Team Thailand

   ร่ วมออกแบบประเทศไทย

http://www.teamthailand.in.th
่
   “การเมืองไทยไม่วาจะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม
    ล้วนคาดหวังให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองสู่ ระบอบ
ประชาธิ ปไตยที่สมบูรณ์ มีการเพิ่มบทบาทของประชาชนใน
   การมีส่วนร่ วมทางการเมือง การปกครองตนเอง มีสิทธิ
 เสรี ภาพมากขึ้น และได้กาหนดให้มีองค์กรอิสระทาหน้าที่
  ตรวจสอบ ถ่วงดุลย์การทางานฝ่ ายบริ หาร ให้ทางานอย่าง
   โปร่ งใส มีธรรมาภิบาล นาพาสังคมให้มีความเข้มแข็ง”
แต่ จากสภาพความเป็ นจริ ง พบว่ากลไกและช่องทางการมี
     ส่ วนร่ วมของภาคประชาชนยังมีขอจากัดมากมาย
                                  ้

   กระบวนการการเลือกตั้งทุกระดับ
     สร้ างความแตกแยก ขัดแย้ ง
          และไม่ มพนที่สาหรับประชาชน
                  ี ื้
         ในการเข้ามามีส่วนร่ วมอย่างแท้จริ ง
สถานการณ์ระดับท้องถิ่น ก็พบว่าแต่ละพื้นที่มีการต่อสู ้แย่ง
   ชิงตาแหน่งนายกองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่นกันอย่าง
รุ นแรง มีการใช้กลยุทธ์ต่างๆ ออกมาต่อสู ้กน โดยเฉพาะมี
                                          ั
    การแทรกแซงจากนายทุนนักธุรกิจ และนักการเมือง
    ระดับชาติ เข้ามาสนับสนุนเงินหาเสี ยงกันอย่างคึกคัก
ั
 หลังเลือกตั้งแล้ว ชุมชนท้องถิ่นที่เคยรักสามัคคีกน กลับ
กลายไปแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ าย ไม่สามารถทางานพัฒนา
               ชุมชนท้องถิ่นได้อย่างราบรื่ น
ในระดับชาติ ก็พบเรื่ องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ
 นักการเมือง ข้าราชการที่ใช้บทบาท และอานาจหน้าที่
     ภายใต้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
 แสวงหาผลประโยชน์ เพือตัวเอง
                     ่
จนกระทังสถานการณ์บานปลายกลายเป็ นความขัดแย้งที่
       ่
         ลุกลามใหญ่โตดังสภาพในปั จจุบน
                                     ั
ขณะเดียวกัน ก็ยงพบว่า
                                  ั
   การเลือกตั้งผูแทนในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยการใช้
                 ้
          ระบบหัวคะแนนใช้ เงินซื้อเสี ยง
ประชาชนมีส่วนร่ วมแค่ เพียงการหย่ อนบัตรลงคะแนน

ผูแทนที่ได้รับเลือกตั้งไปแล้วไม่สามารถทาประโยชน์อะไร
  ้
        ั
    ให้กบชุมชนท้องถิ่นได้มากนัก และไม่สามารถเป็ น
                   ั
 กระบอกเสี ยงให้กบประชาชนเจ้าของสิ ทธิ ได้อย่างแท้จริ ง
จากมูลเหตุขางต้น จึงเป็ นที่มาของ
                    ้
          แนวคิดในการพัฒนา ยกระดับ

สร้ างกระบวนการมีส่วนร่ วมของประชาชน
ในการร่ วมออกแบบ ร่ วมแสดงความคิดเห็น
    ร่ วมขับเคลือนเรื่องราวต่ างๆ ในสั งคม
                ่
            ่
      อันอยูภายใต้ขอบเขตสิ ทธิ อนพึงมี พึงได้
                                ั
          ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
บนฐานคิดที่เชื่อมันและตั้งมันว่า
                        ่         ่


   ประชาธิปไตยที่แท้ จริงนั้น
มีสาระมากกว่ าแค่ ระบบตัวแทน
        ่
และการหยอนบัตรเลือกตั้ง
่
           ประชาธิ ปไตยในช่วงที่ผานมา
    ไม่เคยตอบสนองและหรื อรับใช้ชุมชนได้เลย
               โดยเฉพาะอย่างยิง
                              ่

ประชาธิปไตยทั้งแบบอานาจนิยม และ ประชานิยม

         ล้วนกร่ อนทาลายฐานวัฒนธรรมชุมชน
 ที่ผพังจากระบบโครงสร้ างอยู่แล้ ว ให้ยงพังมากขึน
     ุ                                 ิ่       ้
สิ่ งหนึ่งที่ตองยอมรับคือ
                          ้
                                      ่
      จากความขัดแย้งในช่วงหลายปี ที่ผานมา
      เส้นด้ายบางๆ ที่เหนี่ยวเราไว้มนได้ถกทาลายไปเสี ยแล้ว
                                    ั    ู


สิ่ งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือกาแพงขนาดใหญ่
     ที่ก่อขึ้นมากั้นระหว่างคนในสังคม
                   ปัญหาคือ
 เราฟังกันน้ อย คนเล็กคนน้ อยไม่ มโอกาสได้ พูด
                                  ี
      ตกอยู่ในวังวนของช่ องว่ างทางสั งคม
เราควรเปิ ดพื้นที่ทางสังคมให้แก่กนมากขึ้น รู ปธรรมที่ง่าย
                                         ั
ที่สุด คือ การเปิ ดพื้นที่ส่ื อ เพื่อให้คนเล็กๆ ได้เข้าถึงและเป็ น
เจ้าของที่จะสามารถบอกเล่าเรื่ องราวของเขาได้ พูดถึงปั ญหา
   พูดถึงอัตลักษณ์ โดยที่ไม่ตองเที่ยววิงหาเหมือนที่ผานมา
                                    ้      ่               ่
 สร้างกระบวนการและหรื อกลไกการทางานของพื้นที่สื่อนี้
   ให้เกิดรู ปแบบที่หลากหลาย และเข้าถึงคนทุกคนได้ง่าย
ปฏิบติต่อกันเช่นเพื่อนร่ วมสังคม
          ั

 มองให้ ทะลุสีเสื้อไปจนเห็นตัวคน
   ไม่ใช้สีมาเป็ นสิ่ งแรกในการมองเห็นกัน
การเลือกปฏิบติ มีแต่จะทาให้เราห่างกันมากขึ้น
              ั
ปฏิบติต่อกันด้วยความพยายามเข้าใจ
      ั
รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย
          ั
      ฟังกนมากขึ้น
    ่
ไม่วาจะเป็ นเสี ยงที่ชอบหรื อไม่ชอบก็ตาม
คงไม่ใช่การคาดหวังให้เรารักกันๆ ทั้งหมดประเทศ เพราะ
 ความไม่ชอบกัน เกลียดกันบ้าง ไม่ลงรอยกันบ้างเป็ นเรื่ อง
ปกติของความเป็ นมนุษย์ ดังนั้นเราอาจไม่ตองรักกันมาก แต่
                                        ้
                                    ่
  ขอให้เข้าใจและยอมรับในความมีอยูของกันและกันก็พอ


                          http://www.teamthailand.in.th

Team thailand ร่วมออกแบบประเทศไทย

  • 1.
    Team Thailand ร่ วมออกแบบประเทศไทย http://www.teamthailand.in.th
  • 2.
    “การเมืองไทยไม่วาจะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม ล้วนคาดหวังให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองสู่ ระบอบ ประชาธิ ปไตยที่สมบูรณ์ มีการเพิ่มบทบาทของประชาชนใน การมีส่วนร่ วมทางการเมือง การปกครองตนเอง มีสิทธิ เสรี ภาพมากขึ้น และได้กาหนดให้มีองค์กรอิสระทาหน้าที่ ตรวจสอบ ถ่วงดุลย์การทางานฝ่ ายบริ หาร ให้ทางานอย่าง โปร่ งใส มีธรรมาภิบาล นาพาสังคมให้มีความเข้มแข็ง”
  • 3.
    แต่ จากสภาพความเป็ นจริง พบว่ากลไกและช่องทางการมี ส่ วนร่ วมของภาคประชาชนยังมีขอจากัดมากมาย ้ กระบวนการการเลือกตั้งทุกระดับ สร้ างความแตกแยก ขัดแย้ ง และไม่ มพนที่สาหรับประชาชน ี ื้ ในการเข้ามามีส่วนร่ วมอย่างแท้จริ ง
  • 4.
    สถานการณ์ระดับท้องถิ่น ก็พบว่าแต่ละพื้นที่มีการต่อสู ้แย่ง ชิงตาแหน่งนายกองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่นกันอย่าง รุ นแรง มีการใช้กลยุทธ์ต่างๆ ออกมาต่อสู ้กน โดยเฉพาะมี ั การแทรกแซงจากนายทุนนักธุรกิจ และนักการเมือง ระดับชาติ เข้ามาสนับสนุนเงินหาเสี ยงกันอย่างคึกคัก
  • 5.
    ั หลังเลือกตั้งแล้ว ชุมชนท้องถิ่นที่เคยรักสามัคคีกนกลับ กลายไปแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ าย ไม่สามารถทางานพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นได้อย่างราบรื่ น
  • 6.
    ในระดับชาติ ก็พบเรื่ องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ นักการเมือง ข้าราชการที่ใช้บทบาท และอานาจหน้าที่ ภายใต้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ เพือตัวเอง ่ จนกระทังสถานการณ์บานปลายกลายเป็ นความขัดแย้งที่ ่ ลุกลามใหญ่โตดังสภาพในปั จจุบน ั
  • 7.
    ขณะเดียวกัน ก็ยงพบว่า ั การเลือกตั้งผูแทนในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยการใช้ ้ ระบบหัวคะแนนใช้ เงินซื้อเสี ยง ประชาชนมีส่วนร่ วมแค่ เพียงการหย่ อนบัตรลงคะแนน ผูแทนที่ได้รับเลือกตั้งไปแล้วไม่สามารถทาประโยชน์อะไร ้ ั ให้กบชุมชนท้องถิ่นได้มากนัก และไม่สามารถเป็ น ั กระบอกเสี ยงให้กบประชาชนเจ้าของสิ ทธิ ได้อย่างแท้จริ ง
  • 8.
    จากมูลเหตุขางต้น จึงเป็ นที่มาของ ้ แนวคิดในการพัฒนา ยกระดับ สร้ างกระบวนการมีส่วนร่ วมของประชาชน ในการร่ วมออกแบบ ร่ วมแสดงความคิดเห็น ร่ วมขับเคลือนเรื่องราวต่ างๆ ในสั งคม ่ ่ อันอยูภายใต้ขอบเขตสิ ทธิ อนพึงมี พึงได้ ั ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
  • 9.
    บนฐานคิดที่เชื่อมันและตั้งมันว่า ่ ่ ประชาธิปไตยที่แท้ จริงนั้น มีสาระมากกว่ าแค่ ระบบตัวแทน ่ และการหยอนบัตรเลือกตั้ง
  • 10.
    ประชาธิ ปไตยในช่วงที่ผานมา ไม่เคยตอบสนองและหรื อรับใช้ชุมชนได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิง ่ ประชาธิปไตยทั้งแบบอานาจนิยม และ ประชานิยม ล้วนกร่ อนทาลายฐานวัฒนธรรมชุมชน ที่ผพังจากระบบโครงสร้ างอยู่แล้ ว ให้ยงพังมากขึน ุ ิ่ ้
  • 11.
    สิ่ งหนึ่งที่ตองยอมรับคือ ้ ่ จากความขัดแย้งในช่วงหลายปี ที่ผานมา เส้นด้ายบางๆ ที่เหนี่ยวเราไว้มนได้ถกทาลายไปเสี ยแล้ว ั ู สิ่ งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือกาแพงขนาดใหญ่ ที่ก่อขึ้นมากั้นระหว่างคนในสังคม ปัญหาคือ เราฟังกันน้ อย คนเล็กคนน้ อยไม่ มโอกาสได้ พูด ี ตกอยู่ในวังวนของช่ องว่ างทางสั งคม
  • 12.
    เราควรเปิ ดพื้นที่ทางสังคมให้แก่กนมากขึ้น รูปธรรมที่ง่าย ั ที่สุด คือ การเปิ ดพื้นที่ส่ื อ เพื่อให้คนเล็กๆ ได้เข้าถึงและเป็ น เจ้าของที่จะสามารถบอกเล่าเรื่ องราวของเขาได้ พูดถึงปั ญหา พูดถึงอัตลักษณ์ โดยที่ไม่ตองเที่ยววิงหาเหมือนที่ผานมา ้ ่ ่ สร้างกระบวนการและหรื อกลไกการทางานของพื้นที่สื่อนี้ ให้เกิดรู ปแบบที่หลากหลาย และเข้าถึงคนทุกคนได้ง่าย
  • 13.
    ปฏิบติต่อกันเช่นเพื่อนร่ วมสังคม ั มองให้ ทะลุสีเสื้อไปจนเห็นตัวคน ไม่ใช้สีมาเป็ นสิ่ งแรกในการมองเห็นกัน การเลือกปฏิบติ มีแต่จะทาให้เราห่างกันมากขึ้น ั
  • 14.
    ปฏิบติต่อกันด้วยความพยายามเข้าใจ ั รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ั ฟังกนมากขึ้น ่ ไม่วาจะเป็ นเสี ยงที่ชอบหรื อไม่ชอบก็ตาม
  • 15.
    คงไม่ใช่การคาดหวังให้เรารักกันๆ ทั้งหมดประเทศ เพราะ ความไม่ชอบกัน เกลียดกันบ้าง ไม่ลงรอยกันบ้างเป็ นเรื่ อง ปกติของความเป็ นมนุษย์ ดังนั้นเราอาจไม่ตองรักกันมาก แต่ ้ ่ ขอให้เข้าใจและยอมรับในความมีอยูของกันและกันก็พอ http://www.teamthailand.in.th