TCP/IP
ความหมาย TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลสำคัญที่ใช้ในการเชื่อมโยงและติดต่อสื่อสารในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร  TCP/IP   ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากเป็นโปรโตคอลที่เป็นกลาง ทำให้ระบบที่แตกต่างกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้
ประเภทของ  TCP/IP   TCP/IP   มีทั้งหมด  4  ชั้น คือ ชั้นติดต่อระดับแอปพลิเคชั่น  ( Application Layer )  ,  ชั้นติดต่อระหว่างโฮสต์  ( Host-to-Host Layer )  ,  ชั้นติดต่อระดับเครืออินเตอร์เน็ต  ( Internet Layer )  ,  และชั้นควบคุมการติดต่อระดับเครือข่าย  ( Network Access Layer )  ,  ซึ่งมีรายการละเอียดดังนี้
ชั้นที่  1:   ชั้นควบคุมการติดต่อระดับเครือข่าย  (Network Access Layer) เป็นชั้นที่คอยดูแลการติดต่อสื่อสารในระดับกายภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการเชื่อต่อ และสัญญาณที่ใช้ในอุปกรณ์นั้นด้วย   Network Layer   ในชั้นนี้จะกล่าวถึง โปรโตคอล ต่างๆ เช่น  IP, Novell's IPX , IBM's APPN ,Appletalk   เป็นต้น การทํางานในชั้นนี้จะเป็นการเชื่อมต่อและการเลือกเส้นทาง การนําพาข้อมูลระหว่างเครื่อง
ชั้นที่   2  ชั้นติดต่อระดับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  ( Internet Layer )  ในชั้นนี้มีโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง คือ  IP,RARP,ARP,ICMP,  และ  IGMP  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.  IP (Internet Protocol)  เป็นโปรโตคอลสำคัญที่คอยรับข้อมูลหรือคำสั่งจากโปรโตคอลที่อยู่ระดับชั้นสูงกว่า และทำงานร่วมกับโปรโตคอล  TCP  และ  IP  จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการหาเส้นทางให้กับแพ็กเกจข้อมูลที่ส่งมาจากชั้นที่สูงกว่า การขนส่งข้อมูลของ  IP  นั้นจะเป็นแบบ  Connectioniess  ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการติดต่อเพื่อสร้างเส้นทางการส่ง ทำให้มีการน่าเชื่อถือน้อยและไม่มีการรับประกันว่าข้อมูลจะถึงปลายทาง สำหรับข้อมูลที่  IP  มีหน้าที่รับผิดชอบนั้นเป็นแพ็กเกจข้อมูลที่เรียกว่า  Datagram  ซึ่งภายในประกอบด้วยส่วนของข้อมูลและส่วนหัว โดยส่วนหัวมีขนาดตั้งแต่  20-60 bytes  ซึ่งมีข้อมูลที่จำเป็นบรรจุไว้ภายใน เช่น เวอร์ชัน  ( Version )  ที่บงบอกถึงเวอร์ชันของโปรโตคอล  ,  ข้อมูลบอกความยาวของส่วนหัว  ( Header Length )  ,  ข้อมูลบอกความยาวของแพ็กเกจ  ( Total Length )  , IP Address  ต้นทาง  ( Source   IP Address )  และ  IP Address  ปลายทาง  ( Destination IP Address )
2.  ARP (Address Resolution Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่รับผิดชอบการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายเดียวกัน หรือภายใน  LAN  โดยใช้หมายเลข  Network Card  หรือ  NIC (Network  Interface Card)  ซึ่งเป็นที่อยู่ของแต่ละเครื่องในระดับกายภาพ โดย  ARP  จะทำการค้นหาหมายเลขเครื่องด้วยการกระจายข้อมูล  ( Broadcast )  ไปยังทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เมื่อพบเครื่องที่มีหมายเลขตรงกับข้อมูลที่ส่งมาก็จะตอบกลับไปยังเครื่องที่ขอร้อง หลังจากนั้นทั้งสองเครื่อง ก็จะสามารถสื่อสารกันได้โดยตรง  ARP  จะต้องมี  IP Address  ของเครื่องที่ต้องการจึงจะสามารถค้นหาเครื่องดังกล่าวได้ โดยจะได้รับหมายเลข  MAC Address  ตอบกลับมาเพื่อใช้ในการติดต่อกัน
3.  RARP (Reverse Address Resolution Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่มีหน้าที่เหมือนกับ  ARP  แต่  RARP  จะใช้วิธีติดต่อกับคอมพิวเตอร์ปลายทางด้วย  MAC Address   สำหรับกระบวนการทำงานก็จะคล้ายกับ  ARP   แตกต่างเพียงข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อเท่านั้น  4.  ICMP (Internet Control Message Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมข้อความที่เกิดขึ้นในระหว่างการติดต่อสื่อสารในเครือข่าย ซึ่งจะคอยรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกลับมายังผู้ส่ง แต่การส่งข้อมูลของ   ICMP  เป็นแบบ  Conectionless  ซึ่งข้อความที่ส่งมานั้นไม่มีการรับประกันว่าจะมาถึงปลายทางที่แน่นอน ข้อความดังกล่าวอาจสูญหายระหว่างทางเป็นได้ โดย  ICMP   จะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการส่งข้อมูล เช่น รายงานความหนาแน่นของการขนส่งข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงความหนาแน่นของข้อมูลว่ามีมากเกินไปหรือไม่ รายงานระยะเวลาการใช้งานแพ็กเกจ หากแพ็กเกจใช้เวลาในการเดินทางไปยังปลายทางเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้แล้ว แพ็กเกจนั้นจะต้องถูกปล่อยทิ้งไป ซึ่งจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบด้วย เป็นต้น
5.   IGMP (Internet Group Management Protocol ) เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่ในการแจ้งและรายงานข้อมูล ให้กับกลุ่มของ  IP Address  ที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม  Multicast  ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลแบบหนึ่งต่อหลายเครื่อง  (One-to-Many)  โดยจะแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่  Router  ที่อยู่ภายในเครือข่าย เพื่อให้เครือข่ายสามารถรองรับการติดต่อในรูปแบบดังกล่าวได้  IGMP   ถูกออกแบบมาให้สนับสนุนการทำงานของ  Router   เพื่อระบุเครื่องต่างๆที่อยู่ภายในกลุ่มของการติดต่อแบบ  Multicast  นั่นเอง
ชั้นที่ 3:   ชั้นติดต่อระหว่างโฮสต์  (Host-to-Host Layer ) ในชั้นนี้จะคอยดูแลเกี่ยวกับการขนส่งข้อมูล ซึ่งมีโปรโตคอลที่สำคัญ ดังนี้ 1.  UDP (User Datagram Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่คอยดูแลและให้บริการในการส่งข้อมูล โดยเรียกข้อมูลดังกล่าวว่า  “ ดาต้าแกรม ”  (Datagram)  การส่งข้อมูลของ  UDP  นั้นจะเป็นลักษณะการส่งแบบ  Connectionless  คือ จะไม่สร้างเส้นทางขนส่งก่อนทำให้ไม่สามารถทราบสถานะการเดินทางของข้อมูลได้  การส่งแบบนี้จะขาดความน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีการรับข้อมูลดังกล่าวถึงปลายทาง แต่ก็มีข้อดี คือ จะมีประมีประสิทธิภาพสูงหากข้อมูลมีขนาดเล็ก เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเพื่อสร้างการเชื่อมต่อ ดังนั้น  UDP  จึงนิยมใช้กับการแพร่กระจายข้อมูล  (Broadcast)  โดยข้อมูล  UDP  สร้างขึ้น เป็นแพ็กเกจ ข้อมูลที่เรียกว่า  “ User Datagram”  ซึ่ง   Address)   และที่อยู่ของ   port  ปลายทาง  (Destination Port Address)  เป็นต้น
2 . TCP (Transmission Control-Protocol )   เป็นโปรโตคอลที่ดูแล และให้บริการในการส่งข้อมูลเหมือนกับ  UDP  แต่ TCP  จะใช้การส่งข้อมูลแบบ  Connection - Oriented  ซึ่งต้องสร้างเส้นทางในการขนส่งข้อมูลก่อน ทำให้มีความน่าเชื่อเถือมากกว่า  UDP   โดย  TCP  สามารถรับรองได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปนั้นถึงปลายทางอย่างแน่นอน  TCP   จะแบ่งข้อมูลที่ทำการส่งทั้งหมดออกเป็นแพ็กเกจย่อยๆ สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อทำการส่งข้อมูลจะมีการส่งแพ็กเกจข้อมูลเพื่อแจ้งให้ปลายทางทราบว่าต้องการส่งข้อมูล จากนั้นปลายทางก็จะตอบกลับพร้อมส่งข้อมูลหรือรหัสที่จำเป็นในการส่งข้อมูล เมื่อต้นทางได้รับการตอบกลับดังกล่าวก็จะส่งข้อมูลกลับมายังปลายทางเพื่อเพื่อยืนยันการเชื่อมต่อหลังจากติดต่อเพื่อสร้างเส้นทางเสร็จสมบูรณ์ ต้นทางก็จะเริ่มทำการขนส่งข้อมูลผ่านเส้นทางดังกล่าวเมื่อการขนส่งสิ้นสุดลง ก็จะยกเลิกเส้นทางนั้น ดังนั้น  การส่งข้อมูลในครั้งต่อไปจึงเป็นต้องสร้างเส้นทางใหม่ สำหรับแพ็กเกจย่อยที่แบ่งโดย  TPC   จะประกอบด้วยข้อมูลและส่วนหัว  (Header)  โดยส่วนหัวจะมีข้อมูลที่จำเป็นต่าง เช่น ที่อยู่ของ  Port  ต้นทาง  (Source Port Address),  ที่อยู่  Port  ปลายทาง  (Destination Port Address)  และ  Flag  ที่ใช้ในการควบคุมการรับส่งแพ็กเกจข้อมูล เป็นต้น
ชั้นที่  4  ชั้นติดต่อระดับแอปพลิเคชัน  ( Application Layer ) ในชั้นนี้จะมีโปรโตคอลที่คอยดูแลและจัดการเกี่ยวกับการติดต่อไปยัง แอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นส่วนที่ติดต่อกับผู้ใช้ โปรโตคอลที่สำคัญในชั้นนี้ มีดังนี้ 1.  SMTP (Simple Mail Transfer Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่คอยสนับสนุนการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า  E-mail  นั้นเอง โดย  SMTP   จะช่วยให้ผู้ใช้ทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทาง  E-mail  ได้ แม้ว่าผู้ใช้ทั้งสองจะอยู่ต่างระบบกันก็ตาม  SMTP   สามารถสนับสนุนการส่งข้อมูลไปยังผู้รับตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปได้ ซึ่งบรรจุข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความ เสียง ภาพ และวีดีโอ เป็นต้น  SMTP   จะคอยจัดการส่ง  E-mail  ทั้งภายในและภายนอกเครือข่ายโดยผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต
2.  FTP (File Transfer Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่มาตรฐานที่คอยสนับสนุนการถ่ายโอนข้อมูลหรือไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์  2  เครื่อง ซึ่งการถ่ายโอนข้อมูลนั้น จำเป็นต้องมีการระบุตัวตนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและสร้างช่องทางในการถ่ายโอนข้อมูล  เช่น  ชื่อที่ใช้ในการเข้าระบบ และรหัสผ่าน เป็นต้น  เมื่อการเชื่อมต่อเกิดขึ้นคอมพิวเตอร์อีกเครื่องก็จะทำการตรวจสอบและระบุตัวตนของเครื่องที่ต้องการเข้าระบบ หากการยืนยันตัวตนถูกต้องก็สามารถดำเนินการถ่ายโอนข้อมูลได้ สำหรับโปรโตคอล  TCP  จะมีหน้าที่ในการสร้างเส้นทางในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งสอง และเส้นทางในกาถ่ายโอนข้อมูล
2.  HTTP (Hypertext Transfer Protocol)  เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่จะถูกใช้งานโดย  WWW (World Wide Web)  โดย  HTTP  จะเป็นตัวรับส่งข้อมูลหรือไฟล์ภาษา  HTML  ที่ใช้ในการแสดงผลหน้าเว็บเพจนั้นเอง โดย  HTTP   จะทำการร้องขอโดยการส่งข้อมูลทั้งหมด หรือบางส่วนไปยังเครื่อง  Server  หลังจากนั้นเครื่อง  Server  ก็จะทำการประมวลผลแล้วตอบสนองตามข้อมูลที่ได้รับมา ในอดีตข้อมูลที่ใช้แสดงผลหน้าเว็บเพจอาจต้องประมวลจากฝั่งของ   Server  เท่านั้น ทำให้การแสดงผลช้า แต่ในปัจจุบันเครื่องฝั่งผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการแสดงผลหน้าเว็บเพจไว้เกือบทั้งหมด และสามารถประมวลผลเองได้ ทำให้  Server   แบกภาระน้อยลง ส่งผลให้การแสดงผลมีความรวดเร็วมากขึ้น สำหรับการติดต่อระหว่างผู้ใช้ไปยัง  Server   จะใช้งานผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า  “ Web Browser”

งานกลุ่มอาจารนพ

  • 1.
  • 2.
    ความหมาย TCP/IP (TransmissionControl Protocol/Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลสำคัญที่ใช้ในการเชื่อมโยงและติดต่อสื่อสารในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร TCP/IP ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากเป็นโปรโตคอลที่เป็นกลาง ทำให้ระบบที่แตกต่างกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้
  • 3.
    ประเภทของ TCP/IP TCP/IP มีทั้งหมด 4 ชั้น คือ ชั้นติดต่อระดับแอปพลิเคชั่น ( Application Layer ) , ชั้นติดต่อระหว่างโฮสต์ ( Host-to-Host Layer ) , ชั้นติดต่อระดับเครืออินเตอร์เน็ต ( Internet Layer ) , และชั้นควบคุมการติดต่อระดับเครือข่าย ( Network Access Layer ) , ซึ่งมีรายการละเอียดดังนี้
  • 4.
    ชั้นที่ 1: ชั้นควบคุมการติดต่อระดับเครือข่าย (Network Access Layer) เป็นชั้นที่คอยดูแลการติดต่อสื่อสารในระดับกายภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการเชื่อต่อ และสัญญาณที่ใช้ในอุปกรณ์นั้นด้วย Network Layer ในชั้นนี้จะกล่าวถึง โปรโตคอล ต่างๆ เช่น IP, Novell's IPX , IBM's APPN ,Appletalk เป็นต้น การทํางานในชั้นนี้จะเป็นการเชื่อมต่อและการเลือกเส้นทาง การนําพาข้อมูลระหว่างเครื่อง
  • 5.
    ชั้นที่ 2 ชั้นติดต่อระดับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ( Internet Layer ) ในชั้นนี้มีโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง คือ IP,RARP,ARP,ICMP, และ IGMP ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. IP (Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลสำคัญที่คอยรับข้อมูลหรือคำสั่งจากโปรโตคอลที่อยู่ระดับชั้นสูงกว่า และทำงานร่วมกับโปรโตคอล TCP และ IP จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการหาเส้นทางให้กับแพ็กเกจข้อมูลที่ส่งมาจากชั้นที่สูงกว่า การขนส่งข้อมูลของ IP นั้นจะเป็นแบบ Connectioniess ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการติดต่อเพื่อสร้างเส้นทางการส่ง ทำให้มีการน่าเชื่อถือน้อยและไม่มีการรับประกันว่าข้อมูลจะถึงปลายทาง สำหรับข้อมูลที่ IP มีหน้าที่รับผิดชอบนั้นเป็นแพ็กเกจข้อมูลที่เรียกว่า Datagram ซึ่งภายในประกอบด้วยส่วนของข้อมูลและส่วนหัว โดยส่วนหัวมีขนาดตั้งแต่ 20-60 bytes ซึ่งมีข้อมูลที่จำเป็นบรรจุไว้ภายใน เช่น เวอร์ชัน ( Version ) ที่บงบอกถึงเวอร์ชันของโปรโตคอล , ข้อมูลบอกความยาวของส่วนหัว ( Header Length ) , ข้อมูลบอกความยาวของแพ็กเกจ ( Total Length ) , IP Address ต้นทาง ( Source IP Address ) และ IP Address ปลายทาง ( Destination IP Address )
  • 6.
    2. ARP(Address Resolution Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่รับผิดชอบการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายเดียวกัน หรือภายใน LAN โดยใช้หมายเลข Network Card หรือ NIC (Network Interface Card) ซึ่งเป็นที่อยู่ของแต่ละเครื่องในระดับกายภาพ โดย ARP จะทำการค้นหาหมายเลขเครื่องด้วยการกระจายข้อมูล ( Broadcast ) ไปยังทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เมื่อพบเครื่องที่มีหมายเลขตรงกับข้อมูลที่ส่งมาก็จะตอบกลับไปยังเครื่องที่ขอร้อง หลังจากนั้นทั้งสองเครื่อง ก็จะสามารถสื่อสารกันได้โดยตรง ARP จะต้องมี IP Address ของเครื่องที่ต้องการจึงจะสามารถค้นหาเครื่องดังกล่าวได้ โดยจะได้รับหมายเลข MAC Address ตอบกลับมาเพื่อใช้ในการติดต่อกัน
  • 7.
    3. RARP(Reverse Address Resolution Protocol) เป็นโปรโตคอลที่มีหน้าที่เหมือนกับ ARP แต่ RARP จะใช้วิธีติดต่อกับคอมพิวเตอร์ปลายทางด้วย MAC Address สำหรับกระบวนการทำงานก็จะคล้ายกับ ARP แตกต่างเพียงข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อเท่านั้น 4. ICMP (Internet Control Message Protocol) เป็นโปรโตคอลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมข้อความที่เกิดขึ้นในระหว่างการติดต่อสื่อสารในเครือข่าย ซึ่งจะคอยรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกลับมายังผู้ส่ง แต่การส่งข้อมูลของ ICMP เป็นแบบ Conectionless ซึ่งข้อความที่ส่งมานั้นไม่มีการรับประกันว่าจะมาถึงปลายทางที่แน่นอน ข้อความดังกล่าวอาจสูญหายระหว่างทางเป็นได้ โดย ICMP จะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการส่งข้อมูล เช่น รายงานความหนาแน่นของการขนส่งข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงความหนาแน่นของข้อมูลว่ามีมากเกินไปหรือไม่ รายงานระยะเวลาการใช้งานแพ็กเกจ หากแพ็กเกจใช้เวลาในการเดินทางไปยังปลายทางเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้แล้ว แพ็กเกจนั้นจะต้องถูกปล่อยทิ้งไป ซึ่งจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบด้วย เป็นต้น
  • 8.
    5. IGMP (Internet Group Management Protocol ) เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่ในการแจ้งและรายงานข้อมูล ให้กับกลุ่มของ IP Address ที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม Multicast ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลแบบหนึ่งต่อหลายเครื่อง (One-to-Many) โดยจะแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่ Router ที่อยู่ภายในเครือข่าย เพื่อให้เครือข่ายสามารถรองรับการติดต่อในรูปแบบดังกล่าวได้ IGMP ถูกออกแบบมาให้สนับสนุนการทำงานของ Router เพื่อระบุเครื่องต่างๆที่อยู่ภายในกลุ่มของการติดต่อแบบ Multicast นั่นเอง
  • 9.
    ชั้นที่ 3: ชั้นติดต่อระหว่างโฮสต์ (Host-to-Host Layer ) ในชั้นนี้จะคอยดูแลเกี่ยวกับการขนส่งข้อมูล ซึ่งมีโปรโตคอลที่สำคัญ ดังนี้ 1. UDP (User Datagram Protocol) เป็นโปรโตคอลที่คอยดูแลและให้บริการในการส่งข้อมูล โดยเรียกข้อมูลดังกล่าวว่า “ ดาต้าแกรม ” (Datagram) การส่งข้อมูลของ UDP นั้นจะเป็นลักษณะการส่งแบบ Connectionless คือ จะไม่สร้างเส้นทางขนส่งก่อนทำให้ไม่สามารถทราบสถานะการเดินทางของข้อมูลได้ การส่งแบบนี้จะขาดความน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีการรับข้อมูลดังกล่าวถึงปลายทาง แต่ก็มีข้อดี คือ จะมีประมีประสิทธิภาพสูงหากข้อมูลมีขนาดเล็ก เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเพื่อสร้างการเชื่อมต่อ ดังนั้น UDP จึงนิยมใช้กับการแพร่กระจายข้อมูล (Broadcast) โดยข้อมูล UDP สร้างขึ้น เป็นแพ็กเกจ ข้อมูลที่เรียกว่า “ User Datagram” ซึ่ง Address) และที่อยู่ของ port ปลายทาง (Destination Port Address) เป็นต้น
  • 10.
    2 . TCP(Transmission Control-Protocol ) เป็นโปรโตคอลที่ดูแล และให้บริการในการส่งข้อมูลเหมือนกับ UDP แต่ TCP จะใช้การส่งข้อมูลแบบ Connection - Oriented ซึ่งต้องสร้างเส้นทางในการขนส่งข้อมูลก่อน ทำให้มีความน่าเชื่อเถือมากกว่า UDP โดย TCP สามารถรับรองได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปนั้นถึงปลายทางอย่างแน่นอน TCP จะแบ่งข้อมูลที่ทำการส่งทั้งหมดออกเป็นแพ็กเกจย่อยๆ สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อทำการส่งข้อมูลจะมีการส่งแพ็กเกจข้อมูลเพื่อแจ้งให้ปลายทางทราบว่าต้องการส่งข้อมูล จากนั้นปลายทางก็จะตอบกลับพร้อมส่งข้อมูลหรือรหัสที่จำเป็นในการส่งข้อมูล เมื่อต้นทางได้รับการตอบกลับดังกล่าวก็จะส่งข้อมูลกลับมายังปลายทางเพื่อเพื่อยืนยันการเชื่อมต่อหลังจากติดต่อเพื่อสร้างเส้นทางเสร็จสมบูรณ์ ต้นทางก็จะเริ่มทำการขนส่งข้อมูลผ่านเส้นทางดังกล่าวเมื่อการขนส่งสิ้นสุดลง ก็จะยกเลิกเส้นทางนั้น ดังนั้น การส่งข้อมูลในครั้งต่อไปจึงเป็นต้องสร้างเส้นทางใหม่ สำหรับแพ็กเกจย่อยที่แบ่งโดย TPC จะประกอบด้วยข้อมูลและส่วนหัว (Header) โดยส่วนหัวจะมีข้อมูลที่จำเป็นต่าง เช่น ที่อยู่ของ Port ต้นทาง (Source Port Address), ที่อยู่ Port ปลายทาง (Destination Port Address) และ Flag ที่ใช้ในการควบคุมการรับส่งแพ็กเกจข้อมูล เป็นต้น
  • 11.
    ชั้นที่ 4 ชั้นติดต่อระดับแอปพลิเคชัน ( Application Layer ) ในชั้นนี้จะมีโปรโตคอลที่คอยดูแลและจัดการเกี่ยวกับการติดต่อไปยัง แอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นส่วนที่ติดต่อกับผู้ใช้ โปรโตคอลที่สำคัญในชั้นนี้ มีดังนี้ 1. SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่คอยสนับสนุนการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า E-mail นั้นเอง โดย SMTP จะช่วยให้ผู้ใช้ทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทาง E-mail ได้ แม้ว่าผู้ใช้ทั้งสองจะอยู่ต่างระบบกันก็ตาม SMTP สามารถสนับสนุนการส่งข้อมูลไปยังผู้รับตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปได้ ซึ่งบรรจุข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความ เสียง ภาพ และวีดีโอ เป็นต้น SMTP จะคอยจัดการส่ง E-mail ทั้งภายในและภายนอกเครือข่ายโดยผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต
  • 12.
    2. FTP(File Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่มาตรฐานที่คอยสนับสนุนการถ่ายโอนข้อมูลหรือไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง ซึ่งการถ่ายโอนข้อมูลนั้น จำเป็นต้องมีการระบุตัวตนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและสร้างช่องทางในการถ่ายโอนข้อมูล เช่น ชื่อที่ใช้ในการเข้าระบบ และรหัสผ่าน เป็นต้น เมื่อการเชื่อมต่อเกิดขึ้นคอมพิวเตอร์อีกเครื่องก็จะทำการตรวจสอบและระบุตัวตนของเครื่องที่ต้องการเข้าระบบ หากการยืนยันตัวตนถูกต้องก็สามารถดำเนินการถ่ายโอนข้อมูลได้ สำหรับโปรโตคอล TCP จะมีหน้าที่ในการสร้างเส้นทางในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งสอง และเส้นทางในกาถ่ายโอนข้อมูล
  • 13.
    2. HTTP(Hypertext Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่จะถูกใช้งานโดย WWW (World Wide Web) โดย HTTP จะเป็นตัวรับส่งข้อมูลหรือไฟล์ภาษา HTML ที่ใช้ในการแสดงผลหน้าเว็บเพจนั้นเอง โดย HTTP จะทำการร้องขอโดยการส่งข้อมูลทั้งหมด หรือบางส่วนไปยังเครื่อง Server หลังจากนั้นเครื่อง Server ก็จะทำการประมวลผลแล้วตอบสนองตามข้อมูลที่ได้รับมา ในอดีตข้อมูลที่ใช้แสดงผลหน้าเว็บเพจอาจต้องประมวลจากฝั่งของ Server เท่านั้น ทำให้การแสดงผลช้า แต่ในปัจจุบันเครื่องฝั่งผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการแสดงผลหน้าเว็บเพจไว้เกือบทั้งหมด และสามารถประมวลผลเองได้ ทำให้ Server แบกภาระน้อยลง ส่งผลให้การแสดงผลมีความรวดเร็วมากขึ้น สำหรับการติดต่อระหว่างผู้ใช้ไปยัง Server จะใช้งานผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า “ Web Browser”