นี่แหละมั้ง “ความรัก”
ในชีวิตมนุษย ทุกคนลวนตองลิ้มรสชาติของชีวิต ทั้งความสุข ความทุกข เสมอ สิ่งที่เราจะตองแวะ
เวียนพบปะเสมออยางหลีเลี่ยงไมได ก็คือ ความรัก หากจะถามวา มีไหมใครที่ไมเคยมีความรัก คงเปนไปไมได
แน อยางนอยก็รักพอรักแมละ แตแทจริงแลว เราไมคอยใสใจกับความรักที่มีตอพอแมเทาไหร อาจเพราะมัน
เปนธรรมดา มันเปนความคุนชิน ก็คงจริงตามคําที่บอกวา คนใกลตัวไมเห็นคา แตคนไกลตัวลวนเทอดทูน
ไมวาอยางไร รัก ก็คือ รัก แตรักอยางไร ไมใหทุกขเพราะรัก รักใหเปน รักใหถูก รักใหพอดี มีแตคน
เคยบอกกรอกเขามาในหูวา อยารักจนหมดตัว แตจงรักเผื่อใจไวเจ็บ แตในความเปนจริง เรารักเกินคําวารอย
แลวจะเก็บ จะเหลืออะไรไวใหเจ็บ เมื่อหมดรักเมื่อใด ใจมันสลาย เหมือนเรือลมในมหาสมุทร คอยๆ จมดิ่งลง
ไป ตะเกียดตะกายอยูเปนเวลานานกวาเราจะขึ้นมาโพลพนน้ําได และตองใชแรงทั้งหมดที่มี วายพาตัว พาตน
พาใจอันบอบช้ํา ใหถึงฝง เพื่ออะไรนะหรือ คงรอรักครั้งใหม หรือไมก็เพื่อกลับมาทบทวนชีวิตแหงความรักที่
ผาน
เอาเถอะ ใครไมรูจักคําวา รัก ไมรูจักคําวา เจ็บ คงไมเขาใจรสชาติสวนหนึ่งของชีวิต และอาจจะเปน
สวนใหญเสียดวยซ้ํา บางคนอาจจะเจอความรักหลายรูปแบบ แตไมวาจะรักในรูปแบบไหน มันยอมสวยงาม
ยอมสดใส เหมื่อนเชน
โอดวงดาวดวงเดือนเลื่อนลอยลับ ระยิบยับพราวพรางกลางเวหา
สาดสองแสงแรงสูคูจันทรา เยี่ยงสุริยาสองสาดกลางกมล
เหมอมองดาวพราวเดือนเตือนสํานึก ใหรูสึกอางวางทางฉงน
โดดเดียวดายอยูทามกลางผูคน ใจหมองหมนหมดแรงสูพยุงกาย
ณ วันนี้เหมือนไดแกวที่ปลายฟา ดุจสายรุงทอทอดมาเมื่อยามสาย
สวางไสวสุขสลางทางเรียงราย สูจุดหมายอันอบอุนกรุนอกใน
จากนี้ไปจนจบบทละคร ทุกฉากตอนสอนชีวิตคิดไฉน
ไดเคียงคูเยาวมาลยหวานฤทัย ดวยเสี้ยวใจใสเติมรักไปตามกาล
เจาเหมือนซึ่งแสงเทียนเลมนอยนอย เจาคอยคอยสองแสงเกษมศานต
ความอางวางโดดเดี่ยวเศราโศกพาล อวสานสูญสิ้นดวยแสงใจ
โอเจายอดดวงชีวันเจาขวัญจิต ขาขอมอบชีวิตพิสมัย
ใหเจาชวยดูแลเจียระไน เพิ่มอุนไอความสุขนิจนิรันดร ฯ
หรือเอางายๆ ดูละครแตละเรื่องสิ ความรักเปนไปในทิศทางไหน ละครก็ชีวิตจริงของเรานี่แหละ และ
ที่สุดจริงๆ คงเปน “ดอกสมสีทองฟเวอร” หรือ “เรยาฟเวอร” ที่ทําใหเราเห็นเรื่องความรักไดชัดเจน ซึ่งใน
ละครทายที่สุดก็ไมเหลืออะไรเลยแมกระทั่งคนที่รักมากที่สุด นี่แหละชีวิต เราไดเรียนรูกับคําวา “รัก” และ
คําวา “เจ็บ” เมื่อเจอกับตัว เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกเราอยูเสมอๆ วา จงพรอมและมีสติตลอดเวลา อยา
ประมาทกับเรื่องแมนอยนิด “จงดูละครแลวยอนดูตัวเราเสมอ” เพราะละคร ไมไดไรสาระเพียงอยางเดียว แต
ละครสะทอนสังคมและชีวิตในปจจุบันเสมอ
ธรรมดา ที่ความรักเมื่อเขาตาใครแลวยอมมืดบอด เหมือนเพลง Love is colorblind ของ Sarah
Connor ก็จริงนะ ตอใหคนรักของเราทําผิดแคไหน เราก็ไมเคยวา ใครวา เราก็เถียงแทน รัก เทอดทูนบูชายิ่ง
กวาสิ่งใด แตหากผิดหวังมาเมื่อใด มันก็ตองรางลา แตใจเราละ จะจบไหม ในเมื่อรักจนลนใจ แตจะจบหรือไม
จบกับความรักนั้น คงพูดไดแควา it not over until is over แลวมัน จะจบเมื่อไหร หากใจเราไมจบ
ถาจะเปรียบความรักใหเห็นชัดอีกอยาง คงจะเปรียบกับยาดม เคยใชไหม เวลาเปนลม นั่นแหละ เพราะยาดม
มีกลิ่นหอมเทาไหร ก็ยิ่งสดชื่น สดใส เชนนั้น แตหากเมื่อใด ยาดมหมดกลิ่นลง แมจะเติมความหอมใหม
เทาไหร มันก็ไมหอมสดชื่นเหมือนเดิม
เชนเดียวกับความรัก หากเมื่อใดที่รักเริ่มจางไป หางกันไป หรือมีปญหาใด ๆ ตอใหกลับมาคบกันใหม
รักกันใหม ความรูสึกที่ไดมาก็ไมเหมือนเดิมเหมือนเริ่มแรก จงพิจารณาดูวา จะเปลี่ยนยาดมหลอดใหม หรือ
ยังคงใชอันเดิม ที่รอคอยการเติมเชื้ออยูเรื่อยๆ แตอยาลืมวาสุดทายก็หมดกลิ่นเหมือนกัน ปญหาใดๆ ที่เกิดซ้ํา
แลว พึงระลึกไวเลยวา เมื่อมีครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ๓ ๔ ยอมตามมา แลวคนที่มีรัก ควร ตัดใจ หรือ ใหไปตอ ดีละ
แตไมวาอยางไร จะรักใครแคไหน ขอเพียงแควา รักคนอื่น รักได แตอยาลืมรักตัวเอง จงรูจักที่จะรัก
พรอมที่จะเจ็บ เตรียมรับมือกับความมืดบอดที่จะเกิดขึ้น และเมื่อเจ็บแลว ก็จงพรอมอยูกับปจจุบัน ทุกอยาง
เปนบทเรียน เปนประสบการณอันล้ําคา สุดทายคือเดินหนา เพราะอาจจะมีคนดีๆ ที่เหมาะ ที่คู ที่ควร กับเรา
อยูที่ปลายเสนขอบฟาก็เปนได

นี่แหละมั้ง "ความรัก"

  • 1.
    นี่แหละมั้ง “ความรัก” ในชีวิตมนุษย ทุกคนลวนตองลิ้มรสชาติของชีวิตทั้งความสุข ความทุกข เสมอ สิ่งที่เราจะตองแวะ เวียนพบปะเสมออยางหลีเลี่ยงไมได ก็คือ ความรัก หากจะถามวา มีไหมใครที่ไมเคยมีความรัก คงเปนไปไมได แน อยางนอยก็รักพอรักแมละ แตแทจริงแลว เราไมคอยใสใจกับความรักที่มีตอพอแมเทาไหร อาจเพราะมัน เปนธรรมดา มันเปนความคุนชิน ก็คงจริงตามคําที่บอกวา คนใกลตัวไมเห็นคา แตคนไกลตัวลวนเทอดทูน ไมวาอยางไร รัก ก็คือ รัก แตรักอยางไร ไมใหทุกขเพราะรัก รักใหเปน รักใหถูก รักใหพอดี มีแตคน เคยบอกกรอกเขามาในหูวา อยารักจนหมดตัว แตจงรักเผื่อใจไวเจ็บ แตในความเปนจริง เรารักเกินคําวารอย แลวจะเก็บ จะเหลืออะไรไวใหเจ็บ เมื่อหมดรักเมื่อใด ใจมันสลาย เหมือนเรือลมในมหาสมุทร คอยๆ จมดิ่งลง ไป ตะเกียดตะกายอยูเปนเวลานานกวาเราจะขึ้นมาโพลพนน้ําได และตองใชแรงทั้งหมดที่มี วายพาตัว พาตน พาใจอันบอบช้ํา ใหถึงฝง เพื่ออะไรนะหรือ คงรอรักครั้งใหม หรือไมก็เพื่อกลับมาทบทวนชีวิตแหงความรักที่ ผาน เอาเถอะ ใครไมรูจักคําวา รัก ไมรูจักคําวา เจ็บ คงไมเขาใจรสชาติสวนหนึ่งของชีวิต และอาจจะเปน สวนใหญเสียดวยซ้ํา บางคนอาจจะเจอความรักหลายรูปแบบ แตไมวาจะรักในรูปแบบไหน มันยอมสวยงาม ยอมสดใส เหมื่อนเชน โอดวงดาวดวงเดือนเลื่อนลอยลับ ระยิบยับพราวพรางกลางเวหา สาดสองแสงแรงสูคูจันทรา เยี่ยงสุริยาสองสาดกลางกมล เหมอมองดาวพราวเดือนเตือนสํานึก ใหรูสึกอางวางทางฉงน โดดเดียวดายอยูทามกลางผูคน ใจหมองหมนหมดแรงสูพยุงกาย ณ วันนี้เหมือนไดแกวที่ปลายฟา ดุจสายรุงทอทอดมาเมื่อยามสาย สวางไสวสุขสลางทางเรียงราย สูจุดหมายอันอบอุนกรุนอกใน จากนี้ไปจนจบบทละคร ทุกฉากตอนสอนชีวิตคิดไฉน ไดเคียงคูเยาวมาลยหวานฤทัย ดวยเสี้ยวใจใสเติมรักไปตามกาล เจาเหมือนซึ่งแสงเทียนเลมนอยนอย เจาคอยคอยสองแสงเกษมศานต ความอางวางโดดเดี่ยวเศราโศกพาล อวสานสูญสิ้นดวยแสงใจ โอเจายอดดวงชีวันเจาขวัญจิต ขาขอมอบชีวิตพิสมัย ใหเจาชวยดูแลเจียระไน เพิ่มอุนไอความสุขนิจนิรันดร ฯ หรือเอางายๆ ดูละครแตละเรื่องสิ ความรักเปนไปในทิศทางไหน ละครก็ชีวิตจริงของเรานี่แหละ และ ที่สุดจริงๆ คงเปน “ดอกสมสีทองฟเวอร” หรือ “เรยาฟเวอร” ที่ทําใหเราเห็นเรื่องความรักไดชัดเจน ซึ่งใน ละครทายที่สุดก็ไมเหลืออะไรเลยแมกระทั่งคนที่รักมากที่สุด นี่แหละชีวิต เราไดเรียนรูกับคําวา “รัก” และ คําวา “เจ็บ” เมื่อเจอกับตัว เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกเราอยูเสมอๆ วา จงพรอมและมีสติตลอดเวลา อยา
  • 2.
    ประมาทกับเรื่องแมนอยนิด “จงดูละครแลวยอนดูตัวเราเสมอ” เพราะละครไมไดไรสาระเพียงอยางเดียว แต ละครสะทอนสังคมและชีวิตในปจจุบันเสมอ ธรรมดา ที่ความรักเมื่อเขาตาใครแลวยอมมืดบอด เหมือนเพลง Love is colorblind ของ Sarah Connor ก็จริงนะ ตอใหคนรักของเราทําผิดแคไหน เราก็ไมเคยวา ใครวา เราก็เถียงแทน รัก เทอดทูนบูชายิ่ง กวาสิ่งใด แตหากผิดหวังมาเมื่อใด มันก็ตองรางลา แตใจเราละ จะจบไหม ในเมื่อรักจนลนใจ แตจะจบหรือไม จบกับความรักนั้น คงพูดไดแควา it not over until is over แลวมัน จะจบเมื่อไหร หากใจเราไมจบ ถาจะเปรียบความรักใหเห็นชัดอีกอยาง คงจะเปรียบกับยาดม เคยใชไหม เวลาเปนลม นั่นแหละ เพราะยาดม มีกลิ่นหอมเทาไหร ก็ยิ่งสดชื่น สดใส เชนนั้น แตหากเมื่อใด ยาดมหมดกลิ่นลง แมจะเติมความหอมใหม เทาไหร มันก็ไมหอมสดชื่นเหมือนเดิม เชนเดียวกับความรัก หากเมื่อใดที่รักเริ่มจางไป หางกันไป หรือมีปญหาใด ๆ ตอใหกลับมาคบกันใหม รักกันใหม ความรูสึกที่ไดมาก็ไมเหมือนเดิมเหมือนเริ่มแรก จงพิจารณาดูวา จะเปลี่ยนยาดมหลอดใหม หรือ ยังคงใชอันเดิม ที่รอคอยการเติมเชื้ออยูเรื่อยๆ แตอยาลืมวาสุดทายก็หมดกลิ่นเหมือนกัน ปญหาใดๆ ที่เกิดซ้ํา แลว พึงระลึกไวเลยวา เมื่อมีครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ๓ ๔ ยอมตามมา แลวคนที่มีรัก ควร ตัดใจ หรือ ใหไปตอ ดีละ แตไมวาอยางไร จะรักใครแคไหน ขอเพียงแควา รักคนอื่น รักได แตอยาลืมรักตัวเอง จงรูจักที่จะรัก พรอมที่จะเจ็บ เตรียมรับมือกับความมืดบอดที่จะเกิดขึ้น และเมื่อเจ็บแลว ก็จงพรอมอยูกับปจจุบัน ทุกอยาง เปนบทเรียน เปนประสบการณอันล้ําคา สุดทายคือเดินหนา เพราะอาจจะมีคนดีๆ ที่เหมาะ ที่คู ที่ควร กับเรา อยูที่ปลายเสนขอบฟาก็เปนได