Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
โรงเรียนบ้านต? ตรึมวิทยานุเค?
6,073 views
ศิลปวัฒนธรรมตำบลเชื้อเพลิง
เป็นงานสำรวจศิลปวัฒนธรรมที่ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เมื่อนานมาแล้ว
Education
◦
Read more
2
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 25 times
1
/ 68
2
/ 68
3
/ 68
4
/ 68
5
/ 68
6
/ 68
7
/ 68
8
/ 68
9
/ 68
10
/ 68
11
/ 68
12
/ 68
13
/ 68
14
/ 68
15
/ 68
16
/ 68
17
/ 68
18
/ 68
19
/ 68
20
/ 68
21
/ 68
22
/ 68
23
/ 68
24
/ 68
25
/ 68
26
/ 68
27
/ 68
28
/ 68
29
/ 68
30
/ 68
31
/ 68
32
/ 68
33
/ 68
34
/ 68
35
/ 68
36
/ 68
37
/ 68
38
/ 68
39
/ 68
40
/ 68
41
/ 68
42
/ 68
43
/ 68
44
/ 68
45
/ 68
46
/ 68
47
/ 68
48
/ 68
49
/ 68
50
/ 68
51
/ 68
52
/ 68
53
/ 68
54
/ 68
55
/ 68
56
/ 68
57
/ 68
58
/ 68
59
/ 68
60
/ 68
61
/ 68
62
/ 68
63
/ 68
64
/ 68
65
/ 68
66
/ 68
67
/ 68
68
/ 68
More Related Content
PDF
หนองลาดควาย๕๓
by
weskaew yodmongkol
PDF
รายงานโครงการกฐิน ๒๕๕๖
by
Manoonpong Srivirat
PDF
2554 ค่ายสืบศิลป์ถิ่นบ้านเกิดฯ
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
PDF
รายงานการประเมินตนเองประจำปีการศึกษา 2555
by
pentanino
PDF
หน้าที่พลเมือง
by
จุ๊ จุฑาทิพย์
PDF
รายงานการวิจัยประเพณีแห่หลวงพ่อโสธร
by
nungruthai2513
PDF
สารสนเทศ โรงเรียนบางสะพานน้อยวิทยาคม ปีการศึกษา 2557
by
oraneehussem
PDF
ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
by
nungruthai2513
หนองลาดควาย๕๓
by
weskaew yodmongkol
รายงานโครงการกฐิน ๒๕๕๖
by
Manoonpong Srivirat
2554 ค่ายสืบศิลป์ถิ่นบ้านเกิดฯ
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
รายงานการประเมินตนเองประจำปีการศึกษา 2555
by
pentanino
หน้าที่พลเมือง
by
จุ๊ จุฑาทิพย์
รายงานการวิจัยประเพณีแห่หลวงพ่อโสธร
by
nungruthai2513
สารสนเทศ โรงเรียนบางสะพานน้อยวิทยาคม ปีการศึกษา 2557
by
oraneehussem
ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
by
nungruthai2513
What's hot
PDF
งานนำเสนอวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติราชการเพื่อแต่งตั้งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำ...
by
อบต. เหล่าโพนค้อ
PPT
งานนำเสนอวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติราชการเพื่อแต่งตั้งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำ...
by
อบต. เหล่าโพนค้อ
PDF
สรุปงายงานวิจัยเพาะพันธุ์ปัญญ รร.ญสส.(ฉบับสมบูรณ์)
by
dnavaroj
PDF
Project paper
by
riikiki96
PDF
Present QA for kbu draft1
by
Pises Tantimala
PDF
2554 ค่ายอาสาพัฒนาจุฬา - ชนบท ครั้งที่ ๒๒
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
PDF
Traveling In KhonKaen
by
riikiki96
PDF
รายงานอ่าวคุ้งกระเบน.Docx
by
jeabjeabloei
DOC
พอร์ตฟิวส์Portfolio2
by
Thanawat Krajaejun
PDF
The role of higher education in the arts and cultural dimensions.
by
Tor Jt
PDF
2553 โครงการค่ายเปิดแสงแต้มสี ม รังสิต
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
PDF
V 263
by
KKU Library
PDF
V 300
by
KKU Library
PDF
996 File
by
kamisama42
PDF
ปัก1 มิ.ย.53ฉ 243
by
KKU Library
PDF
หนังสือ 60 ปี ดร.นิรันดร์ กุลฑานันท์
by
Niran Kultanan
งานนำเสนอวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติราชการเพื่อแต่งตั้งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำ...
by
อบต. เหล่าโพนค้อ
งานนำเสนอวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติราชการเพื่อแต่งตั้งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำ...
by
อบต. เหล่าโพนค้อ
สรุปงายงานวิจัยเพาะพันธุ์ปัญญ รร.ญสส.(ฉบับสมบูรณ์)
by
dnavaroj
Project paper
by
riikiki96
Present QA for kbu draft1
by
Pises Tantimala
2554 ค่ายอาสาพัฒนาจุฬา - ชนบท ครั้งที่ ๒๒
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
Traveling In KhonKaen
by
riikiki96
รายงานอ่าวคุ้งกระเบน.Docx
by
jeabjeabloei
พอร์ตฟิวส์Portfolio2
by
Thanawat Krajaejun
The role of higher education in the arts and cultural dimensions.
by
Tor Jt
2553 โครงการค่ายเปิดแสงแต้มสี ม รังสิต
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
V 263
by
KKU Library
V 300
by
KKU Library
996 File
by
kamisama42
ปัก1 มิ.ย.53ฉ 243
by
KKU Library
หนังสือ 60 ปี ดร.นิรันดร์ กุลฑานันท์
by
Niran Kultanan
Viewers also liked
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
พัน พัน
PDF
ชื่อ หลักสูตร สาขา และปริญญา ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
by
Totsaporn Inthanin
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sornblog2u
PDF
โครงการปันน้ำใจ
by
พัน พัน
PDF
หนังสือเล่มเล็ก
by
Benz_benz2534
PDF
คู่มือดำเนินการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 2003
by
charinruarn
PDF
หลักสูตร Is ม.ปลาย56
by
krupornpana55
PDF
แผน10 นวัตกรรม บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
by
Jirathorn Buenglee
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sombat nirund
PDF
โครงการปันน้ำใจให้น้องชายแดน
by
พัน พัน
PDF
การปลูกพืชไร้ดินจากสถาบันวิทยาศาสตร์
by
kasetpcc
PDF
IS โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
PDF
รายงานการพัฒนาองค์กร กรณีศึกษาธุรกิจน้ำมัน
by
DrDanai Thienphut
PDF
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
sudarat248
DOCX
คำนำ
by
intira
DOC
คำนำ
by
Paweena Kittitongchaikul
PDF
สรุปผลเครือข่าย 3 July 2013
by
KKU Library
PDF
รายงานผลการปฏิบัติราชการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2559
by
Ministry of Agriculture and Cooperatives
PDF
.. Up news_139c3c_computer_safty
by
ntc thailand
PDF
โครงงานมัทนะพาธา
by
Wirika Samee
เศรษฐกิจพอเพียง
by
พัน พัน
ชื่อ หลักสูตร สาขา และปริญญา ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
by
Totsaporn Inthanin
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sornblog2u
โครงการปันน้ำใจ
by
พัน พัน
หนังสือเล่มเล็ก
by
Benz_benz2534
คู่มือดำเนินการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 2003
by
charinruarn
หลักสูตร Is ม.ปลาย56
by
krupornpana55
แผน10 นวัตกรรม บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
by
Jirathorn Buenglee
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sombat nirund
โครงการปันน้ำใจให้น้องชายแดน
by
พัน พัน
การปลูกพืชไร้ดินจากสถาบันวิทยาศาสตร์
by
kasetpcc
IS โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
รายงานการพัฒนาองค์กร กรณีศึกษาธุรกิจน้ำมัน
by
DrDanai Thienphut
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
sudarat248
คำนำ
by
intira
คำนำ
by
Paweena Kittitongchaikul
สรุปผลเครือข่าย 3 July 2013
by
KKU Library
รายงานผลการปฏิบัติราชการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2559
by
Ministry of Agriculture and Cooperatives
.. Up news_139c3c_computer_safty
by
ntc thailand
โครงงานมัทนะพาธา
by
Wirika Samee
Similar to ศิลปวัฒนธรรมตำบลเชื้อเพลิง
PDF
2553 โครงการห้องสมุดพี่ให้น้องครั้งที่ 1 กลุ่มจิตอาสา ม.มหิดล
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
PDF
โครงการนักสำรวจแห่งท้องทุ่ง
by
Taweesak Poochai
PDF
การวิจัยเพื่อตอบสนองการพัฒนาท้องถิ่น
by
Korawan Sangkakorn
PDF
03 แบบ ว-1ด-วณิชชาv3
by
KruBeeKa
PDF
การพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ โครงงาน
by
teacherhistory
PDF
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
by
กศน.
DOC
4ตาราง2.2.1
by
Pochchara Tiamwong
PDF
จุดเน้นที่ 2 จัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ
by
โรงเรียนมหาธิคุณวิทยา
DOCX
โครงงานกลุ่มที่ 2
by
0892827602
PDF
โครงการห้วยองคต
by
mook_suju411
PDF
ยินดีต้อนรับ
by
withawat na wanma
PDF
2554 ค่ายคืนปัญญาสู่มาตุภูมิ ชมรมอีสาน พระนครเหนือ
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
PDF
04 แบบ ว-1ย-1ด-วณิชชา-แผนย่อย
by
KruBeeKa
PDF
Focus2
by
kruchaily
PDF
จุดเน้นที่ 9
by
tassanee chaicharoen
PDF
จุดเน้นที่ 9ภาค1 ปี55
by
tassanee chaicharoen
DOC
Moral Project Plan2008
by
Supaporn Nilayakanon
PDF
รายชื่อผู้รับทุนวิจัยปี 51 52
by
jib jibs
XLS
O netม.3
by
Kittisak Amthow
PPT
Onet khong banluam
by
Anon
2553 โครงการห้องสมุดพี่ให้น้องครั้งที่ 1 กลุ่มจิตอาสา ม.มหิดล
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
โครงการนักสำรวจแห่งท้องทุ่ง
by
Taweesak Poochai
การวิจัยเพื่อตอบสนองการพัฒนาท้องถิ่น
by
Korawan Sangkakorn
03 แบบ ว-1ด-วณิชชาv3
by
KruBeeKa
การพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ โครงงาน
by
teacherhistory
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
by
กศน.
4ตาราง2.2.1
by
Pochchara Tiamwong
จุดเน้นที่ 2 จัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ
by
โรงเรียนมหาธิคุณวิทยา
โครงงานกลุ่มที่ 2
by
0892827602
โครงการห้วยองคต
by
mook_suju411
ยินดีต้อนรับ
by
withawat na wanma
2554 ค่ายคืนปัญญาสู่มาตุภูมิ ชมรมอีสาน พระนครเหนือ
by
mahaoath พระมหาโอ๊ท
04 แบบ ว-1ย-1ด-วณิชชา-แผนย่อย
by
KruBeeKa
Focus2
by
kruchaily
จุดเน้นที่ 9
by
tassanee chaicharoen
จุดเน้นที่ 9ภาค1 ปี55
by
tassanee chaicharoen
Moral Project Plan2008
by
Supaporn Nilayakanon
รายชื่อผู้รับทุนวิจัยปี 51 52
by
jib jibs
O netม.3
by
Kittisak Amthow
Onet khong banluam
by
Anon
ศิลปวัฒนธรรมตำบลเชื้อเพลิง
1.
คํานํา
รายงานเลมนี้เกี่ยวของกับกิจกรรมดานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในการ ปฏิบัติงานของนิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรางสรรคชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัยโดย หนวยแกนนําประสานงานสถาบันราชภัฏสุรินทร พื้นที่รับผิดชอบ คือ ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอ ปราสาท จังหวั ดสุรินทร จัด ทํ าขึ้ นเพื่อ สํารวจเก็บขอมูล รับทราบปญหาและความต องการ เบื้องตนของชุมชน มีการสรางเครือขายความรวมมือของชุมชนในการอนุรักษศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีทองถิ่น นอกจากนี้ไดจัดทําขอเสนอแนะ ขอคิดเห็น ที่ไดรับจาก การศึกษา มาเสนอตอชุมชน เพื่อกอประโยชนและตระหนักถึงความสําคัญในคุณคาของมรดก ทางดานศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และมีสวนรวมในการจรรโลง และรักษาไวสืบตอไป การจัดทํารายงานของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในการปฏิบัติงานของ นิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัย โดยหนวยแกนนํา ประสานงานสถาบันราชภัฏสุรินทร ซึ่งไดรับความรวมมือจากคณาจารย ผูแทนหนวยราชการ องคกร และประชาชนในทองถิ่นที่ใหความอนุเคราะหขอมูลจนสําเร็จลุลวงไปดวยดี กลุมกิจกรรม ดานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น จึงขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ คณะผูจัดทํา กลุมกิจกรรมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น โครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน สถาบันราชภัฏสุรินทร
2.
บทที่ 1
บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของโครงการ จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 วันที่ 8, 15, และ 29 มกราคม 2545 ไดมีมติซึ่งสรุปสาระสําคัญไดวา ในชวงปดภาคการศึกษาประจําปการศึกษาควรจะไดจัดให มีโครงการเพื่อใหนิสิตนักศึกษา รวมถึงอาจารยไดกระทํากิจกรรมที่สรางสรรคและใชเวลาวางให เป น ประโยชน ก อ เกิ ด รายได ห รื อ เพิ่ ม ทั ก ษะด า นอาชี พ มี ก ารฝ ก ฝนและดํ า เนิ น การในฐานะ ผูประกอบการรายใหม (Young Entrepreneur) ในอนาคต ซึ่งเบื้องตนนี้ เกิดขึ้นจากดําริของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) เพื่ อ สนองต อ นโยบายของรั ฐ บาลและมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ดั ง กล า วข า งต น กลุ ม ศิ ล ปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น จึงไดเล็งเห็นถึงความสําคัญของโครงการนี้ที่ใหนิสิตนักศึกษาได เรียนรูวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณีทองถิ่น โดยใชภูมิปญญารวมกับชุมชนในการ พั ฒ นาท อ งถิ่ น สร า งความคิ ด ในเชิ ง สร า งสรรค มี น วั ฒ กรรมสิ่ ง ประดิ ษ ฐ ใ หม ๆ ที่ ส ามารถ เชื่อมโยงจากการใชงานไดจริงในชุมชน ตลอดจนสงเสริมอนุรักษ สืบสานและสรางเครือขายรวม ในการอนุรักษมรดกวัฒนธรรมของชาติทั้งทางดานขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและ ภูมิปญญาทองถิ่นใหคงอยูตอไป วัตถุประสงคของโครงการ 1. เพื่อใหนักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลงานดานศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นในแตละตําบลที่ไดเขาไปปฏิบัติงาน 2. เพื่อทราบปญหาและความตองการเบื้องตนของชุมชนที่มีตองานดานศิลปะวัฒนธรรม และภูมมิปญญาทองถิ่นที่มีตอการอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ 3. เพื่ อ สร า งเครื อ ข า ยความร ว มมื อ ของชุ ม ชนในการอนุ รั ก ษ ม รดกทางด า นศิ ล ปะ วัฒนธรรมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของทองถิ่น 4. เพื่ อ ให นั ก ศึก ษาได เ รีย นรูแ ละตระหนัก ถึงความสําคัญและคุ ณ คาของมรดกศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่นและมีสวนรวมในการจรรโลง และรักษาไว พื้นที่เปาหมาย ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
3.
การดําเนินงาน
1. นักศึกษาที่ออกปฏิบัติงานมีกิจกรรมที่ตองดําเนินการประกอบดวย กิจกรรมที่ 1 นักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลในดานแหลงโบราณสถาน แหลงโบราณคดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ แหลงวัฒนธรรมตามรูปแบบการจัดเก็บขอมูลที่ กรมศิลปากรกําหนด กิจกรรมที่ 2 นักศึกษาสํารวจเก็บขอมูลในดานมรดกวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่นโดยการสอบถาม สังเกตการณ สืบคน การสัมภาษณ ถายภาพ หรือวาดภาพลายเสน ตามรู ป แบบการจั ด เก็ บ ข อ มู ล ที่ ก รมศิ ล ปากรกํ า หนดหรื อ อื่ น ๆที่ เหมาะสม กิจกรรมที่ 3 นักศึกษาจัดกิจกรรมหรือโครงการสืบสานอนุรักษมรดกไทยหรือ ภูมิปญญาทองถิ่นรวมกับชุมชนหรือตําบล 2. นําผลการจัดกิจกรรมที่ไดศกษาและจัดทํา ประมวล สรุป วิเคราะห และเสนอปญหา ึ ขอคิดเห็น นิยามศัพทเฉพาะ “มรดกทางศิลปวัฒนธรรม” หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการคิดคนประดิษฐสรางสรรคส่ิง ที่ ถือ กัน มาเป น สิ่ ง ที่ดี ง าม แล ว เรี ย นรูสืบ ทอดตอ ๆ กั น บางสิ่งยั ง คงเหลือเปน หลัก ฐานจนถึ ง ปจจุบัน มรดกทางศิลปวัฒนธรรม จึงรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และวรรณกรรม การแสดง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปหัตถกรรมตาง ๆ เปนตน “โบราณสถาน” หมายถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมประเภทสิ่งกอสราง อาคาร สถานที่ และสวนประกอบที่เคลื่อนยายไมได เปนที่ดินเนิน ที่มีหลักฐานเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร เปนถ้ํา เพิงผาที่คนโบราณเคยพักอาศัยแลวทิ้งรองรอยภาพศิลปะ หรือฝงศพ หรือบางแหงอาจยังถูกใช ประโยชนอยูในปจจุบัน เชน วัด เจดีย ปราสาท แหลงประวัติศาสตร เปนตน “โบราณวัตถุ” หมายถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่เปนวัตถุขนาดตาง ๆ สามารถ เคลื่อนยายไดยากตามขนาดตาง ๆ และน้ําหนักหรือชนิดของโบราณวัตถุ เชน เครื่องปนดินเผา พระพิมพ อาวุธ เครื่องประดับ เปนตน “ภูมิปญญาทองถิ่น” หมายถึง งาน/ผลงาน หรือการประดิษฐอยูในดานตาง ๆ เชน ดาน ศิลปวัฒนธรรม ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน หรือในดานอื่น ๆ
4.
ระยะเวลาการดําเนินโครงการ
วันที่ 1 – 30 เมษายน 2546 ปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่ วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2546 ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ ั 1. ไดฐานขอมูลดานโบราณสถาน แหลงโบราณคดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและแหลง วัฒนธรรมในแตละตําบล 2. ไดฐานขอมูลมรดกวัฒนธรรมดานขนบธรรมเนียมประเพณี การละเลนพื้นบานและ ภูมิปญญาทองถิ่น ในแตละตําบล 3. มีก ารเก็บ รวบรวมข อ มู ล ในดา นตา ง ๆ และรายงานผลที่ จ ะนํา ไปขยายผลในการ ดําเนินการและพัฒนาตอไปในอนาคต 4. มีการสรางเครือขายชุมชนและรับทราบปญหาและความตองการของชุมชนที่มีตองาน ดานอนุรักษมรดกวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อหนวยงานที่เกี่ยวของนําไป ดําเนินการแกไขและพัฒนาตอไป 5. ทําใหนักศึกษามีความเขาใจและเห็นความสําคัญและเห็นคุณคาตอการอนุรักษมรดก ทางวัฒนธรรมในดานตาง ๆ
5.
บทที่ 2
สภาพทั่วไปของชุมชน ประวัติชุมชน ตําบลเชื้อเพลิงแตเดิมอยูในเขตการปกครองตําบลไพล ตอมาเมื่อป พ.ศ. 2524 ไดแยก เปนตําบลเชื้อเพลิงโดยเริ่มแรกมี 9 หมูบาน และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2540 ไดมีประกาศ จัดตั้งจากกระทรวงมหาดไทยใหเปนองคการบริหารสวนตําบล ตามพระราชบัญญัติสภาตําบล และ สภาองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. 2537 ปจจุบันองคการบริหารสวนตําบลเชื้อเพลิงมีที่ทําการอยู ที่บานรําเบอะหมูที่ 2 ตําบลเชื้อเพลิง คําวา “เชื้อเพลิง” มาจากภาษาทองถิ่น เปนชื่อของตนไมชนิดหนึ่งซึ่งชาวบานถือวาเปนยา สมุนไพรใชสําหรับสตรีที่คลอดบุตรชวยขับเลือดหลังจากอยูไฟ ปจจุบันตําบลเชื้อเพลิงแบงเขตการปกครองตามลักษณะทองที่มีหมูบานจํานวน 12 หมูบาน ประกอบดวย หมูที่ 1 บานเชื้อเพลิง หมูที่ 2 บานรําเบอะ หมูที่ 3 บานโพธิ์กอง หมูที่ 4 บานแสรโบราณ หมูที่ 5 บานขยอง หมูที่ 6 บานปราสาท หมูที่ 7 บานเสม็ด หมูที่ 8 บานขนาดปริง หมูที่ 9 บานหนองซูง หมูที่ 10 บานปรือรูง หมูที่ 11 บานโสนกพัฒนา หมูที่ 12 บานเชื้อเพลิงสามัคคี สภาพชุมชน 2.1 ระยะทางชุมชน หางจากที่วาการอําเภอปราสาท 6.50 กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือ ระยะทางหางจากศาลากลางจังหวัดสุรินทรไปทางทิศใต 23 กิโลเมตร 2.2 ขนาดพื้นที่ของตําบล/ชุมชนที่ดําเนินงาน 32.6256 ตารางกิโลเมตร - ที่ดินสาธารณะประโยชน 150 ไร
6.
-
ที่ดินราชพัสดุ - ไร - ที่ดินที่อยูอาศัย 1,072 ไร - ที่ดินทํากิน 14,821 ไร - พื้นที่ปา 3,150 ไร - พื้นที่แหลงน้ํา 1,200 ไร รวม 20,392 ไร 2.3 จํานวนประชากรทั้งหมดในตําบล/ชุมชน ชาย 3,687 คน หญิง 3,822 คน รวม 7,509 คน จํานวนหมูบาน 12 หมูบาน จํานวน จํานวนประชากร (คน) ชวงอายุ(ป) ครัวเรือ 60 ป หมู ต่ํา น ชาย หญิง รวม 1- 2 3-5 6 - 11 12- 14 15 - 17 18 - 49 50 - 59 ขึ้น อื่น ๆ กวา 1 ไป 1 167 330 331 661 5 16 31 65 30 31 346 63 71 3 2 239 462 469 931 2 23 35 82 43 59 484 74 124 5 3 129 287 330 617 2 18 22 51 23 22 334 57 84 4 4 147 227 224 451 3 11 21 36 12 18 254 52 42 2 5 74 187 196 383 3 11 20 39 15 21 198 34 38 4 6 142 353 348 701 3 11 30 64 24 20 383 74 87 5 7 92 230 233 463 1 10 19 55 28 9 246 41 54 - 8 147 350 321 671 6 13 27 63 35 42 344 55 81 5 9 204 455 474 929 2 35 57 121 51 50 477 74 60 2 10 145 289 333 622 6 23 24 70 34 39 293 65 69 1 11 746 169 161 330 1 8 9 26 8 18 185 42 31 2 12 137 348 402 750 4 24 29 87 46 36 369 65 89 1 รวม 1769 3687 3822 7509 38 203 324 759 349 374 3913 696 830 35 อื่น ๆ หมายถึง ประชากรที่เปนชาวตางชาติในชุมชนนั้น ไมระบุเพศ * รวม หมายถึง จํานวนประชากรรวมถึงอื่น ๆ ในแตละชุมชนดวย หมายเหตุ ขอมูลประชากรจากสํานักงานสถิติ อ.ปราสาท จ.สุรินทร ประจําเดือนมีนาคม 2546 รวบรวมวันที่ 11 เมษายน 2546โดยนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน
7.
สภาพทางเศรษฐกิจ 3.1
อาชีพ - อาชีพหลักของประชากรในตําบล/ชุมชน 1. ทํานา 2. เลี้ยงสัตว 3. ปลูกหมอน เลี้ยงไหม 4. ทอผา 5. ปลูกพืชฤดูแลง 3.2 รายไดของประชากรตอครัวเรือน 1. หมูที่ 1 บานเชื้อเพลิง 27,806 บาท/ครัวเรือน/ป 2. หมูที่ 2 บานรําเบอะ 52,086 บาท/ครัวเรือน/ป 3. หมูที่ 3 บานโพธิ์กอง 70,000 บาท/ครัวเรือน/ป 4. หมูที่ 4 บานแสรโบราณ 20,000 บาท/ครัวเรือน/ป 5. หมูที่ 5 บานขยอง 126,000 บาท/ครัวเรือน/ป 6. หมูที่ 6 บานปราสาท 45,000 บาท/ครัวเรือน/ป 7. หมูที่ 7 บานเสม็ด 25,000 บาท/ครัวเรือน/ป 8. หมูที่ 8 บานขนาดปริง 23,000 บาท/ครัวเรือน/ป 9. หมูที่ 9 บานหนองซูง 15,000 บาท/ครัวเรือน/ป 10. หมูที่ 10 บานปรือรูง 89,522 บาท/ครัวเรือน/ป 11. หมูที่ 11 บานโสนกพัฒนา 70,000 บาท/ครัวเรือน/ป 12. หมูที่ 12 บานเชื้อเพลิงสามัคคี 85,777 บาท/ครัวเรือน/ป 3.3 สถานประกอบการในตําบล/ชุมชน - ปมน้ํามัน 1 แหง - โรงสีขนาดยอม 32 แหง - ตลาดนัด 2 แหง
8.
สภาพทางสังคม
4.1 การศึกษา สถานศึกษา จํานวนนักเรียน (คน) จํานวนครู (คน) 1. โรงเรียนประถมศึกษา 3 แหง 1.1 โรงเรียนบานโพธิ์กอง 263 10 1.2 โรงเรียนบานเชื้อเพลิง 372 13 1.3 โรงเรียนรัฐประชาสามัคคี 256 11 2. โรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แหง 2.1 โรงเรียนเชื้อเพลิงวิทยา 500 23 3. อื่นๆ 1 แหง 3.1 โรงเรียนศึกษาพิเศษ 336 51 3.2 ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก หมู 2 90 4 หมู 3 60 3 4.2 สถาบันและองคกรทางศาสนา - วัด 4 แหง - สํานักสงฆ 1 แหง - โบสถ ( คริสตจักร) 1 แหง มีสมาชิก 163 คน อาจารย 3 คน 4.3 สาธารณสุข - สถานีอนามัย 1 แหง - สถานที่ผลิตยาสมุนไพร / อาหารเสริม 1 แหง - กลุม ผสส. / อสม. 12 กลุม 4.4 หนวยงานที่ดูแลดานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน(เชน ทสปช./อปพร./อื่นๆ) 1 กลุม 4.5 การรวมกลุมของคนในชุมชน (เชน กลุมแมบานเกษตรกร / อื่นๆ) 1. กลุมผูจดทําแปลงขยายพันธุขาว ั 2. กลุมศูนยผลิตเมล็ดพันธุขาวชุมชน 3. กลุมทอผาไหม 4. กลุมธนาคารผัก
9.
5. กลุมกองทุนฟนฟูอาชีพเกษตรกร หลังการพักชําระหนี้
6. กลุมเกษตรเกื้อกูล 7. กลุมเกษตรอินทรีย การบริการขั้นพื้นฐาน 5.1 การคมนาคม - ทางบก มีถนนสายที่สําคัญ 1 สาย ไดแก สุรินทร – ปราสาท สภาพการใชงาน - ภายในชุมชน ใชงานทางบก - ระหวางชุมชน ใชงานทางบก 5.2 การโทรคมนาคม - ที่ทําการไปรษณียโทรเลข 1 แหง - สถานบริการโทรศัพท 21 แหง สภาพการใชงาน 15 แหง 5.3 การไฟฟา - จํานวนหมูบานที่มีไฟฟาเขาถึง 12 หมูบาน 5.4 การประปา - จํานวนหมูบานที่มีประปาตําบล / ชุมชน หรือประปาหมูบาน 8 แหง 5.5 แหลงน้ําธรรมชาติ 1. หวยโยน 2. หนองน้ํา 2.1 หนองระกา 2.2 หนองมะเมียง 2.3 หนองบันคลา 2.4 หนองกะทม 1 2.5 หนองกะทม 2 2.6 หนองขยอง 2.7 หนองจลีก 2.8 หนองปราสาท 2.9 หนองโดนเสาะ 2.10 หนองตากวง 2.11 หนองตาเมียง 2.12 หนองตามุน
10.
2.13 หนองพลวง
2.14 หนองขนาดปริง 2.15 หนองเปรอะ 2.16 หนองตะเกียด 2.17 หนองซูง 2.18 หนองปรือรูง 2.20 หนองรูง 2.21 หนองนาสาม 2.22 หนองเชื้อเพลิง 5.6 แหลงน้ําที่สรางขึ้นเพื่ออุปโภค/บริโภค - ฝาย 3 แหง ขนาด 100, 60 และ 40 ไร - บอน้ําตื้น (บอขุด) 10 แหง มีน้ําใชตลอดป 3 แหง มีน้ําใชไมตลอดป 7 แหง - บอโยก 23 แหง มีน้ําใชตลอดป 20 แหง มีน้ําใชไมตลอดป 3 แหง - อื่น ๆ (ระบุ)…………………… 5.7 แหลงน้ําเพื่อการเกษตร 1. หนอง หมู 2, 6, 3, 5, 7, 8 และ 9 ปริมาณ a เพียงพอ ขาดแคลน 2. อางเก็บน้ํา หมู 3 ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 3. คลองชลประทาน หมู 7 และ 6 ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 4. หวย หมู 7 ปริมาณ a เพียงพอ ขาดแคลน 5. คลอง หมู 6, 10, 12, 11 และ 9 ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 6. สระ ปริมาณ เพียงพอ a ขาดแคลน 5.8 สวนสาธารณะ/สนามกีฬา 1. สนามกีฬาหมูบานหมูที่ 1,2, 4,5,6,8,9,10,11,12 5.9 สถานที่พักผอนหยอนใจ 1. ปราสาทบานไพล บานปราสาท 2. หนองปราสาท บานปราสาท 3. สวนสมุนไพร บานปราสาท 4. อางเก็บน้ําบานโพธิ์กอง บานโพธิ์กอง
11.
5. สวนผักปลอดสารพิษ
บานเสม็ด 6. หวยเสม็ด บานเสม็ด 7. หวยยวน บานแสรโบราณ สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม 1. เขมร เขมร เปนกลุมชนพื้นเมืองที่สําคัญกลุมหนึ่งในบริเวณภาคอิสานตอนลางของประเทศไทย และเปนกลุมที่มีบทบาทเดนชัด ในการควบคุมอิทธิพลทางการเมืองของดินแดนอิสานระหวาง พุทธศตวรรษที่ 12-18 พวกเขมรหรือขอม อาจจะอพยพมาจากทางเหนือของแมนํ้าโขง โดยตาม ชาวมอญลงมาตอนลางแตไปตั้งหลักแหลงอยูทางทิศตะวันออกในดินแดนที่เปนประเทศลาวใน ปจจุบัน และในที่ราบสูงโคราช รวมทั้งคงมีบางสวนที่อพยพไปตามลําน้ําโขง ตั้งถิ่นฐานปะปน กับกลุมดั้งเดิมอื่นๆ กลุมชนชาวเขมรไดมีการเคลื่อนยายถิ่นฐานดวยเหตุผลทางการเมืองและอิทธิพลความเชื่อ ทางศาสนาพราหมณฮินดูอยูเปนระยะ ซึ่งเปนชวงที่อิทธิพลทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมเขมรได แพรเขาสูอิสานตอนลางอยางมากมาย ในชวงเวลานี้ไดมีการกอสรางศาสนสถานไวเปนจํานวนมาก และนาจะเป น ชว งสําคั ญช ว งหนึ่งที่มีการอพยพของชาวเขมรจากประเทศกัมพู ชา โดยเฉพาะ ชางฝมือและแรงงานเขมรเขาสูประเทศไทย ซึ่งในเขตของตําบลเชื้อเพลิงนั้นนาจะเปนที่อยูเกาของ ชาวเขมรโบราณ โดยทราบจากหลักฐานที่มีการสรางปราสาทบานไพล ซึ่งเปนสถาปตยกรรมแบบ เขมร ชาวเขมรเหลานี้คงไดตั้งบานเรือนอยูบริเวณเดียวกันกับชาวกูยในเขตปาดงทั่วไปในสมัยนั้น ชาวเขมรที่เขามานี้ไดนําเอาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมตางๆ เขามาใชและเขาไปมี อิ ท ธิ พ ลต อ กลุ ม อื่ น ก อ ให เ กิ ด การผสมกลมกลื น ทางเชื้ อ ชาติ ภาษาและวั ฒ นธรรม จนเกิ ด เอกลักษณเฉพาะถิ่น โดยไดมีการกําหนดชื่อเรียกของภาษาเขมรและคนที่พูดภาษาเขมรในประเทศ ไทยวา “เขมรถิ่นไทย” โดยทั่วๆ ไปแลวชาวเขมรถิ่นไทยจะเรียกตัวเองวา “คแมร” และเรียกภาษาของตัวเองวา “คแมร-ลือ” ซึ่งมีความหมายวา “เขมรสูง” เรียกภาษาเขมรและชาวเขมรที่อาศัยอยูในประเทศ กัมพูชาวา “คแมร-กรอม” แปลวา “เขมรต่ํา” และเรียกคนไทยหรือคนที่พูดไทยวา “ซีม” ซึ่งตรงกับ คําวา สยาม ในภาษาไทย กลาวโดยทั่วไปเขมรและไทยคลายกันมาก ผิดแตคนไทยเขมรมักจะมีผิวสีคล้ํากวาไทย และมักนิยมไวหนวดเครา สวนความเปนอยู การนับถือศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและ วัฒนธรรมจะมีสวนคลายคลึงกับวัฒนธรรมของไทยหรือของไทยลาวมาก เพราะวาตางก็อยูใน
12.
วัฒ นธรรมแบบพระพุท ธศาสนาและสั
ง คมชาวนาเหมื อนกั น แตค วามเชื่อ บางอย า งที่มี ค วาม แตกตางกันออกไปเขมรยังรักษาของตนไวอยางดี 2. ภาษาเขมร ได มี ก ารขุ ด พบศิ ล าจารึ ก อั ก ษรขอม ภาษาเขมรโบราณ ที่ มี อ ายุ เ ก า แก ตั้ ง แต ร าว พุทธศตวรรษที่ 12 ที่วัดจุมพลสุทธาวาส นอกจากนี้ยังไดมีการขุดพบอีกหลายที่ในจังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวามีกลุมชนที่ใชภาษาเขมรเปนภาษาพูดและภาษาเขียนมาตั้งแตโบราณแลว ในบริเวณจังหวัดสุรินทร โดยในบริเวณพื้นที่ตําบลเชื้อเพลิงนั้นมีหลักฐานที่บงบอกวามีการใช ภาษาเขมรตั้งแตโบราณจนถึงในปจจุบัน โดยพบวามีการจารึกคัมภีรพระไตรปฎกเปนภาษาเขมร โดยมีหลักฐานที่ วัดมุนีนิรมิต และชาวบานในตําบลสวนมากจะพูดภาษาเขมร คนที่พูดภาษาอื่น มักจะเปนคนที่มาจากตางถิ่น ภาษาที่นอกเหนือจากภาษาเขมร เชน ไทยลาว สวย ภาษาเขมรเปนภาษากลุมยอยของกลุม ภาษามอญเขมร นักภาษาศาสตรไดแบงภาษาออกเปน 3 กลุม ตามเขตการปกครอง คือ 1. ภาษาเขมรเหนือ หรือเขมรสูง หรือเขมรถิ่นไทย เปนภาษาของคนไทยเชื้อสายเขมรที่ อาศัยอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2. ภาษาเขมรกลาง เปนภาษาของผูที่พดภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา ( ชาวกัมพูชาจะเรียก ู คนที่พูดภาษาเขมรในตอนใตของเวียดนามวา เขมรต่ํา และเรียกตนเองวา เขมรกลาง ) 3.ภาษาเขมรใต เป น ภาษาของคนเวี ย ดนามเชื้ อ สายเขมรที่ อ าศั ย อยู ท างตอนใต ข อง เวียดนาม สําหรับกลุมชนในจังหวัดสุรินทรและในเขตตําบลเชื้อเพลิงที่พูดภาษาเขมรนั้น ภาษาที่พูด มีความแตกตางจากภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา จนบางครั้งพูดและฟงแตกตางกัน ปจจุบันภาษา เขมรที่ประชาชนในจังหวัดสุรินทรใชพูดกันมีลีลาของเสียงเรียบเสมอ นุมนวล ออนโยน ไม กระโชกโฮกฮาก ไมกระแทกกระทั้น ไมมีอักษรสูง คําที่ออกมาจะเปนอักษรกลางถึงอักษรต่ํา ทั้งสิ้น เปนภาษาที่ใชเขียนดวยอักษรขอมหรือเขมรโบราณ ซึ่งปรากฎเปนตัวอักษรในคัมภีรใบ ลานและบทสวดตางๆที่จารึกเปนตัวหนังสือไทยโบราณและอักษรขอม ภาษาเขมรนับเปนภาษา เขียนภาษาหนึ่งที่ผูบวชเรียนในสมัยกอน จําเปนตองเรียนควบคูกับภาษาไทย ทั้งนี้เพราะคัมภีรใบ ลานตามวัดเกาแกจะมีบทสวดหรือคําสอนเปนภาษาเมรเสียสวนใหญ ภาษาเขมรหรือเขมรถิ่นไทย เปนภาษาที่ไมมีระบบเสียงวรรณยุกต และไมมีระบบเสียง หนัก - เบาของสระ มีการแบงแยกความหมายของคําแตมีระบบทํานองเสียง คลายกับภาษาอังกฤษ เชน ซี บาย (ทํานองเสียงกลาง) แปลวา “กินขาว” ซี บาย(ทํานองเสียงสูง) แปลวา “กินขาวไหม”
13.
ภาษาเขมรถิ่นไทยมีสระทั้งหมด 24 เสียง
แบงเปนสระเดี่ยว 28 เสียง สระผสม 6 เสียง และมีพยัญชนะ 21 เสียง ซึ่งเกิดเปนพยัญชนะตนได 21 เสียง พยัญชนะทาย 14 เสียง ภาษาเขมรจํานวนมากมีรากศัพทมาจากภาษาบาลีสันสกฤต เชน การนับเดือนทั้งสิบสอง เดือน โดยการเริ่มนับตั้งแตเดือนหาเปนตนไป ดังนี้ ภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาสันสกฤต เดือนหา แคแจด แจตรมาศ เดือนหก แคประสะ ไพศาขมาศ เดือนเจ็ด แคเจษ เชษฐมาศ เดือนแปด แคอาสาต อาสาฒามาศ เดือนเกา แคสราบ ศราวณะมาศ เดือนสิบ แคพ็อดระบ็อด พัทธรปทมาศ เดือนสิบเอ็ด แคอาโสจน อาศวยธมาศ เดือนสิบสอง แคกระเดอะ กรรติกมาศ เดือนอาย(หนึ่ง) แคเมียะตูจ(เอียะเสียงยาว) มามตศิรมาศ เดือนยี(สอง) ่ แคเบาะฮ(เสียงกระแทก) ยุศยมาศ(เขมรเรียกวาเมียะตูจ) เดือนสาม แคเมียะทม(เอียะเสียงยาว) มาฆมาศ(เขมรเรียกวาเมียะทม) เดือนสี่ แคปะกุน ยวลคุณมาศ ภาษาเขมรเปนภาษาที่มีความคลายคลึงกับภาษาไทยมากกวาความแตกตาง เพราะภาษา เขมรมี ลั ก ษณะคํ า โดด เช น เดี ย วกั บ ภาษาไทย แต ใ นขณะเดี ย วกั น ก็ มี ลั ก ษณะของภาษาคํ า ที่ ติดตอกันซึ่งมีลักษณะดังนี้ 1. ความคลายคลึงกับภาษาไทย 1.1 คําในภาษาเขมรสวนมากเปนคําพยางคเดียว ไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปเพื่อแสดง หนาที่ในประโยค เชนเดียวกับภาษาไทย เชน คํานาม ไมมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อแสดงเพศ พจน แตใชคําอื่นประกอบเพื่อแสดง เพศ พจน ตัวอยางเชน สรีสวยเนียะ(แสร็ย) ผูหญิง 1 คน โกนสรี - ลูกสาว คํากริยาไมมีการเปลี่ยนรูปเพื่อบอกกาล มาลา วาจก แตใชคําอื่นๆ ประกอบเชน ขฒกพุงซีบาย - ฉันกําลังกินขาว กนปรุสนึงโตวรีน - ลูกชายจะไปเรียน เนียงแดงเโตวตลาด - นางสาวแดงไปตลาด 1.2 คําในภาษาเขมรคําเดียวมีความหมายและหนาที่ในประโยคไดหลายอยางเชน นึง – จะ,กับ เนา – อยู,ยัง ผดัจ(เผด็จ) – ตัด
14.
1.3 ภาษาเขมรมีลกษณะนามใชเชนเดียวกับภาษาไทย เชน
ผกาปรโตง - ดอกไม 2 ั ชอ เปราะฮปรําเนียะ – ผูชาย 5 คน ปรํามูยดม 6 บาท 1.4 คําขยายไวหลังคําถูกขยาย เชน ผกาลออ - ดอกไมสวย บายจะเอิน - ขาวสุก อังกัวรธม - เมืองใหญ ลออจณัป – งามเดน 1.5 ภาษาเขมรใชในการสรางคําแบบคําประสม เชน ผกายพรึก-ดาวรุงดาวประจําเมือง ตาราเหาะ - ดาวเทียม 1.6 ภาษาเขมรเปนภาษาซอนคําแบบคําซอนภาษาไทย เชน เลมียดไลม - (พูก) ชา ๆ ผดวจเผดิม - แรกเริ่ม โรยเรียบ - เรียบรอย ราบเรียบ 1.7 การเรียงคําเขาประโยคในภาษาเขมรเปนภาษาไทย เชน อัปรีร สี กบาล - อัปรีย กินหัว โลก กรู ฟนเรียน ขญมดมปะเตียะ ยูรเฮย - คุณครูสอนฉันมานานแลว จะแก ขเมา เนา กรอม ปะเตียะ - หมาดําอยูใตถุนบาน 1.8 เขมรยืมคําภาษาตางประเทศ เชน คําบาลี สันสกฤต เขาไปในภาษาของตนมาก พอๆ กับภาษาไทย ทั้งนี้เพราะวาเปนภาษาเกี่ยวกับศาสนาและพิธีกรรม 2. ความแตกตางกับภาษาไทย 2.1 การสรางคําในภาษาเขมร มีการสรางคําที่แตกตางจากภาษาไทยตรงที่ภาษาไทยใช วิธีการสรางคําแบบประสมคําเปนหลัก แตเขมรโบราณใชวิธีในการสรางคําโดยการเติมหนาคําและ กลางคํา แตไมมีการเติมทายคํา ลักษณะเชนนี้คลายกับการสรางคําในภาษาคําติดตอ 2.2 เขมรไมใช ว รรณยุกต ขอนี้เปนความแตกต างที่เห็นไดชัดมาก คือ ถอยคํา ใน ภาษาไทยของเราใชวรรณยุกตกําหนดความหมายของคํา จึงตองคิดเครื่องหมายวรรณยุกตข้ึนใช สวนในภาษาเขมร การบงบอกความหมายของคําขึ้นอยูกับการเนนคํา ฉะนั้นการเขียนภาษาเขมร จึงไมมีเครื่องหมายวรรณยุกต 2.3 วิธีการหยิบยืมคําในภาษาตางประเทศไปใชในภาษาของตนทั้งภาษาไทยและเขมร ไดหยิบยืมภาษาตางประเทศใชในภาษาของตนมากพอๆ กัน ตางกันเพียงแตวา ไทยมักยืมคํามาใช มากกวาจะยืมระบบเสียง และระบบไวยกรณมาปรับปรุงในภาษาของตน สวนเขมรนั้นรับภาษา บาลี สันสกฤตเขาไปใชโดยการหยิบยืมคํา ระบบเสียงไวยกรณที่สําคัญ กล า วถึ ง ลั ก ษณะคํ า กริ ย าประการหนึ่ ง ซึ่ ง เกิ ด ขึ้ น ในประโยคแล ว ลั ก ษณะ โครงสรางของประโยคจะแตกตางไปจากโครงสรางของประโยคปกติ กลาวคือ ลักษณะเปนกริยา ตามดวยประธาน ลักษณะของประโยคโครงสรางแบบนี้จะพบมากกับคํากริยาที่ใชแสดงลักษณะ รางกาย ตัวอยางเชน - ภาษาไทยใช ขาหัก ภาษาเขมรใช หักขา(บักเจิง) - ภาษาไทยใช หัวแตก ภาษาเขมรใช แตก หัว (แบก- กบาล)
15.
โครงสรางทางสังคม วิถีชีวต วัฒนธรรมความเปนอยู
ิ ชาวเขมรถิ่นไทยในจังหวัดสุรินทรและชาวตําบลเชื้อเพลิงมีวิถีชีวิตเรียบงาย รักความสงบ ใหความเคารพผูท่อาวุโสกวา สวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม เชน ทํานา ทําไร หนุมสาวรุน ี ใหมที่วางจากการทํานาทําไร จะเดินทางไปทํางานรับจางในตัวเมืองหรือในเมืองหลวง และเมื่อถึง ฤดูทําการเพาะปลูกก็เดินทางกลับสูภูมิลําเนาเพื่อประกอบอาชีพหลักของตน เด็กชายจะไดรับการ ฝกใหทํางานนอกบาน เชน งานในทองไรทองนา สวนเด็กหญิงจะไดรับการสั่งสอนอบรมให ทํางานภายในบาน เชน การทําอาหาร การเย็บปกถักรอย และงานทอผา โดยทั่วไปลักษณะของครอบครัวของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิง จะเปนครอบครัวใหญ และมีบางครอบครัวที่มีการแยกออกมาอยู เปนครอบครัวยอยๆ ครอบครัวหนึ่งอาจจะประกอบดวย ตา ยาย (หรือ ปู ยา) ลุง ปา นา อา พี่ นอง ลูกหลานเปนจํานวนมาก ลักษณะครอบครัว เหมือนกับชาวไทยโดยทั่วไป คือ มีพอบานเปนหัวหนาครอบครัว พอครัวเปนผูทํางานเพื่อหาเลี้ยง สมาชิกในครอบครัว แตวาในสภาพปจจุบันนั้น ทั้งพอบานและแมบานตองชวยกันทํางานหาเลี้ยง ครอบครัว โดยทั่วไปชาวเขมรถิ่นไทยจะใหความสําคัญหรือใหเกียรติแกเพศชายในการดําเนิน กิจกรรมหรือตัดสินใจในเรื่องตางๆ แมวาวิถีชีวิตของชาวเขมรถิ่นไทยในสุรินทรและในเขตตําบลเชื้อเพลิงมีลักษณะคลายกับ คนไทยในทองถิ่นทั่วไป ถาเปรียบเทียบกับชาวเขมรในประเทศกัมพูชาแลว ความเปนอยู ประเพณี และความเชื่อตางๆ ของชาวเขมรถิ่นไทยจะมีสวนคลายกับชาวเขมรในประเทศกัมพูชามาก เชน ลักษณะของบานชั้นเดียวใตถุนสูง พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด การตาย การแตงงาน การนับเวลา วัน เดือน ป การเชื่อเรื่องโชคลางของขลัง ฤกษยาม การรักษาโรคแบบพื้นบาน การประกอบ อาชีพ การละเลนตางๆ ตลอดจนอุปนิสัยสวนบุคคล เปนตน 1. อาหาร อาหารหลักของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิง และชาวเขมรถิ่นไทย คือ ขาวเจา(ซึ่งไม เหมือนกับชาวอิสานทั่วไปทีกินขาวเหนียว) สวนอาหารพื้นบานที่เปนที่รูจกคือ “ปราเฮาะคแม” ่ ั (ปลาราเขมร) ปลาจอม ปลาแหง ปลายาง ปลาตม น้ําพริกจิ้มผัก เนื้อสัตว ผัก อาหารดังกลาว จัดเปนอาหารที่นิยมบริโภคในชีวิตประจําวัน นอกจากนี้ยังมีการนําวัตถุดบที่หาไดตามธรรมชาติ ิ มาประกอบอาหารที่จัดเปนเอกลักษณของตัวเอง เชน แกงปูใสเผือก(ละแวกะดาม) แกงกลวย (ซันลอรเจก) แกงหอย(ซันลอรกะเจา) แกงมะละกอ(ซันลอรละฮอง) ยําปลาจอม (เยือมแตร็ยป- รัย) ยําไขมดแดง(เยือมปวงอันกรอง) ยําดักแด เปนตน อาหารที่นยมบริโภคควบคูไปกับอาหาร ิ คาวไดแกอาหารหวานตางๆ หรือที่เรียกวา ปงแอม เชน ขาวตมใบมะพราว(อันซอมซาเลาะโดง)
16.
ขนมกนตาราง(นมกันตางราง) ขนมมุก(นมมุ) ขนมกันเตรือม
ขนมสะบันงา ขนมนางเล็ด ขนม ไสมะพราว(นมโกร็จ) เปนตน สําหรับอาหารที่ใชในประเพณี พิธกรรมตางๆ ของชาวบานในตําบลเชื้อเพลิงและชาว ี เขมรถิ่นไทยในจังหวัดสุรินทร จัดวาเปนอาหารที่ตองใชฝมอในการปรุงเปนพิเศษ อาหารที่เปน ื เอกลักษณในพิธีแตงงาน ประกอบดวย เนื้อหมู เสนหมี่ วุนเสน ฟกเขียว ฟกทอง วัตถุดบ ิ เหลานี้สามารถนําไปประกอบอาหารไดหลายอยาง เชน แกงหนอไม ตมจืดกระดูกหมู เนื้อหมู ทอดหรือยาง แกงหมูฟกทอง แกงจืดวุนเสน ผัดหมี่ แกงเผ็ดฟกเขียว อาหารเหลานี้ลวนเปน อาหารมงคลสําหรับเลี้ยงแขกเหรื่อที่มารวมงาน สาเหตุที่เลือกอาหารเหลานี้ในพิธีแตงงานมาจาก ความเชื่อที่วาหมูเปนอาหารในโอกาสพิเศษ เพราะในสมัยกอนนั้นเนื้อหมูหายากไมอาจ รับประทานไดทุกวัน ดังนัน การประกอบอาหารเนื้อหมูจึงเปนการแสดงถึงฐานะของผูจัดงานดวย ้ และเชื่อวาเสนหมี่ วุนเสนเปนสายใยเชื่อมโยงไมตรีของผูครองเรือนใหรักกันยิ่งยืนนาน และมีอายุ ยืน ฟกเขียวคือความร่ํารวย เพราะฟกเขียวหมายถึงเงิน ฟกทองหมายถึงทอง ฟกเขียวและฟกทอง จึงแทนความเชื่อของชาวเขมรวาจะร่ํารวยเงินทอง สวนในงานศพนั้นนิยมแกงกลวย ซึ่งเปน เอกลักษณเฉพาะ โดยเมื่อมีคนตายเจาภาพจะนํากลวยดิบ ซึ่งใชไดทกชนิด ยกเวนกลวยตานี ใส ุ เนื้อไก เนื้อหมู หรือเนื้อวัว ชนิดใดชนิดหนึ่งแตนิยมใชเนื้อไกเพราะเปนสัตวเลี้ยงประจําบานทีหา ่ ไดงาย แกงกลวยนี้ถือวาเปนอาหารสําหรับเลี้ยงแขกในงานศพโดยเฉพาะ เพราะมีความเชื่อวาเปน การตัดสายสัมพันธระหวางผูตายกับญาติมตรที่ยังมีชวิตอยู สําหรับอาหารในประเพณีวนสารท(วัน ิ ี ั แซนโดน-ตา) นิยมใชปลายาง หมูยาง ไกยาง หมูตม และขาวตมใบมะพราว เปนตน สวนเครื่องดื่มนั้น คนผูชายสวนมากนิยมดื่มสุรา (เหลาโรง)มาก และในพิธีการตางๆใน วัฒนธรรมของชาวเขมรถิ่นไทยจะตองใชสุราเปนเครื่องประกอบพิธีดวย คือใชสุราเพื่อการสื่อสาร ระหวางลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยูกับบรรพบุรุษที่ลวงลับไปแลว 2. การแตงกาย การแตงกาย จะคอนขางเรียบงาย ถามีงานออกนอกบานผูชายจะสวมเสื้อคอกลม แขนสั้น ยาวแลวแตโอกาส นุงโสรงไหม มีผาขาวมาคาดเอว สําหรับหญิงสาวจะสวมเสื้อคอยะวา นุงผาถุง ไหมซึ่งทําไวใชในครอบครัว ถาอยูบานจะนุงผางายๆสบายๆ ถาไปในงานตางๆจึงจะใชผาที่ สวยงาม เชน ผาโฮล ปะกาปะกุน ปะกาจันทน ผูทสูงอายุนิยมหมผาสไบ โดยเฉพาะเวลาไป ี่ ทําบุญที่วัด ผาไหมของชาวตําบลเชื้อเพลิงเปนผาที่มีลวดลายและสีสันที่เปนเอกลักษณประจํากลุม ซึ่งสวยงามมาก ผาไหมพืนเมืองที่มีชื่อคือ ผาโฮล ผาอําปรุม ผาซิ่น ้ เครื่องประดับสวนมากจะเปนเครื่องเงิน ซึ่งเรียกในภาษาพื้นเมืองวา ปะเกือม(ประคํา) โดยมีการนําเม็ดประเกือมมาทําเปนสรอยคอ สรอยแขนเปนเครื่องประดับ สวนที่หูนั้นใสตุมหูที่ เรียกวา “กระจอน” หรือเรียกอีกอยางหนึงวา “ตะเกา” มีกานงอนหอยลงมา ่
17.
ปจจุบันนีการแตงกายดวยผาไหม และเครื่องประดับเงิน กําลังเปนทีนิยม
ซึ่งเราจะเห็นได ้ ่ จากการที่สตรีสวมใสไปรวมงานตางๆ
18.
บทที่ 3
ผลการดําเนินงาน ความเชื่อ 1. โบล-หมอโบล โบล-หมอโบล (ทํานายโรค-เขมร) มีพิธีกรรมทํานายโรคภัยไขเจ็บแบบหนึ่งเรียกวา “โบล” ซึ่งแปลวา หาจุดที่ตรงดิ่ง เชน การดิ่งเสาเรือนตอนสรางบานเรือน การทํานายโรคภัยไขเจ็บ มีอุปกรณเสี่ยงทาย 4 ชนิด 1. ใชฝาเตาปูนที่มีหวงบนยอดฝาปด ใชเชือกผูกหวงบนยอดฝาปด มือหนึ่งจับเชือกใหเตา ปูนหอยหมอโบลจะบริกรรม หรือตั้งจิตเสี่ยงทาย หาสมมุติฐานไปเรื่อยๆหากวาคําใด เชน ผิดผีปูยา เตาปูนเริ่มกวัดแกวง ก็วาซ้ําๆ ถาเตาปูนกวัดแกวงเร็วขึ้น ก็ทํานายวาปวยเพราะผิดผีปูยา 2. ใชมีดยับ หรือมีดสะนากหรือตะไกรหนีบหมาก ใชเชือกดายผูกดานดามและดานหัว ตะไกรหนีบหมาก มือหนึ่งถือเชือก หมอโบลจะบริกรรมหรือตั้งจิตเสี่ยงทาย หาสมมุติฐานของ การเจ็บไขไดปวยโดยเรียกชื่อคํานั้นซ้ําๆกัน เชน ถูกคุณไสย หากตะไกรหนีบหมากกวัดแกวง และ คอยๆกวัดแกวงเร็วขึ้นๆก็เชื่อวา คนปวยนั้นถูกคุณไสย 3. ใชมีดจักตอกปกบนถวยคือใชถวยกระเบื้องเปลาๆแลวนํามีดจักรตอกปกในถวยใชไมไผ คีบมีด ใหไมไผวางบนจานพอดี ปากหมอโบลก็บริกรรมเสี่ยงทายหาสมมติฐานการอาเพศของคน ใชกลาวคําซ้ําๆไปเรื่อยๆหากกลาวคําใด เชน ผีตายโหงๆ ๆ มีดปกตั้งอยูบนถวยเปลาได เชื่อวา ปวยเพราะผีตายโหงกระทํา 4. ตั้งไขในจาน ใชไขไก 1 ฟองตั้งในจาน ขณะที่ตั้งหมอโบลก็บริกรรม เสี่ยงทายไป เรื่อยๆ เพื่อหาวาปวยสาเหตุใดหากกลาวคําวา “ผิดคําบนบาน” ๆๆ ไขไกตั้งได ก็ทํานายวาปวย เพราะผิดคําสาบาน ใหคนปวยไปแกบนตามที่เคยบนบานไว หลังจากนั้นผลของการวินิจฉัยสาเหตุ ของโรคภัยไขเจ็บก็ประจักษ ซึ่งสวนใหญจะเปนการวินิจฉัยโรคภัยที่เกี่ยวเนื่องดวยไสยศาสตร คือ เกิดอาเพศของบานเรือน สัตวเลี้ยง หรือถูกผีกระทําตางๆ เชน ผิดครูผิดผี ผีทัก พรายอะกาแสทํา ผีตายโหงทํา ผีบรรพบุรุษฝายพอหรือฝายแมทํา มีตอไมอยูใตถุนบาน(ปลูกบานครอมตอ) แนวรั้ว พุงเขาหาเรือนอาศัย ผีปาทํา เทวดาขออยูดวย (บ็องบ็อด) ผิดมะมวด ผิดคําบนบานไว ผีปูตา โกรธ ถูกคุณไสยของผี หรือของคน เสาเรือนมีไมคาบเปลือก ก็มีอยูในความเชื่อรวมกันเหลานี้ ถาบริกรรมไปหมดคําเหลานี้แลวโบลไมสําเร็จก็มาทายวาเปนโรคที่ตองไปหาหมอ แนะใหไป โรงพยาบาลเทานั้น
19.
หมอโบลนี้ไมบริการรักษาโรค ทําหนาที่เพียงวินิจฉัยโรคเทานั้น การไปทําพีธีเซนสรวง หรือพิธีกรรมอื่นใดญาติคนปวยตองไปจัดการเอง
และที่พบมาโดยมากเปนสตรีเพศเทานั้นที่เปน หมอโบล รูปที่ 1 การโบล 2. จวม จวมเปนความเชื่อในแงของการนับถือครูของการรักษาโรค การทําจวมนี้เพื่อใหผที่มารับ ู การรักษาใชในการกราบไหวบูชาประกอบกับการรักษาเพื่อใหผลการรักษาดีขึ้นกวาเดิม และ ชาวบานยังมีความเชื่อวาในบางคนแคเพียงทําจวมไวบูชาโดยไมตองใชยาแผนโบราณของหมอยาก็ สามารถหายจากโรคได ซึ่งการทําจวมนั้นของแตละคนจะทําไมเหมือนกัน ขึ้นกับ วัน เดือน ป เกิด และธาตุของแตละคน จวมนั้นทํามาจากใบตาลเปนหลัก และจวมของผูชายกับผูหญิงจะแตกตาง กัน โดยของผูชายจะทําเปน 4 แฉก สวนผูหญิงจะเปน 3 แฉก โดยการทําจวมนั้นเปนหนาที่ของ หมอยาผูใหการรักษา รูปที่ 2 จวมของผูชายและผูหญิง
20.
3. การเขาทรง(โจลมะม็วด)
มะม็วด เปนพีธีกรรมพื้นบานที่ทําเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บปวย ครูเขาทรง (กรู มะม็วด) สวนมากจะเปนผูหญิง การเขาทรงนั้นผูเขาทรงจะเตรียมขันใสขาวสาร และปกเทียนซึ่งจุดไฟแลว เมื่อทําพิธีเขาทรงผูจะใชมือสองขางหนา แลวนั่งทําสมาธิเพื่อใหวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สทธิ์เขาทรง ิ ราง เมื่อวิญญาณเขารางทรงแลวจะมีผูคอยซักถามวา เหตุใดคนไข ถึงไดปวย ผูเขาทรงก็แจงให ทราบ และบอกวิธแกดวย ภายใตเงื่อนไขการเสี่ยงทายที่ไดจากการโบล ซึ่งหมายถึงวิธการหา ี ี สาเหตุความเจ็บปวยของผูปวย หากการโบลบอกวาตองประกอบพิธีกรรมการโจลมะม็วด จึงจะ ทราบสาเหตุการเจ็บปวยที่แทจริงและโดยละเอียด ผูปวยหรือญาตินองของผูปวยก็จะประกอบพิธี ตามวันและเวลาที่ผูเสี่ยงทายระบุ แตตองไมตรงกับวันพระ ระยะเวลาการประกอบพิธีการโจลมะม็วด อยูในชวงเดือนกุมภาพันธ(แคเมียกทม) เดือน มีนาคม (แคประกุล) และเดือนเมษายน (แคแจด) กรูมะม็วด หรือ รางทรงจะทําหนาที่ตดตอหรือเปนสื่อกลางระหวางมนุษยกับวิญญาณ ิ บรรพบุรุษ รวมกันแสวงหาวิธการรักษาผูปวย ซึ่งอาจไดรับคําตอบใหรักษาดวยสมุนไพร การเสก ี เปาดวยลมปาก น้ําหมาก น้ามนต การบีบนวดตามรางกาย หรือการทิมแทงรางกายดวยรากไม การ ํ ่ ฟอนรําหรือการเซนไหวผีบรรพบุรุษ เปนตน ในบางครั้งวิญญาณที่เขาทรงตองการจะรํา ในกรณีนี้ผูเขาทรงซึ่งอยูในรางจะตองแตงกาย ใหม ผูจัดจะนําเครื่องแตงกายมาใหเลือกจนพอใจ และเมื่อรางทรงแตงกายแตงกายเสร็จแลววงป พาทยกจะบรรเลงเพลงสับเปลี่ยนจังหวะและทํานองเพลงไปเรื่อยๆจนกวารางทรงจะพอใจ หาก ็ วิญญาณในรางทรงพอใจเพลงอะไรก็จะรายรําไปตามจังหวะเพลงไปเรือยๆ และเมื่อรางทรงรายรํา ่ จนพอใจแลววิญญาณจะออกจากรางผูเขาทรงจะกัดเทียนที่จุดอยูใหดับ ในกรณีที่วิญญาณภูติผีเขารางทรง ผูเขาทรงจะรําและมีการ “กาบเป”(ฟนเป)ดวย คือเครื่อง ประกอบการเขาทรงทําจากตนกลวย และมีเครื่องเคียเป ซึ่งประกอบดวยขนม ขาวตมกลวย ขาวตอก ดอกไม การรําเชนนี้เปนการรําเพือขับไลเสนียดจัญไรไมใหเขามาขัดขวางการประกอบ ่ พิธกรรม หากเจาภาพใดหรือเครือญาติไมสามารถเขาทรงไดดวยตนเอง ครูมะม็วดจะตองเขาทรง ี ในพิธกรรมโจลมะม็วดครั้งนั้นดวย นอกเหนือจากการทําหนาที่เขาทรงครั้งสุดทายเพื่อยุติพิธีการ ี โจลมะม็วด ซึงเรียกวา ซาปาดาน ่ หากคนปวยมีอาการออนเพลีย ยกแขนขาไมขึ้น กินไมได นอนไมหลับ ฯลฯ แมครู มะม็วดจะแนะนําใหทําพิธี “เฮาปลึง” หรือเรียกขวัญ เพราะเชื่อวาขวัญของคนปวยไมอยูในรูป ตองทําพิธีเรียกขวัญใหกลับมา ชาวไทยเขมรเชื่อวา ขวัญมีลักษณะคลายดวงแกว มีสีรุง 7 สี ลักษณะกลมและโตเทากํามือคน
21.
ในกระบวนการเรียกขวัญ (เฮาปลึง)นั้นแมครูมะม็วดจะเชิญเทพมาเขาราง ซึ่งมักจะอางอิง พระโพธิสัตว(เทพแหงการแพทยและพยาบาล
ในพุทธศตวรรษ 17-18 ) ชวงระยะเวลาของการเขา ประทับรางทรง( 2-3 ชั่วโมง) โดยครูมะม็วดจะรองเพลงเชิญชวนใหดวงแกว(ขวัญ)ที่หายไปกลับมา ตอจากการพรรณนาหาแกว(ขวัญ) เรียกขวัญมาแลว แมครูมะม็วดก็รายรําดาบเพื่อไลภูติผี ปศาจ หรือสิที่ไมดีตางๆออกจากผูปวย สุดทายก็ใชดาบไปฟนเป(อุปกรณใสเครื่องเซนผีสางระดับ ่ ต่ําที่ไลออกจากรางของคนปวย รวมทังเปนอุปกรณรองรับสิ่งไมดีหรือโรครายทั้งหลาบจากราง ้ ของผูปวย ทําจากกานกลวย) เปนอันเสร็จพิธี 4. การเฮาปลึง ปลึง เปนภาษาเขมรแปลวา ขวัญ อาศัยอยูกับจิตของคน ชาวเขมร เชื่อวาจิตใจของคนจะ มีปลึงอยูทั้งหมด 19 ดวง ทําใหจิตใจปกติ มีความสุขสดใส หากเกิดเหตุการณที่ทําใหคนนันตกใจ ้ หวาดกลัว หรือหวาดผวา ก็จะทําให “ละลัวะปลึง” (ขวัญขาดพรองจํานวนไป) หรือ “บัดปลึง” (ขวัญหายหรือขวัญไมอยูกับเนื้อกับตัว) จําตองทําพิธี “เฮาปลึง”(เรียกขวัญ) หรือหากวาปลึงนั้นถูก ผูที่มีเวทมนตสวดสูบเอาปลึงไปทําคุณไสย หรือภูติผีมาจับเอาปลึงไปทําราย กักขัง ก็ตองทําพิธี “ยัวปลึง” (เอาขวัญคืนมา) ปลึงนอกจากจะมีในมนุษยแลวในสิ่งอื่นๆก็อาจจะมีเชน ในขาวเปลือก จึงเกิดพิธี “เฮาปลึง สะเริว”(เรียกขวัญขาว) เปนตน คนที่ “ละลัวะปลึง” หรือ “บัดปลึง” มักจะมีอาการอิดโรย ซูบซีด ไมมีแรง กินไมอรอย นอนไมหลับ ไมมีชีวิตชีวา แมวากายมิไดแตกดับ แตวาจิตใจกลับสลายแลว เพราะวาปลึงไดออก จากรางไปแลว เสมือนยามหลับที่เราฝนไป ชาวเขมรก็เรียกวา ปลึงไดไปเที่ยว โดยออกจากรางไป แตวาปลึงก็กลับมาเมื่อตื่น แตคนที่ละลัวะปลึงหรือวาบัดปลึง จะตองทําพิธีเฮาปลึง(เรียกขวัญหรือ สูขวัญ) ในพิธีเฮาปลึง ก็จะมีสํารับประกอบพิธี เรียกวา “บายปลึง”(ขาวขวัญ) ประกอบดวยขาว สวย ไขไกตม น้ําตาลปก(น้ําออย) น้ํามะพราวออน และเนื้อมะพราวออน และมีดายสําหรับผูก ขอมือเจาของปลึง ดายนี้ชุบน้ําขมิ้นใหเหลือง เปรียบเสมือนเปนเสนลวดทองคํา จากนั้นก็จะนําดายทั้ง 19 เสน รวบเขาดวยกัน แลวคลึงเรียกขวัญ(เฮาปลึง) ที่ขอมือของ คนไข ครั้งที่ 1 ก็นับหนึ่ง ครั้งที่ 2 ก็นับสอง จนกระทั่งถึงครั้งที่ 19 แลวรองวา “ปรําบูน ตะนอบ สอบ กรบ โมเวย ปลึง ปเลียะ โมเวย ปลึง เปลียะ ๆ” ( 19 ครั้งครบถวน มาเถิดขวัญเอยๆ) แลวผูก แขนดวยดายเหลานี้ เปนเสร็จพิธี
22.
5. พิธีมงก็วลจองได
คําวา มงก็วลจองได เปนคําในภาษาเขมร แปลวา ดายมงคลผูกขอมือ นิยมจัดขึ้นในงาน มงคลทั่วไป อาทิ งานมงคลสมรส งานเรียก ขวัญนาค งานเรียกขวัญโกนจุก งานเรียกขวัญวันแรก เกิด งานขึ้นบานใหม งานยกเสาเอก งานครบรอบวันเกิด งานวันเกษียณอายุราชการ งานตอนรับ แขกบานแขกเมือง ฯลฯ นอกจากนียังมีพิธเี รียกขวัญในโอกาสอื่นๆ เชน เรียกขวัญเมือหายปวยแลว ้ ่ เปนตน ลําดับพิธมงก็วลจองได เริมจากการเตรียมอุปกรณเพื่อประกอบพิธีใหครบถวน และเมื่อ ี ่ ไดฤกษดแลวจะมีผูใหญทําพิธีกลาวเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษใหมารวมทําขวัญใหตามดวย ี อัญเชิญเทวดา และการสูขวัญของพอครูเชิญขวัญ (อาจมีการรําเชิญขวัญดวยถาหากเปนพิธีในงาน สําคัญ) ลําดับสุดทายผูใหญจะนําดายมงคลมาผูกขอมือสูขวัญใหผูเขาพิธี การผูกขอมือดวยดายมงคลมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกขับไลสิ่งที่เปนอวมงคลออกจากรางกาย โดยผูทาพิธีจะเอาดายมากวาดสิ่งที่ไมดีออกจากมือพรอมกับนับ 1 ถึง 7 เปนภาษาเขมร และกลาวคํา ํ ขับไล ขั้นที่สองเปนการอันเชิญสิ่งที่เปนมงคลเขาสูรางกาย จะนับ 1 ถึง 19 ตามดวยการอัญเชิญ ขวัญ เมื่อขับไลสิ่งไมดีและอันเชิญสิ่งดีเสร็จแลว จึงมีการผูกขอมือพรอมกับกลาวคําอวยพร ในพิธีการขับไลสิ่งที่เปนอวมงคลผูรับการสูขวัญตองคว่ํามือใหผูใหญนําดายมากวาดสิ่งไม ดีออกจากรางกายผานทางมือ ซึ่งดายที่ใชกวาดสิ่งชัวรายนี้เมื่อใชเสร็จแลวจะโยนทิ้ง แลวผูใหญจะ ่ นําดายมงคลเสนใหมมาทําพิธีเรียกสิ่งมงคลเขาสูรางกาย ซึ่งผูรับการสูขวัญจะตองแบฝามือทั้งสอง ขาง เมื่อเสรจการเรียกขวัญแลวผูใหญจะใหศีลใหพรและผูกขอมือใหดวยดายทีใชทาพิธีเรียกสิ่งที่ ่ ํ เปนมงคลนั้น 6. พิธีจัดงานศพ การตายเป น วาระสุ ด ทายของชีวิ ต การจั ด งานศพใหแ กผูต ายนับ เป น ประเพณีสุด ทา ย เกี่ยวกับชีวิต จัดขึ้นตามพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อในศาสนาที่ตนนับถือ กลุมคนไทยเขมรที่นับ ถือศาสนาพุทธก็จะจัดพิธีศพตามหลักการของศาสนาพุทธซึ่งผสมผสานอยูระหวางคตินิยมเชิงพุทธ กับพราหมณ การทําโลงศพหรือหีบศพ ตามชนบทไมนิยมซื้อโลงสําเร็จรูป แตจะชวยกันตอโลงเองโดย นําไมประการฝาบานและกระดานพื้นบานของผูตายมาตอเปนโลงแลวประดับดวยกระดาษแกว หลากสี นํามาตัดเปนลวดลายตางๆ การตั้งศพนิยมตั้งที่บานผูตาย ถาเปนศพของญาติผูใหญจะตั้ง ไวหลายวันตั้งแต 3 –7 วัน ศพเด็กหรือศพคนที่มีฐานะยากจนจะตั้งไว 1-3 วัน ก็จะทําพิธีฌาปนกิจ ในชวงที่ตั้งศพสวดอภิธรรมที่บานจะมีประเพณีการเลนอยางหนึ่งเรียกวา “ลึงกาฮ” หมายถึงการ เลนทายเหรียญวาจะออกหัวหรือกอย โดยใชเงินเหรียญหมุนแลวครอบดวยขัน สวนการแทงหรือ การทายจะใชเสื้อผา สิ่งของ ตลอดจนเครื่องประดับเทาที่มีอยูขณะนั้น ไมไดเลนไดเสียกันอยาง
23.
จริงจัง เมื่อเสร็จงานศพแลวก็จะสงคืน สวนใหญผูเลนมักจะเปนหนุมสาว
ซึ่งเปนโอกาสที่จะได เกี้ยวพาราสีกัน การเผาศพนิยมนําไปเผาที่ปาชาประจําหมูบานหรือไมก็หัวไรปลายนาของผูตาย ผูมีหนาที่ จัดพิธีศพซึ่งจะเปนคนเดียวตั้งแตแรกเริ่มเรียกวา “อาจารย” เปนผูที่มีความรูทางดานพิธีและไสย เวทยที่เกี่ยวของกันเปนอยางดี พรอมกับผูชวยอีก 2- 3 คน ผูชวยเหลานี้มีหนาที่ตรงกับที่เรียกวา “สัปเหรอ” ภาษาถิ่นเรียกวา “กีร” หรือ “เกียร” ชาวไทยเขมรมีการถือฤกษยามการเผาศพ เชนเดียวกับชาวไทยในชนบททั่วไป คือ วันที่หามเผาศพ คือ วันขึ้น 1 ค่ําเดือน 11 และวันแรม 6 ค่ําของทุกเดือน เนื่องจากวันดังกลาวตําราของไทยเขมรเรียก “วันผีกิน” ถานําศพไปเผาในวัน ดังกลาวอาจทําใหญาติพี่นองตายตามกันทันที นอกจากนี้ยังมีขอหามตามวันทั้ง 7 ตามความเชื่อแต ละทองถิ่นดวย ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง และฤกษยาม ความเชื่อของชาวเขมรถิ่นไทยอีกอยางหนึ่งที่สัมพันธกับศาสนา คือ ความเชื่อเรื่องโชคลาง ของขลัง และการถือในเรื่องฤกษยาม ชาวบานในตําบลเชื้อเพลิงก็มีความเชื่อในเรื่องของขลังโดย จะเห็นไดจากการที่ผชายในตําบลจะใสตะกรุดกันคอนขางมาก และยังไดบอกวาของขลังที่เปนที่ร่ํา ู ลือเปนที่นาเกรงขามจะเปนของผูที่อาศัยอยูแถบอําเภอสังขะและอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร มี เครื่องรางของขลังสามารถที่จะใชของขลังหรือเวทมนตในการรักษาโรค หรือปองกันภัยบางอยาง ได ความเชื่อนี้จะเปนจริงหรือไมจําเปนตองอาศัยการศึกษา เพื่อเปนการพิสูจนหรือยืนยันใหแนชัด ตอไป ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ 1. ประเพณีแซนโดนตา แซนโดนตา หมายถึง การเซนไหวผีบรรพบุรุษ คําวา “แซน” แปลวา “เซนไหว” สวนคํา วา “โดนตา” มาจากคําวา “จะโดน” หมายถึง โคตรตระกูล “ตา” หมายถึง บรรพบุรุษทุกชั้นที่ สิ้นชีพไปแลว โดยเชื่อวาบรรพบุรุษพอแม ปูยา ตายาย ที่ลวงลับไปแลวนั้น แมวารางกายจะ แตกดับ แตวาวิญญาณจะยังคงอยู เพื่อคอวนเวียนดูแลใหความคุมครองลูกหลาน จึงตองมีการ สรางที่ใหอยูเชน การสรางหิ้งไวกราบไหวเพื่อบูชาบนบาน ในขณะเดียวกันความเชื่อที่วามนุษยมี บาปกรรมที่สรางสมไวตั้งแตยังมีชีวิตอยู เมื่อเสียชีวิตไปวิญญาณอาจตองรับใชกรรมที่ทํามาใน ยมโลก ซึ่งไดรับความทุกขทรมานจากการถูกกักขัง ถูกทําโทษและหิวโหย เปนผีเปรตตางซึ่งใน รอบปหนึ่งๆพญายมราชจะปลอยใหวิญญาณเหลานี้เดินทางมายังโลกมนุษยเพื่อเยี่ยมลูกหลานตั้งแต วันแรม 1 ค่ําถึงแรม 15 ค่ําเดือนสิบ จํานวน 15 วัน จากนั้นวิญญาณจะกลับสูยมโลกตามเดิม
24.
ลูกหลานตองทําพิธีเซนไหว มักจัดกันในเดือนสิบหรือเดือนกันยายน ของไทยจะเปนวันสารท
วัน สารทไทยจะมี 2 ชวงคือ สารทเล็กตรงกับวันขึ้น 14 ค่ําเดือนสิบและวันสารทใหญจะตรงกับวันแรม 15 ค่ําเดือนสิบ ในวันสารทของไทยชาวบานที่นับถือศาสนาพุทธจะจัดขาวปลาอาหาร ขนม ขาวตม และขาวกระยาสารทไปถวายที่วัด พรอมกับอุทิศสวนกุศลใหกบผูที่ลวงลับไปแลว ั ประเพณีแซนโดนตาจะเรียกสารทเล็กวา “เบ็นตูจ” และเรียกวันสารทใหญวา “เบ็นทม” คําวา “เบ็น” มาจากภาษาบาลีวา “บิณฑะ” “ตูจ” แปลวา เล็ก “ทม” แปลวา ใหญ พิธเี บ็นตูจหรือบิณฑะเล็ก จะเริ่มในเย็นวันขึ้น 15 ค่ําทุกบานจะทําขนมขาวตม ขาวกระยา สารท ขาวปลาอาหาร พรอมกับเหลาใสถาดนํามารวมกัน เพื่อประกอบพิธีแซนโดนตา พิธีที่ จัดทําในเบ็นตูจขาวของที่จัดทํามีนอยกวาเบ็นทม บางบานจะไมจัดพิธีในวันเบ็นตูจ จะรอทําคราว เดียวในวันเบ็นทมเลยก็มี เมื่อเตรียมทุกอยางไวพรอมแลวในเย็นวันนั้น ชาวบานจะนําขาวของดังกลาวมารวมกัน มี ผูสูงอายุมารวมในพิธีสิ่งของที่ชาวบานนํามาจะถูกวางบนเสื่อ และในบางที่จะมีการนิมนตพระมา สวดมนตเย็นพรอมบังสุกุลแลวถวายจตุปจจัยไทยทาน เมื่อพระสงฆกลับก็จะทําพิธีแซนโดนตา ตอไป ถาไมนิมนตพระสงฆมารวมก็จะใชคนเฒาคนแกที่ที่ชํานาญในเรื่องของพิธี พิธีจะเริ่มที่การจุดธูปเทียนหนาของที่วางกองไว ผูอาวุโสที่ชํานาญจะนําในการกลาวไหวผี บรรพบุรุษ มีการรินสุราหรือน้ําพรอมกับเรียกชื่อผูตายหรือผูที่ลวงลับไปแลวมากินมาดื่มการเรียก ขานนี้ชาวบานที่น่ังลอมรอบจะทําการเรียกพรอมกันดวยหรือเรียกชื่อคนที่รูจักมักคุนสมัยที่ยังมี ชีวิตอยูมารับของเซนไหวที่ลูกหลานบรรจงแตงสํารับใสถาด กระเชอหรือภาชนะอื่นใดมาเซน การดื่มกินของผีนี้จะกินเวลาพอประมาณ ซึ่งในขณะนี้ผูอาวุโสจะทําการรินน้ําหรือเหลาเปนรอบที่ สองหรือวาที่สาม กะวาอิ่มหมีพีมันแลวก็จะจุดบุหรี่ที่มวนดวยใบตองแหงให เมื่อเสร็จแลวก็ทําการหอขาวปลาอาหาร หมากพลูใหแลวนําไป “ปะจี” คลายกับเมื่ออิ่ม หนําสําราญแลวก็นําอาหารเปนของฝากใหกินระหวางทาง หรือฝากไปใหผูที่ไมไดมารับเครื่อง สังเวย หลังจากเสร็จแลวคนเฒาคนแกและลูกหลานก็พูดคุยเลาสูกันฟงถึงสารทุกขสุกดิบ การทํา มาหากิน พอวันรุงขึ้นตั้งแตเชาตรู ก็จะพากันนําขาวของที่เตรียมไวตั้งแตตอนเย็นไปทําบุญที่วด ั พอแรม 15 ค่ําเดือนสิบก็เปนวันเบ็นทม ซึ่งพิธีการทําก็เหมือนกับเบ็นตูจ แตจะมีขาวของ มากกวา โดยในวันนี้จะมีญาติพี่นองที่ไปทํางานในตางจังหวัดกลับมาดวย โดยในวันเบ็นทมนี้จะมี การจัดเตรียมสํารับ กับขาว กลวย ขาวตม ขาวกระยาสารท ขาว “บายเบ็น” และขาวของที่รวมไว ตั้งแตเมื่อคืน นําไปถวายพระพรอมกับอุทิศสวนกุศล ใหกับผูที่ลวงลับไปแลวเมื่อเสร็จก็จะนํามา รวมกันและแจกกันกิน สวนที่เหลือเชนขาวตมที่หอดวยใบมะพราว(ขาวตมลูกโยน) พระสงฆจะ นําไปปงในวันรุงขึ้นหรือปงในคืนนั้นเลย แลวก็แบงไปใหญาติโยมรับประทาน
25.
จะเห็นวาพิธีกรรมมีหลายขั้นตอนแสดงใหเห็นถึงความผูกพัน ความกตัญูตอบรรพบุรุษ อยางแนบแนน ทั้งยังเปนการแสดงถึงความศรัทธายึดมั่นตอพระพุทธศาสนาอยางแนบแนนควบคู กันไปดวย
ประเพณีแซนโดนตาจึงเปนประเพณีของความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรษผสมผสาน กับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดยเชื่อวา การบูชา การเซนไหว 2. ประเพณีการแตงงาน(การแซน) การแตงงาน(การแซน) เปนประเพณีคอนขางแตกตางประเพณีของชาวไทยในภูมิภาคอื่นๆ ตั้งแตการสูขอ การหมั้น และการแตงงาน คือเปนประเพณีที่มีพิธีคอนขางมาก เชน การสูขอ ฝายชายตองเสียเงินและเครื่องบรรณการใหฝายหญิง เพื่อเปนการทาบทามหรือภาษาทองถิ่นเรียกวา การเปดปาก (เบิกเมือด) ฝายหญิง ในวันหมั้นและวันแตงงานฝายชายจะตองจัดขันหมากไปใหฝาย หญิงตามที่ฝายหญิงกําหนด ซึ่งขันหมากนี้ประกอบดวย หมู เหลา ขนม ขาวตม ผลไม เงินทอง กอนทําพิธีการแตงงานเจาสาวจะลงมาเกี่ยวกอยเจาบาวขึ้นบานเพื่อประกอบพิธีแตงงาน โดยกอนขึ้นบานฝายหญิงตองลางเทาใหฝายชาย เปนตน ซึ่งแตละขั้นตอนจะตองมีอุปกรณและพิธี การมาก การละเลนพื้นบาน 1. เรือมอันเร เรือม แปลวา “รํา” อันเร แปลวา “สาก” ดังนั้น เรือมอันเรจึง แปลวา การรําสาก การ เรือมอันเรนั้นจะเลนกันในชวงของวันหยุดสงกรานตโดยชาวบานจะเลนเรือมอันเรที่ลานบานหรือ วาลานวัด เครื่องดนตรี การเรือมอันเรมีการใชเครื่องดนตรีประกอบคือ กลองโทน 1 คู ปใน 1 เลา ซออูเสียงกลาง 1 คัน ฉิ่ง กรับ ฉาบ อยางละ 1 คู และมีอุปกรณประกอบการเลนเรือมอันเรคือ สาก 2 อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทําจากไมเนื้อแข็ง มีหมอนวางรองหัว- ทายสาก มีความยาว 1.50 เมตร สูงประมาณ 3-4 นิ้ว การแตงกาย แตเดิมไมพิถีพิถัน แตงกายตามสบาย แตหากแตงใหสวยงามตามประเพณี แตโบราณ คือ ชายโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ผาขาวมาคาดเอวและพาดไหล หญิงนุง ผาไหมพื้นเมือง เรียกวา "ซัมปวตโฮล" สวมเสื้อแขนกระบอกมีสไบพาดไหลมามัดรวบไวที่ ดานขาง สวมเครื่องประดับ และมีดอกไมทัดหู ทํานองและจังหวะในการรํา ในการรําในสมัยกอนมีเพียง 3 จังหวะ คือ จังหวะจืงมูย (ขาเดียว) จังหวะมลปโดง (รมมะพราว) จังหวะจืงปร(สองขา) ตอมามีการพัฒนาทารําเพิ่มขึ้นรวม เปน 5 จังหวะ ดังนี้ จังหวะไหวครู จังหวะกัจปกา จังหวะจืงมูย จังหวะมลปโดง จังหวะจืงปร
26.
ท า รํ
า ในสมั ย ก อ นไม มี ท า รํ า ที่ เ ป น แบบแผนแน น อน เพราะว า เป น การรํ า เพื่ อ ความ สนุกสนานในยามพักผอน สวนมากผูที่อยูในวงรําสากจะเปนหญิงลวน สวนหนุมๆจะมาเปนกลุม ยืนชมสาวที่กําลังรําอยู หากชอบคนไหนก็เขาไปรําดวย แตในปจจุบันการเรือมอันเรไดมีการ พัฒนาไปสูแบบแผน และเนื่องจากมีการสงเสริมและฟนฟูประเพณีคลองชางประจําป(งานแสดง ชาง) การเลนเรือมอันเรจึงกลายเปนสวน ประกอบสําคัญของงาน เพราะมีการนําเอาเรือมอันเรมา แสดงในงานชางทุกป และยังใชแสดงเพื่อตอนรับแขกบานแขกเมืองที่มาเยือนอีกดวย รูปที่ 3 เรือมอันเร 2. กันตรึม กันตรึม เปนวงดนตรีพื้นบานที่นําเอาจังหวะตีโทน โจะ คะ ครึม – ครึม มาเปนชื่อดนตรี เรียกวา "กันตรึม" ซึ่งหมายถึงเสียงของโทนนั่นเอง บทรองกันตรึมจะใชบทรองเปนภาษาเขมร การเลนกันตรึมนิยมเลนในงานมงคลตางๆเชน งานแตงงาน งานโกนจุก บวชนาคหรืองานเทศกาล ตางๆ ผูเลนคนตรี ในวงกันตรึมจะมีประมาณ 6 – 8 คนผูรองอาจมี 1 -2 คู หรือชายหนึ่งคนหญิง สองคน แตโดยทั่วไปนิยมชายสองหญิงสอง การแตงกาย ทั้งนักดนตรีและนักรองชายหญิงไมมีแบบแผนหรือกฏเกณฑตายตัว จะแตง กายตามความสะดวกสบาย ทันสมัยและถูกใจผูชม เชนผูหญิงนุงผาถุงไหมพื้นเมือง สวมเสื้อแขน กระบอก หมสไบเฉียงบามามัดรวมไวดานขางระดับเอว ชายนุงโสรงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อสี ขาวแขนยาวหรือเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผาไหมคาดเอวและคลองไหลทิ้งชายลงดานหลัง บทเพลง ที่ใชประกอบวงกันตรึม มักไมนิยมรองเปนเรื่องเปนราว มักจะคิดคํากลอนให เหมาะสมกับงานที่จะเลน หรือใชบทรองเกาๆที่จําตอๆกันมา บทเพลงกันตรึมมีหลายทํานองหลาย จังหวะ ซึ่งมีมากจนบางบทเพลงสูญหายไปเพราะไมมีการจดบันทึกเอาไว บทเพลงกันตรึมแบง ออกเปน 4 ประเภท ดังนี้ คือ
27.
บทเพลงชั้นสูง หรือเพลงครู เปนบทที่ถือวามีความไพเราะสูงศักดิ์
ทํานองเพลงโหยหวน แสดงใหเห็นถึงความศักสิทธิ์ เชน เพลงสวายจุมเวื๊อด , รําเปอยจองได , เพลงซแร็ยสะเดิง บทเพลงสําหรับขบวนแห มีทํานองสงา ครึกครื้น สนุกสนาน มีการฟอนรําประกอบการ ขับรอง มีหลายทํานอง เชน รําพาย , ซัมโปงคร็อบคุม บทเพลงเบ็ดเตล็ดตางๆ เปนบทเพลงที่ทํานองรวดเร็ว เรงเราใหไดรับความสนุกสนาน ใช เปนบทขับรองในโอกาสทั่วไป เชน เกี้ยวพาราสี สั่งสอน สูขวัญ รําพึงรําพัน มีหลายทํานอง เชน อมตูก, กันเตรย, โมเวยงูดตึก,กะโนบติงตอง บทเพลงประยุกต เปนบทเพลงที่ใชทํานองเพลงลูกทุงประยุกตมาเปนเพลงกันตรึม เชน ดิสโกกันตรึม ,สัญญาประยุกต วิธีการเลนกันตรึม กอนการเลนกันตรึมตองมีพิธีไหวครูเพื่อความเปนศิริมงคลทั้งผูเลน และผูดู เมื่อไหวครูเสร็จก็จเริ่มบรรเลงเพลงเปนการโหมโรงเพื่อเปนการปลุกใจใหผูดูรูสึกตื่นเตน และผูแสดงไดเตรียมตัว จากนั้นจะเริ่มแสดงโดเริ่มบทไหวครูกอน วิ ธีการรองจะโตตอบกั น ระหวาง ชาย-หญิง มีการรําประกอบการขับรองแตไมมีลูกคูรับ รูปที่ 4 การเลนกันตรึม 3. กะโนปติงต็อง กะโนปติงต็อง เปนภาษาเมรแปลวา ตั๊กแตนตําขาว เปนการละเลนที่เลียนแบบลีลาทาทาง การเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตําขาว มีจังหวะลีลาที่สนุกสนานเราใจ จึงทําใหการเลนกะโนบติงต็อง เปนที่นิยมทั่วไปทั้งในแถบอิสานใตและแถบจังหวัดใกลเคียง ประวัติความเปนมา เมื่อประมาณป พ.ศ. 2490 นายเต็น ตระกาลดี ไดเดินทางเขาไปใน ประเทศกัมพูชาและในขณะที่หยุดพักเหนื่อนายเต็น ไดมองเห็นตั๊กแตนตําขาวกําลังเกี้ยวกันและ ผสมพันธุกันอยูเฝาดูลีลาของตักแตนคูนั้นดวยความประทับใจ เมื่อนายเต็นเดินทางมาถึงบาน จึง เกิดความคิดวาถานําเอาลีลาการเตนของตักแตนตําขาวมาดัดแปลงและเตนใหคนดูก็ดี จึงนําแนวคิด
28.
นี้มาเลาให นายเหือน ตรงศูนยดี
ซึ่งเปนหัวหนาคณะกันตรึมที่เลนอยูในหมูบานรําเบอะ และ หมูบานใกลเคียงนั้น ในแถบตําบลไพล อําเภอประสาท เมื่อไปเลนที่ไหนเวลาตองการใหเกิด ความสนุกสนานนั้น นายเหือนก็จะบรรเลงเพลงกะโนบติงต็องและเตนเลียนแบบทาทางของ ตั๊กแตนอยางสนุกสนาน จนการเตนตั๊กแตนตําขาวเปนที่รูจักและไดรับควานนิยมอยางแพรหลาย ในเวลาตอมา การแตงกาย แตงกายเลียนแบบลักษณะสีตั๊นแตนตําขาว โดยใชผาสีเขียวตัดเปนชุดการ แตงการใหคลายตั๊กแตนตัวผูและตัวเมีย ตั๊กแตนตัวเมียสวมกระโปรงสั้นๆ ทับมีหัวกระโนปและ ปกกระโนปประกอบเพื่อใหเกิดความสมบูรณยิ่งขึ้น ดนตรี ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดังนี้ กลองโทน 1 ใบ(สก็วล) ปใน 1 เลา(ปสลัย) ซอดวง 1 ตัว ซออู 1 ตัว ฉิ่ง 1 ตัว รูปที่ 5 การละเลนกะโนปติงต็อง 4. เรือนอายัย เรือมอายัย เปนการละเลนพื้นบานของจังหวัดสุรินทรอีกอยางหนึ่งซึ่งมีมานานแลว มี ลักษณะเปนการรองโตกลอน เกี้ยวพาราสีระหวางหนุมสาว ซึ่งนิยมเลนในเทศกาลตางๆ การแตงกาย เรือมอายัยในสมัยกอนจะแตงตัวตามสบายไมมีแบบแผนแนนอน แตตาม ประเพณีพื้นเมืองเรือมอันเร คือนุงผาถุงไหมแบบพื้นเมือง สวมเสื้อแขนกระบอกมีผาสไบคลอง คอทิ้งชายผามาดานหนาสานผูชายจะนุงโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นมีผาไหมคาดเอว
29.
ทารําเรือมอายัย ไมมีแบบแผนตายตัว เปนการฟอนรําใหเขากับจังหวะดนตรีและขึ้นอยู กับความถนัดของผูรํา
ทารําของฝายหญิงจะเปนทาที่คอยปดปองระวังไมใหฝายชายมาถูกเนื้อตอง ตัวได ในการตีบทรําจะตีบทตามเนื้อหาของเพลง ซึ่งจะสามารถสื่อความหมายใหผูชมทราบวา ทา รําเหลานั้นหมายถึงอะไร วิธีการแสดง ผูรําจะไหวครูพรอมกัน หลังจากนั้นจึงเปนการออกมาโต กลอนระหวางชาย - หญิง เปนคู ๆ และมีลูกคูรองรับ ผูแสดงทั้งหญิงชายจะรําเกียวกัน ลูกคูทั้งหลายจะคอย ้ สนับสนุน ใหกาลังใจฝายของตน เมื่อดนตรีจบจะเปลียนคูใหมออกมารอง โตกลอนกันใหมในบท ํ ่ และทารําที่ตนเองถนัด รูปแบบการแสดงจะปฏิบัติเชนนี้เรื่อยไปจนครบทุกคู เมื่อจบคูสุดทายจะมี บทลาแลวผูรําจะรํากลับเขาไป รูปที่ 6 การรองรําอายัย 5. เจรียง เจรียงหรือจําเรียง หมายถึง การขับรองหรือการออกเสียงทํานองเสนาะ โดยใชกลอนสด เปนสวนใหญขับรองเปนเรื่องราว การเจรียงถาประกอบดวยเสียงป จะเรียกเจรียงจรวง ถาเจรียง ประกอบเสียงซอเรียก เจรียงตรัว ถาเจรียงประกอบเสียงแคน เรียกวา เจรียงเบริน ถาเจรียงมีการ รองรับวา "แกวเอย เอย นอร แกว" ประกอบเสียงตบมือ เรียกวา เจรียงนอรแกว เปนตน เจรียงนอรแกว เปนการเลนกลอนโตตอบ กันระหวางชาย – หญิง แตละฝายจะมีพอเพลง แมเพลงรองนํา มีลูกคูรองตามตอจากนั้นชาย – หญิงแตฝาจึงรองโตตอบกันเปนคูๆ คํารองสวน ใหญเปนคําสุภาพ เจรียงเบริน เปนการรองโตตอบระหวาง ชาย-หญิง เปนทํานอง "ลํา" โดยมีแคนเปน เครื่องดนตรีประกอบ ลักษณะการเลนเจรียงเบรินคลายๆ กับหมอลํากลอนของชาวไทยลาว การ
30.
เลนจะมีบทรองแบงออกเปน 2 ลักษณะ
คือ บทรองสั้นที่รองโตตอบกัน ระหวางชายหญิงในแต ละครั้ง ซึ่งมีความยาวไมเกิน 6 วรรค แลวเปลี่ยนใหอีกฝายหนึ่งรองโตตอบเพื่อแกกลอนกัน สวน บทรองยาวจะเปนบทรองที่มีความหมายยาวหลายบท ในการรองโตตอบแตละครั้งไมจํากัดความ ยาว ผูเลนประกอบดวยนักเจรียงฝายชายหนึ่งคน ฝาหญิงหนึ่งคน และหมอแคนหนึ่งคน เนื้อรอง ทุกบทจะนํามาจากคัมภีรในทางพุทธศาสนา ซึ่งเปนเรื่องยาวเกี่ยวกับคําสอน,กําเนิดมนุษย,ประเพณี โกนจุก,บวชนาค ,กฐิน,งานแตงงาน,งานศพ ตลอดจนงานเทศกาลตางๆ ฉะนั้นเจรียงเบรินจึงเลน ไดในทุกโอกาส ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล 6. วงมโหรีพนบาน ื้ วงมโหรีพื้นบาน คือ การนําเอาเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและเครื่องดนตรีประเภทป พาทย บางชิ้นมาประสมกัน โดมีซอเปนเครื่องดนตรีหลักใชบรรเลงในงานมงคลตางๆ เชน งาน แตงงาน งานขึ้นบานใหมเปนตน เครื่ อ งดนตรี ที่ ใ ช ป ระกอบในวงมโหรี พื้ น บ า นสุ ริ น ทร ประกอบด ว ย ซอกลาง ซึ่ ง มี ลักษณะเหมือนซออู แตจะมีเสียงสูงกวา ซออูเล็กนอย หรือเรียกวา ซออูเสียงกลาง, ปไน,ซออู,ซอ ดวง,กลองสองหนา,ฉิ่ง ,ฉาบ เพลงที่ใชประกอบในวงมโหรีจะมีเพลงขับรองและเพลงบรรเลง ประเภทของเพลงขับรอง จะมีบทรองโดยไมมีทารําประกอบเชน บทเพลงกันตบ เนื้อรองจะเปนบทสอนหญิง บทเพลงเขมร เปาใบไม เปนเพลงก็อทกรูฯลฯ สวนบทเพลงที่มีทารําประกอบเชน เพลงอมตูก(พายเรือ),เพลง มลปโดง(รมมะพราว),เพลงอายัยโบราณ,เพลงซองซาร(หมายถึงที่รัก) บทเพลงดังกลาวจะมีการ ฟอนรําประกอบโดยเฉพาะ อายัยโบราณ เปนเพลง ซองซาร ในการรองจะเปนการโตตอบระหวาง ชายหญิง เปนการเกี้ยวพาราสีกัน เนื้อรองจะเปนภาษาเขมร ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงวิถีชีวิตชาวบาน และวงมโหรีพื้นบานยังมีบทบาทตอชาวบานในดานตางๆเชน เปนเครื่องนันทนาการของสังคม ชาวบานเปนสื่อประสานสัมพันธทางสังคม ใหชาวบานไดมีโอกาสมาพบปะกัน เกิดความใกลชิด สามัคคีกลมเกลียวขึ้นในชุมชน การเลนสะบา 1. ศิลปะดานการละเลน 2. ประวัติความเปนมาโดยสังเขป ในเดือนหาหรือแคแจดเปนเดือนที่วางจากการทําอาชีพหลัก (ทํานา) เยาวชนและเด็กๆก็จะ มาเล น สะบ า เพื่ อ ความสนุ ก สนาน เป น การออกกํ า ลั ง กาย ใช เ วลาว า งให เ กิ ด ประโยชน
31.
นอกเหนือจากการตําขาวในสมัยอดีต การเลนสะบานี้เปนการเลนมาจากบรรพบุรุษสืบทอดตอกัน มาจนถึงปจจุบันและยังเปนการเกี้ยวพาราศีกันของหนุมสาวสมัยกอนดวย
3. วิธีการเลน 1. แบงทีมผูเลนออกเปน 2 ฝาย ฝายละ 1 คนขึ้นไป (แตสวนมากเลนกันหลายคน) 2. เตรียมอุปกรณ (เมล็ดสะบา) แบงออกให 2 ฝายเทากัน 3. นําเมล็ดสะบามาเรียงในสนามเลนสะบา (ในอดีตสนามเลนสะบาจะเรียบและมีความ สม่ําเสมอกันมากสวนปจจุบันจะเลนในบริเวณบาน) โดยตั้งไวบนดินทั้ง 2 ขางใหหางกัน พอสมควร เรียงขางละ 20,30,40,50 เปนตน ตามขอตกลงกัน 4. ในแตละฝายจะมีเมล็ดสะบาเอาไวโยนใหเมล็ดสะบาที่ตั้งไวลม ฝายละ 10 เม็ด 5. ทําการตกลงวาฝายไหนจะเปนฝายโยนกอน ถาฝายไหนเปนฝายโยนใหเมล็ดสะบาลม หมดกอนก็จะเปนฝายชนะ กลาวคือ สมมติใหมีฝาย ก และฝาย ข ถาฝาย ก เปนฝาย โยนกอน ตองโยนใหครบ 10 เม็ด ถาลมไมหมด ฝาย ข จะไดโยนกลับมารวมเปน 20 เม็ด แขงขันไปเรื่อยๆ จนกวาจะมีฝายชนะ (อดีตจะมีขอตกลงกันวา ฝายชนะจะไดเคาะเขา ฝายแพจากจํานวนสะบา ที่ฝายตนเหลืออยู) 4. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - มีการใชเวลาวางใหเกิดประโยชน หาไกลจากยาเสพติด - สรางความสนุกสนานและความเพลิดเพลินใหกับเด็กๆ รวมถึงความสัมพันธดวย - สรางความสามัคคีในหมูคณะ 5. ขอเสนอแนะ การเลนสะบาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ดั้งนั้นควรจะมีการละเลนเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมไดแตควรจะยึดเอาหลักเกณเดิมเพื่อเปนการอนุรักษวัฒนธรรมไว และปญหาที่พบคือ เมล็ด สะบาหายากมากจะตองไปซื้อมาที่ประเทศเขมร ถาเปนไปไดควรจะมีการปลูกตนสะบาไวเพื่องาย ตอการอนุรักษและการละเลน รูปที่ 7 การเลนสะบา
32.
โบราณสถาน โบราณวัตถุ
1. ปราสาทบานไพล ตั้งอยูที่บานปราสาท หมูที่ 6 ต. เชื้อเพลิง อ. ปราสาท จ. สุรินทร ที่ตั้งของปราสาทบานไพล หางจากตัวอําเภอปราสาทไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 10 กิโลเมตร และผานถนนสายสุรินทร-ชองจอม มีทางแยกทางดานทิศตะวันตกของถนน ตรงกิโลเมตรที่ 18 และ 20 ระยะทางเขาไปถึงปราสาทประมาณ 2 กิโลเมตร อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับ พื้นที่วัดบานปราสาทและหนองน้ําสาธารณะ ทิศใต ติดกับ ถนนสาธารณะกลางหมูบาน ทิศตะวันออก ติดกับ วัดบานปราสาท ทิศตะวันตก ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน สภาพพื้นที่ เปนเนินดิน ตั้งอยูบนเนินดินที่สูงกวาพื้นที่โดยรอบเล็กนอย ตัวโบราณสถาน ติดกับเขตของวัดสิ่งกอสรางรอบนอกมีสระน้ํา ซึ่งอยูทางทิศเหนือของตัวโบราณสถาน มีขนาด ประมาณ 20 * 50 เมตร และทางดานทิศตะวันตกเปนสวนไมยูคาลิปตัสของชาวบาน สวนทางเขา ปราสาทจะอยูทางทิศตะวันออกเปนบริเวณวัด พื้นที่การถือครอง ขอบเขตโบราณสถาน สภาพปจจุบัน มีสภาพพังทลายเสียหายเล็กนอย ติดวัดบานโคกปราสาท เปนปรางค 3 องค ตั้ง เรียงกันในแนวทิศเหนือไปทางทิศใต กอดวยอิฐขัดเรียบอยูบนฐานเดียวกัน แผนผังของปรางคทั้ง 3 องคเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยอมุมไมยี่สิบ มีขนาดฐานกวาง 4 เมตร ยาว 4 เมตร สูงประมาณ 6.5 เมตร มีประตูเขาออกอยูทางทิศตะวันออก อีก 3 ดาน เปนประตูหลอกโดยมีเสากรอบประตูและทับหลัง ทําดวยหินทราย ปรางคดานทิศใตอยูในสภาพพังทลายเหลือเปนโคกสูงเพียงทับหลัง กรอบและ ทับหลังทําดวยหินทราย ยังคงสภาพดีเพียง 2 องคคือ ปรางคองคกลางและปรางคดานทิศเหนือ ทับหลังขององคปรางคทางดานทิศเหนือยังติดอยูที่ตําแหนงเดิม จําหลักเปนภาพเทวดานั่ง ชันเขาอยูในซุมเหนือหนากาลที่กําลังคายทอนพวงมาลัย โดยมือทั้ง 2 ขางยึดทอนพวงมาลัยไว สวน ทับหลังของปรางคองคกลางและปรางคองคดานทิศใตหลนอยูกับพื้น ที่ขอบบนจําหลักภาพโยคีนั่ง ชันเขาประนมมือ ทับหลังอีกชิ้นหนึ่งจําหลักภาพพระอินทรทรงชางเอราวัณ คูน้ําและสระน้ําเปน รูปตัวแอลมีอยูทางดานทิศเหนือและทิศใตของปรางค โดยเฉพาะคูนํ้าทางดานทิศเหนือยังคงมีแนว
33.
คันดินปรากฏอยู สวนสระน้ําเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมุมมนตั้งอยูทางดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกแนวคูน้ํา
อายุสมัย พิจารณาจากภาพจําหลักบนทับหลังแลวอยูในศิลปะเขมรแบบบาปวนในราว พุทธศตวรรษที่ 16-17 สรางในสมัยขอม การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 การประกาศกําหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลม 99 ตอนที่ 155 วันที่ 21 ตุลาคม 2525 ปราสาทบานไพล ตั้งอยูในบริเวณเนื้อที่ 6 ไร 1 งาน 65 ตารางวา ประวัติความเปนมา / ความสําคัญทางประวัติศาสตรโดยสังเขป วัสดุในการกอสราง ปราสาทหินบานไพล เปนปราสาทขนาดเล็กคือมีปรางค 3 องคเรียงกันไมมีแผนผังที่ สลั บ ซั บ ซ อ นแต อ ย า งใด เท า ที่ สํ า รวจพบในป จ จุ บั น ทราบเพี ย งว า วั ส ดุ ที่ ใ ช ใ นการก อ สร า ง สถาปตยกรรมแหงนี้มีเพียงอิฐ หินทราย และศิลาแลงเทานั้น กลาวคือองคปรางคทั้ง 3 องคกอดวย อิฐ สวนประดับอาคารจําพวกทับหลัง กรอบประตู ฐานประติมากรรมและกลีบบัว ทําดวยหิน ทรายสวนฐานนั้นเปนฐานศิลาแลง รูปแบบทางศิลปกรรม 1. กลุมขององคปรางค ปรางคทั้งสามองคมีลักษณะที่เหมือนกัน คือ เปนปรางคที่กอดวย อิฐ ปรางคทั้งสามองคมีแผนผังเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาด 4*4 เมตร (ภายนอก) เฉพาะสวนสูง ของปรางคองคกลาง 6.5 เมตร ปรางคมีการยอมุมไมสิบสองมีประตูทางเขาทางทิศตะวันออก สวน ทางดานอื่นๆ มีลักษณะเปนประตูปลอมทั้งสิ้น ซึ่งจะเหมือนกับประตูจริงคือมีผนังที่เปนบานประตู และอกเลา ปจจุบันเหลือเพียงแนวอิฐและพบสวนของหลังคาอยูบางคือ ศิลาจําหลักเปนรูปบัวตูม 2 ชิ้น และแทงศิลารูปสี่เหลี่ยมจัตรัส ุ 2. ทับหลัง ปจจุบันทับหลังมไมีหลงเหลืออยูเนื่องจากถูกเคลื่อนยายไปมีการสํารวจในราว พ.ศ. 2503-04 โดยอาจารยมานิต วัลลีโภดม ทับหลังประตูปรางคองคกลาง ทับหลังแผนนี้จําหลักดวยหินทราย จําหลักเปนรูปเทวดา หนาตรงนั่งชันเขาอยูภายในซุม ลักษณะเปนรูปทรงสามเหลี่ยมอยูเหนือหนากาล ซึ่งหนากาลจะคาย ทอนพวงมาลั ยออกมา ตรงกึ่ งกลางสว นลางของทับหลังและวกขึ้น ขางบน ตรงเสี้ยวของท อน พวงมาลัยจะแอนลงเล็กนอย ปลายทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมเหนือทอนพวงมาลัยเปนลายใบไม
34.
ตั้งขึ้นและชี้ออกจากจุดศูนยกลาง ใตทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมมวนหอยตกลงมา หนากาลมี ลักษณะตาโปนจมูกใหญนูนออกมาเห็นรูชัดเจน
2 รูมีฟนเปนซี่เล็ก มือทั้งสองจับยึดทอนพวงมาลัย ไว ทับหลังประตูปรางคองคเหนือ ทับหลังทําดวยหินทราย จําหลักเปนรูปเทวดานั่งชันเขา อยู ภายในซุมเหนือหนากาล หนากาลคายทอนพวงมาลัยออกมาจากดั้านลางของทับหลังแลววกขึ้นมา ขางบน ปลายทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมหอยตกลงมามวนออก เหนือปลายทอนพวงมาลัยสลัก เปนรูปลิงชูลายกานตอดอกอยู เหนือทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมตั้งขึ้น ใตทอนพวงมาลัยเปนลาย ใบไมมวนหอยตกลงมา ไมมีอุบะมาแบงที่เสี้ยวของทอนพวงมาลัย ลักษณะหนากาลตากลมเล็ก ระหวางนัยนตาสลักเปนลายใบไม จมูกใหญและสูง เหนือ ขอบริมฝปากขึ้นมามองเห็นรูจมูก 2 รูชัดเจน หนากาลมีแตริมฝปากบน และกวาง ฟนเปนซี่ สามเหลี่ยมไมแหลมนัก แลบลิ้นออกมาเปนรูปสามเหลี่ยม กระบังหนาเปนเสนหยักโคง เหนือ เสนหยักโคงเปนลายใบไม 1 ชั้น มีหู 2 ขาง หนากาลมีแขนและมือจับยึดทอนพวงมาลัยที่คาย ออกมา ทับหลังประตูปรางคองคใต ทับหลังแผนนี้จําหลักดวยหินทราย ทับหลังจําหลัก เปนรูป พระอินทรทรงชางเอราวัณอยูเหนือหนากาล ซึ่งหนากาลคายทอนพวงมาลัยออกมาจากสวนลาง ของทับหลังและวกขึ้นขางบน ปลายทอนพวงมาลัยสลักเปนลายใบไม ที่เสี้ยวของทอนพวงมาลัยทั้ง 2 ดานจะแอนลงมาก และตรงสวนนี้จะมีเทวดานั่งชันเขาอยูดานละ 1 องค เหนือทอนพวงมาลัยเปน ลายใบไมตั้งขึ้น ใตทอนพวงมาลัยเปนลายใบไมมวนหอยตกลงมา แตที่เสี้ยวไมมีอุบะมาแบง ลักษณะของหนากาล 3. เสาประดับกรอบประตู ปจจุบันเหลือเพียงชิ้นเดียว คือเสาเสาประดับกรอบประตูของ ปรางคองคดานซายมือ ลักษณะเปนเสาแปดเหลี่ยมเกลี้ยง ไมมีลายสลักใดๆ ทั้งสิ้น 4. ศิลาจําหลักเปนบัวกลุม มีศิลาจําหลักที่หลุดพังลงมาจากปรางค มีลักษณะเปนบัวกลุม ยอดปรางค 2 ชิ้นสันนิษฐานวาปรางคแหงนี้มีบัวกลุมเปนยอดประดับของยอดปรางค
35.
รูปที่ 8 ปราสาทบานไพล
2. วัดมุณีเนรมิตร ชื่อทางราชการ วัดมุณีเนรมิตร ชื่อเดิม วัดกําโปล ที่ตั้ง บานโสนกพัฒนา หมูที่ 11 ต. เชื้อเพลิง อ. ปราสาท จ. สุรินทร อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน ทิศใต ติดกับ ถนนสาธารณะ ทิศตะวันออก ติดกับ ถนนใหญ (สุรินทร - ชองจอม ) ทิศตะวันตก ติดกับ พื้นที่ของชาวบาน สภาพพื้นที่ เปนที่ดอน พื้นที่การถือครอง เปนธรณีสงฆ และ น.ส. 3 สภาพปจจุบัน ยังคงสภาพดีอยู ปจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 87 ไรซึ่งแบงเปน ธรณีสงฆประมาณ 50 ไร และเปน น.ส. 3 อีกประมาณ 37 ไร มีพระภิกษุอยู 9 รูป และปจจุบันมี ศาลา 1 หลัง โบสถ 1หลัง กุฏิ 7 หลัง เมรุ 1 หลัง โรงครัว 1 หลังและหองน้ํา 3 หลัง ประวัติความเปนมา (โดยสังเขป) การกอตั้งวัดประมาณเดือน 4 ปพุทธศักราช 2473 มีช่ือเดิมคือ วัดบานกําโปล ที่เรียกกํา- โปล เพราะเดิมนั้นที่ตั้งวัดอยูติดปาที่เปนโคกนูนลักษณะเอียงไปทุกดาน อยูหางวัดประมาณ 1 กิโลเมตรเมื่อมีการสรางถนนสุรินทร-ปราสาท จึงใหมีการสรางทางดานทิศตะวันออกของวัด เจาของที่ดิน นายขาว ประมูลศรี บานโสนก มีพื้นที่ใน น.ส.3 ก 27 ไร 3 งาน สาเหตุที่ สรางวัดเนื่องจากตอนที่ขึ้นกับตําบลไพล มีวัดแจงสงางาม (บานไพล)เพียงวัดเดียว ทําใหชาวบานที่ อาศัยอยูทางดานบานรําเบอะ และในแถบนั้นตองเดินทางไปทําบุญอยางยากลําบากจึงทําใหได กอตั้งวัดขึ้นมา และมีชื่อปจจุบันคือ วัดมุณีเนรมิตร เมื่อป พ.ศ. 2485 มีพระราชบัญญัติคณะสงค ให วัดที่สรางลงทะเบียน และตั้งชื่อเปนทางการใหเหมาะสม จึงไดเปน มุณีเนรมิต ซึ่ง มุนี แปลวา ผูรู นิรมิต แปลวา สราง รวมจึงแปลวา ที่อยูของผูรู ผูรูเปนผูสราง โดยมีเจาอาวาสทั้งหมด 2 รูปจากอดีต จนถึงปจจุบัน เจาอาวาสรูปที่ 1 คือ พระครูไพศาลมุนีธรรม และรูปที่ 2 คือ พระครูธํารงสีลคุณ โบราณคดีท่พบ คัมภีรใบลาน ี
36.
ภูมิปญญาทองถิ่น
1) การทํากรงนกเขา 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือ นาย เชิด ชัยยิ่ง อายุ 61 ป เพศ ชาย ที่อยู : 83/2 หมู 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาขอภูมิปญญา รูปที่ 9 นาย เชิด ชัยยิ่ง 4. ผลงานที่ประดิษฐคิดคน - กรงนกเขา รูปที่ 10 กรงนกเขา 5. เหตุและแรงจูงใจ เนื่องจากมีคนมาถามหาซื้อกรงนกเขาอยูบอยๆ จึงทําให นาย เชิด ชัยยิ่ง มีความสนใจที่จะ ทํากรงนก จึงไดหัดทําโดยการสังเกตจากของบุคคลอื่นที่ทํามากอนและคิดขึ้นเอง พอทําไดก็มีคน
37.
มาติดตอซื้อไปขาย และหลังจากเกษียณจาก อ.ส.
แลวก็มาใชเวลาวางในการทํากรงนกมากขึ้น เพื่อที่จะมีรายไดเสริมจากการทําการทําอาชีพหลัก 6. ขั้นตอน - จัดเตรียมวัสดุที่เปนองคประกอบและอุปกรณชวยในการทํากรงนก ซึ่งมีดังนี้ ครู (อุปกรณ สําหรับยึดโครงไมใหเปนรูปทรงที่ตองการ) หัวกรงนก (ทําจากไมเนื้อออน) สิ่วกรงนก ไม ขอบ ไมสาน (ไมไผที่เหลาเปนเสนเล็กๆ) เชือกไนลอน ขี้ผึ้ง ลิ่ม (ไมไผที่ใชเปนโครงของ กรงนก) แลอุปกรณวัดขนาด (ทําจากไมไผ) - นําวัสดุที่เตรียมไวมาจักรสาน โดยใชลิ่มมาเสียบเขากับครู - นําหัวกรงนกมาเสียบเขา และมัดเขากับครูใหไดรูปทรง - นําไมขอบมาสานเขากับลิ่มแลวใชเชือกไนลอนมัดระหวางขอบกับลิ่มโดยใชไมวัดขนาดที่จะ ทํา มีขอบบนและขอบกลาง - นําไมสานมาสานเปนฐาน ขอบฐานและทําการถอดครูออก - ทําประตูโดยตัดลิ่มออกประมาณ 2 อัน - นําสวานมาเจาะรูที่หวกรงและนําเชือกมาสานตกแตงที่ขอบหัวกรง ั 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - ไดซื้อกรงนกในราคาที่ต่ํากวาทองตลาด - ทําใหไมไผเกิดมูลคาเพิ่ม - ทําใหเกิดรายไดในชุมชน และผูที่สนใจสามารถหัดทําได 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การทําหัวกรงนกตองใชเครื่องกรึงจึงจะไดความรวดเร็วและไดขนาด ตามตองการ ดานการหาวัสดุ : ตองใชเงินในการซื้อไมไผ และเปนคาจางสําหรับคนขึ้นตัด วัสดุหายาก เชน ขี้ผึ้ง ดานความตองการ : ความตองการของตลาดมีมาก ทําใหการผลิตไมเพียงพอตอความ ตองการของตลาด ดานการสืบสาน : มีผูสนใจในการทํากรงนกและฝกหัดทํา 9. ขอเสนอแนะ ควรที่จะมีอุปกรณ อยางเชน สวาน เครื่องกรึงหัวกรงนก
38.
2) การทําน้ําตาลสด
1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือ นาย ละเอียด เชื้อเหิม อายุ 50 ป เพศ ชาย ที่อยู :18 หมู 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 11 นาย ละเอียด เชื้อเหิม 4. ผลงานที่ประดิษฐ - น้ําตาลสดจากตนตาลโตนด รูปที่ 12 น้ําตาลสดจากตนตาลโตนด 5. เหตุและแรงจูงใจ เนื่องจากอยูวางๆ ไมไดทําอะไร มีสวนของตนเองซึ่งมีตนตาลอยูพอประมาณและเมื่อเห็น ญาติทํา ไดชิมดูแลวชอบจึงคิดที่จะทําโดยหัดทําเองซึ่งไดขอมูลจากคนที่เขาทํามากอน พอทําได แลวก็นําไปขายเพื่อเลี้ยงชีพ 6. ขั้นตอน
39.
- เตรียมอุปกรณใหครบ -
ตัดไมไผมาทําเปนบันไดขึ้นตนตาล เรียกวา ปะโอง โดยนําบันไดไปมัดกับตนตาลใหถึงยอด - นําไมนวด (มีลักษณะคลายไมตะเกียบ)ไปนวดจั่นตาล นวดประมาณ 10 นาที ใหจ่ันตาลนุม หรือซ้ํานิดๆ ขณะที่บีบไมตองบีบแรงมาก - ตัดใบตาลมาเปนฝอย ประมาณ 1 กํา แลวนําไปถูกับจั่นตาลใหเปลี่ยนสีหรือลอกออกนิดๆ - นวดจั่นตาลอยูประมาณ 3 วัน - หลังจากนั้นทําการกรีดจั่นตาลได โดยเริ่มแรกกรีดที่ปลายจนใหมียางออกแลวนํากระบอกที่ เตรียมไวไปรอง หรืออาจจะทิ้งไวสัก 2 วัน กอนแลวคอยเก็บก็ได ตอจากนั้นก็เก็บน้ําตาลสด และกรีดตอทุกครั้ง (มีดที่กรีดตองคมมาก) หมายเหตุ อุปกรณที่ใช คือ มีด ที่ลับปด กระบอก ไมนวดหรือไมหนีบ ถังใสน้ําตาลสด กระบอกรองน้ําตาลสด 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - นําน้ําตาลสดไปตมเปนน้ําตาลใชผสมอาหารได - ใชน้ําตาลสดในการเลิกดื่มสุราไดโดยดื่มน้ําตาลสดแทน - กระจายรายไดและสรางรายไดใหกับชุมชน - เปนการสืบสานภูมิปญญาชาวบาน 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การออกแบบกระบอกรองน้ําตาลสดตองใหมีความสะอาด และบรรจุ- ภัณฑน้ําตาลสดยังไมไดมาตรฐาน ซึ่งจะทําใหนําตาลสดบูดงาย ้ ดานการหาวัสดุ : ปจจุบันตนตาลมีจํานวนลดลงและมีความเสี่ยงในการขึ้นเก็บน้ําตาลสด ดานเศรษฐกิจ : การซื้อ-ขาย มีอยูเฉพาะชุมชนแถบนั้น เนื่องจากทําน้ําตาลสดในปริมาณ ที่นอย ดานความตอการของชุมชน : มีความตองการมาก บางครั้งอาจจะทําไมทันตามความ ตองการของชุมชน ดานการสืบสาน : มีผูที่ทําน้ําตาลสดมากพอสมควรแตชนรุนหลังยังไมมีใครสนใจทํา 9. ขอเสนอแนะ - ในตอนที่ขึ้นไปเก็บน้ําตาลสด จะตองจับตนไผ เพื่อความปลอดภัย - ตองนํากระบอกไมไผไปรนควันไฟกอนที่จะนําไปรองน้ําตาลสด - บันไดไมไผที่ตัดตองมีแขนงมากๆ - ตองตัดจั่นตาลติดตอกันทุกวัน - การเก็บน้ําตาลสด ถาเก็บไว 2 วันจะทําใหเกิดรสเปรี้ยวและเมา หลังจาก 2 วันไปแลวจะทําให เนาเสียและบูด
40.
- ถาตองการเก็บใหนานทําไดโดย การแชเย็นหรือหมักใสเปลือกมะเกลือเผา -
ไมควรดื่มน้ําตาลสดในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจะทําใหมีอาการมึนเมา 3) ไมกวาดทางมะพราว 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือนาย เดื่อ ศรีตัมภวา อายู 67 ป เพศ ชาย ที่อยู : 1 หมู 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 13 นาย ละเอียด เชื้อเหิม 4. ผลงานที่ประดิษฐ - ไมกวาดทางมะพราว รูปที่ 14 ไมกวาดทางมะพราว 5. เหตุและแรงจูงใจ ครอบครัวมีฐานะที่ขัดสน จึงไดคิดทําไมกวาดเพื่อเปนอาชีพเสริมหลังจากการทําไรทํานา และอุปกรณนั้นหาไดงาย 6. ขั้นตอน
41.
-
เหลาทางมะพราว - นําเชือกมามัดทางมะพราวเพื่อใหทางมะพราวกระจาย - นําลวดมามัดทางมะพราวโดยมัดทางมะพราวกับดาม - นํายางมะตอยมาทาบริเวณที่มดลวดเพื่อกันหลุด ั - นํามีดมาตัดปลายใหเหมาะสม หรือไมตัดก็ได 7. ประโยชนที่ชมชนไดรบ ุ ั - ซื้อไมกวาดไดในราคาถูก ชวยกระตุนเศษฐกิจชุมชนและไมไกลตอการเดินทาง - เพิ่มมูลคาใหแกทางมะพราว 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : มีการออกแบบรูปแบบเดียวยังไมหลากหลาย ดานการหาวัสดุ : ทางมะพราวหาไดทั่วไปตามสถานที่ที่มีตนมะพราว ดานเศษฐกิจ : การขายมีเฉพาะในชุมชนเทานั้น ยังไมมีการขยายตลาดออกสูภายนอก ดานการสืบสาน : ยังไมมีผูสืบสาน 9. ขอเสนอแนะ - ควรจะมีการจับกลุมขึ้น ทําไมกวาดทางมะพราวโดยใชเวลาวางจากอาชีพหลัก - ควรจะมีการขยายตลาดออกสูภายนอกชุมชน โดยอาจจะจัดทํารานคาของกลุม ทําทั้งขายปลีก และขายสง 4) น้ําดางจากทลายมะพราว 1. ดานเทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา คือ นายหอมจันทร ชุมสูงเนิน อายุ 55 ป เพศ ชาย ที่อยู : 4/2 หมู 2 ตําบล เชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 1. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 15 นายหอมจันทร ชุมสูงเนิน
42.
4. ผลงานที่ประดิษฐ -
น้ําดางจากทลายมะพราว รูปที่ 16 น้ําดางจากทลายมะพราว 5. เหตุและแรงจูงใจ การทําน้ําดางเปนการสืบสานภูมิปญญาชาวบาน ทําเพื่อใชในครัวเรือน เชน ใชในการทํา ขาวตม และน้ําดางยังใชในการยอมเสนไหมสําหรับทอผา ใชในการยอมแห ซึ่งเปนการประหยัด ไมตองไปซื้อที่ตลาด และวิธการทํานั้นไมยาก ี 6. ขั้นตอน - นําทลายมะพราวมาเผาใหเปนถาน - พอเปนถานใหนาน้ํามารดดับไฟเพื่อไมใหไฟไหมทลายมะพราวหมด ํ - นําเถาและถานมาใสผาดิบหรือผาเนื้อละเอียด - กรองเอาน้ําดางดวยน้ําสะอาด - แลวนําน้ําดางที่ไดมากรองซ้ําไปเรื่อยๆ จนกวาจะไดน้ําดางที่มีสีเหลืองออนๆหรือทดสอบน้ํา ดางดวยการชิม 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรบั - ใชในการทําขาวตม (โดยใชผสมกับขาวสาร) ใชในการซักเสนไหมเพื่อใหยอมสีติดงาย ใชใน การซักยอมแห เพื่อไมใหขาด รวมถึงใชเปนน้ํายาซักผาได - สามารถเก็บไวใชไดนาน - ใชวัสดุในชุมชนใหเกิดประโยชน - ใชแทนดางจากทองตลาดได ทําใหไมตองไปซื้อที่ตลาด 8. ปญหาและอุปสรรค
43.
ดานการหาวัสดุ : ตอหาวัสดุที่เปนทลายมะพราวและเปลือกนุน
ถาตองการในปริมาณมาก จะหาวัสดุยาก ดานความตองการ/ความนิยมของตลาด/ชุมชน : สวนมากแลวชุมชนมีความตองการดาง จากทองตลาดมากกวาเนื่องจากงายและสะดวก ดานเศษฐกิจ : ไมมีการซื้อ-ขายกันภายในหมูบาน ชุมชน ทําใชเฉพาะในครัวเรือนเทานั้น ดานการสืบสาน : ไมมีการสืบสานจากคนรุนหลัง 9. ขอเสนอแนะ ควรจะมีการทําใชภายในครัวเรือนเพื่อเปนการประหยัดรายจายภายในครัวเรือน และถามี วัสดุมากๆ ก็จะสามารถจับกลุมกันทําเปนผลิตภัณฑได 5) ไพหญาคา 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา ชื่อ นายเภา แววงาม อายุ 75 ป เพศ ชาย ที่อยู : 50 หมูที่ 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 17 นายเภา แววงาม 4. ผลงานที่ประดิษฐ - ไพหญาคา
44.
รูปที่ 18 ไพหญาคา
5. เหตุและแรงจูงใจ เนื่องจากครอบครัวมีความยากจนจึงไดประดิษฐขึ้นมาใชในการมุงหลังคาบาน เถียงนา คอกสัตวตางๆ เปนตน ไพหญาคาสามารถใชแทนสังกะสีจากทองตลาดได นอกจากทําใชเองแลว สวนที่เหลือก็จะขายเปนรายไดเสริม 6. ขั้นตอน - หาหญาคาแลวตัดตามขนาดที่ตองการ - นําหญาคาไปตากแดดใหแหง ประมาณ 2-3 วัน - หาไมมาทําเปนแกนของหญาคา แลวตัดใหเหมาะสม - ทําฐานเพื่อใชในการสาน แลวนําหญาคามาสานเขากับไมแกนโดยใชเชือกมัด - หลังจากสานเสร็จ นําไพหญาไปตากซ้ําอีกครั้ง 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - ใชวัสดุในทองถิ่นใหเกิดประโยชน และมูลคาเพิ่ม 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการหาวัสดุ : วัสดุมีอยูทั่วไป แตมีความลําบากในการเก็บวัสดุ ดานความตองการ : มีความนิยมในการใชไพหญาคาในการมุงคอกสัตว เนื่องจากไพหญา คามีราคาถูก ดานเศษฐกิจ : ทําใชเอง ขายในชุมชนและคนที่มาติดตอซื้อ ดานการสืบสาน : ไมมีผูสืบสาน 9. ขอเสนอแนะ - ควรมีการสืบทอดการไพหญาคาไวเนื่องจากมีประโยชนหลายดาน 6) เตาอบเผาถาน 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา ชื่อ นายสมาน จันทรเนียม อายุ 46 ป เพศ ชาย ที่อยู : 20 หมู 8 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
45.
รูปที่ 19 นายสมาน
จันทรเนียม ภาพเจาของภูมิปญญา 4. ผลงานที่ประดิษฐ - เตาอบเผาถาน รูปที่ 20 เตาอบเผาถาน 5. เหตุและแรงจูงใจ การทําเตาอบเผาถานจะทําใหไดวัสดุใชในการหุงตม ขายเปนรายไดเสริมได และเปนการ ใชไมที่ตายแลวใหเกิดประโยชน และการทําเตาอบเผาถานจะใชในการเผาไดหลายครั้ง 6. ขั้นตอน - ขุดดินใหลึกลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร - เจาะปลองควัน 3 ดาน และทําหนาเตาเผาเพื่อที่จะใชในการจุดไฟ - นําไมที่เปนวัตถุดบ ไปวางเรียงกันใหไดสัดสวนเพื่อที่จะไดปดเปนเตาเผา ิ - นําดินเหนียวมาผสมกับน้ําและฟาง แลวนวดใหเขากัน - นําดินที่ผสมแลวมาแปะเขากับไมใหหมดเพื่อทําเปนโพรงเตา
46.
- จุดไฟเผาและปดปากเตา หลังจากฟนไหมหมดใหปดปลองควัน
ประมาณ 3 วัน และเก็บ ถานไปใชได 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - เปนวัสดุในการกอไฟเพื่อประกอบอาหารในครัวเรือน และใชประโยชนทางดานอื่นๆ - ใชเปนพื้นของถังสวมได 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การทําเตาอบเผาถานจะตองใชดินเหนียวจากจอมปลวก ดานการหาวัสดุ : ไมที่ใชในการเผาหายาก ดานความตองการ : ความตองการของชุมชนมีไมมาก สวนมากจะทําใชในครัวเรือน ดานการสืบสาน : มีการสอนใหแกบุตรหลานและผูที่สนใจ 9. ขอเสนอแนะ ควรนําตนไมที่ตายเองตามธรรมชาติมาเผาเปนถาน 7) การทําสุม 1. ดานหัตถกรรม/เทคโนโลยีพื้นบาน 2. เจาของภูมิปญญา ชื่อ นางเขมา นามประโคน อายุ 63 ป เพศ หญิง ที่อยู : 73/1 หมูที่ 6 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา ปที่ 22 รูปที่ 21 นางเขมา นามประโคน
47.
4. ผลงานที่ประดิษฐ -
สุมไก รูปที่ 22 สุมไก 5. เหตุและแรงจูงใจ ไดหดทําสุมไก สุมปลา มาจากคุณปู เนื่องจากฐานะทางดานครอบครัวนั้นยากจนจึงไดทํา ั เพื่อตองการรายไดมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งก็มีคนมาติดตอซื้ออยูเรื่อยๆ จึงไดทํามาจนถึงปจจุบันนี้ 6. ขั้นตอน - นําไมไผมาตัดและเหลาใหไดตามขนาดของสุม เชน สุมไกตี สุมไกบาน - นําไมไผที่ไดขนาดมาสานโดยเริ่มจากการสานปากสุมกอน - เมื่อไดโครงของสุมแลว นําไมไผอีกสวนหนึ่งมาสานในแนวขวาง 7. ประโยชนที่ชุมชนไดรับ - มีการซื้อขายที่ถูกกวาทองตลาด และไมเสียคาเดินทาง - ชวยกระตุนเศษฐกิจชุมชน และไมไผเกิดมูลคาเพิ่ม - เปนอาชีพเสริมที่ดี หาเลี้ยงชีพไดโดยใชเวลาวาง 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : การสานตามขวาง สานปากสุม ตองสานใหสมดุล ดานการหาวัสดุ : ไมไผท่ใชตองซื้อ ี ดานความตองการ : มีความตองการมาก เมื่อมีการสั่งทําสุมจํานวนมากจะทําไมทัน ดานการสืบสาน : ไมมีผูที่จะสืบสานตอในการทําสุมไก 9. ขอเสนอแนะ - ไมไผที่เหลาเสร็จแลวควรนํามารนควันไฟเพื่อกันมอด - ควรจะมีการขยายตลาดใหกวากวานี้
48.
8) ยาตมและยาทา
1. ดานสมุนไพร 2.เจาของภูมิปญญาทองถิ่น ชื่อ นายจัด แรงเริง อายุ 71 ป เพศ ชาย ที่อยู : 66 หมู 2 ตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร 3. ภาพเจาของภูมิปญญา รูปที่ 23 นายจัด แรงเริง 4. ผลงานที่ประดิษฐ - ยาสมุนไพร 5. เหตุแลแรงจูงใจ มีความสนใจในการทํายาสมุนไพรและไดรับการถายทอดมาจากพระที่วัดบานกําโปล คือ พระไพศาล ตั้งแตสมัยที่เปนเด็กวัด และเพื่อเก็บยาไวรักษาโรคภายในครอบครัว คนในชุมชนที่ ตองการใหชวยเหลือ 6. ขั้นตอน ยาทา - หาตนสมุนไพรในปาแลวกรีดตนยาเพื่อใหยางไหลออกมา ทิ้งไวประมาณ 1 คืน โดยกรีดตนยา ประมาณรอยกวาชนิด - เก็บน้ํายางของตนยาโดยใชสําลีซับน้ํายางหรือเช็ดน้ํายางแลวนําไปผสมกัน ใสขวดเก็บไว - ใสน้ํามันตัวนิ่มลงไปผสมกับน้ํายาที่เก็บมาได ยาตม - หาตนสมุนไพรแลวขุดเอารากของตนยามา - นํารากยามาผา แลวนําไปตากใหแหง
49.
- นํารากยาที่ตากแหงแลวมาแบงออกตามชนิดของโรค และในปริมาณที่เหมาะสม
- นํายามาตมใชดื่มรักษาโรคได 7. ประโยชนที่ชมชนไดรบ ุ ั - เปนการอนุรกษยาสมุนไพร และภูมิปญญาทองถิ่นไว ั - เปนยารักษาโรค ยาทา ใชทาเพื่อแกน้ํารอนลวก แกการปวดขอ ปวดกลามเนื้อ ปวดตามบริเวณตางๆ และ ใชไดกับโรคเปอยเนา ยาตม ใชเปนยาแกปวดหลัง ปวดเอว 8. ปญหาและอุปสรรค ดานการออกแบบ : ยังไมมการออกแบบบรรจุภัณฑสําหรับยาตมและยาทา ี ดานการหาวัสดุ : หาตนสมุนไพรยากมาก เนื่องจากปจจุบันมีการนําสมุนไพรมาใชมากขึ้น จึงทําใหตนสมุนไพรลดลงมากจากอดีต ดานเศษฐกิจ : เมื่อมีผูปวยมาก็จะรักษาใหและขายยาสมุนไพรใหกับคนที่สนใจ ดานการสืบสาน : ไมมีผูสืบสาน 9. ขอเสนอแนะ ควรที่จะมีการอนุรักษยาสมุนไพรเหลานี้ไวโดยการปลูกและขยายพันธเปนสวนสมุนไพร
50.
บทที่ 4
วิเคราะห สังเคราะหผลการปฏิบติงาน กิจกรรมตางๆในภาพรวม ั จากผลการวิ เ คราะห ข อ มู ล ในการสํ า รวจเก็ บ ข อ มู ล ที่ ตํ า บลเชื้ อ เพลิ ง อํ า เภอปราสาท จังหวัดสุรินทร พบวา ขอมูลทางดานศิลปะวัฒนธรรมและภูมปญญาชาวบาน มีศิลปะวัฒนธรรมที่ ิ หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ไดตกทอดสืบสานมาจากบรรพบุรุษ ที่หลอหลอมกอใหเกิด ประเพณี ซึ่งประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อที่สําคัญของตําบลและของจังหวัด คือ ประเพณีการแซน โดนตา หรือ การเซ น ไหว ผีบรรพบุรษ จัด เปน ประจํ าทุ ก ปใ นชว งเดื อ นสิ บ หรื อ ประมาณเดื อ น กั น ยายน และการละเล น ที่ สํ า คั ญ ประจํ า ตํ า บล โดยมี ก ารรวมกลุ ม และส ง เสริ ม อนุ รั ก ษ ศิ ล ปะ วัฒนธรรม จนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งตําบล จึงทําใหชุมชนในตําบลไดเล็งเห็นความสําคัญ มีการ อนุรักษเพื่อมิใหสูญหายไป โดยเฉพาะการละเลนพื้นบานที่สําคัญและมีความโดดเดนในตําบล เชื้อเพลิง มีอยูหลายหมูบาน เชน หมู 3 บานโพธิ์กอง เปนหมูที่มีการรวบรวมและอนุรักษ การละเลนพื้นบานไวมากที่สุด ยกตัวอยางเชน กะโนปติงต็อง เรือมอันเร รําอายัย เปนตน หมู 1 บานเชื้อเพลิง มีการเลนลิเกพื้นบาน หมู 10 บานปรือ-รูง มีการเลนกันตรึม นอกจากนี้ ยังมีศิลปะ วัฒนธรรมที่ สําคั ญอย า งหนึ่ ง คือ มี โบราณสถานและโบราณวั ตถุที่มีอยูแ หงเดีย วในตําบล คือ ปราสาทบานไพล อยูที่บานปราสาท หมูที่ 6 ซึ่งเปนอารยธรรมสมัยโบราณที่สรางขึ้นจากความเชื่อ ในเรื่องการบูชาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากที่กลาวมาเบื้องตนทําใหทราบวา ตําบล เชื้อเพลิง เปนแหลงอารยธรรมโบราณและเปนตนกําเนิดของการละเลนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด สุรินทร ภู มิ ป ญ ญาชาวบ า น ชาวบ า นในตํ า บลเชื้ อ เพลิ ง ประกอบอาชี พ หลั ก คื อ เกษตรกรรม ซึ่งโดยสวนมากแลวทํานาป ซึ่งมีชวงเวลาวางหลังจากการเก็บเกี่ยว มีการทําอาชีพเสริมเพื่อเพิ่ม รายได ใ ห กั บ ครอบครั ว โดยมี ด ว ยกั น หลายอย า ง เช น การทอผ า การทํ า ขนม การประดิ ษ ฐ เครื่องจักรสานที่ใชในชีวิตประจําวัน ซึ่งเกิดมาจากภูมิปญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจาก จะใชในครัวเรือนแลวยังสามารถทําเพื่อจําหนายเพื่อเพิ่มรายไดไดดวย เกิดการเห็นคุณคาของภูมิ ปญญา จากการที่ไดสํารวจเก็บขอมูลของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่นทําใหทราบ ถึง ภูมิปญญาของชาวบานในตําบล โดยสามารถจําแนกไดเปนภูมิปญญาการรักษาโรค ภูมิ ปญญาทางดานหัตถกรรม และภูมิปญญาดานเทคโนโลยีพื้นบาน จากขอมูลที่วิเคราะห ทําใหสมาชิกภายในกลุมตระหนักถึงการสงเสริมและการอนุรักษ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่น ซึ่งทางกลุม มีขอเสนอแนวทางการจัดทําโครงการดังตอไปนี้
51.
แนวทางการจัดทําโครงการ
1. แนวทางการจัดทําโครงการ “เปดตํานานปราสาทบานไพล” เปนโครงการที่เกี่ยวของกับการสืบสานและการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม การละเลนพื้นบานและภูมิปญญาทองถิ่น โดยเปนโครงการนํารองใหแกชุมชนตําบล เชื้อเพลิงไดจัดขึ้นทุกๆ ป ลักษณะของการจัดงานมีรูปแบบในการเผยแพรศิลปะ วัฒนธรรม และการละเลนพื้นบาน ซึ่งมีการดําเนินงานเปนขั้นตอนคราวๆ คือ มีการจัดการแสดงแสงสีเสียง การแสดงมีลักษณะการ อนุรักษและเห็นความสําคัญของปราสาทบานไพลและการละเลนพื้นบานในดานตางๆ เชน การรํา กะโนปติงต็อง เรือมอันเร เรือมอายัย เปนตน บริเวณที่จัดงานคือ บริเวณปราสาทบานไพล สิ่งที่สรางความภาคภูมิใจใหแกนสิตนักศึกษาโครงการเรีนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน คือ ิ การได ช ว ยเหลื อ ซึ่ ง กั น และกั น และที่ สํ า คั ญ คื อ นิ สิ ต นั ก ศึ ก ษาได แ สดงร ว มกั บ นั ก เรี ย นและ ประชาชนในชุมชน ที่ไดเชิญมาทําการแสดงในกิจกรรมนี้ (ดูรปแบบโครงการที่ภาคผนวก) ู 2. แนวทางการจัดทําโครงการ “มหาสงกรานตวันผูสูงอายุ” เปนโครงการที่เกี่ยวของกับการสืบสานและการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี เปน โครงการที่จัดขึ้นในวันสงกรานต โดยจัดงานที่บริเวณประสาทบานไพล มีรูปแบบการจัดคือ ให หมูบานแตละหมูบานเชิญผูสูงอายุมารวมงานเพื่อใหลูกหลานรดน้ําดําหัวหมูบานละ 5 คน ทั้งนี้มี การประชาสัมพันธและเชิญชวนใหประชาชในตําบลเชื้อเพลิงหรือบุคคลภายนอกมารวมงาน เพื่อ เปนการตระหนักและเห็นคุณคาตอผูที่มีบุญคุณตอเราและตอบแทนบุญคุณของทานดวยการกราบ ไหวใหความหวงและใหกาลังใจตอทาน (ดูรูปแบบโครงการที่ภาคผนวก) ํ 3. แนวทางการจัดทําโครงการ “ศูนยรวมภูมิปญญา” เปนโครงการสงเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑที่เกิดจากการประดิษฐคิดคนโดยภูมิปญญา ทองถิ่นของคนในชุมชนสรางขึ้น รูปแบบในการจัดทําโครงการก็คือ มีการจัดหาสถานที่ใดสถานที่ หนึ่งที่เหมาะสมในการจัดแสดงผลงานที่เกิดจากภูมิปญญาของชาวบาน โดยใหผูที่สนใจที่จะนํา ผลงานของตนเองมาแสดงและเผยแพรใหผูอื่นไดเห็น และในงานนี้พรอมที่จะใหชาวบานจําหนวย สินคาของตนเอง เพื่อเปนรายไดเสริมดวย
52.
โครงการที่เสนอมา 2 โครงการเบื้องตน
เปนโครงการที่ไดจัดขึ้นแลวในชวงระหวางการ ปฏิบัติภาคสนามสามารถดูรูปแบบการดําเนินโครงการไดที่ภาคผนวก สวนโครงการที่ 3 เปน โครงการเสนอแนะของกลุมที่เสนอตดชุมชน บทที่ 5 ปญหาและอุปสรรค ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของกลุม การสํารวจเก็บขอมูล จากการออกปฏิบัติการในพื้นที่เปนเวลา 1 เดือน ปญหาและอุปสรรค ในการเก็บขอมูลการดําเนินกิจกรรมของกลุมมีดังนี้ 1. การใชภาษาเพื่อการสื่อสาร สอบถาม และเรียบเรียงบันทึกเปนขอมูลในแบบสอบถาม ซึ่งประชากรในชุมชนใชภาษาเขมรในการสื่อสาร (ชนกลมเขมรสูง) ประมาณรอยละ 98 โดยเฉพาะผูสูงอายุท่เี ปนคนที่รูพธกรรม ประวัติความเปนมาของประเพณีตางๆ ิี 2. การไดขอมูลที่แตกตาง การสํารวจเก็บขอมูลในแตละหมูบานใหขอมูลที่แตกตางกันใน เรื่องเดียวกันและขาดความสมบูรณของขอมูลนั้น และในดานขอมูลพืนฐานของ 8 กลุมกิจกรรม ้ สํารวจเก็บขอมูลที่ไมตรงกัน จึงทําใหตองสํารวจเก็บขอมูลใหมและนํามาวิเคราะหรวมกันใหม 3. ความไมคนเคยตอพืนที่ จากพื้นที่ของการสํารวจเก็บขอมูล ซึ่งสมาชิกกลุมไมมใครอยู ุ ้ ี ในพื้นที่ จึงขาดความสะดวกตอการเก็บขอมูลและอาจไดขอมูลไมครบถวนเพราะบางพื้นที่สํารวจ ไมถึง 4. การติดภารกิจของสมาชิกกลุม สมาชิกกลุมบางคนตองรับผิดชอบในการออกฝกสอน ในชวงการปฏิบัติงานการวิเคราะหขอมูลและการรวบรวมเปนรูปเลมและการรับผิดชอบตองาน กิจกรรมดานอืน ๆ ทําใหการปฏิบัติงานรวมกันมีควายากลําบากมาก เนื่องจากระยะทางหางไกลกัน ่ การติดตอประสานจึงเปนไปไดยากเชนกัน 5. ขาดอุปกรณในการจัดทํารายงาน จากการทํารูปเลมรายงานนั้นจําเปนตองมีอุปกรณที่ ครบถวน การจัดทําจึงจะสะดวกและรวดเร็วขึ้น แตทั้งนี้ทางกลุมยังขาดอุปกรณ คือ คอมพิวเตอร เครื่องสแกนภาพ ทั้งสองอยางนี้เปนปญหาหลักที่ทางกลุมตองจัดหามาทํารายงานเอง เนื่องจาก เครื่องอาจารยที่ปรึกษาโครงการเตรียมมาใหใช เกิดการชํารุดและเสียหาย 6. การวางแผนวิเคราะหงานรวมกันระหวางกลุมอื่นมีนอย เปนผลกระทบมาจากการพัก อยูเปนอิสระมากเกินไปทําใหการประชุมแตละครั้งเปนไปไดยาก เมือขาดการประชุมที่ตอเนื่องทํา ่ ใหสงผลกระทบตอกลุม
53.
ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของตําบล/ชุมชน
1. การสืบสาน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี การละเลนและภูมิปญญาทองถิ่น ปจจุบัน สังคมไทยไดเปลี่ยนแปลงไปไมวาจะเปนดานสังคม ดานเศษฐกิจ สภาพสังคม ในตําบลเชื้อเพลิงก็ ไดรับผลกระทบดานการสืบสาน การอนุรักษ สําหรับขนบธรรมเนียม ประเพณีตางๆ ก็จะมี เพียงแตผูสูงอายุเทานั้นที่ยังปฏิบัติ และรูถึงพิธีกรรมตางๆ รวมไปถึงดานภูมิปญญาชาวบานดวยซึ่ง จํานวนผูรูก็ลดลง เริ่มที่จะหายไป เชน การรําตรุษในวันสงกรานต ปจจุบันไมมีผูที่จะมานําการ รําตรุษหรือนําในการเจรียง ซึ่งหาผูที่เจรียงไดนั้นหายาก ดังนั้นเยาวชนจึงเปนสวนที่สําคัญมากๆที่ จะเปนผูสืบสาน เยาวชนสวนมากจะไปทํางานในเมืองหรือในตางจังหวัด จึงยากตอการสานตอใน อนาคต สวนทางดานภูมิปญาทองถิ่นก็เริ่มหายไปเนื่องจากไมมีผูที่จะสานตอเชนกันและ ภูมิปญญา บางอยางคนในชุมชนจะใชผลิตภัณฑจากตลาดมากกวาผลิตภัณฑในชุมชน เนื่องจากมีความสะดวก กวา มีความรวดเร็วกวา รวมถึงคุณภาพดวย ดังนั้นควรจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑใหมีคุณภาพยิ่งขึ้น ใหแขงขันกับตลาดได 2. ความตองการของตําบล/ชุมชน สําหรับปญหาดานโบราณสถานก็คือ มีการดูแลและ บํารุงรักษาสถานที่นอยเกินไป ทําใหคนที่แวะมาเยี่ยมชมเกิดความชื่นชมนอยตอโบราณสถาน ใน สวนของการสื บสานคนในชุม ชนจะใหความร วมมื อ ในการจั ด ประเพณีตางๆนอย แม จ ะเป น การละเลนจะพบวาเยาวชนขาดความสนใจในการละเลนซึ่งจะเห็นไดจาก การละเลนกะโนปติง ตอง เรือมอายัยจะไมพบเยาวชนในการละเลนแตสวนมากจะเปนเด็ก ดังนั้นจะทําใหเยาวชนมี ความห า งเหิ น จากวั ฒ นธรรมของท อ งถิ่ น และด า นภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น บางอย า งจะทํ า ใช ใ น ครอบครัวเทานั้น 3. วัสดุและอุปกรณ ในการบํารุงรักษา ทําความสะอาดในบริเวณปราสาทนั้นพบวาขาดวัสดุ และอุปกรณซ่ึงควรที่จะมีเครื่องมือในการตัดหญา ประมาณใหเหมาะสม ถามีอุปกรณแลวก็มอบ ใหกับชาวบานทําหนาที่ในสวนนี้ วัสดุและอุปกรณในการทําพิธีกรรมตางๆ ก็สามารถหาไดใน ทองถิ่น ดานภูมิปญญาทองถิ่น จะเห็นวาวัสดุหาไดในทองถิ่น แตในบางผลิตภัณฑมีในปริมาณที่ นอยเกินไปไมเพียงพอตอการทํา ถาทําใชเฉพาะครัวเรือนจะมีเพียงพอดังนั้นควรมีการอนุรักษวัสดุ ไว อยางเชน มีสวนสมุนไพรในการขยายพันธุพืชสมุนไพร และมีการปลูกพืชที่เปนวัสดุของการ ทําสินคานั้นและนอกจากนี้คือยังขาดอุปกรณที่ทันสมัย ในการทําผลิตภัณฑ
54.
4. การบอกประวัติความเปนมา สําหรับประวัติความเปนมาของปราสาท
ไมมีการบอกเลา จากชาวบานและไมมีการจารึกไวเปนลายลักษณอักษรจากอดีต ดังนั้นจึงไมสามารถบอกถึงประวัติ ความเปนมาของปราสาทบานไพลในชวงกอสรางได สําหรับดานการละเลนการบอกประวัติของ ชาวบานเปนการบอกเลามาจากอดีตซึ่งจะทําใหขอมูลคลาดเคลื่อนและมีการบอกเลาที่ไมตรงกัน ทํา ใหยากตอการตัดสินใจ และพิมพเปนเอกสารออกมา เชน ที่มาของกะโนปติงต็อง มีการบอกที่มาที่ แตกตางกัน 5. ปญหาการถูกแทนที่ดวยวัฒนธรรมใหม การถูกแทนที่ดวยวัฒนธรรมใหมของคนใน ตําบลเชื้อเพลิงที่เห็นไดชัดเจน คือ การแตงกายที่มีลักษณะออกไปทางตะวันตกและตะวันออกบาง ประเทศ เชน ประเทศญี่ปุน ความเปนอยูเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางครอบครัวเดี่ยว มีการ สนิทชิดเชื้อ การมีมิตรไมตรีฉันญาติพี่นองมีนอยลงกวาสมัยแตกอน ซึ่งเปนขอมูลที่คนในชุมชน ใหขอมูลมา จึงทําใหขนบธรรมเนียมประเพณีบางอยางเสื่อมและสูญหายไปยากตอการฟนฟู
55.
โครงการ “ เปดตํานานปราสาทบานไพล
” หลักการและเหตุผล จากที่มีการเก็บขอมูลในชุมชนของตําบลเชื้อเพลิง นักศึกษาโครงการเรีนรูรวมกันสรรค สรางชุมชน ไดคิดวางแผนรวมกันในการจัดทําโครงการรวมและเปนโครงการใหญ โดยทุกกลุม กิจกรรมทั้ง 8 กิจกรรมไดดําเนินการรวมกันซึ่งมีการประสานความรวมมือกับชาวบาน ชุมชน และหนวยงานตาง ๆในตําบลเชื้อเพลิง โครงการที่จัดทําขึ้นนี้เปนโครงการนํารอง เพื่อเผยแพรและ อนุรักษศิลปะวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สําคัญของตําบล ทั้งนี้ตองการใหชุมชนไดตระหนักถึง คุณคาของวัฒนธรรมที่มีอยูในทองถิ่น โดยโครงการนี้เราใชชื่อวา “ เปดตํานาน ปราสาทบาน ไพล ” วัตถุประสงค 1.เพื่ อ ส ง เสริ ม การอนุ รั ก ษ แ ละสื บ ทอดศิ ล ปะ วั ฒ นธรรม ขนบธรรมเนี ย มประเพณี การละเลนพื้นบานที่สําคัญไวใหอนุชนรุนหลังไดศึกษาและมีการสานตอใหคงอยูตลอดไป 2. เพื่อเปนการประชาสัมพันธแหลงโบราณสถาน (ปราสาทบานไพล) ใหเปนที่รูจัก 3.เพื่อทํานุบํารุงดูแลรักษาใหปราสาทบานไพลมีความสะอาด สวยงามและใหคงสภาพ สมบูรณเหมาะแกการมาเยี่ยมชมและพักผอนหยอนใจ 4. เพื่อเปนการสงเสริมการทองเที่ยวในตําบลเชื้อเพลิง 5.เพื่อเปนการรณรงคใหคนในชุมชนเห็นคุณคาของโบราณสถาน โบราณวัตถุซึ่งควรคา แกการอนุรักษไวเปนมรดกของชาติ เปาหมาย 1.ประชาชนเขามารวมงานเปนจํานวนมาก 2.มีการสืบสานโครงการตอเนื่องทุกๆ ป 3.การสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและการละเลนพื้นบานที่สําคัญ ใหคงอยูสบตอไป ื ระยะเวลาในการดําเนินงาน 27 – 28 เมษายน 2546 ขั้นตอนในการดําเนินงาน 1. วางแผนงานรวมกันของนักศึกษาโครงการ เรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน 2. แบงหนาที่รับผิดชอบในแตละกลุมกิจกรรม 3. ปฏิบัติหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย 4. เตรียมสถานที่รวมกันในบริเวณสถานที่จัดงาน ( ปราสาทบานไพล ) 5. ดําเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว 6. สรุปและประเมินผล
56.
ผลที่คาดวาจะไดรับ
1.สงเสริมการอนุรักษและสืบทอดศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการละเลน พื้นบานที่สําคัญไวใหอนุชนรุนหลังไดศึกษาและมีการสานตอใหคงอยูตลอดไป 2. มีการประชาสัมพันธแหลงโบราณสถาน (ปราสาทบานไพล) ใหเปนที่รูจก ั 3.ธํ า นุ บํ า รุ ง ดู แ ลรั ก ษาให ป ราสาทบ า นไพลมี ค วามสะอาด สวยงามและให ค งสภาพ สมบูรณเหมาะแกการมาเยี่ยมชมและพักผอนหยอนใจ 4. มีการสงเสริมการทองเที่ยวในตําบลเชื้อเพลิง 5. มีการรณรงคใหคนในชุมชนเห็นคุณคาของโบราณสถาน โบราณวัตถุซึ่งควรคาแกการ อนุรกษไวเปนมรดกของชาติ ั ปญหาและอุปสรรค 1.ฝนตกขณะทําการดําเนินงานจึงทําใหบริเวณสถานที่เปยกแฉะเต็มไปดวยน้ําฝน 2.สถานที่ในการนําเสนอขอมูล ปายภาพ ทั้ง 8 กลุมกิจกรรมไดจัดทําขึ้น รวมพรอมกับ การจัดการแสดงไมเหมาะสม 3.ระยะเวลาในการซักซอมการแสดงนอยเกินไปจึงสงผลใหการแสดงขาดความสมบูรณ 4.เนื่องจากเปนโครงการนํารองการสนับสนุนของหนวยงานบางหนวยงานยังมีนอย ขอเสนอแนะ 1.ควรมีการจัดทําโครงการในลักษณะเชนนี้ทุกๆ ป เพื่อเปนการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ใหมช่อเสียงและเปนสถานที่เยี่ยมชมในบรรดาผูสนใจ ี ื 2.หนวยงานที่เกี่ยวของควรใหความสนใจและดูแลใหมากกวานี้
57.
โครงการ “ มหาสงกรานตวนผูสงอายุ
” ั ู หลักการและเหตุผล สังคมไทยมีขนบประเพณีที่หลากหลาย ซึ่งปจจุบันนี้สังคมไดเปลี่ยนแปลงไปรวมทั้ง ระบบเศรษฐกิ จ ทํ า ให ชี วิ ต ความเป น อยู ข องคนในชุ ม ชนเปลี่ ย นไปและมี ผ ลกระทบต อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ประเพณีรดน้ําดําหัวผูสูงอายุในวันสงกรานตซึ่งเปนประเพณีที่สําคัญของ คนไทยควรแกการอนุรักษการสืบสานตอไปรวมถึงการปรับเขากับชีวิตความเปนอยูในปจจุบันและ ยังคงสภาพความเปนประเพณีแบบดั่งเดิมไว ในวันสงกรานตถือวาเปนวันขึ้นปใหมของไทย เปน วันครอบครัวและเปนวันผูสูงอายุของสังคมไทย ทําใหเกิดความอบอุน สรางความสามัคคีใน ชุมชน ซึ่งเปนวัฒนธรรมที่ดีงามอยางยิ่ง ผูสูงอายุมีความสําคัญกับคนไทยเปนที่เคารพนับถือของคนในชุมชน บุคคลในกลุม เยาวชนรวมถึงลูกหลานของชุมชนมีความสําคัญตอผูสูงอายุที่จะคอยใหกําลังใจและเปนพลังที่จะ รักษาไวซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีใหสืบทอดตอไปในอนาคต ดังนั้น การกระตุนและปลูก ฝงความคิดใหกับคนในชุมชน เยาวชน ได ตระหนัก ถึง ความสําคัญของประเพณีรดน้ําดําหัวในวันสงกรานตรวมทั้งประเพณีอื่น ๆ โดยมีการสืบสานตอไป วัตถุประสงค 1.เพื่อเปนการอนุรักษและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี 2.เพื่อใหคนในชุมชนตระหนักและเห็นคุณคาถึงความสําคัญของประเพณีในวันสงกรานต 3.เพื่อสรางความสามัคคีความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้นในชุมชน 4.เพื่อรณรงคใหชุมชนไดอนุรักษประเพณีการรดน้ําดําหัวผูใหญ เปาหมาย จํานวนผูสูงอายุจาก 12 หมูบานในตําบลเชื้อเพลิงหมูบานละ 5 คน มาประกอบพิธีรดน้ํา ดําหัวผูใหญที่หมู 6 บานปราสาท รวมทั้งบุคคลที่สําคัญในหนวยงานตางๆ ผูนําหมูบาน ชาวบาน และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ระยะเวลาการดําเนินงาน 10-12 เมษายน 2546 ขั้นตอนการดําเนินงาน 1.ประชุมวางแผนงานระหวางกลุมกิจกรรม 2.ศึกษาขอมูลพื้นฐานในแตละหมูบาน 3.ประสานงานระหวางหมูบานในตําบล 4.จัดเตรียมสถานที่ในการดําเนินกิจกรรม 5.ดําเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว 6.สรุปและประเมินผล
58.
ผลที่คาดวาจะไดรับ
1.เปนการอนุรกษและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี ั 2.คนในชุมชนตระหนักและเห็นคุณคาถึงความสําคัญของประเพณีในวันสงกรานต 3.เกิดความสามัคคีความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้นในชุมชน 4.ชุมชนไดอนุรักษประเพณีการรดน้ําดําหัวผูใหญ 5.เปนแบบอยางที่ดีใหกับเยาวชนไดเรียนรูถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและไดปฏิบัติจริง ซึ่งเปนการปลูกฝงใหเห็นคุณคาและเกิดการสืบสานตอไป ปญหาและอุปสรรค 1.การประชาสัมพันธไมทั่วถึง 2.การใหความรวมมือของชุมชนยังมีนอย 3.การจัดสถานที่ยังไมเหมาะสมเทาที่ควร ขอเสนอแนะ 1.ควรมีการประชุมกอนการดําเนินงานและเตรียมความพรอมใหมากกวานี้ 2.มีการติดปายประชาสัมพันธและใหผูนําหมูบานประชาสัมพันธใหทวถึง ั่
59.
ประมวลภาพกิจกรรม ภาพสมาชิกกลุมศิลปะ
วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น ภาพนิสตนักศึกษาโครงการและชาวบานมารดน้ําดําหัวผูสูงอายุ ิ
60.
ประมวลภาพกิจกรรม ภาพนายอําเภอ คณาจารย ทีมงานนิสตนักศึกษาและนักแสดง
ิ การแสดงของนิสิตนักศึกษาที่รวมแสดงในงาน
61.
ภาคผนวก ข
สมาชิกกลุมศิลปะ วัฒณธรรมและภูมิปญาทองถิ่น 1. นายทองอุน มั่นหมาย ที่อยู 61 หมู 8 ตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร 32180 นักศึกษาปที่ 2 สาขาคณิตศาสตร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏสุรินทร 2. นายพิชย ชูเสนผม ั ที่อยู 86 หมู 6 ตําบลทาสวาง อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร 32000 นักศึกษาปที่ 2 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 3. นายธงชัย บุญพัก ที่อยู 57 หมู 2 ตําบลผักไหม อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรนทร 32110 ิ นักศึกษาปที่ 2 สาขาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 4. นายสุรชัย ที่อยู หมู ตําบล อําเภอ จังหวัดสุรินทร 32180 นักศึกษาปที่ 3 สาขาวิทยาศาสตรท่วไป คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ั สถาบันราชภัฏสุรินทร 5. นายวีระศักดิ์ ฉั่วศิริพร ที่อยู หมู ตําบลระแงง อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร 32180 นักศึกษาปที่ 3 สาขาดนตรี คณะ สถาบันราชภัฏสุรินทร
62.
บทที่ 6
ขอเสนอแนะ จากการสํารวจเก็บขอมูลของกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น ในพื้นที่ตําบล เชื้อเพลิง ทําใหทราบถึงปญหาและอุปสรรคมากมายที่ไดขอมูลจากหนวยงานราชการ ประชาชน ในตําบล และการปฏิบัติภาคสนามของพื้นที่ในดานตางๆ ซึ่งสามารถประมวลไดดังบทที่แลวมา แตในบทนี้เปนการวิเคราะห สังเคราะห และสรุปผลของปญหาและอุปสรรคมาเสนอแนะหรือหา แนวทางการแกไขเพื่อทําการพัฒนาและนําเสนอสิ่งใหมมาบูรณาการรวม โดยสมาชิกภายในกลุม ไดรวมกันคิดคนขึ้น ซึ่งสรุปแลวไดขอมูลดังตอไปนี้ ขอเสนอแนะตอชุมชน 1.สานตอโครงการ เปนขอเสนอตอชุมชนเพื่อใหชุมชนสานตอโครงการ “เปดตํานาน ปราสาทบานไพล” ที่นิสิตนักศึกษาโครงการเรียนรูรวมกัน สรรคสรางชุมชน ไดจัดเพื่อสืบสาน และอนุรักษไวซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และการละเลนพื้นบานใหคงอยู ตอไป โดยมีการจัดโครงการปละครั้งหรือเห็นแตชุมชนจะตองการจัด ซึ่งใหหนวยงานที่เกี่ยวของ ทุกๆหนวยงานประสานความรวมมือกันในการจัดโครงการนี้ 2.ชุมชนรวมพัฒนา ทางกลุมศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น เห็นพองกันวา ควรใหทางชุมชนมีการพัฒนาและทํานุบํารุงสถานที่สําคัญของชุมชนเพื่อไวใหคนรุนหลังไดดูได ศึกษาหาความรู ทําใหสมาชิกกลุมคิดขึ้นไดวาควรมีการพัฒนาและปลูกตนไม (ไมดอกไมประดับ) บริเวณปราสาทบานไพลใหสวยงามเหมาะแกการทองเที่ยวและพักผอนหยอนใจ เสนอวาเดือนละ ครั้งหรือสามเดือนครั้ง 3.การละเลนพื้นบาน จากการที่ไดเห็นการละเลนพื้นบานจริงในชุมชนตําบลเชื้อเพลิงซึ่งมี การอนุรักษไวเปนอยางดี แตการแสดงในแตละสถานที่นั้นมีแตเด็กทําการแสดงเทานั้น จึงขอ เสนอวาควรรณรงคใหวัยรุนหรือวัยหนุมสาวมีบทบาทในดานนี้ใหมาก เนื่องจากวาวัยรุนเปนวัย แหงการเรียนรู และเรียนรูไดรวดเร็วกวาเด็ก ความออนชอยงดงามมีมากกวา เมื่อมีการแสดง อรรถรสในการชมของผูชมมักมีมากกวา อันเนื่องมาจากปจจัยหลายๆ อยางประกอบกัน เชน เปน ทางการมากขึ้น ความสวยงามดานสรีระทางรางกายและลีลาการแสดงออกที่นาชวนชม และที่ สําคัญสามารถจัดการแสดงในสถานที่ตางๆ หรืออาจมีผูมาติดตอใหไปแสดงในงานตางๆ ซึ่งอาจ กอเกิดรายไดเสริมใหแกวัยรุนในชุมชนได 4.สงเสริมภูมิปญญาทองถิ่น จากการสํารวจเก็บขอมูลพบวา ปญหาที่พบเกี่ยวกับภูมิปญญา ทองถิ่น คือ สวนใหญขาดผูสานตอการประดิษฐคิดคนที่เกิดจากภูมิปญญทองถิ่น อันเนื่องมาจาก
63.
ผูที่สนใจในดานนี้มีนอย จึงควรมีผูมาเหลียวแลในดานนี้อยางจริงจังเพื่อไมใหภูมิปญญาทองถิ่น บางอยางตองจางหายไป ขอเสนอแนะตอรัฐบาล
1.จากการสํารวจเก็บขอมูลในพื้นที่ตําบลเชื้อเพลิงพบวามีโบราณสถานตั้งอยูที่หมู 6 บาน ปราสาท สภาพปจจุบันพังทลายเสียหายเล็กนอยโดยองคปรางคทางทิศใตมีความทรุดโทรมมาก ที่สุดและในบริเวณของพื้นที่ปราสาทเต็มไปดวยหญาที่รกและขาดไมดอกไมประดับที่ใหความ สวยงามและรมรื่นดังนั้นจึงเรียนเสนอรัฐบาลวาควรที่จะมีการจัดงบประมาณมาเพื่อเปนการดูแล รักษาทํานุบํารุงองคปราสาท และมีการจัดทําผังของปราสาทใหสมบูรณโดยมีไมดอกไมประดับ ดว ยเพื่ อ ทํ า ใหเ ป น ที่ ส นใจของคนในชุ ม ชนและบุ ค คลทั่ ว ไป นอกจากนี้ ค วรมีก ารจั ด ซื้ อ วั ส ดุ อุปกรณมาทําความสะอาด เชน ตัดหญาที่สูงรก และที่สําคัญควรมีงบประมาณสนับสนุนการ จัดทําโครงการเปดตํานานปราสาทบานไพล 2.จากการสํารวจเก็บขอมูลเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี จึงเรียน รัฐบาลวาควรมีการสงเสริมการอนุรักษและสืบสานประเพณีของชุมชนใหมากๆ โดยทําการรณรงค ปลูกฝงใหกับคนในชุมชน ซึ่งควรที่จะมีการจัดการเรียนการสอนเสริมหรือจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ วัฒนธรรมเพื่อเปนการสืบสานและใหความรูแกนักเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมตอนตน มัธยมตอนปลาย เปนตน และควรสงเสริมใหมีศูนยวัฒนธรรมเกิดขึ้นในตําบลเพื่อเปนการถาทอด ความรูทางดานศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงใหความเขาใจเกี่ยวกับประเพณีวามีพิธีกรรมการปฏิบัติ อยางไรและควรมีการปฏิบัติจริงในวันสําคัญของประเพณีและชวยตอบปญหาเกี่ยวกับประเพณี ใหกับคนชุมชนที่มีความสงสัยรวมทั้งนักทองเที่ยว 3.สําหรับการละเลนพื้นบาน เรียนเสนอรัฐบาลวาควรใหการสนับสนุนแกชุมชนที่มีการ อนุรักษศิลปะการละเลนอยางแทจริง เชน หมูบานโพธิ์กอง การละเลนถือเปนเอกลักษณประจํา ตําบล ประจําจังหวัด ดังนั้นถามีการสนับสนุนใหเปนแหลงทองเที่ยวผลบที่ไดก็คือ มีชื่อเสียง สามารถที่จะสืบทอดและอนุรักษไวไดเปอยางดีและควรสงเสริมสถานที่ในการฝกซอมการละเลน ชุ ด ในการแสดงการละเล น อุ ป กรณ ห รื อ เครื่ อ งดนตรี ใ ช ใ นการละเล น และจะดี ยิ่ ง ขึ้ น ถ า มี งบประมาณใหกับชุมชนไดใชความคิดสรางสรรคในการประดิษฐชุดในการแสดงการละเลน 4.
64.
สารบัญ เรื่อง
หนา คํานํา ............................................................................................................................................ ก สารบัญ ........................................................................................................................................ ข บทที่ 1 บทนํา ............................................................................................................................ 1 - ความเปนมาและความสําคัญของโครงการ.................................................................. 1 - วัตถุประสงคของโครงการ.......................................................................................... 1 - พื้นที่เปาหมาย............................................................................................................. 1 - การดําเนินงาน............................................................................................................. 2 - นิยามศัพทเฉพาะ......................................................................................................... 2 - ระยะเวลาการดําเนินโครงการ.................................................................................... 3 - ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ........................................................................................ 3 ั บทที่ 2 สภาพทั่วไปของชุมชน.................................................................................................. 4 - ประวัติชุมชน............................................................................................................... 4 - สภาพชุมชน................................................................................................................ 4 - สภาพทางเศรษฐกิจ..................................................................................................... 6 - สภาพทางสังคม........................................................................................................... 7 - การบริการขั้นพื้นฐาน.................................................................................................. 8 - สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม.................................................................................. 10 - โครงสรางทางสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเปนอยู. .............................................. 14 บทที่ 3 ผลการดําเนินงาน............................................................................................................ 17 - ความเชื่อ.................................................................................................................... 17 - ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ....................................................................................... 22 - การละเลนพื้นบาน...................................................................................................... 24 - โบราณสถาน โบราณวัตถุ......................................................................................... 31 - ภูมิปญญาทองถิ่น....................................................................................................... 35 บทที่ 4 วิเคราะห สังเคราะหผลการปฏิบติงาน กิจกรรมตางๆ ในภาพรวม............................. ั 49 - แนวทางการจัดทําโครงการ ........................................................................................ 50 บทที่ 5 ปญหาและอุปสรรค....................................................................................................... 51 - ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของกลุม................................................... 51 - ปญหาและอุปสรรคในการดําเนินกิจกรรมของตําบล/ชุมชน...................................... 52
65.
สารบัญ(ตอ)
หนา บทที่ 6 ขอเสนอแนะ................................................................................................................... 54 - ขอเสนอแนะตอชุมชน................................................................................................. 54 - ขอเสนอแนะตอรัฐบาล............................................................................................... 55 บรรณานุกรม ภาคผนวก
66.
ภาคผนวก
ก
67.
บรรณานุกรม พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ สุรินทร.เมืองสุรินทร.สุรินทร :
ม.ป.ท.,ม.ป.ป. พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ สุรินทร.โบราณสถานจังหวัดสุรินทร. สุรินทร : ม.ป.ท.,ม.ป.ป. พุฒ บุตรรัตน.การศึกษารูปแบบปราสาทอิฐแบบเขมรแบบบาปวนในจังหวัดสุรินทร. มหาวิทาลัยศิลปากร,2528. ศูนยวฒนธรรมจังหวัดสุรินทร.เพลงพื้นบานและการละเลนพื้นบานจังหวัดสุรินทร. ั สุรินทร : วิทาลัยครูสุรินทร,2526. เอกสารบรรยายสรุปองคการบริหารสวนตําบลเชื้อเพลิง อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
Download