Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เศรษฐศาสตร์โรงจักรต้นกำลัง

8,802 views

Published on

  • Sex in your area is here: ❶❶❶ http://bit.ly/39sFWPG ❶❶❶
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • Dating for everyone is here: ❶❶❶ http://bit.ly/39sFWPG ❶❶❶
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • ดีมากเลยครับ

    อยากได้ไฟล์ข้างบนทำไงครับ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here

เศรษฐศาสตร์โรงจักรต้นกำลัง

  1. 1. <ul><li>โรงจักรต้นกำลัง </li></ul><ul><li>Power Plant Engineering </li></ul>
  2. 2. เอกสารชุดที่ 1 <ul><li>ในเอกสารชุดที่ 1 จะประกอบไปด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>พื้นฐานและหลักการของโรงจักรต้นกำลัง </li></ul><ul><li>เศรษฐศาสตร์โรงจักรต้นกำลัง </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้ากังหันไอน้ำ </li></ul><ul><li>พลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน </li></ul><ul><li>แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ( Power Development Plan : PDP) </li></ul>
  3. 3. เศรษฐศาสตร์ของการผลิตไฟฟ้า <ul><li>1 . การเลือกประเภทของโรงไฟฟ้า </li></ul><ul><li>การเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างเพิ่มเติมในระบบผลิต ไม่อาจจะพิจารณาเพียงลักษณะของการใช้ไฟฟ้า หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น ยังจะพิจารณาทางด้านอื่นๆอีก เช่น </li></ul><ul><li>คุณสมบัติของโรงไฟฟ้าแต่ละชนิด </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์หลักของการวางแผน คือให้ได้ระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนผลิตถูกที่สุด </li></ul><ul><li>ชนิดของเชื้อเพลิงที่จัดหามาได้ </li></ul><ul><li>กำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการตั้งแต่ต้น จนโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้ </li></ul>
  4. 4. <ul><li>2. คุณสมบัติของโรงไฟฟ้า </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าที่ใช้ในลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าสำรองเมื่อมีโหลดสูง ( Peaking Load Plant ) จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องขึ้นมาสนองความต้องการ ( รับโหลด ) ได้รวดเร็ว สามารถเดินเครื่องและหยุดเครื่องได้ตลอดเวลา </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าที่ใช้ในลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าหลัก ( Base Load Plant ) หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลาง ( Intermediate Load Plant ) ซึ่งต้องเดินเครื่องอยู่ในระบบตลอดเวลา จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องมีค่าเชื้อเพลิงต่ำ </li></ul>
  5. 5. <ul><li>โรงไฟฟ้าแบ่งตามคุณสมบัติที่สำคัญได้ 3 ประการคือ </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เหมาะในการใช้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้ไอน้ำ เช่น โรงไฟฟ้าใช้น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ หรือพลังงานนิวเคลียร์ ไปต้มน้ำหรือใช้ไอน้ำไปหมุนกังหันซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โรงไฟฟ้าชนิดนี้เหมาะสำหรับเป็นโรงไฟฟ้าหลัก และโรงไฟฟ้าขนาดกลาง </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ใช้แรงดันจากน้ำไปหมุนกังหันซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีค่าลงทุนสูง โรงไฟฟ้าชนิดนี้ไม่มีข้อยุ่งยากในการเดินเครื่อง หยุดเครื่องและเดินเครื่องได้รวดเร็ว จึงเหมาะเป็นโรงไฟฟ้าสำรอง หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลาง </li></ul>
  6. 6. 3. การเลือกประเภทโรงไฟฟ้า พิจารณาจากต้นทุนผลิตไฟฟ้า <ul><li>ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ </li></ul><ul><li>1 . ค่าใช้จ่ายประจำ ( Fixed Cost ) ขึ้นอยู่กับค่าลงทุนก่อสร้าง </li></ul><ul><li>2 . ค่าใช้จ่ายดำเนินการ ( Operating Cost ) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้ ( Variable ) ขึ้นอยู่กับจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิต เช่น ค่าเชื้อเพลิง </li></ul>
  7. 7. 4. ชนิดของเชื้อเพลิงที่จะหามาได้ <ul><li>เชื้อเพลิงเป็นตัวกำหนดประเภทของโรงไฟฟ้า </li></ul><ul><li>หลักการเลือกชนิดของเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะต้องพิจารณา </li></ul><ul><ul><li>จะต้องจัดหามาป้อนโรงไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ ( เพื่อความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ) </li></ul></ul><ul><ul><li>ราคาถูก ( เพื่อให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>ตามหลักควรจะใช้จากแหล่งพลังงานในประเทศ แต่ถ้าแหล่งพลังงานในประเทศมีปริมาณจำกัดและมีปัญหาในการพัฒนา เช่น แหล่งไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จำเป็นต้องจัดหามาจากนอกประเทศ </li></ul></ul>
  8. 8. 5. กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง <ul><li>อาจเป็นตัวกำหนดการเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าได้โดยเฉพาะถ้าหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดย ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน ในการวางแผนล่วงหน้า </li></ul><ul><li>เช่น ถ้าความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมากโดยไม่ได้คาดไว้ก่อน เนื่องจากการเกิดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีเกินคาด หรือกรณีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ เนื่องจากเกิดภาวะผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น น้ำแล้งจัดติดต่อกันหลายปี ทำให้การผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทำได้ไม่เต็มที่ หรือแผนโครงการที่วางไว้แล้วต้องล่าช้าออกไป เหล่านี้เป็นความไม่แน่นอน ( Uncertainty ) อย่างหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาในการวางแผน </li></ul><ul><li>กรณีความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจบังคับให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชนิดที่ต้องการเวลาก่อสร้างเร็ว ซึ่งมักจะมีค่าเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องสูง </li></ul>
  9. 9. ประเภทและคุณสมบัติที่สำคัญของโรงไฟฟ้า - ผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด ( Peak ) - สำรองกรณีฉุกเฉิน ( Emergency Reserve ) - โรงไฟฟ้าฐาน ( Base ) - ผลิตไฟฟ้าในระดับปานกลาง ( Intermediate ) - โรงไฟฟ้าฐาน ( Base ) - ผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด ( Peak ) - เดินเครื่องช่วยกรณีฉุกเฉิน - ค่าลงทุนต่ำ - ค่าเชื้อเพลิงสูง - ระยะเวลาดำเนินการสั้น (2 – 4 ปี ) - ค่าลงทุนสูง - ค่าเชื้อเพลิงปานกลาง / สูง - ระยะเวลาดำเนินการปานกลาง (6 – 7 ปี ) - ค่าลงทุนสูงมาก - ค่าเชื้อเพลิงปานกลาง - ระยะเวลาดำเนินการนาน (10 – 12 ปี ) - ค่าลงทุนสูง / สูงมาก - ค่าเชื้อเพลิงไม่มี - ระยะเวลาดำเนินการนาน (8 – 10 ปี ) <ul><li>โรงไฟฟ้า </li></ul><ul><li>ก๊าซเทอร์ไบน์ (1 -130 MW) </li></ul><ul><li>ดีเซล ( <1 – 25 MW) </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าไอน้ำแบบทั่วไป </li></ul><ul><li>(1 – 1,300 MW) </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าไอน้ำพลังนิวเคลียร์ </li></ul><ul><li>(600 – 1,200 MW) </li></ul><ul><li>โรงไฟฟ้าพลังน้ำ </li></ul><ul><li>(<1 – 250 MW) </li></ul>ใช้งาน ลักษณะ ชนิด
  10. 10. 7. การเลือกขนาดกำลังผลิตของโรงไฟฟ้า <ul><li>ประเภทของโรงไฟฟ้าจะเป็นตัวกำหนดขนาดกำลังสูงสุดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแต่ละเครื่อง นอกจากนั้นแล้วหลักการทั่วไปของการพิจารณาเลือกขนาดของโรงไฟฟ้าคือ </li></ul><ul><ul><li>อัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ </li></ul></ul><ul><ul><li>ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า </li></ul></ul><ul><ul><li>ที่ตั้งโรงไฟฟ้า </li></ul></ul><ul><ul><li>ระบบส่งไฟฟ้า </li></ul></ul>
  11. 11. 8. อัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ <ul><li>เป็นหัวข้อในการพิจารณาเลือกขนาดของโรงไฟฟ้า ตามหลักความเป็นจริงที่ว่า ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนโดยตรงกับขนาดของโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นค่าก่อสร้างเป็น บาท / กิโลวัตต์ จะลดลง </li></ul><ul><li>สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมจากเรื่องของอัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ คือ โรงไฟฟ้าถ้ามีขนาดใหญ่ขึ้น จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำขนาดใหญ่จะสิ้นเปลืองค่าเชื้อเพลิงน้อยกว่าในการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยเท่ากัน </li></ul>
  12. 12. <ul><li>9. ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า </li></ul><ul><li>10. ที่ตั้งของโรงไฟฟ้า </li></ul><ul><li>11. ระบบส่งไฟฟ้า </li></ul><ul><li>12. การเลือกที่ตั้งของโรงไฟฟ้า </li></ul>
  13. 13. ปัญหาทางด้านเทคนิค <ul><li>โรงไฟฟ้าแต่ละประเภทมีเทคนิคแตกต่างกัน ดังนั้นปัญหาทางด้านเทคนิคที่จะต้องพิจารณาในการเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าจึงแตกต่างกัน เช่น </li></ul><ul><li>1 . การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ต้องพิจารณาถึง </li></ul><ul><li>- การจัดหาที่ดิน การใช้ประโยชน์อยู่เดิมของที่ดิน </li></ul><ul><li>- ความสะดวกการจัดหา จัดส่ง และการจัดเก็บสำรองเชื้อเพลิง </li></ul><ul><li>- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง ความร้อนของน้ำที่ระบายออก ควันจากปล่องโรงไฟฟ้า </li></ul><ul><li>- ฐานรากของโรงไฟฟ้า ต้องการสภาพที่ดินที่เหมาะ </li></ul><ul><li>- แหล่งน้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าทั้งทางด้านน้ำระบายความร้อน ( Cooling Water ) และน้ำใช้ </li></ul><ul><li>ในหม้อน้ำ ( Make Up Water ) </li></ul><ul><li>- ระบบส่งไฟฟ้าให้มีการลงทุนน้อยที่สุด </li></ul><ul><li>- ความสะดวกในการเข้าถึงที่ตั้ง </li></ul>
  14. 14. <ul><li>2 . การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ </li></ul><ul><li>- ต้องมีการสำรวจวิเคราะห์ทางด้านอุทกวิทยา </li></ul><ul><li>- สภาพของภูมิประเทศ </li></ul><ul><li>- สภาพทางธรณีวิทยา </li></ul><ul><li>- การเข้าที่ตั้งโครงการ </li></ul><ul><li>- การจัดการแหล่งวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง </li></ul><ul><li>- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม </li></ul>ปัญหาทางด้านเทคนิค
  15. 15. การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า <ul><li>จากการที่ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเป็นผลให้มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงขึ้น </li></ul><ul><li>การจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาเพื่อตอบสนองความเจริญเติบโตดังกล่าวต้องลงทุนเป็นงบประมาณที่สูงมาก ประกอบกับการจัดหาแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแหล่งพลังงาน ถ่านหิน น้ำมัน พลังน้ำ หรือนิวเคลียร์ ก็ตามต่างก็มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการด้วยสาเหตุจากแรงกดดันทางการเมือง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ความร่อยหรอของทรัพยากรไม้ </li></ul>
  16. 16. <ul><li>จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการบรรเทาหรือชะลออัตราการเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนทางไฟฟ้าในระยะยาวให้บังเกิดผล วิธีที่เป็นที่รู้จักกันมานาน ได้แก่ </li></ul><ul><li>การจัดการด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า ( supply management ) และการจัดการด้านไฟฟ้า ( demand management ) </li></ul><ul><li>สำหรับประเทศไทยการดำเนินการที่ผ่านมาจะเน้นวิธีการดำเนินการตามหลักการจัดการข้อแรกมากกว่า และเริ่มจะให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามหลักการข้อหลัง </li></ul><ul><li>โดยจะเห็นได้จากการเปลี่ยนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า </li></ul>การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า
  17. 17. การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า <ul><li>คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและควบคุมการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง เพื่อให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด และการใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด </li></ul><ul><ul><li>การจัดการและควบคุม </li></ul></ul><ul><ul><li>การเลือกใช้ดัชนีชี้วัด </li></ul></ul>
  18. 18. ความหมายของเทอมต่างๆ <ul><li>กำลังไฟฟ้า </li></ul><ul><li>ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด </li></ul><ul><li>อัตราความต้องการพลังงานไฟฟ้า </li></ul><ul><li>จำนวนหน่วยหรือกิโลวัตต์ - ชั่วโมง </li></ul><ul><li>เส้นกราฟของโหลด ( load curve ) </li></ul><ul><li>ฯลฯ </li></ul>
  19. 19. ประเภทของโหลด <ul><li>Essential Load : โหลดสำคัญและจำเป็น เช่น ระบบระบายความร้อนในกรรมวิธีการผลิต </li></ul><ul><li>Curtailable Load : โหลดจำเป็นแต่หยุดการใช้ได้เป็นพักๆ เช่น เครื่องทำความเย็น เครื่องสูบน้ำ </li></ul><ul><li>Deferrable Load : โหลดที่เลื่อนเวลาการใช้ไปในเวลาอื่นได้ เช่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องตัด เครื่องเลื่อย </li></ul><ul><li>Reschedulable Load : โหลดที่สามารถกำหนดเวลาใช้งานได้ในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย เช่น เตาอบ เครื่องอัดประจุแบตเตอรี่ </li></ul>
  20. 20. ค่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า <ul><li>หรือที่เรียกว่า โหลดแฟกเตอร์ Load Factor </li></ul><ul><li>เป็นดัชนีบ่งชี้ความสม่ำเสมอในการใช้ไฟฟ้า </li></ul><ul><li>คือ อัตราส่วนของค่าความต้องการเฉลี่ย </li></ul><ul><li>ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่คิดในหนึ่งช่วงเวลา </li></ul><ul><li>โหลดแฟกเตอร์รายวัน โหลดแฟกเตอร์รายเดือน โหลดแฟกเตอร์รายปี </li></ul>
  21. 21. แนวทางในการปรับปรุงโหลดแฟกเตอร์ <ul><li>ดัชนีที่วัดประสิทธิผลของการควบคุมค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดรายเดือนได้ คือ ค่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า (Load Factor) </li></ul><ul><li>ถ้าค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดน้อย จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า </li></ul>
  22. 22. การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย <ul><li>ในประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการผลิต การส่ง และการ </li></ul><ul><li>จำหน่ายไฟฟ้า 3 หน่วยงาน </li></ul><ul><li>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ . หรือ EGAT) ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ </li></ul><ul><li>การไฟฟ้านครหลวง ( กฟน . หรือ MEA) รับผิดชอบงานด้านการรับพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ . เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล </li></ul><ul><li>การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ( กฟภ . หรือ PEA) รับผิดชอบงานด้านการรับพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ . เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ </li></ul>
  23. 23. www.egat.co.th
  24. 24. www.pea.co.th www.mea.or.th
  25. 25. ระบบผลิต ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า <ul><li>ระบบผลิต (Power Generation System) หมายถึง ระบบที่แปลงพลังงานที่อยู่ในรูปอื่นๆมาเป็นพลังงานไฟฟ้า </li></ul><ul><li>ระบบส่ง (Power Transmission System) หมายถึง ระบบเสาและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง </li></ul><ul><li>ระบบจำหน่าย (Power Distribution System) หมายถึง ระบบที่รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบส่งพลังงานไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่กระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ </li></ul>
  26. 26. ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า <ul><li>คือเครื่องผลิตไฟฟ้า 1 เครื่องของโรงไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าส่งมาสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าได้ระดับหนึ่ง เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นก็จะต้องมีเครื่องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น </li></ul><ul><li>ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมีโรงไฟฟ้าหลายแห่ง แต่ละแห่งมีเครื่องผลิตไฟฟ้าหลายเครื่องตามความเหมาะสม มีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังแหล่งใช้ไฟฟ้าทุกแห่ง และจะต้องก่อสร้างแหล่งผลิตและระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากการขยายตัวของประชากร และเศรษฐกิจ </li></ul>
  27. 27. ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า <ul><li>ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบส่งจ่ายไฟฟ้า คือ </li></ul><ul><li>1 . โรงไฟฟ้า หรือโรงต้นกำลัง </li></ul><ul><li>2 . หม้อแปลง แรงดันไฟฟ้าสูง </li></ul><ul><li>( High Voltage Transformer ) </li></ul><ul><li>3 . สายส่งแรงสูง </li></ul><ul><li>( Transmission Line ) </li></ul><ul><li>4 . ศูนย์กลางระบบจ่ายไฟ ( Transmission Substation ) </li></ul><ul><li>5 . สถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย </li></ul><ul><li>( Distribution Transformer ) </li></ul><ul><li>6 . หม้อแปลงระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ( Distribution Transformer ) </li></ul>
  28. 28. สายส่งไฟฟ้า
  29. 29. การคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า ( Load Forecast ) <ul><li>ความต้องการไฟฟ้าและลักษณะการใช้ไฟฟ้า </li></ul><ul><li>- การใช้ไฟฟ้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมงตลอดเวลา </li></ul><ul><li>- ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทแต่ละรายยังมีลักษณะการใช้ไฟฟ้าในแต่ละชั่วโมงของวันไม่เหมือนกัน </li></ul><ul><li>- ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัย ประเภทธุรกิจ และอุตสาหกรรม จะเห็นว่าผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมมี ความต้องการใช้ไฟฟ้ามากในเวลากลางวัน เพราะส่วนใหญ่ดำเนินกิจการในเวลากลางวัน </li></ul><ul><li>- ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในตอนหัวค่ำแล้วจะค่อยลดลงในตอนดึก และเมื่อตอนใกล้รุ่งจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วจากนั้นจะค่อยๆลดลงถึงต่ำสุดในเวลากลางวัน </li></ul>
  30. 31. วิธีการคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า <ul><li>แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ </li></ul><ul><li>การวิเคราะห์แนวโน้ม </li></ul><ul><li>การศึกษาวิเคราะห์ผู้ใช้ไฟฟ้า </li></ul><ul><li>การใช้ข้อมูลจากปัจจัยการผลิต </li></ul><ul><li>แบบจำลองเศรษฐกิจและพลังงาน </li></ul>
  31. 32. <ul><li>การคาดคะเนความต้องการใช้ไฟฟ้าจะใช้วิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่ การคาดคะเนแต่ละวิธีการยังจำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจหรือประสบการณ์ของผู้ดำเนินการอยู่มาก และมีข้อที่จะต้องยอมรับในการทำประมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ 2 ข้อ คือ </li></ul><ul><li>1 . ไม่มีวิธีการคาดคะเนวิธีไหนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือดีกว่าอีกวิธีหนึ่ง ( No Single Forecasting Method is superior to all other ) </li></ul><ul><li>2 . ไม่มีการคาดคะเนใดจะครอบคลุมไปหมดทุกเรื่อง หรือถือว่าถูกต้องที่สุด ( No Single Forecasting is Omniscient ) </li></ul>วิธีการคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า
  32. 33. หลักการในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า <ul><li>อ้างอิงจาก เว็ปไซต์ของกระทรวงพลังงาน www.eppo.go.th </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์ </li></ul><ul><li>1 . ให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์มากที่สุด และเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ </li></ul><ul><li>2 . ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง มีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถขยายการดำเนินงานในอนาคตได้อย่างเพียงพอ </li></ul><ul><li>3 . ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟประเภทต่างๆ มากขึ้น </li></ul><ul><li>4 . ให้การปรับอัตราค่าไฟฟ้ามีความคล่องตัว และเป็นไปโดยอัตโนมัติสอดคล้องกับราคาเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลงไป </li></ul>
  33. 34. หลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า <ul><li>หลักเกณฑ์ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) </li></ul><ul><li>ต้นทุนหน่วยสุดท้าย หมายถึง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับระบบการผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อสนองตอบความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 1 หน่วย </li></ul><ul><li>แบ่งได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ การผลิต (generation) การส่ง (transmission) การจำหน่าย (distribution) และการค้าปลีก (retail) </li></ul><ul><li>มีการกำหนดค่าไฟฟ้าให้ใกล้เคียงกับต้นทุนหน่วยสุดท้ายมากที่สุดในลักษณะต่างๆ </li></ul>
  34. 35. <ul><li>ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) </li></ul><ul><li>สะท้อนถึงการลงทุนของการไฟฟ้า เพื่อให้มีความพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้าเสมอเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการ ได้แก่ การลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และระบบจำหน่าย </li></ul><ul><li>ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge) </li></ul><ul><li>สะท้อนถึงต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า </li></ul>
  35. 36. <ul><li>ค่า Demand Charge และค่า Energy Charge นี้ อาจแตกต่างกันตาม </li></ul><ul><ul><li>ช่วงเวลาของวัน (Time of Day: TOD) </li></ul></ul><ul><ul><li>ช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use: TOU) </li></ul></ul><ul><ul><li>ซึ่งกำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้า </li></ul></ul><ul><ul><li>ของระบบ (Load Curve) </li></ul></ul>
  36. 37. ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟ ( Load Pattern ) <ul><li>การใช้ไฟฟ้าของประเทศก่อนปี 2534 สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงเวลา กล่าวคือ </li></ul><ul><ul><li>ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดระหว่าง 18.30 น . ถึง 21.30 น . (peak period) </li></ul></ul><ul><ul><li>ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าปานกลางระหว่าง 8.00 น . ถึง 18.30 น . (partial peak) </li></ul></ul><ul><ul><li>ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำระหว่าง 21.30 น . ถึง 8.00 น . </li></ul></ul><ul><ul><li>(off - peak) </li></ul></ul>
  37. 38. <ul><li>ผู้ใช้ไฟที่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นช่วง Peak ของระบบ จึงควรต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟที่ใช้ไฟฟ้าน้อยในช่วง Off – Peak ของระบบ วิธีการหนึ่งที่เป็นธรรมในการคิดอัตราค่าไฟฟ้า ได้แก่ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงของวันให้แตกต่างกัน (Time of Day Rate) TOD </li></ul>
  38. 39. <ul><li>ภายหลังจากการนำอัตรา TOD มาใช้ในปี 2534 ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไป โดยตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา </li></ul>22.00 – 09.00 น . วันจันทร์ – เสาร์ และวันอาทิตย์ทั้งวัน Off - Peak 09.00 – 22.00 น . วันจันทร์ – เสาร์ Peak
  39. 41. <ul><li>เนื่องจากลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงต้นปี 2540 การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้ประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate : TOU) ให้เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟที่ซื้อไฟฟ้าในอัตรา TOD รายเดิม และเป็นอัตราบังคับสำหรับผู้ใช้ไฟรายใหม่ </li></ul><ul><li>โดยค่าไฟฟ้าจะแพงในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak) และค่าไฟฟ้าจะถูกในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off – Peak) นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ ยังถูกกำหนดให้เป็นช่วง Off – Peak ด้วย เพื่อให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง และส่งสัญญาณอย่างถูกต้องไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า </li></ul>
  40. 42. <ul><li>เนื่องจากปัญหาในการติดตั้งมิเตอร์ ทำให้ไม่สามารถจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนถึงต้นทุนหน่วยสุดท้าย เช่นในลักษณะของอัตรา TOD หรืออัตรา TOU ได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟตามลักษณะการใช้ไฟฟ้า (Load Pattern) </li></ul>
  41. 43. <ul><li>ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของระบบตั้งแต่ปี 2543 ได้เปลี่ยนแปลงไป </li></ul>22.00 – 9.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการทั้งวัน Off - peak 9.00 – 22.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ Peak
  42. 44. ข้อก ำ หนดช่วงเวลาอัตรา TOU ปี 2554 Peak : เวลา 09.00 น . – 22.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ และวันพืชมงคล Off Peak : เวลา 22.00 น .– 09.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ และวันพืชมงคล : เวลา 00.00 น .– 24.00 น . วันเสาร์ – อาทิตย์ , วันแรงงานแห่งชาติ , วันพืชมงคลที่ตรงกับวันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดราชการตามปกติ ( ไม่รวม วันหยุดชดเชย )
  43. 45. โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก <ul><li>โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า จะมีการจำแนกต้นทุนการผลิตและจัดหาไฟฟ้าอย่างชัดเจน โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟแต่ละประเภท เป็นดังนี้ </li></ul><ul><li>บ้านอยู่อาศัย </li></ul><ul><li>ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย แบ่งเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย </li></ul><ul><ul><li>(1) บ้านอยู่อาศัยขนาดเล็กที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย / เดือน </li></ul></ul><ul><ul><li>(2) บ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วย / เดือน </li></ul></ul><ul><li>โครงสร้างค่าไฟฟ้ามีลักษณะอัตราก้าวหน้า ( Progressive Rate ) และมีการกำหนดค่าบริการรายเดือน ( บาท / เดือน ) ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate: TOU ) ได้ โดยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์ TOU เอง </li></ul>
  44. 46. <ul><li>กิจการขนาดเล็ก ( ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ ) </li></ul><ul><li>ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับแรงดันต่ำ โครงสร้างค่าไฟฟ้ามีลักษณะอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ในอัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วย / เดือน </li></ul><ul><li>ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับแรงดันกลาง อัตราค่าไฟฟ้ามีลักษณะคงที่ ( บาท / หน่วย ) โดยสามารถเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU ได้ โดยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์ TOU เอง </li></ul>
  45. 47. <ul><li>กิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง </li></ul><ul><ul><li>อัตราค่าไฟฟ้าจะแตกต่างกันตามระดับแรงดันไฟฟ้า </li></ul></ul><ul><ul><li>กิจการขนาดกลาง คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 250 , 000 หน่วย / เดือน หรือมีการใช้ไฟฟ้าระหว่าง 30 – 999 กิโลวัตต์ มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตรา Two Part Tariff หรืออัตรา TOU </li></ul></ul><ul><ul><li>กิจการขนาดใหญ่ คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 250 , 000 หน่วย / เดือน หรือมีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 1 , 000 กิโลวัตต์ขึ้นไป มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตรา TOD หรืออัตรา TOU </li></ul></ul><ul><ul><li>กิจการเฉพาะอย่าง คือผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ขึ้นไป มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะ TOU </li></ul></ul>
  46. 48. <ul><li>ส่วนราชการและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร </li></ul><ul><li>ใช้ไฟน้อยกว่า 250 , 000 หน่วย / เดือน อัตราค่าไฟฟ้าจะมีลักษณะเป็นอัตราคงที่ ( บาท / หน่วย ) โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU เป็นอัตราเลือก สำหรับผู้ใช้ไฟตั้งแต่ 250 , 000 หน่วย / เดือน ขึ้นไป ให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้า TOU </li></ul><ul><li>สูบน้ำเพื่อการเกษตร </li></ul><ul><li>อัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราก้าวหน้า ( Progressive Rate ) ซึ่งได้รับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น </li></ul>
  47. 49. <ul><li>ผู้ใช้ไฟฟ้าชั่วคราวของ กฟภ . </li></ul><ul><li>อัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราคงที่ ( บาท / หน่วย ) </li></ul><ul><li>อัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้ ( Interruptible Rate: IR) </li></ul><ul><li>เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดใหญ่ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของตนลงเมื่อได้รับการร้องขอจากการไฟฟ้า โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะ IR จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตรา TOU </li></ul>
  48. 50. <ul><li>อัตราค่าไฟฟ้าสำรอง ( Standby Rate) </li></ul><ul><li>กำหนดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าในเดือนที่ไม่มีการใช้ไฟฟ้าสำรองในอัตราที่อ้างอิงกับค่าความต้องการพลังไฟฟ้าอัตรา TOU และมีการกำหนดค่าบริการรายเดือน สำหรับเดือนที่มีการใช้ไฟฟ้าสำรองจะคิดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าตามที่ใช้จริง และค่าพลังงานไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าปกติ </li></ul>
  49. 51. ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วย <ul><li>ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จะได้รับสิทธิค่าไฟฟ้า ฟรี เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้ที่มีรายได้น้อย โดยมีระยะเวลาเริ่มตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2552 จนถึงปัจจุบัน </li></ul><ul><li>ภายในต้นปี 2555 รัฐบาลจะยังคงมาตรการนี้ไว้ แต่กำหนดการใช้ไฟฟ้าเป็น 50 หน่วยต่อเดือน </li></ul>
  50. 52. อัตราค่าไฟฟ้า <ul><li>ค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่าไฟฟ้าผันแปร หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าค่า Ft เป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า </li></ul>
  51. 53. สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ( Ft ) <ul><li>วันที่ 30 สิงหาคม 2548 เห็นชอบการปรับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ใหม่ ให้ประกอบด้วย องค์ประกอบหลักเพียงค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่า Ft ณ ระดับ 0.4683 บาท / หน่วย </li></ul><ul><li>สูตร Ft ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 เป็นต้นไป จะประกอบด้วย ค่า Ft ณ ระดับปัจจุบัน 0.4683 บาท / หน่วย และการเปลี่ยนแปลงของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงจากค่า Ft ณ ระดับ 0.4683 บาท / หน่วย หรือ ΔFt </li></ul>
  52. 54. ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า <ul><li>ประกอบไปด้วย </li></ul><ul><li>ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าของ บมจ . กฟผ . ( น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ ลิกไนต์ ถ่านหินนำเข้า และอื่นๆ ) </li></ul><ul><li>ค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPPs) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPPs) ทั้งในส่วนของค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments) และค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payments) </li></ul><ul><li>ค่าซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ( สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย และอื่นๆ ) </li></ul>
  53. 55. <ul><li>สูตร Ft ใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่าสูตร Ft ปัจจุบัน เนื่องจากค่า Ft จะเปลี่ยนแปลงตามค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าเท่านั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องรับภาระผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน </li></ul>
  54. 56. <ul><li>ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ( IQ ) -- พฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน 2554 12:40:03 น . </li></ul><ul><li>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว . พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางช่วยเหลือประชาชนภายหลังน้ำลดแล้ว ใน 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1 . การตรึงค่าเอฟที 1 งวด ( ม . ค .- เม . ย . 55 ) มีภาระค่าใช้จ่าย 7,743 ล้านบาท 2 . การตรึงค่าเอฟที 2 งวด ( ม . ค .- ส . ค . 55 ) มีภาระค่าใช้จ่าย 18,704 ล้านบาท และ 3 . การตรึงค่าเอฟที 3 งวด ( ม . ค .- ธ . ค . 55 ) มีภาระค่าใช้จ่าย 34,092 ล้านบาท โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กพช .) ในการบริหารจัดการค่าเอฟทีในงวดปี 2555 ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช่จ่ายของประชาชน จนกว่าภาคประชาชนและอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวจากเหตุอุทกภัย </li></ul><ul><li>ส่วนการปรับลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยต่อเดือน เหลือ 50 หน่วยต่อเดือน เพื่อเป็นการลดภาระค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และภาคอุตสาหกรรม ต้องรับภาระจ่ายค่าไฟฟ้าแทนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี ในอัตรา 12 สตางค์ต่อหน่วยต่อเดือน หรือ 13,306 ล้านบาท ซึ่งการลดหน่วยไฟฟ้าฟรีเหลือ 50 หน่วยต่อเดือน จะทำให้การรับภาระค่าไฟฟ้าฟรีเหลือ 3 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น 3,517 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับภาระแทน เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศเฉลี่ยกันรับภาระ ประมาณ 3-4 สตางค์ต่อครัวเรือน โดยการปรับลดหน่วยการใช้ไฟฟ้าฟรี จะทำให้มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 4.37 ล้านราย </li></ul><ul><li>นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาจัดทำโครงการ 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์ โดยจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชน ใน 400 ชุมชน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 700 ล้านบาท โดยทั้งหมดจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กพช .) และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อน </li></ul>
  55. 59. การคิดค่าไฟ บ้านอยู่อาศัย
  56. 62. การคิดค่าไฟ บ้านอยู่อาศัย
  57. 65. การคิดค่าไฟ บ้านอยู่อาศัย
  58. 67. ค่าไฟปัจจุบัน <ul><li>ที่ค่า Ft = -0.06 บาท </li></ul><ul><li>การบ้าน </li></ul><ul><ul><li>เดือนตุลาคม 2554 ที่บ้านใช้ไฟทั้งหมด 320 หน่วย จะต้องจ่ายค่าไฟเท่าใด </li></ul></ul>

×