1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6
ปีการศึกษา 2560
ชื่อโครงงาน โรคซึมเศร้าคืออะไร
ชื่อผู้ทาโครงงาน
นางสาวณัฐชยา ทาบุญตอบ เลขที่ 45 ม.6/13
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
2
สมาชิกในกลุ่ม นางสาวณัฐชยา ทาบุญตอบ ม.6/13 เลขที่ 45
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
โรคซึมเศร้าคืออะไร
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
What is depression?
ประเภทโครงงาน พัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัฐชยา ทาบุญตอบ
ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น
เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ
ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดได้ทั้งมีสาเหตุ เช่น การ
สูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษา
หายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน และส่วนใหญ่ผู้คนไม่มีความรู้ใน
เรื่องนี้จึงมองว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้านี้อาจมีโอกาสฆ่าตัวตายได้สูงหากไม่ได้รับการเยียวยาที่ถูกต้อง และ
ผู้ป่วยบางคนไม่ทราบว่าตนเองเป็นอะไรทาไมถึงเศร้าแบบนี้ตลอดทั้งวันและไม่ทราบว่าพฤติกรรมของ
ตนเองนั้นเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้ามากแค่ไหน และให้ทราบถึงวิธีแก้ไขปัญหาและวิธีรับมือต่อผู้ที่เป็นโรค
ซึมเศร้า ผู้จัดทาจึงสนใจที่จะทาโครงงานนี้เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาต่อผู้สนใจในเรื่องโรคซึมเศร้านี้
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1.ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า สามารถบอกความหมาย สาเหตุ อาการ การรักษา และ
การป้องกัน ของโรคซึมเศร้าได้ถูกต้องและสามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง
2. ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า สามารถสังเกตถึงพฤติกรรมโรคซึมเศร้าได้ถูกต้อง
3.สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้และปรับตัวเข้ากับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าได้
3
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน)
1.อาการของโรคซึมเศร้า
2.พฤติกรรมที่เสี่ยงเป็น “โรคซึมเศร้า”
3.การเตรียมตัวรับมือกับโรคซึมเศร้า
4.การรักษาทางจิตใจ
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน)
โรคซึมเศร้าคืออะไร
อาการของโรคซึมเศร้า
1.รู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
2.ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
3.น้าหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
4.นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
5.รู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
6.ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจาแย่ลง
7.อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
8.กระวนกระวาย ไม่อยากทากิจกรรมใดๆ
9.คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย
10.ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกาลังเป็นโรคซึมเศร้า
4
พฤติกรรมที่เสี่ยงเป็น “โรคซึมเศร้า”
ว่ากันว่าโรคซึมเศร้านั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อาจเกิดขึ้นจาก
ความเครียด สังคมรอบข้าง หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต น้อยมากผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะแสดงอาการ
เหล่านี้ให้คนทั่วไปได้เห็น ฉะนั้น เราลองมาสังเกต 9 พฤติกรรมที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้กัน
ดีกว่า เพราะถ้าหากคุณเอง หรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ 5 ข้อติดต่อกันภายใน 2 สัปดาห์ ก็ให้สงสัย
ไว้ได้เชียวล่ะว่า โรคซึมเศร้า นั้นกาลังมาเยือนแล้ว
1. มีอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว
2. ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง
3. เสียสมาธิ ไม่มีสมาธิจดจ่อเวลาที่ทาสิ่งต่างๆ
4. รู้สึกร่างกาย สมองอ่อนเพลีย
5. เชื่องช้า ทาอะไรก็เป็นไปอย่างช้าๆ
6. รับประทานอาหารน้อยลงกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารมากขึ้นกว่าปกติ
7. นอนน้อย หรือนอนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น
8. ชอบตาหนิตัวเอง ซึ่งอาการเช่นนี้จะพบได้มากในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า
9. รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย หรือสังเกตได้ว่าตัวเองมีความคิด หรือความรู้สึกแบบนี้ ก็ขอให้ตั้งข้อ
สันนิษฐานได้ว่า คนๆ นั้นอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า
5
การเตรียมตัวรับมือกับโรคซึมเศร้า
โดยปกติเท่าที่มีการพบข้อมูลขณะทาการรักษา พบว่า ผู้ที่มีเกณฑ์จะเป็นโรคซึมเศร้ามักจะเริ่มเป็น
ตอนช่วงอายุ 25 ปี หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการซึมเศร้าต่อเนื่องไปเป็นระยะยาว ถึงแม้ว่าจะมีการเข้ารับ
การรักษาแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การเป็นโรคซึมเศร้าก็จะมีความคล้ายคลึงการ
เป็นโรคเบาหวาน หรือโรคความดัน ที่ถึงแม้จะไม่มีอาการให้เห็นแล้ว แต่ก็ต้องทานยาควบคุมไม่
อาการกาเริบได้แต่ข้อดีของการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ตรงที่เมื่อเข้ารับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถ
กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ บางคนมีสติปัญญาที่ดีขึ้น เป็นคนเก่ง ในบางรายสามารถเรียนได้ถึงใน
ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บางรายก็เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นคนที่สามารถประสบความสาเร็จใน
สังคมได้
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงการรักษา หากผู้ป่วยรับประทานยาจนครบแล้ว แพทย์ที่ทาการรักษาก็จะให้หยุดยา
และยังต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่ามันอาจจะกลับเป็นซ้าอีกได้อย่าง โรคมะเร็ง
ที่เมื่อได้ฆ่าเชื้อมะเร็งให้หมดไปแล้ว แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้าอีกได้รึเปล่า โรคซึมเศร้า
ก็เช่นกัน การรับมือกับโรคนี้ก็ให้หมั่นสังเกตจากพฤติกรรมทั้ง 9 อย่างข้างต้น อย่าละเลยจนทาให้คนๆ
หนึ่งต้องออกจากงาน เกิดการหย่าร้าง หรือทุบตีลูกโดยที่ไม่มีเหตุผล หากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่เกิดเป็น
โรคนี้ไปเลี้ยงลูกเข้า ลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา เมื่อเราเจอสัญญาณอันตรายก็ต้องรีบพาไปรักษา
ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้ผู้ป่วยมีความคิดที่ไม่ดีต่อตัวเอง อย่าง การฆ่าตัวตาย เราต้องพาเขาเข้าสู่
กระบวนการรักษาและบาบัดให้ได้เร็วที่สุด
6
การรักษาทางจิตใจ
มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการ”พูดคุย”กับ
จิตแพทย์10 ถึง 20 ครั้ง อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนาไปสู่การแก้ไข
ปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับ
ความพอใจ หรือความสุขจากการกระทาของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนาไปสู่ความ
ซึมเศร้าด้วย
การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบ
ปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษา
รูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิด
ความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับ
ตนเอง
ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นามารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อ
ขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก
โดยทั่วไปสาหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกาเริบซ้าๆ จะต้องการการรักษาด้วยยา
ร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด
จะช่วยรักษาตนเองได้อย่างไร
การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามักจะทาให้คุณรู้สึกเพลีย รู้สึกไร้ค่า เหมือนช่วยตัวเองไม่ได้ไม่มีความหวัง
ความคิดในแง่ลบกับตนเองในแบบนี้ มักจะทาให้ผู้ป่วยบางคนท้อถอยและยอมแพ้เป็นเรื่องสาคัญที่
ต้องทราบว่าความคิดหรือความรู้สึก เหล่านี้เป็นเพียงแค่อาการของโรค มิได้สะท้อนเรื่องจริงในชีวิต
ของคุณอย่างถูกต้องแต่อย่างใด ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปเมื่อเริ่มต้นการรักษาไปสักระยะหนึ่ง
ในระหว่างนี้คุณควรจะ
1.อย่านาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
2.อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทาที่สาคัญกว่าก่อน แล้วทาให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
3.อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกาลังสร้างความล้มเหลว
ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกาลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม
แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
7
4.อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษา
คนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจ
ออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น
5.อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วย
ตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ
พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะ
หายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
-ปรึกษาเลือกหัวข้อ
-นาเสนอหัวข้อกับครูผู้สอน
-ศึกษารวบรวมข้อมูล
-จัดทารายงาน
-นาเสนอครู
-ปรับปรุงและแก้ไข
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
-อินเตอร์เน็ต
-คอมพิวเตอร์
-โทรศัพท์
งบประมาณ
-100 บาท
8
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดั
บ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอ
บ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
1
6
1
7
1 คิดหัวข้อโครงงาน
2 ศึกษาและค้นคว้า
ข้อมูล
3 จัดทาโครงร่างงาน
4 ปฏิบัติการสร้าง
โครงงาน
5 ปรับปรุงทดสอบ
6 การทาเอกสารรายงาน
7 ประเมินผลงาน
8 นาเสนอโครงงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
1.ผู้จัดทามีความเข้าใจในหัวข้อที่สนใจมากขึ้น
2.เป็นการให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ
3.ทาให้ผู้คนรู้จักโรคนี้และทาให้คนไม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา และสามารถหาวิธีแก้ได้
4.ทาให้ผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถเข้าใจและสามารถรับมือกับปัญหาได้
สถานที่ดาเนินการ
1.ห้องสมุดโรงเรียน
2.ที่บ้าน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
1.กลุ่มสาระการเรียนรู้แนะแนว
2.กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา
9
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน)
http://www.sanook.com/health/721/
http://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

โรคซึมเศร้าแก้ไข

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6 ปีการศึกษา 2560 ชื่อโครงงาน โรคซึมเศร้าคืออะไร ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัฐชยา ทาบุญตอบ เลขที่ 45 ม.6/13 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
  • 2.
    2 สมาชิกในกลุ่ม นางสาวณัฐชยา ทาบุญตอบม.6/13 เลขที่ 45 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) โรคซึมเศร้าคืออะไร ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) What is depression? ประเภทโครงงาน พัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัฐชยา ทาบุญตอบ ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดได้ทั้งมีสาเหตุ เช่น การ สูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษา หายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน และส่วนใหญ่ผู้คนไม่มีความรู้ใน เรื่องนี้จึงมองว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้านี้อาจมีโอกาสฆ่าตัวตายได้สูงหากไม่ได้รับการเยียวยาที่ถูกต้อง และ ผู้ป่วยบางคนไม่ทราบว่าตนเองเป็นอะไรทาไมถึงเศร้าแบบนี้ตลอดทั้งวันและไม่ทราบว่าพฤติกรรมของ ตนเองนั้นเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้ามากแค่ไหน และให้ทราบถึงวิธีแก้ไขปัญหาและวิธีรับมือต่อผู้ที่เป็นโรค ซึมเศร้า ผู้จัดทาจึงสนใจที่จะทาโครงงานนี้เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาต่อผู้สนใจในเรื่องโรคซึมเศร้านี้ วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1.ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า สามารถบอกความหมาย สาเหตุ อาการ การรักษา และ การป้องกัน ของโรคซึมเศร้าได้ถูกต้องและสามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง 2. ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า สามารถสังเกตถึงพฤติกรรมโรคซึมเศร้าได้ถูกต้อง 3.สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้และปรับตัวเข้ากับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าได้
  • 3.
    3 ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขตเงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน) 1.อาการของโรคซึมเศร้า 2.พฤติกรรมที่เสี่ยงเป็น “โรคซึมเศร้า” 3.การเตรียมตัวรับมือกับโรคซึมเศร้า 4.การรักษาทางจิตใจ หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน) โรคซึมเศร้าคืออะไร อาการของโรคซึมเศร้า 1.รู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ 2.ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต 3.น้าหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป 4.นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ 5.รู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า 6.ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจาแย่ลง 7.อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง 8.กระวนกระวาย ไม่อยากทากิจกรรมใดๆ 9.คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย 10.ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกาลังเป็นโรคซึมเศร้า
  • 4.
    4 พฤติกรรมที่เสี่ยงเป็น “โรคซึมเศร้า” ว่ากันว่าโรคซึมเศร้านั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อาจเกิดขึ้นจาก ความเครียดสังคมรอบข้าง หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต น้อยมากผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะแสดงอาการ เหล่านี้ให้คนทั่วไปได้เห็น ฉะนั้น เราลองมาสังเกต 9 พฤติกรรมที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้กัน ดีกว่า เพราะถ้าหากคุณเอง หรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ 5 ข้อติดต่อกันภายใน 2 สัปดาห์ ก็ให้สงสัย ไว้ได้เชียวล่ะว่า โรคซึมเศร้า นั้นกาลังมาเยือนแล้ว 1. มีอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว 2. ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง 3. เสียสมาธิ ไม่มีสมาธิจดจ่อเวลาที่ทาสิ่งต่างๆ 4. รู้สึกร่างกาย สมองอ่อนเพลีย 5. เชื่องช้า ทาอะไรก็เป็นไปอย่างช้าๆ 6. รับประทานอาหารน้อยลงกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารมากขึ้นกว่าปกติ 7. นอนน้อย หรือนอนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น 8. ชอบตาหนิตัวเอง ซึ่งอาการเช่นนี้จะพบได้มากในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า 9. รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย หรือสังเกตได้ว่าตัวเองมีความคิด หรือความรู้สึกแบบนี้ ก็ขอให้ตั้งข้อ สันนิษฐานได้ว่า คนๆ นั้นอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า
  • 5.
    5 การเตรียมตัวรับมือกับโรคซึมเศร้า โดยปกติเท่าที่มีการพบข้อมูลขณะทาการรักษา พบว่า ผู้ที่มีเกณฑ์จะเป็นโรคซึมเศร้ามักจะเริ่มเป็น ตอนช่วงอายุ25 ปี หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการซึมเศร้าต่อเนื่องไปเป็นระยะยาว ถึงแม้ว่าจะมีการเข้ารับ การรักษาแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การเป็นโรคซึมเศร้าก็จะมีความคล้ายคลึงการ เป็นโรคเบาหวาน หรือโรคความดัน ที่ถึงแม้จะไม่มีอาการให้เห็นแล้ว แต่ก็ต้องทานยาควบคุมไม่ อาการกาเริบได้แต่ข้อดีของการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ตรงที่เมื่อเข้ารับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถ กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ บางคนมีสติปัญญาที่ดีขึ้น เป็นคนเก่ง ในบางรายสามารถเรียนได้ถึงใน ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บางรายก็เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นคนที่สามารถประสบความสาเร็จใน สังคมได้ ฉะนั้น เมื่อพูดถึงการรักษา หากผู้ป่วยรับประทานยาจนครบแล้ว แพทย์ที่ทาการรักษาก็จะให้หยุดยา และยังต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่ามันอาจจะกลับเป็นซ้าอีกได้อย่าง โรคมะเร็ง ที่เมื่อได้ฆ่าเชื้อมะเร็งให้หมดไปแล้ว แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้าอีกได้รึเปล่า โรคซึมเศร้า ก็เช่นกัน การรับมือกับโรคนี้ก็ให้หมั่นสังเกตจากพฤติกรรมทั้ง 9 อย่างข้างต้น อย่าละเลยจนทาให้คนๆ หนึ่งต้องออกจากงาน เกิดการหย่าร้าง หรือทุบตีลูกโดยที่ไม่มีเหตุผล หากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่เกิดเป็น โรคนี้ไปเลี้ยงลูกเข้า ลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา เมื่อเราเจอสัญญาณอันตรายก็ต้องรีบพาไปรักษา ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้ผู้ป่วยมีความคิดที่ไม่ดีต่อตัวเอง อย่าง การฆ่าตัวตาย เราต้องพาเขาเข้าสู่ กระบวนการรักษาและบาบัดให้ได้เร็วที่สุด
  • 6.
    6 การรักษาทางจิตใจ มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการ”พูดคุย”กับ จิตแพทย์10ถึง 20 ครั้ง อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนาไปสู่การแก้ไข ปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับ ความพอใจ หรือความสุขจากการกระทาของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนาไปสู่ความ ซึมเศร้าด้วย การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบ ปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษา รูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิด ความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับ ตนเอง ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นามารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อ ขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสาหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกาเริบซ้าๆ จะต้องการการรักษาด้วยยา ร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด จะช่วยรักษาตนเองได้อย่างไร การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามักจะทาให้คุณรู้สึกเพลีย รู้สึกไร้ค่า เหมือนช่วยตัวเองไม่ได้ไม่มีความหวัง ความคิดในแง่ลบกับตนเองในแบบนี้ มักจะทาให้ผู้ป่วยบางคนท้อถอยและยอมแพ้เป็นเรื่องสาคัญที่ ต้องทราบว่าความคิดหรือความรู้สึก เหล่านี้เป็นเพียงแค่อาการของโรค มิได้สะท้อนเรื่องจริงในชีวิต ของคุณอย่างถูกต้องแต่อย่างใด ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปเมื่อเริ่มต้นการรักษาไปสักระยะหนึ่ง ในระหว่างนี้คุณควรจะ 1.อย่านาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน 2.อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทาที่สาคัญกว่าก่อน แล้วทาให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้ 3.อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกาลังสร้างความล้มเหลว ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกาลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
  • 7.
    7 4.อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่นลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษา คนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจ ออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น 5.อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วย ตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะ หายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน -ปรึกษาเลือกหัวข้อ -นาเสนอหัวข้อกับครูผู้สอน -ศึกษารวบรวมข้อมูล -จัดทารายงาน -นาเสนอครู -ปรับปรุงและแก้ไข เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ -อินเตอร์เน็ต -คอมพิวเตอร์ -โทรศัพท์ งบประมาณ -100 บาท
  • 8.
    8 ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดั บ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอ บ 12 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 1 6 1 7 1 คิดหัวข้อโครงงาน 2 ศึกษาและค้นคว้า ข้อมูล 3 จัดทาโครงร่างงาน 4 ปฏิบัติการสร้าง โครงงาน 5 ปรับปรุงทดสอบ 6 การทาเอกสารรายงาน 7 ประเมินผลงาน 8 นาเสนอโครงงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน) 1.ผู้จัดทามีความเข้าใจในหัวข้อที่สนใจมากขึ้น 2.เป็นการให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ 3.ทาให้ผู้คนรู้จักโรคนี้และทาให้คนไม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา และสามารถหาวิธีแก้ได้ 4.ทาให้ผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถเข้าใจและสามารถรับมือกับปัญหาได้ สถานที่ดาเนินการ 1.ห้องสมุดโรงเรียน 2.ที่บ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 1.กลุ่มสาระการเรียนรู้แนะแนว 2.กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา
  • 9.
    9 แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน) http://www.sanook.com/health/721/ http://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017