หน่วยที่  10  ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า .  ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า   ระดับแรงดันสำหรับสายส่งแรงสูง   ส่งจากโรงไฟฟ้า ระหว่างสถานีไฟฟ้า  69 kv  115kv  230kv 500kv  อยู่ในความรับผิดชอบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต  ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงสูง   สถานีไฟฟ้าย่อยระบบจำหน่าย ไปยังหม้อแปลงระบบจำหน่าย  11 kv 22kv 33kv 22kv 24kv ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงต่ำ   - ระบบ 1  เฟส  2  สาย  220  โวลต์ ความถี่  50  เฮิรตซ์   - ระบบแรงต่ำ  3  เฟส  4  สาย  380  โวลต์  50  เฮิรตซ์
กระแสไฟฟ้าแบ่งได้เป็น  2  ประเภทคือ   ไฟฟ้ากระแสตรง   (direct current : DC)  คือการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางการไหลในทิศทางเดียวจากขั้วลบไปยังขั้วบวก เช่นแบตเตอรี่รถยนต์  24  volt  ถ่านไฟฉาย  1.5 volt ไฟฟ้ากระแสสลับ   (alternating current: AC)  เป็นการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางไหลกลับไปกลับมาตลอดเวลา โดยการเคลื่อนที่ประจุไฟฟ้าบวกและลบสลับกันในตัวนำสาย เช่น ไฟฟ้าตามบ้าน 220  โวลต์  50  เฮิรตซ์
หน่วยวัดทางไฟฟ้า   ความต้านทานไฟฟ้า  (resistance)   เป็นคุณสมบัติของสสารที่ต่อต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า สสารที่มีความต้านทานไฟฟ้าน้อยกว่าเรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า ส่วนสสารที่มีความต้านทานไฟฟ้ามากกว่าเรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า ความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม แรงดันไฟฟ้า   (voltage)   เป็นแรงที่ทำให้อิเลคตรอนเกิดการเคลื่อนที่ หรือแรงที่ทำให้เกิดการไหลของไฟฟ้า มีหน่วยเป็น โวล์ท  V กระแสไฟฟ้า   (current)   เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ภายในตัวนำไฟฟ้า หน่วยเป็น แอมแปร์  A  กำลังงานไฟฟ้า   (power)   อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัดตราการทำงาน มีหน่วยเป็น วัตต์  watt  W พลังงานไฟฟ้า   (energy)   คือ กำลังไฟฟ้าที่ใช้ไประยะหนึ่ง มีหน่วยเป็น วัตต์ - ชั่วโมง  (watt-hour)   หรือ ยูนิต (unit) ความถี่   (frequency)   คือจำนวนรอบของกระแสไฟฟ้าสลับ มีหน่วยเป็น เฮิรตซ์  Hz รอบ   (cycle)  คือการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าครบ  360  องศาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าค่าบวกและค่าลบได้สมบูรณ์ แรงม้า   (horse power)   หรือกำลังม้า เป็นหน่วยวัดกำลังหรืออัตราการทำงาน  1  แรงม้า  =  550  ฟุต - ปอนด์ หรือ  745.7  วัตต์ ประมาณ  746  วัตต์
สมการไฟฟ้า กฎของโอห์ม  (ohm’s low)   ค . ศ .  1862  นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน  George Simon Ohm  กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรจะแปรผันตรงกับแรงดันไฟฟ้าและแปรผกผันกับค่าความต้านทาน   E = IR สมการค่ากำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์   P=EI สมการค่าพลังงานไฟฟ้า   W = Pt  กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือยูนิต (unit)
วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น   -  วงจรอนุกรม   กระแสไฟฟ้าตลอดวงจรมีค่าเดียวกันตลอด แรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับแรงดันที่ตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว
วงจรขนาน (parallel circuit)   กระแสไฟฟ้าไหลผ่านอุปกรณ์แต่ละตัว รวมกันจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกจากแหล่งจ่าย แรงดันตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว มีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งจ่าย
ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า ประกอบด้วย  2  ส่วนคือ ตัวนำ และฉนวน .  ประเภทของสายไฟฟ้า  แบ่งเป็น  2  ประเภทคือ สายไฟฟ้าแรงดันสูง และสายไฟฟ้าแรงดันต่ำ -   สายไฟฟ้าแรงดันสูง มีสายเปลือย และสายหุ้มฉนวน  -   สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ใช้กับแรงดันไม่เกิน  750  โวล์ท
การเลือกสายไฟฟ้าที่เหมาะสม พิกัดแรงดัน   พิกัดกระแส   สายควบ  แรงดันตก   (voltage drop)
อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า -  ฟิวส์  (fuse)   อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน ทำมาจากโลหะผสมสามารถนำไฟฟ้าได้ดี มีจุดหลอมละลายต่ำ ฟิวส์ที่ดี เมื่อกระแสไหลเกิน  2.5  ของขนาดทนกระแสของฟิวส์ ฟิวส์ต้องขาด -  เซอร์กิตเบรกเกอน์   (circuit breaker :CB) อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อกระแสเกินหรือลัดวงจร สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่เปลี่ยนใหม่เหมือนฟิวส์ การทำงานมี  2  แบบคือ เชิงความร้อน และเชิงแม่เหล็ก
วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง   ประเภทของหลอดไฟฟ้า  มีหลอดไส้  หลอดทัวสเตนฮาโลเจน  หลอดเรืองแสง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
ประเภทของมอเตอร์   -  มอเตอร์เหนี่ยวนำ  (induction motor)   นิยมใช้มา มี  1  เฟส และ  3  เฟส  แบบกรงกระรอก และ แบบวาวด์โรเตอร์ -  มอเตอร์ซิงโครนัส  (synchronous motor)   เป็นมอเตอร์  3  เฟส มีขดลวดอาร์เมเจอร์ และขดลวดสนาม ความเร็วคงที่   -  มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง  (DC motor)   มีขดลวดสนามอยุ่บนสเตเตอร์และขดลวดอาร์เมเจอร์อยู่บนสเตเตอร์ สามารถควบคุมความเร็วได้ดี แรงบิดเริ่มเดินเครื่องสูง
อุปกรณ์ที่สำคัญในการควบคุมมอเตอร์
การต่อลงดิน หมายถึงการต่อสายไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังสายดิน โดยสายดินคือแท่งตัวนำทองแดงที่ตอดลงไปในดิน เพื่อป้องกันไฟรั่วซ๊อตบุคคลผู้ใช้งาน 1.  ประเภทของการต่อลงดิน   แบ่งเป็น  2  ประเภท การต่อลงดินที่ระบบไฟฟ้า   หมายถึง การต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่านลงดิน เช่น การต่อจุดนิวทรัล  (neutral point)  ลงดิน การต่อลงดินที่อุปกรณ์ไฟฟ้า   หมายถึงการต่อส่วนที่เป็นโลหะ ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านของอุปกรณ์ต่างๆ ลงดิน 2.  ส่วนประกอบการต่อลงดิน   -  หลักดิน   หรือระบบหลักดิน  (grounding electrode)  เป็นหลักดิน นิยมใช้ทองแดง  -  สายต่อหลักดิน
ล่อฟ้า
หน่วยที่  11  ระบบควบคุมทางวิศวกรรม
 
องค์ประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ประกอบด้วย 6  องค์ประกอบ คือ 1)  เครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิต 2)  เครื่องมือวัด 3)  เครื่องส่งสัญญาณ 4)  สายสัญญาณ 5)  เครื่องควบคุม 6)  เครื่องบันทึกสัญญาณ
เครื่องมือ อุปกรณ์ควบคุมทางนิวแมติก ส่วนประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานและควบคุมการทำงานของระบบนิวแมติกมีดังต่อไปนี้ -  เครื่องอัดลม -  เครื่องระบายความร้อนของลมอัด -  เครื่องทำลมแห้ง -  ชุดทำความสะอาดลม   -  ลิ้นหรือวาล์วลดความดัน -  วาล์วควบคุม -  ระบบหล่อลื่นในระบบนิวแมติก -  กระบอกสูบ -  วงจรไฟฟ้าควบคุม หม้อเก็บลมอัด เครื่องอัดลม เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เครื่องทำลมแห้ง
การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ โครงสร้างของตัวเครื่องโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์  ( พีแอลซี )  นั้นประกอบด้วย  5  องค์ประกอบหลัก   1.  หน่วยประมวลผลกลาง   (central processing unit)   หรือไมโครโปรเซสเซอร์  (microprocessor)   เป็นหน่วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลกลาง และควบคุมการสั่งงานของระบบการทำงาน 2.  หน่วยความจำ   (program  หรือ  memory   unit)   เป็นหน่วยของเครื่องที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมควบคุมการทำงาน ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้สามารถถูกนำออกมาใช้ได้ตามต้องการ 3.  หน่วยรับสัญญาณอินพุต   (input unit)   จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอกที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์   มี และแรมต้องจ่ายไฟเลี้ยง และแบบรอมอยู่ในรูปโมดูล 4.  หน่วยส่งสัญญาณเอาต์พุต   (output unit)   จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์   สัญญาณแบบอนาล็อก หรือ ดิจิตอล 5.  หน่วยจ่ายกำลังไฟฟ้า   (power supply unit)   ทำหน้าที่ในการจ่ายกำลังไฟฟ้าให้กับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์
การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบควบคุมกลางกระจายการควบคุม  ดีซีเอส   (distributed control system: DCS)   วัตถุประสงค์ของการออกแบบระบบดีซีแอส   เป็นความต้องการออกแบบมาใช้ในการควบคุมระบบในลักษณะการกระจายการควบคุม หน่วยการผลิต ควบคุมการทำงานของระบบการผลิตแบบต่อเนื่อง  (continuous process)   การทำงานของระบบดีซีแดส   ระบบควบคุมแบบ พีแอลซี ในระบบ ดีซีเอส  การควบคุมด้วยอุปกรณ์ประเภท พีแอลซี จะสั่งการผ่านอุปกรณ์ควบคุม เช่น การใช้คอมพิวเตอร์บุคคล  (personal computer)  ผู้ควบคุมระบบจะสามารถทำการตรวจสอบติดตามผล และสั่งการโปรแกรมได้
หน่วยที่  12  หน่วยการผลิตและกระบวนการผลิตทางวิศวกรรมเคมี การผลิต หรือกระบวนการผลิต  (Manufacturing Process)   หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสสารหรือสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ ที่เรียกว่าสารตั้งต้น  (reactant)  มาทำการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางด้านกายภาพ ทางด้านเคมี ให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าการ (Product  หรือ  Goods)  ที่ทำให้คุณสมบัติของสารเปลี่ยนไปจำเป็นต้องมีปัจจัยหรือกระบวนการทางด้านกายภาพ หรือกระบวนการทางด้านเคมีเสริมได้แก่ อุณหภูมิ ความดัน โดยมีถังปฎิกิริยาเคมี หรือเครื่องปฏิกิริยาเคมี  (Chemical Reactor งานวิศวกรรมเคมี   (Chemical Engineering)   หรือวิศวกรรมระบบ  (Process Engineering)  เป็นการศึกษาการออกแบบ การควบคุมการทำงานของกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรมที่เน้นการเลือกกระบวนการปฏิกิริยาเคมี เลือกเงื่อนไขการผลิต การควบคุมการปฏิบัติการที่เหมาะสม
จลนพลศาสตร์ของปฏิกิริยาแบบกวนผสม เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบกะ  ( Batch Reactor)   หลักการทำงานเบื้องต้นของถังปฏิกิริยาเคมีคือการนำสารตั้งต้น หรือสารนำเข้า  (reactants  หรือ  feed)  ใส่เข้าไปในถังปฏิกิริยาเคมีในปริมาณที่คำนวณไว้ แล้วให้มีการกวนผสม  (Mixing)  ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นอย่างสมบูรณ์
เครื่องปฏิกิริยาหลายถังแบบต่อเนื่อง  ( Multiple Continuous  Reactor ) เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีการเอาถังกวนผสมแบบสมบูรณ์หลายถัง  (Continuous Stirred Tank Reactor : CSTR)  ต่ออนุกรมกันซึ่งสามารถกำหนดให้ความเข้มข้นของสารตั้งต้นในแต่ละถังมีค่าสม่ำเสมอ  (Uniform)  และเท่ากับค่าความเข้มข้นในของไหลที่ไหลออกของแต่ละถัง
เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบท่อไหล  (Tubular   Reactor   หรือ  Plug Flow   Reactor) เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนระบบท่อ  (Heat Exchanger)   ที่มีการไหลในท่อไหลขนานกันหลายท่อ
กระบวนการผลิตและระบบการผลิตในงานอุตสาหกรรม   ปฏิกิริยาดูดซับระหว่างก๊าซกับของแข็ง ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว
หน่วยที่  13  พื้นฐานวิศวกรรมอุตสาหกรรม  วิศวกรรมอุตสาหการ   คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการทำงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน  วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อให้องค์กรสามารถเพิ่มผลิตภาพ มีกำไรและประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น การเลือกทำเลที่ตั้งโรงงาน   แหล่งวัตถุดิบ ตลาด   แรงงานและค่าจ้าง สาธารณูปโภค   การจราจรขนส่ง สิ่งแวดล้อม กรรมสิทธิ์ที่ดิน   กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การวางผังโรงงานและแผนภูมิการไหลของวัสดุ   การวางผังโรงงานแบ่งออกเป็น  4  ประเภท ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1  การวางผังโรงงานตามชนิดของผลิตภัณฑ์  (product layout)
2  การวางผังโรงงานตามกระบวนการผลิต   (process layout)
3  การวางผังโรงงานแบบตำแหน่งงานคงที่   (fixed position layout)
4  การวางผังโรงงานแบบผสม
รูปแบบในการไหลของวัสดุ   1 )  การไหลแบบเส้นตรง  เป็นการไหลของวัสดุง่ายๆ ตามขั้นตอนการผลิต  พื้นที่อาคารโรงงานจะต้องมีความยาวเพียงพอ ด้านข้างของอาคารทั้ง  2  ด้านอาจจะออกแบบเป็นสำนักงานหรือหน่วยงานสนับสนุน เช่น แผนกซ่อมบำรุง แผนกออกแบบ เป็นต้น 2 )  การไหลแบบตัวเอส หรือซิกแซก   เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมากและมีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า  มีการป้อนเข้าของวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์คนละด้านของอาคารโรงงาน
3 )  การไหลแบบตัว ยู   เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมาก  แต่มีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า  มีการป้อนวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์ด้านเดียวกัน 4 )  การไหลแบบวงกลม   เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่มีความยาวมาก  อาคารโรงงานที่มีลักษณะทรงจัตุรัส  วัสดุและสินค้าเข้า  –  ออก จุดเดียวกัน   เช่น  แผนกรับ - ส่งสินค้าและวัตถุดิบอยู่ ณ จุดเดียวกัน 8 7 6 5 1 1 2 3 4 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 1 2 3 4 5 6 7 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์
5 )  การไหลแบบไม่เป็นรูปแบบ   ดังแสดงในภาพที่  13.9  เหมาะสำหรับอาคารโรงงานที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และจุดติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่  สิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดตั้งถาวรอยู่ก่อนแล้ว  จำเป็นต้องจัดสายการผลิตให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ 2 4 5 6 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 3
 
1.  พัสดุคงคลังประกอบด้วย   1)  วัตถุดิบ   2)  วัสดุในงานระหว่างทำ   3)  วัสดุซ่อมบำรุง   4)  สินค้าสำเร็จรูป 2.  ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพัสดุคงคลัง   1)  ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ   2)  ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา   3)  ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน   4)  ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่   ลำดับความสำคัญในการวิเคราะห์งาน  คือ  -  มีความเร่งด่วน  -  มีต้นทุนการผลิตสูง  -  มีความต้องการความชำนาญสูง  -  มีความเสี่ยงสูง
 
หน่วยที่  14   อันตรายจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม ระบบการผลิตนั้นประกอบไปด้วย  4 ขั้นตอน   1.  วัตถุดิบนำเข้า 2.  กระบวนการ  3.  ผลผลิต / ผลิตภัณฑ์ 4.  ข้อมูลป้อนกลับ
ประเภทการผลิต 4  ประเภท 1.  กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง  2.  กระบวนการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง 3.  กระบวนการผลิตแบบผลิตซ้ำ  4.  กระบวนการผลิตแบบงานโครงการ
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบกระบวนการผลิต   ปัจจัยสำคัญฯ เหล่านั้นได้แก่ 1.  ปัจจัยผลิตภัณฑ์  2.  ปัจจัยทางวัสดุ  3.  ปัจจัยเครื่องจักร  4.  ปัจจัยการผลิต  5.  ปัจจัยต้นทุน
สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ปฏิบัติงานทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม   แบ่งออกได้  5  ประเภทคือ  1.  สิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพ  2.  สิ่งแวดล้อมทางด้านเคมี 3.  สิ่งแวดล้อมทางด้านชีวภาพ 4.  สิ่งแวดล้อมทางด้านเออร์โกโนมิคส์  5.  สิ่งแวดล้อมทางด้านจิตสังคม
การเตรียมเยื่อกระดาษมี  2  วิธีการ -   การเตรียมเยื่อกระดาษโดยกระบวนการทางเคมีและ -  การเตรียมเยื่อกระดาษโดยใช้เครื่องจักร   อันตรายจากอุตสาหกรรมหลอมเหล็ก  เกิดจาก  ฝุ่น  ความร้อน  ก๊าซ  CO   2   โลหะหนักหลายชนิด อันตรายจากกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 1.  กระบวนการตัดเวเฟอร์ ได้แก่ ฝุ่นที่อยู่ในรูปของตะกอนเปียกของสารหนู  ( arsenic) 2.  กระบวนการเชื่อมชิพลงบนแผ่นเฟรม ได้แก่ ไอระเหยของอะซิโตน 3.  กระบวนการหุ้มชิพและเส้นลวดด้วยเรซิน ได้แก่ สารพลวงและ  สารประกอบโบรมีน
เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม   หมายถึง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในทางวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัดจากคุณค่าของผลงานด้านวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วย -  ประสิทธิภาพเชิงกายภาพ  -  ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ การคำนวณรายได้ประชาชาติ มี  3  วิธี คือ -  การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านผลิตภัณฑ์ -  การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายได้ -  การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายจ่าย
อุปสงค์  หมายถึง  ปริมาณความต้องการสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะซื้อได้และมีความเต็มใจที่จะซื้อ อุปทาน   หมายถึง  ปริมาณการเสนอขายสินค้าหรือบริการที่ผู้เสนอขายยินดีขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยความเต็มใจ จุดดุลยภาพ   หมายถึง  จุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน ซึ่งมีปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน
ค่าเสื่อมราคา  หมายถึง การลดคุณค่าของทรัพย์สินตามกาลเวลา หรือตามปริมาณการผลิต แบ่งออกได้เป็น  3  ประเภท คือ 1.  การเสื่อมราคาทางกายภาพ  2.  การเสื่อมราคาทางการใช้งาน 3.   การเสื่อมราคาจากอุบัติเหตุ

ไฟฟ้าและวงจร

  • 1.
    หน่วยที่ 10 ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า . ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า ระดับแรงดันสำหรับสายส่งแรงสูง ส่งจากโรงไฟฟ้า ระหว่างสถานีไฟฟ้า 69 kv 115kv 230kv 500kv อยู่ในความรับผิดชอบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงสูง สถานีไฟฟ้าย่อยระบบจำหน่าย ไปยังหม้อแปลงระบบจำหน่าย 11 kv 22kv 33kv 22kv 24kv ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงต่ำ - ระบบ 1 เฟส 2 สาย 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ - ระบบแรงต่ำ 3 เฟส 4 สาย 380 โวลต์ 50 เฮิรตซ์
  • 2.
    กระแสไฟฟ้าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current : DC) คือการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางการไหลในทิศทางเดียวจากขั้วลบไปยังขั้วบวก เช่นแบตเตอรี่รถยนต์ 24 volt ถ่านไฟฉาย 1.5 volt ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternating current: AC) เป็นการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางไหลกลับไปกลับมาตลอดเวลา โดยการเคลื่อนที่ประจุไฟฟ้าบวกและลบสลับกันในตัวนำสาย เช่น ไฟฟ้าตามบ้าน 220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์
  • 3.
    หน่วยวัดทางไฟฟ้า ความต้านทานไฟฟ้า (resistance) เป็นคุณสมบัติของสสารที่ต่อต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า สสารที่มีความต้านทานไฟฟ้าน้อยกว่าเรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า ส่วนสสารที่มีความต้านทานไฟฟ้ามากกว่าเรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า ความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม แรงดันไฟฟ้า (voltage) เป็นแรงที่ทำให้อิเลคตรอนเกิดการเคลื่อนที่ หรือแรงที่ทำให้เกิดการไหลของไฟฟ้า มีหน่วยเป็น โวล์ท V กระแสไฟฟ้า (current) เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ภายในตัวนำไฟฟ้า หน่วยเป็น แอมแปร์ A กำลังงานไฟฟ้า (power) อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัดตราการทำงาน มีหน่วยเป็น วัตต์ watt W พลังงานไฟฟ้า (energy) คือ กำลังไฟฟ้าที่ใช้ไประยะหนึ่ง มีหน่วยเป็น วัตต์ - ชั่วโมง (watt-hour) หรือ ยูนิต (unit) ความถี่ (frequency) คือจำนวนรอบของกระแสไฟฟ้าสลับ มีหน่วยเป็น เฮิรตซ์ Hz รอบ (cycle) คือการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าครบ 360 องศาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าค่าบวกและค่าลบได้สมบูรณ์ แรงม้า (horse power) หรือกำลังม้า เป็นหน่วยวัดกำลังหรืออัตราการทำงาน 1 แรงม้า = 550 ฟุต - ปอนด์ หรือ 745.7 วัตต์ ประมาณ 746 วัตต์
  • 4.
    สมการไฟฟ้า กฎของโอห์ม (ohm’s low) ค . ศ . 1862 นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน George Simon Ohm กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรจะแปรผันตรงกับแรงดันไฟฟ้าและแปรผกผันกับค่าความต้านทาน E = IR สมการค่ากำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์ P=EI สมการค่าพลังงานไฟฟ้า W = Pt กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือยูนิต (unit)
  • 5.
    วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น - วงจรอนุกรม กระแสไฟฟ้าตลอดวงจรมีค่าเดียวกันตลอด แรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับแรงดันที่ตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว
  • 6.
    วงจรขนาน (parallel circuit) กระแสไฟฟ้าไหลผ่านอุปกรณ์แต่ละตัว รวมกันจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกจากแหล่งจ่าย แรงดันตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว มีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งจ่าย
  • 7.
    ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ตัวนำ และฉนวน . ประเภทของสายไฟฟ้า แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สายไฟฟ้าแรงดันสูง และสายไฟฟ้าแรงดันต่ำ - สายไฟฟ้าแรงดันสูง มีสายเปลือย และสายหุ้มฉนวน - สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ใช้กับแรงดันไม่เกิน 750 โวล์ท
  • 8.
    การเลือกสายไฟฟ้าที่เหมาะสม พิกัดแรงดัน พิกัดกระแส สายควบ แรงดันตก (voltage drop)
  • 9.
    อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า - ฟิวส์ (fuse) อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน ทำมาจากโลหะผสมสามารถนำไฟฟ้าได้ดี มีจุดหลอมละลายต่ำ ฟิวส์ที่ดี เมื่อกระแสไหลเกิน 2.5 ของขนาดทนกระแสของฟิวส์ ฟิวส์ต้องขาด - เซอร์กิตเบรกเกอน์ (circuit breaker :CB) อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อกระแสเกินหรือลัดวงจร สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่เปลี่ยนใหม่เหมือนฟิวส์ การทำงานมี 2 แบบคือ เชิงความร้อน และเชิงแม่เหล็ก
  • 10.
    วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง ประเภทของหลอดไฟฟ้า มีหลอดไส้ หลอดทัวสเตนฮาโลเจน หลอดเรืองแสง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
  • 11.
    ประเภทของมอเตอร์ - มอเตอร์เหนี่ยวนำ (induction motor) นิยมใช้มา มี 1 เฟส และ 3 เฟส แบบกรงกระรอก และ แบบวาวด์โรเตอร์ - มอเตอร์ซิงโครนัส (synchronous motor) เป็นมอเตอร์ 3 เฟส มีขดลวดอาร์เมเจอร์ และขดลวดสนาม ความเร็วคงที่ - มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC motor) มีขดลวดสนามอยุ่บนสเตเตอร์และขดลวดอาร์เมเจอร์อยู่บนสเตเตอร์ สามารถควบคุมความเร็วได้ดี แรงบิดเริ่มเดินเครื่องสูง
  • 12.
  • 13.
    การต่อลงดิน หมายถึงการต่อสายไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังสายดิน โดยสายดินคือแท่งตัวนำทองแดงที่ตอดลงไปในดินเพื่อป้องกันไฟรั่วซ๊อตบุคคลผู้ใช้งาน 1. ประเภทของการต่อลงดิน แบ่งเป็น 2 ประเภท การต่อลงดินที่ระบบไฟฟ้า หมายถึง การต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่านลงดิน เช่น การต่อจุดนิวทรัล (neutral point) ลงดิน การต่อลงดินที่อุปกรณ์ไฟฟ้า หมายถึงการต่อส่วนที่เป็นโลหะ ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านของอุปกรณ์ต่างๆ ลงดิน 2. ส่วนประกอบการต่อลงดิน - หลักดิน หรือระบบหลักดิน (grounding electrode) เป็นหลักดิน นิยมใช้ทองแดง - สายต่อหลักดิน
  • 14.
  • 15.
    หน่วยที่ 11 ระบบควบคุมทางวิศวกรรม
  • 16.
  • 17.
    องค์ประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1) เครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิต 2) เครื่องมือวัด 3) เครื่องส่งสัญญาณ 4) สายสัญญาณ 5) เครื่องควบคุม 6) เครื่องบันทึกสัญญาณ
  • 18.
    เครื่องมือ อุปกรณ์ควบคุมทางนิวแมติก ส่วนประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานและควบคุมการทำงานของระบบนิวแมติกมีดังต่อไปนี้- เครื่องอัดลม - เครื่องระบายความร้อนของลมอัด - เครื่องทำลมแห้ง - ชุดทำความสะอาดลม - ลิ้นหรือวาล์วลดความดัน - วาล์วควบคุม - ระบบหล่อลื่นในระบบนิวแมติก - กระบอกสูบ - วงจรไฟฟ้าควบคุม หม้อเก็บลมอัด เครื่องอัดลม เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เครื่องทำลมแห้ง
  • 19.
    การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ โครงสร้างของตัวเครื่องโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ ( พีแอลซี ) นั้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 1. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit) หรือไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) เป็นหน่วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลกลาง และควบคุมการสั่งงานของระบบการทำงาน 2. หน่วยความจำ (program หรือ memory unit) เป็นหน่วยของเครื่องที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมควบคุมการทำงาน ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้สามารถถูกนำออกมาใช้ได้ตามต้องการ 3. หน่วยรับสัญญาณอินพุต (input unit) จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอกที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ มี และแรมต้องจ่ายไฟเลี้ยง และแบบรอมอยู่ในรูปโมดูล 4. หน่วยส่งสัญญาณเอาต์พุต (output unit) จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ สัญญาณแบบอนาล็อก หรือ ดิจิตอล 5. หน่วยจ่ายกำลังไฟฟ้า (power supply unit) ทำหน้าที่ในการจ่ายกำลังไฟฟ้าให้กับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์
  • 20.
    การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบควบคุมกลางกระจายการควบคุม ดีซีเอส (distributed control system: DCS) วัตถุประสงค์ของการออกแบบระบบดีซีแอส เป็นความต้องการออกแบบมาใช้ในการควบคุมระบบในลักษณะการกระจายการควบคุม หน่วยการผลิต ควบคุมการทำงานของระบบการผลิตแบบต่อเนื่อง (continuous process) การทำงานของระบบดีซีแดส ระบบควบคุมแบบ พีแอลซี ในระบบ ดีซีเอส การควบคุมด้วยอุปกรณ์ประเภท พีแอลซี จะสั่งการผ่านอุปกรณ์ควบคุม เช่น การใช้คอมพิวเตอร์บุคคล (personal computer) ผู้ควบคุมระบบจะสามารถทำการตรวจสอบติดตามผล และสั่งการโปรแกรมได้
  • 21.
    หน่วยที่ 12 หน่วยการผลิตและกระบวนการผลิตทางวิศวกรรมเคมี การผลิต หรือกระบวนการผลิต (Manufacturing Process) หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสสารหรือสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ ที่เรียกว่าสารตั้งต้น (reactant) มาทำการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางด้านกายภาพ ทางด้านเคมี ให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าการ (Product หรือ Goods) ที่ทำให้คุณสมบัติของสารเปลี่ยนไปจำเป็นต้องมีปัจจัยหรือกระบวนการทางด้านกายภาพ หรือกระบวนการทางด้านเคมีเสริมได้แก่ อุณหภูมิ ความดัน โดยมีถังปฎิกิริยาเคมี หรือเครื่องปฏิกิริยาเคมี (Chemical Reactor งานวิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) หรือวิศวกรรมระบบ (Process Engineering) เป็นการศึกษาการออกแบบ การควบคุมการทำงานของกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรมที่เน้นการเลือกกระบวนการปฏิกิริยาเคมี เลือกเงื่อนไขการผลิต การควบคุมการปฏิบัติการที่เหมาะสม
  • 22.
    จลนพลศาสตร์ของปฏิกิริยาแบบกวนผสม เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบกะ ( Batch Reactor) หลักการทำงานเบื้องต้นของถังปฏิกิริยาเคมีคือการนำสารตั้งต้น หรือสารนำเข้า (reactants หรือ feed) ใส่เข้าไปในถังปฏิกิริยาเคมีในปริมาณที่คำนวณไว้ แล้วให้มีการกวนผสม (Mixing) ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นอย่างสมบูรณ์
  • 23.
    เครื่องปฏิกิริยาหลายถังแบบต่อเนื่อง (Multiple Continuous Reactor ) เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีการเอาถังกวนผสมแบบสมบูรณ์หลายถัง (Continuous Stirred Tank Reactor : CSTR) ต่ออนุกรมกันซึ่งสามารถกำหนดให้ความเข้มข้นของสารตั้งต้นในแต่ละถังมีค่าสม่ำเสมอ (Uniform) และเท่ากับค่าความเข้มข้นในของไหลที่ไหลออกของแต่ละถัง
  • 24.
    เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบท่อไหล (Tubular Reactor หรือ Plug Flow Reactor) เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนระบบท่อ (Heat Exchanger) ที่มีการไหลในท่อไหลขนานกันหลายท่อ
  • 25.
    กระบวนการผลิตและระบบการผลิตในงานอุตสาหกรรม ปฏิกิริยาดูดซับระหว่างก๊าซกับของแข็ง ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว
  • 26.
    หน่วยที่ 13 พื้นฐานวิศวกรรมอุตสาหกรรม วิศวกรรมอุตสาหการ คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการทำงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อให้องค์กรสามารถเพิ่มผลิตภาพ มีกำไรและประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น การเลือกทำเลที่ตั้งโรงงาน แหล่งวัตถุดิบ ตลาด แรงงานและค่าจ้าง สาธารณูปโภค การจราจรขนส่ง สิ่งแวดล้อม กรรมสิทธิ์ที่ดิน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • 27.
    การวางผังโรงงานและแผนภูมิการไหลของวัสดุ การวางผังโรงงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1 การวางผังโรงงานตามชนิดของผลิตภัณฑ์ (product layout)
  • 28.
  • 29.
  • 30.
  • 31.
    รูปแบบในการไหลของวัสดุ 1 ) การไหลแบบเส้นตรง เป็นการไหลของวัสดุง่ายๆ ตามขั้นตอนการผลิต พื้นที่อาคารโรงงานจะต้องมีความยาวเพียงพอ ด้านข้างของอาคารทั้ง 2 ด้านอาจจะออกแบบเป็นสำนักงานหรือหน่วยงานสนับสนุน เช่น แผนกซ่อมบำรุง แผนกออกแบบ เป็นต้น 2 ) การไหลแบบตัวเอส หรือซิกแซก เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมากและมีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า มีการป้อนเข้าของวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์คนละด้านของอาคารโรงงาน
  • 32.
    3 ) การไหลแบบตัว ยู เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมาก แต่มีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า มีการป้อนวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์ด้านเดียวกัน 4 ) การไหลแบบวงกลม เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่มีความยาวมาก อาคารโรงงานที่มีลักษณะทรงจัตุรัส วัสดุและสินค้าเข้า – ออก จุดเดียวกัน เช่น แผนกรับ - ส่งสินค้าและวัตถุดิบอยู่ ณ จุดเดียวกัน 8 7 6 5 1 1 2 3 4 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 1 2 3 4 5 6 7 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์
  • 33.
    5 ) การไหลแบบไม่เป็นรูปแบบ ดังแสดงในภาพที่ 13.9 เหมาะสำหรับอาคารโรงงานที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และจุดติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดตั้งถาวรอยู่ก่อนแล้ว จำเป็นต้องจัดสายการผลิตให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ 2 4 5 6 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 3
  • 34.
  • 35.
    1. พัสดุคงคลังประกอบด้วย 1) วัตถุดิบ 2) วัสดุในงานระหว่างทำ 3) วัสดุซ่อมบำรุง 4) สินค้าสำเร็จรูป 2. ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพัสดุคงคลัง 1) ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ 2) ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา 3) ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน 4) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ลำดับความสำคัญในการวิเคราะห์งาน คือ - มีความเร่งด่วน - มีต้นทุนการผลิตสูง - มีความต้องการความชำนาญสูง - มีความเสี่ยงสูง
  • 36.
  • 37.
    หน่วยที่ 14 อันตรายจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม ระบบการผลิตนั้นประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน 1. วัตถุดิบนำเข้า 2. กระบวนการ 3. ผลผลิต / ผลิตภัณฑ์ 4. ข้อมูลป้อนกลับ
  • 38.
    ประเภทการผลิต 4 ประเภท 1. กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง 2. กระบวนการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง 3. กระบวนการผลิตแบบผลิตซ้ำ 4. กระบวนการผลิตแบบงานโครงการ
  • 39.
    ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบกระบวนการผลิต ปัจจัยสำคัญฯ เหล่านั้นได้แก่ 1. ปัจจัยผลิตภัณฑ์ 2. ปัจจัยทางวัสดุ 3. ปัจจัยเครื่องจักร 4. ปัจจัยการผลิต 5. ปัจจัยต้นทุน
  • 40.
    สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ปฏิบัติงานทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม แบ่งออกได้ 5 ประเภทคือ 1. สิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพ 2. สิ่งแวดล้อมทางด้านเคมี 3. สิ่งแวดล้อมทางด้านชีวภาพ 4. สิ่งแวดล้อมทางด้านเออร์โกโนมิคส์ 5. สิ่งแวดล้อมทางด้านจิตสังคม
  • 41.
    การเตรียมเยื่อกระดาษมี 2 วิธีการ - การเตรียมเยื่อกระดาษโดยกระบวนการทางเคมีและ - การเตรียมเยื่อกระดาษโดยใช้เครื่องจักร อันตรายจากอุตสาหกรรมหลอมเหล็ก เกิดจาก ฝุ่น ความร้อน ก๊าซ CO 2 โลหะหนักหลายชนิด อันตรายจากกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 1. กระบวนการตัดเวเฟอร์ ได้แก่ ฝุ่นที่อยู่ในรูปของตะกอนเปียกของสารหนู ( arsenic) 2. กระบวนการเชื่อมชิพลงบนแผ่นเฟรม ได้แก่ ไอระเหยของอะซิโตน 3. กระบวนการหุ้มชิพและเส้นลวดด้วยเรซิน ได้แก่ สารพลวงและ สารประกอบโบรมีน
  • 42.
    เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม หมายถึง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในทางวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัดจากคุณค่าของผลงานด้านวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วย - ประสิทธิภาพเชิงกายภาพ - ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ การคำนวณรายได้ประชาชาติ มี 3 วิธี คือ - การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านผลิตภัณฑ์ - การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายได้ - การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายจ่าย
  • 43.
    อุปสงค์ หมายถึง ปริมาณความต้องการสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะซื้อได้และมีความเต็มใจที่จะซื้อ อุปทาน หมายถึง ปริมาณการเสนอขายสินค้าหรือบริการที่ผู้เสนอขายยินดีขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยความเต็มใจ จุดดุลยภาพ หมายถึง จุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน ซึ่งมีปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน
  • 44.
    ค่าเสื่อมราคา หมายถึงการลดคุณค่าของทรัพย์สินตามกาลเวลา หรือตามปริมาณการผลิต แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. การเสื่อมราคาทางกายภาพ 2. การเสื่อมราคาทางการใช้งาน 3. การเสื่อมราคาจากอุบัติเหตุ