เกษตรทฤษฏีใหม่
บทนำำ

   ปัญหำหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำำคัญ
    ประกำรหนึ่ง คือ กำรขำดแคลนนำ้ำเพื่อเกษตรกรรม โดย
    เฉพำะอย่ำงยิงในเขตพื้นที่เกษตรที่อำศัยนำ้ำฝน ซึ่งเป็น
                  ่
    พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้ำงน้อย
    และส่วนมำกเป็นนำข้ำวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำำกำร
    เพำะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่ำนั้น และมีควำมเสี่ยง
    กับควำมเสียหำยอันเนื่องมำจำกควำมแปรปรวนของดิน ฟ้ำ
    อำกำศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่ำจะมีกำรขุดบ่อหรือสระเก็บนำ้ำ
    ไว้ใช้บ้ำงแต่ก็ไม่มีขนำดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็น
    ปัญหำให้มีนำ้ำใช้ไม่เพียงพอ รวมทั้งระบบกำรปลูกพืชไม่มี
    หลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว
   ด้วยเหตุนี้พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวจึงได้พระรำชทำน
    พระรำชดำำริเพื่อเป็นกำรช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบควำม
    ยำกลำำบำกดังกล่ำว ให้สำมำรถผ่ำนพ้นช่วงเวลำวิกฤติ
    โดยเฉพำะกำรขำดแคลนนำ้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยำก
๑. มีกำร
บริหำรและจัด
แบ่งที่ดินแปลง
เล็กออกเป็น
สัดส่วนที่
ชัดเจน เพื่อ
ประโยชน์
สูงสุดของ
เกษตรกรซึ่ง
ไม่เคยมีใคร
คิดมำก่อน
๒. มีกำร
คำำนวณโดย
หลักวิชำกำร
เกียวกับ
   ่
ปริมำณนำ้ำทีจะ
            ่
กักเก็บให้พอ
เพียงต่อกำร
เพำะปลูกได้
อย่ำงเหมำะสม
ตลอดปี
๓. มีกำร
ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น

 การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำากิน
 ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน
  ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง
 พื้นที่ส่วนหนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักนำ้าเพื่อใช้
  เก็บกักนำ้าฝนในฤดูฝนและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง
  ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์นำ้าและพืชนำ้าต่าง ๆ
 พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อ
  ใช้เป็นอาหารประจำาวันสำาหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอด
  ปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึงตนเองได้
                                    ่
 พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น
  พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำา
  วัน หากเหลือบริโภคก็นำาไปจำาหน่าย
 พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนน
หลักการและแนวทางสำาคัญ
 ๑. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกร
  สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ชุมชน
  ต้องมีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกัน
  และกัน ทำานองเดียวกับการ "ลงแขก" แบบดั้งเดิมเพื่อลด
  ค่าใช้จ่าย
 ๒. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้อง
  บริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทำานาประมาณ
  ๕ ไร่ จะทำาให้มีข้าวพอกินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาใน
  ราคาแพงเพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอสรภาพ๓. ต้องมี
                                              ิ
  นำ้าเพื่อการเพาะปลูกสำารองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝน
  ทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้นจึงจำาเป็นต้องกันที่ดินส่วน
  หนึ่งไว้ขุดสระนำ้า โดยมีหลักว่าต้องมีนำ้าเพียงพอที่จะ
  ทำาการเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ได้พระราชทานพระ
  ราชดำาริเป็นแนวทางว่า ต้องมีนำ้า ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อ
 ๓. ต้องมีนำ้าเพือการเพาะปลูกสำารองไว้ใช้ในฤดู
                  ่
 แล้ง หรือระยะฝนทิงช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนัน
                       ้                        ้
 จึงจำาเป็นต้องกันทีดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระนำ้า โดยมี
                     ่
 หลักว่าต้องมีนำ้าเพียงพอที่จะทำาการเพาะปลูกได้
 ตลอดปี ทังนีได้พระราชทานพระราชดำาริเป็น
            ้ ้
 แนวทางว่า ต้องมีนำ้า ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อการ
 เพาะปลูก ๑ ไร่ โดยประมาณ ฉะนัน เมือทำานา ๕
                                    ้   ่
 ไร่ ทำาพืชไร่หรือไม้ผลอีก ๕ ไร่ (รวมเป็น ๑๐ ไร่)
 จะต้องมีนำ้า ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี๔. การจัด
 แบ่งแปลงทีดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้
               ่
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวทรงคำานวณ และ
                           ่
 คำานึงจากอัตราการถือครองที่ดนถัวเฉลี่ยครัวเรือน
                                 ิ
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า
   หลักการดังกล่าวมาแล้วเป็นทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง เมื่อ
    เกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่
    หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถ
    พัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกินและตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบ
    หมด มีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกและเพื่อให้มีผล
    สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำาเนินการตามขั้นทีสองและ
                                                      ่
    ขั้นทีสาม ต่อไปตามลำาดับ ดังนี้
          ่
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
 ๑. การผลิต (พันธุพืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
                    ์
 ๒. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำาหน่าย
  ผลผลิต)
 ๓. การเป็นอยู่ (กะปิ นำ้าปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)

 ๔. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)

 ๕. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)

 ๖. สังคมและศาสนา
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
   เมื่อดำาเนินการผ่านพ้นขั้นทีสองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่ม
                                ่
    เกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ
    ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น
    ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุน
    และพัฒนาคุณภาพชีวิต
ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่
 ๑. ให้ประชาชนพออยู่พอกิจสมควรแก่อตภาพ ในระดับที่
                                          ั
  ประหยัด ไม่อดอยาก และเลียงตนเองได้ตามหลักปรัชญา
                                ้
  ของ "เศรษฐกิจพอเพียง"
 ๒. ในหน้าแล้งมีนำ้าน้อย ก็สามารถเอานำ้าที่เก็บไว้ในสระมา
  ปลูกพืชผักต่าง ๆ ที่ใช้นำ้าน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียน
  ชลประทาน
 ๓. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีนำ้าดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้
  ก็สามารถสร้างรายได้ให้รำ่ารวนขึ้นได้
 ๔. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัว
  เองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมาก
  เกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย
ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์
   ทฤษฎีที่ดำาเนินการตามธรรมชาติอาศัยแหล่งนำ้าจากนำ้าฝน
    ประสิทธิภาพยังอยูในลักษณะ "หมิ่นเหม่" เพราะหากปีไหนฝนน้อย
                        ่
    อาจไม่เพียงพอ ฉะนั้นการที่จะทำาให้ทฤษฎีใหม่สมบูรณ์ได้นั้นคือ สระ
    เก็บกักนำ้าจะต้องทำาหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเต็มความ
    สามารถ โดยต้องมีแหล่งนำ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถเพิ่มเติมนำ้าในสระ
    เก็บกักนำ้าให้เต็มอยู่เสมอ ดังเช่นในกรณีของการทดลองที่วัดมงคลชัย
    พัฒนา จังหวัดสระบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวทรงเสนอวิธีการ
                                                      ่
    ดังนี้
   ระบบทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ อ่างใหญ่ เติมอ่างเล็ก อ่างเล็ก เติมสระนำ้า

   จากภาพวงกลมเล็กคือสระนำ้าที่เกษตรกรขุดขึ้นตามทฤษฎีใหม่ เมื่อ
    เกิดช่วงขาดแคลนนำ้าในฤดูแล้ง เกษตรกรสามารถสูบนำ้ามาใช้
    ประโยชน์ได้ และหากนำ้าในสระนำ้าไม่เพียงพอก็ขอรับนำ้าจากอ่างห้วย
    หินขาว (อ่างเล็ก) ซึ่งได้ทำาระบบส่งนำ้าเชื่อมต่อทางท่อลงมายัง สระนำ้า
    ที่ได้ขุดไว้ในแต่ละแปลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถมีนำ้าใช้ตลอดปี
   กรณีที่เกษตรกรใช้นำ้ากันมาก อ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็อาจมี
    ปริมาณนำ้าไม่พอเพียง หากโครงการพัฒนาลุ่มนำ้าป่าสักหรือมีโครงการ
    ใหญ่ที่สมบูรณ์แล้ว ก็ใช้วิธีการผันนำ้าจากป่าสัก คืออ่างใหญ่ ต่อลง
    มายังอ่างเก็บนำ้าห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็จะช่วยให้มีปริมาณนำ้ามาเติม
    ในสระของเกษตรกรพอตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องเสี่ยง
แหล่งทีมา
       ่
      http://web.ku.ac.th/king7
       2/2539/news.htm
นางสาว     จิรวดี ขันธประโยชน์ ม.4/6
 เลขที่ 1

เกษตรทฤษฏีใหม่

  • 2.
  • 3.
    บทนำำ  ปัญหำหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำำคัญ ประกำรหนึ่ง คือ กำรขำดแคลนนำ้ำเพื่อเกษตรกรรม โดย เฉพำะอย่ำงยิงในเขตพื้นที่เกษตรที่อำศัยนำ้ำฝน ซึ่งเป็น ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้ำงน้อย และส่วนมำกเป็นนำข้ำวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำำกำร เพำะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่ำนั้น และมีควำมเสี่ยง กับควำมเสียหำยอันเนื่องมำจำกควำมแปรปรวนของดิน ฟ้ำ อำกำศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่ำจะมีกำรขุดบ่อหรือสระเก็บนำ้ำ ไว้ใช้บ้ำงแต่ก็ไม่มีขนำดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็น ปัญหำให้มีนำ้ำใช้ไม่เพียงพอ รวมทั้งระบบกำรปลูกพืชไม่มี หลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว  ด้วยเหตุนี้พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวจึงได้พระรำชทำน พระรำชดำำริเพื่อเป็นกำรช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบควำม ยำกลำำบำกดังกล่ำว ให้สำมำรถผ่ำนพ้นช่วงเวลำวิกฤติ โดยเฉพำะกำรขำดแคลนนำ้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยำก
  • 4.
    ๑. มีกำร บริหำรและจัด แบ่งที่ดินแปลง เล็กออกเป็น สัดส่วนที่ ชัดเจน เพื่อ ประโยชน์ สูงสุดของ เกษตรกรซึ่ง ไม่เคยมีใคร คิดมำก่อน ๒.มีกำร คำำนวณโดย หลักวิชำกำร เกียวกับ ่ ปริมำณนำ้ำทีจะ ่ กักเก็บให้พอ เพียงต่อกำร เพำะปลูกได้ อย่ำงเหมำะสม ตลอดปี ๓. มีกำร
  • 5.
    ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น  การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำากิน  ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง  พื้นที่ส่วนหนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักนำ้าเพื่อใช้ เก็บกักนำ้าฝนในฤดูฝนและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์นำ้าและพืชนำ้าต่าง ๆ  พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อ ใช้เป็นอาหารประจำาวันสำาหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอด ปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึงตนเองได้ ่  พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำา วัน หากเหลือบริโภคก็นำาไปจำาหน่าย  พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนน
  • 6.
    หลักการและแนวทางสำาคัญ  ๑. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกร สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ชุมชน ต้องมีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน ทำานองเดียวกับการ "ลงแขก" แบบดั้งเดิมเพื่อลด ค่าใช้จ่าย  ๒. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้อง บริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทำานาประมาณ ๕ ไร่ จะทำาให้มีข้าวพอกินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาใน ราคาแพงเพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอสรภาพ๓. ต้องมี ิ นำ้าเพื่อการเพาะปลูกสำารองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝน ทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้นจึงจำาเป็นต้องกันที่ดินส่วน หนึ่งไว้ขุดสระนำ้า โดยมีหลักว่าต้องมีนำ้าเพียงพอที่จะ ทำาการเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ได้พระราชทานพระ ราชดำาริเป็นแนวทางว่า ต้องมีนำ้า ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อ
  • 7.
     ๓. ต้องมีนำ้าเพือการเพาะปลูกสำารองไว้ใช้ในฤดู ่ แล้ง หรือระยะฝนทิงช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนัน ้ ้ จึงจำาเป็นต้องกันทีดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระนำ้า โดยมี ่ หลักว่าต้องมีนำ้าเพียงพอที่จะทำาการเพาะปลูกได้ ตลอดปี ทังนีได้พระราชทานพระราชดำาริเป็น ้ ้ แนวทางว่า ต้องมีนำ้า ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อการ เพาะปลูก ๑ ไร่ โดยประมาณ ฉะนัน เมือทำานา ๕ ้ ่ ไร่ ทำาพืชไร่หรือไม้ผลอีก ๕ ไร่ (รวมเป็น ๑๐ ไร่) จะต้องมีนำ้า ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี๔. การจัด แบ่งแปลงทีดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวทรงคำานวณ และ ่ คำานึงจากอัตราการถือครองที่ดนถัวเฉลี่ยครัวเรือน ิ
  • 8.
    ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า  หลักการดังกล่าวมาแล้วเป็นทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง เมื่อ เกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่ หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถ พัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกินและตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบ หมด มีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกและเพื่อให้มีผล สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำาเนินการตามขั้นทีสองและ ่ ขั้นทีสาม ต่อไปตามลำาดับ ดังนี้ ่
  • 9.
    ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง  ๑. การผลิต(พันธุพืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ) ์  ๒. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำาหน่าย ผลผลิต)  ๓. การเป็นอยู่ (กะปิ นำ้าปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)  ๔. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)  ๕. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)  ๖. สังคมและศาสนา
  • 10.
    ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม  เมื่อดำาเนินการผ่านพ้นขั้นทีสองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่ม ่ เกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุน และพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • 11.
    ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่  ๑. ให้ประชาชนพออยู่พอกิจสมควรแก่อตภาพในระดับที่ ั ประหยัด ไม่อดอยาก และเลียงตนเองได้ตามหลักปรัชญา ้ ของ "เศรษฐกิจพอเพียง"  ๒. ในหน้าแล้งมีนำ้าน้อย ก็สามารถเอานำ้าที่เก็บไว้ในสระมา ปลูกพืชผักต่าง ๆ ที่ใช้นำ้าน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียน ชลประทาน  ๓. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีนำ้าดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ ก็สามารถสร้างรายได้ให้รำ่ารวนขึ้นได้  ๔. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัว เองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมาก เกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย
  • 12.
    ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์  ทฤษฎีที่ดำาเนินการตามธรรมชาติอาศัยแหล่งนำ้าจากนำ้าฝน ประสิทธิภาพยังอยูในลักษณะ "หมิ่นเหม่" เพราะหากปีไหนฝนน้อย ่ อาจไม่เพียงพอ ฉะนั้นการที่จะทำาให้ทฤษฎีใหม่สมบูรณ์ได้นั้นคือ สระ เก็บกักนำ้าจะต้องทำาหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเต็มความ สามารถ โดยต้องมีแหล่งนำ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถเพิ่มเติมนำ้าในสระ เก็บกักนำ้าให้เต็มอยู่เสมอ ดังเช่นในกรณีของการทดลองที่วัดมงคลชัย พัฒนา จังหวัดสระบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวทรงเสนอวิธีการ ่ ดังนี้  ระบบทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ อ่างใหญ่ เติมอ่างเล็ก อ่างเล็ก เติมสระนำ้า  จากภาพวงกลมเล็กคือสระนำ้าที่เกษตรกรขุดขึ้นตามทฤษฎีใหม่ เมื่อ เกิดช่วงขาดแคลนนำ้าในฤดูแล้ง เกษตรกรสามารถสูบนำ้ามาใช้ ประโยชน์ได้ และหากนำ้าในสระนำ้าไม่เพียงพอก็ขอรับนำ้าจากอ่างห้วย หินขาว (อ่างเล็ก) ซึ่งได้ทำาระบบส่งนำ้าเชื่อมต่อทางท่อลงมายัง สระนำ้า ที่ได้ขุดไว้ในแต่ละแปลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถมีนำ้าใช้ตลอดปี  กรณีที่เกษตรกรใช้นำ้ากันมาก อ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็อาจมี ปริมาณนำ้าไม่พอเพียง หากโครงการพัฒนาลุ่มนำ้าป่าสักหรือมีโครงการ ใหญ่ที่สมบูรณ์แล้ว ก็ใช้วิธีการผันนำ้าจากป่าสัก คืออ่างใหญ่ ต่อลง มายังอ่างเก็บนำ้าห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็จะช่วยให้มีปริมาณนำ้ามาเติม ในสระของเกษตรกรพอตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องเสี่ยง
  • 13.
    แหล่งทีมา ่  http://web.ku.ac.th/king7 2/2539/news.htm
  • 14.
    นางสาว จิรวดี ขันธประโยชน์ ม.4/6 เลขที่ 1