คํานํา
         รายงานเลมนี้เกี่ยวของกับกิจกรรมดานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในการ
ปฏิบัติงานของนิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรางสรรคชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัยโดย
หนวยแกนนําประสานงานสถาบันราชภัฏสุรินทร พื้นที่รับผิดชอบ คือ ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอ
ปราสาท จังหวั ดสุรินทร จัด ทํ าขึ้ นเพื่อ สํารวจเก็บขอมูล รับทราบปญหาและความต องการ
เบื้องตนของชุมชน มีการสรางเครือขายความรวมมือของชุมชนในการอนุรักษศิลปวัฒนธรรม
ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีทองถิ่น นอกจากนี้ไดจัดทําขอเสนอแนะ ขอคิดเห็น ที่ไดรับจาก
การศึกษา มาเสนอตอชุมชน เพื่อกอประโยชนและตระหนักถึงความสําคัญในคุณคาของมรดก
ทางดานศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และมีสวนรวมในการจรรโลง
และรักษาไวสืบตอไป
         การจัดทํารายงานของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในการปฏิบัติงานของ
นิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัย โดยหนวยแกนนํา
ประสานงานสถาบันราชภัฏสุรินทร ซึ่งไดรับความรวมมือจากคณาจารย ผูแทนหนวยราชการ
องคกร และประชาชนในทองถิ่นที่ใหความอนุเคราะหขอมูลจนสําเร็จลุลวงไปดวยดี กลุมกิจกรรม
ดานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น จึงขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้



                                                                                คณะผูจัดทํา
                                       กลุมกิจกรรมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น
                                                                              
                                                   โครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน
                                                                      สถาบันราชภัฏสุรินทร
บทที่ 1
                                                บทนํา
ความเปนมาและความสําคัญของโครงการ
          จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 วันที่ 8, 15, และ 29 มกราคม
2545 ไดมีมติซึ่งสรุปสาระสําคัญไดวา ในชวงปดภาคการศึกษาประจําปการศึกษาควรจะไดจัดให
มีโครงการเพื่อใหนิสิตนักศึกษา รวมถึงอาจารยไดกระทํากิจกรรมที่สรางสรรคและใชเวลาวางให
เป น ประโยชน ก อ เกิ ด รายได ห รื อ เพิ่ ม ทั ก ษะด า นอาชี พ มี ก ารฝ ก ฝนและดํ า เนิ น การในฐานะ
ผูประกอบการรายใหม (Young Entrepreneur) ในอนาคต ซึ่งเบื้องตนนี้ เกิดขึ้นจากดําริของ
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร)
          เพื่ อ สนองต อ นโยบายของรั ฐ บาลและมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ดั ง กล า วข า งต น กลุ ม ศิ ล ปะ
วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น จึงไดเล็งเห็นถึงความสําคัญของโครงการนี้ที่ใหนิสิตนักศึกษาได
เรียนรูวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณีทองถิ่น โดยใชภูมิปญญารวมกับชุมชนในการ
พั ฒ นาท อ งถิ่ น สร า งความคิ ด ในเชิ ง สร า งสรรค มี น วั ฒ กรรมสิ่ ง ประดิ ษ ฐ ใ หม ๆ ที่ ส ามารถ
เชื่อมโยงจากการใชงานไดจริงในชุมชน ตลอดจนสงเสริมอนุรักษ สืบสานและสรางเครือขายรวม
ในการอนุรักษมรดกวัฒนธรรมของชาติทั้งทางดานขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและ
ภูมิปญญาทองถิ่นใหคงอยูตอไป
วัตถุประสงคของโครงการ
         1. เพื่อใหนักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลงานดานศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม
            และภูมิปญญาทองถิ่นในแตละตําบลที่ไดเขาไปปฏิบัติงาน
         2. เพื่อทราบปญหาและความตองการเบื้องตนของชุมชนที่มีตองานดานศิลปะวัฒนธรรม
            และภูมมิปญญาทองถิ่นที่มีตอการอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
         3. เพื่ อ สร า งเครื อ ข า ยความร ว มมื อ ของชุ ม ชนในการอนุ รั ก ษ ม รดกทางด า นศิ ล ปะ
            วัฒนธรรมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของทองถิ่น
         4. เพื่ อ ให นั ก ศึก ษาได เ รีย นรูแ ละตระหนัก ถึงความสําคัญและคุ ณ คาของมรดกศิลปะ
            วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่นและมีสวนรวมในการจรรโลง
            และรักษาไว
พื้นที่เปาหมาย
           ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
การดําเนินงาน
         1. นักศึกษาที่ออกปฏิบัติงานมีกิจกรรมที่ตองดําเนินการประกอบดวย
            กิจกรรมที่ 1 นักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลในดานแหลงโบราณสถาน แหลงโบราณคดี
                         โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ แหลงวัฒนธรรมตามรูปแบบการจัดเก็บขอมูลที่
                         กรมศิลปากรกําหนด
            กิจกรรมที่ 2 นักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลในดานมรดกวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม
                         ประเพณี การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่นโดยการสอบถาม
                         สังเกตการณ สืบคน การสัมภาษณ ถายภาพ หรือวาดภาพลายเสน
                         ตามรู ป แบบการจั ด เก็ บ ข อ มู ล ที่ ก รมศิ ล ปากรกํ า หนดหรื อ อื่ น ๆที่
                         เหมาะสม
            กิจกรรมที่ 3 นักศึกษาจัดกิจกรรมหรือโครงการสืบสานอนุรักษมรดกไทยหรือ
                         ภูมิปญญาทองถิ่นรวมกับชุมชนหรือตําบล
         2. นําผลการจัดกิจกรรมที่ไดศกษาและจัดทํา ประมวล สรุป วิเคราะห และเสนอปญหา
                                     ึ
            ขอคิดเห็น
นิยามศัพทเฉพาะ
            “มรดกทางศิลปวัฒนธรรม” หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการคิดคนประดิษฐสรางสรรคส่ิง
ที่ ถือ กัน มาเป น สิ่ ง ที่ดี ง าม แล ว เรี ย นรูสืบ ทอดตอ ๆ กั น บางสิ่งยั ง คงเหลือเปน หลัก ฐานจนถึ ง
ปจจุบัน มรดกทางศิลปวัฒนธรรม จึงรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และวรรณกรรม
การแสดง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปหัตถกรรมตาง ๆ เปนตน
            “โบราณสถาน” หมายถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมประเภทสิ่งกอสราง อาคาร สถานที่
และสวนประกอบที่เคลื่อนยายไมได เปนที่ดินเนิน ที่มีหลักฐานเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร เปนถ้ํา
เพิงผาที่คนโบราณเคยพักอาศัยแลวทิ้งรองรอยภาพศิลปะ หรือฝงศพ หรือบางแหงอาจยังถูกใช
ประโยชนอยูในปจจุบัน เชน วัด เจดีย ปราสาท แหลงประวัติศาสตร เปนตน
            “โบราณวัตถุ”              หมายถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่เปนวัตถุขนาดตาง ๆ สามารถ
เคลื่อนยายไดยากตามขนาดตาง ๆ และน้ําหนักหรือชนิดของโบราณวัตถุ เชน เครื่องปนดินเผา
พระพิมพ อาวุธ เครื่องประดับ เปนตน
            “ภูมิปญญาทองถิ่น” หมายถึง งาน/ผลงาน หรือการประดิษฐอยูในดานตาง ๆ เชน ดาน
                  
ศิลปวัฒนธรรม ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน หรือในดานอื่น ๆ
ระยะเวลาการดําเนินโครงการ
       วันที่ 1 – 30 เมษายน 2546 ปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่
       วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2546

ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ
                       ั
       1. ไดฐานขอมูลดานโบราณสถาน แหลงโบราณคดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและแหลง
          วัฒนธรรมในแตละตําบล
       2. ไดฐานขอมูลมรดกวัฒนธรรมดานขนบธรรมเนียมประเพณี การละเลนพื้นบานและ
          ภูมิปญญาทองถิ่น ในแตละตําบล
       3. มีก ารเก็บ รวบรวมข อ มู ล ในดา นตา ง ๆ และรายงานผลที่ จ ะนํา ไปขยายผลในการ
          ดําเนินการและพัฒนาตอไปในอนาคต
       4. มีการสรางเครือขายชุมชนและรับทราบปญหาและความตองการของชุมชนที่มีตองาน
          ดานอนุรักษมรดกวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อหนวยงานที่เกี่ยวของนําไป
          ดําเนินการแกไขและพัฒนาตอไป
       5. ทําใหนักศึกษามีความเขาใจและเห็นความสําคัญและเห็นคุณคาตอการอนุรักษมรดก
          ทางวัฒนธรรมในดานตาง ๆ
บทที่ 2
                                     สภาพทั่วไปของชุมชน

ประวัติชุมชน
          ตําบลเชื้อเพลิงแตเดิมอยูในเขตการปกครองตําบลไพล ตอมาเมื่อป พ.ศ. 2524 ไดแยก
เปนตําบลเชื้อเพลิงโดยเริ่มแรกมี 9 หมูบาน และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2540 ไดมีประกาศ
จัดตั้งจากกระทรวงมหาดไทยใหเปนองคการบริหารสวนตําบล ตามพระราชบัญญัติสภาตําบล
และ
สภาองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. 2537 ปจจุบันองคการบริหารสวนตําบลเชื้อเพลิงมีที่ทําการอยู
ที่บานรําเบอะหมูที่ 2 ตําบลเชื้อเพลิง
          คําวา “เชื้อเพลิง” มาจากภาษาทองถิ่น เปนชื่อของตนไมชนิดหนึ่งซึ่งชาวบานถือวาเปนยา
สมุนไพรใชสําหรับสตรีที่คลอดบุตรชวยขับเลือดหลังจากอยูไฟ
          ปจจุบันตําบลเชื้อเพลิงแบงเขตการปกครองตามลักษณะทองที่มีหมูบานจํานวน 12 หมูบาน
ประกอบดวย
          หมูที่ 1 บานเชื้อเพลิง
          หมูที่ 2 บานรําเบอะ
          หมูที่ 3 บานโพธิ์กอง
          หมูที่ 4 บานแสรโบราณ
          หมูที่ 5 บานขยอง
          หมูที่ 6 บานปราสาท
          หมูที่ 7 บานเสม็ด
          หมูที่ 8 บานขนาดปริง
          หมูที่ 9 บานหนองซูง
          หมูที่ 10 บานปรือรูง
          หมูที่ 11 บานโสนกพัฒนา
          หมูที่ 12 บานเชื้อเพลิงสามัคคี
สภาพชุมชน
    2.1 ระยะทางชุมชน หางจากที่วาการอําเภอปราสาท 6.50 กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือ
        ระยะทางหางจากศาลากลางจังหวัดสุรินทรไปทางทิศใต 23 กิโลเมตร
    2.2 ขนาดพื้นที่ของตําบล/ชุมชนที่ดําเนินงาน 32.6256 ตารางกิโลเมตร
            - ที่ดินสาธารณะประโยชน              150     ไร
-   ที่ดินราชพัสดุ                                -     ไร
                   -   ที่ดินที่อยูอาศัย                          1,072 ไร
                   -   ที่ดินทํากิน                                14,821 ไร
                   -   พื้นที่ปา                                  3,150 ไร
                   -   พื้นที่แหลงน้ํา                            1,200 ไร
                                    รวม                            20,392 ไร
       2.3 จํานวนประชากรทั้งหมดในตําบล/ชุมชน
               ชาย      3,687 คน
               หญิง     3,822 คน
               รวม      7,509 คน
จํานวนหมูบาน 12 หมูบาน
        จํานวน         จํานวนประชากร (คน)                                           ชวงอายุ(ป)
        ครัวเรือ                                                                                                        60 ป
หมู                                          ต่ํา
           น           ชาย    หญิง    รวม             1- 2   3-5    6 - 11   12- 14       15 - 17   18 - 49   50 - 59    ขึ้น   อื่น ๆ
                                             กวา 1
                                                                                                                         ไป
  1       167           330    331     661     5       16     31      65       30           31        346       63       71       3
  2       239           462    469     931     2       23     35      82       43           59        484       74      124       5
  3       129           287    330     617     2       18     22      51       23           22        334       57       84       4
  4       147           227    224     451     3       11     21      36       12           18        254       52       42       2
  5        74           187    196     383     3       11     20      39       15           21        198       34       38       4
  6       142           353    348     701     3       11     30      64       24           20        383       74       87       5
  7        92           230    233     463     1       10     19      55       28            9        246       41       54       -
  8       147           350    321     671     6       13     27      63       35           42        344       55       81       5
  9       204           455    474     929     2       35     57     121       51           50        477       74       60       2
 10       145           289    333     622     6       23     24      70       34           39        293       65       69       1
 11       746           169    161     330     1       8       9      26        8           18        185       42       31       2
 12       137           348    402     750     4       24     29      87       46           36        369       65       89       1
รวม      1769          3687   3822    7509    38      203    324     759      349          374       3913      696      830      35


อื่น ๆ หมายถึง ประชากรที่เปนชาวตางชาติในชุมชนนั้น ไมระบุเพศ
* รวม หมายถึง จํานวนประชากรรวมถึงอื่น ๆ ในแตละชุมชนดวย
หมายเหตุ ขอมูลประชากรจากสํานักงานสถิติ อ.ปราสาท จ.สุรินทร ประจําเดือนมีนาคม 2546
           รวบรวมวันที่ 11 เมษายน 2546โดยนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน
สภาพทางเศรษฐกิจ
  3.1 อาชีพ
       - อาชีพหลักของประชากรในตําบล/ชุมชน
           1. ทํานา
           2. เลี้ยงสัตว
           3. ปลูกหมอน เลี้ยงไหม
           4. ทอผา
           5. ปลูกพืชฤดูแลง
  3.2 รายไดของประชากรตอครัวเรือน
       1. หมูที่ 1 บานเชื้อเพลิง          27,806    บาท/ครัวเรือน/ป
       2. หมูที่ 2 บานรําเบอะ             52,086    บาท/ครัวเรือน/ป
       3. หมูที่ 3 บานโพธิ์กอง            70,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       4. หมูที่ 4 บานแสรโบราณ            20,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       5. หมูที่ 5 บานขยอง                126,000   บาท/ครัวเรือน/ป
       6. หมูที่ 6 บานปราสาท              45,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       7. หมูที่ 7 บานเสม็ด               25,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       8. หมูที่ 8 บานขนาดปริง            23,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       9. หมูที่ 9 บานหนองซูง             15,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       10. หมูที่ 10 บานปรือรูง           89,522    บาท/ครัวเรือน/ป
       11. หมูที่ 11 บานโสนกพัฒนา         70,000    บาท/ครัวเรือน/ป
       12. หมูที่ 12 บานเชื้อเพลิงสามัคคี 85,777    บาท/ครัวเรือน/ป
  3.3 สถานประกอบการในตําบล/ชุมชน
       - ปมน้ํามัน   1 แหง
       - โรงสีขนาดยอม 32 แหง
       - ตลาดนัด       2 แหง
สภาพทางสังคม
   4.1 การศึกษา

สถานศึกษา                                จํานวนนักเรียน (คน)      จํานวนครู (คน)

1. โรงเรียนประถมศึกษา 3 แหง
   1.1 โรงเรียนบานโพธิ์กอง              263                      10
   1.2 โรงเรียนบานเชื้อเพลิง            372                      13
   1.3 โรงเรียนรัฐประชาสามัคคี           256                      11

2. โรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แหง
    2.1 โรงเรียนเชื้อเพลิงวิทยา          500                      23

3. อื่นๆ 1 แหง
    3.1 โรงเรียนศึกษาพิเศษ               336                      51
    3.2 ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก หมู 2        90                       4
                           หมู 3        60                       3


  4.2 สถาบันและองคกรทางศาสนา
       - วัด                             4 แหง
       - สํานักสงฆ                      1 แหง
       - โบสถ ( คริสตจักร)             1 แหง มีสมาชิก 163 คน อาจารย 3 คน
  4.3 สาธารณสุข
       - สถานีอนามัย           1 แหง
       - สถานที่ผลิตยาสมุนไพร / อาหารเสริม 1 แหง
       - กลุม ผสส. / อสม. 12 กลุม
  4.4 หนวยงานที่ดูแลดานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน(เชน ทสปช./อปพร./อื่นๆ) 1 กลุม
  4.5 การรวมกลุมของคนในชุมชน (เชน กลุมแมบานเกษตรกร / อื่นๆ)
      1. กลุมผูจดทําแปลงขยายพันธุขาว
                  ั
      2. กลุมศูนยผลิตเมล็ดพันธุขาวชุมชน
      3. กลุมทอผาไหม
      4. กลุมธนาคารผัก
5. กลุมกองทุนฟนฟูอาชีพเกษตรกร หลังการพักชําระหนี้
      6. กลุมเกษตรเกื้อกูล
      7. กลุมเกษตรอินทรีย
การบริการขั้นพื้นฐาน
  5.1 การคมนาคม
         - ทางบก มีถนนสายที่สําคัญ 1 สาย ไดแก สุรินทร – ปราสาท
       สภาพการใชงาน
         - ภายในชุมชน ใชงานทางบก
         - ระหวางชุมชน ใชงานทางบก
  5.2 การโทรคมนาคม
         - ที่ทําการไปรษณียโทรเลข 1 แหง
         - สถานบริการโทรศัพท              21 แหง สภาพการใชงาน 15 แหง
  5.3 การไฟฟา
        - จํานวนหมูบานที่มีไฟฟาเขาถึง 12 หมูบาน
  5.4 การประปา
         - จํานวนหมูบานที่มีประปาตําบล / ชุมชน หรือประปาหมูบาน 8 แหง
   5.5 แหลงน้ําธรรมชาติ
       1. หวยโยน
       2. หนองน้ํา
           2.1 หนองระกา
           2.2 หนองมะเมียง
           2.3 หนองบันคลา
           2.4 หนองกะทม 1
           2.5 หนองกะทม 2
           2.6 หนองขยอง
           2.7 หนองจลีก
           2.8 หนองปราสาท
           2.9 หนองโดนเสาะ
           2.10 หนองตากวง
           2.11 หนองตาเมียง
           2.12 หนองตามุน
2.13 หนองพลวง
         2.14 หนองขนาดปริง
         2.15 หนองเปรอะ
         2.16 หนองตะเกียด
         2.17 หนองซูง
         2.18 หนองปรือรูง
         2.20 หนองรูง
        2.21 หนองนาสาม
        2.22 หนองเชื้อเพลิง
5.6 แหลงน้ําที่สรางขึ้นเพื่ออุปโภค/บริโภค
      - ฝาย 3 แหง ขนาด 100, 60 และ 40 ไร
      - บอน้ําตื้น (บอขุด)           10         แหง
             มีน้ําใชตลอดป           3          แหง
             มีน้ําใชไมตลอดป        7          แหง
      - บอโยก                          23        แหง
             มีน้ําใชตลอดป           20         แหง
             มีน้ําใชไมตลอดป        3          แหง
      - อื่น ๆ (ระบุ)……………………
  5.7 แหลงน้ําเพื่อการเกษตร
       1. หนอง หมู 2, 6, 3, 5, 7, 8 และ 9 ปริมาณ a           เพียงพอ     ขาดแคลน
       2. อางเก็บน้ํา หมู 3                      ปริมาณ     เพียงพอ   a ขาดแคลน
       3. คลองชลประทาน หมู 7 และ 6 ปริมาณ                    เพียงพอ   a ขาดแคลน
       4. หวย หมู 7                              ปริมาณ a   เพียงพอ     ขาดแคลน
       5. คลอง หมู 6, 10, 12, 11 และ 9 ปริมาณ                เพียงพอ   a ขาดแคลน
       6. สระ                                      ปริมาณ     เพียงพอ   a ขาดแคลน
   5.8 สวนสาธารณะ/สนามกีฬา
         1. สนามกีฬาหมูบานหมูที่ 1,2, 4,5,6,8,9,10,11,12
  5.9 สถานที่พักผอนหยอนใจ
         1. ปราสาทบานไพล             บานปราสาท
         2. หนองปราสาท                บานปราสาท
         3. สวนสมุนไพร                บานปราสาท
         4. อางเก็บน้ําบานโพธิ์กอง บานโพธิ์กอง
5. สวนผักปลอดสารพิษ           บานเสม็ด
             6. หวยเสม็ด                  บานเสม็ด
             7. หวยยวน                    บานแสรโบราณ
สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม
        1. เขมร
        เขมร เปนกลุมชนพื้นเมืองที่สําคัญกลุมหนึ่งในบริเวณภาคอิสานตอนลางของประเทศไทย
และเปนกลุมที่มีบทบาทเดนชัด ในการควบคุมอิทธิพลทางการเมืองของดินแดนอิสานระหวาง
พุทธศตวรรษที่ 12-18 พวกเขมรหรือขอม อาจจะอพยพมาจากทางเหนือของแมนํ้าโขง โดยตาม
ชาวมอญลงมาตอนลางแตไปตั้งหลักแหลงอยูทางทิศตะวันออกในดินแดนที่เปนประเทศลาวใน
ปจจุบัน และในที่ราบสูงโคราช รวมทั้งคงมีบางสวนที่อพยพไปตามลําน้ําโขง ตั้งถิ่นฐานปะปน
กับกลุมดั้งเดิมอื่นๆ
         กลุมชนชาวเขมรไดมีการเคลื่อนยายถิ่นฐานดวยเหตุผลทางการเมืองและอิทธิพลความเชื่อ
ทางศาสนาพราหมณฮินดูอยูเปนระยะ ซึ่งเปนชวงที่อิทธิพลทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมเขมรได
แพรเขาสูอิสานตอนลางอยางมากมาย ในชวงเวลานี้ไดมีการกอสรางศาสนสถานไวเปนจํานวนมาก
และนาจะเป น ชว งสําคั ญช ว งหนึ่งที่มีการอพยพของชาวเขมรจากประเทศกัมพู ชา โดยเฉพาะ
ชางฝมือและแรงงานเขมรเขาสูประเทศไทย ซึ่งในเขตของตําบลเชื้อเพลิงนั้นนาจะเปนที่อยูเกาของ
ชาวเขมรโบราณ โดยทราบจากหลักฐานที่มีการสรางปราสาทบานไพล ซึ่งเปนสถาปตยกรรมแบบ
เขมร ชาวเขมรเหลานี้คงไดตั้งบานเรือนอยูบริเวณเดียวกันกับชาวกูยในเขตปาดงทั่วไปในสมัยนั้น
           ชาวเขมรที่เขามานี้ไดนําเอาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมตางๆ เขามาใชและเขาไปมี
อิ ท ธิ พ ลต อ กลุ ม อื่ น ก อ ให เ กิ ด การผสมกลมกลื น ทางเชื้ อ ชาติ ภาษาและวั ฒ นธรรม จนเกิ ด
เอกลักษณเฉพาะถิ่น โดยไดมีการกําหนดชื่อเรียกของภาษาเขมรและคนที่พูดภาษาเขมรในประเทศ
ไทยวา “เขมรถิ่นไทย”
         โดยทั่วๆ ไปแลวชาวเขมรถิ่นไทยจะเรียกตัวเองวา “คแมร” และเรียกภาษาของตัวเองวา
“คแมร-ลือ” ซึ่งมีความหมายวา “เขมรสูง” เรียกภาษาเขมรและชาวเขมรที่อาศัยอยูในประเทศ
กัมพูชาวา “คแมร-กรอม” แปลวา “เขมรต่ํา” และเรียกคนไทยหรือคนที่พูดไทยวา “ซีม” ซึ่งตรงกับ
คําวา สยาม ในภาษาไทย
         กลาวโดยทั่วไปเขมรและไทยคลายกันมาก ผิดแตคนไทยเขมรมักจะมีผิวสีคล้ํากวาไทย
และมักนิยมไวหนวดเครา สวนความเปนอยู การนับถือศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและ
วัฒนธรรมจะมีสวนคลายคลึงกับวัฒนธรรมของไทยหรือของไทยลาวมาก เพราะวาตางก็อยูใน
วัฒ นธรรมแบบพระพุท ธศาสนาและสั ง คมชาวนาเหมื อนกั น แตค วามเชื่อ บางอย า งที่มี ค วาม
แตกตางกันออกไปเขมรยังรักษาของตนไวอยางดี
       2. ภาษาเขมร
          ได มี ก ารขุ ด พบศิ ล าจารึ ก อั ก ษรขอม ภาษาเขมรโบราณ ที่ มี อ ายุ เ ก า แก ตั้ ง แต ร าว
พุทธศตวรรษที่ 12 ที่วัดจุมพลสุทธาวาส นอกจากนี้ยังไดมีการขุดพบอีกหลายที่ในจังหวัดสุรินทร
ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวามีกลุมชนที่ใชภาษาเขมรเปนภาษาพูดและภาษาเขียนมาตั้งแตโบราณแลว
ในบริเวณจังหวัดสุรินทร โดยในบริเวณพื้นที่ตําบลเชื้อเพลิงนั้นมีหลักฐานที่บงบอกวามีการใช
ภาษาเขมรตั้งแตโบราณจนถึงในปจจุบัน โดยพบวามีการจารึกคัมภีรพระไตรปฎกเปนภาษาเขมร
โดยมีหลักฐานที่ วัดมุนีนิรมิต และชาวบานในตําบลสวนมากจะพูดภาษาเขมร คนที่พูดภาษาอื่น
มักจะเปนคนที่มาจากตางถิ่น ภาษาที่นอกเหนือจากภาษาเขมร เชน ไทยลาว สวย
          ภาษาเขมรเปนภาษากลุมยอยของกลุม ภาษามอญเขมร
          นักภาษาศาสตรไดแบงภาษาออกเปน 3 กลุม ตามเขตการปกครอง คือ
          1. ภาษาเขมรเหนือ หรือเขมรสูง หรือเขมรถิ่นไทย เปนภาษาของคนไทยเชื้อสายเขมรที่
อาศัยอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
          2. ภาษาเขมรกลาง เปนภาษาของผูที่พดภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา ( ชาวกัมพูชาจะเรียก
                                                  ู
คนที่พูดภาษาเขมรในตอนใตของเวียดนามวา เขมรต่ํา และเรียกตนเองวา เขมรกลาง )
          3.ภาษาเขมรใต เป น ภาษาของคนเวี ย ดนามเชื้ อ สายเขมรที่ อ าศั ย อยู ท างตอนใต ข อง
เวียดนาม
          สําหรับกลุมชนในจังหวัดสุรินทรและในเขตตําบลเชื้อเพลิงที่พูดภาษาเขมรนั้น ภาษาที่พูด
มีความแตกตางจากภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา จนบางครั้งพูดและฟงแตกตางกัน ปจจุบันภาษา
เขมรที่ประชาชนในจังหวัดสุรินทรใชพูดกันมีลีลาของเสียงเรียบเสมอ นุมนวล ออนโยน ไม
กระโชกโฮกฮาก ไมกระแทกกระทั้น ไมมีอักษรสูง คําที่ออกมาจะเปนอักษรกลางถึงอักษรต่ํา
ทั้งสิ้น เปนภาษาที่ใชเขียนดวยอักษรขอมหรือเขมรโบราณ ซึ่งปรากฎเปนตัวอักษรในคัมภีรใบ
ลานและบทสวดตางๆที่จารึกเปนตัวหนังสือไทยโบราณและอักษรขอม ภาษาเขมรนับเปนภาษา
เขียนภาษาหนึ่งที่ผูบวชเรียนในสมัยกอน จําเปนตองเรียนควบคูกับภาษาไทย ทั้งนี้เพราะคัมภีรใบ
ลานตามวัดเกาแกจะมีบทสวดหรือคําสอนเปนภาษาเมรเสียสวนใหญ
        ภาษาเขมรหรือเขมรถิ่นไทย เปนภาษาที่ไมมีระบบเสียงวรรณยุกต และไมมีระบบเสียง
หนัก - เบาของสระ มีการแบงแยกความหมายของคําแตมีระบบทํานองเสียง คลายกับภาษาอังกฤษ
เชน
        ซี บาย (ทํานองเสียงกลาง) แปลวา “กินขาว”
        ซี บาย(ทํานองเสียงสูง)   แปลวา “กินขาวไหม”
ภาษาเขมรถิ่นไทยมีสระทั้งหมด 24 เสียง แบงเปนสระเดี่ยว 28 เสียง สระผสม 6 เสียง
และมีพยัญชนะ 21 เสียง ซึ่งเกิดเปนพยัญชนะตนได 21 เสียง พยัญชนะทาย 14 เสียง
       ภาษาเขมรจํานวนมากมีรากศัพทมาจากภาษาบาลีสันสกฤต เชน การนับเดือนทั้งสิบสอง
เดือน โดยการเริ่มนับตั้งแตเดือนหาเปนตนไป ดังนี้

          ภาษาไทย                            ภาษาเขมร                       ภาษาสันสกฤต
เดือนหา                          แคแจด                              แจตรมาศ
เดือนหก                           แคประสะ                            ไพศาขมาศ
เดือนเจ็ด                         แคเจษ                             เชษฐมาศ
เดือนแปด                          แคอาสาต                            อาสาฒามาศ
เดือนเกา                         แคสราบ                             ศราวณะมาศ
เดือนสิบ                          แคพ็อดระบ็อด                       พัทธรปทมาศ
เดือนสิบเอ็ด                      แคอาโสจน                          อาศวยธมาศ
เดือนสิบสอง                       แคกระเดอะ                          กรรติกมาศ
เดือนอาย(หนึ่ง)                  แคเมียะตูจ(เอียะเสียงยาว)          มามตศิรมาศ
เดือนยี(สอง)
       ่                          แคเบาะฮ(เสียงกระแทก)             ยุศยมาศ(เขมรเรียกวาเมียะตูจ)
เดือนสาม                          แคเมียะทม(เอียะเสียงยาว)           มาฆมาศ(เขมรเรียกวาเมียะทม)
เดือนสี่                          แคปะกุน                            ยวลคุณมาศ

         ภาษาเขมรเปนภาษาที่มีความคลายคลึงกับภาษาไทยมากกวาความแตกตาง เพราะภาษา
เขมรมี ลั ก ษณะคํ า โดด เช น เดี ย วกั บ ภาษาไทย แต ใ นขณะเดี ย วกั น ก็ มี ลั ก ษณะของภาษาคํ า ที่
ติดตอกันซึ่งมีลักษณะดังนี้
         1. ความคลายคลึงกับภาษาไทย
             1.1 คําในภาษาเขมรสวนมากเปนคําพยางคเดียว ไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปเพื่อแสดง
หนาที่ในประโยค เชนเดียวกับภาษาไทย เชน คํานาม ไมมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อแสดงเพศ พจน
แตใชคําอื่นประกอบเพื่อแสดง เพศ พจน ตัวอยางเชน สรีสวยเนียะ(แสร็ย) ผูหญิง 1 คน
โกนสรี - ลูกสาว คํากริยาไมมีการเปลี่ยนรูปเพื่อบอกกาล มาลา วาจก แตใชคําอื่นๆ ประกอบเชน
ขฒกพุงซีบาย - ฉันกําลังกินขาว กนปรุสนึงโตวรีน - ลูกชายจะไปเรียน เนียงแดงเโตวตลาด -
นางสาวแดงไปตลาด
             1.2 คําในภาษาเขมรคําเดียวมีความหมายและหนาที่ในประโยคไดหลายอยางเชน
นึง – จะ,กับ เนา – อยู,ยัง ผดัจ(เผด็จ) – ตัด
1.3 ภาษาเขมรมีลกษณะนามใชเชนเดียวกับภาษาไทย เชน ผกาปรโตง - ดอกไม 2
                               ั
ชอ เปราะฮปรําเนียะ – ผูชาย 5 คน ปรํามูยดม 6 บาท
             1.4 คําขยายไวหลังคําถูกขยาย เชน ผกาลออ - ดอกไมสวย บายจะเอิน - ขาวสุก
อังกัวรธม - เมืองใหญ ลออจณัป – งามเดน
             1.5 ภาษาเขมรใชในการสรางคําแบบคําประสม เชน ผกายพรึก-ดาวรุงดาวประจําเมือง
ตาราเหาะ - ดาวเทียม
             1.6 ภาษาเขมรเปนภาษาซอนคําแบบคําซอนภาษาไทย เชน เลมียดไลม - (พูก) ชา ๆ
ผดวจเผดิม - แรกเริ่ม โรยเรียบ - เรียบรอย ราบเรียบ
             1.7 การเรียงคําเขาประโยคในภาษาเขมรเปนภาษาไทย เชน อัปรีร สี กบาล - อัปรีย
กินหัว โลก กรู ฟนเรียน ขญมดมปะเตียะ ยูรเฮย - คุณครูสอนฉันมานานแลว จะแก ขเมา เนา
กรอม ปะเตียะ - หมาดําอยูใตถุนบาน
             1.8 เขมรยืมคําภาษาตางประเทศ เชน คําบาลี สันสกฤต เขาไปในภาษาของตนมาก
พอๆ กับภาษาไทย ทั้งนี้เพราะวาเปนภาษาเกี่ยวกับศาสนาและพิธีกรรม

          2. ความแตกตางกับภาษาไทย
               2.1 การสรางคําในภาษาเขมร มีการสรางคําที่แตกตางจากภาษาไทยตรงที่ภาษาไทยใช
วิธีการสรางคําแบบประสมคําเปนหลัก แตเขมรโบราณใชวิธีในการสรางคําโดยการเติมหนาคําและ
กลางคํา แตไมมีการเติมทายคํา ลักษณะเชนนี้คลายกับการสรางคําในภาษาคําติดตอ
               2.2 เขมรไมใช ว รรณยุกต ขอนี้เปนความแตกต างที่เห็นไดชัดมาก คือ ถอยคํา ใน
ภาษาไทยของเราใชวรรณยุกตกําหนดความหมายของคํา จึงตองคิดเครื่องหมายวรรณยุกตข้ึนใช
สวนในภาษาเขมร การบงบอกความหมายของคําขึ้นอยูกับการเนนคํา ฉะนั้นการเขียนภาษาเขมร
จึงไมมีเครื่องหมายวรรณยุกต
               2.3 วิธีการหยิบยืมคําในภาษาตางประเทศไปใชในภาษาของตนทั้งภาษาไทยและเขมร
ไดหยิบยืมภาษาตางประเทศใชในภาษาของตนมากพอๆ กัน ตางกันเพียงแตวา ไทยมักยืมคํามาใช
มากกวาจะยืมระบบเสียง และระบบไวยกรณมาปรับปรุงในภาษาของตน สวนเขมรนั้นรับภาษา
บาลี สันสกฤตเขาไปใชโดยการหยิบยืมคํา ระบบเสียงไวยกรณที่สําคัญ

                 กล า วถึ ง ลั ก ษณะคํ า กริ ย าประการหนึ่ ง ซึ่ ง เกิ ด ขึ้ น ในประโยคแล ว ลั ก ษณะ
โครงสรางของประโยคจะแตกตางไปจากโครงสรางของประโยคปกติ กลาวคือ ลักษณะเปนกริยา
ตามดวยประธาน ลักษณะของประโยคโครงสรางแบบนี้จะพบมากกับคํากริยาที่ใชแสดงลักษณะ
รางกาย ตัวอยางเชน - ภาษาไทยใช ขาหัก ภาษาเขมรใช หักขา(บักเจิง)
                        - ภาษาไทยใช หัวแตก ภาษาเขมรใช แตก หัว (แบก- กบาล)
โครงสรางทางสังคม วิถีชีวต วัฒนธรรมความเปนอยู
                         ิ

          ชาวเขมรถิ่นไทยในจังหวัดสุรินทรและชาวตําบลเชื้อเพลิงมีวิถีชีวิตเรียบงาย รักความสงบ
ใหความเคารพผูท่อาวุโสกวา สวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม เชน ทํานา ทําไร หนุมสาวรุน
                     ี
ใหมที่วางจากการทํานาทําไร จะเดินทางไปทํางานรับจางในตัวเมืองหรือในเมืองหลวง และเมื่อถึง
ฤดูทําการเพาะปลูกก็เดินทางกลับสูภูมิลําเนาเพื่อประกอบอาชีพหลักของตน เด็กชายจะไดรับการ
ฝกใหทํางานนอกบาน เชน งานในทองไรทองนา สวนเด็กหญิงจะไดรับการสั่งสอนอบรมให
ทํางานภายในบาน เชน การทําอาหาร การเย็บปกถักรอย และงานทอผา
          โดยทั่วไปลักษณะของครอบครัวของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิง จะเปนครอบครัวใหญ
และมีบางครอบครัวที่มีการแยกออกมาอยู เปนครอบครัวยอยๆ ครอบครัวหนึ่งอาจจะประกอบดวย
ตา ยาย (หรือ ปู ยา)         ลุง ปา นา อา พี่ นอง ลูกหลานเปนจํานวนมาก ลักษณะครอบครัว
เหมือนกับชาวไทยโดยทั่วไป คือ มีพอบานเปนหัวหนาครอบครัว พอครัวเปนผูทํางานเพื่อหาเลี้ยง
สมาชิกในครอบครัว แตวาในสภาพปจจุบันนั้น ทั้งพอบานและแมบานตองชวยกันทํางานหาเลี้ยง
ครอบครัว โดยทั่วไปชาวเขมรถิ่นไทยจะใหความสําคัญหรือใหเกียรติแกเพศชายในการดําเนิน
กิจกรรมหรือตัดสินใจในเรื่องตางๆ
          แมวาวิถีชีวิตของชาวเขมรถิ่นไทยในสุรินทรและในเขตตําบลเชื้อเพลิงมีลักษณะคลายกับ
คนไทยในทองถิ่นทั่วไป ถาเปรียบเทียบกับชาวเขมรในประเทศกัมพูชาแลว ความเปนอยู ประเพณี
และความเชื่อตางๆ ของชาวเขมรถิ่นไทยจะมีสวนคลายกับชาวเขมรในประเทศกัมพูชามาก เชน
ลักษณะของบานชั้นเดียวใตถุนสูง พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด การตาย การแตงงาน การนับเวลา
วัน เดือน ป การเชื่อเรื่องโชคลางของขลัง ฤกษยาม การรักษาโรคแบบพื้นบาน การประกอบ
อาชีพ การละเลนตางๆ ตลอดจนอุปนิสัยสวนบุคคล เปนตน

        1. อาหาร
        อาหารหลักของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิง และชาวเขมรถิ่นไทย คือ ขาวเจา(ซึ่งไม
เหมือนกับชาวอิสานทั่วไปทีกินขาวเหนียว) สวนอาหารพื้นบานที่เปนที่รูจกคือ “ปราเฮาะคแม”
                          ่                                              ั
(ปลาราเขมร) ปลาจอม ปลาแหง ปลายาง ปลาตม น้ําพริกจิ้มผัก เนื้อสัตว ผัก อาหารดังกลาว
จัดเปนอาหารที่นิยมบริโภคในชีวิตประจําวัน นอกจากนี้ยังมีการนําวัตถุดบที่หาไดตามธรรมชาติ
                                                                       ิ
มาประกอบอาหารที่จัดเปนเอกลักษณของตัวเอง เชน แกงปูใสเผือก(ละแวกะดาม) แกงกลวย
(ซันลอรเจก) แกงหอย(ซันลอรกะเจา) แกงมะละกอ(ซันลอรละฮอง) ยําปลาจอม (เยือมแตร็ยป-
รัย) ยําไขมดแดง(เยือมปวงอันกรอง) ยําดักแด เปนตน อาหารที่นยมบริโภคควบคูไปกับอาหาร
                                                              ิ
คาวไดแกอาหารหวานตางๆ หรือที่เรียกวา ปงแอม เชน ขาวตมใบมะพราว(อันซอมซาเลาะโดง)
ขนมกนตาราง(นมกันตางราง) ขนมมุก(นมมุ) ขนมกันเตรือม ขนมสะบันงา ขนมนางเล็ด ขนม
ไสมะพราว(นมโกร็จ) เปนตน
          สําหรับอาหารที่ใชในประเพณี พิธกรรมตางๆ ของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิงและชาว
                                              ี
เขมรถิ่นไทยในจังหวัดสุรินทร จัดวาเปนอาหารที่ตองใชฝมอในการปรุงเปนพิเศษ อาหารที่เปน
                                                             ื
เอกลักษณในพิธีแตงงาน ประกอบดวย เนื้อหมู เสนหมี่ วุนเสน ฟกเขียว ฟกทอง วัตถุดบ              ิ
เหลานี้สามารถนําไปประกอบอาหารไดหลายอยาง เชน แกงหนอไม ตมจืดกระดูกหมู เนื้อหมู
ทอดหรือยาง แกงหมูฟกทอง แกงจืดวุนเสน ผัดหมี่ แกงเผ็ดฟกเขียว อาหารเหลานี้ลวนเปน
                                         
อาหารมงคลสําหรับเลี้ยงแขกเหรื่อที่มารวมงาน สาเหตุที่เลือกอาหารเหลานี้ในพิธีแตงงานมาจาก
ความเชื่อที่วาหมูเปนอาหารในโอกาสพิเศษ
                                                       เพราะในสมัยกอนนั้นเนื้อหมูหายากไมอาจ
รับประทานไดทุกวัน ดังนัน การประกอบอาหารเนื้อหมูจึงเปนการแสดงถึงฐานะของผูจัดงานดวย
                             ้
และเชื่อวาเสนหมี่ วุนเสนเปนสายใยเชื่อมโยงไมตรีของผูครองเรือนใหรักกันยิ่งยืนนาน และมีอายุ
                      
ยืน ฟกเขียวคือความร่ํารวย เพราะฟกเขียวหมายถึงเงิน ฟกทองหมายถึงทอง ฟกเขียวและฟกทอง
จึงแทนความเชื่อของชาวเขมรวาจะร่ํารวยเงินทอง สวนในงานศพนั้นนิยมแกงกลวย ซึ่งเปน
เอกลักษณเฉพาะ โดยเมื่อมีคนตายเจาภาพจะนํากลวยดิบ ซึ่งใชไดทกชนิด ยกเวนกลวยตานี ใส
                                                                     ุ
เนื้อไก เนื้อหมู หรือเนื้อวัว ชนิดใดชนิดหนึ่งแตนิยมใชเนื้อไกเพราะเปนสัตวเลี้ยงประจําบานทีหา
                                                                                                ่
ไดงาย แกงกลวยนี้ถือวาเปนอาหารสําหรับเลี้ยงแขกในงานศพโดยเฉพาะ เพราะมีความเชื่อวาเปน
     
การตัดสายสัมพันธระหวางผูตายกับญาติมตรที่ยังมีชวิตอยู สําหรับอาหารในประเพณีวนสารท(วัน
                                            ิ         ี                                ั
แซนโดน-ตา) นิยมใชปลายาง หมูยาง ไกยาง หมูตม และขาวตมใบมะพราว เปนตน
                                                    
          สวนเครื่องดื่มนั้น คนผูชายสวนมากนิยมดื่มสุรา (เหลาโรง)มาก และในพิธีการตางๆใน
วัฒนธรรมของชาวเขมรถิ่นไทยจะตองใชสุราเปนเครื่องประกอบพิธีดวย คือใชสุราเพื่อการสื่อสาร
ระหวางลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยูกับบรรพบุรุษที่ลวงลับไปแลว

         2. การแตงกาย
         การแตงกาย จะคอนขางเรียบงาย ถามีงานออกนอกบานผูชายจะสวมเสื้อคอกลม แขนสั้น
ยาวแลวแตโอกาส นุงโสรงไหม มีผาขาวมาคาดเอว สําหรับหญิงสาวจะสวมเสื้อคอยะวา นุงผาถุง
ไหมซึ่งทําไวใชในครอบครัว ถาอยูบานจะนุงผางายๆสบายๆ ถาไปในงานตางๆจึงจะใชผาที่
สวยงาม เชน ผาโฮล ปะกาปะกุน ปะกาจันทน ผูทสูงอายุนิยมหมผาสไบ โดยเฉพาะเวลาไป
                                                       ี่
ทําบุญที่วัด ผาไหมของชาวตําบลเชื้อเพลิงเปนผาที่มีลวดลายและสีสันที่เปนเอกลักษณประจํากลุม
                                                                                           
ซึ่งสวยงามมาก ผาไหมพืนเมืองที่มีชื่อคือ ผาโฮล ผาอําปรุม ผาซิ่น
                         ้
         เครื่องประดับสวนมากจะเปนเครื่องเงิน ซึ่งเรียกในภาษาพื้นเมืองวา ปะเกือม(ประคํา)
โดยมีการนําเม็ดประเกือมมาทําเปนสรอยคอ สรอยแขนเปนเครื่องประดับ สวนที่หูนั้นใสตุมหูที่
เรียกวา “กระจอน” หรือเรียกอีกอยางหนึงวา “ตะเกา” มีกานงอนหอยลงมา
                                        ่
ปจจุบันนีการแตงกายดวยผาไหม และเครื่องประดับเงิน กําลังเปนทีนิยม ซึ่งเราจะเห็นได
                ้                                                     ่
จากการที่สตรีสวมใสไปรวมงานตางๆ
บทที่ 3
                                     ผลการดําเนินงาน
ความเชื่อ

        1. โบล-หมอโบล
         โบล-หมอโบล (ทํานายโรค-เขมร) มีพิธีกรรมทํานายโรคภัยไขเจ็บแบบหนึ่งเรียกวา “โบล”
ซึ่งแปลวา หาจุดที่ตรงดิ่ง เชน การดิ่งเสาเรือนตอนสรางบานเรือน
         การทํานายโรคภัยไขเจ็บ มีอุปกรณเสี่ยงทาย 4 ชนิด
         1. ใชฝาเตาปูนที่มีหวงบนยอดฝาปด ใชเชือกผูกหวงบนยอดฝาปด มือหนึ่งจับเชือกใหเตา
ปูนหอยหมอโบลจะบริกรรม หรือตั้งจิตเสี่ยงทาย หาสมมุติฐานไปเรื่อยๆหากวาคําใด เชน ผิดผีปูยา
เตาปูนเริ่มกวัดแกวง ก็วาซ้ําๆ ถาเตาปูนกวัดแกวงเร็วขึ้น ก็ทํานายวาปวยเพราะผิดผีปูยา
         2. ใชมีดยับ หรือมีดสะนากหรือตะไกรหนีบหมาก ใชเชือกดายผูกดานดามและดานหัว
ตะไกรหนีบหมาก มือหนึ่งถือเชือก หมอโบลจะบริกรรมหรือตั้งจิตเสี่ยงทาย หาสมมุติฐานของ
การเจ็บไขไดปวยโดยเรียกชื่อคํานั้นซ้ําๆกัน เชน ถูกคุณไสย หากตะไกรหนีบหมากกวัดแกวง และ
คอยๆกวัดแกวงเร็วขึ้นๆก็เชื่อวา คนปวยนั้นถูกคุณไสย
         3. ใชมีดจักตอกปกบนถวยคือใชถวยกระเบื้องเปลาๆแลวนํามีดจักรตอกปกในถวยใชไมไผ
คีบมีด ใหไมไผวางบนจานพอดี ปากหมอโบลก็บริกรรมเสี่ยงทายหาสมมติฐานการอาเพศของคน
ใชกลาวคําซ้ําๆไปเรื่อยๆหากกลาวคําใด เชน ผีตายโหงๆ ๆ มีดปกตั้งอยูบนถวยเปลาได เชื่อวา
ปวยเพราะผีตายโหงกระทํา
         4. ตั้งไขในจาน ใชไขไก 1 ฟองตั้งในจาน ขณะที่ตั้งหมอโบลก็บริกรรม เสี่ยงทายไป
เรื่อยๆ เพื่อหาวาปวยสาเหตุใดหากกลาวคําวา “ผิดคําบนบาน” ๆๆ ไขไกตั้งได ก็ทํานายวาปวย
เพราะผิดคําสาบาน ใหคนปวยไปแกบนตามที่เคยบนบานไว หลังจากนั้นผลของการวินิจฉัยสาเหตุ
ของโรคภัยไขเจ็บก็ประจักษ ซึ่งสวนใหญจะเปนการวินิจฉัยโรคภัยที่เกี่ยวเนื่องดวยไสยศาสตร คือ
เกิดอาเพศของบานเรือน สัตวเลี้ยง หรือถูกผีกระทําตางๆ เชน ผิดครูผิดผี ผีทัก พรายอะกาแสทํา
ผีตายโหงทํา ผีบรรพบุรุษฝายพอหรือฝายแมทํา มีตอไมอยูใตถุนบาน(ปลูกบานครอมตอ) แนวรั้ว
พุงเขาหาเรือนอาศัย ผีปาทํา เทวดาขออยูดวย (บ็องบ็อด) ผิดมะมวด ผิดคําบนบานไว ผีปูตา
โกรธ ถูกคุณไสยของผี หรือของคน เสาเรือนมีไมคาบเปลือก ก็มีอยูในความเชื่อรวมกันเหลานี้
ถาบริกรรมไปหมดคําเหลานี้แลวโบลไมสําเร็จก็มาทายวาเปนโรคที่ตองไปหาหมอ แนะใหไป
โรงพยาบาลเทานั้น
หมอโบลนี้ไมบริการรักษาโรค ทําหนาที่เพียงวินิจฉัยโรคเทานั้น การไปทําพีธีเซนสรวง
หรือพิธีกรรมอื่นใดญาติคนปวยตองไปจัดการเอง และที่พบมาโดยมากเปนสตรีเพศเทานั้นที่เปน
หมอโบล




                                     รูปที่ 1 การโบล

       2. จวม
       จวมเปนความเชื่อในแงของการนับถือครูของการรักษาโรค การทําจวมนี้เพื่อใหผที่มารับ
                                                                                 ู
การรักษาใชในการกราบไหวบูชาประกอบกับการรักษาเพื่อใหผลการรักษาดีขึ้นกวาเดิม       และ
ชาวบานยังมีความเชื่อวาในบางคนแคเพียงทําจวมไวบูชาโดยไมตองใชยาแผนโบราณของหมอยาก็
สามารถหายจากโรคได ซึ่งการทําจวมนั้นของแตละคนจะทําไมเหมือนกัน ขึ้นกับ วัน เดือน ป เกิด
และธาตุของแตละคน จวมนั้นทํามาจากใบตาลเปนหลัก และจวมของผูชายกับผูหญิงจะแตกตาง
กัน โดยของผูชายจะทําเปน 4 แฉก สวนผูหญิงจะเปน 3 แฉก โดยการทําจวมนั้นเปนหนาที่ของ
หมอยาผูใหการรักษา




                              รูปที่ 2 จวมของผูชายและผูหญิง
                                                        
3. การเขาทรง(โจลมะม็วด)
            มะม็วด เปนพีธีกรรมพื้นบานที่ทําเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บปวย ครูเขาทรง (กรู มะม็วด)
สวนมากจะเปนผูหญิง การเขาทรงนั้นผูเขาทรงจะเตรียมขันใสขาวสาร และปกเทียนซึ่งจุดไฟแลว
เมื่อทําพิธีเขาทรงผูจะใชมือสองขางหนา แลวนั่งทําสมาธิเพื่อใหวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สทธิ์เขาทรง
                                                                                        ิ
ราง เมื่อวิญญาณเขารางทรงแลวจะมีผูคอยซักถามวา เหตุใดคนไข ถึงไดปวย ผูเขาทรงก็แจงให
ทราบ และบอกวิธแกดวย ภายใตเงื่อนไขการเสี่ยงทายที่ไดจากการโบล ซึ่งหมายถึงวิธการหา
                      ี                                                              ี
สาเหตุความเจ็บปวยของผูปวย หากการโบลบอกวาตองประกอบพิธีกรรมการโจลมะม็วด จึงจะ
                                
ทราบสาเหตุการเจ็บปวยที่แทจริงและโดยละเอียด ผูปวยหรือญาตินองของผูปวยก็จะประกอบพิธี
                                                        
ตามวันและเวลาที่ผูเสี่ยงทายระบุ แตตองไมตรงกับวันพระ
            ระยะเวลาการประกอบพิธีการโจลมะม็วด อยูในชวงเดือนกุมภาพันธ(แคเมียกทม) เดือน
มีนาคม (แคประกุล) และเดือนเมษายน (แคแจด)
            กรูมะม็วด หรือ รางทรงจะทําหนาที่ตดตอหรือเปนสื่อกลางระหวางมนุษยกับวิญญาณ
                                                 ิ
บรรพบุรุษ รวมกันแสวงหาวิธการรักษาผูปวย ซึ่งอาจไดรับคําตอบใหรักษาดวยสมุนไพร การเสก
                                  ี
เปาดวยลมปาก น้ําหมาก น้ามนต การบีบนวดตามรางกาย หรือการทิมแทงรางกายดวยรากไม การ
                              ํ                                       ่
ฟอนรําหรือการเซนไหวผีบรรพบุรุษ เปนตน
            ในบางครั้งวิญญาณที่เขาทรงตองการจะรํา ในกรณีนี้ผูเขาทรงซึ่งอยูในรางจะตองแตงกาย
ใหม ผูจัดจะนําเครื่องแตงกายมาใหเลือกจนพอใจ และเมื่อรางทรงแตงกายแตงกายเสร็จแลววงป
พาทยกจะบรรเลงเพลงสับเปลี่ยนจังหวะและทํานองเพลงไปเรื่อยๆจนกวารางทรงจะพอใจ หาก
          ็
วิญญาณในรางทรงพอใจเพลงอะไรก็จะรายรําไปตามจังหวะเพลงไปเรือยๆ และเมื่อรางทรงรายรํา
                                                                        ่
จนพอใจแลววิญญาณจะออกจากรางผูเขาทรงจะกัดเทียนที่จุดอยูใหดับ  
            ในกรณีที่วิญญาณภูติผีเขารางทรง ผูเขาทรงจะรําและมีการ “กาบเป”(ฟนเป)ดวย คือเครื่อง
ประกอบการเขาทรงทําจากตนกลวย และมีเครื่องเคียเป ซึ่งประกอบดวยขนม ขาวตมกลวย
ขาวตอก ดอกไม การรําเชนนี้เปนการรําเพือขับไลเสนียดจัญไรไมใหเขามาขัดขวางการประกอบ
                                             ่
พิธกรรม หากเจาภาพใดหรือเครือญาติไมสามารถเขาทรงไดดวยตนเอง ครูมะม็วดจะตองเขาทรง
     ี                                                         
ในพิธกรรมโจลมะม็วดครั้งนั้นดวย นอกเหนือจากการทําหนาที่เขาทรงครั้งสุดทายเพื่อยุติพิธีการ
        ี
โจลมะม็วด ซึงเรียกวา ซาปาดาน
                 ่
            หากคนปวยมีอาการออนเพลีย ยกแขนขาไมขึ้น กินไมได นอนไมหลับ ฯลฯ แมครู
มะม็วดจะแนะนําใหทําพิธี “เฮาปลึง” หรือเรียกขวัญ เพราะเชื่อวาขวัญของคนปวยไมอยูในรูป
ตองทําพิธีเรียกขวัญใหกลับมา ชาวไทยเขมรเชื่อวา ขวัญมีลักษณะคลายดวงแกว มีสีรุง 7 สี
ลักษณะกลมและโตเทากํามือคน
ในกระบวนการเรียกขวัญ (เฮาปลึง)นั้นแมครูมะม็วดจะเชิญเทพมาเขาราง ซึ่งมักจะอางอิง
พระโพธิสัตว(เทพแหงการแพทยและพยาบาล ในพุทธศตวรรษ 17-18 ) ชวงระยะเวลาของการเขา
ประทับรางทรง( 2-3 ชั่วโมง) โดยครูมะม็วดจะรองเพลงเชิญชวนใหดวงแกว(ขวัญ)ที่หายไปกลับมา
           ตอจากการพรรณนาหาแกว(ขวัญ) เรียกขวัญมาแลว แมครูมะม็วดก็รายรําดาบเพื่อไลภูติผี
ปศาจ หรือสิที่ไมดีตางๆออกจากผูปวย สุดทายก็ใชดาบไปฟนเป(อุปกรณใสเครื่องเซนผีสางระดับ
               ่                   
ต่ําที่ไลออกจากรางของคนปวย รวมทังเปนอุปกรณรองรับสิ่งไมดีหรือโรครายทั้งหลาบจากราง
                                        ้
ของผูปวย ทําจากกานกลวย) เปนอันเสร็จพิธี

           4. การเฮาปลึง
           ปลึง เปนภาษาเขมรแปลวา ขวัญ อาศัยอยูกับจิตของคน ชาวเขมร เชื่อวาจิตใจของคนจะ
มีปลึงอยูทั้งหมด 19 ดวง ทําใหจิตใจปกติ มีความสุขสดใส หากเกิดเหตุการณที่ทําใหคนนันตกใจ    ้
หวาดกลัว หรือหวาดผวา ก็จะทําให “ละลัวะปลึง” (ขวัญขาดพรองจํานวนไป) หรือ “บัดปลึง”
(ขวัญหายหรือขวัญไมอยูกับเนื้อกับตัว) จําตองทําพิธี “เฮาปลึง”(เรียกขวัญ) หรือหากวาปลึงนั้นถูก
ผูที่มีเวทมนตสวดสูบเอาปลึงไปทําคุณไสย หรือภูติผีมาจับเอาปลึงไปทําราย กักขัง ก็ตองทําพิธี
“ยัวปลึง” (เอาขวัญคืนมา)
           ปลึงนอกจากจะมีในมนุษยแลวในสิ่งอื่นๆก็อาจจะมีเชน ในขาวเปลือก จึงเกิดพิธี “เฮาปลึง
สะเริว”(เรียกขวัญขาว) เปนตน
           คนที่ “ละลัวะปลึง” หรือ “บัดปลึง” มักจะมีอาการอิดโรย ซูบซีด ไมมีแรง กินไมอรอย
นอนไมหลับ ไมมีชีวิตชีวา แมวากายมิไดแตกดับ แตวาจิตใจกลับสลายแลว เพราะวาปลึงไดออก
จากรางไปแลว เสมือนยามหลับที่เราฝนไป ชาวเขมรก็เรียกวา ปลึงไดไปเที่ยว โดยออกจากรางไป
แตวาปลึงก็กลับมาเมื่อตื่น แตคนที่ละลัวะปลึงหรือวาบัดปลึง จะตองทําพิธีเฮาปลึง(เรียกขวัญหรือ
สูขวัญ)
           ในพิธีเฮาปลึง ก็จะมีสํารับประกอบพิธี เรียกวา “บายปลึง”(ขาวขวัญ) ประกอบดวยขาว
สวย ไขไกตม น้ําตาลปก(น้ําออย) น้ํามะพราวออน และเนื้อมะพราวออน และมีดายสําหรับผูก
                
ขอมือเจาของปลึง ดายนี้ชุบน้ําขมิ้นใหเหลือง เปรียบเสมือนเปนเสนลวดทองคํา
           จากนั้นก็จะนําดายทั้ง 19 เสน รวบเขาดวยกัน แลวคลึงเรียกขวัญ(เฮาปลึง) ที่ขอมือของ
คนไข ครั้งที่ 1 ก็นับหนึ่ง ครั้งที่ 2 ก็นับสอง จนกระทั่งถึงครั้งที่ 19 แลวรองวา “ปรําบูน ตะนอบ
สอบ กรบ โมเวย ปลึง ปเลียะ โมเวย ปลึง เปลียะ ๆ” ( 19 ครั้งครบถวน มาเถิดขวัญเอยๆ) แลวผูก
แขนดวยดายเหลานี้ เปนเสร็จพิธี
5. พิธีมงก็วลจองได
           คําวา มงก็วลจองได เปนคําในภาษาเขมร แปลวา ดายมงคลผูกขอมือ นิยมจัดขึ้นในงาน
มงคลทั่วไป อาทิ งานมงคลสมรส งานเรียก ขวัญนาค งานเรียกขวัญโกนจุก งานเรียกขวัญวันแรก
เกิด งานขึ้นบานใหม งานยกเสาเอก งานครบรอบวันเกิด งานวันเกษียณอายุราชการ งานตอนรับ
แขกบานแขกเมือง ฯลฯ นอกจากนียังมีพิธเี รียกขวัญในโอกาสอื่นๆ เชน เรียกขวัญเมือหายปวยแลว
                                       ้                                                ่
เปนตน
           ลําดับพิธมงก็วลจองได เริมจากการเตรียมอุปกรณเพื่อประกอบพิธีใหครบถวน และเมื่อ
                    ี                    ่
ไดฤกษดแลวจะมีผูใหญทําพิธีกลาวเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษใหมารวมทําขวัญใหตามดวย
           ี
อัญเชิญเทวดา และการสูขวัญของพอครูเชิญขวัญ (อาจมีการรําเชิญขวัญดวยถาหากเปนพิธีในงาน
สําคัญ) ลําดับสุดทายผูใหญจะนําดายมงคลมาผูกขอมือสูขวัญใหผูเขาพิธี
           การผูกขอมือดวยดายมงคลมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกขับไลสิ่งที่เปนอวมงคลออกจากรางกาย
โดยผูทาพิธีจะเอาดายมากวาดสิ่งที่ไมดีออกจากมือพรอมกับนับ 1 ถึง 7 เปนภาษาเขมร และกลาวคํา
         ํ
ขับไล ขั้นที่สองเปนการอันเชิญสิ่งที่เปนมงคลเขาสูรางกาย จะนับ 1 ถึง 19 ตามดวยการอัญเชิญ
ขวัญ เมื่อขับไลสิ่งไมดีและอันเชิญสิ่งดีเสร็จแลว จึงมีการผูกขอมือพรอมกับกลาวคําอวยพร
           ในพิธีการขับไลสิ่งที่เปนอวมงคลผูรับการสูขวัญตองคว่ํามือใหผูใหญนําดายมากวาดสิ่งไม
ดีออกจากรางกายผานทางมือ ซึ่งดายที่ใชกวาดสิ่งชัวรายนี้เมื่อใชเสร็จแลวจะโยนทิ้ง แลวผูใหญจะ
                                                      ่
นําดายมงคลเสนใหมมาทําพิธีเรียกสิ่งมงคลเขาสูรางกาย ซึ่งผูรับการสูขวัญจะตองแบฝามือทั้งสอง
ขาง เมื่อเสรจการเรียกขวัญแลวผูใหญจะใหศีลใหพรและผูกขอมือใหดวยดายทีใชทาพิธีเรียกสิ่งที่
                                                                                  ่ ํ
เปนมงคลนั้น

        6. พิธีจัดงานศพ
         การตายเป น วาระสุ ด ทายของชีวิ ต การจั ด งานศพใหแ กผูต ายนับ เป น ประเพณีสุด ทา ย
เกี่ยวกับชีวิต จัดขึ้นตามพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อในศาสนาที่ตนนับถือ กลุมคนไทยเขมรที่นับ
ถือศาสนาพุทธก็จะจัดพิธีศพตามหลักการของศาสนาพุทธซึ่งผสมผสานอยูระหวางคตินิยมเชิงพุทธ
กับพราหมณ
         การทําโลงศพหรือหีบศพ ตามชนบทไมนิยมซื้อโลงสําเร็จรูป แตจะชวยกันตอโลงเองโดย
นําไมประการฝาบานและกระดานพื้นบานของผูตายมาตอเปนโลงแลวประดับดวยกระดาษแกว
หลากสี นํามาตัดเปนลวดลายตางๆ การตั้งศพนิยมตั้งที่บานผูตาย ถาเปนศพของญาติผูใหญจะตั้ง
ไวหลายวันตั้งแต 3 –7 วัน ศพเด็กหรือศพคนที่มีฐานะยากจนจะตั้งไว 1-3 วัน ก็จะทําพิธีฌาปนกิจ
ในชวงที่ตั้งศพสวดอภิธรรมที่บานจะมีประเพณีการเลนอยางหนึ่งเรียกวา “ลึงกาฮ” หมายถึงการ
เลนทายเหรียญวาจะออกหัวหรือกอย โดยใชเงินเหรียญหมุนแลวครอบดวยขัน สวนการแทงหรือ
การทายจะใชเสื้อผา สิ่งของ ตลอดจนเครื่องประดับเทาที่มีอยูขณะนั้น ไมไดเลนไดเสียกันอยาง
จริงจัง เมื่อเสร็จงานศพแลวก็จะสงคืน สวนใหญผูเลนมักจะเปนหนุมสาว ซึ่งเปนโอกาสที่จะได
เกี้ยวพาราสีกัน
          การเผาศพนิยมนําไปเผาที่ปาชาประจําหมูบานหรือไมก็หัวไรปลายนาของผูตาย ผูมีหนาที่
จัดพิธีศพซึ่งจะเปนคนเดียวตั้งแตแรกเริ่มเรียกวา “อาจารย” เปนผูที่มีความรูทางดานพิธีและไสย
เวทยที่เกี่ยวของกันเปนอยางดี พรอมกับผูชวยอีก 2- 3 คน ผูชวยเหลานี้มีหนาที่ตรงกับที่เรียกวา
“สัปเหรอ” ภาษาถิ่นเรียกวา “กีร” หรือ “เกียร” ชาวไทยเขมรมีการถือฤกษยามการเผาศพ
เชนเดียวกับชาวไทยในชนบททั่วไป คือ วันที่หามเผาศพ คือ วันขึ้น 1 ค่ําเดือน 11 และวันแรม 6
ค่ําของทุกเดือน เนื่องจากวันดังกลาวตําราของไทยเขมรเรียก “วันผีกิน” ถานําศพไปเผาในวัน
ดังกลาวอาจทําใหญาติพี่นองตายตามกันทันที นอกจากนี้ยังมีขอหามตามวันทั้ง 7 ตามความเชื่อแต
ละทองถิ่นดวย

ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง และฤกษยาม

         ความเชื่อของชาวเขมรถิ่นไทยอีกอยางหนึ่งที่สัมพันธกับศาสนา คือ ความเชื่อเรื่องโชคลาง
ของขลัง และการถือในเรื่องฤกษยาม ชาวบานในตําบลเชื้อเพลิงก็มีความเชื่อในเรื่องของขลังโดย
จะเห็นไดจากการที่ผชายในตําบลจะใสตะกรุดกันคอนขางมาก และยังไดบอกวาของขลังที่เปนที่ร่ํา
                     ู
ลือเปนที่นาเกรงขามจะเปนของผูที่อาศัยอยูแถบอําเภอสังขะและอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร มี
เครื่องรางของขลังสามารถที่จะใชของขลังหรือเวทมนตในการรักษาโรค หรือปองกันภัยบางอยาง
ได ความเชื่อนี้จะเปนจริงหรือไมจําเปนตองอาศัยการศึกษา เพื่อเปนการพิสูจนหรือยืนยันใหแนชัด
ตอไป

ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ

        1. ประเพณีแซนโดนตา

         แซนโดนตา หมายถึง การเซนไหวผีบรรพบุรุษ คําวา “แซน” แปลวา “เซนไหว” สวนคํา
วา “โดนตา” มาจากคําวา “จะโดน” หมายถึง โคตรตระกูล “ตา” หมายถึง บรรพบุรุษทุกชั้นที่
สิ้นชีพไปแลว โดยเชื่อวาบรรพบุรุษพอแม ปูยา ตายาย ที่ลวงลับไปแลวนั้น แมวารางกายจะ
แตกดับ แตวาวิญญาณจะยังคงอยู เพื่อคอวนเวียนดูแลใหความคุมครองลูกหลาน จึงตองมีการ
สรางที่ใหอยูเชน การสรางหิ้งไวกราบไหวเพื่อบูชาบนบาน ในขณะเดียวกันความเชื่อที่วามนุษยมี
บาปกรรมที่สรางสมไวตั้งแตยังมีชีวิตอยู เมื่อเสียชีวิตไปวิญญาณอาจตองรับใชกรรมที่ทํามาใน
ยมโลก ซึ่งไดรับความทุกขทรมานจากการถูกกักขัง ถูกทําโทษและหิวโหย เปนผีเปรตตางซึ่งใน
รอบปหนึ่งๆพญายมราชจะปลอยใหวิญญาณเหลานี้เดินทางมายังโลกมนุษยเพื่อเยี่ยมลูกหลานตั้งแต
วันแรม 1 ค่ําถึงแรม 15 ค่ําเดือนสิบ จํานวน 15 วัน จากนั้นวิญญาณจะกลับสูยมโลกตามเดิม
ลูกหลานตองทําพิธีเซนไหว มักจัดกันในเดือนสิบหรือเดือนกันยายน ของไทยจะเปนวันสารท วัน
สารทไทยจะมี 2 ชวงคือ สารทเล็กตรงกับวันขึ้น 14 ค่ําเดือนสิบและวันสารทใหญจะตรงกับวันแรม
15 ค่ําเดือนสิบ ในวันสารทของไทยชาวบานที่นับถือศาสนาพุทธจะจัดขาวปลาอาหาร ขนม ขาวตม
และขาวกระยาสารทไปถวายที่วัด พรอมกับอุทิศสวนกุศลใหกบผูที่ลวงลับไปแลว
                                                                    ั
           ประเพณีแซนโดนตาจะเรียกสารทเล็กวา “เบ็นตูจ” และเรียกวันสารทใหญวา “เบ็นทม”
คําวา “เบ็น” มาจากภาษาบาลีวา “บิณฑะ” “ตูจ” แปลวา เล็ก “ทม” แปลวา ใหญ
           พิธเี บ็นตูจหรือบิณฑะเล็ก จะเริ่มในเย็นวันขึ้น 15 ค่ําทุกบานจะทําขนมขาวตม ขาวกระยา
สารท ขาวปลาอาหาร พรอมกับเหลาใสถาดนํามารวมกัน เพื่อประกอบพิธีแซนโดนตา พิธีที่
จัดทําในเบ็นตูจขาวของที่จัดทํามีนอยกวาเบ็นทม บางบานจะไมจัดพิธีในวันเบ็นตูจ จะรอทําคราว
เดียวในวันเบ็นทมเลยก็มี
           เมื่อเตรียมทุกอยางไวพรอมแลวในเย็นวันนั้น ชาวบานจะนําขาวของดังกลาวมารวมกัน มี
ผูสูงอายุมารวมในพิธีสิ่งของที่ชาวบานนํามาจะถูกวางบนเสื่อ และในบางที่จะมีการนิมนตพระมา
สวดมนตเย็นพรอมบังสุกุลแลวถวายจตุปจจัยไทยทาน เมื่อพระสงฆกลับก็จะทําพิธีแซนโดนตา
ตอไป ถาไมนิมนตพระสงฆมารวมก็จะใชคนเฒาคนแกที่ที่ชํานาญในเรื่องของพิธี
           พิธีจะเริ่มที่การจุดธูปเทียนหนาของที่วางกองไว ผูอาวุโสที่ชํานาญจะนําในการกลาวไหวผี
บรรพบุรุษ มีการรินสุราหรือน้ําพรอมกับเรียกชื่อผูตายหรือผูที่ลวงลับไปแลวมากินมาดื่มการเรียก
ขานนี้ชาวบานที่น่ังลอมรอบจะทําการเรียกพรอมกันดวยหรือเรียกชื่อคนที่รูจักมักคุนสมัยที่ยังมี
ชีวิตอยูมารับของเซนไหวที่ลูกหลานบรรจงแตงสํารับใสถาด กระเชอหรือภาชนะอื่นใดมาเซน
การดื่มกินของผีนี้จะกินเวลาพอประมาณ ซึ่งในขณะนี้ผูอาวุโสจะทําการรินน้ําหรือเหลาเปนรอบที่
สองหรือวาที่สาม กะวาอิ่มหมีพีมันแลวก็จะจุดบุหรี่ที่มวนดวยใบตองแหงให
           เมื่อเสร็จแลวก็ทําการหอขาวปลาอาหาร หมากพลูใหแลวนําไป “ปะจี” คลายกับเมื่ออิ่ม
หนําสําราญแลวก็นําอาหารเปนของฝากใหกินระหวางทาง หรือฝากไปใหผูที่ไมไดมารับเครื่อง
สังเวย หลังจากเสร็จแลวคนเฒาคนแกและลูกหลานก็พูดคุยเลาสูกันฟงถึงสารทุกขสุกดิบ การทํา
มาหากิน
           พอวันรุงขึ้นตั้งแตเชาตรู ก็จะพากันนําขาวของที่เตรียมไวตั้งแตตอนเย็นไปทําบุญที่วด
                                                                                                 ั
           พอแรม 15 ค่ําเดือนสิบก็เปนวันเบ็นทม ซึ่งพิธีการทําก็เหมือนกับเบ็นตูจ แตจะมีขาวของ
มากกวา โดยในวันนี้จะมีญาติพี่นองที่ไปทํางานในตางจังหวัดกลับมาดวย โดยในวันเบ็นทมนี้จะมี
การจัดเตรียมสํารับ กับขาว กลวย ขาวตม ขาวกระยาสารท ขาว “บายเบ็น” และขาวของที่รวมไว
ตั้งแตเมื่อคืน นําไปถวายพระพรอมกับอุทิศสวนกุศล ใหกับผูที่ลวงลับไปแลวเมื่อเสร็จก็จะนํามา
รวมกันและแจกกันกิน สวนที่เหลือเชนขาวตมที่หอดวยใบมะพราว(ขาวตมลูกโยน) พระสงฆจะ
นําไปปงในวันรุงขึ้นหรือปงในคืนนั้นเลย แลวก็แบงไปใหญาติโยมรับประทาน
จะเห็นวาพิธีกรรมมีหลายขั้นตอนแสดงใหเห็นถึงความผูกพัน ความกตัญูตอบรรพบุรุษ
อยางแนบแนน ทั้งยังเปนการแสดงถึงความศรัทธายึดมั่นตอพระพุทธศาสนาอยางแนบแนนควบคู
กันไปดวย ประเพณีแซนโดนตาจึงเปนประเพณีของความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรษผสมผสาน
กับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดยเชื่อวา การบูชา การเซนไหว

        2. ประเพณีการแตงงาน(การแซน)

         การแตงงาน(การแซน) เปนประเพณีคอนขางแตกตางประเพณีของชาวไทยในภูมิภาคอื่นๆ
ตั้งแตการสูขอ การหมั้น และการแตงงาน คือเปนประเพณีที่มีพิธีคอนขางมาก เชน การสูขอ
ฝายชายตองเสียเงินและเครื่องบรรณการใหฝายหญิง เพื่อเปนการทาบทามหรือภาษาทองถิ่นเรียกวา
การเปดปาก (เบิกเมือด) ฝายหญิง ในวันหมั้นและวันแตงงานฝายชายจะตองจัดขันหมากไปใหฝาย
หญิงตามที่ฝายหญิงกําหนด ซึ่งขันหมากนี้ประกอบดวย หมู เหลา ขนม ขาวตม ผลไม เงินทอง
         กอนทําพิธีการแตงงานเจาสาวจะลงมาเกี่ยวกอยเจาบาวขึ้นบานเพื่อประกอบพิธีแตงงาน
โดยกอนขึ้นบานฝายหญิงตองลางเทาใหฝายชาย เปนตน ซึ่งแตละขั้นตอนจะตองมีอุปกรณและพิธี
การมาก

การละเลนพื้นบาน
         1. เรือมอันเร
         เรือม แปลวา “รํา” อันเร แปลวา “สาก” ดังนั้น เรือมอันเรจึง แปลวา การรําสาก การ
เรือมอันเรนั้นจะเลนกันในชวงของวันหยุดสงกรานตโดยชาวบานจะเลนเรือมอันเรที่ลานบานหรือ
วาลานวัด
         เครื่องดนตรี การเรือมอันเรมีการใชเครื่องดนตรีประกอบคือ กลองโทน 1 คู ปใน 1 เลา
ซออูเสียงกลาง 1 คัน ฉิ่ง กรับ ฉาบ อยางละ 1 คู และมีอุปกรณประกอบการเลนเรือมอันเรคือ
สาก 2 อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทําจากไมเนื้อแข็ง มีหมอนวางรองหัว- ทายสาก มีความยาว
1.50 เมตร สูงประมาณ 3-4 นิ้ว
         การแตงกาย แตเดิมไมพิถีพิถัน แตงกายตามสบาย แตหากแตงใหสวยงามตามประเพณี
แตโบราณ คือ ชายโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ผาขาวมาคาดเอวและพาดไหล หญิงนุง
ผาไหมพื้นเมือง เรียกวา "ซัมปวตโฮล" สวมเสื้อแขนกระบอกมีสไบพาดไหลมามัดรวบไวที่
ดานขาง สวมเครื่องประดับ และมีดอกไมทัดหู
         ทํานองและจังหวะในการรํา ในการรําในสมัยกอนมีเพียง 3 จังหวะ คือ จังหวะจืงมูย
(ขาเดียว) จังหวะมลปโดง (รมมะพราว) จังหวะจืงปร(สองขา) ตอมามีการพัฒนาทารําเพิ่มขึ้นรวม
เปน 5 จังหวะ ดังนี้ จังหวะไหวครู จังหวะกัจปกา จังหวะจืงมูย จังหวะมลปโดง จังหวะจืงปร
ท า รํ า ในสมั ย ก อ นไม มี ท า รํ า ที่ เ ป น แบบแผนแน น อน เพราะว า เป น การรํ า เพื่ อ ความ
สนุกสนานในยามพักผอน สวนมากผูที่อยูในวงรําสากจะเปนหญิงลวน สวนหนุมๆจะมาเปนกลุม
ยืนชมสาวที่กําลังรําอยู หากชอบคนไหนก็เขาไปรําดวย แตในปจจุบันการเรือมอันเรไดมีการ
พัฒนาไปสูแบบแผน และเนื่องจากมีการสงเสริมและฟนฟูประเพณีคลองชางประจําป(งานแสดง
ชาง) การเลนเรือมอันเรจึงกลายเปนสวน ประกอบสําคัญของงาน เพราะมีการนําเอาเรือมอันเรมา
แสดงในงานชางทุกป และยังใชแสดงเพื่อตอนรับแขกบานแขกเมืองที่มาเยือนอีกดวย




                                            รูปที่ 3 เรือมอันเร

         2. กันตรึม
         กันตรึม เปนวงดนตรีพื้นบานที่นําเอาจังหวะตีโทน โจะ คะ ครึม – ครึม มาเปนชื่อดนตรี
เรียกวา "กันตรึม" ซึ่งหมายถึงเสียงของโทนนั่นเอง บทรองกันตรึมจะใชบทรองเปนภาษาเขมร
การเลนกันตรึมนิยมเลนในงานมงคลตางๆเชน งานแตงงาน งานโกนจุก บวชนาคหรืองานเทศกาล
ตางๆ
         ผูเลนคนตรี ในวงกันตรึมจะมีประมาณ 6 – 8 คนผูรองอาจมี 1 -2 คู หรือชายหนึ่งคนหญิง
สองคน แตโดยทั่วไปนิยมชายสองหญิงสอง
         การแตงกาย ทั้งนักดนตรีและนักรองชายหญิงไมมีแบบแผนหรือกฏเกณฑตายตัว จะแตง
กายตามความสะดวกสบาย ทันสมัยและถูกใจผูชม เชนผูหญิงนุงผาถุงไหมพื้นเมือง สวมเสื้อแขน
กระบอก หมสไบเฉียงบามามัดรวมไวดานขางระดับเอว ชายนุงโสรงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อสี
ขาวแขนยาวหรือเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผาไหมคาดเอวและคลองไหลทิ้งชายลงดานหลัง
         บทเพลง ที่ใชประกอบวงกันตรึม มักไมนิยมรองเปนเรื่องเปนราว มักจะคิดคํากลอนให
เหมาะสมกับงานที่จะเลน หรือใชบทรองเกาๆที่จําตอๆกันมา บทเพลงกันตรึมมีหลายทํานองหลาย
จังหวะ ซึ่งมีมากจนบางบทเพลงสูญหายไปเพราะไมมีการจดบันทึกเอาไว บทเพลงกันตรึมแบง
ออกเปน 4 ประเภท ดังนี้ คือ
บทเพลงชั้นสูง หรือเพลงครู เปนบทที่ถือวามีความไพเราะสูงศักดิ์ ทํานองเพลงโหยหวน
แสดงใหเห็นถึงความศักสิทธิ์ เชน เพลงสวายจุมเวื๊อด , รําเปอยจองได , เพลงซแร็ยสะเดิง
         บทเพลงสําหรับขบวนแห มีทํานองสงา ครึกครื้น สนุกสนาน มีการฟอนรําประกอบการ
ขับรอง มีหลายทํานอง เชน รําพาย , ซัมโปงคร็อบคุม
         บทเพลงเบ็ดเตล็ดตางๆ เปนบทเพลงที่ทํานองรวดเร็ว เรงเราใหไดรับความสนุกสนาน ใช
เปนบทขับรองในโอกาสทั่วไป เชน เกี้ยวพาราสี สั่งสอน สูขวัญ รําพึงรําพัน มีหลายทํานอง เชน
อมตูก, กันเตรย, โมเวยงูดตึก,กะโนบติงตอง
         บทเพลงประยุกต เปนบทเพลงที่ใชทํานองเพลงลูกทุงประยุกตมาเปนเพลงกันตรึม เชน
ดิสโกกันตรึม ,สัญญาประยุกต
         วิธีการเลนกันตรึม กอนการเลนกันตรึมตองมีพิธีไหวครูเพื่อความเปนศิริมงคลทั้งผูเลน
และผูดู เมื่อไหวครูเสร็จก็จเริ่มบรรเลงเพลงเปนการโหมโรงเพื่อเปนการปลุกใจใหผูดูรูสึกตื่นเตน
และผูแสดงไดเตรียมตัว จากนั้นจะเริ่มแสดงโดเริ่มบทไหวครูกอน วิ ธีการรองจะโตตอบกั น
ระหวาง ชาย-หญิง มีการรําประกอบการขับรองแตไมมีลูกคูรับ




                                     รูปที่ 4 การเลนกันตรึม

        3. กะโนปติงต็อง
          กะโนปติงต็อง เปนภาษาเมรแปลวา ตั๊กแตนตําขาว เปนการละเลนที่เลียนแบบลีลาทาทาง
การเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตําขาว มีจังหวะลีลาที่สนุกสนานเราใจ จึงทําใหการเลนกะโนบติงต็อง
เปนที่นิยมทั่วไปทั้งในแถบอิสานใตและแถบจังหวัดใกลเคียง
          ประวัติความเปนมา เมื่อประมาณป พ.ศ. 2490 นายเต็น ตระกาลดี ไดเดินทางเขาไปใน
ประเทศกัมพูชาและในขณะที่หยุดพักเหนื่อนายเต็น ไดมองเห็นตั๊กแตนตําขาวกําลังเกี้ยวกันและ
ผสมพันธุกันอยูเฝาดูลีลาของตักแตนคูนั้นดวยความประทับใจ เมื่อนายเต็นเดินทางมาถึงบาน จึง
เกิดความคิดวาถานําเอาลีลาการเตนของตักแตนตําขาวมาดัดแปลงและเตนใหคนดูก็ดี จึงนําแนวคิด
นี้มาเลาให นายเหือน ตรงศูนยดี ซึ่งเปนหัวหนาคณะกันตรึมที่เลนอยูในหมูบานรําเบอะ และ
หมูบานใกลเคียงนั้น ในแถบตําบลไพล อําเภอประสาท เมื่อไปเลนที่ไหนเวลาตองการใหเกิด
ความสนุกสนานนั้น นายเหือนก็จะบรรเลงเพลงกะโนบติงต็องและเตนเลียนแบบทาทางของ
ตั๊กแตนอยางสนุกสนาน จนการเตนตั๊กแตนตําขาวเปนที่รูจักและไดรับควานนิยมอยางแพรหลาย
ในเวลาตอมา
          การแตงกาย แตงกายเลียนแบบลักษณะสีตั๊นแตนตําขาว โดยใชผาสีเขียวตัดเปนชุดการ
แตงการใหคลายตั๊กแตนตัวผูและตัวเมีย ตั๊กแตนตัวเมียสวมกระโปรงสั้นๆ ทับมีหัวกระโนปและ
ปกกระโนปประกอบเพื่อใหเกิดความสมบูรณยิ่งขึ้น
          ดนตรี ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดังนี้
                 กลองโทน 1 ใบ(สก็วล)
                 ปใน    1 เลา(ปสลัย)
                 ซอดวง 1 ตัว
                 ซออู    1 ตัว
                  ฉิ่ง    1 ตัว




                              รูปที่ 5 การละเลนกะโนปติงต็อง

       4. เรือนอายัย
        เรือมอายัย เปนการละเลนพื้นบานของจังหวัดสุรินทรอีกอยางหนึ่งซึ่งมีมานานแลว มี
ลักษณะเปนการรองโตกลอน เกี้ยวพาราสีระหวางหนุมสาว ซึ่งนิยมเลนในเทศกาลตางๆ
        การแตงกาย เรือมอายัยในสมัยกอนจะแตงตัวตามสบายไมมีแบบแผนแนนอน แตตาม
ประเพณีพื้นเมืองเรือมอันเร คือนุงผาถุงไหมแบบพื้นเมือง สวมเสื้อแขนกระบอกมีผาสไบคลอง
คอทิ้งชายผามาดานหนาสานผูชายจะนุงโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นมีผาไหมคาดเอว
ทารําเรือมอายัย ไมมีแบบแผนตายตัว เปนการฟอนรําใหเขากับจังหวะดนตรีและขึ้นอยู
กับความถนัดของผูรํา ทารําของฝายหญิงจะเปนทาที่คอยปดปองระวังไมใหฝายชายมาถูกเนื้อตอง
ตัวได ในการตีบทรําจะตีบทตามเนื้อหาของเพลง ซึ่งจะสามารถสื่อความหมายใหผูชมทราบวา ทา
รําเหลานั้นหมายถึงอะไร
         วิธีการแสดง ผูรําจะไหวครูพรอมกัน หลังจากนั้นจึงเปนการออกมาโต กลอนระหวางชาย
- หญิง เปนคู ๆ และมีลูกคูรองรับ ผูแสดงทั้งหญิงชายจะรําเกียวกัน ลูกคูทั้งหลายจะคอย
                                                                  ้
สนับสนุน ใหกาลังใจฝายของตน เมื่อดนตรีจบจะเปลียนคูใหมออกมารอง โตกลอนกันใหมในบท
                  ํ                                ่
และทารําที่ตนเองถนัด รูปแบบการแสดงจะปฏิบัติเชนนี้เรื่อยไปจนครบทุกคู เมื่อจบคูสุดทายจะมี
บทลาแลวผูรําจะรํากลับเขาไป




                                   รูปที่ 6 การรองรําอายัย

       5. เจรียง
         เจรียงหรือจําเรียง หมายถึง การขับรองหรือการออกเสียงทํานองเสนาะ โดยใชกลอนสด
เปนสวนใหญขับรองเปนเรื่องราว การเจรียงถาประกอบดวยเสียงป จะเรียกเจรียงจรวง ถาเจรียง
ประกอบเสียงซอเรียก เจรียงตรัว ถาเจรียงประกอบเสียงแคน เรียกวา เจรียงเบริน ถาเจรียงมีการ
รองรับวา "แกวเอย เอย นอร แกว" ประกอบเสียงตบมือ เรียกวา เจรียงนอรแกว เปนตน
         เจรียงนอรแกว เปนการเลนกลอนโตตอบ กันระหวางชาย – หญิง แตละฝายจะมีพอเพลง
แมเพลงรองนํา มีลูกคูรองตามตอจากนั้นชาย – หญิงแตฝาจึงรองโตตอบกันเปนคูๆ คํารองสวน
ใหญเปนคําสุภาพ
         เจรียงเบริน เปนการรองโตตอบระหวาง ชาย-หญิง เปนทํานอง "ลํา" โดยมีแคนเปน
เครื่องดนตรีประกอบ ลักษณะการเลนเจรียงเบรินคลายๆ กับหมอลํากลอนของชาวไทยลาว การ
เลนจะมีบทรองแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ บทรองสั้นที่รองโตตอบกัน ระหวางชายหญิงในแต
ละครั้ง ซึ่งมีความยาวไมเกิน 6 วรรค แลวเปลี่ยนใหอีกฝายหนึ่งรองโตตอบเพื่อแกกลอนกัน สวน
บทรองยาวจะเปนบทรองที่มีความหมายยาวหลายบท ในการรองโตตอบแตละครั้งไมจํากัดความ
ยาว ผูเลนประกอบดวยนักเจรียงฝายชายหนึ่งคน ฝาหญิงหนึ่งคน และหมอแคนหนึ่งคน เนื้อรอง
ทุกบทจะนํามาจากคัมภีรในทางพุทธศาสนา ซึ่งเปนเรื่องยาวเกี่ยวกับคําสอน,กําเนิดมนุษย,ประเพณี
โกนจุก,บวชนาค ,กฐิน,งานแตงงาน,งานศพ ตลอดจนงานเทศกาลตางๆ ฉะนั้นเจรียงเบรินจึงเลน
ไดในทุกโอกาส ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล

        6. วงมโหรีพนบาน
                   ื้

        วงมโหรีพื้นบาน คือ การนําเอาเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและเครื่องดนตรีประเภทป
พาทย บางชิ้นมาประสมกัน โดมีซอเปนเครื่องดนตรีหลักใชบรรเลงในงานมงคลตางๆ เชน งาน
แตงงาน งานขึ้นบานใหมเปนตน
        เครื่ อ งดนตรี ที่ ใ ช ป ระกอบในวงมโหรี พื้ น บ า นสุ ริ น ทร ประกอบด ว ย ซอกลาง ซึ่ ง มี
ลักษณะเหมือนซออู แตจะมีเสียงสูงกวา ซออูเล็กนอย หรือเรียกวา ซออูเสียงกลาง, ปไน,ซออู,ซอ
ดวง,กลองสองหนา,ฉิ่ง ,ฉาบ
        เพลงที่ใชประกอบในวงมโหรีจะมีเพลงขับรองและเพลงบรรเลง ประเภทของเพลงขับรอง
จะมีบทรองโดยไมมีทารําประกอบเชน บทเพลงกันตบ เนื้อรองจะเปนบทสอนหญิง บทเพลงเขมร
เปาใบไม เปนเพลงก็อทกรูฯลฯ สวนบทเพลงที่มีทารําประกอบเชน เพลงอมตูก(พายเรือ),เพลง
มลปโดง(รมมะพราว),เพลงอายัยโบราณ,เพลงซองซาร(หมายถึงที่รัก) บทเพลงดังกลาวจะมีการ
ฟอนรําประกอบโดยเฉพาะ อายัยโบราณ เปนเพลง ซองซาร ในการรองจะเปนการโตตอบระหวาง
ชายหญิง เปนการเกี้ยวพาราสีกัน เนื้อรองจะเปนภาษาเขมร ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงวิถีชีวิตชาวบาน
และวงมโหรีพื้นบานยังมีบทบาทตอชาวบานในดานตางๆเชน เปนเครื่องนันทนาการของสังคม
ชาวบานเปนสื่อประสานสัมพันธทางสังคม ใหชาวบานไดมีโอกาสมาพบปะกัน เกิดความใกลชิด
สามัคคีกลมเกลียวขึ้นในชุมชน

การเลนสะบา

        1. ศิลปะดานการละเลน
        2. ประวัติความเปนมาโดยสังเขป
        ในเดือนหาหรือแคแจดเปนเดือนที่วางจากการทําอาชีพหลัก (ทํานา) เยาวชนและเด็กๆก็จะ
มาเล น สะบ า เพื่ อ ความสนุ ก สนาน เป น การออกกํ า ลั ง กาย ใช เ วลาว า งให เ กิ ด ประโยชน
นอกเหนือจากการตําขาวในสมัยอดีต การเลนสะบานี้เปนการเลนมาจากบรรพบุรุษสืบทอดตอกัน
มาจนถึงปจจุบันและยังเปนการเกี้ยวพาราศีกันของหนุมสาวสมัยกอนดวย
        3. วิธีการเลน
    1. แบงทีมผูเลนออกเปน 2 ฝาย ฝายละ 1 คนขึ้นไป (แตสวนมากเลนกันหลายคน)
    2. เตรียมอุปกรณ (เมล็ดสะบา) แบงออกให 2 ฝายเทากัน
    3. นําเมล็ดสะบามาเรียงในสนามเลนสะบา (ในอดีตสนามเลนสะบาจะเรียบและมีความ
        สม่ําเสมอกันมากสวนปจจุบันจะเลนในบริเวณบาน) โดยตั้งไวบนดินทั้ง 2 ขางใหหางกัน
        พอสมควร เรียงขางละ 20,30,40,50 เปนตน ตามขอตกลงกัน
    4. ในแตละฝายจะมีเมล็ดสะบาเอาไวโยนใหเมล็ดสะบาที่ตั้งไวลม ฝายละ 10 เม็ด
    5. ทําการตกลงวาฝายไหนจะเปนฝายโยนกอน ถาฝายไหนเปนฝายโยนใหเมล็ดสะบาลม
        หมดกอนก็จะเปนฝายชนะ กลาวคือ สมมติใหมีฝาย ก และฝาย ข ถาฝาย ก เปนฝาย
        โยนกอน ตองโยนใหครบ 10 เม็ด ถาลมไมหมด ฝาย ข จะไดโยนกลับมารวมเปน 20
        เม็ด แขงขันไปเรื่อยๆ จนกวาจะมีฝายชนะ (อดีตจะมีขอตกลงกันวา ฝายชนะจะไดเคาะเขา
        ฝายแพจากจํานวนสะบา ที่ฝายตนเหลืออยู)
        4. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ
 - มีการใชเวลาวางใหเกิดประโยชน หาไกลจากยาเสพติด
 - สรางความสนุกสนานและความเพลิดเพลินใหกับเด็กๆ รวมถึงความสัมพันธดวย
 - สรางความสามัคคีในหมูคณะ
        5. ขอเสนอแนะ
        การเลนสะบาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ดั้งนั้นควรจะมีการละเลนเปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมไดแตควรจะยึดเอาหลักเกณเดิมเพื่อเปนการอนุรักษวัฒนธรรมไว และปญหาที่พบคือ เมล็ด
สะบาหายากมากจะตองไปซื้อมาที่ประเทศเขมร ถาเปนไปไดควรจะมีการปลูกตนสะบาไวเพื่องาย
ตอการอนุรักษและการละเลน




                                   รูปที่ 7 การเลนสะบา
โบราณสถาน โบราณวัตถุ

        1. ปราสาทบานไพล

ตั้งอยูที่บานปราสาท หมูที่ 6 ต. เชื้อเพลิง อ. ปราสาท จ. สุรินทร


        ที่ตั้งของปราสาทบานไพล หางจากตัวอําเภอปราสาทไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ประมาณ 10 กิโลเมตร และผานถนนสายสุรินทร-ชองจอม มีทางแยกทางดานทิศตะวันตกของถนน
ตรงกิโลเมตรที่ 18 และ 20 ระยะทางเขาไปถึงปราสาทประมาณ 2 กิโลเมตร
        อาณาเขต ทิศเหนือ         ติดกับ พื้นที่วัดบานปราสาทและหนองน้ําสาธารณะ
                    ทิศใต       ติดกับ ถนนสาธารณะกลางหมูบาน
                    ทิศตะวันออก ติดกับ วัดบานปราสาท
                    ทิศตะวันตก ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน
        สภาพพื้นที่ เปนเนินดิน ตั้งอยูบนเนินดินที่สูงกวาพื้นที่โดยรอบเล็กนอย ตัวโบราณสถาน
ติดกับเขตของวัดสิ่งกอสรางรอบนอกมีสระน้ํา ซึ่งอยูทางทิศเหนือของตัวโบราณสถาน มีขนาด
ประมาณ 20 * 50 เมตร และทางดานทิศตะวันตกเปนสวนไมยูคาลิปตัสของชาวบาน สวนทางเขา
ปราสาทจะอยูทางทิศตะวันออกเปนบริเวณวัด
        พื้นที่การถือครอง ขอบเขตโบราณสถาน

        สภาพปจจุบัน

                   มีสภาพพังทลายเสียหายเล็กนอย ติดวัดบานโคกปราสาท เปนปรางค 3 องค ตั้ง
เรียงกันในแนวทิศเหนือไปทางทิศใต กอดวยอิฐขัดเรียบอยูบนฐานเดียวกัน แผนผังของปรางคทั้ง 3
องคเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยอมุมไมยี่สิบ มีขนาดฐานกวาง 4 เมตร ยาว 4 เมตร สูงประมาณ 6.5 เมตร
มีประตูเขาออกอยูทางทิศตะวันออก อีก 3 ดาน เปนประตูหลอกโดยมีเสากรอบประตูและทับหลัง
ทําดวยหินทราย ปรางคดานทิศใตอยูในสภาพพังทลายเหลือเปนโคกสูงเพียงทับหลัง กรอบและ
ทับหลังทําดวยหินทราย ยังคงสภาพดีเพียง 2 องคคือ ปรางคองคกลางและปรางคดานทิศเหนือ
         ทับหลังขององคปรางคทางดานทิศเหนือยังติดอยูที่ตําแหนงเดิม จําหลักเปนภาพเทวดานั่ง
ชันเขาอยูในซุมเหนือหนากาลที่กําลังคายทอนพวงมาลัย โดยมือทั้ง 2 ขางยึดทอนพวงมาลัยไว สวน
ทับหลังของปรางคองคกลางและปรางคองคดานทิศใตหลนอยูกับพื้น ที่ขอบบนจําหลักภาพโยคีนั่ง
ชันเขาประนมมือ ทับหลังอีกชิ้นหนึ่งจําหลักภาพพระอินทรทรงชางเอราวัณ คูน้ําและสระน้ําเปน
รูปตัวแอลมีอยูทางดานทิศเหนือและทิศใตของปรางค โดยเฉพาะคูนํ้าทางดานทิศเหนือยังคงมีแนว
คันดินปรากฏอยู สวนสระน้ําเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมุมมนตั้งอยูทางดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
นอกแนวคูน้ํา
          อายุสมัย พิจารณาจากภาพจําหลักบนทับหลังแลวอยูในศิลปะเขมรแบบบาปวนในราว
พุทธศตวรรษที่ 16-17 สรางในสมัยขอม
          การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลม 52 ตอนที่ 75
วันที่ 8 มีนาคม 2478
          การประกาศกําหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลม 99 ตอนที่
155 วันที่ 21 ตุลาคม 2525
          ปราสาทบานไพล ตั้งอยูในบริเวณเนื้อที่ 6 ไร 1 งาน 65 ตารางวา
          ประวัติความเปนมา / ความสําคัญทางประวัติศาสตรโดยสังเขป

          วัสดุในการกอสราง

          ปราสาทหินบานไพล เปนปราสาทขนาดเล็กคือมีปรางค 3 องคเรียงกันไมมีแผนผังที่
สลั บ ซั บ ซ อ นแต อ ย า งใด เท า ที่ สํ า รวจพบในป จ จุ บั น ทราบเพี ย งว า วั ส ดุ ที่ ใ ช ใ นการก อ สร า ง
สถาปตยกรรมแหงนี้มีเพียงอิฐ หินทราย และศิลาแลงเทานั้น กลาวคือองคปรางคทั้ง 3 องคกอดวย
อิฐ สวนประดับอาคารจําพวกทับหลัง กรอบประตู ฐานประติมากรรมและกลีบบัว ทําดวยหิน
ทรายสวนฐานนั้นเปนฐานศิลาแลง

รูปแบบทางศิลปกรรม

        1. กลุมขององคปรางค ปรางคทั้งสามองคมีลักษณะที่เหมือนกัน คือ เปนปรางคที่กอดวย
อิฐ ปรางคทั้งสามองคมีแผนผังเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาด 4*4 เมตร (ภายนอก) เฉพาะสวนสูง
ของปรางคองคกลาง 6.5 เมตร ปรางคมีการยอมุมไมสิบสองมีประตูทางเขาทางทิศตะวันออก สวน
ทางดานอื่นๆ มีลักษณะเปนประตูปลอมทั้งสิ้น ซึ่งจะเหมือนกับประตูจริงคือมีผนังที่เปนบานประตู
และอกเลา ปจจุบันเหลือเพียงแนวอิฐและพบสวนของหลังคาอยูบางคือ ศิลาจําหลักเปนรูปบัวตูม 2
ชิ้น และแทงศิลารูปสี่เหลี่ยมจัตรัส
                                ุ
        2. ทับหลัง ปจจุบันทับหลังมไมีหลงเหลืออยูเนื่องจากถูกเคลื่อนยายไปมีการสํารวจในราว
พ.ศ. 2503-04 โดยอาจารยมานิต วัลลีโภดม
        ทับหลังประตูปรางคองคกลาง ทับหลังแผนนี้จําหลักดวยหินทราย จําหลักเปนรูปเทวดา
หนาตรงนั่งชันเขาอยูภายในซุม ลักษณะเปนรูปทรงสามเหลี่ยมอยูเหนือหนากาล ซึ่งหนากาลจะคาย
ทอนพวงมาลั ยออกมา ตรงกึ่ งกลางสว นลางของทับหลังและวกขึ้น ขางบน ตรงเสี้ยวของท อน
พวงมาลัยจะแอนลงเล็กนอย ปลายทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมเหนือทอนพวงมาลัยเปนลายใบไม
ตั้งขึ้นและชี้ออกจากจุดศูนยกลาง ใตทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมมวนหอยตกลงมา หนากาลมี
ลักษณะตาโปนจมูกใหญนูนออกมาเห็นรูชัดเจน 2 รูมีฟนเปนซี่เล็ก มือทั้งสองจับยึดทอนพวงมาลัย
ไว
           ทับหลังประตูปรางคองคเหนือ ทับหลังทําดวยหินทราย จําหลักเปนรูปเทวดานั่งชันเขา อยู
ภายในซุมเหนือหนากาล หนากาลคายทอนพวงมาลัยออกมาจากดั้านลางของทับหลังแลววกขึ้นมา
ขางบน ปลายทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมหอยตกลงมามวนออก เหนือปลายทอนพวงมาลัยสลัก
เปนรูปลิงชูลายกานตอดอกอยู เหนือทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมตั้งขึ้น ใตทอนพวงมาลัยเปนลาย
ใบไมมวนหอยตกลงมา ไมมีอุบะมาแบงที่เสี้ยวของทอนพวงมาลัย
         
           ลักษณะหนากาลตากลมเล็ก ระหวางนัยนตาสลักเปนลายใบไม จมูกใหญและสูง เหนือ
ขอบริมฝปากขึ้นมามองเห็นรูจมูก 2 รูชัดเจน หนากาลมีแตริมฝปากบน และกวาง ฟนเปนซี่
สามเหลี่ยมไมแหลมนัก แลบลิ้นออกมาเปนรูปสามเหลี่ยม กระบังหนาเปนเสนหยักโคง เหนือ
เสนหยักโคงเปนลายใบไม 1 ชั้น มีหู 2 ขาง หนากาลมีแขนและมือจับยึดทอนพวงมาลัยที่คาย
ออกมา
           ทับหลังประตูปรางคองคใต ทับหลังแผนนี้จําหลักดวยหินทราย ทับหลังจําหลัก เปนรูป
พระอินทรทรงชางเอราวัณอยูเหนือหนากาล ซึ่งหนากาลคายทอนพวงมาลัยออกมาจากสวนลาง
ของทับหลังและวกขึ้นขางบน ปลายทอนพวงมาลัยสลักเปนลายใบไม ที่เสี้ยวของทอนพวงมาลัยทั้ง
2 ดานจะแอนลงมาก และตรงสวนนี้จะมีเทวดานั่งชันเขาอยูดานละ 1 องค เหนือทอนพวงมาลัยเปน
ลายใบไมตั้งขึ้น ใตทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมมวนหอยตกลงมา แตที่เสี้ยวไมมีอุบะมาแบง
ลักษณะของหนากาล
           3. เสาประดับกรอบประตู ปจจุบันเหลือเพียงชิ้นเดียว คือเสาเสาประดับกรอบประตูของ
ปรางคองคดานซายมือ ลักษณะเปนเสาแปดเหลี่ยมเกลี้ยง ไมมีลายสลักใดๆ ทั้งสิ้น
           4. ศิลาจําหลักเปนบัวกลุม มีศิลาจําหลักที่หลุดพังลงมาจากปรางค มีลักษณะเปนบัวกลุม
ยอดปรางค 2 ชิ้นสันนิษฐานวาปรางคแหงนี้มีบัวกลุมเปนยอดประดับของยอดปรางค
รูปที่ 8 ปราสาทบานไพล

        2. วัดมุณีเนรมิตร

        ชื่อทางราชการ วัดมุณีเนรมิตร
        ชื่อเดิม           วัดกําโปล
        ที่ตั้ง
               บานโสนกพัฒนา หมูที่ 11 ต. เชื้อเพลิง อ. ปราสาท จ. สุรินทร
        อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน
                    ทิศใต         ติดกับ ถนนสาธารณะ
                    ทิศตะวันออก ติดกับ ถนนใหญ (สุรินทร - ชองจอม )
                    ทิศตะวันตก ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน
        สภาพพื้นที่ เปนที่ดอน
        พื้นที่การถือครอง เปนธรณีสงฆ และ น.ส. 3
        สภาพปจจุบัน ยังคงสภาพดีอยู ปจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 87 ไรซึ่งแบงเปน
ธรณีสงฆประมาณ 50 ไร และเปน น.ส. 3 อีกประมาณ 37 ไร มีพระภิกษุอยู 9 รูป และปจจุบันมี
ศาลา 1 หลัง โบสถ 1หลัง กุฏิ 7 หลัง เมรุ 1 หลัง โรงครัว 1 หลังและหองน้ํา 3 หลัง

        ประวัติความเปนมา (โดยสังเขป)

          การกอตั้งวัดประมาณเดือน 4 ปพุทธศักราช 2473 มีช่ือเดิมคือ วัดบานกําโปล ที่เรียกกํา-
โปล เพราะเดิมนั้นที่ตั้งวัดอยูติดปาที่เปนโคกนูนลักษณะเอียงไปทุกดาน อยูหางวัดประมาณ 1
กิโลเมตรเมื่อมีการสรางถนนสุรินทร-ปราสาท จึงใหมีการสรางทางดานทิศตะวันออกของวัด
          เจาของที่ดิน นายขาว ประมูลศรี บานโสนก มีพื้นที่ใน น.ส.3 ก 27 ไร 3 งาน สาเหตุที่
สรางวัดเนื่องจากตอนที่ขึ้นกับตําบลไพล มีวัดแจงสงางาม (บานไพล)เพียงวัดเดียว ทําใหชาวบานที่
อาศัยอยูทางดานบานรําเบอะ และในแถบนั้นตองเดินทางไปทําบุญอยางยากลําบากจึงทําใหได
กอตั้งวัดขึ้นมา และมีชื่อปจจุบันคือ วัดมุณีเนรมิตร เมื่อป พ.ศ. 2485 มีพระราชบัญญัติคณะสงค ให
วัดที่สรางลงทะเบียน และตั้งชื่อเปนทางการใหเหมาะสม จึงไดเปน มุณีเนรมิต ซึ่ง มุนี แปลวา ผูรู
นิรมิต แปลวา สราง รวมจึงแปลวา ที่อยูของผูรู ผูรูเปนผูสราง โดยมีเจาอาวาสทั้งหมด 2 รูปจากอดีต
จนถึงปจจุบัน เจาอาวาสรูปที่ 1 คือ พระครูไพศาลมุนีธรรม และรูปที่ 2 คือ พระครูธํารงสีลคุณ
          โบราณคดีท่พบ คัมภีรใบลาน
                       ี
ภูมิปญญาทองถิ่น

        1) การทํากรงนกเขา

        1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน
        2. เจาของภูมิปญญา
        คือ นาย เชิด ชัยยิ่ง อายุ 61 ป เพศ ชาย
        ที่อยู : 83/2 หมู 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
        3. ภาพเจาขอภูมิปญญา




                                        รูปที่ 9 นาย เชิด ชัยยิ่ง
     4. ผลงานที่ประดิษฐคิดคน
 - กรงนกเขา




                                      รูปที่ 10 กรงนกเขา
       5. เหตุและแรงจูงใจ
       เนื่องจากมีคนมาถามหาซื้อกรงนกเขาอยูบอยๆ จึงทําให นาย เชิด ชัยยิ่ง มีความสนใจที่จะ
ทํากรงนก จึงไดหัดทําโดยการสังเกตจากของบุคคลอื่นที่ทํามากอนและคิดขึ้นเอง พอทําไดก็มีคน
มาติดตอซื้อไปขาย และหลังจากเกษียณจาก อ.ส. แลวก็มาใชเวลาวางในการทํากรงนกมากขึ้น
เพื่อที่จะมีรายไดเสริมจากการทําการทําอาชีพหลัก
            6. ขั้นตอน
 - จัดเตรียมวัสดุที่เปนองคประกอบและอุปกรณชวยในการทํากรงนก ซึ่งมีดังนี้ ครู (อุปกรณ
      สําหรับยึดโครงไมใหเปนรูปทรงที่ตองการ) หัวกรงนก (ทําจากไมเนื้อออน) สิ่วกรงนก ไม
      ขอบ ไมสาน (ไมไผที่เหลาเปนเสนเล็กๆ) เชือกไนลอน ขี้ผึ้ง ลิ่ม (ไมไผที่ใชเปนโครงของ
      กรงนก) แลอุปกรณวัดขนาด (ทําจากไมไผ)
 - นําวัสดุที่เตรียมไวมาจักรสาน โดยใชลิ่มมาเสียบเขากับครู
 - นําหัวกรงนกมาเสียบเขา และมัดเขากับครูใหไดรูปทรง
 - นําไมขอบมาสานเขากับลิ่มแลวใชเชือกไนลอนมัดระหวางขอบกับลิ่มโดยใชไมวัดขนาดที่จะ
      ทํา มีขอบบนและขอบกลาง
 - นําไมสานมาสานเปนฐาน ขอบฐานและทําการถอดครูออก
 - ทําประตูโดยตัดลิ่มออกประมาณ 2 อัน
 - นําสวานมาเจาะรูที่หวกรงและนําเชือกมาสานตกแตงที่ขอบหัวกรง
                            ั
            7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ
 - ไดซื้อกรงนกในราคาที่ต่ํากวาทองตลาด
 - ทําใหไมไผเกิดมูลคาเพิ่ม
 - ทําใหเกิดรายไดในชุมชน และผูที่สนใจสามารถหัดทําได
            8. ปญหาและอุปสรรค
            ดานการออกแบบ : การทําหัวกรงนกตองใชเครื่องกรึงจึงจะไดความรวดเร็วและไดขนาด
ตามตองการ
            ดานการหาวัสดุ : ตองใชเงินในการซื้อไมไผ และเปนคาจางสําหรับคนขึ้นตัด วัสดุหายาก
เชน ขี้ผึ้ง
            ดานความตองการ : ความตองการของตลาดมีมาก ทําใหการผลิตไมเพียงพอตอความ
ตองการของตลาด
            ดานการสืบสาน : มีผูสนใจในการทํากรงนกและฝกหัดทํา
            9. ขอเสนอแนะ
            ควรที่จะมีอุปกรณ อยางเชน สวาน เครื่องกรึงหัวกรงนก
2) การทําน้ําตาลสด

       1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน
       2. เจาของภูมิปญญา
       คือ นาย ละเอียด เชื้อเหิม อายุ 50 ป เพศ ชาย
       ที่อยู :18 หมู 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
       3. ภาพเจาของภูมิปญญา




                                  รูปที่ 11 นาย ละเอียด เชื้อเหิม
    4. ผลงานที่ประดิษฐ
 - น้ําตาลสดจากตนตาลโตนด




                             รูปที่ 12 น้ําตาลสดจากตนตาลโตนด
         5. เหตุและแรงจูงใจ
         เนื่องจากอยูวางๆ ไมไดทําอะไร มีสวนของตนเองซึ่งมีตนตาลอยูพอประมาณและเมื่อเห็น
ญาติทํา ไดชิมดูแลวชอบจึงคิดที่จะทําโดยหัดทําเองซึ่งไดขอมูลจากคนที่เขาทํามากอน พอทําได
แลวก็นําไปขายเพื่อเลี้ยงชีพ
         6. ขั้นตอน
- เตรียมอุปกรณใหครบ
 - ตัดไมไผมาทําเปนบันไดขึ้นตนตาล เรียกวา ปะโอง โดยนําบันไดไปมัดกับตนตาลใหถึงยอด
 - นําไมนวด (มีลักษณะคลายไมตะเกียบ)ไปนวดจั่นตาล นวดประมาณ 10 นาที ใหจ่ันตาลนุม
      หรือซ้ํานิดๆ ขณะที่บีบไมตองบีบแรงมาก
 - ตัดใบตาลมาเปนฝอย ประมาณ 1 กํา แลวนําไปถูกับจั่นตาลใหเปลี่ยนสีหรือลอกออกนิดๆ
 - นวดจั่นตาลอยูประมาณ 3 วัน
 - หลังจากนั้นทําการกรีดจั่นตาลได โดยเริ่มแรกกรีดที่ปลายจนใหมียางออกแลวนํากระบอกที่
      เตรียมไวไปรอง หรืออาจจะทิ้งไวสัก 2 วัน กอนแลวคอยเก็บก็ได ตอจากนั้นก็เก็บน้ําตาลสด
      และกรีดตอทุกครั้ง (มีดที่กรีดตองคมมาก)
      หมายเหตุ อุปกรณที่ใช คือ มีด ที่ลับปด กระบอก ไมนวดหรือไมหนีบ ถังใสน้ําตาลสด
      กระบอกรองน้ําตาลสด
          7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ
 - นําน้ําตาลสดไปตมเปนน้ําตาลใชผสมอาหารได
 - ใชน้ําตาลสดในการเลิกดื่มสุราไดโดยดื่มน้ําตาลสดแทน
 - กระจายรายไดและสรางรายไดใหกับชุมชน
 - เปนการสืบสานภูมิปญญาชาวบาน
          8. ปญหาและอุปสรรค
          ดานการออกแบบ : การออกแบบกระบอกรองน้ําตาลสดตองใหมีความสะอาด และบรรจุ-
ภัณฑน้ําตาลสดยังไมไดมาตรฐาน ซึ่งจะทําใหนําตาลสดบูดงาย
                                                 ้
          ดานการหาวัสดุ : ปจจุบันตนตาลมีจํานวนลดลงและมีความเสี่ยงในการขึ้นเก็บน้ําตาลสด
          ดานเศรษฐกิจ : การซื้อ-ขาย มีอยูเฉพาะชุมชนแถบนั้น เนื่องจากทําน้ําตาลสดในปริมาณ
ที่นอย
          ดานความตอการของชุมชน : มีความตองการมาก บางครั้งอาจจะทําไมทันตามความ
ตองการของชุมชน
          ดานการสืบสาน : มีผูที่ทําน้ําตาลสดมากพอสมควรแตชนรุนหลังยังไมมีใครสนใจทํา
          9. ขอเสนอแนะ
 - ในตอนที่ขึ้นไปเก็บน้ําตาลสด จะตองจับตนไผ เพื่อความปลอดภัย
 - ตองนํากระบอกไมไผไปรนควันไฟกอนที่จะนําไปรองน้ําตาลสด
 - บันไดไมไผที่ตัดตองมีแขนงมากๆ
 - ตองตัดจั่นตาลติดตอกันทุกวัน
 - การเก็บน้ําตาลสด ถาเก็บไว 2 วันจะทําใหเกิดรสเปรี้ยวและเมา หลังจาก 2 วันไปแลวจะทําให
      เนาเสียและบูด
- ถาตองการเก็บใหนานทําไดโดย การแชเย็นหรือหมักใสเปลือกมะเกลือเผา
- ไมควรดื่มน้ําตาลสดในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจะทําใหมีอาการมึนเมา

       3) ไมกวาดทางมะพราว

       1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน
       2. เจาของภูมิปญญา
       คือนาย เดื่อ ศรีตัมภวา อายู 67 ป เพศ ชาย
       ที่อยู : 1 หมู 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
       3. ภาพเจาของภูมิปญญา




                                   รูปที่ 13 นาย ละเอียด เชื้อเหิม
     4. ผลงานที่ประดิษฐ
- ไมกวาดทางมะพราว




                                รูปที่ 14 ไมกวาดทางมะพราว
      5. เหตุและแรงจูงใจ
      ครอบครัวมีฐานะที่ขัดสน จึงไดคิดทําไมกวาดเพื่อเปนอาชีพเสริมหลังจากการทําไรทํานา
และอุปกรณนั้นหาไดงาย
      6. ขั้นตอน
-   เหลาทางมะพราว
-   นําเชือกมามัดทางมะพราวเพื่อใหทางมะพราวกระจาย
-   นําลวดมามัดทางมะพราวโดยมัดทางมะพราวกับดาม
-   นํายางมะตอยมาทาบริเวณที่มดลวดเพื่อกันหลุด
                                  ั
-   นํามีดมาตัดปลายใหเหมาะสม หรือไมตัดก็ได
         7. ประโยชนที่ชมชนไดรบ
                        ุ       ั
-   ซื้อไมกวาดไดในราคาถูก ชวยกระตุนเศษฐกิจชุมชนและไมไกลตอการเดินทาง
-   เพิ่มมูลคาใหแกทางมะพราว
         8. ปญหาและอุปสรรค
         ดานการออกแบบ : มีการออกแบบรูปแบบเดียวยังไมหลากหลาย
         ดานการหาวัสดุ : ทางมะพราวหาไดทั่วไปตามสถานที่ที่มีตนมะพราว
         ดานเศษฐกิจ : การขายมีเฉพาะในชุมชนเทานั้น ยังไมมีการขยายตลาดออกสูภายนอก
         ดานการสืบสาน : ยังไมมีผูสืบสาน
         9. ขอเสนอแนะ
-   ควรจะมีการจับกลุมขึ้น ทําไมกวาดทางมะพราวโดยใชเวลาวางจากอาชีพหลัก
-   ควรจะมีการขยายตลาดออกสูภายนอกชุมชน โดยอาจจะจัดทํารานคาของกลุม ทําทั้งขายปลีก
    และขายสง

      4) น้ําดางจากทลายมะพราว

      1. ดานเทคโนโลยีพื้นบาน
      2. เจาของภูมิปญญา
      คือ นายหอมจันทร ชุมสูงเนิน อายุ 55 ป เพศ ชาย
      ที่อยู : 4/2 หมู 2 ตําบล เชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
                  1. ภาพเจาของภูมิปญญา




                            รูปที่ 15 นายหอมจันทร ชุมสูงเนิน
                                                     
4. ผลงานที่ประดิษฐ
 - น้ําดางจากทลายมะพราว




                              รูปที่ 16 น้ําดางจากทลายมะพราว

          5. เหตุและแรงจูงใจ
          การทําน้ําดางเปนการสืบสานภูมิปญญาชาวบาน ทําเพื่อใชในครัวเรือน เชน ใชในการทํา
ขาวตม และน้ําดางยังใชในการยอมเสนไหมสําหรับทอผา ใชในการยอมแห ซึ่งเปนการประหยัด
ไมตองไปซื้อที่ตลาด และวิธการทํานั้นไมยาก
                             ี
          6. ขั้นตอน
 - นําทลายมะพราวมาเผาใหเปนถาน
 - พอเปนถานใหนาน้ํามารดดับไฟเพื่อไมใหไฟไหมทลายมะพราวหมด
                        ํ
 - นําเถาและถานมาใสผาดิบหรือผาเนื้อละเอียด
 - กรองเอาน้ําดางดวยน้ําสะอาด
 - แลวนําน้ําดางที่ไดมากรองซ้ําไปเรื่อยๆ จนกวาจะไดน้ําดางที่มีสีเหลืองออนๆหรือทดสอบน้ํา
      ดางดวยการชิม
          7. ประโยชนที่ชุมชนไดรบั
 - ใชในการทําขาวตม (โดยใชผสมกับขาวสาร) ใชในการซักเสนไหมเพื่อใหยอมสีติดงาย ใชใน
      การซักยอมแห เพื่อไมใหขาด รวมถึงใชเปนน้ํายาซักผาได
 - สามารถเก็บไวใชไดนาน
 - ใชวัสดุในชุมชนใหเกิดประโยชน
 - ใชแทนดางจากทองตลาดได ทําใหไมตองไปซื้อที่ตลาด
          8. ปญหาและอุปสรรค
ดานการหาวัสดุ : ตอหาวัสดุที่เปนทลายมะพราวและเปลือกนุน ถาตองการในปริมาณมาก
จะหาวัสดุยาก
        ดานความตองการ/ความนิยมของตลาด/ชุมชน : สวนมากแลวชุมชนมีความตองการดาง
จากทองตลาดมากกวาเนื่องจากงายและสะดวก
        ดานเศษฐกิจ : ไมมีการซื้อ-ขายกันภายในหมูบาน ชุมชน ทําใชเฉพาะในครัวเรือนเทานั้น
        ดานการสืบสาน : ไมมีการสืบสานจากคนรุนหลัง
        9. ขอเสนอแนะ
        ควรจะมีการทําใชภายในครัวเรือนเพื่อเปนการประหยัดรายจายภายในครัวเรือน และถามี
วัสดุมากๆ ก็จะสามารถจับกลุมกันทําเปนผลิตภัณฑได
       5) ไพหญาคา
       1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน
       2. เจาของภูมิปญญา
       ชื่อ นายเภา แววงาม อายุ 75 ป เพศ ชาย
       ที่อยู : 50 หมูที่ 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
       3. ภาพเจาของภูมิปญญา  




                                 รูปที่ 17 นายเภา แววงาม
    4. ผลงานที่ประดิษฐ
- ไพหญาคา
รูปที่ 18 ไพหญาคา

         5. เหตุและแรงจูงใจ
         เนื่องจากครอบครัวมีความยากจนจึงไดประดิษฐขึ้นมาใชในการมุงหลังคาบาน เถียงนา
คอกสัตวตางๆ เปนตน ไพหญาคาสามารถใชแทนสังกะสีจากทองตลาดได นอกจากทําใชเองแลว
สวนที่เหลือก็จะขายเปนรายไดเสริม
         6. ขั้นตอน
 - หาหญาคาแลวตัดตามขนาดที่ตองการ
 - นําหญาคาไปตากแดดใหแหง ประมาณ 2-3 วัน
 - หาไมมาทําเปนแกนของหญาคา แลวตัดใหเหมาะสม
 - ทําฐานเพื่อใชในการสาน แลวนําหญาคามาสานเขากับไมแกนโดยใชเชือกมัด
 - หลังจากสานเสร็จ นําไพหญาไปตากซ้ําอีกครั้ง
         7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ
 - ใชวัสดุในทองถิ่นใหเกิดประโยชน และมูลคาเพิ่ม
         8. ปญหาและอุปสรรค
         ดานการหาวัสดุ : วัสดุมีอยูทั่วไป แตมีความลําบากในการเก็บวัสดุ
         ดานความตองการ : มีความนิยมในการใชไพหญาคาในการมุงคอกสัตว เนื่องจากไพหญา
คามีราคาถูก
         ดานเศษฐกิจ : ทําใชเอง ขายในชุมชนและคนที่มาติดตอซื้อ
         ดานการสืบสาน : ไมมีผูสืบสาน
         9. ขอเสนอแนะ
- ควรมีการสืบทอดการไพหญาคาไวเนื่องจากมีประโยชนหลายดาน

       6) เตาอบเผาถาน

       1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน
       2. เจาของภูมิปญญา
       ชื่อ นายสมาน จันทรเนียม อายุ 46 ป เพศ ชาย
       ที่อยู : 20 หมู 8 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
รูปที่ 19 นายสมาน จันทรเนียม
ภาพเจาของภูมิปญญา
        4. ผลงานที่ประดิษฐ
                - เตาอบเผาถาน




                                   รูปที่ 20 เตาอบเผาถาน
          5. เหตุและแรงจูงใจ
          การทําเตาอบเผาถานจะทําใหไดวัสดุใชในการหุงตม ขายเปนรายไดเสริมได และเปนการ
ใชไมที่ตายแลวใหเกิดประโยชน และการทําเตาอบเผาถานจะใชในการเผาไดหลายครั้ง
          6. ขั้นตอน
 - ขุดดินใหลึกลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร
 - เจาะปลองควัน 3 ดาน และทําหนาเตาเผาเพื่อที่จะใชในการจุดไฟ
 - นําไมที่เปนวัตถุดบ ไปวางเรียงกันใหไดสัดสวนเพื่อที่จะไดปดเปนเตาเผา
                       ิ
 - นําดินเหนียวมาผสมกับน้ําและฟาง แลวนวดใหเขากัน
 - นําดินที่ผสมแลวมาแปะเขากับไมใหหมดเพื่อทําเปนโพรงเตา
- จุดไฟเผาและปดปากเตา หลังจากฟนไหมหมดใหปดปลองควัน ประมาณ 3 วัน และเก็บ
  ถานไปใชได
      7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ
- เปนวัสดุในการกอไฟเพื่อประกอบอาหารในครัวเรือน และใชประโยชนทางดานอื่นๆ
- ใชเปนพื้นของถังสวมได
      8. ปญหาและอุปสรรค
      ดานการออกแบบ : การทําเตาอบเผาถานจะตองใชดินเหนียวจากจอมปลวก
      ดานการหาวัสดุ : ไมที่ใชในการเผาหายาก
      ดานความตองการ : ความตองการของชุมชนมีไมมาก สวนมากจะทําใชในครัวเรือน
      ดานการสืบสาน : มีการสอนใหแกบุตรหลานและผูที่สนใจ
      9. ขอเสนอแนะ
      ควรนําตนไมที่ตายเองตามธรรมชาติมาเผาเปนถาน

     7) การทําสุม

     1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน
     2. เจาของภูมิปญญา
     ชื่อ นางเขมา นามประโคน อายุ 63 ป เพศ หญิง
     ที่อยู : 73/1 หมูที่ 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
     3. ภาพเจาของภูมิปญญา




                                        ปที่ 22




                               รูปที่ 21 นางเขมา นามประโคน
4. ผลงานที่ประดิษฐ
 - สุมไก




                                         รูปที่ 22 สุมไก
         5. เหตุและแรงจูงใจ
         ไดหดทําสุมไก สุมปลา มาจากคุณปู เนื่องจากฐานะทางดานครอบครัวนั้นยากจนจึงไดทํา
             ั
เพื่อตองการรายไดมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งก็มีคนมาติดตอซื้ออยูเรื่อยๆ จึงไดทํามาจนถึงปจจุบันนี้
         6. ขั้นตอน
 - นําไมไผมาตัดและเหลาใหไดตามขนาดของสุม เชน สุมไกตี สุมไกบาน
 - นําไมไผที่ไดขนาดมาสานโดยเริ่มจากการสานปากสุมกอน
 - เมื่อไดโครงของสุมแลว นําไมไผอีกสวนหนึ่งมาสานในแนวขวาง
         7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ
 - มีการซื้อขายที่ถูกกวาทองตลาด และไมเสียคาเดินทาง
 - ชวยกระตุนเศษฐกิจชุมชน และไมไผเกิดมูลคาเพิ่ม
 - เปนอาชีพเสริมที่ดี หาเลี้ยงชีพไดโดยใชเวลาวาง
         8. ปญหาและอุปสรรค
         ดานการออกแบบ : การสานตามขวาง สานปากสุม ตองสานใหสมดุล
         ดานการหาวัสดุ : ไมไผท่ใชตองซื้อ
                                  ี
         ดานความตองการ : มีความตองการมาก เมื่อมีการสั่งทําสุมจํานวนมากจะทําไมทัน
         ดานการสืบสาน : ไมมีผูที่จะสืบสานตอในการทําสุมไก
         9. ขอเสนอแนะ
 - ไมไผที่เหลาเสร็จแลวควรนํามารนควันไฟเพื่อกันมอด
 - ควรจะมีการขยายตลาดใหกวากวานี้
8) ยาตมและยาทา

       1. ดานสมุนไพร
       2.เจาของภูมิปญญาทองถิ่น
       ชื่อ นายจัด แรงเริง อายุ 71 ป เพศ ชาย
       ที่อยู : 66 หมู 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
       3. ภาพเจาของภูมิปญญา




                                     รูปที่ 23 นายจัด แรงเริง

       4. ผลงานที่ประดิษฐ
 - ยาสมุนไพร
       5. เหตุแลแรงจูงใจ
       มีความสนใจในการทํายาสมุนไพรและไดรับการถายทอดมาจากพระที่วัดบานกําโปล คือ
พระไพศาล ตั้งแตสมัยที่เปนเด็กวัด และเพื่อเก็บยาไวรักษาโรคภายในครอบครัว คนในชุมชนที่
ตองการใหชวยเหลือ
             
       6. ขั้นตอน
       ยาทา
- หาตนสมุนไพรในปาแลวกรีดตนยาเพื่อใหยางไหลออกมา ทิ้งไวประมาณ 1 คืน โดยกรีดตนยา
ประมาณรอยกวาชนิด
 - เก็บน้ํายางของตนยาโดยใชสําลีซับน้ํายางหรือเช็ดน้ํายางแลวนําไปผสมกัน ใสขวดเก็บไว
 - ใสน้ํามันตัวนิ่มลงไปผสมกับน้ํายาที่เก็บมาได
       ยาตม
 - หาตนสมุนไพรแลวขุดเอารากของตนยามา
 - นํารากยามาผา แลวนําไปตากใหแหง
- นํารากยาที่ตากแหงแลวมาแบงออกตามชนิดของโรค และในปริมาณที่เหมาะสม
 - นํายามาตมใชดื่มรักษาโรคได
         7. ประโยชนที่ชมชนไดรบ
                         ุ           ั
 - เปนการอนุรกษยาสมุนไพร และภูมิปญญาทองถิ่นไว
                  ั
 - เปนยารักษาโรค
      ยาทา ใชทาเพื่อแกน้ํารอนลวก แกการปวดขอ ปวดกลามเนื้อ ปวดตามบริเวณตางๆ และ
ใชไดกับโรคเปอยเนา
      ยาตม ใชเปนยาแกปวดหลัง ปวดเอว
         8. ปญหาและอุปสรรค
         ดานการออกแบบ : ยังไมมการออกแบบบรรจุภัณฑสําหรับยาตมและยาทา
                                       ี
         ดานการหาวัสดุ : หาตนสมุนไพรยากมาก เนื่องจากปจจุบันมีการนําสมุนไพรมาใชมากขึ้น
จึงทําใหตนสมุนไพรลดลงมากจากอดีต
         ดานเศษฐกิจ : เมื่อมีผูปวยมาก็จะรักษาใหและขายยาสมุนไพรใหกับคนที่สนใจ
         ดานการสืบสาน : ไมมีผูสืบสาน
         9. ขอเสนอแนะ
         ควรที่จะมีการอนุรักษยาสมุนไพรเหลานี้ไวโดยการปลูกและขยายพันธเปนสวนสมุนไพร
บทที่ 4
                  วิเคราะห สังเคราะหผลการปฏิบติงาน กิจกรรมตางๆในภาพรวม
                                               ั

          จากผลการวิ เ คราะห ข อ มู ล ในการสํ า รวจเก็ บ ข อ มู ล ที่ ตํ า บลเชื้ อ เพลิ ง อํ า เภอปราสาท
จังหวัดสุรินทร พบวา ขอมูลทางดานศิลปะวัฒนธรรมและภูมปญญาชาวบาน มีศิลปะวัฒนธรรมที่
                                                                   ิ
หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ไดตกทอดสืบสานมาจากบรรพบุรุษ ที่หลอหลอมกอใหเกิด
ประเพณี ซึ่งประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อที่สําคัญของตําบลและของจังหวัด คือ ประเพณีการแซน
โดนตา หรือ การเซ น ไหว ผีบรรพบุรษ จัด เปน ประจํ าทุ ก ปใ นชว งเดื อ นสิ บ หรื อ ประมาณเดื อ น
กั น ยายน และการละเล น ที่ สํ า คั ญ ประจํ า ตํ า บล โดยมี ก ารรวมกลุ ม และส ง เสริ ม อนุ รั ก ษ ศิ ล ปะ
วัฒนธรรม จนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งตําบล จึงทําใหชุมชนในตําบลไดเล็งเห็นความสําคัญ มีการ
อนุรักษเพื่อมิใหสูญหายไป โดยเฉพาะการละเลนพื้นบานที่สําคัญและมีความโดดเดนในตําบล
เชื้อเพลิง มีอยูหลายหมูบาน เชน หมู 3 บานโพธิ์กอง เปนหมูที่มีการรวบรวมและอนุรักษ
การละเลนพื้นบานไวมากที่สุด ยกตัวอยางเชน กะโนปติงต็อง เรือมอันเร รําอายัย เปนตน หมู 1
บานเชื้อเพลิง มีการเลนลิเกพื้นบาน หมู 10 บานปรือ-รูง มีการเลนกันตรึม นอกจากนี้ ยังมีศิลปะ
วัฒนธรรมที่ สําคั ญอย า งหนึ่ ง คือ มี โบราณสถานและโบราณวั ตถุที่มีอยูแ หงเดีย วในตําบล คือ
ปราสาทบานไพล อยูที่บานปราสาท หมูที่ 6 ซึ่งเปนอารยธรรมสมัยโบราณที่สรางขึ้นจากความเชื่อ
ในเรื่องการบูชาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากที่กลาวมาเบื้องตนทําใหทราบวา ตําบล
เชื้อเพลิง เปนแหลงอารยธรรมโบราณและเปนตนกําเนิดของการละเลนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด
สุรินทร
          ภู มิ ป ญ ญาชาวบ า น ชาวบ า นในตํ า บลเชื้ อ เพลิ ง ประกอบอาชี พ หลั ก คื อ เกษตรกรรม
ซึ่งโดยสวนมากแลวทํานาป ซึ่งมีชวงเวลาวางหลังจากการเก็บเกี่ยว มีการทําอาชีพเสริมเพื่อเพิ่ม
รายได ใ ห กั บ ครอบครั ว โดยมี ด ว ยกั น หลายอย า ง เช น การทอผ า การทํ า ขนม การประดิ ษ ฐ
เครื่องจักรสานที่ใชในชีวิตประจําวัน ซึ่งเกิดมาจากภูมิปญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจาก
จะใชในครัวเรือนแลวยังสามารถทําเพื่อจําหนายเพื่อเพิ่มรายไดไดดวย เกิดการเห็นคุณคาของภูมิ
ปญญา จากการที่ไดสํารวจเก็บขอมูลของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นทําใหทราบ
ถึง ภูมิปญญาของชาวบานในตําบล โดยสามารถจําแนกไดเปนภูมิปญญาการรักษาโรค ภูมิ
ปญญาทางดานหัตถกรรม และภูมิปญญาดานเทคโนโลยีพื้นบาน
          จากขอมูลที่วิเคราะห ทําใหสมาชิกภายในกลุมตระหนักถึงการสงเสริมและการอนุรักษ
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่น ซึ่งทางกลุม
มีขอเสนอแนวทางการจัดทําโครงการดังตอไปนี้
แนวทางการจัดทําโครงการ

          1. แนวทางการจัดทําโครงการ “เปดตํานานปราสาทบานไพล”

          เปนโครงการที่เกี่ยวของกับการสืบสานและการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ
วัฒนธรรม การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่น โดยเปนโครงการนํารองใหแกชุมชนตําบล
เชื้อเพลิงไดจัดขึ้นทุกๆ ป
          ลักษณะของการจัดงานมีรูปแบบในการเผยแพรศิลปะ วัฒนธรรม และการละเลนพื้นบาน
ซึ่งมีการดําเนินงานเปนขั้นตอนคราวๆ คือ มีการจัดการแสดงแสงสีเสียง การแสดงมีลักษณะการ
อนุรักษและเห็นความสําคัญของปราสาทบานไพลและการละเลนพื้นบานในดานตางๆ เชน การรํา
กะโนปติงต็อง เรือมอันเร เรือมอายัย เปนตน บริเวณที่จัดงานคือ บริเวณปราสาทบานไพล
          สิ่งที่สรางความภาคภูมิใจใหแกนสิตนักศึกษาโครงการเรีนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน คือ
                                           ิ
การได ช ว ยเหลื อ ซึ่ ง กั น และกั น และที่ สํ า คั ญ คื อ นิ สิ ต นั ก ศึ ก ษาได แ สดงร ว มกั บ นั ก เรี ย นและ
ประชาชนในชุมชน ที่ไดเชิญมาทําการแสดงในกิจกรรมนี้ (ดูรปแบบโครงการที่ภาคผนวก)
                                                                           ู

          2. แนวทางการจัดทําโครงการ “มหาสงกรานตวันผูสูงอายุ”

        เปนโครงการที่เกี่ยวของกับการสืบสานและการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี เปน
โครงการที่จัดขึ้นในวันสงกรานต โดยจัดงานที่บริเวณประสาทบานไพล มีรูปแบบการจัดคือ ให
หมูบานแตละหมูบานเชิญผูสูงอายุมารวมงานเพื่อใหลูกหลานรดน้ําดําหัวหมูบานละ 5 คน ทั้งนี้มี
การประชาสัมพันธและเชิญชวนใหประชาชในตําบลเชื้อเพลิงหรือบุคคลภายนอกมารวมงาน เพื่อ
เปนการตระหนักและเห็นคุณคาตอผูที่มีบุญคุณตอเราและตอบแทนบุญคุณของทานดวยการกราบ
ไหวใหความหวงและใหกาลังใจตอทาน (ดูรูปแบบโครงการที่ภาคผนวก)
                         ํ

          3. แนวทางการจัดทําโครงการ “ศูนยรวมภูมิปญญา”

          เปนโครงการสงเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑที่เกิดจากการประดิษฐคิดคนโดยภูมิปญญา
ทองถิ่นของคนในชุมชนสรางขึ้น รูปแบบในการจัดทําโครงการก็คือ มีการจัดหาสถานที่ใดสถานที่
หนึ่งที่เหมาะสมในการจัดแสดงผลงานที่เกิดจากภูมิปญญาของชาวบาน โดยใหผูที่สนใจที่จะนํา
ผลงานของตนเองมาแสดงและเผยแพรใหผูอื่นไดเห็น และในงานนี้พรอมที่จะใหชาวบานจําหนวย
สินคาของตนเอง เพื่อเปนรายไดเสริมดวย
โครงการที่เสนอมา 2 โครงการเบื้องตน เปนโครงการที่ไดจัดขึ้นแลวในชวงระหวางการ
ปฏิบัติภาคสนามสามารถดูรูปแบบการดําเนินโครงการไดที่ภาคผนวก สวนโครงการที่ 3 เปน
โครงการเสนอแนะของกลุมที่เสนอตดชุมชน

                                          บทที่ 5
                                     ปญหาและอุปสรรค

ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของกลุม

          การสํารวจเก็บขอมูล จากการออกปฏิบัติการในพื้นที่เปนเวลา 1 เดือน ปญหาและอุปสรรค
ในการเก็บขอมูลการดําเนินกิจกรรมของกลุมมีดังนี้
          1. การใชภาษาเพื่อการสื่อสาร สอบถาม และเรียบเรียงบันทึกเปนขอมูลในแบบสอบถาม
ซึ่งประชากรในชุมชนใชภาษาเขมรในการสื่อสาร (ชนกลมเขมรสูง) ประมาณรอยละ 98
โดยเฉพาะผูสูงอายุท่เี ปนคนที่รูพธกรรม ประวัติความเปนมาของประเพณีตางๆ
                                     ิี
          2. การไดขอมูลที่แตกตาง การสํารวจเก็บขอมูลในแตละหมูบานใหขอมูลที่แตกตางกันใน
เรื่องเดียวกันและขาดความสมบูรณของขอมูลนั้น และในดานขอมูลพืนฐานของ 8 กลุมกิจกรรม
                                                                   ้
สํารวจเก็บขอมูลที่ไมตรงกัน จึงทําใหตองสํารวจเก็บขอมูลใหมและนํามาวิเคราะหรวมกันใหม
          3. ความไมคนเคยตอพืนที่ จากพื้นที่ของการสํารวจเก็บขอมูล ซึ่งสมาชิกกลุมไมมใครอยู
                       ุ          ้                                                     ี
ในพื้นที่ จึงขาดความสะดวกตอการเก็บขอมูลและอาจไดขอมูลไมครบถวนเพราะบางพื้นที่สํารวจ
ไมถึง
          4. การติดภารกิจของสมาชิกกลุม สมาชิกกลุมบางคนตองรับผิดชอบในการออกฝกสอน
ในชวงการปฏิบัติงานการวิเคราะหขอมูลและการรวบรวมเปนรูปเลมและการรับผิดชอบตองาน
กิจกรรมดานอืน ๆ ทําใหการปฏิบัติงานรวมกันมีควายากลําบากมาก เนื่องจากระยะทางหางไกลกัน
               ่
การติดตอประสานจึงเปนไปไดยากเชนกัน
          5. ขาดอุปกรณในการจัดทํารายงาน จากการทํารูปเลมรายงานนั้นจําเปนตองมีอุปกรณที่
ครบถวน การจัดทําจึงจะสะดวกและรวดเร็วขึ้น แตทั้งนี้ทางกลุมยังขาดอุปกรณ คือ คอมพิวเตอร
เครื่องสแกนภาพ ทั้งสองอยางนี้เปนปญหาหลักที่ทางกลุมตองจัดหามาทํารายงานเอง เนื่องจาก
                                                       
เครื่องอาจารยที่ปรึกษาโครงการเตรียมมาใหใช เกิดการชํารุดและเสียหาย
          6. การวางแผนวิเคราะหงานรวมกันระหวางกลุมอื่นมีนอย เปนผลกระทบมาจากการพัก
อยูเปนอิสระมากเกินไปทําใหการประชุมแตละครั้งเปนไปไดยาก เมือขาดการประชุมที่ตอเนื่องทํา
                                                                 ่
ใหสงผลกระทบตอกลุม
ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของตําบล/ชุมชน

         1. การสืบสาน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี การละเลนและภูมิปญญาทองถิ่น ปจจุบัน
สังคมไทยไดเปลี่ยนแปลงไปไมวาจะเปนดานสังคม ดานเศษฐกิจ สภาพสังคม ในตําบลเชื้อเพลิงก็
ไดรับผลกระทบดานการสืบสาน การอนุรักษ สําหรับขนบธรรมเนียม ประเพณีตางๆ ก็จะมี
เพียงแตผูสูงอายุเทานั้นที่ยังปฏิบัติ และรูถึงพิธีกรรมตางๆ รวมไปถึงดานภูมิปญญาชาวบานดวยซึ่ง
จํานวนผูรูก็ลดลง เริ่มที่จะหายไป เชน การรําตรุษในวันสงกรานต ปจจุบันไมมีผูที่จะมานําการ
รําตรุษหรือนําในการเจรียง ซึ่งหาผูที่เจรียงไดนั้นหายาก ดังนั้นเยาวชนจึงเปนสวนที่สําคัญมากๆที่
จะเปนผูสืบสาน เยาวชนสวนมากจะไปทํางานในเมืองหรือในตางจังหวัด จึงยากตอการสานตอใน
อนาคต สวนทางดานภูมิปญาทองถิ่นก็เริ่มหายไปเนื่องจากไมมีผูที่จะสานตอเชนกันและ ภูมิปญญา
บางอยางคนในชุมชนจะใชผลิตภัณฑจากตลาดมากกวาผลิตภัณฑในชุมชน เนื่องจากมีความสะดวก
กวา มีความรวดเร็วกวา รวมถึงคุณภาพดวย ดังนั้นควรจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑใหมีคุณภาพยิ่งขึ้น
ใหแขงขันกับตลาดได
         2. ความตองการของตําบล/ชุมชน สําหรับปญหาดานโบราณสถานก็คือ มีการดูแลและ
บํารุงรักษาสถานที่นอยเกินไป ทําใหคนที่แวะมาเยี่ยมชมเกิดความชื่นชมนอยตอโบราณสถาน ใน
สวนของการสื บสานคนในชุม ชนจะใหความร วมมื อ ในการจั ด ประเพณีตางๆนอย แม จ ะเป น
การละเลนจะพบวาเยาวชนขาดความสนใจในการละเลนซึ่งจะเห็นไดจาก การละเลนกะโนปติง
ตอง เรือมอายัยจะไมพบเยาวชนในการละเลนแตสวนมากจะเปนเด็ก ดังนั้นจะทําใหเยาวชนมี
ความห า งเหิ น จากวั ฒ นธรรมของท อ งถิ่ น และด า นภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น บางอย า งจะทํ า ใช ใ น
ครอบครัวเทานั้น
         3. วัสดุและอุปกรณ ในการบํารุงรักษา ทําความสะอาดในบริเวณปราสาทนั้นพบวาขาดวัสดุ
และอุปกรณซ่ึงควรที่จะมีเครื่องมือในการตัดหญา ประมาณใหเหมาะสม ถามีอุปกรณแลวก็มอบ
ใหกับชาวบานทําหนาที่ในสวนนี้ วัสดุและอุปกรณในการทําพิธีกรรมตางๆ ก็สามารถหาไดใน
ทองถิ่น ดานภูมิปญญาทองถิ่น จะเห็นวาวัสดุหาไดในทองถิ่น แตในบางผลิตภัณฑมีในปริมาณที่
นอยเกินไปไมเพียงพอตอการทํา ถาทําใชเฉพาะครัวเรือนจะมีเพียงพอดังนั้นควรมีการอนุรักษวัสดุ
ไว อยางเชน มีสวนสมุนไพรในการขยายพันธุพืชสมุนไพร และมีการปลูกพืชที่เปนวัสดุของการ
ทําสินคานั้นและนอกจากนี้คือยังขาดอุปกรณที่ทันสมัย ในการทําผลิตภัณฑ
4. การบอกประวัติความเปนมา สําหรับประวัติความเปนมาของปราสาท ไมมีการบอกเลา
จากชาวบานและไมมีการจารึกไวเปนลายลักษณอักษรจากอดีต ดังนั้นจึงไมสามารถบอกถึงประวัติ
ความเปนมาของปราสาทบานไพลในชวงกอสรางได สําหรับดานการละเลนการบอกประวัติของ
ชาวบานเปนการบอกเลามาจากอดีตซึ่งจะทําใหขอมูลคลาดเคลื่อนและมีการบอกเลาที่ไมตรงกัน ทํา
ใหยากตอการตัดสินใจ และพิมพเปนเอกสารออกมา เชน ที่มาของกะโนปติงต็อง มีการบอกที่มาที่
แตกตางกัน
         5. ปญหาการถูกแทนที่ดวยวัฒนธรรมใหม การถูกแทนที่ดวยวัฒนธรรมใหมของคนใน
ตําบลเชื้อเพลิงที่เห็นไดชัดเจน คือ การแตงกายที่มีลักษณะออกไปทางตะวันตกและตะวันออกบาง
ประเทศ เชน ประเทศญี่ปุน ความเปนอยูเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางครอบครัวเดี่ยว มีการ
สนิทชิดเชื้อ การมีมิตรไมตรีฉันญาติพี่นองมีนอยลงกวาสมัยแตกอน ซึ่งเปนขอมูลที่คนในชุมชน
ใหขอมูลมา จึงทําใหขนบธรรมเนียมประเพณีบางอยางเสื่อมและสูญหายไปยากตอการฟนฟู
โครงการ “ เปดตํานานปราสาทบานไพล ”
หลักการและเหตุผล
         จากที่มีการเก็บขอมูลในชุมชนของตําบลเชื้อเพลิง นักศึกษาโครงการเรีนรูรวมกันสรรค
สรางชุมชน ไดคิดวางแผนรวมกันในการจัดทําโครงการรวมและเปนโครงการใหญ โดยทุกกลุม
กิจกรรมทั้ง 8 กิจกรรมไดดําเนินการรวมกันซึ่งมีการประสานความรวมมือกับชาวบาน ชุมชน
และหนวยงานตาง ๆในตําบลเชื้อเพลิง โครงการที่จัดทําขึ้นนี้เปนโครงการนํารอง เพื่อเผยแพรและ
อนุรักษศิลปะวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สําคัญของตําบล ทั้งนี้ตองการใหชุมชนไดตระหนักถึง
คุณคาของวัฒนธรรมที่มีอยูในทองถิ่น โดยโครงการนี้เราใชชื่อวา “ เปดตํานาน ปราสาทบาน
ไพล ”
วัตถุประสงค
         1.เพื่ อ ส ง เสริ ม การอนุ รั ก ษ แ ละสื บ ทอดศิ ล ปะ วั ฒ นธรรม ขนบธรรมเนี ย มประเพณี
การละเลนพื้นบานที่สําคัญไวใหอนุชนรุนหลังไดศึกษาและมีการสานตอใหคงอยูตลอดไป
         2. เพื่อเปนการประชาสัมพันธแหลงโบราณสถาน (ปราสาทบานไพล) ใหเปนที่รูจัก
         3.เพื่อทํานุบํารุงดูแลรักษาใหปราสาทบานไพลมีความสะอาด สวยงามและใหคงสภาพ
สมบูรณเหมาะแกการมาเยี่ยมชมและพักผอนหยอนใจ
         4. เพื่อเปนการสงเสริมการทองเที่ยวในตําบลเชื้อเพลิง
         5.เพื่อเปนการรณรงคใหคนในชุมชนเห็นคุณคาของโบราณสถาน โบราณวัตถุซึ่งควรคา
แกการอนุรักษไวเปนมรดกของชาติ
เปาหมาย
         1.ประชาชนเขามารวมงานเปนจํานวนมาก
         2.มีการสืบสานโครงการตอเนื่องทุกๆ ป
         3.การสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและการละเลนพื้นบานที่สําคัญ
ใหคงอยูสบตอไป
           ื
ระยะเวลาในการดําเนินงาน
              27 – 28 เมษายน 2546
ขั้นตอนในการดําเนินงาน
         1. วางแผนงานรวมกันของนักศึกษาโครงการ เรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน
         2. แบงหนาที่รับผิดชอบในแตละกลุมกิจกรรม
         3. ปฏิบัติหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย
         4. เตรียมสถานที่รวมกันในบริเวณสถานที่จัดงาน ( ปราสาทบานไพล )
         5. ดําเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว
         6. สรุปและประเมินผล
ผลที่คาดวาจะไดรับ
           1.สงเสริมการอนุรักษและสืบทอดศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการละเลน
พื้นบานที่สําคัญไวใหอนุชนรุนหลังไดศึกษาและมีการสานตอใหคงอยูตลอดไป
           2. มีการประชาสัมพันธแหลงโบราณสถาน (ปราสาทบานไพล) ใหเปนที่รูจก       ั
           3.ธํ า นุ บํ า รุ ง ดู แ ลรั ก ษาให ป ราสาทบ า นไพลมี ค วามสะอาด สวยงามและให ค งสภาพ
สมบูรณเหมาะแกการมาเยี่ยมชมและพักผอนหยอนใจ
           4. มีการสงเสริมการทองเที่ยวในตําบลเชื้อเพลิง
           5. มีการรณรงคใหคนในชุมชนเห็นคุณคาของโบราณสถาน โบราณวัตถุซึ่งควรคาแกการ
อนุรกษไวเปนมรดกของชาติ
     ั
ปญหาและอุปสรรค
           1.ฝนตกขณะทําการดําเนินงานจึงทําใหบริเวณสถานที่เปยกแฉะเต็มไปดวยน้ําฝน
           2.สถานที่ในการนําเสนอขอมูล ปายภาพ ทั้ง 8 กลุมกิจกรรมไดจัดทําขึ้น รวมพรอมกับ
การจัดการแสดงไมเหมาะสม
           3.ระยะเวลาในการซักซอมการแสดงนอยเกินไปจึงสงผลใหการแสดงขาดความสมบูรณ
           4.เนื่องจากเปนโครงการนํารองการสนับสนุนของหนวยงานบางหนวยงานยังมีนอย
ขอเสนอแนะ
           1.ควรมีการจัดทําโครงการในลักษณะเชนนี้ทุกๆ ป เพื่อเปนการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม
ใหมช่อเสียงและเปนสถานที่เยี่ยมชมในบรรดาผูสนใจ
       ี ื
           2.หนวยงานที่เกี่ยวของควรใหความสนใจและดูแลใหมากกวานี้
โครงการ “ มหาสงกรานตวนผูสงอายุ ”
                                                 ั ู
หลักการและเหตุผล
          สังคมไทยมีขนบประเพณีที่หลากหลาย ซึ่งปจจุบันนี้สังคมไดเปลี่ยนแปลงไปรวมทั้ง
ระบบเศรษฐกิ จ ทํ า ให ชี วิ ต ความเป น อยู ข องคนในชุ ม ชนเปลี่ ย นไปและมี ผ ลกระทบต อ
ขนบธรรมเนียมประเพณี ประเพณีรดน้ําดําหัวผูสูงอายุในวันสงกรานตซึ่งเปนประเพณีที่สําคัญของ
คนไทยควรแกการอนุรักษการสืบสานตอไปรวมถึงการปรับเขากับชีวิตความเปนอยูในปจจุบันและ
ยังคงสภาพความเปนประเพณีแบบดั่งเดิมไว ในวันสงกรานตถือวาเปนวันขึ้นปใหมของไทย เปน
วันครอบครัวและเปนวันผูสูงอายุของสังคมไทย ทําใหเกิดความอบอุน สรางความสามัคคีใน
ชุมชน ซึ่งเปนวัฒนธรรมที่ดีงามอยางยิ่ง
            ผูสูงอายุมีความสําคัญกับคนไทยเปนที่เคารพนับถือของคนในชุมชน บุคคลในกลุม
เยาวชนรวมถึงลูกหลานของชุมชนมีความสําคัญตอผูสูงอายุที่จะคอยใหกําลังใจและเปนพลังที่จะ
รักษาไวซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีใหสืบทอดตอไปในอนาคต
             ดังนั้น การกระตุนและปลูก ฝงความคิดใหกับคนในชุมชน เยาวชน ได ตระหนัก ถึง
ความสําคัญของประเพณีรดน้ําดําหัวในวันสงกรานตรวมทั้งประเพณีอื่น ๆ โดยมีการสืบสานตอไป
วัตถุประสงค
          1.เพื่อเปนการอนุรักษและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี
          2.เพื่อใหคนในชุมชนตระหนักและเห็นคุณคาถึงความสําคัญของประเพณีในวันสงกรานต
          3.เพื่อสรางความสามัคคีความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้นในชุมชน
          4.เพื่อรณรงคใหชุมชนไดอนุรักษประเพณีการรดน้ําดําหัวผูใหญ
เปาหมาย
          จํานวนผูสูงอายุจาก 12 หมูบานในตําบลเชื้อเพลิงหมูบานละ 5 คน มาประกอบพิธีรดน้ํา
ดําหัวผูใหญที่หมู 6 บานปราสาท รวมทั้งบุคคลที่สําคัญในหนวยงานตางๆ ผูนําหมูบาน ชาวบาน
และบุคคลทั่วไปที่สนใจ
ระยะเวลาการดําเนินงาน
          10-12 เมษายน 2546
ขั้นตอนการดําเนินงาน
          1.ประชุมวางแผนงานระหวางกลุมกิจกรรม
          2.ศึกษาขอมูลพื้นฐานในแตละหมูบาน
          3.ประสานงานระหวางหมูบานในตําบล
          4.จัดเตรียมสถานที่ในการดําเนินกิจกรรม
          5.ดําเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว
          6.สรุปและประเมินผล
ผลที่คาดวาจะไดรับ
         1.เปนการอนุรกษและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี
                       ั
         2.คนในชุมชนตระหนักและเห็นคุณคาถึงความสําคัญของประเพณีในวันสงกรานต
         3.เกิดความสามัคคีความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้นในชุมชน
         4.ชุมชนไดอนุรักษประเพณีการรดน้ําดําหัวผูใหญ
         5.เปนแบบอยางที่ดีใหกับเยาวชนไดเรียนรูถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและไดปฏิบัติจริง
ซึ่งเปนการปลูกฝงใหเห็นคุณคาและเกิดการสืบสานตอไป
ปญหาและอุปสรรค
         1.การประชาสัมพันธไมทั่วถึง
         2.การใหความรวมมือของชุมชนยังมีนอย
         3.การจัดสถานที่ยังไมเหมาะสมเทาที่ควร
ขอเสนอแนะ
         1.ควรมีการประชุมกอนการดําเนินงานและเตรียมความพรอมใหมากกวานี้
         2.มีการติดปายประชาสัมพันธและใหผูนําหมูบานประชาสัมพันธใหทวถึง
                                                                         ั่
ประมวลภาพกิจกรรม




  ภาพสมาชิกกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น




ภาพนิสตนักศึกษาโครงการและชาวบานมารดน้ําดําหัวผูสูงอายุ
      ิ                                         
ประมวลภาพกิจกรรม




ภาพนายอําเภอ คณาจารย ทีมงานนิสตนักศึกษาและนักแสดง
                               ิ




      การแสดงของนิสิตนักศึกษาที่รวมแสดงในงาน
ภาคผนวก ข
                          สมาชิกกลุมศิลปะ วัฒณธรรมและภูมิปญาทองถิ่น
          1. นายทองอุน มั่นหมาย
ที่อยู 61 หมู 8 ตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร 32180
นักศึกษาปที่ 2 สาขาคณิตศาสตร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
สถาบันราชภัฏสุรินทร
          2. นายพิชย ชูเสนผม
                     ั
ที่อยู 86 หมู 6 ตําบลทาสวาง อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร 32000
นักศึกษาปที่ 2 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
          3. นายธงชัย บุญพัก
ที่อยู 57 หมู 2 ตําบลผักไหม อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรนทร 32110
                                                         ิ
นักศึกษาปที่ 2 สาขาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
          4. นายสุรชัย
ที่อยู หมู ตําบล อําเภอ จังหวัดสุรินทร 32180
นักศึกษาปที่ 3 สาขาวิทยาศาสตรท่วไป คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
                                      ั
สถาบันราชภัฏสุรินทร
          5. นายวีระศักดิ์ ฉั่วศิริพร
ที่อยู หมู ตําบลระแงง อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร 32180
นักศึกษาปที่ 3 สาขาดนตรี คณะ
สถาบันราชภัฏสุรินทร
บทที่ 6
                                        ขอเสนอแนะ
          จากการสํารวจเก็บขอมูลของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น ในพื้นที่ตําบล
เชื้อเพลิง ทําใหทราบถึงปญหาและอุปสรรคมากมายที่ไดขอมูลจากหนวยงานราชการ ประชาชน
ในตําบล และการปฏิบัติภาคสนามของพื้นที่ในดานตางๆ ซึ่งสามารถประมวลไดดังบทที่แลวมา
แตในบทนี้เปนการวิเคราะห สังเคราะห และสรุปผลของปญหาและอุปสรรคมาเสนอแนะหรือหา
แนวทางการแกไขเพื่อทําการพัฒนาและนําเสนอสิ่งใหมมาบูรณาการรวม โดยสมาชิกภายในกลุม
ไดรวมกันคิดคนขึ้น ซึ่งสรุปแลวไดขอมูลดังตอไปนี้
ขอเสนอแนะตอชุมชน
          1.สานตอโครงการ เปนขอเสนอตอชุมชนเพื่อใหชุมชนสานตอโครงการ “เปดตํานาน
ปราสาทบานไพล” ที่นิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน ไดจัดเพื่อสืบสาน
และอนุรักษไวซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และการละเลนพื้นบานใหคงอยู
ตอไป โดยมีการจัดโครงการปละครั้งหรือเห็นแตชุมชนจะตองการจัด ซึ่งใหหนวยงานที่เกี่ยวของ
ทุกๆหนวยงานประสานความรวมมือกันในการจัดโครงการนี้
          2.ชุมชนรวมพัฒนา ทางกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น เห็นพองกันวา
ควรใหทางชุมชนมีการพัฒนาและทํานุบํารุงสถานที่สําคัญของชุมชนเพื่อไวใหคนรุนหลังไดดูได
ศึกษาหาความรู ทําใหสมาชิกกลุมคิดขึ้นไดวาควรมีการพัฒนาและปลูกตนไม (ไมดอกไมประดับ)
บริเวณปราสาทบานไพลใหสวยงามเหมาะแกการทองเที่ยวและพักผอนหยอนใจ เสนอวาเดือนละ
ครั้งหรือสามเดือนครั้ง
          3.การละเลนพื้นบาน จากการที่ไดเห็นการละเลนพื้นบานจริงในชุมชนตําบลเชื้อเพลิงซึ่งมี
การอนุรักษไวเปนอยางดี แตการแสดงในแตละสถานที่นั้นมีแตเด็กทําการแสดงเทานั้น จึงขอ
เสนอวาควรรณรงคใหวัยรุนหรือวัยหนุมสาวมีบทบาทในดานนี้ใหมาก เนื่องจากวาวัยรุนเปนวัย
แหงการเรียนรู และเรียนรูไดรวดเร็วกวาเด็ก ความออนชอยงดงามมีมากกวา เมื่อมีการแสดง
อรรถรสในการชมของผูชมมักมีมากกวา อันเนื่องมาจากปจจัยหลายๆ อยางประกอบกัน เชน เปน
ทางการมากขึ้น ความสวยงามดานสรีระทางรางกายและลีลาการแสดงออกที่นาชวนชม และที่
สําคัญสามารถจัดการแสดงในสถานที่ตางๆ หรืออาจมีผูมาติดตอใหไปแสดงในงานตางๆ ซึ่งอาจ
กอเกิดรายไดเสริมใหแกวัยรุนในชุมชนได
          4.สงเสริมภูมิปญญาทองถิ่น จากการสํารวจเก็บขอมูลพบวา ปญหาที่พบเกี่ยวกับภูมิปญญา
ทองถิ่น คือ สวนใหญขาดผูสานตอการประดิษฐคิดคนที่เกิดจากภูมิปญญทองถิ่น อันเนื่องมาจาก
ผูที่สนใจในดานนี้มีนอย จึงควรมีผูมาเหลียวแลในดานนี้อยางจริงจังเพื่อไมใหภูมิปญญาทองถิ่น
บางอยางตองจางหายไป
ขอเสนอแนะตอรัฐบาล
           1.จากการสํารวจเก็บขอมูลในพื้นที่ตําบลเชื้อเพลิงพบวามีโบราณสถานตั้งอยูที่หมู 6 บาน
ปราสาท สภาพปจจุบันพังทลายเสียหายเล็กนอยโดยองคปรางคทางทิศใตมีความทรุดโทรมมาก
ที่สุดและในบริเวณของพื้นที่ปราสาทเต็มไปดวยหญาที่รกและขาดไมดอกไมประดับที่ใหความ
สวยงามและรมรื่นดังนั้นจึงเรียนเสนอรัฐบาลวาควรที่จะมีการจัดงบประมาณมาเพื่อเปนการดูแล
รักษาทํานุบํารุงองคปราสาท และมีการจัดทําผังของปราสาทใหสมบูรณโดยมีไมดอกไมประดับ
ดว ยเพื่ อ ทํ า ใหเ ป น ที่ ส นใจของคนในชุ ม ชนและบุ ค คลทั่ ว ไป นอกจากนี้ ค วรมีก ารจั ด ซื้ อ วั ส ดุ
อุปกรณมาทําความสะอาด เชน ตัดหญาที่สูงรก และที่สําคัญควรมีงบประมาณสนับสนุนการ
จัดทําโครงการเปดตํานานปราสาทบานไพล
           2.จากการสํารวจเก็บขอมูลเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี จึงเรียน
รัฐบาลวาควรมีการสงเสริมการอนุรักษและสืบสานประเพณีของชุมชนใหมากๆ โดยทําการรณรงค
ปลูกฝงใหกับคนในชุมชน ซึ่งควรที่จะมีการจัดการเรียนการสอนเสริมหรือจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ
วัฒนธรรมเพื่อเปนการสืบสานและใหความรูแกนักเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมตอนตน
มัธยมตอนปลาย เปนตน และควรสงเสริมใหมีศูนยวัฒนธรรมเกิดขึ้นในตําบลเพื่อเปนการถาทอด
ความรูทางดานศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงใหความเขาใจเกี่ยวกับประเพณีวามีพิธีกรรมการปฏิบัติ
อยางไรและควรมีการปฏิบัติจริงในวันสําคัญของประเพณีและชวยตอบปญหาเกี่ยวกับประเพณี
ใหกับคนชุมชนที่มีความสงสัยรวมทั้งนักทองเที่ยว
           3.สําหรับการละเลนพื้นบาน เรียนเสนอรัฐบาลวาควรใหการสนับสนุนแกชุมชนที่มีการ
อนุรักษศิลปะการละเลนอยางแทจริง เชน หมูบานโพธิ์กอง การละเลนถือเปนเอกลักษณประจํา
ตําบล ประจําจังหวัด ดังนั้นถามีการสนับสนุนใหเปนแหลงทองเที่ยวผลบที่ไดก็คือ มีชื่อเสียง
สามารถที่จะสืบทอดและอนุรักษไวไดเปอยางดีและควรสงเสริมสถานที่ในการฝกซอมการละเลน
ชุ ด ในการแสดงการละเล น อุ ป กรณ ห รื อ เครื่ อ งดนตรี ใ ช ใ นการละเล น และจะดี ยิ่ ง ขึ้ น ถ า มี
งบประมาณใหกับชุมชนไดใชความคิดสรางสรรคในการประดิษฐชุดในการแสดงการละเลน
           4.
สารบัญ
เรื่อง                                                                                                                                             หนา
คํานํา ............................................................................................................................................ ก
สารบัญ ........................................................................................................................................ ข
บทที่ 1 บทนํา ............................................................................................................................ 1
           - ความเปนมาและความสําคัญของโครงการ.................................................................. 1
           - วัตถุประสงคของโครงการ.......................................................................................... 1
           - พื้นที่เปาหมาย............................................................................................................. 1
           - การดําเนินงาน............................................................................................................. 2
           - นิยามศัพทเฉพาะ......................................................................................................... 2
           - ระยะเวลาการดําเนินโครงการ.................................................................................... 3
             - ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ........................................................................................ 3
                                      ั
บทที่ 2 สภาพทั่วไปของชุมชน..................................................................................................                       4
        - ประวัติชุมชน...............................................................................................................              4
        - สภาพชุมชน................................................................................................................                4
        - สภาพทางเศรษฐกิจ.....................................................................................................                     6
        - สภาพทางสังคม...........................................................................................................                  7
        - การบริการขั้นพื้นฐาน..................................................................................................                   8
        - สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม..................................................................................                               10
        - โครงสรางทางสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเปนอยู. ..............................................                                        14
บทที่ 3 ผลการดําเนินงาน............................................................................................................               17
        - ความเชื่อ....................................................................................................................           17
        - ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ.......................................................................................                     22
        - การละเลนพื้นบาน......................................................................................................                 24
        - โบราณสถาน โบราณวัตถุ.........................................................................................                           31
        - ภูมิปญญาทองถิ่น.......................................................................................................                35
บทที่ 4 วิเคราะห สังเคราะหผลการปฏิบติงาน กิจกรรมตางๆ ในภาพรวม.............................
                                                     ั                                                                                            49
        - แนวทางการจัดทําโครงการ ........................................................................................                         50
บทที่ 5 ปญหาและอุปสรรค.......................................................................................................                    51
        - ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของกลุม...................................................                                           51
        - ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของตําบล/ชุมชน......................................                                                  52
สารบัญ(ตอ)
                                                                                                                                     หนา
บทที่ 6 ขอเสนอแนะ................................................................................................................... 54
        - ขอเสนอแนะตอชุมชน................................................................................................. 54
        - ขอเสนอแนะตอรัฐบาล............................................................................................... 55
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ภาคผนวก
   ก
บรรณานุกรม
พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ สุรินทร.เมืองสุรินทร.สุรินทร : ม.ป.ท.,ม.ป.ป.
พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ สุรินทร.โบราณสถานจังหวัดสุรินทร. สุรินทร : ม.ป.ท.,ม.ป.ป.
พุฒ บุตรรัตน.การศึกษารูปแบบปราสาทอิฐแบบเขมรแบบบาปวนในจังหวัดสุรินทร.
        มหาวิทาลัยศิลปากร,2528.
ศูนยวฒนธรรมจังหวัดสุรินทร.เพลงพื้นบานและการละเลนพื้นบานจังหวัดสุรินทร.
      ั
        สุรินทร : วิทาลัยครูสุรินทร,2526.
เอกสารบรรยายสรุปองคการบริหารสวนตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
ศิลปวัฒนธรรมตำบลเชื้อเพลิง

ศิลปวัฒนธรรมตำบลเชื้อเพลิง

  • 1.
    คํานํา รายงานเลมนี้เกี่ยวของกับกิจกรรมดานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในการ ปฏิบัติงานของนิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรางสรรคชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัยโดย หนวยแกนนําประสานงานสถาบันราชภัฏสุรินทร พื้นที่รับผิดชอบ คือ ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอ ปราสาท จังหวั ดสุรินทร จัด ทํ าขึ้ นเพื่อ สํารวจเก็บขอมูล รับทราบปญหาและความต องการ เบื้องตนของชุมชน มีการสรางเครือขายความรวมมือของชุมชนในการอนุรักษศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีทองถิ่น นอกจากนี้ไดจัดทําขอเสนอแนะ ขอคิดเห็น ที่ไดรับจาก การศึกษา มาเสนอตอชุมชน เพื่อกอประโยชนและตระหนักถึงความสําคัญในคุณคาของมรดก ทางดานศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และมีสวนรวมในการจรรโลง และรักษาไวสืบตอไป การจัดทํารายงานของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในการปฏิบัติงานของ นิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัย โดยหนวยแกนนํา ประสานงานสถาบันราชภัฏสุรินทร ซึ่งไดรับความรวมมือจากคณาจารย ผูแทนหนวยราชการ องคกร และประชาชนในทองถิ่นที่ใหความอนุเคราะหขอมูลจนสําเร็จลุลวงไปดวยดี กลุมกิจกรรม ดานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น จึงขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ คณะผูจัดทํา กลุมกิจกรรมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น  โครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน สถาบันราชภัฏสุรินทร
  • 2.
    บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของโครงการ จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 วันที่ 8, 15, และ 29 มกราคม 2545 ไดมีมติซึ่งสรุปสาระสําคัญไดวา ในชวงปดภาคการศึกษาประจําปการศึกษาควรจะไดจัดให มีโครงการเพื่อใหนิสิตนักศึกษา รวมถึงอาจารยไดกระทํากิจกรรมที่สรางสรรคและใชเวลาวางให เป น ประโยชน ก อ เกิ ด รายได ห รื อ เพิ่ ม ทั ก ษะด า นอาชี พ มี ก ารฝ ก ฝนและดํ า เนิ น การในฐานะ ผูประกอบการรายใหม (Young Entrepreneur) ในอนาคต ซึ่งเบื้องตนนี้ เกิดขึ้นจากดําริของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) เพื่ อ สนองต อ นโยบายของรั ฐ บาลและมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ดั ง กล า วข า งต น กลุ ม ศิ ล ปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น จึงไดเล็งเห็นถึงความสําคัญของโครงการนี้ที่ใหนิสิตนักศึกษาได เรียนรูวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณีทองถิ่น โดยใชภูมิปญญารวมกับชุมชนในการ พั ฒ นาท อ งถิ่ น สร า งความคิ ด ในเชิ ง สร า งสรรค มี น วั ฒ กรรมสิ่ ง ประดิ ษ ฐ ใ หม ๆ ที่ ส ามารถ เชื่อมโยงจากการใชงานไดจริงในชุมชน ตลอดจนสงเสริมอนุรักษ สืบสานและสรางเครือขายรวม ในการอนุรักษมรดกวัฒนธรรมของชาติทั้งทางดานขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและ ภูมิปญญาทองถิ่นใหคงอยูตอไป วัตถุประสงคของโครงการ 1. เพื่อใหนักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลงานดานศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในแตละตําบลที่ไดเขาไปปฏิบัติงาน 2. เพื่อทราบปญหาและความตองการเบื้องตนของชุมชนที่มีตองานดานศิลปะวัฒนธรรม และภูมมิปญญาทองถิ่นที่มีตอการอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ 3. เพื่ อ สร า งเครื อ ข า ยความร ว มมื อ ของชุ ม ชนในการอนุ รั ก ษ ม รดกทางด า นศิ ล ปะ วัฒนธรรมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของทองถิ่น 4. เพื่ อ ให นั ก ศึก ษาได เ รีย นรูแ ละตระหนัก ถึงความสําคัญและคุ ณ คาของมรดกศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่นและมีสวนรวมในการจรรโลง และรักษาไว พื้นที่เปาหมาย ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
  • 3.
    การดําเนินงาน 1. นักศึกษาที่ออกปฏิบัติงานมีกิจกรรมที่ตองดําเนินการประกอบดวย กิจกรรมที่ 1 นักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลในดานแหลงโบราณสถาน แหลงโบราณคดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ แหลงวัฒนธรรมตามรูปแบบการจัดเก็บขอมูลที่ กรมศิลปากรกําหนด กิจกรรมที่ 2 นักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลในดานมรดกวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่นโดยการสอบถาม สังเกตการณ สืบคน การสัมภาษณ ถายภาพ หรือวาดภาพลายเสน ตามรู ป แบบการจั ด เก็ บ ข อ มู ล ที่ ก รมศิ ล ปากรกํ า หนดหรื อ อื่ น ๆที่ เหมาะสม กิจกรรมที่ 3 นักศึกษาจัดกิจกรรมหรือโครงการสืบสานอนุรักษมรดกไทยหรือ ภูมิปญญาทองถิ่นรวมกับชุมชนหรือตําบล 2. นําผลการจัดกิจกรรมที่ไดศกษาและจัดทํา ประมวล สรุป วิเคราะห และเสนอปญหา ึ ขอคิดเห็น นิยามศัพทเฉพาะ “มรดกทางศิลปวัฒนธรรม” หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการคิดคนประดิษฐสรางสรรคส่ิง ที่ ถือ กัน มาเป น สิ่ ง ที่ดี ง าม แล ว เรี ย นรูสืบ ทอดตอ ๆ กั น บางสิ่งยั ง คงเหลือเปน หลัก ฐานจนถึ ง ปจจุบัน มรดกทางศิลปวัฒนธรรม จึงรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และวรรณกรรม การแสดง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปหัตถกรรมตาง ๆ เปนตน “โบราณสถาน” หมายถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมประเภทสิ่งกอสราง อาคาร สถานที่ และสวนประกอบที่เคลื่อนยายไมได เปนที่ดินเนิน ที่มีหลักฐานเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร เปนถ้ํา เพิงผาที่คนโบราณเคยพักอาศัยแลวทิ้งรองรอยภาพศิลปะ หรือฝงศพ หรือบางแหงอาจยังถูกใช ประโยชนอยูในปจจุบัน เชน วัด เจดีย ปราสาท แหลงประวัติศาสตร เปนตน “โบราณวัตถุ” หมายถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่เปนวัตถุขนาดตาง ๆ สามารถ เคลื่อนยายไดยากตามขนาดตาง ๆ และน้ําหนักหรือชนิดของโบราณวัตถุ เชน เครื่องปนดินเผา พระพิมพ อาวุธ เครื่องประดับ เปนตน “ภูมิปญญาทองถิ่น” หมายถึง งาน/ผลงาน หรือการประดิษฐอยูในดานตาง ๆ เชน ดาน  ศิลปวัฒนธรรม ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน หรือในดานอื่น ๆ
  • 4.
    ระยะเวลาการดําเนินโครงการ วันที่ 1 – 30 เมษายน 2546 ปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่ วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2546 ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ ั 1. ไดฐานขอมูลดานโบราณสถาน แหลงโบราณคดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและแหลง วัฒนธรรมในแตละตําบล 2. ไดฐานขอมูลมรดกวัฒนธรรมดานขนบธรรมเนียมประเพณี การละเลนพื้นบานและ ภูมิปญญาทองถิ่น ในแตละตําบล 3. มีก ารเก็บ รวบรวมข อ มู ล ในดา นตา ง ๆ และรายงานผลที่ จ ะนํา ไปขยายผลในการ ดําเนินการและพัฒนาตอไปในอนาคต 4. มีการสรางเครือขายชุมชนและรับทราบปญหาและความตองการของชุมชนที่มีตองาน ดานอนุรักษมรดกวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อหนวยงานที่เกี่ยวของนําไป ดําเนินการแกไขและพัฒนาตอไป 5. ทําใหนักศึกษามีความเขาใจและเห็นความสําคัญและเห็นคุณคาตอการอนุรักษมรดก ทางวัฒนธรรมในดานตาง ๆ
  • 5.
    บทที่ 2 สภาพทั่วไปของชุมชน ประวัติชุมชน ตําบลเชื้อเพลิงแตเดิมอยูในเขตการปกครองตําบลไพล ตอมาเมื่อป พ.ศ. 2524 ไดแยก เปนตําบลเชื้อเพลิงโดยเริ่มแรกมี 9 หมูบาน และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2540 ไดมีประกาศ จัดตั้งจากกระทรวงมหาดไทยใหเปนองคการบริหารสวนตําบล ตามพระราชบัญญัติสภาตําบล และ สภาองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. 2537 ปจจุบันองคการบริหารสวนตําบลเชื้อเพลิงมีที่ทําการอยู ที่บานรําเบอะหมูที่ 2 ตําบลเชื้อเพลิง คําวา “เชื้อเพลิง” มาจากภาษาทองถิ่น เปนชื่อของตนไมชนิดหนึ่งซึ่งชาวบานถือวาเปนยา สมุนไพรใชสําหรับสตรีที่คลอดบุตรชวยขับเลือดหลังจากอยูไฟ ปจจุบันตําบลเชื้อเพลิงแบงเขตการปกครองตามลักษณะทองที่มีหมูบานจํานวน 12 หมูบาน ประกอบดวย หมูที่ 1 บานเชื้อเพลิง หมูที่ 2 บานรําเบอะ หมูที่ 3 บานโพธิ์กอง หมูที่ 4 บานแสรโบราณ หมูที่ 5 บานขยอง หมูที่ 6 บานปราสาท หมูที่ 7 บานเสม็ด หมูที่ 8 บานขนาดปริง หมูที่ 9 บานหนองซูง หมูที่ 10 บานปรือรูง หมูที่ 11 บานโสนกพัฒนา หมูที่ 12 บานเชื้อเพลิงสามัคคี สภาพชุมชน 2.1 ระยะทางชุมชน หางจากที่วาการอําเภอปราสาท 6.50 กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือ ระยะทางหางจากศาลากลางจังหวัดสุรินทรไปทางทิศใต 23 กิโลเมตร 2.2 ขนาดพื้นที่ของตําบล/ชุมชนที่ดําเนินงาน 32.6256 ตารางกิโลเมตร - ที่ดินสาธารณะประโยชน 150 ไร
  • 6.
    - ที่ดินราชพัสดุ - ไร - ที่ดินที่อยูอาศัย 1,072 ไร - ที่ดินทํากิน 14,821 ไร - พื้นที่ปา 3,150 ไร - พื้นที่แหลงน้ํา 1,200 ไร รวม 20,392 ไร 2.3 จํานวนประชากรทั้งหมดในตําบล/ชุมชน ชาย 3,687 คน หญิง 3,822 คน รวม 7,509 คน จํานวนหมูบาน 12 หมูบาน จํานวน จํานวนประชากร (คน) ชวงอายุ(ป) ครัวเรือ 60 ป หมู ต่ํา น ชาย หญิง รวม 1- 2 3-5 6 - 11 12- 14 15 - 17 18 - 49 50 - 59 ขึ้น อื่น ๆ กวา 1 ไป 1 167 330 331 661 5 16 31 65 30 31 346 63 71 3 2 239 462 469 931 2 23 35 82 43 59 484 74 124 5 3 129 287 330 617 2 18 22 51 23 22 334 57 84 4 4 147 227 224 451 3 11 21 36 12 18 254 52 42 2 5 74 187 196 383 3 11 20 39 15 21 198 34 38 4 6 142 353 348 701 3 11 30 64 24 20 383 74 87 5 7 92 230 233 463 1 10 19 55 28 9 246 41 54 - 8 147 350 321 671 6 13 27 63 35 42 344 55 81 5 9 204 455 474 929 2 35 57 121 51 50 477 74 60 2 10 145 289 333 622 6 23 24 70 34 39 293 65 69 1 11 746 169 161 330 1 8 9 26 8 18 185 42 31 2 12 137 348 402 750 4 24 29 87 46 36 369 65 89 1 รวม 1769 3687 3822 7509 38 203 324 759 349 374 3913 696 830 35 อื่น ๆ หมายถึง ประชากรที่เปนชาวตางชาติในชุมชนนั้น ไมระบุเพศ * รวม หมายถึง จํานวนประชากรรวมถึงอื่น ๆ ในแตละชุมชนดวย หมายเหตุ ขอมูลประชากรจากสํานักงานสถิติ อ.ปราสาท จ.สุรินทร ประจําเดือนมีนาคม 2546 รวบรวมวันที่ 11 เมษายน 2546โดยนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน
  • 7.
    สภาพทางเศรษฐกิจ 3.1อาชีพ - อาชีพหลักของประชากรในตําบล/ชุมชน 1. ทํานา 2. เลี้ยงสัตว 3. ปลูกหมอน เลี้ยงไหม 4. ทอผา 5. ปลูกพืชฤดูแลง 3.2 รายไดของประชากรตอครัวเรือน 1. หมูที่ 1 บานเชื้อเพลิง 27,806 บาท/ครัวเรือน/ป 2. หมูที่ 2 บานรําเบอะ 52,086 บาท/ครัวเรือน/ป 3. หมูที่ 3 บานโพธิ์กอง 70,000 บาท/ครัวเรือน/ป 4. หมูที่ 4 บานแสรโบราณ 20,000 บาท/ครัวเรือน/ป 5. หมูที่ 5 บานขยอง 126,000 บาท/ครัวเรือน/ป 6. หมูที่ 6 บานปราสาท 45,000 บาท/ครัวเรือน/ป 7. หมูที่ 7 บานเสม็ด 25,000 บาท/ครัวเรือน/ป 8. หมูที่ 8 บานขนาดปริง 23,000 บาท/ครัวเรือน/ป 9. หมูที่ 9 บานหนองซูง 15,000 บาท/ครัวเรือน/ป 10. หมูที่ 10 บานปรือรูง 89,522 บาท/ครัวเรือน/ป 11. หมูที่ 11 บานโสนกพัฒนา 70,000 บาท/ครัวเรือน/ป 12. หมูที่ 12 บานเชื้อเพลิงสามัคคี 85,777 บาท/ครัวเรือน/ป 3.3 สถานประกอบการในตําบล/ชุมชน - ปมน้ํามัน 1 แหง - โรงสีขนาดยอม 32 แหง - ตลาดนัด 2 แหง
  • 8.
    สภาพทางสังคม 4.1 การศึกษา สถานศึกษา จํานวนนักเรียน (คน) จํานวนครู (คน) 1. โรงเรียนประถมศึกษา 3 แหง 1.1 โรงเรียนบานโพธิ์กอง 263 10 1.2 โรงเรียนบานเชื้อเพลิง 372 13 1.3 โรงเรียนรัฐประชาสามัคคี 256 11 2. โรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แหง 2.1 โรงเรียนเชื้อเพลิงวิทยา 500 23 3. อื่นๆ 1 แหง 3.1 โรงเรียนศึกษาพิเศษ 336 51 3.2 ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก หมู 2 90 4 หมู 3 60 3 4.2 สถาบันและองคกรทางศาสนา - วัด 4 แหง - สํานักสงฆ 1 แหง - โบสถ ( คริสตจักร) 1 แหง มีสมาชิก 163 คน อาจารย 3 คน 4.3 สาธารณสุข - สถานีอนามัย 1 แหง - สถานที่ผลิตยาสมุนไพร / อาหารเสริม 1 แหง - กลุม ผสส. / อสม. 12 กลุม 4.4 หนวยงานที่ดูแลดานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน(เชน ทสปช./อปพร./อื่นๆ) 1 กลุม 4.5 การรวมกลุมของคนในชุมชน (เชน กลุมแมบานเกษตรกร / อื่นๆ) 1. กลุมผูจดทําแปลงขยายพันธุขาว ั 2. กลุมศูนยผลิตเมล็ดพันธุขาวชุมชน 3. กลุมทอผาไหม 4. กลุมธนาคารผัก
  • 9.
    5. กลุมกองทุนฟนฟูอาชีพเกษตรกร หลังการพักชําระหนี้ 6. กลุมเกษตรเกื้อกูล 7. กลุมเกษตรอินทรีย การบริการขั้นพื้นฐาน 5.1 การคมนาคม - ทางบก มีถนนสายที่สําคัญ 1 สาย ไดแก สุรินทร – ปราสาท สภาพการใชงาน - ภายในชุมชน ใชงานทางบก - ระหวางชุมชน ใชงานทางบก 5.2 การโทรคมนาคม - ที่ทําการไปรษณียโทรเลข 1 แหง - สถานบริการโทรศัพท 21 แหง สภาพการใชงาน 15 แหง 5.3 การไฟฟา - จํานวนหมูบานที่มีไฟฟาเขาถึง 12 หมูบาน 5.4 การประปา - จํานวนหมูบานที่มีประปาตําบล / ชุมชน หรือประปาหมูบาน 8 แหง 5.5 แหลงน้ําธรรมชาติ 1. หวยโยน 2. หนองน้ํา 2.1 หนองระกา 2.2 หนองมะเมียง 2.3 หนองบันคลา 2.4 หนองกะทม 1 2.5 หนองกะทม 2 2.6 หนองขยอง 2.7 หนองจลีก 2.8 หนองปราสาท 2.9 หนองโดนเสาะ 2.10 หนองตากวง 2.11 หนองตาเมียง 2.12 หนองตามุน
  • 10.
    2.13 หนองพลวง 2.14 หนองขนาดปริง 2.15 หนองเปรอะ 2.16 หนองตะเกียด 2.17 หนองซูง 2.18 หนองปรือรูง 2.20 หนองรูง 2.21 หนองนาสาม 2.22 หนองเชื้อเพลิง 5.6 แหลงน้ําที่สรางขึ้นเพื่ออุปโภค/บริโภค - ฝาย 3 แหง ขนาด 100, 60 และ 40 ไร - บอน้ําตื้น (บอขุด) 10 แหง มีน้ําใชตลอดป 3 แหง มีน้ําใชไมตลอดป 7 แหง - บอโยก 23 แหง มีน้ําใชตลอดป 20 แหง มีน้ําใชไมตลอดป 3 แหง - อื่น ๆ (ระบุ)…………………… 5.7 แหลงน้ําเพื่อการเกษตร 1. หนอง หมู 2, 6, 3, 5, 7, 8 และ 9 ปริมาณ a เพียงพอ ขาดแคลน 2. อางเก็บน้ํา หมู 3 ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 3. คลองชลประทาน หมู 7 และ 6 ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 4. หวย หมู 7 ปริมาณ a เพียงพอ ขาดแคลน 5. คลอง หมู 6, 10, 12, 11 และ 9 ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 6. สระ ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 5.8 สวนสาธารณะ/สนามกีฬา 1. สนามกีฬาหมูบานหมูที่ 1,2, 4,5,6,8,9,10,11,12 5.9 สถานที่พักผอนหยอนใจ 1. ปราสาทบานไพล บานปราสาท 2. หนองปราสาท บานปราสาท 3. สวนสมุนไพร บานปราสาท 4. อางเก็บน้ําบานโพธิ์กอง บานโพธิ์กอง
  • 11.
    5. สวนผักปลอดสารพิษ บานเสม็ด 6. หวยเสม็ด บานเสม็ด 7. หวยยวน บานแสรโบราณ สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม 1. เขมร เขมร เปนกลุมชนพื้นเมืองที่สําคัญกลุมหนึ่งในบริเวณภาคอิสานตอนลางของประเทศไทย และเปนกลุมที่มีบทบาทเดนชัด ในการควบคุมอิทธิพลทางการเมืองของดินแดนอิสานระหวาง พุทธศตวรรษที่ 12-18 พวกเขมรหรือขอม อาจจะอพยพมาจากทางเหนือของแมนํ้าโขง โดยตาม ชาวมอญลงมาตอนลางแตไปตั้งหลักแหลงอยูทางทิศตะวันออกในดินแดนที่เปนประเทศลาวใน ปจจุบัน และในที่ราบสูงโคราช รวมทั้งคงมีบางสวนที่อพยพไปตามลําน้ําโขง ตั้งถิ่นฐานปะปน กับกลุมดั้งเดิมอื่นๆ กลุมชนชาวเขมรไดมีการเคลื่อนยายถิ่นฐานดวยเหตุผลทางการเมืองและอิทธิพลความเชื่อ ทางศาสนาพราหมณฮินดูอยูเปนระยะ ซึ่งเปนชวงที่อิทธิพลทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมเขมรได แพรเขาสูอิสานตอนลางอยางมากมาย ในชวงเวลานี้ไดมีการกอสรางศาสนสถานไวเปนจํานวนมาก และนาจะเป น ชว งสําคั ญช ว งหนึ่งที่มีการอพยพของชาวเขมรจากประเทศกัมพู ชา โดยเฉพาะ ชางฝมือและแรงงานเขมรเขาสูประเทศไทย ซึ่งในเขตของตําบลเชื้อเพลิงนั้นนาจะเปนที่อยูเกาของ ชาวเขมรโบราณ โดยทราบจากหลักฐานที่มีการสรางปราสาทบานไพล ซึ่งเปนสถาปตยกรรมแบบ เขมร ชาวเขมรเหลานี้คงไดตั้งบานเรือนอยูบริเวณเดียวกันกับชาวกูยในเขตปาดงทั่วไปในสมัยนั้น ชาวเขมรที่เขามานี้ไดนําเอาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมตางๆ เขามาใชและเขาไปมี อิ ท ธิ พ ลต อ กลุ ม อื่ น ก อ ให เ กิ ด การผสมกลมกลื น ทางเชื้ อ ชาติ ภาษาและวั ฒ นธรรม จนเกิ ด เอกลักษณเฉพาะถิ่น โดยไดมีการกําหนดชื่อเรียกของภาษาเขมรและคนที่พูดภาษาเขมรในประเทศ ไทยวา “เขมรถิ่นไทย” โดยทั่วๆ ไปแลวชาวเขมรถิ่นไทยจะเรียกตัวเองวา “คแมร” และเรียกภาษาของตัวเองวา “คแมร-ลือ” ซึ่งมีความหมายวา “เขมรสูง” เรียกภาษาเขมรและชาวเขมรที่อาศัยอยูในประเทศ กัมพูชาวา “คแมร-กรอม” แปลวา “เขมรต่ํา” และเรียกคนไทยหรือคนที่พูดไทยวา “ซีม” ซึ่งตรงกับ คําวา สยาม ในภาษาไทย กลาวโดยทั่วไปเขมรและไทยคลายกันมาก ผิดแตคนไทยเขมรมักจะมีผิวสีคล้ํากวาไทย และมักนิยมไวหนวดเครา สวนความเปนอยู การนับถือศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและ วัฒนธรรมจะมีสวนคลายคลึงกับวัฒนธรรมของไทยหรือของไทยลาวมาก เพราะวาตางก็อยูใน
  • 12.
    วัฒ นธรรมแบบพระพุท ธศาสนาและสัง คมชาวนาเหมื อนกั น แตค วามเชื่อ บางอย า งที่มี ค วาม แตกตางกันออกไปเขมรยังรักษาของตนไวอยางดี 2. ภาษาเขมร ได มี ก ารขุ ด พบศิ ล าจารึ ก อั ก ษรขอม ภาษาเขมรโบราณ ที่ มี อ ายุ เ ก า แก ตั้ ง แต ร าว พุทธศตวรรษที่ 12 ที่วัดจุมพลสุทธาวาส นอกจากนี้ยังไดมีการขุดพบอีกหลายที่ในจังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวามีกลุมชนที่ใชภาษาเขมรเปนภาษาพูดและภาษาเขียนมาตั้งแตโบราณแลว ในบริเวณจังหวัดสุรินทร โดยในบริเวณพื้นที่ตําบลเชื้อเพลิงนั้นมีหลักฐานที่บงบอกวามีการใช ภาษาเขมรตั้งแตโบราณจนถึงในปจจุบัน โดยพบวามีการจารึกคัมภีรพระไตรปฎกเปนภาษาเขมร โดยมีหลักฐานที่ วัดมุนีนิรมิต และชาวบานในตําบลสวนมากจะพูดภาษาเขมร คนที่พูดภาษาอื่น มักจะเปนคนที่มาจากตางถิ่น ภาษาที่นอกเหนือจากภาษาเขมร เชน ไทยลาว สวย ภาษาเขมรเปนภาษากลุมยอยของกลุม ภาษามอญเขมร นักภาษาศาสตรไดแบงภาษาออกเปน 3 กลุม ตามเขตการปกครอง คือ 1. ภาษาเขมรเหนือ หรือเขมรสูง หรือเขมรถิ่นไทย เปนภาษาของคนไทยเชื้อสายเขมรที่ อาศัยอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2. ภาษาเขมรกลาง เปนภาษาของผูที่พดภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา ( ชาวกัมพูชาจะเรียก ู คนที่พูดภาษาเขมรในตอนใตของเวียดนามวา เขมรต่ํา และเรียกตนเองวา เขมรกลาง ) 3.ภาษาเขมรใต เป น ภาษาของคนเวี ย ดนามเชื้ อ สายเขมรที่ อ าศั ย อยู ท างตอนใต ข อง เวียดนาม สําหรับกลุมชนในจังหวัดสุรินทรและในเขตตําบลเชื้อเพลิงที่พูดภาษาเขมรนั้น ภาษาที่พูด มีความแตกตางจากภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา จนบางครั้งพูดและฟงแตกตางกัน ปจจุบันภาษา เขมรที่ประชาชนในจังหวัดสุรินทรใชพูดกันมีลีลาของเสียงเรียบเสมอ นุมนวล ออนโยน ไม กระโชกโฮกฮาก ไมกระแทกกระทั้น ไมมีอักษรสูง คําที่ออกมาจะเปนอักษรกลางถึงอักษรต่ํา ทั้งสิ้น เปนภาษาที่ใชเขียนดวยอักษรขอมหรือเขมรโบราณ ซึ่งปรากฎเปนตัวอักษรในคัมภีรใบ ลานและบทสวดตางๆที่จารึกเปนตัวหนังสือไทยโบราณและอักษรขอม ภาษาเขมรนับเปนภาษา เขียนภาษาหนึ่งที่ผูบวชเรียนในสมัยกอน จําเปนตองเรียนควบคูกับภาษาไทย ทั้งนี้เพราะคัมภีรใบ ลานตามวัดเกาแกจะมีบทสวดหรือคําสอนเปนภาษาเมรเสียสวนใหญ ภาษาเขมรหรือเขมรถิ่นไทย เปนภาษาที่ไมมีระบบเสียงวรรณยุกต และไมมีระบบเสียง หนัก - เบาของสระ มีการแบงแยกความหมายของคําแตมีระบบทํานองเสียง คลายกับภาษาอังกฤษ เชน ซี บาย (ทํานองเสียงกลาง) แปลวา “กินขาว” ซี บาย(ทํานองเสียงสูง) แปลวา “กินขาวไหม”
  • 13.
    ภาษาเขมรถิ่นไทยมีสระทั้งหมด 24 เสียงแบงเปนสระเดี่ยว 28 เสียง สระผสม 6 เสียง และมีพยัญชนะ 21 เสียง ซึ่งเกิดเปนพยัญชนะตนได 21 เสียง พยัญชนะทาย 14 เสียง ภาษาเขมรจํานวนมากมีรากศัพทมาจากภาษาบาลีสันสกฤต เชน การนับเดือนทั้งสิบสอง เดือน โดยการเริ่มนับตั้งแตเดือนหาเปนตนไป ดังนี้ ภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาสันสกฤต เดือนหา แคแจด แจตรมาศ เดือนหก แคประสะ ไพศาขมาศ เดือนเจ็ด แคเจษ เชษฐมาศ เดือนแปด แคอาสาต อาสาฒามาศ เดือนเกา แคสราบ ศราวณะมาศ เดือนสิบ แคพ็อดระบ็อด พัทธรปทมาศ เดือนสิบเอ็ด แคอาโสจน อาศวยธมาศ เดือนสิบสอง แคกระเดอะ กรรติกมาศ เดือนอาย(หนึ่ง) แคเมียะตูจ(เอียะเสียงยาว) มามตศิรมาศ เดือนยี(สอง) ่ แคเบาะฮ(เสียงกระแทก) ยุศยมาศ(เขมรเรียกวาเมียะตูจ) เดือนสาม แคเมียะทม(เอียะเสียงยาว) มาฆมาศ(เขมรเรียกวาเมียะทม) เดือนสี่ แคปะกุน ยวลคุณมาศ ภาษาเขมรเปนภาษาที่มีความคลายคลึงกับภาษาไทยมากกวาความแตกตาง เพราะภาษา เขมรมี ลั ก ษณะคํ า โดด เช น เดี ย วกั บ ภาษาไทย แต ใ นขณะเดี ย วกั น ก็ มี ลั ก ษณะของภาษาคํ า ที่ ติดตอกันซึ่งมีลักษณะดังนี้ 1. ความคลายคลึงกับภาษาไทย 1.1 คําในภาษาเขมรสวนมากเปนคําพยางคเดียว ไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปเพื่อแสดง หนาที่ในประโยค เชนเดียวกับภาษาไทย เชน คํานาม ไมมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อแสดงเพศ พจน แตใชคําอื่นประกอบเพื่อแสดง เพศ พจน ตัวอยางเชน สรีสวยเนียะ(แสร็ย) ผูหญิง 1 คน โกนสรี - ลูกสาว คํากริยาไมมีการเปลี่ยนรูปเพื่อบอกกาล มาลา วาจก แตใชคําอื่นๆ ประกอบเชน ขฒกพุงซีบาย - ฉันกําลังกินขาว กนปรุสนึงโตวรีน - ลูกชายจะไปเรียน เนียงแดงเโตวตลาด - นางสาวแดงไปตลาด 1.2 คําในภาษาเขมรคําเดียวมีความหมายและหนาที่ในประโยคไดหลายอยางเชน นึง – จะ,กับ เนา – อยู,ยัง ผดัจ(เผด็จ) – ตัด
  • 14.
    1.3 ภาษาเขมรมีลกษณะนามใชเชนเดียวกับภาษาไทย เชนผกาปรโตง - ดอกไม 2 ั ชอ เปราะฮปรําเนียะ – ผูชาย 5 คน ปรํามูยดม 6 บาท 1.4 คําขยายไวหลังคําถูกขยาย เชน ผกาลออ - ดอกไมสวย บายจะเอิน - ขาวสุก อังกัวรธม - เมืองใหญ ลออจณัป – งามเดน 1.5 ภาษาเขมรใชในการสรางคําแบบคําประสม เชน ผกายพรึก-ดาวรุงดาวประจําเมือง ตาราเหาะ - ดาวเทียม 1.6 ภาษาเขมรเปนภาษาซอนคําแบบคําซอนภาษาไทย เชน เลมียดไลม - (พูก) ชา ๆ ผดวจเผดิม - แรกเริ่ม โรยเรียบ - เรียบรอย ราบเรียบ 1.7 การเรียงคําเขาประโยคในภาษาเขมรเปนภาษาไทย เชน อัปรีร สี กบาล - อัปรีย กินหัว โลก กรู ฟนเรียน ขญมดมปะเตียะ ยูรเฮย - คุณครูสอนฉันมานานแลว จะแก ขเมา เนา กรอม ปะเตียะ - หมาดําอยูใตถุนบาน 1.8 เขมรยืมคําภาษาตางประเทศ เชน คําบาลี สันสกฤต เขาไปในภาษาของตนมาก พอๆ กับภาษาไทย ทั้งนี้เพราะวาเปนภาษาเกี่ยวกับศาสนาและพิธีกรรม 2. ความแตกตางกับภาษาไทย 2.1 การสรางคําในภาษาเขมร มีการสรางคําที่แตกตางจากภาษาไทยตรงที่ภาษาไทยใช วิธีการสรางคําแบบประสมคําเปนหลัก แตเขมรโบราณใชวิธีในการสรางคําโดยการเติมหนาคําและ กลางคํา แตไมมีการเติมทายคํา ลักษณะเชนนี้คลายกับการสรางคําในภาษาคําติดตอ 2.2 เขมรไมใช ว รรณยุกต ขอนี้เปนความแตกต างที่เห็นไดชัดมาก คือ ถอยคํา ใน ภาษาไทยของเราใชวรรณยุกตกําหนดความหมายของคํา จึงตองคิดเครื่องหมายวรรณยุกตข้ึนใช สวนในภาษาเขมร การบงบอกความหมายของคําขึ้นอยูกับการเนนคํา ฉะนั้นการเขียนภาษาเขมร จึงไมมีเครื่องหมายวรรณยุกต 2.3 วิธีการหยิบยืมคําในภาษาตางประเทศไปใชในภาษาของตนทั้งภาษาไทยและเขมร ไดหยิบยืมภาษาตางประเทศใชในภาษาของตนมากพอๆ กัน ตางกันเพียงแตวา ไทยมักยืมคํามาใช มากกวาจะยืมระบบเสียง และระบบไวยกรณมาปรับปรุงในภาษาของตน สวนเขมรนั้นรับภาษา บาลี สันสกฤตเขาไปใชโดยการหยิบยืมคํา ระบบเสียงไวยกรณที่สําคัญ กล า วถึ ง ลั ก ษณะคํ า กริ ย าประการหนึ่ ง ซึ่ ง เกิ ด ขึ้ น ในประโยคแล ว ลั ก ษณะ โครงสรางของประโยคจะแตกตางไปจากโครงสรางของประโยคปกติ กลาวคือ ลักษณะเปนกริยา ตามดวยประธาน ลักษณะของประโยคโครงสรางแบบนี้จะพบมากกับคํากริยาที่ใชแสดงลักษณะ รางกาย ตัวอยางเชน - ภาษาไทยใช ขาหัก ภาษาเขมรใช หักขา(บักเจิง) - ภาษาไทยใช หัวแตก ภาษาเขมรใช แตก หัว (แบก- กบาล)
  • 15.
    โครงสรางทางสังคม วิถีชีวต วัฒนธรรมความเปนอยู ิ ชาวเขมรถิ่นไทยในจังหวัดสุรินทรและชาวตําบลเชื้อเพลิงมีวิถีชีวิตเรียบงาย รักความสงบ ใหความเคารพผูท่อาวุโสกวา สวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม เชน ทํานา ทําไร หนุมสาวรุน ี ใหมที่วางจากการทํานาทําไร จะเดินทางไปทํางานรับจางในตัวเมืองหรือในเมืองหลวง และเมื่อถึง ฤดูทําการเพาะปลูกก็เดินทางกลับสูภูมิลําเนาเพื่อประกอบอาชีพหลักของตน เด็กชายจะไดรับการ ฝกใหทํางานนอกบาน เชน งานในทองไรทองนา สวนเด็กหญิงจะไดรับการสั่งสอนอบรมให ทํางานภายในบาน เชน การทําอาหาร การเย็บปกถักรอย และงานทอผา โดยทั่วไปลักษณะของครอบครัวของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิง จะเปนครอบครัวใหญ และมีบางครอบครัวที่มีการแยกออกมาอยู เปนครอบครัวยอยๆ ครอบครัวหนึ่งอาจจะประกอบดวย ตา ยาย (หรือ ปู ยา) ลุง ปา นา อา พี่ นอง ลูกหลานเปนจํานวนมาก ลักษณะครอบครัว เหมือนกับชาวไทยโดยทั่วไป คือ มีพอบานเปนหัวหนาครอบครัว พอครัวเปนผูทํางานเพื่อหาเลี้ยง สมาชิกในครอบครัว แตวาในสภาพปจจุบันนั้น ทั้งพอบานและแมบานตองชวยกันทํางานหาเลี้ยง ครอบครัว โดยทั่วไปชาวเขมรถิ่นไทยจะใหความสําคัญหรือใหเกียรติแกเพศชายในการดําเนิน กิจกรรมหรือตัดสินใจในเรื่องตางๆ แมวาวิถีชีวิตของชาวเขมรถิ่นไทยในสุรินทรและในเขตตําบลเชื้อเพลิงมีลักษณะคลายกับ คนไทยในทองถิ่นทั่วไป ถาเปรียบเทียบกับชาวเขมรในประเทศกัมพูชาแลว ความเปนอยู ประเพณี และความเชื่อตางๆ ของชาวเขมรถิ่นไทยจะมีสวนคลายกับชาวเขมรในประเทศกัมพูชามาก เชน ลักษณะของบานชั้นเดียวใตถุนสูง พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด การตาย การแตงงาน การนับเวลา วัน เดือน ป การเชื่อเรื่องโชคลางของขลัง ฤกษยาม การรักษาโรคแบบพื้นบาน การประกอบ อาชีพ การละเลนตางๆ ตลอดจนอุปนิสัยสวนบุคคล เปนตน 1. อาหาร อาหารหลักของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิง และชาวเขมรถิ่นไทย คือ ขาวเจา(ซึ่งไม เหมือนกับชาวอิสานทั่วไปทีกินขาวเหนียว) สวนอาหารพื้นบานที่เปนที่รูจกคือ “ปราเฮาะคแม” ่ ั (ปลาราเขมร) ปลาจอม ปลาแหง ปลายาง ปลาตม น้ําพริกจิ้มผัก เนื้อสัตว ผัก อาหารดังกลาว จัดเปนอาหารที่นิยมบริโภคในชีวิตประจําวัน นอกจากนี้ยังมีการนําวัตถุดบที่หาไดตามธรรมชาติ ิ มาประกอบอาหารที่จัดเปนเอกลักษณของตัวเอง เชน แกงปูใสเผือก(ละแวกะดาม) แกงกลวย (ซันลอรเจก) แกงหอย(ซันลอรกะเจา) แกงมะละกอ(ซันลอรละฮอง) ยําปลาจอม (เยือมแตร็ยป- รัย) ยําไขมดแดง(เยือมปวงอันกรอง) ยําดักแด เปนตน อาหารที่นยมบริโภคควบคูไปกับอาหาร ิ คาวไดแกอาหารหวานตางๆ หรือที่เรียกวา ปงแอม เชน ขาวตมใบมะพราว(อันซอมซาเลาะโดง)
  • 16.
    ขนมกนตาราง(นมกันตางราง) ขนมมุก(นมมุ) ขนมกันเตรือมขนมสะบันงา ขนมนางเล็ด ขนม ไสมะพราว(นมโกร็จ) เปนตน สําหรับอาหารที่ใชในประเพณี พิธกรรมตางๆ ของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิงและชาว ี เขมรถิ่นไทยในจังหวัดสุรินทร จัดวาเปนอาหารที่ตองใชฝมอในการปรุงเปนพิเศษ อาหารที่เปน ื เอกลักษณในพิธีแตงงาน ประกอบดวย เนื้อหมู เสนหมี่ วุนเสน ฟกเขียว ฟกทอง วัตถุดบ ิ เหลานี้สามารถนําไปประกอบอาหารไดหลายอยาง เชน แกงหนอไม ตมจืดกระดูกหมู เนื้อหมู ทอดหรือยาง แกงหมูฟกทอง แกงจืดวุนเสน ผัดหมี่ แกงเผ็ดฟกเขียว อาหารเหลานี้ลวนเปน   อาหารมงคลสําหรับเลี้ยงแขกเหรื่อที่มารวมงาน สาเหตุที่เลือกอาหารเหลานี้ในพิธีแตงงานมาจาก ความเชื่อที่วาหมูเปนอาหารในโอกาสพิเศษ  เพราะในสมัยกอนนั้นเนื้อหมูหายากไมอาจ รับประทานไดทุกวัน ดังนัน การประกอบอาหารเนื้อหมูจึงเปนการแสดงถึงฐานะของผูจัดงานดวย ้ และเชื่อวาเสนหมี่ วุนเสนเปนสายใยเชื่อมโยงไมตรีของผูครองเรือนใหรักกันยิ่งยืนนาน และมีอายุ  ยืน ฟกเขียวคือความร่ํารวย เพราะฟกเขียวหมายถึงเงิน ฟกทองหมายถึงทอง ฟกเขียวและฟกทอง จึงแทนความเชื่อของชาวเขมรวาจะร่ํารวยเงินทอง สวนในงานศพนั้นนิยมแกงกลวย ซึ่งเปน เอกลักษณเฉพาะ โดยเมื่อมีคนตายเจาภาพจะนํากลวยดิบ ซึ่งใชไดทกชนิด ยกเวนกลวยตานี ใส ุ เนื้อไก เนื้อหมู หรือเนื้อวัว ชนิดใดชนิดหนึ่งแตนิยมใชเนื้อไกเพราะเปนสัตวเลี้ยงประจําบานทีหา ่ ไดงาย แกงกลวยนี้ถือวาเปนอาหารสําหรับเลี้ยงแขกในงานศพโดยเฉพาะ เพราะมีความเชื่อวาเปน  การตัดสายสัมพันธระหวางผูตายกับญาติมตรที่ยังมีชวิตอยู สําหรับอาหารในประเพณีวนสารท(วัน ิ ี ั แซนโดน-ตา) นิยมใชปลายาง หมูยาง ไกยาง หมูตม และขาวตมใบมะพราว เปนตน  สวนเครื่องดื่มนั้น คนผูชายสวนมากนิยมดื่มสุรา (เหลาโรง)มาก และในพิธีการตางๆใน วัฒนธรรมของชาวเขมรถิ่นไทยจะตองใชสุราเปนเครื่องประกอบพิธีดวย คือใชสุราเพื่อการสื่อสาร ระหวางลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยูกับบรรพบุรุษที่ลวงลับไปแลว 2. การแตงกาย การแตงกาย จะคอนขางเรียบงาย ถามีงานออกนอกบานผูชายจะสวมเสื้อคอกลม แขนสั้น ยาวแลวแตโอกาส นุงโสรงไหม มีผาขาวมาคาดเอว สําหรับหญิงสาวจะสวมเสื้อคอยะวา นุงผาถุง ไหมซึ่งทําไวใชในครอบครัว ถาอยูบานจะนุงผางายๆสบายๆ ถาไปในงานตางๆจึงจะใชผาที่ สวยงาม เชน ผาโฮล ปะกาปะกุน ปะกาจันทน ผูทสูงอายุนิยมหมผาสไบ โดยเฉพาะเวลาไป ี่ ทําบุญที่วัด ผาไหมของชาวตําบลเชื้อเพลิงเปนผาที่มีลวดลายและสีสันที่เปนเอกลักษณประจํากลุม  ซึ่งสวยงามมาก ผาไหมพืนเมืองที่มีชื่อคือ ผาโฮล ผาอําปรุม ผาซิ่น ้ เครื่องประดับสวนมากจะเปนเครื่องเงิน ซึ่งเรียกในภาษาพื้นเมืองวา ปะเกือม(ประคํา) โดยมีการนําเม็ดประเกือมมาทําเปนสรอยคอ สรอยแขนเปนเครื่องประดับ สวนที่หูนั้นใสตุมหูที่ เรียกวา “กระจอน” หรือเรียกอีกอยางหนึงวา “ตะเกา” มีกานงอนหอยลงมา ่
  • 17.
    ปจจุบันนีการแตงกายดวยผาไหม และเครื่องประดับเงิน กําลังเปนทีนิยมซึ่งเราจะเห็นได ้ ่ จากการที่สตรีสวมใสไปรวมงานตางๆ
  • 18.
    บทที่ 3 ผลการดําเนินงาน ความเชื่อ 1. โบล-หมอโบล โบล-หมอโบล (ทํานายโรค-เขมร) มีพิธีกรรมทํานายโรคภัยไขเจ็บแบบหนึ่งเรียกวา “โบล” ซึ่งแปลวา หาจุดที่ตรงดิ่ง เชน การดิ่งเสาเรือนตอนสรางบานเรือน การทํานายโรคภัยไขเจ็บ มีอุปกรณเสี่ยงทาย 4 ชนิด 1. ใชฝาเตาปูนที่มีหวงบนยอดฝาปด ใชเชือกผูกหวงบนยอดฝาปด มือหนึ่งจับเชือกใหเตา ปูนหอยหมอโบลจะบริกรรม หรือตั้งจิตเสี่ยงทาย หาสมมุติฐานไปเรื่อยๆหากวาคําใด เชน ผิดผีปูยา เตาปูนเริ่มกวัดแกวง ก็วาซ้ําๆ ถาเตาปูนกวัดแกวงเร็วขึ้น ก็ทํานายวาปวยเพราะผิดผีปูยา 2. ใชมีดยับ หรือมีดสะนากหรือตะไกรหนีบหมาก ใชเชือกดายผูกดานดามและดานหัว ตะไกรหนีบหมาก มือหนึ่งถือเชือก หมอโบลจะบริกรรมหรือตั้งจิตเสี่ยงทาย หาสมมุติฐานของ การเจ็บไขไดปวยโดยเรียกชื่อคํานั้นซ้ําๆกัน เชน ถูกคุณไสย หากตะไกรหนีบหมากกวัดแกวง และ คอยๆกวัดแกวงเร็วขึ้นๆก็เชื่อวา คนปวยนั้นถูกคุณไสย 3. ใชมีดจักตอกปกบนถวยคือใชถวยกระเบื้องเปลาๆแลวนํามีดจักรตอกปกในถวยใชไมไผ คีบมีด ใหไมไผวางบนจานพอดี ปากหมอโบลก็บริกรรมเสี่ยงทายหาสมมติฐานการอาเพศของคน ใชกลาวคําซ้ําๆไปเรื่อยๆหากกลาวคําใด เชน ผีตายโหงๆ ๆ มีดปกตั้งอยูบนถวยเปลาได เชื่อวา ปวยเพราะผีตายโหงกระทํา 4. ตั้งไขในจาน ใชไขไก 1 ฟองตั้งในจาน ขณะที่ตั้งหมอโบลก็บริกรรม เสี่ยงทายไป เรื่อยๆ เพื่อหาวาปวยสาเหตุใดหากกลาวคําวา “ผิดคําบนบาน” ๆๆ ไขไกตั้งได ก็ทํานายวาปวย เพราะผิดคําสาบาน ใหคนปวยไปแกบนตามที่เคยบนบานไว หลังจากนั้นผลของการวินิจฉัยสาเหตุ ของโรคภัยไขเจ็บก็ประจักษ ซึ่งสวนใหญจะเปนการวินิจฉัยโรคภัยที่เกี่ยวเนื่องดวยไสยศาสตร คือ เกิดอาเพศของบานเรือน สัตวเลี้ยง หรือถูกผีกระทําตางๆ เชน ผิดครูผิดผี ผีทัก พรายอะกาแสทํา ผีตายโหงทํา ผีบรรพบุรุษฝายพอหรือฝายแมทํา มีตอไมอยูใตถุนบาน(ปลูกบานครอมตอ) แนวรั้ว พุงเขาหาเรือนอาศัย ผีปาทํา เทวดาขออยูดวย (บ็องบ็อด) ผิดมะมวด ผิดคําบนบานไว ผีปูตา โกรธ ถูกคุณไสยของผี หรือของคน เสาเรือนมีไมคาบเปลือก ก็มีอยูในความเชื่อรวมกันเหลานี้ ถาบริกรรมไปหมดคําเหลานี้แลวโบลไมสําเร็จก็มาทายวาเปนโรคที่ตองไปหาหมอ แนะใหไป โรงพยาบาลเทานั้น
  • 19.
    หมอโบลนี้ไมบริการรักษาโรค ทําหนาที่เพียงวินิจฉัยโรคเทานั้น การไปทําพีธีเซนสรวง หรือพิธีกรรมอื่นใดญาติคนปวยตองไปจัดการเองและที่พบมาโดยมากเปนสตรีเพศเทานั้นที่เปน หมอโบล รูปที่ 1 การโบล 2. จวม จวมเปนความเชื่อในแงของการนับถือครูของการรักษาโรค การทําจวมนี้เพื่อใหผที่มารับ ู การรักษาใชในการกราบไหวบูชาประกอบกับการรักษาเพื่อใหผลการรักษาดีขึ้นกวาเดิม และ ชาวบานยังมีความเชื่อวาในบางคนแคเพียงทําจวมไวบูชาโดยไมตองใชยาแผนโบราณของหมอยาก็ สามารถหายจากโรคได ซึ่งการทําจวมนั้นของแตละคนจะทําไมเหมือนกัน ขึ้นกับ วัน เดือน ป เกิด และธาตุของแตละคน จวมนั้นทํามาจากใบตาลเปนหลัก และจวมของผูชายกับผูหญิงจะแตกตาง กัน โดยของผูชายจะทําเปน 4 แฉก สวนผูหญิงจะเปน 3 แฉก โดยการทําจวมนั้นเปนหนาที่ของ หมอยาผูใหการรักษา รูปที่ 2 จวมของผูชายและผูหญิง 
  • 20.
    3. การเขาทรง(โจลมะม็วด) มะม็วด เปนพีธีกรรมพื้นบานที่ทําเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บปวย ครูเขาทรง (กรู มะม็วด) สวนมากจะเปนผูหญิง การเขาทรงนั้นผูเขาทรงจะเตรียมขันใสขาวสาร และปกเทียนซึ่งจุดไฟแลว เมื่อทําพิธีเขาทรงผูจะใชมือสองขางหนา แลวนั่งทําสมาธิเพื่อใหวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สทธิ์เขาทรง ิ ราง เมื่อวิญญาณเขารางทรงแลวจะมีผูคอยซักถามวา เหตุใดคนไข ถึงไดปวย ผูเขาทรงก็แจงให ทราบ และบอกวิธแกดวย ภายใตเงื่อนไขการเสี่ยงทายที่ไดจากการโบล ซึ่งหมายถึงวิธการหา ี  ี สาเหตุความเจ็บปวยของผูปวย หากการโบลบอกวาตองประกอบพิธีกรรมการโจลมะม็วด จึงจะ  ทราบสาเหตุการเจ็บปวยที่แทจริงและโดยละเอียด ผูปวยหรือญาตินองของผูปวยก็จะประกอบพิธี  ตามวันและเวลาที่ผูเสี่ยงทายระบุ แตตองไมตรงกับวันพระ ระยะเวลาการประกอบพิธีการโจลมะม็วด อยูในชวงเดือนกุมภาพันธ(แคเมียกทม) เดือน มีนาคม (แคประกุล) และเดือนเมษายน (แคแจด) กรูมะม็วด หรือ รางทรงจะทําหนาที่ตดตอหรือเปนสื่อกลางระหวางมนุษยกับวิญญาณ ิ บรรพบุรุษ รวมกันแสวงหาวิธการรักษาผูปวย ซึ่งอาจไดรับคําตอบใหรักษาดวยสมุนไพร การเสก ี เปาดวยลมปาก น้ําหมาก น้ามนต การบีบนวดตามรางกาย หรือการทิมแทงรางกายดวยรากไม การ ํ ่ ฟอนรําหรือการเซนไหวผีบรรพบุรุษ เปนตน ในบางครั้งวิญญาณที่เขาทรงตองการจะรํา ในกรณีนี้ผูเขาทรงซึ่งอยูในรางจะตองแตงกาย ใหม ผูจัดจะนําเครื่องแตงกายมาใหเลือกจนพอใจ และเมื่อรางทรงแตงกายแตงกายเสร็จแลววงป พาทยกจะบรรเลงเพลงสับเปลี่ยนจังหวะและทํานองเพลงไปเรื่อยๆจนกวารางทรงจะพอใจ หาก ็ วิญญาณในรางทรงพอใจเพลงอะไรก็จะรายรําไปตามจังหวะเพลงไปเรือยๆ และเมื่อรางทรงรายรํา ่ จนพอใจแลววิญญาณจะออกจากรางผูเขาทรงจะกัดเทียนที่จุดอยูใหดับ  ในกรณีที่วิญญาณภูติผีเขารางทรง ผูเขาทรงจะรําและมีการ “กาบเป”(ฟนเป)ดวย คือเครื่อง ประกอบการเขาทรงทําจากตนกลวย และมีเครื่องเคียเป ซึ่งประกอบดวยขนม ขาวตมกลวย ขาวตอก ดอกไม การรําเชนนี้เปนการรําเพือขับไลเสนียดจัญไรไมใหเขามาขัดขวางการประกอบ ่ พิธกรรม หากเจาภาพใดหรือเครือญาติไมสามารถเขาทรงไดดวยตนเอง ครูมะม็วดจะตองเขาทรง ี  ในพิธกรรมโจลมะม็วดครั้งนั้นดวย นอกเหนือจากการทําหนาที่เขาทรงครั้งสุดทายเพื่อยุติพิธีการ ี โจลมะม็วด ซึงเรียกวา ซาปาดาน ่ หากคนปวยมีอาการออนเพลีย ยกแขนขาไมขึ้น กินไมได นอนไมหลับ ฯลฯ แมครู มะม็วดจะแนะนําใหทําพิธี “เฮาปลึง” หรือเรียกขวัญ เพราะเชื่อวาขวัญของคนปวยไมอยูในรูป ตองทําพิธีเรียกขวัญใหกลับมา ชาวไทยเขมรเชื่อวา ขวัญมีลักษณะคลายดวงแกว มีสีรุง 7 สี ลักษณะกลมและโตเทากํามือคน
  • 21.
    ในกระบวนการเรียกขวัญ (เฮาปลึง)นั้นแมครูมะม็วดจะเชิญเทพมาเขาราง ซึ่งมักจะอางอิง พระโพธิสัตว(เทพแหงการแพทยและพยาบาลในพุทธศตวรรษ 17-18 ) ชวงระยะเวลาของการเขา ประทับรางทรง( 2-3 ชั่วโมง) โดยครูมะม็วดจะรองเพลงเชิญชวนใหดวงแกว(ขวัญ)ที่หายไปกลับมา ตอจากการพรรณนาหาแกว(ขวัญ) เรียกขวัญมาแลว แมครูมะม็วดก็รายรําดาบเพื่อไลภูติผี ปศาจ หรือสิที่ไมดีตางๆออกจากผูปวย สุดทายก็ใชดาบไปฟนเป(อุปกรณใสเครื่องเซนผีสางระดับ ่  ต่ําที่ไลออกจากรางของคนปวย รวมทังเปนอุปกรณรองรับสิ่งไมดีหรือโรครายทั้งหลาบจากราง ้ ของผูปวย ทําจากกานกลวย) เปนอันเสร็จพิธี 4. การเฮาปลึง ปลึง เปนภาษาเขมรแปลวา ขวัญ อาศัยอยูกับจิตของคน ชาวเขมร เชื่อวาจิตใจของคนจะ มีปลึงอยูทั้งหมด 19 ดวง ทําใหจิตใจปกติ มีความสุขสดใส หากเกิดเหตุการณที่ทําใหคนนันตกใจ ้ หวาดกลัว หรือหวาดผวา ก็จะทําให “ละลัวะปลึง” (ขวัญขาดพรองจํานวนไป) หรือ “บัดปลึง” (ขวัญหายหรือขวัญไมอยูกับเนื้อกับตัว) จําตองทําพิธี “เฮาปลึง”(เรียกขวัญ) หรือหากวาปลึงนั้นถูก ผูที่มีเวทมนตสวดสูบเอาปลึงไปทําคุณไสย หรือภูติผีมาจับเอาปลึงไปทําราย กักขัง ก็ตองทําพิธี “ยัวปลึง” (เอาขวัญคืนมา) ปลึงนอกจากจะมีในมนุษยแลวในสิ่งอื่นๆก็อาจจะมีเชน ในขาวเปลือก จึงเกิดพิธี “เฮาปลึง สะเริว”(เรียกขวัญขาว) เปนตน คนที่ “ละลัวะปลึง” หรือ “บัดปลึง” มักจะมีอาการอิดโรย ซูบซีด ไมมีแรง กินไมอรอย นอนไมหลับ ไมมีชีวิตชีวา แมวากายมิไดแตกดับ แตวาจิตใจกลับสลายแลว เพราะวาปลึงไดออก จากรางไปแลว เสมือนยามหลับที่เราฝนไป ชาวเขมรก็เรียกวา ปลึงไดไปเที่ยว โดยออกจากรางไป แตวาปลึงก็กลับมาเมื่อตื่น แตคนที่ละลัวะปลึงหรือวาบัดปลึง จะตองทําพิธีเฮาปลึง(เรียกขวัญหรือ สูขวัญ) ในพิธีเฮาปลึง ก็จะมีสํารับประกอบพิธี เรียกวา “บายปลึง”(ขาวขวัญ) ประกอบดวยขาว สวย ไขไกตม น้ําตาลปก(น้ําออย) น้ํามะพราวออน และเนื้อมะพราวออน และมีดายสําหรับผูก  ขอมือเจาของปลึง ดายนี้ชุบน้ําขมิ้นใหเหลือง เปรียบเสมือนเปนเสนลวดทองคํา จากนั้นก็จะนําดายทั้ง 19 เสน รวบเขาดวยกัน แลวคลึงเรียกขวัญ(เฮาปลึง) ที่ขอมือของ คนไข ครั้งที่ 1 ก็นับหนึ่ง ครั้งที่ 2 ก็นับสอง จนกระทั่งถึงครั้งที่ 19 แลวรองวา “ปรําบูน ตะนอบ สอบ กรบ โมเวย ปลึง ปเลียะ โมเวย ปลึง เปลียะ ๆ” ( 19 ครั้งครบถวน มาเถิดขวัญเอยๆ) แลวผูก แขนดวยดายเหลานี้ เปนเสร็จพิธี
  • 22.
    5. พิธีมงก็วลจองได คําวา มงก็วลจองได เปนคําในภาษาเขมร แปลวา ดายมงคลผูกขอมือ นิยมจัดขึ้นในงาน มงคลทั่วไป อาทิ งานมงคลสมรส งานเรียก ขวัญนาค งานเรียกขวัญโกนจุก งานเรียกขวัญวันแรก เกิด งานขึ้นบานใหม งานยกเสาเอก งานครบรอบวันเกิด งานวันเกษียณอายุราชการ งานตอนรับ แขกบานแขกเมือง ฯลฯ นอกจากนียังมีพิธเี รียกขวัญในโอกาสอื่นๆ เชน เรียกขวัญเมือหายปวยแลว ้ ่ เปนตน ลําดับพิธมงก็วลจองได เริมจากการเตรียมอุปกรณเพื่อประกอบพิธีใหครบถวน และเมื่อ ี ่ ไดฤกษดแลวจะมีผูใหญทําพิธีกลาวเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษใหมารวมทําขวัญใหตามดวย ี อัญเชิญเทวดา และการสูขวัญของพอครูเชิญขวัญ (อาจมีการรําเชิญขวัญดวยถาหากเปนพิธีในงาน สําคัญ) ลําดับสุดทายผูใหญจะนําดายมงคลมาผูกขอมือสูขวัญใหผูเขาพิธี การผูกขอมือดวยดายมงคลมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกขับไลสิ่งที่เปนอวมงคลออกจากรางกาย โดยผูทาพิธีจะเอาดายมากวาดสิ่งที่ไมดีออกจากมือพรอมกับนับ 1 ถึง 7 เปนภาษาเขมร และกลาวคํา ํ ขับไล ขั้นที่สองเปนการอันเชิญสิ่งที่เปนมงคลเขาสูรางกาย จะนับ 1 ถึง 19 ตามดวยการอัญเชิญ ขวัญ เมื่อขับไลสิ่งไมดีและอันเชิญสิ่งดีเสร็จแลว จึงมีการผูกขอมือพรอมกับกลาวคําอวยพร ในพิธีการขับไลสิ่งที่เปนอวมงคลผูรับการสูขวัญตองคว่ํามือใหผูใหญนําดายมากวาดสิ่งไม ดีออกจากรางกายผานทางมือ ซึ่งดายที่ใชกวาดสิ่งชัวรายนี้เมื่อใชเสร็จแลวจะโยนทิ้ง แลวผูใหญจะ ่ นําดายมงคลเสนใหมมาทําพิธีเรียกสิ่งมงคลเขาสูรางกาย ซึ่งผูรับการสูขวัญจะตองแบฝามือทั้งสอง ขาง เมื่อเสรจการเรียกขวัญแลวผูใหญจะใหศีลใหพรและผูกขอมือใหดวยดายทีใชทาพิธีเรียกสิ่งที่ ่ ํ เปนมงคลนั้น 6. พิธีจัดงานศพ การตายเป น วาระสุ ด ทายของชีวิ ต การจั ด งานศพใหแ กผูต ายนับ เป น ประเพณีสุด ทา ย เกี่ยวกับชีวิต จัดขึ้นตามพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อในศาสนาที่ตนนับถือ กลุมคนไทยเขมรที่นับ ถือศาสนาพุทธก็จะจัดพิธีศพตามหลักการของศาสนาพุทธซึ่งผสมผสานอยูระหวางคตินิยมเชิงพุทธ กับพราหมณ การทําโลงศพหรือหีบศพ ตามชนบทไมนิยมซื้อโลงสําเร็จรูป แตจะชวยกันตอโลงเองโดย นําไมประการฝาบานและกระดานพื้นบานของผูตายมาตอเปนโลงแลวประดับดวยกระดาษแกว หลากสี นํามาตัดเปนลวดลายตางๆ การตั้งศพนิยมตั้งที่บานผูตาย ถาเปนศพของญาติผูใหญจะตั้ง ไวหลายวันตั้งแต 3 –7 วัน ศพเด็กหรือศพคนที่มีฐานะยากจนจะตั้งไว 1-3 วัน ก็จะทําพิธีฌาปนกิจ ในชวงที่ตั้งศพสวดอภิธรรมที่บานจะมีประเพณีการเลนอยางหนึ่งเรียกวา “ลึงกาฮ” หมายถึงการ เลนทายเหรียญวาจะออกหัวหรือกอย โดยใชเงินเหรียญหมุนแลวครอบดวยขัน สวนการแทงหรือ การทายจะใชเสื้อผา สิ่งของ ตลอดจนเครื่องประดับเทาที่มีอยูขณะนั้น ไมไดเลนไดเสียกันอยาง
  • 23.
    จริงจัง เมื่อเสร็จงานศพแลวก็จะสงคืน สวนใหญผูเลนมักจะเปนหนุมสาวซึ่งเปนโอกาสที่จะได เกี้ยวพาราสีกัน การเผาศพนิยมนําไปเผาที่ปาชาประจําหมูบานหรือไมก็หัวไรปลายนาของผูตาย ผูมีหนาที่ จัดพิธีศพซึ่งจะเปนคนเดียวตั้งแตแรกเริ่มเรียกวา “อาจารย” เปนผูที่มีความรูทางดานพิธีและไสย เวทยที่เกี่ยวของกันเปนอยางดี พรอมกับผูชวยอีก 2- 3 คน ผูชวยเหลานี้มีหนาที่ตรงกับที่เรียกวา “สัปเหรอ” ภาษาถิ่นเรียกวา “กีร” หรือ “เกียร” ชาวไทยเขมรมีการถือฤกษยามการเผาศพ เชนเดียวกับชาวไทยในชนบททั่วไป คือ วันที่หามเผาศพ คือ วันขึ้น 1 ค่ําเดือน 11 และวันแรม 6 ค่ําของทุกเดือน เนื่องจากวันดังกลาวตําราของไทยเขมรเรียก “วันผีกิน” ถานําศพไปเผาในวัน ดังกลาวอาจทําใหญาติพี่นองตายตามกันทันที นอกจากนี้ยังมีขอหามตามวันทั้ง 7 ตามความเชื่อแต ละทองถิ่นดวย ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง และฤกษยาม ความเชื่อของชาวเขมรถิ่นไทยอีกอยางหนึ่งที่สัมพันธกับศาสนา คือ ความเชื่อเรื่องโชคลาง ของขลัง และการถือในเรื่องฤกษยาม ชาวบานในตําบลเชื้อเพลิงก็มีความเชื่อในเรื่องของขลังโดย จะเห็นไดจากการที่ผชายในตําบลจะใสตะกรุดกันคอนขางมาก และยังไดบอกวาของขลังที่เปนที่ร่ํา ู ลือเปนที่นาเกรงขามจะเปนของผูที่อาศัยอยูแถบอําเภอสังขะและอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร มี เครื่องรางของขลังสามารถที่จะใชของขลังหรือเวทมนตในการรักษาโรค หรือปองกันภัยบางอยาง ได ความเชื่อนี้จะเปนจริงหรือไมจําเปนตองอาศัยการศึกษา เพื่อเปนการพิสูจนหรือยืนยันใหแนชัด ตอไป ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ 1. ประเพณีแซนโดนตา แซนโดนตา หมายถึง การเซนไหวผีบรรพบุรุษ คําวา “แซน” แปลวา “เซนไหว” สวนคํา วา “โดนตา” มาจากคําวา “จะโดน” หมายถึง โคตรตระกูล “ตา” หมายถึง บรรพบุรุษทุกชั้นที่ สิ้นชีพไปแลว โดยเชื่อวาบรรพบุรุษพอแม ปูยา ตายาย ที่ลวงลับไปแลวนั้น แมวารางกายจะ แตกดับ แตวาวิญญาณจะยังคงอยู เพื่อคอวนเวียนดูแลใหความคุมครองลูกหลาน จึงตองมีการ สรางที่ใหอยูเชน การสรางหิ้งไวกราบไหวเพื่อบูชาบนบาน ในขณะเดียวกันความเชื่อที่วามนุษยมี บาปกรรมที่สรางสมไวตั้งแตยังมีชีวิตอยู เมื่อเสียชีวิตไปวิญญาณอาจตองรับใชกรรมที่ทํามาใน ยมโลก ซึ่งไดรับความทุกขทรมานจากการถูกกักขัง ถูกทําโทษและหิวโหย เปนผีเปรตตางซึ่งใน รอบปหนึ่งๆพญายมราชจะปลอยใหวิญญาณเหลานี้เดินทางมายังโลกมนุษยเพื่อเยี่ยมลูกหลานตั้งแต วันแรม 1 ค่ําถึงแรม 15 ค่ําเดือนสิบ จํานวน 15 วัน จากนั้นวิญญาณจะกลับสูยมโลกตามเดิม
  • 24.
    ลูกหลานตองทําพิธีเซนไหว มักจัดกันในเดือนสิบหรือเดือนกันยายน ของไทยจะเปนวันสารทวัน สารทไทยจะมี 2 ชวงคือ สารทเล็กตรงกับวันขึ้น 14 ค่ําเดือนสิบและวันสารทใหญจะตรงกับวันแรม 15 ค่ําเดือนสิบ ในวันสารทของไทยชาวบานที่นับถือศาสนาพุทธจะจัดขาวปลาอาหาร ขนม ขาวตม และขาวกระยาสารทไปถวายที่วัด พรอมกับอุทิศสวนกุศลใหกบผูที่ลวงลับไปแลว ั ประเพณีแซนโดนตาจะเรียกสารทเล็กวา “เบ็นตูจ” และเรียกวันสารทใหญวา “เบ็นทม” คําวา “เบ็น” มาจากภาษาบาลีวา “บิณฑะ” “ตูจ” แปลวา เล็ก “ทม” แปลวา ใหญ พิธเี บ็นตูจหรือบิณฑะเล็ก จะเริ่มในเย็นวันขึ้น 15 ค่ําทุกบานจะทําขนมขาวตม ขาวกระยา สารท ขาวปลาอาหาร พรอมกับเหลาใสถาดนํามารวมกัน เพื่อประกอบพิธีแซนโดนตา พิธีที่ จัดทําในเบ็นตูจขาวของที่จัดทํามีนอยกวาเบ็นทม บางบานจะไมจัดพิธีในวันเบ็นตูจ จะรอทําคราว เดียวในวันเบ็นทมเลยก็มี เมื่อเตรียมทุกอยางไวพรอมแลวในเย็นวันนั้น ชาวบานจะนําขาวของดังกลาวมารวมกัน มี ผูสูงอายุมารวมในพิธีสิ่งของที่ชาวบานนํามาจะถูกวางบนเสื่อ และในบางที่จะมีการนิมนตพระมา สวดมนตเย็นพรอมบังสุกุลแลวถวายจตุปจจัยไทยทาน เมื่อพระสงฆกลับก็จะทําพิธีแซนโดนตา ตอไป ถาไมนิมนตพระสงฆมารวมก็จะใชคนเฒาคนแกที่ที่ชํานาญในเรื่องของพิธี พิธีจะเริ่มที่การจุดธูปเทียนหนาของที่วางกองไว ผูอาวุโสที่ชํานาญจะนําในการกลาวไหวผี บรรพบุรุษ มีการรินสุราหรือน้ําพรอมกับเรียกชื่อผูตายหรือผูที่ลวงลับไปแลวมากินมาดื่มการเรียก ขานนี้ชาวบานที่น่ังลอมรอบจะทําการเรียกพรอมกันดวยหรือเรียกชื่อคนที่รูจักมักคุนสมัยที่ยังมี ชีวิตอยูมารับของเซนไหวที่ลูกหลานบรรจงแตงสํารับใสถาด กระเชอหรือภาชนะอื่นใดมาเซน การดื่มกินของผีนี้จะกินเวลาพอประมาณ ซึ่งในขณะนี้ผูอาวุโสจะทําการรินน้ําหรือเหลาเปนรอบที่ สองหรือวาที่สาม กะวาอิ่มหมีพีมันแลวก็จะจุดบุหรี่ที่มวนดวยใบตองแหงให เมื่อเสร็จแลวก็ทําการหอขาวปลาอาหาร หมากพลูใหแลวนําไป “ปะจี” คลายกับเมื่ออิ่ม หนําสําราญแลวก็นําอาหารเปนของฝากใหกินระหวางทาง หรือฝากไปใหผูที่ไมไดมารับเครื่อง สังเวย หลังจากเสร็จแลวคนเฒาคนแกและลูกหลานก็พูดคุยเลาสูกันฟงถึงสารทุกขสุกดิบ การทํา มาหากิน พอวันรุงขึ้นตั้งแตเชาตรู ก็จะพากันนําขาวของที่เตรียมไวตั้งแตตอนเย็นไปทําบุญที่วด ั พอแรม 15 ค่ําเดือนสิบก็เปนวันเบ็นทม ซึ่งพิธีการทําก็เหมือนกับเบ็นตูจ แตจะมีขาวของ มากกวา โดยในวันนี้จะมีญาติพี่นองที่ไปทํางานในตางจังหวัดกลับมาดวย โดยในวันเบ็นทมนี้จะมี การจัดเตรียมสํารับ กับขาว กลวย ขาวตม ขาวกระยาสารท ขาว “บายเบ็น” และขาวของที่รวมไว ตั้งแตเมื่อคืน นําไปถวายพระพรอมกับอุทิศสวนกุศล ใหกับผูที่ลวงลับไปแลวเมื่อเสร็จก็จะนํามา รวมกันและแจกกันกิน สวนที่เหลือเชนขาวตมที่หอดวยใบมะพราว(ขาวตมลูกโยน) พระสงฆจะ นําไปปงในวันรุงขึ้นหรือปงในคืนนั้นเลย แลวก็แบงไปใหญาติโยมรับประทาน
  • 25.
    จะเห็นวาพิธีกรรมมีหลายขั้นตอนแสดงใหเห็นถึงความผูกพัน ความกตัญูตอบรรพบุรุษ อยางแนบแนน ทั้งยังเปนการแสดงถึงความศรัทธายึดมั่นตอพระพุทธศาสนาอยางแนบแนนควบคู กันไปดวยประเพณีแซนโดนตาจึงเปนประเพณีของความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรษผสมผสาน กับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดยเชื่อวา การบูชา การเซนไหว 2. ประเพณีการแตงงาน(การแซน) การแตงงาน(การแซน) เปนประเพณีคอนขางแตกตางประเพณีของชาวไทยในภูมิภาคอื่นๆ ตั้งแตการสูขอ การหมั้น และการแตงงาน คือเปนประเพณีที่มีพิธีคอนขางมาก เชน การสูขอ ฝายชายตองเสียเงินและเครื่องบรรณการใหฝายหญิง เพื่อเปนการทาบทามหรือภาษาทองถิ่นเรียกวา การเปดปาก (เบิกเมือด) ฝายหญิง ในวันหมั้นและวันแตงงานฝายชายจะตองจัดขันหมากไปใหฝาย หญิงตามที่ฝายหญิงกําหนด ซึ่งขันหมากนี้ประกอบดวย หมู เหลา ขนม ขาวตม ผลไม เงินทอง กอนทําพิธีการแตงงานเจาสาวจะลงมาเกี่ยวกอยเจาบาวขึ้นบานเพื่อประกอบพิธีแตงงาน โดยกอนขึ้นบานฝายหญิงตองลางเทาใหฝายชาย เปนตน ซึ่งแตละขั้นตอนจะตองมีอุปกรณและพิธี การมาก การละเลนพื้นบาน 1. เรือมอันเร เรือม แปลวา “รํา” อันเร แปลวา “สาก” ดังนั้น เรือมอันเรจึง แปลวา การรําสาก การ เรือมอันเรนั้นจะเลนกันในชวงของวันหยุดสงกรานตโดยชาวบานจะเลนเรือมอันเรที่ลานบานหรือ วาลานวัด เครื่องดนตรี การเรือมอันเรมีการใชเครื่องดนตรีประกอบคือ กลองโทน 1 คู ปใน 1 เลา ซออูเสียงกลาง 1 คัน ฉิ่ง กรับ ฉาบ อยางละ 1 คู และมีอุปกรณประกอบการเลนเรือมอันเรคือ สาก 2 อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทําจากไมเนื้อแข็ง มีหมอนวางรองหัว- ทายสาก มีความยาว 1.50 เมตร สูงประมาณ 3-4 นิ้ว การแตงกาย แตเดิมไมพิถีพิถัน แตงกายตามสบาย แตหากแตงใหสวยงามตามประเพณี แตโบราณ คือ ชายโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ผาขาวมาคาดเอวและพาดไหล หญิงนุง ผาไหมพื้นเมือง เรียกวา "ซัมปวตโฮล" สวมเสื้อแขนกระบอกมีสไบพาดไหลมามัดรวบไวที่ ดานขาง สวมเครื่องประดับ และมีดอกไมทัดหู ทํานองและจังหวะในการรํา ในการรําในสมัยกอนมีเพียง 3 จังหวะ คือ จังหวะจืงมูย (ขาเดียว) จังหวะมลปโดง (รมมะพราว) จังหวะจืงปร(สองขา) ตอมามีการพัฒนาทารําเพิ่มขึ้นรวม เปน 5 จังหวะ ดังนี้ จังหวะไหวครู จังหวะกัจปกา จังหวะจืงมูย จังหวะมลปโดง จังหวะจืงปร
  • 26.
    ท า รํา ในสมั ย ก อ นไม มี ท า รํ า ที่ เ ป น แบบแผนแน น อน เพราะว า เป น การรํ า เพื่ อ ความ สนุกสนานในยามพักผอน สวนมากผูที่อยูในวงรําสากจะเปนหญิงลวน สวนหนุมๆจะมาเปนกลุม ยืนชมสาวที่กําลังรําอยู หากชอบคนไหนก็เขาไปรําดวย แตในปจจุบันการเรือมอันเรไดมีการ พัฒนาไปสูแบบแผน และเนื่องจากมีการสงเสริมและฟนฟูประเพณีคลองชางประจําป(งานแสดง ชาง) การเลนเรือมอันเรจึงกลายเปนสวน ประกอบสําคัญของงาน เพราะมีการนําเอาเรือมอันเรมา แสดงในงานชางทุกป และยังใชแสดงเพื่อตอนรับแขกบานแขกเมืองที่มาเยือนอีกดวย รูปที่ 3 เรือมอันเร 2. กันตรึม กันตรึม เปนวงดนตรีพื้นบานที่นําเอาจังหวะตีโทน โจะ คะ ครึม – ครึม มาเปนชื่อดนตรี เรียกวา "กันตรึม" ซึ่งหมายถึงเสียงของโทนนั่นเอง บทรองกันตรึมจะใชบทรองเปนภาษาเขมร การเลนกันตรึมนิยมเลนในงานมงคลตางๆเชน งานแตงงาน งานโกนจุก บวชนาคหรืองานเทศกาล ตางๆ ผูเลนคนตรี ในวงกันตรึมจะมีประมาณ 6 – 8 คนผูรองอาจมี 1 -2 คู หรือชายหนึ่งคนหญิง สองคน แตโดยทั่วไปนิยมชายสองหญิงสอง การแตงกาย ทั้งนักดนตรีและนักรองชายหญิงไมมีแบบแผนหรือกฏเกณฑตายตัว จะแตง กายตามความสะดวกสบาย ทันสมัยและถูกใจผูชม เชนผูหญิงนุงผาถุงไหมพื้นเมือง สวมเสื้อแขน กระบอก หมสไบเฉียงบามามัดรวมไวดานขางระดับเอว ชายนุงโสรงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อสี ขาวแขนยาวหรือเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผาไหมคาดเอวและคลองไหลทิ้งชายลงดานหลัง บทเพลง ที่ใชประกอบวงกันตรึม มักไมนิยมรองเปนเรื่องเปนราว มักจะคิดคํากลอนให เหมาะสมกับงานที่จะเลน หรือใชบทรองเกาๆที่จําตอๆกันมา บทเพลงกันตรึมมีหลายทํานองหลาย จังหวะ ซึ่งมีมากจนบางบทเพลงสูญหายไปเพราะไมมีการจดบันทึกเอาไว บทเพลงกันตรึมแบง ออกเปน 4 ประเภท ดังนี้ คือ
  • 27.
    บทเพลงชั้นสูง หรือเพลงครู เปนบทที่ถือวามีความไพเราะสูงศักดิ์ทํานองเพลงโหยหวน แสดงใหเห็นถึงความศักสิทธิ์ เชน เพลงสวายจุมเวื๊อด , รําเปอยจองได , เพลงซแร็ยสะเดิง บทเพลงสําหรับขบวนแห มีทํานองสงา ครึกครื้น สนุกสนาน มีการฟอนรําประกอบการ ขับรอง มีหลายทํานอง เชน รําพาย , ซัมโปงคร็อบคุม บทเพลงเบ็ดเตล็ดตางๆ เปนบทเพลงที่ทํานองรวดเร็ว เรงเราใหไดรับความสนุกสนาน ใช เปนบทขับรองในโอกาสทั่วไป เชน เกี้ยวพาราสี สั่งสอน สูขวัญ รําพึงรําพัน มีหลายทํานอง เชน อมตูก, กันเตรย, โมเวยงูดตึก,กะโนบติงตอง บทเพลงประยุกต เปนบทเพลงที่ใชทํานองเพลงลูกทุงประยุกตมาเปนเพลงกันตรึม เชน ดิสโกกันตรึม ,สัญญาประยุกต วิธีการเลนกันตรึม กอนการเลนกันตรึมตองมีพิธีไหวครูเพื่อความเปนศิริมงคลทั้งผูเลน และผูดู เมื่อไหวครูเสร็จก็จเริ่มบรรเลงเพลงเปนการโหมโรงเพื่อเปนการปลุกใจใหผูดูรูสึกตื่นเตน และผูแสดงไดเตรียมตัว จากนั้นจะเริ่มแสดงโดเริ่มบทไหวครูกอน วิ ธีการรองจะโตตอบกั น ระหวาง ชาย-หญิง มีการรําประกอบการขับรองแตไมมีลูกคูรับ รูปที่ 4 การเลนกันตรึม 3. กะโนปติงต็อง กะโนปติงต็อง เปนภาษาเมรแปลวา ตั๊กแตนตําขาว เปนการละเลนที่เลียนแบบลีลาทาทาง การเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตําขาว มีจังหวะลีลาที่สนุกสนานเราใจ จึงทําใหการเลนกะโนบติงต็อง เปนที่นิยมทั่วไปทั้งในแถบอิสานใตและแถบจังหวัดใกลเคียง ประวัติความเปนมา เมื่อประมาณป พ.ศ. 2490 นายเต็น ตระกาลดี ไดเดินทางเขาไปใน ประเทศกัมพูชาและในขณะที่หยุดพักเหนื่อนายเต็น ไดมองเห็นตั๊กแตนตําขาวกําลังเกี้ยวกันและ ผสมพันธุกันอยูเฝาดูลีลาของตักแตนคูนั้นดวยความประทับใจ เมื่อนายเต็นเดินทางมาถึงบาน จึง เกิดความคิดวาถานําเอาลีลาการเตนของตักแตนตําขาวมาดัดแปลงและเตนใหคนดูก็ดี จึงนําแนวคิด
  • 28.
    นี้มาเลาให นายเหือน ตรงศูนยดีซึ่งเปนหัวหนาคณะกันตรึมที่เลนอยูในหมูบานรําเบอะ และ หมูบานใกลเคียงนั้น ในแถบตําบลไพล อําเภอประสาท เมื่อไปเลนที่ไหนเวลาตองการใหเกิด ความสนุกสนานนั้น นายเหือนก็จะบรรเลงเพลงกะโนบติงต็องและเตนเลียนแบบทาทางของ ตั๊กแตนอยางสนุกสนาน จนการเตนตั๊กแตนตําขาวเปนที่รูจักและไดรับควานนิยมอยางแพรหลาย ในเวลาตอมา การแตงกาย แตงกายเลียนแบบลักษณะสีตั๊นแตนตําขาว โดยใชผาสีเขียวตัดเปนชุดการ แตงการใหคลายตั๊กแตนตัวผูและตัวเมีย ตั๊กแตนตัวเมียสวมกระโปรงสั้นๆ ทับมีหัวกระโนปและ ปกกระโนปประกอบเพื่อใหเกิดความสมบูรณยิ่งขึ้น ดนตรี ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดังนี้ กลองโทน 1 ใบ(สก็วล) ปใน 1 เลา(ปสลัย) ซอดวง 1 ตัว ซออู 1 ตัว ฉิ่ง 1 ตัว รูปที่ 5 การละเลนกะโนปติงต็อง 4. เรือนอายัย เรือมอายัย เปนการละเลนพื้นบานของจังหวัดสุรินทรอีกอยางหนึ่งซึ่งมีมานานแลว มี ลักษณะเปนการรองโตกลอน เกี้ยวพาราสีระหวางหนุมสาว ซึ่งนิยมเลนในเทศกาลตางๆ การแตงกาย เรือมอายัยในสมัยกอนจะแตงตัวตามสบายไมมีแบบแผนแนนอน แตตาม ประเพณีพื้นเมืองเรือมอันเร คือนุงผาถุงไหมแบบพื้นเมือง สวมเสื้อแขนกระบอกมีผาสไบคลอง คอทิ้งชายผามาดานหนาสานผูชายจะนุงโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นมีผาไหมคาดเอว
  • 29.
    ทารําเรือมอายัย ไมมีแบบแผนตายตัว เปนการฟอนรําใหเขากับจังหวะดนตรีและขึ้นอยู กับความถนัดของผูรําทารําของฝายหญิงจะเปนทาที่คอยปดปองระวังไมใหฝายชายมาถูกเนื้อตอง ตัวได ในการตีบทรําจะตีบทตามเนื้อหาของเพลง ซึ่งจะสามารถสื่อความหมายใหผูชมทราบวา ทา รําเหลานั้นหมายถึงอะไร วิธีการแสดง ผูรําจะไหวครูพรอมกัน หลังจากนั้นจึงเปนการออกมาโต กลอนระหวางชาย - หญิง เปนคู ๆ และมีลูกคูรองรับ ผูแสดงทั้งหญิงชายจะรําเกียวกัน ลูกคูทั้งหลายจะคอย ้ สนับสนุน ใหกาลังใจฝายของตน เมื่อดนตรีจบจะเปลียนคูใหมออกมารอง โตกลอนกันใหมในบท ํ ่ และทารําที่ตนเองถนัด รูปแบบการแสดงจะปฏิบัติเชนนี้เรื่อยไปจนครบทุกคู เมื่อจบคูสุดทายจะมี บทลาแลวผูรําจะรํากลับเขาไป รูปที่ 6 การรองรําอายัย 5. เจรียง เจรียงหรือจําเรียง หมายถึง การขับรองหรือการออกเสียงทํานองเสนาะ โดยใชกลอนสด เปนสวนใหญขับรองเปนเรื่องราว การเจรียงถาประกอบดวยเสียงป จะเรียกเจรียงจรวง ถาเจรียง ประกอบเสียงซอเรียก เจรียงตรัว ถาเจรียงประกอบเสียงแคน เรียกวา เจรียงเบริน ถาเจรียงมีการ รองรับวา "แกวเอย เอย นอร แกว" ประกอบเสียงตบมือ เรียกวา เจรียงนอรแกว เปนตน เจรียงนอรแกว เปนการเลนกลอนโตตอบ กันระหวางชาย – หญิง แตละฝายจะมีพอเพลง แมเพลงรองนํา มีลูกคูรองตามตอจากนั้นชาย – หญิงแตฝาจึงรองโตตอบกันเปนคูๆ คํารองสวน ใหญเปนคําสุภาพ เจรียงเบริน เปนการรองโตตอบระหวาง ชาย-หญิง เปนทํานอง "ลํา" โดยมีแคนเปน เครื่องดนตรีประกอบ ลักษณะการเลนเจรียงเบรินคลายๆ กับหมอลํากลอนของชาวไทยลาว การ
  • 30.
    เลนจะมีบทรองแบงออกเปน 2 ลักษณะคือ บทรองสั้นที่รองโตตอบกัน ระหวางชายหญิงในแต ละครั้ง ซึ่งมีความยาวไมเกิน 6 วรรค แลวเปลี่ยนใหอีกฝายหนึ่งรองโตตอบเพื่อแกกลอนกัน สวน บทรองยาวจะเปนบทรองที่มีความหมายยาวหลายบท ในการรองโตตอบแตละครั้งไมจํากัดความ ยาว ผูเลนประกอบดวยนักเจรียงฝายชายหนึ่งคน ฝาหญิงหนึ่งคน และหมอแคนหนึ่งคน เนื้อรอง ทุกบทจะนํามาจากคัมภีรในทางพุทธศาสนา ซึ่งเปนเรื่องยาวเกี่ยวกับคําสอน,กําเนิดมนุษย,ประเพณี โกนจุก,บวชนาค ,กฐิน,งานแตงงาน,งานศพ ตลอดจนงานเทศกาลตางๆ ฉะนั้นเจรียงเบรินจึงเลน ไดในทุกโอกาส ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล 6. วงมโหรีพนบาน ื้ วงมโหรีพื้นบาน คือ การนําเอาเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและเครื่องดนตรีประเภทป พาทย บางชิ้นมาประสมกัน โดมีซอเปนเครื่องดนตรีหลักใชบรรเลงในงานมงคลตางๆ เชน งาน แตงงาน งานขึ้นบานใหมเปนตน เครื่ อ งดนตรี ที่ ใ ช ป ระกอบในวงมโหรี พื้ น บ า นสุ ริ น ทร ประกอบด ว ย ซอกลาง ซึ่ ง มี ลักษณะเหมือนซออู แตจะมีเสียงสูงกวา ซออูเล็กนอย หรือเรียกวา ซออูเสียงกลาง, ปไน,ซออู,ซอ ดวง,กลองสองหนา,ฉิ่ง ,ฉาบ เพลงที่ใชประกอบในวงมโหรีจะมีเพลงขับรองและเพลงบรรเลง ประเภทของเพลงขับรอง จะมีบทรองโดยไมมีทารําประกอบเชน บทเพลงกันตบ เนื้อรองจะเปนบทสอนหญิง บทเพลงเขมร เปาใบไม เปนเพลงก็อทกรูฯลฯ สวนบทเพลงที่มีทารําประกอบเชน เพลงอมตูก(พายเรือ),เพลง มลปโดง(รมมะพราว),เพลงอายัยโบราณ,เพลงซองซาร(หมายถึงที่รัก) บทเพลงดังกลาวจะมีการ ฟอนรําประกอบโดยเฉพาะ อายัยโบราณ เปนเพลง ซองซาร ในการรองจะเปนการโตตอบระหวาง ชายหญิง เปนการเกี้ยวพาราสีกัน เนื้อรองจะเปนภาษาเขมร ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงวิถีชีวิตชาวบาน และวงมโหรีพื้นบานยังมีบทบาทตอชาวบานในดานตางๆเชน เปนเครื่องนันทนาการของสังคม ชาวบานเปนสื่อประสานสัมพันธทางสังคม ใหชาวบานไดมีโอกาสมาพบปะกัน เกิดความใกลชิด สามัคคีกลมเกลียวขึ้นในชุมชน การเลนสะบา 1. ศิลปะดานการละเลน 2. ประวัติความเปนมาโดยสังเขป ในเดือนหาหรือแคแจดเปนเดือนที่วางจากการทําอาชีพหลัก (ทํานา) เยาวชนและเด็กๆก็จะ มาเล น สะบ า เพื่ อ ความสนุ ก สนาน เป น การออกกํ า ลั ง กาย ใช เ วลาว า งให เ กิ ด ประโยชน
  • 31.
    นอกเหนือจากการตําขาวในสมัยอดีต การเลนสะบานี้เปนการเลนมาจากบรรพบุรุษสืบทอดตอกัน มาจนถึงปจจุบันและยังเปนการเกี้ยวพาราศีกันของหนุมสาวสมัยกอนดวย 3. วิธีการเลน 1. แบงทีมผูเลนออกเปน 2 ฝาย ฝายละ 1 คนขึ้นไป (แตสวนมากเลนกันหลายคน) 2. เตรียมอุปกรณ (เมล็ดสะบา) แบงออกให 2 ฝายเทากัน 3. นําเมล็ดสะบามาเรียงในสนามเลนสะบา (ในอดีตสนามเลนสะบาจะเรียบและมีความ สม่ําเสมอกันมากสวนปจจุบันจะเลนในบริเวณบาน) โดยตั้งไวบนดินทั้ง 2 ขางใหหางกัน พอสมควร เรียงขางละ 20,30,40,50 เปนตน ตามขอตกลงกัน 4. ในแตละฝายจะมีเมล็ดสะบาเอาไวโยนใหเมล็ดสะบาที่ตั้งไวลม ฝายละ 10 เม็ด 5. ทําการตกลงวาฝายไหนจะเปนฝายโยนกอน ถาฝายไหนเปนฝายโยนใหเมล็ดสะบาลม หมดกอนก็จะเปนฝายชนะ กลาวคือ สมมติใหมีฝาย ก และฝาย ข ถาฝาย ก เปนฝาย โยนกอน ตองโยนใหครบ 10 เม็ด ถาลมไมหมด ฝาย ข จะไดโยนกลับมารวมเปน 20 เม็ด แขงขันไปเรื่อยๆ จนกวาจะมีฝายชนะ (อดีตจะมีขอตกลงกันวา ฝายชนะจะไดเคาะเขา ฝายแพจากจํานวนสะบา ที่ฝายตนเหลืออยู) 4. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - มีการใชเวลาวางใหเกิดประโยชน หาไกลจากยาเสพติด - สรางความสนุกสนานและความเพลิดเพลินใหกับเด็กๆ รวมถึงความสัมพันธดวย - สรางความสามัคคีในหมูคณะ 5. ขอเสนอแนะ การเลนสะบาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ดั้งนั้นควรจะมีการละเลนเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมไดแตควรจะยึดเอาหลักเกณเดิมเพื่อเปนการอนุรักษวัฒนธรรมไว และปญหาที่พบคือ เมล็ด สะบาหายากมากจะตองไปซื้อมาที่ประเทศเขมร ถาเปนไปไดควรจะมีการปลูกตนสะบาไวเพื่องาย ตอการอนุรักษและการละเลน รูปที่ 7 การเลนสะบา
  • 32.
    โบราณสถาน โบราณวัตถุ 1. ปราสาทบานไพล ตั้งอยูที่บานปราสาท หมูที่ 6 ต. เชื้อเพลิง อ. ปราสาท จ. สุรินทร ที่ตั้งของปราสาทบานไพล หางจากตัวอําเภอปราสาทไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 10 กิโลเมตร และผานถนนสายสุรินทร-ชองจอม มีทางแยกทางดานทิศตะวันตกของถนน ตรงกิโลเมตรที่ 18 และ 20 ระยะทางเขาไปถึงปราสาทประมาณ 2 กิโลเมตร อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับ พื้นที่วัดบานปราสาทและหนองน้ําสาธารณะ ทิศใต ติดกับ ถนนสาธารณะกลางหมูบาน ทิศตะวันออก ติดกับ วัดบานปราสาท ทิศตะวันตก ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน สภาพพื้นที่ เปนเนินดิน ตั้งอยูบนเนินดินที่สูงกวาพื้นที่โดยรอบเล็กนอย ตัวโบราณสถาน ติดกับเขตของวัดสิ่งกอสรางรอบนอกมีสระน้ํา ซึ่งอยูทางทิศเหนือของตัวโบราณสถาน มีขนาด ประมาณ 20 * 50 เมตร และทางดานทิศตะวันตกเปนสวนไมยูคาลิปตัสของชาวบาน สวนทางเขา ปราสาทจะอยูทางทิศตะวันออกเปนบริเวณวัด พื้นที่การถือครอง ขอบเขตโบราณสถาน สภาพปจจุบัน มีสภาพพังทลายเสียหายเล็กนอย ติดวัดบานโคกปราสาท เปนปรางค 3 องค ตั้ง เรียงกันในแนวทิศเหนือไปทางทิศใต กอดวยอิฐขัดเรียบอยูบนฐานเดียวกัน แผนผังของปรางคทั้ง 3 องคเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยอมุมไมยี่สิบ มีขนาดฐานกวาง 4 เมตร ยาว 4 เมตร สูงประมาณ 6.5 เมตร มีประตูเขาออกอยูทางทิศตะวันออก อีก 3 ดาน เปนประตูหลอกโดยมีเสากรอบประตูและทับหลัง ทําดวยหินทราย ปรางคดานทิศใตอยูในสภาพพังทลายเหลือเปนโคกสูงเพียงทับหลัง กรอบและ ทับหลังทําดวยหินทราย ยังคงสภาพดีเพียง 2 องคคือ ปรางคองคกลางและปรางคดานทิศเหนือ ทับหลังขององคปรางคทางดานทิศเหนือยังติดอยูที่ตําแหนงเดิม จําหลักเปนภาพเทวดานั่ง ชันเขาอยูในซุมเหนือหนากาลที่กําลังคายทอนพวงมาลัย โดยมือทั้ง 2 ขางยึดทอนพวงมาลัยไว สวน ทับหลังของปรางคองคกลางและปรางคองคดานทิศใตหลนอยูกับพื้น ที่ขอบบนจําหลักภาพโยคีนั่ง ชันเขาประนมมือ ทับหลังอีกชิ้นหนึ่งจําหลักภาพพระอินทรทรงชางเอราวัณ คูน้ําและสระน้ําเปน รูปตัวแอลมีอยูทางดานทิศเหนือและทิศใตของปรางค โดยเฉพาะคูนํ้าทางดานทิศเหนือยังคงมีแนว
  • 33.
    คันดินปรากฏอยู สวนสระน้ําเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมุมมนตั้งอยูทางดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกแนวคูน้ํา อายุสมัย พิจารณาจากภาพจําหลักบนทับหลังแลวอยูในศิลปะเขมรแบบบาปวนในราว พุทธศตวรรษที่ 16-17 สรางในสมัยขอม การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 การประกาศกําหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลม 99 ตอนที่ 155 วันที่ 21 ตุลาคม 2525 ปราสาทบานไพล ตั้งอยูในบริเวณเนื้อที่ 6 ไร 1 งาน 65 ตารางวา ประวัติความเปนมา / ความสําคัญทางประวัติศาสตรโดยสังเขป วัสดุในการกอสราง ปราสาทหินบานไพล เปนปราสาทขนาดเล็กคือมีปรางค 3 องคเรียงกันไมมีแผนผังที่ สลั บ ซั บ ซ อ นแต อ ย า งใด เท า ที่ สํ า รวจพบในป จ จุ บั น ทราบเพี ย งว า วั ส ดุ ที่ ใ ช ใ นการก อ สร า ง สถาปตยกรรมแหงนี้มีเพียงอิฐ หินทราย และศิลาแลงเทานั้น กลาวคือองคปรางคทั้ง 3 องคกอดวย อิฐ สวนประดับอาคารจําพวกทับหลัง กรอบประตู ฐานประติมากรรมและกลีบบัว ทําดวยหิน ทรายสวนฐานนั้นเปนฐานศิลาแลง รูปแบบทางศิลปกรรม 1. กลุมขององคปรางค ปรางคทั้งสามองคมีลักษณะที่เหมือนกัน คือ เปนปรางคที่กอดวย อิฐ ปรางคทั้งสามองคมีแผนผังเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาด 4*4 เมตร (ภายนอก) เฉพาะสวนสูง ของปรางคองคกลาง 6.5 เมตร ปรางคมีการยอมุมไมสิบสองมีประตูทางเขาทางทิศตะวันออก สวน ทางดานอื่นๆ มีลักษณะเปนประตูปลอมทั้งสิ้น ซึ่งจะเหมือนกับประตูจริงคือมีผนังที่เปนบานประตู และอกเลา ปจจุบันเหลือเพียงแนวอิฐและพบสวนของหลังคาอยูบางคือ ศิลาจําหลักเปนรูปบัวตูม 2 ชิ้น และแทงศิลารูปสี่เหลี่ยมจัตรัส ุ 2. ทับหลัง ปจจุบันทับหลังมไมีหลงเหลืออยูเนื่องจากถูกเคลื่อนยายไปมีการสํารวจในราว พ.ศ. 2503-04 โดยอาจารยมานิต วัลลีโภดม ทับหลังประตูปรางคองคกลาง ทับหลังแผนนี้จําหลักดวยหินทราย จําหลักเปนรูปเทวดา หนาตรงนั่งชันเขาอยูภายในซุม ลักษณะเปนรูปทรงสามเหลี่ยมอยูเหนือหนากาล ซึ่งหนากาลจะคาย ทอนพวงมาลั ยออกมา ตรงกึ่ งกลางสว นลางของทับหลังและวกขึ้น ขางบน ตรงเสี้ยวของท อน พวงมาลัยจะแอนลงเล็กนอย ปลายทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมเหนือทอนพวงมาลัยเปนลายใบไม
  • 34.
    ตั้งขึ้นและชี้ออกจากจุดศูนยกลาง ใตทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมมวนหอยตกลงมา หนากาลมี ลักษณะตาโปนจมูกใหญนูนออกมาเห็นรูชัดเจน2 รูมีฟนเปนซี่เล็ก มือทั้งสองจับยึดทอนพวงมาลัย ไว ทับหลังประตูปรางคองคเหนือ ทับหลังทําดวยหินทราย จําหลักเปนรูปเทวดานั่งชันเขา อยู ภายในซุมเหนือหนากาล หนากาลคายทอนพวงมาลัยออกมาจากดั้านลางของทับหลังแลววกขึ้นมา ขางบน ปลายทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมหอยตกลงมามวนออก เหนือปลายทอนพวงมาลัยสลัก เปนรูปลิงชูลายกานตอดอกอยู เหนือทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมตั้งขึ้น ใตทอนพวงมาลัยเปนลาย ใบไมมวนหอยตกลงมา ไมมีอุบะมาแบงที่เสี้ยวของทอนพวงมาลัย  ลักษณะหนากาลตากลมเล็ก ระหวางนัยนตาสลักเปนลายใบไม จมูกใหญและสูง เหนือ ขอบริมฝปากขึ้นมามองเห็นรูจมูก 2 รูชัดเจน หนากาลมีแตริมฝปากบน และกวาง ฟนเปนซี่ สามเหลี่ยมไมแหลมนัก แลบลิ้นออกมาเปนรูปสามเหลี่ยม กระบังหนาเปนเสนหยักโคง เหนือ เสนหยักโคงเปนลายใบไม 1 ชั้น มีหู 2 ขาง หนากาลมีแขนและมือจับยึดทอนพวงมาลัยที่คาย ออกมา ทับหลังประตูปรางคองคใต ทับหลังแผนนี้จําหลักดวยหินทราย ทับหลังจําหลัก เปนรูป พระอินทรทรงชางเอราวัณอยูเหนือหนากาล ซึ่งหนากาลคายทอนพวงมาลัยออกมาจากสวนลาง ของทับหลังและวกขึ้นขางบน ปลายทอนพวงมาลัยสลักเปนลายใบไม ที่เสี้ยวของทอนพวงมาลัยทั้ง 2 ดานจะแอนลงมาก และตรงสวนนี้จะมีเทวดานั่งชันเขาอยูดานละ 1 องค เหนือทอนพวงมาลัยเปน ลายใบไมตั้งขึ้น ใตทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมมวนหอยตกลงมา แตที่เสี้ยวไมมีอุบะมาแบง ลักษณะของหนากาล 3. เสาประดับกรอบประตู ปจจุบันเหลือเพียงชิ้นเดียว คือเสาเสาประดับกรอบประตูของ ปรางคองคดานซายมือ ลักษณะเปนเสาแปดเหลี่ยมเกลี้ยง ไมมีลายสลักใดๆ ทั้งสิ้น 4. ศิลาจําหลักเปนบัวกลุม มีศิลาจําหลักที่หลุดพังลงมาจากปรางค มีลักษณะเปนบัวกลุม ยอดปรางค 2 ชิ้นสันนิษฐานวาปรางคแหงนี้มีบัวกลุมเปนยอดประดับของยอดปรางค
  • 35.
    รูปที่ 8 ปราสาทบานไพล 2. วัดมุณีเนรมิตร ชื่อทางราชการ วัดมุณีเนรมิตร ชื่อเดิม วัดกําโปล ที่ตั้ง บานโสนกพัฒนา หมูที่ 11 ต. เชื้อเพลิง อ. ปราสาท จ. สุรินทร อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน ทิศใต ติดกับ ถนนสาธารณะ ทิศตะวันออก ติดกับ ถนนใหญ (สุรินทร - ชองจอม ) ทิศตะวันตก ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน สภาพพื้นที่ เปนที่ดอน พื้นที่การถือครอง เปนธรณีสงฆ และ น.ส. 3 สภาพปจจุบัน ยังคงสภาพดีอยู ปจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 87 ไรซึ่งแบงเปน ธรณีสงฆประมาณ 50 ไร และเปน น.ส. 3 อีกประมาณ 37 ไร มีพระภิกษุอยู 9 รูป และปจจุบันมี ศาลา 1 หลัง โบสถ 1หลัง กุฏิ 7 หลัง เมรุ 1 หลัง โรงครัว 1 หลังและหองน้ํา 3 หลัง ประวัติความเปนมา (โดยสังเขป) การกอตั้งวัดประมาณเดือน 4 ปพุทธศักราช 2473 มีช่ือเดิมคือ วัดบานกําโปล ที่เรียกกํา- โปล เพราะเดิมนั้นที่ตั้งวัดอยูติดปาที่เปนโคกนูนลักษณะเอียงไปทุกดาน อยูหางวัดประมาณ 1 กิโลเมตรเมื่อมีการสรางถนนสุรินทร-ปราสาท จึงใหมีการสรางทางดานทิศตะวันออกของวัด เจาของที่ดิน นายขาว ประมูลศรี บานโสนก มีพื้นที่ใน น.ส.3 ก 27 ไร 3 งาน สาเหตุที่ สรางวัดเนื่องจากตอนที่ขึ้นกับตําบลไพล มีวัดแจงสงางาม (บานไพล)เพียงวัดเดียว ทําใหชาวบานที่ อาศัยอยูทางดานบานรําเบอะ และในแถบนั้นตองเดินทางไปทําบุญอยางยากลําบากจึงทําใหได กอตั้งวัดขึ้นมา และมีชื่อปจจุบันคือ วัดมุณีเนรมิตร เมื่อป พ.ศ. 2485 มีพระราชบัญญัติคณะสงค ให วัดที่สรางลงทะเบียน และตั้งชื่อเปนทางการใหเหมาะสม จึงไดเปน มุณีเนรมิต ซึ่ง มุนี แปลวา ผูรู นิรมิต แปลวา สราง รวมจึงแปลวา ที่อยูของผูรู ผูรูเปนผูสราง โดยมีเจาอาวาสทั้งหมด 2 รูปจากอดีต จนถึงปจจุบัน เจาอาวาสรูปที่ 1 คือ พระครูไพศาลมุนีธรรม และรูปที่ 2 คือ พระครูธํารงสีลคุณ โบราณคดีท่พบ คัมภีรใบลาน ี
  • 36.
    ภูมิปญญาทองถิ่น 1) การทํากรงนกเขา 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือ นาย เชิด ชัยยิ่ง อายุ 61 ป เพศ ชาย ที่อยู : 83/2 หมู 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาขอภูมิปญญา รูปที่ 9 นาย เชิด ชัยยิ่ง 4. ผลงานที่ประดิษฐคิดคน - กรงนกเขา รูปที่ 10 กรงนกเขา 5. เหตุและแรงจูงใจ เนื่องจากมีคนมาถามหาซื้อกรงนกเขาอยูบอยๆ จึงทําให นาย เชิด ชัยยิ่ง มีความสนใจที่จะ ทํากรงนก จึงไดหัดทําโดยการสังเกตจากของบุคคลอื่นที่ทํามากอนและคิดขึ้นเอง พอทําไดก็มีคน
  • 37.
    มาติดตอซื้อไปขาย และหลังจากเกษียณจาก อ.ส.แลวก็มาใชเวลาวางในการทํากรงนกมากขึ้น เพื่อที่จะมีรายไดเสริมจากการทําการทําอาชีพหลัก 6. ขั้นตอน - จัดเตรียมวัสดุที่เปนองคประกอบและอุปกรณชวยในการทํากรงนก ซึ่งมีดังนี้ ครู (อุปกรณ สําหรับยึดโครงไมใหเปนรูปทรงที่ตองการ) หัวกรงนก (ทําจากไมเนื้อออน) สิ่วกรงนก ไม ขอบ ไมสาน (ไมไผที่เหลาเปนเสนเล็กๆ) เชือกไนลอน ขี้ผึ้ง ลิ่ม (ไมไผที่ใชเปนโครงของ กรงนก) แลอุปกรณวัดขนาด (ทําจากไมไผ) - นําวัสดุที่เตรียมไวมาจักรสาน โดยใชลิ่มมาเสียบเขากับครู - นําหัวกรงนกมาเสียบเขา และมัดเขากับครูใหไดรูปทรง - นําไมขอบมาสานเขากับลิ่มแลวใชเชือกไนลอนมัดระหวางขอบกับลิ่มโดยใชไมวัดขนาดที่จะ ทํา มีขอบบนและขอบกลาง - นําไมสานมาสานเปนฐาน ขอบฐานและทําการถอดครูออก - ทําประตูโดยตัดลิ่มออกประมาณ 2 อัน - นําสวานมาเจาะรูที่หวกรงและนําเชือกมาสานตกแตงที่ขอบหัวกรง ั 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - ไดซื้อกรงนกในราคาที่ต่ํากวาทองตลาด - ทําใหไมไผเกิดมูลคาเพิ่ม - ทําใหเกิดรายไดในชุมชน และผูที่สนใจสามารถหัดทําได 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การทําหัวกรงนกตองใชเครื่องกรึงจึงจะไดความรวดเร็วและไดขนาด ตามตองการ ดานการหาวัสดุ : ตองใชเงินในการซื้อไมไผ และเปนคาจางสําหรับคนขึ้นตัด วัสดุหายาก เชน ขี้ผึ้ง ดานความตองการ : ความตองการของตลาดมีมาก ทําใหการผลิตไมเพียงพอตอความ ตองการของตลาด ดานการสืบสาน : มีผูสนใจในการทํากรงนกและฝกหัดทํา 9. ขอเสนอแนะ ควรที่จะมีอุปกรณ อยางเชน สวาน เครื่องกรึงหัวกรงนก
  • 38.
    2) การทําน้ําตาลสด 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือ นาย ละเอียด เชื้อเหิม อายุ 50 ป เพศ ชาย ที่อยู :18 หมู 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 11 นาย ละเอียด เชื้อเหิม 4. ผลงานที่ประดิษฐ - น้ําตาลสดจากตนตาลโตนด รูปที่ 12 น้ําตาลสดจากตนตาลโตนด 5. เหตุและแรงจูงใจ เนื่องจากอยูวางๆ ไมไดทําอะไร มีสวนของตนเองซึ่งมีตนตาลอยูพอประมาณและเมื่อเห็น ญาติทํา ไดชิมดูแลวชอบจึงคิดที่จะทําโดยหัดทําเองซึ่งไดขอมูลจากคนที่เขาทํามากอน พอทําได แลวก็นําไปขายเพื่อเลี้ยงชีพ 6. ขั้นตอน
  • 39.
    - เตรียมอุปกรณใหครบ -ตัดไมไผมาทําเปนบันไดขึ้นตนตาล เรียกวา ปะโอง โดยนําบันไดไปมัดกับตนตาลใหถึงยอด - นําไมนวด (มีลักษณะคลายไมตะเกียบ)ไปนวดจั่นตาล นวดประมาณ 10 นาที ใหจ่ันตาลนุม หรือซ้ํานิดๆ ขณะที่บีบไมตองบีบแรงมาก - ตัดใบตาลมาเปนฝอย ประมาณ 1 กํา แลวนําไปถูกับจั่นตาลใหเปลี่ยนสีหรือลอกออกนิดๆ - นวดจั่นตาลอยูประมาณ 3 วัน - หลังจากนั้นทําการกรีดจั่นตาลได โดยเริ่มแรกกรีดที่ปลายจนใหมียางออกแลวนํากระบอกที่ เตรียมไวไปรอง หรืออาจจะทิ้งไวสัก 2 วัน กอนแลวคอยเก็บก็ได ตอจากนั้นก็เก็บน้ําตาลสด และกรีดตอทุกครั้ง (มีดที่กรีดตองคมมาก) หมายเหตุ อุปกรณที่ใช คือ มีด ที่ลับปด กระบอก ไมนวดหรือไมหนีบ ถังใสน้ําตาลสด กระบอกรองน้ําตาลสด 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - นําน้ําตาลสดไปตมเปนน้ําตาลใชผสมอาหารได - ใชน้ําตาลสดในการเลิกดื่มสุราไดโดยดื่มน้ําตาลสดแทน - กระจายรายไดและสรางรายไดใหกับชุมชน - เปนการสืบสานภูมิปญญาชาวบาน 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การออกแบบกระบอกรองน้ําตาลสดตองใหมีความสะอาด และบรรจุ- ภัณฑน้ําตาลสดยังไมไดมาตรฐาน ซึ่งจะทําใหนําตาลสดบูดงาย ้ ดานการหาวัสดุ : ปจจุบันตนตาลมีจํานวนลดลงและมีความเสี่ยงในการขึ้นเก็บน้ําตาลสด ดานเศรษฐกิจ : การซื้อ-ขาย มีอยูเฉพาะชุมชนแถบนั้น เนื่องจากทําน้ําตาลสดในปริมาณ ที่นอย ดานความตอการของชุมชน : มีความตองการมาก บางครั้งอาจจะทําไมทันตามความ ตองการของชุมชน ดานการสืบสาน : มีผูที่ทําน้ําตาลสดมากพอสมควรแตชนรุนหลังยังไมมีใครสนใจทํา 9. ขอเสนอแนะ - ในตอนที่ขึ้นไปเก็บน้ําตาลสด จะตองจับตนไผ เพื่อความปลอดภัย - ตองนํากระบอกไมไผไปรนควันไฟกอนที่จะนําไปรองน้ําตาลสด - บันไดไมไผที่ตัดตองมีแขนงมากๆ - ตองตัดจั่นตาลติดตอกันทุกวัน - การเก็บน้ําตาลสด ถาเก็บไว 2 วันจะทําใหเกิดรสเปรี้ยวและเมา หลังจาก 2 วันไปแลวจะทําให เนาเสียและบูด
  • 40.
    - ถาตองการเก็บใหนานทําไดโดย การแชเย็นหรือหมักใสเปลือกมะเกลือเผา -ไมควรดื่มน้ําตาลสดในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจะทําใหมีอาการมึนเมา 3) ไมกวาดทางมะพราว 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือนาย เดื่อ ศรีตัมภวา อายู 67 ป เพศ ชาย ที่อยู : 1 หมู 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 13 นาย ละเอียด เชื้อเหิม 4. ผลงานที่ประดิษฐ - ไมกวาดทางมะพราว รูปที่ 14 ไมกวาดทางมะพราว 5. เหตุและแรงจูงใจ ครอบครัวมีฐานะที่ขัดสน จึงไดคิดทําไมกวาดเพื่อเปนอาชีพเสริมหลังจากการทําไรทํานา และอุปกรณนั้นหาไดงาย 6. ขั้นตอน
  • 41.
    - เหลาทางมะพราว - นําเชือกมามัดทางมะพราวเพื่อใหทางมะพราวกระจาย - นําลวดมามัดทางมะพราวโดยมัดทางมะพราวกับดาม - นํายางมะตอยมาทาบริเวณที่มดลวดเพื่อกันหลุด ั - นํามีดมาตัดปลายใหเหมาะสม หรือไมตัดก็ได 7. ประโยชนที่ชมชนไดรบ ุ ั - ซื้อไมกวาดไดในราคาถูก ชวยกระตุนเศษฐกิจชุมชนและไมไกลตอการเดินทาง - เพิ่มมูลคาใหแกทางมะพราว 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : มีการออกแบบรูปแบบเดียวยังไมหลากหลาย ดานการหาวัสดุ : ทางมะพราวหาไดทั่วไปตามสถานที่ที่มีตนมะพราว ดานเศษฐกิจ : การขายมีเฉพาะในชุมชนเทานั้น ยังไมมีการขยายตลาดออกสูภายนอก ดานการสืบสาน : ยังไมมีผูสืบสาน 9. ขอเสนอแนะ - ควรจะมีการจับกลุมขึ้น ทําไมกวาดทางมะพราวโดยใชเวลาวางจากอาชีพหลัก - ควรจะมีการขยายตลาดออกสูภายนอกชุมชน โดยอาจจะจัดทํารานคาของกลุม ทําทั้งขายปลีก และขายสง 4) น้ําดางจากทลายมะพราว 1. ดานเทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือ นายหอมจันทร ชุมสูงเนิน อายุ 55 ป เพศ ชาย ที่อยู : 4/2 หมู 2 ตําบล เชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 1. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 15 นายหอมจันทร ชุมสูงเนิน 
  • 42.
    4. ผลงานที่ประดิษฐ -น้ําดางจากทลายมะพราว รูปที่ 16 น้ําดางจากทลายมะพราว 5. เหตุและแรงจูงใจ การทําน้ําดางเปนการสืบสานภูมิปญญาชาวบาน ทําเพื่อใชในครัวเรือน เชน ใชในการทํา ขาวตม และน้ําดางยังใชในการยอมเสนไหมสําหรับทอผา ใชในการยอมแห ซึ่งเปนการประหยัด ไมตองไปซื้อที่ตลาด และวิธการทํานั้นไมยาก ี 6. ขั้นตอน - นําทลายมะพราวมาเผาใหเปนถาน - พอเปนถานใหนาน้ํามารดดับไฟเพื่อไมใหไฟไหมทลายมะพราวหมด ํ - นําเถาและถานมาใสผาดิบหรือผาเนื้อละเอียด - กรองเอาน้ําดางดวยน้ําสะอาด - แลวนําน้ําดางที่ไดมากรองซ้ําไปเรื่อยๆ จนกวาจะไดน้ําดางที่มีสีเหลืองออนๆหรือทดสอบน้ํา ดางดวยการชิม 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรบั - ใชในการทําขาวตม (โดยใชผสมกับขาวสาร) ใชในการซักเสนไหมเพื่อใหยอมสีติดงาย ใชใน การซักยอมแห เพื่อไมใหขาด รวมถึงใชเปนน้ํายาซักผาได - สามารถเก็บไวใชไดนาน - ใชวัสดุในชุมชนใหเกิดประโยชน - ใชแทนดางจากทองตลาดได ทําใหไมตองไปซื้อที่ตลาด 8. ปญหาและอุปสรรค
  • 43.
    ดานการหาวัสดุ : ตอหาวัสดุที่เปนทลายมะพราวและเปลือกนุนถาตองการในปริมาณมาก จะหาวัสดุยาก ดานความตองการ/ความนิยมของตลาด/ชุมชน : สวนมากแลวชุมชนมีความตองการดาง จากทองตลาดมากกวาเนื่องจากงายและสะดวก ดานเศษฐกิจ : ไมมีการซื้อ-ขายกันภายในหมูบาน ชุมชน ทําใชเฉพาะในครัวเรือนเทานั้น ดานการสืบสาน : ไมมีการสืบสานจากคนรุนหลัง 9. ขอเสนอแนะ ควรจะมีการทําใชภายในครัวเรือนเพื่อเปนการประหยัดรายจายภายในครัวเรือน และถามี วัสดุมากๆ ก็จะสามารถจับกลุมกันทําเปนผลิตภัณฑได 5) ไพหญาคา 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา ชื่อ นายเภา แววงาม อายุ 75 ป เพศ ชาย ที่อยู : 50 หมูที่ 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา  รูปที่ 17 นายเภา แววงาม 4. ผลงานที่ประดิษฐ - ไพหญาคา
  • 44.
    รูปที่ 18 ไพหญาคา 5. เหตุและแรงจูงใจ เนื่องจากครอบครัวมีความยากจนจึงไดประดิษฐขึ้นมาใชในการมุงหลังคาบาน เถียงนา คอกสัตวตางๆ เปนตน ไพหญาคาสามารถใชแทนสังกะสีจากทองตลาดได นอกจากทําใชเองแลว สวนที่เหลือก็จะขายเปนรายไดเสริม 6. ขั้นตอน - หาหญาคาแลวตัดตามขนาดที่ตองการ - นําหญาคาไปตากแดดใหแหง ประมาณ 2-3 วัน - หาไมมาทําเปนแกนของหญาคา แลวตัดใหเหมาะสม - ทําฐานเพื่อใชในการสาน แลวนําหญาคามาสานเขากับไมแกนโดยใชเชือกมัด - หลังจากสานเสร็จ นําไพหญาไปตากซ้ําอีกครั้ง 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - ใชวัสดุในทองถิ่นใหเกิดประโยชน และมูลคาเพิ่ม 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการหาวัสดุ : วัสดุมีอยูทั่วไป แตมีความลําบากในการเก็บวัสดุ ดานความตองการ : มีความนิยมในการใชไพหญาคาในการมุงคอกสัตว เนื่องจากไพหญา คามีราคาถูก ดานเศษฐกิจ : ทําใชเอง ขายในชุมชนและคนที่มาติดตอซื้อ ดานการสืบสาน : ไมมีผูสืบสาน 9. ขอเสนอแนะ - ควรมีการสืบทอดการไพหญาคาไวเนื่องจากมีประโยชนหลายดาน 6) เตาอบเผาถาน 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา ชื่อ นายสมาน จันทรเนียม อายุ 46 ป เพศ ชาย ที่อยู : 20 หมู 8 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
  • 45.
    รูปที่ 19 นายสมานจันทรเนียม ภาพเจาของภูมิปญญา 4. ผลงานที่ประดิษฐ - เตาอบเผาถาน รูปที่ 20 เตาอบเผาถาน 5. เหตุและแรงจูงใจ การทําเตาอบเผาถานจะทําใหไดวัสดุใชในการหุงตม ขายเปนรายไดเสริมได และเปนการ ใชไมที่ตายแลวใหเกิดประโยชน และการทําเตาอบเผาถานจะใชในการเผาไดหลายครั้ง 6. ขั้นตอน - ขุดดินใหลึกลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร - เจาะปลองควัน 3 ดาน และทําหนาเตาเผาเพื่อที่จะใชในการจุดไฟ - นําไมที่เปนวัตถุดบ ไปวางเรียงกันใหไดสัดสวนเพื่อที่จะไดปดเปนเตาเผา ิ - นําดินเหนียวมาผสมกับน้ําและฟาง แลวนวดใหเขากัน - นําดินที่ผสมแลวมาแปะเขากับไมใหหมดเพื่อทําเปนโพรงเตา
  • 46.
    - จุดไฟเผาและปดปากเตา หลังจากฟนไหมหมดใหปดปลองควันประมาณ 3 วัน และเก็บ ถานไปใชได 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - เปนวัสดุในการกอไฟเพื่อประกอบอาหารในครัวเรือน และใชประโยชนทางดานอื่นๆ - ใชเปนพื้นของถังสวมได 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การทําเตาอบเผาถานจะตองใชดินเหนียวจากจอมปลวก ดานการหาวัสดุ : ไมที่ใชในการเผาหายาก ดานความตองการ : ความตองการของชุมชนมีไมมาก สวนมากจะทําใชในครัวเรือน ดานการสืบสาน : มีการสอนใหแกบุตรหลานและผูที่สนใจ 9. ขอเสนอแนะ ควรนําตนไมที่ตายเองตามธรรมชาติมาเผาเปนถาน 7) การทําสุม 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา ชื่อ นางเขมา นามประโคน อายุ 63 ป เพศ หญิง ที่อยู : 73/1 หมูที่ 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา ปที่ 22 รูปที่ 21 นางเขมา นามประโคน
  • 47.
    4. ผลงานที่ประดิษฐ -สุมไก รูปที่ 22 สุมไก 5. เหตุและแรงจูงใจ ไดหดทําสุมไก สุมปลา มาจากคุณปู เนื่องจากฐานะทางดานครอบครัวนั้นยากจนจึงไดทํา ั เพื่อตองการรายไดมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งก็มีคนมาติดตอซื้ออยูเรื่อยๆ จึงไดทํามาจนถึงปจจุบันนี้ 6. ขั้นตอน - นําไมไผมาตัดและเหลาใหไดตามขนาดของสุม เชน สุมไกตี สุมไกบาน - นําไมไผที่ไดขนาดมาสานโดยเริ่มจากการสานปากสุมกอน - เมื่อไดโครงของสุมแลว นําไมไผอีกสวนหนึ่งมาสานในแนวขวาง 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - มีการซื้อขายที่ถูกกวาทองตลาด และไมเสียคาเดินทาง - ชวยกระตุนเศษฐกิจชุมชน และไมไผเกิดมูลคาเพิ่ม - เปนอาชีพเสริมที่ดี หาเลี้ยงชีพไดโดยใชเวลาวาง 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การสานตามขวาง สานปากสุม ตองสานใหสมดุล ดานการหาวัสดุ : ไมไผท่ใชตองซื้อ ี ดานความตองการ : มีความตองการมาก เมื่อมีการสั่งทําสุมจํานวนมากจะทําไมทัน ดานการสืบสาน : ไมมีผูที่จะสืบสานตอในการทําสุมไก 9. ขอเสนอแนะ - ไมไผที่เหลาเสร็จแลวควรนํามารนควันไฟเพื่อกันมอด - ควรจะมีการขยายตลาดใหกวากวานี้
  • 48.
    8) ยาตมและยาทา 1. ดานสมุนไพร 2.เจาของภูมิปญญาทองถิ่น ชื่อ นายจัด แรงเริง อายุ 71 ป เพศ ชาย ที่อยู : 66 หมู 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 23 นายจัด แรงเริง 4. ผลงานที่ประดิษฐ - ยาสมุนไพร 5. เหตุแลแรงจูงใจ มีความสนใจในการทํายาสมุนไพรและไดรับการถายทอดมาจากพระที่วัดบานกําโปล คือ พระไพศาล ตั้งแตสมัยที่เปนเด็กวัด และเพื่อเก็บยาไวรักษาโรคภายในครอบครัว คนในชุมชนที่ ตองการใหชวยเหลือ  6. ขั้นตอน ยาทา - หาตนสมุนไพรในปาแลวกรีดตนยาเพื่อใหยางไหลออกมา ทิ้งไวประมาณ 1 คืน โดยกรีดตนยา ประมาณรอยกวาชนิด - เก็บน้ํายางของตนยาโดยใชสําลีซับน้ํายางหรือเช็ดน้ํายางแลวนําไปผสมกัน ใสขวดเก็บไว - ใสน้ํามันตัวนิ่มลงไปผสมกับน้ํายาที่เก็บมาได ยาตม - หาตนสมุนไพรแลวขุดเอารากของตนยามา - นํารากยามาผา แลวนําไปตากใหแหง
  • 49.
    - นํารากยาที่ตากแหงแลวมาแบงออกตามชนิดของโรค และในปริมาณที่เหมาะสม - นํายามาตมใชดื่มรักษาโรคได 7. ประโยชนที่ชมชนไดรบ ุ ั - เปนการอนุรกษยาสมุนไพร และภูมิปญญาทองถิ่นไว ั - เปนยารักษาโรค ยาทา ใชทาเพื่อแกน้ํารอนลวก แกการปวดขอ ปวดกลามเนื้อ ปวดตามบริเวณตางๆ และ ใชไดกับโรคเปอยเนา ยาตม ใชเปนยาแกปวดหลัง ปวดเอว 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : ยังไมมการออกแบบบรรจุภัณฑสําหรับยาตมและยาทา ี ดานการหาวัสดุ : หาตนสมุนไพรยากมาก เนื่องจากปจจุบันมีการนําสมุนไพรมาใชมากขึ้น จึงทําใหตนสมุนไพรลดลงมากจากอดีต ดานเศษฐกิจ : เมื่อมีผูปวยมาก็จะรักษาใหและขายยาสมุนไพรใหกับคนที่สนใจ ดานการสืบสาน : ไมมีผูสืบสาน 9. ขอเสนอแนะ ควรที่จะมีการอนุรักษยาสมุนไพรเหลานี้ไวโดยการปลูกและขยายพันธเปนสวนสมุนไพร
  • 50.
    บทที่ 4 วิเคราะห สังเคราะหผลการปฏิบติงาน กิจกรรมตางๆในภาพรวม ั จากผลการวิ เ คราะห ข อ มู ล ในการสํ า รวจเก็ บ ข อ มู ล ที่ ตํ า บลเชื้ อ เพลิ ง อํ า เภอปราสาท จังหวัดสุรินทร พบวา ขอมูลทางดานศิลปะวัฒนธรรมและภูมปญญาชาวบาน มีศิลปะวัฒนธรรมที่ ิ หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ไดตกทอดสืบสานมาจากบรรพบุรุษ ที่หลอหลอมกอใหเกิด ประเพณี ซึ่งประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อที่สําคัญของตําบลและของจังหวัด คือ ประเพณีการแซน โดนตา หรือ การเซ น ไหว ผีบรรพบุรษ จัด เปน ประจํ าทุ ก ปใ นชว งเดื อ นสิ บ หรื อ ประมาณเดื อ น กั น ยายน และการละเล น ที่ สํ า คั ญ ประจํ า ตํ า บล โดยมี ก ารรวมกลุ ม และส ง เสริ ม อนุ รั ก ษ ศิ ล ปะ วัฒนธรรม จนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งตําบล จึงทําใหชุมชนในตําบลไดเล็งเห็นความสําคัญ มีการ อนุรักษเพื่อมิใหสูญหายไป โดยเฉพาะการละเลนพื้นบานที่สําคัญและมีความโดดเดนในตําบล เชื้อเพลิง มีอยูหลายหมูบาน เชน หมู 3 บานโพธิ์กอง เปนหมูที่มีการรวบรวมและอนุรักษ การละเลนพื้นบานไวมากที่สุด ยกตัวอยางเชน กะโนปติงต็อง เรือมอันเร รําอายัย เปนตน หมู 1 บานเชื้อเพลิง มีการเลนลิเกพื้นบาน หมู 10 บานปรือ-รูง มีการเลนกันตรึม นอกจากนี้ ยังมีศิลปะ วัฒนธรรมที่ สําคั ญอย า งหนึ่ ง คือ มี โบราณสถานและโบราณวั ตถุที่มีอยูแ หงเดีย วในตําบล คือ ปราสาทบานไพล อยูที่บานปราสาท หมูที่ 6 ซึ่งเปนอารยธรรมสมัยโบราณที่สรางขึ้นจากความเชื่อ ในเรื่องการบูชาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากที่กลาวมาเบื้องตนทําใหทราบวา ตําบล เชื้อเพลิง เปนแหลงอารยธรรมโบราณและเปนตนกําเนิดของการละเลนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด สุรินทร ภู มิ ป ญ ญาชาวบ า น ชาวบ า นในตํ า บลเชื้ อ เพลิ ง ประกอบอาชี พ หลั ก คื อ เกษตรกรรม ซึ่งโดยสวนมากแลวทํานาป ซึ่งมีชวงเวลาวางหลังจากการเก็บเกี่ยว มีการทําอาชีพเสริมเพื่อเพิ่ม รายได ใ ห กั บ ครอบครั ว โดยมี ด ว ยกั น หลายอย า ง เช น การทอผ า การทํ า ขนม การประดิ ษ ฐ เครื่องจักรสานที่ใชในชีวิตประจําวัน ซึ่งเกิดมาจากภูมิปญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจาก จะใชในครัวเรือนแลวยังสามารถทําเพื่อจําหนายเพื่อเพิ่มรายไดไดดวย เกิดการเห็นคุณคาของภูมิ ปญญา จากการที่ไดสํารวจเก็บขอมูลของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นทําใหทราบ ถึง ภูมิปญญาของชาวบานในตําบล โดยสามารถจําแนกไดเปนภูมิปญญาการรักษาโรค ภูมิ ปญญาทางดานหัตถกรรม และภูมิปญญาดานเทคโนโลยีพื้นบาน จากขอมูลที่วิเคราะห ทําใหสมาชิกภายในกลุมตระหนักถึงการสงเสริมและการอนุรักษ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่น ซึ่งทางกลุม มีขอเสนอแนวทางการจัดทําโครงการดังตอไปนี้
  • 51.
    แนวทางการจัดทําโครงการ 1. แนวทางการจัดทําโครงการ “เปดตํานานปราสาทบานไพล” เปนโครงการที่เกี่ยวของกับการสืบสานและการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่น โดยเปนโครงการนํารองใหแกชุมชนตําบล เชื้อเพลิงไดจัดขึ้นทุกๆ ป ลักษณะของการจัดงานมีรูปแบบในการเผยแพรศิลปะ วัฒนธรรม และการละเลนพื้นบาน ซึ่งมีการดําเนินงานเปนขั้นตอนคราวๆ คือ มีการจัดการแสดงแสงสีเสียง การแสดงมีลักษณะการ อนุรักษและเห็นความสําคัญของปราสาทบานไพลและการละเลนพื้นบานในดานตางๆ เชน การรํา กะโนปติงต็อง เรือมอันเร เรือมอายัย เปนตน บริเวณที่จัดงานคือ บริเวณปราสาทบานไพล สิ่งที่สรางความภาคภูมิใจใหแกนสิตนักศึกษาโครงการเรีนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน คือ ิ การได ช ว ยเหลื อ ซึ่ ง กั น และกั น และที่ สํ า คั ญ คื อ นิ สิ ต นั ก ศึ ก ษาได แ สดงร ว มกั บ นั ก เรี ย นและ ประชาชนในชุมชน ที่ไดเชิญมาทําการแสดงในกิจกรรมนี้ (ดูรปแบบโครงการที่ภาคผนวก) ู 2. แนวทางการจัดทําโครงการ “มหาสงกรานตวันผูสูงอายุ” เปนโครงการที่เกี่ยวของกับการสืบสานและการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี เปน โครงการที่จัดขึ้นในวันสงกรานต โดยจัดงานที่บริเวณประสาทบานไพล มีรูปแบบการจัดคือ ให หมูบานแตละหมูบานเชิญผูสูงอายุมารวมงานเพื่อใหลูกหลานรดน้ําดําหัวหมูบานละ 5 คน ทั้งนี้มี การประชาสัมพันธและเชิญชวนใหประชาชในตําบลเชื้อเพลิงหรือบุคคลภายนอกมารวมงาน เพื่อ เปนการตระหนักและเห็นคุณคาตอผูที่มีบุญคุณตอเราและตอบแทนบุญคุณของทานดวยการกราบ ไหวใหความหวงและใหกาลังใจตอทาน (ดูรูปแบบโครงการที่ภาคผนวก) ํ 3. แนวทางการจัดทําโครงการ “ศูนยรวมภูมิปญญา” เปนโครงการสงเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑที่เกิดจากการประดิษฐคิดคนโดยภูมิปญญา ทองถิ่นของคนในชุมชนสรางขึ้น รูปแบบในการจัดทําโครงการก็คือ มีการจัดหาสถานที่ใดสถานที่ หนึ่งที่เหมาะสมในการจัดแสดงผลงานที่เกิดจากภูมิปญญาของชาวบาน โดยใหผูที่สนใจที่จะนํา ผลงานของตนเองมาแสดงและเผยแพรใหผูอื่นไดเห็น และในงานนี้พรอมที่จะใหชาวบานจําหนวย สินคาของตนเอง เพื่อเปนรายไดเสริมดวย
  • 52.
    โครงการที่เสนอมา 2 โครงการเบื้องตนเปนโครงการที่ไดจัดขึ้นแลวในชวงระหวางการ ปฏิบัติภาคสนามสามารถดูรูปแบบการดําเนินโครงการไดที่ภาคผนวก สวนโครงการที่ 3 เปน โครงการเสนอแนะของกลุมที่เสนอตดชุมชน บทที่ 5 ปญหาและอุปสรรค ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของกลุม การสํารวจเก็บขอมูล จากการออกปฏิบัติการในพื้นที่เปนเวลา 1 เดือน ปญหาและอุปสรรค ในการเก็บขอมูลการดําเนินกิจกรรมของกลุมมีดังนี้ 1. การใชภาษาเพื่อการสื่อสาร สอบถาม และเรียบเรียงบันทึกเปนขอมูลในแบบสอบถาม ซึ่งประชากรในชุมชนใชภาษาเขมรในการสื่อสาร (ชนกลมเขมรสูง) ประมาณรอยละ 98 โดยเฉพาะผูสูงอายุท่เี ปนคนที่รูพธกรรม ประวัติความเปนมาของประเพณีตางๆ ิี 2. การไดขอมูลที่แตกตาง การสํารวจเก็บขอมูลในแตละหมูบานใหขอมูลที่แตกตางกันใน เรื่องเดียวกันและขาดความสมบูรณของขอมูลนั้น และในดานขอมูลพืนฐานของ 8 กลุมกิจกรรม ้ สํารวจเก็บขอมูลที่ไมตรงกัน จึงทําใหตองสํารวจเก็บขอมูลใหมและนํามาวิเคราะหรวมกันใหม 3. ความไมคนเคยตอพืนที่ จากพื้นที่ของการสํารวจเก็บขอมูล ซึ่งสมาชิกกลุมไมมใครอยู ุ ้ ี ในพื้นที่ จึงขาดความสะดวกตอการเก็บขอมูลและอาจไดขอมูลไมครบถวนเพราะบางพื้นที่สํารวจ ไมถึง 4. การติดภารกิจของสมาชิกกลุม สมาชิกกลุมบางคนตองรับผิดชอบในการออกฝกสอน ในชวงการปฏิบัติงานการวิเคราะหขอมูลและการรวบรวมเปนรูปเลมและการรับผิดชอบตองาน กิจกรรมดานอืน ๆ ทําใหการปฏิบัติงานรวมกันมีควายากลําบากมาก เนื่องจากระยะทางหางไกลกัน ่ การติดตอประสานจึงเปนไปไดยากเชนกัน 5. ขาดอุปกรณในการจัดทํารายงาน จากการทํารูปเลมรายงานนั้นจําเปนตองมีอุปกรณที่ ครบถวน การจัดทําจึงจะสะดวกและรวดเร็วขึ้น แตทั้งนี้ทางกลุมยังขาดอุปกรณ คือ คอมพิวเตอร เครื่องสแกนภาพ ทั้งสองอยางนี้เปนปญหาหลักที่ทางกลุมตองจัดหามาทํารายงานเอง เนื่องจาก  เครื่องอาจารยที่ปรึกษาโครงการเตรียมมาใหใช เกิดการชํารุดและเสียหาย 6. การวางแผนวิเคราะหงานรวมกันระหวางกลุมอื่นมีนอย เปนผลกระทบมาจากการพัก อยูเปนอิสระมากเกินไปทําใหการประชุมแตละครั้งเปนไปไดยาก เมือขาดการประชุมที่ตอเนื่องทํา ่ ใหสงผลกระทบตอกลุม
  • 53.
    ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของตําบล/ชุมชน 1. การสืบสาน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี การละเลนและภูมิปญญาทองถิ่น ปจจุบัน สังคมไทยไดเปลี่ยนแปลงไปไมวาจะเปนดานสังคม ดานเศษฐกิจ สภาพสังคม ในตําบลเชื้อเพลิงก็ ไดรับผลกระทบดานการสืบสาน การอนุรักษ สําหรับขนบธรรมเนียม ประเพณีตางๆ ก็จะมี เพียงแตผูสูงอายุเทานั้นที่ยังปฏิบัติ และรูถึงพิธีกรรมตางๆ รวมไปถึงดานภูมิปญญาชาวบานดวยซึ่ง จํานวนผูรูก็ลดลง เริ่มที่จะหายไป เชน การรําตรุษในวันสงกรานต ปจจุบันไมมีผูที่จะมานําการ รําตรุษหรือนําในการเจรียง ซึ่งหาผูที่เจรียงไดนั้นหายาก ดังนั้นเยาวชนจึงเปนสวนที่สําคัญมากๆที่ จะเปนผูสืบสาน เยาวชนสวนมากจะไปทํางานในเมืองหรือในตางจังหวัด จึงยากตอการสานตอใน อนาคต สวนทางดานภูมิปญาทองถิ่นก็เริ่มหายไปเนื่องจากไมมีผูที่จะสานตอเชนกันและ ภูมิปญญา บางอยางคนในชุมชนจะใชผลิตภัณฑจากตลาดมากกวาผลิตภัณฑในชุมชน เนื่องจากมีความสะดวก กวา มีความรวดเร็วกวา รวมถึงคุณภาพดวย ดังนั้นควรจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑใหมีคุณภาพยิ่งขึ้น ใหแขงขันกับตลาดได 2. ความตองการของตําบล/ชุมชน สําหรับปญหาดานโบราณสถานก็คือ มีการดูแลและ บํารุงรักษาสถานที่นอยเกินไป ทําใหคนที่แวะมาเยี่ยมชมเกิดความชื่นชมนอยตอโบราณสถาน ใน สวนของการสื บสานคนในชุม ชนจะใหความร วมมื อ ในการจั ด ประเพณีตางๆนอย แม จ ะเป น การละเลนจะพบวาเยาวชนขาดความสนใจในการละเลนซึ่งจะเห็นไดจาก การละเลนกะโนปติง ตอง เรือมอายัยจะไมพบเยาวชนในการละเลนแตสวนมากจะเปนเด็ก ดังนั้นจะทําใหเยาวชนมี ความห า งเหิ น จากวั ฒ นธรรมของท อ งถิ่ น และด า นภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น บางอย า งจะทํ า ใช ใ น ครอบครัวเทานั้น 3. วัสดุและอุปกรณ ในการบํารุงรักษา ทําความสะอาดในบริเวณปราสาทนั้นพบวาขาดวัสดุ และอุปกรณซ่ึงควรที่จะมีเครื่องมือในการตัดหญา ประมาณใหเหมาะสม ถามีอุปกรณแลวก็มอบ ใหกับชาวบานทําหนาที่ในสวนนี้ วัสดุและอุปกรณในการทําพิธีกรรมตางๆ ก็สามารถหาไดใน ทองถิ่น ดานภูมิปญญาทองถิ่น จะเห็นวาวัสดุหาไดในทองถิ่น แตในบางผลิตภัณฑมีในปริมาณที่ นอยเกินไปไมเพียงพอตอการทํา ถาทําใชเฉพาะครัวเรือนจะมีเพียงพอดังนั้นควรมีการอนุรักษวัสดุ ไว อยางเชน มีสวนสมุนไพรในการขยายพันธุพืชสมุนไพร และมีการปลูกพืชที่เปนวัสดุของการ ทําสินคานั้นและนอกจากนี้คือยังขาดอุปกรณที่ทันสมัย ในการทําผลิตภัณฑ
  • 54.
    4. การบอกประวัติความเปนมา สําหรับประวัติความเปนมาของปราสาทไมมีการบอกเลา จากชาวบานและไมมีการจารึกไวเปนลายลักษณอักษรจากอดีต ดังนั้นจึงไมสามารถบอกถึงประวัติ ความเปนมาของปราสาทบานไพลในชวงกอสรางได สําหรับดานการละเลนการบอกประวัติของ ชาวบานเปนการบอกเลามาจากอดีตซึ่งจะทําใหขอมูลคลาดเคลื่อนและมีการบอกเลาที่ไมตรงกัน ทํา ใหยากตอการตัดสินใจ และพิมพเปนเอกสารออกมา เชน ที่มาของกะโนปติงต็อง มีการบอกที่มาที่ แตกตางกัน 5. ปญหาการถูกแทนที่ดวยวัฒนธรรมใหม การถูกแทนที่ดวยวัฒนธรรมใหมของคนใน ตําบลเชื้อเพลิงที่เห็นไดชัดเจน คือ การแตงกายที่มีลักษณะออกไปทางตะวันตกและตะวันออกบาง ประเทศ เชน ประเทศญี่ปุน ความเปนอยูเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางครอบครัวเดี่ยว มีการ สนิทชิดเชื้อ การมีมิตรไมตรีฉันญาติพี่นองมีนอยลงกวาสมัยแตกอน ซึ่งเปนขอมูลที่คนในชุมชน ใหขอมูลมา จึงทําใหขนบธรรมเนียมประเพณีบางอยางเสื่อมและสูญหายไปยากตอการฟนฟู
  • 55.
    โครงการ “ เปดตํานานปราสาทบานไพล” หลักการและเหตุผล จากที่มีการเก็บขอมูลในชุมชนของตําบลเชื้อเพลิง นักศึกษาโครงการเรีนรูรวมกันสรรค สรางชุมชน ไดคิดวางแผนรวมกันในการจัดทําโครงการรวมและเปนโครงการใหญ โดยทุกกลุม กิจกรรมทั้ง 8 กิจกรรมไดดําเนินการรวมกันซึ่งมีการประสานความรวมมือกับชาวบาน ชุมชน และหนวยงานตาง ๆในตําบลเชื้อเพลิง โครงการที่จัดทําขึ้นนี้เปนโครงการนํารอง เพื่อเผยแพรและ อนุรักษศิลปะวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สําคัญของตําบล ทั้งนี้ตองการใหชุมชนไดตระหนักถึง คุณคาของวัฒนธรรมที่มีอยูในทองถิ่น โดยโครงการนี้เราใชชื่อวา “ เปดตํานาน ปราสาทบาน ไพล ” วัตถุประสงค 1.เพื่ อ ส ง เสริ ม การอนุ รั ก ษ แ ละสื บ ทอดศิ ล ปะ วั ฒ นธรรม ขนบธรรมเนี ย มประเพณี การละเลนพื้นบานที่สําคัญไวใหอนุชนรุนหลังไดศึกษาและมีการสานตอใหคงอยูตลอดไป 2. เพื่อเปนการประชาสัมพันธแหลงโบราณสถาน (ปราสาทบานไพล) ใหเปนที่รูจัก 3.เพื่อทํานุบํารุงดูแลรักษาใหปราสาทบานไพลมีความสะอาด สวยงามและใหคงสภาพ สมบูรณเหมาะแกการมาเยี่ยมชมและพักผอนหยอนใจ 4. เพื่อเปนการสงเสริมการทองเที่ยวในตําบลเชื้อเพลิง 5.เพื่อเปนการรณรงคใหคนในชุมชนเห็นคุณคาของโบราณสถาน โบราณวัตถุซึ่งควรคา แกการอนุรักษไวเปนมรดกของชาติ เปาหมาย 1.ประชาชนเขามารวมงานเปนจํานวนมาก 2.มีการสืบสานโครงการตอเนื่องทุกๆ ป 3.การสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและการละเลนพื้นบานที่สําคัญ ใหคงอยูสบตอไป ื ระยะเวลาในการดําเนินงาน 27 – 28 เมษายน 2546 ขั้นตอนในการดําเนินงาน 1. วางแผนงานรวมกันของนักศึกษาโครงการ เรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน 2. แบงหนาที่รับผิดชอบในแตละกลุมกิจกรรม 3. ปฏิบัติหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย 4. เตรียมสถานที่รวมกันในบริเวณสถานที่จัดงาน ( ปราสาทบานไพล ) 5. ดําเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว 6. สรุปและประเมินผล
  • 56.
    ผลที่คาดวาจะไดรับ 1.สงเสริมการอนุรักษและสืบทอดศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการละเลน พื้นบานที่สําคัญไวใหอนุชนรุนหลังไดศึกษาและมีการสานตอใหคงอยูตลอดไป 2. มีการประชาสัมพันธแหลงโบราณสถาน (ปราสาทบานไพล) ใหเปนที่รูจก ั 3.ธํ า นุ บํ า รุ ง ดู แ ลรั ก ษาให ป ราสาทบ า นไพลมี ค วามสะอาด สวยงามและให ค งสภาพ สมบูรณเหมาะแกการมาเยี่ยมชมและพักผอนหยอนใจ 4. มีการสงเสริมการทองเที่ยวในตําบลเชื้อเพลิง 5. มีการรณรงคใหคนในชุมชนเห็นคุณคาของโบราณสถาน โบราณวัตถุซึ่งควรคาแกการ อนุรกษไวเปนมรดกของชาติ ั ปญหาและอุปสรรค 1.ฝนตกขณะทําการดําเนินงานจึงทําใหบริเวณสถานที่เปยกแฉะเต็มไปดวยน้ําฝน 2.สถานที่ในการนําเสนอขอมูล ปายภาพ ทั้ง 8 กลุมกิจกรรมไดจัดทําขึ้น รวมพรอมกับ การจัดการแสดงไมเหมาะสม 3.ระยะเวลาในการซักซอมการแสดงนอยเกินไปจึงสงผลใหการแสดงขาดความสมบูรณ 4.เนื่องจากเปนโครงการนํารองการสนับสนุนของหนวยงานบางหนวยงานยังมีนอย ขอเสนอแนะ 1.ควรมีการจัดทําโครงการในลักษณะเชนนี้ทุกๆ ป เพื่อเปนการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ใหมช่อเสียงและเปนสถานที่เยี่ยมชมในบรรดาผูสนใจ ี ื 2.หนวยงานที่เกี่ยวของควรใหความสนใจและดูแลใหมากกวานี้
  • 57.
    โครงการ “ มหาสงกรานตวนผูสงอายุ” ั ู หลักการและเหตุผล สังคมไทยมีขนบประเพณีที่หลากหลาย ซึ่งปจจุบันนี้สังคมไดเปลี่ยนแปลงไปรวมทั้ง ระบบเศรษฐกิ จ ทํ า ให ชี วิ ต ความเป น อยู ข องคนในชุ ม ชนเปลี่ ย นไปและมี ผ ลกระทบต อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ประเพณีรดน้ําดําหัวผูสูงอายุในวันสงกรานตซึ่งเปนประเพณีที่สําคัญของ คนไทยควรแกการอนุรักษการสืบสานตอไปรวมถึงการปรับเขากับชีวิตความเปนอยูในปจจุบันและ ยังคงสภาพความเปนประเพณีแบบดั่งเดิมไว ในวันสงกรานตถือวาเปนวันขึ้นปใหมของไทย เปน วันครอบครัวและเปนวันผูสูงอายุของสังคมไทย ทําใหเกิดความอบอุน สรางความสามัคคีใน ชุมชน ซึ่งเปนวัฒนธรรมที่ดีงามอยางยิ่ง ผูสูงอายุมีความสําคัญกับคนไทยเปนที่เคารพนับถือของคนในชุมชน บุคคลในกลุม เยาวชนรวมถึงลูกหลานของชุมชนมีความสําคัญตอผูสูงอายุที่จะคอยใหกําลังใจและเปนพลังที่จะ รักษาไวซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีใหสืบทอดตอไปในอนาคต ดังนั้น การกระตุนและปลูก ฝงความคิดใหกับคนในชุมชน เยาวชน ได ตระหนัก ถึง ความสําคัญของประเพณีรดน้ําดําหัวในวันสงกรานตรวมทั้งประเพณีอื่น ๆ โดยมีการสืบสานตอไป วัตถุประสงค 1.เพื่อเปนการอนุรักษและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี 2.เพื่อใหคนในชุมชนตระหนักและเห็นคุณคาถึงความสําคัญของประเพณีในวันสงกรานต 3.เพื่อสรางความสามัคคีความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้นในชุมชน 4.เพื่อรณรงคใหชุมชนไดอนุรักษประเพณีการรดน้ําดําหัวผูใหญ เปาหมาย จํานวนผูสูงอายุจาก 12 หมูบานในตําบลเชื้อเพลิงหมูบานละ 5 คน มาประกอบพิธีรดน้ํา ดําหัวผูใหญที่หมู 6 บานปราสาท รวมทั้งบุคคลที่สําคัญในหนวยงานตางๆ ผูนําหมูบาน ชาวบาน และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ระยะเวลาการดําเนินงาน 10-12 เมษายน 2546 ขั้นตอนการดําเนินงาน 1.ประชุมวางแผนงานระหวางกลุมกิจกรรม 2.ศึกษาขอมูลพื้นฐานในแตละหมูบาน 3.ประสานงานระหวางหมูบานในตําบล 4.จัดเตรียมสถานที่ในการดําเนินกิจกรรม 5.ดําเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว 6.สรุปและประเมินผล
  • 58.
    ผลที่คาดวาจะไดรับ 1.เปนการอนุรกษและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี ั 2.คนในชุมชนตระหนักและเห็นคุณคาถึงความสําคัญของประเพณีในวันสงกรานต 3.เกิดความสามัคคีความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้นในชุมชน 4.ชุมชนไดอนุรักษประเพณีการรดน้ําดําหัวผูใหญ 5.เปนแบบอยางที่ดีใหกับเยาวชนไดเรียนรูถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและไดปฏิบัติจริง ซึ่งเปนการปลูกฝงใหเห็นคุณคาและเกิดการสืบสานตอไป ปญหาและอุปสรรค 1.การประชาสัมพันธไมทั่วถึง 2.การใหความรวมมือของชุมชนยังมีนอย 3.การจัดสถานที่ยังไมเหมาะสมเทาที่ควร ขอเสนอแนะ 1.ควรมีการประชุมกอนการดําเนินงานและเตรียมความพรอมใหมากกวานี้ 2.มีการติดปายประชาสัมพันธและใหผูนําหมูบานประชาสัมพันธใหทวถึง ั่
  • 59.
    ประมวลภาพกิจกรรม ภาพสมาชิกกลุมศิลปะวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น ภาพนิสตนักศึกษาโครงการและชาวบานมารดน้ําดําหัวผูสูงอายุ ิ 
  • 60.
  • 61.
    ภาคผนวก ข สมาชิกกลุมศิลปะ วัฒณธรรมและภูมิปญาทองถิ่น 1. นายทองอุน มั่นหมาย ที่อยู 61 หมู 8 ตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร 32180 นักศึกษาปที่ 2 สาขาคณิตศาสตร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏสุรินทร 2. นายพิชย ชูเสนผม ั ที่อยู 86 หมู 6 ตําบลทาสวาง อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร 32000 นักศึกษาปที่ 2 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 3. นายธงชัย บุญพัก ที่อยู 57 หมู 2 ตําบลผักไหม อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรนทร 32110 ิ นักศึกษาปที่ 2 สาขาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 4. นายสุรชัย ที่อยู หมู ตําบล อําเภอ จังหวัดสุรินทร 32180 นักศึกษาปที่ 3 สาขาวิทยาศาสตรท่วไป คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ั สถาบันราชภัฏสุรินทร 5. นายวีระศักดิ์ ฉั่วศิริพร ที่อยู หมู ตําบลระแงง อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร 32180 นักศึกษาปที่ 3 สาขาดนตรี คณะ สถาบันราชภัฏสุรินทร
  • 62.
    บทที่ 6 ขอเสนอแนะ จากการสํารวจเก็บขอมูลของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น ในพื้นที่ตําบล เชื้อเพลิง ทําใหทราบถึงปญหาและอุปสรรคมากมายที่ไดขอมูลจากหนวยงานราชการ ประชาชน ในตําบล และการปฏิบัติภาคสนามของพื้นที่ในดานตางๆ ซึ่งสามารถประมวลไดดังบทที่แลวมา แตในบทนี้เปนการวิเคราะห สังเคราะห และสรุปผลของปญหาและอุปสรรคมาเสนอแนะหรือหา แนวทางการแกไขเพื่อทําการพัฒนาและนําเสนอสิ่งใหมมาบูรณาการรวม โดยสมาชิกภายในกลุม ไดรวมกันคิดคนขึ้น ซึ่งสรุปแลวไดขอมูลดังตอไปนี้ ขอเสนอแนะตอชุมชน 1.สานตอโครงการ เปนขอเสนอตอชุมชนเพื่อใหชุมชนสานตอโครงการ “เปดตํานาน ปราสาทบานไพล” ที่นิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน ไดจัดเพื่อสืบสาน และอนุรักษไวซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และการละเลนพื้นบานใหคงอยู ตอไป โดยมีการจัดโครงการปละครั้งหรือเห็นแตชุมชนจะตองการจัด ซึ่งใหหนวยงานที่เกี่ยวของ ทุกๆหนวยงานประสานความรวมมือกันในการจัดโครงการนี้ 2.ชุมชนรวมพัฒนา ทางกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น เห็นพองกันวา ควรใหทางชุมชนมีการพัฒนาและทํานุบํารุงสถานที่สําคัญของชุมชนเพื่อไวใหคนรุนหลังไดดูได ศึกษาหาความรู ทําใหสมาชิกกลุมคิดขึ้นไดวาควรมีการพัฒนาและปลูกตนไม (ไมดอกไมประดับ) บริเวณปราสาทบานไพลใหสวยงามเหมาะแกการทองเที่ยวและพักผอนหยอนใจ เสนอวาเดือนละ ครั้งหรือสามเดือนครั้ง 3.การละเลนพื้นบาน จากการที่ไดเห็นการละเลนพื้นบานจริงในชุมชนตําบลเชื้อเพลิงซึ่งมี การอนุรักษไวเปนอยางดี แตการแสดงในแตละสถานที่นั้นมีแตเด็กทําการแสดงเทานั้น จึงขอ เสนอวาควรรณรงคใหวัยรุนหรือวัยหนุมสาวมีบทบาทในดานนี้ใหมาก เนื่องจากวาวัยรุนเปนวัย แหงการเรียนรู และเรียนรูไดรวดเร็วกวาเด็ก ความออนชอยงดงามมีมากกวา เมื่อมีการแสดง อรรถรสในการชมของผูชมมักมีมากกวา อันเนื่องมาจากปจจัยหลายๆ อยางประกอบกัน เชน เปน ทางการมากขึ้น ความสวยงามดานสรีระทางรางกายและลีลาการแสดงออกที่นาชวนชม และที่ สําคัญสามารถจัดการแสดงในสถานที่ตางๆ หรืออาจมีผูมาติดตอใหไปแสดงในงานตางๆ ซึ่งอาจ กอเกิดรายไดเสริมใหแกวัยรุนในชุมชนได 4.สงเสริมภูมิปญญาทองถิ่น จากการสํารวจเก็บขอมูลพบวา ปญหาที่พบเกี่ยวกับภูมิปญญา ทองถิ่น คือ สวนใหญขาดผูสานตอการประดิษฐคิดคนที่เกิดจากภูมิปญญทองถิ่น อันเนื่องมาจาก
  • 63.
    ผูที่สนใจในดานนี้มีนอย จึงควรมีผูมาเหลียวแลในดานนี้อยางจริงจังเพื่อไมใหภูมิปญญาทองถิ่น บางอยางตองจางหายไป ขอเสนอแนะตอรัฐบาล 1.จากการสํารวจเก็บขอมูลในพื้นที่ตําบลเชื้อเพลิงพบวามีโบราณสถานตั้งอยูที่หมู 6 บาน ปราสาท สภาพปจจุบันพังทลายเสียหายเล็กนอยโดยองคปรางคทางทิศใตมีความทรุดโทรมมาก ที่สุดและในบริเวณของพื้นที่ปราสาทเต็มไปดวยหญาที่รกและขาดไมดอกไมประดับที่ใหความ สวยงามและรมรื่นดังนั้นจึงเรียนเสนอรัฐบาลวาควรที่จะมีการจัดงบประมาณมาเพื่อเปนการดูแล รักษาทํานุบํารุงองคปราสาท และมีการจัดทําผังของปราสาทใหสมบูรณโดยมีไมดอกไมประดับ ดว ยเพื่ อ ทํ า ใหเ ป น ที่ ส นใจของคนในชุ ม ชนและบุ ค คลทั่ ว ไป นอกจากนี้ ค วรมีก ารจั ด ซื้ อ วั ส ดุ อุปกรณมาทําความสะอาด เชน ตัดหญาที่สูงรก และที่สําคัญควรมีงบประมาณสนับสนุนการ จัดทําโครงการเปดตํานานปราสาทบานไพล 2.จากการสํารวจเก็บขอมูลเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี จึงเรียน รัฐบาลวาควรมีการสงเสริมการอนุรักษและสืบสานประเพณีของชุมชนใหมากๆ โดยทําการรณรงค ปลูกฝงใหกับคนในชุมชน ซึ่งควรที่จะมีการจัดการเรียนการสอนเสริมหรือจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ วัฒนธรรมเพื่อเปนการสืบสานและใหความรูแกนักเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมตอนตน มัธยมตอนปลาย เปนตน และควรสงเสริมใหมีศูนยวัฒนธรรมเกิดขึ้นในตําบลเพื่อเปนการถาทอด ความรูทางดานศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงใหความเขาใจเกี่ยวกับประเพณีวามีพิธีกรรมการปฏิบัติ อยางไรและควรมีการปฏิบัติจริงในวันสําคัญของประเพณีและชวยตอบปญหาเกี่ยวกับประเพณี ใหกับคนชุมชนที่มีความสงสัยรวมทั้งนักทองเที่ยว 3.สําหรับการละเลนพื้นบาน เรียนเสนอรัฐบาลวาควรใหการสนับสนุนแกชุมชนที่มีการ อนุรักษศิลปะการละเลนอยางแทจริง เชน หมูบานโพธิ์กอง การละเลนถือเปนเอกลักษณประจํา ตําบล ประจําจังหวัด ดังนั้นถามีการสนับสนุนใหเปนแหลงทองเที่ยวผลบที่ไดก็คือ มีชื่อเสียง สามารถที่จะสืบทอดและอนุรักษไวไดเปอยางดีและควรสงเสริมสถานที่ในการฝกซอมการละเลน ชุ ด ในการแสดงการละเล น อุ ป กรณ ห รื อ เครื่ อ งดนตรี ใ ช ใ นการละเล น และจะดี ยิ่ ง ขึ้ น ถ า มี งบประมาณใหกับชุมชนไดใชความคิดสรางสรรคในการประดิษฐชุดในการแสดงการละเลน 4.
  • 64.
    สารบัญ เรื่อง หนา คํานํา ............................................................................................................................................ ก สารบัญ ........................................................................................................................................ ข บทที่ 1 บทนํา ............................................................................................................................ 1 - ความเปนมาและความสําคัญของโครงการ.................................................................. 1 - วัตถุประสงคของโครงการ.......................................................................................... 1 - พื้นที่เปาหมาย............................................................................................................. 1 - การดําเนินงาน............................................................................................................. 2 - นิยามศัพทเฉพาะ......................................................................................................... 2 - ระยะเวลาการดําเนินโครงการ.................................................................................... 3 - ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ........................................................................................ 3 ั บทที่ 2 สภาพทั่วไปของชุมชน.................................................................................................. 4 - ประวัติชุมชน............................................................................................................... 4 - สภาพชุมชน................................................................................................................ 4 - สภาพทางเศรษฐกิจ..................................................................................................... 6 - สภาพทางสังคม........................................................................................................... 7 - การบริการขั้นพื้นฐาน.................................................................................................. 8 - สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม.................................................................................. 10 - โครงสรางทางสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเปนอยู. .............................................. 14 บทที่ 3 ผลการดําเนินงาน............................................................................................................ 17 - ความเชื่อ.................................................................................................................... 17 - ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ....................................................................................... 22 - การละเลนพื้นบาน...................................................................................................... 24 - โบราณสถาน โบราณวัตถุ......................................................................................... 31 - ภูมิปญญาทองถิ่น....................................................................................................... 35 บทที่ 4 วิเคราะห สังเคราะหผลการปฏิบติงาน กิจกรรมตางๆ ในภาพรวม............................. ั 49 - แนวทางการจัดทําโครงการ ........................................................................................ 50 บทที่ 5 ปญหาและอุปสรรค....................................................................................................... 51 - ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของกลุม................................................... 51 - ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของตําบล/ชุมชน...................................... 52
  • 65.
    สารบัญ(ตอ) หนา บทที่ 6 ขอเสนอแนะ................................................................................................................... 54 - ขอเสนอแนะตอชุมชน................................................................................................. 54 - ขอเสนอแนะตอรัฐบาล............................................................................................... 55 บรรณานุกรม ภาคผนวก
  • 66.
  • 67.
    บรรณานุกรม พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ สุรินทร.เมืองสุรินทร.สุรินทร :ม.ป.ท.,ม.ป.ป. พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ สุรินทร.โบราณสถานจังหวัดสุรินทร. สุรินทร : ม.ป.ท.,ม.ป.ป. พุฒ บุตรรัตน.การศึกษารูปแบบปราสาทอิฐแบบเขมรแบบบาปวนในจังหวัดสุรินทร. มหาวิทาลัยศิลปากร,2528. ศูนยวฒนธรรมจังหวัดสุรินทร.เพลงพื้นบานและการละเลนพื้นบานจังหวัดสุรินทร. ั สุรินทร : วิทาลัยครูสุรินทร,2526. เอกสารบรรยายสรุปองคการบริหารสวนตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร