก คือ นําเสนอในรูปแบบของเมนูขาวที่ใหผูอานเลือกหัวขอขาวที่ ตองการแลวสามาร คลิกเขาไปเพื่อเปนการเปดเขาสูเนื้อหาขาวสารนั้น ๆ กับในรูปแบบไ เปอรเท็กซ ซึ่งมีลักษณะคลายกับเอกสารธรรมดา แตสวนที่แตกตางคือภายในไ เปอรเท็กซจะมีเสนทางเชื่อมโยง ตอไปยังหนาเอกสารอื่น ๆ ดวย โดยผูอานสามาร เลือกสวนของขอความที่สนใจแลวระบบดึงขอมูลที่ เชื่อมโยงนั้นมาแสดงใหอานตอในทันที ซึ่งขาวสารที่แสดงออกมามีทั้งขอความ รูปภาพ กราฟก ตัวอักษร รวมไป ึงภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียง หรือ คลิปวีดีโอนั้น และดวยความสามาร ของ ไ เปอรเท็กซจึงทําใหผูอานสามาร เขาไปดูขอมูลขาวสารไดลึกลงไปเรื่อย ๆ จากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันได นั้นในทางปฏิบัติสามาร ทําได เนื่องจากสอดคลองกับ พิรพร หมุนสนิท และ อัจจิมา เลี้ยงอยู 2 ที่กลาววา การจัดโครงสรางเว็บไซต te tr ct re คือการนําขอมูล ขอบเขตของเนื้อหาที่จะนําเสนอในเว็บไซตจากขั้นตอนยอยที่ 1 มาจัดทําเปนโครงสรางขอมูลใน เว็บไซต จัดลําดับการนําเสนอขอมูล โดยสรางเปนแผนผังโครงสรางเว็บไซต กําหนดรูปแบบ การเชื่อมโยงในเว็บไซต กําหนดรูปแบบการจัดวางระบบนําทางหรือเนวิเกชั่น การสรางแผนผัง โครงสรางเว็บไซต คือ การนําลําดับการนําเสนอขอมูลมาสรางเปนแผนผังที่สื่อความหมายแสดง โครงสรางขอมูลที่เปนลําดับชั้นและแสดงการเชื่อมโยงขอมูลในแตละเว็บเพจอยางชัดเจน อาจแสดงในรูปแบบแผนที่เว็บไซต te map) สารบัญเว็บ a le o content) ลําดับ การนําเสนอ tor oard หรือ ผังงาน lo hart ประกอบดวยหนาแรกคือ ome pa e ที่ สามาร เชื่อมโยงไปยังสวน ตาง ๆ
  • 149.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 131 1 ในดานการจัดวางแผนผังโครงสรางขอมูลขาวสารในเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ควรใชแบบเรียงลําดับขั้น ซึ่งควรเรียงขอมูลขาวสารภายในไปสูภายนอก เพื่อลดการซ้ําของขอมูล ขาวสารที่นําเสนอกราฟกของเว็บเพจและเว็บไซต ซึ่งการออกแบบระบบนําทางหรือรวม ึง การกําหนดในการออกแบบเว็บเพจอาจจะมีการรางตนแบบเว็บเพจจากนั้น จึงใชเครื่องมือชวยใน การออกแบบ เชน การใช ในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร ออกแบบรูปแบบการแสดงผล ออกแบบรูปแบบทางดานกราฟกในเว็บไซต เปนตน และควรใชแบบเรียงตามความสําคัญตามลําดับ จากหนวยงานระดับนโยบายและยุทธศาสตร คือ กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา ล สําหรับการจัดวาง โลโก เมนู และภาพประกอบ ในเว็บไซตในการประชาสัมพันธตาม มาตรฐานและความเหมาะสม ซึ่งสวนใหญนิยมจัดวางโลโกจะอยูในตําแหนงซายบน เมนูจะอยู ดานลางโลโก การเลือกสีตองใชความสามาร ทางดานศิลปะในการเลือกใชสีและเลือกใชรูปภาพที่จะ นํามาแสดงในเว็บไซต ปายประชาสัมพันธ ออกแบบพื้นหลัง และภาพประกอบตามความเหมาะสม คํานึง ึงความเรียบงาย มีรูปแบบเดียวกัน และมีเอกลักษณในความเปนสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สวน a o t ของเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานควรมีการจัดวาง a o t ตามมาตรฐานของเว็บไซต ซึ่งประกอบดวย eader บนสุด รองลงมาเมนู และเนื้อหาตามความเหมาะสม ในการพัฒนาเว็บไซตโดยใชโปรแกรมสําหรับการจัดทําเว็บไซต และการบริหารจัดการ ฐานขอมูล การพัฒนาออกแบบ และสราง ระบบฐานขอมูล ใสเนื้อหาและไฟลเอกสารที่ เกี่ยวของ และการพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D และ การออกแบบโครงสรางของระบบ สามาร นํามาใชในการพัฒนาเว็บไซตไดอยางมีประสิทธิภาพ สอดคลองกับ ชัยวัฒน สมศรี และ ธนกร นอยทองเล็ก 2558 บทคัดยอ ไดศึกษาแนวทาง การพัฒนาเว็บไซตเพื่อเพิ่มชองทางการตลาดของผูประกอบการ โรงแรมรมไมกรีนพารค อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง โดยใชระบบจัดการฐานขอมูล และใชโปรแกรม เปนเครื่องมือที่ใชใน การพัฒนาระบบ ผลการวิจัยพบวาการพัฒนาเว็บไซตนี้เปนไปตามความตองการของผูประกอบการ เจาหนาที่ธุรการ ผูใชบริการหองพักหรือนักทองเที่ยวและผูเชี่ยวชาญการประเมินระบบสามาร เพิ่ม ชองทางการตลาดที่หลากหลาย
  • 150.
    132 1 1 ในการประชาสัมพันธเว็บไซตประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ใหเปนที่รูจักแกบุคคลทั่วไปควรใชสื่อในการประชาสัมพันธ ทาง ocal eda เชน ace oo tter ne เปนตน โดยจากผลการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากการสัมภาษณ พบวา ความคิดเห็นสวนใหญทั้งดานสภาพ ความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ใหความสําคัญในเรื่องของเนื้อหาที่ใชการประชาสัมพันธจะตองมีความ ูกตอง เปนไปในทิศทางเดียวกันรวมทั้งการออกแบบใหเปนไปตามองคประกอบของการออกแบบเว็บไซต ซึ่ง ขอมูลจากการสัมภาษณสามาร นําไปเปนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไดตอไป ผลการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ ผูวิจัยไดจัดทํา ราง เว็บไซตตนแบบการ ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”เครื่องมือที่ใชใน การพัฒนาการพัฒนาออกแบบ และสรางระบบฐานขอมูล โดยใชโปรแกรมบริหารจัดการฐานขอมูล และ การพัฒนาโปรแกรมดวยเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมภาษา D และ การออกแบบโครงสรางใชรูปแบบ e ใยแมงมุม และ te โครงขาย หรือเรียกวาโครงขายใย แมงมุม ประกอบไปดวยเว็บเอกสาร e Doc ments และสื่อประสมตาง ๆ เชน ภาพ เสียง ขอความจัดเตรียมระบบและโดเมนเนมเว็บไซตที่พัฒนาขึ้น โดยสวนที่แสดงผลใหกับผูชมเว็บไซต เรียกวา “สพฐ. นิวส หรือหนาเว็บไซตที่ ทาง R : . . . . โดยมีองคประกอบของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวย 1 โมดูล คือ 1 โมดูลบรรณาธิการ โมดูลขาว ศธ. ขาวกระทรวงศึกษาธิการ 3) โมดูลขาว สพฐ. โมดูลขาว ศธจ. ขาวสํานักงาน ศึกษาธิการจังหวัด ) โมดูลขาว สพท. ขาวเขตพื้นที่การศึกษา โมดูล ขาวโรงเรียน โมดูลขาว การศึกษาพิเศษ 8) โมดูล คลิปขาว 9) โมดูลเข็มทิศ สพฐ. 1 โมดูล หองพักครู 11 โมดูลเพชร ใน สพฐ. 12 เว็บบอรด และผลการศึกษาเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนา เว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พบวา ความคิดเห็นโดยรวมของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอเทคโนโลยีที่ เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายดาน ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบ พบวา เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนา เว็บไซตที่อยูในระดับมากที่สุด คือ ดานความงายตอการใชงานในระบบ ดานความเหมาะสม
  • 151.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 133 1 2 ในการรักษาความปลอดภัย ดานความูกตองในการทํางานของฟงชั่นงานของระบบ และ ดานประสิทธิภาพของการทํางานระบบตามลําดับ สําหรับความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และ ผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมในการ พัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเปนรายขอ พบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ ผูบริหาร และผูใชระบบที่มีตอองคประกอบโมดูลที่เหมาะสมใน การพัฒนาเว็บไซต “สพฐ. นิวส อยูในระดับมากที่สุด ลําดับแรกไดแก โมดูล dmn ผูดูแล ระบบ โมดูลแสดงหนาเว็บไซต โมดูลการจัดการขาว สพท. ตามลําดับ ผลการจัดการอบรมและประเมินผลการทดลองเว็บไซต“สพฐ. นิวส ใน การประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมผูใชระบบมี การยอมรับตอระบบปฏิบัติงานเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ดานการรับรูประโยชนการการใชงาน และดานการรับรู ึงความงายในการ ใชงานมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายดาน พบวา ผูใชระบบมีการยอมรับดาน การรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขอ พบวา อยูในระดับมากที่สุดทุกขอ คือ ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูล ขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพขอมูล ขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง ระบบขอมูล ขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน และระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมี ความครอบคลุมครบ วน สําหรับการยอมรับของผูใชระบบดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่ มีตอเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ในภาพรวมมีการยอมรับอยูในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายขอ ผูใชระบบมีการยอมรับอยูใน ระดับมากที่สุดทุกขอ ตามลําดับ คือ สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล ระบบการจัดวางองคประกอบ ของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และ สีที่เหมาะสม คูมือปฏิบัติงานเว็บไซตสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอ การปฏิบัติ มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม
  • 152.
    134 1 และมีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน สอดคลองกับเช็น hen. 2 12 ไดศึกษา ึงการประชาสัมพันธโดยใชอินเตอรเน็ต ที่ทําใหวิธีการสื่อสารและการแลกเปลี่ยน ขาวสารเปลี่ยนแปลงไป ขาวสารสามาร สงไดทุกเวลาและมีความรวดเร็ว ไมมีขีดจํากัดทุกคนสามาร นําเสนอขาวไดเอง ขอเสนอแนะ การดําเนินการพัฒนาการประชาสัมพันธ ในเชิงนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นฐาน มีดังนี้ 1. ควรสนับสนุนและจัดหา Server อุปกรณ และสัญญาณอินเทอรเน็ต เพื่อรองรับ บริการ รวม ึงพัฒนาผูทําหนาที่ดูแลรับผิดชอบระบบ โปรแกรมสําหรับใหบริการเว็บ ระบบบริหาร จัดการเว็บไซต ระบบฐานขอมูล และการดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับเครื่องบริการเว็บใหมี ความทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและบุคลากร . การจัดทําแผนประชาสัมพันธจากสวนกลางสูภูมิภาคอยางเปนระบบ มีการเชื่อมโยง เครือขาย network การวิเคราะหวางแผนพัฒนาอยางตอเนื่อง ดวยบุคลากรเชี่ยวชาญพิเศษทั้งดาน เทคโนโลยีการสื่อสาร ICT) และดานการประชาสัมพันธ 3. กําหนดยุทธศาสตรการสื่อสารประชาสัมพันธดวยกลไก และกระบวนการเทคโนโลยี การสื่อสารใหปรากฏแนวทาง แนวปฏิบัติการติดตาม การประเมินผล และการพัฒนาจากหนวยงาน ระดับนโยบาย ึงผูปฏิบัติอยางเปนรูปธรรม . การพัฒนาบุคลากรที่รับผิดชอบงานดานการบริหารงานประชาสัมพันธระดับสํานัก ศูนย กลุม และระดับสํานักงานเขตพื้นที่ ไปสูระดับส านศึกษา โดยกําหนดกรอบภารกิจ การกําหนด ลักษณะทักษะ เ พาะวิชาชีพ มาตรฐานตําแหนงและคุณสมบัติที่สอดรับกับเทคโนโลยีและการสื่อสาร ยุคใหม 4. การกําหนดกระบวนการและรูปแบบการประชาสัมพันธเพื่อรองรับนโยบาย ยุทธศาสตรและกลยุทธ ใหมีมิติของการเชื่อมโยงแนวปฏิบัติอยางเปนระบบ วิเคราะห สรางองค ความรู กําหนดแผนปฏิบัติการงานประชาสัมพันธตามปฏิทิน รูปแบบสื่อ การติดตามผล ประเมินงาน รายงานที่เปนรูปธรรม . จัดทําโครงสรางระดับกลุมงานประชาสัมพันธ ในระดับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สนับสนุนและพัฒนาการเผยแพรขอมูลขาวสาร โดยกําหนดมาตรฐานตําแหนง ภารงานที่ชัดเจน ครอบคลุม เชื่อมโยงกับหนวยงานสวนกลาง มีระบบพัฒนาอัตรากําลัง และคุณสมบัติที่ตรงกับทักษะ พื้นฐานของวิชาชีพประชาสัมพันธการศึกษาในยุคปจจุบัน
  • 153.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 135 134 บรรณานกรม จรวยพร แสงไชย และคณะ.(2540). มหัศ รรยแหงการโ ษณา Advertising on the Interment. กรุงเทพ . บริษัทเฟสท แปซิฟก มีเดีย ไทยแลนด จํากัด. จักรพงษ เจือจันทร. 2543 . “การศึกษาการออกแบบเว็บเพ ของโรงเรียนในโครงการ เครือขายคอมพวเตอรเพื่อโรงเรียนไทย ” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณ ิต สาขาโสต ทัศนศึกษา บัณ ิตวิทยาลัย จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. จริมา ทองสวัสดิ. 2545 . “ความตองการขาวสาร การเป รับ และการใชประโยชน ขาวสาร านสข าพ ากเว็บไซตสข าพของผใชอนเตอรเน็ตในเขต กรงเทพมหานคร วิทยานิพนธปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณ ิต สาขาวิชานิเทศ ศาสตรพัฒนาการ ภาควิชาการประชาสัมพันธ บัณ ิตวิทยาลัย จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. จิตราภรณ สุทธิวรเศรษฐ. (2544). ยทธวธีการประชาสัมพันธ. พิมพครั้งที่ : กรุงเทพมหานคร จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. จันทรวรรณ ยังประการ. 2543 . โครงการออกแบบเว็บไซตเพื่อการประชาสัมพันธฟารม จระเขและสวนสัตวสมุทรปราการ. สารนิพนธปริญญาครุศาสตรบัณ ิต สาขาวิชา ศิลปศึกษา คณะครุศาสตรจุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. ชลิตา ไววรักษ. 2550 . การพัฒนาเว็บไซตสาขาเพื่อประชาสัมพันธองคกร กรณีศึกษาสโมสร ทารซาน ัท เพนบอล เชียงใหม .เชียงใหม ชัยวัฒน สมศรี และ ธนกร นอยทองเล็ก. . ส าพความตองการและแนวทางในการสื่อสาร เพื่อการประชาสัมพันธผานเครือขายอนเทอรเน็ตสาหรับบคลากร ายในสานักงาน อธการบ ีมหาวทยาลัยมห ล วารสาร การประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยราช ภัฏภูเก็ต ครั้งที่ 5 2558 การพัฒนางานวิจัย รากฐานสาคัญของไทย กาวไกลสูเวทีสากล Developing the Quality of Thai Research to the International Standards . พรทิพย วรกิจโภคาทร. 2537 . าพพ นนั้นสําคั ย่ง การประชาสัมพันธกับ าพพ น กรุงเทพมหานคร คณะวารสารศาสตรและสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
  • 154.
    136 135 พิพัฒน ยอดพ ติการณ.4 . เร่มธรก กับอนเทอรเน็ต วิตตี้ กรุป. กรุงเทพ. พัชรกุล เพ็ชรประยูร. 2558 . พ ตกรรมการเป รับขาวสาร และการใชประโยชน ากหนังสือพมพ ออนไลนและนตยสารออนไลนของประชาชนในเขตกรงเทพมหานคร คณะวารสารศาสตร และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ภัทรพงษ อักษร และคณะ . การศึกษาองคประกอบเว็บไซตตนแบบสําหรับหนวยงานและ บคลากร มหาวทยาลัยราช ั มหาสารคาม The 2nd ational onference on Technology and Innovation anage ent TI 201 Ra a hat aha Sara ha niversity aha Sara ha Thailand 30-31 arch 201 . มณ ลี ศาสนนันทน . การ ั การนวัตกรรมและเทคโนโลยี. พิมพครั้งที่ 1 พิมพลักษณ กรุงเทพ สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร มนตชัย เทียนทอง. 4 . การออกแบบและพัฒนาคอรสแวรสําหรับบทเรียนคอมพวเตอร ชวยสอน พิมพครั้งที่ . กรุงเทพมหานคร ศูนยผลิตตําราเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกลาพระนครเหนือ. ไมตรี บัวศรีจันทร ส าพความตองการและแนวทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ ผานเครือขายอนเทอรเน็ตสาหรับบคลากร ายในสานักงานอธการบ ีมหาวทยาลัยมห ล วารสารมหาวิทยาลัยศิลปะกร บับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร สังคมศาสตร และศิลปะ ปที่ บับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน 255 . ดวงพร เกียงคํา. 254 . คมือสรางเว็บไซต วยตนเอง กรงเทพมหานคร บริษัท โปรวิชั่น จํากัด. ทวีศักดิ กาญจนสุวรรณ. 2548 . timedi บับพื้นฐาน กรุงเทพ เคทีพี คอมพ แอนด คอนซัลท. ธวัชชัย ศรีสุเทพ. 4 . คัม ีร e esign คมือการออกแบบเว็บไซต บับมืออาชีพ กรุงเทพ โปรวิชัน. ธานินทรศิลป จารุ. 2553 . การว ัยและการวเคราะหขอมลทางส ต วย พิมพครั้งที่ 11 กรุงเทพ บิสซิเนสอารแอนดดี. นิรุธ อํานวยศิลป . 2542 . สรางเว็บเพ อยางไรขี ํากั I .กรุงเทพมหานคร บริษัท ซัคเซส มีเดีย จํากัด. ปยะดนัย วิเคียน. . การออกแบบโครงสรางเว็บไซต เรียน I T งาย งาย สไตลครูปยะดนัย. https: rupiyadanai ordpress co สืบคนวันที่ 1 กุมภาพันธ
  • 155.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 137 13 ปยวิท เจนกิจจาไพบูลย. 2542. เรียนรการสรางโ มเพ T .กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพวิศาสตร. ประเวศน วงษคําชัย และพิรพร หมุนสนิท. 2550 . ใชงาน แบบมืออาชีพ กรงเทพ สํานักพิมพเคทีพี. ประสงค อุทัย . เครือขายสังคมออนไลนสําหรับการเรียนการสอน วารสารราชภัฏธนบุรีรับ ใชสังคม. ส าบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. ปที่ บับที่ มิ ุนายน - ธันวาคม . ปรัชญานันท นิลสุข. 4 . การประเมนคณ าพเว็บขอมลสารสนเทศ วารสารสนเทศ วารสารวิชาการของสํานักหอสมุด มหาวิทยาลัยรักสิต. ปที่ บับที่ 1 มกราคม-มิ ุนายน. รัชนี อุดมเพชร และคณะ. 2545) พ ตกรรมการใชบรการเว็บไซตของคนวัยทํางานในเขต กรงเทพมหานคร รายงานการวิจัยวิชาระเบียบวิธีวิจัยการสื่อสาร. กรุงเทพ บัณ ิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2540 . ส ตวทยาทางการว ัย กรุงเทพมหานคร สุวีริยาสาสน. วรปภา อารีราษ ร และธรัช อารีรา ร. 2558 การพัฒนาระบบสารสนเทศการประชม วชาการ สําหรับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวทยาลัยราช ั มหาสารคาม มหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม วราพร ดําจับ. . เว็บไซตที่พึงประสงคของส าบันอ มศึกษาสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ วารสารวิชาการศรีปทุม ชลบุรี. เว็บไซต http .east.spu.ac.th ournal oo search upload 1410-010 desira le.pdf คนเมื่อ 1 พ ษภาคม . วรัชญ ครุจิต 2555). การศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาสื่อประชาสัมพันธของคณะเกษตร กําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน. วารสารวิชาการ iridian - ournal ปที่ 7 บับที่ 2 เดือนพ ษภาคม – สิงหาคม 2557. วิรัช ลภิรัตนกุล. 2540 . การประชาสัมพันธ พิมพครั้งที่ 8.กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพ จุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
  • 156.
    138 137 วิรัช ลภิรัตนกุล. 2554. การประชาสัมพันธ บับสมบรณ พิมพครั้งที่ . กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพจุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. ศรีอร เจนประภาพงศ. 2557 . เกณ การประเมนคาทรัพยากรสารสนเทศบนอนเทอรเน็ต กรุงเทพ มหาวิทยาลัยหอการคาไทย. เอกสารประกอบการสอน. เอกสารอัดสาเนา . ศิริวรรณ ศรีวิชชุพงษ 2543 แนวโนมสื่อโ ษณาบนอนเตอรเน็ตไทยในทศวรรษหนา พ ศ วิทยานิพนธปริญญามหาบัณ ิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร สมศักดิ เกิดพุม. 2550 . การออกแบบเว็บไซตของสานัก กอบรมมหาวทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน. กรุงเทพมหานคร. สิงหะ วีสุข และ สุนันทา วงศจตุรภัทร. 2555 . ท ษ ีการยอมรับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ IT Infor ation Technology an – un 2012). สุรีรัตน อินทรหมอ. 2552 . ป สัมพันธระหวางมนษยกับคอมพวเตอร m n om ter Inter tion พิมพที่ กรุงเทพ : ภาควิชาระบบสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย ราชมงคลธัญบุรี. สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส. . รายงานผลการสํารว พ ตกรรมผใชงาน อนเทอรเน็ตในประเทศไทย ป h i nd Internet ser ro i e . เว็บไซต https .it24hrs.co 2015 thailand-internet-user-profile-2015- 2558 thailand-internet-user-profile-2015-2558-p01 คนเมื่อ พ ษภาคม . โสรชัย นันทวัชรวิบูลย. 2545 . e r hi สเสนทางกรา ก ีไซน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร บริษัท พิมพดี จํากัด. อรอนงค สวัสดิบุรี 2555 พ ตกรรมและการสื่อสารในองคการ กรงเทพ : สํานักพมพแหง าลงกรณมหาวทยาลัย อรุณรัตน ชินวรณ 2553 สื่อประชาสัมพันธ I R TI S D I พิมพครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพแหงจุ าลงรณ มหาวิทยาลัย เอกเทพ ภักดีศิริมงคล. 2550 . ot it e esign Art คูมือเว็บไซตและขอมูลสําหรับ ผูสนใจศิลปะและการออกแบบ . กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพสวัสดี ไอที.
  • 157.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 139 138 เอกน น บางทาไม.2555 . หลักการประชาสัมพันธ เอกสารอัดสําเนา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร อภินันท ยั่งยืน. 2008 . แนวค เกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซตที่ ีเปนอยางไร เขา ึงเมื่อวันที่ 1 เมษายน เขา ึงไดจากhttp:// .techno.edu. uu.ac.th/ shop- e design/1- 2550/ e design-S T402/4 540811/ e %20design.doc roo . . and Do ier D. . 1 0 . sing ese r h in i e tions: A i tions to rogr m n gement. ngle ood liffs : rentice- all. hen i ing. 2008 . “ mor ontro on the Internet: Are i e tions r titioners e d or e ing ith mors on the Internet ” asters stracts International.41 5): 1235 cto er. ron ach ee . 1 74 . ssenti s o s ho ogi esting 3rd d e or : arper Ro u lisher. utlip S. . and enter . . 1 78 . e tive i e tions 5th d. e ersy: rentice all Inc. ang 2001 e ite esign tors nd s i it A vig tion tr t re eriment a es . 2007 . A evie o the Im t o e edi on i e tions h enges or terr in r ti e nd d tion sia acific ournal of u lic Relations. endall R. 1 2 . i e tions m ign tr tegies arper ollins. eiser Douglas . 1 4 . “ hoo i e tions rogr ms in e e ted is onsin i hoo istri ts ” Dissertation stracts International. 55 5 1155- ove er. inden ann . . 1 7) ide to i e tion ese r h etchu u lic Relations. iller D 1 1). nd oo o rese r h design nd so i me s rement th d e r r A ge i tions
  • 158.
    140 13 oore (1995). reting i v e str tegi m n gement in government a ridge : arvard niversity ress Rogers Shoe a er 1 78 omm ni tion o innov tions A ross t r A ro h e or : ree ress Scott . utlip and llen . enter. (1978). e tive i e tions thed. ( e ersey : rentice- all inc. ). Sharif h ad li 2004 “Factors Affecting the Adoption of the Internet by i e tions r titioners in it A om rison o t o o i Systems,” Dissertation tract International 4 8 :2 3 e ruary ilco D. . . . and gee . . (1 8 ). i e tions tr tegies nd ti s (2nd ed.) arper ollins u lishers
  • 159.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 141 140 าคผนวก ก รายชื่อที่ปรึกษา ผเชี่ยวชาตรว สอบเครื่องมือในการว ัย ผเชี่ยวชา านเว็บไซต ผเชี่ยวชา านเนื้อหา ผตรว และพ ารณารายงานว ัย และรายชื่อผบรหารสํานักงาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 160.
  • 161.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 143 ภาคผนวก ก รายชื่อที่ปรึกษาวิจัย ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย ผู้ตรวจและพิจารณารายงานวิจัยผู้จัดทา รายชื่อผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์
  • 162.
  • 163.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 145 รายชื่อที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดทาการวิจัยและ ผู้ตรวจพิจารณารายงานวิจัย ที่ปรึกษาวิจัย นายอานาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์ 1. นายอเนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 2. นายสมเกียรติ สรรคพงษ์ ผู้อานวยการสานักเทคโนโลยีสารเพื่อการเรียนการสอน 3. นางสาวจุฑามาศ ชีวิตโสภณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ ด้านเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา 1. นายประสิทธิ จันทร์ดา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพัฒนาหนังสือและสื่ออื่น 2. นายชวลิต โพธิ์นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องมือวัดผล 3. นายสนิท แย้มเกสร ผู้อานวยการสานักอานวยการ ผู้จัดทารายงานวิจัย ผู้กาหนดกรอบการวิเคราะห์ข้อมูลและเขียนรายงานวิจัย นางจารุภา สังขารมย์ ผู้อานวยการศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้พิมพ์ต้นฉบับ นางสาวเพียงแข เติมภิญโญ ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางสาวศศิธร รอดภัย ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ตรวจเอกสารงานวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประสงค์ อุทัย มหาวิทยาลัยธนบุรี
  • 164.
    146 ผู้บริหารสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุเทพชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. นายพีระ รัตนวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและประเมินคุณภาพทางการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์และด้านการประชาสัมพันธ์ นายพิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม นายนิวัฒน์ แก้วเพชร ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 นายณัฐภัทร อินทร์อ่อน รองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 นางสาวณัฏฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อานวยการโรงเรียนวัดเวฬุวนาราม สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 นายอภิวัฒน์ กันศรีเวียง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการพิเศษ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36
  • 165.
  • 166.
  • 167.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 149 144 แบบสัม าษณความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอนที่ ขอมลทั่วไป ชื่อ...........................................................................ตําแหนง................................................................. ตอนที่ 1.ทานคิดวาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ องคกร ควรมีรูปแบบอยางไร เชน การแบงหัวขอเนื้อหา การจัดหมวดหมู ล ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ . ทานคิดวามีควรนําเอา มาใชประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาบน เว็บไซตขององคกรหรือไม อยางไร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ . ทานคิดวาควรใชตัวอักษรรูปแบบใดและมีขนาดเทาไหรจึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ 4. ทานคิดวาควรมีการใชเสียง ดนตรี บรรยาย ประกอบในหนาเว็บไซตของ องคกรหรือไม อยางไร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ . ทานคิดวาในการเชื่อมโยงขอมูล เนื้อหา บนเว็บไซตประชาสัมพันธขององคกร ควรเปนแบบใด เชน เชื่อมโยง ดวยรูปภาพ ล ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ . ทานคิดวาการจัดวางแผนผัง โครงสรางขอมูลในเว็บไซตองคกร ควรเปนแบบใด ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................
  • 168.
    150 14 . ทานคิดวาการจัดวางเมนู โลโกและภาพประกอบ ในเว็บไซตองคกรควรมีการจัดวางในลักษณะแบบใด ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ . ทานคิดวาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธขององคกรควรมีการจัดวาง หนาเว็บไซต อยางไร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ . ทานคิดวาวิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซตขององคกร ใหเปนที่รูจักแก บุคคลทั่วไปควรมีวิธีการอยางไร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ 10. ทานคิดวาในปจจุบันมีโปรแกรม สําหรับการจัดทําเว็บไซตอะไรบางที่ สามาร นํามาใชพัฒนาเว็บไซต ขององคกร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ตอนที่ ขอเสนอแนะ .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ผูวิจัยขอขอบพระคุณในความอนุเคราะหของทาน มา ณ โอกาสนี้
  • 169.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 151 14 แบบประเมนเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ นวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คําชี้แง 1. แบบประเมินนี้เพื่อใหผูบริหารสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูเชี่ยวชาญ ดานการออกแบบเว็บไซตเพื่อการประชาสัมพันธ และผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซต ใชสําหรับประเมิน คุณภาพเว็บไซตตนแบบ“สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน มี ตอน ตอนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบ าม ตอนที่ ความเหมาะสมของ เทคโนโลยีและองคประกอบของเว็บไซตตนแบบ ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเพิ่มเติม 2. แบบประเมินเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส โดยมีคาระดับ ความเหมาะสมมี ระดับ ดังนี้ หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 4 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมาก หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอย 1 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอยที่สุด
  • 170.
    152 14 กรุณาทําเครื่องหมาย ลงในชองระดับความสําคัญตามความเหมาะสมของทานที่พิจารณาแลว เห็นวาเปนขอเลือกที่เหมาะสม ตอนที่ ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบาม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใช้ระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ ตอนที่ ความเหมาะสมของ เทคโนโลยีและองคประกอบของเว็บไซตตนแบบ รายการ ระ ับความค เห็น นอย ที่ส นอย ปาน กลาง มาก มาก ที่ส านเทคโนโลยีของระบบ านประสทธ าพของการทํางานระบบ 1.1. ความสามาร ในการติดตอฐานขอมูล 1 2 3 4 5 1. . ความสามาร ในการนําเสนอขอมูล 1 2 3 4 5 1. . ความสามาร ในการทํางานของระบบภาพรวม 1 2 3 4 5 านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ 2.1. ความ ูกตองของระบบในการเพิ่มขอมูล 1 2 3 4 5 2. . ความ ูกตองของระบบในการปรับปรุงขอมูล 1 2 3 4 5 2. . ความ ูกตองของระบบในการลบขอมูล 1 2 3 4 5 2.4. ความ ูกตองของการทํางานระบบในภาพรวม 1 2 3 4 5 านความงายตอการใชงานในระบบ 3.1. ความงายตอการเรียกใชงาน 1 2 3 4 5 3. . ความชัดเจนของขอความงายตอการใชงาน 1 2 3 4 5 3. . ความงายตอการเพิ่มขอมูล 1 2 3 4 5 3.4. ความนาใชงานของระบบในภาพรวม 1 2 3 4 5
  • 171.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 153 14 รายการ ระ ับความค เห็น นอย ที่ส (1) นอย (2) ปาน กลาง (3) มาก (4) มาก ที่ส (5) (4)านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล 4.1. การกําหนดสิทธิในการเขา ึงขอมูลของผูใชระบบ 1 2 3 4 5 4. . การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาดในการปอนขอมูลเขาสูระบบ 1 2 3 4 5 4. . ความปลอดภัยของการเขา ึงขอมูล 1 2 3 4 5 4.4. ระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม 1 2 3 4 5 านความเหมาะสมขององคประกอบโม ล 1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วางหนาเว็บไซต 1 2 3 4 5 . โมดูล ผูใชงาน 1 2 3 4 5 . โมดูลการจัดการเนื้อหาเว็บไซต 1 2 3 4 5 4. โมดูลการจัดการบทบรรณาธิการ 1 2 3 4 5 . โมดูลการจัดการขาว ศธ. 1 2 3 4 5 . โมดูลการจัดการขาว ศธจ. 1 2 3 4 5 7 . โมดูลการจัดการขาว สพฐ. 1 2 3 4 5 8. โมดูลการจัดการขาว สพท. 1 2 3 4 5 . โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน 1 2 3 4 5 1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษาพิเศษ 1 2 3 4 5 11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. 1 2 3 4 5 1 . โมดูลการจัดการหองพักครู 1 2 3 4 5 1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. 1 2 3 4 5 14. โมดูล ผูดูแลระบบ 1 2 3 4 5 15. โมดูลแสดงหนาเว็บไซต 1 2 3 4 5 1 . โมดูลกระดาน ามตอบ 1 2 3 4 5 ตอนที่ ความค เห็นเพ่มเตม ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ผว ัยขอขอบพระคณในความอนเคราะหของทาน มา ณ โอกาสนี้
  • 172.
    154 14 แบบสอบ ามการยอมรับในการใชระบบป บัตงานเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐนวส” คําชี้แ ง 1. แบบสอบ ามนี้เพื่อใหผูใชระบบปฏิบัติงานเว็บไซต ใชสําหรับประเมินคุณภาพเว็บไซต “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี ตอน ตอนที่ การยอมรับดานการรับรู ึงประโยชนการใชงานที่มีตอเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ตอนที่ การยอมรับดานการรับรู ึงความงายในการใชงานที่มีตอเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส” ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเพิ่มเติม 2. แบบสอบ ามการยอมรับผูใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส โดยมีคาระดับ ความเหมาะสมมี ระดับ ดังนี้ หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 4 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับมาก หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอย 1 หมาย ึง มีความเหมาะสมในระดับนอยที่สุด
  • 173.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 155 1 0 กรุณาทําเครื่องหมาย ลงในชองระดับความสําคัญตามความเหมาะสมของทานที่พิจารณาแลว เห็นวาเปนขอเลือกที่เหมาะสม รายการ ระับความค เห็น นอย ที่ส (1) นอย (2) ปาน กลาง (3) มาก (4) มาก ที่ส (5) ตอนที่ การยอมรับ านการรับร ึงประโยชนการใชงาน 1.1. ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน 1 2 3 4 5 1. . ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ 1 2 3 4 5 1. . ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน 1 2 3 4 5 1.4. ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง 1 2 3 4 5 1. . ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใชสามาร ตรวจสอบ ขอมูลไดอยาง ูกตอง 1 2 3 4 5 1. . ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอประชาสัมพันธสําหรับ ผูใชงาน ตอนที่ การยอมรับ านการรับร ึงประโยชนการใชงาน 1. คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจงายตอการปฏิบัติ 1 2 3 4 5 . มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนในการใชงาน 1 2 3 4 5 . ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือเขา ึงขอมูล 1 2 3 4 5 4. ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่ เหมาะสม 1 2 3 4 5 . ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสมเขาใจงาย 1 2 3 4 5 . มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม 1 2 3 4 5 . สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มีอินเตอรเน็ต 1 2 3 4 5 ตอนที่ ความค เห็นเพ่มเตม ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ผว ัยขอขอบพระคณในความอนเคราะหของทาน มา ณ โอกาสนี้
  • 174.
  • 175.
  • 176.
  • 177.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 159 1 การตรว สอบคณ าพของเครื่องมือที่ใชในงานวัย หัวขอว ัย แนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน คําชี้แ ง ความหมายของระดับคะแนน มีดังนี้ ใหคะแนน +1 เมื่อแนใจวาขอคํา ามนั้นสอดคลองกับเนื้อหา ใหคะแนน 0 เมื่อไมแนใจวาขอคํา ามนั้นสอดคลองกับเนื้อหา ใหคะแนน -1 เมื่อแนใจวาขอคํา ามนั้นไมสอดคลองกับเนื้อหา เครื่องมือ 1. แบบสัมภาษณความตองการและแนวทางเพื่อพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน . แบบสอบ ามเทคโนโลยีและองคประกอบที่เหมาะสมของเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน . แบบสอบ ามการยอมรับในการใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส”
  • 178.
    160 1 ตาราง าคผนวกที่ คาดัชนีความสอดคลองของขอคําามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต รายการประเมน ความค เห็นของ ผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล 1. ทานคิดวาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ องคกร ควรมีรูปแบบอยางไร เชน การแบงหัวขอเนื้อหา การจัดหมวดหมู ล +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได .ทานคิดวามีควรนําเอา มาใชประกอบ เพื่ออธิบายเนื้อหาบน เว็บไซตขององคกรหรือไม อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาควรใชตัวอักษรรูปแบบใดและมีขนาด เทาไหรจึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได 4. ทานคิดวาควรมีการใชเสียง ดนตรี บรรยาย ประกอบในหนาเว็บไซตของ องคกรหรือไม อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาในการเชื่อมโยงขอมูล เนื้อหา บน เว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร ควรเปนแบบใด เชน เชื่อมโยง ดวยรูปภาพ ล +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาการจัดวางแผนผัง โครงสรางขอมูลใน เว็บไซตองคกร ควรเปนแบบใด เชน แบบเรียงลําดับ แบบลําดับขั้น +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาการจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบ ในเว็บไซตองคกรควรมีการจัดวางในลักษณะแบบใด +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธของ องคกรควรมีการจัดวาง หนาเว็บไซต อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
  • 179.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 161 1 4 ตาราง าคผนวกที่1 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต ตอ รายการประเมน ความค เห็นของ ผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล . ทานคิดวาวิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซตของ องคกร ใหเปนที่รูจักแก บุคคลทั่วไปควรมีวิธีการ อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได 10. ทานคิดวาในปจจุบันมีโปรแกรม สําหรับการ จัดทําเว็บไซตอะไรบางที่ สามาร นํามาใชพัฒนา เว็บไซต ขององคกร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
  • 180.
    162 1 ตาราง าคผนวกที่ คาดัชนีความสอดคลองของขอคําามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา รายการประเมน ความค เห็นของ ผเชี่ยวชา านเนื้อหา คา แปลผล 1. ทานคิดวาเว็บไซตในการประชาสัมพันธ องคกร ควรมีรูปแบบอยางไร เชน การแบงหัวขอเนื้อหา การจัดหมวดหมู ล +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได .ทานคิดวามีควรนําเอา มาใชประกอบ เพื่ออธิบายเนื้อหาบน เว็บไซตขององคกรหรือไม อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาควรใชตัวอักษรรูปแบบใดและมีขนาด เทาไหรจึงจะเหมาะสมกับเว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได 4. ทานคิดวาควรมีการใชเสียง ดนตรี บรรยาย ประกอบในหนาเว็บไซตของ องคกรหรือไม อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาในการเชื่อมโยงขอมูล เนื้อหา บน เว็บไซตประชาสัมพันธของ องคกร ควรเปนแบบใด เชน เชื่อมโยง ดวยรูปภาพ ล +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาการจัดวางแผนผัง โครงสรางขอมูลใน เว็บไซตองคกร ควรเปนแบบใด เชน แบบเรียงลําดับ แบบลําดับขั้น +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาการจัดวางเมนู โลโก และภาพประกอบ ในเว็บไซตองคกรควรมีการจัดวางในลักษณะแบบใด +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได . ทานคิดวาเว็บไซตในการ ประชาสัมพันธของ องคกรควรมีการจัดวาง หนาเว็บไซต อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได
  • 181.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 163 1 ตาราง าคผนวกที่ 2คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นจากแบบสัมภาษณ สภาพความตองการและแนวทางการพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา ตอ รายการประเมน ความค เห็นของ ผเชี่ยวชา านเนื้อหา คา แปลผล . ทานคิดวาวิธีในการประชาสัมพันธเว็บไซตของ องคกร ใหเปนที่รูจักแก บุคคลทั่วไปควรมีวิธีการ อยางไร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได 10. ทานคิดวาในปจจุบันมีโปรแกรม สําหรับ การจัดทําเว็บไซตอะไรบางที่ สามาร นํามาใชพัฒนา เว็บไซต ขององคกร +1 +1 +1 1.00 นําไปใชได สรป จากตารางภาคผนวกที่ 1 และ คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ ขอคํา ามกับประเด็น ดานเนื้อหาของแบบสัมภาษณ สภาพและความตองการและแนวทางการพัฒนา เว็บไซต ในการประชาสัมพันธและสื่อสารมวลชนของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส กับ วัต ุประสงค ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต และผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมี ความสอดคลอง
  • 182.
    164 1 ตาราง าคผนวกที่ 3คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน ตามแบบสอบ ามเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการ ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต รายการ ความค เห็นของ ผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล 1 2 3 านประสทธ าพของการทํางานระบบ 1.1 ความสามาร ในการติดตอฐานขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ความสามาร ในการนําเสนอขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ความสามาร ในการทํางานของระบบภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ .1 ความ ูกตองของระบบในการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความ ูกตองของระบบในการปรับปรุงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความ ูกตองของระบบในการลบขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได .4 ความ ูกตองของการทํางานระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได านความงายตอการใชงานในระบบ .1 ความงายตอการเรียกใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความชัดเจนของขอความงายตอการใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความงายตอการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได .4 ความนาใชงานของระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล 4.1 การกําหนดสิทธิในการเขา ึงขอมูลของผูใชระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4. การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาดในการปอนขอมูล เขาสูระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4. ความปลอดภัยของการเขา ึงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4.4 ระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
  • 183.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 165 1 ตาราง าคผนวกที่ 4คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน ตามแบบสอบ ามเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการ ประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา รายการ ความค เห็นของ ผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล 1 2 3 านประสทธ าพของการทํางานระบบ 1.1 ความสามาร ในการติดตอฐานขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ความสามาร ในการนําเสนอขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ความสามาร ในการทํางานของระบบภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได านการทํางานไ ตาม งกชั่นงานของระบบ .1 ความ ูกตองของระบบในการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความ ูกตองของระบบในการปรับปรุงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความ ูกตองของระบบในการลบขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได .4 ความ ูกตองของการทํางานระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได านความงายตอการใชงานในระบบ .1 ความงายตอการเรียกใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความชัดเจนของขอความงายตอการใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ความงายตอการเพิ่มขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได .4 ความนาใชงานของระบบในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได านความเหมาะสมในการรักษาความปลอ ัยของขอมล 4.1 การกําหนดสิทธิในการเขา ึงขอมูลของผูใชระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4. การเตือนเมื่อพบขอผิดพลาดในการปอนขอมูล เขาสูระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4. ความปลอดภัยของการเขา ึงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4.4 ระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
  • 184.
    166 1 สรป จากตารางภาคผนวกที่ และ 4คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ ขอคํา ามกับประเด็นการประเมินตามแบบสอบ ามเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซต ตนแบบ “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซตและดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมีความสอดคลอง
  • 185.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 167 1 0 ตาราง าคผนวกที่5 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน องคประกอบของโมดูลที่เหมาะสมในการพัฒนาเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต รายการ ความค เห็นของผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล 1 2 3 1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วางหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูล ผูใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการเนื้อหาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4. โมดูลการจัดการบทบรรณาธิการ +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว ศธ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว ศธจ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว สพท. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษาพิเศษ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลการจัดการหองพักครู +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได 14. โมดูล ผูดูแลระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลแสดงหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลกระดาน ามตอบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได
  • 186.
    168 1 1 ตาราง าคผนวกที่6 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน องคประกอบของโมดูลของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา รายการ ความค เห็นของผเชี่ยวชา านเนื้อหา คา แปลผล 1 2 3 1. โมดูลการกําหนดพื้นที่วางหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูล ผูใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการเนื้อหาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได 4. โมดูลการจัดการบทบรรณาธิการ +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว ศธ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว ศธจ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาว สพท. +1 +1 +1 1. นําไปใชได . โมดูลการจัดการขาวโรงเรียน +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลการจัดการขาวศึกษาพิเศษ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 11. โมดูลการจัดการเพชรใน สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลการจัดการหองพักครู +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลการจัดการเข็มทิศ สพฐ. +1 +1 +1 1. นําไปใชได 14. โมดูล ผูดูแลระบบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลแสดงหนาเว็บไซต +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1 . โมดูลกระดาน ามตอบ +1 +1 +1 1. นําไปใชได สรป จากตารางภาคผนวกที่ และ คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ ขอคํา ามกับประเด็นการประเมินองคประกอบของโมดูลของเว็บไซตตนแบบในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส กับวัต ุประสงคของผูเชี่ยวชาญดาน เว็บไซต และผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมีความสอดคลอง
  • 187.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 169 1 ตาราง าคผนวกที่ 7คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต รายการ ความค เห็นของผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล 1 2 3 านการรับร ึงประโยชนการใชงาน 1.1 ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1.4 ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใช สามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอ ประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได านการรับร ึงความงายในการใชงาน .1 คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจ งายตอการปฏิบัติ +1 +1 +1 1. นําไปใชได . มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนใน การใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือ เขา ึงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได .4 ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
  • 188.
    170 1 ตาราง าคผนวกที่ 7คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเว็บไซต ตอ รายการ ความค เห็นของผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล . ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสม เขาใจงาย +1 +1 +1 1. นําไปใชได . มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบ ทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม +1 +1 +1 1. นําไปใชได . สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มี อินเตอรเน็ต +1 +1 +1 1. นําไปใชได
  • 189.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 171 1 4 ตาราง าคผนวกที่8 คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นการประเมิน การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา รายการ ความค เห็นของผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล 1 2 3 านการรับร ึงประโยชนการใชงาน 1.1 ระบบขอมูลขาวสารที่เกี่ยวของมีความครอบคลุม ครบ วน +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ระบบมีความเชื่อมโยงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ระบบขอมูลขาวสารมีฟงกชั่นการทํางานครบ วน +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1.4 ระบบขอมูลขาวสารประมวลผลขอมูลไดอยาง ูกตอง +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ขอมูลขาวสารสอดคลองกับความตองการของผูใช สามาร ตรวจสอบขอมูลไดอยาง ูกตอง +1 +1 +1 1. นําไปใชได 1. ระบบขอมูลขาวสารเปนแหลงเผยแพรติดตอ ประชาสัมพันธสําหรับผูใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได านการรับร ึงความงายในการใชงาน .1 คูมือสําหรับการแนะนําในการใชงานมีขั้นตอนที่เขาใจ งายตอการปฏิบัติ +1 +1 +1 1. นําไปใชได . มีขั้นตอนการใชงานไมซับซอน มีความยืดหยุนใน การใชงาน +1 +1 +1 1. นําไปใชได . ระบบบริหารจัดการขอมูลมีความเร็วในการใชงานหรือ เขา ึงขอมูล +1 +1 +1 1. นําไปใชได .4 ระบบบริหารจัดการขอมูลมีการใชอธิบายดวยภาพ ตัวอักษร และสีที่เหมาะสม +1 +1 +1 1. นําไปใชได
  • 190.
    172 1 ตาราง าคผนวกที่ 8คาดัชนีความสอดคลองของขอคํา ามเกี่ยวกับประเด็นแบบสอบ าม การยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส”ในการประชาสัมพันธของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา ตอ รายการ ความค เห็นของผเชี่ยวชา านเว็บไซต คา แปลผล . ระบบการจัดวางองคประกอบของหนาจอที่เหมาะสม เขาใจงาย +1 +1 +1 1. นําไปใชได . มีกราฟกและการออกแบบเว็บไซตมีสีสรรคและรูปแบบ ทันสมัย นาสนใจ และสวยงาม +1 +1 +1 1. นําไปใชได . สามาร ใชระบบขอมูลขาวสารไดทุกที่ ทุกเวลา ที่มี อินเตอรเน็ต +1 +1 +1 1. นําไปใชได สรป ตารางภาคผนวกที่ และ คาดัชนีสอดคลอง ของแบบประเมินความสอดคลองของ ขอคํา ามกับประเด็นการสอบ ามการยอมรับของผูใชระบบที่มีตอเว็บไซต “สพฐ. นิวส” ในการประชาสัมพันธ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส กับ วัต ุประสงค ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา อยูที่ 1. ขอคํา ามทุกขอมีความสอดคลอง
  • 191.
  • 192.
  • 193.
  • 194.
    176 1 คํานํา ศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการ ขั้นพื้นฐานไดพัฒนาเว็บไซตในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. นิวส จัดทําขึ้นเพื่อใชประกอบการอบรมผูใชระบบบริหารจัดการเว็บไซต สพฐ. นิวส ตามโครงการประชุมเชิงปฏิบัตการบริหารจัดการเว็บไซต สพฐ. นิวส เพื่อพัฒนาเนื้อหาหนาเว็บไซต ในการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพ งานดานการประชาสัมพันธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใหสอดคลองกับนโยบาย การประชาสัมพันธของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการพัฒนารูปแบบการนําขอมูลขาวสารของการดําเนินการ ประชาสัมพันธใหทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ทันตอเหตุการณ เขา ึงทุกกลุมเปาหมาย และเปน การสื่อสารมวลชน และสรางภาพลักษณของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยคูมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ นิวส บับนี้ ประกอบไปดวยรายละเอียดขั้นตอน วิธีในการเขาระบบ บริหารจัดการขอมูลเว็บไซต และจัดเก็บขอมูล รวม ึงการแกไขหรือลบขอมูล ขาวสารที่บันทึกอยางเปนระบบและครบ วน เพื่อผูปฏิบัติหนาที่ใชงานระบบจากสํานัก ศูนย กลุม ตาง ๆ ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 4 สํานัก ศูนย กลุม และ นักประชาสัมพันธในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จํานวน เขต ไดใชประโยชน ในการบันทึกขอมูลขาวสาร ภาพขาว บทความ สกูฟขาวประชาสัมพันธเขาระบบบริหารจัดการ เว็บไซต “สพฐ. นิวส คณะผูจัดทํา หวังเปนอยางยิ่งวา คูมือการใชงานเว็บไซต “สพฐ นิวส บับนี้ จะเปน ประโยชนตอผูปฏิบัติงานบริหารจัดการขอมูล กอเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ลดขอผิดพลาดในกระบวนการดําเนินงาน สรางความเขาใจและความรวมมือในการนําขอมูลขาวสาร กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายดานการปฏิรูปการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานสูการปฏิบัติอยางมีประสิทธิภาพ การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพิ่มและกระจายโอกาส ทางการศึกษา ใหแพรหลายกวางขวางและตอเนื่องตอไป ศูนยสารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 195.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 177 1 วธีการใชงานเว็บไซต สพฐ นวสเบื้องตน 1 ผูที่ตองการใชงานเว็บไซตเขาสูระบบเว็บดวย ใส ชื่อผูใช และ รหัสผาน ตามที่ไดรับมาจาก สพฐ. แลวกดปุม “เขาสูระบบ” เลือกหองเมนูที่ตองการจะใชงาน 1. บทบรรณาธิการ . ขาว ศธ . .ขาว ศธจ. 4. ขาว สพฐ. . ขาว สพท. . ขาวโรงเรียน . ขาวการศึกษาพิเศษ . คลิปขาว . เว็บบอรด 10. หองพักครู 11. เข็มทิศ สพฐ. 1 . เพชรในสพฐ. การเขาสระบบใชขั้นตอนและกระบวนการเหมือนกันในการใชงานเ ียวกัน 4 เมื่อเขามาในหองเมนูที่ตองการแลว สามาร เพิ่มขอมูลและภาพไดโดย กด “เพิ่มขอมูลใหม คลิกที่นี่” ในชองหัวขอใหใสชื่อเรื่องวาเปนเรื่องเกี่ยวกับอะไรในหองนั้น ๆ ตัวอยางเชนเรื่อง รายละเอียดงาน และในสวนชองวางดานลาง ัดมาใหใสรายละเอียดของเนื้อหาลงไป แลวกด บันทึกขอมูล เมื่อตองการใสภาพใหกับเรื่องที่ทานตองการใหกด “คลิกเพิ่มภาพ ในบรรทัดเดียวกันกับ ชื่อเรื่อง เมื่อเขามาที่หนาเพิ่มภาพ ใหกดปุม การเลือกรูปภาพจะเลือกไดครั้งละ 10 รูป หรือ รูปเดียวก็ได เมื่อเลือกแลวกดปุม “ รูปจะไปอยูดานลาง เมื่อเลือกรูปภาพเสร็จแลว กดปุม “บันทึกขอมูล” 10 การลบรูป หากตองหารลบใหกดปุมสัญลักษณรูปดินสอ 11 ปรากฏหนาที่ตองการลบ แกไข ใหคลิกเลือกภาพที่ตองการลบ จะปรากฏขอความ ามยืนยัน การลบใหกด เพื่อลบ 1 เมื่อตองการลบทั้งขอมูลและรูปภาพทั้งหมดใหคลิกที่รูป กากบาทสีแดง จะปลากดขอความ ามยืนยันการลบทั้งหมด แลวกด ขอมูลที่เราเลือกก็จะ ูกลบทั้งหมด 1 สามาร ดูตัวอยางเนื้อหาที่เราจะโพสตไดโดยกดปุม “แสดงเนื้อหา” 14 เมื่อกดปุม “แสดงเนื้อหา จะปรากฏหนาตัวอยางขอความและภาพประกอบที่เขียนขึ้นมา
  • 196.
    178 1 0 ขั้นตอนการป บัตงานเว็บเพสพฐ นวส 1 เขาสูเว็บไซตดวยระบบเว็บบราวเซอร เขาสูเว็บไซตโปรแกรมระบบ . เขาสูระบบการจัดการ เขียนขอความและแนบภาพประกอบในแตละหัวขอ ตามเว็บไซต ระบบดังนี้ . ใ ร ูใชงาน ล ร าน อง ตล เ ต
  • 197.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 179 1 1 4. ปรากฏหนาจอการจัดการของระบบโปรแกรมจะปรากฏเมนูไอคอนใหเลือก 1 บทบรรณาธิการ ) ขาว ศธ ) ขาว ศธจ. 4) ขาว สพฐ. ขาว สพท. ขาวโรงเรียน 7) ขาวการศึกษาพิเศษ ) คลิปขาว ) เว็บบอรด 10) หองพักครู 11) เข็มทิศ สพฐ. 1 ) เพชรใน สพฐ. ออกจากระบบ ปรากฏดังภาพ การแสดงขั้นตอนการเขาสูระบบใชโมดูลทั้ง 1 ขั้นตอน และกระบวนการเหมือนกัน ในการใชงานเดียวกัน ดังตัวอยางการใชระบบปฏิบัติงานตอไปนี้ 1. ระบบ ั การบทบรรณาธการ โมดูลบรรณาธิการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับขอเขียนที่บรรณาธิการ หรือนักเขียน ชั้นนําเขียนขึ้น เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเปนแนวของบทความทางการศึกษา ๆ โดยมีรายละเอียด ในการเผยแพร ไดแก นโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร กลยุทธ การดําเนินงานของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานการดําเนินงานของผูบริหาร ระดับสูงในสังกัด และเหตุการณนาสนใจในปจจุบัน ล การนํานโยบายสูการปฏิบัติของผูบริหาร ระดับสูง ความกาวหนาสูการปฏิบัติระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส านศึกษา บุคลากรทาง การศึกษา ครู และนักเรียน ซึ่งขั้นตอน เลือกเมนูที่ตองการใชงาน
  • 198.
    180 1 1. เลือกเมนู บทบรรณาธิการเพื่อเขาไปใน ระบบจัดการบทบรรณาธิการ คลิกเลือก ดังภาพ ในขั้นตอนนี้หากเราตองการเพิ่มขอมูลและภาพเกี่ยวกับบทบรรณาธิการใหมก็ตอง คลิกที่หัวขอ เพิ่มขอมูลใหมบทบรรณาธิการคลิกที่นี่ ดังภาพ เลือกเมนู รร า การ ลกเ ่ม อมูลที่นี่
  • 199.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 181 1 . จะปรากฏหนาจอใหทานพิมพหัวขอ ที่ตองการของบทบรรณาธิการเรื่องนี้วา เปนเรื่องเกี่ยวกับอะไร 4.สําหรับเนื้อหาที่เกี่ยวของกับบทบรรณาธิการเรื่องนี้ ทานสามาร พิมพได ทั้งหมด 8 ยอหนาความยาวของแตละยอหนาไมจํากัด ขึ้นอยูกับเนื้อหาที่ตองการ ทานสามาร พิมพ เนื้อหา แค 1 ยอหนาก็ไดหากเนื้อหามีไมมากนัก ระบบโปรแกรมก็จะนําขอความที่พิมพไปจัดแสดงใน หนาแรกโดยอัตโนมัติ ตามที่ทานเขียนตามจํานวนยอหนาทั้งหมดของหัวขอนี้ เสร็จแลว กดปุมบันทึก ใ อเรื่องที่ทานตองการ ชอง ม เนือ า นทก อมูล
  • 200.
    182 1 4 . ขั้นตอนการเพิ่มภาพประกอบบทบรรณาธิการที่พิมพและบันทึกขอมูลเสร็จแลว ใหทานดําเนินการคลิกเลือกเมนูคลิกเพิ่มภาพ ใหตรงกับบรรทัดที่แสดงหัวขอของบทบรรณาธิการ นั้น ๆ ดังภาพ . จะปรากฏหนาจอใหเลือกเพิ่มภาพประกอบไดครั้งละ 1 ภาพ ในแตละหัวขอ สามาร เพิ่มไดไมจํากัดจํานวนภาพแตสามาร สงภาพประกอบได 1 ภาพในแตละครั้ง ทานสามาร แนบภาพไดอาจจะไม ึง 1 ภาพก็ไดในแตละครั้ง คลิกที่เมนู ดังภาพ ลกเลือกเมนูเ ่ม า ลกที่เมนู
  • 201.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 183 1 . เลือกภาพที่ทานไดเตรียมไวแลวในเครื่องคอมพิวเตอรของเรา การเตรียม ภาพประกอบในที่นี้เราตองทําการปรับขนาดของภาพใหเหมาะสมกับการแสดงผลในระบบโปรแกรม ของเรากอนโดยทําการยอขนาดภาพใหมีขนาด1 4 จุด กอนทุก ๆ ภาพที่จะใช โดยใชโปรแกรมจัดการรูปภาพตาง ๆ เชน หรือ เปนตน . ทานสามาร เลือกภาพประกอบภาพตอ ๆ ไป โดยคลิกที่ปุม แลวเลือก ภาพจากเครื่องคอมพิวเตอรภาพตอ ๆ ไปจนครบตามที่ตองการ เสร็จแลวทําการบันทึกขอมูล รอการทํางานสักครูจนปรากฏขอความวา ทําการบันทึกขอมูลเสร็จแลว ดังภาพ ลกเลือก า ล ลก เลือกรู เ ่มเตม ล นทก
  • 202.
    184 1 . แสดงหนาจอการบันทึกขอมูลภาพประกอบเสร็จแลว เสร็จขั้นตอนการบันทึกขอมูล และเลือกภาพประกอบในสวนของบทบรรณาธิการ 1 เรื่อง หากทานตองการเพิ่มบทบรรณาธิการในเรื่องที่ หรือเรื่องตอ ๆ ไป ทานก็สามาร ทําซ้ํา ในขั้นตอนนี้ตั้งแตขอ 4 – ขอ 1 ได โดยไมจํากัดจํานวนของ บทบรรณาธิการที่ตองการเขียน 2. ระบบการ ั การขาว ศธ โมดูล ขาว ศธ. ขาวกระทรวงศึกษาธิการ เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับขาว ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาตาง ๆ ในทุก ๆ ชองทางที่ไดรับการเผยแพรประชาสัมพันธทางสื่อที่ หลากหลาย ไดแกขาวกระทรวงศึกษาธิการ ขาวองคกร ขาวหนังสือพิมพ ที่เกี่ยวของกับการศึกษา 1 เลือกเมนูขาว ศธ. เพื่อเขาไปในระบบจัดการขาว ศธ. คลิกเลือกดังภาพ ก
  • 203.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 185 1 2. ในขั้นตอนนี้หากเราตองการเพิ่มขอมูลและภาพเกี่ยวกับหองเกียรติยศใหมก็ตองคลิก ที่หัวขอ เพิ่มขอมูลใหมหองเกียรติยศคลิกที่นี่ดังภาพ . เลือกภาพที่ทานไดเตรียมไวแลวในเครื่องคอมพิวเตอรของเรา คลิกเลือกภาพ แลว คลิก การเตรียมภาพประกอบในที่นี้เราตองทําการปรับขนาดของภาพใหเหมาะสมกับ การแสดงผลในระบบโปรแกรมของเรากอนโดยทําการยอขนาดภาพใหมีขนาด 1 4 จุด ( กอนทุก ๆ ภาพที่จะใช โดยใชโปรแกรมจัดการรูปภาพตาง ๆ เชน หรือ เปนตน
  • 204.
    186 1 ระบบการ ั การขาวศธ โมดูล ขาว ศธจ. ขาวสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด เปนสวนที่แสดงขอมูล ประกอบดวย การดําเนินกิจกรรมของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด รองผูอํานวยการศึกษาธิการจังหวัด ผูอํานวยการกลุมในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของ รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสูการปฏิบัติ ระบบ ั การขาว สพฐ โมดูล ขาว สพฐ. เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ ขาวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ การปฏิบัติภารกิจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรึกษาเลขาธิการ ผูบริหารระดับสูง และผูอํานวยการสํานักในสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลือกเมนู ขาว สพฐ. เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการขาว สพฐ. คลิกเลือกดังภาพ
  • 205.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 187 1 5. ระบบ ัการขาว สพท โมดูล ขาว สพท. ขาวเขตพื้นที่การศึกษา เปนสวนที่แสดงขอมูลเกี่ยวกับ การดําเนิน กิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผูอํานวยการกลุมในสังกัดขับเคลื่อนนโยบายสู การปฏิบัติภายใตนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลือกเมนู ขาว สพท. เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการขาว สพท. คลิก เลือกดังภาพ
  • 206.
    188 1 0 6. ระบบั การขาวโรงเรียน สพฐ โมดูล ขาวโรงเรียน เปนสวนที่แสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของโรงเรียนที่ ผูอํานวยการส านศึกษา รองผูอํานวยการส านศึกษา ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษารวมกัน ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสูการปฏิบัติเลือกเมนู ขาวโรงเรียน สพฐ. เพื่อ เขาไปใน ระบบจัดการขาวโรงเรียน สพฐ. คลิกเลือกดังภาพ 7. ระบบ ั การขาวการศึกษาพเศษ โมดูล ขาวการศึกษาพิเศษ เปนสวนแสดงขอมูลการดําเนินกิจกรรมของสํานัก บริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนยการศึกษาพิเศษ และส านศึกษา ที่ผูอํานวยการส านศึกษา รองผูอํานวยการส านศึกษา ขาราชการครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมกันขับเคลื่อน นโยบายและยุทธศาสตรของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลือกเมนู ขาวการศึกษา เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการขาว การศึกษา คลิกเลือกดังภาพ
  • 207.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 189 1 1 8. ระบบการั การขาวคลปขาว โมดูล คลิปขาว เปนสวนแสดง คลิปวีดีโอ การจัดการเรียนการสอน นวัตกรรม ผลงาน ครู นักเรียน ผูบริหารส านศึกษา และบุคลากร ที่สะทอนใหเห็น ึงการปฏิบัติภารกิจของครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  • 208.
    190 1 9. ระบบการ ัการเว็บบอร เว็บบอรด เปนสวนที่เปดรับฟงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน สนทนา และ าม ตอบกับ บรรณาธิการเว็บไซต 10. ระบบ ั การหองพักคร โมดูล หองพักครู เปนสวนที่แสดงขอมูลขาวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาของ บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชน การโยกยาย บรรจุและแตงตั้ง การแสดงความยินดี การไดรับรางวัลเกียรติยศ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ ผลงานสรางสรรค ของครู บุคลากรทางการศึกษา เลือกเมนู หองพักครู เพื่อเขาไปใน ระบบจัดการหองพักครู คลิกเลือก ดังภาพ
  • 209.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 191 1 11. ระบบการ ัการเข็มทศ สพฐ โมดูล เข็มทิศ สพฐ. เปนสวนที่แสดงขอมูลภารกิจการปฏิบัติงานของเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูชวย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทีมคณะประชาสัมพันธศูนยสารนิเทศการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนผูนําเสนอไปยัง กองบรรณาธิการขาว 12.ระบบการ ั การเพชรใน สพฐ โมดูล เพชรใน สพฐ. เปนสวนที่แสดงขาวกิจกรรมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน ขาราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ที่เปนผลงานดีเดนเปนที่ประจักษตอสาธารณชน
  • 210.
  • 211.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 193 ภาคผนวก จ รายชื่อกลุ่มทดลองเวบ ซต์ต้นแบบ“สพฐ นิวส์” หนังสือและรายชื่อผู้ ช้ระบบและรหัสเข้า ช้งานเวบ ซต์ “สพฐ นิวส์” ภาพกิจกรรมการจัดอบรม
  • 212.
  • 213.
    รายงานวิจัยเเนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ในการประชาสัมพันธ์ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 195 1 รายชื่อกลมการท ลองใชระบบป บัตการสพฐ นวส รหัสเขาใชงานเว็บ สพฐ นวส ลํา ับ สํานัก ศนย กลม ใน สพฐ 1 สํานักอํานวยการ 001 001 สํานักคลังและสินทรัพย 00 00 สํานักติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 00 00 4 สํานักทดสอบทางการศึกษา 004 004 สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 00 00 สํานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 00 00 สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 00 00 สํานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา 00 00 สํานักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ 00 00 10 สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา 010 010 11 กลุมพัฒนาระบบบริหาร 011 011 1 กลุมตรวจสอบภายใน 01 01 1 สํานักพัฒนากิจกรรมนักเรียน 01 01 14 สํานักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 014 014 1 ส าบันภาษาอังก ษ 01 01 1 สํานักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเ พาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต 01 01 17 สํานักบริหารงานการมะยมศึกษาตอนปลาย 01 01 18 สํานักบริหารการศึกษาภาคบังคับ 01 01 19 ศูนยพัฒนาการนิเทศและเรงรัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน 01 01 20 ศูนยเ พาะกิจคุมครองและชวยเหลือเด็กนักเรียน 0 0 0 0 21 ศูนยบริหารโครงการพัฒนาโรงเรียนจุ าภรณราชวิทยาลัย 0 1 0 1 22 ศูนยพัฒนาคุณภาพการศึกษาดวยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล 0 0 23 สํานักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน 0 0 24 ศูนยปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน 0 4 0 4 25 คณะทํางาน 0 0 26 คณะทํางาน 0 0 27 คณะทํางาน 0 0 28 คณะทํางาน 0 0 29 คณะทํางาน 0 0 30 คณะทํางาน 0 0 0 0
  • 214.
  • 215.
  • 216.
  • 217.
  • 218.
  • 219.
  • 220.
  • 221.
  • 222.
  • 223.
  • 224.
  • 225.
  • 226.
  • 227.
    ประวัติผู้วิจัย ชื่อ สกุล นางจารุภาสังขารมย์ วัน เดือน ปีเกิด 7 ตุลาคม 2501 สถานที่เกิด อาเภอแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการ ที่อยู่ปัจจุบัน 225/109 หมู่บ้านเอกวัฒนา ซอยเศรษฐกิจ 22 ถนนเพชรเกษม 102 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160 ตาแหน่งปัจจุบัน นักประชาสัมพันธ์ชานาญการพิเศษ ผู้อานวยการศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานที่ทางาน ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักอานวยการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ประวัติการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยรามคาแหง ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์