วิทยาศาสตร ชีววิทยา (116)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
สถิติขอสอบ PAT 2 ยอนหลัง 3 ปลาสุด
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (117)
สถิติขอสอบ PAT 2 ยอนหลังทั้งหมด
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (118)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (119)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (120)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (121)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (122)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (123)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (124)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (125)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (126)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (127)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (128)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (129)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (130)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (131)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (132)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (133)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (134)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (135)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (136)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (137)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (138)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (139)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (140)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
แนวขอสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุด
1. ในการตรวจสอบไนโตรจีนัสเบสของยีนๆ หนึ่ง พบวามีอัตราสวนของเบสอะดีนีนตอไซโทซีนเปน 2 : 1
หากยีนนี้ มีจํานวนเบสทั้งหมด 1,200 โมเลกุล จะมีไทมีนกี่โมเลกุล (PAT2 มี.ค. 56)
1) 200 2) 400
3) 600 4) ไมสามารถระบุได
A = 2X
C = 1X
∴ A = T = 2X
C = G = X
A + T + C + G = 100%
2X + 2X + X + X = 100%
X = 16.67%
T = 2X
= 33.33%
T จะมี 100
33.30 × 1,200
= 400 โมเลกุล
1
3
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (141)
2. นายณเดชนไดเปรียบเทียบความแตกตางระหวางการจําลองตัวของดีเอ็นเอ (DNA Replication) และการ
ถอดรหัส (Transcription) ขอสรุปใดของนายณเดชนผิด (PAT2 ต.ค. 54)
การจําลองตัวของดีเอ็นเอ การถอดรหัส
1) ใชดีเอ็นเอทั้งสองสายเปนดีเอ็นเอแมแบบ
(DNA template) และเกิดการจําลองตัวตลอด
ความยาวของโมเลกุลดีเอ็นเอ
ใชดีเอ็นเอเพียงสายเดียวเปนแมแบบ และเกิด
การถอดรหัสเพียงบางสวนของโมเลกุลดีเอ็นเอ
2) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดดีเอ็นเอสายคู
2 โมเลกุล ที่เหมือนกันทุกประการ
เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว
1 โมเลกุล
3) เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นในนิวเคลียส เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นในไซโทพลาซึม
4) เกิดขึ้นกับเซลลที่สามารถแบงตัวไดและเกิด
เฉพาะเวลาที่เซลลกําลังจะแบงตัว
เกิดขึ้นกับเซลลทุกชนิดและเกิดขึ้นไดตลอดเวลา
การจําลองตัวของดีเอ็นเอใชดีเอ็นเอทั้งสองสายเปนแมแบบและเกิดการจําลองตัวตลอดความยาวของ
โมเลกุลดีเอ็นเอ เกิดขึ้นในนิวเคลียส และเกิดกับเซลลที่กําลังจะแบงตัว เพราะการจําลองตัวของดีเอ็นเอใชดีเอ็นเอ
ทั้งสองสายเปนแมแบบ และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุลที่เหมือนกันทุกประการ สวนการ
ถอดรหัสจะใชดีเอ็นเอเพียงสายเดียวเปนแมแบบ เกิดการถอดรหัสบางสวนของโมเลกุลดีเอ็นเอ เกิดขึ้นใน
นิวเคลียสของเซลลทุกชนิด เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (142)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
3. ดีเอ็นเอสายคูโมเลกุลหนึ่ง มีลําดับเบสดังนี้
5′ C C A T G T T G A A 1000 C G A T A C T G A A 3′
3′ G G T A C A A C T T คูเบส G C T A T G A C T T 5′
หากเกิดกระบวนการจําลองตัวของดีเอ็นเอ (DNA replication) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดผลเปนอยางไร
(PAT2 มี.ค. 55)
1) ไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1,020 คูเบส
2) ไดดีเอ็นเอสายเดี่ยว 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาวนอยกวา 1,020 คูเบส
3) ไดอารเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1,020 คูเบส
4) ไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาวนอยกวา 1,020 คูเบส
กระบวนการ DNA Replication ในแตละโมเลกุลของ DNA จะไดเปน DNA สายคู และแตละโมเลกุลจะมี
ความยาวของคูเบสเทากับ DNA ตนแบบ จากโจทยกําหนดให DNA 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลยาว 1,020 คูเบส
เมื่อเกิดกระบวนการ DNA Replication จะไดเปน DNA สายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1,020 คูเบส
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (143)
4. ดีเอ็นเอสายคูโมเลกุลหนึ่ง ซึ่งชวงหนึ่งของยีน 1 ยีน มีลําดับเบสดังนี้
5′ .......... C C A T G T T A 1,000 C G T G A A .......... 3′
3′ .......... G G T A C A A T คูเบส G C A C T T .......... 5′
หากใหดีเอ็นเอสายลางเปนดีเอ็นเอแมแบบ (DNA Template) เมื่อเกิดกระบวนการถอดรหัส (Transcription)
และแปลรหัส (Translation) จะไดสายพอลิเพปไทดที่มีกรดอะมิโนกี่โมเลกุล (PAT2 มี.ค. 55)
1) 335
2) 336
3) 337
4) 338
ถอดรหัสจาก DNA สายลางตามที่โจทยกําหนด ไดเปน 5′ .......... CCAUGUUA 1,000 CGUGAA .......... 3′
จากนั้นเริ่มจาก Start codon (AUG) นับเปน 1 โมเลกุลถัดไป UAA อีก 1 โมเลกุล และจาก 1,000 โมเลกุลของเบส
จะได 333 โมเลกุลของกรดอะมิโน และเหลือเบส 1 โมเลกุล นําไปคิดรวมกับ CG ตัวถัดไปไดเปนกรดอะมิโนอีก 1
โมเลกุล และพบ Stop codon (UGA) จึงสรุปไดวา เมื่อทําการแปลรหัสจากสาย mRNA ที่ถอดไดจาก DNA
แมแบบสายลางนี้ ไดจํานวนกรดอะมิโนทั้งหมด 336 โมเลกุล
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (144)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
5. เอนไซมตอไปนี้
A restriction enzyme B DNA ligase
C DNA polymerase D RNA polymerase
E helicase
เอนไซมใดบางที่ใชในการสรางดีเอ็นเอสายผสม (recombinant DNA) (PAT 2 ต.ค. 55)
1) A B
2) A C
3) B E
4) C D
DNA recombination
ชิ้นสวน DNA ที่ตัดดวยเอนไซมตัดจําเพาะ (restiction enzyme)
(ปลายเหนี่ยว/ทู) ชนิดเดียวกันเชื่อมตอกันได
DNA ไลเกส เรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง
DNA 2 โมเลกุล ใหเชื่อมตอกัน
กระบวนการตัดตอยีนแลวใสเขาไปใน host เพื่อผลิตโปรตีน
- DNA recombination ใช restriction enzyme ในการตัดชิ้นสวนของ DNA และ DNA ligase เปน
ตัวเรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุลใหเชื่อมตอกัน
- helicase ใชตัดพันธะไฮโดรเจน ให DNA เกลียวคูเปน DNA สายเดี่ยว
- DNA polymerase ใชในกระบวนการ DNA replication
- RNA polymerase ใชในการเรงกระบวนการสังเคราะห RNA
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (145)
6. ถาโมเลกุลของ RNA มีนิวคลีโอไทด 5 ชนิด และรหัสพันธุกรรมประกอบดวย 4 นิวคลีโอไทด เมื่อเรียง
สลับกันแลว จะไดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดกี่รหัส (PAT2 มี.ค. 54)
1) 64
2) 120
3) 625
4) 1,024
RNA มีนิวคลีโอไทด 5 ชนิด และรหัสพันธุกรรม 1 รหัส ประกอบดวย 4 นิวคลีโอไทด ดังนั้น จะไดรหัส
พันธุกรรมทั้งหมด 54 = 625 รหัส
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (146)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
7. ผนังเซลลของ Escherichia coli ประกอบขึ้นจากสารชนิดใด (PAT2 มี.ค. 54)
1) glycolipid
2) aminoglycan
3) phospholipid
4) peptidoglycan
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (147)
8. โครงสรางใดในเซลลที่เปนแหลงผลิตและลําเลียงสารในเซลล และเปนแหลงผลิตสารที่ใหพลังงานสูงตามลําดับ
(PAT2 ก.ค. 53)
1) ไมโทคอนเดรีย และเอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม
2) ไมโทคอนเดรีย และกอลจิคอมเพล็กซ
3) เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม และกอลจิคอมเพล็กซ
4) เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม และไมโทคอนเดรีย
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (148)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
9. โครงสรางคูใดทําหนาที่แบบเดียวกัน (PAT2 ต.ค. 53)
1) ไรโบโซม – ไลโซโซม
2) แวคิวโอล – ไกลโคแคลิกซ
3) ไซโทสเกเลตัน – โครโมโซม
4) แกพจังชัน – พลาสโมเดสมาตา
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (149)
simple diffusion (การแพรธรรมดา) / dialysis =
diffusion ผานเยื่อกั้น (เยื่อเลือกผาน)
D1
10. จากรูป เปนการเคลื่อนที่ทั้งหมด 4 แบบ ของสาร 4 ชนิด ผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร
และหมายเลข 1-4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล
การเคลื่อนที่ของสารที่ใชการแพรแบบธรรมดาคือแบบใด (PAT2 ก.ค. 53)
1) แบบ A 2) แบบ B
3) แบบ C 4) แบบ D
สารมาก สารนอย
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (150)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
11. จากรูป แสดงการเคลื่อนที่ 4 แบบ ของสาร 4 ชนิด ผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร โดยหมายเลข
1–4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล
การเคลื่อนที่แบบใดเปนการแพรแบบฟาซิลิเทต (PAT2 มี.ค. 53)
1) แบบ A
2) แบบ C
3) แบบ A และแบบ B
4) แบบ C และแบบ D
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (151)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (152)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
12. ในการกระจายเมล็ดของตนไมโดยสัตวจะพบในระบบนิเวศแบบใดมากที่สุด (PAT2 มี.ค. 56)
1) ปาดิบชื้น
2) หาดทราย
3) สะวันนา
4) ปาโกงกาง
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (153)
13. ถาแหลงน้ําเกิด Eutrophication อะไรเปนสาเหตุที่สําคัญที่สุดที่ทําใหปลาในแหลงน้ํานั้นตาย (PAT2 มี.ค. 56)
1) Bacteria เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว
2) แสงสวางไมสามารถสองผานลงไปยังแหลงน้ําได
3) แกส O2 ที่ละลายในน้ําลดลงจนหมดไปในที่สุด
4) สาหรายและพืชน้ําเจริญเติบโตและเพิ่มจํานวนอยางรวดเร็ว
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (154)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
14. การสํารวจระบบนิเวศทองถิ่นแหงหนึ่งพบสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดมาก การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
ทองถิ่นนี้ จะมีลักษณะเปนแบบใดมากที่สุด (PAT2 มี.ค. 56)
1) สายใยอาหารมีความซับซอนมาก
2) โซอาหารสวนใหญเริ่มตนดวยผูยอยสลายสารอินทรีย
3) พลังงานหมุนเวียนในระบบนิเวศทองถิ่นหมุนเวียนเปนเวลานาน
4) แตละโซอาหารสวนใหญประกอบดวยสมาชิกมากกวา 5 ชนิด
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (155)
15. พีระมิดมวลชีวภาพของระบบนิเวศในแหลงน้ําบางแหงมีชวงเวลาหนึ่งที่พีระมิดเปนหัวกลับ เหตุใดผูผลิต
จึงสามารถสรางพลังงานถายทอดใหผูบริโภคและหมุนเวียนในระบบไดอยางเพียงพอ ทําใหระบบยังคงสมดุลอยูได
(PAT2 มี.ค. 56)
1) ผูผลิตมีขนาดใหญกวาผูบริโภค
2) ผูบริโภคที่มีขนาดใหญกวาผูผลิตมีอัตราการรอดชีวิตต่ํา
3) เมื่อผูบริโภคกินผูผลิตจนจํานวนนอยลง ผูผลิตสามารถเพิ่มจํานวนไดทันโดยมีผูผลิตกําเนิดขึ้นมาใหม
4) ผูบริโภคมีขนาดใหญ แตตองการอาหารในปริมาณนอย
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (156)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
เก็งขอสอบ
ชุดที่ 1
1. ขอใดกลาวถูกตอง
ก. เยื่อหุมนิวเคลียสพบในสาหรายสีเขียว
ข. เซลลแบคทีเรียไมมีเยื่อหุมเซลล
ค. เซลลของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีเยื่อหุมนิวเคลียส
ง. เซลลทุกเซลลมีเยื่อหุมเซลล
1) ก. เทานั้น 2) ก. และ ง.
3) ข. และ ง. 4) ข., ค. และ ง.
2. ขอใดกลาวถึงคลอโรพลาสต (Chloroplast) ไมถูกตอง
1) มีเยื่อหุมสองชั้น 2) พบในเซลลสิ่งมีชีวิตอาณาจักรฟงไจ
3) มีของเหลวภายใน เรียกวา สโตรมา 4) สามารถจําลองตัวเองไดเนื่องจากมี DNA
3. ขอใดอธิบายเกี่ยวกับเยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) ไดถูกตอง
1) มีองคประกอบหลัก คือ ฟอสเฟตและลิพิด
2) สามารถใหสารเขา-ออกไดทุกประเภท
3) มีสารจําพวกลิพิดแทรก ซึ่งทําหนาที่เปนตัวชวยลําเลียงสารเขา-ออกเซลล
4) สวนที่ชอบน้ํา (Hydrophilic Head) เปนสวนที่ไมมีขั้ว สวนที่ไมชอบน้ํา (Hydrophobic Tail) เปนสวนที่มีขั้ว
4. ขอใดแสดงความสัมพันธระหวางออรแกเนลลกับหนาที่ไดถูกตอง
ก. RER : สรางสารจําพวกสเตียรอยด
ข. Golgi Complex : สรางสารเคลือบฟน
ค. Lysosome : สรางโปรตีน
ง. SER : สรางสารจําพวกโปรตีน
1) ก. เทานั้น 2) ข. เทานั้น
3) ข. และ ค. 4) ข., ค. และ ง.
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (157)
5. กระบวนการใดสัมพันธกับภาพที่กําหนดให
1) Active Transport 2) Osmosis
3) Facilitated Diffusion 4) Exocytosis
6. กําหนดให
A หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลายมากกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณ
ขางเคียง
B หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลายนอยกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณ
ขางเคียง
A และ B หมายถึง สารละลายแบบใด ตามลําดับ
1) สารละลายไฮโพโทนิก สารละลายไฮเพอรโทนิก
2) สารละลายไอโซโทนิก สารละลายไฮเพอรโทนิก
3) สารละลายไอโซโทนิก สารละลายไฮโพโทนิก
4) สารละลายไฮเพอรโทนิก สารละลายไฮโพโทนิก
7. นาย ก ทําการทดลอง โดยนําเนื้อปลาชนิดเดียวกัน น้ําหนักเทากัน ไปแชในสารละลาย เปนเวลา 1 ชั่วโมง
นํามาชั่งน้ําหนักเปนระยะๆ แลวสรุปความสัมพันธดังกราฟ
น้ําหนัก
เวลา
ผลการทดลองใดตอไปนี้สามารถนํามาสรุปความสัมพันธเปนกราฟไดใกลเคียงกับสารขางตน
1) นําชิ้นมะมวงแชน้ําปลา 2) นําเซลลเยื่อบุขางแกมแชน้ํากลั่น
3) นําชิ้นมันฝรั่งแชน้ําปลา 4) ขอ 1) และ 2) ถูก
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (158)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
8. เมื่อหยดน้ําเกลือลงบนสไลดที่มีใบสาหรายหางกระรอกอยู จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเซลลคลายกับ
ที่เกิดขึ้นเมื่อหยดสารใดมากที่สุดและเกิดเร็วที่สุด
1) น้ํากลั่น 2) น้ําเชื่อม
3) น้ํานมสด 4) นมขนหวาน
9. ขอใดแสดงสภาวะของเลือดในคนกอนออกกําลังกายและหลังออกกําลังกายใหมๆ ไดถูกตอง
คาที่วัด กอนออกกําลังกาย หลังออกกําลังกาย
1) คา pH ของเลือด 7.4 7.8
2) ความเขมขนของออกซิเจน (หนวย/ซม.3) 30 34
3) ความเขมขนของคารบอนไดออกไซด
(หนวย/ซม.3)
60 35
4) ความเขมขนของกรดแลกติก (หนวย/ซม.3) 15 35
10. เด็กชายแตงโมออกเดินทางไกลในวิชาลูกเสือ เขาไมคอยไดดื่มน้ําทําใหปสสาวะนอยกวากวาปกติ เหตุใดจึง
เปนเชนนั้น
1) การหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น 2) การหลั่ง ADH ลดลง
3) การหลั่ง ADH ปกติ 4) อาจเปนไปไดทั้งขอ 1) และ 3)
11. การดื่มน้ําสมคั้น ซึ่งมีความเปนกรดเปนปริมาณมากๆ ทําใหเลือดมีสภาวะเปนกรดจริงหรือไม เพราะเหตุใด
1) ไมเปนกรด เพราะเลือดมีสมบัติเปนสารละลายบัฟเฟอร
2) เปนกรดจริง เพราะน้ําสมมีรสเปรี้ยวและมีปริมาณกรดสูง
3) เปนกรดจริง เพราะวิตามินซีละลายน้ําได
4) ไมเปนกรด เพราะรางกายจะไดรับอันตรายไดหากเลือดมีสภาวะเปนกรด
12. การที่รางกายมีปริมาณ CO2 สูงอาจสงผลใหเลือดเปนกรด ซึ่งอาจกอใหรางกายทํางานผิดปกติ สมองสวนใด
ตอไปนี้ทําหนาที่เกี่ยวของกับการควบคุมปริมาณ CO2
1) Cerebellum 2) Cerebrum
3) Medulla Oblongata 4) Pons
13. ขอใดกลาวถึงปลาน้ําจืดไมถูกตอง
ก. ขับปสสาวะนอยและปสสาวะมีความเขมขนสูง
ข. Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายมากกวาน้ําภายนอก
ค. มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมเขา
1) ก. เทานั้น 2) ข. เทานั้น
3) ค. เทานั้น 4) ก. แล ข.
14. สัตวในขอใดตอไปนี้มีอุณหภูมิรางกายเปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดลอม
1) ชาง 2) อูฐ
3) ฉลาม 4) มาลาย
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (159)
15. ขอใดกลาวไดสัมพันธกับกราฟที่กําหนดให
1) เสือเปนสิ่งมีชีวิตที่มีอุณหภูมิรายกายคงที่ตลอดเวลาไมมีการเปลี่ยนแปลง
2) อุณหภูมิรางกายของเสือแปรผันตามอุณหภูมิสิ่งแวดลอม
3) งูไมมีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิรางกายตามสิ่งแวดลอม
4) สามารถวาดกราฟแสดงความสัมพันธระหวางอุณหภูมิรางกายกับอุณหภูมิสิ่งแวดลอมของกบและปลา
คลายกับกราฟของงู
พิจารณาขอมูลตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 16
ก. หลอดเลือดขยายตัว ข. หลอดเลือดหดตัว
ค. ขนตั้งตรง เหงื่อไมออก ง. ขนเอนราบ เหงื่อออกมาก
16. ถานายอดัมอยูบนยอดเขาสูง อากาศหนาวจัด นายอดัมไมควรพบลักษณะหรืออาการเชนไร
1) ค. 2) ข. และ ง.
3) ก. และ ง. 4) ข. และ ค.
17. อวัยวะชนิดใดที่ไมไดจัดวาเปนอวัยวะน้ําเหลือง
1) ตอมไทมัส 2) มาม
3) ตอมทอนซิล 4) ตับ
18. การใหทารกดื่มนมมารดา ทารกไดรับภูมิคุมกันชนิดใด
1) ภูมิคุมกันกอเอง 2) ภูมิคุมกันรับมา
3) ภูมิคุมกันกอเองและภูมิคุมกันรับมา 4) ไมไดรับภูมิคุมกัน ไดรับแตสารอาหาร
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (160)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
19. เซลลในระยะใดที่นักวิทยาศาสตรนิยมใชในการนับจํานวนโครโมโซมมากที่สุด
I. II. III. IV.
1) I., II. 2) II., III.
3) I. เทานั้น 4) IV. เทานั้น
20. ขอใดเขียนนิวคลีโอไทด ก, ข, ค, ง ตามลําดับ ไดอยางถูกตอง เมื่อพิจารณาจากรูป
1) ไซโทซีน อะดีนีน กัวนีน ไทมีน 2) ไทมีน อะดีนีน กัวนีน ไซโทซีน
3) ไทมีน ไซโทซีน อะดีนีน กัวนีน 4) อะดีนีน ไซโทซีน ไทมีน กัวนีน
21. ขอใดเปนโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับโครโมโซมเพศ
1) กลุมอาการเทอรเนอรซินโดรม 2) กลุมอาการพาทัวซินโดรม
3) กลุมอาการดาวน 4) กลุมอาการคริดูชาต
22. การผสมกลับหรือแบคครอสหมายถึงขอใดตอไปนี้
1) การผสมกลับฮอมอไซกัสรีเซสซีพ เพื่อปรับปรุงพันธุใหดีขึ้น
2) เปนการผสมลูกกับพอหรือแม เพื่อทดสอบหาจีโนไทปของลูกผสม
3) เปนการผสมกันเอง เพื่อนําผลไปเปรียบเทียบกับผลการทดลองแบบเมนเดล
4) เปนการผสมพันธุโดยนํารุนลูกผสมกับพอแม เพื่อปรับปรุงพันธุใหไดลักษณะที่ดีขึ้น
23. ขอใดคือสัญลักษณแสดงจํานวนโครโมโซมของ “ผูชายเปนโรคไคลนเฟลเทอรซินโดรม”
1) 47, XY 2) 46, XY
3) 47, XXX 4) 47, XXY
24. การวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติของโครโมโซม ทําไดโดยวิธีใด
1) วิเคราะหพันธุประวัติ 2) วิเคราะหคารีโอไทป
3) วิเคราะห DNA 4) วิเคราะหจีโนม
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (161)
25. หมูเลือดแบบ ABO ในคนเปนตัวอยางที่แสดงถึงอะไร
1) ความแปรผันไมตอเนื่อง 2) ความแปรผันตอเนื่อง
3) ขอดีของเฮเทอโรไซโกต 4) การคัดเลือกแบบ Disruptive
26. ขอใดไมเกี่ยวของกับความหลากหลายทางชีวภาพ
1) ความหลากหลายของสปชีส 2) ความหลากหลายของพันธุกรรม
3) ความหลากหลายของวัฒนธรรม 4) ความหลากหลายของแหลงที่อยูอาศัย
27. ขอใดคือสิ่งมีชีวิตที่มีการเจริญเติบโตเพิ่มจํานวนมากที่สุด เมื่อชายฝงทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธเกิดเหตุการณ
น้ําแดงหรือขี้วาฬ (Red Tide)
1) ยูกลีโนซัว 2) ไตรโคโมแนส
3) ไดโนแฟลกเจลเลต 4) ไดโนแมสติโกต
พิจารณาภาพตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 28-29
28. สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในภาพจัดอยูใน Kingdom ใด
1) Monera 2) Protista
3) Fungi 4) Plantae
29. สิ่งมีชีวิตในขอใดที่มีการเคลื่อนที่ดวย Pseudopodia (‘53)
1) B 2) C
3) D 4) E
30. ขอใดเปนพืชที่ไมมีเนื้อเยื่อลําเลียง
1) 2) 3) 4)
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (162)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
31. ความสัมพันธระหวางงูกับเหยี่ยวเปรียบไดกับความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตคูใด
ก. เหาฉลามเกาะติดฉลาม ข. เสือกับกวาง
ค. แบคทีเรียที่อยูที่ปมรากพืชตระกูลถั่ว ง. พยาธิตัวตืดในลําไสของคน
จ. กลวยไมกับตนไม
1) ก. และ ข. 2) ข., ค. และ ง.
3) ข. เทานั้น 4) ไมมีขอใดถูก
32. ขอใดมีทั้งผูผลิต ผูบริโภค และผูยอยสลาย
1) เห็ดแดง สน กิ้งกือ 2) เฟน มด แรง
3) เห็ด ปลวก เทาน้ํา 4) มอส ไรแดง ตะไครน้ํา
33. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
1) พลังงานแสงที่โลกไดรับสวนใหญจะเขาสูผูผลิต
2) พลังงานที่ถายทอดในโซอาหารอยูในรูปพลังงานแสงและความรอน
3) ระบบนิเวศรับพลังงานแสงไดโดยไมผานผูผลิต
4) ผูผลิตจะนําพลังงานแสงที่ไดรับไปใชไดเพียง 10% เทานั้น
34. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดที่ทําใหตั๊กแตนบางชนิดมีวิวัฒนาการจนมีรูปรางคลายกิ่งหรือใบของ
ตนไมที่มันอาศัยอยู
1) ภาวะปรสิต 2) ภาวะลาเหยื่อ
3) ภาวะอิงอาศัย 4) ภาวะพึ่งพา
35. ถาเดินขึ้นเขาสูงในประเทศไทยจะพบไบโอมแบบใดเปนลําดับตั้งแตเชิงเขาจนถึงยอดเขา
1) ปาดิบชื้น ปาสน ทุนดรา 2) ปาดิบชื้น ทุนดรา ปาสน
3) ปาดิบชื้น ปาสน ปาผลัดใบในเขตอบอุน 4) ปาดิบชื้น ปาผลัดใบในเขตอบอุน ปาสน
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (163)
ชุดที่ 2
36. ภาพเซลลเยื่อบุขางแกมที่มองเห็นจากกลองจุลทรรศนแบบใชแสงเปนภาพแบบใด
1) ภาพจริงหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ 2) ภาพเสมือนหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ
3) ภาพจริงหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ 4) ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
37. จากรูปแสดงการเคลื่อนที่ 4 แบบของสาร 4 ชนิดผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร โดย
หมายเลข 1-4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล
สาร A สาร B สาร C สาร D
แบบ C แบบ Dการเคลื่อนที่แบบ A แบบ B
การเคลื่อนที่ของสารแบบ Active Transport คือแบบใด
1) แบบ A 2) แบบ B 3) แบบ C 4) แบบ D
38. การแลกเปลี่ยนแกสบริเวณถุงลมปอด และการกําจัดแบคทีเรียโดยนิวโทรฟลเกิดโดยวิธีการใด ตามลําดับ
ก. การแพร
ข. การแพรแบบฟาซิลิเทต
ค. พิโนไซโทซิส
ง. ฟาโกไซโทซิส
1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ข. และ ง.
39. โครงสรางในภาพดานลางนี้ พบในออรแกเนลลใดบาง
ก. mitochondria ข. chloroplast
ค. nucleus ง. ribosome
1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข., ค. และ ง.
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (164)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
40. ออรแกเนลลชนิดใดภายในเซลลตอม Adrenal Cortex จะพบมากกวาในเซลลเยื่อบุขางแกม
1) SER 2) RER
3) Lysosome 4) Ribosome
41. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีชั้นของเนื้อเยื่อคัพภะสอดคลองกับภาพ ก และ ข ตามลําดับ
ก ข
1) ไฮดรา พลานาเรีย 2) ไสเดือนดิน พยาธิตัวแบน
3) ฟองน้ํา เพรียงหัวหอม 4) พลานาเรีย พยาธิปากขอ
42. พิจารณาแผนภาพตอไปนี้
สัตวไมมีกระดูกสันหลัง
ลําตัวเปนปลอง (ก)
มีขาเปนขอ ไมมีขา (ข)
สวนหัวและสวนอกเชื่อมกัน
(ค)
สวนหัวและสวนอกแยกกัน
ไมมีปก มีปก (ง)
ก, ข, ค และ ง ควรเปนสัตวชนิดใด ตามลําดับ
ก ข ค ง
1) พลานาเรีย ดาวทะเล กุง ยุง
2) กัลปงหา พยาธิตัวตืด กั้ง แมลงดานา
3) ไฮดรา ปลิงทะเล เพรียงหิน ผีเสื้อ
4) ดอกไมทะเล ปลิงน้ําจืด ปู แมลงวัน
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (165)
43. การถายละอองเกสร (Pollination) เกิดขึ้นในพืชกลุมใด
1) พืชที่มีทอลําเลียง 2) พืชที่มีราก ลําตน และใบที่แทจริง
3) พืชที่มีเมล็ด 4) พืชที่มีดอก
44. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของหอยมรกตไดถูกตอง
1) Amphidromus Classiarius 2) Amphidromus classiarius
3) Amphidromus classiarius 4) amphidromus classiarius
45. น้ําตาล Glucosamine เปน Repeating Unit ของสารใด
1) Cellulose 2) Amylose
3) Glycogen 4) Chitin
46. สารตั้งตนที่ใชในการสังเคราะหฮอรโมนเพศจากอัณฑะ รังไข และตอมหมวกไตชั้นนอกคือขอใด
1) Cholesterol 2) Derived lipid
3) Lecithin 4) Steroid
47. เราจะไมพบจํานวนโครโมโซมเพิ่มขึ้นเปน 4 เทา ในกระบวนการแบงเซลลเพื่อสรางเซลลชนิดใด
1) เยื่อบุขางแกมของมนุษย 2) ปลายรากหอม
3) ปลายยอดของพืช 4) อสุจิของกบ
48. กฎแหงการแยก (Law of Segregation) สอดคลองกับการแบงเซลลในระยะใด
1) โพรเฟส 2) โพรเฟส II
3) แอนาเฟส I 4) แอนาเฟส II
49. กระบวนการในขอใดทําใหไดเซลลใหมซึ่งมีจํานวนชุดโครโมโซมเทาเซลลเดิม
1) Fertilization, Budding 2) Conjugation, Parthenogenesis
3) Regeneration, Mitosis 4) Meiosis, Mitosis
50. ในเมดัลลาออบลองกาตา ศูนยกลางควบคุมการทํางานของกลามเนื้อกะบังลม และกลามเนื้อยึดกระดูก
ซี่โครง จะถูกกระตุนไดนอยที่สุดในภาวะใด
1) เมื่อเลือดไปเลี้ยงที่ศูนยการหายใจมีสภาพเปนกรดมาก
2) เมื่อปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดในเลือดสูง
3) เมื่อปริมาณแกสออกซิเจนในเลือดต่ํา
4) เมื่อปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดและไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มมากขึ้น
51. นักเรียนผูหนึ่งถูกงูกัด อาการนาวิตก นักเรียนคนนี้ควรไดรับการรักษาโดยการใหสารดังขอใด
1) วัคซีน 2) เซรุม
3) ทอกซอยด 4) แอนติเจน
52. การตรวจพบฮอรโมนใดในปสสาวะของผูหญิงที่บงบอกวาเริ่มตั้งครรภ
1) เอสโทรเจน 2) โพรเจสเทอโรน
3) ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอรโมน 4) ฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟน
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (166)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
53. ขอใดไมถูกตอง
1) คนเมาสุรามักเดินไมตรงทาง เนื่องจากแอลกอฮอลมีผลตอศูนยควบคุมการทรงตัวในสมองสวนเซรีบรัม
2) ถาสมองสวนไฮโพทาลามัสถูกทําลาย จะมีผลใหการเตนของหัวใจ และความดันเลือดผิดปกติ
3) สมองสวนออลแฟกทอรีบัลบของปลามีขนาดใหญ ทําหนาที่เกี่ยวของกับการไดกลิ่น
4) สมองสวนทาลามัสจัดเปนสมองสวนหนา
54. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนวัติชนิดพาราซิมพาเทติก
ก. นําคําสั่งยับยั้งการเตนของหัวใจ
ข. นําคําสั่งทําใหรูมานตาขยาย
ค. เซลลประสาทหลังไซแนปสหลั่งนอรเอพิเนฟรินมาควบคุมหนวยปฏิบัติงาน
ง. เซลลประสาทกอนไซแนปสหลั่งแอซิติลโคลีนมายับยั้งเซลลประสาทหลังไซแนปส
1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค.
3) ค. และ ง. 4) ก., ข. และ ค.
พิจารณาภาพตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 55-56
55. บริเวณใดเปนบริเวณที่มีการเพิ่มจํานวนเซลลใหแกราก
1) บริเวณ A 2) บริเวณ B
3) บริเวณ C 4) บริเวณ D
56. ภาพ ก ควรเปนภาคตัดขวางจากบริเวณใด
1) บริเวณ A 2) บริเวณ B
3) บริเวณ C 4) บริเวณ D
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (167)
57. วัฏจักรคัลวินของพืชชนิดหนึ่งเปนปฏิกิริยาที่ไมตองอาศัยแสง แตปฏิกิริยานี้ไมสามารถเกิดขึ้นในเวลา
กลางคืนไดเพราะเหตุใด
1) พืชมีการเปดปากใบในเวลากลางวันมากกวากลางคืน
2) พืชมีความเขมขนของคารบอนไดออกไซดลดต่ําลงในเวลากลางคืน
3) กลางคืนมีอุณหภูมิต่ํากวากลางวันซึ่งไมเหมาะตอปฏิกิริยาในวัฏจักรคัลวิน
4) พืชตองนําผลิตภัณฑที่เกิดจากปฏิกิริยาใชแสงในเวลากลางวันมาใชในวัฏจักรคัลวิน
58. ขอใดจัดเปนพฤติกรรมการเรียนรูแบบมีเงื่อนไข
1) การจําศีลของกบในฤดูแลง
2) การที่สัตวทําตามคําสั่งของครูฝก
3) สัตวในสวนสัตวหยุดตื่นกลัวคน
4) การเรียนรูการรองเพลงของนกสปชีสเดียวกัน
59. ขอใดกลาวถูกตอง
ก. กระเพาะอาหารสรางกรดเกลือเพื่อเปลี่ยนโครงสราง Proenzyme เปน Enzyme พรอมที่จะทํางาน
ข. ในกระเพาะอาหารพบเอนไซมเรนนิน เพปซิน เพปซิโนเจน ทริปซิน และไคโมทริปซิน
ค. น้ําดีที่พบในลําไสเล็กทําใหไขมันแตกตัวในรูปของอิมัลชันเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสในการยอย
ง. แปงจากมันสําปะหลังและหัวบุกประกอบดวยอะไมโลเพกทินเปนจํานวนมากเมื่อถูกยอยในปากจึงมีรส
หวานจากกลูโคส
1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง.
3) ข. และ ง. 4) ก. และ ค.
60. A เปนเนื้อเยื่อน้ําเหลืองที่เปนตอมไรทอ มีตําแหนงอยูตรงทรวงอกรอบหลอดเลือดใหญของหัวใจ เนื้อเยื่อ
บางสวนทําหนาที่สรางลิมโฟไซตชนิดเซลลที และ A นี้ทําหนาที่ตอตานเชื้อโรคและสารแปลกปลอมเขาสู
รางกาย รวมถึงการตานอวัยวะที่ปลูกถายจากผูอื่นดวย “A” คืออวัยวะใด
1) ทอนซิล 2) มาม
3) ตอมน้ําเหลือง 4) ตอมไทมัส
61. นาย ก. มีน้ําเลือดที่ทําปฏิกิริยาตอตานกับเม็ดเลือดแดงของคนที่มีหมูเลือด A, B และ AB ซึ่งนาย ก. ไดรับ
เลือดหมู O จํานวนหลายขวดเปนระยะเวลาหนึ่ง และตอมาเขารับเลือดหมู O อีก พบวาเกิดอาการ
จากปฏิกิริยาทําลายเม็ดเลือดแดงในรางกายของนาย ก. ถานาย ก. จําเปนตองรับการใหเลือดอีก เลือดที่ให
ควรเปนอยางไร
1) เลือดหมู O Rh- 2) เลือดหมู O Rh+
3) เลือดหมู A Rh+ 4) เลือดหมู B Rh-
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (168)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
62. จากรูปแสดงออรแกเนลลที่เกิดกระบวนการหายใจระดับเซลล บริเวณใดเกิดวัฏจักรเครปส (Kreb’s Cycle)
1) หมายเลข 1 2) หมายเลข 2
3) หมายเลข 3 4) หมายเลข 4
63. ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
1) ฝูงปลาหางนกยูงในบอเลี้ยงปลา
2) ในกระปองน้ําอัดลมมีลูกน้ําอยูหลายตัว
3) ในตูปลามีปลาทอง 5 ตัว พืชน้ํา และหอยอีกหลายชนิด
4) ถูกทุกขอ
64. ความสัมพันธระหวางแบคทีเรีย A กับ B ในตารางเหมือนกับความสัมพันธในขอใด
แบคทีเรีย สารที่ตองการในการเจริญเติบโต สารที่สังเคราะหได
A Lysine Riboflavin
B Riboflavin -
1) ไลเคน - ตนไม 2) แหนแดง - Cyanobacteria
3) ปลา - แพลงกตอน 4) หนู - Leptospira
65. ถามีสารปนเปอนสูสิ่งแวดลอมและสารพิษนั้นสามารถสะสมในรางกายของสิ่งมีชีวิตได สิ่งมีชีวิตที่มีโอกาส
จะไดรับสารพิษนั้นไปสะสมในความเขมขนสูงที่สุดคือสิ่งมีชีวิตใด
1) สิ่งมีชีวิตที่เปนผูลา
2) สิ่งมีชีวิตที่บริโภคทั้งพืชและสัตว
3) สิ่งมีชีวิตที่เปนผูบริโภคลําดับในโซอาหาร
4) สิ่งมีชีวิตที่อยูบนสุดของพีระมิดทางนิเวศวิทยา
66. นักนิเวศวิทยาตองการหาความหนาแนนของประชากรนกกระจาบในพื้นที่แหงหนึ่ง เขาจับนกกระจาบในพื้นที่
นั้นมา 100 ตัว ใสหวงขานกเหลานั้นทั้งหมด แลวปลอยไป วันตอมาเขาจับนกกระจาบในพื้นที่นั้นอีกครั้ง
ไดนกที่มีหวงขา 20 ตัว และนกที่ไมมีหวงขา 80 ตัว นกกระจาบในพื้นที่นั้นนาจะมีจํานวนกี่ตัว
1) 200 ตัว 2) 250 ตัว
3) 400 ตัว 4) 500 ตัว
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (169)
67. จํานวนโครโมโซมในเซลลรางกายของตัวออนที่ไดจากการโคลนสิ่งมีชีวิตตนแบบที่จํานวนโครโมโซมในเซลล
สืบพันธุเปน 23 แทง จะเปนอยางไร
1) 23 แทง 2) 46 แทง
3) 92 แทง 4) ไมสามารถระบุได
68. การถายทอดโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ปรากฏในพันธุประวัติของครอบครัวมีลักษณะดังนี้
การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้ควบคุมโดยยีนชนิดใด
1) ยีนเดนบนออโทโซม 2) ยีนดอยบนออโทโซม
3) ยีนดอยบนโครโมโซม X 4) ยีนดอยบนโครโมโซม Y
69. ผีเสื้อกลางคืนลักษณะสีเทาควบคุมดวยยีน b ลักษณะสีดําควบคุมดวยยีน B ในการสํารวจผีเสื้อกลางคืน
ในบริเวณหนึ่ง พบสีเทา 360 ตัวและสีดํา 640 ตัว ถาประชากรนี้อยูในสมดุลฮารดี-ไวนเบิรก จํานวนผีเสื้อ
กลางคืนสีดําที่เปน HETEROZYGOUS มีเทาใด
1) 180 ตัว 2) 320 ตัว
3) 360 ตัว 4) 480 ตัว
70. จาก mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทด 5’ UACUCCAGUAUACCAGAG 3’ mRNA ขางตนถูกสังเคราะห
มาจาก DNA ตนแบบที่มีลําดับนิวคลีโอไทดอยางไร
1) 5’ TACTCCAGTATACCAGAG 3’
2) 5’ ATGAGGTCATATGGTCTC 3’
3) 5’ GAGACCATATGACCTCAT 3’
4) 5’ CTCTGGTATACTGGAGTA 3’
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (170)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
ชุดที่ 3
71. ขอใดไมใชสวนประกอบของโครโมโซม (PAT 2 ก.ค. 52)
1) ดีเอ็นเอ 2) ฮีสโทน
3) นิวคลีโอโซม 4) ไรโบโซม
72. ภาพโครงสรางสวนหนึ่งของดีเอ็นเอ
A T
C G
G C
สัญลักษณ และ คืออะไร ตามลําดับ (PAT 2 ต.ค. 52)
1) ฟอสเฟต และเบส 2) ฟอสเฟต และนิวคลีโอไทด
3) น้ําตาล และเบส 4) น้ําตาล และฟอสเฟต
73. ขอใดไมถูกตอง (PAT 2 มี.ค. 52)
1) เกลียวคูของสายพอลินิวคลีโอไทดเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา
2) เบสคูสมในสายพอลินิวคลีโอไทดยึดกันดวยพันธะไฮโดรเจน
3) ถาเปรียบโครงสรางของสายดีเอ็นเอเปนบันไดเวียน ราวบันไดเกิดจากไนโตรจีนัสเบสจับกับหมูฟอสเฟต
4) โครงสรางของเบสพิวรีนเปนวงแหวนที่ประกอบดวยคารบอนและไนโตรเจน 2 วง แตเบสไพริมิดีนมีวงแหวน
ดังกลาว 1 วง
74. ถา mRNA สายหนึ่งมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ ขอใดถูกตอง (PAT 2 ก.ค. 52)
1) ดีเอ็นเอสายแมพิมพมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′
2) แอนติโคดอนมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′
3) โปรตีนที่ไดมีกรดอะมิโน 3 ตัว
4) ขอ 2) และ 3) ถูก
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (171)
75. จากแผนภาพตอไปนี้
DNA RNA
B C
พอลิเพปไทด
A
A B และ C คืออะไรตามลําดับ (PAT 2 มี.ค. 52)
1) RNA พอลิเมอเรส DNA ไลเกส ไรโบโซม
2) RNA พอลิเมอเรส DNA พอลิเมอเรส อารเอ็นเอ
3) DNA พอลิเมอเรส DNA ไลเกส อารเอ็นเอ
4) DNA พอลิเมอเรส RNA พอลิเมอเรส ไรโบโซม
76. การเปลี่ยนแปลงใดมีผลทําใหลักษณะฟโนไทปเปลี่ยนไป (PAT 2 ก.ค. 53)
1) การเติมเบส 3 ตัว หนาตําแหนงเริ่มตนของการถอดรหัส
2) การเติมลําดับเบสสําหรับกรดอะมิโนฮีสทิดีนหนาตําแหนงโพรโมเตอร
3) การเติมเบส 3 ตัว หนาหลังตําแหนงเริ่มตนของการถอดรหัส (Transcription)
4) การเติมลําดับเบสสําหรับกรดอะมิโนฮีสทิดีนหลังตําแหนงสุดทายของการถอดรหัส
77. การเปลี่ยนแปลงระดับยีนแบบใดที่อาจไมมีผลตอการเปลี่ยนลักษณะฟโนไทป (PAT 2 ก.ค. 53)
1) การเปลี่ยนแปลงเบส 1 ตัว ในสายดีเอ็นเอ
2) การเอาลําดับเบส 1 โคดอน ออกจากยีน
3) การเติมเบส 1 ตัว ลงไปในสายดีเอ็นเอ
4) การเพิ่มลําดับเบส 1 โคดอน ในยีน
78. เทคนิคการสราง DNA สายผสมใหไดสิ่งมีชีวิตที่ตองการ ภายหลังการใชเอนไซมตัดจําเพาะในการตัดสาย
DNA แลวสามารถใชเอนไซมใดเรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุล ใหเชื่อม
ตอกันได (PAT 2 มี.ค. 54)
1) DNA ไลเกส 2) DNA ไพรเมส
3) DNA เฮลิเคส 4) DNA พอลิเมอเรส
79. ขอใดถูก (PAT 2 ต.ค. 52)
1) การโคลนยีน คือ การเพิ่มดีเอ็นเอสวนที่ตองการใหมีจํานวนมากและเหมือนกับดีเอ็นเอตนแบบ
2) การโคลนยีนนิยมใชพลาสมิดของแบคทีเรียซึ่งเปนดีเอ็นเอที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรีย
3) การโคลนยีนในแบคทีเรียนิยมใชยีนที่ตานทานยาปฏิชีวนะที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรีย เปนเครื่องหมาย
4) การโคลนยีนภายนอกเซลลโดยไมใชแบคทีเรีย สามารถเพิ่มจํานวนดีเอ็นเอไดดวยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิส
80. ตาม Fluid Mosaic Model เยื่อหุมเซลลมีลักษณะเปนของไหล (Fluid) ความคงตัว (Integrity) ของเยื่อหุมเซลล
จะมากหรือนอยขึ้นอยูกับองคประกอบใดเปนหลัก (PAT 2 ต.ค. 53)
1) โปรตีน 2) ฟอสโฟลิพิด
3) คอเลสเทอรอล 4) ไกลโคโปรตีน
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (172)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
81. เซลลของอวัยวะใดมีเอนโดพลาสมิกเรติคิวลัมแบบผิวเรียบมากกวาเซลลทั่วไป (PAT 2 มี.ค. 52)
1) กลามเนื้อ สมอง 2) อัณฑะ ประสาท
3) ตับ หัวใจ 4) รังไข ตอมหมวกไต
82. การสังเคราะหโปรตีนที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลลจําเปนตองอาศัยการทํางานรวมกันของออรแกเนลล
ในขอใด (PAT 2 ต.ค. 52)
A. เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม B. ไรโบโซม
C. กอลจิคอมเพล็กซ D. ไมโครทิวบูล
1) A. และ B. 2) B. และ C.
3) A., B. และ C. 4) A., B., C. และ D.
83. ตามขาวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ มีผูรับประทานมันสําปะหลังดิบแลวเสียชีวิต ทั้งนี้เพราะในหัวมันสําปะหลังดิบ
มีไซยาไนด จากการศึกษาพบวาไซยาไนดมีผลตอกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล แสดงวาไซยาไนด
ออกฤทธิ์ตอสวนใดของเซลล (PAT 2 ก.ค. 53)
1) กอลจิคอมเพล็กซ 2) ไมโทคอนเดรีย
3) ไรโบโซม 4) นิวคลีโอลัส
84. ไดอะไลซิส (Dialysis) หมายถึงกระบวนการใด (PAT 2 ต.ค. 53)
1) การแพรของตัวถูกละลายผานเยื่อเลือกผาน 2) การแพรของตัวทําละลายผานเยื่อเลือกผาน
3) การแพรแบบอิสระของตัวถูกละลาย 4) การแพรของน้ําผานเยื่อเลือกผาน
85. จากภาพ ถามีเยื่อหุมเซลลชนิดหนึ่งคั่นกลางสารละลายสองขางที่กําหนดให และลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่
ของสารผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้น สารประกอบในขอใดที่สามารถเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลที่เห็นในภาพได
อยางอิสระ (PAT 2 ก.ค. 53)
1) N2 2) Ethanol
3) Glycerol 4) ถูกทุกขอ
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (173)
86. จากรูป ถามีเยื่อหุมเซลลชนิดหนึ่งคั่นกลางสารละลายสองขางที่กําหนดให และลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่
ของสารผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้น รูปใดแสดงการเกิดออสโมซิส (Osmosis) ไดถูกตองที่สุด (PAT 2 มี.ค. 53)
1) A 2) B
3) C 4) D
87. การลําเลียง Na+ และ K+ ผานเยื่อหุมเซลลประสาทขณะถูกกระตุนเกิดโดยวิธีใด (PAT 2 ก.ค. 52)
1) การลําเลียงแบบใชพลังงาน 2) การแพร
3) การแพรแบบฟาซิลิเทต 4) เอนโดไซโทซิส
88. กระบวนการหลั่งสารสื่อประสาท Acetylcholine จากปลายประสาทสั่งการ (Motor Neuron) เปนการ
เคลื่อนยายสารแบบใด (PAT 2 มี.ค. 54)
1) เอกโซไซโทซิส (Exocytosis)
2) การแพรแบบธรรมดา (Simple Diffusion)
3) การแพรแบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion)
4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน (Active Transport)
89. การหลั่งเพปซิโนเจนออกจากเซลลผนังกระเพาะอาหารอาศัยกระบวนการใด (O-NET 49)
1) กระบวนการแพร 2) กระบวนการเอกโซไซโทซิส
3) การลําเลียงแบบฟาซิลิเทต 4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน
90. ขอใดตอไปนี้อาศัยกระบวนการเอกโซไซโทซิส (O-NET 51)
1) การทําลายเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว
2) การนําอนุภาคขนาดใหญเขาสูเซลลของอะมีบา
3) การขับเกลือแรสวนเกินออกทางเหงือกของปลาทะเล
4) การหลั่งเอนไซมยอยอาหารออกมาจากเยื่อบุผิวลําไสเล็ก
91. กระบวนการใดไมพบในกระบวนการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต (O-NET 53)
1) การแพร 2) ออสโมซิส
3) เอนโดไซโทซิส 4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน
92. เราใชปจจัยใดเปนเกณฑในการแบงไบโอมบนบกเปนไบโอมแบบตางๆ กัน (PAT 2 มี.ค. 52)
1) ความสูงจากระดับน้ําทะเล 2) อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ย
3) ปริมาณแสงและอุณหภูมิเฉลี่ย 4) เขตละติจูด
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (174)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
93. เถาวัลยที่พบในปาดิบชื้นจัดเปนไมในระดับใด (PAT 2 ก.ค. 52)
1) ไมเรือนยอดชั้นบน 2) ไมยืนตนชั้นบน
3) ไมชั้นกลาง 4) ไมชั้นลาง
94. พืชชนิดใดจัดเปนไมชั้นกลางในปาดิบชื้น (PAT 2 มี.ค. 52)
1) ตะเคียน 2) เถาวัลย
3) หวาย 4) จิกเขา
95. ขอใดเปนปาไมผลัดใบทั้งหมด (PAT 2 มี.ค. 53)
1) ปาเต็งรัง ปาเบญจพรรณ ปาทุง 2) ปาดิบเขา ปาทุง ปาสนเขา
3) ปาสนเขา ปาดิบแลง ปาหญา 4) ปาชายเลน ปาพรุ ปาชายหาด
96. ระบบนิเวศแบบใดที่ไมพบในประเทศไทย (PAT 2 ก.ค. 52)
1) ปาสน 2) ปาผลัดใบในเขตอบอุน
3) ทุงหญาสะวันนา 4) ทุนดรา
97. ไบโอมแบบใดที่ไมพบในประเทศไทย (PAT 2 ต.ค. 52)
1) ไบโอมปาสน 2) ไบโอมปาผลัดใบในเขตอบอุน
3) ไบโอมสะวันนา 4) ไบโอมทุงหญาเขตอบอุน
98. การสํารวจปาแหงหนึ่ง พบองคประกอบทางกายภาพและทางชีวภาพดังแสดงในตาราง
องคประกอบทางชีวภาพ ตนพลวง ตนมะขามปอม เห็ดเผาะ กิ้งกา
องคประกอบทางกายภาพ
อุณหภูมิสูงและแสงแดดจัดในเวลากลางวัน
ดินเปนดินรวนปนทราย
ระบบนิเวศที่มีลักษณะดังกลาวพบไดในภาคใดของประเทศไทย (PAT 2 มี.ค. 53)
A. ภาคเหนือ B. ภาคกลาง
C. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ D. ภาคตะวันออก
E. ภาคใต
1) A., B. และ C. 2) A., C. และ D.
3) A., B., C. และ D. 4) A., B., C., D. และ E.
99. ปานเทพและปานอัปสรเก็บตัวอยางน้ําและดินจากพื้นที่ปาแหงหนึ่งไปตรวจในหองปฏิบัติการ พบวา น้ํามีความเปน
กรดสูงมาก และพบวาดินมีปริมาณอินทรียสารสูงและมีสารประกอบ Pyrite อยูมาก พื้นที่ปาที่ปานเทพและ
ปานอัปสรทําการสํารวจเปนพื้นที่ปาในขอใด (PAT 2 ก.ค. 53)
1) ปาพรุ (Peat Swamp Forest) 2) ปาชายเลน (Mangrove Forest)
3) ปาดิบชื้น (Tropical Rainforest) 4) ปาดิบแลง (Dry Evergreen Forest)
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (175)
100. จากการสํารวจลักษณะสิ่งมีชีวิตที่อยูบริเวณแหลงน้ําแหงหนึ่งพบวา มีปลาที่มีรูปรางแบนราบไปกับพื้นผิวที่เกาะ
นอกจากนี้ยังพบหอยกาบเดียวซึ่งสามารถหลั่งเมือกเหนียวและพบปลาพลวงจํานวนมาก จากขอมูลลักษณะ
สิ่งมีชีวิตที่พบ นักเรียนจะสรุปลักษณะระบบนิเวศของแหลงน้ําดังกลาวไดอยางไร (PAT 2 มี.ค. 54)
1) เปนแหลงน้ําจืดบริเวณน้ํานิ่ง 2) เปนแหลงน้ําจืดบริเวณน้ําไหล
3) เปนแหลงน้ํากรอยบริเวณน้ํานิ่ง 4) เปนแหลงน้ํากรอยบริเวณน้ําไหล
101. แผนภาพสายใยอาหาร
ตนขาว หนอน นกกางเขน เหยี่ยว
ตั๊กแตน
หนูนา
ผูบริโภคลําดับที่ 2 ไดแกสิ่งมีชีวิตใดบาง (PAT 2 ก.ค. 52)
1) หนูนา และเหยี่ยว 2) นกกางเขน และหนูนา
3) หนอน ตั๊กแตน และหนูนา 4) หนูนา นกกางเขน และเหยี่ยว
102. ผูบริโภคสายใยอาหารขางลางนี้ C และ D เปนสิ่งมีชีวิตกลุมใด ตามลําดับ (O-NET 49)
แสง A C D
B
1) ผูผลิต และผูบริโภค
2) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูยอยสลายอินทรียสาร
3) ผูบริโภคพืช และผูบริโภคสัตว
4) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูบริโภคสัตว
103. จากสายใยอาหารขางลางนี้ B และ D เปนสิ่งมีชีวิตในกลุมใด ตามลําดับ (O-NET 51)
B
แสง A C D
1) ผูผลิต และผูบริโภค
2) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูยอยสลายสารอินทรีย
3) ผูบริโภคพืช และผูบริโภคสัตว
4) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูบริโภคสัตว
วิทยาศาสตร ชีววิทยา (176)___________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
เฉลย
ชุดที่ 1
1. 2) 2. 2) 3. 1) 4. 2) 5. 1) 6. 4) 7. 2) 8. 2) 9. 4) 10. 1)
11. 1) 12. 3) 13. 1) 14. 3) 15. 4) 16. 3) 17. 4) 18. 2) 19. 3) 20. 1)
21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 2) 25. 1) 26. 3) 27. 3) 28. 2) 29. 1) 30. 3)
31. 3) 32. 3) 33. 1) 34. 2) 35. 4)
ชุดที่ 2
36. 2) 37. 4) 38. 2) 39. 3) 40. 1) 41. 4) 42. 4) 43. 4) 44. 3) 45. 4)
46. 1) 47. 2) 48. 3) 49. 3) 50. 3) 51. 2) 52. 4) 53. 3) 54. 2) 55. 3)
56. 1) 57. 2) 58. 2) 59. 1) 60. 4) 61. 1) 62. 4) 63. 3) 64. 1) 65. 4)
66. 4) 67. 2) 68. 1) 69. 4) 70. 4)
ชุดที่ 3
71. 4) 72. 4) 73. 3) 74. 3) 75. 4) 76. 3) 77. 1) 78. 1) 79. 1) 80. 3)
81. 4) 82. 4) 83. 2) 84. 1) 85. 4) 86. 1) 87. 3) 88. 1) 89. 2) 90. 4)
91. 4) 92. 2) 93. 4) 94. 4) 95. 1) 96. 4) 97. 4) 98. 1) 99. 1) 100.2)
101.4) 102.4) 103.3)

ชีวะ

  • 1.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (116)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 สถิติขอสอบ PAT 2 ยอนหลัง 3 ปลาสุด
  • 2.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (117) สถิติขอสอบ PAT 2 ยอนหลังทั้งหมด
  • 3.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (118)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 4.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (119)
  • 5.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (120)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 6.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (121)
  • 7.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (122)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 8.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (123)
  • 9.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (124)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 10.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (125)
  • 11.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (126)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 12.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (127)
  • 13.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (128)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 14.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (129)
  • 15.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (130)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 16.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (131)
  • 17.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (132)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 18.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (133)
  • 19.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (134)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 20.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (135)
  • 21.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (136)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 22.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (137)
  • 23.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (138)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25
  • 24.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (139)
  • 25.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (140)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 แนวขอสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุด 1. ในการตรวจสอบไนโตรจีนัสเบสของยีนๆ หนึ่ง พบวามีอัตราสวนของเบสอะดีนีนตอไซโทซีนเปน 2 : 1 หากยีนนี้ มีจํานวนเบสทั้งหมด 1,200 โมเลกุล จะมีไทมีนกี่โมเลกุล (PAT2 มี.ค. 56) 1) 200 2) 400 3) 600 4) ไมสามารถระบุได A = 2X C = 1X ∴ A = T = 2X C = G = X A + T + C + G = 100% 2X + 2X + X + X = 100% X = 16.67% T = 2X = 33.33% T จะมี 100 33.30 × 1,200 = 400 โมเลกุล 1 3
  • 26.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (141) 2. นายณเดชนไดเปรียบเทียบความแตกตางระหวางการจําลองตัวของดีเอ็นเอ (DNA Replication) และการ ถอดรหัส (Transcription) ขอสรุปใดของนายณเดชนผิด (PAT2 ต.ค. 54) การจําลองตัวของดีเอ็นเอ การถอดรหัส 1) ใชดีเอ็นเอทั้งสองสายเปนดีเอ็นเอแมแบบ (DNA template) และเกิดการจําลองตัวตลอด ความยาวของโมเลกุลดีเอ็นเอ ใชดีเอ็นเอเพียงสายเดียวเปนแมแบบ และเกิด การถอดรหัสเพียงบางสวนของโมเลกุลดีเอ็นเอ 2) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล ที่เหมือนกันทุกประการ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล 3) เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นในนิวเคลียส เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นในไซโทพลาซึม 4) เกิดขึ้นกับเซลลที่สามารถแบงตัวไดและเกิด เฉพาะเวลาที่เซลลกําลังจะแบงตัว เกิดขึ้นกับเซลลทุกชนิดและเกิดขึ้นไดตลอดเวลา การจําลองตัวของดีเอ็นเอใชดีเอ็นเอทั้งสองสายเปนแมแบบและเกิดการจําลองตัวตลอดความยาวของ โมเลกุลดีเอ็นเอ เกิดขึ้นในนิวเคลียส และเกิดกับเซลลที่กําลังจะแบงตัว เพราะการจําลองตัวของดีเอ็นเอใชดีเอ็นเอ ทั้งสองสายเปนแมแบบ และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุลที่เหมือนกันทุกประการ สวนการ ถอดรหัสจะใชดีเอ็นเอเพียงสายเดียวเปนแมแบบ เกิดการถอดรหัสบางสวนของโมเลกุลดีเอ็นเอ เกิดขึ้นใน นิวเคลียสของเซลลทุกชนิด เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล
  • 27.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (142)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 3. ดีเอ็นเอสายคูโมเลกุลหนึ่ง มีลําดับเบสดังนี้ 5′ C C A T G T T G A A 1000 C G A T A C T G A A 3′ 3′ G G T A C A A C T T คูเบส G C T A T G A C T T 5′ หากเกิดกระบวนการจําลองตัวของดีเอ็นเอ (DNA replication) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดผลเปนอยางไร (PAT2 มี.ค. 55) 1) ไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1,020 คูเบส 2) ไดดีเอ็นเอสายเดี่ยว 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาวนอยกวา 1,020 คูเบส 3) ไดอารเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1,020 คูเบส 4) ไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาวนอยกวา 1,020 คูเบส กระบวนการ DNA Replication ในแตละโมเลกุลของ DNA จะไดเปน DNA สายคู และแตละโมเลกุลจะมี ความยาวของคูเบสเทากับ DNA ตนแบบ จากโจทยกําหนดให DNA 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลยาว 1,020 คูเบส เมื่อเกิดกระบวนการ DNA Replication จะไดเปน DNA สายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1,020 คูเบส
  • 28.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (143) 4. ดีเอ็นเอสายคูโมเลกุลหนึ่ง ซึ่งชวงหนึ่งของยีน 1 ยีน มีลําดับเบสดังนี้ 5′ .......... C C A T G T T A 1,000 C G T G A A .......... 3′ 3′ .......... G G T A C A A T คูเบส G C A C T T .......... 5′ หากใหดีเอ็นเอสายลางเปนดีเอ็นเอแมแบบ (DNA Template) เมื่อเกิดกระบวนการถอดรหัส (Transcription) และแปลรหัส (Translation) จะไดสายพอลิเพปไทดที่มีกรดอะมิโนกี่โมเลกุล (PAT2 มี.ค. 55) 1) 335 2) 336 3) 337 4) 338 ถอดรหัสจาก DNA สายลางตามที่โจทยกําหนด ไดเปน 5′ .......... CCAUGUUA 1,000 CGUGAA .......... 3′ จากนั้นเริ่มจาก Start codon (AUG) นับเปน 1 โมเลกุลถัดไป UAA อีก 1 โมเลกุล และจาก 1,000 โมเลกุลของเบส จะได 333 โมเลกุลของกรดอะมิโน และเหลือเบส 1 โมเลกุล นําไปคิดรวมกับ CG ตัวถัดไปไดเปนกรดอะมิโนอีก 1 โมเลกุล และพบ Stop codon (UGA) จึงสรุปไดวา เมื่อทําการแปลรหัสจากสาย mRNA ที่ถอดไดจาก DNA แมแบบสายลางนี้ ไดจํานวนกรดอะมิโนทั้งหมด 336 โมเลกุล
  • 29.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (144)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 5. เอนไซมตอไปนี้ A restriction enzyme B DNA ligase C DNA polymerase D RNA polymerase E helicase เอนไซมใดบางที่ใชในการสรางดีเอ็นเอสายผสม (recombinant DNA) (PAT 2 ต.ค. 55) 1) A B 2) A C 3) B E 4) C D DNA recombination ชิ้นสวน DNA ที่ตัดดวยเอนไซมตัดจําเพาะ (restiction enzyme) (ปลายเหนี่ยว/ทู) ชนิดเดียวกันเชื่อมตอกันได DNA ไลเกส เรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุล ใหเชื่อมตอกัน กระบวนการตัดตอยีนแลวใสเขาไปใน host เพื่อผลิตโปรตีน - DNA recombination ใช restriction enzyme ในการตัดชิ้นสวนของ DNA และ DNA ligase เปน ตัวเรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุลใหเชื่อมตอกัน - helicase ใชตัดพันธะไฮโดรเจน ให DNA เกลียวคูเปน DNA สายเดี่ยว - DNA polymerase ใชในกระบวนการ DNA replication - RNA polymerase ใชในการเรงกระบวนการสังเคราะห RNA
  • 30.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (145) 6. ถาโมเลกุลของ RNA มีนิวคลีโอไทด 5 ชนิด และรหัสพันธุกรรมประกอบดวย 4 นิวคลีโอไทด เมื่อเรียง สลับกันแลว จะไดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดกี่รหัส (PAT2 มี.ค. 54) 1) 64 2) 120 3) 625 4) 1,024 RNA มีนิวคลีโอไทด 5 ชนิด และรหัสพันธุกรรม 1 รหัส ประกอบดวย 4 นิวคลีโอไทด ดังนั้น จะไดรหัส พันธุกรรมทั้งหมด 54 = 625 รหัส
  • 31.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (146)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 7. ผนังเซลลของ Escherichia coli ประกอบขึ้นจากสารชนิดใด (PAT2 มี.ค. 54) 1) glycolipid 2) aminoglycan 3) phospholipid 4) peptidoglycan
  • 32.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (147) 8. โครงสรางใดในเซลลที่เปนแหลงผลิตและลําเลียงสารในเซลล และเปนแหลงผลิตสารที่ใหพลังงานสูงตามลําดับ (PAT2 ก.ค. 53) 1) ไมโทคอนเดรีย และเอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม 2) ไมโทคอนเดรีย และกอลจิคอมเพล็กซ 3) เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม และกอลจิคอมเพล็กซ 4) เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม และไมโทคอนเดรีย
  • 33.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (148)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 9. โครงสรางคูใดทําหนาที่แบบเดียวกัน (PAT2 ต.ค. 53) 1) ไรโบโซม – ไลโซโซม 2) แวคิวโอล – ไกลโคแคลิกซ 3) ไซโทสเกเลตัน – โครโมโซม 4) แกพจังชัน – พลาสโมเดสมาตา
  • 34.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (149) simple diffusion (การแพรธรรมดา) / dialysis = diffusion ผานเยื่อกั้น (เยื่อเลือกผาน) D1 10. จากรูป เปนการเคลื่อนที่ทั้งหมด 4 แบบ ของสาร 4 ชนิด ผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร และหมายเลข 1-4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล การเคลื่อนที่ของสารที่ใชการแพรแบบธรรมดาคือแบบใด (PAT2 ก.ค. 53) 1) แบบ A 2) แบบ B 3) แบบ C 4) แบบ D สารมาก สารนอย
  • 35.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (150)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 11. จากรูป แสดงการเคลื่อนที่ 4 แบบ ของสาร 4 ชนิด ผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร โดยหมายเลข 1–4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล การเคลื่อนที่แบบใดเปนการแพรแบบฟาซิลิเทต (PAT2 มี.ค. 53) 1) แบบ A 2) แบบ C 3) แบบ A และแบบ B 4) แบบ C และแบบ D
  • 36.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (151)
  • 37.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (152)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 12. ในการกระจายเมล็ดของตนไมโดยสัตวจะพบในระบบนิเวศแบบใดมากที่สุด (PAT2 มี.ค. 56) 1) ปาดิบชื้น 2) หาดทราย 3) สะวันนา 4) ปาโกงกาง
  • 38.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (153) 13. ถาแหลงน้ําเกิด Eutrophication อะไรเปนสาเหตุที่สําคัญที่สุดที่ทําใหปลาในแหลงน้ํานั้นตาย (PAT2 มี.ค. 56) 1) Bacteria เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว 2) แสงสวางไมสามารถสองผานลงไปยังแหลงน้ําได 3) แกส O2 ที่ละลายในน้ําลดลงจนหมดไปในที่สุด 4) สาหรายและพืชน้ําเจริญเติบโตและเพิ่มจํานวนอยางรวดเร็ว
  • 39.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (154)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 14. การสํารวจระบบนิเวศทองถิ่นแหงหนึ่งพบสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดมาก การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ทองถิ่นนี้ จะมีลักษณะเปนแบบใดมากที่สุด (PAT2 มี.ค. 56) 1) สายใยอาหารมีความซับซอนมาก 2) โซอาหารสวนใหญเริ่มตนดวยผูยอยสลายสารอินทรีย 3) พลังงานหมุนเวียนในระบบนิเวศทองถิ่นหมุนเวียนเปนเวลานาน 4) แตละโซอาหารสวนใหญประกอบดวยสมาชิกมากกวา 5 ชนิด
  • 40.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (155) 15. พีระมิดมวลชีวภาพของระบบนิเวศในแหลงน้ําบางแหงมีชวงเวลาหนึ่งที่พีระมิดเปนหัวกลับ เหตุใดผูผลิต จึงสามารถสรางพลังงานถายทอดใหผูบริโภคและหมุนเวียนในระบบไดอยางเพียงพอ ทําใหระบบยังคงสมดุลอยูได (PAT2 มี.ค. 56) 1) ผูผลิตมีขนาดใหญกวาผูบริโภค 2) ผูบริโภคที่มีขนาดใหญกวาผูผลิตมีอัตราการรอดชีวิตต่ํา 3) เมื่อผูบริโภคกินผูผลิตจนจํานวนนอยลง ผูผลิตสามารถเพิ่มจํานวนไดทันโดยมีผูผลิตกําเนิดขึ้นมาใหม 4) ผูบริโภคมีขนาดใหญ แตตองการอาหารในปริมาณนอย
  • 41.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (156)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 เก็งขอสอบ ชุดที่ 1 1. ขอใดกลาวถูกตอง ก. เยื่อหุมนิวเคลียสพบในสาหรายสีเขียว ข. เซลลแบคทีเรียไมมีเยื่อหุมเซลล ค. เซลลของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีเยื่อหุมนิวเคลียส ง. เซลลทุกเซลลมีเยื่อหุมเซลล 1) ก. เทานั้น 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ง. 4) ข., ค. และ ง. 2. ขอใดกลาวถึงคลอโรพลาสต (Chloroplast) ไมถูกตอง 1) มีเยื่อหุมสองชั้น 2) พบในเซลลสิ่งมีชีวิตอาณาจักรฟงไจ 3) มีของเหลวภายใน เรียกวา สโตรมา 4) สามารถจําลองตัวเองไดเนื่องจากมี DNA 3. ขอใดอธิบายเกี่ยวกับเยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) ไดถูกตอง 1) มีองคประกอบหลัก คือ ฟอสเฟตและลิพิด 2) สามารถใหสารเขา-ออกไดทุกประเภท 3) มีสารจําพวกลิพิดแทรก ซึ่งทําหนาที่เปนตัวชวยลําเลียงสารเขา-ออกเซลล 4) สวนที่ชอบน้ํา (Hydrophilic Head) เปนสวนที่ไมมีขั้ว สวนที่ไมชอบน้ํา (Hydrophobic Tail) เปนสวนที่มีขั้ว 4. ขอใดแสดงความสัมพันธระหวางออรแกเนลลกับหนาที่ไดถูกตอง ก. RER : สรางสารจําพวกสเตียรอยด ข. Golgi Complex : สรางสารเคลือบฟน ค. Lysosome : สรางโปรตีน ง. SER : สรางสารจําพวกโปรตีน 1) ก. เทานั้น 2) ข. เทานั้น 3) ข. และ ค. 4) ข., ค. และ ง.
  • 42.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (157) 5. กระบวนการใดสัมพันธกับภาพที่กําหนดให 1) Active Transport 2) Osmosis 3) Facilitated Diffusion 4) Exocytosis 6. กําหนดให A หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลายมากกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณ ขางเคียง B หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลายนอยกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณ ขางเคียง A และ B หมายถึง สารละลายแบบใด ตามลําดับ 1) สารละลายไฮโพโทนิก สารละลายไฮเพอรโทนิก 2) สารละลายไอโซโทนิก สารละลายไฮเพอรโทนิก 3) สารละลายไอโซโทนิก สารละลายไฮโพโทนิก 4) สารละลายไฮเพอรโทนิก สารละลายไฮโพโทนิก 7. นาย ก ทําการทดลอง โดยนําเนื้อปลาชนิดเดียวกัน น้ําหนักเทากัน ไปแชในสารละลาย เปนเวลา 1 ชั่วโมง นํามาชั่งน้ําหนักเปนระยะๆ แลวสรุปความสัมพันธดังกราฟ น้ําหนัก เวลา ผลการทดลองใดตอไปนี้สามารถนํามาสรุปความสัมพันธเปนกราฟไดใกลเคียงกับสารขางตน 1) นําชิ้นมะมวงแชน้ําปลา 2) นําเซลลเยื่อบุขางแกมแชน้ํากลั่น 3) นําชิ้นมันฝรั่งแชน้ําปลา 4) ขอ 1) และ 2) ถูก
  • 43.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (158)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 8. เมื่อหยดน้ําเกลือลงบนสไลดที่มีใบสาหรายหางกระรอกอยู จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเซลลคลายกับ ที่เกิดขึ้นเมื่อหยดสารใดมากที่สุดและเกิดเร็วที่สุด 1) น้ํากลั่น 2) น้ําเชื่อม 3) น้ํานมสด 4) นมขนหวาน 9. ขอใดแสดงสภาวะของเลือดในคนกอนออกกําลังกายและหลังออกกําลังกายใหมๆ ไดถูกตอง คาที่วัด กอนออกกําลังกาย หลังออกกําลังกาย 1) คา pH ของเลือด 7.4 7.8 2) ความเขมขนของออกซิเจน (หนวย/ซม.3) 30 34 3) ความเขมขนของคารบอนไดออกไซด (หนวย/ซม.3) 60 35 4) ความเขมขนของกรดแลกติก (หนวย/ซม.3) 15 35 10. เด็กชายแตงโมออกเดินทางไกลในวิชาลูกเสือ เขาไมคอยไดดื่มน้ําทําใหปสสาวะนอยกวากวาปกติ เหตุใดจึง เปนเชนนั้น 1) การหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น 2) การหลั่ง ADH ลดลง 3) การหลั่ง ADH ปกติ 4) อาจเปนไปไดทั้งขอ 1) และ 3) 11. การดื่มน้ําสมคั้น ซึ่งมีความเปนกรดเปนปริมาณมากๆ ทําใหเลือดมีสภาวะเปนกรดจริงหรือไม เพราะเหตุใด 1) ไมเปนกรด เพราะเลือดมีสมบัติเปนสารละลายบัฟเฟอร 2) เปนกรดจริง เพราะน้ําสมมีรสเปรี้ยวและมีปริมาณกรดสูง 3) เปนกรดจริง เพราะวิตามินซีละลายน้ําได 4) ไมเปนกรด เพราะรางกายจะไดรับอันตรายไดหากเลือดมีสภาวะเปนกรด 12. การที่รางกายมีปริมาณ CO2 สูงอาจสงผลใหเลือดเปนกรด ซึ่งอาจกอใหรางกายทํางานผิดปกติ สมองสวนใด ตอไปนี้ทําหนาที่เกี่ยวของกับการควบคุมปริมาณ CO2 1) Cerebellum 2) Cerebrum 3) Medulla Oblongata 4) Pons 13. ขอใดกลาวถึงปลาน้ําจืดไมถูกตอง ก. ขับปสสาวะนอยและปสสาวะมีความเขมขนสูง ข. Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายมากกวาน้ําภายนอก ค. มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมเขา 1) ก. เทานั้น 2) ข. เทานั้น 3) ค. เทานั้น 4) ก. แล ข. 14. สัตวในขอใดตอไปนี้มีอุณหภูมิรางกายเปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดลอม 1) ชาง 2) อูฐ 3) ฉลาม 4) มาลาย
  • 44.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (159) 15. ขอใดกลาวไดสัมพันธกับกราฟที่กําหนดให 1) เสือเปนสิ่งมีชีวิตที่มีอุณหภูมิรายกายคงที่ตลอดเวลาไมมีการเปลี่ยนแปลง 2) อุณหภูมิรางกายของเสือแปรผันตามอุณหภูมิสิ่งแวดลอม 3) งูไมมีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิรางกายตามสิ่งแวดลอม 4) สามารถวาดกราฟแสดงความสัมพันธระหวางอุณหภูมิรางกายกับอุณหภูมิสิ่งแวดลอมของกบและปลา คลายกับกราฟของงู พิจารณาขอมูลตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 16 ก. หลอดเลือดขยายตัว ข. หลอดเลือดหดตัว ค. ขนตั้งตรง เหงื่อไมออก ง. ขนเอนราบ เหงื่อออกมาก 16. ถานายอดัมอยูบนยอดเขาสูง อากาศหนาวจัด นายอดัมไมควรพบลักษณะหรืออาการเชนไร 1) ค. 2) ข. และ ง. 3) ก. และ ง. 4) ข. และ ค. 17. อวัยวะชนิดใดที่ไมไดจัดวาเปนอวัยวะน้ําเหลือง 1) ตอมไทมัส 2) มาม 3) ตอมทอนซิล 4) ตับ 18. การใหทารกดื่มนมมารดา ทารกไดรับภูมิคุมกันชนิดใด 1) ภูมิคุมกันกอเอง 2) ภูมิคุมกันรับมา 3) ภูมิคุมกันกอเองและภูมิคุมกันรับมา 4) ไมไดรับภูมิคุมกัน ไดรับแตสารอาหาร
  • 45.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (160)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 19. เซลลในระยะใดที่นักวิทยาศาสตรนิยมใชในการนับจํานวนโครโมโซมมากที่สุด I. II. III. IV. 1) I., II. 2) II., III. 3) I. เทานั้น 4) IV. เทานั้น 20. ขอใดเขียนนิวคลีโอไทด ก, ข, ค, ง ตามลําดับ ไดอยางถูกตอง เมื่อพิจารณาจากรูป 1) ไซโทซีน อะดีนีน กัวนีน ไทมีน 2) ไทมีน อะดีนีน กัวนีน ไซโทซีน 3) ไทมีน ไซโทซีน อะดีนีน กัวนีน 4) อะดีนีน ไซโทซีน ไทมีน กัวนีน 21. ขอใดเปนโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับโครโมโซมเพศ 1) กลุมอาการเทอรเนอรซินโดรม 2) กลุมอาการพาทัวซินโดรม 3) กลุมอาการดาวน 4) กลุมอาการคริดูชาต 22. การผสมกลับหรือแบคครอสหมายถึงขอใดตอไปนี้ 1) การผสมกลับฮอมอไซกัสรีเซสซีพ เพื่อปรับปรุงพันธุใหดีขึ้น 2) เปนการผสมลูกกับพอหรือแม เพื่อทดสอบหาจีโนไทปของลูกผสม 3) เปนการผสมกันเอง เพื่อนําผลไปเปรียบเทียบกับผลการทดลองแบบเมนเดล 4) เปนการผสมพันธุโดยนํารุนลูกผสมกับพอแม เพื่อปรับปรุงพันธุใหไดลักษณะที่ดีขึ้น 23. ขอใดคือสัญลักษณแสดงจํานวนโครโมโซมของ “ผูชายเปนโรคไคลนเฟลเทอรซินโดรม” 1) 47, XY 2) 46, XY 3) 47, XXX 4) 47, XXY 24. การวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติของโครโมโซม ทําไดโดยวิธีใด 1) วิเคราะหพันธุประวัติ 2) วิเคราะหคารีโอไทป 3) วิเคราะห DNA 4) วิเคราะหจีโนม
  • 46.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (161) 25. หมูเลือดแบบ ABO ในคนเปนตัวอยางที่แสดงถึงอะไร 1) ความแปรผันไมตอเนื่อง 2) ความแปรผันตอเนื่อง 3) ขอดีของเฮเทอโรไซโกต 4) การคัดเลือกแบบ Disruptive 26. ขอใดไมเกี่ยวของกับความหลากหลายทางชีวภาพ 1) ความหลากหลายของสปชีส 2) ความหลากหลายของพันธุกรรม 3) ความหลากหลายของวัฒนธรรม 4) ความหลากหลายของแหลงที่อยูอาศัย 27. ขอใดคือสิ่งมีชีวิตที่มีการเจริญเติบโตเพิ่มจํานวนมากที่สุด เมื่อชายฝงทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธเกิดเหตุการณ น้ําแดงหรือขี้วาฬ (Red Tide) 1) ยูกลีโนซัว 2) ไตรโคโมแนส 3) ไดโนแฟลกเจลเลต 4) ไดโนแมสติโกต พิจารณาภาพตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 28-29 28. สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในภาพจัดอยูใน Kingdom ใด 1) Monera 2) Protista 3) Fungi 4) Plantae 29. สิ่งมีชีวิตในขอใดที่มีการเคลื่อนที่ดวย Pseudopodia (‘53) 1) B 2) C 3) D 4) E 30. ขอใดเปนพืชที่ไมมีเนื้อเยื่อลําเลียง 1) 2) 3) 4)
  • 47.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (162)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 31. ความสัมพันธระหวางงูกับเหยี่ยวเปรียบไดกับความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตคูใด ก. เหาฉลามเกาะติดฉลาม ข. เสือกับกวาง ค. แบคทีเรียที่อยูที่ปมรากพืชตระกูลถั่ว ง. พยาธิตัวตืดในลําไสของคน จ. กลวยไมกับตนไม 1) ก. และ ข. 2) ข., ค. และ ง. 3) ข. เทานั้น 4) ไมมีขอใดถูก 32. ขอใดมีทั้งผูผลิต ผูบริโภค และผูยอยสลาย 1) เห็ดแดง สน กิ้งกือ 2) เฟน มด แรง 3) เห็ด ปลวก เทาน้ํา 4) มอส ไรแดง ตะไครน้ํา 33. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ 1) พลังงานแสงที่โลกไดรับสวนใหญจะเขาสูผูผลิต 2) พลังงานที่ถายทอดในโซอาหารอยูในรูปพลังงานแสงและความรอน 3) ระบบนิเวศรับพลังงานแสงไดโดยไมผานผูผลิต 4) ผูผลิตจะนําพลังงานแสงที่ไดรับไปใชไดเพียง 10% เทานั้น 34. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดที่ทําใหตั๊กแตนบางชนิดมีวิวัฒนาการจนมีรูปรางคลายกิ่งหรือใบของ ตนไมที่มันอาศัยอยู 1) ภาวะปรสิต 2) ภาวะลาเหยื่อ 3) ภาวะอิงอาศัย 4) ภาวะพึ่งพา 35. ถาเดินขึ้นเขาสูงในประเทศไทยจะพบไบโอมแบบใดเปนลําดับตั้งแตเชิงเขาจนถึงยอดเขา 1) ปาดิบชื้น ปาสน ทุนดรา 2) ปาดิบชื้น ทุนดรา ปาสน 3) ปาดิบชื้น ปาสน ปาผลัดใบในเขตอบอุน 4) ปาดิบชื้น ปาผลัดใบในเขตอบอุน ปาสน
  • 48.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (163) ชุดที่ 2 36. ภาพเซลลเยื่อบุขางแกมที่มองเห็นจากกลองจุลทรรศนแบบใชแสงเปนภาพแบบใด 1) ภาพจริงหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ 2) ภาพเสมือนหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ 3) ภาพจริงหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ 4) ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ 37. จากรูปแสดงการเคลื่อนที่ 4 แบบของสาร 4 ชนิดผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร โดย หมายเลข 1-4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล สาร A สาร B สาร C สาร D แบบ C แบบ Dการเคลื่อนที่แบบ A แบบ B การเคลื่อนที่ของสารแบบ Active Transport คือแบบใด 1) แบบ A 2) แบบ B 3) แบบ C 4) แบบ D 38. การแลกเปลี่ยนแกสบริเวณถุงลมปอด และการกําจัดแบคทีเรียโดยนิวโทรฟลเกิดโดยวิธีการใด ตามลําดับ ก. การแพร ข. การแพรแบบฟาซิลิเทต ค. พิโนไซโทซิส ง. ฟาโกไซโทซิส 1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ข. และ ง. 39. โครงสรางในภาพดานลางนี้ พบในออรแกเนลลใดบาง ก. mitochondria ข. chloroplast ค. nucleus ง. ribosome 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข., ค. และ ง.
  • 49.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (164)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 40. ออรแกเนลลชนิดใดภายในเซลลตอม Adrenal Cortex จะพบมากกวาในเซลลเยื่อบุขางแกม 1) SER 2) RER 3) Lysosome 4) Ribosome 41. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีชั้นของเนื้อเยื่อคัพภะสอดคลองกับภาพ ก และ ข ตามลําดับ ก ข 1) ไฮดรา พลานาเรีย 2) ไสเดือนดิน พยาธิตัวแบน 3) ฟองน้ํา เพรียงหัวหอม 4) พลานาเรีย พยาธิปากขอ 42. พิจารณาแผนภาพตอไปนี้ สัตวไมมีกระดูกสันหลัง ลําตัวเปนปลอง (ก) มีขาเปนขอ ไมมีขา (ข) สวนหัวและสวนอกเชื่อมกัน (ค) สวนหัวและสวนอกแยกกัน ไมมีปก มีปก (ง) ก, ข, ค และ ง ควรเปนสัตวชนิดใด ตามลําดับ ก ข ค ง 1) พลานาเรีย ดาวทะเล กุง ยุง 2) กัลปงหา พยาธิตัวตืด กั้ง แมลงดานา 3) ไฮดรา ปลิงทะเล เพรียงหิน ผีเสื้อ 4) ดอกไมทะเล ปลิงน้ําจืด ปู แมลงวัน
  • 50.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (165) 43. การถายละอองเกสร (Pollination) เกิดขึ้นในพืชกลุมใด 1) พืชที่มีทอลําเลียง 2) พืชที่มีราก ลําตน และใบที่แทจริง 3) พืชที่มีเมล็ด 4) พืชที่มีดอก 44. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของหอยมรกตไดถูกตอง 1) Amphidromus Classiarius 2) Amphidromus classiarius 3) Amphidromus classiarius 4) amphidromus classiarius 45. น้ําตาล Glucosamine เปน Repeating Unit ของสารใด 1) Cellulose 2) Amylose 3) Glycogen 4) Chitin 46. สารตั้งตนที่ใชในการสังเคราะหฮอรโมนเพศจากอัณฑะ รังไข และตอมหมวกไตชั้นนอกคือขอใด 1) Cholesterol 2) Derived lipid 3) Lecithin 4) Steroid 47. เราจะไมพบจํานวนโครโมโซมเพิ่มขึ้นเปน 4 เทา ในกระบวนการแบงเซลลเพื่อสรางเซลลชนิดใด 1) เยื่อบุขางแกมของมนุษย 2) ปลายรากหอม 3) ปลายยอดของพืช 4) อสุจิของกบ 48. กฎแหงการแยก (Law of Segregation) สอดคลองกับการแบงเซลลในระยะใด 1) โพรเฟส 2) โพรเฟส II 3) แอนาเฟส I 4) แอนาเฟส II 49. กระบวนการในขอใดทําใหไดเซลลใหมซึ่งมีจํานวนชุดโครโมโซมเทาเซลลเดิม 1) Fertilization, Budding 2) Conjugation, Parthenogenesis 3) Regeneration, Mitosis 4) Meiosis, Mitosis 50. ในเมดัลลาออบลองกาตา ศูนยกลางควบคุมการทํางานของกลามเนื้อกะบังลม และกลามเนื้อยึดกระดูก ซี่โครง จะถูกกระตุนไดนอยที่สุดในภาวะใด 1) เมื่อเลือดไปเลี้ยงที่ศูนยการหายใจมีสภาพเปนกรดมาก 2) เมื่อปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดในเลือดสูง 3) เมื่อปริมาณแกสออกซิเจนในเลือดต่ํา 4) เมื่อปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดและไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มมากขึ้น 51. นักเรียนผูหนึ่งถูกงูกัด อาการนาวิตก นักเรียนคนนี้ควรไดรับการรักษาโดยการใหสารดังขอใด 1) วัคซีน 2) เซรุม 3) ทอกซอยด 4) แอนติเจน 52. การตรวจพบฮอรโมนใดในปสสาวะของผูหญิงที่บงบอกวาเริ่มตั้งครรภ 1) เอสโทรเจน 2) โพรเจสเทอโรน 3) ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอรโมน 4) ฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟน
  • 51.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (166)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 53. ขอใดไมถูกตอง 1) คนเมาสุรามักเดินไมตรงทาง เนื่องจากแอลกอฮอลมีผลตอศูนยควบคุมการทรงตัวในสมองสวนเซรีบรัม 2) ถาสมองสวนไฮโพทาลามัสถูกทําลาย จะมีผลใหการเตนของหัวใจ และความดันเลือดผิดปกติ 3) สมองสวนออลแฟกทอรีบัลบของปลามีขนาดใหญ ทําหนาที่เกี่ยวของกับการไดกลิ่น 4) สมองสวนทาลามัสจัดเปนสมองสวนหนา 54. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนวัติชนิดพาราซิมพาเทติก ก. นําคําสั่งยับยั้งการเตนของหัวใจ ข. นําคําสั่งทําใหรูมานตาขยาย ค. เซลลประสาทหลังไซแนปสหลั่งนอรเอพิเนฟรินมาควบคุมหนวยปฏิบัติงาน ง. เซลลประสาทกอนไซแนปสหลั่งแอซิติลโคลีนมายับยั้งเซลลประสาทหลังไซแนปส 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก., ข. และ ค. พิจารณาภาพตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 55-56 55. บริเวณใดเปนบริเวณที่มีการเพิ่มจํานวนเซลลใหแกราก 1) บริเวณ A 2) บริเวณ B 3) บริเวณ C 4) บริเวณ D 56. ภาพ ก ควรเปนภาคตัดขวางจากบริเวณใด 1) บริเวณ A 2) บริเวณ B 3) บริเวณ C 4) บริเวณ D
  • 52.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (167) 57. วัฏจักรคัลวินของพืชชนิดหนึ่งเปนปฏิกิริยาที่ไมตองอาศัยแสง แตปฏิกิริยานี้ไมสามารถเกิดขึ้นในเวลา กลางคืนไดเพราะเหตุใด 1) พืชมีการเปดปากใบในเวลากลางวันมากกวากลางคืน 2) พืชมีความเขมขนของคารบอนไดออกไซดลดต่ําลงในเวลากลางคืน 3) กลางคืนมีอุณหภูมิต่ํากวากลางวันซึ่งไมเหมาะตอปฏิกิริยาในวัฏจักรคัลวิน 4) พืชตองนําผลิตภัณฑที่เกิดจากปฏิกิริยาใชแสงในเวลากลางวันมาใชในวัฏจักรคัลวิน 58. ขอใดจัดเปนพฤติกรรมการเรียนรูแบบมีเงื่อนไข 1) การจําศีลของกบในฤดูแลง 2) การที่สัตวทําตามคําสั่งของครูฝก 3) สัตวในสวนสัตวหยุดตื่นกลัวคน 4) การเรียนรูการรองเพลงของนกสปชีสเดียวกัน 59. ขอใดกลาวถูกตอง ก. กระเพาะอาหารสรางกรดเกลือเพื่อเปลี่ยนโครงสราง Proenzyme เปน Enzyme พรอมที่จะทํางาน ข. ในกระเพาะอาหารพบเอนไซมเรนนิน เพปซิน เพปซิโนเจน ทริปซิน และไคโมทริปซิน ค. น้ําดีที่พบในลําไสเล็กทําใหไขมันแตกตัวในรูปของอิมัลชันเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสในการยอย ง. แปงจากมันสําปะหลังและหัวบุกประกอบดวยอะไมโลเพกทินเปนจํานวนมากเมื่อถูกยอยในปากจึงมีรส หวานจากกลูโคส 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง. 3) ข. และ ง. 4) ก. และ ค. 60. A เปนเนื้อเยื่อน้ําเหลืองที่เปนตอมไรทอ มีตําแหนงอยูตรงทรวงอกรอบหลอดเลือดใหญของหัวใจ เนื้อเยื่อ บางสวนทําหนาที่สรางลิมโฟไซตชนิดเซลลที และ A นี้ทําหนาที่ตอตานเชื้อโรคและสารแปลกปลอมเขาสู รางกาย รวมถึงการตานอวัยวะที่ปลูกถายจากผูอื่นดวย “A” คืออวัยวะใด 1) ทอนซิล 2) มาม 3) ตอมน้ําเหลือง 4) ตอมไทมัส 61. นาย ก. มีน้ําเลือดที่ทําปฏิกิริยาตอตานกับเม็ดเลือดแดงของคนที่มีหมูเลือด A, B และ AB ซึ่งนาย ก. ไดรับ เลือดหมู O จํานวนหลายขวดเปนระยะเวลาหนึ่ง และตอมาเขารับเลือดหมู O อีก พบวาเกิดอาการ จากปฏิกิริยาทําลายเม็ดเลือดแดงในรางกายของนาย ก. ถานาย ก. จําเปนตองรับการใหเลือดอีก เลือดที่ให ควรเปนอยางไร 1) เลือดหมู O Rh- 2) เลือดหมู O Rh+ 3) เลือดหมู A Rh+ 4) เลือดหมู B Rh-
  • 53.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (168)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 62. จากรูปแสดงออรแกเนลลที่เกิดกระบวนการหายใจระดับเซลล บริเวณใดเกิดวัฏจักรเครปส (Kreb’s Cycle) 1) หมายเลข 1 2) หมายเลข 2 3) หมายเลข 3 4) หมายเลข 4 63. ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ 1) ฝูงปลาหางนกยูงในบอเลี้ยงปลา 2) ในกระปองน้ําอัดลมมีลูกน้ําอยูหลายตัว 3) ในตูปลามีปลาทอง 5 ตัว พืชน้ํา และหอยอีกหลายชนิด 4) ถูกทุกขอ 64. ความสัมพันธระหวางแบคทีเรีย A กับ B ในตารางเหมือนกับความสัมพันธในขอใด แบคทีเรีย สารที่ตองการในการเจริญเติบโต สารที่สังเคราะหได A Lysine Riboflavin B Riboflavin - 1) ไลเคน - ตนไม 2) แหนแดง - Cyanobacteria 3) ปลา - แพลงกตอน 4) หนู - Leptospira 65. ถามีสารปนเปอนสูสิ่งแวดลอมและสารพิษนั้นสามารถสะสมในรางกายของสิ่งมีชีวิตได สิ่งมีชีวิตที่มีโอกาส จะไดรับสารพิษนั้นไปสะสมในความเขมขนสูงที่สุดคือสิ่งมีชีวิตใด 1) สิ่งมีชีวิตที่เปนผูลา 2) สิ่งมีชีวิตที่บริโภคทั้งพืชและสัตว 3) สิ่งมีชีวิตที่เปนผูบริโภคลําดับในโซอาหาร 4) สิ่งมีชีวิตที่อยูบนสุดของพีระมิดทางนิเวศวิทยา 66. นักนิเวศวิทยาตองการหาความหนาแนนของประชากรนกกระจาบในพื้นที่แหงหนึ่ง เขาจับนกกระจาบในพื้นที่ นั้นมา 100 ตัว ใสหวงขานกเหลานั้นทั้งหมด แลวปลอยไป วันตอมาเขาจับนกกระจาบในพื้นที่นั้นอีกครั้ง ไดนกที่มีหวงขา 20 ตัว และนกที่ไมมีหวงขา 80 ตัว นกกระจาบในพื้นที่นั้นนาจะมีจํานวนกี่ตัว 1) 200 ตัว 2) 250 ตัว 3) 400 ตัว 4) 500 ตัว
  • 54.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (169) 67. จํานวนโครโมโซมในเซลลรางกายของตัวออนที่ไดจากการโคลนสิ่งมีชีวิตตนแบบที่จํานวนโครโมโซมในเซลล สืบพันธุเปน 23 แทง จะเปนอยางไร 1) 23 แทง 2) 46 แทง 3) 92 แทง 4) ไมสามารถระบุได 68. การถายทอดโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ปรากฏในพันธุประวัติของครอบครัวมีลักษณะดังนี้ การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้ควบคุมโดยยีนชนิดใด 1) ยีนเดนบนออโทโซม 2) ยีนดอยบนออโทโซม 3) ยีนดอยบนโครโมโซม X 4) ยีนดอยบนโครโมโซม Y 69. ผีเสื้อกลางคืนลักษณะสีเทาควบคุมดวยยีน b ลักษณะสีดําควบคุมดวยยีน B ในการสํารวจผีเสื้อกลางคืน ในบริเวณหนึ่ง พบสีเทา 360 ตัวและสีดํา 640 ตัว ถาประชากรนี้อยูในสมดุลฮารดี-ไวนเบิรก จํานวนผีเสื้อ กลางคืนสีดําที่เปน HETEROZYGOUS มีเทาใด 1) 180 ตัว 2) 320 ตัว 3) 360 ตัว 4) 480 ตัว 70. จาก mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทด 5’ UACUCCAGUAUACCAGAG 3’ mRNA ขางตนถูกสังเคราะห มาจาก DNA ตนแบบที่มีลําดับนิวคลีโอไทดอยางไร 1) 5’ TACTCCAGTATACCAGAG 3’ 2) 5’ ATGAGGTCATATGGTCTC 3’ 3) 5’ GAGACCATATGACCTCAT 3’ 4) 5’ CTCTGGTATACTGGAGTA 3’
  • 55.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (170)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ชุดที่ 3 71. ขอใดไมใชสวนประกอบของโครโมโซม (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ดีเอ็นเอ 2) ฮีสโทน 3) นิวคลีโอโซม 4) ไรโบโซม 72. ภาพโครงสรางสวนหนึ่งของดีเอ็นเอ A T C G G C สัญลักษณ และ คืออะไร ตามลําดับ (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ฟอสเฟต และเบส 2) ฟอสเฟต และนิวคลีโอไทด 3) น้ําตาล และเบส 4) น้ําตาล และฟอสเฟต 73. ขอใดไมถูกตอง (PAT 2 มี.ค. 52) 1) เกลียวคูของสายพอลินิวคลีโอไทดเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา 2) เบสคูสมในสายพอลินิวคลีโอไทดยึดกันดวยพันธะไฮโดรเจน 3) ถาเปรียบโครงสรางของสายดีเอ็นเอเปนบันไดเวียน ราวบันไดเกิดจากไนโตรจีนัสเบสจับกับหมูฟอสเฟต 4) โครงสรางของเบสพิวรีนเปนวงแหวนที่ประกอบดวยคารบอนและไนโตรเจน 2 วง แตเบสไพริมิดีนมีวงแหวน ดังกลาว 1 วง 74. ถา mRNA สายหนึ่งมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ ขอใดถูกตอง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ดีเอ็นเอสายแมพิมพมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ 2) แอนติโคดอนมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ 3) โปรตีนที่ไดมีกรดอะมิโน 3 ตัว 4) ขอ 2) และ 3) ถูก
  • 56.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (171) 75. จากแผนภาพตอไปนี้ DNA RNA B C พอลิเพปไทด A A B และ C คืออะไรตามลําดับ (PAT 2 มี.ค. 52) 1) RNA พอลิเมอเรส DNA ไลเกส ไรโบโซม 2) RNA พอลิเมอเรส DNA พอลิเมอเรส อารเอ็นเอ 3) DNA พอลิเมอเรส DNA ไลเกส อารเอ็นเอ 4) DNA พอลิเมอเรส RNA พอลิเมอเรส ไรโบโซม 76. การเปลี่ยนแปลงใดมีผลทําใหลักษณะฟโนไทปเปลี่ยนไป (PAT 2 ก.ค. 53) 1) การเติมเบส 3 ตัว หนาตําแหนงเริ่มตนของการถอดรหัส 2) การเติมลําดับเบสสําหรับกรดอะมิโนฮีสทิดีนหนาตําแหนงโพรโมเตอร 3) การเติมเบส 3 ตัว หนาหลังตําแหนงเริ่มตนของการถอดรหัส (Transcription) 4) การเติมลําดับเบสสําหรับกรดอะมิโนฮีสทิดีนหลังตําแหนงสุดทายของการถอดรหัส 77. การเปลี่ยนแปลงระดับยีนแบบใดที่อาจไมมีผลตอการเปลี่ยนลักษณะฟโนไทป (PAT 2 ก.ค. 53) 1) การเปลี่ยนแปลงเบส 1 ตัว ในสายดีเอ็นเอ 2) การเอาลําดับเบส 1 โคดอน ออกจากยีน 3) การเติมเบส 1 ตัว ลงไปในสายดีเอ็นเอ 4) การเพิ่มลําดับเบส 1 โคดอน ในยีน 78. เทคนิคการสราง DNA สายผสมใหไดสิ่งมีชีวิตที่ตองการ ภายหลังการใชเอนไซมตัดจําเพาะในการตัดสาย DNA แลวสามารถใชเอนไซมใดเรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุล ใหเชื่อม ตอกันได (PAT 2 มี.ค. 54) 1) DNA ไลเกส 2) DNA ไพรเมส 3) DNA เฮลิเคส 4) DNA พอลิเมอเรส 79. ขอใดถูก (PAT 2 ต.ค. 52) 1) การโคลนยีน คือ การเพิ่มดีเอ็นเอสวนที่ตองการใหมีจํานวนมากและเหมือนกับดีเอ็นเอตนแบบ 2) การโคลนยีนนิยมใชพลาสมิดของแบคทีเรียซึ่งเปนดีเอ็นเอที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรีย 3) การโคลนยีนในแบคทีเรียนิยมใชยีนที่ตานทานยาปฏิชีวนะที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรีย เปนเครื่องหมาย 4) การโคลนยีนภายนอกเซลลโดยไมใชแบคทีเรีย สามารถเพิ่มจํานวนดีเอ็นเอไดดวยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิส 80. ตาม Fluid Mosaic Model เยื่อหุมเซลลมีลักษณะเปนของไหล (Fluid) ความคงตัว (Integrity) ของเยื่อหุมเซลล จะมากหรือนอยขึ้นอยูกับองคประกอบใดเปนหลัก (PAT 2 ต.ค. 53) 1) โปรตีน 2) ฟอสโฟลิพิด 3) คอเลสเทอรอล 4) ไกลโคโปรตีน
  • 57.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (172)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 81. เซลลของอวัยวะใดมีเอนโดพลาสมิกเรติคิวลัมแบบผิวเรียบมากกวาเซลลทั่วไป (PAT 2 มี.ค. 52) 1) กลามเนื้อ สมอง 2) อัณฑะ ประสาท 3) ตับ หัวใจ 4) รังไข ตอมหมวกไต 82. การสังเคราะหโปรตีนที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลลจําเปนตองอาศัยการทํางานรวมกันของออรแกเนลล ในขอใด (PAT 2 ต.ค. 52) A. เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม B. ไรโบโซม C. กอลจิคอมเพล็กซ D. ไมโครทิวบูล 1) A. และ B. 2) B. และ C. 3) A., B. และ C. 4) A., B., C. และ D. 83. ตามขาวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ มีผูรับประทานมันสําปะหลังดิบแลวเสียชีวิต ทั้งนี้เพราะในหัวมันสําปะหลังดิบ มีไซยาไนด จากการศึกษาพบวาไซยาไนดมีผลตอกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล แสดงวาไซยาไนด ออกฤทธิ์ตอสวนใดของเซลล (PAT 2 ก.ค. 53) 1) กอลจิคอมเพล็กซ 2) ไมโทคอนเดรีย 3) ไรโบโซม 4) นิวคลีโอลัส 84. ไดอะไลซิส (Dialysis) หมายถึงกระบวนการใด (PAT 2 ต.ค. 53) 1) การแพรของตัวถูกละลายผานเยื่อเลือกผาน 2) การแพรของตัวทําละลายผานเยื่อเลือกผาน 3) การแพรแบบอิสระของตัวถูกละลาย 4) การแพรของน้ําผานเยื่อเลือกผาน 85. จากภาพ ถามีเยื่อหุมเซลลชนิดหนึ่งคั่นกลางสารละลายสองขางที่กําหนดให และลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ ของสารผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้น สารประกอบในขอใดที่สามารถเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลที่เห็นในภาพได อยางอิสระ (PAT 2 ก.ค. 53) 1) N2 2) Ethanol 3) Glycerol 4) ถูกทุกขอ
  • 58.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (173) 86. จากรูป ถามีเยื่อหุมเซลลชนิดหนึ่งคั่นกลางสารละลายสองขางที่กําหนดให และลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ ของสารผานเยื่อหุมเซลลที่เกิดขึ้น รูปใดแสดงการเกิดออสโมซิส (Osmosis) ไดถูกตองที่สุด (PAT 2 มี.ค. 53) 1) A 2) B 3) C 4) D 87. การลําเลียง Na+ และ K+ ผานเยื่อหุมเซลลประสาทขณะถูกกระตุนเกิดโดยวิธีใด (PAT 2 ก.ค. 52) 1) การลําเลียงแบบใชพลังงาน 2) การแพร 3) การแพรแบบฟาซิลิเทต 4) เอนโดไซโทซิส 88. กระบวนการหลั่งสารสื่อประสาท Acetylcholine จากปลายประสาทสั่งการ (Motor Neuron) เปนการ เคลื่อนยายสารแบบใด (PAT 2 มี.ค. 54) 1) เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) 2) การแพรแบบธรรมดา (Simple Diffusion) 3) การแพรแบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion) 4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน (Active Transport) 89. การหลั่งเพปซิโนเจนออกจากเซลลผนังกระเพาะอาหารอาศัยกระบวนการใด (O-NET 49) 1) กระบวนการแพร 2) กระบวนการเอกโซไซโทซิส 3) การลําเลียงแบบฟาซิลิเทต 4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน 90. ขอใดตอไปนี้อาศัยกระบวนการเอกโซไซโทซิส (O-NET 51) 1) การทําลายเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว 2) การนําอนุภาคขนาดใหญเขาสูเซลลของอะมีบา 3) การขับเกลือแรสวนเกินออกทางเหงือกของปลาทะเล 4) การหลั่งเอนไซมยอยอาหารออกมาจากเยื่อบุผิวลําไสเล็ก 91. กระบวนการใดไมพบในกระบวนการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต (O-NET 53) 1) การแพร 2) ออสโมซิส 3) เอนโดไซโทซิส 4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน 92. เราใชปจจัยใดเปนเกณฑในการแบงไบโอมบนบกเปนไบโอมแบบตางๆ กัน (PAT 2 มี.ค. 52) 1) ความสูงจากระดับน้ําทะเล 2) อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ย 3) ปริมาณแสงและอุณหภูมิเฉลี่ย 4) เขตละติจูด
  • 59.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (174)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 93. เถาวัลยที่พบในปาดิบชื้นจัดเปนไมในระดับใด (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ไมเรือนยอดชั้นบน 2) ไมยืนตนชั้นบน 3) ไมชั้นกลาง 4) ไมชั้นลาง 94. พืชชนิดใดจัดเปนไมชั้นกลางในปาดิบชื้น (PAT 2 มี.ค. 52) 1) ตะเคียน 2) เถาวัลย 3) หวาย 4) จิกเขา 95. ขอใดเปนปาไมผลัดใบทั้งหมด (PAT 2 มี.ค. 53) 1) ปาเต็งรัง ปาเบญจพรรณ ปาทุง 2) ปาดิบเขา ปาทุง ปาสนเขา 3) ปาสนเขา ปาดิบแลง ปาหญา 4) ปาชายเลน ปาพรุ ปาชายหาด 96. ระบบนิเวศแบบใดที่ไมพบในประเทศไทย (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ปาสน 2) ปาผลัดใบในเขตอบอุน 3) ทุงหญาสะวันนา 4) ทุนดรา 97. ไบโอมแบบใดที่ไมพบในประเทศไทย (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ไบโอมปาสน 2) ไบโอมปาผลัดใบในเขตอบอุน 3) ไบโอมสะวันนา 4) ไบโอมทุงหญาเขตอบอุน 98. การสํารวจปาแหงหนึ่ง พบองคประกอบทางกายภาพและทางชีวภาพดังแสดงในตาราง องคประกอบทางชีวภาพ ตนพลวง ตนมะขามปอม เห็ดเผาะ กิ้งกา องคประกอบทางกายภาพ อุณหภูมิสูงและแสงแดดจัดในเวลากลางวัน ดินเปนดินรวนปนทราย ระบบนิเวศที่มีลักษณะดังกลาวพบไดในภาคใดของประเทศไทย (PAT 2 มี.ค. 53) A. ภาคเหนือ B. ภาคกลาง C. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ D. ภาคตะวันออก E. ภาคใต 1) A., B. และ C. 2) A., C. และ D. 3) A., B., C. และ D. 4) A., B., C., D. และ E. 99. ปานเทพและปานอัปสรเก็บตัวอยางน้ําและดินจากพื้นที่ปาแหงหนึ่งไปตรวจในหองปฏิบัติการ พบวา น้ํามีความเปน กรดสูงมาก และพบวาดินมีปริมาณอินทรียสารสูงและมีสารประกอบ Pyrite อยูมาก พื้นที่ปาที่ปานเทพและ ปานอัปสรทําการสํารวจเปนพื้นที่ปาในขอใด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) ปาพรุ (Peat Swamp Forest) 2) ปาชายเลน (Mangrove Forest) 3) ปาดิบชื้น (Tropical Rainforest) 4) ปาดิบแลง (Dry Evergreen Forest)
  • 60.
    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25___________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (175) 100. จากการสํารวจลักษณะสิ่งมีชีวิตที่อยูบริเวณแหลงน้ําแหงหนึ่งพบวา มีปลาที่มีรูปรางแบนราบไปกับพื้นผิวที่เกาะ นอกจากนี้ยังพบหอยกาบเดียวซึ่งสามารถหลั่งเมือกเหนียวและพบปลาพลวงจํานวนมาก จากขอมูลลักษณะ สิ่งมีชีวิตที่พบ นักเรียนจะสรุปลักษณะระบบนิเวศของแหลงน้ําดังกลาวไดอยางไร (PAT 2 มี.ค. 54) 1) เปนแหลงน้ําจืดบริเวณน้ํานิ่ง 2) เปนแหลงน้ําจืดบริเวณน้ําไหล 3) เปนแหลงน้ํากรอยบริเวณน้ํานิ่ง 4) เปนแหลงน้ํากรอยบริเวณน้ําไหล 101. แผนภาพสายใยอาหาร ตนขาว หนอน นกกางเขน เหยี่ยว ตั๊กแตน หนูนา ผูบริโภคลําดับที่ 2 ไดแกสิ่งมีชีวิตใดบาง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) หนูนา และเหยี่ยว 2) นกกางเขน และหนูนา 3) หนอน ตั๊กแตน และหนูนา 4) หนูนา นกกางเขน และเหยี่ยว 102. ผูบริโภคสายใยอาหารขางลางนี้ C และ D เปนสิ่งมีชีวิตกลุมใด ตามลําดับ (O-NET 49) แสง A C D B 1) ผูผลิต และผูบริโภค 2) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูยอยสลายอินทรียสาร 3) ผูบริโภคพืช และผูบริโภคสัตว 4) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูบริโภคสัตว 103. จากสายใยอาหารขางลางนี้ B และ D เปนสิ่งมีชีวิตในกลุมใด ตามลําดับ (O-NET 51) B แสง A C D 1) ผูผลิต และผูบริโภค 2) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูยอยสลายสารอินทรีย 3) ผูบริโภคพืช และผูบริโภคสัตว 4) ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว และผูบริโภคสัตว
  • 61.
    วิทยาศาสตร ชีววิทยา (176)___________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 เฉลย ชุดที่ 1 1. 2) 2. 2) 3. 1) 4. 2) 5. 1) 6. 4) 7. 2) 8. 2) 9. 4) 10. 1) 11. 1) 12. 3) 13. 1) 14. 3) 15. 4) 16. 3) 17. 4) 18. 2) 19. 3) 20. 1) 21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 2) 25. 1) 26. 3) 27. 3) 28. 2) 29. 1) 30. 3) 31. 3) 32. 3) 33. 1) 34. 2) 35. 4) ชุดที่ 2 36. 2) 37. 4) 38. 2) 39. 3) 40. 1) 41. 4) 42. 4) 43. 4) 44. 3) 45. 4) 46. 1) 47. 2) 48. 3) 49. 3) 50. 3) 51. 2) 52. 4) 53. 3) 54. 2) 55. 3) 56. 1) 57. 2) 58. 2) 59. 1) 60. 4) 61. 1) 62. 4) 63. 3) 64. 1) 65. 4) 66. 4) 67. 2) 68. 1) 69. 4) 70. 4) ชุดที่ 3 71. 4) 72. 4) 73. 3) 74. 3) 75. 4) 76. 3) 77. 1) 78. 1) 79. 1) 80. 3) 81. 4) 82. 4) 83. 2) 84. 1) 85. 4) 86. 1) 87. 3) 88. 1) 89. 2) 90. 4) 91. 4) 92. 2) 93. 4) 94. 4) 95. 1) 96. 4) 97. 4) 98. 1) 99. 1) 100.2) 101.4) 102.4) 103.3)