1
บทสรุปผู้บริหาร
โครงการศึกษา Generation Gap มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
The Inter-generational Accord
ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ประกอบกับ
กลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงต่างยุคต่างสมัย ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ความแตกต่างทั้งด้านค่านิยม และทัศนคติ
ในแต่ละช่วงวัยของประชากรในสังคมไทยอย่างยิ่งยวด รวมทั้งสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจก่อให้เกิดความ
ไม่เข้าใจซึ่งกันและกันในบางสถานการณ์ จากการเก็บข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 298 คน รวมทั้งหมด 8 กลุ่ม
ได้แก่ 1. กลุ่มนักเรียน 2. กลุ่มนักศึกษา 3. กลุ่มคณาจารย์ 4. กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 5. กลุ่มผู้ปกครอง 6. กลุ่มศิษย์เก่า
7. กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มบุคลากร ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มเจเนอเรชัน ได้แก่ 1. เบบี้บูมเมอร์ (Baby
Boomer) อายุ 55 ปีขึ้นไป 2. เจเนอเรชันเอกซ์ (Generation X) อายุ 40-54 ปี 3. เจเนอเรชันวาย (Generation
Y) อายุ 23-39 ปี และ4. เจเนอเรชันซี (Generation Z) อายุ 10-22 ปี เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของโครงการ
ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย 2. เพื่อศึกษาปัญหา
และวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาในประเด็นความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย เพื่อนำไปสู่การแก้ไข
ปัญหา และทุกช่วงวัยสามารถดำรงชีวิตร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางความคิด บนพื้นฐานความเข้าใจซึ่งกัน
และกันอย่างปกติสุข
ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบ 6 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 มุมมองเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ
สังคมไทยกำลังประสบความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัย ส่วนใหญ่มีข้อคิดเห็นร่วมกันว่า ปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสังคมไทยเกิดปัญหาดังกล่าว เนื่องจากสาเหตุและปัจจัยอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่
1. อิทธิพลเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ ข้อมูลข่าวสาร โซเชียลมีเดีย 2. ชุดความคิดในแต่ละช่วงวัย 3. ความแตกต่าง
ทางด้านประสบการณ์ 4. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม และ5. โลกาภิวัตน์
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่สำคัญ ปัจจัยด้านการเมือง เป็นปัจจัยที่หลายกลุ่มเห็นว่าเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิด
ปัญหาความแตกต่างทางความคิดในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางความคิดกลับมิได้
เกิดขึ้นเพียงในคนต่างวัยและประสบปัญหาเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น ยังเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีช่วงวัยเดียวกันได้อีก
ด้วย จึงมองว่าความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้และปรากฏในทุกยุคสมัย
2
ประเด็นที่ 2 ผลกระทบจากความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ
สังคมไทย พบว่า ทุกกลุ่มมีความเห็นว่าผลกระทบดังกล่าวส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ กล่าวคือ ในเชิงลบ
ความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยในวงกว้าง ผลที่ตามมาทำให้
มหาวิทยาลัยมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและความเชื่อมั่นของคนภายในองค์กรลดลง ขณะเดียวกัน ในเชิงบวก มองว่าหาก
ทั้งสองฝ่ายกล้าแสดงออก เปิดใจรับฟังกัน ร่วมกันเสนอหนทางแก้ไขปัญหา ย่อมนำไปสู่การรับรู้ต่อกันมากขึ้น
มากไปกว่านั้น ทุกกลุ่มมองว่าความแตกต่างแต่ละช่วงวัยสามารถทำให้เกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ
สังคมไทยเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านประเด็นการเมือง ด้านกิจการนักศึกษา
ด้านกระบวนทัศน์ ด้านการถูกตั้งคำถาม ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านระบบการทำงานและองค์กร และด้านการรับฟัง
และการสื่อสาร เป็นต้น
ประเด็นที่ 3 ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช.และพลเมืองไทย พบว่า กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ประกอบการ คณาจารย์ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะที่กลุ่มนักศึกษา ด้านหนึ่งมองว่า
ตนเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช. จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย การใช้บัตรนักศึกษา มีพื้นที่อยู่
ร่วมกัน ตลอดจนการเข้าสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด ระบบสาธารณสุข เป็นต้น ขณะเดียวกัน
มีจำนวนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ
ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง และขาดการรับสิทธิ สวัสดิการที่เพียงพอ เช่น นักศึกษาฝั่งสวนดอกไม่ได้ใช้บริการ
รถม่วงอย่างเต็มที่ จากข้อสังเกตเพิ่มเติมในกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่
ตระหนักถึงความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง “สิทธิ” เป็นอันดับแรก รองลงมา
คือ สังคม เสรีภาพ หน้าที่ และมีการมีส่วนร่วม ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า การที่มหาวิทยาลัยออกนโยบายหรือ
แผนพัฒนาด้านต่าง ๆ แก่นักศึกษา ควรต้องคำนึงและตระหนักถึงเรื่องสิทธิของนักศึกษาเป็นอันดับแรก
จากการเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์ เจเนอเรชันที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ เจเนอเรชันซี (Generation Z)
ที่ปรากฏทั้งในกลุ่มนักศึกษา และนักเรียน โดยมุมมอง และการรับรู้ต่อเจเนอเรชันของตนเอง คือ มีความคิดเป็น
ของตนเอง กล้าแสดงออก กล้าแสดงจุดยืน มีทัศนคติที่พร้อมยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง สื่อโซเชียลมีเดียมีอิทธิพล
ต่อชีวิตประจำวัน มีทัศนคติที่พร้อมยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และเพื่อนมีบทบาทและอิทธิพลต่อการแสดงออก
หรือพฤติกรรมการเลียนแบบ ขณะเดียวกัน มุมมองของเจเนอเรชันซี (Generation Z) ที่มีต่อเจเนอเรชันอื่น ๆ
พบว่า เจเนอเรชันที่สามารถเป็นที่ปรึกษาและเข้าใจเจเนอเรชันซี (Generation Z) มากที่สุด ได้แก่ เจเนอเรชันวาย
(Generation Y) เห็นได้จากอาจารย์ในเจเนอเรชันดังกล่าวสามารถทำกิจกรรมร่วมกับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี
พร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยอมรับความแตกต่าง ในขณะที่ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) และเจเนอเรชัน
เอกซ์ (Generation X) ถูกมองว่า ส่วนใหญ่ยังขาดการยอมรับและความเข้าใจในด้านความแตกต่าง ไม่รับฟัง
ความคิดเห็น มีความคาดหวังต่อลูกหลาน และยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก ตลอดจน เจเนอเรชันแอลฟา
3
(Generation Alpha) มีความแตกต่างจากเจเนอเรชันซี (Generation Z) คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้
อย่างคล่องแคล่ว ความอดทนน้อย ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ และมีความกล้าแสดงออกอย่างเต็มที่
ประเด็นที่ 4 ข้อเสนอด้านต่าง ๆ ต่อมหาวิทยาลัยเพื่อบริหารและสร้างสังคม/สภาพแวดล้อมที่ดีภายใต้
ความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย
4.1 ข้อเสนอด้านบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ควรบริหารจัดการความเห็นต่างหรือความขัดแย้ง ได้แก่
ปรึกษาคณบดีของคณะนั้น ๆ และพยายามดึงนักศึกษามาร่วมกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น
จากปรากฎการณ์ที่นักศึกษาประท้วงตึกของผู้บริหารสะท้อนว่าผู้บริหารไม่ค่อยลงมาพูดหรือเจรจา และแก้ไข
ปัญหากับนักศึกษาเท่าที่ควร วิธีการพูดคุยในระดับต่าง ๆ ต้องเริ่มจากระดับครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่ใกล้ชิดที่สุด
ให้ความสำคัญกับการรับฟังผู้น้อย และมีช่องทางในการมีส่วนร่วมที่ปลอดภัย มหาวิทยาลัยควรมีบทบาท อันได้แก่
มีหลักสูตรการไกล่เกลี่ย ในสโมสรนักศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลเป็นตัวกลางประสานพูดคุยร่วมมือระหว่าง
อาจารย์ นักศึกษา ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้มหาวิทยาลัยให้การดูแลไปจนเสร็จสิ้นจนจบกระบวนการ ควรมี
การเปิดเผยการดำเนินการเมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆ และทำให้ความขัดแย้งนั้นรุนแรงน้อยลง เเละแสดงความ
ความคิดของตนเองได้อย่างอิสระภายในขอบเขตการร่วมกันช่วยแก้ปัญหาสังคมเเละชุมชนอย่างสร้างสรรค์
4.2 ข้อเสนอด้านระบบและกลไกที่มหาวิทยาลัยควรสร้างหรือพัฒนา ส่วนใหญ่ความคิดเห็นตรงกันว่า
ควรมีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่กลางการเพื่อการมีส่วนร่วมในการรับทราบปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน และการ
กำหนดนโยบายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยต้องมีความทันสมัยและเท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น
4.3 ข้อเสนอด้านระบบการสื่อสารของมหาวิทยาลัยควรปรับปรุง กล่าวคือ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า
ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีการสร้างการสื่อสารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เช่น
ใช้การสื่อสารน้อย ขาดการอธิบายมิติภายใต้หลักเหตุผลให้แก่อาจารย์ นักศึกษาได้รับทราบ ขาดการชี้แจงและ
ถ่ายทอดสื่อสารแก่คณะและส่วนงานให้มีความเข้าใจตรงกัน เน้นเพียงการสื่อสารแบบทางเดียว ขาดการสื่อสารที่
กระชับและชัดเจน ทำให้เกิดการตีความในทิศทางต่างๆ ได้ง่าย จากปัญหาดังกล่าวจึงเสนอข้อควรปรับปรุงสำคัญ
ต่อการสื่อสารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนี้ 1.ปรับปรุงแอปพลิเคชัน การกรอกแบบฟอร์มข้อมูล และปรับ
ภาษาการสื่อสารของเพจมหาวิทยาลัยให้ชัดเจน ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล (privacy) และเปลี่ยนการ
สื่อสารเป็นแบบสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน (one team one voice) 2. ต้องรับฟังความคิดเห็นให้กว้างขึ้น
โดยให้คณะเป็นตัวกลางในการสื่อสาร และปรับปรุงสื่อของมหาวิทยาลัยให้ทันสมัย และเข้าถึงนักศึกษาเพิ่มขึ้น 3.
ควรมีช่องทางออนไลน์ทางการที่ตอบโต้รวดเร็ว มีระบบและกลไกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น ระบบการรับฟัง
พื้นที่แสดงออก เปิดเวทีสาธารณะ รับฟังการแสดงความคิดเห็น และมีการทบทวนในระเบียบ ข้อบังคับของ
มหาวิทยาลัยในการดำเนินการด้านต่าง ๆ และ 4. ปรับปรุงช่องทางสื่อสารที่นักศึกษาจะเลือกรับสื่อ รวมถึงการ
4
สื่อสารระหว่างนักศึกษาด้วยกันเอง และมหาวิทยาลัยจะต้องสร้างเครือข่ายผ่านสื่อโซเซียลมีเดียที่มีความแตกต่าง
หลากหลาย
4.4 ข้อเสนอด้านการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่าการ
แสดงความคิดเห็นหรือการเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่มหาวิทยาลัยควรมีมาตรการและแนวทางการ
แก้ปัญหาที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้ ผู้บริหารควรจะตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา มหาวิทยาลัยต้อง
ปกป้องและเป็นที่พึ่งให้กับนักศึกษา นักศึกษามีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ต้องชี้แจงให้นักศึกษาทราบ
ถึงผลทางกฎหมายที่ตามมา มหาวิทยาลัยต้องเข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เช่น ตั้งกลุ่มผู้นำ
เพื่อให้เป็นตัวกลางในการสื่อสาร สร้างความตระหนักต่อผลของการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่ควร
ทำและไม่ควรทำ เพิ่มความรู้ความเข้าใจในระเบียบ พระราชบัญญัติ ข้อบังคับต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และ
อาจารย์ไม่ควรพูดชี้นำความคิดนักศึกษา
ประเด็นที่ 5 แนวทางการพัฒนาบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากข้อเสนอกลุ่มผู้ประกอบการ
บัณฑิตที่ต้องการรับเข้าทำงานต้องมีคุณลักษณะต่อไปนี้ มีทัศนคติที่ดีในการทำงานมีความสามารถและ
ความถนัดชัดเจน มีลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพที่ดี ยอมรับความคิดที่แตกต่างได้มีความเข้าใจโลกภายนอก
พร้อมพัฒนาตัวเองเสมอ มีความมั่นใจในตัวเอง มีภาวะผู้นำ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเป็นอย่างดี ขยัน ซื่อสัตย์ ละเอียด
รับผิดชอบสูง อย่างไรก็ตาม หากบัณฑิตที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง เช่น มาตรา112 มาตรา 116 เป็นต้น
ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าไม่มีผลในการปฏิเสธรับเข้าทำงาน ในขณะที่ ลักษณะที่ผู้ประกอบการไม่พึงประสงค์หรือ
ปฏิเสธการรับเข้าทำงาน ได้แก่ บุคคลผู้มีประวัติอาญา มีความก้าวร้าว มีความคิดสุดโต่ง ทำงานเป็นทีมไม่ได้
ไม่ขยัน ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ไม่มีความรับผิดชอบ พร้อมเสนอข้อควรปรับปรุงและ
พัฒนาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ พัฒนาทักษะทางสังคมเพิ่มขึ้น (Soft Skills) มีพื้นที่ให้
ผู้ประกอบการเข้าไปหานักศึกษาได้ง่ายขึ้น พัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3-4 เพราะพบว่ายังมีทักษะทางด้าน
ภาษาที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พัฒนาเด็กสายสังคมศาสตร์ในตลาดงานให้เพิ่มมากขึ้น
ประเด็นที่ 6 ความวาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของกลุ่มต่าง ๆ
6.1 กลุ่มนักศึกษา วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า ต้องมีความเป็นมิตร ส่งเสริมเสรีภาพทาง
วิชาการ เป็นพื้นที่ที่เป็นกลางสำหรับทุกคน ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและสวัสดิการอื่น ๆ มีการพัฒนา
ทางด้านกายภาพ ด้านกิจกรรม และกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์
6.2 กลุ่มผู้ปกครอง วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเพื่อมนุษยชาติ
สะท้อนหลักการ inclusive และแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม
5
6.3 กลุ่มผู้ประกอบการ วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ด้าน
วิชาการและอารมณ์ (emotional learning) มีระบบการดูแลสุขภาพจิตใจที่ดีนำสู่การประกอบอาชีพของนักศึกษา
อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องสร้างบรรยากาศในมหาวิทยาลัยให้สามารถร่วมกันออกแบบ เสนอแนะต่อปัญหาในระดับ
ต่าง ๆ ได้ และสุดท้ายมีรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว
6.4 กลุ่มคณาจารย์ วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า ควรมีช่องทางออนไลน์ทางการที่ตอบโต้
รวดเร็ว มีระบบและกลไกในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ระบบการรับฟัง พื้นที่แสดงออก เปิดเวทีสาธารณะ รับฟังการ
แสดงความคิดเห็น และมีการทบทวนในระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยในการดำเนินการด้านต่างๆ
6.5 กลุ่มบุคลากร อยากเห็นมหาวิทยาลัยสร้างหลักสูตรการศึกษาในแนวใหม่ที่เป็นการออกแบบโดยผู้
ส่วนได้ส่วนเสีย เยาวชนที่เข้ามาในมหาวิทยาลัย สามารถชี้นำสังคมเป็นไปทิศทางที่ดี เหมาะสมกับประชากรตาม
ความต้องการแต่ละช่วงวัยและสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง เสนอให้มหาวิทยาลัยนำเอาระบบสารสนเทศมาใช้จาก
ผลการประเมินความผูกพัน มาใช้เพื่อหาช่องทางในการจัดการหรือดำเนินงานต่อไป ควรมีการเปิดพื้นที่รับฟังที่
แตกต่างสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งสองฝ่าย อีกทั้งสามารถนำประเด็นต่าง ๆ
6.6 กลุ่มศิษย์เก่า วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า เป็นมหาวิทยาลัย Reskills หรือ Upskills
ค้นพบความสามารถของตนเอง มีพื้นที่ที่สามารถพูดได้ สามารถเสนอได้โดยที่ไม่ต้องมีตัวตน เป็น Community
สร้างขึ้นมาเพื่อจังหวัดเชียงใหม่ มีมุมมองความแตกต่างทางความคิดให้เป็นเชิงบวก รับฟังและเข้าใจความแตกต่าง
มี Forum พี่ฟังน้อง น้องบอกพี่ โดดเด่นด้านวิชาการ มีเวทีให้นำเสนอแนวคิดทุกเรื่อง สร้างโอกาสให้เด็กในหลาย
ๆ รูปแบบ และเป็นพื้นที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย และบุคลากรที่มีความรู้เป็นอย่างดี
6.7 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาศักยภาพของ
นักศึกษาในด้าน Soft Skills การพัฒนาทักษะวิชาการและหลักสูตรให้มีความหลากหลาย มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่
สำหรับทุกคน มีลักษณะเป็นสังคมเปิด สร้างอาชีพกับการทำงานในพื้นที่ของเชียงใหม่หรือภาคเหนือ และด้านการ
บริหารงานของผู้บริหารระดับสูงจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารกลุ่มศิษย์เก่า
6.8 กลุ่มนักเรียน มีมุมมองต่อบุคลิก/ลักษณะของผู้ใหญ่และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ตนชื่นชอบ ได้แก่
สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน มีการรับฟังแนวทางการผลิตสื่อการเรียนการสอนร่วมกันกับนักศึกษา
ยอมรับความแตกต่างและปฏิบัติกับนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม มีความเป็นกันเองทั้งในห้องเรียนและนอก
ห้องเรียน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยอมรับความแตกต่าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมเปิดใจรับฟังเด็ก
รุ่นใหม่ ไม่เอาความคิดตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใส่อนาคตที่ตนเองอยากเป็นให้กับเด็ก เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ
ตาม
6
ขณะเดียวกัน เหตุผลที่นักเรียนอยากเลือกศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเรียน
และการครองชีพ มีความเหมาะสม มีโอกาสได้ทำกิจกรรมและเรียนรู้กับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขณะกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปลาย มีรุ่นพี่และบุคคลรอบข้างศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่
ภาคเหนือใกล้บ้าน สะดวกในการเดินทาง เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน
และองค์กรต่าง ๆ หลักสูตรมีความน่าสนใจ อาจารย์ และบุคลากรมีความสามารถในการพัฒนานักศึกษา
สภาพแวดล้อมในการเรียน และการอยู่อาศัยดี มีบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และเหตุผลที่นักเรียนจะไม่เลือกศึกษา
ต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ คุณสมบัติของนักเรียนไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการ ไม่ผ่านการ
คัดเลือกของมหาวิทยาลัย ได้โควตา MOU จากสถานศึกษากับมหาวิทยาลัยอื่น ต้องการศึกษาต่อในต่างประเทศ
สภาพอากาศของพื้นที่ และข่าวในด้านลบของมหาวิทยาลัย
กล่าวสรุป จากการศึกษาความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสังคมไทย
พบว่า ปัจจุบันเกิดปัญหาความแตกต่างระหว่างวัยเนื่องจากหลายสาเหตุและปัจจัยดังที่ได้กล่าวไป โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง ปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้เกิดปัญหาความแตกต่างทางความคิดมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ความแตกต่างทาง
ความคิดแต่ละช่วงวัยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้และปรากฏในทุกยุคสมัย ทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงวัยเดียวกันได้อีกด้วย
ขณะที่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช.และพลเมืองไทย พบว่า ความรู้สึกของกลุ่มต่าง ๆ ในการเป็นส่วน
หนึ่งของประชาคมมช. เกิดจากการทำกิจกรรมและการได้รับสวัสดิการของมหาวิทยาลัย แต่การที่มหาวิทยาลัยไม่
เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง และเข้าถึงสวัสดิการบางอย่างได้ยาก
ส่งผลทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช.ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการเข้าถึง “สิทธิ” ที่นักศึกษา
คำนึงเป็นอันดับแรก
อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มมองว่า ความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
กล่าวคือ ความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยได้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนภายใน
องค์กร แต่หากทั้งสองฝ่ายรับฟังกัน ย่อมนำไปสู่การรับรู้ต่อกันมากขึ้น และหาหนทางเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็น
ข้อเสนอด้านระบบและกลไกที่มหาวิทยาลัยควรสร้างหรือพัฒนา ระบบการสื่อสารของมหาวิทยาลัยที่ควรปรับปรุง
และการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เหมาะสม ล้วนเป็นข้อเสนอที่ทุกกลุ่มมีความเห็นร่วมกันว่า
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเพื่อบริหารและสร้างสังคม / สภาพแวดล้อมที่ดีภายใต้
ความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย และท้ายที่สุด มีความวาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในแง่ต่าง ๆ
ร่วมกัน ทั้งการปรับปรุงแผนการเรียนการสอน การสร้างสภาพแวดล้อมที่ การสื่อสารที่ทั่วถึงและชัดเจน
การคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมีเวทีกลางและพื้นที่สาธารณะเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และลดความ
ขัดแย้งต่อไปในอนาคต

Generation Gap.pdf

  • 1.
    1 บทสรุปผู้บริหาร โครงการศึกษา Generation Gapมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ The Inter-generational Accord ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ประกอบกับ กลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงต่างยุคต่างสมัย ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ความแตกต่างทั้งด้านค่านิยม และทัศนคติ ในแต่ละช่วงวัยของประชากรในสังคมไทยอย่างยิ่งยวด รวมทั้งสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจก่อให้เกิดความ ไม่เข้าใจซึ่งกันและกันในบางสถานการณ์ จากการเก็บข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 298 คน รวมทั้งหมด 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มนักเรียน 2. กลุ่มนักศึกษา 3. กลุ่มคณาจารย์ 4. กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 5. กลุ่มผู้ปกครอง 6. กลุ่มศิษย์เก่า 7. กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มบุคลากร ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มเจเนอเรชัน ได้แก่ 1. เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) อายุ 55 ปีขึ้นไป 2. เจเนอเรชันเอกซ์ (Generation X) อายุ 40-54 ปี 3. เจเนอเรชันวาย (Generation Y) อายุ 23-39 ปี และ4. เจเนอเรชันซี (Generation Z) อายุ 10-22 ปี เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย 2. เพื่อศึกษาปัญหา และวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาในประเด็นความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปัญหา และทุกช่วงวัยสามารถดำรงชีวิตร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางความคิด บนพื้นฐานความเข้าใจซึ่งกัน และกันอย่างปกติสุข ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบ 6 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 มุมมองเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ สังคมไทยกำลังประสบความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัย ส่วนใหญ่มีข้อคิดเห็นร่วมกันว่า ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสังคมไทยเกิดปัญหาดังกล่าว เนื่องจากสาเหตุและปัจจัยอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่ 1. อิทธิพลเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ ข้อมูลข่าวสาร โซเชียลมีเดีย 2. ชุดความคิดในแต่ละช่วงวัย 3. ความแตกต่าง ทางด้านประสบการณ์ 4. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม และ5. โลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่สำคัญ ปัจจัยด้านการเมือง เป็นปัจจัยที่หลายกลุ่มเห็นว่าเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิด ปัญหาความแตกต่างทางความคิดในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางความคิดกลับมิได้ เกิดขึ้นเพียงในคนต่างวัยและประสบปัญหาเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น ยังเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีช่วงวัยเดียวกันได้อีก ด้วย จึงมองว่าความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้และปรากฏในทุกยุคสมัย
  • 2.
    2 ประเด็นที่ 2 ผลกระทบจากความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ สังคมไทยพบว่า ทุกกลุ่มมีความเห็นว่าผลกระทบดังกล่าวส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ กล่าวคือ ในเชิงลบ ความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยในวงกว้าง ผลที่ตามมาทำให้ มหาวิทยาลัยมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและความเชื่อมั่นของคนภายในองค์กรลดลง ขณะเดียวกัน ในเชิงบวก มองว่าหาก ทั้งสองฝ่ายกล้าแสดงออก เปิดใจรับฟังกัน ร่วมกันเสนอหนทางแก้ไขปัญหา ย่อมนำไปสู่การรับรู้ต่อกันมากขึ้น มากไปกว่านั้น ทุกกลุ่มมองว่าความแตกต่างแต่ละช่วงวัยสามารถทำให้เกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ สังคมไทยเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านประเด็นการเมือง ด้านกิจการนักศึกษา ด้านกระบวนทัศน์ ด้านการถูกตั้งคำถาม ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านระบบการทำงานและองค์กร และด้านการรับฟัง และการสื่อสาร เป็นต้น ประเด็นที่ 3 ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช.และพลเมืองไทย พบว่า กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ประกอบการ คณาจารย์ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะที่กลุ่มนักศึกษา ด้านหนึ่งมองว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช. จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย การใช้บัตรนักศึกษา มีพื้นที่อยู่ ร่วมกัน ตลอดจนการเข้าสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด ระบบสาธารณสุข เป็นต้น ขณะเดียวกัน มีจำนวนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง และขาดการรับสิทธิ สวัสดิการที่เพียงพอ เช่น นักศึกษาฝั่งสวนดอกไม่ได้ใช้บริการ รถม่วงอย่างเต็มที่ จากข้อสังเกตเพิ่มเติมในกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ ตระหนักถึงความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง “สิทธิ” เป็นอันดับแรก รองลงมา คือ สังคม เสรีภาพ หน้าที่ และมีการมีส่วนร่วม ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า การที่มหาวิทยาลัยออกนโยบายหรือ แผนพัฒนาด้านต่าง ๆ แก่นักศึกษา ควรต้องคำนึงและตระหนักถึงเรื่องสิทธิของนักศึกษาเป็นอันดับแรก จากการเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์ เจเนอเรชันที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ เจเนอเรชันซี (Generation Z) ที่ปรากฏทั้งในกลุ่มนักศึกษา และนักเรียน โดยมุมมอง และการรับรู้ต่อเจเนอเรชันของตนเอง คือ มีความคิดเป็น ของตนเอง กล้าแสดงออก กล้าแสดงจุดยืน มีทัศนคติที่พร้อมยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง สื่อโซเชียลมีเดียมีอิทธิพล ต่อชีวิตประจำวัน มีทัศนคติที่พร้อมยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และเพื่อนมีบทบาทและอิทธิพลต่อการแสดงออก หรือพฤติกรรมการเลียนแบบ ขณะเดียวกัน มุมมองของเจเนอเรชันซี (Generation Z) ที่มีต่อเจเนอเรชันอื่น ๆ พบว่า เจเนอเรชันที่สามารถเป็นที่ปรึกษาและเข้าใจเจเนอเรชันซี (Generation Z) มากที่สุด ได้แก่ เจเนอเรชันวาย (Generation Y) เห็นได้จากอาจารย์ในเจเนอเรชันดังกล่าวสามารถทำกิจกรรมร่วมกับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี พร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยอมรับความแตกต่าง ในขณะที่ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) และเจเนอเรชัน เอกซ์ (Generation X) ถูกมองว่า ส่วนใหญ่ยังขาดการยอมรับและความเข้าใจในด้านความแตกต่าง ไม่รับฟัง ความคิดเห็น มีความคาดหวังต่อลูกหลาน และยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก ตลอดจน เจเนอเรชันแอลฟา
  • 3.
    3 (Generation Alpha) มีความแตกต่างจากเจเนอเรชันซี(Generation Z) คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้ อย่างคล่องแคล่ว ความอดทนน้อย ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ และมีความกล้าแสดงออกอย่างเต็มที่ ประเด็นที่ 4 ข้อเสนอด้านต่าง ๆ ต่อมหาวิทยาลัยเพื่อบริหารและสร้างสังคม/สภาพแวดล้อมที่ดีภายใต้ ความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย 4.1 ข้อเสนอด้านบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ควรบริหารจัดการความเห็นต่างหรือความขัดแย้ง ได้แก่ ปรึกษาคณบดีของคณะนั้น ๆ และพยายามดึงนักศึกษามาร่วมกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น จากปรากฎการณ์ที่นักศึกษาประท้วงตึกของผู้บริหารสะท้อนว่าผู้บริหารไม่ค่อยลงมาพูดหรือเจรจา และแก้ไข ปัญหากับนักศึกษาเท่าที่ควร วิธีการพูดคุยในระดับต่าง ๆ ต้องเริ่มจากระดับครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่ใกล้ชิดที่สุด ให้ความสำคัญกับการรับฟังผู้น้อย และมีช่องทางในการมีส่วนร่วมที่ปลอดภัย มหาวิทยาลัยควรมีบทบาท อันได้แก่ มีหลักสูตรการไกล่เกลี่ย ในสโมสรนักศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลเป็นตัวกลางประสานพูดคุยร่วมมือระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้มหาวิทยาลัยให้การดูแลไปจนเสร็จสิ้นจนจบกระบวนการ ควรมี การเปิดเผยการดำเนินการเมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆ และทำให้ความขัดแย้งนั้นรุนแรงน้อยลง เเละแสดงความ ความคิดของตนเองได้อย่างอิสระภายในขอบเขตการร่วมกันช่วยแก้ปัญหาสังคมเเละชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 4.2 ข้อเสนอด้านระบบและกลไกที่มหาวิทยาลัยควรสร้างหรือพัฒนา ส่วนใหญ่ความคิดเห็นตรงกันว่า ควรมีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่กลางการเพื่อการมีส่วนร่วมในการรับทราบปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน และการ กำหนดนโยบายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยต้องมีความทันสมัยและเท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น 4.3 ข้อเสนอด้านระบบการสื่อสารของมหาวิทยาลัยควรปรับปรุง กล่าวคือ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีการสร้างการสื่อสารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เช่น ใช้การสื่อสารน้อย ขาดการอธิบายมิติภายใต้หลักเหตุผลให้แก่อาจารย์ นักศึกษาได้รับทราบ ขาดการชี้แจงและ ถ่ายทอดสื่อสารแก่คณะและส่วนงานให้มีความเข้าใจตรงกัน เน้นเพียงการสื่อสารแบบทางเดียว ขาดการสื่อสารที่ กระชับและชัดเจน ทำให้เกิดการตีความในทิศทางต่างๆ ได้ง่าย จากปัญหาดังกล่าวจึงเสนอข้อควรปรับปรุงสำคัญ ต่อการสื่อสารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนี้ 1.ปรับปรุงแอปพลิเคชัน การกรอกแบบฟอร์มข้อมูล และปรับ ภาษาการสื่อสารของเพจมหาวิทยาลัยให้ชัดเจน ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล (privacy) และเปลี่ยนการ สื่อสารเป็นแบบสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน (one team one voice) 2. ต้องรับฟังความคิดเห็นให้กว้างขึ้น โดยให้คณะเป็นตัวกลางในการสื่อสาร และปรับปรุงสื่อของมหาวิทยาลัยให้ทันสมัย และเข้าถึงนักศึกษาเพิ่มขึ้น 3. ควรมีช่องทางออนไลน์ทางการที่ตอบโต้รวดเร็ว มีระบบและกลไกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น ระบบการรับฟัง พื้นที่แสดงออก เปิดเวทีสาธารณะ รับฟังการแสดงความคิดเห็น และมีการทบทวนในระเบียบ ข้อบังคับของ มหาวิทยาลัยในการดำเนินการด้านต่าง ๆ และ 4. ปรับปรุงช่องทางสื่อสารที่นักศึกษาจะเลือกรับสื่อ รวมถึงการ
  • 4.
    4 สื่อสารระหว่างนักศึกษาด้วยกันเอง และมหาวิทยาลัยจะต้องสร้างเครือข่ายผ่านสื่อโซเซียลมีเดียที่มีความแตกต่าง หลากหลาย 4.4 ข้อเสนอด้านการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เหมาะสมโดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่าการ แสดงความคิดเห็นหรือการเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่มหาวิทยาลัยควรมีมาตรการและแนวทางการ แก้ปัญหาที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้ ผู้บริหารควรจะตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา มหาวิทยาลัยต้อง ปกป้องและเป็นที่พึ่งให้กับนักศึกษา นักศึกษามีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ต้องชี้แจงให้นักศึกษาทราบ ถึงผลทางกฎหมายที่ตามมา มหาวิทยาลัยต้องเข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เช่น ตั้งกลุ่มผู้นำ เพื่อให้เป็นตัวกลางในการสื่อสาร สร้างความตระหนักต่อผลของการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่ควร ทำและไม่ควรทำ เพิ่มความรู้ความเข้าใจในระเบียบ พระราชบัญญัติ ข้อบังคับต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และ อาจารย์ไม่ควรพูดชี้นำความคิดนักศึกษา ประเด็นที่ 5 แนวทางการพัฒนาบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากข้อเสนอกลุ่มผู้ประกอบการ บัณฑิตที่ต้องการรับเข้าทำงานต้องมีคุณลักษณะต่อไปนี้ มีทัศนคติที่ดีในการทำงานมีความสามารถและ ความถนัดชัดเจน มีลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพที่ดี ยอมรับความคิดที่แตกต่างได้มีความเข้าใจโลกภายนอก พร้อมพัฒนาตัวเองเสมอ มีความมั่นใจในตัวเอง มีภาวะผู้นำ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเป็นอย่างดี ขยัน ซื่อสัตย์ ละเอียด รับผิดชอบสูง อย่างไรก็ตาม หากบัณฑิตที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง เช่น มาตรา112 มาตรา 116 เป็นต้น ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าไม่มีผลในการปฏิเสธรับเข้าทำงาน ในขณะที่ ลักษณะที่ผู้ประกอบการไม่พึงประสงค์หรือ ปฏิเสธการรับเข้าทำงาน ได้แก่ บุคคลผู้มีประวัติอาญา มีความก้าวร้าว มีความคิดสุดโต่ง ทำงานเป็นทีมไม่ได้ ไม่ขยัน ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ไม่มีความรับผิดชอบ พร้อมเสนอข้อควรปรับปรุงและ พัฒนาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ พัฒนาทักษะทางสังคมเพิ่มขึ้น (Soft Skills) มีพื้นที่ให้ ผู้ประกอบการเข้าไปหานักศึกษาได้ง่ายขึ้น พัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3-4 เพราะพบว่ายังมีทักษะทางด้าน ภาษาที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พัฒนาเด็กสายสังคมศาสตร์ในตลาดงานให้เพิ่มมากขึ้น ประเด็นที่ 6 ความวาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของกลุ่มต่าง ๆ 6.1 กลุ่มนักศึกษา วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า ต้องมีความเป็นมิตร ส่งเสริมเสรีภาพทาง วิชาการ เป็นพื้นที่ที่เป็นกลางสำหรับทุกคน ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและสวัสดิการอื่น ๆ มีการพัฒนา ทางด้านกายภาพ ด้านกิจกรรม และกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์ 6.2 กลุ่มผู้ปกครอง วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเพื่อมนุษยชาติ สะท้อนหลักการ inclusive และแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม
  • 5.
    5 6.3 กลุ่มผู้ประกอบการ วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ด้าน วิชาการและอารมณ์ (emotional learning) มีระบบการดูแลสุขภาพจิตใจที่ดีนำสู่การประกอบอาชีพของนักศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องสร้างบรรยากาศในมหาวิทยาลัยให้สามารถร่วมกันออกแบบ เสนอแนะต่อปัญหาในระดับ ต่าง ๆ ได้ และสุดท้ายมีรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว 6.4 กลุ่มคณาจารย์ วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า ควรมีช่องทางออนไลน์ทางการที่ตอบโต้ รวดเร็ว มีระบบและกลไกในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ระบบการรับฟัง พื้นที่แสดงออก เปิดเวทีสาธารณะ รับฟังการ แสดงความคิดเห็น และมีการทบทวนในระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยในการดำเนินการด้านต่างๆ 6.5 กลุ่มบุคลากร อยากเห็นมหาวิทยาลัยสร้างหลักสูตรการศึกษาในแนวใหม่ที่เป็นการออกแบบโดยผู้ ส่วนได้ส่วนเสีย เยาวชนที่เข้ามาในมหาวิทยาลัย สามารถชี้นำสังคมเป็นไปทิศทางที่ดี เหมาะสมกับประชากรตาม ความต้องการแต่ละช่วงวัยและสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง เสนอให้มหาวิทยาลัยนำเอาระบบสารสนเทศมาใช้จาก ผลการประเมินความผูกพัน มาใช้เพื่อหาช่องทางในการจัดการหรือดำเนินงานต่อไป ควรมีการเปิดพื้นที่รับฟังที่ แตกต่างสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งสองฝ่าย อีกทั้งสามารถนำประเด็นต่าง ๆ 6.6 กลุ่มศิษย์เก่า วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า เป็นมหาวิทยาลัย Reskills หรือ Upskills ค้นพบความสามารถของตนเอง มีพื้นที่ที่สามารถพูดได้ สามารถเสนอได้โดยที่ไม่ต้องมีตัวตน เป็น Community สร้างขึ้นมาเพื่อจังหวัดเชียงใหม่ มีมุมมองความแตกต่างทางความคิดให้เป็นเชิงบวก รับฟังและเข้าใจความแตกต่าง มี Forum พี่ฟังน้อง น้องบอกพี่ โดดเด่นด้านวิชาการ มีเวทีให้นำเสนอแนวคิดทุกเรื่อง สร้างโอกาสให้เด็กในหลาย ๆ รูปแบบ และเป็นพื้นที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย และบุคลากรที่มีความรู้เป็นอย่างดี 6.7 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาศักยภาพของ นักศึกษาในด้าน Soft Skills การพัฒนาทักษะวิชาการและหลักสูตรให้มีความหลากหลาย มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ สำหรับทุกคน มีลักษณะเป็นสังคมเปิด สร้างอาชีพกับการทำงานในพื้นที่ของเชียงใหม่หรือภาคเหนือ และด้านการ บริหารงานของผู้บริหารระดับสูงจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารกลุ่มศิษย์เก่า 6.8 กลุ่มนักเรียน มีมุมมองต่อบุคลิก/ลักษณะของผู้ใหญ่และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ตนชื่นชอบ ได้แก่ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน มีการรับฟังแนวทางการผลิตสื่อการเรียนการสอนร่วมกันกับนักศึกษา ยอมรับความแตกต่างและปฏิบัติกับนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม มีความเป็นกันเองทั้งในห้องเรียนและนอก ห้องเรียน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยอมรับความแตกต่าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมเปิดใจรับฟังเด็ก รุ่นใหม่ ไม่เอาความคิดตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใส่อนาคตที่ตนเองอยากเป็นให้กับเด็ก เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ ตาม
  • 6.
    6 ขณะเดียวกัน เหตุผลที่นักเรียนอยากเลือกศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ค่าใช้จ่ายในการเรียน และการครองชีพ มีความเหมาะสม มีโอกาสได้ทำกิจกรรมและเรียนรู้กับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปลาย มีรุ่นพี่และบุคคลรอบข้างศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ภาคเหนือใกล้บ้าน สะดวกในการเดินทาง เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ หลักสูตรมีความน่าสนใจ อาจารย์ และบุคลากรมีความสามารถในการพัฒนานักศึกษา สภาพแวดล้อมในการเรียน และการอยู่อาศัยดี มีบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และเหตุผลที่นักเรียนจะไม่เลือกศึกษา ต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ คุณสมบัติของนักเรียนไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการ ไม่ผ่านการ คัดเลือกของมหาวิทยาลัย ได้โควตา MOU จากสถานศึกษากับมหาวิทยาลัยอื่น ต้องการศึกษาต่อในต่างประเทศ สภาพอากาศของพื้นที่ และข่าวในด้านลบของมหาวิทยาลัย กล่าวสรุป จากการศึกษาความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสังคมไทย พบว่า ปัจจุบันเกิดปัญหาความแตกต่างระหว่างวัยเนื่องจากหลายสาเหตุและปัจจัยดังที่ได้กล่าวไป โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง ปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้เกิดปัญหาความแตกต่างทางความคิดมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ความแตกต่างทาง ความคิดแต่ละช่วงวัยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้และปรากฏในทุกยุคสมัย ทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงวัยเดียวกันได้อีกด้วย ขณะที่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช.และพลเมืองไทย พบว่า ความรู้สึกของกลุ่มต่าง ๆ ในการเป็นส่วน หนึ่งของประชาคมมช. เกิดจากการทำกิจกรรมและการได้รับสวัสดิการของมหาวิทยาลัย แต่การที่มหาวิทยาลัยไม่ เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง และเข้าถึงสวัสดิการบางอย่างได้ยาก ส่งผลทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมมช.ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการเข้าถึง “สิทธิ” ที่นักศึกษา คำนึงเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มมองว่า ความแตกต่างทางความคิดแต่ละช่วงวัยส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ กล่าวคือ ความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยได้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนภายใน องค์กร แต่หากทั้งสองฝ่ายรับฟังกัน ย่อมนำไปสู่การรับรู้ต่อกันมากขึ้น และหาหนทางเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอด้านระบบและกลไกที่มหาวิทยาลัยควรสร้างหรือพัฒนา ระบบการสื่อสารของมหาวิทยาลัยที่ควรปรับปรุง และการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เหมาะสม ล้วนเป็นข้อเสนอที่ทุกกลุ่มมีความเห็นร่วมกันว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเพื่อบริหารและสร้างสังคม / สภาพแวดล้อมที่ดีภายใต้ ความแตกต่างทางความคิดของแต่ละช่วงวัย และท้ายที่สุด มีความวาดฝันอนาคตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในแง่ต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งการปรับปรุงแผนการเรียนการสอน การสร้างสภาพแวดล้อมที่ การสื่อสารที่ทั่วถึงและชัดเจน การคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมีเวทีกลางและพื้นที่สาธารณะเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และลดความ ขัดแย้งต่อไปในอนาคต