เทคโนโลยีสารสนเทศ
1.1 บทบาทความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
            การเปลี่ ย นแปลงสั ง คมความเป็ นอยู่ ข องมนุ ษ ย์เ ป็ นไปอย่ า งรวดเร็ ว กล่ า วกัน ว่ า ได้เ กิ ด การ
เปลี่ ย นแปลงในลัก ษณะที่ เ รี ย กว่า การปฏิ ว ติ ม าแล้ว สองครั้ ง ครั้ งแรกเกิ ด จากที่ ม นุ ษ ย์รู้ จ ัก ใช้ร ะบบ
                                               ั
ชลประทานเพื่อการเพาะปลู ก สังคมความเป็ นอยู่ของมนุ ษย์จึงเปลี่ ยนจากการเร่ ร่อนมาเป็ นการตั้งหลัก
แหล่งเพื่อทาการเกษตร ต่อมาเมื่อประมาณร้ อยกว่าปี ที่แล้ว ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ เจมส์
วัตต์ ( James Watt ) ประดิษฐ์เครื่ องจักรไอน้ า มนุ ษย์รู้จกนาเอาเครื่ องจักรมาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิต
                                                           ั
และช่วยในการสร้างยานพาหนะเพื่องานคมนาคมขนส่ ง ผลที่ตามมาทาให้เกิดการปฏิวติทางอุตสาหกรรม
                                                                        ั
                 ่
สังคมความเป็ นอยูของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาเป็ นสังคมเมือง
            การปฏิวติอุตสาหกรรมยุคแรก เริ่ มจากการใช้เครื่ องจักรกลแทนการทางานด้วยมือพลังงานที่ใช้
                   ั
ขับเคลื่อนเครื่ องจักรมาจากพลังงานน้ า พลังงานไอน้ า และเปลี่ยนเป็ นพลังงานจากน้ ามัน มีการขับเคลื่อน
เครื่ องยนต์และมอเตอร์ ไฟฟ้ า การปฏิวติอุตสาหกรรมได้เกิ ดขึ้นอีกโดยเปลี่ยนแปลงระบบทางานจากทีละ
                                     ั
ขั้นตอนมาเป็ นการทางานระบบอัตโนมัติ การทางานเหล่านี้ ล้วนแต่อาศัยระบบควบคุ มด้วยคอมพิวเตอร์
ทั้งสิ้ น
            มีผกล่าวว่าการปฏิวติครั้งที่สามกาลังจะเกิ ดขึ้น โดยสิ่ งที่เกิดขึ้นใหม่น้ ี ได้แก่ การพัฒนาทางด้าน
               ู้             ั
ความคิด การตัดสิ นใจ โดยอาศัยหลักการของคอมพิวเตอร์ ในอนาคตกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดี ยวอาจทางาน
ทั้งหมดโดยอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ ควบคุ ม ทาการควบคุมหุ่ นยนต์คอมพิวเตอร์ และให้หุ่นยนต์ควบคม
การทางานของเครื่ องจักรอีกต่อหนึ่ ง ความเจริ ญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมเกือบทุกแขนงมีคอมพิวเตอร์ เข้า
มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ระบบการผลิตส่ วนใหญ่ตองใช้คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิ กส์ แทรกเข้ามาเกือบทุก
                                          ้
กระบวนการ ตั้งแต่การควบคุม การขนส่ งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการบรรจุหีบห่อ
            ในระดับประเทศ ประเทศไทยสั่งซื้ อสิ นค้าเทคโนโลยีระดับสู งเป็ นปริ มาณมาก ทาให้ตองซื้ อ
                                                                                           ้
เทคนิควิธีการ ตลอดจนเครื่ องมือเครื่ องจักรเข้ามาในปริ มาณมากไปด้วย ขณะเดียวกันเรายังขาดบุคลากรที่
จะพัฒนาเครื่ องจักรเครื่ องมือเหล่านั้นให้มีประสิ ทธิ ภาพ การสู ญเสี ยเงินตราเนื่ องจากสาเหตุน้ ี จึงเกิดขึ้นมิใช่
น้อย หลายโรงงานจึงไม่กล้าใช้เครื่ องจักรที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ เพราะหาบุคลากรในการดาเนิ นการได้ยาก
                                                                           ่
แต่ในระยะหลังค่าจ้างแรงงานสู งขึ้นและการแข่งขันทางธุ รกิจมีมากขึ้น จึงตกอยูในสภาวะจายอมที่ตองนา
                                                                                           ้
เครื่ องมือเหล่านั้นเข้ามา เนื่องจากเครื่ องมือดังกล่าวให้ผลผลิตที่ดีกว่าของเดิมและทาให้ราคาต้นทุนการผลิต
สิ นค้าต่าลงอีกด้วย
ในยุค วิกฤตการณพลัง งาน หลายประเทศพยายามลดการใช้พ ลังงาน โรงงานพยายามหาทาง
ควบคุ มการใช้พลังงาน ให้มีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ดเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายลง จึงนาคอมพิวเตอร์ มาช่วยควบคุ ม
เช่ น ควบคุ มการเดิ นเครื่ องให้เหมาะสม ควบคุ มปริ มาณการเผาไหม้ของเครื่ องจักรในกระบวนการผลิ ต
ควบคุมการจัดภาระงานให้เหมาะสม รวมถึงการควบคุมสิ่ งแวดล้อมต่างๆด้วย
       เมื่อคอมพิวเตอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดาเนิ นชี วิตของมนุ ษย์มากขึ้น ก็ไดมีการพัฒนางานทางด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ และในปั จจุบนเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวตประจาวันของมนุ ษย์
                              ั                                       ิ
มากขึ้น สังเกตได้จากการนาคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลมาใช้ในสานักงาน การจัดทาระบบฐานข้อมูลขนาด
ใหญ่ การใช้อุป กรณ์ อานวยความสะดวกที่ ป ระกอบด้วยชิ้ นส่ วนอิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ แสดงว่า เทคโนโลยี
สารสนเทศเพื่อการคานวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ ไปทัวทุกแห่ ง เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสาคัญต่อ
                                              ่
การแข่งขันด้านธุ รกิจและการขยายตัวของบริ ษท ส่ งผลต่อการให้บริ การขององค์กรและหน่วยงาน และมี
                                          ั
ผลต่อการประกอบกิจการในแต่ละวัน
       เทคโนโลยีสารสนเทศเริ่ มใช้งานในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ เอง โดยในปี พ.ศ.2507 มีการนา
คอมพิวเตอร์ เช้ามาใช้ในประเทศไทยเป็ นครั้งแรก และในขณะนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่ หลายนัก
จะมี เพีย งการใช้โทรศัพท์เพื่ อการติ ดต่อสื่ อสารและนาคอมพิ วเตอร์ ม าช่ วยประมวลผลข้อมูล งานด้า น
สารสนเทศอื่นๆ ส่ วยใหญ่ยงคงเป็ นงานภายในสานักงานที่ยงไม่มีอุปกรณ์และเครื่ องมือด้านเทคโนโลยีมา
                        ั                           ั
ช่วยงานเท่าใดนัก
       เมื่ อมี ก ารประดิ ษ ฐ์คิ ดค้นอุ ป กรณ์ ช่ วยงานสารสนเทศ เช่ น เครื่ องถ่ า ยเอกสาร โทรสาร และ
ไมโครคอมพิวเตอร์ อาชีพของประชากรก็ปรับเปลี่ยนมาสู่ งานด้านสารสนเทศมากขึ้นสานักงานเป็ นแหล่งที่
มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ ทาบัญชี เงินเดือนและบัญชี รายรับรายจ่าย
การติดต่อสื่ อสารภายในและภายนอกโดยใช้โทรศัพท์และโทรสาร การจัดเตรี ยมเอกสารด้วยการใช้เครื่ อง
ถ่ายเอกสารและคอมพิวเตอร์
       งานด้านสารสนเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ค่อนข้างสดใส เพราะเทคโนโลยีดานนี้ ได้รับการส่ งเสริ ม
                                                                     ้
สนับสนุนอย่างเต็มที่ มีการวิจยและพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์
                             ั
   ่
อยูตลอดเวลา
       เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบสารสนเทศที่กาลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ คือเทคโนโลยีสื่อ
ประสม ( multimedia ) ซึ่ งรวมข้อความ ภาพ เสี ยงและวีดิทศน์เข้ามาผสมกันเทคโนโลยีน้ ี กาลังได้รับการ
                                                       ั
                                                                           ้
พัฒนา ในอนาคตเทคโนโลยีแบบสื่ อประสมจะช่วยเสริ มและสนับสนุ นด้านสารสนเทศให้กาวหน้าต่อไป
เป็ นที่คาดหมายว่าอัตราการเติบโตของผูทางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีมากขึ้น
                                     ้
แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศค่อยๆ กลายมาเป็ นระบบรวม โดยให้คอมพิวเตอร์ ระบบหนึ่ ง
ทางานพร้ อมกันได้หลายๆอย่าง นอกจากใช้ประมวลผลข้อมูลด้านบัญชีแล้ว ยังใช้งานจัดเตรี ยมเอกสาร
แทนเครื่ องพิมพ์ดีด ใช้รับส่ งข้อความหรื อจดหมายกับคอมพิวเตอร์ ที่อยูห่างไกล ซึ่ งอาจอยูคนละซี กโลกใน
                                                                     ่                  ่
ลักษณะที่เรี ยกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( electronic mail หรื อ e-mail ) สาหรับเครื่ องถ่ายเอกสาร
นอกจากจะใช้ถ่ายสาเนาเอกสารตามปกติแล้ว อาจเพิมขีดความสามารถให้ใช้งานเป็ นเครื่ องพิมพ์หรื อรับส่ ง
                                           ่
โทรสารได้อีกด้วย
        การพัฒ นาทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศเป็ นไปอย่ า งรวดเร็ ว ทั้ง ด้า นฮาร์ ด แวร์ ( hardware )
ซอฟต์แวร์ ( Software ) ข้อมูล ( data ) และการติ ดต่อสื่ อสาร ( communication ) ผูใ ช้จึงต้องปรับตัว
                                                                                 ้
ยอมรับและเรี ยนรู้เทคโนโลยีใหม่ที่เกิ ดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมูลและการติดต่อสื่ อสารซึ่ งเป็ นหัวใจ
สาคัญของการดาเนิ นธุ รกิจ หากการดาเนิ นงานธุ รกิจใช้ขอมูลซึ่ งมีการบันทึกใส่ กระดาษและเก็บรวบรวม
                                                     ้
ใส่ แฟ้ ม การเรี ยกค้นและสรุ ปผลข้อมูลย่อมทาได้ชาและเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าการประมวลผลข้อมูล
                                                ้
ด้วยเครื่ องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่ วยให้ทางานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ วและถูกต้องขึ้ น
และที่สาคัญช่วยให้สามารถตัดสิ นใจดาเนินงานได้เร็ ว
1.2 ขอบเขตของเทคโนโลยีสารสนเทศ
        คาว่า เทคโนโลยี ( technology ) หมายถึงการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ความจริ ง
เกี่ ยวกับธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม มาทาให้เกิ ดประโยชน์ต่อมวลมนุ ษย์ เทคโนโลยีจึงเป็ นวิธีการในการ
สร้างมูลค่าเพิ่มของสิ่ งต่างๆ ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่น ทราย หรื อซิ ลิคอน ( silicon ) เป็ นสารแร่ ที่
พบเห็นทัวไปตามชายหาด หากนามาสกัดด้วยเทคนิ ควิธีการสร้างเป็ นชิ ป ( chip ) จะทาให้สารแร่ ซิลิคอน
        ่
นั้นมีคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อีกมาก
        สาหรับสารสนเทศ ( information ) หมายถึง ข้อมูลที่เป็ นเรื่ องเกี่ยวข้องกับความจริ งของ คน สัตว์
สิ่ งของ ทั้งที่เป็ นรู ปธรรมและนามธรรม ที่ได้รับการจัดเก็บรวบรวม ประมวลผลเรี ยกค้น และสื่ อสาร
ระหว่างกัน นามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ซึ่ งนักเรี ยนจะได้เรี ยนเพิ่มเติมต่อไป
                                                                                    ้
        เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology : IT ) หมายถึ ง การนาวิทยาการที่กาวหน้า
                                                       ั
ทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่ อสารมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กบสารสนเทศ ทาให้สารสนเทศมีประโยชน์และ
ใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมถึ งการใช้ เทคโนโลยีดานต่างๆ ในการรวบรวม
                                                                   ้
จัดเก็ บ ใช้ง าน ส่ งต่ อ หรื อสื่ อสารระหว่า งกัน เทคโนโลยีส ารสนเทศเกี่ ย วข้องโดยตรงกับ เครื่ องมื อ
เครื่ อ งใช้ใ นการจัด การสารสนเทศ ได้แ ก่ เครื่ องคอมพิ ว เตอร์ แ ละอุ ป กรณ์ ร อบข้า ง ขั้น ตอนวิ ธี ก าร
ดาเนิ นการซึ่ งเกี่ ยวข้องกับซอฟต์แวร์ เกี่ ยวข้องกับข้อมูล บุ คลากร และกรรมวิธีการดาเนิ นงานเพื่อให้
ข้อมูลเกิดประโยชน์สูงสุ ด
         เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเทคโนโลยีที่ครอบคลุมเรื่ องเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูล ซึ่ งได้แก่
การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การติ ดต่อสื่ อสารระหว่างกันด้วยความรวดเร็ วการจัดการข้อมูล รวมถึ ง
วิธีการที่จะใช้ขอมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด
                ้
1.3 ความก้าวหน้ าของเทคโนโลยีสารสนเทศ
         ในภาวะสังคมปัจจุบน หลายสิ่ งหลายอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็ นตัวชี้ บอกว่า ประเทศไทยกาลังก้าว
                          ั
สู่ ยุค สารสนเทศ ดัง จะเห็ นได้จ ากวงการศึ ก ษาสนใจให้ค วามรู ้ ด้า นคอมพิ วเตอร์ และส่ ง เสริ ม การน า
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์งานต่างๆ มากขึ้น การบริ หารธุ รกิจของบริ ษทห้างร้านต่างๆ ตลอดจน
                                                                         ั
หน่ วยงานของรัฐบาลและรั ฐวิสาหกิ จมีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อใช้ในองค์กร ด้วยการเก็บข้อมูล
ประมวลผลและวิเคราะห์ขอมูล แล้วนาผลลัพธ์มาช่วยในการวางแผนและตัดสิ นใจ
                     ้
         ระยะเริ่ มแรกที่มนุ ษย์ได้คิดค้นประดิ ษฐ์คอมพิวเตอร์ ที่มีลกษณะเป็ นเครื่ องคานวณอิเล็กทรอนิ กส์
                                                                    ั
คอมพิวเตอร์ ได้ถูกใช้ทางานด้านการคานวณทางวิทยาศาสตร์ เป็ นส่ วนใหญ่แล้วจึงนามาใช้เก็บรวบรวมและ
ประมวลผลข้อมูลทางด้านธุ รกิ จในเวลาต่อมา ระยะแรกนี้ เรี ยกว่าระยะของการประมวลผลข้อมูล ( data
processing age )
         ข้อมูลที่ได้มาจะต้องผ่านการประมวลผลให้ได้เป็ นสารสนเทศก่อน จึงนาไปใช้ให้เกิ ดประโยชน์
วิธีการประมวลผลข้อมูลจะเริ่ มตังแต่การรวบรวมจัดเก็บข้อมูล เมื่อได้ขอมูลแล้วต้องมีการตรวจสอบความ
                               ่                                   ้
ถู ก ต้อง แบ่ ง กลุ่ ม จัด ประเภทของข้อมู ล เช่ น ข้อมู ล ตัว อัก ษรซึ่ ง เป็ นชื่ อหรื อ ข้อ ความก็ อาจต้อ งมี ก าร
เรี ยงลาดับ และข้อมูลตัวเลขอาจต้องมีการคานวณ จากนั้นจึงทาสรุ ปได้เป็ นสารสนเทศ
         ถ้าข้อมูลที่นามาประมวลผลมีจานวนมากจนเกินความสามารถของมนุ ษย์ท่ีจะจัดการได้ในเวลาอัน
                                                                     ่
สั้น ก็จะเป็ นจะต้องนาคอมพิวเตอร์ มาช่วยเก็บและประมวลผลเมื่อข้อมูลอยูภายในคอมพิวเตอร์ การแก้ไข
หรื อเรี ยกค้นสามารถทาได้สะดวกและรวดเร็ วขณะเดี ยวกันการทาสาเนาและการแจกจ่ายข้อมูล ก็สามารถ
ดาเนินการได้ทนที
             ั
         งานที่ เกิ ดขึ้ นจากการประมวลผลข้อมูลมักเก็บในลักษณะแฟ้ มข้อมูล ตัวอย่างเช่ น การทาบัญชี
เงินเดือนของพนักงานบริ ษท ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานที่เก็บในคอมพิวเตอร์ จะรวมกันเป็ นแฟ้ มข้อมูลที่
                        ั
ประกอบด้วยชื่อพนักงาน เงินเดือน และข้อมูลสาคัญอื่นๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะเรี ยกแฟ้ มเงินเดือนมา
ประมวลผลและสรุ ปยอด ขั้นตอนการท างานจะต้องท าพร้ อมกันที เดี ย วทั้ง แฟ้ มข้อมู ล ที่ เรี ย กว่า การ
ประมวลผลแบบกลุ่ม ( batch processing )
แต่เนื่องจากระบบงานที่เกิดขึ้นภายในองค์กรค่อนข้างซับซ้อน เช่น รายได้ของพนักงานที่ได้รับใน
แต่ละเดื อน อาจไม่ได้มาจากอัตราเงิ นเดือนประจาเท่านั้น แต่อาจมีค่านายหน้าจากการขายสิ นค้าด้วย ใน
                                      ั                                 ั
ลักษณะนี้แฟ้ มข้อมูลการขาย จะสัมพันธ์กบแฟ้ มข้อมูลเงินเดือน และสัมพันธ์กบแฟ้ มข้อมูลอื่นๆ เช่น ค่า
สวัสดิการ การหักเงินเดือนเป็ นค่าใช้จ่ายต่างๆระบบข้อมูลจะกลายเป็ นระบบที่มีแฟ้ มข้อมูลหลายแฟ้ มเชื่ อม
         ั
สัมพันธ์กน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรี ยกแฟ้ มข้อมูลเหล่านั้นมาจัดการให้เป็ นไปตามที่ตองการ ระบบนี่
                                                                                    ้
เรี ยกว่า ระบบฐานข้อมูล ( database system )
        การจัดการข้อมูล ที่ เป็ นฐานข้อมูล จะเป็ นระบบสารสนเทศที่ มีประโยชน์ซ่ ึ งนาไปช่ วยงานด้า น
ต่างๆ อย่างได้ผล ระบบข้อมูลที่สร้ างเพื่อใช้ในบริ ษทจะเป็ นระบบฐานข้อมูลของกิจกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อ
                                                   ั
แสดงสารสนเทศที่เป็ นจริ งของบริ ษท สามารถนาข้อเท็จจริ งนั้นไปวิเคราะห์และนาผลลัพธ์ไปประกอบการ
                                 ั
ตัดสิ นใจของผูบริ หาร เพื่อการวางแผนและกาหนดนโยบายการจัดการต่างๆ
              ้
        ในปั จจุบนการนาคอมพิวเตอร์ ไปใช้งานของประเทศต่างๆ ทัวโลก อยู่ท่ีการใช้สารสนเทศเป็ น
                 ั                                          ่
ส่ วนใหญ่ แนวโน้มขงระบบการจัดการข้อมูลของยุคนี้ เริ่ มจากเปลี่ยนระบบงานการประมวลผลแบบกลุ่ม
มาเป็ นระบบตอบสนองทันที ที่เรี ยกว่า การประมวลผลแบบกลุ่มมาเป็ นระบบตอบสนองทันที ที่เรี ยกว่า
การประมวลผลแบบเชื่ อมตรง ( online           processing ) เช่ น การฝากถอนเงิ นของธนาคารต่างๆ ผ่าน
เครื่ องรับ-จ่ายเงินอัตโนมัติ หรื อระบบเอทีเอ็ม ( Automatic Teller Machine : ATM )
        ขณะที่ ป ระเทศต่ า งๆ ยัง อยู่ ใ นยุ ค ของการประมวลผลสารสนเทศ ในบางประเทศ เช่ น
สหรัฐอเมริ กา และญี่ปุ่น ได้พฒนาเข้าสู่ การประมวลผลฐานความรู ้ ( knowledge-base processing ) โดย
                             ั
ให้คอมพิวเตอร์ ใช้ง่าย รู ้จกตอบสนองกับผูใช้ และสามารถแก้ปัญหาที่ตองอาศัยการตัดสิ นใจระดับสู ง ด้วย
                            ั            ้                        ้
การเก็บสะสมฐานความรู ้ไว้ในคอมพิวเตอร์ และมีโครงสร้างการให้เหตุผล เพื่อนาความรู ้มาช่วยแก้ปัญหา
ที่สลับซับซ้อน
        การประมวลผลฐานความรู้เป็ นการประยุกต์หลักวิชาด้านปั ญญาประดิษฐ์ ( Artificial Intelligence
: AI ) ที่ รวบรวมศาสตร์ หลานแขนง คื อ คอมพิวเตอร์ จิตวิทยา ปรัชญา และภาษาศาสตร์ เข้าด้วยกัน
ตัวอย่างชิ้ นงานประเภทนี้ ได้แก่ หุ่ นยนต์ ( robot ) และระบบผูเ้ ชี่ ยวชาญ ( expert system ) ปั จจุบนมี
                                                                                                    ั
ซอฟต์แวร์ ที่ เป็ นระบบผูเ้ ชี่ ยวชาญช่ วยในการวินิจฉัยโรคต่ างๆ การสารวจทรั พ ยากรธรรมชาติ และการ
          ู้ ื
อนุมติให้กยมเงิน
    ั
1.4 ประโยชน์ ทได้ จากเทคโนโลยีสารสนเทศ
              ี่
        ชี วิตความเป็ นอยูในปั จจุบนเกี่ยวข้องกับสารสนเทศต่างๆ มากมาย การอยู่รวมกันเป็ นสังคมทาให้
                          ่        ั
มนุ ษย์ตองสื่ อสารถึ งกัน ต้องติดต่อและทางานหลายสิ่ งหลายอย่างรวมกัน สมองของราต้องจดจาสิ่ งต่างๆ
        ้
ไว้มากมาย ต้องจดจารายชื่ อผูที่เราเกี่ ยวข้องด้วย จดจาข้อมูลต่างๆไว้ใช้ประโยชน์ในภายหลัง สังคมจึ ง
                            ้
ต้องการความเป็ นระบบที่มีรูปแบบชัดเจน เช่น การกาหนดเลขที่บาน ถนน อาเภอ จังหวัด ทาให้สามารถ
                                                          ้
ติดต่อส่ งจดหมายถึงกันได้ ที่อยูจึงเป็ นสารสนเทศอย่างหนึ่งที่ใช้งานกันอยู่
                                ่
         เพื่อให้สารสนเทศที่เกี่ ยวข้องกับมนุ ษย์เป็ นระบบมากขึ้น จึงมรการจัดการสารสนเทศเหล่านั้นใน
ลักษณะเชิงระบบ เช่น ระบบทะเบียนราษฎร์ มีการใช้เลขประจาตัวประชาชนซึ่ งประกอบด้วยเลขรหัส 13
ตัว แต่ละตัวจะมีความหมายเพื่อใช้ในการตรวจสอบ
         การเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลก็ตองมีการลงทะเบียน การสร้างเวชระเบียนระบบเสี ยภาษี
                                             ้
ก็มีการสร้างรหัสประจาตัวผูเ้ สี ยภาษี นอกจากนี้ มีการจดทะเบียนรถยนต์ทะเบียนการค้า ทะเบียนโรงงาน
ฯลฯ
         การใช้สารสนเทศเกี่ ยวข้องกับทุกคน การเรี ยนรู ้ เกี่ ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจึ งมีความจาเป็ น
ปั จจุบนเราซื้ อสิ นค้าด้วยบัตรเครดิต เบิกเงินด้วยบัตรเอทีเอ็ม โอนย้ายข้อมูลในลักษณะอิเล็กทรอนิกส์
       ั
         เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเทคโนโลยีแห่ งศตวรรษนี้ ที่ใช้ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูล
                                                                      ่
จานวนมากได้รับการบันทึกไว้ในสื่ อกลางที่สามารถนากลับมาใช้ได้ เช่ น อยูในแถบบันทึก แผ่นบันทึก
แผ่นซี ดีรอม ดังจะเห็นเอกสารหรื อหนังสื อบรรจุในแผ่นซี ดีรอม ซึ่ งอาจเก็บหนังสื อทั้งตูไว้ในแผ่นซี ดีรอม
                                                                                       ้
เพียงแผ่นเดียว
         การสื่ อสารข้อมูลที่เห็ นเด่นชัดขณะนี้ และมีบทบาทมากอย่างหนึ่ ง คือ ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์
                                                                                     ์
                                                              ้ ั่ ่
หรื อการส่ งข้อความถึงกันผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ กล่าวคือ ผูใช้นงอยูหน้าจอคอมพิวเตอร์ พิมพ์ขอความ
                                                                                              ้
เป็ นจดหมายหรื อ เอกสาร พิ ม พ์เ ลขที่ อ ยู่ ข องไปรษณี ย ์อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ข องผู ้รั บ และส่ ง ผ่ า นเครื อ ข่ า ย
คอมพิวเตอร์ ผูรับก็สามารถเดคอมพิวเตอร์ ของตน เพื่อค้นหาจดหมายได้และสามารถตอบโต้กลับได้ทนที
              ้                                                                        ั
         เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ ยวข้องกับชี วิตประจาวันเป็ นสิ่ งที่ตองเรี ยนรู ้ เป็ นเรื่ องที่รวมไปถึ งการ
                                                                       ้
รวบรวมข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล ข้อมูลที่จดเก็บ จาเป็ นต้อง
                                                                            ั
ตรวจสอบเพื่อความถู กต้อง จัดรู ปแบบเพื่อให้อยู่ในรู ปแบบที่ประมวลผลได้ เช่ น การเก็บนามบัตรของ
เพื่ อนหรื อบุ คคลที่ มี ก ารติ ดต่ อซึ่ ง มี จานวนมาก เราอาจหากล่ องพลาสติ ก มาใส่ นามบัตร มี ก ารจัดเรี ย ง
นามบัตรตามอักษรของชื่อ สร้างดัชนีการเรี ยกค้นเพื่อให้หยิบค้นได้ง่าย แต่เมื่อคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาท
ทาให้มีการเปลี่ ยนแปลงรู ปแบบของการจัดเก็บในลักษณะบัตรมาเป็ นการจัดเก็บข้อมูลไว้ในแผ่นบันทึ ก
โดยมีระบบการจัดเก็บและประมวลผลลักษณะเดียวกับที่กล่าว เมื่อต้องการเพิ่มเติมปรับปรุ งข้อมูลหรื อเรี ยก
ค้นก็นาแผ่นบันทึ กนั้นมาใส่ ในคอมพิวเตอร์ ทาการเรี ยกค้น แล้วแสดงผลบนจอภาพหรื อพิมพ์ออกทาง
เครื่ องพิมพ์
การจัดการข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ทาได้สะดวก คอมพิวเตอร์ จึงเป็ นที่นิยมสาหรับการจัดการข้อมูล
ในยุคปั จจุบน ขณะเดียวกันคอมพิวเตอร์ มีราคาลดลงและมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น จึงเชื่ อแน่ ว่าบทบาท
            ั
ของการจัดการข้อมูลในชีวตประจาวันจะเพิ่มมากขึ้นต่อไป
                       ิ
         โครงสร้างและรู ปแบบของข้อมูลที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เป็ นโครงสร้างที่จะต้องมีรูปแบบ
ชัดเจนและแน่ นอน การจัดการข้อมูลจึงต้องมีการกาหนดกฎเกณฑ์เฉพาะ เช่น การกาหนดรหัสเพื่อใช้ใน
การจาแนกข้อมูล รหัสจึงมีความสาคัญ เพราะคอมพิวเตอร์ สามารถจาแนกข้อมูลด้วยรหัสได้ง่าย ลองนึ กดู
ว่าหากมีขอมูลจานวนมากแล้วให้คอมพิวเตอร์ คนหาโดยค้นหาตั้งแต่หน้าแรกเป็ นต้นไป การดาเนิ นการ
         ้                               ้
เช่นนี้ กว่าจะค้นพบอาจไม่ทนต่อความต้องการการดาเนิ นการเกี่ยวกับข้อมูลจึงต้องมีการกาหนดรหัส เช่น
                          ั
เลขประจาตัวประชาชน รหัสเลขทะเบียนคนไข้ ทะเบียนรถยนต์ เลขประจาตัวนั กเรี ยน เป็ นต้น การ
จัดการในลักษณะนี้จึงต้องมีการสร้างระบบเพื่อความเหมาะสมกับการทางานของคอมพิวเตอร์ เป็ นสาคัญ
         นอกจากเรื่ องความเร็ วและความแม่ น ย าของการประมวลผลจ้อมู ล ด้วยคอมพิ วเตอร์ แล้ว การ
คัดลอกและการแจกจ่ายข้อมูลไปยังผูใช้ก็ทาได้สะดวก เนื่ องจากข้อมูลที่ เก็บในรู ปแบบอิ เล็กทรอนิ กส์
                                ้
สามารถเปลี่ยนถ่ายระหว่างตัวกลางได้ง่าย เช่น การทาสาเนาข้อมูลระหว่าง แผ่นบันทึกข้อมูลสามารถทา
เสร็ จได้ในเวลารวดเร็ ว
         ด้วยความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมในยุคของสารสนเทศการปรับตัวของสังคม
จึ ง เกิ ดขึ้ น ประเทศที่ เจริ ญแล้วประชากรส่ ว นใหญ่ จะอยู่ก ับ เครื่ อ งจัก รเครื่ อ งมื อต่ า งๆ ที่ เกี่ ย วข้อ งกับ
                                                                      ่ ้
สารสนเทศ มีเครื อข่ายการให้บริ การใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายอย่างขณะที่เราอยูบาน อาจใช้โทรศัพท์ติดต่อ
เครื อข่ ายอิ นเทอร์ เน็ ต ( internet ) เพื่ อขอเรี ยกดู ราคาสิ นค้า ขอดู ข่ า วเกี่ ยวกับ ดิ นฟ้ าอากาศ ข่า วความ
เคลื่ อนไหวเกี่ ย วกับ การเมื อง อัตราแลกเปลี่ ย นเงิ นตรา นอกจากนี้ ยง มี ระบบการสั่ง ซื้ อสิ นค้า ผ่านทาง
                                                                      ั
เครื อ ข่ า ยคอมพิ ว เตอร์ แม่ บ ้า นใช้ค อมพิ วเตอร์ ส่ วนตัว ที่ บ ้า นต่ อ เชื่ อ มผ่า นเครื อ ข่ า ยสายโทรศัพ ท์ไ ปยัง
ห้างสรรพสิ นค้า เพื่อเปิ ดดูรายการสิ นค้าและราคา ซึ่ งสามารถสั่งซื้ อได้เมื่อต้องการ
         บทบาทของเทคโนโลยีส ารสนเทศที่ กาลังเปลี่ ย นแปลงสังคมนี้ เอง ผลักดันให้เราต้องศึ กษาหา
ความรู ้ เ พื่ อ ปรั บ ตัว ให้ เ ข้า กับ สั ง คมได้ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก ารได้เ พิ่ ม เติ ม หลัก สู ต รเกี่ ย วกับ เทคโนโลยี
สารสนเทศเข้า ไปในหลัก สู ต รการเรี ย นการสอน โดยมุ่ ง เน้น ให้ เ ยาวชนของชาติ ไ ด้มี โ อกาสเรี ย นรู ้
เทคโนโลยี เ หล่ า นี้ หากไม่ หาทางปรั บ ตัว เข้า กับ เทคโนโลยี แ ละเรี ย นรู ้ ใ ห้ เ ข้า ใจ เพื่ อ ให้มี ก ารพัฒ นา
สังคมไทยได้อย่างเหมาะสม เราจะเป็ นเพียงผูใช้ที่ตองเสี ยเงินตราให้ต่างประเทศอีกมากมาย
                                         ้      ้
1.5 เทคโนโลยีกบแนวโน้ มโลก
              ั
เทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็ นสังคมสารสนเทศ สภาพ
ของสังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงมาแล้วสองครั้ง จากสังคมความเป็ นอยูแบบเร่ ร่อนมาเป็ นสังคมเกษตรที่รู้จก
                                                            ่                                  ั
การเพาะปลูกและสร้างผลิตผลทางเกษตรทาให้มีการสร้างบ้านเรื อนเป็ นหลักแหล่ง ต่อมามีความจาเป็ นต้อง
ผลิตสิ นค้าให้ได้ปริ มาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหันมาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทาให้สภาพความเป็ นอยู่
ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาเป็ นสังคมเมือง มีการรวมกลุ่มอยูอาศัยเป็ นเมือง มีอุตสาหกรรมเป็ นฐานการผลิต
                                                      ่
สังคมอุ ตสาหกรรมได้ดาเนิ นมาจนถึ งปั จจุ บน และกาลังจะเปลี่ ยนแปลงเข้าสู่ สังคมสารสนเทศปั จจุบน
                                          ั                                                   ั
คอมพิวเตอร์ และระบบสื่ อสารมีบทบาทมากขึ้น มีการใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์ เน็ตเชื่ อมโยง
                                                                   ่
การทางานต่างๆ การดาเนินธุ รกิจใช้สารสนเทศอย่างกว้างขวาง เกิดคาใหม่วา ไซเบอร์ สเปซ ( cyberspace
) มีการดาเนิ นกิจกรรมต่างๆ ในไซเบอร์ สเปซ เช่น การพูดคุย การซื้ อสิ นค้าและบริ การ การทางานผ่าน
ทางเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทาให้เกิดสภาพที่เสมือนจริ งมากมาย เช่น ห้องสมุดเสมือนจริ ง ห้องเรี ยนเสมือน
จริ ง ที่ทางานเสมือนจริ ง ฯลฯ
        เทคโนโลยีส ารสนเทศ เป็ นเทคโนโลยีแ บบสุ น ทรี ย สัม ผัส และตอบสนองจามความต้อ งการ
ปั จจุบนการใช้เทคโนโลยีเป็ นแบบบังคับ เช่น การดูโทรทัศน์ การฟั งวิทยุ เมื่อเราเปิ ดเครื่ องรับโทรทัศน์
       ั
เราไม่สามารถเลื อกตามความต้องการได้ ถ้าสถานี ส่งสัญญาณใดมาเราก็จะต้องชมตามตารางเวลาที่สถานี
กาหนด หากผิดเวลาก็ทาให้พลาดรายการที่สนใจไปและหากไม่พอใจรายการก็ทาได้เพียงเลือกสถานี ใหม่
แนวโน้มจากนี้ ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรี ยกว่า ออนดีมานด์ ( on demand ) เราจะมีทีวีออนดี
มานด์ ( TV on demand ) เช่น เมื่อต้องการชมภาพยนตร์ เรื่ องใดก็เลือกชม และดูได้ต้ งแต่ตนรายการ
                                                                                 ั    ้
การศึกษาออนดีมานด์ ( education on demand ) คือสามารถเลือกเรี ยนตามต้องการได้ การตอบสนองตาม
                                                               ้
ความต้องการเป็ นหนทางที่เป็ นไปได้ เพราะเทคโนโลยี มีพฒนาการที่กาวหน้าจนสามารถนาระบบสื่ อสาร
                                                     ั
มาตอบสนองตามความต้องการของมนุษย์ได้
        เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดสภาพการทางานแบบทึกสถานที่และทุกเวลา เมื่อการสื่ อสารแบบ
สองทางก้าวหน้าแพร่ หลายขึ้ น การโต้ตอบผ่านเครื อข่ายทาให้เสมื อนมี กฏิ สั มพันธ์ ได้จริ ง เรามี ระบบ
ประชุมทางวีดิทศน์ ระบบประชุ มบนเครื อข่าย มีระบบการศึกษาบนเครื อข่าย มีระบบการค้าบนเครื อข่าย
              ั
ลักษณะของการดาเนิ นธุ รกิ จเหล่านี้ ทาให้ขยายขอบเขตการทางาน หรื อดาเนิ นกิ จกรรมไปทุกหนทุกแห่ ง
และดาเนิ นการได้ตลอด 24 ชัวโมง เช่ น ระบบเอที เอ็ม ท าให้มีก ารเบิ ก จ่ายได้เกื อบตลอดเวลา และ
                          ่
             ั ้                      ้              ้
กระจายไปใกล้ตวผูรับบริ การมากขึ้น แต่ดวยเทคโนโลยีที่กาวหน้ายิ่งขึ้น การบริ การจะกระจายมากยิ่งขึ้น
จนถึ งที่บานและในอนาคตสังคมการทางานจะกระจายจนงานบางงานอาจนังทาที่บานหรื อที่ใดก็ได้ และ
          ้                                                ่      ้
เวลาใดก็ได้
เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้ระบบเศรษฐกิ จเปลี่ยนจากระบบแห่ งชาติไปเป็ นเศรษฐกิ จโลกความ
เกี่ยวโยงของเครื อข่ายสารสนเทศทาให้เกิ ดสารสนเทศทาให้เกิดสังคมโลกาภิวฒน์ ( globalization) ระบบ
                                                                     ั
เศรษฐกิ จซึ่ งแต่เดิ มมี ขอบเขตจากัดภายในประเทศ ก็กระจายเป็ นเศรษฐกิ จโลก ทัวโลกจะมี กระแสการ
                                                                            ่
หมุนเวียนแลกเปลี่ยนสิ นค้าและบริ การอย่างกว้างขวางและรวดเร็ ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออานวย
ให้การดาเนิ นการมี ขอบเขตกว้า งขวางมากยิ่งขึ้ น ระบบเศรษฐกิ จของโลกจึ ง ผูกพันกับทุ กประเทศและ
เชื่อมโยงกันแนบแน่นขึ้น
        เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้องค์กรมีลกษณะผูกพัน หน่ วยงานภายในเป็ นแบบเครื อข่ายมากขึ้ น
                                       ั
แต่เดิมการจัดองค์กรมีการวางเป็ นลาดับขั้น มีสายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่เมื่อการสื่ อสารแบบ
สองทางและการกระจายข่าวสารดีข้ ึนมีการใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในองค์กรผูกพันกันเป็ นกลุ่มงาน มีการ
เพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององค์กรจึงปรับเปลี่ยนจากเดิม และมี
แนวโน้มที่จะสร้างองค์กรเป็ นเครื อข่ายที่มีลกษณะการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุ รกิ จจะมี
                                            ั
ขนาดเล็กลงและเชื่ อมโยงกับกับหน่วยธุ รกิ จอื่นเป็ นเครื อข่าย สถานภาพขององค์กรจึงต้องแปรเปลี่ ยนไป
ตามกระแสของเทคโนโลยี เพราะการด าเนิ นธุ ร กิ จต้อ งใช้ร ะบบสื่ อ สารที่ มี ค วามรวดเร็ ว เท่ า กับ แสง
ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ ว
        เทคโนโลยีสารสนเทศก่ อให้เกิ ดการวางแผนการดาเนิ นการระยะยาวขึ้ น อี กทั้งยังทาให้วิถีการ
ตัดสิ นใจ หรื อเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น แต่เดิ มการตัดสิ นปั ญหาอาจมีหนทางให้เลื อกได้น้อย เช่น มี
คาตอบเพียง ใช่ หรื อ ไม่ใช่ แต่ดวยข้อมูลข่าวสารที่ สนับสนุ นการตัดสิ นใจ ทาให้วิถีความคิ ดในการ
                                ้
ตัดสิ นปั ญหาเปลี่ยนไป ผูตดสิ นใจมีทางเลือกได้มากขึ้น มีความละเอียดอ่อนในการตัดสิ นปั ญหาได้ดีข้ ึน
                         ้ั
        เทคโนโลยี ส ารสนเทศ เป็ นเทคโนโลยี เ ดี ย วที่ มี บ ทบาทในทุ ก วงการ ดัง นั้น จึ ง มี ผ ลต่ อ การ
เปลี่ ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิ จ และการเมืองได้อย่างมาก ลองนึ กดู ว่าขณะนี้ เราสามารถชมข่าว ชม
รายการโทรทัศน์ท่ีส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่างๆ ได้ทวโลก เราสามารถรับรู ้ข่าวสารได้ทนที
                                                         ั่                              ั
เราใช้เครื อข่า ยอิ นเทอร์ เน็ ตในการสื่ อสารระหว่า งกัน และติ ดต่ อกับ คนได้ท วโลก จึ ง เป็ นที่ แน่ ชัดว่า
                                                                               ั่
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจึงมีลกษณะเป็ นสังคมโลกมาก
                                                                 ั
ขึ้น
1.6 ระบบสารสนเทศ
        จากความสาคัญของสารสนเทศ และการหาหนทางที่จะใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศ ใน
พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทยได้ประกาศอย่างเป็ นทางการให้เป็ นปี แห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย รัฐบาลได้เห็น
ความสาคัญของระบบข้อมู ลที่มี เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่ อสารเป็ นตัวนา และจะมี
บทบาทสาคัญในการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด ทั้ง
ในด้า นทรั พ ยากรมนุ ษ ย์ วัส ดุ อุ ป กรณ์ และเวลา รั ฐ บาลได้ล งทุ น ให้ ก ับ โครงดารพื้ น ฐานทางด้า น
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นจานวนมาก เช่น การขยายระบบโทรศัพท์ การขยายเครื อข่ายสื่ อสาร การสร้าง
ระบบฐานข้อมูล ทะเบียนราษฎร์ การสร้างระบบการจัดเก็บ๓ษีและระบบศุลกากรด้วยคอมพิวเตอร์
        ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสาคัญเรื่ องเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายประเทศทัวโลกก็
                                                                                        ่
ให้ความสาคัญเช่นกัน แต่ละประเทศได้ลงทุนทางด้านนี้ เป็ นจานวนมาก ทั้งนี้ เพราะข้อมูลเป็ นกลไกสาคัญ
ในเชิงรุ ก เพื่อพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ อีกทั้งยังเพิ่มคุณภาพชี วิต กระจายความ
เจริ ญสู่ ชนบท และสร้างความเสมอภาคในสังคม
        สั ง คมความเป็ นอยู่แ ละการท างานของมนุ ษ ย์มี ก ารรวมกลุ่ ม เป็ นประเทศ การจัด องค์ก รเป็ น
หน่วยงานของรัฐบาลและเอกชน และภายในองค์กรก็มีการแบ่งย่อยลงเป็ นกลุ่ม เป็ นแผนกเป็ นหน่ วยงาน
ภายในหน่วยงานย่อยก็มีระดับบุคคล
        เมื่อพิจารณาระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องในองค์กรพอที่จะแย่งการจัดการสารสนเทศขององค์กรได้
ตามจานวนคนที่เกี่ยวข้อง ตามรู ปแบบการรวมกลุ่มขององค์กรได้ 3 ระดับ คือ ระบบสารสนเทศระดับ
บุคคล ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม และระบบสารสนเทศระดับองค์กร
      1.6.1 ระบบสารสนเทศระดับบุคคล
        ระบบสารสนเทศระดับบุคคล คื อระบบที่ เสริ มประสิ ทธิ ภาพและเพิ่มผลงานให้แต่ละบุ คคลใน
หน้าที่ ที่รับผิดชอบ ปั จจุ บนคอมพิวเตอร์ ส่วนบุ คคลมี ขนาดเล็กลง ราคาถู ก แต่มีความสามารถในการ
                             ั
ประมวลด้วยความเร็ วสู งขึ้น ประกอบกับมีโปรแกรมสาเร็ จที่ทาให้ผูใช้สามารถใช้งานได้ง่าย กว้างขวาง
                                                               ้
และคุ มค่ามากขึ้น เช่ น ซอฟต์แวร์ ประมวลคา ( word processor ) ซอฟต์แวร์ นาเสนอ ( presentation )
      ้
ซอฟต์แวร์กราฟิ ก ( graphic ) ซอฟต์แวร์ การทาสิ่ งพิมพ์ ( desktop publishing ) ซอฟต์แวร์ ตารางทางาน (
spread sheet ) ซอฟต์แวร์ จดการฐานข้อมูล ( database management ) และซอฟต์แวร์ บริ หารโครงงาน (
                          ั
project management ) เป็ นต้น และชุดโปรแกรมที่ได้รับความนิยมในปัจจุบน เป็ นโปรแกรมที่ได้รวบรวม
                                                                    ั
ซอฟต์แวร์ ประมวลคาซอฟต์แวร์ นาเสนอ ซอฟต์แวร์ ตารางทางาน ซอฟต์แวร์ จดการฐานข้อมูล รวมเป็ น
                                                                   ั
ชุดเข้าไว้ดวยกัน
           ้
        ข้อมูลที่ช่วยให้การทางานของบุคลากรดี ข้ ึนนั้น ต้องขึ้นอยู่กบหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคนต่าง
                                                                    ั
ไป ตัวอย่างเช่น พนักงายขายควรมีขอมูลเกี่ยวกับลูกค้าเป็ นอย่างดีซ่ ึ งจะทาให้การติดต่อซื้ อขายได้ผลดีเลิศ
                                ้
บริ ษทควรมีการเตรี ยมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไว้ให้พนักงานขายได้ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่ อ ที่
     ั
อยู่ และความสนใจในตัวสิ นค้า หรื อข้อมูลอื่นๆ ที่จะสนับสุ นนการขาย พร้อมกับระบบที่จะช่วยพนักงาน
แต่ละคนในการเรี ยกค้นหาข้อมูลตามเงื่อนไขเพื่อวางแผน จัดการ และควบคุมการทางานของตัวเองได้
เช่น ระบบวิเคราะห์ขอมูลการขาย เป็ นต้น
                   ้
      1.6.2 ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม
         ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม คือระบบสารสนเทศที่ช่วยเสริ มการทางานของกลุ่มบุคคลที่มีเป้ าหมาย
การทางานร่ วมกันให้มีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น
         ตัวอย่างของการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อสนับ สนุ นงานของแผนก ค าว่าการท างานเป็ นกลุ่ ม (
workgroup) ในที่ น้ ี หมายถึ ง กลุ่ ม บุ ค คล 2 คนขึ้ น ไปที่ ร่ ว มกัน ท างานเพื่ อ ให้ บ รรลุ เ ป้ าหมายเดี ย วกัน
โดยทัวไปบุคลากรในกลุ่มเดี ยวกันจะรู ้จกกันและทางานร่ วมกัน เป้ าหมายหลักของการทางานร่ วมกันเป็ น
     ่                                ั
กลุ่ ม คื อ การเตรี ย มสภาวะแวดล้อ มที่ จ ะอ านวยประโยชน์ ใ นการท างานร่ ว มกัน เป็ นกลุ่ ม ได้อ ย่ า งมี
ประสิ ท ธิ ภ าพ และช่ ว ยเหลื อ เกื้ อ กู ล ซึ่ งกัน ละกัน โดยท าให้ เ ป้ าหมายของธุ ร กิ จ ด าเนิ น ไปได้อ ย่า งมี
ประสิ ทธิผล
         แนวทางหลักก็คือการทาให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่ วมกัน โดยเฉพาะข้อมูลและอุปกรณ์เทคโนโลยี
พื้นฐาน การนาเอาคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลมาเชื่อมต่อด้วยเครื อข่ายท้องถิ่นหรื อเครื อข่ายแลน ( Local Area
Network : LAN ) ทาให้มีการเชื่ อมโยงและใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ร่วมกัน เช่น เครื่ องพิมพ์ขอมูลที่
                                                                                            ้
ใช้ร่วมกันในแผนกจะบรรจุไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีหน้าที่ควบคุมการจัดเก็บแฟ้ มข้อมูลกลางที่เรี ยกว่า
เครื่ องบริ การแฟ้ ม ( file    server ) ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลกลางนี้ โดยผูใช้คนใดคนหนึ่ ง ผูใช้คนอื่นอยู่บน
                                                                        ้                 ้
เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ก็จะได้รับข้อมูลที่ผานการแก้ไขแล้วนั้นเช่นกัน
                                          ่
         การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ ในลักษณะของการทางานเป็ นกลุ่ม สามารถใช้กบงานต่างๆได้
                                                                              ั
ตัวอย่างเช่น ระบบบริ การลูกค้า หรื อการเสนอขายสิ นค้าผ่านทางสื่ อโทรศัพท์พนักงานในทีมงานอาจจะมี
   ่
อยูหลายคนและใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในการเก็บข้อมูลกลางของลูกค้าร่ วมกัน กล่าวคือมีขอมูลเพียงชุ ด
                                                                                     ้
เดี ยวที่พนักงานทุ กคนจะเข้าถึ งได้ ถ้ามี การเปลี่ ยนแปลงหรื อเพิ่มเติม พนักงานในกลุ่ม จะต้องรับรู ้ ดวย
                                                                                                      ้
เช่น ลูกค้าโทรศัพท์มาถามคาถามหรื อขอคาปรึ กษาเกี่ยวกับสิ นค้า พนักงานอาจจะช่วยเตือนความจาเมื่อถึง
เวลาต้องโทรศัพท์กลับไปหาลูกค้า แม้พนักงานที่รับโทรศัพท์ครั้งที่แล้วจะไม่อยู่ แต่พนักงานที่ทางานอยู่
สามารถเรี ย กข้อมู ล จากคอมพิ ว เตอร์ แล้ว โทรกลับ ตามนัดหมาย ท าให้ธุ รกิ จ ดาเนิ นต่ อไปได้โ ดยไม่
หยุดชะงัก เป็ นต้น อันนี้จะเป็ นการเพิมคุณภาพการบริ การ หรื อเป็ นกลยุทธ์ที่ช่วยทางด้านการขาย
                                      ่
         ระบบสารสนเทศของกลุ่มหรื อแผนกยังมีแนวทางอื่นๆ ในการสนับสนุ นการบริ หารงานและการ
ปฏิบติงาน เช่น การสื่ อสารด้วยระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ การประชุ มผ่านเครื อข่าย ซึ่ งอาจจะประชุ ม
    ั                                     ์
ปรึ กษาหารื อกันได้โดยอยูต่างสถานที่กน การจัดทาระบบแผงข่าว ( Bulletin Board System : BBs ) ของ
                         ่           ั
แผนก การประชุ มทางไกล การทาตารางทางานของกลุ่ มระบบสนับสนุ นการตัดสิ นใจของกลุ่ ม ระบบ
จัดการฐานข้อมูล ระบบการไหลเวียนอัตโนมัติของเอกสาร ระบบการจัดการเก็บข้อความ ระบบการจัด
ตารางเวลาของกลุ่ม ระบบการบริ หารโครงการของกลุ่ม ระบบการใช้แฟ้ มข้อความร่ วมกันของกลุ่ม และ
ระบบประมวลผลภาพเอกสาร เป็ นต้น
      1.6.3 ระบบสารสนเทศระดับองค์ กร
         ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดาเนินงานขององค์กรภาพรวม
ระบบในลักษณะนี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบติงานร่ วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ขอมูลที่เกี่ยวข้องร่ วมกัน
                                     ั                                 ้
ด้วยวิธีส่งผ่านถึงกันจากแผนกหนึ่งข้ามข้ามไปอีกแผนกหนึ่ งระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้ สามารถสนับสนุ น
ในระดับผูปฏิบติการและสนับสนุนการตัดสิ นใจ เนื่ องจากสามารถให้ขอมูลจากแผนกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมา
         ้ ั                                                  ้
ประกอบการจัดสิ นใจโดยอาจนาข้อมูลมาแสดงในรู ปแบบสรุ ป หรื อในแบบฟอร์ มที่ตองการ บ่อยครั้งที่
                                                                         ้
การบริ หารงานในระดับสู งจาเป็ นต้องใช้ขอมูลร่ วมกันจากหลายแผนกเพื่อประกอบการตัดสิ นใจ
                                       ้
                                                  ั
         ระบบการประสานงานเพื่อการสร้ า งรายได้ให้กบธุ รกิ จลู กค้า ตัวอย่า งระบบสารสนเทศระดับ
องค์กรในธุ รกิจที่เกี่ยวข้องกับการขายสิ นค้า โดยมีฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรหลายฝ่ าย เช่น ฝ่ ายการ
ขาย ฝ่ ายสิ นค้า คงคลัง ฝ่ ายพัส ดุ และฝ่ ายการเงิ น แต่ ละฝ่ ายอาจจะมี ระบบข้อมู ลหรื อคอมพิ วเตอร์ ที่
สนับสนุนการปฏิบติการและยังมีระบบการสื่ อสารหรื อเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อการเชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์
               ั
ระหว่างฝ่ ายได้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลไปตามสายการเชื่อมโยง เนื่องจากจุดประสงค์ของการทา
                             ั
ธุ รกิจก็เพื่อสร้างผลกาไรให้กบบริ ษท ถ้ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฝ่ ายอย่างมีประสิ ทธิ ภาพแล้ว ย่อม
                                   ั
ทาให้เกิ ดการขายสิ นค้า และการตามเก็บเงิ นได้อย่างรวดเร็ ว เช่ น ทันที ฝ่ายการขายตกลงขายสิ นค้ากับ
ลูกค้า จะมีการป้ อนข้อมูลการขายสิ นค้าลงในระบบคอมพิวเตอร์ ฝ่ ายอื่นที่เกี่ยวข้องจะได้รับข้อมูลการขาย
นี้ และสามารถปฏิบติหน้าที่ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่องทันที เช่น ฝ่ ายสิ นค้าคงคลังจัดตรวจสอบและเตรี ยม
                 ั
ใบเบิ ก สิ น ค้า เพื่ อ ส่ ง ให้ ฝ่ ายพัส ดุ ไ ด้ท ัน ที ฝ่ ายการเงิ น ตรวจสอบความถู ก ต้อ งของการขายสิ น ค้า แล้ว
ดาเนินการทาใบส่ งสิ นค้า และดูแลเรื่ องระบบลูกหนี้ โดยอัตโนมัติ และสุ ดท้ายฝ่ ายพัสดุดาเนิ นการทาใบส่ ง
สิ นค้า และดู แลเรื่ องระบบลู กหนี้ โดยอัตโนมัติ และสุ ดท้ายฝ่ ายพัสดุ ดาเนิ นการจัดส่ งสิ นค้าไปให้ลูกค้า
แล้วก็จะดาเนินดารติดตามการค้างชาระจากลูกหนี้ต่อไป
         หัวใจสาคัญของระบบสารสนเทศในระดับองค์กร คือ ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ภายในองค์กรที่
จะต้องเชื่ อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ ของแต่ละแผนกเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการใช้ขอมูลร่ วมกัน นอกจากนี้
                                                                           ้
ยัง สามารถใช้ ท รั พ ยากรร่ ว มกัน ได้ด้ว ย ในเชิ ง เทคนิ ค ระบบสารสนเทศระดับ องค์ก รอาจจะมี ร ะบบ
คอมพิวเตอร์ ที่ดูแลแฟ้ มข้อมูล มีการเชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์ หลายระบบเข้าด้วยกันเป็ นเครื อข่าย หรื ออาจจะ
มีเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในระดับกลุ่มอยูแล้ว การเชื่ อโยงเครื อข่ายย่อยเหล่านั้นเข้าด้วยดัน ทาให้กลายเป็ น
                                       ่
เครื อข่ายของเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในกรณี ที่มีจานวนผูใช้ในองค์กรมาก เครื่ องมือพื้นฐานอีกประการหนึ่ ง
                                                      ้
ของระบบข้อมูลก็คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูล ซึ่ งเป็ นโปรแกรมสาคัญในการดูแลระบบฐานข้อมูล
1.7 องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ
         องค์ประกอบของระบบสารสนเทศซึ่ งเป็ นระบบสนับสนุ นการบริ หารงาน การจัดการและการ
ปฏิ บติการของบุคคล ไม่ว่าจะเป็ นระดับบุคคล ดับกลุ่มหรื อระดับองค์กรไม่ใช่ มีเพียงเครื่ องคอมพิวเตอร์
     ั
เท่านั้น แต่ยงมีองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความสาเร็ จของระบบอีกรวมเป็ น 5 องค์ประกอบ ซึ่ งจะ
             ั
ขาดองค์ประกอบใดไม่ได้ คือ ฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล บุคลากร และขั้นตอนการปฏิบติงาน
                                                                               ั
       1.7.1 ฮาร์ ดแวร์
         ฮาร์ ดแวร์ เป็ นองค์ประกอบสาคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบ
ข้าง เช่ น เครื่ องพิ มพ์ เครื่ องกราดตรวจ รวมทั้งอุ ปกรณ์ สื่ อสารสาหรั บเชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้าเป็ น
เครื อข่าย
       1.7.2 ซอฟต์ แวร์
         ซอฟต์แวร์ หรื อโปรแกรมคอมพิ วเตอร์ เป็ นองค์ป ระกอบที่ ส าคัญประการที่ สอง ซึ่ งก็ คื อล าดับ
ขั้นตอนของชุดคาสั่งที่สั่งงานให้ฮาร์ ดแวร์ ทางาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของ
การใช้งาน ในปั จจุบนมีซอฟต์แวร์ ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์ สาเร็ จทาให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ ใน
                   ั
ระดับบุคคลเป็ นไปอย่างกว้างขวางและส่ งเสริ มการทางานของกลุ่มมากขึ้น ส่ วนงานในระดับองค์กร ส่ วน
ใหญ่มกจะมี การพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้างบริ ษทที่ รับพัฒนาซอฟต์แวร์ หรื อโดยนัก
     ั                                                 ั
                  ่
คอมพิวเตอร์ ที่อยูในฝ่ ายคอมพิวเตอร์ ขององค์กร เป็ นต้น
       1.7.3 ข้ อมูล
         ข้อมูลเป็ นองค์ประกอบที่ สาคัญอีกประการหนึ่ งของระบบสารสนเทศ เป็ นตัวชี้ ความสาเร็ จหรื อ
ความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกาเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้องและ
ทันสมัย มีการกลันกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับ
                ่
กลุ่มหรื อระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็ นระบบระเบียบเพื่อการสื บค้นที่รวดเร็ วและ
มีประสิ ทธิภาพ
       1.7.4 บุคลากร
บุคลากรในระดับผูใช้ ผูบริ หาร ผูพฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็ น
                        ้     ้         ้ ั
องค์ประกอบสาคัญในความสาเร็ จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์
มากเท่าใด โอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ ได้เต็มศักยภาพและคุมค่านิ่ งมากขึ้น
                                                                            ้
เท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่ งเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีขีดความสามารถมากขึ้น ทาให้
ผูใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สาหรับระบบ
  ้
สารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนมาก อาจจะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์
โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน
    1.7.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
        ขั้นตอนการปฏิ บติงานที่ชดเจนของผูใช้หรื อของบุคลากรที่เกี่ ยวข้องก็เป็ นเรื่ องสาคัญอีกประการ
                       ั        ั        ้
หนึ่ ง เมื่ อได้พฒนาระบบงานแล้วจาเป็ นต้องปฏิ บติงานตามลาดับ ขั้นตอน ในขณะใช้งานก็จาเป็ นต้อง
                 ั                             ั
                                                  ั
คานึงถึงลาดับขั้นตอนการปฏิบติของคนและความสัมพันธ์กบเครื่ อง ทั้งในกรณี ปกติและกรณี ฉุกเฉิ น เช่น
                           ั
ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบติเมื่อเครื่ องชารุ ดหรื อข้อมูลสู ญหาย และ
                                                     ั
ขั้นตอนการทาสาเนาข้อมูลสารองเพื่อความปลอดภัย เป็ นต้น สิ่ งเหล่านี้ จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรี ยม
และการทาเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชดเจน
                                 ั
1.8 ตัวอย่ างการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ
     1.8.1 ระบบเอทีเอ็ม
        เป็ นระบบที่ อ านวยความสะดวกสบายอย่า งมากให้ แ ก่ ผูใ ช้บ ริ ก ารธนาคาร และเป็ นตัว อย่า ง
                                                            ้
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการนามาใช้เป็ นกลยุทธ์ในการแข่งขันทางธุ รกิจ โดยในปี พ.ศ.2520 เป็ นปี ที่
การใช้เอที เอ็ม เครื่ องแรกของโลก ธนาคารซิ ต้ ี แบงก์ ในเมื องนิ วยอร์ ก เริ่ มให้บ ริ ก ารฝากถอนเงิ นโดย
อัตโนมัติแก่ลูกค้า ซึ่ งสามารถให้บริ การได้ตลอด 24 ชัวโมง รวมวันเสาร์ -อาทิตย์ดวย ในขณะที่ธนาคาร
                                                     ่                         ้
            ั ่
อื่นๆ ที่ต้ งอยูใกล้ๆ บนถนนสานเดียวกันให้บริ การลูกค้าในเวลาปกติเท่านั้น คือ เฉพาะจันทร์ ถึงศุกร์ เวลา
8.00-14.00 น. หลังจากบ่ายสองโมงก็หมดโอกาสได้รับบริ การฝากถอนเงิ นแล้ว เมื่อวิเคราะห์มุมมองใน
                                                  ่
การแข่งขันของธนาคารในการให้บริ การลูกค้า กล่าวได้วา ระบบเอทีเอ็มของธนาคารซิ ต้ ีแบงก์เป็ นบริ การ
ใหม่ที่ทาให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย และคล่องตัวได้ดึงดู ดลูกค้าจากธนาคารอื่ นมาเป็ นลูกค้าของ
ตัวเอง และเพิ่มส่ วนแบ่งการตลาดขึ้นมาเกือบสามเท่าตัวในช่วงเวลาประมาณ 6 เดือน ก่อนทีธนาคารคู่แข่ง
จะหันมาให้บริ การเอทีเอ็มบ้าง
การนาเอาเทคโนโลยีเอทีเอ็มเข้ามาใช้ก่อนเป็ นรายแรก สร้ างความได้เปรี ยบเชิ งธุ รกิ จเหนื อคู่แข่ง
เกิ ดขึ้ นแล้วซ้ า อี ก ในเมื องใหญ่ ท วโลก ไม่ว่า จะเป็ นซิ ดนี ย ์ โตเกี ย ว ปารี ส และรวมทั้ง กรุ งเทพฯด้วย
                                       ั่
กล่าวคือ ธนาคารใดในเมืองเหล่านั้นที่ใช้เทคโนโลยีเอทีเอ็มได้ก่อนและให้บริ การเหนื อกว่า ก็สามารถดึ ง
ส่ วนแบ่งตลาดได้สูงมากเหนื อคู่แข่ง เนื่ องจากได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ มาเป็ นกลยุทธ์การแข่งขันในแง่การ
ปรับปรุ งการบริ การแก่ลูกค้า เช่น ปรากฏการณ์ที่ธนาคารไทยพาณิ ชย์นาระบบคอมพิวเตอร์ แบบเชื่อมตรง
มาบริ การใช้เอทีเอ็ม และประสบความสาเร็ จได้ก่อนจึงมีโอกาสดึงส่ วนแบ่งการตลาดได้สูง
         เทคโนโลยี ที่ อ ยู่เ บื่ อ งกลัง ความส าเร็ จ อยู่เ บื้ อ งหลัง ความส าเร็ จ ของระบบเอที เ อ็ ม ก็ คื อ ระบบ
คอมพิวเตอร์ ที่รวบรวมข้อมูลบัญชีเงินฝากของลูกค้าธนาคารไว้ในฐานข้อมูลกับเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลทา
ให้สามารถเชื่ อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ ออกไปทัวเมื อง ทัวประเทศ หรื อทัวโลกได้ ผูใช้บตรเอที เอ็ม
                                          ่         ่              ่         ้ ั
                                                      ่ ั่
สามารถเบิกเงินจากธนาคารได้จากตูเ้ อทีเอ็มที่ติดตั้งอยูทวไป ทุกครั้งที่ลูกค้าใช้บตรเอทีเอ็มจากตูเ้ อทีเอ็มจะ
                                                                                ั
มีการสื่ อสารข้อมูลไปยังฐานข้อมูลกลางที่สานักงานใหญ่ของธนาคารที่เก็บข้อมูลยอดเงินฝากและรายการ
ฝากถอนเงิ นของลูกค้า ฐานข้อมูลนี้ จึงมี ลกษณะสาคัญที่เรี ยกว่าเป็ นฐานข้อมูลกลาง ในความหมายที่ว่า
                                         ั
ลู กค้ามี บญชี เงิ นฝากธนาคารแห่ ง นั้นๆจะมี ขอมู ลอยู่ที่ ฐานข้อมูลกลางเพี ยงชุ ดเดี ยว และด้วยระบบการ
           ั                                  ้
สื่ อสารข้อมูลในลักษณะเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทาให้เข้าถึงข้อมูลได้จากระยะไกล นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์
ยังช่วยจัดการประมวลผลรายกาสรเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การฝาก การโอน และการถอน ที่เกิดขึ้นโดย
อัตโนมัติ
         เทคโนโลยีฐานข้อมูลกลางทาให้สามารถเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้เพียงชุ ดเดียว ไม่จาเป็ นต้องทาสาเนา
หลายชุ ดสามารถเรี ยกใช้และแก้ไขได้จากระยะไกล และเมื่ อมี การแก้ไขแล้วทุ กคนที่เข้ามาใช้ขอมูลใน
                                                                                        ้
ภายหลัง ก็ จ ะได้รั บ ข้อ มู ล ในภายหลัง ก็ จ ะได้รั บ ข้อ มู ล ที่ ท ันสมัย การประมวลผลอัต โนมัติ ด้ว ยเครื่ อ ง
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่ อสารข้อมูลในระบบเครื อข่ายนี้ เป็ นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความสาคัญ
ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ สามารถนามาประยุกต์ในงานต่างๆ ที่เป็ นประโยชน์ต่อองค์กรและ
ธุ รกิจได้อีกมากมาย
     1.8.2 การลงทะเบียนเรียน
         การลงทะเบียนเรี ยนในมหาวิทยาลัยแห่ งหนึ่ งนักศึกษาแต่ละคนสามารถเลื อกเรี ยนวิชาที่สนใจได้
แต่ตองเป็ นวิชาที่กาหนดไว้ในหลักสู ตร การลงทะเบียนแต่ละวิชามีขอจากัดคือ จานวนนักศึกษาแต่ละห้อง
    ้                                                         ้
มีจานวนจากัด ดังนั้นการลงทะเบี ยนเรี ยนจึงต้องอาศัยข้อมูลจากการประมวลผลแบบเชื่ อมตรง เพื่อให้
                             ั ่ ิ
สามารถตรวจสอบการลงทะเบียนได้ทนทีวามีวชาอะไรเปิ ดสอนบ้าง วิชาใดมีผสมัครเรี ยนเต็มแล้ว ถ้าเต็ม
                                                                 ู้
แล้วสามารถเปลี่ยนกลุ่ม หรื อวิชาอื่นใดแทนได้บาง
                                             ้
ขั้นตอนของการลงทะเบียนเรี ยนของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีดงนี้
                                                                           ั
         1) นักศึกษานารายวิชาที่ตนเองสนใจจะเรี ยน ปรึ กษากับอาจารย์ที่ปรึ กษา เพื่อขอความเห็นชอบ
จากอาจารย์ที่ปรึ กษา จึงนาไปลงทะเบียน
         2) นักศึกษานาเอกสารการลงทะเบียนที่มีลายมือชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา มาพบกับเจ้าหน้าที่
ลงทะเบียนเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนป้ อนข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะทาการตรวจสอบวิชา
ที่ บ ัน ทึ ก แต่ ล ะวิ ช าว่า ติ ด ขัด ข้อ ก าหนดใดหรื อ ไม่ เช่ น มี ผู ้ล งทะเบี ย นวิ ช านั้น เต็ ม แล้ว ไม่ ส ามารถ
ลงทะเบียนได้ ต้องให้นกศึกษาเปลี่ยนกลุ่มเรี ยน หรื อหากต้องการลงทะเบียนวิชาใหม่ ก็ตองกลับไปขอ
                     ั                                                            ้
ความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึ กษาอีกครั้ง
                                     ั                                         ่
         3) โปรแกรมการพิมพ์รายการที่นกศึกษาลงทะเบียนทั้งหมด พร้อมทั้งคิดค่าใช้จายที่นกศึกษาต้อง
                                                                                     ั
จ่ายเป็ นค่าลงทะเบียนเรี ยน
         4) นักศึกษาจ่ายเงินและรับเอกสารใบเสร็ จที่พิมพ์ดวยคอมพิวเตอร์
                                                         ้
         5) เมื่อลงทะเบียนเสร็ จเรี ยบร้อยแล้ว จะมีขอมูลในฐานข้อมูลที่บ่งบอกได้วา แต่ละวิชามีนกศึกษา
                                                    ้                           ่             ั
ผูใดลงทะเบียนเรี ยนบ้าง นักศึกษาลงทะเบียนรวมทั้งสิ้ นกี่คน พร้อมทั้งพิมพ์รายงานการลงทะเบียนเรี ยน
  ้
ของนักศึกษาในแต่ละรายวิชา แจ้งให้อาจารย์ผสอนวิชานั้นๆทราบ
                                         ู้
                                                                               ่
         6) ในกรณี ที่นกศึกษาต้องการเพิ่มหรื อถอนการลงทะเบียนในภายหลัง ซึ่ งอยูในระยะเวลาที่
                       ั
อนุ ญาต นักศึกษาสามารถดาเนิ นการโดยขออนุ ญาตการเพิ่มหรื อถอนจากอาจารย์ที่ปรึ กษาและอาจารย์
ประจาวิช า แล้ว นาเอกสารมาให้เ จ้า หน้า ที่ ป้ อนรหัส วิ ช าที่ เพิ่ ม หรื อถอน โปรมแกรมจะตรวจสอบกับ
ฐานข้อมูล และพิมพ์รายการทางด้านการเงิ น พร้ อมทั้งปรับปรุ งฐานข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ ข้อมูลใน
                                                              ่
ระบบการลงทะเบียนของสถานศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงและทาให้ทนสมัยอยูตลอดเวลา สามารถเรี ยกใช้
                                                      ั
หรื อตรวจสอบข้อมูลได้ทนที ข้อมูลเหล่านี้ จะนาไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาต่างๆ เช่ น การจัด
                      ั
ตารางสอน การจัดห้องสอบ การปรับปรุ งข้อมูลคะแนน รวมถึงการรายงานผลต่างๆ
       1.8.3 การบริการและการทาธุรกรรมบนอินเทอร์ เน็ต
         การเติ บ โตของเครื อข่ายอิ นเทอร์ เน็ ตทาให้มีผูใช้ง านกันอย่างกว้างขวาง เครื อข่า ยอิ นเทอร์ เน็ ต
                                                         ้
เชื่อมโยงถึงกันทัวโลก ทาให้การสื่ อสารระหว่างบนอินเทอร์ เน็ตทาได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ากว่าระบบการ
                 ่
สื่ อ สารแบบอื่ น การสื่ อ สารที่ นิ ย มอิ น เทอร์ เ น็ ต ได้แก่ การรั บ ส่ ง ข้อมู ล ท าการแลกเปลี่ ย น โอนย้า ย
แฟ้ มข้อมูลระหว่างกัน การส่ งอีเมล์ การกระจายทาการในรู ปแบบเว็บเพจ ตลอดจนการโต้ตอบสื่ อสาร
แบบส่ งข้อความและการประยุกต์ในเรื่ องธุ รกิจอีกมากมาย
การประยุกต์ท่ีน่าสนใจบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตอย่างหนึ่ ง คือระบบพาณิ ชย์อิเล็กทรอนิ กส์ หรื ออี
คอมเมิร์ซ ( electronic commerce : e-commerce ) หรื อการค้าขายบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต มีการตั้ง
ร้านค้าบนอินเทอร์ เน็ตจานวนมาก ผูต้ งร้ านค้าใช้เว็บเพจนาเสนอสิ นค้าและบริ การต่างๆ ซึ่ งทาให้ผเู ้ ข้าใช้
                                 ้ ั
บริ การสามารถเข้าถึงไดจากทุกที่ ทุกประเทศ เป็ นการเปิ ดร้านค้าทีมีลูกค้าเข้าเยี่ยมชมจากที่ต่างๆได้ทวมุม
                                                                                                   ั่
โลก ตัวอย่างเช่ น ร้ านหนังสื อหลายแห่ งที่อยู่บนอินเทอร์ เน็ต นาเสนอรายการ และตัวอย่างหนังสื อบน
เครื อข่าย มีหนังสื อที่ ทางร้ านนาเสนอหลายแสนเล่ม มี ระบบข่ายค้นหาหนังสื อเล่ มที่ตองการ และหาก
                                                                                    ้
สนใจติดต่อสั่งซื้ อก็กรอกลงในแบบฟอร์ มการสั่งซื้ อ มีระบบการชาระเงินได้หลายแบบ เช่น ระบบชาระ
เงิ นผ่านบัตรเครดิ ต ระบบการโอนเงิ นผ่านธนาคาร ระบบการนาสิ นค้าส่ งถึ งที่ แล้วจึ งค่อยชาระเงิ นการ
จัดส่ ง สิ นค้า ก็ท าได้รวดเร็ ว มี เครื อข่ า ยการส่ ง สิ นค้า ได้ท วโลกผ่า นทางบริ ษท จัดส่ ง สิ นค้าแบบเร่ งด่ วน
                                                                     ั่               ั
ระบบการค้า ขายบนอิ นเทอร์ เน็ ต จึ ง เติ บ โตและมี ผูนิ ย มเพิ่ ม ขึ้ นอย่า งมาก ทั้ง นี้ เพราะข้อดี คื อ สามารถ
                                                     ้
                 ั
นาเสนอสิ นค้าให้กบลูกค้าได้กว้างขวาง สิ นค้าบางอย่างเป็ นสิ นค้าที่มีมากและราคาถูกในท้องที่หนึ่ งแต่อาจ
เป็ นที่ ตองการในอีกที่ หนึ่ ง เช่ น คนไทยสามารถส่ งปลาทูขายผ่านระบบอี คอมเมิ ร์ซไปยังผูบริ โภคแถบ
          ้                                                                             ้
ประเทศตะวันออกกลาง โดยระบบบรรจุหีบห่ อแช่แข็งขนาดเล็ก ส่ งผ่านบริ ษทจัดส่ งสิ นค้าเร่ งด่วนไปยัง
                                                                   ั
ผูบริ โภคได้ นอกจากนี้ สิ นค้าประเภทหัตถกรรมไทยจานวนมากก็เป็ นที่ ต้องการของต่างประเทศ การ
  ้
นาเสนอสิ นค้าผ่านทางเครื อข่าย จึงเป็ นหนทางของการเปิ ดตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จนในปั จจุบนมีผู ้
                                                                                              ั
ตั้งร้านบนเครื อข่ายมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม
         นอกจากการทาการค้าบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตแล้ว บริ ษท ห้างร้าน และหน่วยงานราชการต่างๆ
                                                             ั
ก็หนมาดาเนิ นกิจการ หรื อให้บริ การทางอินเทอร์ เน็ตมากขึ้น ทาให้ผใช้บริ การสะดวกสบายขึ้น โรงแรม
   ั                                                             ู้
และการท่องเที่ยวเสนอบริ การ และการจองเข้าพักโรงแรมหรื อการซื้ อตัวเครื่ องบินผ่านทางอินเทอร์ เน็ต
                                                                 ๋
                                                                      ่
         กรรมสรรพากรเสนอบริ การให้ผเู้ สี ยภาษียื่นแบบรายการเสี ยภาษีผานทางเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต ทา
ให้ผคนหลายแสนคนที่มีหน้าที่ตองยืนแบบรายการเสี ยภาษีไม่ตองเดินทางไปที่สานักงานสรรพากรพื้นที่ ผู ้
    ู้                      ้ ่                        ้
เสี ยภาษีสามารถยื่นแบบรายการเสี ยภาษีได้จากที่ทางาน หรื อที่บานทาให้ลดปั ญหาเรื่ องการเดินทางและ
                                                             ้
การจราจรได้มาก
         บริ ษทและหน่ วยงานทางธุ รกิ จจานวนมากใช้ระบบการแลกเปลี่ ยนข้อมูลกันทางอิ เล็กทรอนิ กส์
              ั
เช่ น การส่ งใบสั่งซื้ อสิ นค้านี้ รูปแบบอิเล็กทรอนิ กส์ การตรวจสอบรายการสิ นค้าตามห้างร้านค้าปลี กแบบ
ออนไลน์ การโต้ตอบธุ รกรรมต่างๆ ทาให้ลดการใช้กระดาษและทาให้การดาเนิ นดารเป็ นไปด้วยความ
รวดเร็ ว ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม เพิ่มประสิ ทธิ ภาพการดาเนินการ
รัฐบาลมีเป้ าหมายให้ทุกหน่วยราชการดาเนิ นกิจกรรมต่างๆ บนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตเช่นกัน การ
แลกเปลี่ ยนข้อมูลทางานบนเครื อข่ายทาให้เกิ ดการดาเนิ นกิ จกรรมที่ เรี ยกว่า “ อีกอปเวอร์ นเมนต์ ” ( e-
Government ) เช่ น เมื่ อ ประชาชนติ ด ต่ อ กระทรวงต่ า งประเทศเพื่ อ ขอหนัง สื อ เดิ น ทาง กระทรวง
ต่ า งประเทศต้องการตรวจสอบบุ ค คล ก็ ส ามารถเชื่ อมโยงเรี ย กใช้ข ้อมู ล ส าเนาทะเบี ย นบ้า นและบัต ร
ประชาชนได้จากสานักทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทยได้โดยตรงและทันที ทาให้การตรวจสอบ
บุ คคลแม่นยาถู กต้อง โดยประชาชนผูขอใช้บริ การประชาชนมี ความรวดเร็ ว และเป็ นที่ ปรารถนาของ
                                 ้
ประชาชน นอกจากนี้รัฐบาลยังส่ งเสริ มให้หน่วยงานราชการดาเนิ นกิจกรรมต่างๆกับบริ ษท ห้างร้าน เช่น
                                                                                ั
การประมูลซื้ อสิ นค้าผ่านทางอินเทอร์ เน็ตโดยหน่ วยงานรัฐจะเสนอรายการซื้ อสิ นค้าผ่านทางอินเทอร์ เน็ต
และให้บริ ษทผูขายเสนอราคาผ่านทางอินเทอร์ เน็ต ทาให้การประมูลจัดซื้ อของทางราชการมีความรวดเร็ ว
           ั ้
สะดวกและมีความน่าเชื่อถือมากยิงขึ้น
                              ่




แบบฝึ กหัดบทที่ 1
    1. คอมพิวเตอร์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิวติอุสาหกรรมในยุคใดอย่างไร
                                             ั
    2. นักเรี ยนคิดว่าประเทศไทยควรดาเนิ นการอย่างไรเพื่อลดการสู ญเสี ยเงินตราที่ใช้จ่ายกับเทคโนโลยี
        สารสนเทศ
3. กิจวัตรประจาวันของนักเรี ยนเกี่ยวข้องเทคโนโลยีสารสนเทศใดบ้าง ( บอกมาอย่างน้อย 5 ข้อ )
4. จงอธิบายความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
5. การประมวลผลแบบกลุ่มและแบบเชื่อมตรงต่างกันอย่างไร
6. จงบอกความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. การจัดการสารสนเทศแบ่ง ได้กี่ ระดับ แต่ ละระดับ มี อะไรบ้าง มี ข อบข่ายและความสั มพัม ธ์ ก ัน
   อย่างไร
8. องค์ป ระกอบของระบบสารสนเทศที่ ท าให้ร ะบบสารสนเทศประสบความส าเร็ จ มี อ ะไรบ้า ง
   เกี่ยวข้องกันอย่างไร
9. ให้นกเรี ยนเขียนผังแสดงขั้นตอนการลงทะเบียนของนักเรี ยนในโรงเรี ยน
       ั

เทคโนโลยีสารสนเทศ

  • 1.
    เทคโนโลยีสารสนเทศ 1.1 บทบาทความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ การเปลี่ ย นแปลงสั ง คมความเป็ นอยู่ ข องมนุ ษ ย์เ ป็ นไปอย่ า งรวดเร็ ว กล่ า วกัน ว่ า ได้เ กิ ด การ เปลี่ ย นแปลงในลัก ษณะที่ เ รี ย กว่า การปฏิ ว ติ ม าแล้ว สองครั้ ง ครั้ งแรกเกิ ด จากที่ ม นุ ษ ย์รู้ จ ัก ใช้ร ะบบ ั ชลประทานเพื่อการเพาะปลู ก สังคมความเป็ นอยู่ของมนุ ษย์จึงเปลี่ ยนจากการเร่ ร่อนมาเป็ นการตั้งหลัก แหล่งเพื่อทาการเกษตร ต่อมาเมื่อประมาณร้ อยกว่าปี ที่แล้ว ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ เจมส์ วัตต์ ( James Watt ) ประดิษฐ์เครื่ องจักรไอน้ า มนุ ษย์รู้จกนาเอาเครื่ องจักรมาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิต ั และช่วยในการสร้างยานพาหนะเพื่องานคมนาคมขนส่ ง ผลที่ตามมาทาให้เกิดการปฏิวติทางอุตสาหกรรม ั ่ สังคมความเป็ นอยูของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาเป็ นสังคมเมือง การปฏิวติอุตสาหกรรมยุคแรก เริ่ มจากการใช้เครื่ องจักรกลแทนการทางานด้วยมือพลังงานที่ใช้ ั ขับเคลื่อนเครื่ องจักรมาจากพลังงานน้ า พลังงานไอน้ า และเปลี่ยนเป็ นพลังงานจากน้ ามัน มีการขับเคลื่อน เครื่ องยนต์และมอเตอร์ ไฟฟ้ า การปฏิวติอุตสาหกรรมได้เกิ ดขึ้นอีกโดยเปลี่ยนแปลงระบบทางานจากทีละ ั ขั้นตอนมาเป็ นการทางานระบบอัตโนมัติ การทางานเหล่านี้ ล้วนแต่อาศัยระบบควบคุ มด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งสิ้ น มีผกล่าวว่าการปฏิวติครั้งที่สามกาลังจะเกิ ดขึ้น โดยสิ่ งที่เกิดขึ้นใหม่น้ ี ได้แก่ การพัฒนาทางด้าน ู้ ั ความคิด การตัดสิ นใจ โดยอาศัยหลักการของคอมพิวเตอร์ ในอนาคตกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดี ยวอาจทางาน ทั้งหมดโดยอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ ควบคุ ม ทาการควบคุมหุ่ นยนต์คอมพิวเตอร์ และให้หุ่นยนต์ควบคม การทางานของเครื่ องจักรอีกต่อหนึ่ ง ความเจริ ญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมเกือบทุกแขนงมีคอมพิวเตอร์ เข้า มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ระบบการผลิตส่ วนใหญ่ตองใช้คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิ กส์ แทรกเข้ามาเกือบทุก ้ กระบวนการ ตั้งแต่การควบคุม การขนส่ งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการบรรจุหีบห่อ ในระดับประเทศ ประเทศไทยสั่งซื้ อสิ นค้าเทคโนโลยีระดับสู งเป็ นปริ มาณมาก ทาให้ตองซื้ อ ้ เทคนิควิธีการ ตลอดจนเครื่ องมือเครื่ องจักรเข้ามาในปริ มาณมากไปด้วย ขณะเดียวกันเรายังขาดบุคลากรที่ จะพัฒนาเครื่ องจักรเครื่ องมือเหล่านั้นให้มีประสิ ทธิ ภาพ การสู ญเสี ยเงินตราเนื่ องจากสาเหตุน้ ี จึงเกิดขึ้นมิใช่ น้อย หลายโรงงานจึงไม่กล้าใช้เครื่ องจักรที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ เพราะหาบุคลากรในการดาเนิ นการได้ยาก ่ แต่ในระยะหลังค่าจ้างแรงงานสู งขึ้นและการแข่งขันทางธุ รกิจมีมากขึ้น จึงตกอยูในสภาวะจายอมที่ตองนา ้ เครื่ องมือเหล่านั้นเข้ามา เนื่องจากเครื่ องมือดังกล่าวให้ผลผลิตที่ดีกว่าของเดิมและทาให้ราคาต้นทุนการผลิต สิ นค้าต่าลงอีกด้วย
  • 2.
    ในยุค วิกฤตการณพลัง งานหลายประเทศพยายามลดการใช้พ ลังงาน โรงงานพยายามหาทาง ควบคุ มการใช้พลังงาน ให้มีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ดเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายลง จึงนาคอมพิวเตอร์ มาช่วยควบคุ ม เช่ น ควบคุ มการเดิ นเครื่ องให้เหมาะสม ควบคุ มปริ มาณการเผาไหม้ของเครื่ องจักรในกระบวนการผลิ ต ควบคุมการจัดภาระงานให้เหมาะสม รวมถึงการควบคุมสิ่ งแวดล้อมต่างๆด้วย เมื่อคอมพิวเตอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดาเนิ นชี วิตของมนุ ษย์มากขึ้น ก็ไดมีการพัฒนางานทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ และในปั จจุบนเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวตประจาวันของมนุ ษย์ ั ิ มากขึ้น สังเกตได้จากการนาคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลมาใช้ในสานักงาน การจัดทาระบบฐานข้อมูลขนาด ใหญ่ การใช้อุป กรณ์ อานวยความสะดวกที่ ป ระกอบด้วยชิ้ นส่ วนอิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ แสดงว่า เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อการคานวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ ไปทัวทุกแห่ ง เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสาคัญต่อ ่ การแข่งขันด้านธุ รกิจและการขยายตัวของบริ ษท ส่ งผลต่อการให้บริ การขององค์กรและหน่วยงาน และมี ั ผลต่อการประกอบกิจการในแต่ละวัน เทคโนโลยีสารสนเทศเริ่ มใช้งานในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ เอง โดยในปี พ.ศ.2507 มีการนา คอมพิวเตอร์ เช้ามาใช้ในประเทศไทยเป็ นครั้งแรก และในขณะนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่ หลายนัก จะมี เพีย งการใช้โทรศัพท์เพื่ อการติ ดต่อสื่ อสารและนาคอมพิ วเตอร์ ม าช่ วยประมวลผลข้อมูล งานด้า น สารสนเทศอื่นๆ ส่ วยใหญ่ยงคงเป็ นงานภายในสานักงานที่ยงไม่มีอุปกรณ์และเครื่ องมือด้านเทคโนโลยีมา ั ั ช่วยงานเท่าใดนัก เมื่ อมี ก ารประดิ ษ ฐ์คิ ดค้นอุ ป กรณ์ ช่ วยงานสารสนเทศ เช่ น เครื่ องถ่ า ยเอกสาร โทรสาร และ ไมโครคอมพิวเตอร์ อาชีพของประชากรก็ปรับเปลี่ยนมาสู่ งานด้านสารสนเทศมากขึ้นสานักงานเป็ นแหล่งที่ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ ทาบัญชี เงินเดือนและบัญชี รายรับรายจ่าย การติดต่อสื่ อสารภายในและภายนอกโดยใช้โทรศัพท์และโทรสาร การจัดเตรี ยมเอกสารด้วยการใช้เครื่ อง ถ่ายเอกสารและคอมพิวเตอร์ งานด้านสารสนเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ค่อนข้างสดใส เพราะเทคโนโลยีดานนี้ ได้รับการส่ งเสริ ม ้ สนับสนุนอย่างเต็มที่ มีการวิจยและพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ั ่ อยูตลอดเวลา เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบสารสนเทศที่กาลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ คือเทคโนโลยีสื่อ ประสม ( multimedia ) ซึ่ งรวมข้อความ ภาพ เสี ยงและวีดิทศน์เข้ามาผสมกันเทคโนโลยีน้ ี กาลังได้รับการ ั ้ พัฒนา ในอนาคตเทคโนโลยีแบบสื่ อประสมจะช่วยเสริ มและสนับสนุ นด้านสารสนเทศให้กาวหน้าต่อไป เป็ นที่คาดหมายว่าอัตราการเติบโตของผูทางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีมากขึ้น ้
  • 3.
    แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศค่อยๆ กลายมาเป็ นระบบรวมโดยให้คอมพิวเตอร์ ระบบหนึ่ ง ทางานพร้ อมกันได้หลายๆอย่าง นอกจากใช้ประมวลผลข้อมูลด้านบัญชีแล้ว ยังใช้งานจัดเตรี ยมเอกสาร แทนเครื่ องพิมพ์ดีด ใช้รับส่ งข้อความหรื อจดหมายกับคอมพิวเตอร์ ที่อยูห่างไกล ซึ่ งอาจอยูคนละซี กโลกใน ่ ่ ลักษณะที่เรี ยกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( electronic mail หรื อ e-mail ) สาหรับเครื่ องถ่ายเอกสาร นอกจากจะใช้ถ่ายสาเนาเอกสารตามปกติแล้ว อาจเพิมขีดความสามารถให้ใช้งานเป็ นเครื่ องพิมพ์หรื อรับส่ ง ่ โทรสารได้อีกด้วย การพัฒ นาทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศเป็ นไปอย่ า งรวดเร็ ว ทั้ง ด้า นฮาร์ ด แวร์ ( hardware ) ซอฟต์แวร์ ( Software ) ข้อมูล ( data ) และการติ ดต่อสื่ อสาร ( communication ) ผูใ ช้จึงต้องปรับตัว ้ ยอมรับและเรี ยนรู้เทคโนโลยีใหม่ที่เกิ ดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมูลและการติดต่อสื่ อสารซึ่ งเป็ นหัวใจ สาคัญของการดาเนิ นธุ รกิจ หากการดาเนิ นงานธุ รกิจใช้ขอมูลซึ่ งมีการบันทึกใส่ กระดาษและเก็บรวบรวม ้ ใส่ แฟ้ ม การเรี ยกค้นและสรุ ปผลข้อมูลย่อมทาได้ชาและเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าการประมวลผลข้อมูล ้ ด้วยเครื่ องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่ วยให้ทางานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ วและถูกต้องขึ้ น และที่สาคัญช่วยให้สามารถตัดสิ นใจดาเนินงานได้เร็ ว 1.2 ขอบเขตของเทคโนโลยีสารสนเทศ คาว่า เทคโนโลยี ( technology ) หมายถึงการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ความจริ ง เกี่ ยวกับธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม มาทาให้เกิ ดประโยชน์ต่อมวลมนุ ษย์ เทคโนโลยีจึงเป็ นวิธีการในการ สร้างมูลค่าเพิ่มของสิ่ งต่างๆ ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่น ทราย หรื อซิ ลิคอน ( silicon ) เป็ นสารแร่ ที่ พบเห็นทัวไปตามชายหาด หากนามาสกัดด้วยเทคนิ ควิธีการสร้างเป็ นชิ ป ( chip ) จะทาให้สารแร่ ซิลิคอน ่ นั้นมีคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อีกมาก สาหรับสารสนเทศ ( information ) หมายถึง ข้อมูลที่เป็ นเรื่ องเกี่ยวข้องกับความจริ งของ คน สัตว์ สิ่ งของ ทั้งที่เป็ นรู ปธรรมและนามธรรม ที่ได้รับการจัดเก็บรวบรวม ประมวลผลเรี ยกค้น และสื่ อสาร ระหว่างกัน นามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ซึ่ งนักเรี ยนจะได้เรี ยนเพิ่มเติมต่อไป ้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology : IT ) หมายถึ ง การนาวิทยาการที่กาวหน้า ั ทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่ อสารมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กบสารสนเทศ ทาให้สารสนเทศมีประโยชน์และ ใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมถึ งการใช้ เทคโนโลยีดานต่างๆ ในการรวบรวม ้ จัดเก็ บ ใช้ง าน ส่ งต่ อ หรื อสื่ อสารระหว่า งกัน เทคโนโลยีส ารสนเทศเกี่ ย วข้องโดยตรงกับ เครื่ องมื อ เครื่ อ งใช้ใ นการจัด การสารสนเทศ ได้แ ก่ เครื่ องคอมพิ ว เตอร์ แ ละอุ ป กรณ์ ร อบข้า ง ขั้น ตอนวิ ธี ก าร
  • 4.
    ดาเนิ นการซึ่ งเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ เกี่ ยวข้องกับข้อมูล บุ คลากร และกรรมวิธีการดาเนิ นงานเพื่อให้ ข้อมูลเกิดประโยชน์สูงสุ ด เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเทคโนโลยีที่ครอบคลุมเรื่ องเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูล ซึ่ งได้แก่ การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การติ ดต่อสื่ อสารระหว่างกันด้วยความรวดเร็ วการจัดการข้อมูล รวมถึ ง วิธีการที่จะใช้ขอมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด ้ 1.3 ความก้าวหน้ าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ในภาวะสังคมปัจจุบน หลายสิ่ งหลายอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็ นตัวชี้ บอกว่า ประเทศไทยกาลังก้าว ั สู่ ยุค สารสนเทศ ดัง จะเห็ นได้จ ากวงการศึ ก ษาสนใจให้ค วามรู ้ ด้า นคอมพิ วเตอร์ และส่ ง เสริ ม การน า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์งานต่างๆ มากขึ้น การบริ หารธุ รกิจของบริ ษทห้างร้านต่างๆ ตลอดจน ั หน่ วยงานของรัฐบาลและรั ฐวิสาหกิ จมีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อใช้ในองค์กร ด้วยการเก็บข้อมูล ประมวลผลและวิเคราะห์ขอมูล แล้วนาผลลัพธ์มาช่วยในการวางแผนและตัดสิ นใจ ้ ระยะเริ่ มแรกที่มนุ ษย์ได้คิดค้นประดิ ษฐ์คอมพิวเตอร์ ที่มีลกษณะเป็ นเครื่ องคานวณอิเล็กทรอนิ กส์ ั คอมพิวเตอร์ ได้ถูกใช้ทางานด้านการคานวณทางวิทยาศาสตร์ เป็ นส่ วนใหญ่แล้วจึงนามาใช้เก็บรวบรวมและ ประมวลผลข้อมูลทางด้านธุ รกิ จในเวลาต่อมา ระยะแรกนี้ เรี ยกว่าระยะของการประมวลผลข้อมูล ( data processing age ) ข้อมูลที่ได้มาจะต้องผ่านการประมวลผลให้ได้เป็ นสารสนเทศก่อน จึงนาไปใช้ให้เกิ ดประโยชน์ วิธีการประมวลผลข้อมูลจะเริ่ มตังแต่การรวบรวมจัดเก็บข้อมูล เมื่อได้ขอมูลแล้วต้องมีการตรวจสอบความ ่ ้ ถู ก ต้อง แบ่ ง กลุ่ ม จัด ประเภทของข้อมู ล เช่ น ข้อมู ล ตัว อัก ษรซึ่ ง เป็ นชื่ อหรื อ ข้อ ความก็ อาจต้อ งมี ก าร เรี ยงลาดับ และข้อมูลตัวเลขอาจต้องมีการคานวณ จากนั้นจึงทาสรุ ปได้เป็ นสารสนเทศ ถ้าข้อมูลที่นามาประมวลผลมีจานวนมากจนเกินความสามารถของมนุ ษย์ท่ีจะจัดการได้ในเวลาอัน ่ สั้น ก็จะเป็ นจะต้องนาคอมพิวเตอร์ มาช่วยเก็บและประมวลผลเมื่อข้อมูลอยูภายในคอมพิวเตอร์ การแก้ไข หรื อเรี ยกค้นสามารถทาได้สะดวกและรวดเร็ วขณะเดี ยวกันการทาสาเนาและการแจกจ่ายข้อมูล ก็สามารถ ดาเนินการได้ทนที ั งานที่ เกิ ดขึ้ นจากการประมวลผลข้อมูลมักเก็บในลักษณะแฟ้ มข้อมูล ตัวอย่างเช่ น การทาบัญชี เงินเดือนของพนักงานบริ ษท ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานที่เก็บในคอมพิวเตอร์ จะรวมกันเป็ นแฟ้ มข้อมูลที่ ั ประกอบด้วยชื่อพนักงาน เงินเดือน และข้อมูลสาคัญอื่นๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะเรี ยกแฟ้ มเงินเดือนมา ประมวลผลและสรุ ปยอด ขั้นตอนการท างานจะต้องท าพร้ อมกันที เดี ย วทั้ง แฟ้ มข้อมู ล ที่ เรี ย กว่า การ ประมวลผลแบบกลุ่ม ( batch processing )
  • 5.
    แต่เนื่องจากระบบงานที่เกิดขึ้นภายในองค์กรค่อนข้างซับซ้อน เช่น รายได้ของพนักงานที่ได้รับใน แต่ละเดือน อาจไม่ได้มาจากอัตราเงิ นเดือนประจาเท่านั้น แต่อาจมีค่านายหน้าจากการขายสิ นค้าด้วย ใน ั ั ลักษณะนี้แฟ้ มข้อมูลการขาย จะสัมพันธ์กบแฟ้ มข้อมูลเงินเดือน และสัมพันธ์กบแฟ้ มข้อมูลอื่นๆ เช่น ค่า สวัสดิการ การหักเงินเดือนเป็ นค่าใช้จ่ายต่างๆระบบข้อมูลจะกลายเป็ นระบบที่มีแฟ้ มข้อมูลหลายแฟ้ มเชื่ อม ั สัมพันธ์กน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรี ยกแฟ้ มข้อมูลเหล่านั้นมาจัดการให้เป็ นไปตามที่ตองการ ระบบนี่ ้ เรี ยกว่า ระบบฐานข้อมูล ( database system ) การจัดการข้อมูล ที่ เป็ นฐานข้อมูล จะเป็ นระบบสารสนเทศที่ มีประโยชน์ซ่ ึ งนาไปช่ วยงานด้า น ต่างๆ อย่างได้ผล ระบบข้อมูลที่สร้ างเพื่อใช้ในบริ ษทจะเป็ นระบบฐานข้อมูลของกิจกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อ ั แสดงสารสนเทศที่เป็ นจริ งของบริ ษท สามารถนาข้อเท็จจริ งนั้นไปวิเคราะห์และนาผลลัพธ์ไปประกอบการ ั ตัดสิ นใจของผูบริ หาร เพื่อการวางแผนและกาหนดนโยบายการจัดการต่างๆ ้ ในปั จจุบนการนาคอมพิวเตอร์ ไปใช้งานของประเทศต่างๆ ทัวโลก อยู่ท่ีการใช้สารสนเทศเป็ น ั ่ ส่ วนใหญ่ แนวโน้มขงระบบการจัดการข้อมูลของยุคนี้ เริ่ มจากเปลี่ยนระบบงานการประมวลผลแบบกลุ่ม มาเป็ นระบบตอบสนองทันที ที่เรี ยกว่า การประมวลผลแบบกลุ่มมาเป็ นระบบตอบสนองทันที ที่เรี ยกว่า การประมวลผลแบบเชื่ อมตรง ( online processing ) เช่ น การฝากถอนเงิ นของธนาคารต่างๆ ผ่าน เครื่ องรับ-จ่ายเงินอัตโนมัติ หรื อระบบเอทีเอ็ม ( Automatic Teller Machine : ATM ) ขณะที่ ป ระเทศต่ า งๆ ยัง อยู่ ใ นยุ ค ของการประมวลผลสารสนเทศ ในบางประเทศ เช่ น สหรัฐอเมริ กา และญี่ปุ่น ได้พฒนาเข้าสู่ การประมวลผลฐานความรู ้ ( knowledge-base processing ) โดย ั ให้คอมพิวเตอร์ ใช้ง่าย รู ้จกตอบสนองกับผูใช้ และสามารถแก้ปัญหาที่ตองอาศัยการตัดสิ นใจระดับสู ง ด้วย ั ้ ้ การเก็บสะสมฐานความรู ้ไว้ในคอมพิวเตอร์ และมีโครงสร้างการให้เหตุผล เพื่อนาความรู ้มาช่วยแก้ปัญหา ที่สลับซับซ้อน การประมวลผลฐานความรู้เป็ นการประยุกต์หลักวิชาด้านปั ญญาประดิษฐ์ ( Artificial Intelligence : AI ) ที่ รวบรวมศาสตร์ หลานแขนง คื อ คอมพิวเตอร์ จิตวิทยา ปรัชญา และภาษาศาสตร์ เข้าด้วยกัน ตัวอย่างชิ้ นงานประเภทนี้ ได้แก่ หุ่ นยนต์ ( robot ) และระบบผูเ้ ชี่ ยวชาญ ( expert system ) ปั จจุบนมี ั ซอฟต์แวร์ ที่ เป็ นระบบผูเ้ ชี่ ยวชาญช่ วยในการวินิจฉัยโรคต่ างๆ การสารวจทรั พ ยากรธรรมชาติ และการ ู้ ื อนุมติให้กยมเงิน ั 1.4 ประโยชน์ ทได้ จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ี่ ชี วิตความเป็ นอยูในปั จจุบนเกี่ยวข้องกับสารสนเทศต่างๆ มากมาย การอยู่รวมกันเป็ นสังคมทาให้ ่ ั มนุ ษย์ตองสื่ อสารถึ งกัน ต้องติดต่อและทางานหลายสิ่ งหลายอย่างรวมกัน สมองของราต้องจดจาสิ่ งต่างๆ ้
  • 6.
    ไว้มากมาย ต้องจดจารายชื่ อผูที่เราเกี่ยวข้องด้วย จดจาข้อมูลต่างๆไว้ใช้ประโยชน์ในภายหลัง สังคมจึ ง ้ ต้องการความเป็ นระบบที่มีรูปแบบชัดเจน เช่น การกาหนดเลขที่บาน ถนน อาเภอ จังหวัด ทาให้สามารถ ้ ติดต่อส่ งจดหมายถึงกันได้ ที่อยูจึงเป็ นสารสนเทศอย่างหนึ่งที่ใช้งานกันอยู่ ่ เพื่อให้สารสนเทศที่เกี่ ยวข้องกับมนุ ษย์เป็ นระบบมากขึ้น จึงมรการจัดการสารสนเทศเหล่านั้นใน ลักษณะเชิงระบบ เช่น ระบบทะเบียนราษฎร์ มีการใช้เลขประจาตัวประชาชนซึ่ งประกอบด้วยเลขรหัส 13 ตัว แต่ละตัวจะมีความหมายเพื่อใช้ในการตรวจสอบ การเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลก็ตองมีการลงทะเบียน การสร้างเวชระเบียนระบบเสี ยภาษี ้ ก็มีการสร้างรหัสประจาตัวผูเ้ สี ยภาษี นอกจากนี้ มีการจดทะเบียนรถยนต์ทะเบียนการค้า ทะเบียนโรงงาน ฯลฯ การใช้สารสนเทศเกี่ ยวข้องกับทุกคน การเรี ยนรู ้ เกี่ ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจึ งมีความจาเป็ น ปั จจุบนเราซื้ อสิ นค้าด้วยบัตรเครดิต เบิกเงินด้วยบัตรเอทีเอ็ม โอนย้ายข้อมูลในลักษณะอิเล็กทรอนิกส์ ั เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเทคโนโลยีแห่ งศตวรรษนี้ ที่ใช้ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูล ่ จานวนมากได้รับการบันทึกไว้ในสื่ อกลางที่สามารถนากลับมาใช้ได้ เช่ น อยูในแถบบันทึก แผ่นบันทึก แผ่นซี ดีรอม ดังจะเห็นเอกสารหรื อหนังสื อบรรจุในแผ่นซี ดีรอม ซึ่ งอาจเก็บหนังสื อทั้งตูไว้ในแผ่นซี ดีรอม ้ เพียงแผ่นเดียว การสื่ อสารข้อมูลที่เห็ นเด่นชัดขณะนี้ และมีบทบาทมากอย่างหนึ่ ง คือ ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ ์ ้ ั่ ่ หรื อการส่ งข้อความถึงกันผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ กล่าวคือ ผูใช้นงอยูหน้าจอคอมพิวเตอร์ พิมพ์ขอความ ้ เป็ นจดหมายหรื อ เอกสาร พิ ม พ์เ ลขที่ อ ยู่ ข องไปรษณี ย ์อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ข องผู ้รั บ และส่ ง ผ่ า นเครื อ ข่ า ย คอมพิวเตอร์ ผูรับก็สามารถเดคอมพิวเตอร์ ของตน เพื่อค้นหาจดหมายได้และสามารถตอบโต้กลับได้ทนที ้ ั เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ ยวข้องกับชี วิตประจาวันเป็ นสิ่ งที่ตองเรี ยนรู ้ เป็ นเรื่ องที่รวมไปถึ งการ ้ รวบรวมข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล ข้อมูลที่จดเก็บ จาเป็ นต้อง ั ตรวจสอบเพื่อความถู กต้อง จัดรู ปแบบเพื่อให้อยู่ในรู ปแบบที่ประมวลผลได้ เช่ น การเก็บนามบัตรของ เพื่ อนหรื อบุ คคลที่ มี ก ารติ ดต่ อซึ่ ง มี จานวนมาก เราอาจหากล่ องพลาสติ ก มาใส่ นามบัตร มี ก ารจัดเรี ย ง นามบัตรตามอักษรของชื่อ สร้างดัชนีการเรี ยกค้นเพื่อให้หยิบค้นได้ง่าย แต่เมื่อคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาท ทาให้มีการเปลี่ ยนแปลงรู ปแบบของการจัดเก็บในลักษณะบัตรมาเป็ นการจัดเก็บข้อมูลไว้ในแผ่นบันทึ ก โดยมีระบบการจัดเก็บและประมวลผลลักษณะเดียวกับที่กล่าว เมื่อต้องการเพิ่มเติมปรับปรุ งข้อมูลหรื อเรี ยก ค้นก็นาแผ่นบันทึ กนั้นมาใส่ ในคอมพิวเตอร์ ทาการเรี ยกค้น แล้วแสดงผลบนจอภาพหรื อพิมพ์ออกทาง เครื่ องพิมพ์
  • 7.
    การจัดการข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ทาได้สะดวก คอมพิวเตอร์ จึงเป็นที่นิยมสาหรับการจัดการข้อมูล ในยุคปั จจุบน ขณะเดียวกันคอมพิวเตอร์ มีราคาลดลงและมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น จึงเชื่ อแน่ ว่าบทบาท ั ของการจัดการข้อมูลในชีวตประจาวันจะเพิ่มมากขึ้นต่อไป ิ โครงสร้างและรู ปแบบของข้อมูลที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เป็ นโครงสร้างที่จะต้องมีรูปแบบ ชัดเจนและแน่ นอน การจัดการข้อมูลจึงต้องมีการกาหนดกฎเกณฑ์เฉพาะ เช่น การกาหนดรหัสเพื่อใช้ใน การจาแนกข้อมูล รหัสจึงมีความสาคัญ เพราะคอมพิวเตอร์ สามารถจาแนกข้อมูลด้วยรหัสได้ง่าย ลองนึ กดู ว่าหากมีขอมูลจานวนมากแล้วให้คอมพิวเตอร์ คนหาโดยค้นหาตั้งแต่หน้าแรกเป็ นต้นไป การดาเนิ นการ ้ ้ เช่นนี้ กว่าจะค้นพบอาจไม่ทนต่อความต้องการการดาเนิ นการเกี่ยวกับข้อมูลจึงต้องมีการกาหนดรหัส เช่น ั เลขประจาตัวประชาชน รหัสเลขทะเบียนคนไข้ ทะเบียนรถยนต์ เลขประจาตัวนั กเรี ยน เป็ นต้น การ จัดการในลักษณะนี้จึงต้องมีการสร้างระบบเพื่อความเหมาะสมกับการทางานของคอมพิวเตอร์ เป็ นสาคัญ นอกจากเรื่ องความเร็ วและความแม่ น ย าของการประมวลผลจ้อมู ล ด้วยคอมพิ วเตอร์ แล้ว การ คัดลอกและการแจกจ่ายข้อมูลไปยังผูใช้ก็ทาได้สะดวก เนื่ องจากข้อมูลที่ เก็บในรู ปแบบอิ เล็กทรอนิ กส์ ้ สามารถเปลี่ยนถ่ายระหว่างตัวกลางได้ง่าย เช่น การทาสาเนาข้อมูลระหว่าง แผ่นบันทึกข้อมูลสามารถทา เสร็ จได้ในเวลารวดเร็ ว ด้วยความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมในยุคของสารสนเทศการปรับตัวของสังคม จึ ง เกิ ดขึ้ น ประเทศที่ เจริ ญแล้วประชากรส่ ว นใหญ่ จะอยู่ก ับ เครื่ อ งจัก รเครื่ อ งมื อต่ า งๆ ที่ เกี่ ย วข้อ งกับ ่ ้ สารสนเทศ มีเครื อข่ายการให้บริ การใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายอย่างขณะที่เราอยูบาน อาจใช้โทรศัพท์ติดต่อ เครื อข่ ายอิ นเทอร์ เน็ ต ( internet ) เพื่ อขอเรี ยกดู ราคาสิ นค้า ขอดู ข่ า วเกี่ ยวกับ ดิ นฟ้ าอากาศ ข่า วความ เคลื่ อนไหวเกี่ ย วกับ การเมื อง อัตราแลกเปลี่ ย นเงิ นตรา นอกจากนี้ ยง มี ระบบการสั่ง ซื้ อสิ นค้า ผ่านทาง ั เครื อ ข่ า ยคอมพิ ว เตอร์ แม่ บ ้า นใช้ค อมพิ วเตอร์ ส่ วนตัว ที่ บ ้า นต่ อ เชื่ อ มผ่า นเครื อ ข่ า ยสายโทรศัพ ท์ไ ปยัง ห้างสรรพสิ นค้า เพื่อเปิ ดดูรายการสิ นค้าและราคา ซึ่ งสามารถสั่งซื้ อได้เมื่อต้องการ บทบาทของเทคโนโลยีส ารสนเทศที่ กาลังเปลี่ ย นแปลงสังคมนี้ เอง ผลักดันให้เราต้องศึ กษาหา ความรู ้ เ พื่ อ ปรั บ ตัว ให้ เ ข้า กับ สั ง คมได้ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก ารได้เ พิ่ ม เติ ม หลัก สู ต รเกี่ ย วกับ เทคโนโลยี สารสนเทศเข้า ไปในหลัก สู ต รการเรี ย นการสอน โดยมุ่ ง เน้น ให้ เ ยาวชนของชาติ ไ ด้มี โ อกาสเรี ย นรู ้ เทคโนโลยี เ หล่ า นี้ หากไม่ หาทางปรั บ ตัว เข้า กับ เทคโนโลยี แ ละเรี ย นรู ้ ใ ห้ เ ข้า ใจ เพื่ อ ให้มี ก ารพัฒ นา สังคมไทยได้อย่างเหมาะสม เราจะเป็ นเพียงผูใช้ที่ตองเสี ยเงินตราให้ต่างประเทศอีกมากมาย ้ ้ 1.5 เทคโนโลยีกบแนวโน้ มโลก ั
  • 8.
    เทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็ นสังคมสารสนเทศสภาพ ของสังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงมาแล้วสองครั้ง จากสังคมความเป็ นอยูแบบเร่ ร่อนมาเป็ นสังคมเกษตรที่รู้จก ่ ั การเพาะปลูกและสร้างผลิตผลทางเกษตรทาให้มีการสร้างบ้านเรื อนเป็ นหลักแหล่ง ต่อมามีความจาเป็ นต้อง ผลิตสิ นค้าให้ได้ปริ มาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหันมาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทาให้สภาพความเป็ นอยู่ ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาเป็ นสังคมเมือง มีการรวมกลุ่มอยูอาศัยเป็ นเมือง มีอุตสาหกรรมเป็ นฐานการผลิต ่ สังคมอุ ตสาหกรรมได้ดาเนิ นมาจนถึ งปั จจุ บน และกาลังจะเปลี่ ยนแปลงเข้าสู่ สังคมสารสนเทศปั จจุบน ั ั คอมพิวเตอร์ และระบบสื่ อสารมีบทบาทมากขึ้น มีการใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์ เน็ตเชื่ อมโยง ่ การทางานต่างๆ การดาเนินธุ รกิจใช้สารสนเทศอย่างกว้างขวาง เกิดคาใหม่วา ไซเบอร์ สเปซ ( cyberspace ) มีการดาเนิ นกิจกรรมต่างๆ ในไซเบอร์ สเปซ เช่น การพูดคุย การซื้ อสิ นค้าและบริ การ การทางานผ่าน ทางเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทาให้เกิดสภาพที่เสมือนจริ งมากมาย เช่น ห้องสมุดเสมือนจริ ง ห้องเรี ยนเสมือน จริ ง ที่ทางานเสมือนจริ ง ฯลฯ เทคโนโลยีส ารสนเทศ เป็ นเทคโนโลยีแ บบสุ น ทรี ย สัม ผัส และตอบสนองจามความต้อ งการ ปั จจุบนการใช้เทคโนโลยีเป็ นแบบบังคับ เช่น การดูโทรทัศน์ การฟั งวิทยุ เมื่อเราเปิ ดเครื่ องรับโทรทัศน์ ั เราไม่สามารถเลื อกตามความต้องการได้ ถ้าสถานี ส่งสัญญาณใดมาเราก็จะต้องชมตามตารางเวลาที่สถานี กาหนด หากผิดเวลาก็ทาให้พลาดรายการที่สนใจไปและหากไม่พอใจรายการก็ทาได้เพียงเลือกสถานี ใหม่ แนวโน้มจากนี้ ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรี ยกว่า ออนดีมานด์ ( on demand ) เราจะมีทีวีออนดี มานด์ ( TV on demand ) เช่น เมื่อต้องการชมภาพยนตร์ เรื่ องใดก็เลือกชม และดูได้ต้ งแต่ตนรายการ ั ้ การศึกษาออนดีมานด์ ( education on demand ) คือสามารถเลือกเรี ยนตามต้องการได้ การตอบสนองตาม ้ ความต้องการเป็ นหนทางที่เป็ นไปได้ เพราะเทคโนโลยี มีพฒนาการที่กาวหน้าจนสามารถนาระบบสื่ อสาร ั มาตอบสนองตามความต้องการของมนุษย์ได้ เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดสภาพการทางานแบบทึกสถานที่และทุกเวลา เมื่อการสื่ อสารแบบ สองทางก้าวหน้าแพร่ หลายขึ้ น การโต้ตอบผ่านเครื อข่ายทาให้เสมื อนมี กฏิ สั มพันธ์ ได้จริ ง เรามี ระบบ ประชุมทางวีดิทศน์ ระบบประชุ มบนเครื อข่าย มีระบบการศึกษาบนเครื อข่าย มีระบบการค้าบนเครื อข่าย ั ลักษณะของการดาเนิ นธุ รกิ จเหล่านี้ ทาให้ขยายขอบเขตการทางาน หรื อดาเนิ นกิ จกรรมไปทุกหนทุกแห่ ง และดาเนิ นการได้ตลอด 24 ชัวโมง เช่ น ระบบเอที เอ็ม ท าให้มีก ารเบิ ก จ่ายได้เกื อบตลอดเวลา และ ่ ั ้ ้ ้ กระจายไปใกล้ตวผูรับบริ การมากขึ้น แต่ดวยเทคโนโลยีที่กาวหน้ายิ่งขึ้น การบริ การจะกระจายมากยิ่งขึ้น จนถึ งที่บานและในอนาคตสังคมการทางานจะกระจายจนงานบางงานอาจนังทาที่บานหรื อที่ใดก็ได้ และ ้ ่ ้ เวลาใดก็ได้
  • 9.
    เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้ระบบเศรษฐกิ จเปลี่ยนจากระบบแห่ งชาติไปเป็นเศรษฐกิ จโลกความ เกี่ยวโยงของเครื อข่ายสารสนเทศทาให้เกิ ดสารสนเทศทาให้เกิดสังคมโลกาภิวฒน์ ( globalization) ระบบ ั เศรษฐกิ จซึ่ งแต่เดิ มมี ขอบเขตจากัดภายในประเทศ ก็กระจายเป็ นเศรษฐกิ จโลก ทัวโลกจะมี กระแสการ ่ หมุนเวียนแลกเปลี่ยนสิ นค้าและบริ การอย่างกว้างขวางและรวดเร็ ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออานวย ให้การดาเนิ นการมี ขอบเขตกว้า งขวางมากยิ่งขึ้ น ระบบเศรษฐกิ จของโลกจึ ง ผูกพันกับทุ กประเทศและ เชื่อมโยงกันแนบแน่นขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้องค์กรมีลกษณะผูกพัน หน่ วยงานภายในเป็ นแบบเครื อข่ายมากขึ้ น ั แต่เดิมการจัดองค์กรมีการวางเป็ นลาดับขั้น มีสายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่เมื่อการสื่ อสารแบบ สองทางและการกระจายข่าวสารดีข้ ึนมีการใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในองค์กรผูกพันกันเป็ นกลุ่มงาน มีการ เพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององค์กรจึงปรับเปลี่ยนจากเดิม และมี แนวโน้มที่จะสร้างองค์กรเป็ นเครื อข่ายที่มีลกษณะการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุ รกิ จจะมี ั ขนาดเล็กลงและเชื่ อมโยงกับกับหน่วยธุ รกิ จอื่นเป็ นเครื อข่าย สถานภาพขององค์กรจึงต้องแปรเปลี่ ยนไป ตามกระแสของเทคโนโลยี เพราะการด าเนิ นธุ ร กิ จต้อ งใช้ร ะบบสื่ อ สารที่ มี ค วามรวดเร็ ว เท่ า กับ แสง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ ว เทคโนโลยีสารสนเทศก่ อให้เกิ ดการวางแผนการดาเนิ นการระยะยาวขึ้ น อี กทั้งยังทาให้วิถีการ ตัดสิ นใจ หรื อเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น แต่เดิ มการตัดสิ นปั ญหาอาจมีหนทางให้เลื อกได้น้อย เช่น มี คาตอบเพียง ใช่ หรื อ ไม่ใช่ แต่ดวยข้อมูลข่าวสารที่ สนับสนุ นการตัดสิ นใจ ทาให้วิถีความคิ ดในการ ้ ตัดสิ นปั ญหาเปลี่ยนไป ผูตดสิ นใจมีทางเลือกได้มากขึ้น มีความละเอียดอ่อนในการตัดสิ นปั ญหาได้ดีข้ ึน ้ั เทคโนโลยี ส ารสนเทศ เป็ นเทคโนโลยี เ ดี ย วที่ มี บ ทบาทในทุ ก วงการ ดัง นั้น จึ ง มี ผ ลต่ อ การ เปลี่ ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิ จ และการเมืองได้อย่างมาก ลองนึ กดู ว่าขณะนี้ เราสามารถชมข่าว ชม รายการโทรทัศน์ท่ีส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่างๆ ได้ทวโลก เราสามารถรับรู ้ข่าวสารได้ทนที ั่ ั เราใช้เครื อข่า ยอิ นเทอร์ เน็ ตในการสื่ อสารระหว่า งกัน และติ ดต่ อกับ คนได้ท วโลก จึ ง เป็ นที่ แน่ ชัดว่า ั่ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจึงมีลกษณะเป็ นสังคมโลกมาก ั ขึ้น 1.6 ระบบสารสนเทศ จากความสาคัญของสารสนเทศ และการหาหนทางที่จะใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศ ใน พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทยได้ประกาศอย่างเป็ นทางการให้เป็ นปี แห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย รัฐบาลได้เห็น ความสาคัญของระบบข้อมู ลที่มี เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่ อสารเป็ นตัวนา และจะมี
  • 10.
    บทบาทสาคัญในการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิ ทธิ ภาพสูงสุ ด ทั้ง ในด้า นทรั พ ยากรมนุ ษ ย์ วัส ดุ อุ ป กรณ์ และเวลา รั ฐ บาลได้ล งทุ น ให้ ก ับ โครงดารพื้ น ฐานทางด้า น เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นจานวนมาก เช่น การขยายระบบโทรศัพท์ การขยายเครื อข่ายสื่ อสาร การสร้าง ระบบฐานข้อมูล ทะเบียนราษฎร์ การสร้างระบบการจัดเก็บ๓ษีและระบบศุลกากรด้วยคอมพิวเตอร์ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสาคัญเรื่ องเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายประเทศทัวโลกก็ ่ ให้ความสาคัญเช่นกัน แต่ละประเทศได้ลงทุนทางด้านนี้ เป็ นจานวนมาก ทั้งนี้ เพราะข้อมูลเป็ นกลไกสาคัญ ในเชิงรุ ก เพื่อพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ อีกทั้งยังเพิ่มคุณภาพชี วิต กระจายความ เจริ ญสู่ ชนบท และสร้างความเสมอภาคในสังคม สั ง คมความเป็ นอยู่แ ละการท างานของมนุ ษ ย์มี ก ารรวมกลุ่ ม เป็ นประเทศ การจัด องค์ก รเป็ น หน่วยงานของรัฐบาลและเอกชน และภายในองค์กรก็มีการแบ่งย่อยลงเป็ นกลุ่ม เป็ นแผนกเป็ นหน่ วยงาน ภายในหน่วยงานย่อยก็มีระดับบุคคล เมื่อพิจารณาระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องในองค์กรพอที่จะแย่งการจัดการสารสนเทศขององค์กรได้ ตามจานวนคนที่เกี่ยวข้อง ตามรู ปแบบการรวมกลุ่มขององค์กรได้ 3 ระดับ คือ ระบบสารสนเทศระดับ บุคคล ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม และระบบสารสนเทศระดับองค์กร 1.6.1 ระบบสารสนเทศระดับบุคคล ระบบสารสนเทศระดับบุคคล คื อระบบที่ เสริ มประสิ ทธิ ภาพและเพิ่มผลงานให้แต่ละบุ คคลใน หน้าที่ ที่รับผิดชอบ ปั จจุ บนคอมพิวเตอร์ ส่วนบุ คคลมี ขนาดเล็กลง ราคาถู ก แต่มีความสามารถในการ ั ประมวลด้วยความเร็ วสู งขึ้น ประกอบกับมีโปรแกรมสาเร็ จที่ทาให้ผูใช้สามารถใช้งานได้ง่าย กว้างขวาง ้ และคุ มค่ามากขึ้น เช่ น ซอฟต์แวร์ ประมวลคา ( word processor ) ซอฟต์แวร์ นาเสนอ ( presentation ) ้ ซอฟต์แวร์กราฟิ ก ( graphic ) ซอฟต์แวร์ การทาสิ่ งพิมพ์ ( desktop publishing ) ซอฟต์แวร์ ตารางทางาน ( spread sheet ) ซอฟต์แวร์ จดการฐานข้อมูล ( database management ) และซอฟต์แวร์ บริ หารโครงงาน ( ั project management ) เป็ นต้น และชุดโปรแกรมที่ได้รับความนิยมในปัจจุบน เป็ นโปรแกรมที่ได้รวบรวม ั ซอฟต์แวร์ ประมวลคาซอฟต์แวร์ นาเสนอ ซอฟต์แวร์ ตารางทางาน ซอฟต์แวร์ จดการฐานข้อมูล รวมเป็ น ั ชุดเข้าไว้ดวยกัน ้ ข้อมูลที่ช่วยให้การทางานของบุคลากรดี ข้ ึนนั้น ต้องขึ้นอยู่กบหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคนต่าง ั ไป ตัวอย่างเช่น พนักงายขายควรมีขอมูลเกี่ยวกับลูกค้าเป็ นอย่างดีซ่ ึ งจะทาให้การติดต่อซื้ อขายได้ผลดีเลิศ ้ บริ ษทควรมีการเตรี ยมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไว้ให้พนักงานขายได้ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่ อ ที่ ั อยู่ และความสนใจในตัวสิ นค้า หรื อข้อมูลอื่นๆ ที่จะสนับสุ นนการขาย พร้อมกับระบบที่จะช่วยพนักงาน
  • 11.
    แต่ละคนในการเรี ยกค้นหาข้อมูลตามเงื่อนไขเพื่อวางแผน จัดการและควบคุมการทางานของตัวเองได้ เช่น ระบบวิเคราะห์ขอมูลการขาย เป็ นต้น ้ 1.6.2 ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม คือระบบสารสนเทศที่ช่วยเสริ มการทางานของกลุ่มบุคคลที่มีเป้ าหมาย การทางานร่ วมกันให้มีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น ตัวอย่างของการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อสนับ สนุ นงานของแผนก ค าว่าการท างานเป็ นกลุ่ ม ( workgroup) ในที่ น้ ี หมายถึ ง กลุ่ ม บุ ค คล 2 คนขึ้ น ไปที่ ร่ ว มกัน ท างานเพื่ อ ให้ บ รรลุ เ ป้ าหมายเดี ย วกัน โดยทัวไปบุคลากรในกลุ่มเดี ยวกันจะรู ้จกกันและทางานร่ วมกัน เป้ าหมายหลักของการทางานร่ วมกันเป็ น ่ ั กลุ่ ม คื อ การเตรี ย มสภาวะแวดล้อ มที่ จ ะอ านวยประโยชน์ ใ นการท างานร่ ว มกัน เป็ นกลุ่ ม ได้อ ย่ า งมี ประสิ ท ธิ ภ าพ และช่ ว ยเหลื อ เกื้ อ กู ล ซึ่ งกัน ละกัน โดยท าให้ เ ป้ าหมายของธุ ร กิ จ ด าเนิ น ไปได้อ ย่า งมี ประสิ ทธิผล แนวทางหลักก็คือการทาให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่ วมกัน โดยเฉพาะข้อมูลและอุปกรณ์เทคโนโลยี พื้นฐาน การนาเอาคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลมาเชื่อมต่อด้วยเครื อข่ายท้องถิ่นหรื อเครื อข่ายแลน ( Local Area Network : LAN ) ทาให้มีการเชื่ อมโยงและใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ร่วมกัน เช่น เครื่ องพิมพ์ขอมูลที่ ้ ใช้ร่วมกันในแผนกจะบรรจุไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีหน้าที่ควบคุมการจัดเก็บแฟ้ มข้อมูลกลางที่เรี ยกว่า เครื่ องบริ การแฟ้ ม ( file server ) ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลกลางนี้ โดยผูใช้คนใดคนหนึ่ ง ผูใช้คนอื่นอยู่บน ้ ้ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ก็จะได้รับข้อมูลที่ผานการแก้ไขแล้วนั้นเช่นกัน ่ การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ ในลักษณะของการทางานเป็ นกลุ่ม สามารถใช้กบงานต่างๆได้ ั ตัวอย่างเช่น ระบบบริ การลูกค้า หรื อการเสนอขายสิ นค้าผ่านทางสื่ อโทรศัพท์พนักงานในทีมงานอาจจะมี ่ อยูหลายคนและใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในการเก็บข้อมูลกลางของลูกค้าร่ วมกัน กล่าวคือมีขอมูลเพียงชุ ด ้ เดี ยวที่พนักงานทุ กคนจะเข้าถึ งได้ ถ้ามี การเปลี่ ยนแปลงหรื อเพิ่มเติม พนักงานในกลุ่ม จะต้องรับรู ้ ดวย ้ เช่น ลูกค้าโทรศัพท์มาถามคาถามหรื อขอคาปรึ กษาเกี่ยวกับสิ นค้า พนักงานอาจจะช่วยเตือนความจาเมื่อถึง เวลาต้องโทรศัพท์กลับไปหาลูกค้า แม้พนักงานที่รับโทรศัพท์ครั้งที่แล้วจะไม่อยู่ แต่พนักงานที่ทางานอยู่ สามารถเรี ย กข้อมู ล จากคอมพิ ว เตอร์ แล้ว โทรกลับ ตามนัดหมาย ท าให้ธุ รกิ จ ดาเนิ นต่ อไปได้โ ดยไม่ หยุดชะงัก เป็ นต้น อันนี้จะเป็ นการเพิมคุณภาพการบริ การ หรื อเป็ นกลยุทธ์ที่ช่วยทางด้านการขาย ่ ระบบสารสนเทศของกลุ่มหรื อแผนกยังมีแนวทางอื่นๆ ในการสนับสนุ นการบริ หารงานและการ ปฏิบติงาน เช่น การสื่ อสารด้วยระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ การประชุ มผ่านเครื อข่าย ซึ่ งอาจจะประชุ ม ั ์ ปรึ กษาหารื อกันได้โดยอยูต่างสถานที่กน การจัดทาระบบแผงข่าว ( Bulletin Board System : BBs ) ของ ่ ั
  • 12.
    แผนก การประชุ มทางไกลการทาตารางทางานของกลุ่ มระบบสนับสนุ นการตัดสิ นใจของกลุ่ ม ระบบ จัดการฐานข้อมูล ระบบการไหลเวียนอัตโนมัติของเอกสาร ระบบการจัดการเก็บข้อความ ระบบการจัด ตารางเวลาของกลุ่ม ระบบการบริ หารโครงการของกลุ่ม ระบบการใช้แฟ้ มข้อความร่ วมกันของกลุ่ม และ ระบบประมวลผลภาพเอกสาร เป็ นต้น 1.6.3 ระบบสารสนเทศระดับองค์ กร ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดาเนินงานขององค์กรภาพรวม ระบบในลักษณะนี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบติงานร่ วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ขอมูลที่เกี่ยวข้องร่ วมกัน ั ้ ด้วยวิธีส่งผ่านถึงกันจากแผนกหนึ่งข้ามข้ามไปอีกแผนกหนึ่ งระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้ สามารถสนับสนุ น ในระดับผูปฏิบติการและสนับสนุนการตัดสิ นใจ เนื่ องจากสามารถให้ขอมูลจากแผนกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมา ้ ั ้ ประกอบการจัดสิ นใจโดยอาจนาข้อมูลมาแสดงในรู ปแบบสรุ ป หรื อในแบบฟอร์ มที่ตองการ บ่อยครั้งที่ ้ การบริ หารงานในระดับสู งจาเป็ นต้องใช้ขอมูลร่ วมกันจากหลายแผนกเพื่อประกอบการตัดสิ นใจ ้ ั ระบบการประสานงานเพื่อการสร้ า งรายได้ให้กบธุ รกิ จลู กค้า ตัวอย่า งระบบสารสนเทศระดับ องค์กรในธุ รกิจที่เกี่ยวข้องกับการขายสิ นค้า โดยมีฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรหลายฝ่ าย เช่น ฝ่ ายการ ขาย ฝ่ ายสิ นค้า คงคลัง ฝ่ ายพัส ดุ และฝ่ ายการเงิ น แต่ ละฝ่ ายอาจจะมี ระบบข้อมู ลหรื อคอมพิ วเตอร์ ที่ สนับสนุนการปฏิบติการและยังมีระบบการสื่ อสารหรื อเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อการเชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์ ั ระหว่างฝ่ ายได้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลไปตามสายการเชื่อมโยง เนื่องจากจุดประสงค์ของการทา ั ธุ รกิจก็เพื่อสร้างผลกาไรให้กบบริ ษท ถ้ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฝ่ ายอย่างมีประสิ ทธิ ภาพแล้ว ย่อม ั ทาให้เกิ ดการขายสิ นค้า และการตามเก็บเงิ นได้อย่างรวดเร็ ว เช่ น ทันที ฝ่ายการขายตกลงขายสิ นค้ากับ ลูกค้า จะมีการป้ อนข้อมูลการขายสิ นค้าลงในระบบคอมพิวเตอร์ ฝ่ ายอื่นที่เกี่ยวข้องจะได้รับข้อมูลการขาย นี้ และสามารถปฏิบติหน้าที่ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่องทันที เช่น ฝ่ ายสิ นค้าคงคลังจัดตรวจสอบและเตรี ยม ั ใบเบิ ก สิ น ค้า เพื่ อ ส่ ง ให้ ฝ่ ายพัส ดุ ไ ด้ท ัน ที ฝ่ ายการเงิ น ตรวจสอบความถู ก ต้อ งของการขายสิ น ค้า แล้ว ดาเนินการทาใบส่ งสิ นค้า และดูแลเรื่ องระบบลูกหนี้ โดยอัตโนมัติ และสุ ดท้ายฝ่ ายพัสดุดาเนิ นการทาใบส่ ง สิ นค้า และดู แลเรื่ องระบบลู กหนี้ โดยอัตโนมัติ และสุ ดท้ายฝ่ ายพัสดุ ดาเนิ นการจัดส่ งสิ นค้าไปให้ลูกค้า แล้วก็จะดาเนินดารติดตามการค้างชาระจากลูกหนี้ต่อไป หัวใจสาคัญของระบบสารสนเทศในระดับองค์กร คือ ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ภายในองค์กรที่ จะต้องเชื่ อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ ของแต่ละแผนกเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการใช้ขอมูลร่ วมกัน นอกจากนี้ ้ ยัง สามารถใช้ ท รั พ ยากรร่ ว มกัน ได้ด้ว ย ในเชิ ง เทคนิ ค ระบบสารสนเทศระดับ องค์ก รอาจจะมี ร ะบบ คอมพิวเตอร์ ที่ดูแลแฟ้ มข้อมูล มีการเชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์ หลายระบบเข้าด้วยกันเป็ นเครื อข่าย หรื ออาจจะ
  • 13.
    มีเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในระดับกลุ่มอยูแล้วการเชื่ อโยงเครื อข่ายย่อยเหล่านั้นเข้าด้วยดัน ทาให้กลายเป็ น ่ เครื อข่ายของเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในกรณี ที่มีจานวนผูใช้ในองค์กรมาก เครื่ องมือพื้นฐานอีกประการหนึ่ ง ้ ของระบบข้อมูลก็คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูล ซึ่ งเป็ นโปรแกรมสาคัญในการดูแลระบบฐานข้อมูล 1.7 องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศซึ่ งเป็ นระบบสนับสนุ นการบริ หารงาน การจัดการและการ ปฏิ บติการของบุคคล ไม่ว่าจะเป็ นระดับบุคคล ดับกลุ่มหรื อระดับองค์กรไม่ใช่ มีเพียงเครื่ องคอมพิวเตอร์ ั เท่านั้น แต่ยงมีองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความสาเร็ จของระบบอีกรวมเป็ น 5 องค์ประกอบ ซึ่ งจะ ั ขาดองค์ประกอบใดไม่ได้ คือ ฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล บุคลากร และขั้นตอนการปฏิบติงาน ั 1.7.1 ฮาร์ ดแวร์ ฮาร์ ดแวร์ เป็ นองค์ประกอบสาคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบ ข้าง เช่ น เครื่ องพิ มพ์ เครื่ องกราดตรวจ รวมทั้งอุ ปกรณ์ สื่ อสารสาหรั บเชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้าเป็ น เครื อข่าย 1.7.2 ซอฟต์ แวร์ ซอฟต์แวร์ หรื อโปรแกรมคอมพิ วเตอร์ เป็ นองค์ป ระกอบที่ ส าคัญประการที่ สอง ซึ่ งก็ คื อล าดับ ขั้นตอนของชุดคาสั่งที่สั่งงานให้ฮาร์ ดแวร์ ทางาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของ การใช้งาน ในปั จจุบนมีซอฟต์แวร์ ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์ สาเร็ จทาให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ ใน ั ระดับบุคคลเป็ นไปอย่างกว้างขวางและส่ งเสริ มการทางานของกลุ่มมากขึ้น ส่ วนงานในระดับองค์กร ส่ วน ใหญ่มกจะมี การพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้างบริ ษทที่ รับพัฒนาซอฟต์แวร์ หรื อโดยนัก ั ั ่ คอมพิวเตอร์ ที่อยูในฝ่ ายคอมพิวเตอร์ ขององค์กร เป็ นต้น 1.7.3 ข้ อมูล ข้อมูลเป็ นองค์ประกอบที่ สาคัญอีกประการหนึ่ งของระบบสารสนเทศ เป็ นตัวชี้ ความสาเร็ จหรื อ ความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกาเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้องและ ทันสมัย มีการกลันกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับ ่ กลุ่มหรื อระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็ นระบบระเบียบเพื่อการสื บค้นที่รวดเร็ วและ มีประสิ ทธิภาพ 1.7.4 บุคลากร
  • 14.
    บุคลากรในระดับผูใช้ ผูบริ หารผูพฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็ น ้ ้ ้ ั องค์ประกอบสาคัญในความสาเร็ จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ มากเท่าใด โอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ ได้เต็มศักยภาพและคุมค่านิ่ งมากขึ้น ้ เท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่ งเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีขีดความสามารถมากขึ้น ทาให้ ผูใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สาหรับระบบ ้ สารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนมาก อาจจะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์ โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน 1.7.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ขั้นตอนการปฏิ บติงานที่ชดเจนของผูใช้หรื อของบุคลากรที่เกี่ ยวข้องก็เป็ นเรื่ องสาคัญอีกประการ ั ั ้ หนึ่ ง เมื่ อได้พฒนาระบบงานแล้วจาเป็ นต้องปฏิ บติงานตามลาดับ ขั้นตอน ในขณะใช้งานก็จาเป็ นต้อง ั ั ั คานึงถึงลาดับขั้นตอนการปฏิบติของคนและความสัมพันธ์กบเครื่ อง ทั้งในกรณี ปกติและกรณี ฉุกเฉิ น เช่น ั ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบติเมื่อเครื่ องชารุ ดหรื อข้อมูลสู ญหาย และ ั ขั้นตอนการทาสาเนาข้อมูลสารองเพื่อความปลอดภัย เป็ นต้น สิ่ งเหล่านี้ จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรี ยม และการทาเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชดเจน ั 1.8 ตัวอย่ างการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ 1.8.1 ระบบเอทีเอ็ม เป็ นระบบที่ อ านวยความสะดวกสบายอย่า งมากให้ แ ก่ ผูใ ช้บ ริ ก ารธนาคาร และเป็ นตัว อย่า ง ้ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการนามาใช้เป็ นกลยุทธ์ในการแข่งขันทางธุ รกิจ โดยในปี พ.ศ.2520 เป็ นปี ที่ การใช้เอที เอ็ม เครื่ องแรกของโลก ธนาคารซิ ต้ ี แบงก์ ในเมื องนิ วยอร์ ก เริ่ มให้บ ริ ก ารฝากถอนเงิ นโดย อัตโนมัติแก่ลูกค้า ซึ่ งสามารถให้บริ การได้ตลอด 24 ชัวโมง รวมวันเสาร์ -อาทิตย์ดวย ในขณะที่ธนาคาร ่ ้ ั ่ อื่นๆ ที่ต้ งอยูใกล้ๆ บนถนนสานเดียวกันให้บริ การลูกค้าในเวลาปกติเท่านั้น คือ เฉพาะจันทร์ ถึงศุกร์ เวลา 8.00-14.00 น. หลังจากบ่ายสองโมงก็หมดโอกาสได้รับบริ การฝากถอนเงิ นแล้ว เมื่อวิเคราะห์มุมมองใน ่ การแข่งขันของธนาคารในการให้บริ การลูกค้า กล่าวได้วา ระบบเอทีเอ็มของธนาคารซิ ต้ ีแบงก์เป็ นบริ การ ใหม่ที่ทาให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย และคล่องตัวได้ดึงดู ดลูกค้าจากธนาคารอื่ นมาเป็ นลูกค้าของ ตัวเอง และเพิ่มส่ วนแบ่งการตลาดขึ้นมาเกือบสามเท่าตัวในช่วงเวลาประมาณ 6 เดือน ก่อนทีธนาคารคู่แข่ง จะหันมาให้บริ การเอทีเอ็มบ้าง
  • 15.
    การนาเอาเทคโนโลยีเอทีเอ็มเข้ามาใช้ก่อนเป็ นรายแรก สร้างความได้เปรี ยบเชิ งธุ รกิ จเหนื อคู่แข่ง เกิ ดขึ้ นแล้วซ้ า อี ก ในเมื องใหญ่ ท วโลก ไม่ว่า จะเป็ นซิ ดนี ย ์ โตเกี ย ว ปารี ส และรวมทั้ง กรุ งเทพฯด้วย ั่ กล่าวคือ ธนาคารใดในเมืองเหล่านั้นที่ใช้เทคโนโลยีเอทีเอ็มได้ก่อนและให้บริ การเหนื อกว่า ก็สามารถดึ ง ส่ วนแบ่งตลาดได้สูงมากเหนื อคู่แข่ง เนื่ องจากได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ มาเป็ นกลยุทธ์การแข่งขันในแง่การ ปรับปรุ งการบริ การแก่ลูกค้า เช่น ปรากฏการณ์ที่ธนาคารไทยพาณิ ชย์นาระบบคอมพิวเตอร์ แบบเชื่อมตรง มาบริ การใช้เอทีเอ็ม และประสบความสาเร็ จได้ก่อนจึงมีโอกาสดึงส่ วนแบ่งการตลาดได้สูง เทคโนโลยี ที่ อ ยู่เ บื่ อ งกลัง ความส าเร็ จ อยู่เ บื้ อ งหลัง ความส าเร็ จ ของระบบเอที เ อ็ ม ก็ คื อ ระบบ คอมพิวเตอร์ ที่รวบรวมข้อมูลบัญชีเงินฝากของลูกค้าธนาคารไว้ในฐานข้อมูลกับเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลทา ให้สามารถเชื่ อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ ออกไปทัวเมื อง ทัวประเทศ หรื อทัวโลกได้ ผูใช้บตรเอที เอ็ม ่ ่ ่ ้ ั ่ ั่ สามารถเบิกเงินจากธนาคารได้จากตูเ้ อทีเอ็มที่ติดตั้งอยูทวไป ทุกครั้งที่ลูกค้าใช้บตรเอทีเอ็มจากตูเ้ อทีเอ็มจะ ั มีการสื่ อสารข้อมูลไปยังฐานข้อมูลกลางที่สานักงานใหญ่ของธนาคารที่เก็บข้อมูลยอดเงินฝากและรายการ ฝากถอนเงิ นของลูกค้า ฐานข้อมูลนี้ จึงมี ลกษณะสาคัญที่เรี ยกว่าเป็ นฐานข้อมูลกลาง ในความหมายที่ว่า ั ลู กค้ามี บญชี เงิ นฝากธนาคารแห่ ง นั้นๆจะมี ขอมู ลอยู่ที่ ฐานข้อมูลกลางเพี ยงชุ ดเดี ยว และด้วยระบบการ ั ้ สื่ อสารข้อมูลในลักษณะเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทาให้เข้าถึงข้อมูลได้จากระยะไกล นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ ยังช่วยจัดการประมวลผลรายกาสรเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การฝาก การโอน และการถอน ที่เกิดขึ้นโดย อัตโนมัติ เทคโนโลยีฐานข้อมูลกลางทาให้สามารถเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้เพียงชุ ดเดียว ไม่จาเป็ นต้องทาสาเนา หลายชุ ดสามารถเรี ยกใช้และแก้ไขได้จากระยะไกล และเมื่ อมี การแก้ไขแล้วทุ กคนที่เข้ามาใช้ขอมูลใน ้ ภายหลัง ก็ จ ะได้รั บ ข้อ มู ล ในภายหลัง ก็ จ ะได้รั บ ข้อ มู ล ที่ ท ันสมัย การประมวลผลอัต โนมัติ ด้ว ยเครื่ อ ง คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่ อสารข้อมูลในระบบเครื อข่ายนี้ เป็ นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความสาคัญ ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ สามารถนามาประยุกต์ในงานต่างๆ ที่เป็ นประโยชน์ต่อองค์กรและ ธุ รกิจได้อีกมากมาย 1.8.2 การลงทะเบียนเรียน การลงทะเบียนเรี ยนในมหาวิทยาลัยแห่ งหนึ่ งนักศึกษาแต่ละคนสามารถเลื อกเรี ยนวิชาที่สนใจได้ แต่ตองเป็ นวิชาที่กาหนดไว้ในหลักสู ตร การลงทะเบียนแต่ละวิชามีขอจากัดคือ จานวนนักศึกษาแต่ละห้อง ้ ้ มีจานวนจากัด ดังนั้นการลงทะเบี ยนเรี ยนจึงต้องอาศัยข้อมูลจากการประมวลผลแบบเชื่ อมตรง เพื่อให้ ั ่ ิ สามารถตรวจสอบการลงทะเบียนได้ทนทีวามีวชาอะไรเปิ ดสอนบ้าง วิชาใดมีผสมัครเรี ยนเต็มแล้ว ถ้าเต็ม ู้ แล้วสามารถเปลี่ยนกลุ่ม หรื อวิชาอื่นใดแทนได้บาง ้
  • 16.
    ขั้นตอนของการลงทะเบียนเรี ยนของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีดงนี้ ั 1) นักศึกษานารายวิชาที่ตนเองสนใจจะเรี ยน ปรึ กษากับอาจารย์ที่ปรึ กษา เพื่อขอความเห็นชอบ จากอาจารย์ที่ปรึ กษา จึงนาไปลงทะเบียน 2) นักศึกษานาเอกสารการลงทะเบียนที่มีลายมือชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา มาพบกับเจ้าหน้าที่ ลงทะเบียนเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนป้ อนข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะทาการตรวจสอบวิชา ที่ บ ัน ทึ ก แต่ ล ะวิ ช าว่า ติ ด ขัด ข้อ ก าหนดใดหรื อ ไม่ เช่ น มี ผู ้ล งทะเบี ย นวิ ช านั้น เต็ ม แล้ว ไม่ ส ามารถ ลงทะเบียนได้ ต้องให้นกศึกษาเปลี่ยนกลุ่มเรี ยน หรื อหากต้องการลงทะเบียนวิชาใหม่ ก็ตองกลับไปขอ ั ้ ความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึ กษาอีกครั้ง ั ่ 3) โปรแกรมการพิมพ์รายการที่นกศึกษาลงทะเบียนทั้งหมด พร้อมทั้งคิดค่าใช้จายที่นกศึกษาต้อง ั จ่ายเป็ นค่าลงทะเบียนเรี ยน 4) นักศึกษาจ่ายเงินและรับเอกสารใบเสร็ จที่พิมพ์ดวยคอมพิวเตอร์ ้ 5) เมื่อลงทะเบียนเสร็ จเรี ยบร้อยแล้ว จะมีขอมูลในฐานข้อมูลที่บ่งบอกได้วา แต่ละวิชามีนกศึกษา ้ ่ ั ผูใดลงทะเบียนเรี ยนบ้าง นักศึกษาลงทะเบียนรวมทั้งสิ้ นกี่คน พร้อมทั้งพิมพ์รายงานการลงทะเบียนเรี ยน ้ ของนักศึกษาในแต่ละรายวิชา แจ้งให้อาจารย์ผสอนวิชานั้นๆทราบ ู้ ่ 6) ในกรณี ที่นกศึกษาต้องการเพิ่มหรื อถอนการลงทะเบียนในภายหลัง ซึ่ งอยูในระยะเวลาที่ ั อนุ ญาต นักศึกษาสามารถดาเนิ นการโดยขออนุ ญาตการเพิ่มหรื อถอนจากอาจารย์ที่ปรึ กษาและอาจารย์ ประจาวิช า แล้ว นาเอกสารมาให้เ จ้า หน้า ที่ ป้ อนรหัส วิ ช าที่ เพิ่ ม หรื อถอน โปรมแกรมจะตรวจสอบกับ ฐานข้อมูล และพิมพ์รายการทางด้านการเงิ น พร้ อมทั้งปรับปรุ งฐานข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ ข้อมูลใน ่ ระบบการลงทะเบียนของสถานศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงและทาให้ทนสมัยอยูตลอดเวลา สามารถเรี ยกใช้ ั หรื อตรวจสอบข้อมูลได้ทนที ข้อมูลเหล่านี้ จะนาไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาต่างๆ เช่ น การจัด ั ตารางสอน การจัดห้องสอบ การปรับปรุ งข้อมูลคะแนน รวมถึงการรายงานผลต่างๆ 1.8.3 การบริการและการทาธุรกรรมบนอินเทอร์ เน็ต การเติ บ โตของเครื อข่ายอิ นเทอร์ เน็ ตทาให้มีผูใช้ง านกันอย่างกว้างขวาง เครื อข่า ยอิ นเทอร์ เน็ ต ้ เชื่อมโยงถึงกันทัวโลก ทาให้การสื่ อสารระหว่างบนอินเทอร์ เน็ตทาได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ากว่าระบบการ ่ สื่ อ สารแบบอื่ น การสื่ อ สารที่ นิ ย มอิ น เทอร์ เ น็ ต ได้แก่ การรั บ ส่ ง ข้อมู ล ท าการแลกเปลี่ ย น โอนย้า ย แฟ้ มข้อมูลระหว่างกัน การส่ งอีเมล์ การกระจายทาการในรู ปแบบเว็บเพจ ตลอดจนการโต้ตอบสื่ อสาร แบบส่ งข้อความและการประยุกต์ในเรื่ องธุ รกิจอีกมากมาย
  • 17.
    การประยุกต์ท่ีน่าสนใจบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตอย่างหนึ่ง คือระบบพาณิ ชย์อิเล็กทรอนิ กส์ หรื ออี คอมเมิร์ซ ( electronic commerce : e-commerce ) หรื อการค้าขายบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต มีการตั้ง ร้านค้าบนอินเทอร์ เน็ตจานวนมาก ผูต้ งร้ านค้าใช้เว็บเพจนาเสนอสิ นค้าและบริ การต่างๆ ซึ่ งทาให้ผเู ้ ข้าใช้ ้ ั บริ การสามารถเข้าถึงไดจากทุกที่ ทุกประเทศ เป็ นการเปิ ดร้านค้าทีมีลูกค้าเข้าเยี่ยมชมจากที่ต่างๆได้ทวมุม ั่ โลก ตัวอย่างเช่ น ร้ านหนังสื อหลายแห่ งที่อยู่บนอินเทอร์ เน็ต นาเสนอรายการ และตัวอย่างหนังสื อบน เครื อข่าย มีหนังสื อที่ ทางร้ านนาเสนอหลายแสนเล่ม มี ระบบข่ายค้นหาหนังสื อเล่ มที่ตองการ และหาก ้ สนใจติดต่อสั่งซื้ อก็กรอกลงในแบบฟอร์ มการสั่งซื้ อ มีระบบการชาระเงินได้หลายแบบ เช่น ระบบชาระ เงิ นผ่านบัตรเครดิ ต ระบบการโอนเงิ นผ่านธนาคาร ระบบการนาสิ นค้าส่ งถึ งที่ แล้วจึ งค่อยชาระเงิ นการ จัดส่ ง สิ นค้า ก็ท าได้รวดเร็ ว มี เครื อข่ า ยการส่ ง สิ นค้า ได้ท วโลกผ่า นทางบริ ษท จัดส่ ง สิ นค้าแบบเร่ งด่ วน ั่ ั ระบบการค้า ขายบนอิ นเทอร์ เน็ ต จึ ง เติ บ โตและมี ผูนิ ย มเพิ่ ม ขึ้ นอย่า งมาก ทั้ง นี้ เพราะข้อดี คื อ สามารถ ้ ั นาเสนอสิ นค้าให้กบลูกค้าได้กว้างขวาง สิ นค้าบางอย่างเป็ นสิ นค้าที่มีมากและราคาถูกในท้องที่หนึ่ งแต่อาจ เป็ นที่ ตองการในอีกที่ หนึ่ ง เช่ น คนไทยสามารถส่ งปลาทูขายผ่านระบบอี คอมเมิ ร์ซไปยังผูบริ โภคแถบ ้ ้ ประเทศตะวันออกกลาง โดยระบบบรรจุหีบห่ อแช่แข็งขนาดเล็ก ส่ งผ่านบริ ษทจัดส่ งสิ นค้าเร่ งด่วนไปยัง ั ผูบริ โภคได้ นอกจากนี้ สิ นค้าประเภทหัตถกรรมไทยจานวนมากก็เป็ นที่ ต้องการของต่างประเทศ การ ้ นาเสนอสิ นค้าผ่านทางเครื อข่าย จึงเป็ นหนทางของการเปิ ดตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จนในปั จจุบนมีผู ้ ั ตั้งร้านบนเครื อข่ายมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม นอกจากการทาการค้าบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตแล้ว บริ ษท ห้างร้าน และหน่วยงานราชการต่างๆ ั ก็หนมาดาเนิ นกิจการ หรื อให้บริ การทางอินเทอร์ เน็ตมากขึ้น ทาให้ผใช้บริ การสะดวกสบายขึ้น โรงแรม ั ู้ และการท่องเที่ยวเสนอบริ การ และการจองเข้าพักโรงแรมหรื อการซื้ อตัวเครื่ องบินผ่านทางอินเทอร์ เน็ต ๋ ่ กรรมสรรพากรเสนอบริ การให้ผเู้ สี ยภาษียื่นแบบรายการเสี ยภาษีผานทางเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต ทา ให้ผคนหลายแสนคนที่มีหน้าที่ตองยืนแบบรายการเสี ยภาษีไม่ตองเดินทางไปที่สานักงานสรรพากรพื้นที่ ผู ้ ู้ ้ ่ ้ เสี ยภาษีสามารถยื่นแบบรายการเสี ยภาษีได้จากที่ทางาน หรื อที่บานทาให้ลดปั ญหาเรื่ องการเดินทางและ ้ การจราจรได้มาก บริ ษทและหน่ วยงานทางธุ รกิ จจานวนมากใช้ระบบการแลกเปลี่ ยนข้อมูลกันทางอิ เล็กทรอนิ กส์ ั เช่ น การส่ งใบสั่งซื้ อสิ นค้านี้ รูปแบบอิเล็กทรอนิ กส์ การตรวจสอบรายการสิ นค้าตามห้างร้านค้าปลี กแบบ ออนไลน์ การโต้ตอบธุ รกรรมต่างๆ ทาให้ลดการใช้กระดาษและทาให้การดาเนิ นดารเป็ นไปด้วยความ รวดเร็ ว ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม เพิ่มประสิ ทธิ ภาพการดาเนินการ
  • 18.
    รัฐบาลมีเป้ าหมายให้ทุกหน่วยราชการดาเนิ นกิจกรรมต่างๆบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตเช่นกัน การ แลกเปลี่ ยนข้อมูลทางานบนเครื อข่ายทาให้เกิ ดการดาเนิ นกิ จกรรมที่ เรี ยกว่า “ อีกอปเวอร์ นเมนต์ ” ( e- Government ) เช่ น เมื่ อ ประชาชนติ ด ต่ อ กระทรวงต่ า งประเทศเพื่ อ ขอหนัง สื อ เดิ น ทาง กระทรวง ต่ า งประเทศต้องการตรวจสอบบุ ค คล ก็ ส ามารถเชื่ อมโยงเรี ย กใช้ข ้อมู ล ส าเนาทะเบี ย นบ้า นและบัต ร ประชาชนได้จากสานักทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทยได้โดยตรงและทันที ทาให้การตรวจสอบ บุ คคลแม่นยาถู กต้อง โดยประชาชนผูขอใช้บริ การประชาชนมี ความรวดเร็ ว และเป็ นที่ ปรารถนาของ ้ ประชาชน นอกจากนี้รัฐบาลยังส่ งเสริ มให้หน่วยงานราชการดาเนิ นกิจกรรมต่างๆกับบริ ษท ห้างร้าน เช่น ั การประมูลซื้ อสิ นค้าผ่านทางอินเทอร์ เน็ตโดยหน่ วยงานรัฐจะเสนอรายการซื้ อสิ นค้าผ่านทางอินเทอร์ เน็ต และให้บริ ษทผูขายเสนอราคาผ่านทางอินเทอร์ เน็ต ทาให้การประมูลจัดซื้ อของทางราชการมีความรวดเร็ ว ั ้ สะดวกและมีความน่าเชื่อถือมากยิงขึ้น ่ แบบฝึ กหัดบทที่ 1 1. คอมพิวเตอร์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิวติอุสาหกรรมในยุคใดอย่างไร ั 2. นักเรี ยนคิดว่าประเทศไทยควรดาเนิ นการอย่างไรเพื่อลดการสู ญเสี ยเงินตราที่ใช้จ่ายกับเทคโนโลยี สารสนเทศ
  • 19.
    3. กิจวัตรประจาวันของนักเรี ยนเกี่ยวข้องเทคโนโลยีสารสนเทศใดบ้าง( บอกมาอย่างน้อย 5 ข้อ ) 4. จงอธิบายความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ 5. การประมวลผลแบบกลุ่มและแบบเชื่อมตรงต่างกันอย่างไร 6. จงบอกความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ 7. การจัดการสารสนเทศแบ่ง ได้กี่ ระดับ แต่ ละระดับ มี อะไรบ้าง มี ข อบข่ายและความสั มพัม ธ์ ก ัน อย่างไร 8. องค์ป ระกอบของระบบสารสนเทศที่ ท าให้ร ะบบสารสนเทศประสบความส าเร็ จ มี อ ะไรบ้า ง เกี่ยวข้องกันอย่างไร 9. ให้นกเรี ยนเขียนผังแสดงขั้นตอนการลงทะเบียนของนักเรี ยนในโรงเรี ยน ั