1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6
ปีการศึกษา 2560
ชื่อโครงงาน สีบาบัดโรค (Color Therapy)
ชื่อผู้ทาโครงงาน
1. นายวรวัฒน์ มูลสมบัติ เลขที่ 5 ชั้น ม.6 ห้อง 9
2. นางสาวปรียานุช อธิกคีรีพงศ์ เลขที่ 19 ชั้น ม.6 ห้อง 9
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม
1. นายวรวัฒน์ มูลสมบัติ เลขที่ 5
2. นางสาวปรียานุช อธิกคีรีพงศ์ เลขที่ 19
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
สีบาบัดโรค
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Color Therapy
ประเภทโครงงาน เพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน นายวรวัฒน์ มูลสมบัติ
นางสาวปรียานุช อธิกคีรีพงศ์
ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
นับตั้งแต่มีการค้นพบความแตกต่างของสีแต่ละสีทาให้มนุษย์รู้จักนาความรู้เรื่องสีมาปรับใช้ในเรื่องของ สี
บาบัดโรคโดยสีต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราสามารถรับรู้และมองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่พลังของ
สียังส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และการตัดสินใจ ด้วยความหลากหลายของสีนี้ นักจิตวิทยาจึงสามารถนาพลัง
ของแต่ละสีมาปรับใช้เพื่อบาบัดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของร่างกายและจิตใจให้กับผู้ป่วยมากมายในปัจจุบัน โดยเรียก
ศาสตร์แห่งการรักษานี้ว่า สีบาบัด หรือ Color Therapy โดยทั่วไปศาสตร์ของการรักษาโรคโดยการใช้ สีบาบัด
สามารถแบ่งโทนของสีออกเป็นสองแบบคือ สีโทนร้อน และสีโทนเย็น ซึ่งโทนสีทั้งสองแบบมีประโยชน์ต่อการบาบัด
โรคทั้งทางกายและทางใจที่แตกต่างกันออกไป กลุ่มสีโทนร้อน เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง จะเป็นกลุ่มสีที่ทาให้
เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้น และกระฉับกระเฉง ในทางจิตวิทยา ความแรงของสีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้น
ให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทาให้รู้สึกหิว และกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
ผู้จัดทาจึงอยากศึกษาว่าสีแดงมีผลทาให้เจริญอาหารมากขึ้นหรือไม่ แล้วสีโทนเย็นสามารถทาให้เจริญหาร
ได้มากขึ้นด้วยหรือไม่
3
วัตถุประสงค์
1. สีแดงมีผลต่อการเจริญอาหารหรือไม่
2. เพื่อศึกษาประโยชน์ของศาสตร์แห่งสีบาบัดโรค
ขอบเขตโครงงาน
ศึกษาเฉพาะกลุ่มสีโทนร้อนโดยเฉพาะสีแดง ช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทาให้เกิดความรู้สึกหิว
หลักการและทฤษฎี
แพทย์หญิงเรขา กลลดาเรืองไกร จิตแพทย์ เล่าถึงหลักการทางานของสีว่า สีแต่ละสีมีความยาวคลื่น (Wave
Length) และความถี่ (Frequency) ที่แตกต่างกัน เมื่อจอประสาทตาของเรารับแสงสีต่างๆ ผ่านเข้าไปสู่ต่อมเนียลใน
สมอง (ต่อมไพเนียลทาหน้าที่ควบคุมจังหวะการดาเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา เช่นการกิน การนอน การขับถ่าย)
ต่อมไพเนียลจะมีปฏิกิริยาในการตอบสนองต่อสีแต่ละสีแตกต่างกันออกไป ซึ่งส่งผลให้ความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และ
อารมณ์ในร่างกายของเราในขณะนั้นแตกต่างกัน เช่น เมื่อจอประสาทตารับแสงสีแดงจะทาให้เกิดความรู้สึกตื่นตัว รับ
แสงสีม่วงจะทาให้รู้สึกสงบ
มีหลักฐานตั้งแต่สมัยโบราณยุคอียิปต์ อินเดีย และจีน ที่มีการใช้สีในการรักษาโรค คนอียิปต์มีวิธีใช้สีรักษา
ผู้ป่วยอาการฟกช้าดาเขียว ก็จะใช้ยาสีม่วงคล้ารักษา หรือ อาการบาดเจ็บเลือดออกก็ใช้ยาที่มีสีแดงรักษา ในปัจจุบัน
สีถูกใช้เยียวยารักษาในด้านของการฉายแสงสีสเปกตรัม และนักจิตวิทยานามาใช้บาบัดอารมณ์ และความรู้สึก
ศาสตร์ของการบาบัดด้วยสีมีเทคนิคต่างกันไป เช่น การกระจายแสงสีบนร่างกายเพื่อบาบัดโรคต่างๆ และในสีแต่ละสี
ก็มีคุณสมบัติในการรักษาโรคที่ต่างกันออกไป ซึ่งต้องอาศัยความชานาญเชี่ยวชาญของแพทย์ แต่เราก็สามารถใช้พลังสี
บาบัดได้ในชีวิตประจาวัน เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของเราเอง
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
สังเกตและติดตามการกินอาหารของสุนัข โดยใช้อาหารและจานอาหารเป็นสีแดง เปรียบเทียบกับ
การให้อาหารและจานอาหารเป็นสีเขียว
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1. อาหารสุนัขสีแดงและสีเขียว
2. จานอาหารสีแดงและสีเขียว
3. สุนัข
งบประมาณ
ประมาณ 700 บาท
1. ค่าอาหารสุนัข 500 บาท
2. ค่าอุปกรณ์อื่นๆ 200 บาท
4
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
11 12
1
3
1
4
1
5
16 17
1 คิดหัวข้อโครงงาน
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล
3 จัดทาโครงร่างงาน
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน
5 ปรับปรุงทดสอบ
6 การทาเอกสารรายงาน
7 ประเมินผลงาน
8 นาเสนอโครงงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทราบถึงประโยชน์ของศาสตร์แห่งสีในการบาบัดโรค
2. ได้ทราบประโยชน์ของสีโทนร้อน และโทนเย็น
3. ได้ศึกษาลักษณะการกินของสุนัข
สถานที่ดาเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเชียงใหม่
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
1. วิชาศิลปะ
2. วิชาฟิสิกส์
3. จิตวิทยา
แหล่งอ้างอิง
Color Therapy ศาสตร์แห่งสีเพื่อการบาบัดโรค 17 กันยายน 2560 จากเว็บไซต์
http://www.goodlifeupdate.com/56806/healthy-body/color-therapy/

โครงงานสีบำบัดโรค(Color Therapy)

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6 ปีการศึกษา 2560 ชื่อโครงงาน สีบาบัดโรค (Color Therapy) ชื่อผู้ทาโครงงาน 1. นายวรวัฒน์ มูลสมบัติ เลขที่ 5 ชั้น ม.6 ห้อง 9 2. นางสาวปรียานุช อธิกคีรีพงศ์ เลขที่ 19 ชั้น ม.6 ห้อง 9 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม 1. นายวรวัฒน์ มูลสมบัติเลขที่ 5 2. นางสาวปรียานุช อธิกคีรีพงศ์ เลขที่ 19 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) สีบาบัดโรค ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Color Therapy ประเภทโครงงาน เพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน นายวรวัฒน์ มูลสมบัติ นางสาวปรียานุช อธิกคีรีพงศ์ ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน นับตั้งแต่มีการค้นพบความแตกต่างของสีแต่ละสีทาให้มนุษย์รู้จักนาความรู้เรื่องสีมาปรับใช้ในเรื่องของ สี บาบัดโรคโดยสีต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราสามารถรับรู้และมองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่พลังของ สียังส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และการตัดสินใจ ด้วยความหลากหลายของสีนี้ นักจิตวิทยาจึงสามารถนาพลัง ของแต่ละสีมาปรับใช้เพื่อบาบัดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของร่างกายและจิตใจให้กับผู้ป่วยมากมายในปัจจุบัน โดยเรียก ศาสตร์แห่งการรักษานี้ว่า สีบาบัด หรือ Color Therapy โดยทั่วไปศาสตร์ของการรักษาโรคโดยการใช้ สีบาบัด สามารถแบ่งโทนของสีออกเป็นสองแบบคือ สีโทนร้อน และสีโทนเย็น ซึ่งโทนสีทั้งสองแบบมีประโยชน์ต่อการบาบัด โรคทั้งทางกายและทางใจที่แตกต่างกันออกไป กลุ่มสีโทนร้อน เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง จะเป็นกลุ่มสีที่ทาให้ เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้น และกระฉับกระเฉง ในทางจิตวิทยา ความแรงของสีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทาให้รู้สึกหิว และกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ผู้จัดทาจึงอยากศึกษาว่าสีแดงมีผลทาให้เจริญอาหารมากขึ้นหรือไม่ แล้วสีโทนเย็นสามารถทาให้เจริญหาร ได้มากขึ้นด้วยหรือไม่
  • 3.
    3 วัตถุประสงค์ 1. สีแดงมีผลต่อการเจริญอาหารหรือไม่ 2. เพื่อศึกษาประโยชน์ของศาสตร์แห่งสีบาบัดโรค ขอบเขตโครงงาน ศึกษาเฉพาะกลุ่มสีโทนร้อนโดยเฉพาะสีแดงช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทาให้เกิดความรู้สึกหิว หลักการและทฤษฎี แพทย์หญิงเรขา กลลดาเรืองไกร จิตแพทย์ เล่าถึงหลักการทางานของสีว่า สีแต่ละสีมีความยาวคลื่น (Wave Length) และความถี่ (Frequency) ที่แตกต่างกัน เมื่อจอประสาทตาของเรารับแสงสีต่างๆ ผ่านเข้าไปสู่ต่อมเนียลใน สมอง (ต่อมไพเนียลทาหน้าที่ควบคุมจังหวะการดาเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา เช่นการกิน การนอน การขับถ่าย) ต่อมไพเนียลจะมีปฏิกิริยาในการตอบสนองต่อสีแต่ละสีแตกต่างกันออกไป ซึ่งส่งผลให้ความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และ อารมณ์ในร่างกายของเราในขณะนั้นแตกต่างกัน เช่น เมื่อจอประสาทตารับแสงสีแดงจะทาให้เกิดความรู้สึกตื่นตัว รับ แสงสีม่วงจะทาให้รู้สึกสงบ มีหลักฐานตั้งแต่สมัยโบราณยุคอียิปต์ อินเดีย และจีน ที่มีการใช้สีในการรักษาโรค คนอียิปต์มีวิธีใช้สีรักษา ผู้ป่วยอาการฟกช้าดาเขียว ก็จะใช้ยาสีม่วงคล้ารักษา หรือ อาการบาดเจ็บเลือดออกก็ใช้ยาที่มีสีแดงรักษา ในปัจจุบัน สีถูกใช้เยียวยารักษาในด้านของการฉายแสงสีสเปกตรัม และนักจิตวิทยานามาใช้บาบัดอารมณ์ และความรู้สึก ศาสตร์ของการบาบัดด้วยสีมีเทคนิคต่างกันไป เช่น การกระจายแสงสีบนร่างกายเพื่อบาบัดโรคต่างๆ และในสีแต่ละสี ก็มีคุณสมบัติในการรักษาโรคที่ต่างกันออกไป ซึ่งต้องอาศัยความชานาญเชี่ยวชาญของแพทย์ แต่เราก็สามารถใช้พลังสี บาบัดได้ในชีวิตประจาวัน เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของเราเอง วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน สังเกตและติดตามการกินอาหารของสุนัข โดยใช้อาหารและจานอาหารเป็นสีแดง เปรียบเทียบกับ การให้อาหารและจานอาหารเป็นสีเขียว เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1. อาหารสุนัขสีแดงและสีเขียว 2. จานอาหารสีแดงและสีเขียว 3. สุนัข งบประมาณ ประมาณ 700 บาท 1. ค่าอาหารสุนัข 500 บาท 2. ค่าอุปกรณ์อื่นๆ 200 บาท
  • 4.
    4 ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 12 3 4 5 6 7 8 9 1 0 11 12 1 3 1 4 1 5 16 17 1 คิดหัวข้อโครงงาน 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 3 จัดทาโครงร่างงาน 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน 5 ปรับปรุงทดสอบ 6 การทาเอกสารรายงาน 7 ประเมินผลงาน 8 นาเสนอโครงงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ทราบถึงประโยชน์ของศาสตร์แห่งสีในการบาบัดโรค 2. ได้ทราบประโยชน์ของสีโทนร้อน และโทนเย็น 3. ได้ศึกษาลักษณะการกินของสุนัข สถานที่ดาเนินการ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 1. วิชาศิลปะ 2. วิชาฟิสิกส์ 3. จิตวิทยา แหล่งอ้างอิง Color Therapy ศาสตร์แห่งสีเพื่อการบาบัดโรค 17 กันยายน 2560 จากเว็บไซต์ http://www.goodlifeupdate.com/56806/healthy-body/color-therapy/