ระบบสื่อสารข้อมูลสาหรับเครือข่าย
คอมพิวเตอร์
ความหมายของระบบสื่อสารข้อมูล
ระบบสื่อสารข้อมูล หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างอุปกรณ์โดยผ่านสื่อหรือตัวกลาง โดย
อุปกรณ์ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลจะมีการทางานร่วมกัน
ของส่วนที่เป็น ฮาร์ดแวร์(อุปกรณ์คอมพิวเตอร์)
และซอฟต์แวร์(ชุดคาสั่ง)
องค์ประกอบของระบบสื่อสารข้อมูล
1. ข่าวสาร เป็นข้อมูลสารสนเทศที่ต้องการส่งเพื่อสื่อสาร ซึ่งจะอยู่ในรูปของ
ข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง หรือวีดิทัศน์
2. ผู้ส่ง เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการส่งข้อมูลข่าวสาร
3. ผู้รับ เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการรับข้อมูลข่าวสารจากผู้ส่ง
4. สื่อ เป็นสื่อกลางที่ทาหน้าที่ให้ข้อมูลและข่าวสารเดินทางจากผู้ส่งไปยัง
ผู้รับ เช่น ขดลวด สายเคเบิล สายไฟเบอร์ออพติกหรือ คลื่นไมโครเวฟ คลื่น
ดาวเทียม หรือคลื่นวิทยุ เป็นต้น
5. โพรโทคอลคือ กฎระเบียบ หรือวิธีการใช้เป็นข้อกาหนดสาหรับการ
สื่อสาร เพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งเข้าใจกันได้ ซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น
TCP/IP, X.25, SDLC เป็นต้น
ลักษณะข้อมูลที่ใช้สื่อสารในคอมพิวเตอร์
ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่างๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่างๆ เช่น รหัส
แอสกี เป็นต้น
ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่างๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอ
สกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาด
ของรูปภาพ
เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพ
เพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพ
หลายรูป
ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล
1. การสื่อสารข้อมูลทิศทางเดียว (SimplexTransmission)
เป็นการติดต่อสื่อสารเพียงทิศทางเดียวคือผู้ส่งจะส่งข้อมูลเพียงฝั่งเดียวและโดยฝั่ง
รับไม่มีการตอบกลับเช่น การกระจายเสียงของสถานีวิทยุการส่งe-mailเป็นต้น
2. การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน (Half Duplex
Transmission)
สามารถส่งข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ไปในทิศทางเดียวเท่านั้น ทั้งฝ่ายส่งและฝ่าย
รับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปให้แก่ผู้รับ ส่วนผู้รับก็สามารถโต้ตอบ
กลับได้ แต่ไม่สามารถส่งสวนทางกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่นการส่งวิทยุของตารวจ
2. การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน
(Full Duplex Transmission)
สามารถส่งข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ได้ทั้ง2ทิศทาง
ทั้งฝ่ายส่งและฝ่ายรับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ส่ง
และผู้รับ สามารถโต้ตอบสวนทางกันได้ในเวลา
เดียวกัน เช่น การส่งสัญญาณโทรศัพท์ สนทนา
msn , facebook
โพรโทคอล
โพรโทคอลเป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อใช้ควบคุมการสื่อสารข้อมูลในเครือข่าย เสมือนใช้ภาษา
เดียวกันในการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้
1. โครงสร้างของข้อมูล (Syntex) ใช้สาหรับการส่งและรับข้อมูล เช่น การกาหนดให้ข้อมูล
ที่ส่งมา 8 บิตแรกนั้น ต้องเป็นเลขข้อมูลที่อยู่ Address ของอุปกรณ์ที่ใช้ส่ง และ 8 บิต
ถัดไปจะต้องเป็นเลขที่อยู่ Addressของเป้ าหมาย และหลังจากนั้นจึงกาหนดให้เป็นบิตที่
เป็นข้อมูลข่าวสารที่ใช้ส่ง
2. การแปลความหมาย (Semantics) เป็นการกาหนดความหมายของข้อมูล ว่าส่วนใดที่
ใช้ระบุเส้นทางในการสื่อสาร และจะเหลือกลุ่มบิตที่จะเป็นข้อมูลที่ต้องการส่งจริง
3. เวลา (Time) เป็นการกาหนดความเร็วในการรับส่งข้อมูลของอุปกรณ์ที่ทางานแตกต่าง
กันให้สามารถทางานและข้อมูลไม่เสียหายขณะรับ-ส่ง เช่น หากอุปกรณ์หนึ่งส่งข้อมูลได้ 100เม
กะบิต/1วินาทีMbps แต่อุปกรณ์ที่รับข้อมูลรับได้เพียง 1เมกะบิต/1วินาทีMbps เท่านั้นซึ่ง
การส่งข้อมูลจะมีจานวนมาก อาจทาให้ข้อมูลที่ส่งมาอาจสูญหายไปได้
โครงสร้างของเครือข่าย
1.โครงสร้างเครือข่ายแบบเมช(Mesh Topology) ได้รับ
ความนิยมมากและมีประสิทธิภาพสูง เพราะเมื่อเส้นทางของการเชื่อมต่อ
ข้อมูลคู่ใดคู่หนึ่งเกิดมีปัญหาหรือขาดจากกัน ยังสามารถติดต่อสื่อสารกัน
ได้ด้วยอุปกรณ์จัดเส้นทาง (Router)ซึ่งจะเชื่อมต่อเส้นทางใหม่ไปยัง
จุดหมายปลายทางอัตโนมัติ โดยเครือข่ายนี้มักจะเป็นเครือข่ายแบบไร้
สาย
โครงสร้างของเครือข่าย
2. โครงสร้างเครือข่ายแบบดาว (Star Topology) เป็น
โครงสร้างเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็นจุดศูนย์กลาง
ของเครือข่าย โดยการนาสถานีต่างๆมาต่อรวมกัน โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า ฮับ
(Hub) หรือ สวิตช์(Switch) เป็นศูนย์กลางของการติดต่อเชื่อมโยง
ระหว่างสถานีต่างๆ
3. โครงสร้างเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)เป็นโครงสร้าง
เครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยสายเคเบิลยาว
ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
โครงสร้างของเครือข่าย
4. โครงสร้างแบบเครือข่ายวงแหวน (Ring Topology) เป็น
เครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยสายเคเบิลยาวเส้นเดียวในลักษณะวงแหวน
การรับ-ส่งข้อมูลในเครือข่ายวงแหวนจะใช้ในทิศทางเดียว ข้อดีของโครงสร้างนี้คือ
ใช้สายเคเบิลน้อย ถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบจะไม่ส่งผลต่อการ
ทางานของระบบ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง
5. โครงสร้างแบบผสม (Hybrid Topology) เป็นโครงสร้างเครือข่าย
ที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว วงแหวน และบัส เช่น องค์กรหรือบริษัทขนาดเล็กที่มี
หลายอาคาร
ประเภทของระบบเครือข่าย
 1.เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal Area Network : PAN) เป็น
เครือข่ายที่เชื่อมต่อแบบไร้สาย และใช้งานได้ในระยะใกล้ เช่น คอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่
 2.เครือข่ายเฉพาะที่ หรือ แลน (Local Area Network : LAN) เป็นเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องถิ่น เช่น ภายในอาคาร หรือ
ภายในองค์กรที่ระยะทางไม่ไกลมากนัก มีอัตราการถูกรบกวนของสัญญาณน้อย สามารถสื่อสาร
ได้ดีกว่าระบบสื่อสารที่กว้างและไกล โดยสามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเกิด
ประสิทธิภาพมากที่สุด
 3.เครือข่ายนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan Area Network :
MAN) เป็นเครือข่ายระดับเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่าเครือข่ายท้องถิ่น อาจเชื่อมต่อกันหลายๆ
แห่งที่อยู่ภายในเมืองเดียวกันหรือหลายเขตเมืองที่อยู่ใกล้กัน เช่น บริการระบบโทรทัศน์ทางสาย
เคเบิล
 4.เครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network : WAN) เป็นเครือข่าย
ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล เช่น เชื่อมโยงเครือข่ายแลนในตาแหน่งต่างๆ ให้
สามารถทางานเป็นเครือข่ายที่ขนาดใหญ่และทางานได้ในระยะที่ไกลมากยิ่งขึ้น
วิธีการส่งข้อมูลในระบบสื่อสารข้อมูล
1.การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะ
ใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทาให้ดูเหมือนว่าบิต
ต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ดังรูป
2.การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการ
ส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการ
ส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจานวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้ง
ละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุย
เราจะพูดเป็นคา ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษรกลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้
หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสาย
ของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน
ทาให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้
รูปแบบการสื่อสารข้อมูล
1.การส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ
(asynchronous transmission) เป็น
วิธีการส่งข้อมูลไปบนสื่อนาข้อมูล โดยข้อมูลที่ส่งไปนั้นไม่มี
จังหวะการส่งข้อมูล แต่จะส่งเป็นชุด ๆ มีช่องว่าง (gap) อยู่
ระหว่างข้อมูล แต่ละชุดเพื่อใช้แบ่งข้อมูลออกเป็นชุด ๆ
2.การส่งข้อมูลแบบประสานจังหวะ
(synchronous transmission) เป็นการส่ง
ข้อมูลไปบนสื่อนาข้อมูลที่มีลักษณะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่
ต่อเนื่องกันอย่างเป็นจังหวะ โดยใช้สัญญาณนาฬิกาเป็นตัวบอก
จังหวะ
สื่อกลางนาเข้าข้อมูล
สื่อกลางนาเข้าข้อมูล หมายถึงสื่อหรือตัวกลางของการส่งผ่านข้อมูล
ตัวกลางแต่ละชนิดจะสามารถส่งข้อมูลได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของ
วัสดุและเทคโนโลยีที่ใช้ในการส่งข้อมูล มี 2ประเภท ได้แก่
1. สื่อกลางกาหนดเส้นทางได้
1.1 สายโคแอ็กเซียล(Coaxial Cable) มี 2แบบ ได้แก่ แบบหนา
และแบบบาง แบบหนาจะแข็ง การเดินสายทาได้ค่อนข้างยาก แต่
สามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าแบบบาง
1.2 สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair) มี 2 ชนิด ได้แก่ สายยูทีพี
(UTP:UnshieldedTwisted-Pair)หรือ สายCAT
(Category) และสายเอสทีพี
(STP:ShieldedTwisted-Pair)หรือสายคู่ตีเกลียวหุ้ม
ฉนวน
สื่อกลางนาเข้าข้อมูล
1.3 สายใยแก้วนาแสง (Fiber Optic) การส่ง
ข้อมูลด้วยสายใยแก้วนาแสง ส่งสัญญาณด้วยแสง มี
ความเร็วในการส่งข้อมูลสูง สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว
เท่ากับแสง ไม่มีสัญญาณรบกวนจากภายนอก
2. สื่อกลางที่กาหนดเส้นทางไม่ได้
2.1 คลื่นวิทยุ 2.2ดาวเทียม
2.3คลื่นไมโครเวฟ
2.4อินฟราเรด
อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร
ข้อมูลคอมพิวเตอร์
1. โมเด็ม (Modem)ทาหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก
2. การ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายหรือแลนการ์ด (NetworkInterface
Card : NIC) การ์ดนี้ช่วยควบคุมการรับ-ส่งข้อมูล และตรวจสอบข้อผิดพลาดที่
เกิดขึ้น
3. ฮับ(Hub) เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลาง ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์
คอมพิวเตอร์อื่นๆ เข้าด้วยกัน
4. สวิตช์ (Switch) เป็นอุปกรณ์รวมสัญญาณเช่นเดียวกับฮับแต่สวิตช์จะรับ
กลุ่มข้อมูลมาตรวจสอบก่อนว่าเป็นของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครื่องใด จึงจะส่ง
ต่อไปยังเป้ าหมายอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดปัญหาการชนกันของข้อมูล
5. รีพีตเตอร์(Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนตัวกลาง
นาสัญญณจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร
ข้อมูลคอมพิวเตอร์
 6. บริดจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์ที่มักจะใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายแลนเข้าด้วยกัน ทาให้สามารถ
ขยายขอบเขตของเครือข่ายแลนออกไปได้เรื่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพรวมของระบบไม่ลดลง
 7. อุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเราเตอร์(Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่าย
หลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการทางานที่ซับซ้อนกว่ามาก
 8. เกตเวย์(Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงสุดในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆเข้า
ด้วยกันโดยไม่มีขีดจากัดทั้งระหว่างเครือข่ายต่างระบบ หรือแม้กระทั่งโพรโทคอลที่แตกต่างกัน
 9. จุดเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless Access Point) เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่คล้าย
ฮับของเครือข่ายแบบใช้สาย แต่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สายส่งข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุ
ความถี่สูง เช่น คอมพิวเตอร์ เมาส์และคีย์บอร์ด
 10. แอร์การ์ด (Aircard)
 10.1.แอร์การ์ดแบบยูเอสบี (USB)
 10.2.แอร์การ์ดแบบมิฟิ(Mifi: Mobile Wifi)
 11. สมาร์ตโฟน(Smart Phone)
ขอจบการนาเสนอครับ
จัดทาโดย
นาย ภูวิศ เง่าสวัสดิ์ ม.5/7 เลขที่ 1
นาย รัฐมนต์ เกตุขาว ม.5/7 เลขที่ 4
นาย วรายุส ภักดี ม.5/7 เลขที่ 7
นาย พศิน หทโยทัย ม.5/7 เลขที่ 15

ระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

  • 1.
  • 2.
    ความหมายของระบบสื่อสารข้อมูล ระบบสื่อสารข้อมูล หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างอุปกรณ์โดยผ่านสื่อหรือตัวกลางโดย อุปกรณ์ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลจะมีการทางานร่วมกัน ของส่วนที่เป็น ฮาร์ดแวร์(อุปกรณ์คอมพิวเตอร์) และซอฟต์แวร์(ชุดคาสั่ง)
  • 3.
    องค์ประกอบของระบบสื่อสารข้อมูล 1. ข่าวสาร เป็นข้อมูลสารสนเทศที่ต้องการส่งเพื่อสื่อสารซึ่งจะอยู่ในรูปของ ข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง หรือวีดิทัศน์ 2. ผู้ส่ง เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการส่งข้อมูลข่าวสาร 3. ผู้รับ เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการรับข้อมูลข่าวสารจากผู้ส่ง 4. สื่อ เป็นสื่อกลางที่ทาหน้าที่ให้ข้อมูลและข่าวสารเดินทางจากผู้ส่งไปยัง ผู้รับ เช่น ขดลวด สายเคเบิล สายไฟเบอร์ออพติกหรือ คลื่นไมโครเวฟ คลื่น ดาวเทียม หรือคลื่นวิทยุ เป็นต้น 5. โพรโทคอลคือ กฎระเบียบ หรือวิธีการใช้เป็นข้อกาหนดสาหรับการ สื่อสาร เพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งเข้าใจกันได้ ซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น TCP/IP, X.25, SDLC เป็นต้น
  • 4.
    ลักษณะข้อมูลที่ใช้สื่อสารในคอมพิวเตอร์ ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่างๆซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่างๆ เช่น รหัส แอสกี เป็นต้น ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่างๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอ สกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาด ของรูปภาพ เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพ เพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพ หลายรูป
  • 5.
    ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล 1. การสื่อสารข้อมูลทิศทางเดียว (SimplexTransmission) เป็นการติดต่อสื่อสารเพียงทิศทางเดียวคือผู้ส่งจะส่งข้อมูลเพียงฝั่งเดียวและโดยฝั่ง รับไม่มีการตอบกลับเช่นการกระจายเสียงของสถานีวิทยุการส่งe-mailเป็นต้น 2. การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน (Half Duplex Transmission) สามารถส่งข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ไปในทิศทางเดียวเท่านั้น ทั้งฝ่ายส่งและฝ่าย รับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปให้แก่ผู้รับ ส่วนผู้รับก็สามารถโต้ตอบ กลับได้ แต่ไม่สามารถส่งสวนทางกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่นการส่งวิทยุของตารวจ
  • 6.
    2. การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน (Full DuplexTransmission) สามารถส่งข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ได้ทั้ง2ทิศทาง ทั้งฝ่ายส่งและฝ่ายรับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ส่ง และผู้รับ สามารถโต้ตอบสวนทางกันได้ในเวลา เดียวกัน เช่น การส่งสัญญาณโทรศัพท์ สนทนา msn , facebook
  • 7.
    โพรโทคอล โพรโทคอลเป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อใช้ควบคุมการสื่อสารข้อมูลในเครือข่าย เสมือนใช้ภาษา เดียวกันในการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ 1.โครงสร้างของข้อมูล (Syntex) ใช้สาหรับการส่งและรับข้อมูล เช่น การกาหนดให้ข้อมูล ที่ส่งมา 8 บิตแรกนั้น ต้องเป็นเลขข้อมูลที่อยู่ Address ของอุปกรณ์ที่ใช้ส่ง และ 8 บิต ถัดไปจะต้องเป็นเลขที่อยู่ Addressของเป้ าหมาย และหลังจากนั้นจึงกาหนดให้เป็นบิตที่ เป็นข้อมูลข่าวสารที่ใช้ส่ง 2. การแปลความหมาย (Semantics) เป็นการกาหนดความหมายของข้อมูล ว่าส่วนใดที่ ใช้ระบุเส้นทางในการสื่อสาร และจะเหลือกลุ่มบิตที่จะเป็นข้อมูลที่ต้องการส่งจริง 3. เวลา (Time) เป็นการกาหนดความเร็วในการรับส่งข้อมูลของอุปกรณ์ที่ทางานแตกต่าง กันให้สามารถทางานและข้อมูลไม่เสียหายขณะรับ-ส่ง เช่น หากอุปกรณ์หนึ่งส่งข้อมูลได้ 100เม กะบิต/1วินาทีMbps แต่อุปกรณ์ที่รับข้อมูลรับได้เพียง 1เมกะบิต/1วินาทีMbps เท่านั้นซึ่ง การส่งข้อมูลจะมีจานวนมาก อาจทาให้ข้อมูลที่ส่งมาอาจสูญหายไปได้
  • 8.
    โครงสร้างของเครือข่าย 1.โครงสร้างเครือข่ายแบบเมช(Mesh Topology) ได้รับ ความนิยมมากและมีประสิทธิภาพสูงเพราะเมื่อเส้นทางของการเชื่อมต่อ ข้อมูลคู่ใดคู่หนึ่งเกิดมีปัญหาหรือขาดจากกัน ยังสามารถติดต่อสื่อสารกัน ได้ด้วยอุปกรณ์จัดเส้นทาง (Router)ซึ่งจะเชื่อมต่อเส้นทางใหม่ไปยัง จุดหมายปลายทางอัตโนมัติ โดยเครือข่ายนี้มักจะเป็นเครือข่ายแบบไร้ สาย
  • 9.
    โครงสร้างของเครือข่าย 2. โครงสร้างเครือข่ายแบบดาว (StarTopology) เป็น โครงสร้างเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็นจุดศูนย์กลาง ของเครือข่าย โดยการนาสถานีต่างๆมาต่อรวมกัน โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า ฮับ (Hub) หรือ สวิตช์(Switch) เป็นศูนย์กลางของการติดต่อเชื่อมโยง ระหว่างสถานีต่างๆ 3. โครงสร้างเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)เป็นโครงสร้าง เครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยสายเคเบิลยาว ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
  • 10.
    โครงสร้างของเครือข่าย 4. โครงสร้างแบบเครือข่ายวงแหวน (RingTopology) เป็น เครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยสายเคเบิลยาวเส้นเดียวในลักษณะวงแหวน การรับ-ส่งข้อมูลในเครือข่ายวงแหวนจะใช้ในทิศทางเดียว ข้อดีของโครงสร้างนี้คือ ใช้สายเคเบิลน้อย ถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบจะไม่ส่งผลต่อการ ทางานของระบบ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง 5. โครงสร้างแบบผสม (Hybrid Topology) เป็นโครงสร้างเครือข่าย ที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว วงแหวน และบัส เช่น องค์กรหรือบริษัทขนาดเล็กที่มี หลายอาคาร
  • 11.
    ประเภทของระบบเครือข่าย  1.เครือข่ายส่วนบุคคล หรือแพน (Personal Area Network : PAN) เป็น เครือข่ายที่เชื่อมต่อแบบไร้สาย และใช้งานได้ในระยะใกล้ เช่น คอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่  2.เครือข่ายเฉพาะที่ หรือ แลน (Local Area Network : LAN) เป็นเครือข่าย คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องถิ่น เช่น ภายในอาคาร หรือ ภายในองค์กรที่ระยะทางไม่ไกลมากนัก มีอัตราการถูกรบกวนของสัญญาณน้อย สามารถสื่อสาร ได้ดีกว่าระบบสื่อสารที่กว้างและไกล โดยสามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด  3.เครือข่ายนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan Area Network : MAN) เป็นเครือข่ายระดับเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่าเครือข่ายท้องถิ่น อาจเชื่อมต่อกันหลายๆ แห่งที่อยู่ภายในเมืองเดียวกันหรือหลายเขตเมืองที่อยู่ใกล้กัน เช่น บริการระบบโทรทัศน์ทางสาย เคเบิล  4.เครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network : WAN) เป็นเครือข่าย ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล เช่น เชื่อมโยงเครือข่ายแลนในตาแหน่งต่างๆ ให้ สามารถทางานเป็นเครือข่ายที่ขนาดใหญ่และทางานได้ในระยะที่ไกลมากยิ่งขึ้น
  • 12.
    วิธีการส่งข้อมูลในระบบสื่อสารข้อมูล 1.การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)จะ ใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทาให้ดูเหมือนว่าบิต ต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ดังรูป 2.การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการ ส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการ ส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจานวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้ง ละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุย เราจะพูดเป็นคา ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษรกลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้ หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสาย ของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทาให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้
  • 13.
    รูปแบบการสื่อสารข้อมูล 1.การส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ (asynchronous transmission) เป็น วิธีการส่งข้อมูลไปบนสื่อนาข้อมูลโดยข้อมูลที่ส่งไปนั้นไม่มี จังหวะการส่งข้อมูล แต่จะส่งเป็นชุด ๆ มีช่องว่าง (gap) อยู่ ระหว่างข้อมูล แต่ละชุดเพื่อใช้แบ่งข้อมูลออกเป็นชุด ๆ 2.การส่งข้อมูลแบบประสานจังหวะ (synchronous transmission) เป็นการส่ง ข้อมูลไปบนสื่อนาข้อมูลที่มีลักษณะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่ ต่อเนื่องกันอย่างเป็นจังหวะ โดยใช้สัญญาณนาฬิกาเป็นตัวบอก จังหวะ
  • 14.
    สื่อกลางนาเข้าข้อมูล สื่อกลางนาเข้าข้อมูล หมายถึงสื่อหรือตัวกลางของการส่งผ่านข้อมูล ตัวกลางแต่ละชนิดจะสามารถส่งข้อมูลได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของ วัสดุและเทคโนโลยีที่ใช้ในการส่งข้อมูล มี2ประเภท ได้แก่ 1. สื่อกลางกาหนดเส้นทางได้ 1.1 สายโคแอ็กเซียล(Coaxial Cable) มี 2แบบ ได้แก่ แบบหนา และแบบบาง แบบหนาจะแข็ง การเดินสายทาได้ค่อนข้างยาก แต่ สามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าแบบบาง 1.2 สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair) มี 2 ชนิด ได้แก่ สายยูทีพี (UTP:UnshieldedTwisted-Pair)หรือ สายCAT (Category) และสายเอสทีพี (STP:ShieldedTwisted-Pair)หรือสายคู่ตีเกลียวหุ้ม ฉนวน
  • 15.
    สื่อกลางนาเข้าข้อมูล 1.3 สายใยแก้วนาแสง (FiberOptic) การส่ง ข้อมูลด้วยสายใยแก้วนาแสง ส่งสัญญาณด้วยแสง มี ความเร็วในการส่งข้อมูลสูง สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เท่ากับแสง ไม่มีสัญญาณรบกวนจากภายนอก 2. สื่อกลางที่กาหนดเส้นทางไม่ได้ 2.1 คลื่นวิทยุ 2.2ดาวเทียม 2.3คลื่นไมโครเวฟ 2.4อินฟราเรด
  • 16.
    อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร ข้อมูลคอมพิวเตอร์ 1. โมเด็ม (Modem)ทาหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก 2.การ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายหรือแลนการ์ด (NetworkInterface Card : NIC) การ์ดนี้ช่วยควบคุมการรับ-ส่งข้อมูล และตรวจสอบข้อผิดพลาดที่ เกิดขึ้น 3. ฮับ(Hub) เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลาง ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ คอมพิวเตอร์อื่นๆ เข้าด้วยกัน 4. สวิตช์ (Switch) เป็นอุปกรณ์รวมสัญญาณเช่นเดียวกับฮับแต่สวิตช์จะรับ กลุ่มข้อมูลมาตรวจสอบก่อนว่าเป็นของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครื่องใด จึงจะส่ง ต่อไปยังเป้ าหมายอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดปัญหาการชนกันของข้อมูล 5. รีพีตเตอร์(Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนตัวกลาง นาสัญญณจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง
  • 17.
    อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร ข้อมูลคอมพิวเตอร์  6. บริดจ์(Bridge) เป็นอุปกรณ์ที่มักจะใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายแลนเข้าด้วยกัน ทาให้สามารถ ขยายขอบเขตของเครือข่ายแลนออกไปได้เรื่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพรวมของระบบไม่ลดลง  7. อุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเราเตอร์(Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่าย หลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการทางานที่ซับซ้อนกว่ามาก  8. เกตเวย์(Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงสุดในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆเข้า ด้วยกันโดยไม่มีขีดจากัดทั้งระหว่างเครือข่ายต่างระบบ หรือแม้กระทั่งโพรโทคอลที่แตกต่างกัน  9. จุดเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless Access Point) เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่คล้าย ฮับของเครือข่ายแบบใช้สาย แต่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สายส่งข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุ ความถี่สูง เช่น คอมพิวเตอร์ เมาส์และคีย์บอร์ด  10. แอร์การ์ด (Aircard)  10.1.แอร์การ์ดแบบยูเอสบี (USB)  10.2.แอร์การ์ดแบบมิฟิ(Mifi: Mobile Wifi)  11. สมาร์ตโฟน(Smart Phone)
  • 18.
  • 19.
    จัดทาโดย นาย ภูวิศ เง่าสวัสดิ์ม.5/7 เลขที่ 1 นาย รัฐมนต์ เกตุขาว ม.5/7 เลขที่ 4 นาย วรายุส ภักดี ม.5/7 เลขที่ 7 นาย พศิน หทโยทัย ม.5/7 เลขที่ 15