1
Web 3.0 เทคโนโลยีการศึกษาศตวรรษที่ 21
ผศ.ดร.ภาสกร เรืองรอง มหาวิทยาลัยนนเรศวร1
ภัทรศิลป์ สุกัณศีล มหาวิทยาลัยนเรศวร2
บทคัดย่อ
World Wide Web หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Web เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ที่มีความก้าวหน้าและ
พัฒนามากขึ้นนับตั้งแต่ Web 3.0 ถือกาเนิดมา Web 3.0 หรือ Semantic Web เว็บอัจฉริยะที่ไม่ใช่เพียงแค่การ
ใช้อินเตอร์เน็ตแต่เป็นความโดดเด่นที่สุดของอินเตอร์เน็ต คือเป็นระบบของเทคโนโลยีเพื่อสังคม (techno-
social system) ที่รับใช้มนุษย์ได้อย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของระบบเครือข่าย Web 3.0 ได้กลายเป็น
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่สาคัญ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเป็นการให้บริการแหล่งข้อมูลต่างๆ ผ่าน
ทางอินเทอร์เน็ต ทาให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกอุปกรณ์ และเป็นการศึกษาใน
ศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
คาสาคัญ : เว็บ 3.0, การศึกษา 3.0, ซีแมนติคเว็บ
Abstract
TheWorldWideWeb(orshortlyknowsasWeb) asthelargest information construct hashadmuch
progress since its advent. Web 3.0, termed as the semantic web or the web of data is referring to intelligent
applications. It is not synonymous with the internet but is the most prominent part of the internet that can
be defined as a techno-social system to interact humans based on technological networks. Web 3.0 is
becoming an adoptable technology for education with its dynamic scalability and usage of virtualized
resourcesasaservicethroughtheInternet.Itwillbemadeaccessibleanytime,anywhereandonanydevices,
and being a truly education in 21st century.
Keyword : Web 3.0, Education 3.0, Technology, Semantic Web
1 อาจารย์ภาควิชา เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
2 นิสิตปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
2
1. บทนา
การศึกษาเป็นกลไกสาคัญในการขับเคลื่อนทาให้บุคคล ชุมชน สังคม และประเทศชาติ สามารถ
ปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม
ตลอดจนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ
(Thamasat Business School, 2515) การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเนื่องจาก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทาให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยอุปกรณ์ใดๆ ที่
สามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายหรือที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต ( Internet ) (สุรศักดิ์ ปาเฮ, 2557) ซึ่ง
เป็ นเครื่องมือสาคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and
Communications Technology : ICT) ให้เข้าถึงคลังความรู้ที่มีอยู่มากมายได้อย่างรวดเร็วบนเว็บอัจฉริยะ
Web 3.0
บทความนี้เสนอประเด็นเกี่ยวกับมโนทัศน์ของการศึกษายุค 3.0 (Education 3.0) ที่เกิดจากการ
พัฒนา Web 3.0 โดยจะชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเว็บและการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ภาพที่ 1 : Web 3.0 สู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21
ที่มา : http:// https://www.pinterest.com/pin/66e29d8155f84c0f97713dbc04e8ffb0.jpg (2015)
3
2. วิวัฒนาการจาก web 1.0 สู่ Web 3.0
ภาพที่ 2 : วิวัฒนาการจาก web 1.0 สู่ Web 3.0 (Evolution of the Web)
ที่มา : http://www.camillejourdain.fr/wp-content/uploads/2009/05/schema-evolution-web.jpg (2015)
การพัฒนาการยุคของอินเทอร์เน็ตหรือ WWW (World Wide Web) ในแต่ละช่วง 10 ปี ปัจจุบันกาลัง
ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 ซึ่งวิวัฒนาการของ web 1.0 ถึง web 3.0 มีลักษณะเฉพาะกล่าวคือ Web 1.0 เป็นยุคของการ
เชื่อมโยงข้อมูล (as a web of information connections) Web 2.0 เป็นยุคแห่งการเชื่อมโยงคนทั่วโลก (as a
web of people connections) และ Web 3.0 เป็ นยุคแห่งการเชื่อมโยงความรู้ (as a web of knowledge
connections) (Sareh Aghaei Mohammad, Ali Nematbakhsh and Hadi Khosravi Farsani, 2012) ซึ่ ง มี
รายละเอียดดังนี้ ในยุคแรก เริ่มต้นเมื่อปี 1990-2000 คือ Web 1.0 เป็นการเชื่อมต่อองค์ความรู้มหาศาลทั่ว
โลกในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอลที่สามารถเข้าถึงได้ (ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์, 2553) มีลักษณะการให้ข้อมูล
แบบทางเดียว ผู้ส่งสารกาหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถ
โต้ตอบได้ (read-only) (Fehmida Hussain, 2013) ในยุคนี้เราเริ่มรู้จักเว็บไซด์และการติดต่อผ่านอีเมล ในยุคที่
2 เมื่อปี 2000-2010 คือ Web 2.0 มีการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร (อนุชิต ชา
บาเหน็จ, 2555) นอกจากผู้ใช้งานจะเข้ามาศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์แล้ว ยังสามารถแสดงความคิดเห็น แนะนา
ข้อมูล รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด (read-write) (Fehmida Hussain,
2013) เช่น Tagging, Geo Mashup, Google, Wikipedia, YouTube, Facebook และ Blog เป็นต้น มีการใช้
สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นจนเป็นที่มาของ Social Network และสาหรับ
ยุคที่ 3 ปี 2010-2020 คือ Web 3.0 เป็นการนาแนวคิดของ Web 2.0 มาพัฒนาทาให้ Web นั้นสามารถจัดการ
ข้อมูลจานวนมากๆ ได้ดียิ่งขึ้น ผู้รับสารสามารถ อ่าน/เขียน/จัดการ ได้สามอย่างพร้อมกัน (read-write-
4
execute) (อนุชิต ชาบาเหน็จ, 2555) คือผู้ใช้งานเข้าไปอ่านข้อมูล สามารถเพิ่มและปรับแต่งแก้ไขข้อมูลหรือ
ระบบได้เองอย่างอิสระมากขึ้น
ภาพที่ 3 : มโนทัศน์ของ Web 1.0 – Web 3.0 ภาพที่ 4 : ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างและผู้ใช้Web
ที่มา : Hussain (2013, p.41) ที่มา : http://1.bp.blogspot.com/-vZ5Z0gbTUM/
UDOlb12Tv7I/AAAAAAAAAEw/_RF5_a1GHFo/
s1600/5image13.jpeg (2015)
3. เทคโนโลยีของ Web 3.0 เว็บอัจฉริยะ
ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว Web 3.0 ยังคงเป็นช่วงพัฒนาการครึ่งทศวรรษ
แรก คุณสมบัติที่เด่นชัดคือความอัจฉริยะของ Web 3.0 ที่เชื่อมโยงข้อมูลมหภาพและสามารถเข้าถึง
รายละเอียด จดจา และคาดเดาข้อมูลแบบอัตโนมัติได้เพียงปลายสัมผัสโดยใช้อุปกรณ์ดิจิตอลทุกชนิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสรเทศได้กล่าวถึงคุณลักษณะอัจฉริยะของ Web 3.0 ดังนี้
1. Web 3.0 เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือ AI (Artificial Intelligence) หรือ
เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ ทาให้สามารถคาดเดาพฤติกรรมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งานเว็บ ช่วยใน
การค้นหาข้อมูลซึ่งมีจานวนมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ด้วยระบบสมอง
กลนี้มีการเขียนโปรแกรม Automated Reasoning ทาให้ระบบคอมพิวเตอร์รู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการ
ประมวลผลได้อย่างสมเหตุสมผล พร้อมทั้งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และปรับปรุงระบบเองได้โดย
อัตโนมัติ สามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากาลังค้นหาหรือคิดอะไรอยู่ ผสมผสาน Application หรือโปรแกรม
5
หรือบริการต่างๆ ของเว็บที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งาน (อนุชิต ชาบาเหน็จ
,2555)
2. Web 3.0 หรือ Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนา
และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทาให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มาก แต่สามารถหา
ข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นไม่ว่าจากฐานข้อมูลใดในโลก (Global repository of data) เช่น การใช้
Hashtag ใน social media นั่นเอง นอกจากนั้น Web 3.0 ยังมีระบบ Semantic Wiki ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ
ดิกชันนารีที่จะทาให้สามารถหาความหมายหรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียดและแม่นยามากขึ้น (อนุชิต ชา
บาเหน็จ,2555)
ภาพที่ 5 : Hashtag ใน social media ภาพที่ 6 : Semantic Wiki
ที่มา : http://dcpracticetools.com/wp-content/uploads/ ที่มา : http://www.h-ge.net/images/zukunftsmusik-
2014/09/hashtag-750.png (2015) semantik-in-der-wikipedia-semantic- media-wiki.jpg (2015)
3. Web 3.0 สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั่วโลกได้อย่างอิสระ (Openness and interoperability)
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และสามารถใช้ร่วมกันกับทุกอุปกรณ์ นอกจากจะควบคุมข่าวสารข้อมูลยังสามารถเรียก
กลับได้ทุกขั้นตอนทุกเวลา (Control of information) (Fehmida Hussain, 2013)
4. Web 3.0 ช่วยให้เกิดการใช้ระบบสามมิติอย่างกว้างขวางทั้งในการจาลองโลกเสมือนจริงหรือการ
สร้างรูปเสมือนของตัวเองในโลกไซเบอร์ (3D Virtualization) (Fehmida Hussain, 2013)
6
5. Web 3.0 ใช้ระบบการประมวลผลก้อนเมฆ ในการเก็บและกระจายข้อมูล (Distributed and Cloud
Computing) เป็นการให้บริการในการจัดเก็บข้อมูล โดยนาไฟล์หรือข้อมูลมาฝากไว้ในระบบ Cloud Server
เพื่อลดปัญหาการจัดเก็บข้อมูล ลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะเกิดกับข้อมูล (กวิทธิ์ ศรี
สัมฤทธิ์, 2555)
ภาพที่ 7 : การจาลองโลกเสมือนจริง (3D Virtualization) ภาพที่ 8 : ระบบการประมวลผลก้อนเมฆ (cloud computing)
ที่มา : http://remotepresence.org/wp-content/uploads/2012/ ที่มา : http://cloudcomputingcafe.com/wp-content/uploads/
11/corning-2011-06.jpg (2015) 2013/09/cloud-computing-whiteboard1.png (2015)
จากคุณลักษณะอัจฉริยะของ Web 3.0 ได้นามาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทาให้เกิดการปฏิวัติ
วงการธุรกิจ การสื่อสาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา ได้มีการพัฒนาการศึกษาเช่นเดียวกับ WWW ทา
ให้การศึกษาสามารถเข้าถึงผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง ทุกสถานที่ ทุกเวลา โดยผ่านอุปกรณ์ ICT หรือเรียกว่า
การศึกษาในศตวรรษที่ 21 นั้นเอง
4. Web 3.0 กับการศึกษาในศตวรรษที่ 21
การศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ท่ามกลางองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งเกิดจากอิทธิพลและประสิทธิภาพ
ของสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในยุค web 3.0 ที่สามารถจัดกระทาให้เกิดการเรียนรู้ได้ในทุก
แห่งและทุกเวลา (สุรศักดิ์ ปาเฮ, 2557) Prof. Dr. Jim G. Lengel ได้บรรยายเรื่อง “การเรียนการสอนในระบบ
Education 3.0” กล่าวถึงพัฒนาการการศึกษาในยุคต่างๆ ว่าเกิดจากความต้องการผลิตบุคลากรให้เหมาะสม
กับการทางานในยุคนั้น นั่นคือ การศึกษา 1.0 (Education 1.0) อยู่ในยุคเกษตรกรรมจะเน้นที่การทางานตาม
คาสั่งและปฏิบัติงานได้ถูกต้อง การศึกษา 2.0 (Education 2.0) อยู่ในยุคอุตสาหกรรมจะเน้นที่การอ่านออก
เขียนได้ห้องเรียนมีขนาดใหญ่ และการศึกษา 3.0 (Education 3.0) อยู่ในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ
7
ยุคศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนจะทางานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยแก้ปัญหา เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน (ธงชัย โรจน์กังสดาล, 2558) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Jackie Gerstein (2013)
ที่ได้เปรียบเทียบการศึกษา 3.0 กับการพัฒนา Web 3.0 โดยมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กัน ซึ่งมี
รายละเอียด ดังนี้
การศึกษา 1.0 (Education 1.0) เป็นเสมือนรุ่นแรกของ Web 1.0 คือมีการเผยแพร่ความรู้ทางเดียวจาก
ครูสู่นักเรียน โดยอยู่บนพื้นฐานของหลัก 3Rs นั่นคือ 1) receiving การรับความรู้ด้วยการฟังจากครู
2) responding การสนองตอบด้วยการจดบันทึกการเรียน จากตาราเรียนและการทาการบ้าน และ
3) regurgitating การประเมินผลจากการสอบมาตรฐานที่นักเรียนทุกคนต้องทาข้อสอบเดียวกัน นักเรียนไป
โรงเรียนจะได้รับการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนจากครู เช่น เอกสารประกอบคาบรรยาย ตารา วิดีโอ
และเวิลด์ไวด์เว็บ นักเรียนส่วนใหญ่จะรับข้อมูลที่ครูจัดหามาให้โดยไม่ได้แสดงผลกิจกรรมกลับไปยัง
แหล่งข้อมูลนั้นๆ
ภาพที่ 9 : Education 1.0 (1) ภาพที่ 10 : Education 1.0 (2)
ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ ที่มา : https://usergeneratededucation.files.
2013/06/2013-06-08_1654.png (2015) wordpress.com/2013/06/2013-06-08_1659.png (2015)
การศึกษา 2.0 (Education 2.0) เป็นการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูและนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน
และนักเรียนกับเนื้อหาหรือผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับ Web 2.0 ที่ช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างเนื้อหา
กับผู้ใช้ และระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง ความสัมพัธ์ดังกล่าวคือกระบวนการเรียนรู้นั่นเอง ซึ่งใช้หลักการ 3Cs
นั่นคือ Communicating การสื่อสาร Contributing การสนับสนุนเกื้อกูล และ Collaborating การทางาน
ร่วมกัน ครูเป็นเพียงดาเนินการมีการเรียนรู้ด้วยโครงการ (Project Based Learning) ใช้ช่องทางการเรียนรู้
ผ่าน Social Media หรือ Application ต่างๆ เช่น Wiki, Blog, Google Docs หรือ Edmodo เป็นต้น
8
ภาพที่ 11 : Education 2.0 (1) ภาพที่ 12 : Education 2.0 (2)
ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/
2013/06/2013-06-08_1714.png (2015) 2013/06/2013-06-08_1731.png (2015)
การศึกษา 3.0 (Education 3.0)อยู่บนพื้นฐานความเชื่อเหมือนกับ Web 3.0 ที่ว่าองค์ความรู้อยู่รอบตัว
และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นการเรียนด้วยตัวเองบนพื้นฐานจากความสนใจ เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข
นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะทาให้เกิดการศึกษา การศึกษา 3.0 ยังคงใช้หลักการ 3Cs แต่เปลี่ยนไป
จากการศึกษา 2.0 คือ Connectors ผู้เชื่อมต่อ Creators ผู้สร้างสรรค์ และ Constructivists ผู้สร้างองค์ความรู้
โดยมีผู้เรียนคือศูนย์กลาง เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ครูเป็นเพียงผู้อานวยการ และนี่คือ
นิยามของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นั่นเอง
ภาพที่ 13 : Education 3.0 (1) ภาพที่ 14 : Education 3.0 (2)
ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/
2013/06/2013-06-08_1939.png (2015) 2013/06/2013-06-08_1902.png (2015)
9
จากการให้นิยามและอธิบายลักษณะการศึกษาในยุคต่างๆ สามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ
การศึกษา 1.0 – การศึกษา 3.0 ดังนี้ (Derek W. Keats and J. Philipp Schmidt, 2007)
การเรียนการสอน Web 1.0 Web 2.0 Web 3.0
Education 1.0 Education 2.0 Education 3.0
บทบาทหลักของผู้สอน เป็นแหล่งความรู้สู่ผู้เรียนด้วย
กระบวนการทางเดียว
แนะนาแหล่งความรู้ให้ผู้เรียน
โดยใช้สื่อโซเชียล บนพื้นฐาน
Web 2.0 ภายใต้กรอบ
การศึกษา Education 1.0
ทาหน้าที่เป็นผู้ประพันธ์
กิจกรรมความร่วมมือกันใน
การสร้างความรู้
พฤติกรรมของผู้เรียน เป็นผู้รับ มีส่วนร่วมในการสร้าง
กระบวนการเรียนการสอน
กระตือลือล้นและสร้าง
บทเรียนด้วยตนเอง
กิจกรรมการเรียนรู้ บรรยาย ให้การบ้าน ทดสอบ
ทางานกลุ่มในชั้น
มอบหมายงาน ใช้เทคโนโลยี
แบบเปิดมากขึ้น มีกิจกรรม
ความร่วมมือในสถาบันและ
ชั้นเรียน
กิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น
การสร้างสรรค์โดยผู้เรียน
ใช้social networking ไม่
จากัดกรอบสถาบันและชั้น
เรียน
สื่อและเนื้อหาการเรียนรู้ มีลิขสิทธิ์ มีทั้งลิขสิทธิ์และฟรี/แหล่ง
การศึกษาแบบเปิด บางครั้ง
สามารถใช้บริการข้าม
สถาบันการศึกษา
ฟรี/แหล่งการศึกษาแบบ
เปิดที่สร้างโดยผู้เรียนจากที่
ต่างๆและถูกนากลับมาใช้
ในสถาบันหรือประเทศ
ต่างๆ และถูกนากลับมา
สร้างใหม่ให้ดีขึ้น
จากตารางเปรียบเทียบยุคการศึกษา 1.0 – 3.0 พบว่าการศึกษา 3.0 เป็นการศึกษาที่ใช้การสื่อสารและ
การร่วมมือกัน (Communication and Collaboration) มีการใช้Social Media เพื่อสื่อสารจากกลุ่มคนสู่กลุ่มคน
ณ เวลานั้นๆ (many-to-many real-time) ปัจจัยหลักที่สาคัญ 3 ด้านของการศึกษา 3.0 ประการแรกคือบทบาท
ของผู้เรียนที่สามารถตัดสินใจเลือกเรียนในสิ่งที่อยากรู้มากขึ้น ประการที่สองคือแนวคิดที่ว่านักเรียนคือ
ผู้สร้างเนื้อหาการเรียนรู้เองโดยนาองค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมายมาใช้ใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่อนุญาตให้ใช้
งานร่วมกันฟรีและสร้างองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ประการที่สามคือการจัดการเรียนการสอนของ
สถาบันการศึกษายอมให้มีการเรียนรู้แบบอิสระและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้เช่นเดียวกับวิชาในหลักสูตร
(Derek W. Keats and J. Philipp Schmidt, 2007)
การเรียนการสอนการศึกษา 3.0 มีพื้นฐานมาจาก แนวคิด Web 2.0 ที่ปรับใช้เทคโนโลยีในด้าน
ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาและเน้นไปที่การสนับสนุนการทางานร่วมกันในแบบ
ออนไลน์ ด้วยการแบ่งปันความรู้ในกลุ่มผู้เรียนที่มีความพร้อมและเติบโตมากับเทคโนโลยีเครือข่าย
10
อินเทอร์เน็ต Jason Ohler (2008) สนับสนุนความเป็นอัจฉริยะของ Web 3.0 ต่อการศึกษา ด้วยคาถามที่ว่า
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเว็บมีความฉลาดพอที่จะจัดการและประเมินผลข้อมูลได้ด้วยตัวเองในการใช้เว็บเพื่อ
การศึกษา” เขาได้สรุปถึงความสัมพันธ์ของ Web 3.0 กับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีปัจจัยหลักอยู่ 3
ประการ คือ การสร้างองค์ความรู้ การบารุงรักษาเครือข่ายของการเรียนรู้ และ การจัดการด้านการศึกษาของ
แต่ละบุคคล โดยสรุปเป็นรายละเอียดได้ ดังนี้
1. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Construction) เทคโนโลยี Web 3.0 หรือ Semantic Web
สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างสะดวกและรวดเร็ว ตรงตามวัตถุประสงค์หรือ
เป้ าหมายที่วางไว้ เช่น ถ้าเราต้องการค้นหาเรื่อง “Cloud Computing” เราจะใช้ Wikipedia หรือ Google
search ทาให้เราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมากมาย แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ เราคงค้นไม่เกิน
10-20 คาแรก ศักยภาพอย่างหนึ่งของ Semantic Web คือการค้นหาโดยรายงานกลับจากทุกแหล่งข้อมูล
ไม่ใช่เพียงแค่ลิสท์รายชื่อที่ถูกค้นพบเท่านั้น เช่น จากเว็บไซด์ ผลงานวิจัย บทความ ข้อความจากหนังสือ
Blog การสนทนา ข้อมูลในรูปของมัลติมีเดีย ข้อมูลที่เก็บไว้ในโทรศัพท์ แม้แต่ฉากในเกมต่างๆ Web 3.0
สามารถรวมความรู้ในเรื่องที่ต้องการเพียงแค่ค้นหาด้วยการคลิ๊ก (click) และใช้ภาษาพื้นฐานกับอุปกรณ์
มีเดียทุกชนิด ทาให้การสร้างองค์ความรู้สามารถใช้เวลาน้อยลงและรวดเร็วขึ้น โดยเอาเวลาที่เหลือคิด
วางแผน จัดการการเรียนให้มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วมมากขึ้น
2. การบารุงรักษาเครือข่ายของการเรียนรู้ (Personal Learning Network Maintenance: PLN)
ภายใต้ Web 3.0 PLN ถูกสร้างอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลไม่ใช่การให้บริการ การเรียนรู้ส่วนบุคคลสามารถชี้
เฉพาะถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันจากแหล่งต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ และให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันเป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ของผู้เรียน ทาให้เกิดการบูรณาการ ICT สู่เป้าหมายของการศึกษาด้วยการใช้เวลาที่น้อยใน
การค้นหา และใช้เวลาในการทาความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูลอย่างไตร่ตรอง และขยายความรู้ไปอย่าง
สร้างสรรค์ เช่น การให้บริการ iGoogle ได้ทาช่องทาง PLN โดยสามารถล็อกอินเว็บที่สนใจได้อัตโนมัติ เช่น
การบริการข่าว หรือแหล่ง Podcast ต่างๆ
3. การจัดการทางด้านการศึกษา (Personal Educational Administration) เทคโนโลยี Web 3.0
หรือ Semantic Web นอกจากจะช่วยจัดการด้านการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนอย่างเป็นหมวดหมู่
ยังขยายวงกว้างไปถึงระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยสถาบันชั้นนาได้มีนโยบายและ
ดาเนินการในการจัดการทางด้านการศึกษาให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้เรียนในสถาบันเอง และผู้ที่สนใจ
นอกสถาบัน เช่น การโอนหน่วยกิตหรือการลงวิชาเรียนทางไกลในระบบออนไลน์ (E-learning) จากสถาบัน
หนึ่งไปอีกสถาบันหนึ่ง หรือการสร้างองค์ความรู้แบบเปิด (Open Resource) ที่ให้บริการฟรี เป็นต้น ซึ่งเป็น
การร่วมมือกันระหว่างสถาบันที่ทาให้การเข้าถึงการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
11
5. ผลกระทบของ Web 3.0 ต่อการศึกษา
ถึงแม้ Web 3.0 จะมีประโยชน์อย่างมากในบทบาทของเทคโนโลยีการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนการ
เรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 แต่ Web 3.0 ยังอยู่ในช่วงพัฒนาซึ่งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ถึงขีดสุด ยัง
มีข้อจากัดที่ยังคงต้องการการพัฒนาต่อไป ซึ่งประโยชน์และข้อจากัดของ Web 3.0 ต่อการศึกษาพอสรุปเป็น
ตารางได้ ดังนี้ (Ana Maria, 2013)
ประโยชน์ของ Web 3.0 ข้อจากัดของ Web 3.0
1. เปิดมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาทุกภาคส่วน
เช่น ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียน
เห็นความสาคัญของการบูรณาการ ICT ในการศึกษาและ
สร้างการเรียนรู้แบบภควันภาพ (Ubiquitous Learning)
1. บุคลากรทางการศึกษายังขาดความเข้าใจและการใช้
เทคโนโลยีWeb 3.0 ซึ่งต้องจัดอบรมเพื่อส่งเสริมและ
สร้างสมรรถภาพ และความไม่เสถียรของระบบเครือข่าย
อินเตอร์เน็ต
2. การเข้าถึงการศึกษาที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (Open
educationalresources)อีกทั้งสะดวก รวดเร็วทุกที่ ทุกเวลา
และทุกอุปกรณ์
2. Web 3.0 ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาอาจมาให้ระบบยังไม่
เสถียร และยังขาดอุปกรณ์ดิจิตอลที่ก้าวหน้าพอเพื่อรองรับ
เทคโนโลยีWeb 3.0
3. การใช้โลกเสมือนจริงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาทาให้
เกิดความน่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนอย่าง
มีส่วนร่วมและอยากเรียนรู้มากขึ้น เช่น การจาลองภาพ 3
มิติ ในการเรียนวิทยาศาสตร์หรือสถาปัตยกรรม
3. ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทา 3D และต้อง
ใช้เครื่องมือราคาแพงทาให้ยากต่อการสร้างบทเรียนที่ใช้
หลักการโลกเสมือนจริง
4. การเรียนการสอนจากคนสู่คน (human-tohuman) เป็น
คนสู่เครื่องจักร (human-to-machine)ทาให้ผู้เรียนสามารถ
เข้าถึงองค์ความรู้ได้กว้าง ลึก และเร็ว ตรงตามเป้ าประสงค์
ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือการสร้างองค์ความรู้ด้วย
ตนเอง อันนาไปสู่การศึกษาตลอดชีวิต
4. ถึงแม้จะมีการปฏิสัมพันธ์กันใน Social Network แต่
ผู้เรียนจะขาดทักษะทางสังคม (Social Skill) และการ
เผชิญหน้าในโลกของความเป็นจริง
5. การพัฒนาระบบการรักษาความปลอดภัย (Trustand
privacy) (Verizon, 2010) และยังมีระบบการจัดเก็บข้อมูล
แบบก้อนเมฆ(CloudComputing)ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
พื้นที่จัดเก็บ และเป็นการศึกษาสีเขียว (Green Education)
ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
5. บริษัทหรือสถาบันที่ให้บริการการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่
เสียค่าใช้จ่าย ยังไม่ใช่การให้บริการฟรีอย่างแท้จริง เพราะ
มีเงื่อนไขและข้อจากัดที่ผู้ใช้บริการต้องยอมรับ หาก
นอกเหนือจากนั้นยังคงเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเดิม
6. บทสรุป
ด้วยความช่วยเหลือของ Web 3.0 เว็บอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดการเรียนรู้ของตนเองตาม
เป้ าหมายที่วางไว้แม้ว่าการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความก้าวหน้าของ ICT การบูรณาการ Web
3.0 กับการศึกษา จึงกลายเป็นความจาเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาทุกภาคส่วนจะต้องเข้าใจและยอมรับ
12
ความก้าวหน้าของ Web 3.0 และสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อปฏิรูปและพัฒนาการศึกษาให้มี
ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายยุคเศรษฐกิจดิจิตอล และเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต ตาม
กระบวนทัศน์ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21
7. บรรณานุกรม
กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์ (2555) การใช้ระบบประมวลผลก้อนเมฆเพื่อใช้สาหรับการเรียนรู้ตามแนวทางทฤษฎีการ
เชื่อมโยงนิยม. วารสารการอาชีวะและเทคนิคศึกษา ปีที่ 2 ฉบับที่ 4. (p.59-69).
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์. มติชนออนไลน์. Retrieved from http://hitech.sanook.com/computer/news_08504.
php. (access 1/2/15).
ธงชัย โรจน์กังสดาล. (2558). เดลินิวส์ออนไลน์. Retrieved from http://www.dailynews.co.th/Content/IT/
198171/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8
%A9%E0%B8%B2+3.0+-+1001. (access 12/2/15).
สุรศักดิ์ ปาเฮ, กระบวนทัศน์ใหม่ของระบบการสอนในยุคดิจิตอล (New Paradigm of Instructional Systems
in the Digital Age). Retrieved from http://www.addkutec3.com/wp-content/uploads/2014/02/%E0%
B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8
%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%
88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A
%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99.pdf. (access
:7/02/15)
Aghaei, Sareh, Nematbakhsh, Mohammad Ali and Farsani, Hadi Khosravi. (2012). EVOLUTION OF THE
WORLD WIDE WEB: FROM WEB 1.0 TO WEB 4. International Journal of Web & Semantic Technology
(IJWesT) Vol.3, No.1. (p.1-10).
Education 3.0 Leading Indicator Workshop Retrieved from https://www.cisco.com/web/about/citizenship/
socio-economic/docs/LeadingIndicatorsWorkshopNov10.pdf. (access 12/2/15).
Gerstein, Jackie. Retrieved from https://usergeneratededucation.wordpress.com/2013/06/09/education-3-
0-altering-round-peg-in-round-hole-education/. (access 12/2/15).
Hussain, Fehmida. E-Learning 3.0 = E-Learning 2.0 + Web 3.0?, IOSR Journal of Research & Method in
Education (IOSR-JRME) : Volume 3, Issue 3 (Sep. –Oct. 2013), PP 39-47.
13
Keats, Derek W. and Schmidt, J. Philipp. (2007). The genesis and emergence of Education 3.0 in higher
education and its potential for Africa. First Monday, volume 12, number 3. (p.7-9).
Maria, Ana. (2013). EDUCATION IN WEB 3.0. JADLET Journal of Advanced Distributed Learning
Technology volume 1, number 1. (50-59).
Ohler, Jason. (2008). The Semantic Web in Education. Educause Quarterly : Number 4. (p.7-9).
Thamasat Business School. (2515). (p.6).
Verizon Business. (2010). www.verizonbusiness.com/thinkforward/.

Web 3 เทคโนโลยีการศึกษาศตวรรษที่ 21

  • 1.
    1 Web 3.0 เทคโนโลยีการศึกษาศตวรรษที่21 ผศ.ดร.ภาสกร เรืองรอง มหาวิทยาลัยนนเรศวร1 ภัทรศิลป์ สุกัณศีล มหาวิทยาลัยนเรศวร2 บทคัดย่อ World Wide Web หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Web เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ที่มีความก้าวหน้าและ พัฒนามากขึ้นนับตั้งแต่ Web 3.0 ถือกาเนิดมา Web 3.0 หรือ Semantic Web เว็บอัจฉริยะที่ไม่ใช่เพียงแค่การ ใช้อินเตอร์เน็ตแต่เป็นความโดดเด่นที่สุดของอินเตอร์เน็ต คือเป็นระบบของเทคโนโลยีเพื่อสังคม (techno- social system) ที่รับใช้มนุษย์ได้อย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของระบบเครือข่าย Web 3.0 ได้กลายเป็น เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่สาคัญ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเป็นการให้บริการแหล่งข้อมูลต่างๆ ผ่าน ทางอินเทอร์เน็ต ทาให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกอุปกรณ์ และเป็นการศึกษาใน ศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง คาสาคัญ : เว็บ 3.0, การศึกษา 3.0, ซีแมนติคเว็บ Abstract TheWorldWideWeb(orshortlyknowsasWeb) asthelargest information construct hashadmuch progress since its advent. Web 3.0, termed as the semantic web or the web of data is referring to intelligent applications. It is not synonymous with the internet but is the most prominent part of the internet that can be defined as a techno-social system to interact humans based on technological networks. Web 3.0 is becoming an adoptable technology for education with its dynamic scalability and usage of virtualized resourcesasaservicethroughtheInternet.Itwillbemadeaccessibleanytime,anywhereandonanydevices, and being a truly education in 21st century. Keyword : Web 3.0, Education 3.0, Technology, Semantic Web 1 อาจารย์ภาควิชา เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร 2 นิสิตปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • 2.
    2 1. บทนา การศึกษาเป็นกลไกสาคัญในการขับเคลื่อนทาให้บุคคล ชุมชนสังคม และประเทศชาติ สามารถ ปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ (Thamasat Business School, 2515) การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเนื่องจาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทาให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยอุปกรณ์ใดๆ ที่ สามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายหรือที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต ( Internet ) (สุรศักดิ์ ปาเฮ, 2557) ซึ่ง เป็ นเครื่องมือสาคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communications Technology : ICT) ให้เข้าถึงคลังความรู้ที่มีอยู่มากมายได้อย่างรวดเร็วบนเว็บอัจฉริยะ Web 3.0 บทความนี้เสนอประเด็นเกี่ยวกับมโนทัศน์ของการศึกษายุค 3.0 (Education 3.0) ที่เกิดจากการ พัฒนา Web 3.0 โดยจะชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเว็บและการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ภาพที่ 1 : Web 3.0 สู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 ที่มา : http:// https://www.pinterest.com/pin/66e29d8155f84c0f97713dbc04e8ffb0.jpg (2015)
  • 3.
    3 2. วิวัฒนาการจาก web1.0 สู่ Web 3.0 ภาพที่ 2 : วิวัฒนาการจาก web 1.0 สู่ Web 3.0 (Evolution of the Web) ที่มา : http://www.camillejourdain.fr/wp-content/uploads/2009/05/schema-evolution-web.jpg (2015) การพัฒนาการยุคของอินเทอร์เน็ตหรือ WWW (World Wide Web) ในแต่ละช่วง 10 ปี ปัจจุบันกาลัง ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 ซึ่งวิวัฒนาการของ web 1.0 ถึง web 3.0 มีลักษณะเฉพาะกล่าวคือ Web 1.0 เป็นยุคของการ เชื่อมโยงข้อมูล (as a web of information connections) Web 2.0 เป็นยุคแห่งการเชื่อมโยงคนทั่วโลก (as a web of people connections) และ Web 3.0 เป็ นยุคแห่งการเชื่อมโยงความรู้ (as a web of knowledge connections) (Sareh Aghaei Mohammad, Ali Nematbakhsh and Hadi Khosravi Farsani, 2012) ซึ่ ง มี รายละเอียดดังนี้ ในยุคแรก เริ่มต้นเมื่อปี 1990-2000 คือ Web 1.0 เป็นการเชื่อมต่อองค์ความรู้มหาศาลทั่ว โลกในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอลที่สามารถเข้าถึงได้ (ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์, 2553) มีลักษณะการให้ข้อมูล แบบทางเดียว ผู้ส่งสารกาหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถ โต้ตอบได้ (read-only) (Fehmida Hussain, 2013) ในยุคนี้เราเริ่มรู้จักเว็บไซด์และการติดต่อผ่านอีเมล ในยุคที่ 2 เมื่อปี 2000-2010 คือ Web 2.0 มีการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร (อนุชิต ชา บาเหน็จ, 2555) นอกจากผู้ใช้งานจะเข้ามาศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์แล้ว ยังสามารถแสดงความคิดเห็น แนะนา ข้อมูล รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด (read-write) (Fehmida Hussain, 2013) เช่น Tagging, Geo Mashup, Google, Wikipedia, YouTube, Facebook และ Blog เป็นต้น มีการใช้ สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นจนเป็นที่มาของ Social Network และสาหรับ ยุคที่ 3 ปี 2010-2020 คือ Web 3.0 เป็นการนาแนวคิดของ Web 2.0 มาพัฒนาทาให้ Web นั้นสามารถจัดการ ข้อมูลจานวนมากๆ ได้ดียิ่งขึ้น ผู้รับสารสามารถ อ่าน/เขียน/จัดการ ได้สามอย่างพร้อมกัน (read-write-
  • 4.
    4 execute) (อนุชิต ชาบาเหน็จ,2555) คือผู้ใช้งานเข้าไปอ่านข้อมูล สามารถเพิ่มและปรับแต่งแก้ไขข้อมูลหรือ ระบบได้เองอย่างอิสระมากขึ้น ภาพที่ 3 : มโนทัศน์ของ Web 1.0 – Web 3.0 ภาพที่ 4 : ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างและผู้ใช้Web ที่มา : Hussain (2013, p.41) ที่มา : http://1.bp.blogspot.com/-vZ5Z0gbTUM/ UDOlb12Tv7I/AAAAAAAAAEw/_RF5_a1GHFo/ s1600/5image13.jpeg (2015) 3. เทคโนโลยีของ Web 3.0 เว็บอัจฉริยะ ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว Web 3.0 ยังคงเป็นช่วงพัฒนาการครึ่งทศวรรษ แรก คุณสมบัติที่เด่นชัดคือความอัจฉริยะของ Web 3.0 ที่เชื่อมโยงข้อมูลมหภาพและสามารถเข้าถึง รายละเอียด จดจา และคาดเดาข้อมูลแบบอัตโนมัติได้เพียงปลายสัมผัสโดยใช้อุปกรณ์ดิจิตอลทุกชนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสรเทศได้กล่าวถึงคุณลักษณะอัจฉริยะของ Web 3.0 ดังนี้ 1. Web 3.0 เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือ AI (Artificial Intelligence) หรือ เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ ทาให้สามารถคาดเดาพฤติกรรมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งานเว็บ ช่วยใน การค้นหาข้อมูลซึ่งมีจานวนมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ด้วยระบบสมอง กลนี้มีการเขียนโปรแกรม Automated Reasoning ทาให้ระบบคอมพิวเตอร์รู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการ ประมวลผลได้อย่างสมเหตุสมผล พร้อมทั้งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และปรับปรุงระบบเองได้โดย อัตโนมัติ สามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากาลังค้นหาหรือคิดอะไรอยู่ ผสมผสาน Application หรือโปรแกรม
  • 5.
    5 หรือบริการต่างๆ ของเว็บที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งาน(อนุชิต ชาบาเหน็จ ,2555) 2. Web 3.0 หรือ Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนา และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทาให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มาก แต่สามารถหา ข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นไม่ว่าจากฐานข้อมูลใดในโลก (Global repository of data) เช่น การใช้ Hashtag ใน social media นั่นเอง นอกจากนั้น Web 3.0 ยังมีระบบ Semantic Wiki ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ ดิกชันนารีที่จะทาให้สามารถหาความหมายหรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียดและแม่นยามากขึ้น (อนุชิต ชา บาเหน็จ,2555) ภาพที่ 5 : Hashtag ใน social media ภาพที่ 6 : Semantic Wiki ที่มา : http://dcpracticetools.com/wp-content/uploads/ ที่มา : http://www.h-ge.net/images/zukunftsmusik- 2014/09/hashtag-750.png (2015) semantik-in-der-wikipedia-semantic- media-wiki.jpg (2015) 3. Web 3.0 สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั่วโลกได้อย่างอิสระ (Openness and interoperability) ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และสามารถใช้ร่วมกันกับทุกอุปกรณ์ นอกจากจะควบคุมข่าวสารข้อมูลยังสามารถเรียก กลับได้ทุกขั้นตอนทุกเวลา (Control of information) (Fehmida Hussain, 2013) 4. Web 3.0 ช่วยให้เกิดการใช้ระบบสามมิติอย่างกว้างขวางทั้งในการจาลองโลกเสมือนจริงหรือการ สร้างรูปเสมือนของตัวเองในโลกไซเบอร์ (3D Virtualization) (Fehmida Hussain, 2013)
  • 6.
    6 5. Web 3.0ใช้ระบบการประมวลผลก้อนเมฆ ในการเก็บและกระจายข้อมูล (Distributed and Cloud Computing) เป็นการให้บริการในการจัดเก็บข้อมูล โดยนาไฟล์หรือข้อมูลมาฝากไว้ในระบบ Cloud Server เพื่อลดปัญหาการจัดเก็บข้อมูล ลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะเกิดกับข้อมูล (กวิทธิ์ ศรี สัมฤทธิ์, 2555) ภาพที่ 7 : การจาลองโลกเสมือนจริง (3D Virtualization) ภาพที่ 8 : ระบบการประมวลผลก้อนเมฆ (cloud computing) ที่มา : http://remotepresence.org/wp-content/uploads/2012/ ที่มา : http://cloudcomputingcafe.com/wp-content/uploads/ 11/corning-2011-06.jpg (2015) 2013/09/cloud-computing-whiteboard1.png (2015) จากคุณลักษณะอัจฉริยะของ Web 3.0 ได้นามาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทาให้เกิดการปฏิวัติ วงการธุรกิจ การสื่อสาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา ได้มีการพัฒนาการศึกษาเช่นเดียวกับ WWW ทา ให้การศึกษาสามารถเข้าถึงผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง ทุกสถานที่ ทุกเวลา โดยผ่านอุปกรณ์ ICT หรือเรียกว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 นั้นเอง 4. Web 3.0 กับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 การศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งเกิดจากอิทธิพลและประสิทธิภาพ ของสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในยุค web 3.0 ที่สามารถจัดกระทาให้เกิดการเรียนรู้ได้ในทุก แห่งและทุกเวลา (สุรศักดิ์ ปาเฮ, 2557) Prof. Dr. Jim G. Lengel ได้บรรยายเรื่อง “การเรียนการสอนในระบบ Education 3.0” กล่าวถึงพัฒนาการการศึกษาในยุคต่างๆ ว่าเกิดจากความต้องการผลิตบุคลากรให้เหมาะสม กับการทางานในยุคนั้น นั่นคือ การศึกษา 1.0 (Education 1.0) อยู่ในยุคเกษตรกรรมจะเน้นที่การทางานตาม คาสั่งและปฏิบัติงานได้ถูกต้อง การศึกษา 2.0 (Education 2.0) อยู่ในยุคอุตสาหกรรมจะเน้นที่การอ่านออก เขียนได้ห้องเรียนมีขนาดใหญ่ และการศึกษา 3.0 (Education 3.0) อยู่ในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ
  • 7.
    7 ยุคศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนจะทางานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยแก้ปัญหาเน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน (ธงชัย โรจน์กังสดาล, 2558) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Jackie Gerstein (2013) ที่ได้เปรียบเทียบการศึกษา 3.0 กับการพัฒนา Web 3.0 โดยมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กัน ซึ่งมี รายละเอียด ดังนี้ การศึกษา 1.0 (Education 1.0) เป็นเสมือนรุ่นแรกของ Web 1.0 คือมีการเผยแพร่ความรู้ทางเดียวจาก ครูสู่นักเรียน โดยอยู่บนพื้นฐานของหลัก 3Rs นั่นคือ 1) receiving การรับความรู้ด้วยการฟังจากครู 2) responding การสนองตอบด้วยการจดบันทึกการเรียน จากตาราเรียนและการทาการบ้าน และ 3) regurgitating การประเมินผลจากการสอบมาตรฐานที่นักเรียนทุกคนต้องทาข้อสอบเดียวกัน นักเรียนไป โรงเรียนจะได้รับการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนจากครู เช่น เอกสารประกอบคาบรรยาย ตารา วิดีโอ และเวิลด์ไวด์เว็บ นักเรียนส่วนใหญ่จะรับข้อมูลที่ครูจัดหามาให้โดยไม่ได้แสดงผลกิจกรรมกลับไปยัง แหล่งข้อมูลนั้นๆ ภาพที่ 9 : Education 1.0 (1) ภาพที่ 10 : Education 1.0 (2) ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ ที่มา : https://usergeneratededucation.files. 2013/06/2013-06-08_1654.png (2015) wordpress.com/2013/06/2013-06-08_1659.png (2015) การศึกษา 2.0 (Education 2.0) เป็นการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูและนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน และนักเรียนกับเนื้อหาหรือผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับ Web 2.0 ที่ช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างเนื้อหา กับผู้ใช้ และระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง ความสัมพัธ์ดังกล่าวคือกระบวนการเรียนรู้นั่นเอง ซึ่งใช้หลักการ 3Cs นั่นคือ Communicating การสื่อสาร Contributing การสนับสนุนเกื้อกูล และ Collaborating การทางาน ร่วมกัน ครูเป็นเพียงดาเนินการมีการเรียนรู้ด้วยโครงการ (Project Based Learning) ใช้ช่องทางการเรียนรู้ ผ่าน Social Media หรือ Application ต่างๆ เช่น Wiki, Blog, Google Docs หรือ Edmodo เป็นต้น
  • 8.
    8 ภาพที่ 11 :Education 2.0 (1) ภาพที่ 12 : Education 2.0 (2) ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ 2013/06/2013-06-08_1714.png (2015) 2013/06/2013-06-08_1731.png (2015) การศึกษา 3.0 (Education 3.0)อยู่บนพื้นฐานความเชื่อเหมือนกับ Web 3.0 ที่ว่าองค์ความรู้อยู่รอบตัว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นการเรียนด้วยตัวเองบนพื้นฐานจากความสนใจ เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะทาให้เกิดการศึกษา การศึกษา 3.0 ยังคงใช้หลักการ 3Cs แต่เปลี่ยนไป จากการศึกษา 2.0 คือ Connectors ผู้เชื่อมต่อ Creators ผู้สร้างสรรค์ และ Constructivists ผู้สร้างองค์ความรู้ โดยมีผู้เรียนคือศูนย์กลาง เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ครูเป็นเพียงผู้อานวยการ และนี่คือ นิยามของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นั่นเอง ภาพที่ 13 : Education 3.0 (1) ภาพที่ 14 : Education 3.0 (2) ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ ที่มา : https://usergeneratededucation.files.wordpress.com/ 2013/06/2013-06-08_1939.png (2015) 2013/06/2013-06-08_1902.png (2015)
  • 9.
    9 จากการให้นิยามและอธิบายลักษณะการศึกษาในยุคต่างๆ สามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ การศึกษา 1.0– การศึกษา 3.0 ดังนี้ (Derek W. Keats and J. Philipp Schmidt, 2007) การเรียนการสอน Web 1.0 Web 2.0 Web 3.0 Education 1.0 Education 2.0 Education 3.0 บทบาทหลักของผู้สอน เป็นแหล่งความรู้สู่ผู้เรียนด้วย กระบวนการทางเดียว แนะนาแหล่งความรู้ให้ผู้เรียน โดยใช้สื่อโซเชียล บนพื้นฐาน Web 2.0 ภายใต้กรอบ การศึกษา Education 1.0 ทาหน้าที่เป็นผู้ประพันธ์ กิจกรรมความร่วมมือกันใน การสร้างความรู้ พฤติกรรมของผู้เรียน เป็นผู้รับ มีส่วนร่วมในการสร้าง กระบวนการเรียนการสอน กระตือลือล้นและสร้าง บทเรียนด้วยตนเอง กิจกรรมการเรียนรู้ บรรยาย ให้การบ้าน ทดสอบ ทางานกลุ่มในชั้น มอบหมายงาน ใช้เทคโนโลยี แบบเปิดมากขึ้น มีกิจกรรม ความร่วมมือในสถาบันและ ชั้นเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น การสร้างสรรค์โดยผู้เรียน ใช้social networking ไม่ จากัดกรอบสถาบันและชั้น เรียน สื่อและเนื้อหาการเรียนรู้ มีลิขสิทธิ์ มีทั้งลิขสิทธิ์และฟรี/แหล่ง การศึกษาแบบเปิด บางครั้ง สามารถใช้บริการข้าม สถาบันการศึกษา ฟรี/แหล่งการศึกษาแบบ เปิดที่สร้างโดยผู้เรียนจากที่ ต่างๆและถูกนากลับมาใช้ ในสถาบันหรือประเทศ ต่างๆ และถูกนากลับมา สร้างใหม่ให้ดีขึ้น จากตารางเปรียบเทียบยุคการศึกษา 1.0 – 3.0 พบว่าการศึกษา 3.0 เป็นการศึกษาที่ใช้การสื่อสารและ การร่วมมือกัน (Communication and Collaboration) มีการใช้Social Media เพื่อสื่อสารจากกลุ่มคนสู่กลุ่มคน ณ เวลานั้นๆ (many-to-many real-time) ปัจจัยหลักที่สาคัญ 3 ด้านของการศึกษา 3.0 ประการแรกคือบทบาท ของผู้เรียนที่สามารถตัดสินใจเลือกเรียนในสิ่งที่อยากรู้มากขึ้น ประการที่สองคือแนวคิดที่ว่านักเรียนคือ ผู้สร้างเนื้อหาการเรียนรู้เองโดยนาองค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมายมาใช้ใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่อนุญาตให้ใช้ งานร่วมกันฟรีและสร้างองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ประการที่สามคือการจัดการเรียนการสอนของ สถาบันการศึกษายอมให้มีการเรียนรู้แบบอิสระและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้เช่นเดียวกับวิชาในหลักสูตร (Derek W. Keats and J. Philipp Schmidt, 2007) การเรียนการสอนการศึกษา 3.0 มีพื้นฐานมาจาก แนวคิด Web 2.0 ที่ปรับใช้เทคโนโลยีในด้าน ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาและเน้นไปที่การสนับสนุนการทางานร่วมกันในแบบ ออนไลน์ ด้วยการแบ่งปันความรู้ในกลุ่มผู้เรียนที่มีความพร้อมและเติบโตมากับเทคโนโลยีเครือข่าย
  • 10.
    10 อินเทอร์เน็ต Jason Ohler(2008) สนับสนุนความเป็นอัจฉริยะของ Web 3.0 ต่อการศึกษา ด้วยคาถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเว็บมีความฉลาดพอที่จะจัดการและประเมินผลข้อมูลได้ด้วยตัวเองในการใช้เว็บเพื่อ การศึกษา” เขาได้สรุปถึงความสัมพันธ์ของ Web 3.0 กับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีปัจจัยหลักอยู่ 3 ประการ คือ การสร้างองค์ความรู้ การบารุงรักษาเครือข่ายของการเรียนรู้ และ การจัดการด้านการศึกษาของ แต่ละบุคคล โดยสรุปเป็นรายละเอียดได้ ดังนี้ 1. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Construction) เทคโนโลยี Web 3.0 หรือ Semantic Web สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างสะดวกและรวดเร็ว ตรงตามวัตถุประสงค์หรือ เป้ าหมายที่วางไว้ เช่น ถ้าเราต้องการค้นหาเรื่อง “Cloud Computing” เราจะใช้ Wikipedia หรือ Google search ทาให้เราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมากมาย แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ เราคงค้นไม่เกิน 10-20 คาแรก ศักยภาพอย่างหนึ่งของ Semantic Web คือการค้นหาโดยรายงานกลับจากทุกแหล่งข้อมูล ไม่ใช่เพียงแค่ลิสท์รายชื่อที่ถูกค้นพบเท่านั้น เช่น จากเว็บไซด์ ผลงานวิจัย บทความ ข้อความจากหนังสือ Blog การสนทนา ข้อมูลในรูปของมัลติมีเดีย ข้อมูลที่เก็บไว้ในโทรศัพท์ แม้แต่ฉากในเกมต่างๆ Web 3.0 สามารถรวมความรู้ในเรื่องที่ต้องการเพียงแค่ค้นหาด้วยการคลิ๊ก (click) และใช้ภาษาพื้นฐานกับอุปกรณ์ มีเดียทุกชนิด ทาให้การสร้างองค์ความรู้สามารถใช้เวลาน้อยลงและรวดเร็วขึ้น โดยเอาเวลาที่เหลือคิด วางแผน จัดการการเรียนให้มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วมมากขึ้น 2. การบารุงรักษาเครือข่ายของการเรียนรู้ (Personal Learning Network Maintenance: PLN) ภายใต้ Web 3.0 PLN ถูกสร้างอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลไม่ใช่การให้บริการ การเรียนรู้ส่วนบุคคลสามารถชี้ เฉพาะถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันจากแหล่งต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ และให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของผู้เรียน ทาให้เกิดการบูรณาการ ICT สู่เป้าหมายของการศึกษาด้วยการใช้เวลาที่น้อยใน การค้นหา และใช้เวลาในการทาความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูลอย่างไตร่ตรอง และขยายความรู้ไปอย่าง สร้างสรรค์ เช่น การให้บริการ iGoogle ได้ทาช่องทาง PLN โดยสามารถล็อกอินเว็บที่สนใจได้อัตโนมัติ เช่น การบริการข่าว หรือแหล่ง Podcast ต่างๆ 3. การจัดการทางด้านการศึกษา (Personal Educational Administration) เทคโนโลยี Web 3.0 หรือ Semantic Web นอกจากจะช่วยจัดการด้านการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนอย่างเป็นหมวดหมู่ ยังขยายวงกว้างไปถึงระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยสถาบันชั้นนาได้มีนโยบายและ ดาเนินการในการจัดการทางด้านการศึกษาให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้เรียนในสถาบันเอง และผู้ที่สนใจ นอกสถาบัน เช่น การโอนหน่วยกิตหรือการลงวิชาเรียนทางไกลในระบบออนไลน์ (E-learning) จากสถาบัน หนึ่งไปอีกสถาบันหนึ่ง หรือการสร้างองค์ความรู้แบบเปิด (Open Resource) ที่ให้บริการฟรี เป็นต้น ซึ่งเป็น การร่วมมือกันระหว่างสถาบันที่ทาให้การเข้าถึงการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • 11.
    11 5. ผลกระทบของ Web3.0 ต่อการศึกษา ถึงแม้ Web 3.0 จะมีประโยชน์อย่างมากในบทบาทของเทคโนโลยีการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนการ เรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 แต่ Web 3.0 ยังอยู่ในช่วงพัฒนาซึ่งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ถึงขีดสุด ยัง มีข้อจากัดที่ยังคงต้องการการพัฒนาต่อไป ซึ่งประโยชน์และข้อจากัดของ Web 3.0 ต่อการศึกษาพอสรุปเป็น ตารางได้ ดังนี้ (Ana Maria, 2013) ประโยชน์ของ Web 3.0 ข้อจากัดของ Web 3.0 1. เปิดมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาทุกภาคส่วน เช่น ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียน เห็นความสาคัญของการบูรณาการ ICT ในการศึกษาและ สร้างการเรียนรู้แบบภควันภาพ (Ubiquitous Learning) 1. บุคลากรทางการศึกษายังขาดความเข้าใจและการใช้ เทคโนโลยีWeb 3.0 ซึ่งต้องจัดอบรมเพื่อส่งเสริมและ สร้างสมรรถภาพ และความไม่เสถียรของระบบเครือข่าย อินเตอร์เน็ต 2. การเข้าถึงการศึกษาที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (Open educationalresources)อีกทั้งสะดวก รวดเร็วทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ 2. Web 3.0 ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาอาจมาให้ระบบยังไม่ เสถียร และยังขาดอุปกรณ์ดิจิตอลที่ก้าวหน้าพอเพื่อรองรับ เทคโนโลยีWeb 3.0 3. การใช้โลกเสมือนจริงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาทาให้ เกิดความน่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนอย่าง มีส่วนร่วมและอยากเรียนรู้มากขึ้น เช่น การจาลองภาพ 3 มิติ ในการเรียนวิทยาศาสตร์หรือสถาปัตยกรรม 3. ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทา 3D และต้อง ใช้เครื่องมือราคาแพงทาให้ยากต่อการสร้างบทเรียนที่ใช้ หลักการโลกเสมือนจริง 4. การเรียนการสอนจากคนสู่คน (human-tohuman) เป็น คนสู่เครื่องจักร (human-to-machine)ทาให้ผู้เรียนสามารถ เข้าถึงองค์ความรู้ได้กว้าง ลึก และเร็ว ตรงตามเป้ าประสงค์ ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือการสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง อันนาไปสู่การศึกษาตลอดชีวิต 4. ถึงแม้จะมีการปฏิสัมพันธ์กันใน Social Network แต่ ผู้เรียนจะขาดทักษะทางสังคม (Social Skill) และการ เผชิญหน้าในโลกของความเป็นจริง 5. การพัฒนาระบบการรักษาความปลอดภัย (Trustand privacy) (Verizon, 2010) และยังมีระบบการจัดเก็บข้อมูล แบบก้อนเมฆ(CloudComputing)ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย พื้นที่จัดเก็บ และเป็นการศึกษาสีเขียว (Green Education) ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม 5. บริษัทหรือสถาบันที่ให้บริการการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่ เสียค่าใช้จ่าย ยังไม่ใช่การให้บริการฟรีอย่างแท้จริง เพราะ มีเงื่อนไขและข้อจากัดที่ผู้ใช้บริการต้องยอมรับ หาก นอกเหนือจากนั้นยังคงเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเดิม 6. บทสรุป ด้วยความช่วยเหลือของ Web 3.0 เว็บอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดการเรียนรู้ของตนเองตาม เป้ าหมายที่วางไว้แม้ว่าการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความก้าวหน้าของ ICT การบูรณาการ Web 3.0 กับการศึกษา จึงกลายเป็นความจาเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาทุกภาคส่วนจะต้องเข้าใจและยอมรับ
  • 12.
    12 ความก้าวหน้าของ Web 3.0และสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อปฏิรูปและพัฒนาการศึกษาให้มี ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายยุคเศรษฐกิจดิจิตอล และเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต ตาม กระบวนทัศน์ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 7. บรรณานุกรม กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์ (2555) การใช้ระบบประมวลผลก้อนเมฆเพื่อใช้สาหรับการเรียนรู้ตามแนวทางทฤษฎีการ เชื่อมโยงนิยม. วารสารการอาชีวะและเทคนิคศึกษา ปีที่ 2 ฉบับที่ 4. (p.59-69). ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์. มติชนออนไลน์. Retrieved from http://hitech.sanook.com/computer/news_08504. php. (access 1/2/15). ธงชัย โรจน์กังสดาล. (2558). เดลินิวส์ออนไลน์. Retrieved from http://www.dailynews.co.th/Content/IT/ 198171/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8 %A9%E0%B8%B2+3.0+-+1001. (access 12/2/15). สุรศักดิ์ ปาเฮ, กระบวนทัศน์ใหม่ของระบบการสอนในยุคดิจิตอล (New Paradigm of Instructional Systems in the Digital Age). Retrieved from http://www.addkutec3.com/wp-content/uploads/2014/02/%E0% B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8 %B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9% 88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A %E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99.pdf. (access :7/02/15) Aghaei, Sareh, Nematbakhsh, Mohammad Ali and Farsani, Hadi Khosravi. (2012). EVOLUTION OF THE WORLD WIDE WEB: FROM WEB 1.0 TO WEB 4. International Journal of Web & Semantic Technology (IJWesT) Vol.3, No.1. (p.1-10). Education 3.0 Leading Indicator Workshop Retrieved from https://www.cisco.com/web/about/citizenship/ socio-economic/docs/LeadingIndicatorsWorkshopNov10.pdf. (access 12/2/15). Gerstein, Jackie. Retrieved from https://usergeneratededucation.wordpress.com/2013/06/09/education-3- 0-altering-round-peg-in-round-hole-education/. (access 12/2/15). Hussain, Fehmida. E-Learning 3.0 = E-Learning 2.0 + Web 3.0?, IOSR Journal of Research & Method in Education (IOSR-JRME) : Volume 3, Issue 3 (Sep. –Oct. 2013), PP 39-47.
  • 13.
    13 Keats, Derek W.and Schmidt, J. Philipp. (2007). The genesis and emergence of Education 3.0 in higher education and its potential for Africa. First Monday, volume 12, number 3. (p.7-9). Maria, Ana. (2013). EDUCATION IN WEB 3.0. JADLET Journal of Advanced Distributed Learning Technology volume 1, number 1. (50-59). Ohler, Jason. (2008). The Semantic Web in Education. Educause Quarterly : Number 4. (p.7-9). Thamasat Business School. (2515). (p.6). Verizon Business. (2010). www.verizonbusiness.com/thinkforward/.