Naming Hydrocarbons
    (nomenclature)




          C
การเรียกชือสารอินทรีย์
การเรียกชือสารอินทรียแบ่งเป็ น 2 ระบบ
                     ์
  1. ชือสามัญ (common name)
  ไม่มกฎเกณฑ์ทแน่นอน อาจจะเรียกชือตามสิงทีพบหรือตามสถานทีพบ
       ี        ี

  2. ระบบ IUPAC (International Union of Pure and Applied Chemistry)
  สัมพันธ์กบชนิดและสูตรโครงสร้างของสารจึงทําให้งายแก่การจดจํา ซึงยังคงใช้กน
           ั                                    ่                         ั
     ่ ั ั
  อยูในปจจุบนนี/
COMMON NAME
ตัวอย่างชือสามัญของสารบางชนิดทีควรรู้จก
                                      ั
IUPAC NAME
การเรียกชือตามระบบ IUPAC
  หลักเกณฑ์ทวไป คือ ให้แบ่งการเรียกชือสารอินทรียออกเป็ น 3 ส่วน คือ
              ั                                   ์
       ส่วนที 1 เป็ นชือโครงสร้างหลัก (basic unit หรือ parent name)
       ส่วนที 2 เป็ นคําลงท้าย (suffix)
       ส่วนที 3 เป็ นคํานําหน้า (prefix)


            prefix + basic unit (parent name) + suffix
การเรียกชือตามระบบ IUPAC (ต่อ)
• ชือโครงสร้างหลัก (basic unit) เลือกโซ่อะตอมของคาร์บอนทียาวทีสุด

จํานวน C ทีต่อกันยาวทีสุ ด            โครงสร้างของ   C     ชือโครงสร้างหลัก

             1               C                                      meth-
             2               C-C                                     eth-
             3               C-C-C                                  prop-
             4               C-C-C-C                                 but-
             5               C-C-C-C-C                              pent-
             6               C-C-C-C-C-C                            hex-
             7               C-C-C-C-C-C-C                          hept-
             8               C-C-C-C-C-C-C-C                         oct-
             9               C-C-C-C-C-C-C-C-C                      non-
            10               C-C-C-C-C-C-C-C-C-C                    dec-
Mnemonic for First Four Prefixes

             First four prefixes
             •   Meth-   Monkeys
             •   Eth-    Eat
             •   Prop-   Peeled
             •   But-    Bananas
Other Prefixes


               • Pent-
  Decade
               • Oct-
 Decimal       • Dec-
Decathalon • Hex-, Hept-, Non-
่ ั ั
คําลงท้าย (suffix) บอกให้ทราบถึงชนิดของหมูฟงก์ชนในโมเลกุล เป็ นสารประกอบ
   ประเภทใด เป็ นสารประกอบประเภทอิมตัวหรือไม่อมตัว
                                               ิ
อ่านชือสารประเภทอืนๆ (ยกเว้น แอลคีน และแอลไคน์) เหมือนแอลเคน โดยตัด –e ตัว
   ท้ายออก แล้วเติม คําลงท้ายของสารประเภทนัน (เช่น –ol, -one) แทน
                                           /
ชือหมู่แทนที (substitute group)              Prefix
• หมูแอลคิล (alkyl) เป็ นแอลเคนทีขาดไฮโดรเจนไปหนึงอะตอม นิยมเขียนแทนหมู่
       ่
    เหล่านี/ดวย R
             ้
• เรียกชือหมูแอลคิลคล้ายแอลเคน เพียงตัด –ane แล้วเติม –yl แทน
                 ่
CH3− CH3−CH2− CH3−CH2−CH2−
methyl         ethyl        n-propyl              Cl-          chloro
                                                  Br-          bromo
CH3−CH(CH3)− CH3−CH2−CH2−CH2−                     NO2-          nitro
 isopropyl                n-butyl                 HO-           hydroxy
                                                 CH3O-          methoxy
                                                 CH2=CH-        vinyl
                                                 CH2=CH-CH2-     allyl
         phenyl                aryl

                     R
Naming Side Chains
Example: use the rules on this handout
    to name the following structure
             CH2      CH2 CH3

    CH3 CH2 C      CH2 C    CH3

                      CH3

Rule 1: choose the correct ending
                              ene
Naming Side Chains


              CH2       CH2 CH3

     CH3 CH2 C      CH2 C     CH3

                        CH3

Rule 2: determine the longest carbon chain
                                ene
Naming Side Chains


            CH2      CH2 CH3

   CH3 CH2 C      CH2 C    CH3

                     CH3

Rule 3: Assign numbers to each carbon
                             ene
Naming Side Chains


            CH2       CH2 CH3
             1         5     6
   CH3 CH2 C      CH2 C     CH3
             2    3    4
                      CH3

Rule 3: Assign numbers to each carbon
                                 ene
Naming Side Chains


               CH2       CH2 CH3
                1         5     6
     CH3 CH2 C       CH2 C     CH3
                2    3    4
                         CH3

Rule 4: attach prefix (according to # of Cs)
                             1-hexene
                                  ene
Naming Side Chains


            CH2       CH2 CH3
    ethyl    1         5      6
   CH3 CH2 C      CH2 C     CH3
             2    3    4      methyl
                      CH3
                            methyl
Rule 5: Determine name for side chains
                          1-hexene
Naming Side Chains


                CH2       CH2 CH3
        ethyl    1         5      6
       CH3 CH2 C      CH2 C     CH3
                 2    3    4      methyl
                          CH3
                                methyl
Rule 6: attach name of branches alphabetically
2-ethyl-4-methyl-4-methyl-1-hexene
                          1-hexene
Naming Side Chains


              CH2       CH2 CH3
      ethyl    1         5      6
     CH3 CH2 C      CH2 C     CH3
               2    3    4      methyl
                        CH3
                              methyl
 Rule 7,8: group similar branches
2-ethyl-4-methyl-4-methyl-1-hexene
                          1-hexene
Naming Side Chains


             CH2       CH2 CH3
    ethyl     1         5      6
    CH3 CH2 C      CH2 C     CH3
              2    3    4      methyl
                       CH3
                             methyl
Rule 7,8: group similar branches
   2-ethyl-4,4-dimethyl-1-hexene
     Page 547-8 Questions 3, 5
CH3 CH       CH2              CH3        CH3
   propene           CH3      CH    CH   C     CH3


CH3 CH   CH CH3
                      2,4-dimethyl-2-pentene
   2-butene


         CH    C       CH2 CH3
                   1-butyne
CH3                     CH3

CH2 CH     C     CH2 CH3     CH3   C     CH        CH2

           CH3                     CH2    CH3
a) 3,3-dimethyl-1-pentene              b) same

                       CH3         CH3

        CH3    C   C   CH    CH    CH2

                             CH2 CH3
         c) 5-ethyl-4-methyl-2-heptyne        For more lessons, visit
                                              www.chalkbored.com
่ ั ั
1. ตําแหน่งของ C ทีหมูฟงก์ชนเกาะอยู่ ต้องนับให้อยูในตําแหน่งทีน้อยทีสุด
                                                  ่
                                       OH                               OH
         H3C           CH2 CH2 CH           CH3      H3C     CH2 CH2 CH      CH3
               1       2       3       4        5       5    4      3   2     1

2. ถ้าในโครงสร้างหลักมีพนธะคูอยูดวย จะต้องระบุตาแหน่งพันธะคูหรือพันธะสามด้วย
                        ั   ่ ่ ้              ํ           ่
   โดยกําหนดให้เป็ นเลขน้อยทีสุดเพียงค่าเดียว
        H3C        CH2 CH          CH       CH3     H3C     CH2 CH      CH   CH3
           1       2       3       4        5          5    4       3   2    1



                       ตําแหน่งของพันธะคู่ คือ 2 ไม่ใช่ 3 หรื อ 4
5.2 การเรียกชือตามระบบ IUPAC (ต่อ)
3. ถ้าในโครงสร้างหลักมีกลุมอะตอมซํ/า ๆ กันมาเกาะให้บอกจํานวนโดยใช้ภาษากรีก
                            ่
     เช่น di = 2 กลุม, tri = 3 กลุม, tetra = 4 กลุม, penta = 5 กลุม
                    ่             ่               ่               ่
4. ถ้าในโครงสร้างหลักมีกลุมอะตอมหลายชนิดมาเกาะ ให้เรียกชือเรียงลําดับตามอักษร
                              ่
     ภาษาอังกฤษ
                                  CH2 CH3
                    CH3 CH2 CH2 CH     CH    CH3
ตัวอย่าง                               CH3

                     6   5   4    3    2     1

                     1   2   3    4    5     6




•   3-ethyl-2-methylhexane หมายถึง มี ethyl มาต่อที C ตําแหน่ง 3 และ methyl
    group มาต่อที C ตําแหน่ง 2 ในโครงสร้างหลักของ hexane
การเรียกชือตามระบบ IUPAC (ต่อ)
สารประกอบทีเป็ นวง
• ใช้คาว่า cyclo และให้เริ มนับคาร์บอนในวงทีมีหมู่ฟังก์ชนเกาะอยูเ่ ป็ นตําแหน่งที 1 เสมอ
      ํ                                                 ั

                                     O
                                                                                  CH3


 cyclobutane
                                        Cl                      1-methylcyclohexene
                         3-chlorocyclopentanone
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์
• ไอโซเมอริซึม (isomerism) หมายถึง ปรากฏการณ์ทสารอินทรียมสตรโมเลกุล
                                                    ี       ์ ีู
  เหมือนกัน แต่มสตรโครงสร้างต่างกัน ซึงอาจจะเป็ นสารประเภทเดียวหรือต่างชนิด
                ีู
  กันก็ได้
• ไอโซเมอร์ (isomer) หมายถึง สารอินทรียทมีสตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่สามารถ
                                         ์ ี ู
  เขียนสูตรโครงได้หลายแบบ แต่ละไอโซเมอร์มสมบัตต่างกัน
                                            ี     ิ
• C2H6O มี 2 ไอโซเมอร์
  CH3–CH2–OH และ CH3–O–CH3
• C3H6O มี 2 ไอโซเมอร์

                       O                        O
                 H3C   C   CH3       H3C   CH2 C    H
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
                                        ไอโซเมอร์


                   ไอโซเมอร์เชิงโครงสร้าง                   ไอโซเมอร์เชิงสเตอริ โอ



ไอโซเมอร์เชิงสายโซ่คาร์บอน        ไอโซเมอร์เชิงชนิดของหมู่ฟังก์ชน
                                                                ั


             ไอโซเมอร์เชิงตําแหน่งของหมู่ฟังก์ชน
                                               ั


                                            ไอโซเมอร์เชิงเรขาคณิ ต        ไอโซเมอร์เชิงแสง
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
1.   ไอโซเมอร์เชิงโครงสร้าง (Structural isomer) สารอินทรียทมีสตรโมเลกุล
                                                            ์ ี ู
     เหมือนกันแต่มสตรโครงสร้างต่างกัน แบ่งได้เป็ น
                   ีู
     1.1 ไอโซเมอร์เชิงสายโซ่คาร์บอน (skeleton isomer)
                                    ่ ั ั
     1.2 ไอโซเมอร์เชิงตําแหน่งของหมูฟงก์ชน (positional isomer)
                                ่ ั ั
     1.3 ไอโซเมอร์เชิงชนิดของหมูฟงก์ชน (functional isomer)

2.   ไอโซเมอร์เชิงสเตอริ (Stereo isomer) เป็ นไอโซเมอร์ทมีโครงแบบ
                                                            ี
     (configuration) ต่างกันคือมีการจัดเรียงอะตอมในทีว่างต่างกัน (การจัด
     ตําแหน่งของอะตอมใน 3 มิตแตกต่างกัน) แบ่งได้เป็ น 2 ชนิด คือ
                                  ิ
     2.1 ไอโซเมอร์เชิงเรขาคณิต (geometrical isomer)
     2.2 ไอโซเมอร์เชิงแสง (optical isomer)
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
1. ไอโซเมอร์เชิงโครงสร้าง (Structural isomer)
1.1    ไอโซเมอร์เชิงสายโซ่คาร์บอน (skeleton isomer)
•      ไอโซเมอร์ทมีการจัดเรียงตัวของคาร์บอนในโครงสร้างหลักต่างกัน
                   ี
•      คาร์บอนอะตอมอาจต่อกันเป็ นเส้นตรงหรือเป็ นแบบกิงสาขา
•      จํานวนไอโซเมอร์จะเพิมขึนเมือจํานวนคาร์บอนเพิมขึน เช่น
                                /                        /
      – C5H12 มี 3 ไอโซเมอร์                  C6H14 มี 5 ไอโซเมอร์
      – C7H16 มี 9 ไอโซเมอร์                  C8H18 มี 18 ไอโซเมอร์
      – C9H20 มี 35 ไอโซเมอร์                 C10H22 มี 75 ไอโซเมอร์
•      สารทีเป็ นไอโซเมอร์เชิงโครงสร้างกันจะมีสมบัตทางกายภาพและทางเคมี
                                                   ิ
       ต่างกัน
6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
ไอโซเมอร์ ชนิดโครงสร้ างของ C5H12 และจุดเดือด
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
1.2 ไอโซเมอร์เชิงตําแหน่ งของหมู่ฟังก์ชน (positional isomer)
                                         ั
                         ่ ั ั
• ไอโซเมอร์ทเกิดจากหมูฟงก์ชนนัลมาเกาะกับอะตอมของคาร์บอนใน
              ี
    โครงสร้างหลักทีตําแหน่งต่างกัน
• เช่น C4H10O มี positional isomer ทีเป็ นแอลกอโอล์ 2 ไอโซเมอร์
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
1.3 ไอโซเมอร์เชิงชนิดของหมู่ฟังก์ชน (functional isomer)
                                   ั
               ี ่ ั ั
• ไอโซเมอร์ทมีหมูฟงก์ชนนัลต่างกัน เป็ นสารอินทรียต่างชนิดกันทีมีสตรโมเลกุล
                                                   ์               ู
    เหมือนกันแต่สตรโครงสร้างต่างกัน
                 ู
• ตัวอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ กับ อีเทอร์ ทีมีสตรโมเลกุล C2H6O เป็ น functional
                                           ู
    isomer กัน


•    แอลดีไฮด์ กับ คีโตน ทีมีสตรโมเลกุล C3H6O เป็ น functional isomer กัน
                              ู
                      O                            O

                 H    C     CH2   CH3      H3C     C       CH3

                      propanal                 propanone
6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
2. ไอโซเมอร์เชิงสเตอริ (Stereo isomer)
2.1 ไอโซเมอร์เชิงเรขาคณิต (geometrical isomer)
• เป็ นไอโซเมอร์ทมีการจัดเรียงของหมูแทนทีในโครงสร้างทีเป็ นวงหรือในพันธะคู่
                  ี                 ่
    ต่างกัน
• เช่น ไอโซเมอร์แบบ ซิส-ทรานส์ (cis-trans isomer) ซึงเป็ นการพิจารณาว่า H
    หรือหมูทเหมือนกันอยูในระนาบเดียวกันหรือต่างระนาบกัน (ล่างและบนระนาบ
            ่ ี         ่
    ของพันธะคู) ่
           H3C                   CH3   H3C                    H
                   C      C                     C     C
             H                   H      H                     CH3

                 cis- 2-butene               trans-2-butene
ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
2.2 ไอโซเมอร์เชิงแสง (optical isomer)
• เป็ นไอโซเมอร์ทมีความไวต่อการบิดระนาบแสงโพลาไรซ์ (polarized light) ทังนี/
                 ี                                                     /
    เนืองจากความไม่สมมาตรหรืออสมมาตร (asymmetry) ในโมเลกุล
• ถ้า C อะตอมใดต่อกับอะตอมหรือหมูอะตอมทีแตกต่างกันทัง 4 หมู่ เรียกว่า
                                    ่                /
    คาร์บอนไครัล (chiral carbon)
• ถ้า C อะตอมใดต่อกับอะตอมหรือหมูอะตอมทีไม่แตกต่างกันทัง 4 หมู่ เรียกว่า
                                      ่                 /
    คาร์บอนอะไครัล (achiral carbon)
                        Br                              Br

                        C*                              C
                Cl             H               H3C              H
                  H3C                             H3C
                คาร์บอนไครัล                   คาร์บอนอะไครัล
6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
โมเลกุลอะไครัล (Achiral molecule)
• เมือฉายแสงโพลาไรซ์ผานสารละลายของโมเลกุลอะไครัล ระนาบของแสง
                          ่
     โพลาไรซ์ (plane of polarized light) จะไม่มการเปลียนแปลง เพราะว่า
                                               ี
     โมเลกุลอะไครัลไม่ได้หมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์
• โมเลกุลอะไครัลเป็ นสารทีไม่มอนตรกิรยากับแสง (optically inactive)
                                 ีั       ิ
6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ)
โมเลกุลไครัล (Chiral molecule)
• แต่เมือฉายแสงโพลาไรซ์ผานสารละลายของโมเลกุลไครัล โมเลกุลเอไครัลจะมี
                            ่
     การหมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์ ซึงอาจจะหมุนระนาบของแสงตามเข็มนาฬิกา
     หรือทวนเข็มนาฬิกา
• โมเลกุลไครัลเป็ นสารทีเกิดอันตรกิรยากับแสงได้ (optically active)
                                    ิ

Hydrocarbon

  • 1.
    Naming Hydrocarbons (nomenclature) C
  • 2.
    การเรียกชือสารอินทรีย์ การเรียกชือสารอินทรียแบ่งเป็ น 2ระบบ ์ 1. ชือสามัญ (common name) ไม่มกฎเกณฑ์ทแน่นอน อาจจะเรียกชือตามสิงทีพบหรือตามสถานทีพบ ี ี 2. ระบบ IUPAC (International Union of Pure and Applied Chemistry) สัมพันธ์กบชนิดและสูตรโครงสร้างของสารจึงทําให้งายแก่การจดจํา ซึงยังคงใช้กน ั ่ ั ่ ั ั อยูในปจจุบนนี/
  • 3.
  • 4.
    IUPAC NAME การเรียกชือตามระบบ IUPAC หลักเกณฑ์ทวไป คือ ให้แบ่งการเรียกชือสารอินทรียออกเป็ น 3 ส่วน คือ ั ์ ส่วนที 1 เป็ นชือโครงสร้างหลัก (basic unit หรือ parent name) ส่วนที 2 เป็ นคําลงท้าย (suffix) ส่วนที 3 เป็ นคํานําหน้า (prefix) prefix + basic unit (parent name) + suffix
  • 5.
    การเรียกชือตามระบบ IUPAC (ต่อ) •ชือโครงสร้างหลัก (basic unit) เลือกโซ่อะตอมของคาร์บอนทียาวทีสุด จํานวน C ทีต่อกันยาวทีสุ ด โครงสร้างของ C ชือโครงสร้างหลัก 1 C meth- 2 C-C eth- 3 C-C-C prop- 4 C-C-C-C but- 5 C-C-C-C-C pent- 6 C-C-C-C-C-C hex- 7 C-C-C-C-C-C-C hept- 8 C-C-C-C-C-C-C-C oct- 9 C-C-C-C-C-C-C-C-C non- 10 C-C-C-C-C-C-C-C-C-C dec-
  • 6.
    Mnemonic for FirstFour Prefixes First four prefixes • Meth- Monkeys • Eth- Eat • Prop- Peeled • But- Bananas
  • 7.
    Other Prefixes • Pent- Decade • Oct- Decimal • Dec- Decathalon • Hex-, Hept-, Non-
  • 8.
    ่ ั ั คําลงท้าย(suffix) บอกให้ทราบถึงชนิดของหมูฟงก์ชนในโมเลกุล เป็ นสารประกอบ ประเภทใด เป็ นสารประกอบประเภทอิมตัวหรือไม่อมตัว ิ อ่านชือสารประเภทอืนๆ (ยกเว้น แอลคีน และแอลไคน์) เหมือนแอลเคน โดยตัด –e ตัว ท้ายออก แล้วเติม คําลงท้ายของสารประเภทนัน (เช่น –ol, -one) แทน /
  • 9.
    ชือหมู่แทนที (substitute group) Prefix • หมูแอลคิล (alkyl) เป็ นแอลเคนทีขาดไฮโดรเจนไปหนึงอะตอม นิยมเขียนแทนหมู่ ่ เหล่านี/ดวย R ้ • เรียกชือหมูแอลคิลคล้ายแอลเคน เพียงตัด –ane แล้วเติม –yl แทน ่ CH3− CH3−CH2− CH3−CH2−CH2− methyl ethyl n-propyl Cl- chloro Br- bromo CH3−CH(CH3)− CH3−CH2−CH2−CH2− NO2- nitro isopropyl n-butyl HO- hydroxy CH3O- methoxy CH2=CH- vinyl CH2=CH-CH2- allyl phenyl aryl R
  • 10.
    Naming Side Chains Example:use the rules on this handout to name the following structure CH2 CH2 CH3 CH3 CH2 C CH2 C CH3 CH3 Rule 1: choose the correct ending ene
  • 11.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 CH3 CH2 C CH2 C CH3 CH3 Rule 2: determine the longest carbon chain ene
  • 12.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 CH3 CH2 C CH2 C CH3 CH3 Rule 3: Assign numbers to each carbon ene
  • 13.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 1 5 6 CH3 CH2 C CH2 C CH3 2 3 4 CH3 Rule 3: Assign numbers to each carbon ene
  • 14.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 1 5 6 CH3 CH2 C CH2 C CH3 2 3 4 CH3 Rule 4: attach prefix (according to # of Cs) 1-hexene ene
  • 15.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 ethyl 1 5 6 CH3 CH2 C CH2 C CH3 2 3 4 methyl CH3 methyl Rule 5: Determine name for side chains 1-hexene
  • 16.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 ethyl 1 5 6 CH3 CH2 C CH2 C CH3 2 3 4 methyl CH3 methyl Rule 6: attach name of branches alphabetically 2-ethyl-4-methyl-4-methyl-1-hexene 1-hexene
  • 17.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 ethyl 1 5 6 CH3 CH2 C CH2 C CH3 2 3 4 methyl CH3 methyl Rule 7,8: group similar branches 2-ethyl-4-methyl-4-methyl-1-hexene 1-hexene
  • 18.
    Naming Side Chains CH2 CH2 CH3 ethyl 1 5 6 CH3 CH2 C CH2 C CH3 2 3 4 methyl CH3 methyl Rule 7,8: group similar branches 2-ethyl-4,4-dimethyl-1-hexene Page 547-8 Questions 3, 5
  • 19.
    CH3 CH CH2 CH3 CH3 propene CH3 CH CH C CH3 CH3 CH CH CH3 2,4-dimethyl-2-pentene 2-butene CH C CH2 CH3 1-butyne
  • 20.
    CH3 CH3 CH2 CH C CH2 CH3 CH3 C CH CH2 CH3 CH2 CH3 a) 3,3-dimethyl-1-pentene b) same CH3 CH3 CH3 C C CH CH CH2 CH2 CH3 c) 5-ethyl-4-methyl-2-heptyne For more lessons, visit www.chalkbored.com
  • 21.
    ่ ั ั 1.ตําแหน่งของ C ทีหมูฟงก์ชนเกาะอยู่ ต้องนับให้อยูในตําแหน่งทีน้อยทีสุด ่ OH OH H3C CH2 CH2 CH CH3 H3C CH2 CH2 CH CH3 1 2 3 4 5 5 4 3 2 1 2. ถ้าในโครงสร้างหลักมีพนธะคูอยูดวย จะต้องระบุตาแหน่งพันธะคูหรือพันธะสามด้วย ั ่ ่ ้ ํ ่ โดยกําหนดให้เป็ นเลขน้อยทีสุดเพียงค่าเดียว H3C CH2 CH CH CH3 H3C CH2 CH CH CH3 1 2 3 4 5 5 4 3 2 1 ตําแหน่งของพันธะคู่ คือ 2 ไม่ใช่ 3 หรื อ 4
  • 22.
    5.2 การเรียกชือตามระบบ IUPAC(ต่อ) 3. ถ้าในโครงสร้างหลักมีกลุมอะตอมซํ/า ๆ กันมาเกาะให้บอกจํานวนโดยใช้ภาษากรีก ่ เช่น di = 2 กลุม, tri = 3 กลุม, tetra = 4 กลุม, penta = 5 กลุม ่ ่ ่ ่ 4. ถ้าในโครงสร้างหลักมีกลุมอะตอมหลายชนิดมาเกาะ ให้เรียกชือเรียงลําดับตามอักษร ่ ภาษาอังกฤษ CH2 CH3 CH3 CH2 CH2 CH CH CH3 ตัวอย่าง CH3 6 5 4 3 2 1 1 2 3 4 5 6 • 3-ethyl-2-methylhexane หมายถึง มี ethyl มาต่อที C ตําแหน่ง 3 และ methyl group มาต่อที C ตําแหน่ง 2 ในโครงสร้างหลักของ hexane
  • 23.
    การเรียกชือตามระบบ IUPAC (ต่อ) สารประกอบทีเป็นวง • ใช้คาว่า cyclo และให้เริ มนับคาร์บอนในวงทีมีหมู่ฟังก์ชนเกาะอยูเ่ ป็ นตําแหน่งที 1 เสมอ ํ ั O CH3 cyclobutane Cl 1-methylcyclohexene 3-chlorocyclopentanone
  • 24.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ • ไอโซเมอริซึม (isomerism)หมายถึง ปรากฏการณ์ทสารอินทรียมสตรโมเลกุล ี ์ ีู เหมือนกัน แต่มสตรโครงสร้างต่างกัน ซึงอาจจะเป็ นสารประเภทเดียวหรือต่างชนิด ีู กันก็ได้ • ไอโซเมอร์ (isomer) หมายถึง สารอินทรียทมีสตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่สามารถ ์ ี ู เขียนสูตรโครงได้หลายแบบ แต่ละไอโซเมอร์มสมบัตต่างกัน ี ิ • C2H6O มี 2 ไอโซเมอร์ CH3–CH2–OH และ CH3–O–CH3 • C3H6O มี 2 ไอโซเมอร์ O O H3C C CH3 H3C CH2 C H
  • 25.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ) ไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์เชิงโครงสร้าง ไอโซเมอร์เชิงสเตอริ โอ ไอโซเมอร์เชิงสายโซ่คาร์บอน ไอโซเมอร์เชิงชนิดของหมู่ฟังก์ชน ั ไอโซเมอร์เชิงตําแหน่งของหมู่ฟังก์ชน ั ไอโซเมอร์เชิงเรขาคณิ ต ไอโซเมอร์เชิงแสง
  • 26.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ) 1. ไอโซเมอร์เชิงโครงสร้าง (Structural isomer) สารอินทรียทมีสตรโมเลกุล ์ ี ู เหมือนกันแต่มสตรโครงสร้างต่างกัน แบ่งได้เป็ น ีู 1.1 ไอโซเมอร์เชิงสายโซ่คาร์บอน (skeleton isomer) ่ ั ั 1.2 ไอโซเมอร์เชิงตําแหน่งของหมูฟงก์ชน (positional isomer) ่ ั ั 1.3 ไอโซเมอร์เชิงชนิดของหมูฟงก์ชน (functional isomer) 2. ไอโซเมอร์เชิงสเตอริ (Stereo isomer) เป็ นไอโซเมอร์ทมีโครงแบบ ี (configuration) ต่างกันคือมีการจัดเรียงอะตอมในทีว่างต่างกัน (การจัด ตําแหน่งของอะตอมใน 3 มิตแตกต่างกัน) แบ่งได้เป็ น 2 ชนิด คือ ิ 2.1 ไอโซเมอร์เชิงเรขาคณิต (geometrical isomer) 2.2 ไอโซเมอร์เชิงแสง (optical isomer)
  • 27.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ) 1.ไอโซเมอร์เชิงโครงสร้าง (Structural isomer) 1.1 ไอโซเมอร์เชิงสายโซ่คาร์บอน (skeleton isomer) • ไอโซเมอร์ทมีการจัดเรียงตัวของคาร์บอนในโครงสร้างหลักต่างกัน ี • คาร์บอนอะตอมอาจต่อกันเป็ นเส้นตรงหรือเป็ นแบบกิงสาขา • จํานวนไอโซเมอร์จะเพิมขึนเมือจํานวนคาร์บอนเพิมขึน เช่น / / – C5H12 มี 3 ไอโซเมอร์ C6H14 มี 5 ไอโซเมอร์ – C7H16 มี 9 ไอโซเมอร์ C8H18 มี 18 ไอโซเมอร์ – C9H20 มี 35 ไอโซเมอร์ C10H22 มี 75 ไอโซเมอร์ • สารทีเป็ นไอโซเมอร์เชิงโครงสร้างกันจะมีสมบัตทางกายภาพและทางเคมี ิ ต่างกัน
  • 28.
    6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่อ) ไอโซเมอร์ ชนิดโครงสร้ างของ C5H12 และจุดเดือด
  • 29.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ) 1.2ไอโซเมอร์เชิงตําแหน่ งของหมู่ฟังก์ชน (positional isomer) ั ่ ั ั • ไอโซเมอร์ทเกิดจากหมูฟงก์ชนนัลมาเกาะกับอะตอมของคาร์บอนใน ี โครงสร้างหลักทีตําแหน่งต่างกัน • เช่น C4H10O มี positional isomer ทีเป็ นแอลกอโอล์ 2 ไอโซเมอร์
  • 30.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ) 1.3ไอโซเมอร์เชิงชนิดของหมู่ฟังก์ชน (functional isomer) ั ี ่ ั ั • ไอโซเมอร์ทมีหมูฟงก์ชนนัลต่างกัน เป็ นสารอินทรียต่างชนิดกันทีมีสตรโมเลกุล ์ ู เหมือนกันแต่สตรโครงสร้างต่างกัน ู • ตัวอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ กับ อีเทอร์ ทีมีสตรโมเลกุล C2H6O เป็ น functional ู isomer กัน • แอลดีไฮด์ กับ คีโตน ทีมีสตรโมเลกุล C3H6O เป็ น functional isomer กัน ู O O H C CH2 CH3 H3C C CH3 propanal propanone
  • 31.
    6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่อ) 2. ไอโซเมอร์เชิงสเตอริ (Stereo isomer) 2.1 ไอโซเมอร์เชิงเรขาคณิต (geometrical isomer) • เป็ นไอโซเมอร์ทมีการจัดเรียงของหมูแทนทีในโครงสร้างทีเป็ นวงหรือในพันธะคู่ ี ่ ต่างกัน • เช่น ไอโซเมอร์แบบ ซิส-ทรานส์ (cis-trans isomer) ซึงเป็ นการพิจารณาว่า H หรือหมูทเหมือนกันอยูในระนาบเดียวกันหรือต่างระนาบกัน (ล่างและบนระนาบ ่ ี ่ ของพันธะคู) ่ H3C CH3 H3C H C C C C H H H CH3 cis- 2-butene trans-2-butene
  • 32.
    ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่ อ) 2.2ไอโซเมอร์เชิงแสง (optical isomer) • เป็ นไอโซเมอร์ทมีความไวต่อการบิดระนาบแสงโพลาไรซ์ (polarized light) ทังนี/ ี / เนืองจากความไม่สมมาตรหรืออสมมาตร (asymmetry) ในโมเลกุล • ถ้า C อะตอมใดต่อกับอะตอมหรือหมูอะตอมทีแตกต่างกันทัง 4 หมู่ เรียกว่า ่ / คาร์บอนไครัล (chiral carbon) • ถ้า C อะตอมใดต่อกับอะตอมหรือหมูอะตอมทีไม่แตกต่างกันทัง 4 หมู่ เรียกว่า ่ / คาร์บอนอะไครัล (achiral carbon) Br Br C* C Cl H H3C H H3C H3C คาร์บอนไครัล คาร์บอนอะไครัล
  • 33.
    6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่อ) โมเลกุลอะไครัล (Achiral molecule) • เมือฉายแสงโพลาไรซ์ผานสารละลายของโมเลกุลอะไครัล ระนาบของแสง ่ โพลาไรซ์ (plane of polarized light) จะไม่มการเปลียนแปลง เพราะว่า ี โมเลกุลอะไครัลไม่ได้หมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์ • โมเลกุลอะไครัลเป็ นสารทีไม่มอนตรกิรยากับแสง (optically inactive) ีั ิ
  • 34.
    6. ไอโซเมอริซึมของสารประกอบอินทรีย์ (ต่อ) โมเลกุลไครัล (Chiral molecule) • แต่เมือฉายแสงโพลาไรซ์ผานสารละลายของโมเลกุลไครัล โมเลกุลเอไครัลจะมี ่ การหมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์ ซึงอาจจะหมุนระนาบของแสงตามเข็มนาฬิกา หรือทวนเข็มนาฬิกา • โมเลกุลไครัลเป็ นสารทีเกิดอันตรกิรยากับแสงได้ (optically active) ิ