วิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
วิทยานิพนธ
ของ
ภัสรธีรา ฉลองเดช
เสนอตอมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร
ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย
ธันวาคม 2548
ลิขสิทธิ์เปนของมหาวิทยาลัยทักษิณ
ISBN 974 – 451 – 802 – 2
คณะกรรมการควบคุมและคณะกรรมการสอบ ไดพิจารณาวิทยานิพนธฉบับนี้แลว
เห็นสมควรรับเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอก
ภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยทักษิณได
คณะกรรมการควบคุม
...........................................................................ประธานกรรมการ
( ผูชวยศาสตราจารยจําเริญ แสงดวงแข )
...........................................................................กรรมการ
( ผูชวยศาสตราจารยนิดา มีสุข )
คณะกรรมการสอบ
...........................................................................ประธานกรรมการ
( ผูชวยศาสตราจารยจําเริญ แสงดวงแข )
...........................................................................กรรมการ
( ผูชวยศาสตราจารยนิดา มีสุข )
...........................................................................กรรมการที่แตงตั้งเพิ่มเติม
( รองศาสตราจารยยุรฉัตร บุญสนิท )
...........................................................................กรรมการที่แตงตั้งเพิ่มเติม
( อาจารยบัวงาม หอแกว )
มหาวิทยาลัยทักษิณอนุมัติใหรับวิทยานิพนธฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตาม
หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยทักษิณ
...............................................รักษาการในตําแหนงคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย
( อ.ดร.สมศักดิ์ โชคนุกูล )
วันที่ ........... เดือน ...ธันวาคม.. พ.ศ. ..2548...
ประกาศคุณูปการ
วิทยานิพนธฉบับนี้สําเร็จลุลวงไดดวยดี เพราะความกรุณาและการอนุเคราะหจาก
ผูชวยศาสตราจารยจําเริญ แสงดวงแข ประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธและ
ผูชวยศาสตราจารยนิดา มีสุข กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ ที่ไดใหคําแนะนําและขอคิดเห็น
สําคัญยิ่งหลายประการ แกไขขอบกพรองตางๆ ตลอดจนตรวจแกสํานวนภาษา เพื่อใหสามารถ
สื่อสารไดดียิ่งขึ้น ผูวิจัยรูสึกซาบซึ้งและขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูงไว ณ ที่นี้
ขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารยยุรฉัตร บุญสนิท และอาจารยบัวงาม หอแกว
กรรมการที่แตงตั้งเพิ่มเติมที่ไดใหคําแนะนําเพื่อปรับปรุงแกไขวิทยานิพนธใหมีความสมบูรณยิ่งขึ้น
ตลอดจนขอกราบขอบพระคุณคณาจารย ภาควิชาภาษาไทยฯ ทุกทานของมหาวิทยาลัยทักษิณที่ได
ประสิทธิ์ประสาทความรูแกผูวิจัย
ขอขอบพระคุณ คุณสุเทพ อินทรัตน คุณซมา โยะหมาด คุณดวงฤทัย ชํานาญเพาะ
วาที่รอยตรีสมศักดิ์ หลังชาย และเพื่อนครูโรงเรียนบานวังสายทอง ที่ไดใหโอกาส สนับสนุน
และใหความชวยเหลือแกผูวิจัยดวยดีเสมอมา
ขอขอบคุณปยมิตรทั้งสาม คือ คุณสายพิมพ แกลวทนงค คุณสมพิส พรหมทอง และ
คุณศุภวรรณ มีแกว นิสิตปริญญาโทวิชาเอกภาษาไทย ภาคพิเศษ ป 2545 ที่คอยชวยเหลือและ
เปนกําลังใจแกผูวิจัยมาโดยตลอด
ขอขอบพระคุณ คุณธีระยุทธ ชาตรี คุณอมรรัตน ชมเชย คุณสายสวาท บินรินทร
คุณสําเริง ทองสง คุณนิยอ บาฮา ที่เปนเพื่อนคอยรับฟงเรื่องราวตางๆ และใหกําลังใจ สนับสนุน
จนกระทั่งผูวิจัยประสบความสําเร็จ
ขอขอบพระคุณ ผูชวยศาสตราจารยนายแพทยพีระพัฒน หวันดะหวา ที่เปนกําลังใจ คอย
ใหคําปรึกษา พรอมทั้งใหคําแนะนํา ขอคิดตางๆ ที่เปนประโยชนแกผูวิจัยตลอดมา
คุณคาและประโยชนใดๆ อันพึงมีจากวิทยานิพนธนี้ ผูวิจัยขอมอบเปนกตัญูกตเวทิตาแด
คุณแมอารีย พันราย คุณพอนพดล ฉลองเดช ผูวางรากฐานสงเสริมสนับสนุนทางดานการศึกษา
และมอบแตสิ่งที่ดีงามใหแกผูวิจัย โดยเฉพาะคุณแมผูเปนผูรวมทุกขรวมสุขเคียงขางผูวิจัยมาตลอด
ทําใหผูวิจัยสามารถประสบความสําเร็จทางดานการศึกษาและหนาที่การงานไดอยางเต็มภาคภูมิใน
ทุกวันนี้
ภัสรธีรา ฉลองเดช
สารบัญ
บทที่ หนา
1 บทนํา .............................................................................................................................. 1
ภูมิหลัง ........................................................................................................................ 1
ความมุงหมายของการศึกษาคนควา ............................................................................ 5
ความสําคัญของการศึกษาคนควา ................................................................................ 5
ขอตกลงเบื้องตน ......................................................................................................... 5
ขอบเขตการศึกษาคนควา ............................................................................................ 6
ขอบเขตดานขอมูล ................................................................................................. 6
ขอบเขตดานเนื้อหา ................................................................................................ 6
นิยามศัพทเฉพาะ ......................................................................................................... 7
วิธีดําเนินการศึกษาคนควา ............................................................................................ 7
2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควา ...................................................... 9
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี ................................................................ 9
เอกสารที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี ............................................................................... 9
งานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี .............................................................................. 17
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ......................................... 22
เอกสารที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ....................................................... 22
งานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ....................................................... 24
3 การวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีในนิทานเวตาล ................................ 26
ศฤงคารรสและองคประกอบของรส .......................................................................... 27
หาสยรสและองคประกอบของรส ............................................................................. 42
กรุณารสและองคประกอบของรส ............................................................................. 46
เราทรรสและองคประกอบของรส ............................................................................ 55
วีรรสและองคประกอบของรส .................................................................................. 65
ภยานกรสและองคประกอบของรส ........................................................................... 73
พีภัตสรสและองคประกอบของรส ............................................................................ 78
บทที่ หนา
อัทภูตรสและองคประกอบของรส ............................................................................ 79
ศานตรสและองคประกอบของรส ............................................................................. 87
4 บทยอ สรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ ................................................................ 106
บทยอ .................... ................................................................................................... 106
สรุปผล ..................................................................................................................... 108
อภิปรายผล ............................................................................................................... 111
ขอเสนอแนะ .............................................................................................................. 112
บรรณานุกรม ...................................................................................................................... 113
บทคัดยอ ............................................................................................................................. 116
ประวัติยอผูวิจัย ................................................................................................................... 121
1
บทที่ 1
บทนํา
ภูมิหลัง
วรรณคดีถือเปนบทประพันธที่แสดงถึงความรูสึกนึกคิดและจินตนาการของผูประพันธ
ทําใหผูอานเกิดความรูสึกประทับใจ เกิดจินตนาการ กอใหเกิดสุนทรียะทางอารมณ สรางความ
เพลิดเพลินสนุกสนาน ทั้งยังชวยสอนใจเราทางออม ทําใหเราไดเห็นชีวิตและแงของชีวิตที่แปลก
แตกตางไป นอกจากนั้น การที่ผูประพันธเลือกเฟนถอยคําตางๆ มาใชในวรรณคดีแตละเรื่อง
ยังทําใหผูอานไดรับรสวรรณคดีอยางสมบูรณ
วรรณคดีไทยไดรับอิทธิพลตางๆ จากหลายชาติ หลายประเทศไมวาจะเปนจีน ชวา
อาหรับ ตะวันตก อินเดียก็เปนอีกชาติหนึ่งที่ไทยไดรับอิทธิพล กุสุมา รักษมณี ไดกลาวถึง
อิทธิพลของวรรณคดีอินเดียไววา
วรรณคดีไทยไดแสดงใหเห็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมและความเชื่อตางๆ ของอินเดีย ดังจะ
เห็นไดจากรูปแบบและเนื้อหาของวรรณคดีหลายเรื่อง ทรรศนะของกวีและผูอานที่ถือวา
วรรณคดีเปนงานที่สูงสง ความเชื่อตางๆ ที่เปนกรอบของเนื้อหาในวรรณคดีและความนิยม
ประดับประดาวรรณคดีดวยความงามของภาษา ลวนเปนลักษณะที่เหมือนกันในวรรณคดี
ไทยและวรรณคดีอินเดีย1
การศึกษาคุณคาวรรณคดีของไทยนั้น สามารถศึกษาไดหลายแนวทาง แนวทางหนึ่ง คือ
การศึกษาอลังการศาสตรตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤตซึ่งถือวา “สิ่งที่ทําใหวรรณคดีมีคุณคา คือ
สิ่งที่ประดับตกแตงวรรณคดี เชน ถอยคําที่งดงามและไพเราะเชนเดียวกับอลังการที่ประดับ
รางกายมนุษย”2
สวนแนวคิดในการศึกษาวรรณคดีของอินเดีย กุสุมา รักษมณี ไดใหขอสรุปไวดังนี้
วรรณคดีสันสกฤตมีทฤษฎีที่สําคัญอยู 8 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีรส วาดวยอารมณของผูอาน
ทฤษฎีอลังการ วาดวยความงามในการประพันธ ทฤษฎีคุณ วาดวยลักษณะเดนในการ
1
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 1.
2
แหลงเดิม. หนา 21.
2
ประพันธ ทฤษฎีรีติ วาดวยลีลาในการประพันธ ทฤษฎีธวนิ วาดวยความหมายแฝงใน
การประพันธ ทฤษฎีวโกรกติ วาดวยภาษาในการประพันธ ทฤษฎีอนุมิติ วาดวยการ
อนุมานความหมายในการประพันธและทฤษฎีเอาจิตยะ วาดวยความเหมาะสมในการ
ประพันธ 1
ทฤษฎีรสในวรรณคดีสันสกฤตเปนการศึกษาปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน
เมื่อไดรับรูอารมณที่กวีถายทอดไวในวรรณคดี กุสุมา รักษมณี กลาวถึงทฤษฎีรสตามความเห็น
ของนักวรรณคดีสันสกฤตไววา
วรรณคดีเกิดขึ้นเมื่อกวีมีอารมณสะเทือนใจ แลวถายทอดความรูสึกนั้นออกมาในบท
ประพันธ อารมณนั้นจะกระทบใจผูอาน ทําใหเกิดการรับรูและเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ
เปนการตอบสนองสิ่งที่กวีเสนอมา รสจึงมีความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน มิใชสิ่งที่
อยูในวรรณคดีซึ่งเปนเพียงอารมณที่กวีถายทอดลงไวและเปนตัวทําใหเกิดรสเทานั้น2
ในดานการรับรูภาวะตางๆ ของผูอานนั้น กุสุมา รักษมณี ไดอธิบายไววา
เมื่อผูอานไดรับรูภาวะ ซึ่งก็คือ อารมณตางๆ ที่กวีแสดงไวในผลงาน มีดวยกัน 9 ภาวะ
ดังนี้ ความรัก (รติ) ความขบขัน (หาสะ) ความทุกขโศก (โศกะ) ความโกรธ (โกรธะ)
ความมุงมั่น (อุตสาหะ) ความนากลัว (ภยะ) ความนารังเกียจ (ชุคุปสา) ความนาพิศวง
(วิสมยะ) และความสงบ ( ศมะ) ผูอานก็จะเกิดอารมณตอบสนองตอภาวะนั้น เรียกวา
“รส” ซึ่งมี 9 รสเทากับจํานวนภาวะและสัมพันธกับแตละภาวะดังนี้ ความซาบซึ้งในความ
รัก (ศฤงคารรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะรัก ความสนุกสนาน (หาสยรส) เปน
อารมณตอบสนองภาวะขบขัน ความสงสาร (กรุณารส) เปนอารมณตอบสนองภาวะทุกข
โศก ความแคนเคือง (เราทรรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะโกรธ ความชื่นชมในความ
กลาหาญ (วีรรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะมุงมั่นในการตอสู ความเกรงกลัว (ภยานก
รส) เปนอารมณตอบสนองภาวะนากลัว ความเบื่อระอา ชิงชัง (พีภัตสรส) เปนอารมณ
1
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534.
หนา 21.
2
แหลงเดิม. หนา 22.
3
ตอบสนองภาวะนารังเกียจ ความอัศจรรยใจ (อัทภูตรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะนา
พิศวง และความสงบใจ (ศานตรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะสงบ1
การวิเคราะหรสวรรณคดีไทยตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตจึงเปนแนวทางหนึ่งที่
นาสนใจศึกษา แตเทาที่ผานมา การวิเคราะหวรรณคดีไทยในแนวดังกลาวยังมีผลการวิเคราะหที่ไม
นาพอใจนัก ดังที่กุสุมา รักษมณี กลาวไววา
การวิเคราะหรสในวรรณคดีไทยก็เปนอีกแนวทางหนึ่งที่นิยมกันมาแตมักจะเปนการ
กลาวถึงอยางผิวเผินมากกวาเปนการวิเคราะหองคประกอบของรสอยางละเอียด คงจะเปน
เพราะตําราอลังการศาสตรเทาที่มีในภาษาไทยไดกลาวถึงเรื่องรสไวอยางพอสังเขปเทานั้น
การศึกษาลักษณะนี้ไมไดชวยใหเขาใจวรรณคดีมากขึ้นสักเทาใด เพราะเปนการชี้วา
เนื้อหาตอนใดแสดงอารมณของกวีเปนอยางไร และตรงกับรสใดเทานั้น และนอกจากนั้น
ก็เปนการแสดงความรูสึกของผูอานอยางกวางๆ เชน เนื้อหาตอนใดทําใหเกิดความรูสึก
อยางไรหรืออานจบแลวมีความประทับใจอยางไร วิธีนี้ชวนใหเขาใจไดวาเปนการ
วิเคราะหตามแนวคิดของคนโบราณซึ่งใชความรูสึกเปนเครื่องตัดสิน ยังไมมีหลักเกณฑที่
แนนอน อันที่จริง การศึกษาอารมณในวรรณคดีไมวาจะเปนอารมณของกวีหรือผูอานยัง
มีแงมุมที่นาพิจารณาอีกมากมาย แตเทาที่ผานมานั้นยังไมปรากฏผลเปนที่นายินดีนัก
นาจะเปนเพราะยังไมไดใชประโยชนจากทฤษฎีรสอยางเต็มที่นั่นเอง2
รื่นฤทัย สัจจพันธุ 3
กลาวถึงวรรณคดีอินเดียที่มีอิทธิพลตอวรรณคดีไทย สรุปไดวา มี
6 ประเภท คือ วรรณคดีศาสนา วรรณคดีมหากาพย วรรณคดีบทละคร หนังสือปุราณะ นิทาน
นิยาย และเบ็ดเตล็ด ทั้งนี้ รื่นฤทัย สัจจพันธุ4
ไดกลาวถึงนิทานเวตาลสรุปไดวา เปนวรรณคดีที่
จัดอยูในประเภทนิทานนิยาย โดยอินเดียนั้นไดชื่อวาเปนเทพเจาแหงการเลานิทานแบบซอนนิทาน
( Tales within tales) ซึ่งวิธีการนี้ไดเผยแพรออกไปยังประเทศเพื่อนบานอยางเชน อาหรับและ
เปอรเซีย ก็นิยมการเลานิทานไมแพอินเดีย
1
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา
23.
2
แหลงเดิม. หนา 3-4.
3
รื่นฤทัย สัจจพันธุ. “อิทธิพลวรรณคดีอินเดีย,” ภาษาไทย 4 (หนวยที่ 8 – 15). 2526.
หนา 308.
4
แหลงเดิม. หนา 325.
4
ปญญา บริสุทธิ์ กลาวถึงนิทานเวตาลไววา
นิทานเวตาลเปนวรรณคดีประเภทรอยแกวในรูปของนิทาน เปนผลงานของ น.ม.ส.
หรือ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ซึ่งทรงแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “Vikram and the
Vampire” ซึ่ง Sir Richard Burton แปลจากฉบับภาษาสันสกฤตเปนจํานวน 11 เรื่องจาก
ของเดิม 25 เรื่อง ( เวตาลปญจวิมศติ ) สวนนิทานเวตาลพากยไทยของ น.ม.ส.นั้นมีเพียง
10 เรื่อง แตงเปนรอยแกวผสมคําประพันธบางตอนเปนฉันท นับวาเปนนิทานที่นอกจาก
จะสนุกสนานแลว ยังเปนการลับสติปญญาของผูอานอีกดวย เพราะมีปญหาชวนใหคิด
ไดหลายอยางวาคําตอบที่ถูกตองคืออะไร1
วรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลนั้น นอกจากจะใหความสนุกสนานเพลิดเพลิน และลับ
สติปญญาของผูอานแลว ยังดีในแงของการใชคําและโวหารตางๆ อีกทั้งยังมีรสวรรณคดีซึ่งเปน
ภาษาวรรณศิลปตามแบบฉบับวรรณคดีสันสกฤตอีกดวย ปญญา บริสุทธิ์ ไดกลาวถึงเรื่องนี้
ไววา
นิทานเวตาลนี้ดีในแงของการใชคําในภาษารอยแกว โดยเฉพาะในพากยไทยนี้ ทานผูแปล
ไดใชโวหารอันคมคายและไพเราะในทางพรรณนาโวหารอยางเดนชัดที่สุดทําใหเกิดจินต
ภาพและภาพพจนมากมายหลายแหงยากที่หนังสือนิทานอื่นๆ ในประเภทเดียวกันจะมี
คุณคาเสมอเหมือน ทั้งนี้ก็เพราะหนังสือนิทานโดยทั่วไปมักจะมุงเลาเรื่องเปนเกณฑ แต
การใชภาษาวรรณศิลปเกือบจะไมถือเปนเรื่องสําคัญเลย สวนนิทานเวตาลเปนหนังสือ
สําหรับผูใหญหรือคนประเภทมีความรูอานจึงตางกับนิทานธรรมดา ดวยเหตุนี้นิทาน
เวตาลจึงตองอาศัยภาษาวรรณศิลปเปนเครื่องประกอบอยางสําคัญ เพื่อใหเกิดความจับใจ
แกผูอานที่มีความรู อีกประการหนึ่งขอที่ควรสังเกตก็คือ เรื่องเดิมในภาษาสันสกฤตมี
วิธีการเขียนที่ละเมียดละไมและแพรวพราวดวยภาษาวรรณศิลปตามแบบฉบับวรรณคดี
สันสกฤตโดยทั่วไป เมื่อเปนดังนี้ฉบับภาษาไทยก็ตองมีวิธีเขียนเลียนแบบสันสกฤตดวย
ดวยเหตุนี้นิทานเวตาลจึงมีคุณคาถึง 2 อยางคือ เนื้อเรื่องดีอยางหนึ่ง และการใชภาษามี
อลังการที่เดนชัดอีกอยางหนึ่ง2
1
ปญญา บริสุทธิ์. วิเคราะหวรรณคดีไทยโดยประเภท. 2542. หนา 38.
2
แหลงเดิม. หนา 38-39.
5
จากความนาสนใจทั้งเนื้อหาและภาษาที่ใชในวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลกับทฤษฎีรส
วรรณคดีสันสกฤต ประกอบกับการวิเคราะหรสวรรณคดียังมีงานอยูนอยมาก ผูวิจัยจึงไดสนใจ
วิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดย
จะวิเคราะหทั้ง 9 รสวรรณคดีพรอมองคประกอบดานตางๆของแตละรสอยางละเอียดลึกซึ้ง
ความมุงหมายของการศึกษาคนควา
เพื่อวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยใชทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
ความสําคัญของการศึกษาคนควา
ผลของการศึกษาคนความีความสําคัญดังตอไปนี้
1. ทําใหเขาใจถึงรสวรรณคดีสันสกฤตและองคประกอบของแตละรสวรรณคดีที่ปรากฏ
ในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณไดอยางลึกซึ้ง อันนําไปเปนแนวทาง
การศึกษารสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ตอไป
2. สามารถนําหลักการวิเคราะหไปปรับปรุงประยุกตใชในการเรียนการสอน การศึกษา
เรื่องทฤษฎีรสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสฤตที่ปรากฏในวรรณคดีสําหรับนักเรียนและผูที่
สนใจศึกษาคนควา
3. ผลของการศึกษาคนควาทําใหเขาใจอารมณความรูสึกที่กวีถายทอดออกมาพรอมทั้ง
เขาใจปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอานอยางละเอียดและมีหลักเกณฑแนนอนอันเปน
การใชประโยชนจากทฤษฎีรสอยางเต็มที่ในการศึกษาอารมณความรูสึกของกวีและผูอานวรรณคดี
ไทยเรื่องอื่นๆ
4. ชวยใหผูสนใจไดประจักษในคุณคาของวรรณคดีไทยในแงของรสวรรณคดีมากขึ้น
ขอตกลงเบื้องตน
การอางอิงขอความจากหนังสือวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยา
ลงกรณ ซึ่งจัดพิมพโดยสํานักพิมพศิลปาบรรณาคาร ป พ.ศ.2511 ผูวิจัยใชวิธีการอางอิงโดยการ
บอกเลขหนาไวในวงเล็บใตขอความที่ยกมา เชน
6
สักครูหนึ่งถึงกลางปาชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นสิ่งซึ่งนาเปนที่รังเกียจตางๆ อยูลอม
กองไฟซึ่งไดเผาศพใหมๆ ภูตผีปศาจปรากฏแกตา รอบขางเสือคํารามอยูก็มี ชางฟาดงวง
อยูก็มี หมาไนซึ่งขนเรืองๆ อยูในที่มืดก็กินซากศพ ซึ่งกระจัดกระจายเปนชิ้นเปนทอน
หมาจิ้งจอกก็ตอสูกันแยงอาหาร คือเนื้อแลกระดูกมนุษย หมีก็ยืนเคี้ยวกินตับแหงทารก
( หนา 33)
พระราชบุตร ไดฟงพุทธิศริระสําแดงความรอนใจ ดังนั้นก็สิ้นความอ้ําอึ้ง พระหัตถจับมือ
พุทธิศริระ น้ําพระเนตรตกตรัสวา “ชายใดเขาเดินในทางแหงความรักชายนั้นจะรอดชีวิตไปมิได
หรือถายังไมสิ้นชีวิต ชีวิตก็มิใชอื่น คือความทุกขที่ยืดยาวออกไปนั่นเอง”
( หนา 51)
ขอบเขตของการศึกษาคนควา
ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น
พิทยาลงกรณ ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของการวิเคราะหดังตอไปนี้
ขอบเขตดานขอมูล
ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยจะวิเคราะหขอมูลดานรสวรรณคดีและองคประกอบของรส
วรรณคดีจากวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยจะวิเคราะห
นิทานทั้ง 10 เรื่องรวมทั้งตนเรื่องและปลายเรื่องดวย
ขอบเขตดานเนื้อหา
การวิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
จะวิเคราะหตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต โดยวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดานอนุภาวะ
และดานสาตตวิกภาวะ ตามลําดับรสวรรณคดีดังนี้
1. ศฤงคารรส (รสแหงความรัก)
2 หาสยรส (รสแหงความสนุกสนาน)
3 กรุณารส (รสแหงความสงสาร)
4 เราทรรส (รสแหงความแคนเคือง)
5 วีรรส (รสแหงความชื่นชมในความกลาหาญ)
6 ภยานกรส (รสแหงความเกรงกลัว)
7
7 พีภัตสรส (รสแหงความเบื่อระอา ชิงชัง)
8 อัทภูตรส (รสแหงความอัศจรรยใจ)
9 ศานตรส (รสแหงความสงบใจ)
นิยามศัพทเฉพาะ
ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น
พิทยาลงกรณ มีคําศัพทเฉพาะที่เกี่ยวกับรสวรรณคดีซึ่งผูวิจัยจะตองนํามาใชในการวิเคราะห
ดังตอไปนี้
ศฤงคารรส คือ ความซาบซึ้งในความรัก เปนรสที่เกิดจากการมีความรักของตัวละคร
หาสยรส คือ ความสนุกสนาน เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความขบขันของตัวละคร
กรุณารส คือ ความสงสาร เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความทุกขโศกของตัวละคร
เราทรรส คือ ความแคนเคือง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความโกรธของตัวละคร
วีรรส คือ ความชื่นชม เปนรสที่เกิดจากการรับรูความมุงมั่นในการแสดงความกลาหาญ
ของตัวละคร
ภยานกรส คือ ความเกรงกลัว เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนากลัวของตัวละคร
พีภัตสรส คือ ความเบื่อ รําคาญ ขยะแขยง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นา
รังเกียจของตัวละคร
อัทภูตรส คือ ความอัศจรรยใจ เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาพิศวงของตัวละคร
ศานตรส คือ ความสงบใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความสงบของตัวละคร
วิภาวะ คือ เหตุของภาวะที่เปนเหตุการณ บุคคลหรือสิ่งตางๆ ที่กวีกําหนดไวในเนื้อเรื่อง
ใหเปนสาเหตุทําใหเกิดภาวะตางๆ
อนุภาวะ คือ ผลของภาวะซึ่งเปนการแสดงออกของตัวละครดวยคําพูดหรืออากัปกิริยาให
รูวาเกิดภาวะอยางใดอยางหนึ่งขึ้นแกตัวละคร
สาตตวิกภาวะ คือ การแสดงออกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเปนปฏิกิริยาที่ไมสามารถบังคับ
ได
วิธีดําเนินการศึกษาคนควา
ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยไดดําเนินการตามขั้นตอนตอไปนี้
8
1. ขั้นรวบรวมขอมูล
1.1 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสและองคประกอบของรสวรรณคดี
1.2 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล
2. ขั้นศึกษาวิเคราะห
ผูวิจัยไดวิเคราะหรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น
พิทยาลงกรณ โดยดําเนินการดังนี้
2.1 พิจารณาคัดเลือกเนื้อหาในนิทานแตละเรื่อง เพื่อวิเคราะหแยกเปนรสตางๆ ตาม
ทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
2.2 พิจารณาเนื้อหาในแตละรส แลววิเคราะหองคประกอบในดานวิภาวะ อนุภาวะ
และสาตตวิกภาวะของแตละรส
3. ขั้นสรุปผล อภิปรายผลและเสนอแนะ
3.1 สรุปผลการวิเคราะหและอภิปรายผล
3.2 เสนอผลการวิเคราะหโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควา
ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ผูวิจัย ไดจัดแบงเอกสารที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควาออกเปน 2 ประเภท
คือ
1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี
2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี
เอกสารที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี
ผูวิจัยไดรวบรวมรสวรรณคดี เพื่อนํามาศึกษาและใชเปนแนวทางในการวิเคราะห
ทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาล ฉบับ พระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ดังตอไปนี้
กุสุมา รักษมณี 1
ไดกลาวถึงทฤษฎีรสวรรณคดีสันสฤต สรุปไดดังนี้
รส คือ ปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน เมื่อผูอานไดรับรูอารมณที่กวีได
ถายทอดเอาไวในวรรณคดี โดยนักวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตมีความเห็นวารส
วรรณคดีเกิดขึ้นเมื่อกวีมีอารมณสะเทือนใจ แลวถายทอดความรูสึกนั้นออกมาในบทประพันธ
อารมณนั้นจะกระทบใจผูอานทําใหเกิดการรับรูและเกิดปฏิกิริยาทางอารมณเปนการตอบสนองสิ่งที่
กวีเสนอออกมา รสจึงเปนความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน มิใชสิ่งที่อยูในวรรณคดีซึ่งเปนเพียง
อารมณที่กวีถายทอดลงไวและเปนตัวทําใหเกิดรสเทานั้น
สวนรายละเอียดตาง ๆ ที่เกี่ยวกับลักษณะของรสและลําดับขั้นตอนในการเกิดรสนั้น
กุสุมา รักษมณี ไดกลาวไวสรุปไดวา อารมณตาง ๆ ที่กวีแสดงไวในผลงานเรียกวา “ภาวะ” ใน
ระยะแรกภาวะหลักมี 9 อยาง คือ ความรัก (รติ) ความขบขัน (หาสะ) ความทุกขโศก (โสกะ)
ความโกรธ (โกรธะ) ความมุงมั่น (อุตสาหะ) ความนากลัว (ภยะ) ความนารังเกียจ (ชุคุปสา)
1
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534.
หนา 22 – 23.
10
ความนาพิศวง (วิสมยะ) และความสงบ (ศมะ) เพื่อใหผูอานสามารถรับรูวาเกิดภาวะหนึ่งขึ้นแกตัว
ละคร กวีตองแสดงเหตุของภาวะ (วิภาวะ) ไวเปนเบื้องตน ตอจากนั้นตัวละครตองแสดงผลของ
ภาวะ (อนุภาวะ) ใหรูวาเกิดภาวะหนึ่งขึ้นในใจของตัวละครแลว นอกจากนั้นยังมีการแสดงออกอีก
อยางหนึ่งเปนภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (สาตตวิกภาวะ) สาตตวิกภาวะจึงทําหนาที่ชวยอนุภาวะ
ใหผูอานไดรับรูภาวะในใจตัวละครไดงายขึ้น เมื่อผูอานไดรับรูภาวะที่กวีแสดงไวแลวก็จะเกิด
อารมณตอบสนองตอภาวะนั้น เรียกวา “รส” ซึ่งมี 9 รส เทากับจํานวนภาวะและจะสัมพันธกับ
แตละภาวะ คือ ความซาบซึ้งในความรัก (ศฤงคารรส) เปนอารมณตอบสนองตอภาวะรัก ความ
สนุกสนาน (หายสยรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะขบขัน ความสงสาร (กรุณารส) เปนอารมณ
ตอบสนองตอภาวะทุกขโศก ความแคนเคือง (เราทรรส) เปนอารมณตอบสนองตอภาวะโกรธ
ความชื่นชมในความกลาหาญ (วีรรส) เปนอารมณตอบสนองความมุงมั่นในการตอสู ความเกรง
กลัว (ภยานกรส) เปนภาวะตอบสนองตอภาวะนากลัว ความเบื่อระอา ชิงชัง (พีภัตสรส) เปน
อารมณตอบสนองภาวะนารังเกียจ ความอัศจรรยใจ (อัทภูตรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะนา
พิศวง และความสงบแหงจิตใจ สวน (ศานตรส) เปนอารมณตอบสนองตอภาวะสงบ
ในสวนของรสวรรณคดีสันสกฤต กุสุมา รักษมณี1
ไดกลาวไว สรุปไดวา การเกิดรส
ทั้ง 8 มีภาวะตาง ๆ เปนองคประกอบ ดังนี้
ศฤงคารรส คือ ความซาบซึ้งในความรัก เกิดจากความรัก 2 ประเภท คือ ความรักของผู
ที่ไดอยูดวยกัน (สัมโภคะ) และความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) ความรักแบบ
สัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูในบานเรือนหรือ
สถานที่ที่สวยงาม การอยูในฤดูกาลที่เอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัวงดงาม การลูบทาดวย
ของหอมและประดับดวยมาลัย การเที่ยวชมสวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหู
เจริญตา เปนตน การแสดงผลของภาวะ (อนุภาวะ) ไดแก พูดจาออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย
ชมายชายตา ยิ้มแยมแจมใส เปนตน สวนความรักแบบวิประลัมภะนั้นมีเหตุของภาวะ คือ การ
พลัดพรากจากกัน การแสดงผลของภาวะ ไดแก ทาทางหมดอาลัยตายอยาก สงสัย วิตกกังวล
กระสับกระสาย พร่ํารําพัน เปนตน
1
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534.
หนา 109.
11
หาสยรส คือ ความสนุกสนาน เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความขบขัน นาฏยศาสตร
แบงความขบขันออกเปน 2 ลักษณะ คือ ความขบขันที่เกิดแกผูอื่น หมายถึง การพูดหรือทําให
ผูอื่นขบขันซึ่งสวนมากมักจะเปนไปโดยตนเองไมรูตัว และความขบขันที่เกิดแกตนเอง รูสึกขัน
ตนเองหรือขันผูอื่น วิภาวะของความขบขัน ไดแก การแตงตัวแปลก ๆ เชน ชายแตงตัวอยางหญิง
สวมเสื้อผารุมรามรุงรัง แตงตัวผิดกาลเทศะ หรือแตงตัวมากเกินไป ฯลฯ การทําทาแปลก ๆ เชน
เดินงก ๆ เงิ่น ๆ ลมลุกคลุกคลาน หรือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ํา ๆ ซาก ๆ ฯลฯ การพูดแปลก ๆ เชน พูด
ผิด ๆ ถูก ๆ พูดรัวจนฟงไมไดศัพท พูดดวยสําเนียงตางไปจากคนสวนใหญหรือพูดซ้ําซาก ฯลฯ
อนุภาวะไดแกการยิ้มหรือหัวเราะ ซึ่งนาฏยศาสตรกลาวไว 6 ลักษณะ คือ ยิ้มนอย ๆ ไมเห็นไรฟน
และแยมปากพอเห็นไรฟน เปนลักษณะของคนชั้นสูง หัวเราะเบา ๆ และหัวเราะเฮฮาเปนลักษณะ
ของคนชั้นกลาง หัวเราะงอหายและหัวเราะทองคัดทองแข็งเปนลักษณะของสามัญชนทั่วไป
วยภิจาริภาวะ ซึ่งเปนภาวะเสริมของความขบขัน ไดแก ความเสแสรง ความเกียจคราน หรือความ
งวงงุน ความริษยา เปนตน บางภาวะเชนความรุนแรง อาจเปนตัวแปรได รสที่ควรจะเกิดจาก
ภาวะขบขันจึงไมใช หาสยรส แตกลายเปนกรุณารสเพราะความสงสารผูถูกกระทํา
กรุณารส คือ ความสงสาร เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความทุกขโศก ซึ่งมี 3 อยาง
คือ ความทุกขโศกที่เกิดจากความอยุติธรรม เกิดจากความเสื่อมทรัพย และเกิดจากเหตุวิบัติ โดย
อาจมีภาวะเสริมคือความไมแยแส ความเหนื่อยออน ความวิตก ความโหยหา ความตื่นตระหนก
ความหลง ความออนเพลีย ความสิ้นหวัง ความอับจน ความปวยไข ความเฉยชา ความบาคลั่ง
ความสิ้นสติ ความพรั่นพรึง ความเกียจคราน ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความทุกขโศก คือ การ
พลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกแชงดา ถูกฆา
ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ถูกจองเวร ประสบเคราะหกรรม ตกทุกขไดยาก เปนตน อนุภาวะของ
ความทุกขโศกพึงแสดงออกดวย การรองไหคร่ําครวญ แตการรองไหนั้นเปนลักษณะของคนชั้นต่ํา
และสตรีเทานั้น สําหรับคนชั้นสูงและชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไวในใจไมรองไห
คร่ําครวญ นอกจากนั้นอาจมีอนุภาวะอื่น เชน การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว ฯลฯ
หรือมีปฏิกิริยา (สาตตวิกภาวะ) เชน นิ่งตะลึงงัน ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน น้ําตาไหล เสียงเปลี่ยน
เปนตน
เราทรรส คือ ความแคนเคือง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความโกรธ ตัวละครผูมีความ
โกรธเปนเจาเรือน มักไดแก รากษส ทานพ คนฉุนเฉียว เปนตน อาจมีภาวะเสริม คือ ความตื่น
ตระหนก ความแคน ความหวั่นไหว ฯลฯ วิภาวะของความโกรธ ไดแก การพูดใสความ พูดให
เจ็บใจ ดูหมิ่น กลาวเท็จ อาฆาตจองเวร กลาวคําหยาบ ขมขู อิจฉาริษยา ทะเลาะทุมเถียง ตอสู
ฯลฯ อนุภาวะของความโกรธ ไดแก การเฆี่ยน ตัด ตี ฉีก บีบ ขวางทําใหเลือดตก ฯลฯ และ
12
อาจมีปฏิกิริยา คือ เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เปนตน เนื่องจากความโกรธนั้นมีหลาย
อยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจากผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และ
เกิดขึ้นเอง การแสดงความโกรธจึงมีตางกันไปดวย เชน เมื่อผูใหญทําใหโกรธ ผูแสดงพึงกมหนา
เล็กนอย มีน้ําตาคลอเบา อัดอั้นตันใจ ฯลฯ แตเมื่อคนรับใชทําใหโกรธ อาจชี้นิ้ว ตวาด ถลึงตา
ฯลฯ
วีรรส คือ ความชื่นชม เปนรสที่เกิดจากการรับรูความมุงมั่นในการแสดงความกลา
หาญอันเปนคุณลักษณของคนชั้นสูง ความกลาหาญมี 3 อยาง คือ กลาให (ทานวีระ) กลา
ประพฤติธรรมหรือหนาที่ (ธรรมวีระ) และกลารบ (รณวีระ) อาจมีภาวะเสริม คือ ความมั่นคง
ความพินิจพิเคราะห ความจองหอง ความตื่นตระหนก ความรุนแรง ความแคน ความระลึกได
ฯลฯ วิภาวะของความมุงมั่น ไดแก การเอาชนะศัตรู การบังคับอินทรียของตนได การแสดง
พละกําลัง ฯลฯ อนุภาวะของความมุงมั่น ไดแก ทาทีมั่นคง เฉลียวฉลาดในการงาน เขมแข็ง
ขะมักเขมน พูดจาแข็งขัน เปนตน
ภยานกรส คือ ความเกรงกลัว เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนากลัว ซึ่งแบงเปน 3
ประเภท คือ เกิดจากการหลอกลวง เกิดจากการลงโทษ และเกิดจากการขมขู อาจมีภาวะเสริม คือ
ความสงสัย ความหลง ความอับจน ความตื่นตระหนก ความเฉยชา ความพรั่นพรึง ความสิ้นสติ
ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความนากลัว ไดแก การไดยินเสียงผิดปกติ การเห็นภูตผีปศาจหรือ
สัตวราย การอยูคนเดียว การไปในปาเปลี่ยวรกราง การทําผิด ฯลฯ อนุภาวะของความนากลัว
ไดแก การวิ่งหนี การสงเสียงรอง เปนตน และอาจมีปฏิกิริยา เชน อาการตะลึงงัน เหงื่อออก
ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน เสียงเปลี่ยน น้ําตาไหล หรือ เปนลม
พีภัตสรส คือ ความเบื่อ รําคาญ ขยะแขยง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นา
รังเกียจ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก เชน เลือด และสิ่งนารังเกียจที่
สกปรก เชน อุจจาระ หนอน อาจมีภาวะเสริม คือ ความสิ้นสติ ความตื่นตระหนก ความหลง
ความปวยไข ความตาย เปนตน วิภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ ไดแก สิ่งที่ไมสบอารมณ
หรือไมตองประสงค สิ่งชวนสลดใจ สิ่งสกปรก เปนตน อนุภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ คือ
การทําทาทางขยะแขยง นิ่วหนา อาเจียน ถมน้ําลาย ตัวสั่น ฯลฯ
อัทภูตรส คือ ความอัศจรรยใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความนาพิศวง อันมี 2
ประเภท คือ เกิดจากสิ่งที่เปนทิพย หรืออภินิหาร และเกิดจากสิ่งที่นารื่นรมย อาจมีภาวะเสริม
คือ ความตื่นตระหนก ความหวั่นไหว ความยินดี ความบาคลั่ง ความมั่นคง เปนตน วิภาวะของ
ความนาพิศวง ไดแก การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย การไดรับสิ่งที่ปรารถนา การไปเที่ยวในสถานที่ที่
งดงาม นารื่มรมย เชน อุทยาน วิหาร การเห็นสิ่งที่เปนมายา หรือมีเวทมนตร ฯลฯ อนุภาวะของ
13
ความนาพิศวง คือ การทําทาประหลาดใจ หรืออุทานดวยความแปลงใจ เปนตน อาจมีปฏิกิริยา
เชน การนิ่งตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก น้ําตาไหล ฯลฯ
ศานตรส คือ ความสงบใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความสงบของตัวละคร
ศานตรสในนาฏยศาสตรก็มีแตในตนฉบับบางฉบับเทานั้น ทั้งยังมีลักษณะของการแตงเติมมากกวา
ศานตรส คงเปนอิทธิพลของคติทางพุทธที่ถือวาความสงบเปนสิ่งประเสริฐ เปนทางสูนิพพาน กวี
พุทธสวนมากจึงถือวาศานตรสเปนรสที่เดนกวารสอื่นทั้ง 8 และภาวะสงบ (ศานตะ) ก็เปนภาวะ
เดน ดังปรากฏในโศลกบทที่ 103 ซึ่งเปนสวนที่เพิ่มเขามาในนาฏยศาสตรบางฉบับวา
“ภาวะอาศัยเหตุการณของตน ๆ แลวเกิดขึ้นจากศานตะ
และเมื่อยังไมประสบเหตุการณอยางใดแลว ก็แฝงตัวอยูในศานตะนั้นเองอีก”
ดวยเหตุนี้จึงมีนักวรรณคดีบางกลุมยอมรับศานตรส แตก็ยังนับวารสมีเพียง 8 รส
เพราะถือวารสตาง ๆ ทั้ง 8 เกิดจากศานตรสอีกทีหนึ่ง จึงไมนับศานตรสรวมกับรสอื่น ๆ หากยก
ใหเปนแมแบบของรสทั้งปวง
วาคภฏ1
ผูเขียนตําราอลังการศาสตร กลาวถึงรสวรรณคดีไวในปริจเฉทที่ 5 สรุปได
ดังนี้ อาหารถาขาดเกลือก็ไมอรอยฉันใด รสก็ยอมไมไรอารมณฉันนั้น รสเปนองคประกอบที่ทําให
กาพยกลอนเดนขึ้นมี สฺถายีภาว อันวิภาว อนุภาว สาตฺวิก และ วฺยภิจารี ซึ่งนักปราชญกลาววารส
มี 9 อยาง คือ ศฺฤงคาร วีร กรุณา หาสฺย อทฺภุต ภยานก เราทฺร พีภตฺ และ ศานฺต ทั้งนี้
“ศฤงฺคาร” คือ รสของการที่สามีภรรยาปฏิบัติตอกันและกันดวยความรักใคร มี 2 ประเภท คือ
“สํโยคศฺฤงฺคาร” และ “วิปฺรลมฺภศฺฤงฺคาร” ศฺฤงฺคารทั้งสองอยางนี้เปนไปในระหวางสามีภรรยา
คูที่อยูดวยกันและคูที่พรากจากกันโดยเปนไปอยางลับหรืออยางจะแจง ในเรื่องศฺฤงฺคารนี้ “ ตัว
ละคร” ที่ทานยกยอง คือ สาวผูประกอบไปดวยรูปและเสาวภาคย มีสกุล ชํานิชํานาญ หนุม
สุภาพ พูดคําที่ทั้งไพเราะ และจริง มีเกียรติ และมีคุณความดีตาง ๆ ขณะสามีภรรยาที่รักกัน ฝายใด
ฝายหนึ่งถึงแกกรรมลง “ศฺฤงฺคาร” ชื่อ “กรุณา” ก็เกิดขึ้น (วิธีแสดง “กรุณา”) นี้ก็แตพรรณนาถึง
เรื่องที่แลวมาแลว “วีรรส” มีความเพียรเปน “สถายีภาว” และเปนสามอยางโดยที่ไดเนื่องมาแต
ความเพียรในทางธรรม การรบ หรือการใหทาน “กรุณารส” เกิดแต “สถายีภาว” คือ ความโศก
เมื่อจะใหบังเกิดรสนี้ ควรกลาวถึงการไหว การรองไห หนาซีดลง สลบ พูดถอมตัว รําพึงรําพัน
และหลั่งน้ําตา รสชื่อ “หาสฺย” นั้น ปราชญวามีความรูสึกขบขันเปน “สภายีภาว” ความขบขัน
เกิดจากการเห็นกิริยาทาทาง รางกาย หรือการแตงตัวพิลึก “อทฺภุตรส” มีความรูสึกประหลาดใจ
เปน “สภายีภาวะ” ความรูสึกประหลาดใจเกิดขึ้นดวยไดเห็นหรือไดยินถึงสิ่งที่ไมนาจะเปนไปได
1
วาคภฏ. อลังการศาสตร. แปลโดย ป.ส.ศาสตรี ม.ป.ป. หนา 28 - 30.
14
“ภยานกรส” มีความกลัวอันเกิดแตการเห็นสิ่งที่นาสยดสยองนั้น “สถายีภาว” ความกลัวนั้น
กลาวถึงลักษณะของหญิงคนชั่วเลว และเด็ก “เราทรรส” มีความโกรธเปน “สถายีภาว” ความ
โกรธก็เกิดแตการที่ศัตรูดูหมิ่น ในโอกาสนั้น “ตัวละคร” ประพฤตินาหวาดกลัว ฉุนเฉียวและไม
อดโทษ “พีภตฺสรส” มีความเกลียดชังเปน “สถายีภาว” ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นโดยทันที พอได
ยินถึงสิ่งที่ไมชอบ และมีอาการคือถมน้ําลาย และทําหนายูยี่ เปนตน ยกเวนแตมหาบุรุษจะไมทํา
เชนนั้น สุดทาย “ศานฺตรส” มีความรูชอบอันมีอาการไมปรารถนาสิ่งใด ๆ นั้น เปน “สถายีภาว”
ความรูชอบก็เกิดแตการสละความรักความเกลียด
ประสิทธิ์ กาพยกลอน กลาวถึงลักษณะและความสําคัญของรสวรรณคดีวา
อาหารมีรสตาง ๆ กันใหความโอชะแกผูเสพฉันใด วรรณคดีก็มีรสตาง ๆ กันใหความ
โอชะแกผูอานฉันนั้น รสทั้งสองนี้แตกตางกันตรงที่รสอาหารใชลิ้นเปนเครื่องสัมผัส
เพื่อใหรูวาอาหารนั้นมีรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม หรือเผ็ดอยางไร บางทีก็ใชจมูกดม
กลิ่นพิสูจนวาอาหารนั้นมีกลิ่นหอมหวนชวนกินแคไหน สวนรสวรรณคดีนั้นสัมผัส
ดวยตาและหูจากภาษากวีจึงจะรูรส และรสแหงวรรณคดีนี้เปนรสที่บอกถึงอารมณ
เพียงอยางเดียว คือ บอกอารมณออกเปนสวนปลีกยอยลงไปอีกก็จะมีอยูมากมายหลาย
ประการ เชน ความยินดี ความราเริง ความทุกขโศก ความโกรธ ความองอาจ ความ
กลัว ความเกลียด ความพิศวง และความสงบ เปนตน และถาวรรณคดีเรื่องใดขาดรส
ของวรรณคดีก็เปรียบเสมือนคนกินอาหารที่ไมมีรสแลวไมอรอยฉันใด การอาน วรรณคดี
ที่ขาดรสก็อานไมสนุกฉันนั้น แตวรรณคดีเรื่องใดจะมีรสดีหรือไมยอมขึ้นอยูกับภาษาที่
แสดงออกเปนสําคัญ ภาษากวีกับรสวรรณคดีจึงแยกจากกันไมออก1
กุหลาบ มัลลิกะมาส2
กลาวถึงองคประกอบของวรรณคดีดานการแสดงออกซึ่งมีสวน
เกี่ยวของกับอารมณสะเทือนใจอันกอใหเกิดรสวรรณคดีสรุปไดวา การแสดงออกเปนสื่อนําความ
นึกคิด ความสะเทือนใจ และจินตนาการของผูแตงออกสูผูอานอื่น และการแสดงออกที่ดีจะตองทํา
ใหผูอานมีความรูสึกและความเขาใจดีในสิ่งตอไปนี้
1. ทําใหผูอานรูสึกหรือเห็นภาพตามคําบรรยาย
2. ทําใหเห็นความเคลื่อนไหวหรือนาฏการ
1
ประสิทธิ์ กาพยกลอน. แนวทางการศึกษาวรรณคดี ภาษากวี การวิจักษและวิจารณ.
2518. หนา 116.
2
กุหลาบ มัลลิกะมาส. ความรูทั่วไปทางวรรณคดีไทย. 2531. หนา 13.
15
3. เผยใหเห็นบุคลิกภาพและนิสัยใจคอของตัวละครในเรื่อง
4. ชวยใหเกิดความหยั่งเห็น คือ ความรูสึกเขาใจวาทําไมบุคคลจึงไดแสดงออกเชนนี้
5. เผยใหเห็นบุคลิกภาพของผูแตง
สวนผลกระทบทางจิตใจอันเนื่องมาจากการอานวรรณคดีจะมีมากนอยเพียงใดถือเปน
เรื่องของแตละบุคคล ดังเชน สายทิพย นุกูลกิจ กลาวถึงเรื่องการเกิดอารมณสะเทือนใจวา “อารมณ
สะเทือนใจอาจเกิดขึ้นเมื่อตัวละครไดเห็นนางอันเปนที่รักสิ้นชีวิต” 1
ซึ่งสอดคลองกับคํากลาวของ
พระยาอนุมานราชธน ที่ไดกลาวถึงอัตวิสัยในการเกิดอารมณสะเทือนใจของผูอานวรรณคดีวา “จะ
เปนวรรณกรรมทําใหทานบังเกิดอารมณสะเทือนใจแรงแคไหน จะเปนไปในทางฝายสูงหรือฝายต่ํา
เกิดขึ้นแลวและหมดไปเร็วหรือชาก็ตามที ก็สุดแทแตตัวทาน ตามสวนแหงอํานาจความรูสึกนึก
เห็นและความคุนเคยอบรมมา เปนเรื่องตางคนตางรูสึก ไมมีอะไรตองโตเถียงกันเรื่องนี้”2
จิตรลดา สุวัตถิกุล3
กลาวถึงเรื่อง รสวรรณคดีในเอกสารประกอบการสอนภาษาไทย
ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไวสรุปไดวา รสวรรณคดี ไดแก อารมณหรือภาวะตาง ๆ ที่
ปรากฎในวรรณคดี เชน อารมณรัก อารมณโกรธ อารมณเศรา เปนตน การอานวรรณคดีใหไดรส
ผูอานตองพิจารณาถอยคําของผูเขียนทุกตัวอักษร แลวจึงคิดและวิเคราะหตามเพื่อใหรับรูภาวะแหง
อารมณนั้น ๆ รสวรรณคดีแบงไดเปน 2 ลักษณะ คือ รสวรรณคดีไทย มี 4 รส คือ เสาวรจนี
นารีปราโมทย พิโรธวาทัง สัลลาปงคพิสัย สวนรสวรรณคดีสันสกฤตมี 9 รส คือ ศฤงคารรส
รุทธรส กรุณารส หาสยรส วีรรส ภยานกรส พิภัสรส อัทภูตรสและศานติรส
กระแสร มาลยาภรณ กลาวถึงรสวรรณคดีไววา
คุณคาสวนหนึ่งของวรรณคดี คือ คุณคาทางอารมณนั่นเอง คือ กวีตองมีแรงบันดาลใจอัน
จะทําใหเกิดจินตนาการ สรางภาพสะเทือนอารมณ ขางผูอานก็จะตีความวรรณคดีนั้น ๆ
ออกมา อันอาจจะเปนอารมณที่คลายกับกวี ผูแตง อารมณของกวีนั้นยอมเปนอารมณโศก
อารมณรัก อารมณเคียดแคน ฯลฯ เรายอมไดประโยชนดวย การที่จะเปนคนอยูเฉย ๆ
ไมมีความออนไหวหรือโลดโผนทางอารมณนั้นจะไม “สนุก” ไมไดรับ “รสแหงภาษา”
1
สายทิพย นุกูลกิจ. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย 321 : วรรณคดีวิจารณ.
2523. หนา 167.
2
พระยาอนุมานราชธน. การศึกษาวรรณคดีแงวรรณศิลป. 2546. หนา 51.
3
จิตรลดา สุวัตถิกุล. “องคประกอบทางสุนทรียศาสตร สุนทรียภาพในความ,”
ภาษาไทย 7 (หนวยที่ 1 – 8). 2538. หนา 227 – 228.
16
เลย “รส” ของวรรณคดีนั้นทานเรียกวา “พนธรส” มีอยู 9 รส คือ ศฤงคารรส (ความ
รัก) หาสยรส (ความหรรษา) กรุณารส (ความกรุณา) รุทธรส (ความดุราย) วีรรส
(ความกลาหาญ) ภยานกรส (ความสยดสยอง) พิภัตสรส (ความขยะแขยง) อัทภูตรส
(ความอัศจรรยใจ) และศานติรส (ความสงบ) วรรณคดีที่ดียอมใหรสตาง ๆ เหลานี้แก
ผูอานได 1
เบญจมาศ พลอินทร 2
กลาวถึงเรื่องรสของวรรณคดีสรุปไดวา อรรถรส หมายถึง
รสของวรรณคดีที่กอใหเกิดความรูสึกทางดานอารมณ เปนอาการที่เกิดขึ้นเมื่อไดฟงเรื่องราวจาก
วรรณคดีและวรรณกรรม หรือถอยคําของกวีเปนเหตุจูงใจใหเปนไป ทั้งนี้ กวีจะตองเขาถึงภาวะ
แหงจิตใจของผูอาน ผูฟงและอารมณของคนในลักษณะตาง ๆ แลวปรับถอยคําปรุงแตงใหเกิด
อรรถรส หรือรสแหงวรรณคดี ซึ่งบรรดาปรมาจารยไดแยกแยะและกําหนดไวตามภาวะแหง
อารมณ มีอาการเปนไปตามถอยคําของกวีอันมีอยู 9 ประการ คือ
1. สิงคารรส คือ รติ หมายถึง รสแหงความรัก
2. หัสสรส คือ หาสะ หมายถึง รสแหงความขบขันหรรษา
3. กรุณารส คือ โสกะ หมายถึง รสแหงความโศกเศราสงสาร
4. รุทธรส คือ โกธะ หมายถึง รสแหงความโกรธแคน
5. วีรรส คือ อุตสาหะ หมายถึง รสแหงความกลาหาญ
6. ภยานกรส คือ ภย หมายถึง รสแหงความกลัวภัยและสยดสยอง
7. วิภัจฉรส คือ ชิคุจฉา หมายถึง รสแหงความเกลียดและขยะแขยง
8. อัทภูตรส คือ วิมหยา หมายถึง รสแหงความประหลาดใจ
9. สันตรส คือ สมะ หมายถึง รสแหงความสงบแหงจิตใจ
ความรูเรื่องรสวรรณคดีตามแนวทฤษฎีรสของวรรณคดีสันสกฤตดังที่กลาวมาแลว
ผูวิจัยจะใชเปนแนวทางในการวิเคราะห โดยยึดแนวทางการศึกษาวิเคราะหวรรณคดีไทยตามแนว
ทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตของ กุสุมา รักษมณี เปนหลัก
1
กระแสร มาลยาภรณ. วรรณคดีเปรียบเทียบเบื้องตน. 2516. หนา 23.
2
เบญจมาศ พลอินทร. พื้นฐานวรรณดคีและวรรณกรรมไทย. 2526. หนา 76 -77.
17
งานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี
ภาวณี โชติมณี 1
วิเคราะหวีรรสในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2 โดย
มุงวิเคราะหองคประกอบและพฤติกรรมของตัวละครที่แสดงถึงวีรรส องคประกอบของวีรรส
ประกอบดวยองคประกอบดานวิภาวะ 3 ประการ คือ การเปนผูมีคุณธรรมของตัวละคร การตอง
ถือปฏิบัติตามคําสั่งหรือขอรอง และความรูสึกที่เกิดขึ้นในชั่วขณะองคประกอบดานอนุภาวะ
ปรากฎอยู 3 ลักษณะ คือ อนุภาวะดานคําพูด อนุภาวะดานอากัปกิริยาและอนุภาวะดานคําพูด
และอากัปกิริยา องคประกอบดานสาตตวิกภาวะปรากฎอยู 5 ลักษณะ คือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะ
เหงื่อออก ภาวะตัวสั่น ภาวะน้ําตาไหล และภาวะการเปนลม พฤติกรรมของตัวละครที่แสดงถึง
วีรรส ผูวิจัยไดแบงพฤติกรรมของตัวละครออกเปน 2 ฝาย คือ วีรรสของตัวละครฝายพลับพลา
และวีรรสของตัวละครฝายลงกา โดยปรากฎผลการวิเคราะหวีรรสในแตละดาน ผลการวิเคราะห
วีรรสในแตละดานของตัวละครฝายพลับพลา พบวาในดานธรรมวีระมีบทบาทการทําหนาที่ที่โดด
เดนของตัวละคร 9 ตัว คือ บทบาทผูปราบอธรรมและการเปนนายที่ดีของพระราม บทบาทการ
เปนอนุชาที่ดีของพระลักษมณ พระพรต พระสัตรุด และพระลบ บทบาทการเปนชายาที่ดีของนาง
สีดา บทบาทการเปนทหารที่ดีของหนุมานและองคต บทบาทการเปนอนุชาและที่ปรึกษาที่ดีของ
พิเภก ดานรณวีระ มีบทบาทการรบที่โดดเดนของตัวละคร 5 ตัว คือ พระราม พระลักษณ
หนุมาน และพระลบ พระมงกุฎ โดยตัวละครทั้งหมดไดแสดงบทบาทการตอสูโดยมีจุดประสงค
เพื่อตองการเอาชนะและทําลายลางฝายปฏิปกษ ผลการวิเคราะหวีรรสของตัวละครฝายลงกา พบวา
ในดานธรรมวีระ มีบทบาทการทําหนาที่ที่โดดเดนของตัวละคร 6 ตัว คือ บทบาทชายาและ
มารดาที่ดีของนางมณโฑ บทบาทผูตัดสินคดีความที่มีความยุติธรรมของทาวมาลีวราช บทบาท
อนุชาที่ดีของกุมภกรรณ บทบาทโอรสที่ดีของอินทรชิต บทบาทญาติที่ดีของนางเบญกาย และ
บทบาทมารดาที่ดีของนางพิรากวนในดานรณวีระ มีบทบาทการรบที่โดดเดนของตัวละครจํานวน
13 ตัว คือ ทศกัณฐ กุมภกรรณ อินทรชิต ไมยราพ มัจฉานุ สหัสเดชะ มูลพลํา มังกรกัณฐ
สัทธาสูร วิรุณจําบัง ทศคีรีวัน ทศคีรีธร และบรรลัยกัลป โดยตัวละครทุกตัวไดแสดงพฤติกรรม
การสูรบเพื่อตองการเอาชนะฝายปฏิปกษ ทั้งนี้ ไมปรากฎพฤติกรรมที่แสดงถึงวีรรสดานทานวีระ
จากตัวละครทั้งฝายพลับพลาและฝายลงกา
1
ภาวิณี โชติมณี. การวิเคราะหวีรรสในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2.
2543. หนา 160.
18
เบญจวรรณ สงสมบูรณ 1
เปนการศึกษาบทละครเสภาเรื่อง ขุนชางขุนแผนที่กรม
ศิลปากรจัดแสดง ตั้งแต พ.ศ. 2492 ถึง พ.ศ. 2537 รวม 27 ตอน เพื่อวิเคราะหลักษณะเดนของ
เนื้อหา โดยใชทฤษฎีรสของวรรณคดีสันสกฤต ผลการวิจัยปรากฏวา บทละครเสภาเรื่อง ขุนชาง
ขุนแผน มีรสที่เปนรสเดน 6 รส ไดแก วีรรส (รสของความกลาหาญ) ศฤงคารรส (รสของความ
รัก) กรุณารส (รสของความทุกขโศก) เราทรรส (รสของความอัศจรรยใจ) รสรอง 3 รส ไดแก
ภยานกรส (รสของความหวาดกลัว) พีภัตสรส (รสของความรังเกียจ) และศานตรส (รสของ
ความสงบใจ) จึงสรุปไดวา เสภาเรื่องขุนชางขุนแผนที่นํามาทําบทละครมีรสวรรณคดีครบทั้ง 9
รส ตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต รสวรรณคดีเหลานี้เกิดจากเนื้อหา ตัวละครที่ตรึงใจผูชม จึงทํา
ใหบทละครเสภาเรื่องนี้เปนที่นิยมตลอดมา
วงเดือน สุขบาง2
ศึกษาพระปฐมสมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ สรุปไดวา รสความที่
เกิดจากการบรรยายและพรรณนาความไดกอใหเกิดรสวรรณคดีครบทั้งเการส โดยไดยกตัวอยางรส
วรรณคดีในดานตาง ๆ ผูวิจัยไดกลาวไวสรุปวา ในพระปฐมสมโพธิกถาปรากฏศฤงคารรสที่
กลาวถึงความรักและความเสนหาระหวางหนุมสาวมีเพียงเล็กนอย ไดแก ความเสนหาที่พระสิริ
มหามายาทรงมีตอพระสิริสุทโธทนะเมื่อไดทราบขาวของพระองค และนาง กีสาโคตมีทรงมีใจ
ผูกพันตอพระมหาบุรุษ เปนตน แตไดกลาวถึงความงามของบุคคล ไดแก ความสงางามของพระ
พุทธองค พระบรมชนกนาถ ความทรงพระสิริโฉมงดงามของพระพุทธมารดา ความงามของสระ
โบกขรณีที่พระอินทรตรัสสั่งใหพระเวสสุกรรมลงมานฤมิตใหเจาชายสิทธัตถะกลาวถึงความงาม
ของธรรมชาติ การบรรยายและพรรณนาเกี่ยวกับความงามดังกลาวนี้ กอใหเกิดความรูสึกชื่นชม
ยินดี จนเกิดความรักในความงามนั้นๆ กรุณารส ในพระปฐมสมโพธิกถา ปรากฏรสนี้อยูหลาย
ตอน เชน ตอนที่มากัณฐกะแสดงความเศราโศกที่ตองจากพระมหาบุรุษ นายฉันนอาลัยรักมา
กัณฐกะ พระนางพิมพาคร่ําครวญถึงพระพุทธองค พระอานนททรงอาลัยอาวรณถึงพระบรมครูเมื่อ
พระองคเสด็จดับขันธปรินิพพาน เปนตน รสนี้ใหความรูสึกและอารมณคลอยตาม เสียงของคําที่
ใชพรรณนาใหเกิดกรุณารสมีความราบรื่นและคลองจองเปนอันดี ทําใหเกิดความไพเราะเปนอยาง
ยิ่ง ปรากฏวีรรส 3 ลักษณะคือ รณวีระ ไดแก ความกลาหาญในการสงครามหรือการรบ
ทานวีระ ไดแก ความกลาหาญในการให และทยาวีระ ไดแก ความกลาหาญในการชวยเหลือ
พระพุทธองคทรงแสดงรณวีระ เชน ตอนที่พระยามารยกพลมาประจญพระองคเทพยดาทั้งหลาย
1
เบญจวรรณ สงสมบูรณ. บทละครเสภาเรื่อง ขุนชางขุนแผน : การศึกษาในเชิง
วรรณคดีวิเคราะห. 2540. หนา 8.
2
วงเดือน สุขบาง. การศึกษาพระปฐมสมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ. 2524. หนา 235.
19
ตกใจหนีไปสิ้น พระองคประทับอยูเพียงลําพัง ทรงแสดงความกลาหาญดวยทวงทาและวาจา ตรัส
เรียกพระบารมีทั้งหลายใหตอสูกับพระยามารจนพายแพ สําหรับทานวีระ มีปรากฏอยูหลายตอน
เชน ตอนที่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตโนรสทรงพรรณนาวา พระมหาบุรุษ ทรงกระทําทานทั้ง 3
ขั้น คือ ทานบารมี ทานอุปบารมี และทานปรมัตถบารมี มาเปนเวลาชานานดวยพระทัยปรารถนา
จะชวยมวลสัตวโลกใหพนจากหวงมหรรณพ แมผูใดปรารถนาทรัพยสิน อวัยวะและชีวิตของ
พระองค ก็ไมทรงเสียดาย เชน ตอนที่เสวยพระชาติเปนพระเวสสันดรทรงบริจาคพระมเหสี พระ
ราชโอรสและพระราชธิดา ดังนี้ เปนตน สวนทายาวีระหรือความกลาในการชวยเหลือ มีปรากฏ
เห็นเดนชัดมาก เชน ตอนที่พระสิทธัตถะตัดสินพระทัยละทิ้งพระนางพิมพาพระอัครมเหสี พระ
ราหุลราชโอรสผูประสูติไดเพียง 1 วัน พระเจาสุทโธทนะพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ
ตลอดจนความสุขทางโลกียะทั้งหลายเสด็จออกบรรพชา เพื่อแสวงหาพระสัทธรรมอันเปนหนทาง
ที่จะ “รื้อ” และ “ขน” สรรพสัตวใหพนจากความทุกข การกระทําของพระองคจัดวาเปนทยาวีระ
อยางสูงสง วีรรสที่กลาวมาแลวนี้ กอใหเกิดความชื่นชม ความภาคภูมิและความเลื่อมใสศรัทธาใน
องคพระบรมศาสดาเปนอยางสูง หาสยรส ในพระปฐมสมโพธิกถา ปรากฏในลักษณะสิตะกับ
หสิตะ คือ ยิ้มกับแยม เทานั้น ทั้งนี้เพราะเนื้อหาไมเอื้อตอการประพันธรสดังกลาว ตัวอยาง
หาสยรส ไดแก ตอนที่พระมหาบุรุษเสด็จออกบิณฑบาต ณ กรุงราชคฤห ดวยความสงางามและ
องอาจภาคภูมิของพระองค ทําใหชาวเมืองแตกตื่นชมพระอุดมรูป และทุมเถียงกันวา พระองค
เปนพระอินทรบาง เปนพระอิศวรบาง เปนพระพรหมบาง หรือเปนบุคคลอื่นๆ ภาพของชาวเมือง
ในขณะโตเถียงที่เกิดขึ้นในใจผูอาน สรางความขําขันทําใหรูสึกเบิกบานและราเริง ผูอานจะไดรับ
ความพึงพอใจและสบายใจ อัพภูตรส คือ ตอนที่เปนปาฏิหาริยและความมหัศจรรยตางๆ เชน
ตอนกาฬิเทวิลดาบสเขาไปถวายพระพรพระสิทธัตถะราชกุมาร พระเจาสุทโธทนะจึงใหเชิญเสด็จ
พระองคมาเพื่อใหนอมนมัสการพระดาบส ขณะนั้นพระบาททั้งสองของพระมหาบุรุษกลับขึ้นไป
ยืนประดิษฐานอยูบนชฎาของพระกาฬเทวิล ทุกคนเห็นเปนมหัศจรรย ลักษณะปาฏิหาริยเชนนี้
กอใหเกิดอัพภูตรส ทําใหผูอานแปลก ประหลาดใจ ตื่นเตนและสนใจเปนอยางยิ่ง ภยานกรสใน
พระปฐมสมโพธิกถา ปรากฏรสนี้เปนบางตอน เปนตนวา ตอนที่พระยามารยกพลมาประจญพระ
มหาสัตว เทพยดาทั้งหลายตางตกใจ แลนหนีหมด ละทิ้งใหพระมหาสัตวทรงเผชิญหนากับพระยา
มารเพียงพระองคเดียว อาการที่เทพยดาตกใจกลัวและหลบหนีพระยามาร กอใหเกิดภยานกรส
ผูอานจะมองเห็นภาพและนาฏการไปพรอมๆ กัน สวนรุทธรสมีปรากฏอยูบาง เชน ในตอนที่
พระยามารรูสึกโกรธที่พระมหาบุรุษจะพนไปจากอํานาจของตน และตอนที่กษัตริยทั้ง 8 พระนคร
รองทาทายเพื่อตอสูแยงชิงพระบรมสารีริกธาตุของพระบรมศาสดา เปนตน ความบรรยายใหเห็น
ถึงความโกรธในพระปฐมสมโพธิกถา แมจะไมมีความรุนแรงนัก แตก็ใหภาพ ความรูสึก อารมณ
20
และบรรยากาศแกผูอาน ทําใหรูสึกตื่นเตน สนุกและเพลิดเพลิด พีภัตสรส ปรากฏรสนี้เพียง
เล็กนอย ไดแก ตอนที่พระอุปคุตตเถระทรมานพระยามาร ดวยการเนรมิตใหซากศพสุนัขเนา มี
หนอนชอนไชยั้วเยี้ย สงกลิ่นเหม็นคละคลุง ผูกพันอยูกับกายพระยามาร จนกวาพระยามารจะละ
พยศจึงจะแกให ความบรรยายที่ใหพีภัตสรสนี้ ใหความรูสึกขยะแขยง ใหภาพที่นาเกลียด และให
กลิ่นที่ไมพึงประสงค ทําใหผูอานเกิดความรังเกียจอยางรุนแรง ศานตรสในพระปฐมสมโพธิกถา
ความพรรณนาที่กอใหเกิดศานตรสนี้ มีปรากฏอยูมาก เพราะเนื้อหาเอื้อตอการประพันธ เปนตน
วา ตอนพระมหาบุรุษเสวยขาวมธุปายาสของนางสุชาดาและทรงอธิษฐานลอยถาดทองแลว เสด็จ
ไปประทับ ณ ใตตนพระศรีมหาโพธิ์ กอนที่พระองคจะตรัสรู หรือตอนภายหลังตรัสรูแลว ทรง
ประทับเสวยวิมุติสุข ณ ที่เดิมเปนเวลา 7 วัน และประทับใตตนอัชปาลนิโครธ (ตนไทร) เปน
เวลาอีก 7 วัน ความพรรณนาในชวงเวลาดังกลาว ใหศานตรสแกผูอาน กอใหเกิดความสงบและ
ความสบายใจ ทําใหรูสึกเปนสุขอยางแทจริง สมดังพระพุทธพจนที่วา “นกถิ สนฺติ ปรํ สุขํ - สุข
อื่นใด ยิ่งกวาความสงบไมมี” นอกจากนี้ศานตรสยังชวยใหผูอานแลเห็นภาพ ไดยินเสียงและรูสึก
ถึงบรรยากาศที่เงียบสงบอีกดวย นอกจากจะไดรับรสแหงวรรณคดีทั้ง 9 นี้แลว ยังไดรับรสแหง
ธรรมดวย ซึ่งรสแหงธรรมนี้ยอมชนะรสทั้งปวง
นงลักษณ แชมโชติ1
ไดศึกษาเรื่องหาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทยสมัย
รัตนโกสินทร พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2475. ผลการศึกษาสรุปไดวา ในวรรณกรรมรอยกรองของไทย
ทําใหเราทราบวา แมในเรื่องขบขันผูแตงบางทานยังใชประสบการณทางวรรณกรรม และศิลปเชิง
ภาษาอยางสูง จึงเทากับไดศึกษาศิลปะการประพันธในรูปแบบหนึ่งซึ่งจะชวยใหเขาใจลักษณะ
วรรณกรรมรอยกรองของไทยไดลึกซึ้งกวางขวางขึ้น นอกจากนั้นหาสยรสยังสะทอนลักษณะ
สังคมบางประการที่ไมสามารถทราบไดจากประวัติศาสตรหรือพงศาวดาร อันไดแก ทัศนะบาง
ประการของประชาชนที่มีตอฝายปกครอง เหตุการณและความเคลื่อนไหวในสังคมที่ไมได
เกี่ยวของกับการเมือง และลักษณะนิสัยของคนไทย เปนตน หาสยรสในรูปการเสียดสีเหน็บแนม
ที่ผูแตงนํามาใชจี้จุดบกพรองในสังคมนั้น แมสถานภาพของผูแตง และสภาวะทางการเมืองจะเปน
เหตุใหปรากฏวรรณกรรมรูปแบบนี้ไมมากนัก แตก็พอจะยืนยันไดวา ผูแตงในฐานะที่เปนสมาชิก
สวนหนึ่งของสังคม มีความสํานึก หรือความรับผิดชอบตอสังคม
1
นงลักษณ แชมโชติ. หาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทยสมัยรัตนโกสินทร
พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2475. 2521. หนา 290 - 291.
21
ธนันต พิสัยสวัสดิ์1
ไดวิเคราะหวรรณคดีอีสานเรื่อง ขุนทึง โดยวิเคราะหศิลปะการ
เสนอเรื่องและสุนทรียะเชิงประพันธ พบวา ผูนิพนธวรรณคดีเรื่อง ขุนทึง สามารถเรียบเรียง
ถอยคําพรรณนาความตอนตาง ๆ ใหผูฟงหรือผูอานบังเกิดอารมณทางใจไดครบทั้งเการส ซึ่งผูวิจัย
ไดแสดงรายละเอียดไววารสวรรณคดีใดปรากฎอยูในตอนใดบาง รสวรรณคดีที่เดนที่สุดของเรื่อง
ขุนทึง คือ ศานตรส กรุณารส และศฤงคารรส ตามลําดับ อันเปนรสสําคัญที่จะนําผูอานเขาถึง
จุดมุงหมายของผูประพันธ และการสรางรสวรรณคดีดังกลาวนี้สอดคลองกับแกนเรื่องมากที่สุด
กัลยา พลายชุม2
ไดวิเคราะหอุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรม
ภาคใต วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช สรุปผลการศึกษาวา องคประกอบของเรื่องมีลักษณะเดน
เฉพาะทั้งโครงเรื่อง แนวคิด ทรรศนะของผูแตง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก ดานรูปแบบคํา
ประพันธมีการใชคําประพันธแตละชนิดไดเหมาะสมกับเนื้อหา ดานขนบนิยมในการแตงจะปฏิบัติ
ตามกวีรุนกอน แตมีเอกลักษณอยูบางในบทไหวครูและบทอัศจรรย ดานศิลปะการประพันธนับวา
มีความไพเราะทั้งรสคํา รสความและรสวรรณคดี โดยมีรสวรรณคดีตามทฤษฎีอลังการศาสตร 8
รส คือ ศฤงคารรส วีรรส กรุณารส อัทภูตรส ภยานกรส เราทรรส พีภัตสรสและศานตรส ซึ่ง
รสวรรณคดีแตละรสที่ปรากฎอยูลวนใหความรูสึกสะเทือนอารมณแกผูอาน ทําใหวรรณกรรมเรื่อง
นี้มีคุณคานาสนใจเปนอยางมาก
ศศิธร แสงเจริญ3
ไดวิเคราะหศฤงคารรสในพระนลคําหลวง สาวิตรี ศกุนตลา
มัทนะพาธา สรุปผลการวิเคราะหไดดังตอไปนี้
พระนลคําหลวง เปนวรรณคดีเรื่องเดียวใน 4 เรื่อง ที่ไมมีขอจํากัดทางดาน
ศิลปะการแสดงเขามาเปนอุปสรรคตอการสงสาร ผูแตงจึงสามารถแสดงรติภาวะของตัวละครได
อยางเขมขนทุกรูปแบบ ภาวะรักตาง ๆ ไดถูกจัดวางไวอยางถูกจังหวะ มีเหตุการณตอเนื่องกันอยาง
เหมาะสม มีฉากที่กลมกลืนกับประสบการณทางอารมณของตัวละครไดเปนอยางดี
สาวิตรี แมจะเปนเรื่องขนาดเล็กและเปนบทละครรองแบบดึกดําบรรพแตก็มีพลังของ
ศฤงคารรสโดดเดน เพราะเหตุการณตาง ๆ ไดถูกจัดลําดับไวอยางมีศิลปะและเปนเอกภาพ บทรอง
1
ธนันต พิสัยสวัสดิ์. การวิเคราะหวรรณคดีอีสานเรื่อง ขุนทึง. 2531. หนา 472 - 473.
2
กัลยา พลายชุม. วิเคราะหอุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรมภาคใต.
2538. หนา 130 - 140.
3
ศศิธร แสงเจริญ. การวิเคราะหศฤงคารรสในพระนลคําหลวง สาวิตรี ศกุนตลา
มัทนะพาธา. 2537. หนา 548 - 552.
22
มีพลังเราอารมณสะเทือนใจ วีรกรรมแหงความรักของนางสาวิตรีผูงามอยางที่สุดและเขมแข็งกลา
หาญยิ่งกวาบุรุษไดสรางความประทับใจแกผูเสพอยางไมรูลืม
ศกุนตลา เปนบทละครรองแบบดึกดําบรรพ จึงมีขอจํากัดทางดานศิลปะการแสดงตัว
ละครขาดความซับซอนทางอารมณ ศฤงคารรสที่เกิดขึ้นจึงเดนเฉพาะชวงแรก สวนชวงหลังเมื่อตัว
ละครไดพบกันหลังจากการพลัดพราก จะไมมีบทโตตอบของตัวละครเอก จึงทําใหขาดความ
ซาบซึ้งในศฤงคารรสไปอยางนาเสียดาย
มัทนะพาธา ถือเปนเรื่องที่ประสบความสําเร็จในดานรูปแบบ กวีผูประพันธไดทรงใช
ฉันทลักษณไดเหมาะสมกับเนื้อหาทางอารมณและเนื้อหาทางความคิด แตมีจุดออนในดานของ
โครงเรื่องและลักษณะนิสัยของทาวชัยเสนที่ไมเอื้อตอการเกิดศฤงคารรส อยางไรก็ตามฉากรักใน
เรื่องมัทนะพาธาแมจะเปนฉากที่ออนหวานและลึกซึ้งกวาทุกเรื่องที่ศึกษา แตเปนนาเสียดายที่
ศฤงคารรสเกิดขึ้นเฉพาะชวงเฉพาะตอนเทานั้น ผูวิจัยไดใหความเห็นวา วรรณคดีทั้ง 4 เรื่องนี้
มิไดเปนเพียงวรรณคดีที่ใหความบันเทิงใจเทานั้น แตยังใหคติธรรมดานความรักอยางลึกซึ้ง ทําให
ผูเสพไดเขาใจชีวิตดียิ่งขึ้นและสามารถดํารงชีวิตอยูในโลกแหงความจริงไดอยางมีความสุข
ผลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับรสวรรณคดีโดยใชทฤษฎีรส
วรรณคดีสันสกฤตที่กลาวมาแลวนั้น ทําใหผูวิจัยไดเห็นลักษณะการจําแนกรสวรรณคดีและภาวะ
ตางๆของการเกิดรส ถือเปนองคความรูสําคัญที่ผูวิจัยไดนํามาใชเปนแนวทางในการวางกรอบเพื่อ
วิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตอไป
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล
เอกสารที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล
ปรมินท จารุวร1
ไดมุงศึกษานิทานเวตาลของพระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
ในแงองคประกอบของนิทานซอนนิทาน จากการศึกษาพบวา การที่นิทานเวตาลมีรูปแบบเปน
นิทานซอนนิทานทําใหเนื้อเรื่องจําแนกไดเปน 2 สวนใหญ ๆ คือ สวนที่เปนนิทานเรื่องหลัก และ
นิทานซอนเรื่องหลัก การดําเนินเรื่องเปนไปตามเงื่อนไขที่ตัวละครสําคัญเปนผูตั้งไว โดยจะจบลง
เมื่อตัวละครเอกสามารถทําตามเงื่อนไขไดสําเร็จ นอกจากนี้ความนาสนใจและความชวนติดตาม
1
ปรมินท จารุวร. “องคประกอบของนิทานซอนนิทานในนิทานเวตาล,” ภาษาและ
วรรณคดีไทย. 17 : 38 ; ธันวาคม 2543.
23
ของเรื่องยังอยูที่ประเภทของตัวละครและความขัดแยงของตัวละครที่สามารถพัฒนาความขัดแยง
นั้นใหเปนปมปญหาที่ซับซอน และแมวานิทานเวตาลจะประกอบดวย นิทานซอนหลายเรื่องก็ตาม
แตนิทานเหลานั้นจะสะทอนแนวคิดสําคัญที่เดนชัดเพียงแนวคิดเดียว
ชลธิรา สัตยาวัฒนา1
ไดศึกษานิทานเวตาลในฐานะเพชรน้ําเอกในวรรณกรรมไทยที่
อุบัติขึ้นในยุคกอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ทั้งยังไดรับคัดเลือกใหเปนบทเรียน
ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการในบางยุค เมื่อหลัง 25 พุทธศตวรรษ แสดงใหเห็นวา
ผลงานของ น.ม.ส. เปนที่รูจักยกยองในหมูผูรูและผูทรงคุณวุฒิทางวรรณคดีของชาติ นิทานเวตาล
จัดอยูในประเภทนิทานรอยแกว มีรอยกรองแทรกเปนบางตอน มีตนเคามาจากวรรณคดีอินเดีย
โบราณที่แตงเปนภาษาสันสกฤตชื่อ เวตาลปฺจวึศติ ซึ่งมีจํานวน 25 เรื่อง มีการแปลเปนฉบับ
ภาษาอังกฤษหลายสํานวน น.ม.ส. เลือกฉบับของเซอร ริชารด เบอรตัน นิทานเวตาลสํานวน
ภาษาไทยของ น.ม.ส. จึงประกอบดวยนิทานทั้งหมด 10 เรื่อง นิทานเวตาลมีที่มาแรกเริ่มจาก
วรรณคดีมุขปาฐะ เพราะเปนนิทานที่เลาสูกันฟง รูจัก สืบทอดและเผยแพรกันอยางกวางขวาง
หลายสํานวน ผานกันมาหลายชั่วรุนคน นับเนื่องสืบมาหลายพันป นิทานเวตาลจึงเปนหนังสือที่
ใชอานเพื่อความสนุกเพลิดเพลินก็ได หรือจะนํามาศึกษาเพื่อเขาใจโลกทัศน วิธีคิด สภาพสังคม
พฤติกรรมมนุษยและภูมิปญญาของชาวอินเดียโบราณ คุณคาของนิทานเวตาลจึงมิไดจํากัดเพียง
เปนประโยชนดานวรรณคดีศึกษา หากยังเปนความรูดานคติชนวิทยาตะวันออกอีกดวย
นิตยา แกวคัลนา ไดกลาวถึงนิทานเรื่องที่ 1 ในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ วามีความสัมพันธกับลิลิตเพชรมงกุฎ โดยมีเนื้อเรื่องสอดคลองกันวา
เจาชายพระองคหนึ่งพอพระทัยเจาหญิงพระองคหนึ่ง โดยที่ฝายชายนั้นมีสติปญญาดอยกวาฝาย
หญิง จึงถูกฝายหญิงกระทําดวยกลอุบายตางๆ แตมีคนฉลาดซึ่งเปนผูติดตามเจาชายชวยแกไข
กลอุบายนั้น ดังความวา
เรื่องของพระวัชระมุกุฏกับนางปทมาวดี เมื่อเปรียบเทียบกับนิทานเรื่องพระเพชรมงกุฎ
กับนางประทุมวดีในลิลิตเพชรมงกุฎ พบวามีเนื้อความคลายคลึงกันแตจะแตกตางกันใน
รายละเอียด...ในนิทานเวตาลเปนเรื่องของพระวัชรมุกุฏพบนางปทมาวดีแกลงบอกกลเปน
ปริศนา พุทธิศริระสหายผูมีปญญาแกกลปริศนาให เมื่อพระวัชรมุกุฏพบวานางพึงใจทั้ง
1
ชลธิรา สัตยาวัฒนา. “นิทานเวตาลเพชรน้ําเอกในวรรณกรรมไทย,” น.ม.ส.อัจฉริยะ
กวีศรีรัตนโกสินทร. 2541. หนา 21-28.
24
สองจึงเดินทางไปเมืองกรรณ อาศัยอยูกับนางนมของนางปทมาวดี และใหนางนมเปน
สื่อสงหนังสือใหนางปทมาวดี นางทําปริศนาตอบ พุทธิศริระสหายเปนผูแกปริศนาให
จนถึงปริศนาที่นางเชิญพระราชบุตรเสด็จไปยังปราสาทของนาง พระวัชรมุกุฏไดนางเปน
ชายา ตอมาเกิดทุกขใจถึงพุทธิศริระ นางปทมาวดีจึงทราบความจริงถึงผูแกกลปริศนา
ของตน นางเกรงวาพุทธิศริระจะพาพระวัชรมุกุฏกลับบานเมืองจึงวางอุบายประทานขนม
ใสยาพิษ พุทธิศริระทราบกลอุบายจึงวางแผนใหทาวทันตวัตเขาใจผิดวาธิดาของตนเปน
แมมด ใหขับไลออกจากเมือง พระวัชรมุกุฏกับพุทธิศริระไปรับนางพาสูนครของตน
เวตาลเลาจบทูลถามพระวิกรมาทิตยวาใครเปนผูไดรับการติเตียนมากที่สุด พระ
วิกรมาทิตยตอบวาทาวทันตวัต เวตาลก็ลอยกลับไปยังตนอโศกตามเดิม1
งานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล
ประภาพร สุวรรณไตรย2
ศึกษาอวัจนสารที่ปรากฏในวรรณคดีจากหนังสือเรียน
ภาษาไทยชุดวรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ โดยมีจุดมุงหมาย เพื่อตีความอวัจนสารที่ปรากฎ
ในวรรณคดีจากหนังสือเรียนภาษาไทยชุดวรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ ซึ่งประกอบดวยเรื่อง
อิเหนา นิราศพระบาท มหาเวสสันดรชาดก นิทานเวตาล ลิลิตตะเลงพาย นิราศลอนดอน ขุนชาง
ขุนแผน
ผลการวิจัยในสวนของวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล สามารถตีความอวัจนสารโดยสรุป
ไดวา นิทานเวตาลเปนเรื่องที่สนุกสนานนาสนใจ มีสํานวนโวหารไพเราะคมคาย มีการใชสํานวน
ที่แทรกอารมณขันประชดประชันไวโดยตลอด มีการใชคําอุปมา โดยเฉพาะการเปรียบเทียบความ
งามของผูหญิงตามแบบอยางของอินเดีย และมีคุณคาดานสติปญญาเพราะไดแทรกขอคิดทั้งคติโลก
และคติธรรมไวอยางมากมาย
1
นิตยา แกวคัลนา. “เวตาลปกรณัมกับการนํามาสรางสรรควรรณกรรมรอยกรองของ
ไทย,” ภาษาและวรรณคดีไทย. 2546. หนา 35.
2
ประภาพร สุวรรณไตรย. อวัจนสารที่ปรากฏในวรรณคดีจากหนังสือเรียนภาษาไทย
ชุดวรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ. 2536. หนา 63-65.
25
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลทําใหผูวิจัย
เขาใจเนื้อหาของเรื่องนิทานเวตาลดีขึ้น เปนแนวทางในการนําเนื้อหามาเรียบเรียงเพื่อจําแนกเปน
รสตางๆ ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตตอไป
บทที่ 3
การวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีในนิทานเวตาล
คุณคาสําคัญประการหนึ่งของวรรณคดี ก็คือ การใชถอยคําใหผูอานเกิดความ
ประทับใจ ความประทับใจนั้นจะเกิดจากความรูสึกที่เปนไปตามเรื่องราวในวรรณคดี เชน
ความรูสึกรัก ความรูสึกเกลียดชัง ความกลาหาญ ความสงบ เปนตน ปราชญทางวรรณคดี
สันสกฤตจึงกลาววา รสของวรรณคดีมีอยู 9 ประการ คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส
เราทรรส วีรรส ภยานกรส พีภัตสรส อัทภูตรส และศานตรส
รสทั้ง 9 รส สามารถวิเคราะหองคประกอบของแตละรสออกเปนวิภาวะ อนุภาวะ
และสาตตวิกภาวะ ซึ่ง กุสุมา รักษมณี ไดอธิบายคําศัพท 3 คํานี้ไววา
วิภาวะ หรือเหตุของภาวะ หมายถึง เหตุการณ บุคคลหรือสิ่งตางๆ ที่กวีกําหนด
ไวใน เนื้อเรื่องใหเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดภาวะตางๆ ขึ้นแกตัวละครในเรื่อง เชน
คืนเดือนเพ็ญ กลิ่นดอกไม การประดับตกแตงรางกาย ฯลฯ เปนวิภาวะของความรัก
( รติ ) เปนตนวิภาวะอาจแบงเปน 2 ลักษณะคือ ตนเหตุ ( อาลัมพนะ ) และเหตุ
เสริม ( อุททีปนะ ) ตัวอยางเชน ความรักระหวางชายหนุมหญิงสาว ตัวตนเหตุ
สําคัญก็คือ ชายหนุมและหญิงสาวเอง ทั้งสองจึงเปนวิภาวะที่เรียกวา อาลัมพนะ
สวนบุคคลหรือสิ่งแวดลอมและสถานการณตางๆ เชน พี่เลี้ยงผูเปนสื่อ ฉากใน
สวนดอกไม การนัดพบในคืนเดือนเพ็ญฯลฯ เปนเหตุเสริมใหความรักทั้งสอง
เพิ่มพูนขึ้น จึงเปนวิภาวะที่เรียกวา อุททีปนะอนุภาวะ หรือผลของภาวะ หมายถึง
การแสดงออกของตัวละครดวยคําพูดหรืออากัปกิริยาใหรูวาเกิดภาวะอยางใดอยาง
หนึ่งขึ้นแกตัวละครนั้น เชน เกี้ยวพาราสี แสรงตัดพอตอวา ยิ้มแยม เอียงอาย ฯลฯ
เปนอนุภาวะของความรัก เปนตน ผูชมจะไดรับรูภาวะที่เกิดขึ้นแกตัวละครมาก
นอยเพียงใดขึ้นอยูกับการที่กวีกําหนดอนุภาวะไวในเรื่อง และขึ้นอยูกับการ
แสดงออกของผูแสดงดวย สาตตวิกภาวะ หรือปฏิกิริยา หมายถึง การแสดงออกที่
เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เปนปฏิกิริยาที่หามไมได เมื่อเราโกรธจัด ตัวจะสั่น หรือ
หนาจะแดง ปฏิกิริยาตัวสั่น หรือหนาแดงนี้ เปนสิ่งที่เราควบคุมมิใหเกิดไมได
ตางกับ กิริยาหุนหันพลันแลน กระทืบเทา หรือเงือดเงื้อมือ ฯลฯ ซึ่งเราอาจระงับ
ได สาตตวิกภาวะตามทฤษฎีการละครมี 8 ลักษณะคือ ตะลึงงัน เหงื่อออก
ขนลุก เสียงเปลี่ยน น้ําตาไหล และเปนลม อาการตะลึงงันเปนปฏิกิริยาที่เกิดจาก
27
สถายิภาวะหรือวยภิจาริภาวะ ตาง ๆ เชน ความยินดี ความนากลัว ความปวยไข
ความนาพิศวง ความสิ้นหวัง ความโกรธ เปนตน เหงื่อออก เกิดจากความโกรธ
ความยินดี ความละอาย ความออนเพลีย ความปวยไข เปนตน ขนลุก เกิดจาก
ความยินดี ความโกรธ ความตื่นตระหนก ความนากลัว ความพรั่นพรึง เปนตน
เสียงเปลี่ยน เกิดจากความยินดี ความโกรธ ความแคนความตื่นตระหนก ความ
ละอาย เปนตน ตัวสั่น เกิดจากความนากลัว ความโกรธ ความยินดี ความพรั่น
พรึง ความตื่นตระหนก เปนตน สีหนาเปลี่ยน เกิดจากความเหนื่อยออน ความ
โกรธ ความละอาย เปนตน น้ําตาไหล เกิดจากความยินดี ความโกรธ ความทุกข
โศก เปนตน และการเปนลม เกิดจากความเหนื่อยออน ความตื่นตระหนก ความ
บาคลั่ง เปนตน1
นิทานเวตาลเปนเรื่องที่แปลมาจากวรรณคดีสันสกฤตจึงมีเรื่องราวที่ใหความรูสึก
ครบทั้ง 9 รส ดังนี้
ศฤงคารรสและองคประกอบของรส
ศฤงคารรส คือ ความซาบซึ้งในความรัก เกิดจากความรัก 2 ประเภท คือ ความรัก
ของผูที่ไดอยูดวยกัน (สัมโภคะ) และความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) ความรัก
แบบสัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูใน
บานเรือนหรือสถานที่ที่สวยงาม การอยูในฤดูกาลที่เอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัว
งดงาม การลูบทาดวยของหอมและประดับดวยมาลัย การเที่ยวชมสวนหรือเลนสนุกสนาน
การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหูเจริญตา เปนตน การแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจา
ออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา ยิ้มแยมแจมใส เปนตน สวนความรักแบบ
วิประลัมภะนั้นมีเหตุของภาวะ คือ การพลัดพรากจากกัน การแสดงผลของภาวะ ไดแก
ทาทางหมดอาลัยตายอยาก สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย พร่ํารําพัน เปนตน
ศฤงคารรสเปนปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดจากการรับรูความรักของตัวละคร ซึ่งรสรักที่
ปรากฏในเรื่องราวของนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง เปนเรื่องราวความรักของพระภรรตฤราชที่
พบรักกับหญิงงาม ซึ่งกวีบรรยายความงามของนางไววา
1
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534.
หนา 107 – 108.
28
นางนั้นมีหนาเหมือนพระจันทรวันเพ็ญ มีผมดังเมฆสีนิลโลหิต ซึ่งอุมฝนหอยอยู
ในฟา มีผิวซึ่งเยยดอกมะลิใหไดอาย มีตาเหมือนเนื้อทรายซึ่งระแวงภัย ริมฝปาก
เหมือนดอกทับทิม คอเหมือนคอนกเขา มือเหมือนสีแหงทองสังข เอวเหมือนเอว
เสือดาว บาทเหมือนดอกบัว
( หนา 4 )
เปนธรรมดาอยูเองที่ผูมีความรักมักจะถูกตาตองใจความงามของนางอันเปนที่รัก
วิภาวะที่เปนตนเหตุ ไดแก ความรักที่เกิดขึ้นจากผูที่ถูกตาตองใจ เมื่อพระชายาองคใหม
งดงามมากตามที่กวีบรรยายไว พระภรรตฤราชก็รักหลง ความรักความหลงก็ทําใหเกิด
อนุภาวะ คือ พระภรรตฤราชมีความสุขแชมชื่นหัวใจ กระชุมกระชวยขึ้นมาอีกครั้ง หลังจาก
ที่พระชายาองคเกาที่สิ้นพระชนมไปทําใหพระภรรตฤราชเศราโศกเสียใจอยูนาน
ปฏิกิริยาทางอารมณแหงรักตอมา พบในนิทานเวตาลเรื่องที่หนึ่งนั้น เปนเรื่องของ
พระวัชรมุกุฎผูมีความรักตอนางปทมาวดี เพียงเห็นนางครั้งแรกก็ตกหลุมรักอยางรุนแรง กวี
บรรยายไววา
ครั้นกลับถึงวังในตอนค่ํา พระราชบุตรก็บรรทมกระสับกระสายอยูตลอดคืน แล
เปนเชนนั้นตลอดวันรุง ครั้นวันที่สองถึงแกประชวรมีอาการเปนไข การเขียนการ
อานการกินการนอนก็งดหมด ราชการที่พระราชบิดามอบเฉพาะพระองคก็งด การ
อื่นๆ ก็งด เพราะรับสั่งวาจะสิ้นพระชนมอยูแลว
( หนา 49 )
วิภาวะของความตอนนี้ กวีกลาวถึงลักษณะของคนที่ตกหลุมรักซึ่งมักจะมีอาการที่
ผิดเพี้ยนไปจากเดิม กลาวคือเมื่อแรกรักกันแตยังไมสมหวัง จะมีอาการรุมรอนทุรนทุรายใจ
เพราะยังไมรูความในใจของกันและกัน พระวัชรมุกุฎก็เชนกัน เมื่อแรกพบนางปทมาวดีก็
หลงรักนางทันที เมื่อแยกจากกันก็ทําใหเกิดอนุภาวะ คือ อาการกระสับกระสาย ไมกิน ไม
นอน ไมทําอะไรสักอยาง จนพระองคเองรูสึกวาจะสิ้นใจตายใหได ซึ่งความรักของพระ
วัชรมุกุฎที่มีตอนางปทมาวดี จึงจัดเปนรสรักหรือศฤงคารรส ที่ผูอานรับรูอารมณที่กวี
ตองการสื่อออกมาได สวนปฏิกิริยาหรือสาตตวิกภาวะนั้น กวีสื่อดวยอาการปวยไขของพระ
วัชรมุกุฎอันเกิดจากภาวะอาการตะลึงงันเมื่อแรกเจอกับนางปทมาวดี ซึ่งอาการดังกลาวสงผล
ใหพระวัชรมุกุฎถึงกับตะลึงงันจนเปนไข นับเปนปฏิกิริยาที่ไมสามารถหามไดและเกิดขึ้นเอง
29
กอนที่พระวัชรมุกุฎจะไดครองรักกับนางปทมาวดีนั้นก็มีเหตุการณที่ทําใหพระองค
ตองพร่ําเพอรําพึงรําพันอยูหลายตอน ดังเชนตอนตอไปนี้
พระราชธิดาทรงอานหนังสือตลอดแลว ก็สําแดงอาการพิโรธ ตรัสแกนางนมดวย
สําเนียงอันขุนแคนวา “นี่แกเปนอะไรไปจึ่งบังอาจนําหนังสือนี้มาให คนโงที่เขียน
หนังสือนี้แตงฉันทไมเปน ก็แคนจะแตงกับเขาดวย คนแตงฉันทเลวๆ เชนนี้ยังอาจ
มาแตงถวายพระราชธิดา อยากรูวาเรียนหนังสือมาแตสํานักไหน จึงเลวถึงเทานี้”
นางตรัสพลางทรงฉีกหนังสือตอนที่วา “ศศิไซรบใยดี” สงใหนางนมแลวตรัสวา
“แกจงนําเอาคําตอบนี้ไปใหชายที่แตงฉันทไมเปน แลตัวแกเองจงอยาทําเอื้อมอาจ
ถือหนังสือเขามาเชนนี้อีกเปนอันขาด” หญิงแกนางนมไดฟงพระราชธิดากริ้วถึง
เพียงนั้นก็เสียใจรีบกลับไปบาน พบพระราชบุตรตามทางก็เลาใหฟงทุกประการ
พระราชบุตรไดทรงฟงและอานคําตอบแลวก็เสียพระหฤทัยยิ่งนัก เมื่อทรงดําเนิน
กลับนั้นทรงคิดถึงวิธีทําลายชีวิตตนเองหลายอยาง เชน กระโดดน้ํา ผูกคอตนเอง
แขวน แทงอกตนเอง เปนตน ยังไมทันตกลงวาอยางไหนจะดีก็พอถึงที่พัก พบ
พุทธิศริระนั่งอยูหนาเรือน ก็ตรัสเลาใหฟงแลทรงสําแดงความเสียใจยิ่งนัก
พุทธิศริระนิ่งฟงตลอดแลวทูลวา “พระองคอยาเพอตีตนเองกอนไข จงทรงตรึก
ตรองใจความที่นางตรัสนั้นใหถองแทกอน ตอไปขางหนาเมื่อพระองคไดสมาคม
กับหญิงมากๆ แลว จะทรงทราบวาเมื่อหญิงกลาววาไมใยดีนั้นแปลวาใยดี
เพราะฉะนั้นตามที่เราทํามาเพียงนี้นับวาสําเร็จดังหมาย อนึ่งเมื่อนางทรงถามวา
พระองคทรงเรียนหนังสือจากสํานักไหนนั้น ถาจะแปลเปนภาษาผูชายแปลวาทาน
คือใคร”
( หนา 62 )
วิภาวะคือ การที่พระวัชรมุกุฎตกหลุมรักนางปทมาวดีแตยังไมสมหวังในรัก เมื่อยัง
ไมสมหวังก็ปรารถนาที่จะใหสําเร็จโดยเร็ว แตดวยสติปญญาที่ไมฉลาดนักประกอบกับ
เหตุผลที่วาความรักมักจะทําใหคนตาบอด พระวัชรมุกุฎจึงมักแสดงอนุภาวะออกมาใน
ลักษณะอาการรําพึงรําพันอยูเสมอ สาตตวิกภาวะที่ผูอานรับรูไดนั้นเปนอาการตื่นตระหนก
ซึ่งอาจทําใหตัวสั่นเสียงสั่นตามมาเพราะการที่เขาใจผิดคิดวาถูกคนรักปฏิเสธ
ศฤงคารรสที่ปรากฏในนิทานเวตาลเรื่องที่สองนั้น เริ่มเรื่องราวความรักดวยความ
สมหวังเปนความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน ดังนี้
30
เมื่อพราหมณซึ่งพระรามเสนใหเปนทูตไปกลาวขอนางนั้น ไปถึงกรุงมคธ ทาว
มคเธศวรก็ทรงรับรองเปนอันดี แลตรัสอวยพระราชธิดาแกพระรามเสน ทรงแตง
ใหพราหมณในกรุงมคธไปกรุงโภควดีเปนทางจําเริญไมตรี แลวตรัสใหเตรียมการ
มงคล ฝายพระรามเสนเมื่อทรงทราบขาวดี ก็แชมชื่นในพระหฤทัย ประทาน
รางวัลแกพราหมณกรุงมคธเปนอันมาก
( หนา105 )
ความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน หรือสมหวังในรักนั้นมีวิภาวะ คือ การไดอยูกับผูที่ถูก
ตาตองใจ การไดฟงในสิ่งที่ถูกอกถูกใจ ทําใหแสดงอนุภาวะออกมาเปนความแชมชื่น ยิ้ม
แยมแจมใส มีความสุขในใจ
ศฤงคารรสตอมาเปนนิทานที่นกขุนทองเลาใหพระรามเสนกับนางจันทราวดีฟง ซึ่ง
นางนกขุนทองเลานิทานแลวกลาวถึงรสแหงรักดังตอไปนี้
เมื่อกอนการวิวาหะ นางไดสัญญาในใจไววา เมื่อแตงงานแลว แมหนาที่แหงภริยา
จะไมเปนที่ชอบใจเพียงไร นางก็จะอุตสาหปฏิบัติใหถูกตองตามหนาที่ ครั้น
แตงงานแลว ความไมพอใจในหนาที่นั้นหามีไม นางกลับรักสามีเสียอีก สวนความ
ขี้ริ้วของสามีนั้นไมเปนเหตุใหนางเกลียดชัง อันที่จริงกลับจะรักยิ่งขึ้นเพราะความขี้
ริ้วนั้น ความรักนี้เปนของนาพิศวงมาก เปนแสงฟาฉายความสุขลงมายังแผนดินอัน
มืดแลเต็มไปดวยความซึมเซา เปนมนตซึ่งทําใหเรารําลึกถึงความมีชาติที่สูงกวานี้
เปนความสุขในขณะนี้แลเปนทางพาใหคิดถึงสุขในเบื้องหนา ทําใหความขี้ริ้วกลับ
เปนความงาม ทําใหความโงกลายเปนความฉลาด ทําใหความแกเปนความหนุม
ทําใหบาปเปนบุญ ทําใหความซึมเซาเปนความแชมชื่น ทําใหใจแคบเปนใจกวาง
ความรักนี้เปนโอสถอยางเอก ชักใหความตรงกันขามมาเดินลงรอยเดียวกัน
( หนา 119 )
วิภาวะที่เปนเหตุของเรื่องนี้คือการไดอยูกับสามีที่ขี้ริ้วแตทําใหนางรัตนาวดีรักได
การที่นางมีสามีที่ขี้ริ้วขี้เหร แตนางกลับรักและมีความสุขที่ไดปรนนิบัติเอาใจ ผลที่เกิดขึ้น
จากความรักซึ่งถือเปนอนุภาวะที่เกิดขึ้นนี้จึงเปนสิ่งที่กวีพยายามบรรยายผานนางนกขุนทอง
วาเปนสิ่งที่นาพิศวงเปนอยางมาก เพราะความรักทําใหสิ่งที่ไมดีกลายเปนสิ่งที่ดีงาม ทําให
ความขี้ริ้วกลับเปนความงาม ทําใหความโงกลายเปนความฉลาด ทําใหความแกเปนความ
31
หนุม ทําใหบาปเปนบุญ ทําใหความซึมเซาเปนความแชมชื่น ทําใหใจแคบเปนใจกวาง
ลักษณะเหลานี้เรียกวา อานุภาพแหงรัก
ศฤงคารรสถัดมา คือ ตอนที่นกจุฬามัน ( นกแกว ) เลานิทานความไมดีแหงผูหญิง
ใหพระรามเสนกับนางจันทราวดีฟง โดยกวีบรรยายลักษณะผูที่อยูในหวงอารมณแหงความ
รักไว ดังตอไปนี้
ชายหนุมนั้นชื่อ ศรีทัต ไปคาขายเมืองไกลหลายป แลไดเคยรักนางชัยศิริมาแตนางยัง
เปนเด็ก ครั้นกลับมาถึงเมืองของตนก็เห็นสิ่งทั้งปวงเปนที่แชมชื่นไปหมด ตั้งแตลุงขี้
เหนียวโทโสรายไปจนหมาแกที่เหาอยูในลานบานก็เห็นนารัก คนที่จากบานเมืองไป
ชานาน เมื่อแรกกลับมาถึง ใจคอมักเปนเชนนี้ สวนนางชัยศิรินั้น ศรีทัตแลไมเห็นวา
ไดเปลี่ยนแปลงไปเปนอันมาก แลมิไดเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเลย จมูกนางโต
ออกไปก็ไมเห็น หลังตากวางออกไปแลหนาขึ้นก็ไมเห็น กิริยากระดางขึ้นก็ไมเห็น
เสียงแข็งขึ้นกวาแตกอนก็ไมไดยิน ไมไดสังเกตวานางชํานาญการติแลชมเครื่อง
แตงตัวชาย ไมสังเกตวานางชอบคนชํานาญเพลงดาบ แลชอบคนรบเกงบนหลังมาแล
ชาง ขอความเหลานี้ศรีทัตไมเห็น จึงไปกลาวแกบิดาของตน ในเรื่องที่จะใครไดนาง
ชัยศิริเปนภริยา
( หนา 137 )
กวีบรรยายลักษณะของศรีทัตใหผูอานรับรูไดวาศรีทัตคือผูที่กําลังมีความรัก
ธรรมดาเรามักไดยินกวีและคนทั่วไปสรุปวา ความรักทําใหคนตาบอด ศรีทัตเองก็เปนอีกคน
ตัวละครที่กวีตั้งใจถายทอดออกมาตามนั้น วิภาวะคือความรักในนางชัยศิริ ซึ่งเปนความรักที่
เกิดขึ้นตั้งแตเด็กๆ โดยไมไดสนใจวาโตขึ้นนางจะเปลี่ยนไปเชนไร อนุภาวะที่แสดงออกมา
จึงเปนลักษณะเหมือนคนตาบอด มองไมเห็นความเปลี่ยนไปในตัวนาง รูสึกเพียงเมื่ออยูใกล
ก็สดชื่นเบิกบาน แชมชื่น มีความสุข
ศฤงคารรสในลําดับตอมาคือความตอเนื่องจากขางตนกลาวคือเมื่อศรีทัตรักมั่นใน
นางชัยศิริจนขอนางแตงงาน แตปรากฏวานางชัยศิริไมตอบตกลง ศรีทัตจึงเดือดรอนใจมาก
ดังอาการ
ฝายศรีทัตเมื่อไดทราบวานางชัยศิริไมยอมเปนภริยาก็เดือดรอนในใจเปนกําลัง
กําหนดใจจะกระโดดน้ําตาย จะกระโดดจากยอดเขาแลทําอะไรตางๆ ที่แปลกแลโง
32
รวมทั้งการออกปาเปนโยคีดวย ครั้นตรึกตรองอยูชานานวาจะทําอยางไหนจึงจะดี
ที่สุดก็เห็นวาจะทําสิ่งโงๆเหลานั้นก็ลวนแตไมดีทั้งนั้น เพราะการกระโดดน้ําตายก็ดี
การกระโดดจากยอดเขาก็ดี การออกปาเปนฤาษีก็ดี ไมเปนวิธีที่จะไดนางชัยศิริมา
เปนภริยาทั้งนั้น ครั้นมีเวลาตรึกตรองมากๆ เขาก็ไดความคิดซึ่งใครๆ เขารูกันมาชา
นานแลววา ขันติเปนธรรมะประเสริฐ จึงบังคับตัวเองใหตั้งอยูในขันติ ไมชานานก็
สําเร็จประสงค แตความสําเร็จประสงคนั้นเปนโทษแกศรีทัตเปนอันมาก ดังจะเห็น
ไดภายหลัง
( หนา 140 )
วิภาวะของความตอนนี้ กลาวถึงศรีทัตผูไมประสบผลสําเร็จแหงรัก แสดงอาการ
ตางๆที่ออกมาที่เรียกวา อนุภาวะคือ อาการเดือดรอนในใจเปนกําลัง จนกําหนดใจจะ
กระโดดน้ําตาย จะกระโดดจากยอดเขาแลทําอะไรตางๆ ที่แปลกๆและโง ทั้งยังคิดไปถึงการ
บวชเปนโยคีดวย สาตตวิกภาวะของความตอนนี้ คือ ลักษณะใจสั่น ตัวสั่น หวิวๆ คลายจะ
เปนลม ซึ่งเปนอาการที่ควบคุมตัวเองไมไดของคนที่ไมสมหวังในรัก
และเมื่อสมหวังในความรักศรีทัตก็จะมีอาการกลาวคือ
ฝายนางชัยศิริเมื่อตกลงในใจแนนอนแลววา จะไมรับศรีทัตเปนสามี ก็ยั่งยืนในใจอยู
พักหนึ่งไมสูชาก็เปลี่ยนใจใหมตามเคย ศรีทัตไดทราบวานางยินยอมก็ดีใจโลด
โผน เรียกตัวเองวาบุรุษผูมีความสุขที่สุดในโลก แลทั้งกระทําบูชาแกสินบนเทวดาที่
โปรดบันดาลใหนางเปลี่ยนใจมายอมเปนภริยาตน แลทั้งทําอะไรที่แปลกอีกหลาย
อยาง ซึ่งคนที่ไมบาหรือไมดีใจเหลือเกินคงไมทําเปนอันขาด ตอมาไมชาศรีทัตแล
นางชัยศิริก็แตงงานกันตามธรรมเนียม
( หนา 141 )
เมื่ออานความตอนนี้ทําใหเห็นถึงอานุภาพของความรักของคนที่สมหวังในรักได
อยางดี เมื่อไมสมหวังในความรักก็เศราสรอย หมองหมน เมื่อสมหวังก็ดีใจ มีความสุข
ดอกไมเบงบานทั้งโลก ความตอนนี้จึงเปนเรื่องของความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน (สัมโภคะ)
ซึ่งความรักแบบสัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ มีการ
แสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก ตื่นเตนดีใจ ยิ้มแยมแจมใส สวนสาตตวิกภาวะของ
ความตอนนี้ คือ การควบคุมตนเองไมได และทําอะไรที่แปลกๆ อยางที่กวีบรรยายไว
33
รสรักตอมา คือรสรักที่นางชัยศิริ มีตอชายชู ซึ่งปรากฎขอความดังนี้
เมื่อเห็นชายเสเพลซึ่งเปนที่ใฝฝนเดินมาตามถนน นางก็เรียกหญิงสหายใหไปเชื้อ
เชิญขึ้นมาบนเรือน ครั้นหญิงสหายไมทําตามดวยความกลัวภัยจากศรีทัตผูสามี นาง
ก็โกรธแลมีอาการกระสับกระสาย บอกตัวเองวาไมรูจะพูดวากระไร ไมรูจะทําอะไร
ไมรูจะไปไหนจึงจะถูกใจตัว จะกินก็ไมได จะนอนก็ไมหลับ จะรอนก็ไมสบาย จะ
หนาวก็ไมสบาย อะไรๆ ก็ไมถูกใจทั้งนั้น นางชัยศิริกระสับกระสายอยูเชนนี้หลาย
วันจึงตกลงในใจวาถาขืนอยูหางชายเสเพลซึ่งเปนที่รัก ก็ไมมีความสุขไดเปนอันขาด
( หนา 142 )
เหตุของอาการที่เรียกวาวิภาวะ คือการไมไดอยูกับชายผูเปนที่รัก ซึ่งก็คือชายชู ทํา
ใหเกิดผลของภาวะคือ มีอาการกระสับกระสาย ไมรูจะพูดวาอะไร ไมรูจะทําอะไร ไมรูจะไป
ไหน กินก็ไมได นอนก็ไมหลับ จะรอน จะหนาวก็ไมสบาย อะไรๆ ก็ไมถูกใจทั้งนั้น
ทบทวนตัวเองจนพบวาหากไมไดอยูกับชายเสเพลซึ่งเปนที่รัก ก็ไมมีความสุขไดเลย ซึ่งเปน
เรื่องปกติของผูที่ไมไดอยูรวมกับคนรักนั่นเอง
ศฤงคารรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 4 เปนเรื่องนางมัทนเสนาผูที่กําลังจะแตงงานอยู
ในอีกไมกี่วัน กรรมบันดาลใหเจอกับชายอื่นมีชื่อวาโสมทัตต ซึ่งเมื่อกามเทพแผลงศรรัก
อาการของโสมทัตตก็ถูกกวีบรรยายไวดังนี้
นางมัทนเสนาออกไปเดินชมดอกไมอยูในสวน เผอิญเมื่อนางออกไปนั้นมีชายคน
หนึ่งชื่อโสมทัตต เปนบุตรของธรรมทัตตไปเที่ยวเดินเลนในปาจะกลับบาน ก็ผาน
สวนที่นางมัทนเสนาเดินลงไปเดินเที่ยวอยู โสมทัตตเห็นนางก็งวยงงหลงใหลในรูป
นาง จึงกลาวแกเพื่อนวา “เพื่อนเอย ถาขาไดนางคนนี้ ขาจะมีความจําเริญในชีวิตนี้
ถาไมได ความเกิดมาแลอยูในโลกก็จะเปลืองเวลาเปลา” เมื่อพูดดังนี้แลว โสมทัตต
เกรงนางจะพนไปเสีย จึงเดินเขาไปใกลนางโดยมิไดตั้งใจจะละลาบละลวง แตเมื่อเขา
ไปใกลตัวนางแลวไซร โสมทัตตกุมสติไวไมมั่นเหลือที่จะอดกลั้นได ก็ตรงเขาไปจับ
มือนางแลวกลาววา “ขามีความรักนางเหลือที่จะทรงสติไวได ถานางไมรักขา ขา
จะตองทอดทิ้งชีวิตเสียในบัดนี้”
( หนา 185 )
34
อาการดังกลาวเปนอาการของผูที่กําลังตกหลุมรัก มีวิภาวะคือ การไมไดเชยชิด
สมหวังไมไดอยูรวมกับผูเปนที่รัก มีผลของภาวะที่เรียกวาอนุภาวะคือ พร่ําเพอรําพัน จะ
ขาดใจตายเสียใหได มีสาตตวิกภาวะคือ อาการตะลึงงัน เดินเขาไปหาโดยไมรูตัว และ
บังคับตนเองไมได
ตอจากนั้นโสมทัตตผูมาทีหลังเมื่อไดทราบวานางมัทนเสนากําลังจะแตงงานก็ไดพร่ํา
เพอตอไปอีกวา
โสมทัตตตอบวา “คํากลาวออนหวานของนางแทงหัวใจขาทะลุเสียแลว แลความรูสึก
วาจะตองพนไปจากนางเผากายขาใหไหมเปนจุณไป ความทรงจําแลปญญาเครื่องรูก็
สลายไปดวยทุกขอันนี้ แลความรักเกินประมาณทําใหขาไมรูสึกผิดแลชอบ แตถานาง
จะใหสัญญาแกขาสักขอหนึ่ง ขาคงจะมีชีวิตตอไปได”
( หนา 186 )
คนเราเมื่อเกิดความรักขึ้นมาแลวมักจะมีความรูสึกวาอยากจับจองเปนเจาของ และ
เพียรพยายามที่จะทําอะไรสักอยางใหไดมาซึ่งการครอบครอง วิภาวะของความตอนนี้ คือ
ความรักที่ยังไมสมหวัง มีอนุภาวะคือ การพูดพร่ําเพอ พูดพร่ํารําพันจะเปนจะตาย มีสาตต
วิกภาวะคือ อาการตะลึงงัน เหงื่ออก ไมมีสติรูจักยับยั้งชั่งใจ เผลอพูดขอสัญญาใหนางที่
กําลังจะแตงงานกับชายอื่นรับคํามารักตนเอง
เมื่อนางมัทนเสนาตอบตกลงรับคําของโสมทัตตแลว เมื่อวันแตงงานของนางมาถึง
นางไดบอกเรื่องนี้แกสามีของนาง และขออนุญาตสามีไปหาโสมทัตตตามที่ไดตกปากรับคํา
ระหวางทางนางไดเจอกับโจรและอธิบายความรักของนางวา
นางตอบวา “ผูปกครองของขาคือกามเทพ คือเด็กหนุมงามซึ่งแผลงศรเพลิง ทําใหเกิด
แผลคือความรักขึ้นในใจแหงชนทั้งหลายในสามโลก คือรติบดี ผูมีนกกาเหวาแล
แมลงภูแลลมโชยไปเปนเพื่อน" นางกลาวเชนนั้นแลวก็เลาเรื่องตามจริงตลอด แลว
กลาวสัญญาแกโจรวา “ทานอยาทําลายเพชรพลอยเครื่องประดับของขาเลย ขาให
สัญญาแกทานวา เมื่อขากลับมา ขาจะใหสิ่งของเหลานี้แกทานหมด”
( หนา 190 )
35
วิภาวะของความตอนนี้คือ หญิงที่กําลังตกหลุมรักและยังไมสมหวังในรัก จัดเปน
ความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) การแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ของความ
ตอนนี้ไดแก พร่ํารําพันถึงความรักของตน เปนการพร่ําเพอบรรยายถึงความรักที่มีอยูในใจ
ศฤงคารรสตอนตอมาเปนเรื่องราวความรักของหญิงสาวที่เพียงแรกเห็นก็หลงรัก
โจรหนุมที่กําลังจะโดนประหาร จนมีอาการจะเปนจะตายทําใหบิดาของนางซึ่งรักลูกมาก
ตองทําตามความตองการของลูก ดังความวา
นางโศภนีแสดงอาการทุกข ซึ่งดูประหนึ่งจะทําใหคลั่งไคล ตอบบิดาวา “ถาบิดาจะ
ทูลขอโทษใหพระราชาปลอยโจรนั้นไดดวยยอมถวายสมบัติทั้งหลาย ของเรา บิดา
จงสละทรัพยทั้งหมดถวายเสียเถิด ถาขาพเจาไมไดนายโจรนั้นมา ขาพเจาจําตองสละ
ชีวิต” นางกลาวแกบิดาฉะนี้แลว ก็ชักผาคลุมศีรษะรองไหลั่นไปทั้งตัวราวกับหัวใจ
จะแตกลงไปกับที่ฝายเศรษฐีผูบิดาเมื่อไดเห็นลูกสาวมีอาการดังนั้น แลรูใจวาถาไม
สมประสงค นางก็จะสละชีวิตลงไปจริงดังกลาวแลทั้งทราบวาตัวเศรษฐีเอง เมื่อสิ้น
บุตรีแลวก็จะทนรักษาชีวิตตอไปไมไดเพราะเหตุความโศกเดือดรอน ดวยประการ
ฉะนี้ เศรษฐีจึงรีบเขาเฝาพระราชาทูลดวยสําเนียงอันสั่นเพราะเศรา
( หนา 225 )
ความรักที่นางโศภนีเปนอยูนี้มีวิภาวะคือ ความรักของผูที่อยูหางจากกัน เปนความรัก
ของผูที่ยังไมสมหวัง และมีความปรารถนาที่จะสมหวังใหได แสดงผลของภาวะคือ การ
รองไหคร่ําครวญอยางบาคลั่งที่ไมสมหวัง ไมไดอยูรวมเรียงเคียงหมอน อยูชิดใกลกัน เมื่อ
อนุภาวะเปนเชนนี้ จึงทําใหเกิดสาตตวิกภาวะที่ควบคุมไมไดคือ การชักผาคลุมศีรษะรองไห
ลั่นไปทั้งตัวราวกับหัวใจจะแตกลงไป ซึ่งเปนอาการของผูที่ขาดสติ ทําใหควบคุมตนเอง
ไมได
และเมื่อพระราชาไมยินยอมใหโจรพนโทษตามคําขอรองของเศรษฐี นางโศภนีก็
นึกเอาเองวานางไดวิวาหะหรือแตงงานกับโจรหนุมนั้นแลว ความตอนนี้บรรยายไววา
ฝายนางโศภนีผูไดมีคูแลวโดยใจนึก ครั้นนายโจรผูสามีโดยวิวาหะอันมิไดกระทํา
นั้นสิ้นชีวิตไปแลว นางก็กลาวแกตัวเองตามคติโบราณ ซึ่งกวีแตงไวดังนี้
ผมขนคนในกาย มีประมาณหมายประมวลเปน
สามสิบหาลานเสน อาจจะนับถวนจํานวนมี
36
หญิงใดไดเผาตัว เมื่อ ณ เผาผัวจะไดดี
สามสิบหาลานป นับฉนําซึ่งจะถึงฟา
ฉันใดคนคลองงู ดึงประจากรูก็ขึ้นมา
ฉันนั้นนางเหนี่ยวสา มีมิใหตกนรกแรง
แมนเขาเนาขุมทุกข เพลิงก็รอนรุกแลลุกแดง
ถูกมัดรัดรึงแทง พิษจะเปรียบแหลนก็แสนอัน
เดือดรอนเหลือผอนพัก โทษจะหนักนักสํานักทัณฑ
เหตุหยาบบาปในบรรพ ทุกขะเหลือรอนก็ออนเพลีย
ผัวเปนเชนนี้ไซร อาจจะคืนไดเพราะคุณเมีย
เผาตัวเพลิงผัวเลีย ตายจะเปนบุณยะจุนผัว
หนาที่แหงหญิงหมาย กาละผัวตายก็เผาตัว
ในใจไปคิดกลัว ธรรมะจารีบมีเยง
ตราบใดหญิงยังขาด ใจบอาจคํานึงเกรง
กริ่งกลัวเผาตัวเอง พรอมกะศพผัวเพราะมัวมน
ตราบนั้นแมนเกิดใหม คงจะไมใชมนุษยชน
จักมีสี่ตีนตน ยอมจะต่ําตอยมินอยเลยฯ
นางโศภนีกลาวแกตัวเองดังนี้แลว ก็กําหนดใจจะเผาตนในกองเพลิงเผาศพสามีผูมิใช
ผัว เพื่อจะใหนายโจรไดความสุขในโลกหนา นางกําหนดใจดังนั้นแลวก็แสดงความ
กลาดวยวิธีเผานิ้วดวยคบเพลิง จนนิ้วนั้นไหมเปนถานไปทันที แลวนางก็ลงลางกาย
ชําระมลทินในแมน้ํา การเตรียมทําพิธีเผาตัวนั้น นางจัดใหมีผูขุดหลุมๆ หนึ่ง แลวเอา
กิ่งไมสดเรียงเปนตาราง บนตารางวางฟนแลเชื้อเพลิง คือ ปอ ชันแลฆีเปนตน เมื่อจัด
ตารางเผาศพแลว ก็เอาศพนายโจรมาชโลมน้ํามันใหสะอาด แตงเครื่องเสื้อผาใหม เอา
วางบนกองเชื้อเพลิง นางโศภนีกลาววิงวอนเทพเจา ขอใหนางกับสามีไดอยูเปนสุข
ดวยกันในสวรรค มีนางระบําเปนผูปฏิบัติดวยดี โดยจํานวนปเทากับรัชกาลแหงพระ
อินทร ๑๔ องค หรือเทากับจํานวนผมในเศียรแหงนาง ครั้นเสร็จวิงวอนแลวนางก็ให
เครื่องประดับกาย แลขาวปลากระยาหารแจกจายในหมูมิตร แลวเอาดายพันขอมือทั้ง
สองขาง เอาหวีใหมปกในผม แลทาหนาผากดวยแปงสี แลวเอาขาวสารแลเบี้ยผูกที่
ปลายผาอันเปนเครื่องปกคลุมกาย ครั้นเสร็จแลวนางเดินประทักษิณศพเจ็ดรอบ แลยื่น
ขาวสารแลเบี้ยใหแกผูที่ยืนอยูในที่ใกลในเวลาประทักษิณนั้น ครั้นเสร็จประทักษิณ
แลว นางก็ขึ้นนั่งบนกองฟนที่พรอมดวยเชื้อไฟ เอาศีรษะแหงนายโจรวางหนุนตักนาง
37
แลวสั่งใหจุดไฟขึ้น คนที่อยูใกลๆ ก็ชวยกันจุดไฟขึ้นหลายแหง แลวตีกลองแลเปาสังข
เสียงสนั่นไป มีผูเอาฟางโยนเติมเขาไปในกองเพลิงทั้งเทชันและน้ํามันเนยลงไปใน
กองไฟอีกเปนอันมาก แตความตายของนางโศภนีนั้นเปนสหมรณะยอมจะตายเปนสุข
เสมอแลเมื่อไดจุดไฟขึ้นแลวผูใดจะไดเห็นกายนางเขยื้อนก็ไมมีแทจริง ดูเหมือนจะ
ตายไปกอนที่เปลวไฟจะถึงตัว
( หนา 230 )
ความตอนนี้ที่ยกมามากมายเพราะตองการชี้ใหเห็นวา ความรักที่รุนแรงและไม
สมหวัง ซึ่งมีวิภาวะจัดเปนความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) ซึ่งความรักแบบ
วิประลัมภะนั้นมีเหตุของภาวะ คือ การพลัดพรากจากกัน การแสดงผลของภาวะ ไดแก
ทาทางหมดอาลัยตายอยาก พร่ํารําพัน และสามารถทําใหผูที่อยูในภาวะนี้ยอมตายตามคนรัก
ไดเชนกัน
ความรักเปนเรื่องยากที่จะเขาใจและในนิทานเวตาลก็มีรสรักที่แปลกๆ กลาวคือเนื้อ
เรื่องที่ดําเนินไปเกี่ยวกับความรักจะสนุกสนานนาติดตามและสงสัยวาจะเกิดเหตุการณอยางนี้
ไดจริงๆหรือไม อยางตอนตอไปนี้
เมื่อพระราชธิดาแลมนัสวีพราหมณหนุมไดสบตากันเปนครั้งแรก ดังนั้นก็มีผล
แปลกที่สุด คือ มนัสวีทนความรักรุมรึงในใจที่เกิดในทันทีไมได ก็ลมลงสลบไปกับ
ที่ ฝายพระราชธิดาทรงเห็นดังนั้น พระชงฆก็ออนแลพระกายก็สั่น ทรงลมสลบไป
เหมือนกัน มิชาพวกสาวใชตามไปพบพระราชบุตรีเปนดังนั้น ก็ตกใจชวยกันเชิญ
พระองคไปทรงวอกลับคืนเขาพระราชวัง
( หนา 266 )
สวนใหญรสรักจะเริ่มจากการตกหลุมรักซึ่งก็คือวิภาวะที่ยังไมสมหวัง เปนความรัก
ของคนที่ยังพลัดพรากจากกัน และมีผลของภาวะคือ กระสับกระสาย สลบไป และความ
ตอนนี้มีสาตตวิภาวะคือ ใจสั่น กายสั่น เปนลม การลมลงสลบไปไมทันรูตัว
พอไดสติจากที่สลบไป มนัสวีก็มีอาการดังนี้
มนัสวีกลาววา “พระผูเปนเจาไดทรงสรางมณีขึ้นในโลกนี้เปนอันมาก โดยพระ
ประสงคจะทรงอุปการะเหลาชน แตมุกดาคือสตรีนั้นเลิศยิ่งมณีทั้งหลาย บุรุษมี
38
ความใครทรัพยก็เพื่อใหเปนประโยชนแกสตรี แลชายที่สละภริยาเสียแลวแมจะมี
สมบัติก็ใชอะไรไมได ชายที่ไมมีเมียสวยนั้นดีกวาดิรัจฉานที่ตรงไหน จะต่ําชาไป
กวาสัตวเลวทรามเสียอีก ทรัพยนั้นเปนผลของความอยูในธรรม ความสุขเปนผลของ
ความมีทรัพย แลภริยาเปนผลของความมีสุข ชายไมมีเมียจะมีความสุขอยางไรได”
มนัสวีพูดเพอพร่ําไปในทํานองนี้ชานาน เพราะความหลงรัก เราทานฟงดูก็นาจะเห็น
แปลก แตอาจเปนอาการธรรมดาของโรครักก็เปนได
( หนา 269 )
เปนธรรมดาของคนที่มีความรัก และยิ่งเปนชวงตกหลุมรักและยังไมสมหวังแลวถือ
เปนวิภาวะของผูที่พลัดพราก ยังไมสมปรารถนา กลาวคือยังไมไดครองรักกัน มักแสดง
อนุภาวะออกมาในรูปแบบของคนที่พร่ําเพอรําพันไปตางๆ นานา
ฝายพระราชธิดาเอง ก็ไมตางกับมนัสวีพราหมณหนุมเลย ดังความที่วา
วันหนึ่งในฤดูวสันต ขากับบริวารพากันไปเดินเลนในอุทยาน ขาไดพบพราหมณ
หนุมคนหนึ่งรูปรางงดงามยิ่งนัก ครั้นตาเราทั้งสองสบกันเขาก็ลมลงสลบไป แลขาก็
ลมแนนิ่งไปเหมือนกัน ฝายนางทั้งหลายซึ่งเปนบริวารของขา เมื่อเห็นขาเปนดังนั้น
ก็พาขาคืนเขาพระราชวัง ทั้งที่ขายังไมรูสึกตัว เหตุดังนั้นขาไมรูวาพราหมณหนุมคน
นั้นชื่อไร บานอยูที่ไหน แตความงามของเขาพิมพไวในความทรงจําของขา แลขาไม
มีปรารถนาจะดื่มแลกินเลย เหตุฉะนี้ผิวพรรณแหงขาจึงเผือดซีดแลกายซูบผอมไป
( หนา 277 )
ความรักอีกเชนกันที่ทําใหเปนเชนนี้ วิภาวะของความตอนนี้ก็คือความรักที่ยังพลัด
พรากจากกัน อยูในหวงเวลาของคนที่ยังตกหลุมรัก ผลของภาวะที่แสดงออกมาคือ การพร่ํา
เพอรําพัน กินไมได นอนไมหลับ ทําใหรางกายซูบผอมไป
เมื่อความรักของพระธิดาและมนัสวีพราหมณหนุมสมหวังไดอยูดวยกันเพราะกล
อุบายของเพื่อนพราหมณแลวนั้น มนัสวีตองอมลูกอมเพื่อปลอมตัวเปนหญิงสะใภพราหมณ
ซึ่งไปฝากใหอยูกับพระราชาและพระธิดา เมื่อเวลาอยูกับคนมากๆ มนัสวีตองอมลูกอมเปน
ผูหญิงทุกครั้ง จนทําใหเกิดเรื่องคือ
39
ฝายชายหนุมผูเปนบุตรโกษาธิบดี เมื่อไดเห็นหญิงสะใภพราหมณมีรูปรางแล
หนาตางดงามก็หลงรักในทันใด เปนครั้งที่สองในเรื่องนี้ ที่ชายรักหญิงในนาทีแรก
ที่เห็นหนา ชายหนุมจึงกลาวแกเพื่อนสนิทของตนตามเคยวา “ถาขาไดนางนั้น ขา
จะมีสําราญในโลก ถาไมไดขาจะตองสละชีวิตเสีย”
( หนา 284 )
ความรักเชนนี้เปนอาการของผูที่ตกหลุมรักเหมือนที่ผานมา จัดเปนวิภาวะของผูที่มี
ความรักที่พลัดพรากจากกัน และมีผลที่แสดงออกมาคือ การพร่ําเพอ มีความรูสึกจะตายให
ไดหากไมไดอยูดวยกัน
หลังจากนั้นอาการก็ยังไมหาย ดังความที่ยกมาวา
สวนบุตรโกษาธิบดีนั้น ครั้นนางสะใภพราหมณตามเสด็จกลับเขาพระราชวังแลวก็
เดือดรอนกระวนกระวายเปนกําลัง ตั้งแตนั้นมาก็มีอาการซูบซีดเพราะทิ้งขาวทิ้งน้ํา
แลหลับนอนไมเปนปกติ เพื่อนสนิทรูความในใจเปนการลับไมบอกใหใครทราบ
แตไมนิ่งอยูไดนาน เพราะอดไมไดนั้นอยางหนึ่ง อีกอยางหนึ่งอธิบายวา บุตร
โกษาธิบดีปวยอาการหนัก ถาขืนนิ่งเสียก็คงจะถึงชีวิต
( หนา 285 )
เมื่อรักยังไมสมหวัง สาวที่ตนตกหลุมรักก็ไมไดอยูใหเห็นหนาแลว วิภาวะที่เกิด
ขึ้นกับบุตรโกษาธิบดี คือ ความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ ) ซึ่งความรักที่ยังไม
สมหวังแบบนี้จะแสดงผลของภาวะออกมาเปนอาการกระวนกระวาย กระสับกระสาย
วุนวายใจ พร่ําเพอรําพัน มีอาการจะตายใหได
ความรักมักเกิดขึ้นไดในหลายลักษณะและมีลักษณะที่แปลกๆ เยอะมากในนิทาน
เวตาล เรื่องที่ยกมาตอจากนี้ก็เปนอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนี้
ฝายพระราชา ครั้นไดทรงยินทีรฆะทรรศินมุขมนตรีเลาถึงนางทิพยก็มีพระหฤทัย
ใครทราบยิ่งขึ้น จึงตรัสไลเลียงลักษณะความงามแหงนาง แลวบังเกิดความรักรุมรึง
ในพระหฤทัย ทรงพระดําริวาชีวิตแลราชัยปราศจากนางเปนสิ่งไมมีคาเสียแลว
ความสุขประการตาง ๆ จะมีไมได เวนแตนางจะเปนผูยังใหเกิด
( หนา 322 )
40
เพียงแคพระราชาไดยินคําเลาลือก็หลงรักนางทิพยเขาอยางจัง ความรักที่เพียงไดยิน
แตยังไมพบตัวตนที่แทจริงเกิดใหเห็นในวรรณคดีหลายเรื่องเชนกัน ไมวาจะเปนพระอภัยมณี
หรืออิเหนา ความรักที่เกิดขึ้นแบบนี้จัดเปนวิภาวะที่เปนเหตุจากความรักของผูที่อยูหางจาก
กัน ไมไดครองรักสมใจ ก็จะแสดงอาการอนุภาวะคือ การพร่ําเพอรําพัน หมดอาลัยในชีวิต
จะมีชีวิตอยูไมไดหากปราศจากนางที่ตนหลงรัก
เมื่อความรักรุมเรามากๆ ก็มีความคิดวา
ขาจําเปนจะตองไปใหเห็นนางองคนั้นเพราะถาจะอยูเชนนี้ตอไปก็จะทรงชีวิตไว
ไมได ขาจะไปตามทางที่ทานไป แลทานอยาคิดเลยที่จะหามขาหรือคิดที่จะตามขาไป
ดวย ขาจะปลอมตัวไปโดยลําพัง แลทานตองอยูรักษาราชการบานเมืองไว ความ
ประสงคของขาดังกลาวนี้ ทานจะขัดขืนทัดทานนั้นไมไดเปนอันขาด
( หนา 323 )
ความรักมักผลักดันความปรารถนาใหเกิดความพยายามเพื่อใหไดมาในสิ่งที่ตน
ตองการ พระราชาก็หนีไมพนความรักเชนนี้ไปได วิภาวะคือ ความรักที่ยังไมสมปรารถนา
คือยังไมไดอยูรวมกันก็พยายามคนหา ไขวควาเพื่อใหไดมาซึ่งหญิงที่ตนหลงรัก ทําใหเกิด
อนุภาวะคือ ความกระสับกระสาย ทุรนทุรายหากตองอยูโดยที่ไมไดทําอะไรเลย จําเปนตอง
ตามหานาง และหาทางใหสมหวังในความรักใหได
เมื่อเดินทางไปจนพบนางก็เกิดอาการดังนี้
พระราชาไดฟงนางขับกลาวคติแหงกรรมดังนี้ ก็เกิดความรักกลัดกลุมในพระหฤทัย
ยิ่งขึ้น ทรงยืนตะลึงพิศดูนางอยูครูหนึ่งจึงตรัสบูชาทะเลวา “ขาแตพระสมุทรผูเปน
คลังแหงมณีทั้งหลาย ผูมีน้ําใจอันลึกบุคคลไมอาจหยั่งได เพราะเมื่อพระองคซอน
นางนี้ไวในทะเลก็คือซอนนางลักษมีไวมิใหพระวิษณุเห็น ขาพเจาขอเอาพระองคเปน
ที่พึ่งเพื่อสําเร็จประสงคของขาพเจา" พระราชาตรัสยังไมทันขาดคํา ตนกัลปพฤกษแล
นางทิพยก็จมลงไปในทะเล พระราชาก็ทรงโจนตามลงไปประหนึ่งจะดับไฟราคะ
ดวยน้ําในมหาสมุทร
( หนา 327 )
41
วิภาวะของความตอนนี้คือ คนที่มีลักษณะอาการของคนที่ยังพลัดพรากจากกันอยู
หางกันอีก แตก็หางหันแคเอื้อมเทานั้น จึงแสดงอนุภาวะออกมาเปน การพร่ําเพอรําพันถึง
ความงามของนาง และกระโจนตามนางผูเปนที่รักลงทะเลไปและเกิดสาตตวิกภาวะที่บังคับ
ตนเองไมได คือ อาการตะลึงงัน
เมื่อกระโดดลงทะเลไป พระราชาก็พบกับเหตุการณดังนี้
พระยศเกตุจึงเสด็จเปดประตูเขาไปเที่ยวทอดพระเนตรขางในพบคนๆ หนึ่ง นอนอยู
บนเตียงมีผาคลุมอยูตลอดตัว พระองคทรงเปดผาขึ้นดูก็เห็นนางผูเปนที่รัก พักตร
แหงนางซึ่งเหมือนเพ็ญจันทรนั้นมีเคาเหมือนยิ้มในขณะที่ผาคลุมหลุดพนไปเหมือน
ความมืดหลบแสงพระจันทร พระราชาไดทอดพระเนตรดังนั้น ก็มีพระหฤทัยเหมือน
หนึ่งคนที่ไดเดินผานทะเลทรายในฤดูรอนไปพบแมน้ําซึ่งเปนที่ชุมชื่น ฝายนางนั้น
เมื่อลืมเนตรขึ้นเห็นบุรุษงาม ประกอบ ดวยลักษณะดีเขาไปยืนอยูขางที่บรรทมดังนั้น
ก็ลุกขึ้นดวยอาการฉับไว แลแสดงเคารพเชื้อเชิญเปนอันดี พระพักตรนางกมดูพื้น
เหมือนหนึ่งใหเกียรติแกพระบาทพระราชาดวยเอาบัวคือพระเนตรลงปกคลุม
( หนา 328 )
เมื่อความพยายามถึงที่สุด ความรักชักนําจนเกิดวิภาวะที่จัดเปนวิภาวะของผูที่ไดอยู
ดวยกัน (สัมโภคะ) ซึ่งความรักแบบสัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผู
ที่ถูกตาตองใจและคนหามานาน การแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจา
ออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา ยิ้มแยมแจมใส พูดจาดีตอ อาการลุกขึ้นฉับไว
ทําอะไรไปแบบไมทันคิดเพราะเกิดเหตุกะทันหันนั่นเอง
รสรักถัดมาที่เกิดในนิทานเวตาลเปนความรักแบบหลงรักอีกเชนกัน ความมีดังนี้
มหาเสนีสาบานวา แมนางมุกดาวลีจะไดหมั้นแลวก็ตาม ถาเขาไมไดนางเปนภริยา
เขาก็จะฆาตัวตายแลวเปนผีมากวนแลทํารายคนในบานนั้นทั้งบาน
( หนา 356 )
ความรักของมหาเสนีมีวิภาวะคือความรักของคนที่อยูหางกัน ไมสมหวัง เปน
ประเภทหลงรักเขาขางเดียว อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ หมดอาลัยตายอยาก พร่ําเพอรําพัน
จะเปนจะตาย ถึงขั้นขูวาจะฆาตัวตาย ซึ่งจัดเปนรักแบบขาดสติ
42
ศฤงคารรสในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ประเภท คือ ความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน
( สัมโภคะ) ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 7 , 8 , 9 และไดแสดงวิภาวะ
ตลอดถึงอนุภาวะในลักษณะดังนี้ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูในบานเรือนหรือสถานที่
ที่สวยงามเอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัวงดงาม การลูบทาดวยของหอม การเที่ยวชม
สวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหูเจริญตา สวนการแสดงผลของภาวะ
( อนุภาวะ) ไดแก พูดจาออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา แชมชื่นมีความสุข ยิ้ม
แยมแจมใส และความรักของผูที่อยูหางกัน (วิประลัมภะ ) ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 5 ,
7 , 8 , 9 และไดแสดงวิภาวะตลอดถึงอนุภาวะในลักษณะดังนี้ เหตุของภาวะ ( วิภาวะ ) คือ
การตกหลุมรัก การไมสมหวังในรัก การพลัดพรากจากกัน มีการแสดงผลของภาวะ
( อนุภาวะ ) ไดแก ทาทางหมดอาลัยตายอยาก ซึมเซา สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย
พร่ําเพอรําพัน ขาดสติ สวนสาตตวิกภาวะ คือ ภาวะตะลึงงัน จากการตกหลุมรักซึ่งกันและ
กัน ความนาพิศวงของผูเปนที่รัก ภาวะตัวสั่น เสียงสั่น จากความตื่นตระหนกกลัวไม
สมหวังในรัก ความทุกขโศก ภาวะเปนลม ความเสียใจที่ตองสูญเสียคนรัก มีความทุกข
โศก และภาวะน้ําตาไหลจากการสูญเสียคนรัก ซึ่งศฤงคารรสนี้นับวาเปนรสวรรณคดีที่
ปรากฏอยูมากที่สุด
หาสยรสและองคประกอบของรส
หาสยรส คือ ความสนุกสนาน เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความขบขัน
นาฏยศาสตร แบงความขบขันออกเปน 2 ลักษณะ คือ ความขบขันที่เกิดแกผูอื่น หมายถึง
การพูดหรือทําให ผูอื่นขบขันซึ่งสวนมากมักจะเปนไปโดยตนเองไมรูตัว และความขบขัน
ที่เกิดแกตนเอง รูสึกขันตนเองหรือขันผูอื่น วิภาวะของความขบขันไดแก การแตงตัวแปลก ๆ
เชน ชายแตงตัวอยางหญิงสวมเสื้อผารุมรามรุงรัง แตงตัวผิดกาลเทศะ หรือแตงตัวมาก
เกินไป ฯลฯ การทําทาแปลก ๆ เชน เดินงก ๆ เงิ่น ๆ ลมลุกคลุกคลาน หรือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ซ้ํา ๆ ซาก ๆ ฯลฯ การพูดแปลก ๆ เชน พูดผิด ๆ ถูก ๆ พูดรัวจนฟงไมไดศัพท พูดดวย
สําเนียงตางไปจากคนสวนใหญหรือพูดซ้ําซาก ฯลฯ อนุภาวะไดแกการยิ้มหรือหัวเราะ ซึ่ง
นาฏยศาสตรกลาวไว 6 ลักษณะ คือ ยิ้มนอย ๆ ไมเห็นไรฟน และแยมปากพอเห็นไรฟน
เปนลักษณะของคนชั้นสูง หัวเราะเบา ๆ และหัวเราะเฮฮาเปนลักษณะของคนชั้นกลาง
หัวเราะงอหายและหัวเราะทองคัดทองแข็งเปนลักษณะของสามัญชนทั่วไป วยภิจาริภาวะ
ซึ่งเปนภาวะเสริมของความขบขัน ไดแก ความเสแสรง ความเกียจคราน หรือความ
43
งวงงุน ความริษยา เปนตน บางภาวะเชนความรุนแรง อาจเปนตัวแปรได รสที่ควรจะเกิด
จากภาวะขบขันจึงไมใช หาสยรส แตกลายเปนกรุณารสเพราะความสงสารผูถูกกระทํา
หาสยรสแรกนั้นปรากฏอยูในตอนตนเรื่อง เปนเรื่องพราหมณสองผัวเมีย ซึ่ง
กลาวถึงที่มาของผลอํามฤตที่ไดจากเทวทูต แตเมื่อไดผลอํามฤตแลวพราหมณผัวที่แกมาก
แลวก็ไมมีปญญากินผลอํามฤตนั้นได กวีบรรยายความตอนนี้ไวอยางนาขันดังนี้
ครั้นเทวทูตอันตรธานไปแลว พราหมณก็อาปากซึ่งฟนหมดไปแลว เพื่อจะกัดแล
กินผลอํามฤต
( หนา 5 )
ความขบขันนี้มีวิภาวะหรือเหตุแหงความขบขัน คือ ความขบขันที่เกิดแกผูอื่น
กลาวคือ กวีบรรยายความขบขันออกมาแลวทําใหผูอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ผูอาน รูสึกขบขัน
โดยไมรูตัว ทั้งนี้การแสดงกิริยาอาปากกัดผลอํามฤต ทั้งๆ ที่ฟนไมมีในปากนั้น ทําใหเกิด
อนุภาวะคือ การยิ้มนอยๆ เพราะรูสึกขันจนคนที่ไมมีฟนแตก็ยังอุตสาหจะกัดผลไมวิเศษกิน
เมื่อพราหมณถูกนางพราหมณีผูเปนเมียแนะใหนําผลอํามฤตไปใหพระภรรตฤราช
กวีก็บรรยายไวดังนี้
พระภรรตฤราชไดฟงดังนั้นก็ทรงยินดี รับผลไมจากพราหมณแลว ตรัสให
พราหมณตามเสด็จเขาไปในคลังทอง อันเปนที่ซึ่งทองทรายกองอยูหลายพรอม
แลวตรัสใหพราหมณขนเอาไปเต็มแรงที่จะขนได พราหมณก็เปลื้องผาออกหอทอง
ทราย แลบรรจุในที่ตางๆ ซึ่งจะบรรจุได รวมทั้งในปากอันพูดคลองแลไมมีฟนนั้น
ดวย
( หนา 8 )
หาสยรสตอนนี้มีวิภาวะคือ มีลักษณะเปนความขบขันที่เกิดแกผูอื่น กลาวคือ รูสึก
ขันในกิริยาอาการที่แสดงออกมาของพราหมณเฒา เกิดอนุภาวะคือ การหัวเราะออกมา
เพราะนึกขันพฤติกรรมของตัวละคร จึงเปนเรื่องชวนหัวที่ผูอานไมสามารถซอนไวได
ตอนตอมาเปนหาสยรสในเรื่องที่หนึ่ง ที่นาชวนหัวคือ พระวัชรมุกุฏที่นึกไมออกวา
จะใชคําศัพทใดเรียกนางปทมาวดีผูเปนที่สนิทเสนหาของพระองควากระไรดี จึงนําปญหานี้
ไปถามพุทธิศริระวา
44
ปญหายังมีแตเพียงวาจะเขียนหนังสืออยางไรจึ่งจะดี จะผูกประโยคแลใชศัพทชั้น
ไหนจึงจะถูกพระหฤทัยนาง จะใชศัพทเรียกนางวา “แกวตาแหงตู” จะเบาไป แลศัพท
“โลหิตในตับแหงขา” จะหนักไปดอกกระมัง
( หนา 59 )
หาสยรสตอนนี้มีที่มาจากความรัก ซึ่งความรักนี้อาจทําใหคนมีอาการผิดเพี้ยนไป
จนกลายเปนความนาขัน วิภาวะของความขบขันนี้มีลักษณะเกิดจากตัวละครเอง เพราะ
พุทธิศริระเมื่อเห็นอาการของเพราะวัชรมุกุฏเปนขนาดนี้ก็อดยิ้มไมได ทําใหผูอานเองก็นึก
ขันในคําพูดนี้ อนุภาวะตอนนี้จึงเปนการยิ้ม เพราะขันในอาการ และคําพูดของพระ
วัชรมุกุฏนั่นเอง
รสแหงความสนุกสนานเรื่องตอมาคือเรื่องที่ 5 ซึ่งเปนเรื่องของพระราชาที่ปลอมตัว
ไปจับโจรขโมยของในเมือง บทสนทนาระหวางขโมยปลอมกับขโมยจริงมีดังนี้
ชายผูนั้นตอบวา “ขาก็เปนขโมยเหมือนกัน มาเราจงไปดวยกันเถิด แตเจาเปนอะไร
เปนขโมยผูดีหรือขโมยไพร”
( หนา 206 )
ความตอนนี้เปนภาวะความขบขันที่เกิดแกผูอื่น คือการพูดที่ทําใหผูอื่นขบขัน
วิภาวะคือ กิริยาวาจาที่แปลกๆ และตลก เพราะขโมยก็คือขโมย จะเปนขโมยไพรหรือขโมย
ผูดีนั้นคงไมตางกัน หรือถาตางกันจะเอาอะไรมาวัดไดวาอยางไรเรียกวาขโมยไพร อยางไร
เรียกวาขโมยผูดี อนุภาวะของความตอนนี้จึงเปนลักษณะการหัวเราะเบาๆ แบบนึกขันใน
คําพูดของโจร
หาสยรสเรื่องถัดมาคือ เรื่องที่ 7 ซึ่งเปนเรื่องของพราหมณวิเศษที่มีลูกอมที่สามารถ
อมแลวเปลี่ยนจากชายเปนหญิง หรือเปลี่ยนจากหนุมเปนแกได ความตอนที่ยกมามีดังนี้
นางสะใภพราหมณไดยินรับสั่งดังนั้น ก็คายลูกอมออกจากปากกลายเปนมนัสวี
พราหมณหนุมเขาโลมพระราชธิดา นางจันทรประภาก็ทรงละอายหฤทัยยิ่งนัก
ขาพเจาจะเลาถวายพิสดารวา... พระวิกรมาทิตยตรัสตอบวา “เอ็งไมตองเลาเรื่อง
ตรงนั้นพิสดาร ขาไมอยากฟงของเอ็ง”
( หนา 279 )
45
คําวาพิสดารในความตอนนี้หมายถึงเลาโดยละเอียด ซึ่งเวตาลเปนคนเลาถวายพระ
วิกรมาทิตยกับพระราชบุตรฟง ความนาขันในตอนนี้ที่ทําใหรูสึกสนุกสนานนั้นอยูที่
พระราชบุตรยังเยาววัยอยู เมื่อเวตาลจะเลาถึงการเลาโลมระหวางหญิงชายโดยละเอียดนั้น
ไมเหมาะ แตเวตาลแกลงยั่วพระวิกรมาทิตยเลน เปนภาวะความขบขันที่เกิดแกผูอื่น ตัว
ละครเองไมไดรับรูความขบขันนี้ วิภาวะของความตอนนี้คือ คําพูดที่เวตาลพูดออกมาเพื่อจะ
ยั่วพระวิกรมาทิตย ซึ่งสามารถทําใหเกิดอนุภาวะคือ เสียงหัวเราะจากผูอานนั่นเอง
เรื่องตอมา เปนความสนุกสนานที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ 9 ซึ่งมีความสนุกตรงที่การตอ
หัวกับรางของคนสองคนผิดไปไมตรงรางและหัวเดิม กลาวคือสลับหัวกัน ซึ่งมีความขบขัน
จากภาวะที่เกิดจากตัวละครเอง ดังนี้
ตรงนี้ พระธรรมธวัชพระราชบุตรทรงนึกขันขอที่หัวตอผิดตัวแลเผลอพระองคไม
ทันนึกถึงพระราชบิดาก็ทรงพระสรวลขึ้นดวยสําเนียงอันดัง
( หนา 366 )
เมื่อเกิดภาวะขบขันที่เกิดจากตัวละครเอง วิภาวะคือ อาการหัวเราะดังๆ ของตัว
ละครที่เปนเด็กเมื่อไดฟงเรื่องนาขันก็ไมสามารถสกัดกั้นอารมณขันไวไดจึงหัวเราะออกมาดัง
อนุภาวะตอนนี้การหัวเราะที่เกิดทั้งตัวละครเองและผูอานดวย
หาสยรสตอนตอไป มีดังนี้
เวตาลตอบวา “วิญญาณจะมีสํานักอยูที่อุทรคนก็ตาม หรือที่มันสมองก็ตาม สํานัก
ของขาพเจาอยูที่ตนอโศกเปนแน”
พูดเทานั้นแลวเวตาลก็ออกจากยามหัวเราะกองฟาลอยไป
( หนา 369 )
ความตอนนี้เกิดจากลักษณะความขบขันที่เกิดจากตนเองคือตัวละครนั่นเอง ซึ่ง
เวตาลคงรูสึกสนุกที่ทําใหพระวิกรมาทิตยตอบคําถามและตองกลับไปเอาตัวเวตาลเองที่ตน
อโศกหลายเที่ยววิภาวะของความขบขัน คือการพูดของเวตาล และอนุภาวะคือเสียงหัวเราะ
กองฟา ซึ่งไมเพียงแตเวตาลเทานั้นที่หัวเราะ แตผูอานก็อดยิ้มไมไดแตไมไดยิ้มที่ตัวพระ
วิกรมาทิตยแตยิ้มในอาการหัวเราะกองฟาของตัวละครคือเวตาลตางหาก
46
หาสยรสที่เกิดจากการรับรูความขบขันในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ลักษณะ ลักษณะ
แรกคือ ความขบขันที่เกิดจากผูอื่น กลาวคือการพูดหรือทําใหผูอื่นขบขัน ซึ่งปรากฏอยูใน
ตนเรื่อง กับเรื่องที่ 5 และ 7 ซึ่งแสดงวิภาวะ ไดแก การพูด และการทํากิริยาที่แปลกๆ
ตลกๆ อีกลักษณะหนึ่งคือ ภาวะความขบขันที่เกิดแกตัวละครเอง ตัวละครรูสึกขันขึ้นมาเอง
ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 1 และ 9 มีวิภาวะ คือ การหัวเราะในตัวละครจากการสนทนากัน
ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะมีอนุภาวะเหมือนกันไดแก การยิ้มหรือการหัวเราะ
กรุณารสและองคประกอบของรส
กรุณารส คือ ความสงสาร เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความทุกขโศก ซึ่งมี 3
อยาง คือ ความทุกขโศกที่เกิดจากความอยุติธรรม เกิดจากความเสื่อมทรัพย และเกิดจาก
เหตุวิบัติ โดยอาจมีภาวะเสริมคือความไมแยแส ความเหนื่อยออน ความวิตก ความโหยหา
ความตื่นตระหนก ความหลง ความออนเพลีย ความสิ้นหวัง ความอับจน ความปวยไข
ความเฉยชา ความบาคลั่ง ความสิ้นสติ ความพรั่นพรึง ความเกียจคราน ความตาย ฯลฯ
วิภาวะของความทุกขโศก คือ การพลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน
ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกแชงดา ถูกฆา ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ถูกจองเวร ประสบเคราะห
กรรม ตกทุกขไดยาก เปนตน อนุภาวะของความทุกขโศกพึงแสดงออกดวย การรองไห
คร่ําครวญ แตการรองไหนั้นเปนลักษณะของคนชั้นต่ําและสตรีเทานั้น สําหรับคนชั้นสูง
และชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไวในใจไมรองไหคร่ําครวญ นอกจากนั้นอาจ
มีอนุภาวะอื่น เชน การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว ฯลฯ หรือมีปฏิกิริยา
(สาตตวิกภาวะ) เชน นิ่งตะลึงงัน ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน น้ําตาไหล เสียงเปลี่ยน เปนตน
กรุณารสที่ปรากฏอยูในนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง เปนความทุกขโศกที่เกิดจาดเหตุ
วิบัติ ดังนี้
ครั้นวันรุงเสด็จออกปาลาเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ไมชาตรัสใหมหาดเล็กเชิญเครื่องทรง ซึ่ง
ขาดแลเปอนเปรอะกลับไปทูลพระชายาวาเกิดเหตุวิบัติในปา พระภรรตฤราช
สิ้นพระชนมเสียแลว พระชายาไดยินดังนั้นก็ลมลงสิ้นชีวิตดวยเพลิงแหงความทุกข
พระภรรตฤราชกลับจากปาก็เสียพระหฤทัยหนักหนา มีอาการซึมเซากระเดียดไป
ขางจะออกเปนฤาษีอยูร่ําไป
( หนา 3 )
47
ความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัตินี้มีภาวะเสริมคือ ความตาย ทําใหวิภาวะของความ
ทุกขโศก คือการพลัดพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกันอีก ซึ่งมีอนุภาวะที่แสดง
ออกมาคือ มีอาการซึมเซา จัดเปนลักษณะการแสดงออกของคนชั้นสูง ซึ่งจะไมรองไหฟูม
ฟาย ตีอกชกตัว อนุภาวะเชนนี้มักทําใหเกิดสาตตวิกภาวะ คือ อาการนิ่งตะลึงงันและคง
ตามสีหนาที่เปลี่ยนไป
กรุณารสตอนตอมา เปนความทุกขโศกที่เกิดในเรื่องที่ 2 ซึ่งมีที่มาคือการไดรับรู
ความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติ ความวา
เมื่อกอนที่ขาพเจามาเปนขาพระองคนั้น ขาพเจาเคยอยูกับ นางรัตนาวดี ธิดาพอคา
ผูมั่งคั่งดวยทรัพยสมบัติ นางรัตนาวดีเปนหญิงนารักนาชมทุกประการ (นกขุนทอง
กลาวเทานั้นก็รองไห พระราชินีทรงสงสารก็รับสั่งปลอบโยนเปนอันดี นกก็เลา
ตอไปวา)
( หนา 110 )
การรองไหของนกขุนทองนั้นมีวิภาวะของความทุกขโศกคือการพลัดพรากจากสิ่งที่
รัก และไมไดพบกันอีกเลย อนุภาวะที่แสดงออกคือการรองไหคร่ําครวญ ซึ่งลักษณะการ
รองไหของนกขุนทองเปนลักษณะการรองไหของคนชั้นต่ําและสตรีเทานั้นที่จะแสดงออก
โดยการรองไหแบบนี้ ปฏิกิริยาที่เห็นคือ น้ําตาไหลและเสียงก็จะเปลี่ยนไปดวย
กรุณารสในเรื่องที่ 2 ตอนถัดมาคือ เมื่อชายหลังอูฐสามีของนางรัตนาวดี ซึ่งเมื่อ
ลวงภรรยาไปฆา แลวนําทรัพยสินของภรรยาไปใชจนหมด คิดกลับคืนสูบานนางรัตนาวดี
โดยตั้งใจจะโกหกพอตาวา นางรัตนาวดีถูกโจรฆาตายระหวางทางแตเมื่อกลับถึงบาน
ปรากฏวานางยังไมตาย และใหการตอนรับชายหลังอูฐเปนอันดี ทําใหชายหลังอูฐเกิดอาการ
ดังนี้
ชายหลังอูฐไดฟงภริยากลาวดังนั้น แมตัวจะเปนผูมีใจบึกบึน ก็บังเกิดใจออนแทบจะ
รองไห จึงตามภริยาขึ้นไปบนเรือน ครั้นถึงหองนางก็ลางเทาให แลจัดใหอาบน้ําชําระกาย
แตงเครื่องนุงหมอยางดีมีคาแลวนําเอาอาหารมาใหกิน
( หนา 127 )
48
ความทุกขโศกในใจของชายหลังอูฐคือ ความทุกขโศกที่เกิดจากความเสื่อมทรัพย
และเกิดเหตุวิบัติตอตนเอง กอใหเกิดความอับจน มีวิภาวะคือทรัพยสมบัติเสียหายและตก
ทุกขไดยาก อนุภาวะของความทุกขโศกจึงแสดงออกดวยอาการใจออนจนเกือบจะรองไห
แตกลับตรงกันขามกับผูอาน เพราะความสงสารที่เกิดขึ้นในใจของผูอานคือการไดรับรูความ
ทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติของนางรัตนาวดีที่ตองประสบเคราะหกรรม โดนสามีกระทําถึง
ขนาดผลักตกเหวตั้งใจใหตาย แตนางก็ยังปรนนิบัติสามีอยางดี พฤติกรรมเชนนี้กอใหเกิด
ความสงสารขึ้นในใจของผูอานเอง
เมื่อนกขุนทองเลานิทานจบ ตอมาก็เปนนิทานของนกแกว ซึ่งเปนเรื่องราวของ
ศรีทัตกับนางชัยศิริผูที่ไมมีความจงรักตอสามีแอบหนีไปหาชูและโดนปศาจกัดจมูกมา แต
กลับใสรายศรีทัตวาเปนคนทํารายนาง ความทุกขโศกของศรีทัตกลาวไวดังนี้
ฝายศรีทัตเมื่อไดยินดังนั้น ก็รูสึกวาถูกกลภริยาจึงกลาวแกตนเองวา บุรุษไมควรวาง
ความเชื่อในคนซึ่งเปลี่ยนใจหนึ่ง งูดําหนึ่ง ศัตรูซึ่งถืออาวุธหนึ่ง แลควรระวังภัยอัน
เกิดแตความประพฤติแหงหญิง ในโลกนี้ไมมีอะไรซึ่งกวีปริยายไมได ไมมีอะไรซึ่ง
โยคีไมรู ไมมีคําพลามคําใดซึ่งคนเมาไมพูด ไมมีเขตตรงไหนซึ่งเปนที่สุดแหงมารยา
หญิง เทวดานั้นมีความรูมากก็จริงอยู แตไมรูลักษณะชั่วแหงมา ไมรูลักษณะแหง
อัสนีในหมูเมฆ ไมรูความประพฤติแหงหญิง ไมรูโชคของชายในภายหนา ก็เมื่อ
เทวดายังไมรูเชนนี้ เราผูเปนคนจะรูไดอยางไรเลา ศรีทัตกลาวเชนนี้แลวก็รองไหแล
สาบานตอหนาตนแมงลัก(ตุลสิ) แลสิ่งซึ่งเปนที่นับถือทั้งปวง วามิไดทําผิดเชนที่ถูก
กลาวหานั้นเลย ถาพูดไมจริงขอใหเสียโค แลขาวสาลีแลทองจนสิ้นไปเถิด คําที่
ศรีทัตกลาวเชนนี้หามีใครเชื่อไม
( หนา 145 )
ความทุกขที่นาสงสารของศรีทัตนี้เกิดจากเหตุวิบัติที่ภรรยานํามาสู มีภาวะเสริม
หลายอยางปนกัน ทั้งความตื่นตระหนกที่ถูกใสราย ความวิตกและพรั่นพรึงตอโทษที่ตัวเอง
ไมไดกระทํา วิภาวะของความทุกขโศกนี้ คือ การประสบเคราะหกรรมโดนคดีวาทํารายเมีย
และจะถูกลงโทษพูดความจริงก็ไมมีใครเชื่อ อนุภาวะที่แสดงออกคือ การรองไหถึงกับ
สาบาน และมีปฏิกิริยาหรือสาตตวิกภาวะคือ อาการตัวสั่น น้ําตาไหล สีหนาและเสียงคง
เปลี่ยนไปเพราะตกใจในชะตากรรมของตนเอง
49
กรุณารสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 3 เปนรสที่ไดรับรูความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุ
วิบัติ ซึ่งมีเหตุการณดังนี้
วีรพลกลาวดังนั้นแลว ก็บอกใหลูกชายคุกเขาลงตรงหนาเทวรูปแลวฟนดวยดาบถูก
คอขาด หัวกระเด็นไปกลิ้งอยูบนพื้นชาลาแลวโยนดาบขวางไปไกลตัว ฝายลูกหญิง
เมื่อเห็นพี่ชายคอขาดกระเด็นไปดังนั้น ก็วิ่งเขาไปฉวยเอาดาบเชือดคอตนเองสิ้นไป
ชีวิตลงไปอีกคนหนึ่ง นางผูเปนมารดาเห็นลูกชายแลลูกหญิงสิ้นชีวิตลงไปดังนั้น
เหลือที่จะสะกดใจไวได ก็วิ่งไปหยิบดาบฟนคอตนเองตายลงไปอีกเปน 3 ศพ
ดวยกัน ฝายวีรพลเมื่อเห็นดังนั้น จึงกลาวแกตนวา “ลูกเราก็ตายหมดแลว กูจะอยู
รับใชพระราชาไปทําไมเลา เมื่อไดทองคําเปนรางวัลจากพระราชาก็ไมมีลูกจะรับ
ชวงตอไปอีกแลว” คิดดังนี้ วีรพลก็เอาดาบฟนคอตนเองลมลงขาดใจตาย
( หนา 175 )
ความทุกขโศกนี้เกิดจากการสูญเสียคนรัก กลาวคือวีรพลผูมีหนาที่รับใชเปน
องครักษของพระราชา ทราบวาพระราชาจะสิ้นพระชนมและมีทางแกไขคือ ตองตัดศีรษะ
ลูกของวีรพลบูชาพระเทวี วิภาวะของความทุกขโศกคือ การฆาลูก การฆาตัวตายตาม
ความตายนี้เปนการพลัดพรากจากกันโดยไมไดพบกันอีกตอไป มีอนุภาวะคือ การทอดถอน
ใจหมดอาลัยตายอยาก กระทั่งฆาตัวตายตาม
กรุณารสเรื่องตอมาคือเรื่องที่ 5 ซึ่งนาสงสารเศรษฐีที่รักลูกมาก แมลูกหลงรักโจรที่
กําลังจะถูกประหาร ก็พยายามไปออนวอนขอพระราชทานงดลงโทษโจรแตก็ไมเปนผลดังนี้
เศรษฐีไดฟงรับสั่งดังนั้น ควรจะเห็นไดแลววาจะทูลขอตอไปก็ไมมีประโยชนแตยัง
ไมหยุดรําพันวิงวอนทั้งน้ําตา ดวยทรัพยสินบนดวยเรื่องลูกสาวจะสละชีวิต แลดวย
ขอที่ตัวเองจะตองตายไปตามกันแตก็ไมมีประโยชนทั้งนั้น ครั้นเห็นไดแนวาถึงจะ
อยางไร พระราชาก็ไมโปรด เศรษฐีจึงออกจากที่เฝาร่ําไหไปสูเรือนของตน เลาความ
ใหบุตรีวา “ลูกเอย พอไดพยายามทุกลูทางแลว พระราชาก็ไมโปรดตามที่เรา
ประสงค มาเราจงตายไปดวยกันเถิด”
( หนา 227 )
50
ความสงสารที่รับรูวาเศรษฐีไดรับความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติ คือตองการให
ลูกสาวสมหวังในรัก แตพระราชาก็ตองลงโทษโจรตามกฎไมสามารถปลอยไปได วิภาวะ
ของความทุกขโศกนี้ถือไดจากเคราะหกรรมที่ทําใหลูกสาวไปตกหลุมรักโจรในครั้งแรกที่
เห็นขณะที่กําลังแหประจาน มีอนุภาวะคือการร่ําไหของเศรษฐี สาตตวิกภาวะหรือปฏิกิริยา
ตอนนี้ คือ น้ําตาไหล
ความตอจากนี้คือ
ฝายเจาพนักงานผูคุมเมื่อไดพานายโจรตระเวนรอบกรุงแลว ก็พาไปนอกประตูพระ
นคร แลวจัดการลงโทษตามพระราชกําหนด นายโจรทนเจ็บปวดดวยความมั่นคง
ในใจปราศจากอาการแสดงทุกข แตเมื่อมีผูเลาใหฟงถึงนางโศภนี นายโจรอดใจ
ไวไมไดก็รองไหขึ้นดวยเสียงอันดัง แสดงความเศราสงสารประหนึ่งหัวใจจะแตก
ออกไป อีกครูหนึ่งก็หยุดรองไหกลับหัวเราะดวยสําเนียงอันดังประหนึ่งอยูในที่รื่น
เริงดวยการเลี้ยงคนทั้งหลายที่ประชุมดูการประหารชีวิตอยูนั้นพากันแปลกใจที่นาย
โจรหัวเราะเหมือนหนึ่งเห็นอะไรสนุก แลเมื่อหัวเราะในเวลาที่เหล็กแหลมกําลัง
แทงเขาไปในเนื้อจนคนดูพากันเสียวไสเชนนั้นใครเลยจะเห็นเหตุที่ควรรื่นรมย
( หนา 228 )
ความทุกขโศกของนายโจรนี้ ทําใหเกิดความสงสารเพราะไดรับรูความทุกขที่เกิด
จากเหตุวิบัติ เหตุวิบัตินี้มีวิภาวะที่เกิดจากการถูกลงโทษ และชะตากรรมที่ถือเปนเคราะห
กรรมของนางโศภนีที่มาหลงรักตนตอนถูกลงโทษและใกลตาย อนุภาวะที่แสดงออกคือการ
รองไหเหมือนคนขาดสติ สงผลถึงปฏิกิริยา คือ อาการสีหนาและเสียงเปลี่ยนไป พรอมทั้ง
น้ําตาไหล โดยกลั้นไวไมได
ความสงสารที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ 5 นั้นยังไมหมด มีตอดังนี้
ฝายเศรษฐีผูเปนบิดานั้น เมื่อบุตรีถึงแกความตายแลว ก็จัดใหชางเหล็กทําเหล็กคม
ขึ้นอันหนึ่งรูปเหมือนพระจันทรครึ่งซีก คมเหมือนมีดโกนแลพอดีกับคอของตน
ปลายสองขางมีโซรอยยาวพอเทายันได ตัวเศรษฐีนั่งลงหลับตา แลวใหมีผูเอาดินจาก
แมน้ําไวตรณีมาถูตัวใหบริสุทธิ์แลรายมนตรอันควรแกพิธีแลว ก็เอาเทายันปลายโซ
หงายคอกระแทกไปดวยกําลังแรงศีรษะก็ขาดตกกลิ้งอยูกับพื้น
( หนา 232 )
51
เปนความสงสารเศรษฐีที่เมื่อบุตรีตายตนก็ตายตาม เปนความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุ
วิบัติเหมือนที่กลาวมาขางตน มีวิภาวะของความทุกขโศกคือ การพลัดพรากจากบุตรีอันเปน
ที่รักเพราะความตายมาพรากจึงไมมีทางไดพบกันอีก อนุภาวะคือ การเสียใจหมดอาลัยตาย
อยากจนฆาตัวตายตาม
รสแหงความสงสารที่รับรูความทุกขโศกตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 7 กลาวถึงความ
ทุกขของมนัสวีไวดังนี้
มนัสวีกลาววา “บุรุษพึงเลาความทุกขใหฟงแตเฉพาะผูที่จะชวยแกทุกขได การ
กลาวทุกขใหผูซึ่งเมื่อไดฟงแลวชวยระงับทุกขไมไดนั้นหาประโยชนมิได ผูมีทุกขไมไดดี
อะไรจากคํากลาววาสงสาร หรือวาจาเชนกัน”
( หนา 268 )
ความทุกขที่มนัสวีไดรับนั้นมาจากความสิ้นหวังในรัก มีวิภาวะของความทุกขคือการ
ไมสมหวังในรัก และแสดงออกมาโดยการทอดถอนใจคร่ําครวญรําพัน ทําใหผูอานเกิด
ความรูสึกสงสารตัวละคร เกิดเปนความสงสารในใจของผูอาน
ความทุกขของบุพการีที่เพียรพยายามจะใหลูกสมหวังนั้น เปนความทุกขที่นาสงสาร
มากกรุณารสที่เกิดตอนนี้เกิดจากเหตุวิบัติ ในที่นี้คือ ความตองการที่จะใหผูอื่นพนทุกข
บิดายอมไมตองการใหลูกมีความทุกข เหมือนทานโกษาธิบดีตอนนี้
แตเขาก็นิ่งอึ้ง ไมพูดจาอะไรเลย จนในที่สุดกราบถวายบังคมลาออกจากที่เฝา เดิน
น้ําตาคลอออกไปจนถึงประตูวัง จึงกลาวแกตนเอง แตมีผูอื่นไดยินวา “ตัวกูนี้อด
ขาวเสียสัก ๑๐ วัน ก็คงไดไปโลกหนาสมหวัง” ครั้นเมื่อโกษาธิบดีกลับไปถึงบาน
แลว ก็เรียกบาวไพรมาพรอมกันเขาไปเยี่ยมลูกชายในหอง พบลูกชายนอนอยูบนเสื่อ
หนาตาซูบซีดเพราะอดอาหาร บิดาจึงจับมือบุตรไว แลวกระซิบดังพอใหไดยินกัน
ทั่ววา “ลูกเอย พอจะแกไขอะไรก็ไมไดแลว จําเปนจะตองตายไปตามกัน”
( หนา 287 )
วิภาวะของความตอนนี้ คือ การตกอยูในความทุกขเพราะลูกที่ตนรักมีความทุกข
แสดงอนุภาวะ คือ น้ําตาคลอตา เพราะทานโกษาธิบดีนั้นถือวาเปนชนชั้นสูง เมื่อประสบ
ทุกขโศกจะตองกลั้นไวไมรองไหคร่ําครวญ
52
กรุณารสถัดมา เปนความสงสารที่เกิดจากเหตุวิบัติ มีภาวะเสริมคือ ความตื่น
ตระหนก เปนความวิตก ดังนี้
นางจันทรประภา หญิงสะใภพราหมณ เมื่อไดฟงทาวสุพิจารตรัสดังนั้นก็หนาซีด
แลกันแสงวิงวอนพระราชาดวยถอยคําตางๆ ใหทรงถอนคําสั่ง แตพระราชาหายอมตามไม
( หนา 295 )
เนื่องจากหญิงสะใภพราหมณก็คือมนัสวีที่ปลอมตัวมา และเปนพระสวามีของ
พระธิดาจันทรประภา ความทุกขใจของทั้งสองจึงเกิดขึ้นเพราะทาวสุพิจารตัดสินใจยกหญิง
สะใภพราหมณใหแกบุตรโกษาธิบดี วิภาวะของความทุกขโศกนี้ถือเปนเคราะหกรรมจาก
การที่ทั้งคูลักลอบไดเสียกัน ทําใหตกอยูในหวงแหงความทุกข อนุภาวะของความทุกขโศก
แสดงออกดวยการรองไหคร่ําครวญ และมีสาตตวิกภาวะคือ ปฏิกิริยาหนาซีด และคงจะนิ่ง
ตะลึงงันไปพักหนึ่ง พรอมทั้งน้ําเสียงคงจะเปลี่ยนไปดวย
กรุณารสในเรื่องที่ 8 เปนเรื่องของพระราชาที่ดั้นดนไปหานางทิพย และเมื่อ
สมหวังไดอยูดวยกันก็ปรากฏวานางไดตองคําสาป จะตองถูกอสูรกินนางเขาไปทุกๆวันขึ้น
14 ค่ํา เมื่อพระราชาตามไปเห็นเหตุการณก็เขาไปฆาอสูรนั้นเสีย แตเมื่ออสูรตายแลวนั้น
ความทุกขของพระราชาก็ยังไมหมดไป ดังนี้
เลือดไหลนองไป เพลิงแหงความโกรธของพระราชาก็ดับดวยเลือดแหงอสูร แต
เพลิงแหงความทุกขที่ไมไดนางคืนนั้นหาดับไม พระราชาเสียพระหฤทัยสิ้นสติมิรูจะทํา
ประการใด
( หนา 331 )
ความทุกขนี้เกิดจากเหตุวิบัติที่นางทิพยผูเปนที่รักของพระราชา ถูกอสูรกินเขาไปทํา
ใหพระราชาเขาใจวานางนั้นจะไมฟนขึ้นมาอีกแลว วิภาวะของความทุกขนี้เกิดจากการ
สูญเสียคนรัก แสดงอนุภาวะออกมาเปนความเสียใจจนสิ้นสติทําอะไรไมถูก
และบรรยายตอไปวา
เมื่อพระราชาทรงฟงดังนี้ ก็เดือดรอนในพระหฤทัยเปนกําลัง เพราะทุกขวิโยคหญิง
ที่รักนั้นเปนทุกขหนักเหลือหนัก นับประสาแตใคร แมพระมเหศวรเมื่อพรากจาก
53
พระอุมายังทรงกระวนกระวายยวดยิ่ง ไหนเลยมนุษยเดินดินจะหักหามความโศก
เสียได พระยศเกตุทรงรับทุกขใหญหลวงเพราะนางจะตองพรากไป
( หนา 334 )
วิภาวะของความทุกขโศกของพระราชานั้น คือ การพลัดพรากจากคนรัก โดย
พระองคคิดวาจะไมมีโอกาสไดพบกันอีก อนุภาวะของความทุกขโศกที่แสดงออกมาการ
คร่ําครวญ ทอดถอนใจกับความทุกขที่พระองคเห็นวาใหญหลวงมาก
แตความทุกขของพระราชาในขางตนหมดไปเมื่อนางทิพยฟนขึ้นมาปกติและเลา
ความตามคําสาปของบิดานางใหพระยศเกตุฟง จากนั้นทั้งคูก็ครองรักกันพรอมกันนั้น
พระยศเกตุก็พานางทิพยกลับบานเมือง แตความทุกขก็มาเยือนนางทิพยดังนี้
ฝายนางวิทยาธรครั้นมาถึงนครของพระราชาผูสามีแลพนกําหนด 7 วันแลว ก็
คํานึงจะกลับคืนสูพวก แตครั้นจะเหาะก็เหาะไมขึ้น เพราะลืมวิชานั้นเสียแลว เมื่อนางรูสึก
วานางเสื่อมความรูก็เดือดรอนหฤทัย แสดงอาการเศราโศก
( หนา 338 )
ความทุกขโศกของนางทิพยนี้เกิดจากความวิบัติ วิภาวะของความทุกขคือการ
ประสบเคราะหกรรมที่ตนมาอยูในเมืองมนุษยนานเกินไป ตองตกอยูในหวงแหงความทุกข
การแสดงออกของอนุภาวะคืออาการเศราโศกเดือดเนื้อรอนใจ ซึ่งนาสงสารยิ่งนัก
ความทุกขนี้บางทีก็ไมไดเกิดจากการพลัดพรากจากคนรัก หรือความสงสารของ
บุพการีที่มีตอบุตรเทานั้น อาจเปนความรูสึกระหวางเจานายกับลูกนองดวย ดังพระยศเกตุ
กับทีรฆะทรรศิน มีความดังนี้
ฝายทีรฆะทรรศินเมื่อไดทราบดังนั้น ก็ตรึกตรองตอไปตามแนวความคิดที่เริ่มแต
วันที่ไปรับเสด็จพระราชาที่พระราชอุทยาน ครั้นกลับไปบานก็นอนคํานึงตอไปอีกจนดับชีวิต
ไปดวยความเสียใจ รุงเชามีผูนําความเขาไปทูล พระราชาก็ทรงเศราโศก
( หนา 338 )
ความทุกขโศกของทั้งสองคนนี้เกิดจากความวิบัติ ทีรฆะทรรศินนั้นมีวิภาวะของ
ความทุกขโศกคือ การตองตกอยูในความทุกข ซึ่งมีภาวะเสริมคือ ความเหนื่อยออนอันมี
ที่มาจากการที่พระราชาไมคอยออกวาราชการมักยุงอยูกับความรัก ความทุกขนี้ทําให
54
ทีรฆะทรรศินคิดมากจนแสดงอนุภาวะ คือ ตรอมใจตาย ในขณะที่พระราชาก็มีวิภาวะของ
ความทุกขคือการสูญเสียอมาตยผูเปนที่รักและไวใจ แสดงอนุภาวะออกมาเปนความเศราโศก
เสียใจ
กรุณารสในเรื่องที่ 9 ตอนที่ยกมาเปนตอนที่มหาเสนีที่อกหักจากนางมุกดาวลีเศรา
โศกเสียใจจนประกาศจะฆาตัวตาย ดังเหตุการณดังนี้
ฝายคุณากรเปนชาตินักรบมีใจกลา ครั้นไดยินมหาเสนีพูดดังนั้นก็แนะนําวาใหรีบฆา
ตัวตายเสียเถิด และเมื่อเปนผีแลวจะทําอะไรก็แลวแตสมัคร แตพราหมณหริทาสหาม
คุณากรไมใหพูดแสดงน้ําใจรายกาจ มหาเสนียิ่งโกรธใหญ เกิดความกลาเพราะเกลียด
เพราะรัก แลเพราะโกรธ ก็ชักเชือกบวงออกจากอกวิ่งออกไปจากเรือนแลวผูกคอ
แขวนตัวตายอยูกับตนไมขางเรือนนั้น
( หนา 356 )
ความตายจัดเปนความทุกขโศกที่นาสงสารนัก เมื่อมหาเสนีฆาตัวตายนั้น มีวิภาวะ
ของความทุกขโศกคือ การไมสมหวังในรัก ถือเปนความทุกขที่มหาเสนีทําใจไมได จึง
แสดงอนุภาวะออกมาดวยการตีอกชกตัว หักหามใจไมไดก็ฆาตัวตายไป
ความสงสารอันดับตอไป เปนความทุกขโศกที่เกิดจากความวิบัติ ซึ่งเกิดเหตุการณ
ดังนี้
ในขณะนี้นางรูสึกขึ้นมาวาไดตอหัวผิดตัวเสียแลว ไมรูวาจะทําอยางไร ก็นั่งลง
รองไหราวกับอกจะแตกไปกับที่
( หนา 364 )
เมื่อสามีและเพื่อนตายไป และนางมุกดาวลีมีวิชาชุบชีวิตตอหัวตอตัวใหฟนได แต
เมื่อตอผิดหัวผิดตัว วิภาวะของความทุกขคือเคราะหกรรมที่ทําใหตอผิด แสดงออกเปน
อนุภาวะคือ การรองไห แบบตีอกชกตัว ควบคุมสติไมได
กรุณารสในนิทานเวตาลนั้นมีความสงสารที่เกิดจากความทุกขโศกเพียง 2 อยางจาก
3 อยาง คือ ความทุกขที่เกิดจากการเสื่อมทรัพย ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 2 และความทุกขโศกที่
เกิดจากเหตุวิบัติในตนเรื่อง และเรื่องที่ 2 , 3 , 5 , 7 , 8 , 9 มีการแสดงวิภาวะและอนุภาวะ
ในลักษณะดังนี้ วิภาวะคือ การพลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน
55
ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกฆา ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ประสบเคราะหกรรม ตกทุกขไดยาก
สวนอนุภาวะของความทุกขโศกแสดงออกโดย การรองไหคร่ําครวญ มีทั้งลักษณะของคน
ชั้นต่ําหรือสตรีที่ตีโพยตีพาย แบบคนชั้นสูงและชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไว
ในใจไมรองไหคร่ําครวญ การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว การตรอมใจตายหรือ
การฆาตัวตาย สวนสาตตวิกภาวะที่แสดงออกคือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะสีหนาและเสียง
เปลี่ยน ภาวะน้ําตาไหล จากการพลัดพรากจากคนรัก ประสบเคราะหกรรม พบกับความ
ทุกขโศก
เราทรรสและองคประกอบของรส
เราทรรส คือ ความแคนเคือง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความโกรธ ตัวละครผูมี
ความโกรธเปนเจาเรือน มักไดแก รากษส ทานพ คนฉุนเฉียว เปนตน อาจมีภาวะเสริม
คือ ความตื่นตระหนก ความแคน ความหวั่นไหว ฯลฯ วิภาวะของความโกรธ ไดแก การ
พูดใสความ พูดใหเจ็บใจ ดูหมิ่น กลาวเท็จ อาฆาตจองเวร กลาวคําหยาบ ขมขู อิจฉา
ริษยา ทะเลาะทุมเถียง ตอสู ฯลฯ อนุภาวะของความโกรธ ไดแก การเฆี่ยน ตัด ตี ฉีก
บีบ ขวางทําใหเลือดตก ฯลฯ และอาจมีปฏิกิริยา คือ เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน
เปนตน เนื่องจากความโกรธนั้นมีหลายอยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจาก
ผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และเกิดขึ้นเอง การแสดงความโกรธจึงมีตางกัน
ไปดวย เชน เมื่อผูใหญทําใหโกรธ ผูแสดงพึงกมหนาเล็กนอย มีน้ําตาคลอเบา อัดอั้นตันใจ
ฯลฯ แตเมื่อคนรับใชทําใหโกรธ อาจชี้นิ้ว ตวาด ถลึงตา ฯลฯ
เราทรรสตอไปนี้เปนตอนตนเรื่อง กลาวถึงพราหมณแก 2 ผัวเมีย ซึ่งบําเพ็ญเพียร
จนไดผลอํามฤตมา แตนางพราหมณีมีความคิดวา นางไดอยูเปนสามีภริยากับพราหมณมาก็
ชานาน จนถึงความชรามากแลว ถาสามีนางกินผลอํามฤตและอยูยืนยง ในขณะที่นางเอง
ตองตายจากไป ถือวาไมมีความเที่ยงธรรมเลย เมื่อออกอุบายจนพราหมณไมกินผลอํามฤต
นางก็มีพฤติกรรมดังนี้
ครั้นสามีทิ้งผลอํามฤตลงบนพื้นดินฉะนั้นแลว นางก็กลาวติเตียนความมีอายุยืน
ซ้ําเติมอีกจนสามีเห็นจริง กลับโกรธเทวดาวานําผลอํามฤตมาใหดวยความปองราย หยิบ
ผลไมนั้นจะโยนเขากองไฟ
( หนา 7 )
56
วิภาวะของความโกรธในตอนนี้ไดแก การไดยินคําพูดใสความของนางพราหมณี
ทําใหเกิดความหวั่นไหว จนเมื่อเกิดความโกรธ กลาวคือโกรธเทวดาหาวาอยากใหแกนานๆ
ซึ่งเทากับตองทุกขยากลําบากนานขึ้นไปอีก มีอนุภาวะที่แสดงออกมา คือ ตั้งใจจะโยนผล
อํามฤตลงกองไฟไป
รสของความโกรธตอนตอมา เปนตอนที่พระวิกรมาทิตยและพระราชบุตรกลับกรุง
อุชเชนี เจอกับปถพีบาลอสูรเฝาประตูที่ไมยอมใหพระองคเขาเมืองของพระองคเอง พระ
วิกรมาทิตยโกรธมากที่โดนหามไมใหเขาเมืองของตังเอง ดังนี้
พระวิกรมาทิตยทรงโกรธเปนกําลังตรัสวา “เราคือพระราชาวิกรมาทิตยจะกลับเขาสู
นครของเรา เจาคือใครจึงกําเริบมาหามฉะนี้”
( หนา 15 )
ความโกรธของพระวิกรมาทิตยในตอนนี้ มีวิภาวะของความโกรธคือ การไดรับการ
ดูหมิ่นจากปถพีบาลที่มาเฝาประตูเมืองที่มาหามกษัตริยผูปกครองเมืองเขาเมืองของตัวเอง
อนุภาวะของความโกรธที่แสดงออกมาคือ การตวาดปถพีบาลที่ทําใหโกรธ
ถัดมาเปนเราทรรสตอไปนี้
ฝายโยคีเมื่อไดยินพระราชาตรัสแลไดยินคนอื่นๆ พูดแลหัวเราะเกรี้ยวกราดดังนั้น
ก็คิดวาพวกนี้เจียวแตงนางไปลอเราใหเสียผลแหงตบะที่ไดบําเพ็ญมา ครั้นรูสึก
เชนนั้นแลวก็แบกลูกขึ้นบา สาปคนทั้งหลายที่อยูในที่นั้น แลวออกจากทอง
พระโรงไป คําที่โยคีสาปนั้นไมเปนผลสําเร็จ เพราะเสียตบะเสียแลว ครั้นโยคี
กลับไปถึงปาก็ฆาบุตรของตนเสีย แลวเริ่มทําตบะใหม มาดหมายจะแกแคน
พระราชบิดาแหงพระองค บัดนี้พระราชบิดาก็สิ้นพระชนมไปแลว โยคีตั้งหนาจะ
ทํารายพระองคตอไป หวังจะเอาเลือดพระราชาแลพระราชบุตรเปนเครื่องบูชานาง
ทุรคา เพื่อไดรับความเปนใหญในโลกเปนรางวัล
( หนา 23 )
ความขางตนเปนเรื่องราวของโยคีที่มีความโกรธแคนที่ถูกบิดาของพระวิกรมาทิตย
และนางวสันตเสนาเมียของโยคีหลอกใหตนเสียตบะ วิภาวะของความโกรธคือ ความเจ็บใจ
จนเกิดการอาฆาตจองเวร มีอนุภาวะของความโกรธคือ การกลาวสาปคนในที่นั้น และ
57
กลับมาฆาบุตรของตนเอง ความโกรธนี้มีสาตตวิกภาวะคือ ตัวสั่น หนาและเสียงเปลี่ยน ใน
เวลาที่กลาวคําสาปอาจมีการชี้นิ้ว ถลึงตาดวยก็ได
เมื่อพระวิกรมาทิตยไปนําตัวเวตาลมาใหโยคีศานติศีล มีเหตุการณที่ทําใหเกิดความ
โกรธดังนี้
ฝายพระราชาเมื่อเวตาลหลุดไปไดถึงสองครั้งเชนนี้ ก็ทรงพิโรธตรัสสั่งพระราชบุตร
วา เมื่อเวตาลตกมาถึงพื้นดินใหฟนหัวใหขาดออกไป แลวทรงปนขึ้นตนไมจับผมเวตาล
กระชากจนหลุดจากกิ่งไมที่เกาะแลวทิ้งลงมาถึงพื้นดิน
( หนา 39 )
วิภาวะของความโกรธคือ ความไมไดดังใจ เพราะปนตนไมไปจับตัวเวตาลถึงสอง
ครั้งแตเวตาลกลับหลุดไปไดทั้งสองครั้ง ทําใหโกรธมาก มีอนุภาวะคือ สั่งใหพระราชบุตร
ฟนหัวใหขาดเมื่อทิ้งเวตาลลงมาจากตนไม อาจมีสาตตวิกภาวะคือ อาการตัวสั่นในขณะที่
โกรธอยู
ตอนตอมาเปนตอนที่เวตาลทาพระวิกรมาทิตยวาจะเลาเรื่องใหพระวิกรมาทิตยตอบ
คําถาม หากตอบไมไดคงเปนเพราะโง ทําใหเกิดเรื่องราวดังนี้
พระวิกรมาทิตยไดทรงฟงดังนั้น ก็คิดขัดเคืองในพระหฤทัย เพราะพระราชาไมเคย
ฟงใครดูหมิ่นวาโง
( หนา 42 )
วิภาวะของความโกรธซึ่งในที่นี้เปนแคความขัดเคืองใจ คือ การถูกดูหมิ่นวาตนโง
มีอนุภาวะคือ ความเงียบ บางครั้งเมื่อคนเรามีความโกรธมากๆ ก็จะแสดงออกดวยความเงียบ
แทนที่จะโวยวายหรือแสดงอาการฉุนเฉียวตางๆ
เราทรรสตอนตอมาอยูในนิทานเรื่องที่ 1 เปนอุบายที่นางปทมาวดีแสดงออกมาเพื่อ
ทดลองความฉลาดของพระวัชรมุกุฏดังนี้
พระราชธิดาทรงอานหนังสือตลอดแลว ก็สําแดงอาการพิโรธ ตรัสแกนางนมดวย
สําเนียงอันขุนแคนวา “นี่แกเปนอะไรไปจึ่งบังอาจนําหนังสือนี้มาให คนโงที่เขียน
หนังสือนี้แตงฉันทไมเปน ก็แคนจะแตงกับเขาดวย คนแตงฉันทเลวๆ เชนนี้ยังอาจ
มาแตงถวายพระราชธิดา อยากรูวาเรียนหนังสือมาแตสํานักไหน จึงเลวถึงเทานี้”
58
นางตรัสพลางทรงฉีกหนังสือตอนที่วา “ศศิไซรบใยดี” สงใหนางนมแลวตรัสวา
“แกจงนําเอาคําตอบนี้ไปใหชายที่แตงฉันทไมเปน แลตัวแกเองจงอยาทําเอื้อมอาจ
ถือหนังสือเขามาเชนนี้อีกเปนอันขาด”
( หนา 62 )
วิภาวะของความโกรธนี้มาจากความตื่นตระหนกและแสรงทําทีวาตนไดรับการดู
หมิ่นที่มีชายโงแตงฉันทเลวๆ มาถวาย แสดงอนุภาวะคือ การดุดาวากลาว พูดจาเกรี้ยว
กราด และมีปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ อาการตัวสั่น เสียงเปลี่ยน
เมื่อนางนมกลับไปพุทธิศริระก็แกอุบายของนางปทมาวดี และนางก็มีอาการโกรธ
ดังนี้
นางปทมาวดีไดทรงฟงดังนั้นก็สําแดงความโกรธยิ่งกวาครั้งกอน นางเสด็จลุกไป
เอากระแจะจันทรละเลงบนพระหัตถทั้งสองพระหัตถ แลวตบเขาที่แกมนางนมทั้ง
สองแกม ตรัสวา “แกจงรีบไปจากวังนี้โดยเร็ว มิฉนั้นจะตองรับโทษยิ่งกวานี้ แก
จําไมไดหรือวาขาหามไมใหเอาเรื่องนี้มาพูดตอไปเปนอันขาด”
( หนา 65 )
วิภาวะของความโกรธคือ การถูกดูหมิ่นทั้งๆที่นางนั้นเปนถึงพระราชธิดา แตนาง
นมกลับมาติดตอผูชายให จึงแสดงอาการโกรธหรืออนุภาวะออกไปคือ การเอากระแจะ
จันทรตบแกมนางนามจนมีรอยนิ้วทั้ง 10 นิ้ว ซึ่งจริงๆแลวเปนการเสแสรงแกลงทําเพื่อเปน
อุบายอีกเชนเดิม
เมื่อนางนมกลับมาถึงเรือน พุทธิศริระก็แกอุบายนี้ไดอีก และใหนางนมเขาไปอีก
ครั้ง พระธิดาก็มีอาการดังนี้
คราวนี้พระราชธิดากริ้วมาก ทรงฉุดตัวนางนมไปที่ประตูดานตะวันตก ทรงผลักให
ออกประตูนั้น แลตรัสวาถากลับเขาไปอีกจะตีดวยแส
( หนา 66 )
วิภาวะของความโกรธตอนนี้จะเหมือนที่ผานมา คือ อาการโกรธที่เกิดจากการถูกดู
หมิ่น เพราะตนเปนพระธิดาแตถูกนางนมมาติดตอความรักใหกับผูชาย จริงๆ แลว เพราะ
59
นางตองการลองปญญาของพระวัชรมุกุฏมากกวา จึงแกลงแสดงอาการโกรธเกรี้ยว อนุภาวะ
ของความโกรธตอนนี้ คือ การฉุดกระชากและผลักออกไป พรอมขูวาจะตีดวยแส
หลังจากที่พระวัชรมุกุฏเขาไปอยูกินในวังกับนางปทมาวดีสักระยะหนึ่ง ก็มีอาการ
ซึมเศราเพราะคิดถึงสหายรักอยางพุทธิศริระ นางปทมาวดีสังเกตเห็นจึงซักถาม เมื่อรูความ
จริงก็ไมชอบใจและรูสึกแคนเคืองพุทธิศริระ จึงแกลงทําอุบายยอมใหพระวัชรมุกุฏไปเยี่ยม
พุทธิศริระ พรอมของฝาก ซึ่งความตอนนี้บรรยายไวดังนี้
พระวัชรมุกุฏทรงยินดีตรงเขาสวมกอดนาง กลับทําใหนางโกรธในใจ เพราะเห็น
ถนัดวาทรงยินดีที่จะทิ้งนางไปหาสหาย นางเกรงจะซอนความโกรธไวไมไดก็รีบ
หนีไปจัดของที่จะฝากไปประทานพุทธิศริระ สักครูหนึ่งนางเสด็จออกมาในหองถือ
ถุงบรรจุของกินมาสงถวายทูลวา ขอใหประทานแกพุทธิศริระวาเปนของซึ่งนางทํา
ดวยพระหัตถ ถึงแมคนมีปญญาก็คงจะชมรสซึ่งมีในขนมนั้น
( หนา 74 )
วิภาวะของความตอนนี้คือ ความเจ็บใจและอิจฉาริษยาสหายของผูเปนที่รัก เพราะ
โกรธที่คนรักเห็นเพื่อนสําคัญกวา พอใจและดีใจจะไปหาเพื่อนมากกวาอยูกับตัวเอง
อนุภาวะที่แสดงออกนั้นไมไดแสดงใหเห็นโดยกิริยาแตใชวิธีฝากขนมที่ใสยาพิษหวังฆาให
ตาย ซึ่งในตอนนี้พุทธิศริระสรุปไววา ผูหญิงยอมจะเกลียดเพื่อนของชายที่รัก ทําใหนาง
ปทมาวดีจึงกลาวางยาพิษไดลงคอ
เราทรรสตอนถัดมาอยูในเรื่องที่ 2 ซึ่งเวตาลกําลังกลาวถึงเรื่องความรักของบุตรที่มี
ตอบิดามารดา และกลาวกระทบพระวิกรมาทิตยวาพอแมบางคนซึ่งถือตัววามีคุณธรรมอันดี
แตใชลูกวิ่งตามหลังประหนึ่ง...
เวตาลพูดไมทันขาดคํา พระวิกรมาทิตยทรงพิโรธเปนกําลังก็เอื้อมพระหัตถไปขาง
หลัง จับแขนเวตาลเต็มกํากระชากดวยกําลังแรง เวตาลรองโอยๆ เหมือนหนึ่ง
เจ็บปวดมาก แตถาจะสังเกตก็เหมือนแกลงรองเปนเชิงเยาะเยย ไมใชรองดวยเจ็บ
เพราะเมื่อพระราชาหยุดกระชาก เวตาลก็กลาวตอไปดวยสําเนียงแจมใส
( หนา 95 )
60
วิภาวะของความโกรธคือ ไมชอบใจที่เวตาลพูดจาดูหมิ่นใหเจ็บใจ แสดงอนุภาวะ
ของความโกรธคือ เอื้อมมือไปกระชากเวตาลอยางแรง จนเวตาลรองออกมา
เมื่อเวตาลเลาเรื่องที่ 2 ซึ่งเปนเรื่องราวที่เลาจากนกแกวของพระรามเสนและ
นกขุนทองของนางจันทราวดี เพราะเมื่อคนทั้งสองวิวาหกัน ก็อยากจะใหนกของตนทั้งคูรัก
กันดวย แตทั้งสองนกไมอยากมีคู ทําใหเถียงกับเรื่องความรายกาจของหญิงและชาย เมื่อ
เถียงกันรุนแรงขึ้น นกขุนทองก็โกรธนกแกวจนมีอาการดังนี้
นกขุนทองโกรธจนแทบจะลืมไวยากรณสันสกฤต
( หนา 108 )
วิภาวะของความโกรธนี้คือ การพูดใหเจ็บใจ ทะเลาะทุมเถียงกัน จนทําใหเกิด
ความแคนเคืองหรือความโกรธ มีอนุภาวะคือ ลืมในสิ่งที่ตัวเองถนัดและใชอยูทุกวัน ซึ่ง
นับวาโกรธมากทีเดียว อาจมีสาตตวิกภาวะคือ ตัวสั่น เสียงเปลี่ยนรวมดวยก็ได
เราทรรสตอนถัดมาเกิดขึ้นในเรื่องที่ 3 ซึ่งเกิดจากการที่เวตาลชอบพูดจา
กระทบกระทั่งพระวิกรมาทิตยอยูเสมอเวลาเลานิทาน ตอนนี้อีกเชนกัน เวตาลพูดจาเสียดสี
ถึงเรื่องฉลาด ความสงบเสงี่ยม ความโออวด ความเห็นแกตัว ทุมเถียงกันในเรื่องดังกลาว
จนเกิดเหตุการณดังนี้
พระราชาทรงพิโรธรับสั่งวา “เองอยากจะใหขาเอาตัวเอ็งฟาดลงกับพื้นดินหรือ”
เวตาลบนอุบอิบ เปนทํานองวาการแสดงปญญาใหคนโงฟงไมมีประโยชนแลวเลานิทาน
ตอไป
( หนา 161 )
วิภาวะของความโกรธคือ การทุมเถียงกัน พูดจาดูหมิ่นทําใหเจ็บใจ อาการที่
แสดงออกหรืออนุภาวะของความตอนนี้คือ การขูที่จะทํารายอยางที่เคยทํา ซึ่งอาจมีการตวาด
รวมอยูดวย
รสแหงความแคนเคือง การรับรูความโกรธตอนตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 เปน
เรื่องของลูกอมวิเศษที่อมแลวเปลี่ยนจากชายเปนหญิงจนเกิดเรื่องคือ เมื่อพราหมณปลอมตัว
โดยการอมลูกอมอีกเม็ดหนึ่งเมื่ออมแลวจะกลายเปนพราหมณแกไดนําลูกสะใภไปฝากไวกับ
ทาวสุพิจาร เพราะหญิงสะใภนั้นคือชายที่หมายปองพระธิดาของทาวสุพิจาร เมื่อเขาไปอยู
ในวังกระทั่งไดเสียกับพระธิดา เวลาไปไหนกับพระธิดาและทาวสุพิจารก็จะอมลูกอมให
61
กลายเปนหญิงจนบุตรชายของโกษาธิบดีเห็นเขาก็เกิดหลงรัก และใหบิดาซึ่งก็คือโกษาธิบดี
ไปสูขอหญิงสะใภพราหมณจากทาวสุพิจาร พระองคจึงแสดงออกดังนี้
ทาวสุพิจารไดทรงฟงดังนั้น ก็ทรงแสดงกิริยาพิโรธตรัสวา “เจาเปนบาไปเสียแลวหรือ
จึงมากลาวเชนนี้ ขาเปนพระราชาจะกระทําอยุติธรรมเชนนั้นดวยประการใด เจาเปน
ผูใหญยอมจะทราบวาเมื่อมีผูพาผูอยูในความปกครองมาฝากใหอยูในอารักขาแหงผูมิ
อาจใหอารักขาได ผูรับฝากจะยกผูอยูในความฝากนั้นไปใหผูอื่นไมไดเปนอันขาด เจา
ก็เปนอํามาตยผูใหญมีสติปญญา เหตุไฉนจึงมาขอเชนนี้
( หนา 286 )
วิภาวะของความโกรธคือ ทาวสุพิจารถือวาถูกดูหมิ่นจากโกษาธิบดี เพราะการมาสู
ขอหญิงสะใภพราหมณนั้นไมถูกตอง ดวยวาทาวสุพิจารไดรับปากรับฝากหญิงสะใภ
พราหมณจากพราหมณเฒา ซึ่งพระองคตองดูแลใหดีตามที่รับปากและไมมีสิทธิจะมอบหญิง
สะใภพราหมณนี้ใหแกใคร อนุภาวะของความโกรธที่แสดงออกคือ การตวาดดวยความ
โกรธ มีสาตตวิกภาวะคือ ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน
เวลาที่เวตาลเลาเรื่องก็มักจะวิพากษวิจารณลักษณะตางๆ ของมนุษย ซึ่งบางเรื่องก็ทํา
ใหพระวิกรมาทิตยไมพอใจ ดังตอนนี้ เวตาลกลาวถึงความโลเลไมยั่งยืนของใจมนุษย ทําให
พระวิกรมาทิตยไมพอใจ
ตรงนี้พระวิกรมาทิตยทรงแคนเคืองในพระหฤทัย เพราะเหตุเวตาลกลาวติเตียน
ธรรมดาแหงมนุษย ทรงแสดงพิโรธใหเวตาลรูสึกแตมันทําเปนไมรูสึก
( หนา 288 )
วิภาวะของความโกรธ ไดแก การพูดติเตียนธรรมดาของมนุษย แสดงอนุภาวะโดย
การแสดงกิริยาอาจเปนการบีบตัวเวตาลหรือหนีบยามที่ใสเวตาลใหเวตาลเจ็บหรืออึดอัด
หรืออาจถลึงตาใสเวตาลก็ได
เมื่อทาวสุพิจารตัดสินใจยกหญิงสะใภพราหมณใหแกบุตรชายของโกษาธิบดีแลว
พราหมณเฒาที่ฝากหญิงสะใภของตนก็กลับมารับลูกสะใภ เมื่อทราบวาทาวสุพิจารยก
ลูกสะใภใหคนอื่นไปก็โกรธมาก ดังนี้
62
พราหมณเฒาแสดงอาการโกรธกลาววา “พระองคทําอะไรอยางนี้ พระองคไมอยูใน
คําสัตยสัญญาเอาภริยาแหงบุตรของขาพเจาไปยกใหวิวาหะกับชายอื่น พระองคกระทําแลว
ตามพระหฤทัยประสงค แลบัดนี้จงฟงคําสาปของขาพเจาเถิด”
( หนา 303 )
วิภาวะของความโกรธนี้ไดแก การกระทําที่ดูถูก ซึ่งพราหมณเฒาถือวาทาว
สุพิจารดูถูกตนและไมรักษาคําสัญญาที่ใหไว จึงแสดงอนุภาวะออกมาคือ การกลาวคําสาป
ทาวสุพิจาร ซึ่งถือวาการกลาวคําสาปนั้นผูกลาวตองโกรธมากทีเดียว และคงแสดงปฏิกิริยา
( สาตตวิกภาวะ ) คือ อาการตัวสั่น เสียงเปลี่ยน รวมดวย
เมื่อพราหมณเฒามาทวงลูกสะใภคืน ทาวสุพิจารมอบนางใหคนอื่นไปแลว ทาว
สุพิจารจึงจําเปนตองยกพระธิดาใหวิวาหกับพราหมณศศีบุตรชายของพราหมณเฒาซึ่ง
ขณะนั้นนางจันทรประภาพระธิดาซึ่งลักลอบไดเสียกับมนัสวีชายผูอมลูกอมจนกลายเปน
หญิงและปลอมตัวเปนหญิงสะใภพราหมณนั้นไดทรงตั้งครรภแลว กระทั่งมนัสวีกลับมาอาง
สิทธิ แตนางไมยอมรับดังนี้
มนัสวีจึงอางนางจันทรประภาเอง แตนางกลับกลาวโดยอาการแคนเคืองวาตั้งแตเกิด
มายังไมเคยเห็นมนัสวีเลย
( หนา 306 )
วิภาวะของความโกรธนี้ เปนความโกรธที่เกิดอยูในใจของนางจันทรประภาที่ถูก
ทอดทิ้งไปนาน เพราะเมื่อสะใภพราหมณหรือมนัสวีไปอยูบานโกษาธิบดีนั้น ปรากฏวา
กลับไปไดเสียกับเมียนอยของโกษาธิบดีจนลืมนางจันทรประภา และที่กลับมาทวงสิทธิคืน
นั้นเพราะตกใจจนพลัดตกมาจากหองเมียนอยของโกษาธิบดีจนกลืนลูกอมเขาไมสามารถ
กลับไปเปนหญิงไดอีก อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การปฏิเสธไมยอมรับมนัสวีเปนสามี
เพื่อใหมนัสวีเจ็บใจและลําบากตอไป
เราทรรสถัดมา ปรากฏอยูในเรื่องที่ 8 เปนเรื่องของพระยศเกตุที่อยูกินกับนาง
วิทยาธรและนางจะหายไปทุกวันขึ้น 14 ค่ํา เมื่อพระยศเกตุตามไปก็พบวาอสูรกลืนนางเขา
ไป ก็เกิดเหตุการณดังนี้
ครั้นเห็นนางก็รองดวยเสียงอันดังแลวตรงเขาจับนางใสปากกลืนเขาไป พระราชาเห็น
ดังนั้นก็พระองคสั่นดวยเพลิงแหงความโกรธ ชักพระแสงดาบตรงเขาฟนรากษสคอ
63
ขาดศีรษะตกจากตัว เลือดไหลนองไป เพลิงแหงความโกรธของพระราชาก็ดับดวย
เลือดแหงอสูร
( หนา 331 )
วิภาวะ คือ ความตื่นตระหนกตกใจเพราะหญิงที่ตนรักโดนทํารายดวยการถูกกลืน
กินเขาไป แสดงอนุภาวะคือ ชักดาบออกมาฟนคออสูรจนขาดกระเด็น และมีสาตตวิกภาวะ
คือ ตัวสั่นเพราะความโกรธนั่นเอง
เมื่ออสูรตายไปแลว สักพักนางวิทยาธรก็ออกมาจากรางอสูรโดยไมเปนอะไรเลย
และเลาเรื่องราวที่นางตองโดนอสูรกลืนทุกวันขึ้น 8 ค่ํา และ14 ค่ําดังนี้
พระบิดาของขาพเจาไมไดเสวยอาหาร ตั้งพระหฤทัยคอยขาพเจาจนหิวโหย เกิดพิโรธ
เปนกําลัง แมความรักขาพเจาก็ไมอาจปองกันไมใหการเปนไปตามคติแหงกรรมใน
ปางกอน ครั้นขาพเจากลับมาเฝาในเวลาค่ําก็ทรงสาปวา "เพราะเจาทําใหขาอดอาหาร
ตลอดวัน ตอไปขางหนาเมื่อเจาออกไปนอกกรุงเพื่อจะบูชาพระศิวะในวัน 8 ค่ํา แล
14 ค่ํา จงมีรากษสมาจับตัวเจากลืนเขาไปในทอง แตใหเจากลับออกมาไดทางหัวใจ
รากษส อนึ่งไมใหเจาจําเรื่องแลคําสาปนี้ได ไมใหความจําเจ็บปวดที่ไดถูกกลืนเขาไป
ในทองรากษสนั้นได แลใหเจาอยูในกรุงนี้ตอไปคนเดียว
( หนา 333 )
เรื่องราวที่นางวิทยาธรเลานั้น วิภาวะที่เกิดขึ้นเปนการรับรูความโกรธของบิดานาง
วิทยาธรที่โกรธนางที่นางมัวแตบูชาพระศิวะจนกลับมาตั้งสํารับใหบิดาชา ทําใหบิดานางหิว
มากและโกรธมาก อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การสาปใหนางตองโดนกลืนทุกวันขึ้น 8 ค่ํา
และ 14 ค่ํา
รสแหงความแคนเคืองตอไปอยูในเรื่องที่ 9 เปนเรื่องพราหมณหริทาสที่ตองการหา
คูใหนางมุกดาวลีบุตรสาว เมื่อตองตัดสินใจเลือกระหวางรัตนทัตตและคุณากร ก็เรียก
บุตรสาวใหออกมาเลือกเอง ซึ่งนางมุกดาวลีไดเลือกรัตนทัตต คุณากรจึงมีความรูสึกดังนี้
ฝายคุณากรชาตินักรบเห็นดังนั้นก็แคนใจ มือจับหนวดบิดขึ้นไปจนถึงตาซึ่งแดงดวย
ความโกรธ มือก็เวียนไปจับดาบร่ําไป
( หนา 354 )
64
วิภาวะคือ ความแคนใจ ความโกรธที่ไมสมหวัง ที่นางมุกดาวลีไมเลือกเปนสามี
ซึ่งอาจรูสึกเสียหนาดวยก็เปนได อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การจับหนวดบิด ตาแดงดวย
ความโกรธและมือจับดาบพรอมที่จะชักดาบออกมาฟาดฟนตลอดเวลาในตอนนั้น
คุณากรนั้นมีอาการอยางนั้นไดไมนานก็หายโกรธ เพราะความที่เปนชายชาตินักรบ
ผิดกับมหาเสนีที่ถูกคัดตั้งแตในวันแรก จึงมางานวิวาหและเกิดเหตุการณดังนี้
มหาเสนีไดทราบก็กระทําการอุกอาจเขาไปในที่ประชุม พูดจาแสดงความโกรธ แล
กลาวภาษิตกาพยกลอนที่ไมเขาเรื่องดวยเสียงดังกลบไปในเรือน ยกคุณชั่วแหงหญิง
ทั้งหลายขึ้นกลาววา ในโลกนี้หญิงเปนบอเกิดแหงความทุกข เปนยาพิษอยางแรง
เปนที่อยูแหงความกระวนกระวาย เปนผูสังหารความกําหนดแนในใจคน เปน
ผูกระทําใหเกิดความมึนเมารัก แลเปนโจรปลนคุณความดีทั้งหลายในโลก
( หนา 355 )
วิภาวะคือ ความผิดหวัง จนเกิดการอาฆาตจองเวร จนกลาที่จะแสดงพฤติกรรม
หรืออนุภาวะคือ การพูดจาวาราย เพราะขาดสติ มหาเสนีคงโกรธแคนมากและอาจมีสาตต
วิกภาวะคือปฏิกิริยา ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เหงื่อออก และอาจมีน้ําตาไหลเพราะโกรธแคน
ผิดหวังรวมอยูดวย
เมื่อเกิดเหตุการณอยางนี้ หลายคนก็เกิดความเห็นใจมหาเสนี จึงชวยกันหามปราม
แตปรากฏวา
ครั้นคนที่อยูในที่ประชุมนั้นชวยกันหามปราม มหาเสนีก็ยิ่งแสดงความโกรธมากขึ้น
จนพราหมณหริทาสตกใจกลัวสําเนียง
( หนา 356 )
วิภาวะคือ ความแคนเคืองที่ถูกหามปราม เพราะตัวเองผิดหวังและเจ็บใจมากที่ไม
ถูกเลือกใหแตงงานกับนางมุกดาวลี อนุภาวะคือ ตวาดและสงเสียงดัง ซึ่งมีสาตตวิกภาวะคือ
เสียงเปลี่ยน ตัวและเสียงสั่นรวมดวยก็เปนได
เมื่อเลาจนจบเรื่องที่ 9 เวตาลก็แกลงแหยพระวิกรมาทิตยเพราะตองการใหพระองค
ตอบตําถาม ซึ่งพระวิกรมาทิตยก็หลงกลตอบออกไปดังนี้
65
พระวิกรมาทิตยรับสั่งดวยสําเนียงพิโรธวา “เอ็งไมนึกหรือวา วิญญาณนั้นเมื่อเขาไป
ในตัวมนุษยแลวก็มีสํานักอยูในมันสมอง แลพิจารณากายภายนอกเห็นไดจากสํานักนั้น”
( หนา 368 )
วิภาวะ คือ โกรธที่เวตาลวิจารณหรือแสดงความคิดเห็นที่พระองคเห็นวาไมถูกตอง
หรือไมตองกับความคิดของพระองค มีอนุภาวะคือ ตวาดดวยเสียงอันดังดวยความโกรธ
เราทรรสที่ปรากฏในนิทานเวตาลนั้น เปนการรับรูความโกรธที่มักเกิดจากการที่
ผูอื่นทําใหแคนเคืองหรือโกรธ ดังที่อธิบายไปแลวขางตนวาความโกรธนั้นมีหลายอยาง
ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจากผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และ
เกิดขึ้นเอง เราทรรสหรือรส แหงความโกรธแคนที่ปรากฏในนิทานเวตาลมากที่สุดคือ
ความโกรธที่เกิดจากคนใช ถัดมาคือความโกรธที่เกิดจากศัตรู และความโกรธที่เกิดขึ้นเอง
ทั้งหมดนี้มีวิภาวะของความโกรธสรุปไดคือ การพูดจาที่ทําใหเจ็บใจ การพูดดูหมิ่น การ
ทะเลาะทุมเถียงกัน ความอิจฉาริษยา และอาฆาตจองเวร และอนุภาวะที่แสดงออกมาคือ
การตวาด การสาปแชง การใชกําลังฉุดกระชาก หรือการขมขูใหสํานึก ซึ่งมักมีสาตต
วิกภาวะหรือปฏิกิริยาคือ ภาวะตัวสั่น ภาวะสีหนาและเสียงเปลี่ยน ภาวะเหงื่อออกและน้ําตา
ไหล ซึ่งเกิดจากความโกรธแคน การดูหมิ่น และความกลัว รสแหงความโกรธแคนหรือ
เราทรรสนี้ปรากฏอยูในนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง นิทานเรื่องที่ 1 , 2 , 7 , 8 และ 9
วีรรสและองคประกอบของรส
วีรรส คือ ความชื่นชม เปนรสที่เกิดจากการรับรูความมุงมั่นในการแสดงความกลา
หาญอันเปนคุณลักษณของคนชั้นสูง ความกลาหาญมี 3 อยาง คือ กลาให (ทานวีระ) กลา
ประพฤติธรรมหรือหนาที่ (ธรรมวีระ) และกลารบ (รณวีระ) อาจมีภาวะเสริม คือ ความ
มั่นคง ความพินิจพิเคราะห ความจองหอง ความตื่นตระหนก ความรุนแรง ความแคน
ความระลึกได ฯลฯ วิภาวะของความมุงมั่น ไดแก การเอาชนะศัตรู การบังคับอินทรียของ
ตนได การแสดงพละกําลัง ฯลฯ อนุภาวะของความมุงมั่น ไดแก ทาทีมั่นคง เฉลียวฉลาด
ในการงาน เขมแข็ง ขะมักเขมน พูดจาแข็งขัน เปนตน
วีรรส หรือรสแหงความกลาหาญ เหตุการณที่แสดงถึงความกลาหาญปรากฏอยูใน
ตอนตนเรื่อง เปนเหตุการณตอนที่พระวิกรมาทิตยสูรบกับอสูรปถพีบาล ซึ่งจัดเปนรณวีระ
( กลารบ ) มีเหตุการณดังนี้
66
พระราชาตรัสวา “ตกลง” เพราะไมโปรดจะทําอะไรยิ่งกวารบ ครั้นทรงเหน็บผา
ทรงมั่นคงแลว ก็ตรงเขาตอสูกับอสูร อสูรนั้นกําหมัดเทาผลแตงโม ลําแขนแข็ง
ราวตะบองเหล็ก ฟาดลงมาแตละครั้งดังตนไมใหญซึ่งพายุพัดลมฟาดลงมา สวน
พระราชานั้นสูงเพียงสะดือยักษ ยักษกมลงฟาดกําหมัดคราวไรก็ตวาดดวยเสียงอัน
ดัง คนที่ไมกลาหาญมั่นคงอาจแพเพราะเสียงนั้นอยางเดียว
( หนา 16 )
วิภาวะของความมุงมั่นในการแสดงความกลา คือ ความตองการเอาชนะศัตรูที่นา
กลัวและมากไปดวยกําลัง มีอนุภาวะคือ ทาทีที่มั่นคงและเขมแข็ง แมวาอสูรจะมีรูปราง
ใหญ แข็งแรง และมีเสียงดังก็ไมเกิดความกลัวหรือไมกลาสู
เมื่อจัดการกับอสูรปถพีบาลเรียบรอย และอสูรปถพีบาลทูลเตือนเรื่องตางๆ
เรียบรอย พระวิกรมาทิตยก็เสด็จเขาเมือง ปกครองบานเมืองจนโยคีศานติศีลซึ่งมีความแคน
ในบิดาของพระวิกรมาทิตย ไดวางแผนการแกแคน ปลอมตัวมาทําแผนการจนพระวิกรมา
ทิตยจําเปนตองรับปากจะชวยทําพิธีอยางหนึ่ง และตองไปยังปาชาอันเปนที่อยูของเวตาล
เพื่อไปพาเวตาลมาใหโยคีศานติศีลตามที่รับปากไว กวีบรรยายเหตุการณดังนี้
พระวิกรมาทิตยทรงความกลาอยางที่สุด ดังจะเห็นไดในเวลาที่รบยักษนั้นแลว แต
ความกลานั้นประกอบดวยระมัดระวังพระองค ครั้นเห็นมนุษยแวดลอมดวยผีดังนั้น
ก็ซ้ําคิดถึงยักษ เห็นเปนชองอันดีที่จะทําลายศัตรูซึ่งมุงรายตอพระองค ทรงคิดวาใน
ขณะนั้นถาตรงเขาไปฟนดวยพระแสงดาบอันคมกลา ใหหัวโยคีขาดไปก็จะทําได
สําเร็จประสงคโดยงาย แตทรงรําลึกวาไดทรงสัญญาเสียแลววา จะมารับใชโยคีใน
คืนวันนั้นจําตองปฏิบัติตามขอสัญญา แลระวังพระองคคอยหาโอกาสในเวลา
ขางหนาตอไป
( หนา 34 )
วิภาวะคือ ความระลึกไดในสัญญาที่ใหไว ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองรับปาก มี
ความกลาหาญไมเกรงกลัวศัตรู หรือภูตผีปศาจตางๆ อนุภาวะคือ การสะกดความรูสึก
มุงมั่นที่จะรักษาสัญญา มีทาทีที่คงมั่นไมหวั่นไหว
และเมื่อดําเนินไปก็เกิดเหตุการณตอไปนี้ คือ
67
ทรงพระดําริเชนนี้พลางดําเนินไป ไดยินเสียงดนตรีของโยคีและเสียงภูติผีปศาจ
ตางๆ เตนรําทําเพลงอื้ออึงไปในปาชา ทางที่เดินนั้นมืด ถึงแกจะเดินใหตรงมิได
ทั้งมีภูตตามลอหลอกใหตกใจ บางก็แกลงขวางจะใหสะดุดลม บางก็เปนงูมาพัน
พระชงฆ บางก็ทําแสงวูบวาบขางๆ ทางเดิน บางก็ทําเสียงดังลั่นใกลๆ พระองค
แมคนที่กลาก็นาหวาดเสียวไมอาจดําเนินตอไปได แตพระราชากับพระราชบุตรก็
มิไดถอย พากันทรงดําเนินไปจนถึงปาชา ซึ่งโยคีทูลนั้น สักครูหนึ่งเห็นตนอโศก
ตนใหญลุกเปนไฟแดงไปทั้งตน พระราชาไมทรงยอทอก็เดินตรงเขาไป ประเดี๋ยว
ไดยินเสียงผีรองบอกวา “ฆาเสีย ฆาเสียทั้งสองคน จับตัวใหได ชวยกันจับตัวเผา
ในไฟบนตนไมนี้ใหไหมเปนจุลไป ทําใหรูสึกพิษไฟแหงบาดาล” พระราชาไมทรง
ครั่นคราม ก็ตรงเขาไปถึงตนไม แตเปลวไฟบนตนอโศกนั้นมิไดรอน เพราะเปน
ไฟที่ปศาจสําแดงหลอกเทานั้น เมื่อเขาไปถึงโคนตนไม พระราชาก็หยุดพิศดูศพซึ่ง
แขวนอยูบนกิ่งอโศก
( หนา 36 )
วิภาวะของความกลาหาญนี้คือ ความกลาในการบังคับใจของตน ซึ่งถือเปนความ
มุงมั่นกลาหาญที่ไมไดเกิดขึ้นงายๆ หากไมเปนผูที่มีจิตใจเขมแข็ง หรือเปนชนชั้นสูงก็จะ
ระงับใจตนเองไมได มีอนุภาวะคือ ทาทีมั่นคง ไมหวั่นไหวและกลัวในสิ่งที่พบเห็น
วีรรสตอนตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่งบรรยายถึงความกลาหาญของสุรเสน
แมทัพของพระราชารูปเสน ซึ่งเปนธรรมวีระ คือเปนความกลาประพฤติธรรมหรือหนาที่
ผูประพันธบรรยายความเกงกลาไวดังนี้
กลาวการปฏิบัติหนาที่ สุรเสนเปนผูกลาใชความเห็นของตนแลแบบฉบับการ
สงครามซึ่งบัณฑิตแลพราหมณผูมิไดเปนนักรบ บังอาจแตงขึ้นไวเปนตําราใชสืบกัน
มาแตโบราณ นั้น สุรเสนแมทัพนํามาใชเปนหลักแตที่เห็นใชได แลใชความคิดแล
ความชํานาญของตนเปนบรรทัดทางเดิน รูจักเลือกที่รบ รูจักใชทหาร รูจักรักษา
ลําเลียงของตนในขณะที่ตัดลําเลียงขาศึก เมื่อเห็นธนูที่ทหารใชอยูนั้นใชไดไม
วองไวก็คิดเปลี่ยนเสียใหมกอนที่จะตองเปลี่ยนเพราะแพ เมื่อเห็นดามดาบจับไม
ถนัด แมดามจะไดเคยใชกันมาแลวตั้งพันป แลคนทั้งหลายคิดวาเปนดามดีที่สุด
เพราะอายุ สุรเสนแมทัพก็กลาเปลี่ยนเสียไมเกรงพวกไมใชนักรบคือบัณฑิตแล
พราหมณติเตียนวาไมถูกตองตามคัมภีรศาสตร อนึ่ง สุรเสนไดจัดทหารถือศรไฟขึ้น
68
หมูหนึ่งซึ่งเมื่อใชตอสูทัพชางของขาศึกก็มีชัยรอบขาง แมพระอังคารผูเปนเจาแหง
การรบก็ตองชมวาดี
( หนา 155 )
วิภาวะของความมุงมั่น ไดแก ความรับผิดชอบในหนาที่ มีความกลาหาญในการรบ
อยางที่ชายชาตินักรบซึ่งมีภาระเปนถึงแมทัพพึงจะมี อนุภาวะที่แสดงออกคือ ความกลาหาญ
เฉลียวฉลาดในการทํางาน มีความเขมแข็งไมเกรงกลัวใคร
ในเรื่องที่ 3 นี้นอกจากแมทัพสุรเสนที่มีความกลาหาญแลว ยังวีรพลอีกคนหนึ่งซึ่งมี
ความมุงมั่นกลาหาญไมยิ่งหยอนไปกวากัน และยังจัดเปนความกลาในการประพฤติหนาที่
( ธรรมวีระ ) ดังบรรยาย
ฝายวีรพลไดยินดังนั้นก็นึกรูในใจแมทัพ แตมิไดหวาดหวั่น เอามือขวาชักดาบออก
แกวงเหนือศีรษะเหมือนจักรยนตซึ่งหมุน 1,200 รอบตอนาที มือซายยื่นเหยียด
ออกไป มือขวาหวดดวยดาบเต็มกําลัง ตัดเล็บนิ้วกอยแหงมือซายขาดตกอยูกับพื้น
การตัดเล็บใหขาดไปดวยดาบซึ่งฟาดเต็มแรงนั้น ถานิ้วพลอยติดไปดวยก็นับวางาย
แลนับวาตัดเล็บสําเร็จเหมือนกัน ถาตัดไปทั้งมือยิ่งงายหนักเขา แลการตัดเล็บก็เปน
อันไดตัด แตวีรพลตัดเล็บครั้งนั้น มิไดถูกนิ้วแลเนื้อเปนเหตุใหเลือดตกแมแตหยด
หนึ่งเลย
( หนา 156 )
วิภาวะของความมุงมั่นนี้ คือ การแสดงพละกําลังใหเห็นถึงความกลาเกง เขมแข็ง
ไมขลาดกลัว มีอนุภาวะที่แสดงออกมาคือ ทาทีมั่นคง เขมแข็ง ไมหวาดหวั่นในการ
ประลองความสามารถใหปรากฏ
ความกลาหาญของวีรพลไมไดมีแคนี้ เมื่อเกิดเหตุการณรายอันจะทําใหพระราชา
ประสบภัย ก็หาทางปองกัน และเมื่อทางปองกันนั้นคือการสละชีวิตลูกของตนเปนเครื่อง
บูชาก็ยอม นับเปนธรรมวีระ ( ความกลาในหนาที่ ) และทานวีระ ( กลาให ) รวมกัน และ
ไมเพียงแตวีรพลเทานั้นที่กลาหาญ บุตรและภรรยาก็ยังกลาหาญ มุงมั่นสละตัวเองเพื่อ
ปองกันภัยที่จะเกิดแกพระราชาไดอยางไมกลัวตาย ดังบรรยาย
69
ลูกชายกลาววา “ขาแตนางผูเปนมารดา ขาพเจาเห็นวาเราจะรีบเรงใหการอันนี้
เปนไปโดยเร็ว เพราะเหตุวา ประการที่ 1 ขาพเจาผูบุตรจําตองเชื่อฟงคําสั่งของ
มารดา ประการที่ 2 ขาพเจาจําตองยังความเจริญใหมีแกพระราชาผูเปนเจาของ
ขาพเจา ประการที่ 3 ถาชีวิตแลรางกายของขาพเจาเปนประโยชนแกพระเทวี ก็ไม
มีทางใดที่ขาพเจาจะใชชีวิตแลรางกายของขาพเจาใหดียิ่งไปได”
( หนา 172 )
วิภาวะของความมุงมั่นคือ การยอมตายเพื่อตอบแทนคุณบิดา และพระเจาแผนดิน
แสดงอนุภาวะคือ ความเขมแข็ง ไมกลัวที่จะสละชีวิตของตน เพราะมีความระลึกไดบุญคุณ
ของบิดามารดา และแผนดินที่อาศัย
เหตุการณที่แสดงความมุงมั่นตอจากนั้นคือ
ฝายวีรพลเมื่อไปถึงศาล ก็พนมมือนมัสการแลกลาวคําวิงวอนพระเทวีวา “ขาแตพระ
เทวีเปนเจา ขาพเจาจะประหารชีวิตลูกชายถวายเปนเครื่องบูชาพระองค ขอพระองค
จงอํานวยใหพระราชาทรงชนมายุยืนยาวไปจวบพันปเถิด โอพระมารดา พระองคจง
ทําลายศัตรูของพระราชาเสียเถิด จงทรงฆาแลทําใหศัตรูเหลานั้นเปนเถาถานไปให
สิ้น หรือไลมันไปเสียใหสิ้น พระองคจงตัดมันทั้งหลายใหเปนทอนแลเสวยเลือดมัน
พระองคจงลางแลทําลายมันเสียดวยวัชระ ดวยโตมร ดวยขรรค ดวยจักร ดวยบาศ
อันเปนอาวุธของพระองค
( หนา 174 )
วิภาวะคือ ความมุงมั่นที่จะตอบแทนคุณแผนดิน ปกปกรักษาองคพระราชาให
ปลอดภัยจากเภทภัยตางๆ มีอนุภาวะของความมุงมั่นคือ การยอมสละชีวิตของบุตรซึ่งถือ
เปนแกวตาดวงใจของตัวเอง
เมื่อวีรพลผูกลาตัดคอบุตรแลว นองสาวเมื่อเห็นพี่ชายคอขาดก็เสียใจแตก็กลาหาญ
หยิบดาบเชือดคอตนเอง แมเมื่อลูกทั้งสองคอขาดตายก็เชือดคอตายตาม วีรพลเมื่อเห็นลูก
และเมียตายไปก็เอาดาบฟนคอตัวเองตายตามไปอีกคน พระราชารูปเสนแอบดูเหตุการณอยู
ตลอดก็เกิดความรูสึกดังนี้
70
ฝายทาวรูปเสนพระราชาทรงแอบดู ทอดพระเนตรเห็นหัว 4 หัว ขาดจากตัว 4 ตัว
กลิ้งอยูหนาศาลดังนั้น ก็ทรงสลดพระหฤทัย ทรงคํานึงวา “พอแมลูกทั้ง 4 นี้ไดสละ
ชีวิตไปแลวเพื่อประโยชนแกเรา โลกนี้กวางใหญก็จริง แตหาคนที่ซื่อสัตยกลาหาญ
ถึงเพียงนี้หาไมได ใครบางจะสละชีวิตเชนนี้เพื่อสนองคุณพระราชา แตมิไดบอก
กลาวโออวดใหใครทราบเลย อํานาจแลความเปนพระราชาของเรานี้ ถาจะยั่งยืนอยู
ไดดวยตองทําลายชีวิตคนถึงปานนี้ ก็สิ้นความสําราญแลเปนบาป มิไดผิดอะไรกับ
ถูกแชง เราคงจะครองราชัยไปก็หายุติธรรมมิได” พระราชาทรงดําริเชนนี้แลว ก็ทรง
หยิบดาบขึ้นจะประหารชีวิตพระองคเอง แตเทวรูปพระเทวีทรงยึดพระหัตถไว
รับสั่งหามมิใหพระราชาประหารพระองคเอง
( หนา 176 )
ทาวรูปเสนนั้นทรงเห็นเหตุการณโดยตลอดก็มีความเศราโศกเสียใจและซาบซึ้งใน
ความจงรักภักดี ยอมสละชีวิตตนเองและครอบครัว วิภาวะของความมุงมั่นนี้คือ ความระลึก
ไดในคุณความดีของครอบครัววีรพล แสดงอนุภาวะของความมุงมั่นคือ การสละชีวิตตนเอง
ฆาตัวตายตามครอบครัวของวีรพลผูมีความกลาและเสียสละ การกระทําของทาวรูปเสนนั้น
จัดวามีความกลาหาญและนายกยองมาก และมีปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ อาการตะลึง
งัน ที่ไดเห็นเหตุการณที่เกิดขึ้น
ความกลาหาญของทาวรูปเสนนี้นายกยองอยางไร พระวิกรมาทิตยบรรยายไวดังนี้
พระวิกรมาทิตยตรัสวา “เองเปนผีปญญาตัน ไมอาจเขาใจได วีรพลนั้นมีหนาที่จะ
สละชีวิตของตนใหแกเจา ซึ่งมีกรุณาใหลาภถึงเพียงนั้น บุตรชายของวีรพลจะขืนคํา
บิดานั้นไมไดเปนอันขาด แลสวนหญิงเมื่อใครฆากันที่ไหนใหเห็นเปนตัวอยางก็
ตองฆาตัวเองเปนธรรมดาตามนิสัยผูหญิง แตทาวรูปเสนนั้นทรงสละราชัยของ
พระองคเพื่อประโยชนแกวีรพลผูเปนขา แลไมตีราคาชีวิตของพระองค แลราช
สมบัติซึ่งเปนของชวนใหอยากมีชีวิต ยิ่งกวาราคาทอนฟางทอนหนึ่งเลย เหตุดังนั้น
กูจึงเห็นวาการที่พระราชาทรงกระทํานั้น เปนบุญแลควรสรรเสริญยิ่งกวาผูอื่น
( หนา 178 )
พระวิกรมาทิตยอธิบายเหตุผลใหเวตาลฟงถึงความนายกยองที่มีในวีรพลและทาว
รูปเสนวาแตกตางกันอยางไร ทําใหผูอานเขาใจความแตกตางของความกลาหาญที่นายกยอง
71
วิภาวะของความมุงมั่นนี้เปนความกลาหาญที่เกิดจากคุณธรรมประจําใจของตัวละคร แสดง
อนุภาวะคือตางยอมสละชีวิตตนเองอยางกลาหาญเด็ดเดี่ยว
วีรรสเรื่องถัดมา ปรากฏอยูในเรื่องที่ 5 เปนเรื่องของความกลาหาญของพระรันธีระ
ที่ปลอมพระองคเปนโจรเพื่อไปจับโจร ดังบรรยาย
ในคืนนั้น พระราชาทรงปลอมพระองคโดยวิธีผัดพระพักตรดวยผงสีที่ทําใหพระฉวี
ผิดไป ปนหนวดเหนือพระโอษฐตั้งขึ้นไปเกือบถึงพระเนตร แลแสกหนวดที่คางเอา
ปลายปดไปทางพระกรรณทั้งสองขาง ทั้งเอาขนหางมาผูกพระนาสิกรั้งไปขางหลัง
ใหแนนจนเปลี่ยนรูปไปเหมือนจมูกคนอื่น เมื่อแตงพระพักตรดังนี้แลวก็คลุม
พระองคดวยเสื้อผาเนื้อหยาบ รัดสะเอวแลขัดกระบี่ พระกรสอดโลพรอมแลว ก็
เสด็จออกจากพระราชวังพระองคเดียว มิไดตรัสใหใครทราบ ทรงดําเนินไปตาม
ถนนในพระนคร
( หนา 205 )
วิภาวะคือ ความสงสารเห็นใจประชาชนที่เดือดรอนจากโจร ซึ่งถือเปนความ
รับผิดชอบก็ได อันที่จริงพระราชาอาจสั่งใหใครเปนคนไปสืบหรือดําเนินการจับโจรก็ได
แตพระรันธีระเปนผูมีความกลาหาญไมเกรงกลัวตอสิ่งใดจึงลงมือเอง มีอนุภาวะคือ ความ
มั่นคงเขมแข็ง ขะมักเขมนที่จะสืบใหรูถึงแหลงที่โจรอยู
เมื่อเขาไปยังรังโจรและนายโจรเกิดจับได จนมีการสูรบกัน ก็เห็นถึงความมุงมั่น
กลาหาญในการรบของพระรันธีระ ดังบรรยาย
พระราชาเปนผูชํานาญเพลงดาบยิ่งนัก แตนายโจรก็ชํานาญเสมอดวยพระองค ตาง
คนตางเริ่มการตอสูดวยวิธีที่คนชํานาญเพลงดาบยอมกระทํา คือกมตัวลงจนเกือบจะ
เปนกอนกลมๆ โจนไปเปนวงรอบๆ ตางคนตางจองดูตากัน คิ้วขมวดแลริมฝปากทํา
อาการแสดงความดูหมิ่นปฏิปกษ แลทั้งโจนไปมาโดยระยะที่คํานวณวาจะไดเปรียบ
ขาศึก กระโดดเขาไปราวกับกบกระโดด กระโดดกลับออกราวกับลิง แลเคาะโลดวย
ดาบเปนจังหวะเร็ว แลดังประหนึ่งเสียงกลอง
( หนา 218 )
และ
72
พระราชาแลโจรตอสูซึ่งกันและกัน ตางรุกแลรับ ตางก็โจมฟนแลปองปดจนเหนื่อย
ออนแลแขนชาไปทั้งสองฝาย ฝมืออาวุธแลกําลังกายแลความกลาก็เสมอกัน ไมมี
ไดเปรียบเสียเปรียบกันอยูชานาน จนนายโจรเหยียบหินซึ่งกลิ้งไดพลาดลมลง
พระราชาก็ทรงโจนเขาจับนายโจรมัดมือไขวหลัง ทรงผลักไสใหโจรเดินเขาสูพระ
นคร โดยที่ใชปลายพระแสงดาบเปนเครื่องบังคับ สวนพลโจรนั้นครั้นนายลมลงก็
พากันวิ่งหนีไปสิ้น
( หนา 219 )
ทั้งสองขอความนั้น บรรยายใหเห็นถึงความกลาหาญในการสูรบของพระราชาและ
นายโจร จัดเปนรณวีระ ( กลารบ ) คือมีความมั่นคงไมเกรงกลัวที่จะรบ วิภาวะคือ ความ
มุงมั่นที่จะเอาชนะศัตรู ตางก็แสดงพละกําลัง ไหวพริบในการสูรบ อนุภาวะที่แสดงออกคือ
ทาทีมั่นคงเขมแข็ง
ความชื่นชมในความมุงมั่นกลาหาญในเรื่องตอมาอยูในเรื่องที่ 10 เปนการแสดง
ความกลาหาญของทาวมหาพล จัดเปนรณวีระ ( กลารบ ) ดังบรรยาย
ฝายพวก ภิลล ซึ่งอยูในหมูบานนั้นประพฤติตัวเปนโจรอยูโดยปกติ ครั้นเห็นชายคน
เดียวแตงตัวดวยของมีคาเดินเขาไปเชนนั้น ก็คุมกันออกมาจะเขาชิงทรัพยใน
พระองคพระราชา ทาวมหาพลทรงเห็นดังนั้นก็ทรงพระแสงธนูยิงพวกโจรลมตาย
เปนอันมาก ฝายนายโจรไดทราบวาผูมีทรัพยมาฆาฟนพวกตนลงไปเปนอันมาก
ดังนั้นก็กระทําสัญญาณเรียกพลโจรออกมาทั้งหมดแลวเขาลอมรบพระราชา
( หนา 372 )
วิภาวะคือ การเอาชนะศัตรูที่ปองรายพระองค แมวาจะมีพระองคเดียว ก็กลาหาญสู
รบกับพวกโจรอยางไมหวั่นไหว อนุภาวะคือ ทาทีที่มั่นคงเขมแข็ง ไมถอยหนี
วีรรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล มีความกลาหาญครบทั้ง 3 อยาง คือ ธรรมวีระ
( กลาประพฤติธรรมหรือหนาที่ ) ซึ่งปรากฏมากที่สุด รองลงมาคือ รณวีระ ( กลารบ ) นอย
ที่สุดคือ ทานวีระ ( กลาให ) ธรรมวีระนี้ปรากฏอยูในตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 , 5 , 10 รณวีระ
ปรากฏอยูในตอนตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 และ 5 สวนทานวีระปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่งวีรรส
ทั้งหมดนี้แสดงวิภาวะคือ ความมุงมั่นเอาชนะศัตรู ความสามารถในการบังคับใจตน ความ
73
มุงมั่นในการตอบแทนคุณแผนดิน ความสงสาร ระลึกไดตอความรับผิดชอบ รักษาสัญญา
และการแสดงพละกําลัง อนุภาวะของความมุงมั่นในความกลาหาญคือ ทาทีที่มั่นคง ความ
เฉลียวฉลาดในการรบ ความเขมแข็งเด็ดเดี่ยวไมหวั่นไหว การยอมสละชีวิตตนเอง มีสาตต
วิกภาวะคือ ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นความกลาหาญเสียสละของขาราชบริพาร
ภยานกรสและองคประกอบของรส
ภยานกรส คือ ความเกรงกลัว เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนากลัว ซึ่งแบงเปน
3 ประเภท คือ เกิดจากการหลอกลวง เกิดจากการลงโทษ และเกิดจากการขมขู อาจมีภาวะ
เสริม คือ ความสงสัย ความหลง ความอับจน ความตื่นตระหนก ความเฉยชา ความพรั่น
พรึง ความสิ้นสติ ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความนากลัว ไดแก การไดยินเสียงผิดปกติ
การเห็นภูตผีปศาจหรือสัตวราย การอยูคนเดียว การไปในปาเปลี่ยวรกราง การทําผิด ฯลฯ
อนุภาวะของความนากลัว ไดแก การวิ่งหนี การสงเสียงรอง เปนตน และอาจมีปฏิกิริยา
เชน อาการตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน เสียงเปลี่ยน น้ําตาไหล หรือ
เปนลม
ภยานกรสหรือรสที่เกิดจากความเกรงกลัวที่ปรากฏในตอนตนเรื่องนี้ บรรยายถึงปา
ชาที่อยูของโยคีศานติศีลดังนี้
คืนนั้นมืดนัก พายุพัดฝนตกเยือกเย็น ผูคนไมมีเดินไปมาในถนน พระราชาแลพระ
ราชบุตรตั้งพระพักตรรีบดําเนินไปจนเห็นแสงไฟอยูกลางปาชา ก็เสด็จตรงเขาไป
หาแสงไฟ เมื่อถึงขอบปาชา พระราชาหยุดชะงัก เพราะรังเกียจเหยียบพื้นดิน
โสโครกดวยซากศพ ทรงเหลียวดูพระราชบุตรเห็นมิไดครั่นครามเลย สององคก็
ทรงดําเนินตรงเขาไป
( หนา 33 )
วิภาวะของความนากลัวคือ การไปในที่นากลัวเต็มไปดวยซากศพหรือปาชา การ
เห็นภูตผีปศาจและสัตวราย การไดยินเสียงผิดปกติ มีอนุภาวะคือ อาการหยุดชะงัก มี
ปฏิกิริยาคือ อาการตะลึงงัน แตดวยความที่เปนกษัตริยก็เก็บอาการไวไดดี ไมแสดงอาการ
กลัว
ภยานกรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 2 เปนการรับรูความนากลัวที่เกิดจากการลงโทษ
แตเปนการลงโทษในความเลวที่นางชัยศิริกระทํา ดังนี้
74
ขณะนั้น ปศาจตนหนึ่งนั่งอยูบนตนไมหนาบันไดเรือนชายหนุม ครั้นเห็นนางไปนั่ง
กอดรัดสําแดงเสนหาตอศพดังนั้น ปศาจก็เห็นสนุก จึงโดดลงจากตนไมตรงเขาสิง
ในศพชายหนุม ศพนั้นก็ตื่นขึ้นจากความตายเหมือนคนตื่นจากความหลับ แลว
กระหวัดรัดกายนางเหมือนหนึ่งเสนหา นางชัยศิริยินดีในความเลาโลมของปศาจก็
กมหนาเขาไปหาหนาศพ ปศาจไดทีก็กัดจมูกนางแหวงไปทั้งชิ้น แลวออกจากศพ
กลับขึ้นไปนั่งหัวเราะอยูบนตนไมตามเดิม ฝายนางชัยศิริเมื่อจมูกแหวงไปเชนนั้น ก็
ตกใจเปนกําลัง แตไมสิ้นสติ
( หนา 144 )
วิภาวะคือ การเห็นภูตผีปศาจ การทําความผิดที่เกิดจากการนอกใจสาม คบชูสูชาย
การเห็นปศาจกระทําอยางนั้นนาพรั่นพรึงมาก อนุภาวะคือ อาการตกใจ แตก็ยังมีสติอยู มี
ปฏิกิริยาคือ อาการตะลึงงันพักหนึ่ง กอนที่จะเริ่มคิดหรือทําการอันใดตอไป
ภยานกรสตอนตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 เปนความกลัวที่เกิดจากการขมขู ซึ่งทํา
ใหเกิดความตื่นตระหนกพรั่นพรึง ดังนี้
ทาวสุพิจารทรงตกประหมาเดือดรอน เกรงคําสาปเปนกําลัง จึงตรัสแกพราหมณวา
“ทานจงกรุณาแกขาพเจา อยาโกรธ แลอยาสาปเลย ทานจะประสงคอะไร ขาพเจาจะยอมตาม
ทุกประการ”
( หนา 303 )
เปนเพราะทาวสุพิจารไมรักษาสัญญาที่จะดูแลสะใภพราหมณ กลับยกใหผูอื่นไป
เมื่อพราหมณเฒามารับสะใภคืนและรูวาทาวสุพิจารยกสะใภใหโกษาธิบดีไปแลวก็โกรธและ
สาปแชง วิภาวะคือการทําผิดสัญญา แสดงอนุภาวะคือ การตกประหมา การสงเสียงรอง
หามไมใหพราหมณเฒาสาปดวยความกลัว ซึ่งอาจมีปฏิกิริยาคือ อาการตะลึงงัน ตัวสั่น
หนาและเสียงเปลี่ยน
ความกลัวตอไปเปนเหตุการณในเรื่องที่ 9 เปนการรับรูความนากลัวที่เกิดจาก
หลอกลวง แตเปนการหลอกของผีมหาเสนีที่ฆาตัวตายเพราะผิดหวังที่นางมุกดาวลีไม
แตงงานดวย เมื่อตายไปจึงเกิดความอาฆาตแคนเปนผีมาหลอกหลอนดังนี้
75
ครั้นเวลาเที่ยงคืนผีมหาเสนีก็ทําจริงดังที่กลาวไวเมื่อยังมีชีวิต แสดงตัวเปนรากษส
มาที่เรือนพราหมณหริทาส ทําใหพราหมณแลคนทั้งหลายตกใจเปนกําลัง ครั้น
รากษสมาทําอาการคุกคาม จนคนกลัวหลบซอนไปหมดแลว ก็พานางมุกดาวลีเหาะ
หายไปเสียจากเรือนแลบอกกลาวไววา ถาจะตามใหพบใหไปตามบนยอดสูงที่สุด
แหงเขาหิมาลัย
( หนา 357 )
วิภาวะคือ การไดเห็นภูตผีปศาจ รากษส อนุภาวะคือ ความตื่นตระหนกตกใจจน
วิ่งหนีไปหลบซอน อาจมีปฏิกิริยารวมคือ อาการขนลุก สีหนาเปลี่ยน
เมื่อผีมหาเสนีหอบนางมุกดาวลีมายังยอดสูงที่สุดแหงเขาหิมาลัย รัตนทัตตผูเปน
สามี และคุณากรออกตามนาง เกิดเหตุการณดังนี้
นางแลชายหนุมทั้งสองก็ลาพราหมณหริทาสออกเดินทางไป แลทางเดินนั้นตองขาม
ยอดเขาวินธยะ อันเปนที่มากดวยภัยประการตางๆ เมื่อถึงหนาผาแลดูลงไปก็ลึกนา
กลัว เมื่อถึงลําธารน้ําก็เชี่ยวไหลกระแทกหิน ยากที่จะขามไดปราศจากอันตราย
ประเดี๋ยวก็เขาปารกชัฏซึ่งมืดเหมือนมรณะ ยากที่จะหาทางเดินไปได ประเดี๋ยว
สายฟาก็ฟาดสาดฝนลงมา จนหนาวเย็นสะทานทั่วสรรพางคกาย เมื่อยามรอนก็รอน
จนนกตกตายลงมาจากอากาศ รอบขางก็กองดวยเสียงสัตวรายตางๆ ซึ่งมิใชมิตรแหง
มนุษย
( หนา 359 )
วิภาวะคือ การเดินทางไปในปาเปลี่ยว มีสัตวรายและมีภัยอันตรายมาก อนุภาวะที่
แสดงออกคือ อาการเดี๋ยวรอนเดี๋ยวหนาว เพราะเดี๋ยวก็ฝนตกเดี๋ยวก็แดดออก แตก็ยังทนเดิน
ตอไปแมจะกลัวก็ตาม
เมื่อเดินไปสักพักก็เกิดเหตุการณดังนี้
คืนหนึ่งนางมุกดาวลีฝนวา นางเดินลุยไปในหนองน้ําขุนโสโครก นางอุมเด็กคน
หนึ่งซึ่งมีอาการเหมือนเจ็บ เด็กนั้นดิ้นแลรองครวญคราง มีเด็กอื่นเปนอันมากได
ยินรองก็รองบาง เด็กเหลานั้นรูปรางพิกล บางคนก็ปองเหมือนคางคก บางคนก็
ผอมยืดนอนอยูตามขอบหนอง บางคนก็ลอยอยูเหนือน้ํา เด็กเหลานั้นมีอาการ
76
เหมือนหนึ่งระดมกันรองใสเอานาง ประหนึ่งวานางเปนเหตุใหรองไห แลจะวา
กลาวปลอบโยนหรือขูเกรี้ยวกราดประการใด ก็ไมนิ่งทั้งนั้น
( หนา 360 )
วิภาวะคือ การฝนถึงสิ่งที่นากลัว ผิดปกติจากธรรมดา อนุภาวะของความนากลัวคือ
การสงเสียงปลอบประโลมและขูเกรี้ยวกราด
ความนากลัวตอมาเปนความนากลัวที่เกิดจากการขมขูของโจร มีความตื่นตระหนก
พรั่นพรึง และความตายรวมอยูดวย ดังบรรยาย
ครั้นคนทั้งสามไมหยุด กิราตะก็พูดเสียงโกรธดังกองไปเหมือนนกที่ตกใจกลัว ตาก็
เหลือกไปเหลือกมาแลแดงดวยความโกรธ มือถืออาวุธชูขึ้นแกวงอยูบนศีรษะ ใน
ทันใดนั้นพวกกิราตะก็หลั่งกันออกจากพุมไม แลที่กําบังหลังกอนหิน ตางคนตาง
ชวยกันยิงมาดังหาฝน
( หนา 361 )
วิภาวะคือ การเจอกับโจรรายจํานวนมาก อนุภาวะคือ การวิ่งหนีไปหลบเพื่อตั้ง
หลัก เพราะฝายโจรมีจํานวนมาก และสงเสียงดังนากลัว
ภยานกรสตอนตอมาเปนตอนปลายเรื่อง เมื่อพระวิกรมาทิตยไมตอบคําถามของ
เวตาล ทําใหพระวิกรมาทิตยพาเวตาลมาใหโยคีศานติศีล และเกิดเหตุการณดังนี้
ครั้นเวตาลไปพนแลว พระวิกรมาทิตยก็รีบทรงดําเนินไปถึงปาชา พบโยคีกําลังนั่ง
เคาะกะโหลกหัวผีกลาวไมหยุดปากวา “โห กาลี โห ทุรคา โห เทวี” รอบตัวโยคีนั้น
มากไปดวยรูปกายอันนาเกลียดนากลัว คือผีอสูรทั้งหลายสําแดงรูปตางๆ กัน บางก็
เปนนาค บางก็เปนภูต บางก็เปนรูปแพะใหญซึ่งผีแหงผูฆาพราหมณไดเขาสิงอยู
บางก็เปนหนอนใหญซึ่งผีแหงพราหมณกินเหลาเปนผูสิง บางก็เปนรูปคนหนาเปน
มาแลอูฐแลลิง บางก็เปนรูปคนขาขางเดียวหูขางเดียวแลเปนผีดูดเลือด เพราะเมื่อยัง
ไมตายไดขโมยของวัด บางก็มีรูปเปนแรงแลเปนผีเลวๆ เพราะเคยเปนชูกับเมีย
อุปชฌาย หรือไดเมียเปนคนต่ําชาติ หรือเปนผีทําบาปอื่นตางๆ บางก็เปนรูปสัตวอัน
นาเกลียดแลนากลัว กัดกินทอนแหงศพมนุษย แลทําเสียงกึกกองไปทั้งปาชา
( หนา 383 )
77
และ
แลวโยคีก็หยิบเอาศพซึ่งเปนศพเด็กออกมาจากยาม แลวหันหนาไปทางทิศใต ราย
มนตรอยูครูหนึ่ง ศพนั้นก็มีอาการเหมือนเปน แลวโยคีก็ถวายของเปนเครื่องบูชา
พระเทวี คือ พลู ดอกไม ไมจันทน ขาว ลูกไม แลเนื้อมนุษยซึ่งไมเคยถูกคมเหล็ก
แลวเอาเชื้อเพลิงใสลงในกะโหลกหัวผี จุดไฟเปาจนลุกเปนเปลวใชแทนโคมสอง
ทาง นําพระราชาแลพระราชบุตรไปยังเทวรูปนางกาลีเปนรูปหญิงดําคอขาดจากตัว
ครึ่งหนึ่ง ลิ้นแลบออกมาจากปากซึ่งอากวาง ตาแดงเหมือนคนเมา คิ้วแดง แลผมซึ่ง
เปนเสนหยาบนั้นหอยคลุมไปจนถึงเทา เสื้อผาที่คลุมนั้นคือหนังชางแหง สะเอวรัด
ดวยมาลัยรอยดวยมือแหงยักษซึ่งนางฆาตายในขณะรบ มีศพสองศพหอยเปนกุณฑล
ที่หูสองขาง แลสรอยคอนั้นเปนโซกะโหลกหัวคน มือทั้งสี่ถือดาบ บาศ ตรี แลคทา
เทาหนึ่งเหยียบอกพระศิวะผูสามี อีกเทาหนึ่งเหยียบนอง หนาเทวรูปอันนากลัวนี้ มี
เครื่องใชในการบูชาตางๆ คือตะเกียง หมอ แลภาชนะอื่นๆ กับสังขแลฆองเปนตน
ของเหลานี้มีกลิ่นเลือดทั้งนั้น
( หนา 385 )
วิภาวะของทั้งสองตอนนี้คือ การไดยินเสียงที่ผิดปกติ การเห็นภูตผีปศาจ แต
อนุภาวะของผูเปนพระราชาคือ ความนิ่งสงบ ไมแสดงความกลัวออกมา แตผูอานจะรับรู
ความรูสึกนากลัวไดจากการบรรยายของผูประพันธ
ภยานกรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล เกิดจากการรับรูความกลัวครบทั้ง 3 ประเภท
คือ ความกลัวที่เกิดจากการหลอกลวง ซึ่งปรากฏในตนเรื่อง เรื่องที่ 9 และปลายเรื่อง สวน
ความกลัวที่เกิดจากการลงโทษนั้นปรากฏอยูในเรื่องที่ 2 และความกลัวที่เกิดจากการขมขูซึ่ง
ปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 และ 9 ทั้งหมดนี้มีวิภาวะของความนากลัวคือ การเห็นภูตผีปศาจ สัตว
ราย การไปปาชา การไดเดินทางในที่เปลี่ยวหรือปารก การกระทําความผิด อนุภาวะของ
ความนากลัว คือ การตกใจตกประหมา การวิ่งหนี การสงเสียงดัง และมีสาตตวิกภาวะ คือ
ภาวะตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน และเสียงเปลี่ยน จากการไดยินเสียง
ผิดปกติ ไดเห็นภูตผีปศาจหรือสัตวราย
78
พีภัตสรสและองคประกอบของรส
พีภัตสรส คือ ความเบื่อ รําคาญ ขยะแขยง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ
นารังเกียจ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก เชน เลือด และสิ่งนา
รังเกียจที่สกปรก เชน อุจจาระ หนอน อาจมีภาวะเสริม คือ ความสิ้นสติ ความตื่น
ตระหนก ความหลง ความปวยไข ความตาย เปนตน วิภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ
ไดแก สิ่งที่ไมสบอารมณหรือไมตองประสงค สิ่งชวนสลดใจ สิ่งสกปรก เปนตน อนุภาวะ
ของความนาเบื่อ นารังเกียจ คือ การทําทาทางขยะแขยง นิ่วหนา อาเจียน ถมน้ําลาย ตัว
สั่น ฯลฯ
พีภัตสรสแรกเกิดขึ้นในตอนตนเรื่อง เปนความนาเบื่อที่เกิดขึ้นกับพระวิกรมาทิตย
เมื่อทรงทิ้งบานเมืองปลอมตัวเปนโยคีไปทองเที่ยว กวีบรรยายดังนี้
ฝายพระวิกรมาทิตย เมื่อเสด็จพาพระโอรสปลอมเปนโยคีเที่ยวเตร็จเตรตามเมืองแล
ปาตางๆ ประมาณปหนึ่งก็บังเกิดเบื่อหนาย เพราะเสื้อผาเครื่องทรงไมสบาย ควร
แกราชูปโภค บางคราวก็หิว บางคราวก็ตองตอสูสัตวปาที่นึกวากษัตริย 2 องค คือ
เนื้อ 2 กอน
( หนา 14 )
วิภาวะของความนาเบื่อนี้ คือ การใชชีวิตอยูกับสิ่งที่ไมตองประสงค คือคนที่เคยอยู
สบาย เมื่อใชชีวิตเปนโยคีอยูตามเมืองตามปาก็เกิดความเบื่อหนาย อนุภาวะคือ การเดินทาง
กลับมาปกครองเมืองดังเดิม
ถัดมาเปนเหตุการณที่กวีบรรยายความนารังเกียจของปาชาดังนี้
สักครูหนึ่งถึงกลางปาชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นสิ่งซึ่งนาเปนที่รังเกียจตางๆ
อยูลอมกองไฟซึ่งไดเผาศพใหมๆ ภูตผีปศาจปรากฏแกตารอบขางเสือคํารามอยูก็มี
ชางฟาดงวงอยูก็มี หมาไนซึ่งขนเรืองๆ อยูในที่มืดก็กินซากศพ ซึ่งกระจัดกระจาย
เปนชิ้นเปนทอน หมาจิ้งจอกก็ตอสูกันแยงอาหาร คือ เนื้อแลกระดูกมนุษย หมีก็
ยืนเคี้ยวกินตับแหงทารก ในที่ใกลกองไฟเห็นรูปผีนั่งยืนแลลอยอยูเปนอันมาก ทั้ง
มีเสียงลมแลฝน เสียงสุนัขเหาหอน เสียงนกเคาแมวรอง แลเสียงกระแสน้ําไหล
กลบกันไป
( หนา 33 )
79
วิภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ คือ การเห็นและสัมผัสสิ่งสกปรก สิ่งที่ชวน
สลดใจ อนุภาวะคือ การทําหนาขยะแขยง และนิ่วหนา แตความเปนพระราชาก็คงจะไม
แสดงอาการออกมามากนัก เพราะจะตองไมรังเกียจและเก็บอาการไว แมวาจะรูสึกอยางนั้น
ก็ตาม มีสาตตวิกภาวะคือ อาการตะลึงงันที่ไดเห็นสิ่งที่นาขยะแขยง ไมนารื่นรมย
พีภัตสรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 7 เปนเรื่องของนางจันทรประภาและมนัสวีที่
ปลอมตัวเปนหญิงสะใภพราหมณ เมื่อลักลอบไดเสียกันและอยูดวยกันนานๆ ก็เบื่อ ซึ่งกวี
บรรยายความเบื่อไวดังนี้
ครั้นเมื่อไดชายที่รักมาสมหมาย ก็นาจะยังไมเบื่อ ไมนั่งหาว แลไมแสดงพิโรธเล็กๆ
นอยๆ กอนปหนึ่งจากวันที่ไดชายนั้นมาเปนสามี แตการหาเปนเชนนั้นไม นาง
จันทรประภาพระราชธิดาทรงเบื่อมนัสวี แลเบื่อความไมเห็นคนอื่นนอกจากมนัสวี
เสมอกับมนัสวีเบื่อพระราชธิดา แลความไมเห็นคนอื่นนอกจากพระราชธิดา
( หนา 282 )
วิภาวะของความนาเบื่อคือ การไดอยูและเห็นคนเดิมๆ ทํากิจกรรมเดิม ไมมีอะไร
ใหมใหพบเจอ มีอนุภาวะคือ การนั่งหาว ทําอะไรใหกันก็ไมพอใจ
พีภัตสรส หรือรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นารังเกียจ แบงไดเปน 2
ประเภท คือเกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง และในเรื่องที่ 7 มี
วิภาวะคือ การอยูกับสิ่งที่ไมสบอารมณ ไมถูกใจ อยูกับใครนานๆ มีอนุภาวะ คือ การกลับ
บานเมือง การนั่งหาว หรือไมพอใจพฤติกรรมของผูที่อยูดวย และ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่
สกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตอนตนเรื่องตอนเดียว มีวิภาวะคือ การเห็นในสิ่งที่สกปรกชวน
ขยะแขยง มีอนุภาวะคือ การทําหนาทาทางขยะแขยงหรือนิ่วหนา แตก็ไมมาก เพราะเปน
พระราชาจึงตองเก็บอาการไว สวนสาตตวิกภาวะคือ ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นในสิ่งที่
นาขยะแขยง
อัทภูตรสและองคประกอบของรส
อัทภูตรส คือ ความอัศจรรยใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความนาพิศวง อันมี 2
ประเภท คือ เกิดจากสิ่งที่เปนทิพย หรืออภินิหาร และเกิดจากสิ่งที่นารื่นรมย อาจมีภาวะ
เสริม คือ ความตื่นตระหนก ความหวั่นไหว ความยินดี ความบาคลั่ง ความมั่นคง เปนตน
วิภาวะของความนาพิศวง ไดแก การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย การไดรับสิ่งที่ปรารถนา การไป
80
เที่ยวในสถานที่ที่งดงาม นารื่มรมย เชน อุทยาน วิหาร การเห็นสิ่งที่เปนมายา หรือมีเวท
มนตร ฯลฯ อนุภาวะของความนาพิศวง คือ การทําทาประหลาดใจ หรืออุทานดวยความ
แปลกใจ เปนตน อาจมีปฏิกิริยา เชน การนิ่งตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก น้ําตาไหล ฯลฯ
รสแหงความอัศจรรยใจนี้ เกิดจากการไดรับรูความพิศวง ในตอนตนเรื่องที่ยกมานี้
เปนความพิศวงอันเกิดจากสิ่งที่เปนทิพย กลาวคือเมื่อพราหมณบําเพ็ญตบะจนเกิดเหตุการณ
ดังนี้
ในที่สุดเทวทูตลงมาจากสวรรค ยื่นผลไมใหผลหนึ่งบอกวาเปนผลไมอํามฤต ถากิน
แลวจะยืนชีวิตอยูค้ําฟา
( หนา 5 )
วิภาวะของความนาพิศวง คือการไดรับในสิ่งที่เปนทิพย นั่นก็คือผลไมอํามฤต ซึ่ง
กินแลวสามารถอยูทนค้ําฟา อนุภาวะคือ ความยินดีที่ไดรับผลไมนี้ แมตอนหลังเมื่อนาง
พราหมณีแกลงพูดใสความจนไมกินผลไม แตก็ยังสามารถนําไปถวายพระภรรตฤราชได
รางวัลอีกมากมาย
หรือตอนที่โยคีศานติศีลปลอมตัวมาเปนพอคา ถวายผลไมแดพระวิกรมาทิตย ดัง
เหตุการณ
วันหนึ่งพระวิกรมาทิตย เสด็จลงไปทอดพระเนตรมา ณ โรงมาตน ประสบเวลาที่
พอคาไปเฝา พอคาก็ถวายผลไมที่โรงมา พระราชาทรงรับแลวก็ทรงเดาะผลไมนั้น
เลนแลทรงนิ่งตรึกตรองอยูเผอิญผลไมตกจากพระหัตถ กลิ้งไปใกลลิงซึ่งผูกไวใน
โรงมาตน สําหรับคอยรับอุปทอันตรายตางๆ มิใหเกิดแกมา ลิงเห็นผลไมกลิ้งไป
ใกลก็ฉวยเอาไปฉีกกิน ทับทิมเม็ดใหญงามชวงโชติก็ตกจากผลไมนั้น พระราชาแล
ขาราชการที่ตามเสด็จตางก็พิศวง เพราะไมมีใครเคยเห็นทับทิมงามเชนนี้เลย
( หนา 27 )
วิภาวะ คือ การไดเห็นในสิ่งที่นารื่นรมย เปนสิ่งที่มีคามากๆ นั่นก็คือทับทิมเม็ด
ใหญ อนุภาวะคือ ความประหลาดใจที่เห็นทับทิมเม็ดใหญและงดงามมาก อยูในผลทับทิม
ความอัศจรรยใจในนิทานเวตาลนับวามีมากพอประมาณ แมแตคําบรรยายลักษณะ
ของเวตาลก็ทําใหนาพิศวงดังนี้
81
ศพนั้นลืมตาโพลง ลูกตาสีเขียวเรืองๆ ผมสีน้ําตาล หนาสีน้ําตาล ตัวผอมเห็น
โครงเปนซี่ๆ หอยเอาหัวลงมาทํานองคางคาว แตเปนคางคาวตัวใหญที่สุด เมื่อจับ
ถูกตัวก็เย็นชืดเหนียวๆ เหมือนงู ปรากฏเหมือนหนึ่งวาไมมีชีวิต แตหางซึ่งเหมือน
หางแพะนั้นกระดิกได พระวิกรมาทิตยทอดพระเนตรเห็นเชนนี้ ก็ทรงคิดในพระ
หฤทัยวา ตัวที่หอยอยูนั้นคือเวตาล แตเดิมทรงคิดวาศพนี้คือศพลูกชายของพอคา
น้ํามัน ซึ่งยักษไดทูลไววาโยคีเอาไปแขวนไวที่ตนไม ครั้นเมื่อเห็นเปนเวตาลเชนนี้
ก็ทรงพิศวง แตทรงดําริวาชะรอยโยคีจะแกลงเปลี่ยนศพลูกชายพอคาน้ํามันใหมีรูป
เปนเวตาล เพื่อจะลวงใหสนิทดอกกระมัง
( หนา 37 )
วิภาวะคือ การไดเห็นในสิ่งแปลกใหม แมจะมีลักษณะนากลัว นารังเกียจอยูบาง
เหตุแหงความพิศวงอีกอยางก็คือ จากที่เคยไดฟงอสูรปถพีบาลเลานั้น ศพที่หอยอยูนี้นาจะ
เปนศพของเด็กผูชาย สภาพศพนาจะแหงเพราะถูกแขวนไวกับตนไม แตเมื่อเห็นเวตาลนั้นมี
ลักษณะผิดไปจากที่คิดไว อนุภาวะคือ การทําทาประหลาดใจ
อัทภูตรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่งเปนเรื่องราวแปลกๆ ของวีรพล ดังบรรยาย
ในเวลาเชาทุกวันไดเอาทรัพยที่ไดในวันกอนมาแบงออกเปนสองสวน สวนหนึ่ง
แจกจายใหแกพราหมณแลปุโรหิต สวนที่เหลือนั้นแบงออกอีกเปนสองภาค ภาค
หนึ่งแจกแกไวราคี คือคนขอทานซึ่งประกาศตัววานับถือพระวิษณุเปนเจา แลสันยา
สี (ผูนับถือพระศิวะเปนเจา) ซึ่งเปนผูมีกายอันชโลมดวยเถาถาน แลปกปดกายดวย
ทอนผาซึ่งจะมิดชิดก็ไมมิดได แลพากันยื่นศีรษะซึ่งมุนเหมือนเชือกแนนกันเขาไป
รับแจกที่ประตู สวนทรัพยที่ยังเหลืออยูจากที่แจกแลวนั้น วีรพลใหมีผูจัดประกอบ
อาหารอันมีรส แลเมื่อไดเลี้ยงคนขัดสนอาหารทั้งหลายจนอิ่มหนําสําราญทั่วกันแลว
วีรพลแลบุตรภริยาจึงกินแลวแตจะมีเหลือ การจําหนายทรัพยทุกๆ วันเชนนี้มีคํา
กลาวสืบกันมาวาเปนวิธีดีนัก
( หนา 162)
วิภาวะของความอัศจรรยใจนี้คือ การแบงทรัพยที่คนสวนใหญพึงเก็บ มาแจกจาย
ออกเปนสองสวนขางตน วีรพลนั้นขอคาจางจากพระรูปเสนเปนจํานวนมหาศาล แตวีรพล
ไมไดเก็บไวทั้งหมด กลับแจกจาย และจัดอาหารเลี้ยงคนที่ลําบาก ซึ่งนาพิศวงสําหรับผูพบ
เห็นอยางยิ่ง อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจของผูที่รับรูหรือพบเห็น
82
ความอัศจรรยใจตอมาเปนความนาพิศวงซึ่งอยูในเรื่องที่ 5 ไดอธิบายตําราของพวก
โจรลวนแตนาพิศวงดังนี้
บางพวกก็ทาตัวดวยน้ํามันแลทาขอบตาดวยเขมา แลวทองมนตที่จะทําใหตาสวาง
เห็นไดไกลในเวลามืด บางพวกก็ฝกซอมวิชาซึ่งไดเรียนรูเนื่องมาจากเทวดาผูถือ
หอกทองคือ พระกรรติเกยะ (สกันทะ) ผูเปนเจาแหงโจรกรรม แลเปนผูที่ไดแสดง
ตําราชื่อ เจาริยวิทยา แกชายผูหนึ่งชื่อ ยุคาจารย เปนแบบฉบับสําหรับสั่งสอนศิษย
สืบมา โจรบางพวกฝกฝนวิชาซึ่งกลาวในตําราทั้ง 4 อยาง สําหรับการทําทางเขาไป
ในเรือนคือ (1) เจาะผนังเอาอิฐดินสุกออกทีละแผนๆ (2) เจาะผนังตึกซึ่งกอดวยอิฐ
ดินดิบ เมื่อกําแพงนั้นออนดวยความชื้น หรือแหงเกราะดวยแสงแดด หรือดวยใช
น้ําเกลือ (3) เทแลสาดน้ําราดผนังดิน (4) เจาะฝาไม อนึ่งลูกแหงพระสกันทะ
เหลานั้นเจาะฝาเปนรูปดอกบัว รูปพระอาทิตย รูปพระจันทรขางขึ้น รูปทะเลสาบ
แลรูปหมอน้ํา ตามวิธีที่บัญญัติไวในคัมภีร แลทาน้ํามันวานยาเปนเครื่องกําบังตัวมิ
ใหใครเห็น แลปองกันอาวุธมิใหถูกกาย
( หนา 207 )
วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งที่เปนมายา หรือเวทมนต ซึ่งนับวาแปลกดี เพราะตําราทั้ง
4 อยางนี้สอนวิธีการเขาไปในเรือน ซึ่งตางจากวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ที่อานมานั้นก็จะเปน
การสะเดาะกลอนประตู หรือเปามนตใหสลบมากกวา อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ
อาจมีปฏิกิริยาอาการนิ่งตะลึงงันขณะที่ไดเห็นก็เปนได
ความอัศจรรยตอนตอไปอยูในเรื่องที่ 6 ถือเปนสิ่งที่เปนอภินิหารมาก ดังบรรยาย
ฝายเจาของบานเมื่อไดยินดังนี้ก็ยิ้ม แลวลุกไปหยิบสมุดเลมหนึ่งมาจากที่ซึ่งซอนไว
คือบนขื่อ สมุดนั้นคือตํารา สังชีวนีวิทยา คือวิชาชุบคนตายใหคืนชีวิต ครั้นหยิบ
หนังสือลงมาแลว ชายเจาของหนังสือก็กางตําราออกทําพิธีชุบลูกใหคืนเปน ไมชา
เด็กก็กลับมารองไหเสียงดังอยูอยางเกา ชายผูเปนบิดาจึงกลาววา “บรรดาของมีคา
ทั้งหลายจะหาสิ่งใดมีคาเกินวิชานั้นหาไดไม ทรัพยอื่นๆ อาจถูกขโมยลัก หรือลด
นอยลงไปดวยการจับจาย แตวิชานั้นไมมีความตายแลยิ่งจายมากก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
วิชานี้จะแบงใหแกใครใหเปลืองไปก็ไมได แลขโมยจะลักก็ลักไมได”
( หนา 256 )
83
และ
เมื่อไดกลาวสรรเสริญแลบูชานางจัณฑีดวยเลือดแลเนื้อของตนดังนั้นแลว ชายทั้ง
สามก็ชวยกันรวมเถาแลอัฐิแหงนางซึ่งชายคนที่ ๑ แลคนที่ ๒ ไดเก็บรักษาไวนั้นให
เปนกองเดียวกัน ชายคนที่ ๓ ผูเปนเจาของตําราก็รายมนตรจนเกิดไอสีขาวขึ้นมาจาก
ดิน แลวเกิดเปนรูปลอยอยู แลวเกิดความดูด ดูดเอาเถาแลอัฐิซึ่งกองอยูนั้นเขาไปใน
รูป อีกครูหนึ่งก็เกิดเปนนางมธุมาลตีชีวิตคืนมาอยางเดิม แลนางขอใหชายทั้งสามพา
ไปสงยังเรือนบิดา
( หนา 259 )
วิภาวะของความทั้งสองนี้คือ การไดเห็นการชุบชีวิตคนตายใหกลับฟน ซึ่งเรียก
ตํารานี้วา สังชีวนีวิทยา คือวิชาชุบคนตายใหคืนชีวิต ซึ่งใครที่ไดพบเห็นเหตุการณอยางนี้
ตองพิศวงไปตามๆ กัน อนุภาวะของความนาพิศวงคือ การทําทาประหลาดใจ มีสาตต
วิกภาวะคือ ปฏิกิริยาอาการนิ่งตะลึงงัน เหงื่อออก และขนลุกรวมอยูดวย
ความนาพิศวงตอมาอยูในเรื่องที่ 7 เปนความอัศจรรยของลูกอมที่มีสรรพคุณแปลก
แตกตางจากลูกอมอื่นดังนี้
ในเรือนของเรานี้ มีวิชาลับซึ่งไดสงตอเปนมรดกกันมาหลายชั่วคน แลขาใชวิชานี้
กระทําประโยชนใหเกิดแกมนุษย แตการใชความรูของขานี้จะสําเร็จประโยชนก็
ตอเมื่อผูซึ่งมาขอใหชวยนั้นมีใจบริสุทธิ์แลตั้งใจจริงที่จะรับประโยชน ลูกอมลูกนี้ถา
เจาอมเขาในปาก เจาจะกลายเปนหญิงอายุ 12 ป ถาเอาออกจากปากจึงจะคืนรูปเดิม
ถาขาใหลูกอมนี้แกเจา เจาตองตั้งใจแนนอนวาจะเอาไปใชแตทางที่ดี มิฉะนั้นจะเกิด
เหตุเปนทุกขแกเจาอยางใหญ เหตุฉะนั้นเจาจงตรึกตรองในใจใหดีเสียกอนจึงรับลูก
อมนี้ไปใช ถาไมแนใจก็อยารับไปเลย
( หนา 271 )
และ
มูลเทวะจึงสงลูกอมลูกหนึ่งใหมนัสวีอมไวในปาก แตกําชับใหระวังมิใหกลืนลวง
ลําคอเขาไปเปนอันขาด สวนลูกอมอีกลูกหนึ่งนั้นมูลเทวะอมเอง คนทั้งสองก็มีรูปเปลี่ยนไป
84
มนัสวีเปนหญิงสาวสวย มูลเทวะเปนพราหมณแกอายุไมต่ํากวา 80 ป
( หนา 272 )
วิภาวะของทั้งสองขอความนี้คือ การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย และเปนสิ่งนาปรารถนา
เพราะลูกอมวิเศษนี้ถามีอยูจริง ใครๆก็คงอยากได แมจะมีขอแมอะไรก็ตาม อนุภาวะคือ
ทาทางประหลาดใจ หรือครางเบาๆ ดวยความพิศวงก็เปนได
ความอัศจรรยใจตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 8 เมื่อทีรฆะทรรศินทูลขอพระราชาไป
อาบน้ําตามทาบุญตางๆ และไดโดยสารเรือเดินทางในทะเลจนพบเหตุการณประหลาดนี้
วันหนึ่ง ทีรฆะทรรศินเห็นคลื่นลูกหนึ่งเกิดขึ้นในทะเล แลวมีตนกัลปพฤกษผุด
ขึ้นมาจากน้ํา กิ่งกานเปนทองทั้งตน มีแกวประพาฬประดับเปนชอ ๆ ลูกแลดอกลวน
แลวดวยมณีมีคา ความงามที่เหลือจะพรรณนาได บนกิ่ง ๆ หนึ่งมีอาสนะประดับดวย
แกว บนอาสนะมีนางนั่งเอนพิงอยู นางนั้นงามเปนที่พิศวง ทีรฆะทรรศินตกตะลึงอยู
ครูหนึ่ง นางก็หยิบพิณขึ้นดีดแลขับดวยสําเนียงไพเราะจับใจ
( หนา 318 )
วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งทิพยซึ่งเปนสิ่งที่นารื่นรมยและแปลกมาก ธรรมดากลาง
ทะเลคงไมมีตนกัลปพฤกษที่มีอัญมณีประดับอยูมากมาย และยังมีนางทิพยออกมาดีดพิณรอง
เพลงใหฟงอีก อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ พรอมทั้งอุทานรําพึงรําพันออกมาออกมา
นั่งคิดตรึกตรองถึงสิ่งที่เห็นตลอดเวลา มีปฏิกิริยาคือ อาการยืนตะลึง
เมื่อกลับถึงบานเมืองทีรฆะทรรศินก็เลาเรื่องที่พบเห็นขางตนใหพระราชายศเกตุฟง
พระราชาเกิดหลงรักนางทิพยและก็ออกเดินทางตามที่ทีรฆะทรรศินเลา หวังจะไดพบเจอนาง
ทิพย เมื่อเจอเหตุการณเหมือนที่ทีรฆะทรรศินเจอ พระราชายศเกตุไมหยุดแคนั้น ทรง
กระโจนลงทะเลตามนางทิพยไปดวย เมื่ออยูใตทะเล พระราชาก็เจอเหตุการณดังนี้
ในทันใดนั้นไดทอดพระเนตรเห็น แลเสด็จไปถึงเมือง ๆ หนึ่งงามนัก มีแสงระยับ
จากเรือนซึ่งมีมณีเปนเสา ทองเปนผนัง หนาตางแลมานลวนแตมุกดา มีสวนซึ่งมี
สระอันงาม มีขั้นบันไดทําดวยมณีสีตางๆ สําหรับเดินลงสระ แลมีตนกัลปพฤกษ
หลายตน พระราชาทรงเดินจากเรือนนี้สูเรือนโนนในเมืองนั้นจนไดเที่ยวเกือบจะทั่ว
85
ทุกเรือน
( หนา 327 )
วิภาวะคือ การไดเดินทางไปพบเจอสถานที่งดงาม นารื่นรมย อนุภาวะคือ ทาทาง
ประหลาดใจ ที่ใตทะเลจะมีบานเรือนและยังสวยงามอีกดวย
ความอัศจรรยใจตอมา เกิดเมื่อนางทิพยโดนบิดาสาปใหถูกยักษกลืนเขาไป เมื่อทาว
ยศเกตุฆายักษตาย แตนางทิพยกลับไมเปนอะไรเลย นาพิศวงนิ่งนัก ดังบรรยาย
พอนางออกจากกายรากษสไมมีอันตรายประการใด ปรากฏความงามตามเคย
เหมือนหนึ่งแสงพระจันทรซึ่งสองสวางไปทั่ว พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางคืน
มาดังนั้นก็ทรงยินดีวิ่งเขาสวมกอดนาง พลางตรัสถามวาการเปนเชนนี้เพราะเหตุไร
เปนความฝนหรือความเปนจริง
( หนา 332 )
วิภาวะคือ การเห็นในสิ่งที่เปนอภินิหาร เพราะคนที่ถูกยักษกลืนเขาไป เมื่อยักษนั้น
ตายแตนางกลับรอดมาไดนั้น สรางความพิศวงยิ่งนัก อนุภาวะคือ ความยินดีวิ่งเขาสวมกอด
มีสาตตวิกภาวะคือ อาการขนลุก น้ําตาไหลดวยความยินดี
ใตทะเลอันเปนที่อยูของนางทิพยนี้มีของวิเศษที่นาพิศวงหลายอยาง เมื่ออยูนานๆ
เขาพระยศเกตุก็หาทางพานางกลับบานเมือง วิธีที่จะกลับบานเมืองก็ประหลาดดังนี้
ครั้นพระองคแลนางยืนชะโงกดูอยูดวยกันที่ปากอางแลว พระราชาก็กอดพระศอ
นางพาโจนลงในอาง ในทันใดนั้นสององคก็เสด็จผุดขึ้นในสระแหงพระราชอุทยาน
ในนครของพระยศเกตุ คนเฝาสวนเห็นพระราชาเสด็จกลับมาก็มีความยินดีรีบสง
ขาวไปใหทีรฆะทรรศินผูรักษาพระนครทราบ ทีรฆะทรรศินกับหมูเสนาอํามาตย ก็
พากันรีบไปรับเสด็จ ณ พระราชอุทยาน แลวพากันแวดลอมตามเสด็จเขาพระราชวัง
( หนา 336 )
วิภาวะคือ การพบในสิ่งที่เปนทิพย นั่นคือเมื่อเวลาไปยังเมืองบาดาลก็กระโจนลง
ไปธรรมดา แตเวลาจะออกจากเมืองแทนที่จะวายผุดขึ้นจากน้ํา กลับมีอางแกววิเศษเปน
ประตูเดินทางกลับ อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ มีปฏิกิริยาอาการนิ่งตะลึงงันของคน
สวนที่เห็นเหตุการณพระราชาและนางทิพยผุดขึ้นจากสระก็ได
86
อัทภูตรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 9 เปนตอนที่พูดถึงรถวิเศษที่เหาะไดของคุณากร
ซึ่งรัตนทัตตไปขอรองใหชวยพาไปตามนางมุกดาวลีที่ถูกผีมหาเสนีหอบไปไวที่ยอดเขา
หิมาลัย ความวิเศษของรถและความนาพิศวงเวทมนตของรัตนทัตตมีดังนี้
คุณากรเปนคนใจดี แมจะไดขุนเคืองดวยเหตุแพรัตนทัตตในทางรักก็จริง แตเมื่อผู
ชนะมาวานใหชวยก็ยอมชวยจึงจัดรถซึ่งพาเหาะได แลวสองคนก็ขึ้นนั่งบนรถ แล
บอกพราหมณหริทาสใหนอนใจวา จะไดลูกสาวคืนมาในไมชา คุณากรก็รายมนต
ใหรถลอยขึ้นในอากาศ รัตนทัตตก็รายมนตไลผีมิใหมากีดกั้น ตตสวิตุรวเรณยํ ภโรค
เทวสย ธีมหิ ธิโย โย นะ ปรโจทยาต รถก็พาลอยไปถึงยอดสูงสุดแหงเขาหิมาลัย อัน
เปนที่ซึ่งผีมหาเสนีพานางไปทิ้งไวนั้น
( หนา 357 )
วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งที่เปนทิพย อภินิหาร และเปนมายา นั่นก็คือรถเหาะ และ
เวทมนตรไลผี อนุภาวะคือ ความแปลกใจประหลาดใจ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของผูอาน
แคนั้นอาจยังพิศวงไมพอ รัตนทัตตยังมีของและมนตวิเศษอีกดังนี้
ครั้นรัตนทัตตทํานายดังนี้แลวก็หยิบดายออกมาเสนหนึ่ง ตัดออกเปนสามทอน แจก
กันคนละทอน แลวอธิบายวา ถาเกิดเหตุเปนภัยแกรางกาย ใหเอาเชือกนั้นผูกเขาที่
แผลๆ ก็จะหายไปในทันที ครั้นแจกเชือกแลวรัตนทัตตก็สอนมนตใหภริยาแลเพื่อน
ทองจําไว เปนมนตที่ชุบคนตายใหคืนชีวิตได
( หนา 360 )
วิภาวะคือ เวทมนตรที่สามารถชุบคนตายใหฟนได แสดงผลหรืออนุภาวะคือ ความ
ประหลาดใจ ซึ่งคนในสมัยกอนคงมีวิชาชุบชีวิตมาก และก็คงมีจากหลายตํารา หลายสํานัก
ดวย
ความอัศจรรยใจตอมาปรากฏในตอนปลายเรื่อง เมื่อพระวิกรมาทิตยฆาโยคีศานติศีล
แลวก็เกิดเหตุการณดังนี้
ในทันใดนั้นมีเสียงกลาวในอากาศวา “บุรุษพึงฆาคนซึ่งตั้งใจจะฆาตนไดโดยคลอง
ธรรม” แลมีเสียงดนตรีแลคําอวยชัยมาจากในฟา ทั้งดอกไมทิพยก็ตกกลนเกลื่อนไป
87
พระอินทรแวดลอมดวยเทพบริวารก็เสด็จมาเฉพาะพระพักตรพระวิกรมาทิตย แล
ตรัสใหขอพรๆ หนึ่ง
( หนา 387 )
วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งที่เปนทิพย เสียงพูดอวยพร เสียงดนตรี หรือดอกไมทิพยที่
ตกมาจากฟา อนุภาวะคือ ความประหลาดใจ พิศวงในสิ่งที่เกิดขึ้น
อัทภูตรสในนิทานเวตาลนี้ เกิดจากการรับรูความนาพิศวง 2 ประเภทคือ เกิดจาก
สิ่งที่เปนทิพยหรืออภินิหาร ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง เรื่องที่ 6 , 7 , 8 , 9 และปลายเรื่อง มี
วิภาวะคือ การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย เปนปาฏิหาริยหรืออภินิหาร ไดไปพบเห็นสถานที่ที่
งดงามนารื่นรมยการไดเห็นเวทมนตรมายาตางๆ สวนประเภทที่ 2 เกิดจากสิ่งที่นารื่นรมย
ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 และ 8 ทั้ง 2 มีวิภาวะคือ การไดใหและรับในสิ่งที่พึงปรารถนา
ทั้งสองประเภทนี้มีอนุภาวะเหมือนกันคือ ทาทางประหลาดใจ หรือเผลออุทาน มีปฏิกิริยา
( สาตตวิกภาวะ ) คือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะเหงื่อออก ภาวะขนลุก และภาวะน้ําตาไหล จาก
การพบเห็นในสิ่งที่เปนทิพย อภินิหาร ปาฏิหาริย และเวทมนตร
ศานตรสและองคประกอบของรส
ศานตรส คือ ความสงบใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความสงบของตัวละคร
ศานตรสในนาฏยศาสตรก็มีแตในตนฉบับบางฉบับเทานั้น ทั้งยังมีลักษณะของการแตงเติม
มากกวา ศานตรส คงเปนอิทธิพลของคติทางพุทธที่ถือวาความสงบเปนสิ่งประเสริฐ เปน
ทางสูนิพพาน กวีพุทธสวนมากจึงถือวาศานตรสเปนรสที่เดนกวารสอื่นทั้ง 8
ภาวะสงบนี้ ปรากฏในตอนตนเรื่อง เมื่อพระภรรตฤราชพบเหตุการณที่หลอกลวง
เกี่ยวกับความรัก พระภรรตฤราชก็รูสึกดังนี้
สวนผลอํามฤตนั้นมีรับสั่งใหลางจนสิ้นมลทินที่ติดจากมือคนตางๆ แลวก็เสวยหมด
ทั้งผล แลวทิ้งราชสมบัติเขาปาเปนโยคี คนบางพวกกลาววาพระภรรตฤราชยังทรง
โยคะอยูในแถบเขาหิมาลัย อันเปนที่กวาง ยากที่ใครจะตามไปพบ คนบางพวก
กลาววา เมื่อจําเริญตบะยิ่งๆ ขึ้น ก็ไดเขารวมอยูในภาวะแหงพระผูเปนเจา อันเปน
ที่ประมวลคนดีทั่วไป
( หนา 13 )
88
วิภาวะคือ การเจอความหลอกลวง ไมจริงใจในรัก อนุภาวะคือ ทิ้งสมบัติออกบวช
ซึ่งถือความสงบที่ประเสริฐเปนหนทางสูนิพพานนั่นเอง
หรือในเรื่องที่ 6 เมื่อหญิงที่ตนรักตายไปแลว ความเศราใจก็พาไปสูความสงบได
ดังบรรยาย
ชายคนที่ 1 ก็เก็บกระดูกแหงนางรวมเขาเปนหอขึ้นหอยบา แลวประพฤติตัว เปน
ไวเศษิก ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิด
บนตนยางหรือกินฟกทอง หรือหนอไมไผ 1กินน้ําผึ้งหรือเนื้อสัตว1 ลักทรัพยของ
ผูอื่น1 ขมขืนหญิงมีสามี 1 กินดอกไมหรือเนยเหลวหรือเนยแข็ง 1 บูชาเทวดาใน
ศาสนาอื่น 1 สวนการปฏิบัติดวยดี ชายผูเปนไวเศษิกยอมตั้งใจมั่นวาการไมทําราย
คนแลสัตวอื่นเปนทางเวนที่ชอบ แมผูทําความผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ
ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตว ไมขโมย ไมดื่มน้ําเมา ไมมีภริยา นั้นตองถือมั่นเปนนิตย
ทรัพยทั้งหลายจะมีไมได เวนแตผาพันกาย ผาเช็ดปาก ภาชนะสําหรับรับทานคือ
อาหาร แลแสสําหรับกวาดดิน ดวยเกรงจะเหยียบสิ่งมีชีวิตเทานั้น อนึ่งอาจารย
ไวเศษิกสอนใหศิษยไมไวใจในทางที่นอกลัทธิของตน ใหกลัวความทุกขในภพหนา
ใหรับทานจากผูอื่นไมเกินที่จะพอเปนอาหารชั่ววันเดียว ไมกินอาหารที่เกี่ยวกับชีวิต
สัตวแลใหทําคุณตอคนทั้งหลาย
( หนา 249 )
วิภาวะคือ การสูญเสียหญิงอันเปนที่รัก ความเศราเสียใจนี้แสดงอนุภาวะ คือ การ
รักษาศีล ทั้งศีล 5 ศีล 8 และการประพฤติตนอันดี
ศานตรสซึ่งปรากฏในนิทานเวตาลนี้ เปนภาวะสงบที่ทําใหคนออกบวช เพื่อ
แสวงหาความสงบที่ทําใหสบายใจ มักมีวิภาวะมาจาก ความผิดหวัง ความเศราเสียใจในรัก
ซึ่งแสดงอนุภาวะออกมาโดยการออกบวช การรักษาศีล 5 ศีล 8 และการประพฤติตัวใหดีมี
คุณธรรม
เมื่อวิเคราะหรสที่ปรากฏในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
ตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤตพบวา มีรสวรรณคดีครบทั้ง 9 รส ซึ่งรสที่มีมากที่สุด คือ
ศฤงคารรสรองลงมาคือ เราทรรส กรุณารส อัทภูตรส วีรรส ภยานกรส หาสยรส
พีภัตสรส และศานตรสตามลําดับ
89
องคประกอบของรสวรรณคดีทั้ง 9 รส ในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น
พิทยาลงกรณ สามารถวิเคราะหองคประกอบในแตละรสที่ปรากฏออกมาสรุปผลเปนตาราง
ไดดังตอไปนี้
ตารางที่ 1 องคประกอบของศฤงคารรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
ตนเรื่อง
พระภรรตฤราชพบรักใหม
และชมความงามของหญิงสาว
ไดอยูกับผูที่ถูก
ตาตองใจ
มีความสุข
กระชุมกระชวย
-
พระวัชรมุกุฏตกหลุมรัก
นางปทมาวดี
รักยังไมสมหวัง
กระสับกระสาย
รูสึกจะตายเสีย
ใหได
อาการ
ตะลึงงัน1
พระวัชรมุกุฏติดตอใหนางนม
เปนแมสื่อ รักยังไมสมหวัง รําพึงรําพัน
ตื่นตระหนก
ตัวสั่น
เสียงสั่น
พระรามเสนสงทูตไปสูขอนาง
จันทราวดี
ไดสมรักกับผูที่
ถูกตาตองใจ
มีความสุข
ยิ้มแยมแจมใส
-
นกขุนทองเลานิทานให
พระรามเสนและนางจันทราวดี
ฟง
ความรักที่มอบ
ใหผูเปนสามี
ปรนนิบัติเอาใจ -
นกแกวเลานิทานให
พระรามเสนและนางจันทราวดี
ฟง
รูสึกหลงรัก
แชมชื่นเบิกบาน
เมื่ออยูใกลคน
รัก
-
นกแกวเลานิทานให
พระรามเสนและนางจันทราวดี
ฟง
ไมสมหวังในรัก
เดือดรอนใจคิด
อะไรโง ทํา
อะไรแปลกๆ
ตัวสั่น
ใจสั่น
หวิวๆ จะเปน
ลม
2
นกแกวเลานิทานให
พระรามเสนและนางจันทราวดี
ฟง
ไดอยูกับผูที่ถูก
ตาตองใจ
ตื่นเตน ดีใจ
ยิ้มแยมแจมใส
เหงื่อออก
ทํากิริยา
แปลกๆ
90
ตารางที่ 1 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
นกแกวเลานิทานให
พระรามเสนและนางจันทราวดี
ฟง
ไมไดอยูกับ
ชายผูเปนที่รัก
กระสับกระสาย
ไมอยากทํา
อะไร
-
โสมทัตตพบรักกับ
นางมัทนเสนา
ไมสมหวัง
ไมไดอยู
รวมกับผูเปนที่
รัก
พร่ําเพอรําพัน
อาการตะลึงงัน
เดินเขาไปจับ
มือหญิงโดยไม
รูสึก ตัว
โสมทัตตทราบวา
นางมัทนเสนากําลังจะแตงงาน
ไมสมหวังใน
รัก
พูดพร่ํารําพัน
จะเปนจะตาย
ตะลึงงัน
เหงื่อออก
ขาดสติ ไม
ยับยั้ง ชั่งใจ
4
นางมัทนเสนาสารภาพกับโจรวา
จะไปหาโสมทัตตผูเปนที่รัก ไมสมหวังใน
รัก
พร่ําเพอรําพัน -
รักแรกพบที่นางโศภนีมีตอนาย
โจร
รักที่ไม
สมหวัง
รองไห คร่ํา-
ครวญ พร่ําเพอ
อยางบาคลั่ง
เสียงเปลี่ยน
ตัวสั่น
น้ําตาไหล
5
นางโศภนีฆาตัวตายตามนายโจร รักที่ไม
สมหวัง
หมดอาลัยตาย
อยาก ยอมฆา
ตัวตายตามชาย
คนรัก
-
มนัสวีตกหลุมรักนางจันทร
ประภา
ผูที่ยังไม
สมหวังในรัก
กระสับกระสาย
สลบไป
ใจสั่น ตัวสั่น
เปนลม
มนัสวีพร่ําเพอถึงความรักที่มีตอ
นางจันทรประภา
ผูที่ยังไม
สมหวังในรัก
พร่ําเพอรําพัน -7
นางจันทรประภาพร่ําเพอถึง
มนัสวีชายที่ตนหลงรัก
ผูที่ยังไม
สมหวังในรัก
พร่ําเพอรําพัน
ไมกินไมนอน -
91
ตารางที่ 1 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
ลูกชายโกษาธิบดีหลงรัก
มนัสวีที่ปลอมตัวเปนหญิงสะใภ
พราหมณ
ผูที่ยังไม
สมหวังในรัก
พร่ําเพอรําพัน
อยากตาย
-
7
ลูกชายโกษาธิบดีหลงรัก
มนัสวีที่ปลอมตัวเปนหญิงสะใภ
พราหมณ
ผูที่ยังไม
สมหวังในรัก
พร่ําเพอรําพัน
กระวนกระวาย
ใจ
กระสับกระสาย
-
พระราชายศเกตุหลงรักนางทิพย รักของผูที่ยัง
ไมสมหวัง
หมดอาลัยตาย
อยาก
พร่ําเพอรําพัน
-
พระราชายศเกตุออกตามหานาง
ทิพย
รักที่ยังไมสม
ปรารถนา
กระสับกระสาย
ทุรนทุราย
-
พระยศเกตุกระโจนลงทะเลตาม
นางทิพยที่จมลงไปในทะเล
ตองอยูหาง
จากของรัก
พร่ําเพอรําพัน
กระโจนลง
ทะเล
อาการ
ตะลึงงัน
8
พระยศเกตุพบนางทิพยและได
ครองรักกัน
ไดอยูกับผูที่
ถูกตาตองใจ
ยิ้มแยมแจมใส
ชมายชายตา
พูดจาดี
ออนหวาน
-
9
ความรักที่ไมสมหวังของ
มหาเสนี
อกหัก
หมดอาลัยตาย
อยาก พร่ําเพอ
รําพัน ขูจะฆา
ตัวตาย
-
92
ตารางที่ 2 องคประกอบของหาสยรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
พราหมณเฒาพยายามใชปากที่
ไมมีฟนกัดผลอํามฤต
ความขบขันที่ตัว
ละครพยายาม กัด
ผลไมทั้งที่ไมมีฟน
ยิ้มนอยๆ -
ตนเรื่อง
พราหมณเฒาผัวไดรางวัลจาก
พระภรรตฤราช
ขบขันที่ตัวละคร
พยายามขนรางวัล
แมในปากที่ไมฟน
ก็อมทองไว
ยิ้มนอยๆ -
1 พระวัชรมุกุฏคิดคําเรียก
นางปทมาวดีไมออก
ขบขันในการ
แสดงออกของตัว
ละคร
ยิ้ม
-
5
พระราชาปลอมตัวและได
สนทนากับโจร
ขบขันในกิริยา
วาจาที่แปลกและ
ตลก
หัวเราะเบาๆ -
7
เวตาลแกลงจะเลาบทพิศวาสให
พระวิกรมาทิตยฟง
ถอยคําที่เวตาล
พยายามยั่ว
พระวิกรมาทิตย
หัวเราะ -
พระธรรมธวัชพระราชบุตรของ
พระวิกรมาทิตยทรงนึกขันที่
นางมุกดาวลีตอหัวตอตัวผิด
ตัวละครหัวเราะ
ออกมาดังๆ
หัวเราะ -
9
เวตาลหัวเราะที่พระวิกรมาทิตย
ตอบคําถาม
คําพูดและเสียง
หัวเราะของตัว
ละครเวตาล
ยิ้ม -
93
ตารางที่ 3 องคประกอบของกรุณารสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
ตนเรื่อง
การสิ้นพระชนมของพระชายา
พระภรรตฤราช
พลัดพรากจาก
คนรักไมมี
โอกาส จะ
กลับมาพบกัน
อีก
อาการซึมเซา
อาการตะลึงงัน
หนาและเสียง
เปลี่ยน
การพลัดพรากและไมไดพบกัน
อีกระหวางนางรัตนาวดีกับ
นกขุนทอง
พลัดพรากจากผู
เปนที่รักและจะ
ไมไดพบกันอีก
รองไห
คร่ําครวญ
ภาวะน้ําตาไหล
เสียงเปลี่ยน
ชายหลังอูฐเสียใจที่
นางรัตนาวดีปรนนิบัติตนอยาง
ดีแมตนไดเคยลวงนางไปฆา
แลวก็ตาม
ทรัพยสมบัติ
เสียหายและตก
ทุกขไดยากแต
ภรรยาก็ยัง
ปรนนิบัติดีอยู
อาการใจออน
จนเกือบรองไห
-
2
นางชัยศิริใสรายศรีทัตผูเปน
สามี
ประสบเคราะห
กรรม
โดนใสราย
รองไห
ภาวะตัวสั่น
น้ําตาไหล
สีหนาและเสียง
เปลี่ยน
3
วีรพลยอมฆาลูกชายบูชา
นางทุรคาเพื่อใหพระรูปเสนไม
มีอันตราย
ฆาลูกและฆาตัว
ตายตาม
หมดอาลัยตาย
อยากจนฆาตัว
ตาย
-
เศรษฐีไปออนวอนของดโทษ
ใหนายโจรเพราะบุตรสาวของ
ตนหลงรัก
เคราะหกรรมที่
ลูกสาวหลงรัก
โจร
อาการร่ําไห
ของเศรษฐี
ภาวะน้ําตาไหล
5
นายโจรทราบวาลูกสาวเศรษฐี
หลงรักตน
ชะตากรรมของ
นายโจรและ
เคราะหกรรม
ของนางโศภนี
การรองไห
ภาวะน้ําตาไหล
สีหนาและเสียง
เปลี่ยน
94
ตารางที่ 3 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
5
เศรษฐีฆาตัวตายตามบุตรีที่ฆาตัว
ตายตามนายโจร
พลัดพรากจากลูก
สาวอันเปนที่รัก
เสียใจหมด
อาลัยตายอยาก
จนฆาตัวตาย
-
ความทุกขของมนัสวีที่ตกหลุมรัก
นางจันทรประภา
ไมสมหวังในรัก คร่ําครวญ
รําพัน
-
ทานโกษาธิบดีอยากใหบุตรชาย
สมหวังในหญิงสะใภพราหมณ
บุตรชายที่รักมี
ความทุกข
น้ําตาคลอตา
และกลั้นไว
ไมใหไหล
-
7
ทาวสุพิจารยกหญิงสะใภ
พราหมณใหบุตรชายโกษาธิบดี
เคราะหกรรม
ของ
นางจันทรประภา
และมนัสวี
ที่ปลอมตัวเปน
หญิงสะใภ
พราหมณ
รองไห
คร่ําครวญ
ภาวะตะลึงงัน
หนาซีด
เสียงเปลี่ยน
พระยศเกตุฆาอสูรที่กินนางทิพย
เขาไปและเขาใจวานางตายไป
แลว
สูญเสียคนรัก
เสียใจจนสิ้น
สติ
-
พระยศเกตุเขาใจวานางทิพยตาย
แลว
พลัดพรากจาก
คนรักโดยไมมี
โอกาสพบกัน อีก
ทอดถอนใจ
คร่ําครวญ -
นางทิพยไปอยูกับทาวยศเกตุจน
วิชาเสื่อม
ประสบเคราะห
กรรม
เศราโศก
เสียใจ
เดือดรอนใจ
-
8
ทีรฆะทรรศินตรอมใจตายและ
พระยศเกตุเสียใจ
ทีรฆะทรรศิน
เหนื่อยออนใจ
และพระยศเกตุ
สูญเสียอํามาตย
ทีรฆะทรรศิน
ตรอมใจตาย
และพระยศ
เกตุเศราเสียใจ
-
95
ตารางที่ 3 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
มหาเสนีฆาตัวตาย
ไมสมหวังในรัก
ตีอกชกตัวพร่ํา
รําพันจนฆาตัว
ตาย
-
9
นางมุกดาวลีตอหัวตอตัวผิด
เคราะหกรรมที่
ทําใหตอผิด
รองไหตีอกชก
ตัวควบคุมสติ
ไมได
-
96
ตารางที่ 4 องคประกอบของเราทรรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
นางพราหมณีออกอุบายให
พราหมณเฒาไมกินผลอํามฤตเพราะ
ไมตองการใหพราหมณเฒาเปน
อมตะ
พราหมณเฒา
ไดยินคําพูด
ใสความของ
นางพราหมณี
โกรธจนตั้งใจ
จะโยนผล
อํามฤตลงกอง
ไฟ
-
อสูรปถพีบาลหามพระวิกรมาทิตย
และพระราชบุตรเขาเมือง
ไดรับการดู
หมิ่น
ตวาดอสูร
ปถพีบาล
-
โยคีศานติศีลโกรธที่ถูก
นางวสันตเสนาหลอก
เจ็บใจจน
อาฆาตจอง
เวร
กลาวคําสาป
และฆาบุตร
ของตน
ภาวะตัวสั่น
หนาและเสียง
เปลี่ยน
พระวิกรมาทิตยโกรธที่เวตาลหลุด
ไปไดขณะจับ
ไมไดดั่งใจ
สั่งราชบุตร
ฟนหัวเวตาล
ใหขาด
ภาวะตัวสั่น
ตนเรื่อง
เวตาลแกลงยั่วพระวิกรมาทิตยวา
ตอบคําถามไมไดเพราะโง
ถูกดูหมิ่นวา
โง
เงียบ -
นางปทมาวดีแกลงทําอุบายทดสอบ
ปญญาพระวัชรมุกุฏ
ตื่นตระหนก
และแสรงทํา
ทีวาไดรับการ
ดูหมิ่นจาก
ชายโง
ดุดาวากลาว
พูดจาเกรี้ยว
กราด
ภาวะตัวสั่น
เสียงเปลี่ยน
นางปทมาวดีแกลงทําอุบายทดสอบ
ปญญาพระวัชรมุกุฏ
แสรงทําทีวา
นางนมดูหมิ่น
ตนซึ่งเปน
พระราชธิดา
เอากระแจะ
จันทรตบแกม -
1
นางปทมาวดีแกลงทําอุบายทดสอบ
ปญญาพระวัชรมุกุฏ
แสรงทําทีวา
นางนมดูหมิ่น
ตนซึ่งเปน
พระราชธิดา
ฉุดกระชาก
และผลักแม
สื่อ
-
97
ตารางที่ 4 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
1
พระวัชรมุกุฏคิดถึงพุทธิศริระมาก
จนนางปทมาวดีจับไดและไมพอใจ
จึงคิดฆาพุทธิศริระ
เจ็บใจ อิจฉา
ริษยาเพื่อนของ
คนรัก
ฝากขนมใส
ยาพิษไปให
พุทธิศริระ
-
2
นกแกวของพระรามเสนทะเลาะกับ
นกขุนทองของนางจันทราวดี
ทะเลาะทุม
เถียง พูดให
เจ็บช้ําใจ
ลืมไวยากรณ
ที่ตนถนัด
และใชทุกวัน
ภาวะตัวสั่น
เสียงเปลี่ยน
3 เวตาลพูดเสียดสีพระวิกรมาทิตย
ทุมเถียงและ
พูดจาดูหมิ่น
ใหเจ็บใจ
ตวาดและขู
ทําราย
-
ทาวสุพิจารโกรธโกษาธิบดีที่มาสู
ขอหญิงสะใภพราหมณจากตน
ตื่นตระหนก
และถูกดูหมิ่น
ตวาด ภาวะตัวสั่น
เสียงเปลี่ยน
เวตาลวิพากษวิจารณลักษณะตางๆ
ของมนุษยทําใหพระวิกรมาทิตยไม
พอใจ
คําพูดติเตียน
ลักษณะ
ธรรมดามนุษย
หนีบเวตาลที่
อยูในยามให
เจ็บ
-
พราหมณเฒามาทวงสะใภคืนจาก
ทาวสุพิจาร
ถูกดูหมิ่น กลาวคําสาป ภาวะตัวสั่น
เสียงเปลี่ยน
7
มนัสวีกลับมาอางสิทธิในนางจันทร
ประภา แตนางไมยอมรับเพราะ
โกรธที่ถูกมนัสวีทอดทิ้ง
เสียใจที่ถูก
ทอดทิ้ง
ไมยอมรับ
มนัสวีเปน
สามี
-
พระยศเกตุโกรธที่อสูรกินนางทิพย
ไป
ตกใจที่หญิง
คนรักโดนทํา
ราย
ฆาอสูรตาย ภาวะตัวสั่น
8 นางทิพยเลาเรื่องที่พระบิดาโกรธจน
สาปใหอสูรกลืนเขาไปทุกวันขึ้น 14
ค่ํา
ความหิว กลาวคําสาป -
98
ตารางที่ 4 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
คุณากรโกรธที่นางมุกดาวลีไมเลือก
ตนเปนคูมหาเสนีอาละวาดในงาน
วิวาหนางมุกดาวลีกับรัตนทัตต
ไมสมหวังใน
รักผิดหวัง
อาฆาตจองเวร
จับหนวดบิด
ตาแดงพูดจา
วาราย ขาด
สติ
เหงื่อออก
น้ําตาไหล
ภาวะตัวสั่น
เสียงเปลี่ยน
มหาเสนีอาละวาดในงานวิวาหนาง
มุกดาวลีกับรัตนทัตต
แคนเคืองที่ถูก
หามปราม
ตวาด
สงเสียงดัง
ภาวะตัวสั่น
เสียงเปลี่ยน
9
เวตาลแกลงแหยพระวิกรมาทิตยให
ตอบคําถาม
แสดงความ
คิดเห็นไม
ตรงกัน
ตวาด -
99
ตารางที่ 5 องคประกอบของวีรรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
พระวิกรมาทิตยตอสูกับอสูร
ปถพีบาล
ตองการเอาชนะ
ศัตรู
ทาทีที่มั่นคง
และเขมแข็ง
-
พระวิกรมาทิตยไปพาเวตาลมา
ใหโยคีศานติศีลตามที่รับปาก
ไว
ระลึกไดใน
สัญญา ความ
รับผิดชอบความ
กลาหาญไมเกรง
กลัวตอศัตรูหรือ
ปศาจ
สะกด
ความรูสึก
ทาทีที่คงมั่นไม
หวั่นไหว
-ตนเรื่อง
พระวิกรมาทิตยเดินทางไปหา
เวตาลในปาชา
กลาในการ
บังคับใจตน
ทาทีมั่นคงไม
ไหวหวั่น
-
ความกลาหาญของสุรเสน แม
ทัพของพระราชารูปเสน
รับผิดชอบใน
หนาที่ มีความ
กลาหาญในการ
รบ
กลาหาญ
เฉลียวฉลาดใน
การทํางาน มี
ความเขมแข็ง
-
ความกลาหาญของวีรพลในการ
สูรบ
แสดงพละกําลัง
ใหเห็นถึงความ
กลาเกง เขมแข็ง
ไมขลาดกลัว
ทาทีมั่นคง
เขมแข็ง ไม
หวาดหวั่น
-
บุตรและภรรยาของวีรพลยอม
สละชีวิตของตนเพื่อปกปอง
พระราชา
ยอมตายเพื่อ
ตอบแทน
บุญคุณ
เขมแข็งกลา
สละชีวิตของ
ตน
-
วีรพลมีความจงรักภักดี ยอม
สละชีวิตลูกเพื่อปกปอง
พระราชา
มุงมั่นตอบแทน
คุณแผนดิน
ยอมสละชีวิต
บุตร -
3
พระรูปเสนแอบดูเหตุการณที่
วีรพลยอมสละชีวิตบุตรชาย
ระลึกในความดี
ของวีรพล
สละชีวิตตน
ฆาตัวตายตาม
อาการตะลึง
งัน
100
ตารางที่ 5 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
3 พระวิกรมาทิตยอธิบายความ
กลาหาญของพระรูปเสนให
เวตาลฟง
คุณธรรมประจํา
ใจของตัวละคร
ยอมสละชีวิต
ตนเอง
-
พระรันธีระปลอมตัวไปจับโจร
ความสงสารเห็น
ใจประชาชนซึ่ง
ถือเปนความ
รับผิดชอบ
ความมั่นคง
เขมแข็ง
ขะมักเขมน
-
การสูรบระหวางพระรันธีระกับ
นายโจร
มุงมั่นที่จะ
เอาชนะศัตรู
ทาทีมั่นคง
เขมแข็ง
-5
การสูรบระหวางพระรันธีระกับ
นายโจร
ตองการเอาชนะ
แสดงไหวพริบ
ในการตอสู
ทาทีมั่นคง
เขมแข็ง
-
10 การตอสูระหวางทาวมหาพล
กับพวกภิลล
ตอสูเอาชนะ
ศัตรูที่ปองราย
ทาทีมั่นคง
เขมแข็ง
-
101
ตารางที่ 6 องคประกอบของภยานกรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
ตนเรื่อง
บรรยายปาชาที่อยูของโยคี
ศานติศีล
ไดยินเสียงที่
ผิดปกติ การ
เห็นภูตผีปศาจ
สัตวราย
อาการ
หยุดชะงัก
ภาวะตะลึงงัน
2
ปศาจกัดจมูกนางชัยศิริตอนหนี
ไปหาชายชู
เห็นภูตผีปศาจ
อาการตกใจ ภาวะตะลึงงัน
7
ทาวสุพิจารกลัวคําสาปของ
พราหมณเฒา
ทําผิดสัญญา
การตก
ประหมา สง
เสียงรองหาม
ภาวะตะลึงงน
ตัวสั่น หนาและ
เสียงเปลี่ยน
ผีมหาเสนีตามมาหลอกหลอน
ไดเห็นภูตผี
ปศาจ
ตื่นตระหนก
ตกใจ วิ่งหนี
หลบซอน
ภาวะขนลุก
สีหนาเปลี่ยน
รัตนทัตตและคุณากรตามนาง
มุกดาวลีที่ถูกผีมหาเสนีหอบไป
ซอน
เดินทางในปา
เปลี่ยวมีสัตวราย
สภาพอากาศนา
กลัว
อาการเดี๋ยว
รอนเดี๋ยว
หนาว เดี๋ยว
แดดเดี๋ยวฝน
-
นางมุกดาวลีเลาความฝน ฝนถึงสิ่งที่นา
กลัว ผิดจาก
ธรรมดา
สงเสียงปลอบ
ประโลมและขู
เกรี้ยวกราด
-
9
รัตนทัตต คุณากร และนาง
มุกดาวลี โดนโจรกิราตะดักทํา
ราย
เจอกับโจรราย
จํานวนมาก
วิ่งหนีไปหลบ
เพื่อตั้งหลัก
-
พระวิกรมาทิตยพาเวตาลไปพบ
โยคีศานติศีล
ไดยินเสียง
ผิดปกติ การ
เห็นภูตผีปศาจ
นิ่งสงบ -
ปลายเรื่อง
พระวิกรมาทิตยพาเวตาลไปพบ
โยคีศานติศีล
เห็นภูตผีปศาจ นิ่งสงบ -
102
ตารางที่ 7 องคประกอบของพีภัตสรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
พระวิกรมาทิตยเกิดความเบื่อ
ในการเปนโยคีอยูตามปา
ใชชีวิตอยูสิ่งที่
ไมตองประสงค
กลับบานเมือง
ตามเดิม
-
ตนเรื่อง บรรยายความนารังเกียจของปา
ชา
เห็นและสัมผัส
สิ่งสกปรก สิ่งที่
ชวนสลดใจ
นิ่วหนา
ขยะแขยง ภาวะตะลึงงัน
7
นางจันทรประภาและมนัสวีตาง
ก็เบื่อกันและกัน
ไดอยูและเห็น
คนเดิมๆ
นั่งหาว ทํา
อะไรใหกันก็
ไมพอใจ
-
103
ตารางที่ 8 องคประกอบของอัทภูตรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
เทวทูตลงมามอบผลอํามฤตให
พราหมณเฒา
ไดรับในสิ่งที่
เปนทิพย
ความยินดีที่
ไดรับผลไม
-
โยคีศานติศีลปลอมตัวเปน
พอคามาถวายผลไมที่มีทับทิม
เม็ดใหญอยูขางใน
ไดเห็นในสิ่งที่มี
คานารื่นรมย
ประหลาดใจ
ในขนาดและ
ความงดงาม
ของเม็ดทับทิม
-
ตนเรื่อง
ลักษณะรูปรางของเวตาล
ไดเห็นในสิ่ง
แปลกใหม นา
พิศวง
ทําทา
ประหลาดใจ -
3 วีรพลใชเงินคาจางแจกจายทํา
ทาน
แบงทรัพยที่คน
สวนใหญพึงเก็บ
มาแจกจาย
ทาทางแปลก
ใจของผูรับรู -
5
อธิบายความวิเศษที่มีอยูใน
ตําราโจร
ไดเห็นสิ่งที่
เปนมายา
เวทมนตร
ทาทาง
ประหลาดใจ
ภาวะตะลึงงัน
การใชตําราสังชีวนีวิทยาชุบ
ชีวิต
ไดเห็นการชุบ
ชีวิตคนตายให
ฟน
ทําทา
ประหลาดใจ
ภาวะตะลึงงัน
เหงื่อออก
ขนลุก6
การใชตําราชุบชีวิตคนตายให
ฟน
ไดเห็นการชุบ
ชีวิตคนตายให
ฟน
ทําทา
ประหลาดใจ
ภาวะตะลึงงัน
เหงื่อออก
ขนลุก
7
อมลูกอมแลวกลายเปนหญิง
สาวกับคนแก
ไดเห็นในสิ่งที่
เปนทิพย และ
นาปรารถนา
ทาทาง
ประหลาดใจ
-
8 ตนกัลปพฤกษและนางทิพยผุด
ขึ้นจากทะเล
ไดเห็นในสิ่ง
ทิพยนารื่นรมย
ทาทาง
ประหลาดใจ
ภาวะตะลึงงัน
104
ตารางที่ 8 ( ตอ )
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
พระยศเกตุกระโจนลงทะเลตาม
หานางทิพย
ไดเจอสถานที่
งดงามนารื่นรมย
ทาทาง
ประหลาดใจ -
นางทิพยออกจากปากของอสูร
ที่กลืนนางเขาไปตามคําสาป
เห็นในสิ่งที่เปน
อภินิหาร
ยินดีวิ่งเขา
สวมกอด
ภาวะขนลุก
น้ําตาไหล8
พระยศเกตุพานางทิพยกระโจน
ลงอางใตทะเลและโผลที่สระ
ในพระราชวัง
พบเห็นในสิ่งที่
เปนทิพย
ทาทาง
ประหลาดใจ
ภาวะตะลึงงัน
รถวิเศษที่พาคุณากรและ
รัตนทัตตเหาะตามนางมุกดาวลี
พบเห็นในสิ่งที่
เปนทิพย
อภินิหารและ
เปนมายา
แปลกใจ
ประหลาดใจ
-
9
รัตนทัตตสอนเวทมนตรให
คุณากรและนางมุกดาวลี
ชุบชีวิตคนตาย
ใหฟนได
ประหลาดใจ
-
ปลายเรื่อง พระวิกรมาทิตยฆาโยคี
ศานติศีล
ไดเห็นในสิ่งที่
เปนทิพย ไดยิน
เสียงพูด
เสียงดนตรี
เสียงอวยพร
ดอกไมทิพยตก
จากฟา
ประหลาดใจ -
105
ตารางที่ 9 องคประกอบของศานตรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ
ตนเรื่อง พระภรรตฤราชเสียใจที่โดน
มเหสีหลอกเรื่องผลอํามฤต
เจอความ
หลอกลวงไม
จริงใจในรัก
ทิ้งสมบัติ
ออกบวช -
6
ชายสามคนที่หมายปองหญิงคน
เดียวกันและหญิงนั้นตายจาก
ไป
สูญเสียหญิงผู
เปนที่รัก
รักษาศีล
ประพฤติตน
เปนคนดีมี
คุณธรรม
-
บทที่ 4
บทยอ สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ
บทยอ
วรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ จัดเปนบทประพันธ
ประเภทนิทานที่แสดงถึงความรูสึกนึกคิดและจินตนาการ กอใหเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน
แฝงไวดวยคติสอนใจ ผูประพันธเลือกเฟนถอยคําที่ทําใหเกิดสุนทรียะทางอารมณ และเนื่องจาก
นิทานเวตาลเปนวรรณคดีที่ไดรับอิทธิพลจากอินเดีย เพราะเดิมนั้นมีอยูในหนังสือสันสกฤตเรื่อง
เวตาลปญจะวึศติ ถึงแมกรมหมื่นพิทยาลงกรณจะแปลจากฉบับภาษาอังกฤษของเซอร ริชารด
เบอรตัน ก็ตาม แตก็ยังมีรสวรรณคดีตามแบบวรรณคดีสันสกฤตอยางสมบูรณ ผูวิจัยจึงสนใจที่จะ
วิเคราะหรสทั้ง 9 รสที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตาม
แนวทางทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
ความมุงหมายของการศึกษาคนควา
เพื่อวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยใชทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
ขอบเขตของการศึกษาคนควา
ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น
พิทยาลงกรณ ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของการวิเคราะหดังตอไปนี้
ขอบเขตดานขอมูล
ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยจะวิเคราะหขอมูลดานรสวรรณคดีและองคประกอบของ
รสวรรณคดีจากวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยจะวิเคราะห
นิทานทั้ง 10 เรื่องรวมทั้งตนเรื่องและปลายเรื่องดวย
ขอบเขตดานเนื้อหา
การวิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยา-
ลงกรณ จะวิเคราะหตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต โดยวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดาน
อนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะ ตามลําดับรสวรรณคดีดังนี้
107
1. ศฤงคารรส (รสแหงความรัก)
2 หาสยรส (รสแหงความสนุกสนาน)
3 กรุณารส (รสแหงความสงสาร)
4 เราทรรส (รสแหงความแคนเคือง)
5 วีรรส (รสแหงความชื่นชมในความกลาหาญ)
6 ภยานกรส (รสแหงความเกรงกลัว)
7 พีภัตสรส (รสแหงความเบื่อระอา ชิงชัง)
8 อัทภูตรส (รสแหงความอัศจรรยใจ)
9 ศานตรส (รสแหงความสงบใจ)
วิธีดําเนินการศึกษาคนควา
ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยไดดําเนินการตามขั้นตอนตอไปนี้
1. ขั้นรวบรวมขอมูล
1.1 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสและองคประกอบของรส
วรรณคดี
1.2 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล
2. ขั้นศึกษาวิเคราะห
ผูวิจัยไดวิเคราะหรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น
พิทยาลงกรณ โดยดําเนินการดังนี้
2.1 พิจารณาคัดเลือกเนื้อหาในนิทานแตละเรื่อง เพื่อวิเคราะหแยกเปนรสตางๆ
ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
2.2 พิจารณาเนื้อหาในแตละรส แลววิเคราะหองคประกอบในดานวิภาวะ
อนุภาวะ และสาตตวิกภาวะของแตละรส
3. ขั้นสรุปผล อภิปรายผลและเสนอแนะ
3.1 สรุปผลการวิเคราะหและอภิปรายผล
3.2 เสนอผลการวิเคราะหโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห
108
สรุปผล
การวิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ปรากฏผลการวิเคราะหดังนี้
1. ศฤงคารรส ผูวิจัยไดวิเคราะหศฤงคารรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ ศฤงคารรสในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ความรักของผูที่ไดอยู
ดวยกัน ( สัมโภคะ) ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง รวมทั้งในเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 7 , 8 , 9 มีวิภาวะตลอดถึง
อนุภาวะในลักษณะดังนี้ เหตุของภาวะ ( วิภาวะ ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูใน
บานเรือนหรือสถานที่ที่สวยงามเอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัวงดงาม การลูบทาดวยของ
หอม การเที่ยวชมสวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหูเจริญตา สวนการแสดงผล
ของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจาออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา แชมชื่นมีความสุข
ยิ้มแยมแจมใส และความรักของผูที่อยูหางกัน (วิประลัมภะ ) ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 5 , 7 ,
8 และ9 มีวิภาวะตลอดถึงอนุภาวะในลักษณะดังนี้ เหตุของภาวะ ( วิภาวะ ) คือ การตกหลุมรัก
การไมสมหวังในรัก การพลัดพรากจากกัน มีการแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ ) ไดแก ทาทาง
หมดอาลัยตายอยาก ซึมเซา สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย พร่ําเพอรําพัน ขาดสติ มีสาตต
วิกภาวะ คือ ภาวะตะลึงงัน จากการตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ความนาพิศวงของผูเปนที่รัก ภาวะ
ตัวสั่น เสียงสั่น จากความตื่นตระหนกกลัวไมสมหวังในรัก ความทุกขโศก ภาวะเปนลม ความ
เสียใจที่ตองสูญเสียคนรัก มีความทุกขโศก และภาวะน้ําตาไหลจากการสูญเสียคนรัก และบาง
เหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ ซึ่งศฤงคารรสนี้นับวาเปนรสวรรณคดีที่ปรากฏอยูมากที่สุด
2. หาสยรส ผูวิจัยไดวิเคราะหหาสยรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และสาตต
วิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ หาสยรสที่เกิดจากการรับรูความขบขันในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2
ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ความขบขันที่เกิดจากผูอื่น กลาวคือการพูดหรือทําใหผูอื่นขบขัน ซึ่ง
ปรากฏอยูในตนเรื่อง กับเรื่องที่ 5 และ 7 ซึ่งแสดงวิภาวะ ไดแก การพูด และการทํากิริยาที่
แปลกๆ ตลกๆ อีกลักษณะหนึ่งคือ ภาวะความขบขันที่เกิดแกตัวละครเอง ตัวละครรูสึกขันขึ้นมา
เอง ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 1 และ 9 มีวิภาวะ คือ การหัวเราะในตัวละครจากการสนทนากัน ซึ่ง
ทั้ง 2 ลักษณะมีอนุภาวะเหมือนกันไดแก การยิ้มหรือการหัวเราะ และไมปรากฏสาตตวิกภาวะใน
หาสยรส
3. กรุณารส ผูวิจัยไดวิเคราะหกรุณารสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และสาตต
วิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ กรุณารสในนิทานเวตาลนั้นมีความสงสารที่เกิดจากความทุกขโศก
109
เพียง 2 อยางจาก 3 อยาง คือ ความทุกขที่เกิดจากการเสื่อมทรัพย ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 2 และความ
ทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติในตนเรื่อง และเรื่องที่ 2 , 3 , 5 , 7 , 8 , 9 มีการแสดงวิภาวะและ
อนุภาวะในลักษณะดังนี้ วิภาวะคือ การพลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน
ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกฆา ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ประสบเคราะหกรรม ตกทุกขไดยาก สวน
อนุภาวะของความทุกขโศกแสดงออกโดย การรองไหคร่ําครวญ มีทั้งลักษณะของคนชั้นต่ําหรือ
สตรีที่ตีโพยตีพาย แบบคนชั้นสูงและชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไวในใจไมรองไห
คร่ําครวญ การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว การตรอมใจตายหรือการฆาตัวตาย สวน
สาตตวิกภาวะที่แสดงออกคือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะสีหนาและเสียงเปลี่ยน ภาวะน้ําตาไหล จาก
การพลัดพรากจากคนรัก ประสบเคราะหกรรม พบกับความทุกขโศก
4. เราทรรส ผูวิจัยไดวิเคราะหเราทรรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ เราทรรสในนิทานเวตาลนั้น เปนการรับรูความโกรธที่มัก
เกิดจากการที่ผูอื่นทําใหแคนเคืองหรือโกรธ ดังที่อธิบายไปแลวขางตนวาความโกรธนั้นมีหลาย
อยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจากผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และ
เกิดขึ้นเอง เราทรรสหรือรส แหงความโกรธแคนที่ปรากฏในนิทานเวตาลมากที่สุดคือ ความโกรธ
ที่เกิดจากคนใช ถัดมาคือความโกรธที่เกิดจากศัตรู และความโกรธที่เกิดขึ้นเอง ทั้งหมดนี้มีวิภาวะ
ของความโกรธสรุปไดคือ การพูดจาที่ทําใหเจ็บใจ การพูดดูหมิ่น การทะเลาะทุมเถียงกัน ความ
อิจฉาริษยา และอาฆาตจองเวร และอนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การตวาด การสาปแชง การใช
กําลังฉุดกระชาก หรือการขมขูใหสํานึก ซึ่งมักมีสาตตวิกภาวะหรือปฏิกิริยาคือ ภาวะตัวสั่น
ภาวะสีหนาและเสียงเปลี่ยน ภาวะเหงื่อออกและน้ําตาไหล ซึ่งเกิดจากความโกรธแคน การดูหมิ่น
และความกลัว และบางเหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาว รสแหงความโกรธแคนหรือเราทรรสนี้
ปรากฏอยูในนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง นิทานเรื่องที่ 1 , 2 , 7 , 8 และ 9
5. วีรรส ผูวิจัยไดวิเคราะหวีรรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ วีรรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล มีความกลาหาญครบทั้ง 3
อยาง คือ ธรรมวีระ ( กลาประพฤติธรรมหรือหนาที่ ) ซึ่งปรากฏมากที่สุด รองลงมาคือ รณวีระ
( กลารบ ) นอยที่สุดคือ ทานวีระ ( กลาให ) ธรรมวีระนี้ปรากฏอยูในตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 , 5 , 10
รณวีระปรากฏอยูในตอนตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 และ 5 สวนทานวีระปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่ง
วีรรสทั้งหมดนี้แสดงวิภาวะคือ ความมุงมั่นเอาชนะศัตรู ความสามารถในการบังคับใจตน ความ
มุงมั่นในการตอบแทนคุณแผนดิน ความสงสาร ระลึกไดตอความรับผิดชอบ รักษาสัญญา และ
การแสดงพละกําลัง อนุภาวะของความมุงมั่นในความกลาหาญคือ ทาทีที่มั่นคง ความเฉลียว
ฉลาดในการรบ ความเขมแข็งเด็ดเดี่ยวไมหวั่นไหว การยอมสละชีวิตตนเอง มีสาตตวิกภาวะคือ
110
ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นความกลาหาญเสียสละของขาราชบริพาร และบางเหตุการณไม
ปรากฏสาตตวิกภาวะ
6. ภยานกรส ผูวิจัยไดวิเคราะหภยานกรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ ภยานกรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล เกิดจากการรับรูความกลัว
ครบทั้ง 3 ประเภท คือ ความกลัวที่เกิดจากการหลอกลวง ซึ่งปรากฏในตนเรื่อง เรื่องที่ 9 และ
ปลายเรื่อง สวนความกลัวที่เกิดจากการลงโทษนั้นปรากฏอยูในเรื่องที่ 2 และความกลัวที่เกิดจาก
การขมขูซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 และ 9 ทั้งหมดนี้มีวิภาวะของความนากลัวคือ การเห็นภูตผีปศาจ
สัตวราย การไปปาชา การไดเดินทางในที่เปลี่ยวหรือปารก การกระทําความผิด อนุภาวะของ
ความนากลัว คือ การตกใจตกประหมา การวิ่งหนี การสงเสียงดัง และมีสาตตวิกภาวะ คือ ภาวะ
ตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน และเสียงเปลี่ยน จากการไดยินเสียงผิดปกติ ได
เห็นภูตผีปศาจหรือสัตวราย และบางเหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ
7. พีภัตสรส ผูวิจัยไดวิเคราะหพีภัตสรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ พีภัตสรสหรือรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นารังเกียจ
แบงไดเปน 2 ประเภท คือเกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง และในเรื่อง
ที่ 7 มีวิภาวะคือ การอยูกับสิ่งที่ไมสบอารมณ ไมถูกใจ อยูกับใครนานๆ มีอนุภาวะ คือ การ
กลับบานเมือง การนั่งหาว หรือไมพอใจพฤติกรรมของผูที่อยูดวย และ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่
สกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตอนตนเรื่องตอนเดียว มีวิภาวะคือ การเห็นในสิ่งที่สกปรกชวนขยะแขยง
มีอนุภาวะคือ การทําหนาทาทางขยะแขยงหรือนิ่วหนา แตก็ไมมาก เพราะเปนพระราชาจึงตอง
เก็บอาการไว สวนสาตตวิกภาวะคือ ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นในสิ่งที่นาขยะแขยง และบาง
เหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ
8. อัทภูตรส ผูวิจัยไดวิเคราะหอัทภูตรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ อัทภูตรสในนิทานเวตาลนี้ เกิดจากการรับรูความนาพิศวง 2
ประเภทคือ เกิดจากสิ่งที่เปนทิพยหรืออภินิหาร ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง เรื่องที่ 6 , 7 , 8 , 9 และ
ปลายเรื่อง มีวิภาวะคือ การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย เปนปาฏิหาริยหรืออภินิหาร ไดไปพบเห็น
สถานที่ที่งดงามนารื่นรมยการไดเห็นเวทมนตรมายาตางๆ สวนประเภทที่ 2 เกิดจากสิ่งที่นา
รื่นรมย ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 และ 8 ทั้ง 2 มีวิภาวะคือ การไดใหและรับในสิ่งที่พึงปรารถนา
ทั้งสองประเภทนี้มีอนุภาวะเหมือนกันคือ ทาทางประหลาดใจ หรือเผลออุทาน แสดงปฏิกิริยา
( สาตตวิกภาวะ ) คือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะเหงื่อออก ภาวะขนลุก และภาวะน้ําตาไหล จากการพบ
เห็นในสิ่งที่เปนทิพย อภินิหาร ปาฏิหาริย เวทมนตร และบางเหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ
111
9. ศานตรส ผูวิจัยไดวิเคราะหศานตรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ
สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ ศานตรสซึ่งปรากฏในนิทานเวตาลนี้ เปนภาวะสงบที่ทําให
คนออกบวช เพื่อแสวงหาความสงบที่ทําใหสบายใจ มักมีวิภาวะมาจาก ความผิดหวัง ความเศรา
เสียใจในรัก ซึ่งแสดงอนุภาวะออกมาโดยการออกบวช การรักษาศีล 5 และศีล 8 และการ
ประพฤติตัวใหดีมีคุณธรรม และไมปรากฏสาตตวิกภาวะ
อภิปรายผล
การศึกษาครั้งนี้ทําใหเขาใจถึงรสวรรณคดีสันสกฤตและองคประกอบของแตละรส
วรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณไดอยางลึกซึ้ง อันนําไป
เปนแนวทางการศึกษารสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่อง
อื่นๆ เชน ศฤงคารรสที่ปรากฏระหวางอิเหนากับจินตหราวาตี และวิหยาสกําคลั่งไคลบุษบาใน
เรื่องอิเหนา หาสยรส ที่ปรากฏจากบทบาทของเจาเงาะและทาวสามนตในเรื่องสังขทอง กรุณารส
ที่ปรากฏในกัณฑชูชก ซึ่งพระชาลีกับพระกัณหาตองตกไปเปนทาสของชูชก จากรายยาวเรื่องมหา
เวสสันดรชาดก เราทรรส ที่ปรากฏจากบทบาทของคเนาที่ถูกซมพลาแยงคนรัก จากเรื่องเงาะปา
วีรรส จากบทบาทของหนุมานในเรื่องรามเกียรติ์ ภยานกรส ที่ปรากฏในตอนสุดสาครเขาเมืองผี
ดิบในเรื่องพระอภัยมณี พีภัตสรส ที่ปรากฏในความรูสึกของสุนทรภูเมื่อเห็นชาวเมืองแกลงปรุง
อาหารดวยอึ่งอางและคาง ในนิราศเมืองแกลง อัทภูตรส ที่ปรากฏในตอนที่นางละเวงวัณฬาพบ
ดินถนัน ซึ่งก็คือถันของพระธรณีเปนผลไมวิเศษที่เมื่อรับประทานแลวทําใหคงความเปนสาวไดถึง
300 ป จากเรื่องพระอภัยมณี ศานตรสที่ปรากฏในการบรรลุนิพพานของเจาชายสิทธัทถะ จาก
เรื่องปฐมโพธิกถา ซึ่งสามารถนําลักษณะของวิภาวะ อนุภาวะ และสาตตวิกภาวะไปวิเคราะหรส
วรรณคดีที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องดังกลาวเหลานี้ได
นอกจากใชวิเคราะหวรรณคดีดังกลาวแลว งานวิจัยเรื่องนี้ยังเปนแนวทางใหนําไป
ปรับปรุงประยุกตใชในการเรียนการสอน การศึกษาเรื่องทฤษฎีรสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดี
สันสฤตที่ปรากฏในวรรณคดีสําหรับนักเรียนและผูที่สนใจศึกษาคนควา เชน ศฤงคารรสในเรื่อง
มัทนะพาธา ของนักเรียนชวงชั้นที่ 4 เราทรรสในเรื่องขุนชางขุนแผน ของนักเรียนชวงชั้นที่ 4
วีรรสในเรื่องรามเกียรติ์ ของนักเรียนชวงชั้นที่ 3 อัทภูตรสในเรื่องพระอภัยมณี ของนักเรียนชวง
ชั้นที่ 3 เปนตน
นอกจากนั้น ผลของการศึกษาคนควาทําใหเขาใจอารมณความรูสึกที่กวีถายทอดออกมา
พรอมทั้งเขาใจปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอานอยางละเอียดและมีหลักเกณฑแนนอน
112
เชน เมื่อศึกษาวิภาวะและอนุภาวะ จะทําใหเขาใจเหตุการณที่เปนเหตุและผลที่กวีตองการถายทอด
ใหเห็นภาพโดยละเอียด สวนสาตตวิกภาวะ ก็ชวยใหเขาใจถึงการแสดงออกที่เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติ ไมสามารถควบคุมปฏิกิริยาเหลานั้นไมใหเกิดขึ้นได นับวาการศึกษาครั้งนี้ไดประโยชน
จากทฤษฎีรสอยางเต็มที่ในการศึกษาอารมณความรูสึกของกวีและผูอานวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ
จากการที่ผูวิจัยไดอานวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
โดยละเอียดเพื่อศึกษารสวรรณคดีสันสกฤตนั้น ผูวิจัยไดรับความเพลิดเพลินและมีอารมณคลอย
ตามเนื้อเรื่องในวรรณคดี มีความสุข สนุกขบขัน เศรา ซาบซึ้ง ไปตามการดําเนินเรื่องของนิทาน
ในแตละตอน ทั้งนี้ อารมณที่เกิดหลากหลายนั้น เปนเพราะวรรณคดีฉบับนี้แปลจากวรรณคดี
อินเดีย ซึ่งถือวาเปนแหลงอารยธรรมและแหลงความรูสําคัญของวรรณคดีตะวันออก โดยเฉพาะ
ตอนที่พระภรรตฤราชรูสึกเจ็บปวดกับความรักจนตองออกบวช กวีบรรยายถึงความมายาของความ
รักและไมมีสิ่งอื่นใดสุขเทาความสงบ ผูอานจึงไดรับรูรสแหงความสงบหรือศานตรสลึกซึ้งขึ้น
รวมทั้งโวหารของผูแปลที่ถายทอดออกมา เพื่อแสดงถึงลักษณะยั่วลอและเจาคารมของเวตาล เปน
ตน นับวาวรรณคดีเรื่องนี้มีคุณคาดวยความเดนดานรสวรรณคดีเปนสําคัญ
ผูวิจัยเห็นวาผลการวิเคราะหครั้งนี้จะชวยใหผูสนใจไดประจักษในคุณคาของวรรณคดีไทย
ในแงของรสวรรณคดีมากขึ้น เนื่องจากรสวรรณคดีนั้นนับวาเปนสวนสําคัญที่ทําใหเนื้อเรื่องติดใจ
คน การรับรูรสวรรณคดีโดยความรูสึกเพียงอยางเดียว เปนไดแตการซาบซึ้งเฉพาะตัวบุคคล แต
การพิจารณารสวรรณคดีอยางมีหลักเกณฑ โดยรูจักแยกองคประกอบทําใหความซาบซึ้งในรส
วรรณคดีนั้น เปนไปอยางมีแงมุมพิจารณา สามารถเขาใจเรื่องไดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชวยอธิบายใหผูอื่น
เขาใจความไดชัดเจนขึ้น และเปนแนวทางในการวิเคราะหวิจารณอยางเปนระบบ
ขอเสนอแนะ
ขอเสนอแนะทั่วไป
นําหลักการวิเคราะหไปปรับปรุงประยุกตใชในการเรียนการสอน การศึกษาเรื่องทฤษฎีรส
วรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสฤตที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ สําหรับนักเรียนและผูที่
สนใจศึกษาคนควา
ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัย
1. วิเคราะหรสวรรณคดีในวรรณคดีที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณคดีตะวันออกเรื่องอื่นๆ
2. วิเคราะหขอคิด คําคม หรือโวหารดีเดน ที่ไดจากวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ฉบับ
พระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
บรรณานุกรม
114
บรรณานุกรม
กระแสร มาลยาภรณ. วรรณคดีเปรียบเทียบเบื้องตน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพเนติศึกษา, 2516.
กัลยา พลายชุม. วิเคราะหอุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรมภาคใต.
ปริญญานิพนธ กศ.ม. สงขลา : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒภาคใต, 2538. ถายเอกสาร.
กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2534.
กุหลาบ มัลลิกะมาส. ความรูทั่วไปทางวรรณคดีไทย. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ
ชวนพิมพ, 2531.
จิตรลดา สุวัตถิกุล. “องคประกอบทางสุนทรียศาสตร สุนทรียภาพในความ,” ใน
เอกสารประกอบการสอนชุดภาษาไทย 7 (หนวยที่ 1 – 8). หนา 189-244. พิมพครั้งที่ 3
นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2538.
ชลธิรา สัตยาวัฒนา. “ นิทานเวตาลเพชรน้ําเอกในวรรณกรรมไทย,” ใน น.ม.ส.อัจฉริยะกวีศรี
รัตนโกสินทร. หนา 20-28. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ, 2541.
ธนันต พิสัยสวัสดิ์. การวิเคราะหวรรณคดีอีสานเรื่อง ขุนทึง. ปริญญานิพนธ กศ.ม. พิษณุโลก :
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, 2531. อัดสําเนา.
นงลักษณ แชมโชติ. หาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทย สมัยรัตนโกสินทร พ.ศ. 2325 –
พ.ศ. 2475. ปริญญานิพนธ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2521.
อัดสําเนา.
นิตยา แกวคัลนา. “เวตาลปกรณัมกับการนํามาสรางสรรควรรณกรรมรอยกรองของไทย, ” ใน
ภาษาและวรรณคดีไทย. หนา 29 – 46. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546.
เบญจมาศ พลอินทร. พื้นฐานวรรณคดีและวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, 2526.
เบญจวรรณ สงสมบูรณ. บทละครเสภาเรื่อง ขุนชางขุนแผน : การศึกษาในเชิงวรรณคดีวิเคราะห.
ปริญญานิพนธ กศ.ม. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา, 2540. ถายเอกสาร.
ปรมินท จารุวร. “ องคประกอบของนิทานซอนนิทานในนิทานเวตาล, ” ภาษาและวรรณคดีไทย.
17 : 38 - 62 ; ธันวาคม 2543.
ประภาพร สุวรรณไตรย. อวัจนสารที่ปรากฎในวรรณคดีจากหนังสือเรียนภาษาไทยชุด
วรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ. ปริญญานิพนธ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม, 2536. ถายเอกสาร.
115
ประสิทธิ์ กาพยกลอน. แนวทางการศึกษาวรรณคดี ภาษากวี การวิจักษณและวิจารณ.
พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2518.
ปญญา บริสุทธิ์. วิเคราะหวรรณคดีไทยโดยประเภท. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :
ราชบัณฑิตยสถาน, 2542.
ภาวิณี โชติมณี. การวิเคราะหวีรรสในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2.
ปริญญานิพนธ กศ.ม. สงขลา : มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2543. ถายเอกสาร.
รื่นฤทัย สัจจพันธุ. “ อิทธิพลวรรณคดีอินเดีย, ” ใน เอกสารการสอนชุดภาษาไทย 4
( หนวยที่ 8 – 15 ). หนา 308-327. พิมพครั้งที่ 2 นนทบุรี : มหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช, 2526.
วงเดือน สุขบาง. การศึกษาพระปฐมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ. ปริญญานิพนธ กศ.ม. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2524. อัดสําเนา.
วาคภฏ. อลังการศาสตร. แปลโดย ป.ส. ศาสตรี. ม.ป.ท. , ม.ป.ป.
ศศิธร แสงเจริญ. การวิเคราะหศฤงคารรสในพระนลคําหลวง สาวิตรี ศกุนตลา มัทนะพาธา.
วิทยานิพนธ ศศ.ม. ปตตานี : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, 2537. ถายเอกสาร.
สายทิพย นุกูลกิจ. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย 321 : วรรณคดีวิจารณ. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน, 2523.
อนุมานราชธน, พระยา. การศึกษาวรรณคดีแงวรรณศิลป. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ศยาม, 2546.
บทคัดยอ
117
วิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต
บทคัดยอ
ของ
ภัสรธีรา ฉลองเดช
เสนอตอมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร
ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย
ธันวาคม 2548
ลิขสิทธิ์เปนของมหาวิทยาลัยทักษิณ
118
วิทยานิพนธฉบับนี้มีจุดมุงหมายเพื่อวิเคราะหรสและองคประกอบของวรรณคดีที่ปรากฏ
ในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยใชทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งมี
9 รส รวมทั้งวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดานอนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะรวมในแตละ
รสดวย และเสนอผลการวิเคราะหโดยวิธีการพรรณนาวิเคราะห ผลการวิเคราะหปรากฏวา รส
วรรณคดีที่ปรากฏอยูมากที่สุด คือ ศฤงคารรส รองลงมาคือ เราทรรส กรุณารส อัทภูตรส วีรรส
ภยานกรส หาสยรส พีภัตสรส และศานตรส ตามลําดับ เมื่อวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ
ดานอนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะ ในแตละรส พบวา ในรสทั้ง 9 รสนี้ ไดแสดงวิภาวะ
อนุภาวะ รวมประกอบของภาวะทั้ง 2 ไวครบทุกรส สวนองคประกอบดานสาตตวิกภาวะจะ
ปรากฏอยูในบางเหตุการณของรสเพียง 7 รส โดยไมปรากฏเลยในหาสยรสและศานตรส
119
AN ANALYSIS OF RASA IN BIDYALANKARANA’S VERSION OF
TALES OF VETALA WITH SANSKRIT RASA THEORY
AN ABSTRACT
BY
PARSTHEERA CHALONGDET
Presented in partial fulfillment for the requirements of the Master
Of Education degree in Thai
At Thaksin University
December, 2005
Copyrighted by Thaksin University
120
This Thesis is aimed to analyze the rasa and its literary components as appeared
in Bidyalankaran’s version of Tales of Vetala by means of Sanskrit Rasa theory. The
Rasa theory comprises nine kinds of rasa, each of whose components consists of vibhava
( a cause or causes of conditions given to each character by the poet or author ), anubhava
( results of conditions or expressions as expressed through a given character ), and
satatavigabhava ( natural or uncontrolled expressions placed upon a given character )
Through a descriptive analysis, it is found that in a descending order the topmost is Love
Rasa ( sa-ring-kaan-ra-rasa ) ; and the next are Anger Rasa ( rau-ta-ra-rasa ), Mercy Rasa
( ka-ru-na-rasa ), Astonishment Rasa ( at-bhu-ta-rasa), Bravery - Praise Rasa ( vi-ra-sara ), Fear
Rasa ( bha-ya-na-ga-rasa ), Amusement Rasa ( ha-sa-ya-rasa ), Hatred Rasa ( phi-bha-sa-rasa ),
and Peace Rasa ( sa-na-ta-rasa ), respectively. It is also found that among three given
conditions the first two are found in full in all nine kinds of rasa while the last one is
somewhat found in seven kind, but it is neither found in Amusement Rasa ( ha-sa-ya-rasa )
nor in Peace Rasa ( sa-na-ta-rasa )
121
ประวัติยอของผูวิจัย
ชื่อ นางสาวภัสรธีรา ฉลองเดช
วัน เดือน ปเกิด 24 มกราคม 2519
สถานที่เกิด อําเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลา
สถานที่อยูปจจุบัน 14 ซอย 4 ถนนรัตนอุทิศ อําเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลา
ตําแหนงหนาที่การงานปจจุบัน ครูโรงเรียนบานวังสายทอง
สถานที่ทํางานปจจุบัน โรงเรียนบานวังสายทอง ตําบลน้ําผุด อําเภอละงู จังหวัดสตูล
ประวัติการศึกษา
พ.ศ. 2537 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
พ.ศ. 2541 ครุศาสตรบัณฑิต ( ภาษาไทย ) จากสถาบันราชภัฏสงขลา
จังหวัดสงขลา
พ.ศ. 2548 การศึกษามหาบัณฑิต ( ภาษาไทย ) จากมหาวิทยาลัยทักษิณ
จังหวัดสงขลา

วิเคาะห์รสวรรณคดีในนิทานเวตาล

  • 1.
    วิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต วิทยานิพนธ ของ ภัสรธีรา ฉลองเดช เสนอตอมหาวิทยาลัยทักษิณเพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย ธันวาคม 2548 ลิขสิทธิ์เปนของมหาวิทยาลัยทักษิณ ISBN 974 – 451 – 802 – 2
  • 2.
    คณะกรรมการควบคุมและคณะกรรมการสอบ ไดพิจารณาวิทยานิพนธฉบับนี้แลว เห็นสมควรรับเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอก ภาษาไทยของมหาวิทยาลัยทักษิณได คณะกรรมการควบคุม ...........................................................................ประธานกรรมการ ( ผูชวยศาสตราจารยจําเริญ แสงดวงแข ) ...........................................................................กรรมการ ( ผูชวยศาสตราจารยนิดา มีสุข ) คณะกรรมการสอบ ...........................................................................ประธานกรรมการ ( ผูชวยศาสตราจารยจําเริญ แสงดวงแข ) ...........................................................................กรรมการ ( ผูชวยศาสตราจารยนิดา มีสุข ) ...........................................................................กรรมการที่แตงตั้งเพิ่มเติม ( รองศาสตราจารยยุรฉัตร บุญสนิท ) ...........................................................................กรรมการที่แตงตั้งเพิ่มเติม ( อาจารยบัวงาม หอแกว ) มหาวิทยาลัยทักษิณอนุมัติใหรับวิทยานิพนธฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ...............................................รักษาการในตําแหนงคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ( อ.ดร.สมศักดิ์ โชคนุกูล ) วันที่ ........... เดือน ...ธันวาคม.. พ.ศ. ..2548...
  • 3.
    ประกาศคุณูปการ วิทยานิพนธฉบับนี้สําเร็จลุลวงไดดวยดี เพราะความกรุณาและการอนุเคราะหจาก ผูชวยศาสตราจารยจําเริญ แสงดวงแขประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธและ ผูชวยศาสตราจารยนิดา มีสุข กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ ที่ไดใหคําแนะนําและขอคิดเห็น สําคัญยิ่งหลายประการ แกไขขอบกพรองตางๆ ตลอดจนตรวจแกสํานวนภาษา เพื่อใหสามารถ สื่อสารไดดียิ่งขึ้น ผูวิจัยรูสึกซาบซึ้งและขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูงไว ณ ที่นี้ ขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารยยุรฉัตร บุญสนิท และอาจารยบัวงาม หอแกว กรรมการที่แตงตั้งเพิ่มเติมที่ไดใหคําแนะนําเพื่อปรับปรุงแกไขวิทยานิพนธใหมีความสมบูรณยิ่งขึ้น ตลอดจนขอกราบขอบพระคุณคณาจารย ภาควิชาภาษาไทยฯ ทุกทานของมหาวิทยาลัยทักษิณที่ได ประสิทธิ์ประสาทความรูแกผูวิจัย ขอขอบพระคุณ คุณสุเทพ อินทรัตน คุณซมา โยะหมาด คุณดวงฤทัย ชํานาญเพาะ วาที่รอยตรีสมศักดิ์ หลังชาย และเพื่อนครูโรงเรียนบานวังสายทอง ที่ไดใหโอกาส สนับสนุน และใหความชวยเหลือแกผูวิจัยดวยดีเสมอมา ขอขอบคุณปยมิตรทั้งสาม คือ คุณสายพิมพ แกลวทนงค คุณสมพิส พรหมทอง และ คุณศุภวรรณ มีแกว นิสิตปริญญาโทวิชาเอกภาษาไทย ภาคพิเศษ ป 2545 ที่คอยชวยเหลือและ เปนกําลังใจแกผูวิจัยมาโดยตลอด ขอขอบพระคุณ คุณธีระยุทธ ชาตรี คุณอมรรัตน ชมเชย คุณสายสวาท บินรินทร คุณสําเริง ทองสง คุณนิยอ บาฮา ที่เปนเพื่อนคอยรับฟงเรื่องราวตางๆ และใหกําลังใจ สนับสนุน จนกระทั่งผูวิจัยประสบความสําเร็จ ขอขอบพระคุณ ผูชวยศาสตราจารยนายแพทยพีระพัฒน หวันดะหวา ที่เปนกําลังใจ คอย ใหคําปรึกษา พรอมทั้งใหคําแนะนํา ขอคิดตางๆ ที่เปนประโยชนแกผูวิจัยตลอดมา คุณคาและประโยชนใดๆ อันพึงมีจากวิทยานิพนธนี้ ผูวิจัยขอมอบเปนกตัญูกตเวทิตาแด คุณแมอารีย พันราย คุณพอนพดล ฉลองเดช ผูวางรากฐานสงเสริมสนับสนุนทางดานการศึกษา และมอบแตสิ่งที่ดีงามใหแกผูวิจัย โดยเฉพาะคุณแมผูเปนผูรวมทุกขรวมสุขเคียงขางผูวิจัยมาตลอด ทําใหผูวิจัยสามารถประสบความสําเร็จทางดานการศึกษาและหนาที่การงานไดอยางเต็มภาคภูมิใน ทุกวันนี้ ภัสรธีรา ฉลองเดช
  • 4.
    สารบัญ บทที่ หนา 1 บทนํา.............................................................................................................................. 1 ภูมิหลัง ........................................................................................................................ 1 ความมุงหมายของการศึกษาคนควา ............................................................................ 5 ความสําคัญของการศึกษาคนควา ................................................................................ 5 ขอตกลงเบื้องตน ......................................................................................................... 5 ขอบเขตการศึกษาคนควา ............................................................................................ 6 ขอบเขตดานขอมูล ................................................................................................. 6 ขอบเขตดานเนื้อหา ................................................................................................ 6 นิยามศัพทเฉพาะ ......................................................................................................... 7 วิธีดําเนินการศึกษาคนควา ............................................................................................ 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควา ...................................................... 9 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี ................................................................ 9 เอกสารที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี ............................................................................... 9 งานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี .............................................................................. 17 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ......................................... 22 เอกสารที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ....................................................... 22 งานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ....................................................... 24 3 การวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีในนิทานเวตาล ................................ 26 ศฤงคารรสและองคประกอบของรส .......................................................................... 27 หาสยรสและองคประกอบของรส ............................................................................. 42 กรุณารสและองคประกอบของรส ............................................................................. 46 เราทรรสและองคประกอบของรส ............................................................................ 55 วีรรสและองคประกอบของรส .................................................................................. 65 ภยานกรสและองคประกอบของรส ........................................................................... 73 พีภัตสรสและองคประกอบของรส ............................................................................ 78
  • 5.
    บทที่ หนา อัทภูตรสและองคประกอบของรส ............................................................................79 ศานตรสและองคประกอบของรส ............................................................................. 87 4 บทยอ สรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ ................................................................ 106 บทยอ .................... ................................................................................................... 106 สรุปผล ..................................................................................................................... 108 อภิปรายผล ............................................................................................................... 111 ขอเสนอแนะ .............................................................................................................. 112 บรรณานุกรม ...................................................................................................................... 113 บทคัดยอ ............................................................................................................................. 116 ประวัติยอผูวิจัย ................................................................................................................... 121
  • 6.
    1 บทที่ 1 บทนํา ภูมิหลัง วรรณคดีถือเปนบทประพันธที่แสดงถึงความรูสึกนึกคิดและจินตนาการของผูประพันธ ทําใหผูอานเกิดความรูสึกประทับใจ เกิดจินตนาการกอใหเกิดสุนทรียะทางอารมณ สรางความ เพลิดเพลินสนุกสนาน ทั้งยังชวยสอนใจเราทางออม ทําใหเราไดเห็นชีวิตและแงของชีวิตที่แปลก แตกตางไป นอกจากนั้น การที่ผูประพันธเลือกเฟนถอยคําตางๆ มาใชในวรรณคดีแตละเรื่อง ยังทําใหผูอานไดรับรสวรรณคดีอยางสมบูรณ วรรณคดีไทยไดรับอิทธิพลตางๆ จากหลายชาติ หลายประเทศไมวาจะเปนจีน ชวา อาหรับ ตะวันตก อินเดียก็เปนอีกชาติหนึ่งที่ไทยไดรับอิทธิพล กุสุมา รักษมณี ไดกลาวถึง อิทธิพลของวรรณคดีอินเดียไววา วรรณคดีไทยไดแสดงใหเห็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมและความเชื่อตางๆ ของอินเดีย ดังจะ เห็นไดจากรูปแบบและเนื้อหาของวรรณคดีหลายเรื่อง ทรรศนะของกวีและผูอานที่ถือวา วรรณคดีเปนงานที่สูงสง ความเชื่อตางๆ ที่เปนกรอบของเนื้อหาในวรรณคดีและความนิยม ประดับประดาวรรณคดีดวยความงามของภาษา ลวนเปนลักษณะที่เหมือนกันในวรรณคดี ไทยและวรรณคดีอินเดีย1 การศึกษาคุณคาวรรณคดีของไทยนั้น สามารถศึกษาไดหลายแนวทาง แนวทางหนึ่ง คือ การศึกษาอลังการศาสตรตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤตซึ่งถือวา “สิ่งที่ทําใหวรรณคดีมีคุณคา คือ สิ่งที่ประดับตกแตงวรรณคดี เชน ถอยคําที่งดงามและไพเราะเชนเดียวกับอลังการที่ประดับ รางกายมนุษย”2 สวนแนวคิดในการศึกษาวรรณคดีของอินเดีย กุสุมา รักษมณี ไดใหขอสรุปไวดังนี้ วรรณคดีสันสกฤตมีทฤษฎีที่สําคัญอยู 8 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีรส วาดวยอารมณของผูอาน ทฤษฎีอลังการ วาดวยความงามในการประพันธ ทฤษฎีคุณ วาดวยลักษณะเดนในการ 1 กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 1. 2 แหลงเดิม. หนา 21.
  • 7.
    2 ประพันธ ทฤษฎีรีติ วาดวยลีลาในการประพันธทฤษฎีธวนิ วาดวยความหมายแฝงใน การประพันธ ทฤษฎีวโกรกติ วาดวยภาษาในการประพันธ ทฤษฎีอนุมิติ วาดวยการ อนุมานความหมายในการประพันธและทฤษฎีเอาจิตยะ วาดวยความเหมาะสมในการ ประพันธ 1 ทฤษฎีรสในวรรณคดีสันสกฤตเปนการศึกษาปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน เมื่อไดรับรูอารมณที่กวีถายทอดไวในวรรณคดี กุสุมา รักษมณี กลาวถึงทฤษฎีรสตามความเห็น ของนักวรรณคดีสันสกฤตไววา วรรณคดีเกิดขึ้นเมื่อกวีมีอารมณสะเทือนใจ แลวถายทอดความรูสึกนั้นออกมาในบท ประพันธ อารมณนั้นจะกระทบใจผูอาน ทําใหเกิดการรับรูและเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ เปนการตอบสนองสิ่งที่กวีเสนอมา รสจึงมีความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน มิใชสิ่งที่ อยูในวรรณคดีซึ่งเปนเพียงอารมณที่กวีถายทอดลงไวและเปนตัวทําใหเกิดรสเทานั้น2 ในดานการรับรูภาวะตางๆ ของผูอานนั้น กุสุมา รักษมณี ไดอธิบายไววา เมื่อผูอานไดรับรูภาวะ ซึ่งก็คือ อารมณตางๆ ที่กวีแสดงไวในผลงาน มีดวยกัน 9 ภาวะ ดังนี้ ความรัก (รติ) ความขบขัน (หาสะ) ความทุกขโศก (โศกะ) ความโกรธ (โกรธะ) ความมุงมั่น (อุตสาหะ) ความนากลัว (ภยะ) ความนารังเกียจ (ชุคุปสา) ความนาพิศวง (วิสมยะ) และความสงบ ( ศมะ) ผูอานก็จะเกิดอารมณตอบสนองตอภาวะนั้น เรียกวา “รส” ซึ่งมี 9 รสเทากับจํานวนภาวะและสัมพันธกับแตละภาวะดังนี้ ความซาบซึ้งในความ รัก (ศฤงคารรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะรัก ความสนุกสนาน (หาสยรส) เปน อารมณตอบสนองภาวะขบขัน ความสงสาร (กรุณารส) เปนอารมณตอบสนองภาวะทุกข โศก ความแคนเคือง (เราทรรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะโกรธ ความชื่นชมในความ กลาหาญ (วีรรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะมุงมั่นในการตอสู ความเกรงกลัว (ภยานก รส) เปนอารมณตอบสนองภาวะนากลัว ความเบื่อระอา ชิงชัง (พีภัตสรส) เปนอารมณ 1 กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 21. 2 แหลงเดิม. หนา 22.
  • 8.
    3 ตอบสนองภาวะนารังเกียจ ความอัศจรรยใจ (อัทภูตรส)เปนอารมณตอบสนองภาวะนา พิศวง และความสงบใจ (ศานตรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะสงบ1 การวิเคราะหรสวรรณคดีไทยตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตจึงเปนแนวทางหนึ่งที่ นาสนใจศึกษา แตเทาที่ผานมา การวิเคราะหวรรณคดีไทยในแนวดังกลาวยังมีผลการวิเคราะหที่ไม นาพอใจนัก ดังที่กุสุมา รักษมณี กลาวไววา การวิเคราะหรสในวรรณคดีไทยก็เปนอีกแนวทางหนึ่งที่นิยมกันมาแตมักจะเปนการ กลาวถึงอยางผิวเผินมากกวาเปนการวิเคราะหองคประกอบของรสอยางละเอียด คงจะเปน เพราะตําราอลังการศาสตรเทาที่มีในภาษาไทยไดกลาวถึงเรื่องรสไวอยางพอสังเขปเทานั้น การศึกษาลักษณะนี้ไมไดชวยใหเขาใจวรรณคดีมากขึ้นสักเทาใด เพราะเปนการชี้วา เนื้อหาตอนใดแสดงอารมณของกวีเปนอยางไร และตรงกับรสใดเทานั้น และนอกจากนั้น ก็เปนการแสดงความรูสึกของผูอานอยางกวางๆ เชน เนื้อหาตอนใดทําใหเกิดความรูสึก อยางไรหรืออานจบแลวมีความประทับใจอยางไร วิธีนี้ชวนใหเขาใจไดวาเปนการ วิเคราะหตามแนวคิดของคนโบราณซึ่งใชความรูสึกเปนเครื่องตัดสิน ยังไมมีหลักเกณฑที่ แนนอน อันที่จริง การศึกษาอารมณในวรรณคดีไมวาจะเปนอารมณของกวีหรือผูอานยัง มีแงมุมที่นาพิจารณาอีกมากมาย แตเทาที่ผานมานั้นยังไมปรากฏผลเปนที่นายินดีนัก นาจะเปนเพราะยังไมไดใชประโยชนจากทฤษฎีรสอยางเต็มที่นั่นเอง2 รื่นฤทัย สัจจพันธุ 3 กลาวถึงวรรณคดีอินเดียที่มีอิทธิพลตอวรรณคดีไทย สรุปไดวา มี 6 ประเภท คือ วรรณคดีศาสนา วรรณคดีมหากาพย วรรณคดีบทละคร หนังสือปุราณะ นิทาน นิยาย และเบ็ดเตล็ด ทั้งนี้ รื่นฤทัย สัจจพันธุ4 ไดกลาวถึงนิทานเวตาลสรุปไดวา เปนวรรณคดีที่ จัดอยูในประเภทนิทานนิยาย โดยอินเดียนั้นไดชื่อวาเปนเทพเจาแหงการเลานิทานแบบซอนนิทาน ( Tales within tales) ซึ่งวิธีการนี้ไดเผยแพรออกไปยังประเทศเพื่อนบานอยางเชน อาหรับและ เปอรเซีย ก็นิยมการเลานิทานไมแพอินเดีย 1 กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 23. 2 แหลงเดิม. หนา 3-4. 3 รื่นฤทัย สัจจพันธุ. “อิทธิพลวรรณคดีอินเดีย,” ภาษาไทย 4 (หนวยที่ 8 – 15). 2526. หนา 308. 4 แหลงเดิม. หนา 325.
  • 9.
    4 ปญญา บริสุทธิ์ กลาวถึงนิทานเวตาลไววา นิทานเวตาลเปนวรรณคดีประเภทรอยแกวในรูปของนิทานเปนผลงานของ น.ม.ส. หรือ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ซึ่งทรงแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “Vikram and the Vampire” ซึ่ง Sir Richard Burton แปลจากฉบับภาษาสันสกฤตเปนจํานวน 11 เรื่องจาก ของเดิม 25 เรื่อง ( เวตาลปญจวิมศติ ) สวนนิทานเวตาลพากยไทยของ น.ม.ส.นั้นมีเพียง 10 เรื่อง แตงเปนรอยแกวผสมคําประพันธบางตอนเปนฉันท นับวาเปนนิทานที่นอกจาก จะสนุกสนานแลว ยังเปนการลับสติปญญาของผูอานอีกดวย เพราะมีปญหาชวนใหคิด ไดหลายอยางวาคําตอบที่ถูกตองคืออะไร1 วรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลนั้น นอกจากจะใหความสนุกสนานเพลิดเพลิน และลับ สติปญญาของผูอานแลว ยังดีในแงของการใชคําและโวหารตางๆ อีกทั้งยังมีรสวรรณคดีซึ่งเปน ภาษาวรรณศิลปตามแบบฉบับวรรณคดีสันสกฤตอีกดวย ปญญา บริสุทธิ์ ไดกลาวถึงเรื่องนี้ ไววา นิทานเวตาลนี้ดีในแงของการใชคําในภาษารอยแกว โดยเฉพาะในพากยไทยนี้ ทานผูแปล ไดใชโวหารอันคมคายและไพเราะในทางพรรณนาโวหารอยางเดนชัดที่สุดทําใหเกิดจินต ภาพและภาพพจนมากมายหลายแหงยากที่หนังสือนิทานอื่นๆ ในประเภทเดียวกันจะมี คุณคาเสมอเหมือน ทั้งนี้ก็เพราะหนังสือนิทานโดยทั่วไปมักจะมุงเลาเรื่องเปนเกณฑ แต การใชภาษาวรรณศิลปเกือบจะไมถือเปนเรื่องสําคัญเลย สวนนิทานเวตาลเปนหนังสือ สําหรับผูใหญหรือคนประเภทมีความรูอานจึงตางกับนิทานธรรมดา ดวยเหตุนี้นิทาน เวตาลจึงตองอาศัยภาษาวรรณศิลปเปนเครื่องประกอบอยางสําคัญ เพื่อใหเกิดความจับใจ แกผูอานที่มีความรู อีกประการหนึ่งขอที่ควรสังเกตก็คือ เรื่องเดิมในภาษาสันสกฤตมี วิธีการเขียนที่ละเมียดละไมและแพรวพราวดวยภาษาวรรณศิลปตามแบบฉบับวรรณคดี สันสกฤตโดยทั่วไป เมื่อเปนดังนี้ฉบับภาษาไทยก็ตองมีวิธีเขียนเลียนแบบสันสกฤตดวย ดวยเหตุนี้นิทานเวตาลจึงมีคุณคาถึง 2 อยางคือ เนื้อเรื่องดีอยางหนึ่ง และการใชภาษามี อลังการที่เดนชัดอีกอยางหนึ่ง2 1 ปญญา บริสุทธิ์. วิเคราะหวรรณคดีไทยโดยประเภท. 2542. หนา 38. 2 แหลงเดิม. หนา 38-39.
  • 10.
    5 จากความนาสนใจทั้งเนื้อหาและภาษาที่ใชในวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลกับทฤษฎีรส วรรณคดีสันสกฤต ประกอบกับการวิเคราะหรสวรรณคดียังมีงานอยูนอยมาก ผูวิจัยจึงไดสนใจ วิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณโดย จะวิเคราะหทั้ง 9 รสวรรณคดีพรอมองคประกอบดานตางๆของแตละรสอยางละเอียดลึกซึ้ง ความมุงหมายของการศึกษาคนควา เพื่อวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยใชทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ความสําคัญของการศึกษาคนควา ผลของการศึกษาคนความีความสําคัญดังตอไปนี้ 1. ทําใหเขาใจถึงรสวรรณคดีสันสกฤตและองคประกอบของแตละรสวรรณคดีที่ปรากฏ ในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณไดอยางลึกซึ้ง อันนําไปเปนแนวทาง การศึกษารสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ตอไป 2. สามารถนําหลักการวิเคราะหไปปรับปรุงประยุกตใชในการเรียนการสอน การศึกษา เรื่องทฤษฎีรสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสฤตที่ปรากฏในวรรณคดีสําหรับนักเรียนและผูที่ สนใจศึกษาคนควา 3. ผลของการศึกษาคนควาทําใหเขาใจอารมณความรูสึกที่กวีถายทอดออกมาพรอมทั้ง เขาใจปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอานอยางละเอียดและมีหลักเกณฑแนนอนอันเปน การใชประโยชนจากทฤษฎีรสอยางเต็มที่ในการศึกษาอารมณความรูสึกของกวีและผูอานวรรณคดี ไทยเรื่องอื่นๆ 4. ชวยใหผูสนใจไดประจักษในคุณคาของวรรณคดีไทยในแงของรสวรรณคดีมากขึ้น ขอตกลงเบื้องตน การอางอิงขอความจากหนังสือวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยา ลงกรณ ซึ่งจัดพิมพโดยสํานักพิมพศิลปาบรรณาคาร ป พ.ศ.2511 ผูวิจัยใชวิธีการอางอิงโดยการ บอกเลขหนาไวในวงเล็บใตขอความที่ยกมา เชน
  • 11.
    6 สักครูหนึ่งถึงกลางปาชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นสิ่งซึ่งนาเปนที่รังเกียจตางๆ อยูลอม กองไฟซึ่งไดเผาศพใหมๆภูตผีปศาจปรากฏแกตา รอบขางเสือคํารามอยูก็มี ชางฟาดงวง อยูก็มี หมาไนซึ่งขนเรืองๆ อยูในที่มืดก็กินซากศพ ซึ่งกระจัดกระจายเปนชิ้นเปนทอน หมาจิ้งจอกก็ตอสูกันแยงอาหาร คือเนื้อแลกระดูกมนุษย หมีก็ยืนเคี้ยวกินตับแหงทารก ( หนา 33) พระราชบุตร ไดฟงพุทธิศริระสําแดงความรอนใจ ดังนั้นก็สิ้นความอ้ําอึ้ง พระหัตถจับมือ พุทธิศริระ น้ําพระเนตรตกตรัสวา “ชายใดเขาเดินในทางแหงความรักชายนั้นจะรอดชีวิตไปมิได หรือถายังไมสิ้นชีวิต ชีวิตก็มิใชอื่น คือความทุกขที่ยืดยาวออกไปนั่นเอง” ( หนา 51) ขอบเขตของการศึกษาคนควา ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น พิทยาลงกรณ ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของการวิเคราะหดังตอไปนี้ ขอบเขตดานขอมูล ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยจะวิเคราะหขอมูลดานรสวรรณคดีและองคประกอบของรส วรรณคดีจากวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยจะวิเคราะห นิทานทั้ง 10 เรื่องรวมทั้งตนเรื่องและปลายเรื่องดวย ขอบเขตดานเนื้อหา การวิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ จะวิเคราะหตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต โดยวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดานอนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะ ตามลําดับรสวรรณคดีดังนี้ 1. ศฤงคารรส (รสแหงความรัก) 2 หาสยรส (รสแหงความสนุกสนาน) 3 กรุณารส (รสแหงความสงสาร) 4 เราทรรส (รสแหงความแคนเคือง) 5 วีรรส (รสแหงความชื่นชมในความกลาหาญ) 6 ภยานกรส (รสแหงความเกรงกลัว)
  • 12.
    7 7 พีภัตสรส (รสแหงความเบื่อระอาชิงชัง) 8 อัทภูตรส (รสแหงความอัศจรรยใจ) 9 ศานตรส (รสแหงความสงบใจ) นิยามศัพทเฉพาะ ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น พิทยาลงกรณ มีคําศัพทเฉพาะที่เกี่ยวกับรสวรรณคดีซึ่งผูวิจัยจะตองนํามาใชในการวิเคราะห ดังตอไปนี้ ศฤงคารรส คือ ความซาบซึ้งในความรัก เปนรสที่เกิดจากการมีความรักของตัวละคร หาสยรส คือ ความสนุกสนาน เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความขบขันของตัวละคร กรุณารส คือ ความสงสาร เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความทุกขโศกของตัวละคร เราทรรส คือ ความแคนเคือง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความโกรธของตัวละคร วีรรส คือ ความชื่นชม เปนรสที่เกิดจากการรับรูความมุงมั่นในการแสดงความกลาหาญ ของตัวละคร ภยานกรส คือ ความเกรงกลัว เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนากลัวของตัวละคร พีภัตสรส คือ ความเบื่อ รําคาญ ขยะแขยง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นา รังเกียจของตัวละคร อัทภูตรส คือ ความอัศจรรยใจ เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาพิศวงของตัวละคร ศานตรส คือ ความสงบใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความสงบของตัวละคร วิภาวะ คือ เหตุของภาวะที่เปนเหตุการณ บุคคลหรือสิ่งตางๆ ที่กวีกําหนดไวในเนื้อเรื่อง ใหเปนสาเหตุทําใหเกิดภาวะตางๆ อนุภาวะ คือ ผลของภาวะซึ่งเปนการแสดงออกของตัวละครดวยคําพูดหรืออากัปกิริยาให รูวาเกิดภาวะอยางใดอยางหนึ่งขึ้นแกตัวละคร สาตตวิกภาวะ คือ การแสดงออกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเปนปฏิกิริยาที่ไมสามารถบังคับ ได วิธีดําเนินการศึกษาคนควา ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยไดดําเนินการตามขั้นตอนตอไปนี้
  • 13.
    8 1. ขั้นรวบรวมขอมูล 1.1 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสและองคประกอบของรสวรรณคดี 1.2ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล 2. ขั้นศึกษาวิเคราะห ผูวิจัยไดวิเคราะหรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น พิทยาลงกรณ โดยดําเนินการดังนี้ 2.1 พิจารณาคัดเลือกเนื้อหาในนิทานแตละเรื่อง เพื่อวิเคราะหแยกเปนรสตางๆ ตาม ทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต 2.2 พิจารณาเนื้อหาในแตละรส แลววิเคราะหองคประกอบในดานวิภาวะ อนุภาวะ และสาตตวิกภาวะของแตละรส 3. ขั้นสรุปผล อภิปรายผลและเสนอแนะ 3.1 สรุปผลการวิเคราะหและอภิปรายผล 3.2 เสนอผลการวิเคราะหโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห
  • 14.
    บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควา ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธ กรมหมื่นพิทยาลงกรณผูวิจัย ไดจัดแบงเอกสารที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควาออกเปน 2 ประเภท คือ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี เอกสารที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี ผูวิจัยไดรวบรวมรสวรรณคดี เพื่อนํามาศึกษาและใชเปนแนวทางในการวิเคราะห ทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาล ฉบับ พระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ดังตอไปนี้ กุสุมา รักษมณี 1 ไดกลาวถึงทฤษฎีรสวรรณคดีสันสฤต สรุปไดดังนี้ รส คือ ปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน เมื่อผูอานไดรับรูอารมณที่กวีได ถายทอดเอาไวในวรรณคดี โดยนักวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตมีความเห็นวารส วรรณคดีเกิดขึ้นเมื่อกวีมีอารมณสะเทือนใจ แลวถายทอดความรูสึกนั้นออกมาในบทประพันธ อารมณนั้นจะกระทบใจผูอานทําใหเกิดการรับรูและเกิดปฏิกิริยาทางอารมณเปนการตอบสนองสิ่งที่ กวีเสนอออกมา รสจึงเปนความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจของผูอาน มิใชสิ่งที่อยูในวรรณคดีซึ่งเปนเพียง อารมณที่กวีถายทอดลงไวและเปนตัวทําใหเกิดรสเทานั้น สวนรายละเอียดตาง ๆ ที่เกี่ยวกับลักษณะของรสและลําดับขั้นตอนในการเกิดรสนั้น กุสุมา รักษมณี ไดกลาวไวสรุปไดวา อารมณตาง ๆ ที่กวีแสดงไวในผลงานเรียกวา “ภาวะ” ใน ระยะแรกภาวะหลักมี 9 อยาง คือ ความรัก (รติ) ความขบขัน (หาสะ) ความทุกขโศก (โสกะ) ความโกรธ (โกรธะ) ความมุงมั่น (อุตสาหะ) ความนากลัว (ภยะ) ความนารังเกียจ (ชุคุปสา) 1 กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 22 – 23.
  • 15.
    10 ความนาพิศวง (วิสมยะ) และความสงบ(ศมะ) เพื่อใหผูอานสามารถรับรูวาเกิดภาวะหนึ่งขึ้นแกตัว ละคร กวีตองแสดงเหตุของภาวะ (วิภาวะ) ไวเปนเบื้องตน ตอจากนั้นตัวละครตองแสดงผลของ ภาวะ (อนุภาวะ) ใหรูวาเกิดภาวะหนึ่งขึ้นในใจของตัวละครแลว นอกจากนั้นยังมีการแสดงออกอีก อยางหนึ่งเปนภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (สาตตวิกภาวะ) สาตตวิกภาวะจึงทําหนาที่ชวยอนุภาวะ ใหผูอานไดรับรูภาวะในใจตัวละครไดงายขึ้น เมื่อผูอานไดรับรูภาวะที่กวีแสดงไวแลวก็จะเกิด อารมณตอบสนองตอภาวะนั้น เรียกวา “รส” ซึ่งมี 9 รส เทากับจํานวนภาวะและจะสัมพันธกับ แตละภาวะ คือ ความซาบซึ้งในความรัก (ศฤงคารรส) เปนอารมณตอบสนองตอภาวะรัก ความ สนุกสนาน (หายสยรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะขบขัน ความสงสาร (กรุณารส) เปนอารมณ ตอบสนองตอภาวะทุกขโศก ความแคนเคือง (เราทรรส) เปนอารมณตอบสนองตอภาวะโกรธ ความชื่นชมในความกลาหาญ (วีรรส) เปนอารมณตอบสนองความมุงมั่นในการตอสู ความเกรง กลัว (ภยานกรส) เปนภาวะตอบสนองตอภาวะนากลัว ความเบื่อระอา ชิงชัง (พีภัตสรส) เปน อารมณตอบสนองภาวะนารังเกียจ ความอัศจรรยใจ (อัทภูตรส) เปนอารมณตอบสนองภาวะนา พิศวง และความสงบแหงจิตใจ สวน (ศานตรส) เปนอารมณตอบสนองตอภาวะสงบ ในสวนของรสวรรณคดีสันสกฤต กุสุมา รักษมณี1 ไดกลาวไว สรุปไดวา การเกิดรส ทั้ง 8 มีภาวะตาง ๆ เปนองคประกอบ ดังนี้ ศฤงคารรส คือ ความซาบซึ้งในความรัก เกิดจากความรัก 2 ประเภท คือ ความรักของผู ที่ไดอยูดวยกัน (สัมโภคะ) และความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) ความรักแบบ สัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูในบานเรือนหรือ สถานที่ที่สวยงาม การอยูในฤดูกาลที่เอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัวงดงาม การลูบทาดวย ของหอมและประดับดวยมาลัย การเที่ยวชมสวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหู เจริญตา เปนตน การแสดงผลของภาวะ (อนุภาวะ) ไดแก พูดจาออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา ยิ้มแยมแจมใส เปนตน สวนความรักแบบวิประลัมภะนั้นมีเหตุของภาวะ คือ การ พลัดพรากจากกัน การแสดงผลของภาวะ ไดแก ทาทางหมดอาลัยตายอยาก สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย พร่ํารําพัน เปนตน 1 กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 109.
  • 16.
    11 หาสยรส คือ ความสนุกสนานเปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความขบขัน นาฏยศาสตร แบงความขบขันออกเปน 2 ลักษณะ คือ ความขบขันที่เกิดแกผูอื่น หมายถึง การพูดหรือทําให ผูอื่นขบขันซึ่งสวนมากมักจะเปนไปโดยตนเองไมรูตัว และความขบขันที่เกิดแกตนเอง รูสึกขัน ตนเองหรือขันผูอื่น วิภาวะของความขบขัน ไดแก การแตงตัวแปลก ๆ เชน ชายแตงตัวอยางหญิง สวมเสื้อผารุมรามรุงรัง แตงตัวผิดกาลเทศะ หรือแตงตัวมากเกินไป ฯลฯ การทําทาแปลก ๆ เชน เดินงก ๆ เงิ่น ๆ ลมลุกคลุกคลาน หรือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ํา ๆ ซาก ๆ ฯลฯ การพูดแปลก ๆ เชน พูด ผิด ๆ ถูก ๆ พูดรัวจนฟงไมไดศัพท พูดดวยสําเนียงตางไปจากคนสวนใหญหรือพูดซ้ําซาก ฯลฯ อนุภาวะไดแกการยิ้มหรือหัวเราะ ซึ่งนาฏยศาสตรกลาวไว 6 ลักษณะ คือ ยิ้มนอย ๆ ไมเห็นไรฟน และแยมปากพอเห็นไรฟน เปนลักษณะของคนชั้นสูง หัวเราะเบา ๆ และหัวเราะเฮฮาเปนลักษณะ ของคนชั้นกลาง หัวเราะงอหายและหัวเราะทองคัดทองแข็งเปนลักษณะของสามัญชนทั่วไป วยภิจาริภาวะ ซึ่งเปนภาวะเสริมของความขบขัน ไดแก ความเสแสรง ความเกียจคราน หรือความ งวงงุน ความริษยา เปนตน บางภาวะเชนความรุนแรง อาจเปนตัวแปรได รสที่ควรจะเกิดจาก ภาวะขบขันจึงไมใช หาสยรส แตกลายเปนกรุณารสเพราะความสงสารผูถูกกระทํา กรุณารส คือ ความสงสาร เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความทุกขโศก ซึ่งมี 3 อยาง คือ ความทุกขโศกที่เกิดจากความอยุติธรรม เกิดจากความเสื่อมทรัพย และเกิดจากเหตุวิบัติ โดย อาจมีภาวะเสริมคือความไมแยแส ความเหนื่อยออน ความวิตก ความโหยหา ความตื่นตระหนก ความหลง ความออนเพลีย ความสิ้นหวัง ความอับจน ความปวยไข ความเฉยชา ความบาคลั่ง ความสิ้นสติ ความพรั่นพรึง ความเกียจคราน ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความทุกขโศก คือ การ พลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกแชงดา ถูกฆา ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ถูกจองเวร ประสบเคราะหกรรม ตกทุกขไดยาก เปนตน อนุภาวะของ ความทุกขโศกพึงแสดงออกดวย การรองไหคร่ําครวญ แตการรองไหนั้นเปนลักษณะของคนชั้นต่ํา และสตรีเทานั้น สําหรับคนชั้นสูงและชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไวในใจไมรองไห คร่ําครวญ นอกจากนั้นอาจมีอนุภาวะอื่น เชน การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว ฯลฯ หรือมีปฏิกิริยา (สาตตวิกภาวะ) เชน นิ่งตะลึงงัน ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน น้ําตาไหล เสียงเปลี่ยน เปนตน เราทรรส คือ ความแคนเคือง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความโกรธ ตัวละครผูมีความ โกรธเปนเจาเรือน มักไดแก รากษส ทานพ คนฉุนเฉียว เปนตน อาจมีภาวะเสริม คือ ความตื่น ตระหนก ความแคน ความหวั่นไหว ฯลฯ วิภาวะของความโกรธ ไดแก การพูดใสความ พูดให เจ็บใจ ดูหมิ่น กลาวเท็จ อาฆาตจองเวร กลาวคําหยาบ ขมขู อิจฉาริษยา ทะเลาะทุมเถียง ตอสู ฯลฯ อนุภาวะของความโกรธ ไดแก การเฆี่ยน ตัด ตี ฉีก บีบ ขวางทําใหเลือดตก ฯลฯ และ
  • 17.
    12 อาจมีปฏิกิริยา คือ เหงื่อออกขนลุก ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เปนตน เนื่องจากความโกรธนั้นมีหลาย อยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจากผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และ เกิดขึ้นเอง การแสดงความโกรธจึงมีตางกันไปดวย เชน เมื่อผูใหญทําใหโกรธ ผูแสดงพึงกมหนา เล็กนอย มีน้ําตาคลอเบา อัดอั้นตันใจ ฯลฯ แตเมื่อคนรับใชทําใหโกรธ อาจชี้นิ้ว ตวาด ถลึงตา ฯลฯ วีรรส คือ ความชื่นชม เปนรสที่เกิดจากการรับรูความมุงมั่นในการแสดงความกลา หาญอันเปนคุณลักษณของคนชั้นสูง ความกลาหาญมี 3 อยาง คือ กลาให (ทานวีระ) กลา ประพฤติธรรมหรือหนาที่ (ธรรมวีระ) และกลารบ (รณวีระ) อาจมีภาวะเสริม คือ ความมั่นคง ความพินิจพิเคราะห ความจองหอง ความตื่นตระหนก ความรุนแรง ความแคน ความระลึกได ฯลฯ วิภาวะของความมุงมั่น ไดแก การเอาชนะศัตรู การบังคับอินทรียของตนได การแสดง พละกําลัง ฯลฯ อนุภาวะของความมุงมั่น ไดแก ทาทีมั่นคง เฉลียวฉลาดในการงาน เขมแข็ง ขะมักเขมน พูดจาแข็งขัน เปนตน ภยานกรส คือ ความเกรงกลัว เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนากลัว ซึ่งแบงเปน 3 ประเภท คือ เกิดจากการหลอกลวง เกิดจากการลงโทษ และเกิดจากการขมขู อาจมีภาวะเสริม คือ ความสงสัย ความหลง ความอับจน ความตื่นตระหนก ความเฉยชา ความพรั่นพรึง ความสิ้นสติ ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความนากลัว ไดแก การไดยินเสียงผิดปกติ การเห็นภูตผีปศาจหรือ สัตวราย การอยูคนเดียว การไปในปาเปลี่ยวรกราง การทําผิด ฯลฯ อนุภาวะของความนากลัว ไดแก การวิ่งหนี การสงเสียงรอง เปนตน และอาจมีปฏิกิริยา เชน อาการตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน เสียงเปลี่ยน น้ําตาไหล หรือ เปนลม พีภัตสรส คือ ความเบื่อ รําคาญ ขยะแขยง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นา รังเกียจ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก เชน เลือด และสิ่งนารังเกียจที่ สกปรก เชน อุจจาระ หนอน อาจมีภาวะเสริม คือ ความสิ้นสติ ความตื่นตระหนก ความหลง ความปวยไข ความตาย เปนตน วิภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ ไดแก สิ่งที่ไมสบอารมณ หรือไมตองประสงค สิ่งชวนสลดใจ สิ่งสกปรก เปนตน อนุภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ คือ การทําทาทางขยะแขยง นิ่วหนา อาเจียน ถมน้ําลาย ตัวสั่น ฯลฯ อัทภูตรส คือ ความอัศจรรยใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความนาพิศวง อันมี 2 ประเภท คือ เกิดจากสิ่งที่เปนทิพย หรืออภินิหาร และเกิดจากสิ่งที่นารื่นรมย อาจมีภาวะเสริม คือ ความตื่นตระหนก ความหวั่นไหว ความยินดี ความบาคลั่ง ความมั่นคง เปนตน วิภาวะของ ความนาพิศวง ไดแก การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย การไดรับสิ่งที่ปรารถนา การไปเที่ยวในสถานที่ที่ งดงาม นารื่มรมย เชน อุทยาน วิหาร การเห็นสิ่งที่เปนมายา หรือมีเวทมนตร ฯลฯ อนุภาวะของ
  • 18.
    13 ความนาพิศวง คือ การทําทาประหลาดใจหรืออุทานดวยความแปลงใจ เปนตน อาจมีปฏิกิริยา เชน การนิ่งตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก น้ําตาไหล ฯลฯ ศานตรส คือ ความสงบใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความสงบของตัวละคร ศานตรสในนาฏยศาสตรก็มีแตในตนฉบับบางฉบับเทานั้น ทั้งยังมีลักษณะของการแตงเติมมากกวา ศานตรส คงเปนอิทธิพลของคติทางพุทธที่ถือวาความสงบเปนสิ่งประเสริฐ เปนทางสูนิพพาน กวี พุทธสวนมากจึงถือวาศานตรสเปนรสที่เดนกวารสอื่นทั้ง 8 และภาวะสงบ (ศานตะ) ก็เปนภาวะ เดน ดังปรากฏในโศลกบทที่ 103 ซึ่งเปนสวนที่เพิ่มเขามาในนาฏยศาสตรบางฉบับวา “ภาวะอาศัยเหตุการณของตน ๆ แลวเกิดขึ้นจากศานตะ และเมื่อยังไมประสบเหตุการณอยางใดแลว ก็แฝงตัวอยูในศานตะนั้นเองอีก” ดวยเหตุนี้จึงมีนักวรรณคดีบางกลุมยอมรับศานตรส แตก็ยังนับวารสมีเพียง 8 รส เพราะถือวารสตาง ๆ ทั้ง 8 เกิดจากศานตรสอีกทีหนึ่ง จึงไมนับศานตรสรวมกับรสอื่น ๆ หากยก ใหเปนแมแบบของรสทั้งปวง วาคภฏ1 ผูเขียนตําราอลังการศาสตร กลาวถึงรสวรรณคดีไวในปริจเฉทที่ 5 สรุปได ดังนี้ อาหารถาขาดเกลือก็ไมอรอยฉันใด รสก็ยอมไมไรอารมณฉันนั้น รสเปนองคประกอบที่ทําให กาพยกลอนเดนขึ้นมี สฺถายีภาว อันวิภาว อนุภาว สาตฺวิก และ วฺยภิจารี ซึ่งนักปราชญกลาววารส มี 9 อยาง คือ ศฺฤงคาร วีร กรุณา หาสฺย อทฺภุต ภยานก เราทฺร พีภตฺ และ ศานฺต ทั้งนี้ “ศฤงฺคาร” คือ รสของการที่สามีภรรยาปฏิบัติตอกันและกันดวยความรักใคร มี 2 ประเภท คือ “สํโยคศฺฤงฺคาร” และ “วิปฺรลมฺภศฺฤงฺคาร” ศฺฤงฺคารทั้งสองอยางนี้เปนไปในระหวางสามีภรรยา คูที่อยูดวยกันและคูที่พรากจากกันโดยเปนไปอยางลับหรืออยางจะแจง ในเรื่องศฺฤงฺคารนี้ “ ตัว ละคร” ที่ทานยกยอง คือ สาวผูประกอบไปดวยรูปและเสาวภาคย มีสกุล ชํานิชํานาญ หนุม สุภาพ พูดคําที่ทั้งไพเราะ และจริง มีเกียรติ และมีคุณความดีตาง ๆ ขณะสามีภรรยาที่รักกัน ฝายใด ฝายหนึ่งถึงแกกรรมลง “ศฺฤงฺคาร” ชื่อ “กรุณา” ก็เกิดขึ้น (วิธีแสดง “กรุณา”) นี้ก็แตพรรณนาถึง เรื่องที่แลวมาแลว “วีรรส” มีความเพียรเปน “สถายีภาว” และเปนสามอยางโดยที่ไดเนื่องมาแต ความเพียรในทางธรรม การรบ หรือการใหทาน “กรุณารส” เกิดแต “สถายีภาว” คือ ความโศก เมื่อจะใหบังเกิดรสนี้ ควรกลาวถึงการไหว การรองไห หนาซีดลง สลบ พูดถอมตัว รําพึงรําพัน และหลั่งน้ําตา รสชื่อ “หาสฺย” นั้น ปราชญวามีความรูสึกขบขันเปน “สภายีภาว” ความขบขัน เกิดจากการเห็นกิริยาทาทาง รางกาย หรือการแตงตัวพิลึก “อทฺภุตรส” มีความรูสึกประหลาดใจ เปน “สภายีภาวะ” ความรูสึกประหลาดใจเกิดขึ้นดวยไดเห็นหรือไดยินถึงสิ่งที่ไมนาจะเปนไปได 1 วาคภฏ. อลังการศาสตร. แปลโดย ป.ส.ศาสตรี ม.ป.ป. หนา 28 - 30.
  • 19.
    14 “ภยานกรส” มีความกลัวอันเกิดแตการเห็นสิ่งที่นาสยดสยองนั้น “สถายีภาว”ความกลัวนั้น กลาวถึงลักษณะของหญิงคนชั่วเลว และเด็ก “เราทรรส” มีความโกรธเปน “สถายีภาว” ความ โกรธก็เกิดแตการที่ศัตรูดูหมิ่น ในโอกาสนั้น “ตัวละคร” ประพฤตินาหวาดกลัว ฉุนเฉียวและไม อดโทษ “พีภตฺสรส” มีความเกลียดชังเปน “สถายีภาว” ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นโดยทันที พอได ยินถึงสิ่งที่ไมชอบ และมีอาการคือถมน้ําลาย และทําหนายูยี่ เปนตน ยกเวนแตมหาบุรุษจะไมทํา เชนนั้น สุดทาย “ศานฺตรส” มีความรูชอบอันมีอาการไมปรารถนาสิ่งใด ๆ นั้น เปน “สถายีภาว” ความรูชอบก็เกิดแตการสละความรักความเกลียด ประสิทธิ์ กาพยกลอน กลาวถึงลักษณะและความสําคัญของรสวรรณคดีวา อาหารมีรสตาง ๆ กันใหความโอชะแกผูเสพฉันใด วรรณคดีก็มีรสตาง ๆ กันใหความ โอชะแกผูอานฉันนั้น รสทั้งสองนี้แตกตางกันตรงที่รสอาหารใชลิ้นเปนเครื่องสัมผัส เพื่อใหรูวาอาหารนั้นมีรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม หรือเผ็ดอยางไร บางทีก็ใชจมูกดม กลิ่นพิสูจนวาอาหารนั้นมีกลิ่นหอมหวนชวนกินแคไหน สวนรสวรรณคดีนั้นสัมผัส ดวยตาและหูจากภาษากวีจึงจะรูรส และรสแหงวรรณคดีนี้เปนรสที่บอกถึงอารมณ เพียงอยางเดียว คือ บอกอารมณออกเปนสวนปลีกยอยลงไปอีกก็จะมีอยูมากมายหลาย ประการ เชน ความยินดี ความราเริง ความทุกขโศก ความโกรธ ความองอาจ ความ กลัว ความเกลียด ความพิศวง และความสงบ เปนตน และถาวรรณคดีเรื่องใดขาดรส ของวรรณคดีก็เปรียบเสมือนคนกินอาหารที่ไมมีรสแลวไมอรอยฉันใด การอาน วรรณคดี ที่ขาดรสก็อานไมสนุกฉันนั้น แตวรรณคดีเรื่องใดจะมีรสดีหรือไมยอมขึ้นอยูกับภาษาที่ แสดงออกเปนสําคัญ ภาษากวีกับรสวรรณคดีจึงแยกจากกันไมออก1 กุหลาบ มัลลิกะมาส2 กลาวถึงองคประกอบของวรรณคดีดานการแสดงออกซึ่งมีสวน เกี่ยวของกับอารมณสะเทือนใจอันกอใหเกิดรสวรรณคดีสรุปไดวา การแสดงออกเปนสื่อนําความ นึกคิด ความสะเทือนใจ และจินตนาการของผูแตงออกสูผูอานอื่น และการแสดงออกที่ดีจะตองทํา ใหผูอานมีความรูสึกและความเขาใจดีในสิ่งตอไปนี้ 1. ทําใหผูอานรูสึกหรือเห็นภาพตามคําบรรยาย 2. ทําใหเห็นความเคลื่อนไหวหรือนาฏการ 1 ประสิทธิ์ กาพยกลอน. แนวทางการศึกษาวรรณคดี ภาษากวี การวิจักษและวิจารณ. 2518. หนา 116. 2 กุหลาบ มัลลิกะมาส. ความรูทั่วไปทางวรรณคดีไทย. 2531. หนา 13.
  • 20.
    15 3. เผยใหเห็นบุคลิกภาพและนิสัยใจคอของตัวละครในเรื่อง 4. ชวยใหเกิดความหยั่งเห็นคือ ความรูสึกเขาใจวาทําไมบุคคลจึงไดแสดงออกเชนนี้ 5. เผยใหเห็นบุคลิกภาพของผูแตง สวนผลกระทบทางจิตใจอันเนื่องมาจากการอานวรรณคดีจะมีมากนอยเพียงใดถือเปน เรื่องของแตละบุคคล ดังเชน สายทิพย นุกูลกิจ กลาวถึงเรื่องการเกิดอารมณสะเทือนใจวา “อารมณ สะเทือนใจอาจเกิดขึ้นเมื่อตัวละครไดเห็นนางอันเปนที่รักสิ้นชีวิต” 1 ซึ่งสอดคลองกับคํากลาวของ พระยาอนุมานราชธน ที่ไดกลาวถึงอัตวิสัยในการเกิดอารมณสะเทือนใจของผูอานวรรณคดีวา “จะ เปนวรรณกรรมทําใหทานบังเกิดอารมณสะเทือนใจแรงแคไหน จะเปนไปในทางฝายสูงหรือฝายต่ํา เกิดขึ้นแลวและหมดไปเร็วหรือชาก็ตามที ก็สุดแทแตตัวทาน ตามสวนแหงอํานาจความรูสึกนึก เห็นและความคุนเคยอบรมมา เปนเรื่องตางคนตางรูสึก ไมมีอะไรตองโตเถียงกันเรื่องนี้”2 จิตรลดา สุวัตถิกุล3 กลาวถึงเรื่อง รสวรรณคดีในเอกสารประกอบการสอนภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไวสรุปไดวา รสวรรณคดี ไดแก อารมณหรือภาวะตาง ๆ ที่ ปรากฎในวรรณคดี เชน อารมณรัก อารมณโกรธ อารมณเศรา เปนตน การอานวรรณคดีใหไดรส ผูอานตองพิจารณาถอยคําของผูเขียนทุกตัวอักษร แลวจึงคิดและวิเคราะหตามเพื่อใหรับรูภาวะแหง อารมณนั้น ๆ รสวรรณคดีแบงไดเปน 2 ลักษณะ คือ รสวรรณคดีไทย มี 4 รส คือ เสาวรจนี นารีปราโมทย พิโรธวาทัง สัลลาปงคพิสัย สวนรสวรรณคดีสันสกฤตมี 9 รส คือ ศฤงคารรส รุทธรส กรุณารส หาสยรส วีรรส ภยานกรส พิภัสรส อัทภูตรสและศานติรส กระแสร มาลยาภรณ กลาวถึงรสวรรณคดีไววา คุณคาสวนหนึ่งของวรรณคดี คือ คุณคาทางอารมณนั่นเอง คือ กวีตองมีแรงบันดาลใจอัน จะทําใหเกิดจินตนาการ สรางภาพสะเทือนอารมณ ขางผูอานก็จะตีความวรรณคดีนั้น ๆ ออกมา อันอาจจะเปนอารมณที่คลายกับกวี ผูแตง อารมณของกวีนั้นยอมเปนอารมณโศก อารมณรัก อารมณเคียดแคน ฯลฯ เรายอมไดประโยชนดวย การที่จะเปนคนอยูเฉย ๆ ไมมีความออนไหวหรือโลดโผนทางอารมณนั้นจะไม “สนุก” ไมไดรับ “รสแหงภาษา” 1 สายทิพย นุกูลกิจ. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย 321 : วรรณคดีวิจารณ. 2523. หนา 167. 2 พระยาอนุมานราชธน. การศึกษาวรรณคดีแงวรรณศิลป. 2546. หนา 51. 3 จิตรลดา สุวัตถิกุล. “องคประกอบทางสุนทรียศาสตร สุนทรียภาพในความ,” ภาษาไทย 7 (หนวยที่ 1 – 8). 2538. หนา 227 – 228.
  • 21.
    16 เลย “รส” ของวรรณคดีนั้นทานเรียกวา“พนธรส” มีอยู 9 รส คือ ศฤงคารรส (ความ รัก) หาสยรส (ความหรรษา) กรุณารส (ความกรุณา) รุทธรส (ความดุราย) วีรรส (ความกลาหาญ) ภยานกรส (ความสยดสยอง) พิภัตสรส (ความขยะแขยง) อัทภูตรส (ความอัศจรรยใจ) และศานติรส (ความสงบ) วรรณคดีที่ดียอมใหรสตาง ๆ เหลานี้แก ผูอานได 1 เบญจมาศ พลอินทร 2 กลาวถึงเรื่องรสของวรรณคดีสรุปไดวา อรรถรส หมายถึง รสของวรรณคดีที่กอใหเกิดความรูสึกทางดานอารมณ เปนอาการที่เกิดขึ้นเมื่อไดฟงเรื่องราวจาก วรรณคดีและวรรณกรรม หรือถอยคําของกวีเปนเหตุจูงใจใหเปนไป ทั้งนี้ กวีจะตองเขาถึงภาวะ แหงจิตใจของผูอาน ผูฟงและอารมณของคนในลักษณะตาง ๆ แลวปรับถอยคําปรุงแตงใหเกิด อรรถรส หรือรสแหงวรรณคดี ซึ่งบรรดาปรมาจารยไดแยกแยะและกําหนดไวตามภาวะแหง อารมณ มีอาการเปนไปตามถอยคําของกวีอันมีอยู 9 ประการ คือ 1. สิงคารรส คือ รติ หมายถึง รสแหงความรัก 2. หัสสรส คือ หาสะ หมายถึง รสแหงความขบขันหรรษา 3. กรุณารส คือ โสกะ หมายถึง รสแหงความโศกเศราสงสาร 4. รุทธรส คือ โกธะ หมายถึง รสแหงความโกรธแคน 5. วีรรส คือ อุตสาหะ หมายถึง รสแหงความกลาหาญ 6. ภยานกรส คือ ภย หมายถึง รสแหงความกลัวภัยและสยดสยอง 7. วิภัจฉรส คือ ชิคุจฉา หมายถึง รสแหงความเกลียดและขยะแขยง 8. อัทภูตรส คือ วิมหยา หมายถึง รสแหงความประหลาดใจ 9. สันตรส คือ สมะ หมายถึง รสแหงความสงบแหงจิตใจ ความรูเรื่องรสวรรณคดีตามแนวทฤษฎีรสของวรรณคดีสันสกฤตดังที่กลาวมาแลว ผูวิจัยจะใชเปนแนวทางในการวิเคราะห โดยยึดแนวทางการศึกษาวิเคราะหวรรณคดีไทยตามแนว ทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตของ กุสุมา รักษมณี เปนหลัก 1 กระแสร มาลยาภรณ. วรรณคดีเปรียบเทียบเบื้องตน. 2516. หนา 23. 2 เบญจมาศ พลอินทร. พื้นฐานวรรณดคีและวรรณกรรมไทย. 2526. หนา 76 -77.
  • 22.
    17 งานวิจัยที่เกี่ยวกับรสวรรณคดี ภาวณี โชติมณี 1 วิเคราะหวีรรสในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธในรัชกาลที่2 โดย มุงวิเคราะหองคประกอบและพฤติกรรมของตัวละครที่แสดงถึงวีรรส องคประกอบของวีรรส ประกอบดวยองคประกอบดานวิภาวะ 3 ประการ คือ การเปนผูมีคุณธรรมของตัวละคร การตอง ถือปฏิบัติตามคําสั่งหรือขอรอง และความรูสึกที่เกิดขึ้นในชั่วขณะองคประกอบดานอนุภาวะ ปรากฎอยู 3 ลักษณะ คือ อนุภาวะดานคําพูด อนุภาวะดานอากัปกิริยาและอนุภาวะดานคําพูด และอากัปกิริยา องคประกอบดานสาตตวิกภาวะปรากฎอยู 5 ลักษณะ คือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะ เหงื่อออก ภาวะตัวสั่น ภาวะน้ําตาไหล และภาวะการเปนลม พฤติกรรมของตัวละครที่แสดงถึง วีรรส ผูวิจัยไดแบงพฤติกรรมของตัวละครออกเปน 2 ฝาย คือ วีรรสของตัวละครฝายพลับพลา และวีรรสของตัวละครฝายลงกา โดยปรากฎผลการวิเคราะหวีรรสในแตละดาน ผลการวิเคราะห วีรรสในแตละดานของตัวละครฝายพลับพลา พบวาในดานธรรมวีระมีบทบาทการทําหนาที่ที่โดด เดนของตัวละคร 9 ตัว คือ บทบาทผูปราบอธรรมและการเปนนายที่ดีของพระราม บทบาทการ เปนอนุชาที่ดีของพระลักษมณ พระพรต พระสัตรุด และพระลบ บทบาทการเปนชายาที่ดีของนาง สีดา บทบาทการเปนทหารที่ดีของหนุมานและองคต บทบาทการเปนอนุชาและที่ปรึกษาที่ดีของ พิเภก ดานรณวีระ มีบทบาทการรบที่โดดเดนของตัวละคร 5 ตัว คือ พระราม พระลักษณ หนุมาน และพระลบ พระมงกุฎ โดยตัวละครทั้งหมดไดแสดงบทบาทการตอสูโดยมีจุดประสงค เพื่อตองการเอาชนะและทําลายลางฝายปฏิปกษ ผลการวิเคราะหวีรรสของตัวละครฝายลงกา พบวา ในดานธรรมวีระ มีบทบาทการทําหนาที่ที่โดดเดนของตัวละคร 6 ตัว คือ บทบาทชายาและ มารดาที่ดีของนางมณโฑ บทบาทผูตัดสินคดีความที่มีความยุติธรรมของทาวมาลีวราช บทบาท อนุชาที่ดีของกุมภกรรณ บทบาทโอรสที่ดีของอินทรชิต บทบาทญาติที่ดีของนางเบญกาย และ บทบาทมารดาที่ดีของนางพิรากวนในดานรณวีระ มีบทบาทการรบที่โดดเดนของตัวละครจํานวน 13 ตัว คือ ทศกัณฐ กุมภกรรณ อินทรชิต ไมยราพ มัจฉานุ สหัสเดชะ มูลพลํา มังกรกัณฐ สัทธาสูร วิรุณจําบัง ทศคีรีวัน ทศคีรีธร และบรรลัยกัลป โดยตัวละครทุกตัวไดแสดงพฤติกรรม การสูรบเพื่อตองการเอาชนะฝายปฏิปกษ ทั้งนี้ ไมปรากฎพฤติกรรมที่แสดงถึงวีรรสดานทานวีระ จากตัวละครทั้งฝายพลับพลาและฝายลงกา 1 ภาวิณี โชติมณี. การวิเคราะหวีรรสในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2. 2543. หนา 160.
  • 23.
    18 เบญจวรรณ สงสมบูรณ 1 เปนการศึกษาบทละครเสภาเรื่องขุนชางขุนแผนที่กรม ศิลปากรจัดแสดง ตั้งแต พ.ศ. 2492 ถึง พ.ศ. 2537 รวม 27 ตอน เพื่อวิเคราะหลักษณะเดนของ เนื้อหา โดยใชทฤษฎีรสของวรรณคดีสันสกฤต ผลการวิจัยปรากฏวา บทละครเสภาเรื่อง ขุนชาง ขุนแผน มีรสที่เปนรสเดน 6 รส ไดแก วีรรส (รสของความกลาหาญ) ศฤงคารรส (รสของความ รัก) กรุณารส (รสของความทุกขโศก) เราทรรส (รสของความอัศจรรยใจ) รสรอง 3 รส ไดแก ภยานกรส (รสของความหวาดกลัว) พีภัตสรส (รสของความรังเกียจ) และศานตรส (รสของ ความสงบใจ) จึงสรุปไดวา เสภาเรื่องขุนชางขุนแผนที่นํามาทําบทละครมีรสวรรณคดีครบทั้ง 9 รส ตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต รสวรรณคดีเหลานี้เกิดจากเนื้อหา ตัวละครที่ตรึงใจผูชม จึงทํา ใหบทละครเสภาเรื่องนี้เปนที่นิยมตลอดมา วงเดือน สุขบาง2 ศึกษาพระปฐมสมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ สรุปไดวา รสความที่ เกิดจากการบรรยายและพรรณนาความไดกอใหเกิดรสวรรณคดีครบทั้งเการส โดยไดยกตัวอยางรส วรรณคดีในดานตาง ๆ ผูวิจัยไดกลาวไวสรุปวา ในพระปฐมสมโพธิกถาปรากฏศฤงคารรสที่ กลาวถึงความรักและความเสนหาระหวางหนุมสาวมีเพียงเล็กนอย ไดแก ความเสนหาที่พระสิริ มหามายาทรงมีตอพระสิริสุทโธทนะเมื่อไดทราบขาวของพระองค และนาง กีสาโคตมีทรงมีใจ ผูกพันตอพระมหาบุรุษ เปนตน แตไดกลาวถึงความงามของบุคคล ไดแก ความสงางามของพระ พุทธองค พระบรมชนกนาถ ความทรงพระสิริโฉมงดงามของพระพุทธมารดา ความงามของสระ โบกขรณีที่พระอินทรตรัสสั่งใหพระเวสสุกรรมลงมานฤมิตใหเจาชายสิทธัตถะกลาวถึงความงาม ของธรรมชาติ การบรรยายและพรรณนาเกี่ยวกับความงามดังกลาวนี้ กอใหเกิดความรูสึกชื่นชม ยินดี จนเกิดความรักในความงามนั้นๆ กรุณารส ในพระปฐมสมโพธิกถา ปรากฏรสนี้อยูหลาย ตอน เชน ตอนที่มากัณฐกะแสดงความเศราโศกที่ตองจากพระมหาบุรุษ นายฉันนอาลัยรักมา กัณฐกะ พระนางพิมพาคร่ําครวญถึงพระพุทธองค พระอานนททรงอาลัยอาวรณถึงพระบรมครูเมื่อ พระองคเสด็จดับขันธปรินิพพาน เปนตน รสนี้ใหความรูสึกและอารมณคลอยตาม เสียงของคําที่ ใชพรรณนาใหเกิดกรุณารสมีความราบรื่นและคลองจองเปนอันดี ทําใหเกิดความไพเราะเปนอยาง ยิ่ง ปรากฏวีรรส 3 ลักษณะคือ รณวีระ ไดแก ความกลาหาญในการสงครามหรือการรบ ทานวีระ ไดแก ความกลาหาญในการให และทยาวีระ ไดแก ความกลาหาญในการชวยเหลือ พระพุทธองคทรงแสดงรณวีระ เชน ตอนที่พระยามารยกพลมาประจญพระองคเทพยดาทั้งหลาย 1 เบญจวรรณ สงสมบูรณ. บทละครเสภาเรื่อง ขุนชางขุนแผน : การศึกษาในเชิง วรรณคดีวิเคราะห. 2540. หนา 8. 2 วงเดือน สุขบาง. การศึกษาพระปฐมสมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ. 2524. หนา 235.
  • 24.
    19 ตกใจหนีไปสิ้น พระองคประทับอยูเพียงลําพัง ทรงแสดงความกลาหาญดวยทวงทาและวาจาตรัส เรียกพระบารมีทั้งหลายใหตอสูกับพระยามารจนพายแพ สําหรับทานวีระ มีปรากฏอยูหลายตอน เชน ตอนที่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตโนรสทรงพรรณนาวา พระมหาบุรุษ ทรงกระทําทานทั้ง 3 ขั้น คือ ทานบารมี ทานอุปบารมี และทานปรมัตถบารมี มาเปนเวลาชานานดวยพระทัยปรารถนา จะชวยมวลสัตวโลกใหพนจากหวงมหรรณพ แมผูใดปรารถนาทรัพยสิน อวัยวะและชีวิตของ พระองค ก็ไมทรงเสียดาย เชน ตอนที่เสวยพระชาติเปนพระเวสสันดรทรงบริจาคพระมเหสี พระ ราชโอรสและพระราชธิดา ดังนี้ เปนตน สวนทายาวีระหรือความกลาในการชวยเหลือ มีปรากฏ เห็นเดนชัดมาก เชน ตอนที่พระสิทธัตถะตัดสินพระทัยละทิ้งพระนางพิมพาพระอัครมเหสี พระ ราหุลราชโอรสผูประสูติไดเพียง 1 วัน พระเจาสุทโธทนะพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ ตลอดจนความสุขทางโลกียะทั้งหลายเสด็จออกบรรพชา เพื่อแสวงหาพระสัทธรรมอันเปนหนทาง ที่จะ “รื้อ” และ “ขน” สรรพสัตวใหพนจากความทุกข การกระทําของพระองคจัดวาเปนทยาวีระ อยางสูงสง วีรรสที่กลาวมาแลวนี้ กอใหเกิดความชื่นชม ความภาคภูมิและความเลื่อมใสศรัทธาใน องคพระบรมศาสดาเปนอยางสูง หาสยรส ในพระปฐมสมโพธิกถา ปรากฏในลักษณะสิตะกับ หสิตะ คือ ยิ้มกับแยม เทานั้น ทั้งนี้เพราะเนื้อหาไมเอื้อตอการประพันธรสดังกลาว ตัวอยาง หาสยรส ไดแก ตอนที่พระมหาบุรุษเสด็จออกบิณฑบาต ณ กรุงราชคฤห ดวยความสงางามและ องอาจภาคภูมิของพระองค ทําใหชาวเมืองแตกตื่นชมพระอุดมรูป และทุมเถียงกันวา พระองค เปนพระอินทรบาง เปนพระอิศวรบาง เปนพระพรหมบาง หรือเปนบุคคลอื่นๆ ภาพของชาวเมือง ในขณะโตเถียงที่เกิดขึ้นในใจผูอาน สรางความขําขันทําใหรูสึกเบิกบานและราเริง ผูอานจะไดรับ ความพึงพอใจและสบายใจ อัพภูตรส คือ ตอนที่เปนปาฏิหาริยและความมหัศจรรยตางๆ เชน ตอนกาฬิเทวิลดาบสเขาไปถวายพระพรพระสิทธัตถะราชกุมาร พระเจาสุทโธทนะจึงใหเชิญเสด็จ พระองคมาเพื่อใหนอมนมัสการพระดาบส ขณะนั้นพระบาททั้งสองของพระมหาบุรุษกลับขึ้นไป ยืนประดิษฐานอยูบนชฎาของพระกาฬเทวิล ทุกคนเห็นเปนมหัศจรรย ลักษณะปาฏิหาริยเชนนี้ กอใหเกิดอัพภูตรส ทําใหผูอานแปลก ประหลาดใจ ตื่นเตนและสนใจเปนอยางยิ่ง ภยานกรสใน พระปฐมสมโพธิกถา ปรากฏรสนี้เปนบางตอน เปนตนวา ตอนที่พระยามารยกพลมาประจญพระ มหาสัตว เทพยดาทั้งหลายตางตกใจ แลนหนีหมด ละทิ้งใหพระมหาสัตวทรงเผชิญหนากับพระยา มารเพียงพระองคเดียว อาการที่เทพยดาตกใจกลัวและหลบหนีพระยามาร กอใหเกิดภยานกรส ผูอานจะมองเห็นภาพและนาฏการไปพรอมๆ กัน สวนรุทธรสมีปรากฏอยูบาง เชน ในตอนที่ พระยามารรูสึกโกรธที่พระมหาบุรุษจะพนไปจากอํานาจของตน และตอนที่กษัตริยทั้ง 8 พระนคร รองทาทายเพื่อตอสูแยงชิงพระบรมสารีริกธาตุของพระบรมศาสดา เปนตน ความบรรยายใหเห็น ถึงความโกรธในพระปฐมสมโพธิกถา แมจะไมมีความรุนแรงนัก แตก็ใหภาพ ความรูสึก อารมณ
  • 25.
    20 และบรรยากาศแกผูอาน ทําใหรูสึกตื่นเตน สนุกและเพลิดเพลิดพีภัตสรส ปรากฏรสนี้เพียง เล็กนอย ไดแก ตอนที่พระอุปคุตตเถระทรมานพระยามาร ดวยการเนรมิตใหซากศพสุนัขเนา มี หนอนชอนไชยั้วเยี้ย สงกลิ่นเหม็นคละคลุง ผูกพันอยูกับกายพระยามาร จนกวาพระยามารจะละ พยศจึงจะแกให ความบรรยายที่ใหพีภัตสรสนี้ ใหความรูสึกขยะแขยง ใหภาพที่นาเกลียด และให กลิ่นที่ไมพึงประสงค ทําใหผูอานเกิดความรังเกียจอยางรุนแรง ศานตรสในพระปฐมสมโพธิกถา ความพรรณนาที่กอใหเกิดศานตรสนี้ มีปรากฏอยูมาก เพราะเนื้อหาเอื้อตอการประพันธ เปนตน วา ตอนพระมหาบุรุษเสวยขาวมธุปายาสของนางสุชาดาและทรงอธิษฐานลอยถาดทองแลว เสด็จ ไปประทับ ณ ใตตนพระศรีมหาโพธิ์ กอนที่พระองคจะตรัสรู หรือตอนภายหลังตรัสรูแลว ทรง ประทับเสวยวิมุติสุข ณ ที่เดิมเปนเวลา 7 วัน และประทับใตตนอัชปาลนิโครธ (ตนไทร) เปน เวลาอีก 7 วัน ความพรรณนาในชวงเวลาดังกลาว ใหศานตรสแกผูอาน กอใหเกิดความสงบและ ความสบายใจ ทําใหรูสึกเปนสุขอยางแทจริง สมดังพระพุทธพจนที่วา “นกถิ สนฺติ ปรํ สุขํ - สุข อื่นใด ยิ่งกวาความสงบไมมี” นอกจากนี้ศานตรสยังชวยใหผูอานแลเห็นภาพ ไดยินเสียงและรูสึก ถึงบรรยากาศที่เงียบสงบอีกดวย นอกจากจะไดรับรสแหงวรรณคดีทั้ง 9 นี้แลว ยังไดรับรสแหง ธรรมดวย ซึ่งรสแหงธรรมนี้ยอมชนะรสทั้งปวง นงลักษณ แชมโชติ1 ไดศึกษาเรื่องหาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทยสมัย รัตนโกสินทร พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2475. ผลการศึกษาสรุปไดวา ในวรรณกรรมรอยกรองของไทย ทําใหเราทราบวา แมในเรื่องขบขันผูแตงบางทานยังใชประสบการณทางวรรณกรรม และศิลปเชิง ภาษาอยางสูง จึงเทากับไดศึกษาศิลปะการประพันธในรูปแบบหนึ่งซึ่งจะชวยใหเขาใจลักษณะ วรรณกรรมรอยกรองของไทยไดลึกซึ้งกวางขวางขึ้น นอกจากนั้นหาสยรสยังสะทอนลักษณะ สังคมบางประการที่ไมสามารถทราบไดจากประวัติศาสตรหรือพงศาวดาร อันไดแก ทัศนะบาง ประการของประชาชนที่มีตอฝายปกครอง เหตุการณและความเคลื่อนไหวในสังคมที่ไมได เกี่ยวของกับการเมือง และลักษณะนิสัยของคนไทย เปนตน หาสยรสในรูปการเสียดสีเหน็บแนม ที่ผูแตงนํามาใชจี้จุดบกพรองในสังคมนั้น แมสถานภาพของผูแตง และสภาวะทางการเมืองจะเปน เหตุใหปรากฏวรรณกรรมรูปแบบนี้ไมมากนัก แตก็พอจะยืนยันไดวา ผูแตงในฐานะที่เปนสมาชิก สวนหนึ่งของสังคม มีความสํานึก หรือความรับผิดชอบตอสังคม 1 นงลักษณ แชมโชติ. หาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทยสมัยรัตนโกสินทร พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2475. 2521. หนา 290 - 291.
  • 26.
    21 ธนันต พิสัยสวัสดิ์1 ไดวิเคราะหวรรณคดีอีสานเรื่อง ขุนทึงโดยวิเคราะหศิลปะการ เสนอเรื่องและสุนทรียะเชิงประพันธ พบวา ผูนิพนธวรรณคดีเรื่อง ขุนทึง สามารถเรียบเรียง ถอยคําพรรณนาความตอนตาง ๆ ใหผูฟงหรือผูอานบังเกิดอารมณทางใจไดครบทั้งเการส ซึ่งผูวิจัย ไดแสดงรายละเอียดไววารสวรรณคดีใดปรากฎอยูในตอนใดบาง รสวรรณคดีที่เดนที่สุดของเรื่อง ขุนทึง คือ ศานตรส กรุณารส และศฤงคารรส ตามลําดับ อันเปนรสสําคัญที่จะนําผูอานเขาถึง จุดมุงหมายของผูประพันธ และการสรางรสวรรณคดีดังกลาวนี้สอดคลองกับแกนเรื่องมากที่สุด กัลยา พลายชุม2 ไดวิเคราะหอุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรม ภาคใต วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช สรุปผลการศึกษาวา องคประกอบของเรื่องมีลักษณะเดน เฉพาะทั้งโครงเรื่อง แนวคิด ทรรศนะของผูแตง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก ดานรูปแบบคํา ประพันธมีการใชคําประพันธแตละชนิดไดเหมาะสมกับเนื้อหา ดานขนบนิยมในการแตงจะปฏิบัติ ตามกวีรุนกอน แตมีเอกลักษณอยูบางในบทไหวครูและบทอัศจรรย ดานศิลปะการประพันธนับวา มีความไพเราะทั้งรสคํา รสความและรสวรรณคดี โดยมีรสวรรณคดีตามทฤษฎีอลังการศาสตร 8 รส คือ ศฤงคารรส วีรรส กรุณารส อัทภูตรส ภยานกรส เราทรรส พีภัตสรสและศานตรส ซึ่ง รสวรรณคดีแตละรสที่ปรากฎอยูลวนใหความรูสึกสะเทือนอารมณแกผูอาน ทําใหวรรณกรรมเรื่อง นี้มีคุณคานาสนใจเปนอยางมาก ศศิธร แสงเจริญ3 ไดวิเคราะหศฤงคารรสในพระนลคําหลวง สาวิตรี ศกุนตลา มัทนะพาธา สรุปผลการวิเคราะหไดดังตอไปนี้ พระนลคําหลวง เปนวรรณคดีเรื่องเดียวใน 4 เรื่อง ที่ไมมีขอจํากัดทางดาน ศิลปะการแสดงเขามาเปนอุปสรรคตอการสงสาร ผูแตงจึงสามารถแสดงรติภาวะของตัวละครได อยางเขมขนทุกรูปแบบ ภาวะรักตาง ๆ ไดถูกจัดวางไวอยางถูกจังหวะ มีเหตุการณตอเนื่องกันอยาง เหมาะสม มีฉากที่กลมกลืนกับประสบการณทางอารมณของตัวละครไดเปนอยางดี สาวิตรี แมจะเปนเรื่องขนาดเล็กและเปนบทละครรองแบบดึกดําบรรพแตก็มีพลังของ ศฤงคารรสโดดเดน เพราะเหตุการณตาง ๆ ไดถูกจัดลําดับไวอยางมีศิลปะและเปนเอกภาพ บทรอง 1 ธนันต พิสัยสวัสดิ์. การวิเคราะหวรรณคดีอีสานเรื่อง ขุนทึง. 2531. หนา 472 - 473. 2 กัลยา พลายชุม. วิเคราะหอุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรมภาคใต. 2538. หนา 130 - 140. 3 ศศิธร แสงเจริญ. การวิเคราะหศฤงคารรสในพระนลคําหลวง สาวิตรี ศกุนตลา มัทนะพาธา. 2537. หนา 548 - 552.
  • 27.
    22 มีพลังเราอารมณสะเทือนใจ วีรกรรมแหงความรักของนางสาวิตรีผูงามอยางที่สุดและเขมแข็งกลา หาญยิ่งกวาบุรุษไดสรางความประทับใจแกผูเสพอยางไมรูลืม ศกุนตลา เปนบทละครรองแบบดึกดําบรรพจึงมีขอจํากัดทางดานศิลปะการแสดงตัว ละครขาดความซับซอนทางอารมณ ศฤงคารรสที่เกิดขึ้นจึงเดนเฉพาะชวงแรก สวนชวงหลังเมื่อตัว ละครไดพบกันหลังจากการพลัดพราก จะไมมีบทโตตอบของตัวละครเอก จึงทําใหขาดความ ซาบซึ้งในศฤงคารรสไปอยางนาเสียดาย มัทนะพาธา ถือเปนเรื่องที่ประสบความสําเร็จในดานรูปแบบ กวีผูประพันธไดทรงใช ฉันทลักษณไดเหมาะสมกับเนื้อหาทางอารมณและเนื้อหาทางความคิด แตมีจุดออนในดานของ โครงเรื่องและลักษณะนิสัยของทาวชัยเสนที่ไมเอื้อตอการเกิดศฤงคารรส อยางไรก็ตามฉากรักใน เรื่องมัทนะพาธาแมจะเปนฉากที่ออนหวานและลึกซึ้งกวาทุกเรื่องที่ศึกษา แตเปนนาเสียดายที่ ศฤงคารรสเกิดขึ้นเฉพาะชวงเฉพาะตอนเทานั้น ผูวิจัยไดใหความเห็นวา วรรณคดีทั้ง 4 เรื่องนี้ มิไดเปนเพียงวรรณคดีที่ใหความบันเทิงใจเทานั้น แตยังใหคติธรรมดานความรักอยางลึกซึ้ง ทําให ผูเสพไดเขาใจชีวิตดียิ่งขึ้นและสามารถดํารงชีวิตอยูในโลกแหงความจริงไดอยางมีความสุข ผลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับรสวรรณคดีโดยใชทฤษฎีรส วรรณคดีสันสกฤตที่กลาวมาแลวนั้น ทําใหผูวิจัยไดเห็นลักษณะการจําแนกรสวรรณคดีและภาวะ ตางๆของการเกิดรส ถือเปนองคความรูสําคัญที่ผูวิจัยไดนํามาใชเปนแนวทางในการวางกรอบเพื่อ วิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตอไป เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล เอกสารที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ปรมินท จารุวร1 ไดมุงศึกษานิทานเวตาลของพระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ในแงองคประกอบของนิทานซอนนิทาน จากการศึกษาพบวา การที่นิทานเวตาลมีรูปแบบเปน นิทานซอนนิทานทําใหเนื้อเรื่องจําแนกไดเปน 2 สวนใหญ ๆ คือ สวนที่เปนนิทานเรื่องหลัก และ นิทานซอนเรื่องหลัก การดําเนินเรื่องเปนไปตามเงื่อนไขที่ตัวละครสําคัญเปนผูตั้งไว โดยจะจบลง เมื่อตัวละครเอกสามารถทําตามเงื่อนไขไดสําเร็จ นอกจากนี้ความนาสนใจและความชวนติดตาม 1 ปรมินท จารุวร. “องคประกอบของนิทานซอนนิทานในนิทานเวตาล,” ภาษาและ วรรณคดีไทย. 17 : 38 ; ธันวาคม 2543.
  • 28.
    23 ของเรื่องยังอยูที่ประเภทของตัวละครและความขัดแยงของตัวละครที่สามารถพัฒนาความขัดแยง นั้นใหเปนปมปญหาที่ซับซอน และแมวานิทานเวตาลจะประกอบดวย นิทานซอนหลายเรื่องก็ตาม แตนิทานเหลานั้นจะสะทอนแนวคิดสําคัญที่เดนชัดเพียงแนวคิดเดียว ชลธิราสัตยาวัฒนา1 ไดศึกษานิทานเวตาลในฐานะเพชรน้ําเอกในวรรณกรรมไทยที่ อุบัติขึ้นในยุคกอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ทั้งยังไดรับคัดเลือกใหเปนบทเรียน ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการในบางยุค เมื่อหลัง 25 พุทธศตวรรษ แสดงใหเห็นวา ผลงานของ น.ม.ส. เปนที่รูจักยกยองในหมูผูรูและผูทรงคุณวุฒิทางวรรณคดีของชาติ นิทานเวตาล จัดอยูในประเภทนิทานรอยแกว มีรอยกรองแทรกเปนบางตอน มีตนเคามาจากวรรณคดีอินเดีย โบราณที่แตงเปนภาษาสันสกฤตชื่อ เวตาลปฺจวึศติ ซึ่งมีจํานวน 25 เรื่อง มีการแปลเปนฉบับ ภาษาอังกฤษหลายสํานวน น.ม.ส. เลือกฉบับของเซอร ริชารด เบอรตัน นิทานเวตาลสํานวน ภาษาไทยของ น.ม.ส. จึงประกอบดวยนิทานทั้งหมด 10 เรื่อง นิทานเวตาลมีที่มาแรกเริ่มจาก วรรณคดีมุขปาฐะ เพราะเปนนิทานที่เลาสูกันฟง รูจัก สืบทอดและเผยแพรกันอยางกวางขวาง หลายสํานวน ผานกันมาหลายชั่วรุนคน นับเนื่องสืบมาหลายพันป นิทานเวตาลจึงเปนหนังสือที่ ใชอานเพื่อความสนุกเพลิดเพลินก็ได หรือจะนํามาศึกษาเพื่อเขาใจโลกทัศน วิธีคิด สภาพสังคม พฤติกรรมมนุษยและภูมิปญญาของชาวอินเดียโบราณ คุณคาของนิทานเวตาลจึงมิไดจํากัดเพียง เปนประโยชนดานวรรณคดีศึกษา หากยังเปนความรูดานคติชนวิทยาตะวันออกอีกดวย นิตยา แกวคัลนา ไดกลาวถึงนิทานเรื่องที่ 1 ในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ วามีความสัมพันธกับลิลิตเพชรมงกุฎ โดยมีเนื้อเรื่องสอดคลองกันวา เจาชายพระองคหนึ่งพอพระทัยเจาหญิงพระองคหนึ่ง โดยที่ฝายชายนั้นมีสติปญญาดอยกวาฝาย หญิง จึงถูกฝายหญิงกระทําดวยกลอุบายตางๆ แตมีคนฉลาดซึ่งเปนผูติดตามเจาชายชวยแกไข กลอุบายนั้น ดังความวา เรื่องของพระวัชระมุกุฏกับนางปทมาวดี เมื่อเปรียบเทียบกับนิทานเรื่องพระเพชรมงกุฎ กับนางประทุมวดีในลิลิตเพชรมงกุฎ พบวามีเนื้อความคลายคลึงกันแตจะแตกตางกันใน รายละเอียด...ในนิทานเวตาลเปนเรื่องของพระวัชรมุกุฏพบนางปทมาวดีแกลงบอกกลเปน ปริศนา พุทธิศริระสหายผูมีปญญาแกกลปริศนาให เมื่อพระวัชรมุกุฏพบวานางพึงใจทั้ง 1 ชลธิรา สัตยาวัฒนา. “นิทานเวตาลเพชรน้ําเอกในวรรณกรรมไทย,” น.ม.ส.อัจฉริยะ กวีศรีรัตนโกสินทร. 2541. หนา 21-28.
  • 29.
    24 สองจึงเดินทางไปเมืองกรรณ อาศัยอยูกับนางนมของนางปทมาวดี และใหนางนมเปน สื่อสงหนังสือใหนางปทมาวดีนางทําปริศนาตอบ พุทธิศริระสหายเปนผูแกปริศนาให จนถึงปริศนาที่นางเชิญพระราชบุตรเสด็จไปยังปราสาทของนาง พระวัชรมุกุฏไดนางเปน ชายา ตอมาเกิดทุกขใจถึงพุทธิศริระ นางปทมาวดีจึงทราบความจริงถึงผูแกกลปริศนา ของตน นางเกรงวาพุทธิศริระจะพาพระวัชรมุกุฏกลับบานเมืองจึงวางอุบายประทานขนม ใสยาพิษ พุทธิศริระทราบกลอุบายจึงวางแผนใหทาวทันตวัตเขาใจผิดวาธิดาของตนเปน แมมด ใหขับไลออกจากเมือง พระวัชรมุกุฏกับพุทธิศริระไปรับนางพาสูนครของตน เวตาลเลาจบทูลถามพระวิกรมาทิตยวาใครเปนผูไดรับการติเตียนมากที่สุด พระ วิกรมาทิตยตอบวาทาวทันตวัต เวตาลก็ลอยกลับไปยังตนอโศกตามเดิม1 งานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ประภาพร สุวรรณไตรย2 ศึกษาอวัจนสารที่ปรากฏในวรรณคดีจากหนังสือเรียน ภาษาไทยชุดวรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ โดยมีจุดมุงหมาย เพื่อตีความอวัจนสารที่ปรากฎ ในวรรณคดีจากหนังสือเรียนภาษาไทยชุดวรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ ซึ่งประกอบดวยเรื่อง อิเหนา นิราศพระบาท มหาเวสสันดรชาดก นิทานเวตาล ลิลิตตะเลงพาย นิราศลอนดอน ขุนชาง ขุนแผน ผลการวิจัยในสวนของวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล สามารถตีความอวัจนสารโดยสรุป ไดวา นิทานเวตาลเปนเรื่องที่สนุกสนานนาสนใจ มีสํานวนโวหารไพเราะคมคาย มีการใชสํานวน ที่แทรกอารมณขันประชดประชันไวโดยตลอด มีการใชคําอุปมา โดยเฉพาะการเปรียบเทียบความ งามของผูหญิงตามแบบอยางของอินเดีย และมีคุณคาดานสติปญญาเพราะไดแทรกขอคิดทั้งคติโลก และคติธรรมไวอยางมากมาย 1 นิตยา แกวคัลนา. “เวตาลปกรณัมกับการนํามาสรางสรรควรรณกรรมรอยกรองของ ไทย,” ภาษาและวรรณคดีไทย. 2546. หนา 35. 2 ประภาพร สุวรรณไตรย. อวัจนสารที่ปรากฏในวรรณคดีจากหนังสือเรียนภาษาไทย ชุดวรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ. 2536. หนา 63-65.
  • 30.
  • 31.
    บทที่ 3 การวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีในนิทานเวตาล คุณคาสําคัญประการหนึ่งของวรรณคดี ก็คือการใชถอยคําใหผูอานเกิดความ ประทับใจ ความประทับใจนั้นจะเกิดจากความรูสึกที่เปนไปตามเรื่องราวในวรรณคดี เชน ความรูสึกรัก ความรูสึกเกลียดชัง ความกลาหาญ ความสงบ เปนตน ปราชญทางวรรณคดี สันสกฤตจึงกลาววา รสของวรรณคดีมีอยู 9 ประการ คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส เราทรรส วีรรส ภยานกรส พีภัตสรส อัทภูตรส และศานตรส รสทั้ง 9 รส สามารถวิเคราะหองคประกอบของแตละรสออกเปนวิภาวะ อนุภาวะ และสาตตวิกภาวะ ซึ่ง กุสุมา รักษมณี ไดอธิบายคําศัพท 3 คํานี้ไววา วิภาวะ หรือเหตุของภาวะ หมายถึง เหตุการณ บุคคลหรือสิ่งตางๆ ที่กวีกําหนด ไวใน เนื้อเรื่องใหเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดภาวะตางๆ ขึ้นแกตัวละครในเรื่อง เชน คืนเดือนเพ็ญ กลิ่นดอกไม การประดับตกแตงรางกาย ฯลฯ เปนวิภาวะของความรัก ( รติ ) เปนตนวิภาวะอาจแบงเปน 2 ลักษณะคือ ตนเหตุ ( อาลัมพนะ ) และเหตุ เสริม ( อุททีปนะ ) ตัวอยางเชน ความรักระหวางชายหนุมหญิงสาว ตัวตนเหตุ สําคัญก็คือ ชายหนุมและหญิงสาวเอง ทั้งสองจึงเปนวิภาวะที่เรียกวา อาลัมพนะ สวนบุคคลหรือสิ่งแวดลอมและสถานการณตางๆ เชน พี่เลี้ยงผูเปนสื่อ ฉากใน สวนดอกไม การนัดพบในคืนเดือนเพ็ญฯลฯ เปนเหตุเสริมใหความรักทั้งสอง เพิ่มพูนขึ้น จึงเปนวิภาวะที่เรียกวา อุททีปนะอนุภาวะ หรือผลของภาวะ หมายถึง การแสดงออกของตัวละครดวยคําพูดหรืออากัปกิริยาใหรูวาเกิดภาวะอยางใดอยาง หนึ่งขึ้นแกตัวละครนั้น เชน เกี้ยวพาราสี แสรงตัดพอตอวา ยิ้มแยม เอียงอาย ฯลฯ เปนอนุภาวะของความรัก เปนตน ผูชมจะไดรับรูภาวะที่เกิดขึ้นแกตัวละครมาก นอยเพียงใดขึ้นอยูกับการที่กวีกําหนดอนุภาวะไวในเรื่อง และขึ้นอยูกับการ แสดงออกของผูแสดงดวย สาตตวิกภาวะ หรือปฏิกิริยา หมายถึง การแสดงออกที่ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เปนปฏิกิริยาที่หามไมได เมื่อเราโกรธจัด ตัวจะสั่น หรือ หนาจะแดง ปฏิกิริยาตัวสั่น หรือหนาแดงนี้ เปนสิ่งที่เราควบคุมมิใหเกิดไมได ตางกับ กิริยาหุนหันพลันแลน กระทืบเทา หรือเงือดเงื้อมือ ฯลฯ ซึ่งเราอาจระงับ ได สาตตวิกภาวะตามทฤษฎีการละครมี 8 ลักษณะคือ ตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก เสียงเปลี่ยน น้ําตาไหล และเปนลม อาการตะลึงงันเปนปฏิกิริยาที่เกิดจาก
  • 32.
    27 สถายิภาวะหรือวยภิจาริภาวะ ตาง ๆเชน ความยินดี ความนากลัว ความปวยไข ความนาพิศวง ความสิ้นหวัง ความโกรธ เปนตน เหงื่อออก เกิดจากความโกรธ ความยินดี ความละอาย ความออนเพลีย ความปวยไข เปนตน ขนลุก เกิดจาก ความยินดี ความโกรธ ความตื่นตระหนก ความนากลัว ความพรั่นพรึง เปนตน เสียงเปลี่ยน เกิดจากความยินดี ความโกรธ ความแคนความตื่นตระหนก ความ ละอาย เปนตน ตัวสั่น เกิดจากความนากลัว ความโกรธ ความยินดี ความพรั่น พรึง ความตื่นตระหนก เปนตน สีหนาเปลี่ยน เกิดจากความเหนื่อยออน ความ โกรธ ความละอาย เปนตน น้ําตาไหล เกิดจากความยินดี ความโกรธ ความทุกข โศก เปนตน และการเปนลม เกิดจากความเหนื่อยออน ความตื่นตระหนก ความ บาคลั่ง เปนตน1 นิทานเวตาลเปนเรื่องที่แปลมาจากวรรณคดีสันสกฤตจึงมีเรื่องราวที่ใหความรูสึก ครบทั้ง 9 รส ดังนี้ ศฤงคารรสและองคประกอบของรส ศฤงคารรส คือ ความซาบซึ้งในความรัก เกิดจากความรัก 2 ประเภท คือ ความรัก ของผูที่ไดอยูดวยกัน (สัมโภคะ) และความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) ความรัก แบบสัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูใน บานเรือนหรือสถานที่ที่สวยงาม การอยูในฤดูกาลที่เอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัว งดงาม การลูบทาดวยของหอมและประดับดวยมาลัย การเที่ยวชมสวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหูเจริญตา เปนตน การแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจา ออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา ยิ้มแยมแจมใส เปนตน สวนความรักแบบ วิประลัมภะนั้นมีเหตุของภาวะ คือ การพลัดพรากจากกัน การแสดงผลของภาวะ ไดแก ทาทางหมดอาลัยตายอยาก สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย พร่ํารําพัน เปนตน ศฤงคารรสเปนปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดจากการรับรูความรักของตัวละคร ซึ่งรสรักที่ ปรากฏในเรื่องราวของนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง เปนเรื่องราวความรักของพระภรรตฤราชที่ พบรักกับหญิงงาม ซึ่งกวีบรรยายความงามของนางไววา 1 กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. 2534. หนา 107 – 108.
  • 33.
    28 นางนั้นมีหนาเหมือนพระจันทรวันเพ็ญ มีผมดังเมฆสีนิลโลหิต ซึ่งอุมฝนหอยอยู ในฟามีผิวซึ่งเยยดอกมะลิใหไดอาย มีตาเหมือนเนื้อทรายซึ่งระแวงภัย ริมฝปาก เหมือนดอกทับทิม คอเหมือนคอนกเขา มือเหมือนสีแหงทองสังข เอวเหมือนเอว เสือดาว บาทเหมือนดอกบัว ( หนา 4 ) เปนธรรมดาอยูเองที่ผูมีความรักมักจะถูกตาตองใจความงามของนางอันเปนที่รัก วิภาวะที่เปนตนเหตุ ไดแก ความรักที่เกิดขึ้นจากผูที่ถูกตาตองใจ เมื่อพระชายาองคใหม งดงามมากตามที่กวีบรรยายไว พระภรรตฤราชก็รักหลง ความรักความหลงก็ทําใหเกิด อนุภาวะ คือ พระภรรตฤราชมีความสุขแชมชื่นหัวใจ กระชุมกระชวยขึ้นมาอีกครั้ง หลังจาก ที่พระชายาองคเกาที่สิ้นพระชนมไปทําใหพระภรรตฤราชเศราโศกเสียใจอยูนาน ปฏิกิริยาทางอารมณแหงรักตอมา พบในนิทานเวตาลเรื่องที่หนึ่งนั้น เปนเรื่องของ พระวัชรมุกุฎผูมีความรักตอนางปทมาวดี เพียงเห็นนางครั้งแรกก็ตกหลุมรักอยางรุนแรง กวี บรรยายไววา ครั้นกลับถึงวังในตอนค่ํา พระราชบุตรก็บรรทมกระสับกระสายอยูตลอดคืน แล เปนเชนนั้นตลอดวันรุง ครั้นวันที่สองถึงแกประชวรมีอาการเปนไข การเขียนการ อานการกินการนอนก็งดหมด ราชการที่พระราชบิดามอบเฉพาะพระองคก็งด การ อื่นๆ ก็งด เพราะรับสั่งวาจะสิ้นพระชนมอยูแลว ( หนา 49 ) วิภาวะของความตอนนี้ กวีกลาวถึงลักษณะของคนที่ตกหลุมรักซึ่งมักจะมีอาการที่ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม กลาวคือเมื่อแรกรักกันแตยังไมสมหวัง จะมีอาการรุมรอนทุรนทุรายใจ เพราะยังไมรูความในใจของกันและกัน พระวัชรมุกุฎก็เชนกัน เมื่อแรกพบนางปทมาวดีก็ หลงรักนางทันที เมื่อแยกจากกันก็ทําใหเกิดอนุภาวะ คือ อาการกระสับกระสาย ไมกิน ไม นอน ไมทําอะไรสักอยาง จนพระองคเองรูสึกวาจะสิ้นใจตายใหได ซึ่งความรักของพระ วัชรมุกุฎที่มีตอนางปทมาวดี จึงจัดเปนรสรักหรือศฤงคารรส ที่ผูอานรับรูอารมณที่กวี ตองการสื่อออกมาได สวนปฏิกิริยาหรือสาตตวิกภาวะนั้น กวีสื่อดวยอาการปวยไขของพระ วัชรมุกุฎอันเกิดจากภาวะอาการตะลึงงันเมื่อแรกเจอกับนางปทมาวดี ซึ่งอาการดังกลาวสงผล ใหพระวัชรมุกุฎถึงกับตะลึงงันจนเปนไข นับเปนปฏิกิริยาที่ไมสามารถหามไดและเกิดขึ้นเอง
  • 34.
    29 กอนที่พระวัชรมุกุฎจะไดครองรักกับนางปทมาวดีนั้นก็มีเหตุการณที่ทําใหพระองค ตองพร่ําเพอรําพึงรําพันอยูหลายตอน ดังเชนตอนตอไปนี้ พระราชธิดาทรงอานหนังสือตลอดแลว ก็สําแดงอาการพิโรธตรัสแกนางนมดวย สําเนียงอันขุนแคนวา “นี่แกเปนอะไรไปจึ่งบังอาจนําหนังสือนี้มาให คนโงที่เขียน หนังสือนี้แตงฉันทไมเปน ก็แคนจะแตงกับเขาดวย คนแตงฉันทเลวๆ เชนนี้ยังอาจ มาแตงถวายพระราชธิดา อยากรูวาเรียนหนังสือมาแตสํานักไหน จึงเลวถึงเทานี้” นางตรัสพลางทรงฉีกหนังสือตอนที่วา “ศศิไซรบใยดี” สงใหนางนมแลวตรัสวา “แกจงนําเอาคําตอบนี้ไปใหชายที่แตงฉันทไมเปน แลตัวแกเองจงอยาทําเอื้อมอาจ ถือหนังสือเขามาเชนนี้อีกเปนอันขาด” หญิงแกนางนมไดฟงพระราชธิดากริ้วถึง เพียงนั้นก็เสียใจรีบกลับไปบาน พบพระราชบุตรตามทางก็เลาใหฟงทุกประการ พระราชบุตรไดทรงฟงและอานคําตอบแลวก็เสียพระหฤทัยยิ่งนัก เมื่อทรงดําเนิน กลับนั้นทรงคิดถึงวิธีทําลายชีวิตตนเองหลายอยาง เชน กระโดดน้ํา ผูกคอตนเอง แขวน แทงอกตนเอง เปนตน ยังไมทันตกลงวาอยางไหนจะดีก็พอถึงที่พัก พบ พุทธิศริระนั่งอยูหนาเรือน ก็ตรัสเลาใหฟงแลทรงสําแดงความเสียใจยิ่งนัก พุทธิศริระนิ่งฟงตลอดแลวทูลวา “พระองคอยาเพอตีตนเองกอนไข จงทรงตรึก ตรองใจความที่นางตรัสนั้นใหถองแทกอน ตอไปขางหนาเมื่อพระองคไดสมาคม กับหญิงมากๆ แลว จะทรงทราบวาเมื่อหญิงกลาววาไมใยดีนั้นแปลวาใยดี เพราะฉะนั้นตามที่เราทํามาเพียงนี้นับวาสําเร็จดังหมาย อนึ่งเมื่อนางทรงถามวา พระองคทรงเรียนหนังสือจากสํานักไหนนั้น ถาจะแปลเปนภาษาผูชายแปลวาทาน คือใคร” ( หนา 62 ) วิภาวะคือ การที่พระวัชรมุกุฎตกหลุมรักนางปทมาวดีแตยังไมสมหวังในรัก เมื่อยัง ไมสมหวังก็ปรารถนาที่จะใหสําเร็จโดยเร็ว แตดวยสติปญญาที่ไมฉลาดนักประกอบกับ เหตุผลที่วาความรักมักจะทําใหคนตาบอด พระวัชรมุกุฎจึงมักแสดงอนุภาวะออกมาใน ลักษณะอาการรําพึงรําพันอยูเสมอ สาตตวิกภาวะที่ผูอานรับรูไดนั้นเปนอาการตื่นตระหนก ซึ่งอาจทําใหตัวสั่นเสียงสั่นตามมาเพราะการที่เขาใจผิดคิดวาถูกคนรักปฏิเสธ ศฤงคารรสที่ปรากฏในนิทานเวตาลเรื่องที่สองนั้น เริ่มเรื่องราวความรักดวยความ สมหวังเปนความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน ดังนี้
  • 35.
    30 เมื่อพราหมณซึ่งพระรามเสนใหเปนทูตไปกลาวขอนางนั้น ไปถึงกรุงมคธ ทาว มคเธศวรก็ทรงรับรองเปนอันดีแลตรัสอวยพระราชธิดาแกพระรามเสน ทรงแตง ใหพราหมณในกรุงมคธไปกรุงโภควดีเปนทางจําเริญไมตรี แลวตรัสใหเตรียมการ มงคล ฝายพระรามเสนเมื่อทรงทราบขาวดี ก็แชมชื่นในพระหฤทัย ประทาน รางวัลแกพราหมณกรุงมคธเปนอันมาก ( หนา105 ) ความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน หรือสมหวังในรักนั้นมีวิภาวะ คือ การไดอยูกับผูที่ถูก ตาตองใจ การไดฟงในสิ่งที่ถูกอกถูกใจ ทําใหแสดงอนุภาวะออกมาเปนความแชมชื่น ยิ้ม แยมแจมใส มีความสุขในใจ ศฤงคารรสตอมาเปนนิทานที่นกขุนทองเลาใหพระรามเสนกับนางจันทราวดีฟง ซึ่ง นางนกขุนทองเลานิทานแลวกลาวถึงรสแหงรักดังตอไปนี้ เมื่อกอนการวิวาหะ นางไดสัญญาในใจไววา เมื่อแตงงานแลว แมหนาที่แหงภริยา จะไมเปนที่ชอบใจเพียงไร นางก็จะอุตสาหปฏิบัติใหถูกตองตามหนาที่ ครั้น แตงงานแลว ความไมพอใจในหนาที่นั้นหามีไม นางกลับรักสามีเสียอีก สวนความ ขี้ริ้วของสามีนั้นไมเปนเหตุใหนางเกลียดชัง อันที่จริงกลับจะรักยิ่งขึ้นเพราะความขี้ ริ้วนั้น ความรักนี้เปนของนาพิศวงมาก เปนแสงฟาฉายความสุขลงมายังแผนดินอัน มืดแลเต็มไปดวยความซึมเซา เปนมนตซึ่งทําใหเรารําลึกถึงความมีชาติที่สูงกวานี้ เปนความสุขในขณะนี้แลเปนทางพาใหคิดถึงสุขในเบื้องหนา ทําใหความขี้ริ้วกลับ เปนความงาม ทําใหความโงกลายเปนความฉลาด ทําใหความแกเปนความหนุม ทําใหบาปเปนบุญ ทําใหความซึมเซาเปนความแชมชื่น ทําใหใจแคบเปนใจกวาง ความรักนี้เปนโอสถอยางเอก ชักใหความตรงกันขามมาเดินลงรอยเดียวกัน ( หนา 119 ) วิภาวะที่เปนเหตุของเรื่องนี้คือการไดอยูกับสามีที่ขี้ริ้วแตทําใหนางรัตนาวดีรักได การที่นางมีสามีที่ขี้ริ้วขี้เหร แตนางกลับรักและมีความสุขที่ไดปรนนิบัติเอาใจ ผลที่เกิดขึ้น จากความรักซึ่งถือเปนอนุภาวะที่เกิดขึ้นนี้จึงเปนสิ่งที่กวีพยายามบรรยายผานนางนกขุนทอง วาเปนสิ่งที่นาพิศวงเปนอยางมาก เพราะความรักทําใหสิ่งที่ไมดีกลายเปนสิ่งที่ดีงาม ทําให ความขี้ริ้วกลับเปนความงาม ทําใหความโงกลายเปนความฉลาด ทําใหความแกเปนความ
  • 36.
    31 หนุม ทําใหบาปเปนบุญ ทําใหความซึมเซาเปนความแชมชื่นทําใหใจแคบเปนใจกวาง ลักษณะเหลานี้เรียกวา อานุภาพแหงรัก ศฤงคารรสถัดมา คือ ตอนที่นกจุฬามัน ( นกแกว ) เลานิทานความไมดีแหงผูหญิง ใหพระรามเสนกับนางจันทราวดีฟง โดยกวีบรรยายลักษณะผูที่อยูในหวงอารมณแหงความ รักไว ดังตอไปนี้ ชายหนุมนั้นชื่อ ศรีทัต ไปคาขายเมืองไกลหลายป แลไดเคยรักนางชัยศิริมาแตนางยัง เปนเด็ก ครั้นกลับมาถึงเมืองของตนก็เห็นสิ่งทั้งปวงเปนที่แชมชื่นไปหมด ตั้งแตลุงขี้ เหนียวโทโสรายไปจนหมาแกที่เหาอยูในลานบานก็เห็นนารัก คนที่จากบานเมืองไป ชานาน เมื่อแรกกลับมาถึง ใจคอมักเปนเชนนี้ สวนนางชัยศิรินั้น ศรีทัตแลไมเห็นวา ไดเปลี่ยนแปลงไปเปนอันมาก แลมิไดเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเลย จมูกนางโต ออกไปก็ไมเห็น หลังตากวางออกไปแลหนาขึ้นก็ไมเห็น กิริยากระดางขึ้นก็ไมเห็น เสียงแข็งขึ้นกวาแตกอนก็ไมไดยิน ไมไดสังเกตวานางชํานาญการติแลชมเครื่อง แตงตัวชาย ไมสังเกตวานางชอบคนชํานาญเพลงดาบ แลชอบคนรบเกงบนหลังมาแล ชาง ขอความเหลานี้ศรีทัตไมเห็น จึงไปกลาวแกบิดาของตน ในเรื่องที่จะใครไดนาง ชัยศิริเปนภริยา ( หนา 137 ) กวีบรรยายลักษณะของศรีทัตใหผูอานรับรูไดวาศรีทัตคือผูที่กําลังมีความรัก ธรรมดาเรามักไดยินกวีและคนทั่วไปสรุปวา ความรักทําใหคนตาบอด ศรีทัตเองก็เปนอีกคน ตัวละครที่กวีตั้งใจถายทอดออกมาตามนั้น วิภาวะคือความรักในนางชัยศิริ ซึ่งเปนความรักที่ เกิดขึ้นตั้งแตเด็กๆ โดยไมไดสนใจวาโตขึ้นนางจะเปลี่ยนไปเชนไร อนุภาวะที่แสดงออกมา จึงเปนลักษณะเหมือนคนตาบอด มองไมเห็นความเปลี่ยนไปในตัวนาง รูสึกเพียงเมื่ออยูใกล ก็สดชื่นเบิกบาน แชมชื่น มีความสุข ศฤงคารรสในลําดับตอมาคือความตอเนื่องจากขางตนกลาวคือเมื่อศรีทัตรักมั่นใน นางชัยศิริจนขอนางแตงงาน แตปรากฏวานางชัยศิริไมตอบตกลง ศรีทัตจึงเดือดรอนใจมาก ดังอาการ ฝายศรีทัตเมื่อไดทราบวานางชัยศิริไมยอมเปนภริยาก็เดือดรอนในใจเปนกําลัง กําหนดใจจะกระโดดน้ําตาย จะกระโดดจากยอดเขาแลทําอะไรตางๆ ที่แปลกแลโง
  • 37.
    32 รวมทั้งการออกปาเปนโยคีดวย ครั้นตรึกตรองอยูชานานวาจะทําอยางไหนจึงจะดี ที่สุดก็เห็นวาจะทําสิ่งโงๆเหลานั้นก็ลวนแตไมดีทั้งนั้น เพราะการกระโดดน้ําตายก็ดี การกระโดดจากยอดเขาก็ดีการออกปาเปนฤาษีก็ดี ไมเปนวิธีที่จะไดนางชัยศิริมา เปนภริยาทั้งนั้น ครั้นมีเวลาตรึกตรองมากๆ เขาก็ไดความคิดซึ่งใครๆ เขารูกันมาชา นานแลววา ขันติเปนธรรมะประเสริฐ จึงบังคับตัวเองใหตั้งอยูในขันติ ไมชานานก็ สําเร็จประสงค แตความสําเร็จประสงคนั้นเปนโทษแกศรีทัตเปนอันมาก ดังจะเห็น ไดภายหลัง ( หนา 140 ) วิภาวะของความตอนนี้ กลาวถึงศรีทัตผูไมประสบผลสําเร็จแหงรัก แสดงอาการ ตางๆที่ออกมาที่เรียกวา อนุภาวะคือ อาการเดือดรอนในใจเปนกําลัง จนกําหนดใจจะ กระโดดน้ําตาย จะกระโดดจากยอดเขาแลทําอะไรตางๆ ที่แปลกๆและโง ทั้งยังคิดไปถึงการ บวชเปนโยคีดวย สาตตวิกภาวะของความตอนนี้ คือ ลักษณะใจสั่น ตัวสั่น หวิวๆ คลายจะ เปนลม ซึ่งเปนอาการที่ควบคุมตัวเองไมไดของคนที่ไมสมหวังในรัก และเมื่อสมหวังในความรักศรีทัตก็จะมีอาการกลาวคือ ฝายนางชัยศิริเมื่อตกลงในใจแนนอนแลววา จะไมรับศรีทัตเปนสามี ก็ยั่งยืนในใจอยู พักหนึ่งไมสูชาก็เปลี่ยนใจใหมตามเคย ศรีทัตไดทราบวานางยินยอมก็ดีใจโลด โผน เรียกตัวเองวาบุรุษผูมีความสุขที่สุดในโลก แลทั้งกระทําบูชาแกสินบนเทวดาที่ โปรดบันดาลใหนางเปลี่ยนใจมายอมเปนภริยาตน แลทั้งทําอะไรที่แปลกอีกหลาย อยาง ซึ่งคนที่ไมบาหรือไมดีใจเหลือเกินคงไมทําเปนอันขาด ตอมาไมชาศรีทัตแล นางชัยศิริก็แตงงานกันตามธรรมเนียม ( หนา 141 ) เมื่ออานความตอนนี้ทําใหเห็นถึงอานุภาพของความรักของคนที่สมหวังในรักได อยางดี เมื่อไมสมหวังในความรักก็เศราสรอย หมองหมน เมื่อสมหวังก็ดีใจ มีความสุข ดอกไมเบงบานทั้งโลก ความตอนนี้จึงเปนเรื่องของความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน (สัมโภคะ) ซึ่งความรักแบบสัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ มีการ แสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก ตื่นเตนดีใจ ยิ้มแยมแจมใส สวนสาตตวิกภาวะของ ความตอนนี้ คือ การควบคุมตนเองไมได และทําอะไรที่แปลกๆ อยางที่กวีบรรยายไว
  • 38.
    33 รสรักตอมา คือรสรักที่นางชัยศิริ มีตอชายชูซึ่งปรากฎขอความดังนี้ เมื่อเห็นชายเสเพลซึ่งเปนที่ใฝฝนเดินมาตามถนน นางก็เรียกหญิงสหายใหไปเชื้อ เชิญขึ้นมาบนเรือน ครั้นหญิงสหายไมทําตามดวยความกลัวภัยจากศรีทัตผูสามี นาง ก็โกรธแลมีอาการกระสับกระสาย บอกตัวเองวาไมรูจะพูดวากระไร ไมรูจะทําอะไร ไมรูจะไปไหนจึงจะถูกใจตัว จะกินก็ไมได จะนอนก็ไมหลับ จะรอนก็ไมสบาย จะ หนาวก็ไมสบาย อะไรๆ ก็ไมถูกใจทั้งนั้น นางชัยศิริกระสับกระสายอยูเชนนี้หลาย วันจึงตกลงในใจวาถาขืนอยูหางชายเสเพลซึ่งเปนที่รัก ก็ไมมีความสุขไดเปนอันขาด ( หนา 142 ) เหตุของอาการที่เรียกวาวิภาวะ คือการไมไดอยูกับชายผูเปนที่รัก ซึ่งก็คือชายชู ทํา ใหเกิดผลของภาวะคือ มีอาการกระสับกระสาย ไมรูจะพูดวาอะไร ไมรูจะทําอะไร ไมรูจะไป ไหน กินก็ไมได นอนก็ไมหลับ จะรอน จะหนาวก็ไมสบาย อะไรๆ ก็ไมถูกใจทั้งนั้น ทบทวนตัวเองจนพบวาหากไมไดอยูกับชายเสเพลซึ่งเปนที่รัก ก็ไมมีความสุขไดเลย ซึ่งเปน เรื่องปกติของผูที่ไมไดอยูรวมกับคนรักนั่นเอง ศฤงคารรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 4 เปนเรื่องนางมัทนเสนาผูที่กําลังจะแตงงานอยู ในอีกไมกี่วัน กรรมบันดาลใหเจอกับชายอื่นมีชื่อวาโสมทัตต ซึ่งเมื่อกามเทพแผลงศรรัก อาการของโสมทัตตก็ถูกกวีบรรยายไวดังนี้ นางมัทนเสนาออกไปเดินชมดอกไมอยูในสวน เผอิญเมื่อนางออกไปนั้นมีชายคน หนึ่งชื่อโสมทัตต เปนบุตรของธรรมทัตตไปเที่ยวเดินเลนในปาจะกลับบาน ก็ผาน สวนที่นางมัทนเสนาเดินลงไปเดินเที่ยวอยู โสมทัตตเห็นนางก็งวยงงหลงใหลในรูป นาง จึงกลาวแกเพื่อนวา “เพื่อนเอย ถาขาไดนางคนนี้ ขาจะมีความจําเริญในชีวิตนี้ ถาไมได ความเกิดมาแลอยูในโลกก็จะเปลืองเวลาเปลา” เมื่อพูดดังนี้แลว โสมทัตต เกรงนางจะพนไปเสีย จึงเดินเขาไปใกลนางโดยมิไดตั้งใจจะละลาบละลวง แตเมื่อเขา ไปใกลตัวนางแลวไซร โสมทัตตกุมสติไวไมมั่นเหลือที่จะอดกลั้นได ก็ตรงเขาไปจับ มือนางแลวกลาววา “ขามีความรักนางเหลือที่จะทรงสติไวได ถานางไมรักขา ขา จะตองทอดทิ้งชีวิตเสียในบัดนี้” ( หนา 185 )
  • 39.
    34 อาการดังกลาวเปนอาการของผูที่กําลังตกหลุมรัก มีวิภาวะคือ การไมไดเชยชิด สมหวังไมไดอยูรวมกับผูเปนที่รักมีผลของภาวะที่เรียกวาอนุภาวะคือ พร่ําเพอรําพัน จะ ขาดใจตายเสียใหได มีสาตตวิกภาวะคือ อาการตะลึงงัน เดินเขาไปหาโดยไมรูตัว และ บังคับตนเองไมได ตอจากนั้นโสมทัตตผูมาทีหลังเมื่อไดทราบวานางมัทนเสนากําลังจะแตงงานก็ไดพร่ํา เพอตอไปอีกวา โสมทัตตตอบวา “คํากลาวออนหวานของนางแทงหัวใจขาทะลุเสียแลว แลความรูสึก วาจะตองพนไปจากนางเผากายขาใหไหมเปนจุณไป ความทรงจําแลปญญาเครื่องรูก็ สลายไปดวยทุกขอันนี้ แลความรักเกินประมาณทําใหขาไมรูสึกผิดแลชอบ แตถานาง จะใหสัญญาแกขาสักขอหนึ่ง ขาคงจะมีชีวิตตอไปได” ( หนา 186 ) คนเราเมื่อเกิดความรักขึ้นมาแลวมักจะมีความรูสึกวาอยากจับจองเปนเจาของ และ เพียรพยายามที่จะทําอะไรสักอยางใหไดมาซึ่งการครอบครอง วิภาวะของความตอนนี้ คือ ความรักที่ยังไมสมหวัง มีอนุภาวะคือ การพูดพร่ําเพอ พูดพร่ํารําพันจะเปนจะตาย มีสาตต วิกภาวะคือ อาการตะลึงงัน เหงื่ออก ไมมีสติรูจักยับยั้งชั่งใจ เผลอพูดขอสัญญาใหนางที่ กําลังจะแตงงานกับชายอื่นรับคํามารักตนเอง เมื่อนางมัทนเสนาตอบตกลงรับคําของโสมทัตตแลว เมื่อวันแตงงานของนางมาถึง นางไดบอกเรื่องนี้แกสามีของนาง และขออนุญาตสามีไปหาโสมทัตตตามที่ไดตกปากรับคํา ระหวางทางนางไดเจอกับโจรและอธิบายความรักของนางวา นางตอบวา “ผูปกครองของขาคือกามเทพ คือเด็กหนุมงามซึ่งแผลงศรเพลิง ทําใหเกิด แผลคือความรักขึ้นในใจแหงชนทั้งหลายในสามโลก คือรติบดี ผูมีนกกาเหวาแล แมลงภูแลลมโชยไปเปนเพื่อน" นางกลาวเชนนั้นแลวก็เลาเรื่องตามจริงตลอด แลว กลาวสัญญาแกโจรวา “ทานอยาทําลายเพชรพลอยเครื่องประดับของขาเลย ขาให สัญญาแกทานวา เมื่อขากลับมา ขาจะใหสิ่งของเหลานี้แกทานหมด” ( หนา 190 )
  • 40.
    35 วิภาวะของความตอนนี้คือ หญิงที่กําลังตกหลุมรักและยังไมสมหวังในรัก จัดเปน ความรักของผูที่อยูหางจากกัน(วิประลัมภะ) การแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ของความ ตอนนี้ไดแก พร่ํารําพันถึงความรักของตน เปนการพร่ําเพอบรรยายถึงความรักที่มีอยูในใจ ศฤงคารรสตอนตอมาเปนเรื่องราวความรักของหญิงสาวที่เพียงแรกเห็นก็หลงรัก โจรหนุมที่กําลังจะโดนประหาร จนมีอาการจะเปนจะตายทําใหบิดาของนางซึ่งรักลูกมาก ตองทําตามความตองการของลูก ดังความวา นางโศภนีแสดงอาการทุกข ซึ่งดูประหนึ่งจะทําใหคลั่งไคล ตอบบิดาวา “ถาบิดาจะ ทูลขอโทษใหพระราชาปลอยโจรนั้นไดดวยยอมถวายสมบัติทั้งหลาย ของเรา บิดา จงสละทรัพยทั้งหมดถวายเสียเถิด ถาขาพเจาไมไดนายโจรนั้นมา ขาพเจาจําตองสละ ชีวิต” นางกลาวแกบิดาฉะนี้แลว ก็ชักผาคลุมศีรษะรองไหลั่นไปทั้งตัวราวกับหัวใจ จะแตกลงไปกับที่ฝายเศรษฐีผูบิดาเมื่อไดเห็นลูกสาวมีอาการดังนั้น แลรูใจวาถาไม สมประสงค นางก็จะสละชีวิตลงไปจริงดังกลาวแลทั้งทราบวาตัวเศรษฐีเอง เมื่อสิ้น บุตรีแลวก็จะทนรักษาชีวิตตอไปไมไดเพราะเหตุความโศกเดือดรอน ดวยประการ ฉะนี้ เศรษฐีจึงรีบเขาเฝาพระราชาทูลดวยสําเนียงอันสั่นเพราะเศรา ( หนา 225 ) ความรักที่นางโศภนีเปนอยูนี้มีวิภาวะคือ ความรักของผูที่อยูหางจากกัน เปนความรัก ของผูที่ยังไมสมหวัง และมีความปรารถนาที่จะสมหวังใหได แสดงผลของภาวะคือ การ รองไหคร่ําครวญอยางบาคลั่งที่ไมสมหวัง ไมไดอยูรวมเรียงเคียงหมอน อยูชิดใกลกัน เมื่อ อนุภาวะเปนเชนนี้ จึงทําใหเกิดสาตตวิกภาวะที่ควบคุมไมไดคือ การชักผาคลุมศีรษะรองไห ลั่นไปทั้งตัวราวกับหัวใจจะแตกลงไป ซึ่งเปนอาการของผูที่ขาดสติ ทําใหควบคุมตนเอง ไมได และเมื่อพระราชาไมยินยอมใหโจรพนโทษตามคําขอรองของเศรษฐี นางโศภนีก็ นึกเอาเองวานางไดวิวาหะหรือแตงงานกับโจรหนุมนั้นแลว ความตอนนี้บรรยายไววา ฝายนางโศภนีผูไดมีคูแลวโดยใจนึก ครั้นนายโจรผูสามีโดยวิวาหะอันมิไดกระทํา นั้นสิ้นชีวิตไปแลว นางก็กลาวแกตัวเองตามคติโบราณ ซึ่งกวีแตงไวดังนี้ ผมขนคนในกาย มีประมาณหมายประมวลเปน สามสิบหาลานเสน อาจจะนับถวนจํานวนมี
  • 41.
    36 หญิงใดไดเผาตัว เมื่อ ณเผาผัวจะไดดี สามสิบหาลานป นับฉนําซึ่งจะถึงฟา ฉันใดคนคลองงู ดึงประจากรูก็ขึ้นมา ฉันนั้นนางเหนี่ยวสา มีมิใหตกนรกแรง แมนเขาเนาขุมทุกข เพลิงก็รอนรุกแลลุกแดง ถูกมัดรัดรึงแทง พิษจะเปรียบแหลนก็แสนอัน เดือดรอนเหลือผอนพัก โทษจะหนักนักสํานักทัณฑ เหตุหยาบบาปในบรรพ ทุกขะเหลือรอนก็ออนเพลีย ผัวเปนเชนนี้ไซร อาจจะคืนไดเพราะคุณเมีย เผาตัวเพลิงผัวเลีย ตายจะเปนบุณยะจุนผัว หนาที่แหงหญิงหมาย กาละผัวตายก็เผาตัว ในใจไปคิดกลัว ธรรมะจารีบมีเยง ตราบใดหญิงยังขาด ใจบอาจคํานึงเกรง กริ่งกลัวเผาตัวเอง พรอมกะศพผัวเพราะมัวมน ตราบนั้นแมนเกิดใหม คงจะไมใชมนุษยชน จักมีสี่ตีนตน ยอมจะต่ําตอยมินอยเลยฯ นางโศภนีกลาวแกตัวเองดังนี้แลว ก็กําหนดใจจะเผาตนในกองเพลิงเผาศพสามีผูมิใช ผัว เพื่อจะใหนายโจรไดความสุขในโลกหนา นางกําหนดใจดังนั้นแลวก็แสดงความ กลาดวยวิธีเผานิ้วดวยคบเพลิง จนนิ้วนั้นไหมเปนถานไปทันที แลวนางก็ลงลางกาย ชําระมลทินในแมน้ํา การเตรียมทําพิธีเผาตัวนั้น นางจัดใหมีผูขุดหลุมๆ หนึ่ง แลวเอา กิ่งไมสดเรียงเปนตาราง บนตารางวางฟนแลเชื้อเพลิง คือ ปอ ชันแลฆีเปนตน เมื่อจัด ตารางเผาศพแลว ก็เอาศพนายโจรมาชโลมน้ํามันใหสะอาด แตงเครื่องเสื้อผาใหม เอา วางบนกองเชื้อเพลิง นางโศภนีกลาววิงวอนเทพเจา ขอใหนางกับสามีไดอยูเปนสุข ดวยกันในสวรรค มีนางระบําเปนผูปฏิบัติดวยดี โดยจํานวนปเทากับรัชกาลแหงพระ อินทร ๑๔ องค หรือเทากับจํานวนผมในเศียรแหงนาง ครั้นเสร็จวิงวอนแลวนางก็ให เครื่องประดับกาย แลขาวปลากระยาหารแจกจายในหมูมิตร แลวเอาดายพันขอมือทั้ง สองขาง เอาหวีใหมปกในผม แลทาหนาผากดวยแปงสี แลวเอาขาวสารแลเบี้ยผูกที่ ปลายผาอันเปนเครื่องปกคลุมกาย ครั้นเสร็จแลวนางเดินประทักษิณศพเจ็ดรอบ แลยื่น ขาวสารแลเบี้ยใหแกผูที่ยืนอยูในที่ใกลในเวลาประทักษิณนั้น ครั้นเสร็จประทักษิณ แลว นางก็ขึ้นนั่งบนกองฟนที่พรอมดวยเชื้อไฟ เอาศีรษะแหงนายโจรวางหนุนตักนาง
  • 42.
    37 แลวสั่งใหจุดไฟขึ้น คนที่อยูใกลๆ ก็ชวยกันจุดไฟขึ้นหลายแหงแลวตีกลองแลเปาสังข เสียงสนั่นไป มีผูเอาฟางโยนเติมเขาไปในกองเพลิงทั้งเทชันและน้ํามันเนยลงไปใน กองไฟอีกเปนอันมาก แตความตายของนางโศภนีนั้นเปนสหมรณะยอมจะตายเปนสุข เสมอแลเมื่อไดจุดไฟขึ้นแลวผูใดจะไดเห็นกายนางเขยื้อนก็ไมมีแทจริง ดูเหมือนจะ ตายไปกอนที่เปลวไฟจะถึงตัว ( หนา 230 ) ความตอนนี้ที่ยกมามากมายเพราะตองการชี้ใหเห็นวา ความรักที่รุนแรงและไม สมหวัง ซึ่งมีวิภาวะจัดเปนความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ) ซึ่งความรักแบบ วิประลัมภะนั้นมีเหตุของภาวะ คือ การพลัดพรากจากกัน การแสดงผลของภาวะ ไดแก ทาทางหมดอาลัยตายอยาก พร่ํารําพัน และสามารถทําใหผูที่อยูในภาวะนี้ยอมตายตามคนรัก ไดเชนกัน ความรักเปนเรื่องยากที่จะเขาใจและในนิทานเวตาลก็มีรสรักที่แปลกๆ กลาวคือเนื้อ เรื่องที่ดําเนินไปเกี่ยวกับความรักจะสนุกสนานนาติดตามและสงสัยวาจะเกิดเหตุการณอยางนี้ ไดจริงๆหรือไม อยางตอนตอไปนี้ เมื่อพระราชธิดาแลมนัสวีพราหมณหนุมไดสบตากันเปนครั้งแรก ดังนั้นก็มีผล แปลกที่สุด คือ มนัสวีทนความรักรุมรึงในใจที่เกิดในทันทีไมได ก็ลมลงสลบไปกับ ที่ ฝายพระราชธิดาทรงเห็นดังนั้น พระชงฆก็ออนแลพระกายก็สั่น ทรงลมสลบไป เหมือนกัน มิชาพวกสาวใชตามไปพบพระราชบุตรีเปนดังนั้น ก็ตกใจชวยกันเชิญ พระองคไปทรงวอกลับคืนเขาพระราชวัง ( หนา 266 ) สวนใหญรสรักจะเริ่มจากการตกหลุมรักซึ่งก็คือวิภาวะที่ยังไมสมหวัง เปนความรัก ของคนที่ยังพลัดพรากจากกัน และมีผลของภาวะคือ กระสับกระสาย สลบไป และความ ตอนนี้มีสาตตวิภาวะคือ ใจสั่น กายสั่น เปนลม การลมลงสลบไปไมทันรูตัว พอไดสติจากที่สลบไป มนัสวีก็มีอาการดังนี้ มนัสวีกลาววา “พระผูเปนเจาไดทรงสรางมณีขึ้นในโลกนี้เปนอันมาก โดยพระ ประสงคจะทรงอุปการะเหลาชน แตมุกดาคือสตรีนั้นเลิศยิ่งมณีทั้งหลาย บุรุษมี
  • 43.
    38 ความใครทรัพยก็เพื่อใหเปนประโยชนแกสตรี แลชายที่สละภริยาเสียแลวแมจะมี สมบัติก็ใชอะไรไมได ชายที่ไมมีเมียสวยนั้นดีกวาดิรัจฉานที่ตรงไหนจะต่ําชาไป กวาสัตวเลวทรามเสียอีก ทรัพยนั้นเปนผลของความอยูในธรรม ความสุขเปนผลของ ความมีทรัพย แลภริยาเปนผลของความมีสุข ชายไมมีเมียจะมีความสุขอยางไรได” มนัสวีพูดเพอพร่ําไปในทํานองนี้ชานาน เพราะความหลงรัก เราทานฟงดูก็นาจะเห็น แปลก แตอาจเปนอาการธรรมดาของโรครักก็เปนได ( หนา 269 ) เปนธรรมดาของคนที่มีความรัก และยิ่งเปนชวงตกหลุมรักและยังไมสมหวังแลวถือ เปนวิภาวะของผูที่พลัดพราก ยังไมสมปรารถนา กลาวคือยังไมไดครองรักกัน มักแสดง อนุภาวะออกมาในรูปแบบของคนที่พร่ําเพอรําพันไปตางๆ นานา ฝายพระราชธิดาเอง ก็ไมตางกับมนัสวีพราหมณหนุมเลย ดังความที่วา วันหนึ่งในฤดูวสันต ขากับบริวารพากันไปเดินเลนในอุทยาน ขาไดพบพราหมณ หนุมคนหนึ่งรูปรางงดงามยิ่งนัก ครั้นตาเราทั้งสองสบกันเขาก็ลมลงสลบไป แลขาก็ ลมแนนิ่งไปเหมือนกัน ฝายนางทั้งหลายซึ่งเปนบริวารของขา เมื่อเห็นขาเปนดังนั้น ก็พาขาคืนเขาพระราชวัง ทั้งที่ขายังไมรูสึกตัว เหตุดังนั้นขาไมรูวาพราหมณหนุมคน นั้นชื่อไร บานอยูที่ไหน แตความงามของเขาพิมพไวในความทรงจําของขา แลขาไม มีปรารถนาจะดื่มแลกินเลย เหตุฉะนี้ผิวพรรณแหงขาจึงเผือดซีดแลกายซูบผอมไป ( หนา 277 ) ความรักอีกเชนกันที่ทําใหเปนเชนนี้ วิภาวะของความตอนนี้ก็คือความรักที่ยังพลัด พรากจากกัน อยูในหวงเวลาของคนที่ยังตกหลุมรัก ผลของภาวะที่แสดงออกมาคือ การพร่ํา เพอรําพัน กินไมได นอนไมหลับ ทําใหรางกายซูบผอมไป เมื่อความรักของพระธิดาและมนัสวีพราหมณหนุมสมหวังไดอยูดวยกันเพราะกล อุบายของเพื่อนพราหมณแลวนั้น มนัสวีตองอมลูกอมเพื่อปลอมตัวเปนหญิงสะใภพราหมณ ซึ่งไปฝากใหอยูกับพระราชาและพระธิดา เมื่อเวลาอยูกับคนมากๆ มนัสวีตองอมลูกอมเปน ผูหญิงทุกครั้ง จนทําใหเกิดเรื่องคือ
  • 44.
    39 ฝายชายหนุมผูเปนบุตรโกษาธิบดี เมื่อไดเห็นหญิงสะใภพราหมณมีรูปรางแล หนาตางดงามก็หลงรักในทันใด เปนครั้งที่สองในเรื่องนี้ที่ชายรักหญิงในนาทีแรก ที่เห็นหนา ชายหนุมจึงกลาวแกเพื่อนสนิทของตนตามเคยวา “ถาขาไดนางนั้น ขา จะมีสําราญในโลก ถาไมไดขาจะตองสละชีวิตเสีย” ( หนา 284 ) ความรักเชนนี้เปนอาการของผูที่ตกหลุมรักเหมือนที่ผานมา จัดเปนวิภาวะของผูที่มี ความรักที่พลัดพรากจากกัน และมีผลที่แสดงออกมาคือ การพร่ําเพอ มีความรูสึกจะตายให ไดหากไมไดอยูดวยกัน หลังจากนั้นอาการก็ยังไมหาย ดังความที่ยกมาวา สวนบุตรโกษาธิบดีนั้น ครั้นนางสะใภพราหมณตามเสด็จกลับเขาพระราชวังแลวก็ เดือดรอนกระวนกระวายเปนกําลัง ตั้งแตนั้นมาก็มีอาการซูบซีดเพราะทิ้งขาวทิ้งน้ํา แลหลับนอนไมเปนปกติ เพื่อนสนิทรูความในใจเปนการลับไมบอกใหใครทราบ แตไมนิ่งอยูไดนาน เพราะอดไมไดนั้นอยางหนึ่ง อีกอยางหนึ่งอธิบายวา บุตร โกษาธิบดีปวยอาการหนัก ถาขืนนิ่งเสียก็คงจะถึงชีวิต ( หนา 285 ) เมื่อรักยังไมสมหวัง สาวที่ตนตกหลุมรักก็ไมไดอยูใหเห็นหนาแลว วิภาวะที่เกิด ขึ้นกับบุตรโกษาธิบดี คือ ความรักของผูที่อยูหางจากกัน (วิประลัมภะ ) ซึ่งความรักที่ยังไม สมหวังแบบนี้จะแสดงผลของภาวะออกมาเปนอาการกระวนกระวาย กระสับกระสาย วุนวายใจ พร่ําเพอรําพัน มีอาการจะตายใหได ความรักมักเกิดขึ้นไดในหลายลักษณะและมีลักษณะที่แปลกๆ เยอะมากในนิทาน เวตาล เรื่องที่ยกมาตอจากนี้ก็เปนอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนี้ ฝายพระราชา ครั้นไดทรงยินทีรฆะทรรศินมุขมนตรีเลาถึงนางทิพยก็มีพระหฤทัย ใครทราบยิ่งขึ้น จึงตรัสไลเลียงลักษณะความงามแหงนาง แลวบังเกิดความรักรุมรึง ในพระหฤทัย ทรงพระดําริวาชีวิตแลราชัยปราศจากนางเปนสิ่งไมมีคาเสียแลว ความสุขประการตาง ๆ จะมีไมได เวนแตนางจะเปนผูยังใหเกิด ( หนา 322 )
  • 45.
    40 เพียงแคพระราชาไดยินคําเลาลือก็หลงรักนางทิพยเขาอยางจัง ความรักที่เพียงไดยิน แตยังไมพบตัวตนที่แทจริงเกิดใหเห็นในวรรณคดีหลายเรื่องเชนกัน ไมวาจะเปนพระอภัยมณี หรืออิเหนาความรักที่เกิดขึ้นแบบนี้จัดเปนวิภาวะที่เปนเหตุจากความรักของผูที่อยูหางจาก กัน ไมไดครองรักสมใจ ก็จะแสดงอาการอนุภาวะคือ การพร่ําเพอรําพัน หมดอาลัยในชีวิต จะมีชีวิตอยูไมไดหากปราศจากนางที่ตนหลงรัก เมื่อความรักรุมเรามากๆ ก็มีความคิดวา ขาจําเปนจะตองไปใหเห็นนางองคนั้นเพราะถาจะอยูเชนนี้ตอไปก็จะทรงชีวิตไว ไมได ขาจะไปตามทางที่ทานไป แลทานอยาคิดเลยที่จะหามขาหรือคิดที่จะตามขาไป ดวย ขาจะปลอมตัวไปโดยลําพัง แลทานตองอยูรักษาราชการบานเมืองไว ความ ประสงคของขาดังกลาวนี้ ทานจะขัดขืนทัดทานนั้นไมไดเปนอันขาด ( หนา 323 ) ความรักมักผลักดันความปรารถนาใหเกิดความพยายามเพื่อใหไดมาในสิ่งที่ตน ตองการ พระราชาก็หนีไมพนความรักเชนนี้ไปได วิภาวะคือ ความรักที่ยังไมสมปรารถนา คือยังไมไดอยูรวมกันก็พยายามคนหา ไขวควาเพื่อใหไดมาซึ่งหญิงที่ตนหลงรัก ทําใหเกิด อนุภาวะคือ ความกระสับกระสาย ทุรนทุรายหากตองอยูโดยที่ไมไดทําอะไรเลย จําเปนตอง ตามหานาง และหาทางใหสมหวังในความรักใหได เมื่อเดินทางไปจนพบนางก็เกิดอาการดังนี้ พระราชาไดฟงนางขับกลาวคติแหงกรรมดังนี้ ก็เกิดความรักกลัดกลุมในพระหฤทัย ยิ่งขึ้น ทรงยืนตะลึงพิศดูนางอยูครูหนึ่งจึงตรัสบูชาทะเลวา “ขาแตพระสมุทรผูเปน คลังแหงมณีทั้งหลาย ผูมีน้ําใจอันลึกบุคคลไมอาจหยั่งได เพราะเมื่อพระองคซอน นางนี้ไวในทะเลก็คือซอนนางลักษมีไวมิใหพระวิษณุเห็น ขาพเจาขอเอาพระองคเปน ที่พึ่งเพื่อสําเร็จประสงคของขาพเจา" พระราชาตรัสยังไมทันขาดคํา ตนกัลปพฤกษแล นางทิพยก็จมลงไปในทะเล พระราชาก็ทรงโจนตามลงไปประหนึ่งจะดับไฟราคะ ดวยน้ําในมหาสมุทร ( หนา 327 )
  • 46.
    41 วิภาวะของความตอนนี้คือ คนที่มีลักษณะอาการของคนที่ยังพลัดพรากจากกันอยู หางกันอีก แตก็หางหันแคเอื้อมเทานั้นจึงแสดงอนุภาวะออกมาเปน การพร่ําเพอรําพันถึง ความงามของนาง และกระโจนตามนางผูเปนที่รักลงทะเลไปและเกิดสาตตวิกภาวะที่บังคับ ตนเองไมได คือ อาการตะลึงงัน เมื่อกระโดดลงทะเลไป พระราชาก็พบกับเหตุการณดังนี้ พระยศเกตุจึงเสด็จเปดประตูเขาไปเที่ยวทอดพระเนตรขางในพบคนๆ หนึ่ง นอนอยู บนเตียงมีผาคลุมอยูตลอดตัว พระองคทรงเปดผาขึ้นดูก็เห็นนางผูเปนที่รัก พักตร แหงนางซึ่งเหมือนเพ็ญจันทรนั้นมีเคาเหมือนยิ้มในขณะที่ผาคลุมหลุดพนไปเหมือน ความมืดหลบแสงพระจันทร พระราชาไดทอดพระเนตรดังนั้น ก็มีพระหฤทัยเหมือน หนึ่งคนที่ไดเดินผานทะเลทรายในฤดูรอนไปพบแมน้ําซึ่งเปนที่ชุมชื่น ฝายนางนั้น เมื่อลืมเนตรขึ้นเห็นบุรุษงาม ประกอบ ดวยลักษณะดีเขาไปยืนอยูขางที่บรรทมดังนั้น ก็ลุกขึ้นดวยอาการฉับไว แลแสดงเคารพเชื้อเชิญเปนอันดี พระพักตรนางกมดูพื้น เหมือนหนึ่งใหเกียรติแกพระบาทพระราชาดวยเอาบัวคือพระเนตรลงปกคลุม ( หนา 328 ) เมื่อความพยายามถึงที่สุด ความรักชักนําจนเกิดวิภาวะที่จัดเปนวิภาวะของผูที่ไดอยู ดวยกัน (สัมโภคะ) ซึ่งความรักแบบสัมโภคะนั้นมีเหตุของภาวะ (วิภาวะ) คือ การอยูกับผู ที่ถูกตาตองใจและคนหามานาน การแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจา ออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา ยิ้มแยมแจมใส พูดจาดีตอ อาการลุกขึ้นฉับไว ทําอะไรไปแบบไมทันคิดเพราะเกิดเหตุกะทันหันนั่นเอง รสรักถัดมาที่เกิดในนิทานเวตาลเปนความรักแบบหลงรักอีกเชนกัน ความมีดังนี้ มหาเสนีสาบานวา แมนางมุกดาวลีจะไดหมั้นแลวก็ตาม ถาเขาไมไดนางเปนภริยา เขาก็จะฆาตัวตายแลวเปนผีมากวนแลทํารายคนในบานนั้นทั้งบาน ( หนา 356 ) ความรักของมหาเสนีมีวิภาวะคือความรักของคนที่อยูหางกัน ไมสมหวัง เปน ประเภทหลงรักเขาขางเดียว อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ หมดอาลัยตายอยาก พร่ําเพอรําพัน จะเปนจะตาย ถึงขั้นขูวาจะฆาตัวตาย ซึ่งจัดเปนรักแบบขาดสติ
  • 47.
    42 ศฤงคารรสในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ประเภทคือ ความรักของผูที่ไดอยูดวยกัน ( สัมโภคะ) ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 7 , 8 , 9 และไดแสดงวิภาวะ ตลอดถึงอนุภาวะในลักษณะดังนี้ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูในบานเรือนหรือสถานที่ ที่สวยงามเอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัวงดงาม การลูบทาดวยของหอม การเที่ยวชม สวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหูเจริญตา สวนการแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจาออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา แชมชื่นมีความสุข ยิ้ม แยมแจมใส และความรักของผูที่อยูหางกัน (วิประลัมภะ ) ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 5 , 7 , 8 , 9 และไดแสดงวิภาวะตลอดถึงอนุภาวะในลักษณะดังนี้ เหตุของภาวะ ( วิภาวะ ) คือ การตกหลุมรัก การไมสมหวังในรัก การพลัดพรากจากกัน มีการแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ ) ไดแก ทาทางหมดอาลัยตายอยาก ซึมเซา สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย พร่ําเพอรําพัน ขาดสติ สวนสาตตวิกภาวะ คือ ภาวะตะลึงงัน จากการตกหลุมรักซึ่งกันและ กัน ความนาพิศวงของผูเปนที่รัก ภาวะตัวสั่น เสียงสั่น จากความตื่นตระหนกกลัวไม สมหวังในรัก ความทุกขโศก ภาวะเปนลม ความเสียใจที่ตองสูญเสียคนรัก มีความทุกข โศก และภาวะน้ําตาไหลจากการสูญเสียคนรัก ซึ่งศฤงคารรสนี้นับวาเปนรสวรรณคดีที่ ปรากฏอยูมากที่สุด หาสยรสและองคประกอบของรส หาสยรส คือ ความสนุกสนาน เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความขบขัน นาฏยศาสตร แบงความขบขันออกเปน 2 ลักษณะ คือ ความขบขันที่เกิดแกผูอื่น หมายถึง การพูดหรือทําให ผูอื่นขบขันซึ่งสวนมากมักจะเปนไปโดยตนเองไมรูตัว และความขบขัน ที่เกิดแกตนเอง รูสึกขันตนเองหรือขันผูอื่น วิภาวะของความขบขันไดแก การแตงตัวแปลก ๆ เชน ชายแตงตัวอยางหญิงสวมเสื้อผารุมรามรุงรัง แตงตัวผิดกาลเทศะ หรือแตงตัวมาก เกินไป ฯลฯ การทําทาแปลก ๆ เชน เดินงก ๆ เงิ่น ๆ ลมลุกคลุกคลาน หรือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซ้ํา ๆ ซาก ๆ ฯลฯ การพูดแปลก ๆ เชน พูดผิด ๆ ถูก ๆ พูดรัวจนฟงไมไดศัพท พูดดวย สําเนียงตางไปจากคนสวนใหญหรือพูดซ้ําซาก ฯลฯ อนุภาวะไดแกการยิ้มหรือหัวเราะ ซึ่ง นาฏยศาสตรกลาวไว 6 ลักษณะ คือ ยิ้มนอย ๆ ไมเห็นไรฟน และแยมปากพอเห็นไรฟน เปนลักษณะของคนชั้นสูง หัวเราะเบา ๆ และหัวเราะเฮฮาเปนลักษณะของคนชั้นกลาง หัวเราะงอหายและหัวเราะทองคัดทองแข็งเปนลักษณะของสามัญชนทั่วไป วยภิจาริภาวะ ซึ่งเปนภาวะเสริมของความขบขัน ไดแก ความเสแสรง ความเกียจคราน หรือความ
  • 48.
    43 งวงงุน ความริษยา เปนตนบางภาวะเชนความรุนแรง อาจเปนตัวแปรได รสที่ควรจะเกิด จากภาวะขบขันจึงไมใช หาสยรส แตกลายเปนกรุณารสเพราะความสงสารผูถูกกระทํา หาสยรสแรกนั้นปรากฏอยูในตอนตนเรื่อง เปนเรื่องพราหมณสองผัวเมีย ซึ่ง กลาวถึงที่มาของผลอํามฤตที่ไดจากเทวทูต แตเมื่อไดผลอํามฤตแลวพราหมณผัวที่แกมาก แลวก็ไมมีปญญากินผลอํามฤตนั้นได กวีบรรยายความตอนนี้ไวอยางนาขันดังนี้ ครั้นเทวทูตอันตรธานไปแลว พราหมณก็อาปากซึ่งฟนหมดไปแลว เพื่อจะกัดแล กินผลอํามฤต ( หนา 5 ) ความขบขันนี้มีวิภาวะหรือเหตุแหงความขบขัน คือ ความขบขันที่เกิดแกผูอื่น กลาวคือ กวีบรรยายความขบขันออกมาแลวทําใหผูอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ผูอาน รูสึกขบขัน โดยไมรูตัว ทั้งนี้การแสดงกิริยาอาปากกัดผลอํามฤต ทั้งๆ ที่ฟนไมมีในปากนั้น ทําใหเกิด อนุภาวะคือ การยิ้มนอยๆ เพราะรูสึกขันจนคนที่ไมมีฟนแตก็ยังอุตสาหจะกัดผลไมวิเศษกิน เมื่อพราหมณถูกนางพราหมณีผูเปนเมียแนะใหนําผลอํามฤตไปใหพระภรรตฤราช กวีก็บรรยายไวดังนี้ พระภรรตฤราชไดฟงดังนั้นก็ทรงยินดี รับผลไมจากพราหมณแลว ตรัสให พราหมณตามเสด็จเขาไปในคลังทอง อันเปนที่ซึ่งทองทรายกองอยูหลายพรอม แลวตรัสใหพราหมณขนเอาไปเต็มแรงที่จะขนได พราหมณก็เปลื้องผาออกหอทอง ทราย แลบรรจุในที่ตางๆ ซึ่งจะบรรจุได รวมทั้งในปากอันพูดคลองแลไมมีฟนนั้น ดวย ( หนา 8 ) หาสยรสตอนนี้มีวิภาวะคือ มีลักษณะเปนความขบขันที่เกิดแกผูอื่น กลาวคือ รูสึก ขันในกิริยาอาการที่แสดงออกมาของพราหมณเฒา เกิดอนุภาวะคือ การหัวเราะออกมา เพราะนึกขันพฤติกรรมของตัวละคร จึงเปนเรื่องชวนหัวที่ผูอานไมสามารถซอนไวได ตอนตอมาเปนหาสยรสในเรื่องที่หนึ่ง ที่นาชวนหัวคือ พระวัชรมุกุฏที่นึกไมออกวา จะใชคําศัพทใดเรียกนางปทมาวดีผูเปนที่สนิทเสนหาของพระองควากระไรดี จึงนําปญหานี้ ไปถามพุทธิศริระวา
  • 49.
    44 ปญหายังมีแตเพียงวาจะเขียนหนังสืออยางไรจึ่งจะดี จะผูกประโยคแลใชศัพทชั้น ไหนจึงจะถูกพระหฤทัยนาง จะใชศัพทเรียกนางวา“แกวตาแหงตู” จะเบาไป แลศัพท “โลหิตในตับแหงขา” จะหนักไปดอกกระมัง ( หนา 59 ) หาสยรสตอนนี้มีที่มาจากความรัก ซึ่งความรักนี้อาจทําใหคนมีอาการผิดเพี้ยนไป จนกลายเปนความนาขัน วิภาวะของความขบขันนี้มีลักษณะเกิดจากตัวละครเอง เพราะ พุทธิศริระเมื่อเห็นอาการของเพราะวัชรมุกุฏเปนขนาดนี้ก็อดยิ้มไมได ทําใหผูอานเองก็นึก ขันในคําพูดนี้ อนุภาวะตอนนี้จึงเปนการยิ้ม เพราะขันในอาการ และคําพูดของพระ วัชรมุกุฏนั่นเอง รสแหงความสนุกสนานเรื่องตอมาคือเรื่องที่ 5 ซึ่งเปนเรื่องของพระราชาที่ปลอมตัว ไปจับโจรขโมยของในเมือง บทสนทนาระหวางขโมยปลอมกับขโมยจริงมีดังนี้ ชายผูนั้นตอบวา “ขาก็เปนขโมยเหมือนกัน มาเราจงไปดวยกันเถิด แตเจาเปนอะไร เปนขโมยผูดีหรือขโมยไพร” ( หนา 206 ) ความตอนนี้เปนภาวะความขบขันที่เกิดแกผูอื่น คือการพูดที่ทําใหผูอื่นขบขัน วิภาวะคือ กิริยาวาจาที่แปลกๆ และตลก เพราะขโมยก็คือขโมย จะเปนขโมยไพรหรือขโมย ผูดีนั้นคงไมตางกัน หรือถาตางกันจะเอาอะไรมาวัดไดวาอยางไรเรียกวาขโมยไพร อยางไร เรียกวาขโมยผูดี อนุภาวะของความตอนนี้จึงเปนลักษณะการหัวเราะเบาๆ แบบนึกขันใน คําพูดของโจร หาสยรสเรื่องถัดมาคือ เรื่องที่ 7 ซึ่งเปนเรื่องของพราหมณวิเศษที่มีลูกอมที่สามารถ อมแลวเปลี่ยนจากชายเปนหญิง หรือเปลี่ยนจากหนุมเปนแกได ความตอนที่ยกมามีดังนี้ นางสะใภพราหมณไดยินรับสั่งดังนั้น ก็คายลูกอมออกจากปากกลายเปนมนัสวี พราหมณหนุมเขาโลมพระราชธิดา นางจันทรประภาก็ทรงละอายหฤทัยยิ่งนัก ขาพเจาจะเลาถวายพิสดารวา... พระวิกรมาทิตยตรัสตอบวา “เอ็งไมตองเลาเรื่อง ตรงนั้นพิสดาร ขาไมอยากฟงของเอ็ง” ( หนา 279 )
  • 50.
    45 คําวาพิสดารในความตอนนี้หมายถึงเลาโดยละเอียด ซึ่งเวตาลเปนคนเลาถวายพระ วิกรมาทิตยกับพระราชบุตรฟง ความนาขันในตอนนี้ที่ทําใหรูสึกสนุกสนานนั้นอยูที่ พระราชบุตรยังเยาววัยอยูเมื่อเวตาลจะเลาถึงการเลาโลมระหวางหญิงชายโดยละเอียดนั้น ไมเหมาะ แตเวตาลแกลงยั่วพระวิกรมาทิตยเลน เปนภาวะความขบขันที่เกิดแกผูอื่น ตัว ละครเองไมไดรับรูความขบขันนี้ วิภาวะของความตอนนี้คือ คําพูดที่เวตาลพูดออกมาเพื่อจะ ยั่วพระวิกรมาทิตย ซึ่งสามารถทําใหเกิดอนุภาวะคือ เสียงหัวเราะจากผูอานนั่นเอง เรื่องตอมา เปนความสนุกสนานที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ 9 ซึ่งมีความสนุกตรงที่การตอ หัวกับรางของคนสองคนผิดไปไมตรงรางและหัวเดิม กลาวคือสลับหัวกัน ซึ่งมีความขบขัน จากภาวะที่เกิดจากตัวละครเอง ดังนี้ ตรงนี้ พระธรรมธวัชพระราชบุตรทรงนึกขันขอที่หัวตอผิดตัวแลเผลอพระองคไม ทันนึกถึงพระราชบิดาก็ทรงพระสรวลขึ้นดวยสําเนียงอันดัง ( หนา 366 ) เมื่อเกิดภาวะขบขันที่เกิดจากตัวละครเอง วิภาวะคือ อาการหัวเราะดังๆ ของตัว ละครที่เปนเด็กเมื่อไดฟงเรื่องนาขันก็ไมสามารถสกัดกั้นอารมณขันไวไดจึงหัวเราะออกมาดัง อนุภาวะตอนนี้การหัวเราะที่เกิดทั้งตัวละครเองและผูอานดวย หาสยรสตอนตอไป มีดังนี้ เวตาลตอบวา “วิญญาณจะมีสํานักอยูที่อุทรคนก็ตาม หรือที่มันสมองก็ตาม สํานัก ของขาพเจาอยูที่ตนอโศกเปนแน” พูดเทานั้นแลวเวตาลก็ออกจากยามหัวเราะกองฟาลอยไป ( หนา 369 ) ความตอนนี้เกิดจากลักษณะความขบขันที่เกิดจากตนเองคือตัวละครนั่นเอง ซึ่ง เวตาลคงรูสึกสนุกที่ทําใหพระวิกรมาทิตยตอบคําถามและตองกลับไปเอาตัวเวตาลเองที่ตน อโศกหลายเที่ยววิภาวะของความขบขัน คือการพูดของเวตาล และอนุภาวะคือเสียงหัวเราะ กองฟา ซึ่งไมเพียงแตเวตาลเทานั้นที่หัวเราะ แตผูอานก็อดยิ้มไมไดแตไมไดยิ้มที่ตัวพระ วิกรมาทิตยแตยิ้มในอาการหัวเราะกองฟาของตัวละครคือเวตาลตางหาก
  • 51.
    46 หาสยรสที่เกิดจากการรับรูความขบขันในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ลักษณะลักษณะ แรกคือ ความขบขันที่เกิดจากผูอื่น กลาวคือการพูดหรือทําใหผูอื่นขบขัน ซึ่งปรากฏอยูใน ตนเรื่อง กับเรื่องที่ 5 และ 7 ซึ่งแสดงวิภาวะ ไดแก การพูด และการทํากิริยาที่แปลกๆ ตลกๆ อีกลักษณะหนึ่งคือ ภาวะความขบขันที่เกิดแกตัวละครเอง ตัวละครรูสึกขันขึ้นมาเอง ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 1 และ 9 มีวิภาวะ คือ การหัวเราะในตัวละครจากการสนทนากัน ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะมีอนุภาวะเหมือนกันไดแก การยิ้มหรือการหัวเราะ กรุณารสและองคประกอบของรส กรุณารส คือ ความสงสาร เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความทุกขโศก ซึ่งมี 3 อยาง คือ ความทุกขโศกที่เกิดจากความอยุติธรรม เกิดจากความเสื่อมทรัพย และเกิดจาก เหตุวิบัติ โดยอาจมีภาวะเสริมคือความไมแยแส ความเหนื่อยออน ความวิตก ความโหยหา ความตื่นตระหนก ความหลง ความออนเพลีย ความสิ้นหวัง ความอับจน ความปวยไข ความเฉยชา ความบาคลั่ง ความสิ้นสติ ความพรั่นพรึง ความเกียจคราน ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความทุกขโศก คือ การพลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกแชงดา ถูกฆา ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ถูกจองเวร ประสบเคราะห กรรม ตกทุกขไดยาก เปนตน อนุภาวะของความทุกขโศกพึงแสดงออกดวย การรองไห คร่ําครวญ แตการรองไหนั้นเปนลักษณะของคนชั้นต่ําและสตรีเทานั้น สําหรับคนชั้นสูง และชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไวในใจไมรองไหคร่ําครวญ นอกจากนั้นอาจ มีอนุภาวะอื่น เชน การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว ฯลฯ หรือมีปฏิกิริยา (สาตตวิกภาวะ) เชน นิ่งตะลึงงัน ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน น้ําตาไหล เสียงเปลี่ยน เปนตน กรุณารสที่ปรากฏอยูในนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง เปนความทุกขโศกที่เกิดจาดเหตุ วิบัติ ดังนี้ ครั้นวันรุงเสด็จออกปาลาเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ไมชาตรัสใหมหาดเล็กเชิญเครื่องทรง ซึ่ง ขาดแลเปอนเปรอะกลับไปทูลพระชายาวาเกิดเหตุวิบัติในปา พระภรรตฤราช สิ้นพระชนมเสียแลว พระชายาไดยินดังนั้นก็ลมลงสิ้นชีวิตดวยเพลิงแหงความทุกข พระภรรตฤราชกลับจากปาก็เสียพระหฤทัยหนักหนา มีอาการซึมเซากระเดียดไป ขางจะออกเปนฤาษีอยูร่ําไป ( หนา 3 )
  • 52.
    47 ความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัตินี้มีภาวะเสริมคือ ความตาย ทําใหวิภาวะของความ ทุกขโศกคือการพลัดพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกันอีก ซึ่งมีอนุภาวะที่แสดง ออกมาคือ มีอาการซึมเซา จัดเปนลักษณะการแสดงออกของคนชั้นสูง ซึ่งจะไมรองไหฟูม ฟาย ตีอกชกตัว อนุภาวะเชนนี้มักทําใหเกิดสาตตวิกภาวะ คือ อาการนิ่งตะลึงงันและคง ตามสีหนาที่เปลี่ยนไป กรุณารสตอนตอมา เปนความทุกขโศกที่เกิดในเรื่องที่ 2 ซึ่งมีที่มาคือการไดรับรู ความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติ ความวา เมื่อกอนที่ขาพเจามาเปนขาพระองคนั้น ขาพเจาเคยอยูกับ นางรัตนาวดี ธิดาพอคา ผูมั่งคั่งดวยทรัพยสมบัติ นางรัตนาวดีเปนหญิงนารักนาชมทุกประการ (นกขุนทอง กลาวเทานั้นก็รองไห พระราชินีทรงสงสารก็รับสั่งปลอบโยนเปนอันดี นกก็เลา ตอไปวา) ( หนา 110 ) การรองไหของนกขุนทองนั้นมีวิภาวะของความทุกขโศกคือการพลัดพรากจากสิ่งที่ รัก และไมไดพบกันอีกเลย อนุภาวะที่แสดงออกคือการรองไหคร่ําครวญ ซึ่งลักษณะการ รองไหของนกขุนทองเปนลักษณะการรองไหของคนชั้นต่ําและสตรีเทานั้นที่จะแสดงออก โดยการรองไหแบบนี้ ปฏิกิริยาที่เห็นคือ น้ําตาไหลและเสียงก็จะเปลี่ยนไปดวย กรุณารสในเรื่องที่ 2 ตอนถัดมาคือ เมื่อชายหลังอูฐสามีของนางรัตนาวดี ซึ่งเมื่อ ลวงภรรยาไปฆา แลวนําทรัพยสินของภรรยาไปใชจนหมด คิดกลับคืนสูบานนางรัตนาวดี โดยตั้งใจจะโกหกพอตาวา นางรัตนาวดีถูกโจรฆาตายระหวางทางแตเมื่อกลับถึงบาน ปรากฏวานางยังไมตาย และใหการตอนรับชายหลังอูฐเปนอันดี ทําใหชายหลังอูฐเกิดอาการ ดังนี้ ชายหลังอูฐไดฟงภริยากลาวดังนั้น แมตัวจะเปนผูมีใจบึกบึน ก็บังเกิดใจออนแทบจะ รองไห จึงตามภริยาขึ้นไปบนเรือน ครั้นถึงหองนางก็ลางเทาให แลจัดใหอาบน้ําชําระกาย แตงเครื่องนุงหมอยางดีมีคาแลวนําเอาอาหารมาใหกิน ( หนา 127 )
  • 53.
    48 ความทุกขโศกในใจของชายหลังอูฐคือ ความทุกขโศกที่เกิดจากความเสื่อมทรัพย และเกิดเหตุวิบัติตอตนเอง กอใหเกิดความอับจนมีวิภาวะคือทรัพยสมบัติเสียหายและตก ทุกขไดยาก อนุภาวะของความทุกขโศกจึงแสดงออกดวยอาการใจออนจนเกือบจะรองไห แตกลับตรงกันขามกับผูอาน เพราะความสงสารที่เกิดขึ้นในใจของผูอานคือการไดรับรูความ ทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติของนางรัตนาวดีที่ตองประสบเคราะหกรรม โดนสามีกระทําถึง ขนาดผลักตกเหวตั้งใจใหตาย แตนางก็ยังปรนนิบัติสามีอยางดี พฤติกรรมเชนนี้กอใหเกิด ความสงสารขึ้นในใจของผูอานเอง เมื่อนกขุนทองเลานิทานจบ ตอมาก็เปนนิทานของนกแกว ซึ่งเปนเรื่องราวของ ศรีทัตกับนางชัยศิริผูที่ไมมีความจงรักตอสามีแอบหนีไปหาชูและโดนปศาจกัดจมูกมา แต กลับใสรายศรีทัตวาเปนคนทํารายนาง ความทุกขโศกของศรีทัตกลาวไวดังนี้ ฝายศรีทัตเมื่อไดยินดังนั้น ก็รูสึกวาถูกกลภริยาจึงกลาวแกตนเองวา บุรุษไมควรวาง ความเชื่อในคนซึ่งเปลี่ยนใจหนึ่ง งูดําหนึ่ง ศัตรูซึ่งถืออาวุธหนึ่ง แลควรระวังภัยอัน เกิดแตความประพฤติแหงหญิง ในโลกนี้ไมมีอะไรซึ่งกวีปริยายไมได ไมมีอะไรซึ่ง โยคีไมรู ไมมีคําพลามคําใดซึ่งคนเมาไมพูด ไมมีเขตตรงไหนซึ่งเปนที่สุดแหงมารยา หญิง เทวดานั้นมีความรูมากก็จริงอยู แตไมรูลักษณะชั่วแหงมา ไมรูลักษณะแหง อัสนีในหมูเมฆ ไมรูความประพฤติแหงหญิง ไมรูโชคของชายในภายหนา ก็เมื่อ เทวดายังไมรูเชนนี้ เราผูเปนคนจะรูไดอยางไรเลา ศรีทัตกลาวเชนนี้แลวก็รองไหแล สาบานตอหนาตนแมงลัก(ตุลสิ) แลสิ่งซึ่งเปนที่นับถือทั้งปวง วามิไดทําผิดเชนที่ถูก กลาวหานั้นเลย ถาพูดไมจริงขอใหเสียโค แลขาวสาลีแลทองจนสิ้นไปเถิด คําที่ ศรีทัตกลาวเชนนี้หามีใครเชื่อไม ( หนา 145 ) ความทุกขที่นาสงสารของศรีทัตนี้เกิดจากเหตุวิบัติที่ภรรยานํามาสู มีภาวะเสริม หลายอยางปนกัน ทั้งความตื่นตระหนกที่ถูกใสราย ความวิตกและพรั่นพรึงตอโทษที่ตัวเอง ไมไดกระทํา วิภาวะของความทุกขโศกนี้ คือ การประสบเคราะหกรรมโดนคดีวาทํารายเมีย และจะถูกลงโทษพูดความจริงก็ไมมีใครเชื่อ อนุภาวะที่แสดงออกคือ การรองไหถึงกับ สาบาน และมีปฏิกิริยาหรือสาตตวิกภาวะคือ อาการตัวสั่น น้ําตาไหล สีหนาและเสียงคง เปลี่ยนไปเพราะตกใจในชะตากรรมของตนเอง
  • 54.
    49 กรุณารสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 3 เปนรสที่ไดรับรูความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุ วิบัติซึ่งมีเหตุการณดังนี้ วีรพลกลาวดังนั้นแลว ก็บอกใหลูกชายคุกเขาลงตรงหนาเทวรูปแลวฟนดวยดาบถูก คอขาด หัวกระเด็นไปกลิ้งอยูบนพื้นชาลาแลวโยนดาบขวางไปไกลตัว ฝายลูกหญิง เมื่อเห็นพี่ชายคอขาดกระเด็นไปดังนั้น ก็วิ่งเขาไปฉวยเอาดาบเชือดคอตนเองสิ้นไป ชีวิตลงไปอีกคนหนึ่ง นางผูเปนมารดาเห็นลูกชายแลลูกหญิงสิ้นชีวิตลงไปดังนั้น เหลือที่จะสะกดใจไวได ก็วิ่งไปหยิบดาบฟนคอตนเองตายลงไปอีกเปน 3 ศพ ดวยกัน ฝายวีรพลเมื่อเห็นดังนั้น จึงกลาวแกตนวา “ลูกเราก็ตายหมดแลว กูจะอยู รับใชพระราชาไปทําไมเลา เมื่อไดทองคําเปนรางวัลจากพระราชาก็ไมมีลูกจะรับ ชวงตอไปอีกแลว” คิดดังนี้ วีรพลก็เอาดาบฟนคอตนเองลมลงขาดใจตาย ( หนา 175 ) ความทุกขโศกนี้เกิดจากการสูญเสียคนรัก กลาวคือวีรพลผูมีหนาที่รับใชเปน องครักษของพระราชา ทราบวาพระราชาจะสิ้นพระชนมและมีทางแกไขคือ ตองตัดศีรษะ ลูกของวีรพลบูชาพระเทวี วิภาวะของความทุกขโศกคือ การฆาลูก การฆาตัวตายตาม ความตายนี้เปนการพลัดพรากจากกันโดยไมไดพบกันอีกตอไป มีอนุภาวะคือ การทอดถอน ใจหมดอาลัยตายอยาก กระทั่งฆาตัวตายตาม กรุณารสเรื่องตอมาคือเรื่องที่ 5 ซึ่งนาสงสารเศรษฐีที่รักลูกมาก แมลูกหลงรักโจรที่ กําลังจะถูกประหาร ก็พยายามไปออนวอนขอพระราชทานงดลงโทษโจรแตก็ไมเปนผลดังนี้ เศรษฐีไดฟงรับสั่งดังนั้น ควรจะเห็นไดแลววาจะทูลขอตอไปก็ไมมีประโยชนแตยัง ไมหยุดรําพันวิงวอนทั้งน้ําตา ดวยทรัพยสินบนดวยเรื่องลูกสาวจะสละชีวิต แลดวย ขอที่ตัวเองจะตองตายไปตามกันแตก็ไมมีประโยชนทั้งนั้น ครั้นเห็นไดแนวาถึงจะ อยางไร พระราชาก็ไมโปรด เศรษฐีจึงออกจากที่เฝาร่ําไหไปสูเรือนของตน เลาความ ใหบุตรีวา “ลูกเอย พอไดพยายามทุกลูทางแลว พระราชาก็ไมโปรดตามที่เรา ประสงค มาเราจงตายไปดวยกันเถิด” ( หนา 227 )
  • 55.
    50 ความสงสารที่รับรูวาเศรษฐีไดรับความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติ คือตองการให ลูกสาวสมหวังในรัก แตพระราชาก็ตองลงโทษโจรตามกฎไมสามารถปลอยไปไดวิภาวะ ของความทุกขโศกนี้ถือไดจากเคราะหกรรมที่ทําใหลูกสาวไปตกหลุมรักโจรในครั้งแรกที่ เห็นขณะที่กําลังแหประจาน มีอนุภาวะคือการร่ําไหของเศรษฐี สาตตวิกภาวะหรือปฏิกิริยา ตอนนี้ คือ น้ําตาไหล ความตอจากนี้คือ ฝายเจาพนักงานผูคุมเมื่อไดพานายโจรตระเวนรอบกรุงแลว ก็พาไปนอกประตูพระ นคร แลวจัดการลงโทษตามพระราชกําหนด นายโจรทนเจ็บปวดดวยความมั่นคง ในใจปราศจากอาการแสดงทุกข แตเมื่อมีผูเลาใหฟงถึงนางโศภนี นายโจรอดใจ ไวไมไดก็รองไหขึ้นดวยเสียงอันดัง แสดงความเศราสงสารประหนึ่งหัวใจจะแตก ออกไป อีกครูหนึ่งก็หยุดรองไหกลับหัวเราะดวยสําเนียงอันดังประหนึ่งอยูในที่รื่น เริงดวยการเลี้ยงคนทั้งหลายที่ประชุมดูการประหารชีวิตอยูนั้นพากันแปลกใจที่นาย โจรหัวเราะเหมือนหนึ่งเห็นอะไรสนุก แลเมื่อหัวเราะในเวลาที่เหล็กแหลมกําลัง แทงเขาไปในเนื้อจนคนดูพากันเสียวไสเชนนั้นใครเลยจะเห็นเหตุที่ควรรื่นรมย ( หนา 228 ) ความทุกขโศกของนายโจรนี้ ทําใหเกิดความสงสารเพราะไดรับรูความทุกขที่เกิด จากเหตุวิบัติ เหตุวิบัตินี้มีวิภาวะที่เกิดจากการถูกลงโทษ และชะตากรรมที่ถือเปนเคราะห กรรมของนางโศภนีที่มาหลงรักตนตอนถูกลงโทษและใกลตาย อนุภาวะที่แสดงออกคือการ รองไหเหมือนคนขาดสติ สงผลถึงปฏิกิริยา คือ อาการสีหนาและเสียงเปลี่ยนไป พรอมทั้ง น้ําตาไหล โดยกลั้นไวไมได ความสงสารที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ 5 นั้นยังไมหมด มีตอดังนี้ ฝายเศรษฐีผูเปนบิดานั้น เมื่อบุตรีถึงแกความตายแลว ก็จัดใหชางเหล็กทําเหล็กคม ขึ้นอันหนึ่งรูปเหมือนพระจันทรครึ่งซีก คมเหมือนมีดโกนแลพอดีกับคอของตน ปลายสองขางมีโซรอยยาวพอเทายันได ตัวเศรษฐีนั่งลงหลับตา แลวใหมีผูเอาดินจาก แมน้ําไวตรณีมาถูตัวใหบริสุทธิ์แลรายมนตรอันควรแกพิธีแลว ก็เอาเทายันปลายโซ หงายคอกระแทกไปดวยกําลังแรงศีรษะก็ขาดตกกลิ้งอยูกับพื้น ( หนา 232 )
  • 56.
    51 เปนความสงสารเศรษฐีที่เมื่อบุตรีตายตนก็ตายตาม เปนความทุกขโศกที่เกิดจากเหตุ วิบัติเหมือนที่กลาวมาขางตน มีวิภาวะของความทุกขโศกคือการพลัดพรากจากบุตรีอันเปน ที่รักเพราะความตายมาพรากจึงไมมีทางไดพบกันอีก อนุภาวะคือ การเสียใจหมดอาลัยตาย อยากจนฆาตัวตายตาม รสแหงความสงสารที่รับรูความทุกขโศกตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 7 กลาวถึงความ ทุกขของมนัสวีไวดังนี้ มนัสวีกลาววา “บุรุษพึงเลาความทุกขใหฟงแตเฉพาะผูที่จะชวยแกทุกขได การ กลาวทุกขใหผูซึ่งเมื่อไดฟงแลวชวยระงับทุกขไมไดนั้นหาประโยชนมิได ผูมีทุกขไมไดดี อะไรจากคํากลาววาสงสาร หรือวาจาเชนกัน” ( หนา 268 ) ความทุกขที่มนัสวีไดรับนั้นมาจากความสิ้นหวังในรัก มีวิภาวะของความทุกขคือการ ไมสมหวังในรัก และแสดงออกมาโดยการทอดถอนใจคร่ําครวญรําพัน ทําใหผูอานเกิด ความรูสึกสงสารตัวละคร เกิดเปนความสงสารในใจของผูอาน ความทุกขของบุพการีที่เพียรพยายามจะใหลูกสมหวังนั้น เปนความทุกขที่นาสงสาร มากกรุณารสที่เกิดตอนนี้เกิดจากเหตุวิบัติ ในที่นี้คือ ความตองการที่จะใหผูอื่นพนทุกข บิดายอมไมตองการใหลูกมีความทุกข เหมือนทานโกษาธิบดีตอนนี้ แตเขาก็นิ่งอึ้ง ไมพูดจาอะไรเลย จนในที่สุดกราบถวายบังคมลาออกจากที่เฝา เดิน น้ําตาคลอออกไปจนถึงประตูวัง จึงกลาวแกตนเอง แตมีผูอื่นไดยินวา “ตัวกูนี้อด ขาวเสียสัก ๑๐ วัน ก็คงไดไปโลกหนาสมหวัง” ครั้นเมื่อโกษาธิบดีกลับไปถึงบาน แลว ก็เรียกบาวไพรมาพรอมกันเขาไปเยี่ยมลูกชายในหอง พบลูกชายนอนอยูบนเสื่อ หนาตาซูบซีดเพราะอดอาหาร บิดาจึงจับมือบุตรไว แลวกระซิบดังพอใหไดยินกัน ทั่ววา “ลูกเอย พอจะแกไขอะไรก็ไมไดแลว จําเปนจะตองตายไปตามกัน” ( หนา 287 ) วิภาวะของความตอนนี้ คือ การตกอยูในความทุกขเพราะลูกที่ตนรักมีความทุกข แสดงอนุภาวะ คือ น้ําตาคลอตา เพราะทานโกษาธิบดีนั้นถือวาเปนชนชั้นสูง เมื่อประสบ ทุกขโศกจะตองกลั้นไวไมรองไหคร่ําครวญ
  • 57.
    52 กรุณารสถัดมา เปนความสงสารที่เกิดจากเหตุวิบัติ มีภาวะเสริมคือความตื่น ตระหนก เปนความวิตก ดังนี้ นางจันทรประภา หญิงสะใภพราหมณ เมื่อไดฟงทาวสุพิจารตรัสดังนั้นก็หนาซีด แลกันแสงวิงวอนพระราชาดวยถอยคําตางๆ ใหทรงถอนคําสั่ง แตพระราชาหายอมตามไม ( หนา 295 ) เนื่องจากหญิงสะใภพราหมณก็คือมนัสวีที่ปลอมตัวมา และเปนพระสวามีของ พระธิดาจันทรประภา ความทุกขใจของทั้งสองจึงเกิดขึ้นเพราะทาวสุพิจารตัดสินใจยกหญิง สะใภพราหมณใหแกบุตรโกษาธิบดี วิภาวะของความทุกขโศกนี้ถือเปนเคราะหกรรมจาก การที่ทั้งคูลักลอบไดเสียกัน ทําใหตกอยูในหวงแหงความทุกข อนุภาวะของความทุกขโศก แสดงออกดวยการรองไหคร่ําครวญ และมีสาตตวิกภาวะคือ ปฏิกิริยาหนาซีด และคงจะนิ่ง ตะลึงงันไปพักหนึ่ง พรอมทั้งน้ําเสียงคงจะเปลี่ยนไปดวย กรุณารสในเรื่องที่ 8 เปนเรื่องของพระราชาที่ดั้นดนไปหานางทิพย และเมื่อ สมหวังไดอยูดวยกันก็ปรากฏวานางไดตองคําสาป จะตองถูกอสูรกินนางเขาไปทุกๆวันขึ้น 14 ค่ํา เมื่อพระราชาตามไปเห็นเหตุการณก็เขาไปฆาอสูรนั้นเสีย แตเมื่ออสูรตายแลวนั้น ความทุกขของพระราชาก็ยังไมหมดไป ดังนี้ เลือดไหลนองไป เพลิงแหงความโกรธของพระราชาก็ดับดวยเลือดแหงอสูร แต เพลิงแหงความทุกขที่ไมไดนางคืนนั้นหาดับไม พระราชาเสียพระหฤทัยสิ้นสติมิรูจะทํา ประการใด ( หนา 331 ) ความทุกขนี้เกิดจากเหตุวิบัติที่นางทิพยผูเปนที่รักของพระราชา ถูกอสูรกินเขาไปทํา ใหพระราชาเขาใจวานางนั้นจะไมฟนขึ้นมาอีกแลว วิภาวะของความทุกขนี้เกิดจากการ สูญเสียคนรัก แสดงอนุภาวะออกมาเปนความเสียใจจนสิ้นสติทําอะไรไมถูก และบรรยายตอไปวา เมื่อพระราชาทรงฟงดังนี้ ก็เดือดรอนในพระหฤทัยเปนกําลัง เพราะทุกขวิโยคหญิง ที่รักนั้นเปนทุกขหนักเหลือหนัก นับประสาแตใคร แมพระมเหศวรเมื่อพรากจาก
  • 58.
    53 พระอุมายังทรงกระวนกระวายยวดยิ่ง ไหนเลยมนุษยเดินดินจะหักหามความโศก เสียได พระยศเกตุทรงรับทุกขใหญหลวงเพราะนางจะตองพรากไป (หนา 334 ) วิภาวะของความทุกขโศกของพระราชานั้น คือ การพลัดพรากจากคนรัก โดย พระองคคิดวาจะไมมีโอกาสไดพบกันอีก อนุภาวะของความทุกขโศกที่แสดงออกมาการ คร่ําครวญ ทอดถอนใจกับความทุกขที่พระองคเห็นวาใหญหลวงมาก แตความทุกขของพระราชาในขางตนหมดไปเมื่อนางทิพยฟนขึ้นมาปกติและเลา ความตามคําสาปของบิดานางใหพระยศเกตุฟง จากนั้นทั้งคูก็ครองรักกันพรอมกันนั้น พระยศเกตุก็พานางทิพยกลับบานเมือง แตความทุกขก็มาเยือนนางทิพยดังนี้ ฝายนางวิทยาธรครั้นมาถึงนครของพระราชาผูสามีแลพนกําหนด 7 วันแลว ก็ คํานึงจะกลับคืนสูพวก แตครั้นจะเหาะก็เหาะไมขึ้น เพราะลืมวิชานั้นเสียแลว เมื่อนางรูสึก วานางเสื่อมความรูก็เดือดรอนหฤทัย แสดงอาการเศราโศก ( หนา 338 ) ความทุกขโศกของนางทิพยนี้เกิดจากความวิบัติ วิภาวะของความทุกขคือการ ประสบเคราะหกรรมที่ตนมาอยูในเมืองมนุษยนานเกินไป ตองตกอยูในหวงแหงความทุกข การแสดงออกของอนุภาวะคืออาการเศราโศกเดือดเนื้อรอนใจ ซึ่งนาสงสารยิ่งนัก ความทุกขนี้บางทีก็ไมไดเกิดจากการพลัดพรากจากคนรัก หรือความสงสารของ บุพการีที่มีตอบุตรเทานั้น อาจเปนความรูสึกระหวางเจานายกับลูกนองดวย ดังพระยศเกตุ กับทีรฆะทรรศิน มีความดังนี้ ฝายทีรฆะทรรศินเมื่อไดทราบดังนั้น ก็ตรึกตรองตอไปตามแนวความคิดที่เริ่มแต วันที่ไปรับเสด็จพระราชาที่พระราชอุทยาน ครั้นกลับไปบานก็นอนคํานึงตอไปอีกจนดับชีวิต ไปดวยความเสียใจ รุงเชามีผูนําความเขาไปทูล พระราชาก็ทรงเศราโศก ( หนา 338 ) ความทุกขโศกของทั้งสองคนนี้เกิดจากความวิบัติ ทีรฆะทรรศินนั้นมีวิภาวะของ ความทุกขโศกคือ การตองตกอยูในความทุกข ซึ่งมีภาวะเสริมคือ ความเหนื่อยออนอันมี ที่มาจากการที่พระราชาไมคอยออกวาราชการมักยุงอยูกับความรัก ความทุกขนี้ทําให
  • 59.
    54 ทีรฆะทรรศินคิดมากจนแสดงอนุภาวะ คือ ตรอมใจตายในขณะที่พระราชาก็มีวิภาวะของ ความทุกขคือการสูญเสียอมาตยผูเปนที่รักและไวใจ แสดงอนุภาวะออกมาเปนความเศราโศก เสียใจ กรุณารสในเรื่องที่ 9 ตอนที่ยกมาเปนตอนที่มหาเสนีที่อกหักจากนางมุกดาวลีเศรา โศกเสียใจจนประกาศจะฆาตัวตาย ดังเหตุการณดังนี้ ฝายคุณากรเปนชาตินักรบมีใจกลา ครั้นไดยินมหาเสนีพูดดังนั้นก็แนะนําวาใหรีบฆา ตัวตายเสียเถิด และเมื่อเปนผีแลวจะทําอะไรก็แลวแตสมัคร แตพราหมณหริทาสหาม คุณากรไมใหพูดแสดงน้ําใจรายกาจ มหาเสนียิ่งโกรธใหญ เกิดความกลาเพราะเกลียด เพราะรัก แลเพราะโกรธ ก็ชักเชือกบวงออกจากอกวิ่งออกไปจากเรือนแลวผูกคอ แขวนตัวตายอยูกับตนไมขางเรือนนั้น ( หนา 356 ) ความตายจัดเปนความทุกขโศกที่นาสงสารนัก เมื่อมหาเสนีฆาตัวตายนั้น มีวิภาวะ ของความทุกขโศกคือ การไมสมหวังในรัก ถือเปนความทุกขที่มหาเสนีทําใจไมได จึง แสดงอนุภาวะออกมาดวยการตีอกชกตัว หักหามใจไมไดก็ฆาตัวตายไป ความสงสารอันดับตอไป เปนความทุกขโศกที่เกิดจากความวิบัติ ซึ่งเกิดเหตุการณ ดังนี้ ในขณะนี้นางรูสึกขึ้นมาวาไดตอหัวผิดตัวเสียแลว ไมรูวาจะทําอยางไร ก็นั่งลง รองไหราวกับอกจะแตกไปกับที่ ( หนา 364 ) เมื่อสามีและเพื่อนตายไป และนางมุกดาวลีมีวิชาชุบชีวิตตอหัวตอตัวใหฟนได แต เมื่อตอผิดหัวผิดตัว วิภาวะของความทุกขคือเคราะหกรรมที่ทําใหตอผิด แสดงออกเปน อนุภาวะคือ การรองไห แบบตีอกชกตัว ควบคุมสติไมได กรุณารสในนิทานเวตาลนั้นมีความสงสารที่เกิดจากความทุกขโศกเพียง 2 อยางจาก 3 อยาง คือ ความทุกขที่เกิดจากการเสื่อมทรัพย ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 2 และความทุกขโศกที่ เกิดจากเหตุวิบัติในตนเรื่อง และเรื่องที่ 2 , 3 , 5 , 7 , 8 , 9 มีการแสดงวิภาวะและอนุภาวะ ในลักษณะดังนี้ วิภาวะคือ การพลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน
  • 60.
    55 ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกฆา ถูกลงโทษกักขังจองจํา ประสบเคราะหกรรม ตกทุกขไดยาก สวนอนุภาวะของความทุกขโศกแสดงออกโดย การรองไหคร่ําครวญ มีทั้งลักษณะของคน ชั้นต่ําหรือสตรีที่ตีโพยตีพาย แบบคนชั้นสูงและชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไว ในใจไมรองไหคร่ําครวญ การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว การตรอมใจตายหรือ การฆาตัวตาย สวนสาตตวิกภาวะที่แสดงออกคือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะสีหนาและเสียง เปลี่ยน ภาวะน้ําตาไหล จากการพลัดพรากจากคนรัก ประสบเคราะหกรรม พบกับความ ทุกขโศก เราทรรสและองคประกอบของรส เราทรรส คือ ความแคนเคือง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความโกรธ ตัวละครผูมี ความโกรธเปนเจาเรือน มักไดแก รากษส ทานพ คนฉุนเฉียว เปนตน อาจมีภาวะเสริม คือ ความตื่นตระหนก ความแคน ความหวั่นไหว ฯลฯ วิภาวะของความโกรธ ไดแก การ พูดใสความ พูดใหเจ็บใจ ดูหมิ่น กลาวเท็จ อาฆาตจองเวร กลาวคําหยาบ ขมขู อิจฉา ริษยา ทะเลาะทุมเถียง ตอสู ฯลฯ อนุภาวะของความโกรธ ไดแก การเฆี่ยน ตัด ตี ฉีก บีบ ขวางทําใหเลือดตก ฯลฯ และอาจมีปฏิกิริยา คือ เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เปนตน เนื่องจากความโกรธนั้นมีหลายอยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจาก ผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และเกิดขึ้นเอง การแสดงความโกรธจึงมีตางกัน ไปดวย เชน เมื่อผูใหญทําใหโกรธ ผูแสดงพึงกมหนาเล็กนอย มีน้ําตาคลอเบา อัดอั้นตันใจ ฯลฯ แตเมื่อคนรับใชทําใหโกรธ อาจชี้นิ้ว ตวาด ถลึงตา ฯลฯ เราทรรสตอไปนี้เปนตอนตนเรื่อง กลาวถึงพราหมณแก 2 ผัวเมีย ซึ่งบําเพ็ญเพียร จนไดผลอํามฤตมา แตนางพราหมณีมีความคิดวา นางไดอยูเปนสามีภริยากับพราหมณมาก็ ชานาน จนถึงความชรามากแลว ถาสามีนางกินผลอํามฤตและอยูยืนยง ในขณะที่นางเอง ตองตายจากไป ถือวาไมมีความเที่ยงธรรมเลย เมื่อออกอุบายจนพราหมณไมกินผลอํามฤต นางก็มีพฤติกรรมดังนี้ ครั้นสามีทิ้งผลอํามฤตลงบนพื้นดินฉะนั้นแลว นางก็กลาวติเตียนความมีอายุยืน ซ้ําเติมอีกจนสามีเห็นจริง กลับโกรธเทวดาวานําผลอํามฤตมาใหดวยความปองราย หยิบ ผลไมนั้นจะโยนเขากองไฟ ( หนา 7 )
  • 61.
    56 วิภาวะของความโกรธในตอนนี้ไดแก การไดยินคําพูดใสความของนางพราหมณี ทําใหเกิดความหวั่นไหว จนเมื่อเกิดความโกรธกลาวคือโกรธเทวดาหาวาอยากใหแกนานๆ ซึ่งเทากับตองทุกขยากลําบากนานขึ้นไปอีก มีอนุภาวะที่แสดงออกมา คือ ตั้งใจจะโยนผล อํามฤตลงกองไฟไป รสของความโกรธตอนตอมา เปนตอนที่พระวิกรมาทิตยและพระราชบุตรกลับกรุง อุชเชนี เจอกับปถพีบาลอสูรเฝาประตูที่ไมยอมใหพระองคเขาเมืองของพระองคเอง พระ วิกรมาทิตยโกรธมากที่โดนหามไมใหเขาเมืองของตังเอง ดังนี้ พระวิกรมาทิตยทรงโกรธเปนกําลังตรัสวา “เราคือพระราชาวิกรมาทิตยจะกลับเขาสู นครของเรา เจาคือใครจึงกําเริบมาหามฉะนี้” ( หนา 15 ) ความโกรธของพระวิกรมาทิตยในตอนนี้ มีวิภาวะของความโกรธคือ การไดรับการ ดูหมิ่นจากปถพีบาลที่มาเฝาประตูเมืองที่มาหามกษัตริยผูปกครองเมืองเขาเมืองของตัวเอง อนุภาวะของความโกรธที่แสดงออกมาคือ การตวาดปถพีบาลที่ทําใหโกรธ ถัดมาเปนเราทรรสตอไปนี้ ฝายโยคีเมื่อไดยินพระราชาตรัสแลไดยินคนอื่นๆ พูดแลหัวเราะเกรี้ยวกราดดังนั้น ก็คิดวาพวกนี้เจียวแตงนางไปลอเราใหเสียผลแหงตบะที่ไดบําเพ็ญมา ครั้นรูสึก เชนนั้นแลวก็แบกลูกขึ้นบา สาปคนทั้งหลายที่อยูในที่นั้น แลวออกจากทอง พระโรงไป คําที่โยคีสาปนั้นไมเปนผลสําเร็จ เพราะเสียตบะเสียแลว ครั้นโยคี กลับไปถึงปาก็ฆาบุตรของตนเสีย แลวเริ่มทําตบะใหม มาดหมายจะแกแคน พระราชบิดาแหงพระองค บัดนี้พระราชบิดาก็สิ้นพระชนมไปแลว โยคีตั้งหนาจะ ทํารายพระองคตอไป หวังจะเอาเลือดพระราชาแลพระราชบุตรเปนเครื่องบูชานาง ทุรคา เพื่อไดรับความเปนใหญในโลกเปนรางวัล ( หนา 23 ) ความขางตนเปนเรื่องราวของโยคีที่มีความโกรธแคนที่ถูกบิดาของพระวิกรมาทิตย และนางวสันตเสนาเมียของโยคีหลอกใหตนเสียตบะ วิภาวะของความโกรธคือ ความเจ็บใจ จนเกิดการอาฆาตจองเวร มีอนุภาวะของความโกรธคือ การกลาวสาปคนในที่นั้น และ
  • 62.
    57 กลับมาฆาบุตรของตนเอง ความโกรธนี้มีสาตตวิกภาวะคือ ตัวสั่นหนาและเสียงเปลี่ยน ใน เวลาที่กลาวคําสาปอาจมีการชี้นิ้ว ถลึงตาดวยก็ได เมื่อพระวิกรมาทิตยไปนําตัวเวตาลมาใหโยคีศานติศีล มีเหตุการณที่ทําใหเกิดความ โกรธดังนี้ ฝายพระราชาเมื่อเวตาลหลุดไปไดถึงสองครั้งเชนนี้ ก็ทรงพิโรธตรัสสั่งพระราชบุตร วา เมื่อเวตาลตกมาถึงพื้นดินใหฟนหัวใหขาดออกไป แลวทรงปนขึ้นตนไมจับผมเวตาล กระชากจนหลุดจากกิ่งไมที่เกาะแลวทิ้งลงมาถึงพื้นดิน ( หนา 39 ) วิภาวะของความโกรธคือ ความไมไดดังใจ เพราะปนตนไมไปจับตัวเวตาลถึงสอง ครั้งแตเวตาลกลับหลุดไปไดทั้งสองครั้ง ทําใหโกรธมาก มีอนุภาวะคือ สั่งใหพระราชบุตร ฟนหัวใหขาดเมื่อทิ้งเวตาลลงมาจากตนไม อาจมีสาตตวิกภาวะคือ อาการตัวสั่นในขณะที่ โกรธอยู ตอนตอมาเปนตอนที่เวตาลทาพระวิกรมาทิตยวาจะเลาเรื่องใหพระวิกรมาทิตยตอบ คําถาม หากตอบไมไดคงเปนเพราะโง ทําใหเกิดเรื่องราวดังนี้ พระวิกรมาทิตยไดทรงฟงดังนั้น ก็คิดขัดเคืองในพระหฤทัย เพราะพระราชาไมเคย ฟงใครดูหมิ่นวาโง ( หนา 42 ) วิภาวะของความโกรธซึ่งในที่นี้เปนแคความขัดเคืองใจ คือ การถูกดูหมิ่นวาตนโง มีอนุภาวะคือ ความเงียบ บางครั้งเมื่อคนเรามีความโกรธมากๆ ก็จะแสดงออกดวยความเงียบ แทนที่จะโวยวายหรือแสดงอาการฉุนเฉียวตางๆ เราทรรสตอนตอมาอยูในนิทานเรื่องที่ 1 เปนอุบายที่นางปทมาวดีแสดงออกมาเพื่อ ทดลองความฉลาดของพระวัชรมุกุฏดังนี้ พระราชธิดาทรงอานหนังสือตลอดแลว ก็สําแดงอาการพิโรธ ตรัสแกนางนมดวย สําเนียงอันขุนแคนวา “นี่แกเปนอะไรไปจึ่งบังอาจนําหนังสือนี้มาให คนโงที่เขียน หนังสือนี้แตงฉันทไมเปน ก็แคนจะแตงกับเขาดวย คนแตงฉันทเลวๆ เชนนี้ยังอาจ มาแตงถวายพระราชธิดา อยากรูวาเรียนหนังสือมาแตสํานักไหน จึงเลวถึงเทานี้”
  • 63.
    58 นางตรัสพลางทรงฉีกหนังสือตอนที่วา “ศศิไซรบใยดี” สงใหนางนมแลวตรัสวา “แกจงนําเอาคําตอบนี้ไปใหชายที่แตงฉันทไมเปนแลตัวแกเองจงอยาทําเอื้อมอาจ ถือหนังสือเขามาเชนนี้อีกเปนอันขาด” ( หนา 62 ) วิภาวะของความโกรธนี้มาจากความตื่นตระหนกและแสรงทําทีวาตนไดรับการดู หมิ่นที่มีชายโงแตงฉันทเลวๆ มาถวาย แสดงอนุภาวะคือ การดุดาวากลาว พูดจาเกรี้ยว กราด และมีปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ อาการตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เมื่อนางนมกลับไปพุทธิศริระก็แกอุบายของนางปทมาวดี และนางก็มีอาการโกรธ ดังนี้ นางปทมาวดีไดทรงฟงดังนั้นก็สําแดงความโกรธยิ่งกวาครั้งกอน นางเสด็จลุกไป เอากระแจะจันทรละเลงบนพระหัตถทั้งสองพระหัตถ แลวตบเขาที่แกมนางนมทั้ง สองแกม ตรัสวา “แกจงรีบไปจากวังนี้โดยเร็ว มิฉนั้นจะตองรับโทษยิ่งกวานี้ แก จําไมไดหรือวาขาหามไมใหเอาเรื่องนี้มาพูดตอไปเปนอันขาด” ( หนา 65 ) วิภาวะของความโกรธคือ การถูกดูหมิ่นทั้งๆที่นางนั้นเปนถึงพระราชธิดา แตนาง นมกลับมาติดตอผูชายให จึงแสดงอาการโกรธหรืออนุภาวะออกไปคือ การเอากระแจะ จันทรตบแกมนางนามจนมีรอยนิ้วทั้ง 10 นิ้ว ซึ่งจริงๆแลวเปนการเสแสรงแกลงทําเพื่อเปน อุบายอีกเชนเดิม เมื่อนางนมกลับมาถึงเรือน พุทธิศริระก็แกอุบายนี้ไดอีก และใหนางนมเขาไปอีก ครั้ง พระธิดาก็มีอาการดังนี้ คราวนี้พระราชธิดากริ้วมาก ทรงฉุดตัวนางนมไปที่ประตูดานตะวันตก ทรงผลักให ออกประตูนั้น แลตรัสวาถากลับเขาไปอีกจะตีดวยแส ( หนา 66 ) วิภาวะของความโกรธตอนนี้จะเหมือนที่ผานมา คือ อาการโกรธที่เกิดจากการถูกดู หมิ่น เพราะตนเปนพระธิดาแตถูกนางนมมาติดตอความรักใหกับผูชาย จริงๆ แลว เพราะ
  • 64.
    59 นางตองการลองปญญาของพระวัชรมุกุฏมากกวา จึงแกลงแสดงอาการโกรธเกรี้ยว อนุภาวะ ของความโกรธตอนนี้คือ การฉุดกระชากและผลักออกไป พรอมขูวาจะตีดวยแส หลังจากที่พระวัชรมุกุฏเขาไปอยูกินในวังกับนางปทมาวดีสักระยะหนึ่ง ก็มีอาการ ซึมเศราเพราะคิดถึงสหายรักอยางพุทธิศริระ นางปทมาวดีสังเกตเห็นจึงซักถาม เมื่อรูความ จริงก็ไมชอบใจและรูสึกแคนเคืองพุทธิศริระ จึงแกลงทําอุบายยอมใหพระวัชรมุกุฏไปเยี่ยม พุทธิศริระ พรอมของฝาก ซึ่งความตอนนี้บรรยายไวดังนี้ พระวัชรมุกุฏทรงยินดีตรงเขาสวมกอดนาง กลับทําใหนางโกรธในใจ เพราะเห็น ถนัดวาทรงยินดีที่จะทิ้งนางไปหาสหาย นางเกรงจะซอนความโกรธไวไมไดก็รีบ หนีไปจัดของที่จะฝากไปประทานพุทธิศริระ สักครูหนึ่งนางเสด็จออกมาในหองถือ ถุงบรรจุของกินมาสงถวายทูลวา ขอใหประทานแกพุทธิศริระวาเปนของซึ่งนางทํา ดวยพระหัตถ ถึงแมคนมีปญญาก็คงจะชมรสซึ่งมีในขนมนั้น ( หนา 74 ) วิภาวะของความตอนนี้คือ ความเจ็บใจและอิจฉาริษยาสหายของผูเปนที่รัก เพราะ โกรธที่คนรักเห็นเพื่อนสําคัญกวา พอใจและดีใจจะไปหาเพื่อนมากกวาอยูกับตัวเอง อนุภาวะที่แสดงออกนั้นไมไดแสดงใหเห็นโดยกิริยาแตใชวิธีฝากขนมที่ใสยาพิษหวังฆาให ตาย ซึ่งในตอนนี้พุทธิศริระสรุปไววา ผูหญิงยอมจะเกลียดเพื่อนของชายที่รัก ทําใหนาง ปทมาวดีจึงกลาวางยาพิษไดลงคอ เราทรรสตอนถัดมาอยูในเรื่องที่ 2 ซึ่งเวตาลกําลังกลาวถึงเรื่องความรักของบุตรที่มี ตอบิดามารดา และกลาวกระทบพระวิกรมาทิตยวาพอแมบางคนซึ่งถือตัววามีคุณธรรมอันดี แตใชลูกวิ่งตามหลังประหนึ่ง... เวตาลพูดไมทันขาดคํา พระวิกรมาทิตยทรงพิโรธเปนกําลังก็เอื้อมพระหัตถไปขาง หลัง จับแขนเวตาลเต็มกํากระชากดวยกําลังแรง เวตาลรองโอยๆ เหมือนหนึ่ง เจ็บปวดมาก แตถาจะสังเกตก็เหมือนแกลงรองเปนเชิงเยาะเยย ไมใชรองดวยเจ็บ เพราะเมื่อพระราชาหยุดกระชาก เวตาลก็กลาวตอไปดวยสําเนียงแจมใส ( หนา 95 )
  • 65.
    60 วิภาวะของความโกรธคือ ไมชอบใจที่เวตาลพูดจาดูหมิ่นใหเจ็บใจ แสดงอนุภาวะ ของความโกรธคือเอื้อมมือไปกระชากเวตาลอยางแรง จนเวตาลรองออกมา เมื่อเวตาลเลาเรื่องที่ 2 ซึ่งเปนเรื่องราวที่เลาจากนกแกวของพระรามเสนและ นกขุนทองของนางจันทราวดี เพราะเมื่อคนทั้งสองวิวาหกัน ก็อยากจะใหนกของตนทั้งคูรัก กันดวย แตทั้งสองนกไมอยากมีคู ทําใหเถียงกับเรื่องความรายกาจของหญิงและชาย เมื่อ เถียงกันรุนแรงขึ้น นกขุนทองก็โกรธนกแกวจนมีอาการดังนี้ นกขุนทองโกรธจนแทบจะลืมไวยากรณสันสกฤต ( หนา 108 ) วิภาวะของความโกรธนี้คือ การพูดใหเจ็บใจ ทะเลาะทุมเถียงกัน จนทําใหเกิด ความแคนเคืองหรือความโกรธ มีอนุภาวะคือ ลืมในสิ่งที่ตัวเองถนัดและใชอยูทุกวัน ซึ่ง นับวาโกรธมากทีเดียว อาจมีสาตตวิกภาวะคือ ตัวสั่น เสียงเปลี่ยนรวมดวยก็ได เราทรรสตอนถัดมาเกิดขึ้นในเรื่องที่ 3 ซึ่งเกิดจากการที่เวตาลชอบพูดจา กระทบกระทั่งพระวิกรมาทิตยอยูเสมอเวลาเลานิทาน ตอนนี้อีกเชนกัน เวตาลพูดจาเสียดสี ถึงเรื่องฉลาด ความสงบเสงี่ยม ความโออวด ความเห็นแกตัว ทุมเถียงกันในเรื่องดังกลาว จนเกิดเหตุการณดังนี้ พระราชาทรงพิโรธรับสั่งวา “เองอยากจะใหขาเอาตัวเอ็งฟาดลงกับพื้นดินหรือ” เวตาลบนอุบอิบ เปนทํานองวาการแสดงปญญาใหคนโงฟงไมมีประโยชนแลวเลานิทาน ตอไป ( หนา 161 ) วิภาวะของความโกรธคือ การทุมเถียงกัน พูดจาดูหมิ่นทําใหเจ็บใจ อาการที่ แสดงออกหรืออนุภาวะของความตอนนี้คือ การขูที่จะทํารายอยางที่เคยทํา ซึ่งอาจมีการตวาด รวมอยูดวย รสแหงความแคนเคือง การรับรูความโกรธตอนตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 เปน เรื่องของลูกอมวิเศษที่อมแลวเปลี่ยนจากชายเปนหญิงจนเกิดเรื่องคือ เมื่อพราหมณปลอมตัว โดยการอมลูกอมอีกเม็ดหนึ่งเมื่ออมแลวจะกลายเปนพราหมณแกไดนําลูกสะใภไปฝากไวกับ ทาวสุพิจาร เพราะหญิงสะใภนั้นคือชายที่หมายปองพระธิดาของทาวสุพิจาร เมื่อเขาไปอยู ในวังกระทั่งไดเสียกับพระธิดา เวลาไปไหนกับพระธิดาและทาวสุพิจารก็จะอมลูกอมให
  • 66.
    61 กลายเปนหญิงจนบุตรชายของโกษาธิบดีเห็นเขาก็เกิดหลงรัก และใหบิดาซึ่งก็คือโกษาธิบดี ไปสูขอหญิงสะใภพราหมณจากทาวสุพิจาร พระองคจึงแสดงออกดังนี้ ทาวสุพิจารไดทรงฟงดังนั้นก็ทรงแสดงกิริยาพิโรธตรัสวา “เจาเปนบาไปเสียแลวหรือ จึงมากลาวเชนนี้ ขาเปนพระราชาจะกระทําอยุติธรรมเชนนั้นดวยประการใด เจาเปน ผูใหญยอมจะทราบวาเมื่อมีผูพาผูอยูในความปกครองมาฝากใหอยูในอารักขาแหงผูมิ อาจใหอารักขาได ผูรับฝากจะยกผูอยูในความฝากนั้นไปใหผูอื่นไมไดเปนอันขาด เจา ก็เปนอํามาตยผูใหญมีสติปญญา เหตุไฉนจึงมาขอเชนนี้ ( หนา 286 ) วิภาวะของความโกรธคือ ทาวสุพิจารถือวาถูกดูหมิ่นจากโกษาธิบดี เพราะการมาสู ขอหญิงสะใภพราหมณนั้นไมถูกตอง ดวยวาทาวสุพิจารไดรับปากรับฝากหญิงสะใภ พราหมณจากพราหมณเฒา ซึ่งพระองคตองดูแลใหดีตามที่รับปากและไมมีสิทธิจะมอบหญิง สะใภพราหมณนี้ใหแกใคร อนุภาวะของความโกรธที่แสดงออกคือ การตวาดดวยความ โกรธ มีสาตตวิกภาวะคือ ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เวลาที่เวตาลเลาเรื่องก็มักจะวิพากษวิจารณลักษณะตางๆ ของมนุษย ซึ่งบางเรื่องก็ทํา ใหพระวิกรมาทิตยไมพอใจ ดังตอนนี้ เวตาลกลาวถึงความโลเลไมยั่งยืนของใจมนุษย ทําให พระวิกรมาทิตยไมพอใจ ตรงนี้พระวิกรมาทิตยทรงแคนเคืองในพระหฤทัย เพราะเหตุเวตาลกลาวติเตียน ธรรมดาแหงมนุษย ทรงแสดงพิโรธใหเวตาลรูสึกแตมันทําเปนไมรูสึก ( หนา 288 ) วิภาวะของความโกรธ ไดแก การพูดติเตียนธรรมดาของมนุษย แสดงอนุภาวะโดย การแสดงกิริยาอาจเปนการบีบตัวเวตาลหรือหนีบยามที่ใสเวตาลใหเวตาลเจ็บหรืออึดอัด หรืออาจถลึงตาใสเวตาลก็ได เมื่อทาวสุพิจารตัดสินใจยกหญิงสะใภพราหมณใหแกบุตรชายของโกษาธิบดีแลว พราหมณเฒาที่ฝากหญิงสะใภของตนก็กลับมารับลูกสะใภ เมื่อทราบวาทาวสุพิจารยก ลูกสะใภใหคนอื่นไปก็โกรธมาก ดังนี้
  • 67.
    62 พราหมณเฒาแสดงอาการโกรธกลาววา “พระองคทําอะไรอยางนี้ พระองคไมอยูใน คําสัตยสัญญาเอาภริยาแหงบุตรของขาพเจาไปยกใหวิวาหะกับชายอื่นพระองคกระทําแลว ตามพระหฤทัยประสงค แลบัดนี้จงฟงคําสาปของขาพเจาเถิด” ( หนา 303 ) วิภาวะของความโกรธนี้ไดแก การกระทําที่ดูถูก ซึ่งพราหมณเฒาถือวาทาว สุพิจารดูถูกตนและไมรักษาคําสัญญาที่ใหไว จึงแสดงอนุภาวะออกมาคือ การกลาวคําสาป ทาวสุพิจาร ซึ่งถือวาการกลาวคําสาปนั้นผูกลาวตองโกรธมากทีเดียว และคงแสดงปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ อาการตัวสั่น เสียงเปลี่ยน รวมดวย เมื่อพราหมณเฒามาทวงลูกสะใภคืน ทาวสุพิจารมอบนางใหคนอื่นไปแลว ทาว สุพิจารจึงจําเปนตองยกพระธิดาใหวิวาหกับพราหมณศศีบุตรชายของพราหมณเฒาซึ่ง ขณะนั้นนางจันทรประภาพระธิดาซึ่งลักลอบไดเสียกับมนัสวีชายผูอมลูกอมจนกลายเปน หญิงและปลอมตัวเปนหญิงสะใภพราหมณนั้นไดทรงตั้งครรภแลว กระทั่งมนัสวีกลับมาอาง สิทธิ แตนางไมยอมรับดังนี้ มนัสวีจึงอางนางจันทรประภาเอง แตนางกลับกลาวโดยอาการแคนเคืองวาตั้งแตเกิด มายังไมเคยเห็นมนัสวีเลย ( หนา 306 ) วิภาวะของความโกรธนี้ เปนความโกรธที่เกิดอยูในใจของนางจันทรประภาที่ถูก ทอดทิ้งไปนาน เพราะเมื่อสะใภพราหมณหรือมนัสวีไปอยูบานโกษาธิบดีนั้น ปรากฏวา กลับไปไดเสียกับเมียนอยของโกษาธิบดีจนลืมนางจันทรประภา และที่กลับมาทวงสิทธิคืน นั้นเพราะตกใจจนพลัดตกมาจากหองเมียนอยของโกษาธิบดีจนกลืนลูกอมเขาไมสามารถ กลับไปเปนหญิงไดอีก อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การปฏิเสธไมยอมรับมนัสวีเปนสามี เพื่อใหมนัสวีเจ็บใจและลําบากตอไป เราทรรสถัดมา ปรากฏอยูในเรื่องที่ 8 เปนเรื่องของพระยศเกตุที่อยูกินกับนาง วิทยาธรและนางจะหายไปทุกวันขึ้น 14 ค่ํา เมื่อพระยศเกตุตามไปก็พบวาอสูรกลืนนางเขา ไป ก็เกิดเหตุการณดังนี้ ครั้นเห็นนางก็รองดวยเสียงอันดังแลวตรงเขาจับนางใสปากกลืนเขาไป พระราชาเห็น ดังนั้นก็พระองคสั่นดวยเพลิงแหงความโกรธ ชักพระแสงดาบตรงเขาฟนรากษสคอ
  • 68.
    63 ขาดศีรษะตกจากตัว เลือดไหลนองไป เพลิงแหงความโกรธของพระราชาก็ดับดวย เลือดแหงอสูร (หนา 331 ) วิภาวะ คือ ความตื่นตระหนกตกใจเพราะหญิงที่ตนรักโดนทํารายดวยการถูกกลืน กินเขาไป แสดงอนุภาวะคือ ชักดาบออกมาฟนคออสูรจนขาดกระเด็น และมีสาตตวิกภาวะ คือ ตัวสั่นเพราะความโกรธนั่นเอง เมื่ออสูรตายไปแลว สักพักนางวิทยาธรก็ออกมาจากรางอสูรโดยไมเปนอะไรเลย และเลาเรื่องราวที่นางตองโดนอสูรกลืนทุกวันขึ้น 8 ค่ํา และ14 ค่ําดังนี้ พระบิดาของขาพเจาไมไดเสวยอาหาร ตั้งพระหฤทัยคอยขาพเจาจนหิวโหย เกิดพิโรธ เปนกําลัง แมความรักขาพเจาก็ไมอาจปองกันไมใหการเปนไปตามคติแหงกรรมใน ปางกอน ครั้นขาพเจากลับมาเฝาในเวลาค่ําก็ทรงสาปวา "เพราะเจาทําใหขาอดอาหาร ตลอดวัน ตอไปขางหนาเมื่อเจาออกไปนอกกรุงเพื่อจะบูชาพระศิวะในวัน 8 ค่ํา แล 14 ค่ํา จงมีรากษสมาจับตัวเจากลืนเขาไปในทอง แตใหเจากลับออกมาไดทางหัวใจ รากษส อนึ่งไมใหเจาจําเรื่องแลคําสาปนี้ได ไมใหความจําเจ็บปวดที่ไดถูกกลืนเขาไป ในทองรากษสนั้นได แลใหเจาอยูในกรุงนี้ตอไปคนเดียว ( หนา 333 ) เรื่องราวที่นางวิทยาธรเลานั้น วิภาวะที่เกิดขึ้นเปนการรับรูความโกรธของบิดานาง วิทยาธรที่โกรธนางที่นางมัวแตบูชาพระศิวะจนกลับมาตั้งสํารับใหบิดาชา ทําใหบิดานางหิว มากและโกรธมาก อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การสาปใหนางตองโดนกลืนทุกวันขึ้น 8 ค่ํา และ 14 ค่ํา รสแหงความแคนเคืองตอไปอยูในเรื่องที่ 9 เปนเรื่องพราหมณหริทาสที่ตองการหา คูใหนางมุกดาวลีบุตรสาว เมื่อตองตัดสินใจเลือกระหวางรัตนทัตตและคุณากร ก็เรียก บุตรสาวใหออกมาเลือกเอง ซึ่งนางมุกดาวลีไดเลือกรัตนทัตต คุณากรจึงมีความรูสึกดังนี้ ฝายคุณากรชาตินักรบเห็นดังนั้นก็แคนใจ มือจับหนวดบิดขึ้นไปจนถึงตาซึ่งแดงดวย ความโกรธ มือก็เวียนไปจับดาบร่ําไป ( หนา 354 )
  • 69.
    64 วิภาวะคือ ความแคนใจ ความโกรธที่ไมสมหวังที่นางมุกดาวลีไมเลือกเปนสามี ซึ่งอาจรูสึกเสียหนาดวยก็เปนได อนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การจับหนวดบิด ตาแดงดวย ความโกรธและมือจับดาบพรอมที่จะชักดาบออกมาฟาดฟนตลอดเวลาในตอนนั้น คุณากรนั้นมีอาการอยางนั้นไดไมนานก็หายโกรธ เพราะความที่เปนชายชาตินักรบ ผิดกับมหาเสนีที่ถูกคัดตั้งแตในวันแรก จึงมางานวิวาหและเกิดเหตุการณดังนี้ มหาเสนีไดทราบก็กระทําการอุกอาจเขาไปในที่ประชุม พูดจาแสดงความโกรธ แล กลาวภาษิตกาพยกลอนที่ไมเขาเรื่องดวยเสียงดังกลบไปในเรือน ยกคุณชั่วแหงหญิง ทั้งหลายขึ้นกลาววา ในโลกนี้หญิงเปนบอเกิดแหงความทุกข เปนยาพิษอยางแรง เปนที่อยูแหงความกระวนกระวาย เปนผูสังหารความกําหนดแนในใจคน เปน ผูกระทําใหเกิดความมึนเมารัก แลเปนโจรปลนคุณความดีทั้งหลายในโลก ( หนา 355 ) วิภาวะคือ ความผิดหวัง จนเกิดการอาฆาตจองเวร จนกลาที่จะแสดงพฤติกรรม หรืออนุภาวะคือ การพูดจาวาราย เพราะขาดสติ มหาเสนีคงโกรธแคนมากและอาจมีสาตต วิกภาวะคือปฏิกิริยา ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เหงื่อออก และอาจมีน้ําตาไหลเพราะโกรธแคน ผิดหวังรวมอยูดวย เมื่อเกิดเหตุการณอยางนี้ หลายคนก็เกิดความเห็นใจมหาเสนี จึงชวยกันหามปราม แตปรากฏวา ครั้นคนที่อยูในที่ประชุมนั้นชวยกันหามปราม มหาเสนีก็ยิ่งแสดงความโกรธมากขึ้น จนพราหมณหริทาสตกใจกลัวสําเนียง ( หนา 356 ) วิภาวะคือ ความแคนเคืองที่ถูกหามปราม เพราะตัวเองผิดหวังและเจ็บใจมากที่ไม ถูกเลือกใหแตงงานกับนางมุกดาวลี อนุภาวะคือ ตวาดและสงเสียงดัง ซึ่งมีสาตตวิกภาวะคือ เสียงเปลี่ยน ตัวและเสียงสั่นรวมดวยก็เปนได เมื่อเลาจนจบเรื่องที่ 9 เวตาลก็แกลงแหยพระวิกรมาทิตยเพราะตองการใหพระองค ตอบตําถาม ซึ่งพระวิกรมาทิตยก็หลงกลตอบออกไปดังนี้
  • 70.
    65 พระวิกรมาทิตยรับสั่งดวยสําเนียงพิโรธวา “เอ็งไมนึกหรือวา วิญญาณนั้นเมื่อเขาไป ในตัวมนุษยแลวก็มีสํานักอยูในมันสมองแลพิจารณากายภายนอกเห็นไดจากสํานักนั้น” ( หนา 368 ) วิภาวะ คือ โกรธที่เวตาลวิจารณหรือแสดงความคิดเห็นที่พระองคเห็นวาไมถูกตอง หรือไมตองกับความคิดของพระองค มีอนุภาวะคือ ตวาดดวยเสียงอันดังดวยความโกรธ เราทรรสที่ปรากฏในนิทานเวตาลนั้น เปนการรับรูความโกรธที่มักเกิดจากการที่ ผูอื่นทําใหแคนเคืองหรือโกรธ ดังที่อธิบายไปแลวขางตนวาความโกรธนั้นมีหลายอยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจากผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และ เกิดขึ้นเอง เราทรรสหรือรส แหงความโกรธแคนที่ปรากฏในนิทานเวตาลมากที่สุดคือ ความโกรธที่เกิดจากคนใช ถัดมาคือความโกรธที่เกิดจากศัตรู และความโกรธที่เกิดขึ้นเอง ทั้งหมดนี้มีวิภาวะของความโกรธสรุปไดคือ การพูดจาที่ทําใหเจ็บใจ การพูดดูหมิ่น การ ทะเลาะทุมเถียงกัน ความอิจฉาริษยา และอาฆาตจองเวร และอนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การตวาด การสาปแชง การใชกําลังฉุดกระชาก หรือการขมขูใหสํานึก ซึ่งมักมีสาตต วิกภาวะหรือปฏิกิริยาคือ ภาวะตัวสั่น ภาวะสีหนาและเสียงเปลี่ยน ภาวะเหงื่อออกและน้ําตา ไหล ซึ่งเกิดจากความโกรธแคน การดูหมิ่น และความกลัว รสแหงความโกรธแคนหรือ เราทรรสนี้ปรากฏอยูในนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง นิทานเรื่องที่ 1 , 2 , 7 , 8 และ 9 วีรรสและองคประกอบของรส วีรรส คือ ความชื่นชม เปนรสที่เกิดจากการรับรูความมุงมั่นในการแสดงความกลา หาญอันเปนคุณลักษณของคนชั้นสูง ความกลาหาญมี 3 อยาง คือ กลาให (ทานวีระ) กลา ประพฤติธรรมหรือหนาที่ (ธรรมวีระ) และกลารบ (รณวีระ) อาจมีภาวะเสริม คือ ความ มั่นคง ความพินิจพิเคราะห ความจองหอง ความตื่นตระหนก ความรุนแรง ความแคน ความระลึกได ฯลฯ วิภาวะของความมุงมั่น ไดแก การเอาชนะศัตรู การบังคับอินทรียของ ตนได การแสดงพละกําลัง ฯลฯ อนุภาวะของความมุงมั่น ไดแก ทาทีมั่นคง เฉลียวฉลาด ในการงาน เขมแข็ง ขะมักเขมน พูดจาแข็งขัน เปนตน วีรรส หรือรสแหงความกลาหาญ เหตุการณที่แสดงถึงความกลาหาญปรากฏอยูใน ตอนตนเรื่อง เปนเหตุการณตอนที่พระวิกรมาทิตยสูรบกับอสูรปถพีบาล ซึ่งจัดเปนรณวีระ ( กลารบ ) มีเหตุการณดังนี้
  • 71.
    66 พระราชาตรัสวา “ตกลง” เพราะไมโปรดจะทําอะไรยิ่งกวารบครั้นทรงเหน็บผา ทรงมั่นคงแลว ก็ตรงเขาตอสูกับอสูร อสูรนั้นกําหมัดเทาผลแตงโม ลําแขนแข็ง ราวตะบองเหล็ก ฟาดลงมาแตละครั้งดังตนไมใหญซึ่งพายุพัดลมฟาดลงมา สวน พระราชานั้นสูงเพียงสะดือยักษ ยักษกมลงฟาดกําหมัดคราวไรก็ตวาดดวยเสียงอัน ดัง คนที่ไมกลาหาญมั่นคงอาจแพเพราะเสียงนั้นอยางเดียว ( หนา 16 ) วิภาวะของความมุงมั่นในการแสดงความกลา คือ ความตองการเอาชนะศัตรูที่นา กลัวและมากไปดวยกําลัง มีอนุภาวะคือ ทาทีที่มั่นคงและเขมแข็ง แมวาอสูรจะมีรูปราง ใหญ แข็งแรง และมีเสียงดังก็ไมเกิดความกลัวหรือไมกลาสู เมื่อจัดการกับอสูรปถพีบาลเรียบรอย และอสูรปถพีบาลทูลเตือนเรื่องตางๆ เรียบรอย พระวิกรมาทิตยก็เสด็จเขาเมือง ปกครองบานเมืองจนโยคีศานติศีลซึ่งมีความแคน ในบิดาของพระวิกรมาทิตย ไดวางแผนการแกแคน ปลอมตัวมาทําแผนการจนพระวิกรมา ทิตยจําเปนตองรับปากจะชวยทําพิธีอยางหนึ่ง และตองไปยังปาชาอันเปนที่อยูของเวตาล เพื่อไปพาเวตาลมาใหโยคีศานติศีลตามที่รับปากไว กวีบรรยายเหตุการณดังนี้ พระวิกรมาทิตยทรงความกลาอยางที่สุด ดังจะเห็นไดในเวลาที่รบยักษนั้นแลว แต ความกลานั้นประกอบดวยระมัดระวังพระองค ครั้นเห็นมนุษยแวดลอมดวยผีดังนั้น ก็ซ้ําคิดถึงยักษ เห็นเปนชองอันดีที่จะทําลายศัตรูซึ่งมุงรายตอพระองค ทรงคิดวาใน ขณะนั้นถาตรงเขาไปฟนดวยพระแสงดาบอันคมกลา ใหหัวโยคีขาดไปก็จะทําได สําเร็จประสงคโดยงาย แตทรงรําลึกวาไดทรงสัญญาเสียแลววา จะมารับใชโยคีใน คืนวันนั้นจําตองปฏิบัติตามขอสัญญา แลระวังพระองคคอยหาโอกาสในเวลา ขางหนาตอไป ( หนา 34 ) วิภาวะคือ ความระลึกไดในสัญญาที่ใหไว ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองรับปาก มี ความกลาหาญไมเกรงกลัวศัตรู หรือภูตผีปศาจตางๆ อนุภาวะคือ การสะกดความรูสึก มุงมั่นที่จะรักษาสัญญา มีทาทีที่คงมั่นไมหวั่นไหว และเมื่อดําเนินไปก็เกิดเหตุการณตอไปนี้ คือ
  • 72.
    67 ทรงพระดําริเชนนี้พลางดําเนินไป ไดยินเสียงดนตรีของโยคีและเสียงภูติผีปศาจ ตางๆ เตนรําทําเพลงอื้ออึงไปในปาชาทางที่เดินนั้นมืด ถึงแกจะเดินใหตรงมิได ทั้งมีภูตตามลอหลอกใหตกใจ บางก็แกลงขวางจะใหสะดุดลม บางก็เปนงูมาพัน พระชงฆ บางก็ทําแสงวูบวาบขางๆ ทางเดิน บางก็ทําเสียงดังลั่นใกลๆ พระองค แมคนที่กลาก็นาหวาดเสียวไมอาจดําเนินตอไปได แตพระราชากับพระราชบุตรก็ มิไดถอย พากันทรงดําเนินไปจนถึงปาชา ซึ่งโยคีทูลนั้น สักครูหนึ่งเห็นตนอโศก ตนใหญลุกเปนไฟแดงไปทั้งตน พระราชาไมทรงยอทอก็เดินตรงเขาไป ประเดี๋ยว ไดยินเสียงผีรองบอกวา “ฆาเสีย ฆาเสียทั้งสองคน จับตัวใหได ชวยกันจับตัวเผา ในไฟบนตนไมนี้ใหไหมเปนจุลไป ทําใหรูสึกพิษไฟแหงบาดาล” พระราชาไมทรง ครั่นคราม ก็ตรงเขาไปถึงตนไม แตเปลวไฟบนตนอโศกนั้นมิไดรอน เพราะเปน ไฟที่ปศาจสําแดงหลอกเทานั้น เมื่อเขาไปถึงโคนตนไม พระราชาก็หยุดพิศดูศพซึ่ง แขวนอยูบนกิ่งอโศก ( หนา 36 ) วิภาวะของความกลาหาญนี้คือ ความกลาในการบังคับใจของตน ซึ่งถือเปนความ มุงมั่นกลาหาญที่ไมไดเกิดขึ้นงายๆ หากไมเปนผูที่มีจิตใจเขมแข็ง หรือเปนชนชั้นสูงก็จะ ระงับใจตนเองไมได มีอนุภาวะคือ ทาทีมั่นคง ไมหวั่นไหวและกลัวในสิ่งที่พบเห็น วีรรสตอนตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่งบรรยายถึงความกลาหาญของสุรเสน แมทัพของพระราชารูปเสน ซึ่งเปนธรรมวีระ คือเปนความกลาประพฤติธรรมหรือหนาที่ ผูประพันธบรรยายความเกงกลาไวดังนี้ กลาวการปฏิบัติหนาที่ สุรเสนเปนผูกลาใชความเห็นของตนแลแบบฉบับการ สงครามซึ่งบัณฑิตแลพราหมณผูมิไดเปนนักรบ บังอาจแตงขึ้นไวเปนตําราใชสืบกัน มาแตโบราณ นั้น สุรเสนแมทัพนํามาใชเปนหลักแตที่เห็นใชได แลใชความคิดแล ความชํานาญของตนเปนบรรทัดทางเดิน รูจักเลือกที่รบ รูจักใชทหาร รูจักรักษา ลําเลียงของตนในขณะที่ตัดลําเลียงขาศึก เมื่อเห็นธนูที่ทหารใชอยูนั้นใชไดไม วองไวก็คิดเปลี่ยนเสียใหมกอนที่จะตองเปลี่ยนเพราะแพ เมื่อเห็นดามดาบจับไม ถนัด แมดามจะไดเคยใชกันมาแลวตั้งพันป แลคนทั้งหลายคิดวาเปนดามดีที่สุด เพราะอายุ สุรเสนแมทัพก็กลาเปลี่ยนเสียไมเกรงพวกไมใชนักรบคือบัณฑิตแล พราหมณติเตียนวาไมถูกตองตามคัมภีรศาสตร อนึ่ง สุรเสนไดจัดทหารถือศรไฟขึ้น
  • 73.
    68 หมูหนึ่งซึ่งเมื่อใชตอสูทัพชางของขาศึกก็มีชัยรอบขาง แมพระอังคารผูเปนเจาแหง การรบก็ตองชมวาดี ( หนา155 ) วิภาวะของความมุงมั่น ไดแก ความรับผิดชอบในหนาที่ มีความกลาหาญในการรบ อยางที่ชายชาตินักรบซึ่งมีภาระเปนถึงแมทัพพึงจะมี อนุภาวะที่แสดงออกคือ ความกลาหาญ เฉลียวฉลาดในการทํางาน มีความเขมแข็งไมเกรงกลัวใคร ในเรื่องที่ 3 นี้นอกจากแมทัพสุรเสนที่มีความกลาหาญแลว ยังวีรพลอีกคนหนึ่งซึ่งมี ความมุงมั่นกลาหาญไมยิ่งหยอนไปกวากัน และยังจัดเปนความกลาในการประพฤติหนาที่ ( ธรรมวีระ ) ดังบรรยาย ฝายวีรพลไดยินดังนั้นก็นึกรูในใจแมทัพ แตมิไดหวาดหวั่น เอามือขวาชักดาบออก แกวงเหนือศีรษะเหมือนจักรยนตซึ่งหมุน 1,200 รอบตอนาที มือซายยื่นเหยียด ออกไป มือขวาหวดดวยดาบเต็มกําลัง ตัดเล็บนิ้วกอยแหงมือซายขาดตกอยูกับพื้น การตัดเล็บใหขาดไปดวยดาบซึ่งฟาดเต็มแรงนั้น ถานิ้วพลอยติดไปดวยก็นับวางาย แลนับวาตัดเล็บสําเร็จเหมือนกัน ถาตัดไปทั้งมือยิ่งงายหนักเขา แลการตัดเล็บก็เปน อันไดตัด แตวีรพลตัดเล็บครั้งนั้น มิไดถูกนิ้วแลเนื้อเปนเหตุใหเลือดตกแมแตหยด หนึ่งเลย ( หนา 156 ) วิภาวะของความมุงมั่นนี้ คือ การแสดงพละกําลังใหเห็นถึงความกลาเกง เขมแข็ง ไมขลาดกลัว มีอนุภาวะที่แสดงออกมาคือ ทาทีมั่นคง เขมแข็ง ไมหวาดหวั่นในการ ประลองความสามารถใหปรากฏ ความกลาหาญของวีรพลไมไดมีแคนี้ เมื่อเกิดเหตุการณรายอันจะทําใหพระราชา ประสบภัย ก็หาทางปองกัน และเมื่อทางปองกันนั้นคือการสละชีวิตลูกของตนเปนเครื่อง บูชาก็ยอม นับเปนธรรมวีระ ( ความกลาในหนาที่ ) และทานวีระ ( กลาให ) รวมกัน และ ไมเพียงแตวีรพลเทานั้นที่กลาหาญ บุตรและภรรยาก็ยังกลาหาญ มุงมั่นสละตัวเองเพื่อ ปองกันภัยที่จะเกิดแกพระราชาไดอยางไมกลัวตาย ดังบรรยาย
  • 74.
    69 ลูกชายกลาววา “ขาแตนางผูเปนมารดา ขาพเจาเห็นวาเราจะรีบเรงใหการอันนี้ เปนไปโดยเร็วเพราะเหตุวา ประการที่ 1 ขาพเจาผูบุตรจําตองเชื่อฟงคําสั่งของ มารดา ประการที่ 2 ขาพเจาจําตองยังความเจริญใหมีแกพระราชาผูเปนเจาของ ขาพเจา ประการที่ 3 ถาชีวิตแลรางกายของขาพเจาเปนประโยชนแกพระเทวี ก็ไม มีทางใดที่ขาพเจาจะใชชีวิตแลรางกายของขาพเจาใหดียิ่งไปได” ( หนา 172 ) วิภาวะของความมุงมั่นคือ การยอมตายเพื่อตอบแทนคุณบิดา และพระเจาแผนดิน แสดงอนุภาวะคือ ความเขมแข็ง ไมกลัวที่จะสละชีวิตของตน เพราะมีความระลึกไดบุญคุณ ของบิดามารดา และแผนดินที่อาศัย เหตุการณที่แสดงความมุงมั่นตอจากนั้นคือ ฝายวีรพลเมื่อไปถึงศาล ก็พนมมือนมัสการแลกลาวคําวิงวอนพระเทวีวา “ขาแตพระ เทวีเปนเจา ขาพเจาจะประหารชีวิตลูกชายถวายเปนเครื่องบูชาพระองค ขอพระองค จงอํานวยใหพระราชาทรงชนมายุยืนยาวไปจวบพันปเถิด โอพระมารดา พระองคจง ทําลายศัตรูของพระราชาเสียเถิด จงทรงฆาแลทําใหศัตรูเหลานั้นเปนเถาถานไปให สิ้น หรือไลมันไปเสียใหสิ้น พระองคจงตัดมันทั้งหลายใหเปนทอนแลเสวยเลือดมัน พระองคจงลางแลทําลายมันเสียดวยวัชระ ดวยโตมร ดวยขรรค ดวยจักร ดวยบาศ อันเปนอาวุธของพระองค ( หนา 174 ) วิภาวะคือ ความมุงมั่นที่จะตอบแทนคุณแผนดิน ปกปกรักษาองคพระราชาให ปลอดภัยจากเภทภัยตางๆ มีอนุภาวะของความมุงมั่นคือ การยอมสละชีวิตของบุตรซึ่งถือ เปนแกวตาดวงใจของตัวเอง เมื่อวีรพลผูกลาตัดคอบุตรแลว นองสาวเมื่อเห็นพี่ชายคอขาดก็เสียใจแตก็กลาหาญ หยิบดาบเชือดคอตนเอง แมเมื่อลูกทั้งสองคอขาดตายก็เชือดคอตายตาม วีรพลเมื่อเห็นลูก และเมียตายไปก็เอาดาบฟนคอตัวเองตายตามไปอีกคน พระราชารูปเสนแอบดูเหตุการณอยู ตลอดก็เกิดความรูสึกดังนี้
  • 75.
    70 ฝายทาวรูปเสนพระราชาทรงแอบดู ทอดพระเนตรเห็นหัว 4หัว ขาดจากตัว 4 ตัว กลิ้งอยูหนาศาลดังนั้น ก็ทรงสลดพระหฤทัย ทรงคํานึงวา “พอแมลูกทั้ง 4 นี้ไดสละ ชีวิตไปแลวเพื่อประโยชนแกเรา โลกนี้กวางใหญก็จริง แตหาคนที่ซื่อสัตยกลาหาญ ถึงเพียงนี้หาไมได ใครบางจะสละชีวิตเชนนี้เพื่อสนองคุณพระราชา แตมิไดบอก กลาวโออวดใหใครทราบเลย อํานาจแลความเปนพระราชาของเรานี้ ถาจะยั่งยืนอยู ไดดวยตองทําลายชีวิตคนถึงปานนี้ ก็สิ้นความสําราญแลเปนบาป มิไดผิดอะไรกับ ถูกแชง เราคงจะครองราชัยไปก็หายุติธรรมมิได” พระราชาทรงดําริเชนนี้แลว ก็ทรง หยิบดาบขึ้นจะประหารชีวิตพระองคเอง แตเทวรูปพระเทวีทรงยึดพระหัตถไว รับสั่งหามมิใหพระราชาประหารพระองคเอง ( หนา 176 ) ทาวรูปเสนนั้นทรงเห็นเหตุการณโดยตลอดก็มีความเศราโศกเสียใจและซาบซึ้งใน ความจงรักภักดี ยอมสละชีวิตตนเองและครอบครัว วิภาวะของความมุงมั่นนี้คือ ความระลึก ไดในคุณความดีของครอบครัววีรพล แสดงอนุภาวะของความมุงมั่นคือ การสละชีวิตตนเอง ฆาตัวตายตามครอบครัวของวีรพลผูมีความกลาและเสียสละ การกระทําของทาวรูปเสนนั้น จัดวามีความกลาหาญและนายกยองมาก และมีปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ อาการตะลึง งัน ที่ไดเห็นเหตุการณที่เกิดขึ้น ความกลาหาญของทาวรูปเสนนี้นายกยองอยางไร พระวิกรมาทิตยบรรยายไวดังนี้ พระวิกรมาทิตยตรัสวา “เองเปนผีปญญาตัน ไมอาจเขาใจได วีรพลนั้นมีหนาที่จะ สละชีวิตของตนใหแกเจา ซึ่งมีกรุณาใหลาภถึงเพียงนั้น บุตรชายของวีรพลจะขืนคํา บิดานั้นไมไดเปนอันขาด แลสวนหญิงเมื่อใครฆากันที่ไหนใหเห็นเปนตัวอยางก็ ตองฆาตัวเองเปนธรรมดาตามนิสัยผูหญิง แตทาวรูปเสนนั้นทรงสละราชัยของ พระองคเพื่อประโยชนแกวีรพลผูเปนขา แลไมตีราคาชีวิตของพระองค แลราช สมบัติซึ่งเปนของชวนใหอยากมีชีวิต ยิ่งกวาราคาทอนฟางทอนหนึ่งเลย เหตุดังนั้น กูจึงเห็นวาการที่พระราชาทรงกระทํานั้น เปนบุญแลควรสรรเสริญยิ่งกวาผูอื่น ( หนา 178 ) พระวิกรมาทิตยอธิบายเหตุผลใหเวตาลฟงถึงความนายกยองที่มีในวีรพลและทาว รูปเสนวาแตกตางกันอยางไร ทําใหผูอานเขาใจความแตกตางของความกลาหาญที่นายกยอง
  • 76.
    71 วิภาวะของความมุงมั่นนี้เปนความกลาหาญที่เกิดจากคุณธรรมประจําใจของตัวละคร แสดง อนุภาวะคือตางยอมสละชีวิตตนเองอยางกลาหาญเด็ดเดี่ยว วีรรสเรื่องถัดมา ปรากฏอยูในเรื่องที่5 เปนเรื่องของความกลาหาญของพระรันธีระ ที่ปลอมพระองคเปนโจรเพื่อไปจับโจร ดังบรรยาย ในคืนนั้น พระราชาทรงปลอมพระองคโดยวิธีผัดพระพักตรดวยผงสีที่ทําใหพระฉวี ผิดไป ปนหนวดเหนือพระโอษฐตั้งขึ้นไปเกือบถึงพระเนตร แลแสกหนวดที่คางเอา ปลายปดไปทางพระกรรณทั้งสองขาง ทั้งเอาขนหางมาผูกพระนาสิกรั้งไปขางหลัง ใหแนนจนเปลี่ยนรูปไปเหมือนจมูกคนอื่น เมื่อแตงพระพักตรดังนี้แลวก็คลุม พระองคดวยเสื้อผาเนื้อหยาบ รัดสะเอวแลขัดกระบี่ พระกรสอดโลพรอมแลว ก็ เสด็จออกจากพระราชวังพระองคเดียว มิไดตรัสใหใครทราบ ทรงดําเนินไปตาม ถนนในพระนคร ( หนา 205 ) วิภาวะคือ ความสงสารเห็นใจประชาชนที่เดือดรอนจากโจร ซึ่งถือเปนความ รับผิดชอบก็ได อันที่จริงพระราชาอาจสั่งใหใครเปนคนไปสืบหรือดําเนินการจับโจรก็ได แตพระรันธีระเปนผูมีความกลาหาญไมเกรงกลัวตอสิ่งใดจึงลงมือเอง มีอนุภาวะคือ ความ มั่นคงเขมแข็ง ขะมักเขมนที่จะสืบใหรูถึงแหลงที่โจรอยู เมื่อเขาไปยังรังโจรและนายโจรเกิดจับได จนมีการสูรบกัน ก็เห็นถึงความมุงมั่น กลาหาญในการรบของพระรันธีระ ดังบรรยาย พระราชาเปนผูชํานาญเพลงดาบยิ่งนัก แตนายโจรก็ชํานาญเสมอดวยพระองค ตาง คนตางเริ่มการตอสูดวยวิธีที่คนชํานาญเพลงดาบยอมกระทํา คือกมตัวลงจนเกือบจะ เปนกอนกลมๆ โจนไปเปนวงรอบๆ ตางคนตางจองดูตากัน คิ้วขมวดแลริมฝปากทํา อาการแสดงความดูหมิ่นปฏิปกษ แลทั้งโจนไปมาโดยระยะที่คํานวณวาจะไดเปรียบ ขาศึก กระโดดเขาไปราวกับกบกระโดด กระโดดกลับออกราวกับลิง แลเคาะโลดวย ดาบเปนจังหวะเร็ว แลดังประหนึ่งเสียงกลอง ( หนา 218 ) และ
  • 77.
    72 พระราชาแลโจรตอสูซึ่งกันและกัน ตางรุกแลรับ ตางก็โจมฟนแลปองปดจนเหนื่อย ออนแลแขนชาไปทั้งสองฝายฝมืออาวุธแลกําลังกายแลความกลาก็เสมอกัน ไมมี ไดเปรียบเสียเปรียบกันอยูชานาน จนนายโจรเหยียบหินซึ่งกลิ้งไดพลาดลมลง พระราชาก็ทรงโจนเขาจับนายโจรมัดมือไขวหลัง ทรงผลักไสใหโจรเดินเขาสูพระ นคร โดยที่ใชปลายพระแสงดาบเปนเครื่องบังคับ สวนพลโจรนั้นครั้นนายลมลงก็ พากันวิ่งหนีไปสิ้น ( หนา 219 ) ทั้งสองขอความนั้น บรรยายใหเห็นถึงความกลาหาญในการสูรบของพระราชาและ นายโจร จัดเปนรณวีระ ( กลารบ ) คือมีความมั่นคงไมเกรงกลัวที่จะรบ วิภาวะคือ ความ มุงมั่นที่จะเอาชนะศัตรู ตางก็แสดงพละกําลัง ไหวพริบในการสูรบ อนุภาวะที่แสดงออกคือ ทาทีมั่นคงเขมแข็ง ความชื่นชมในความมุงมั่นกลาหาญในเรื่องตอมาอยูในเรื่องที่ 10 เปนการแสดง ความกลาหาญของทาวมหาพล จัดเปนรณวีระ ( กลารบ ) ดังบรรยาย ฝายพวก ภิลล ซึ่งอยูในหมูบานนั้นประพฤติตัวเปนโจรอยูโดยปกติ ครั้นเห็นชายคน เดียวแตงตัวดวยของมีคาเดินเขาไปเชนนั้น ก็คุมกันออกมาจะเขาชิงทรัพยใน พระองคพระราชา ทาวมหาพลทรงเห็นดังนั้นก็ทรงพระแสงธนูยิงพวกโจรลมตาย เปนอันมาก ฝายนายโจรไดทราบวาผูมีทรัพยมาฆาฟนพวกตนลงไปเปนอันมาก ดังนั้นก็กระทําสัญญาณเรียกพลโจรออกมาทั้งหมดแลวเขาลอมรบพระราชา ( หนา 372 ) วิภาวะคือ การเอาชนะศัตรูที่ปองรายพระองค แมวาจะมีพระองคเดียว ก็กลาหาญสู รบกับพวกโจรอยางไมหวั่นไหว อนุภาวะคือ ทาทีที่มั่นคงเขมแข็ง ไมถอยหนี วีรรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล มีความกลาหาญครบทั้ง 3 อยาง คือ ธรรมวีระ ( กลาประพฤติธรรมหรือหนาที่ ) ซึ่งปรากฏมากที่สุด รองลงมาคือ รณวีระ ( กลารบ ) นอย ที่สุดคือ ทานวีระ ( กลาให ) ธรรมวีระนี้ปรากฏอยูในตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 , 5 , 10 รณวีระ ปรากฏอยูในตอนตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 และ 5 สวนทานวีระปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่งวีรรส ทั้งหมดนี้แสดงวิภาวะคือ ความมุงมั่นเอาชนะศัตรู ความสามารถในการบังคับใจตน ความ
  • 78.
    73 มุงมั่นในการตอบแทนคุณแผนดิน ความสงสาร ระลึกไดตอความรับผิดชอบรักษาสัญญา และการแสดงพละกําลัง อนุภาวะของความมุงมั่นในความกลาหาญคือ ทาทีที่มั่นคง ความ เฉลียวฉลาดในการรบ ความเขมแข็งเด็ดเดี่ยวไมหวั่นไหว การยอมสละชีวิตตนเอง มีสาตต วิกภาวะคือ ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นความกลาหาญเสียสละของขาราชบริพาร ภยานกรสและองคประกอบของรส ภยานกรส คือ ความเกรงกลัว เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนากลัว ซึ่งแบงเปน 3 ประเภท คือ เกิดจากการหลอกลวง เกิดจากการลงโทษ และเกิดจากการขมขู อาจมีภาวะ เสริม คือ ความสงสัย ความหลง ความอับจน ความตื่นตระหนก ความเฉยชา ความพรั่น พรึง ความสิ้นสติ ความตาย ฯลฯ วิภาวะของความนากลัว ไดแก การไดยินเสียงผิดปกติ การเห็นภูตผีปศาจหรือสัตวราย การอยูคนเดียว การไปในปาเปลี่ยวรกราง การทําผิด ฯลฯ อนุภาวะของความนากลัว ไดแก การวิ่งหนี การสงเสียงรอง เปนตน และอาจมีปฏิกิริยา เชน อาการตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน เสียงเปลี่ยน น้ําตาไหล หรือ เปนลม ภยานกรสหรือรสที่เกิดจากความเกรงกลัวที่ปรากฏในตอนตนเรื่องนี้ บรรยายถึงปา ชาที่อยูของโยคีศานติศีลดังนี้ คืนนั้นมืดนัก พายุพัดฝนตกเยือกเย็น ผูคนไมมีเดินไปมาในถนน พระราชาแลพระ ราชบุตรตั้งพระพักตรรีบดําเนินไปจนเห็นแสงไฟอยูกลางปาชา ก็เสด็จตรงเขาไป หาแสงไฟ เมื่อถึงขอบปาชา พระราชาหยุดชะงัก เพราะรังเกียจเหยียบพื้นดิน โสโครกดวยซากศพ ทรงเหลียวดูพระราชบุตรเห็นมิไดครั่นครามเลย สององคก็ ทรงดําเนินตรงเขาไป ( หนา 33 ) วิภาวะของความนากลัวคือ การไปในที่นากลัวเต็มไปดวยซากศพหรือปาชา การ เห็นภูตผีปศาจและสัตวราย การไดยินเสียงผิดปกติ มีอนุภาวะคือ อาการหยุดชะงัก มี ปฏิกิริยาคือ อาการตะลึงงัน แตดวยความที่เปนกษัตริยก็เก็บอาการไวไดดี ไมแสดงอาการ กลัว ภยานกรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 2 เปนการรับรูความนากลัวที่เกิดจากการลงโทษ แตเปนการลงโทษในความเลวที่นางชัยศิริกระทํา ดังนี้
  • 79.
    74 ขณะนั้น ปศาจตนหนึ่งนั่งอยูบนตนไมหนาบันไดเรือนชายหนุม ครั้นเห็นนางไปนั่ง กอดรัดสําแดงเสนหาตอศพดังนั้นปศาจก็เห็นสนุก จึงโดดลงจากตนไมตรงเขาสิง ในศพชายหนุม ศพนั้นก็ตื่นขึ้นจากความตายเหมือนคนตื่นจากความหลับ แลว กระหวัดรัดกายนางเหมือนหนึ่งเสนหา นางชัยศิริยินดีในความเลาโลมของปศาจก็ กมหนาเขาไปหาหนาศพ ปศาจไดทีก็กัดจมูกนางแหวงไปทั้งชิ้น แลวออกจากศพ กลับขึ้นไปนั่งหัวเราะอยูบนตนไมตามเดิม ฝายนางชัยศิริเมื่อจมูกแหวงไปเชนนั้น ก็ ตกใจเปนกําลัง แตไมสิ้นสติ ( หนา 144 ) วิภาวะคือ การเห็นภูตผีปศาจ การทําความผิดที่เกิดจากการนอกใจสาม คบชูสูชาย การเห็นปศาจกระทําอยางนั้นนาพรั่นพรึงมาก อนุภาวะคือ อาการตกใจ แตก็ยังมีสติอยู มี ปฏิกิริยาคือ อาการตะลึงงันพักหนึ่ง กอนที่จะเริ่มคิดหรือทําการอันใดตอไป ภยานกรสตอนตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 เปนความกลัวที่เกิดจากการขมขู ซึ่งทํา ใหเกิดความตื่นตระหนกพรั่นพรึง ดังนี้ ทาวสุพิจารทรงตกประหมาเดือดรอน เกรงคําสาปเปนกําลัง จึงตรัสแกพราหมณวา “ทานจงกรุณาแกขาพเจา อยาโกรธ แลอยาสาปเลย ทานจะประสงคอะไร ขาพเจาจะยอมตาม ทุกประการ” ( หนา 303 ) เปนเพราะทาวสุพิจารไมรักษาสัญญาที่จะดูแลสะใภพราหมณ กลับยกใหผูอื่นไป เมื่อพราหมณเฒามารับสะใภคืนและรูวาทาวสุพิจารยกสะใภใหโกษาธิบดีไปแลวก็โกรธและ สาปแชง วิภาวะคือการทําผิดสัญญา แสดงอนุภาวะคือ การตกประหมา การสงเสียงรอง หามไมใหพราหมณเฒาสาปดวยความกลัว ซึ่งอาจมีปฏิกิริยาคือ อาการตะลึงงัน ตัวสั่น หนาและเสียงเปลี่ยน ความกลัวตอไปเปนเหตุการณในเรื่องที่ 9 เปนการรับรูความนากลัวที่เกิดจาก หลอกลวง แตเปนการหลอกของผีมหาเสนีที่ฆาตัวตายเพราะผิดหวังที่นางมุกดาวลีไม แตงงานดวย เมื่อตายไปจึงเกิดความอาฆาตแคนเปนผีมาหลอกหลอนดังนี้
  • 80.
    75 ครั้นเวลาเที่ยงคืนผีมหาเสนีก็ทําจริงดังที่กลาวไวเมื่อยังมีชีวิต แสดงตัวเปนรากษส มาที่เรือนพราหมณหริทาส ทําใหพราหมณแลคนทั้งหลายตกใจเปนกําลังครั้น รากษสมาทําอาการคุกคาม จนคนกลัวหลบซอนไปหมดแลว ก็พานางมุกดาวลีเหาะ หายไปเสียจากเรือนแลบอกกลาวไววา ถาจะตามใหพบใหไปตามบนยอดสูงที่สุด แหงเขาหิมาลัย ( หนา 357 ) วิภาวะคือ การไดเห็นภูตผีปศาจ รากษส อนุภาวะคือ ความตื่นตระหนกตกใจจน วิ่งหนีไปหลบซอน อาจมีปฏิกิริยารวมคือ อาการขนลุก สีหนาเปลี่ยน เมื่อผีมหาเสนีหอบนางมุกดาวลีมายังยอดสูงที่สุดแหงเขาหิมาลัย รัตนทัตตผูเปน สามี และคุณากรออกตามนาง เกิดเหตุการณดังนี้ นางแลชายหนุมทั้งสองก็ลาพราหมณหริทาสออกเดินทางไป แลทางเดินนั้นตองขาม ยอดเขาวินธยะ อันเปนที่มากดวยภัยประการตางๆ เมื่อถึงหนาผาแลดูลงไปก็ลึกนา กลัว เมื่อถึงลําธารน้ําก็เชี่ยวไหลกระแทกหิน ยากที่จะขามไดปราศจากอันตราย ประเดี๋ยวก็เขาปารกชัฏซึ่งมืดเหมือนมรณะ ยากที่จะหาทางเดินไปได ประเดี๋ยว สายฟาก็ฟาดสาดฝนลงมา จนหนาวเย็นสะทานทั่วสรรพางคกาย เมื่อยามรอนก็รอน จนนกตกตายลงมาจากอากาศ รอบขางก็กองดวยเสียงสัตวรายตางๆ ซึ่งมิใชมิตรแหง มนุษย ( หนา 359 ) วิภาวะคือ การเดินทางไปในปาเปลี่ยว มีสัตวรายและมีภัยอันตรายมาก อนุภาวะที่ แสดงออกคือ อาการเดี๋ยวรอนเดี๋ยวหนาว เพราะเดี๋ยวก็ฝนตกเดี๋ยวก็แดดออก แตก็ยังทนเดิน ตอไปแมจะกลัวก็ตาม เมื่อเดินไปสักพักก็เกิดเหตุการณดังนี้ คืนหนึ่งนางมุกดาวลีฝนวา นางเดินลุยไปในหนองน้ําขุนโสโครก นางอุมเด็กคน หนึ่งซึ่งมีอาการเหมือนเจ็บ เด็กนั้นดิ้นแลรองครวญคราง มีเด็กอื่นเปนอันมากได ยินรองก็รองบาง เด็กเหลานั้นรูปรางพิกล บางคนก็ปองเหมือนคางคก บางคนก็ ผอมยืดนอนอยูตามขอบหนอง บางคนก็ลอยอยูเหนือน้ํา เด็กเหลานั้นมีอาการ
  • 81.
    76 เหมือนหนึ่งระดมกันรองใสเอานาง ประหนึ่งวานางเปนเหตุใหรองไห แลจะวา กลาวปลอบโยนหรือขูเกรี้ยวกราดประการใดก็ไมนิ่งทั้งนั้น ( หนา 360 ) วิภาวะคือ การฝนถึงสิ่งที่นากลัว ผิดปกติจากธรรมดา อนุภาวะของความนากลัวคือ การสงเสียงปลอบประโลมและขูเกรี้ยวกราด ความนากลัวตอมาเปนความนากลัวที่เกิดจากการขมขูของโจร มีความตื่นตระหนก พรั่นพรึง และความตายรวมอยูดวย ดังบรรยาย ครั้นคนทั้งสามไมหยุด กิราตะก็พูดเสียงโกรธดังกองไปเหมือนนกที่ตกใจกลัว ตาก็ เหลือกไปเหลือกมาแลแดงดวยความโกรธ มือถืออาวุธชูขึ้นแกวงอยูบนศีรษะ ใน ทันใดนั้นพวกกิราตะก็หลั่งกันออกจากพุมไม แลที่กําบังหลังกอนหิน ตางคนตาง ชวยกันยิงมาดังหาฝน ( หนา 361 ) วิภาวะคือ การเจอกับโจรรายจํานวนมาก อนุภาวะคือ การวิ่งหนีไปหลบเพื่อตั้ง หลัก เพราะฝายโจรมีจํานวนมาก และสงเสียงดังนากลัว ภยานกรสตอนตอมาเปนตอนปลายเรื่อง เมื่อพระวิกรมาทิตยไมตอบคําถามของ เวตาล ทําใหพระวิกรมาทิตยพาเวตาลมาใหโยคีศานติศีล และเกิดเหตุการณดังนี้ ครั้นเวตาลไปพนแลว พระวิกรมาทิตยก็รีบทรงดําเนินไปถึงปาชา พบโยคีกําลังนั่ง เคาะกะโหลกหัวผีกลาวไมหยุดปากวา “โห กาลี โห ทุรคา โห เทวี” รอบตัวโยคีนั้น มากไปดวยรูปกายอันนาเกลียดนากลัว คือผีอสูรทั้งหลายสําแดงรูปตางๆ กัน บางก็ เปนนาค บางก็เปนภูต บางก็เปนรูปแพะใหญซึ่งผีแหงผูฆาพราหมณไดเขาสิงอยู บางก็เปนหนอนใหญซึ่งผีแหงพราหมณกินเหลาเปนผูสิง บางก็เปนรูปคนหนาเปน มาแลอูฐแลลิง บางก็เปนรูปคนขาขางเดียวหูขางเดียวแลเปนผีดูดเลือด เพราะเมื่อยัง ไมตายไดขโมยของวัด บางก็มีรูปเปนแรงแลเปนผีเลวๆ เพราะเคยเปนชูกับเมีย อุปชฌาย หรือไดเมียเปนคนต่ําชาติ หรือเปนผีทําบาปอื่นตางๆ บางก็เปนรูปสัตวอัน นาเกลียดแลนากลัว กัดกินทอนแหงศพมนุษย แลทําเสียงกึกกองไปทั้งปาชา ( หนา 383 )
  • 82.
    77 และ แลวโยคีก็หยิบเอาศพซึ่งเปนศพเด็กออกมาจากยาม แลวหันหนาไปทางทิศใต ราย มนตรอยูครูหนึ่งศพนั้นก็มีอาการเหมือนเปน แลวโยคีก็ถวายของเปนเครื่องบูชา พระเทวี คือ พลู ดอกไม ไมจันทน ขาว ลูกไม แลเนื้อมนุษยซึ่งไมเคยถูกคมเหล็ก แลวเอาเชื้อเพลิงใสลงในกะโหลกหัวผี จุดไฟเปาจนลุกเปนเปลวใชแทนโคมสอง ทาง นําพระราชาแลพระราชบุตรไปยังเทวรูปนางกาลีเปนรูปหญิงดําคอขาดจากตัว ครึ่งหนึ่ง ลิ้นแลบออกมาจากปากซึ่งอากวาง ตาแดงเหมือนคนเมา คิ้วแดง แลผมซึ่ง เปนเสนหยาบนั้นหอยคลุมไปจนถึงเทา เสื้อผาที่คลุมนั้นคือหนังชางแหง สะเอวรัด ดวยมาลัยรอยดวยมือแหงยักษซึ่งนางฆาตายในขณะรบ มีศพสองศพหอยเปนกุณฑล ที่หูสองขาง แลสรอยคอนั้นเปนโซกะโหลกหัวคน มือทั้งสี่ถือดาบ บาศ ตรี แลคทา เทาหนึ่งเหยียบอกพระศิวะผูสามี อีกเทาหนึ่งเหยียบนอง หนาเทวรูปอันนากลัวนี้ มี เครื่องใชในการบูชาตางๆ คือตะเกียง หมอ แลภาชนะอื่นๆ กับสังขแลฆองเปนตน ของเหลานี้มีกลิ่นเลือดทั้งนั้น ( หนา 385 ) วิภาวะของทั้งสองตอนนี้คือ การไดยินเสียงที่ผิดปกติ การเห็นภูตผีปศาจ แต อนุภาวะของผูเปนพระราชาคือ ความนิ่งสงบ ไมแสดงความกลัวออกมา แตผูอานจะรับรู ความรูสึกนากลัวไดจากการบรรยายของผูประพันธ ภยานกรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล เกิดจากการรับรูความกลัวครบทั้ง 3 ประเภท คือ ความกลัวที่เกิดจากการหลอกลวง ซึ่งปรากฏในตนเรื่อง เรื่องที่ 9 และปลายเรื่อง สวน ความกลัวที่เกิดจากการลงโทษนั้นปรากฏอยูในเรื่องที่ 2 และความกลัวที่เกิดจากการขมขูซึ่ง ปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 และ 9 ทั้งหมดนี้มีวิภาวะของความนากลัวคือ การเห็นภูตผีปศาจ สัตว ราย การไปปาชา การไดเดินทางในที่เปลี่ยวหรือปารก การกระทําความผิด อนุภาวะของ ความนากลัว คือ การตกใจตกประหมา การวิ่งหนี การสงเสียงดัง และมีสาตตวิกภาวะ คือ ภาวะตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน และเสียงเปลี่ยน จากการไดยินเสียง ผิดปกติ ไดเห็นภูตผีปศาจหรือสัตวราย
  • 83.
    78 พีภัตสรสและองคประกอบของรส พีภัตสรส คือ ความเบื่อรําคาญ ขยะแขยง เปนรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นารังเกียจ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก เชน เลือด และสิ่งนา รังเกียจที่สกปรก เชน อุจจาระ หนอน อาจมีภาวะเสริม คือ ความสิ้นสติ ความตื่น ตระหนก ความหลง ความปวยไข ความตาย เปนตน วิภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ ไดแก สิ่งที่ไมสบอารมณหรือไมตองประสงค สิ่งชวนสลดใจ สิ่งสกปรก เปนตน อนุภาวะ ของความนาเบื่อ นารังเกียจ คือ การทําทาทางขยะแขยง นิ่วหนา อาเจียน ถมน้ําลาย ตัว สั่น ฯลฯ พีภัตสรสแรกเกิดขึ้นในตอนตนเรื่อง เปนความนาเบื่อที่เกิดขึ้นกับพระวิกรมาทิตย เมื่อทรงทิ้งบานเมืองปลอมตัวเปนโยคีไปทองเที่ยว กวีบรรยายดังนี้ ฝายพระวิกรมาทิตย เมื่อเสด็จพาพระโอรสปลอมเปนโยคีเที่ยวเตร็จเตรตามเมืองแล ปาตางๆ ประมาณปหนึ่งก็บังเกิดเบื่อหนาย เพราะเสื้อผาเครื่องทรงไมสบาย ควร แกราชูปโภค บางคราวก็หิว บางคราวก็ตองตอสูสัตวปาที่นึกวากษัตริย 2 องค คือ เนื้อ 2 กอน ( หนา 14 ) วิภาวะของความนาเบื่อนี้ คือ การใชชีวิตอยูกับสิ่งที่ไมตองประสงค คือคนที่เคยอยู สบาย เมื่อใชชีวิตเปนโยคีอยูตามเมืองตามปาก็เกิดความเบื่อหนาย อนุภาวะคือ การเดินทาง กลับมาปกครองเมืองดังเดิม ถัดมาเปนเหตุการณที่กวีบรรยายความนารังเกียจของปาชาดังนี้ สักครูหนึ่งถึงกลางปาชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นสิ่งซึ่งนาเปนที่รังเกียจตางๆ อยูลอมกองไฟซึ่งไดเผาศพใหมๆ ภูตผีปศาจปรากฏแกตารอบขางเสือคํารามอยูก็มี ชางฟาดงวงอยูก็มี หมาไนซึ่งขนเรืองๆ อยูในที่มืดก็กินซากศพ ซึ่งกระจัดกระจาย เปนชิ้นเปนทอน หมาจิ้งจอกก็ตอสูกันแยงอาหาร คือ เนื้อแลกระดูกมนุษย หมีก็ ยืนเคี้ยวกินตับแหงทารก ในที่ใกลกองไฟเห็นรูปผีนั่งยืนแลลอยอยูเปนอันมาก ทั้ง มีเสียงลมแลฝน เสียงสุนัขเหาหอน เสียงนกเคาแมวรอง แลเสียงกระแสน้ําไหล กลบกันไป ( หนา 33 )
  • 84.
    79 วิภาวะของความนาเบื่อ นารังเกียจ คือการเห็นและสัมผัสสิ่งสกปรก สิ่งที่ชวน สลดใจ อนุภาวะคือ การทําหนาขยะแขยง และนิ่วหนา แตความเปนพระราชาก็คงจะไม แสดงอาการออกมามากนัก เพราะจะตองไมรังเกียจและเก็บอาการไว แมวาจะรูสึกอยางนั้น ก็ตาม มีสาตตวิกภาวะคือ อาการตะลึงงันที่ไดเห็นสิ่งที่นาขยะแขยง ไมนารื่นรมย พีภัตสรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 7 เปนเรื่องของนางจันทรประภาและมนัสวีที่ ปลอมตัวเปนหญิงสะใภพราหมณ เมื่อลักลอบไดเสียกันและอยูดวยกันนานๆ ก็เบื่อ ซึ่งกวี บรรยายความเบื่อไวดังนี้ ครั้นเมื่อไดชายที่รักมาสมหมาย ก็นาจะยังไมเบื่อ ไมนั่งหาว แลไมแสดงพิโรธเล็กๆ นอยๆ กอนปหนึ่งจากวันที่ไดชายนั้นมาเปนสามี แตการหาเปนเชนนั้นไม นาง จันทรประภาพระราชธิดาทรงเบื่อมนัสวี แลเบื่อความไมเห็นคนอื่นนอกจากมนัสวี เสมอกับมนัสวีเบื่อพระราชธิดา แลความไมเห็นคนอื่นนอกจากพระราชธิดา ( หนา 282 ) วิภาวะของความนาเบื่อคือ การไดอยูและเห็นคนเดิมๆ ทํากิจกรรมเดิม ไมมีอะไร ใหมใหพบเจอ มีอนุภาวะคือ การนั่งหาว ทําอะไรใหกันก็ไมพอใจ พีภัตสรส หรือรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นารังเกียจ แบงไดเปน 2 ประเภท คือเกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง และในเรื่องที่ 7 มี วิภาวะคือ การอยูกับสิ่งที่ไมสบอารมณ ไมถูกใจ อยูกับใครนานๆ มีอนุภาวะ คือ การกลับ บานเมือง การนั่งหาว หรือไมพอใจพฤติกรรมของผูที่อยูดวย และ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ สกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตอนตนเรื่องตอนเดียว มีวิภาวะคือ การเห็นในสิ่งที่สกปรกชวน ขยะแขยง มีอนุภาวะคือ การทําหนาทาทางขยะแขยงหรือนิ่วหนา แตก็ไมมาก เพราะเปน พระราชาจึงตองเก็บอาการไว สวนสาตตวิกภาวะคือ ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นในสิ่งที่ นาขยะแขยง อัทภูตรสและองคประกอบของรส อัทภูตรส คือ ความอัศจรรยใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความนาพิศวง อันมี 2 ประเภท คือ เกิดจากสิ่งที่เปนทิพย หรืออภินิหาร และเกิดจากสิ่งที่นารื่นรมย อาจมีภาวะ เสริม คือ ความตื่นตระหนก ความหวั่นไหว ความยินดี ความบาคลั่ง ความมั่นคง เปนตน วิภาวะของความนาพิศวง ไดแก การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย การไดรับสิ่งที่ปรารถนา การไป
  • 85.
    80 เที่ยวในสถานที่ที่งดงาม นารื่มรมย เชนอุทยาน วิหาร การเห็นสิ่งที่เปนมายา หรือมีเวท มนตร ฯลฯ อนุภาวะของความนาพิศวง คือ การทําทาประหลาดใจ หรืออุทานดวยความ แปลกใจ เปนตน อาจมีปฏิกิริยา เชน การนิ่งตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก น้ําตาไหล ฯลฯ รสแหงความอัศจรรยใจนี้ เกิดจากการไดรับรูความพิศวง ในตอนตนเรื่องที่ยกมานี้ เปนความพิศวงอันเกิดจากสิ่งที่เปนทิพย กลาวคือเมื่อพราหมณบําเพ็ญตบะจนเกิดเหตุการณ ดังนี้ ในที่สุดเทวทูตลงมาจากสวรรค ยื่นผลไมใหผลหนึ่งบอกวาเปนผลไมอํามฤต ถากิน แลวจะยืนชีวิตอยูค้ําฟา ( หนา 5 ) วิภาวะของความนาพิศวง คือการไดรับในสิ่งที่เปนทิพย นั่นก็คือผลไมอํามฤต ซึ่ง กินแลวสามารถอยูทนค้ําฟา อนุภาวะคือ ความยินดีที่ไดรับผลไมนี้ แมตอนหลังเมื่อนาง พราหมณีแกลงพูดใสความจนไมกินผลไม แตก็ยังสามารถนําไปถวายพระภรรตฤราชได รางวัลอีกมากมาย หรือตอนที่โยคีศานติศีลปลอมตัวมาเปนพอคา ถวายผลไมแดพระวิกรมาทิตย ดัง เหตุการณ วันหนึ่งพระวิกรมาทิตย เสด็จลงไปทอดพระเนตรมา ณ โรงมาตน ประสบเวลาที่ พอคาไปเฝา พอคาก็ถวายผลไมที่โรงมา พระราชาทรงรับแลวก็ทรงเดาะผลไมนั้น เลนแลทรงนิ่งตรึกตรองอยูเผอิญผลไมตกจากพระหัตถ กลิ้งไปใกลลิงซึ่งผูกไวใน โรงมาตน สําหรับคอยรับอุปทอันตรายตางๆ มิใหเกิดแกมา ลิงเห็นผลไมกลิ้งไป ใกลก็ฉวยเอาไปฉีกกิน ทับทิมเม็ดใหญงามชวงโชติก็ตกจากผลไมนั้น พระราชาแล ขาราชการที่ตามเสด็จตางก็พิศวง เพราะไมมีใครเคยเห็นทับทิมงามเชนนี้เลย ( หนา 27 ) วิภาวะ คือ การไดเห็นในสิ่งที่นารื่นรมย เปนสิ่งที่มีคามากๆ นั่นก็คือทับทิมเม็ด ใหญ อนุภาวะคือ ความประหลาดใจที่เห็นทับทิมเม็ดใหญและงดงามมาก อยูในผลทับทิม ความอัศจรรยใจในนิทานเวตาลนับวามีมากพอประมาณ แมแตคําบรรยายลักษณะ ของเวตาลก็ทําใหนาพิศวงดังนี้
  • 86.
    81 ศพนั้นลืมตาโพลง ลูกตาสีเขียวเรืองๆ ผมสีน้ําตาลหนาสีน้ําตาล ตัวผอมเห็น โครงเปนซี่ๆ หอยเอาหัวลงมาทํานองคางคาว แตเปนคางคาวตัวใหญที่สุด เมื่อจับ ถูกตัวก็เย็นชืดเหนียวๆ เหมือนงู ปรากฏเหมือนหนึ่งวาไมมีชีวิต แตหางซึ่งเหมือน หางแพะนั้นกระดิกได พระวิกรมาทิตยทอดพระเนตรเห็นเชนนี้ ก็ทรงคิดในพระ หฤทัยวา ตัวที่หอยอยูนั้นคือเวตาล แตเดิมทรงคิดวาศพนี้คือศพลูกชายของพอคา น้ํามัน ซึ่งยักษไดทูลไววาโยคีเอาไปแขวนไวที่ตนไม ครั้นเมื่อเห็นเปนเวตาลเชนนี้ ก็ทรงพิศวง แตทรงดําริวาชะรอยโยคีจะแกลงเปลี่ยนศพลูกชายพอคาน้ํามันใหมีรูป เปนเวตาล เพื่อจะลวงใหสนิทดอกกระมัง ( หนา 37 ) วิภาวะคือ การไดเห็นในสิ่งแปลกใหม แมจะมีลักษณะนากลัว นารังเกียจอยูบาง เหตุแหงความพิศวงอีกอยางก็คือ จากที่เคยไดฟงอสูรปถพีบาลเลานั้น ศพที่หอยอยูนี้นาจะ เปนศพของเด็กผูชาย สภาพศพนาจะแหงเพราะถูกแขวนไวกับตนไม แตเมื่อเห็นเวตาลนั้นมี ลักษณะผิดไปจากที่คิดไว อนุภาวะคือ การทําทาประหลาดใจ อัทภูตรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่งเปนเรื่องราวแปลกๆ ของวีรพล ดังบรรยาย ในเวลาเชาทุกวันไดเอาทรัพยที่ไดในวันกอนมาแบงออกเปนสองสวน สวนหนึ่ง แจกจายใหแกพราหมณแลปุโรหิต สวนที่เหลือนั้นแบงออกอีกเปนสองภาค ภาค หนึ่งแจกแกไวราคี คือคนขอทานซึ่งประกาศตัววานับถือพระวิษณุเปนเจา แลสันยา สี (ผูนับถือพระศิวะเปนเจา) ซึ่งเปนผูมีกายอันชโลมดวยเถาถาน แลปกปดกายดวย ทอนผาซึ่งจะมิดชิดก็ไมมิดได แลพากันยื่นศีรษะซึ่งมุนเหมือนเชือกแนนกันเขาไป รับแจกที่ประตู สวนทรัพยที่ยังเหลืออยูจากที่แจกแลวนั้น วีรพลใหมีผูจัดประกอบ อาหารอันมีรส แลเมื่อไดเลี้ยงคนขัดสนอาหารทั้งหลายจนอิ่มหนําสําราญทั่วกันแลว วีรพลแลบุตรภริยาจึงกินแลวแตจะมีเหลือ การจําหนายทรัพยทุกๆ วันเชนนี้มีคํา กลาวสืบกันมาวาเปนวิธีดีนัก ( หนา 162) วิภาวะของความอัศจรรยใจนี้คือ การแบงทรัพยที่คนสวนใหญพึงเก็บ มาแจกจาย ออกเปนสองสวนขางตน วีรพลนั้นขอคาจางจากพระรูปเสนเปนจํานวนมหาศาล แตวีรพล ไมไดเก็บไวทั้งหมด กลับแจกจาย และจัดอาหารเลี้ยงคนที่ลําบาก ซึ่งนาพิศวงสําหรับผูพบ เห็นอยางยิ่ง อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจของผูที่รับรูหรือพบเห็น
  • 87.
    82 ความอัศจรรยใจตอมาเปนความนาพิศวงซึ่งอยูในเรื่องที่ 5 ไดอธิบายตําราของพวก โจรลวนแตนาพิศวงดังนี้ บางพวกก็ทาตัวดวยน้ํามันแลทาขอบตาดวยเขมาแลวทองมนตที่จะทําใหตาสวาง เห็นไดไกลในเวลามืด บางพวกก็ฝกซอมวิชาซึ่งไดเรียนรูเนื่องมาจากเทวดาผูถือ หอกทองคือ พระกรรติเกยะ (สกันทะ) ผูเปนเจาแหงโจรกรรม แลเปนผูที่ไดแสดง ตําราชื่อ เจาริยวิทยา แกชายผูหนึ่งชื่อ ยุคาจารย เปนแบบฉบับสําหรับสั่งสอนศิษย สืบมา โจรบางพวกฝกฝนวิชาซึ่งกลาวในตําราทั้ง 4 อยาง สําหรับการทําทางเขาไป ในเรือนคือ (1) เจาะผนังเอาอิฐดินสุกออกทีละแผนๆ (2) เจาะผนังตึกซึ่งกอดวยอิฐ ดินดิบ เมื่อกําแพงนั้นออนดวยความชื้น หรือแหงเกราะดวยแสงแดด หรือดวยใช น้ําเกลือ (3) เทแลสาดน้ําราดผนังดิน (4) เจาะฝาไม อนึ่งลูกแหงพระสกันทะ เหลานั้นเจาะฝาเปนรูปดอกบัว รูปพระอาทิตย รูปพระจันทรขางขึ้น รูปทะเลสาบ แลรูปหมอน้ํา ตามวิธีที่บัญญัติไวในคัมภีร แลทาน้ํามันวานยาเปนเครื่องกําบังตัวมิ ใหใครเห็น แลปองกันอาวุธมิใหถูกกาย ( หนา 207 ) วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งที่เปนมายา หรือเวทมนต ซึ่งนับวาแปลกดี เพราะตําราทั้ง 4 อยางนี้สอนวิธีการเขาไปในเรือน ซึ่งตางจากวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ที่อานมานั้นก็จะเปน การสะเดาะกลอนประตู หรือเปามนตใหสลบมากกวา อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ อาจมีปฏิกิริยาอาการนิ่งตะลึงงันขณะที่ไดเห็นก็เปนได ความอัศจรรยตอนตอไปอยูในเรื่องที่ 6 ถือเปนสิ่งที่เปนอภินิหารมาก ดังบรรยาย ฝายเจาของบานเมื่อไดยินดังนี้ก็ยิ้ม แลวลุกไปหยิบสมุดเลมหนึ่งมาจากที่ซึ่งซอนไว คือบนขื่อ สมุดนั้นคือตํารา สังชีวนีวิทยา คือวิชาชุบคนตายใหคืนชีวิต ครั้นหยิบ หนังสือลงมาแลว ชายเจาของหนังสือก็กางตําราออกทําพิธีชุบลูกใหคืนเปน ไมชา เด็กก็กลับมารองไหเสียงดังอยูอยางเกา ชายผูเปนบิดาจึงกลาววา “บรรดาของมีคา ทั้งหลายจะหาสิ่งใดมีคาเกินวิชานั้นหาไดไม ทรัพยอื่นๆ อาจถูกขโมยลัก หรือลด นอยลงไปดวยการจับจาย แตวิชานั้นไมมีความตายแลยิ่งจายมากก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น วิชานี้จะแบงใหแกใครใหเปลืองไปก็ไมได แลขโมยจะลักก็ลักไมได” ( หนา 256 )
  • 88.
    83 และ เมื่อไดกลาวสรรเสริญแลบูชานางจัณฑีดวยเลือดแลเนื้อของตนดังนั้นแลว ชายทั้ง สามก็ชวยกันรวมเถาแลอัฐิแหงนางซึ่งชายคนที่ ๑แลคนที่ ๒ ไดเก็บรักษาไวนั้นให เปนกองเดียวกัน ชายคนที่ ๓ ผูเปนเจาของตําราก็รายมนตรจนเกิดไอสีขาวขึ้นมาจาก ดิน แลวเกิดเปนรูปลอยอยู แลวเกิดความดูด ดูดเอาเถาแลอัฐิซึ่งกองอยูนั้นเขาไปใน รูป อีกครูหนึ่งก็เกิดเปนนางมธุมาลตีชีวิตคืนมาอยางเดิม แลนางขอใหชายทั้งสามพา ไปสงยังเรือนบิดา ( หนา 259 ) วิภาวะของความทั้งสองนี้คือ การไดเห็นการชุบชีวิตคนตายใหกลับฟน ซึ่งเรียก ตํารานี้วา สังชีวนีวิทยา คือวิชาชุบคนตายใหคืนชีวิต ซึ่งใครที่ไดพบเห็นเหตุการณอยางนี้ ตองพิศวงไปตามๆ กัน อนุภาวะของความนาพิศวงคือ การทําทาประหลาดใจ มีสาตต วิกภาวะคือ ปฏิกิริยาอาการนิ่งตะลึงงัน เหงื่อออก และขนลุกรวมอยูดวย ความนาพิศวงตอมาอยูในเรื่องที่ 7 เปนความอัศจรรยของลูกอมที่มีสรรพคุณแปลก แตกตางจากลูกอมอื่นดังนี้ ในเรือนของเรานี้ มีวิชาลับซึ่งไดสงตอเปนมรดกกันมาหลายชั่วคน แลขาใชวิชานี้ กระทําประโยชนใหเกิดแกมนุษย แตการใชความรูของขานี้จะสําเร็จประโยชนก็ ตอเมื่อผูซึ่งมาขอใหชวยนั้นมีใจบริสุทธิ์แลตั้งใจจริงที่จะรับประโยชน ลูกอมลูกนี้ถา เจาอมเขาในปาก เจาจะกลายเปนหญิงอายุ 12 ป ถาเอาออกจากปากจึงจะคืนรูปเดิม ถาขาใหลูกอมนี้แกเจา เจาตองตั้งใจแนนอนวาจะเอาไปใชแตทางที่ดี มิฉะนั้นจะเกิด เหตุเปนทุกขแกเจาอยางใหญ เหตุฉะนั้นเจาจงตรึกตรองในใจใหดีเสียกอนจึงรับลูก อมนี้ไปใช ถาไมแนใจก็อยารับไปเลย ( หนา 271 ) และ มูลเทวะจึงสงลูกอมลูกหนึ่งใหมนัสวีอมไวในปาก แตกําชับใหระวังมิใหกลืนลวง ลําคอเขาไปเปนอันขาด สวนลูกอมอีกลูกหนึ่งนั้นมูลเทวะอมเอง คนทั้งสองก็มีรูปเปลี่ยนไป
  • 89.
    84 มนัสวีเปนหญิงสาวสวย มูลเทวะเปนพราหมณแกอายุไมต่ํากวา 80ป ( หนา 272 ) วิภาวะของทั้งสองขอความนี้คือ การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย และเปนสิ่งนาปรารถนา เพราะลูกอมวิเศษนี้ถามีอยูจริง ใครๆก็คงอยากได แมจะมีขอแมอะไรก็ตาม อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ หรือครางเบาๆ ดวยความพิศวงก็เปนได ความอัศจรรยใจตอมาปรากฏอยูในเรื่องที่ 8 เมื่อทีรฆะทรรศินทูลขอพระราชาไป อาบน้ําตามทาบุญตางๆ และไดโดยสารเรือเดินทางในทะเลจนพบเหตุการณประหลาดนี้ วันหนึ่ง ทีรฆะทรรศินเห็นคลื่นลูกหนึ่งเกิดขึ้นในทะเล แลวมีตนกัลปพฤกษผุด ขึ้นมาจากน้ํา กิ่งกานเปนทองทั้งตน มีแกวประพาฬประดับเปนชอ ๆ ลูกแลดอกลวน แลวดวยมณีมีคา ความงามที่เหลือจะพรรณนาได บนกิ่ง ๆ หนึ่งมีอาสนะประดับดวย แกว บนอาสนะมีนางนั่งเอนพิงอยู นางนั้นงามเปนที่พิศวง ทีรฆะทรรศินตกตะลึงอยู ครูหนึ่ง นางก็หยิบพิณขึ้นดีดแลขับดวยสําเนียงไพเราะจับใจ ( หนา 318 ) วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งทิพยซึ่งเปนสิ่งที่นารื่นรมยและแปลกมาก ธรรมดากลาง ทะเลคงไมมีตนกัลปพฤกษที่มีอัญมณีประดับอยูมากมาย และยังมีนางทิพยออกมาดีดพิณรอง เพลงใหฟงอีก อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ พรอมทั้งอุทานรําพึงรําพันออกมาออกมา นั่งคิดตรึกตรองถึงสิ่งที่เห็นตลอดเวลา มีปฏิกิริยาคือ อาการยืนตะลึง เมื่อกลับถึงบานเมืองทีรฆะทรรศินก็เลาเรื่องที่พบเห็นขางตนใหพระราชายศเกตุฟง พระราชาเกิดหลงรักนางทิพยและก็ออกเดินทางตามที่ทีรฆะทรรศินเลา หวังจะไดพบเจอนาง ทิพย เมื่อเจอเหตุการณเหมือนที่ทีรฆะทรรศินเจอ พระราชายศเกตุไมหยุดแคนั้น ทรง กระโจนลงทะเลตามนางทิพยไปดวย เมื่ออยูใตทะเล พระราชาก็เจอเหตุการณดังนี้ ในทันใดนั้นไดทอดพระเนตรเห็น แลเสด็จไปถึงเมือง ๆ หนึ่งงามนัก มีแสงระยับ จากเรือนซึ่งมีมณีเปนเสา ทองเปนผนัง หนาตางแลมานลวนแตมุกดา มีสวนซึ่งมี สระอันงาม มีขั้นบันไดทําดวยมณีสีตางๆ สําหรับเดินลงสระ แลมีตนกัลปพฤกษ หลายตน พระราชาทรงเดินจากเรือนนี้สูเรือนโนนในเมืองนั้นจนไดเที่ยวเกือบจะทั่ว
  • 90.
    85 ทุกเรือน ( หนา 327) วิภาวะคือ การไดเดินทางไปพบเจอสถานที่งดงาม นารื่นรมย อนุภาวะคือ ทาทาง ประหลาดใจ ที่ใตทะเลจะมีบานเรือนและยังสวยงามอีกดวย ความอัศจรรยใจตอมา เกิดเมื่อนางทิพยโดนบิดาสาปใหถูกยักษกลืนเขาไป เมื่อทาว ยศเกตุฆายักษตาย แตนางทิพยกลับไมเปนอะไรเลย นาพิศวงนิ่งนัก ดังบรรยาย พอนางออกจากกายรากษสไมมีอันตรายประการใด ปรากฏความงามตามเคย เหมือนหนึ่งแสงพระจันทรซึ่งสองสวางไปทั่ว พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางคืน มาดังนั้นก็ทรงยินดีวิ่งเขาสวมกอดนาง พลางตรัสถามวาการเปนเชนนี้เพราะเหตุไร เปนความฝนหรือความเปนจริง ( หนา 332 ) วิภาวะคือ การเห็นในสิ่งที่เปนอภินิหาร เพราะคนที่ถูกยักษกลืนเขาไป เมื่อยักษนั้น ตายแตนางกลับรอดมาไดนั้น สรางความพิศวงยิ่งนัก อนุภาวะคือ ความยินดีวิ่งเขาสวมกอด มีสาตตวิกภาวะคือ อาการขนลุก น้ําตาไหลดวยความยินดี ใตทะเลอันเปนที่อยูของนางทิพยนี้มีของวิเศษที่นาพิศวงหลายอยาง เมื่ออยูนานๆ เขาพระยศเกตุก็หาทางพานางกลับบานเมือง วิธีที่จะกลับบานเมืองก็ประหลาดดังนี้ ครั้นพระองคแลนางยืนชะโงกดูอยูดวยกันที่ปากอางแลว พระราชาก็กอดพระศอ นางพาโจนลงในอาง ในทันใดนั้นสององคก็เสด็จผุดขึ้นในสระแหงพระราชอุทยาน ในนครของพระยศเกตุ คนเฝาสวนเห็นพระราชาเสด็จกลับมาก็มีความยินดีรีบสง ขาวไปใหทีรฆะทรรศินผูรักษาพระนครทราบ ทีรฆะทรรศินกับหมูเสนาอํามาตย ก็ พากันรีบไปรับเสด็จ ณ พระราชอุทยาน แลวพากันแวดลอมตามเสด็จเขาพระราชวัง ( หนา 336 ) วิภาวะคือ การพบในสิ่งที่เปนทิพย นั่นคือเมื่อเวลาไปยังเมืองบาดาลก็กระโจนลง ไปธรรมดา แตเวลาจะออกจากเมืองแทนที่จะวายผุดขึ้นจากน้ํา กลับมีอางแกววิเศษเปน ประตูเดินทางกลับ อนุภาวะคือ ทาทางประหลาดใจ มีปฏิกิริยาอาการนิ่งตะลึงงันของคน สวนที่เห็นเหตุการณพระราชาและนางทิพยผุดขึ้นจากสระก็ได
  • 91.
    86 อัทภูตรสตอนตอมาอยูในเรื่องที่ 9 เปนตอนที่พูดถึงรถวิเศษที่เหาะไดของคุณากร ซึ่งรัตนทัตตไปขอรองใหชวยพาไปตามนางมุกดาวลีที่ถูกผีมหาเสนีหอบไปไวที่ยอดเขา หิมาลัยความวิเศษของรถและความนาพิศวงเวทมนตของรัตนทัตตมีดังนี้ คุณากรเปนคนใจดี แมจะไดขุนเคืองดวยเหตุแพรัตนทัตตในทางรักก็จริง แตเมื่อผู ชนะมาวานใหชวยก็ยอมชวยจึงจัดรถซึ่งพาเหาะได แลวสองคนก็ขึ้นนั่งบนรถ แล บอกพราหมณหริทาสใหนอนใจวา จะไดลูกสาวคืนมาในไมชา คุณากรก็รายมนต ใหรถลอยขึ้นในอากาศ รัตนทัตตก็รายมนตไลผีมิใหมากีดกั้น ตตสวิตุรวเรณยํ ภโรค เทวสย ธีมหิ ธิโย โย นะ ปรโจทยาต รถก็พาลอยไปถึงยอดสูงสุดแหงเขาหิมาลัย อัน เปนที่ซึ่งผีมหาเสนีพานางไปทิ้งไวนั้น ( หนา 357 ) วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งที่เปนทิพย อภินิหาร และเปนมายา นั่นก็คือรถเหาะ และ เวทมนตรไลผี อนุภาวะคือ ความแปลกใจประหลาดใจ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของผูอาน แคนั้นอาจยังพิศวงไมพอ รัตนทัตตยังมีของและมนตวิเศษอีกดังนี้ ครั้นรัตนทัตตทํานายดังนี้แลวก็หยิบดายออกมาเสนหนึ่ง ตัดออกเปนสามทอน แจก กันคนละทอน แลวอธิบายวา ถาเกิดเหตุเปนภัยแกรางกาย ใหเอาเชือกนั้นผูกเขาที่ แผลๆ ก็จะหายไปในทันที ครั้นแจกเชือกแลวรัตนทัตตก็สอนมนตใหภริยาแลเพื่อน ทองจําไว เปนมนตที่ชุบคนตายใหคืนชีวิตได ( หนา 360 ) วิภาวะคือ เวทมนตรที่สามารถชุบคนตายใหฟนได แสดงผลหรืออนุภาวะคือ ความ ประหลาดใจ ซึ่งคนในสมัยกอนคงมีวิชาชุบชีวิตมาก และก็คงมีจากหลายตํารา หลายสํานัก ดวย ความอัศจรรยใจตอมาปรากฏในตอนปลายเรื่อง เมื่อพระวิกรมาทิตยฆาโยคีศานติศีล แลวก็เกิดเหตุการณดังนี้ ในทันใดนั้นมีเสียงกลาวในอากาศวา “บุรุษพึงฆาคนซึ่งตั้งใจจะฆาตนไดโดยคลอง ธรรม” แลมีเสียงดนตรีแลคําอวยชัยมาจากในฟา ทั้งดอกไมทิพยก็ตกกลนเกลื่อนไป
  • 92.
    87 พระอินทรแวดลอมดวยเทพบริวารก็เสด็จมาเฉพาะพระพักตรพระวิกรมาทิตย แล ตรัสใหขอพรๆ หนึ่ง (หนา 387 ) วิภาวะคือ การไดเห็นสิ่งที่เปนทิพย เสียงพูดอวยพร เสียงดนตรี หรือดอกไมทิพยที่ ตกมาจากฟา อนุภาวะคือ ความประหลาดใจ พิศวงในสิ่งที่เกิดขึ้น อัทภูตรสในนิทานเวตาลนี้ เกิดจากการรับรูความนาพิศวง 2 ประเภทคือ เกิดจาก สิ่งที่เปนทิพยหรืออภินิหาร ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง เรื่องที่ 6 , 7 , 8 , 9 และปลายเรื่อง มี วิภาวะคือ การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย เปนปาฏิหาริยหรืออภินิหาร ไดไปพบเห็นสถานที่ที่ งดงามนารื่นรมยการไดเห็นเวทมนตรมายาตางๆ สวนประเภทที่ 2 เกิดจากสิ่งที่นารื่นรมย ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 และ 8 ทั้ง 2 มีวิภาวะคือ การไดใหและรับในสิ่งที่พึงปรารถนา ทั้งสองประเภทนี้มีอนุภาวะเหมือนกันคือ ทาทางประหลาดใจ หรือเผลออุทาน มีปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะเหงื่อออก ภาวะขนลุก และภาวะน้ําตาไหล จาก การพบเห็นในสิ่งที่เปนทิพย อภินิหาร ปาฏิหาริย และเวทมนตร ศานตรสและองคประกอบของรส ศานตรส คือ ความสงบใจ เปนรสที่เกิดจากการไดรับรูความสงบของตัวละคร ศานตรสในนาฏยศาสตรก็มีแตในตนฉบับบางฉบับเทานั้น ทั้งยังมีลักษณะของการแตงเติม มากกวา ศานตรส คงเปนอิทธิพลของคติทางพุทธที่ถือวาความสงบเปนสิ่งประเสริฐ เปน ทางสูนิพพาน กวีพุทธสวนมากจึงถือวาศานตรสเปนรสที่เดนกวารสอื่นทั้ง 8 ภาวะสงบนี้ ปรากฏในตอนตนเรื่อง เมื่อพระภรรตฤราชพบเหตุการณที่หลอกลวง เกี่ยวกับความรัก พระภรรตฤราชก็รูสึกดังนี้ สวนผลอํามฤตนั้นมีรับสั่งใหลางจนสิ้นมลทินที่ติดจากมือคนตางๆ แลวก็เสวยหมด ทั้งผล แลวทิ้งราชสมบัติเขาปาเปนโยคี คนบางพวกกลาววาพระภรรตฤราชยังทรง โยคะอยูในแถบเขาหิมาลัย อันเปนที่กวาง ยากที่ใครจะตามไปพบ คนบางพวก กลาววา เมื่อจําเริญตบะยิ่งๆ ขึ้น ก็ไดเขารวมอยูในภาวะแหงพระผูเปนเจา อันเปน ที่ประมวลคนดีทั่วไป ( หนา 13 )
  • 93.
    88 วิภาวะคือ การเจอความหลอกลวง ไมจริงใจในรักอนุภาวะคือ ทิ้งสมบัติออกบวช ซึ่งถือความสงบที่ประเสริฐเปนหนทางสูนิพพานนั่นเอง หรือในเรื่องที่ 6 เมื่อหญิงที่ตนรักตายไปแลว ความเศราใจก็พาไปสูความสงบได ดังบรรยาย ชายคนที่ 1 ก็เก็บกระดูกแหงนางรวมเขาเปนหอขึ้นหอยบา แลวประพฤติตัว เปน ไวเศษิก ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิด บนตนยางหรือกินฟกทอง หรือหนอไมไผ 1กินน้ําผึ้งหรือเนื้อสัตว1 ลักทรัพยของ ผูอื่น1 ขมขืนหญิงมีสามี 1 กินดอกไมหรือเนยเหลวหรือเนยแข็ง 1 บูชาเทวดาใน ศาสนาอื่น 1 สวนการปฏิบัติดวยดี ชายผูเปนไวเศษิกยอมตั้งใจมั่นวาการไมทําราย คนแลสัตวอื่นเปนทางเวนที่ชอบ แมผูทําความผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตว ไมขโมย ไมดื่มน้ําเมา ไมมีภริยา นั้นตองถือมั่นเปนนิตย ทรัพยทั้งหลายจะมีไมได เวนแตผาพันกาย ผาเช็ดปาก ภาชนะสําหรับรับทานคือ อาหาร แลแสสําหรับกวาดดิน ดวยเกรงจะเหยียบสิ่งมีชีวิตเทานั้น อนึ่งอาจารย ไวเศษิกสอนใหศิษยไมไวใจในทางที่นอกลัทธิของตน ใหกลัวความทุกขในภพหนา ใหรับทานจากผูอื่นไมเกินที่จะพอเปนอาหารชั่ววันเดียว ไมกินอาหารที่เกี่ยวกับชีวิต สัตวแลใหทําคุณตอคนทั้งหลาย ( หนา 249 ) วิภาวะคือ การสูญเสียหญิงอันเปนที่รัก ความเศราเสียใจนี้แสดงอนุภาวะ คือ การ รักษาศีล ทั้งศีล 5 ศีล 8 และการประพฤติตนอันดี ศานตรสซึ่งปรากฏในนิทานเวตาลนี้ เปนภาวะสงบที่ทําใหคนออกบวช เพื่อ แสวงหาความสงบที่ทําใหสบายใจ มักมีวิภาวะมาจาก ความผิดหวัง ความเศราเสียใจในรัก ซึ่งแสดงอนุภาวะออกมาโดยการออกบวช การรักษาศีล 5 ศีล 8 และการประพฤติตัวใหดีมี คุณธรรม เมื่อวิเคราะหรสที่ปรากฏในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤตพบวา มีรสวรรณคดีครบทั้ง 9 รส ซึ่งรสที่มีมากที่สุด คือ ศฤงคารรสรองลงมาคือ เราทรรส กรุณารส อัทภูตรส วีรรส ภยานกรส หาสยรส พีภัตสรส และศานตรสตามลําดับ
  • 94.
    89 องคประกอบของรสวรรณคดีทั้ง 9 รสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น พิทยาลงกรณ สามารถวิเคราะหองคประกอบในแตละรสที่ปรากฏออกมาสรุปผลเปนตาราง ไดดังตอไปนี้ ตารางที่ 1 องคประกอบของศฤงคารรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ ตนเรื่อง พระภรรตฤราชพบรักใหม และชมความงามของหญิงสาว ไดอยูกับผูที่ถูก ตาตองใจ มีความสุข กระชุมกระชวย - พระวัชรมุกุฏตกหลุมรัก นางปทมาวดี รักยังไมสมหวัง กระสับกระสาย รูสึกจะตายเสีย ใหได อาการ ตะลึงงัน1 พระวัชรมุกุฏติดตอใหนางนม เปนแมสื่อ รักยังไมสมหวัง รําพึงรําพัน ตื่นตระหนก ตัวสั่น เสียงสั่น พระรามเสนสงทูตไปสูขอนาง จันทราวดี ไดสมรักกับผูที่ ถูกตาตองใจ มีความสุข ยิ้มแยมแจมใส - นกขุนทองเลานิทานให พระรามเสนและนางจันทราวดี ฟง ความรักที่มอบ ใหผูเปนสามี ปรนนิบัติเอาใจ - นกแกวเลานิทานให พระรามเสนและนางจันทราวดี ฟง รูสึกหลงรัก แชมชื่นเบิกบาน เมื่ออยูใกลคน รัก - นกแกวเลานิทานให พระรามเสนและนางจันทราวดี ฟง ไมสมหวังในรัก เดือดรอนใจคิด อะไรโง ทํา อะไรแปลกๆ ตัวสั่น ใจสั่น หวิวๆ จะเปน ลม 2 นกแกวเลานิทานให พระรามเสนและนางจันทราวดี ฟง ไดอยูกับผูที่ถูก ตาตองใจ ตื่นเตน ดีใจ ยิ้มแยมแจมใส เหงื่อออก ทํากิริยา แปลกๆ
  • 95.
    90 ตารางที่ 1 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ นกแกวเลานิทานให พระรามเสนและนางจันทราวดี ฟง ไมไดอยูกับ ชายผูเปนที่รัก กระสับกระสาย ไมอยากทํา อะไร - โสมทัตตพบรักกับ นางมัทนเสนา ไมสมหวัง ไมไดอยู รวมกับผูเปนที่ รัก พร่ําเพอรําพัน อาการตะลึงงัน เดินเขาไปจับ มือหญิงโดยไม รูสึก ตัว โสมทัตตทราบวา นางมัทนเสนากําลังจะแตงงาน ไมสมหวังใน รัก พูดพร่ํารําพัน จะเปนจะตาย ตะลึงงัน เหงื่อออก ขาดสติ ไม ยับยั้ง ชั่งใจ 4 นางมัทนเสนาสารภาพกับโจรวา จะไปหาโสมทัตตผูเปนที่รัก ไมสมหวังใน รัก พร่ําเพอรําพัน - รักแรกพบที่นางโศภนีมีตอนาย โจร รักที่ไม สมหวัง รองไห คร่ํา- ครวญ พร่ําเพอ อยางบาคลั่ง เสียงเปลี่ยน ตัวสั่น น้ําตาไหล 5 นางโศภนีฆาตัวตายตามนายโจร รักที่ไม สมหวัง หมดอาลัยตาย อยาก ยอมฆา ตัวตายตามชาย คนรัก - มนัสวีตกหลุมรักนางจันทร ประภา ผูที่ยังไม สมหวังในรัก กระสับกระสาย สลบไป ใจสั่น ตัวสั่น เปนลม มนัสวีพร่ําเพอถึงความรักที่มีตอ นางจันทรประภา ผูที่ยังไม สมหวังในรัก พร่ําเพอรําพัน -7 นางจันทรประภาพร่ําเพอถึง มนัสวีชายที่ตนหลงรัก ผูที่ยังไม สมหวังในรัก พร่ําเพอรําพัน ไมกินไมนอน -
  • 96.
    91 ตารางที่ 1 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ ลูกชายโกษาธิบดีหลงรัก มนัสวีที่ปลอมตัวเปนหญิงสะใภ พราหมณ ผูที่ยังไม สมหวังในรัก พร่ําเพอรําพัน อยากตาย - 7 ลูกชายโกษาธิบดีหลงรัก มนัสวีที่ปลอมตัวเปนหญิงสะใภ พราหมณ ผูที่ยังไม สมหวังในรัก พร่ําเพอรําพัน กระวนกระวาย ใจ กระสับกระสาย - พระราชายศเกตุหลงรักนางทิพย รักของผูที่ยัง ไมสมหวัง หมดอาลัยตาย อยาก พร่ําเพอรําพัน - พระราชายศเกตุออกตามหานาง ทิพย รักที่ยังไมสม ปรารถนา กระสับกระสาย ทุรนทุราย - พระยศเกตุกระโจนลงทะเลตาม นางทิพยที่จมลงไปในทะเล ตองอยูหาง จากของรัก พร่ําเพอรําพัน กระโจนลง ทะเล อาการ ตะลึงงัน 8 พระยศเกตุพบนางทิพยและได ครองรักกัน ไดอยูกับผูที่ ถูกตาตองใจ ยิ้มแยมแจมใส ชมายชายตา พูดจาดี ออนหวาน - 9 ความรักที่ไมสมหวังของ มหาเสนี อกหัก หมดอาลัยตาย อยาก พร่ําเพอ รําพัน ขูจะฆา ตัวตาย -
  • 97.
    92 ตารางที่ 2 องคประกอบของหาสยรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ พราหมณเฒาพยายามใชปากที่ ไมมีฟนกัดผลอํามฤต ความขบขันที่ตัว ละครพยายาม กัด ผลไมทั้งที่ไมมีฟน ยิ้มนอยๆ - ตนเรื่อง พราหมณเฒาผัวไดรางวัลจาก พระภรรตฤราช ขบขันที่ตัวละคร พยายามขนรางวัล แมในปากที่ไมฟน ก็อมทองไว ยิ้มนอยๆ - 1 พระวัชรมุกุฏคิดคําเรียก นางปทมาวดีไมออก ขบขันในการ แสดงออกของตัว ละคร ยิ้ม - 5 พระราชาปลอมตัวและได สนทนากับโจร ขบขันในกิริยา วาจาที่แปลกและ ตลก หัวเราะเบาๆ - 7 เวตาลแกลงจะเลาบทพิศวาสให พระวิกรมาทิตยฟง ถอยคําที่เวตาล พยายามยั่ว พระวิกรมาทิตย หัวเราะ - พระธรรมธวัชพระราชบุตรของ พระวิกรมาทิตยทรงนึกขันที่ นางมุกดาวลีตอหัวตอตัวผิด ตัวละครหัวเราะ ออกมาดังๆ หัวเราะ - 9 เวตาลหัวเราะที่พระวิกรมาทิตย ตอบคําถาม คําพูดและเสียง หัวเราะของตัว ละครเวตาล ยิ้ม -
  • 98.
    93 ตารางที่ 3 องคประกอบของกรุณารสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ ตนเรื่อง การสิ้นพระชนมของพระชายา พระภรรตฤราช พลัดพรากจาก คนรักไมมี โอกาส จะ กลับมาพบกัน อีก อาการซึมเซา อาการตะลึงงัน หนาและเสียง เปลี่ยน การพลัดพรากและไมไดพบกัน อีกระหวางนางรัตนาวดีกับ นกขุนทอง พลัดพรากจากผู เปนที่รักและจะ ไมไดพบกันอีก รองไห คร่ําครวญ ภาวะน้ําตาไหล เสียงเปลี่ยน ชายหลังอูฐเสียใจที่ นางรัตนาวดีปรนนิบัติตนอยาง ดีแมตนไดเคยลวงนางไปฆา แลวก็ตาม ทรัพยสมบัติ เสียหายและตก ทุกขไดยากแต ภรรยาก็ยัง ปรนนิบัติดีอยู อาการใจออน จนเกือบรองไห - 2 นางชัยศิริใสรายศรีทัตผูเปน สามี ประสบเคราะห กรรม โดนใสราย รองไห ภาวะตัวสั่น น้ําตาไหล สีหนาและเสียง เปลี่ยน 3 วีรพลยอมฆาลูกชายบูชา นางทุรคาเพื่อใหพระรูปเสนไม มีอันตราย ฆาลูกและฆาตัว ตายตาม หมดอาลัยตาย อยากจนฆาตัว ตาย - เศรษฐีไปออนวอนของดโทษ ใหนายโจรเพราะบุตรสาวของ ตนหลงรัก เคราะหกรรมที่ ลูกสาวหลงรัก โจร อาการร่ําไห ของเศรษฐี ภาวะน้ําตาไหล 5 นายโจรทราบวาลูกสาวเศรษฐี หลงรักตน ชะตากรรมของ นายโจรและ เคราะหกรรม ของนางโศภนี การรองไห ภาวะน้ําตาไหล สีหนาและเสียง เปลี่ยน
  • 99.
    94 ตารางที่ 3 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ 5 เศรษฐีฆาตัวตายตามบุตรีที่ฆาตัว ตายตามนายโจร พลัดพรากจากลูก สาวอันเปนที่รัก เสียใจหมด อาลัยตายอยาก จนฆาตัวตาย - ความทุกขของมนัสวีที่ตกหลุมรัก นางจันทรประภา ไมสมหวังในรัก คร่ําครวญ รําพัน - ทานโกษาธิบดีอยากใหบุตรชาย สมหวังในหญิงสะใภพราหมณ บุตรชายที่รักมี ความทุกข น้ําตาคลอตา และกลั้นไว ไมใหไหล - 7 ทาวสุพิจารยกหญิงสะใภ พราหมณใหบุตรชายโกษาธิบดี เคราะหกรรม ของ นางจันทรประภา และมนัสวี ที่ปลอมตัวเปน หญิงสะใภ พราหมณ รองไห คร่ําครวญ ภาวะตะลึงงัน หนาซีด เสียงเปลี่ยน พระยศเกตุฆาอสูรที่กินนางทิพย เขาไปและเขาใจวานางตายไป แลว สูญเสียคนรัก เสียใจจนสิ้น สติ - พระยศเกตุเขาใจวานางทิพยตาย แลว พลัดพรากจาก คนรักโดยไมมี โอกาสพบกัน อีก ทอดถอนใจ คร่ําครวญ - นางทิพยไปอยูกับทาวยศเกตุจน วิชาเสื่อม ประสบเคราะห กรรม เศราโศก เสียใจ เดือดรอนใจ - 8 ทีรฆะทรรศินตรอมใจตายและ พระยศเกตุเสียใจ ทีรฆะทรรศิน เหนื่อยออนใจ และพระยศเกตุ สูญเสียอํามาตย ทีรฆะทรรศิน ตรอมใจตาย และพระยศ เกตุเศราเสียใจ -
  • 100.
    95 ตารางที่ 3 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ มหาเสนีฆาตัวตาย ไมสมหวังในรัก ตีอกชกตัวพร่ํา รําพันจนฆาตัว ตาย - 9 นางมุกดาวลีตอหัวตอตัวผิด เคราะหกรรมที่ ทําใหตอผิด รองไหตีอกชก ตัวควบคุมสติ ไมได -
  • 101.
    96 ตารางที่ 4 องคประกอบของเราทรรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ นางพราหมณีออกอุบายให พราหมณเฒาไมกินผลอํามฤตเพราะ ไมตองการใหพราหมณเฒาเปน อมตะ พราหมณเฒา ไดยินคําพูด ใสความของ นางพราหมณี โกรธจนตั้งใจ จะโยนผล อํามฤตลงกอง ไฟ - อสูรปถพีบาลหามพระวิกรมาทิตย และพระราชบุตรเขาเมือง ไดรับการดู หมิ่น ตวาดอสูร ปถพีบาล - โยคีศานติศีลโกรธที่ถูก นางวสันตเสนาหลอก เจ็บใจจน อาฆาตจอง เวร กลาวคําสาป และฆาบุตร ของตน ภาวะตัวสั่น หนาและเสียง เปลี่ยน พระวิกรมาทิตยโกรธที่เวตาลหลุด ไปไดขณะจับ ไมไดดั่งใจ สั่งราชบุตร ฟนหัวเวตาล ใหขาด ภาวะตัวสั่น ตนเรื่อง เวตาลแกลงยั่วพระวิกรมาทิตยวา ตอบคําถามไมไดเพราะโง ถูกดูหมิ่นวา โง เงียบ - นางปทมาวดีแกลงทําอุบายทดสอบ ปญญาพระวัชรมุกุฏ ตื่นตระหนก และแสรงทํา ทีวาไดรับการ ดูหมิ่นจาก ชายโง ดุดาวากลาว พูดจาเกรี้ยว กราด ภาวะตัวสั่น เสียงเปลี่ยน นางปทมาวดีแกลงทําอุบายทดสอบ ปญญาพระวัชรมุกุฏ แสรงทําทีวา นางนมดูหมิ่น ตนซึ่งเปน พระราชธิดา เอากระแจะ จันทรตบแกม - 1 นางปทมาวดีแกลงทําอุบายทดสอบ ปญญาพระวัชรมุกุฏ แสรงทําทีวา นางนมดูหมิ่น ตนซึ่งเปน พระราชธิดา ฉุดกระชาก และผลักแม สื่อ -
  • 102.
    97 ตารางที่ 4 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ 1 พระวัชรมุกุฏคิดถึงพุทธิศริระมาก จนนางปทมาวดีจับไดและไมพอใจ จึงคิดฆาพุทธิศริระ เจ็บใจ อิจฉา ริษยาเพื่อนของ คนรัก ฝากขนมใส ยาพิษไปให พุทธิศริระ - 2 นกแกวของพระรามเสนทะเลาะกับ นกขุนทองของนางจันทราวดี ทะเลาะทุม เถียง พูดให เจ็บช้ําใจ ลืมไวยากรณ ที่ตนถนัด และใชทุกวัน ภาวะตัวสั่น เสียงเปลี่ยน 3 เวตาลพูดเสียดสีพระวิกรมาทิตย ทุมเถียงและ พูดจาดูหมิ่น ใหเจ็บใจ ตวาดและขู ทําราย - ทาวสุพิจารโกรธโกษาธิบดีที่มาสู ขอหญิงสะใภพราหมณจากตน ตื่นตระหนก และถูกดูหมิ่น ตวาด ภาวะตัวสั่น เสียงเปลี่ยน เวตาลวิพากษวิจารณลักษณะตางๆ ของมนุษยทําใหพระวิกรมาทิตยไม พอใจ คําพูดติเตียน ลักษณะ ธรรมดามนุษย หนีบเวตาลที่ อยูในยามให เจ็บ - พราหมณเฒามาทวงสะใภคืนจาก ทาวสุพิจาร ถูกดูหมิ่น กลาวคําสาป ภาวะตัวสั่น เสียงเปลี่ยน 7 มนัสวีกลับมาอางสิทธิในนางจันทร ประภา แตนางไมยอมรับเพราะ โกรธที่ถูกมนัสวีทอดทิ้ง เสียใจที่ถูก ทอดทิ้ง ไมยอมรับ มนัสวีเปน สามี - พระยศเกตุโกรธที่อสูรกินนางทิพย ไป ตกใจที่หญิง คนรักโดนทํา ราย ฆาอสูรตาย ภาวะตัวสั่น 8 นางทิพยเลาเรื่องที่พระบิดาโกรธจน สาปใหอสูรกลืนเขาไปทุกวันขึ้น 14 ค่ํา ความหิว กลาวคําสาป -
  • 103.
    98 ตารางที่ 4 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ คุณากรโกรธที่นางมุกดาวลีไมเลือก ตนเปนคูมหาเสนีอาละวาดในงาน วิวาหนางมุกดาวลีกับรัตนทัตต ไมสมหวังใน รักผิดหวัง อาฆาตจองเวร จับหนวดบิด ตาแดงพูดจา วาราย ขาด สติ เหงื่อออก น้ําตาไหล ภาวะตัวสั่น เสียงเปลี่ยน มหาเสนีอาละวาดในงานวิวาหนาง มุกดาวลีกับรัตนทัตต แคนเคืองที่ถูก หามปราม ตวาด สงเสียงดัง ภาวะตัวสั่น เสียงเปลี่ยน 9 เวตาลแกลงแหยพระวิกรมาทิตยให ตอบคําถาม แสดงความ คิดเห็นไม ตรงกัน ตวาด -
  • 104.
    99 ตารางที่ 5 องคประกอบของวีรรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ พระวิกรมาทิตยตอสูกับอสูร ปถพีบาล ตองการเอาชนะ ศัตรู ทาทีที่มั่นคง และเขมแข็ง - พระวิกรมาทิตยไปพาเวตาลมา ใหโยคีศานติศีลตามที่รับปาก ไว ระลึกไดใน สัญญา ความ รับผิดชอบความ กลาหาญไมเกรง กลัวตอศัตรูหรือ ปศาจ สะกด ความรูสึก ทาทีที่คงมั่นไม หวั่นไหว -ตนเรื่อง พระวิกรมาทิตยเดินทางไปหา เวตาลในปาชา กลาในการ บังคับใจตน ทาทีมั่นคงไม ไหวหวั่น - ความกลาหาญของสุรเสน แม ทัพของพระราชารูปเสน รับผิดชอบใน หนาที่ มีความ กลาหาญในการ รบ กลาหาญ เฉลียวฉลาดใน การทํางาน มี ความเขมแข็ง - ความกลาหาญของวีรพลในการ สูรบ แสดงพละกําลัง ใหเห็นถึงความ กลาเกง เขมแข็ง ไมขลาดกลัว ทาทีมั่นคง เขมแข็ง ไม หวาดหวั่น - บุตรและภรรยาของวีรพลยอม สละชีวิตของตนเพื่อปกปอง พระราชา ยอมตายเพื่อ ตอบแทน บุญคุณ เขมแข็งกลา สละชีวิตของ ตน - วีรพลมีความจงรักภักดี ยอม สละชีวิตลูกเพื่อปกปอง พระราชา มุงมั่นตอบแทน คุณแผนดิน ยอมสละชีวิต บุตร - 3 พระรูปเสนแอบดูเหตุการณที่ วีรพลยอมสละชีวิตบุตรชาย ระลึกในความดี ของวีรพล สละชีวิตตน ฆาตัวตายตาม อาการตะลึง งัน
  • 105.
    100 ตารางที่ 5 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ 3 พระวิกรมาทิตยอธิบายความ กลาหาญของพระรูปเสนให เวตาลฟง คุณธรรมประจํา ใจของตัวละคร ยอมสละชีวิต ตนเอง - พระรันธีระปลอมตัวไปจับโจร ความสงสารเห็น ใจประชาชนซึ่ง ถือเปนความ รับผิดชอบ ความมั่นคง เขมแข็ง ขะมักเขมน - การสูรบระหวางพระรันธีระกับ นายโจร มุงมั่นที่จะ เอาชนะศัตรู ทาทีมั่นคง เขมแข็ง -5 การสูรบระหวางพระรันธีระกับ นายโจร ตองการเอาชนะ แสดงไหวพริบ ในการตอสู ทาทีมั่นคง เขมแข็ง - 10 การตอสูระหวางทาวมหาพล กับพวกภิลล ตอสูเอาชนะ ศัตรูที่ปองราย ทาทีมั่นคง เขมแข็ง -
  • 106.
    101 ตารางที่ 6 องคประกอบของภยานกรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ ตนเรื่อง บรรยายปาชาที่อยูของโยคี ศานติศีล ไดยินเสียงที่ ผิดปกติ การ เห็นภูตผีปศาจ สัตวราย อาการ หยุดชะงัก ภาวะตะลึงงัน 2 ปศาจกัดจมูกนางชัยศิริตอนหนี ไปหาชายชู เห็นภูตผีปศาจ อาการตกใจ ภาวะตะลึงงัน 7 ทาวสุพิจารกลัวคําสาปของ พราหมณเฒา ทําผิดสัญญา การตก ประหมา สง เสียงรองหาม ภาวะตะลึงงน ตัวสั่น หนาและ เสียงเปลี่ยน ผีมหาเสนีตามมาหลอกหลอน ไดเห็นภูตผี ปศาจ ตื่นตระหนก ตกใจ วิ่งหนี หลบซอน ภาวะขนลุก สีหนาเปลี่ยน รัตนทัตตและคุณากรตามนาง มุกดาวลีที่ถูกผีมหาเสนีหอบไป ซอน เดินทางในปา เปลี่ยวมีสัตวราย สภาพอากาศนา กลัว อาการเดี๋ยว รอนเดี๋ยว หนาว เดี๋ยว แดดเดี๋ยวฝน - นางมุกดาวลีเลาความฝน ฝนถึงสิ่งที่นา กลัว ผิดจาก ธรรมดา สงเสียงปลอบ ประโลมและขู เกรี้ยวกราด - 9 รัตนทัตต คุณากร และนาง มุกดาวลี โดนโจรกิราตะดักทํา ราย เจอกับโจรราย จํานวนมาก วิ่งหนีไปหลบ เพื่อตั้งหลัก - พระวิกรมาทิตยพาเวตาลไปพบ โยคีศานติศีล ไดยินเสียง ผิดปกติ การ เห็นภูตผีปศาจ นิ่งสงบ - ปลายเรื่อง พระวิกรมาทิตยพาเวตาลไปพบ โยคีศานติศีล เห็นภูตผีปศาจ นิ่งสงบ -
  • 107.
    102 ตารางที่ 7 องคประกอบของพีภัตสรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ พระวิกรมาทิตยเกิดความเบื่อ ในการเปนโยคีอยูตามปา ใชชีวิตอยูสิ่งที่ ไมตองประสงค กลับบานเมือง ตามเดิม - ตนเรื่อง บรรยายความนารังเกียจของปา ชา เห็นและสัมผัส สิ่งสกปรก สิ่งที่ ชวนสลดใจ นิ่วหนา ขยะแขยง ภาวะตะลึงงัน 7 นางจันทรประภาและมนัสวีตาง ก็เบื่อกันและกัน ไดอยูและเห็น คนเดิมๆ นั่งหาว ทํา อะไรใหกันก็ ไมพอใจ -
  • 108.
    103 ตารางที่ 8 องคประกอบของอัทภูตรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ เทวทูตลงมามอบผลอํามฤตให พราหมณเฒา ไดรับในสิ่งที่ เปนทิพย ความยินดีที่ ไดรับผลไม - โยคีศานติศีลปลอมตัวเปน พอคามาถวายผลไมที่มีทับทิม เม็ดใหญอยูขางใน ไดเห็นในสิ่งที่มี คานารื่นรมย ประหลาดใจ ในขนาดและ ความงดงาม ของเม็ดทับทิม - ตนเรื่อง ลักษณะรูปรางของเวตาล ไดเห็นในสิ่ง แปลกใหม นา พิศวง ทําทา ประหลาดใจ - 3 วีรพลใชเงินคาจางแจกจายทํา ทาน แบงทรัพยที่คน สวนใหญพึงเก็บ มาแจกจาย ทาทางแปลก ใจของผูรับรู - 5 อธิบายความวิเศษที่มีอยูใน ตําราโจร ไดเห็นสิ่งที่ เปนมายา เวทมนตร ทาทาง ประหลาดใจ ภาวะตะลึงงัน การใชตําราสังชีวนีวิทยาชุบ ชีวิต ไดเห็นการชุบ ชีวิตคนตายให ฟน ทําทา ประหลาดใจ ภาวะตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก6 การใชตําราชุบชีวิตคนตายให ฟน ไดเห็นการชุบ ชีวิตคนตายให ฟน ทําทา ประหลาดใจ ภาวะตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก 7 อมลูกอมแลวกลายเปนหญิง สาวกับคนแก ไดเห็นในสิ่งที่ เปนทิพย และ นาปรารถนา ทาทาง ประหลาดใจ - 8 ตนกัลปพฤกษและนางทิพยผุด ขึ้นจากทะเล ไดเห็นในสิ่ง ทิพยนารื่นรมย ทาทาง ประหลาดใจ ภาวะตะลึงงัน
  • 109.
    104 ตารางที่ 8 (ตอ ) เรื่องที่ เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ พระยศเกตุกระโจนลงทะเลตาม หานางทิพย ไดเจอสถานที่ งดงามนารื่นรมย ทาทาง ประหลาดใจ - นางทิพยออกจากปากของอสูร ที่กลืนนางเขาไปตามคําสาป เห็นในสิ่งที่เปน อภินิหาร ยินดีวิ่งเขา สวมกอด ภาวะขนลุก น้ําตาไหล8 พระยศเกตุพานางทิพยกระโจน ลงอางใตทะเลและโผลที่สระ ในพระราชวัง พบเห็นในสิ่งที่ เปนทิพย ทาทาง ประหลาดใจ ภาวะตะลึงงัน รถวิเศษที่พาคุณากรและ รัตนทัตตเหาะตามนางมุกดาวลี พบเห็นในสิ่งที่ เปนทิพย อภินิหารและ เปนมายา แปลกใจ ประหลาดใจ - 9 รัตนทัตตสอนเวทมนตรให คุณากรและนางมุกดาวลี ชุบชีวิตคนตาย ใหฟนได ประหลาดใจ - ปลายเรื่อง พระวิกรมาทิตยฆาโยคี ศานติศีล ไดเห็นในสิ่งที่ เปนทิพย ไดยิน เสียงพูด เสียงดนตรี เสียงอวยพร ดอกไมทิพยตก จากฟา ประหลาดใจ -
  • 110.
    105 ตารางที่ 9 องคประกอบของศานตรสในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เรื่องที่เหตุการณ วิภาวะ อนุภาวะ สาตตวิกภาวะ ตนเรื่อง พระภรรตฤราชเสียใจที่โดน มเหสีหลอกเรื่องผลอํามฤต เจอความ หลอกลวงไม จริงใจในรัก ทิ้งสมบัติ ออกบวช - 6 ชายสามคนที่หมายปองหญิงคน เดียวกันและหญิงนั้นตายจาก ไป สูญเสียหญิงผู เปนที่รัก รักษาศีล ประพฤติตน เปนคนดีมี คุณธรรม -
  • 111.
    บทที่ 4 บทยอ สรุปผลอภิปรายผล และขอเสนอแนะ บทยอ วรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ จัดเปนบทประพันธ ประเภทนิทานที่แสดงถึงความรูสึกนึกคิดและจินตนาการ กอใหเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน แฝงไวดวยคติสอนใจ ผูประพันธเลือกเฟนถอยคําที่ทําใหเกิดสุนทรียะทางอารมณ และเนื่องจาก นิทานเวตาลเปนวรรณคดีที่ไดรับอิทธิพลจากอินเดีย เพราะเดิมนั้นมีอยูในหนังสือสันสกฤตเรื่อง เวตาลปญจะวึศติ ถึงแมกรมหมื่นพิทยาลงกรณจะแปลจากฉบับภาษาอังกฤษของเซอร ริชารด เบอรตัน ก็ตาม แตก็ยังมีรสวรรณคดีตามแบบวรรณคดีสันสกฤตอยางสมบูรณ ผูวิจัยจึงสนใจที่จะ วิเคราะหรสทั้ง 9 รสที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตาม แนวทางทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ความมุงหมายของการศึกษาคนควา เพื่อวิเคราะหรสและองคประกอบของรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยใชทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ขอบเขตของการศึกษาคนควา ในการวิเคราะหทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น พิทยาลงกรณ ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของการวิเคราะหดังตอไปนี้ ขอบเขตดานขอมูล ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยจะวิเคราะหขอมูลดานรสวรรณคดีและองคประกอบของ รสวรรณคดีจากวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยจะวิเคราะห นิทานทั้ง 10 เรื่องรวมทั้งตนเรื่องและปลายเรื่องดวย ขอบเขตดานเนื้อหา การวิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยา- ลงกรณ จะวิเคราะหตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต โดยวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดาน อนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะ ตามลําดับรสวรรณคดีดังนี้
  • 112.
    107 1. ศฤงคารรส (รสแหงความรัก) 2หาสยรส (รสแหงความสนุกสนาน) 3 กรุณารส (รสแหงความสงสาร) 4 เราทรรส (รสแหงความแคนเคือง) 5 วีรรส (รสแหงความชื่นชมในความกลาหาญ) 6 ภยานกรส (รสแหงความเกรงกลัว) 7 พีภัตสรส (รสแหงความเบื่อระอา ชิงชัง) 8 อัทภูตรส (รสแหงความอัศจรรยใจ) 9 ศานตรส (รสแหงความสงบใจ) วิธีดําเนินการศึกษาคนควา ในการวิเคราะหครั้งนี้ ผูวิจัยไดดําเนินการตามขั้นตอนตอไปนี้ 1. ขั้นรวบรวมขอมูล 1.1 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับรสและองคประกอบของรส วรรณคดี 1.2 ศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล 2. ขั้นศึกษาวิเคราะห ผูวิจัยไดวิเคราะหรสวรรณคดีสันสกฤตในนิทานเวตาลฉบับพระนิพนธกรมหมื่น พิทยาลงกรณ โดยดําเนินการดังนี้ 2.1 พิจารณาคัดเลือกเนื้อหาในนิทานแตละเรื่อง เพื่อวิเคราะหแยกเปนรสตางๆ ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต 2.2 พิจารณาเนื้อหาในแตละรส แลววิเคราะหองคประกอบในดานวิภาวะ อนุภาวะ และสาตตวิกภาวะของแตละรส 3. ขั้นสรุปผล อภิปรายผลและเสนอแนะ 3.1 สรุปผลการวิเคราะหและอภิปรายผล 3.2 เสนอผลการวิเคราะหโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห
  • 113.
    108 สรุปผล การวิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ปรากฏผลการวิเคราะหดังนี้ 1.ศฤงคารรส ผูวิจัยไดวิเคราะหศฤงคารรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ ศฤงคารรสในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ความรักของผูที่ไดอยู ดวยกัน ( สัมโภคะ) ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง รวมทั้งในเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 7 , 8 , 9 มีวิภาวะตลอดถึง อนุภาวะในลักษณะดังนี้ เหตุของภาวะ ( วิภาวะ ) คือ การอยูกับผูที่ถูกตาตองใจ การอยูใน บานเรือนหรือสถานที่ที่สวยงามเอื้อตอการแสดงความรัก การแตงตัวงดงาม การลูบทาดวยของ หอม การเที่ยวชมสวนหรือเลนสนุกสนาน การดูหรือฟงสิ่งที่เจริญหูเจริญตา สวนการแสดงผล ของภาวะ ( อนุภาวะ) ไดแก พูดจาออนหวาน จริตกิริยาแชมชอย ชมายชายตา แชมชื่นมีความสุข ยิ้มแยมแจมใส และความรักของผูที่อยูหางกัน (วิประลัมภะ ) ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 1 , 2 , 4 , 5 , 7 , 8 และ9 มีวิภาวะตลอดถึงอนุภาวะในลักษณะดังนี้ เหตุของภาวะ ( วิภาวะ ) คือ การตกหลุมรัก การไมสมหวังในรัก การพลัดพรากจากกัน มีการแสดงผลของภาวะ ( อนุภาวะ ) ไดแก ทาทาง หมดอาลัยตายอยาก ซึมเซา สงสัย วิตกกังวล กระสับกระสาย พร่ําเพอรําพัน ขาดสติ มีสาตต วิกภาวะ คือ ภาวะตะลึงงัน จากการตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ความนาพิศวงของผูเปนที่รัก ภาวะ ตัวสั่น เสียงสั่น จากความตื่นตระหนกกลัวไมสมหวังในรัก ความทุกขโศก ภาวะเปนลม ความ เสียใจที่ตองสูญเสียคนรัก มีความทุกขโศก และภาวะน้ําตาไหลจากการสูญเสียคนรัก และบาง เหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ ซึ่งศฤงคารรสนี้นับวาเปนรสวรรณคดีที่ปรากฏอยูมากที่สุด 2. หาสยรส ผูวิจัยไดวิเคราะหหาสยรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และสาตต วิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ หาสยรสที่เกิดจากการรับรูความขบขันในนิทานเวตาลมีครบทั้ง 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ความขบขันที่เกิดจากผูอื่น กลาวคือการพูดหรือทําใหผูอื่นขบขัน ซึ่ง ปรากฏอยูในตนเรื่อง กับเรื่องที่ 5 และ 7 ซึ่งแสดงวิภาวะ ไดแก การพูด และการทํากิริยาที่ แปลกๆ ตลกๆ อีกลักษณะหนึ่งคือ ภาวะความขบขันที่เกิดแกตัวละครเอง ตัวละครรูสึกขันขึ้นมา เอง ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 1 และ 9 มีวิภาวะ คือ การหัวเราะในตัวละครจากการสนทนากัน ซึ่ง ทั้ง 2 ลักษณะมีอนุภาวะเหมือนกันไดแก การยิ้มหรือการหัวเราะ และไมปรากฏสาตตวิกภาวะใน หาสยรส 3. กรุณารส ผูวิจัยไดวิเคราะหกรุณารสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และสาตต วิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ กรุณารสในนิทานเวตาลนั้นมีความสงสารที่เกิดจากความทุกขโศก
  • 114.
    109 เพียง 2 อยางจาก3 อยาง คือ ความทุกขที่เกิดจากการเสื่อมทรัพย ซึ่งปรากฏในเรื่องที่ 2 และความ ทุกขโศกที่เกิดจากเหตุวิบัติในตนเรื่อง และเรื่องที่ 2 , 3 , 5 , 7 , 8 , 9 มีการแสดงวิภาวะและ อนุภาวะในลักษณะดังนี้ วิภาวะคือ การพลัดพรากพรากจากคนรักโดยไมมีโอกาสกลับมาพบกัน ทรัพยสมบัติเสียหาย ถูกฆา ถูกลงโทษ กักขังจองจํา ประสบเคราะหกรรม ตกทุกขไดยาก สวน อนุภาวะของความทุกขโศกแสดงออกโดย การรองไหคร่ําครวญ มีทั้งลักษณะของคนชั้นต่ําหรือ สตรีที่ตีโพยตีพาย แบบคนชั้นสูงและชั้นกลางเมื่อประสบทุกขโศกจะตองกลั้นไวในใจไมรองไห คร่ําครวญ การทอดถอนใจ ทุมทอดตัว ตีอกชกหัว การตรอมใจตายหรือการฆาตัวตาย สวน สาตตวิกภาวะที่แสดงออกคือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะสีหนาและเสียงเปลี่ยน ภาวะน้ําตาไหล จาก การพลัดพรากจากคนรัก ประสบเคราะหกรรม พบกับความทุกขโศก 4. เราทรรส ผูวิจัยไดวิเคราะหเราทรรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ เราทรรสในนิทานเวตาลนั้น เปนการรับรูความโกรธที่มัก เกิดจากการที่ผูอื่นทําใหแคนเคืองหรือโกรธ ดังที่อธิบายไปแลวขางตนวาความโกรธนั้นมีหลาย อยาง ไดแก ความโกรธที่เกิดจากศัตรู เกิดจากผูใหญ เกิดจากเพื่อนรัก เกิดจากคนรับใช และ เกิดขึ้นเอง เราทรรสหรือรส แหงความโกรธแคนที่ปรากฏในนิทานเวตาลมากที่สุดคือ ความโกรธ ที่เกิดจากคนใช ถัดมาคือความโกรธที่เกิดจากศัตรู และความโกรธที่เกิดขึ้นเอง ทั้งหมดนี้มีวิภาวะ ของความโกรธสรุปไดคือ การพูดจาที่ทําใหเจ็บใจ การพูดดูหมิ่น การทะเลาะทุมเถียงกัน ความ อิจฉาริษยา และอาฆาตจองเวร และอนุภาวะที่แสดงออกมาคือ การตวาด การสาปแชง การใช กําลังฉุดกระชาก หรือการขมขูใหสํานึก ซึ่งมักมีสาตตวิกภาวะหรือปฏิกิริยาคือ ภาวะตัวสั่น ภาวะสีหนาและเสียงเปลี่ยน ภาวะเหงื่อออกและน้ําตาไหล ซึ่งเกิดจากความโกรธแคน การดูหมิ่น และความกลัว และบางเหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาว รสแหงความโกรธแคนหรือเราทรรสนี้ ปรากฏอยูในนิทานเวตาลตอนตนเรื่อง นิทานเรื่องที่ 1 , 2 , 7 , 8 และ 9 5. วีรรส ผูวิจัยไดวิเคราะหวีรรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ วีรรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล มีความกลาหาญครบทั้ง 3 อยาง คือ ธรรมวีระ ( กลาประพฤติธรรมหรือหนาที่ ) ซึ่งปรากฏมากที่สุด รองลงมาคือ รณวีระ ( กลารบ ) นอยที่สุดคือ ทานวีระ ( กลาให ) ธรรมวีระนี้ปรากฏอยูในตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 , 5 , 10 รณวีระปรากฏอยูในตอนตนเรื่อง ในเรื่องที่ 3 และ 5 สวนทานวีระปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 ซึ่ง วีรรสทั้งหมดนี้แสดงวิภาวะคือ ความมุงมั่นเอาชนะศัตรู ความสามารถในการบังคับใจตน ความ มุงมั่นในการตอบแทนคุณแผนดิน ความสงสาร ระลึกไดตอความรับผิดชอบ รักษาสัญญา และ การแสดงพละกําลัง อนุภาวะของความมุงมั่นในความกลาหาญคือ ทาทีที่มั่นคง ความเฉลียว ฉลาดในการรบ ความเขมแข็งเด็ดเดี่ยวไมหวั่นไหว การยอมสละชีวิตตนเอง มีสาตตวิกภาวะคือ
  • 115.
    110 ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นความกลาหาญเสียสละของขาราชบริพาร และบางเหตุการณไม ปรากฏสาตตวิกภาวะ 6.ภยานกรส ผูวิจัยไดวิเคราะหภยานกรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ ภยานกรสที่ปรากฏในนิทานเวตาล เกิดจากการรับรูความกลัว ครบทั้ง 3 ประเภท คือ ความกลัวที่เกิดจากการหลอกลวง ซึ่งปรากฏในตนเรื่อง เรื่องที่ 9 และ ปลายเรื่อง สวนความกลัวที่เกิดจากการลงโทษนั้นปรากฏอยูในเรื่องที่ 2 และความกลัวที่เกิดจาก การขมขูซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 7 และ 9 ทั้งหมดนี้มีวิภาวะของความนากลัวคือ การเห็นภูตผีปศาจ สัตวราย การไปปาชา การไดเดินทางในที่เปลี่ยวหรือปารก การกระทําความผิด อนุภาวะของ ความนากลัว คือ การตกใจตกประหมา การวิ่งหนี การสงเสียงดัง และมีสาตตวิกภาวะ คือ ภาวะ ตะลึงงัน เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น สีหนาเปลี่ยน และเสียงเปลี่ยน จากการไดยินเสียงผิดปกติ ได เห็นภูตผีปศาจหรือสัตวราย และบางเหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ 7. พีภัตสรส ผูวิจัยไดวิเคราะหพีภัตสรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ พีภัตสรสหรือรสที่เกิดจากการรับรูความนาเบื่อ นารังเกียจ แบงไดเปน 2 ประเภท คือเกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ไมสกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง และในเรื่อง ที่ 7 มีวิภาวะคือ การอยูกับสิ่งที่ไมสบอารมณ ไมถูกใจ อยูกับใครนานๆ มีอนุภาวะ คือ การ กลับบานเมือง การนั่งหาว หรือไมพอใจพฤติกรรมของผูที่อยูดวย และ เกิดจากสิ่งนารังเกียจที่ สกปรก ซึ่งปรากฏอยูในตอนตนเรื่องตอนเดียว มีวิภาวะคือ การเห็นในสิ่งที่สกปรกชวนขยะแขยง มีอนุภาวะคือ การทําหนาทาทางขยะแขยงหรือนิ่วหนา แตก็ไมมาก เพราะเปนพระราชาจึงตอง เก็บอาการไว สวนสาตตวิกภาวะคือ ภาวะตะลึงงัน จากการไดเห็นในสิ่งที่นาขยะแขยง และบาง เหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ 8. อัทภูตรส ผูวิจัยไดวิเคราะหอัทภูตรสและองคประกอบดานวิภาวะ อนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ อัทภูตรสในนิทานเวตาลนี้ เกิดจากการรับรูความนาพิศวง 2 ประเภทคือ เกิดจากสิ่งที่เปนทิพยหรืออภินิหาร ซึ่งปรากฏอยูในตนเรื่อง เรื่องที่ 6 , 7 , 8 , 9 และ ปลายเรื่อง มีวิภาวะคือ การพบเห็นสิ่งที่เปนทิพย เปนปาฏิหาริยหรืออภินิหาร ไดไปพบเห็น สถานที่ที่งดงามนารื่นรมยการไดเห็นเวทมนตรมายาตางๆ สวนประเภทที่ 2 เกิดจากสิ่งที่นา รื่นรมย ซึ่งปรากฏอยูในเรื่องที่ 3 และ 8 ทั้ง 2 มีวิภาวะคือ การไดใหและรับในสิ่งที่พึงปรารถนา ทั้งสองประเภทนี้มีอนุภาวะเหมือนกันคือ ทาทางประหลาดใจ หรือเผลออุทาน แสดงปฏิกิริยา ( สาตตวิกภาวะ ) คือ ภาวะตะลึงงัน ภาวะเหงื่อออก ภาวะขนลุก และภาวะน้ําตาไหล จากการพบ เห็นในสิ่งที่เปนทิพย อภินิหาร ปาฏิหาริย เวทมนตร และบางเหตุการณไมปรากฏสาตตวิกภาวะ
  • 116.
    111 9. ศานตรส ผูวิจัยไดวิเคราะหศานตรสและองคประกอบดานวิภาวะอนุภาวะ และ สาตตวิกภาวะ ปรากฏผลดังตอไปนี้ ศานตรสซึ่งปรากฏในนิทานเวตาลนี้ เปนภาวะสงบที่ทําให คนออกบวช เพื่อแสวงหาความสงบที่ทําใหสบายใจ มักมีวิภาวะมาจาก ความผิดหวัง ความเศรา เสียใจในรัก ซึ่งแสดงอนุภาวะออกมาโดยการออกบวช การรักษาศีล 5 และศีล 8 และการ ประพฤติตัวใหดีมีคุณธรรม และไมปรากฏสาตตวิกภาวะ อภิปรายผล การศึกษาครั้งนี้ทําใหเขาใจถึงรสวรรณคดีสันสกฤตและองคประกอบของแตละรส วรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณไดอยางลึกซึ้ง อันนําไป เปนแนวทางการศึกษารสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่อง อื่นๆ เชน ศฤงคารรสที่ปรากฏระหวางอิเหนากับจินตหราวาตี และวิหยาสกําคลั่งไคลบุษบาใน เรื่องอิเหนา หาสยรส ที่ปรากฏจากบทบาทของเจาเงาะและทาวสามนตในเรื่องสังขทอง กรุณารส ที่ปรากฏในกัณฑชูชก ซึ่งพระชาลีกับพระกัณหาตองตกไปเปนทาสของชูชก จากรายยาวเรื่องมหา เวสสันดรชาดก เราทรรส ที่ปรากฏจากบทบาทของคเนาที่ถูกซมพลาแยงคนรัก จากเรื่องเงาะปา วีรรส จากบทบาทของหนุมานในเรื่องรามเกียรติ์ ภยานกรส ที่ปรากฏในตอนสุดสาครเขาเมืองผี ดิบในเรื่องพระอภัยมณี พีภัตสรส ที่ปรากฏในความรูสึกของสุนทรภูเมื่อเห็นชาวเมืองแกลงปรุง อาหารดวยอึ่งอางและคาง ในนิราศเมืองแกลง อัทภูตรส ที่ปรากฏในตอนที่นางละเวงวัณฬาพบ ดินถนัน ซึ่งก็คือถันของพระธรณีเปนผลไมวิเศษที่เมื่อรับประทานแลวทําใหคงความเปนสาวไดถึง 300 ป จากเรื่องพระอภัยมณี ศานตรสที่ปรากฏในการบรรลุนิพพานของเจาชายสิทธัทถะ จาก เรื่องปฐมโพธิกถา ซึ่งสามารถนําลักษณะของวิภาวะ อนุภาวะ และสาตตวิกภาวะไปวิเคราะหรส วรรณคดีที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องดังกลาวเหลานี้ได นอกจากใชวิเคราะหวรรณคดีดังกลาวแลว งานวิจัยเรื่องนี้ยังเปนแนวทางใหนําไป ปรับปรุงประยุกตใชในการเรียนการสอน การศึกษาเรื่องทฤษฎีรสวรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดี สันสฤตที่ปรากฏในวรรณคดีสําหรับนักเรียนและผูที่สนใจศึกษาคนควา เชน ศฤงคารรสในเรื่อง มัทนะพาธา ของนักเรียนชวงชั้นที่ 4 เราทรรสในเรื่องขุนชางขุนแผน ของนักเรียนชวงชั้นที่ 4 วีรรสในเรื่องรามเกียรติ์ ของนักเรียนชวงชั้นที่ 3 อัทภูตรสในเรื่องพระอภัยมณี ของนักเรียนชวง ชั้นที่ 3 เปนตน นอกจากนั้น ผลของการศึกษาคนควาทําใหเขาใจอารมณความรูสึกที่กวีถายทอดออกมา พรอมทั้งเขาใจปฏิกิริยาทางอารมณที่เกิดขึ้นในใจของผูอานอยางละเอียดและมีหลักเกณฑแนนอน
  • 117.
    112 เชน เมื่อศึกษาวิภาวะและอนุภาวะ จะทําใหเขาใจเหตุการณที่เปนเหตุและผลที่กวีตองการถายทอด ใหเห็นภาพโดยละเอียดสวนสาตตวิกภาวะ ก็ชวยใหเขาใจถึงการแสดงออกที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติ ไมสามารถควบคุมปฏิกิริยาเหลานั้นไมใหเกิดขึ้นได นับวาการศึกษาครั้งนี้ไดประโยชน จากทฤษฎีรสอยางเต็มที่ในการศึกษาอารมณความรูสึกของกวีและผูอานวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ จากการที่ผูวิจัยไดอานวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยละเอียดเพื่อศึกษารสวรรณคดีสันสกฤตนั้น ผูวิจัยไดรับความเพลิดเพลินและมีอารมณคลอย ตามเนื้อเรื่องในวรรณคดี มีความสุข สนุกขบขัน เศรา ซาบซึ้ง ไปตามการดําเนินเรื่องของนิทาน ในแตละตอน ทั้งนี้ อารมณที่เกิดหลากหลายนั้น เปนเพราะวรรณคดีฉบับนี้แปลจากวรรณคดี อินเดีย ซึ่งถือวาเปนแหลงอารยธรรมและแหลงความรูสําคัญของวรรณคดีตะวันออก โดยเฉพาะ ตอนที่พระภรรตฤราชรูสึกเจ็บปวดกับความรักจนตองออกบวช กวีบรรยายถึงความมายาของความ รักและไมมีสิ่งอื่นใดสุขเทาความสงบ ผูอานจึงไดรับรูรสแหงความสงบหรือศานตรสลึกซึ้งขึ้น รวมทั้งโวหารของผูแปลที่ถายทอดออกมา เพื่อแสดงถึงลักษณะยั่วลอและเจาคารมของเวตาล เปน ตน นับวาวรรณคดีเรื่องนี้มีคุณคาดวยความเดนดานรสวรรณคดีเปนสําคัญ ผูวิจัยเห็นวาผลการวิเคราะหครั้งนี้จะชวยใหผูสนใจไดประจักษในคุณคาของวรรณคดีไทย ในแงของรสวรรณคดีมากขึ้น เนื่องจากรสวรรณคดีนั้นนับวาเปนสวนสําคัญที่ทําใหเนื้อเรื่องติดใจ คน การรับรูรสวรรณคดีโดยความรูสึกเพียงอยางเดียว เปนไดแตการซาบซึ้งเฉพาะตัวบุคคล แต การพิจารณารสวรรณคดีอยางมีหลักเกณฑ โดยรูจักแยกองคประกอบทําใหความซาบซึ้งในรส วรรณคดีนั้น เปนไปอยางมีแงมุมพิจารณา สามารถเขาใจเรื่องไดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชวยอธิบายใหผูอื่น เขาใจความไดชัดเจนขึ้น และเปนแนวทางในการวิเคราะหวิจารณอยางเปนระบบ ขอเสนอแนะ ขอเสนอแนะทั่วไป นําหลักการวิเคราะหไปปรับปรุงประยุกตใชในการเรียนการสอน การศึกษาเรื่องทฤษฎีรส วรรณคดีตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสฤตที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ สําหรับนักเรียนและผูที่ สนใจศึกษาคนควา ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัย 1. วิเคราะหรสวรรณคดีในวรรณคดีที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณคดีตะวันออกเรื่องอื่นๆ 2. วิเคราะหขอคิด คําคม หรือโวหารดีเดน ที่ไดจากวรรณคดีเรื่องนิทานเวตาล ฉบับ พระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
  • 118.
  • 119.
    114 บรรณานุกรม กระแสร มาลยาภรณ. วรรณคดีเปรียบเทียบเบื้องตน.กรุงเทพฯ : โรงพิมพเนติศึกษา, 2516. กัลยา พลายชุม. วิเคราะหอุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรมภาคใต. ปริญญานิพนธ กศ.ม. สงขลา : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒภาคใต, 2538. ถายเอกสาร. กุสุมา รักษมณี. การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2534. กุหลาบ มัลลิกะมาส. ความรูทั่วไปทางวรรณคดีไทย. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ ชวนพิมพ, 2531. จิตรลดา สุวัตถิกุล. “องคประกอบทางสุนทรียศาสตร สุนทรียภาพในความ,” ใน เอกสารประกอบการสอนชุดภาษาไทย 7 (หนวยที่ 1 – 8). หนา 189-244. พิมพครั้งที่ 3 นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2538. ชลธิรา สัตยาวัฒนา. “ นิทานเวตาลเพชรน้ําเอกในวรรณกรรมไทย,” ใน น.ม.ส.อัจฉริยะกวีศรี รัตนโกสินทร. หนา 20-28. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ, 2541. ธนันต พิสัยสวัสดิ์. การวิเคราะหวรรณคดีอีสานเรื่อง ขุนทึง. ปริญญานิพนธ กศ.ม. พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, 2531. อัดสําเนา. นงลักษณ แชมโชติ. หาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทย สมัยรัตนโกสินทร พ.ศ. 2325 – พ.ศ. 2475. ปริญญานิพนธ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2521. อัดสําเนา. นิตยา แกวคัลนา. “เวตาลปกรณัมกับการนํามาสรางสรรควรรณกรรมรอยกรองของไทย, ” ใน ภาษาและวรรณคดีไทย. หนา 29 – 46. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546. เบญจมาศ พลอินทร. พื้นฐานวรรณคดีและวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, 2526. เบญจวรรณ สงสมบูรณ. บทละครเสภาเรื่อง ขุนชางขุนแผน : การศึกษาในเชิงวรรณคดีวิเคราะห. ปริญญานิพนธ กศ.ม. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา, 2540. ถายเอกสาร. ปรมินท จารุวร. “ องคประกอบของนิทานซอนนิทานในนิทานเวตาล, ” ภาษาและวรรณคดีไทย. 17 : 38 - 62 ; ธันวาคม 2543. ประภาพร สุวรรณไตรย. อวัจนสารที่ปรากฎในวรรณคดีจากหนังสือเรียนภาษาไทยชุด วรรณวิจักษณและชุดภาษาพิจารณ. ปริญญานิพนธ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, 2536. ถายเอกสาร.
  • 120.
    115 ประสิทธิ์ กาพยกลอน. แนวทางการศึกษาวรรณคดีภาษากวี การวิจักษณและวิจารณ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2518. ปญญา บริสุทธิ์. วิเคราะหวรรณคดีไทยโดยประเภท. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2542. ภาวิณี โชติมณี. การวิเคราะหวีรรสในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2. ปริญญานิพนธ กศ.ม. สงขลา : มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2543. ถายเอกสาร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ. “ อิทธิพลวรรณคดีอินเดีย, ” ใน เอกสารการสอนชุดภาษาไทย 4 ( หนวยที่ 8 – 15 ). หนา 308-327. พิมพครั้งที่ 2 นนทบุรี : มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช, 2526. วงเดือน สุขบาง. การศึกษาพระปฐมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ. ปริญญานิพนธ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2524. อัดสําเนา. วาคภฏ. อลังการศาสตร. แปลโดย ป.ส. ศาสตรี. ม.ป.ท. , ม.ป.ป. ศศิธร แสงเจริญ. การวิเคราะหศฤงคารรสในพระนลคําหลวง สาวิตรี ศกุนตลา มัทนะพาธา. วิทยานิพนธ ศศ.ม. ปตตานี : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, 2537. ถายเอกสาร. สายทิพย นุกูลกิจ. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย 321 : วรรณคดีวิจารณ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน, 2523. อนุมานราชธน, พระยา. การศึกษาวรรณคดีแงวรรณศิลป. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ศยาม, 2546.
  • 121.
  • 122.
    117 วิเคราะหรสวรรณคดีที่ปรากฏในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ ตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต บทคัดยอ ของ ภัสรธีรา ฉลองเดช เสนอตอมหาวิทยาลัยทักษิณเพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย ธันวาคม 2548 ลิขสิทธิ์เปนของมหาวิทยาลัยทักษิณ
  • 123.
    118 วิทยานิพนธฉบับนี้มีจุดมุงหมายเพื่อวิเคราะหรสและองคประกอบของวรรณคดีที่ปรากฏ ในนิทานเวตาล ฉบับพระนิพนธกรมหมื่นพิทยาลงกรณ โดยใชทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤตซึ่งมี 9 รส รวมทั้งวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดานอนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะรวมในแตละ รสดวย และเสนอผลการวิเคราะหโดยวิธีการพรรณนาวิเคราะห ผลการวิเคราะหปรากฏวา รส วรรณคดีที่ปรากฏอยูมากที่สุด คือ ศฤงคารรส รองลงมาคือ เราทรรส กรุณารส อัทภูตรส วีรรส ภยานกรส หาสยรส พีภัตสรส และศานตรส ตามลําดับ เมื่อวิเคราะหองคประกอบดานวิภาวะ ดานอนุภาวะ และดานสาตตวิกภาวะ ในแตละรส พบวา ในรสทั้ง 9 รสนี้ ไดแสดงวิภาวะ อนุภาวะ รวมประกอบของภาวะทั้ง 2 ไวครบทุกรส สวนองคประกอบดานสาตตวิกภาวะจะ ปรากฏอยูในบางเหตุการณของรสเพียง 7 รส โดยไมปรากฏเลยในหาสยรสและศานตรส
  • 124.
    119 AN ANALYSIS OFRASA IN BIDYALANKARANA’S VERSION OF TALES OF VETALA WITH SANSKRIT RASA THEORY AN ABSTRACT BY PARSTHEERA CHALONGDET Presented in partial fulfillment for the requirements of the Master Of Education degree in Thai At Thaksin University December, 2005 Copyrighted by Thaksin University
  • 125.
    120 This Thesis isaimed to analyze the rasa and its literary components as appeared in Bidyalankaran’s version of Tales of Vetala by means of Sanskrit Rasa theory. The Rasa theory comprises nine kinds of rasa, each of whose components consists of vibhava ( a cause or causes of conditions given to each character by the poet or author ), anubhava ( results of conditions or expressions as expressed through a given character ), and satatavigabhava ( natural or uncontrolled expressions placed upon a given character ) Through a descriptive analysis, it is found that in a descending order the topmost is Love Rasa ( sa-ring-kaan-ra-rasa ) ; and the next are Anger Rasa ( rau-ta-ra-rasa ), Mercy Rasa ( ka-ru-na-rasa ), Astonishment Rasa ( at-bhu-ta-rasa), Bravery - Praise Rasa ( vi-ra-sara ), Fear Rasa ( bha-ya-na-ga-rasa ), Amusement Rasa ( ha-sa-ya-rasa ), Hatred Rasa ( phi-bha-sa-rasa ), and Peace Rasa ( sa-na-ta-rasa ), respectively. It is also found that among three given conditions the first two are found in full in all nine kinds of rasa while the last one is somewhat found in seven kind, but it is neither found in Amusement Rasa ( ha-sa-ya-rasa ) nor in Peace Rasa ( sa-na-ta-rasa )
  • 126.
    121 ประวัติยอของผูวิจัย ชื่อ นางสาวภัสรธีรา ฉลองเดช วันเดือน ปเกิด 24 มกราคม 2519 สถานที่เกิด อําเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลา สถานที่อยูปจจุบัน 14 ซอย 4 ถนนรัตนอุทิศ อําเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลา ตําแหนงหนาที่การงานปจจุบัน ครูโรงเรียนบานวังสายทอง สถานที่ทํางานปจจุบัน โรงเรียนบานวังสายทอง ตําบลน้ําผุด อําเภอละงู จังหวัดสตูล ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2537 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2541 ครุศาสตรบัณฑิต ( ภาษาไทย ) จากสถาบันราชภัฏสงขลา จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2548 การศึกษามหาบัณฑิต ( ภาษาไทย ) จากมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา