หลักเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการผลิต การบริโภค และการกระจายทรัพยากร เพื่อให้เข้าใจถึงการทำงานของระบบเศรษฐกิจ การยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply Elasticity) เป็นเรื่องสำคัญในเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงความไวของการเปลี่ยนแปลงราคาและปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและผู้ผลิต
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Demand Elasticity) คือการวัดระดับความไวของความต้องการสินค้าและบริการเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในราคา โดยมีสองประเภทหลัก คือ ความยืดหยุ่นตามราคา (Price Elasticity of Demand) และความยืดหยุ่นตามรายได้ (Income Elasticity of Demand)
1. ความยืดหยุ่นตามราคา (Price Elasticity of Demand)
- คำนวณจากสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในปริมาณความต้องการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงราคา
- ถ้าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นตามราคา ความต้องการจะเปลี่ยนแปลงมากเมื่อมีการเปลี่ยนราคาน้อย
- ถ้าอุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นตามราคา ความต้องการจะเปลี่ยนแปลงน้อยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างมาก
2. ความยืดหยุ่นตามรายได้ (Income Elasticity of Demand)
- วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของความต้องการเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายได้ของผู้บริโภค
- สินค้าปกติ (Normal Goods) จะมีความยืดหยุ่นตามรายได้สูง ซึ่งหมายความว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เพิ่ม
- สินค้าหรูหรา (Luxury Goods) จะมีความยืดหยุ่นสูงมาก ในขณะที่สินค้าจำเป็น (Necessities) มักมีความยืดหยุ่นต่ำ
ต่อมาคือ ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Supply Elasticity) ซึ่งวัดความไวของปริมาณการผลิตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคา โดยมีประเภทหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่นตามราคา (Price Elasticity of Supply)
1. ความยืดหยุ่นตามราคา (Price Elasticity of Supply)
- คำนวณจากอัตราการเปลี่ยนแปลงในปริมาณของสินค้าที่ผลิตเมื่อราคาของสินค้านั้นเปลี่ยนแปลง
- ถ้าอุปทานมีความยืดหยุ่นตามราคา ปริมาณสินค้าที่ผลิตจะเปลี่ยนแปลงมากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคา
- ในทางกลับกัน ถ้าอุปทานไม่มีความยืดหยุ่น ปริมาณผลิตจะเปลี่ยนแปลงน้อย
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานมีบทบาทอย่างมากในเศรษฐศาสตร์ ดังนี้
1. ผลกระทบของการกำหนดราคา
- หากบริษัทต้องการเพิ่มราคา แต่ความยืดหยุ่นของอุปสงค์สูง ความต้องการสามารถลดลงได้อย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น สินค้าโอเล่ (Coke) ถ้าปรับราคาขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อแบรนด์อื่นแทน
- ในทางกลับกัน หากอุปสงค์ไม่ยืดหยุ่น ราคาสามารถเพิ่มขึ้นและรายได้จะเพิ่มขึ้นไปด้วย
2. นโยบายการเก็บภาษี
- การเก็บภาษีสามารถมีผลกระทบต่อทั้งอุปสงค์และอุปทาน ถ้าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อมีการเก็บภาษีทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ความต้องการอาจลดลง
- ถ้าอภิปรายเวลาเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ บางครั้งภาษีอาจถูกส่งต่อผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินมากขึ้น
3. การผลิตและการลงทุน
- สำหรับผู้ผลิต การเข้าใจถึงความยืดหยุ่นของอุปสงค์สามารถช่วยในการวางแผนการผลิตและการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในตลาด
- หากคาดการณ์ว่ามีการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจมีการลงทุนเพิ่มเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้นในอนาคต
4. การแข่งขันในตลาด
- ความเข้าใจถึงอุปสงค์และอุปทานสามารถช่วยให้ธุรกิจจดจำลูกค้าได้ดีขึ้นและกำหนดกลยุทธ์การขายที่เหมาะสม
- การวิเคราะห์ว่าสินค้าใดที่มีความยืดหยุ่นสูงหรือไม่มีความยืดหยุ่นสามารถช่วยในการจัดการราคาที่สอดคล้องกับตลาด
การศึกษาและวิเคราะห์ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานเป็นสิ่งสำคัญสำหร