Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
AP
Uploaded by
arisa promlar
199 views
57
วรรณกรรมกับสังคม CR.http://www.mwit.ac.th/~saktong/learn4/57.pdf
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 6
2
/ 6
3
/ 6
4
/ 6
5
/ 6
6
/ 6
More Related Content
PDF
57
by
Little Bay
PDF
Social onet a
by
peemai12
PDF
Samkok01
by
tommy
PPT
2010 Love Read @NATION
by
ninecomp
PDF
โคลนติดล้อ (สอน Ppt)[1]
by
นิตยา ทองดียิ่ง
PPTX
วรรณคดีและวรรณกรรม
by
Aor's Sometime
DOCX
สรุปคำบรรยายหลังเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PPT
ความสำคันและคุณค่าวรรณกรรม
by
alibaba1436
57
by
Little Bay
Social onet a
by
peemai12
Samkok01
by
tommy
2010 Love Read @NATION
by
ninecomp
โคลนติดล้อ (สอน Ppt)[1]
by
นิตยา ทองดียิ่ง
วรรณคดีและวรรณกรรม
by
Aor's Sometime
สรุปคำบรรยายหลังเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ความสำคันและคุณค่าวรรณกรรม
by
alibaba1436
Similar to 57
PDF
บันทึกโลกาภิวัฒน์ เรียนรู้โลก-เพื่อรู้จักตัวเอง-และเตรียมรับวิกฤติ
by
Junya Yimprasert
DOCX
สรุปคำบรรยายก่อนเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PPTX
การอ้างอิงทางวิชาการ
by
Watcharapol Wiboolyasarin
PDF
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
PDF
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
PDF
ความเป็นธรรมในสังคม
by
pajaree_musikapong
PDF
ความเป็นธรรมในสังคม
by
pajaree_musikapong
PDF
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
PDF
ความเป นธรรมในส งคม (2)
by
pajaree_musikapong
PDF
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
PPTX
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
by
Mild Jirachaya
PDF
ข้อสอบ
by
โรงเรียนเมืองแงง จังหวัดน่าน
PDF
เรียงความ Is1
by
panisra
PDF
G สังคมไทย social3
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
DOC
วรรณกรรมท้องถิ่น ภูมิหลัง
by
chontee55
DOC
L3การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง da
by
Saiiew
PDF
Japan reading policy
by
Dr.Thavorn Ngarmtrakulchol (Tokyojuku Japanese School)
PDF
คำตอบโต้กับคนรักสถาบันฯ
by
Junya Yimprasert
DOCX
บทที่ 2-แก้ใหม่ครั้งที่
by
T Ton Ton
PDF
ทักษะการอ่าน
by
0872191189
บันทึกโลกาภิวัฒน์ เรียนรู้โลก-เพื่อรู้จักตัวเอง-และเตรียมรับวิกฤติ
by
Junya Yimprasert
สรุปคำบรรยายก่อนเรียน (ผศ.พิมล)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
การอ้างอิงทางวิชาการ
by
Watcharapol Wiboolyasarin
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
ความเป็นธรรมในสังคม
by
pajaree_musikapong
ความเป็นธรรมในสังคม
by
pajaree_musikapong
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
ความเป นธรรมในส งคม (2)
by
pajaree_musikapong
ความเป นธรรมในส งคม
by
Mai New
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
by
Mild Jirachaya
ข้อสอบ
by
โรงเรียนเมืองแงง จังหวัดน่าน
เรียงความ Is1
by
panisra
G สังคมไทย social3
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
วรรณกรรมท้องถิ่น ภูมิหลัง
by
chontee55
L3การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง da
by
Saiiew
Japan reading policy
by
Dr.Thavorn Ngarmtrakulchol (Tokyojuku Japanese School)
คำตอบโต้กับคนรักสถาบันฯ
by
Junya Yimprasert
บทที่ 2-แก้ใหม่ครั้งที่
by
T Ton Ton
ทักษะการอ่าน
by
0872191189
57
1.
เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖
วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๑ บทบาทที่ชัดเจนมากที่สุดของวรรณกรรม ก็คือ ผลกระทบทางด้านสังคม นักคิดนักเขียน ทางด้านวรรณกรรมส่วนใหญ่ได้เน้นผลกระทบทางด้านนี้มาก เพราะถือว่าวรรณกรรมที่ดีจะต้อง ส่งผลต่อสังคม ไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้จึงขอกล่าวเฉพาะผลกระทบหรืออิทธิพลทางด้านสังคม ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นไว้หลากหลาย อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้เขียนไว้ในคานาหนังสือเรื่องนักเขียนหนุ่ม ( อ้างถึงใน Spender 2518 : หน้าคานา ) ว่า ความเป็นจริงในวรรณกรรมโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติหรือของไทยเองก็ ตาม ปรากฏการณ์สาคัญอย่างหนึ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ วรรณกรรมเป็นกระจกเงาที่สะท้อน ภาพทางสังคมและเป็นดัชนีชี้แนวของกระบวนการทางวัฒนธรรม ตลอดจนเสนอให้เห็นการยึดถือ คุณค่าต่างๆของคนในสังคมแต่ละยุคสมัย ความเป็นไปทางการเมือง ความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราได้จากคนอ่านและคนเขียน และถ้าหากจะมีความจริงที่นอกเหนือไปจากนี้อีกประการหนึ่งก็ คือ วรรณกรรมเป็นสัญลักษณ์ที่ บอกให้เราเห็นความจริงจังของคนในชาติ หรือความฟุ้งเฟ้อของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งทั้งนี้ย่อม แล้วแต่ว่ากลุ่มสังคมใดจะใช้กระจกเงาบานไหนออกมาฉาย ดังนั้นท่าทีและแนวโน้มของ วรรณกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือต่างชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนย่อมมีอิทธิพล เกี่ยวข้องกัน และย่อมขึ้นอยู่ว่าบรรดาผู้มีส่วนสร้างสรรค์ผลงานทางวรรณกรรมทั้งหลาย ( ณ ที่นี้ หมายถึงงานเขียนทั่วไปทั้ง ร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยเน้นเฉพาะ นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ และ บทละคร ) จะพยายามเพียงใดที่จะยกวรรณกรรมขึ้นไว้เป็นสื่อของการรับใช้สังคม หรือเหยียบย่า สังคมให้ต่าทรามลง เจตนา นาควัชระ ( 2521 : 13 - 17 ) ได้เสนอว่า วรรณกรรมเป็นสิ่งผูกพันกับสังคม และเป็น สมบัติร่วมของทุกยุคทุกสมัยทุกถิ่น การศึกษาวรรณกรรมจึงต้องควบคู่กับสังคม ซึ่งเป็น แหล่งกาเนิดของวรรณกรรม ผู้ประพันธ์ได้แสดงความคิด ปรัชญา ตลอดจนความจริงในสังคมด้วย ความสนใจและความรับผิดชอบ วรรณกรรมจึงมีอิทธิพลต่อสังคม รวมทั้งพลังในสังคมมนุษย์ด้วย ส่วนเสนีย์ เสาวพงศ์ ( อ้างถึงใน รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน ม.ป.ป. : 15 - 16 ) ได้เสนอข้อคิด เกี่ยวกับวรรณกรรมกับสังคมว่า เบื้องหลังปากกาที่สร้างงานเขียนหรือวรรณกรรม ก็คือผู้เขียนหรือ นักประพันธ์ และเบื้องหลังนักประพันธ์ก็คือสังคม นั่นก็คือความเป็นจริงของวรรณกรรมทุกเล่มที่มี ทัศนะของผู้เขียนสอดแทรกในงานของเขา พร้อมๆกับการถ่ายทอดประสบการณ์ของชีวิตของ สังคมในงานเขียนของเขาแต่ละชิ้น ภาพของสังคมปรากฏในวรรณกรรมชิ้นนั้นๆ จะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เป็นการมองภาพชีวิตในแต่ละบรรทัดของวรรณกรรมเล่มนั้นๆ (between the lines ) ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของพระมหากุเทพ ใสกระจ่าง ( 2521 : 1 , 13 ) ที่กล่าวว่า
2.
เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖
วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๒ วรรณกรรมเป็นผลผลิตทางปัญญา ที่เน้นคุณค่าของชีวิตที่ดีงาม วรรณกรรมของคนกลุ่มใดย่อม สะท้อนชีวิตและแนวความคิดของคนกลุ่มนั้น ดังคากล่าวที่ว่า เบื้องหลังวรรณกรรมทุกเล่มคือ มนุษย์ เบื้องหลังมนุษย์คือเผ่าพันธุ์ และเบื้องหลังเผ่าพันธุ์คือสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและสังคม ซึ่งมีอิทธิพลต่อวรรณกรรม ดังนั้นการศึกษาวรรณกรรมจึงมิใช่แต่เพียงการอ่านตาราอย่างเดียว เท่านั้น หากแต่เป็นการศึกษาภาวการณ์ทางสังคมด้วย หรือแม้แต่ความคิดเห็นของพลศักดิ์ จิร ไกรศิริ ( 2521 : 105 ) กล่าวว่าวรรณกรรมเป็นผลงานการสร้างสรรค์ทางความคิดของมนุษย์ในยุค หนึ่งยุคใด และความคิดของมนุษย์นั้นก็ถูกกาหนดโดยสภาพทางวัตถุในขณะนั้น สภาพทางวัตถุใน ที่นี้ก็คือระบบสังคมของมนุษย์นั่นเอง ทีปกร( 2521 : 35 ) กล่าวสนับสนุนว่าแหล่งกาเนิดอันแท้จริง ของวัตถุดิบที่มนุษย์นามาสร้างเป็นงานวรรณกรรมนั้น มาจากความจัดเจนในการต่อสู้ของมนุษย์ทั้ง ในทางตรงและทางอ้อม วรรณกรรมจึงไม่เพียงแต่เป็นผลิตผลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถ่าย ความจัดเจนที่ได้รับจากการต่อสู้ของชีวิตทั้งในทางธรรมชาติและทางสังคม หากยังเป็นการสร้าง วัฒนธรรมเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มความคิดที่ตนสังกัดอยู่ด้วย สิทธา พินิจภูวดล และนิตยา กาญจนะวรรณ ( 2520 : 48 -49 ) กล่าวเสริมว่า วรรณกรรมเป็น ผลงานของมนุษย์ ดังนั้นจึงเป็นที่เก็บรวบรวมความคิด ความเป็นอยู่ และลักษณะสภาพต่างๆของ มนุษย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไว้ด้วยกัน วรรณกรรมจึงกลายเป็นหนังสือที่สามารถสะท้อนสภาพ สังคมได้ สังคมของผู้แต่งหนังสือมีธรรมชาติเช่นไรวรรณกรรมก็มีธรรมชาติเช่นนั้น สังคมนั้น เปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไปตามเหตุการณ์อย่างไร วรรณกรรมก็กล่าวถึงเหตุการณ์อย่างนั้น เช่น เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ มีผลทาให้มนุษย์ในแต่ละสังคมประพฤติ ปฏิบัติตนต่างๆกัน หรือบางครั้งก็ออกมาในรูปเดียวกัน บางครั้งก็ขัดแย้งกัน บางครั้งก็กลมกลืนกัน ผู้แต่งหนังสือที่ช่างสังเกตก็จะเลือกหาเหตุการณ์เรื่องราวจากความเป็นไปในสังคมมาผูกเป็นเรื่อง ขึ้น โดยตั้งจุดประสงค์ไว้ต่างๆกัน บางคนผูกเรื่องขึ้นเพื่อรายงานเหตุการณ์แต่เพียงอย่างเดียว บาง คนก็ชี้ให้เห็นลักษณะที่ขัดแย้งต่างๆเพื่อเตือนสติคนในสังคม สาหรับ ตรีศิลป์ บุญขจร ( 2523 : 6 - 10 ) กล่าวว่า วรรณกรรมย่อมสัมพันธ์กับสังคม วรรณกรรม สะท้อนประสบการณ์ชีวิตในยุคสมัยไม่ว่าจะจงใจสะท้อนสังคมหรือไม่ก็ตาม นัก วิจารณ์บางคนจึงกล่าวว่า วรรณกรรมเป็นคันฉ่องแห่งยุคสมัย เนื่องจากเป็นภาพถ่ายชีวิตของยุคสมัย นั่นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับสังคมมี 3 ลักษณะดังนี้คือ 1. วรรณกรรมเป็นภาพสะท้อนของสังคม ซึ่งการสะท้อนสังคมของวรรณกรรมมิใช่ เป็นการสะท้อนอย่างบันทึกเหตุการณ์ทานองเอกสารประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาพสะท้อน ประสบการณ์ของผู้เขียนและเหตุการณ์หนึ่งของสังคม วรรณกรรมจึงมีความเป็นจริงทางสังคม สอดแทรกอยู่ นักเขียนบางคนมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก เขาจะสะท้อนความปราถนา ที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น วรรณกรรมของเขาฉายให้เห็นสิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ ซึ่งอาจจะเป็นอุดมการณ์ทางสังคมหรืออุดมการณ์ทางการเมืองก็ได้
3.
เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖
วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๓ 2. สังคมมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหรือต่อนักเขียน ซึ่งนักเขียนอยู่ในสังคมย่อมได้รับ อิทธิพลจากสังคมทั้งด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ปรัชญาและการเมือง สภาพการณ์ของปัจจัยเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งกาหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเขา การพิจารณาอิทธิพล ของสังคมต่อนักเขียน ควรให้ความสนใจว่านักเขียนได้รับอิทธิพลจากสังคมมาอย่างไร และเขามี ท่าทีสนองตอบต่ออิทธิพลเหล่านั้นอย่างไร 3. วรรณกรรมหรือนักเขียนมีอิทธิพลต่อสังคม นักเขียนที่ยิ่งใหญ่นอกจากมี ความสามารถในการสร้างสรรค์วรรณกรรมให้มีชีวิต โน้มน้าวจิตใจผู้อ่านแล้ว ยังเป็นผู้มีทัศนะ กว้างไกลกว่าคนธรรมดา สามารถเข้าใจโลกและมองสภาพความเป็นจริงได้ลึกกว่าคนทั่วไป มองเห็น ด้วยทัศนะที่กว้างไกลและลุ่มลึก ภาพที่เขาให้จึงเป็นจริงยิ่งกว่าความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ วรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นอมตะ เพราะไม่เพียงแต่จะเสนอภาพปัจจุบันอย่างถึงแก่นของความเป็น จริงเท่านั้น แต่ยังคาดคะเนความเป็นไปในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้นอิทธิพลของวรรณกรรมต่อสังคม อาจเป็นได้ทั้งในด้านอิทธิพลภายนอก เช่น การ แต่ง กาย หรือการกระทาตามอย่างวรรณกรรม เช่น หญิงไทยสมัยหนึ่งนิยมถักหางเปีย นุ่งกางเกงขาสั้น เหมือน " พจมาน " ในเรื่องบ้านทรายทอง หรือย้อมผมสีแดงเหมือน " จอย " ในเรื่องสลักจิต เป็น ต้น และอิทธิพลทางความคิด การสร้างค่านิยม รวมทั้งความรู้สึกนึกคิด ดังเช่น หนังสือเรื่อง " The Social Contract " ของจัง จาคส์ รุสโซ ( Jean Jacques Rousseau ) พิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1762 เป็นหนังสือ ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย โดยให้แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฏีทางรัฐศาสตร์ที่สาคัญ เรียกว่า " เจตนารมณ์ทั่วไป ( General Will ) " เน้นเรื่องเสรีภาพและสิทธิของมนุษยชาติ ก็คืออานาจอธิปไตยนั่นเอง ซึ่งถือเป็น หลักการที่สาคัญยิ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้มีส่วน ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียกร้องอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติใน ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 - 1792 และอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงมีอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ดังจะเห็น ได้จากแนวคิดเรื่องทฤษฏีสัญญาประชาคม ( Social Contract Theory) ซึ่งมีนักวิชาการได้นามา อ้างอิงอยู่เสมอ หลังจากนั้นก็มีวรรณกรรมอีกหลายเล่ม ได้อิทธิพลและสนับสนุนการปกครองตาม แนวคิดของรุสโซ เช่น จอห์น สจ๊วต มิลล์ ( John Stuart Mill ) นักเศรษฐศาสตร์และนักคิดชาว อังกฤษ ได้เขียนหนังสือ เรื่อง On Liberty โดยเน้นว่ารัฐบาลที่ดีต้องให้เสรีภาพแก่ประชาชน หรือความคิดของ จอห์น ล้อค ( John Lock ) ในผลงานชื่อ Two Treatise of Government ก็มี อิทธิพลอย่างมากต่อนักปฏิวัติชาวอเมริกัน ดังจะเห็นจากคาประกาศอิสรภาพของอเมริกา ดู เหมือนว่าจะลอกข้อความในหนังสือเล่มนี้มาทั้งหมด จะแตกต่างกันเพียงมีการเปลี่ยนแปลงคาศัพท์ บางคาเท่านั้น ( พลศักดิ์ จิรไกศิริ 2522 : 148 - 149 )หนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งมีความสาคัญและมี อิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมาก มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ สังคม ไม่เพียงแต่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่มีอิทธิพลไปในหลายประเทศทั่วโลก
4.
เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖
วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๔ นั่นก็คือ หนังสือเรื่อง Das Kapital ( Capital ) เขียนโดยคาร์ล มาร์กซ์ ( Karl Marx ) ซึ่งเป็น นักการเมืองและนักปรัชญาชาวเยอรมัน ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ในปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเผยแพร่ ความคิด อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ ของมาร์กซ์ หรืออุดมการณ์มาร์กซิสต์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่าง กว้างขวาง วลาดิมิร์ เลนิน ( Vladimir Lenin ) อดีตผู้นาของรุสเซียได้นาอุดมการณ์ มาร์กซิสต์มาใช้ ปกครองประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นาในการเผยแพร่อุดมการณ์นี้ด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการปฏิวัติบอลเช วิค ( Bolshevist Revolution ) ในรุสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1917 และมีผลต่อการเมืองในประเทศจีนมาก ถ้า การปฏิวัติในรุสเซียไม่ประสบผลสาเร็จ การก่อกาเนิดของลัทธิมาร์กซ์ในประเทศจีนและประเทศ ต่างๆ คงล่าช้าไปกว่าความเป็นจริงอีกหลายปี หลังจากนั้นก็มี เจ. วี. สตาลิน ( J. V. Stalin ) และนิกิ ตา ครุสชอฟ ( Nikita Khrushchev ) เป็นผู้สานต่อ หรือแม้แต่ประธานาธิบดีซูการ์โน ( Sukarno ) ของอินโดนีเซียได้นาอุดมการณ์มาร์กซิสต์มาผสมผสานกับนโยบายชาตินิยม ( Nationalism ) ตาม หลักศาสนาอิสลาม เรียกอุดมการณ์นี้ว่า ปัญจศิลา ( PantjaSila ) จึงกล่าวได้ว่าแนวความคิดของ มาร์กซ์มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของคนเกือบทั้งโลก แม้ว่ามาร์กซ์ได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้วก็ตาม แต่ความคิด และอุดมการณ์ของเขายังคงมีอยู่ พร้อมกับได้รับการนามาตีความใหม่แตกต่างกัน ออกไปในแต่ละสังคมและแต่ละประเทศ หรือแม้แต่หนังสือเรื่อง Animal Farm ของยอร์จ ออร์ เวลล์ ( George Orwell ) ในราวต้นศตวรรษที่ 19 ได้เขียนขึ้นมาเพื่อล้อเลียนระบบการปกครองแบบ เผด็จการภายใต้การนาของสตาลิน ผู้เป็นแรงสาคัญคนหนึ่งในการปฏิวัติของพวกบอลเชวิค ( Bolsheviks ) ในปี ค.ศ.1917 ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์ที่ได้วางไว้อย่างสวยงามอาจถูก นามาเป็นเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มได้ จึงสะท้อนให้โลกได้รับรู้ว่า แม้ใน รุสเซียเองก็ยังไม่มีความเสมอภาค ทั้งๆที่เป็นผู้นาในการเรียกร้องเรื่องความเสมอภาค อิทธิพลของ หนังสือเล่มนี้จึงมีผลต่อการต่อต้านระบบเผด็จการมาก นับเป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง และได้มีผู้ นาไปแปลเป็นภาษาต่างๆเผยแพร่ทั่วโลก ( นวลจันทร์ รัตตากร 2526 : 59 - 61 ) มีนักวิจารณ์หลาย คนกล่าวว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือที่ดีและประสบผลสาเร็จมากกว่าหนังสือเล่มอื่นๆของ ยอร์จ ออร์เวลล์ ที่ได้เขียนขึ้น เป็นความคิดนอกแบบของบรรดาสัตว์ต่างๆในฟาร์มสัตว์ คิดโค่นผู้เป็นนาย ก่อการปฏิวัติขึ้น ขับไล่ผู้เป็นนายออกไป ดาเนินการปกครองและการงานภายในฟาร์มกันเอง การ งานทุกอย่างดาเนินไปด้วยดี ประสบผลสาเร็จ ผู้ตั้งตนเป็นเจ้าคือหมูผู้ซึ่งบรรดาสัตว์ทั้งปวงถือว่า เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ฉลาดกว่าสัตว์อื่นๆ แต่สุดท้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ( ภาษาไทยชื่อ ฟาร์มสัตว์ แปลโดย สายธาร ) หรือแม้แต่ผลงานหลายๆเล่มของวอลแตร์ ( Voltaire ) ซึ่งผลงานของเขามีส่วนต่อการปฏิวัติใน ฝรั่งเศส ได้ชื่อว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปสมัยนั้น และเป็นนักประพันธ์ที่เขียน เรื่องได้ไพเราะ วอลแตร์ต้องเข้าคุกบาสตีลล์หลายครั้งและเคยถูกขับไล่ออกนอกประเทศเพราะ ข้อเขียนของเขา แต่ประชาชนในอังกฤษและต่างประเทศยกย่องเทิดทูนวอลแตร์ เห็นว่าผลงานของ เขาถูกต้อง ในที่สุดชาวฝรั่งเศสก็รับเขากลับประเทศ และจัดงานฉลองต้อนรับวอลแตร์ที่ประตูชัย ฝรั่งเศสอย่างมโหฬาร วอลแตร์เขียนนวนิยาย บทละคร และโคลงกลอนต่างๆมากกว่า 50 เรื่อง แต่
5.
เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖
วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๕ เรื่องที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดคือเรื่อง ก็องดิดด์ ( Candide ) ( แปลเป็นภาษาไทยโดย วัล ยา วิวัฒน์ศร ) เป็นนวนิยายอมตะที่นักภาษาศาสตร์ของฝรั่งเศสยกย่องว่าเป็น " นวนิยายตัวอย่าง " ที่ เขียนอย่างง่ายๆ สละสลวยดีเยี่ยมและเป็นวรรณกรรมที่มีค่าคู่โลกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็องดิดด์ มีความหมายว่าเชื่อง่าย ซื่อ บริสุทธิ์ จริงใจ เปิดเผย อ่อนต่อโลก วอลแตร์เล่าเรื่องให้ก็องดิดด์เป็น พระเอก ชะตากรรมของพระเอกผู้นี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ตลอดเรื่องอ่านสนุก เต็มไปด้วยปรัชญาชวน คิด การเสียดสี อารมณ์ขันลึกๆไปจนกระทั่งความเจ็บปวดรวดร้าวของความเป็นมนุษย์ จากบันทึกของผู้แปล ( วัลยา วิวัฒน์ศร อ้างถึงใน วอล์แตร์ 2542 : คานา ) ได้กล่าวว่า ปรัชญานิยายเรื่อง ก็องดิดด์นี้ วอล์แตร์ เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1758 เพื่อตอบคาถามเรื่องความเป็นไป ในโลกนี้ เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติและ จากน้ามือของมนุษย์ด้วยกัน เขาควรจะ ไว้วางใจในความเชื่อที่มีอยู่ ความเชื่อถือในสถาบันต่างๆที่เป็น องค์ประกอบหลักของสังคมของเขา ต่อไปหรือไม่ เขาควรจะเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ และหวังจะรังสรรค์ผืนแผ่นดิน และสังคมขึ้นใหม่หรือไม่ วอล์แตร์จึงเสนอปัญหาด้วยวิธีการเสียดสีแบบชวนขัน ตีแผ่สังคมฝรั่งเศส และชาติต่างๆในยุโรปตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงสมัยที่วอล์แตร์มีชีวิตอยู่ หรือเรื่องอื่นๆของวอล์แตร์ เช่น เรื่อง Letters Philosphiques ซึ่งถือเป็นหนังสือปรัชญาเล่มสาคัญที่สุดเล่มหนึ่ง และเรื่อง Letters on the English เป็นหนังสือที่นักการเมืองและนักปฏิวัติยังอ่านกันอยู่จนถึงปัจจุบัน หรือแม้แต่การเรียกร้องอิสรภาพหรือเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ โดยมีบุคคลสาคัญผู้ หนึ่งในการเรียกร้องคือ คานธี ซึ่งได้สร้างแนวทางในการเรียกร้องใหม่เรียกว่า " สัตยาเคราะห์ " หรือ Truth Force ( พลังแห่งสัจจะ ) นั่นก็คือเน้นเรื่องสัจจะกับเรื่องอหิงสา หรือความไม่รุนแรง โดยคานธี ได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือหลายเล่ม ดังต่อไปนี้คือ เล่มแรกคือเรื่อง ภควัทคีตา เป็น คัมภีร์เก่าแก่ของศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทภารตยุทธ อันเป็นสงครามระหว่าง พวก ปานฑพ กับพวกเการพ อรชุน ซึ่งเป็นพวกปานฑพหรือฝ่ายคนดี ต้องต่อสู้กับญาติพี่น้องของตนเอง ซึ่งอยู่ฝ่ายอธรรม อรชุนลังเลที่จะรบด้วยการยิงธนูไปสังหารญาติพี่น้องของตนเองที่อยู่ฝ่ายตรงกัน ข้าม พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีให้กับอรชุน จึงอธิบายสัจธรรมให้อรชุนเข้าใจ เรื่องต่อมาคือ The Kingdom of God is Within You ( อาณาจักรของพระเป็นเจ้าอยู่ในตัวท่าน ) ของตอลสตรอย ซึ่ง เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1893 คานธี ได้กล่าวว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ได้รักษาข้าพเจ้าจากความสงสัยทั้ง มวล และทาให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ศรัทธาในอหิงสาที่แท้จริง เล่มต่อมาคือ บทกวีของ Shelly โดยเฉพาะ บทกวีชื่อ The Mask of Anarchy ( หน้ากากอนาธิปไตย ) ซึ่งได้เขียนว่า " ด้วยการประสานแขนทั้ง สอง และด้วยสายตาอันมุ่งมั่น ด้วยความกลัวเพียงเล็กน้อย และประหลาดใจเพียงบางเบา จงจ้องดู พวกเขาในขณะที่พวกเขาสังหาร จนกว่าความเกรี้ยวโกรธของคนเหล่านั้นจะเหือดหายสิ้น " สมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีผู้เขียนจดหมายมาถามคานธีว่า จะทาอย่างไรกับศัตรูแบบฮิตเลอร์ คานธี ตอบว่า " เราก็จะต้องมากอดอกยืนดู แล้วถ้าเขาจะใช้ปืนใหญ่ถล่มก็ปล่อยให้เขายิง จนกว่าเราจะ เรียกร้องหรือจะดึงเอาความสงสารเห็นใจจากฝ่ายนั้น ออกมาได้ " ซึ่งจะเห็นได้ว่าคาพูดเหล่านี้
6.
เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖
วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๖ ได้รับอิทธิพลมาจากบทกวีของ Shelly นั่นเอง หนังสืออีกเล่มก็คือ Unto This Last ของ John Ruskin เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1826 ประกอบด้วยบทความยาว 4 บทความรวมกัน จุดมุ่งหมายของ หนังสือเล่มนี้เป็นการหาคานิยามในเชิงตรรก ของคาว่า ความมั่งคั่ง ( Wealth ) ซึ่งตามความหมายที่ แท้จริงมิได้หมายถึงอานาจในทางทุนหรือทุนนิยม ที่จะบังคับคนให้ทางานให้แก่ตนได้ หาก หมายถึงชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข ประเทศที่ร่ารวยมั่งคั่งคือประเทศซึ่งคนในประเทศมีความสุขมาก ที่สุดนั่นเอง Ruskin ได้โจมตีระบบเศรษฐกิจแบบปัจเจกชนนิยม ซึ่งเป็นระบบธุรกิจที่เน้นการ แข่งขันในทุกๆวิถีทาง และได้เรียกร้องว่ามนุษย์มิใช่เครื่องจักร และเสนอแนะว่าสวัสดิการของรัฐ และสังคมนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็จาเป็นต้องมีระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้ดุลยภาพและนามาปฏิบัติจริงได้ และมีรากฐานอยู่บนศีลธรรมผสมกับปรัชญาชนิดที่ประสานร่วมมือกัน และเล่มสุดท้ายเป็นงาน เขียนของ Henry David Thorean ได้เขียนบทความชื่อ On Civil Disobedience ( ว่าด้วยการดื้อแพ่ง ) ราว ค.ศ. 1849 ซึ่งคานธีได้นามาใช้ว่า Civil Resistance ( การต่อต้านของพลเมือง ) ( ชัยวัฒน์ สถานันท์ 2528 : 30 - 33 ) ***************************
Download