ฝึกลากรูปแบบต่าง ๆ
หลังจากที่ฝึกหัดการมองเทรนด์แนวโน้มให้ออกแล้ว ก็เริ่มไปฝึกการมองหาแนวรับ-แนวต้าน รู้จัก
กันดีแล้วก็เริ่มมองหาจังหวะเข้าซื้อขาย ฝึกกันบ่อย ๆ ครับ มองหาให้เจอบ่อย ๆ นานๆไป จะทาให้
เรามองภาพได้เร็วขึ้นและมองหาจังหวะได้ดีกว่านักลงทุนคนอื่น
ต่อไปก็มารู้จักรูปแบบจากการใช้เส้น trend line ในการลากรูปแบบต่างๆที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า chart
patterns
เราจะมาฝึกลากรูปแบบแรก คือ symmetrical triangle เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่สมดุลกัน ลักษณะ
จะลากเอียงขาขึ้นและขาลงได้เอียงพอๆกัน ในกรอบสามเหลี่ยมนั้นจะเห็นว่าเปิดกว้างแล้วค่อยๆ
เล็กลงจนทามุมเป็นสามเหลี่ยม เป็นการเล่นราคากันระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่ค่อยๆ บีบตัวจน
เกิดรูปแบบดังกล่าว เมื่อการบีบตัวในกรอบสามเหลี่ยมแคบลง โอกาสที่จะเกิดการระเบิดของราคาก็
ยิ่งสูงขึ้น เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมได้(break out) กราฟก็จะกลับมาวิ่งแรงอีกครั้ง
อธิบายแบบง่ายๆ คือ รอให้ราคาซื้อราคาขายวิ่งในกรอบสามเหลี่ยมจากกว้างแล้วบีบตัวไปแคบ
ทะลุได้เมื่อไหร่แล้วค่อยพิจารณาซื้อขาย (การทะลุได้คือการระเบิดที่เกิดจากการบีบตัวของราคาซื้อ
ราคาขายนั่นเอง)
symmetrical triangle มีแบบขาขึ้นและขาลง และยังสามารถหาเป้าหมาย (target) ของรูปแบบนี้ได้
เป็นเป้าหมายระยะสั้น (ใช้หลักความน่าจะเป็น) ดูจากรูป
พื้นฐานจากรูปแบบนี้มาจากการรู้จักเทรนด์ขาขึ้น ขาลง ด้านข้าง ลากเป็นก็สามารถหารูปแบบนี้ได้
มักจะเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ
รูปแบบต่อไปคือ descending triangle ขาลง
เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่สามารถลาก trend line ได้เทรนด์ขาลงหนึ่งเส้น แล้วลากเส้นตรงใน
แนวนอนได้อีกหนึ่งเส้น เมื่อลากสองเส้นนี้ได้แล้วก็คือ กรอบสามเหลี่ยมของขาลง (descending
triangle downtrend)
จากในรูปจะสังเกตุเห็นว่า เมื่อลากกรอบสามเหลี่ยมขาลงได้แล้วจะมีการบีบตัวในกรอบยิ่งแคบมาก
โอกาสที่จะระเบิดตัวของราคาลงต่อยิ่งมีโอกาสสูงมากขึ้น
ส่วนในกรอบสามเหลี่ยมขาขึ้นนั่น จะสังเกตุเห็นของการลากเส้นตรง
บางครั้งอาจจะการเกิด double top หรือ triple top หลอก (false) เกิดขึ้น แล้วราคาดีดตัวขึ้นไปต่อได้
รูปแบบ wedges มีด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. falling wedges (เกิด bullish) แบ่งได้อีกสองรูปแบบ คือ ในช่วงการเกิดของขาขึ้นและขาลง
falling wedges (เกิด bullish) ของในช่วงขาขึ้น จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนด์ขา
ขึ้น (ช่วงพักตัวของเทรนขาขึ้น)
เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมขึ้นไปต่อได้คือ การเกิด break out ของ falling wedge in an uptrend
(bullish) แล้วจะวิ่งขึ้นไปต่อ
falling wedges (เกิด bullish) ของในช่วงขาลง จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนด์ขา
ลง (ช่วงพักตัวของปลายเทรนขาลง) เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมขึ้นไปต่อได้คือการเกิด break out
ของ falling wedge in a downtrend (bullish) แล้วจะวิ่งเปลื่ยนทิศจากขาลงไปเป็นขาขึ้น
2. rising wedges (เกิด bearish) แบ่งได้อีกสองรูปแบบคือ ในช่วงการเกิดของขาขึ้นและขาลง
rising wedges (เกิด bearish) ของในช่วงขาขึ้น จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนด์ขา
ขึ้น (ช่วงพักตัวของปลายเทรนขาขึ้น) เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมลงมาได้คือ การเกิด break out ของ
rising wedge in an uptrend (bearish) แล้วจะวิ่งเปลี่ยนทิศจากขาขึ้นไปเป็นขาลง
rising wedges (เกิด bearish) ของในช่วงขาลง จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนขาลง
(ช่วงพักตัวของเทรนขาลง)
เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมลงไปต่อได้คือการเกิด break out ของ rising wedge in a downtrend
(bearish) แล้วจะวิ่งลงไปต่อ
รูปแบบ rectangles มีรูปแบบด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. rectangle uptrend (เกิด bullish) เป็นรูปแบบเส้นขนานกันสองเส้นในแนวโน้มขาขึ้น (ช่วงพัก
ตัว)
เมื่อลากกรอบเส้นขนานได้แล้วหลุดกรอบได้เกิด break out แล้วขึ้นต่อ
2. rectangle downtrend (เกิด bearish) เป็นรูปแบบเส้นขนานกันสองเส้นในแนวโน้มขาลง (ช่วง
พักตัว)
เมื่อลากกรอบเส้นขนานได้แล้วหลุดกรอบได้เกิด break out แล้วลงต่อ
รูปแบบ flags & pennants
รูปแบบ flags จะเป็นรูปแบบธง (ขนานด้านข้าง) จะเกิดช่วงพักตัวของแนวโน้ม มี 2 แบบคือ
- ขาขึ้น (uptrend) เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูปธง (แบบขนานด้านข้าง) ทะลุขึ้นไปได้เรียกว่า
break out วิ่งขึ้นไปต่อ
- ขาลง (downtrend) เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูปธง (แบบขนานด้านข้าง) ทะลุลงไปได้เรียกว่า
break out วิ่งลงไปต่อ
รูปแบบ pennants จะเป็นรูปแบบ ธงสามเหลี่ยม จะเกิดช่วงพักตัวของแนวโน้ม มี 2 แบบคือ
- ขาขึ้น (uptrend) เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูป ธงสามเหลี่ยม ทะลุขึ้นไปได้เรียกว่า break out
วิ่งขึ้นไปต่อ
- ขาลง (downtrend) เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูป ธงสามเหลี่ยม ทะลุลงไปได้เรียกว่า break
out วิ่งลงไปต่อ
รูปแบบ head and shoulders จะมี หัวและไหล่ (ด้านซ้ายและขวา)
มี head and shoulders ของขาขึ้นและขาลง ส่วนใหญ่จะเรียก head and shoulders ขาขึ้นว่า หัวตั้ง
(ด้านบน) เมื่อเกิดแบบนี้แล้วจะเป็นการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงแรงๆ เสมอ
ลักษณะนี้จะมี หัวอยู่บนสุด และไหล่ทั้งซ้ายและขวาต้องไม่สูงกว่าหัว ถึงจะเรียกว่า head and
shoulders (หัวตั้งด้านบน) เมื่อเกิดแล้วต้องสามารถลากเส้น neckline ได้เพื่อ confirm การลง
ส่วน head and shoulders ขาลง เรียกว่าหัวกลับ (ด้านล่าง) เมื่อเกิดแบบนี้แล้วจะเป็นการกลับตัวจาก
ขาลงเป็นขาขึ้นแรงๆเสมอ
ลักษณะนี้จะมีหัวอยู่ล่างสุด และไหล่ทั้งซ้ายและขวาต้องไม่ต่ากว่าหัว ถึงจะเรียกว่า head and
shoulders (หัวกลับด้านล่าง)
เมื่อเกิดแล้วต้องสามารถลากเส้น neckline ได้เพื่อ confirm การขึ้น ที่สาคัญ
หัวต้องอยู่สุงและต่ากว่าไหล่เสมอๆ ไม่ว่าจะมีไหล่ขวากี่ครั้ง ไหล่ซ้ายกี่ครั้ง แต่หัวต้องสูงกว่าและ
ต่ากว่าเสมอ ๆ ถึงจะเรียกว่า head and shoulders ของขาขึ้น ขาลงนั้น ๆ
รูปแบบ triple top และ triple bottom
triple top ลักษณะจะเกิดการทาราคาดีดตัวไปชนแนวต้านที่เดียวกันถึง 3 ครั้ง พยายามทะลุขึ้นไปต่อ
ไม่ได้ก็จะเกิดการกลับตัวลงอย่างแรงจนทะลุเส้น neckline ลงต่อไปได้ก็จะเป็นการเกิด triple top
เพื่อกลับตัวเป็นขาลง
triple bottom ลักษณะจะเกิดการทาราคาดีดตัวไปชน แนวรับที่เดียวกันถึง 3 ครั้ง พยายามทะลุลงไป
ต่อไม่ได้ก็จะเกิดการกลับตัวขึ้นอย่างแรงจนทะลุเส้น neckline ขึ้นต่อไปได้ก็จะเป็นการเกิด Triple
top เพื่อกลับตัวเป็นขาขึ้น
หวังว่าคงจะทาให้มองกราฟและลาก ๆ ขีด ๆ ได้ง่ายขึ้น หาจังหวะซื้อขายได้จังหวะที่ดีขึ้นครับ
บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

ฝึกลากรูปแบบต่าง ๆ - chart patterns.pdf

  • 1.
    ฝึกลากรูปแบบต่าง ๆ หลังจากที่ฝึกหัดการมองเทรนด์แนวโน้มให้ออกแล้ว ก็เริ่มไปฝึกการมองหาแนวรับ-แนวต้านรู้จัก กันดีแล้วก็เริ่มมองหาจังหวะเข้าซื้อขาย ฝึกกันบ่อย ๆ ครับ มองหาให้เจอบ่อย ๆ นานๆไป จะทาให้ เรามองภาพได้เร็วขึ้นและมองหาจังหวะได้ดีกว่านักลงทุนคนอื่น ต่อไปก็มารู้จักรูปแบบจากการใช้เส้น trend line ในการลากรูปแบบต่างๆที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า chart patterns เราจะมาฝึกลากรูปแบบแรก คือ symmetrical triangle เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่สมดุลกัน ลักษณะ จะลากเอียงขาขึ้นและขาลงได้เอียงพอๆกัน ในกรอบสามเหลี่ยมนั้นจะเห็นว่าเปิดกว้างแล้วค่อยๆ เล็กลงจนทามุมเป็นสามเหลี่ยม เป็นการเล่นราคากันระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่ค่อยๆ บีบตัวจน เกิดรูปแบบดังกล่าว เมื่อการบีบตัวในกรอบสามเหลี่ยมแคบลง โอกาสที่จะเกิดการระเบิดของราคาก็ ยิ่งสูงขึ้น เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมได้(break out) กราฟก็จะกลับมาวิ่งแรงอีกครั้ง อธิบายแบบง่ายๆ คือ รอให้ราคาซื้อราคาขายวิ่งในกรอบสามเหลี่ยมจากกว้างแล้วบีบตัวไปแคบ ทะลุได้เมื่อไหร่แล้วค่อยพิจารณาซื้อขาย (การทะลุได้คือการระเบิดที่เกิดจากการบีบตัวของราคาซื้อ ราคาขายนั่นเอง) symmetrical triangle มีแบบขาขึ้นและขาลง และยังสามารถหาเป้าหมาย (target) ของรูปแบบนี้ได้ เป็นเป้าหมายระยะสั้น (ใช้หลักความน่าจะเป็น) ดูจากรูป
  • 2.
    พื้นฐานจากรูปแบบนี้มาจากการรู้จักเทรนด์ขาขึ้น ขาลง ด้านข้างลากเป็นก็สามารถหารูปแบบนี้ได้ มักจะเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ รูปแบบต่อไปคือ descending triangle ขาลง เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่สามารถลาก trend line ได้เทรนด์ขาลงหนึ่งเส้น แล้วลากเส้นตรงใน แนวนอนได้อีกหนึ่งเส้น เมื่อลากสองเส้นนี้ได้แล้วก็คือ กรอบสามเหลี่ยมของขาลง (descending triangle downtrend) จากในรูปจะสังเกตุเห็นว่า เมื่อลากกรอบสามเหลี่ยมขาลงได้แล้วจะมีการบีบตัวในกรอบยิ่งแคบมาก โอกาสที่จะระเบิดตัวของราคาลงต่อยิ่งมีโอกาสสูงมากขึ้น
  • 3.
    ส่วนในกรอบสามเหลี่ยมขาขึ้นนั่น จะสังเกตุเห็นของการลากเส้นตรง บางครั้งอาจจะการเกิด doubletop หรือ triple top หลอก (false) เกิดขึ้น แล้วราคาดีดตัวขึ้นไปต่อได้ รูปแบบ wedges มีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1. falling wedges (เกิด bullish) แบ่งได้อีกสองรูปแบบ คือ ในช่วงการเกิดของขาขึ้นและขาลง
  • 4.
    falling wedges (เกิดbullish) ของในช่วงขาขึ้น จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนด์ขา ขึ้น (ช่วงพักตัวของเทรนขาขึ้น) เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมขึ้นไปต่อได้คือ การเกิด break out ของ falling wedge in an uptrend (bullish) แล้วจะวิ่งขึ้นไปต่อ falling wedges (เกิด bullish) ของในช่วงขาลง จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนด์ขา ลง (ช่วงพักตัวของปลายเทรนขาลง) เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมขึ้นไปต่อได้คือการเกิด break out ของ falling wedge in a downtrend (bullish) แล้วจะวิ่งเปลื่ยนทิศจากขาลงไปเป็นขาขึ้น 2. rising wedges (เกิด bearish) แบ่งได้อีกสองรูปแบบคือ ในช่วงการเกิดของขาขึ้นและขาลง rising wedges (เกิด bearish) ของในช่วงขาขึ้น จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนด์ขา ขึ้น (ช่วงพักตัวของปลายเทรนขาขึ้น) เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมลงมาได้คือ การเกิด break out ของ rising wedge in an uptrend (bearish) แล้วจะวิ่งเปลี่ยนทิศจากขาขึ้นไปเป็นขาลง
  • 5.
    rising wedges (เกิดbearish) ของในช่วงขาลง จะสามารถลากกรอบสามเหลี่ยมได้ในช่วงเทรนขาลง (ช่วงพักตัวของเทรนขาลง) เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมลงไปต่อได้คือการเกิด break out ของ rising wedge in a downtrend (bearish) แล้วจะวิ่งลงไปต่อ รูปแบบ rectangles มีรูปแบบด้วยกัน 2 แบบ คือ 1. rectangle uptrend (เกิด bullish) เป็นรูปแบบเส้นขนานกันสองเส้นในแนวโน้มขาขึ้น (ช่วงพัก ตัว) เมื่อลากกรอบเส้นขนานได้แล้วหลุดกรอบได้เกิด break out แล้วขึ้นต่อ 2. rectangle downtrend (เกิด bearish) เป็นรูปแบบเส้นขนานกันสองเส้นในแนวโน้มขาลง (ช่วง
  • 6.
    พักตัว) เมื่อลากกรอบเส้นขนานได้แล้วหลุดกรอบได้เกิด break outแล้วลงต่อ รูปแบบ flags & pennants รูปแบบ flags จะเป็นรูปแบบธง (ขนานด้านข้าง) จะเกิดช่วงพักตัวของแนวโน้ม มี 2 แบบคือ - ขาขึ้น (uptrend) เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูปธง (แบบขนานด้านข้าง) ทะลุขึ้นไปได้เรียกว่า break out วิ่งขึ้นไปต่อ
  • 7.
    - ขาลง (downtrend)เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูปธง (แบบขนานด้านข้าง) ทะลุลงไปได้เรียกว่า break out วิ่งลงไปต่อ
  • 8.
    รูปแบบ pennants จะเป็นรูปแบบธงสามเหลี่ยม จะเกิดช่วงพักตัวของแนวโน้ม มี 2 แบบคือ - ขาขึ้น (uptrend) เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูป ธงสามเหลี่ยม ทะลุขึ้นไปได้เรียกว่า break out วิ่งขึ้นไปต่อ
  • 9.
    - ขาลง (downtrend)เมื่อเราลากเส้น trend line ได้รูป ธงสามเหลี่ยม ทะลุลงไปได้เรียกว่า break out วิ่งลงไปต่อ
  • 10.
    รูปแบบ head andshoulders จะมี หัวและไหล่ (ด้านซ้ายและขวา) มี head and shoulders ของขาขึ้นและขาลง ส่วนใหญ่จะเรียก head and shoulders ขาขึ้นว่า หัวตั้ง (ด้านบน) เมื่อเกิดแบบนี้แล้วจะเป็นการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงแรงๆ เสมอ ลักษณะนี้จะมี หัวอยู่บนสุด และไหล่ทั้งซ้ายและขวาต้องไม่สูงกว่าหัว ถึงจะเรียกว่า head and shoulders (หัวตั้งด้านบน) เมื่อเกิดแล้วต้องสามารถลากเส้น neckline ได้เพื่อ confirm การลง ส่วน head and shoulders ขาลง เรียกว่าหัวกลับ (ด้านล่าง) เมื่อเกิดแบบนี้แล้วจะเป็นการกลับตัวจาก ขาลงเป็นขาขึ้นแรงๆเสมอ
  • 11.
    ลักษณะนี้จะมีหัวอยู่ล่างสุด และไหล่ทั้งซ้ายและขวาต้องไม่ต่ากว่าหัว ถึงจะเรียกว่าhead and shoulders (หัวกลับด้านล่าง) เมื่อเกิดแล้วต้องสามารถลากเส้น neckline ได้เพื่อ confirm การขึ้น ที่สาคัญ หัวต้องอยู่สุงและต่ากว่าไหล่เสมอๆ ไม่ว่าจะมีไหล่ขวากี่ครั้ง ไหล่ซ้ายกี่ครั้ง แต่หัวต้องสูงกว่าและ ต่ากว่าเสมอ ๆ ถึงจะเรียกว่า head and shoulders ของขาขึ้น ขาลงนั้น ๆ รูปแบบ triple top และ triple bottom triple top ลักษณะจะเกิดการทาราคาดีดตัวไปชนแนวต้านที่เดียวกันถึง 3 ครั้ง พยายามทะลุขึ้นไปต่อ ไม่ได้ก็จะเกิดการกลับตัวลงอย่างแรงจนทะลุเส้น neckline ลงต่อไปได้ก็จะเป็นการเกิด triple top เพื่อกลับตัวเป็นขาลง
  • 12.
    triple bottom ลักษณะจะเกิดการทาราคาดีดตัวไปชนแนวรับที่เดียวกันถึง 3 ครั้ง พยายามทะลุลงไป ต่อไม่ได้ก็จะเกิดการกลับตัวขึ้นอย่างแรงจนทะลุเส้น neckline ขึ้นต่อไปได้ก็จะเป็นการเกิด Triple top เพื่อกลับตัวเป็นขาขึ้น
  • 13.
    หวังว่าคงจะทาให้มองกราฟและลาก ๆ ขีดๆ ได้ง่ายขึ้น หาจังหวะซื้อขายได้จังหวะที่ดีขึ้นครับ บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com