รายงาน 
วิชา Environmental Management Accounting 
รหัสวิชา 03760433 
เรื่อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) 
เสนอ 
ผศ. พัชนิจ เนาวพันธ์ 
จัดทาโดย (sec.800) 
5430110183 นางสาวจุฑาทิพ ทัดสุขสกุล R13 
5430110540 นางสาวพิมพ์ชนก ไชยสถาน R13 
5430110825 นางสาวสุขวสา รุ้งสิริเดชา R13 
5430110841 นางสาวสุภาภรณ์ ตันติวงศ์ R13 
5430110957 นางสาวศศิมล ศรีพินิจ R13 
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการบัญชีบริหาร 
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
คานา 
รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Environmental Management Accounting ซึ่งได้จัดนาเสนอเนื้อหา เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในมาตรา 67 สภาพแวดล้อมโดยรวมขององค์การ การจัดการ มลพิษ ข้อมูลองค์การและแนวทางการจัดการรายงานต่อสาธารณชน และคณะผู้จัดทาได้นาเสนอข้อมูลของ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เนื่องจากบริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เป็นองค์การที่มีการจัดทาบัญชี สิ่งแวดล้อมและมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลักอีกทั้งยังมีกิจกรรมด้าน CSR พร้อมทั้งดูแลสาธารณชนใน ละแวกองค์การที่ได้รับผลกระทบและมีการจัดทารายงานความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาถึงการคิดต้นทุน สิ่งแวดล้อม หนี้สินสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นเพื่อนาไปพัฒนาองค์การและสภาพแวดล้อมต่อไป 
คณะผู้จัดทา
สารบัญ 
เรื่อง หน้า 
กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 1 
การวิเคราะห์องค์ประกอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 
 การจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 2 
 การจัดทารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) 6 
 การจัดทาประชาพิจารณ์ 8 
 การขอรับอนุญาตจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม 16 
ความหมายผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 17 
การจัดทาบัญชีที่เกี่ยวข้อง 
 การจัดทา EIA ที่มีผลกระทบต่อบัญชีของบริษัท 25 
 ส่งผลกระทบต่อ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายอย่างไร 30 
 การดาเนินการทางบัญชี 31 
ตัวอย่างของบริษัทและการพัฒนาปิโตรเลียม 
 ข้อมูลเกี่ยวกับองค์การ แนวคิดและการดาเนินงาน 34 
 คดีพิพาทของบริษัท 48 
 ผลที่บริษัทได้รับ 57 
 การพัฒนาปิโตรเลียม 58 
 ผลกระทบต่อการจัดการบัญชีปิโตรเลียม 65 
บรรณานุกรม 67
ห น้า | 1 
บทที่ 1 
กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67
ห น้า | 2 
บทที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 
การจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ห น้า | 3 
โครงการที่ต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการและโครงการที่ไม่ต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 
สานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กองวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องตรวจสอบ ความถูกต้องสมบูรณ์ ภายใน 15 วัน ถ้ารายงานไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ จะถูกส่งกลับไปให้เจ้าของโครงการ แก้ไข แต่ถ้าถูกต้องสมบูรณ์ สานักงานฯ จะพิจารณาเสนอความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายใน 15 วัน เพื่อนาเสนอให้คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาต่อไปให้แล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน ในกรณีที่คณะกรรมการผู้ชานาญการให้ความเห็นชอบกับรายงานฯ หน่วยงานผู้อนุญาตจะออก ใบอนุญาต ให้เจ้าของโครงการดาเนินการต่อไปได้ แต่หากไม่เห็นชอบกับรายงานฯ ให้เจ้าของโครงการ ดาเนินการแก้ไขรายงานฯ 
แล้วยื่น รายงานที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือได้จัดทาใหม่ทั้งฉบับ แล้วให้สานักงานฯ สรุปผลการพิจารณา และนาเสนอคณะกรรมการผู้ชานาญการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ถ้าคณะกรรมการผู้ ชานาญการมิได้ พิจารณาให้แล้วเสร็จตามกาหนดเวลาให้ถือว่าคณะกรรมการผู้ชานาญการเห็นชอบกับรายงานฯ ฉบับแก้ไขนั้น หน่วยงานผู้อนุญาต สามารถออกใบอนุญาตให้เจ้าของโครงการดาเนินการต่อไปได้ 
ภาพที่1 : ขั้นตอนการพิจารณา EIA สาหรับ โครงการที่ต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการและโครงการที่ไม่ต้อง เสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
ห น้า | 4 
โครงการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และโครงการร่วมกับเอกชนซึ่งต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 
จะต้องจัดทา รายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นศึกษาความเหมาะสมของโครงการ เพอื่ 
นาเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดย สานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม จะเป็นฝ่ายเลขานุการ 
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ 
คณะรัฐมนตรีอาจขอรับความเห็นจากบุคคล หรือสถาบันเพอื่ประกอบการพิจารณาให้ความเห็นต่อโครงการฯ 
ได้ ในการพิจารณารายงานฯโดยที่โครงการประเภทนี้ ไม่ได้กา หนดระยะเวลาในการพิจารณาไว้ในกฎหมาย
ห น้า | 5 
ขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การพิจารณาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาผู้มี สิทธิขอรับใบอนุญาตทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่ง แวดล้อมของสานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการดาเนินการทั้งสิ้น 10 ขั้นตอน รวมระยะเวลาไม่เกิน 55 วันทาการ ดังนี้ ขั้นตอน ระยะเวลา 1. 
งานสารบรรณส่งเรื่องให้กลุ่มงานนิติการ 
1 วัน 
2. 
กลุ่มงานนิติการตรวจสอบคุณสมบัตินิติบุคคล 
2 วัน 
3. 
กลุ่มงานนิติการส่งเรื่องให้สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
1 วัน 
4. 
สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตรวจสอบเอกสารแสดงคุณสมบัติผู้เสนอขอ เป็นผู้ชานาญการ 
7 วัน 
5. 
สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสรุปคุณสมบัติ ผลงาน และประสบการณ์ ของนิติบุคคลผู้เสนอขอเป็นผู้ชานาญการและเจ้าหน้าที่ 
10 วัน 
6. 
คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขออนุญาตทารายงานฯ สัมภาษณ์ ผู้เสนอขอเป็น ชานาญการ 
20 วัน 
7. 
คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาผู้มีสิทธิทารายงานฯ พิจารณาขั้นสุดท้าย 
- วัน 
8. 
สรุปมติการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาผู้มีสิทธิฯ 
3 วัน 
9. 
รับรองมติคณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาผู้มีสิทธิฯ 
7 วัน 
10. 
แจ้งผลการพิจารณา 
4 วัน รวม 55 วัน
ห น้า | 6 
การจัดทารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
ห น้า | 7 
ความหมายของ EHIA 
EHIA มาจากตัวย่อของ EIA และ HIA ซึ่งเป็นการศึกษาถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่ง HIA เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาผลกระทบใน EIA โดย EIA เป็นตัวย่อมาจาก Environmental Impact Assessment ซึ่งหมายถึง การประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสุขภาพหรือความสมบูรณ์ของ สิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะมีผลต่อสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการ เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งอาจนาไปสู่ภัยพิบัติต่อสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรง การประเมินผล กระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสุขภาพหรือความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบ รวมทั้ง ความเสี่ยงที่จะมีผลต่อสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่ง บางครั้งอาจนาไปสู่ภัยพิบัติต่อสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรง 
สาหรับประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ซึ่งในปีในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงกฎหมายสิ่งแวดล้อมออกเป็น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ใน ส่วนของการทารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกฎหมายฉบับดังกล่าวได้มีการกาหนดหลักเกณฑ์ แก่ผู้รักษาการ (แต่ยังมิได้ระบุไว้ในมาตราโดยตรง) วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ แนวทางการจัดทารายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องนาเสนอพร้อมรายงานฯ เพิ่มเติม 
โดยที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้ระบุไว้ชัดในมาตราที่ 56 โดยมีประเด็นหลักที่สาคัญ คือ โครงการพัฒนาใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดาเนิน กิจการใด ๆ หากไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน ดังนั้น จากกฎหมายหลักฉบับนี้ของไทย ทาให้ กฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว
ห น้า | 8 
การทาประชาพิจารณ์ 
คาว่า ประชาพิจารณ์ ประกอบด้วยคาว่า ประชา หมายถึง ประชาชน กับคาว่า พิจารณ์ ซึ่งหมายถึง พิจารณา ตรวจตรา สอบสวน ให้ความคิดเห็น 
ประชาพิจารณ์ หมายถึง รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องที่มีผลกระทบชีวิตของประชาชนทุก คน การทาประชาพิจารณ์ควรจัดให้ได้รับความคิดเห็นจากประชาชนทุกหมู่เหล่า และทาในวงกว้างเพื่อให้ได้ ข้อสรุปที่สะท้อนความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจดาเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีผล ต่อประชาชนจานวนมาก 
การประชาพิจารณ์เป็นกระบวนการที่รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในปัญหาสาคัญ ของชาติที่มีข้อให้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลโดย ละเอียด แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลต่อโครงการหรือนโยบายนั้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยก็ตามรวมทั้งการทาประชาพิจารณ์เป็นการดาเนินกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็น ทางการ ตามระเบียบสานักนายกฯ จึงจาเป็นต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ มีการประกาศเชิญ ชวนให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชาพิจารณ์ มีการลงทะเบียนเพื่อการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ 
วัตถุประสงค์ของการทาประชาพิจารณ์ 
การประชาพิจารณ์เป็นที่เปิดโอกาสสาหรับบุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐได้แสดงความคิดเห็น ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยอาจจะใช้การพิจารณาเป็นการประชุมหารืออย่างเป็นทางการระหว่าง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบต่อการดาเนินโครงการ และกลุ่มผลประโยชน์ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียจาก โครงการดังกล่าว หน่วยงานของรัฐไม่จาเป็นต้องได้รับอานาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในการจัด ประชาพิจารณ์ โดยถือเป็นเรื่องที่ปกติและเป็นการเหมาะสมที่รัฐบาลจะปรึกษาประชาชนก่อนการเนินการที่ สาคัญ ประชาพิจารณ์ไม่ใช่การดาเนินคดีที่ประกอบไปด้วยโจทย์ และจาเลย แม้ว่าในกระบวนการประชา พิจารณ์ผู้เข้าร่วมอาจได้รับอนุญาตให้ส่งหนังสือหรือเอกสารแก่ส่วนราชการ กระบวนการจะเป็นไปตามที่ส่วน ราชการเห็นสมควร และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ตัดสินใจดาเนินการตามดุลยพินิจของตน แม้ว่าบุคคลในกระบวนการประชาพิจารณ์ไม่เห็นด้วยเป็นจานวนเท่าใดก็ตาม ประชาพิจารณ์จัดทาขึ้นเพื่อ จุดประสงค์ดังต่อไปนี้
ห น้า | 9 
1. เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐสอดคล้องกับประโยชน์ 
2. เพื่อลดความขัดแย้งจากการตัดสินใจของรัฐ 
3. เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอแก่ประชาชน 
4. เพื่อเป็นทางเลือกในการมีส่วนรวมของประชาชนต่อการตัดสินใจของรัฐ 
5. เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด 
หลักการประชาพิจารณ์ (สืบวงค์ กาฬวงค์, 2546) มีดังนี้ 
1. จะต้องกระทาขึ้นก่อนมีการตัดสินใจของรัฐ 
2. จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง 
3. การดาเนินการประชาพิจารณ์ต้องเป็นไปโดยเที่ยงตรงและเปิดเผย 
4. ข้อสรุปจากการประชาพิจารณ์มีฐานะเป็นเพียงข้อเสนอแนะ 
บทบาทของการประชาพิจารณ์ในทางกฎหมาย และการบริหารราชการ 
การพิจารณ์ทางนิติบัญญัติ : กระบวนการศึกษาปัญหาด้านนโยบายเบื้องต้น 
การประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเสนอเพื่อให้เกิดเป็นโครงการต่าง ๆ นั้น โดยกระบวนการมีขั้นตอน ดังนี้ 
1. ขั้นแรก การกาหนดสภาพของปัญหาและประเด็นที่จะทาการพิจารณา คณะกรรมาธิการแต่ละคณะมี คณะทางานซึ่งมีประสบการณ์ เฉพาะด้าน และประกอบด้วยนักกฎหมายจานวนหนึ่ง คณะทางานจะรวบรวมผล การศึกษา และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และจัดให้มีการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการไปยังผู้เชี่ยวชาญ จากนั้น ประธานคณะกรรมาธิการ และสมาชิกกรรมาธิการในคณะจะพิจารณาว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องใดบ้างที่ต้องเชิญให้ เข้าร่วมการพิจารณ์ 
2. ขั้นที่สอง การคัดเลือกบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ
ห น้า | 10 
ประการแรก คือการรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทาบันทึก บันทึกข้อมูลนี้จะมอบให้กับสมาชิกนิติบัญญัติในขณะ พิจารณาร่างกฎหมาย และจะเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติร่างกฎหมายที่ผ่านการ พิจารณา 
ประการที่สอง การคัดเลือกบุคคลผู้ชี้แจง คือ การสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองในการผ่านร่างกฎหมาย วัตถุประสงค์นี้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการทาให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบถึงโครงการ และการได้รับความ ไว้วางใจของประชาชน เพื่อให้ผู้สังเกตการณ์มองว่าคณะกรรมาธิการดาเนินการอย่างยุติธรรม 
3. ขั้นที่ 3 ขั้นตอนการทาประชาพิจารณ์ ประธานคณะกรรมาธิการจะทาหน้าที่ประธาน และกรรมาธิการอื่นซึ่ง เป็นสมาชิกนิติบัญญัติจากพรรคการเมืองจะปรากฏตัวหลังแท่นเวที โดยมีคณะทางานอยู่เบื้องหลังเพื่อให้ความ ช่วยเหลือในการประชาพิจารณ์ บุคคลที่ได้รับเชิญจะยื่นหนังสือหรือเอกสาร และจะนาเสนอข้อมูลดังกล่าวโดย สรุปด้วยวาจา กรรมธิการจะสอบถามเพื่อความกระจ่างของข้อมูล หรือเพื่อความชัดเจนในประเด็นที่มี ความสาคัญ หรือเพื่อโต้แย้งและแสดงความไม่เห็นด้วยกับผู้ได้รับเชิญ โดยคณะทางานมักเตรียมคาถามให้ สมาชิกนิติบัญญัติเป็นการล่วงหน้า ตามปกติบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จะนั่งสังเกตการณ์ในกลุ่มผู้เข้าร่วม ประชุม 
4. ขั้นที่ 3 การรวบรวมบันทึก มีการพิมพ์บันทึกการพิจารณ์ซึ่งจะรวมหนังสือหรือเอกสาร ซึ่งบุคคลที่ได้รับเชิญ เตรียมไว้ล่วงหน้า บ่อยครั้งที่จะมีคาถามในระหว่างการพิจารณ์แก่บุคคลที่ได้รับเชิญ และต้องให้ตอบเป็นลาย ลักษณ์อักษรในการบันทึกการพิจารณ์ ซึ่งจะมอบแก่สมาชิกนิติบัญญัติในการพิจารณาร่างกฎหมาย 
การประชาพิจารณ์ในขั้นตอนการปฏิบัติตามนโยบาย 
แม้ว่าจะมีการศึกษาและถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งก่อนที่จะมีการตรากฎหมายเพื่อดาเนินการแก้ไข ปัญหาหรือดาเนินโครงการใด และแม้จะมีการตรากฎหมายแล้ว กฎหมายซึ่งให้อานาจดาเนินการแก่หน่วยงาน ดังกล่าวมักไม่กาหนดแนวทางการดาเนินการที่ชัดเจน เช่น กฎหมายกาหนดให้อานาจการสร้างเขื่อนหรือทาง ด่วน แต่ก็มิได้กาหนดสถานที่ในการดาเนินการไว้ ดังนั้นในขั้นตอนการดาเนินการตามกฎหมายจึงจาเป็นต้องมี การประชาพิจารณ์ 
ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากการพิจารณ์ทางนิติบัญญัติที่ได้กล่าวถึงข้างต้น 
1. การออกกฎระเบียบอย่างไม่เป็นทางการ : การพิจารณ์ทางการปกครอง
ห น้า | 11 
ส่วนราชการมักต้องออกกฎเกณฑ์ทั่วไป เพื่อดาเนินการตามที่กฎหมายแม่บทกาหนด กฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจมี เนื้อหาเป็นการกาหนดระดับของมลพิษทางอุตสาหกรรม หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของ รัฐบาลกาหนด 
ขั้นตอนดาเนินงานที่ง่ายสาหรับการออกกฎ โดยขั้นแรกหน่วยงานจะแจ้งต่อสาธารณชน โดยแจ้งจะระบุ ข้อเสนอเบื้องต้นของหน่วยงาน และเชิญให้บุคคลทั่วไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอเป็นลายลักษณ์ อักษร จากนั้นหน่วยงานต้องเปิดรับข้อสังเกตตามระยะเวลาที่กาหนดซึ่งอาจเป็นระยะเวลาสามสิบหรือหกสิบวัน และหลังจากหน่วยงานพิจารณาข้อสังเกตและได้ร่างกฎระเบียบเรียบร้อยแล้ว หน่วยงานต้องอธิบายเกี่ยวกับ เนื้อหาของกฎเกณฑ์ดังกล่าวด้วย 
ตัวอย่างเช่นเมื่อสานักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะออกกฎกาหนดระดับมลพิษทางน้าและอากาศของกิจการ อุตสาหกรรม สานักงาน ฯ จะต้องแจ้งต่อสาธารณชนถึงวัตถุประสงค์ในการดาเนินการและระดับของมลพิษที่จะ กาหนด หลังจากได้รับข้อสังเกตจากกลุ่มอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมแล้ว สานักงานฯ จะพิจารณาว่ากฎที่จะ กาหนดควรมีลักษณะและเนื้อหาเช่นใด และในการประกาศกฎ สานักงานฯ จะระบุเหตุผลความจาเป็นในการ ออกกฎดังกล่าว ซึ่งเป็นการตอบคาถามต่อข้อสังเกตที่สาคัญว่าเหตุใดจึงได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธไปในตัว 
ขั้นตอนการออกกฎอย่างไม่เป็นทางการเป็นวิธีการที่ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียเงินค่าใช้จ่ายสูง และมีประสิทธิภาพใน การเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์ที่อาจได้รับผลกระทบ แจ้งให้รัฐบาลทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดจาก โครงการของรัฐบาล นอกจากนั้นกลุ่มผลประโยชน์ยังมั่นใจว่าตนมีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นและได้รับ คาตอบจากรัฐบาล อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ก็ไม่ถือเป็นการพิจารณ์ทางนิติบัญญัติ เนื่องจากผู้มีอานาจ ตัดสินใจมิได้เผชิญหน้ากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องให้มีการดาเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย วาจาโดยตรง ดังนั้นการออกกฎอย่างไม่เป็นทางการจึงถูกเรียกในบางครั้งว่า ‚การพิจารณ์ด้วยเอกสาร‛ กระบวนการนี้ถือเป็นการพิจารณ์อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้แสดงความคิดเห็นสามารถคาดหวังได้ว่าความคิดเห็น ของตนจะได้รับการพิจารณา แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการนี้ก็ไม่มีความยืดหยุ่นเท่ากับการนาเสนอด้วยวาจา และไม่เป็นที่พึงพอใจเท่ากับการปรากฏตัวและมีส่วนร่วมในกระบวนการในบางครั้ง ส่วนราชการเลือกที่จะเพิ่ม กระบวนการพิจารณ์ทางนิติบัญญัติในการพิจารณ์ด้วยเอกสารสาหรับการออกกฎ โดยอาจจัดให้มีการพิจารณ์ขึ้น ในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในการออกกฎหมาย การดาเนินการเช่นนี้ เป็นการรวมประโยชน์ของทั้งสองกระบวนการไว้ด้วยกัน
ห น้า | 12 
2. การออกกฎอย่างเป็นทางการ กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองยังกาหนดขั้นตอนไว้อย่าง ละเอียด สาหรับการออกกฎซึ่งเรียกว่า การออกกฎอย่างเป็นทางการ อันมีลักษณะเป็นกระบวนการพิจารณาคดี เพื่อการออกกฎโดยมีบุคคลที่ได้ระบุชื่อโดยเฉพาะเจาะจงสองฝ่าย ซึ่งจะส่งเอกสารหลักฐานที่อาจมีการโต้แย้ง ความถูกต้อง และมีผู้พิพากษาคดีปกครองทาคาตัดสิน ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งกฎหมายกาหนดให้สานักงานอาหาร และยาจัดให้มีการพิจารณาคดีเพื่อตัดสินปริมาณของถั่วเหลืองและน้ามันในเนยถั่วเหลืองซึ่งใช้เวลาตัดสินนาน กว่าสิบปี การออกกฎอย่างเป็นทางการเป็นกระบวนการที่ล่าช้า และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ใน ปัจจุบัน 
3. การออกกฎโดยเจรจา ส่วนราชการได้ทาการทดลองกระบวนการใหม่ที่เรียกว่า การออกกฎโดยการเจรจา โดยมีแนวคามคิดในการรวบรวมกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กาลังพิจารณา เพื่อทาการเจรจา เกี่ยวกับโครงการและหาข้อสรุปที่เป็นฉันทานุมัติ สาหรับการพิจารณาของส่วนราชการ โดยส่วนราชการจะ คัดเลือกกลุ่มผลประโยชน์ที่อาจเข้าร่วมและจัดเจ้าหน้าที่เพื่อทาหน้าที่เป็นผู้ประสานในการดาเนินการประชุม และทบทวนข้อสรุป หากข้อสรุปเป็นที่ยอมรับหน่วยงานจะนาเสนอข้อเสนอดังกล่าวต่อสาธารณชนเสมือนเป็น ข้อเสนอของหน่วยงานเอง ปัจจุบันยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการออกกฎโดยการเจรจาได้ประสบ ความสาเร็จเพราะแม้ว่าจะมีประโยชน์ในแง่การเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์มีส่วนร่วมในขั้นต้น แต่ข้อเสีย ของวิธีการดังกล่าวคือหน่วยงานอาจเสียการควบคุมกระบวนการตัดสินใจของตนเอง 
การกาหนดรูปแบบการประชาพิจารณ์ในกระบวนการดาเนินการตามนโยบาย (ปัญญา อุดชาชน, 2545 อ้างใน สมพิศ สุขแสน) 
วิธีการจัดการประชาพิจารณ์ในสถานการณ์ต่างๆ มีดังนี้ 
1.เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบในการดาเนินการพิจารณ์ โดยปกติเมื่อหน่วยงานจัดให้มีการพิจารณ์ข้าราชการ ระดับสูงของหน่วยงานมักได้รับเลือกให้เป็นผู้ดาเนินการพิจารณ์ ข้าราชการผู้ทาหน้าที่ประธานในการพิจารณ์ มักเป็นนักกฎหมาย เนื่องจากอาจมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการและการปฏิบัติอย่าง เป็นธรรมในการพิจารณ์ และมักเป็นผู้มีความคุ้นเคยกับประเด็นปัญหาที่จะทาการพิจารณา เนื่องจากการประชา พิจารณ์อาจใช้เวลายาวนาน ข้าราชการผู้เป็นประธานอาจต้องทาหน้าที่เป็นระยะเวลาต่อเนื่องเพื่อดาเนินการ
ห น้า | 13 
พิจารณ์และรวบรวมผล พร้อมทั้งทาข้อเสนอเพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานจะดาเนินการพิจารณ์ด้วยตนเอง เพื่อ แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของเรื่องที่พิจารณา 
2. บุคคลผู้เข้าร่วมในการพิจารณ์ การแจ้งการพิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ของทางการต่อสาธารณะ อาจนามาซึ่งการ ตอบรับของสาธารณะมากเกินกว่าที่หน่วยงานจะรับพิจารณาได้ บางหน่วยงานได้ประสานกระบวนการทั้งสอง ในการเชิญบุคคล โดยในขั้นตอนแรกหน่วยงานจะแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงการพิจารณ์ด้วยเอกสาร และเมื่อ ทราบจากข้อสังเกตที่ได้รับว่ามีกลุ่มผลประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องและมีความสาคัญก็จะเชิญกลุ่มผลประโยชน์นั้น เข้าร่วมการประชาพิจารณ์ต่อไป 
3. สถานที่จัดการพิจารณ์ รัฐบาลมักจัดการประชาพิจารณ์ในเมืองหลวงของประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของทั้ง หน่วยงานและกลุ่มผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามไม่นานมานี้หน่วยงานเริ่มที่จะจัดการประชาพิจารณ์ในเมืองใน ระดับภูมิภาคที่สาคัญเช่นเดียวกัน แม้ว่าข้อเสนอจะมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศและเมื่อข้อเสนอมี ผลกระทบอย่างมากต่อเขตพื้นที่ใด แน่นอนว่าจะมีการจัดประชาพิจารณ์ในเขตพื้นที่นั้น 
4. เวลาในการจัดการพิจารณ์ เวลาในการจัดการประชาพิจารณ์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน หาก หน่วยงานต้องการแนวทางในการดาเนินการเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการ ก็ควรจัดให้มีการพิจารณาในชั้นแรก แต่หากประสงค์ให้มีการวิจารณ์ข้อเสนอเป็นการเฉพาะก็ควรจัดการ พิจารณาขึ้นในช่วงเวลาต่อมา 
5. กระบวนการในการพิจารณ์ การพิจารณ์ทางเอกสารเป็นกระบวนการพิจารณ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของ หน่วยงานและกลุ่มผลประโยชน์ นอกจากนั้นยังมีความเหมาะสมสาหรับประเด็นปัญหาที่มีลักษณะทางเทคนิค สูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการใช้การพิจารณ์ทางนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามการพิจารณ์ทางเอกสารอาจมีประโยชน์ไม่ มากนักสาหรับประชาชนโดยทั่วไปซึ่งอาจแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 
6. ขั้นตอนก่อนการทาประชาพิจารณ์ เมื่อรัฐบาลตัดสินใจที่ให้มีการทาประชาพิจารณ์ สิ่งที่สาคัญที่สุดใน เบื้องต้นคือ การแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ ความสาเร็จและการยอมรับของประชาชนขึ้นอยู่กับการ ทางานของคณะกรรมการประชาพิจารณ์เป็นสาคัญ ดังนี้ 
6.1 ขั้นตอนก่อนทาการประชาพิจารณ์ (Pre-hearing stage) 
6.2 ขั้นตอนการทาประชาพิจารณ์ (Hearing stage)
ห น้า | 14 
6.3 ขั้นตอนควบคุมความประพฤติและการปฏิบัติตามกระบวนการทาประชาพิจารณ์ 
7. การปฏิบัติตามรายงานของคณะกรรมการประชาพิจารณ์ คณะกรรมการประชาพิจารณ์ด้วยความช่วยเหลือ ของคณะกรรมการที่ปรึกษา มีหน้าที่จัดทาผลสรุปการศึกษาการทาประชาพิจารณ์ขั้นสุดท้าย (Final Report) พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานต่อผู้แต่งตั้ง 
8. การปฏิบัติตามรายงานสรุปผลการศึกษา การทาประชาพิจารณ์ โดยปกติแล้ว เอกสารรายงานสรุปผล การศึกษาการทาประชาพิจารณ์เพื่อได้ส่งรายงานให้รัฐบาลแล้ว เอกสารจะได้รับการเผยแพร่ต่อประชาชนทันที แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการตัดสินใจการปฏิบัติตามสรุปผลการศึกษาการทาประชา พิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากต้องรับผิดชอบทางการเมือง และการตรวจสอบโดยสื่อมวลชน 
9. งบประมาณ สาหรับการทาประชาพิจารณ์ โดยทั่วไปแล้วรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอตาม ความเหมาะสมตามกรอบการศึกษาของการทาประชาพิจารณ์ในแต่ละเรื่อง ดังนั้นจานวนค่าใช้จ่ายจะมีจานวน แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษระและระยะเวลาของการศึกษา 
ผลกระทบของการประชาพิจารณ์ 
ประชาพิจารณ์อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินสามประการคือ 
ประการแรก กระบวนการสาธารณะทุกอย่างต้องเสียค่าใช้จ่ายและทาให้การตัดสินใจล่าช้า การพิจารณ์ทางนิติ บัญญัติที่จัดขึ้นในหลายสถานที่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการพิจารณาด้วยเอกสาร 
ประการที่สอง ในบางครั้งกระบวนการทางสังคมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหน่วงเหนี่ยวหรือก่อให้เกิดความ สับสนกับโครงการของรัฐบาล กลุ่มผลประโยชน์ที่โต้แย้งโครงการใดโครงการหนึ่งมักอ้างต่อศาลว่า ตนไม่ได้ รับสิทธิในการเข้าร่วมการพิจารณ์ตามที่กฎหมายกาหนด และร้องขอให้มีการพิจารณาคาตัดสินของหน่วยงาน ใหม่ ทาให้เห็นว่าประเทศไทยอาจต้องทดลองขั้นตอนการประชาพิจารณ์ซึ่งหน่วยงานมีสิทธิเด็ดขาดในการ ตัดสินใจดาเนินการโดยไม่ให้สิทธิในการอุทธรณ์ หรืออาจใช้กระบวนการของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ 
ประการที่สาม เป็นประการที่สาคัญที่สุด คือกระบวนการสาธารณะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของหน่วยงาน ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาทั่วไปที่มีลักษณะทางเทคนิค
ห น้า | 15 
การประชาพิจารณ์ในปัจจุบัน ได้ตอบสนองต่อกลุ่มผลประโยชน์ที่มีจานวนมากขึ้น แนวโน้มในการนา กระบวนการประชาพิจารณ์มาใช้เพื่อให้การดาเนินการของส่วนราชการตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชนมากขึ้น จึงถือเป็นการคุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป 
บ.ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน) จัดทาประชาพิจารณ์ เตรียมขยายโรงผลิต ท่ามกลางชาวบ้านที่เห็นด้วยและหวั่น ความปลอดภัยในทุกด้าน 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นการทบทวนร่างรายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในโครงการโรงงานเอทิลเบนซีนสไตรีนโมโนเมอร์ (ขยายกาลงการ ผลิต ครั้งที่ 1 ) โดยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพด้วยพลังงานสะอาด บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ ประชาชนจากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น มากกว่า 300 คน ณ โรงแรมสตาร์ อ.เมือง จ.ระยอง 
ทั้งนี้การจัดประชุมก็ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของร่าง รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้นาเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อนาไปปรับปรุงร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 
ขณะที่ชาวบ้านหลายคนที่อาศัยใกล้โรงงานฯดังกล่าว บอกว่า เมื่อในสมัย ก่อน มีปัญหามากจริง แต่ ในช่วง 2-4 ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าดีขึ้น เมื่อมีปัญหา โรงงานก็เข้ามาดูแล ตรงไหนที่ไม่ดีก็บอกให้โรงงานมาแก้ไข ซึ่งทางชุมชนก็อยู่ได้ และคนในชุมชนส่วนมากก็อายุยืน ซึ่งเรื่องต่าง ๆ ในชุมชน โรงงานก็ให้ความช่วยเหลือทั้ง ในเรื่องของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ทุกสิ้นเดือนจะมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้ามาดูแล รวมไปถึงสวนสุขภาพใน ชุมชนด้วย ถ้าชุมชนต้องการอะไร จะเสนอโครงการไป โรงงานก็เข้ามาดูแลเอาใจใส่ ส่วนเรื่องความปลอดภัย รู้สึกมั่นใจ เพราะ โรงงานมอบถังดับเพลิง 50 ลูก ติดตั้งในแต่ละจุด ภายในชุมชน
ห น้า | 16 
การขอรับอนุญาตจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
ห น้า | 17 
บทที่ 3 
ความหมายของการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 
การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือที่เราเรียกติดปากว่า EIA (Environmental Impact Assessment) หมายถึงการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงที่จะมีผลต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่ง บางครั้งอาจนาไปสู่ภัยภิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง วัตถุประสงค์ของการประเมินก็เพื่อให้เป็นการประกัน ได้ว่า ผู้ที่มีอานาจในการตัดสินใจ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของโครงการพัฒนาที่จะมีต่อ สิ่งแวดล้อมก่อนทาการอนุมัติให้ดาเนินโครงการ 
ตามหลักการและวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น หากหน่วยงานที่รับผิดชอบมีการปฏิบัติอย่างเข้าใจ และมี ความเที่ยงธรรมแล้ว กระบวนการ EIA ก็จะเป็นกระบวนการที่เป็นที่พึ่งของประชาชน สามารถสะท้อนปัญหา ความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนได้ แต่จากการมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จากกรณี โครงการขุดเจาะสารวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทาน รอบๆ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน พบว่ากระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ถือปฏิบัติกันอยู่ มิได้มีเป้าประสงค์ที่จะ ศึกษาผลกระทบจากการดาเนินโครงการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่ อนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ เสมือนหนึ่งว่าเป็นการศึกษาเพื่อให้ครบกระบวนความตามที่ กฎหมายกาหนดไว้เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าบริษัทผู้รับทา EIA ยังไม่เคยมีรายงานปรากฏให้เห็นเลยว่า ผู้รับ สัมปทานรายใดไม่ควรจะดาเนินโครงการ ในขณะเดียวกันหน่วยงานผู้พิจารณาโครงการก็ไม่ปรากฏเช่นกันว่า มี มติสั่งระงับการขุดเจาะสารวจหรือผลิตปิโตรเลียมหลุมใดหรือแปลงใด 
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ EIA เป็นเพียงเครื่องมือหาความชอบธรรม ในการเข้าถึงทรัพยากรของ ประเทศ จึงเกิดกระแสการต่อต้านและไม่ยอมรับ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของบริษัท รวมถึงการไม่ยอมรับ ในเนื้อหา หรือระเบียบปฏิบัติของ EIA เอง ดังเป็นข่าวปรากฏแทบทุกพื้นที่ในภาคใต้ที่มีการจัดเวทีรับฟังความ คิดเห็น
ห น้า | 18 
ความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดทา EIA 
1. การแจ้งข้อมูลข่าวสารล่าช้าไม่ทั่วถึง ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เกือบทุกกรณีผู้เข้าร่วมเวทีจะได้รับ การแจ้ง วันเวลา อย่างกระชั้นชิด หรือไม่ได้รับทราบ ไม่ทั่วถึง ทาให้มีผู้เข้าร่วมน้อย และไม่มีการเตรียมตัว ควร จะต้องมีการระบุให้เป็นระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนถึงระยะเวลาที่เหมาะสม และจะต้องใช้สื่อประเภทใดบ้าง เพื่อให้ ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง 
2. การคัดเลือกพื้นที่และกลุ่มตัวอย่างรับฟังความคิดเห็นไม่เหมาะสม ในทางปฏิบัติ บริษัทผู้ศึกษาผลกระทบ มักเลือกพื้นที่ศึกษาที่เห็นว่าจะได้คาตอบที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทผู้ว่าจ้าง (ผู้รับสัมปทาน) เช่น พื้นที่ห่างไกล จากแท่นขุดเจาะ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพพื้นที่และปัญหาที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการเลือกพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ควรจะได้รับการกากับดูแลจากหน่วยงานที่เป็นกลาง หรือราชการ หรือคณะกรรมการที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อ พิจารณา 
การเลือกกลุ่มตัวแทนเพื่อเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือเพื่อสอบถามความคิดเห็น มักไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และกลุ่มอาชีพ ทาให้ประชาชนจานวนมากยังไม่รับทราบว่ามีการเข้ามารับฟังความคิดเห็นแล้ว ในขณะที่บริษัท ผู้จัดมักเน้นการเชิญข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนองค์กร ทาให้บรรยากาศการ ประชุมไม่เอื้อต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน 
3. รูปแบบการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่แล้ว บริษัทที่ปรึกษาผู้จัดเวทีมักเลือกเอาสถานที่ ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด เทศบาล อาเภอ หรือแม้แต่ใน สานักงานพลังงานจังหวัดเป็นสถานที่จัด แล้ว นาเอาข้าราชการระดับสูงมาเป็นประธาน เพื่อผลทางจิตวิทยาต่อผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งหากประธานมีความโน้ม เอียงไปทางผู้รับสัมปทาน ก็ยิ่งทาให้เป็นเวทีไม่มีผู้คัดค้าน หรือมีก็น้อย ในบางกรณี หน่วยราชการ เช่น กรม เชื้อเพลิงธรรมชาติ ก็เคยลงมาเป็นผู้ดาเนินรายการเอง จัดเวทีร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งก็ยิ่งทาให้ดูไม่เหมาะสม มากขึ้น เพราะผู้ดาเนินรายการมักวางตัวไม่เป็นกลาง 
4. การหลีกเลี่ยงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เป็นวิธีการที่บริษัทที่ปรึกษาและบริษัทน้ามันนิยมปฏิบัติ (Focus Group) โดยการนัดหมายการพูดคุยในกลุ่มเล็กๆ อาจนัดหมายเฉพาะบุคคลคนเดียว หรือ 2 – 3 คน การพูดจามี เหตุผล หว่านล้อม และเสนอประโยชน์ สามารถเปลี่ยนความคิด หรือลดระดับการต่อต้านลงได้ หากไม่มีความ มั่นคงในจิตใจเพียงพอ หรือขาดข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะโต้แย้งความคิด การพูดคุยแบบเจาะรายบุคคลเช่นนี้ บริษัท
ห น้า | 19 
ที่ปรึกษามักอ้างว่าเป็นขั้นตอนและวิธีการหนึ่งในการศึกษาผลกระทบ และอ้างความชอบธรรม ว่าได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขตามกฎหมาย และอ้างต่อชุมชนได้ว่าได้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว 
5. เนื้อหาในการศึกษาผลกระทบทาไม่ครบถ้วน การศึกษาผลกระทบทุกบริษัทมิได้ทาการประเมินผลกระทบ หรือความเสียหายในเชิงธุรกิจของพื้นที่ ในกรณีที่เกิดน้ามันรั่วไหล แต่กลับพยายามบอกว่า ไม่มีโอกาสจะเกิด การรั่วไหล เนื่องจากสารพัดเหตุผล เช่น มีมาตรฐานการทางานดี มีระบบควบคุมน้ามันรั่วไหลที่ดี ซึ่งไม่ใช่การ ตอบคาถามของสังคม การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคาถามก็เนื่องจากว่า หากเกิดเหตุการณ์รั่วไหลที่รุนแรงจริงบริษัท ผู้รับสัมปทานไม่สามารถจะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ทั้งความเสียหายต่อธุรกิจด้านท่องเที่ยว และด้าน อื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่บนเกาะและนอกเกาะ ทั้งนี้เนื่องจากว่าขนาดและจานวนประเภทธุรกิจที่เชื่อมโยงอยู่กับการ ท่องเที่ยวบนเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่านั้น มีขนาดใหญ่มาก และมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่บริษัทจะรับ ชดเชยค่าเสียหายได้ แต่ก็มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาว่าหากเกิดกรณีสถานการณ์เลวร้ายขึ้น มี อะไรบ้างที่กระทบ และคิดเป็นมูลค่าเท่าไร 
การประเมินความเสียหายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เช่นเดียวกับกรณีความเสียหายเชิงธุรกิจ ในกรณีเกิด สถานการณ์เลวร้ายขึ้น ธรรมชาติอะไรบ้างที่ต้องสูญเสียไป หรือต้องฟื้นฟูให้กลับมาเช่นเดิม เช่น คุณภาพน้า ทะเล ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์หายาก หาดทราย เป็นต้น และหากประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วคิด เป็นมูลค่าเท่าไร สิ่งเหล่านี้บริษัทผู้ศึกษาผลกระทบมิเคยเอ่ยถึง และไม่ต้องการให้ประชาชนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริง 
6. การสรุปเนื้อหารายงานผลกระทบไม่สอดคล้องความเป็นจริง ในการสรุปเนื้อหาการประชุมรับฟังความ คิดเห็น บริษัทผู้จัดมักสรุปไม่ครบถ้วน ความเห็นที่ขัดแย้งจะไม่ได้รับการบันทึกเสมอ เช่นในรายงานการรับฟัง ความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่เกาะสมุย ของบริษัทซาลามานเดอร์ แปลง G4/50 ก็ไม่มีบันทึกในรายงานว่ามีผู้คัดค้าน จานวนมากจนไม่สามารถเปิดเวทีได้ และเช่นเดียวกับการยื่นหนังสือให้การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ของ บริษัทซาลามานเดอร์เป็นโมฆะที่สานักงานพลังงานจังหวัดเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ก็ไม่มีบันทึกในรายงานการ ประชุม ซึ่งเป็นการบิดเบือนความจริงและไม่ประสงค์จะให้คณะกรรมการ คชก.ทราบ ดังนั้นการสรุปข้อมูล อื่นๆ ที่ดาเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา จึงอนุมานได้ทานองเดียวกันว่า ไม่อาจจะให้ความเชื่อถือไว้วางใจได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่มีความลาเอียงเพื่อให้บริษัทผู้ว่าจ้างได้ประโยชน์ 
7. การพิจารณาของคณะกรรมการ คชก. ขาดความโปร่งใส การสรุปความเห็นขั้นคณะกรรมการผู้ชานาญการ (คชก.) ซึ่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีความรู้สึกว่ามีการ
ห น้า | 20 
ทางานที่ปกปิด ขาดการเปิดเผยข้อมูล และการทางานต่อสาธารณชน เช่น รายชื่อคณะกรรมการที่ได้รับการ แต่งตั้ง มีบุคคลใดบ้าง ผ่านการคัดสรรโดยใคร และวิธีใด มีสัดส่วนของคณะกรรมการเช่นไร และประชาชนมี ส่วนร่วมอย่างไรบ้าง และเพราะเหตุใด เสียงคัดค้านของประชาชนเป็นเวลาถึง 4 ปีเต็ม จึงไม่มีผลต่อการระงับ ยับยั้งการอนุมัติผ่าน EIA ได้เลย จึงสมควรที่จะเปิดเผยและเผยแพร่การทางานของคณะกรรมการชุดนี้ให้ สาธารณะชนได้รับรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทางาน และไม่ตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์อย่างที่ประชาชนเข้าใจ 
8. การเสนอประโยชน์แอบแฝงให้กับชุมชน ในช่วงปี 2553 เป็นที่ทราบกันดีว่ากระแสการคัดค้านการขุดเจาะ สารวจปิโตรเลียมเกิดขึ้นแทบทุกชุมชนในเกาะทั้งสาม ดังนั้นวิธีการที่บริษัทน้ามันจะได้รับการยอมรับ ก็คือการ เปลี่ยนความคิดของชุมชน ดังนั้นในช่วงปี 2553 เป็นต้นมา เราจึงพบเห็นความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ของบริษัท น้ามันทั้งของต่างชาติและสัญชาติไทย มอบให้กับชุมชน โรงเรียน องค์กร ภาคธุรกิจ กลุ่มอาชีพต่างๆ องค์กร ปกครองท้องถิ่น องค์กรสื่อ รวมทั้งที่อาจแอบแฝงมากับโครงการของภาคราชการที่ยังไม่อาจตรวจสอบยืนยันได้ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงินทุนและบุคลากรสนับสนุนดาเนินการ ได้ทาให้ชุมชนเกิดความคิดที่ สนับสนุนการขุดเจาะสารวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้น รวมทั้งเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยและไม่พอใจ ในตัวบุคคล และกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านการขุดเจาะสารวจ เพราะอาจทาให้ไม่ได้ประโยชน์หรือความ ช่วยเหลือที่คาดหวังว่าจะได้ ตัวอย่างรูปธรรมที่พบเห็นความช่วยเหลือแบบมีประโยชน์แอบแฝง เช่น การทาสี โรงเรียน การมอบเงินสนับสนุนให้องค์กรสื่อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การจัดกิจกรรมไปศึกษาดูงาน เป็นต้น การ เปลี่ยนความคิดโดยใช้เงินและวัตถุเป็นตัวล่อ เป็นวิธีการที่สร้างความเห็นแก่ตัวและความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับ สังคมอย่างเลวร้าย จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมมองไม่เห็นคุณธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและชาติ บ้านเมือง เป็นปฐมบทของการล่มสลายของชุมชน วัฒนธรรมและประเทศชาติในที่สุด 
ข้อเสนอเพื่อแก้ไขการศึกษาผลกระทบ (EIA) 
1.) ภาครัฐต้องทบทวนทาความเข้าใจต่อหลักสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน 
ในสภาพความจริงที่ปรากฏ การกระทาตามนโยบายด้านพลังงานของรัฐที่กาลังสร้างผลกระทบต่อทั้ง สิ่งแวดล้อมและการดารงชีพตามปกติสุขของประชาชนและชุมชนต่างๆ ล้วนไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่ง รัฐตามระบบประชาธิปไตย ที่รัฐต้องคานึงถึงหลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 66 และ 67 ที่ กาหนดว่า ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง
ห น้า | 21 
สมดุลย์และยั่งยืน เช่นเดียวกับหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ได้นิยามของสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมทั้งสิทธิ, เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี พันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม การละเลยหรือเพิกเฉยที่จะปฏิบัติตาม หลักสากลที่สาคัญในการบริหาร ประเทศ เท่ากับเป็นการละเมิดต่ออธิปไตยของปวงชน ซึ่งนิยามว่าประชาชนคือผู้มีอานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศ 
2.) รัฐต้องเร่งทบทวนการทางานของหน่วยงานที่พิจารณาอนุมัติโครงการให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ได้ให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร่วมกับรัฐและชุมชน ในการอนุรักษ์ บารุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แล้วยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พรบ.ป่าไม้ 2484, พรบ.วัตถุ อันตราย 2535, พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เป็นต้น แต่ปัญหาความเสื่อมโทรมของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุหลักก็คือ การเลือกปฏิบัติ และขาดการ บังคับใช้อย่างจริงจังเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นจานวนมากถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่กลุ่มทุน ที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์กับผู้มีอานาจอิทธิพลต่างๆ กลับทาให้ยาก (รุจิระ บุญนาค) ไม่ต่างกับกรณี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จากการขุดเจาะปิโตรเลียมประชิดชุมชนบนเกาะและชายฝั่ง อีกทั้งยังตั้งอยู่ บนฐานทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งวางไข่และเติบโต ของปลาหลากหลายสายพันธุ์หน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตให้มีการขุดเจาะสารวจ และ ผลิตปิโตรเลียม เช่น คณะกรรมการผู้ชานาญการ (คชก.) และสานักงานสิ่งแวดล้อมและแผน (สผ.) กลับเพิกเฉย ที่จะสั่งระงับโครงการ เพื่อให้มีการทบทวนตรวจสอบตามการเรียกร้องเป็นเวลากว่า 4 ปี ของประชาชนในพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จึงเป็นการสมควรที่รัฐต้องทบทวนการพิจารณาการปฏิบัติงานของผู้เกี่ยวข้อง กับการอนุมัติการดาเนินตามโครงการขุดเจาะสารวจปิโตรเลียม โดยยึดเอาหลักและเจตนารมณ์ของกฎหมาย สิ่งแวดล้อม มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ 
3.) ต้องแก้ไขระเบียบเงื่อนไขกฎหมาย เพื่อการทา EIA ที่สมบูรณ์ 
3.1) รัฐต้องมีการผนวกการขุดเจาะสารวจและผลิตปิโตรเลียมให้อยู่ในประเภทโครงการก่อผลกระทบ “รุนแรง” เพื่อมิให้เป็นช่องทางให้ผู้ก่อผลกระทบใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ควรแก้ไขเงื่อนไขทางกฎหมาย ให้ครอบคลุมทุกประเภทโครงการ ไม่ว่าประเภทใด เล็กหรือใหญ่ หากมี หลักฐานหรือข้อมูลชี้ชัดว่าได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีการดารงชีพของชุมชนแล้ว จะต้องมี
ห น้า | 22 
การศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดและรอบด้าน รวมทั้งด้านยุทธเศษสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจมวลรวมและ ชุมชน, สุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม 
3.2) บริษัทหรือองค์กร ผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องมีความเป็นกลาง คุณสมบัติของความเป็นกลาง ต้อง ได้มาจากการยอมรับจากหน่วยงานและองค์กรที่มีความเป็นกลางที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ปัจจุบันบริษัทผู้รับ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีความเป็นกลาง มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทผู้รับสัมปทาน ทาให้การศึกษา ผลกระทบ ไม่อาจเชื่อถือได้ในสายตาของประชาชน กระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการ ขนาดใหญ่ จาเป็นต้องกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานทางวิชาการที่ไม่ได้อาศัยงบประมาณ หรือ ความช่วยเหลือจากกลุ่มทุนใดๆ 
รายละเอียดการศึกษาด้าน EIA 
ขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 
1) ศึกษาองค์ประกอบโครงการ และลักษณะขององค์ประกอบโครงการระบบเครือข่ายน้า แผนดาเนินโครงการ ในระยะต่างๆ แผนการและวิธีการก่อสร้างอย่างละเอียด ตลอดจนความจาเป็นที่ต้องมีโครงการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะใช้เป็นพื้นฐานสาคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
2) รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) พื้นฐานที่จาเป็นจากแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการรวบรวมข้อมูล ด้านสาคัญจะจัดทาเป็นระบบฐานข้อมูลเพื่อสามารถนาไปวิเคราะห์ และแสดงผลความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ สาขาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าอื่นๆ โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ศึกษาและพิจารณา การ เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในอดีตและปัจจุบันตามความจาเป็น ตลอดจนโครงการหรือแผนงานในอนาคต 
3) วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ เพื่อเลือกสรรข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์หรือที่เชื่อถือได้ นามา วิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสถิติตามความจาเป็น และหาความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
4) ดาเนินการสารวจภาคสนาม โดยการตรวจสอบ สังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ และการเก็บตัวอย่าง เพื่อเก็บ ข้อมูลปฐมภูมิ การเก็บตัวอย่างทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในด้านที่มีผลกระทบที่มีนัยสาคัญ และการวิเคราะห์ใน ห้องปฏิบัติการ และเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจัดทาเป็นสภาพแวดล้อมในปัจจุบันบริเวณพื้นที่โครงการ ระบบ เครือข่ายน้า
ห น้า | 23 
5) เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล แสดงสภาพในอดีต ปัจจุบัน และการคาดการณ์หรือพยากรณ์ สภาพหรือ แนวโน้มในอนาคตในสภาวะที่ไม่มีโครงการ (Without Project Conditions) รวมถึงการแสดงความสัมพันธ์ ของ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าต่างๆ ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสาคัญ 
6) วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในอนาคต ในกรณีที่มีโครงการ (With Project Conditions) ระบบเครือข่ายน้าในพื้นที่โครงการที่อาจส่งผลกระทบ ต่อ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันบริเวณโครงการระบบเครือข่ายน้า 
7) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าต่างๆ และ/หรือผลกระทบขององค์ประกอบ ต่างๆ ของโครงการ และของโครงการทั้งหมด (Overall Project) เพื่อทาให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้ผลสมบูรณ์และมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น 
8) กาหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่อาจเกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการระบบ เครือข่ายน้าในพื้นที่โครงการระบบเครือข่ายน้า พร้อมทั้งเสนอมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมที่มีความจาเป็น ทั้งในระยะก่อสร้างและดาเนินการโครงการฯ 
9) ดาเนินการจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการระบบเครือข่ายน้า ตามขอบเขตที่ กาหนดใน TOR และขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กาหนดโดยสานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
ห น้า | 24 
ประเด็นการศึกษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าที่ศึกษาของโครงการระบบเครือข่ายน้า ปัจจัยทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่า ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทางกายภาพ รวม 8 หัวข้อ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทางชีวภาพ รวม 4 หัวข้อ คุณค่าการใช้ประโยชน์ ของมนุษย์ รวม 14 หัวข้อ คุณค่าต่อคุณภาพชีวิต รวม 5 หัวข้อ 1. สภาพภูมิประเทศ 2. สภาพภูมิอากาศ 3. อุทกวิทยาน้าผิวดิน 4. คุณภาพน้าผิวดิน 5. อุทกธรณีวิทยาและ คุณภาพน้าใต้ดิน 6. ธรณีวิทยาและการเกิด แผ่นดินไหว 7. ทรัพยากรดิน 8. การตกตะกอนและการ กัดเซาะ 1. นิเวศวิทยาทางน้า 2. ทรัพยากรป่าไม้ 3. ทรัพยากรสัตว์ป่า 4. พื้นที่ชุ่มน้า 1. การใช้ประโยชน์ที่ดิน 2. การใช้น้า 3. การบริหารการใช้น้า 4. การคมนาคมทางบกและทางน้า 5. การเกษตรกรรมและปศุสัตว์ 6. การชลประทาน 7. การระบายน้า และการป้องกันน้า ท่วม 8. ทรัพยากรแร่และการทาเหมืองแร่ 9. การใช้ประโยชน์จากป่า 10. การใช้พลังงานและไฟฟ้า 11. การอุตสาหกรรม 12. การจัดการน้าเสียและขยะมูลฝอย 13. การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์ น้า 14. การจัดการลุ่มน้า 1. สภาพเศรษฐกิจ- สังคม 2. สาธารณสุขและอาชี วอนามัย 3. โบราณคดีและสิ่งมี คุณค่าทาง ประวัติศาสตร์ 4. สุนทรียภาพและการ ท่องเที่ยว 5. การชดเชยทรัพย์สิน และการอพยพตั้งถิ่น ฐานใหม่
ห น้า | 25 
บทที่ 4 
การจัดทาบัญชีที่เกี่ยวข้อง 
การจัดทา EIA ที่มีผลกระทบต่อบัญชีของบริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) 
เขตประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) พัฒนาขึ้นตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ที่ประกอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น (Upstream Petrochemical Industry) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้น กลาง (Intermediate Petrochemical Industry) และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย (Downstream Petrochemical Industry) ภายในพื้นที่ประกอบด้วยโรงงานปิโตรเคมีต่างๆแล้วยังรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโรงผลิต ไอน้าและความร้อนร่วมและระบบสาธารณูปโภคของเขตประกอบการฯ (Utilities) เช่น ระบบผลิตไอน้าระบบ ระบายน้าระบบบาบัดน้าเสียเป็นต้นทั้งนี้เขตประกอบการฯได้จัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อนาเสนอสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยสานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ แจ้งสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เห็นชอบกับมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบกระเทือนต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหนังสือเลขที่วพ0504/11271 ลงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2534 โดยใช้ชื่อว่า‚ศูนย์ อุตสาหกรรมระยอง‛ ของ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทยจากัด จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมได้มี ประกาศกระทรวงอุตสากรรมฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2537) ลงวันที่ 20 เมษายน 2537 ให้เป็น ‚เขตประกอบการ อุตสาหกรรม บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทยจากัด‛จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‚เขต ประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน)‛ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้แจ้งรับทราบการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวตามหนังสือที่อก 0301/(ส.6) 239 ลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2550 
การดาเนินการของเขตประกอบการฯ จนถึงปัจจุบัน ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ในเขต ประกอบการฯ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนการดาเนินการต่างๆให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งทาให้ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะด้านคุณภาพอากาศที่เป็นประเด็น หลักที่ต้องมีความชัดเจน ทางบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) จึงได้จัดทาบัญชีอัตราการระบายมลสารทาง อากาศของเขตประกอบการฯขึ้นมาเพื่อจะนาไปสู่การบริหารจัดการในภาพรวมให้มีความชัดเจนในการยึดถือ ปฏิบัติถูกต้อง ทันสมัยสอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป
ห น้า | 26 
เนื่องจากเขตประกอบการฯมีโครงการพัฒนาต่างๆเกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการและควบคุม อัตราการระบายมลสารทางอากาศในภาพรวมของโรงงานต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของเขตประกอบการฯทั้งที่อยู่ใน กลุ่มของบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) และในบริษัทอื่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพประกอบกับปัจจุบัน ปี 2555 เขตประกอบการฯได้ดาเนินการจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯโครงการเขต ประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซีส่วนขยายดังนั้น บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) จึงได้จัดทาบัญชีการ ระบายมลสารทางอากาศขึ้นมาเพื่อประกอบการศึกษาผลกระทบด้านคุณภาพอากาศรวมถึงเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล ของบริษัทฯในการดาเนินการต่อไป 
วัตถุประสงค์ 
(1) เพื่อรวบรวมอัตราการระบายมลสารทางอากาศจากทุกแหล่งกาเนิดที่อยู่ในพื้นที่ของเขตประกอบการและใช้ เป็นฐานข้อมูล 
(2) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการบริหารจัดการการระบายมลสารในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม 
(3) เพื่อใช้ในการควบคุมดูแลโรงงานซึ่งเป็นแหล่งกาเนิดมลสารให้มีการระบายอยู่ในอัตราที่กาหนด 
รายละเอียดเขตประกอบการปัจจุบัน 
เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซีบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) ตั้งอยู่ภายในตาบลเชิงเนิน ตาบลตะพง และตาบลบ้านแลง อาเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขต ประกอบการ อุตสาหกรรม ทั้งหมด 4,335 ไร่ โดยพื้นที่ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 
พื้นที่ด้านทิศใต้ของถนนสุขุมวิท 
โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้านทิศใต้จานวน 29 โรง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้น ต่อเนื่อง จนถึงอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขั้นปลาย กับระบบสาธารณูปโภคที่จาเป็น ดังนี้ 
1. โรงงานเข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
1.1 โรงงานที่อยู่ในเครือของบริษัทฯจานวน 9 โรงงาน ได้แก่ โรงแปรสภาพคอนเดนเสทเรสซิดิว (Condensate Residue) โรงกลั่นน้ามัน (Refinery) โรงงานผลิตเอททีลีน (ETP) โรงงานแปรสภาพคอมไบน์แก๊สออยล์ (DCC) โรงงานอะโรเมติกส์ (BTX) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอททิลีนชนิดความหนาแน่นสูงและ/หรือชนิดความ
ห น้า | 27 
หนาแน่นต่อเชิงเส้น (HDPE/LLDPE) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน(PP) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกเอบีเอส (ABS, SAN) โรงงานหน่วยผลิตโพรพิลีน(PRP) 
1.2 ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในเครือของบริษัทฯจานวน 1 โรงงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังความ ร้อนร่วม (PW)/ โรงผลิตไอน้าและความร้อนร่วม (CHPI) 
1.3 โรงงานอื่นๆ ที่อยู่นอกเครือของบริษัทฯจานวน 8 โรงได้แก่ 
1. บมจ. อูเบะเคมิคอลส (์์ เอเซยี) จานวน 3 โรงงาน 
1.1 โรงงานคาโปแลคตัมและปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต 
1.2 โรงงานผลิตเม็ดไนล่อน 
1.3 โรงงานผลิตเม็ดไนล่อน Compounding 
2. บริษัท อูเบะไฟน์เคมิคอลส์ (เอเซีย) จากัด : UFA จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานทาผลิตภัณฑ์เคมีเช่น 1,6 Hexanediol 
3. บริษัท ยางสังเคราะห์ไทยจากัด : TSL จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ 
4. บริษัท ไทยอินซินเนอเรท จากัด : TIL จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตและจาหน่ายไอน้า 
5. บริษัท ไทยไนเตรท จากัด (TNC) จานวน 1 โรงงานเป็นโรงงานผลิตสารกรดไนตริกแอคซิดแอมโมเนีย 
ไนเตรท 
6. บริษัท ทีพไอี โพลีน จากดั จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตโพลีเอทธิลีนชนิดความหนาแน่นต่า (LDPE) 
2. โรงงานซึ่งไม่เข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
2.1 โรงงานอื่นๆในเครือของบริษัทฯจานวน 8 โรงงานได้แก่ โรงงาน CP, ACB, EPS CCM,CD1,HA1,Polyol และ TPU 
2.2 ระบบสาธารณูปโภคของบริษัทฯได้แก่ หน่วยบาบัดน้าเสีย 1 โรงงาน 
2.3 โรงงานอื่นๆ นอกเครือของบริษัทฯจานวน 2 โรง ได้แก่โรงงานระยองอะเซธิลีน และโรงงานไดอะ โพลิอะคริเลต 
3. ลานถังกักเก็บ (Tank Farm)
ห น้า | 28 
พื้นที่ด้านเหนือของถนนสุขุมวิท 
โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้านทิศเหนือจานวน 7 โรง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้น ต่อเนื่อง จนถึงอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขั้นปลาย กับระบบสาธารณูปโภคที่จาเป็น ดังนี้ 
1. โรงงานเข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
1.1 โรงงานที่อยู่ในเครือของบริษัทฯจานวน 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตเอทิลเบนซีนสไตรีนโมโน เมอร์ (EBSM) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีสไตรีน (PS) และโรงงานผลิตน้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน(Lube Base Oil) 
1.2 โรงงานอื่นๆ ที่อยู่นอกเครือของบริษัทฯจานวน 1 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตเหล็กของบริษัท อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทยจากัด (มหาชน) หรือ TSSI 
2. โรงงานที่ไม่เข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 
2.1 ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการได้แก่ หน่วยบาบัดน้าเสีย 1 โรงงาน 
2.2 โรงงานที่อยู่นอกเครือของบริษัทฯจานวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงผลิตและจาหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จ ของ บริษัท ทีพีไอคอนกรีตจากัด (มหาชน) รวมโรงงานในเขตประกอบการฯ จานวน 36 โรง 
ประเภทโรงงาน จานวนโรงงาน 
กลุ่มไออาร์พีซี 23 
กลุ่มที่ 1 โรงงานที่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 12 
กลุ่มที่ 2 โรงงานที่ไม่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 8 
กลุ่มที่ 3 ลานถังกักเก็บ - 
กลุ่มที่ 4 สาธารณูปโภค 3 
กลุ่มนอกไออาร์พีซี 13 
โรงงานที่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 9
ห น้า | 29 
โรงงานที่ไม่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 4 
รวม 36 
องค์ประกอบของคณะทางาน 
จากคาสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ 275/2550 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2550 เรื่องแต่งตั้งคณะทางาน ปรับปรุงการประเมินการประเมินศักยภาพการรองรับมลสารทางอากาศ พื้นที่เขตประกอบการฯมีคณะทางานซึ่ง รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นประธาน และคณะทางานประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆได้แก่ กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) ผู้แทนภาคประชาชน และกรมโรงงานอุตสาหกรรม 
วิธีการศึกษา 
1. การปรับปรุงข้อมูลนาเข้าและตัวแปรนาเข้าอื่นๆของแบบจาลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ประเมินผลกระทบด้าน อากาศพื้นที่เขตประกอบการฯ 
2. การเลือกใช้แบบจาลองทางคณิตศาสตร์การประเมินความแม่นยาของแบบจาลองทางอากาศและการ ประเมินผลกระทบทางอากาศสาหรับมลสาร 3 ชนิดได้แก่ ปริมาณฝุ่นละอองทั้งหมด (TSP) ก๊าซซัลเฟอร์ได ออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ของเขตประกอบการฯ 
3. การเสนอแนะแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศของเขตประกอบการฯที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ 
ผลการศึกษา 
ผลการทางานของคณะทางานทาให้ได้ข้อมูลบัญชีอัตราการระบายมลสารทางอากาศซึ่งจัดเป็นEmission Inventory rev. 0 ซึ่งบริษัทฯได้นามาใช้เป็นบัญชีข้อมูลตั้งต้นในการประเมินผลกระทบด้านคุณภาพอากาศของ โรงงานที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากที่คณะทางานได้มีมติรับรองการศึกษานี้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 เป็นต้นมาจากผลการ คาดการณ์ผลกระทบทางอากาศของพื้นที่เขตประกอบการฯด้วยแบบจาลองคณิตศาสตร์ทางอากาศ AERMOD โดยทาการประเมินผลกระทบในช่วงปีพ.ศ. 2548-2550 ในกรณีของแหล่งกาเนิดมลสารในพื้นที่เขต
ห น้า | 30 
ประกอบการฯ ทั้งหมด ทั้งที่เป็นของบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) รวมกับแหล่งกาเนิดอื่นของโรงงานกลุ่ม ที่ไม่อยู่ในบริษัทฯ ทั้งที่เปิดดาเนินการแล้วและที่ยังไม่เปิดดาเนินการซึ่งเป็น Worst Case พบว่ามลสารทาง อากาศทั้งฝุ่นละอองทั้งหมด (TSP) มีความเข้มข้นสูงสุด 24 ชั่วโมงและ 1 ปีประมาณ 20 
เปอร์เซ็นต์ของค่ามาตรฐานเท่านั้น ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) มีความเข้มข้นสูงสุด 1 ชั่วโมง 24 ชั่วโมงและ 1 ปีมีค่าประมาณ 69, 90 และ 91 เปอร์เซ็นต์ของค่ามาตรฐานตามลาดับ และก๊าซไนโตรเจนได ออกไซด์ (NO2) มีความเข้มข้นสูงสุด 1 ชั่วโมงและ 1 ปีมีค่าประมาณ 88 และ 64 เปอร์เซ็นต์ของค่ามาตรฐาน โดยตาแหน่งที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจะอยู่บริเวณรอบๆโรงงาน เช่น บ้านตะพง บ้านปลวกเกตุกลุ่มโรงงาน คาโปรแลคตัมค่ายมหาสุรสิงหนาท เป็นต้น ส่วนตาแหน่งที่ได้รับผลกระทบระยะยาวจะอยู่ทางด้านทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือของเขตประกอบการฯ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลกระทบจากมลสารทางอากาศที่ประเมินได้ จากแบบจาลองทางคณิตศาสตร์จะมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศแต่ผลกระทบจากก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีความเข้มข้นสูงสุดใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ ในบรรยากาศค่อนข้างมากจึงต้องมีการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องรวมทั้งมีกาหนดแนวทางในการปรับลดมล สารดังกล่าวให้ลดน้อยลง 
ส่งผลกระทบต่อ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย ขององค์การอย่างไร 
 มูลค่าของสินทรัพย์อาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากองค์การต้องมีการนาเทคโนโลยีในการกาจัดมลพิษและดูแล ป้องกันสิ่งแวดล้อม 
 กรณีที่องค์การมีการทาลายต่อสิ่งแวดล้อมหรือมีการทาให้ชุนชมเกิดความเสียหายจะส่งผลให้องค์การ ต้องได้รับการฟ้องร้องจากชุมชนจนทาให้เกิดหนี้สินต่อสิ่งแวดล้อมได้ และเมื่อองค์การมีการทาให้ สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษองค์การจะต้องรับผิดชอบในการกาจัดมลพิษซึ่งถือเป็นการประมาณการ หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น 
 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 นั้นองค์การต้องมีการดูแลชุมชนมากขึ้นส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายของ องค์การเพิ่มขึ้น
ห น้า | 31 
การดาเนินการทางบัญชี 
การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิวัฒนาการทางการบัญชีแขนงหนึ่งที่นักบัญชีสมัยใหม่ได้พัฒนาขึ้นมา และเป็นการบัญชีที่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ ซึ่งพยายามค้นหามาตรการเพื่อ หลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมจากการบัญชีแบบดั้งเดิม โดยระบุรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งแวดล้อมจากระบบบัญชีแบบเดิมออกมาให้ได้ และพยายามประเมินผล และรายงานในรูปแบบใหม่ เพื่อ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเสนอข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกธุรกิจ ข่าวสาร ข้อมูลที่ต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการดาเนินธุรกิจ เพื่อนามาใช้ในการพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ระบบ ข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลาและตรงประเด็น ทาให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ผู้ที่ มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับธุรกิจไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมย่อมต้องการข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจอีกมากมายที่ ธุรกิจยังเปิดเผยไม่เพียงพอ ทั้งข่าวสารข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ทั้งข้อมูลทางด้านการเงิน (Financial Information) และทางด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับด้านการเงิน (Non-Financial Information) ซึ่งนักบัญชีเป็นผู้ที่มี บทบาทและหน้าที่โดยตรงกับระบบข่าวสารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และมี ประสิทธิผลสูงสุด 
เนื่องจากในต่างประเทศมีการเคลื่อนไหวมากในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการออกกฎระเบียบ มากมาย ตลอดจนมีการส่งเสริมให้องค์การธุรกิจตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวดังนั้น ในทางปฏิบัติ นักบัญชี สมัยใหม่จึงต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลที่สาคัญ 2 ประการ คือ 
1. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาธุรกิจ ซึ่งส่งผลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ประสิทธิภาพด้าน ต้นทุน มูลค่าของสินทรัพย์ หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น และความเสี่ยงด้านสิ่ง-แวดล้อมของกิจการ นักบัญชีเองซึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบในระบบสารสนเทศจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
2. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ควรนามาตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่ประชาชน เรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาทาหน้าที่ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมในกิจการต่างๆ อย่างจริงจัง ดังนั้น การ บัญชีสิ่งแวดล้อมได้มีการขยายขอบเขตของการตรวจสอบ แม้ว่าการตรวจสอบสภาพแวดล้อมจะไม่เกี่ยวข้องกับ การตรวจสอบบัญชีแบบดั้งเดิม แต่เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการในการตรวจสอบดังกล่าวมากขึ้น นักบัญชี จาต้องมีทักษะและประสบการณ์ในเรื่องนี้ เพื่อลดความเสี่ยงภัยด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการ
ห น้า | 32 
สาหรับในประเทศไทย บางองค์กรได้เริ่มมีส่วนร่วมในการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ซึ่งจะมีต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือทาให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ดังนั้นนักบัญชีควรเข้ามามีบทบาทใน การจัดทาบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดกับ นักบัญชีขององค์กรที่ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม คือ การขาดมาตรฐานการบัญชี และ มาตรฐานการสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถ นาไปเป็นกรอบ ในการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน จึงทาให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอยู่หลายประการ เช่น การ รับรู้ (Recognition) ว่าจะรับรู้ค่าความเสียหาย เมื่อเกิดคดีความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณีเมื่อใด ควรจะ รับรู้เมื่อเกิดคดีฟ้องร้องต่อศาล หรือเมื่อองค์กรจะต้องจ่ายเงินชดเชย ค่าเสียหายเป็นจานวนมาก จะบันทึก รายงาน และจัดประเภทของรายงานนี้อย่างไร เป็นระยะเวลากี่งวด รวมทั้งการเปิดเผยอย่างไร จึงจะถูกต้อง เหมาะสม ไม่มากจนทาลายชื่อเสียง และภาพลักษณ์ขององค์กร หรือเปิดเผยน้อยจนทาให้ดูเหมือนว่าไม่ทาการ เปิดเผยข้อมูลอย่าง เพียงพอ 
การรายงานสิ่งแวดล้อม 
 ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ใช้เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม เช่น การนากลับมาใช้ใหม่ หรือการย่อยสลายง่าย 
 ฝ่ายจัดซื้อ ใช้เพื่อการจัดหาวัตถุดิบที่สามารถนามาทดแทนทรัพยากรธรรมชาติ หรือสามารถนากลับมา ใช้ใหม่ได้อีกครั้งเมื่อหมดอายุการใช้งาน 
 ฝ่ายการตลาด ใช้เพื่อการส่งเสริมการขาย เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อสินค้าหรือบริการ รวมทั้งการกาหนดราคาขายสินค้าหรือบริการว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
 ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ใช้เพื่อการวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการ สิ่งแวดล้อม 
 ฝ่ายบัญชี ใช้เพื่อการนาเสนอข้อมูลทั้งที่เป็นตัวเลขทางการเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อจัดทารายงานเสนอ ต่อผู้บริหารนาไปใช้วางแผน ควบคุม และตัดสินใจ
ห น้า | 33 
ขอบเขตของการบัญชีสิ่งแวดล้อม 
 การบัญชีสาหรับหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และความเสี่ยง 
 การบัญชีสาหรับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และโครงการจ่ายลงทุน 
 การวิเคราะห์ต้นทุนในเรื่องพลังงาน ของเสีย และการป้องกันสภาพแวดล้อม 
 การประเมินโครงการลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยสภาพแวดล้อม 
 การประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ของโปรแกรมการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม 
 การพัฒนาเทคนิคทางการบัญชีเพื่อแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และต้นทุนเชิงนิเวศน์ที่ไม่ใช่ทางการเงิน 
ในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับต้นทุนสิ่งแวดล้อมและหนี้สินสิ่งแวดล้อม 
สิ่งแวดล้อมว่ากิจการอาจเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งเป็นการอธิบายรายการที่มีอยู่ในงบดุลหรืองบกาไรขาดทุน เบ็ดเสร็จหรือเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินหรือเปิดเผยไว้ในรายงานแยกต่างหากจากงบการเงิน ดังนี้ 
ต้นทุนสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 
(1) ประเภทของรายการที่เป็นต้นทุนสิ่งแวดล้อม 
(2) รายการที่รวมอยู่ในต้นทุนสิ่งแวดล้อม 
(3) จานวนต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่บันทึกเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ในระหว่างงวด 
(4) เปิดเผยต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการ ชดเชยผลเสียหายที่มีสาเหตุมาจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเป็นรายการแยกต่างหาก 
หนี้สินด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 
(1) เปิดเผยหนี้สินที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นรายการแยกต่างหากในงบ ดุลหรือในหมายเหตุประกอบงบการเงิน 
(2) ข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการวัดค่าของหนี้สินที่มีต่อสิ่งแวดล้อม 
(3) คาอธิบายเกี่ยวกับประเภทของหนี้สินระยะเวลาและเงื่อนไขของการชาระหนี้
ห น้า | 34 
บทที่ 5 
ตัวอย่างของบริษัทและการพัฒนาปิโตรเลียม 
ข้อมูลเกี่ยวกับองค์การ แนวคิดและการดาเนินการ 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) หรือ ‚ไออาร์พีซี‛ (‚บริษัทฯ‛) เดิมชื่อ บริษัท อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีกัลไทย จากัด (มหาชน) หรือ ‚ทีพีไอ‛ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดย กลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2537 และจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 บริษัทฯ เริ่มผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อจาหน่ายในปี 2525 และได้ขยายสายการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายโรงงานและสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานสาหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ต่อมาบริษัทฯ ประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน หลังจากการ ลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 บริษัทฯ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2543 และประสบความสาเร็จในการ ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 
ปัจจุบันบริษัทฯ และบริษัทในเครือไออาร์พีซี เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่ง แรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรม ภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมสาธารณูปโภคที่สนับสนุนการดาเนินอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีครบวงจร เช่น ท่าเรือน้าลึก คลังน้ามัน โรงไฟฟ้า 
แนวคิด 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) และบริษัทฯ ในเครือไออาร์พีซี ถือเป็นนโยบายหลักในการให้ ความสาคัญต่อการจัดการระบบคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และระบบคุณภาพ ห้องปฏิบัติการ ด้วยแนวความคิดที่จะให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้บริหารและพนักงานของทุกหน่วยงาน ต้อง รับผิดชอบการดาเนินงานภายใต้นโยบายร่วมปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 
1.ดาเนินการภายใต้กฎหมาย ข้อกาหนดผลิตภัณฑ์ คุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง
ห น้า | 35 
2.มุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างสูงสุด โดยการนาเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ ผ่าน กระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ และผ่านกระบวนการส่งมอบตามกาหนดที่ลูกค้าต้องการ 
3.กาหนดมาตรการตรวจสอบ และควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการทางานที่สอดคล้อง กับกิจกรรมการดาเนินธุรกิจ ของบริษัทฯ อย่างสม่าเสมอ อันจะนาไปสู่ความปลอดภัยต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและชุมชน 
4.ให้มีการปรับปรุงการดาเนินงานอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมความไม่เป็นไปตามข้อกาหนด เพื่อ นาไปสู่ การรักษาระบบงานคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคนิคทางด้าน วิศวกรรม กิจกรรมการเพิ่มผลผลิตและการจัดการอื่นๆ ที่เหมาะสม และกาหนดให้เป็นแผนดาเนินการซึ่งจะมี การทบทวนวัตถุประสงค์และเป้าหมายการจัดการทุกปี 
5.ให้การสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ และส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคคลากร เพื่อให้พนักงานทุกระดับมี จิตสานึกร่วมในการปฏิบัติงานของตนให้ถูกต้อง ซึ่งจะนาไปสู่การสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ 
การดาเนินงาน 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) มุ่งมั่นและให้ความสาคัญกับการบริหารจัดการด้านคุณภาพ ความปลอดภัย อา ชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการดาเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม (Economy, Social and Ecology) ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล โดย ยึดหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ดังเช่น 
หลักนิติธรรม (Rule of Law) เป็นการยึดถือการปฏิบัติตามข้อกาหนดและกฎหมาย ด้าน QSHE เป็นมาตรฐาน เบื้องต้น 
1.มีการรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพ สิ่งแวดล้อมไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นประจาทุก 6 เดือน 
2.มีการรายงานตามแบบแจ้งรายละเอียดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว สาหรับผู้ก่อกาเนิดสิ่งปฏิกูลหรือ วัสดุที่ไม่ใช้แล้วไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นประจาทุกปี
ห น้า | 36 
3.มีการตรวจวัดสุขศาสตร์อุตสาหกรรมหรือสภาวะแวดล้อมในการทางานในพื้นที่ปฏิบัติงาน 
หลักคุณธรรม (Ethics) เน้นการยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม มีการคืนประโยชน์ให้กับสังคม และมีคุณธรรมใน การดาเนินธุรกิจต่อพนักงานตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน 
1.การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายชุมชน ไออาร์พีซี 
2.โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อตรวจสุขภาพประจาปีให้กับชุมชน 
3.การตรวจสุขภาพประจาปีของพนักงาน 
4.พนักงานได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ด้านการจ้างงาน การพัฒนาศักยภาพในการทางาน ความก้าวหน้าในอาชีพ 
5.โครงการคลินิกปันน้าใจ (คลินิกเวชกรรม) เพื่อตรวจและรักษาให้กับชุมชนโดยรอบ 
6.การให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ชุมชนในพื้นที่ 
7.โครงการส่งเสริมอาชีพกลุ่มชุมชน 
8.โครงการจิตอาสาต่างๆ 
หลักความโปร่งใส (Transparency) มีการตรวจสอบความถูกต้อง และเปิดเผยข้อมูลได้ 
1.ติดตั้งป้ายแสดงข้อมูลหรือ Display Board เพื่อสื่อสารผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศและข้อมูล ต่างๆ ให้ชุมชนรับทราบ 
2.โครงการเปิดบ้านสานสัมพันธ์ หรือ Open House โดยมีชุมชนและหน่วยงานราชการเข้าเยี่ยมชม โรงงานเป็นระยะๆ 
หลักการมีส่วนร่วม (Participation) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งภาคประชาชนและพนักงานมีส่วนร่วมใน การรับรู้และเสนอความเห็นประกอบการตัดสินใจและหามาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขร่วมกัน
ห น้า | 37 
1.การจัดเวทีนาเสนอและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ประกอบการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสีย 
2.การจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคี เพื่อมีส่วนร่วมเสนอแนะ วางแผน และเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอัน ดีร่วมกันระหว่างองค์กร ชุมชนและหน่วยงานราชการ 
3.การสร้างบรรยากาศในการทางานที่ดี และมีการรับฟังข้อคิดเห็นของพนักงาน 
หลักสานึกรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหา สาธารณะและการกระตือรือร้น ในการแก้ปัญหาตลอดจนความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่ จะยอมรับผลดี และเสียจากการกระทาของตนเอง 
1.มีขั้นตอนในการรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบสาเหตุ มีการนาเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแก้ไข โดยเร็วหากเกิดจากกิจกรรมของบริษัทฯ 
2.การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตประกอบการฯ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองสร้างความเชื่อมั่นต่อชุมชนเรื่องความ ปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม 
หลักความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึงการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีจากัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยให้องค์กรมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน 
1.มีการรณรงค์เกี่ยวกับการประหยัดทรัพยากรเพื่อสร้างจิตสานึกที่ดีให้กับพนักงาน 
2.โครงการอนุรักษ์พลังงาน 
3.โครงการอนุรักษ์น้า บริหารจัดการน้า 
4.โครงการอนุรักษ์ลุ่มน้าชุมชนและอนุรักษ์ป่าชายเลน 
5.การจัดการด้านคุณภาพตามมาตรฐานระบบการจัดการได้แก่ ISO 9001, ISO14001, TIS/BS OHSAS 18001, ISO/IEC17025, ISO 50001 เป็นต้น
ห น้า | 38 
กลุ่มธุรกิจ IRPC 
"ไออาร์พีซี" เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี โรงกลั่นน้ามัน และโรงงานปิโตรเคมีตั้งอยู่ย่านชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออก ตาบลเชิงเนิน อาเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมธุรกิจบริหารและ จัดการทรัพย์สิน ส่วนที่เป็นที่ดินเปล่าในจังหวัดระยอง และจังหวัดอื่นๆ กว่า 10,000 ไร่ ประกอบด้วย สาธารณูปโภคพื้นฐานที่สนับสนุนการดาเนินธุรกิจทั้งท่าเรือน้าลึก คลังน้ามัน และโรงไฟฟ้า 
โรงกลั่นน้ามันของบริษัทฯ มีกาลังการกลั่น 215,000 บาร์เรลต่อวัน จัดอยู่ในอันดับ 3 ของกาลังการกลั่น น้ามันภายในประเทศ สามารถผลิตผลตภัณฑ์น้ามันที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยน้ามันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ น้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน ยางมะตอย และผลิตภัณฑ์พลอยได้ต่างๆ นอกจากนี้ แนฟทาซึ่งได้จากกระบวนการกลั่น ยังนาไปใช้เป็นวัตถุดิบสาหรับผลิตโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นสาหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ปิ โตรเคมีขั้นปลาย และจาหน่ายให้กับโรงงานผลิตพลาสติกสาเร็จรูปต่างๆ 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เป็นผู้ดาเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ โรงกลั่นน้ามันและโรงงานปิโตรเคมีของบริษัทฯ ตั้งอยู่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการ อุตสาหกรรมภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สนับสนุนการดาเนินธุรกิจทั้ง ท่าเรือ น้าลึก คลังน้ามัน และโรงไฟฟ้า ธุรกิจหลักของบริษัทฯ แบ่งได้เป็นดังนี้ 
1. ธุรกิจปิโตรเลียม
ห น้า | 39 
วิสัยทัศน์และเป้าหมาย 
เราจะเป็น บริษัทปิโตรเคมีชั้นนาของเอเซีย ที่มีการผลิตแบบครบวงจร ภายในปี 2557 และเป็นผู้นา ธุรกิจปิโตรเคมี และการกลั่นครบวงจร ในอาเซียน (Top Quartile Integrated Petrochemical Complex in Asia by 2014) 
สู่ความเป็นผู้นาในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรด้วยความมุ่งมั่นและเข้มแข็ง 
ไอ อาร์ พี ซี ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย อัตราการกลั่นน้ามัน 215,000 บาร์เรลต่อวัน จัดอยู่ในอันดับ 3 ของกาลังการกลั่นน้ามันภายในประเทศ โดยมี สายการผลิตเชื่อมโยงกับโรงงานปิโตรเคมี ตั้งแต่ต้นน้าจนถึงปลายน้าพร้อมสาธารณูปโภคพื้นฐานครบครันที่ สนับสนุนการดาเนินธุรกิจทั้งท่าเรือน้าลึกคลังน้ามันและโรงไฟฟ้า ด้วยศักยภาพของสินทรัพย์และแผนกลยุทธ์ ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร พร้อมกับความมุ่งมั่นและทุ่มเทของพนักงานไออาร์พีซี " เราพร้อมที่จะ ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นาในธุรกิจปิโตรเคมีของเอเชียภายในปี 2557 " 
กิจกรรมเพื่อสังคม 
ถือว่าชุมชนรอบโรงงานเป็นเสมือนเพื่อนบ้านที่ต้องเสริมสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนซึ่งกันและกัน นอกจากการปฏิบัติงานที่จะต้องยึดถือเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแล้ว ไออาร์พีซียังถือเป็น หน้าที่ของผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีชองชุมชน โดยเน้น กระบวนการทางานร่วมกันกับชุมชนที่เป็นมิตรเกื้อกูลกันและ สอดคล้องกับประโยชน์ สังคมส่วนรวม พึ่งพา อาศัยและอยู่ร่วมกัน เราจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของทุกชีวิตใน ครอบครัวร่วมกันดูแลบ้านหลังนี้ของเราให้น่าอยู่ตลอดไป
ห น้า | 40 
จากฐานแนวคิดดังกล่าว ก็ได้เปลี่ยนเป็นกิจกรรมอันมีคุณค่า โดยไออาร์พีซีได้ริเริ่มโครงการและ กิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพอนามัยและศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านสิ่งแวดล้อม บริเวณรอบโรงงาน และละแวกใกล้เคียง เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับสังคม โดยรวม
ห น้า | 41 
2. ธุรกิจปิโตรเคมี 
บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) หรือ "IRPC" ได้ก้าวเข้าสู่การแข่งขันในธุรกิจปิโตรเคมีตั้งแต่ ปี 2525 โดยมีการขยายกาลังการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ และปรับปรุงกระบวนการการผลิตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ IRPC ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาส่วนผสมผลิตภัณฑ์หรือปรับปรุงสูตรการผลิต รวมถึงสรรสร้าง ผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าปลายทางในอุตสาหกรรมต่างๆ จนได้ รับคากล่าวขานว่า ‚IRPC เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่มีความครบวงจรรายแรกแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้‛ 
จากวันนั้นถึงวันนี้ IRPC ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ค้นคว้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น การขยายกาลังการผลิตเพื่อสนองต่ออุปสงค์ในตลาดที่ เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การดาเนินงานด้านการขายและการตลาด การ ดาเนินธุรกิจร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ผ่านเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยเพื่อ เพิ่มความรวดเร็ว อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดศักยภาพทางการแข่งขันมากยิ่งขึ้น
ห น้า | 42 
3. ธุรกิจท่าเรือ 
ท่าเรือ ไออาร์พีซี ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่เดียวกันกับโรงกลั่นน้ามันของบริษัทฯ จังหวัดระยอง โดยให้บริการ เทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้า พร้อมสิ่งอานวยความสะดวก เพื่อให้บริการลูกค้าในการเทียบท่า เช่น เรือลากจูง บริการนาร่อง เรือบริการ เครื่องชั่ง ลานตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ โกดังเก็บสินค้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการขน ถ่ายสินค้า เป็นต้น 
ท่าเรือหลักประกอบด้วย 
ท่าเรือปิโตรเคมี และปิโตรเลียมเหลว (Liquid & Chemical Terminal) หรือท่าเรือ LCT เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ 2521 เพื่อใช้เป็นท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าประเภทของเหลวและก๊าซ ความยาวประมาณ 1,623 เมตร ประกอบด้วยท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ 6 ท่า สามารถรับเรือได้ตั้งแต่ขนาด 1,000 – 250,000 ตัน 
ท่าเรือ LCT ให้บริการเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าด้วยอุปกรณ์ขนถ่ายที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและความ ปลอดภัย นอกจากทางท่าเรือ จะให้บริการสินค้าของบริษัทฯ เองแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่บริษัทฯ ทั่วไปจาก ภายนอกเข้ามาใช้บริการเทียบเรือและขนถ่ายสินค้าได้ด้วย ท่าเรือ LCT มีปริมาณสินค้าผ่านท่า 15 ล้านตันต่อปี และรองรับเรือมากกว่า 2,000 ลาต่อปี
ห น้า | 43 
ท่าเรือคอนเทนเนอร์ และสินค้าทั่วไป (Bulk & Container Terminal) หรือท่าเรือ BCT มีลักษณะเป็นแขนยื่นลง ไปในทะเล เทียบท่าได้ 2 ด้านตัวท่ามีความยาว 900 เมตร และความกว้าง 44 เมตร ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ 6 ท่า สามารถรับเรือลาเลียงได้ตั้งแต่ขนาด 800 ตันจนถึงขนาด 150,000 ตัน ท่าเรือคอนเทนเนอร์และสินค้าทั่วไป ให้บริการขนถ่ายสินค้าทั่วไป เช่น เหล็ก กะลาปาล์ม ถ่านหิน สินแร่ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีปริมาณสินค้าผ่านท่า 1.4 ล้านตันต่อปี 
นอกจากนี้ทางท่าเรือ IRPC ยังมีโครงการที่จะนาสายเรือต่างๆ มาเทียบท่าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่นาเข้าและส่งออกสินค้าประเภทตู้คอนเทนเนอร์ในอนาคตอีกด้วย
ห น้า | 44 
ธุรกิจให้บริการถังเก็บสินค้า 
นอกจากบริเวณด้านท่าเรือแล้ว IRPC ยังให้บริการถังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และปิโตรเลียมเหลว สาหรับลูกค้า ภายนอก โดยขนถ่ายผ่านท่าเรือปิโตรเคมี และปิโตรเลียมเหลว หรือท่าเรือ LCT เพื่อรองรับการนาเข้าและ ส่งออก ภาคอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออก อีกทั้ง IRPC มีคลังน้ามัน 5 แห่ง กระจายไปตามภูมิภาคได้แก่ คลังน้ามันระยอง คลังน้ามันพระประแดง คลังน้ามันอยุธยา คลังน้ามันชุมพร และคลังน้ามันแม่กลอง ยังให้ บริการถังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลวสาหรับลูกค้าภายนอกด้วย เพื่อรองรับการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์น้ามัน ของ IRPC 
ทาเลและสิ่งอานวยความสะดวก 
ท่าเรือ IRPC ตั้งอยู่ห่างจาก ถ.สุขุมวิทเพียง 2 กม. เท่านั้น โดยถนนที่เข้าไป บริเวณท่าเรือกว้างขวางสะดวกสบาย สามารถเข้า-ออกได้ 2 เส้นทาง คือเส้นทางริมคลองชลประทาน และเส้นทาง พัน ร. 7 ซึ่งเชื่อมต่อถนนสุขุมวิท ได้หลายเส้นทาง 
ทางท่าเรือได้จัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือ เพื่ออานวยความสะดวกไว้อย่างเพียงพอ ได้แก่ 
Tractor Head และ Container Chassis ไว้บริการลูกค้าระหว่างโรงงานและท่าเรือรวมถึงบริเวณท่าเรือ 
Reach Stacker Hopper ตัวใหญ่ 4 ตัว ตัวเล็ก 4 ตัว เพื่อขนถ่ายสินค้าที่เป็น เม็ดหรือก้อน เช่น ถ่านหิน เป็นต้น 
นอกจากนี้ยังได้จัดระบบไฟฟ้าและไฟแสงสว่างสารองไว้ใช้ในระวางเรือ พร้อมทั้งมีน้าจืดและน้ามันเชื้อเพลิง เตรียมพร้อมไว้บริการแก่ลูกค้า สาหรับเรือที่ต้องการใช้บริการเรือลากจูงและนาร่อง ทางท่าเรือก็มีให้บริการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องชั่งน้าหนักขนาด 80 ตัน จานวน 2 เครื่อง และโรงพักสินค้าขนาดใหญ่ 2 หลัง 
บริการสาหรับสายเรือ/ตัวแทนเรือ 
 เรือลากจูง 
 เจ้าหน้าที่นาร่อง
ห น้า | 45 
 เรือบริการ 
 รับเชือก 
 น้าจืด 
 โรงพักสินค้า 
 บริการชั่งน้าหนัก 
 เครน/รถยก 
สิ่งอานวยความสะดวก 
 ศูนย์ควบคุมท่าเรือ 
 ทุ่นไฟนาร่อง 
 อุปกรณ์สูบถ่ายสินค้าก๊าซและของเหลว 
 โกดังและลานวางกองสินค้า 
 ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบนท่าเทียบเรือ 
 แผนที่ความลึกร่องน้า 
 ระบบรักษาความปลอดภัย 
 บริการจัดการและวางแผนเรือเข้าเทียบท่า 
 อุปกรณ์ช่วยชีวิต 
4. ธุรกิจบริหารและจัดการทรัพย์สิน 
เป็นหน่วยธุรกิจที่ดาเนินการบริหารและจัดการทรัพย์สินในส่วนที่เป็นที่ดินเปล่าภายใต้แบรนด์ RECO ซึ่งมีทั้งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดระยองและจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักใน กลุ่มไออาร์ซีพี กลุ่ม ปตท. และเพื่อรองรับนักลงทุนจากภายนอก ซึ่งการขยายธุรกิจในอนาคตเน้นการดาเนิน ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมระยอง (บ้านค่าย) ตั้งอยู่ ที่อาเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ไออาร์พีซี (EIZ) ตั้งอยู่ที่ตาบลเชิงเนิน อาเภอ เมือง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโครงการที่เพียบพร้อมด้วยสาธารณูปโภคพื้นฐานสาคัญ โดยมีโรงผลิตพลังไอน้า และไฟฟ้าร่วม และมีการเพิ่มศักยภาพปรับปรุงระบบสายส่งเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าในเขต
ห น้า | 46 
ประกอบการอุตสาหกรรม พร้อมรอบรับโครงการต่างๆ ของบริษัทฯ และลูกค้าจากภายนอก อีกทั้งมีหน่วย Solutions Provider ที่สนับสนุนการดาเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบ 
บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย 
บริษัทฯ ให้ความสาคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยคานึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ตามหลักการ กากับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้บรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยบริษัทฯ ได้กาหนดกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและ ดาเนินบทบาทอย่างเหมาะสมในการดูแลสิทธิประโยชน์ หรือ ป้องกัน แก้ไข เยียวยาผลกระทบ 
จากการดาเนินงานของบริษัทฯ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งดาเนินกิจกรรมเพื่อดูแลและเสริมสร้าง สัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม ดังนี้ 
1.ผู้ถือหุ้น 
บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น โดยคานึงถึงการ เจริญเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืน และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยการดาเนินงานอย่าง โปร่งใส ด้วยระบบบัญชี ระบบการควบคุม และตรวจสอบภายในที่เชื่อถือได้ บริษัทฯ มีการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ ถือหุ้นและนักลงทุน ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน อย่างต่อเนื่องผ่านทางหลายช่องทาง เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและ นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อาทิ การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) โครงการผู้ถือ หุ้นเยี่ยมชมกิจการ (Plant Visit) การจัดประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) และสถาบันจัดอันดับความ น่าเชื่อถือ (Credit Rating) เป็นต้น 
2.พนักงาน 
พนักงานถือเป็นปัจจัยสาคัญสู่ความสาเร็จขององค์กร บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นสร้างระบบการบริหาร ทรัพยากรบุคคลและการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เป็นธรรม อธิบายได้เสริมสร้างโอกาสและความก้าวหน้า ทางอาชีพ พัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมการทางานให้มี ความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลขั้นสูง รวมทั้ง เสริมสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการทางานที่ดี นอกจากนี้ ยังขยายผลความ "ห่วงใย แบ่งปัน ใส่ใจ" ไปสู่ครอบครัวของพนักงาน อย่างสม่าเสมอ กิจกรรมหลากหลาย
ห น้า | 47 
รูปแบบที่บริษัทฯ จัดให้แก่พนักงาน อาทิ กิจกรรม "กรรมการผู้จัดการใหญ่พบพนักงาน" รายไตรมาสเพื่อเปิด โอกาสให้พนักงานได้รับฟัง ซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดกับกรรมการผู้จัดการใหญ่ การให้ ข้อมูลแก่พนักงานผ่าน วารสาร"ไออุ่น" เป็นรายเดือน การส่งเสริมการพัฒนามูลค่าเพิ่มทั้งด้านธุรกิจและ จริยธรรมของพนักงานทุกระดับขององค์กร ด้วยโครงการประกวดรางวัล Presidential Awards กิจกรรม IRPC Family Day การมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานและการสารวจความรู้สึกนึกคิดและความคาดหวังของพนักงาน (Engagement Survey) ซึ่งจัดให้มีขึ้นเป็นประจาทุกปี 
3.ลูกค้า 
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจและความมั่นใจกับลูกค้าเพื่อให้ได้รับผลิตภัณฑ์และ บริการที่ดี ปลอดภัย มีคุณภาพและเป็นธรรมในระดับราคาที่เหมาะสม โดยยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสัมพันธภาพที่ดีและยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆขึ้นเป็นประจาทุกปี เช่น การสารวจความพึงพอใจ การพัฒนาด้านเทคนิค กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความพึง พอใจและสัมพันธภาพที่แข็งแกร่งต่อลูกค้า 
4.คู่ค้า คู่แข่งทางการค้า และเจ้าหนี้ 
บริษัทฯ ยึดถือความเสมอภาคและความซื่อสัตย์ในการดาเนินธุรกิจและผลประโยชน์ร่วมกันบนหลัก จรรยาบรรณที่ดี ปฏิบัติตามกฎหมาย กติกาและเงื่อนไขที่มีต่อคู่สัญญาอย่างเคร่งครัด สร้างพันธมิตรทางการค้า รวมทั้งรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมร่วมกันอย่างยั่งยืน เป็น คุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติโดยรวม 
5.ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม 
ไออาร์พีซีได้ดาเนินธุรกิจด้วยสานึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงมีความตระหนัก ห่วงใยและ ใส่ใจถึงความปลอดภัยของชุมชน และคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมอยู่เสมอ โดยบริษัทฯ ได้ดาเนิน ธุรกิจควบคู่ไปกับการป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดหรืออาจเกิดขึ้นกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการ ตอบแทนสิ่งดีๆกลับคืนสู่ชุมชนและสังคมโดยรวม เพื่อให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน รวมทั้งให้ความสาคัญกับ
ห น้า | 48 
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและ พลังงานอย่างยั่งยืน พร้อมกับมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาพลังงานทางเลือก 
คดีพิพาทของ IRPC 
ผู้ว่าระยองสั่งไออาร์พีซีหยุด 90 วัน หลังเกิดเหตุระเบิดและไฟไหม้ 
เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 10 มิถุนายน ที่อาคาร 10 ปี บริษัท ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน)มีการแถลงข่าวกรณี การเกิดเหตุระเบิดมีไฟลุกไหม้ที่หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ามันเตา(หน่วย VGOHT :Vacuum Gas Oil Hydro Treating) เพื่อป้อนหน่วยแครกเกอร์เพื่อผลิตเป็นสารโพรไพลีน ภายในบริษัท ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน) ต.เชิง เนิน อ.เมืองระยองเมื่อเวลา 18.00น.วันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา 
โดยมีนายโพธิวัฒน์ เผ่าพงศ์ช่วง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน) พร้อมด้วยนาย ศักดา พันธ์กล้า รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมและคณะโดยเป็นการแถลงผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นส์จาก ศูนย์เอเนอร์ยี่คอมแพล็กซ์ อาคารบี ชั้น 6 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯซึ่งมีนายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด เป็นผู้แถลงพร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตการณ์ที่เกิดขึ้น ใน เบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตเกิดจากการรั่วไหลของสารไฮโดรคาร์บอนด์เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ หลังเกิดด
ห น้า | 49 
เหตุได้ตัดแยกระบบของหน่วยผลิตที่เกิดเพลิงไหม้ออกจากโรงงานอื่นๆของบริษัทฯ สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ ในวงจากัดตั้งแต่เวลา 19.00น.วันเดียวกัน และได้ดับเพลิงได้ทั้งหมดเมื่อเวลา 20.20น.วันเดียวกันและไม่มี ผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเขม่าควันไฟ บริษัทนได้ส่งรถเคลื่อนที่ออกไปตรวจวัด สภาพอากาศโดยรอบโรงงานทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นพบว่ามี ผลกระทบเล็กน้อยต่อสภาพอากาศ ซึ่งทางบริษัทฯจะเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งหน่วย แพทย์เคลื่อนที่ออกไปตรวจเยี่ยมประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอนามัย 
นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบความเสียหายจากการเกิดเพลิงไหม้ สาหรับโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีโดยส่วนใหญ่ยังสามารถดาเนินการผลิตได้ มีเพียงหน่วยที่เกิดเพลิงไหม้ และหน่วยผลิตใกล้เคียงจะต้องหยุดดาเนินการชั่วคราว บริษัทฯประเมินว่ามีผลกระทบต่อการผลิตโดยรวมไม่ มากนัก มูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบร่วมกับบริษัทประกันภัย ดดยบริษัทฯมีวงเงินประกัน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ 
ด้านนายศักดา พันธ์กล้า รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่าได้รับคาสั่งจากอธิบดีฯให้ลงมา ตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุการเกิดระเบิดและมีไฟไหม้ จะเข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุในวันนี้ พร้อมผู้สื่อข่าว แต่เนื่องจากบริษัทฯมีข้อกฏหมายในเรื่องของการประกัน และรับรองความปลอดภัย บริษัทฯไม่สามารถควบคุม ได้ จึงไม่มีอานาจที่จะพาผู้สื่อข่าวเข้าไปจุดเกิดเหตุได้ แต่ความคืบหน้าในขณะนี้กรมโรงงานมีคาสั่งให้หยุดและ ให้ผู้บริหารไออาร์พีซี เซ็นรับทราบคาสั่ง ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่านายธานี สามารถกิจ ผวจ.ระยอง ลงนาม คาสั่งให้หยุดเป็นเวลา 90 วัน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สานักการมีส่วนร่วมกรมโรงงานลงพื้นที่ว่ามีผลกระทบต่อ ประชาชนรอบโรงงานอย่างไรและให้คาแนะนาเกี่ยวกับเรื่องกฏหมาย การฟ้องร้องจากผลกระทบที่เกิดขึ้น
ห น้า | 50 
คดีตัวอย่าง-ศาลสั่ง มาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษ (ข่าวสด) 
คดี ตัวอย่าง-ศาลสั่ง มาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษ 27 โจทก์ชาวบ้าน-เฮลั่น ศาลปกครองชี้นิคมอุตฯ แก้มลพิษ ภายใน60วัน! ฝ่ายรง.ดันรัฐยื่นอุทธรณ์ 
ศาลปกครองระยอง พิพากษาให้ ‚มาบตาพุด‛ และอีกหลายตาบลของระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ทางการต้องควบคุม-ขจัดมลพิษภายใน 60 วัน ระบุพบหลักฐานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก่อมลพิษทั้งทาง อากาศ ทางน้า จนมีผลกระทบต่อสุข ภาพประชาชนอย่างรุนแรง ป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าคนในอาเภออื่น 3-5 เท่า สมควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษได้แล้ว ฝ่ายโจทก์ที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่รวม 27 คนเฮลั่น บางคนถึงกับ หลั่งน้าตาด้วยความดีใจ วอนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่ายื่นอุทธรณ์ ทางด้านเจ้าของโรงงาน อุตสาหกรรมใหญ่ในพื้นที่ จี้รัฐบาลอุทธรณ์ ชี้ผลของคาตัดสินจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของระยอง 
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 มีนาคม ศาลปกครองระยอง โดยนางสายสุดา เศรษฐบุตร อธิบดีศาลปกครอง ระยอง ตุลาการเจ้าของสานวน พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ รองอธิบดีศาลปกครองระยอง และนายสร ศักดิ์ มไหศิริโยดม ตุลาการศาลปกครองระยอง องค์คณะได้อ่านคาพิพากษาคดีที่ นายเจริญ เดชคุ้ม โจทก์ผู้ยื่น
ห น้า | 51 
ฟ้องที่ 1 พร้อมด้วย พวกรวม 27 คน ที่ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ เมื่อ เดือนตุลาคม 2550 
คาฟ้องสรุปว่า การดาเนินการของการนิคมอุตสาหกรรม ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดอย่าง รุนแรง ทั้งมลพิษทางอากาศ ทางน้า และ กากของเสียอันตราย จนทาให้ประชาชนในพื้นที่เจ็บป่วยจานวนมาก แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลับละเลยมิได้ประกาศกาหนดให้พื้นที่ที่มีปัญหา ทั้งเขตตาบลมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีปัญหาจาก มลพิษ เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 บัญญัติไว้ 
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปรากฏตามรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ในการประชุมของคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2548 เกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด พบว่ามี สารอินทรีย์ระเหยมากกว่า 40 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิด โดยพบสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็งที่มีค่าก่อ มะเร็งเกินระดับเฝ้าระวังคุณภาพ ทางอากาศในบรรยากาศ 19 ชนิด จึงสรุปว่าหากระบายออกมาเต็มที่ ก็จะมีค่า เกินมาตรฐานตามค่าที่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็ตรงกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่ได้นาเสนอข้อมูลจากโครงการศึกษา ระบาด วิทยาของโรคมะเร็งในประเทศไทยของ จ.ระยอง ปีพ.ศ.2540-2544 รายงานว่าสถิติการเกิดมะเร็งทุก ชนิด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของ อ.เมืองระยอง สูงกว่าอาเภออื่นๆ ของจังหวัด 3 เท่าถึง 5 เท่า นอกจากนี้ แหล่งน้าจืด แม่น้า คลอง รวมถึงทะเลและน้าบาดาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีค่าต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน พบการ ปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน คือ สังกะสี แมงกานีส สารหนู และพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายเกินมาตรฐาน 
ศาลรับฟังว่า เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาด เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึง สมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดาเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ซึ่งเท่าที่ผ่าน มา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก็ได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว 17 พื้นที่ ใน 12 จังหวัด โดยไม่ ปรากฏว่าจะต้องมีการตรวจวัดหาค่าต่างๆ เช่นเดียวกับในพื้นที่มาบตาพุด และยังไม่ได้ประกาศการควบคุม มลพิษในพื้นที่ที่ถูกฟ้อง 
ศาลจึงมีคาพิพากษา ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาล เมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้ง ต.มาบตาพุด ต.ห้วยโป่ง ต.เนินพระ ต.ทับมา และต.มาบข่า อ.เมืองระยอง
ห น้า | 52 
ตลอดจนท้องที่ ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ทั้งตาบลเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดาเนินการควบคุม ลด และ ขจัดมลพิษ ตามที่กาหนดไว้ในกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ให้ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในกาหนด 60 วัน นับตั้งแต่ วันที่มีคาพิพากษา 
หลังฟังคาตัดสิน ชาวบ้านที่มารอฟังคาพิพากษาชูมือแสดงความดีใจ บางคนถึงกับกลั้นน้าตาไว้ไม่อยู่ นายเจริญ เดชคุ้ม ผู้ฟ้องร้อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลได้เห็นถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องต่อสู้มายาวนาน นับ 10 ปี จนมาถึงวันนี้ ก็ต้องขอบคุณศาล ขอวิงวอนผ่านไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่าอย่าได้ อุทธรณ์ต่ออีกเลย เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จนบางคนต้องป่วยจนเสียชีวิตไปแล้วหลายรายจาก มลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งหากจะอุทธรณ์ ทางชาวบ้านก็จะลุกขึ้นสู้ต่อไป และจะทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น เพราะถือว่า เป็นการฆ่าประชาชนทางอ้อม 
ทางด้านน.ส.สุรีรัตน์ ชูวาพิทักษ์ ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวเพียงว่า จะนาผลการตัดสินส่งต่อ ให้กับทางผู้ใหญ่เป็นผู้พิจารณาต่อไป มาในวันนี้ก็มีหน้าที่เพียงตัวแทนที่เข้ามารับฟังคาพิพากษา จึงไม่สามารถ ให้คาตอบใดๆ ได้ 
ส่วนนายสุรชัย โตงาม ผู้ประสานงานด้านกฎหมายภาคประชาชน กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง ชาวบ้านลุกขึ้นมาเรียกสิทธิของตัวเองที่เกิดผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม จนนาไปสู่การฟ้องร้องต่อศาล ปกครองจนได้รับชัยชนะ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงก้าวแรก เพราะหากมีการอุทธรณ์ ผลบังคับของคาพิพากษาที่ต้อง แก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันก็ถือเป็นสิ้นสุด จึงต้องรอว่าทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่วันนี้ส่ง เพียงตัวแทนเข้า มารับฟัง จะอุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ 
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แกนนาที่ต่อสู้เรื่องนี้ กล่าวว่า อยากฝากไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ไม่ใช่ชุดเก่า เป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้า มา ว่าไม่ควรจะอุทธรณ์ต่ออีก เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก และเตรียมนาเรื่องเสนอต่อ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยประสานไปทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้อุทธรณ์ ซึ่ง หากไม่มีการอุทธรณ์ ตนเองก็จะมีการประชุมร่วมกับชาวบ้านทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะหา มาตรการที่ดีในการติดตามประเมินผลการทางานในการควบคุม มลพิษต่อไป
ห น้า | 53 
‚หลังจากนี้เครือข่ายจะเดินหน้าต่อเรื่องการดาเนินการเกี่ยวกับแผนลดและขจัด มลพิษ รวมทั้งการ เตรียมขยายปิโตรเคมีเฟส 3 ซึ่งชาวบ้านต้องการให้ทบทวนโครงการด้วย นอกจากนี้ กาลังปรึกษากับนัก กฎหมายว่าจะสามารถฟ้องอาญาและแพ่งกับบอร์ดชุดนี้เกี่ยวกับ ความรับผิดชอบด้วย‛ นายสุทธิกล่าว 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นฟ้องของชาวบ้านครั้งนี้ สืบเนื่องจากรัฐบาลมีโครงการขยายปิโตรเคมี ระยะที่ 3 แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบมาบตาพุด ประสบปัญหาความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและระบบทางเดินหายใจมา นานกว่า 20 ปี จากการมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยมีผลการยืนยันจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่าคนระยอง เป็นมะเร็งมากขึ้น รวมทั้งหลักฐานชัดเจนจาก ดร.เรณู เวชรัตน์พิมล เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และดร.เดชรัตน์ สุขกาเนิด นักวิชาการด้านพลังงาน เป็นต้น แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลับชะลอ การประกาศเขตควบคุมมลพิษตาม มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 
ทางด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงคา ตัดสินของศาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด คงต้องพิจารณาดูว่าคาตัดสินดังกล่าวจะกระทบต่อ ภาคอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง ซึ่งเห็นว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก และทุกเรื่องสามารถเจรจากันได้ 
นาย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร บริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จากัด ที่ตั้งอยู่ในต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลว่าคาสั่ง ศาลฯ ในครั้งนี้ จะมีปัญหาต่อการดาเนินธุรกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทใหญ่ๆ ในเขตมาบตาพุด และจ.ระยอง ทาตามมาตรฐานมลพิษอย่างเข้มงวด แต่การประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจส่งผลต่อความรู้สึกทาให้เกิด ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อจ.ระยอง และจะทาให้ภาพพจน์ของจ.ระยองเสียไป อาจกระทบต่อการท่องเที่ยว และพืชผัก ผลไม้จากพื้นที่ดังกล่าว เพราะคนอาจกลัวที่จะมาเที่ยว หรือซื้อผลไม้ใน จ.ระยอง 
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุนในเขตจ.ระยองเข้มงวดมานานแล้ว ส่วนการลงทุนใหม่ๆ ดาเนินตาม แผนควบคุมมลพิษทุกโครงการ ซึ่งการมาประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจกระทบต่อการลงทุนที่ยังไม่ เริ่มต้นที่อาจทาให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน ส่วนการลงทุนต่อเนื่องจากโครงการเดิมคงต้องพิจารณากันใหม่ เพราะการลงทุนหลังจากนี้ไป ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาที่มากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการ ลงทุน เพราะในเขตมาบตาพุดถือเป็นหัวใจหลักในการลงทุนของประเทศ หวังว่าผู้ที่เป็นจาเลย คือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะยื่นอุทธรณ์ต่อคาตัดสินของศาล
ห น้า | 54 
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ามันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้บริหารบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จากัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในต.มาบตาพุด อ. เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า กาลังศึกษาคาตัดสินของศาลฯ ที่ออกมาว่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างไรบ้าง และ ต้องดูในเรื่องของกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม ก่อนหน้านี้การลงทุนใหม่ๆ ในเขตมาบตาพุดต้องลดมลพิษในเขต ดังกล่าวให้ได้ก่อนจึงจะลงทุนได้ หากลดมลพิษได้ 100% จะสามารถลงทุนได้เพียง 80% โครงการที่จะลงทุน ต้องผ่านแผนการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 
นาย ชายน้อย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มโรงกลั่นน้ามัน และกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ได้ลงทุนปรับ ลดมลพิษที่มาบตาพุดไปมากแล้ว และดาเนินตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ก็คงต้องติดตามว่าหลัง ประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว จะมีกฎระเบียบใหม่ๆ อะไรที่ต้องปฏิบัติตามเพิ่มอีก ขณะ นี้ ฝ่ายเอกชนกาลังเตรียมข้อมูลให้พร้อม หากภาครัฐจะเรียกไปหารือถึงเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องของการอุทธรณ์คง เป็นหน้าที่ของภาครัฐในการพิจารณา 
นายศุภชัย วัฒนางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อศาลตัดสินออกมาคงต้องว่ากันไปตามนั้น เอกชนพร้อมที่จะปฏิบัติตามคาตัดสิน โครงการใหญ่คง ไม่มีปัญหาเพราะดูแลในเรื่องการควบคุมมลพิษให้เป็นไปตาม มาตรฐานอยู่แล้ว แต่เป็นห่วงว่าคาตัดสินของศาล จะกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะนอกจากในเรื่องอุตสาหกรรมแล้ว จ.ระยองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สาคัญแห่ง หนึ่ง 
นายศุภชัย กล่าวว่า ต้องขอดูก่อนว่าจะมีกฎระเบียบอะไรออกมาให้ต้องปฏิบัติตามเพิ่มเติมหรือไม่ ใน ส่วนตัวคิดว่าผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ควรอุทธรณ์ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆ อาทิ ฝ่ายราชการ เอกชน และผู้ กากับดูแล ได้ชี้แจงข้อมูล แต่การอุทธรณ์คงไม่ใช่หน้าที่ของเอกชน ซึ่งเอกชนยินดีที่จะทาตามคาสั่งศาล คิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ลงทุนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากัน พอสมควร เพราะโครงการลงทุนใหญ่ๆ ระดับหมื่นล้านคงไม่กล้าเสี่ยงที่จะถูกปิดจากปัญหามลพิษ 
นายศุภชัย กล่าวว่า การประกาศเขตควบคุมจะกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ขณะนี้ เองประเทศเพื่อนบ้านของไทย พยายามดึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปลงทุนยังประเทศของตน อาทิ เวียดนาม
ห น้า | 55 
มาเลเซีย สิงคโปร์ และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่อาจจะต้องชะลอออกไป หรือย้าย ฐานไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน 
ชาวมาบตาพุดฟังคาพิพากษาคดีฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม 
วันที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง 
แถลงข่าวที่โรงแรมโกลเดนท์ซิตี้ เวลา 15.00 น. 
ชาวบ้านมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จะฟังคาพิพากษาคดีฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐาน ละเลยต่อหน้าที่ไม่ประกาศพื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อควบคุมลดและขจัดมลพิษ และขอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ วันที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง จากนั้น 15.00 น. ชาวบ้านมาบตาพุด นาโดย นายเจริญ เดชคุ้ม พร้อมด้วยนาย สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความ และทีม นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม นาโดย นายศุภกิจ นันทะวรการ จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่ห้องสร้อยเพชร โรงแรมโกลเดนท์ซิตี้ อ.เมือง จ.ระยอง 
----------------------------------------- 
การนัดฟังคาพิพากษาของศาลปกครองระยอง วันที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11.00 น. สืบเนื่องจาก เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จาก 11 ชุมชนรอบนิคม อุตสาหกรรมมาตาพุด ซึ่งเผชิญกับปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรมหนักใน นิคมอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานาน ได้มอบอานาจให้โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยนายสุรชัย ตรงงาม นาย สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ นางสาวมนทนา ดวงประภา และนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชน ภาคตะวันออก ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยต่อหน้าที่ไม่ประกาศพื้นที่มาบตาพุดเป็นเขต ควบคุมมลพิษ เพื่อควบคุม ลดและขจัดมลพิษ และขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้พื้นที่ มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยมีนายเจริญ เดชคุ้ม กับพวกรวม 27 คน เป็นโจทก์ ในคดีหมายเลขดาที่ 192/2550
ห น้า | 56 
ต่อมา 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองระยองนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อให้คู่กรณี แถลงด้วยวาจาต่อหน้าศาล ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคาแถลงการณ์ และผู้ถูกฟ้องคดียื่นคาชี้แจงต่อศาล และไม่มีการแถลง ด้วยวาจา ส่วนตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์คณะประกอบคาแถลงการณ์เป็นหนังสือ มีประเด็น สาคัญ โดยสรุป คือ 
ประเด็นที่ 1 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ประกาศเขตควบคุมมลพิษ เป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ ตุลาการผู้ แถลงเห็นว่า ตามมาตรา 56 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และมาตรา 67 รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้รับรองสิทธิในดารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน รวมถึง มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งได้บัญญัติว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าท้องที่ ใดมีปัญหามลพิษซึ่งมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาด เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจ ก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอานาจประกาศใน ราชกิจจานุเบกษากาหนดให้ ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดาเนินการ ควบคุม ลด และขจัดมลพิษได้ 
ประเด็นที่ 2 คาขอท้ายคาฟ้องของผู้ฟ้องคดีขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปฏิบัติ หน้าที่ตาม มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยประกาศให้พื้นที่มาบตาพุด และ เทศบาลมาบตาพุด ตลอดจนพื้นที่ข้างเคียงที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดาเนินการควบคุม ลด 
ตามข้อเท็จจริงในสานวนคดีที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเอกสารของนักวิชาการที่ได้มีการ ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อศาล ชี้ให้เห็นว่าโรงงานอุตสาหกรรมในเขตมาบตาพุดและใกล้เคียงก่อให้เกิดมลพิษ ผลการ ศึกษาต่างๆ สรุปได้สอดคล้องกันว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมผาแดง นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย นิคม เหมราชตะวันออก เป็นพื้นที่มีปัญหามลพิษทางน้า อากาศ ขยะพิษ และมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหาย 
เอกสารดังกล่าวเป็นที่น่าเชื่อถือ และข้อมูลที่เป็นประจักษ์คือมีการรั่วไหลของสารเคมี มีผู้ป่วยด้วยโรค ทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งสูง รวมถึงเหตุการณ์ที่โรงเรียนในมาบตาพุด ต้องย้ายโรงเรียนจากเดิมซึ่งอยู่ใน พื้นที่กันชน เห็นได้ว่ามีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ และมลพิษมีแนวโน้มสูงขึ้นและมีการ สะสมเป็นเวลานาน มีโรงงานเพิ่มขึ้นอีกจานวนมาก
ห น้า | 57 
ตุลาการผู้แถลงคดี ได้สรุปความคิดเห็นให้ผู้ถูกฟ้องประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด บ้าน ฉาง มาบข่า เนินพระ และทับมา ภายใน 45 วันนับแต่ศาลมีคาพิพากษา โดยความเห็นดังกล่าวเป็นของตุลาการผู้ แถลงคดี ไม่ผูกพันองค์คณะตุลาการผู้รับผิดชอบคดี ดังนั้น คาพิพากษาอาจมีแนวเดียวกับตุลาการผู้แถลงคดี หรือไม่แตกต่างไปก็ได้ 
ผลที่บริษัทได้รับ 
คดีฟ้องร้องต่างๆมีผลกระทบต่อการดาเนินธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเกิดหนี้สินที่ต้อง ประมาณการขี้นจากการถูกฟ้องร้องจากศาล ในระหว่างที่กาลังดาเนินการนั้นจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลใน หมายเหตุประกอบงบการเงิน ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในบริษัท ตัวอย่างคดีล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 18.31 น. วันที่ 9 มิถุนายน 2557 เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงาน IRPC อ.เมือง จ.ระยองโดยเพลิงได้ลุกลามอย่าง หนัก และมีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 3 ครั้ง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้ สั่งปิดโรงงานเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิต รวมถึงต้องรับผิดชอบกับมลพิษที่เกิดขึ้นและสุขภาพ ของประชาชนในระแวกใกล้เคียง
ห น้า | 58 
การพัฒนาปิโตรเลียม ปิโตรเลียมหรือ น้ามันดิบเป็นของเหลวไวไฟที่เกิดเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยสารผสมซับซ้อน ระหว่างไฮโดรคาร์บอนที่มีน้าหนักโมเลกุลต่างกัน กับสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นของเหลวอื่น ๆ ซึ่งพบในชั้น ธรณีวิทยาใต้ผิวโลก เป็นเชื้อเพลิงซากดึกดาบรรพ์ เกิดได้จากซากสิ่งมีชีวิต (มักเป็นแพลงก์ตอนสัตว์และ สาหร่าย) จานวนมากทับถมกันใต้หินตะกอนและได้รับความร้อนและความดันมหาศาล การขุดเจาะน้ามันเป็นวิธีการส่วนใหญ่ในการได้มาซึ่งปิโตรเลียม ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังการศึกษา โครงสร้างธรณีวิทยา การวิเคราะห์แอ่งตะกอน และลักษณะหินกักเก็บปิโตรเลียมหลังขุดเจาะขึ้นมาแล้ว ปิโตรเลียมจะถูกกลั่นและแยกเป็นผลิตภัณฑ์บริโภคหลายชนิด ตั้งแต่แก๊สโซลีนและน้ามันก๊าด ไปจนถึงยางมะ ตอยและตัวทาปฏิกิริยาเคมีซึ่งใช้ในการทาพลาสติกและเภสัชภัณฑ์ นอกจากนี้ ปิโตรเลียมยังใช้ในการผลิตวัสดุ อีกหลายชนิด ปิโตรเลียมมีธาตุองค์ประกอบหลัก 2 ชนิด คือ คาร์บอนและไฮโดรเจน และอาจมีธาตุอโลหะชนิดอื่นปน อยู่ด้วย เช่นกามะถัน ออกซิเจน และไนโตรเจน ทั้งนี้ปิโตรเลียมเป็นได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และ แก๊ส ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ รวมถึงความร้อนและความดันของสภาพแวดล้อมในการเกิดและการกักเก็บ ปิโตรเลียม แบ่งตามสถานะได้เป็นสองชนิดหลัก คือ น้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติ โดยแก๊สธรรมชาตินั้น ประกอบด้วยคาร์บอนตั้งแต่ 1-4 อะตอม การสารวจหาแหล่งปิโตรเลียม การสารวจหาแหล่งปิโตรเลียม เป็นการหาพื้นที่ซึ่งอาจมีชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมอยู่ โดยสามารถแบ่ง ขั้นตอนได้เป็นดังนี้ ขั้นตอนการสารวจหาข้อมูล (Exploration) ในการสารวจหาแหล่งปิโตรเลียม นักธรณีวิทยาจะใช้วิธีการสารวจอยู่หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้ การขุดเจาะหลุมเพื่อเก็บตัวอย่างหิน (Core Drilling) เป็นวิธีการที่อาศัยการขุดเจาะและเก็บตัวอย่างหินใน หลุมเจาะขึ้นมาจากหลุมเจาะหลายๆ หลุมในบริเวณที่ทาการศึกษา และอาศัยการศึกษาตัวอย่างของหินจากหลุม เจาะ รวมทั้งระดับที่แน่นอนของตัวอย่างหิน ก็จะสามารถเปรียบเทียบชนิดของชั้นหิน และโครงสร้างของชั้นหิน ในบริเวณที่ศึกษาได้
ห น้า | 59 
การสารวจโดยคลื่นสั่นสะเทือน (Seismic Prospecting) เป็นวิธีการที่อาศัยความรู้และหลักการของคลื่น ไหวสะเทือนโดยอาศัยวัตถุระเบิด สารวจโดยการขุดเจาะหลุมตื้นประมาณ 50 เมตร เพื่อใช้เป็นจุดระเบิด เมื่อจุด ระเบิดขึ้น จะก่อให้เกิดคลื่นไหวสะเทือนวิ่งผ่านลงไปในชั้นหินและเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาสู่ผิวดิน และ คานวณหาความลึกที่คลื่นไหวสะเทือนนี้เดินทางได้ จากนั้นก็จะสามารถทราบโครงสร้างทางธรณีข้างล่างได้ การสารวจโดยความโน้มถ่วง (Gravity Prospecting) เป็นวิธีการที่อาศัยความแตกต่างกันของค่าความ ถ่วงจาเพาะของหินชนิดต่างๆ ภายใต้เปลือกโลก ถ้าชั้นหินวางตัวอยู่ในแนวระนาบ จะสามารถวัดค่าความโน้ม ถ่วงที่คงที่ได้ แต่หากชั้นหินการเอียงเท ค่าของความโน้มถ่วงที่วัดได้จะแปรผันไปกับการวางตัวหรือโครงสร้าง ของชั้นหินนั้น ซึ่งก็จะทาให้ทราบลักษณะการวางตัวและโครงสร้างของชั้นหินนั้นได้จากการแปลผลข้อมูลที่ ได้มา ทั้งนี้ วิธีการทั้ง 3 วิธีการดังกล่าวข้างต้นนี้ ทาให้ทราบได้ว่าโครงสร้างที่พบนั้นมีความเหมาะสมแก่การ เป็นแหล่งกักเก็บน้ามันมากน้อยเพียงใด แต่ไม่ได้บ่งชี้ชัดเจนว่าชั้นหินนั้นจะเป็นชั้นหินกักเก็บน้ามันหรือไม่ โดยการสารวจมีวิธีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กัลลักษณะภูมิประเทศ หลังจากได้ข้อมูลการสารวจแล้วจะกาหนด แผนการเจาะเพื่อพอสูจน์การมีการสะสมของปิโตรเลียมต่อไป ขั้นตอนการขุดเจาะ (Drilling) เป็นการขุดเจาะหลุมเพื่อการผลิต โดยหลังจากที่ทาการสารวจทางธรณีวิทยา จนทราบว่าน่าจะมี ปิโตรเลียมอยู่ในบริเวณใดบ้าง ก็จะต้องทาการเจาะหลุมสารวจ (Exploration Well) โดยใช้วิธีสุ่มเจาะ เพื่อสารวจ หาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคยมีการเจาะพิสูจน์มาก่อน จากนั้นก็จะมีการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหา ขอบเขตของแหล่งกักเก็บนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าแหล่งกักเก็บนี้มีปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ จึงจะทาการเจาะ หลุมเจาะเพื่อนาปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่นั้นขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป หลังจากที่สารวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ด้วยการวัดคลื่นความไหวสะเทือน (Seismic Survey) และ แปลความหมายเพื่อหาแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมอยู่ตรงส่วนใดบ้างใต้พื้นดินและกาหนดจุดเพื่อทาการเจาะสารวจ คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายขุดเจาะที่ต้องทาการเจาะ "หลุมสารวจ" (Exploration Well) โดยใช้วิธีเจาะ สุ่มซึ่งเราจะเรียกหลุมชนิดนี้ว่า ‘หลุมแรกสารวจ’ (Wildcat Well) เพื่อสารวจหาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคย มีการเจาะพิสูจน์เลย จากนั้นเมื่อถึงขั้นตอนของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหาขอบเขตของแหล่งกักเก็บ ปิโตรเลียม เราจะเจาะหลุมที่เรียกว่า "หลุมประเมินผล" (Delineation Well) และหลังจากที่เราแน่ใจแล้วว่ามี
ห น้า | 60 
แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมในปริมาณที่มากพอในเชิงพาณิชย์ เราจึงเจาะ "หลุมเพื่อการผลิตปิโตรเลียม" (Development Well) เพื่อนาปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป การขุดเจาะหลุมเพื่อสารวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นงานที่ท้าทายและมีความสาคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก เราต้องขุดไปที่ความลึกประมาณ 3-4 กิโลเมตรใต้พื้นทะเล ในสมัยก่อนการขุดเจาะหลุม 1 หลุมนั้นต้องใช้เวลา กว่า 60 วัน โดยใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อหลุม[ต้องการอ้างอิง]ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สูง และมีความเสี่ยงมาก เพราะหากเราขุดไปแล้วพบปริมาณน้ามันหรือแก๊สธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ การ ลงทุนนั้นก็สูญเปล่า แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาในการขุดเจาะลดลง เหลือเพียง 4-5 วันต่อ 1 หลุม และใช้งบประมาณน้อยลงกว่าเดิม ขั้นตอนการผลิต (Production) หลังจากที่มีการขุดเจาะเอาปิโตรเลียมขึ้นมาแล้ว ปิโตรเลียมที่ได้ก็จะผ่านเข้าสู่กระบวนการต่างๆ บน แท่นเพื่อแยกเอา น้า แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และสารปนเปื้อนอื่นๆ ออกจากน้ามันดิบและแก๊สธรรมชาตินั้น เพื่อนาเอาน้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติไปใช้ในการผลิต ขั้นตอนการสละหลุม (Abandonment) ในกรณีที่ของหลุมที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว จะมีการอัดซีเมนต์ลงไปตามท่อผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้ของ ไหลที่มีอยู่ในชั้นหินไหลไปสู่ชั้นหินอื่น ซึ่งอาจไปทาลายชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมใกล้เคียง หรือเข้าไปปนเปื้อน กับชั้นน้าใต้ดินได้ 
การผลิตปิโตรเลียม 
เมื่อแยกเอา น้า แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และสารปนเปื้อนอื่นๆ ออกจากน้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติ น้ามันดิบจะถูกส่งผ่านไปยังสถานีแยกปิโตรเลียมเพื่อแปรสภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์สาเร็จรูปชนิดต่างๆ ที่ เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ 
การแยก (Separation) 
โดยส่วนใหญ่จะแยกโดยวิธีการกลั่นลาดับส่วน (Fractional Distillation) โดยอาศัยความแตกต่างของจุด เดือดของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดที่รวมอยู่ในน้ามันดิบ โดยนาน้ามันมาให้ความร้อนที่อุณหภูมิ
ห น้า | 61 
368-385 องศาเซลเซียส แล้วผ่านเข้าไปในหอกลั่น น้ามันที่ร้อนจะกลายเป็นไอลอยขึ้นไปยอด และควบแน่น เป็นของเหลวตกลงบนถาดรองรับในแต่ละช่วงของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ จากนั้นของไหลในถาดก็จะไหลออกมา ตามท่อเพื่อน้าไปเก็บแยกตามประเภท และนาไปใช้ต่อไป 
การเปลี่ยนโครงสร้าง (Conversion) 
เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีคุณภาพที่ไม่ดีพอ จึงต้องใช้วิธีทางเคมีเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของน้ามัน ให้น้ามันที่ ได้มีคุณภาพที่ดี เหมาะแก่การนาไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ 
การปรับคุณภาพ (Treating) 
เป็นการกาจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากน้ามันน้ามันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล้ว ซึ่งสิ่ง แปลกปลอมที่สาคัญจะเป็นสารจาพวกกามะถัน ซึ่งจะใช้วิธีการฟอกด้วยไฮโดรเจน หรือฟอกด้วยโซดาไฟเพื่อ เป็นการกาจัดสารนั้นออก 
การผสม (Blending) 
คือการนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาเติมหรือผสมสารที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สาเร็จรูปตามที่ต้องการ เช่น การผสมน้ามันเบนซินเพื่อเพิ่มเลขออกเทน หรือผสมน้ามันเตาเพื่อให้ได้ความหนืดตามที่ต้องการ 
การสารวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม 
การสารวจแหล่งปิโตรเลียม 
การสารวจหาปิโตรเลียมเริ่มต้นด้วยการสารวจทางธรณีวิทยาโดยอาศัย ภาพถ่ายทางอากาศ หรือ ภาพถ่ายจากดาวเทียม ช่วยให้คาดคะเนโครงสร้างของชั้นหินใต้พื้นดินได้ อย่างคร่าวจากนั้นจึงทาการสารวจใน ขั้นรายละเอียด โดยนักธรณีวิทยาจะออกสารวจดูหิน ที่โผล่พ้นพื้นดิน ตามหน้าผา หรือริมแม่น้าลาธาร เพื่อให้ เข้าใจลักษณะทางธรณีวิทยาของ ชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปหลายกิโลเมตรข้อมูลจากการสารวจทั้งหมดจะถูกบันทึก
ห น้า | 62 
ไว้ในแผนที่ทางธรณีวิทยาแต่ทั้งหมดนี้ จะต้องได้รับการยืนยันให้แน่นอนโดยการสารวจทางธรณีฟิสิกส์อีก ชั้นหนึ่ง 
การสารวจทางธรณีฟิสิกส์ มีหลายวิธี ที่นิยมกันมากมี 2 วิธี คือ 
1.การวัดค่าความไหวสะเทือน (Seismic Survey) 
ทาได้โดยการจุดระเบิดใต้พื้นดิน ให้เกิดคลื่นความไหวสะเทือนวิ่งลงไปกระทบชั้นหิน ใต้พื้นดินแล้ว สะท้อนกลับขึ้นมาเข้าเครื่องรับสัญญาณ ระยะเวลาของคลื่นที่สะท้อนกลับขึ้นมา จากชั้นหินต่าง ๆ จะถูกนามา คานวณหาความหนาและตาแหน่งของชั้นหินที่เป็นตัวสะท้อน คลื่นได้ สาหรับในบางพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายอาจใช้ รถสารวจทางธรณีฟิสิกส์ซึ่งมีแป้นตรงกลาง ใต้ท้องรถทาหน้าที่กระแทกพื้นดินเป็นจังหวะ ๆ ให้เกิดคลื่นความ สั่นสะเทือนและมี เครื่องรับสัญญาณคลื่นสะท้อนกลับจากพื้นดิน เพื่อนาไปแปลผลต่อไป 
1. การวัดค่าความไหวสะเทือน 2 มิติ (2D Seismic Survey) 
2. การวัดค่าความไหวสะเทือน 3 มิติ (3D Seismic Survey) 
2.การวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็ก (Electromagnetic Survey) 
ใช้หลักการว่าหินต่างชนิดกันจะมีความสามารถในการดูดซึมแม่เหล็กต่างกัน การเจาะสารวจ เป็น ขั้นตอนสุดท้ายของการสารวจหาปิโตรเลียม เพื่อให้แน่ใจว่ามี ปิโตรเลียมสะสมตัวอยู่หรือไม่ 
1. แท่นเจาะ (Drilling Rig) 
ความยากง่ายของกระบวนการเจาะจะเป็นตัวกาหนดระดับของความซับซ้อนในองค์ประกอบของแท่น เจาะเอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแท่นเจาะจะมีอยู่มากมายหลากหลายประเภท แต่ส่วนประกอบพื้นฐานของแท่นเจาะ ทั้งหลายนั้นก็คล้ายคลึงกัน 
แท่นเจาะโดยทั่วไปจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 
-บนบก (Onshore) 
-ในทะเล (Offshore) ได้แก่ Barge, Jack-up, Fix Platform, Semi-Submersible, Drill Ship
ห น้า | 63 
แท่นเจาะบนบกโดยรวมแล้วจะไม่ต่างกัน แต่สาหรับแท่นเจาะในทะเลนั้น จะแตกต่างกันตามความเหมาะสมใน การใช้งานกับสภาพแวดล้อมทาง ทะเลที่ต่างกันไป 
2. เครื่องขุดเจาะ (Drill String) 
เพื่อการสารวจปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลนั้นคล้ายคลึงกัน คือมีลักษณะ ที่เป็นสว่านหมุน โดยมี ส่วนประกอบที่สาคัญ ได้แก่ 
- หัวเจาะ ทาด้วยโลหะแข็ง มีฟันคม ซึ่งเมื่อถูกหมุนด้วยแรงหมุน และแรงกดที่มากมหาศาลฟันคมของมันจะตัด หินและดินที่ขวางหน้าให้ขาดสะบั้นเป็น เศษเล็กเศษน้อย ทาให้ก้านเจาะสามารถทะลวงลงใต้ดินให้ลึกยิ่ง ๆ ขึ้น 
- ก้านเจาะ เป็นท่อนตรงกลางซึ่งยาวท่อนละประมาณ 10 เมตร และเพื่อจะเจาะให้ได้ลึกตามต้องการจึงจะต้องนา ก้านเจาะแต่ละท่อนมาขันเกลียวต่อกัน ให้ยาวขึ้น 
3. น้าโคลน (Drilling Mud) 
ประกอบด้วย น้าธรรมดา สารเคมี และแร่บางชนิดซึ่งผสมกันจนมีน้าหนัก และความหนืดข้นตามต้องการ เมือ น้าโคลนถูกส่งลงไปในหลุมผ่านช่องว่างในก้านเจาะ ความหนืดข้นของน้าโคลนจะยึดเหนี่ยวเศษดินหินให้ลอย แขวนอยู่ได้ ก่อนที่จะถูกดันขึ้นมา พร้อมกันยังปากหลุมอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านช่องว่างระหว่างก้านเจาะกับผนัง หลุม น้าโคลนนอกจากใช้ลาเลียงเศษดินหินขึ้นมาแล้ว ยังทาหน้าที่เป็นวัสดุหล่อลื่นให้แก่หัวเจาะ และความ หนักของมันยังช่วยต้านแรงดันจากชั้นหินในหลุมได้ด้วย 
4. การหยั่งธรณีหลุมเจาะ (Well Logging) 
คือการทดสอบว่าชั้นหินต่าง ๆ ที่เราเจาะผ่านไปนั้นมีปิโตรเลียมแทรกเก็บอยู่หรือไม่ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้เครื่องมือหยั่งธรณีหย่อนลงไปในหลุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือไฟฟ้า เครื่องรับส่งกัมมันตภาพรังสี และคลื่นเสียง เพื่อวัดค่าคุณสมบัติของชั้นหิน และสิ่งที่อยู่ภายใน ช่องว่างของชั้นหิน 
อีกวิธีหนึ่งคือการเก็บตัวอย่างจากหลุมเจาะมาพิสูจน์ปิโตรเลียมหรือสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน เพื่อ ตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตัวคือติดไฟได้ 
5. การป้องกันหลุมเจาะพัง (Casing)
ห น้า | 64 
เครื่องมือสาคัญที่ใช้ป้องกันอุบัติเหตุจากแรงดันใต้หลุมประกอบด้วยวาล์ว และท่อ หลายตอน ซึ่งจะปิด ปากหลุมอย่างหนาแน่นเพื่อต้านแรงดันที่อาจพุ่งขึ้นมา ทาให้เกิดการระเบิด (Blow-out) และไฟลุกไหม้เป็น อันตรายได้ เมื่อเจาะหลุมลึกพอสมควรแล้ว ยังต้องมีมาตรการ ป้องกันหลุมถล่ม ซึ่งทาได้โดยการส่งท่อกรุลงไป ตามความลึกของหลุมแล้วลงซีเมนต์ยึดท่อ กรุเหล็กติดกับผนังหลุมอีกทีหนึ่ง 
การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม 
จากผลการเจาะสุ่ม ถ้าพบร่องรอยปิโตรเลียมที่หลุมใดก็จะเจาะหลุมเพิ่มเติมในบริเวณนั้นอีกจานวน หนึ่ง เพื่อหา ขอบเขตความกว้างยาวของแหล่ง และปริมาณปิโตรเลียมที่น่าจะกักเก็บอยู่ในแหล่งนั้น ก่อนที่จะ เจาะหลุมทดลองผลิตต่อไป 
การเจาะหลุมทดลองผลิตก็เพื่อคานวณหาปริมาณน้ามันที่คาดว่าจะผลิตได้ในแต่ละวัน และปริมาณ น้ามันสารองว่าจะมีมากพอในเชิงพาณิชย์หรือไม่ กล่าวคือ จะได้ผลคุ้มกับ การลงทุนผลิตหรือไม่ 
ตามปกติปิโตรเลียมหรือน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สะสมตัวลึกลงไปใต้ผิวโลกจะมีค่าความดันสูง กว่าบรรยากาศอยู่แล้ว การนาน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติจากพื้นดินขึ้นมา จึงอาศัยแรงดันธรรมชาติดังกล่าว โดยให้มีการควบคุมการไหลที่เหมาะสม 
จากปากหลุมปิโตรเลียมจะไหลผ่านท่อไปยังเครื่องแยกและตอนนี้เองน้าและเม็ดหินดินทรายที่เจือปน จะถูกแยกออกไปก่อนจากนั้นปิโตรเลียมจะถูกส่งผ่านท่อรวมไปยัง สถานี ใหญ่เพื่อแยกน้ามันดิบและก๊าซ ธรรมชาติออกจากกันในการแยกขั้นสุดท้ายจะมีก๊าซ เจือปนส่วนน้อยที่ต้องเผาทิ้งเพราะคุณสมบัติของมันไม่ ตรงกับก๊าซส่วนใหญ่ที่จะทาการ ซื้อขาย 
ผลกระทบต่อการจัดการบัญชีปิโตรเลียม
ห น้า | 65 
กฎหมายสาหรับการสารวจและผลิตปิโตรเลียม ประกาศกรมทรัพยากรธรณี เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธี เสนองบบัญชีค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม โดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา 77 แห่ง พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กาหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเสนองบบัญชี ค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ดังต่อไปนี้ 
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการ ประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามประกาศลงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2547 
ข้อ 2 ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทานและผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมทุกรายต้องจัดทา และเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจาการปิโตรเลียมตามแบบ ชธ/ป9 ท้ายประกาศนี้ ให้อธิบดีกรม เชื้อเพลิงธรรมชาติทราบทุกปี ปีละ 4 ครั้ง โดยให้จัดทาบัญชีค่าใช้จ่ายเป็นรอบระยะเวลาสามเดือนประดิทิน เริ่ม ตั้งแต่เดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม ตามลาดับ 
ในกรณีที่เป็นการเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรก ให้ผู้รับสัมปทานจัดทาและเสนองบบัญชี ค่าใช้จ่าย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับสัมปทานจนถึงวันครบรอบระยะเวลาสามเดือน ตามที่กาหนดในวรรคหนึ่ง 
ข้อ 3 ให้นาส่งงบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่สานักกากับและบริหารสัมปทานปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภายในกาหนดเวลาไม่เกินหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาสามเดือน ดังนี้ 
(1) ผู้ดาเนินงาน (Operator) ตามสัมปทาน เป็นผู้จัดทาและเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ ปิโตรเลียมร่วม (Joint Ventures Expense) เป็นรายแปลงสารวจ และ 
(2) ผู้รับสัมปทานและผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมทุกราย เป็นผู้จัดทาและเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายใน การดาเนินงานของบริษัท (Coporate Expense) ที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ผุ้ดาเนินงานได้จัดส่งแล้วตาม (1) เป็น รายแปลงสารวจ ทั้งนี้เว้นแต่ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532 ให้ผู้รับสัมปทานจัดทาและ เสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายเป็นรายบริษัท
ห น้า | 66 
ข้อ 4 ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานถือสัมปทานที่มีแปลงสารวจหลายแปลง หรือถือสัมปทานหลายสัมปทานแล้วแต่ กรณี ไม่สามารถแบ่งแยกรายได้หรือรายจ่ายตามแปลงสารวจหรือสัมปทานได้อย่างชัดเจน ให้นาหลักเกณฑ์ตาม กฎกระทรวงฉบับที่20 (พ.ศ. 2536) มาใช้บังคับโดยอนุโลม 
ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป 
ประกาศ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 
ไกรฤทธิ์ นิลคูหา 
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
ห น้า | 67 
บรรณานุกรม 
กฏหมายสาหรับการสารวจและผลิตปิโตรเลียม. ค้นหาเมื่อ 12 กันยายน 2557 : http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I210419401 
สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม.ขั้นตอนการพิจารณารายงาน EIA .ค้นหาเมื่อ 11 กันยายน 2557 : http://www.onep.go.th/eia/index.php?option=com_content&view=article&id=33&Itemid=129 
ปัญญา อุดชาชน. (2545). ‚การประชาพิจารณ์ในประเทศแคนาดา‛ อ้างใน สมพิศ สุขแสน วารสารศาล รัฐธรรมนูญ, (4)12, (2545 กันยายน-ธันวาคม) หน้า 124-141. 
สร อักสรสกุล. (2547). ‚ประชาพิจารณ์ ทาแล้ว ทาอีกก็ได้ ไม่ผิดกติกา‛ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน, (25 มีนาคม 2547), 27(9512). 
สืบวงค์ กาฬวงค์. (2546). ‚ ประชาพิจารณ์ในประเทศ : หลักการปัญหาและแนวทางแก้ไข,‛ วารสารมนุษย์ สังคมวิทยาการ. 27-33. 
กึ่งสาเร็จรูป, EHIA การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม,ค้นหาเมื่อ 10 กันยายน 2557: http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=34&pageid=3&read=true&count=true 
บัญชีการระบายมลสารทางอากาศ. ค้นหาเมื่อ 10 กันยายน 2557 : http://www.iceh.or.th/iceh/Re_EHIA/5611_IRPC/Appendix05-1.pdf 
Pralong Krutnoi. ประชาพิจารณ์ (Public Hearings). ค้นหาเมื่อ 13 กันยายน 2557 : http://www.gotoknow.org/posts/461696 
ข่าวชาวมาบตาพุดฟังคาพิพากษาคดีฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม. ค้นหาเมื่อ 12 กันยายน 2557 : http://www.oknation.net/blog/thaimung/2009/03/01/entry-1

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67(IRPC)

  • 1.
    รายงาน วิชา EnvironmentalManagement Accounting รหัสวิชา 03760433 เรื่อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เสนอ ผศ. พัชนิจ เนาวพันธ์ จัดทาโดย (sec.800) 5430110183 นางสาวจุฑาทิพ ทัดสุขสกุล R13 5430110540 นางสาวพิมพ์ชนก ไชยสถาน R13 5430110825 นางสาวสุขวสา รุ้งสิริเดชา R13 5430110841 นางสาวสุภาภรณ์ ตันติวงศ์ R13 5430110957 นางสาวศศิมล ศรีพินิจ R13 คณะวิทยาการจัดการ สาขาการบัญชีบริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
  • 2.
    คานา รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาEnvironmental Management Accounting ซึ่งได้จัดนาเสนอเนื้อหา เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในมาตรา 67 สภาพแวดล้อมโดยรวมขององค์การ การจัดการ มลพิษ ข้อมูลองค์การและแนวทางการจัดการรายงานต่อสาธารณชน และคณะผู้จัดทาได้นาเสนอข้อมูลของ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เนื่องจากบริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เป็นองค์การที่มีการจัดทาบัญชี สิ่งแวดล้อมและมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลักอีกทั้งยังมีกิจกรรมด้าน CSR พร้อมทั้งดูแลสาธารณชนใน ละแวกองค์การที่ได้รับผลกระทบและมีการจัดทารายงานความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาถึงการคิดต้นทุน สิ่งแวดล้อม หนี้สินสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นเพื่อนาไปพัฒนาองค์การและสภาพแวดล้อมต่อไป คณะผู้จัดทา
  • 3.
    สารบัญ เรื่อง หน้า กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 1 การวิเคราะห์องค์ประกอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ  การจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 2  การจัดทารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) 6  การจัดทาประชาพิจารณ์ 8  การขอรับอนุญาตจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม 16 ความหมายผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 17 การจัดทาบัญชีที่เกี่ยวข้อง  การจัดทา EIA ที่มีผลกระทบต่อบัญชีของบริษัท 25  ส่งผลกระทบต่อ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายอย่างไร 30  การดาเนินการทางบัญชี 31 ตัวอย่างของบริษัทและการพัฒนาปิโตรเลียม  ข้อมูลเกี่ยวกับองค์การ แนวคิดและการดาเนินงาน 34  คดีพิพาทของบริษัท 48  ผลที่บริษัทได้รับ 57  การพัฒนาปิโตรเลียม 58  ผลกระทบต่อการจัดการบัญชีปิโตรเลียม 65 บรรณานุกรม 67
  • 4.
    ห น้า |1 บทที่ 1 กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67
  • 5.
    ห น้า |2 บทที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ การจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • 6.
    ห น้า |3 โครงการที่ต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการและโครงการที่ไม่ต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี สานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กองวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องตรวจสอบ ความถูกต้องสมบูรณ์ ภายใน 15 วัน ถ้ารายงานไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ จะถูกส่งกลับไปให้เจ้าของโครงการ แก้ไข แต่ถ้าถูกต้องสมบูรณ์ สานักงานฯ จะพิจารณาเสนอความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายใน 15 วัน เพื่อนาเสนอให้คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาต่อไปให้แล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน ในกรณีที่คณะกรรมการผู้ชานาญการให้ความเห็นชอบกับรายงานฯ หน่วยงานผู้อนุญาตจะออก ใบอนุญาต ให้เจ้าของโครงการดาเนินการต่อไปได้ แต่หากไม่เห็นชอบกับรายงานฯ ให้เจ้าของโครงการ ดาเนินการแก้ไขรายงานฯ แล้วยื่น รายงานที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือได้จัดทาใหม่ทั้งฉบับ แล้วให้สานักงานฯ สรุปผลการพิจารณา และนาเสนอคณะกรรมการผู้ชานาญการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ถ้าคณะกรรมการผู้ ชานาญการมิได้ พิจารณาให้แล้วเสร็จตามกาหนดเวลาให้ถือว่าคณะกรรมการผู้ชานาญการเห็นชอบกับรายงานฯ ฉบับแก้ไขนั้น หน่วยงานผู้อนุญาต สามารถออกใบอนุญาตให้เจ้าของโครงการดาเนินการต่อไปได้ ภาพที่1 : ขั้นตอนการพิจารณา EIA สาหรับ โครงการที่ต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการและโครงการที่ไม่ต้อง เสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
  • 7.
    ห น้า |4 โครงการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และโครงการร่วมกับเอกชนซึ่งต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะต้องจัดทา รายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นศึกษาความเหมาะสมของโครงการ เพอื่ นาเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดย สานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม จะเป็นฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีอาจขอรับความเห็นจากบุคคล หรือสถาบันเพอื่ประกอบการพิจารณาให้ความเห็นต่อโครงการฯ ได้ ในการพิจารณารายงานฯโดยที่โครงการประเภทนี้ ไม่ได้กา หนดระยะเวลาในการพิจารณาไว้ในกฎหมาย
  • 8.
    ห น้า |5 ขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การพิจารณาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาผู้มี สิทธิขอรับใบอนุญาตทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่ง แวดล้อมของสานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการดาเนินการทั้งสิ้น 10 ขั้นตอน รวมระยะเวลาไม่เกิน 55 วันทาการ ดังนี้ ขั้นตอน ระยะเวลา 1. งานสารบรรณส่งเรื่องให้กลุ่มงานนิติการ 1 วัน 2. กลุ่มงานนิติการตรวจสอบคุณสมบัตินิติบุคคล 2 วัน 3. กลุ่มงานนิติการส่งเรื่องให้สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1 วัน 4. สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตรวจสอบเอกสารแสดงคุณสมบัติผู้เสนอขอ เป็นผู้ชานาญการ 7 วัน 5. สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสรุปคุณสมบัติ ผลงาน และประสบการณ์ ของนิติบุคคลผู้เสนอขอเป็นผู้ชานาญการและเจ้าหน้าที่ 10 วัน 6. คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขออนุญาตทารายงานฯ สัมภาษณ์ ผู้เสนอขอเป็น ชานาญการ 20 วัน 7. คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาผู้มีสิทธิทารายงานฯ พิจารณาขั้นสุดท้าย - วัน 8. สรุปมติการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาผู้มีสิทธิฯ 3 วัน 9. รับรองมติคณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณาผู้มีสิทธิฯ 7 วัน 10. แจ้งผลการพิจารณา 4 วัน รวม 55 วัน
  • 9.
    ห น้า |6 การจัดทารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
  • 10.
    ห น้า |7 ความหมายของ EHIA EHIA มาจากตัวย่อของ EIA และ HIA ซึ่งเป็นการศึกษาถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่ง HIA เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาผลกระทบใน EIA โดย EIA เป็นตัวย่อมาจาก Environmental Impact Assessment ซึ่งหมายถึง การประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสุขภาพหรือความสมบูรณ์ของ สิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะมีผลต่อสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการ เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งอาจนาไปสู่ภัยพิบัติต่อสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรง การประเมินผล กระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสุขภาพหรือความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบ รวมทั้ง ความเสี่ยงที่จะมีผลต่อสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่ง บางครั้งอาจนาไปสู่ภัยพิบัติต่อสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรง สาหรับประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ซึ่งในปีในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงกฎหมายสิ่งแวดล้อมออกเป็น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ใน ส่วนของการทารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกฎหมายฉบับดังกล่าวได้มีการกาหนดหลักเกณฑ์ แก่ผู้รักษาการ (แต่ยังมิได้ระบุไว้ในมาตราโดยตรง) วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ แนวทางการจัดทารายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องนาเสนอพร้อมรายงานฯ เพิ่มเติม โดยที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้ระบุไว้ชัดในมาตราที่ 56 โดยมีประเด็นหลักที่สาคัญ คือ โครงการพัฒนาใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดาเนิน กิจการใด ๆ หากไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน ดังนั้น จากกฎหมายหลักฉบับนี้ของไทย ทาให้ กฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว
  • 11.
    ห น้า |8 การทาประชาพิจารณ์ คาว่า ประชาพิจารณ์ ประกอบด้วยคาว่า ประชา หมายถึง ประชาชน กับคาว่า พิจารณ์ ซึ่งหมายถึง พิจารณา ตรวจตรา สอบสวน ให้ความคิดเห็น ประชาพิจารณ์ หมายถึง รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องที่มีผลกระทบชีวิตของประชาชนทุก คน การทาประชาพิจารณ์ควรจัดให้ได้รับความคิดเห็นจากประชาชนทุกหมู่เหล่า และทาในวงกว้างเพื่อให้ได้ ข้อสรุปที่สะท้อนความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจดาเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีผล ต่อประชาชนจานวนมาก การประชาพิจารณ์เป็นกระบวนการที่รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในปัญหาสาคัญ ของชาติที่มีข้อให้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลโดย ละเอียด แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลต่อโครงการหรือนโยบายนั้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยก็ตามรวมทั้งการทาประชาพิจารณ์เป็นการดาเนินกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็น ทางการ ตามระเบียบสานักนายกฯ จึงจาเป็นต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ มีการประกาศเชิญ ชวนให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชาพิจารณ์ มีการลงทะเบียนเพื่อการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ วัตถุประสงค์ของการทาประชาพิจารณ์ การประชาพิจารณ์เป็นที่เปิดโอกาสสาหรับบุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐได้แสดงความคิดเห็น ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยอาจจะใช้การพิจารณาเป็นการประชุมหารืออย่างเป็นทางการระหว่าง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบต่อการดาเนินโครงการ และกลุ่มผลประโยชน์ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียจาก โครงการดังกล่าว หน่วยงานของรัฐไม่จาเป็นต้องได้รับอานาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในการจัด ประชาพิจารณ์ โดยถือเป็นเรื่องที่ปกติและเป็นการเหมาะสมที่รัฐบาลจะปรึกษาประชาชนก่อนการเนินการที่ สาคัญ ประชาพิจารณ์ไม่ใช่การดาเนินคดีที่ประกอบไปด้วยโจทย์ และจาเลย แม้ว่าในกระบวนการประชา พิจารณ์ผู้เข้าร่วมอาจได้รับอนุญาตให้ส่งหนังสือหรือเอกสารแก่ส่วนราชการ กระบวนการจะเป็นไปตามที่ส่วน ราชการเห็นสมควร และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ตัดสินใจดาเนินการตามดุลยพินิจของตน แม้ว่าบุคคลในกระบวนการประชาพิจารณ์ไม่เห็นด้วยเป็นจานวนเท่าใดก็ตาม ประชาพิจารณ์จัดทาขึ้นเพื่อ จุดประสงค์ดังต่อไปนี้
  • 12.
    ห น้า |9 1. เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐสอดคล้องกับประโยชน์ 2. เพื่อลดความขัดแย้งจากการตัดสินใจของรัฐ 3. เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอแก่ประชาชน 4. เพื่อเป็นทางเลือกในการมีส่วนรวมของประชาชนต่อการตัดสินใจของรัฐ 5. เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด หลักการประชาพิจารณ์ (สืบวงค์ กาฬวงค์, 2546) มีดังนี้ 1. จะต้องกระทาขึ้นก่อนมีการตัดสินใจของรัฐ 2. จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง 3. การดาเนินการประชาพิจารณ์ต้องเป็นไปโดยเที่ยงตรงและเปิดเผย 4. ข้อสรุปจากการประชาพิจารณ์มีฐานะเป็นเพียงข้อเสนอแนะ บทบาทของการประชาพิจารณ์ในทางกฎหมาย และการบริหารราชการ การพิจารณ์ทางนิติบัญญัติ : กระบวนการศึกษาปัญหาด้านนโยบายเบื้องต้น การประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเสนอเพื่อให้เกิดเป็นโครงการต่าง ๆ นั้น โดยกระบวนการมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นแรก การกาหนดสภาพของปัญหาและประเด็นที่จะทาการพิจารณา คณะกรรมาธิการแต่ละคณะมี คณะทางานซึ่งมีประสบการณ์ เฉพาะด้าน และประกอบด้วยนักกฎหมายจานวนหนึ่ง คณะทางานจะรวบรวมผล การศึกษา และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และจัดให้มีการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการไปยังผู้เชี่ยวชาญ จากนั้น ประธานคณะกรรมาธิการ และสมาชิกกรรมาธิการในคณะจะพิจารณาว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องใดบ้างที่ต้องเชิญให้ เข้าร่วมการพิจารณ์ 2. ขั้นที่สอง การคัดเลือกบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ
  • 13.
    ห น้า |10 ประการแรก คือการรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทาบันทึก บันทึกข้อมูลนี้จะมอบให้กับสมาชิกนิติบัญญัติในขณะ พิจารณาร่างกฎหมาย และจะเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติร่างกฎหมายที่ผ่านการ พิจารณา ประการที่สอง การคัดเลือกบุคคลผู้ชี้แจง คือ การสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองในการผ่านร่างกฎหมาย วัตถุประสงค์นี้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการทาให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบถึงโครงการ และการได้รับความ ไว้วางใจของประชาชน เพื่อให้ผู้สังเกตการณ์มองว่าคณะกรรมาธิการดาเนินการอย่างยุติธรรม 3. ขั้นที่ 3 ขั้นตอนการทาประชาพิจารณ์ ประธานคณะกรรมาธิการจะทาหน้าที่ประธาน และกรรมาธิการอื่นซึ่ง เป็นสมาชิกนิติบัญญัติจากพรรคการเมืองจะปรากฏตัวหลังแท่นเวที โดยมีคณะทางานอยู่เบื้องหลังเพื่อให้ความ ช่วยเหลือในการประชาพิจารณ์ บุคคลที่ได้รับเชิญจะยื่นหนังสือหรือเอกสาร และจะนาเสนอข้อมูลดังกล่าวโดย สรุปด้วยวาจา กรรมธิการจะสอบถามเพื่อความกระจ่างของข้อมูล หรือเพื่อความชัดเจนในประเด็นที่มี ความสาคัญ หรือเพื่อโต้แย้งและแสดงความไม่เห็นด้วยกับผู้ได้รับเชิญ โดยคณะทางานมักเตรียมคาถามให้ สมาชิกนิติบัญญัติเป็นการล่วงหน้า ตามปกติบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จะนั่งสังเกตการณ์ในกลุ่มผู้เข้าร่วม ประชุม 4. ขั้นที่ 3 การรวบรวมบันทึก มีการพิมพ์บันทึกการพิจารณ์ซึ่งจะรวมหนังสือหรือเอกสาร ซึ่งบุคคลที่ได้รับเชิญ เตรียมไว้ล่วงหน้า บ่อยครั้งที่จะมีคาถามในระหว่างการพิจารณ์แก่บุคคลที่ได้รับเชิญ และต้องให้ตอบเป็นลาย ลักษณ์อักษรในการบันทึกการพิจารณ์ ซึ่งจะมอบแก่สมาชิกนิติบัญญัติในการพิจารณาร่างกฎหมาย การประชาพิจารณ์ในขั้นตอนการปฏิบัติตามนโยบาย แม้ว่าจะมีการศึกษาและถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งก่อนที่จะมีการตรากฎหมายเพื่อดาเนินการแก้ไข ปัญหาหรือดาเนินโครงการใด และแม้จะมีการตรากฎหมายแล้ว กฎหมายซึ่งให้อานาจดาเนินการแก่หน่วยงาน ดังกล่าวมักไม่กาหนดแนวทางการดาเนินการที่ชัดเจน เช่น กฎหมายกาหนดให้อานาจการสร้างเขื่อนหรือทาง ด่วน แต่ก็มิได้กาหนดสถานที่ในการดาเนินการไว้ ดังนั้นในขั้นตอนการดาเนินการตามกฎหมายจึงจาเป็นต้องมี การประชาพิจารณ์ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากการพิจารณ์ทางนิติบัญญัติที่ได้กล่าวถึงข้างต้น 1. การออกกฎระเบียบอย่างไม่เป็นทางการ : การพิจารณ์ทางการปกครอง
  • 14.
    ห น้า |11 ส่วนราชการมักต้องออกกฎเกณฑ์ทั่วไป เพื่อดาเนินการตามที่กฎหมายแม่บทกาหนด กฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจมี เนื้อหาเป็นการกาหนดระดับของมลพิษทางอุตสาหกรรม หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของ รัฐบาลกาหนด ขั้นตอนดาเนินงานที่ง่ายสาหรับการออกกฎ โดยขั้นแรกหน่วยงานจะแจ้งต่อสาธารณชน โดยแจ้งจะระบุ ข้อเสนอเบื้องต้นของหน่วยงาน และเชิญให้บุคคลทั่วไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอเป็นลายลักษณ์ อักษร จากนั้นหน่วยงานต้องเปิดรับข้อสังเกตตามระยะเวลาที่กาหนดซึ่งอาจเป็นระยะเวลาสามสิบหรือหกสิบวัน และหลังจากหน่วยงานพิจารณาข้อสังเกตและได้ร่างกฎระเบียบเรียบร้อยแล้ว หน่วยงานต้องอธิบายเกี่ยวกับ เนื้อหาของกฎเกณฑ์ดังกล่าวด้วย ตัวอย่างเช่นเมื่อสานักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะออกกฎกาหนดระดับมลพิษทางน้าและอากาศของกิจการ อุตสาหกรรม สานักงาน ฯ จะต้องแจ้งต่อสาธารณชนถึงวัตถุประสงค์ในการดาเนินการและระดับของมลพิษที่จะ กาหนด หลังจากได้รับข้อสังเกตจากกลุ่มอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมแล้ว สานักงานฯ จะพิจารณาว่ากฎที่จะ กาหนดควรมีลักษณะและเนื้อหาเช่นใด และในการประกาศกฎ สานักงานฯ จะระบุเหตุผลความจาเป็นในการ ออกกฎดังกล่าว ซึ่งเป็นการตอบคาถามต่อข้อสังเกตที่สาคัญว่าเหตุใดจึงได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธไปในตัว ขั้นตอนการออกกฎอย่างไม่เป็นทางการเป็นวิธีการที่ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียเงินค่าใช้จ่ายสูง และมีประสิทธิภาพใน การเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์ที่อาจได้รับผลกระทบ แจ้งให้รัฐบาลทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดจาก โครงการของรัฐบาล นอกจากนั้นกลุ่มผลประโยชน์ยังมั่นใจว่าตนมีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นและได้รับ คาตอบจากรัฐบาล อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ก็ไม่ถือเป็นการพิจารณ์ทางนิติบัญญัติ เนื่องจากผู้มีอานาจ ตัดสินใจมิได้เผชิญหน้ากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องให้มีการดาเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย วาจาโดยตรง ดังนั้นการออกกฎอย่างไม่เป็นทางการจึงถูกเรียกในบางครั้งว่า ‚การพิจารณ์ด้วยเอกสาร‛ กระบวนการนี้ถือเป็นการพิจารณ์อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้แสดงความคิดเห็นสามารถคาดหวังได้ว่าความคิดเห็น ของตนจะได้รับการพิจารณา แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการนี้ก็ไม่มีความยืดหยุ่นเท่ากับการนาเสนอด้วยวาจา และไม่เป็นที่พึงพอใจเท่ากับการปรากฏตัวและมีส่วนร่วมในกระบวนการในบางครั้ง ส่วนราชการเลือกที่จะเพิ่ม กระบวนการพิจารณ์ทางนิติบัญญัติในการพิจารณ์ด้วยเอกสารสาหรับการออกกฎ โดยอาจจัดให้มีการพิจารณ์ขึ้น ในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในการออกกฎหมาย การดาเนินการเช่นนี้ เป็นการรวมประโยชน์ของทั้งสองกระบวนการไว้ด้วยกัน
  • 15.
    ห น้า |12 2. การออกกฎอย่างเป็นทางการ กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองยังกาหนดขั้นตอนไว้อย่าง ละเอียด สาหรับการออกกฎซึ่งเรียกว่า การออกกฎอย่างเป็นทางการ อันมีลักษณะเป็นกระบวนการพิจารณาคดี เพื่อการออกกฎโดยมีบุคคลที่ได้ระบุชื่อโดยเฉพาะเจาะจงสองฝ่าย ซึ่งจะส่งเอกสารหลักฐานที่อาจมีการโต้แย้ง ความถูกต้อง และมีผู้พิพากษาคดีปกครองทาคาตัดสิน ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งกฎหมายกาหนดให้สานักงานอาหาร และยาจัดให้มีการพิจารณาคดีเพื่อตัดสินปริมาณของถั่วเหลืองและน้ามันในเนยถั่วเหลืองซึ่งใช้เวลาตัดสินนาน กว่าสิบปี การออกกฎอย่างเป็นทางการเป็นกระบวนการที่ล่าช้า และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ใน ปัจจุบัน 3. การออกกฎโดยเจรจา ส่วนราชการได้ทาการทดลองกระบวนการใหม่ที่เรียกว่า การออกกฎโดยการเจรจา โดยมีแนวคามคิดในการรวบรวมกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กาลังพิจารณา เพื่อทาการเจรจา เกี่ยวกับโครงการและหาข้อสรุปที่เป็นฉันทานุมัติ สาหรับการพิจารณาของส่วนราชการ โดยส่วนราชการจะ คัดเลือกกลุ่มผลประโยชน์ที่อาจเข้าร่วมและจัดเจ้าหน้าที่เพื่อทาหน้าที่เป็นผู้ประสานในการดาเนินการประชุม และทบทวนข้อสรุป หากข้อสรุปเป็นที่ยอมรับหน่วยงานจะนาเสนอข้อเสนอดังกล่าวต่อสาธารณชนเสมือนเป็น ข้อเสนอของหน่วยงานเอง ปัจจุบันยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการออกกฎโดยการเจรจาได้ประสบ ความสาเร็จเพราะแม้ว่าจะมีประโยชน์ในแง่การเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์มีส่วนร่วมในขั้นต้น แต่ข้อเสีย ของวิธีการดังกล่าวคือหน่วยงานอาจเสียการควบคุมกระบวนการตัดสินใจของตนเอง การกาหนดรูปแบบการประชาพิจารณ์ในกระบวนการดาเนินการตามนโยบาย (ปัญญา อุดชาชน, 2545 อ้างใน สมพิศ สุขแสน) วิธีการจัดการประชาพิจารณ์ในสถานการณ์ต่างๆ มีดังนี้ 1.เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบในการดาเนินการพิจารณ์ โดยปกติเมื่อหน่วยงานจัดให้มีการพิจารณ์ข้าราชการ ระดับสูงของหน่วยงานมักได้รับเลือกให้เป็นผู้ดาเนินการพิจารณ์ ข้าราชการผู้ทาหน้าที่ประธานในการพิจารณ์ มักเป็นนักกฎหมาย เนื่องจากอาจมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการและการปฏิบัติอย่าง เป็นธรรมในการพิจารณ์ และมักเป็นผู้มีความคุ้นเคยกับประเด็นปัญหาที่จะทาการพิจารณา เนื่องจากการประชา พิจารณ์อาจใช้เวลายาวนาน ข้าราชการผู้เป็นประธานอาจต้องทาหน้าที่เป็นระยะเวลาต่อเนื่องเพื่อดาเนินการ
  • 16.
    ห น้า |13 พิจารณ์และรวบรวมผล พร้อมทั้งทาข้อเสนอเพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานจะดาเนินการพิจารณ์ด้วยตนเอง เพื่อ แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของเรื่องที่พิจารณา 2. บุคคลผู้เข้าร่วมในการพิจารณ์ การแจ้งการพิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ของทางการต่อสาธารณะ อาจนามาซึ่งการ ตอบรับของสาธารณะมากเกินกว่าที่หน่วยงานจะรับพิจารณาได้ บางหน่วยงานได้ประสานกระบวนการทั้งสอง ในการเชิญบุคคล โดยในขั้นตอนแรกหน่วยงานจะแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงการพิจารณ์ด้วยเอกสาร และเมื่อ ทราบจากข้อสังเกตที่ได้รับว่ามีกลุ่มผลประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องและมีความสาคัญก็จะเชิญกลุ่มผลประโยชน์นั้น เข้าร่วมการประชาพิจารณ์ต่อไป 3. สถานที่จัดการพิจารณ์ รัฐบาลมักจัดการประชาพิจารณ์ในเมืองหลวงของประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของทั้ง หน่วยงานและกลุ่มผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามไม่นานมานี้หน่วยงานเริ่มที่จะจัดการประชาพิจารณ์ในเมืองใน ระดับภูมิภาคที่สาคัญเช่นเดียวกัน แม้ว่าข้อเสนอจะมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศและเมื่อข้อเสนอมี ผลกระทบอย่างมากต่อเขตพื้นที่ใด แน่นอนว่าจะมีการจัดประชาพิจารณ์ในเขตพื้นที่นั้น 4. เวลาในการจัดการพิจารณ์ เวลาในการจัดการประชาพิจารณ์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน หาก หน่วยงานต้องการแนวทางในการดาเนินการเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการ ก็ควรจัดให้มีการพิจารณาในชั้นแรก แต่หากประสงค์ให้มีการวิจารณ์ข้อเสนอเป็นการเฉพาะก็ควรจัดการ พิจารณาขึ้นในช่วงเวลาต่อมา 5. กระบวนการในการพิจารณ์ การพิจารณ์ทางเอกสารเป็นกระบวนการพิจารณ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของ หน่วยงานและกลุ่มผลประโยชน์ นอกจากนั้นยังมีความเหมาะสมสาหรับประเด็นปัญหาที่มีลักษณะทางเทคนิค สูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการใช้การพิจารณ์ทางนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามการพิจารณ์ทางเอกสารอาจมีประโยชน์ไม่ มากนักสาหรับประชาชนโดยทั่วไปซึ่งอาจแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 6. ขั้นตอนก่อนการทาประชาพิจารณ์ เมื่อรัฐบาลตัดสินใจที่ให้มีการทาประชาพิจารณ์ สิ่งที่สาคัญที่สุดใน เบื้องต้นคือ การแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ ความสาเร็จและการยอมรับของประชาชนขึ้นอยู่กับการ ทางานของคณะกรรมการประชาพิจารณ์เป็นสาคัญ ดังนี้ 6.1 ขั้นตอนก่อนทาการประชาพิจารณ์ (Pre-hearing stage) 6.2 ขั้นตอนการทาประชาพิจารณ์ (Hearing stage)
  • 17.
    ห น้า |14 6.3 ขั้นตอนควบคุมความประพฤติและการปฏิบัติตามกระบวนการทาประชาพิจารณ์ 7. การปฏิบัติตามรายงานของคณะกรรมการประชาพิจารณ์ คณะกรรมการประชาพิจารณ์ด้วยความช่วยเหลือ ของคณะกรรมการที่ปรึกษา มีหน้าที่จัดทาผลสรุปการศึกษาการทาประชาพิจารณ์ขั้นสุดท้าย (Final Report) พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานต่อผู้แต่งตั้ง 8. การปฏิบัติตามรายงานสรุปผลการศึกษา การทาประชาพิจารณ์ โดยปกติแล้ว เอกสารรายงานสรุปผล การศึกษาการทาประชาพิจารณ์เพื่อได้ส่งรายงานให้รัฐบาลแล้ว เอกสารจะได้รับการเผยแพร่ต่อประชาชนทันที แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการตัดสินใจการปฏิบัติตามสรุปผลการศึกษาการทาประชา พิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากต้องรับผิดชอบทางการเมือง และการตรวจสอบโดยสื่อมวลชน 9. งบประมาณ สาหรับการทาประชาพิจารณ์ โดยทั่วไปแล้วรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอตาม ความเหมาะสมตามกรอบการศึกษาของการทาประชาพิจารณ์ในแต่ละเรื่อง ดังนั้นจานวนค่าใช้จ่ายจะมีจานวน แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษระและระยะเวลาของการศึกษา ผลกระทบของการประชาพิจารณ์ ประชาพิจารณ์อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินสามประการคือ ประการแรก กระบวนการสาธารณะทุกอย่างต้องเสียค่าใช้จ่ายและทาให้การตัดสินใจล่าช้า การพิจารณ์ทางนิติ บัญญัติที่จัดขึ้นในหลายสถานที่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการพิจารณาด้วยเอกสาร ประการที่สอง ในบางครั้งกระบวนการทางสังคมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหน่วงเหนี่ยวหรือก่อให้เกิดความ สับสนกับโครงการของรัฐบาล กลุ่มผลประโยชน์ที่โต้แย้งโครงการใดโครงการหนึ่งมักอ้างต่อศาลว่า ตนไม่ได้ รับสิทธิในการเข้าร่วมการพิจารณ์ตามที่กฎหมายกาหนด และร้องขอให้มีการพิจารณาคาตัดสินของหน่วยงาน ใหม่ ทาให้เห็นว่าประเทศไทยอาจต้องทดลองขั้นตอนการประชาพิจารณ์ซึ่งหน่วยงานมีสิทธิเด็ดขาดในการ ตัดสินใจดาเนินการโดยไม่ให้สิทธิในการอุทธรณ์ หรืออาจใช้กระบวนการของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ประการที่สาม เป็นประการที่สาคัญที่สุด คือกระบวนการสาธารณะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของหน่วยงาน ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาทั่วไปที่มีลักษณะทางเทคนิค
  • 18.
    ห น้า |15 การประชาพิจารณ์ในปัจจุบัน ได้ตอบสนองต่อกลุ่มผลประโยชน์ที่มีจานวนมากขึ้น แนวโน้มในการนา กระบวนการประชาพิจารณ์มาใช้เพื่อให้การดาเนินการของส่วนราชการตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชนมากขึ้น จึงถือเป็นการคุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป บ.ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน) จัดทาประชาพิจารณ์ เตรียมขยายโรงผลิต ท่ามกลางชาวบ้านที่เห็นด้วยและหวั่น ความปลอดภัยในทุกด้าน บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นการทบทวนร่างรายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในโครงการโรงงานเอทิลเบนซีนสไตรีนโมโนเมอร์ (ขยายกาลงการ ผลิต ครั้งที่ 1 ) โดยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพด้วยพลังงานสะอาด บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ ประชาชนจากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น มากกว่า 300 คน ณ โรงแรมสตาร์ อ.เมือง จ.ระยอง ทั้งนี้การจัดประชุมก็ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของร่าง รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้นาเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อนาไปปรับปรุงร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ขณะที่ชาวบ้านหลายคนที่อาศัยใกล้โรงงานฯดังกล่าว บอกว่า เมื่อในสมัย ก่อน มีปัญหามากจริง แต่ ในช่วง 2-4 ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าดีขึ้น เมื่อมีปัญหา โรงงานก็เข้ามาดูแล ตรงไหนที่ไม่ดีก็บอกให้โรงงานมาแก้ไข ซึ่งทางชุมชนก็อยู่ได้ และคนในชุมชนส่วนมากก็อายุยืน ซึ่งเรื่องต่าง ๆ ในชุมชน โรงงานก็ให้ความช่วยเหลือทั้ง ในเรื่องของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ทุกสิ้นเดือนจะมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้ามาดูแล รวมไปถึงสวนสุขภาพใน ชุมชนด้วย ถ้าชุมชนต้องการอะไร จะเสนอโครงการไป โรงงานก็เข้ามาดูแลเอาใจใส่ ส่วนเรื่องความปลอดภัย รู้สึกมั่นใจ เพราะ โรงงานมอบถังดับเพลิง 50 ลูก ติดตั้งในแต่ละจุด ภายในชุมชน
  • 19.
    ห น้า |16 การขอรับอนุญาตจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
  • 20.
    ห น้า |17 บทที่ 3 ความหมายของการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือที่เราเรียกติดปากว่า EIA (Environmental Impact Assessment) หมายถึงการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงที่จะมีผลต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่ง บางครั้งอาจนาไปสู่ภัยภิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง วัตถุประสงค์ของการประเมินก็เพื่อให้เป็นการประกัน ได้ว่า ผู้ที่มีอานาจในการตัดสินใจ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของโครงการพัฒนาที่จะมีต่อ สิ่งแวดล้อมก่อนทาการอนุมัติให้ดาเนินโครงการ ตามหลักการและวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น หากหน่วยงานที่รับผิดชอบมีการปฏิบัติอย่างเข้าใจ และมี ความเที่ยงธรรมแล้ว กระบวนการ EIA ก็จะเป็นกระบวนการที่เป็นที่พึ่งของประชาชน สามารถสะท้อนปัญหา ความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนได้ แต่จากการมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จากกรณี โครงการขุดเจาะสารวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทาน รอบๆ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน พบว่ากระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ถือปฏิบัติกันอยู่ มิได้มีเป้าประสงค์ที่จะ ศึกษาผลกระทบจากการดาเนินโครงการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่ อนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ เสมือนหนึ่งว่าเป็นการศึกษาเพื่อให้ครบกระบวนความตามที่ กฎหมายกาหนดไว้เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าบริษัทผู้รับทา EIA ยังไม่เคยมีรายงานปรากฏให้เห็นเลยว่า ผู้รับ สัมปทานรายใดไม่ควรจะดาเนินโครงการ ในขณะเดียวกันหน่วยงานผู้พิจารณาโครงการก็ไม่ปรากฏเช่นกันว่า มี มติสั่งระงับการขุดเจาะสารวจหรือผลิตปิโตรเลียมหลุมใดหรือแปลงใด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ EIA เป็นเพียงเครื่องมือหาความชอบธรรม ในการเข้าถึงทรัพยากรของ ประเทศ จึงเกิดกระแสการต่อต้านและไม่ยอมรับ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของบริษัท รวมถึงการไม่ยอมรับ ในเนื้อหา หรือระเบียบปฏิบัติของ EIA เอง ดังเป็นข่าวปรากฏแทบทุกพื้นที่ในภาคใต้ที่มีการจัดเวทีรับฟังความ คิดเห็น
  • 21.
    ห น้า |18 ความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดทา EIA 1. การแจ้งข้อมูลข่าวสารล่าช้าไม่ทั่วถึง ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เกือบทุกกรณีผู้เข้าร่วมเวทีจะได้รับ การแจ้ง วันเวลา อย่างกระชั้นชิด หรือไม่ได้รับทราบ ไม่ทั่วถึง ทาให้มีผู้เข้าร่วมน้อย และไม่มีการเตรียมตัว ควร จะต้องมีการระบุให้เป็นระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนถึงระยะเวลาที่เหมาะสม และจะต้องใช้สื่อประเภทใดบ้าง เพื่อให้ ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง 2. การคัดเลือกพื้นที่และกลุ่มตัวอย่างรับฟังความคิดเห็นไม่เหมาะสม ในทางปฏิบัติ บริษัทผู้ศึกษาผลกระทบ มักเลือกพื้นที่ศึกษาที่เห็นว่าจะได้คาตอบที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทผู้ว่าจ้าง (ผู้รับสัมปทาน) เช่น พื้นที่ห่างไกล จากแท่นขุดเจาะ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพพื้นที่และปัญหาที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการเลือกพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ควรจะได้รับการกากับดูแลจากหน่วยงานที่เป็นกลาง หรือราชการ หรือคณะกรรมการที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อ พิจารณา การเลือกกลุ่มตัวแทนเพื่อเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือเพื่อสอบถามความคิดเห็น มักไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และกลุ่มอาชีพ ทาให้ประชาชนจานวนมากยังไม่รับทราบว่ามีการเข้ามารับฟังความคิดเห็นแล้ว ในขณะที่บริษัท ผู้จัดมักเน้นการเชิญข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนองค์กร ทาให้บรรยากาศการ ประชุมไม่เอื้อต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน 3. รูปแบบการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่แล้ว บริษัทที่ปรึกษาผู้จัดเวทีมักเลือกเอาสถานที่ ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด เทศบาล อาเภอ หรือแม้แต่ใน สานักงานพลังงานจังหวัดเป็นสถานที่จัด แล้ว นาเอาข้าราชการระดับสูงมาเป็นประธาน เพื่อผลทางจิตวิทยาต่อผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งหากประธานมีความโน้ม เอียงไปทางผู้รับสัมปทาน ก็ยิ่งทาให้เป็นเวทีไม่มีผู้คัดค้าน หรือมีก็น้อย ในบางกรณี หน่วยราชการ เช่น กรม เชื้อเพลิงธรรมชาติ ก็เคยลงมาเป็นผู้ดาเนินรายการเอง จัดเวทีร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งก็ยิ่งทาให้ดูไม่เหมาะสม มากขึ้น เพราะผู้ดาเนินรายการมักวางตัวไม่เป็นกลาง 4. การหลีกเลี่ยงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เป็นวิธีการที่บริษัทที่ปรึกษาและบริษัทน้ามันนิยมปฏิบัติ (Focus Group) โดยการนัดหมายการพูดคุยในกลุ่มเล็กๆ อาจนัดหมายเฉพาะบุคคลคนเดียว หรือ 2 – 3 คน การพูดจามี เหตุผล หว่านล้อม และเสนอประโยชน์ สามารถเปลี่ยนความคิด หรือลดระดับการต่อต้านลงได้ หากไม่มีความ มั่นคงในจิตใจเพียงพอ หรือขาดข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะโต้แย้งความคิด การพูดคุยแบบเจาะรายบุคคลเช่นนี้ บริษัท
  • 22.
    ห น้า |19 ที่ปรึกษามักอ้างว่าเป็นขั้นตอนและวิธีการหนึ่งในการศึกษาผลกระทบ และอ้างความชอบธรรม ว่าได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขตามกฎหมาย และอ้างต่อชุมชนได้ว่าได้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว 5. เนื้อหาในการศึกษาผลกระทบทาไม่ครบถ้วน การศึกษาผลกระทบทุกบริษัทมิได้ทาการประเมินผลกระทบ หรือความเสียหายในเชิงธุรกิจของพื้นที่ ในกรณีที่เกิดน้ามันรั่วไหล แต่กลับพยายามบอกว่า ไม่มีโอกาสจะเกิด การรั่วไหล เนื่องจากสารพัดเหตุผล เช่น มีมาตรฐานการทางานดี มีระบบควบคุมน้ามันรั่วไหลที่ดี ซึ่งไม่ใช่การ ตอบคาถามของสังคม การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคาถามก็เนื่องจากว่า หากเกิดเหตุการณ์รั่วไหลที่รุนแรงจริงบริษัท ผู้รับสัมปทานไม่สามารถจะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ทั้งความเสียหายต่อธุรกิจด้านท่องเที่ยว และด้าน อื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่บนเกาะและนอกเกาะ ทั้งนี้เนื่องจากว่าขนาดและจานวนประเภทธุรกิจที่เชื่อมโยงอยู่กับการ ท่องเที่ยวบนเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่านั้น มีขนาดใหญ่มาก และมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่บริษัทจะรับ ชดเชยค่าเสียหายได้ แต่ก็มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาว่าหากเกิดกรณีสถานการณ์เลวร้ายขึ้น มี อะไรบ้างที่กระทบ และคิดเป็นมูลค่าเท่าไร การประเมินความเสียหายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เช่นเดียวกับกรณีความเสียหายเชิงธุรกิจ ในกรณีเกิด สถานการณ์เลวร้ายขึ้น ธรรมชาติอะไรบ้างที่ต้องสูญเสียไป หรือต้องฟื้นฟูให้กลับมาเช่นเดิม เช่น คุณภาพน้า ทะเล ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์หายาก หาดทราย เป็นต้น และหากประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วคิด เป็นมูลค่าเท่าไร สิ่งเหล่านี้บริษัทผู้ศึกษาผลกระทบมิเคยเอ่ยถึง และไม่ต้องการให้ประชาชนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริง 6. การสรุปเนื้อหารายงานผลกระทบไม่สอดคล้องความเป็นจริง ในการสรุปเนื้อหาการประชุมรับฟังความ คิดเห็น บริษัทผู้จัดมักสรุปไม่ครบถ้วน ความเห็นที่ขัดแย้งจะไม่ได้รับการบันทึกเสมอ เช่นในรายงานการรับฟัง ความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่เกาะสมุย ของบริษัทซาลามานเดอร์ แปลง G4/50 ก็ไม่มีบันทึกในรายงานว่ามีผู้คัดค้าน จานวนมากจนไม่สามารถเปิดเวทีได้ และเช่นเดียวกับการยื่นหนังสือให้การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ของ บริษัทซาลามานเดอร์เป็นโมฆะที่สานักงานพลังงานจังหวัดเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ก็ไม่มีบันทึกในรายงานการ ประชุม ซึ่งเป็นการบิดเบือนความจริงและไม่ประสงค์จะให้คณะกรรมการ คชก.ทราบ ดังนั้นการสรุปข้อมูล อื่นๆ ที่ดาเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา จึงอนุมานได้ทานองเดียวกันว่า ไม่อาจจะให้ความเชื่อถือไว้วางใจได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่มีความลาเอียงเพื่อให้บริษัทผู้ว่าจ้างได้ประโยชน์ 7. การพิจารณาของคณะกรรมการ คชก. ขาดความโปร่งใส การสรุปความเห็นขั้นคณะกรรมการผู้ชานาญการ (คชก.) ซึ่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีความรู้สึกว่ามีการ
  • 23.
    ห น้า |20 ทางานที่ปกปิด ขาดการเปิดเผยข้อมูล และการทางานต่อสาธารณชน เช่น รายชื่อคณะกรรมการที่ได้รับการ แต่งตั้ง มีบุคคลใดบ้าง ผ่านการคัดสรรโดยใคร และวิธีใด มีสัดส่วนของคณะกรรมการเช่นไร และประชาชนมี ส่วนร่วมอย่างไรบ้าง และเพราะเหตุใด เสียงคัดค้านของประชาชนเป็นเวลาถึง 4 ปีเต็ม จึงไม่มีผลต่อการระงับ ยับยั้งการอนุมัติผ่าน EIA ได้เลย จึงสมควรที่จะเปิดเผยและเผยแพร่การทางานของคณะกรรมการชุดนี้ให้ สาธารณะชนได้รับรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทางาน และไม่ตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์อย่างที่ประชาชนเข้าใจ 8. การเสนอประโยชน์แอบแฝงให้กับชุมชน ในช่วงปี 2553 เป็นที่ทราบกันดีว่ากระแสการคัดค้านการขุดเจาะ สารวจปิโตรเลียมเกิดขึ้นแทบทุกชุมชนในเกาะทั้งสาม ดังนั้นวิธีการที่บริษัทน้ามันจะได้รับการยอมรับ ก็คือการ เปลี่ยนความคิดของชุมชน ดังนั้นในช่วงปี 2553 เป็นต้นมา เราจึงพบเห็นความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ของบริษัท น้ามันทั้งของต่างชาติและสัญชาติไทย มอบให้กับชุมชน โรงเรียน องค์กร ภาคธุรกิจ กลุ่มอาชีพต่างๆ องค์กร ปกครองท้องถิ่น องค์กรสื่อ รวมทั้งที่อาจแอบแฝงมากับโครงการของภาคราชการที่ยังไม่อาจตรวจสอบยืนยันได้ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงินทุนและบุคลากรสนับสนุนดาเนินการ ได้ทาให้ชุมชนเกิดความคิดที่ สนับสนุนการขุดเจาะสารวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้น รวมทั้งเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยและไม่พอใจ ในตัวบุคคล และกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านการขุดเจาะสารวจ เพราะอาจทาให้ไม่ได้ประโยชน์หรือความ ช่วยเหลือที่คาดหวังว่าจะได้ ตัวอย่างรูปธรรมที่พบเห็นความช่วยเหลือแบบมีประโยชน์แอบแฝง เช่น การทาสี โรงเรียน การมอบเงินสนับสนุนให้องค์กรสื่อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การจัดกิจกรรมไปศึกษาดูงาน เป็นต้น การ เปลี่ยนความคิดโดยใช้เงินและวัตถุเป็นตัวล่อ เป็นวิธีการที่สร้างความเห็นแก่ตัวและความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับ สังคมอย่างเลวร้าย จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมมองไม่เห็นคุณธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและชาติ บ้านเมือง เป็นปฐมบทของการล่มสลายของชุมชน วัฒนธรรมและประเทศชาติในที่สุด ข้อเสนอเพื่อแก้ไขการศึกษาผลกระทบ (EIA) 1.) ภาครัฐต้องทบทวนทาความเข้าใจต่อหลักสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน ในสภาพความจริงที่ปรากฏ การกระทาตามนโยบายด้านพลังงานของรัฐที่กาลังสร้างผลกระทบต่อทั้ง สิ่งแวดล้อมและการดารงชีพตามปกติสุขของประชาชนและชุมชนต่างๆ ล้วนไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่ง รัฐตามระบบประชาธิปไตย ที่รัฐต้องคานึงถึงหลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 66 และ 67 ที่ กาหนดว่า ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง
  • 24.
    ห น้า |21 สมดุลย์และยั่งยืน เช่นเดียวกับหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ได้นิยามของสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมทั้งสิทธิ, เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี พันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม การละเลยหรือเพิกเฉยที่จะปฏิบัติตาม หลักสากลที่สาคัญในการบริหาร ประเทศ เท่ากับเป็นการละเมิดต่ออธิปไตยของปวงชน ซึ่งนิยามว่าประชาชนคือผู้มีอานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศ 2.) รัฐต้องเร่งทบทวนการทางานของหน่วยงานที่พิจารณาอนุมัติโครงการให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ได้ให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร่วมกับรัฐและชุมชน ในการอนุรักษ์ บารุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แล้วยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พรบ.ป่าไม้ 2484, พรบ.วัตถุ อันตราย 2535, พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เป็นต้น แต่ปัญหาความเสื่อมโทรมของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุหลักก็คือ การเลือกปฏิบัติ และขาดการ บังคับใช้อย่างจริงจังเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นจานวนมากถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่กลุ่มทุน ที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์กับผู้มีอานาจอิทธิพลต่างๆ กลับทาให้ยาก (รุจิระ บุญนาค) ไม่ต่างกับกรณี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จากการขุดเจาะปิโตรเลียมประชิดชุมชนบนเกาะและชายฝั่ง อีกทั้งยังตั้งอยู่ บนฐานทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งวางไข่และเติบโต ของปลาหลากหลายสายพันธุ์หน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตให้มีการขุดเจาะสารวจ และ ผลิตปิโตรเลียม เช่น คณะกรรมการผู้ชานาญการ (คชก.) และสานักงานสิ่งแวดล้อมและแผน (สผ.) กลับเพิกเฉย ที่จะสั่งระงับโครงการ เพื่อให้มีการทบทวนตรวจสอบตามการเรียกร้องเป็นเวลากว่า 4 ปี ของประชาชนในพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จึงเป็นการสมควรที่รัฐต้องทบทวนการพิจารณาการปฏิบัติงานของผู้เกี่ยวข้อง กับการอนุมัติการดาเนินตามโครงการขุดเจาะสารวจปิโตรเลียม โดยยึดเอาหลักและเจตนารมณ์ของกฎหมาย สิ่งแวดล้อม มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ 3.) ต้องแก้ไขระเบียบเงื่อนไขกฎหมาย เพื่อการทา EIA ที่สมบูรณ์ 3.1) รัฐต้องมีการผนวกการขุดเจาะสารวจและผลิตปิโตรเลียมให้อยู่ในประเภทโครงการก่อผลกระทบ “รุนแรง” เพื่อมิให้เป็นช่องทางให้ผู้ก่อผลกระทบใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ควรแก้ไขเงื่อนไขทางกฎหมาย ให้ครอบคลุมทุกประเภทโครงการ ไม่ว่าประเภทใด เล็กหรือใหญ่ หากมี หลักฐานหรือข้อมูลชี้ชัดว่าได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีการดารงชีพของชุมชนแล้ว จะต้องมี
  • 25.
    ห น้า |22 การศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดและรอบด้าน รวมทั้งด้านยุทธเศษสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจมวลรวมและ ชุมชน, สุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม 3.2) บริษัทหรือองค์กร ผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องมีความเป็นกลาง คุณสมบัติของความเป็นกลาง ต้อง ได้มาจากการยอมรับจากหน่วยงานและองค์กรที่มีความเป็นกลางที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ปัจจุบันบริษัทผู้รับ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีความเป็นกลาง มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทผู้รับสัมปทาน ทาให้การศึกษา ผลกระทบ ไม่อาจเชื่อถือได้ในสายตาของประชาชน กระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการ ขนาดใหญ่ จาเป็นต้องกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานทางวิชาการที่ไม่ได้อาศัยงบประมาณ หรือ ความช่วยเหลือจากกลุ่มทุนใดๆ รายละเอียดการศึกษาด้าน EIA ขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 1) ศึกษาองค์ประกอบโครงการ และลักษณะขององค์ประกอบโครงการระบบเครือข่ายน้า แผนดาเนินโครงการ ในระยะต่างๆ แผนการและวิธีการก่อสร้างอย่างละเอียด ตลอดจนความจาเป็นที่ต้องมีโครงการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะใช้เป็นพื้นฐานสาคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2) รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) พื้นฐานที่จาเป็นจากแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการรวบรวมข้อมูล ด้านสาคัญจะจัดทาเป็นระบบฐานข้อมูลเพื่อสามารถนาไปวิเคราะห์ และแสดงผลความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ สาขาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าอื่นๆ โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ศึกษาและพิจารณา การ เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในอดีตและปัจจุบันตามความจาเป็น ตลอดจนโครงการหรือแผนงานในอนาคต 3) วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ เพื่อเลือกสรรข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์หรือที่เชื่อถือได้ นามา วิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสถิติตามความจาเป็น และหาความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4) ดาเนินการสารวจภาคสนาม โดยการตรวจสอบ สังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ และการเก็บตัวอย่าง เพื่อเก็บ ข้อมูลปฐมภูมิ การเก็บตัวอย่างทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในด้านที่มีผลกระทบที่มีนัยสาคัญ และการวิเคราะห์ใน ห้องปฏิบัติการ และเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจัดทาเป็นสภาพแวดล้อมในปัจจุบันบริเวณพื้นที่โครงการ ระบบ เครือข่ายน้า
  • 26.
    ห น้า |23 5) เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล แสดงสภาพในอดีต ปัจจุบัน และการคาดการณ์หรือพยากรณ์ สภาพหรือ แนวโน้มในอนาคตในสภาวะที่ไม่มีโครงการ (Without Project Conditions) รวมถึงการแสดงความสัมพันธ์ ของ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าต่างๆ ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสาคัญ 6) วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในอนาคต ในกรณีที่มีโครงการ (With Project Conditions) ระบบเครือข่ายน้าในพื้นที่โครงการที่อาจส่งผลกระทบ ต่อ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันบริเวณโครงการระบบเครือข่ายน้า 7) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าต่างๆ และ/หรือผลกระทบขององค์ประกอบ ต่างๆ ของโครงการ และของโครงการทั้งหมด (Overall Project) เพื่อทาให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้ผลสมบูรณ์และมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น 8) กาหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่อาจเกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการระบบ เครือข่ายน้าในพื้นที่โครงการระบบเครือข่ายน้า พร้อมทั้งเสนอมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมที่มีความจาเป็น ทั้งในระยะก่อสร้างและดาเนินการโครงการฯ 9) ดาเนินการจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการระบบเครือข่ายน้า ตามขอบเขตที่ กาหนดใน TOR และขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กาหนดโดยสานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
  • 27.
    ห น้า |24 ประเด็นการศึกษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าที่ศึกษาของโครงการระบบเครือข่ายน้า ปัจจัยทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่า ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทางกายภาพ รวม 8 หัวข้อ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทางชีวภาพ รวม 4 หัวข้อ คุณค่าการใช้ประโยชน์ ของมนุษย์ รวม 14 หัวข้อ คุณค่าต่อคุณภาพชีวิต รวม 5 หัวข้อ 1. สภาพภูมิประเทศ 2. สภาพภูมิอากาศ 3. อุทกวิทยาน้าผิวดิน 4. คุณภาพน้าผิวดิน 5. อุทกธรณีวิทยาและ คุณภาพน้าใต้ดิน 6. ธรณีวิทยาและการเกิด แผ่นดินไหว 7. ทรัพยากรดิน 8. การตกตะกอนและการ กัดเซาะ 1. นิเวศวิทยาทางน้า 2. ทรัพยากรป่าไม้ 3. ทรัพยากรสัตว์ป่า 4. พื้นที่ชุ่มน้า 1. การใช้ประโยชน์ที่ดิน 2. การใช้น้า 3. การบริหารการใช้น้า 4. การคมนาคมทางบกและทางน้า 5. การเกษตรกรรมและปศุสัตว์ 6. การชลประทาน 7. การระบายน้า และการป้องกันน้า ท่วม 8. ทรัพยากรแร่และการทาเหมืองแร่ 9. การใช้ประโยชน์จากป่า 10. การใช้พลังงานและไฟฟ้า 11. การอุตสาหกรรม 12. การจัดการน้าเสียและขยะมูลฝอย 13. การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์ น้า 14. การจัดการลุ่มน้า 1. สภาพเศรษฐกิจ- สังคม 2. สาธารณสุขและอาชี วอนามัย 3. โบราณคดีและสิ่งมี คุณค่าทาง ประวัติศาสตร์ 4. สุนทรียภาพและการ ท่องเที่ยว 5. การชดเชยทรัพย์สิน และการอพยพตั้งถิ่น ฐานใหม่
  • 28.
    ห น้า |25 บทที่ 4 การจัดทาบัญชีที่เกี่ยวข้อง การจัดทา EIA ที่มีผลกระทบต่อบัญชีของบริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เขตประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) พัฒนาขึ้นตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ที่ประกอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น (Upstream Petrochemical Industry) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้น กลาง (Intermediate Petrochemical Industry) และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย (Downstream Petrochemical Industry) ภายในพื้นที่ประกอบด้วยโรงงานปิโตรเคมีต่างๆแล้วยังรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโรงผลิต ไอน้าและความร้อนร่วมและระบบสาธารณูปโภคของเขตประกอบการฯ (Utilities) เช่น ระบบผลิตไอน้าระบบ ระบายน้าระบบบาบัดน้าเสียเป็นต้นทั้งนี้เขตประกอบการฯได้จัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อนาเสนอสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยสานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ แจ้งสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เห็นชอบกับมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบกระเทือนต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหนังสือเลขที่วพ0504/11271 ลงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2534 โดยใช้ชื่อว่า‚ศูนย์ อุตสาหกรรมระยอง‛ ของ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทยจากัด จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมได้มี ประกาศกระทรวงอุตสากรรมฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2537) ลงวันที่ 20 เมษายน 2537 ให้เป็น ‚เขตประกอบการ อุตสาหกรรม บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทยจากัด‛จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‚เขต ประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน)‛ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้แจ้งรับทราบการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวตามหนังสือที่อก 0301/(ส.6) 239 ลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2550 การดาเนินการของเขตประกอบการฯ จนถึงปัจจุบัน ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ในเขต ประกอบการฯ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนการดาเนินการต่างๆให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งทาให้ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะด้านคุณภาพอากาศที่เป็นประเด็น หลักที่ต้องมีความชัดเจน ทางบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) จึงได้จัดทาบัญชีอัตราการระบายมลสารทาง อากาศของเขตประกอบการฯขึ้นมาเพื่อจะนาไปสู่การบริหารจัดการในภาพรวมให้มีความชัดเจนในการยึดถือ ปฏิบัติถูกต้อง ทันสมัยสอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป
  • 29.
    ห น้า |26 เนื่องจากเขตประกอบการฯมีโครงการพัฒนาต่างๆเกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการและควบคุม อัตราการระบายมลสารทางอากาศในภาพรวมของโรงงานต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของเขตประกอบการฯทั้งที่อยู่ใน กลุ่มของบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) และในบริษัทอื่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพประกอบกับปัจจุบัน ปี 2555 เขตประกอบการฯได้ดาเนินการจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯโครงการเขต ประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซีส่วนขยายดังนั้น บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) จึงได้จัดทาบัญชีการ ระบายมลสารทางอากาศขึ้นมาเพื่อประกอบการศึกษาผลกระทบด้านคุณภาพอากาศรวมถึงเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล ของบริษัทฯในการดาเนินการต่อไป วัตถุประสงค์ (1) เพื่อรวบรวมอัตราการระบายมลสารทางอากาศจากทุกแหล่งกาเนิดที่อยู่ในพื้นที่ของเขตประกอบการและใช้ เป็นฐานข้อมูล (2) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการบริหารจัดการการระบายมลสารในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม (3) เพื่อใช้ในการควบคุมดูแลโรงงานซึ่งเป็นแหล่งกาเนิดมลสารให้มีการระบายอยู่ในอัตราที่กาหนด รายละเอียดเขตประกอบการปัจจุบัน เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซีบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) ตั้งอยู่ภายในตาบลเชิงเนิน ตาบลตะพง และตาบลบ้านแลง อาเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขต ประกอบการ อุตสาหกรรม ทั้งหมด 4,335 ไร่ โดยพื้นที่ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ด้านทิศใต้ของถนนสุขุมวิท โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้านทิศใต้จานวน 29 โรง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้น ต่อเนื่อง จนถึงอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขั้นปลาย กับระบบสาธารณูปโภคที่จาเป็น ดังนี้ 1. โรงงานเข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1.1 โรงงานที่อยู่ในเครือของบริษัทฯจานวน 9 โรงงาน ได้แก่ โรงแปรสภาพคอนเดนเสทเรสซิดิว (Condensate Residue) โรงกลั่นน้ามัน (Refinery) โรงงานผลิตเอททีลีน (ETP) โรงงานแปรสภาพคอมไบน์แก๊สออยล์ (DCC) โรงงานอะโรเมติกส์ (BTX) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอททิลีนชนิดความหนาแน่นสูงและ/หรือชนิดความ
  • 30.
    ห น้า |27 หนาแน่นต่อเชิงเส้น (HDPE/LLDPE) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน(PP) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกเอบีเอส (ABS, SAN) โรงงานหน่วยผลิตโพรพิลีน(PRP) 1.2 ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในเครือของบริษัทฯจานวน 1 โรงงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังความ ร้อนร่วม (PW)/ โรงผลิตไอน้าและความร้อนร่วม (CHPI) 1.3 โรงงานอื่นๆ ที่อยู่นอกเครือของบริษัทฯจานวน 8 โรงได้แก่ 1. บมจ. อูเบะเคมิคอลส (์์ เอเซยี) จานวน 3 โรงงาน 1.1 โรงงานคาโปแลคตัมและปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต 1.2 โรงงานผลิตเม็ดไนล่อน 1.3 โรงงานผลิตเม็ดไนล่อน Compounding 2. บริษัท อูเบะไฟน์เคมิคอลส์ (เอเซีย) จากัด : UFA จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานทาผลิตภัณฑ์เคมีเช่น 1,6 Hexanediol 3. บริษัท ยางสังเคราะห์ไทยจากัด : TSL จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ 4. บริษัท ไทยอินซินเนอเรท จากัด : TIL จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตและจาหน่ายไอน้า 5. บริษัท ไทยไนเตรท จากัด (TNC) จานวน 1 โรงงานเป็นโรงงานผลิตสารกรดไนตริกแอคซิดแอมโมเนีย ไนเตรท 6. บริษัท ทีพไอี โพลีน จากดั จานวน 1 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตโพลีเอทธิลีนชนิดความหนาแน่นต่า (LDPE) 2. โรงงานซึ่งไม่เข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2.1 โรงงานอื่นๆในเครือของบริษัทฯจานวน 8 โรงงานได้แก่ โรงงาน CP, ACB, EPS CCM,CD1,HA1,Polyol และ TPU 2.2 ระบบสาธารณูปโภคของบริษัทฯได้แก่ หน่วยบาบัดน้าเสีย 1 โรงงาน 2.3 โรงงานอื่นๆ นอกเครือของบริษัทฯจานวน 2 โรง ได้แก่โรงงานระยองอะเซธิลีน และโรงงานไดอะ โพลิอะคริเลต 3. ลานถังกักเก็บ (Tank Farm)
  • 31.
    ห น้า |28 พื้นที่ด้านเหนือของถนนสุขุมวิท โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้านทิศเหนือจานวน 7 โรง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้น ต่อเนื่อง จนถึงอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขั้นปลาย กับระบบสาธารณูปโภคที่จาเป็น ดังนี้ 1. โรงงานเข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1.1 โรงงานที่อยู่ในเครือของบริษัทฯจานวน 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตเอทิลเบนซีนสไตรีนโมโน เมอร์ (EBSM) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีสไตรีน (PS) และโรงงานผลิตน้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน(Lube Base Oil) 1.2 โรงงานอื่นๆ ที่อยู่นอกเครือของบริษัทฯจานวน 1 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตเหล็กของบริษัท อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทยจากัด (มหาชน) หรือ TSSI 2. โรงงานที่ไม่เข้าข่ายต้องจัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2.1 ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการได้แก่ หน่วยบาบัดน้าเสีย 1 โรงงาน 2.2 โรงงานที่อยู่นอกเครือของบริษัทฯจานวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงผลิตและจาหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จ ของ บริษัท ทีพีไอคอนกรีตจากัด (มหาชน) รวมโรงงานในเขตประกอบการฯ จานวน 36 โรง ประเภทโรงงาน จานวนโรงงาน กลุ่มไออาร์พีซี 23 กลุ่มที่ 1 โรงงานที่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 12 กลุ่มที่ 2 โรงงานที่ไม่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 8 กลุ่มที่ 3 ลานถังกักเก็บ - กลุ่มที่ 4 สาธารณูปโภค 3 กลุ่มนอกไออาร์พีซี 13 โรงงานที่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 9
  • 32.
    ห น้า |29 โรงงานที่ไม่เข้าข่ายต้องทา EIA/EHIA 4 รวม 36 องค์ประกอบของคณะทางาน จากคาสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ 275/2550 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2550 เรื่องแต่งตั้งคณะทางาน ปรับปรุงการประเมินการประเมินศักยภาพการรองรับมลสารทางอากาศ พื้นที่เขตประกอบการฯมีคณะทางานซึ่ง รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นประธาน และคณะทางานประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆได้แก่ กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย บริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) ผู้แทนภาคประชาชน และกรมโรงงานอุตสาหกรรม วิธีการศึกษา 1. การปรับปรุงข้อมูลนาเข้าและตัวแปรนาเข้าอื่นๆของแบบจาลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ประเมินผลกระทบด้าน อากาศพื้นที่เขตประกอบการฯ 2. การเลือกใช้แบบจาลองทางคณิตศาสตร์การประเมินความแม่นยาของแบบจาลองทางอากาศและการ ประเมินผลกระทบทางอากาศสาหรับมลสาร 3 ชนิดได้แก่ ปริมาณฝุ่นละอองทั้งหมด (TSP) ก๊าซซัลเฟอร์ได ออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ของเขตประกอบการฯ 3. การเสนอแนะแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศของเขตประกอบการฯที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ ผลการศึกษา ผลการทางานของคณะทางานทาให้ได้ข้อมูลบัญชีอัตราการระบายมลสารทางอากาศซึ่งจัดเป็นEmission Inventory rev. 0 ซึ่งบริษัทฯได้นามาใช้เป็นบัญชีข้อมูลตั้งต้นในการประเมินผลกระทบด้านคุณภาพอากาศของ โรงงานที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากที่คณะทางานได้มีมติรับรองการศึกษานี้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 เป็นต้นมาจากผลการ คาดการณ์ผลกระทบทางอากาศของพื้นที่เขตประกอบการฯด้วยแบบจาลองคณิตศาสตร์ทางอากาศ AERMOD โดยทาการประเมินผลกระทบในช่วงปีพ.ศ. 2548-2550 ในกรณีของแหล่งกาเนิดมลสารในพื้นที่เขต
  • 33.
    ห น้า |30 ประกอบการฯ ทั้งหมด ทั้งที่เป็นของบริษัท ไออาร์พีซีจากัด (มหาชน) รวมกับแหล่งกาเนิดอื่นของโรงงานกลุ่ม ที่ไม่อยู่ในบริษัทฯ ทั้งที่เปิดดาเนินการแล้วและที่ยังไม่เปิดดาเนินการซึ่งเป็น Worst Case พบว่ามลสารทาง อากาศทั้งฝุ่นละอองทั้งหมด (TSP) มีความเข้มข้นสูงสุด 24 ชั่วโมงและ 1 ปีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของค่ามาตรฐานเท่านั้น ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) มีความเข้มข้นสูงสุด 1 ชั่วโมง 24 ชั่วโมงและ 1 ปีมีค่าประมาณ 69, 90 และ 91 เปอร์เซ็นต์ของค่ามาตรฐานตามลาดับ และก๊าซไนโตรเจนได ออกไซด์ (NO2) มีความเข้มข้นสูงสุด 1 ชั่วโมงและ 1 ปีมีค่าประมาณ 88 และ 64 เปอร์เซ็นต์ของค่ามาตรฐาน โดยตาแหน่งที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจะอยู่บริเวณรอบๆโรงงาน เช่น บ้านตะพง บ้านปลวกเกตุกลุ่มโรงงาน คาโปรแลคตัมค่ายมหาสุรสิงหนาท เป็นต้น ส่วนตาแหน่งที่ได้รับผลกระทบระยะยาวจะอยู่ทางด้านทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือของเขตประกอบการฯ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลกระทบจากมลสารทางอากาศที่ประเมินได้ จากแบบจาลองทางคณิตศาสตร์จะมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศแต่ผลกระทบจากก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีความเข้มข้นสูงสุดใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ ในบรรยากาศค่อนข้างมากจึงต้องมีการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องรวมทั้งมีกาหนดแนวทางในการปรับลดมล สารดังกล่าวให้ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย ขององค์การอย่างไร  มูลค่าของสินทรัพย์อาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากองค์การต้องมีการนาเทคโนโลยีในการกาจัดมลพิษและดูแล ป้องกันสิ่งแวดล้อม  กรณีที่องค์การมีการทาลายต่อสิ่งแวดล้อมหรือมีการทาให้ชุนชมเกิดความเสียหายจะส่งผลให้องค์การ ต้องได้รับการฟ้องร้องจากชุมชนจนทาให้เกิดหนี้สินต่อสิ่งแวดล้อมได้ และเมื่อองค์การมีการทาให้ สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษองค์การจะต้องรับผิดชอบในการกาจัดมลพิษซึ่งถือเป็นการประมาณการ หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น  ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 นั้นองค์การต้องมีการดูแลชุมชนมากขึ้นส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายของ องค์การเพิ่มขึ้น
  • 34.
    ห น้า |31 การดาเนินการทางบัญชี การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิวัฒนาการทางการบัญชีแขนงหนึ่งที่นักบัญชีสมัยใหม่ได้พัฒนาขึ้นมา และเป็นการบัญชีที่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ ซึ่งพยายามค้นหามาตรการเพื่อ หลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมจากการบัญชีแบบดั้งเดิม โดยระบุรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งแวดล้อมจากระบบบัญชีแบบเดิมออกมาให้ได้ และพยายามประเมินผล และรายงานในรูปแบบใหม่ เพื่อ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเสนอข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกธุรกิจ ข่าวสาร ข้อมูลที่ต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการดาเนินธุรกิจ เพื่อนามาใช้ในการพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ระบบ ข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลาและตรงประเด็น ทาให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ผู้ที่ มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับธุรกิจไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมย่อมต้องการข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจอีกมากมายที่ ธุรกิจยังเปิดเผยไม่เพียงพอ ทั้งข่าวสารข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ทั้งข้อมูลทางด้านการเงิน (Financial Information) และทางด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับด้านการเงิน (Non-Financial Information) ซึ่งนักบัญชีเป็นผู้ที่มี บทบาทและหน้าที่โดยตรงกับระบบข่าวสารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และมี ประสิทธิผลสูงสุด เนื่องจากในต่างประเทศมีการเคลื่อนไหวมากในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการออกกฎระเบียบ มากมาย ตลอดจนมีการส่งเสริมให้องค์การธุรกิจตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวดังนั้น ในทางปฏิบัติ นักบัญชี สมัยใหม่จึงต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลที่สาคัญ 2 ประการ คือ 1. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาธุรกิจ ซึ่งส่งผลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ประสิทธิภาพด้าน ต้นทุน มูลค่าของสินทรัพย์ หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น และความเสี่ยงด้านสิ่ง-แวดล้อมของกิจการ นักบัญชีเองซึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบในระบบสารสนเทศจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ควรนามาตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่ประชาชน เรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาทาหน้าที่ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมในกิจการต่างๆ อย่างจริงจัง ดังนั้น การ บัญชีสิ่งแวดล้อมได้มีการขยายขอบเขตของการตรวจสอบ แม้ว่าการตรวจสอบสภาพแวดล้อมจะไม่เกี่ยวข้องกับ การตรวจสอบบัญชีแบบดั้งเดิม แต่เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการในการตรวจสอบดังกล่าวมากขึ้น นักบัญชี จาต้องมีทักษะและประสบการณ์ในเรื่องนี้ เพื่อลดความเสี่ยงภัยด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการ
  • 35.
    ห น้า |32 สาหรับในประเทศไทย บางองค์กรได้เริ่มมีส่วนร่วมในการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ซึ่งจะมีต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือทาให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ดังนั้นนักบัญชีควรเข้ามามีบทบาทใน การจัดทาบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดกับ นักบัญชีขององค์กรที่ใช้การบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อม คือ การขาดมาตรฐานการบัญชี และ มาตรฐานการสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถ นาไปเป็นกรอบ ในการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน จึงทาให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอยู่หลายประการ เช่น การ รับรู้ (Recognition) ว่าจะรับรู้ค่าความเสียหาย เมื่อเกิดคดีความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณีเมื่อใด ควรจะ รับรู้เมื่อเกิดคดีฟ้องร้องต่อศาล หรือเมื่อองค์กรจะต้องจ่ายเงินชดเชย ค่าเสียหายเป็นจานวนมาก จะบันทึก รายงาน และจัดประเภทของรายงานนี้อย่างไร เป็นระยะเวลากี่งวด รวมทั้งการเปิดเผยอย่างไร จึงจะถูกต้อง เหมาะสม ไม่มากจนทาลายชื่อเสียง และภาพลักษณ์ขององค์กร หรือเปิดเผยน้อยจนทาให้ดูเหมือนว่าไม่ทาการ เปิดเผยข้อมูลอย่าง เพียงพอ การรายงานสิ่งแวดล้อม  ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ใช้เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม เช่น การนากลับมาใช้ใหม่ หรือการย่อยสลายง่าย  ฝ่ายจัดซื้อ ใช้เพื่อการจัดหาวัตถุดิบที่สามารถนามาทดแทนทรัพยากรธรรมชาติ หรือสามารถนากลับมา ใช้ใหม่ได้อีกครั้งเมื่อหมดอายุการใช้งาน  ฝ่ายการตลาด ใช้เพื่อการส่งเสริมการขาย เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อสินค้าหรือบริการ รวมทั้งการกาหนดราคาขายสินค้าหรือบริการว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ใช้เพื่อการวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการ สิ่งแวดล้อม  ฝ่ายบัญชี ใช้เพื่อการนาเสนอข้อมูลทั้งที่เป็นตัวเลขทางการเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อจัดทารายงานเสนอ ต่อผู้บริหารนาไปใช้วางแผน ควบคุม และตัดสินใจ
  • 36.
    ห น้า |33 ขอบเขตของการบัญชีสิ่งแวดล้อม  การบัญชีสาหรับหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และความเสี่ยง  การบัญชีสาหรับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และโครงการจ่ายลงทุน  การวิเคราะห์ต้นทุนในเรื่องพลังงาน ของเสีย และการป้องกันสภาพแวดล้อม  การประเมินโครงการลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยสภาพแวดล้อม  การประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ของโปรแกรมการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม  การพัฒนาเทคนิคทางการบัญชีเพื่อแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และต้นทุนเชิงนิเวศน์ที่ไม่ใช่ทางการเงิน ในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับต้นทุนสิ่งแวดล้อมและหนี้สินสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมว่ากิจการอาจเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งเป็นการอธิบายรายการที่มีอยู่ในงบดุลหรืองบกาไรขาดทุน เบ็ดเสร็จหรือเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินหรือเปิดเผยไว้ในรายงานแยกต่างหากจากงบการเงิน ดังนี้ ต้นทุนสิ่งแวดล้อม ได้แก่ (1) ประเภทของรายการที่เป็นต้นทุนสิ่งแวดล้อม (2) รายการที่รวมอยู่ในต้นทุนสิ่งแวดล้อม (3) จานวนต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่บันทึกเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ในระหว่างงวด (4) เปิดเผยต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการ ชดเชยผลเสียหายที่มีสาเหตุมาจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเป็นรายการแยกต่างหาก หนี้สินด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ (1) เปิดเผยหนี้สินที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นรายการแยกต่างหากในงบ ดุลหรือในหมายเหตุประกอบงบการเงิน (2) ข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการวัดค่าของหนี้สินที่มีต่อสิ่งแวดล้อม (3) คาอธิบายเกี่ยวกับประเภทของหนี้สินระยะเวลาและเงื่อนไขของการชาระหนี้
  • 37.
    ห น้า |34 บทที่ 5 ตัวอย่างของบริษัทและการพัฒนาปิโตรเลียม ข้อมูลเกี่ยวกับองค์การ แนวคิดและการดาเนินการ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) หรือ ‚ไออาร์พีซี‛ (‚บริษัทฯ‛) เดิมชื่อ บริษัท อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีกัลไทย จากัด (มหาชน) หรือ ‚ทีพีไอ‛ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดย กลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2537 และจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 บริษัทฯ เริ่มผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อจาหน่ายในปี 2525 และได้ขยายสายการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายโรงงานและสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานสาหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ต่อมาบริษัทฯ ประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน หลังจากการ ลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 บริษัทฯ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2543 และประสบความสาเร็จในการ ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ปัจจุบันบริษัทฯ และบริษัทในเครือไออาร์พีซี เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่ง แรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรม ภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมสาธารณูปโภคที่สนับสนุนการดาเนินอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีครบวงจร เช่น ท่าเรือน้าลึก คลังน้ามัน โรงไฟฟ้า แนวคิด บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) และบริษัทฯ ในเครือไออาร์พีซี ถือเป็นนโยบายหลักในการให้ ความสาคัญต่อการจัดการระบบคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และระบบคุณภาพ ห้องปฏิบัติการ ด้วยแนวความคิดที่จะให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้บริหารและพนักงานของทุกหน่วยงาน ต้อง รับผิดชอบการดาเนินงานภายใต้นโยบายร่วมปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 1.ดาเนินการภายใต้กฎหมาย ข้อกาหนดผลิตภัณฑ์ คุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง
  • 38.
    ห น้า |35 2.มุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างสูงสุด โดยการนาเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ ผ่าน กระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ และผ่านกระบวนการส่งมอบตามกาหนดที่ลูกค้าต้องการ 3.กาหนดมาตรการตรวจสอบ และควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการทางานที่สอดคล้อง กับกิจกรรมการดาเนินธุรกิจ ของบริษัทฯ อย่างสม่าเสมอ อันจะนาไปสู่ความปลอดภัยต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและชุมชน 4.ให้มีการปรับปรุงการดาเนินงานอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมความไม่เป็นไปตามข้อกาหนด เพื่อ นาไปสู่ การรักษาระบบงานคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคนิคทางด้าน วิศวกรรม กิจกรรมการเพิ่มผลผลิตและการจัดการอื่นๆ ที่เหมาะสม และกาหนดให้เป็นแผนดาเนินการซึ่งจะมี การทบทวนวัตถุประสงค์และเป้าหมายการจัดการทุกปี 5.ให้การสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ และส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคคลากร เพื่อให้พนักงานทุกระดับมี จิตสานึกร่วมในการปฏิบัติงานของตนให้ถูกต้อง ซึ่งจะนาไปสู่การสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ การดาเนินงาน บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) มุ่งมั่นและให้ความสาคัญกับการบริหารจัดการด้านคุณภาพ ความปลอดภัย อา ชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการดาเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม (Economy, Social and Ecology) ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล โดย ยึดหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ดังเช่น หลักนิติธรรม (Rule of Law) เป็นการยึดถือการปฏิบัติตามข้อกาหนดและกฎหมาย ด้าน QSHE เป็นมาตรฐาน เบื้องต้น 1.มีการรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพ สิ่งแวดล้อมไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นประจาทุก 6 เดือน 2.มีการรายงานตามแบบแจ้งรายละเอียดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว สาหรับผู้ก่อกาเนิดสิ่งปฏิกูลหรือ วัสดุที่ไม่ใช้แล้วไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นประจาทุกปี
  • 39.
    ห น้า |36 3.มีการตรวจวัดสุขศาสตร์อุตสาหกรรมหรือสภาวะแวดล้อมในการทางานในพื้นที่ปฏิบัติงาน หลักคุณธรรม (Ethics) เน้นการยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม มีการคืนประโยชน์ให้กับสังคม และมีคุณธรรมใน การดาเนินธุรกิจต่อพนักงานตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน 1.การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายชุมชน ไออาร์พีซี 2.โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อตรวจสุขภาพประจาปีให้กับชุมชน 3.การตรวจสุขภาพประจาปีของพนักงาน 4.พนักงานได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ด้านการจ้างงาน การพัฒนาศักยภาพในการทางาน ความก้าวหน้าในอาชีพ 5.โครงการคลินิกปันน้าใจ (คลินิกเวชกรรม) เพื่อตรวจและรักษาให้กับชุมชนโดยรอบ 6.การให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ชุมชนในพื้นที่ 7.โครงการส่งเสริมอาชีพกลุ่มชุมชน 8.โครงการจิตอาสาต่างๆ หลักความโปร่งใส (Transparency) มีการตรวจสอบความถูกต้อง และเปิดเผยข้อมูลได้ 1.ติดตั้งป้ายแสดงข้อมูลหรือ Display Board เพื่อสื่อสารผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศและข้อมูล ต่างๆ ให้ชุมชนรับทราบ 2.โครงการเปิดบ้านสานสัมพันธ์ หรือ Open House โดยมีชุมชนและหน่วยงานราชการเข้าเยี่ยมชม โรงงานเป็นระยะๆ หลักการมีส่วนร่วม (Participation) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งภาคประชาชนและพนักงานมีส่วนร่วมใน การรับรู้และเสนอความเห็นประกอบการตัดสินใจและหามาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขร่วมกัน
  • 40.
    ห น้า |37 1.การจัดเวทีนาเสนอและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ประกอบการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสีย 2.การจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคี เพื่อมีส่วนร่วมเสนอแนะ วางแผน และเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอัน ดีร่วมกันระหว่างองค์กร ชุมชนและหน่วยงานราชการ 3.การสร้างบรรยากาศในการทางานที่ดี และมีการรับฟังข้อคิดเห็นของพนักงาน หลักสานึกรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหา สาธารณะและการกระตือรือร้น ในการแก้ปัญหาตลอดจนความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่ จะยอมรับผลดี และเสียจากการกระทาของตนเอง 1.มีขั้นตอนในการรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบสาเหตุ มีการนาเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแก้ไข โดยเร็วหากเกิดจากกิจกรรมของบริษัทฯ 2.การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตประกอบการฯ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองสร้างความเชื่อมั่นต่อชุมชนเรื่องความ ปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม หลักความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึงการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีจากัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยให้องค์กรมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน 1.มีการรณรงค์เกี่ยวกับการประหยัดทรัพยากรเพื่อสร้างจิตสานึกที่ดีให้กับพนักงาน 2.โครงการอนุรักษ์พลังงาน 3.โครงการอนุรักษ์น้า บริหารจัดการน้า 4.โครงการอนุรักษ์ลุ่มน้าชุมชนและอนุรักษ์ป่าชายเลน 5.การจัดการด้านคุณภาพตามมาตรฐานระบบการจัดการได้แก่ ISO 9001, ISO14001, TIS/BS OHSAS 18001, ISO/IEC17025, ISO 50001 เป็นต้น
  • 41.
    ห น้า |38 กลุ่มธุรกิจ IRPC "ไออาร์พีซี" เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี โรงกลั่นน้ามัน และโรงงานปิโตรเคมีตั้งอยู่ย่านชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออก ตาบลเชิงเนิน อาเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมธุรกิจบริหารและ จัดการทรัพย์สิน ส่วนที่เป็นที่ดินเปล่าในจังหวัดระยอง และจังหวัดอื่นๆ กว่า 10,000 ไร่ ประกอบด้วย สาธารณูปโภคพื้นฐานที่สนับสนุนการดาเนินธุรกิจทั้งท่าเรือน้าลึก คลังน้ามัน และโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ามันของบริษัทฯ มีกาลังการกลั่น 215,000 บาร์เรลต่อวัน จัดอยู่ในอันดับ 3 ของกาลังการกลั่น น้ามันภายในประเทศ สามารถผลิตผลตภัณฑ์น้ามันที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยน้ามันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ น้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน ยางมะตอย และผลิตภัณฑ์พลอยได้ต่างๆ นอกจากนี้ แนฟทาซึ่งได้จากกระบวนการกลั่น ยังนาไปใช้เป็นวัตถุดิบสาหรับผลิตโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นสาหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ปิ โตรเคมีขั้นปลาย และจาหน่ายให้กับโรงงานผลิตพลาสติกสาเร็จรูปต่างๆ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) เป็นผู้ดาเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ โรงกลั่นน้ามันและโรงงานปิโตรเคมีของบริษัทฯ ตั้งอยู่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการ อุตสาหกรรมภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สนับสนุนการดาเนินธุรกิจทั้ง ท่าเรือ น้าลึก คลังน้ามัน และโรงไฟฟ้า ธุรกิจหลักของบริษัทฯ แบ่งได้เป็นดังนี้ 1. ธุรกิจปิโตรเลียม
  • 42.
    ห น้า |39 วิสัยทัศน์และเป้าหมาย เราจะเป็น บริษัทปิโตรเคมีชั้นนาของเอเซีย ที่มีการผลิตแบบครบวงจร ภายในปี 2557 และเป็นผู้นา ธุรกิจปิโตรเคมี และการกลั่นครบวงจร ในอาเซียน (Top Quartile Integrated Petrochemical Complex in Asia by 2014) สู่ความเป็นผู้นาในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรด้วยความมุ่งมั่นและเข้มแข็ง ไอ อาร์ พี ซี ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย อัตราการกลั่นน้ามัน 215,000 บาร์เรลต่อวัน จัดอยู่ในอันดับ 3 ของกาลังการกลั่นน้ามันภายในประเทศ โดยมี สายการผลิตเชื่อมโยงกับโรงงานปิโตรเคมี ตั้งแต่ต้นน้าจนถึงปลายน้าพร้อมสาธารณูปโภคพื้นฐานครบครันที่ สนับสนุนการดาเนินธุรกิจทั้งท่าเรือน้าลึกคลังน้ามันและโรงไฟฟ้า ด้วยศักยภาพของสินทรัพย์และแผนกลยุทธ์ ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร พร้อมกับความมุ่งมั่นและทุ่มเทของพนักงานไออาร์พีซี " เราพร้อมที่จะ ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นาในธุรกิจปิโตรเคมีของเอเชียภายในปี 2557 " กิจกรรมเพื่อสังคม ถือว่าชุมชนรอบโรงงานเป็นเสมือนเพื่อนบ้านที่ต้องเสริมสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนซึ่งกันและกัน นอกจากการปฏิบัติงานที่จะต้องยึดถือเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแล้ว ไออาร์พีซียังถือเป็น หน้าที่ของผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีชองชุมชน โดยเน้น กระบวนการทางานร่วมกันกับชุมชนที่เป็นมิตรเกื้อกูลกันและ สอดคล้องกับประโยชน์ สังคมส่วนรวม พึ่งพา อาศัยและอยู่ร่วมกัน เราจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของทุกชีวิตใน ครอบครัวร่วมกันดูแลบ้านหลังนี้ของเราให้น่าอยู่ตลอดไป
  • 43.
    ห น้า |40 จากฐานแนวคิดดังกล่าว ก็ได้เปลี่ยนเป็นกิจกรรมอันมีคุณค่า โดยไออาร์พีซีได้ริเริ่มโครงการและ กิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพอนามัยและศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านสิ่งแวดล้อม บริเวณรอบโรงงาน และละแวกใกล้เคียง เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับสังคม โดยรวม
  • 44.
    ห น้า |41 2. ธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไออาร์พีซี จากัด (มหาชน) หรือ "IRPC" ได้ก้าวเข้าสู่การแข่งขันในธุรกิจปิโตรเคมีตั้งแต่ ปี 2525 โดยมีการขยายกาลังการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ และปรับปรุงกระบวนการการผลิตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ IRPC ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาส่วนผสมผลิตภัณฑ์หรือปรับปรุงสูตรการผลิต รวมถึงสรรสร้าง ผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าปลายทางในอุตสาหกรรมต่างๆ จนได้ รับคากล่าวขานว่า ‚IRPC เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่มีความครบวงจรรายแรกแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้‛ จากวันนั้นถึงวันนี้ IRPC ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ค้นคว้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น การขยายกาลังการผลิตเพื่อสนองต่ออุปสงค์ในตลาดที่ เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การดาเนินงานด้านการขายและการตลาด การ ดาเนินธุรกิจร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ผ่านเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยเพื่อ เพิ่มความรวดเร็ว อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดศักยภาพทางการแข่งขันมากยิ่งขึ้น
  • 45.
    ห น้า |42 3. ธุรกิจท่าเรือ ท่าเรือ ไออาร์พีซี ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่เดียวกันกับโรงกลั่นน้ามันของบริษัทฯ จังหวัดระยอง โดยให้บริการ เทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้า พร้อมสิ่งอานวยความสะดวก เพื่อให้บริการลูกค้าในการเทียบท่า เช่น เรือลากจูง บริการนาร่อง เรือบริการ เครื่องชั่ง ลานตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ โกดังเก็บสินค้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการขน ถ่ายสินค้า เป็นต้น ท่าเรือหลักประกอบด้วย ท่าเรือปิโตรเคมี และปิโตรเลียมเหลว (Liquid & Chemical Terminal) หรือท่าเรือ LCT เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ 2521 เพื่อใช้เป็นท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าประเภทของเหลวและก๊าซ ความยาวประมาณ 1,623 เมตร ประกอบด้วยท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ 6 ท่า สามารถรับเรือได้ตั้งแต่ขนาด 1,000 – 250,000 ตัน ท่าเรือ LCT ให้บริการเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าด้วยอุปกรณ์ขนถ่ายที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและความ ปลอดภัย นอกจากทางท่าเรือ จะให้บริการสินค้าของบริษัทฯ เองแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่บริษัทฯ ทั่วไปจาก ภายนอกเข้ามาใช้บริการเทียบเรือและขนถ่ายสินค้าได้ด้วย ท่าเรือ LCT มีปริมาณสินค้าผ่านท่า 15 ล้านตันต่อปี และรองรับเรือมากกว่า 2,000 ลาต่อปี
  • 46.
    ห น้า |43 ท่าเรือคอนเทนเนอร์ และสินค้าทั่วไป (Bulk & Container Terminal) หรือท่าเรือ BCT มีลักษณะเป็นแขนยื่นลง ไปในทะเล เทียบท่าได้ 2 ด้านตัวท่ามีความยาว 900 เมตร และความกว้าง 44 เมตร ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ 6 ท่า สามารถรับเรือลาเลียงได้ตั้งแต่ขนาด 800 ตันจนถึงขนาด 150,000 ตัน ท่าเรือคอนเทนเนอร์และสินค้าทั่วไป ให้บริการขนถ่ายสินค้าทั่วไป เช่น เหล็ก กะลาปาล์ม ถ่านหิน สินแร่ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีปริมาณสินค้าผ่านท่า 1.4 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ทางท่าเรือ IRPC ยังมีโครงการที่จะนาสายเรือต่างๆ มาเทียบท่าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่นาเข้าและส่งออกสินค้าประเภทตู้คอนเทนเนอร์ในอนาคตอีกด้วย
  • 47.
    ห น้า |44 ธุรกิจให้บริการถังเก็บสินค้า นอกจากบริเวณด้านท่าเรือแล้ว IRPC ยังให้บริการถังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และปิโตรเลียมเหลว สาหรับลูกค้า ภายนอก โดยขนถ่ายผ่านท่าเรือปิโตรเคมี และปิโตรเลียมเหลว หรือท่าเรือ LCT เพื่อรองรับการนาเข้าและ ส่งออก ภาคอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออก อีกทั้ง IRPC มีคลังน้ามัน 5 แห่ง กระจายไปตามภูมิภาคได้แก่ คลังน้ามันระยอง คลังน้ามันพระประแดง คลังน้ามันอยุธยา คลังน้ามันชุมพร และคลังน้ามันแม่กลอง ยังให้ บริการถังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลวสาหรับลูกค้าภายนอกด้วย เพื่อรองรับการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์น้ามัน ของ IRPC ทาเลและสิ่งอานวยความสะดวก ท่าเรือ IRPC ตั้งอยู่ห่างจาก ถ.สุขุมวิทเพียง 2 กม. เท่านั้น โดยถนนที่เข้าไป บริเวณท่าเรือกว้างขวางสะดวกสบาย สามารถเข้า-ออกได้ 2 เส้นทาง คือเส้นทางริมคลองชลประทาน และเส้นทาง พัน ร. 7 ซึ่งเชื่อมต่อถนนสุขุมวิท ได้หลายเส้นทาง ทางท่าเรือได้จัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือ เพื่ออานวยความสะดวกไว้อย่างเพียงพอ ได้แก่ Tractor Head และ Container Chassis ไว้บริการลูกค้าระหว่างโรงงานและท่าเรือรวมถึงบริเวณท่าเรือ Reach Stacker Hopper ตัวใหญ่ 4 ตัว ตัวเล็ก 4 ตัว เพื่อขนถ่ายสินค้าที่เป็น เม็ดหรือก้อน เช่น ถ่านหิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้จัดระบบไฟฟ้าและไฟแสงสว่างสารองไว้ใช้ในระวางเรือ พร้อมทั้งมีน้าจืดและน้ามันเชื้อเพลิง เตรียมพร้อมไว้บริการแก่ลูกค้า สาหรับเรือที่ต้องการใช้บริการเรือลากจูงและนาร่อง ทางท่าเรือก็มีให้บริการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องชั่งน้าหนักขนาด 80 ตัน จานวน 2 เครื่อง และโรงพักสินค้าขนาดใหญ่ 2 หลัง บริการสาหรับสายเรือ/ตัวแทนเรือ  เรือลากจูง  เจ้าหน้าที่นาร่อง
  • 48.
    ห น้า |45  เรือบริการ  รับเชือก  น้าจืด  โรงพักสินค้า  บริการชั่งน้าหนัก  เครน/รถยก สิ่งอานวยความสะดวก  ศูนย์ควบคุมท่าเรือ  ทุ่นไฟนาร่อง  อุปกรณ์สูบถ่ายสินค้าก๊าซและของเหลว  โกดังและลานวางกองสินค้า  ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบนท่าเทียบเรือ  แผนที่ความลึกร่องน้า  ระบบรักษาความปลอดภัย  บริการจัดการและวางแผนเรือเข้าเทียบท่า  อุปกรณ์ช่วยชีวิต 4. ธุรกิจบริหารและจัดการทรัพย์สิน เป็นหน่วยธุรกิจที่ดาเนินการบริหารและจัดการทรัพย์สินในส่วนที่เป็นที่ดินเปล่าภายใต้แบรนด์ RECO ซึ่งมีทั้งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดระยองและจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักใน กลุ่มไออาร์ซีพี กลุ่ม ปตท. และเพื่อรองรับนักลงทุนจากภายนอก ซึ่งการขยายธุรกิจในอนาคตเน้นการดาเนิน ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมระยอง (บ้านค่าย) ตั้งอยู่ ที่อาเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ไออาร์พีซี (EIZ) ตั้งอยู่ที่ตาบลเชิงเนิน อาเภอ เมือง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโครงการที่เพียบพร้อมด้วยสาธารณูปโภคพื้นฐานสาคัญ โดยมีโรงผลิตพลังไอน้า และไฟฟ้าร่วม และมีการเพิ่มศักยภาพปรับปรุงระบบสายส่งเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าในเขต
  • 49.
    ห น้า |46 ประกอบการอุตสาหกรรม พร้อมรอบรับโครงการต่างๆ ของบริษัทฯ และลูกค้าจากภายนอก อีกทั้งมีหน่วย Solutions Provider ที่สนับสนุนการดาเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบ บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ ให้ความสาคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยคานึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ตามหลักการ กากับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้บรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยบริษัทฯ ได้กาหนดกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและ ดาเนินบทบาทอย่างเหมาะสมในการดูแลสิทธิประโยชน์ หรือ ป้องกัน แก้ไข เยียวยาผลกระทบ จากการดาเนินงานของบริษัทฯ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งดาเนินกิจกรรมเพื่อดูแลและเสริมสร้าง สัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม ดังนี้ 1.ผู้ถือหุ้น บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น โดยคานึงถึงการ เจริญเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืน และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยการดาเนินงานอย่าง โปร่งใส ด้วยระบบบัญชี ระบบการควบคุม และตรวจสอบภายในที่เชื่อถือได้ บริษัทฯ มีการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ ถือหุ้นและนักลงทุน ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน อย่างต่อเนื่องผ่านทางหลายช่องทาง เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและ นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อาทิ การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) โครงการผู้ถือ หุ้นเยี่ยมชมกิจการ (Plant Visit) การจัดประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) และสถาบันจัดอันดับความ น่าเชื่อถือ (Credit Rating) เป็นต้น 2.พนักงาน พนักงานถือเป็นปัจจัยสาคัญสู่ความสาเร็จขององค์กร บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นสร้างระบบการบริหาร ทรัพยากรบุคคลและการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เป็นธรรม อธิบายได้เสริมสร้างโอกาสและความก้าวหน้า ทางอาชีพ พัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมการทางานให้มี ความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลขั้นสูง รวมทั้ง เสริมสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการทางานที่ดี นอกจากนี้ ยังขยายผลความ "ห่วงใย แบ่งปัน ใส่ใจ" ไปสู่ครอบครัวของพนักงาน อย่างสม่าเสมอ กิจกรรมหลากหลาย
  • 50.
    ห น้า |47 รูปแบบที่บริษัทฯ จัดให้แก่พนักงาน อาทิ กิจกรรม "กรรมการผู้จัดการใหญ่พบพนักงาน" รายไตรมาสเพื่อเปิด โอกาสให้พนักงานได้รับฟัง ซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดกับกรรมการผู้จัดการใหญ่ การให้ ข้อมูลแก่พนักงานผ่าน วารสาร"ไออุ่น" เป็นรายเดือน การส่งเสริมการพัฒนามูลค่าเพิ่มทั้งด้านธุรกิจและ จริยธรรมของพนักงานทุกระดับขององค์กร ด้วยโครงการประกวดรางวัล Presidential Awards กิจกรรม IRPC Family Day การมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานและการสารวจความรู้สึกนึกคิดและความคาดหวังของพนักงาน (Engagement Survey) ซึ่งจัดให้มีขึ้นเป็นประจาทุกปี 3.ลูกค้า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจและความมั่นใจกับลูกค้าเพื่อให้ได้รับผลิตภัณฑ์และ บริการที่ดี ปลอดภัย มีคุณภาพและเป็นธรรมในระดับราคาที่เหมาะสม โดยยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสัมพันธภาพที่ดีและยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆขึ้นเป็นประจาทุกปี เช่น การสารวจความพึงพอใจ การพัฒนาด้านเทคนิค กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความพึง พอใจและสัมพันธภาพที่แข็งแกร่งต่อลูกค้า 4.คู่ค้า คู่แข่งทางการค้า และเจ้าหนี้ บริษัทฯ ยึดถือความเสมอภาคและความซื่อสัตย์ในการดาเนินธุรกิจและผลประโยชน์ร่วมกันบนหลัก จรรยาบรรณที่ดี ปฏิบัติตามกฎหมาย กติกาและเงื่อนไขที่มีต่อคู่สัญญาอย่างเคร่งครัด สร้างพันธมิตรทางการค้า รวมทั้งรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมร่วมกันอย่างยั่งยืน เป็น คุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติโดยรวม 5.ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ไออาร์พีซีได้ดาเนินธุรกิจด้วยสานึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงมีความตระหนัก ห่วงใยและ ใส่ใจถึงความปลอดภัยของชุมชน และคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมอยู่เสมอ โดยบริษัทฯ ได้ดาเนิน ธุรกิจควบคู่ไปกับการป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดหรืออาจเกิดขึ้นกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการ ตอบแทนสิ่งดีๆกลับคืนสู่ชุมชนและสังคมโดยรวม เพื่อให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน รวมทั้งให้ความสาคัญกับ
  • 51.
    ห น้า |48 การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและ พลังงานอย่างยั่งยืน พร้อมกับมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาพลังงานทางเลือก คดีพิพาทของ IRPC ผู้ว่าระยองสั่งไออาร์พีซีหยุด 90 วัน หลังเกิดเหตุระเบิดและไฟไหม้ เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 10 มิถุนายน ที่อาคาร 10 ปี บริษัท ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน)มีการแถลงข่าวกรณี การเกิดเหตุระเบิดมีไฟลุกไหม้ที่หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ามันเตา(หน่วย VGOHT :Vacuum Gas Oil Hydro Treating) เพื่อป้อนหน่วยแครกเกอร์เพื่อผลิตเป็นสารโพรไพลีน ภายในบริษัท ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน) ต.เชิง เนิน อ.เมืองระยองเมื่อเวลา 18.00น.วันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีนายโพธิวัฒน์ เผ่าพงศ์ช่วง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด(มหาชน) พร้อมด้วยนาย ศักดา พันธ์กล้า รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมและคณะโดยเป็นการแถลงผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นส์จาก ศูนย์เอเนอร์ยี่คอมแพล็กซ์ อาคารบี ชั้น 6 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯซึ่งมีนายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จากัด เป็นผู้แถลงพร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตการณ์ที่เกิดขึ้น ใน เบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตเกิดจากการรั่วไหลของสารไฮโดรคาร์บอนด์เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ หลังเกิดด
  • 52.
    ห น้า |49 เหตุได้ตัดแยกระบบของหน่วยผลิตที่เกิดเพลิงไหม้ออกจากโรงงานอื่นๆของบริษัทฯ สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ ในวงจากัดตั้งแต่เวลา 19.00น.วันเดียวกัน และได้ดับเพลิงได้ทั้งหมดเมื่อเวลา 20.20น.วันเดียวกันและไม่มี ผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเขม่าควันไฟ บริษัทนได้ส่งรถเคลื่อนที่ออกไปตรวจวัด สภาพอากาศโดยรอบโรงงานทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นพบว่ามี ผลกระทบเล็กน้อยต่อสภาพอากาศ ซึ่งทางบริษัทฯจะเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งหน่วย แพทย์เคลื่อนที่ออกไปตรวจเยี่ยมประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอนามัย นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบความเสียหายจากการเกิดเพลิงไหม้ สาหรับโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีโดยส่วนใหญ่ยังสามารถดาเนินการผลิตได้ มีเพียงหน่วยที่เกิดเพลิงไหม้ และหน่วยผลิตใกล้เคียงจะต้องหยุดดาเนินการชั่วคราว บริษัทฯประเมินว่ามีผลกระทบต่อการผลิตโดยรวมไม่ มากนัก มูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบร่วมกับบริษัทประกันภัย ดดยบริษัทฯมีวงเงินประกัน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้านนายศักดา พันธ์กล้า รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่าได้รับคาสั่งจากอธิบดีฯให้ลงมา ตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุการเกิดระเบิดและมีไฟไหม้ จะเข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุในวันนี้ พร้อมผู้สื่อข่าว แต่เนื่องจากบริษัทฯมีข้อกฏหมายในเรื่องของการประกัน และรับรองความปลอดภัย บริษัทฯไม่สามารถควบคุม ได้ จึงไม่มีอานาจที่จะพาผู้สื่อข่าวเข้าไปจุดเกิดเหตุได้ แต่ความคืบหน้าในขณะนี้กรมโรงงานมีคาสั่งให้หยุดและ ให้ผู้บริหารไออาร์พีซี เซ็นรับทราบคาสั่ง ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่านายธานี สามารถกิจ ผวจ.ระยอง ลงนาม คาสั่งให้หยุดเป็นเวลา 90 วัน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สานักการมีส่วนร่วมกรมโรงงานลงพื้นที่ว่ามีผลกระทบต่อ ประชาชนรอบโรงงานอย่างไรและให้คาแนะนาเกี่ยวกับเรื่องกฏหมาย การฟ้องร้องจากผลกระทบที่เกิดขึ้น
  • 53.
    ห น้า |50 คดีตัวอย่าง-ศาลสั่ง มาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษ (ข่าวสด) คดี ตัวอย่าง-ศาลสั่ง มาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษ 27 โจทก์ชาวบ้าน-เฮลั่น ศาลปกครองชี้นิคมอุตฯ แก้มลพิษ ภายใน60วัน! ฝ่ายรง.ดันรัฐยื่นอุทธรณ์ ศาลปกครองระยอง พิพากษาให้ ‚มาบตาพุด‛ และอีกหลายตาบลของระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ทางการต้องควบคุม-ขจัดมลพิษภายใน 60 วัน ระบุพบหลักฐานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก่อมลพิษทั้งทาง อากาศ ทางน้า จนมีผลกระทบต่อสุข ภาพประชาชนอย่างรุนแรง ป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าคนในอาเภออื่น 3-5 เท่า สมควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษได้แล้ว ฝ่ายโจทก์ที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่รวม 27 คนเฮลั่น บางคนถึงกับ หลั่งน้าตาด้วยความดีใจ วอนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่ายื่นอุทธรณ์ ทางด้านเจ้าของโรงงาน อุตสาหกรรมใหญ่ในพื้นที่ จี้รัฐบาลอุทธรณ์ ชี้ผลของคาตัดสินจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของระยอง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 มีนาคม ศาลปกครองระยอง โดยนางสายสุดา เศรษฐบุตร อธิบดีศาลปกครอง ระยอง ตุลาการเจ้าของสานวน พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ รองอธิบดีศาลปกครองระยอง และนายสร ศักดิ์ มไหศิริโยดม ตุลาการศาลปกครองระยอง องค์คณะได้อ่านคาพิพากษาคดีที่ นายเจริญ เดชคุ้ม โจทก์ผู้ยื่น
  • 54.
    ห น้า |51 ฟ้องที่ 1 พร้อมด้วย พวกรวม 27 คน ที่ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ เมื่อ เดือนตุลาคม 2550 คาฟ้องสรุปว่า การดาเนินการของการนิคมอุตสาหกรรม ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดอย่าง รุนแรง ทั้งมลพิษทางอากาศ ทางน้า และ กากของเสียอันตราย จนทาให้ประชาชนในพื้นที่เจ็บป่วยจานวนมาก แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลับละเลยมิได้ประกาศกาหนดให้พื้นที่ที่มีปัญหา ทั้งเขตตาบลมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีปัญหาจาก มลพิษ เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 บัญญัติไว้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปรากฏตามรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ในการประชุมของคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2548 เกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด พบว่ามี สารอินทรีย์ระเหยมากกว่า 40 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิด โดยพบสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็งที่มีค่าก่อ มะเร็งเกินระดับเฝ้าระวังคุณภาพ ทางอากาศในบรรยากาศ 19 ชนิด จึงสรุปว่าหากระบายออกมาเต็มที่ ก็จะมีค่า เกินมาตรฐานตามค่าที่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็ตรงกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่ได้นาเสนอข้อมูลจากโครงการศึกษา ระบาด วิทยาของโรคมะเร็งในประเทศไทยของ จ.ระยอง ปีพ.ศ.2540-2544 รายงานว่าสถิติการเกิดมะเร็งทุก ชนิด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของ อ.เมืองระยอง สูงกว่าอาเภออื่นๆ ของจังหวัด 3 เท่าถึง 5 เท่า นอกจากนี้ แหล่งน้าจืด แม่น้า คลอง รวมถึงทะเลและน้าบาดาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีค่าต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน พบการ ปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน คือ สังกะสี แมงกานีส สารหนู และพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายเกินมาตรฐาน ศาลรับฟังว่า เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาด เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึง สมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดาเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ซึ่งเท่าที่ผ่าน มา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก็ได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว 17 พื้นที่ ใน 12 จังหวัด โดยไม่ ปรากฏว่าจะต้องมีการตรวจวัดหาค่าต่างๆ เช่นเดียวกับในพื้นที่มาบตาพุด และยังไม่ได้ประกาศการควบคุม มลพิษในพื้นที่ที่ถูกฟ้อง ศาลจึงมีคาพิพากษา ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาล เมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้ง ต.มาบตาพุด ต.ห้วยโป่ง ต.เนินพระ ต.ทับมา และต.มาบข่า อ.เมืองระยอง
  • 55.
    ห น้า |52 ตลอดจนท้องที่ ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ทั้งตาบลเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดาเนินการควบคุม ลด และ ขจัดมลพิษ ตามที่กาหนดไว้ในกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ให้ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในกาหนด 60 วัน นับตั้งแต่ วันที่มีคาพิพากษา หลังฟังคาตัดสิน ชาวบ้านที่มารอฟังคาพิพากษาชูมือแสดงความดีใจ บางคนถึงกับกลั้นน้าตาไว้ไม่อยู่ นายเจริญ เดชคุ้ม ผู้ฟ้องร้อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลได้เห็นถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องต่อสู้มายาวนาน นับ 10 ปี จนมาถึงวันนี้ ก็ต้องขอบคุณศาล ขอวิงวอนผ่านไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่าอย่าได้ อุทธรณ์ต่ออีกเลย เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จนบางคนต้องป่วยจนเสียชีวิตไปแล้วหลายรายจาก มลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งหากจะอุทธรณ์ ทางชาวบ้านก็จะลุกขึ้นสู้ต่อไป และจะทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น เพราะถือว่า เป็นการฆ่าประชาชนทางอ้อม ทางด้านน.ส.สุรีรัตน์ ชูวาพิทักษ์ ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวเพียงว่า จะนาผลการตัดสินส่งต่อ ให้กับทางผู้ใหญ่เป็นผู้พิจารณาต่อไป มาในวันนี้ก็มีหน้าที่เพียงตัวแทนที่เข้ามารับฟังคาพิพากษา จึงไม่สามารถ ให้คาตอบใดๆ ได้ ส่วนนายสุรชัย โตงาม ผู้ประสานงานด้านกฎหมายภาคประชาชน กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง ชาวบ้านลุกขึ้นมาเรียกสิทธิของตัวเองที่เกิดผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม จนนาไปสู่การฟ้องร้องต่อศาล ปกครองจนได้รับชัยชนะ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงก้าวแรก เพราะหากมีการอุทธรณ์ ผลบังคับของคาพิพากษาที่ต้อง แก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันก็ถือเป็นสิ้นสุด จึงต้องรอว่าทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่วันนี้ส่ง เพียงตัวแทนเข้า มารับฟัง จะอุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แกนนาที่ต่อสู้เรื่องนี้ กล่าวว่า อยากฝากไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ไม่ใช่ชุดเก่า เป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้า มา ว่าไม่ควรจะอุทธรณ์ต่ออีก เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก และเตรียมนาเรื่องเสนอต่อ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยประสานไปทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้อุทธรณ์ ซึ่ง หากไม่มีการอุทธรณ์ ตนเองก็จะมีการประชุมร่วมกับชาวบ้านทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะหา มาตรการที่ดีในการติดตามประเมินผลการทางานในการควบคุม มลพิษต่อไป
  • 56.
    ห น้า |53 ‚หลังจากนี้เครือข่ายจะเดินหน้าต่อเรื่องการดาเนินการเกี่ยวกับแผนลดและขจัด มลพิษ รวมทั้งการ เตรียมขยายปิโตรเคมีเฟส 3 ซึ่งชาวบ้านต้องการให้ทบทวนโครงการด้วย นอกจากนี้ กาลังปรึกษากับนัก กฎหมายว่าจะสามารถฟ้องอาญาและแพ่งกับบอร์ดชุดนี้เกี่ยวกับ ความรับผิดชอบด้วย‛ นายสุทธิกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นฟ้องของชาวบ้านครั้งนี้ สืบเนื่องจากรัฐบาลมีโครงการขยายปิโตรเคมี ระยะที่ 3 แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบมาบตาพุด ประสบปัญหาความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและระบบทางเดินหายใจมา นานกว่า 20 ปี จากการมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยมีผลการยืนยันจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่าคนระยอง เป็นมะเร็งมากขึ้น รวมทั้งหลักฐานชัดเจนจาก ดร.เรณู เวชรัตน์พิมล เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และดร.เดชรัตน์ สุขกาเนิด นักวิชาการด้านพลังงาน เป็นต้น แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลับชะลอ การประกาศเขตควบคุมมลพิษตาม มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ทางด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงคา ตัดสินของศาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด คงต้องพิจารณาดูว่าคาตัดสินดังกล่าวจะกระทบต่อ ภาคอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง ซึ่งเห็นว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก และทุกเรื่องสามารถเจรจากันได้ นาย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร บริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จากัด ที่ตั้งอยู่ในต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลว่าคาสั่ง ศาลฯ ในครั้งนี้ จะมีปัญหาต่อการดาเนินธุรกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทใหญ่ๆ ในเขตมาบตาพุด และจ.ระยอง ทาตามมาตรฐานมลพิษอย่างเข้มงวด แต่การประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจส่งผลต่อความรู้สึกทาให้เกิด ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อจ.ระยอง และจะทาให้ภาพพจน์ของจ.ระยองเสียไป อาจกระทบต่อการท่องเที่ยว และพืชผัก ผลไม้จากพื้นที่ดังกล่าว เพราะคนอาจกลัวที่จะมาเที่ยว หรือซื้อผลไม้ใน จ.ระยอง นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุนในเขตจ.ระยองเข้มงวดมานานแล้ว ส่วนการลงทุนใหม่ๆ ดาเนินตาม แผนควบคุมมลพิษทุกโครงการ ซึ่งการมาประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจกระทบต่อการลงทุนที่ยังไม่ เริ่มต้นที่อาจทาให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน ส่วนการลงทุนต่อเนื่องจากโครงการเดิมคงต้องพิจารณากันใหม่ เพราะการลงทุนหลังจากนี้ไป ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาที่มากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการ ลงทุน เพราะในเขตมาบตาพุดถือเป็นหัวใจหลักในการลงทุนของประเทศ หวังว่าผู้ที่เป็นจาเลย คือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะยื่นอุทธรณ์ต่อคาตัดสินของศาล
  • 57.
    ห น้า |54 นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ามันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้บริหารบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จากัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในต.มาบตาพุด อ. เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า กาลังศึกษาคาตัดสินของศาลฯ ที่ออกมาว่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างไรบ้าง และ ต้องดูในเรื่องของกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม ก่อนหน้านี้การลงทุนใหม่ๆ ในเขตมาบตาพุดต้องลดมลพิษในเขต ดังกล่าวให้ได้ก่อนจึงจะลงทุนได้ หากลดมลพิษได้ 100% จะสามารถลงทุนได้เพียง 80% โครงการที่จะลงทุน ต้องผ่านแผนการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) นาย ชายน้อย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มโรงกลั่นน้ามัน และกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ได้ลงทุนปรับ ลดมลพิษที่มาบตาพุดไปมากแล้ว และดาเนินตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ก็คงต้องติดตามว่าหลัง ประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว จะมีกฎระเบียบใหม่ๆ อะไรที่ต้องปฏิบัติตามเพิ่มอีก ขณะ นี้ ฝ่ายเอกชนกาลังเตรียมข้อมูลให้พร้อม หากภาครัฐจะเรียกไปหารือถึงเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องของการอุทธรณ์คง เป็นหน้าที่ของภาครัฐในการพิจารณา นายศุภชัย วัฒนางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อศาลตัดสินออกมาคงต้องว่ากันไปตามนั้น เอกชนพร้อมที่จะปฏิบัติตามคาตัดสิน โครงการใหญ่คง ไม่มีปัญหาเพราะดูแลในเรื่องการควบคุมมลพิษให้เป็นไปตาม มาตรฐานอยู่แล้ว แต่เป็นห่วงว่าคาตัดสินของศาล จะกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะนอกจากในเรื่องอุตสาหกรรมแล้ว จ.ระยองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สาคัญแห่ง หนึ่ง นายศุภชัย กล่าวว่า ต้องขอดูก่อนว่าจะมีกฎระเบียบอะไรออกมาให้ต้องปฏิบัติตามเพิ่มเติมหรือไม่ ใน ส่วนตัวคิดว่าผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ควรอุทธรณ์ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆ อาทิ ฝ่ายราชการ เอกชน และผู้ กากับดูแล ได้ชี้แจงข้อมูล แต่การอุทธรณ์คงไม่ใช่หน้าที่ของเอกชน ซึ่งเอกชนยินดีที่จะทาตามคาสั่งศาล คิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ลงทุนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากัน พอสมควร เพราะโครงการลงทุนใหญ่ๆ ระดับหมื่นล้านคงไม่กล้าเสี่ยงที่จะถูกปิดจากปัญหามลพิษ นายศุภชัย กล่าวว่า การประกาศเขตควบคุมจะกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ขณะนี้ เองประเทศเพื่อนบ้านของไทย พยายามดึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปลงทุนยังประเทศของตน อาทิ เวียดนาม
  • 58.
    ห น้า |55 มาเลเซีย สิงคโปร์ และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่อาจจะต้องชะลอออกไป หรือย้าย ฐานไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ชาวมาบตาพุดฟังคาพิพากษาคดีฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม วันที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง แถลงข่าวที่โรงแรมโกลเดนท์ซิตี้ เวลา 15.00 น. ชาวบ้านมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จะฟังคาพิพากษาคดีฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐาน ละเลยต่อหน้าที่ไม่ประกาศพื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อควบคุมลดและขจัดมลพิษ และขอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ วันที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง จากนั้น 15.00 น. ชาวบ้านมาบตาพุด นาโดย นายเจริญ เดชคุ้ม พร้อมด้วยนาย สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความ และทีม นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม นาโดย นายศุภกิจ นันทะวรการ จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่ห้องสร้อยเพชร โรงแรมโกลเดนท์ซิตี้ อ.เมือง จ.ระยอง ----------------------------------------- การนัดฟังคาพิพากษาของศาลปกครองระยอง วันที่ 3 มีนาคม 2552 เวลา 11.00 น. สืบเนื่องจาก เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จาก 11 ชุมชนรอบนิคม อุตสาหกรรมมาตาพุด ซึ่งเผชิญกับปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรมหนักใน นิคมอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานาน ได้มอบอานาจให้โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยนายสุรชัย ตรงงาม นาย สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ นางสาวมนทนา ดวงประภา และนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชน ภาคตะวันออก ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยต่อหน้าที่ไม่ประกาศพื้นที่มาบตาพุดเป็นเขต ควบคุมมลพิษ เพื่อควบคุม ลดและขจัดมลพิษ และขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้พื้นที่ มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยมีนายเจริญ เดชคุ้ม กับพวกรวม 27 คน เป็นโจทก์ ในคดีหมายเลขดาที่ 192/2550
  • 59.
    ห น้า |56 ต่อมา 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองระยองนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อให้คู่กรณี แถลงด้วยวาจาต่อหน้าศาล ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคาแถลงการณ์ และผู้ถูกฟ้องคดียื่นคาชี้แจงต่อศาล และไม่มีการแถลง ด้วยวาจา ส่วนตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์คณะประกอบคาแถลงการณ์เป็นหนังสือ มีประเด็น สาคัญ โดยสรุป คือ ประเด็นที่ 1 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ประกาศเขตควบคุมมลพิษ เป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ ตุลาการผู้ แถลงเห็นว่า ตามมาตรา 56 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และมาตรา 67 รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้รับรองสิทธิในดารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน รวมถึง มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งได้บัญญัติว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าท้องที่ ใดมีปัญหามลพิษซึ่งมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาด เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจ ก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอานาจประกาศใน ราชกิจจานุเบกษากาหนดให้ ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดาเนินการ ควบคุม ลด และขจัดมลพิษได้ ประเด็นที่ 2 คาขอท้ายคาฟ้องของผู้ฟ้องคดีขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปฏิบัติ หน้าที่ตาม มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยประกาศให้พื้นที่มาบตาพุด และ เทศบาลมาบตาพุด ตลอดจนพื้นที่ข้างเคียงที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดาเนินการควบคุม ลด ตามข้อเท็จจริงในสานวนคดีที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเอกสารของนักวิชาการที่ได้มีการ ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อศาล ชี้ให้เห็นว่าโรงงานอุตสาหกรรมในเขตมาบตาพุดและใกล้เคียงก่อให้เกิดมลพิษ ผลการ ศึกษาต่างๆ สรุปได้สอดคล้องกันว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมผาแดง นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย นิคม เหมราชตะวันออก เป็นพื้นที่มีปัญหามลพิษทางน้า อากาศ ขยะพิษ และมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหาย เอกสารดังกล่าวเป็นที่น่าเชื่อถือ และข้อมูลที่เป็นประจักษ์คือมีการรั่วไหลของสารเคมี มีผู้ป่วยด้วยโรค ทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งสูง รวมถึงเหตุการณ์ที่โรงเรียนในมาบตาพุด ต้องย้ายโรงเรียนจากเดิมซึ่งอยู่ใน พื้นที่กันชน เห็นได้ว่ามีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ และมลพิษมีแนวโน้มสูงขึ้นและมีการ สะสมเป็นเวลานาน มีโรงงานเพิ่มขึ้นอีกจานวนมาก
  • 60.
    ห น้า |57 ตุลาการผู้แถลงคดี ได้สรุปความคิดเห็นให้ผู้ถูกฟ้องประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด บ้าน ฉาง มาบข่า เนินพระ และทับมา ภายใน 45 วันนับแต่ศาลมีคาพิพากษา โดยความเห็นดังกล่าวเป็นของตุลาการผู้ แถลงคดี ไม่ผูกพันองค์คณะตุลาการผู้รับผิดชอบคดี ดังนั้น คาพิพากษาอาจมีแนวเดียวกับตุลาการผู้แถลงคดี หรือไม่แตกต่างไปก็ได้ ผลที่บริษัทได้รับ คดีฟ้องร้องต่างๆมีผลกระทบต่อการดาเนินธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเกิดหนี้สินที่ต้อง ประมาณการขี้นจากการถูกฟ้องร้องจากศาล ในระหว่างที่กาลังดาเนินการนั้นจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลใน หมายเหตุประกอบงบการเงิน ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในบริษัท ตัวอย่างคดีล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 18.31 น. วันที่ 9 มิถุนายน 2557 เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงาน IRPC อ.เมือง จ.ระยองโดยเพลิงได้ลุกลามอย่าง หนัก และมีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 3 ครั้ง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้ สั่งปิดโรงงานเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิต รวมถึงต้องรับผิดชอบกับมลพิษที่เกิดขึ้นและสุขภาพ ของประชาชนในระแวกใกล้เคียง
  • 61.
    ห น้า |58 การพัฒนาปิโตรเลียม ปิโตรเลียมหรือ น้ามันดิบเป็นของเหลวไวไฟที่เกิดเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยสารผสมซับซ้อน ระหว่างไฮโดรคาร์บอนที่มีน้าหนักโมเลกุลต่างกัน กับสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นของเหลวอื่น ๆ ซึ่งพบในชั้น ธรณีวิทยาใต้ผิวโลก เป็นเชื้อเพลิงซากดึกดาบรรพ์ เกิดได้จากซากสิ่งมีชีวิต (มักเป็นแพลงก์ตอนสัตว์และ สาหร่าย) จานวนมากทับถมกันใต้หินตะกอนและได้รับความร้อนและความดันมหาศาล การขุดเจาะน้ามันเป็นวิธีการส่วนใหญ่ในการได้มาซึ่งปิโตรเลียม ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังการศึกษา โครงสร้างธรณีวิทยา การวิเคราะห์แอ่งตะกอน และลักษณะหินกักเก็บปิโตรเลียมหลังขุดเจาะขึ้นมาแล้ว ปิโตรเลียมจะถูกกลั่นและแยกเป็นผลิตภัณฑ์บริโภคหลายชนิด ตั้งแต่แก๊สโซลีนและน้ามันก๊าด ไปจนถึงยางมะ ตอยและตัวทาปฏิกิริยาเคมีซึ่งใช้ในการทาพลาสติกและเภสัชภัณฑ์ นอกจากนี้ ปิโตรเลียมยังใช้ในการผลิตวัสดุ อีกหลายชนิด ปิโตรเลียมมีธาตุองค์ประกอบหลัก 2 ชนิด คือ คาร์บอนและไฮโดรเจน และอาจมีธาตุอโลหะชนิดอื่นปน อยู่ด้วย เช่นกามะถัน ออกซิเจน และไนโตรเจน ทั้งนี้ปิโตรเลียมเป็นได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และ แก๊ส ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ รวมถึงความร้อนและความดันของสภาพแวดล้อมในการเกิดและการกักเก็บ ปิโตรเลียม แบ่งตามสถานะได้เป็นสองชนิดหลัก คือ น้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติ โดยแก๊สธรรมชาตินั้น ประกอบด้วยคาร์บอนตั้งแต่ 1-4 อะตอม การสารวจหาแหล่งปิโตรเลียม การสารวจหาแหล่งปิโตรเลียม เป็นการหาพื้นที่ซึ่งอาจมีชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมอยู่ โดยสามารถแบ่ง ขั้นตอนได้เป็นดังนี้ ขั้นตอนการสารวจหาข้อมูล (Exploration) ในการสารวจหาแหล่งปิโตรเลียม นักธรณีวิทยาจะใช้วิธีการสารวจอยู่หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้ การขุดเจาะหลุมเพื่อเก็บตัวอย่างหิน (Core Drilling) เป็นวิธีการที่อาศัยการขุดเจาะและเก็บตัวอย่างหินใน หลุมเจาะขึ้นมาจากหลุมเจาะหลายๆ หลุมในบริเวณที่ทาการศึกษา และอาศัยการศึกษาตัวอย่างของหินจากหลุม เจาะ รวมทั้งระดับที่แน่นอนของตัวอย่างหิน ก็จะสามารถเปรียบเทียบชนิดของชั้นหิน และโครงสร้างของชั้นหิน ในบริเวณที่ศึกษาได้
  • 62.
    ห น้า |59 การสารวจโดยคลื่นสั่นสะเทือน (Seismic Prospecting) เป็นวิธีการที่อาศัยความรู้และหลักการของคลื่น ไหวสะเทือนโดยอาศัยวัตถุระเบิด สารวจโดยการขุดเจาะหลุมตื้นประมาณ 50 เมตร เพื่อใช้เป็นจุดระเบิด เมื่อจุด ระเบิดขึ้น จะก่อให้เกิดคลื่นไหวสะเทือนวิ่งผ่านลงไปในชั้นหินและเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาสู่ผิวดิน และ คานวณหาความลึกที่คลื่นไหวสะเทือนนี้เดินทางได้ จากนั้นก็จะสามารถทราบโครงสร้างทางธรณีข้างล่างได้ การสารวจโดยความโน้มถ่วง (Gravity Prospecting) เป็นวิธีการที่อาศัยความแตกต่างกันของค่าความ ถ่วงจาเพาะของหินชนิดต่างๆ ภายใต้เปลือกโลก ถ้าชั้นหินวางตัวอยู่ในแนวระนาบ จะสามารถวัดค่าความโน้ม ถ่วงที่คงที่ได้ แต่หากชั้นหินการเอียงเท ค่าของความโน้มถ่วงที่วัดได้จะแปรผันไปกับการวางตัวหรือโครงสร้าง ของชั้นหินนั้น ซึ่งก็จะทาให้ทราบลักษณะการวางตัวและโครงสร้างของชั้นหินนั้นได้จากการแปลผลข้อมูลที่ ได้มา ทั้งนี้ วิธีการทั้ง 3 วิธีการดังกล่าวข้างต้นนี้ ทาให้ทราบได้ว่าโครงสร้างที่พบนั้นมีความเหมาะสมแก่การ เป็นแหล่งกักเก็บน้ามันมากน้อยเพียงใด แต่ไม่ได้บ่งชี้ชัดเจนว่าชั้นหินนั้นจะเป็นชั้นหินกักเก็บน้ามันหรือไม่ โดยการสารวจมีวิธีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กัลลักษณะภูมิประเทศ หลังจากได้ข้อมูลการสารวจแล้วจะกาหนด แผนการเจาะเพื่อพอสูจน์การมีการสะสมของปิโตรเลียมต่อไป ขั้นตอนการขุดเจาะ (Drilling) เป็นการขุดเจาะหลุมเพื่อการผลิต โดยหลังจากที่ทาการสารวจทางธรณีวิทยา จนทราบว่าน่าจะมี ปิโตรเลียมอยู่ในบริเวณใดบ้าง ก็จะต้องทาการเจาะหลุมสารวจ (Exploration Well) โดยใช้วิธีสุ่มเจาะ เพื่อสารวจ หาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคยมีการเจาะพิสูจน์มาก่อน จากนั้นก็จะมีการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหา ขอบเขตของแหล่งกักเก็บนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าแหล่งกักเก็บนี้มีปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ จึงจะทาการเจาะ หลุมเจาะเพื่อนาปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่นั้นขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป หลังจากที่สารวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ด้วยการวัดคลื่นความไหวสะเทือน (Seismic Survey) และ แปลความหมายเพื่อหาแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมอยู่ตรงส่วนใดบ้างใต้พื้นดินและกาหนดจุดเพื่อทาการเจาะสารวจ คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายขุดเจาะที่ต้องทาการเจาะ "หลุมสารวจ" (Exploration Well) โดยใช้วิธีเจาะ สุ่มซึ่งเราจะเรียกหลุมชนิดนี้ว่า ‘หลุมแรกสารวจ’ (Wildcat Well) เพื่อสารวจหาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคย มีการเจาะพิสูจน์เลย จากนั้นเมื่อถึงขั้นตอนของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหาขอบเขตของแหล่งกักเก็บ ปิโตรเลียม เราจะเจาะหลุมที่เรียกว่า "หลุมประเมินผล" (Delineation Well) และหลังจากที่เราแน่ใจแล้วว่ามี
  • 63.
    ห น้า |60 แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมในปริมาณที่มากพอในเชิงพาณิชย์ เราจึงเจาะ "หลุมเพื่อการผลิตปิโตรเลียม" (Development Well) เพื่อนาปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป การขุดเจาะหลุมเพื่อสารวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นงานที่ท้าทายและมีความสาคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก เราต้องขุดไปที่ความลึกประมาณ 3-4 กิโลเมตรใต้พื้นทะเล ในสมัยก่อนการขุดเจาะหลุม 1 หลุมนั้นต้องใช้เวลา กว่า 60 วัน โดยใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อหลุม[ต้องการอ้างอิง]ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สูง และมีความเสี่ยงมาก เพราะหากเราขุดไปแล้วพบปริมาณน้ามันหรือแก๊สธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ การ ลงทุนนั้นก็สูญเปล่า แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาในการขุดเจาะลดลง เหลือเพียง 4-5 วันต่อ 1 หลุม และใช้งบประมาณน้อยลงกว่าเดิม ขั้นตอนการผลิต (Production) หลังจากที่มีการขุดเจาะเอาปิโตรเลียมขึ้นมาแล้ว ปิโตรเลียมที่ได้ก็จะผ่านเข้าสู่กระบวนการต่างๆ บน แท่นเพื่อแยกเอา น้า แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และสารปนเปื้อนอื่นๆ ออกจากน้ามันดิบและแก๊สธรรมชาตินั้น เพื่อนาเอาน้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติไปใช้ในการผลิต ขั้นตอนการสละหลุม (Abandonment) ในกรณีที่ของหลุมที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว จะมีการอัดซีเมนต์ลงไปตามท่อผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้ของ ไหลที่มีอยู่ในชั้นหินไหลไปสู่ชั้นหินอื่น ซึ่งอาจไปทาลายชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมใกล้เคียง หรือเข้าไปปนเปื้อน กับชั้นน้าใต้ดินได้ การผลิตปิโตรเลียม เมื่อแยกเอา น้า แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และสารปนเปื้อนอื่นๆ ออกจากน้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติ น้ามันดิบจะถูกส่งผ่านไปยังสถานีแยกปิโตรเลียมเพื่อแปรสภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์สาเร็จรูปชนิดต่างๆ ที่ เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ การแยก (Separation) โดยส่วนใหญ่จะแยกโดยวิธีการกลั่นลาดับส่วน (Fractional Distillation) โดยอาศัยความแตกต่างของจุด เดือดของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดที่รวมอยู่ในน้ามันดิบ โดยนาน้ามันมาให้ความร้อนที่อุณหภูมิ
  • 64.
    ห น้า |61 368-385 องศาเซลเซียส แล้วผ่านเข้าไปในหอกลั่น น้ามันที่ร้อนจะกลายเป็นไอลอยขึ้นไปยอด และควบแน่น เป็นของเหลวตกลงบนถาดรองรับในแต่ละช่วงของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ จากนั้นของไหลในถาดก็จะไหลออกมา ตามท่อเพื่อน้าไปเก็บแยกตามประเภท และนาไปใช้ต่อไป การเปลี่ยนโครงสร้าง (Conversion) เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีคุณภาพที่ไม่ดีพอ จึงต้องใช้วิธีทางเคมีเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของน้ามัน ให้น้ามันที่ ได้มีคุณภาพที่ดี เหมาะแก่การนาไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ การปรับคุณภาพ (Treating) เป็นการกาจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากน้ามันน้ามันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล้ว ซึ่งสิ่ง แปลกปลอมที่สาคัญจะเป็นสารจาพวกกามะถัน ซึ่งจะใช้วิธีการฟอกด้วยไฮโดรเจน หรือฟอกด้วยโซดาไฟเพื่อ เป็นการกาจัดสารนั้นออก การผสม (Blending) คือการนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาเติมหรือผสมสารที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สาเร็จรูปตามที่ต้องการ เช่น การผสมน้ามันเบนซินเพื่อเพิ่มเลขออกเทน หรือผสมน้ามันเตาเพื่อให้ได้ความหนืดตามที่ต้องการ การสารวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม การสารวจแหล่งปิโตรเลียม การสารวจหาปิโตรเลียมเริ่มต้นด้วยการสารวจทางธรณีวิทยาโดยอาศัย ภาพถ่ายทางอากาศ หรือ ภาพถ่ายจากดาวเทียม ช่วยให้คาดคะเนโครงสร้างของชั้นหินใต้พื้นดินได้ อย่างคร่าวจากนั้นจึงทาการสารวจใน ขั้นรายละเอียด โดยนักธรณีวิทยาจะออกสารวจดูหิน ที่โผล่พ้นพื้นดิน ตามหน้าผา หรือริมแม่น้าลาธาร เพื่อให้ เข้าใจลักษณะทางธรณีวิทยาของ ชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปหลายกิโลเมตรข้อมูลจากการสารวจทั้งหมดจะถูกบันทึก
  • 65.
    ห น้า |62 ไว้ในแผนที่ทางธรณีวิทยาแต่ทั้งหมดนี้ จะต้องได้รับการยืนยันให้แน่นอนโดยการสารวจทางธรณีฟิสิกส์อีก ชั้นหนึ่ง การสารวจทางธรณีฟิสิกส์ มีหลายวิธี ที่นิยมกันมากมี 2 วิธี คือ 1.การวัดค่าความไหวสะเทือน (Seismic Survey) ทาได้โดยการจุดระเบิดใต้พื้นดิน ให้เกิดคลื่นความไหวสะเทือนวิ่งลงไปกระทบชั้นหิน ใต้พื้นดินแล้ว สะท้อนกลับขึ้นมาเข้าเครื่องรับสัญญาณ ระยะเวลาของคลื่นที่สะท้อนกลับขึ้นมา จากชั้นหินต่าง ๆ จะถูกนามา คานวณหาความหนาและตาแหน่งของชั้นหินที่เป็นตัวสะท้อน คลื่นได้ สาหรับในบางพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายอาจใช้ รถสารวจทางธรณีฟิสิกส์ซึ่งมีแป้นตรงกลาง ใต้ท้องรถทาหน้าที่กระแทกพื้นดินเป็นจังหวะ ๆ ให้เกิดคลื่นความ สั่นสะเทือนและมี เครื่องรับสัญญาณคลื่นสะท้อนกลับจากพื้นดิน เพื่อนาไปแปลผลต่อไป 1. การวัดค่าความไหวสะเทือน 2 มิติ (2D Seismic Survey) 2. การวัดค่าความไหวสะเทือน 3 มิติ (3D Seismic Survey) 2.การวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็ก (Electromagnetic Survey) ใช้หลักการว่าหินต่างชนิดกันจะมีความสามารถในการดูดซึมแม่เหล็กต่างกัน การเจาะสารวจ เป็น ขั้นตอนสุดท้ายของการสารวจหาปิโตรเลียม เพื่อให้แน่ใจว่ามี ปิโตรเลียมสะสมตัวอยู่หรือไม่ 1. แท่นเจาะ (Drilling Rig) ความยากง่ายของกระบวนการเจาะจะเป็นตัวกาหนดระดับของความซับซ้อนในองค์ประกอบของแท่น เจาะเอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแท่นเจาะจะมีอยู่มากมายหลากหลายประเภท แต่ส่วนประกอบพื้นฐานของแท่นเจาะ ทั้งหลายนั้นก็คล้ายคลึงกัน แท่นเจาะโดยทั่วไปจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ -บนบก (Onshore) -ในทะเล (Offshore) ได้แก่ Barge, Jack-up, Fix Platform, Semi-Submersible, Drill Ship
  • 66.
    ห น้า |63 แท่นเจาะบนบกโดยรวมแล้วจะไม่ต่างกัน แต่สาหรับแท่นเจาะในทะเลนั้น จะแตกต่างกันตามความเหมาะสมใน การใช้งานกับสภาพแวดล้อมทาง ทะเลที่ต่างกันไป 2. เครื่องขุดเจาะ (Drill String) เพื่อการสารวจปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลนั้นคล้ายคลึงกัน คือมีลักษณะ ที่เป็นสว่านหมุน โดยมี ส่วนประกอบที่สาคัญ ได้แก่ - หัวเจาะ ทาด้วยโลหะแข็ง มีฟันคม ซึ่งเมื่อถูกหมุนด้วยแรงหมุน และแรงกดที่มากมหาศาลฟันคมของมันจะตัด หินและดินที่ขวางหน้าให้ขาดสะบั้นเป็น เศษเล็กเศษน้อย ทาให้ก้านเจาะสามารถทะลวงลงใต้ดินให้ลึกยิ่ง ๆ ขึ้น - ก้านเจาะ เป็นท่อนตรงกลางซึ่งยาวท่อนละประมาณ 10 เมตร และเพื่อจะเจาะให้ได้ลึกตามต้องการจึงจะต้องนา ก้านเจาะแต่ละท่อนมาขันเกลียวต่อกัน ให้ยาวขึ้น 3. น้าโคลน (Drilling Mud) ประกอบด้วย น้าธรรมดา สารเคมี และแร่บางชนิดซึ่งผสมกันจนมีน้าหนัก และความหนืดข้นตามต้องการ เมือ น้าโคลนถูกส่งลงไปในหลุมผ่านช่องว่างในก้านเจาะ ความหนืดข้นของน้าโคลนจะยึดเหนี่ยวเศษดินหินให้ลอย แขวนอยู่ได้ ก่อนที่จะถูกดันขึ้นมา พร้อมกันยังปากหลุมอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านช่องว่างระหว่างก้านเจาะกับผนัง หลุม น้าโคลนนอกจากใช้ลาเลียงเศษดินหินขึ้นมาแล้ว ยังทาหน้าที่เป็นวัสดุหล่อลื่นให้แก่หัวเจาะ และความ หนักของมันยังช่วยต้านแรงดันจากชั้นหินในหลุมได้ด้วย 4. การหยั่งธรณีหลุมเจาะ (Well Logging) คือการทดสอบว่าชั้นหินต่าง ๆ ที่เราเจาะผ่านไปนั้นมีปิโตรเลียมแทรกเก็บอยู่หรือไม่ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้เครื่องมือหยั่งธรณีหย่อนลงไปในหลุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือไฟฟ้า เครื่องรับส่งกัมมันตภาพรังสี และคลื่นเสียง เพื่อวัดค่าคุณสมบัติของชั้นหิน และสิ่งที่อยู่ภายใน ช่องว่างของชั้นหิน อีกวิธีหนึ่งคือการเก็บตัวอย่างจากหลุมเจาะมาพิสูจน์ปิโตรเลียมหรือสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน เพื่อ ตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตัวคือติดไฟได้ 5. การป้องกันหลุมเจาะพัง (Casing)
  • 67.
    ห น้า |64 เครื่องมือสาคัญที่ใช้ป้องกันอุบัติเหตุจากแรงดันใต้หลุมประกอบด้วยวาล์ว และท่อ หลายตอน ซึ่งจะปิด ปากหลุมอย่างหนาแน่นเพื่อต้านแรงดันที่อาจพุ่งขึ้นมา ทาให้เกิดการระเบิด (Blow-out) และไฟลุกไหม้เป็น อันตรายได้ เมื่อเจาะหลุมลึกพอสมควรแล้ว ยังต้องมีมาตรการ ป้องกันหลุมถล่ม ซึ่งทาได้โดยการส่งท่อกรุลงไป ตามความลึกของหลุมแล้วลงซีเมนต์ยึดท่อ กรุเหล็กติดกับผนังหลุมอีกทีหนึ่ง การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม จากผลการเจาะสุ่ม ถ้าพบร่องรอยปิโตรเลียมที่หลุมใดก็จะเจาะหลุมเพิ่มเติมในบริเวณนั้นอีกจานวน หนึ่ง เพื่อหา ขอบเขตความกว้างยาวของแหล่ง และปริมาณปิโตรเลียมที่น่าจะกักเก็บอยู่ในแหล่งนั้น ก่อนที่จะ เจาะหลุมทดลองผลิตต่อไป การเจาะหลุมทดลองผลิตก็เพื่อคานวณหาปริมาณน้ามันที่คาดว่าจะผลิตได้ในแต่ละวัน และปริมาณ น้ามันสารองว่าจะมีมากพอในเชิงพาณิชย์หรือไม่ กล่าวคือ จะได้ผลคุ้มกับ การลงทุนผลิตหรือไม่ ตามปกติปิโตรเลียมหรือน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สะสมตัวลึกลงไปใต้ผิวโลกจะมีค่าความดันสูง กว่าบรรยากาศอยู่แล้ว การนาน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติจากพื้นดินขึ้นมา จึงอาศัยแรงดันธรรมชาติดังกล่าว โดยให้มีการควบคุมการไหลที่เหมาะสม จากปากหลุมปิโตรเลียมจะไหลผ่านท่อไปยังเครื่องแยกและตอนนี้เองน้าและเม็ดหินดินทรายที่เจือปน จะถูกแยกออกไปก่อนจากนั้นปิโตรเลียมจะถูกส่งผ่านท่อรวมไปยัง สถานี ใหญ่เพื่อแยกน้ามันดิบและก๊าซ ธรรมชาติออกจากกันในการแยกขั้นสุดท้ายจะมีก๊าซ เจือปนส่วนน้อยที่ต้องเผาทิ้งเพราะคุณสมบัติของมันไม่ ตรงกับก๊าซส่วนใหญ่ที่จะทาการ ซื้อขาย ผลกระทบต่อการจัดการบัญชีปิโตรเลียม
  • 68.
    ห น้า |65 กฎหมายสาหรับการสารวจและผลิตปิโตรเลียม ประกาศกรมทรัพยากรธรณี เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธี เสนองบบัญชีค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม โดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา 77 แห่ง พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กาหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเสนองบบัญชี ค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการ ประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามประกาศลงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ข้อ 2 ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทานและผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมทุกรายต้องจัดทา และเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจาการปิโตรเลียมตามแบบ ชธ/ป9 ท้ายประกาศนี้ ให้อธิบดีกรม เชื้อเพลิงธรรมชาติทราบทุกปี ปีละ 4 ครั้ง โดยให้จัดทาบัญชีค่าใช้จ่ายเป็นรอบระยะเวลาสามเดือนประดิทิน เริ่ม ตั้งแต่เดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม ตามลาดับ ในกรณีที่เป็นการเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรก ให้ผู้รับสัมปทานจัดทาและเสนองบบัญชี ค่าใช้จ่าย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับสัมปทานจนถึงวันครบรอบระยะเวลาสามเดือน ตามที่กาหนดในวรรคหนึ่ง ข้อ 3 ให้นาส่งงบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่สานักกากับและบริหารสัมปทานปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภายในกาหนดเวลาไม่เกินหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาสามเดือน ดังนี้ (1) ผู้ดาเนินงาน (Operator) ตามสัมปทาน เป็นผู้จัดทาและเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ ปิโตรเลียมร่วม (Joint Ventures Expense) เป็นรายแปลงสารวจ และ (2) ผู้รับสัมปทานและผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมทุกราย เป็นผู้จัดทาและเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายใน การดาเนินงานของบริษัท (Coporate Expense) ที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ผุ้ดาเนินงานได้จัดส่งแล้วตาม (1) เป็น รายแปลงสารวจ ทั้งนี้เว้นแต่ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532 ให้ผู้รับสัมปทานจัดทาและ เสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายเป็นรายบริษัท
  • 69.
    ห น้า |66 ข้อ 4 ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานถือสัมปทานที่มีแปลงสารวจหลายแปลง หรือถือสัมปทานหลายสัมปทานแล้วแต่ กรณี ไม่สามารถแบ่งแยกรายได้หรือรายจ่ายตามแปลงสารวจหรือสัมปทานได้อย่างชัดเจน ให้นาหลักเกณฑ์ตาม กฎกระทรวงฉบับที่20 (พ.ศ. 2536) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
  • 70.
    ห น้า |67 บรรณานุกรม กฏหมายสาหรับการสารวจและผลิตปิโตรเลียม. ค้นหาเมื่อ 12 กันยายน 2557 : http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I210419401 สานักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม.ขั้นตอนการพิจารณารายงาน EIA .ค้นหาเมื่อ 11 กันยายน 2557 : http://www.onep.go.th/eia/index.php?option=com_content&view=article&id=33&Itemid=129 ปัญญา อุดชาชน. (2545). ‚การประชาพิจารณ์ในประเทศแคนาดา‛ อ้างใน สมพิศ สุขแสน วารสารศาล รัฐธรรมนูญ, (4)12, (2545 กันยายน-ธันวาคม) หน้า 124-141. สร อักสรสกุล. (2547). ‚ประชาพิจารณ์ ทาแล้ว ทาอีกก็ได้ ไม่ผิดกติกา‛ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน, (25 มีนาคม 2547), 27(9512). สืบวงค์ กาฬวงค์. (2546). ‚ ประชาพิจารณ์ในประเทศ : หลักการปัญหาและแนวทางแก้ไข,‛ วารสารมนุษย์ สังคมวิทยาการ. 27-33. กึ่งสาเร็จรูป, EHIA การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม,ค้นหาเมื่อ 10 กันยายน 2557: http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=34&pageid=3&read=true&count=true บัญชีการระบายมลสารทางอากาศ. ค้นหาเมื่อ 10 กันยายน 2557 : http://www.iceh.or.th/iceh/Re_EHIA/5611_IRPC/Appendix05-1.pdf Pralong Krutnoi. ประชาพิจารณ์ (Public Hearings). ค้นหาเมื่อ 13 กันยายน 2557 : http://www.gotoknow.org/posts/461696 ข่าวชาวมาบตาพุดฟังคาพิพากษาคดีฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม. ค้นหาเมื่อ 12 กันยายน 2557 : http://www.oknation.net/blog/thaimung/2009/03/01/entry-1