 การเลือกที่ดิน
สับปะรดเป็นพืชดอน ที่ชอบที่ลาดเทมากว่า 1% เช่น ที่ลาดเชิงเขา หรือเนินเขา ขึ้นได้ใน
ดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินปน ลูกรัง (กรวด) ไม่ชอบดินเนื้ อละเอียด เช่น
ดินเหนียว หรือค่อนข้างเหนียว ต้องเป็นดินที่ระบายน้าได้ดีไม่มีน้าขัง หรือฉ่าน้าตลอดเวลา ปลูกได้
เช่นกันแต่ต้องยกร่องเพื่อป้ องกันน้าท่วมหรือน้าขัง
ดินควรเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกรดมาก ความเป็นกรด-ด่าง ควรอยู่ระหว่าง 4.5 – 6 ถ้า
PH สูงกว่า 6 จะมีผลให้เป็นโรคง่ายขึ้น และผลผลิตจะลดลง ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ไม่จาเป็นต้อง
สมบูรณ์มากนักและอินทรีย์วัตถุในดินไม่ควรสูงเกินควรจะอยู่ระหว่างร้อยละ 1 – 3 (1-3%) เพราะ
ถ้าดินสมบูรณ์ที่มีอินทรีย์วัตถุค่อนข้างสูง (เกินร้อยละ 3) จะมีผลทาให้การกาจัดวัชพืชยากและมี
ปัญหาเกี่ยวกับโรคมากขึ้น
ดินในตาบลนางแล ด้านทิศตะวันตก ซึ่งปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลมาก และได้ผลผลิต
คุณภาพดี สภาพพื้นที่ ลาดเชิงเขา หรือเนินเขาเตี้ยมีการระบายน้าดีเป็นดินร่วนปนทราบ อยู่ในชุดดิน
หนองมด (Nong Mot) PH 5-6.5
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การเตรียมดิน
เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชที่มีอายุค่อนข้างยาว คือ ประมาณ 3-6 ปี มีระบบรากไม่
สามารถสู้กับรากของวัชพืชได้ โดยเฉพาะรากของหญ้าค้างปีต่าง ๆ เช่น หญ้าคา หญ้าแห้วหนู
เป็นต้น ดังนั้นการเตรียมดินจึงต้องพิถีพิถัน ถ้าเตรียมดินไม่ดีโดยเฉพาะการกาจัดวัชพืชค้างปีจะ
เป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 ขั้นตอนในการเตรียมดิน
1. การเคลียร์พื้นที่ จัดการขุดตอและต้นไม้ออกให้หมด ถ้ามีจอมปลวกให้ขุดฐานปลวก
ลึกลงไปไม่น้อยกว่า 50 ซม. แล้วกระจายดินจอมปลวกให้เป็นบริเวณกว้าง แล้วจึง
ดันดินส่วนอื่นมากลบจนเสมอ
2. การปรับพื้นที่ จัดการปรับพื้นที่ ให้ผิวเรียบทั้งแปลง ตามสภาพที่ดินเดิม
3. การไถ
 ไถดะ ใช้รถแทรกเตอร์ติดผาน 3 หรือ 4 ไถให้ลึก 25 – 30 ซม.เพื่อพลิก
หน้าดินตากดินไว้ไม่ต่ากว่า 15 วัน เพื่อให้ราก-ลาต้นใต้ดินของวัชพืชตาย
 ไถพรวน ใช้รถแทรกเตอร์ติดผาน 7 ไถพรวน 1 ครั้ง เพื่อย่อยดินและปรับ
หน้าดินให้สม่าเสมอ
4. เก็บวัชพืช หลังจากไถพรวนปรับหน้าดินให้สม่าเสมอ ใช้แรงคนเก็บเศษวัชพืชต่าง ๆ
ออกให้หมด และปรับบริเวณที่ไม่เรียบให้เรียบสม่าเสมอกัน
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การเตรียมพันธุ์
เกษตรกรส่วนใหญ่ จะไม่ให้ความสนใจคิดว่าไม่ค่อยสาคัญ แต่แท้ที่จริงแล้วการเตรียม
พันธุ์ปลูกที่ถูกต้อง จะช่วยให้ได้ผลสับปะรดมีขนาดใหญ่ สม่าเสมอกันและสามารถกาหนดให้ออก
ผลได้แน่นอน ซึ่งส่งผลให้ได้ราคาดี เป็นการลงทุนที่ให้ผลกาไรสูง
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 หน่อพันธุ์สับปะรด แยกออกได้ดังนี้
1. จุกพันธุ์ (Crow) คือ ส่วนที่ติดอยู่บนผลของสับปะรด จุกจะเริ่มเติบโตขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสับปะรดเริ่มออกดอก สับปะรดนางแลเกษตรกรจะหักจุกทิ้งตั้งแต่เริ่ม
ออกดอกได้ ประมาณ 2 ใน 3 ของดอก เกษตรกรจะไม่นาไปใช้ปลูก
เพราะต้องเสียเวลา ในการชาและเลี้ยงไว้ให้ต้นโตก่อน
2. หน่อพันธุ์ (Sacker) เกษตรกรนิยมใช้ปลูกมากกว่าจุก เพราะหน่อมีคุณสมบัติดี
- ทนโรคไส้เน่า
- ให้ผลเร็ว
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
3. หน่อข้าง หรือตะเกียง คือ หน่อที่เกิดจากตาข้างต้น สับปะรดนางแลจะมีหน่อข้างอยู่ ระหว่าง
1–6 หน่อ ขึ้ นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของต้นเฉลี่ย จะมีหน่อข้าง
ประมาณ 2 หน่อ/ต้น
4. หน่อแทงดิน คือ หน่อดิน หรือหน่องา หน่อที่แทงขึ้นมาจากใต้ดินติดกับต้นแม่
5. หน่อชา คือ หน่อที่เกิดจากต้นสับปะรดที่รื้อทิ้ ง เมื่อนาไปกองทิ้ งไว้ จะเกิดหน่อ
ขึ้นมาตามตาที่ติดกับต้น ขนาดหน่อเล็กไม่สมบูรณ์ ไม่แนะนา ให้เอามา
ปลูกเพราะหน่อขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ และเป็นแหล่งสะสมเชื่อโรค
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การเลือกหน่อปลูก
ควรเลือกหน่อข้างหรือหน่อตะเกียง ที่มีขนาดน้าหนักสม่าเสมอกัน มีความของหน่อ
ประมาณ 30 – 40 ซม.) โคนต้นพันธุ์เป็นหลัก คัดแยกขนาดออกเป็น 3 ขนาด ใหญ่ – กลาง –
เล็ก หรือคัดแยก 2 ขนาด ใหญ่ – เล็ก แล้วแต่ขนาดของหน่อที่มีอยู่
 การจุ่มสารเคมีก่อนนาไปปลูก
การจุ่มสารเคมีก่อนนาพันธุ์ไปปลูก เพื่อช่วยฆ่าเพลี้ยแป้ งที่ติดมากับพันธุ์และป้ องกัน
กาจัดโรคไส้เน่า (Heart rot) โดยการผสมพร้อมกับยาฆ่าแมลง + สารเคมีกันโรครา + สารจับใบ
ตามอัตราที่กาหนดใช้พันธุ์ที่เตรียมไว้นาไปจุ่มให้มิดทั้งต้น แล้วยกทิ้งให้สะเด็ดน้า
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 ฤดูปลูก
สับปะรดนางแล ปลูกได้ทุกฤดู โดยปรกติสับปะรดตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวได้ อายุ
ประมาณ 18- 24 เดือน เกษตรกรต้องพิจารณาว่าเมื่อปลูกแล้วจะให้สับปะรดออกในช่วงไหน
แต่ถ้าปลูกแล้วสามารถบังคับให้ออกผลเก็บเกี่ยวได้ในเดือนเมษายน ก่อนที่สับปะรดนางแลจะ
ออกตามฤดูกาลและหลังจากสับปะรดนางแลที่ออกตามฤดูกาลหมด คือ เดือนตุลาคม –
มกราคม ก็จะทาให้เกษตรกรจาหน่ายได้ราคาดี
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
การปลูกเพื่อต้องการบังคับให้สับปะรดออกก่อนฤดูกาล ต้องกาหนดช่วงระยะเวลาปลูกดังนี้
 ขนาดหน่อ 30 – 40 ซม.
 ปลูกเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ขนาดหน่อยมีความยาวตั้งแต่ 30 – 40 ซม
 บังคับให้ออกผลเดือนตุลาคม (อายุ 16 เดือน)
 เก็บเกี่ยวได้ในเดือน เมษายน (อายุ 23 เดือน) จะได้ขนาดผลเฉลี่ยน้าหนักต่อผล 1.2 – 1.5
กก. ถ้าไม่บังคับให้ออกเดือนเมษายน ปล่อยให้ออกตามฤดูกาล จะได้สับปะรดที่มีขนาดผล
ใหญ่และน้าหนักดี
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 วิธีปลูก
เกษตรกรที่ปลูกสับปะรดนางแลในเขตตาบลนางแล จะไม่มีการเตรียมดินและยกร่อย
เพียงแต่ปรับดินให้เรียบเสมอกัน ใช้เชือกขึงให้เป็นแถว ขุดหลุมปลูก โดยขุดหลุมลึกประมาณ 1
หน้าจอม ( 15 ซม.) เอาหน่อที่เตรียมไว้ปลูกในหลุม การวางหน่อจะตั้งตรงหรือเอียงประมาณ
45 องศา อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วกลบกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
 ข้อควรระวัง
 อย่าให้ดินกลบยอด หรือดินเข้าไปในยอดจะทาให้ยอดเน่า
 ก่อนปลูกให้ดึงเอาใบล่างสุดออก 2 – 3 ใบ เพื่อให้รากเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 ระยะปลูก
ระยะปลูกของสับปะรดนางแล ค่อนข้างจะห่างกว่าสับปะรดพันธุ์อื่น ซึ่งโดยปรกติแล้ว
สับปะรดนางแลจะมีขนาดผลเล็ก เกษตรกรจึงต้องปลูกห่าง เพื่อจะได้ทรงพุ่มใหญ่และมีขนาดผลโต
ตามด้วย
1. แถวเดียว ระหว่างต้น 40 ซม ระหว่างแถว 100 ซม. จานวนต้นต่อไร่ 4,000 – 4,500 ต้น
ข้อดี สะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษา ใส่ปุ๋ ย กาจัดวัชพืช และการเก็บเกี่ยว
ข้อเสีย ต้นสับปะรดจะล้มในปีที่ 2 และ 3 เปลืองพื้นที่ จานวนต้นต่อไร่น้อย
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
2. แถวคู่ ปลูกสลับฟันปลา ระหว่างต้น 40 ซม. ระหว่างแถว 50 ซม. ระหว่างแถวคู่ 100 ซม.
ข้อดี จานวนต้นต่อไร่มากและสับปะรดไม่ล้มในปี 2-3
ข้อเสีย การกาจัดวัชพืชไม่สะดวกและการดูแลรักษาในแปลงปลูกบารุงรักษายาก
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 น้าหมักบารุงต้นสับปะรด มีวัตถุดิบและวิธีการดังนี้ คือ
1. กากน้าตาล 1 กิโลกรัม
2. เปลือกสับปะรด 3 กิโลกรัม
3. พด. 2 จานวน 1 ซอง
วิธีทา นาส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ประมาณ 3 เดือนสามารถนามาใช้ได้
วิธีการนาไปใช้ ใช้ในอัตราส่วน น้าหมัก 1 ลิตร ต่อน้า 200 ลิตร ใช้ฉีดพ่นพืชผักผลไม้
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การใส่ปุ๋ ย
การปลูกสับปะรดนางแล ตาบลนางแล อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะ
เป็นลาดเทเชิงเขา หรือเนินเขาเตี้ย โดยอาศัยน้าฝน การใส่ปุ๋ ย ดังนี้
 ครั้งแรก ใส่หลังจากปลูกไม่เกิน 3 เดือน ใช้ปุ๋ ยที่เร่งการเจริญเติบโตทางต้น คือ 21-0-0
(Ammonium Sulphate) 46 – 0 –0 (ยูเรีย) อัตราส่วน 1 ช้อนแกงประมาณ 10 กรัม/ต้น
 ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อเริ่มยางเข้าฤดูฝนเดือนพฤษภาคม ใส่ปุ๋ ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21
อัตราส่วน 1 ช้อนแกง ประมาณ 10 กรัม/ต้น ใส่ที่กาบใบที่ 2 ที่ 3 ที่พ้นจากใบล่างขึ้นมา
 ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากใส่ปุ๋ ยครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ก่อนจะหมดฤดูฝน คือ เดือนสิงหาคม ใช้
ปุ๋ ยสูตร 13-13-21 อัตราส่วน 1 ช้อนแกง ประมาณ 10 กรัม/ต้น ใส่ที่กาบใบที่ 2 ที่ 3 นับ
จากใบล่างขึ้นมา เพื่อให้ต้นสับปะรดสมบูรณ์เต็มที่ และเพิ่มโปรแตสเซียม ซึ่งจะทาให้สับปะรดมี
คุณภาพดี
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
ในการปลูกสับปะรดนางแลที่ไม่มีการบังคับให้ออกก่อนฤดูกาลควรใส่ปุ๋ ยไม่เกิน 3ครั้ง ก็
เพียงพอ
กรณีเกษตรกรต้องการบังคับให้ออกก่อนฤดูกาลควรใส่ปุ๋ ยเสริมเพื่อให้ผลใหญ่ที่มีคุณภาพดี
ดังนี้
 ครั้งที่ 1 หลังจากที่สับปะรดออกผลและชูก้านผล ประมาณ 60 วัน หลังจากบังคับให้ออก
ผล ใช้ปุ๋ ยสูตร 13-0-46 ความเข้มข้น 5% อัตรา 150 ซีซี./ต้น ใส่ที่กาบใบ
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การใส่ปุ๋ ยต้นตอ 1 และ 2
หลังจากที่เก็บเกี่ยวสับปะรดแล้ว ต้นตอที่สมบูรณ์จะแทงหน่อข้างออกมา คงไว้ที่หน่อข้างที่
อยู่ใกล้ดิน หรือหน่อดินอย่างใด อย่างหนึ่งไว้เพียงหน่อเดียว เมื่อคัดหน่อได้แล้วให้รีบใส่ปุ๋ ยโดยเร็วที่สุด
ใช้ปุ๋ ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกง/ต้น ประมาณ 10 กรัม และใส่ปุ๋ ยอีกครั้งก่อนจะหมดฤดูฝน
ใส่ปุ๋ ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนแกง/ต้น ใส่ที่กาบใบ
 ข้อควรระวังในการใส่ปุ๋ ย
 อย่าให้ปุ๋ ยถูกหรือตกลงไปในยอดสับปะรด จะทาให้ยอดเน่า
 การใส่ปุ๋ ยที่กาบใบ ใส่กระจาย 2 ถึง 3 กาบ เพื่อให้ปุ๋ ยเต็มกาบใบ และเพื่อป้ องกันการสูญเสีย
ปุ๋ ย
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การบังคับผลสับปะรดนางแล
การปลูกสับปะรดนางแล การบังคับ นับว่ามีความสาคัญมาก สับปะรดนางแลจะออกผลเองตาม
ธรรมชาติตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป และจะหมดในเดือนสิงหาคม ซึ่งถ้าออกมาพร้อมกันมาก ๆ ก็
จะทาให้ราคาตกต่า เพื่อที่จะให้ได้ราคาดีเกษตรกรจึงต้องมีการบังคับการออกผลให้กระจายออกก่อนฤดูกาล
ในการบังคับให้สับปะรดออกดอกก่อนกาหนดนั้น จะต้องคานึงถึงขนาดของต้นสับปะรดเป็นประการ
สาคัญ ถ้าต้นสับปะรดมีขนาดเล็กเกิดไปจะไม่ออกดอกหรือออกดอกได้แต่ขนาดผลเล็ก ต้นสับปะรดที่จะบังคับ
ได้ โคนต้นจะต้องอวบใหญ่ไม่เรียวหรือประมาณน้าหนักของต้นให้ได้ 2.5 กก. ขึ้นไปหรือประมาณใบ 45 ใบขึ้น
ไป
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
การคานวณขนาดผลตามขนาดน้าหนักของต้น เรียกว่าอัตราส่วนของน้าหนักต้นต่อน้าหนักผล
 ขนาดน้าหนักต้น 1 กก. จะได้ขนาดผลหนัก 450 – 700 กรัม คือ เฉลี่ยได้น้าหนักผล ½ กก.
สับปะรดนางแลต้นที่ควรบังคับให้ออกผล ซึ่งจะได้ขนาดผลเป็นที่ต้องการของตลาด ควรจะมีน้าหนักต้นตั้งแต่
2.5 กก. ขึ้นไป หรือนับไปประมาณ 45 ใบ ขึ้นไป
การที่สับปะรดจะออกผลนั้น เนื่องจากต้นสับปะรดจะหยุดการเจริญทางต้น ทางใบ ต้นสับปะรดจึง
เริ่มสร้างดอกผลทันที ในธรรมชาติอุณหภูมิ ความชื้น และธาตุอาหาร (ปุ๋ ย) เป็นตัวที่ทาให้เกิดการชงักการ
เจริญเติบโตทางใบและต้น ทาให้สับปะรดเปลี่ยนไปสร้างดอกผลเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป ทางธรรมชาติในการ
บังคับให้ออกผลของต้นสับปะรด คือ ต้องทาให้ต้นสับปะรดหยุดการเจริญเติบโตทางต้นและใบ
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 สารเคมีที่ใช้กันทั่วไปมี 3 ชนิด
 ฮอร์โมนสาเร็จรูปชนิดเม็ด (Pine top) ใช้หยอดที่ยอดสับปะรด 1-2 เม็ด
 ถ่านแก๊ส (Calcium carbide) มีลักษณะการใช้อย่าง 2 อย่าง คือ
 ป่นถ่านแก๊สให้เป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้ วก้อย หยอดที่ยอดแล้วหยอดน้าตามประมาณ 50 ซีซี
 ใช้ถ่านแก๊สละลายน้า โดยใช้ถ่ายแก๊ส 1.5 –2 กก. ต่อน้า 20 ลิตร หยอดที่ยอดต้นละ 50 ซีซี
 การใช้สารเคมีอีเทรล (Ethrel) สูตรเคมีของสารเร่งอีเทรล คือ 2- Chloroethyl phosphonicacid
ซึ่งจะปล่อยสารเอททีลีน (Ethelene) เข้าไปในเหยื่อของสับปะรดแล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางสรีระของพืชคล้าย ๆ กับฮอร์โมน สารเคมีที่จาหน่ายในท้องตลาดมี 2 ชนิด คือ
 ชนิดเข้มข้นมีสารออกฤทธิ์ (Active ingredient) 39% บรรจุในขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตร มีชื่อทางการค้า เช่น
อีเทรล โปรเทรล (Prothrel)
 ชนิดที่ผสมให้เจือจางแล้ว (Ethrel P.G.R.30) บรรจุในขวดพลาสติก
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 อัตราการใช้สารเร่งอีเทรล
ชนิดเข้มข้นมีสารออกฤทธิ 39% จะใช้อีเทรลหรือโปรเทรล อย่างใดอย่างหนึ่งในอัตรา 10
– 15 ซีซี. ปุ๋ ยยูเรีย 300-400 กรัม/น้า 20 ลิตร ผสมและคนให้ปุ๋ ยละลายใช้หยอดที่ยอดต้นละ 60
ซีซี. ครั้งเดียวหยอดในตอนเช้าหรือหลังจากหยอดยาประมาณ 45 วัน จะสังเกตเห็นดอก แต่เพื่อความ
แน่นอนควรสุ่มตัวอย่างหลังหยอดยา 10 –15 วัน ทาการผ่าดูถ้าได้ผลที่ปลายสุดของยอดจะมีปุ่มเห็น
ได้ ชัดเจน
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 ข้อควรระวังในการหยอดยา
 การใช้สารเร่งปุ๋ ยและน้าสะอาดควรให้ได้ตามอัตราส่วน
 เมื่อผสมน้าแล้วต้องนาออกไปใช้ทันที ไม่ควรเกิน 2 ชม. มิฉะนั้นประสิทธิภาพของสารเร่งจะเสื่อม
 การหยอดสารเร่งให้หยอดที่กลางยอด อย่าให้สารเร่งหยอดหกหรือกระฉอก
 การหยอดสารเร่งจะได้รับผลดีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ อัตราการใช้ ควรหยอดในขณะอากาศ
เย็น เช่น ตอนเช้าหรือตอนเย็นแดดไม่ร้อนจัด
 ขณะที่หยอดสารเร่งฝนตกให้หยุดหยอดทันที หรือหลังจากหยอดสารเร่งแล้วภายใน 2 ชม. ถ้าฝนตกให้
หยอดสารเร่งซ้าอีกครั้ง
 หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเร่งทั้งทางผิวหนัง เสื้อผ้า และตา
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การหักจุก
จุก (Crown) คือ ส่วนที่ติดอยู่บนผลสับปะรด โดยปรกติสับปะรด 1 ผล จะมีจุก 1 จุก
นอกจากกรณีผิดปรกติจะมี 2 จุกติดกัน การหักจุกสับปะรด ซึ่งเกษตรกรที่นี่จะหักจุกสับปะรดออก
เพราะคนปลูกครั้งแรกต้องการขยายพันธุ์ให้ได้มากเลยหักจุกมาปลูก และถ้ามีจุกอยู่ไม่สะดวกในการ
มัดใบ
การหักจุกสับปะรดนางแล จะหักเมื่อดอกสับปะรดเริ่มบานแล้ว เริ่มฝ่อประมาณ 2 ใน 3
ของดอก หรือหลังจากบังคับให้ออกดอกประมาณ 90 วัน ถ้าปล่อยไว้ให้จุกใหญ่จะทาให้หักจุกยาก
สับปะรดนางแลมีความจาเป็นมากที่จะต้องมัดใบสับปะรด เพราะสับปะรดนางแล เปลือกผิวบางถ้าไม่
มัดจะทาให้แดดเผาผิว ทาให้ผิวซีดเหลือง(ชาวบ้านเรียกว่า ม้านแดด) วิธีการมัดสับปะรด โดยการ
รวบใบขึ้นมาห่อหุ้มผลสับปะรด แล้วใช้ตอกมัดที่ปลายใบที่รวบมาห่อหุ้มผลสับปะรด รวบใบมาห่อหุ้ม
ผลสับปะรดแล้ว ใช้ตอกมัดที่ปลายใบ ข้อดี รวดเร็ว ข้อเสีย หลุดง่ายเมื่อถูกลมพัด
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 การเก็บผล
การเก็บผลสับปะรดนางแล โดยปรกติถ้าสภาพภูมิอากาศไม่ผิดปรกติมากสับปะรด
นางแลจะเริ่มสุก พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวประมาณ 180 วัน หลังจากบังคับให้ออกดอก
 การสังเกตการสุกของสับปะรดนางแล
 สีของผิว เมื่อเริ่มแก่ผิวของสับปะรดจะเปลี่ยนจากสีเขียวอมม่วงแดงมาเป็นสีเขียว และสี
ของขนตาจะเริ่มเปลี่ยนจากสีชมพูม่วงเป็นสีน้าตาลอ่อน (สีขนตาจะซีดลงและเริ่มเหี่ยว) สี
ผิวตาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองหรือเหลือง ประมาณ 3-5 ตา ถ้าในฤดูหนาว อาจต้อง
รอสีตาล่างของผลเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือหรือเหลืองประมาณ 1 ใน 3 ของผล
 ตา คือ ตาสดใส เต่งตึงโปนออกมา
 ก้านผล คือ ก้านของสับปะรดจะเหี่ยวเป็นร่องเล็กๆ มองดูไม่ค่อยเห็นใช้มือลูบหรือถูจะ
เห็นเป็นร่อง
 ใบรองผลจะเหี่ยว
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 ประโยชน์ของสับปะรด
สับปะรดมีสารอาหารที่มีประโยชน์จานวนมากและมีคุณค่าทางยาสูงมีสรรพคุณช่วยย่อย
อาหารจาพวกเนื้ อเสริมการดูดซึมอาหาร ดับร้อนแก้กระหาย สับปะรดยังมีสารจาพวก น้าตาล กรด
วิตามิน อยู่หลายชนิด การรับประทานสับปะรดเป็นประจาจะช่วยป้ องกันโรค ไตอักเสบ ความดันโลหิต
สูง หลอดลมอักเสบ
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
 สรุปข้อแตกต่างระหว่างสับปะรดนางกับสับประรดภููแล
สับปะรดนางแลจะให้ผลผลิตค่อนข้างดีกว่าภูแลประมาณ 2000 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วน
ราคาจาหน่ายพันธุ์นางแลจะต่ากว่าภูแลเล็กน้อย นางแลราคาต่าสุดอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อ
กิโลกรัม สูงสุดประมาณ 12 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันจาหน่ายกก.ละ7-8 บาท ส่วนสับปะรด
พันธุ์ภูแลจะให้ผลผลิตประมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่ และราคาต่าสุดจะอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อ
กิโลกรัม สูงสุดประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันจาหน่ายในราคากิโลกรัมละ 11 บาท
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
ลักษณะของสับปะรดนางแลนั้นผลจะไม่ใหญ่มากนัก มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ภูแลแต่ก็เล็ก
กว่าสับปะรดพันธุ์อื่นๆมาก สับปะรดนางแลที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีและถูกต้องตั้งแต่
เริ่มปลูก จะมีรสชาติหวานฉ่า เนื้ อด้านในมีสีเหลืองน่ารับประทาน สับปะรดนางแลจะมีรสชาติดี
ที่สุดในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน หลังจากเดือนกันยายนไปแล้วรสชาติจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
ส่วนสับปะรดพันธุ์ภูแล เป็นสับปะรดที่มีผลขนาดเล็ก เนื้ อด้านในมีสีเหลืองอ่อน น่า
รับประทาน มีรสชาติหวาน กรอบ สับปะรดภูแลจะมีรสชาติอร่อยคงเดิมตลอดทั้งปี จึงสามารถ
รับประทานได้ตลอดปี แต่ช่วงที่นิยมกันมากที่สุดคือช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เพราะช่วงนี้
สับปะรดพันธุ์นางแลจะขาดตลาดและมีรสชาติไม่ค่อยดีเท่าที่ควร คนทั่วไปจึงหันมาทานภูแลกัน
มากขึ้นในช่วงนี้
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
สิ้นสุดการนาเสนอ

Lesson04

  • 2.
     การเลือกที่ดิน สับปะรดเป็นพืชดอน ที่ชอบที่ลาดเทมากว่า1% เช่น ที่ลาดเชิงเขา หรือเนินเขา ขึ้นได้ใน ดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินปน ลูกรัง (กรวด) ไม่ชอบดินเนื้ อละเอียด เช่น ดินเหนียว หรือค่อนข้างเหนียว ต้องเป็นดินที่ระบายน้าได้ดีไม่มีน้าขัง หรือฉ่าน้าตลอดเวลา ปลูกได้ เช่นกันแต่ต้องยกร่องเพื่อป้ องกันน้าท่วมหรือน้าขัง ดินควรเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกรดมาก ความเป็นกรด-ด่าง ควรอยู่ระหว่าง 4.5 – 6 ถ้า PH สูงกว่า 6 จะมีผลให้เป็นโรคง่ายขึ้น และผลผลิตจะลดลง ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ไม่จาเป็นต้อง สมบูรณ์มากนักและอินทรีย์วัตถุในดินไม่ควรสูงเกินควรจะอยู่ระหว่างร้อยละ 1 – 3 (1-3%) เพราะ ถ้าดินสมบูรณ์ที่มีอินทรีย์วัตถุค่อนข้างสูง (เกินร้อยละ 3) จะมีผลทาให้การกาจัดวัชพืชยากและมี ปัญหาเกี่ยวกับโรคมากขึ้น ดินในตาบลนางแล ด้านทิศตะวันตก ซึ่งปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลมาก และได้ผลผลิต คุณภาพดี สภาพพื้นที่ ลาดเชิงเขา หรือเนินเขาเตี้ยมีการระบายน้าดีเป็นดินร่วนปนทราบ อยู่ในชุดดิน หนองมด (Nong Mot) PH 5-6.5 การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 3.
     การเตรียมดิน เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชที่มีอายุค่อนข้างยาว คือประมาณ 3-6 ปี มีระบบรากไม่ สามารถสู้กับรากของวัชพืชได้ โดยเฉพาะรากของหญ้าค้างปีต่าง ๆ เช่น หญ้าคา หญ้าแห้วหนู เป็นต้น ดังนั้นการเตรียมดินจึงต้องพิถีพิถัน ถ้าเตรียมดินไม่ดีโดยเฉพาะการกาจัดวัชพืชค้างปีจะ เป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 4.
     ขั้นตอนในการเตรียมดิน 1. การเคลียร์พื้นที่จัดการขุดตอและต้นไม้ออกให้หมด ถ้ามีจอมปลวกให้ขุดฐานปลวก ลึกลงไปไม่น้อยกว่า 50 ซม. แล้วกระจายดินจอมปลวกให้เป็นบริเวณกว้าง แล้วจึง ดันดินส่วนอื่นมากลบจนเสมอ 2. การปรับพื้นที่ จัดการปรับพื้นที่ ให้ผิวเรียบทั้งแปลง ตามสภาพที่ดินเดิม 3. การไถ  ไถดะ ใช้รถแทรกเตอร์ติดผาน 3 หรือ 4 ไถให้ลึก 25 – 30 ซม.เพื่อพลิก หน้าดินตากดินไว้ไม่ต่ากว่า 15 วัน เพื่อให้ราก-ลาต้นใต้ดินของวัชพืชตาย  ไถพรวน ใช้รถแทรกเตอร์ติดผาน 7 ไถพรวน 1 ครั้ง เพื่อย่อยดินและปรับ หน้าดินให้สม่าเสมอ 4. เก็บวัชพืช หลังจากไถพรวนปรับหน้าดินให้สม่าเสมอ ใช้แรงคนเก็บเศษวัชพืชต่าง ๆ ออกให้หมด และปรับบริเวณที่ไม่เรียบให้เรียบสม่าเสมอกัน การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 5.
     การเตรียมพันธุ์ เกษตรกรส่วนใหญ่ จะไม่ให้ความสนใจคิดว่าไม่ค่อยสาคัญแต่แท้ที่จริงแล้วการเตรียม พันธุ์ปลูกที่ถูกต้อง จะช่วยให้ได้ผลสับปะรดมีขนาดใหญ่ สม่าเสมอกันและสามารถกาหนดให้ออก ผลได้แน่นอน ซึ่งส่งผลให้ได้ราคาดี เป็นการลงทุนที่ให้ผลกาไรสูง การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 6.
     หน่อพันธุ์สับปะรด แยกออกได้ดังนี้ 1.จุกพันธุ์ (Crow) คือ ส่วนที่ติดอยู่บนผลของสับปะรด จุกจะเริ่มเติบโตขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสับปะรดเริ่มออกดอก สับปะรดนางแลเกษตรกรจะหักจุกทิ้งตั้งแต่เริ่ม ออกดอกได้ ประมาณ 2 ใน 3 ของดอก เกษตรกรจะไม่นาไปใช้ปลูก เพราะต้องเสียเวลา ในการชาและเลี้ยงไว้ให้ต้นโตก่อน 2. หน่อพันธุ์ (Sacker) เกษตรกรนิยมใช้ปลูกมากกว่าจุก เพราะหน่อมีคุณสมบัติดี - ทนโรคไส้เน่า - ให้ผลเร็ว การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 7.
    3. หน่อข้าง หรือตะเกียงคือ หน่อที่เกิดจากตาข้างต้น สับปะรดนางแลจะมีหน่อข้างอยู่ ระหว่าง 1–6 หน่อ ขึ้ นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของต้นเฉลี่ย จะมีหน่อข้าง ประมาณ 2 หน่อ/ต้น 4. หน่อแทงดิน คือ หน่อดิน หรือหน่องา หน่อที่แทงขึ้นมาจากใต้ดินติดกับต้นแม่ 5. หน่อชา คือ หน่อที่เกิดจากต้นสับปะรดที่รื้อทิ้ ง เมื่อนาไปกองทิ้ งไว้ จะเกิดหน่อ ขึ้นมาตามตาที่ติดกับต้น ขนาดหน่อเล็กไม่สมบูรณ์ ไม่แนะนา ให้เอามา ปลูกเพราะหน่อขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ และเป็นแหล่งสะสมเชื่อโรค การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 8.
     การเลือกหน่อปลูก ควรเลือกหน่อข้างหรือหน่อตะเกียง ที่มีขนาดน้าหนักสม่าเสมอกันมีความของหน่อ ประมาณ 30 – 40 ซม.) โคนต้นพันธุ์เป็นหลัก คัดแยกขนาดออกเป็น 3 ขนาด ใหญ่ – กลาง – เล็ก หรือคัดแยก 2 ขนาด ใหญ่ – เล็ก แล้วแต่ขนาดของหน่อที่มีอยู่  การจุ่มสารเคมีก่อนนาไปปลูก การจุ่มสารเคมีก่อนนาพันธุ์ไปปลูก เพื่อช่วยฆ่าเพลี้ยแป้ งที่ติดมากับพันธุ์และป้ องกัน กาจัดโรคไส้เน่า (Heart rot) โดยการผสมพร้อมกับยาฆ่าแมลง + สารเคมีกันโรครา + สารจับใบ ตามอัตราที่กาหนดใช้พันธุ์ที่เตรียมไว้นาไปจุ่มให้มิดทั้งต้น แล้วยกทิ้งให้สะเด็ดน้า การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 9.
     ฤดูปลูก สับปะรดนางแล ปลูกได้ทุกฤดูโดยปรกติสับปะรดตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวได้ อายุ ประมาณ 18- 24 เดือน เกษตรกรต้องพิจารณาว่าเมื่อปลูกแล้วจะให้สับปะรดออกในช่วงไหน แต่ถ้าปลูกแล้วสามารถบังคับให้ออกผลเก็บเกี่ยวได้ในเดือนเมษายน ก่อนที่สับปะรดนางแลจะ ออกตามฤดูกาลและหลังจากสับปะรดนางแลที่ออกตามฤดูกาลหมด คือ เดือนตุลาคม – มกราคม ก็จะทาให้เกษตรกรจาหน่ายได้ราคาดี การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 10.
    การปลูกเพื่อต้องการบังคับให้สับปะรดออกก่อนฤดูกาล ต้องกาหนดช่วงระยะเวลาปลูกดังนี้  ขนาดหน่อ30 – 40 ซม.  ปลูกเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ขนาดหน่อยมีความยาวตั้งแต่ 30 – 40 ซม  บังคับให้ออกผลเดือนตุลาคม (อายุ 16 เดือน)  เก็บเกี่ยวได้ในเดือน เมษายน (อายุ 23 เดือน) จะได้ขนาดผลเฉลี่ยน้าหนักต่อผล 1.2 – 1.5 กก. ถ้าไม่บังคับให้ออกเดือนเมษายน ปล่อยให้ออกตามฤดูกาล จะได้สับปะรดที่มีขนาดผล ใหญ่และน้าหนักดี การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 11.
     วิธีปลูก เกษตรกรที่ปลูกสับปะรดนางแลในเขตตาบลนางแล จะไม่มีการเตรียมดินและยกร่อย เพียงแต่ปรับดินให้เรียบเสมอกันใช้เชือกขึงให้เป็นแถว ขุดหลุมปลูก โดยขุดหลุมลึกประมาณ 1 หน้าจอม ( 15 ซม.) เอาหน่อที่เตรียมไว้ปลูกในหลุม การวางหน่อจะตั้งตรงหรือเอียงประมาณ 45 องศา อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วกลบกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น  ข้อควรระวัง  อย่าให้ดินกลบยอด หรือดินเข้าไปในยอดจะทาให้ยอดเน่า  ก่อนปลูกให้ดึงเอาใบล่างสุดออก 2 – 3 ใบ เพื่อให้รากเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 12.
     ระยะปลูก ระยะปลูกของสับปะรดนางแล ค่อนข้างจะห่างกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นซึ่งโดยปรกติแล้ว สับปะรดนางแลจะมีขนาดผลเล็ก เกษตรกรจึงต้องปลูกห่าง เพื่อจะได้ทรงพุ่มใหญ่และมีขนาดผลโต ตามด้วย 1. แถวเดียว ระหว่างต้น 40 ซม ระหว่างแถว 100 ซม. จานวนต้นต่อไร่ 4,000 – 4,500 ต้น ข้อดี สะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษา ใส่ปุ๋ ย กาจัดวัชพืช และการเก็บเกี่ยว ข้อเสีย ต้นสับปะรดจะล้มในปีที่ 2 และ 3 เปลืองพื้นที่ จานวนต้นต่อไร่น้อย การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 13.
    2. แถวคู่ ปลูกสลับฟันปลาระหว่างต้น 40 ซม. ระหว่างแถว 50 ซม. ระหว่างแถวคู่ 100 ซม. ข้อดี จานวนต้นต่อไร่มากและสับปะรดไม่ล้มในปี 2-3 ข้อเสีย การกาจัดวัชพืชไม่สะดวกและการดูแลรักษาในแปลงปลูกบารุงรักษายาก การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 14.
     น้าหมักบารุงต้นสับปะรด มีวัตถุดิบและวิธีการดังนี้คือ 1. กากน้าตาล 1 กิโลกรัม 2. เปลือกสับปะรด 3 กิโลกรัม 3. พด. 2 จานวน 1 ซอง วิธีทา นาส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ประมาณ 3 เดือนสามารถนามาใช้ได้ วิธีการนาไปใช้ ใช้ในอัตราส่วน น้าหมัก 1 ลิตร ต่อน้า 200 ลิตร ใช้ฉีดพ่นพืชผักผลไม้ การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 15.
     การใส่ปุ๋ ย การปลูกสับปะรดนางแลตาบลนางแล อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะ เป็นลาดเทเชิงเขา หรือเนินเขาเตี้ย โดยอาศัยน้าฝน การใส่ปุ๋ ย ดังนี้  ครั้งแรก ใส่หลังจากปลูกไม่เกิน 3 เดือน ใช้ปุ๋ ยที่เร่งการเจริญเติบโตทางต้น คือ 21-0-0 (Ammonium Sulphate) 46 – 0 –0 (ยูเรีย) อัตราส่วน 1 ช้อนแกงประมาณ 10 กรัม/ต้น  ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อเริ่มยางเข้าฤดูฝนเดือนพฤษภาคม ใส่ปุ๋ ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตราส่วน 1 ช้อนแกง ประมาณ 10 กรัม/ต้น ใส่ที่กาบใบที่ 2 ที่ 3 ที่พ้นจากใบล่างขึ้นมา  ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากใส่ปุ๋ ยครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ก่อนจะหมดฤดูฝน คือ เดือนสิงหาคม ใช้ ปุ๋ ยสูตร 13-13-21 อัตราส่วน 1 ช้อนแกง ประมาณ 10 กรัม/ต้น ใส่ที่กาบใบที่ 2 ที่ 3 นับ จากใบล่างขึ้นมา เพื่อให้ต้นสับปะรดสมบูรณ์เต็มที่ และเพิ่มโปรแตสเซียม ซึ่งจะทาให้สับปะรดมี คุณภาพดี การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 16.
    ในการปลูกสับปะรดนางแลที่ไม่มีการบังคับให้ออกก่อนฤดูกาลควรใส่ปุ๋ ยไม่เกิน 3ครั้งก็ เพียงพอ กรณีเกษตรกรต้องการบังคับให้ออกก่อนฤดูกาลควรใส่ปุ๋ ยเสริมเพื่อให้ผลใหญ่ที่มีคุณภาพดี ดังนี้  ครั้งที่ 1 หลังจากที่สับปะรดออกผลและชูก้านผล ประมาณ 60 วัน หลังจากบังคับให้ออก ผล ใช้ปุ๋ ยสูตร 13-0-46 ความเข้มข้น 5% อัตรา 150 ซีซี./ต้น ใส่ที่กาบใบ การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 17.
     การใส่ปุ๋ ยต้นตอ1 และ 2 หลังจากที่เก็บเกี่ยวสับปะรดแล้ว ต้นตอที่สมบูรณ์จะแทงหน่อข้างออกมา คงไว้ที่หน่อข้างที่ อยู่ใกล้ดิน หรือหน่อดินอย่างใด อย่างหนึ่งไว้เพียงหน่อเดียว เมื่อคัดหน่อได้แล้วให้รีบใส่ปุ๋ ยโดยเร็วที่สุด ใช้ปุ๋ ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกง/ต้น ประมาณ 10 กรัม และใส่ปุ๋ ยอีกครั้งก่อนจะหมดฤดูฝน ใส่ปุ๋ ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนแกง/ต้น ใส่ที่กาบใบ  ข้อควรระวังในการใส่ปุ๋ ย  อย่าให้ปุ๋ ยถูกหรือตกลงไปในยอดสับปะรด จะทาให้ยอดเน่า  การใส่ปุ๋ ยที่กาบใบ ใส่กระจาย 2 ถึง 3 กาบ เพื่อให้ปุ๋ ยเต็มกาบใบ และเพื่อป้ องกันการสูญเสีย ปุ๋ ย การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 18.
     การบังคับผลสับปะรดนางแล การปลูกสับปะรดนางแล การบังคับนับว่ามีความสาคัญมาก สับปะรดนางแลจะออกผลเองตาม ธรรมชาติตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป และจะหมดในเดือนสิงหาคม ซึ่งถ้าออกมาพร้อมกันมาก ๆ ก็ จะทาให้ราคาตกต่า เพื่อที่จะให้ได้ราคาดีเกษตรกรจึงต้องมีการบังคับการออกผลให้กระจายออกก่อนฤดูกาล ในการบังคับให้สับปะรดออกดอกก่อนกาหนดนั้น จะต้องคานึงถึงขนาดของต้นสับปะรดเป็นประการ สาคัญ ถ้าต้นสับปะรดมีขนาดเล็กเกิดไปจะไม่ออกดอกหรือออกดอกได้แต่ขนาดผลเล็ก ต้นสับปะรดที่จะบังคับ ได้ โคนต้นจะต้องอวบใหญ่ไม่เรียวหรือประมาณน้าหนักของต้นให้ได้ 2.5 กก. ขึ้นไปหรือประมาณใบ 45 ใบขึ้น ไป การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 19.
    การคานวณขนาดผลตามขนาดน้าหนักของต้น เรียกว่าอัตราส่วนของน้าหนักต้นต่อน้าหนักผล  ขนาดน้าหนักต้น1 กก. จะได้ขนาดผลหนัก 450 – 700 กรัม คือ เฉลี่ยได้น้าหนักผล ½ กก. สับปะรดนางแลต้นที่ควรบังคับให้ออกผล ซึ่งจะได้ขนาดผลเป็นที่ต้องการของตลาด ควรจะมีน้าหนักต้นตั้งแต่ 2.5 กก. ขึ้นไป หรือนับไปประมาณ 45 ใบ ขึ้นไป การที่สับปะรดจะออกผลนั้น เนื่องจากต้นสับปะรดจะหยุดการเจริญทางต้น ทางใบ ต้นสับปะรดจึง เริ่มสร้างดอกผลทันที ในธรรมชาติอุณหภูมิ ความชื้น และธาตุอาหาร (ปุ๋ ย) เป็นตัวที่ทาให้เกิดการชงักการ เจริญเติบโตทางใบและต้น ทาให้สับปะรดเปลี่ยนไปสร้างดอกผลเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป ทางธรรมชาติในการ บังคับให้ออกผลของต้นสับปะรด คือ ต้องทาให้ต้นสับปะรดหยุดการเจริญเติบโตทางต้นและใบ การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 20.
     สารเคมีที่ใช้กันทั่วไปมี 3ชนิด  ฮอร์โมนสาเร็จรูปชนิดเม็ด (Pine top) ใช้หยอดที่ยอดสับปะรด 1-2 เม็ด  ถ่านแก๊ส (Calcium carbide) มีลักษณะการใช้อย่าง 2 อย่าง คือ  ป่นถ่านแก๊สให้เป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้ วก้อย หยอดที่ยอดแล้วหยอดน้าตามประมาณ 50 ซีซี  ใช้ถ่านแก๊สละลายน้า โดยใช้ถ่ายแก๊ส 1.5 –2 กก. ต่อน้า 20 ลิตร หยอดที่ยอดต้นละ 50 ซีซี  การใช้สารเคมีอีเทรล (Ethrel) สูตรเคมีของสารเร่งอีเทรล คือ 2- Chloroethyl phosphonicacid ซึ่งจะปล่อยสารเอททีลีน (Ethelene) เข้าไปในเหยื่อของสับปะรดแล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสรีระของพืชคล้าย ๆ กับฮอร์โมน สารเคมีที่จาหน่ายในท้องตลาดมี 2 ชนิด คือ  ชนิดเข้มข้นมีสารออกฤทธิ์ (Active ingredient) 39% บรรจุในขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตร มีชื่อทางการค้า เช่น อีเทรล โปรเทรล (Prothrel)  ชนิดที่ผสมให้เจือจางแล้ว (Ethrel P.G.R.30) บรรจุในขวดพลาสติก การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 21.
     อัตราการใช้สารเร่งอีเทรล ชนิดเข้มข้นมีสารออกฤทธิ 39%จะใช้อีเทรลหรือโปรเทรล อย่างใดอย่างหนึ่งในอัตรา 10 – 15 ซีซี. ปุ๋ ยยูเรีย 300-400 กรัม/น้า 20 ลิตร ผสมและคนให้ปุ๋ ยละลายใช้หยอดที่ยอดต้นละ 60 ซีซี. ครั้งเดียวหยอดในตอนเช้าหรือหลังจากหยอดยาประมาณ 45 วัน จะสังเกตเห็นดอก แต่เพื่อความ แน่นอนควรสุ่มตัวอย่างหลังหยอดยา 10 –15 วัน ทาการผ่าดูถ้าได้ผลที่ปลายสุดของยอดจะมีปุ่มเห็น ได้ ชัดเจน การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 22.
     ข้อควรระวังในการหยอดยา  การใช้สารเร่งปุ๋ยและน้าสะอาดควรให้ได้ตามอัตราส่วน  เมื่อผสมน้าแล้วต้องนาออกไปใช้ทันที ไม่ควรเกิน 2 ชม. มิฉะนั้นประสิทธิภาพของสารเร่งจะเสื่อม  การหยอดสารเร่งให้หยอดที่กลางยอด อย่าให้สารเร่งหยอดหกหรือกระฉอก  การหยอดสารเร่งจะได้รับผลดีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ อัตราการใช้ ควรหยอดในขณะอากาศ เย็น เช่น ตอนเช้าหรือตอนเย็นแดดไม่ร้อนจัด  ขณะที่หยอดสารเร่งฝนตกให้หยุดหยอดทันที หรือหลังจากหยอดสารเร่งแล้วภายใน 2 ชม. ถ้าฝนตกให้ หยอดสารเร่งซ้าอีกครั้ง  หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเร่งทั้งทางผิวหนัง เสื้อผ้า และตา การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 23.
     การหักจุก จุก (Crown)คือ ส่วนที่ติดอยู่บนผลสับปะรด โดยปรกติสับปะรด 1 ผล จะมีจุก 1 จุก นอกจากกรณีผิดปรกติจะมี 2 จุกติดกัน การหักจุกสับปะรด ซึ่งเกษตรกรที่นี่จะหักจุกสับปะรดออก เพราะคนปลูกครั้งแรกต้องการขยายพันธุ์ให้ได้มากเลยหักจุกมาปลูก และถ้ามีจุกอยู่ไม่สะดวกในการ มัดใบ การหักจุกสับปะรดนางแล จะหักเมื่อดอกสับปะรดเริ่มบานแล้ว เริ่มฝ่อประมาณ 2 ใน 3 ของดอก หรือหลังจากบังคับให้ออกดอกประมาณ 90 วัน ถ้าปล่อยไว้ให้จุกใหญ่จะทาให้หักจุกยาก สับปะรดนางแลมีความจาเป็นมากที่จะต้องมัดใบสับปะรด เพราะสับปะรดนางแล เปลือกผิวบางถ้าไม่ มัดจะทาให้แดดเผาผิว ทาให้ผิวซีดเหลือง(ชาวบ้านเรียกว่า ม้านแดด) วิธีการมัดสับปะรด โดยการ รวบใบขึ้นมาห่อหุ้มผลสับปะรด แล้วใช้ตอกมัดที่ปลายใบที่รวบมาห่อหุ้มผลสับปะรด รวบใบมาห่อหุ้ม ผลสับปะรดแล้ว ใช้ตอกมัดที่ปลายใบ ข้อดี รวดเร็ว ข้อเสีย หลุดง่ายเมื่อถูกลมพัด การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 24.
     การเก็บผล การเก็บผลสับปะรดนางแล โดยปรกติถ้าสภาพภูมิอากาศไม่ผิดปรกติมากสับปะรด นางแลจะเริ่มสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวประมาณ 180 วัน หลังจากบังคับให้ออกดอก  การสังเกตการสุกของสับปะรดนางแล  สีของผิว เมื่อเริ่มแก่ผิวของสับปะรดจะเปลี่ยนจากสีเขียวอมม่วงแดงมาเป็นสีเขียว และสี ของขนตาจะเริ่มเปลี่ยนจากสีชมพูม่วงเป็นสีน้าตาลอ่อน (สีขนตาจะซีดลงและเริ่มเหี่ยว) สี ผิวตาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองหรือเหลือง ประมาณ 3-5 ตา ถ้าในฤดูหนาว อาจต้อง รอสีตาล่างของผลเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือหรือเหลืองประมาณ 1 ใน 3 ของผล  ตา คือ ตาสดใส เต่งตึงโปนออกมา  ก้านผล คือ ก้านของสับปะรดจะเหี่ยวเป็นร่องเล็กๆ มองดูไม่ค่อยเห็นใช้มือลูบหรือถูจะ เห็นเป็นร่อง  ใบรองผลจะเหี่ยว การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 25.
     ประโยชน์ของสับปะรด สับปะรดมีสารอาหารที่มีประโยชน์จานวนมากและมีคุณค่าทางยาสูงมีสรรพคุณช่วยย่อย อาหารจาพวกเนื้ อเสริมการดูดซึมอาหารดับร้อนแก้กระหาย สับปะรดยังมีสารจาพวก น้าตาล กรด วิตามิน อยู่หลายชนิด การรับประทานสับปะรดเป็นประจาจะช่วยป้ องกันโรค ไตอักเสบ ความดันโลหิต สูง หลอดลมอักเสบ การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 26.
     สรุปข้อแตกต่างระหว่างสับปะรดนางกับสับประรดภููแล สับปะรดนางแลจะให้ผลผลิตค่อนข้างดีกว่าภูแลประมาณ 2000กิโลกรัมต่อไร่ ส่วน ราคาจาหน่ายพันธุ์นางแลจะต่ากว่าภูแลเล็กน้อย นางแลราคาต่าสุดอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อ กิโลกรัม สูงสุดประมาณ 12 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันจาหน่ายกก.ละ7-8 บาท ส่วนสับปะรด พันธุ์ภูแลจะให้ผลผลิตประมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่ และราคาต่าสุดจะอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อ กิโลกรัม สูงสุดประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันจาหน่ายในราคากิโลกรัมละ 11 บาท การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 27.
    ลักษณะของสับปะรดนางแลนั้นผลจะไม่ใหญ่มากนัก มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ภูแลแต่ก็เล็ก กว่าสับปะรดพันธุ์อื่นๆมาก สับปะรดนางแลที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีและถูกต้องตั้งแต่ เริ่มปลูกจะมีรสชาติหวานฉ่า เนื้ อด้านในมีสีเหลืองน่ารับประทาน สับปะรดนางแลจะมีรสชาติดี ที่สุดในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน หลังจากเดือนกันยายนไปแล้วรสชาติจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ส่วนสับปะรดพันธุ์ภูแล เป็นสับปะรดที่มีผลขนาดเล็ก เนื้ อด้านในมีสีเหลืองอ่อน น่า รับประทาน มีรสชาติหวาน กรอบ สับปะรดภูแลจะมีรสชาติอร่อยคงเดิมตลอดทั้งปี จึงสามารถ รับประทานได้ตลอดปี แต่ช่วงที่นิยมกันมากที่สุดคือช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เพราะช่วงนี้ สับปะรดพันธุ์นางแลจะขาดตลาดและมีรสชาติไม่ค่อยดีเท่าที่ควร คนทั่วไปจึงหันมาทานภูแลกัน มากขึ้นในช่วงนี้ การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลสับปะรดพันธุ์ภููแล
  • 28.