บทที่ 2
ประวัติศาสตรการเมืองการปกครอง
ยุคโบราณ
คําวา ประชาธิปไตย ปรากฏขึ้นเปนครั้งแรกในแนวคิดทางการเมืองและทางปรัชญาชวงยุคกรีซ
โบราณ นักปราชญเพลโต เปรียบเทียบประชาธิปไตย ซึ่งเขาเรียกวาเปน "การปกครองโดยผูถูกปกครอง" วาเปน
รูปแบบทางเลือกสําหรับระบอบราชาธิปไตย คณาธิปไตยและเศรษฐยาธิปไตยถึงแมวาประชาธิปไตยแบบเอเธนสจะ
ถือวาเปนการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรง แตเดิมแลวประชาธิปไตยแบบเอเธนสมีลักษณะเดนอยูสอง
ประการ คือ ไดมีการคัดเลือกพลเมืองธรรมดาจํานวนมากเขาสูระบบรัฐการและศาลและมีการชุมนุมกันของพลเมือง
ทุกชนชั้น
พลเมืองทุกคนจะไดรับสิทธิใหอภิปรายและลงมติในสภา ซึ่งเปนที่ออกกฎหมายของนครรัฐ หากทวา ความ
เปนพลเมืองชาวเอเธนสนั้นรวมเฉพาะแตชายทุกคนซึ่งเกิดจากบิดาที่เปนพลเมืองเทานั้น และผูที่กําลัง "รับราชการ
ทหาร" ระหวางอายุ 18-20 ปเทานั้น ซึ่งไมรวมไปถึงผูหญิง ทาส คนตางชาติ และชายผูมีอายุต่ํากวา 20 ปบริบูรณ
จากจํานวนผูอยูอาศัยกวา 250,000 คน มีผูไดรับสถานะพลเมืองเพียง 30,000 คน และมีเพียง 5,000 คนเทานั้นที่
มักจะไปปรากฏตัวในสมัชชาประชาชน เจาพนักงานและผูพิพากษาของรัฐบาลจํานวนมากเปนการกําหนดเลือก มี
เพียงเหลานายพลและเจาพนักงานเพียงสวนนอยเทานั้นที่มาจากการเลือกตั้ง
เกาะอารวัด (ปจจุบันคือ ประเทศซีเรีย) ซึ่งถูกกอตั้งขึ้นเมื่อคริสตสหัสวรรษที่ 2 กอนคริสตกาล โดยชาว
ฟนิเซียน ถูกอางวาเปนหนึ่งในตัวอยางของระบอบประชาธิปไตยที่พบในโลกซึ่งที่นั่น ประชาชนจะถืออํานาจอธิปไตย
ของตน และอีกตัวอยางหนึ่งที่นาจะมีความเปนไปได คือ ประชาธิปไตยยุคเริ่มแรกอาจมาจากนครรัฐสุเมเรียน สวน
ทางดานเวสาลี ซึ่งปจจุบันคือรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เปนหนึ่งในรัฐบาลแรกของโลกที่มีองคประกอบที่สามารถ
พิจารณาไดวามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปนแหงแรกของโลก (แตก็มีบางคนที่ออกมาโตแยงวาการ
ปกครองของเวสาลีนั้นไมเปนราชาธิปไตยก็จริง แตนาจะมีลักษณะเปนคณาธิปไตยมากกวาประชาธิปไตย) และยัง
ปรากฏวามีการปกครองที่คลายคลึงกับประชาธิปไตยหรือคณาธิปไตยเกิดขึ้นชั่วคราวโดยชาวเมเดส ชวง
คริสตศตวรรษที่ 6 กอนคริสตกาล แตถึงคราวสิ้นสุดเมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจาดาไรอัสมหาราชแหงราชวงศอารเค
เมนิด ผูทรงประกาศวา ระบอบราชาธิปไตยที่ดีนั้นยอมเหนือกวาระบอบคณาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตยในทุก
รูปแบบ
นอกจากนั้น ยังไดมีการกลาวอางถึงสถาบันทางประชาธิปไตยในยุคเริ่มแรก โดยถือวาเปน "สาธารณรัฐ"
อิสระในประเทศอินเดีย อยางเชน พระสงฆ ซึ่งเริ่มตนตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 6 กอนคริสตกาล จนถึงคริสตศตวรรษที่
4 แตหลักฐานที่พบนั้นเลื่อนลอยและไมสามารถหาแหลงอางอิงทางประวัติศาสตรไดอยางแนชัด นอกจากนั้น
22
Deodorius ซึ่งเปนนักปราชญชาวกรีกในรัชสมัยของพระเจา Alexzander กลาวถึงรัฐอิสระซึ่งมีการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตยในอินเดีย แตทวาไมไดใหรายละเอียดเพิ่มเติมแตอยางใด อยางไรก็ตาม นักวิชาการสมัยใหม
กลาววา คําวาประชาธิปไตย ในสมัยคริสตศตวรรษที่ 3 กอนคริสตกาลไดถูกลดความนาเชื่อถือลง และอาจหมายถึง
รัฐอิสระซึ่งไมเกี่ยวของกับการปกครองของประชาชนเลยแมแตนอย
ถึงแมวาในยุคของสาธารณรัฐโรมัน จะไดมีการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อยางเชน การ
ออกกฎหมาย ทวาก็มิไดเปนประชาธิปไตยอยางสมบูรณ ชาวโรมันมีการเลือกผูแทนตนเขาสูสภาก็จริง แตไมรวมถึง
สตรี ทาสและคนตางดาวจํานวนมหาศาล และยังมอบน้ําหนักใหกับเหลาเศรษฐีและเจาหนาที่ระดับสูง ซึ่งการจะเขา
มาเปนสมาชิกของสภาซีเนทมักจะมาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงและร่ํารวยจํานวนนอยเทานั้น
ยุคกลาง
ระหวางชวงยุคกลาง ไดมีรูปแบบหลายอยางที่เกี่ยวของกับการเลือกตั้งหรือสมัชชา ถึงแมวาบอยครั้ง
จะเปดโอกาสใหกับประชาชนเพียงสวนนอยเทานั้น อยางเชน เครือจักรภพโปแลนด-ลิทัวเนีย ในนครรัฐ
เวนิซ ชวงอิตาลียุคกลาง รัฐในไทรอล เยอรมันและสวิตเซอรแลนด รวมไปถึงนครพอคาอิสระ ซะไก ในชวง
คริสตศตวรรษที่ 16 ในญี่ปุน เนื่องจากการปกครองรูปแบบตาง ๆ ที่กลาวมานั้นประชาชนมีสวนรวมเพียงสวนนอย
เทานั้น จึงมักจะถูกจัดวาเปนคณาธิปไตยมากกวา และดินแดนยุโรปในสมัยนั้นยังคงปกครองภายใตนักบวชและขุน
นางในยุคศักดินาเปนสวนมาก
รูปแบบการปกครองซึ่งมีความใกลเคียงกับลักษณะระบบประชาธิปไตยสมัยใหมยิ่งขึ้นไปอีก คือ ระบบของ
กลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คในยูเครนระหวางคริสตศัตวรรษที่ 16-17 คอสแซ็ค เฮ็ตมันนาเตและซาโปริเซียน ซิค โดย
เปดโอกาสใหผูแทนจากตําบลตาง ๆ ของเคานตีเลือกตําแหนงสูงสุด ซึ่งเรียกวา "เฮ็ตมัน" (Hetman) แตดวยความที่
กลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คเปนรัฐทางการทหารอยางเต็มตัว สิทธิของผูรวมในการเลือก "เฮ็ตมัน" จึงมักจะจํากัดอยูแต
เพียงผูที่รับราชการในกองทหารคอสแซ็คเทานั้น และตอมาก็ยิ่งจํากัดเพิ่มขึ้นไปอีกเปนแตเฉพาะนายทหารระดับสูง
มหากฎบัตรของอังกฤษ
ทางดานรัฐสภาแหงอังกฤษ มีรากฐานของการจํากัดพระราชอํานาจของกษัตริยมาจากมหากฎบัตรซึ่งสมาชิก
รัฐสภาชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไดแก รัฐสภาของเดอ มงตฟอรต ในป ค.ศ. 1265 แตอันที่จริงแลว มีเพียง
ประชาชนกลุมนอยเทานั้นที่ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยรัฐสภาไดรับการคัดเลือกจากประชาชนคิดเปนนอยกวา
3% ในป ค.ศ. 1780 และยังไดเกิดปญหากับรูปแบบการปกครองดังกลาว ที่เรียกวา "เขตเลือกตั้งเนา" (rotten
boroughs) โดยอํานาจในการจัดตั้งรัฐสภานั้นขึ้นอยูกับความพึงพอใจของกษัตริย หลังจากการปฏิวัติอันรุงโรจน ใน
ป ค.ศ. 1688 และการบังคับใชพระราชบัญญัติสิทธิ ในป ค.ศ. 1689 ซึ่งไดมีการประมวลหลักสิทธิและเพิ่มพูน
อิทธิพลของรัฐสภา หลังจากนั้นสิทธิในการเลือกสมาชิกรัฐสภาก็เพิ่มมากขึ้นทีละนอย จนกระทั่งกษัตริยทรงเปน
เพียงประมุขแตในนามเทานั้น
23
รูปแบบประชาธิปไตยยังไดปรากฏในการปกครองระบบชนเผา อยางเชน สหพันธไอโรโควอิส (Iroquois
Confederacy) อยางไรก็ตาม ตองเปนสมาชิกเพศชายของชนเผาเทานั้นจึงจะสามารถขึ้นเปนผูนําได และบางคนยัง
ถูกยกเวนอีกดวย มีเพียงสตรีที่อาวุโสที่สุดในชนเผาเดียวกันเทานั้นที่สามารถเลือกและถอดถอนหัวหนาชนเผาได ซึ่ง
เปนการกีดกันประชากรจํานวนมาก รายละเอียดที่นาสนใจไดกลาววาการตัดสินใจแตละครั้งนั้นใชความคิดเห็นอัน
เปนเอกฉันทของเหลาผูนํา มิใชการสนับสนุนของเสียงสวนใหญจากการลงคะแนนเสียงของสมาชิกชนเผา
ในสังคมระดับกลุม อยางเชน บุชแมน ซึ่งมักจะประกอบดวยคนจํานวน 20-50 คนในแตละกลุม ไมคอยจะมี
หัวหนาเทาใดหนักและทําการตัดสินใจตาง ๆ โดยอาศัยความเห็นชอบจากคนสวนใหญมากกวาในเมลานีเซีย แตเดิม
ประชาคมหมูบานกสิกรรมมีความเทาเทียมกัน และมีการปกครองแบบเอกาธิปไตยที่แข็งกราวจํานวนนอย ถึงแมวา
อาจมีคนใดคนหนึ่งที่มีอิทธิพลเหนือกวาผูอื่น ซึ่งอิทธิพลดังกลาวมีผลตอการแสดงทักษะความเปนผูนําอยางตอเนื่อง
และความประสงคของประชาคม ทุกคนถูกคาดหวังที่จะแบงปนหนาที่ในประชาคม และใหสิทธิรวมการตัดสินใจของ
ประชาคม อยางไรก็ตาม แรงกดดันอยางหนักของสังคมกระตุนใหเกิดความลงรอยกันและลดการตัดสินใจเพียงลําพัง
คริสตศตวรรษที่ 18-19
แมวาจะไมมีคําจํากัดความของคําวาประชาธิปไตย แตวาเหลาผูกอตั้งสหรัฐอเมริกาไดกําหนด
รากฐานของแนวปฏิบัติของอเมริกันเกี่ยวกับอิสรภาพตามธรรมชาติและความเทาเทียมรัฐธรรมนูญแหง
สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลบังคับใชตั้งแตป ค.ศ. 1788 เปนตนมา ไดกําหนดใหมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึง
การปกปองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แตในชวงแรก ไดครอบคลุมเฉพาะบางกลุมเทานั้น
อยางไรก็ตาม ในยุคอาณานิคมกอนหนาป ค.ศ. 1776 และบางชวงเวลาหลังจากนั้น มีเพียงเหลาบุรุษเจาของ
ที่ดินผิวขาวเทานั้นที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในขณะที่ทาสผิวดํา อิสรชนผิวดําและสตรียังไมไดรับอนุญาตใหเลือกตั้ง ใน
วิทยานิพนธเทอรเนอร ประชาธิปไตยไดกลายเปนวิถีชีวิต และความเทาเทียมทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองอยาง
กวางขวาง อยางไรก็ตาม ทาสไดเปนสถาบันทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอยางยิ่งในสิบเอ็ดรัฐทางใตของ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งองคกรจํานวนมากถูกกอตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนใหคนผิวดําจากสหรัฐอเมริกาไปยังสถานที่อื่นซึ่งพวก
เขาจะไดรับอิสรภาพและความเทาเทียมที่เพิ่มขึ้น โดยในชวงคริสตทศวรรษ 1820-1830 สมาคมการอพยพ
อเมริกัน ไดสงคนผิวดําจํานวนมากไปยังไลบีเรีย
เมื่อถึงคริสตทศวรรษ 1840 การจํากัดทรัพยสินทั้งหมดก็ยุติลง และพลเมืองชายผิวขาวเกือบทุกคนก็สามารถ
เลือกตั้งไดแลว ซึ่งโดยเฉลี่ยแลว มีผูใชสิทธิ์ไปเลือกตั้งระดับทองถิ่น ระดับรัฐ และระดับชาติอยูระหวาง 60-80%
หลังจากนั้น ระบบการปกครองไดเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบเจฟเฟอรสันเปนประชาธิปไตยแบบแจ็กสัน
อยางชา ๆ เมื่อป ค.ศ. 1860 จํานวนทาสผิวดําในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเปน 4 ลานคน และเมื่อปลายคริสตทศวรรษ
1860 ระหวางการสรางสหรัฐอเมริกาใหม ภายหลังสงครามกลางเมืองอเมริกัน ทาสชายที่ไดรับการปลดปลอยให
24
เปนอิสระก็กลายเปนพลเมืองและมีสิทธิในการเลือกตั้งตามกฎหมาย แตกวาที่พวกเขาจะไดรับการสิทธิอยางมั่นคงก็
ตองรอจนถึง ค.ศ. 1965
ในป ค.ศ. 1789 ภายหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ไดมีการประกาศใชคําประกาศวาดวยสิทธิมนุษยชนและ
สิทธิพลเมือง และถึงแมวาจะมีผลในเวลาอันสั้น แตการเลือกตั้งสมัชชาแหงชาติฝรั่งเศสของบุรุษทุกคน เมื่อป ค.ศ.
1792 ก็นับเปนกาวสําคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย การใชสิทธิเลือกตั้งโดยคนทั้งชาติไดนําไปสูการกอ ตั้ง
ฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1848 ซึ่งเปนยุคตื่นตัวหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ. 1848
ประชาธิปไตยเสรียังคงมีอายุสั้นในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และหลายประเทศมักจะกลาวอางวาตนได
ใหสิทธิการเลือกตั้งกับพลเมืองทั้งหมดแลว ในอาณานิคมออสเตรเลียไดเปลี่ยนเปนประชาธิปไตยเมื่อกลาง
คริสตศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ออสเตรเลียใตเปนรัฐบาลแหงแรกของโลกที่ใหสิทธิการเลือกตั้งโดยสตรีทั้งชาติในป
ค.ศ. 1861 สวนในนิวซีแลนด ไดใหสิทธิการเลือกตั้งกับชาวมาวรีพื้นเมืองในป ค.ศ. 1867 ชายผิวขาวในป ค.ศ.
1876 และผูหญิงในป ค.ศ. 1893 ซึ่งนับเปนประเทศแรกที่ใหใหสิทธิการเลือกตั้งกับพลเมืองทั้งหมด แมวาสตรีจะยัง
ไมไดรับอนุญาตใหสมัครรับเลือกตั้งไดจนกระทั่งป ค.ศ. 1919 ก็ตาม
คริสตศตวรรษที่ 20
ในชวงคริสตศตวรรษที่ 20 ไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิ
ของเสียงขางนอยจํานวนมาก จนทําใหเกิด "กระแสประชาธิปไตย" ซึ่งประสบความสําเร็จในหลายพื้นที่ของโลก ซึ่ง
มักเปนผลมาจากสงครามการปฏิวัติ การปลดปลอยอาณานิคม และสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและศาสนา
ภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการลมสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและ
จักรวรรดิออตโตมัน ทําใหเกิดรัฐชาติจํานวนมากในทวีปยุโรป ซึ่งสวนใหญมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ในชวงคริสตทศวรรษ 1920 ระบอบประชาธิปไตยไดมีการเจริญขึ้น แตผลของภาวะเศรษฐกิจตกต่ําครั้งใหญ ไดทํา
ใหความเจริญดังกลาวหยุดชะงักลง และประเทศในแถบยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย ไดเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู
การปกครองในระบอบเผด็จการมากขึ้น ทําใหเกิดเปนฟาสซิสตใน นาซี
เยอรมนี อิตาลี สเปนและโปรตุเกส รวมไปถึงรัฐเผด็จการในแถบคาบสมุทรบอลติก คาบสมุทร บอล
ขาน บราซิล คิวบา สาธารณรัฐจีนและญี่ปุน เปนตน
ทวาภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ทําใหเกิดผลกระทบในดานตรงกันขามในทวีปยุโรป
ตะวันตก ความสําเร็จในการสรางระบอบประชาธิปไตยในเขตยึดครองเยอรมนีของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและ
ฝรั่งเศส ออสเตรียอิตาลี และญี่ปุนสมัยยึดครอง ซึ่งไดเปนตนแบบของทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
อยางไรก็ตาม กลุมประเทศในยุโรปตะวันออก รวมไปถึงเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมนี ซึ่งถูกบังคับใหมี
การเปลี่ยนแปลงไปสูการปกครองในระบอบคอมมิวนิสตตามคายตะวันออก หลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้ง
ที่สองยังสงผลใหเกิดการปลดปลอยอาณานิคม และประเทศเอกราชใหมสวนใหญจะสนับสนุนใหมีการปกครองใน
25
ระบอบประชาธิปไตย และอินเดียไดกลายมาเปนประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีจํานวนประชากร
มากที่สุดในโลก และดําเนินตอไปอยางไมหยุดยั้ง
ในชวงหนึ่งทศวรรษภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาติตะวันตกที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยสวนใหญ
ไดมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม และดําเนินการตามรูปแบบรัฐสวัสดิการ สะทอนใหเห็นถึงความสอดคลองกันระหวาง
ราษฎรกับพรรคการเมือง ในชวงคริสตทศวรรษ 1950 และ 1960 เศรษฐกิจทั้งในกลุมประเทศตะวันตกและกลุม
ประเทศคอมมิวนิสต ในภายหลังเศรษฐกิจที่อยูภายใตการควบคุมของรัฐบาลไดลดลง เมื่อถึงป ค.ศ. 1960 รัฐชาติ
สวนใหญไดมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแมวาประชากรสวนใหญ ของโลกจะยังคงมีการจัดการ
เลือกตั้งแบบตบตา และการปกครองในรูปแบบอื่น ๆ อยู
กระแสของการเปลี่ยนแปลงไปสูระบอบประชาธิปไตย นําไปสูความเจริญกาวหนาของรูปแบบประชาธิปไตย
ที่เคารพสิทธิของเสียงขางนอยในหลายรัฐชาติ เริ่มจากสเปน โปรตุเกส ในป ค.ศ. 1974 รวมไปถึงอีกหลายประเทศ
ในทวีปอเมริกาใต เมื่อถึงปลายคริสตทศวรรษ 1970 และตนคริสตทศวรรษ 1980 ซึ่งไดเปลี่ยนแปลงมาจากระบอบ
เผด็จการทหาร มาเปนรัฐบาลพลเรือน ตามดวยประเทศในเอเชียตะวันออกและ เอเชียใต ระหวางชวงตนถึง
กลางคริสตทศวรรษ 1980 และเนื่องจากความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของสหภาพ โซเวียต รวมไปถึง
ความขัดแยงภายใน ทําใหสหภาพโซเวียตลมสลาย และนําไปสูจุดสิ้นสุดของ สงครามเย็น ตามมาดวย
การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในกลุมประเทศยุโรปตะวันออกในคายตะวันออกเดิม
นอกเหนือจากนั้น กระแสของระบอบประชาธิปไตยไดแพรขยายไปถึงบางสวนของทวีปแอฟริกา ในชวง
คริสตทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะอยางยิ่งในแอฟริกาใต ความพยายามบางประการในการเปลี่ยนแปลงระบอบ
การปกครองยังพบเห็นอยูในอินโดนีเซีย ยูโกสลาเวีย จอรเจีย ยูเครนเลบานอนและคีรกีซสถาน
จนถึงปจจุบันนี้ ทั่วโลกไดมีประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจํานวน 123 ประเทศ (ค.ศ. 2007)
และกําลังมีจํานวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไดมีการคาดเดากันวา กระแสดังกลาวจะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต ที่ซึ่ง
ประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของเสียงขางนอยจะกลายเปนมาตรฐานสากลสําหรับสังคมมนุษยชาติ สมมุติฐานดังกลาว
เปนหัวใจหลักของทฤษฎี "จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร" โดยฟรานซิส ฟุกุยะมะ ซึ่งทฤษฎีดังกลาวเปนการ
วิพากษวิจารณบรรดาผูที่เกรงกลัววาจะมีวิวัฒนาการของประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของเสียงขางมากไปยัง ยุคหลัง
ประชาธิปไตย และผูที่ชี้ใหเห็นถึงประชาธิปไตยเสรี
เพลโตและอริสโตเติล
สําหรับทั้งเพลโตและอริสโตเติลแลว นักปราชญทั้งสองนี้ไมเห็นดวยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
เพลโตไดแสดงความเห็นถึงผูนําของรัฐในอุดมคติในหนังสืออุตมรัฐ วา "ผูนําของรัฐ ควรจะเปนผูนํากลุมนอยที่ทรง
ภูมิความรูและเปยมดวยคุณธรรม อุทิศตนเองใหกับรัฐ เมื่อรัฐมีผูนําที่มีคุณภาพเชนนี้ รัฐนั้น ก็เจริญกาวหนา มี
ระบบการบริหารที่ดี ประชาชนจะมีชีวิตที่เปนสุข"โดยเขาเห็นวานักปราชญและนักปกครองเปนผูนําที่ดี โดยถือวา
26
การปกครองแบบอภิชนาธิปไตยเปนรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด เนื่องจากเพลโตขมขื่นจากการตัดสินของกลุมคนที่
ใหประหารโสเครติส
สวนทางดานอริสโตเติลไดเปรียบเทียบแบงรูปแบบการปกครองออกเปนสามรูปแบบ ไดแก การปกครองโดย
บุคคลเพียงคนเดียว (สมบูรณาญาสิทธิราช/ทรราช) การปกครองโดยคณะบุคคลสวนนอย (อภิชนาธิปไตย/
คณาธิปไตย) และการปกครองโดยคนสวนใหญ (โพลิตี/ประชาธิปไตย) ซึ่งรูปแบบที่กลาวมานั้น อริสโตเติล ได
จัดแบงรูปแบบการปกครองออกเปนรูปแบบที่ดีและเลวตามลําดับ และเขาไดพิจารณาวาระบอบประชาธิปไตยเปน
การปกครองที่ไมดีเมื่อเทียบกับการปกครองโดยชนชั้นกลาง
เขาเชื่อวารากฐานของระบอบประชาธิปไตยนั้นมาจากเสรีภาพ ซึ่งมีเพียงการปกครองแบบดังกลาวเทานั้นที่
พลเมืองสามารถแบงปนเสรีภาพรวมกันได ซึ่งเขาก็ไดโตแยงวานี่เปนวัตถุประสงคของการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย โดยทิศทางหลักของเสรีภาพ ประกอบดวย ภาวะผูนําและภาวะผูตามที่ดี เนื่องจากทุกคนมีความเทา
เทียมกัน โดยไมมีการเหลื่อมล้ําทางฐานะ ความสามารถ ชาติกําเนิด และสามารถอาศัยอยูรวมกันได
"เดี๋ยวนี้หลักการมูลฐานพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย คือ เสรีภาพ นั่นคือ สิ่งที่ถูกยืนยัน
ตามปกติ โดยบอกเปนนัยวา ภายใตรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทานั้นที่มนุษยจะเปนสวนในเสรีภาพ เพราะพวกเขายืนยัน
เสรีภาพนี้วาเปนเปาหมายของทุกประชาธิปไตย แตปจจัยหนึ่งของเสรีภาพ คือ การปกครองและการถูกปกครองใน
ขณะเดียวกัน เพราะหลักความยุติธรรมที่ไดรับความนิยมคือ ความเทาเทียมกันตามจํานวน มิใชความมั่งมี และหาก
นี่เปนหลักความยุติธรรมที่แพรหลาย มหาชนจําตองเปนผูมีอํานาจสูงสุดและการตัดสินใจของเสียงขางมากนั้นตอง
เปนที่สุดและตองกอปรดวยความยุตธรรม เพราะพวกเขาวา พลเมืองแตละคนควรมีสวนแบงเทาเทียมกัน เพื่อที่มัน
จะสงผลใหในประชาธิปไตย คนจนทรงอํานาจกวาคนรวย เพราะมีคนจนมากวาและอะไรก็ตามที่เสียงขางมากตัดสิน
นั้นตองอยูสูงสุด จากนั้น นี่เปนเครื่องหมายหนึ่งของเสรีภาพซึ่งนักประชาธิปไตยตัดสินวาเปนหลักของรัฐธรรมนูญ
หนึ่ง คือ ความเปนอิสระของมนุษยที่จะดําเนินชีวิตตามใจชอบ เพราะเขาวาเปนการทําหนาที่ของเสรีภาพ เพราะ
การดําเนินชีวิตอยางที่มนุษยคนหนึ่งไมชอบนั้นเปนชีวิตของชายที่ตกเปนทาส นี่เปนหลักประชาธิปไตยขอสอง และ
จากขอนี้ เนื่องจากมีการกลาวอางวาจะตองไมถูกปกครองโดยบุคคลใด ๆ ก็ตาม หรือการปกครองและถูกปกครอง
ในเวลาเดียวกันนั้นไมเปนผล และนี่จะเปนวิถีที่หลักขอสองสนับสนุนเสรีภาพสมภาค"
ทฤษฎีรูปแบบอื่น
สําหรับนักทฤษฎีการเมืองแลว ไดมีการเสนอรูปแบบของประชาธิปไตยอีกเปนจํานวนมาก
อันประกอบดวย
ประชาธิปไตยแบบรวมกัน (Agregative Democracy) ซึ่งเปนกระบวนการประชาธิปไตยที่โอนเอียงเขาหา
ขอเรียกรองของพลเมือง จากนั้นจึงนําขอเรียกรองดังกลาวเพื่อมาตัดสินรูปแบบนโยบายทางสังคมที่สมควรนําไป
ปฏิบัติ ฝายผูไมเห็นดวยไดแสดงความคิดเห็นวา การมีสวนรวมในการปกครองรูปแบบประชาธิปไตยนั้นควรจะเนน
27
ไปยังการเลือกตั้งอันเปนสิทธิพื้นฐาน ซึ่งนโยบายที่มีผูสนับสนุนเปนจํานวนมากก็จะไดรับการนําไปปฏิบัติ ซึ่ง
สามารถแบงออกไดเปนหลายรูปแบบ
ตามแนวคิดจุลนิยมแลว ประชาธิปไตย คือ รูปแบบการปกครอง ซึ่งประชาชนไดมอบสิทธิในการใชอํานาจ
ใหกับผูนําทางการเมืองตามระยะเวลาการเลือกตั้งคราวหนึ่ง ตามแนวคิดจุลนิยม ประชาชนไมสามารถและไมมีสิทธิ
ในการปกครอง เนื่องจากความขัดแยงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาสวนใหญของมนุษยชาตินั้นไมมีวิสัยทัศนหรือถามีก็
เลว ซึ่งโจเซฟ ชุมเปเตอรไดเสนอมุมมองของเขาในหนังสือเรื่อง Capitalism, Socialism, and Democracy อัน
โดงดังของเขา โดยมีผูสนับสนุน ไดแก วิลเลียม เอช. ไรเกอร อดัม ปรเซวอรสกี
อีกฝายหนึ่ง แนวคิดประชาธิปไตยทางตรง ยึดมั่นในแนวคิดที่วาประชาชนควรมีสวนรวมในกระบวนการการ
รางกฎหมายและนโยบายของรัฐอยางเต็มที่ โดยไมตองใชอํานาจผานผูแทนราษฎร ผูสนับสนุนประชาธิปไตย
ทางตรงไดยกเหตุผลสนับสนุนระบอบดังกลาวอยูหลายขอ จากการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองจะเปนประโยชนแก
พลเมืองของรัฐ เนื่องจากจะนําไปสูการสรางชุมชนและการศึกษา การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ยังจะ
เปนการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล และเหตุผลที่สําคัญที่สุด พลเมืองมิไดปกครองตนเองนอกเหนือจากการ
ตัดสินใจรางกฎหมายและรางนโยบายโดยตรงเทานั้น
รัฐบาลมักออกกฎหมายและนโยบายซึ่งใกลเคียงกับแนวคิดสายกลาง ซึ่งแทจริงแลว ผลกระทบอัน
พึงปรารถนาเมื่อแสดงใหเห็นถึงผลประโยชนสวนตนและการกระทําที่ปลอยปละละเลย เพื่อใหไดมาซึ่งคะแนนเสียง
ของประชาชน ซึ่งแอนโทนี ดาวนสไดเสนอวาควรจะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองในอุดมคติขึ้นเพื่อเปนสื่อกลาง
ระหวางปจเจกบุคคลกับรัฐบาล โดยเขาไดแสดงแนวคิดของเขาในหนังสือ An Economic Theory of
Democracy ใน ค.ศ. 1957
Dahl ไดโตแยงวาหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยนั้น เมื่อเปนการตัดสินใจรวมกันอยางผูกมัดแลว
พลเมืองแตละคนในชุมชนก็สมควรจะไดรับประโยชนตามที่ตนไดกําหนดไวใหเปนการพิจารณาอยางเทาเทียมกัน จึง
ไมจําเปนที่ประชากรทุกคนจะมีความพึงพอใจอยางเสมอกันในการตัดสินใจของสวนรวมนั้น เขาไดใชคําวา
poliarchy เพื่อใชแทนสังคม ซึ่งมีรูปแบบขนบธรรมเนียมและการปฏิบัติ อันจะนําไปสูความเปนประชาธิปไตยที่
ถูกตอง แตสิ่งแรกที่จะตองมากอนขนบธรรมเนียมปฏิบัติเหลานี้ คือ การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม เพื่อเลือกผูแทน
ซึ่งจะทําหนาที่บริหารนโยบายสวนรวมทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของสังคม อยางไรก็ดี ระบบดังกลาวอาจมิไดสราง
ใหเกิดรูปแบบประชาธิปไตยอันสมบูรณได เชน ความยากจนขัดสนซึ่งขัดขวางประชาธิปไตย และยังมีคนบางกลุมที่
มองเห็นถึงปญหาที่เหลาเศรษฐีกําลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังตอตานการรณรงคปฏิรูปเศรษฐกิจ บางคนวา
การกําหนดนโยบายโดยใชเสียงสวนใหญนั้นเปนการปกครองที่ตรงกันขามกับการปกครองโดยประชาชนทั้งหมด โดย
เหตุผลดังกลาวสามารถยกไปอางเพื่ออํานาจที่มีสวนรวมทางการเมือง เชน การบังคับเลือกตั้ง หรือสําหรับการ
28
กระทําที่อดทนกวานั้น โดยการอดทนขัดขวางอํานาจของรัฐบาล จนกระทั่งประชาชนสวนใหญสมัครใจจะพูดในสิ่งที่
ตนคิดออกมา
- ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ตั้งอยูบนแนวความคิดที่วาประชาธิปไตย
เปนการปกครองโดยการอภิปราย ผูสนับสนุนยืนยันวากฎหมายและนโยบายควรจะตั้งอยูบนพื้นฐานของเหตุผลซึ่ง
ประชาชนทุกคนสามารถรับได และในสนามการเมืองควรจะเปนสถานที่ซึ่งผูนําและพลเมืองสามารถถกเถียง รับ
ฟง และเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของตนได
- ประชาธิปไตยมูลฐาน (radical democracy) ตั้งอยูบนพื้นฐานของแนวความคิดที่วา มีการแบงชนชั้นและ
การกดขี่เกิดขึ้นในสังคม บทบาทของประชาธิปไตยควรจะเปดเผยและทาทายตอความสัมพันธดังกลาว โดยการเปด
โอกาสใหความแตกตางทางความคิดเพื่อนํามาใชประกอบในการตัดสินใจ
สาธารณรัฐ
ในอีกแงมุมหนึ่ง คําวา ประชาธิปไตย หมายถึง รัฐบาลที่ไดรับเลือกเขามาจากประชาชน โดยอาจเปน
ประชาธิปไตยทางตรงหรือทางออมก็ไดสวนคําวา สาธารณรัฐ สามารถตีความไดหลายความหมาย แตในปจจุบันนี้
คําวา สาธารณรัฐ หมายถึง ประชาธิปไตยทางออมซึ่งสามารถเลือกตั้งประมุขแหงรัฐไดโดยตรง โดยมีระยะเวลา
บริหารประเทศที่จํากัด ซึ่งตรงกันขามกับรัฐที่ปกครองโดยราชวงศซึ่งสืบทอดตําแหนงโดยสายเลือด แมวารัฐเหลานี้
จะมีสวนของประชาธิปไตยทางออม ซึ่งมีการเลือกหรือแตงตั้งหัวหนารัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี
เหลาบิดาผูกอตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ไดใหการยกยองประชาธิปไตยนอยครั้ง แตวิพากษวิจารณ
ประชาธิปไตยบอยครั้ง เนื่องจากแนวคิดประชาธิปไตยในสมัยนั้น หมายความถึง ประชาธิปไตยทางตรง
เจมส เมดิสัน ไดโตแยง โดยเฉพาะอยางยิ่งใน สหพันธรัฐนิยมหมายเลข 10 วาสิ่งใดที่เปนความแตกตางระหวาง
ประชาธิปไตยแตกตางจากสาธารณรัฐ นั่นคือ ประชาธิปไตยจะคอย ๆ ออนแอลงเมื่อมีพลเมืองมากขึ้น และจะไดรับ
ความเสียหายเพิ่มขึ้นจากการแบงฝกฝาย ตรงกันขามกับสาธารณรัฐ ซึ่งจะแข็งแกรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีพลเมืองมากขึ้น
และตอกรกับฝกฝายอื่น ๆ โดยใชโครงสรางสาธารณรัฐ
ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญและสภาสูง
นับตั้งแตการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติอเมริกาแลว คําถามตอมา คือ ประชาธิปไตยจะมีวิธีการอยางไรใน
การควบคุมเสียงสวนใหญใหอยูในขอบเขต อันไดนําไปสูแนวคิดของสภาสูง โดยสมาชิกอาจเลือกสมาชิกสภาสูงเขา
มาผูมีความรูความสามารถ หรือเปนขุนนางมาตลอดชีวิต หรือควรจะมีการจํากัดอํานาจของกษัตริยใหอยูภายใต
รัฐธรรมนูญ
ระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญในบางประเทศนั้น ไดมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจาก
สมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ หรือคอย ๆ เปลี่ยนแปลงฐานะทางการเมืองของกษัตริย
ใหเหลือเพียงสัญลักษณหรือศูนยรวมจิตใจเทานั้น แตสวนใหญแลว สถาบันกษัตริยมักจะถูกลมลางลง พรอม ๆ กับ
29
เหลาชนชั้นสูง และบางประเทศซึ่งขุนนางชั้นสูงไดสูญเสียอํานาจลงไป หรืออาจเปลี่ยนแปลงไป ใชระบบการ
เลือกตั้งแทน
ระบอบการปกครองพื้นฐาน
ระบอบการปกครอง (Form of government) หมายถึง สถาบันทางการเมืองซึ่งรัฐบาลของรัฐไดจัดตั้งขึ้น
เพื่อใชอํานาจในการปกครองประเทศ คํานี้ยังนิยามรวมไปถึงรัฐบาลที่ไมประสบความสําเร็จในการใชอํานาจปกครอง
ประเทศดวย
ระบอบการปกครอง แบงตามโครงสรางอํานาจ
รัฐเดี่ยว (unitary state) เปนรัฐซึ่งปกครองเปนหนวยเดี่ยว โดยรัฐบาลกลางอยูในระดับสูงสุด และเขตการ
บริหารใด ๆ (ซึ่งเปนหนวยงานบริหารระดับยอยของรัฐ) สามารถใชอํานาจไดเฉพาะตามที่รัฐบาลกลางเลือกจะ
มอบหมายใหทําการแทนเทานั้น รัฐจํานวนมากในโลกมีรูปแบบรัฐเปนรัฐเดี่ยวรัฐเดี่ยวตรงขามกับรัฐสหพันธ (หรือ
สหพันธรัฐ)
ในรัฐเดี่ยว รัฐบาลกลางอาจจัดตั้งหรือยุบหนวยงานบริหารระดับยอยของรัฐ และอํานาจของหนวยงาน
เหลานี้อาจถูกขยายเพิ่มเติมหรือยอลงได แมอํานาจทางการเมืองในรัฐเดี่ยวอาจมีการมอบหมายใหทําการแทนผาน
การมอบอํานาจปกครองสูรัฐบาลทองถิ่นโดยบทกฎหมาย หากรัฐบาลกลางยังอยูในระดับสูงสุด ซึ่งอาจยกเลิก นิติ
กรรมของรัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจหรือตัดทอนอํานาจของรัฐบาลทองถิ่นก็ได
สหราชอาณาจักรเปนตัวอยางหนึ่งของรัฐเดี่ยว สกอตแลนด เวลส และไอรแลนดเหนือ ซึ่ง รวมกับแควน
อังกฤษ เปนสี่ประเทศอันประกอบขึ้นเปนสหราชอาณาจักร มีอํานาจที่ไดรับมอบซึ่งปกครองตนเองระดับหนึ่ง โดย
ทั้งสกอตแลนด เวลสและไอรแลนดเหนือ ตางมีฝายบริหารและนิติบัญญัติของตนเอง แตอํานาจที่ไดรับมอบทั้งหมด
ลวนแตเปนที่รัฐบาลกลางของอังกฤษมอบหมายใหทําการแทนทั้งสิ้น ยิ่งไปกวานั้น รัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจไมอาจ
คัดคานการเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติที่รัฐสภาออก และอํานาจของรัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจนั้น
รัฐบาลกลาง (หมายถึง รัฐสภาพรอมดวยรัฐบาลอันประกอบดวยคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเปนหัวหนา)
สามารถเพิกถอนหรือลดยอลงได ตัวอยางเชน รัฐสภาไอรแลนดเหนือเคยถูกพักไว สี่ครั้ง โดยอํานาจไดถายโอนไป
ยังสํานักไอรแลนดเหนือของรัฐบาลกลาง
ยูเครนเปนอีกตัวอยางหนึ่งของรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐไครเมียในประเทศมีระดับการปกครองตนเองและมี
คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติปกครอง ในตนคริสตทศวรรษ 1990 สาธารณรัฐดังกลาวยังไดมีตําแหนง
ประธานาธิบดีซึ่งถูกยุบไปเพราะการโนมเอียงแบงแยกซึ่งเจตนาจะโอนไครเมียใหแกรัสเซีย
ระบอบสหพันธรัฐ (Federalism) เปนแนวคิดการเมืองซึ่งกลุมสมาชิกผูกมัดเขาดวยกันโดยขอตกลงรวมกัน
โดยมีหัวหนาที่เปนตัวแทนซึ่งมีสิทธิปกครอง คําวา "ระบอบสหพันธรัฐ" ยังใชอธิบายระบบของรัฐบาลซึ่งรัฐธรรมนูญ
30
ไดแบงแยกอํานาจอธิปไตยระหวางฝายปกครองสวนกลางกับหนวยการเมืองที่เปนองประกอบ (เชน รัฐหรือมณฑล)
ระบอบสหพันธรัฐเปนระบบซึ่งตั้งอยูบนการปกครองแบบประชาธิปไตยและสถาบันซึ่งอํานาจในการปครองนั้นแบง
ออกเปนของรัฐบาลแหงชาติและรัฐบาลระดับมณฑลหรือรัฐ กอใหเกิดเปนสิ่งที่มักเรียกวา สหพันธรัฐ ผูเสนอมักถูก
เรียกวา ผูสนับสนุนสหพันธ (federalist)
ในยุโรป "ผูสนับสนุนสหพันธ" บางใชอธิบายผูที่นิยมรัฐบาลสหพันธรวม โดยมีอํานาจกระจายสูระดับภูมิภาค
ชาติและเหนือชาติ ผูสนับสนุนสหพันธยุโรปสวนมากตองการพัฒนาการนี้ใหดําเนินตอไปภายในสหภาพ
ยุโรป ระบอบสหพันธรัฐยุโรปถือกําเนิดขึ้นในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หนึ่งในการริเริ่มที่สําคัญกวา คือ
สุนทรพจนของวินสตัน เชอรชิลลในซูริค เมื่อ ค.ศ. 1946
ระบอบสหพันธรัฐอาจรวมหนวยงานบริหารภายในนอยเพียงสองหรือสามหนวยเทานั้น ดังเชนในกรณีของ
เบลเยียมหรือบอสเนียและเฮอรเซโกวีนา โดยทั่วไป ระบอบสหพันธรัฐสามารถจําแนกไดเปนสองขั้วที่สุดโตง ขั้วหนึ่ง
รัฐสหพันธนั้นแทบจะเปนรัฐเดี่ยวอยางสมบูรณ ขณะที่อีกขั้วหนึ่ง รัฐสหพันธนั้นแตเพียงในนาม แตเปนสหภาพ
สมาพันธในทางปฏิบัติ
สมาพันธรัฐ (confederation) เปนศัพทการเมืองสมัยใหม หมายถึง การรวมกันของหนวยการเมืองเปนการ
ถาวรเพื่อใหมีการเคลื่อนไหวรวมกันตามหนวยอื่นสมาพันธรัฐตามปกติกอตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญา แตภายหลังมักกอตั้ง
ขึ้นจากการเห็นชอบรัฐธรรมนูญรวมกัน สมาพันธรัฐมีแนวโนมสถาปนาขึ้นเพื่อจัดการกับปญหารายแรง เชน การ
ปองกัน การระหวางประเทศหรือสกุลเงินรวม โดยมีรัฐบาลกลางที่ถูกกําหนดใหจัดหาการสนับสนุนแกสมาชิก
ทั้งหมด
ธรรมชาติความสัมพันธระหวางรัฐซึ่งประกอบขึ้นเปนสมาพันธรัฐนั้นแตกตางกันมาก เชนเดียวกับ
ความสัมพันธรหวางรัฐสมาชิก รัฐบาลกลางและการกระจายอํานาจใหรัฐตาง ๆ ก็มีแตกตางกันเชนกัน สมาพันธรัฐ
อยางหลวมบางแหงคลายคลึงกับองคการระหวางรัฐบาล ขณะที่สมาพันธรัฐอยางเขมอาจเหมือนสหพันธรัฐ
ระบอบการปกครอง แบงตามที่มาของอํานาจ
อภิชนาธิปไตย (aristocracy) เปนระบอบการปกครองซึ่งมีพลเมืองอภิชนจํานวนนอยเปนผูปกครอง คําวา
aristocracy มาจากภาษากรีก aristokratia หมายถึง "การปกครองโดยคนที่ดีที่สุด" (rule of the best) มีกําเนิด
ในกรีซโบราณ อภิชนาธิปไตยเขาใจวาเปนการปกครองโดยพลเมืองเบื้องสูงจากมุมมองทางปญหาและศีลธรรม และ
ขัดแยงกับราชาธิปไตย ในสมัยหลัง "ความดีเลิศ" โดยปกติมักถูกมองวาขึ้นอยูกับมุมมองสวนบุคคล และ อภิ
ชนาธิปไตยโดยปกติมักถูกมองวาเปนการปกครองโดยคนกลุมนอยที่มีเอกสิทธิ์ (ชนชั้นสูง)จากประชาชน
ราชาธิปไตย (monarchy) เปนรูปแบบการปกครองที่ตําแหนงประมุขแหงรัฐโดยปกติถืออยูกระทั่งสวรรคต
หรือสละราชสมบัติ โดยมากมักไดอํานาจมาโดยการสืบราชสมบัติ และโดยปกติมักใหแกพระบรมวงศานุวงศแหง
ราชวงศที่ปกครองอยูกอนอยางเปนทางการ พระมหาษัตริยมักมีฐานันดรศักดิ์เปนพระราชาหรือ พระราชินี
31
อยางไรก็ดี จักรพรรดิ/จักรพรรดินี, แกรนดดยุก/แกรนดดัชเชส, เจาชาย/เจาหญิง และคําอื่น ถูกใชเพื่อระบุ
ตําแหนงพระมหากษัตริยดวย แมคําวา "monarch" จะมาจากคําวา "ผูปกครองคนเดียว" แตโดยประเพณี ประมุข
แหงรัฐที่มีตําแหนงประธานาธิบดีหรือผูนํา (premier) ไมถูกพิจารณาวาเปนพระมหากษัตริยอยางเปนทางการ
ลักษณะที่ทําใหระบอบราชาธิปไตยแตกตางจากระบอบสาธารณรัฐคือ พระมหากษัตริยทรงครองแผนดินเปนประมุข
ตลอดพระชนมชีพ และสืบราชสันตติวงศใหกับรัชทายาทเมื่อพระองคเสด็จสวรรคต แมจะมีบางที่มีการเลือกตั้งผูสืบ
ทอดตําแหนงพระมหากษัตริย สวนในสาธารณรัฐ ประมุขของรัฐ (ซึ่งมักเรียกวาประธานาธิบดี) โดยปกติแลวมีที่มา
จากการเลือกตั้ง และทําหนาที่อยูในชวงในเวลาที่แนนอน เชน 4 ป 6 ป เปนตน
ราชาธิปไตยเปนหนึ่งในระบอบการปกครองที่เกาแกที่สุด อาจถือกําเนิดขึ้นจากระบบการปกครองแบบ
หัวหนาเผา (tribal kingship) หรือสมณเพศหลวง (royal priesthood) ในอดีต บางประเทศเชื่อวาพระมหากษัตริย
ทรงไดเทวสิทธิ์ใหมาปกครองประเทศตามความปรารถนาของพระเจา หรือบางประเทศอาจเชื่อวาพระมหากษัตริย
มาจากพระเจา ตําแหนงพระมหากษัตริยนี้มักจะสืบตกทอดแกลูกหลาน จึงสงผลใหเกิดราชวงศขึ้น พระมหากษัตริย
ยังอาจมาจากพฤติการณรุนแรงของกลุมรุกรานตอชุมชนทองถิ่น ซึ่งแยงชิงสิทธิของชุมชนเหนือประเพณี ผูนําของ
กลุมที่แยงชิงสิทธินั้นมักสถาปนาตนเปนพระมหากษัตริย สถานะพระมหากษัตริย กลาวกันวาเปนผลซึ่งเผยถึง
ความสัมพันธระหวางทรัพยากร ชุมชน พระมหากษัตริยและตําแหนงของพระองค
ราชาธิปไตยเคยเปนระบอบการปกครองที่แพรหลายที่สุดจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 แตปจจุบันมิได
แพรหลายอีกตอไป อยางนอยก็ในระดับชาติ ประเทศซึ่งยังปกครองแบบราชาธิปไตยอยู ปจจุบันมักพบในรูปของ
ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริยทรงถือบทบาททางกฎหมายและพิธีกรรมเปนเอกลักษณ แตไม
ทรงใชหรือใชอํานาจทางการเมืองอยางจํากัดตามรัฐธรรมนูญหรือประเพณีซึ่งจัดสรรรฝายปกครองที่อื่น
พระมหากษัตริยทรงเปนศูนยรวมจิตใจ แตอํานาจอธิปไตยอยูที่ประชาชน (ปรมิตตาญาสิทธิราชย) พระมหากษัตริย
หลายพระองคถูกสถาปนาขึ้นตามจารีตประเพณีหรือตามประมวลกฎหมายเพื่อไมใหมีอํานาจ ทางการเมืองอยาง
แทจริง บางประเทศ พระมหากษัตริยอาจทรงมีอํานาจอยูบาง แตก็ถูกจํากัดไวดวยความเห็นชอบของประชาชนหรือ
บรรทัดฐานของพระมหากษัตริยพระองคกอน
ปจจุบันมี 44 รัฐอธิปไตยในโลกที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุขแหงรัฐ โดย 16 รัฐเปนเครือจักรภพ
แหงชาติ ซึ่งยอมรับวาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แหงสหราชอาณาจักรเปนประมุขแหงรัฐของตน ประเทศ
ราชาธิปไตยทุกประเทศในยุโรปเปนแบบภายใตรัฐธรรมนูญ ยกเวนนครรัฐวาติกัน แตพระมหากษัตริยในรัฐเล็ก ๆ
มักมีอิทธิพลทางการเมืองมากกวาในรัฐใหญ ๆ พระมหาษัตริยกัมพูชา ญี่ปุน จอรแดน มาเลเซียและโมร็อกโก
"ครองราชย แตไมปกครอง" แมจะมีความแตกตางกันบางในอํานาจที่พระมหากษัตริยในประเทศเหลานี้ทรงถือ แม
พระมหากษัตริยจะทรงปกครองภายใตรัฐธรรมนูญ แตพระมหากษัตริยบรูไน โอมาน กาตาร ซาอุดิอาระเบียและ
32
สวาซิแลนดดูเหมือนวาจะทรงมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือแหลงแหงอํานาจหนาที่แหลงหนึ่งแหลงใดในชาตินั้นตอไป
ไมวาจะโดยอํานาจตามรัฐธรรมนูญหรือโดยประเพณี
คณาธิปไตย (oligarchy) เปนรูปแบบโครงสรางอํานาจซึ่งอํานาจอยูกับกลุมบุคคลจํานวนนอยอยางชะงัด
บุคคลเหลานี้อาจมีเชื้อเจา มั่งมี มีความสัมพันธทางครอบครัว หมูคณะหรือควบคุมทางทหาร รัฐเชนนี้มักถูกควบคุม
โดยไมกี่ตระกูลที่มีชื่อเสียงซึ่งสงผานอิทธิพลของตระกูลจากรุนสูรุน ตลอดประวัติศาสตร คณาธิปไตยในบางประเทศ
ไดเปนทรราช ตองอาศัยภาระจํายอมของสาธารณะจึงจะอยูได แมคณาธิปไตยในประเทศอื่นจะคอนขางผอน
ปรน อริสโตเติลริเริ่มการใชคํานี้เปนคําไวพจนของการปกครองโดยคนรวย ซึ่งคําที่ถูกตอง คือ ธนาธิป
ไตย (plutocracy) แตคณาธิปไตยไมจําเปนตองเปนการปกครองดวยความมั่งมีเสมอไป ดวยผูปกครองในระบอบ
คณาธิปไตยเปนกลุมมีเอกสิทธิไดงาย ๆ และไมจําเปนตองเชื่อมโยงทางสายเลือดดังเชนใน ราชาธิป
ไตย บางนครรัฐในสมัยกรีกโบราณปกครองแบบคณาธิปไตย
ระบอบการปกครองจากรัฐธรรมนูญ
ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ(constitutional monarchy) เปนระบอบการปกครองอยางหนึ่ง โดยมี
พระมหากษัตริยเปนประมุขแหงรัฐ ไมวาจะมาจากการสืบเชื้อสายพระราชบัลลังกหรือการเลือกตั้ง โดยมีพระราช
อํานาจถูกจํากัดอยูภายใตรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริยไมทรงเปนประมุขของฝายบริหาร เพราะฝายบริหารมี
นายกรัฐมนตรีจากประชาชนเปนหัวหนาหรือประมุขอยูแลว การปกครองแบบนี้เรียกอีกชื่อวา ปริมิตาญาสิทธิ
ราชย (limited monarchy) ซึ่งไมเหมือนกับราชาธิปไตยโดยสมบูรณ ซึ่งพระมหากษัตริยมีพระราชอํานาจทาง
การเมืองเบ็ดเสร็จและไมทรงอยูภายใตรัฐธรรมนูญ
ปจจุบัน รัฐแบบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญสวนใหญมักปกครองดวยระบบรัฐสภา อาทิ ออสเตรเลีย
เบลเยียม กัมพูชา แคนาดา เดนมารก ญี่ปุน มาเลเซีย เนเธอรแลนด นิวซีแลนด นอรเวย สเปน สวีเดน ไทย สหราช
อาณาจักร และภูฏาน โดยภูฏานเปนประเทศลาสุดที่เปลี่ยนแปลงจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเปนราชาธิปไตย
ภายใตรัฐธรรมนูญ
ประชาธิปไตยเปนระบอบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งบริหารอํานาจรัฐมาจากเสียงขางมากของพลเมือ ผูเปน
เจาของอํานาจอธิปไตย โดยพลเมืองอาจใชอํานาจของตนโดยตรงหรือผานผูแทนที่ตนเลือกไปใชอํานาจแทนก็ได
ประชาธิปไตยยังเปนอุดมคติที่วาพลเมืองทุกคนในชาติรวมกันพิจารณากฎหมายและการปฏิบัติของรัฐ และ
กําหนดใหพลเมืองทุกคนมีโอกาสเทาเทียมกันในการแสดงความยินยอมและเจตนาของตน
ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบางนครรัฐกรีกโบราณชวงศตวรรษที่ 5 กอนคริสตกาล โดยเฉพาะอยางยิ่ง ใน
เอเธนสหลังการกอการกําเริบเมื่อ 508 ปกอนคริสตกาล ประชาธิปไตยแบบนี้เรียกวา ประชาธิปไตยทางตรงซึ่ง
พลเมืองเขาไปเกี่ยวของในกระบวนการทางการเมืองโดยตรง แตประชาธิปไตยในปจจุบันเปนประชาธิปไตยแบบมี
33
ผูแทน โดยสาธารณะออกเสียงในการเลือกตั้งและเลือกนักการเมืองเปนผูแทนตนในรัฐสภาจากนั้น สมาชิกสภาจ
เปนผูตัดสินใจดวยเสียงขางมาก ประชาธิปไตยทางตรงยังมีอยูในระดับทองถิ่นหลายประเทศ เชน การเลือกตั้ง
สมาชิกเทศบาล อยางไรก็ดี ในระดับชาติ ความเปนประชาธิปไตยทางตรงมีเพียงการลงประชามติ การริเริ่มออก
กฎหมายและการถอดถอนผูไดรับเลือกตั้ง
แมในปจจุบัน ประชาธิปไตยจะยังไมมีนิยามที่ไดรับการยอมรับโดยทั่วกันก็ตาม แตความเสมอภาคและ
อิสรภาพไดถูกระบุวาเปนคุณลักษณะสําคัญของประชาธิปไตยนับแตโบราณกาลหลักการดังกลาวถูกสะทอนออกมา
ผานความเสมอภาคทางกฎหมายของพลเมืองทุกคน และมีสิทธิเขาถึงกระบวนการทางกฎหมายโดย เทาเทียม
กัน ตัวอยางเชน ในประชาธิปไตยแบบมีผูแทน ทุกเสียงมีน้ําหนักเทากันทั้งสิ้น และไมมีการจํากัดอยางไรเหตุผลใช
บังคับกับทุกคนที่ปรารถนาจะเปนผูแทน สวนอิสรภาพไดมาจากสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่ง
โดยทั่วไปไดรับการคุมครองโดยรัฐธรรมนูญ
ประชาธิปไตยถือกําเนิดขึ้นอยางเปนทางการในกรีซโบราณแตวิธีปฏิบัติแบบประชาธิปไตยปรากฏในสังคมอยู
กอนแลว รวมทั้งเมโสโปเตเมีย ฟนีเซียและอินเดียวัฒนธรรมอื่นหลังกรีซไดมีสวนสําคัญตอวิวัฒนาการของ
ประชาธิปไตย เชน โรมันโบราณ ยุโรปและอเมริกาเหนือและใต มโนทัศนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนเกิดขึ้นสวนใหญ
จากแนวคิดและสถาบันซึ่งไดถูกพัฒนาระหวางยุคกลางของยุโรปและยุคภูมิธรรมในการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติ
ฝรั่งเศส
ประชาธิปไตยไดถูกเรียกวา "ระบอบการปกครองสุดทาย" และไดแพรหลายอยางมากไปทั่วโลกสิทธิในการ
ออกเสียงลงมติในหลายประเทศไดขยายวงกวางขึ้นเมื่อเวลาผานไปจากกลุมคอนขางแคบ (เชน ชายมั่งมีในกลุมชาติ
พันธุหนึ่ง ๆ) โดยนิวซีแลนดเปนชาติแรกที่ใหสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปแกพลเมืองทุกคนใน ค.ศ. 1893
ประชาธิปไตยมักถูกเขาใจสับสนกับระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ในบางนิยาม "สาธารณรัฐ" เปน
ประชาธิปไตยรูปแบบหนึ่ง แตนิยามอื่นทําให "สาธารณรัฐ" เปนคําที่มีความหมายตางหาก ไมเกี่ยวของกันอยางไรก็ดี
แมการดําเนินการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแมจะไดรับความนิยมมากในปจจุบัน แตตองเผชิญกับปญหา
หลายประการที่เกิดขึ้นในปจจุบัน อยางเชน ขอพิพาทเกี่ยวกับดินแดน การอพยพเขาเมือง และ การกีดกันกลุม
ประชากรบางชาติพันธุเปนตน
องคการสหประชาชาติไดประกาศกําหนดใหวันที่ 15 กันยายน ของทุกป เปนวันประชาธิปไตยสากล
ประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยบริสุทธิ์ เปนรูปแบบการปกครองซึ่งประชาชนออกเสียงในการริเริ่ม
นโยบายตาง ๆ โดยตรง ซึ่งขัดกับประชาธิปไตยแบบมีผูแทนตรงที่ประชาชนออกเสียงเลือกผูแทนไปทําหนาที่ออก
เสียงการริเริ่มนโยบายออกทอดหนึ่ง ประชาธิปไตยทางตรงอาจนํามาซึ่งการผานการตัดสินใจบริหาร, เสนอกฎหมาย
, เลือกตั้งหรือถอดถอนเจาหนาที่และดําเนินการไตสวน ประชาธิปไตยทางตรงหลัก ๆ สองรูปแบบมีประชาธิปไตย
แบบมีสวนรวมและประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ
34
หลายประเทศซึ่งปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีผูแทนอนุญาตรูปแบบการปฏิบัติทางการเมืองสาม
รูปแบบซึ่งใหประชาธิปไตยทางตรงอยางจํากัด ไดแก การลงประชามติ, การริเริ่มออกกฎหมาย และการถอดถอนผู
ไดรับเลือกตั้ง การลงประชามติอาจรวมความสามารถที่จะจัดการออกเสียงมีผลผูกมัดวากฎหมายฉบับหนึ่ง ๆ ควร
ถูกปฏิเสธหรือไม ดวยวิธีการนี้จึงเปนการใหสิทธิแกประชากรซึ่งจัดการออกเสียงเลือกตั้งวีโต กฎหมายซึ่งผูไดรับ
เลือกตั้งลงมติยอมรับ ประเทศหนึ่งที่ใชระบบนี้คือ สวิตเซอรแลนดการริเริ่มออกกฎหมาย ซึ่งตามปกติแลวสมาชิก
สาธารณะทั่วไปเปนผูเสนอ ผลักดันการพิจารณากฎหมาย (โดยปกติในการลงประชามติตามมา) โดย
ปราศจากการปรึกษากับผูแทนที่ไดรับเลือกตั้ง หรือแมจะขัดกับการคัดคานที่แสดงออกของพวกเขา การ
ถอดถอนผูไดรับเลือกตั้งใหอํานาจแกสาธารณะในการถอดถอนเจาหนาที่จากตําแหนงกอนสิ้นสุดวาระ แมกรณี
นี้จะหายากมากในประชาธิปไตยสมัยใหม ผูเขียนซึ่งสนับสนุนอนาธิปไตยไดแยงวา ประชาธิปไตยทางตรงไมยอมรับ
องคกรกลางที่เขมแข็ง เพราะอํานาจการตัดสินใจสามารถอยูไดระดับเดียวเทานั้น คือ อยูกับประชาชนหรือกับ
องคกรกลาง
ระบอบการปกครอง แบบมีผูแทน
ประชาธิปไตยแบบมีผูแทน (Representative democracy) โดยทั่วไปมักเรียกวาเปนรูปแบบหนึ่งของ
ระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะตรงขามกับ หรือเปนประชาธิปไตยแบบทางตรงประชาธิปไตยแบบทางออม
(Indirect Democracy)
ประชาธิปไตยแบบมีผูแทนเปนระบอบการเมืองที่ใหประชาชนเลือกผูแทนของตนเขาไปบริหารและตัดสินใจ
แทนตน เปนระบอบการปกครองที่ประชาชนมอบอํานาจอธิปไตยใหผูแทนที่เขาเลือกตั้งเขาไปตามกฎหมายวาดวย
การเลือกตั้งของรัฐ เปนผูใชอํานาจดังกลาวแทน โดยมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนงที่แนนอน เชน ตาม
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กําหนดวาระในการดํารงตําแหนง 4 ป สําหรับสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรและ 6 ป สําหรับสมาชิกวุฒิสภา
ในประเทศประชาธิปไตยสวนใหญที่ไดยึดถือหลักการแบงแยกอํานาจอธิปไตยออกเปน 3 ฝายคือ
1. อํานาจนิติบัญญัติ
2. อํานาจบริหาร
3. อํานาจตุลาการ
การเลือกตั้งผูแทนมักใชเพื่ออํานาจในสองประการแรก คืออํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร เชนตัวอยาง
ประเทศไทย อยางไรก็ตาม ประชาธิปไตยแบบตัวแทนดังกลาวนี้ มีปญหาพื้นฐานพอที่จะกลาวถึงไดใน 2 ประการ
ประกอบดวย
35
1. ปญหาความเปนตัวแทนของผูแทนราษฎรที่อาจจะไมไดสะทอนความตองการที่แทจริงของประชาชน
เนื่องจากการเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้งหรือดวยวิธีการอื่นเชน การซื้อเสียง การโกงการเลือกตั้ง (Election
fraud) ประการหนึ่ง
2. ปญหาความโนมเอียงที่ผูแทนราษฎรจะตัดสินใจประการใดประการหนึ่ง โดยเฉพาะในกระบวนการทางนิติ
บัญญัติ ที่จะเปนการเอื้อตอกลุมผลประโยชน และหลายกรณีที่ผลการตัดสินใจนั้นบังเกิดผลเสียหายแกชุมชน
ทองถิ่น ซึ่งก็เปนผลสืบเนื่องจากการการขาดความสํานึกเกี่ยวกับการเปนตัวแทนของปวงชน อันเปน
ปญหาในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเฉพาะตัวของผูแทนดวยประการหนึ่ง
ระบบรัฐสภา เปนกลไกการปกครอง ที่ฝายบริหารหรือรัฐบาลมีที่มาจากรัฐสภาซึ่งทําหนาที่นิติบัญญัติและมี
ความรับผิดชอบตอสภา ในระบบรัฐสภา ตําแหนงประมุขแหงรัฐ และตําแหนงหัวหนารัฐบาลมักจะแยกออกจากกัน
โดยหัวหนารัฐบาลเปนนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ประมุขแหงรัฐเปนพระมหากษัตริยตามการสืบสันตติวงศ หรือ
ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภาสมัยใหมมีตนกําเนิดในอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17
ระบบสภาเดี่ยว (unicameralism) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติบัญญัติหรือรัฐสภาแหงเดียว ประเทศ
ที่ใชระบบสภาเดียวสวนใหญเปนประเทศเล็กและเปนรัฐที่มีความเปนหนึ่งเดียวกัน จึงไมเห็นความจําเปนที่จะตองมี
สภาสูงมุมมองที่นิยมองคนิติบัญญัติในระบบสภาเดียวเห็นวา ถาสภาสูงเปนประชาธิปไตยแแลวยอมเปนเสมือนภาพ
สะทอนของกระจกเงา คือการเปนประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน จึงเปนการซ้ําซอน ทฤษฎีที่เอนมาทางฝายนี้เห็นวา
หนาที่ของสภาที่สอง เชนการพิจารณาหรือแปรญัตติสามารถทําไดโดยกรรมาธิการของสภาไดอยูแลว เพราะการ
พิทักษรัฐธรรมนูญทําไดเพราะมีการเขียนไวเปนลายลักษณอักษรอยูแลว
ในหลายกรณี ก็มีรัฐบาลซึ่งขณะนี้เปนระบบสภาเดียวเคยใชระบบสองสภามาแลวโดยการ ยกเลิกสภาสูง
ปรากฏใหเห็นอยู เหตุผลในการเปลี่ยนเชนนั้นเนื่องมาจากสภาสูงที่มาจากการเลือกตั้งซ้ําซอนกับสภาลางซึ่งเปนการ
กีดขวางการผานกฎหมาย กรณีตัวอยางไดแก "แลนดสติง" (Landsting) หรือสภาสูงในเดนมารก (ยกเลิกเมื่อ พ.ศ.
2497) อีกเหตุผลหนึ่งเนื่องมาจากสภาที่มาจากการแตงตั้งไดรับการพิสูจนวาออนแอไมปรากฏผลงาน กรณีตัวอยาง
ไดแก คณะกรรมการที่ปรึกษาฝายนิติบัญญัติ (Legislative Council) ของนิวซีแลนด (ยกเลิก พ.ศ. 2494)
ระบบสองสภา (bicameralism -bi + Latin camera หรือ chamber) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติ
บัญญัติสององคหรือมีรัฐสภาสองสภา ดังนั้น ระบบสองสภา หรือ สององคนิติบัญญัติจึงประกอบดวย 2 องคประชุม
คือสภาสูงและสภาลาง ระบบสองสภานับเปนหัวใจสําคัญของรูปแบบคลาสสิกของรัฐบาลผสม องคนิติบัญญัติแบบ
สองสภาจึงจําเปนตองมีเสียงขางมากในการผานกฎหมาย
ประเภทของระบบสองสภา
1. ระบอบสหพันธรัฐ
36
สหพันธรัฐ (Federation) คือการรวมกันของรัฐมากกวา 2 รัฐขึ้นไป มีรัฐบาล 2 ระดับ คือรัฐบาลของแตละ
รัฐ เรียกวา รัฐบาลทองถิ่น และรัฐบาลกลาง คือ รัฐบาลที่รัฐตกลงมอบอํานาจไปสวนหนึ่งตามบทบัญญัติของ
รัฐธรรมนูญ
รูปแบบของรัฐบาลหรือโครงสรางรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐนั้นมีรากฐานมาจากแนวคิดระบอบสหพันธรัฐ
(Federalism) ซึ่งจัดวาเปนแนวคิดตางขั้วโดยสิ้นเชิงกับอีกระบอบหนึ่ง คือการปกครองแบบรัฐเดี่ยว
สหพันธรัฐนั้นอาจประกอบไปดวยประชาชนที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หรืออาจมีพื้นที่ขนาดใหญ (8ใน10ของ
ประเทศที่ใหญที่สุดในโลก ลวนเปนสาธารณรัฐ) แตองคประกอบเหลานั้นไมใชสวนสําคัญ อยางไรก็ดี สวนใหญ
แลว สหพันธรัฐนั้นเกิดขึ้นจากขอตกลงระหวางรัฐอธิปไตยที่มีมากอนแลว องคกรระหวางประเทศสําหรับกลุม
ประเทศสหพันธรัฐคือ องคประชุมกลุมประเทศสหพันธรัฐ (Forum of Federations) ถูกจัดตั้งขึ้นและมีสํานักงาน
ใหญอยูที่กรุงออตตาวา รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีจุดประสงคในการแบงปนแนวคิดและแนวปฏิบัติในการ
จัดการระบบรัฐบาลกลางและรัฐบาลทองถิ่น ปจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 9 ประเทศ
2. ระบอบอภิชนาธิปไตย
อภิชนาธิปไตย มาจากศัพทภาษากรีกโบราณวา aristocracy ซึ่งหมายถึง รัฐบาลที่ "ปกครองโดยคนที่ดีที่สุด"
คําจํากัดความนี้เปนคําจํากัดความอันดับแรกในพจนานุกรมสวนมาก ศัพทวา aristocracy มาจากคําสองคํา ไดแก
"aristos" หมายถึง "ดีที่สุด" และ "kratein" หมายถึง "การปกครอง" อภิชนาธิปไตยมักจะมีลักษณะใกลเคียงเศรษฐ
ยาธิปไตย หรือคือการปกครองโดยคนสวนนอยที่มีฐานะสูงกวาคนทั่วไป ถือเปนกลุมขุนนาง ผูดี กลุมเศรษฐี เปนตน
ตัวอยางของการปกครองเชนนี้คือ ยุคโชกุนของญี่ปุน
ระบบสามสภา (tricameralism) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาสามสภา ซึ่งตรงกัน
ขามกับระบบสภาเดียวและสองสภาที่เปนระบบที่แพรหลายทั่วไปมากกวา
คําวาสามสภาใชในประเทศแอฟริกาใตที่มีรัฐสภาที่จัดตั้งขึ้นภายใตรัฐธรรมนูญใหมในระบอบการเหยียด
ผิว (aparthied) เมื่อ พ.ศ. 2528 ที่มี 3 สภา สําหรับคนผิวขาว คนผิวสี และชาวเอเชีย อีกตัวอยางหนึ่งของสภานิติ
บัญญัติระบบสามสภาไดแกรัฐตัวอยางของ ซีโมน โบลิวาร (Simón Bolívar) หรือรัฐทั่วไปแหงฝรั่งเศส (French
States-General) ก็เรียก ซึ่งมีสามเอสเตด (estates)
ระบบสี่สภา (Tetracameralism) หมายถึงการมีองคนิติบัญญัติ 4 องคหรือ 4 สภา แตกตางกับระบบสภา
เดียวและระบบสองสภาที่มีใชกันมากที่สุด และระบบสามสภาที่พอมีใชกันบาง รัฐบาลที่ใชระบบสี่สภามีใชกันนอย
มาก
สภาที่ปรึกษา (deliberative assemblies) ในสมัยสแกนดิเนเวียยุคกลาง สวนใหญใชระบบสี่สภาโดย
แบงเปน 4 เอสเตท ไดแกสภาชนชั้นสูง สภานักบวช สภาชาวเมืองและสภาชาวนา สภาริคสแดก เอสเตท (Riksdag
of the Estates) ของสวีเดนและฟนแลนดใชระบบนี้นานที่สุด โดยแบงองคนิติบัญญัติออกเปนสี่สภา
37
ฟนแลนดเมื่อครั้งเปนสวนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ไดใชระบบสี่สภามาจนถึง พ.ศ. 2449 ซึ่งเปลียนมาเปน
องคนิติบัญญัติที่นับวาทันสมัยที่สุดในขณะนั้นคือระบบสภาเดียวที่มีการใหสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งแบบทั่วไป
เทวาธิปไตย (Theocracy) คือระบอบการปกครองที่มีพระเจาหรือเทพเปนประมุข หรือในความหมายกวาง ๆ
คือระบอบการปกครองที่รัฐปกครองโดยอํานาจจากเทพ (divine guidance) หรือโดยผูที่ถือกันวาไดรับอํานาจหรือ
การดลใจโดยตรงจากเทพ ในภาษากรีกคอยเน (Koine Greek) หรือภาษากรีกสามัญคําวา “theocracy” มาจากคํา
วา “kra′tos” โดย “the.os” หรือ “ปกครองโดยพระเจา” สําหรับผูมีความศรัทธาแลวระบบนี้ก็เปนระบอบการ
ปกครองที่ใชอํานาจจากเทพในการปกครองมวลมนุษยในโลก ไมโดยผูที่เปนเทพกลับชาติมาเกิด (incarnation) ก็
มักจะโดยผูแทนของศาสนจักรที่มีอํานาจเหนืออาณาจักร รัฐบาลที่ปกครองโดยระบบเทวาธิปไตยปกครองโดยเทพ
ธรรมนูญ (theonomy)
- ระบอบเทวาธิปไตยควรจะแยกจากระบบการปกครองอื่น ๆ ที่มีศาสนาประจําชาติ (state religion) หรือ
รัฐบาลที่มีอิทธิพลจากเทวปรัชญาหรือศีลธรรม หรือระบบราชาธิปไตยที่ปกครอง “โดยพระคุณของพระเจา” (By
the Grace of God)
- เทวาธิปไตยอาจจะเปนระบบการปกครองเดี่ยวที่ฐานันดรระดับตาง ๆ ของรัฐบาลที่ปกครองโดยฝาย
อาณาจักรเปนฐานันดรระดับเดียวกันกับที่ใชในการปกครองในศาสนจักร หรืออาจจะแบงเปนสองระบบที่แยก
ฐานันดรระหวางอาณาจักรและศาสนจักร
- การปกครองเทวาธิปไตยเปนระบบที่ใชในหลายศาสนาที่ไดแกศาสนายูดาห, ศาสนาอิสลาม ลัทธิขงจื๊อศาสนา
ฮินดู พุทธศาสนาบางนิกายเชนทะไลลามะ และ คริสตศาสนาบางนิกายที่รวมทั้งโรมันคาทอลิก อีสเทิรนออรทอ
ดอกซ โปรเตสแตนต และมอรมอน
ตัวอยางของการปกครองระบบเทวาธิปไตยของคริสตศาสนาก็ไดแกการปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน
ระหวาง ค.ศ. 330 ถึง ค.ศ. 1453 และของจักรวรรดิการอแล็งเฌียงระหวาง ค.ศ. 800 ถึง ค.ศ. 888 หรือในปจจุบัน
ในการปกครองของรัฐพระสันตะปาปาที่มีพระสันตะปาปาผูถือกันวาเปนผูแทนของพระเจาบนโลกมนุษย
ระบอบการปกครอง แบงตามระบบกฎหมาย
อํานาจนิยม (authoritarianism) เปนรูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมซึ่งมีลักษณะของการออนนอมตออํานาจ
หนาที่ ตามปกติมักตรงขามกับปจเจกนิยมและอิสรนิยม ในทางการเมือง รัฐบาลอํานาจเปนรัฐบาลซึ่งอํานาจหนาที่
ทางการเมืองกระจุกตัวอยูกับนักการเมืองกลุมเล็ก
- อํานาจนิยมมีลักษณะของอํานาจที่เขมขนและรวมเขาสูศูนยกลางอยางมาก ซึ่งรักษาไวโดยการปราบปรามทาง
การเมืองและการกีดกันคูแขงที่เปนไปได รัฐบาลอํานาจนิยมใชพรรคการเมืองและองคการมวลชนเพื่อระดมคนมา
รอบเปาหมายของรัฐบาล
38
- อํานาจนิยมเนนกฎหมายตามอําเภอใจมากกวานิติธรรม มักมีทั้งการโกงการเลือกตั้ง การตัดสินใจทางการเมือง
จากกลุมเจาหนาที่ซึ่งไดรับคัดเลือกโดยไมเปดเผย ระบบราชการซึ่งบางครั้งดําเนินการไมเปนไปตามระเบียบ ซึ่งไมได
รับการตรวจตราอยางเหมาะสมจากเจาหนาที่ซึ่งไดรับเลือกตั้ง และลมเหลวที่จะบริการผูมีสิทธิเลือกตั้งที่พวกเขา
สมควรจะบริการ อํานาจนิยมยังมีแนวโนมรวมการใชอํานาจทางการเมืองอยางไมเปนทางการและไมไดวางระเบียบ
ไว ความเปนผูนําซึ่ง "แตงตั้งตัวเองและแมวาจะถูกเลือกตั้งเขามา ก็ไมอาจถูกปลดไดโดยทาสงเลือกเสรีของพลเมือง
ในหมูผูแขงขัน" การลิดรอนเสรีภาพของพลเมืองตามอําเอใจ และอดทนต่ําตอการคัดคานซึ่งมีความหมาย
สาธารณรัฐ (Republic) ในความหมายอยางกวาง คือ รัฐหรือประเทศ ที่นําโดยกลุมบุคคลที่มีอํานาจทาง
การเมืองทั้งหมดของพวกเขานั้นอยูในการควบคุมของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้น
สาธารณรัฐในปจจุบันสวนใหญ เรียกประมุขของรัฐวา ประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีอาจจะเปนทั้ง
ประมุขของรัฐและหัวหนารัฐบาล หรือเปนเพียงประมุขของรัฐอยางเดียวก็ได
ระบบประธานาธิบดี
ระบบประธานาธิบดีเปนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนระบบหนึ่งซึ่งสาธารณะเลือกตั้งประธานาธิบดีผานการ
เลือกตั้งเสรีและยุติธรรม ประธานาธิบดีเปนทั้งประมุขแหงรัฐและประมุขรัฐบาล โดยควบคุมอํานาจบริหารสวนใหญ
ประธานาธิบดีมีวาระการดํารงตําแหนงแนนอนและไมอาจดํารงตําแหนงเกินกําหนดเวลาได เพราะไดรับเลือกตั้งจาก
ประชาชน ประธานาธิบดีจึงสามารถกลาวไดวา เขาเปนทางเลือกของประชาชนและเพื่อประชาชน การเลือกตั้งตาม
แบบมีกําหนดวันที่ชัดเจนและไมอาจเปลี่ยนแปลงไดโดยงาย การเปนประมุขแหงรัฐและประมุขรัฐบาลรวมกันทําให
ประธานาธิบดีไมเพียงแตเปนหนาเปนตาของประชาชน แตยังเปนหัวหนานโยบายดวย ประธานาธิบดีควบคุม
คณะรัฐมนตรีโดยตรง สมาชิกคณะรัฐมนตรีนั้นไดรับการแตงตั้งอยางเจาะจงจากประธานาธิบดีดวยตนเอง
ประธานาธิบดีไมอาจถูกถอดออกจากตําแหนงไดโดยงายจากฝายนิติบัญญัติ แมประธานาธิบดีจะถืออํานาจบริหาร
สวนมากไว แตเขาก็ไมสามารถถอดสมาชิกฝายนิติบัญญัติไดโดยงายเชนกัน ระบบนี้จึงเพิ่มการแบงแยกอํานาจ ทั้งยัง
อาจกอใหเกิดความแตกแยกระหวางประธานาธิบดีและฝายนิติบัญญัติที่มาจากตางพรรคการเมือง ซึ่งเปดใหฝายหนึ่ง
ขัดขวางอีกฝายได ดวยเหตุนี้ ประชาธิปไตยประเภทจึงนี้ไมพบแพรหลายทั่วโลกในปจจุบันแตประเทศสวนใหญใน
ทวีปอเมริกาตั้งแตสหรัฐอเมริกาถึงทวีปอเมริกาใตใชระบบนี้
ระบบนี้ไมมีนายกรัฐมนตรี ฝายบริหารไมสามารถยุบสภา ฝายนิติบัญญัติไมสามารถอภิปรายไมไววางใจ
ระบบกึ่งประธานาธิบดี
ระบบกึ่งประธานาธิบดีเปนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนซึ่งรัฐบาลมีทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี
ประชาธิปไตยแบบนี้ยิ่งพบนอยกวาระบบประธานาธิบดีเสียอีก ระบบนี้มีทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งไมมีกําหนดวาระ และ
ประธานาธิบดีซึ่งมีกําหนดวาระ ขึ้นอยูกับประเทศ การแบงแยกอํานาจระหวางนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีนั้น
แตกตางกันไป ในกรณีหนึ่ง ประธานาธิบดีถืออํานาจมากกวานายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทั้งฝายนิติ
39
บัญญัติและประธานาธิบดี สวนอีกดานหนึ่ง นายกรัฐมนตรีสามารถถืออํานาจมากกวาประธานาธิบดี ประธานาธิบดี
กับนายกรัฐมนตรีแบงอํานาจกัน ขณะที่ประธานาธิบดีถืออํานาจแยกจากฝายนิติบัญญัติ ประธานาธิบดีเปนผู
บัญชาการทหารสูงสุดดวยตนเอง ควบคุมนโยบายการทางประเทศ และเปนประมุขแหงรัฐ ("หนาตาของประชาชน")
นายกรัฐมนตรีถูกคาดหวังวา วางนโยบายของพรรคซึ่งชนะการเลือกตั้งสูฝายนิติบัญญัติ รัฐบาลประเภทนี้ยังสราง
ปญหาวาใครถือความรับผิดชอบใด
แบงตามแนวคิดทางการเมือง
รัฐคอมมิวนิสต (Communist state)
เปนรูปแบบที่นักรัฐศาสตรใชอธิบายรูปแบบของรัฐบาลในรัฐที่มีการปกครองภายใตพรรคการเมืองเพียง
พรรคเดียว และประกาศใชลัทธิมารกซ-เลนิน ซึ่งเปนแนวคิดทางคอมมิวนิสต รัฐคอมมิวนิสตอาจมีพรรคการเมือง
ตามกฎหมายหลายพรรค แตรัฐธรรมนูญรับรองใหพรรคคอมมิวนิสตเปนรัฐบาล พรรคคอมมิวนิสตจึงเปนสถาบัน
บริหารประเทศนั้น ๆ โดยปริยาย ประเทศที่เปนรีฐคอมมิวนิสต คือ จีน เกาหลีเหนือ คิวบา ลาว เวียดนาม
ฟาสซิสต (Fascism)
เปนหนึ่งในลักษณะการปกครองของรัฐ ในฟาสซิสตซึ่งปรากฏในชวงกอนและระหวางสงครามโลกครั้งที่สอง
โดยมีแนวคิดสําคัญวา รัฐเปนสิ่งที่สําคัญกวาตนหรือบุคคล ฟาสซิสตจะมีบุคคลคนหนึ่งปกครองประเทศเรียกวา ผูนํา
เผด็จการ มีอํานาจสิทธิในการควบคุมรัฐบาลและประชาชน ซึ่งประชาชนภายในรัฐจะตองเชื่อฟงผูนําสูงสุด เพื่อใช
ประเทศชาติอยูรอดปลอดภัย และพัฒนาไปอยางตอเนื่อง
ฟาสซิสต นั้นแตกตางจากคอมมิวนิสต เนื่องจากฟาสซิสตไมตองการจะเปนเจาของที่ดิน หรือโรงงานผลิต
สินคา แตลัทธิฟาสซิสตจะทํางานอยางใกลชิดกับสิ่งเหลานั้นและใชเปนทรัพยากรในการผลิตกองทัพที่แข็งแกรง
หรือสวนอื่นของลัทธิฟาสซิสต สําหรับลัทธิฟาสซิสตแลวถือวาเปนเรื่องที่สําคัญมากที่โรงเรียนทุกโรงในประเทศจะ
สอนเด็กวาผูนําเผด็จการเปนบุคคลที่สําคัญที่สุดในโลก เมื่อโตขึ้นแบบอยางที่ควรทําคือเขารวมกลุมกับลัทธิฟาสซิสต
โดยบุคคลที่ไมเห็นดวยกับลัทธิจักตองถูกสังหารหมูทั้งหมด ผูนําลัทธิฟาสซิสตมักจะเปนบุคคลที่มียศสูงในกองทัพ
ถึงแมพวกเขาจะไมมียศมากอนก็ตาม และมักปรากฏตัวในชุดกองทัพบกหรือกองทัพเรือตอหนาสาธารณชน
ลัทธิฟาสซิสต ถูกใชขึ้นครั้งแรกโดย เบนิโต มุสโสลินี ผูนําเผด็จการชาวอิตาลี จากป พ.ศ. 2465 ถึงปพ.ศ.
2486 รัฐบาลของ เอ็นกิลเบริต ดอลฟว ในออสเตรีย อดอลฟ ฮิตเลอรในนาซีเยอรมนี และฟรานซิสโก ฟรังโก ใน
สเปน คําขวัญของฟาสซิสต คือ "สามัคคีคือพลัง"
ลัทธิฟาสซิสตเปนชื่อของอาณาจักรโรมันสมัยกอน มันคือไมเมื่อไมมีอยูแทงเดียวก็จะหักไดงาย แตเมื่อนําไม
มารวมกันนั้นจะหักไดยากมาก เหมือนกับเมื่อชาติมีประชาชนมารวมกันก็จะทําใหชาติแข็งแกรงไรเทียมทาน แต
40
กลายเปนวาลัทธิฟาสซิสต ไมแข็งแกรงเทาที่ควรเพราะประชาชนเบื่อกับการทํางาน และการปฏิวัติของลัทธิ
ฟาสซิสต ซึ่งทําใหลัทธิฟาสซิสตสิ้นสุดในป พ.ศ. 2486
อนาธิปไตย (anarchism)
โดยทั่วไปนิยามวาเปนปรัชญาการเมืองซึ่งถือวารัฐนั้นเปนสิ่งไมพึงปรารถนา ไมจําเปนและใหโทษ หรืออีก
อยางหนึ่งวา เปนการคัดคานผูมีอํานาจและองคการมีลําดับชั้นบังคับบัญชาในการชี้นําความสัมพันธของมนุษย ผู
เสนออนาธิปไตย หรือรูจักกันวา "ผูนิยมลัทธิอนาธิปไตย" (anarchist) สนับสนุนสังคมที่ปราศจากรัฐโดยตั้งอยูบน
การรวมกลุมอยางสมัครใจที่ไมมีลําดับชั้น
เสรีภาพของปจเจกชนและการตอตานรัฐ คือหลักการที่ชัดเจนของลัทธิอนาธิปไตย สําหรับในเรื่องอื่น ๆ นั้น
อาจมีความเห็นที่แตกตางกันบางในหมูผูที่นิยมแนวคิดนี้ เชน การใชความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสังคม ชนิดของ
ระบอบเศรษฐกิจ ความสัมพันธระหวางเทคโนโลยีและลําดับชั้น การตีความหมายของแนวคิดเกี่ยวกับความสม
ภาค (egalitarian) และระดับของการจัดองคกร
คําวา "อนาธิปไตย" ในความหมายที่นักอนาธิปไตยใชนั้น มิไดหมายถึงภาวะยุงเหยิงหรืออโนมี แตเปน
รูปแบบของความสัมพันธของมนุษยที่เสมอภาค ที่ถูกจัดตั้งขึ้นและรักษาอยางจงใจอุดมการณทางการเมือง
อนุรักษนิยม หรือ คติอนุรักษ (conservatism)
โดยทั่วไปหมายถึงปรัชญาทางการเมืองที่ยึดถือเอาสิ่งดีงามในอดีตมาเปนแนวทางในการดําเนินงานใน
ปจจุบัน โดยนิยมการเปลี่ยนแปลงแบบคอยเปนคอยไป และสวนใหญจะอยูตรงขามกับแนวคิดปฏิวัติ แนว
อนุรักษนิยมทางการเมืองสมัยใหมเริ่มตนขึ้นในปลายคริสตศตวรรษที่ 18ซึ่งเปนปฏิกิริยาตอบสนองตอการปฏิวัติ
ฝรั่งเศสและการปฏิวัติอุตสาหกรรม อันนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พรรคการเมืองที่
มีแนวคิดอนุรักษนิยมจัดเปนพรรคอนุรักษนิยม
ลัทธินิยมสถาบันพระมหากษัตริย (royalism)
เปนลัทธิที่สนับสนุนราชอาณาจักร หรือการปกครองรูปแบบใดก็ไดเพียงแตใหมีพระมหากษัตริยเปนประมุข
แหงรัฐ สนับสนุนผูอางสิทธิในราชบัลลังก หรือสนับสนุนพระมหากษัตริยพระองคปจจุบัน แตสวนใหญแลว มักใชใน
กลุมผูสนับสนุนพระมหากษัตริยซึ่งถูกลมลางโดยสาธารณรัฐแลว แนวคิดดังกลาวมีความแตกตางจาก ลัทธินิยม
ราชาธิปไตย(monarchism) ที่สนับสนุนการปกครองแบบราชาธิปไตย แตตางกันที่ไมไดวาดวยเรื่องการอางสิทธิใน
ราชบัลลังก
เสรีนิยม (Liberalism)
41
เปนกลุมกวาง ๆ ของทัศนะทางการเมืองที่จัดใหเสรีภาพและความเสมอภาคของปจเจกบุคคลเปนเปาหมาย
สําคัญที่สุด
แนวความคิดเสรีนิยมเชื่อวา โดยพื้นฐานมนุษยนั้นมิไดเปนคนเลว แตมนุษยเปนสัตวที่มีเหตุผล ดังนั้น ความ
รวมมือ ทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึง สันติภาพระหวางประเทศจึงเปนสิ่งที่เปนไปได นักเสรีนิยมเชื่อวา
ความสัมพันธระหวางประเทศนั้นเปนเรื่องการมุงแสวงหาการพึ่งพาระหวางกันมากกวาแสวงหาความมั่นคงทาง
อํานาจ ดังนั้นจึงเปนที่มาของการสรางสถาบันระหวางประเทศรวมกัน รวมถึงจารีต แนวปฏิบัติระหวางประเทศเพื่อ
รักษาสันติภาพระหวางรัฐใหคงอยู
ลัทธิเลนิน (Leninism)
หรือ ลัทธิมารกซิสต-ลัทธิเลนิน (Marxism-Leninism) ลัทธิทางการเมืองของสหภาพโซเวียตเลนินไมได
ปฏิวัติตามหลักวิทยาศาสตรแบบของมารกซไดกําหนดไว โดยมารกซไดบอกวา ประเทศที่สามารถปฏิวัติคอมมิวนิสต
ไดคือประเทศที่ไดปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแลว ซึ่งในขณะนั้นประเทศรัสเซียยังลาหลังกวาประเทศอื่นๆ ประชากรสวน
ใหญยังเปนชาวนา เลนินจึงปรับปรุงแนวคิดของเขาใหสามารถใชไดกับประเทศรัสเซียในขณะนั้น ในหนังสือ What
is to be done ของเลนินสรุปไดดังนี้
1. การปฏิวัติตองเปนไปตามหลักวิทยาศาสตร
2. กรรมกรในฐานะที่เปนชนชั้น ตองทํางานจนไมมีสํานึกทางสังคม ดังนั้นกรรมกรจึงตองการผูนําในการปฏิวัติ
3. การปลอยใหกรรมกรปฏิวัติเพียงลําพัง จะไมสามารถเอาชนะนายทุนได เพราะกรรมกรมีภาระมากมาย จึง
ตองการความชวยเหลือจากนักปฏิวัติอาชีพ ที่มีสติปญญา และมีพื้นเพเปนกรรมกรเชนกัน และตองเชื่อฟง
ศูนยกลางคือพรรคคอมมิวนิสต
ลัทธิสตาลิน (Stalinism) หรือ สังคมนิยมในประเทศเดียว
เปนการตีความทางทฤษฎีและการประยุกต ในทางปฏิบัติของหลักนิยมมารกซิสต (Marxism) สวนที่เปน
คุณูปการโดยโจเซฟ สตาลิน (Josef Stalin) ซึ่งเปนผูมีอํานาจครอบงําพรรคคอมมิวนิสตและกลไกของรัฐบาลใน
สหภาพโซเวียต (Soviet Union) ตั้งแตชวงกลางทศวรรษหลังป ค.ศ. 1920 จนกระทั่งเขาถึงแกอสัญกรรมเมื่อ
ป ค.ศ. 1953
สําหรับคุณูปการสําคัญของลัทธิสตาลินมีดังนี้ คือ
1.วิธีการจัดชาวโซเวียตใหบรรลุถึงการการพัฒนาทางดานอุตสาหกรรม
2. จัดระบบการเกษตรแบบรวมศูนย
3.ปองกันชาติจากการถูกนาซีโจมตี
4.บูรณะชาติที่ยอยยับจากสงคราม
42
สตาลินไดแสดงใหเห็นวา ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสตนี้ นอกจากจะดําเนินการไดตามแนวทางของลัทธิมารก
ซิสตและ ลัทธิเลนิน (Marxism-Leninism) นี้แลว ก็ยังสามารถทําไดโดยวิธีอื่น คือการยึดครองทางทหารโดย
มหาอํานาจคอมมิวนิสต (อยางในกรณีที่ สหภาพโซเวียตเขายึดครองยุโรปตะวันออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ก็ชวย
ใหบรรลุเปาหมายคือการไดชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสตได หากกรณีที่ปจจัยแวดลอมตางๆเอื้ออํานวย
พวกที่เขามารับชวงอํานาจตอจากสตาลิน ไดทําการรื้อโครงการของเลนินเสียสิ้น และ ลัทธิสตาลินนี้ก็ไดถูก
ประณามวาเปนลัทธิที่สงเสริมแนวการปกครองแบบ "ยึดตัวบุคคลเปนหลัก" (Cult of Personality) เปนการ
ปกครองแบบเผด็จการโดยบุคคลคนเดียว ยึดหลักการคนทําผิดไมได ทําการสถาปนารัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทําการ
กําจัดพวกที่ถูกระแวงวาจะเปนฝายตรงกันขาม โดยวิธีการกวาดลาง และใชตํารวจลับ มีการจองจําคุมขังพวกที่ไม
เห็นดวยทางการเมืองนับจํานวนไมถวนในคาย "กูลัก"
แนวความคิดตาง ๆ ที่พัฒนาและนําไปใชในสหภาพโซเวียตโดยสตาลิน ซึ่งมีผลกระทบตอหลักนิยม
คอมมิวนิสตนั้นมีดังนี้ คือ
1. แนวความคิดเรื่อง "สังคมนิยมในประเทศเดียว" (Socialism in One Country)
2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ป
3. เกษตรแบบรวมศูนย
4.รัฐธรรมนูญโซเวียตฉบับป ค.ศ. 1936
แมถึงจะมีการประณามลัทธิสตาลินนี้อยางไร แตวาการประยุกตใชทฤษฎีคอมมิวนิสตทั้งในแงทฤษฎีและใน
แงปฏิบัติตาง ๆ ที่ดําเนินการกวา 30 ป ในชวงการปกครองของสตาลินนี้ ก็ยังคงเปนพื้นฐานของหลักนิยมลัทธิ
คอมมิวนิสตอยูในชวงที่สหภาพโซเวียตยังไมลมสลาย.

บทที่ 2

  • 1.
    บทที่ 2 ประวัติศาสตรการเมืองการปกครอง ยุคโบราณ คําวา ประชาธิปไตยปรากฏขึ้นเปนครั้งแรกในแนวคิดทางการเมืองและทางปรัชญาชวงยุคกรีซ โบราณ นักปราชญเพลโต เปรียบเทียบประชาธิปไตย ซึ่งเขาเรียกวาเปน "การปกครองโดยผูถูกปกครอง" วาเปน รูปแบบทางเลือกสําหรับระบอบราชาธิปไตย คณาธิปไตยและเศรษฐยาธิปไตยถึงแมวาประชาธิปไตยแบบเอเธนสจะ ถือวาเปนการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรง แตเดิมแลวประชาธิปไตยแบบเอเธนสมีลักษณะเดนอยูสอง ประการ คือ ไดมีการคัดเลือกพลเมืองธรรมดาจํานวนมากเขาสูระบบรัฐการและศาลและมีการชุมนุมกันของพลเมือง ทุกชนชั้น พลเมืองทุกคนจะไดรับสิทธิใหอภิปรายและลงมติในสภา ซึ่งเปนที่ออกกฎหมายของนครรัฐ หากทวา ความ เปนพลเมืองชาวเอเธนสนั้นรวมเฉพาะแตชายทุกคนซึ่งเกิดจากบิดาที่เปนพลเมืองเทานั้น และผูที่กําลัง "รับราชการ ทหาร" ระหวางอายุ 18-20 ปเทานั้น ซึ่งไมรวมไปถึงผูหญิง ทาส คนตางชาติ และชายผูมีอายุต่ํากวา 20 ปบริบูรณ จากจํานวนผูอยูอาศัยกวา 250,000 คน มีผูไดรับสถานะพลเมืองเพียง 30,000 คน และมีเพียง 5,000 คนเทานั้นที่ มักจะไปปรากฏตัวในสมัชชาประชาชน เจาพนักงานและผูพิพากษาของรัฐบาลจํานวนมากเปนการกําหนดเลือก มี เพียงเหลานายพลและเจาพนักงานเพียงสวนนอยเทานั้นที่มาจากการเลือกตั้ง เกาะอารวัด (ปจจุบันคือ ประเทศซีเรีย) ซึ่งถูกกอตั้งขึ้นเมื่อคริสตสหัสวรรษที่ 2 กอนคริสตกาล โดยชาว ฟนิเซียน ถูกอางวาเปนหนึ่งในตัวอยางของระบอบประชาธิปไตยที่พบในโลกซึ่งที่นั่น ประชาชนจะถืออํานาจอธิปไตย ของตน และอีกตัวอยางหนึ่งที่นาจะมีความเปนไปได คือ ประชาธิปไตยยุคเริ่มแรกอาจมาจากนครรัฐสุเมเรียน สวน ทางดานเวสาลี ซึ่งปจจุบันคือรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เปนหนึ่งในรัฐบาลแรกของโลกที่มีองคประกอบที่สามารถ พิจารณาไดวามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปนแหงแรกของโลก (แตก็มีบางคนที่ออกมาโตแยงวาการ ปกครองของเวสาลีนั้นไมเปนราชาธิปไตยก็จริง แตนาจะมีลักษณะเปนคณาธิปไตยมากกวาประชาธิปไตย) และยัง ปรากฏวามีการปกครองที่คลายคลึงกับประชาธิปไตยหรือคณาธิปไตยเกิดขึ้นชั่วคราวโดยชาวเมเดส ชวง คริสตศตวรรษที่ 6 กอนคริสตกาล แตถึงคราวสิ้นสุดเมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจาดาไรอัสมหาราชแหงราชวงศอารเค เมนิด ผูทรงประกาศวา ระบอบราชาธิปไตยที่ดีนั้นยอมเหนือกวาระบอบคณาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตยในทุก รูปแบบ นอกจากนั้น ยังไดมีการกลาวอางถึงสถาบันทางประชาธิปไตยในยุคเริ่มแรก โดยถือวาเปน "สาธารณรัฐ" อิสระในประเทศอินเดีย อยางเชน พระสงฆ ซึ่งเริ่มตนตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 6 กอนคริสตกาล จนถึงคริสตศตวรรษที่ 4 แตหลักฐานที่พบนั้นเลื่อนลอยและไมสามารถหาแหลงอางอิงทางประวัติศาสตรไดอยางแนชัด นอกจากนั้น
  • 2.
    22 Deodorius ซึ่งเปนนักปราชญชาวกรีกในรัชสมัยของพระเจา Alexzanderกลาวถึงรัฐอิสระซึ่งมีการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยในอินเดีย แตทวาไมไดใหรายละเอียดเพิ่มเติมแตอยางใด อยางไรก็ตาม นักวิชาการสมัยใหม กลาววา คําวาประชาธิปไตย ในสมัยคริสตศตวรรษที่ 3 กอนคริสตกาลไดถูกลดความนาเชื่อถือลง และอาจหมายถึง รัฐอิสระซึ่งไมเกี่ยวของกับการปกครองของประชาชนเลยแมแตนอย ถึงแมวาในยุคของสาธารณรัฐโรมัน จะไดมีการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อยางเชน การ ออกกฎหมาย ทวาก็มิไดเปนประชาธิปไตยอยางสมบูรณ ชาวโรมันมีการเลือกผูแทนตนเขาสูสภาก็จริง แตไมรวมถึง สตรี ทาสและคนตางดาวจํานวนมหาศาล และยังมอบน้ําหนักใหกับเหลาเศรษฐีและเจาหนาที่ระดับสูง ซึ่งการจะเขา มาเปนสมาชิกของสภาซีเนทมักจะมาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงและร่ํารวยจํานวนนอยเทานั้น ยุคกลาง ระหวางชวงยุคกลาง ไดมีรูปแบบหลายอยางที่เกี่ยวของกับการเลือกตั้งหรือสมัชชา ถึงแมวาบอยครั้ง จะเปดโอกาสใหกับประชาชนเพียงสวนนอยเทานั้น อยางเชน เครือจักรภพโปแลนด-ลิทัวเนีย ในนครรัฐ เวนิซ ชวงอิตาลียุคกลาง รัฐในไทรอล เยอรมันและสวิตเซอรแลนด รวมไปถึงนครพอคาอิสระ ซะไก ในชวง คริสตศตวรรษที่ 16 ในญี่ปุน เนื่องจากการปกครองรูปแบบตาง ๆ ที่กลาวมานั้นประชาชนมีสวนรวมเพียงสวนนอย เทานั้น จึงมักจะถูกจัดวาเปนคณาธิปไตยมากกวา และดินแดนยุโรปในสมัยนั้นยังคงปกครองภายใตนักบวชและขุน นางในยุคศักดินาเปนสวนมาก รูปแบบการปกครองซึ่งมีความใกลเคียงกับลักษณะระบบประชาธิปไตยสมัยใหมยิ่งขึ้นไปอีก คือ ระบบของ กลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คในยูเครนระหวางคริสตศัตวรรษที่ 16-17 คอสแซ็ค เฮ็ตมันนาเตและซาโปริเซียน ซิค โดย เปดโอกาสใหผูแทนจากตําบลตาง ๆ ของเคานตีเลือกตําแหนงสูงสุด ซึ่งเรียกวา "เฮ็ตมัน" (Hetman) แตดวยความที่ กลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คเปนรัฐทางการทหารอยางเต็มตัว สิทธิของผูรวมในการเลือก "เฮ็ตมัน" จึงมักจะจํากัดอยูแต เพียงผูที่รับราชการในกองทหารคอสแซ็คเทานั้น และตอมาก็ยิ่งจํากัดเพิ่มขึ้นไปอีกเปนแตเฉพาะนายทหารระดับสูง มหากฎบัตรของอังกฤษ ทางดานรัฐสภาแหงอังกฤษ มีรากฐานของการจํากัดพระราชอํานาจของกษัตริยมาจากมหากฎบัตรซึ่งสมาชิก รัฐสภาชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไดแก รัฐสภาของเดอ มงตฟอรต ในป ค.ศ. 1265 แตอันที่จริงแลว มีเพียง ประชาชนกลุมนอยเทานั้นที่ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยรัฐสภาไดรับการคัดเลือกจากประชาชนคิดเปนนอยกวา 3% ในป ค.ศ. 1780 และยังไดเกิดปญหากับรูปแบบการปกครองดังกลาว ที่เรียกวา "เขตเลือกตั้งเนา" (rotten boroughs) โดยอํานาจในการจัดตั้งรัฐสภานั้นขึ้นอยูกับความพึงพอใจของกษัตริย หลังจากการปฏิวัติอันรุงโรจน ใน ป ค.ศ. 1688 และการบังคับใชพระราชบัญญัติสิทธิ ในป ค.ศ. 1689 ซึ่งไดมีการประมวลหลักสิทธิและเพิ่มพูน อิทธิพลของรัฐสภา หลังจากนั้นสิทธิในการเลือกสมาชิกรัฐสภาก็เพิ่มมากขึ้นทีละนอย จนกระทั่งกษัตริยทรงเปน เพียงประมุขแตในนามเทานั้น
  • 3.
    23 รูปแบบประชาธิปไตยยังไดปรากฏในการปกครองระบบชนเผา อยางเชน สหพันธไอโรโควอิส(Iroquois Confederacy) อยางไรก็ตาม ตองเปนสมาชิกเพศชายของชนเผาเทานั้นจึงจะสามารถขึ้นเปนผูนําได และบางคนยัง ถูกยกเวนอีกดวย มีเพียงสตรีที่อาวุโสที่สุดในชนเผาเดียวกันเทานั้นที่สามารถเลือกและถอดถอนหัวหนาชนเผาได ซึ่ง เปนการกีดกันประชากรจํานวนมาก รายละเอียดที่นาสนใจไดกลาววาการตัดสินใจแตละครั้งนั้นใชความคิดเห็นอัน เปนเอกฉันทของเหลาผูนํา มิใชการสนับสนุนของเสียงสวนใหญจากการลงคะแนนเสียงของสมาชิกชนเผา ในสังคมระดับกลุม อยางเชน บุชแมน ซึ่งมักจะประกอบดวยคนจํานวน 20-50 คนในแตละกลุม ไมคอยจะมี หัวหนาเทาใดหนักและทําการตัดสินใจตาง ๆ โดยอาศัยความเห็นชอบจากคนสวนใหญมากกวาในเมลานีเซีย แตเดิม ประชาคมหมูบานกสิกรรมมีความเทาเทียมกัน และมีการปกครองแบบเอกาธิปไตยที่แข็งกราวจํานวนนอย ถึงแมวา อาจมีคนใดคนหนึ่งที่มีอิทธิพลเหนือกวาผูอื่น ซึ่งอิทธิพลดังกลาวมีผลตอการแสดงทักษะความเปนผูนําอยางตอเนื่อง และความประสงคของประชาคม ทุกคนถูกคาดหวังที่จะแบงปนหนาที่ในประชาคม และใหสิทธิรวมการตัดสินใจของ ประชาคม อยางไรก็ตาม แรงกดดันอยางหนักของสังคมกระตุนใหเกิดความลงรอยกันและลดการตัดสินใจเพียงลําพัง คริสตศตวรรษที่ 18-19 แมวาจะไมมีคําจํากัดความของคําวาประชาธิปไตย แตวาเหลาผูกอตั้งสหรัฐอเมริกาไดกําหนด รากฐานของแนวปฏิบัติของอเมริกันเกี่ยวกับอิสรภาพตามธรรมชาติและความเทาเทียมรัฐธรรมนูญแหง สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลบังคับใชตั้งแตป ค.ศ. 1788 เปนตนมา ไดกําหนดใหมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึง การปกปองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แตในชวงแรก ไดครอบคลุมเฉพาะบางกลุมเทานั้น อยางไรก็ตาม ในยุคอาณานิคมกอนหนาป ค.ศ. 1776 และบางชวงเวลาหลังจากนั้น มีเพียงเหลาบุรุษเจาของ ที่ดินผิวขาวเทานั้นที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในขณะที่ทาสผิวดํา อิสรชนผิวดําและสตรียังไมไดรับอนุญาตใหเลือกตั้ง ใน วิทยานิพนธเทอรเนอร ประชาธิปไตยไดกลายเปนวิถีชีวิต และความเทาเทียมทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองอยาง กวางขวาง อยางไรก็ตาม ทาสไดเปนสถาบันทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอยางยิ่งในสิบเอ็ดรัฐทางใตของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งองคกรจํานวนมากถูกกอตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนใหคนผิวดําจากสหรัฐอเมริกาไปยังสถานที่อื่นซึ่งพวก เขาจะไดรับอิสรภาพและความเทาเทียมที่เพิ่มขึ้น โดยในชวงคริสตทศวรรษ 1820-1830 สมาคมการอพยพ อเมริกัน ไดสงคนผิวดําจํานวนมากไปยังไลบีเรีย เมื่อถึงคริสตทศวรรษ 1840 การจํากัดทรัพยสินทั้งหมดก็ยุติลง และพลเมืองชายผิวขาวเกือบทุกคนก็สามารถ เลือกตั้งไดแลว ซึ่งโดยเฉลี่ยแลว มีผูใชสิทธิ์ไปเลือกตั้งระดับทองถิ่น ระดับรัฐ และระดับชาติอยูระหวาง 60-80% หลังจากนั้น ระบบการปกครองไดเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบเจฟเฟอรสันเปนประชาธิปไตยแบบแจ็กสัน อยางชา ๆ เมื่อป ค.ศ. 1860 จํานวนทาสผิวดําในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเปน 4 ลานคน และเมื่อปลายคริสตทศวรรษ 1860 ระหวางการสรางสหรัฐอเมริกาใหม ภายหลังสงครามกลางเมืองอเมริกัน ทาสชายที่ไดรับการปลดปลอยให
  • 4.
    24 เปนอิสระก็กลายเปนพลเมืองและมีสิทธิในการเลือกตั้งตามกฎหมาย แตกวาที่พวกเขาจะไดรับการสิทธิอยางมั่นคงก็ ตองรอจนถึง ค.ศ.1965 ในป ค.ศ. 1789 ภายหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ไดมีการประกาศใชคําประกาศวาดวยสิทธิมนุษยชนและ สิทธิพลเมือง และถึงแมวาจะมีผลในเวลาอันสั้น แตการเลือกตั้งสมัชชาแหงชาติฝรั่งเศสของบุรุษทุกคน เมื่อป ค.ศ. 1792 ก็นับเปนกาวสําคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย การใชสิทธิเลือกตั้งโดยคนทั้งชาติไดนําไปสูการกอ ตั้ง ฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1848 ซึ่งเปนยุคตื่นตัวหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ. 1848 ประชาธิปไตยเสรียังคงมีอายุสั้นในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และหลายประเทศมักจะกลาวอางวาตนได ใหสิทธิการเลือกตั้งกับพลเมืองทั้งหมดแลว ในอาณานิคมออสเตรเลียไดเปลี่ยนเปนประชาธิปไตยเมื่อกลาง คริสตศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ออสเตรเลียใตเปนรัฐบาลแหงแรกของโลกที่ใหสิทธิการเลือกตั้งโดยสตรีทั้งชาติในป ค.ศ. 1861 สวนในนิวซีแลนด ไดใหสิทธิการเลือกตั้งกับชาวมาวรีพื้นเมืองในป ค.ศ. 1867 ชายผิวขาวในป ค.ศ. 1876 และผูหญิงในป ค.ศ. 1893 ซึ่งนับเปนประเทศแรกที่ใหใหสิทธิการเลือกตั้งกับพลเมืองทั้งหมด แมวาสตรีจะยัง ไมไดรับอนุญาตใหสมัครรับเลือกตั้งไดจนกระทั่งป ค.ศ. 1919 ก็ตาม คริสตศตวรรษที่ 20 ในชวงคริสตศตวรรษที่ 20 ไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิ ของเสียงขางนอยจํานวนมาก จนทําใหเกิด "กระแสประชาธิปไตย" ซึ่งประสบความสําเร็จในหลายพื้นที่ของโลก ซึ่ง มักเปนผลมาจากสงครามการปฏิวัติ การปลดปลอยอาณานิคม และสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและศาสนา ภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการลมสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและ จักรวรรดิออตโตมัน ทําใหเกิดรัฐชาติจํานวนมากในทวีปยุโรป ซึ่งสวนใหญมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในชวงคริสตทศวรรษ 1920 ระบอบประชาธิปไตยไดมีการเจริญขึ้น แตผลของภาวะเศรษฐกิจตกต่ําครั้งใหญ ไดทํา ใหความเจริญดังกลาวหยุดชะงักลง และประเทศในแถบยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย ไดเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู การปกครองในระบอบเผด็จการมากขึ้น ทําใหเกิดเปนฟาสซิสตใน นาซี เยอรมนี อิตาลี สเปนและโปรตุเกส รวมไปถึงรัฐเผด็จการในแถบคาบสมุทรบอลติก คาบสมุทร บอล ขาน บราซิล คิวบา สาธารณรัฐจีนและญี่ปุน เปนตน ทวาภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ทําใหเกิดผลกระทบในดานตรงกันขามในทวีปยุโรป ตะวันตก ความสําเร็จในการสรางระบอบประชาธิปไตยในเขตยึดครองเยอรมนีของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและ ฝรั่งเศส ออสเตรียอิตาลี และญี่ปุนสมัยยึดครอง ซึ่งไดเปนตนแบบของทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อยางไรก็ตาม กลุมประเทศในยุโรปตะวันออก รวมไปถึงเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมนี ซึ่งถูกบังคับใหมี การเปลี่ยนแปลงไปสูการปกครองในระบอบคอมมิวนิสตตามคายตะวันออก หลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้ง ที่สองยังสงผลใหเกิดการปลดปลอยอาณานิคม และประเทศเอกราชใหมสวนใหญจะสนับสนุนใหมีการปกครองใน
  • 5.
    25 ระบอบประชาธิปไตย และอินเดียไดกลายมาเปนประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีจํานวนประชากร มากที่สุดในโลก และดําเนินตอไปอยางไมหยุดยั้ง ในชวงหนึ่งทศวรรษภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองชาติตะวันตกที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยสวนใหญ ไดมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม และดําเนินการตามรูปแบบรัฐสวัสดิการ สะทอนใหเห็นถึงความสอดคลองกันระหวาง ราษฎรกับพรรคการเมือง ในชวงคริสตทศวรรษ 1950 และ 1960 เศรษฐกิจทั้งในกลุมประเทศตะวันตกและกลุม ประเทศคอมมิวนิสต ในภายหลังเศรษฐกิจที่อยูภายใตการควบคุมของรัฐบาลไดลดลง เมื่อถึงป ค.ศ. 1960 รัฐชาติ สวนใหญไดมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแมวาประชากรสวนใหญ ของโลกจะยังคงมีการจัดการ เลือกตั้งแบบตบตา และการปกครองในรูปแบบอื่น ๆ อยู กระแสของการเปลี่ยนแปลงไปสูระบอบประชาธิปไตย นําไปสูความเจริญกาวหนาของรูปแบบประชาธิปไตย ที่เคารพสิทธิของเสียงขางนอยในหลายรัฐชาติ เริ่มจากสเปน โปรตุเกส ในป ค.ศ. 1974 รวมไปถึงอีกหลายประเทศ ในทวีปอเมริกาใต เมื่อถึงปลายคริสตทศวรรษ 1970 และตนคริสตทศวรรษ 1980 ซึ่งไดเปลี่ยนแปลงมาจากระบอบ เผด็จการทหาร มาเปนรัฐบาลพลเรือน ตามดวยประเทศในเอเชียตะวันออกและ เอเชียใต ระหวางชวงตนถึง กลางคริสตทศวรรษ 1980 และเนื่องจากความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของสหภาพ โซเวียต รวมไปถึง ความขัดแยงภายใน ทําใหสหภาพโซเวียตลมสลาย และนําไปสูจุดสิ้นสุดของ สงครามเย็น ตามมาดวย การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในกลุมประเทศยุโรปตะวันออกในคายตะวันออกเดิม นอกเหนือจากนั้น กระแสของระบอบประชาธิปไตยไดแพรขยายไปถึงบางสวนของทวีปแอฟริกา ในชวง คริสตทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะอยางยิ่งในแอฟริกาใต ความพยายามบางประการในการเปลี่ยนแปลงระบอบ การปกครองยังพบเห็นอยูในอินโดนีเซีย ยูโกสลาเวีย จอรเจีย ยูเครนเลบานอนและคีรกีซสถาน จนถึงปจจุบันนี้ ทั่วโลกไดมีประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจํานวน 123 ประเทศ (ค.ศ. 2007) และกําลังมีจํานวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไดมีการคาดเดากันวา กระแสดังกลาวจะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต ที่ซึ่ง ประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของเสียงขางนอยจะกลายเปนมาตรฐานสากลสําหรับสังคมมนุษยชาติ สมมุติฐานดังกลาว เปนหัวใจหลักของทฤษฎี "จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร" โดยฟรานซิส ฟุกุยะมะ ซึ่งทฤษฎีดังกลาวเปนการ วิพากษวิจารณบรรดาผูที่เกรงกลัววาจะมีวิวัฒนาการของประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของเสียงขางมากไปยัง ยุคหลัง ประชาธิปไตย และผูที่ชี้ใหเห็นถึงประชาธิปไตยเสรี เพลโตและอริสโตเติล สําหรับทั้งเพลโตและอริสโตเติลแลว นักปราชญทั้งสองนี้ไมเห็นดวยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพลโตไดแสดงความเห็นถึงผูนําของรัฐในอุดมคติในหนังสืออุตมรัฐ วา "ผูนําของรัฐ ควรจะเปนผูนํากลุมนอยที่ทรง ภูมิความรูและเปยมดวยคุณธรรม อุทิศตนเองใหกับรัฐ เมื่อรัฐมีผูนําที่มีคุณภาพเชนนี้ รัฐนั้น ก็เจริญกาวหนา มี ระบบการบริหารที่ดี ประชาชนจะมีชีวิตที่เปนสุข"โดยเขาเห็นวานักปราชญและนักปกครองเปนผูนําที่ดี โดยถือวา
  • 6.
    26 การปกครองแบบอภิชนาธิปไตยเปนรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด เนื่องจากเพลโตขมขื่นจากการตัดสินของกลุมคนที่ ใหประหารโสเครติส สวนทางดานอริสโตเติลไดเปรียบเทียบแบงรูปแบบการปกครองออกเปนสามรูปแบบ ไดแกการปกครองโดย บุคคลเพียงคนเดียว (สมบูรณาญาสิทธิราช/ทรราช) การปกครองโดยคณะบุคคลสวนนอย (อภิชนาธิปไตย/ คณาธิปไตย) และการปกครองโดยคนสวนใหญ (โพลิตี/ประชาธิปไตย) ซึ่งรูปแบบที่กลาวมานั้น อริสโตเติล ได จัดแบงรูปแบบการปกครองออกเปนรูปแบบที่ดีและเลวตามลําดับ และเขาไดพิจารณาวาระบอบประชาธิปไตยเปน การปกครองที่ไมดีเมื่อเทียบกับการปกครองโดยชนชั้นกลาง เขาเชื่อวารากฐานของระบอบประชาธิปไตยนั้นมาจากเสรีภาพ ซึ่งมีเพียงการปกครองแบบดังกลาวเทานั้นที่ พลเมืองสามารถแบงปนเสรีภาพรวมกันได ซึ่งเขาก็ไดโตแยงวานี่เปนวัตถุประสงคของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย โดยทิศทางหลักของเสรีภาพ ประกอบดวย ภาวะผูนําและภาวะผูตามที่ดี เนื่องจากทุกคนมีความเทา เทียมกัน โดยไมมีการเหลื่อมล้ําทางฐานะ ความสามารถ ชาติกําเนิด และสามารถอาศัยอยูรวมกันได "เดี๋ยวนี้หลักการมูลฐานพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย คือ เสรีภาพ นั่นคือ สิ่งที่ถูกยืนยัน ตามปกติ โดยบอกเปนนัยวา ภายใตรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทานั้นที่มนุษยจะเปนสวนในเสรีภาพ เพราะพวกเขายืนยัน เสรีภาพนี้วาเปนเปาหมายของทุกประชาธิปไตย แตปจจัยหนึ่งของเสรีภาพ คือ การปกครองและการถูกปกครองใน ขณะเดียวกัน เพราะหลักความยุติธรรมที่ไดรับความนิยมคือ ความเทาเทียมกันตามจํานวน มิใชความมั่งมี และหาก นี่เปนหลักความยุติธรรมที่แพรหลาย มหาชนจําตองเปนผูมีอํานาจสูงสุดและการตัดสินใจของเสียงขางมากนั้นตอง เปนที่สุดและตองกอปรดวยความยุตธรรม เพราะพวกเขาวา พลเมืองแตละคนควรมีสวนแบงเทาเทียมกัน เพื่อที่มัน จะสงผลใหในประชาธิปไตย คนจนทรงอํานาจกวาคนรวย เพราะมีคนจนมากวาและอะไรก็ตามที่เสียงขางมากตัดสิน นั้นตองอยูสูงสุด จากนั้น นี่เปนเครื่องหมายหนึ่งของเสรีภาพซึ่งนักประชาธิปไตยตัดสินวาเปนหลักของรัฐธรรมนูญ หนึ่ง คือ ความเปนอิสระของมนุษยที่จะดําเนินชีวิตตามใจชอบ เพราะเขาวาเปนการทําหนาที่ของเสรีภาพ เพราะ การดําเนินชีวิตอยางที่มนุษยคนหนึ่งไมชอบนั้นเปนชีวิตของชายที่ตกเปนทาส นี่เปนหลักประชาธิปไตยขอสอง และ จากขอนี้ เนื่องจากมีการกลาวอางวาจะตองไมถูกปกครองโดยบุคคลใด ๆ ก็ตาม หรือการปกครองและถูกปกครอง ในเวลาเดียวกันนั้นไมเปนผล และนี่จะเปนวิถีที่หลักขอสองสนับสนุนเสรีภาพสมภาค" ทฤษฎีรูปแบบอื่น สําหรับนักทฤษฎีการเมืองแลว ไดมีการเสนอรูปแบบของประชาธิปไตยอีกเปนจํานวนมาก อันประกอบดวย ประชาธิปไตยแบบรวมกัน (Agregative Democracy) ซึ่งเปนกระบวนการประชาธิปไตยที่โอนเอียงเขาหา ขอเรียกรองของพลเมือง จากนั้นจึงนําขอเรียกรองดังกลาวเพื่อมาตัดสินรูปแบบนโยบายทางสังคมที่สมควรนําไป ปฏิบัติ ฝายผูไมเห็นดวยไดแสดงความคิดเห็นวา การมีสวนรวมในการปกครองรูปแบบประชาธิปไตยนั้นควรจะเนน
  • 7.
    27 ไปยังการเลือกตั้งอันเปนสิทธิพื้นฐาน ซึ่งนโยบายที่มีผูสนับสนุนเปนจํานวนมากก็จะไดรับการนําไปปฏิบัติ ซึ่ง สามารถแบงออกไดเปนหลายรูปแบบ ตามแนวคิดจุลนิยมแลวประชาธิปไตย คือ รูปแบบการปกครอง ซึ่งประชาชนไดมอบสิทธิในการใชอํานาจ ใหกับผูนําทางการเมืองตามระยะเวลาการเลือกตั้งคราวหนึ่ง ตามแนวคิดจุลนิยม ประชาชนไมสามารถและไมมีสิทธิ ในการปกครอง เนื่องจากความขัดแยงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาสวนใหญของมนุษยชาตินั้นไมมีวิสัยทัศนหรือถามีก็ เลว ซึ่งโจเซฟ ชุมเปเตอรไดเสนอมุมมองของเขาในหนังสือเรื่อง Capitalism, Socialism, and Democracy อัน โดงดังของเขา โดยมีผูสนับสนุน ไดแก วิลเลียม เอช. ไรเกอร อดัม ปรเซวอรสกี อีกฝายหนึ่ง แนวคิดประชาธิปไตยทางตรง ยึดมั่นในแนวคิดที่วาประชาชนควรมีสวนรวมในกระบวนการการ รางกฎหมายและนโยบายของรัฐอยางเต็มที่ โดยไมตองใชอํานาจผานผูแทนราษฎร ผูสนับสนุนประชาธิปไตย ทางตรงไดยกเหตุผลสนับสนุนระบอบดังกลาวอยูหลายขอ จากการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองจะเปนประโยชนแก พลเมืองของรัฐ เนื่องจากจะนําไปสูการสรางชุมชนและการศึกษา การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ยังจะ เปนการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล และเหตุผลที่สําคัญที่สุด พลเมืองมิไดปกครองตนเองนอกเหนือจากการ ตัดสินใจรางกฎหมายและรางนโยบายโดยตรงเทานั้น รัฐบาลมักออกกฎหมายและนโยบายซึ่งใกลเคียงกับแนวคิดสายกลาง ซึ่งแทจริงแลว ผลกระทบอัน พึงปรารถนาเมื่อแสดงใหเห็นถึงผลประโยชนสวนตนและการกระทําที่ปลอยปละละเลย เพื่อใหไดมาซึ่งคะแนนเสียง ของประชาชน ซึ่งแอนโทนี ดาวนสไดเสนอวาควรจะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองในอุดมคติขึ้นเพื่อเปนสื่อกลาง ระหวางปจเจกบุคคลกับรัฐบาล โดยเขาไดแสดงแนวคิดของเขาในหนังสือ An Economic Theory of Democracy ใน ค.ศ. 1957 Dahl ไดโตแยงวาหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยนั้น เมื่อเปนการตัดสินใจรวมกันอยางผูกมัดแลว พลเมืองแตละคนในชุมชนก็สมควรจะไดรับประโยชนตามที่ตนไดกําหนดไวใหเปนการพิจารณาอยางเทาเทียมกัน จึง ไมจําเปนที่ประชากรทุกคนจะมีความพึงพอใจอยางเสมอกันในการตัดสินใจของสวนรวมนั้น เขาไดใชคําวา poliarchy เพื่อใชแทนสังคม ซึ่งมีรูปแบบขนบธรรมเนียมและการปฏิบัติ อันจะนําไปสูความเปนประชาธิปไตยที่ ถูกตอง แตสิ่งแรกที่จะตองมากอนขนบธรรมเนียมปฏิบัติเหลานี้ คือ การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม เพื่อเลือกผูแทน ซึ่งจะทําหนาที่บริหารนโยบายสวนรวมทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของสังคม อยางไรก็ดี ระบบดังกลาวอาจมิไดสราง ใหเกิดรูปแบบประชาธิปไตยอันสมบูรณได เชน ความยากจนขัดสนซึ่งขัดขวางประชาธิปไตย และยังมีคนบางกลุมที่ มองเห็นถึงปญหาที่เหลาเศรษฐีกําลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังตอตานการรณรงคปฏิรูปเศรษฐกิจ บางคนวา การกําหนดนโยบายโดยใชเสียงสวนใหญนั้นเปนการปกครองที่ตรงกันขามกับการปกครองโดยประชาชนทั้งหมด โดย เหตุผลดังกลาวสามารถยกไปอางเพื่ออํานาจที่มีสวนรวมทางการเมือง เชน การบังคับเลือกตั้ง หรือสําหรับการ
  • 8.
    28 กระทําที่อดทนกวานั้น โดยการอดทนขัดขวางอํานาจของรัฐบาล จนกระทั่งประชาชนสวนใหญสมัครใจจะพูดในสิ่งที่ ตนคิดออกมา -ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ตั้งอยูบนแนวความคิดที่วาประชาธิปไตย เปนการปกครองโดยการอภิปราย ผูสนับสนุนยืนยันวากฎหมายและนโยบายควรจะตั้งอยูบนพื้นฐานของเหตุผลซึ่ง ประชาชนทุกคนสามารถรับได และในสนามการเมืองควรจะเปนสถานที่ซึ่งผูนําและพลเมืองสามารถถกเถียง รับ ฟง และเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของตนได - ประชาธิปไตยมูลฐาน (radical democracy) ตั้งอยูบนพื้นฐานของแนวความคิดที่วา มีการแบงชนชั้นและ การกดขี่เกิดขึ้นในสังคม บทบาทของประชาธิปไตยควรจะเปดเผยและทาทายตอความสัมพันธดังกลาว โดยการเปด โอกาสใหความแตกตางทางความคิดเพื่อนํามาใชประกอบในการตัดสินใจ สาธารณรัฐ ในอีกแงมุมหนึ่ง คําวา ประชาธิปไตย หมายถึง รัฐบาลที่ไดรับเลือกเขามาจากประชาชน โดยอาจเปน ประชาธิปไตยทางตรงหรือทางออมก็ไดสวนคําวา สาธารณรัฐ สามารถตีความไดหลายความหมาย แตในปจจุบันนี้ คําวา สาธารณรัฐ หมายถึง ประชาธิปไตยทางออมซึ่งสามารถเลือกตั้งประมุขแหงรัฐไดโดยตรง โดยมีระยะเวลา บริหารประเทศที่จํากัด ซึ่งตรงกันขามกับรัฐที่ปกครองโดยราชวงศซึ่งสืบทอดตําแหนงโดยสายเลือด แมวารัฐเหลานี้ จะมีสวนของประชาธิปไตยทางออม ซึ่งมีการเลือกหรือแตงตั้งหัวหนารัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี เหลาบิดาผูกอตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ไดใหการยกยองประชาธิปไตยนอยครั้ง แตวิพากษวิจารณ ประชาธิปไตยบอยครั้ง เนื่องจากแนวคิดประชาธิปไตยในสมัยนั้น หมายความถึง ประชาธิปไตยทางตรง เจมส เมดิสัน ไดโตแยง โดยเฉพาะอยางยิ่งใน สหพันธรัฐนิยมหมายเลข 10 วาสิ่งใดที่เปนความแตกตางระหวาง ประชาธิปไตยแตกตางจากสาธารณรัฐ นั่นคือ ประชาธิปไตยจะคอย ๆ ออนแอลงเมื่อมีพลเมืองมากขึ้น และจะไดรับ ความเสียหายเพิ่มขึ้นจากการแบงฝกฝาย ตรงกันขามกับสาธารณรัฐ ซึ่งจะแข็งแกรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีพลเมืองมากขึ้น และตอกรกับฝกฝายอื่น ๆ โดยใชโครงสรางสาธารณรัฐ ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญและสภาสูง นับตั้งแตการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติอเมริกาแลว คําถามตอมา คือ ประชาธิปไตยจะมีวิธีการอยางไรใน การควบคุมเสียงสวนใหญใหอยูในขอบเขต อันไดนําไปสูแนวคิดของสภาสูง โดยสมาชิกอาจเลือกสมาชิกสภาสูงเขา มาผูมีความรูความสามารถ หรือเปนขุนนางมาตลอดชีวิต หรือควรจะมีการจํากัดอํานาจของกษัตริยใหอยูภายใต รัฐธรรมนูญ ระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญในบางประเทศนั้น ไดมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจาก สมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ หรือคอย ๆ เปลี่ยนแปลงฐานะทางการเมืองของกษัตริย ใหเหลือเพียงสัญลักษณหรือศูนยรวมจิตใจเทานั้น แตสวนใหญแลว สถาบันกษัตริยมักจะถูกลมลางลง พรอม ๆ กับ
  • 9.
    29 เหลาชนชั้นสูง และบางประเทศซึ่งขุนนางชั้นสูงไดสูญเสียอํานาจลงไป หรืออาจเปลี่ยนแปลงไปใชระบบการ เลือกตั้งแทน ระบอบการปกครองพื้นฐาน ระบอบการปกครอง (Form of government) หมายถึง สถาบันทางการเมืองซึ่งรัฐบาลของรัฐไดจัดตั้งขึ้น เพื่อใชอํานาจในการปกครองประเทศ คํานี้ยังนิยามรวมไปถึงรัฐบาลที่ไมประสบความสําเร็จในการใชอํานาจปกครอง ประเทศดวย ระบอบการปกครอง แบงตามโครงสรางอํานาจ รัฐเดี่ยว (unitary state) เปนรัฐซึ่งปกครองเปนหนวยเดี่ยว โดยรัฐบาลกลางอยูในระดับสูงสุด และเขตการ บริหารใด ๆ (ซึ่งเปนหนวยงานบริหารระดับยอยของรัฐ) สามารถใชอํานาจไดเฉพาะตามที่รัฐบาลกลางเลือกจะ มอบหมายใหทําการแทนเทานั้น รัฐจํานวนมากในโลกมีรูปแบบรัฐเปนรัฐเดี่ยวรัฐเดี่ยวตรงขามกับรัฐสหพันธ (หรือ สหพันธรัฐ) ในรัฐเดี่ยว รัฐบาลกลางอาจจัดตั้งหรือยุบหนวยงานบริหารระดับยอยของรัฐ และอํานาจของหนวยงาน เหลานี้อาจถูกขยายเพิ่มเติมหรือยอลงได แมอํานาจทางการเมืองในรัฐเดี่ยวอาจมีการมอบหมายใหทําการแทนผาน การมอบอํานาจปกครองสูรัฐบาลทองถิ่นโดยบทกฎหมาย หากรัฐบาลกลางยังอยูในระดับสูงสุด ซึ่งอาจยกเลิก นิติ กรรมของรัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจหรือตัดทอนอํานาจของรัฐบาลทองถิ่นก็ได สหราชอาณาจักรเปนตัวอยางหนึ่งของรัฐเดี่ยว สกอตแลนด เวลส และไอรแลนดเหนือ ซึ่ง รวมกับแควน อังกฤษ เปนสี่ประเทศอันประกอบขึ้นเปนสหราชอาณาจักร มีอํานาจที่ไดรับมอบซึ่งปกครองตนเองระดับหนึ่ง โดย ทั้งสกอตแลนด เวลสและไอรแลนดเหนือ ตางมีฝายบริหารและนิติบัญญัติของตนเอง แตอํานาจที่ไดรับมอบทั้งหมด ลวนแตเปนที่รัฐบาลกลางของอังกฤษมอบหมายใหทําการแทนทั้งสิ้น ยิ่งไปกวานั้น รัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจไมอาจ คัดคานการเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติที่รัฐสภาออก และอํานาจของรัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจนั้น รัฐบาลกลาง (หมายถึง รัฐสภาพรอมดวยรัฐบาลอันประกอบดวยคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเปนหัวหนา) สามารถเพิกถอนหรือลดยอลงได ตัวอยางเชน รัฐสภาไอรแลนดเหนือเคยถูกพักไว สี่ครั้ง โดยอํานาจไดถายโอนไป ยังสํานักไอรแลนดเหนือของรัฐบาลกลาง ยูเครนเปนอีกตัวอยางหนึ่งของรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐไครเมียในประเทศมีระดับการปกครองตนเองและมี คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติปกครอง ในตนคริสตทศวรรษ 1990 สาธารณรัฐดังกลาวยังไดมีตําแหนง ประธานาธิบดีซึ่งถูกยุบไปเพราะการโนมเอียงแบงแยกซึ่งเจตนาจะโอนไครเมียใหแกรัสเซีย ระบอบสหพันธรัฐ (Federalism) เปนแนวคิดการเมืองซึ่งกลุมสมาชิกผูกมัดเขาดวยกันโดยขอตกลงรวมกัน โดยมีหัวหนาที่เปนตัวแทนซึ่งมีสิทธิปกครอง คําวา "ระบอบสหพันธรัฐ" ยังใชอธิบายระบบของรัฐบาลซึ่งรัฐธรรมนูญ
  • 10.
    30 ไดแบงแยกอํานาจอธิปไตยระหวางฝายปกครองสวนกลางกับหนวยการเมืองที่เปนองประกอบ (เชน รัฐหรือมณฑล) ระบอบสหพันธรัฐเปนระบบซึ่งตั้งอยูบนการปกครองแบบประชาธิปไตยและสถาบันซึ่งอํานาจในการปครองนั้นแบง ออกเปนของรัฐบาลแหงชาติและรัฐบาลระดับมณฑลหรือรัฐกอใหเกิดเปนสิ่งที่มักเรียกวา สหพันธรัฐ ผูเสนอมักถูก เรียกวา ผูสนับสนุนสหพันธ (federalist) ในยุโรป "ผูสนับสนุนสหพันธ" บางใชอธิบายผูที่นิยมรัฐบาลสหพันธรวม โดยมีอํานาจกระจายสูระดับภูมิภาค ชาติและเหนือชาติ ผูสนับสนุนสหพันธยุโรปสวนมากตองการพัฒนาการนี้ใหดําเนินตอไปภายในสหภาพ ยุโรป ระบอบสหพันธรัฐยุโรปถือกําเนิดขึ้นในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หนึ่งในการริเริ่มที่สําคัญกวา คือ สุนทรพจนของวินสตัน เชอรชิลลในซูริค เมื่อ ค.ศ. 1946 ระบอบสหพันธรัฐอาจรวมหนวยงานบริหารภายในนอยเพียงสองหรือสามหนวยเทานั้น ดังเชนในกรณีของ เบลเยียมหรือบอสเนียและเฮอรเซโกวีนา โดยทั่วไป ระบอบสหพันธรัฐสามารถจําแนกไดเปนสองขั้วที่สุดโตง ขั้วหนึ่ง รัฐสหพันธนั้นแทบจะเปนรัฐเดี่ยวอยางสมบูรณ ขณะที่อีกขั้วหนึ่ง รัฐสหพันธนั้นแตเพียงในนาม แตเปนสหภาพ สมาพันธในทางปฏิบัติ สมาพันธรัฐ (confederation) เปนศัพทการเมืองสมัยใหม หมายถึง การรวมกันของหนวยการเมืองเปนการ ถาวรเพื่อใหมีการเคลื่อนไหวรวมกันตามหนวยอื่นสมาพันธรัฐตามปกติกอตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญา แตภายหลังมักกอตั้ง ขึ้นจากการเห็นชอบรัฐธรรมนูญรวมกัน สมาพันธรัฐมีแนวโนมสถาปนาขึ้นเพื่อจัดการกับปญหารายแรง เชน การ ปองกัน การระหวางประเทศหรือสกุลเงินรวม โดยมีรัฐบาลกลางที่ถูกกําหนดใหจัดหาการสนับสนุนแกสมาชิก ทั้งหมด ธรรมชาติความสัมพันธระหวางรัฐซึ่งประกอบขึ้นเปนสมาพันธรัฐนั้นแตกตางกันมาก เชนเดียวกับ ความสัมพันธรหวางรัฐสมาชิก รัฐบาลกลางและการกระจายอํานาจใหรัฐตาง ๆ ก็มีแตกตางกันเชนกัน สมาพันธรัฐ อยางหลวมบางแหงคลายคลึงกับองคการระหวางรัฐบาล ขณะที่สมาพันธรัฐอยางเขมอาจเหมือนสหพันธรัฐ ระบอบการปกครอง แบงตามที่มาของอํานาจ อภิชนาธิปไตย (aristocracy) เปนระบอบการปกครองซึ่งมีพลเมืองอภิชนจํานวนนอยเปนผูปกครอง คําวา aristocracy มาจากภาษากรีก aristokratia หมายถึง "การปกครองโดยคนที่ดีที่สุด" (rule of the best) มีกําเนิด ในกรีซโบราณ อภิชนาธิปไตยเขาใจวาเปนการปกครองโดยพลเมืองเบื้องสูงจากมุมมองทางปญหาและศีลธรรม และ ขัดแยงกับราชาธิปไตย ในสมัยหลัง "ความดีเลิศ" โดยปกติมักถูกมองวาขึ้นอยูกับมุมมองสวนบุคคล และ อภิ ชนาธิปไตยโดยปกติมักถูกมองวาเปนการปกครองโดยคนกลุมนอยที่มีเอกสิทธิ์ (ชนชั้นสูง)จากประชาชน ราชาธิปไตย (monarchy) เปนรูปแบบการปกครองที่ตําแหนงประมุขแหงรัฐโดยปกติถืออยูกระทั่งสวรรคต หรือสละราชสมบัติ โดยมากมักไดอํานาจมาโดยการสืบราชสมบัติ และโดยปกติมักใหแกพระบรมวงศานุวงศแหง ราชวงศที่ปกครองอยูกอนอยางเปนทางการ พระมหาษัตริยมักมีฐานันดรศักดิ์เปนพระราชาหรือ พระราชินี
  • 11.
    31 อยางไรก็ดี จักรพรรดิ/จักรพรรดินี, แกรนดดยุก/แกรนดดัชเชส,เจาชาย/เจาหญิง และคําอื่น ถูกใชเพื่อระบุ ตําแหนงพระมหากษัตริยดวย แมคําวา "monarch" จะมาจากคําวา "ผูปกครองคนเดียว" แตโดยประเพณี ประมุข แหงรัฐที่มีตําแหนงประธานาธิบดีหรือผูนํา (premier) ไมถูกพิจารณาวาเปนพระมหากษัตริยอยางเปนทางการ ลักษณะที่ทําใหระบอบราชาธิปไตยแตกตางจากระบอบสาธารณรัฐคือ พระมหากษัตริยทรงครองแผนดินเปนประมุข ตลอดพระชนมชีพ และสืบราชสันตติวงศใหกับรัชทายาทเมื่อพระองคเสด็จสวรรคต แมจะมีบางที่มีการเลือกตั้งผูสืบ ทอดตําแหนงพระมหากษัตริย สวนในสาธารณรัฐ ประมุขของรัฐ (ซึ่งมักเรียกวาประธานาธิบดี) โดยปกติแลวมีที่มา จากการเลือกตั้ง และทําหนาที่อยูในชวงในเวลาที่แนนอน เชน 4 ป 6 ป เปนตน ราชาธิปไตยเปนหนึ่งในระบอบการปกครองที่เกาแกที่สุด อาจถือกําเนิดขึ้นจากระบบการปกครองแบบ หัวหนาเผา (tribal kingship) หรือสมณเพศหลวง (royal priesthood) ในอดีต บางประเทศเชื่อวาพระมหากษัตริย ทรงไดเทวสิทธิ์ใหมาปกครองประเทศตามความปรารถนาของพระเจา หรือบางประเทศอาจเชื่อวาพระมหากษัตริย มาจากพระเจา ตําแหนงพระมหากษัตริยนี้มักจะสืบตกทอดแกลูกหลาน จึงสงผลใหเกิดราชวงศขึ้น พระมหากษัตริย ยังอาจมาจากพฤติการณรุนแรงของกลุมรุกรานตอชุมชนทองถิ่น ซึ่งแยงชิงสิทธิของชุมชนเหนือประเพณี ผูนําของ กลุมที่แยงชิงสิทธินั้นมักสถาปนาตนเปนพระมหากษัตริย สถานะพระมหากษัตริย กลาวกันวาเปนผลซึ่งเผยถึง ความสัมพันธระหวางทรัพยากร ชุมชน พระมหากษัตริยและตําแหนงของพระองค ราชาธิปไตยเคยเปนระบอบการปกครองที่แพรหลายที่สุดจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 แตปจจุบันมิได แพรหลายอีกตอไป อยางนอยก็ในระดับชาติ ประเทศซึ่งยังปกครองแบบราชาธิปไตยอยู ปจจุบันมักพบในรูปของ ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริยทรงถือบทบาททางกฎหมายและพิธีกรรมเปนเอกลักษณ แตไม ทรงใชหรือใชอํานาจทางการเมืองอยางจํากัดตามรัฐธรรมนูญหรือประเพณีซึ่งจัดสรรรฝายปกครองที่อื่น พระมหากษัตริยทรงเปนศูนยรวมจิตใจ แตอํานาจอธิปไตยอยูที่ประชาชน (ปรมิตตาญาสิทธิราชย) พระมหากษัตริย หลายพระองคถูกสถาปนาขึ้นตามจารีตประเพณีหรือตามประมวลกฎหมายเพื่อไมใหมีอํานาจ ทางการเมืองอยาง แทจริง บางประเทศ พระมหากษัตริยอาจทรงมีอํานาจอยูบาง แตก็ถูกจํากัดไวดวยความเห็นชอบของประชาชนหรือ บรรทัดฐานของพระมหากษัตริยพระองคกอน ปจจุบันมี 44 รัฐอธิปไตยในโลกที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุขแหงรัฐ โดย 16 รัฐเปนเครือจักรภพ แหงชาติ ซึ่งยอมรับวาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แหงสหราชอาณาจักรเปนประมุขแหงรัฐของตน ประเทศ ราชาธิปไตยทุกประเทศในยุโรปเปนแบบภายใตรัฐธรรมนูญ ยกเวนนครรัฐวาติกัน แตพระมหากษัตริยในรัฐเล็ก ๆ มักมีอิทธิพลทางการเมืองมากกวาในรัฐใหญ ๆ พระมหาษัตริยกัมพูชา ญี่ปุน จอรแดน มาเลเซียและโมร็อกโก "ครองราชย แตไมปกครอง" แมจะมีความแตกตางกันบางในอํานาจที่พระมหากษัตริยในประเทศเหลานี้ทรงถือ แม พระมหากษัตริยจะทรงปกครองภายใตรัฐธรรมนูญ แตพระมหากษัตริยบรูไน โอมาน กาตาร ซาอุดิอาระเบียและ
  • 12.
    32 สวาซิแลนดดูเหมือนวาจะทรงมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือแหลงแหงอํานาจหนาที่แหลงหนึ่งแหลงใดในชาตินั้นตอไป ไมวาจะโดยอํานาจตามรัฐธรรมนูญหรือโดยประเพณี คณาธิปไตย (oligarchy) เปนรูปแบบโครงสรางอํานาจซึ่งอํานาจอยูกับกลุมบุคคลจํานวนนอยอยางชะงัด บุคคลเหลานี้อาจมีเชื้อเจามั่งมี มีความสัมพันธทางครอบครัว หมูคณะหรือควบคุมทางทหาร รัฐเชนนี้มักถูกควบคุม โดยไมกี่ตระกูลที่มีชื่อเสียงซึ่งสงผานอิทธิพลของตระกูลจากรุนสูรุน ตลอดประวัติศาสตร คณาธิปไตยในบางประเทศ ไดเปนทรราช ตองอาศัยภาระจํายอมของสาธารณะจึงจะอยูได แมคณาธิปไตยในประเทศอื่นจะคอนขางผอน ปรน อริสโตเติลริเริ่มการใชคํานี้เปนคําไวพจนของการปกครองโดยคนรวย ซึ่งคําที่ถูกตอง คือ ธนาธิป ไตย (plutocracy) แตคณาธิปไตยไมจําเปนตองเปนการปกครองดวยความมั่งมีเสมอไป ดวยผูปกครองในระบอบ คณาธิปไตยเปนกลุมมีเอกสิทธิไดงาย ๆ และไมจําเปนตองเชื่อมโยงทางสายเลือดดังเชนใน ราชาธิป ไตย บางนครรัฐในสมัยกรีกโบราณปกครองแบบคณาธิปไตย ระบอบการปกครองจากรัฐธรรมนูญ ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ(constitutional monarchy) เปนระบอบการปกครองอยางหนึ่ง โดยมี พระมหากษัตริยเปนประมุขแหงรัฐ ไมวาจะมาจากการสืบเชื้อสายพระราชบัลลังกหรือการเลือกตั้ง โดยมีพระราช อํานาจถูกจํากัดอยูภายใตรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริยไมทรงเปนประมุขของฝายบริหาร เพราะฝายบริหารมี นายกรัฐมนตรีจากประชาชนเปนหัวหนาหรือประมุขอยูแลว การปกครองแบบนี้เรียกอีกชื่อวา ปริมิตาญาสิทธิ ราชย (limited monarchy) ซึ่งไมเหมือนกับราชาธิปไตยโดยสมบูรณ ซึ่งพระมหากษัตริยมีพระราชอํานาจทาง การเมืองเบ็ดเสร็จและไมทรงอยูภายใตรัฐธรรมนูญ ปจจุบัน รัฐแบบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญสวนใหญมักปกครองดวยระบบรัฐสภา อาทิ ออสเตรเลีย เบลเยียม กัมพูชา แคนาดา เดนมารก ญี่ปุน มาเลเซีย เนเธอรแลนด นิวซีแลนด นอรเวย สเปน สวีเดน ไทย สหราช อาณาจักร และภูฏาน โดยภูฏานเปนประเทศลาสุดที่เปลี่ยนแปลงจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเปนราชาธิปไตย ภายใตรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยเปนระบอบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งบริหารอํานาจรัฐมาจากเสียงขางมากของพลเมือ ผูเปน เจาของอํานาจอธิปไตย โดยพลเมืองอาจใชอํานาจของตนโดยตรงหรือผานผูแทนที่ตนเลือกไปใชอํานาจแทนก็ได ประชาธิปไตยยังเปนอุดมคติที่วาพลเมืองทุกคนในชาติรวมกันพิจารณากฎหมายและการปฏิบัติของรัฐ และ กําหนดใหพลเมืองทุกคนมีโอกาสเทาเทียมกันในการแสดงความยินยอมและเจตนาของตน ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบางนครรัฐกรีกโบราณชวงศตวรรษที่ 5 กอนคริสตกาล โดยเฉพาะอยางยิ่ง ใน เอเธนสหลังการกอการกําเริบเมื่อ 508 ปกอนคริสตกาล ประชาธิปไตยแบบนี้เรียกวา ประชาธิปไตยทางตรงซึ่ง พลเมืองเขาไปเกี่ยวของในกระบวนการทางการเมืองโดยตรง แตประชาธิปไตยในปจจุบันเปนประชาธิปไตยแบบมี
  • 13.
    33 ผูแทน โดยสาธารณะออกเสียงในการเลือกตั้งและเลือกนักการเมืองเปนผูแทนตนในรัฐสภาจากนั้น สมาชิกสภาจ เปนผูตัดสินใจดวยเสียงขางมากประชาธิปไตยทางตรงยังมีอยูในระดับทองถิ่นหลายประเทศ เชน การเลือกตั้ง สมาชิกเทศบาล อยางไรก็ดี ในระดับชาติ ความเปนประชาธิปไตยทางตรงมีเพียงการลงประชามติ การริเริ่มออก กฎหมายและการถอดถอนผูไดรับเลือกตั้ง แมในปจจุบัน ประชาธิปไตยจะยังไมมีนิยามที่ไดรับการยอมรับโดยทั่วกันก็ตาม แตความเสมอภาคและ อิสรภาพไดถูกระบุวาเปนคุณลักษณะสําคัญของประชาธิปไตยนับแตโบราณกาลหลักการดังกลาวถูกสะทอนออกมา ผานความเสมอภาคทางกฎหมายของพลเมืองทุกคน และมีสิทธิเขาถึงกระบวนการทางกฎหมายโดย เทาเทียม กัน ตัวอยางเชน ในประชาธิปไตยแบบมีผูแทน ทุกเสียงมีน้ําหนักเทากันทั้งสิ้น และไมมีการจํากัดอยางไรเหตุผลใช บังคับกับทุกคนที่ปรารถนาจะเปนผูแทน สวนอิสรภาพไดมาจากสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่ง โดยทั่วไปไดรับการคุมครองโดยรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยถือกําเนิดขึ้นอยางเปนทางการในกรีซโบราณแตวิธีปฏิบัติแบบประชาธิปไตยปรากฏในสังคมอยู กอนแลว รวมทั้งเมโสโปเตเมีย ฟนีเซียและอินเดียวัฒนธรรมอื่นหลังกรีซไดมีสวนสําคัญตอวิวัฒนาการของ ประชาธิปไตย เชน โรมันโบราณ ยุโรปและอเมริกาเหนือและใต มโนทัศนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนเกิดขึ้นสวนใหญ จากแนวคิดและสถาบันซึ่งไดถูกพัฒนาระหวางยุคกลางของยุโรปและยุคภูมิธรรมในการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติ ฝรั่งเศส ประชาธิปไตยไดถูกเรียกวา "ระบอบการปกครองสุดทาย" และไดแพรหลายอยางมากไปทั่วโลกสิทธิในการ ออกเสียงลงมติในหลายประเทศไดขยายวงกวางขึ้นเมื่อเวลาผานไปจากกลุมคอนขางแคบ (เชน ชายมั่งมีในกลุมชาติ พันธุหนึ่ง ๆ) โดยนิวซีแลนดเปนชาติแรกที่ใหสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปแกพลเมืองทุกคนใน ค.ศ. 1893 ประชาธิปไตยมักถูกเขาใจสับสนกับระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ในบางนิยาม "สาธารณรัฐ" เปน ประชาธิปไตยรูปแบบหนึ่ง แตนิยามอื่นทําให "สาธารณรัฐ" เปนคําที่มีความหมายตางหาก ไมเกี่ยวของกันอยางไรก็ดี แมการดําเนินการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแมจะไดรับความนิยมมากในปจจุบัน แตตองเผชิญกับปญหา หลายประการที่เกิดขึ้นในปจจุบัน อยางเชน ขอพิพาทเกี่ยวกับดินแดน การอพยพเขาเมือง และ การกีดกันกลุม ประชากรบางชาติพันธุเปนตน องคการสหประชาชาติไดประกาศกําหนดใหวันที่ 15 กันยายน ของทุกป เปนวันประชาธิปไตยสากล ประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยบริสุทธิ์ เปนรูปแบบการปกครองซึ่งประชาชนออกเสียงในการริเริ่ม นโยบายตาง ๆ โดยตรง ซึ่งขัดกับประชาธิปไตยแบบมีผูแทนตรงที่ประชาชนออกเสียงเลือกผูแทนไปทําหนาที่ออก เสียงการริเริ่มนโยบายออกทอดหนึ่ง ประชาธิปไตยทางตรงอาจนํามาซึ่งการผานการตัดสินใจบริหาร, เสนอกฎหมาย , เลือกตั้งหรือถอดถอนเจาหนาที่และดําเนินการไตสวน ประชาธิปไตยทางตรงหลัก ๆ สองรูปแบบมีประชาธิปไตย แบบมีสวนรวมและประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ
  • 14.
    34 หลายประเทศซึ่งปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีผูแทนอนุญาตรูปแบบการปฏิบัติทางการเมืองสาม รูปแบบซึ่งใหประชาธิปไตยทางตรงอยางจํากัด ไดแก การลงประชามติ,การริเริ่มออกกฎหมาย และการถอดถอนผู ไดรับเลือกตั้ง การลงประชามติอาจรวมความสามารถที่จะจัดการออกเสียงมีผลผูกมัดวากฎหมายฉบับหนึ่ง ๆ ควร ถูกปฏิเสธหรือไม ดวยวิธีการนี้จึงเปนการใหสิทธิแกประชากรซึ่งจัดการออกเสียงเลือกตั้งวีโต กฎหมายซึ่งผูไดรับ เลือกตั้งลงมติยอมรับ ประเทศหนึ่งที่ใชระบบนี้คือ สวิตเซอรแลนดการริเริ่มออกกฎหมาย ซึ่งตามปกติแลวสมาชิก สาธารณะทั่วไปเปนผูเสนอ ผลักดันการพิจารณากฎหมาย (โดยปกติในการลงประชามติตามมา) โดย ปราศจากการปรึกษากับผูแทนที่ไดรับเลือกตั้ง หรือแมจะขัดกับการคัดคานที่แสดงออกของพวกเขา การ ถอดถอนผูไดรับเลือกตั้งใหอํานาจแกสาธารณะในการถอดถอนเจาหนาที่จากตําแหนงกอนสิ้นสุดวาระ แมกรณี นี้จะหายากมากในประชาธิปไตยสมัยใหม ผูเขียนซึ่งสนับสนุนอนาธิปไตยไดแยงวา ประชาธิปไตยทางตรงไมยอมรับ องคกรกลางที่เขมแข็ง เพราะอํานาจการตัดสินใจสามารถอยูไดระดับเดียวเทานั้น คือ อยูกับประชาชนหรือกับ องคกรกลาง ระบอบการปกครอง แบบมีผูแทน ประชาธิปไตยแบบมีผูแทน (Representative democracy) โดยทั่วไปมักเรียกวาเปนรูปแบบหนึ่งของ ระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะตรงขามกับ หรือเปนประชาธิปไตยแบบทางตรงประชาธิปไตยแบบทางออม (Indirect Democracy) ประชาธิปไตยแบบมีผูแทนเปนระบอบการเมืองที่ใหประชาชนเลือกผูแทนของตนเขาไปบริหารและตัดสินใจ แทนตน เปนระบอบการปกครองที่ประชาชนมอบอํานาจอธิปไตยใหผูแทนที่เขาเลือกตั้งเขาไปตามกฎหมายวาดวย การเลือกตั้งของรัฐ เปนผูใชอํานาจดังกลาวแทน โดยมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนงที่แนนอน เชน ตาม รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กําหนดวาระในการดํารงตําแหนง 4 ป สําหรับสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรและ 6 ป สําหรับสมาชิกวุฒิสภา ในประเทศประชาธิปไตยสวนใหญที่ไดยึดถือหลักการแบงแยกอํานาจอธิปไตยออกเปน 3 ฝายคือ 1. อํานาจนิติบัญญัติ 2. อํานาจบริหาร 3. อํานาจตุลาการ การเลือกตั้งผูแทนมักใชเพื่ออํานาจในสองประการแรก คืออํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร เชนตัวอยาง ประเทศไทย อยางไรก็ตาม ประชาธิปไตยแบบตัวแทนดังกลาวนี้ มีปญหาพื้นฐานพอที่จะกลาวถึงไดใน 2 ประการ ประกอบดวย
  • 15.
    35 1. ปญหาความเปนตัวแทนของผูแทนราษฎรที่อาจจะไมไดสะทอนความตองการที่แทจริงของประชาชน เนื่องจากการเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้งหรือดวยวิธีการอื่นเชน การซื้อเสียงการโกงการเลือกตั้ง (Election fraud) ประการหนึ่ง 2. ปญหาความโนมเอียงที่ผูแทนราษฎรจะตัดสินใจประการใดประการหนึ่ง โดยเฉพาะในกระบวนการทางนิติ บัญญัติ ที่จะเปนการเอื้อตอกลุมผลประโยชน และหลายกรณีที่ผลการตัดสินใจนั้นบังเกิดผลเสียหายแกชุมชน ทองถิ่น ซึ่งก็เปนผลสืบเนื่องจากการการขาดความสํานึกเกี่ยวกับการเปนตัวแทนของปวงชน อันเปน ปญหาในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเฉพาะตัวของผูแทนดวยประการหนึ่ง ระบบรัฐสภา เปนกลไกการปกครอง ที่ฝายบริหารหรือรัฐบาลมีที่มาจากรัฐสภาซึ่งทําหนาที่นิติบัญญัติและมี ความรับผิดชอบตอสภา ในระบบรัฐสภา ตําแหนงประมุขแหงรัฐ และตําแหนงหัวหนารัฐบาลมักจะแยกออกจากกัน โดยหัวหนารัฐบาลเปนนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ประมุขแหงรัฐเปนพระมหากษัตริยตามการสืบสันตติวงศ หรือ ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภาสมัยใหมมีตนกําเนิดในอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17 ระบบสภาเดี่ยว (unicameralism) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติบัญญัติหรือรัฐสภาแหงเดียว ประเทศ ที่ใชระบบสภาเดียวสวนใหญเปนประเทศเล็กและเปนรัฐที่มีความเปนหนึ่งเดียวกัน จึงไมเห็นความจําเปนที่จะตองมี สภาสูงมุมมองที่นิยมองคนิติบัญญัติในระบบสภาเดียวเห็นวา ถาสภาสูงเปนประชาธิปไตยแแลวยอมเปนเสมือนภาพ สะทอนของกระจกเงา คือการเปนประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน จึงเปนการซ้ําซอน ทฤษฎีที่เอนมาทางฝายนี้เห็นวา หนาที่ของสภาที่สอง เชนการพิจารณาหรือแปรญัตติสามารถทําไดโดยกรรมาธิการของสภาไดอยูแลว เพราะการ พิทักษรัฐธรรมนูญทําไดเพราะมีการเขียนไวเปนลายลักษณอักษรอยูแลว ในหลายกรณี ก็มีรัฐบาลซึ่งขณะนี้เปนระบบสภาเดียวเคยใชระบบสองสภามาแลวโดยการ ยกเลิกสภาสูง ปรากฏใหเห็นอยู เหตุผลในการเปลี่ยนเชนนั้นเนื่องมาจากสภาสูงที่มาจากการเลือกตั้งซ้ําซอนกับสภาลางซึ่งเปนการ กีดขวางการผานกฎหมาย กรณีตัวอยางไดแก "แลนดสติง" (Landsting) หรือสภาสูงในเดนมารก (ยกเลิกเมื่อ พ.ศ. 2497) อีกเหตุผลหนึ่งเนื่องมาจากสภาที่มาจากการแตงตั้งไดรับการพิสูจนวาออนแอไมปรากฏผลงาน กรณีตัวอยาง ไดแก คณะกรรมการที่ปรึกษาฝายนิติบัญญัติ (Legislative Council) ของนิวซีแลนด (ยกเลิก พ.ศ. 2494) ระบบสองสภา (bicameralism -bi + Latin camera หรือ chamber) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติ บัญญัติสององคหรือมีรัฐสภาสองสภา ดังนั้น ระบบสองสภา หรือ สององคนิติบัญญัติจึงประกอบดวย 2 องคประชุม คือสภาสูงและสภาลาง ระบบสองสภานับเปนหัวใจสําคัญของรูปแบบคลาสสิกของรัฐบาลผสม องคนิติบัญญัติแบบ สองสภาจึงจําเปนตองมีเสียงขางมากในการผานกฎหมาย ประเภทของระบบสองสภา 1. ระบอบสหพันธรัฐ
  • 16.
    36 สหพันธรัฐ (Federation) คือการรวมกันของรัฐมากกวา2 รัฐขึ้นไป มีรัฐบาล 2 ระดับ คือรัฐบาลของแตละ รัฐ เรียกวา รัฐบาลทองถิ่น และรัฐบาลกลาง คือ รัฐบาลที่รัฐตกลงมอบอํานาจไปสวนหนึ่งตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ รูปแบบของรัฐบาลหรือโครงสรางรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐนั้นมีรากฐานมาจากแนวคิดระบอบสหพันธรัฐ (Federalism) ซึ่งจัดวาเปนแนวคิดตางขั้วโดยสิ้นเชิงกับอีกระบอบหนึ่ง คือการปกครองแบบรัฐเดี่ยว สหพันธรัฐนั้นอาจประกอบไปดวยประชาชนที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หรืออาจมีพื้นที่ขนาดใหญ (8ใน10ของ ประเทศที่ใหญที่สุดในโลก ลวนเปนสาธารณรัฐ) แตองคประกอบเหลานั้นไมใชสวนสําคัญ อยางไรก็ดี สวนใหญ แลว สหพันธรัฐนั้นเกิดขึ้นจากขอตกลงระหวางรัฐอธิปไตยที่มีมากอนแลว องคกรระหวางประเทศสําหรับกลุม ประเทศสหพันธรัฐคือ องคประชุมกลุมประเทศสหพันธรัฐ (Forum of Federations) ถูกจัดตั้งขึ้นและมีสํานักงาน ใหญอยูที่กรุงออตตาวา รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีจุดประสงคในการแบงปนแนวคิดและแนวปฏิบัติในการ จัดการระบบรัฐบาลกลางและรัฐบาลทองถิ่น ปจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 9 ประเทศ 2. ระบอบอภิชนาธิปไตย อภิชนาธิปไตย มาจากศัพทภาษากรีกโบราณวา aristocracy ซึ่งหมายถึง รัฐบาลที่ "ปกครองโดยคนที่ดีที่สุด" คําจํากัดความนี้เปนคําจํากัดความอันดับแรกในพจนานุกรมสวนมาก ศัพทวา aristocracy มาจากคําสองคํา ไดแก "aristos" หมายถึง "ดีที่สุด" และ "kratein" หมายถึง "การปกครอง" อภิชนาธิปไตยมักจะมีลักษณะใกลเคียงเศรษฐ ยาธิปไตย หรือคือการปกครองโดยคนสวนนอยที่มีฐานะสูงกวาคนทั่วไป ถือเปนกลุมขุนนาง ผูดี กลุมเศรษฐี เปนตน ตัวอยางของการปกครองเชนนี้คือ ยุคโชกุนของญี่ปุน ระบบสามสภา (tricameralism) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาสามสภา ซึ่งตรงกัน ขามกับระบบสภาเดียวและสองสภาที่เปนระบบที่แพรหลายทั่วไปมากกวา คําวาสามสภาใชในประเทศแอฟริกาใตที่มีรัฐสภาที่จัดตั้งขึ้นภายใตรัฐธรรมนูญใหมในระบอบการเหยียด ผิว (aparthied) เมื่อ พ.ศ. 2528 ที่มี 3 สภา สําหรับคนผิวขาว คนผิวสี และชาวเอเชีย อีกตัวอยางหนึ่งของสภานิติ บัญญัติระบบสามสภาไดแกรัฐตัวอยางของ ซีโมน โบลิวาร (Simón Bolívar) หรือรัฐทั่วไปแหงฝรั่งเศส (French States-General) ก็เรียก ซึ่งมีสามเอสเตด (estates) ระบบสี่สภา (Tetracameralism) หมายถึงการมีองคนิติบัญญัติ 4 องคหรือ 4 สภา แตกตางกับระบบสภา เดียวและระบบสองสภาที่มีใชกันมากที่สุด และระบบสามสภาที่พอมีใชกันบาง รัฐบาลที่ใชระบบสี่สภามีใชกันนอย มาก สภาที่ปรึกษา (deliberative assemblies) ในสมัยสแกนดิเนเวียยุคกลาง สวนใหญใชระบบสี่สภาโดย แบงเปน 4 เอสเตท ไดแกสภาชนชั้นสูง สภานักบวช สภาชาวเมืองและสภาชาวนา สภาริคสแดก เอสเตท (Riksdag of the Estates) ของสวีเดนและฟนแลนดใชระบบนี้นานที่สุด โดยแบงองคนิติบัญญัติออกเปนสี่สภา
  • 17.
    37 ฟนแลนดเมื่อครั้งเปนสวนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ไดใชระบบสี่สภามาจนถึง พ.ศ.2449 ซึ่งเปลียนมาเปน องคนิติบัญญัติที่นับวาทันสมัยที่สุดในขณะนั้นคือระบบสภาเดียวที่มีการใหสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งแบบทั่วไป เทวาธิปไตย (Theocracy) คือระบอบการปกครองที่มีพระเจาหรือเทพเปนประมุข หรือในความหมายกวาง ๆ คือระบอบการปกครองที่รัฐปกครองโดยอํานาจจากเทพ (divine guidance) หรือโดยผูที่ถือกันวาไดรับอํานาจหรือ การดลใจโดยตรงจากเทพ ในภาษากรีกคอยเน (Koine Greek) หรือภาษากรีกสามัญคําวา “theocracy” มาจากคํา วา “kra′tos” โดย “the.os” หรือ “ปกครองโดยพระเจา” สําหรับผูมีความศรัทธาแลวระบบนี้ก็เปนระบอบการ ปกครองที่ใชอํานาจจากเทพในการปกครองมวลมนุษยในโลก ไมโดยผูที่เปนเทพกลับชาติมาเกิด (incarnation) ก็ มักจะโดยผูแทนของศาสนจักรที่มีอํานาจเหนืออาณาจักร รัฐบาลที่ปกครองโดยระบบเทวาธิปไตยปกครองโดยเทพ ธรรมนูญ (theonomy) - ระบอบเทวาธิปไตยควรจะแยกจากระบบการปกครองอื่น ๆ ที่มีศาสนาประจําชาติ (state religion) หรือ รัฐบาลที่มีอิทธิพลจากเทวปรัชญาหรือศีลธรรม หรือระบบราชาธิปไตยที่ปกครอง “โดยพระคุณของพระเจา” (By the Grace of God) - เทวาธิปไตยอาจจะเปนระบบการปกครองเดี่ยวที่ฐานันดรระดับตาง ๆ ของรัฐบาลที่ปกครองโดยฝาย อาณาจักรเปนฐานันดรระดับเดียวกันกับที่ใชในการปกครองในศาสนจักร หรืออาจจะแบงเปนสองระบบที่แยก ฐานันดรระหวางอาณาจักรและศาสนจักร - การปกครองเทวาธิปไตยเปนระบบที่ใชในหลายศาสนาที่ไดแกศาสนายูดาห, ศาสนาอิสลาม ลัทธิขงจื๊อศาสนา ฮินดู พุทธศาสนาบางนิกายเชนทะไลลามะ และ คริสตศาสนาบางนิกายที่รวมทั้งโรมันคาทอลิก อีสเทิรนออรทอ ดอกซ โปรเตสแตนต และมอรมอน ตัวอยางของการปกครองระบบเทวาธิปไตยของคริสตศาสนาก็ไดแกการปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน ระหวาง ค.ศ. 330 ถึง ค.ศ. 1453 และของจักรวรรดิการอแล็งเฌียงระหวาง ค.ศ. 800 ถึง ค.ศ. 888 หรือในปจจุบัน ในการปกครองของรัฐพระสันตะปาปาที่มีพระสันตะปาปาผูถือกันวาเปนผูแทนของพระเจาบนโลกมนุษย ระบอบการปกครอง แบงตามระบบกฎหมาย อํานาจนิยม (authoritarianism) เปนรูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมซึ่งมีลักษณะของการออนนอมตออํานาจ หนาที่ ตามปกติมักตรงขามกับปจเจกนิยมและอิสรนิยม ในทางการเมือง รัฐบาลอํานาจเปนรัฐบาลซึ่งอํานาจหนาที่ ทางการเมืองกระจุกตัวอยูกับนักการเมืองกลุมเล็ก - อํานาจนิยมมีลักษณะของอํานาจที่เขมขนและรวมเขาสูศูนยกลางอยางมาก ซึ่งรักษาไวโดยการปราบปรามทาง การเมืองและการกีดกันคูแขงที่เปนไปได รัฐบาลอํานาจนิยมใชพรรคการเมืองและองคการมวลชนเพื่อระดมคนมา รอบเปาหมายของรัฐบาล
  • 18.
    38 - อํานาจนิยมเนนกฎหมายตามอําเภอใจมากกวานิติธรรม มักมีทั้งการโกงการเลือกตั้งการตัดสินใจทางการเมือง จากกลุมเจาหนาที่ซึ่งไดรับคัดเลือกโดยไมเปดเผย ระบบราชการซึ่งบางครั้งดําเนินการไมเปนไปตามระเบียบ ซึ่งไมได รับการตรวจตราอยางเหมาะสมจากเจาหนาที่ซึ่งไดรับเลือกตั้ง และลมเหลวที่จะบริการผูมีสิทธิเลือกตั้งที่พวกเขา สมควรจะบริการ อํานาจนิยมยังมีแนวโนมรวมการใชอํานาจทางการเมืองอยางไมเปนทางการและไมไดวางระเบียบ ไว ความเปนผูนําซึ่ง "แตงตั้งตัวเองและแมวาจะถูกเลือกตั้งเขามา ก็ไมอาจถูกปลดไดโดยทาสงเลือกเสรีของพลเมือง ในหมูผูแขงขัน" การลิดรอนเสรีภาพของพลเมืองตามอําเอใจ และอดทนต่ําตอการคัดคานซึ่งมีความหมาย สาธารณรัฐ (Republic) ในความหมายอยางกวาง คือ รัฐหรือประเทศ ที่นําโดยกลุมบุคคลที่มีอํานาจทาง การเมืองทั้งหมดของพวกเขานั้นอยูในการควบคุมของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้น สาธารณรัฐในปจจุบันสวนใหญ เรียกประมุขของรัฐวา ประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีอาจจะเปนทั้ง ประมุขของรัฐและหัวหนารัฐบาล หรือเปนเพียงประมุขของรัฐอยางเดียวก็ได ระบบประธานาธิบดี ระบบประธานาธิบดีเปนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนระบบหนึ่งซึ่งสาธารณะเลือกตั้งประธานาธิบดีผานการ เลือกตั้งเสรีและยุติธรรม ประธานาธิบดีเปนทั้งประมุขแหงรัฐและประมุขรัฐบาล โดยควบคุมอํานาจบริหารสวนใหญ ประธานาธิบดีมีวาระการดํารงตําแหนงแนนอนและไมอาจดํารงตําแหนงเกินกําหนดเวลาได เพราะไดรับเลือกตั้งจาก ประชาชน ประธานาธิบดีจึงสามารถกลาวไดวา เขาเปนทางเลือกของประชาชนและเพื่อประชาชน การเลือกตั้งตาม แบบมีกําหนดวันที่ชัดเจนและไมอาจเปลี่ยนแปลงไดโดยงาย การเปนประมุขแหงรัฐและประมุขรัฐบาลรวมกันทําให ประธานาธิบดีไมเพียงแตเปนหนาเปนตาของประชาชน แตยังเปนหัวหนานโยบายดวย ประธานาธิบดีควบคุม คณะรัฐมนตรีโดยตรง สมาชิกคณะรัฐมนตรีนั้นไดรับการแตงตั้งอยางเจาะจงจากประธานาธิบดีดวยตนเอง ประธานาธิบดีไมอาจถูกถอดออกจากตําแหนงไดโดยงายจากฝายนิติบัญญัติ แมประธานาธิบดีจะถืออํานาจบริหาร สวนมากไว แตเขาก็ไมสามารถถอดสมาชิกฝายนิติบัญญัติไดโดยงายเชนกัน ระบบนี้จึงเพิ่มการแบงแยกอํานาจ ทั้งยัง อาจกอใหเกิดความแตกแยกระหวางประธานาธิบดีและฝายนิติบัญญัติที่มาจากตางพรรคการเมือง ซึ่งเปดใหฝายหนึ่ง ขัดขวางอีกฝายได ดวยเหตุนี้ ประชาธิปไตยประเภทจึงนี้ไมพบแพรหลายทั่วโลกในปจจุบันแตประเทศสวนใหญใน ทวีปอเมริกาตั้งแตสหรัฐอเมริกาถึงทวีปอเมริกาใตใชระบบนี้ ระบบนี้ไมมีนายกรัฐมนตรี ฝายบริหารไมสามารถยุบสภา ฝายนิติบัญญัติไมสามารถอภิปรายไมไววางใจ ระบบกึ่งประธานาธิบดี ระบบกึ่งประธานาธิบดีเปนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนซึ่งรัฐบาลมีทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี ประชาธิปไตยแบบนี้ยิ่งพบนอยกวาระบบประธานาธิบดีเสียอีก ระบบนี้มีทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งไมมีกําหนดวาระ และ ประธานาธิบดีซึ่งมีกําหนดวาระ ขึ้นอยูกับประเทศ การแบงแยกอํานาจระหวางนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีนั้น แตกตางกันไป ในกรณีหนึ่ง ประธานาธิบดีถืออํานาจมากกวานายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทั้งฝายนิติ
  • 19.
    39 บัญญัติและประธานาธิบดี สวนอีกดานหนึ่ง นายกรัฐมนตรีสามารถถืออํานาจมากกวาประธานาธิบดีประธานาธิบดี กับนายกรัฐมนตรีแบงอํานาจกัน ขณะที่ประธานาธิบดีถืออํานาจแยกจากฝายนิติบัญญัติ ประธานาธิบดีเปนผู บัญชาการทหารสูงสุดดวยตนเอง ควบคุมนโยบายการทางประเทศ และเปนประมุขแหงรัฐ ("หนาตาของประชาชน") นายกรัฐมนตรีถูกคาดหวังวา วางนโยบายของพรรคซึ่งชนะการเลือกตั้งสูฝายนิติบัญญัติ รัฐบาลประเภทนี้ยังสราง ปญหาวาใครถือความรับผิดชอบใด แบงตามแนวคิดทางการเมือง รัฐคอมมิวนิสต (Communist state) เปนรูปแบบที่นักรัฐศาสตรใชอธิบายรูปแบบของรัฐบาลในรัฐที่มีการปกครองภายใตพรรคการเมืองเพียง พรรคเดียว และประกาศใชลัทธิมารกซ-เลนิน ซึ่งเปนแนวคิดทางคอมมิวนิสต รัฐคอมมิวนิสตอาจมีพรรคการเมือง ตามกฎหมายหลายพรรค แตรัฐธรรมนูญรับรองใหพรรคคอมมิวนิสตเปนรัฐบาล พรรคคอมมิวนิสตจึงเปนสถาบัน บริหารประเทศนั้น ๆ โดยปริยาย ประเทศที่เปนรีฐคอมมิวนิสต คือ จีน เกาหลีเหนือ คิวบา ลาว เวียดนาม ฟาสซิสต (Fascism) เปนหนึ่งในลักษณะการปกครองของรัฐ ในฟาสซิสตซึ่งปรากฏในชวงกอนและระหวางสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีแนวคิดสําคัญวา รัฐเปนสิ่งที่สําคัญกวาตนหรือบุคคล ฟาสซิสตจะมีบุคคลคนหนึ่งปกครองประเทศเรียกวา ผูนํา เผด็จการ มีอํานาจสิทธิในการควบคุมรัฐบาลและประชาชน ซึ่งประชาชนภายในรัฐจะตองเชื่อฟงผูนําสูงสุด เพื่อใช ประเทศชาติอยูรอดปลอดภัย และพัฒนาไปอยางตอเนื่อง ฟาสซิสต นั้นแตกตางจากคอมมิวนิสต เนื่องจากฟาสซิสตไมตองการจะเปนเจาของที่ดิน หรือโรงงานผลิต สินคา แตลัทธิฟาสซิสตจะทํางานอยางใกลชิดกับสิ่งเหลานั้นและใชเปนทรัพยากรในการผลิตกองทัพที่แข็งแกรง หรือสวนอื่นของลัทธิฟาสซิสต สําหรับลัทธิฟาสซิสตแลวถือวาเปนเรื่องที่สําคัญมากที่โรงเรียนทุกโรงในประเทศจะ สอนเด็กวาผูนําเผด็จการเปนบุคคลที่สําคัญที่สุดในโลก เมื่อโตขึ้นแบบอยางที่ควรทําคือเขารวมกลุมกับลัทธิฟาสซิสต โดยบุคคลที่ไมเห็นดวยกับลัทธิจักตองถูกสังหารหมูทั้งหมด ผูนําลัทธิฟาสซิสตมักจะเปนบุคคลที่มียศสูงในกองทัพ ถึงแมพวกเขาจะไมมียศมากอนก็ตาม และมักปรากฏตัวในชุดกองทัพบกหรือกองทัพเรือตอหนาสาธารณชน ลัทธิฟาสซิสต ถูกใชขึ้นครั้งแรกโดย เบนิโต มุสโสลินี ผูนําเผด็จการชาวอิตาลี จากป พ.ศ. 2465 ถึงปพ.ศ. 2486 รัฐบาลของ เอ็นกิลเบริต ดอลฟว ในออสเตรีย อดอลฟ ฮิตเลอรในนาซีเยอรมนี และฟรานซิสโก ฟรังโก ใน สเปน คําขวัญของฟาสซิสต คือ "สามัคคีคือพลัง" ลัทธิฟาสซิสตเปนชื่อของอาณาจักรโรมันสมัยกอน มันคือไมเมื่อไมมีอยูแทงเดียวก็จะหักไดงาย แตเมื่อนําไม มารวมกันนั้นจะหักไดยากมาก เหมือนกับเมื่อชาติมีประชาชนมารวมกันก็จะทําใหชาติแข็งแกรงไรเทียมทาน แต
  • 20.
    40 กลายเปนวาลัทธิฟาสซิสต ไมแข็งแกรงเทาที่ควรเพราะประชาชนเบื่อกับการทํางาน และการปฏิวัติของลัทธิ ฟาสซิสตซึ่งทําใหลัทธิฟาสซิสตสิ้นสุดในป พ.ศ. 2486 อนาธิปไตย (anarchism) โดยทั่วไปนิยามวาเปนปรัชญาการเมืองซึ่งถือวารัฐนั้นเปนสิ่งไมพึงปรารถนา ไมจําเปนและใหโทษ หรืออีก อยางหนึ่งวา เปนการคัดคานผูมีอํานาจและองคการมีลําดับชั้นบังคับบัญชาในการชี้นําความสัมพันธของมนุษย ผู เสนออนาธิปไตย หรือรูจักกันวา "ผูนิยมลัทธิอนาธิปไตย" (anarchist) สนับสนุนสังคมที่ปราศจากรัฐโดยตั้งอยูบน การรวมกลุมอยางสมัครใจที่ไมมีลําดับชั้น เสรีภาพของปจเจกชนและการตอตานรัฐ คือหลักการที่ชัดเจนของลัทธิอนาธิปไตย สําหรับในเรื่องอื่น ๆ นั้น อาจมีความเห็นที่แตกตางกันบางในหมูผูที่นิยมแนวคิดนี้ เชน การใชความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสังคม ชนิดของ ระบอบเศรษฐกิจ ความสัมพันธระหวางเทคโนโลยีและลําดับชั้น การตีความหมายของแนวคิดเกี่ยวกับความสม ภาค (egalitarian) และระดับของการจัดองคกร คําวา "อนาธิปไตย" ในความหมายที่นักอนาธิปไตยใชนั้น มิไดหมายถึงภาวะยุงเหยิงหรืออโนมี แตเปน รูปแบบของความสัมพันธของมนุษยที่เสมอภาค ที่ถูกจัดตั้งขึ้นและรักษาอยางจงใจอุดมการณทางการเมือง อนุรักษนิยม หรือ คติอนุรักษ (conservatism) โดยทั่วไปหมายถึงปรัชญาทางการเมืองที่ยึดถือเอาสิ่งดีงามในอดีตมาเปนแนวทางในการดําเนินงานใน ปจจุบัน โดยนิยมการเปลี่ยนแปลงแบบคอยเปนคอยไป และสวนใหญจะอยูตรงขามกับแนวคิดปฏิวัติ แนว อนุรักษนิยมทางการเมืองสมัยใหมเริ่มตนขึ้นในปลายคริสตศตวรรษที่ 18ซึ่งเปนปฏิกิริยาตอบสนองตอการปฏิวัติ ฝรั่งเศสและการปฏิวัติอุตสาหกรรม อันนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พรรคการเมืองที่ มีแนวคิดอนุรักษนิยมจัดเปนพรรคอนุรักษนิยม ลัทธินิยมสถาบันพระมหากษัตริย (royalism) เปนลัทธิที่สนับสนุนราชอาณาจักร หรือการปกครองรูปแบบใดก็ไดเพียงแตใหมีพระมหากษัตริยเปนประมุข แหงรัฐ สนับสนุนผูอางสิทธิในราชบัลลังก หรือสนับสนุนพระมหากษัตริยพระองคปจจุบัน แตสวนใหญแลว มักใชใน กลุมผูสนับสนุนพระมหากษัตริยซึ่งถูกลมลางโดยสาธารณรัฐแลว แนวคิดดังกลาวมีความแตกตางจาก ลัทธินิยม ราชาธิปไตย(monarchism) ที่สนับสนุนการปกครองแบบราชาธิปไตย แตตางกันที่ไมไดวาดวยเรื่องการอางสิทธิใน ราชบัลลังก เสรีนิยม (Liberalism)
  • 21.
    41 เปนกลุมกวาง ๆ ของทัศนะทางการเมืองที่จัดใหเสรีภาพและความเสมอภาคของปจเจกบุคคลเปนเปาหมาย สําคัญที่สุด แนวความคิดเสรีนิยมเชื่อวาโดยพื้นฐานมนุษยนั้นมิไดเปนคนเลว แตมนุษยเปนสัตวที่มีเหตุผล ดังนั้น ความ รวมมือ ทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึง สันติภาพระหวางประเทศจึงเปนสิ่งที่เปนไปได นักเสรีนิยมเชื่อวา ความสัมพันธระหวางประเทศนั้นเปนเรื่องการมุงแสวงหาการพึ่งพาระหวางกันมากกวาแสวงหาความมั่นคงทาง อํานาจ ดังนั้นจึงเปนที่มาของการสรางสถาบันระหวางประเทศรวมกัน รวมถึงจารีต แนวปฏิบัติระหวางประเทศเพื่อ รักษาสันติภาพระหวางรัฐใหคงอยู ลัทธิเลนิน (Leninism) หรือ ลัทธิมารกซิสต-ลัทธิเลนิน (Marxism-Leninism) ลัทธิทางการเมืองของสหภาพโซเวียตเลนินไมได ปฏิวัติตามหลักวิทยาศาสตรแบบของมารกซไดกําหนดไว โดยมารกซไดบอกวา ประเทศที่สามารถปฏิวัติคอมมิวนิสต ไดคือประเทศที่ไดปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแลว ซึ่งในขณะนั้นประเทศรัสเซียยังลาหลังกวาประเทศอื่นๆ ประชากรสวน ใหญยังเปนชาวนา เลนินจึงปรับปรุงแนวคิดของเขาใหสามารถใชไดกับประเทศรัสเซียในขณะนั้น ในหนังสือ What is to be done ของเลนินสรุปไดดังนี้ 1. การปฏิวัติตองเปนไปตามหลักวิทยาศาสตร 2. กรรมกรในฐานะที่เปนชนชั้น ตองทํางานจนไมมีสํานึกทางสังคม ดังนั้นกรรมกรจึงตองการผูนําในการปฏิวัติ 3. การปลอยใหกรรมกรปฏิวัติเพียงลําพัง จะไมสามารถเอาชนะนายทุนได เพราะกรรมกรมีภาระมากมาย จึง ตองการความชวยเหลือจากนักปฏิวัติอาชีพ ที่มีสติปญญา และมีพื้นเพเปนกรรมกรเชนกัน และตองเชื่อฟง ศูนยกลางคือพรรคคอมมิวนิสต ลัทธิสตาลิน (Stalinism) หรือ สังคมนิยมในประเทศเดียว เปนการตีความทางทฤษฎีและการประยุกต ในทางปฏิบัติของหลักนิยมมารกซิสต (Marxism) สวนที่เปน คุณูปการโดยโจเซฟ สตาลิน (Josef Stalin) ซึ่งเปนผูมีอํานาจครอบงําพรรคคอมมิวนิสตและกลไกของรัฐบาลใน สหภาพโซเวียต (Soviet Union) ตั้งแตชวงกลางทศวรรษหลังป ค.ศ. 1920 จนกระทั่งเขาถึงแกอสัญกรรมเมื่อ ป ค.ศ. 1953 สําหรับคุณูปการสําคัญของลัทธิสตาลินมีดังนี้ คือ 1.วิธีการจัดชาวโซเวียตใหบรรลุถึงการการพัฒนาทางดานอุตสาหกรรม 2. จัดระบบการเกษตรแบบรวมศูนย 3.ปองกันชาติจากการถูกนาซีโจมตี 4.บูรณะชาติที่ยอยยับจากสงคราม
  • 22.
    42 สตาลินไดแสดงใหเห็นวา ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสตนี้ นอกจากจะดําเนินการไดตามแนวทางของลัทธิมารก ซิสตและลัทธิเลนิน (Marxism-Leninism) นี้แลว ก็ยังสามารถทําไดโดยวิธีอื่น คือการยึดครองทางทหารโดย มหาอํานาจคอมมิวนิสต (อยางในกรณีที่ สหภาพโซเวียตเขายึดครองยุโรปตะวันออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ก็ชวย ใหบรรลุเปาหมายคือการไดชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสตได หากกรณีที่ปจจัยแวดลอมตางๆเอื้ออํานวย พวกที่เขามารับชวงอํานาจตอจากสตาลิน ไดทําการรื้อโครงการของเลนินเสียสิ้น และ ลัทธิสตาลินนี้ก็ไดถูก ประณามวาเปนลัทธิที่สงเสริมแนวการปกครองแบบ "ยึดตัวบุคคลเปนหลัก" (Cult of Personality) เปนการ ปกครองแบบเผด็จการโดยบุคคลคนเดียว ยึดหลักการคนทําผิดไมได ทําการสถาปนารัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทําการ กําจัดพวกที่ถูกระแวงวาจะเปนฝายตรงกันขาม โดยวิธีการกวาดลาง และใชตํารวจลับ มีการจองจําคุมขังพวกที่ไม เห็นดวยทางการเมืองนับจํานวนไมถวนในคาย "กูลัก" แนวความคิดตาง ๆ ที่พัฒนาและนําไปใชในสหภาพโซเวียตโดยสตาลิน ซึ่งมีผลกระทบตอหลักนิยม คอมมิวนิสตนั้นมีดังนี้ คือ 1. แนวความคิดเรื่อง "สังคมนิยมในประเทศเดียว" (Socialism in One Country) 2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ป 3. เกษตรแบบรวมศูนย 4.รัฐธรรมนูญโซเวียตฉบับป ค.ศ. 1936 แมถึงจะมีการประณามลัทธิสตาลินนี้อยางไร แตวาการประยุกตใชทฤษฎีคอมมิวนิสตทั้งในแงทฤษฎีและใน แงปฏิบัติตาง ๆ ที่ดําเนินการกวา 30 ป ในชวงการปกครองของสตาลินนี้ ก็ยังคงเปนพื้นฐานของหลักนิยมลัทธิ คอมมิวนิสตอยูในชวงที่สหภาพโซเวียตยังไมลมสลาย.