Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
4,721 views
บทที่ 2
เนื้อหา บทที่ 2
Education
◦
Read more
1
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 22 times
1
/ 22
2
/ 22
3
/ 22
4
/ 22
5
/ 22
6
/ 22
7
/ 22
8
/ 22
9
/ 22
10
/ 22
11
/ 22
12
/ 22
13
/ 22
14
/ 22
15
/ 22
16
/ 22
17
/ 22
18
/ 22
19
/ 22
20
/ 22
21
/ 22
22
/ 22
More Related Content
PDF
บทที่ 1
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PPT
Lesson5
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PDF
บทที่ 3
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PDF
บทที่ 8
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PDF
บทที่ 7
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PDF
บทที่ 6
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PDF
บทที่ 5
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
PDF
บทที่ 4
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 1
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
Lesson5
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 3
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 8
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 7
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 6
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 5
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
บทที่ 4
by
อาจารย์ นี่หละเด้อ
Viewers also liked
PDF
สงครามโลกครั้งที่ 1
by
Taraya Srivilas
PPTX
ทฤษฎีทางการเมือง (Political theory)
by
โรงเรียนบ้านหนองตาไก้พิทยา ขอนแก่น
PDF
บทที่ 2 การรู้สารสนเทศ
by
Pa'rig Prig
PPTX
บทที่3 pptx
by
Smile Suputtra
PPTX
เครื่องมือพื้นฐานในงานเครื่องปั้นดินเผา
by
Smile Suputtra
PPTX
Lesson 1 religion
by
manit akkhachat
PDF
บท 2 แนวคิดเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศ
by
Pa'rig Prig
PPTX
Nrru 003
by
manit akkhachat
PPTX
สงครามโลกครั้งที่ 1
by
Suksawat Sanong
PPTX
Nrru 004
by
manit akkhachat
PPTX
Lesson 4 christianity
by
manit akkhachat
PPTX
Nrru 001
by
manit akkhachat
PPTX
Lesson 3 buddhism
by
manit akkhachat
PDF
2
by
manit akkhachat
PPTX
Lesson 2 hindunism
by
manit akkhachat
PPTX
Nrru 002
by
manit akkhachat
สงครามโลกครั้งที่ 1
by
Taraya Srivilas
ทฤษฎีทางการเมือง (Political theory)
by
โรงเรียนบ้านหนองตาไก้พิทยา ขอนแก่น
บทที่ 2 การรู้สารสนเทศ
by
Pa'rig Prig
บทที่3 pptx
by
Smile Suputtra
เครื่องมือพื้นฐานในงานเครื่องปั้นดินเผา
by
Smile Suputtra
Lesson 1 religion
by
manit akkhachat
บท 2 แนวคิดเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศ
by
Pa'rig Prig
Nrru 003
by
manit akkhachat
สงครามโลกครั้งที่ 1
by
Suksawat Sanong
Nrru 004
by
manit akkhachat
Lesson 4 christianity
by
manit akkhachat
Nrru 001
by
manit akkhachat
Lesson 3 buddhism
by
manit akkhachat
2
by
manit akkhachat
Lesson 2 hindunism
by
manit akkhachat
Nrru 002
by
manit akkhachat
Similar to บทที่ 2
PPT
ประชาธิปไตย
by
Kosamphee Wittaya School
PDF
00ยุคภูมิ..[1] 6.2
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย,ศิลปะสมัยใหม่
by
Pannaray Kaewmarueang
PPT
พัฒนาทางการเมือง
by
pailinsarn
PPTX
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
by
Mild Jirachaya
PDF
The marshall plan
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PPT
Soc
by
pailinsarn
PPTX
ปรัชญาการ..
by
kruruty
PDF
Democracy
by
Nuttavorn Kesornsiri
DOCX
สรุปคำบรรยายก่อนเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แผนฉบับย่อ
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ความขัดแย้งและการประสานประโยชน์
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
8.1
by
manit akkhachat
PPT
ส่งงานค่ะ ~
by
Nutrada Phomebenjabun
PPTX
Democracy
by
Nuttavorn Kesornsiri
PDF
การเมืองประชาธิปไตย : การต่อสู้และชัยชนะของประชาชน (ตื่นเถิดชาวไทย)
by
Narong Chokwatana
PDF
กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศโปรตุเกสและประเทศสเปน : จุดเริ่มต้นของคลื่นล...
by
vivace_ning
DOCX
สรุปคำบรรยายหลังเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
DOC
Thai Right of REVOLUTION & Political CORRUPTION
by
VogelDenise
PDF
6.2
by
manit akkhachat
ประชาธิปไตย
by
Kosamphee Wittaya School
00ยุคภูมิ..[1] 6.2
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย,ศิลปะสมัยใหม่
by
Pannaray Kaewmarueang
พัฒนาทางการเมือง
by
pailinsarn
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
by
Mild Jirachaya
The marshall plan
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
Soc
by
pailinsarn
ปรัชญาการ..
by
kruruty
Democracy
by
Nuttavorn Kesornsiri
สรุปคำบรรยายก่อนเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แผนฉบับย่อ
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ความขัดแย้งและการประสานประโยชน์
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
8.1
by
manit akkhachat
ส่งงานค่ะ ~
by
Nutrada Phomebenjabun
Democracy
by
Nuttavorn Kesornsiri
การเมืองประชาธิปไตย : การต่อสู้และชัยชนะของประชาชน (ตื่นเถิดชาวไทย)
by
Narong Chokwatana
กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศโปรตุเกสและประเทศสเปน : จุดเริ่มต้นของคลื่นล...
by
vivace_ning
สรุปคำบรรยายหลังเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
Thai Right of REVOLUTION & Political CORRUPTION
by
VogelDenise
6.2
by
manit akkhachat
บทที่ 2
1.
บทที่ 2 ประวัติศาสตรการเมืองการปกครอง ยุคโบราณ คําวา ประชาธิปไตย
ปรากฏขึ้นเปนครั้งแรกในแนวคิดทางการเมืองและทางปรัชญาชวงยุคกรีซ โบราณ นักปราชญเพลโต เปรียบเทียบประชาธิปไตย ซึ่งเขาเรียกวาเปน "การปกครองโดยผูถูกปกครอง" วาเปน รูปแบบทางเลือกสําหรับระบอบราชาธิปไตย คณาธิปไตยและเศรษฐยาธิปไตยถึงแมวาประชาธิปไตยแบบเอเธนสจะ ถือวาเปนการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรง แตเดิมแลวประชาธิปไตยแบบเอเธนสมีลักษณะเดนอยูสอง ประการ คือ ไดมีการคัดเลือกพลเมืองธรรมดาจํานวนมากเขาสูระบบรัฐการและศาลและมีการชุมนุมกันของพลเมือง ทุกชนชั้น พลเมืองทุกคนจะไดรับสิทธิใหอภิปรายและลงมติในสภา ซึ่งเปนที่ออกกฎหมายของนครรัฐ หากทวา ความ เปนพลเมืองชาวเอเธนสนั้นรวมเฉพาะแตชายทุกคนซึ่งเกิดจากบิดาที่เปนพลเมืองเทานั้น และผูที่กําลัง "รับราชการ ทหาร" ระหวางอายุ 18-20 ปเทานั้น ซึ่งไมรวมไปถึงผูหญิง ทาส คนตางชาติ และชายผูมีอายุต่ํากวา 20 ปบริบูรณ จากจํานวนผูอยูอาศัยกวา 250,000 คน มีผูไดรับสถานะพลเมืองเพียง 30,000 คน และมีเพียง 5,000 คนเทานั้นที่ มักจะไปปรากฏตัวในสมัชชาประชาชน เจาพนักงานและผูพิพากษาของรัฐบาลจํานวนมากเปนการกําหนดเลือก มี เพียงเหลานายพลและเจาพนักงานเพียงสวนนอยเทานั้นที่มาจากการเลือกตั้ง เกาะอารวัด (ปจจุบันคือ ประเทศซีเรีย) ซึ่งถูกกอตั้งขึ้นเมื่อคริสตสหัสวรรษที่ 2 กอนคริสตกาล โดยชาว ฟนิเซียน ถูกอางวาเปนหนึ่งในตัวอยางของระบอบประชาธิปไตยที่พบในโลกซึ่งที่นั่น ประชาชนจะถืออํานาจอธิปไตย ของตน และอีกตัวอยางหนึ่งที่นาจะมีความเปนไปได คือ ประชาธิปไตยยุคเริ่มแรกอาจมาจากนครรัฐสุเมเรียน สวน ทางดานเวสาลี ซึ่งปจจุบันคือรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เปนหนึ่งในรัฐบาลแรกของโลกที่มีองคประกอบที่สามารถ พิจารณาไดวามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเปนแหงแรกของโลก (แตก็มีบางคนที่ออกมาโตแยงวาการ ปกครองของเวสาลีนั้นไมเปนราชาธิปไตยก็จริง แตนาจะมีลักษณะเปนคณาธิปไตยมากกวาประชาธิปไตย) และยัง ปรากฏวามีการปกครองที่คลายคลึงกับประชาธิปไตยหรือคณาธิปไตยเกิดขึ้นชั่วคราวโดยชาวเมเดส ชวง คริสตศตวรรษที่ 6 กอนคริสตกาล แตถึงคราวสิ้นสุดเมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจาดาไรอัสมหาราชแหงราชวงศอารเค เมนิด ผูทรงประกาศวา ระบอบราชาธิปไตยที่ดีนั้นยอมเหนือกวาระบอบคณาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตยในทุก รูปแบบ นอกจากนั้น ยังไดมีการกลาวอางถึงสถาบันทางประชาธิปไตยในยุคเริ่มแรก โดยถือวาเปน "สาธารณรัฐ" อิสระในประเทศอินเดีย อยางเชน พระสงฆ ซึ่งเริ่มตนตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 6 กอนคริสตกาล จนถึงคริสตศตวรรษที่ 4 แตหลักฐานที่พบนั้นเลื่อนลอยและไมสามารถหาแหลงอางอิงทางประวัติศาสตรไดอยางแนชัด นอกจากนั้น
2.
22 Deodorius ซึ่งเปนนักปราชญชาวกรีกในรัชสมัยของพระเจา Alexzander
กลาวถึงรัฐอิสระซึ่งมีการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยในอินเดีย แตทวาไมไดใหรายละเอียดเพิ่มเติมแตอยางใด อยางไรก็ตาม นักวิชาการสมัยใหม กลาววา คําวาประชาธิปไตย ในสมัยคริสตศตวรรษที่ 3 กอนคริสตกาลไดถูกลดความนาเชื่อถือลง และอาจหมายถึง รัฐอิสระซึ่งไมเกี่ยวของกับการปกครองของประชาชนเลยแมแตนอย ถึงแมวาในยุคของสาธารณรัฐโรมัน จะไดมีการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อยางเชน การ ออกกฎหมาย ทวาก็มิไดเปนประชาธิปไตยอยางสมบูรณ ชาวโรมันมีการเลือกผูแทนตนเขาสูสภาก็จริง แตไมรวมถึง สตรี ทาสและคนตางดาวจํานวนมหาศาล และยังมอบน้ําหนักใหกับเหลาเศรษฐีและเจาหนาที่ระดับสูง ซึ่งการจะเขา มาเปนสมาชิกของสภาซีเนทมักจะมาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงและร่ํารวยจํานวนนอยเทานั้น ยุคกลาง ระหวางชวงยุคกลาง ไดมีรูปแบบหลายอยางที่เกี่ยวของกับการเลือกตั้งหรือสมัชชา ถึงแมวาบอยครั้ง จะเปดโอกาสใหกับประชาชนเพียงสวนนอยเทานั้น อยางเชน เครือจักรภพโปแลนด-ลิทัวเนีย ในนครรัฐ เวนิซ ชวงอิตาลียุคกลาง รัฐในไทรอล เยอรมันและสวิตเซอรแลนด รวมไปถึงนครพอคาอิสระ ซะไก ในชวง คริสตศตวรรษที่ 16 ในญี่ปุน เนื่องจากการปกครองรูปแบบตาง ๆ ที่กลาวมานั้นประชาชนมีสวนรวมเพียงสวนนอย เทานั้น จึงมักจะถูกจัดวาเปนคณาธิปไตยมากกวา และดินแดนยุโรปในสมัยนั้นยังคงปกครองภายใตนักบวชและขุน นางในยุคศักดินาเปนสวนมาก รูปแบบการปกครองซึ่งมีความใกลเคียงกับลักษณะระบบประชาธิปไตยสมัยใหมยิ่งขึ้นไปอีก คือ ระบบของ กลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คในยูเครนระหวางคริสตศัตวรรษที่ 16-17 คอสแซ็ค เฮ็ตมันนาเตและซาโปริเซียน ซิค โดย เปดโอกาสใหผูแทนจากตําบลตาง ๆ ของเคานตีเลือกตําแหนงสูงสุด ซึ่งเรียกวา "เฮ็ตมัน" (Hetman) แตดวยความที่ กลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คเปนรัฐทางการทหารอยางเต็มตัว สิทธิของผูรวมในการเลือก "เฮ็ตมัน" จึงมักจะจํากัดอยูแต เพียงผูที่รับราชการในกองทหารคอสแซ็คเทานั้น และตอมาก็ยิ่งจํากัดเพิ่มขึ้นไปอีกเปนแตเฉพาะนายทหารระดับสูง มหากฎบัตรของอังกฤษ ทางดานรัฐสภาแหงอังกฤษ มีรากฐานของการจํากัดพระราชอํานาจของกษัตริยมาจากมหากฎบัตรซึ่งสมาชิก รัฐสภาชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไดแก รัฐสภาของเดอ มงตฟอรต ในป ค.ศ. 1265 แตอันที่จริงแลว มีเพียง ประชาชนกลุมนอยเทานั้นที่ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยรัฐสภาไดรับการคัดเลือกจากประชาชนคิดเปนนอยกวา 3% ในป ค.ศ. 1780 และยังไดเกิดปญหากับรูปแบบการปกครองดังกลาว ที่เรียกวา "เขตเลือกตั้งเนา" (rotten boroughs) โดยอํานาจในการจัดตั้งรัฐสภานั้นขึ้นอยูกับความพึงพอใจของกษัตริย หลังจากการปฏิวัติอันรุงโรจน ใน ป ค.ศ. 1688 และการบังคับใชพระราชบัญญัติสิทธิ ในป ค.ศ. 1689 ซึ่งไดมีการประมวลหลักสิทธิและเพิ่มพูน อิทธิพลของรัฐสภา หลังจากนั้นสิทธิในการเลือกสมาชิกรัฐสภาก็เพิ่มมากขึ้นทีละนอย จนกระทั่งกษัตริยทรงเปน เพียงประมุขแตในนามเทานั้น
3.
23 รูปแบบประชาธิปไตยยังไดปรากฏในการปกครองระบบชนเผา อยางเชน สหพันธไอโรโควอิส
(Iroquois Confederacy) อยางไรก็ตาม ตองเปนสมาชิกเพศชายของชนเผาเทานั้นจึงจะสามารถขึ้นเปนผูนําได และบางคนยัง ถูกยกเวนอีกดวย มีเพียงสตรีที่อาวุโสที่สุดในชนเผาเดียวกันเทานั้นที่สามารถเลือกและถอดถอนหัวหนาชนเผาได ซึ่ง เปนการกีดกันประชากรจํานวนมาก รายละเอียดที่นาสนใจไดกลาววาการตัดสินใจแตละครั้งนั้นใชความคิดเห็นอัน เปนเอกฉันทของเหลาผูนํา มิใชการสนับสนุนของเสียงสวนใหญจากการลงคะแนนเสียงของสมาชิกชนเผา ในสังคมระดับกลุม อยางเชน บุชแมน ซึ่งมักจะประกอบดวยคนจํานวน 20-50 คนในแตละกลุม ไมคอยจะมี หัวหนาเทาใดหนักและทําการตัดสินใจตาง ๆ โดยอาศัยความเห็นชอบจากคนสวนใหญมากกวาในเมลานีเซีย แตเดิม ประชาคมหมูบานกสิกรรมมีความเทาเทียมกัน และมีการปกครองแบบเอกาธิปไตยที่แข็งกราวจํานวนนอย ถึงแมวา อาจมีคนใดคนหนึ่งที่มีอิทธิพลเหนือกวาผูอื่น ซึ่งอิทธิพลดังกลาวมีผลตอการแสดงทักษะความเปนผูนําอยางตอเนื่อง และความประสงคของประชาคม ทุกคนถูกคาดหวังที่จะแบงปนหนาที่ในประชาคม และใหสิทธิรวมการตัดสินใจของ ประชาคม อยางไรก็ตาม แรงกดดันอยางหนักของสังคมกระตุนใหเกิดความลงรอยกันและลดการตัดสินใจเพียงลําพัง คริสตศตวรรษที่ 18-19 แมวาจะไมมีคําจํากัดความของคําวาประชาธิปไตย แตวาเหลาผูกอตั้งสหรัฐอเมริกาไดกําหนด รากฐานของแนวปฏิบัติของอเมริกันเกี่ยวกับอิสรภาพตามธรรมชาติและความเทาเทียมรัฐธรรมนูญแหง สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลบังคับใชตั้งแตป ค.ศ. 1788 เปนตนมา ไดกําหนดใหมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึง การปกปองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แตในชวงแรก ไดครอบคลุมเฉพาะบางกลุมเทานั้น อยางไรก็ตาม ในยุคอาณานิคมกอนหนาป ค.ศ. 1776 และบางชวงเวลาหลังจากนั้น มีเพียงเหลาบุรุษเจาของ ที่ดินผิวขาวเทานั้นที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในขณะที่ทาสผิวดํา อิสรชนผิวดําและสตรียังไมไดรับอนุญาตใหเลือกตั้ง ใน วิทยานิพนธเทอรเนอร ประชาธิปไตยไดกลายเปนวิถีชีวิต และความเทาเทียมทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองอยาง กวางขวาง อยางไรก็ตาม ทาสไดเปนสถาบันทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอยางยิ่งในสิบเอ็ดรัฐทางใตของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งองคกรจํานวนมากถูกกอตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนใหคนผิวดําจากสหรัฐอเมริกาไปยังสถานที่อื่นซึ่งพวก เขาจะไดรับอิสรภาพและความเทาเทียมที่เพิ่มขึ้น โดยในชวงคริสตทศวรรษ 1820-1830 สมาคมการอพยพ อเมริกัน ไดสงคนผิวดําจํานวนมากไปยังไลบีเรีย เมื่อถึงคริสตทศวรรษ 1840 การจํากัดทรัพยสินทั้งหมดก็ยุติลง และพลเมืองชายผิวขาวเกือบทุกคนก็สามารถ เลือกตั้งไดแลว ซึ่งโดยเฉลี่ยแลว มีผูใชสิทธิ์ไปเลือกตั้งระดับทองถิ่น ระดับรัฐ และระดับชาติอยูระหวาง 60-80% หลังจากนั้น ระบบการปกครองไดเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบเจฟเฟอรสันเปนประชาธิปไตยแบบแจ็กสัน อยางชา ๆ เมื่อป ค.ศ. 1860 จํานวนทาสผิวดําในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเปน 4 ลานคน และเมื่อปลายคริสตทศวรรษ 1860 ระหวางการสรางสหรัฐอเมริกาใหม ภายหลังสงครามกลางเมืองอเมริกัน ทาสชายที่ไดรับการปลดปลอยให
4.
24 เปนอิสระก็กลายเปนพลเมืองและมีสิทธิในการเลือกตั้งตามกฎหมาย แตกวาที่พวกเขาจะไดรับการสิทธิอยางมั่นคงก็ ตองรอจนถึง ค.ศ.
1965 ในป ค.ศ. 1789 ภายหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ไดมีการประกาศใชคําประกาศวาดวยสิทธิมนุษยชนและ สิทธิพลเมือง และถึงแมวาจะมีผลในเวลาอันสั้น แตการเลือกตั้งสมัชชาแหงชาติฝรั่งเศสของบุรุษทุกคน เมื่อป ค.ศ. 1792 ก็นับเปนกาวสําคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย การใชสิทธิเลือกตั้งโดยคนทั้งชาติไดนําไปสูการกอ ตั้ง ฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1848 ซึ่งเปนยุคตื่นตัวหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ. 1848 ประชาธิปไตยเสรียังคงมีอายุสั้นในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และหลายประเทศมักจะกลาวอางวาตนได ใหสิทธิการเลือกตั้งกับพลเมืองทั้งหมดแลว ในอาณานิคมออสเตรเลียไดเปลี่ยนเปนประชาธิปไตยเมื่อกลาง คริสตศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ออสเตรเลียใตเปนรัฐบาลแหงแรกของโลกที่ใหสิทธิการเลือกตั้งโดยสตรีทั้งชาติในป ค.ศ. 1861 สวนในนิวซีแลนด ไดใหสิทธิการเลือกตั้งกับชาวมาวรีพื้นเมืองในป ค.ศ. 1867 ชายผิวขาวในป ค.ศ. 1876 และผูหญิงในป ค.ศ. 1893 ซึ่งนับเปนประเทศแรกที่ใหใหสิทธิการเลือกตั้งกับพลเมืองทั้งหมด แมวาสตรีจะยัง ไมไดรับอนุญาตใหสมัครรับเลือกตั้งไดจนกระทั่งป ค.ศ. 1919 ก็ตาม คริสตศตวรรษที่ 20 ในชวงคริสตศตวรรษที่ 20 ไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิ ของเสียงขางนอยจํานวนมาก จนทําใหเกิด "กระแสประชาธิปไตย" ซึ่งประสบความสําเร็จในหลายพื้นที่ของโลก ซึ่ง มักเปนผลมาจากสงครามการปฏิวัติ การปลดปลอยอาณานิคม และสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและศาสนา ภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการลมสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและ จักรวรรดิออตโตมัน ทําใหเกิดรัฐชาติจํานวนมากในทวีปยุโรป ซึ่งสวนใหญมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในชวงคริสตทศวรรษ 1920 ระบอบประชาธิปไตยไดมีการเจริญขึ้น แตผลของภาวะเศรษฐกิจตกต่ําครั้งใหญ ไดทํา ใหความเจริญดังกลาวหยุดชะงักลง และประเทศในแถบยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย ไดเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู การปกครองในระบอบเผด็จการมากขึ้น ทําใหเกิดเปนฟาสซิสตใน นาซี เยอรมนี อิตาลี สเปนและโปรตุเกส รวมไปถึงรัฐเผด็จการในแถบคาบสมุทรบอลติก คาบสมุทร บอล ขาน บราซิล คิวบา สาธารณรัฐจีนและญี่ปุน เปนตน ทวาภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ทําใหเกิดผลกระทบในดานตรงกันขามในทวีปยุโรป ตะวันตก ความสําเร็จในการสรางระบอบประชาธิปไตยในเขตยึดครองเยอรมนีของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและ ฝรั่งเศส ออสเตรียอิตาลี และญี่ปุนสมัยยึดครอง ซึ่งไดเปนตนแบบของทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อยางไรก็ตาม กลุมประเทศในยุโรปตะวันออก รวมไปถึงเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมนี ซึ่งถูกบังคับใหมี การเปลี่ยนแปลงไปสูการปกครองในระบอบคอมมิวนิสตตามคายตะวันออก หลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้ง ที่สองยังสงผลใหเกิดการปลดปลอยอาณานิคม และประเทศเอกราชใหมสวนใหญจะสนับสนุนใหมีการปกครองใน
5.
25 ระบอบประชาธิปไตย และอินเดียไดกลายมาเปนประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีจํานวนประชากร มากที่สุดในโลก และดําเนินตอไปอยางไมหยุดยั้ง ในชวงหนึ่งทศวรรษภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ชาติตะวันตกที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยสวนใหญ ไดมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม และดําเนินการตามรูปแบบรัฐสวัสดิการ สะทอนใหเห็นถึงความสอดคลองกันระหวาง ราษฎรกับพรรคการเมือง ในชวงคริสตทศวรรษ 1950 และ 1960 เศรษฐกิจทั้งในกลุมประเทศตะวันตกและกลุม ประเทศคอมมิวนิสต ในภายหลังเศรษฐกิจที่อยูภายใตการควบคุมของรัฐบาลไดลดลง เมื่อถึงป ค.ศ. 1960 รัฐชาติ สวนใหญไดมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแมวาประชากรสวนใหญ ของโลกจะยังคงมีการจัดการ เลือกตั้งแบบตบตา และการปกครองในรูปแบบอื่น ๆ อยู กระแสของการเปลี่ยนแปลงไปสูระบอบประชาธิปไตย นําไปสูความเจริญกาวหนาของรูปแบบประชาธิปไตย ที่เคารพสิทธิของเสียงขางนอยในหลายรัฐชาติ เริ่มจากสเปน โปรตุเกส ในป ค.ศ. 1974 รวมไปถึงอีกหลายประเทศ ในทวีปอเมริกาใต เมื่อถึงปลายคริสตทศวรรษ 1970 และตนคริสตทศวรรษ 1980 ซึ่งไดเปลี่ยนแปลงมาจากระบอบ เผด็จการทหาร มาเปนรัฐบาลพลเรือน ตามดวยประเทศในเอเชียตะวันออกและ เอเชียใต ระหวางชวงตนถึง กลางคริสตทศวรรษ 1980 และเนื่องจากความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของสหภาพ โซเวียต รวมไปถึง ความขัดแยงภายใน ทําใหสหภาพโซเวียตลมสลาย และนําไปสูจุดสิ้นสุดของ สงครามเย็น ตามมาดวย การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในกลุมประเทศยุโรปตะวันออกในคายตะวันออกเดิม นอกเหนือจากนั้น กระแสของระบอบประชาธิปไตยไดแพรขยายไปถึงบางสวนของทวีปแอฟริกา ในชวง คริสตทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะอยางยิ่งในแอฟริกาใต ความพยายามบางประการในการเปลี่ยนแปลงระบอบ การปกครองยังพบเห็นอยูในอินโดนีเซีย ยูโกสลาเวีย จอรเจีย ยูเครนเลบานอนและคีรกีซสถาน จนถึงปจจุบันนี้ ทั่วโลกไดมีประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจํานวน 123 ประเทศ (ค.ศ. 2007) และกําลังมีจํานวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไดมีการคาดเดากันวา กระแสดังกลาวจะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต ที่ซึ่ง ประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของเสียงขางนอยจะกลายเปนมาตรฐานสากลสําหรับสังคมมนุษยชาติ สมมุติฐานดังกลาว เปนหัวใจหลักของทฤษฎี "จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร" โดยฟรานซิส ฟุกุยะมะ ซึ่งทฤษฎีดังกลาวเปนการ วิพากษวิจารณบรรดาผูที่เกรงกลัววาจะมีวิวัฒนาการของประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของเสียงขางมากไปยัง ยุคหลัง ประชาธิปไตย และผูที่ชี้ใหเห็นถึงประชาธิปไตยเสรี เพลโตและอริสโตเติล สําหรับทั้งเพลโตและอริสโตเติลแลว นักปราชญทั้งสองนี้ไมเห็นดวยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพลโตไดแสดงความเห็นถึงผูนําของรัฐในอุดมคติในหนังสืออุตมรัฐ วา "ผูนําของรัฐ ควรจะเปนผูนํากลุมนอยที่ทรง ภูมิความรูและเปยมดวยคุณธรรม อุทิศตนเองใหกับรัฐ เมื่อรัฐมีผูนําที่มีคุณภาพเชนนี้ รัฐนั้น ก็เจริญกาวหนา มี ระบบการบริหารที่ดี ประชาชนจะมีชีวิตที่เปนสุข"โดยเขาเห็นวานักปราชญและนักปกครองเปนผูนําที่ดี โดยถือวา
6.
26 การปกครองแบบอภิชนาธิปไตยเปนรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด เนื่องจากเพลโตขมขื่นจากการตัดสินของกลุมคนที่ ใหประหารโสเครติส สวนทางดานอริสโตเติลไดเปรียบเทียบแบงรูปแบบการปกครองออกเปนสามรูปแบบ ไดแก
การปกครองโดย บุคคลเพียงคนเดียว (สมบูรณาญาสิทธิราช/ทรราช) การปกครองโดยคณะบุคคลสวนนอย (อภิชนาธิปไตย/ คณาธิปไตย) และการปกครองโดยคนสวนใหญ (โพลิตี/ประชาธิปไตย) ซึ่งรูปแบบที่กลาวมานั้น อริสโตเติล ได จัดแบงรูปแบบการปกครองออกเปนรูปแบบที่ดีและเลวตามลําดับ และเขาไดพิจารณาวาระบอบประชาธิปไตยเปน การปกครองที่ไมดีเมื่อเทียบกับการปกครองโดยชนชั้นกลาง เขาเชื่อวารากฐานของระบอบประชาธิปไตยนั้นมาจากเสรีภาพ ซึ่งมีเพียงการปกครองแบบดังกลาวเทานั้นที่ พลเมืองสามารถแบงปนเสรีภาพรวมกันได ซึ่งเขาก็ไดโตแยงวานี่เปนวัตถุประสงคของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย โดยทิศทางหลักของเสรีภาพ ประกอบดวย ภาวะผูนําและภาวะผูตามที่ดี เนื่องจากทุกคนมีความเทา เทียมกัน โดยไมมีการเหลื่อมล้ําทางฐานะ ความสามารถ ชาติกําเนิด และสามารถอาศัยอยูรวมกันได "เดี๋ยวนี้หลักการมูลฐานพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย คือ เสรีภาพ นั่นคือ สิ่งที่ถูกยืนยัน ตามปกติ โดยบอกเปนนัยวา ภายใตรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทานั้นที่มนุษยจะเปนสวนในเสรีภาพ เพราะพวกเขายืนยัน เสรีภาพนี้วาเปนเปาหมายของทุกประชาธิปไตย แตปจจัยหนึ่งของเสรีภาพ คือ การปกครองและการถูกปกครองใน ขณะเดียวกัน เพราะหลักความยุติธรรมที่ไดรับความนิยมคือ ความเทาเทียมกันตามจํานวน มิใชความมั่งมี และหาก นี่เปนหลักความยุติธรรมที่แพรหลาย มหาชนจําตองเปนผูมีอํานาจสูงสุดและการตัดสินใจของเสียงขางมากนั้นตอง เปนที่สุดและตองกอปรดวยความยุตธรรม เพราะพวกเขาวา พลเมืองแตละคนควรมีสวนแบงเทาเทียมกัน เพื่อที่มัน จะสงผลใหในประชาธิปไตย คนจนทรงอํานาจกวาคนรวย เพราะมีคนจนมากวาและอะไรก็ตามที่เสียงขางมากตัดสิน นั้นตองอยูสูงสุด จากนั้น นี่เปนเครื่องหมายหนึ่งของเสรีภาพซึ่งนักประชาธิปไตยตัดสินวาเปนหลักของรัฐธรรมนูญ หนึ่ง คือ ความเปนอิสระของมนุษยที่จะดําเนินชีวิตตามใจชอบ เพราะเขาวาเปนการทําหนาที่ของเสรีภาพ เพราะ การดําเนินชีวิตอยางที่มนุษยคนหนึ่งไมชอบนั้นเปนชีวิตของชายที่ตกเปนทาส นี่เปนหลักประชาธิปไตยขอสอง และ จากขอนี้ เนื่องจากมีการกลาวอางวาจะตองไมถูกปกครองโดยบุคคลใด ๆ ก็ตาม หรือการปกครองและถูกปกครอง ในเวลาเดียวกันนั้นไมเปนผล และนี่จะเปนวิถีที่หลักขอสองสนับสนุนเสรีภาพสมภาค" ทฤษฎีรูปแบบอื่น สําหรับนักทฤษฎีการเมืองแลว ไดมีการเสนอรูปแบบของประชาธิปไตยอีกเปนจํานวนมาก อันประกอบดวย ประชาธิปไตยแบบรวมกัน (Agregative Democracy) ซึ่งเปนกระบวนการประชาธิปไตยที่โอนเอียงเขาหา ขอเรียกรองของพลเมือง จากนั้นจึงนําขอเรียกรองดังกลาวเพื่อมาตัดสินรูปแบบนโยบายทางสังคมที่สมควรนําไป ปฏิบัติ ฝายผูไมเห็นดวยไดแสดงความคิดเห็นวา การมีสวนรวมในการปกครองรูปแบบประชาธิปไตยนั้นควรจะเนน
7.
27 ไปยังการเลือกตั้งอันเปนสิทธิพื้นฐาน ซึ่งนโยบายที่มีผูสนับสนุนเปนจํานวนมากก็จะไดรับการนําไปปฏิบัติ ซึ่ง สามารถแบงออกไดเปนหลายรูปแบบ ตามแนวคิดจุลนิยมแลว
ประชาธิปไตย คือ รูปแบบการปกครอง ซึ่งประชาชนไดมอบสิทธิในการใชอํานาจ ใหกับผูนําทางการเมืองตามระยะเวลาการเลือกตั้งคราวหนึ่ง ตามแนวคิดจุลนิยม ประชาชนไมสามารถและไมมีสิทธิ ในการปกครอง เนื่องจากความขัดแยงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาสวนใหญของมนุษยชาตินั้นไมมีวิสัยทัศนหรือถามีก็ เลว ซึ่งโจเซฟ ชุมเปเตอรไดเสนอมุมมองของเขาในหนังสือเรื่อง Capitalism, Socialism, and Democracy อัน โดงดังของเขา โดยมีผูสนับสนุน ไดแก วิลเลียม เอช. ไรเกอร อดัม ปรเซวอรสกี อีกฝายหนึ่ง แนวคิดประชาธิปไตยทางตรง ยึดมั่นในแนวคิดที่วาประชาชนควรมีสวนรวมในกระบวนการการ รางกฎหมายและนโยบายของรัฐอยางเต็มที่ โดยไมตองใชอํานาจผานผูแทนราษฎร ผูสนับสนุนประชาธิปไตย ทางตรงไดยกเหตุผลสนับสนุนระบอบดังกลาวอยูหลายขอ จากการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองจะเปนประโยชนแก พลเมืองของรัฐ เนื่องจากจะนําไปสูการสรางชุมชนและการศึกษา การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ยังจะ เปนการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล และเหตุผลที่สําคัญที่สุด พลเมืองมิไดปกครองตนเองนอกเหนือจากการ ตัดสินใจรางกฎหมายและรางนโยบายโดยตรงเทานั้น รัฐบาลมักออกกฎหมายและนโยบายซึ่งใกลเคียงกับแนวคิดสายกลาง ซึ่งแทจริงแลว ผลกระทบอัน พึงปรารถนาเมื่อแสดงใหเห็นถึงผลประโยชนสวนตนและการกระทําที่ปลอยปละละเลย เพื่อใหไดมาซึ่งคะแนนเสียง ของประชาชน ซึ่งแอนโทนี ดาวนสไดเสนอวาควรจะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองในอุดมคติขึ้นเพื่อเปนสื่อกลาง ระหวางปจเจกบุคคลกับรัฐบาล โดยเขาไดแสดงแนวคิดของเขาในหนังสือ An Economic Theory of Democracy ใน ค.ศ. 1957 Dahl ไดโตแยงวาหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยนั้น เมื่อเปนการตัดสินใจรวมกันอยางผูกมัดแลว พลเมืองแตละคนในชุมชนก็สมควรจะไดรับประโยชนตามที่ตนไดกําหนดไวใหเปนการพิจารณาอยางเทาเทียมกัน จึง ไมจําเปนที่ประชากรทุกคนจะมีความพึงพอใจอยางเสมอกันในการตัดสินใจของสวนรวมนั้น เขาไดใชคําวา poliarchy เพื่อใชแทนสังคม ซึ่งมีรูปแบบขนบธรรมเนียมและการปฏิบัติ อันจะนําไปสูความเปนประชาธิปไตยที่ ถูกตอง แตสิ่งแรกที่จะตองมากอนขนบธรรมเนียมปฏิบัติเหลานี้ คือ การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม เพื่อเลือกผูแทน ซึ่งจะทําหนาที่บริหารนโยบายสวนรวมทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของสังคม อยางไรก็ดี ระบบดังกลาวอาจมิไดสราง ใหเกิดรูปแบบประชาธิปไตยอันสมบูรณได เชน ความยากจนขัดสนซึ่งขัดขวางประชาธิปไตย และยังมีคนบางกลุมที่ มองเห็นถึงปญหาที่เหลาเศรษฐีกําลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังตอตานการรณรงคปฏิรูปเศรษฐกิจ บางคนวา การกําหนดนโยบายโดยใชเสียงสวนใหญนั้นเปนการปกครองที่ตรงกันขามกับการปกครองโดยประชาชนทั้งหมด โดย เหตุผลดังกลาวสามารถยกไปอางเพื่ออํานาจที่มีสวนรวมทางการเมือง เชน การบังคับเลือกตั้ง หรือสําหรับการ
8.
28 กระทําที่อดทนกวานั้น โดยการอดทนขัดขวางอํานาจของรัฐบาล จนกระทั่งประชาชนสวนใหญสมัครใจจะพูดในสิ่งที่ ตนคิดออกมา -
ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ตั้งอยูบนแนวความคิดที่วาประชาธิปไตย เปนการปกครองโดยการอภิปราย ผูสนับสนุนยืนยันวากฎหมายและนโยบายควรจะตั้งอยูบนพื้นฐานของเหตุผลซึ่ง ประชาชนทุกคนสามารถรับได และในสนามการเมืองควรจะเปนสถานที่ซึ่งผูนําและพลเมืองสามารถถกเถียง รับ ฟง และเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของตนได - ประชาธิปไตยมูลฐาน (radical democracy) ตั้งอยูบนพื้นฐานของแนวความคิดที่วา มีการแบงชนชั้นและ การกดขี่เกิดขึ้นในสังคม บทบาทของประชาธิปไตยควรจะเปดเผยและทาทายตอความสัมพันธดังกลาว โดยการเปด โอกาสใหความแตกตางทางความคิดเพื่อนํามาใชประกอบในการตัดสินใจ สาธารณรัฐ ในอีกแงมุมหนึ่ง คําวา ประชาธิปไตย หมายถึง รัฐบาลที่ไดรับเลือกเขามาจากประชาชน โดยอาจเปน ประชาธิปไตยทางตรงหรือทางออมก็ไดสวนคําวา สาธารณรัฐ สามารถตีความไดหลายความหมาย แตในปจจุบันนี้ คําวา สาธารณรัฐ หมายถึง ประชาธิปไตยทางออมซึ่งสามารถเลือกตั้งประมุขแหงรัฐไดโดยตรง โดยมีระยะเวลา บริหารประเทศที่จํากัด ซึ่งตรงกันขามกับรัฐที่ปกครองโดยราชวงศซึ่งสืบทอดตําแหนงโดยสายเลือด แมวารัฐเหลานี้ จะมีสวนของประชาธิปไตยทางออม ซึ่งมีการเลือกหรือแตงตั้งหัวหนารัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี เหลาบิดาผูกอตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ไดใหการยกยองประชาธิปไตยนอยครั้ง แตวิพากษวิจารณ ประชาธิปไตยบอยครั้ง เนื่องจากแนวคิดประชาธิปไตยในสมัยนั้น หมายความถึง ประชาธิปไตยทางตรง เจมส เมดิสัน ไดโตแยง โดยเฉพาะอยางยิ่งใน สหพันธรัฐนิยมหมายเลข 10 วาสิ่งใดที่เปนความแตกตางระหวาง ประชาธิปไตยแตกตางจากสาธารณรัฐ นั่นคือ ประชาธิปไตยจะคอย ๆ ออนแอลงเมื่อมีพลเมืองมากขึ้น และจะไดรับ ความเสียหายเพิ่มขึ้นจากการแบงฝกฝาย ตรงกันขามกับสาธารณรัฐ ซึ่งจะแข็งแกรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีพลเมืองมากขึ้น และตอกรกับฝกฝายอื่น ๆ โดยใชโครงสรางสาธารณรัฐ ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญและสภาสูง นับตั้งแตการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติอเมริกาแลว คําถามตอมา คือ ประชาธิปไตยจะมีวิธีการอยางไรใน การควบคุมเสียงสวนใหญใหอยูในขอบเขต อันไดนําไปสูแนวคิดของสภาสูง โดยสมาชิกอาจเลือกสมาชิกสภาสูงเขา มาผูมีความรูความสามารถ หรือเปนขุนนางมาตลอดชีวิต หรือควรจะมีการจํากัดอํานาจของกษัตริยใหอยูภายใต รัฐธรรมนูญ ระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญในบางประเทศนั้น ไดมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจาก สมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ หรือคอย ๆ เปลี่ยนแปลงฐานะทางการเมืองของกษัตริย ใหเหลือเพียงสัญลักษณหรือศูนยรวมจิตใจเทานั้น แตสวนใหญแลว สถาบันกษัตริยมักจะถูกลมลางลง พรอม ๆ กับ
9.
29 เหลาชนชั้นสูง และบางประเทศซึ่งขุนนางชั้นสูงไดสูญเสียอํานาจลงไป หรืออาจเปลี่ยนแปลงไป
ใชระบบการ เลือกตั้งแทน ระบอบการปกครองพื้นฐาน ระบอบการปกครอง (Form of government) หมายถึง สถาบันทางการเมืองซึ่งรัฐบาลของรัฐไดจัดตั้งขึ้น เพื่อใชอํานาจในการปกครองประเทศ คํานี้ยังนิยามรวมไปถึงรัฐบาลที่ไมประสบความสําเร็จในการใชอํานาจปกครอง ประเทศดวย ระบอบการปกครอง แบงตามโครงสรางอํานาจ รัฐเดี่ยว (unitary state) เปนรัฐซึ่งปกครองเปนหนวยเดี่ยว โดยรัฐบาลกลางอยูในระดับสูงสุด และเขตการ บริหารใด ๆ (ซึ่งเปนหนวยงานบริหารระดับยอยของรัฐ) สามารถใชอํานาจไดเฉพาะตามที่รัฐบาลกลางเลือกจะ มอบหมายใหทําการแทนเทานั้น รัฐจํานวนมากในโลกมีรูปแบบรัฐเปนรัฐเดี่ยวรัฐเดี่ยวตรงขามกับรัฐสหพันธ (หรือ สหพันธรัฐ) ในรัฐเดี่ยว รัฐบาลกลางอาจจัดตั้งหรือยุบหนวยงานบริหารระดับยอยของรัฐ และอํานาจของหนวยงาน เหลานี้อาจถูกขยายเพิ่มเติมหรือยอลงได แมอํานาจทางการเมืองในรัฐเดี่ยวอาจมีการมอบหมายใหทําการแทนผาน การมอบอํานาจปกครองสูรัฐบาลทองถิ่นโดยบทกฎหมาย หากรัฐบาลกลางยังอยูในระดับสูงสุด ซึ่งอาจยกเลิก นิติ กรรมของรัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจหรือตัดทอนอํานาจของรัฐบาลทองถิ่นก็ได สหราชอาณาจักรเปนตัวอยางหนึ่งของรัฐเดี่ยว สกอตแลนด เวลส และไอรแลนดเหนือ ซึ่ง รวมกับแควน อังกฤษ เปนสี่ประเทศอันประกอบขึ้นเปนสหราชอาณาจักร มีอํานาจที่ไดรับมอบซึ่งปกครองตนเองระดับหนึ่ง โดย ทั้งสกอตแลนด เวลสและไอรแลนดเหนือ ตางมีฝายบริหารและนิติบัญญัติของตนเอง แตอํานาจที่ไดรับมอบทั้งหมด ลวนแตเปนที่รัฐบาลกลางของอังกฤษมอบหมายใหทําการแทนทั้งสิ้น ยิ่งไปกวานั้น รัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจไมอาจ คัดคานการเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติที่รัฐสภาออก และอํานาจของรัฐบาลที่ไดรับมอบอํานาจนั้น รัฐบาลกลาง (หมายถึง รัฐสภาพรอมดวยรัฐบาลอันประกอบดวยคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเปนหัวหนา) สามารถเพิกถอนหรือลดยอลงได ตัวอยางเชน รัฐสภาไอรแลนดเหนือเคยถูกพักไว สี่ครั้ง โดยอํานาจไดถายโอนไป ยังสํานักไอรแลนดเหนือของรัฐบาลกลาง ยูเครนเปนอีกตัวอยางหนึ่งของรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐไครเมียในประเทศมีระดับการปกครองตนเองและมี คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติปกครอง ในตนคริสตทศวรรษ 1990 สาธารณรัฐดังกลาวยังไดมีตําแหนง ประธานาธิบดีซึ่งถูกยุบไปเพราะการโนมเอียงแบงแยกซึ่งเจตนาจะโอนไครเมียใหแกรัสเซีย ระบอบสหพันธรัฐ (Federalism) เปนแนวคิดการเมืองซึ่งกลุมสมาชิกผูกมัดเขาดวยกันโดยขอตกลงรวมกัน โดยมีหัวหนาที่เปนตัวแทนซึ่งมีสิทธิปกครอง คําวา "ระบอบสหพันธรัฐ" ยังใชอธิบายระบบของรัฐบาลซึ่งรัฐธรรมนูญ
10.
30 ไดแบงแยกอํานาจอธิปไตยระหวางฝายปกครองสวนกลางกับหนวยการเมืองที่เปนองประกอบ (เชน รัฐหรือมณฑล) ระบอบสหพันธรัฐเปนระบบซึ่งตั้งอยูบนการปกครองแบบประชาธิปไตยและสถาบันซึ่งอํานาจในการปครองนั้นแบง ออกเปนของรัฐบาลแหงชาติและรัฐบาลระดับมณฑลหรือรัฐ
กอใหเกิดเปนสิ่งที่มักเรียกวา สหพันธรัฐ ผูเสนอมักถูก เรียกวา ผูสนับสนุนสหพันธ (federalist) ในยุโรป "ผูสนับสนุนสหพันธ" บางใชอธิบายผูที่นิยมรัฐบาลสหพันธรวม โดยมีอํานาจกระจายสูระดับภูมิภาค ชาติและเหนือชาติ ผูสนับสนุนสหพันธยุโรปสวนมากตองการพัฒนาการนี้ใหดําเนินตอไปภายในสหภาพ ยุโรป ระบอบสหพันธรัฐยุโรปถือกําเนิดขึ้นในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หนึ่งในการริเริ่มที่สําคัญกวา คือ สุนทรพจนของวินสตัน เชอรชิลลในซูริค เมื่อ ค.ศ. 1946 ระบอบสหพันธรัฐอาจรวมหนวยงานบริหารภายในนอยเพียงสองหรือสามหนวยเทานั้น ดังเชนในกรณีของ เบลเยียมหรือบอสเนียและเฮอรเซโกวีนา โดยทั่วไป ระบอบสหพันธรัฐสามารถจําแนกไดเปนสองขั้วที่สุดโตง ขั้วหนึ่ง รัฐสหพันธนั้นแทบจะเปนรัฐเดี่ยวอยางสมบูรณ ขณะที่อีกขั้วหนึ่ง รัฐสหพันธนั้นแตเพียงในนาม แตเปนสหภาพ สมาพันธในทางปฏิบัติ สมาพันธรัฐ (confederation) เปนศัพทการเมืองสมัยใหม หมายถึง การรวมกันของหนวยการเมืองเปนการ ถาวรเพื่อใหมีการเคลื่อนไหวรวมกันตามหนวยอื่นสมาพันธรัฐตามปกติกอตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญา แตภายหลังมักกอตั้ง ขึ้นจากการเห็นชอบรัฐธรรมนูญรวมกัน สมาพันธรัฐมีแนวโนมสถาปนาขึ้นเพื่อจัดการกับปญหารายแรง เชน การ ปองกัน การระหวางประเทศหรือสกุลเงินรวม โดยมีรัฐบาลกลางที่ถูกกําหนดใหจัดหาการสนับสนุนแกสมาชิก ทั้งหมด ธรรมชาติความสัมพันธระหวางรัฐซึ่งประกอบขึ้นเปนสมาพันธรัฐนั้นแตกตางกันมาก เชนเดียวกับ ความสัมพันธรหวางรัฐสมาชิก รัฐบาลกลางและการกระจายอํานาจใหรัฐตาง ๆ ก็มีแตกตางกันเชนกัน สมาพันธรัฐ อยางหลวมบางแหงคลายคลึงกับองคการระหวางรัฐบาล ขณะที่สมาพันธรัฐอยางเขมอาจเหมือนสหพันธรัฐ ระบอบการปกครอง แบงตามที่มาของอํานาจ อภิชนาธิปไตย (aristocracy) เปนระบอบการปกครองซึ่งมีพลเมืองอภิชนจํานวนนอยเปนผูปกครอง คําวา aristocracy มาจากภาษากรีก aristokratia หมายถึง "การปกครองโดยคนที่ดีที่สุด" (rule of the best) มีกําเนิด ในกรีซโบราณ อภิชนาธิปไตยเขาใจวาเปนการปกครองโดยพลเมืองเบื้องสูงจากมุมมองทางปญหาและศีลธรรม และ ขัดแยงกับราชาธิปไตย ในสมัยหลัง "ความดีเลิศ" โดยปกติมักถูกมองวาขึ้นอยูกับมุมมองสวนบุคคล และ อภิ ชนาธิปไตยโดยปกติมักถูกมองวาเปนการปกครองโดยคนกลุมนอยที่มีเอกสิทธิ์ (ชนชั้นสูง)จากประชาชน ราชาธิปไตย (monarchy) เปนรูปแบบการปกครองที่ตําแหนงประมุขแหงรัฐโดยปกติถืออยูกระทั่งสวรรคต หรือสละราชสมบัติ โดยมากมักไดอํานาจมาโดยการสืบราชสมบัติ และโดยปกติมักใหแกพระบรมวงศานุวงศแหง ราชวงศที่ปกครองอยูกอนอยางเปนทางการ พระมหาษัตริยมักมีฐานันดรศักดิ์เปนพระราชาหรือ พระราชินี
11.
31 อยางไรก็ดี จักรพรรดิ/จักรพรรดินี, แกรนดดยุก/แกรนดดัชเชส,
เจาชาย/เจาหญิง และคําอื่น ถูกใชเพื่อระบุ ตําแหนงพระมหากษัตริยดวย แมคําวา "monarch" จะมาจากคําวา "ผูปกครองคนเดียว" แตโดยประเพณี ประมุข แหงรัฐที่มีตําแหนงประธานาธิบดีหรือผูนํา (premier) ไมถูกพิจารณาวาเปนพระมหากษัตริยอยางเปนทางการ ลักษณะที่ทําใหระบอบราชาธิปไตยแตกตางจากระบอบสาธารณรัฐคือ พระมหากษัตริยทรงครองแผนดินเปนประมุข ตลอดพระชนมชีพ และสืบราชสันตติวงศใหกับรัชทายาทเมื่อพระองคเสด็จสวรรคต แมจะมีบางที่มีการเลือกตั้งผูสืบ ทอดตําแหนงพระมหากษัตริย สวนในสาธารณรัฐ ประมุขของรัฐ (ซึ่งมักเรียกวาประธานาธิบดี) โดยปกติแลวมีที่มา จากการเลือกตั้ง และทําหนาที่อยูในชวงในเวลาที่แนนอน เชน 4 ป 6 ป เปนตน ราชาธิปไตยเปนหนึ่งในระบอบการปกครองที่เกาแกที่สุด อาจถือกําเนิดขึ้นจากระบบการปกครองแบบ หัวหนาเผา (tribal kingship) หรือสมณเพศหลวง (royal priesthood) ในอดีต บางประเทศเชื่อวาพระมหากษัตริย ทรงไดเทวสิทธิ์ใหมาปกครองประเทศตามความปรารถนาของพระเจา หรือบางประเทศอาจเชื่อวาพระมหากษัตริย มาจากพระเจา ตําแหนงพระมหากษัตริยนี้มักจะสืบตกทอดแกลูกหลาน จึงสงผลใหเกิดราชวงศขึ้น พระมหากษัตริย ยังอาจมาจากพฤติการณรุนแรงของกลุมรุกรานตอชุมชนทองถิ่น ซึ่งแยงชิงสิทธิของชุมชนเหนือประเพณี ผูนําของ กลุมที่แยงชิงสิทธินั้นมักสถาปนาตนเปนพระมหากษัตริย สถานะพระมหากษัตริย กลาวกันวาเปนผลซึ่งเผยถึง ความสัมพันธระหวางทรัพยากร ชุมชน พระมหากษัตริยและตําแหนงของพระองค ราชาธิปไตยเคยเปนระบอบการปกครองที่แพรหลายที่สุดจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 แตปจจุบันมิได แพรหลายอีกตอไป อยางนอยก็ในระดับชาติ ประเทศซึ่งยังปกครองแบบราชาธิปไตยอยู ปจจุบันมักพบในรูปของ ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริยทรงถือบทบาททางกฎหมายและพิธีกรรมเปนเอกลักษณ แตไม ทรงใชหรือใชอํานาจทางการเมืองอยางจํากัดตามรัฐธรรมนูญหรือประเพณีซึ่งจัดสรรรฝายปกครองที่อื่น พระมหากษัตริยทรงเปนศูนยรวมจิตใจ แตอํานาจอธิปไตยอยูที่ประชาชน (ปรมิตตาญาสิทธิราชย) พระมหากษัตริย หลายพระองคถูกสถาปนาขึ้นตามจารีตประเพณีหรือตามประมวลกฎหมายเพื่อไมใหมีอํานาจ ทางการเมืองอยาง แทจริง บางประเทศ พระมหากษัตริยอาจทรงมีอํานาจอยูบาง แตก็ถูกจํากัดไวดวยความเห็นชอบของประชาชนหรือ บรรทัดฐานของพระมหากษัตริยพระองคกอน ปจจุบันมี 44 รัฐอธิปไตยในโลกที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุขแหงรัฐ โดย 16 รัฐเปนเครือจักรภพ แหงชาติ ซึ่งยอมรับวาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แหงสหราชอาณาจักรเปนประมุขแหงรัฐของตน ประเทศ ราชาธิปไตยทุกประเทศในยุโรปเปนแบบภายใตรัฐธรรมนูญ ยกเวนนครรัฐวาติกัน แตพระมหากษัตริยในรัฐเล็ก ๆ มักมีอิทธิพลทางการเมืองมากกวาในรัฐใหญ ๆ พระมหาษัตริยกัมพูชา ญี่ปุน จอรแดน มาเลเซียและโมร็อกโก "ครองราชย แตไมปกครอง" แมจะมีความแตกตางกันบางในอํานาจที่พระมหากษัตริยในประเทศเหลานี้ทรงถือ แม พระมหากษัตริยจะทรงปกครองภายใตรัฐธรรมนูญ แตพระมหากษัตริยบรูไน โอมาน กาตาร ซาอุดิอาระเบียและ
12.
32 สวาซิแลนดดูเหมือนวาจะทรงมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือแหลงแหงอํานาจหนาที่แหลงหนึ่งแหลงใดในชาตินั้นตอไป ไมวาจะโดยอํานาจตามรัฐธรรมนูญหรือโดยประเพณี คณาธิปไตย (oligarchy) เปนรูปแบบโครงสรางอํานาจซึ่งอํานาจอยูกับกลุมบุคคลจํานวนนอยอยางชะงัด บุคคลเหลานี้อาจมีเชื้อเจา
มั่งมี มีความสัมพันธทางครอบครัว หมูคณะหรือควบคุมทางทหาร รัฐเชนนี้มักถูกควบคุม โดยไมกี่ตระกูลที่มีชื่อเสียงซึ่งสงผานอิทธิพลของตระกูลจากรุนสูรุน ตลอดประวัติศาสตร คณาธิปไตยในบางประเทศ ไดเปนทรราช ตองอาศัยภาระจํายอมของสาธารณะจึงจะอยูได แมคณาธิปไตยในประเทศอื่นจะคอนขางผอน ปรน อริสโตเติลริเริ่มการใชคํานี้เปนคําไวพจนของการปกครองโดยคนรวย ซึ่งคําที่ถูกตอง คือ ธนาธิป ไตย (plutocracy) แตคณาธิปไตยไมจําเปนตองเปนการปกครองดวยความมั่งมีเสมอไป ดวยผูปกครองในระบอบ คณาธิปไตยเปนกลุมมีเอกสิทธิไดงาย ๆ และไมจําเปนตองเชื่อมโยงทางสายเลือดดังเชนใน ราชาธิป ไตย บางนครรัฐในสมัยกรีกโบราณปกครองแบบคณาธิปไตย ระบอบการปกครองจากรัฐธรรมนูญ ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ(constitutional monarchy) เปนระบอบการปกครองอยางหนึ่ง โดยมี พระมหากษัตริยเปนประมุขแหงรัฐ ไมวาจะมาจากการสืบเชื้อสายพระราชบัลลังกหรือการเลือกตั้ง โดยมีพระราช อํานาจถูกจํากัดอยูภายใตรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริยไมทรงเปนประมุขของฝายบริหาร เพราะฝายบริหารมี นายกรัฐมนตรีจากประชาชนเปนหัวหนาหรือประมุขอยูแลว การปกครองแบบนี้เรียกอีกชื่อวา ปริมิตาญาสิทธิ ราชย (limited monarchy) ซึ่งไมเหมือนกับราชาธิปไตยโดยสมบูรณ ซึ่งพระมหากษัตริยมีพระราชอํานาจทาง การเมืองเบ็ดเสร็จและไมทรงอยูภายใตรัฐธรรมนูญ ปจจุบัน รัฐแบบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญสวนใหญมักปกครองดวยระบบรัฐสภา อาทิ ออสเตรเลีย เบลเยียม กัมพูชา แคนาดา เดนมารก ญี่ปุน มาเลเซีย เนเธอรแลนด นิวซีแลนด นอรเวย สเปน สวีเดน ไทย สหราช อาณาจักร และภูฏาน โดยภูฏานเปนประเทศลาสุดที่เปลี่ยนแปลงจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเปนราชาธิปไตย ภายใตรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยเปนระบอบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งบริหารอํานาจรัฐมาจากเสียงขางมากของพลเมือ ผูเปน เจาของอํานาจอธิปไตย โดยพลเมืองอาจใชอํานาจของตนโดยตรงหรือผานผูแทนที่ตนเลือกไปใชอํานาจแทนก็ได ประชาธิปไตยยังเปนอุดมคติที่วาพลเมืองทุกคนในชาติรวมกันพิจารณากฎหมายและการปฏิบัติของรัฐ และ กําหนดใหพลเมืองทุกคนมีโอกาสเทาเทียมกันในการแสดงความยินยอมและเจตนาของตน ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบางนครรัฐกรีกโบราณชวงศตวรรษที่ 5 กอนคริสตกาล โดยเฉพาะอยางยิ่ง ใน เอเธนสหลังการกอการกําเริบเมื่อ 508 ปกอนคริสตกาล ประชาธิปไตยแบบนี้เรียกวา ประชาธิปไตยทางตรงซึ่ง พลเมืองเขาไปเกี่ยวของในกระบวนการทางการเมืองโดยตรง แตประชาธิปไตยในปจจุบันเปนประชาธิปไตยแบบมี
13.
33 ผูแทน โดยสาธารณะออกเสียงในการเลือกตั้งและเลือกนักการเมืองเปนผูแทนตนในรัฐสภาจากนั้น สมาชิกสภาจ เปนผูตัดสินใจดวยเสียงขางมาก
ประชาธิปไตยทางตรงยังมีอยูในระดับทองถิ่นหลายประเทศ เชน การเลือกตั้ง สมาชิกเทศบาล อยางไรก็ดี ในระดับชาติ ความเปนประชาธิปไตยทางตรงมีเพียงการลงประชามติ การริเริ่มออก กฎหมายและการถอดถอนผูไดรับเลือกตั้ง แมในปจจุบัน ประชาธิปไตยจะยังไมมีนิยามที่ไดรับการยอมรับโดยทั่วกันก็ตาม แตความเสมอภาคและ อิสรภาพไดถูกระบุวาเปนคุณลักษณะสําคัญของประชาธิปไตยนับแตโบราณกาลหลักการดังกลาวถูกสะทอนออกมา ผานความเสมอภาคทางกฎหมายของพลเมืองทุกคน และมีสิทธิเขาถึงกระบวนการทางกฎหมายโดย เทาเทียม กัน ตัวอยางเชน ในประชาธิปไตยแบบมีผูแทน ทุกเสียงมีน้ําหนักเทากันทั้งสิ้น และไมมีการจํากัดอยางไรเหตุผลใช บังคับกับทุกคนที่ปรารถนาจะเปนผูแทน สวนอิสรภาพไดมาจากสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่ง โดยทั่วไปไดรับการคุมครองโดยรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยถือกําเนิดขึ้นอยางเปนทางการในกรีซโบราณแตวิธีปฏิบัติแบบประชาธิปไตยปรากฏในสังคมอยู กอนแลว รวมทั้งเมโสโปเตเมีย ฟนีเซียและอินเดียวัฒนธรรมอื่นหลังกรีซไดมีสวนสําคัญตอวิวัฒนาการของ ประชาธิปไตย เชน โรมันโบราณ ยุโรปและอเมริกาเหนือและใต มโนทัศนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนเกิดขึ้นสวนใหญ จากแนวคิดและสถาบันซึ่งไดถูกพัฒนาระหวางยุคกลางของยุโรปและยุคภูมิธรรมในการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติ ฝรั่งเศส ประชาธิปไตยไดถูกเรียกวา "ระบอบการปกครองสุดทาย" และไดแพรหลายอยางมากไปทั่วโลกสิทธิในการ ออกเสียงลงมติในหลายประเทศไดขยายวงกวางขึ้นเมื่อเวลาผานไปจากกลุมคอนขางแคบ (เชน ชายมั่งมีในกลุมชาติ พันธุหนึ่ง ๆ) โดยนิวซีแลนดเปนชาติแรกที่ใหสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปแกพลเมืองทุกคนใน ค.ศ. 1893 ประชาธิปไตยมักถูกเขาใจสับสนกับระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ในบางนิยาม "สาธารณรัฐ" เปน ประชาธิปไตยรูปแบบหนึ่ง แตนิยามอื่นทําให "สาธารณรัฐ" เปนคําที่มีความหมายตางหาก ไมเกี่ยวของกันอยางไรก็ดี แมการดําเนินการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแมจะไดรับความนิยมมากในปจจุบัน แตตองเผชิญกับปญหา หลายประการที่เกิดขึ้นในปจจุบัน อยางเชน ขอพิพาทเกี่ยวกับดินแดน การอพยพเขาเมือง และ การกีดกันกลุม ประชากรบางชาติพันธุเปนตน องคการสหประชาชาติไดประกาศกําหนดใหวันที่ 15 กันยายน ของทุกป เปนวันประชาธิปไตยสากล ประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยบริสุทธิ์ เปนรูปแบบการปกครองซึ่งประชาชนออกเสียงในการริเริ่ม นโยบายตาง ๆ โดยตรง ซึ่งขัดกับประชาธิปไตยแบบมีผูแทนตรงที่ประชาชนออกเสียงเลือกผูแทนไปทําหนาที่ออก เสียงการริเริ่มนโยบายออกทอดหนึ่ง ประชาธิปไตยทางตรงอาจนํามาซึ่งการผานการตัดสินใจบริหาร, เสนอกฎหมาย , เลือกตั้งหรือถอดถอนเจาหนาที่และดําเนินการไตสวน ประชาธิปไตยทางตรงหลัก ๆ สองรูปแบบมีประชาธิปไตย แบบมีสวนรวมและประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ
14.
34 หลายประเทศซึ่งปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีผูแทนอนุญาตรูปแบบการปฏิบัติทางการเมืองสาม รูปแบบซึ่งใหประชาธิปไตยทางตรงอยางจํากัด ไดแก การลงประชามติ,
การริเริ่มออกกฎหมาย และการถอดถอนผู ไดรับเลือกตั้ง การลงประชามติอาจรวมความสามารถที่จะจัดการออกเสียงมีผลผูกมัดวากฎหมายฉบับหนึ่ง ๆ ควร ถูกปฏิเสธหรือไม ดวยวิธีการนี้จึงเปนการใหสิทธิแกประชากรซึ่งจัดการออกเสียงเลือกตั้งวีโต กฎหมายซึ่งผูไดรับ เลือกตั้งลงมติยอมรับ ประเทศหนึ่งที่ใชระบบนี้คือ สวิตเซอรแลนดการริเริ่มออกกฎหมาย ซึ่งตามปกติแลวสมาชิก สาธารณะทั่วไปเปนผูเสนอ ผลักดันการพิจารณากฎหมาย (โดยปกติในการลงประชามติตามมา) โดย ปราศจากการปรึกษากับผูแทนที่ไดรับเลือกตั้ง หรือแมจะขัดกับการคัดคานที่แสดงออกของพวกเขา การ ถอดถอนผูไดรับเลือกตั้งใหอํานาจแกสาธารณะในการถอดถอนเจาหนาที่จากตําแหนงกอนสิ้นสุดวาระ แมกรณี นี้จะหายากมากในประชาธิปไตยสมัยใหม ผูเขียนซึ่งสนับสนุนอนาธิปไตยไดแยงวา ประชาธิปไตยทางตรงไมยอมรับ องคกรกลางที่เขมแข็ง เพราะอํานาจการตัดสินใจสามารถอยูไดระดับเดียวเทานั้น คือ อยูกับประชาชนหรือกับ องคกรกลาง ระบอบการปกครอง แบบมีผูแทน ประชาธิปไตยแบบมีผูแทน (Representative democracy) โดยทั่วไปมักเรียกวาเปนรูปแบบหนึ่งของ ระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะตรงขามกับ หรือเปนประชาธิปไตยแบบทางตรงประชาธิปไตยแบบทางออม (Indirect Democracy) ประชาธิปไตยแบบมีผูแทนเปนระบอบการเมืองที่ใหประชาชนเลือกผูแทนของตนเขาไปบริหารและตัดสินใจ แทนตน เปนระบอบการปกครองที่ประชาชนมอบอํานาจอธิปไตยใหผูแทนที่เขาเลือกตั้งเขาไปตามกฎหมายวาดวย การเลือกตั้งของรัฐ เปนผูใชอํานาจดังกลาวแทน โดยมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนงที่แนนอน เชน ตาม รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กําหนดวาระในการดํารงตําแหนง 4 ป สําหรับสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรและ 6 ป สําหรับสมาชิกวุฒิสภา ในประเทศประชาธิปไตยสวนใหญที่ไดยึดถือหลักการแบงแยกอํานาจอธิปไตยออกเปน 3 ฝายคือ 1. อํานาจนิติบัญญัติ 2. อํานาจบริหาร 3. อํานาจตุลาการ การเลือกตั้งผูแทนมักใชเพื่ออํานาจในสองประการแรก คืออํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร เชนตัวอยาง ประเทศไทย อยางไรก็ตาม ประชาธิปไตยแบบตัวแทนดังกลาวนี้ มีปญหาพื้นฐานพอที่จะกลาวถึงไดใน 2 ประการ ประกอบดวย
15.
35 1. ปญหาความเปนตัวแทนของผูแทนราษฎรที่อาจจะไมไดสะทอนความตองการที่แทจริงของประชาชน เนื่องจากการเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้งหรือดวยวิธีการอื่นเชน การซื้อเสียง
การโกงการเลือกตั้ง (Election fraud) ประการหนึ่ง 2. ปญหาความโนมเอียงที่ผูแทนราษฎรจะตัดสินใจประการใดประการหนึ่ง โดยเฉพาะในกระบวนการทางนิติ บัญญัติ ที่จะเปนการเอื้อตอกลุมผลประโยชน และหลายกรณีที่ผลการตัดสินใจนั้นบังเกิดผลเสียหายแกชุมชน ทองถิ่น ซึ่งก็เปนผลสืบเนื่องจากการการขาดความสํานึกเกี่ยวกับการเปนตัวแทนของปวงชน อันเปน ปญหาในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเฉพาะตัวของผูแทนดวยประการหนึ่ง ระบบรัฐสภา เปนกลไกการปกครอง ที่ฝายบริหารหรือรัฐบาลมีที่มาจากรัฐสภาซึ่งทําหนาที่นิติบัญญัติและมี ความรับผิดชอบตอสภา ในระบบรัฐสภา ตําแหนงประมุขแหงรัฐ และตําแหนงหัวหนารัฐบาลมักจะแยกออกจากกัน โดยหัวหนารัฐบาลเปนนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ประมุขแหงรัฐเปนพระมหากษัตริยตามการสืบสันตติวงศ หรือ ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภาสมัยใหมมีตนกําเนิดในอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17 ระบบสภาเดี่ยว (unicameralism) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติบัญญัติหรือรัฐสภาแหงเดียว ประเทศ ที่ใชระบบสภาเดียวสวนใหญเปนประเทศเล็กและเปนรัฐที่มีความเปนหนึ่งเดียวกัน จึงไมเห็นความจําเปนที่จะตองมี สภาสูงมุมมองที่นิยมองคนิติบัญญัติในระบบสภาเดียวเห็นวา ถาสภาสูงเปนประชาธิปไตยแแลวยอมเปนเสมือนภาพ สะทอนของกระจกเงา คือการเปนประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน จึงเปนการซ้ําซอน ทฤษฎีที่เอนมาทางฝายนี้เห็นวา หนาที่ของสภาที่สอง เชนการพิจารณาหรือแปรญัตติสามารถทําไดโดยกรรมาธิการของสภาไดอยูแลว เพราะการ พิทักษรัฐธรรมนูญทําไดเพราะมีการเขียนไวเปนลายลักษณอักษรอยูแลว ในหลายกรณี ก็มีรัฐบาลซึ่งขณะนี้เปนระบบสภาเดียวเคยใชระบบสองสภามาแลวโดยการ ยกเลิกสภาสูง ปรากฏใหเห็นอยู เหตุผลในการเปลี่ยนเชนนั้นเนื่องมาจากสภาสูงที่มาจากการเลือกตั้งซ้ําซอนกับสภาลางซึ่งเปนการ กีดขวางการผานกฎหมาย กรณีตัวอยางไดแก "แลนดสติง" (Landsting) หรือสภาสูงในเดนมารก (ยกเลิกเมื่อ พ.ศ. 2497) อีกเหตุผลหนึ่งเนื่องมาจากสภาที่มาจากการแตงตั้งไดรับการพิสูจนวาออนแอไมปรากฏผลงาน กรณีตัวอยาง ไดแก คณะกรรมการที่ปรึกษาฝายนิติบัญญัติ (Legislative Council) ของนิวซีแลนด (ยกเลิก พ.ศ. 2494) ระบบสองสภา (bicameralism -bi + Latin camera หรือ chamber) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติ บัญญัติสององคหรือมีรัฐสภาสองสภา ดังนั้น ระบบสองสภา หรือ สององคนิติบัญญัติจึงประกอบดวย 2 องคประชุม คือสภาสูงและสภาลาง ระบบสองสภานับเปนหัวใจสําคัญของรูปแบบคลาสสิกของรัฐบาลผสม องคนิติบัญญัติแบบ สองสภาจึงจําเปนตองมีเสียงขางมากในการผานกฎหมาย ประเภทของระบบสองสภา 1. ระบอบสหพันธรัฐ
16.
36 สหพันธรัฐ (Federation) คือการรวมกันของรัฐมากกวา
2 รัฐขึ้นไป มีรัฐบาล 2 ระดับ คือรัฐบาลของแตละ รัฐ เรียกวา รัฐบาลทองถิ่น และรัฐบาลกลาง คือ รัฐบาลที่รัฐตกลงมอบอํานาจไปสวนหนึ่งตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ รูปแบบของรัฐบาลหรือโครงสรางรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐนั้นมีรากฐานมาจากแนวคิดระบอบสหพันธรัฐ (Federalism) ซึ่งจัดวาเปนแนวคิดตางขั้วโดยสิ้นเชิงกับอีกระบอบหนึ่ง คือการปกครองแบบรัฐเดี่ยว สหพันธรัฐนั้นอาจประกอบไปดวยประชาชนที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หรืออาจมีพื้นที่ขนาดใหญ (8ใน10ของ ประเทศที่ใหญที่สุดในโลก ลวนเปนสาธารณรัฐ) แตองคประกอบเหลานั้นไมใชสวนสําคัญ อยางไรก็ดี สวนใหญ แลว สหพันธรัฐนั้นเกิดขึ้นจากขอตกลงระหวางรัฐอธิปไตยที่มีมากอนแลว องคกรระหวางประเทศสําหรับกลุม ประเทศสหพันธรัฐคือ องคประชุมกลุมประเทศสหพันธรัฐ (Forum of Federations) ถูกจัดตั้งขึ้นและมีสํานักงาน ใหญอยูที่กรุงออตตาวา รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีจุดประสงคในการแบงปนแนวคิดและแนวปฏิบัติในการ จัดการระบบรัฐบาลกลางและรัฐบาลทองถิ่น ปจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 9 ประเทศ 2. ระบอบอภิชนาธิปไตย อภิชนาธิปไตย มาจากศัพทภาษากรีกโบราณวา aristocracy ซึ่งหมายถึง รัฐบาลที่ "ปกครองโดยคนที่ดีที่สุด" คําจํากัดความนี้เปนคําจํากัดความอันดับแรกในพจนานุกรมสวนมาก ศัพทวา aristocracy มาจากคําสองคํา ไดแก "aristos" หมายถึง "ดีที่สุด" และ "kratein" หมายถึง "การปกครอง" อภิชนาธิปไตยมักจะมีลักษณะใกลเคียงเศรษฐ ยาธิปไตย หรือคือการปกครองโดยคนสวนนอยที่มีฐานะสูงกวาคนทั่วไป ถือเปนกลุมขุนนาง ผูดี กลุมเศรษฐี เปนตน ตัวอยางของการปกครองเชนนี้คือ ยุคโชกุนของญี่ปุน ระบบสามสภา (tricameralism) เปนระบบการปกครองที่มีองคนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาสามสภา ซึ่งตรงกัน ขามกับระบบสภาเดียวและสองสภาที่เปนระบบที่แพรหลายทั่วไปมากกวา คําวาสามสภาใชในประเทศแอฟริกาใตที่มีรัฐสภาที่จัดตั้งขึ้นภายใตรัฐธรรมนูญใหมในระบอบการเหยียด ผิว (aparthied) เมื่อ พ.ศ. 2528 ที่มี 3 สภา สําหรับคนผิวขาว คนผิวสี และชาวเอเชีย อีกตัวอยางหนึ่งของสภานิติ บัญญัติระบบสามสภาไดแกรัฐตัวอยางของ ซีโมน โบลิวาร (Simón Bolívar) หรือรัฐทั่วไปแหงฝรั่งเศส (French States-General) ก็เรียก ซึ่งมีสามเอสเตด (estates) ระบบสี่สภา (Tetracameralism) หมายถึงการมีองคนิติบัญญัติ 4 องคหรือ 4 สภา แตกตางกับระบบสภา เดียวและระบบสองสภาที่มีใชกันมากที่สุด และระบบสามสภาที่พอมีใชกันบาง รัฐบาลที่ใชระบบสี่สภามีใชกันนอย มาก สภาที่ปรึกษา (deliberative assemblies) ในสมัยสแกนดิเนเวียยุคกลาง สวนใหญใชระบบสี่สภาโดย แบงเปน 4 เอสเตท ไดแกสภาชนชั้นสูง สภานักบวช สภาชาวเมืองและสภาชาวนา สภาริคสแดก เอสเตท (Riksdag of the Estates) ของสวีเดนและฟนแลนดใชระบบนี้นานที่สุด โดยแบงองคนิติบัญญัติออกเปนสี่สภา
17.
37 ฟนแลนดเมื่อครั้งเปนสวนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ไดใชระบบสี่สภามาจนถึง พ.ศ.
2449 ซึ่งเปลียนมาเปน องคนิติบัญญัติที่นับวาทันสมัยที่สุดในขณะนั้นคือระบบสภาเดียวที่มีการใหสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งแบบทั่วไป เทวาธิปไตย (Theocracy) คือระบอบการปกครองที่มีพระเจาหรือเทพเปนประมุข หรือในความหมายกวาง ๆ คือระบอบการปกครองที่รัฐปกครองโดยอํานาจจากเทพ (divine guidance) หรือโดยผูที่ถือกันวาไดรับอํานาจหรือ การดลใจโดยตรงจากเทพ ในภาษากรีกคอยเน (Koine Greek) หรือภาษากรีกสามัญคําวา “theocracy” มาจากคํา วา “kra′tos” โดย “the.os” หรือ “ปกครองโดยพระเจา” สําหรับผูมีความศรัทธาแลวระบบนี้ก็เปนระบอบการ ปกครองที่ใชอํานาจจากเทพในการปกครองมวลมนุษยในโลก ไมโดยผูที่เปนเทพกลับชาติมาเกิด (incarnation) ก็ มักจะโดยผูแทนของศาสนจักรที่มีอํานาจเหนืออาณาจักร รัฐบาลที่ปกครองโดยระบบเทวาธิปไตยปกครองโดยเทพ ธรรมนูญ (theonomy) - ระบอบเทวาธิปไตยควรจะแยกจากระบบการปกครองอื่น ๆ ที่มีศาสนาประจําชาติ (state religion) หรือ รัฐบาลที่มีอิทธิพลจากเทวปรัชญาหรือศีลธรรม หรือระบบราชาธิปไตยที่ปกครอง “โดยพระคุณของพระเจา” (By the Grace of God) - เทวาธิปไตยอาจจะเปนระบบการปกครองเดี่ยวที่ฐานันดรระดับตาง ๆ ของรัฐบาลที่ปกครองโดยฝาย อาณาจักรเปนฐานันดรระดับเดียวกันกับที่ใชในการปกครองในศาสนจักร หรืออาจจะแบงเปนสองระบบที่แยก ฐานันดรระหวางอาณาจักรและศาสนจักร - การปกครองเทวาธิปไตยเปนระบบที่ใชในหลายศาสนาที่ไดแกศาสนายูดาห, ศาสนาอิสลาม ลัทธิขงจื๊อศาสนา ฮินดู พุทธศาสนาบางนิกายเชนทะไลลามะ และ คริสตศาสนาบางนิกายที่รวมทั้งโรมันคาทอลิก อีสเทิรนออรทอ ดอกซ โปรเตสแตนต และมอรมอน ตัวอยางของการปกครองระบบเทวาธิปไตยของคริสตศาสนาก็ไดแกการปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน ระหวาง ค.ศ. 330 ถึง ค.ศ. 1453 และของจักรวรรดิการอแล็งเฌียงระหวาง ค.ศ. 800 ถึง ค.ศ. 888 หรือในปจจุบัน ในการปกครองของรัฐพระสันตะปาปาที่มีพระสันตะปาปาผูถือกันวาเปนผูแทนของพระเจาบนโลกมนุษย ระบอบการปกครอง แบงตามระบบกฎหมาย อํานาจนิยม (authoritarianism) เปนรูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมซึ่งมีลักษณะของการออนนอมตออํานาจ หนาที่ ตามปกติมักตรงขามกับปจเจกนิยมและอิสรนิยม ในทางการเมือง รัฐบาลอํานาจเปนรัฐบาลซึ่งอํานาจหนาที่ ทางการเมืองกระจุกตัวอยูกับนักการเมืองกลุมเล็ก - อํานาจนิยมมีลักษณะของอํานาจที่เขมขนและรวมเขาสูศูนยกลางอยางมาก ซึ่งรักษาไวโดยการปราบปรามทาง การเมืองและการกีดกันคูแขงที่เปนไปได รัฐบาลอํานาจนิยมใชพรรคการเมืองและองคการมวลชนเพื่อระดมคนมา รอบเปาหมายของรัฐบาล
18.
38 - อํานาจนิยมเนนกฎหมายตามอําเภอใจมากกวานิติธรรม มักมีทั้งการโกงการเลือกตั้ง
การตัดสินใจทางการเมือง จากกลุมเจาหนาที่ซึ่งไดรับคัดเลือกโดยไมเปดเผย ระบบราชการซึ่งบางครั้งดําเนินการไมเปนไปตามระเบียบ ซึ่งไมได รับการตรวจตราอยางเหมาะสมจากเจาหนาที่ซึ่งไดรับเลือกตั้ง และลมเหลวที่จะบริการผูมีสิทธิเลือกตั้งที่พวกเขา สมควรจะบริการ อํานาจนิยมยังมีแนวโนมรวมการใชอํานาจทางการเมืองอยางไมเปนทางการและไมไดวางระเบียบ ไว ความเปนผูนําซึ่ง "แตงตั้งตัวเองและแมวาจะถูกเลือกตั้งเขามา ก็ไมอาจถูกปลดไดโดยทาสงเลือกเสรีของพลเมือง ในหมูผูแขงขัน" การลิดรอนเสรีภาพของพลเมืองตามอําเอใจ และอดทนต่ําตอการคัดคานซึ่งมีความหมาย สาธารณรัฐ (Republic) ในความหมายอยางกวาง คือ รัฐหรือประเทศ ที่นําโดยกลุมบุคคลที่มีอํานาจทาง การเมืองทั้งหมดของพวกเขานั้นอยูในการควบคุมของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้น สาธารณรัฐในปจจุบันสวนใหญ เรียกประมุขของรัฐวา ประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีอาจจะเปนทั้ง ประมุขของรัฐและหัวหนารัฐบาล หรือเปนเพียงประมุขของรัฐอยางเดียวก็ได ระบบประธานาธิบดี ระบบประธานาธิบดีเปนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนระบบหนึ่งซึ่งสาธารณะเลือกตั้งประธานาธิบดีผานการ เลือกตั้งเสรีและยุติธรรม ประธานาธิบดีเปนทั้งประมุขแหงรัฐและประมุขรัฐบาล โดยควบคุมอํานาจบริหารสวนใหญ ประธานาธิบดีมีวาระการดํารงตําแหนงแนนอนและไมอาจดํารงตําแหนงเกินกําหนดเวลาได เพราะไดรับเลือกตั้งจาก ประชาชน ประธานาธิบดีจึงสามารถกลาวไดวา เขาเปนทางเลือกของประชาชนและเพื่อประชาชน การเลือกตั้งตาม แบบมีกําหนดวันที่ชัดเจนและไมอาจเปลี่ยนแปลงไดโดยงาย การเปนประมุขแหงรัฐและประมุขรัฐบาลรวมกันทําให ประธานาธิบดีไมเพียงแตเปนหนาเปนตาของประชาชน แตยังเปนหัวหนานโยบายดวย ประธานาธิบดีควบคุม คณะรัฐมนตรีโดยตรง สมาชิกคณะรัฐมนตรีนั้นไดรับการแตงตั้งอยางเจาะจงจากประธานาธิบดีดวยตนเอง ประธานาธิบดีไมอาจถูกถอดออกจากตําแหนงไดโดยงายจากฝายนิติบัญญัติ แมประธานาธิบดีจะถืออํานาจบริหาร สวนมากไว แตเขาก็ไมสามารถถอดสมาชิกฝายนิติบัญญัติไดโดยงายเชนกัน ระบบนี้จึงเพิ่มการแบงแยกอํานาจ ทั้งยัง อาจกอใหเกิดความแตกแยกระหวางประธานาธิบดีและฝายนิติบัญญัติที่มาจากตางพรรคการเมือง ซึ่งเปดใหฝายหนึ่ง ขัดขวางอีกฝายได ดวยเหตุนี้ ประชาธิปไตยประเภทจึงนี้ไมพบแพรหลายทั่วโลกในปจจุบันแตประเทศสวนใหญใน ทวีปอเมริกาตั้งแตสหรัฐอเมริกาถึงทวีปอเมริกาใตใชระบบนี้ ระบบนี้ไมมีนายกรัฐมนตรี ฝายบริหารไมสามารถยุบสภา ฝายนิติบัญญัติไมสามารถอภิปรายไมไววางใจ ระบบกึ่งประธานาธิบดี ระบบกึ่งประธานาธิบดีเปนประชาธิปไตยแบบมีผูแทนซึ่งรัฐบาลมีทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี ประชาธิปไตยแบบนี้ยิ่งพบนอยกวาระบบประธานาธิบดีเสียอีก ระบบนี้มีทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งไมมีกําหนดวาระ และ ประธานาธิบดีซึ่งมีกําหนดวาระ ขึ้นอยูกับประเทศ การแบงแยกอํานาจระหวางนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีนั้น แตกตางกันไป ในกรณีหนึ่ง ประธานาธิบดีถืออํานาจมากกวานายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทั้งฝายนิติ
19.
39 บัญญัติและประธานาธิบดี สวนอีกดานหนึ่ง นายกรัฐมนตรีสามารถถืออํานาจมากกวาประธานาธิบดี
ประธานาธิบดี กับนายกรัฐมนตรีแบงอํานาจกัน ขณะที่ประธานาธิบดีถืออํานาจแยกจากฝายนิติบัญญัติ ประธานาธิบดีเปนผู บัญชาการทหารสูงสุดดวยตนเอง ควบคุมนโยบายการทางประเทศ และเปนประมุขแหงรัฐ ("หนาตาของประชาชน") นายกรัฐมนตรีถูกคาดหวังวา วางนโยบายของพรรคซึ่งชนะการเลือกตั้งสูฝายนิติบัญญัติ รัฐบาลประเภทนี้ยังสราง ปญหาวาใครถือความรับผิดชอบใด แบงตามแนวคิดทางการเมือง รัฐคอมมิวนิสต (Communist state) เปนรูปแบบที่นักรัฐศาสตรใชอธิบายรูปแบบของรัฐบาลในรัฐที่มีการปกครองภายใตพรรคการเมืองเพียง พรรคเดียว และประกาศใชลัทธิมารกซ-เลนิน ซึ่งเปนแนวคิดทางคอมมิวนิสต รัฐคอมมิวนิสตอาจมีพรรคการเมือง ตามกฎหมายหลายพรรค แตรัฐธรรมนูญรับรองใหพรรคคอมมิวนิสตเปนรัฐบาล พรรคคอมมิวนิสตจึงเปนสถาบัน บริหารประเทศนั้น ๆ โดยปริยาย ประเทศที่เปนรีฐคอมมิวนิสต คือ จีน เกาหลีเหนือ คิวบา ลาว เวียดนาม ฟาสซิสต (Fascism) เปนหนึ่งในลักษณะการปกครองของรัฐ ในฟาสซิสตซึ่งปรากฏในชวงกอนและระหวางสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีแนวคิดสําคัญวา รัฐเปนสิ่งที่สําคัญกวาตนหรือบุคคล ฟาสซิสตจะมีบุคคลคนหนึ่งปกครองประเทศเรียกวา ผูนํา เผด็จการ มีอํานาจสิทธิในการควบคุมรัฐบาลและประชาชน ซึ่งประชาชนภายในรัฐจะตองเชื่อฟงผูนําสูงสุด เพื่อใช ประเทศชาติอยูรอดปลอดภัย และพัฒนาไปอยางตอเนื่อง ฟาสซิสต นั้นแตกตางจากคอมมิวนิสต เนื่องจากฟาสซิสตไมตองการจะเปนเจาของที่ดิน หรือโรงงานผลิต สินคา แตลัทธิฟาสซิสตจะทํางานอยางใกลชิดกับสิ่งเหลานั้นและใชเปนทรัพยากรในการผลิตกองทัพที่แข็งแกรง หรือสวนอื่นของลัทธิฟาสซิสต สําหรับลัทธิฟาสซิสตแลวถือวาเปนเรื่องที่สําคัญมากที่โรงเรียนทุกโรงในประเทศจะ สอนเด็กวาผูนําเผด็จการเปนบุคคลที่สําคัญที่สุดในโลก เมื่อโตขึ้นแบบอยางที่ควรทําคือเขารวมกลุมกับลัทธิฟาสซิสต โดยบุคคลที่ไมเห็นดวยกับลัทธิจักตองถูกสังหารหมูทั้งหมด ผูนําลัทธิฟาสซิสตมักจะเปนบุคคลที่มียศสูงในกองทัพ ถึงแมพวกเขาจะไมมียศมากอนก็ตาม และมักปรากฏตัวในชุดกองทัพบกหรือกองทัพเรือตอหนาสาธารณชน ลัทธิฟาสซิสต ถูกใชขึ้นครั้งแรกโดย เบนิโต มุสโสลินี ผูนําเผด็จการชาวอิตาลี จากป พ.ศ. 2465 ถึงปพ.ศ. 2486 รัฐบาลของ เอ็นกิลเบริต ดอลฟว ในออสเตรีย อดอลฟ ฮิตเลอรในนาซีเยอรมนี และฟรานซิสโก ฟรังโก ใน สเปน คําขวัญของฟาสซิสต คือ "สามัคคีคือพลัง" ลัทธิฟาสซิสตเปนชื่อของอาณาจักรโรมันสมัยกอน มันคือไมเมื่อไมมีอยูแทงเดียวก็จะหักไดงาย แตเมื่อนําไม มารวมกันนั้นจะหักไดยากมาก เหมือนกับเมื่อชาติมีประชาชนมารวมกันก็จะทําใหชาติแข็งแกรงไรเทียมทาน แต
20.
40 กลายเปนวาลัทธิฟาสซิสต ไมแข็งแกรงเทาที่ควรเพราะประชาชนเบื่อกับการทํางาน และการปฏิวัติของลัทธิ ฟาสซิสต
ซึ่งทําใหลัทธิฟาสซิสตสิ้นสุดในป พ.ศ. 2486 อนาธิปไตย (anarchism) โดยทั่วไปนิยามวาเปนปรัชญาการเมืองซึ่งถือวารัฐนั้นเปนสิ่งไมพึงปรารถนา ไมจําเปนและใหโทษ หรืออีก อยางหนึ่งวา เปนการคัดคานผูมีอํานาจและองคการมีลําดับชั้นบังคับบัญชาในการชี้นําความสัมพันธของมนุษย ผู เสนออนาธิปไตย หรือรูจักกันวา "ผูนิยมลัทธิอนาธิปไตย" (anarchist) สนับสนุนสังคมที่ปราศจากรัฐโดยตั้งอยูบน การรวมกลุมอยางสมัครใจที่ไมมีลําดับชั้น เสรีภาพของปจเจกชนและการตอตานรัฐ คือหลักการที่ชัดเจนของลัทธิอนาธิปไตย สําหรับในเรื่องอื่น ๆ นั้น อาจมีความเห็นที่แตกตางกันบางในหมูผูที่นิยมแนวคิดนี้ เชน การใชความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสังคม ชนิดของ ระบอบเศรษฐกิจ ความสัมพันธระหวางเทคโนโลยีและลําดับชั้น การตีความหมายของแนวคิดเกี่ยวกับความสม ภาค (egalitarian) และระดับของการจัดองคกร คําวา "อนาธิปไตย" ในความหมายที่นักอนาธิปไตยใชนั้น มิไดหมายถึงภาวะยุงเหยิงหรืออโนมี แตเปน รูปแบบของความสัมพันธของมนุษยที่เสมอภาค ที่ถูกจัดตั้งขึ้นและรักษาอยางจงใจอุดมการณทางการเมือง อนุรักษนิยม หรือ คติอนุรักษ (conservatism) โดยทั่วไปหมายถึงปรัชญาทางการเมืองที่ยึดถือเอาสิ่งดีงามในอดีตมาเปนแนวทางในการดําเนินงานใน ปจจุบัน โดยนิยมการเปลี่ยนแปลงแบบคอยเปนคอยไป และสวนใหญจะอยูตรงขามกับแนวคิดปฏิวัติ แนว อนุรักษนิยมทางการเมืองสมัยใหมเริ่มตนขึ้นในปลายคริสตศตวรรษที่ 18ซึ่งเปนปฏิกิริยาตอบสนองตอการปฏิวัติ ฝรั่งเศสและการปฏิวัติอุตสาหกรรม อันนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พรรคการเมืองที่ มีแนวคิดอนุรักษนิยมจัดเปนพรรคอนุรักษนิยม ลัทธินิยมสถาบันพระมหากษัตริย (royalism) เปนลัทธิที่สนับสนุนราชอาณาจักร หรือการปกครองรูปแบบใดก็ไดเพียงแตใหมีพระมหากษัตริยเปนประมุข แหงรัฐ สนับสนุนผูอางสิทธิในราชบัลลังก หรือสนับสนุนพระมหากษัตริยพระองคปจจุบัน แตสวนใหญแลว มักใชใน กลุมผูสนับสนุนพระมหากษัตริยซึ่งถูกลมลางโดยสาธารณรัฐแลว แนวคิดดังกลาวมีความแตกตางจาก ลัทธินิยม ราชาธิปไตย(monarchism) ที่สนับสนุนการปกครองแบบราชาธิปไตย แตตางกันที่ไมไดวาดวยเรื่องการอางสิทธิใน ราชบัลลังก เสรีนิยม (Liberalism)
21.
41 เปนกลุมกวาง ๆ ของทัศนะทางการเมืองที่จัดใหเสรีภาพและความเสมอภาคของปจเจกบุคคลเปนเปาหมาย สําคัญที่สุด แนวความคิดเสรีนิยมเชื่อวา
โดยพื้นฐานมนุษยนั้นมิไดเปนคนเลว แตมนุษยเปนสัตวที่มีเหตุผล ดังนั้น ความ รวมมือ ทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึง สันติภาพระหวางประเทศจึงเปนสิ่งที่เปนไปได นักเสรีนิยมเชื่อวา ความสัมพันธระหวางประเทศนั้นเปนเรื่องการมุงแสวงหาการพึ่งพาระหวางกันมากกวาแสวงหาความมั่นคงทาง อํานาจ ดังนั้นจึงเปนที่มาของการสรางสถาบันระหวางประเทศรวมกัน รวมถึงจารีต แนวปฏิบัติระหวางประเทศเพื่อ รักษาสันติภาพระหวางรัฐใหคงอยู ลัทธิเลนิน (Leninism) หรือ ลัทธิมารกซิสต-ลัทธิเลนิน (Marxism-Leninism) ลัทธิทางการเมืองของสหภาพโซเวียตเลนินไมได ปฏิวัติตามหลักวิทยาศาสตรแบบของมารกซไดกําหนดไว โดยมารกซไดบอกวา ประเทศที่สามารถปฏิวัติคอมมิวนิสต ไดคือประเทศที่ไดปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแลว ซึ่งในขณะนั้นประเทศรัสเซียยังลาหลังกวาประเทศอื่นๆ ประชากรสวน ใหญยังเปนชาวนา เลนินจึงปรับปรุงแนวคิดของเขาใหสามารถใชไดกับประเทศรัสเซียในขณะนั้น ในหนังสือ What is to be done ของเลนินสรุปไดดังนี้ 1. การปฏิวัติตองเปนไปตามหลักวิทยาศาสตร 2. กรรมกรในฐานะที่เปนชนชั้น ตองทํางานจนไมมีสํานึกทางสังคม ดังนั้นกรรมกรจึงตองการผูนําในการปฏิวัติ 3. การปลอยใหกรรมกรปฏิวัติเพียงลําพัง จะไมสามารถเอาชนะนายทุนได เพราะกรรมกรมีภาระมากมาย จึง ตองการความชวยเหลือจากนักปฏิวัติอาชีพ ที่มีสติปญญา และมีพื้นเพเปนกรรมกรเชนกัน และตองเชื่อฟง ศูนยกลางคือพรรคคอมมิวนิสต ลัทธิสตาลิน (Stalinism) หรือ สังคมนิยมในประเทศเดียว เปนการตีความทางทฤษฎีและการประยุกต ในทางปฏิบัติของหลักนิยมมารกซิสต (Marxism) สวนที่เปน คุณูปการโดยโจเซฟ สตาลิน (Josef Stalin) ซึ่งเปนผูมีอํานาจครอบงําพรรคคอมมิวนิสตและกลไกของรัฐบาลใน สหภาพโซเวียต (Soviet Union) ตั้งแตชวงกลางทศวรรษหลังป ค.ศ. 1920 จนกระทั่งเขาถึงแกอสัญกรรมเมื่อ ป ค.ศ. 1953 สําหรับคุณูปการสําคัญของลัทธิสตาลินมีดังนี้ คือ 1.วิธีการจัดชาวโซเวียตใหบรรลุถึงการการพัฒนาทางดานอุตสาหกรรม 2. จัดระบบการเกษตรแบบรวมศูนย 3.ปองกันชาติจากการถูกนาซีโจมตี 4.บูรณะชาติที่ยอยยับจากสงคราม
22.
42 สตาลินไดแสดงใหเห็นวา ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสตนี้ นอกจากจะดําเนินการไดตามแนวทางของลัทธิมารก ซิสตและ
ลัทธิเลนิน (Marxism-Leninism) นี้แลว ก็ยังสามารถทําไดโดยวิธีอื่น คือการยึดครองทางทหารโดย มหาอํานาจคอมมิวนิสต (อยางในกรณีที่ สหภาพโซเวียตเขายึดครองยุโรปตะวันออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ก็ชวย ใหบรรลุเปาหมายคือการไดชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสตได หากกรณีที่ปจจัยแวดลอมตางๆเอื้ออํานวย พวกที่เขามารับชวงอํานาจตอจากสตาลิน ไดทําการรื้อโครงการของเลนินเสียสิ้น และ ลัทธิสตาลินนี้ก็ไดถูก ประณามวาเปนลัทธิที่สงเสริมแนวการปกครองแบบ "ยึดตัวบุคคลเปนหลัก" (Cult of Personality) เปนการ ปกครองแบบเผด็จการโดยบุคคลคนเดียว ยึดหลักการคนทําผิดไมได ทําการสถาปนารัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทําการ กําจัดพวกที่ถูกระแวงวาจะเปนฝายตรงกันขาม โดยวิธีการกวาดลาง และใชตํารวจลับ มีการจองจําคุมขังพวกที่ไม เห็นดวยทางการเมืองนับจํานวนไมถวนในคาย "กูลัก" แนวความคิดตาง ๆ ที่พัฒนาและนําไปใชในสหภาพโซเวียตโดยสตาลิน ซึ่งมีผลกระทบตอหลักนิยม คอมมิวนิสตนั้นมีดังนี้ คือ 1. แนวความคิดเรื่อง "สังคมนิยมในประเทศเดียว" (Socialism in One Country) 2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ป 3. เกษตรแบบรวมศูนย 4.รัฐธรรมนูญโซเวียตฉบับป ค.ศ. 1936 แมถึงจะมีการประณามลัทธิสตาลินนี้อยางไร แตวาการประยุกตใชทฤษฎีคอมมิวนิสตทั้งในแงทฤษฎีและใน แงปฏิบัติตาง ๆ ที่ดําเนินการกวา 30 ป ในชวงการปกครองของสตาลินนี้ ก็ยังคงเปนพื้นฐานของหลักนิยมลัทธิ คอมมิวนิสตอยูในชวงที่สหภาพโซเวียตยังไมลมสลาย.
Download