ลักษณะการทา งานของภาษาซี 
ภาษาซีเป็นภาษาที่มีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ภาษาซีรุ่นแรก 
ทางานภายใต้ระบบปฏิบัติการคอส (cos) ปัจจุบันทางานภายใต้ 
ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) ภาษาซีใช้วิธีแปลรหัสคาสงั่ 
ให้เป็นเลขฐานสองเรียกว่า คอมไพเลอร์ การศึกษาภูมิหลังการเป็นมาของ 
ภาษาซีและกระบวนการแปลภาษาจะช่วยให้ผู้ใช้ภาษาซีในรุ่นและ 
บริษัทผู้ผลิตแตกต่างกัน สามารถใช้ภาษาได้อย่างเข้าใจมากขึน้
ความเป็นมาของภาษาซี 
ภาษาซีได้รับการพัฒนาเมื่อปี ค.ศ.1972 โดยนายเดนนิส ริตซี่ตัง้ชื่อว่าซี 
เพราะพัฒนามาจากภาษา BCLP และภาษา B ในช่วงแรกใช้ทดลองเขียน 
คาสงั่ควบคุมในห้องปฏิบัติการเบล (Bell Laboratoorics) เท่านัน้ เมื่อปี 
ค.ศ.1978 นายไบรอัน เคอร์นิกฮัน และ นายเดนนิส ริตซี่ ร่วมกันกาหนด 
นิยามรายละเอียดของภาษาซี
การทางานของตอมไพเลอร์ภาษาซี 
คอมไพเลอร์เป็นโปรแกรมที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อแปลลภาษา 
คอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่งมักใช้กับโปรแกรมเชิงโครงสร้าง ลักษณะการ 
แปลจะอ่านรหัสคาสงั่ทัง้โปรแกรมตัง้แต่บรรทัดคาสงั่แรกถงึบรรทัด 
สุดท้าย หากมีข้อผิดพลาดจะรายงานทุกตาแหน่งคาสงั่ที่ใช้ผิด 
กฎไวยากรณ์ของภาษา กระบวนการคอมไพเลอร์โปรแกรมคาสงั่ของ 
ภาษาซี มีดังนี้
1.จัดทาโปรแกรมต้นฉบับ (Source Program) หลัง 
จากพิมคาสงั่งาน ตามโครงสร้างภาษาที่สมบูรณ์แล้วทุกส่วนประกอบ ให้ 
บันทึกโดยกาหนดชนิดงานเป็น .c เช่น work.c 
2.การแปลรหัสคาสงั่เป็นภาษาเครื่อง (Compile) หรือการบิวด์ 
(Build) เครื่องจะตรวจสอบคาสงั่ทีละคาสงั่เพื่อวิเคราะห์ว่าใช้งานได้ 
ถูกต้องตามรูปแบบไวยากรณ์ที่ภาษาซีกาหนดไว้หรือหากมีข้อผิดพลาดจะแจ้ง 
ให้ทราบ หากไม่มีข้อผิดพลาดจะไปกระบวนการ
3.การเชื่อมโยงโปรแกรม (Link) ภาษาซีมีฟังก์ชันมาตรฐานให้ใช้งาน 
เช่น printf() ซึ่งจัดเก็บไว้ในเฮดเดอร์ไพล์ หรือเรียกว่า ไลบรารี ใน 
ตาแหน่งที่กาหนดชื่อแตกต่างกันไป ผู้ใช้ต้องศึกษาและเรียกใช้เฮดเดอร์ 
ไฟล์กับฟังก์ชันให้สัมพันธ์เรียกว่าเชื่อมโยงกับไลบรารี กระบวนการนีไ้ด้ 
ผลลัพธ์เป็นไฟล์ชนิด .exe
ส่วนประกอบโครงสร้างภาษาซี 
สาหรับโครงสร้างของภาษาซีในเบอื้งต้นนีจ้ะกล่าวถึงเฉพาะ 
รายละเอียดที่นาไปใช้ในการเขียนคาสงั่ควบคุมระดับพืน้ฐาน ผู้สร้าง 
งานโปรแกรมจะใช้งานส่วนประกอบในภาษาซีเพียง2ส่วน คือ ส่วนหัว 
และส่วนฟังก์ชันหลัก ดังนี้
ส่วนหัวของโปรแกรม(Header File) 
หรือเรียกว่าฟรีโปรเซสเซอร์ไดเรกที ใช้ระบุชื่อเฮดเดอร์ ควบคุม 
การทางานของฟังก์ชันมาตรฐานที่ถูกเรียกใช้งานในส่วน main( ) 
เฮดเดอร์ไฟล์มีชนิดเป็น h. จัดเก็บในไลบรารีฟังก์ชัน ผู้เขียนคาสงั่ 
ต้องศึกษาว่าฟังก์ชันที่ใช้งานอยู่นัน้อยู่ในเฮดเดอร์ไฟล์ชื่ออะไร จึง 
จะเรียกใช้งานได้ถูกต้อง นิยมใช้รูปแบบคาสงั่ดังนี้ 
อธิบาย header_name ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์ควบคุมฟังก์ชัน 
มาตรฐาน เช่นฟังก์ชันprintf ใช้ควบคุมการแสดงผล จัดเก็บใน 
ไลบรารีชื่อ #include <stdio.h>
ส่วนฟังก์ชันหลัก (Main Function) 
เป็นส่วนเขียนคา สั่งควบคุมการทา งานภายในขอบเขต 
เครื่องหมาย{ }ของฟังก์ชันหลักคือ main( ) ต้องเขียนคา สั่ง 
ตามลา ดับขั้นตอนจากกระบวนการวิเคราะห์ระบบงานเบื้องต้น 
และขั้นวางแผนลา ดับการทา งานที่ได้จัดทา ไว้ล่วงหน้า เช่น 
ลา ดับการทา งานด้วยแผนผังโปรแกรมเพื่อลดข้อผิดพลาดใน 
ขั้นตอนลา ดับคา สั่งควบคุมงาน ในส่วนนี้พึงระมัดระวังเรื่อง 
เดียวคือต้องใช้งานคา สั่งตามรูปแบบไวยากรณ์ของภาษาซีที่ 
กา หนดไว้
การพิมพ์คาสงั่ควบคุมงานในโครงสร้างภาษาซี 
คา แนะนา ในการพิมพ์คา สั่งงาน ซึ่งภาษาซีเรียกว่า ฟังก์ชัน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า คา สั่ง 
ตามที่นิยมทั่วไป) ในส่วนประกอบภายในโครงสร้างภาษาซีมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ 
1.คา สั่งที่ใช้ควบคุมการประมวลผมตามลา ดับที่วิเคราะห์ไว้ ต้องเขียน 
ภายในเครื่องหมาย { } ที่อยู่ภายใต้การควบคุมงานของฟังก์ชันหลักชื่อmain 
{} 
2.ปกติคา สั่งควบคุมงานเป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก ยกเว้นบางคา สั่งที่ภาษา 
กา หนดว่าต้องเป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ต้องปฏิบัติตามนั้น เพราะภาษาซีมีความ 
แตกต่างเรื่องตัวอักษร 
3.เมื่อสิ้นสุดคา สั่งงาน ต้องพิมพ์โคลอน(:) 
4. ใน 1 บรรทัด พิมพ์ได้มากกว่า 1 คา สั่ง แต่นิยมบรรทัดละ 1 คา สั่ง เพราะว่าอ่าน 
โปรแกรมง่ายเมื่อมีข้อผิดพลาด ย่อมตรวจสอบและค้นหาเพื่อแก้ไขได้เร็ว 
5. การพิมพ์คา สั่ง หากมีส่วนย่อย นิยมเคาะเยื้องเข้าไป เพื่ออ่านโปรแกรมได้ง่ายขึ้น 
เมื่อมีข้อผิดพลาดย่อมตรวจสอบและค้นหาเพื่อแก้ไขได้รวดเร็ว
คาสงั่จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจา 
การจัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจาคอมพิวเตอร์ ภาษากาหนดให้ 
ดาเนินการผ่านซอื้ (identifier) ที่ผู้สร้างงานโปรแกรมเป็นผู้กาหนดเอง 
ระบบคอมพิวเตอร์จะจัดเก็บชื่อและตาแหน่งที่อยู่ (address) ใน 
หน่วยความจา เพื่ออ้างอิงนาข้อมูลที่จัดเก็บนัน้มาใช้งาน 
การกาหนดชื่อที่ใช้เก็บข้อมูลต้องทาภายใต้กฎเกณฑ์ และต้องศึกษา 
วิธีกาหนดลักษณะการจัดเก็บข้อมูลที่ภาษากาหนดไว้ ลักษณะการ 
จัดเก็บข้อมูลมี 2 แบบคือ แบบค่าคงที่และแบบตัวแปร ทัง้นีก้่อนที่จะ 
เขียนคาสงั่กาหนดการจัดเก็บข้อมูล ควรมีความรู้ในเรื่องชนิดข้อมูลก่อน
คาสงั่จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจา 
3.1 ชนิดข้อมูลแบบพืน้ฐาน 
การจัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจาทัง้แบบค่าคงที่หรือแบบตัวแปร 
ต้องกาหนดชนิดข้อมูลให้ระบบรับทราบ ในที่นีก้ล่าวถึงชนิดข้อมูล 
แบบพืน้ฐาน 3 กลุ่มหลักเท่านัน้ 
3.2 คาสงั่จัดเก็บข้อมูลแบบค่าคงที่ 
ประสิทธิภาพคาสงั่ : ลักษณะการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจาไม่ 
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ 
รูปแบบ อธิบาย data_type คือที่ชนิดข้อมูลแบบพืน้ฐาน 
Var คือชื่อหน่วยความจาที่ผู้ใช้ต้องกาหนดตามกฎการตัง้ชื่อ 
Data คือข้อมูลทีกาหนดเป็นค่าคงที่
คาสงั่จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจา 
3.3คาสงั่จัดเก็บข้อมูลตัวแปร 
ประสิทธิภาพคาสงั่ :ลักษณะการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจาสามารถ 
เปลี่ยนแปลงได้ 
รูปแบบ 1 
รูปแบบ 2 อธิบาย var_type คือหน่วยชนิดข้อมุลแบบพืนฐาน 
Var name คือชื่อหน่วยความจาที่ผู้ใช้ต้องกาหนดตามกฎการตัง้ 
ชื่อ 
Data คือข้อมูลที่กาหนดเป็นค่าเริ่มต้น (อาจมีหรือไม่มีก็ได้)
คาสงั่ควบคุมการทางานขัน้พืน้ฐาน 
คาสงั่ที่ใช้ควบคุมการทางานขัน้พืน้ฐาน มี3 กลุ่มใหญ่คือ คาสงั่รับข้อมูล 
จากแป้นพิมพ์แล้ว นาไปจัดเก็บหน่วยความจา (input) การเขียน 
สมการคานวณโดยใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ (process) และ 
คาสงั่แสดงผลข้อมูล หรือข้อมูลที่จัดเก็บในหน่วยความจา (output) 
4.1 คาสงั่แสดงผล printf ( ) 
ประสิทธิภาพคาสงั่ : ใช้แสดงผลสิ่งต่อไปนีเ้ช่น ข้อความ ข้อมูลจาก 
ค่าคงที่ หรือตัวแปลที่จอภาพ
คาสงั่ควบคุมการทางานขัน้พนื้ฐาน 
4.2 คาสงั่รับข้อมูล : รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ แล้วจัดเก็บลง 
หน่วยความจา ของตัวแปล 
รูปแบบ อธิบาย String _format คือรูปแบบของ 
การแสดงผลข้อมูลเท่านัน้ เช่น %d 
Address_list คือการระบุตาแหน่งที่อยู่ใน 
หน่วยความจา ต้อใช้สัญลักษณ์ & (Ampersand) 
นาหน้าชื่อตัวแปลเสมอ
คาสงั่ควบคุมการทางานขัน้พืน้ฐาน 
4.3 คาสงั่ประมวลผล : expreeion 
ประสิทธิภาพคาสงั่ : เขียนคาสงั่แบบนิพจน์เพื่อประมวลผล แล้ว 
นาข้อมูลทีได้ไปจัดเก็บ ในหน่วยความจาของตัวแปล ที่ต้องกาหนด 
ชื่อและชนิดข้อมูลไว้แล้ว 
รูปแบบ อธิบาย var คือ ชื่อหน่วยความจาชนิดตัวแปร 
expreeion คือสมการนิพจน์ เช่น สูตรคานวณทาง 
คณิตศาสตร์
คาสงั่แสดงผล-รับข้อมูล เฉพาะอักขระ 
ภาษาซีมีคาสงั่แสดงผลและรับข้อมูลเฉพาะข้อมูลประเภท 1 อักขระ (char) 
ดังนี้ 
5.1 คาสงั่ putchar ( ) 5.2 คาสงั่ getchar ( ) 
5.3 คาสงั่ getch ( ) 5.4 คาสงั่ getche ( )
คาสงั่แสดงผล-รับข้อมูล เฉพาะอักขระ 
5.1 คาสงั่ putchar ( ) 
แสดงผลข้อมูลจากหน่วยความจาของตัวแปร ทางจอภาพครัง้ละ1อักขระเท่านัน้ 
รูปแบบ Putchar ( char_argument) ; 
อธิบาย putchar_argument คือ ข้อมูลชนิดอักขระ 
5.2 คาสัง่ getchar ( ) 
รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ครัง้ละ 1 อักขระ และแสดงอักขระที่จอภาพ จากนัน้ต้อง 
กดแป้นพิมพ์ที่ Enter เพื่อนาข้อมูลบันทึกลงหน่วยความจาด้วย 
รูปแบบที่1 ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาตัวแปร 
รูปแบบที่2 นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร
คาสงั่แสดงผล-รับข้อมูล เฉพาะอักขระ 
5.3 คาสัง่ getch ( ) 
รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ครัง้ละ 1 อักขระ แต่ไม่ปรากฏอักษรบนจอภาพและ 
ไม่ต้องกดแป้น Enter 
รูปแบบ 1 ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาตัวแปร 
รูปแบบ 2 นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาตัวแปร 
5.4 คาสัง่ getche ( ) 
รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ครัง้ละ 1 อักขระ และแสดงอักษรบนจอภาพ และไม่ 
ต้องกดแป้น Enter 
รูปแบบ1 ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร 
รูปแบบ2 นาข้อมุลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร
คาสงั่แสดงผล-เฉพาะข้อมูล เฉพาะข้อความ 
ภาษาซีมีคาสงั่ใช้ในดารรับข้อมูลเฉพาะประเภทข้อความ (String) ใน 
ภาษาซีคือชนิดข้อมูล char[n] จัดเก็บในหน่วยความจา และแสดงผลข้อมูล 
ประเภทข้อความเท่านัน้ มีรายละเอียดดังนี้ 
6.1 คาสัง่ puts() แสดงผลเฉพาะประเภทข้อความทางจอภาพครัง้ละ 
1 ข้อความ 
ตัวอย่างโปรแกรมที่2.6 แสดงประสิทธิภาพคาสัง่ puts() 
แนวคิดในการเขียนคาสัง่ควบคุมการทางาน 
1.เขียนคาสงั่กาหนดค่าข้อความในตัวแปรชื่อ word 
Char word [15] = “*Example*”; 
2.เขียนคาสงั่ควบคุมการแสดงผลในลักษณะข้อความด้วย puts 
Puts (word) ; 
Puts (“*************”);
คาสงั่แสดงผล-เฉพาะข้อมูล เฉพาะข้อความ 
6.2 คาสัง่ gets( ) รับข้อมูล ข้อความจากแป้นพิมพ์และต้องกดแป้น Enter 
รูปแบบ 1ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร 
รูปแบบ 2 นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร 
ตัวอย่างโปรแกรมที่ 2.7 แสดงประสิทธิภาพคาสัง่get ( ) 
แนวคิดในการเขียนคาสัง่ควบคุมกาทางาน 
1.เขียนคาสงั่ให้รับข้อมูลนิดข้อความจากแป้นพิมพ์และต้องกดแป้น Enter เพื่อนนา 
ข้อความบันทึกลงตัวแปรชนิดข้อความด้วยคาสงั่ gets (word); 
2.เขียนคาสงั่ควบคุมให้แสดงผลลักษณะข้อความด้วย printf (You name 
is = %sn”,word) ;
การเขียนคำสั่งควบคุม

การเขียนคำสั่งควบคุม

  • 2.
    ลักษณะการทา งานของภาษาซี ภาษาซีเป็นภาษาที่มีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องภาษาซีรุ่นแรก ทางานภายใต้ระบบปฏิบัติการคอส (cos) ปัจจุบันทางานภายใต้ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) ภาษาซีใช้วิธีแปลรหัสคาสงั่ ให้เป็นเลขฐานสองเรียกว่า คอมไพเลอร์ การศึกษาภูมิหลังการเป็นมาของ ภาษาซีและกระบวนการแปลภาษาจะช่วยให้ผู้ใช้ภาษาซีในรุ่นและ บริษัทผู้ผลิตแตกต่างกัน สามารถใช้ภาษาได้อย่างเข้าใจมากขึน้
  • 3.
    ความเป็นมาของภาษาซี ภาษาซีได้รับการพัฒนาเมื่อปี ค.ศ.1972โดยนายเดนนิส ริตซี่ตัง้ชื่อว่าซี เพราะพัฒนามาจากภาษา BCLP และภาษา B ในช่วงแรกใช้ทดลองเขียน คาสงั่ควบคุมในห้องปฏิบัติการเบล (Bell Laboratoorics) เท่านัน้ เมื่อปี ค.ศ.1978 นายไบรอัน เคอร์นิกฮัน และ นายเดนนิส ริตซี่ ร่วมกันกาหนด นิยามรายละเอียดของภาษาซี
  • 4.
    การทางานของตอมไพเลอร์ภาษาซี คอมไพเลอร์เป็นโปรแกรมที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อแปลลภาษา คอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่งมักใช้กับโปรแกรมเชิงโครงสร้างลักษณะการ แปลจะอ่านรหัสคาสงั่ทัง้โปรแกรมตัง้แต่บรรทัดคาสงั่แรกถงึบรรทัด สุดท้าย หากมีข้อผิดพลาดจะรายงานทุกตาแหน่งคาสงั่ที่ใช้ผิด กฎไวยากรณ์ของภาษา กระบวนการคอมไพเลอร์โปรแกรมคาสงั่ของ ภาษาซี มีดังนี้
  • 5.
    1.จัดทาโปรแกรมต้นฉบับ (Source Program)หลัง จากพิมคาสงั่งาน ตามโครงสร้างภาษาที่สมบูรณ์แล้วทุกส่วนประกอบ ให้ บันทึกโดยกาหนดชนิดงานเป็น .c เช่น work.c 2.การแปลรหัสคาสงั่เป็นภาษาเครื่อง (Compile) หรือการบิวด์ (Build) เครื่องจะตรวจสอบคาสงั่ทีละคาสงั่เพื่อวิเคราะห์ว่าใช้งานได้ ถูกต้องตามรูปแบบไวยากรณ์ที่ภาษาซีกาหนดไว้หรือหากมีข้อผิดพลาดจะแจ้ง ให้ทราบ หากไม่มีข้อผิดพลาดจะไปกระบวนการ
  • 6.
    3.การเชื่อมโยงโปรแกรม (Link) ภาษาซีมีฟังก์ชันมาตรฐานให้ใช้งาน เช่น printf() ซึ่งจัดเก็บไว้ในเฮดเดอร์ไพล์ หรือเรียกว่า ไลบรารี ใน ตาแหน่งที่กาหนดชื่อแตกต่างกันไป ผู้ใช้ต้องศึกษาและเรียกใช้เฮดเดอร์ ไฟล์กับฟังก์ชันให้สัมพันธ์เรียกว่าเชื่อมโยงกับไลบรารี กระบวนการนีไ้ด้ ผลลัพธ์เป็นไฟล์ชนิด .exe
  • 7.
    ส่วนประกอบโครงสร้างภาษาซี สาหรับโครงสร้างของภาษาซีในเบอื้งต้นนีจ้ะกล่าวถึงเฉพาะ รายละเอียดที่นาไปใช้ในการเขียนคาสงั่ควบคุมระดับพืน้ฐานผู้สร้าง งานโปรแกรมจะใช้งานส่วนประกอบในภาษาซีเพียง2ส่วน คือ ส่วนหัว และส่วนฟังก์ชันหลัก ดังนี้
  • 8.
    ส่วนหัวของโปรแกรม(Header File) หรือเรียกว่าฟรีโปรเซสเซอร์ไดเรกทีใช้ระบุชื่อเฮดเดอร์ ควบคุม การทางานของฟังก์ชันมาตรฐานที่ถูกเรียกใช้งานในส่วน main( ) เฮดเดอร์ไฟล์มีชนิดเป็น h. จัดเก็บในไลบรารีฟังก์ชัน ผู้เขียนคาสงั่ ต้องศึกษาว่าฟังก์ชันที่ใช้งานอยู่นัน้อยู่ในเฮดเดอร์ไฟล์ชื่ออะไร จึง จะเรียกใช้งานได้ถูกต้อง นิยมใช้รูปแบบคาสงั่ดังนี้ อธิบาย header_name ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์ควบคุมฟังก์ชัน มาตรฐาน เช่นฟังก์ชันprintf ใช้ควบคุมการแสดงผล จัดเก็บใน ไลบรารีชื่อ #include <stdio.h>
  • 9.
    ส่วนฟังก์ชันหลัก (Main Function) เป็นส่วนเขียนคา สั่งควบคุมการทา งานภายในขอบเขต เครื่องหมาย{ }ของฟังก์ชันหลักคือ main( ) ต้องเขียนคา สั่ง ตามลา ดับขั้นตอนจากกระบวนการวิเคราะห์ระบบงานเบื้องต้น และขั้นวางแผนลา ดับการทา งานที่ได้จัดทา ไว้ล่วงหน้า เช่น ลา ดับการทา งานด้วยแผนผังโปรแกรมเพื่อลดข้อผิดพลาดใน ขั้นตอนลา ดับคา สั่งควบคุมงาน ในส่วนนี้พึงระมัดระวังเรื่อง เดียวคือต้องใช้งานคา สั่งตามรูปแบบไวยากรณ์ของภาษาซีที่ กา หนดไว้
  • 10.
    การพิมพ์คาสงั่ควบคุมงานในโครงสร้างภาษาซี คา แนะนาในการพิมพ์คา สั่งงาน ซึ่งภาษาซีเรียกว่า ฟังก์ชัน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า คา สั่ง ตามที่นิยมทั่วไป) ในส่วนประกอบภายในโครงสร้างภาษาซีมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ 1.คา สั่งที่ใช้ควบคุมการประมวลผมตามลา ดับที่วิเคราะห์ไว้ ต้องเขียน ภายในเครื่องหมาย { } ที่อยู่ภายใต้การควบคุมงานของฟังก์ชันหลักชื่อmain {} 2.ปกติคา สั่งควบคุมงานเป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก ยกเว้นบางคา สั่งที่ภาษา กา หนดว่าต้องเป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ต้องปฏิบัติตามนั้น เพราะภาษาซีมีความ แตกต่างเรื่องตัวอักษร 3.เมื่อสิ้นสุดคา สั่งงาน ต้องพิมพ์โคลอน(:) 4. ใน 1 บรรทัด พิมพ์ได้มากกว่า 1 คา สั่ง แต่นิยมบรรทัดละ 1 คา สั่ง เพราะว่าอ่าน โปรแกรมง่ายเมื่อมีข้อผิดพลาด ย่อมตรวจสอบและค้นหาเพื่อแก้ไขได้เร็ว 5. การพิมพ์คา สั่ง หากมีส่วนย่อย นิยมเคาะเยื้องเข้าไป เพื่ออ่านโปรแกรมได้ง่ายขึ้น เมื่อมีข้อผิดพลาดย่อมตรวจสอบและค้นหาเพื่อแก้ไขได้รวดเร็ว
  • 11.
    คาสงั่จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจา การจัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจาคอมพิวเตอร์ ภาษากาหนดให้ ดาเนินการผ่านซอื้ (identifier) ที่ผู้สร้างงานโปรแกรมเป็นผู้กาหนดเอง ระบบคอมพิวเตอร์จะจัดเก็บชื่อและตาแหน่งที่อยู่ (address) ใน หน่วยความจา เพื่ออ้างอิงนาข้อมูลที่จัดเก็บนัน้มาใช้งาน การกาหนดชื่อที่ใช้เก็บข้อมูลต้องทาภายใต้กฎเกณฑ์ และต้องศึกษา วิธีกาหนดลักษณะการจัดเก็บข้อมูลที่ภาษากาหนดไว้ ลักษณะการ จัดเก็บข้อมูลมี 2 แบบคือ แบบค่าคงที่และแบบตัวแปร ทัง้นีก้่อนที่จะ เขียนคาสงั่กาหนดการจัดเก็บข้อมูล ควรมีความรู้ในเรื่องชนิดข้อมูลก่อน
  • 12.
    คาสงั่จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจา 3.1 ชนิดข้อมูลแบบพืน้ฐาน การจัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจาทัง้แบบค่าคงที่หรือแบบตัวแปร ต้องกาหนดชนิดข้อมูลให้ระบบรับทราบ ในที่นีก้ล่าวถึงชนิดข้อมูล แบบพืน้ฐาน 3 กลุ่มหลักเท่านัน้ 3.2 คาสงั่จัดเก็บข้อมูลแบบค่าคงที่ ประสิทธิภาพคาสงั่ : ลักษณะการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจาไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ รูปแบบ อธิบาย data_type คือที่ชนิดข้อมูลแบบพืน้ฐาน Var คือชื่อหน่วยความจาที่ผู้ใช้ต้องกาหนดตามกฎการตัง้ชื่อ Data คือข้อมูลทีกาหนดเป็นค่าคงที่
  • 13.
    คาสงั่จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจา 3.3คาสงั่จัดเก็บข้อมูลตัวแปร ประสิทธิภาพคาสงั่:ลักษณะการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจาสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ รูปแบบ 1 รูปแบบ 2 อธิบาย var_type คือหน่วยชนิดข้อมุลแบบพืนฐาน Var name คือชื่อหน่วยความจาที่ผู้ใช้ต้องกาหนดตามกฎการตัง้ ชื่อ Data คือข้อมูลที่กาหนดเป็นค่าเริ่มต้น (อาจมีหรือไม่มีก็ได้)
  • 14.
    คาสงั่ควบคุมการทางานขัน้พืน้ฐาน คาสงั่ที่ใช้ควบคุมการทางานขัน้พืน้ฐาน มี3กลุ่มใหญ่คือ คาสงั่รับข้อมูล จากแป้นพิมพ์แล้ว นาไปจัดเก็บหน่วยความจา (input) การเขียน สมการคานวณโดยใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ (process) และ คาสงั่แสดงผลข้อมูล หรือข้อมูลที่จัดเก็บในหน่วยความจา (output) 4.1 คาสงั่แสดงผล printf ( ) ประสิทธิภาพคาสงั่ : ใช้แสดงผลสิ่งต่อไปนีเ้ช่น ข้อความ ข้อมูลจาก ค่าคงที่ หรือตัวแปลที่จอภาพ
  • 15.
    คาสงั่ควบคุมการทางานขัน้พนื้ฐาน 4.2 คาสงั่รับข้อมูล: รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ แล้วจัดเก็บลง หน่วยความจา ของตัวแปล รูปแบบ อธิบาย String _format คือรูปแบบของ การแสดงผลข้อมูลเท่านัน้ เช่น %d Address_list คือการระบุตาแหน่งที่อยู่ใน หน่วยความจา ต้อใช้สัญลักษณ์ & (Ampersand) นาหน้าชื่อตัวแปลเสมอ
  • 16.
    คาสงั่ควบคุมการทางานขัน้พืน้ฐาน 4.3 คาสงั่ประมวลผล: expreeion ประสิทธิภาพคาสงั่ : เขียนคาสงั่แบบนิพจน์เพื่อประมวลผล แล้ว นาข้อมูลทีได้ไปจัดเก็บ ในหน่วยความจาของตัวแปล ที่ต้องกาหนด ชื่อและชนิดข้อมูลไว้แล้ว รูปแบบ อธิบาย var คือ ชื่อหน่วยความจาชนิดตัวแปร expreeion คือสมการนิพจน์ เช่น สูตรคานวณทาง คณิตศาสตร์
  • 17.
    คาสงั่แสดงผล-รับข้อมูล เฉพาะอักขระ ภาษาซีมีคาสงั่แสดงผลและรับข้อมูลเฉพาะข้อมูลประเภท1 อักขระ (char) ดังนี้ 5.1 คาสงั่ putchar ( ) 5.2 คาสงั่ getchar ( ) 5.3 คาสงั่ getch ( ) 5.4 คาสงั่ getche ( )
  • 18.
    คาสงั่แสดงผล-รับข้อมูล เฉพาะอักขระ 5.1คาสงั่ putchar ( ) แสดงผลข้อมูลจากหน่วยความจาของตัวแปร ทางจอภาพครัง้ละ1อักขระเท่านัน้ รูปแบบ Putchar ( char_argument) ; อธิบาย putchar_argument คือ ข้อมูลชนิดอักขระ 5.2 คาสัง่ getchar ( ) รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ครัง้ละ 1 อักขระ และแสดงอักขระที่จอภาพ จากนัน้ต้อง กดแป้นพิมพ์ที่ Enter เพื่อนาข้อมูลบันทึกลงหน่วยความจาด้วย รูปแบบที่1 ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาตัวแปร รูปแบบที่2 นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร
  • 19.
    คาสงั่แสดงผล-รับข้อมูล เฉพาะอักขระ 5.3คาสัง่ getch ( ) รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ครัง้ละ 1 อักขระ แต่ไม่ปรากฏอักษรบนจอภาพและ ไม่ต้องกดแป้น Enter รูปแบบ 1 ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาตัวแปร รูปแบบ 2 นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาตัวแปร 5.4 คาสัง่ getche ( ) รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ครัง้ละ 1 อักขระ และแสดงอักษรบนจอภาพ และไม่ ต้องกดแป้น Enter รูปแบบ1 ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร รูปแบบ2 นาข้อมุลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร
  • 20.
    คาสงั่แสดงผล-เฉพาะข้อมูล เฉพาะข้อความ ภาษาซีมีคาสงั่ใช้ในดารรับข้อมูลเฉพาะประเภทข้อความ(String) ใน ภาษาซีคือชนิดข้อมูล char[n] จัดเก็บในหน่วยความจา และแสดงผลข้อมูล ประเภทข้อความเท่านัน้ มีรายละเอียดดังนี้ 6.1 คาสัง่ puts() แสดงผลเฉพาะประเภทข้อความทางจอภาพครัง้ละ 1 ข้อความ ตัวอย่างโปรแกรมที่2.6 แสดงประสิทธิภาพคาสัง่ puts() แนวคิดในการเขียนคาสัง่ควบคุมการทางาน 1.เขียนคาสงั่กาหนดค่าข้อความในตัวแปรชื่อ word Char word [15] = “*Example*”; 2.เขียนคาสงั่ควบคุมการแสดงผลในลักษณะข้อความด้วย puts Puts (word) ; Puts (“*************”);
  • 21.
    คาสงั่แสดงผล-เฉพาะข้อมูล เฉพาะข้อความ 6.2คาสัง่ gets( ) รับข้อมูล ข้อความจากแป้นพิมพ์และต้องกดแป้น Enter รูปแบบ 1ไม่นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร รูปแบบ 2 นาข้อมูลจัดเก็บลงหน่วยความจาของตัวแปร ตัวอย่างโปรแกรมที่ 2.7 แสดงประสิทธิภาพคาสัง่get ( ) แนวคิดในการเขียนคาสัง่ควบคุมกาทางาน 1.เขียนคาสงั่ให้รับข้อมูลนิดข้อความจากแป้นพิมพ์และต้องกดแป้น Enter เพื่อนนา ข้อความบันทึกลงตัวแปรชนิดข้อความด้วยคาสงั่ gets (word); 2.เขียนคาสงั่ควบคุมให้แสดงผลลักษณะข้อความด้วย printf (You name is = %sn”,word) ;