๑๓๑
วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
๑๖๘๗ - ๑๗๕๕) ที่กลาวถึงหลักสําคัญในการปกครองคือ หลักการแบงแยกอํานาจ
(Separation des Pouvoirs) วาอํานาจในการปกครองรัฐ จะตองไมตกอยูในมือของ
ใครคนใดคนหนึ่ง หรือโดยกลุมใดกลุมเดียว มิฉะนั้นประชาชนจะถูกรังแกไมไดรับการ
ดูแล ประชาชนจะเดือดรอนจากการถูกริดรอนและจํากัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ดังนั้นควรแยกอํานาจปกครองออกเปน ๓ สวน แตไมใชแยกกันโดยเด็ดขาด แต
จะตองประสานและถวงดุลอํานาจกันระหวาง อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และ
อํานาจตุลาการ แนวคิดของนักปราชญคนสําคัญ ๆ ไดรับการถายทอดตลอดมา
ประกอบกับสภาพทางเศรษฐกิจในประเทศตาง ๆ ถดถอยลง ประชาชนถูกเอารัดเอา
เปรียบจากผูปกครองในประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชย เกิดความยากจนไปทั่ว แต
ผูปกครองกลับสุขสบาย สภาวะดังกลาวยิ่งสงผลใหแนวคิดของนักปราชญที่กลาวถึง
แพรหลายไปในประเทศตาง ๆ อยางรวดเร็ว จนในที่สุดก็เกิดการปฏิวัติในประเทศ
ตาง ๆ โดยเฉพาะการปฏิวัติครั้งสําคัญ โดยประชาชนของฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙
สงผลใหระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยถูกลมลางลง และแทนที่ดวยระบอบการ
ปกครองที่ยึดหลักวาอํานาจสูงสุดเปนของประชาชน ไมมีผูใดหรือกลุมใดมีอํานาจ
เด็ดขาดอีกตอไปซึ่งเปนหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
รูปแบบการปกครองในปจจุบัน
ก ารป ก ค รอ งขอ งป ร ะเท ศ สว น ให ญใน ยุโร ป ต ะวัน ต ก ส ห รัฐ อ เม ริก า
ออสเตรเลีย ญี่ปุน ลวนเปนประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและมีความ
มั่นคงทางการเมืองการปกครองจนเปนแบบอยางของประเทศตางๆ ลักษณะรวมกัน
ของการปกครองในกลุมประเทศเหลานี้ ไดแก
๑. ระบอบประชาธิปไตย ในประเทศกลุมดังกลาวขางตนนี้แตกตางกัน
ไปบาง ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเชื่อในปรัชญาทางการเมือง แนวความคิดของนักปราชญ
ทางการเมืองทางการเมืองและความเหมะสมของแตละประเทศ
๒. ประมุขของรัฐ มีทั้งตําแหนงพระมหากษัตริยและประธานาธิบดี
ก. ประเทศที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุขของรัฐ ไดแก
อังกฤษ ญี่ปุน สเปน ฯลฯ
ข. ประเทศที่มีประธานาธิบดีเปนประมุขของรัฐ ไดแก
สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี และประเทศสวนใหญในโลก
ทั้งพระมหากษัตริยและประธานาธิบดีจะทําหนาที่ดานพิธีการตาง
ๆ และเปนผูแทนของประเทศ สวนฐานะและอํานาจหนาที่ดานพิธีการตาง ๆ และ
เปนผูแทนของประเทศ สวนฐานะและอํานาจหนาที่ยอมเปนไปตามที่รัฐธรรมนูญ
กําหนดไว
๓. ประมุขของรัฐบาล มี ๒ แบบ
ก. ตําแหนงประธานาธิบดี ในประเทศที่มีการปกครองแบบ
ประธานาธิบดี
๑๓๒
วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ข. ตําแหนงนายกรัฐมนตรี ในประเทศที่มีการปกครองแบบ
รัฐสภา
๔. รัฐบาล ทําหนาที่บริหารประเทศตามวาระ มักจะมีเสถียรภาพ
มั่นคง
๕. รัฐสภา สวนใหญประกอบดวยสภา ๒ สภา คือ
ก. สภาสูง
ข. สภาผูแทนราษฎร
สมาชิกของทั้ง ๒ สภานี้ตางก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และ
มักจะกําหนดใหสมาชิกสภาสูงอยูในตําแหนงนานนานกวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
๖. ศาล ศาลจะทําหนาที่ดานตุลาการ เปนสถาบันการเมืองที่เปนอิสระ
จากอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร ระดับของศาลแบงเปน ๓ ระดับ คือ
ก. ศาลชั้นตน
ข. ศาลอุทธรณ
ค. ศาลฎีกา
นอกจากนี้ในบางประเทศยังจัดใหมีศาลโดยเฉพาะประเภท คือ ศาล
ภาษีอากร ศาลปกครอง เปนตน
๗. พรรคการเมือง เปนสถาบันการปกครองที่มีความสําคัญมากในกลุม
ประเทศดังกลาวนี้ พรรคการเมืองมีสวนชวยใหการปกครองใหการปกครองมี
ประสิทธิภาพและประชาชนมีความเปนอยูที่ดีมีความเจริญกาวหนา ลักษณะเดนของ
พรรคการเมืองในแถบยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนดและญี่ปุน
มีดังนี้คือ
ก. ประกอบดวยพรรคการเมืองใหญ ๒ พรรคเมื่อพรรค
การเมืองหนึ่งไดรับคะแนนเสียงขางมาก ไดดํารงตําแหนงรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งจะทํา
ห นาที่เปน ฝาย คาน ตัวอยาง เชน พ รรครีพับ ลิกัน แล ะพ รรคดีโม เค รต ใน
สหรัฐอเมริกา พรรคอนุรักษนิยมและพรรคแรงงานในประเทศอังกฤษ
ข. พรรคการเมืองในประเทศเหลานี้จะมีความมั่นคงมาก
มีนโยบายที่แนนอนชัดเจนและสมาชิกของพรรคมีวินัย
ค. นอกจากพรรคการเมืองจะทําหนาที่ในดานการปกครอง
แลว ยังทําหนาที่ในการใหความรูทางการเมืองแกประชาชนอีกดวย
๘. ปญหาการเมือง ในกลุมประเทศดังกลาว ไดแก
ก. ปญหาการทุจริตของบุคคลบางคนในคณะรัฐบาล
ข. พรรคการเมืองในบางประเทศไดรับเลือกเปนรัฐบาล
หลายวาระติดตอกัน จนอาจจะกลายเปนเผด็จการทางรัฐสภาได
การปกครองในทวีปเอเชีย อเมริกาใต แอฟริกา และกลุมประเทศในยุโรป
ตะวันออก
๑๓๓
วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
๑. ประเทศตางๆ ในกลุมนี้มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจคอนขางต่ํา
จนถึงปานกลาง สวนในดานการปกครองนั้นประเทศสวนใหญยังขาดความมั่นคงเปน
อันมาก
๒. สาเหตุที่ทําใหประเทศในกลุมนี้ขาดความมั่นคงทางการเมืองการ
ปกครอง ไดแก
๒.๑ ความยากจนของประชากร
๒.๒ ความดอยการศึกษา
๒.๓ ภัยธรรมชาติ เชน ความแหงแลง พายุราย อุทกภัย
๒.๔ ความขัดแยงภายในประเทศและสงครามกลางเมือง
๒.๕ การถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอํานาจ
๓. ลักษณะการปกครองของประเทศในกลุมนี้มีพัฒนาการที่คลายคลึง
กัน ดังนี้
๓.๑ เดิมมีการปกครองโดยระบอบกษัตริย หัวหนาเผา หรือ
สุลตาน ฯลฯ
๓ .๒ ในสมัยจักรวรรดินิยมสวน ให ญตกอยูภ ายใตการ
ปกครองของประเทสมหาอํานาจในยุโรปเกือบทุกประเทศ ประเทศผูครอบครอง
อาณานิคมสวนใหญ ไดแก อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา สเปน โปรตุเกส
๓.๓ ภายหลังไดรับเอกราชแลว ประเทศตาง ๆ เหลานั้นก็
ไดมีการปกครองตามแบบอยางที่ประเทศเมืองแมของตนไดปกครอง
๓.๕ ปญหาที่ตามมาคือ ความดอยทางการศึกษา เศรษฐกิจ
และขาดประสบการณทางการเมือง ทําใหไมประสบความสําเร็จในการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย จนเกิดการยืดอํานาจโดยคณะบุคคลอยูเสมอ
๓.๖ ประชาธิปไตยในหลายประเทศจึงเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองเปนสังคมนิยมและคอมมิวนิสต
ลักษณะการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต
๑. แนวความคิดของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต คือ รัฐไมเพียงแตจะ
เปนเจาของปจจัยการผลิต แตยังมีอํานาจไปถึงการควบคุมสิทธิเสรีภาพ และวิถีการ
ดําเนินชีวิตของประชาชนอีกดวย
๒. ที่มาของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสตไดมาจากแนวความคิดของ
คารลมารกซ เจาของลัทธิมารกซิสม (Marxism)
๓. ประเทศแรกคือโซเวียตที่นําระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสตเขามาใช
โดยปฏิวัติยึดอํานาจของพระเจาซารนิโคลัสที่ ๒ คือ เลนิน โดยสามารถเปลี่ยนแปลง
การปกครองไดสําเร็จในป ค.ศ. ๑๙๑๗
๑๓๔
วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
๔. เลนินไดนําลัทธิมารกซิสมมาปรับเปนรูปแบบการปกครองระบอบ
คอมมิวนิสตในรัสเซีย ซึ่งตอมาไดแพรหลายไปยังประเทศตาง ๆ โดยมีลักษณะที่
สําคัญ ดังนี้
๔.๑ ใชวิธีการรุนแรงในการยึดอํานาจ
๔.๒ เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโดยชี้ใหเห็นวาลัทธิทุนนิยมมี
ขอบกพรองมากตองการขจัดชนชั้นนายทุนโดยเปลี่ยนมาใชระบบเศรษฐกิจแบบสังคม
นิยม
๔.๓ ยกเลิกกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินของบุคคล
๔ .๔ ใหรัฐ เปน เจา ข อ ง เค รื่อ งมือ ก า ร ผ ลิต แ ล ะ เปน
ผูประกอบการ กําหนดแผนทางเศรษฐกิจ สวนประชาชนเปนผูใชแรงงาน
๔.๕ จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสตเพื่อเปนแนวทางหนาในการ
ตอสู พรรคคอมมิวนิสตมีลักษณะเปนกึ่งกองทัพ และเมื่อดําเนินการสําเร็จแลว ก็
จัดเปนพรรคเดียวที่มีอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทําหนาที่กําหนดนโยบาย
ทั้งในดานการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาโดยตลอด
๔ .๖ มีการควบคุมสื่อมวลชน อยางเครงครัดเพื่อมิให
ประชาชนรับเอาแนวคิดอื่นนอกจากลัทธิคอมมิวนิสต
๕. ลัทธิคอมมิวนิสตไดแพรเขาไปยังประเทศตาง ๆ อยางรวดเร็วตาม
อุดมการณคอมมิวนิสต และประสบความสําเร็จในบางประเทศ โดยเฉพาะใน
สาธารณรัฐประชาชนจีน ยุโรปตะวันออก คิวบา ฯลฯ
๖. ลักษณะการเมืองการปกครองของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต
มีดังนี้คือ
๖.๑ มีทั้งรัฐประเภทรัฐเดี่ยวและรัฐรวม
๖.๒ มีพรรคคอมมิวนิสตเปนแกนนํา มีองคกรของพรรคทํา
หนาที่อบรมและเผยแพรมติและนโยบายของพรรค
๖.๓ ประมุขของรัฐ ไมวาจะเปนระบบประธานาธิบดีหรือ
ระบบรัฐสภาจะอยูภายใตการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต กรรมการของพรรค
คอมมิวนิสต โดยเฉพาะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสตเปนผูมีอํานาจที่แทจริงในการ
ปกครอง
๖.๔ สมาชิกรัฐสภาเปนบุคคลที่พรรคคอมมิวนิสตเปนผู
กลั่นกรองแลวเสนอใหประชาชนรับรอง
๗. ปจจุบันนี้อุดมการณคอมมิวนิสตไดลดความสําคัญ ลงไปมาก
เนื่องจากสาเหตุที่สําคัญคือ สหภาพโซเวียตภายใตการนําของ นาย มิคาเอล กอร
บาชอฟไดใชนโยบายปฏิรูป ๒ อยางคือ
๑๓๕
วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
๗.๑ กลาสนอต (GLASNOST) หมายถึง นโยบายเปดกวาง
คือ เปดโอกาสใหประชาชนไดแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เปดกวางในการปรับปรุง
งานในดานตางๆ
๗ .๒ เป เร ส ท ร อ ย กา (PERESTROIKA) คือ ป รับ ป รุง
เศรษฐกิจโดยนํารูปแบบของเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเขามาใชมากขึ้น
รูปแบบการปกครองตามแนวพุทธศาสตร
แมวาคณะสงฆจะเปนสังคมซึ่งรวมผูคนไวมากมายและมีความหลากหลาย
เนื่องจากสมาชิกมาจากคนทุกชนชั้นวรรณะเชนเดียวกับสังคมโดยทั่วไป แตมีความ
แตกตางจากสังคมโดยทั่วไป ก็คือสมาชิกทั้งหมดลวนเปนบรรพชิตหรือนักบวช ซึ่งผูที่
ใหกําเนิดคณะสงฆขึ้นมาก็คือพระพุทธเจา คณะสงฆดังกลาวนี้เกิดขึ้นหลังจาก
พระองคทรงเผยแผหลักธรรมคําสอนแลวมีผูตรัสรูตามหรือมีความศรัทธาในหลักธรรม
คําสอนนั้นแลวออกบวชเปนบรรพชิต จากเดิมซึ่งจํานวนสมาชิกของคณะสงฆยังมี
จํานวนนอย แตภายหลังเมื่อหลักธรรมคําสอนของพระองคไดรับการเผยแผออกไป
อยางกวางขวาง จํานวนสมาชิกของคณะสงฆก็คอยๆ เพิ่มจํานวนมากขึ้นตามลําดับ
เพราะฉะนั้นคณะสงฆจึงไมแตกตางจากสังคมโดยทั่วไป ซึ่งเกิดรูปแบบการปกครอง
ขึ้น ซึ่งเดิมทีรูปแบบการปกครองของคณะสงฆ ก็เปนแบบตามธรรมชาติเหมือนพอแม
ปกครองลูก เพราะพระพุทธเจาทรงเปนผูปกครองดวยพระองคเอง ดวยความที่
พระองคทรงเปนพระบรมศาสดาผูทรงใหกํานิดสาวกที่เปนสมาชิกของคณะสงฆ
ภายหลังรูปแบบการปกครองจึงคอยๆ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาการไปตามลําดับตาม
จํานวนของพระสงฆสาวกที่เพิ่มจํานวนมากขึ้นตามสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงไป
และตามชวงเวลาที่ เหมาะสม ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้
พระพุทธเจาปกครองดวยตนเอง
การปกครองของคณะสงฆในชวงตนพุทธกาล มีลักษณะการปกครอง
แบบธรรมชาติ เหมือนพอแมปกครองดูแลลูก เนื่องจากพระพุทธเจาทรงเปน
ผูปกครองดวยพระองคเอง ดวยความที่พระองคทรงเปนพระบรมศาสดาผูทรงให
กําเนิดสาวกผูเปนสมาชิกของคณะสงฆ แมจะมีพระสงฆสาวก ซึ่งเปนพระอรหันต
จาริกออกไปเผยแผพระสัทธรรมยังสถานที่ตางๆ ในชมพูทวีปแลว แตเมื่อมี กิจกรรม
อันจําเปนหรือมีปญหาสําคัญใดๆ เกิดขึ้นและอาจกอใหเกิดผลกระทบตอสังคม คณะ
สงฆ หรือตัวพระสงฆสาวกเองในสถานที่ที่จาริกไปนั้น ไมวาจะอยูในสถานที่ที่หางไกล
เพียงใดก็ตาม พระสงฆสาวกเหลานั้นก็จะตองเดินทางกลับมาเฝาพระพุทธเจา เพื่อ
กราบทูลใหทรงทราบถึงปญหา และใหทรงตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจกรรมตางๆ หรือ
แกปญหาที่เกิดขึ้น แมบางสถานที่จะมีพระสงฆ สาวกผูใหญคอยดูแลตัดสินใจอยูแลว
แตการตัดสินใจในเรื่องสําคัญก็ยังตองขึ้นตรงตอพระพุทธเจาอยูนั่นเอง

6.2

  • 1.
    ๑๓๑ วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๑๖๘๗ -๑๗๕๕) ที่กลาวถึงหลักสําคัญในการปกครองคือ หลักการแบงแยกอํานาจ (Separation des Pouvoirs) วาอํานาจในการปกครองรัฐ จะตองไมตกอยูในมือของ ใครคนใดคนหนึ่ง หรือโดยกลุมใดกลุมเดียว มิฉะนั้นประชาชนจะถูกรังแกไมไดรับการ ดูแล ประชาชนจะเดือดรอนจากการถูกริดรอนและจํากัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้นควรแยกอํานาจปกครองออกเปน ๓ สวน แตไมใชแยกกันโดยเด็ดขาด แต จะตองประสานและถวงดุลอํานาจกันระหวาง อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และ อํานาจตุลาการ แนวคิดของนักปราชญคนสําคัญ ๆ ไดรับการถายทอดตลอดมา ประกอบกับสภาพทางเศรษฐกิจในประเทศตาง ๆ ถดถอยลง ประชาชนถูกเอารัดเอา เปรียบจากผูปกครองในประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชย เกิดความยากจนไปทั่ว แต ผูปกครองกลับสุขสบาย สภาวะดังกลาวยิ่งสงผลใหแนวคิดของนักปราชญที่กลาวถึง แพรหลายไปในประเทศตาง ๆ อยางรวดเร็ว จนในที่สุดก็เกิดการปฏิวัติในประเทศ ตาง ๆ โดยเฉพาะการปฏิวัติครั้งสําคัญ โดยประชาชนของฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ สงผลใหระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยถูกลมลางลง และแทนที่ดวยระบอบการ ปกครองที่ยึดหลักวาอํานาจสูงสุดเปนของประชาชน ไมมีผูใดหรือกลุมใดมีอํานาจ เด็ดขาดอีกตอไปซึ่งเปนหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง รูปแบบการปกครองในปจจุบัน ก ารป ก ค รอ งขอ งป ร ะเท ศ สว น ให ญใน ยุโร ป ต ะวัน ต ก ส ห รัฐ อ เม ริก า ออสเตรเลีย ญี่ปุน ลวนเปนประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและมีความ มั่นคงทางการเมืองการปกครองจนเปนแบบอยางของประเทศตางๆ ลักษณะรวมกัน ของการปกครองในกลุมประเทศเหลานี้ ไดแก ๑. ระบอบประชาธิปไตย ในประเทศกลุมดังกลาวขางตนนี้แตกตางกัน ไปบาง ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเชื่อในปรัชญาทางการเมือง แนวความคิดของนักปราชญ ทางการเมืองทางการเมืองและความเหมะสมของแตละประเทศ ๒. ประมุขของรัฐ มีทั้งตําแหนงพระมหากษัตริยและประธานาธิบดี ก. ประเทศที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุขของรัฐ ไดแก อังกฤษ ญี่ปุน สเปน ฯลฯ ข. ประเทศที่มีประธานาธิบดีเปนประมุขของรัฐ ไดแก สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี และประเทศสวนใหญในโลก ทั้งพระมหากษัตริยและประธานาธิบดีจะทําหนาที่ดานพิธีการตาง ๆ และเปนผูแทนของประเทศ สวนฐานะและอํานาจหนาที่ดานพิธีการตาง ๆ และ เปนผูแทนของประเทศ สวนฐานะและอํานาจหนาที่ยอมเปนไปตามที่รัฐธรรมนูญ กําหนดไว ๓. ประมุขของรัฐบาล มี ๒ แบบ ก. ตําแหนงประธานาธิบดี ในประเทศที่มีการปกครองแบบ ประธานาธิบดี
  • 2.
    ๑๓๒ วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ข. ตําแหนงนายกรัฐมนตรีในประเทศที่มีการปกครองแบบ รัฐสภา ๔. รัฐบาล ทําหนาที่บริหารประเทศตามวาระ มักจะมีเสถียรภาพ มั่นคง ๕. รัฐสภา สวนใหญประกอบดวยสภา ๒ สภา คือ ก. สภาสูง ข. สภาผูแทนราษฎร สมาชิกของทั้ง ๒ สภานี้ตางก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และ มักจะกําหนดใหสมาชิกสภาสูงอยูในตําแหนงนานนานกวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ๖. ศาล ศาลจะทําหนาที่ดานตุลาการ เปนสถาบันการเมืองที่เปนอิสระ จากอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร ระดับของศาลแบงเปน ๓ ระดับ คือ ก. ศาลชั้นตน ข. ศาลอุทธรณ ค. ศาลฎีกา นอกจากนี้ในบางประเทศยังจัดใหมีศาลโดยเฉพาะประเภท คือ ศาล ภาษีอากร ศาลปกครอง เปนตน ๗. พรรคการเมือง เปนสถาบันการปกครองที่มีความสําคัญมากในกลุม ประเทศดังกลาวนี้ พรรคการเมืองมีสวนชวยใหการปกครองใหการปกครองมี ประสิทธิภาพและประชาชนมีความเปนอยูที่ดีมีความเจริญกาวหนา ลักษณะเดนของ พรรคการเมืองในแถบยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนดและญี่ปุน มีดังนี้คือ ก. ประกอบดวยพรรคการเมืองใหญ ๒ พรรคเมื่อพรรค การเมืองหนึ่งไดรับคะแนนเสียงขางมาก ไดดํารงตําแหนงรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งจะทํา ห นาที่เปน ฝาย คาน ตัวอยาง เชน พ รรครีพับ ลิกัน แล ะพ รรคดีโม เค รต ใน สหรัฐอเมริกา พรรคอนุรักษนิยมและพรรคแรงงานในประเทศอังกฤษ ข. พรรคการเมืองในประเทศเหลานี้จะมีความมั่นคงมาก มีนโยบายที่แนนอนชัดเจนและสมาชิกของพรรคมีวินัย ค. นอกจากพรรคการเมืองจะทําหนาที่ในดานการปกครอง แลว ยังทําหนาที่ในการใหความรูทางการเมืองแกประชาชนอีกดวย ๘. ปญหาการเมือง ในกลุมประเทศดังกลาว ไดแก ก. ปญหาการทุจริตของบุคคลบางคนในคณะรัฐบาล ข. พรรคการเมืองในบางประเทศไดรับเลือกเปนรัฐบาล หลายวาระติดตอกัน จนอาจจะกลายเปนเผด็จการทางรัฐสภาได การปกครองในทวีปเอเชีย อเมริกาใต แอฟริกา และกลุมประเทศในยุโรป ตะวันออก
  • 3.
    ๑๓๓ วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๑. ประเทศตางๆในกลุมนี้มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจคอนขางต่ํา จนถึงปานกลาง สวนในดานการปกครองนั้นประเทศสวนใหญยังขาดความมั่นคงเปน อันมาก ๒. สาเหตุที่ทําใหประเทศในกลุมนี้ขาดความมั่นคงทางการเมืองการ ปกครอง ไดแก ๒.๑ ความยากจนของประชากร ๒.๒ ความดอยการศึกษา ๒.๓ ภัยธรรมชาติ เชน ความแหงแลง พายุราย อุทกภัย ๒.๔ ความขัดแยงภายในประเทศและสงครามกลางเมือง ๒.๕ การถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอํานาจ ๓. ลักษณะการปกครองของประเทศในกลุมนี้มีพัฒนาการที่คลายคลึง กัน ดังนี้ ๓.๑ เดิมมีการปกครองโดยระบอบกษัตริย หัวหนาเผา หรือ สุลตาน ฯลฯ ๓ .๒ ในสมัยจักรวรรดินิยมสวน ให ญตกอยูภ ายใตการ ปกครองของประเทสมหาอํานาจในยุโรปเกือบทุกประเทศ ประเทศผูครอบครอง อาณานิคมสวนใหญ ไดแก อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา สเปน โปรตุเกส ๓.๓ ภายหลังไดรับเอกราชแลว ประเทศตาง ๆ เหลานั้นก็ ไดมีการปกครองตามแบบอยางที่ประเทศเมืองแมของตนไดปกครอง ๓.๕ ปญหาที่ตามมาคือ ความดอยทางการศึกษา เศรษฐกิจ และขาดประสบการณทางการเมือง ทําใหไมประสบความสําเร็จในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย จนเกิดการยืดอํานาจโดยคณะบุคคลอยูเสมอ ๓.๖ ประชาธิปไตยในหลายประเทศจึงเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเปนสังคมนิยมและคอมมิวนิสต ลักษณะการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต ๑. แนวความคิดของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต คือ รัฐไมเพียงแตจะ เปนเจาของปจจัยการผลิต แตยังมีอํานาจไปถึงการควบคุมสิทธิเสรีภาพ และวิถีการ ดําเนินชีวิตของประชาชนอีกดวย ๒. ที่มาของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสตไดมาจากแนวความคิดของ คารลมารกซ เจาของลัทธิมารกซิสม (Marxism) ๓. ประเทศแรกคือโซเวียตที่นําระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสตเขามาใช โดยปฏิวัติยึดอํานาจของพระเจาซารนิโคลัสที่ ๒ คือ เลนิน โดยสามารถเปลี่ยนแปลง การปกครองไดสําเร็จในป ค.ศ. ๑๙๑๗
  • 4.
    ๑๓๔ วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๔. เลนินไดนําลัทธิมารกซิสมมาปรับเปนรูปแบบการปกครองระบอบ คอมมิวนิสตในรัสเซียซึ่งตอมาไดแพรหลายไปยังประเทศตาง ๆ โดยมีลักษณะที่ สําคัญ ดังนี้ ๔.๑ ใชวิธีการรุนแรงในการยึดอํานาจ ๔.๒ เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโดยชี้ใหเห็นวาลัทธิทุนนิยมมี ขอบกพรองมากตองการขจัดชนชั้นนายทุนโดยเปลี่ยนมาใชระบบเศรษฐกิจแบบสังคม นิยม ๔.๓ ยกเลิกกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินของบุคคล ๔ .๔ ใหรัฐ เปน เจา ข อ ง เค รื่อ งมือ ก า ร ผ ลิต แ ล ะ เปน ผูประกอบการ กําหนดแผนทางเศรษฐกิจ สวนประชาชนเปนผูใชแรงงาน ๔.๕ จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสตเพื่อเปนแนวทางหนาในการ ตอสู พรรคคอมมิวนิสตมีลักษณะเปนกึ่งกองทัพ และเมื่อดําเนินการสําเร็จแลว ก็ จัดเปนพรรคเดียวที่มีอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทําหนาที่กําหนดนโยบาย ทั้งในดานการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาโดยตลอด ๔ .๖ มีการควบคุมสื่อมวลชน อยางเครงครัดเพื่อมิให ประชาชนรับเอาแนวคิดอื่นนอกจากลัทธิคอมมิวนิสต ๕. ลัทธิคอมมิวนิสตไดแพรเขาไปยังประเทศตาง ๆ อยางรวดเร็วตาม อุดมการณคอมมิวนิสต และประสบความสําเร็จในบางประเทศ โดยเฉพาะใน สาธารณรัฐประชาชนจีน ยุโรปตะวันออก คิวบา ฯลฯ ๖. ลักษณะการเมืองการปกครองของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต มีดังนี้คือ ๖.๑ มีทั้งรัฐประเภทรัฐเดี่ยวและรัฐรวม ๖.๒ มีพรรคคอมมิวนิสตเปนแกนนํา มีองคกรของพรรคทํา หนาที่อบรมและเผยแพรมติและนโยบายของพรรค ๖.๓ ประมุขของรัฐ ไมวาจะเปนระบบประธานาธิบดีหรือ ระบบรัฐสภาจะอยูภายใตการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต กรรมการของพรรค คอมมิวนิสต โดยเฉพาะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสตเปนผูมีอํานาจที่แทจริงในการ ปกครอง ๖.๔ สมาชิกรัฐสภาเปนบุคคลที่พรรคคอมมิวนิสตเปนผู กลั่นกรองแลวเสนอใหประชาชนรับรอง ๗. ปจจุบันนี้อุดมการณคอมมิวนิสตไดลดความสําคัญ ลงไปมาก เนื่องจากสาเหตุที่สําคัญคือ สหภาพโซเวียตภายใตการนําของ นาย มิคาเอล กอร บาชอฟไดใชนโยบายปฏิรูป ๒ อยางคือ
  • 5.
    ๑๓๕ วิชาพุทธรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๗.๑ กลาสนอต(GLASNOST) หมายถึง นโยบายเปดกวาง คือ เปดโอกาสใหประชาชนไดแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เปดกวางในการปรับปรุง งานในดานตางๆ ๗ .๒ เป เร ส ท ร อ ย กา (PERESTROIKA) คือ ป รับ ป รุง เศรษฐกิจโดยนํารูปแบบของเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเขามาใชมากขึ้น รูปแบบการปกครองตามแนวพุทธศาสตร แมวาคณะสงฆจะเปนสังคมซึ่งรวมผูคนไวมากมายและมีความหลากหลาย เนื่องจากสมาชิกมาจากคนทุกชนชั้นวรรณะเชนเดียวกับสังคมโดยทั่วไป แตมีความ แตกตางจากสังคมโดยทั่วไป ก็คือสมาชิกทั้งหมดลวนเปนบรรพชิตหรือนักบวช ซึ่งผูที่ ใหกําเนิดคณะสงฆขึ้นมาก็คือพระพุทธเจา คณะสงฆดังกลาวนี้เกิดขึ้นหลังจาก พระองคทรงเผยแผหลักธรรมคําสอนแลวมีผูตรัสรูตามหรือมีความศรัทธาในหลักธรรม คําสอนนั้นแลวออกบวชเปนบรรพชิต จากเดิมซึ่งจํานวนสมาชิกของคณะสงฆยังมี จํานวนนอย แตภายหลังเมื่อหลักธรรมคําสอนของพระองคไดรับการเผยแผออกไป อยางกวางขวาง จํานวนสมาชิกของคณะสงฆก็คอยๆ เพิ่มจํานวนมากขึ้นตามลําดับ เพราะฉะนั้นคณะสงฆจึงไมแตกตางจากสังคมโดยทั่วไป ซึ่งเกิดรูปแบบการปกครอง ขึ้น ซึ่งเดิมทีรูปแบบการปกครองของคณะสงฆ ก็เปนแบบตามธรรมชาติเหมือนพอแม ปกครองลูก เพราะพระพุทธเจาทรงเปนผูปกครองดวยพระองคเอง ดวยความที่ พระองคทรงเปนพระบรมศาสดาผูทรงใหกํานิดสาวกที่เปนสมาชิกของคณะสงฆ ภายหลังรูปแบบการปกครองจึงคอยๆ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาการไปตามลําดับตาม จํานวนของพระสงฆสาวกที่เพิ่มจํานวนมากขึ้นตามสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงไป และตามชวงเวลาที่ เหมาะสม ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้ พระพุทธเจาปกครองดวยตนเอง การปกครองของคณะสงฆในชวงตนพุทธกาล มีลักษณะการปกครอง แบบธรรมชาติ เหมือนพอแมปกครองดูแลลูก เนื่องจากพระพุทธเจาทรงเปน ผูปกครองดวยพระองคเอง ดวยความที่พระองคทรงเปนพระบรมศาสดาผูทรงให กําเนิดสาวกผูเปนสมาชิกของคณะสงฆ แมจะมีพระสงฆสาวก ซึ่งเปนพระอรหันต จาริกออกไปเผยแผพระสัทธรรมยังสถานที่ตางๆ ในชมพูทวีปแลว แตเมื่อมี กิจกรรม อันจําเปนหรือมีปญหาสําคัญใดๆ เกิดขึ้นและอาจกอใหเกิดผลกระทบตอสังคม คณะ สงฆ หรือตัวพระสงฆสาวกเองในสถานที่ที่จาริกไปนั้น ไมวาจะอยูในสถานที่ที่หางไกล เพียงใดก็ตาม พระสงฆสาวกเหลานั้นก็จะตองเดินทางกลับมาเฝาพระพุทธเจา เพื่อ กราบทูลใหทรงทราบถึงปญหา และใหทรงตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจกรรมตางๆ หรือ แกปญหาที่เกิดขึ้น แมบางสถานที่จะมีพระสงฆ สาวกผูใหญคอยดูแลตัดสินใจอยูแลว แตการตัดสินใจในเรื่องสําคัญก็ยังตองขึ้นตรงตอพระพุทธเจาอยูนั่นเอง