สมาชิกกลุ่ม 1. นายธนวัฒน์ ยุมังกร  07500408 2. นางสาวภัควัน เกษมพวงมณี  07520329 3.  นายคมสัน เดชคล้าย  09520699 4.   นายจักรณรงค์ อยู่พะเนียด   09520700 5.  นายจิรายุ สร้อยพุดตาน  09520704 6. นายโชคชัย อุดง  09520715 7. นายนวศิลป์ ศรีหาคุณ   09520745 8. นายธนภัทร  นัยเพียร  09520733 9 . นายรัฐวิทย์ จันทร์ศร   09520786
ยุคเริ่มต้นยุคหนังเงียบ ภาพยนตร์เป็นสื่อให้ความบันเทิงที่มีอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานับร้อยปี การเริ่มต้นและเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเมืองไทย เกือบเป็นไปในลักษณะคู่ขนานกับการเริ่มต้นและเติบโตของภาพยนตร์ในส่วนต่างๆของโลก    การสร้างหนังในเมืองไทยก็เริ่มต้น เเละพัฒนาไปพร้อมๆกับพัฒนาการของหนังในส่วนอื่นของโลกเช่นกัน
หนังไทยยุคเริ่มต้น พระองค์ท่านมีโอกาสทอดพระเนตรหนังประเภทที่เรียกว่า   Kinestoscope  หรือภาพยนตร์แบบถ้ำมองของคณะหนังเร่ของนาย  Thomas Edison  ซึ่งมีผู้นำมาเล่นถวาย พระพุทธเจ้าหลวงจึงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ชมภาพยนตร์ ประวัติภาพยนตร์ไทยเริ่มต้นในปี พ . ศ .  2439  เมื่อพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่  5  เสด็จเยือนสิงคโปร์ และ ชวา
ตระกูล    Lumiere ปีถัดมา  S.G. Marchovsky  และคณะนำเอาหนังของพี่น้องตระกูล    Lumiere  แบบที่เรียกว่า  Cinematograph  เข้ามาฉายในกรุงสยาม การฉายหนังครั้งนั้น เป็นการฉายหนังให้สาธารณะชนดูเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่  10  มิถุนายน พ . ศ .  2440  รอบแรกที่หนังออกฉาย โดยจัดฉายที่โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง แกล้ประตูสามยอด          
           ปี  2473  เพื่อป้องกันมิให้ภาพยนตร์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นได้แพร่หลายอย่างกว้างขวาง และมีบทบาทในฐานะสื่อที่มีอิทธิพลสูง รัฐบาลสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  7  จึงออกกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่พนักงานตรวจพิจารณาภาพยนตร์ทุกเรื่องก่อนอนุญาตให้นำออกฉาย เรียกว่าพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช  2473
กำเนิดหนังสร้างในเมืองไทย ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง นางสาวสุวรรณ
::  การสร้างภาพยนตร์เรื่อง นางสาวสุวรรณ เริ่มจากนาย  Henry McRay  ผู้กำกับของ  Universal  และผู้ช่วย  คือ นาย   Gordon Sutherland  รวมทั้งตากล้อง คือ นาย  Dale Clauson   เดินทางเข้ามาดูสถานที่ถ่ายทำในเมืองไทยเพื่อทำหนังสารคดีในปี  2466  ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่  6  แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย นาย  McRay  รู้สึกประทับใจในความสวยงามของภูมิประเทศ จึงตัดสินใจสร้างหนังเรื่องยาวแทน ::  ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่มีการถ่ายทำในเมืองไทยคือเรื่อง นางสาวสุวรรณ ผู้สร้างคือบริษัทภาพยนตร์  Universal  หนังเรื่องนี้ใช้ผู้แสดงทั้งหมดเป็นคนไทย
เมื่อถ่ายทำเสร็จสมบูรณ์ นาย  McRay  ได้นำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร และมอบกรรมสิทธิ์สำเนาหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับกรมรถไฟหลวง    สำหรับนำออกฉายในประเทศไทย            ภาพยนตร์เรื่อง นางสาวสุวรรณ ออกฉายในกรุงสยามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่  22  มิถุนายน พ . ศ .  2466  ท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชน สถานที่ถ่ายทำ นอกจากในกรุงเทพฯแล้ว ยังเดินทางไปถ่ายทำที่หัวหิน เพื่ออวดสถานที่ตากอากาศของกรุงสยามอีกด้วย
           ในปี พ . ศ .  2468  คณะสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดอีกคณะ เดินทางเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในสยาม โดยใช้ผู้แสดงเป็นชาวสยามทั้งหมดเช่นกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ชื่อว่า   " ช้าง " ภาพยนตร์เรื่อง ช้าง  กำกับและถ่ายทำโดย มาเรียน ซี คูเปอร์ และ เออร์เนส บี โชคแส็ค ใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้นปีครึ่ง สิ้นเงินประมาณ  2  แสนบาทไทยขณะนั้น สถานที่ถ่ายทำคือจังหวัดน่าน พัทลุง ตรัง สงขลา และชุมพร ออกฉายครั้งแรกในปี พ . ศ .  2470  ที่โรงภาพยนตร์ในนครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเดือนกรกฎาคม พ . ศ .  2471
    ในเวลาที่ภาพยนตร์เรื่อง ช้าง ออกฉายในประเทศสยามนั้น คนไทยได้สร้างหนังบันเทิงและนำออกฉายแล้วหลายเรื่อง   ผู้คนจึงไม่ค่อยตื่นเต้นกับภาพยนตร์เรื่อง ช้าง กันมากเท่าที่ควร ภาพยนตร์เรื่อง ช้าง
จุดกำเนิดภาพยนตร์ซึ่งสร้างโดยคนไทย การถ่ายทำภาพยนตร์ในสยามโดยคนไทย เริ่มด้วยพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่  5  ทรงสั่งซื้อกล้องถ่ายภาพยนตร์และอุปกรณ์เข้ามาในสยามเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงตามเสด็จพระพุธเจ้าหลวง ประพาสยุโรปครั้งแรกในปี พ . ศ .  2440  แล้วทรงเริ่มถ่ายภาพยนตร์ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์สั้นๆ ส่วนพระองค์ เป็นบันทึกพระราชกรณียกิจในพระราชพิธีสำคัญๆ ของพระพุทธเจ้าหลวง และทรงนำออกฉายเก็บค่าดูจากสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานขายของประจำปีของวัดเบญจมาบพิตรฯ
ผู้ถ่ายภาพยนตร์ในสยามยุคบุกเบิก ที่สมควรแก่การจารึกพระนามไว้อีกพระองค์คือ พระศรัทธาพงศ์  ( ต่วย )  ซึ่งต่อมาทรงเป็นเจ้าของโรงหนังรัตนปีระกา            ปี พ . ศ .  2465  ในสมัยรัชกาลที่   6  พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงอัครโยธิน พระเจ้าน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งกองภาพยนตร์เผยแพร่ข่าวขึ้นในกรมรถไฟหลวง เพื่อทำหน้าที่ผลิตหนังข่าวสารและสารคดีเผยแพร่กิจการของกรมรถไฟสยาม
ตลอดจนกิจการของกระทรวงทบวงกรมอื่นๆด้วย อีกทั้งยังรับจ้างผลิตภาพยนตร์ให้กับเอกชนโดยทั่วไป เมื่อการส้างภาพยนตร์บันเทิงของไทยในสยามถือกำเนิดขึ้นในปี พ . ศ .  2470  ก็ได้อาศัยอุปกรณ์และบุคลากรจากกองภาพยนตร์นี้เองเป็นสำคัญ            เมื่อ นางสาวสุวรรณ ออกฉายในฐานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกไปเมื่อปี พ . ศ .  2466  แล้ว ก็มีเสียงเรียกร้องจากผู้นิยมดูหนังให้มีผู้คิดสร้างหนังไทยขึ้นอีก จนถึงปลายปี พ . ศ .  2469  ซึ่งเป็นช่วงต้นรัชกาลของรัชกาลที่  7  มีกลุ่มคนไทยประกาศสร้างภาพยนตร์ขึ้นเป็นรายแรก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
กลุ่มคนไทยกลุ่มนี้ประกอบด้วย หลวงสุนทรอัศวราช  ( จำรัส สรวิสูตร )  เป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงานได้แก่ พันโทหลวงสารานุประพันธุ์  ( ขาว ปาจิณพยัคฆ์ )  พระอภิรักษ์ราชฤทธิ์  ( อำนวย โรจนานนท์ )  เเละ    นายพลพันหุ้มแพร  ( ไกรวัลย์ จันทนบุพผา )  โดยให้ชื่อคณะว่า บริษัทถ่ายภาพยนตร์ไทย
บุคคลที่เป็นตัวจักรสำคัญในบริษัทกรุงเทพภาพยนตร์คือ หลวงกลการเจนจิต  ( เภา วสุวัต )  ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าช่างถ่ายภาพยนตร์ของกองภาพยนตร์เผยแพร่ข่าวกรมรถไฟหลวง              ในเดือนกรกฎาคม พ . ศ .  2470  บริษัทกรุงเทพภาพยนตร์สร้างหนังเรื่องแรกเสร็จ ให้ชื่อเรื่องว่า  โชคสองชั้น  เนื้อเรื่องแต่งโดย หลวงบุณยมานพพานิช  ( อรุณ บุณยมานพ )  กำกับการแสดงโดย หลวงอนุรักษ์รถการ  ( เปล่ง สุขวิริยะ )   โชคสองชั้น
ถ่ายภาพโดยหลวงกลการเจนจิต ผู้แสดงเป็นพระเอกคือ มานพ ประภารักษ์ ซึ่งคัดมาจากผู้สมัครทางหน้าหนังสือพิมพ์ ม . ล .  สุดจิตร์ อิศรางกูร นางเอกละครร้องและละครรำมีชื่ออยู่ในขณะนั้น หลวงภรตกรรมโกศล ตัวโกงจากเรื่อง นางสาวสุวรรณ แสดงเป็นผู้ร้าย โชคสองชั้น ออกฉายให้สารธารณะชนได้ดูในวันที่  30  กรกฎาคม พ . ศ .  2470
ปี  2470  ซึ่งเป็นปีที่คนไทยสร้างภาพยนตร์ขึ้นเองในประเทศสยามนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่บริษัทหนังในฮอลลีวู๊ดสร้างหนังพูดได้ขึ้นเป็นครั้งแรก หนังเรื่องนั้นชื่อ  The Jazz Singer  บริษัทผู้สร้างคือบริษัทวอเนอร์บราเดอร์ เป็นภาพยนตร์เสียงขนาดยาวซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้บริษัทสร้างภาพยนตร์อื่นๆในฮอลลีวู้ด รวมทั้งในประเทศอื่นๆในโลกเลียนแบบสร้างบ้าง   ยุคทองของหนังไทยกำเนิดหนังไทยพูดได้
ในสยามมีภาพยนตร์เสียงนำเข้ามาฉายครั้งแรกในปี พ . ศ .  2471  แต่กว่าโรงหนังในกรุงสยามทั้งหมดติดตั้งเครื่องฉายหนังเสียงก็เมื่อ  2  ปีผ่านไปแล้ว คือในปี พ . ศ .  2473  เมื่อถึงปี  2475  โรงหนังทั่วทั้งกรุงสยามพร้อมที่จะฉายหนังเสียงแทบทุกโรง ด้วยเหตุนี้ จึงถือได้ว่าตั้งแต่ปี พ . ศ .  2470-2475  เป็นช่วงเวลาที่ชาวสยามสร้างหนังด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และเป็นยุคหนังเงียบ ตลอดเวลาในช่วงนั้น บริษัทศรีกรุงสร้างหนังเงียบด้วยฟิล์มขนาด  35  มม แม้ว่าจะมีกล้องถ่ายทำขนาดเล็ก ใช้ฟิล์ม  16  มม ใช้อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครใช้กล้องและฟิล์มขนาดนั้นในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องยาว
           พ . ศ .  2470 ( ค . ศ .  1927)  บริษัทวอเนอร์ในสหรัฐอเมริกาสร้างภาพยนตร์เรื่อง  The Jazz Singer  ด้วยระบบใหม่ที่เรียกว่า  sound-on-disc  เป็นระบบที่อัดเสียงลงบนแผ่นดิสก์ และเปิดเสียงให้ผู้ชมได้ฟังไปพร้อมๆกับหนังเวลาที่ฉาย ขั้นตอนนี้ยุ่งยากซับซ้อน ในเวลาต่อมาจึงมีผู้คิดค้นวิธีการอัดเสียงลงบนแผ่นฟิล์มหนังเลย เรียกว่า   sound-on-film 
พี่น้องกลุ่มวสุวัตรับเอาเทคนิคใหม่ในการสร้างหนังมาใช้ในทันที ปลายปี  2472  ทีมงานสร้างของบริษัท  Fox  จากอเมริกา เดินทางมาสร้างหนังเสียงในประเทศสยาม พี่น้องตระกูลวสุวัตสมัครเข้าทำงานร่วมกับผู้สร้างหนังกลุ่มนั้น และยังขอยืมกล้องถ่ายหนังมาถ่ายศิลปินเครื่องเครื่องดนตรีไทย  2  ท่านแสดงฝีมือเดี่ยวเครื่องดนตรีไทย หนังสั้นๆการเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยนั้นกลายเป็นหนังเสียงชุดแรกของเมืองไทย  
เวลาต่อมา พี่น้องตระกูลวสุวัตก็เริ่มสร้างหนังเรื่องยาวเสียงในฟิล์ม ด้วยการปรับกล้องที่มีอยู่ให้บันทึกเสียงได้ด้วย และได้เรียนรู้และปรับปรุงระบบบันทึกเสียงหนังอยู่เรื่อยๆโดยการศึกษาจากหนังสือ และเรียนรู้จากเพื่อนชาวอเมริกัน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบริษัทสร้างภาพยนตร์เป็น บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง
ในปี พ . ศ .  2474  บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงสร้างหนังเสียง เรื่อง  หลงทาง  และยังได้สร้างสตูดิโอถ่ายภาพและอัดเสียงขึ้นสำหรับการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วย              บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงสร้างหนังปีละหลายเรื่องอย่างสม่ำเสมอ หนังที่บริษัทนี้สร้างแต่ละปีมีทุกประเภท ทั้งหนังโรแมนติก หนังตลก หนังเขย่าขวัญ และแต่ละปี บริษัทจะสร้างหนังขนาดใหญ่ที่ใช้ทุนสูงปีละ  1-2  เรื่อง   หลงทาง
ยุคนี้จัดว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของวงการหนังไทย เพราะบริษัทเสียง ศรีกรุงสร้างหนังตามที่เห็นว่าเหมาะสม และยังได้พัฒนาการสร้างหนังอยู่ตลอดเวลา หนังของบริษัทนี้ได้รับการต้อนรับในทุกแห่ง สถานที่ถ่ายทำหนังของบริษัทก็หลากหลาย มีแม้แต่การเดินทางไปถ่ายทำที่ประเทศอิตาลี ที่สำคัญ ยังเป็นที่กำเนิดของดาราคู่แรกของ วงการภาพยนตร์ไทย คือ จำรัส สุวคนธ์ และ มานี สุมนนัฎ               
จำรัส สุวคนธ์ และ มานี สุมนนัฎ ดาราคู่แรกของไทย
ยุคสงครามโลกครั้งที่   2 ในช่วงเวลาที่บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงถึงจุดสูงสุดในการสร้างภาพยนตร์นั้น มีกลุ่มคนไทยอีกกลุ่มก่อตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ขึ้นเช่นกัน โดยให้ชื่อบริษัทว่าบริษัทไทยฟิล์ม บริษัทไทยฟิล์มประกอบด้วยคนหนุ่มซึ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ คณะผู้ร่วมก่อตั้งประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล นายพจน์ สารสิน หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และ นายประสาท สุขุม เป็นต้น ได้ก่อสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ขึ้นที่ทุ่งมหาเมฆ
           บริษัทไทยฟิล์มผลิตหนังไทยออกสู่สาธารณชนเรื่องแรกในปี พ . ศ .  2481  โดยมีพระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล เป็นผู้กำกับ ประสาท สุขุม ผู้ซึ่งเรียนรู้การถ่ายทำภาพยนตร์มาจากฮอลลีวู้ด เป็นผู้ถ่ายภาพ ชาญ บุนนาค ซึ่งผ่านการดูงานด้านการทำหนังเสียงมาจากฮอลลีวู้ด เป็นผู้บันทึกเสียง
บริษัทไทยฟิล์มสร้างหนังเฉลี่ยปีละ  2  เรื่อง จนเมื่อสร้างหนังเรื่อง  ลูกทุ่ง  ซึ่งออกฉายในปี พ . ศ .  2438  ได้ไม่นานบริษัทเริ่มประสบปัญหาขาดทุน และเมื่อสงครามโลกครั้งที่  2  เกิดขึ้น ไทยฟิล์มจึงเลิกกิจการไป            ในปี พ . ศ .  2484  นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ได้จัดสร้างหนังไทยพูดเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก โดยใช้โรงถ่าย บุคลากร และอุปกรณ์ของบริษัทไทยฟิล์ม หนังเรื่องนี้เป็นหนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่พูดภาษาอังกฤษ และนำออกฉายพร้อมกันทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกาในเดือนเมษายนปีเดียวกัน
ปี พ . ศ .  2485  กองทัพอากาศได้ซื้อโรงถ่ายภาพยนตร์ของบริษัทไทยฟิล์มที่ทุ่งมหาเมฆ และตั้งกองถ่ายหนังขึ้น เรื่องแรกที่กองทัพอากาศสร้างขึ้นคือเรื่อง  บ้านไร่นาเรา  เป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม ได้เค้าโครงเรื่องมาจาก พลเอก แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและปลุกใจชาวไทยให้รักชาติ ออกฉายครั้งแรกในปี พ . ศ .  2485
           สงครามโลกครั้งที่  2  เริ่มในยุโรปในปี พ . ศ .  2482  ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนฟิล์มถ่ายหนังและน้ำยาล้างฟิล์ม ประเทศไทยเข้าสู่สงครามในเวลาไม่นานหลังจากนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ . ศ .  2485  สถานการณ์ในประเทศไทยยิ่งเลวร้ายลงอีก เมื่อเกิดน้ำท่วมกรุงเทพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ น้ำท่วมครั้งนั้นส่งผลให้โรงถ่ายเสียงศรีกรุงประสบความเสียหายอย่างรุนแรง จนต้องปิดไปโดยปริยาย ผลของสงครามที่สำคัญที่สุดต่อวงการหนังคือด้วยเหตุว่าฟิล์มเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง ผู้สร้างหนังในประเทศไทยจึงหันมาใช้ฟิล์มขนาด  16  ม . ม .  แทนฟิล์มขนาด  35  ม . ม .  ซึ่งมีราคาแพงกว่า ยิ่งกว่านั้น ฟิล์มขนาด  16  ม . ม .
ฟิล์มขนาด  16  ม . ม . ภาพยนตร์ เรื่อง  บ้านไร่นาเรา
ยังหาซื้อได้ง่ายกว่าด้วย หนังเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด  16  ม . ม .  คือเรื่อง เมืองทอง ซึ่งสร้างในปี พ . ศ .  2483  ต่อมาอีก  3  ปีต่อมาก็มีผู้สร้าง สามปอยหลวง ด้วยฟิล์มขนาด  16  ม . ม .  ใช้สีธรรมชาติและพากษ์เมื่อฉายในโรงหนัง ภาพยนตร์สีธรรมชาติในเวลานั้นยังเป็นของใหม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้สร้างหนังรายต่อๆมาเลียนแบบ
           ในช่วงสงคราม ผู้สร้างหนังหลายรายสามารถสร้างหนังออกมาได้เรื่อยๆ การสร้างหนังไปหยุดชะงักลงอย่างถาวรก็ในช่วงปลายๆสงคราม ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลานั้น กรุงเทพถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้ไฟฟ้าดับอยู่เสมอ โรงหนังหลายโรงจึงต้องปิดกิจการชั่วคราว
แม้ว่าช่วงสงครามจะเป็นช่วงที่กิจการสร้างภาพยนตร์ประสบอุปสรรคมากมาย แต่ก็เป็นช่วงที่การสร้างหนังรุ่งโรจน์ช่วงหนึ่ง ทั้งนี้เพราะหนังเป็นสิ่งบันเทิงสิ่งเดียวในอีกไม่กี่อย่างที่เหลืออยู่ของคนไทย เป็นที่ที่คนไทยใช้หนีสภาพสงครามเเละความเป็นจริงรอบตัวได้ชั่วครั้งชั่วคราว
กำเนิดหนังพากย์ แรกเริ่มที่มีการฉายหนังเงียบในเมืองไทยยังไม่มีการพากย์ใดๆ โรงภาพยนตร์จะใช้วิธีพิมพ์ใบปลิว แจ้งโปรแกรมหนังและเล่าเรื่องย่อๆเป็นภาษาไทยและจีน ต่อมามีการตีพิมพ์เรื่องย่อของหนังตามหน้าหนังสือพิมพ์ และต่อมามีการตีพิมพ์เป็นเล่มเล็กๆออกจำหน่ายด้วย              ในปี พ . ศ .  2471  นายต่วน ยาวะประภาษ เจ้าหน้าที่ของบริษัทภาพยนตร์พัฒนาการ คิดให้มีเจ้าหน้าที่บรรยายอยู่ข้างๆจอภาพยนตร์ขณะที่หนังกำลังฉาย วิธีการพากย์หนังลักษณะนี้ นายต่วนไปเห็นมาในขณะที่ศึกษาอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น
วิธีการพากย์หนังของนายต่วนคือเตรียมบทพากย์เอาไว้ก่อนหน้าหนังฉาย เมื่อถึงเวลาฉาย นายต่วนจะนุ่งผ้าม่วง สวยเสื้อราชปะแตน ลงมานั่งอยู่บนเวทีหน้าจอพร้อมด้วยไฟส่องบทดวงหนึ่ง โทรโข่งอีกตัว เมื่อหนังเดินเรื่อง นายต่วนก็จะอ่านบทพูดและบทบรรยายที่เตรียมไว้ตามไป โดยพยายามให้เข้ากับภาพที่ปรากฎบนจอ เมื่อถึงตอนที่ต้องมีเสียงประกอบ ก็จะทำเสียงประกอบตามไปด้วย
ในปี พ . ศ .  2474  มีหนังเงียบของอินเดียชื่อ รามเกียรติ์ ตอน หนุมานเผาลงกา เข้ามาฉาย ทิดเขียว หรือ นายสิน สีบุญเรือง ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยาย นายสินได้คิดนำเอาวิธีพากย์โขนของไทยมาใช้ในการบรรยายหนังเรื่องนั้น ปรากฎว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง และนับจากวันนั้น คำว่า พากย์หนัง จึงเกิดขึ้น
เมื่อมีการสร้างภาพยนตร์เสียง และมีหนังฮอลลีวู้ดแบบเสียงในฟิล์มเข้ามาฉายในเมืองไทย ผู้คนส่วนใหญ่ฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ทิดเขียว ก็เป็นผู้ริเริ่มพากย์หนังเสียงขึ้น เรื่องแรกที่พากย์คือเรื่อง อาบูหะซัน เมื่อเดือนมิถุนายน พ . ศ .  2476  โดยพากย์เป็นคณะ ผู้พากย์ชาย พากย์เสียงผู้ชาย ผู้พากย์หญิง พากย์เสียงผู้หญิง              การพากย์เสียงภาษาไทยให้กับหนังต่างประเทศเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกที จนโรงหนังทั่วทั้งประเทศจัดให้มีห้องสำหรับนักพากย์คู่กับห้องฉาย และต่อมาเมื่อมีไมโครโฟนใช้ นักพากย์ก็ไม่ต้องไปยืนตะโกนพากย์อยู่ข้างจอหนังอีกต่อไป
การถือกำเนิดการพากย์หนังทำให้การสร้างภาพยนตร์ไทยแตกแขนงออกเป็น  2  สาขา คือแบบหนังเงียบ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ . ศ .  2470  และพัฒนาเป็นหนังพากย์ในที่สุด กับอีกสายหนึ่งคือ หนังเสียงในฟิล์ม ซึ่งพี่น้องตระกูลวสุวัตเป็นผู้บุกเบิก              การสร้างหนังพากย์ใช้ทุนต่ำกว่าหนังเสียงในฟิล์ม ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้สร้างหนังพากย์เกิดขึ้นมากมาย และหนังพากย์กลายเป็นหนังประเภทที่เป็นที่นิยมของชาวบ้านร้านตลาด เรื่องที่นำมาสร้างมักเป็นนิทานพื้นบ้าน หรือวรรณคดีที่รู้จักกันดี หรือไม่ก็นิยายยอดนิยม หนังพากย์ที่ได้รับความนิยมมากสมัยนั้นก็เช่น
ระเด่นลันได  และ  แม่นาคพระโขนง  ของ บริษัทหัสดินทรภาพยนตร์   โมรา ลูกกำพร้า ยอดมิ่งเมียรัก และ สามหัวใจ ของ บริษัทศรีบูรพาภาพยนตร์ พระร่วง ของ บริษัทกรุงเทพภาพยนตร์ กุหลาบเชียงใหม่    กุหลาบสวรรค์ กุหลาบพระนคร ของ บริษัทบูรพาศิลป หนามยอกเอาหนามบ่ง ของ ละโว้ภาพยนตร์ ขุนช้าง ขุนแผน ภาค  1  และ  2  และ ดงตาล ของ บริษัท น . น . ภาพยนตร์ เป็นต้น
การฟื้นตัวของภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม ในปี พ . ศ .  2496  รัตน์ เปสตันยี ตั้งบริษัทหนุมานภาพยนตร ์และสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานสากลขึ้นที่ถนนวิทยุ ย่านเพลินจิต บริษัทได้สร้างภาพยนตร์ไทยระบบ  35  ม . ม .  เสียงในฟิล์ม สีธรรมชาติเรื่อง สันติ - วีณา ออกฉายครั้งแรกในปี  2497  และได้ส่งเข้าประกวดในงานประกวดภาพยนตร์เอเชียตะวันออก ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรางวัล  3  รางวัล คือ รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ รางวัลการเผยแพร่วัฒนธรรม นับเป็นครั้งเเรกที่หนังไทยได้เข้าร่วมประกวดภาพยนตร์นานาชาติ
            สันติ - วีณา  เป็นเรื่องของหญิงสาวซึ่งเป็นที่หมายปองของชายหนุ่ม  2  คน พูนพันธ์ อังคาร แสดงเป็นสันติ ชายหนุ่มผู้ประสบมรสุมชีวิตมากมาย และในที่สุดก็หันเข้าสู่ร่มกาสาวพัฒน์ ไพจิต ภูติยศ รับบท ไกร ผู้หลงรักวีณา และพยายามทำลายสันติในทุกวิถีทาง เรวดี ศิริวิไล รับบทวีณา หญิงสาวผู้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งคู่
           สันติ - วีณา ต่างจากหนังไทยทั่วๆไปในสมัยนั้น คีอไม่ได้จบลงด้วยการที่พระเอก นางเอก ได้ครองรักกันในที่สุด แต่แสดงให้เห็นว่าประเพณีเป็นตัวกำหนดการดำรงชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น และทางออกของปัญหาก็คือการยึดถือประเพณีและวัฒนธรรมนั้นๆต่อไป ในตอนจบของเรื่อง สันติหนีปัญหาด้วยการบวช คือหันเข้าหาศาสนา ถือได้ว่าเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น              ความสำเร็จของสันติ - วีณา ทำให้การสร้างภาพยนตร์  35  มม เสียงในฟิล์มกลับได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง
ระหว่างปี พ . ศ .  2498-2499  เนื้อหาของหนังไทยเปลี่ยนจากหนังบู๊มาเป็นหนังชีวิต สาเหตุที่หนังในแนวนี้ได้รับความนิยมมาจากความเด่นดังของดาราหญิง  3  คน ได้แก่ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง วิไลวรรณ วัฒนพานิชย์ และ อัมมรา อัศวนนท์ ยิ่งกว่านั้นหนังชีวิตในช่วงเวลานั้นเกือบทั้งหมดดัดแปลงมาจากนิยายซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารสตรี นิยายเหล่านั้นส่วนใหญ่มีเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกัน ตัวละครฝ่ายดีและฝ่ายผู้ร้ายมีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เนื้อหาของเรื่องจะเน้นที่การสร้างความเห็นอกเห็นใจจากผู้อ่านและผู้ชม เนื้อเรื่องหลักก็เช่นนางเอกเป็นสาวน้อยยากจน ผู้ซึ่งค้นพบความจริงในตอนท้ายเรื่องว่าจริงๆแล้วเธอคือทายาทเพียงคนเดียวของปู่ผู้มั่งคั่ง หรือเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างแม่ผัว ลูกสะใภ้
ความนิยมอีกอย่างที่เริ่มมีมากขึ้นในสมัยนี้คือการถ่ายทำภาพยนตร์ในต่างประเทศ ในการถ่ายทำลักษณะนั้น กองถ่ายมักมีขนาดเล็ก ลูกทีมทุกคนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกหน้าที่ ตัวอย่างเช่น ผู้กำกับการแสดงทำหน้าที่ถ่ายทำด้วย และในเวลาเดียวกันยังทำหน้าที่ควบคุมกองถ่ายอีกอย่าง นักแสดงทุกคนจะดูแลเรื่องการแต่งหน้า และเรื่องเสื้อผ้าของตัวเอง ในบางกรณีก็ช่วยหิ้วอุปกรณ์การถ่ายทำด้วย ผู้อำนวยการสร้างทำหน้าที่ตกแต่งฉากและเป็นผู้ช่วยผู้กำกับไปด้วย เหล่านี้เป็นต้น            หนังในรูปแบบหลังนี้ต่างจากเรื่องสันติ - วีณา คือมักจะเป็นหนังต้นทุนต่ำ ใช้ฟิล์ม   16  ม . ม .  และเป็นหนังพากษ์ ซึ่งทำให้การนำออกฉายในต่างประเทศนั้นทำได้ยาก
ยุคหลังสงคราม หลังสงครามโลกครั้งที่  2  สิ้นสุดลง หนังไทยยุคหลังสงครามยังคงใช้ฟิล์มขนาด  16  ม . ม .  ถ่ายทำเป็นส่วนใหญ่อยู่เช่นเดิม หนังที่สร้างในช่วงระหว่าง พ . ศ .  2489-2492  เป็นหนังพากษ์ทั้งหมด หนังเรื่องแรกที่สร้างหลังสมัยสงครามคือเรื่อง  สุภาพบุรุษเสือไทย  สร้างโดย ปรเมรุภาพยนตร์ มี สำเนา เศรษฐบุตร เป็นผู้อำนวยการสร้าง ม . จ .  ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล เป็นผู้ถ่ายภาพและ แท้ ประกาศวุฒิสาร เป็นผู้กำกับการแสดง นำแสดงโดย สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยฟิล์ม  16  ม . ม .  สีธรรมชาติ เป็นหนังพากษ์
สุภาพบุรุษเสือไทย
แม้ว่าในยุคหลังสงคราม หลังจากความสำเร็จของ สุภาพบุรุษเสือไทย จะดึงเอาผู้คนเข้าสู่วงการสร้างภาพยนตร์มากมาย แต่ลักษณะของผู้สร้างสมัยนี้ต่างจากสมัยแรกๆคือไม่มีการจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ ไม่มีการสร้างโรงถ่ายใหญ่ๆอย่างยุคก่อนสงคราม ส่วนใหญ่เป็นการทำงานกันในกลุ่มขนาดเล็ก หรือในหมู่ครอบครัว ญาติมิตร
ภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน เมื่อเริ่มต้นทศวรรษใหม่ในปี พ.ศ. 2540  ก็มีปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตัวให้แก่วงการหนังไทยอีกครั้ง นั่นคือความสำเร็จชนิดทำลายสถิติหนังไทยทุกเรื่อง ด้วยรายได้มากกว่า  70  ล้านบาทจากหนังของ ไทเอ็นเตอร์เทนเมนท์  เรื่อง  2499 อันธพาลครองเมือง
ตั้งแต่ปี พ . ศ . 2540-2548  ทางด้านการทำรายได้มีการสร้างสถิติอย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล  20  อันดับแรกล้วนอยู่ในช่วง ปี  2540  –  2548  มีภาพยนตร์ไทย  9  เรื่องสามารถทำรายได้มากกว่า  100  ล้านบาท โดยภาพยนตร์เรื่อง  สุริโยไท   (2544)  รายได้ภายในประเทศกว่า  700  ล้านบาทเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด  นางนาก  ที่ออกฉายต้นปี  2542  กวาดรายได้ไปถึง  150  ล้านบาท  บางระจัน  ของ  ธนิตย์  จิตต์นุ กูล  กวาดรายได้  150.4  ล้าน  มือปืน/โลก/พระ/จัน  ของผู้กำกับฯ  ยุทธ เลิศ  สิปป ภาค   120  ล้าน และ  สตรีเหล็ก  ของ  ยง ยุทธ  ทองกองทุน   99  ล้าน ในปี  2544  ถือเป็นปีทองที่น่าจดจำของวงการภาพยนตร์ไทย
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังเข้าไปสู่ยุคการแข่งขันที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นเป็นเพราะกระแสโลกที่เป็นตัวกำหนดรสนิยมของการดูภาพยนตร์ของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป พร้อม ๆ กับการเข้ามาของกลุ่มผู้กำกับฯ คลื่นลูกใหม่ ที่มีศิลปะในการจัดการทางด้านธุรกิจ การใช้สื่อโฆษณาทุกรูปแบบกระตุ้นผู้บริโภค แนวภาพยนตร์ มีทั้งแนวอิงประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์สยองขวัญ ภาพยนตร์ที่สร้างให้เกิดกระแสสังคม ภาพยนตร์ที่สะท้อนอุดมคติของความเป็นไทย ภายหลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ผู้คนเริ่มหันกลับมาค้นหาคุณค่าของความเป็นไทยด้วยความรู้สึกชาตินิยมจึงถูกปลุกขึ้นมาในช่วงนี้
 
นอกจากนี้ ภาพยนตร์ไทยยังได้การยอมรับในต่างประเทศ ภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง  หรือ  The Protector   ถือเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถขึ้นไปอยู่บนตาราง บ็อกซ์ออฟฟิ ส ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องได้ตีตลาดต่างประเทศ อย่างภาพยนตร์เรื่อง  โกลค ลับ ,   สุริโยไท ,   จัน ดารา ,  บางระจัน ,   ขวัญเรียม ,   นางนาก ,  สตรีเหล็ก ,   ฟ้าทะลายโจร ,   บางกอกแดน เจอรัส  และ  14 ตุลาฯ
และมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่เป็นที่ยอมรับในเทศกาลภาพยนตร์อย่าง  บางกอกแดนเจอรัส   (2543)  ไปเปิดตัวที่งานเทศกาลหนังที่ โทรอนโต  หรือ  เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล  ของ เป็นเอก รัต นเรือง  และในปี  2550  ภาพยนตร์ในรูปแบบชายรักชายเรื่อง  เพื่อน...กูรัก มึงว่ะ  โดยผู้กำกับ พจน์ อานนท์ คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากการประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ ประเทศเบลเยียม มาได้
จบการนำเสนอ

วิวัฒนาการภาพยนตร์ไทย

  • 1.
    สมาชิกกลุ่ม 1. นายธนวัฒน์ยุมังกร 07500408 2. นางสาวภัควัน เกษมพวงมณี 07520329 3. นายคมสัน เดชคล้าย 09520699 4. นายจักรณรงค์ อยู่พะเนียด 09520700 5. นายจิรายุ สร้อยพุดตาน 09520704 6. นายโชคชัย อุดง 09520715 7. นายนวศิลป์ ศรีหาคุณ 09520745 8. นายธนภัทร นัยเพียร 09520733 9 . นายรัฐวิทย์ จันทร์ศร 09520786
  • 2.
    ยุคเริ่มต้นยุคหนังเงียบ ภาพยนตร์เป็นสื่อให้ความบันเทิงที่มีอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานับร้อยปี การเริ่มต้นและเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเมืองไทยเกือบเป็นไปในลักษณะคู่ขนานกับการเริ่มต้นและเติบโตของภาพยนตร์ในส่วนต่างๆของโลก   การสร้างหนังในเมืองไทยก็เริ่มต้น เเละพัฒนาไปพร้อมๆกับพัฒนาการของหนังในส่วนอื่นของโลกเช่นกัน
  • 3.
    หนังไทยยุคเริ่มต้น พระองค์ท่านมีโอกาสทอดพระเนตรหนังประเภทที่เรียกว่า Kinestoscope หรือภาพยนตร์แบบถ้ำมองของคณะหนังเร่ของนาย Thomas Edison ซึ่งมีผู้นำมาเล่นถวาย พระพุทธเจ้าหลวงจึงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ชมภาพยนตร์ ประวัติภาพยนตร์ไทยเริ่มต้นในปี พ . ศ . 2439 เมื่อพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนสิงคโปร์ และ ชวา
  • 4.
    ตระกูล   Lumiere ปีถัดมา S.G. Marchovsky และคณะนำเอาหนังของพี่น้องตระกูล   Lumiere แบบที่เรียกว่า Cinematograph เข้ามาฉายในกรุงสยาม การฉายหนังครั้งนั้น เป็นการฉายหนังให้สาธารณะชนดูเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ . ศ . 2440 รอบแรกที่หนังออกฉาย โดยจัดฉายที่โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง แกล้ประตูสามยอด          
  • 5.
              ปี 2473 เพื่อป้องกันมิให้ภาพยนตร์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นได้แพร่หลายอย่างกว้างขวาง และมีบทบาทในฐานะสื่อที่มีอิทธิพลสูง รัฐบาลสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงออกกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่พนักงานตรวจพิจารณาภาพยนตร์ทุกเรื่องก่อนอนุญาตให้นำออกฉาย เรียกว่าพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช 2473
  • 6.
  • 7.
    :: การสร้างภาพยนตร์เรื่องนางสาวสุวรรณ เริ่มจากนาย Henry McRay ผู้กำกับของ Universal และผู้ช่วย คือ นาย Gordon Sutherland รวมทั้งตากล้อง คือ นาย Dale Clauson   เดินทางเข้ามาดูสถานที่ถ่ายทำในเมืองไทยเพื่อทำหนังสารคดีในปี 2466 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย นาย McRay รู้สึกประทับใจในความสวยงามของภูมิประเทศ จึงตัดสินใจสร้างหนังเรื่องยาวแทน :: ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่มีการถ่ายทำในเมืองไทยคือเรื่อง นางสาวสุวรรณ ผู้สร้างคือบริษัทภาพยนตร์ Universal หนังเรื่องนี้ใช้ผู้แสดงทั้งหมดเป็นคนไทย
  • 8.
    เมื่อถ่ายทำเสร็จสมบูรณ์ นาย McRay ได้นำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร และมอบกรรมสิทธิ์สำเนาหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับกรมรถไฟหลวง   สำหรับนำออกฉายในประเทศไทย            ภาพยนตร์เรื่อง นางสาวสุวรรณ ออกฉายในกรุงสยามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ . ศ . 2466 ท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชน สถานที่ถ่ายทำ นอกจากในกรุงเทพฯแล้ว ยังเดินทางไปถ่ายทำที่หัวหิน เพื่ออวดสถานที่ตากอากาศของกรุงสยามอีกด้วย
  • 9.
              ในปีพ . ศ . 2468 คณะสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดอีกคณะ เดินทางเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในสยาม โดยใช้ผู้แสดงเป็นชาวสยามทั้งหมดเช่นกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ชื่อว่า " ช้าง " ภาพยนตร์เรื่อง ช้าง กำกับและถ่ายทำโดย มาเรียน ซี คูเปอร์ และ เออร์เนส บี โชคแส็ค ใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้นปีครึ่ง สิ้นเงินประมาณ 2 แสนบาทไทยขณะนั้น สถานที่ถ่ายทำคือจังหวัดน่าน พัทลุง ตรัง สงขลา และชุมพร ออกฉายครั้งแรกในปี พ . ศ . 2470 ที่โรงภาพยนตร์ในนครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเดือนกรกฎาคม พ . ศ . 2471
  • 10.
        ในเวลาที่ภาพยนตร์เรื่อง ช้างออกฉายในประเทศสยามนั้น คนไทยได้สร้างหนังบันเทิงและนำออกฉายแล้วหลายเรื่อง   ผู้คนจึงไม่ค่อยตื่นเต้นกับภาพยนตร์เรื่อง ช้าง กันมากเท่าที่ควร ภาพยนตร์เรื่อง ช้าง
  • 11.
    จุดกำเนิดภาพยนตร์ซึ่งสร้างโดยคนไทย การถ่ายทำภาพยนตร์ในสยามโดยคนไทย เริ่มด้วยพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 ทรงสั่งซื้อกล้องถ่ายภาพยนตร์และอุปกรณ์เข้ามาในสยามเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงตามเสด็จพระพุธเจ้าหลวง ประพาสยุโรปครั้งแรกในปี พ . ศ . 2440 แล้วทรงเริ่มถ่ายภาพยนตร์ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์สั้นๆ ส่วนพระองค์ เป็นบันทึกพระราชกรณียกิจในพระราชพิธีสำคัญๆ ของพระพุทธเจ้าหลวง และทรงนำออกฉายเก็บค่าดูจากสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานขายของประจำปีของวัดเบญจมาบพิตรฯ
  • 12.
    ผู้ถ่ายภาพยนตร์ในสยามยุคบุกเบิก ที่สมควรแก่การจารึกพระนามไว้อีกพระองค์คือ พระศรัทธาพงศ์ ( ต่วย ) ซึ่งต่อมาทรงเป็นเจ้าของโรงหนังรัตนปีระกา           ปี พ . ศ . 2465 ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงอัครโยธิน พระเจ้าน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งกองภาพยนตร์เผยแพร่ข่าวขึ้นในกรมรถไฟหลวง เพื่อทำหน้าที่ผลิตหนังข่าวสารและสารคดีเผยแพร่กิจการของกรมรถไฟสยาม
  • 13.
    ตลอดจนกิจการของกระทรวงทบวงกรมอื่นๆด้วย อีกทั้งยังรับจ้างผลิตภาพยนตร์ให้กับเอกชนโดยทั่วไป เมื่อการส้างภาพยนตร์บันเทิงของไทยในสยามถือกำเนิดขึ้นในปีพ . ศ . 2470 ก็ได้อาศัยอุปกรณ์และบุคลากรจากกองภาพยนตร์นี้เองเป็นสำคัญ           เมื่อ นางสาวสุวรรณ ออกฉายในฐานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกไปเมื่อปี พ . ศ . 2466 แล้ว ก็มีเสียงเรียกร้องจากผู้นิยมดูหนังให้มีผู้คิดสร้างหนังไทยขึ้นอีก จนถึงปลายปี พ . ศ . 2469 ซึ่งเป็นช่วงต้นรัชกาลของรัชกาลที่ 7 มีกลุ่มคนไทยประกาศสร้างภาพยนตร์ขึ้นเป็นรายแรก
  • 14.
  • 15.
    กลุ่มคนไทยกลุ่มนี้ประกอบด้วย หลวงสุนทรอัศวราช ( จำรัส สรวิสูตร ) เป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงานได้แก่ พันโทหลวงสารานุประพันธุ์ ( ขาว ปาจิณพยัคฆ์ ) พระอภิรักษ์ราชฤทธิ์ ( อำนวย โรจนานนท์ ) เเละ   นายพลพันหุ้มแพร ( ไกรวัลย์ จันทนบุพผา ) โดยให้ชื่อคณะว่า บริษัทถ่ายภาพยนตร์ไทย
  • 16.
    บุคคลที่เป็นตัวจักรสำคัญในบริษัทกรุงเทพภาพยนตร์คือ หลวงกลการเจนจิต ( เภา วสุวัต ) ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าช่างถ่ายภาพยนตร์ของกองภาพยนตร์เผยแพร่ข่าวกรมรถไฟหลวง           ในเดือนกรกฎาคม พ . ศ . 2470 บริษัทกรุงเทพภาพยนตร์สร้างหนังเรื่องแรกเสร็จ ให้ชื่อเรื่องว่า โชคสองชั้น เนื้อเรื่องแต่งโดย หลวงบุณยมานพพานิช ( อรุณ บุณยมานพ ) กำกับการแสดงโดย หลวงอนุรักษ์รถการ ( เปล่ง สุขวิริยะ ) โชคสองชั้น
  • 17.
    ถ่ายภาพโดยหลวงกลการเจนจิต ผู้แสดงเป็นพระเอกคือ มานพประภารักษ์ ซึ่งคัดมาจากผู้สมัครทางหน้าหนังสือพิมพ์ ม . ล . สุดจิตร์ อิศรางกูร นางเอกละครร้องและละครรำมีชื่ออยู่ในขณะนั้น หลวงภรตกรรมโกศล ตัวโกงจากเรื่อง นางสาวสุวรรณ แสดงเป็นผู้ร้าย โชคสองชั้น ออกฉายให้สารธารณะชนได้ดูในวันที่ 30 กรกฎาคม พ . ศ . 2470
  • 18.
    ปี 2470 ซึ่งเป็นปีที่คนไทยสร้างภาพยนตร์ขึ้นเองในประเทศสยามนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่บริษัทหนังในฮอลลีวู๊ดสร้างหนังพูดได้ขึ้นเป็นครั้งแรก หนังเรื่องนั้นชื่อ The Jazz Singer บริษัทผู้สร้างคือบริษัทวอเนอร์บราเดอร์ เป็นภาพยนตร์เสียงขนาดยาวซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้บริษัทสร้างภาพยนตร์อื่นๆในฮอลลีวู้ด รวมทั้งในประเทศอื่นๆในโลกเลียนแบบสร้างบ้าง ยุคทองของหนังไทยกำเนิดหนังไทยพูดได้
  • 19.
    ในสยามมีภาพยนตร์เสียงนำเข้ามาฉายครั้งแรกในปี พ .ศ . 2471 แต่กว่าโรงหนังในกรุงสยามทั้งหมดติดตั้งเครื่องฉายหนังเสียงก็เมื่อ 2 ปีผ่านไปแล้ว คือในปี พ . ศ . 2473 เมื่อถึงปี 2475 โรงหนังทั่วทั้งกรุงสยามพร้อมที่จะฉายหนังเสียงแทบทุกโรง ด้วยเหตุนี้ จึงถือได้ว่าตั้งแต่ปี พ . ศ . 2470-2475 เป็นช่วงเวลาที่ชาวสยามสร้างหนังด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และเป็นยุคหนังเงียบ ตลอดเวลาในช่วงนั้น บริษัทศรีกรุงสร้างหนังเงียบด้วยฟิล์มขนาด 35 มม แม้ว่าจะมีกล้องถ่ายทำขนาดเล็ก ใช้ฟิล์ม 16 มม ใช้อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครใช้กล้องและฟิล์มขนาดนั้นในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องยาว
  • 20.
              พ. ศ . 2470 ( ค . ศ . 1927) บริษัทวอเนอร์ในสหรัฐอเมริกาสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Jazz Singer ด้วยระบบใหม่ที่เรียกว่า sound-on-disc เป็นระบบที่อัดเสียงลงบนแผ่นดิสก์ และเปิดเสียงให้ผู้ชมได้ฟังไปพร้อมๆกับหนังเวลาที่ฉาย ขั้นตอนนี้ยุ่งยากซับซ้อน ในเวลาต่อมาจึงมีผู้คิดค้นวิธีการอัดเสียงลงบนแผ่นฟิล์มหนังเลย เรียกว่า sound-on-film 
  • 21.
    พี่น้องกลุ่มวสุวัตรับเอาเทคนิคใหม่ในการสร้างหนังมาใช้ในทันที ปลายปี 2472 ทีมงานสร้างของบริษัท Fox จากอเมริกา เดินทางมาสร้างหนังเสียงในประเทศสยาม พี่น้องตระกูลวสุวัตสมัครเข้าทำงานร่วมกับผู้สร้างหนังกลุ่มนั้น และยังขอยืมกล้องถ่ายหนังมาถ่ายศิลปินเครื่องเครื่องดนตรีไทย 2 ท่านแสดงฝีมือเดี่ยวเครื่องดนตรีไทย หนังสั้นๆการเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยนั้นกลายเป็นหนังเสียงชุดแรกของเมืองไทย  
  • 22.
    เวลาต่อมา พี่น้องตระกูลวสุวัตก็เริ่มสร้างหนังเรื่องยาวเสียงในฟิล์ม ด้วยการปรับกล้องที่มีอยู่ให้บันทึกเสียงได้ด้วยและได้เรียนรู้และปรับปรุงระบบบันทึกเสียงหนังอยู่เรื่อยๆโดยการศึกษาจากหนังสือ และเรียนรู้จากเพื่อนชาวอเมริกัน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบริษัทสร้างภาพยนตร์เป็น บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง
  • 23.
    ในปี พ .ศ . 2474 บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงสร้างหนังเสียง เรื่อง หลงทาง และยังได้สร้างสตูดิโอถ่ายภาพและอัดเสียงขึ้นสำหรับการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วย             บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงสร้างหนังปีละหลายเรื่องอย่างสม่ำเสมอ หนังที่บริษัทนี้สร้างแต่ละปีมีทุกประเภท ทั้งหนังโรแมนติก หนังตลก หนังเขย่าขวัญ และแต่ละปี บริษัทจะสร้างหนังขนาดใหญ่ที่ใช้ทุนสูงปีละ 1-2 เรื่อง   หลงทาง
  • 24.
    ยุคนี้จัดว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของวงการหนังไทย เพราะบริษัทเสียง ศรีกรุงสร้างหนังตามที่เห็นว่าเหมาะสมและยังได้พัฒนาการสร้างหนังอยู่ตลอดเวลา หนังของบริษัทนี้ได้รับการต้อนรับในทุกแห่ง สถานที่ถ่ายทำหนังของบริษัทก็หลากหลาย มีแม้แต่การเดินทางไปถ่ายทำที่ประเทศอิตาลี ที่สำคัญ ยังเป็นที่กำเนิดของดาราคู่แรกของ วงการภาพยนตร์ไทย คือ จำรัส สุวคนธ์ และ มานี สุมนนัฎ               
  • 25.
    จำรัส สุวคนธ์ และมานี สุมนนัฎ ดาราคู่แรกของไทย
  • 26.
    ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาที่บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงถึงจุดสูงสุดในการสร้างภาพยนตร์นั้น มีกลุ่มคนไทยอีกกลุ่มก่อตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ขึ้นเช่นกัน โดยให้ชื่อบริษัทว่าบริษัทไทยฟิล์ม บริษัทไทยฟิล์มประกอบด้วยคนหนุ่มซึ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ คณะผู้ร่วมก่อตั้งประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล นายพจน์ สารสิน หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และ นายประสาท สุขุม เป็นต้น ได้ก่อสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ขึ้นที่ทุ่งมหาเมฆ
  • 27.
              บริษัทไทยฟิล์มผลิตหนังไทยออกสู่สาธารณชนเรื่องแรกในปีพ . ศ . 2481 โดยมีพระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล เป็นผู้กำกับ ประสาท สุขุม ผู้ซึ่งเรียนรู้การถ่ายทำภาพยนตร์มาจากฮอลลีวู้ด เป็นผู้ถ่ายภาพ ชาญ บุนนาค ซึ่งผ่านการดูงานด้านการทำหนังเสียงมาจากฮอลลีวู้ด เป็นผู้บันทึกเสียง
  • 28.
    บริษัทไทยฟิล์มสร้างหนังเฉลี่ยปีละ 2 เรื่อง จนเมื่อสร้างหนังเรื่อง ลูกทุ่ง ซึ่งออกฉายในปี พ . ศ . 2438 ได้ไม่นานบริษัทเริ่มประสบปัญหาขาดทุน และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไทยฟิล์มจึงเลิกกิจการไป           ในปี พ . ศ . 2484 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ได้จัดสร้างหนังไทยพูดเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก โดยใช้โรงถ่าย บุคลากร และอุปกรณ์ของบริษัทไทยฟิล์ม หนังเรื่องนี้เป็นหนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่พูดภาษาอังกฤษ และนำออกฉายพร้อมกันทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกาในเดือนเมษายนปีเดียวกัน
  • 29.
    ปี พ .ศ . 2485 กองทัพอากาศได้ซื้อโรงถ่ายภาพยนตร์ของบริษัทไทยฟิล์มที่ทุ่งมหาเมฆ และตั้งกองถ่ายหนังขึ้น เรื่องแรกที่กองทัพอากาศสร้างขึ้นคือเรื่อง บ้านไร่นาเรา เป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม ได้เค้าโครงเรื่องมาจาก พลเอก แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและปลุกใจชาวไทยให้รักชาติ ออกฉายครั้งแรกในปี พ . ศ . 2485
  • 30.
              สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มในยุโรปในปี พ . ศ . 2482 ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนฟิล์มถ่ายหนังและน้ำยาล้างฟิล์ม ประเทศไทยเข้าสู่สงครามในเวลาไม่นานหลังจากนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ . ศ . 2485 สถานการณ์ในประเทศไทยยิ่งเลวร้ายลงอีก เมื่อเกิดน้ำท่วมกรุงเทพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ น้ำท่วมครั้งนั้นส่งผลให้โรงถ่ายเสียงศรีกรุงประสบความเสียหายอย่างรุนแรง จนต้องปิดไปโดยปริยาย ผลของสงครามที่สำคัญที่สุดต่อวงการหนังคือด้วยเหตุว่าฟิล์มเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง ผู้สร้างหนังในประเทศไทยจึงหันมาใช้ฟิล์มขนาด 16 ม . ม . แทนฟิล์มขนาด 35 ม . ม . ซึ่งมีราคาแพงกว่า ยิ่งกว่านั้น ฟิล์มขนาด 16 ม . ม .
  • 31.
    ฟิล์มขนาด 16 ม . ม . ภาพยนตร์ เรื่อง บ้านไร่นาเรา
  • 32.
    ยังหาซื้อได้ง่ายกว่าด้วย หนังเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 16 ม . ม . คือเรื่อง เมืองทอง ซึ่งสร้างในปี พ . ศ . 2483 ต่อมาอีก 3 ปีต่อมาก็มีผู้สร้าง สามปอยหลวง ด้วยฟิล์มขนาด 16 ม . ม . ใช้สีธรรมชาติและพากษ์เมื่อฉายในโรงหนัง ภาพยนตร์สีธรรมชาติในเวลานั้นยังเป็นของใหม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้สร้างหนังรายต่อๆมาเลียนแบบ
  • 33.
              ในช่วงสงครามผู้สร้างหนังหลายรายสามารถสร้างหนังออกมาได้เรื่อยๆ การสร้างหนังไปหยุดชะงักลงอย่างถาวรก็ในช่วงปลายๆสงคราม ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลานั้น กรุงเทพถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้ไฟฟ้าดับอยู่เสมอ โรงหนังหลายโรงจึงต้องปิดกิจการชั่วคราว
  • 34.
  • 35.
    กำเนิดหนังพากย์ แรกเริ่มที่มีการฉายหนังเงียบในเมืองไทยยังไม่มีการพากย์ใดๆ โรงภาพยนตร์จะใช้วิธีพิมพ์ใบปลิวแจ้งโปรแกรมหนังและเล่าเรื่องย่อๆเป็นภาษาไทยและจีน ต่อมามีการตีพิมพ์เรื่องย่อของหนังตามหน้าหนังสือพิมพ์ และต่อมามีการตีพิมพ์เป็นเล่มเล็กๆออกจำหน่ายด้วย           ในปี พ . ศ . 2471 นายต่วน ยาวะประภาษ เจ้าหน้าที่ของบริษัทภาพยนตร์พัฒนาการ คิดให้มีเจ้าหน้าที่บรรยายอยู่ข้างๆจอภาพยนตร์ขณะที่หนังกำลังฉาย วิธีการพากย์หนังลักษณะนี้ นายต่วนไปเห็นมาในขณะที่ศึกษาอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น
  • 36.
    วิธีการพากย์หนังของนายต่วนคือเตรียมบทพากย์เอาไว้ก่อนหน้าหนังฉาย เมื่อถึงเวลาฉาย นายต่วนจะนุ่งผ้าม่วงสวยเสื้อราชปะแตน ลงมานั่งอยู่บนเวทีหน้าจอพร้อมด้วยไฟส่องบทดวงหนึ่ง โทรโข่งอีกตัว เมื่อหนังเดินเรื่อง นายต่วนก็จะอ่านบทพูดและบทบรรยายที่เตรียมไว้ตามไป โดยพยายามให้เข้ากับภาพที่ปรากฎบนจอ เมื่อถึงตอนที่ต้องมีเสียงประกอบ ก็จะทำเสียงประกอบตามไปด้วย
  • 37.
    ในปี พ .ศ . 2474 มีหนังเงียบของอินเดียชื่อ รามเกียรติ์ ตอน หนุมานเผาลงกา เข้ามาฉาย ทิดเขียว หรือ นายสิน สีบุญเรือง ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยาย นายสินได้คิดนำเอาวิธีพากย์โขนของไทยมาใช้ในการบรรยายหนังเรื่องนั้น ปรากฎว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง และนับจากวันนั้น คำว่า พากย์หนัง จึงเกิดขึ้น
  • 38.
    เมื่อมีการสร้างภาพยนตร์เสียง และมีหนังฮอลลีวู้ดแบบเสียงในฟิล์มเข้ามาฉายในเมืองไทย ผู้คนส่วนใหญ่ฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องทิดเขียว ก็เป็นผู้ริเริ่มพากย์หนังเสียงขึ้น เรื่องแรกที่พากย์คือเรื่อง อาบูหะซัน เมื่อเดือนมิถุนายน พ . ศ . 2476 โดยพากย์เป็นคณะ ผู้พากย์ชาย พากย์เสียงผู้ชาย ผู้พากย์หญิง พากย์เสียงผู้หญิง           การพากย์เสียงภาษาไทยให้กับหนังต่างประเทศเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกที จนโรงหนังทั่วทั้งประเทศจัดให้มีห้องสำหรับนักพากย์คู่กับห้องฉาย และต่อมาเมื่อมีไมโครโฟนใช้ นักพากย์ก็ไม่ต้องไปยืนตะโกนพากย์อยู่ข้างจอหนังอีกต่อไป
  • 39.
    การถือกำเนิดการพากย์หนังทำให้การสร้างภาพยนตร์ไทยแตกแขนงออกเป็น 2 สาขา คือแบบหนังเงียบ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ . ศ . 2470 และพัฒนาเป็นหนังพากย์ในที่สุด กับอีกสายหนึ่งคือ หนังเสียงในฟิล์ม ซึ่งพี่น้องตระกูลวสุวัตเป็นผู้บุกเบิก           การสร้างหนังพากย์ใช้ทุนต่ำกว่าหนังเสียงในฟิล์ม ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้สร้างหนังพากย์เกิดขึ้นมากมาย และหนังพากย์กลายเป็นหนังประเภทที่เป็นที่นิยมของชาวบ้านร้านตลาด เรื่องที่นำมาสร้างมักเป็นนิทานพื้นบ้าน หรือวรรณคดีที่รู้จักกันดี หรือไม่ก็นิยายยอดนิยม หนังพากย์ที่ได้รับความนิยมมากสมัยนั้นก็เช่น
  • 40.
    ระเด่นลันได และ แม่นาคพระโขนง ของ บริษัทหัสดินทรภาพยนตร์ โมรา ลูกกำพร้า ยอดมิ่งเมียรัก และ สามหัวใจ ของ บริษัทศรีบูรพาภาพยนตร์ พระร่วง ของ บริษัทกรุงเทพภาพยนตร์ กุหลาบเชียงใหม่   กุหลาบสวรรค์ กุหลาบพระนคร ของ บริษัทบูรพาศิลป หนามยอกเอาหนามบ่ง ของ ละโว้ภาพยนตร์ ขุนช้าง ขุนแผน ภาค 1 และ 2 และ ดงตาล ของ บริษัท น . น . ภาพยนตร์ เป็นต้น
  • 41.
    การฟื้นตัวของภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม ในปี พ. ศ . 2496 รัตน์ เปสตันยี ตั้งบริษัทหนุมานภาพยนตร ์และสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานสากลขึ้นที่ถนนวิทยุ ย่านเพลินจิต บริษัทได้สร้างภาพยนตร์ไทยระบบ 35 ม . ม . เสียงในฟิล์ม สีธรรมชาติเรื่อง สันติ - วีณา ออกฉายครั้งแรกในปี 2497 และได้ส่งเข้าประกวดในงานประกวดภาพยนตร์เอเชียตะวันออก ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรางวัล 3 รางวัล คือ รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ รางวัลการเผยแพร่วัฒนธรรม นับเป็นครั้งเเรกที่หนังไทยได้เข้าร่วมประกวดภาพยนตร์นานาชาติ
  • 42.
               สันติ - วีณา เป็นเรื่องของหญิงสาวซึ่งเป็นที่หมายปองของชายหนุ่ม 2 คน พูนพันธ์ อังคาร แสดงเป็นสันติ ชายหนุ่มผู้ประสบมรสุมชีวิตมากมาย และในที่สุดก็หันเข้าสู่ร่มกาสาวพัฒน์ ไพจิต ภูติยศ รับบท ไกร ผู้หลงรักวีณา และพยายามทำลายสันติในทุกวิถีทาง เรวดี ศิริวิไล รับบทวีณา หญิงสาวผู้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งคู่
  • 43.
              สันติ- วีณา ต่างจากหนังไทยทั่วๆไปในสมัยนั้น คีอไม่ได้จบลงด้วยการที่พระเอก นางเอก ได้ครองรักกันในที่สุด แต่แสดงให้เห็นว่าประเพณีเป็นตัวกำหนดการดำรงชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น และทางออกของปัญหาก็คือการยึดถือประเพณีและวัฒนธรรมนั้นๆต่อไป ในตอนจบของเรื่อง สันติหนีปัญหาด้วยการบวช คือหันเข้าหาศาสนา ถือได้ว่าเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น           ความสำเร็จของสันติ - วีณา ทำให้การสร้างภาพยนตร์ 35 มม เสียงในฟิล์มกลับได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง
  • 44.
    ระหว่างปี พ .ศ . 2498-2499 เนื้อหาของหนังไทยเปลี่ยนจากหนังบู๊มาเป็นหนังชีวิต สาเหตุที่หนังในแนวนี้ได้รับความนิยมมาจากความเด่นดังของดาราหญิง 3 คน ได้แก่ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง วิไลวรรณ วัฒนพานิชย์ และ อัมมรา อัศวนนท์ ยิ่งกว่านั้นหนังชีวิตในช่วงเวลานั้นเกือบทั้งหมดดัดแปลงมาจากนิยายซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารสตรี นิยายเหล่านั้นส่วนใหญ่มีเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกัน ตัวละครฝ่ายดีและฝ่ายผู้ร้ายมีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เนื้อหาของเรื่องจะเน้นที่การสร้างความเห็นอกเห็นใจจากผู้อ่านและผู้ชม เนื้อเรื่องหลักก็เช่นนางเอกเป็นสาวน้อยยากจน ผู้ซึ่งค้นพบความจริงในตอนท้ายเรื่องว่าจริงๆแล้วเธอคือทายาทเพียงคนเดียวของปู่ผู้มั่งคั่ง หรือเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างแม่ผัว ลูกสะใภ้
  • 45.
    ความนิยมอีกอย่างที่เริ่มมีมากขึ้นในสมัยนี้คือการถ่ายทำภาพยนตร์ในต่างประเทศ ในการถ่ายทำลักษณะนั้น กองถ่ายมักมีขนาดเล็กลูกทีมทุกคนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกหน้าที่ ตัวอย่างเช่น ผู้กำกับการแสดงทำหน้าที่ถ่ายทำด้วย และในเวลาเดียวกันยังทำหน้าที่ควบคุมกองถ่ายอีกอย่าง นักแสดงทุกคนจะดูแลเรื่องการแต่งหน้า และเรื่องเสื้อผ้าของตัวเอง ในบางกรณีก็ช่วยหิ้วอุปกรณ์การถ่ายทำด้วย ผู้อำนวยการสร้างทำหน้าที่ตกแต่งฉากและเป็นผู้ช่วยผู้กำกับไปด้วย เหล่านี้เป็นต้น           หนังในรูปแบบหลังนี้ต่างจากเรื่องสันติ - วีณา คือมักจะเป็นหนังต้นทุนต่ำ ใช้ฟิล์ม 16 ม . ม . และเป็นหนังพากษ์ ซึ่งทำให้การนำออกฉายในต่างประเทศนั้นทำได้ยาก
  • 46.
    ยุคหลังสงคราม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หนังไทยยุคหลังสงครามยังคงใช้ฟิล์มขนาด 16 ม . ม . ถ่ายทำเป็นส่วนใหญ่อยู่เช่นเดิม หนังที่สร้างในช่วงระหว่าง พ . ศ . 2489-2492 เป็นหนังพากษ์ทั้งหมด หนังเรื่องแรกที่สร้างหลังสมัยสงครามคือเรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย สร้างโดย ปรเมรุภาพยนตร์ มี สำเนา เศรษฐบุตร เป็นผู้อำนวยการสร้าง ม . จ . ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล เป็นผู้ถ่ายภาพและ แท้ ประกาศวุฒิสาร เป็นผู้กำกับการแสดง นำแสดงโดย สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 ม . ม . สีธรรมชาติ เป็นหนังพากษ์
  • 47.
  • 48.
    แม้ว่าในยุคหลังสงคราม หลังจากความสำเร็จของ สุภาพบุรุษเสือไทยจะดึงเอาผู้คนเข้าสู่วงการสร้างภาพยนตร์มากมาย แต่ลักษณะของผู้สร้างสมัยนี้ต่างจากสมัยแรกๆคือไม่มีการจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ ไม่มีการสร้างโรงถ่ายใหญ่ๆอย่างยุคก่อนสงคราม ส่วนใหญ่เป็นการทำงานกันในกลุ่มขนาดเล็ก หรือในหมู่ครอบครัว ญาติมิตร
  • 49.
    ภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน เมื่อเริ่มต้นทศวรรษใหม่ในปี พ.ศ.2540 ก็มีปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตัวให้แก่วงการหนังไทยอีกครั้ง นั่นคือความสำเร็จชนิดทำลายสถิติหนังไทยทุกเรื่อง ด้วยรายได้มากกว่า 70 ล้านบาทจากหนังของ ไทเอ็นเตอร์เทนเมนท์ เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง
  • 50.
    ตั้งแต่ปี พ .ศ . 2540-2548 ทางด้านการทำรายได้มีการสร้างสถิติอย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล 20 อันดับแรกล้วนอยู่ในช่วง ปี 2540 – 2548 มีภาพยนตร์ไทย 9 เรื่องสามารถทำรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท โดยภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท (2544) รายได้ภายในประเทศกว่า 700 ล้านบาทเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด นางนาก ที่ออกฉายต้นปี 2542 กวาดรายได้ไปถึง 150 ล้านบาท บางระจัน ของ ธนิตย์ จิตต์นุ กูล กวาดรายได้ 150.4 ล้าน มือปืน/โลก/พระ/จัน ของผู้กำกับฯ ยุทธ เลิศ สิปป ภาค 120 ล้าน และ สตรีเหล็ก ของ ยง ยุทธ ทองกองทุน 99 ล้าน ในปี 2544 ถือเป็นปีทองที่น่าจดจำของวงการภาพยนตร์ไทย
  • 51.
    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังเข้าไปสู่ยุคการแข่งขันที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นเป็นเพราะกระแสโลกที่เป็นตัวกำหนดรสนิยมของการดูภาพยนตร์ของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป พร้อมๆ กับการเข้ามาของกลุ่มผู้กำกับฯ คลื่นลูกใหม่ ที่มีศิลปะในการจัดการทางด้านธุรกิจ การใช้สื่อโฆษณาทุกรูปแบบกระตุ้นผู้บริโภค แนวภาพยนตร์ มีทั้งแนวอิงประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์สยองขวัญ ภาพยนตร์ที่สร้างให้เกิดกระแสสังคม ภาพยนตร์ที่สะท้อนอุดมคติของความเป็นไทย ภายหลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ผู้คนเริ่มหันกลับมาค้นหาคุณค่าของความเป็นไทยด้วยความรู้สึกชาตินิยมจึงถูกปลุกขึ้นมาในช่วงนี้
  • 52.
  • 53.
    นอกจากนี้ ภาพยนตร์ไทยยังได้การยอมรับในต่างประเทศ ภาพยนตร์เรื่องต้มยำกุ้ง หรือ The Protector ถือเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถขึ้นไปอยู่บนตาราง บ็อกซ์ออฟฟิ ส ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องได้ตีตลาดต่างประเทศ อย่างภาพยนตร์เรื่อง โกลค ลับ , สุริโยไท , จัน ดารา , บางระจัน , ขวัญเรียม , นางนาก , สตรีเหล็ก , ฟ้าทะลายโจร , บางกอกแดน เจอรัส และ 14 ตุลาฯ
  • 54.
    และมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่เป็นที่ยอมรับในเทศกาลภาพยนตร์อย่าง บางกอกแดนเจอรัส (2543) ไปเปิดตัวที่งานเทศกาลหนังที่ โทรอนโต หรือ เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล ของ เป็นเอก รัต นเรือง และในปี 2550 ภาพยนตร์ในรูปแบบชายรักชายเรื่อง เพื่อน...กูรัก มึงว่ะ โดยผู้กำกับ พจน์ อานนท์ คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากการประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ ประเทศเบลเยียม มาได้
  • 55.