โ ร ค ข า ด ธ า ตุ เ ห ล็ ก   Iron   defic  iency   anem ia
การขาดธาตุเหล็ก คือ ภาวะที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำกว่าปกติในร่างกาย ธาตุเหล็กเป็นสารที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อและช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกายและธาตุเหล็กยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อระดับของธาตุเหล็กในร่างกายลดต่ำลง ก็จะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ พบว่า เม็ดเลือดแดงจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีสีซีดจากการที่มีฮีโมโกบินน้อยลง
อาหารที่มีธาตุเหล็กมากได้แก่ อาหารประเภทเนื้อ  ( หมู , วัว )  ผักหลายชนิดได้แก่ คะน้า , มะเขือเทศ ฯลฯ การดูดซึมธาตุเหล็ก จะเริ่มตั้งแต่ในระยะที่อาหารอยู่ในลำไส้เล็ก เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะจับตัวนำซึ่งเป็นสารไกลโคโปรตีน ชนิดหนึ่ง ชื่อ  Transferrin  และเก็บสะสมไว้ในร่างกายในรูปของ  Ferritin
อาหารที่มีธาตุเหล็กมากได้แก่
สาเหตุการขาดธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็ก อาจเกิดจากการทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย หรือจากการดูดซึมในลำไส้ที่ผิดปกติ หรือมีปัญหาการอักเสบของลำไส้ ในบางรายอาจเกิดจากการเสียเลือด เช่น การมีแผลในกระเพาะ ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร , พยาธิปากขอ ,  หรือการมีเลือดประจำเดือนออกมากในผู้หญิงบางราย หรือเกิดจากอุบัติเหตุที่มีการเสียเลือดมาก
  อาการของโรคขาดธาตุเหล็ก   อาการแสดงของการขาดธาตุเหล็กนั้นมีหลายระดับ  ในรายที่ไม่มากก็จะไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่เป็นมากก็จะพบว่า หน้าตาซีด ฝ่ามือซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด มึนงง เวียนศรีษะ เบื่ออาหาร ถ้าเป็นมากอาจมีอาการใจหวิว ใจสั่นร่วมด้วย
คุณขาดธาตุเหล็กเพราะอะไร 1.  รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย   พบได้บ่อยในเด็กทารกที่รับประทานแต่นมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในนมมีปริมาณธาตุเหล็กเพียงเล็กน้อย  ในผู้ใหญ่ การขาดธาตุเหล็กจากการรับประทานน้อยเจอได้ไม่บ่อย
2.  การดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ   เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย  อาจเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารลดลง เช่น ผู้ที่รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารนานๆหรือผู้สูงอายุ  ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะอาหารออก  ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาลำไส้เล็กส่วนต้นออก  ผู้ที่มีการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนต้นเรื้อรัง เป็นต้น
3.  ความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น   พบได้บ่อยในผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่ หรือมีการให้นมบุตร  โดยความต้องการธาตุเหล็กของคนกลุ่มนี้จะมากกว่าคนทั่วไปถึงสามเท่า    ในเด็กเล็กที่กำลังเจริญเติบโตก็มีความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
4.  สูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าปกติ   มักเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง  สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ เลือดประจำเดือนออกมากและนานกว่าปกติในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์  เลือดออกในทางเดินอาหารจากสาเหตุต่างๆ เช่น แผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง เลือดออกในหลอดอาหาร ริดสีดวงทวารหนัก หรือแม้แต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ก็อาจจะมีอาการนำให้ทราบได้จากภาวะขาดธาตุเหล็ก การเสียเลือดจากสาเหตุอื่นๆที่พบไม่บ่อย เช่น จากเม็ดเลือดแดงแตกและเสียเลือดในทางเดินปัสสาวะ เสียเลือดจากระบบทางเดินหายใจ  การบริจาคเลือดบ่อยครั้งกว่าที่กำหนดและไม่รับประทานยาเสริมธาตุเหล็กทดแทน เป็นต้น
 
  การแยกโรค ภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีสาเหตุได้หลากหลาย และยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น - ภาวะขาดอาหารหรือโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบร่วมกับธาตุเหล็กในการสร้างเม็ดเลือดแดง นอกจากภาวะซีดแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการขาดอาหารเช่นผอมแห้ง เท้าบวม ผมแดงเป็นต้น - ทาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคโลหิตจาง เนื่องจากมีความผิดปกติ แตกสลายง่าย จึงมีอาการซีดเหลืองอย่างเรื้อรังมาตั้งแต่เล็ก มีหน้าตาแปลก ม้ามโต - โลหิตจางจากภาวะไขกระดูกฝ่อหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยมักมีอาการซีด ร่วมกับไข้ มีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง มีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ  ( เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน - ไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีอาการซีด อ่อนเพลียร่วมกับคลื่นไส้ เท้าบวม มักมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตมาก่อน
การวินิจฉัยโรค   ทำได้โดยการตรวจร่างกายที่พบว่าผู้ป่วยดูซีด และดูอาการร่วมอื่น ๆ และสามารถตรวจเลือดดูความเข้มของเลือด  ( ฮีโมโกลบิน )  ปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายว่าต่ำมากแค่ไหน และวินิจฉัยแยกโรคจากโรคเลือดชนิดอื่น ๆ เช่น โรคเลือดทางกรรมพันธุ์ ทาลัสซีเมีย และหาสาเหตุร่วมอื่น ๆ เช่น การเสียเลือดจากทางเดินอาหาร , พยาธิปากขอ ฯลฯ
  การรักษา ถ้าพบว่าเป็นโรคขาดธาตุเหล็กจากการทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยเพียงอย่างเดียว ก็ให้ทานไวตามินที่มีธาตุเหล็กเสริม และทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ,  เนื้อสัตว์อื่น และผักใบเขียว ,  มะเขือเทศ ฯลฯ ก็จะช่วยให้ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ดีขึ้น ซึ่งจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ภายใน  1-2  สัปดาห์ แต่กว่าที่ปริมาณของธาตุเหล็กที่มีสะสมอยู่ในร่างกายจะมีมากจนถึงจุดอิ่มตัวนั้น จึงเป็นเวลานานหลายเดือน
  ภาวะแทรกซ้อน   ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง นอกจากทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ทำงานได้ไม่เต็มที่ ลดความสามารถในการเรียนรู้  ( พบว่าเด็กที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก จะเรียนได้คะแนนไม่ดี และเมื่อให้ยาบำรุงโลหิตเสริม คะแนนการเรียนดีขึ้น ) นอกจากนี้อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เฉื่อยชา ภูมิต้านทานโรคต่ำ  ( ติดเชื้อง่าย )  ถ้าเดการเจ็บป่วยหรือมีบาดแผล ก็มักจะฟื้นหายได้ช้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่เดิม ถ้ามีภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจทำให้โรคหัวใจกำเริบหรือภาวะหัวใจวายได้
ผู้ที่เป็นโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก มักมีอาหารเบื่ออาหารร่วมด้วย และเมื่อเบื่ออาหาร ก็ยิ่งขาดธาตุเหล็ก ก็ยิ่งโลหิตจางมากขึ้น แต่ถ้าได้ยาบำรุงโลหิตรักษาภายใน  7-10  วัน ก็มักจะดีขึ้น คือมีเรี่ยวแรงมากขึ้นและหน้าตามีเลือดฝาดดีขึ้นอย่างทันตาเห็น อย่างไรก็ตามก็ควรกินยาบำรุงโลหิตต่อไปอีก  3-6  เดือน หากหยุดยาเร็วเกินไปก็อาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กซ้ำอีกได้
การป้องกัน โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหาร ที่มีธาตุเหล็กมาก เช่น เนื้อสัตว์ ดับหมู ตับวัว เลือดหมู นม ไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ทารกและวัยรุ่น ควรบำรุงอาหารเหล่านี้ให้มาก ๆ สำหรับผู้ที่มีกินอาหารมังสวิรัติหรือชีวจิต หรือผู้สูงอายุที่กินเนื้อและนมได้น้อย ควรตรวจเช็คเลือดดูว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ ถ้าพบควรกินยาบำรุงโลหิตเสริมเป็นประจำ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธ์  ( อายุ  15-45  ปี )  ที่มีภาวะซีดเนื่องจากการเสียธาตุเหล็กออกไปทางเลือดประจำเดือน ควรให้กินยาบำรุงโลหิตวันละ  2-3  เม็ดในช่วงมีประจำเดือนนานประมาณ  1  สัปดาห์ เป็นประจำทุกเดือน
ความชุก โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก วัยรุ่น หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ พบมากในชาวชนบท คนยากจน ขาดอาหาร รวมทั้งผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ  ชีวจิต
ผู้อยู่ในภาวะเสี่ยง
ผู้จัดทำ เด็กหญิง กัลยรัตน์ ตั้งใจแท้จริง  เลขที่  2 เด็กหญิง ณัฐชยา  สำรวย  เลขที่  10 เด็กหญิง ธนภัทร  สาระพันธ์  เลขที่  15 เด็กหญิง มยุรินทร์ ตุมา  เลขที่  29 เด็กหญิง อันดามัน สงวนสร้อย  เลขที่  48

โรคขาดธาต..

  • 1.
    โ ร คข า ด ธ า ตุ เ ห ล็ ก   Iron defic iency anem ia
  • 2.
    การขาดธาตุเหล็ก คือ ภาวะที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำกว่าปกติในร่างกายธาตุเหล็กเป็นสารที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อและช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกายและธาตุเหล็กยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อระดับของธาตุเหล็กในร่างกายลดต่ำลง ก็จะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ พบว่า เม็ดเลือดแดงจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีสีซีดจากการที่มีฮีโมโกบินน้อยลง
  • 3.
    อาหารที่มีธาตุเหล็กมากได้แก่ อาหารประเภทเนื้อ ( หมู , วัว ) ผักหลายชนิดได้แก่ คะน้า , มะเขือเทศ ฯลฯ การดูดซึมธาตุเหล็ก จะเริ่มตั้งแต่ในระยะที่อาหารอยู่ในลำไส้เล็ก เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะจับตัวนำซึ่งเป็นสารไกลโคโปรตีน ชนิดหนึ่ง ชื่อ Transferrin และเก็บสะสมไว้ในร่างกายในรูปของ Ferritin
  • 4.
  • 5.
    สาเหตุการขาดธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็ก อาจเกิดจากการทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยหรือจากการดูดซึมในลำไส้ที่ผิดปกติ หรือมีปัญหาการอักเสบของลำไส้ ในบางรายอาจเกิดจากการเสียเลือด เช่น การมีแผลในกระเพาะ ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร , พยาธิปากขอ , หรือการมีเลือดประจำเดือนออกมากในผู้หญิงบางราย หรือเกิดจากอุบัติเหตุที่มีการเสียเลือดมาก
  • 6.
    อาการของโรคขาดธาตุเหล็ก อาการแสดงของการขาดธาตุเหล็กนั้นมีหลายระดับ ในรายที่ไม่มากก็จะไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่เป็นมากก็จะพบว่า หน้าตาซีด ฝ่ามือซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด มึนงง เวียนศรีษะ เบื่ออาหาร ถ้าเป็นมากอาจมีอาการใจหวิว ใจสั่นร่วมด้วย
  • 7.
    คุณขาดธาตุเหล็กเพราะอะไร 1. รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย   พบได้บ่อยในเด็กทารกที่รับประทานแต่นมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในนมมีปริมาณธาตุเหล็กเพียงเล็กน้อย  ในผู้ใหญ่ การขาดธาตุเหล็กจากการรับประทานน้อยเจอได้ไม่บ่อย
  • 8.
    2. การดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ  เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย  อาจเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารลดลง เช่น ผู้ที่รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารนานๆหรือผู้สูงอายุ  ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะอาหารออก  ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาลำไส้เล็กส่วนต้นออก  ผู้ที่มีการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนต้นเรื้อรัง เป็นต้น
  • 9.
    3. ความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น  พบได้บ่อยในผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่ หรือมีการให้นมบุตร  โดยความต้องการธาตุเหล็กของคนกลุ่มนี้จะมากกว่าคนทั่วไปถึงสามเท่า    ในเด็กเล็กที่กำลังเจริญเติบโตก็มีความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
  • 10.
    4. สูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าปกติ  มักเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง  สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ เลือดประจำเดือนออกมากและนานกว่าปกติในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์  เลือดออกในทางเดินอาหารจากสาเหตุต่างๆ เช่น แผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง เลือดออกในหลอดอาหาร ริดสีดวงทวารหนัก หรือแม้แต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ก็อาจจะมีอาการนำให้ทราบได้จากภาวะขาดธาตุเหล็ก การเสียเลือดจากสาเหตุอื่นๆที่พบไม่บ่อย เช่น จากเม็ดเลือดแดงแตกและเสียเลือดในทางเดินปัสสาวะ เสียเลือดจากระบบทางเดินหายใจ  การบริจาคเลือดบ่อยครั้งกว่าที่กำหนดและไม่รับประทานยาเสริมธาตุเหล็กทดแทน เป็นต้น
  • 11.
  • 12.
    การแยกโรคภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีสาเหตุได้หลากหลาย และยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น - ภาวะขาดอาหารหรือโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบร่วมกับธาตุเหล็กในการสร้างเม็ดเลือดแดง นอกจากภาวะซีดแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการขาดอาหารเช่นผอมแห้ง เท้าบวม ผมแดงเป็นต้น - ทาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคโลหิตจาง เนื่องจากมีความผิดปกติ แตกสลายง่าย จึงมีอาการซีดเหลืองอย่างเรื้อรังมาตั้งแต่เล็ก มีหน้าตาแปลก ม้ามโต - โลหิตจางจากภาวะไขกระดูกฝ่อหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยมักมีอาการซีด ร่วมกับไข้ มีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง มีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ ( เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน - ไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีอาการซีด อ่อนเพลียร่วมกับคลื่นไส้ เท้าบวม มักมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตมาก่อน
  • 13.
    การวินิจฉัยโรค ทำได้โดยการตรวจร่างกายที่พบว่าผู้ป่วยดูซีด และดูอาการร่วมอื่น ๆ และสามารถตรวจเลือดดูความเข้มของเลือด ( ฮีโมโกลบิน ) ปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายว่าต่ำมากแค่ไหน และวินิจฉัยแยกโรคจากโรคเลือดชนิดอื่น ๆ เช่น โรคเลือดทางกรรมพันธุ์ ทาลัสซีเมีย และหาสาเหตุร่วมอื่น ๆ เช่น การเสียเลือดจากทางเดินอาหาร , พยาธิปากขอ ฯลฯ
  • 14.
    การรักษาถ้าพบว่าเป็นโรคขาดธาตุเหล็กจากการทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยเพียงอย่างเดียว ก็ให้ทานไวตามินที่มีธาตุเหล็กเสริม และทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ , เนื้อสัตว์อื่น และผักใบเขียว , มะเขือเทศ ฯลฯ ก็จะช่วยให้ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ดีขึ้น ซึ่งจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่กว่าที่ปริมาณของธาตุเหล็กที่มีสะสมอยู่ในร่างกายจะมีมากจนถึงจุดอิ่มตัวนั้น จึงเป็นเวลานานหลายเดือน
  • 15.
    ภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง นอกจากทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ทำงานได้ไม่เต็มที่ ลดความสามารถในการเรียนรู้ ( พบว่าเด็กที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก จะเรียนได้คะแนนไม่ดี และเมื่อให้ยาบำรุงโลหิตเสริม คะแนนการเรียนดีขึ้น ) นอกจากนี้อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เฉื่อยชา ภูมิต้านทานโรคต่ำ ( ติดเชื้อง่าย ) ถ้าเดการเจ็บป่วยหรือมีบาดแผล ก็มักจะฟื้นหายได้ช้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่เดิม ถ้ามีภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจทำให้โรคหัวใจกำเริบหรือภาวะหัวใจวายได้
  • 16.
    ผู้ที่เป็นโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก มักมีอาหารเบื่ออาหารร่วมด้วย และเมื่อเบื่ออาหารก็ยิ่งขาดธาตุเหล็ก ก็ยิ่งโลหิตจางมากขึ้น แต่ถ้าได้ยาบำรุงโลหิตรักษาภายใน 7-10 วัน ก็มักจะดีขึ้น คือมีเรี่ยวแรงมากขึ้นและหน้าตามีเลือดฝาดดีขึ้นอย่างทันตาเห็น อย่างไรก็ตามก็ควรกินยาบำรุงโลหิตต่อไปอีก 3-6 เดือน หากหยุดยาเร็วเกินไปก็อาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กซ้ำอีกได้
  • 17.
    การป้องกัน โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหาร ที่มีธาตุเหล็กมากเช่น เนื้อสัตว์ ดับหมู ตับวัว เลือดหมู นม ไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ทารกและวัยรุ่น ควรบำรุงอาหารเหล่านี้ให้มาก ๆ สำหรับผู้ที่มีกินอาหารมังสวิรัติหรือชีวจิต หรือผู้สูงอายุที่กินเนื้อและนมได้น้อย ควรตรวจเช็คเลือดดูว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ ถ้าพบควรกินยาบำรุงโลหิตเสริมเป็นประจำ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธ์ ( อายุ 15-45 ปี ) ที่มีภาวะซีดเนื่องจากการเสียธาตุเหล็กออกไปทางเลือดประจำเดือน ควรให้กินยาบำรุงโลหิตวันละ 2-3 เม็ดในช่วงมีประจำเดือนนานประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นประจำทุกเดือน
  • 18.
    ความชุก โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กวัยรุ่น หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ พบมากในชาวชนบท คนยากจน ขาดอาหาร รวมทั้งผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ ชีวจิต
  • 19.
  • 20.
    ผู้จัดทำ เด็กหญิง กัลยรัตน์ตั้งใจแท้จริง เลขที่ 2 เด็กหญิง ณัฐชยา สำรวย เลขที่ 10 เด็กหญิง ธนภัทร สาระพันธ์ เลขที่ 15 เด็กหญิง มยุรินทร์ ตุมา เลขที่ 29 เด็กหญิง อันดามัน สงวนสร้อย เลขที่ 48