More Related Content
PDF
เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนา PDF
ความหมายและประเภทของศาสนา PDF
PPTX
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสนา PPTX
PDF
PPTX
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ม.6.7(4,10) PDF
คำขอขมาพระอาจารย์และครูอาจารย์ What's hot
PDF
PDF
PPTX
PPT
PPTX
พระพุทธศาสนาวัชรยาน Vajrayana Buddhism PDF
PPTX
PDF
PDF
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน PDF
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6 PDF
สรุปเนื้อหา เศรษฐศาสตร์ ม.3 ชุดที่ 1 PPTX
PDF
PDF
PPT
วิธีการทางประวัติศาสตร์ ม.3 PDF
PDF
PDF
PDF
Similar to วันเข้าพรรษา
PDF
PPT
PPT
PPT
PPTX
PPTX
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
DOC
PPTX
PPTX
กิจกรรมการเรียน นำเสนอวันเข้าพรรษา DOCX
วันเข้าพรรษา
- 1.
วันเข้าพรรษา
ประวัติความเป็นมา
วันเข้าพรรษา (วันแรม 1ค่า เดือน 8) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่า เดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่า
เดือน 11) ถือได้ว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทางพระพุทธศาสนาที่สาคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย
โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน
โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสาคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15ค่า เดือน 8)
ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการทาบุญในวันเข้าพรร
ษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย
สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจาพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3
เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ
ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลาบากในช่วงฤดูฝน
เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่าธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจาพรรษาตลอด 3 เดือนนั้น
เป็นช่วงเวลาและโอกาสสาคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จาพรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใดสถา
นที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้
ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย
ในวันเข้าพรรษาและช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3เดือน
พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบาเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทาบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา
ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสาคัญอื่น ๆ คือ มีการถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา และผ้าอาบน้าฝน
(ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์ด้วย เพื่อสาหรับให้พระสงฆ์ได้ใช้สาหรับการอยู่จาพรรษา โดยในอดีต
ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช (20ปี)
จะนิยมถือบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เพื่ออยู่จาพรรษาตลอดฤดูพรรษากาลทั้ง 3เดือน
โดยพุทธศาสนิกชนไทยจะเรียกการบรรพชาอุปสมบทเพื่อจาพรรษาตลอดพรรษากาลว่า "บวชเอาพรรษา"
- 2.
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2551 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ"[2]
โดยในปีถัดมา ยังได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วราชอาณาจักร[3]
ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดการดื่มสุราในวันเข้าพรรษาและในช่วง 3
เดือนระหว่างฤดูเข้าพรรษา เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่ดีให้แก่สังคมไทย[4]
ความสาคัญและประโยชน์ของการเข้าพรรษา
1. ช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทาไร่นา
ดังนั้นการกาหนดให้ภิกษุสงฆ์หยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยให้พันธุ์พืชของต้นกล้า
หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไม่ได้รับความเสียหายจากการเดินธุดงค์
2. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา 8 - 9เดือน
ช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงที่ให้พระภิกษุสงฆ์ได้หยุดพักผ่อน
3. เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสาหรับตนเอง
และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนให้กับประชาชนเมื่อถึง วันออกพรรษา
4. เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับกุลบุตรผู้มีอายุครบบวช
อันเป็นกาลังสาคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
5. เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสบาเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่นการทาบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา
ถวายผ้าอาบน้าฝน รักษาศีล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข
และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษา
ประเภทของการเข้าพรรษาของพระสงฆ์
การเข้าพรรษาตามพระวินัยแบ่งได้เป็น 2ประเภท [8][9]
คือ
1.ปุริมพรรษา (เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1ค่า เดือน 8
(สาหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8สองหน จะเริ่มในวันแรม 1ค่า เดือน 8 หลัง) จนถึงวันขึ้น 15 ค่า เดือน 11
หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จาพรรษาครบ 3เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน
นับตั้งแต่วันแรม 1ค่า เดือน 11 ถึงขึ้น 15ค่า เดือน 12
- 3.
2.ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลังใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย
ทาให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่า เดือน 8ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1ค่า เดือน 9
แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่า เดือน 12ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี
ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน
แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน
ข้อยกเว้นการจาพรรษาของพระสงฆ์
แม้การเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสาหรับพระภิกษุโดยตรง ที่จะละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆก็ตาม[10]
แต่ว่าในการจาพรรษาของพระสงฆ์ในระหว่างพรรษานั้น อาจมีกรณีจาเป็นบางอย่าง
ทาให้พระภิกษุผู้จาพรรษาต้องออกจากสถานที่จาพรรษาเพื่อไปค้างที่อื่น
พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ทาได้โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษาโดยมีเหตุจาเป็นเฉพาะกรณี ๆ ไป
ตามที่ทรงระบุไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการพระศาสนาหรือการอุปัฏฐานบิดามารดา
แต่ทั้งนี้ก็จะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน การออกนอกที่จาพรรษาล่วงวันเช่นนี้เรียกว่า
"สัตตาหกรณียะ" ซึ่งเหตุที่ทรงระบุว่าจะออกจากที่จาพรรษาไปได้ชั่วคราวนั้นเช่น
1. การไปรักษาพยาบาล หาอาหารให้ภิกษุหรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย เป็นต้น กรณีนี้ทาได้กับสหธรรมิก 5
และมารดาบิดา
2. การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้ กรณีนี้ทาได้กับสหธรรมิก 5
3. การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่นการไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชารุด หรือ การไปทาสังฆกรรม
เช่น สวดญัตติจตุตถกรรมวาจาให้พระผู้ต้องการอยู่ปริวาส เป็นต้น
4. หากทายกนิมนต์ไปทาบุญ ก็ไปให้ทายกได้ให้ทาน รับศีล ฟังเทสนาธรรมได้
กรณีนี้หากโยมไม่มานิมนต์ ก็จะไปค้างไม่ได้.
ซึ่งหากพระสงฆ์ออกจากอาวาสแม้โดยสัตตาหกรณียะล่วงกาหนด 7วันตามพระวินัย ก็ถือว่า
ขาดพรรษา และเป็นอาบัติทุกกฏเพราะรับคา (รับคาอธิษฐานเข้าพรรษาแต่ทาไม่ได้)
ในกรณีที่พระสงฆ์สัตตาหกรณียะและกลับมาตามกาหนดแล้ว ไม่ถือว่าเป็นอาบัติ
และสามารถกลับมาจาพรรษาต่อเนื่องไปได้ และหากมีเหตุจาเป็นที่จะต้องออกจากที่จาพรรษาไปได้ตามวินัยอีก
- 4.
- 5.
เมื่อถึงวันเข้าพรรษา
พระสงฆ์ในวัดจะรวมตัวกันอธิษฐานจาพรรษาภายในวิหารหรืออุโบสถของวัดการเข้าจาพรรษาคือการตั้งใจเพื่อ
อยู่จา ณ อาวาสใดอาวาสหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเป็นประจาตลอดพรรษา3 เดือน
ดังนั้นก่อนเข้าจาพรรษาพระสงฆ์ในวัดจะเตรียมตัวโดยการซ่อมแซมเสนาสนะปัดกวาดเช็ดถูให้เรียบร้อยก่อนถึ
งวันเข้าพรรษา
เมื่อถึงวันเข้าพรรษา
ส่วนใหญ่พระสงฆ์จะลงประกอบพิธีอธิษฐานจาพรรษาหลังสวดมนต์ทาวัตรเย็นเป็นพิธีเฉพาะของพระสงฆ์
ซึ่งส่วนใหญ่จะลงประกอบพิธี ณ อุโบสถ หรือสถานที่ใดตามแต่จะสมควรภายในอาวาสที่จะจาพรรษา
โดยเมื่อทาวัตรเย็นประจาวันเสร็จแล้วเจ้าอาวาสจะประกาศเรื่อง วัสสูปนายิกา
คือการกาหนดบอกให้ให้พระสงฆ์ทั้งปวงรู้ถึงข้อกาหนดในการเข้าพรรษา โดยมีสาระสาคัญดังนี้
1. แจ้งให้ทราบเรื่องการเข้าจาพรรษาแก่พระสงฆ์ในอาราม
2. แสดงความเป็นมาและเนื้อหาของวัสสูปนายิกาตามพระวินัยปิฏก
3. กาหนดบอกอาณาเขตของวัด ที่พระสงฆ์จะรักษาอรุณ หรือรักษาพรรษาให้ชัดเจน
(รักษาอรุณคือต้องอยู่ในอาวาสที่กาหนดก่อนอรุณขึ้น จึงจะไม่ขาดพรรษา)
4. หากมีภิกษุผู้เป็นเสนาสนคาหาปกะ ก็ทาการสมมุติเสนาสนคาหาปกะ (เจ้าหน้าที่สงฆ์)
เพื่อให้เป็นผู้กาหนดให้พระสงฆ์รูปใดจาพรรษา ณสถานที่ใดในวัด
เมื่อแจ้งเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้ว อาจจะมีการทาสามีจิกรรม คือกล่าวขอขมาโทษซึ่งกันและกัน
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างพระเถระและพระผู้น้อย
และเป็นการสร้างสามัคคีกันในหมู่คณะด้วย
- 6.
จากนั้นจึงทาการอธิษฐานพรรษา เป็นพิธีกรรมที่สาคัญที่สุด
โดยการเปล่งวาจาว่าจะอยู่จาพรรษาตลอดไตรมาส โดยพระสงฆ์สามเณรทั้งอารามกราบพระประธาน3ครั้งแล้ว
เจ้าอาวาสจะนาตั้งนโม 3จบ และนาเปล่งคาอธิษฐานพรรษาพร้อมกันเป็นภาษาบาลีว่า
อิมสฺมึ อาวาเส อิม เตมาส วสฺส อุเปมิ
(ถ้ากล่าวหลายคนใช้: อุเปม)
หลังจากนี้ ในแต่ละวัดจะมีข้อปฏิบัติแตกต่างกันไป บางวัดอาจจะมีการเจริญพระพุทธมนต์ต่อ
และเมื่อเสร็จแล้วอาจจะมีการสักการะสถูปเจดีย์ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ภายในวัดอีกตามแต่จะเห็นสมควร
เมื่อพระสงฆ์สามเณรกลับเสนาสนะของตนแล้ว
อาจจะอธิษฐานพรรษาซ้าอีกเฉพาะเสนาสนะของตนก็ได้ โดยกล่าววาจาอธิษฐานเป็นภาษาบาลีว่า
การสอบธรรมสนามหลวง
จะจัดขึ้นในช่วงหลังออกพรรษา เพื่อวัดความรู้นักธรรมที่พระสงฆ์เล่าเรียนมาตลอดพรรษากาล
เป็นอันเสร็จพิธีอธิษฐานเข้าจาพรรษาสาหรับพระสงฆ์ และพระสงฆ์จะต้องรักษาอรุณไม่ให้ขาดตลอด 3
เดือนนับจากนี้ โดยจะต้องรักษาผ้าไตรจีวรตลอดพรรษากาล คือ ต้องอยู่กับผ้าครองจนกว่าจะรุ่งอรุณด้วย
การศึกษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในระหว่างพรรษาในปัจจุบัน
- 7.
ในอดีต การเข้าพรรษามีประโยชน์แก่พระสงฆ์ในด้านการศึกษาพระธรรมวินัย โดยการที่พระสงฆ์จากที่ต่าง
ๆมาอยู่จาพรรษารวมกันในที่ใดที่หนึ่ง
พระสงฆ์เหล่านั้นก็จะมีการแลกเปลี่ยนความรู้และถ่ายองค์ความรู้ตามพระธรรมวินัยให้แก่กัน มาในปัจจุบัน
การศึกษาพระธรรมวินัยในช่วงเข้าพรรษาในประเทศไทยก็ยังจัดเป็นกิจสาคัญของพระสงฆ์
โดยพระสงฆ์ที่อุปสมบททุกรูป แม้จะอุปสมบทเพียงเพื่อชั่วเข้าพรรษาสามเดือน
ก็จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยเพิ่มเติม ปัจจุบันพระธรรมวินัยถูกจัดเป็นหลักสูตรของคณะสงฆ์ ในหลักสูตร
พระธรรม จะเรียกว่า ธรรมวิภาค พระวินัย เรียกว่า วินัยมุข รวมเรียกว่า "นักธรรม" ชั้นต่าง ๆ
โดยจะมีการสอบไล่ความรู้พระปริยัติธรรมในช่วงออกพรรษา เรียกว่า การสอบธรรมสนามหลวง ในช่วงวันขึ้น
9 - 12ค่า เดือน 11 (จัดสอบนักธรรมชั้นตรีสาหรับพระภิกษุสามเณร) และช่วงวันแรม 2 - 5 ค่า เดือน 12
ปัจจุบันการศึกษาเฉพาะในชั้นนักธรรมตรีสาหรับพระนวกะ หรือพระบวชใหม่
จะจัดสอบในช่วงปลายฤดูเข้าพรรษา เพื่ออานวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่จะลาสิกขาบทหลังออกพรรษา
จะได้ตั้งใจเรียนพระธรมวินัยเพื่อสอบไล่ให้ได้นักธรรมในชั้นนี้ด้วย
การถือปฏิบัติประเพณีการบาเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาในประเทศไทย
สันนิษฐานว่าเริ่มมีมาแต่แรกที่รับพระพุทธศาสนาเถรวาทเข้ามาในดินแดนประเทศไทย
ซึ่งอาจมีปฏิบัติประเพณีนี้มาตั้งแต่สมัยทวาราวดี
แต่มาปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าชาวไทยได้ถือปฏิบัติในการบาเพ็ญกุศลในเทศกาลเข้าพรรษาในสมัยกรุงสุโขทัยเ
ป็นราชธานี ดังปรากฏความในศิลาจารึกหลักที่ 1 (ด้านที่ 2) ดังนี้
นอกจากนี้ในหนังสือตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ยังได้กล่าวถึงการเทศกาลเข้าพรรษาในสมัยสุโขทัยไว้อีกว่
า "เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ ค่า ทั้งทหารบก และทหารเรือก็จัดขบวนแห่เทียนจานาพรรษา ทั้งใส่คานหาบไปและลงเรือ
ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคา ประดับ ธงทิว ตีกลอง เป่าแตรสังข์ แห่ไป
ครั้นถึงพระอารามแล้วก็ยกต้นเทียนนั้นเข้าไปถวายในพระอุโบสถ หอพระธรรมและพระวิหาร
จุดตามให้สว่างไสวในที่นั้น ๆ ตลอด ๓ เดือน ดังนี้ทุกพระอาราม"
ซึ่งตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์นั้นสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์โดยมี ตามความที่
คาถวายเทียนพรรษา
- 8.
- 9.
- 10.
แต่ช่วงหน้าฝนของการจาพรรษาในสมัยก่อนนั้น
พระสงฆ์ที่มีเพียงสบงผืนเดียวจะอาบน้าฝนจาเป็นต้องเปลือยกาย ทาให้ดูไม่งามและเหมือนนักบวชนอกศาสนา
นางวิสาขามหาอุบาสิกาจึงคิดถวาย "ผ้าวัสสิกสาฏก"หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ผ้าอาบน้าฝน
เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยนกับผ้าสบงปกติ จนเป็นประเพณีทาบุญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
โดยปรากฏสาเหตุความเป็นมาของการถวายผ้าอาบน้าฝนในพระไตรปิฎกดังนี้
ครั้งหนึ่งสมัยพุทธกาล พระศาสดาประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร นางวิสาขาได้มาฟังธรรม
แล้วทูลอาราธนาพระศาสดาและหมู่สงฆ์ไปฉันที่บ้านของนางในวันรุ่งขึ้น เช้าวันนั้นเกิดฝนตกครั้งใหญ่
ตกในทวีปทั้ง 4 พระศาสดาจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายสรงสนานกาย
พระสงฆ์ทั้งหลายที่ไม่มีผ้าอาบน้าฝนจึงออกมาสรงน้าฝนโดยร่างเปลือยกายอยู่
พอดีกับนางวิสาขามหาอุบสิกาสั่งให้นางทาสีไปนิมนต์ภิกษุมารับภัตตาหารที่บ้านของตน
เมื่อนางทาสีไปถึงที่วัดเห็นภิกษุเปลื้องผ้าสรงสนานกาย ก็เข้าใจว่า ในอารามมีแต่พวกชีเปลือย
(อาชีวกนอกพระพุทธศาสนา) ไม่มีภิกษุอยู่จึงกลับบ้าน
ส่วนนางวิสาขานั้นเป็นสตรีที่ฉลาดรู้แจ้งในเหตุการณ์ทั้งปวง
เมื่อถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขในวันนั้นแล้ว จึงได้โอกาสอันควรทูลขอพร 8
ประการต่อพระศาสดา
พระศาสดาทรงอนุญาตพร 8ประการคือ
- 11.
ผ้าอาบน้าฝนมีเพื่อใช้ผลัดกับผ้าสบงปกติ เพื่อปกปิดความเปลือยกายในเวลาสรงน้าฝนของพระสงฆ์
(ปกติตามพระวินัย พระสงฆ์จะมีไตรจีวรได้เพียงรูปละ1 สารับเท่านั้น)
1. ขอถวายผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้า) แก่พระสงฆ์เพื่อปกปิดความเปลือยกาย
2. ขอถวายภัตแต่พระอาคันตุกะ เนื่องจากพระอาคันตุกะไม่ชานาญหนทาง
3. ขอถวายคมิกภัตแก่พระผู้เตรียมตัวเดินทาง เพื่อจะได้ไม่พลัดจากหมู่เกวียน
4. ขอถวายคิลานภัตแก่พระอาพาธ เพื่อไม่ให้อาการอาพาธกาเริบ
5. ขอถวายภัตแก่พระผู้พยาบาลพระอาพาธ เพื่อให้ท่านนาคิลานภัตไปถวายพระอาพาธได้ตามเวลา
และพระผู้พยาบาลจะได้ไม่อดอาหาร
6. ขอถวายคิลานเภสัชแก่พระอาพาธ เพื่อให้อาการอาพาธทุเลาลง
7. ขอถวายยาคูเป็นประจาแก่สงฆ์
8. ขอถวายผ้าอุทกสาฎก (ผ้าอาบน้า) แก่ภิกษุณีสงฆ์เพื่อปกปิดความไม่งามและไม่ให้ถูกเย้ยยัน
โดยนางวิสาขาได้ให้เหตุผลการถวายผ้าอาบน้าฝนว่า
เพื่อให้ใช้ปกปิดความเปลือยกายในเวลาสรงน้าฝนของพระสงฆ์ที่ดูไม่งามดังกล่าว ดังนั้น
นางวิสาขาจึงเป็นอุบาสิกาคนแรกที่ได้รับอนุญาตให้ถวายผ้าอาบน้าฝน (วัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์
ผ้าอาบน้าฝน จึงถือเป็นบริขารพิเศษที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระสงฆ์ได้ใช้
ดังนั้นจึงจาเป็นต้องทาให้ถูกต้องตามพระวินัยปิฎก มิเช่นนั้นพระสงฆ์จะต้องอาบัตินิคสัคคิยปาจิตตีย์ คือ
ต้องทาผ้ากว้างยาวให้ถูกขนาดตามพระวินัย คือ ยาว 6 คืบพระสุคต กว้าง 2 คืบครึ่ง ตามมาตราปัจจุบันคือ ยาว 4
ศอก 3กระเบียด กว้าง 1ศอก 1คืบ 4 นิ้ว1 กระเบียดเศษ ถ้าหากมีขนาดใหญ่กว่านี้ พระสงฆ์ต้องตัดให้ได้ขนาด
จึงจะปลงอาบัติได้
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางกรอบเวลาในการแสวงหาผ้าอาบน้าฝนไว้ด้วย
หากพระสงฆ์แสวงหาผ้าอาบน้าฝนมาได้ภายนอกกาหนดเวลาดังกล่าว จะต้องอาบัติ
โดยพระพุทธเจ้ายังได้ทรงวางกรอบเวลาในการแสวงหาผ้าอาบน้าฝนไว้ว่า
หากพระสงฆ์แสวงหาผ้าอาบน้าฝนมาใช้ได้ภายนอกกาหนดเวลาดังกล่าว จะต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
กล่าวคือ ทรงวางกรอบเวลาหรือเขตกาลไว้ 3 เขตกาล[22]
คือ
เขตกาลที่จะแสวงหา ช่วงปลายฤดูร้อน ตั้งแต่แรม 1ค่า เดือน 7 ถึงวันเพ็ญเดือน 8รวมเวลา 1 เดือน
- 12.
เขตกาลที่จะทานุ่งห่ม ช่วงกึ่งเดือนปลายฤดูร้อนตั้งแต่ขึ้น 1ค่า เดือน 8 ถึงวันเพ็ญเดือน 8
รวมเวลาประมาณ 15 วัน
เขตกาลที่จะอธิษฐานใช้สอย ช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่แรม 1 ค่า เดือน 8ถึงวันเพ็ญเดือน 12 รวมเวลา 4
เดือน
ด้วยกรอบพระพุทธานุญาตและกรอบเวลาตามพระวินัยดังกล่าว
เมื่อถึงเวลาที่พระสงฆ์ต้องแสวงหาผ้าอาบน้าฝน
พุทธศานิกชนจึงถือโอกาสบาเพ็ญกุศลด้วยการจัดหาผ้าอาบน้าฝนมาถวายแก่พระสงฆ์
จนเป็นประเพณีสาคัญเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษามาจนปัจจุบัน
ประเพณีถวายผ้าจานาพรรษา (หลังออกพรรษา)
คาถวายผ้าจานาพรรษา
ผ้าจานาพรรษา หรือ ผ้าวัสสาวาสิกสาฎก[23]
เป็นผ้าไตรจีวรที่ถวายแก่พระสงฆ์ที่อยู่จาพรรษาครบ 3
เดือน ที่ผ่านวันปวารณาไปแล้ว หรือที่ผ่านวันปวารณาและได้กรานและอนุโมทนากฐินแล้ว
ซึ่งผ้าจานาพรรษานี้พระสงฆ์สามารถรับได้ภายในกาหนด 5 เดือน ที่เป็นเขตอานิสงส์กฐิน คือ ตั้งแต่แรม 1ค่า
เดือน 11ถึงขึ้น 15 ค่า เดือน 4
แต่สาหรับพระสงฆ์ที่จาพรรษาครบ 3 เดือน และผ่านวันปวารณาไปแล้ว
ซึ่งไม่ได้กรานและอนุโมทนากฐิน ก็สามารถรับและใช้ผ้าจานาพรรษาได้เช่นกัน
แต่สามารถรับได้ในช่วงกาหนดเพียง 1เดือน ในเขตจีวรกาลสาหรับผู้ไม่ได้กรานกฐินเท่านั้น
การถวายผ้าจานาพรรษาในช่วงดังกล่าว
เพื่ออนุเคราะห์แก่พระสงฆ์ที่ต้องการจีวรมาเปลี่ยนของเก่าที่ชารุด
พุทธศาสนิกชนจึงนิยมถวายผ้าจานาพรรษามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ในประเทศไทยก็ปรากฏว่ามีพระราชประเพณีการถวายผ้าจานาพรรษาแก่พระสงฆ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4
ตามความที่ปรากฏในหนังสือพระราชนิพนธ์พระราชพิธี 12 เดือน
ซึ่งปัจจุบันแม้ทางราชสานักได้งดประเพณีนี้ไปแล้ว แต่ประเพณีนี้ก็ยังคงมีอยู่สาหรับชาวบ้านทั่วไป
โดยนิยมถวายเป็นผ้าไตรแก่พระสงฆ์หลังพิธีงานกฐิน
- 13.