Faculty of Arts and Design , Rangsit University
บทที ่ 1
ความหมายและความสำ า คั ญ ของ
ศิ ล ปะ
        พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำาจำากัดความว่า
ศิลปะ คือ ผลแห่งพลังความคิดสร้าสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกมา
   ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ
หรือ ความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา รสนิยม
 และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรืนรมย์ หรือความ
                                              ่
                      เชื่อในลัทธิศาสนา
                    เกอเต กวีชาวเยอรมัน กล่าวว่า
       “ศิลปะเป็นศิลปะได้ เพราะว่าศิลปะไม่ใช่ธรรมชาติ “
ศิ ล ปะในความหมายเฉพาะ
        วิ จ ิ ต รศิ ล ป์ (Fine Arts หรือ Beaux’ Art)
                      เป็นคำาที่บัญญัติขึ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพือ่
ใช้เรียกงานศิลปะ
                      ที่ทำาขึ้นเพื่อประเทืองปัญญาและอารมณ์
        ประยุ ก ต์ ศ ิ ล ป์ (Applied Arts) เป็นศิลปะที่ทำาขึ้นเพื่อ
ประโยชน์ใช้สอย
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของสื ่ อ
         ในการแสดงออก
• จิ ต รกรรม           เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วย
               (Painting)
                  การใช้สี แสง เงา และแผ่นภาพที่แบนราบเป็น 2
  มิติ
• ประติ ม ากรรม (Sculpture) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้วัสดุ
  และปริมาตรของรูปทรง
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของสื ่ อ
            ในการแสดงออก วยการใช้
• สถาปั ต ยกรรม (Architecture) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้
  วัสดุ โครงสร้าง และปริมาตรของที่วางกับรูปทรง
                                   ่
• วรรณกรรม (Literature) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา
• ดนตรี แ ละนาฎกรรม (Music Drama) เป็นศิลปะที่แสดงออก
  ด้วยการใช้เสียง (หรือภาษา) และความเคลื่อนไหวของ
  ร่างกาย
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของสื ่ อ
            ในการแสดงออก วยการใช้
• สถาปั ต ยกรรม (Architecture) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้
  วัสดุ โครงสร้าง และปริมาตรของที่วางกับรูปทรง
                                   ่
• วรรณกรรม (Literature) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา
• ดนตรี แ ละนาฎกรรม (Music Drama) เป็นศิลปะที่แสดงออก
  ด้วยการใช้เสียง (หรือภาษา) และความเคลื่อนไหวของ
  ร่างกาย
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของการ
                       รัความพอใจในสุนทรียภาพระดับสูงมี
     การรับรู้สัมผัสที่ให้
                           บ สั ม ผั ส                   2
ทาง คือ ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้
ความพอใจในสุนทรียภาพระดับรองลงไป แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ
        •ทัศนศิลป์ (Visual Arts) เป็นศิลปะที่รับสัมผัสด้วยการ
          เห็น ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และ
                            สถาปัตยกรรม
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของการ
                       รั บ สั ม นทรีสภาพระดับสูงมี ทาง คือ
การรับรู้สัมผัสที่ให้ความพอใจในสุ
                                  ผั ย               2
ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ความพอใจ
ในสุนทรียภาพระดับรองลงไป แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ
        2. โสตศิลป์ (Aural Arts) เป็นศิลปะที่รับสัมผัสด้วยการ
ฟัง ได้แก่ ดนตรี และวรรณกรรม (ผ่านการอ่านหรือร้อง)
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของการ
                       รั บ สั ม นทรีสภาพระดับสูงมี ทาง คือ
การรับรู้สัมผัสที่ให้ความพอใจในสุ
                                  ผั ย               2
ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ความพอใจ
ในสุนทรียภาพระดับรองลงไป แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ
        2. โสตศิลป์ (Aural Arts) เป็นศิลปะที่รับสัมผัสด้วยการ
ฟัง ได้แก่ ดนตรี และวรรณกรรม (ผ่านการอ่านหรือร้อง)
ศิ ล ปะแบ่ ง ตามลั ก ษณะของการ
                       รั บ สั ม นทรีสภาพระดับสูงมี ทาง คือ
การรับรู้สัมผัสที่ให้ความพอใจในสุ
                                  ผั ย             2
ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ความพอใจ
ในสุนทรียภาพระดันศิลป์ (Audioออกเป็น 3Arts) คือนศิลปะทีรับ
       3. โสตทัศบรองลงไป แบ่ง Visual สาขา เป็            ่
สัมผัสด้วยการฟังและการเห็นพร้อมกัน ได้แก่ นาฎกรรม การแสดง
ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการผสมกันของวรรณกรรม ดนตรี และทัศนศิลป์
บางแห่งเรียก ศิลปะสาขานี้ว่า ศิลปะผสม (Mixed Art)
การศึ ก ษาประวั ต ิ ศ าสตร์ แ ละความ
        เป็ น มาของงานศิ ล ปะ
         เน้นให้ผู้เรียนมีความคิดรวบยอด (Concept) หมายถึง ความ
 คิดที่มนุษย์ใช้เป็นองค์ประกอบในการเรียนรู้ ศึกษาทำาความเข้าใจ
  ชีวตสภาพแวดล้อม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดความรู้ความ
     ิ
เข้าใจในสรรพสิ่งรอบตัว หลักการอยู่ที่ความสามารถในการจำาแนก
     และการจัดหมวดหมู่ของสรรพสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์ต้องเรียนรู้
  ทำาความเข้าใจตลอดชีวิต โดยมีความเข้าใจในลักษณะขององค์
  รวม (Holistic) เกี่ยวกับความเชื่อ เรื่องราว รูปแบบ เหตุการณ์ แรง
   บันดาลใจ สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสาเหตุต่างๆ ที่
  ทำาให้สามารถแยกแยะประเด็นสำาคัญเกียวกับรูปแบบศิลปกรรม
                                            ่
                       โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ
1.ต้ น กำ า เนิ ด (Origin) การศึกษาเรื่องราวของ
  ศิลปกรรมต้องมีความเข้าใจว่าสิ่ง                     ทั้ง
          หลายเกิดขึนได้ย่อมมีรากฐานที่มา
                         ้
   2.การวิ ว ั ฒ นาการ (Evolution) เพือให้เข้าใจถึงการ
                                          ่
 คลี่คลายหรือความ                             เปลี่ยนแปลง
                  ของศิลปะแต่ละยุคสมัย
     3.การพั ฒ นา (Development) เพือให้เข้าใจถึงการ
                                        ่
เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เกิด                     ความก้าวหน้า
                           ทางศิลปะ
•อิ ท ธิ พ ล (Influence) เพื่อให้เข้าใจถึงการนำาเอาแบบอย่างหรือ
    เลียนแบบ ซึ่งมีอิทธิพลในการสร้างศิลปะ การรับอิทธิพลมี 2
 ประการ คือ อิทธิพลที่มองเห็น (Visible Influence) ได้แก่ การลอก
เลียนแบบที่เห็นได้อย่างชัดเจน และอิทธิพลที่มองไม่เห็น (Invisible
Influence) ได้แก่ การที่ศิลปินเห็นความดีงามในการสร้างสรรค์งาน
  ของศิลปินสกุลอืนหรือชาติอน แล้วกลั่นกรองเอาแบบอย่างผสม
                     ่            ื่
                        ผสานลงในงานของตน
     •การสื บ เนื ่ อ ง (Transition) เพื่อให้รู้จักการสืบเนื่องและการ
 ถ่ายทอดศิลปกรรม เป็นวิธการในการรักษาศิลปะไว้มิให้สูญหาย
                              ี
     •การประยุ ก ต์ (Application) เพื่อให้รู้จักปรับปรุงสร้างสรรค์
งานศิลปะขึ้นในปัจจุบัน และสนองธรรมชาติความต้องการสิ่งแปลก
                          ๆ ใหม่ ๆ ของมนุษย์
ความเป็ น มางานศิ ล ปะ
        จอห์น รัสกิน (John Ruskin) ให้ความเห็นว่า ชาติที่ยิ่งใหญ่
   สามารถเขียนประวัติศาสตร์ของชาติตนเป็นหนังสือได้ 3 เล่ม คือ
  หนังสือแห่งคำาพูด หนังสือแห่งการกระทำา และหนังสือศิลปะ (Book of
              speech, Book of doing, Book of art) นั่นคือ
                       1. หนังสือเกี่ยวกับวรรณคดี
                       2. หนังสือเกี่ยวกับสงคราม
                        3. หนังสือเกี่ยวกับศิลปะ
เรื ่ อ งราวที ่ ใ ช้ ใ นการสร้ า งงาน
ศิ ล ปะ
      •เรื ่ อ งราวที ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ แ ละธรรมชาติ ข องมนุ ษ ย์
 (Man and his own Nature)       ซึ่งได้แก่เรื่องความรัก ความโลภ ความ
โกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา ฯลฯ ทำาให้ผู้ชมงานศิลปะนึกถึง
            ตนเอง และสังเกตธรรมชาติของตัวเองมากขึน                      ้
   •เรื ่ อ งราวที ่ ม นุ ษ ย์ ท ี ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ ก ั บ มนุ ษ ย์ ด ้ ว ยกั น
(Man and other people) เช่น เรื่องประวัติศาสตร์ สงคราม ธรรมชาติ
ของครอบครัว การทำามาหากิน ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์
                                       เป็นต้น
เรื ่ อ งราวที ่ ใ ช้ ใ นการสร้ า งงาน
ศิ ล ปะ
3. เรื ่ อ งราวที ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ แ ละสิ ่ ง แวดล้ อ ม (Man and the
impersonal Environment)          เป็นเรื่องราวทางเทคโนโลยี การค้นคว้า
ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
4. เรื ่ อ งราวที ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ แ ละสิ ่ ง ไม่ ม ี ต ั ว ตน (Man and
Intangibles) ได้แก่ เรื่องราวของเทพเจ้า ศาสนา โบราณนิยาย เทพ
ปกรนัม
รู ป แบบงานศิ ล ปกรรม
      รูปแบบงานศิลปะ หมายถึง ลักษณะเด่นทีมองเห็น
                                           ่
ในศิลปกรรมแขนงใดแขนงหนึ่ง มีความสัมพันธ์กับความ
ศรัทธาของมนุษย์ และเกี่ยวโยงกับคุณค่าของวัสดุ
รู ป แบบในลั ก ษณะที ่ เ หมื อ นจริ ง ตาม
ธรรมชาติ (Realistic)
       เป็นการถ่ายทอดโดยใช้สื่อรูปแบบตามธรรมชาติ เช่น ภาพ
 คน สัตว์ ทิวทัศน์ ซึ่งผู้ดูส่วนใหญ่สามารถเข้าใจได้ด้วยเคยมีพื้น
ฐานประสบการณ์เกี่ยวกับรูปแบบเหล่านี้มาแล้ว ศิลปินอาจถ่ายทอด
             ตามตาเห็น หรือนำาเอาวัสดุมาจัดวางใหม่
รู ป แบบในลั ก ษณะกึ ่ ง นามธรรม
                   (Semi abstract)
        เป็นการถ่ายทอดโดยให้ความสำาคัญแก่ธรรมชาติน้อยลง
 และเพิ่มความสำาคัญที่ตัวบุคคลผู้สร้างศิลปกรรมมากขึ้น โดยรูป
แบบของธรรมชาติที่นำามาเป็นสื่อนั้นถูกลด สกัด ตัดทอน การจัดวาง
      มิได้คำานึงถึงกฎเกณฑ์ความเป็นจริงตามธรรมชาติ
รู ป แบบในลั ก ษณะนามธรรม
(Abstract)
        เป็นการถ่ายทอดที่ ไม่คำานึงถึงรูปแบบหรือกฎเกณฑ์ของ
  ธรรมชาติ แต่จะคำานึงถึงรูปแบบอันเป็นลักษณะที่ตนจะต้องแก้
ปัญหา โดยมีกฎเกณฑ์ทางศิลปะเป็นแนวประกอบในการสร้างงาน
  (ทัศนธาตุ ได้แก่ เส้น สี พื้นผิว รูปทรง นำ้าหนัก) งานศิลปกรรม
 ประเภทนามธรรมจัดว่าเป็นการเปิดโลกแห่งจินตนาการอย่างไร้
ขอบเขตเป็นการเปิดกว้างในการตีความ ซึ่งจะเห็นพ้องต้องกันหรือ
                  แตกต่างกันนั้นไม่เป็นสิ่งสำาคัญ
       ช่วงแรกจากการดูคือความเพลิดเพลินไปกับจินตนาการที่
   ไม่หยุดนิ่ง ลึกลงไปดูโดยใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับศิลปะ เช่น ดู
            ลักษณะการจัดภาพ การใช้สื่อที่เหมาะสม
รู ป แบบในลั ก ษณะนามธรรม
(Abstract)
        เป็นการถ่ายทอดที่ ไม่คำานึงถึงรูปแบบหรือกฎเกณฑ์ของ
  ธรรมชาติ แต่จะคำานึงถึงรูปแบบอันเป็นลักษณะที่ตนจะต้องแก้
ปัญหา โดยมีกฎเกณฑ์ทางศิลปะเป็นแนวประกอบในการสร้างงาน
  (ทัศนธาตุ ได้แก่ เส้น สี พื้นผิว รูปทรง นำ้าหนัก) งานศิลปกรรม
 ประเภทนามธรรมจัดว่าเป็นการเปิดโลกแห่งจินตนาการอย่างไร้
ขอบเขตเป็นการเปิดกว้างในการตีความ ซึ่งจะเห็นพ้องต้องกันหรือ
                  แตกต่างกันนั้นไม่เป็นสิ่งสำาคัญ
       ช่วงแรกจากการดูคือความเพลิดเพลินไปกับจินตนาการที่
   ไม่หยุดนิ่ง ลึกลงไปดูโดยใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับศิลปะ เช่น ดู
            ลักษณะการจัดภาพ การใช้สื่อที่เหมาะสม
คุ ณ ค่ า ในศิ ล ปกรรม
         ระดับของการประเมินค่าข้อเท็จจริงในแง่ต่าง ๆ โดยอาศัย
กฎเกณฑ์เงื่อนไขที่เป็นเฉพาะตัว ได้แก่ พื้นฐานประสบการณ์ ความ
 รู้สึกชอบหรือไม่ชอบ และเงื่อนไข กฎเกณฑ์ที่เป็นข้อตกลงร่วมนั้น
ได้แก่ กฎหรือข้อกำาหนดต่าง ๆ ที่เป็นแกนร่วม จะมีความแตกต่างกัน
           ออกไป ตามสภาพของกาลเวลาและสถานที่
การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทาง
ศิ ล ปกรรม
       •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางด้ า นเศรษฐกิ จ (Economical
  Value) ได้แก่ ระดับการประเมินค่าทางวัตถุว่ามีประโยชน์ต่อการ
              ดำารงชีพของมนุษย์มากหรือน้อยเพียงใด
    •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางประวั ต ิ ศ าสตร์ (Historical Value)
 ได้แก่ ระดับการประเมินค่าจากเรื่องราวประวัติความเป็นมา ความ
               เจริญ ความคิดอ่านของมนุษย์ในอดีต
    •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางวั ฒ นธรรม (Cultural Value) ได้แก่
   ระดับการประเมินค่ามรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ และ
                             ชนชาติ
     •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางด้ า นสุ น ทรี ย ์ (Aesthetical Value)
ได้แก่ ระดับของการประเมินค่าของวัตถุ ความคิด ความประพฤติ ว่า
           มีคุณค่าทางด้านอารมณ์มากหรือน้อยเพียงใด
     •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางสั ง คม (Social Value) ได้แก่ ระดับ
  การประเมินค่าต่อสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ชี้แนะให้เห็นถึง
 ความยุติธรรม การเสนอความคิด หรือการสะท้อนความจริงที่ควร
Faculty of Arts and Design , Rangsit University

Content01

  • 1.
    Faculty of Artsand Design , Rangsit University
  • 2.
    บทที ่ 1 ความหมายและความสำา คั ญ ของ ศิ ล ปะ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำาจำากัดความว่า ศิลปะ คือ ผลแห่งพลังความคิดสร้าสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกมา ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือ ความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรืนรมย์ หรือความ ่ เชื่อในลัทธิศาสนา เกอเต กวีชาวเยอรมัน กล่าวว่า “ศิลปะเป็นศิลปะได้ เพราะว่าศิลปะไม่ใช่ธรรมชาติ “
  • 4.
    ศิ ล ปะในความหมายเฉพาะ วิ จ ิ ต รศิ ล ป์ (Fine Arts หรือ Beaux’ Art) เป็นคำาที่บัญญัติขึ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพือ่ ใช้เรียกงานศิลปะ ที่ทำาขึ้นเพื่อประเทืองปัญญาและอารมณ์ ประยุ ก ต์ ศ ิ ล ป์ (Applied Arts) เป็นศิลปะที่ทำาขึ้นเพื่อ ประโยชน์ใช้สอย
  • 5.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของสื ่ อ ในการแสดงออก • จิ ต รกรรม เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วย (Painting) การใช้สี แสง เงา และแผ่นภาพที่แบนราบเป็น 2 มิติ • ประติ ม ากรรม (Sculpture) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้วัสดุ และปริมาตรของรูปทรง
  • 6.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของสื ่ อ ในการแสดงออก วยการใช้ • สถาปั ต ยกรรม (Architecture) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้ วัสดุ โครงสร้าง และปริมาตรของที่วางกับรูปทรง ่ • วรรณกรรม (Literature) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา • ดนตรี แ ละนาฎกรรม (Music Drama) เป็นศิลปะที่แสดงออก ด้วยการใช้เสียง (หรือภาษา) และความเคลื่อนไหวของ ร่างกาย
  • 7.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของสื ่ อ ในการแสดงออก วยการใช้ • สถาปั ต ยกรรม (Architecture) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้ วัสดุ โครงสร้าง และปริมาตรของที่วางกับรูปทรง ่ • วรรณกรรม (Literature) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา • ดนตรี แ ละนาฎกรรม (Music Drama) เป็นศิลปะที่แสดงออก ด้วยการใช้เสียง (หรือภาษา) และความเคลื่อนไหวของ ร่างกาย
  • 8.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของการ รัความพอใจในสุนทรียภาพระดับสูงมี การรับรู้สัมผัสที่ให้ บ สั ม ผั ส 2 ทาง คือ ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ ความพอใจในสุนทรียภาพระดับรองลงไป แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ •ทัศนศิลป์ (Visual Arts) เป็นศิลปะที่รับสัมผัสด้วยการ เห็น ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และ สถาปัตยกรรม
  • 9.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของการ รั บ สั ม นทรีสภาพระดับสูงมี ทาง คือ การรับรู้สัมผัสที่ให้ความพอใจในสุ ผั ย 2 ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ความพอใจ ในสุนทรียภาพระดับรองลงไป แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ 2. โสตศิลป์ (Aural Arts) เป็นศิลปะที่รับสัมผัสด้วยการ ฟัง ได้แก่ ดนตรี และวรรณกรรม (ผ่านการอ่านหรือร้อง)
  • 10.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของการ รั บ สั ม นทรีสภาพระดับสูงมี ทาง คือ การรับรู้สัมผัสที่ให้ความพอใจในสุ ผั ย 2 ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ความพอใจ ในสุนทรียภาพระดับรองลงไป แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ 2. โสตศิลป์ (Aural Arts) เป็นศิลปะที่รับสัมผัสด้วยการ ฟัง ได้แก่ ดนตรี และวรรณกรรม (ผ่านการอ่านหรือร้อง)
  • 11.
    ศิ ล ปะแบ่ง ตามลั ก ษณะของการ รั บ สั ม นทรีสภาพระดับสูงมี ทาง คือ การรับรู้สัมผัสที่ให้ความพอใจในสุ ผั ย 2 ทางตาและหู ส่วนทางจมูก ลิ้น และกาย เป็นทางรับที่ให้ความพอใจ ในสุนทรียภาพระดันศิลป์ (Audioออกเป็น 3Arts) คือนศิลปะทีรับ 3. โสตทัศบรองลงไป แบ่ง Visual สาขา เป็ ่ สัมผัสด้วยการฟังและการเห็นพร้อมกัน ได้แก่ นาฎกรรม การแสดง ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการผสมกันของวรรณกรรม ดนตรี และทัศนศิลป์ บางแห่งเรียก ศิลปะสาขานี้ว่า ศิลปะผสม (Mixed Art)
  • 12.
    การศึ ก ษาประวัต ิ ศ าสตร์ แ ละความ เป็ น มาของงานศิ ล ปะ เน้นให้ผู้เรียนมีความคิดรวบยอด (Concept) หมายถึง ความ คิดที่มนุษย์ใช้เป็นองค์ประกอบในการเรียนรู้ ศึกษาทำาความเข้าใจ ชีวตสภาพแวดล้อม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดความรู้ความ ิ เข้าใจในสรรพสิ่งรอบตัว หลักการอยู่ที่ความสามารถในการจำาแนก และการจัดหมวดหมู่ของสรรพสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์ต้องเรียนรู้ ทำาความเข้าใจตลอดชีวิต โดยมีความเข้าใจในลักษณะขององค์ รวม (Holistic) เกี่ยวกับความเชื่อ เรื่องราว รูปแบบ เหตุการณ์ แรง บันดาลใจ สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสาเหตุต่างๆ ที่ ทำาให้สามารถแยกแยะประเด็นสำาคัญเกียวกับรูปแบบศิลปกรรม ่ โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ
  • 13.
    1.ต้ น กำา เนิ ด (Origin) การศึกษาเรื่องราวของ ศิลปกรรมต้องมีความเข้าใจว่าสิ่ง ทั้ง หลายเกิดขึนได้ย่อมมีรากฐานที่มา ้ 2.การวิ ว ั ฒ นาการ (Evolution) เพือให้เข้าใจถึงการ ่ คลี่คลายหรือความ เปลี่ยนแปลง ของศิลปะแต่ละยุคสมัย 3.การพั ฒ นา (Development) เพือให้เข้าใจถึงการ ่ เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เกิด ความก้าวหน้า ทางศิลปะ
  • 14.
    •อิ ท ธิพ ล (Influence) เพื่อให้เข้าใจถึงการนำาเอาแบบอย่างหรือ เลียนแบบ ซึ่งมีอิทธิพลในการสร้างศิลปะ การรับอิทธิพลมี 2 ประการ คือ อิทธิพลที่มองเห็น (Visible Influence) ได้แก่ การลอก เลียนแบบที่เห็นได้อย่างชัดเจน และอิทธิพลที่มองไม่เห็น (Invisible Influence) ได้แก่ การที่ศิลปินเห็นความดีงามในการสร้างสรรค์งาน ของศิลปินสกุลอืนหรือชาติอน แล้วกลั่นกรองเอาแบบอย่างผสม ่ ื่ ผสานลงในงานของตน •การสื บ เนื ่ อ ง (Transition) เพื่อให้รู้จักการสืบเนื่องและการ ถ่ายทอดศิลปกรรม เป็นวิธการในการรักษาศิลปะไว้มิให้สูญหาย ี •การประยุ ก ต์ (Application) เพื่อให้รู้จักปรับปรุงสร้างสรรค์ งานศิลปะขึ้นในปัจจุบัน และสนองธรรมชาติความต้องการสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ของมนุษย์
  • 15.
    ความเป็ น มางานศิล ปะ จอห์น รัสกิน (John Ruskin) ให้ความเห็นว่า ชาติที่ยิ่งใหญ่ สามารถเขียนประวัติศาสตร์ของชาติตนเป็นหนังสือได้ 3 เล่ม คือ หนังสือแห่งคำาพูด หนังสือแห่งการกระทำา และหนังสือศิลปะ (Book of speech, Book of doing, Book of art) นั่นคือ 1. หนังสือเกี่ยวกับวรรณคดี 2. หนังสือเกี่ยวกับสงคราม 3. หนังสือเกี่ยวกับศิลปะ
  • 16.
    เรื ่ องราวที ่ ใ ช้ ใ นการสร้ า งงาน ศิ ล ปะ •เรื ่ อ งราวที ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ แ ละธรรมชาติ ข องมนุ ษ ย์ (Man and his own Nature) ซึ่งได้แก่เรื่องความรัก ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา ฯลฯ ทำาให้ผู้ชมงานศิลปะนึกถึง ตนเอง และสังเกตธรรมชาติของตัวเองมากขึน ้ •เรื ่ อ งราวที ่ ม นุ ษ ย์ ท ี ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ ก ั บ มนุ ษ ย์ ด ้ ว ยกั น (Man and other people) เช่น เรื่องประวัติศาสตร์ สงคราม ธรรมชาติ ของครอบครัว การทำามาหากิน ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น
  • 17.
    เรื ่ องราวที ่ ใ ช้ ใ นการสร้ า งงาน ศิ ล ปะ 3. เรื ่ อ งราวที ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ แ ละสิ ่ ง แวดล้ อ ม (Man and the impersonal Environment) เป็นเรื่องราวทางเทคโนโลยี การค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ 4. เรื ่ อ งราวที ่ เ กี ่ ย วกั บ มนุ ษ ย์ แ ละสิ ่ ง ไม่ ม ี ต ั ว ตน (Man and Intangibles) ได้แก่ เรื่องราวของเทพเจ้า ศาสนา โบราณนิยาย เทพ ปกรนัม
  • 18.
    รู ป แบบงานศิล ปกรรม รูปแบบงานศิลปะ หมายถึง ลักษณะเด่นทีมองเห็น ่ ในศิลปกรรมแขนงใดแขนงหนึ่ง มีความสัมพันธ์กับความ ศรัทธาของมนุษย์ และเกี่ยวโยงกับคุณค่าของวัสดุ
  • 19.
    รู ป แบบในลัก ษณะที ่ เ หมื อ นจริ ง ตาม ธรรมชาติ (Realistic) เป็นการถ่ายทอดโดยใช้สื่อรูปแบบตามธรรมชาติ เช่น ภาพ คน สัตว์ ทิวทัศน์ ซึ่งผู้ดูส่วนใหญ่สามารถเข้าใจได้ด้วยเคยมีพื้น ฐานประสบการณ์เกี่ยวกับรูปแบบเหล่านี้มาแล้ว ศิลปินอาจถ่ายทอด ตามตาเห็น หรือนำาเอาวัสดุมาจัดวางใหม่
  • 20.
    รู ป แบบในลัก ษณะกึ ่ ง นามธรรม (Semi abstract) เป็นการถ่ายทอดโดยให้ความสำาคัญแก่ธรรมชาติน้อยลง และเพิ่มความสำาคัญที่ตัวบุคคลผู้สร้างศิลปกรรมมากขึ้น โดยรูป แบบของธรรมชาติที่นำามาเป็นสื่อนั้นถูกลด สกัด ตัดทอน การจัดวาง มิได้คำานึงถึงกฎเกณฑ์ความเป็นจริงตามธรรมชาติ
  • 21.
    รู ป แบบในลัก ษณะนามธรรม (Abstract) เป็นการถ่ายทอดที่ ไม่คำานึงถึงรูปแบบหรือกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ แต่จะคำานึงถึงรูปแบบอันเป็นลักษณะที่ตนจะต้องแก้ ปัญหา โดยมีกฎเกณฑ์ทางศิลปะเป็นแนวประกอบในการสร้างงาน (ทัศนธาตุ ได้แก่ เส้น สี พื้นผิว รูปทรง นำ้าหนัก) งานศิลปกรรม ประเภทนามธรรมจัดว่าเป็นการเปิดโลกแห่งจินตนาการอย่างไร้ ขอบเขตเป็นการเปิดกว้างในการตีความ ซึ่งจะเห็นพ้องต้องกันหรือ แตกต่างกันนั้นไม่เป็นสิ่งสำาคัญ ช่วงแรกจากการดูคือความเพลิดเพลินไปกับจินตนาการที่ ไม่หยุดนิ่ง ลึกลงไปดูโดยใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับศิลปะ เช่น ดู ลักษณะการจัดภาพ การใช้สื่อที่เหมาะสม
  • 22.
    รู ป แบบในลัก ษณะนามธรรม (Abstract) เป็นการถ่ายทอดที่ ไม่คำานึงถึงรูปแบบหรือกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ แต่จะคำานึงถึงรูปแบบอันเป็นลักษณะที่ตนจะต้องแก้ ปัญหา โดยมีกฎเกณฑ์ทางศิลปะเป็นแนวประกอบในการสร้างงาน (ทัศนธาตุ ได้แก่ เส้น สี พื้นผิว รูปทรง นำ้าหนัก) งานศิลปกรรม ประเภทนามธรรมจัดว่าเป็นการเปิดโลกแห่งจินตนาการอย่างไร้ ขอบเขตเป็นการเปิดกว้างในการตีความ ซึ่งจะเห็นพ้องต้องกันหรือ แตกต่างกันนั้นไม่เป็นสิ่งสำาคัญ ช่วงแรกจากการดูคือความเพลิดเพลินไปกับจินตนาการที่ ไม่หยุดนิ่ง ลึกลงไปดูโดยใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับศิลปะ เช่น ดู ลักษณะการจัดภาพ การใช้สื่อที่เหมาะสม
  • 23.
    คุ ณ ค่า ในศิ ล ปกรรม ระดับของการประเมินค่าข้อเท็จจริงในแง่ต่าง ๆ โดยอาศัย กฎเกณฑ์เงื่อนไขที่เป็นเฉพาะตัว ได้แก่ พื้นฐานประสบการณ์ ความ รู้สึกชอบหรือไม่ชอบ และเงื่อนไข กฎเกณฑ์ที่เป็นข้อตกลงร่วมนั้น ได้แก่ กฎหรือข้อกำาหนดต่าง ๆ ที่เป็นแกนร่วม จะมีความแตกต่างกัน ออกไป ตามสภาพของกาลเวลาและสถานที่
  • 24.
    การประเมิ น คุณ ค่ า ทาง ศิ ล ปกรรม •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางด้ า นเศรษฐกิ จ (Economical Value) ได้แก่ ระดับการประเมินค่าทางวัตถุว่ามีประโยชน์ต่อการ ดำารงชีพของมนุษย์มากหรือน้อยเพียงใด •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางประวั ต ิ ศ าสตร์ (Historical Value) ได้แก่ ระดับการประเมินค่าจากเรื่องราวประวัติความเป็นมา ความ เจริญ ความคิดอ่านของมนุษย์ในอดีต •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางวั ฒ นธรรม (Cultural Value) ได้แก่ ระดับการประเมินค่ามรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ และ ชนชาติ •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางด้ า นสุ น ทรี ย ์ (Aesthetical Value) ได้แก่ ระดับของการประเมินค่าของวัตถุ ความคิด ความประพฤติ ว่า มีคุณค่าทางด้านอารมณ์มากหรือน้อยเพียงใด •การประเมิ น คุ ณ ค่ า ทางสั ง คม (Social Value) ได้แก่ ระดับ การประเมินค่าต่อสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ชี้แนะให้เห็นถึง ความยุติธรรม การเสนอความคิด หรือการสะท้อนความจริงที่ควร
  • 25.
    Faculty of Artsand Design , Rangsit University