Conflict of the Burmese Government
  and the Ethnic Minority Groups
สาเหตุ
ประเด็นแรก: ก่อนพม่าจะตกเป็ นอาณานิคมของอังกฤษอย่างสมบูรณ์
ในปี ค.ศ.1886 อังกฤษได้ผนวกพม่าและดินแดนของชนกลุ่มน้อยต่างๆ
เข้าเป็ นมณฑลหนึ่งของอินเดีย ซึ่งอังกฤษเป็ นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น
รัฐบาลอังกฤษซึ่งเข้ามาปกครองพม่าโดยใช้นโยบาย “แบ่งแยกและ
ปกครอง” (divide and rule) เพราะอังกฤษได้แบ่งแยกรัฐของกลุ่มน้อย
ออกจากรัฐของชาวพม่า และใช้ระบบการปกครองที่ต่างกันออกเป็ น 2
ส่ วนคือ “พม่าแท้” (Burma proper) กับ “เขตชายแดน” (Frontier Areas)
- อังกฤษถอนตัว ออกจากพม่าอย่างกะทันหัน พร้ อมกับทิ้ งปั ญหา
ความขัดแย้งของกลุ่มชาติพนธุ์ไว้ให้รัฐบาลกลางของพม่าซึ่ งเข้ามารับ
                            ั
ภาระหน้าที่แทนผูนารัฐบาลพม่าในช่วงที่ได้รับอิสรภาพแล้ว
                  ้
- นับตั้งแต่นายพลออง ซาน อู นุ และนายพลเนวิน ต่างก็มีทศนคติ ั
ต่อการรวมชาติและความเป็ นเอกภาพในบริ บทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติ
พันธุ์ต่างๆ ในพม่าที่แตกต่างกันออกไป
- สงครามกลางเมืองที่ได้เริ่ มก่อตัวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 จนถึงช่ วง
วิกฤตในทศวรรษที่ 1960
-    นับแต่น้ นมา พม่าก็ได้กลายเป็ นดินแดนแห่งการสู ้รบระหว่าง
              ั
รัฐบาลกลางกับกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ จนถึงปั จจุบน ั
- ประเด็นต่ อมา จากสภาพภูมิประเทศซึ่งแยกชุมชนของกลุ่มชาติ
พันธุ์ออกจากกัน ด้วยเทือกเขาสูง ป่ าทึบและแม่น้ า
- อีกทั้งยังส่ งเสริ มให้เกิดความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมและภาษา
ของกลุ่มชาติพนธุ์โดยการคงเอกลักษณ์เด่นของตนไว้ ไม่มีการ
             ั
ผสมผสานเพื่อก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้และการยอมรับซึ่งกันและกัน
- ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกาลังชนกลุ่มน้อย
ได้กลายสภาพเป็ นปัญหาที่บนทอนความมันคงและเอกภาพของรัฐ
                            ั่         ่
      ดังนั้นความจาเป็ นของรัฐบาลพม่าในการที่จะธารงไว้ซ่ ึงความเป็ น
เอกภาพของรัฐด้วยการทาสงครามสยบกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ
เหล่านี้ และได้กลายเป็ นภารกิจความสาคัญอย่างยิงยวดในเชิงนโยบาย
                                              ่
เป็ นสาคัญอันดับแรกของประเทศ
การเมืองภายในระหว่ างรัฐบาลพม่ ากับชนกลุ่มน้ อย
     1.) ประเทศสหภาพพม่าเป็ นประเทศที่มีปัญหาหารเมืองภายใน
โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งกับกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ความ
ขัดแย้งนี้เกิดขึ้นมาเป็ นเวลานานนับตั้งแต่สมัยหลังอาณานิคม (ปี 1948)
และดาเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบน ผลพวงของความขัดแย้งคือ
                                  ั
สงครามกลางเมืองที่นาไปสู่ ความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง
และสังคม โดยรวมของประเทศพม่า
2.)ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกาลังชนกลุ่ม
น้อย ได้กลายสภาพเป็ นปัญหาที่บนทอนความมันคงและเอกภาพของรัฐ
                               ั่           ่
เนื่องจากกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ มีอาณาบริ เวณและมวลชนที่
สนับสนุนตนเอง นอกจากนี้ยงมีทรัพยากรธรรมชาติ และช่องทางในการ
                           ั
แสวงหาผงประโยชน์ในเชิงงบประมาณ มาสนับสนุนกองกาลังและ
มวลชนของตนในอดีตกองกาลังชนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีอาณาเขต
ปกครองของตนเอง ดังนั้นความปรารถนาที่จะแยกเป็ นรัฐอิสระไม่อยู่
ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางพม่ายังคงสื บสานมาจนถึงปัจจุบน      ั
เป็ นความจาเป็ นของรัฐบาลพม่าในการที่จะธารงไว้ซ่ ึงความเป็ นเอกภาพ
ของรัฐด้วยการทาสงครามสยบกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ เหล่านี้
และได้กลายเป็ นภารกิจความสาคัญอย่างยิงยวดในเชิงนโยบายเป็ น
                                       ่
สาคัญอันดับแรกของประเทศ
3.)การจัดลาดับความสาคัญของพื้นที่ในการปราบปรามกองกาลัง
ชนกลุ่มน้อยเรี ยงลาดับตามความสาคัญเร่ งด่วนเนื่องจากรัฐบาลพม่ามี
ความขัดแย้งกับกองกาลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม เช่น คะฉิ่น ฉาน(ไทย
ใหญ่) โกกั้ง กะเหรี่ ยง คะยาห์ มอญ และยังมีกลุ่มต่อต้านรัฐบาล เช่น
พรรคคอมมิวนิสต์พม่า และกองกาลังต่างชาติ เช่น ก๊กมินตั้งการจะ
ปราบปรามกองกาลังชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มในเวลาเดียวกันเป็ นสิ่ งที่
เป็ นไปไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลพม่าจึงเลือกลาดับความสาคัญในการ
ปราบปรามเป็ นพื้นที่ไป ในขณะที่ปราบปรามพื้นที่หนึ่ง อีกพื้นที่หนึ่งจึง
มีโอกาสสร้างเสริ มความเข้มแข็งในขณะที่ปลอดภารกิจด้านสงคราม ใน
กรณี น้ ีเกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยบริ เวณชายแดนไทย ซึ่งปลอดสงคราม กับ
พม่าในช่วงปี 1962-1989 เนื่องจากรัฐบาลพม่าหันไปทุ่มเทกาลังต่อสู ้
ให้กบรัฐฉาน กลุ่มพรรคมอญใหม่ของมอญ และกลุ่มสหภาพแห่งชาติ
     ั
กะเหรี่ ยง จึงสมารถพัฒนากองกาลังของตนเองจนเข้มแข็ง
4.)การเสริ มสร้างความเข้มแข็งของกาลังกลุ่มพรรคมอญใหม่และ
สภาพกะเหรี่ ยง กระทาโดยใช้โอกาสจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิด
พรมแดนไทย และการถมช่องว่างของตลาดมืดของพม่า อันเกิดจาก
สภาวะขาดแคลนสิ นค้าประเภทอุปโภคบริ โภคด้วยขบวนการลักลอบ
ค้าขายกองกาลังชนกลุ่มน้อยสามารถสร้างเครื อข่ายทางด้านการค้ากับ
พ่อค้าไทยในฝั่งไทย และพ่อค้าจากฝั่งพม่าที่ตองผ่านเข้า – ออกอาณา
                                           ้
บริ เวณของตน สามารถสร้างความร่ ารวยให้กองกาลังของตนจาก
ขบวนการค้านอกกฎหมายนี้ เครื อข่ายอันแน่นเหนียวและเต็มไปด้วย
                                      ่
ผลประโยชน์น้ ียากต่อการทาลาย ถึงแม้วารัฐบาลพม่าจะเจรจาสงบศึกกับ
กลุ่มมอญและสยบอิทธิพลของกลุ่มกะเหรี่ ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่
สามารถทาลายล้างเครื อข่ายของธุรกิจนอกกฎหมายนี้ได้ และเครื อข่ายนี้
พร้อมที่จะกลับมามีบทบาทได้หากสถานการณ์อานวย
5.)รัฐบาลพม่าได้พยายามเข้ามาจัดระเบียบชายแดนใหม่ดวยการ      ้
                                                 ่
พัฒนาทางด้านกายภาพของเมืองหน้าด่านที่อยูประชิดชายแดนไทย
พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงระเบียบด้านการการค้าชายแดนให้เข้าระบบ
มากขึ้น หลังจากสามารถจัดการปัญหากับชนกลุ่มน้อยได้แล้วในระดับ
หนึ่งแต่ในภาคปฏิบติรัฐบาลพม่าไม่สามารถทาลายอิทธิพลด้านการเมือง
                      ั
ของกองกาลังชนกลุ่มน้อยได้โดยเด็ดขาด เพราะกองกาลังชนกลุ่มน้อย
ได้ทาหน้าที่เป็ นผูคุมครองและจัดสรรผลประโยชน์ให้กบชุมชนใน
                   ้้                                    ั
ท้องถิ่นของตนเป็ นเวลาช้านาน ประกอบกับการที่เห็นเพื่อร่ วมเผ่าพันธุ์
ต้องเผชิญชะตากรรมจากการปราบอันโหดร้อยของทหารพม่า ทาให้เกิด
ความเห็นอกเห็นใจ และความภัคดีในองค์กรและกองกาลังที่คุมครองอยู่ ้
ในบริ เวณนั้นความจริ งข้อนี้เป็ นสิ่ งที่รัฐบาลพม่าไม่อาจปฏิเสธ ประเด็น
สาคัญจึงอยูท่ีรัฐบาลพม่าจะปฏิบติต่อองค์กรกองกาลังชนกลุ่มน้อย
             ่                    ั
อย่างไร เพื่อให้เกิดความสมดุลทางอานาจ แทนการกาจัดให้หมดสิ้ นไป
6.)รัฐบาลพม่าได้ปฏิรูปโครงสร้างและกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ โดย
มีการผ่อนคลายกฎระเบียบที่เคร่ งครัดลง และเปิ ดโอกาสให้เอกชนเข้ามา
มีส่วนร่ วมในการค้าการลงทุนมากยิงขึ้น หลังจากที่ปิดโอกาสมากว่า 26
                                   ่
ปี ของระบบสังคมนิยมวิถีพม่า แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงรักษา
ระบบการปกครองระบอบเผด็จการทหารอย่างเคร่ งครัดนโยบายที่ผอน      ่
คลายกฎเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจมิใช่นโยบายหลัก หากเป็ นนโยบายรอง
                    ั
ที่ตองหลีกทางให้กบนโยบายทางการเมือง ซึ่งหมายความว่า หากรัฐบาล
    ้
พม่าเห็นว่าการเปิ ดเสรี ทางการค้าและการลงทุนจะทาให้สูญเสี ยอธิปไตย
ทางการปกครอง หรื อมีนยที่จะบันทอนความมันคงของชาติ รัฐบาลพม่า
                          ั      ่          ่
ย่อมเลือกการรักษาความมันคงของชาติเป็ นสาคัญเสมอ
                            ่
ผลกระทบ
        การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บริ เวณชายแดนไทย-พม่า ในช่วงปี
1988-1997 จะเห็นได้ชดว่ามีการเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็นหลัก คือ
                      ั
ประเด็นทางด้านการเมือง และประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ
1.ด้ านการเมือง
       กองกาลังชนกลุ่มน้อยบริ เวณชายแดนไทยถูกลดบทบาทลงในกรณี
นี้ ได้แก่กองกาลังของกะเหรี่ ยงในบริ เวณจังหวัดเมียวดี ตรงข้ามอาเภอ
แม่สอดของไทย และกองกาลังของมอญในบริ เวณรัฐมอญตรงข้าม
อาเภอสังขละบุรีถูกแทนที่โดยกองกาลังทหารพม่า
ดังนั้น อานาจในการตัดสิ นใจต่อกรณี เหตุการณ์ต่างๆ ในบริ เวณดังกล่าว
      ่
จึงอยูที่ฝ่ายทหารพม่าซึ่งเป็ นตัวแทนของรัฐบาล เท่ากับเป็ นการคืน
                                    ั
อานาจการปกครองในบริ เวณนี้ให้กบฝ่ ายรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่า
อานาจในท้องถิ่นจะหมดไปโดยสิ้ นเชิง ในทางกลับกัน อาจกล่าวได้วา    ่
อานาจและอิทธิพลของชนกลุ่มน้อยที่มีต่อชุมชนในบริ เวณนั้น ยังคงมี
   ่
อยูอย่างสมบูรณ์

2. มีการปรับเปลี่ยนกลไกอานาจหน้าที่ และบทบาทขององค์กรทาง
เศรษฐกิจและการค้า จากระบบควบคุมการวางแผนจากส่ วนกลาง และ
กระจายอานาจสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น
เนื่องจากรัฐบาลพม่าเป็ นรัฐบาลรวมศูนย์อานาจ รัฐบาลท้องถิ่น
และนายทหารซึ่งควบคุมดูแลในบริ เวณท้องถิ่นไม่มีอานาจเบ็ดเสร็ จใน
การตัดสิ นใจ โดยทางปฏิบติแล้วเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นและภูมิภาค
                          ั
                                         ่ ้
จาเป็ นต้องฟังนโยบายจากรัฐบาลกลางที่ยางกุงเสมอ จึงทาให้เกิดความ
ล่าช้าในการตัดสิ นใจในประเด็นของท้องถิ่น จึงจาเป็ นต้องเสนอเรื่ องต่อ
หน่วยเหนือเพือให้มีการตัดสิ น ทาให้หลายกรณี ที่มีความเกี่ยวข้องกับ
               ่
ไทยในบริ เวณชายแดนต้องเวลานานในการพิจารณา และในหลายกรณี
เป็ นข้ออ้างสาหรับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นในการพิจารณาตัดสิ น
2.)ด้ านเศรษฐกิจ
       จากการที่รัฐบาลพม่าใช้มาตรการเข้มงวดปิ ดบริ เวณชายแดนด้วย
การส่ งทหารเข้าประจาทุกจุดที่เข้าข่ายเป็ นเส้นทางลาเลียงสิ นค้าจากไทย
สู่พม่า แต่เนื่องจากความต้องสิ นค้าไทยของชาวพม่ามีค่อนข้างสู ง เมื่อ
พ่อค้าพม่าไม่สามารถนาเข้าสิ นค้าไทยได้ตามวิถีการค้าในระบบ ทาให้
สิ นค้าไทยขาดแคลนและมีความต้องการสภาวะเช่นนี้เป็ นแรงจูงใจให้
เกิดขบวนการลักลอบนาเข้าสิ นค้าไทย กอปรกับชายแดนบางด้านเช่น
จังหวัดเมียวดี ยังคงมีอิทธิพลของกองกาลังกะเหรี่ ยงหลงเหลืออยู่
                                                         ั
ขบวนการลักลอบนาเข้าสิ นค้าก็จะต้องไปสานสัมพันธ์กบกองกาลังของ
                            ่
กะเหรี่ ยงเหมือนในอดีตที่ผานมา และหากสถานการณ์ยงคงเป็ นเช่นนี้
                                                       ั
ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกระทังกองกาลังกะเหรี่ ยงสามารถฟื้ นฟูองค์กร
                              ่
ของตนด้วยรายได้จากขบวนการลักลอบค้า
ก็จะทาให้วฏจักรของการค้าชายแดนหมุนไปสู่ยคปี 1962-1988 อีก
           ั                            ุ
เช่นเดิม สถานการณ์การค้าชายแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะในเขตเมียวดี-
แม่สอด ก็ไม่อาจพ้นวังวนของการค้าชายแดนและกองกาลังชนกลุ่ม
น้อย-ไปได้
อ้างอิง
• พรพิมล ตรี โชติ . 2541. ปั ญหาชนกลุ่มน้ อยตามชายแดนไทย-
  พม่ า : ศึกษาผลกระทบที่มีต่อการค้ า
• ระหว่ างประเทศไทยกับสหภาพพม่ า. กรุงเทพ : สถาบันเอเชีย
  ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
• สืบค้ นจาก http://webcache.googleusercontent.com/search?q=.
  ออนไลน์ [2-8-2011]
• สืบค้ นจาก http://www.ryt9.com/s/bmnd/1026282.
  ออนไลน์ [2-8-2011]
• สืบค้ นจาก http://prachatai.com/journal/2008/04/16490.
  ออนไลน์ [2-8-2011]

เมียนม่าร์

  • 1.
    Conflict of theBurmese Government and the Ethnic Minority Groups
  • 2.
    สาเหตุ ประเด็นแรก: ก่อนพม่าจะตกเป็ นอาณานิคมของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ ในปีค.ศ.1886 อังกฤษได้ผนวกพม่าและดินแดนของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เข้าเป็ นมณฑลหนึ่งของอินเดีย ซึ่งอังกฤษเป็ นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น รัฐบาลอังกฤษซึ่งเข้ามาปกครองพม่าโดยใช้นโยบาย “แบ่งแยกและ ปกครอง” (divide and rule) เพราะอังกฤษได้แบ่งแยกรัฐของกลุ่มน้อย ออกจากรัฐของชาวพม่า และใช้ระบบการปกครองที่ต่างกันออกเป็ น 2 ส่ วนคือ “พม่าแท้” (Burma proper) กับ “เขตชายแดน” (Frontier Areas)
  • 3.
    - อังกฤษถอนตัว ออกจากพม่าอย่างกะทันหันพร้ อมกับทิ้ งปั ญหา ความขัดแย้งของกลุ่มชาติพนธุ์ไว้ให้รัฐบาลกลางของพม่าซึ่ งเข้ามารับ ั ภาระหน้าที่แทนผูนารัฐบาลพม่าในช่วงที่ได้รับอิสรภาพแล้ว ้ - นับตั้งแต่นายพลออง ซาน อู นุ และนายพลเนวิน ต่างก็มีทศนคติ ั ต่อการรวมชาติและความเป็ นเอกภาพในบริ บทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติ พันธุ์ต่างๆ ในพม่าที่แตกต่างกันออกไป - สงครามกลางเมืองที่ได้เริ่ มก่อตัวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 จนถึงช่ วง วิกฤตในทศวรรษที่ 1960 - นับแต่น้ นมา พม่าก็ได้กลายเป็ นดินแดนแห่งการสู ้รบระหว่าง ั รัฐบาลกลางกับกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ จนถึงปั จจุบน ั
  • 4.
    - ประเด็นต่ อมาจากสภาพภูมิประเทศซึ่งแยกชุมชนของกลุ่มชาติ พันธุ์ออกจากกัน ด้วยเทือกเขาสูง ป่ าทึบและแม่น้ า - อีกทั้งยังส่ งเสริ มให้เกิดความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมและภาษา ของกลุ่มชาติพนธุ์โดยการคงเอกลักษณ์เด่นของตนไว้ ไม่มีการ ั ผสมผสานเพื่อก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้และการยอมรับซึ่งกันและกัน
  • 5.
    - ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกาลังชนกลุ่มน้อย ได้กลายสภาพเป็ นปัญหาที่บนทอนความมันคงและเอกภาพของรัฐ ั่ ่ ดังนั้นความจาเป็ นของรัฐบาลพม่าในการที่จะธารงไว้ซ่ ึงความเป็ น เอกภาพของรัฐด้วยการทาสงครามสยบกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ และได้กลายเป็ นภารกิจความสาคัญอย่างยิงยวดในเชิงนโยบาย ่ เป็ นสาคัญอันดับแรกของประเทศ
  • 6.
    การเมืองภายในระหว่ างรัฐบาลพม่ ากับชนกลุ่มน้อย 1.) ประเทศสหภาพพม่าเป็ นประเทศที่มีปัญหาหารเมืองภายใน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งกับกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ความ ขัดแย้งนี้เกิดขึ้นมาเป็ นเวลานานนับตั้งแต่สมัยหลังอาณานิคม (ปี 1948) และดาเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบน ผลพวงของความขัดแย้งคือ ั สงครามกลางเมืองที่นาไปสู่ ความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยรวมของประเทศพม่า
  • 7.
    2.)ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกาลังชนกลุ่ม น้อย ได้กลายสภาพเป็ นปัญหาที่บนทอนความมันคงและเอกภาพของรัฐ ั่ ่ เนื่องจากกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ มีอาณาบริ เวณและมวลชนที่ สนับสนุนตนเอง นอกจากนี้ยงมีทรัพยากรธรรมชาติ และช่องทางในการ ั แสวงหาผงประโยชน์ในเชิงงบประมาณ มาสนับสนุนกองกาลังและ มวลชนของตนในอดีตกองกาลังชนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีอาณาเขต ปกครองของตนเอง ดังนั้นความปรารถนาที่จะแยกเป็ นรัฐอิสระไม่อยู่ ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางพม่ายังคงสื บสานมาจนถึงปัจจุบน ั เป็ นความจาเป็ นของรัฐบาลพม่าในการที่จะธารงไว้ซ่ ึงความเป็ นเอกภาพ ของรัฐด้วยการทาสงครามสยบกองกาลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ และได้กลายเป็ นภารกิจความสาคัญอย่างยิงยวดในเชิงนโยบายเป็ น ่ สาคัญอันดับแรกของประเทศ
  • 8.
    3.)การจัดลาดับความสาคัญของพื้นที่ในการปราบปรามกองกาลัง ชนกลุ่มน้อยเรี ยงลาดับตามความสาคัญเร่ งด่วนเนื่องจากรัฐบาลพม่ามี ความขัดแย้งกับกองกาลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มเช่น คะฉิ่น ฉาน(ไทย ใหญ่) โกกั้ง กะเหรี่ ยง คะยาห์ มอญ และยังมีกลุ่มต่อต้านรัฐบาล เช่น พรรคคอมมิวนิสต์พม่า และกองกาลังต่างชาติ เช่น ก๊กมินตั้งการจะ ปราบปรามกองกาลังชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มในเวลาเดียวกันเป็ นสิ่ งที่ เป็ นไปไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลพม่าจึงเลือกลาดับความสาคัญในการ ปราบปรามเป็ นพื้นที่ไป ในขณะที่ปราบปรามพื้นที่หนึ่ง อีกพื้นที่หนึ่งจึง มีโอกาสสร้างเสริ มความเข้มแข็งในขณะที่ปลอดภารกิจด้านสงคราม ใน กรณี น้ ีเกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยบริ เวณชายแดนไทย ซึ่งปลอดสงคราม กับ พม่าในช่วงปี 1962-1989 เนื่องจากรัฐบาลพม่าหันไปทุ่มเทกาลังต่อสู ้ ให้กบรัฐฉาน กลุ่มพรรคมอญใหม่ของมอญ และกลุ่มสหภาพแห่งชาติ ั กะเหรี่ ยง จึงสมารถพัฒนากองกาลังของตนเองจนเข้มแข็ง
  • 9.
    4.)การเสริ มสร้างความเข้มแข็งของกาลังกลุ่มพรรคมอญใหม่และ สภาพกะเหรี่ ยงกระทาโดยใช้โอกาสจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิด พรมแดนไทย และการถมช่องว่างของตลาดมืดของพม่า อันเกิดจาก สภาวะขาดแคลนสิ นค้าประเภทอุปโภคบริ โภคด้วยขบวนการลักลอบ ค้าขายกองกาลังชนกลุ่มน้อยสามารถสร้างเครื อข่ายทางด้านการค้ากับ พ่อค้าไทยในฝั่งไทย และพ่อค้าจากฝั่งพม่าที่ตองผ่านเข้า – ออกอาณา ้ บริ เวณของตน สามารถสร้างความร่ ารวยให้กองกาลังของตนจาก ขบวนการค้านอกกฎหมายนี้ เครื อข่ายอันแน่นเหนียวและเต็มไปด้วย ่ ผลประโยชน์น้ ียากต่อการทาลาย ถึงแม้วารัฐบาลพม่าจะเจรจาสงบศึกกับ กลุ่มมอญและสยบอิทธิพลของกลุ่มกะเหรี่ ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ สามารถทาลายล้างเครื อข่ายของธุรกิจนอกกฎหมายนี้ได้ และเครื อข่ายนี้ พร้อมที่จะกลับมามีบทบาทได้หากสถานการณ์อานวย
  • 10.
    5.)รัฐบาลพม่าได้พยายามเข้ามาจัดระเบียบชายแดนใหม่ดวยการ ้ ่ พัฒนาทางด้านกายภาพของเมืองหน้าด่านที่อยูประชิดชายแดนไทย พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงระเบียบด้านการการค้าชายแดนให้เข้าระบบ มากขึ้น หลังจากสามารถจัดการปัญหากับชนกลุ่มน้อยได้แล้วในระดับ หนึ่งแต่ในภาคปฏิบติรัฐบาลพม่าไม่สามารถทาลายอิทธิพลด้านการเมือง ั ของกองกาลังชนกลุ่มน้อยได้โดยเด็ดขาด เพราะกองกาลังชนกลุ่มน้อย ได้ทาหน้าที่เป็ นผูคุมครองและจัดสรรผลประโยชน์ให้กบชุมชนใน ้้ ั ท้องถิ่นของตนเป็ นเวลาช้านาน ประกอบกับการที่เห็นเพื่อร่ วมเผ่าพันธุ์ ต้องเผชิญชะตากรรมจากการปราบอันโหดร้อยของทหารพม่า ทาให้เกิด ความเห็นอกเห็นใจ และความภัคดีในองค์กรและกองกาลังที่คุมครองอยู่ ้ ในบริ เวณนั้นความจริ งข้อนี้เป็ นสิ่ งที่รัฐบาลพม่าไม่อาจปฏิเสธ ประเด็น สาคัญจึงอยูท่ีรัฐบาลพม่าจะปฏิบติต่อองค์กรกองกาลังชนกลุ่มน้อย ่ ั อย่างไร เพื่อให้เกิดความสมดุลทางอานาจ แทนการกาจัดให้หมดสิ้ นไป
  • 11.
    6.)รัฐบาลพม่าได้ปฏิรูปโครงสร้างและกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ โดย มีการผ่อนคลายกฎระเบียบที่เคร่ งครัดลงและเปิ ดโอกาสให้เอกชนเข้ามา มีส่วนร่ วมในการค้าการลงทุนมากยิงขึ้น หลังจากที่ปิดโอกาสมากว่า 26 ่ ปี ของระบบสังคมนิยมวิถีพม่า แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงรักษา ระบบการปกครองระบอบเผด็จการทหารอย่างเคร่ งครัดนโยบายที่ผอน ่ คลายกฎเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจมิใช่นโยบายหลัก หากเป็ นนโยบายรอง ั ที่ตองหลีกทางให้กบนโยบายทางการเมือง ซึ่งหมายความว่า หากรัฐบาล ้ พม่าเห็นว่าการเปิ ดเสรี ทางการค้าและการลงทุนจะทาให้สูญเสี ยอธิปไตย ทางการปกครอง หรื อมีนยที่จะบันทอนความมันคงของชาติ รัฐบาลพม่า ั ่ ่ ย่อมเลือกการรักษาความมันคงของชาติเป็ นสาคัญเสมอ ่
  • 12.
    ผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บริ เวณชายแดนไทย-พม่า ในช่วงปี 1988-1997 จะเห็นได้ชดว่ามีการเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็นหลัก คือ ั ประเด็นทางด้านการเมือง และประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ 1.ด้ านการเมือง กองกาลังชนกลุ่มน้อยบริ เวณชายแดนไทยถูกลดบทบาทลงในกรณี นี้ ได้แก่กองกาลังของกะเหรี่ ยงในบริ เวณจังหวัดเมียวดี ตรงข้ามอาเภอ แม่สอดของไทย และกองกาลังของมอญในบริ เวณรัฐมอญตรงข้าม อาเภอสังขละบุรีถูกแทนที่โดยกองกาลังทหารพม่า
  • 13.
    ดังนั้น อานาจในการตัดสิ นใจต่อกรณีเหตุการณ์ต่างๆ ในบริ เวณดังกล่าว ่ จึงอยูที่ฝ่ายทหารพม่าซึ่งเป็ นตัวแทนของรัฐบาล เท่ากับเป็ นการคืน ั อานาจการปกครองในบริ เวณนี้ให้กบฝ่ ายรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่า อานาจในท้องถิ่นจะหมดไปโดยสิ้ นเชิง ในทางกลับกัน อาจกล่าวได้วา ่ อานาจและอิทธิพลของชนกลุ่มน้อยที่มีต่อชุมชนในบริ เวณนั้น ยังคงมี ่ อยูอย่างสมบูรณ์ 2. มีการปรับเปลี่ยนกลไกอานาจหน้าที่ และบทบาทขององค์กรทาง เศรษฐกิจและการค้า จากระบบควบคุมการวางแผนจากส่ วนกลาง และ กระจายอานาจสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น
  • 14.
    เนื่องจากรัฐบาลพม่าเป็ นรัฐบาลรวมศูนย์อานาจ รัฐบาลท้องถิ่น และนายทหารซึ่งควบคุมดูแลในบริเวณท้องถิ่นไม่มีอานาจเบ็ดเสร็ จใน การตัดสิ นใจ โดยทางปฏิบติแล้วเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นและภูมิภาค ั ่ ้ จาเป็ นต้องฟังนโยบายจากรัฐบาลกลางที่ยางกุงเสมอ จึงทาให้เกิดความ ล่าช้าในการตัดสิ นใจในประเด็นของท้องถิ่น จึงจาเป็ นต้องเสนอเรื่ องต่อ หน่วยเหนือเพือให้มีการตัดสิ น ทาให้หลายกรณี ที่มีความเกี่ยวข้องกับ ่ ไทยในบริ เวณชายแดนต้องเวลานานในการพิจารณา และในหลายกรณี เป็ นข้ออ้างสาหรับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นในการพิจารณาตัดสิ น
  • 15.
    2.)ด้ านเศรษฐกิจ จากการที่รัฐบาลพม่าใช้มาตรการเข้มงวดปิ ดบริ เวณชายแดนด้วย การส่ งทหารเข้าประจาทุกจุดที่เข้าข่ายเป็ นเส้นทางลาเลียงสิ นค้าจากไทย สู่พม่า แต่เนื่องจากความต้องสิ นค้าไทยของชาวพม่ามีค่อนข้างสู ง เมื่อ พ่อค้าพม่าไม่สามารถนาเข้าสิ นค้าไทยได้ตามวิถีการค้าในระบบ ทาให้ สิ นค้าไทยขาดแคลนและมีความต้องการสภาวะเช่นนี้เป็ นแรงจูงใจให้ เกิดขบวนการลักลอบนาเข้าสิ นค้าไทย กอปรกับชายแดนบางด้านเช่น จังหวัดเมียวดี ยังคงมีอิทธิพลของกองกาลังกะเหรี่ ยงหลงเหลืออยู่ ั ขบวนการลักลอบนาเข้าสิ นค้าก็จะต้องไปสานสัมพันธ์กบกองกาลังของ ่ กะเหรี่ ยงเหมือนในอดีตที่ผานมา และหากสถานการณ์ยงคงเป็ นเช่นนี้ ั ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกระทังกองกาลังกะเหรี่ ยงสามารถฟื้ นฟูองค์กร ่ ของตนด้วยรายได้จากขบวนการลักลอบค้า
  • 16.
    ก็จะทาให้วฏจักรของการค้าชายแดนหมุนไปสู่ยคปี 1962-1988 อีก ั ุ เช่นเดิม สถานการณ์การค้าชายแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะในเขตเมียวดี- แม่สอด ก็ไม่อาจพ้นวังวนของการค้าชายแดนและกองกาลังชนกลุ่ม น้อย-ไปได้
  • 17.
    อ้างอิง • พรพิมล ตรีโชติ . 2541. ปั ญหาชนกลุ่มน้ อยตามชายแดนไทย- พม่ า : ศึกษาผลกระทบที่มีต่อการค้ า • ระหว่ างประเทศไทยกับสหภาพพม่ า. กรุงเทพ : สถาบันเอเชีย ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. • สืบค้ นจาก http://webcache.googleusercontent.com/search?q=. ออนไลน์ [2-8-2011] • สืบค้ นจาก http://www.ryt9.com/s/bmnd/1026282. ออนไลน์ [2-8-2011] • สืบค้ นจาก http://prachatai.com/journal/2008/04/16490. ออนไลน์ [2-8-2011]