บทที่ 11
เทคโนโลยีสารสนเทศ
โดย สริดา ทรงอธิกมาศ ม. 6/2 เลขที่ 50
เทคโนโลยีสารสนเทศ
Information Technology: IT
“คือการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อจัดเก็บ ค้นหา ส่งผ่าน และจัดดาเนินการข้อมูล
ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งหรือองค์การอื่น ๆ ศัพท์นี้โดยปกติก็ใช้แทนความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์
และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และยังรวมไปถึงเทคโนโลยีการกระจายสารสนเทศอย่างอื่นด้วยเช่นโทรทัศน์และ
โทรศัพท์ อุตสาหกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์กึ่งตัวนา อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการทาง
คอมพิวเตอร์”
ระบบสารสนเทศ
Information System : IS
เป็นระบบพื้นฐานของการทางานต่างๆ ในรูปแบบของการเก็บ (input) การประมวลผล (processing)
เผยแพร่ (output) และมีส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage) ประกอบด้วย
- ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนามาจัดการปรับแต่งหรือ
ประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
- สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูล
เหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
- การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกาหนดเป้ าหมายและทิศทางการ
จัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กาหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุ
ถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ระดับของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ
แบ่งเป็น 3 ระดับ
ระดับสูง (Top Level Management)
กลุ่มของผู้ใช้ระดับนี้จะเกี่ยวข้องกับ ผู้บริหารระดับสูง มีหน้าที่กาหนดและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร
เพื่อนาไปสู่เป้ าหมาย โดยมีทั้งสารสนเทศภายใน และสารสนเทศภายนอก เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม
สถานการณ์โดยรวม ซึ่งระบบสารสนเทศในระดับนี้ต้องออกแบบให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่มี
ความซับซ้อนหรือยุ่งยาก แสดงผลทางด้านกราฟฟิคบ้าง ต้องตอบสนองที่รวดเร็วและทันท่วงทีด้วย
เช่นกัน
ระดับกลาง (Middle Level Management)
เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้งานระดับการบริหารและจัดการองค์กร ซึ่งมีหน้าที่รับนโยบายมาจากผู้บริหารระดับสูง
นามาสานต่อให้บรรลุตามเป้ าหมายที่กาหนดไว้ ด้วยการใช้หลักบริหารและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ
สารสนเทศที่ใช้มักได้มาจากแหล่งข้อมูลภายใน ระบบสารสนเทศจึงต้องมีการจัดอันดับทางเลือกแบบต่างๆไว้
โดยเลือกใช้ค่าทางสถิติช่วยพยากรณ์หรือทานายทิศทางไว้ด้วย หากระดับของการตัดสินใจนั้นมีความซับซ้อน
หรือยุ่งยากมากเกินไป
ระดับปฏิบัติการ (Operation Level Management)
ผู้ใช้กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการปฏิบัติงานหลักขององค์กร เช่น การผลิตหรือประกอบสินค้า งานทั่วไป
ที่ไม่จาเป็นต้องใช้การวางแผนหรือระดับการตัดสินใจมากนัก ข้อมูลหรือสารสนเทศในระดับนี้จะถูกนาไป
ประมวลผลในระดับกลางและระดับสูงต่อไป
ประเภทของระบบสารสนเทศ
1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบที่ทา
หน้าที่ในการปฏิบัติงานประจา บันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ร
ผลลัพธ์ของระบบนี้มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด รายงานผลเบื้องต้น
2. ระบบสานักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS)
เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสานักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบเกี่ยวข้องกับการจัดการ
เอกสาร ผลลัพธ์ของระบบนี้มักอยู่ในรูปของเอกสาร กาหนดการ สิ่งพิมพ์
3, ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems - KWS)
เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรที่ทางานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น เพื่อ
นาไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้องนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้
การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดย ผลลัพธ์ของระบบนี้มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ
เป็นต้น
4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เป็นระบบ
สารสนเทศสาหรับ ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยง
ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่
เหมาะสมและจาเป็นต่อการบริหารงาน ผลลัพธ์ของระบบนี้มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป
รายงานของสิ่งผิดปกติ
4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS)
เป็นระบบที่ช่วยในการตัดสินใจสาหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหา
คาตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอก
กิจการประกอบกัน สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการผลลัพธ์ อาจจะอยู่
ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทานาย หรือ
พยากรณ์เหตุการณ์
5. ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System - EIS)
เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สาหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทาหน้าที่กาหนดแผน
ระยะยาวและเป้ าหมายของกิจการ จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอก ผลลัพธ์ของระบบนี้
มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์
พัฒนาการของเทคโนโลยี
สารสนเทศพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจแบ่งได้เป็นสี่ยุคตามเทคโนโลยีการจัดเก็บและการประมวลผลที่ใช้
ได้แก่ ยุคก่อนเครื่องกล (3000 ปีก่อน ค.ศ. – คริสต์ทศวรรษ 1450) ยุคเครื่องกล (1450–1840) ยุคเครื่องกลไฟฟ้ า
(1840–1940) และยุคอิเล็กทรอนิกส์ (1940–ปัจจุบัน) [5] บทความนี้จะให้ความสาคัญไปที่ยุคล่าสุด (ยุคอิเล็กทรอนิกส์)
ซึ่งเริ่มเมื่อประมาณคริสต์ทศวรรษ 1940
อุปกรณ์ได้ถูกนามาใช้เพื่อช่วยในการคานวณเป็นพันๆปีมาแล้ว ครั้งแรกน่าจะเป็นในรูปแบบของไม้หรือติ้วเพื่อ
บันทึกการนับ กลไก Antikythera สืบมาจากจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่หนึ่งก่อนคริศตศักราชโดยทั่วไปถูกพิจารณาว่าเป็น
คอมพิวเตอร์แบบอนาล็อกที่ใช้กลไกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกัน และกลไกที่ใช้เฟืองที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกัน อุปกรณ์ที่
ใช้เฟืองทีสามารถเทียบได้ไม่ได้เกิดขึ้นใน ยุโรปจนถึงศตวรรษที่ 16 และมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งปี 1645 ที่เครื่อง
คิดเลขกลไกตัวแรกที่มีความสามารถในการดาเนินการคานวณทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานทั้งสี่ได้รับการพัฒนา
คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้รีเลย์หรือวาล์ว เริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงต้นปี 1940s เครื่องกลไฟฟ้ า Zuse Z3,
เสร็จสมบูรณ์ใน ปี 1941, เป็นคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมได้เครื่องแรกของโลก และตามมาตรฐานที่ทันสมัย เป็นหนึ่งใน
เครื่องแรกที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบเครื่องหนึ่ง เครื่อง Colossus, ถูกพัฒนาขึ้นในช่วง
สงครามโลกครั้งที่สองเพื่อถอดรหัสข้อความภาษาเยอรมัน, เป็นคอมพิวเตอร์ดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ตัวแรก แม้ว่ามันจะ
โปรแกรมได้ มันก็ไม่ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป มันถูกออกแบบมาเพื่อทางานเพียงงานเดียว มันยังขาด
ความสามารถในการจัดเก็บโปรแกรมในหน่วยความจาอีกด้วย การเขียนโปรแกรม สามารถทาได้โดยใช้ปลั๊กและสวิทช์
เพื่อเปลี่ยนแปลงการเดินสายไฟภายใน คอมพิวเตอร์ที่เก็บโปรแกรมได้แบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและได้รับการ
ยอมรับตัวแรก คือ Manchester Small-Scale Experimental Machine (SSEM) ซึ่งวิ่ง โปรแกรมแรกในวันที่ 21
มิถุนายน 1948
การพัฒนาของทรานซิสเตอร์ในปลายปี 1940s ที่ ห้องปฏิบัติการ Bell ยอมให้รุ่นใหม่ของเครื่องคอมพิวเตอร์
ได้รับการออกแบบด้วยการใช้พลังงานที่ลดลงอย่างมาก เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บโปรแกรมได้ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ตัวแรก
ชื่อ Ferranti Mark I ประกอบด้วย วาล์ว 4,050 ตัวและมี การใช้พลังงาน 25 กิโลวัตต์ เมื่อเปรียบเทียบคอมพิวเตอร์ที่ใช้
ทรานซิสเตอร์ตัวแรก, ที่ถูกพัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งแมนเชสเตอร์และเปิดใช้งานในเดือนพฤศจิกายน ปี 1953,
บริโภคพลังงานเพียง 150 วัตต์ในรุ่นสุดท้ายของมัน
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจโดยสามารถนามาประยุกต์ใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดสามารถในการแข่งขันทั้งภาค
การผลิตและบริการ ภาคการเงินการคลังทั้งภายใน ประเทศ และเพื่อการส่งออก อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการพัฒนา
เศรษฐกิจชุมชนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนามาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจได้หลายประการดังตัวอย่างเช่น
1. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
2.การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาพันธมิตรของกลุ่มผู้ประกอบการ (Virtual Cluster Development)
3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
ด้านเศรษฐกิจ
ด้านสังคม
ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีการประมาณการ
ว่าตลาดโลกสาหรับอุปกรณ์ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ โทรคมนาคม และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะมีขนาด 1,600 พันล้าน
เหรียญสหรัฐ ในปี 1994 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 20 ต่อปี
การลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดศักยภาพในการแข่งขัน จึงย่อมส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจ
ของนานาประเทศ จากผลการศึกษาใน 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีทั้งประเทศที่ถือว่าพัฒนาแล้ว พัฒนาใหม่ และกาลัง
พัฒนา
เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มันอย่างไร ในโลกปัจจุบัน
แรงผลักดันทางเศรษฐกิจมักจะมีบทบาทสูงในการกาหนดทิศทางของเทคโนโลยีเป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งในอดีต
และปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ในอนาคตธุรกิจบันเทิงจะเป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่จะทาเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านการ
สื่อสารโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลอย่างสูงกับแนวความคิด ความอ่านของผู้คนในสังคม เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้ร่วม
บันเทิงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากผู้อื่นที่ร่วมอยู่ในวงบันเทิง และยอมรับสถานภาพว่าตนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ การ
ถ่ายทอดแนวความคิดระหว่างบุคคลในสังคมนั้นก็เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า วัฒนธรรมนั่นเอง
ช่วยให้พัฒนาสังคมให้เกิดการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ เช่นโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดาริชองสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ เข้าไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมได้มีคอมพิวเตอร์ใช้ เช่นโรงเรียนชนบท คนป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาล ผู้ต้องขัง
และคนตาบอดที่สามารถอ่านหนังสือได้ด้วยระบบ DAISY ( Digital Accessible Information System)
ด้านการศึกษา
เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้าของโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสาคัญในการตอบสนองนโยบายการศึกษาที่เป็น
“การศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน” อันเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเท่าเทียมทางการศึกษา
เช่น การติดตั้งจานดาวเทียมในโรงเรียนชนบทห่างไกล เพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาสในการศึกษาที่เท่าเทียมกับรักเรียนในพื้นที่
อื่นๆ การติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทาให้ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงสารสนเทศแหล่งข้อมูลจากทั่วโลก นอกจากนี้
เทคโนโลยีสารสนเทศยังช่วยให้ผู้พิการมีโอกาสได้รับการศึกษาและการประกอบอาชีพในสิ่งแวดล้อมของคนปกติ
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กล่าวคือนวัตกรรมทางการศึกษาในปัจจุบันเป็นผล
สืบเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การผลิตสื่อการศึกษาในรูปแบบซีดีรอม ช่วยให้นักเรียนที่เรียนรู้ช้าได้มีโอกาส
เรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละคน การนาเสนอสื่อการศึกษาในปัจจุบันยังมีความหลากหลาย โดยมีการนาเสนอด้วยเสียง
ข้อความ ภาพ และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้และกระตุ้นความสนใจในการศึกษาของผู้เรียนทุกวัย นอกจากนี้
เทคโนโลยีเสมือนจริง ยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพการศึกษาในวิชาชีพที่ภาคปฏิบัติมีความสาคัญ เช่น การฝึกนักบิน การสอน
ภาคปฏิบัติแก่นักนิสิตคลินิก เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนต่อการฝึกอบรม การประชุมและการติดต่อสื่อสาร เช่น การอบรมทางไกล การประชุม
ทางไกล การประชุมผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งทาให้การฝึกอบรมประหยัดเวลาและงบประมาณ โดยไม่มีข้อจากัดด้านสถานที่
บุคลากร และเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การนาอินเทอร์เน็ตมาสนับสนุนต่อการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน
แนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษา
1.การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน(Computer Assisted Instruction) มีหลายรูปแบบเช่น Drill and Practice, Linear Program ,
Branching Program, Simulation, Game, Multimedia, Intelligence CAI
2.การศึกษาทางไกล(Distance Learning) ซึ่งจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การใช้วิทยุ โทรทัศน์ การสื่อสารโดยใช้ระบบแพร่ภาพผ่าน
ดาวเทียม (Direct to Home : DTH) หรือระบบการแระชุมทางไกล (Video Teleconference)
3.เครือข่ายการศึกษา(Education Network) ซึ่งเป็นการนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ ซึ่งมีบริการในหลายรูปแบบ เช่นElectronic
Mail , File Transfer Protocol, Telnet , World Wide Webเป็นต้น เครื่องข่ายคอมพิวเตอร์จะสามารถให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่มี
จานวนมากมายที่เชื่อมโยงในเครือข่ายทั่วโลก
4.การใช้งานในห้องสมุด(Electronic Library) เป็นการประยุกต์ใช้ในการสืบค้นข้อมูลหนังสือ วารสาร หรือบทคัดย่อวิทยานิพนธ์
ผลงานการวิจัย
5.การใช้งานในห้องปฏิบัติการ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจาลองสถานการณ์(Simulation) การใช้ในงานประจาและงานบริหาร
(Computer Manage Instruction) เป็นการประยุกต์ใช้ในสานักงานเพื่อช่วยในการบริหาร จัดการ ทาให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็วและ
แม่นยา การตัดสินใจในการดาเนินการต่างๆ ย่อมเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม
เทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคมในปัจจุบันก้าวไกลไปมาก มีบริการมากมายที่ทันสมัยและตอบรับกับ
การนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินธุรกิจ ตัวอย่างการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็มิไดมีไว้เพียงสาหรับคุยสนทนาเพียง
อย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันสามารถช่วยงานได้มากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลและการเปิดให้บริการของบริษัท มีติดต่อสื่อสาร
ผ่านดาวเทียมทั้งภาพและเสียง มีโทรศัพท์มือถือรุ่นต่าง ๆ ออกมามากมาย พัฒนาทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน
เช่นเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอร์เรชั่น จากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้วางแผนการก่อสร้าง และติดตั้งขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน
2.6 ล้านเลขหมาย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงการซ่อมบารุงรักษาเป็นระยะเวลา 25 ปี และเป็น
หนึ่งในผู้ให้บริการในปัจจุบัน
ด้านสาธารณสุข
เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันได้รับการนามาใช้ในการพัฒนา ด้านสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง และทาให้งานด้าน
สาธารณสุขเจริญก้าวหน้าอย่างมาก โดยได้นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานต่างๆ ดังนี้
- ด้านการลงทะเบียนผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มทาบัตร ดูประวัติคนไข้ จ่ายยา เก็บค่ารักษาพยาบาล ทาให้เกิดความสะดวก
รวดเร็วแก่พนักงานและผู้มาใช้บริการ
- การสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้าด้วยกัน สามารถ
สร้างเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละพื้นที่ได้
- ประชาชนสามารถได้รับความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากแพทย์ หรือหน่วยงานสาธารณสุขจากเทคโนโลยี
สารสนเทศ ทาให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ได้ผลขึ้น โดยสามารถใช้สื่อต่างๆ เช่นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวมีเสียงและ
อื่นๆ ทาให้ประชาชนเกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น
- สามารถให้คาปรึกษาทางไกล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชานาญ เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นหน้า
หรือท่าทางอาการของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ได้
ในปัจจุบันนี้ประชาชนเกิดความเชื่อถือและไว้วางใจต่อทางสาธารณสุขเป็นอย่างมาก เพราะ ทางสาธารณสุขมี
ความก้าวหน้าในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างกว้างขวางและทันสมัย ทาให้ประชาชนได้รับความรู้โดยตรง
และเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก
ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
1. งานเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์
ในขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ที่มีกิจกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมได้จัดทาโฮมเพจเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมและงาน
สิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนมาก
2. งานด้านฐานข้อมูล
ข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นมีมากมายหลายประเภท บางประเภทก็เป็นข้อมูลตัวเลข เช่นค่ามาตรฐานของสารต่างๆ ที่
ยอมให้ปนเปื้อนได้ในน้าประปา หรืออาหาร บางประเภทก็เป็นข้อมูลตัวอักษร บางประเภทก็เป็นภาพกราฟิค และบาง
ประเภทก็อาจจะเป็นภาพสามมิติ งานด้านฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องเน้นการออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้
เหมาะสมแก่การค้นคืน
3. งานด้านวิเคราะห์ข้อมูล
นักวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมอาจจะใช้โปรแกรมคานวณสถิติที่รู้จักกันดีคือ SPSS ในการบันทึกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
หรือหากการวิเคราะห์ไม่ได้ใช้สถิติที่ยุ่งยากนัก ก็อาจจะใช้แค่เพียงโปรแกรมตารางทาการ (spread sheet)
4. งานด้านจาลองแบบ
การจาลองแบบช่วยในการวางแผนงานทางด้านสิ่งแวดล้อม การจาลองแบบด้วยคอมพิวเตอร์นั้นจาเป็นจะต้องอาศัย
ความรู้ด้านการจัดทาแบบจาลอง (model) และความรู้ทางด้าน คณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิธีจาลองแบบนั้นๆ
5. งานด้านแผนที่
ปัจจุบันหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทย คือ กรมควบคุมมลพิษ ได้นาระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์มาใช้ในการจัดทา
แผนที่สิ่งแวดล้อม แล้วนา ออกเผยแพร่ทางระบบอินเทอร์เน็ตด้วย
6. งานระบบอัตโนมัติ
การพัฒนาระบบอัตโนมัติต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมคงจะเกิดมากขึ้นในอนาคต อาทิ เครื่องตรวจวัด
คาร์บอนไดออกไซด์, เครื่องตรวจวัดคาร์บอนมอนออกไซด์ ระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเฝ้ าระวังสิ่งแวดล้อมใน
ด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวก และสามารถแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว
7. งานวิเคราะห์ข้อมูลด้วยดาวเทียม
งานนี้คือการเฝ้ าระวังสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยข้อมูลที่ถ่าย และส่งมาจากดาวเทียมต่างๆ จากนั้นก็นาข้อมูลมา วิเคราะห์ด้วย
โปรแกรมพิเศษเพื่อให้เห็นภาพของผิวโลกและสิ่งแวดล้อม
8. งานวิจัยด้านสารสนเทศอื่นๆ
ยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีกมากทางด้านคอมพิวเตอร์หรือวิชาการสารสนเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับงานด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การ
จัดทาโปรแกรมสาหรับใช้ค้นคืนข้อมูลโมเลกุลสามมิติ, โปรแกรมสาหรับค้นคืนข้อมูลดีเอ็นเอ, โปรแกรมสาหรับสร้างภาพ
(visualization) สาหรับช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ
แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556[1] เป็นแผนนโยบายที่เป็นแผนประสานงานระดับชาติ แผน
แม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ซึ่งเป็นแผนนโยบาย ICT ของประเทศไทยระยะแรก ๆ
นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย
มี การจัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อจัดทาแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 จานวน 8 ครั้ง ระหว่างวันที่ 25
กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2556 เพื่อให้การจัดทาแผนแม่บทฯ มีเนื้อหาที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ กาหนดทิศทางและสอดคล้องกับ
ปัจจัยต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสามารถนาไปปฏิบัติพร้อมกับติดตามผลได้จริง โดยแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3
จาเป็นต้องระบุนโยบายซึ่งสามารถขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลให้มีการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ด้าน ICT ที่สร้าง
คุณค่าต่อประเทศและประชาชนอย่างเหมาะสม
แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2)ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 เป็นแผนนโยบายที่เป็น
แผนประสานงานระดับชาติ (sectoral plan) ซึ่งผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเมื่อ ตุลาคม 2552 มีลักษณะต่างจาก
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนภาพรวมระดับประเทศ ในแผนนี้มีสาระสาคัญหลายประการที่สะท้อนให้
เห็นความต่อเนื่องทางนโยบายจาก “นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544-2553 ของประเทศไทย” และ “แผนแม่บท
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ซึ่งเป็นแผนนโยบาย ICT ของประเทศไทย
ระยะแรก ๆ
วิสัยทัศน์
“ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา (Smart Thailand) ด้วย ICT”
เป้ าหมาย
(1) ประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ มีความรอบรู้ สามารถเข้าถึง สร้างสรรค์ และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ
รู้เท่าทัน มีคุณธรรมและจริยธรรม (Information Literacy) ก่อ เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การทางาน และการดารงชีวิตประจาวัน
(2) ยกระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ขึ้นอย่างน้อย 15 อันดับ ใน Networked Readiness Index
(3) เพิ่มบทบาทและความสาคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม
ของอุตสาหกรรม ICT ต่อ GDP ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20
ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1: การพัฒนากาลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศ
อย่างมีวิจารณญาณและรู้เท่าทัน
ยุทธศาสตร์ที่ 2: การบริหารจัดการระบบ ICT ของประเทศอย่างมีธรรมาภิบาล
ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ยุทธศาสตร์ที่ 4: การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการ
ของภาครัฐ
ยุทธศาสตร์ที่ 5: การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้า
ประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 6: การใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
อ้างอิง
http://wikipedia.com
https://blog.eduzones.com/dena/4892
http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech04/22/cit/8_2.html
http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech04/22/cit/8_4.html
http://www.tanti.ac.th/Com-tranning/IT/technof1.html
http://www.kmitl.ac.th/agritech/nutthakorn/04093009_2204/isweb/Lesson%207.htm
http://theeraporn14.wordpress.com
http://www.thaigoodview.com/node/99393
http://patcharaphiman.blogspot.com/2012/08/blog-post_9687.html
http://www.healthcarethai.com
http://www.thailibrary.in.th/2014/02/22/ict-master-plan-3/
http://www.thailibrary.in.th/2014/02/22/ict-master-plan-2/

Work3-50

  • 1.
  • 2.
    เทคโนโลยีสารสนเทศ Information Technology: IT “คือการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคมเพื่อจัดเก็บ ค้นหา ส่งผ่าน และจัดดาเนินการข้อมูล ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งหรือองค์การอื่น ๆ ศัพท์นี้โดยปกติก็ใช้แทนความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และยังรวมไปถึงเทคโนโลยีการกระจายสารสนเทศอย่างอื่นด้วยเช่นโทรทัศน์และ โทรศัพท์ อุตสาหกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์กึ่งตัวนา อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการทาง คอมพิวเตอร์” ระบบสารสนเทศ Information System : IS เป็นระบบพื้นฐานของการทางานต่างๆ ในรูปแบบของการเก็บ (input) การประมวลผล (processing) เผยแพร่ (output) และมีส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage) ประกอบด้วย - ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนามาจัดการปรับแต่งหรือ ประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ - สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูล เหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น - การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกาหนดเป้ าหมายและทิศทางการ จัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กาหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุ ถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
  • 3.
    ระดับของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ แบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับสูง(Top Level Management) กลุ่มของผู้ใช้ระดับนี้จะเกี่ยวข้องกับ ผู้บริหารระดับสูง มีหน้าที่กาหนดและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อนาไปสู่เป้ าหมาย โดยมีทั้งสารสนเทศภายใน และสารสนเทศภายนอก เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม สถานการณ์โดยรวม ซึ่งระบบสารสนเทศในระดับนี้ต้องออกแบบให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่มี ความซับซ้อนหรือยุ่งยาก แสดงผลทางด้านกราฟฟิคบ้าง ต้องตอบสนองที่รวดเร็วและทันท่วงทีด้วย เช่นกัน ระดับกลาง (Middle Level Management) เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้งานระดับการบริหารและจัดการองค์กร ซึ่งมีหน้าที่รับนโยบายมาจากผู้บริหารระดับสูง นามาสานต่อให้บรรลุตามเป้ าหมายที่กาหนดไว้ ด้วยการใช้หลักบริหารและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ สารสนเทศที่ใช้มักได้มาจากแหล่งข้อมูลภายใน ระบบสารสนเทศจึงต้องมีการจัดอันดับทางเลือกแบบต่างๆไว้ โดยเลือกใช้ค่าทางสถิติช่วยพยากรณ์หรือทานายทิศทางไว้ด้วย หากระดับของการตัดสินใจนั้นมีความซับซ้อน หรือยุ่งยากมากเกินไป ระดับปฏิบัติการ (Operation Level Management) ผู้ใช้กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการปฏิบัติงานหลักขององค์กร เช่น การผลิตหรือประกอบสินค้า งานทั่วไป ที่ไม่จาเป็นต้องใช้การวางแผนหรือระดับการตัดสินใจมากนัก ข้อมูลหรือสารสนเทศในระดับนี้จะถูกนาไป ประมวลผลในระดับกลางและระดับสูงต่อไป
  • 4.
    ประเภทของระบบสารสนเทศ 1. ระบบประมวลผลรายการ (TransactionProcessing Systems - TPS) เป็นระบบที่ทา หน้าที่ในการปฏิบัติงานประจา บันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ร ผลลัพธ์ของระบบนี้มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด รายงานผลเบื้องต้น 2. ระบบสานักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสานักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบเกี่ยวข้องกับการจัดการ เอกสาร ผลลัพธ์ของระบบนี้มักอยู่ในรูปของเอกสาร กาหนดการ สิ่งพิมพ์ 3, ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems - KWS) เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรที่ทางานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น เพื่อ นาไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้องนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้ การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดย ผลลัพธ์ของระบบนี้มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น 4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เป็นระบบ สารสนเทศสาหรับ ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยง ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่ เหมาะสมและจาเป็นต่อการบริหารงาน ผลลัพธ์ของระบบนี้มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ 4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที่ช่วยในการตัดสินใจสาหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหา คาตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอก กิจการประกอบกัน สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการผลลัพธ์ อาจจะอยู่ ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทานาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์ 5. ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System - EIS) เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สาหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทาหน้าที่กาหนดแผน ระยะยาวและเป้ าหมายของกิจการ จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอก ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์
  • 5.
    พัฒนาการของเทคโนโลยี สารสนเทศพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจแบ่งได้เป็นสี่ยุคตามเทคโนโลยีการจัดเก็บและการประมวลผลที่ใช้ ได้แก่ ยุคก่อนเครื่องกล (3000ปีก่อน ค.ศ. – คริสต์ทศวรรษ 1450) ยุคเครื่องกล (1450–1840) ยุคเครื่องกลไฟฟ้ า (1840–1940) และยุคอิเล็กทรอนิกส์ (1940–ปัจจุบัน) [5] บทความนี้จะให้ความสาคัญไปที่ยุคล่าสุด (ยุคอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งเริ่มเมื่อประมาณคริสต์ทศวรรษ 1940 อุปกรณ์ได้ถูกนามาใช้เพื่อช่วยในการคานวณเป็นพันๆปีมาแล้ว ครั้งแรกน่าจะเป็นในรูปแบบของไม้หรือติ้วเพื่อ บันทึกการนับ กลไก Antikythera สืบมาจากจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่หนึ่งก่อนคริศตศักราชโดยทั่วไปถูกพิจารณาว่าเป็น คอมพิวเตอร์แบบอนาล็อกที่ใช้กลไกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกัน และกลไกที่ใช้เฟืองที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกัน อุปกรณ์ที่ ใช้เฟืองทีสามารถเทียบได้ไม่ได้เกิดขึ้นใน ยุโรปจนถึงศตวรรษที่ 16 และมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งปี 1645 ที่เครื่อง คิดเลขกลไกตัวแรกที่มีความสามารถในการดาเนินการคานวณทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานทั้งสี่ได้รับการพัฒนา คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้รีเลย์หรือวาล์ว เริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงต้นปี 1940s เครื่องกลไฟฟ้ า Zuse Z3, เสร็จสมบูรณ์ใน ปี 1941, เป็นคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมได้เครื่องแรกของโลก และตามมาตรฐานที่ทันสมัย เป็นหนึ่งใน เครื่องแรกที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบเครื่องหนึ่ง เครื่อง Colossus, ถูกพัฒนาขึ้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่สองเพื่อถอดรหัสข้อความภาษาเยอรมัน, เป็นคอมพิวเตอร์ดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ตัวแรก แม้ว่ามันจะ โปรแกรมได้ มันก็ไม่ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป มันถูกออกแบบมาเพื่อทางานเพียงงานเดียว มันยังขาด ความสามารถในการจัดเก็บโปรแกรมในหน่วยความจาอีกด้วย การเขียนโปรแกรม สามารถทาได้โดยใช้ปลั๊กและสวิทช์ เพื่อเปลี่ยนแปลงการเดินสายไฟภายใน คอมพิวเตอร์ที่เก็บโปรแกรมได้แบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและได้รับการ ยอมรับตัวแรก คือ Manchester Small-Scale Experimental Machine (SSEM) ซึ่งวิ่ง โปรแกรมแรกในวันที่ 21 มิถุนายน 1948 การพัฒนาของทรานซิสเตอร์ในปลายปี 1940s ที่ ห้องปฏิบัติการ Bell ยอมให้รุ่นใหม่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้รับการออกแบบด้วยการใช้พลังงานที่ลดลงอย่างมาก เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บโปรแกรมได้ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ตัวแรก ชื่อ Ferranti Mark I ประกอบด้วย วาล์ว 4,050 ตัวและมี การใช้พลังงาน 25 กิโลวัตต์ เมื่อเปรียบเทียบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ทรานซิสเตอร์ตัวแรก, ที่ถูกพัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งแมนเชสเตอร์และเปิดใช้งานในเดือนพฤศจิกายน ปี 1953, บริโภคพลังงานเพียง 150 วัตต์ในรุ่นสุดท้ายของมัน
  • 6.
    เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจโดยสามารถนามาประยุกต์ใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดสามารถในการแข่งขันทั้งภาค การผลิตและบริการ ภาคการเงินการคลังทั้งภายใน ประเทศและเพื่อการส่งออก อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการพัฒนา เศรษฐกิจชุมชนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนามาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจได้หลายประการดังตัวอย่างเช่น 1. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) 2.การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาพันธมิตรของกลุ่มผู้ประกอบการ (Virtual Cluster Development) 3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีการประมาณการ ว่าตลาดโลกสาหรับอุปกรณ์ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ โทรคมนาคม และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะมีขนาด 1,600 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ในปี 1994 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 20 ต่อปี การลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดศักยภาพในการแข่งขัน จึงย่อมส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจ ของนานาประเทศ จากผลการศึกษาใน 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีทั้งประเทศที่ถือว่าพัฒนาแล้ว พัฒนาใหม่ และกาลัง พัฒนา เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มันอย่างไร ในโลกปัจจุบัน แรงผลักดันทางเศรษฐกิจมักจะมีบทบาทสูงในการกาหนดทิศทางของเทคโนโลยีเป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งในอดีต และปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ในอนาคตธุรกิจบันเทิงจะเป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่จะทาเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านการ สื่อสารโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลอย่างสูงกับแนวความคิด ความอ่านของผู้คนในสังคม เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้ร่วม บันเทิงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากผู้อื่นที่ร่วมอยู่ในวงบันเทิง และยอมรับสถานภาพว่าตนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ การ ถ่ายทอดแนวความคิดระหว่างบุคคลในสังคมนั้นก็เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า วัฒนธรรมนั่นเอง ช่วยให้พัฒนาสังคมให้เกิดการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ เช่นโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดาริชองสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ เข้าไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมได้มีคอมพิวเตอร์ใช้ เช่นโรงเรียนชนบท คนป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาล ผู้ต้องขัง และคนตาบอดที่สามารถอ่านหนังสือได้ด้วยระบบ DAISY ( Digital Accessible Information System)
  • 7.
    ด้านการศึกษา เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้าของโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสาคัญในการตอบสนองนโยบายการศึกษาที่เป็น “การศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน” อันเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเท่าเทียมทางการศึกษา เช่น การติดตั้งจานดาวเทียมในโรงเรียนชนบทห่างไกล เพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาสในการศึกษาที่เท่าเทียมกับรักเรียนในพื้นที่ อื่นๆ การติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทาให้ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงสารสนเทศแหล่งข้อมูลจากทั่วโลก นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศยังช่วยให้ผู้พิการมีโอกาสได้รับการศึกษาและการประกอบอาชีพในสิ่งแวดล้อมของคนปกติ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กล่าวคือนวัตกรรมทางการศึกษาในปัจจุบันเป็นผล สืบเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การผลิตสื่อการศึกษาในรูปแบบซีดีรอม ช่วยให้นักเรียนที่เรียนรู้ช้าได้มีโอกาส เรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละคน การนาเสนอสื่อการศึกษาในปัจจุบันยังมีความหลากหลาย โดยมีการนาเสนอด้วยเสียง ข้อความ ภาพ และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้และกระตุ้นความสนใจในการศึกษาของผู้เรียนทุกวัย นอกจากนี้ เทคโนโลยีเสมือนจริง ยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพการศึกษาในวิชาชีพที่ภาคปฏิบัติมีความสาคัญ เช่น การฝึกนักบิน การสอน ภาคปฏิบัติแก่นักนิสิตคลินิก เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนต่อการฝึกอบรม การประชุมและการติดต่อสื่อสาร เช่น การอบรมทางไกล การประชุม ทางไกล การประชุมผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งทาให้การฝึกอบรมประหยัดเวลาและงบประมาณ โดยไม่มีข้อจากัดด้านสถานที่ บุคลากร และเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การนาอินเทอร์เน็ตมาสนับสนุนต่อการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน แนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษา 1.การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน(Computer Assisted Instruction) มีหลายรูปแบบเช่น Drill and Practice, Linear Program , Branching Program, Simulation, Game, Multimedia, Intelligence CAI 2.การศึกษาทางไกล(Distance Learning) ซึ่งจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การใช้วิทยุ โทรทัศน์ การสื่อสารโดยใช้ระบบแพร่ภาพผ่าน ดาวเทียม (Direct to Home : DTH) หรือระบบการแระชุมทางไกล (Video Teleconference) 3.เครือข่ายการศึกษา(Education Network) ซึ่งเป็นการนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ ซึ่งมีบริการในหลายรูปแบบ เช่นElectronic Mail , File Transfer Protocol, Telnet , World Wide Webเป็นต้น เครื่องข่ายคอมพิวเตอร์จะสามารถให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่มี จานวนมากมายที่เชื่อมโยงในเครือข่ายทั่วโลก 4.การใช้งานในห้องสมุด(Electronic Library) เป็นการประยุกต์ใช้ในการสืบค้นข้อมูลหนังสือ วารสาร หรือบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ ผลงานการวิจัย 5.การใช้งานในห้องปฏิบัติการ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจาลองสถานการณ์(Simulation) การใช้ในงานประจาและงานบริหาร (Computer Manage Instruction) เป็นการประยุกต์ใช้ในสานักงานเพื่อช่วยในการบริหาร จัดการ ทาให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็วและ แม่นยา การตัดสินใจในการดาเนินการต่างๆ ย่อมเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • 8.
    ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคมในปัจจุบันก้าวไกลไปมาก มีบริการมากมายที่ทันสมัยและตอบรับกับ การนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินธุรกิจ ตัวอย่างการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็มิไดมีไว้เพียงสาหรับคุยสนทนาเพียง อย่างเดียวอีกต่อไปแต่มันสามารถช่วยงานได้มากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลและการเปิดให้บริการของบริษัท มีติดต่อสื่อสาร ผ่านดาวเทียมทั้งภาพและเสียง มีโทรศัพท์มือถือรุ่นต่าง ๆ ออกมามากมาย พัฒนาทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน เช่นเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอร์เรชั่น จากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้วางแผนการก่อสร้าง และติดตั้งขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน 2.6 ล้านเลขหมาย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงการซ่อมบารุงรักษาเป็นระยะเวลา 25 ปี และเป็น หนึ่งในผู้ให้บริการในปัจจุบัน ด้านสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันได้รับการนามาใช้ในการพัฒนา ด้านสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง และทาให้งานด้าน สาธารณสุขเจริญก้าวหน้าอย่างมาก โดยได้นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานต่างๆ ดังนี้ - ด้านการลงทะเบียนผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มทาบัตร ดูประวัติคนไข้ จ่ายยา เก็บค่ารักษาพยาบาล ทาให้เกิดความสะดวก รวดเร็วแก่พนักงานและผู้มาใช้บริการ - การสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้าด้วยกัน สามารถ สร้างเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละพื้นที่ได้ - ประชาชนสามารถได้รับความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากแพทย์ หรือหน่วยงานสาธารณสุขจากเทคโนโลยี สารสนเทศ ทาให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ได้ผลขึ้น โดยสามารถใช้สื่อต่างๆ เช่นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวมีเสียงและ อื่นๆ ทาให้ประชาชนเกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น - สามารถให้คาปรึกษาทางไกล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชานาญ เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นหน้า หรือท่าทางอาการของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ได้ ในปัจจุบันนี้ประชาชนเกิดความเชื่อถือและไว้วางใจต่อทางสาธารณสุขเป็นอย่างมาก เพราะ ทางสาธารณสุขมี ความก้าวหน้าในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างกว้างขวางและทันสมัย ทาให้ประชาชนได้รับความรู้โดยตรง และเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก
  • 9.
    ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ 1. งานเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ ในขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ที่มีกิจกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมได้จัดทาโฮมเพจเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมและงาน สิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนมาก 2.งานด้านฐานข้อมูล ข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นมีมากมายหลายประเภท บางประเภทก็เป็นข้อมูลตัวเลข เช่นค่ามาตรฐานของสารต่างๆ ที่ ยอมให้ปนเปื้อนได้ในน้าประปา หรืออาหาร บางประเภทก็เป็นข้อมูลตัวอักษร บางประเภทก็เป็นภาพกราฟิค และบาง ประเภทก็อาจจะเป็นภาพสามมิติ งานด้านฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องเน้นการออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้ เหมาะสมแก่การค้นคืน 3. งานด้านวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมอาจจะใช้โปรแกรมคานวณสถิติที่รู้จักกันดีคือ SPSS ในการบันทึกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล หรือหากการวิเคราะห์ไม่ได้ใช้สถิติที่ยุ่งยากนัก ก็อาจจะใช้แค่เพียงโปรแกรมตารางทาการ (spread sheet) 4. งานด้านจาลองแบบ การจาลองแบบช่วยในการวางแผนงานทางด้านสิ่งแวดล้อม การจาลองแบบด้วยคอมพิวเตอร์นั้นจาเป็นจะต้องอาศัย ความรู้ด้านการจัดทาแบบจาลอง (model) และความรู้ทางด้าน คณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิธีจาลองแบบนั้นๆ 5. งานด้านแผนที่ ปัจจุบันหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทย คือ กรมควบคุมมลพิษ ได้นาระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์มาใช้ในการจัดทา แผนที่สิ่งแวดล้อม แล้วนา ออกเผยแพร่ทางระบบอินเทอร์เน็ตด้วย 6. งานระบบอัตโนมัติ การพัฒนาระบบอัตโนมัติต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมคงจะเกิดมากขึ้นในอนาคต อาทิ เครื่องตรวจวัด คาร์บอนไดออกไซด์, เครื่องตรวจวัดคาร์บอนมอนออกไซด์ ระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเฝ้ าระวังสิ่งแวดล้อมใน ด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวก และสามารถแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว 7. งานวิเคราะห์ข้อมูลด้วยดาวเทียม งานนี้คือการเฝ้ าระวังสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยข้อมูลที่ถ่าย และส่งมาจากดาวเทียมต่างๆ จากนั้นก็นาข้อมูลมา วิเคราะห์ด้วย โปรแกรมพิเศษเพื่อให้เห็นภาพของผิวโลกและสิ่งแวดล้อม 8. งานวิจัยด้านสารสนเทศอื่นๆ ยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีกมากทางด้านคอมพิวเตอร์หรือวิชาการสารสนเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับงานด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การ จัดทาโปรแกรมสาหรับใช้ค้นคืนข้อมูลโมเลกุลสามมิติ, โปรแกรมสาหรับค้นคืนข้อมูลดีเอ็นเอ, โปรแกรมสาหรับสร้างภาพ (visualization) สาหรับช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ
  • 10.
    แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2)ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556[1] เป็นแผนนโยบายที่เป็นแผนประสานงานระดับชาติ แผน แม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ซึ่งเป็นแผนนโยบาย ICT ของประเทศไทยระยะแรก ๆ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย มี การจัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อจัดทาแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 จานวน 8 ครั้ง ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2556 เพื่อให้การจัดทาแผนแม่บทฯ มีเนื้อหาที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ กาหนดทิศทางและสอดคล้องกับ ปัจจัยต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสามารถนาไปปฏิบัติพร้อมกับติดตามผลได้จริง โดยแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 จาเป็นต้องระบุนโยบายซึ่งสามารถขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลให้มีการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ด้าน ICT ที่สร้าง คุณค่าต่อประเทศและประชาชนอย่างเหมาะสม แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2)ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 เป็นแผนนโยบายที่เป็น แผนประสานงานระดับชาติ (sectoral plan) ซึ่งผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเมื่อ ตุลาคม 2552 มีลักษณะต่างจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนภาพรวมระดับประเทศ ในแผนนี้มีสาระสาคัญหลายประการที่สะท้อนให้ เห็นความต่อเนื่องทางนโยบายจาก “นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544-2553 ของประเทศไทย” และ “แผนแม่บท เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ซึ่งเป็นแผนนโยบาย ICT ของประเทศไทย ระยะแรก ๆ วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา (Smart Thailand) ด้วย ICT” เป้ าหมาย (1) ประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ มีความรอบรู้ สามารถเข้าถึง สร้างสรรค์ และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทัน มีคุณธรรมและจริยธรรม (Information Literacy) ก่อ เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การทางาน และการดารงชีวิตประจาวัน (2) ยกระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ขึ้นอย่างน้อย 15 อันดับ ใน Networked Readiness Index (3) เพิ่มบทบาทและความสาคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ของอุตสาหกรรม ICT ต่อ GDP ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 1: การพัฒนากาลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศ อย่างมีวิจารณญาณและรู้เท่าทัน ยุทธศาสตร์ที่ 2: การบริหารจัดการระบบ ICT ของประเทศอย่างมีธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยุทธศาสตร์ที่ 4: การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการ ของภาครัฐ ยุทธศาสตร์ที่ 5: การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้า ประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 6: การใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
  • 11.