รู้ทันความอิจฉา
แล้วจับมันมาประหาร
หนึ่งในซีรีส์ รู้ทันนิสัยเสีย
แล้วรีบเคลียร์มันด่วน
ความอิจฉา
ปิดตาเราจาก
ความเป็นจริง
คุณไม่มีวันเห็นข้อดีของคนที่คุณ
อิจฉา และนั่นทำ�ให้คุณเสียเวลา
มานั่งน้อยใจในโชคชะตาของตัว
เอง
สมการของความอิจฉา
ความอิจฉา
=
ความรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควร x ความรู้สึกว่าเราคู่ควร
ยิ่งเราคิดว่าเราคู่ควรมากเท่าไหร่ และรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรมากเท่าไหร่
เราก็จะยิ่งเกิดความอิจฉามากขึ้นเท่านั้น
ความรู้สึกว่าเขาคู่ควร = สิ่งที่เขาได้ทำ� / สิ่งที่เขาได้รับ
ถ้าเราเห็นว่าเขาได้รับมาก ทั้งที่เราเห็นเขาทำ�น้อย เราก็จะยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควร
ความรู้สึกว่าเราคู่ควร = สิ่งที่เราได้ทำ� / สิ่งที่เราได้รับ
ถ้าเราคิดว่าเราได้รับน้อย ทั้งที่เราคิดว่าเราทำ�มาก เราก็จะยิ่งรู้สึกว่าเราคู่ควร
ทบทวนความรู้สึกว่าตัวเองคู่ควร ลดความรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควร
อย่างแรกที่เราต้องทำ�เพื่อจัดการกับความอิจฉา คือ กลับมาทบทวนตัวเองว่า เราคู่ควรมาก
เท่ากับที่เรารู้สึกจริงหรือไม่ เพราะโดยมากเรามักรู้สึกมากกว่าความเป็นจริง
คำ�ถามที่ต้องทบทวนตัวเองคือ สิ่งที่เราทำ� มันมีค่ามากขนาดนั้นหรือไม่ และสิ่งที่เราได้รับ มัน
น้อยอย่างที่เราคิดหรือไม่
เรื่องสิ่งที่เราทำ� หลายครั้งที่เรามักมองว่า ฉันเหนื่อยนะ ฉันทุ่มเทมากมาย บาง
วันทำ�งานจนดึกดื่น ตื่นไปทำ�งานแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาทั้งวันทำ�งานไม่มีอู้ ทำ�ไมไม่มี
ใครเห็นคุณงามความดีของฉันเลย ซึ่งนั่นก็จริงว่าเราขยันและทุ่มเทมาก ถ้าเรา
วัดที่เวลาและความทุ่มเทที่เราใช้ในการทำ�งานของเรา แล้วเอาไปเปรียบเทียบ
กับคนอื่นที่เขาใช้เวลาน้อยกว่าและทุ่มเทน้อยกว่า เราก็อาจรู้สึกว่า เราคู่ควร
มากกว่า แต่เราอาจลืมไปว่าในโลกของการทำ�งานนั้น มันมีคำ�ว่า “ค่างาน” อยู่
งานที่บางคนทำ�อาจใช้เวลาน้อยกว่า แต่มีคุณค่ากับองค์กรมากกว่า นั่นทำ�ให้
เวลาประเมินผลงาน “สิ่งที่เขาทำ�” จึงมากกว่า “สิ่งที่เราทำ�” วิธีแก้ไข ไม่ใช่นั่ง
เสียใจที่เลือกสายอาชีพผิด แต่เราจะต้องพยายามคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น
เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับงานที่เราทำ�อยู่ต่างหาก
ส่วนเรื่องสิ่งที่เราได้รับ เราก็ชอบนำ�สิ่งที่เราได้ ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่
ทำ�งานไม่เหมือนเรา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เขาได้รับย่อมไม่เท่ากับสิ่งที่เราได้รับอยู่
แล้วตามสายอาชีพ หรือเราอาจนำ�ไปเปรียบเทียบกับหัวหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเขา
ย่อมต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าเรา เพราะความรับผิดชอบของเขาก็สูงกว่า
เรา เราต้องมองแบบแฟร์ๆ ใช้ทั้งมุมมองของเรากับมุมมองของนายจ้าง
ลองคิดว่าถ้าเราเป็นนายจ้าง เราจะยอมให้มากเท่าที่ตัวเราเองอยากได้หรือไม่
นอกจากนี้มนุษย์เรายังมักมีนิสัยแย่ๆ อีกอย่างหนึ่ง คือ ชอบลืมสิ่งดีที่เราได้รับมาก่อนหน้านี้ บาง
คนองค์กรให้สิ่งดีๆ กับเขามากมาย ตอนที่ได้รับก็รู้สึกดี แต่ผ่านไปสักพักก็ลืมเลือนความรู้สึก
นั้น เพราะความอยากได้ที่มันเพิ่มขึ้น วิธีแก้ไข คือ เราจะต้องหมั่นกลับมาทบทวนสิ่งดีที่เราเคยได้
รับ และขอบคุณคนที่มอบสิ่งนั้นให้กับเราอยู่เสมอ ถ้าให้ดี ทุกวันเราควรทำ� “บันทึกคำ�ขอบคุณ
ประจำ�วัน” ฝึกบันทึกอย่างสม่ำ�เสมอ แล้วเราจะรู้เลยว่า จริงๆ เราได้รับสิ่งดีมากมายอยู่แล้ว
อย่างที่สองที่เราต้องทำ�เพื่อจัดการกับความอิจฉา คือ พยายามลดความรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรลง นี่
ไม่ใช่เรื่องของการทำ�ใจให้ดูเป็นพ่อพระแม่พระมากขึ้น แต่เป็นการพยายามมองลึกลงไปเพื่อหาเหตุ
ผลจริงๆ ที่ทำ�ให้เขาได้รับสิ่งที่ต่างจากเรา
คำ�ถามที่ต้องทบทวนตัวเองคือ สิ่งที่เขาทำ� ให้คุณค่ากับองค์กรมากขนาดไหน แล้วเขาต้อง
ใช้ความพยายามมากขนาดไหนกว่าที่จะได้ทักษะความรู้มากเพียงพอที่จะ
ทำ�งานนั้นได้ และสิ่งที่เขาได้รับ มันเหมาะสมกับที่เขาทำ�ให้องค์กรแล้วหรือไม่
เรื่องสิ่งที่เขาทำ� ก็คล้ายกับเรื่องสิ่งที่เราทำ� ที่คุณต้องประเมินค่างานให้ออก
ต้องรู้ว่างานไหนที่ทำ�แล้วสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้มากกว่ากัน ไม่ได้มอง
แค่ว่าต้องเหนื่อยหนักทางกายภาพมากกว่าถึงจะมีมูลค่ามากกว่า โดยเฉพาะ
งานที่เกี่ยวกับการคิด ส่วนใหญ่ดูไม่เหนื่อยกาย แต่ในสมองนี่วุ่นวายจนแทบจะ
ระเบิดเลย บางครั้งความเครียดที่ได้รับมันมากกว่าความเหนื่อยทางกายอีก
ซึ่งเราไม่มีทางมองเห็นเลยว่าความเหนื่อยในสมองของเขามันมากขนาด
ไหน นอกจากจะลองมาทำ�งานนั้นแทนเขาดู ซึ่งคุณจะได้พบกับเรื่องสำ�คัญ
อีกเรื่องคือ งานแต่ละงานนั้น ต้องการทักษะความรู้ความสามารถที่แตก
ต่างกัน แล้วการจะได้ทักษะนั้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่เราคิด เช่น งาน
ออกแบบกราฟฟิค มองไปอาจเหมือนงานง่ายๆ แค่เปิดโปรแกรมมาแล้วก็ลากๆ
ขีดๆ เขียนๆ ก็เสร็จละ แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่เขาจะทำ�แบบนั้นได้ ต้องเรียนรู้ฝึกฝน
อะไรมาบ้าง ทั้งในเรื่องของการใช้โปรแกรม ที่ไม่รู้ต้องฝึกกันกี่เดือนกี่ปีกว่าจะ
ชำ�นาญขนาดนี้ ไหนจะเรื่ององค์ประกอบศิลป์ การใช้คู่สี ซึ่งยิ่งยากที่จะฝึกฝน
จนได้ดี แต่เพราะว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับมันอย่างหนักหน่วง
มาแล้วต่างหาก ถึงทำ�ให้วันนี้เหมือนเขาทำ�งานสบาย เรามองเขาแค่วันนี้ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เขา
ทำ�มันช่างน้อยนัก แต่เราไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังความสบายในวันนี้ เขาผ่านอะไรมาบ้าง ลงทุนซื้อ
เครื่องมือ ซื้อโปรแกรม ลงคอร์สไปเรียนกับคนเก่งๆ เสียเงินไปแล้วมากขนาดไหน แล้วยังต้องกลับ
มาฝึกฝนเองแบบอดหลับอดนอน เคยเหนื่อยเคยท้อมามากเท่าไหร่ กว่าที่จะมีวันนี้ได้ ถ้าเรารู้เบื้อง
หลังของชีวิตหลายๆ คน เราจะรู้เลยว่า จริงๆ แล้วเขาคู่ควรแล้วที่จะได้รับสิ่งนั้น และหลายครั้ง
เราอาจรู้สึกแทนเขาได้เลยว่า สิ่งที่เขาได้รับวันนี้ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ�
วิธีจัดการกับ
ความอิจฉา
ที่คอยมากวนใจคุณ
ความอิจฉา เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่กับมนุษยชาติมาตั้งแต่เริ่ม
ต้นหน้าประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ตามบันทึกที่เก่าแก่ที่สุด คือ
หนังสือโทราห์ (พระคัมภีร์ปฐมกาล) ได้พูดถึงลูกชายสองคนขอ
งอาดัมกับเอวา ชื่อ คาอินกับอาเบล ซึ่งคาอินนี่แหละที่เรียกได้ว่า
เป็นมนุษย์คนแรกที่มี “ความอิจฉา”
เรื่องของเรื่องก็คือ คาอินปลูกพืช อาเบลเลี้ยงแกะ ทั้งคาอินกับ
อาเบลต่างก็นำ�ของที่ตัวเองมาถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า
แต่ปัญหาคือ ของที่คาอินนำ�มาถวายเป็นผลผลิตธรรมดา ใน
ขณะที่ของอาเบลเป็นลูกแกะที่ดีที่สุดของฝูง และนั่นทำ�ให้พระเจ้า
พอพระทัยอาเบลมากกว่าคาอิน
คาอินเมื่อได้รู้เรื่องนี้เข้าก็รู้สึกโกรธพระเจ้า และอิจฉาอาเบล สิ่งที่
คาอินคิดในตอนนั้นน่าจะเป็นว่า “ทำ�ไมล่ะ ฉันก็ทำ�ดีแล้วที่เอาของ
มาถวาย อาเบลก็เอาของมาถวายเหมือนๆ กัน ทำ�ไมอาเบลได้รับ
สิ่งที่ดีกว่าล่ะ” ตามสมการของความอิจฉา คาอินคิดว่าสิ่งที่ตัว
เองทำ�เท่ากันกับสิ่งที่อาเบลทำ� แต่อาเบลได้รับมากกว่าตัวเอง
จึงเกิดความอิจฉาขึ้น คาอินลืมมองไปว่า ของที่ตัวเองนำ�มาเป็น
แค่ของธรรมดา แต่ของอาเบลเป็นของที่ดีที่สุดที่เขามี สุดท้าย
ของเรื่อง คาอินหลอกอาเบลไปกลางทุ่งแล้วฆ่าเสียด้วยความ
อิจฉา ส่วนตัวคาอินเองก็ถูกสาปแช่งและเนรเทศไปจากที่นั่น
รู้หรือไม่
ความอิจฉา เกิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อไหร่
ติดตามผลงานของโค้ชกาย
FB Page: coachgaius
Line@: @coachgaius

Envy Management

  • 1.
  • 2.
    ความอิจฉา ปิดตาเราจาก ความเป็นจริง คุณไม่มีวันเห็นข้อดีของคนที่คุณ อิจฉา และนั่นทำ�ให้คุณเสียเวลา มานั่งน้อยใจในโชคชะตาของตัว เอง สมการของความอิจฉา ความอิจฉา = ความรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควร xความรู้สึกว่าเราคู่ควร ยิ่งเราคิดว่าเราคู่ควรมากเท่าไหร่ และรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเกิดความอิจฉามากขึ้นเท่านั้น ความรู้สึกว่าเขาคู่ควร = สิ่งที่เขาได้ทำ� / สิ่งที่เขาได้รับ ถ้าเราเห็นว่าเขาได้รับมาก ทั้งที่เราเห็นเขาทำ�น้อย เราก็จะยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควร ความรู้สึกว่าเราคู่ควร = สิ่งที่เราได้ทำ� / สิ่งที่เราได้รับ ถ้าเราคิดว่าเราได้รับน้อย ทั้งที่เราคิดว่าเราทำ�มาก เราก็จะยิ่งรู้สึกว่าเราคู่ควร
  • 3.
    ทบทวนความรู้สึกว่าตัวเองคู่ควร ลดความรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควร อย่างแรกที่เราต้องทำ�เพื่อจัดการกับความอิจฉา คือกลับมาทบทวนตัวเองว่า เราคู่ควรมาก เท่ากับที่เรารู้สึกจริงหรือไม่ เพราะโดยมากเรามักรู้สึกมากกว่าความเป็นจริง คำ�ถามที่ต้องทบทวนตัวเองคือ สิ่งที่เราทำ� มันมีค่ามากขนาดนั้นหรือไม่ และสิ่งที่เราได้รับ มัน น้อยอย่างที่เราคิดหรือไม่ เรื่องสิ่งที่เราทำ� หลายครั้งที่เรามักมองว่า ฉันเหนื่อยนะ ฉันทุ่มเทมากมาย บาง วันทำ�งานจนดึกดื่น ตื่นไปทำ�งานแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาทั้งวันทำ�งานไม่มีอู้ ทำ�ไมไม่มี ใครเห็นคุณงามความดีของฉันเลย ซึ่งนั่นก็จริงว่าเราขยันและทุ่มเทมาก ถ้าเรา วัดที่เวลาและความทุ่มเทที่เราใช้ในการทำ�งานของเรา แล้วเอาไปเปรียบเทียบ กับคนอื่นที่เขาใช้เวลาน้อยกว่าและทุ่มเทน้อยกว่า เราก็อาจรู้สึกว่า เราคู่ควร มากกว่า แต่เราอาจลืมไปว่าในโลกของการทำ�งานนั้น มันมีคำ�ว่า “ค่างาน” อยู่ งานที่บางคนทำ�อาจใช้เวลาน้อยกว่า แต่มีคุณค่ากับองค์กรมากกว่า นั่นทำ�ให้ เวลาประเมินผลงาน “สิ่งที่เขาทำ�” จึงมากกว่า “สิ่งที่เราทำ�” วิธีแก้ไข ไม่ใช่นั่ง เสียใจที่เลือกสายอาชีพผิด แต่เราจะต้องพยายามคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับงานที่เราทำ�อยู่ต่างหาก ส่วนเรื่องสิ่งที่เราได้รับ เราก็ชอบนำ�สิ่งที่เราได้ ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ ทำ�งานไม่เหมือนเรา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เขาได้รับย่อมไม่เท่ากับสิ่งที่เราได้รับอยู่ แล้วตามสายอาชีพ หรือเราอาจนำ�ไปเปรียบเทียบกับหัวหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเขา ย่อมต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าเรา เพราะความรับผิดชอบของเขาก็สูงกว่า เรา เราต้องมองแบบแฟร์ๆ ใช้ทั้งมุมมองของเรากับมุมมองของนายจ้าง ลองคิดว่าถ้าเราเป็นนายจ้าง เราจะยอมให้มากเท่าที่ตัวเราเองอยากได้หรือไม่ นอกจากนี้มนุษย์เรายังมักมีนิสัยแย่ๆ อีกอย่างหนึ่ง คือ ชอบลืมสิ่งดีที่เราได้รับมาก่อนหน้านี้ บาง คนองค์กรให้สิ่งดีๆ กับเขามากมาย ตอนที่ได้รับก็รู้สึกดี แต่ผ่านไปสักพักก็ลืมเลือนความรู้สึก นั้น เพราะความอยากได้ที่มันเพิ่มขึ้น วิธีแก้ไข คือ เราจะต้องหมั่นกลับมาทบทวนสิ่งดีที่เราเคยได้ รับ และขอบคุณคนที่มอบสิ่งนั้นให้กับเราอยู่เสมอ ถ้าให้ดี ทุกวันเราควรทำ� “บันทึกคำ�ขอบคุณ ประจำ�วัน” ฝึกบันทึกอย่างสม่ำ�เสมอ แล้วเราจะรู้เลยว่า จริงๆ เราได้รับสิ่งดีมากมายอยู่แล้ว อย่างที่สองที่เราต้องทำ�เพื่อจัดการกับความอิจฉา คือ พยายามลดความรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรลง นี่ ไม่ใช่เรื่องของการทำ�ใจให้ดูเป็นพ่อพระแม่พระมากขึ้น แต่เป็นการพยายามมองลึกลงไปเพื่อหาเหตุ ผลจริงๆ ที่ทำ�ให้เขาได้รับสิ่งที่ต่างจากเรา คำ�ถามที่ต้องทบทวนตัวเองคือ สิ่งที่เขาทำ� ให้คุณค่ากับองค์กรมากขนาดไหน แล้วเขาต้อง ใช้ความพยายามมากขนาดไหนกว่าที่จะได้ทักษะความรู้มากเพียงพอที่จะ ทำ�งานนั้นได้ และสิ่งที่เขาได้รับ มันเหมาะสมกับที่เขาทำ�ให้องค์กรแล้วหรือไม่ เรื่องสิ่งที่เขาทำ� ก็คล้ายกับเรื่องสิ่งที่เราทำ� ที่คุณต้องประเมินค่างานให้ออก ต้องรู้ว่างานไหนที่ทำ�แล้วสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้มากกว่ากัน ไม่ได้มอง แค่ว่าต้องเหนื่อยหนักทางกายภาพมากกว่าถึงจะมีมูลค่ามากกว่า โดยเฉพาะ งานที่เกี่ยวกับการคิด ส่วนใหญ่ดูไม่เหนื่อยกาย แต่ในสมองนี่วุ่นวายจนแทบจะ ระเบิดเลย บางครั้งความเครียดที่ได้รับมันมากกว่าความเหนื่อยทางกายอีก ซึ่งเราไม่มีทางมองเห็นเลยว่าความเหนื่อยในสมองของเขามันมากขนาด ไหน นอกจากจะลองมาทำ�งานนั้นแทนเขาดู ซึ่งคุณจะได้พบกับเรื่องสำ�คัญ อีกเรื่องคือ งานแต่ละงานนั้น ต้องการทักษะความรู้ความสามารถที่แตก ต่างกัน แล้วการจะได้ทักษะนั้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่เราคิด เช่น งาน ออกแบบกราฟฟิค มองไปอาจเหมือนงานง่ายๆ แค่เปิดโปรแกรมมาแล้วก็ลากๆ ขีดๆ เขียนๆ ก็เสร็จละ แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่เขาจะทำ�แบบนั้นได้ ต้องเรียนรู้ฝึกฝน อะไรมาบ้าง ทั้งในเรื่องของการใช้โปรแกรม ที่ไม่รู้ต้องฝึกกันกี่เดือนกี่ปีกว่าจะ ชำ�นาญขนาดนี้ ไหนจะเรื่ององค์ประกอบศิลป์ การใช้คู่สี ซึ่งยิ่งยากที่จะฝึกฝน จนได้ดี แต่เพราะว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับมันอย่างหนักหน่วง มาแล้วต่างหาก ถึงทำ�ให้วันนี้เหมือนเขาทำ�งานสบาย เรามองเขาแค่วันนี้ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เขา ทำ�มันช่างน้อยนัก แต่เราไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังความสบายในวันนี้ เขาผ่านอะไรมาบ้าง ลงทุนซื้อ เครื่องมือ ซื้อโปรแกรม ลงคอร์สไปเรียนกับคนเก่งๆ เสียเงินไปแล้วมากขนาดไหน แล้วยังต้องกลับ มาฝึกฝนเองแบบอดหลับอดนอน เคยเหนื่อยเคยท้อมามากเท่าไหร่ กว่าที่จะมีวันนี้ได้ ถ้าเรารู้เบื้อง หลังของชีวิตหลายๆ คน เราจะรู้เลยว่า จริงๆ แล้วเขาคู่ควรแล้วที่จะได้รับสิ่งนั้น และหลายครั้ง เราอาจรู้สึกแทนเขาได้เลยว่า สิ่งที่เขาได้รับวันนี้ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ� วิธีจัดการกับ ความอิจฉา ที่คอยมากวนใจคุณ
  • 4.
    ความอิจฉา เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่กับมนุษยชาติมาตั้งแต่เริ่ม ต้นหน้าประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ตามบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดคือ หนังสือโทราห์ (พระคัมภีร์ปฐมกาล) ได้พูดถึงลูกชายสองคนขอ งอาดัมกับเอวา ชื่อ คาอินกับอาเบล ซึ่งคาอินนี่แหละที่เรียกได้ว่า เป็นมนุษย์คนแรกที่มี “ความอิจฉา” เรื่องของเรื่องก็คือ คาอินปลูกพืช อาเบลเลี้ยงแกะ ทั้งคาอินกับ อาเบลต่างก็นำ�ของที่ตัวเองมาถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า แต่ปัญหาคือ ของที่คาอินนำ�มาถวายเป็นผลผลิตธรรมดา ใน ขณะที่ของอาเบลเป็นลูกแกะที่ดีที่สุดของฝูง และนั่นทำ�ให้พระเจ้า พอพระทัยอาเบลมากกว่าคาอิน คาอินเมื่อได้รู้เรื่องนี้เข้าก็รู้สึกโกรธพระเจ้า และอิจฉาอาเบล สิ่งที่ คาอินคิดในตอนนั้นน่าจะเป็นว่า “ทำ�ไมล่ะ ฉันก็ทำ�ดีแล้วที่เอาของ มาถวาย อาเบลก็เอาของมาถวายเหมือนๆ กัน ทำ�ไมอาเบลได้รับ สิ่งที่ดีกว่าล่ะ” ตามสมการของความอิจฉา คาอินคิดว่าสิ่งที่ตัว เองทำ�เท่ากันกับสิ่งที่อาเบลทำ� แต่อาเบลได้รับมากกว่าตัวเอง จึงเกิดความอิจฉาขึ้น คาอินลืมมองไปว่า ของที่ตัวเองนำ�มาเป็น แค่ของธรรมดา แต่ของอาเบลเป็นของที่ดีที่สุดที่เขามี สุดท้าย ของเรื่อง คาอินหลอกอาเบลไปกลางทุ่งแล้วฆ่าเสียด้วยความ อิจฉา ส่วนตัวคาอินเองก็ถูกสาปแช่งและเนรเทศไปจากที่นั่น รู้หรือไม่ ความอิจฉา เกิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อไหร่
  • 5.