โรงจักรต้นกำลัง Power Plant Engineering
เอกสารชุดที่  1 ในเอกสารชุดที่  1  จะประกอบไปด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้ พื้นฐานและหลักการของโรงจักรต้นกำลัง เศรษฐศาสตร์โรงจักรต้นกำลัง โรงไฟฟ้ากังหันไอน้ำ พลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า  ( Power Development Plan : PDP)
เศรษฐศาสตร์ของการผลิตไฟฟ้า 1 .   การเลือกประเภทของโรงไฟฟ้า การเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างเพิ่มเติมในระบบผลิต ไม่อาจจะพิจารณาเพียงลักษณะของการใช้ไฟฟ้า  หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น ยังจะพิจารณาทางด้านอื่นๆอีก เช่น  คุณสมบัติของโรงไฟฟ้าแต่ละชนิด วัตถุประสงค์หลักของการวางแผน คือให้ได้ระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนผลิตถูกที่สุด ชนิดของเชื้อเพลิงที่จัดหามาได้ กำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการตั้งแต่ต้น จนโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้
2.  คุณสมบัติของโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าที่ใช้ในลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าสำรองเมื่อมีโหลดสูง  ( Peaking Load Plant )  จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องขึ้นมาสนองความต้องการ  ( รับโหลด )  ได้รวดเร็ว สามารถเดินเครื่องและหยุดเครื่องได้ตลอดเวลา โรงไฟฟ้าที่ใช้ในลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าหลัก  ( Base Load Plant )  หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลาง  ( Intermediate Load Plant )  ซึ่งต้องเดินเครื่องอยู่ในระบบตลอดเวลา จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องมีค่าเชื้อเพลิงต่ำ
โรงไฟฟ้าแบ่งตามคุณสมบัติที่สำคัญได้  3   ประการคือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน  เหมาะในการใช้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง  โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้ไอน้ำ  เช่น โรงไฟฟ้าใช้น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ หรือพลังงานนิวเคลียร์ ไปต้มน้ำหรือใช้ไอน้ำไปหมุนกังหันซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โรงไฟฟ้าชนิดนี้เหมาะสำหรับเป็นโรงไฟฟ้าหลัก และโรงไฟฟ้าขนาดกลาง โรงไฟฟ้าพลังน้ำ  ใช้แรงดันจากน้ำไปหมุนกังหันซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีค่าลงทุนสูง โรงไฟฟ้าชนิดนี้ไม่มีข้อยุ่งยากในการเดินเครื่อง หยุดเครื่องและเดินเครื่องได้รวดเร็ว จึงเหมาะเป็นโรงไฟฟ้าสำรอง หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลาง
3.  การเลือกประเภทโรงไฟฟ้า พิจารณาจากต้นทุนผลิตไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าประกอบด้วยค่าใช้จ่าย  2   ส่วน คือ  1 . ค่าใช้จ่ายประจำ  ( Fixed Cost )  ขึ้นอยู่กับค่าลงทุนก่อสร้าง 2 . ค่าใช้จ่ายดำเนินการ  ( Operating Cost )  ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้  ( Variable )  ขึ้นอยู่กับจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิต เช่น ค่าเชื้อเพลิง
4.  ชนิดของเชื้อเพลิงที่จะหามาได้ เชื้อเพลิงเป็นตัวกำหนดประเภทของโรงไฟฟ้า หลักการเลือกชนิดของเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะต้องพิจารณา จะต้องจัดหามาป้อนโรงไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ  ( เพื่อความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ) ราคาถูก  ( เพื่อให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ ) ตามหลักควรจะใช้จากแหล่งพลังงานในประเทศ แต่ถ้าแหล่งพลังงานในประเทศมีปริมาณจำกัดและมีปัญหาในการพัฒนา เช่น แหล่งไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จำเป็นต้องจัดหามาจากนอกประเทศ
5.  กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง อาจเป็นตัวกำหนดการเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าได้โดยเฉพาะถ้าหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดย ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน ในการวางแผนล่วงหน้า  เช่น ถ้าความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมากโดยไม่ได้คาดไว้ก่อน เนื่องจากการเกิดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีเกินคาด หรือกรณีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ เนื่องจากเกิดภาวะผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น น้ำแล้งจัดติดต่อกันหลายปี ทำให้การผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทำได้ไม่เต็มที่ หรือแผนโครงการที่วางไว้แล้วต้องล่าช้าออกไป เหล่านี้เป็นความไม่แน่นอน  ( Uncertainty )  อย่างหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาในการวางแผน กรณีความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจบังคับให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชนิดที่ต้องการเวลาก่อสร้างเร็ว ซึ่งมักจะมีค่าเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องสูง
ประเภทและคุณสมบัติที่สำคัญของโรงไฟฟ้า -  ผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด  ( Peak ) -  สำรองกรณีฉุกเฉิน  ( Emergency Reserve ) -  โรงไฟฟ้าฐาน  ( Base ) -  ผลิตไฟฟ้าในระดับปานกลาง  ( Intermediate )  -  โรงไฟฟ้าฐาน  ( Base ) -  ผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด ( Peak ) -  เดินเครื่องช่วยกรณีฉุกเฉิน -  ค่าลงทุนต่ำ -  ค่าเชื้อเพลิงสูง -  ระยะเวลาดำเนินการสั้น  (2  –  4  ปี ) -  ค่าลงทุนสูง -  ค่าเชื้อเพลิงปานกลาง  /  สูง -  ระยะเวลาดำเนินการปานกลาง  (6  –  7  ปี )  -  ค่าลงทุนสูงมาก -  ค่าเชื้อเพลิงปานกลาง -  ระยะเวลาดำเนินการนาน  (10  –  12  ปี ) -  ค่าลงทุนสูง  /  สูงมาก -  ค่าเชื้อเพลิงไม่มี -  ระยะเวลาดำเนินการนาน  (8  –  10  ปี ) โรงไฟฟ้า ก๊าซเทอร์ไบน์   (1 -130 MW) ดีเซล  (  <1 –  25  MW) โรงไฟฟ้าไอน้ำแบบทั่วไป (1 – 1,300 MW) โรงไฟฟ้าไอน้ำพลังนิวเคลียร์ (600 – 1,200 MW) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ (<1 – 250 MW) ใช้งาน ลักษณะ ชนิด
7.  การเลือกขนาดกำลังผลิตของโรงไฟฟ้า  ประเภทของโรงไฟฟ้าจะเป็นตัวกำหนดขนาดกำลังสูงสุดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแต่ละเครื่อง นอกจากนั้นแล้วหลักการทั่วไปของการพิจารณาเลือกขนาดของโรงไฟฟ้าคือ อัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ที่ตั้งโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า
8.  อัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ  เป็นหัวข้อในการพิจารณาเลือกขนาดของโรงไฟฟ้า ตามหลักความเป็นจริงที่ว่า  ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนโดยตรงกับขนาดของโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งหมายความว่าโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นค่าก่อสร้างเป็น บาท / กิโลวัตต์ จะลดลง สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมจากเรื่องของอัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ คือ โรงไฟฟ้าถ้ามีขนาดใหญ่ขึ้น จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำขนาดใหญ่จะสิ้นเปลืองค่าเชื้อเพลิงน้อยกว่าในการผลิตไฟฟ้า  1   หน่วยเท่ากัน
9.  ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 10.  ที่ตั้งของโรงไฟฟ้า 11.  ระบบส่งไฟฟ้า  12.  การเลือกที่ตั้งของโรงไฟฟ้า
ปัญหาทางด้านเทคนิค โรงไฟฟ้าแต่ละประเภทมีเทคนิคแตกต่างกัน ดังนั้นปัญหาทางด้านเทคนิคที่จะต้องพิจารณาในการเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าจึงแตกต่างกัน เช่น  1 . การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ต้องพิจารณาถึง -  การจัดหาที่ดิน การใช้ประโยชน์อยู่เดิมของที่ดิน -  ความสะดวกการจัดหา  จัดส่ง และการจัดเก็บสำรองเชื้อเพลิง -  ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง ความร้อนของน้ำที่ระบายออก ควันจากปล่องโรงไฟฟ้า -  ฐานรากของโรงไฟฟ้า ต้องการสภาพที่ดินที่เหมาะ -  แหล่งน้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าทั้งทางด้านน้ำระบายความร้อน  ( Cooling Water )  และน้ำใช้ ในหม้อน้ำ  ( Make Up Water ) -  ระบบส่งไฟฟ้าให้มีการลงทุนน้อยที่สุด -  ความสะดวกในการเข้าถึงที่ตั้ง
2 . การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ -  ต้องมีการสำรวจวิเคราะห์ทางด้านอุทกวิทยา -  สภาพของภูมิประเทศ -  สภาพทางธรณีวิทยา -  การเข้าที่ตั้งโครงการ -  การจัดการแหล่งวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง -  ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางด้านเทคนิค
การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า  จากการที่ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเป็นผลให้มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงขึ้น การจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาเพื่อตอบสนองความเจริญเติบโตดังกล่าวต้องลงทุนเป็นงบประมาณที่สูงมาก ประกอบกับการจัดหาแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแหล่งพลังงาน ถ่านหิน น้ำมัน พลังน้ำ หรือนิวเคลียร์ ก็ตามต่างก็มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการด้วยสาเหตุจากแรงกดดันทางการเมือง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ความร่อยหรอของทรัพยากรไม้
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการบรรเทาหรือชะลออัตราการเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนทางไฟฟ้าในระยะยาวให้บังเกิดผล วิธีที่เป็นที่รู้จักกันมานาน ได้แก่  การจัดการด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า  ( supply management )  และการจัดการด้านไฟฟ้า  ( demand management )  สำหรับประเทศไทยการดำเนินการที่ผ่านมาจะเน้นวิธีการดำเนินการตามหลักการจัดการข้อแรกมากกว่า และเริ่มจะให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามหลักการข้อหลัง  โดยจะเห็นได้จากการเปลี่ยนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า  การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า
การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและควบคุมการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง เพื่อให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด และการใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด การจัดการและควบคุม การเลือกใช้ดัชนีชี้วัด
ความหมายของเทอมต่างๆ กำลังไฟฟ้า ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด อัตราความต้องการพลังงานไฟฟ้า จำนวนหน่วยหรือกิโลวัตต์ - ชั่วโมง เส้นกราฟของโหลด  ( load curve )   ฯลฯ
ประเภทของโหลด Essential Load :  โหลดสำคัญและจำเป็น เช่น ระบบระบายความร้อนในกรรมวิธีการผลิต Curtailable Load   :  โหลดจำเป็นแต่หยุดการใช้ได้เป็นพักๆ เช่น เครื่องทำความเย็น เครื่องสูบน้ำ Deferrable Load :  โหลดที่เลื่อนเวลาการใช้ไปในเวลาอื่นได้ เช่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องตัด เครื่องเลื่อย Reschedulable Load :  โหลดที่สามารถกำหนดเวลาใช้งานได้ในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย เช่น เตาอบ เครื่องอัดประจุแบตเตอรี่
ค่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า โหลดแฟกเตอร์  Load Factor เป็นดัชนีบ่งชี้ความสม่ำเสมอในการใช้ไฟฟ้า คือ  อัตราส่วนของค่าความต้องการเฉลี่ย  ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่คิดในหนึ่งช่วงเวลา โหลดแฟกเตอร์รายวัน โหลดแฟกเตอร์รายเดือน โหลดแฟกเตอร์รายปี
แนวทางในการปรับปรุงโหลดแฟกเตอร์ ดัชนีที่วัดประสิทธิผลของการควบคุมค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดรายเดือนได้ คือ ค่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า  (Load Factor) ถ้าค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดน้อย จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ในประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการผลิต การส่ง และการ จำหน่ายไฟฟ้า  3  หน่วยงาน  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ( กฟผ .  หรือ  EGAT)   ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ  การไฟฟ้านครหลวง  ( กฟน .  หรือ  MEA)   รับผิดชอบงานด้านการรับพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ .  เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ( กฟภ .  หรือ  PEA)   รับผิดชอบงานด้านการรับพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ .  เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ
www.egat.co.th
www.pea.co.th www.mea.or.th
ระบบผลิต ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า  ระบบผลิต  (Power Generation System)   หมายถึง ระบบที่แปลงพลังงานที่อยู่ในรูปอื่นๆมาเป็นพลังงานไฟฟ้า  ระบบส่ง  (Power Transmission System)   หมายถึง ระบบเสาและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง  ระบบจำหน่าย  (Power Distribution System)   หมายถึง ระบบที่รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบส่งพลังงานไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่กระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ
ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า  คือเครื่องผลิตไฟฟ้า  1   เครื่องของโรงไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าส่งมาสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าได้ระดับหนึ่ง เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นก็จะต้องมีเครื่องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น  ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมีโรงไฟฟ้าหลายแห่ง แต่ละแห่งมีเครื่องผลิตไฟฟ้าหลายเครื่องตามความเหมาะสม มีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังแหล่งใช้ไฟฟ้าทุกแห่ง และจะต้องก่อสร้างแหล่งผลิตและระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากการขยายตัวของประชากร และเศรษฐกิจ
ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า  ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบส่งจ่ายไฟฟ้า คือ 1 .  โรงไฟฟ้า หรือโรงต้นกำลัง 2 .  หม้อแปลง แรงดันไฟฟ้าสูง  ( High Voltage Transformer ) 3 .  สายส่งแรงสูง  ( Transmission Line ) 4 .  ศูนย์กลางระบบจ่ายไฟ  ( Transmission Substation ) 5 .  สถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย  ( Distribution Transformer ) 6 .  หม้อแปลงระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำ  ( Distribution Transformer )
สายส่งไฟฟ้า
การคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า  ( Load Forecast ) ความต้องการไฟฟ้าและลักษณะการใช้ไฟฟ้า -  การใช้ไฟฟ้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมงตลอดเวลา  -  ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทแต่ละรายยังมีลักษณะการใช้ไฟฟ้าในแต่ละชั่วโมงของวันไม่เหมือนกัน  -  ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัย ประเภทธุรกิจ และอุตสาหกรรม จะเห็นว่าผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมมี ความต้องการใช้ไฟฟ้ามากในเวลากลางวัน เพราะส่วนใหญ่ดำเนินกิจการในเวลากลางวัน  -  ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในตอนหัวค่ำแล้วจะค่อยลดลงในตอนดึก และเมื่อตอนใกล้รุ่งจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วจากนั้นจะค่อยๆลดลงถึงต่ำสุดในเวลากลางวัน
 
วิธีการคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์   การวิเคราะห์แนวโน้ม   การศึกษาวิเคราะห์ผู้ใช้ไฟฟ้า   การใช้ข้อมูลจากปัจจัยการผลิต  แบบจำลองเศรษฐกิจและพลังงาน
การคาดคะเนความต้องการใช้ไฟฟ้าจะใช้วิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่ การคาดคะเนแต่ละวิธีการยังจำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจหรือประสบการณ์ของผู้ดำเนินการอยู่มาก และมีข้อที่จะต้องยอมรับในการทำประมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่  2   ข้อ คือ 1 .  ไม่มีวิธีการคาดคะเนวิธีไหนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือดีกว่าอีกวิธีหนึ่ง  ( No Single Forecasting Method is superior to all other )  2 .  ไม่มีการคาดคะเนใดจะครอบคลุมไปหมดทุกเรื่อง หรือถือว่าถูกต้องที่สุด  ( No Single Forecasting is Omniscient )  วิธีการคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า
หลักการในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า อ้างอิงจาก เว็ปไซต์ของกระทรวงพลังงาน  www.eppo.go.th  วัตถุประสงค์ 1 . ให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์มากที่สุด และเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ 2 . ให้การไฟฟ้าทั้ง  3   แห่ง มีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถขยายการดำเนินงานในอนาคตได้อย่างเพียงพอ  3 . ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟประเภทต่างๆ มากขึ้น  4 . ให้การปรับอัตราค่าไฟฟ้ามีความคล่องตัว และเป็นไปโดยอัตโนมัติสอดคล้องกับราคาเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลงไป
หลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า   หลักเกณฑ์ต้นทุนหน่วยสุดท้าย   (Marginal Cost) ต้นทุนหน่วยสุดท้าย หมายถึง   ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับระบบการผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อสนองตอบความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   1  หน่วย แบ่งได้เป็น  4  ระดับ ได้แก่ การผลิต   (generation)  การส่ง   (transmission)  การจำหน่าย   (distribution)  และการค้าปลีก   (retail)  มีการกำหนดค่าไฟฟ้าให้ใกล้เคียงกับต้นทุนหน่วยสุดท้ายมากที่สุดในลักษณะต่างๆ
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า   (Demand  Charge)  สะท้อนถึงการลงทุนของการไฟฟ้า เพื่อให้มีความพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้าเสมอเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการ ได้แก่ การลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และระบบจำหน่าย  ค่าพลังงานไฟฟ้า  (Energy  Charge)  สะท้อนถึงต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ค่า   Demand  Charge  และค่า   Energy  Charge  นี้ อาจแตกต่างกันตาม ช่วงเวลาของวัน   (Time of Day: TOD)  ช่วงเวลาของการใช้   (Time of Use: TOU)  ซึ่งกำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้า ของระบบ   (Load  Curve)
ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟ  ( Load  Pattern )  การใช้ไฟฟ้าของประเทศก่อนปี  2534  สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงเวลา กล่าวคือ  ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดระหว่าง  18.30  น .  ถึง  21.30  น . (peak  period)  ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าปานกลางระหว่าง  8.00  น .  ถึง  18.30  น . (partial  peak)  ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำระหว่าง  21.30  น .  ถึง  8.00  น .  (off  -  peak)
ผู้ใช้ไฟที่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นช่วง   Peak  ของระบบ จึงควรต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟที่ใช้ไฟฟ้าน้อยในช่วง   Off – Peak  ของระบบ วิธีการหนึ่งที่เป็นธรรมในการคิดอัตราค่าไฟฟ้า ได้แก่ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงของวันให้แตกต่างกัน   (Time of Day Rate) TOD
ภายหลังจากการนำอัตรา   TOD  มาใช้ในปี  2534  ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไป โดยตั้งแต่ปี  2537  เป็นต้นมา  22.00  –  09.00  น .  วันจันทร์  –  เสาร์ และวันอาทิตย์ทั้งวัน Off - Peak 09.00  –  22.00  น .  วันจันทร์  –  เสาร์ Peak
 
เนื่องจากลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงต้นปี  2540  การไฟฟ้าทั้ง  3  แห่ง ได้ประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้   (Time of Use Rate : TOU)  ให้เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟที่ซื้อไฟฟ้าในอัตรา   TOD  รายเดิม และเป็นอัตราบังคับสำหรับผู้ใช้ไฟรายใหม่  โดยค่าไฟฟ้าจะแพงในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง   (Peak)  และค่าไฟฟ้าจะถูกในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำ   (Off – Peak)  นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ ยังถูกกำหนดให้เป็นช่วง   Off – Peak  ด้วย เพื่อให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง และส่งสัญญาณอย่างถูกต้องไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า
เนื่องจากปัญหาในการติดตั้งมิเตอร์ ทำให้ไม่สามารถจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนถึงต้นทุนหน่วยสุดท้าย เช่นในลักษณะของอัตรา   TOD  หรืออัตรา   TOU  ได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟตามลักษณะการใช้ไฟฟ้า   (Load  Pattern)
ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของระบบตั้งแต่ปี  2543  ได้เปลี่ยนแปลงไป  22.00 – 9.00  น .  วันจันทร์ – ศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการทั้งวัน Off - peak 9.00  –  22.00  น .  วันจันทร์  –  ศุกร์ Peak
ข้อก ำ หนดช่วงเวลาอัตรา  TOU   ปี  2554 Peak  :  เวลา  09.00  น . – 22.00  น .  วันจันทร์ – ศุกร์ และวันพืชมงคล  Off Peak :  เวลา  22.00  น .– 09.00  น .  วันจันทร์ – ศุกร์ และวันพืชมงคล  :  เวลา  00.00  น .– 24.00  น .  วันเสาร์ – อาทิตย์ , วันแรงงานแห่งชาติ ,    วันพืชมงคลที่ตรงกับวันเสาร์ – อาทิตย์  และ วันหยุดราชการตามปกติ  ( ไม่รวม  วันหยุดชดเชย )
โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า จะมีการจำแนกต้นทุนการผลิตและจัดหาไฟฟ้าอย่างชัดเจน   โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟแต่ละประเภท เป็นดังนี้ บ้านอยู่อาศัย   ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย แบ่งเป็น  2  ประเภท ประกอบด้วย  (1)  บ้านอยู่อาศัยขนาดเล็กที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน  150  หน่วย / เดือน  (2)  บ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า  150  หน่วย / เดือน  โครงสร้างค่าไฟฟ้ามีลักษณะอัตราก้าวหน้า  ( Progressive Rate )  และมีการกำหนดค่าบริการรายเดือน  ( บาท / เดือน )  ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้  (Time of Use Rate: TOU )  ได้ โดยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์  TOU   เอง
กิจการขนาดเล็ก   ( ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า  30  กิโลวัตต์ )  ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับแรงดันต่ำ โครงสร้างค่าไฟฟ้ามีลักษณะอัตราก้าวหน้า  (Progressive Rate)  ในอัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า  150  หน่วย / เดือน  ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับแรงดันกลาง อัตราค่าไฟฟ้ามีลักษณะคงที่  ( บาท / หน่วย )   โดยสามารถเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ  TOU  ได้ โดยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์  TOU  เอง
กิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง อัตราค่าไฟฟ้าจะแตกต่างกันตามระดับแรงดันไฟฟ้า  กิจการขนาดกลาง คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า  250 , 000  หน่วย / เดือน หรือมีการใช้ไฟฟ้าระหว่าง  30  –  999  กิโลวัตต์  มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตรา  Two Part Tariff  หรืออัตรา   TOU  กิจการขนาดใหญ่ คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า  250 , 000  หน่วย / เดือน หรือมีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่  1 , 000  กิโลวัตต์ขึ้นไป มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตรา  TOD  หรืออัตรา  TOU กิจการเฉพาะอย่าง คือผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่  30  กิโลวัตต์ขึ้นไป มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะ  TOU
ส่วนราชการและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร   ใช้ไฟน้อยกว่า  250 , 000  หน่วย / เดือน อัตราค่าไฟฟ้าจะมีลักษณะเป็นอัตราคงที่  ( บาท / หน่วย )  โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าแบบ   TOU  เป็นอัตราเลือก สำหรับผู้ใช้ไฟตั้งแต่  250 , 000  หน่วย / เดือน ขึ้นไป ให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้า  TOU สูบน้ำเพื่อการเกษตร   อัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราก้าวหน้า  ( Progressive Rate )  ซึ่งได้รับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
ผู้ใช้ไฟฟ้าชั่วคราวของ กฟภ .   อัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราคงที่  ( บาท / หน่วย )  อัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้  ( Interruptible Rate: IR)   เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดใหญ่ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของตนลงเมื่อได้รับการร้องขอจากการไฟฟ้า โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะ  IR  จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตรา  TOU
อัตราค่าไฟฟ้าสำรอง  ( Standby Rate)   กำหนดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าในเดือนที่ไม่มีการใช้ไฟฟ้าสำรองในอัตราที่อ้างอิงกับค่าความต้องการพลังไฟฟ้าอัตรา  TOU  และมีการกำหนดค่าบริการรายเดือน สำหรับเดือนที่มีการใช้ไฟฟ้าสำรองจะคิดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าตามที่ใช้จริง และค่าพลังงานไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าปกติ
ใช้ไฟไม่เกิน  90  หน่วย ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน  90  หน่วยต่อเดือน จะได้รับสิทธิค่าไฟฟ้า ฟรี  เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้ที่มีรายได้น้อย โดยมีระยะเวลาเริ่มตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์  2552  จนถึงปัจจุบัน ภายในต้นปี  2555  รัฐบาลจะยังคงมาตรการนี้ไว้ แต่กำหนดการใช้ไฟฟ้าเป็น  50  หน่วยต่อเดือน
อัตราค่าไฟฟ้า   ค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่าไฟฟ้าผันแปร หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าค่า  Ft   เป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า
สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ  ( Ft )  วันที่  30  สิงหาคม  2548  เห็นชอบการปรับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ  (Ft)  ใหม่ ให้ประกอบด้วย องค์ประกอบหลักเพียงค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่า  Ft  ณ ระดับ  0.4683  บาท / หน่วย  สูตร  Ft  ตั้งแต่เดือนตุลาคม  2548  เป็นต้นไป จะประกอบด้วย ค่า  Ft  ณ ระดับปัจจุบัน  0.4683  บาท / หน่วย และการเปลี่ยนแปลงของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงจากค่า  Ft  ณ ระดับ  0.4683  บาท / หน่วย หรือ  ΔFt
ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า   ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าของ บมจ . กฟผ . ( น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ ลิกไนต์ ถ่านหินนำเข้า และอื่นๆ )  ค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่   (IPPs)  ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก   (SPPs)  ทั้งในส่วนของค่าความพร้อมจ่าย   (Availability Payments)  และค่าพลังงานไฟฟ้า   (Energy Payments)  ค่าซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน   ( สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย และอื่นๆ )
สูตร  Ft  ใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่าสูตร  Ft  ปัจจุบัน  เนื่องจากค่า  Ft  จะเปลี่ยนแปลงตามค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าเท่านั้น  ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องรับภาระผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน
ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์  ( IQ ) --  พฤหัสบดีที่  3   พฤศจิกายน  2554   12:40:03   น . นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว . พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางช่วยเหลือประชาชนภายหลังน้ำลดแล้ว ใน  3   แนวทาง ประกอบด้วย  1 . การตรึงค่าเอฟที  1   งวด  ( ม . ค .- เม . ย . 55 )  มีภาระค่าใช้จ่าย  7,743   ล้านบาท  2 . การตรึงค่าเอฟที  2   งวด  ( ม . ค .- ส . ค . 55 )  มีภาระค่าใช้จ่าย  18,704   ล้านบาท และ 3 . การตรึงค่าเอฟที  3   งวด  ( ม . ค .- ธ . ค . 55 )  มีภาระค่าใช้จ่าย  34,092   ล้านบาท โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ  ( กพช .)  ในการบริหารจัดการค่าเอฟทีในงวดปี  2555   ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช่จ่ายของประชาชน จนกว่าภาคประชาชนและอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวจากเหตุอุทกภัย ส่วนการปรับลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าฟรี  90   หน่วยต่อเดือน เหลือ  50   หน่วยต่อเดือน เพื่อเป็นการลดภาระค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และภาคอุตสาหกรรม ต้องรับภาระจ่ายค่าไฟฟ้าแทนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี ในอัตรา  12   สตางค์ต่อหน่วยต่อเดือน หรือ  13,306   ล้านบาท ซึ่งการลดหน่วยไฟฟ้าฟรีเหลือ  50   หน่วยต่อเดือน จะทำให้การรับภาระค่าไฟฟ้าฟรีเหลือ  3   สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น  3,517   ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับภาระแทน เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศเฉลี่ยกันรับภาระ ประมาณ  3-4   สตางค์ต่อครัวเรือน โดยการปรับลดหน่วยการใช้ไฟฟ้าฟรี จะทำให้มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์  4.37   ล้านราย นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาจัดทำโครงการ  1   ชุมชน  1   เมกะวัตต์ โดยจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชน ใน  400   ชุมชน คาดว่าจะใช้งบประมาณ  700   ล้านบาท โดยทั้งหมดจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ  ( กพช .)  และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อน
 
 
การคิดค่าไฟ บ้านอยู่อาศัย
 
 
การคิดค่าไฟ บ้านอยู่อาศัย
 
 
การคิดค่าไฟ บ้านอยู่อาศัย
 
ค่าไฟปัจจุบัน ที่ค่า  Ft = -0.06  บาท การบ้าน เดือนตุลาคม  2554  ที่บ้านใช้ไฟทั้งหมด  320  หน่วย จะต้องจ่ายค่าไฟเท่าใด

เศรษฐศาสตร์โรงจักรต้นกำลัง

  • 1.
  • 2.
    เอกสารชุดที่ 1ในเอกสารชุดที่ 1 จะประกอบไปด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้ พื้นฐานและหลักการของโรงจักรต้นกำลัง เศรษฐศาสตร์โรงจักรต้นกำลัง โรงไฟฟ้ากังหันไอน้ำ พลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ( Power Development Plan : PDP)
  • 3.
    เศรษฐศาสตร์ของการผลิตไฟฟ้า 1 . การเลือกประเภทของโรงไฟฟ้า การเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างเพิ่มเติมในระบบผลิต ไม่อาจจะพิจารณาเพียงลักษณะของการใช้ไฟฟ้า หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น ยังจะพิจารณาทางด้านอื่นๆอีก เช่น คุณสมบัติของโรงไฟฟ้าแต่ละชนิด วัตถุประสงค์หลักของการวางแผน คือให้ได้ระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนผลิตถูกที่สุด ชนิดของเชื้อเพลิงที่จัดหามาได้ กำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการตั้งแต่ต้น จนโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้
  • 4.
    2. คุณสมบัติของโรงไฟฟ้าโรงไฟฟ้าที่ใช้ในลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าสำรองเมื่อมีโหลดสูง ( Peaking Load Plant ) จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องขึ้นมาสนองความต้องการ ( รับโหลด ) ได้รวดเร็ว สามารถเดินเครื่องและหยุดเครื่องได้ตลอดเวลา โรงไฟฟ้าที่ใช้ในลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าหลัก ( Base Load Plant ) หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลาง ( Intermediate Load Plant ) ซึ่งต้องเดินเครื่องอยู่ในระบบตลอดเวลา จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องมีค่าเชื้อเพลิงต่ำ
  • 5.
    โรงไฟฟ้าแบ่งตามคุณสมบัติที่สำคัญได้ 3 ประการคือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เหมาะในการใช้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้ไอน้ำ เช่น โรงไฟฟ้าใช้น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ หรือพลังงานนิวเคลียร์ ไปต้มน้ำหรือใช้ไอน้ำไปหมุนกังหันซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โรงไฟฟ้าชนิดนี้เหมาะสำหรับเป็นโรงไฟฟ้าหลัก และโรงไฟฟ้าขนาดกลาง โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ใช้แรงดันจากน้ำไปหมุนกังหันซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีค่าลงทุนสูง โรงไฟฟ้าชนิดนี้ไม่มีข้อยุ่งยากในการเดินเครื่อง หยุดเครื่องและเดินเครื่องได้รวดเร็ว จึงเหมาะเป็นโรงไฟฟ้าสำรอง หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลาง
  • 6.
    3. การเลือกประเภทโรงไฟฟ้าพิจารณาจากต้นทุนผลิตไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ 1 . ค่าใช้จ่ายประจำ ( Fixed Cost ) ขึ้นอยู่กับค่าลงทุนก่อสร้าง 2 . ค่าใช้จ่ายดำเนินการ ( Operating Cost ) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้ ( Variable ) ขึ้นอยู่กับจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิต เช่น ค่าเชื้อเพลิง
  • 7.
    4. ชนิดของเชื้อเพลิงที่จะหามาได้เชื้อเพลิงเป็นตัวกำหนดประเภทของโรงไฟฟ้า หลักการเลือกชนิดของเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะต้องพิจารณา จะต้องจัดหามาป้อนโรงไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ ( เพื่อความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ) ราคาถูก ( เพื่อให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ ) ตามหลักควรจะใช้จากแหล่งพลังงานในประเทศ แต่ถ้าแหล่งพลังงานในประเทศมีปริมาณจำกัดและมีปัญหาในการพัฒนา เช่น แหล่งไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จำเป็นต้องจัดหามาจากนอกประเทศ
  • 8.
    5. กำหนดระยะเวลาก่อสร้างอาจเป็นตัวกำหนดการเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าได้โดยเฉพาะถ้าหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดย ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน ในการวางแผนล่วงหน้า เช่น ถ้าความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมากโดยไม่ได้คาดไว้ก่อน เนื่องจากการเกิดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีเกินคาด หรือกรณีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ เนื่องจากเกิดภาวะผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น น้ำแล้งจัดติดต่อกันหลายปี ทำให้การผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทำได้ไม่เต็มที่ หรือแผนโครงการที่วางไว้แล้วต้องล่าช้าออกไป เหล่านี้เป็นความไม่แน่นอน ( Uncertainty ) อย่างหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาในการวางแผน กรณีความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจบังคับให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชนิดที่ต้องการเวลาก่อสร้างเร็ว ซึ่งมักจะมีค่าเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องสูง
  • 9.
    ประเภทและคุณสมบัติที่สำคัญของโรงไฟฟ้า - ผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด ( Peak ) - สำรองกรณีฉุกเฉิน ( Emergency Reserve ) - โรงไฟฟ้าฐาน ( Base ) - ผลิตไฟฟ้าในระดับปานกลาง ( Intermediate ) - โรงไฟฟ้าฐาน ( Base ) - ผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด ( Peak ) - เดินเครื่องช่วยกรณีฉุกเฉิน - ค่าลงทุนต่ำ - ค่าเชื้อเพลิงสูง - ระยะเวลาดำเนินการสั้น (2 – 4 ปี ) - ค่าลงทุนสูง - ค่าเชื้อเพลิงปานกลาง / สูง - ระยะเวลาดำเนินการปานกลาง (6 – 7 ปี ) - ค่าลงทุนสูงมาก - ค่าเชื้อเพลิงปานกลาง - ระยะเวลาดำเนินการนาน (10 – 12 ปี ) - ค่าลงทุนสูง / สูงมาก - ค่าเชื้อเพลิงไม่มี - ระยะเวลาดำเนินการนาน (8 – 10 ปี ) โรงไฟฟ้า ก๊าซเทอร์ไบน์ (1 -130 MW) ดีเซล ( <1 – 25 MW) โรงไฟฟ้าไอน้ำแบบทั่วไป (1 – 1,300 MW) โรงไฟฟ้าไอน้ำพลังนิวเคลียร์ (600 – 1,200 MW) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ (<1 – 250 MW) ใช้งาน ลักษณะ ชนิด
  • 10.
    7. การเลือกขนาดกำลังผลิตของโรงไฟฟ้า ประเภทของโรงไฟฟ้าจะเป็นตัวกำหนดขนาดกำลังสูงสุดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแต่ละเครื่อง นอกจากนั้นแล้วหลักการทั่วไปของการพิจารณาเลือกขนาดของโรงไฟฟ้าคือ อัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ที่ตั้งโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า
  • 11.
    8. อัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ เป็นหัวข้อในการพิจารณาเลือกขนาดของโรงไฟฟ้า ตามหลักความเป็นจริงที่ว่า ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนโดยตรงกับขนาดของโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นค่าก่อสร้างเป็น บาท / กิโลวัตต์ จะลดลง สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมจากเรื่องของอัตราส่วนทางด้านเศรษฐกิจ คือ โรงไฟฟ้าถ้ามีขนาดใหญ่ขึ้น จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำขนาดใหญ่จะสิ้นเปลืองค่าเชื้อเพลิงน้อยกว่าในการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยเท่ากัน
  • 12.
    9. ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า10. ที่ตั้งของโรงไฟฟ้า 11. ระบบส่งไฟฟ้า 12. การเลือกที่ตั้งของโรงไฟฟ้า
  • 13.
    ปัญหาทางด้านเทคนิค โรงไฟฟ้าแต่ละประเภทมีเทคนิคแตกต่างกัน ดังนั้นปัญหาทางด้านเทคนิคที่จะต้องพิจารณาในการเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าจึงแตกต่างกันเช่น 1 . การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ต้องพิจารณาถึง - การจัดหาที่ดิน การใช้ประโยชน์อยู่เดิมของที่ดิน - ความสะดวกการจัดหา จัดส่ง และการจัดเก็บสำรองเชื้อเพลิง - ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง ความร้อนของน้ำที่ระบายออก ควันจากปล่องโรงไฟฟ้า - ฐานรากของโรงไฟฟ้า ต้องการสภาพที่ดินที่เหมาะ - แหล่งน้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าทั้งทางด้านน้ำระบายความร้อน ( Cooling Water ) และน้ำใช้ ในหม้อน้ำ ( Make Up Water ) - ระบบส่งไฟฟ้าให้มีการลงทุนน้อยที่สุด - ความสะดวกในการเข้าถึงที่ตั้ง
  • 14.
    2 . การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ - ต้องมีการสำรวจวิเคราะห์ทางด้านอุทกวิทยา - สภาพของภูมิประเทศ - สภาพทางธรณีวิทยา - การเข้าที่ตั้งโครงการ - การจัดการแหล่งวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง - ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางด้านเทคนิค
  • 15.
    การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า จากการที่ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเป็นผลให้มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นการจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาเพื่อตอบสนองความเจริญเติบโตดังกล่าวต้องลงทุนเป็นงบประมาณที่สูงมาก ประกอบกับการจัดหาแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแหล่งพลังงาน ถ่านหิน น้ำมัน พลังน้ำ หรือนิวเคลียร์ ก็ตามต่างก็มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการด้วยสาเหตุจากแรงกดดันทางการเมือง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ความร่อยหรอของทรัพยากรไม้
  • 16.
    จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการบรรเทาหรือชะลออัตราการเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนทางไฟฟ้าในระยะยาวให้บังเกิดผล วิธีที่เป็นที่รู้จักกันมานาน ได้แก่ การจัดการด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า ( supply management ) และการจัดการด้านไฟฟ้า ( demand management ) สำหรับประเทศไทยการดำเนินการที่ผ่านมาจะเน้นวิธีการดำเนินการตามหลักการจัดการข้อแรกมากกว่า และเริ่มจะให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามหลักการข้อหลัง โดยจะเห็นได้จากการเปลี่ยนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า
  • 17.
    การจัดการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและควบคุมการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง เพื่อให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด และการใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด การจัดการและควบคุม การเลือกใช้ดัชนีชี้วัด
  • 18.
    ความหมายของเทอมต่างๆ กำลังไฟฟ้า ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดอัตราความต้องการพลังงานไฟฟ้า จำนวนหน่วยหรือกิโลวัตต์ - ชั่วโมง เส้นกราฟของโหลด ( load curve ) ฯลฯ
  • 19.
    ประเภทของโหลด Essential Load: โหลดสำคัญและจำเป็น เช่น ระบบระบายความร้อนในกรรมวิธีการผลิต Curtailable Load : โหลดจำเป็นแต่หยุดการใช้ได้เป็นพักๆ เช่น เครื่องทำความเย็น เครื่องสูบน้ำ Deferrable Load : โหลดที่เลื่อนเวลาการใช้ไปในเวลาอื่นได้ เช่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องตัด เครื่องเลื่อย Reschedulable Load : โหลดที่สามารถกำหนดเวลาใช้งานได้ในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย เช่น เตาอบ เครื่องอัดประจุแบตเตอรี่
  • 20.
    ค่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า โหลดแฟกเตอร์ Load Factor เป็นดัชนีบ่งชี้ความสม่ำเสมอในการใช้ไฟฟ้า คือ อัตราส่วนของค่าความต้องการเฉลี่ย ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่คิดในหนึ่งช่วงเวลา โหลดแฟกเตอร์รายวัน โหลดแฟกเตอร์รายเดือน โหลดแฟกเตอร์รายปี
  • 21.
    แนวทางในการปรับปรุงโหลดแฟกเตอร์ ดัชนีที่วัดประสิทธิผลของการควบคุมค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดรายเดือนได้ คือค่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า (Load Factor) ถ้าค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดน้อย จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
  • 22.
    การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ในประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการผลิต การส่งและการ จำหน่ายไฟฟ้า 3 หน่วยงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ . หรือ EGAT) ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ การไฟฟ้านครหลวง ( กฟน . หรือ MEA) รับผิดชอบงานด้านการรับพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ . เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ( กฟภ . หรือ PEA) รับผิดชอบงานด้านการรับพลังงานไฟฟ้าจาก กฟผ . เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ
  • 23.
  • 24.
  • 25.
    ระบบผลิต ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ระบบผลิต (Power Generation System) หมายถึง ระบบที่แปลงพลังงานที่อยู่ในรูปอื่นๆมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ระบบส่ง (Power Transmission System) หมายถึง ระบบเสาและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ระบบจำหน่าย (Power Distribution System) หมายถึง ระบบที่รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบส่งพลังงานไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่กระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ
  • 26.
    ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า คือเครื่องผลิตไฟฟ้า 1 เครื่องของโรงไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าส่งมาสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าได้ระดับหนึ่ง เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นก็จะต้องมีเครื่องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมีโรงไฟฟ้าหลายแห่ง แต่ละแห่งมีเครื่องผลิตไฟฟ้าหลายเครื่องตามความเหมาะสม มีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังแหล่งใช้ไฟฟ้าทุกแห่ง และจะต้องก่อสร้างแหล่งผลิตและระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากการขยายตัวของประชากร และเศรษฐกิจ
  • 27.
    ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบส่งจ่ายไฟฟ้าคือ 1 . โรงไฟฟ้า หรือโรงต้นกำลัง 2 . หม้อแปลง แรงดันไฟฟ้าสูง ( High Voltage Transformer ) 3 . สายส่งแรงสูง ( Transmission Line ) 4 . ศูนย์กลางระบบจ่ายไฟ ( Transmission Substation ) 5 . สถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย ( Distribution Transformer ) 6 . หม้อแปลงระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ( Distribution Transformer )
  • 28.
  • 29.
    การคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast ) ความต้องการไฟฟ้าและลักษณะการใช้ไฟฟ้า - การใช้ไฟฟ้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมงตลอดเวลา - ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทแต่ละรายยังมีลักษณะการใช้ไฟฟ้าในแต่ละชั่วโมงของวันไม่เหมือนกัน - ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัย ประเภทธุรกิจ และอุตสาหกรรม จะเห็นว่าผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมมี ความต้องการใช้ไฟฟ้ามากในเวลากลางวัน เพราะส่วนใหญ่ดำเนินกิจการในเวลากลางวัน - ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในตอนหัวค่ำแล้วจะค่อยลดลงในตอนดึก และเมื่อตอนใกล้รุ่งจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วจากนั้นจะค่อยๆลดลงถึงต่ำสุดในเวลากลางวัน
  • 30.
  • 31.
    วิธีการคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์แนวโน้ม การศึกษาวิเคราะห์ผู้ใช้ไฟฟ้า การใช้ข้อมูลจากปัจจัยการผลิต แบบจำลองเศรษฐกิจและพลังงาน
  • 32.
    การคาดคะเนความต้องการใช้ไฟฟ้าจะใช้วิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่ การคาดคะเนแต่ละวิธีการยังจำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจหรือประสบการณ์ของผู้ดำเนินการอยู่มาก และมีข้อที่จะต้องยอมรับในการทำประมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ 2 ข้อ คือ 1 . ไม่มีวิธีการคาดคะเนวิธีไหนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือดีกว่าอีกวิธีหนึ่ง ( No Single Forecasting Method is superior to all other ) 2 . ไม่มีการคาดคะเนใดจะครอบคลุมไปหมดทุกเรื่อง หรือถือว่าถูกต้องที่สุด ( No Single Forecasting is Omniscient ) วิธีการคาดคะเนความต้องการไฟฟ้า
  • 33.
    หลักการในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า อ้างอิงจาก เว็ปไซต์ของกระทรวงพลังงาน www.eppo.go.th วัตถุประสงค์ 1 . ให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์มากที่สุด และเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ 2 . ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง มีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถขยายการดำเนินงานในอนาคตได้อย่างเพียงพอ 3 . ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟประเภทต่างๆ มากขึ้น 4 . ให้การปรับอัตราค่าไฟฟ้ามีความคล่องตัว และเป็นไปโดยอัตโนมัติสอดคล้องกับราคาเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลงไป
  • 34.
    หลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า หลักเกณฑ์ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) ต้นทุนหน่วยสุดท้าย หมายถึง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับระบบการผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อสนองตอบความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 1 หน่วย แบ่งได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ การผลิต (generation) การส่ง (transmission) การจำหน่าย (distribution) และการค้าปลีก (retail) มีการกำหนดค่าไฟฟ้าให้ใกล้เคียงกับต้นทุนหน่วยสุดท้ายมากที่สุดในลักษณะต่างๆ
  • 35.
    ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) สะท้อนถึงการลงทุนของการไฟฟ้า เพื่อให้มีความพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้าเสมอเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการ ได้แก่ การลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และระบบจำหน่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge) สะท้อนถึงต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
  • 36.
    ค่า Demand Charge และค่า Energy Charge นี้ อาจแตกต่างกันตาม ช่วงเวลาของวัน (Time of Day: TOD) ช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use: TOU) ซึ่งกำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้า ของระบบ (Load Curve)
  • 37.
    ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟ (Load Pattern ) การใช้ไฟฟ้าของประเทศก่อนปี 2534 สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงเวลา กล่าวคือ ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดระหว่าง 18.30 น . ถึง 21.30 น . (peak period) ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าปานกลางระหว่าง 8.00 น . ถึง 18.30 น . (partial peak) ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำระหว่าง 21.30 น . ถึง 8.00 น . (off - peak)
  • 38.
    ผู้ใช้ไฟที่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นช่วง Peak ของระบบ จึงควรต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟที่ใช้ไฟฟ้าน้อยในช่วง Off – Peak ของระบบ วิธีการหนึ่งที่เป็นธรรมในการคิดอัตราค่าไฟฟ้า ได้แก่ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงของวันให้แตกต่างกัน (Time of Day Rate) TOD
  • 39.
    ภายหลังจากการนำอัตรา TOD มาใช้ในปี 2534 ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไป โดยตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา 22.00 – 09.00 น . วันจันทร์ – เสาร์ และวันอาทิตย์ทั้งวัน Off - Peak 09.00 – 22.00 น . วันจันทร์ – เสาร์ Peak
  • 40.
  • 41.
    เนื่องจากลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงต้นปี 2540 การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้ประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate : TOU) ให้เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟที่ซื้อไฟฟ้าในอัตรา TOD รายเดิม และเป็นอัตราบังคับสำหรับผู้ใช้ไฟรายใหม่ โดยค่าไฟฟ้าจะแพงในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak) และค่าไฟฟ้าจะถูกในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off – Peak) นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ ยังถูกกำหนดให้เป็นช่วง Off – Peak ด้วย เพื่อให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง และส่งสัญญาณอย่างถูกต้องไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า
  • 42.
    เนื่องจากปัญหาในการติดตั้งมิเตอร์ ทำให้ไม่สามารถจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนถึงต้นทุนหน่วยสุดท้าย เช่นในลักษณะของอัตรา TOD หรืออัตรา TOU ได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟตามลักษณะการใช้ไฟฟ้า (Load Pattern)
  • 43.
    ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของระบบตั้งแต่ปี 2543 ได้เปลี่ยนแปลงไป 22.00 – 9.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการทั้งวัน Off - peak 9.00 – 22.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ Peak
  • 44.
    ข้อก ำ หนดช่วงเวลาอัตรา TOU ปี 2554 Peak : เวลา 09.00 น . – 22.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ และวันพืชมงคล Off Peak : เวลา 22.00 น .– 09.00 น . วันจันทร์ – ศุกร์ และวันพืชมงคล : เวลา 00.00 น .– 24.00 น . วันเสาร์ – อาทิตย์ , วันแรงงานแห่งชาติ , วันพืชมงคลที่ตรงกับวันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดราชการตามปกติ ( ไม่รวม วันหยุดชดเชย )
  • 45.
    โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า จะมีการจำแนกต้นทุนการผลิตและจัดหาไฟฟ้าอย่างชัดเจน โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟแต่ละประเภท เป็นดังนี้ บ้านอยู่อาศัย ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย แบ่งเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย (1) บ้านอยู่อาศัยขนาดเล็กที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย / เดือน (2) บ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วย / เดือน โครงสร้างค่าไฟฟ้ามีลักษณะอัตราก้าวหน้า ( Progressive Rate ) และมีการกำหนดค่าบริการรายเดือน ( บาท / เดือน ) ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate: TOU ) ได้ โดยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์ TOU เอง
  • 46.
    กิจการขนาดเล็ก ( ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ ) ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับแรงดันต่ำ โครงสร้างค่าไฟฟ้ามีลักษณะอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ในอัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วย / เดือน ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับแรงดันกลาง อัตราค่าไฟฟ้ามีลักษณะคงที่ ( บาท / หน่วย ) โดยสามารถเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU ได้ โดยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์ TOU เอง
  • 47.
    กิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่างอัตราค่าไฟฟ้าจะแตกต่างกันตามระดับแรงดันไฟฟ้า กิจการขนาดกลาง คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 250 , 000 หน่วย / เดือน หรือมีการใช้ไฟฟ้าระหว่าง 30 – 999 กิโลวัตต์ มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตรา Two Part Tariff หรืออัตรา TOU กิจการขนาดใหญ่ คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 250 , 000 หน่วย / เดือน หรือมีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 1 , 000 กิโลวัตต์ขึ้นไป มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตรา TOD หรืออัตรา TOU กิจการเฉพาะอย่าง คือผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ขึ้นไป มีอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะ TOU
  • 48.
    ส่วนราชการและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ใช้ไฟน้อยกว่า 250 , 000 หน่วย / เดือน อัตราค่าไฟฟ้าจะมีลักษณะเป็นอัตราคงที่ ( บาท / หน่วย ) โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU เป็นอัตราเลือก สำหรับผู้ใช้ไฟตั้งแต่ 250 , 000 หน่วย / เดือน ขึ้นไป ให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้า TOU สูบน้ำเพื่อการเกษตร อัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราก้าวหน้า ( Progressive Rate ) ซึ่งได้รับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
  • 49.
    ผู้ใช้ไฟฟ้าชั่วคราวของ กฟภ . อัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราคงที่ ( บาท / หน่วย ) อัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้ ( Interruptible Rate: IR) เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดใหญ่ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของตนลงเมื่อได้รับการร้องขอจากการไฟฟ้า โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะ IR จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตรา TOU
  • 50.
    อัตราค่าไฟฟ้าสำรอง (Standby Rate) กำหนดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าในเดือนที่ไม่มีการใช้ไฟฟ้าสำรองในอัตราที่อ้างอิงกับค่าความต้องการพลังไฟฟ้าอัตรา TOU และมีการกำหนดค่าบริการรายเดือน สำหรับเดือนที่มีการใช้ไฟฟ้าสำรองจะคิดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าตามที่ใช้จริง และค่าพลังงานไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าปกติ
  • 51.
    ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วย ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จะได้รับสิทธิค่าไฟฟ้า ฟรี เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้ที่มีรายได้น้อย โดยมีระยะเวลาเริ่มตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2552 จนถึงปัจจุบัน ภายในต้นปี 2555 รัฐบาลจะยังคงมาตรการนี้ไว้ แต่กำหนดการใช้ไฟฟ้าเป็น 50 หน่วยต่อเดือน
  • 52.
    อัตราค่าไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่าไฟฟ้าผันแปร หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าค่า Ft เป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า
  • 53.
    สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft ) วันที่ 30 สิงหาคม 2548 เห็นชอบการปรับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ใหม่ ให้ประกอบด้วย องค์ประกอบหลักเพียงค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่า Ft ณ ระดับ 0.4683 บาท / หน่วย สูตร Ft ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 เป็นต้นไป จะประกอบด้วย ค่า Ft ณ ระดับปัจจุบัน 0.4683 บาท / หน่วย และการเปลี่ยนแปลงของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงจากค่า Ft ณ ระดับ 0.4683 บาท / หน่วย หรือ ΔFt
  • 54.
    ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าของ บมจ . กฟผ . ( น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ ลิกไนต์ ถ่านหินนำเข้า และอื่นๆ ) ค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPPs) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPPs) ทั้งในส่วนของค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments) และค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payments) ค่าซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ( สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย และอื่นๆ )
  • 55.
    สูตร Ft ใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่าสูตร Ft ปัจจุบัน เนื่องจากค่า Ft จะเปลี่ยนแปลงตามค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าเท่านั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องรับภาระผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน
  • 56.
    ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ( IQ ) -- พฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน 2554 12:40:03 น . นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว . พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางช่วยเหลือประชาชนภายหลังน้ำลดแล้ว ใน 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1 . การตรึงค่าเอฟที 1 งวด ( ม . ค .- เม . ย . 55 ) มีภาระค่าใช้จ่าย 7,743 ล้านบาท 2 . การตรึงค่าเอฟที 2 งวด ( ม . ค .- ส . ค . 55 ) มีภาระค่าใช้จ่าย 18,704 ล้านบาท และ 3 . การตรึงค่าเอฟที 3 งวด ( ม . ค .- ธ . ค . 55 ) มีภาระค่าใช้จ่าย 34,092 ล้านบาท โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กพช .) ในการบริหารจัดการค่าเอฟทีในงวดปี 2555 ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช่จ่ายของประชาชน จนกว่าภาคประชาชนและอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวจากเหตุอุทกภัย ส่วนการปรับลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยต่อเดือน เหลือ 50 หน่วยต่อเดือน เพื่อเป็นการลดภาระค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และภาคอุตสาหกรรม ต้องรับภาระจ่ายค่าไฟฟ้าแทนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี ในอัตรา 12 สตางค์ต่อหน่วยต่อเดือน หรือ 13,306 ล้านบาท ซึ่งการลดหน่วยไฟฟ้าฟรีเหลือ 50 หน่วยต่อเดือน จะทำให้การรับภาระค่าไฟฟ้าฟรีเหลือ 3 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น 3,517 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับภาระแทน เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศเฉลี่ยกันรับภาระ ประมาณ 3-4 สตางค์ต่อครัวเรือน โดยการปรับลดหน่วยการใช้ไฟฟ้าฟรี จะทำให้มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 4.37 ล้านราย นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาจัดทำโครงการ 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์ โดยจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชน ใน 400 ชุมชน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 700 ล้านบาท โดยทั้งหมดจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กพช .) และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อน
  • 57.
  • 58.
  • 59.
  • 60.
  • 61.
  • 62.
  • 63.
  • 64.
  • 65.
  • 66.
  • 67.
    ค่าไฟปัจจุบัน ที่ค่า Ft = -0.06 บาท การบ้าน เดือนตุลาคม 2554 ที่บ้านใช้ไฟทั้งหมด 320 หน่วย จะต้องจ่ายค่าไฟเท่าใด